แจ้งเตือน

FINNOMENA x Franklin Templeton I เจาะลึกโอกาสการลงทุนระหว่าง 2 โลก ตลาดเกิดใหม่และตลาดพัฒนาแล้ว

FINNOMENA x Franklin Templeton
FINNOMENA x Franklin Templeton I เจาะลึกโอกาสการลงทุนระหว่าง 2 โลก ตลาดเกิดใหม่และตลาดพัฒนาแล้ว

พบกับ Session พิเศษ เจาะลึกโอกาสการลงทุนระหว่าง 2 โลก ตลาดเกิดใหม่และตลาดพัฒนาแล้ว

ผ่านมุมมองของ FINNOMENA และ Franklin Templeton ในเวอร์ชั่นภาษาไทย

โดยจิรัฐิติ ขันติพะโล และอธินชา ชินวรนนท์ Portfolio Specialist FINNOMENA

รายละเอียดเพิ่มเติม ความร่วมมือระหว่าง FINNOMENA x Franklin Templeton

FINNOMENA x Franklin Templeton : https://finno.me/ftxfinnomena​

FINNOMENA x Franklin Templeton Investor Base : https://finno.me/investorbase​

เกมทายใจ! คุณคือนักลงทุนสายไหนในโลกการลงทุน?

FINNOMENA
เกมทายใจ! คุณคือนักลงทุนสายไหนในโลกการลงทุน?

ในโลกการลงทุนก็เปรียบเสมือนการเดินทาง ที่ไม่ได้จบแค่ภายในระยะเวลาสั้น ๆ แต่ต้องมีการวางแผน หาข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อม รวมทั้งหาเพื่อนร่วมทางที่ไว้ใจได้เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพราะในระหว่างการเดินทางเราอาจจะเจอทั้งอุปสรรค ความท้าทาย เหตุการณ์ไม่คาดฝัน หรือแม้แต่เรื่องราวดีดีสลับกันไป 

วันนี้เราอยากชวนทุกคนมาลองทบทวนตัวเองบนเส้นทางการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนว่า คุณเป็นนักลงทุนสายไหน? และระหว่างเส้นทางนี้มีอะไรที่จะช่วยให้คุณสร้างผลตอบแทนได้ดีขึ้นบ้าง?

เกมทายใจ! คุณคือนักลงทุนสายไหนในโลกการลงทุน?

The Observer นักสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของโลกการลงทุนผู้รับฟังทุกสิ่ง

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เริ่มได้ยินคนคุยเรื่องการลงทุนกันแบบแว่ว ๆ ได้ยินคนพูดถึง Fed การลด QE ลดดอกเบี้ยแล้วรู้สึกว่าคนที่พูดเหล่านั้นเซียนแบบสุด ๆ เข้าถึงยาก แต่คุณก็ยังชอบฟัง เพราะได้ความรู้ และหวังว่าสักวันจะสามารถสร้างพอร์ตการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนตามเป้าหมายได้

คุณคือ The Observer นักสังเกตการณ์ตัวยงที่พร้อมรับฟัง ชอบเสพข่าวสาร แต่ไม่รู้จะเริ่มลงทุนอย่างไรดี ต้องการหาความรู้ก่อน เช่น PE คืออะไร QE คืออะไร ยังไม่ได้อยากเลือกแนวทางการลงทุนขนาดนั้น บ้างก็เป็นสายติสท์หรือสายอาร์ทที่ลองลงทุนแล้วไม่ชอบเลย แต่เห็นคนพูดกันหมดและรู้แค่ว่าเราจำเป็นที่จะต้องให้เงินทำงาน (อ่าน “พ่อรวยสอนลูก” มา) หรือบางคนก็เลือกจะลุยต่อและพัฒนากลายเป็นนักลงทุนขั้นถัด ๆ ไป

FINNOMENA จะเปรียบเสมือนประตูสู่โลกการลงทุนให้กับนักลงทุนกลุ่มนี้ทุก ๆ ท่านดังโลโก้บริษัทของเรา หากใครยังไม่คุ้นเคยกับ FINNOMENA คุณสามารถลองเข้าเว็บไซต์ของเรา ติดตามเราจากช่องทางต่าง ๆ เพื่อรับชมคอนเทนต์ข่าวสารการลงทุนกันได้ เป็นเรื่องดีที่คุณหาความรู้ก่อนเริ่มลงทุน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งเราก็อยากให้คุณลองลงลุยสนามด้วยเช่นกัน

สำหรับ The Observer ที่ยังไม่ได้เริ่มต้นลงทุน ยังไม่มั่นใจหรืออยากเริ่มแต่ก็ยังไม่พร้อม สิ่งที่จะมาช่วยคุณได้คือคำแนะนำแบบครบวงจร ซื้อเมื่อไร ขายเมื่อไร ปรับพอร์ตเมื่อไร จากที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวเพื่อให้คุณได้เริ่มลงทุนอย่างจริงจังและไปถึงเป้าหมายการเงินได้อย่างใจหวัง 

เกมทายใจ! คุณคือนักลงทุนสายไหนในโลกการลงทุน?

The Explorer นักสำรวจไฟแรงที่กำลังท่องโลกการลงทุนอันกว้างใหญ่พร้อมเสี่ยงในโลกการลงทุน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้ทุกข่าวสาร Fed ขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไร? ประชุม FOMC วันไหน? GDP CPI และ Non-farm payroll ประกาศตัวเลขเมื่อไร ส่งผลต่อราคาขนาดไหน รู้ทุกข่าวสารการลงทุน อีกทั้งบางคนยังซื้อตามเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ โค้ช ๆ ที่บอกคุณมาว่าดี เพราะ คุณฟังแล้วรู้สึกว่าเขามีความมั่นใจหรือภูมิฐานสุด ๆ หากคุณเป็นอย่างที่กล่าวมา ยินดีด้วยครับ คุณได้กลายเป็น The Explorer เรียบร้อยแล้ว

The Explorer นักลงทุนผู้หาญกล้าไฟแรง มักมาพร้อมกับเครื่องมือ Technical อันแรงกล้า RSI 30 70 หรือ MA 50 ตัด 200 คุณรู้หมดแน่นอน!! อีกทั้งยังพร้อมเลือกลงทุนและซิ่งไปกับสินทรัพย์ที่ร้อนแรงแบบสุดขั้วไม่ว่าจะเป็นคริปโตฯ Forex หุ้น IPO หรือ หุ้นสายซิ่ง พร้อมเสี่ยงพร้อมมันส์ พร้อมบวกพร้อมรวยแบบ 100% 200% 300% ในวันเดียวหรือไม่กี่ข้ามคืน!

แต่อนิจจาเมื่อลงทุนมาสักพักหนึ่งดันโดนตลาดหุ้นดัดหลังเสียอย่างนั้น บ้างก็คงความมั่นใจเต็มอกสู้ต่อไป หาคำคมเติมพลังใจมาอ่าน บ้างก็สับสน บ้างก็ถอดใจขออยู่ห่างการลงทุนเสียดีกว่า หรือเลวร้ายกว่านั้นบางคนอาจจะหันตัวไปเป็นโค้ชขายคอร์สการลงทุนแบบผิด ๆ ที่ยังไม่รู้ตัวว่าคุณกำลังหลอกทั้งตนเองและคนอื่นอยู่

นักลงทุนประเภทนี้ยังไม่สายเกินไปที่จะสู้ต่อหรือกลับตัวกลับใจ เพราะยังพอมีเวลาเหลือสำหรับการลองผิดลองถูก และมักจะเริ่มหันมาคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญให้ช่วยตัดสินใจ ดูแลหรือเริ่มหาความรู้ในการเลือกลงทุนเอง 

สิ่งที่จะมาช่วยคุณได้ก็คือคำแนะนำแบบ Real-time โดยที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวที่รู้ลึกรู้จริงเพื่อให้คุณสามารถเกาะกระแสคว้าโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจได้อย่างสม่ำเสมอ ณ ตอนนั้น ๆ ได้ โดยไม่ปล่อยให้คุณโต้คลื่นอย่างโดดเดี่ยว (อีกทั้งถ้ามีคำแนะนำที่ช่วยให้หลุดดอยด้วยก็น่าจะดีแท้)

เกมทายใจ! คุณคือนักลงทุนสายไหนในโลกการลงทุน?

The Expert ผู้ถูกตลาดดัดหลังแต่แสวงหาความรู้นำทางเพื่อพิชิตโลกการลงทุน

เป็นสายที่ต่อยอดมาจาก The Explorer ที่ถูกพัฒนามาอีกขั้นหลังจากถูกตลาดดัดหลังและมาหาความรู้อย่างต่อเนื่องจนเป็นผู้รู้ลึก รู้จริงในเรื่องการลงทุน

คุณคือ The Expert ซึ่งพบได้ในนักลงทุนรุ่นเก๋ามีประสบการณ์ในตลาดมาอย่างโชกโชน บ้างก็เป็นผู้บริหารระดับสูง บ้างก็มาถึงช่วงชีวิตที่กลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจเป็นหลักเป็นแหล่ง เริ่มพอใจกับชีวิต มีรายได้ที่ตอบโจทย์ตามวัยแล้ว หรือบางท่านก็อาจจะมีภาระที่ต้องดูแล เช่น ลูก หนี้สินต่าง ๆ ค่างวดบ้านหรือรถยุโรปสุดหรูที่กำลังผ่อนอยู่

นักลงทุนกลุ่มนี้อาจจะเคยติดดอยหุ้นวัฏจักรหรือหุ้นร้อนแรงเมื่อปี 40 โดนผู้บริหารหรือโบรกเกอร์ปั่นให้ซื้อหุ้นของบริษัทตอนที่ตลาดกำลังร้อนแรงสุด ๆ และหุ้นก็ไม่เคยมาเหยียบ ณ จุด ๆ นั้นอีกเลย

นักลงทุนประเภทนี้เริ่มมีความรู้ในระดับที่น่านับถือ คุยการลงทุนเชิงลึกเริ่มเป็นล่ำเป็นสัน รู้ว่าตลาดไม่ได้ง่ายและอาจจะไม่ได้ยากถ้าตั้งใจศึกษาพัฒนาระดับจิตใจและความรู้ให้แกร่งเพียงพอ แต่บางท่านอาจพอใจกับชีวิตเรียบร้อยแล้วและเลือกที่จะศึกษาต่อไปเรื่อย ๆ 

หากคุณเป็นนักลงทุนประเภท Expert ยินดีด้วยคุณเป็นผู้ที่ผ่านประสบการณ์และมีความเข้าใจทางด้านการลงทุนและความไม่แน่นอนของตลาดมาเรียบร้อยแล้ว บางคนอาจจะเริ่มคิดว่าการลงทุนระยะยาวแบบไม่ต้องไปยุ่งหรือให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลน่าจะตอบโจทย์และช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางการเงิน

นักลงทุนประเภทนี้อาจเริ่มสร้างผลตอบแทนที่ดีพอสมควรจากการลงทุนในระยะยาว แต่บางคนอาจจะคิดว่ามันน่าจะดีกว่านี้ได้อีกและอาจเริ่มหาตัวช่วยที่มีศักยภาพในการสร้างการเติบโตของผลตอบแทน

สิ่งที่จะมาช่วยคุณได้คือที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวมากความสามารถ มีกลยุทธ์ทางเลือกในรูปแบบที่หลากหลายน่าสนใจให้คุณเลือกสรรได้อย่างตอบโจทย์ความต้องการ ซึ่งจะช่วยให้พอร์ตของคุณเติบโตได้มากกว่าเดิมยิ่ง ๆ ขึ้นไป 

เกมทายใจ! คุณคือนักลงทุนสายไหนในโลกการลงทุน?

The Solo นักลงทุนสายลุยเดี่ยวผู้พร้อมจู่โจมในโลกการลงทุน

นักลงทุนกลุ่มนี้เป็นนักลงทุนสายลุยเดี่ยวที่พกพาองค์ความรู้ทั้งการลงทุนและจิตวิทยา รวมถึงอาจตัดสินใจเลือกแนวทางที่ตนพร้อมจะเป็นและลุยไปให้สุดตัวไม่ว่าจะเป็น VI (นักลงทุนเน้นคุณค่า) ผู้สืบหามูลค่าที่แท้จริงของการลงทุนในทุกสิ่ง หรือบางคนก็อาจจะเลือกคิดมูลค่าคร่าว ๆ ซื้อธุรกิจที่แข็งแกร่งที่สุดและอาจเป็นผู้ชนะในระยะยาว นอกจากนั้นนักลงทุนประเภทนี้ยังสามารถแยกย่อยเป็นสายพื้นฐานล้วน ๆ หรือสายผสมเทคนิคอลได้อีกด้วย

บางท่านก็อาจจะเลือกแนวทางไปเป็น Trader (เทรดเดอร์หรือนักเก็งกำไร) ซึ่งหลายคนอาจผันตัวไปเป็น Trader ผู้เข้าใจเรื่องการลงทุนในเชิงเทคนิคแบบลึกซึ้ง เริ่มรู้ว่าสุดยอด Indicators หรือ Holy Grail แห่งยุคหาได้ยาก ให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยงเพื่อยืนระยะและสร้างผลตอบแทนให้ได้ในระยะยาว ซึ่งอาจจะแยกย่อยเป็นสายเทคนิคอลเพียว ๆ (น่าจะหาได้ยาก) สาย Quant (ผู้ยืดหยุ่นและทดสอบย้อนหลังทุกปัจจัย) เป็นสาย Macro fundamentalist หรือ Micro fundamentalist (ผู้วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในเชิงภาพใหญ่ไม่ว่าจะเป็นระบบเศรษฐกิจ การเงินหรือแม้แต่ปัจจัยเฉพาะตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ )

นักลงทุนเหล่านี้รู้ว่ามีเพียงคนส่วนน้อยที่สามารถเอาชนะตลาดได้ บ้างก็ชนะและพบความหมายของชีวิตไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บ้างก็ยังมุ่งมั่นศึกษาต่อไปและได้ผลลัพธ์ที่พอตัวหรือไม่น่าพอใจ (ติดดอยแบบไม่ต้องคอยใคร)

เราคงไม่ต้องอธิบายอะไรมากกับคุณ เพราะ คุณเข้าใจดีว่าแนวทางของคุณคืออะไร 

สำหรับคุณที่เป็นสายลุยเดี่ยว มุ่งมั่น บากบั่น แต่ยังไม่สำเร็จสักที สิ่งที่จะมาช่วยคุณได้ก็คือคำแนะนำที่ช่วยให้คุณหลุดจากดอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือคำแนะนำที่เหมาะสมตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่คุณรับได้สำหรับการลงทุนระยะยาวตามแนวทางที่คุณชื่นชอบและหลงใหล

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนสายไหน กำลังเผชิญกับความท้าทายอะไร สิ่งที่จะช่วยคุณได้ คือคู่หูด้านการลงทุนที่จะมาอยู่เคียงข้างคุณในทุกอย่างก้าว ผ่านร้อนผ่านหนาวไปด้วยกัน คอยให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับสไตล์ของคุณ

เกมทายใจ! คุณคือนักลงทุนสายไหนในโลกการลงทุน?

FINNOMENA Exclusive บริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัว ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเดินทางสายไหน เราก็จะช่วยให้เส้นทางการลงทุนของคุณไปสู่ความสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยบริการนี้พิเศษสำหรับนักลงทุนผู้มีเงินพร้อมลงทุน 500,000 บาทขึ้นไป หากสนใจสามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนเพื่อขอรับข้อมูลได้เลยที่ 

https://finno.me/finnomena-x-travellers-web

*คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

News Update: วัด 5 ชีพจรเศรษฐกิจจีน พบสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว นักวิเคราะห์คาด GDP Q4 ขยายแค่ 3.6% หนุนธนาคารกลางจีนลดดอกเบี้ย

THE OPPORTUNITY
News Update: วัด 5 ชีพจรเศรษฐกิจจีน พบสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว นักวิเคราะห์คาด GDP Q4 ขยายแค่ 3.6% หนุนธนาคารกลางจีนลดดอกเบี้ย

นักวิเคราะห์คาด GDP ไตรมาส 4 ของจีนที่จะรายงานในวันจันทร์หน้า (17 ม.ค.) จะเป็นการเติบโตที่อ่อนแอที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี และอาจเป็นแรงหนุนสำคัญให้ธนาคารกลางจีนปรับลดอัตราดอกเบี้ย

ผลสำรวจคาดว่า GDP ของจีนในไตรมาส 4 จะขยายตัวอยู่ที่เพียง 3.6% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2/2020 และคาดว่าตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดค้าปลีก และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของเดือน ธ.ค. ที่รายงานในวันเดียวกันจะปรับตัวลงด้วยเช่นกัน

แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากการตกต่ำของตลาดอสังหาฯ ​และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความสนใจของตลาดมุ่งไปที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง เพราะในปีนี้ผู้กำหนดนโยบายจีนกำลังให้ความสำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

🇨🇳 5 ชีพจรเศรษฐกิจ ตัวเลขสำคัญของจีนที่ต้องจับตาในสัปดาห์หน้า

1. วิกฤตอสังหาฯ นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าการเติบโตของการลงทุนด้านอสังหาฯ ปี 2021 จะลดลงเหลือ 5.2% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015 โดยทั้งการลงทุนด้านอสังหาและโครงสร้างพื้นฐานที่ชะลอตัวลงอาจทำให้การเติบโตของการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในปี 2020 ลดลงเหลือ 4.8%

2. การบริโภค ตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภคในจีนยังไม่ฟื้นตัวสู่ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาด ขณะที่การแพร่ระบาดของโอมิครอนช่วงปลายปีที่แล้วยิ่งทำให้ประชาชนลดการใช้จ่ายลง โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าการเติบโตของยอดค้าปลีกในเดือน ธ.ค. จะชะลอตัวลง 3.8% จากปีก่อนหน้า

3. ตลาดแรงงาน จีนบรรลุเป้าหมายปี 2021 ในการเพิ่มการจ้างงานในเมืองมากกว่า 11 ล้านตำแหน่ง โดยอัตราว่างงานของจีนในเดือน ธ.ค. ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงที่ 5% แต่มีข้อสังเกตว่าตัวเลขที่แท้จริงนั้นแย่กว่าตัวเลขที่ประกาศ เพราะตัวเลขดังกล่าวไม่ได้นับรวมแรงงานข้ามชาติที่ออกจากเมืองหรือผู้ที่ออกจากงานโดยไม่สมัครใจ

4. เด็กเกิดใหม่ มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจำนวนประชากรในปี 2021 อาจหดตัวลง เนื่องจากมีการเสียชีวิตมากกว่าการเกิดเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้ อัตราการเกิดในปี 2020 ยังแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์โดยมีจำนวนการเกิดลดลงเหลือเพียง 12 ล้านคน

5. อัตราดอกเบี้ย ตลาดกำลังจับตาว่า ธนาคารกลางจีนจะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยในวันจันทร์หน้า (17 ม.ค.) ก่อนการรายงานตัวเลข GDP หรือไม่ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังมองว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะกลาง 1 ปี จะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงที่ 2.95%

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-01-13/china-gdp-growth-to-slow-boosting-case-for-rate-cut?srnd=premium-asia&sref=e4t2werz 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

Fed จะไม่ทำอะไรค่อยเป็นค่อยไป อีกแล้ว

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
Fed จะไม่ทำอะไรค่อยเป็นค่อยไป อีกแล้ว

แตกตื่นกันไปทั้งบาง หลังจากที่รายงานการประชุม FOMC หรือ Fed Minutes ส่งสัญญาณชัดเจนว่า Fed พร้อมใช้นโยบายตึงตัวในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยทันที หลังจากที่ Fed ยุติโครงการซื้อคืนพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ใน มี.ค. นี้ นอกจากนั้นยังมีกรรมการบางส่วนแสดงความคิดเห็นถึงการปรับลดขนาดงบดุลภายในปี 2022 หลังจากที่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Fed Minutes แง้มประตูให้เห็นแล้วว่า Fed กำลังเปลี่ยนจาก Quantitative Easing (QE) เป็น Quantitative Tightening (QT) หรือการปรับลดขนาดงบดุล

ขนาดงบดุลของ Fed ในปัจจุบันอยู่ที่ 8.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 130% หรือมากกว่าเท่าตัวนับตั้งแต่ที่เกิดวิกฤติ COVID-19 การเข้าซื้อพันธบัตรและตราสารที่มีสินทรัพย์จดจำนองเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (MBS) ของ Fed พร้อมกับการคง

อัตราดอกเบี้ยต่ำ 0-0.25% ได้กลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สภาพคล่องท่วมระบบ ส่งผลให้เกือบทุกสินทรัพย์เสี่ยงโป่งพองและปรับเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงจนกลายเป้นฟองสบู่ที่พร้อมแตกกระจุยได้ทุกเวลา

วิกฤติ COVID-19 ทำให้ Fed ต้องใช้เครื่องมือทางการเงินขนาดใหญ่เพื่ออุ้มเศรษฐกิจ แต่กลายเป็นว่า Fed ใส่ลงมามากจนเกินความจำเป็น และความเกินนั้นกำลังย้อนกลับมาส่งผลร้ายต่อระบบ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า เงินเฟ้อขั้นรุนแรง (hyperinflation) ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

สภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์เสี่ยง และ Hyperinflation กำลังจะกลายเป็นหายนะทางการเงินครั้งใหญ่ของโลก และดูเหมือนว่าตอนนี้ Fed ต้องมาตามแก้ปัญหาที่ตัวเองก่อเอาไว้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

Jerome Powell ประธาน Fed ได้แถลงต่อคณะกรรมมาธิการการเงินวุฒิสภาสหรัฐเมื่อวันที่ 11 ม.ค. ที่ผ่านมาว่า การรักษาเสถียรภาพด้านราคาถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการผลักดันเศรษฐกิจและการจ้างงานให้ขยายตัวได้ต่อไป พร้อมกับกล่าวว่าเฟดจะใช้ความพยายามในการสกัดการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ แม้จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้

เมื่อวุฒิสมาชิก Toomey แห่งเพนซิลวิเนียสอบถาม Powell เกี่ยวกับขนาดงบดุลที่กำลังเบ่งบวกอยู่ตอนนี้ ประธาน Fed ให้ความเห็นว่าขนาดงบดุลวันนี้ใหญ่กว่าเมื่อสี่หรือห้าปีทีแล้วมาก หาก Fed จะต้องดำเนินการลดขนาดงบดุลนี้ ก็จะเป็นการลดที่มีแนวโน้มใหญ่กว่าที่เคยลดครั้งใด ๆ

James Bullard ประธาน Fed สาขาเซ็นหลุยส์ ให้สัมภาษณ์ว่า มันดูสมเหตุสมผลที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มี.ค. นี้ และ Fed ไม่น่าใช้เวลานานหลังจากการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก สำหรับการเริ่มลดขนาดงบดุล

Raphael Bostic ประธาน Fed สาขาแอตแลนต้า กล่าวว่า Fed พร้อมที่จะรับมือกับสภาวะเงินเฟ้อ และพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามเป้าหมาย

Esther George ประธาน Fed สาขาแคนซัส มาแนวโหด เธอบอกว่า ความต้องการของฉันคือต้องการให้ Fed เริ่มลดขนาดงบดุลให้เร็วที่ ระดับเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในรอบ 40 ปี การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายอีกต่อไป

จะเห็นได้ว่าท่าทีของ Fed ได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน และการดำเนินการเปลี่ยนนโยบายครั้งนี้ จะไม่มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปแบบครั้งที่ผ่านมา (2015 – 2019) โดยตลาดเริ่มรับรู้แล้วว่าในปี 2022 นี้ Fed จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพียงแค่ 3 ครั้ง โดย Fed Fund Rate สะท้อนถึงมุมมองล่าสุดของตลาด ว่า Fed จะทำการขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้ง ขณะที่การลดขนาดงบดุล Goldman Sachs ได้ปรับร่นระยะเวลาคาดการณ์จากเดิมเริ่มลดปลายปี มาเป็น Fed จะลดขนาดงบดุลตั้งแต่ ก.ค. นี้

มองย้อนกลับไปสมัยช่วงปี 2015-2019 Fed ใช้เวลากว่าสองปีหลังจากเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน ธ.ค. 2015 รวม 9 ครั้งจาก 0.00% – 0.25% มาอยู่ที่ 2.25% – 2.50% แล้วค่อยเริ่มกระบวนการทำให้งบดุลกลับสู่ภาวะปรกติ (Balance Sheet Normalization Program) ในเดือน ต.ค. 2017

โดยกระบวนการเริ่มจากการปล่อยให้ตราสารหนี้ทั้งพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน (MBS) ที่ Fed ถือครองอยู่ครบกำหนดโดยไม่นำเงินไปลงทุนใหม่ (Reinvestment) และมีการกำหนดจำนวนดังกล่าวไว้ที่ 6 พันล้านดอลลาร์ สำหรับพันธบัตรรัฐบาล และ 4 พันล้านดอลลาร์ สำหรับ MBS และค่อย ๆ เร่งการปรับเพิ่มมาเป็น 3 หมื่นล้าน และ 2 หมื่นล้านตามลำดับ ก่อนจะยกเลิกเพดานดังกล่าวในเดือน มี.ค. ในปี 2019

เมื่อนับจากเดือน ก.ย. 2017 ขนาดงบดุลของ Fed ปรับลดลง 15.5% จากระดับ 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ เป็น 3.7 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงเดือน ส.ค. 2019 ก่อนที่จะปรับขึ้นอีกครั้งเป็น 8.8 ล้านล้านดอลลาร์ ตามผลของการจากนโยบาย QE ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID19 จนมาถึงปัจจุบัน

สำหรับการปรับนโยบายในครั้งนี้ เชื่อว่าจะไม่ใช่รูปแบบค่อยเป็นไปค่อยไปแบบครั้งที่แล้ว การดูดสภาพคล่องกลับอย่างรวดเร็ว พร้อม ๆ กับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น จะส่งผลโดยตรงมายังสินทรัพย์เสี่ยงต่าง ๆ ภาพของการโป่งพองของราคาสินทรัพย์ จะต้องแฟบลงอย่างไม่ต้องสงสัย การเก็งกำไรเพื่อหวังผลตอบแทนระยะสั้นจะทำได้ยากลำบากมากขึ้น

จากที่เคยพิมพ์เงินแจก มาครั้งนี้เจ้าภาพกำลังจะขอเงินคืน งานเลี้ยงใกล้เลิกแล้ว โต๊ะจีนโต๊ะนี้ หากลุกช้าก็เตรียมจ่ายรอบวง ดังนั้นนักลงทุนไม่ควรที่จะหลงไปกระแสการลงทุนในปัจจุบัน และต้องเตรียมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงและปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดรับกับสถานการณ์สภาพคล่องตลาดหดหายที่กำลังจะขึ้นตั้งแต่ ไตรมาส 2 ของปีนี้เป็นต้นไป

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์

แจกสไลด์ รายการ FINNOMENA LIVE – “จับตาผลประกอบการหุ้นสหรัฐฯ Sector ไหนน่าลงทุน?”

FINNOMENA

 

รับชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่ >>> https://youtu.be/Qwo9W5aHxcQ

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 14/01/2022 “เอลซัลวาดอร์ ติดดอย Bitcoin ต้นทุน $51,056 ต่อเหรียญ ขาดทุนแล้ว 14%” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 14/01/2022 “เอลซัลวาดอร์ ติดดอย Bitcoin ต้นทุน $51,056 ต่อเหรียญ ขาดทุนแล้ว 14%” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 14/01/2022

“เอลซัลวาดอร์ ติดดอย Bitcoin ต้นทุน $51,056 ต่อเหรียญ ขาดทุนแล้ว 14%”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 36,113.62 -176.70 จุด (-0.49%) S&P500 ปิดที่ 4,659.02 -67.33 จุด (-1.42%) Nasdaq 14,806.81 ปิดที่ -381.58 จุด (-2.51%) Small Cap 2000 ปิดที่ 2,160.30 -15.76 จุด (-0.72%) VIX index อยู่ที่ 20.31 (+15.27%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 4,315.90 -0.49 จุด (-0.01%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 16,031.59 +21.27 จุด (+0.13%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 7,201.14 -36.05 จุด (-0.50%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่ 7,563.85 จุด +12.13 จุด (+0.16%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่ 28,489.13 จุด -267.53 จุด (-0.96%) CSI 300 จีน ปิดที่ 4,765.92 จุด -79.66 จุด (-1.64%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่ 24,429.77 จุด +27.60 จุด (+0.11%) SET Index ไทย ปิดที่ 1,680.02 จุด +1.52 จุด (+0.09%) VN30 เวียดนาม ปิดที่ 1,526.43 จุด -3.61 จุด -0.24%

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 14 ม.ค. 2565) ราคาทองคำ 1,825.65 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 23.157 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 81.78 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 84.29 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 14 ม.ค. 2565) Bitcoin 42,700.2 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,264.91 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และ Binance Coin 480.29 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

 

Sector ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลงแรงเมื่อวาน คือ กลุ่ม Technology และ Consumer Discretionary

ผลการวิจัยจากสหราชอาณาจักรพบว่าเชื้อ COVID-19 ที่ลอยอยู่ในอากาศ จะมีความชื้นต่ำลง และจะเสียความสามารถในการติดเชื้อต่อมนุษย์ในเวลาประมาณ 20 นาที

ศาลสูงของสหรัฐฯ มีคำสั่งขวางมาตรการบังคับฉีดวัคซีนหรือตรวจ COVID-19 กับลูกค้าของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ (มีพนักงาน 100 คนขึ้นไป) โดยจะบังคับฉีดได้เฉพาะเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตามสถานพยาบาลที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลางเท่านั้น

WHO รายงานว่าการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนในแอฟริกามีโอกาสที่จะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และกำลังมีอัตราการติดเชื้อคงที่และเริ่มค่อยๆ ชะลอลง ส่วนทางการจีน ยืนยันพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนอย่างน้อย 1 รายที่เมืองต้าเหลียน

สหรัฐฯ รายงานตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ที่ 2.3 แสนราย สูงที่สุดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน สาเหตุน่าจะมาจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน ส่วนตัวเลขการขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง (Continuing claim) อยู่ที่ 1.56 ล้านราย ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่ตัวเลขราคาขายส่ง (wholesale price) ประกาศออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์

คณะกรรมการ FED คุณ Lael Brainard ออกมาสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด คาดว่ามีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเร็วที่สุดเดือนมีนาคมนี้ คุณ Patrick T. Harker ประธาน FED สาขาฟิลาเดลเฟีย ออกมาสนับสนุนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมีนาคมนี้เลย และปีนี้ควรจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้ง

เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณชะลอตัว Goldman Sachs ปรับลดคาดการณ์ GDP จีนปี 2022 เติบโต 4.3% จาก 4.8% ส่วน World Bank คาดการณ์ GDP จีนเติบโต 5.1% ในปี 2022 โครงสร้างอัตราการเกิดของจีนในปี 2021 ลดลงต่อเนื่อง เหลือประมาณ 8 คน ต่อประชากร 1,000 คน นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก มองว่ามีโอกาสที่ธนาคารกลางจีนจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ

ราคา Bitcoin ที่ปรับตัวลดลง กระทบต่อประเทศเอลซัลวาดอร์ที่เข้าซื้อ Bitcoin ในช่วงที่ผ่านมา โดยเป็นผลขาดทุนแล้วประมาณ -14% จากจำนวนที่ถือประมาณ 1,391 BTC ต้นทุนเฉลี่ยที่ $51,056 ต่อเหรียญ ทางมูดี้ส์ออกมาเตือนถึงตราสารหนี้ในประเทศอาจจะได้รับผลกระทบในแง่ของความน่าเชื่อถือได้

TSMC ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 4 กำไรเพิ่มขึ้นทะลุ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำสถิติใหม่ เพิ่มขึ้น 16% มากกว่าที่คาดการณ์ ยอดขายเพิ่มขึ้นเกิน 1.58 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์ชิปเซทขาดแคลน

สายการบิน Delta Airlines ประกาศผลประกอบการทั้งรายได้ และ EPS ดีกว่าคาดการณ์

Citi Group ประกาศขายธุรกิจรายย่อย (สินเชื่อมีหลักประกัน และไม่มีหลักประกัน ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ธุรกิจเงินฝากรายย่อย) ในไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ให้ UOB

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 8,158 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 15 ราย หายป่วยกลับบ้าน 3,942 ราย

ติดตามรายการ Alpha Investor ในวัน 15 ธันวาคม พูดคุยวิเคราะห์เกี่ยวกับหุ้น NIO รถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

News Update: ยูโอบีเข้าซื้อกิจการลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ป ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม คาดแล้วเสร็จ ช่วง 2565 – 2567

THE OPPORTUNITY
News Update: ยูโอบีเข้าซื้อกิจการลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ป ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม คาดแล้วเสร็จ ช่วง 2565 - 2567

ธนาคารในเครือของกลุ่มธนาคารยูโอบี ได้ทำข้อตกลงเพื่อเข้าซื้อกิจการลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ป ซึ่งรวมถึงสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันและมีหลักประกัน ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง และธุรกิจเงินฝากรายย่อย (ธุรกิจลูกค้ารายย่อย) ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม (การเสนอซื้อกิจการ) และรวมไปถึงพนักงานธุรกิจลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ป การเสนอซื้อกิจการครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและขยายขอบเขตธุรกิจของธนาคารยูโอบีในอาเซียน

ธุรกิจลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ปมีสินทรัพย์สุทธิรวมทั้งสิ้นประมาณสี่พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และฐานลูกค้าราว 2.4 ล้านราย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 และมีรายได้ประมาณ 0.5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 หากไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกรรมนี้ในครั้งเดียว การเสนอซื้อกิจการนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของธนาคาร และผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ของธนาคารยูโอบีได้ทันที

การพิจารณาข้อเสนอเงินสดสำหรับการเสนอซื้อกิจการนี้จะคำนวณจากค่าพรีเมียมรวมซึ่งเทียบเท่ากับ 915 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ บวกกับมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของธุรกิจลูกค้ารายย่อยเมื่อการโอนย้ายกิจการเสร็จสมบูรณ์ ธนาคารยูโอบีจะใช้ทุนส่วนเกินของธนาคารเพื่อการเสนอซื้อกิจการครั้งนี้ ซึ่งคาดว่าจะลดอัตราส่วนของเงินกองทุนขั้นที่ 1 (Common Equity Tier 1 หรือ CET1) ของธนาคารลง 0.7% เป็น 12.8% ตามสถานะเงินทุน ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 ผลกระทบต่ออัตราส่วน CET1 คาดว่าจะมีไม่มากและจะยังอยู่ภายในข้อกำหนดด้านกฎระเบียบของหน่วยงานกำกับดูแล

การเข้าซื้อกิจการในแต่ละประเทศจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานกำกับดูแลธนาคารตามเงื่อนไขของแต่ละประเทศ รวมถึงประเทศสิงคโปร์ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จระหว่างกลางปี 2565 ถึงต้นปี 2567 ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าและผลของกระบวนการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลธนาคาร ซิตี้กรุ๊ปจะทำงานร่วมกับยูโอบีและธนาคารในเครือ (รวมเรียกว่ากลุ่มธนาคารยูโอบี) อย่างใกล้ชิดเพื่อให้การโอนย้ายธุรกิจลูกค้ารายย่อย ทั้งในส่วนของลูกค้าและพนักงานเป็นไปอย่างราบรื่น

ธุรกิจลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ปมีพนักงานประมาณ 5,000 คน ซึ่งรวมถึงผู้บริหารระดับสูงและทีมงานมากประสบการณ์ การเข้ามาร่วมงานกับธนาคารยูโอบีจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธนาคารยูโอบี

กลุ่มธนาคารยูโอบีพร้อมที่จะต้อนรับลูกค้าและพนักงานของซิตี้กรุ๊ป ซึ่งจะได้รับข้อมูลความคืบหน้าของการเสนอซื้อกิจการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

Credit Suisse (Singapore) Limited เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับกลุ่มธนาคาร ยูโอบีในการเสนอซื้อกิจการนี้ และ Allen & Overy LLP (สิงคโปร์) เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย

ล่าสุด กลุ่มธนาคารยูโอบี ได้มีกำหนดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการวันนี้ เวลา 10.30 น. เกี่ยวกับการทำข้อตกลงเพื่อเข้าซื้อกิจการลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ป

https://www.uob.co.th/investor/news/press-news/2022/news-14Jan2022.page?s_cid=uob-citigroup

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ช้อปดีมีคืน 2565: รีเทิร์นครั้งนี้ ลดหย่อนภาษีตั้งแต่ต้นปี ! I POCKET MONEY EP29

FINNOMENA CHANNEL
ช้อปดีมีคืน 2565: รีเทิร์นครั้งนี้ ลดหย่อนภาษีตั้งแต่ต้นปี ! I POCKET MONEY EP29

รับชมบน YouTube: https://youtu.be/6w5lXs9ljwA

ช้อปดีมีคืนกลับมาแล้ว ใครมีแผนซื้อของขวัญปีใหม่ต้องรีบศึกษาเงื่อนไขกันให้ดี ๆ เลย เพราะเราอาจจะได้ลดหย่อนภาษีกันตั้งแต่ต้นปี สูงสุดถึง 30,000 บาท!

รายละเอียดช้อปดีมีคืน ปี 2565

  • ช้อปดีมีคืน คือมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เจาะกลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงช่วยเหลือผู้ประกอบการและร้านค้าที่จดทะเบียนในระบบ VAT
  • โดยภาพรวมแล้วรายละเอียดไม่ได้แตกต่างไปจากครั้งก่อนหน้าเมื่อปลายปี 2563 เท่าไร ยังคงเน้นกระตุ้นการใช้จ่ายสำหรับสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สินค้า OTOP และหนังสือ
  • ต้องเป็นการใช้จ่ายหรือใช้บริการตั้งแต่วันที่ ม.ค. – 15 ก.พ. 2565 เท่านั้น ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นลงกว่าช้อปดีมีคืนในครั้งที่แล้วถึงเดือนนึง
  • มูลค่าที่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ยังคงเป็นจำนวนสูงสุด 30,000 บาทเช่นเดิม
  • หากเข้าร่วมโครงการช้อปดีมีคืน ปี 2565 แล้ว ก็สามารถเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง เฟส 4 ได้เช่นกัน

กลุ่มสินค้าและบริการที่ไม่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีถึงแม้จะได้ซื้อจากผู้ประกอบการจด VAT

  • ยังคงมีลักษณะเดิม นั่นคือส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย หรือสินค้าและบริการจากธุรกิจที่ภาครัฐมีโครงการช่วยเหลือทางอื่นโดยเฉพาะอยู่แล้ว
  • เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ ค่าน้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ ค่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ ค่าที่พักโรงแรม ค่าบริการนำเที่ยว ค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ และค่าเบี้ยประกันวินาศภัย เป็นต้น

ข้อควรระวังสำหรับช้อปดีมีคืนที่เริ่มโครงการกันตั้งแต่ต้นปี

  • ข้อแรกเลยคือการประมาณการรายได้ตลอดทั้งปี เพื่อประเมินความจำเป็นของการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจะทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้ทำงานประจำ ดังนั้นจึงควรชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างความจำเป็นที่แท้จริงของสินค้าหรือบริการนั้น ๆ และความจำเป็นของการกันสภาพคล่องไว้เผื่อใช้สำหรับสิ่งจำเป็นอื่น
  • ข้อที่สอง อย่าลืมว่าสิทธิลดหย่อนภาษีไม่ใช่สิทธิเครดิตภาษี ดังนั้นถึงแม้จะซื้อสินค้าหรือบริการเต็ม 30,000 บาทก็ตาม แต่ไม่ได้แปลว่าค่าภาษีจะลดลงทั้ง 30,000 บาท เพราะเราจะประหยัดภาษีได้จริงเท่าไร จะขึ้นกับฐานภาษีของเราเท่านั้น เช่น ถ้าฐานภาษีของเราตกอยู่ขั้นสุดท้ายที่อัตรา 10% ก็จะแปลว่าเราจะได้ประหยัดค่าภาษีลงจำนวน 3,000 บาทเท่านั้น หรือถ้าหากรายได้ของเราหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว อยู่ในเกณฑ์ได้รับยกเว้นภาษี ก็จะเท่ากับว่าที่ได้ซื้อไป ไม่ได้ช่วยประหยัดภาษีให้เราแต่อย่างใด
  • ข้อที่สาม ช้อปดีมีคืนครั้งที่แล้วจัดช่วงปลายปี ยังมีคนทำใบเสร็จและใบกำกับภาษีที่ใช้เป็นหลักฐานการใช้สิทธิลดหย่อนหาย นับประสาอะไรกับรอบนี้ที่จัดตั้งแต่ต้นปี แล้วต้องเก็บหลักฐานไปรอยื่นภาษีอีกทีตอนต้นปีหน้า ดังนั้นได้ใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีมาแล้ว แนะนำให้ถ่ายหลักฐานเก็บไว้อัปโหลดใส่ Cloud ไว้เลย ส่วนเอกสารตัวจริงก็จัดเก็บให้เป็นที่ทางให้เรียบร้อย แบบที่ให้มั่นใจว่าเอกสารต้องไม่หายจนถึงอย่างน้อยต้นปีหน้า
  • อย่างไรก็ตามการจัดโปรช้อปดีมีคืนตั้งแต่ต้นปีแบบนี้ ก็อาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มีหน้าที่ยื่นภาษีครึ่งปี ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้ประเภทที่ 5 – 8 ตั้งแต่ 60,000 บาทเป็นต้นไปในครึ่งปีแรก ก็สามารถนำสิทธิลดหย่อนนี้มาใช้ลดหย่อนได้ตั้งแต่ครึ่งปี ทำให้อาจมีภาระภาษีที่ต้องจัดการในช่วงครึ่งปีแรกที่น้อยลง

มือใหม่ห้ามพลาด! คอร์สเรียนพิเศษจาก FINNOMENA U "กองทุนรวม 101 สำหรับมือใหม่"

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

planet 46
รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

ปัจจุบันประชากรโลกกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือที่ได้ยินกันอีกชื่อว่า ‘Aging Society’ ในหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งภาคอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นกลุ่ม ‘Healthcare’ สำหรับใครที่กำลังมองหากองทุนหุ้น Healthcare เพื่อลงทุนในระยะยาว อยากให้แวะอ่านบทความนี้ เพราะเราจะแนะนำให้รู้จักกับกองทุน KFHHCARE-A กองทุนที่ลงทุนอย่างสมดุลใน Healthcare และ Innovation ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งกองทุนนี้อยู่ใน Long Term Call ที่ทาง FINNOMENA Investment Team คัดสรรเข้ามาอยู่ในพอร์ตของ FINNOMENA ด้วยนะ กองทุนนี้จะมีความน่าสนใจอย่างไร และลงทุนอะไรบ้าง ติดตามไปพร้อมกันได้เลย

Healthcare และ Innovation ส่วนผสมที่เข้ากันอย่างลงตัว

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

‘นวัตกรรม’ หรือ ‘Innovation’ ได้เข้ามามีบทบาทในหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก หนึ่งในนั้นก็คืออุตสาหกรรม ‘Healthcare’ หรืออุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าหลาย ๆ สาขาในอุตสาหกรรม Healthcare ได้มีการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการดูแสสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น การวิจัยและพัฒนา การผลิตยา วัคซีน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ การบริการดูแลผู้ป่วย ฯลฯ ด้วยนวัตกรรมในอุตสาหกรรม Healthcare นี้เองจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้บริการได้สัมผัสประสบการณ์ด้านบริการทางการแพทย์ที่ดีขึ้น ด้านบุคลากรทางการแพทย์ก็สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทำไม Healthcare จึงมีความน่าสนใจ?

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

ขยายโอกาสการลงทุนหลังจากการระบาดของ COVID-19

การระบาดครั้งใหญ่ของไวรัสโคโรนา หรือ ‘โควิด-19’ ที่เกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2019 ในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน และเริ่มระบาดทั่วโลกในช่วงต้นปี 2020 ได้สร้างผลกระทบไปยันทุกภาคส่วนอุตสาหกรรมในทั่วทุกมุมโลก หลังจากเกิดการระบาดของโควิด-19 บริษัทต่าง ๆ ที่ดำเนินการเกี่ยวกับด้านการวิจัยและพัฒนาวัคซีนก็ได้คิดค้นวัคซีนป้องกันโควิดสำเร็จในช่วงปลายปี 2020 ทุกประเทศทั่วโลกก็ได้มีการเร่งจัดซื้อและฉีดวัคซีนให้กับประชาชนเพื่อลดความรุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 โดยล่าสุดก็มีการคิดค้นยาเม็ดต้านโควิดมาแล้วในหลาย ๆ ประเทศ แม้ว่

าสักวันนึงการระบาดของโควิด-19 อาจจะเบาลง แต่การฉีดวัคซีนยังคงต้องเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น บริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับด้านยาหรือวัคซีน ทั้งการคิดค้น ผลิต และจัดจำหน่าย ก็จะได้รับประโยชน์จากการะบาดของโควิด-19 โดยตรง ในระยะกลางถึงยาว

หนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง

ตลาด Healthcare ทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 8,452 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2018 โดยมีอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) ที่ 7.3% ตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งทาง Business Wire คาดว่าตลาด Healthcare ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 11,908.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2022 นี้ สำหรับค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของสหรัฐฯ ในปี 2019 อยู่ที่ 11,582 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 17% ของ GDP สหรัฐฯ และคาดว่าจะสูงถึง 6.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อศูนย์บริการ Medicare & Medicaid ภายในปี 2028

การเติบโตของชนชั้นกลางทำให้ความต้องการด้านการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น

ประชากรในประเทศกำลังพัฒนา (Emerging Market) มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อการบริโภคที่ดีขึ้น และอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น ไขมันสูง คอเลสเตอรอลสูง เบาหวาน ฯลฯ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นจาก 108 ล้านคนในปี 1980 เป็น 422 ล้านคนในปี 2014 เพิ่มขึ้นกว่า 290% ในระยะเวลา 34 ปี ซึ่งเบาหวานยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของโลกด้วย

โลกกำลังเข้าสู่สังคม Aging Society อย่างเต็มรูปแบบ

ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของประชากรโลกสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าภายในปี 2030 ประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จะมีจำนวน 1 ใน 6 ของประชากรโลก ซึ่งสัดส่วนของประชากรผู้สูงอายุในปัจจุบันเพิ่มขึ้นจาก 1 พันล้านคนในปี 2020 เป็น 1.4 พันล้านคน และประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มสูงขึ้น 2 เท่า เป็น 2.1 พันล้านคน ในปี 2050 ซึ่งคาดว่าจะเป็นสัดส่วนที่มากกว่าประชากรที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ครั้งแรกเป็นประวัติการณ์

การที่โครงสร้างประชากรโลกได้เปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นนี้ ส่วนหนึ่งก็ได้รับอานิสงค์มาจากวิวัฒนาการทางการแพทย์ การรักษาพยาบาลที่ทำให้มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้น และแน่นอนว่าธุรกิจในกลุ่มด้านการดูแลสุขภาพก็ต้องปรับตัวรับมือกับสังคมผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้เช่นเดียวกัน จึงเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จาก Aging Society โดยตรง

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

Aging Population
ที่มา: UN

ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation ด้วยกองทุน KFHHCARE-A

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

กองทุน KFHHCARE-A หรือ Krungsri Global Healthcare Equity Hedged FX Fund จาก บลจ.กรุงศรี (KrungsriAsset) มีนโยบายลงทุนใน JPMorgan Funds – Global Healthcare Fund, Class C (USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน KFHHCARE-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

กองทุนหลักมีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทหมวดอุตสาหกรรมทางด้านการดูแลสุขภาพ (Healthcare) ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ด้านเภสัชธรรม เทคโนโลยีชีวภาพ บริการด้านสุขภาพ เทคโนโลยีทางการแพทย์ ฯลฯ ซึ่งมีการพัฒนาด้านนวัตกรรมอย่างโดดเด่น

จุดเด่นของกองทุน KFHHCARE-A

  • ใช้การวิเคราะห์แบบ Bottom-Up เพื่อคัดสรรหุ้นเข้าพอร์ตการลงทุน
  • คัดเลือกบริษัทที่มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง โดยเน้นลงทุนในบริษัทที่มีการพัฒนาด้านนวัตกรรมและมีมูลค่าที่เหมาะสม
  • บริหารกองทุนโดยทีมผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Healthcare ระดับโลก
  • ปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดอยู่เสมอ

รีวิวหุ้นที่กองทุน KFHHCARE-A ลงทุน

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

Sector Breakdown ของ JPMorgan Funds – Global Healthcare Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 30/11/2021)
ที่มา: https://am.jpmorgan.com/gb/en/asset-management/adv/products/jpm-global-healthcare-c-acc-usd-lu0432979887#/portfolio 

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

กองทุน JPMorgan Funds – Global Healthcare Fund ที่เป็นกองทุนหลักเน้นลงทุนในหมวดเภสัชกรรม (Pharmaceutical) โดยให้น้ำหนักการลงทุนที่ 29.0% และหมวดเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) มีสัดส่วนการลงทุนรองลงมา โดยให้น้ำหนักที่ 26.0% ของพอร์ตการลงทุน

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

Top 10 Holdings ของ JPMorgan Funds – Global Healthcare Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 30/11/2021)
ที่มา: https://am.jpmorgan.com/gb/en/asset-management/adv/products/jpm-global-healthcare-c-acc-usd-lu0432979887#/portfolio

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

    1. UnitedHealthcare นำเสนอแผนสวัสดิการด้านสุขภาพที่มุ่งเน้นไปที่องค์กรทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก บุคคลทั่วไป รวมถึงนำเสนอประกันสุขภาพและโปรแกรมดูแลสุขภาพสำหรับทุกวัย
    2. OptumHealth ให้บริการการเข้าถึงของเครือข่ายที่เกี่ยวกับผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ การบริการด้านสุขภาพ การดูแลผู้บริโภค ผู้ใช้บริการ และการบริการด้านการเงิน
    3. OptumInsight นำเสนอซอฟต์แวร์และข้อมูลผลิตภัณฑ์ ให้คำปรึกษาและบริการจัดการสัญญาจ้างสำหรับระบบโรงพยาบาล ภาครัฐ บริษัทด้านชีววิทยาศาสตร์ และองค์กรอื่น ๆ
    4. OptumRx ให้บริการด้านเภสัชกรรมตามใบสั่งแพทย์แบบครบวงจร พร้อมให้บริการจัดส่งถึงบ้าน ตลอดจนพัฒนาโปรแกรมในด้านต่าง ๆ เช่น การจัดทำบัญชียาโรงพยาบาล เป็นต้น
  • Thermo Fisher Scientific (4.80%) – บริษัทผู้จัดหาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ รีเอเจนต์ วัสดุสิ้นเปลืองสำหรับการวิจัยทางชีววิทยาและการแพทย์ การคิดค้นและผลิตยาและวัคซีน การวินิจฉัยการติดเชื้อและโรคต่าง ๆ ตลอดจนบริการทางด้านซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในห้องปฏิบัติการ
  • Roche (4.70%) – ผู้ประกอบธุรกิจเวชภัณฑ์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ยาที่ครอบคลุมการรักษาโรคต่าง ๆ เช่น โรคโลหิตจาง มะเร็ง ระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคผิวหนัง โรคระบบทางเดินหายใจ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเป็นผู้จัดหาเครื่องมือวินิจฉัย รีเอเจนต์ ชุดทดสอบสำหรับใช้ในตลาดการวิจัย และเป็นผู้ผลิตชุดตรวจโควิด-19 ด้วยตัวเอง (Home Use) อีกด้วย
  • Novo Nordisk (3.60%) – บริษัทด้านการดูแลสุขภาพสัญชาติเดนมาร์กที่มีส่วนร่วมในการวิจัย พัฒนา และผลิต ผลิตภัณฑ์เภสัชกรรมทั่วโลก โดยดำเนินการในสองส่วนงานคือ กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคอ้วน และกลุ่มยาชีวเภสัชภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ พัฒนาการรักษาโรคพาร์กินสัน และพัฒนาการปรับแต่งจีโนมสำหรับผู้ป่วยเด็กและผู้ใหญ่
  • Eli Lilly (3.60%) – บริษัทผู้พัฒนาและผลิต ผลิตภัณฑ์ยาสำหรับมนุษย์ ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สำหรับโรคเบาหวาน ผลิตภัณฑ์ด้านประสาท ผลิตภัณฑ์ด้านภูมิคุ้มกัน และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โดยผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านโรงงานในสหรัฐฯ เปอร์โตริโก และอีก 8 ประเทศ ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดย Eli Lilly ถูกจัดจำหน่ายในกว่า 120 ประเทศทั่วโลก

ผลการดำเนินงานย้อนหลัง

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานของกองทุน KFHHCARE-A (ข้อมูล ณ วันที่ 30/12/2021)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/KFHHCARE-A/performance

ด้านผลการดำเนินงานก็ถือว่าทำไปได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว แม้จะเห็นว่าตัวเลขผลตอบแทนไม่ได้หรูหรามาก แต่ก็สามารถทำผลตอบแทนชนะผลตอบแทนเฉลี่ยในกลุ่มไปได้ในทุกช่วงเวลา ทั้ง 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี โดยอยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก (กองทุน KFHHCARE-A จดทะเบียนกองทุนวันที่ 1 ก.พ. 2562)

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานของ JPMorgan Funds – Global Healthcare Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 30/11/2021)
ที่มา: JPMorgan Funds – Global Healthcare Fund Factsheet

และหากดูที่ผลการดำเนินงานของกองทุนหลักอย่าง JPMorgan Funds – Global Healthcare Fund จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ช่วงต้นปี 2020 ที่ไวรัสโควิด-19 ได้แพร่ระบาดไปทั่วโลก กองทุนหลักก็ทำผลงานได้ชนะ Benchmark อย่าง MSCI World Healthcare Index ที่เป็นดัชนีที่ติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทที่ดำเนินงานด้านการดูแลสุขภาพทั่วโลก ได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ความเสี่ยงของกองทุน KFHHCARE-A

กองทุน KFHHCARE-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 7 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด/เกือบทั้งหมด ไม่น้อยกว่า 90% ของเงินลงทุนต่างประเทศ 
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศ North America  และหมวดอุตสาหกรรม Medtech, Biotechnology และ Pharmaceutical

อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนสามารถกระจายความเสี่ยงได้ด้วยการจัดพอร์ตการลงทุน โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดพอร์ตการลงทุนจากฟินโนมีนาได้ที่ https://www.finnomena.com/port/

ค่าธรรมเนียมของกองทุน KFHHCARE-A

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 0.8025%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.0349%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน KFHHCARE-A

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 500 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 500 บาท

กองทุน KFHHCARE-A เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับด้านการดูแลสุขภาพทั่วโลก
  • ผู้ที่ต้องการกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังต่างประเทศ และอุตสาหกรรม Healthcare
  • ผู้ที่สามารถลงทุนในระยะกลางถึงยาวได้ และสามารถรับความเสี่ยงได้สูงเพื่อสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น

— planet 46. 

ควรใส่ KFHHCARE-A เข้าพอร์ตเท่าไรดี? รับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี!
ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น

👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: TSMC กำไรทุบสถิติใหม่ อานิสงส์ ‘ชิปขาดแคลน’ ทะลุเป้า $6,000 ล้าน โต +16% เตรียมขยายโรงงาน รับดีมานด์พุ่ง ตั้งแต่ iPhone รุ่นใหม่ จนถึงรถยนต์

THE OPPORTUNITY
News Update: TSMC กำไรทุบสถิติใหม่ อานิสงส์ ‘ชิปขาดแคลน’ ทะลุเป้า $6,000 ล้าน โต +16% เตรียมขยายโรงงาน รับดีมานด์พุ่ง ตั้งแต่ iPhone รุ่นใหม่ จนถึงรถยนต์

Taiwan Semiconductor (TSMC) เผยกำไรไตรมาส 4 ทะลุเป้าทุบสถิติใหม่ อานิสงส์จากปัญหาขาดแคลนชิป รวมถึงแรงหนุนจากความต้องการชิปในแทบทุกผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ iPhone รุ่นใหม่ ไปจนถึงรถยนต์

วันนี้ (13 ม.ค.) TSMC บริษัทผู้ผลิตชิปรายงานกำไรและรายได้ไตรมาส 4 ทำสถิติสูงสุดของบริษัท โดยกำไรพุ่งขึ้นถึง 16% สู่ 6,000 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์ที่ 5,840 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดขายพุ่งแตะ 15,800 ล้านดอลลาร์

ด้านราคาหุ้น TSMC ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.15% อยู่ที่ราคา 661 ดอลลาร์ไต้หวัน (หรือประมาณ $23.9) โดย 1 ปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นกว่า 11%

การแพร่ระบาดของโควิด-19 เดินทางเข้าสู่ปีที่ 3 ขณะที่ปัญหาการขาดแคลนชิปยังไม่มีท่าทีว่าจะคลี่คลาย ทำให้ในปีที่ผ่านมา TSMC ผู้ผลิตชิปที่ใหญ่ที่สุดในโลกและบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในเอเชียได้ทุ่มเงินลงทุนมหาศาลตั้งโรงงานแห่งใหม่ในหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

รายงานของ Susquehanna Financial Group ระบุว่า ระยะเวลาการส่งมอบชิปในเดือน ธ.ค. อยู่ที่ 25.8 สัปดาห์ เพิ่มขึ้นจากเดือน พ.ย. ประมาณ 6 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นานที่สุดของ TSMC นับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2017

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า ยอดขายในไตรมาส 4 ที่แข็งแกร่งเป็นเพราะชิป 5nm ซึ่งเป็นชิปประสิทธิภาพสูงสำหรับสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ ขณะที่ TSMC เตรียมเร่งลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิต และได้เพิ่มงบสำหรับโรงงานผลิตในญี่ปุ่นสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามากขึ้น

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-01-13/tsmc-s-profit-beat-estimates-thanks-to-prolonged-chip-crunch?srnd=premium-asia 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

เรียนรู้จากวิกฤติ ตอนที่ 1: รู้จัก Tronics & Nifty 50 Bubbles ฟองสบู่หุ้นนวัตกรรมและ หุ้น Blue Chip ในยุค 60-70

BottomLiner
เรียนรู้จากวิกฤติ ตอนที่ 1: รู้จัก Tronics & Nifty 50 Bubbles ฟองสบู่หุ้นนวัตกรรมและ หุ้น Blue Chip ในยุค 60-70
รู้หรือไม่ว่านอกจาก Great Depression, Dot-com Bubble และ Hamburger crisis แล้ว โลกนี้ยังมีฟองสบู่เกิดขึ้นอีกหลายครั้ง แม้ความรุนแรงในเศรษฐกิจอาจจะไม่เท่า แต่ผลกระทบในตลาดหุ้นนั้นถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว
วันนี้ BottomLiner จะมาเล่าถึง Tronics Bubble และ Nifty 50 Bubble ซึ่งเกิดในช่วงยุค 60-70 ซึ่งเป็นฟองสบู่ที่หลายคนมองข้ามไป
เพราะคำว่า “this time it’s different” (เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ๆ) ที่เพจเรายกมาพูดบ่อย ๆ ถูกใช้มาตลอดในทุกฟองสบู่
ย้อนกลับไปในปี 1959 โลกตื่นเต้นมาก ๆ กับการมาของ “แผงวงจร electronic” และชิ้นส่วนวงจรเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “MOSFET” ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่ถูกนำเข้ามาใช้แทนชิ้นส่วนที่เป็นหลอดแก้วสูญญากาศแบบเดิม ทำให้แผงวงจร electronic สามารถเข้าสู่ mass production ได้เป็นครั้งแรก
การผลิตทำได้รวดเร็ว ประหยัดและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในขณะเดียวกัน MOSFET คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้โลกนี้รู้จักกับ “สัญญาณ Digital” และเข้ามาปฏิวัติวงการ electronic ให้เปลี่ยนไปตลอดกาล เรียกได้ว่าโลกรู้จักกับชิพ semiconductor ในยุคแรก ทำให้ในช่วงปี 60 นี่เอง ที่ผู้คนได้สัมผัสกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างไม่เคยสัมผัสมาก่อน และมันสร้างความฝันอันยิ่งใหญ่ให้กับทุกคน รวมถึงนักลงทุนในตลาดด้วย
หุ้นผู้ผลิตนวัตกรรมอย่าง Texas Instruments และ IBM ถูกซื้อขายกันที่ P/E กว่า 80-100 เท่า (ก่อนหน้านั้นหุ้นเทรดกัน P/E ประมาณ 10-30 เท่า) นอกจากนี้ยังมีหุ้นบริษัทใหม่ ๆ เข้าตลาดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ความบ้าคลั่งของนวัตกรรม electronic นี่เอง ที่ทำให้ยุค 60 ถูกเรียกว่า “Tronics Boom” เพราะหุ้นที่ถูกลิสต์ใหม่ ๆ นั้นมักจะใช้คำที่เกี่ยวกับ electronic แม้บริษัทเหล่านี้ หลาย ๆ บริษัท ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับอุตสาหกรรม electronic เลยสักนิด
(เหตุการณ์คุ้นๆ)
ผู้คนไหลเข้าตลาดอย่างบ้าคลั่ง เพื่อให้ได้เป็นเจ้าของบริษัทนวัฒกรรมเหล่านั้น โดยไม่ได้สนด้วยซ้ำว่าบริษัทเหล่านั้นทำธุรกิจอะไร ขอเพียงฟังดูเกี่ยวข้องกับ electronic พวกเขาก็พร้อมจะลงทุน เช่น บริษัทขายแผ่นเสียงชื่อ “American Music Guild” เปลี่ยนชื่อเป็น “Space-Tone” และเข้า IPO หลังจากนั้นราคาก็พุ่งจาก $2 เป็น $14 ในไม่กี่สัปดาห์
ร้านคุกกี้ทำมือ “Mother’s Cookies” เปลี่ยนชื่อเป็น “Mothertron’s Cookitronics” เพื่อเข้าตลาด ราคาทะยานจาก $15 เป็น $23 ในวันแรกที่ซื้อขาย
นอกจากกระแสหุ้น Tronics แล้วยังมีแนวการลงทุนอีกแนวที่ได้รับความนิยมในช่วงเวลานั้น “ลงทุนในบริษัทเล็ก ๆ ที่เรื่องราวสุดอลังการ” เนื่องจากนักลงทุนทั้งสถาบันและรายย่อยจำนวนมาก เห็นถึงความสามารถของหุ้นเติบโตที่สามารถขยายบริษัทได้รวดเร็ว กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทำกำไรให้ผู้ถือหุ้นได้มหาศาล จึงพยายามซื้อดักล่วงหน้าไว้ กวาดซื้อหุ้นที่อาจจะขึ้นเป็นบริษัทผู้ชนะในอนาคต โดยไม่ได้สนใจเรื่องของงบการเงินหรือผลประกอบการอีกต่อไป เพราะหุ้นดีหรือไม่ ดูได้ผ่านราคา ขอเพียงราคาหุ้นขึ้นไปเรื่อย ๆ บริษัทมีเรื่องราวที่น่าสนใจ พวกเขาก็พร้อมจะซื้อ
นักลงทุนหวังว่าจะมีคนชอบในเรื่องราวเหล่านี้เหมือนพวกเขา และแห่กันมาซื้อต่อจากพวกเขาในราคาที่แพงกว่า
ซึ่งเรื่องนี้จบลงด้วยหลาย ๆ บริษัทมีการปรับแต่งบัญชี หลายบริษัทมีการพูดถึงผลิตภัณฑ์และบริการของตัวเองไว้เกินจริง บ้างก็ตั้งเป้าหมายไว้สูง ๆ เพื่อขายนักลงทุนเท่านั้น
ในยุคนั้นมีคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่สามารถเอาผิดอะไรกับหุ้นเหล่านี้ได้ เพราะบริษัทเหล่านี้ได้มีการเขียนเตือนไว้ในหนังสือชี้ชวนเป็นที่เรียบร้อย เช่น “บริษัทไม่มีทรัพย์สินหรือกำไรใด ๆ เป็นหลักประกัน ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงสูงมาก”
ซึ่งคำเตือนเหล่านี้ คงไม่ได้ต่างจากคำเตือนหน้าซองบุหรี่ที่ไม่สามารถหยุดคนให้สูบบุหรี่ได้ เช่นเดียวกับการไปบอกว่าการลงทุนครั้งนี้มีความเสี่ยงสูง ก็ไม่สามารถปิดกั้นผู้คนจำนวนมากจากความโลภ
กระแสหุ้น Tronics Booms และหุ้นเล็กที่เล่นใหญ่ได้รับความสนใจอยู่ได้ราว ๆ 4-5 ปี ก่อนที่จะจืดจางไป และแทบจะหายจากตลาดในยุค 70
ความเจ็บปวดที่สะสมมาตลอดยุค 60 ทำให้นักลงทุนหันมาใช้เหตุผลมากขึ้น ยุคทองการเก็งกำไร ซื้อหุ้นอย่างไร้เหตุผลได้ผ่านไป ได้เวลาซื้อหุ้นและออกไปตีกอลฟ์ชิล ๆ แทน ตลาดหันกลับมาให้ความสนใจซื้อหุ้นด้วยเหตุผลมากขึ้นอย่างหุ้น “Blue Chip”

เกร็ดความรู้

ที่มีของคำว่าหุ้น Blue Chip มาจากเกม Poker ซึ่ง Chip สีน้ำเงินจะมีมูลค่าสูงสุด เพราะคิดว่าอย่างน้อย บริษัทเหล่านี้จะไม่หายไปแน่ ๆ และต่อให้มันแพงเกินไปบ้าง เดี๋ยวสักพักบริษัทก็จะทำกำไรได้มากขึ้น จนราคาที่ซื้อแพงตอนนี้ สมเหตุสมผลเองในอนาคต
นักลงทุนสถาบันมองว่าการซื้อหุ้น Blue Chip นี่เองที่แก้ปัญหาในชีวิตพวกเขาได้ ความน่าเชื่อถือและการเติบโตที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว ทำให้พวกเขาไม่ต้องคอยตอบคำถามกับหัวหน้าหรือผู้ร่วมงาน ถึงเหตุผลในการตัดสินใจ นอกจากนี้การเข้าซื้อทีละมาก ๆ ยังไม่ส่งผลกระทบต่อราคาของหุ้นใหญ่ ทำให้เกิด trend การซื้อหุ้นครั้งเดียว ถือยาวตลอดชีวิตในช่วงนั้น (ช่วงนั้น ปู่ Buffett ดังแล้ว อาจจะมีเรื่องวิธีคิดของ Buffett มาเกี่ยวข้องด้วย)
เงินจำนวนมากไหลเข้าหุ้นกลุ่ม Nifty 50 ซึ่งรวม 50 หุ้นที่ใหญ่ที่สุดในตลาด New York ไว้ จนหุ้นกลุ่ม Nifty 50 ซื้อขายกันที่ P/E 50-90 เท่าเลยทีเดียว
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนถือยาวอยู่ได้ 3-4 ปี แล้วหนังเรื่องนี้ก็จบแบบเดิม จากนักลงทุนบางกลุ่มเริ่มเห็นโอกาสในการลงทุนอย่างอื่นที่ดูคุ้มค่ากว่า แล้วเริ่มลุกออกจากวง ก่อนจะมีคนกลุ่มอื่นลุกตามมาเรื่อย ๆ ทำให้ตลาดหุ้นเข้าสู่สภาพขาลงอีกครั้งเป็นเวลาเกือบ 10 ปี (1973-1982)
ก่อนจะกลับเป็นขาขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเป็นยุคที่เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่คนในยุค 60-70 วาดฝันไว้เริ่มทำได้จริง (ซึ่งจริง ๆ ก็มี ฟองสบู่ไบโอเทค เกิดขึ้นอีกในยุค 80 เรื่องก็เหมือนลอกฟองสบู่ Tronics มาเลยทีเดียว)
เรื่องฟองสบู่ทั้ง 2 ครั้ง กินระยะเวลารวมกันกว่า 20 ปี ในยุคที่เงินทั่วโลกไม่ได้ไหลไปมาได้อย่างอิสระ ขนาดตลาดไม่ได้ใหญ่ ผู้เล่นในตลาดไม่ได้เยอะเหมือนทุกวันนี้
ในขณะที่โลกโลกาภิวัฒน์ในปัจจุบัน เงินสามารถไหลไปรวมกันได้อย่างรวดเร็ว ทั่วโลกสามารถรับรู้ข่าวสารได้ในระยะเวลาที่ต่างกันไม่ถึงหลักชั่วโมง และใคร ๆ ก็ต่างลงทุนกันทั้งนั้น (ล่าสุดเข้าร้านหนังสือพบว่า 9 ใน 10 Best Seller เป็นหนังสือลงทุน
เดินผ่านวินมอเตอร์ไซค์ที่กำลังคุยกับป้าขายหมูปิ้ง เรื่องเทคโนโลยี Blockchain ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลก คนรู้จักที่ซื้อหวยเดือนละเป็นหมื่น หันเข้ามาลงทุน)
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเท่าไรที่ทรัพย์สินที่ได้รับความสนใจ จะสามารถทำกำไรได้มหาศาล จากหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ในช่วง ปี 60-70 เป็นหลักพัน หลักหมื่นเปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน
ไม่มีใครคาดเดาตอนจบของเรื่องได้อย่างถูกต้องทั้งหมด สิ่งที่ทำได้มีเพียงลงทุนด้วยความระมัดระวัง มองอดีตเป็นบทเรียน บริหารความเสี่ยงและเตรียมพร้อมกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะไม่แน่ว่าในอนาคต เราทุกคนก็อาจเป็นบทเรียนที่เจ็บปวด ให้รุ่นลูก รุ่นหลานได้เรียนรู้อย่างบทความนี้เช่นกัน
ตอนที่ 2 ฟองสบู่มักจะเกิดขึ้นจาก 2 สิ่ง คือ เทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ และ โอกาสในการทำธุรกิจใหม่ ๆ ซึ่งทั้ง 2 สิ่งมาเจอกันในยุคการตื่นขึ้นของ Internet ติดตาม Dot-com bubble ได้ ในตอนต่อไป…
BottomLiner

เฟดเข้ม 2022

DR.JITIPOL PUKSAMATANAN
เฟดเข้ม 2022

เรื่องที่ปีนี้ต่างจากปีก่อนอย่างมากดูจะเป็นนโยบายการเงิน เมื่อธนาคารกลางสหรัฐหรือ “เฟด” ออกมาให้คำมั่นว่าจะจัดการกับเงินเฟ้อ

ประเด็นนี้กดดันให้สินทรัพย์เสี่ยงแทบทุกอย่างปรับฐานอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นบอนด์ หุ้น และคริปโท หลายกองทุนคืนกำไรในปีที่ผ่านมาออกมาหมด จนนักลงทุนต่างตั้งคำถามว่า

“ทำไมตลาดถึงอ่อนไหวกับนโยบายการเงินขนาดนี้ อะไรกำลังจะเกิดขึ้น และเราควรเตรียมตัวอย่างไรบ้าง”

สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจ คือเฟดมีหน้าที่ควบคุมระดับราคาและเฟดก็เข้มงวดขึ้น

ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ตลาดไม่ได้สนใจบทบาทการกำหนด Price Stability ของเฟดเท่าไหร่ เพราะสถานการณ์ “จำเป็น” ที่จะต้องเข้มงวดเกิดขึ้นไม่บ่อย

ครั้งล่าสุดยังต้องย้อนกลับถึงทศวรรษ 1990 หรือก่อนวิกฤติ Dot Com ที่ Alan Greenspan ประธานเฟดสมัยนั้น มองว่าเงินเฟ้อและระดับราคาสินทรัพย์ในตลาดสูงอย่างไม่มีเหตุผล (Irrational Exuberance) จึงทยอยขึ้นดอกเบี้ยเพื่อปรับสมดุล

แม้ครั้งนี้ต่างกันที่ตลาดการเงินไม่ใช่เป้าหมาย แต่การที่เฟดเปลี่ยนมุมมองอย่างรวดเร็ว จากกลางปีที่ชี้ว่า การขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกจะเกิดขึ้นในปี 2023 มาเป็นขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2022 ก็ยากที่ดัชนี S&P500 บนระดับ Long-term P/E 37 เท่า สูงใกล้ช่วงวิกฤติ Dot Com จะไหวตัวทัน

นอกจากนั้น แม้ชาวโลกการเงินจะรู้ว่าระดับราคาปัจจุบันผิดปรกติ ก็ไม่มีใครรู้ว่าระดับที่ถูกต้องควรอยู่ที่ไหน

เป็นความจริงที่ทั้งเฟดและตลาดรู้ว่านโยบายการเงินผ่อนคลายเกินไป แต่ไม่มีใครรู้จริงว่าจุดไหนเหมาะสม

เช่นในปัจจุบัน วัดระดับดอกเบี้ยแท้จริงระยะยาวจากยีลด์สหรัฐอายุ 10 ปีลบด้วยเงินเฟ้อระยะยาว (Breakeven Inflation 10ปี) จะติดลบอยู่ 0.8-1.0%

ถ้าต้องปรับดอกเบี้ยนโยบายจนดอกเบี้ยแท้จริงเป็นบวก ก็อาจต้องเห็นยีลด์ 10 ปีที่ 2.5% ซึ่งช่วงหลายปีที่ผ่านมา S&P500 ซื้อขายในระดับ LT P/E เพียง 21 เท่า

ยิ่งถ้าตั้งเป้าคุมเงินเฟ้อยิ่งน่ากลัว เพราะในทศวรรษ 1990 เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยจาก 1.00% ไปถึง 5.25% กว่าที่เงินเฟ้อจะปรับตัวลง และ S&P500 เคยซื้อขายที่ LT P/E แค่ 15เท่า

เหนือสิ่งอื่นใด ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยแต่เป็น “เงิน” ที่อัดฉีดกระตุ้นตลาดก็จะต้องหายไปพร้อมกัน

ขนาดงบดุลของเฟดที่ขยายขึ้นในช่วงวิกฤติโควิดมีขนาดถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์

เงินเหล่านี้อาจต้องหยุดเพิ่มขึ้น “ก่อน” ขึ้นดอกเบี้ย หรืออาจต้อง “ลดขนาด” งบดุลลงในอนาคต ส่งผลกับมุมมองตลาดหลายเรื่อง

  1. การลงทุนกลุ่มเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เปรียบเสมือนลอตเตอรี่ มีไว้ลุ้นกำไรมหาศาลด้วยสภาพคล่องส่วนเกินจะต้องหยุด
  2. ต่อให้ลงทุนมีกำไร แต่เมื่อสภาพคล่องไม่เพิ่ม เหตุผลว่าการลงทุนควรมี P/E กี่เท่า ต้องมองว่าธุรกิจเหล่านี้จะอยู่กับตลาดไปได้ถึงจุดคืนทุนหรือไม่ด้วย
  3. ถ้าเทคโนโลยีที่เป็นองค์ประกอบใหญ่ของตลาดปรับฐาน ก็ยากที่ตลาดโดยรวมจะสามารถยืนแดนบวกได้

ในมุมมองของผม แม้ท่าทีของเฟดจะไม่ได้เป็น “คำมั่นสัญญา” ว่าการขึ้นดอกเบี้ยหรือลดงบดุลจะต้องเกิดขึ้นแน่ แต่ก็ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นไปได้เพิ่มขึ้น เช่น

หยุด EQ เร็วขึ้นตั้งแต่ไตรมาสแรก

มีโอกาสกว่า 80% ที่เฟดจะประกาศลด QE เร็วขึ้นใน FOMC วันที่ 27 มกราคมนี้ การลงทุนที่ต้องระวังคือสินทรัพย์เสี่ยงที่แพงโดยไม่มีพื้นฐาน

ขึ้นดอกเบี้ยทันทีในการประชุม FOMC 16 มีนาคม

ตลาดมองโอกาสเกิด 70% ด้วยทิศทางเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น ผมเห็นด้วยว่าเฟดอาจต้องทำอะไรสักอย่าง ทุกสินทรัพย์ในตลาดมีโอกาสปรับฐาน ที่ต้องจับตาต่อ คือยีลด์ระยะยาวจะขึ้นเพราะมองว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยต่อ หรือจะลงเพราะตลาดหาที่หลบภัย

ขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก 2 ครั้ง ภายในปี 2022

ผมมองโอกาสต่ำกว่า 50% เป็นกรณีที่เสี่ยงที่สุดของตลาดก็จริง แต่ครึ่งหลังปีนี้น่าจะเป็นช่วงที่เงินเฟ้อผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ยิ่งถ้าตลาดปรับฐานแรงโอกาสเข้มงวดต่อเนื่องยิ่งน้อย

ลดขนาดงบดุลในไตรมาสสี่

ปัจจุบันเป็นเพียงการคาดเดา จึงมีโอกาสเพียง 25% ตลาดยังไม่รับข่าว แต่ถ้ามองจากปริมาณ QE ที่ทำไปในช่วงโควิดและอายุคงเหลือของตราสารที่เฟดซื้อ ถ้าไม่มีการซื้อใหม่ งบดุลของเฟดก็จะทยอยลดลงราวเดือนละ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ กดดันบอนด์ระยะสั้นและสกุลเงิน EM

ด้วยความเป็นไปได้เหล่านี้ ถ้าใครไม่เคยกลัวเฟดก็ควรกลัวบ้าง เพราะระดับราคาของตลาดไม่ได้อยู่ในจุดที่มั่นคงเสียเลย

แต่ถ้าใครกลัวมาก ก็ควรลดความกลัวลง เพราะไม่ใช่ทุกเหตุกาณ์จะเกิดขึ้นและหลายเรื่องตลาดก็รับข่าวไปแล้ว

ลดการลงทุนที่ผันผวนสูงลง แล้วคิดไว้ก่อนว่าหลังตลาดปรับฐานจะลงทุนอะไรในปีนี้ดีที่สุดครับ

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์

จัดพอร์ตอย่างไรในวันที่สภาพคล่องลดลง

FINNOMENA x Franklin Templeton
จัดพอร์ตอย่างไรในวันที่สภาพคล่องลดลง

ในปี 2022 เราคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะทยอยลดเงินอัดฉีดสภาพคล่องต่อเนื่องตามที่ประกาศไว้ และจะค่อย ๆ ขึ้นดอกเบี้ย เพื่อชะลออัตราเงินเฟ้อ และลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ซึ่งสภาพคล่องที่ลดลง และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในปี 2022

อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าตลาดหุ้นในปี 2022 น่าจะยังปรับตัวขึ้นได้ โดยการปรับตัวขึ้นครั้งนี้น่าจะต้องมีหุ้นขนาดเล็ก (small cap) ร่วมด้วย (ซึ่งที่ผ่านมาหุ้นขนาดเล็กถือว่าปรับตัวขึ้นได้น้อยกว่าหุ้นขนาดใหญ่ (big cap) อย่างมีนัยสำคัญ) นอกจากนั้น เราเชื่อว่าการจัดพอร์ตที่สมดุล (balance) ระหว่างหุ้นคุณค่า (value stock) และหุ้นเติบโต (growth stock) จะสร้างผลตอบแทนได้ดี โดยเรามองว่าใน 3-4 เดือนแรกของปี 2022 หุ้นคุณค่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าหุ้นเติบโต แต่ในครึ่งปีหลัง หุ้นเติบโตจะกลับมาสร้างผลตอบแทนได้ดี เช่นกัน โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

จัดพอร์ตอย่างไรในวันที่สภาพคล่องลดลง

1. หุ้นคุณค่าประเภทหุ้นวัฏจักรจะรับมือกับเงินเฟ้อได้ดี

ตั้งแต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 รัฐบาล และธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้อัดฉีดเงินจำนวนมาก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวจาก COVID-19 อย่างต่อเนื่อง และทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงปี 2021 เป็นผลให้ความต้องการสินค้าและบริการกลับมาอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้สินค้าและบริการผลิตไม่ทันกับความต้องการดังกล่าว ผลักดันทำให้ราคาสินค้าและบริการเหล่านั้นเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนได้จากอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวอย่างก้าวกระโดด และค่าแรงที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น

ด้วยเหตุนี้ เราจึงชอบหุ้นของกลุ่มบริษัทที่มีความสามารถในการตั้งราคา (strong pricing power) ซึ่งสามารถผลักต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นไปยังผู้บริโภคได้ เมื่อเทียบกับบริษัทที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก (labor intensive) ซึ่งจะต้องแบกรับต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้น ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน และวัสดุพื้นฐาน เนื่องจากเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องใช้บริการ เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ที่จะได้รับผลกระทบจากความต้องการที่ลดลง จากการปรับราคาขึ้นในภาวะเงินเฟ้อ

นอกจากกลุ่มพลังงานแล้ว เราชอบหุ้นกลุ่มการเงิน อุตสาหกรรม และสินค้าคงทน ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนในภาวะเงินเฟ้อสูงมากกว่ากลุ่มอาหาร ค้าปลีก และสาธารณูปโภค อนึ่ง สำหรับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เรายังมองว่าเป็นกลุ่มที่น่าสนใจแม้ในสภาวะเงินเฟ้อสูง เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้มักมีอัตราการทำกำไรสูง (high gross margin) และมีอำนาจในการต่อรอง สามารถปรับราคาเพิ่มตามสภาพเศรษฐกิจได้

2. สภาพคล่องที่ลดลงไม่ได้ทำให้หุ้นหมดความน่าสนใจ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการอัดฉีดสภาพคล่องในปี 2020-2021 ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และนักลงทุนส่วนใหญ่วิตกกังวลว่า หากมีการลดการอัดฉีดสภาพคล่อง จนถึงขั้นเลิกอัดฉีดสภาพคล่อง และสุดท้ายขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเปรียบเสมือนการดึงสภาพคล่องออกจากระบบ จะทำให้ตลาดหุ้นปรับฐานอย่างรุนแรงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นครั้งแรกในช่วงกลางปี 2022 ซึ่งเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้แต่แรก อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าการลดการอัดฉีดสภาพคล่อง จนถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นในช่วงแรกเท่านั้น ในระยะถัดไป ตามสถิติแล้วตลาดหุ้นมักจะสร้างผลตอบแทนได้เพิ่มขึ้น

จัดพอร์ตอย่างไรในวันที่สภาพคล่องลดลง

3. หุ้นขนาดเล็กจะกลับมาในไม่ช้า เพื่อผลักดันแนวโน้มขาขึ้นของตลาดหุ้น

โดยเราเชื่อว่าตลาดหุ้นที่เป็นขาขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ ต้องมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างประกอบกัน โดยนักลงทุนอาจพิจารณาจากจำนวนบริษัทที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่าเส้นราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ (moving average) ในอดีต และจำนวนบริษัทที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในทางกลับกัน หากเราพบว่าการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น เกิดจากหุ้นบางกลุ่มเท่านั้น และเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แนวโน้มขาขึ้นในลักษณะนี้มักจะอยู่ได้ไม่นาน และปรับตัวลงในที่สุด ด้วยเหตุนี้ เราจึงเชื่อว่าการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวได้ดี หุ้นในภาพรวมจะต้องปรับตัวขึ้น ไม่เพียงเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ต้องรวมหุ้นขนาดเล็กด้วย ซึ่งเราพบว่าหุ้นขนาดเล็กปัจจุบันยังสร้างผลตอบแทนต่ำกว่าหุ้นขนาดใหญ่มาก ทำให้เรามองว่าในปี 2022 น่าจะเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจของหุ้นขนาดเล็ก ที่น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้

จัดพอร์ตอย่างไรในวันที่สภาพคล่องลดลง

4. หุ้นคุณค่าจะให้ผลตอบแทนดีในช่วงต้นปี 2022 แต่หุ้นเติบโตก็ยังต้องมี

ในช่วงที่ผ่านมา COVID-19 สายพันธุ์โอมิครอน ทำให้ราคาหุ้นเติบโตปรับฐานลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหุ้นเติบโตที่มีความคาดหวังสูง (และมักมีมูลค่าสูงตามความคาดหวัง ทำให้ราคาลดลงอย่างรุนแรงกว่า) ซึ่งจะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น และหลายบริษัทต้องใช้เงินทุนเหล่านั้นในการขยายธุรกิจ และคงอัตราการเติบโตที่สูงนั้นไว้ ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนมากขึ้น เมื่อเทียบกับหุ้นคุณค่าที่จะทนทานต่อแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อมากกว่า ด้วยเหตุนี้ เราจึงชอบหุ้นคุณค่า โดยเฉพาะหุ้นคุณค่าที่เป็นหุ้นวัฏจักรตามที่ได้กล่าวมาแล้ว อย่างไรก็ดี นักลงทุนไม่ควรทิ้งหุ้นเติบโต โดยเฉพาะหุ้นเติบโตที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าเทคโนโลยีสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างดี และสร้างผลตอบแทนในระดับสูงต่อเนื่อง โดยนักลงทุนต้องเฟ้นหาหุ้นเทคโนโลยี ที่เติบโตได้เกินกว่าการคาดการณ์ของตลาด (exceed expectation) ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงเงินเฟ้อสูงเช่นกัน

จัดพอร์ตอย่างไรในวันที่สภาพคล่องลดลง

สรุปมุมมองของการลงทุนในปี 2022

เรายังเชื่อมั่นกับการลงทุนในตลาดหุ้น โดยเราแนะนำให้นักลงทุนมีทั้งหุ้นคุณค่าและหุ้นเติบโต ที่มีธุรกิจคุณภาพสูง ซึ่งจะสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน ทั้งนี้ เราเชื่อว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อหุ้นขนาดเล็กปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้เรามองว่าน่าจะเป็นโอกาสของนักลงทุนในการทยอยสะสมหุ้นขนาดเล็ก ภายใต้สมมติฐานว่าตลาดหุ้นน่าจะยังปรับตัวขึ้นได้ในปี 2022

อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อ และการลดการอัดฉีดสภาพคล่อง ตลอดจนการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง ที่มีการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และเนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การชะลอ หรือการเร่งการลดสภาพคล่อง ตลอดจนการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่เร็ว หรือช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จะทำให้ตลาดผันผวน ซึ่งนักลงทุนจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เนื้อหาต้นฉบับโดย 

Scott Glasser

Chief Investment Officer, Managing Director, Portfolio Manager

Clearbridge Investments

ข้อสงวนสิทธิ์

  1. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ให้บริการการให้คำแนะนำทั่วไปแก่ FINNOMENA ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน (Asset Allocations)
  2. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น
  3. ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/articles/clearbridge-investments/markets-gird-for-reduced-liquidity

รีวิวกองทุน SCBMEGA(A): เติบโตแบบเร้าใจไปกับ Megatrend สุดยิ่งใหญ่!

Mr. Serotonin
รีวิวกองทุน SCBMEGA(A): เติบโตแบบเร้าใจไปกับ Megatrend สุดยิ่งใหญ่!
ธีมการลงทุนแบบ Megatrend ถือเป็นอีกหนึ่งธีมการลงทุนที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเติบโตได้ในระดับสูงจนกลายเป็นกระแสแห่งทศวรรษที่พร้อมจะ Take off เติบโตเป็นอุตสาหกรรม Moonshot!
เรามาดูกันว่า SCBMEGA (A) จะตอบโจทย์การลงทุนแบบ Megatrend สักแค่ไหน!

รีวิวกองทุน SCBMEGA(A): เติบโตแบบเร้าใจไปกับ Megatrend สุดยิ่งใหญ่!

รีวิวกองทุน SCBMEGA(A): เติบโตแบบเร้าใจไปกับ Megatrend สุดยิ่งใหญ่!

Megatrend คืออะไร? สายโตแบบเร้าใจไม่ควรพลาด!

Megatrend เป็นคำที่ใช้แสดงถึงสิ่งต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงวิถีแบบเดิม ๆ ในระดับ “โลก” เช่น การมาของอินเทอร์เน็ตในยุคก่อนที่หากเราเลือกหุ้นผู้ชนะได้อย่างถูกต้องผลตอบแทนที่ได้ก็จะทำได้อย่างมหาศาล หรือหากนึกตัวอย่างง่าย ๆ ในสมัยนี้ก็อาจจะเป็นธีมรถยนต์ไฟฟ้า Metaverse หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่อาจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงโลกในอนาคต

ถ้าถามถึงเหตุผลว่าทำไมการลงทุนแบบ Megatrend ถึงมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนได้สูง? เหตุผลก็อย่างที่บอกไว้ก่อนหน้าว่า Megatrend คือระดับ “โลก” ซึ่งแตกต่างจากการเติบโตแค่ใน เขต รัฐ จังหวัด หรือ ประเทศ อีกทั้งยังเป็นอุตสาหกรรมที่ยังไม่อิ่มตัว

หากลองจินตนาการง่าย ๆ หุ้นของบริษัทที่ขยายไปได้ระดับโลก (น้ำบ่อใหญ่กว่า อาจเปรียบได้กับฟาร์มแซลมอนขนาดใหญ่) ย่อมมีมูลค่าที่สูงกว่าหุ้นที่เติบโตได้แค่ในพื้นที่เล็ก ๆ (อาจเปรียบได้กับบ่อปลาคาร์ฟหลังบ้าน) ซึ่งถ้าวัดกันตรง ๆ ฟาร์มปลาแซลมอนก็น่าจะมีมูลค่าสูงกว่าบ่อปลาคาร์ฟหลังบ้าน (ยกเว้นกรณีที่มีปลาสีสวย ตลาดเล่น ราคาเวอร์วัง)

รีวิวกองทุน SCBMEGA(A): เติบโตแบบเร้าใจไปกับ Megatrend สุดยิ่งใหญ่!

รู้จัก SCBMEGA(A) กองทุน Megatrend แบบ เร้าใจ แอคทีฟ มีชั้นเชิง

  • จัดการแบบ Active เน้นสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาด มีผู้จัดการกองทุนปรับสัดส่วนน้ำหนักตามท่วงทำนองที่เหมาะสมในแต่ละสภาวะตลาด
  • จัดการแบบมีชั้นเชิงผ่านโมเดล Core และ Satelllite Fund (มีกองทุนแกนหลักและใช้กองทุนเสริมกระจายการลงทุนเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้สูงขึ้น)
  • กระจายการลงทุนในหลายธุรกิจ ธีม เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนแบบกระจุกตัวในที่ใดที่หนึ่ง
  • มีนโยบายไม่เพ้อฝัน ลงทุนในธีมการลงทุนที่มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความเป็นอยู่ในอนาคตในสิ่งต่าง ๆ ที่เห็นได้ในชีวิตประจำวัน
  • เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาว

บริหารแบบใช้กองทุนหลัก (Core Fund) ที่เน้นคัดหุ้นผู้ชนะในอนาคต และเลือกกองทุนเสริมที่โดดเด่นตามโอกาสและสภาวะตลาด

รู้จักกองทุนหลัก JB Equity Next Generation Fund

กองทุนนี้เป็นกองทุนหลักที่กองทุน SCBMEGA(A) หมายมั่นปั้นมือวางให้เป็นกองทุนที่ใช้สำหรับเลือกผู้ชนะและถือเป็นกองทุนแกนหลักในการบริหาร

สำคัญต่อกองขนาดนี้ เราก็มาดูกันหน่อยว่ารายละเอียดเชิงลึกจะเป็นอย่างไร ตอบโจทย์คนที่สนใจหรือไม่?

รีวิวกองทุน SCBMEGA(A): เติบโตแบบเร้าใจไปกับ Megatrend สุดยิ่งใหญ่!

รีวิวกองทุน SCBMEGA(A): เติบโตแบบเร้าใจไปกับ Megatrend สุดยิ่งใหญ่!

สัดส่วนภูมิภาคและอุตสาหกรรมหลักที่ลงทุน

รีวิวกองทุน SCBMEGA(A): เติบโตแบบเร้าใจไปกับ Megatrend เปลี่ยนโลก!

ภาพแสดงสัดส่วนภูมิภาคหลักที่ลงทุนของกองทุน Julius Baer Equity Next Generation USD C ที่มา: Financial Times วันที่: 30 กันยายน 2021

รีวิวกองทุน SCBMEGA(A): เติบโตแบบเร้าใจไปกับ Megatrend เปลี่ยนโลก!

ภาพแสดงสัดส่วนอุตสาหกรรมหลักที่ลงทุนของกองทุน Julius Baer Equity Next Generation USD C ที่มา: Financial Times วันที่: 30 กันยายน 2021

  • สัดส่วนหลัก ๆ ที่ลงทุนเป็นหุ้นสหรัฐฯ ประเทศผู้นำโลกเป็นหลัก
  • สัดส่วนอุตสาหกรรมเน้นเฮลธ์แคร์ซึ่งเป็นกลุ่มหุ้นที่เติบโตได้คล้ายหุ้นเทคโนโลยี แต่หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์จะมีความพิเศษกว่าหุ้นเทคโนโลยีตรงที่มีความสัมพันธ์กับดัชนีหุ้นค่อนข้างต่ำช่วยในการกระจายความเสี่ยงหรืออาจจะเรียกได้ว่า “หุ้นเติบโตแบบเชิงรับ”
  • สัดส่วนหนัก ๆ หลัก ๆ รองลงมาเป็นหุ้นเทคโนโลยีซึ่งเติบโตได้สูงทั้งในแง่กำไรและราคา

รีวิวหุ้นหลักที่ลงทุน

รีวิวกองทุน SCBMEGA(A): เติบโตแบบเร้าใจไปกับ Megatrend สุดยิ่งใหญ่!

รีวิวกองทุน SCBMEGA(A): เติบโตแบบเร้าใจไปกับ Megatrend เปลี่ยนโลก!

ภาพแสดงสัดส่วนหุ้นหลักที่ลงทุนของกองทุน Julius Baer Equity Next Generation USD C ที่มา: Financial Times วันที่: 7 มกราคม 2022

  • Microsoft (สัดส่วน 4.83%): หนึ่งในหุ้นเทคสามัญประจำบ้านของวงการกองทุน Microsoft ถือเป็นหุ้นที่เติบโตได้เรื่อย ๆ ทั้งในแง่ของราคาและกำไร มีผลิตภัณฑ์ที่เราใช้กันทั่วไปมากมาย อีกทั้งยังมีการหาท่าใหม่ ๆ ในการเติบโต เช่น การสเกลธุรกิจระบบ Cloud ที่สร้างรายได้เติบโตมาแล้วถึง 8 เท่าใน 4 ปี!
  • Amazon (สัดส่วน 4.25%): บริษัทที่แม้จะเริ่มต้นด้วยการเป็นร้านขายหนังสือออนไลน์ในปี 1996 แต่ปัจจุบัน Amazon มีธุรกิจ E-commerce ที่หลากหลายขายสินค้าหลายอย่างจนถูกขนานนามว่าเป็น Everything Store
  • Alphabet (สัดส่วน 4.18%): หุ้นเทคปฏิวัติวงการการหาข้อมูลและการศึกษา เจ้าของ Search engine อันเลื่องชื่ออย่าง Google ที่ฉีกข้อจำกัดด้านการเรียนรู้ทิ้งออกไป เปิดโอกาสให้ผู้คนมากมายเข้าถึงแหล่งความรู้ได้โดยง่าย มีการขยายขอบเขตเพิ่มเติมไปในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น Waymo โปรเจกต์รถยนต์ไร้คนขับ เป็นต้น
  • Thermo Fisher Scientific (สัดส่วน 3.51%): บริษัทเฮลธ์เทคชั้นนำ ผู้พัฒนาและผลิตอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ต่าง ๆ มากมาย รวมถึงยังให้บริการทางแล็ปและจีโนมิกส์อีกด้วย
  • ICON (สัดส่วน 3.29%): บริษัทผู้พัฒนายารักษาโรคสัญชาติไอร์แลนด์ มีบริการให้คำปรึกษาและ outsource ให้กับองค์กรยา รัฐ หน่วยงานสุขภาพรัฐและอื่น ๆ

ผลตอบแทนย้อนหลัง

รีวิวกองทุน SCBMEGA(A): เติบโตแบบเร้าใจไปกับ Megatrend เปลี่ยนโลก!

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน Julius Baer Equity Next Generation USD C ที่มา: Financial Times วันที่: 7 มกราคม 2022

ช่วง 1 ปีย้อนหลังกองทุนทำผลงานได้อย่างโดดเด่นเป็นสง่าเหนือหุ้นเติบโตขนาดใหญ่ด้วยกันท่ามกลางความผันผวนในหุ้นเทคโนโลยี ในขณะที่ระยาวขึ้นมาหน่อยก็ทำผลตอบแทนได้พอ ๆ กัน

อย่างไรก็ตามอย่างที่บอกไว้ตอนต้นว่านี่เป็นเพียงกองทุน Core fund ของ SCBMEGA(A) ดังนั้นหากถึงเวลาออกตัวจริง ๆ กองทุนน่าจะมีลูกเล่นผ่านการลงทุนในธีมอื่น ๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนเพิ่มได้อีกครับ

ธีมการลงทุนอื่น ๆ ที่อาจนำมาเสริมทัพเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี

  • Shifting Lifestyle – ธีมการลงทุนที่ได้ประโยชน์จากเรื่องอายุของประชากร (เทรนด์ผู้สูงอายุ) เทรนด์สุขภาพและนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เข้ามาเพิ่มคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคน
  • Feeding the World – ธีมการลงทุนที่เกี่ยวกับการผลิตทรัพยากรให้ตอบโจทย์ล้อไปกับการเติบโตของประชากรในอนาคต ซึ่งเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าในอนาคตมนุษย์จะเลิกกินข้าว กินของที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนั้นธีมการลงทุนนี้จึงเป็นธีมการลงทุนที่ตอบโจทย์ในอนาคต
  • Digital Disruption – การเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีที่เข้ามาแทนที่สิ่งต่าง ๆ ในรูปแบบเดิม ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งธีมการลงทุนที่น่าจะมีศักยภาพสูงในอนาคต

SCBMEGA(A) เหมาะกับนักลงทุนแบบไหน

  • เหมาะกับนักลงทุนที่ชื่นชอบการลงทุนในหุ้น Megatrend ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในอนาคต
  • เหมาะสำหรับนักลงทุนอยากลงทุนในหุ้น Megatrend แต่อยากคงความ Conservative ไว้บ้าง จากการลงทุนในสิ่งที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน
  • เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนใน Megatrend ที่หลากหลาย มีผู้จัดการกองทุนช่วยดูแลให้ ลดความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติม

นโยบายการลงทุนของกองทุน SCBMEGA(A)

  • เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนหรือ ETF ที่ลงทุนในหุ้นแนว Megatrend ที่มีการเติบโตในธีมหลักสำคัญ ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงวิถีการ ดำเนินชีวิตของมนุษย์ในรูปแบบใหม่ การอุปโภคบริโภคที่ให้ความสำคัญต่อผลกระทบที่อาจมีต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการ ประยุกต์ใช้ซึ่งเทคโนโลยีด้านดิจิทัลในชีวิตประจำวัน เป็นต้น โดยกองทุนจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศอย่างน้อย 2 กองทุน โดยจะลงทุนในกองทุนใดกองทุนหนึ่งในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 79 ของ NAV โดยกองทุนมีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 6

ค่าธรรมเนียมและเงินลงทุนขั้นต่ำของกองทุน SCBMEGA(A)

  • ค่าธรรมเนียมซื้อ: 1.60500%
  • ค่าธรรมเนียมขาย: ยกเว้น
  • ค่าธรรมเนียมรวมรายปี: 1.70237% (ยังไม่รวมค่าใช่จ่ายอื่น)
  • ลงทุนขั้นต่ำ: 1,000 บาท

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

Mr. Serotonin

ยังไม่รู้ว่า SCBMEGA(A) ควรใส่เข้าพอร์ตเท่าไรดี?  รับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น

👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service

คำเตือน
ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

References

https://markets.ft.com/data/funds/tearsheet/summary?s=LU1649333264:USD

https://www.scbam.com/medias/fund-doc/presentation/SCBMEGA(A)_Pre.pdf

https://www.scbam.com/medias/fund-doc/prospectus/SCBMEGA(A).pdf

https://www.scbam.com/medias/fund-doc/summary-prospectus/SCBMEGA(A)_SUM.pdf

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 13/01/2022 “เงินเฟ้อสหรัฐฯ ธ.ค. พุ่ง 7% สูงสุดรอบ 40 ปี เจาะใส้ใน สินค้าตัวไหนทำเงินเฟ้อขึ้น พร้อมวางแผนการลงทุน หาสินทรัพย์เด่นรับมือเงินเฟ้อ” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 13/01/2022

“เงินเฟ้อสหรัฐฯ ธ.ค. พุ่ง 7% สูงสุดรอบ 40 ปี เจาะใส้ใน สินค้าตัวไหนทำเงินเฟ้อขึ้น พร้อมวางแผนการลงทุน หาสินทรัพย์เด่นรับมือเงินเฟ้อ”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 36,290.32 จุด +38.3 จุด (+0.11%)  S&P500 ปิดที่ 4,726.35 จุด +13.28 จุด (+0.28%)  Nasdaq ปิดที่ 15,188.4 จุด +34.9 จุด (+0.23%)  Small Cap 2000 ปิดที่ 2,181.66 จุด -12.34 จุด (-0.56%) VIX index ปิดที่ 17.62 จุด (-4.29%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 4,316.39 จุด +34.85 จุด (+0.81%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 16,010.32 จุด +68.51 จุด (+0.43%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 7,237.19 จุด +53.81 จุด (+0.75%) 

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 28,765.59 จุด +543.18 จุด (+1.92%) ดัชนี CSI 300 ปิดที่ 4,845.57 จุด +47.8 จุด (+1.00%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 24,402.17 จุด +663.1 จุด (+2.79%) และ SET Index ปิดที่ 1,678.5 จุด +11.38 จุด (+0.68%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 13 ม.ค. 2565) ทองคำ 1,825.95 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 23.238 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 82.69 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 84.75 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 13 ม.ค. 2565) Bitcoin 43,575.3 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,336.44 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.164242 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 479.81 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ตั้งแต่เกิดวิกฤต Covid 19 ด้านราคา Gasoline +49.6% ราคาพลังงาน +29.3% ราคารถยนต์ใหม่ +11.8% ราคาอาหาร +6.5% ราคาพลังงานไฟฟ้า +6.3% ราคาอาหารนอกบ้าน +6% ราคาค่าเช่าบ้าน +4.1% และราคาค่ารักษาพยาบาล +0.4%

เงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนธันวาคมออกมาตามที่นักวิเคราะห์คาด 7% สูงสุดในรอบ 40 ปี ตั้งแต่ปี 1982 และหลังจากนี้จะเริ่มชะลอตัวลงตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 65 เป็นต้นไป

WHO เตือนโอมิครอนยังคงอันตราย เนื่องจากผู้ติดเชื้อทั่วโลกทำสถิติสูงสุดใหม่ ยิ่งผู้ติดเชื้อสูงยอดผู้เสียชีวิตจะสูงตาม สหรัฐฯ หนักที่สุด สัปดาห์เดียวมีผู้ติดเชื้อใหม่กว่า 4.6 ล้านราย ด้านจีนตรวจพบผู้ติดเชื้อโอมิครอน 2 ราย ทางการจีนสั่งปูพรมตรวจเชื้อทั้งเมือง 14 ล้านราย ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อโอมิครอนทะลุ 100 ราย

น้ำมันราคาพุ่ง ด้าน JPMorgan คาดราคาน้ำมันในปีนี้มีโอกาสแตะ 125 ดอลล่าร์ หลัง OPEC+ ยืนยันจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันแบบค่อนเป็นค่อนไป ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นหลังการเปิดเมือง

Bitcoin ดีดกลับ ทดสอบ $44,000 คลายกังวลจากเรื่องของเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่กดดันมาตลอด

กระทรวงการคลัง เดินหน้าเก็บภาษีคริปโทฯ ล่าสุดยังไม่มีข้อสรุปวิธีการเก็บภาษี และเก็บภาษีในการขายหุ้น 0.1% คาดว่าภาษีหุ้นจะเพิ่มรายได้ให้รัฐบาลประมาณ 21,300 ล้านบาทต่อปี เพื่อขยายฐานภาษี

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 8,167 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 8,101 ราย จากในเรือนจำ 68 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 14 ราย หายป่วยกลับบ้าน 3,845 ราย ผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค. 65 77,022 ราย หายป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค. 65  39,486 ราย

News Update: เงินเฟ้อสหรัฐฯ ธ.ค. พุ่ง 7% สูงสุดรอบ 40 ปี นับตั้งแต่ 1982 ตัวเลขไม่ผิดคาด ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก

THE OPPORTUNITY
News Update: เงินเฟ้อสหรัฐฯ ธ.ค. พุ่ง 7% สูงสุดรอบ 40 ปี นับตั้งแต่ 1982 ตัวเลขไม่ผิดคาด ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก

เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่ง 7% ถือเป็นระดับการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 40 ปี นับตั้งแต่ 1982 จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อนของรัฐบาลและธนาคารกลางสหรัฐฯ ขณะที่สินค้าและแรงงานกำลังขาดแคลน

เมื่อวานนี้ (12 ม.ค.) กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนที่แล้ว และ 7% จากปีที่แล้ว สูงกว่าระดับ 6.8% ในเดือน พ.ย.

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น 5.5% จากปีที่แล้ว และ 0.5% จากเดือนที่แล้ว ซึ่งถือเป็นระดับการเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1991

รายงานดังกล่าวเป็นไปตามที่นักลงทุนคาดการณ์ ซึ่งผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์คาดว่า ดัชนี CPI จะเพิ่มขึ้น 7% จากปีที่แล้ว และ 0.4% จากเดือน พ.ย. ส่งผลให้เมื่อคืนนี้ (12 ม.ค.) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวกเล็กน้อยโดย Dow Jones +0.11%, S&P 500 +0.28% และ Nasdaq +0.23%

Fed กำลังจับตาตัวเลขเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (11 ม.ค.) ‘เจอโรม พาวเวลล์’ ประธาน Fed ยืนยันว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ สามารถฟื้นตัวได้ดีและต้องการนโยบายที่เข้มงวดขึ้นแล้ว โดยเตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งและจะเริ่มลดขนาดงบดุลในช่วงปลายปี

อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นกำลังกัดกินค่าจ้างของแรงงาน ตามการคำนวณของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายได้เฉลี่ยที่แท้จริงต่อชั่วโมงของสหรัฐฯ เดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% จากเดือนที่แล้ว แต่ลดลง 2.4% จากปีที่แล้ว

ตามเครื่องมือ FedWatch ของ CME ตลาดมองว่ามีความเป็นไปได้เกือบ 79% ที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือน พ.ค. และมีความเป็นไปได้ประมาณ 50% ที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/01/12/cpi-december-2021-.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: ‘คิม คาร์เดเชียน’ งานเข้า! โดนฟ้องปั่นเหรียญ EMAX ล่อเม่าเข้าลงทุน โฆษณาทางการเงินใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

THE OPPORTUNITY
News Update: ‘คิม คาร์เดเชียน’ งานเข้า! โดนฟ้องปั่นเหรียญ EMAX ล่อเม่าเข้าลงทุน โฆษณาทางการเงินใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

งานเข้า! ‘คิม คาร์เดเชียน’ ถูกฟ้องร้องหลังโพสต์ชวนผู้ติดตามกว่า 250 ล้านคนลงทุนใน Ethereum Max (EMAX) ซึ่งเป็นการชี้นำนักลงทุนในทางที่ผิดและอ้างผลกำไรเกินจริง

‘คิม คาร์เดเชียน’ นักธุรกิจและนักจัดรายการเรียลลิตี้ชื่อดัง และ ‘ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์’ ตำนานมวยสากล ถูกอัยการรัฐแคลิฟอร์เนียฟ้องร้องข้อหาชี้นำหรือหลอกลวงนักลงทุน โดยพวกเขาได้เทขาย EMAX อย่างรวดเร็วเพื่อปั่นราคาและเก็งกำไรส่วนตัว ก่อนชักชวนผู้ติดตามให้ร่วมลงทุนในเหรียญดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ในเดือน มิ.ย. 2021 คิม คาร์เดเชียน ได้โพสต์ชวนผู้ติดตามให้ลงทุนใน EMAX พร้อมติด #AD ในแคปชัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า นี่อาจเป็นโฆษณาทางการเงินที่เข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

คำฟ้องร้องระบุว่า โพสต์ของคิม คาร์เดเชียน ไม่ใช่การให้คำแนะนำทางการเงิน แต่เป็นการชี้ชวนในลักษณะบอกต่อซึ่งถือเป็นการหลอกลวงนักลงทุน

ผู้บริหารของ EMAX ได้ร่วมงานกับคนดังหลายคนเพื่อโปรโมทเหรียญดังกล่าวซึ่งถูกสร้างโดยนักพัฒนาที่ไม่เป็นที่รู้จัก นอกจากนี้ทั้งชื่อและโลโก้ของเหรียญ EMAX ยังคล้ายคลึงกับ Ethereum มากจนอาจทำให้นักลงทุนเกิดความสับสนได้

โดยราคาล่าสุด (12 ม.ค.) ของ EMAX อยู่ที่ $0.00000001688 ซึ่งร่วงลงมาจากช่วงปลายเดือน พ.ค. กว่า 98% ขณะที่ปริมาณการซื้อขายในรอบ 24 ชั่วโมงเหลือเพียง 229,418 ดอลลาร์ จาก $103 ล้านดอลลาร์ในช่วงปลายพ.ค.

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-01-11/kardashian-mayweather-sued-by-investors-in-ethereummax-tokens?sref=e4t2werz 

https://www.reuters.com/article/people-kardashian-crypto/kim-kardashian-floyd-mayweather-sued-over-promotion-of-crypto-token-idUSL1N2TR30S

https://coinmarketcap.com/alexandria/article/kim-kardashian-among-a-listers-sued-over-ethereum-max 

https://www.bangkokbiznews.com/business/982205

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: หุ้นเทคจีนกลับมาแล้ว!? Hang Seng Tech พุ่งเกือบ 4% หลังเงินเฟ้อจีนต่ำคาด สัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจ

THE OPPORTUNITY
News Update: หุ้นเทคจีนกลับมาแล้ว!? Hang Seng Tech พุ่งเกือบ 4% หลังเงินเฟ้อจีนต่ำคาด สัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจ

หุ้นเทคโนโลยีจีนส่งสัญญาณฟื้นตัว โดยได้แรงหนุนจากมุมมองบวกของนักลงทุน หลังรายงานตัวเลขเงินเฟ้อจีนออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด ประกอบกับสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินของแบงก์ชาติจีน

วันนี้ (12 ธ.ค.) ดัชนี Hang Seng ของตลาดหุ้นฮ่องกงปรับเพิ่มขึ้นมา 2.12% และดัชนี Hang Seng Tech ปรับขึ้นมาแล้วเกือบ 4% นำโดย JD +9.89%, Meituan +9.33%, Alibaba +4.70% และ Tencent +3.17%

ขณะที่ตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ปรับตัวขึ้นมาเช่นกัน โดยดัชนี Shanghai Composite เพิ่มขึ้น 0.35% และ ดัชนี Shenzhen Component เพิ่มขึ้น 0.55%

การฟื้นตัวดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยดัชนี CPI หรือตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปของจีนในเดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้นเพียง 1.5% จากปีที่แล้ว จากระดับ 2.3% ในเดือน พ.ย. ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 10.3% จากปีที่แล้ว จากระดับ 12.9% ในเดือน พ.ย.

นอกจากนี้ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากนโยบายการเงินของธนาคารกลางจีน โดย Zhiwei Zhang จาก PinpointAM กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อที่ลดลงจะช่วยเปิดช่องทางให้ธนาคารกลางจีนสามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมได้ และมีโอกาสสูงขึ้นที่ธนาคารกลางจีนจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมา

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/01/12/asia-markets-china-cpi-and-ppi-fed-comments-world-bank-forecasts.html

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

All Weather Strategy มกราคม 2022: ทำผลงานเหนือพอร์ต 60/40 ดั้งเดิม

Andrew Stotz
All Weather Strategy มกราคม 2022: ทำผลงานเหนือพอร์ต 60/40 ดั้งเดิม

คอนเซปต์หลักพอร์ต All Weather Strategy

  • Global – ลงทุนทั่วโลก ไม่จำกัดเพียงแค่ในประเทศไทย
  • Long-term – สร้างผลตอบแทนระยะยาวจากหุ้น และลดการสูญเสียในช่วงที่ตลาดหุ้นพักฐาน
  • Diversified – กระจายการลงทุนทั่วโลกผ่าน 4 สินทรัพย์

ภาพรวม All Weather Strategy

  • รีวิว: หุ้นยุโรปทำผลงานได้ดีที่สุด
  • ผลการดำเนินงาน: ทำผลงานได้เหนือพอร์ตการลงทุนแบบ 60/40 ที่ 1.4%
  • มุมมอง: ธนาคารกลางฝั่งตะวันตกยังคงมีนโยบายการเงินเชิงรุก โภคภัณฑ์มีปัจจัยหนุนจากวิกฤตพลังงานและปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลก
  • สรุป FVMR รายภูมิภาค
  • ความเสี่ยง: เงินเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว เกิดการล็อกดาวน์ครั้งใหม่และสหรัฐฯ ล้มละลาย

รีวิว: หุ้นสหรัฐฯ ผลักดันหุ้นโลกจนทำจุดสูงสุดใหม่ 

 

รูปที่ 1: รูปเปรียบเทียบผลตอบแทนสินทรัพย์

ข้อมูล ณ วันที่ 31.ค. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

สัดส่วนน้ำหนักสินทรัพย์นับตั้งแต่เดือน ธันวาคม 2021

  • เราไม่มีการปรับสัดส่วนในครั้งนี้

รีวิว: หุ้นสหรัฐฯ เป็นผู้นำในระยะยาวอย่างแท้จริง

สัดส่วนน้ำหนักหุ้นตามภูมิภาคนับตั้งแต่เดือน ธันวาคม 2021

  • เราไม่มีการปรับสัดส่วนในครั้งนี้

รีวิว: เน้นหนักในตลาดหุ้นตะวันตกพัฒนาแล้ว

  • เมื่อเดือนมิถุนายน 2021 เราปรับสัดส่วน 25% จากตลาดเกิดใหม่และเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นมายังหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นยุโรปพัฒนาแล้ว
  • เราไม่ทำการปรับสัดส่วนในเดือนกันยายนและเดือนธันวาคม

รีวิว: เราได้อานิสงค์จาก Santa Claus Rally!

  • เราได้อานิสงค์จาก Santa Claus rally ถึงแม้จะมีข่าวเกี่ยวกับความกังวลเรื่องโอมิครอน ทำให้สินทรัพย์ทั้งหมดทำผลตอบแทนเป็นบวกในเดือนธันวาคม 2021
  • ตลาดหุ้นยุโรปพัฒนาแล้วแข็งแกร่งที่สุดตามมาด้วยหุ้นสหรัฐฯ
  • การจับจ่ายใช้สอยในช่วงวันหยุดและการอนุมัติวงเงินจำนวนมากของรัฐในสเปนและอิตาลีในปี 2022 ส่งผลให้หุ้นยุโรปทำผลงานอย่างแข็งแกร่ง

รีวิว: หุ้นตลาดเกิดใหม่ทำผลงานได้ไม่ดี

  • ความกังวลเกี่ยวกับการล็อกดาวน์จากโอมิครอนส่งผลให้หุ้นตลาดเกิดใหม่และเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นทำผลงานตามหลังตลาดพัฒนาแล้ว
  • ความคาดหวังต่อเนื่องเกี่ยวกับการกระจายความเท่าเทียมส่งผลให้ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 อย่างจีนมีการเติบโตชะลอลง
  • จีนมีสัดส่วนเป็นหลักในตลาดเกิดใหม่และเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น

รีวิว: คงสัดส่วนตราสารหนี้ในระดับต่ำที่ 5%

  • เรามีสัดส่วนลงทุนในตราสารหนี้ที่ 5% เนื่องจากมีความน่าสนใจน้อยกว่าหุ้น
  • กลยุทธ์ คือ ถือครองเพียงพันธบัตรรัฐบาลไทยเพียงเท่านั้น มากกว่าการถือพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้เอกชนทั่วโลก
  • สินทรัพย์อื่น ๆ ปรับตัวขึ้นในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ดังนั้น การมีสัดส่วนตราสารหนี้ในระดับต่ำเป็นผลดีต่อผลการดำเนินงานของกลยุทธ์

รีวิว: การฟื้นตัวของกลุ่มพลังงานขับเคลื่อนโภคภัณฑ์

 

รูปที่ 2: เปรียบเทียบผลตอบแทนสินค้ากลุ่มโภคภัณฑ์

ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ราคาน้ำมันฟื้นตัวในเดือนธันวาคมหลังมีการคาดการณ์ว่าอุปทานจะหดตัว
  • ตลาดตอบสนองเชิงบวกต่อข่าวโอมิครอนไม่รุนแรง
  • ราคาน้ำมัน (WTI) ปิดตัวที่ 75 เหรียญ/บาร์เรล ในเดือนธันวาคม

รีวิว: ทองคำปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในเดือนธันวาคม

  • เรามีสัดส่วนลงทุนในทองคำอย่างน้อย 5%
  • ทองคำตอบสนองต่อความคาดหวังเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษรวมไปถึงการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดก่อนหน้า ส่งผลให้ราคามีความผันผวนสูง
  • ราคาทองคำปรับตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของเดือนธันวาคมถึงแม้จะมีความผันผวน จากการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์
  • ราคาทองคำปิดตัวที่ 1,829 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ ในเดือนพฤศจิกายน

1 เดือนที่ผ่านมา:  สัดส่วนหลักของพอร์ตอยู่ในสินทรัพย์ที่ทำผลงานได้ดีที่สุด 3 อันดับแรก

 

รูปที่ 3: ภาพแสดงผลตอบแทนพอร์ต AWS เทียบสินทรัพย์อื่น ๆ

ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • AWS: ทำผลงานเหนือพอร์ตการลงทุนแบบ 60/40 อยู่ 1.4%
  • หุ้นยุโรป: ทำผลงานได้ดีที่สุด
  • หุ้นสหรับฯ: ทำผลงานได้ดีที่สุดเป็นอันดับ 2
  • โภคภัณฑ์: ทำผลงานได้ดีที่สุดเป็นอันดับ 3

ทำผลงานได้เหนือพอร์ตการลงทุนแบบ 60/40 ดั้งเดิม

รูปที่ 4: ผลดำเนินงานพอร์ต AWS เทียบกับพอร์ตดั้งเดิมแบบ 60/40

ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • นับตั้งแต่จัดตั้งกลยุทธ์ AWS มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้น 45-65% เป็นส่วนใหญ่และมีสัดส่วนในทองคำ 25%
  • กลยุทธ์ทำผลงานในช่วงปิดปีเหนือพอร์ตการลงทุนแบบ 60/40 ดั้งเดิมอยู่ 1.0%

พอร์ต AWS ทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่ง

รูปที่ 5: ผลดำเนินงานพอร์ต AWS และอื่น ๆ เทียบกับพอร์ตดั้งเดิมแบบ 60/40

ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • พอร์ต AWS มีผลตอบแทนและผลตอบแทนเทียบความเสี่ยงที่ดีกว่าในทุกช่วงเวลา
  • พอร์ตืการลงุทนแบบ 60/40 มีจุดขาดทุนสูงสุดต่ำกว่าในปีที่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นพอร์ต AWS มีจุดขาดทุนสูงสุดเทียบผลตอบแทนที่ต่ำกว่าในช่วงเวลาเดียวกัน

ตั้งแต่ก่อตั้ง: AWS มีความผันผวนต่ำกว่าพอร์ตดั้งเดิมแบบ 60/40 

รูปที่ 6: เปรียบเทียบความผันผวนพอร์ต AWS กับสินทรัพย์ต่าง ๆ

ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

  • สัดส่วนลงทุนในหุ้น 25-65% ช่วยลดความผันผวน
  • ทองคำช่วยลดความผันผวนโดยรวมของพอร์ตเนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีความสัมพันธ์กับหุ้น

ตั้งแต่ก่อตั้ง: AWS มีการสูญเสียน้อยกว่าในช่วง 8 ใน 10 วันที่หุ้นโลกทำผลงานย่ำแย่ที่สุด

รูปที่ 7: พอร์ต AWS มีการสูญเสียน้อยกว่าหุ้นโลกในช่วง 8 ใน 10 วันที่หุ้นโลกทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุด

ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

  • จุดเด่นสำคัญของพอร์ต AWS คือ การลดความสูญเสียเมื่อตลาดหุ้นโลกปรับตัวลง
  • นับตั้งแต่จัดตั้งพอร์ต AWS สูญเสียน้อยกว่าพอร์ตดั้งเดิมแบบ 60/40 คิดเป็น 80% ของจำนวนวันทั้งหมด 10 วันที่หุ้นโลกทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุด

ตั้งแต่ก่อตั้ง: AWS ทำผลงานเหนือพอร์ตดั้งเดิมแบบ 60/40 จาก 62% ของเดือนทั้งหมด

 

รูปที่ 8: เปรียบเทียบผลการดำเนินงาน AWS และพอร์ตดั้งเดิมแบบ 60/40 จาก 61% ของเดือนทั้งหมด

ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ในช่วง 21 เดือนจาก 34 เดือน พอร์ต AWS สามารถเอาชนะพอร์ตดั้งเดิมแบบ 60/40

มุมมอง: Fed สนับสนุนตลาดสหรัฐฯ เมื่อต้องการ

  • บริษัทสัญชาติอเมริกันทำผลงานได้ดีและมีอำนาจต่อรองทางด้านราคาทั่วโลก
  • ถึงแม้มาตรการ ‘Build Back Better’ ของ โจ ไบเดน ไม่ผ่านการอนุมัติ แต่เราคาดว่าในอนาคตสหรัฐฯ จะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
  • ดังนั้น เราคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งและจะได้รับการสนับสนุนโดยมาตรการกระตุ้นจากทางรัฐ

มุมมอง: Fed จะประคองตลาดสหรัฐฯ

  • โจ ไบเดนและพรรคเดโมแครตต้องการนาย เจอโรม พาวเวลล์ ในการพยุงตลาด
  • ตลาดคาดว่ามีโอกาส 57% ที่ Fed จะทำการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมีนาคม ปี 2022
  • เทียบกับช่วงเดือนธันวาคมที่ตลาดให้ความเป็นไปได้ที่ 70% เกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน ปี 2022
  • ถึงแม้ว่า Fed จะลดการเข้าซื้อสินทรัพย์และปรับขึ้นดอกเบี้ย เราคาดว่าสิ่งต่าง ๆ นี้จะกลับกันหากมันส่งผลอย่างหนักต่อตลาด

มุมมอง: ECB สนับสนุนตลาดเช่นเดียวกัน

  • ยุโรปฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง
  • ECB ประกาศลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ แต่การขึ้นดอกเบี้ยอาจยังไม่เกิดขึ้นในปี 2022
  • เราคิดว่าธนาคารกลางจะยังต้องสนับสนุนหุ้นต่อไปถึงแม้ว่า Fed และ ECB พูดถึงการลดการเข้าซื้อสินทรัพย์และขึ้นดอกเบี้ย
  • หากการปรับนโยบายส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อตลาด เราคาดว่าพวกเขาจะปรับนโยบายในทางตรงกันข้าม

มุมมอง: จีนยังคงเผชิญความไม่แน่นอน

  • นักลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับการควบคุมและสถานการณ์อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์
  • ความกังวลต่อเนื่องเป็นผลลบต่อจีน รวมถึงสัดส่วนน้ำหนักที่มากของจีนในดัชนีตลาดเกิดใหม่และเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น อาจทำให้ดัชนีดังกล่าวมีผลงานที่แย่ลง

มุมมอง: ตราสารหนี้ยังไม่น่าสนใจ

  • ในระยะสั้น เราคิดว่าตราสารหนี้จะทำผลงานย่ำแย่กว่าหุ้น
  • สิ่งนี้สะท้อนผ่านสัดส่วน 5%

มุมมอง: โภคภัณฑ์ยังไปต่อได้

  • ราคาพลังงานอาจยังแข็งแกร่งต่อไปหลังความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานยังคงอยู่ต่อไปอย่างน้อยจนถึงช่วงต้นปี 2022
  • ภาวะห่วงโซ่อุปทานโลกที่หยุดชะงักจากการปิดเศรษฐกิจของรัฐอาจมีผลในระยะยาวที่ยาวกว่านี้
  • เงินเฟ้อและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจควรสนับสนุนกลุ่มพลังงานและกลุ่มเหล็กอุตสาหกรรม

มุมมอง: ทองคำยังไม่มีปัจจัยหนุน

  • ในระยะยาว หากเรื่องราวด้านเงินเฟ้อยังคงดำเนินต่อเนื่อง ประเด็นดังกล่าวอาจนำไปสู่ความคาดหวังเรื่องผลตอบแทนที่แท้จริงติดลบ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนราคาทองคำ
  • Fed และ ECB พูดถึงการปรับลดการซื้อสินทรัพย์ในขณะที่ Fed กล่าวถึงการขึ้นดอกเบี้ยในปี 2022 ซึ่งอาจส่งผลเชิงลบต่อทองคำหากผลตอบแทนที่แท้จริงปรับตัวขึ้น
  • จังหวะเวลาในการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และยุโรปยังคงมีความไม่แน่นอน และยังไม่มีข่าวที่จะช่วยผลักดันราคาทองไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง

สรุป FVMR แต่ละภูมิภาค

 

รูปที่ 9: สรุป FVMR หุ้นแต่ละกลุ่มประเทศ

ข้อมูล ณ วันที่ 31.ค. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

  • พื้นฐาน (Fundamentals): หุ้นสหรัฐฯ มีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ROE (Return on Equity) สูงที่สุด
  • มูลค่า (Valuation): ตลาดเกิดใหม่มี PE (Price-to-Earnings) ต่ำสุด และญี่ปุ่นมี PB (Price-to-Book) ต่ำสุด
  • แนวโน้ม (Momentum): หุ้นสหรัฐฯ ขึ้นเยอะสุดในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา
  • ความเสี่ยง (Risk): ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และญี่ปุ่น มีอัตราหนี้สินต่อทุน (Gearing) ต่ำที่สุด

ความเสี่ยง: เงินเฟ้ออาจเป็นเรื่องชั่วคราว

  • พอร์ต AWS ถูกปรับให้ได้รับประโยชน์จากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี 2022
  • มีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะเป็นปัจจัยชั่วคราว และอาจส่งผลต่อผลการดำเนินงานของเรา

ความเสี่ยง: ไวรัสสายพันธุ์ใหม่อาจนำไปสู่การล็อกดาวน์

  • หากรัฐบาลในประเทศพัฒนาแล้วที่มีอัตราการฉีดวัคซีนในระดับสูงทำการล็อกดาวน์อีกครั้ง อาจส่งผลกระทบต่อตลาดดังกล่าว
  • หากประเทศส่วนใหญ่ในโลกปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง ความต้องการโภคภัณฑ์อาจได้รับผลกระทบ

ความเสี่ยง: การล้มละลายของสหรัฐฯ

  • ในขณะที่สภาอเมริกันซื้อเวลาผ่านการขยายเพดานหนี้ แต่ประเด็นดังกล่าวอาจกลับมาอีกครั้งอย่างเร็วที่สุดในเดือนธันวาคม
  • หากสหรัฐฯ ล้มละลาย หุ้นสหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และอาจรวมไปถึงหุ้นโลก

สรุป รีวิวพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนมกราคม 2022

  • พอร์ต AWS ทำผลตอบแทนได้เหนือกว่าพอร์ตสัดส่วน 60/40 อยู่ 1.4% ในเดือนธันวาคม ปี 2021
  • การที่ Fed และ ECB ไม่ต้องการให้ตลาดปรับฐานรุนแรงอาจทำให้หุ้นปรับตัวสูงขึ้น
  • อุปสงค์ที่ฟื้นตัวและปัญหาห่วงโซ่อุปทานจะช่วยขับเคลื่อนโภคภัณฑ์
  • ความเสี่ยง: เงินเฟ้อเป็นเรื่องชั่วคราว การล็อกดาวน์ครั้งใหม่เกิดขึ้นและสหรัฐฯ เกิดการล้มละลาย

Andrew Stotz

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน All Weather Strategy สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้

ผ่านมือถือ/Tablet >>แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA

**All Weather Strategy พอร์ตกองทุนรวมจัดโดย Andrew Stotz ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาว ในขณะที่ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงภาวะตลาดขาลง หากสนใจสร้างแผนการลงทุน สามารถคลิกที่นี่ https://www.finnomena.com/guruport-andrew-all-weather-create/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลยครับ


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน  | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

โพยกองทุนไฟลุกน่าลงทุนปี 2022 กองไหนเด็ด ธีมไหนโดนมาดูกัน!

FINNOMENA
โพยกองทุนไฟลุกน่าลงทุนปี 2022 กองไหนเด็ด ธีมไหนโดนมาดูกัน!

เปิดปีมาแบบนี้มาส่องกันดีกว่าว่าลงทุนธีมไหนจะฮอตไฟลุกน่าประทับใจในปี 2022!

โพยกองทุนไฟลุกน่าลงทุนปี 2022 กองไหนเด็ด ธีมไหนโดนมาดูกัน!

หุ้นเวียดนาม

ทำไมหุ้นเวียดนามถึงน่าลงทุนในปีนี้?

  • เวียดนามถือได้ว่าเป็นประเทศตลาด Frontier ที่น่าสนใจมากที่สุด
  • มีปัจจัยสนับสนุนมากมาย เช่น ลักษณะประชากร, การเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตที่สำคัญ และ มีการลงทุนจำนวนมากที่กำลังจะเกิดขึ้น 
  • มีมูลค่าถูกเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก ด้วยระดับ P/E ที่ประมาณ 13 เท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อบ้านใกล้เคียงอย่างไทยที่มีค่า P/E อยู่ที่ประมาณ 18 เท่าด้วยกัน 
  • มีลักษณะเฉพาะของตลาดที่ปรับตัวคล้ายกันกับตลาดหุ้นทั่วโลกและได้รับผลกระทบจากปัจจัยมหภาคน้อย  ทำให้เวียดนามเหมาะกับการลงทุนทั้งในแง่ของการคาดหวังการเติบโต และกระจายพอร์ตการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง

ที่มามุมมองการลงทุน: FINNOMENA Investment Team

PRINCIPAL VNEQ-A (+51.81%)

นโยบายกองทุน: กองทุนมีนโยบายลงทุนในตราสารแห่งทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือมีธุรกิจหลักในประเทศเวียดนามที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นที่ดําเนินธุรกิจเกี่ยวข้องหรือได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเวียดนามรวมไปถึงหุ้นเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอื่น กองทุนรวมและ ETF ที่เน้นลงทุนในหุ้นเวียดนาม

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการลงทุนแบบกระจุกตัวในประเทศเวียดนาม, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจ)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ :

ค่าธรรมเนียมซื้อ 1.50%

ค่าธรรมเนียมขาย ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมรวมรายปี 2.3296%

คลิก ที่นี่ เพื่อลงทุนใน PRINCIPAL VNEQ-A ได้เลยทันที!

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.principal.th/sites/default/files/fund-documents/Thailand%20Site/en_PRINCIPAL_VNEQ_FFS.pdf

*ข้อมูลผลตอบแทนจาก FINNOMENA Fund ณ วันที่ 5 มกราคม 2022

**ข้อมูลผลตอบแทนใช้ช่วง 1 ปีย้อนหลัง

หุ้นเฮลธ์แคร์

ทำไมหุ้นเฮลธ์แคร์ถึงน่าลงทุนในปีนี้?

  • หุ้นเฮลธ์แคร์เป็นกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา 
  • มีปัจจัยสนับสนุนอื่น ๆ เช่น กระแสสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ในะระยะยาว ส่งผลให้เทคโนโลยีด้านการแพทย์ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Pharmaceuticals, Healthcare Equipment, Biotechnology หรือแม้กระทั่ง Telemedicine มีพัฒนาการที่รวดเร็วจนเกิดเป็น New S-curve (การเติบโตในระดับสูง) ที่น่าสนใจในระยะยาวเนื่องจากคนหันมาใส่ใจด้านสุขภาพมากขึ้น 
  • มีประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) โดดเด่นในระยะยาวเมื่อเทียบกับ MSCI World 
  • มีความสัมพันธ์เทียบกับ S&P 500 ที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น จึงช่วยในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวม

ที่มามุมมองการลงทุน: FINNOMENA Investment Team

KFHHCARE-A (+10.65%)

นโยบายกองทุน: กองทุนมีนโยบายลงทุนในกองทุน JPMorgan Funds – Global Healthcare Fund, Class C (acc) – USD โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน KFHHCARE-A เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทในหมวดอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ 

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: กองทุนหลักมุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการลงทุนแบบกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมสุขภาพ, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด/เกือบทั้งหมด)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 500 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ : 

ค่าธรรมเนียมซื้อ 1.50%

ค่าธรรมเนียมขาย ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมรวมรายปี 1.0349%

คลิก ที่นี่ เพื่อลงทุนใน KFFHCARE-A ได้เลยทันที!

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.krungsriasset.com/DataWeb/AYFWeb/th/pdf/FFS_KFHHCARE-A_TH.pdf?rnd=20220105032609

*ข้อมูลผลตอบแทนจาก FINNOMENA Fund ณ วันที่ 5 มกราคม 2022

**ข้อมูลผลตอบแทนใช้ช่วง 1 ปีย้อนหลัง

BCARE (+7.64%)

นโยบายกองทุน: กองทุนมีนโยบายลงทุนในกองทุน Wellington Global Health Care Equity Fund (กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน BCARE เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทในหมวดอุตสาหกรรมด้านสุขภาพทั่วโลก 

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: กองทุนหลักมุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการลงทุนแบบกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมสุขภาพ, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกตามดุลยพินิจ)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 500 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ : 

ค่าธรรมเนียมซื้อ ไม่เรียกเก็บ

ค่าธรรมเนียมขาย ไม่เกิน 1.00% (ขั้นต่ำ 50 บาท)

ค่าธรรมเนียมรวมรายปี 1.2511%

คลิก ที่นี่ เพื่อลงทุนใน BCARE ได้เลยทันที!

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.bangkokbank.com/-/media/files/personal/save-and-invest/mutual-funds/fund-information/bcare/bcare_factsheet_th.pdf?la=th-th&hash=BA9C4ABE4C0BCD132AEDDF3C5D899FF1D00CE8EB

*ข้อมูลผลตอบแทนจาก FINNOMENA Fund ณ วันที่ 5 มกราคม 2022

**ข้อมูลผลตอบแทนใช้ช่วง 1 ปีย้อนหลัง

หุ้นพลังงานสะอาด

ทำไมหุ้นพลังงานสะอาดถึงน่าลงทุนในปีนี้?

  • หุ้นหลังงานสะอาดมีจุดเปลี่ยนเริ่มขึ้นเมื่อปี 2020 ที่ทั่วโลกหันมาสนใจกับความยั่งยืนโดยกลุ่มพลังงานสะอาดถือได้ว่าเป็นผู้นำ 
  • มีนโยบายสนับสนุนต่างๆ จากรัฐบาลทั่วโลก เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และจีน ตามมาด้วยการประชุมข้อตกลง COP26 ซึ่งเน้น zero carbon emission 
  • สิ่งต่าง ๆ สะท้อนภาพอันชัดเจนของพลังงานสะอาดในฐานะ megatrend แห่งทศวรรษ

ที่มามุมมองการลงทุน: FINNOMENA Investment Team

MRENEW-A (+7.53%)

นโยบายกองทุน: กองทุนมีนโยบายลงทุนในกองทุน BGF Sustainable Energy Fund (กองทุนหลัก) ในชนิดหน่วยลงทุน (share class) “I2 USD” ในสกุลเงินเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน BCARE เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีการพัฒนาพลังงานยั่งยืนทั่วโลก เช่น บริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทางเลือก เทคโนโลยีพลังงาน และอื่น ๆ 

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: กองทุนหลักมุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการลงทุนแบบกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมพลังงาน, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกตามดุลยพินิจ)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อแต่ละครั้ง: 1,000 บาท

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ :

ค่าธรรมเนียมซื้อ 1.50%

ค่าธรรมเนียมขาย ไม่มี

ค่าธรรมเนียมรวมรายปี 2.0611%

คลิก ที่นี่ เพื่อลงทุนใน MRENEW-A ได้เลยทันที!

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.mfcfund.com/Web/FundFiles/FundFactSheetPDFs/ffs/th/MRNA.pdf

*ข้อมูลผลตอบแทนจาก FINNOMENA Fund ณ วันที่ 5 มกราคม 2022

**ข้อมูลผลตอบแทนใช้ช่วง 1 ปีย้อนหลัง

P-CGREEN (+17.00%)

นโยบายกองทุน: กองทุนมีนโยบายลงทุนในกองทุน KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF (กองทุนปลายทาง) ในสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐเพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน BCARE เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทในประเทศจีนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีพลังงานสะอาด 5 กลุ่มธุรกิจ คือ  กลุ่มพลังงานทางเลือก (Alternative Energy), การพัฒนาและการจัดการทรัพยากรนำ้อย่างยั่งยืน (Sustainable Water), การออกแบบอาคารที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Green Building), การป้องกัน มลพิษ (Pollution Prevention) และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency)

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: กองทุนหลักมุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัด (Passive Management)

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการลงทุนแบบกระจุกตัวในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เทคโนโลยีสารสนเทศ และ อุตสาหกรรม, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกตามดุลยพินิจ)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ : 

ค่าธรรมเนียมซื้อ 1.50%

ค่าธรรมเนียมขาย ไม่เรียกเก็บ

ค่าธรรมเนียมรวมรายปี 1.6993%

คลิก ที่นี่ เพื่อลงทุนใน P-CGREEN ได้เลยทันที!

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://static1.squarespace.com/static/5b763853266c075695c73c0a/t/6119cd9f06598f24a3492294/1629080998959/P-CGREEN_Factsheet_202106.pdf

*ข้อมูลผลตอบแทนจาก FINNOMENA Fund ณ วันที่ 5 มกราคม 2022

**ข้อมูลผลตอบแทนใช้ช่วงสูงสุด (Max) ย้อนหลัง

หุ้นจีน

ทำไมหุ้นจีนถึงน่าลงทุนในปีนี้?

  • ปี 2022 ธนาคารกลางจีนอาจกลับมาใช้นโยบายผ่อนคลายสนับสนุนอีกครั้งทั้งการลดดอกเบี้ยและเพิ่มสภาพคล่องเข้าระบบ 
  • มาตรการควบคุมเข้มงวดอาจมีต่อไปแต่ลดความสำคัญลงไป เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจจะเป็นประเด็นที่สำคัญกว่าในปี 2022 
  • ด้วยสาเหตุต่าง ๆ ก่อนหน้าอาจทำให้การผ่อนคลายการควบคุมและนโยบายการคลังมีโอกาสที่จะเป็นอีกเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นกัน

ที่มามุมมองการลงทุน: FINNOMENA Investment Team

KT-ASHARES-A (+1.90%)

นโยบายกองทุน: กองทุนมีนโยบายลงทุนในกองทุน Allianz Global Investors Fund – Allianz China A-Shares (กองทุนหลัก) เพียงกองเดียว ในชนิดหน่วยลงทุน (share class) “PT” ในสกุลเงินเหรียญดอลลารสหรัฐ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน BCARE เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในตลาดหุ้น A-Shares ของจีน

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: กองทุนหลักมุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการลงทุนแบบกระจุกตัวในจีน, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกตามดุลยพินิจ)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ : 

ค่าธรรมเนียมซื้อ 1.50%

ค่าธรรมเนียมขาย ยังไม่เรียกเก็บ

ค่าธรรมเนียมรวมรายปี 1.2800%

คลิก ที่นี่ เพื่อลงทุนใน KT-Ashares-A ได้เลยทันที!

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.ktam.co.th/document_fund/fundfactsheet/Factsheet_th_KT-Ashares-A.pdf

*ข้อมูลผลตอบแทนจาก FINNOMENA Fund ณ วันที่ 5 มกราคม 2022

**ข้อมูลผลตอบแทนใช้ช่วง 1 ปีย้อนหลัง

กองทุนในดวงใจยังไม่อยู่ด้านบน? รับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น

👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาตลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน  จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”