แจ้งเตือน

เสือซุ่มกำไรที่นอนหลับใหลของ Amazon กำลังตื่น

BottomLiner
เสือซุ่มกำไรที่นอนหลับใหลของ Amazon กำลังตื่น

Amazon คือตำนานหุ้นเทคโนโลยีที่เป็นต้นตำรับของหุ้นที่ขึ้นทั้ง ๆ ที่ขาดทุนตลอดปีตลอดชาติ เพิ่งมามีกำไรช่วงหลัง แต่ยังคงมี PE ที่หลัก 100

โดยในช่วงหลัง นับตั้งแต่ปี 2012 ที่หุ้นออกทะยานจาก $172 มาจนปลายปี 2018 พักที่ราคาช่วง $1700 จากสงครามการค้า PE ของ Amazon ก็พุ่งทะยานเช่นกันจาก <100 เป็น 200 300 3000 จนไม่มี PE เลย ก่อนจะกลับมายืน PE ต่ำกว่า 100 ได้ในปลายปี 2018

เป็นตำนานให้กล่าวขาน เวลาซื้อหุ้นเทคที่ไม่มีกำไร ผู้คนมักจะกล่าวอ้างว่า we’re finding the next Amazon

หลายท่านอาจจะทราบแล้ว Amazon นั้นครองธุรกิจที่น่าสนใจที่สุดในยุคสมัยนี้ถึง 4 ธุรกิจด้วยกัน คือ

1. E-Commerce สั่งซื้อของแสนถูก ขนส่งว่องไว

2. AWS Platform ให้บริการ cloud services เกือบทั้งหมดที่คุณจะนึกออก

3. Video On Demand

4. Digital Advertising

และรู้หรือไม่ !? ว่าในสมัยที่หา PE ไม่ค่อยเจอนั้น AWS นั้นทำรายได้เพียงประมาณ 20% ของรายได้ทั้งหมด แต่ กลับสร้าง Operating income ให้บริษัทได้ถึง 80%

ในขณะที่ E-Commerce นั้นมีกำไรจากการดำเนินงานเพียง 20% เนื่องจาก มีการแข่งขันที่สูง และยังต้องทุ่มกับค่าใช้จ่ายเพื่อให้ไร้เทียมทานไปเรื่อย ๆ อีกทั้งยังขยายตลาดไปนอกสหรัฐ

ในอดีตเรียกได้ว่า ทุก ๆ ครั้งที่ทำท่าเหมือนจะมีกำไร บริษัทก็จะทุ่มงบจนมันกลับไปขาดทุนอีกครั้ง หรือแทบไม่เหลือกำไรอีกครั้ง ทำให้นักลงทุนหลายคนลืมไปแล้วว่ามีธุรกิจนี้ และตัดออกจากการทำ valuation ไปเลยสำหรับบางคน

บ้างใช้หลักการ sum of the part … ส่วนมากก็จะให้มูลค่า AWS สูงที่สุด เช่น Morningstar estimates ให้ ประมาณ 50%-60% ของมูลค่า Amazon กันเลยทีเดียว

แต่ …. มันกำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว !!! เพราะตั้งแต่ยุค covid-19 ได้เข้ามาผลักดันตลาด e-commerce ให้สดใส เรามาไล่เสือไปตามความง่วงนอน จากน้อยไปมาก

เสือซุ่มตัวที่ 1 คือ E-Commerce มีกำไรกับเขาเสียที

ปัจจุบัน (2Q20 TTM) Amazon มีรายได้จาก North America 62%, International 26% และรายได้จาก platform AWS 12% (เค้า report เป็น geography และนำพวก amazon prime / video ไปรวมกับ e-commerce ทำให้เราไม่เห็นรายละเอียด)

และใน 2Q20 นั้นสัดส่วน operating income จากธุรกิจ E-Commerce นั้นเพิ่มมาเป็น 42.5% โดย ฝั่ง International ในที่สุดก็มีกำไรกับเค้าบ้าง !!

และอานิสงส์ของ covid-19 ยังดันยอดขาย เติบโต 40% นิด ๆ ทั้ง North America และ international ทำให้บริษัทได้ economy of scale ไปโดยปริยาย แม้ operating margin จากการขายของเค้านี่ไม่ถึง 5% (TTM หากรอดูเลขยุค covid คงจะดีขึ้น)

เสือซุ่มตัวที่ 2 คือ Digital Advertising

เติบโตไปตาม covid ดีอย่างไร เรากั๊กไว้ก่อน เดี๋ยวเนื้อหาเยอะไป

เสือตัวที่ 3 ยังหลับอยู่ คือ คือ Amazon Prime & Prime Video

Amazon Prime คือ premium member ที่ได้สิทธิพิเศษต่าง ๆ มากมาย กลุ่มนี้แหละ ซื้อไม่บันยะบันยัง มากขึ้นเยอะหลัง covid-19

Amazon Prime Video นั้นให้สิทธิ์แก่ prime member หรือสามารถสมัครแยก prime video ก็ได้ (ซึ่งถูกกว่าในหลายตลาด) เมื่อช่วงต้นปี Jeff ได้ประกาศว่ามี Subscriber รวมถึง 150 ล้านคนแล้ว ซึ่ง Amazon Prime Member นั้นตกหัวละ $119 ต่อปี หรือ $12.99 ต่อเดือน ลองคูณเลข แล้วคุณจะตกใจ

และตอนนี้ก็ควรจะมากกว่านั้น หากดูจากแบบสำรวจของ Kantar จะพบว่า สัดส่วนผู้สมัคร SVoD ใน 2Q20 เพิ่มขึ้น 9.1% ในสหรัฐฯ และหากดูสัดส่วนของผู้สมัคร SVoD Amazon Prime นั้นเพิ่มจาก 14.1% ใน Q1 เป็น 22.2% ใน Q2 ในขณะที่ Netflix นั้นใกล้คงเดิมที่ 15.1% และ Disney+ ลดลงกว่าครึ่ง จาก 30.9% เหลือ 13.3%

และแน่นอนว่า Amazon ทำ data จัดเต็มเพื่อเสิร์ฟให้กลุ่มนี้ใช้จ่ายอย่างสนุกสนานต่อไปครับ เราอาจเห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ Amazon Prime

ด้านนักวิเคราะห์บางรายประเมินมูลค่า Amazon Prime สูงถึง $200bn มันเหมือนมีบริษัท Netflix อยู่ในบริษัท Amazon เลยก็ว่าได้ ที่ผ่านมา Amazon ยังไม่ได้หยิบเรื่องนี้มาเป็นสตอรี่หุ้น แต่พลางไว้ในงบ จนนักลงทุนหลายท่านเชื่อว่าส่วนนี้ยังไม่กำไร

เสือทั้ง 4 ตัวกำลังช่วยดันฝายน้ำล้น สมทบกับเครื่องจักรผลิตกำไรของ AWS ผลักเม็ดเงินให้พ้นสันเขื่อนต้นทุน เข้าสู่กำไร

แค่นั้นไม่พอ ในปีนี้ มีการขยายเวลาตัด depreciation ของ data center server จาก 3 ปี เป็น 4 ปี .. ส่งผลให้อยู่ดี ๆ ก็มีกำไรจากส่วนนี้เพิ่มขึ้น $2.3bn ในปี 2020

ส่งผลให้ตลาดมอง EPS Growth เติบโตเฉลี่ย 40% กันเลยทีเดียวในอีก 3 ปีข้างหน้า เราจะมี surprise กันอีกหรือไม่ ลองเปิดดู earning, revenue revision แล้วจะตกใจ เพราะมันขึ้นน้อยเทียบกับหุ้นตัวอื่น

และในปัจจุบันที่ราคาแถว ๆ $3450 PE ได้กลับมาทะลุเกิน 100 เท่า อีกครั้ง หรือจะเป็นสัญญาณครั้งถัดไป?

BottomLiner

ที่มาบทความ: https://bottomliner.co/stock/amazon/

พยากรณ์ตลาดการเงินปี 2021 ให้ต่างอย่างมีเหตุผล

DR.JITIPOL PUKSAMATANAN
พยากรณ์ตลาดการเงินปี 2021 ให้ต่างอย่างมีเหตุผล

การพยากรณ์เป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพยากรณ์ตลาดการเงิน

แต่ทุกปี อาชีพนักวิเคราะห์อย่างผมก็ต้องพยายาม “หยั่งรู้อนาคต” สวนทางกับผลการทำนายในปี 2020 ที่เตือนเราอีกครั้งว่าอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน และใครก็ตามที่ทายระดับตลาดการเงินถูกต้องในปีนี้ ต้องยอมรับว่าทั้งหมดเกิดจาก “โชค” มากกว่า “ฝีมือ”

ถึงอย่างนั้น ผมยังเชื่อว่าการพยากรณ์ตลาดมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย แม้จะไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่ทำให้เรากล้าตัดสินใจ ได้ฝึกใช้เหตุผล และยิ่งถ้าใครคิดว่าปี 2021 อาจเป็นปีที่นักวิเคราะห์ต้องทายผิดกันหมดอีกครั้ง ช่วงนี้ก็จะได้ฝึก “มองให้ต่าง”

ผมจึงนำมุมมองที่ตลาดเห็นร่วมกัน (Market Consensus) ที่คงจะผิดเป็นกลุ่มแรก มาร่วมกันวิเคราะห์และแชร์ว่าอะไรคือสิ่งที่จะสร้างความแตกต่างให้กับตลาดการเงินในปีหน้า

โดยสิ่งที่ตลาดเชื่อกันอยู่ในตอนนี้คือปี 2021 ชาวโลกจะได้กลับเข้าสู่ชีวิตปรกติ เศรษฐกิจเกิดใหม่จะฟื้นตัวดีกว่าสหรัฐ แต่เงินเฟ้อจะต่ำต่อเนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้าง

ด้วยมุมมองนี้ Consensus เชื่อว่ากำไรของบริษัททั่วโลก (MSCI All World Index) จะสูงกว่าปีนี้ถึง 45% บอนด์ยีลด์สหรัฐอายุสิบปีจะปรับขึ้นไปที่ระดับ 1.2% (บวก 30bps) และเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าอีก 3% เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก

ส่วนใครไม่เชื่อว่าจะเป็นไปตามที่ Consensus คาดไว้ การที่ตลาดจะ “เดาผิดกันหมด” จะเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุผลและความน่าจะเป็นที่แตกต่างกันในแต่ละสินทรัพย์

แตกต่างได้ยากที่สุดคือบอนด์ และถ้าจะผิดต้องเกิดจากเศรษฐกิจดีหรือแย่ผิดคาดไปมาก

เนื่องจากยีลด์ถูกชี้นำด้วย 3 ตัวแปรหลัก (1) คือนโยบายการเงินที่จะผ่อนคลายต่อ (2) คือเงินเฟ้อที่ยังพบกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป หรือการลงทุนที่ลดลงตามสังคมที่สูงอายุขึ้น จึงเหลือแค่ (3) การขยายตัวของเศรษฐกิจ

โดยปี 2020 แสดงให้เราเห็นแล้วว่ายีลด์สิบปีสามารถปรับตัวลงได้ถึง 0.5% ถ้าเศรษฐกิจไม่ฟื้น แต่ในขณะเดียวกันถ้าใครมองว่าทุกอย่างจะกลับมาใกล้เคียงกับปี 2019 ก็ต้องจำไว้ด้วยเช่นกันว่ายีลด์สิบปีซื้อขายกันที่ระดับ 1.9% ก่อนวิกฤติ

ดังนั้นถ้าต้องเลือก ผมพยากรณ์ว่ายีลด์จะสูงกว่าที่คิดไว้ ในกรณีที่เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวได้ดีกว่าที่ตลาดประเมินปัจจุบัน

ส่วนเงินดอลลาร์มีโอกาสแตกต่างมากกว่า ปากกาเซียนจะหักหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของเศรษฐกิจสหรัฐกับทั่วโลก

เพราะค่าเงินจะเปลี่ยนแปลงก็ต่อเมื่อตัวแปรเศรษฐกิจขยับ หรือมีการเคลื่อนที่ของเงินทุนจากสกุลหนึ่งไปอีกสกุลหนึ่งอย่างมีนัยจากปริมาณความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง

ตัวอย่างเช่นในช่วงสี่ปีของทรัมป์ ที่ Consensus มองว่าดอลลาร์ต้องอ่อน แต่สุดท้ายกลับไม่ได้อ่อนค่ามาก เพราะนโยบายการต่างประเทศกดการขยายตัวของประเทศคู่ค้าได้มากกว่าสหรัฐ

ส่วนปี 2021 เราน่าจะเห็นดอกเบี้ยนโยบายที่ไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่จะทำให้เงินเคลื่อนไหวจึงเหลือแค่ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ดังนั้นถ้าใครเชื่อว่ายุโรปหรือจีนจะฟื้นตัวไม่ดีอย่างที่ตลาดคาดไว้ เงินดอลลาร์ก็อาจไม่อ่อนค่าลง

แต่ส่วนตัว ผมกลับเชื่อว่าเศรษฐกิจนอกสหรัฐมีโอกาสขยายตัวสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝั่งเอเชียที่เปิดรับเทคโนโลยีมากหลังโควิด ผมจึงพยากรณ์ว่า ดอลลาร์จะอ่อนมากกว่าที่ตลาดคิดกันในปีหน้า

ท้ายที่สุดคือตลาดหุ้น ที่อนาคตต้องฝากไว้กับวัคซีน และก็เป็นวัคซีนนั่นเองที่ทำให้มุมมองในตลาดหุ้นมีโอกาสผิดมากที่สุด

เพราะประเด็นดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประสิทธิภาพ ความสามารถในการผลิต ไปจนถึงความสามารถในการแจกจ่ายวัคซีน ตอนนี้นักวิเคราะห์ทั่วโลกก็ใช้การเดาเป็นหลัก

แต่แค่กะจังหวะผิดไปเดือนเดียว การประมาณรายได้ของปีหน้าก็จะต่างไปถึง 1/12 หรือประมาณ 8% เลยทีเดียว ยิ่งรวมเรื่องระยะยาวอย่างความเชื่อมั่นของนักลงทุน หรือจังหวะกลับสู่ปรกติของกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้วยแล้ว โอกาสถูกต้องดูจะมีน้อยมาก

แต่ในทางกลับกัน ถ้ามองจากการตอบรับของตลาดที่ดีมากกับข่าววัคซีน ก็ควรตีความว่าส่วนใหญ่ยังสงสัยมากกว่าเชื่อมั่น ขณะที่ Consensus ก็ประเมินว่าต้องรอถึงปลายปีหน้า ชาวโลกจึงจะได้รับแจกจ่ายวัคซีนอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นมุมมองที่ค่อนข้างปลอดภัยอยู่แล้ว

ถ้าให้เลือกต่าง ผมจึงพยากรณ์ว่าเซอร์ไพรซ์น่าจะเป็นไปในเชิงบวก และจะทำให้นักลงทุนกล้ามากกว่ากลับไปกลัวในปี 2021

นั่นคือทั้งหมดของการพยากรณ์ในตลาดการเงินของทั้ง Consensus และผมซึ่งคงผิดบ้างถูกบ้างในปีหน้า

แม้ผมจะอยากทายถูกทุกอย่าง แต่ที่จริงนั่นไม่ใช่เป้าหมายของการพยากรณ์อนาคตเสียทีเดียว โดยผมเชื่อว่า ทิศทาง เหตุผล ความสัมพันธ์ของตัวแปรต่าง ๆ และความคาดหวังของตลาด คือสิ่งที่เราได้รับรู้จริงจากการพยากรณ์ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราเรียนรู้ และตัดสินใจในตลาดการเงินได้ดีขึ้นครับ

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์

หุ้น Value กำลังจะกลับมา

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
หุ้น Value กำลังจะกลับมา

แนวความคิดเรื่อง Value Investing หรือการลงทุนแบบเน้นคุณค่าในประเทศไทยนั้น  เกิดขึ้นมาหลังปี 2540 ซึ่งเป็นปีที่เกิดวิกฤติ  “ต้มยำกุ้ง”  ถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว  ในช่วงแรก ๆ  นั้น  หุ้นที่ “เข้าข่าย” เป็นหุ้น “Value” ซึ่งก็คือหุ้นที่มี “มูลค่าพื้นฐาน” สูงกว่าราคาหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ  มี  “เต็มตลาด”  หรือพูดให้ชัดก็คือ   ราคาหุ้นในตลาดเกือบทุกตัวตกลงมามากจนต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน  ดังนั้น  เกือบทุกคนที่เข้าไปลงทุนในช่วงนั้นก็คือ  “Value Investor”  และถ้าเขาถือหุ้นเป็นพอร์ตโฟลิโอและถือยาวพอ  โอกาสที่จะทำกำไรก็สูงมาก

แต่คนที่เรียกตัวเองว่าเป็น Value Investor หรือ “VI” ในช่วงนั้น  ไม่ได้กวาดซื้อหุ้น VI ทุกตัว  พวกเขาเน้นลงทุนแบบ Focus หรือถือหุ้นน้อยตัวในสไตล์ของวอเร็น บัฟเฟตต์  และหุ้นที่เลือกก็เป็นหุ้นของบริษัทที่ดีหรือดีเยี่ยม  ในแง่ที่ว่ามันมีความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจในเชิงของการตลาดสูง  มีความแข็งแกร่งทางด้านการเงินที่ดี  และมีศักยภาพที่จะ “เติบโตอย่างรวดเร็ว” ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอานิสงส์จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของประเทศไทย

เวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี  ในระหว่างนั้น  หุ้นแทบทุกตัวก็ปรับตัวขึ้นกันหมด  ตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยรวมให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยประมาณไม่น้อยกว่า 10% แบบทบต้น  อย่างไรก็ตาม  หุ้นที่เหล่า VI ตั้งแต่ยุคบุกเบิกสนใจและลงทุนกันเป็นหลัก  กลับปรับตัวขึ้นมากกว่ามาก  โดยเฉลี่ยอาจจะมากถึง 20% แบบทบต้นต่อปี  หุ้นจำนวนหนึ่งปรับตัวขึ้นกว่า 26% ต่อปี หรือสามารถปรับตัวขึ้นถึงกว่า 10 เท่าในเวลา 10 ปี ซึ่งผมเรียกว่าเป็น  “Super Stock”  ส่งผลให้ “VI” หลาย ๆ  คนร่ำรวยกลายเป็น “เศรษฐีหุ้น” และความคิดและวิธีการลงทุนแบบ “VI” ในแนวของวอเร็น บัฟเฟตต์เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในตลาดหุ้นไทย

หุ้น VI ในนิยามของนักลงทุนไทยกลายเป็นหุ้นที่ “ดีในแง่ของธุรกิจ” และจะต้อง “เติบโตเร็ว” โดยที่เรื่องของราคาหุ้นนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องถูกหรือต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน  สิ่งสำคัญก็คือ  ผลประกอบการจะต้องโตและราคาหุ้นจะต้องปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง  ซึ่งนี่ก็คือนิยามของหุ้น “Growth” หรือหุ้น “เติบโตเร็ว”  ไม่ใช่หุ้น “Value” แบบดั้งเดิมของเบน เกรแฮม ที่เน้นว่าราคาหุ้นจะต้องต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน  และการเติบโตนั้นเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งของพื้นฐานในแง่ที่ว่ามันทำให้มูลค่าพื้นฐานสูงขึ้น  แต่ในแนวคิดของเบน เกรแฮมก็คือ  มันจะต้องเป็นการเติบโตระยะยาวเป็นสิบปี  ไม่ใช่การเติบโตระยะสั้นแค่ 2-3 ปีและความแน่นอนก็ต่ำอย่างที่มักจะเกิดขึ้นกับบริษัททั่ว ๆ ไป

การที่หุ้นที่ “เติบโตเร็ว” ในตลาดหุ้นไทยทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในช่วงประมาณ 20 ปีที่ผ่านมานั้น  ไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติ  เพราะในตลาดหุ้นที่เรียกว่า Emerging Market หรือตลาดเกิดใหม่ของประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ  ในช่วงประมาณ 20 ที่ผ่านมาเหมือนกันก็ทำผลงานดีมากเมื่อเทียบกับ “หุ้น Value” ตามนิยามของเบน เกรแฮม ที่เน้นในเรื่องความถูกของราคาหุ้นเมื่อเทียบกับพื้นฐานของกิจการ  หุ้น Value ในความหมายที่เป็น “สากล” นั้น  มักจะเป็นหุ้นของบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเก่าและ “โตช้า” และราคาหุ้นก็ไม่ปรับตัวขึ้นหวือหวา  เป็นแนวหุ้น  “น่าเบื่อ” หรือหุ้น  “แบกะดิน” ที่ราคาถูกมากแต่ไม่มีใครสนใจ  นักลงทุนที่มักจะอนุรักษ์นิยมจำนวนมากสนใจซื้อหุ้นเพื่อรอรับปันผลที่ “งดงาม” ปีละครั้งหรือสองครั้ง

การปรับตัวขึ้นของหุ้น Growth ในตลาดเกิดใหม่ดูเหมือนว่าจะจบลงพร้อม ๆ  กับการมาของวัคซีนโควิด-19 ที่จะทำให้เม็ดเงินที่ไหลเข้าไปลงทุนในหุ้นดิจิตอลและไฮเท็คก่อนหน้านี้และทำให้หุ้นเหล่านั้นปรับตัวขึ้นแรงและถูกขาย “ทำกำไร”  ไหลออกมาลงทุนในหุ้น Value ที่ถูกกระทบแรงจากโควิดทั่วโลก  โดยประเทศหรือตลาดเกิดใหม่ที่เป็นตลาดของหุ้น Growth อย่างจีนและไต้หวันถูกมองว่าจะชะลอตัวในขณะที่ตลาดหุ้นไทยและบราซิลที่เป็นตลาดแนวเศรษฐกิจเก่าและมีหุ้นยุคเก่ามากก็น่าจะได้ประโยชน์จากเม็ดเงินเหล่านี้  ตัวเลขการขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยที่ติดลบมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาเป็นแสน ๆ ล้านบาทนั้นกลับกลายเป็นซื้อสุทธิในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาถึง 37,000 ล้านบาท  และหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงก็คือหุ้น “Value” เช่นธนาคารพาณิชย์และหุ้นวัฎจักรอย่างปิโตรเคมีเป็นต้น ว่าที่จริง  หุ้น Value สามารถเอาชนะหุ้น Growth ในตลาดเกิดใหม่มากถึง 8% ในเดือนนี้ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดตั้งแต่ปี 2001 หรือเกือบ 20 ปีมาแล้ว

ผมเองไม่รู้ว่าการปรับตัวของหุ้นกลุ่ม “Value” ของไทยรอบนี้จะต่อเนื่องไปยาวแค่ไหน  เป็นไปได้ว่าอาจจะสามารถดึงให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยกลับไปเท่ากับสิ้นปีที่แล้วที่ประมาณ 1,580 จุดได้ภายในเวลาอีกซัก 2-3 เดือน  หรือถ้ามองไปข้างหน้าอีก 2-3 ปีที่การฟื้นตัวของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะทำให้ GDP ของไทยกลับมาที่จุดเท่ากับสิ้นปี 2562  ได้  ดัชนีตลาดหุ้นก็น่าจะสามารถกลับไปที่จุดสูงสุดตลอดกาลประมาณ 1,800 จุดได้  โดยที่ทั้งหมดนั้น  ก็น่าจะนำโดยหุ้นขนาดใหญ่ที่มีราคาไม่แพงที่เข้าข่ายเป็นหุ้น Value  และถ้าเป็น Scenario นี้  เราก็จะเห็นดัชนีตลาดหุ้นไทยที่เหงาหงอยมา 3 ปีเต็ม  กลับมาฟื้นตัวเป็น  “ขาขึ้น” ต่อเนื่อง 2-3 ปี  ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังวิกฤติโควิด-19  เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในวิกฤติครั้งก่อน ๆ  ทุกครั้ง

แต่ถ้าจะให้ผมคาดการณ์ต่อไปอีกในระยะยาวเช่น  อีก 10 ปีข้างหน้าการลงทุนในตลาดหุ้นไทยจะเป็นอย่างไร?  ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนรุ่นหนุ่มสาวที่จะสร้างอนาคตทางการเงินของตนเองเพื่อการเกษียณ  หรือบางคนที่ทุ่มเทและอยากมีอิสรภาพทางการเงินหรือรวยจากการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างที่นักลงทุน VI รุ่น 10-15 ปีก่อนทำได้  นั่นคงจะเป็นเรื่องที่ยากขึ้นมาก  เหตุผลก็คือ สังคมไทยแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วและคนรุ่นใหม่เกิดน้อยลงมาก  จำนวนคนไทยกำลังจะลดลงอย่างรวดเร็วในขณะที่คนที่ยังอยู่ก็ทำงานได้น้อยลงเพราะแก่ลง  ซึ่งก็ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง  นอกจากนั้น  ค่าที่ว่าโครงสร้างและพื้นฐานต่าง ๆ  ทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทยนั้นถูกออกแบบและใช้มานานและเริ่ม  “ล้าสมัย” ไม่สามารถปรับตัวให้ทันสมัยและแข่งขันกับประเทศหรือเศรษฐกิจที่ทันสมัยกว่า  ดังนั้น  เศรษฐกิจของไทยจึงมีโอกาสที่จะ “ติดหล่ม”  หรือติด “กับดักคนชั้นกลาง” หรือ “Middle Income Trap” คือเศรษฐกิจโตถึงจุดที่ “เกือบรวย”  แล้วก็หยุดโตอย่างถาวร  ซึ่งนั่นก็จะทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไม่เพิ่มขึ้นต่อไป

ถ้าเป็นเช่นนั้น  ทางออกก็คือ  การลงทุนในต่างประเทศที่ดัชนีตลาดหุ้นยังคงเติบโตต่อไปยาวนาน  ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเศรษฐกิจก็จะยังเติบโตต่อไปอีกนาน  นั่นก็แปลว่า  จำนวนคนทำงานหรือประชากรยังเพิ่มขึ้น  สังคมไม่แก่ตัวเร็วซึ่งหมายความว่าคนยังมีลูกโดยเฉลี่ยอย่างน้อย 2.1 คน หรือไม่ก็มีคนอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศมากพอ  แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น  และคนยังแก่ตัวลง  พวกเขาก็จะต้องมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น  ซึ่งวิธีสำคัญก็คือ  ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยในการทำงานมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อย ๆ  และนั่นก็ต้องอาศัยคนที่มีความรู้ดีและมีระบบการเมืองการปกครองที่เอื้ออำนวย  ซึ่งในวันนี้ผมเองคิดว่ามีอย่างน้อย 3 ประเทศในโลกนี้ที่น่าสนใจลงทุน

หนึ่งก็คือสหรัฐอเมริกาที่คนยังไม่แก่เนื่องจากมีผู้อพยพที่มีการศึกษาดีเข้าเมืองอยู่มากและมีการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีสูง  สองก็คือจีน  ซึ่งคนแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วแต่มีการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีสูงมากที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพทำให้ GDP ยังสามารถเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วไปอีกน่าจะเป็น 10 ปีขึ้นไป  และสุดท้ายก็คือเวียตนาม ซึ่งผมคิดว่า GDP น่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วไปอีกอย่างน้อย 20 ปี  เนื่องจากประชากรยังไม่แก่และสังคมยังมีความสามารถในการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีได้ดี  อานิสงส์จากการที่เพิ่งเปิดประเทศต้อนรับการลงทุนจากต่างชาติไม่นานและเศรษฐกิจยังเล็กมาก

ผมเองเริ่มลงทุนในเวียตนามมาน่าจะ 4-5 ปีแล้ว  ผลตอบแทนที่ได้ก็ยังไม่โดดเด่นนักแต่ก็ดีกว่าตลาดหุ้นไทยในเวลาเดียวกัน  อย่างไรก็ตาม  ในภาวะปัจจุบันผมเองคิดว่าการลงทุนในเวียตนามเวลานี้น่าจะเป็น  “Deep Value Play” คือราคาหุ้นส่วนใหญ่และดัชนีตลาดหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานมาก  และในขณะเดียวกันก็มีหุ้น Value หลายตัวที่คุณภาพดีและมีการเติบโตสูงคล้ายกับ  “Super Stock” ของไทยเมื่อสิบกว่าปีก่อนด้วย  อย่างไรก็ตาม  ความเสี่ยงของการลงทุนก็สูงตามไปด้วย

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://blog.settrade.com/blog/nivate/2020/11/23/2419

TAX เพื่อนๆ EP2: สรุปเงื่อนไข “SSF” พร้อมกองทุนแนะนำปี 2563!

FINNOMENA CHANNEL
TAX เพื่อนๆ EP2: สรุปเงื่อนไข "SSF" พร้อมกองทุนแนะนำปี 2563!

SSF SSF SSF กองทุนภาษีน้องใหม่ทดแทน LTF ที่ไม่ได้เปลี่ยนแค่ชื่อให้เรียกยากกว่าเดิม แต่ยังมีรายละเอียดสำคัญ ๆ ที่แตกต่างกันอีกมากมาย วันนี้เราจะมาสรุปให้ฟังกันในโค้งสุดท้ายของการวางแผนภาษีปี 2563!

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

นโยบายและเงื่อนไขของ SSF

  • สามารถลงทุนในสินทรัพย์ได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ หุ้นต่างประเทศ หรืออสังหาริมทรัพย์ เป็นการเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายแก่ผู้ลงทุนมากขึ้น
  • ขยายสิทธิการซื้อขั้นสูงสุดเป็น ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่จะต้องไม่เกิน 200,000 บาท
  • ทว่าวงเงินเพดานขั้นสูงในการซื้อ SSF จะถูกนำไปคำนวณรวมกับกลุ่มสิทธิลดหย่อนภาษีเพื่อการเกษียณอื่น ๆ เช่น Provident fund, RMF, กบข., ประกันบำนาญ อีกทีนึง ว่าเมื่อรวมกันแล้วจะต้องไม่เกิน 500,000 บาท
  • จะขายคืนหน่วยลงทุนได้ก็ต่อเมื่อมีระยะเวลาครบ 10 ปีเป็นต้นไปเท่านั้น
  • ไม่กำหนดขั้นต่ำ และไม่บังคับลงทุนต่อเนื่องทุกปี

อ่านเพิ่มเติม คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

SSF แนะนำโดย FINNOMENA

  • เซ็ตกองทุน SSF ที่ทาง FINNOMENA แนะนำจะได้แก่
  • ONE-UGG-ASSF มี Master Fund เหมือนกองทุนยอดฮิตอย่าง ONE-UGG-RA ซึ่งก็คือ Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund  โดยจุดแข็งของกองแม่กองนี้ก็คือการคัดเลือกหุ้นทั่วโลกแบบ Bottom up เจาะศักยภาพของหุ้นรายตัวแบบผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่ลงทุนจริงๆ ไม่ได้อาศัยแค่มุมมองทางเศรษฐกิจและการเงิน
  • KFGBRANSSF ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นที่มีมูลค่าแบรนด์ที่ดีและเข้มแข็ง มักเป็นหุ้นบริษัทที่เรา ๆ ได้ยินชื่อเสียงมาเป็นเวลานาน อย่างเช่น Microsoft, Visa, P&G เป็นต้น เน้นสร้างผลตอบแทนที่ดี ภายใต้ความผันผวนสูง
  • ONE-ALLCHINA-ASSF เน้นลงทุนในหุ้นจีน ซึ่งแนวทางการคัดเลือกหุ้นของกองก็เป็นแบบ Bottom up เน้นวิเคราะห์ศักยภาพภายในกิจการเป็นหลัก โดยสัดส่วนใหญ่ขณะนี้ก็จะเป็นกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี เช่น Alibaba และ Tencent เป็นต้น
  • PRINCIPAL-iPROPEN-SSF ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สิ่งที่น่าสนใจสำหรับกองอสังหาก็คืออัตราปันผลที่น่าสนใจ แสดงถึงศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนภายใต้ความผันผวนที่ต่ำกว่าหุ้

อ่านเพิ่มเติม โพยกองทุนจัดชุด SSF และ RMF ประจำปี 2563: จัดเต็มสำหรับนักลงทุนทุกประเภท

ที่สำคัญ…

  • เนื่องจากการลงทุนมีความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุนต้องศึกษาข้อมูลสำคัญของแต่ละกองให้มากกว่านี้ก่อน จะหา Fund Fact Sheet มาอ่านเอง หรือ จะเสิร์ชชื่อกองทุนในแอปฯ FINNOMENA ดูก็ได้ จะมีบริการย่อยข้อมูลสำคัญของกองทุนให้อ่านกันแบบเข้าใจง่าย ๆ
  • อย่าลืมทบทวนแผนภาษีด้วยการลองคำนวณเงินได้ ค่าใช้จ่าย และสิทธิลดหย่อนภาษีอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้ว ประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเอง และกำหนดงบการซื้อที่จะไม่ทำให้แผนการเงินเรื่องอื่น ๆ อึดอัดจนเกินไป

โทษที่จะได้รับ หากทำผิดเงื่อนไข SSF

  • ถ้าซื้อเกินจากที่กฎหมายกำหนด เมื่อลงทุนครบ 10 ปีแล้ว กำไรที่ได้จากส่วนที่ซื้อเกินก็จะถูกนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษี
  • ถ้าซื้อแล้วลงทุนไม่ถึง 10 ปี แล้วดันขายออกมา นอกจากจะต้องนำกำไรไปคำนวณเพื่อเสียภาษีแล้ว ก็จะต้องคืนเงินภาษีที่เคยได้รับลดหย่อนไป พร้อมด้วยเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน

ซื้อกองทุน SSF-RMF ผ่าน FINNOMENA

สำหรับลูกค้าใหม่ อ่านวิธีเปิดบัญชีซื้อกองทุน Tax Saving เพิ่มเติม คลิก
‍‍‍‍‍‍ ‍‍
สำหรับลูกค้าเก่า เปิดแอปพลิเคชั่น แล้วเลือกสร้างแผน “Tax Saving” ได้เลย

หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Facebook Inbox:    FINNOMENA
LINE:    @FINNOMENAPORT
เบอร์โทรศัพท์:   02 026 5100

อ่านเพิ่มเติม ซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

หมายเหตุ: FINNOMENA จะปิดรับการเปิดบัญชี Tax Saving Fund ในวันที่ 14 ธันวาคม 2563 เวลา 23:59 น. และจะปิดรับคำสั่งรายการสุดท้าย ในวันที่ 25 ธันวาคม 2563 ณ เวลา Cut-Off ของแต่ละกองทุน


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน และจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นจะต้องชำระเงินเพิ่ม และ/หรือเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน |  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

‘เจเน็ต เยลเลน’ ว่าที่ รมว. คลังสหรัฐในยุคไบเดน

MacroView
‘เจเน็ต เยลเลน’ ว่าที่ รมว. คลังสหรัฐในยุคไบเดน

บทความนี้ ขอพามารู้จัก เจเน็ต เยลเลน อดีตธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด สตรีคนแรกที่กำลังขึ้นสู่ตำแหน่ง รมว.คลังสหรัฐ ในยุคไบเดน

สำหรับ เจเน็ต เยลเลน อดีตธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ต้องขอบอกว่าเส้นทางบนถนนที่กำลังขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐของเธอ ในรัฐบาลของ โจ ไบเดน เหมือนจะมาจากฟ้าลิขิตอยู่ส่วนหนึ่ง โดยในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ เขาเลือก เจย์ พาวเวล มาแทนเธอก่อนที่จะเข้าสู่วาระที่สองในตำแหน่งประธานเฟดของเธอ แล้วอีกกว่าสองปีต่อมา เธอก็กำลังจะมาเป็น รมว. คลังสหรัฐในยุคไบเดน

โดยส่วนตัว ผมเชียร์ เลอัล แบรนนาร์ด สมาชิกเฟดให้มารับตำแหน่งนี้มากกว่า เนื่องจากผมชอบในความกล้าที่จะพาเฟดไปในจุดใหม่ ๆ อย่างสกุลเงินดิจิตัลหรือเศรษฐกิจสีเขียวมากกว่า แต่เยลเลนก็ถือว่ามีดีเกินพอที่จะรับงานนี้ได้แบบสบาย ๆ

บทความนี้ ขอพามารู้จักเธอให้มากขึ้นกว่านี้กันสักหน่อย

ขอเริ่มจากด้านภูมิหลังก่อน เธอเติบโตจากครอบครัวชนชั้นกลางชาวยิวในย่าน บรูคลิน นิวยอร์ค คุณพ่อเป็นหมอที่เปิดคลีนิกเองในบ้าน ส่วนคุณแม่เป็นคุณครูโรงเรียนประถมศึกษา ที่ได้ลาออกมาเลี้ยงดูเธอและพี่ชาย  เธอเป็นเด็กที่มีผลการเรียนดีทุกวิชา ได้เข้าเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ ระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยบราวน์ และ  ระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเยล ร่วมกับคนดังอีก 2 ท่าน ได้แก่ เจมส์ โทบิน และ โจเซฟ สติกลิทซ์ ทั้งคู่เป็นนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล  โดยโทบินได้กล่าวชมเยลเลนว่าเข้าใจอำนาจและข้อจำกัดของกลไกตลาดเป็นอย่างดี

ต่อมาเธอได้มาสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  และทำงานเป็นนักเศรษฐศาสตร์ให้กับมหาวิทยาลัย ทว่าก็มีอันต้องย้ายไปทำงานที่ซาน ฟรานซิสโก หลังจากได้พบรักและแต่งงานกับศาสตราจารย์ที่มาทำงานวิจัยในมหาวิทยาลัยของเธอนามว่า จอร์จ แอคเคลอฟ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบิล งานวิจัยที่ออกมาอย่างมากมายในช่วงทศวรรษที่ 80 มาจากการทำงานภายใต้สโลแกน ‘แอคเคลอฟคิด เยลเลนทำ’ จนกระทั่งตอนที่เธออายุ 48 ปี ได้รับโทรศัพท์จากทำเนียบขาวให้ไปรับตำแหน่งผู้บริหารในธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งจากนั้นเธอก็ทำงานในสายนี้เรื่อยมาจนดำรงตำแหน่งประธานเฟดในที่สุด เมื่อเกือบ 6 ปีก่อน

แม้เธอจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่รอบรู้และเข้าใจกลไกการทำงานของเศรษฐกิจเป็นอย่างดี ทว่าคำถามที่หลายคนเคยตั้งข้อสงสัยกับตัวของเยลเลนเมื่อ 6 ปีก่อน คือ เธอจะเข้มแข็งพอสำหรับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือเปล่า  เนื่องมาจากคำบอกเล่าของคนใกล้ชิดของเธอ กล่าวว่าเธอเหมือนจะมีความอบอุ่นและอ่อนโยนให้กับคนที่อยู่ใกล้ชิดเธออยู่เสมอ  รวมถึง ตอนที่เธอทำงานในตำแหน่งประธานที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้กับอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน ก็เป็นช่วงที่ไม่ง่ายนักสำหรับตัวเธอเอง ทว่าในเวลาต่อมา เธอก็สามารถพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า สำหรับตำแหน่งประธานเฟด เธอทำได้ค่อนข้างดีในระดับน้อง ๆ เบน เบอร์นันเก้ อดีตประธานเฟดอีกท่าน เลยทีเดียว

คราวนี้ หันมาดูความคิดทางด้านเศรษฐกิจของเธอบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยที่มีการลดขนาดการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE Tapering นั้น เธอมีตัวเลขเศรษฐกิจที่ไว้พิจารณาอยู่ 4 ชุด แต่ก่อนไปถึงตรงจุดนั้น เธอกล่าวว่าเวลาที่พิจารณาว่าจะลดขนาด QE หรือไม่นั้น เธอจะดู…

หนึ่ง ข้อมูลในลักษณะเชิงคุณภาพด้วย มิใช่เชิงปริมาณเท่านั้น

สอง ภาพในอนาคตของตลาดแรงงาน มิใช่มองเพียงว่าตัวเลขในปัจจุบันดีขึ้นกว่าในอดีตมากน้อยเท่าไร

และ สาม พิจารณาว่าการซื้อหรือขายสินทรัพย์ของเฟดจะก่อให้เกิดประโยชน์ หรือมีค่าใช้จ่ายจากปฏิบัติการดังกล่าว แล้วถ่วงน้ำหนักดูว่าข้างไหนมากกว่ากัน มิใช่พิจารณาเพียงว่าข้อมูลตัวเลขการว่างงานเพียงเท่านั้น

คราวนี้หันมาดูข้อมูลเศรษฐกิจทั้ง 4 ตัวที่เยลเลนจะนำมาพิจารณาเป็นพิเศษในการลดหรือเพิ่มขนาดการผ่อนคลายเชิงปริมาณ

ข้อมูลชุดแรก ที่บ่งบอกถึงภาพในอนาคตของตลาดแรงงานเป็นอย่างดี ได้แก่ อัตราการว่างงาน ดังจะเห็นได้จากแนวโน้มของอัตราการว่างงานตั้งแต่ปี 1978 หากอัตราการว่างงานลดลงร้อยละ 0.5 หรือมากกว่านั้น เป็นเวลา 2 ไตรมาสติดต่อกัน โอกาสที่ 2 ไตรมาสต่อมาที่อัตราการว่างงานจะลดลงอีก มีโอกาสสูงถึงร้อยละ 75 อย่างไรก็ดี ในช่วง 1-2 ปีล่าสุด แนวโน้มดังกล่าวมักจะไม่เป็นเช่นนั้น อาทิ ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2011 และไตรมาสแรกของปี 2012 อัตราการว่างงานลดลงร้อยละ 0.75 ทว่าอัตราการว่างงานก็หยุดลดลงหลังจากนั้นเป็นต้นมา สาเหตุหนึ่ง ก็คืออัตราการว่างงานลดลงเนื่องจากแรงงานได้ออกจากตลาดแรงงาน มิใช่อุปสงค์ของแรงงานได้รับการตอบสนองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อันเป็นที่มาของตัวเลขที่สอง ซึ่งเยลเลนพิจารณาเป็นพิเศษ

ข้อมูลชุดที่สอง ข้อมูลการจ้างงานภายในระบบเศรษฐกิจ เพื่อจะพิจารณาว่ามีการจ้างงานจริงหรือไม่ ทว่าก็มีข้อเสียที่มีการทบทวนตัวเลขของข้อมูลดังกล่าวในเวลาต่อมาอยู่บ่อย ๆ จึงมีการให้ความสนใจกับตัวเลขเชิงพลวัตในข้อมูลชุดที่สามและสี่

ชุดที่สามและสี่ ได้แก่ ปริมาณการจ้างงานในเดือนนั้น ๆ และ ตัวเลขที่ผู้ใช้แรงงานตัดสินใจลาออกจากที่ทำงานของตนเอง โดยหากตัวเลขการจ้างงานในเดือนหนึ่ง ๆ กระเตื้องขึ้นก็นับเป็นสัญญาณที่ดี ในทางกลับกัน หากตัวเลขที่ผู้ใช้แรงงานตัดสินใจลาออกสูงขึ้น นั่นก็แสดงว่า แรงงานเชื่อมั่นว่าจะสามารถกลับมาสู่ในตลาดแรงงานอีกครั้งได้ไม่ยาก

โดยสรุป คือ เยลเลน ที่กำลังจะขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐในยุคไบเดน ซึ่งเธอกำลังถือเป็นคนแรกที่เคยดำรงตำแหน่งทั้งประธานเฟดและรมว.คลังสหรัฐ  รวมถึงเป็นผู้หญิงท่านแรกที่เป็นประธานเฟด และ กำลังจะเป็นผู้หญิงท่านแรกที่เป็นรมว. คลังสหรัฐ โดยเธอกำลังจะเป็นรมว.คลังแนวที่เน้นตัวเลขการจ้างงานที่หลากหลายค่อนข้างมากท่านหนึ่งที่ผมเคยเห็นมา โดยให้ความสำคัญต่อตัวเลขการจ้างงานมากกว่าสตีเฟน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐท่านปัจจุบันแบบที่ทิ้งกันแบบขาดลอยเลยครับ

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/651556

สำหรับการลงทุนในหุ้น “วิธีคิด” สำคัญกว่า “วิธีการ”

WealthGuru
สำหรับการลงทุนในหุ้น "วิธีคิด" สำคัญกว่า "วิธีการ"

นักลงทุนหลายคนพยายามค้นหา indicator ขั้นเทพมาจับจังหวะซื้อหุ้น

นักลงทุนหลายคนพยายามหา valuation  ขั้นเทพมาเลือกหุ้น

นักลงทุนหลายคนพยายามซื้อ program ขั้นเทพ ค้นหาหุ้น

แต่ทำไมพอลงสนามจริง กลับทำไม่ได้ตามที่หวัง ยังขาดทุน และยอมแพ้ออกจากตลาดไป

เคยสังเกตไหม ทำไมคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุน หลายคนไม่ได้จบการเงินและการลงทุนเลย

หลายกรณี แม้คนที่เรียนจบการเงินการลงทุน ยังสร้างผลตอบแทนไม่เท่ากับคนที่ไม่ได้เรียนจบการเงิน

จริงอยู่ความรู้การลงทุนนั้นสำคัญ แต่วิธีคิดด้านการลงทุนกลับสำคัญกว่า

สำหรับการลงทุนในหุ้น "วิธีคิด" สำคัญกว่า "วิธีการ"

ผมแบ่งองค์ประกอบในการลงทุนออกเป็น 3 ดังรูป โดยให้ความสำคัญกับ mindset หรือ วิธีคิดมากที่สุด 50%  เพราะไม่ว่าเราจะลงทุนด้วยวิธีการแบบไหน ไม่ว่าจะ value investing, technical investing หรือ hybrid investing ถ้าเรามีวิธีคิดที่ไม่ถูกต้อง  ต่อให้เรารู้วิธีการมากแค่ไหน ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ

ต่อไปนี้คือตัวอย่าง วิธีคิดจากคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนที่ผมเคยสัมผัสมา

สำหรับการลงทุนในหุ้น "วิธีคิด" สำคัญกว่า "วิธีการ"

1. ปรารถนาที่จะสำเร็จ

หลังจบการเรียนการลงทุนแล้ว ความสำเร็จจะทำได้ต้องใช้เวลา ไม่มีใครเก่งได้เพียงวันเดียว  พวกเขาเคยผิดหวัง ผิดพลาด แต่ก็สู้ไม่ถอย นำข้อผิดพลาดมาเป็นบทเรียน สู้ต่อเนื่อง เพราะพวกเขาต้องปรารถนาที่จะชนะและสำเร็จ

2. ไม่มีอีโก้ 

ผมเริ่มที่จะทำกำไรได้สม่ำเสมอเมื่อผมบอกกับตัวเองอย่างจริงจังว่า เลิกห่วงอีโก้ของตัวเองซักที! เป้าหมายสำคัญคือการทำเงิน ไม่ใช่การที่เราต้องถูกอยู่ตลอดเวลา”  นี่คือคำพูดของ Mark Minervini สุดยอดผู้ชนะ US Investing Championship การมีอีโก้ ถือตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ ย่อมนำพามาสู่ความเสียหายของการลงทุน

3. ถ่อมตัว

นักลงทุนขั้นเทพที่ผมเคยอ่านหรือสัมผัสมา พูดเป็นสิ่งเดียวกันว่า จะต้องถ่อมตัวกับตลาดให้มาก ๆ  มีคนเก่งกว่า เหนือกว่าเรามากมายในตลาดหุ้น   ยิ่งถ่อมตัวกับตลาดมาก ยิ่งไม่ประมาท ยิ่งดีกับพอร์ตลงทุน  แต่ถ้าคุณคิดว่าฉลาดกว่าตลาดเมื่อไร ตลาดจะลงโทษคุณ หายนะจะมาสู่พอร์ตการลงทุน

4. อย่ามัวแต่โทษคนอื่น

โธ่ไม่น่าเล่นหุ้นตัวนี้ โดนเจ้ามือทุบ…

พวกกองทุนแย่มาก ลากไปแล้วเชือด พวกนี้ไว้ใจไม่ได้

คำพูดเหล่านี้ ผมได้ยินเป็นประจำสำหรับคนที่แพ้ในตลาด  อย่ามัวไปโทษคนอื่นเลยครับ กลับมาดูตัวเองก่อนดีกว่า ยิ่งบ่น ยิ่งแพ้

5. วิเคราะห์อย่างมีระบบและตัดสินใจโดยไม่มีอคติ

อย่าใช้อารมณ์ในการลงทุน  พยายามใช้ตรรกะ มีการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ตัดสินใจด้วยข้อมูล อย่าให้ความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสิน

6. ยอมรับว่าตัวเองคิดผิด

ต้องยอมรับว่า เราลงทุนหุ้นไม่ถูก 100% ทุกตัว มีบางตัววิเคราะห์ผิดพลาด ถ้าเราไม่มีอีโก้  ถือความคิดตัวเองใหญ่ เราจะยอมรับว่าตัวเองคิดผิด สิ่งนี้จะช่วยปกป้องพอร์ตลงทุนเราได้ ทำให้ยอมรับและขายหุ้นตัวที่เราคิดผิดได้

7. ละทิ้งอดีตให้ได้

ไม่น่าซื้อตัวนี้เลย… ขาดทุนเลย ต้องทนไปอีกนาน

ไม่น่าตัดขาดทุนเลย ดูซิ ราคาขึ้นมาเลย…

รู้งี้ ซื้อหุ้นตัวนี้ไปนานแล้ว ดูซิราคาขึ้นจัง

สำหรับนักลงทุนขั้นเทพจะไม่มีความคิดเหล่านั้น พวกเขาละทิ้งอดีตได้ ไม่มัวเสียดายอดีตที่ไม่ได้ทำ หรือ ทำไปแล้วขาดทุน ดังนั้น พวกเขาจึงสามารถ cut loss ได้ ถ้าคิดผิด หรือขายหุ้นตัวที่ผลประกอบการออกมาไม่ดีได้

8. อดทนรอคอยให้เป็น

สุดท้ายสำคัญมาก ๆ คนทั่วไปจะอดทนขาดทุนได้ แต่ทนมีกำไรไม่ได้

ขาดทุน -15% เป็นเวลา 3 เดือนทนได้ แต่พอหุ้นปรับตัวได้กำไร 2% พวกเขากลับรีบขายทันที

หลายคนกำไรไป 20% ใจสั่นมือสั่น อยากจะขายทำกำไร กลัวกำไรหายจะต้องรีบขาย

ตลาดมีความผันผวนแรง ราคาหุ้นเพิ่งเริ่มขาดทุน ก็ขายทิ้งอย่างรวดเร็ว

Wealthguru


เริ่มลงทุนเพื่อเกษียณด้วยพอร์ตลงทุนแบบ Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้เงินสร้างความมั่งคั่งในอนาคต สามารถดูรายละเอียดและลงชื่อรับบริการได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/port/wealthguru/

พอร์ตเก็บเงินก้อนเพื่อลูก และเพื่อเกษียณโดย WealthGuru

AstraZeneca เตรียมทดลองวัคซีนโควิด-19 ใหม่หลังโดนตั้งข้อสงสัย ขณะที่ไทยเดินหน้าซื้อวัคซีน

FINNOMENA Reporter
AstraZeneca เตรียมทดลองวัคซีนโควิด-19 ใหม่หลังโดนตั้งข้อสงสัย ขณะที่ไทยเดินหน้าซื้อวัคซีน

AstraZeneca บริษัทยาสัญชาติอังกฤษ ร่วมกับมหาวิทยาลัย Oxford ได้แจ้งเมื่อวันพฤหัสฯ ว่าจะทำการทดลองวัคซีนต้านโควิด-19 ใหม่อีกครั้ง หลังผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสงสัยถึงความแม่นยำของผลลัพธ์ที่รายงานออกมา

  • ทางบริษัทเคยได้ยืนยันว่า ตัววัคซีนนั้นมีประสิทธิภาพสูงถึง 90% ทว่ารายงานข่าวและผู้เชี่ยวชาญต่างมีข้อสงสัยถึงความแม่นยำดังกล่าว ท่ามกลางการกล่าวหาว่าบริษัทไม่โปร่งใสเรื่องผลการทดลอง
  • ในฝั่งภาคส่วนสาธารณสุขของประเทศไทยเองก็ได้มีการตั้งคำถามถือผลลัพธ์ของการทดลองวัคซีนครั้งแรกของ AstraZeneca ซึ่งก็ได้กระทบต่อแผนการซื้อวัคซีนที่รัฐบาลไทยจะเดินหน้า ดังนั้น เพื่อจะตอบข้อสงสัยต่าง ๆ ถึงความแม่นยำของวัคซีน ทั้ง AstraZeneca และมหาวิทยาลัย Oxford จะทำการทดลองวัคซีนและเผยแพร่ผลลัพธ์อีกครั้งหนึ่ง
  • แม้ว่าจะมีความกังวลทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย ได้แจ้งเมื่อวันพฤหัสฯ ว่าจะดำเนินการซื้อวัคซีนจาก AstraZeneca ต่อ โดยการซื้อครั้งนี้จะมีมูลค่าสูงกว่า 6 พันล้านบาท
  • วัคซีนชุดแรกจะมาถึงภายในกลางปี 2564 โดยจะมีการเซ็นสัญญากันในวันศุกร์นี้ (27 พฤศจิกายน 2563)

ที่มา

https://www.thaienquirer.com/21133/astrazeneca-vaccine-will-undergo-a-new-global-trial-due-to-concerns-as-thailand-goes-ahead-with-purchase/

https://www.thaienquirer.com/21072/doubts-emerge-about-thailands-pursuit-of-astrazeneca-vaccine-due-to-companys-spotty-disclosure/

ฟรี! ดาวน์โหลด Presentation FINNOMENA LIVE – “1,500 หรือ 1,300 สถานีต่อไป SET ไทยจะไปทางไหน?”

FINNOMENA Reporter

ดูผ่าน Facebook: https://www.facebook.com/finnomena/posts/1403503366661963

ดูผ่าน Youtube: https://youtu.be/1S5neBRgK4U

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี! Presentation – FINNOMENA LIVE ตอนล่าสุด (ลิ้งค์หมดอายุใน 7 วัน)

กด “ที่นี่” เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

“1,500 หรือ 1,300 สถานีต่อไป SET ไทยจะไปทางไหน?”

พร้อมเจาะลึก ว่าที่ รมว.คลังหญิงคนแรกของสหรัฐฯเจเนทเยลเลน

โดย FundTalk และ คุณพีท Portfolio Specialist ของ FINNOMENA

ข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • ไบเดนพร้อมปลุกสหรัฐผงาดเวทีโลก!
  • Bitcoin ทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี!
  • IBM เทพนักงานในยุโรป 10,000 คน!
  • แกรมมี่เตรียมปิดช่อง GMM Channel
  • BDMS เทขายหุ้นบำรุงราษฎร์เกลี้ยง!

ติดตาม FINNOMENA LIVE ตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-uop

Testimonial: บทสัมภาษณ์ คุณอาคม ชีวะเกรียงไกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ บริษัท โซเอทิส (ประเทศไทย) จำกัด

FINNOMENA Admin
Testimonial: บทสัมภาษณ์ คุณอาคม ชีวะเกรียงไกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ บริษัท โซเอทิส (ประเทศไทย) จำกัด

ปัจจุบันคุณอาคมทำอะไรอยู่บ้าง?

ตอนนี้ผมทำงานเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท โซเอทิส (ประเทศไทย) จำกัด ดูแลภาคพื้นเอเชีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ ผมได้ทำงานที่ตัวเองรัก และก็มีงานที่ตัวเองชอบด้วย คือเป็นเจ้าของไร่เกษตรอินทรีย์ที่เชียงราย ชื่อว่าไร่สันต้นปุย ซึ่งทำมาได้ประมาณ 7 ปีแล้วครับ

จุดเริ่มต้นแรกในการเข้ามาในแวดวงการลงทุนของคุณอาคมคืออะไร?

เริ่มต้นเลยเราก็มีความฝันที่อยากจะทำได้หลายอย่าง ตั้งแต่เรียนจบและเริ่มทำงานก็สนใจเรื่องการลงทุน แต่ว่าในยุค 20-30 ปีที่แล้ว การลงทุนรูปแบบมันยังไม่หลากหลายเท่าปัจจุบัน ในตอนเริ่มต้นก็จะมีเรื่องของการฝากเงิน การลงทุนในหุ้นบ้าง และจะมีเรื่องของตั๋วสัญญาใช้เงิน  Promissory Note ในยุคนั้น ซึ่งปัจจุบันไม่น่าจะมีเหลือแล้ว คือเป็นการเริ่มต้นเพราะว่าผมต้องการตอบวัตถุประสงค์บางอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่ที่ผมเริ่มต้นทำงานเลยครับ

เป้าหมายการลงทุนของคุณอาคมคืออะไร?

เป้าหมายของผมก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามช่วงอายุครับ ตอนเรียนจบมาใหม่ ๆ เราก็ตั้งเป้าหมายสิ่งแรกเลยว่าจะเก็บเงินเพื่อไปศึกษาต่อต่างประเทศเอง พอดีช่วงนี้เป็นช่วงที่การศึกษาต่อประเทศจะใช้เงินทุนค่อนข้างสูง เราก็เลยคิดว่าจะใช้เวลาสัก 2-3 ปี ในการเก็บเงินเพื่อเป็นเงินก้อนหนึ่งในการศึกษาต่อต่างประเทศ แต่พอเลยจุดนั้นไป ทำงานได้ 2-3 ปี เราคิดว่าเรายังสนุกกับงานอยู่ ก็เลยเปลี่ยนเป้าหมายมาศึกษาต่อในประเทศไทยแทน ผมมาเรียนต่อที่ธรรมศาสตร์ จากนั้นผมก็คิดว่าอยากจะหาเงินก้อนเพื่อมาทำธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งเมื่ออายุมากขึ้น ก็เลยตั้งใจเก็บเงินเพื่อมาทำธุรกิจเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์ตัวเอง เพราะว่างานที่ทำอยู่ปัจจุบันก็ยังมีความสุขดี และขยายความรับผิดชอบไปเรื่อย ๆ เราก็เลยเปลี่ยนเป้าหมาย ตั้งแต่เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วมาเป็นการเก็บเงินเพื่อการเกษียณอย่างมีความสุขมากกว่าครับ

คุณอาคมยึดหลักการอะไรบ้าง ที่สามารถนำมาใช้กับการลงทุน?

หลักการของผมจะคล้าย ๆ กับหลายคนเหมือนกันนะ แต่ว่าผมจะลงทุนในสิ่งที่ผมคิดว่าเรามีประสบการณ์มาบ้างแล้ว อย่างเช่น ถ้าพูดถึงธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งที่เราจะลงทุน ผมจะไม่ค่อยได้สนใจมากว่า ผลตอบแทนที่ได้กลับมาจะมากหรือน้อย อย่างเช่นคนพูดว่าโอกาสจะมีสูงมากขณะนี้ แต่ถ้าอยู่ในธุรกิจที่เราไม่มีความเข้าใจเลย เราอาจจะไม่ลงตัวนั้น ส่วนใหญ่จะไม่ได้ตัดสินใจตามข่าว หรือบทสัมภาษณ์ตามสื่อดิจิทัลมาก แต่ว่าจะพยายามใช้หลักการตัดสินใจจากที่เราคิดว่า ถ้าเราอยู่ในธุรกิจนี้กับบริษัทนี้ หรือว่ากองทุนนี้ จะมีโอกาสไปต่อได้หรือเปล่านะครับ

อย่างที่สองก็คือจะอดทนพอสมควร และไม่หวั่นไหวมากในกรณีที่กองทุนยังไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ แต่ว่าถ้าเรายังมีความมั่นใจอยู่ และมีความเข้าใจตามคำแนะนำ เราก็สามารถที่จะรอและลงทุนต่อไปได้ ผมค่อนข้างจะเป็นคนที่ลงทุนในระยะกลางและระยะยาวมากกว่า จะไม่ค่อยเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนบ่อย ยกเว้นถ้ามีมุมมองที่ส่งผลกระทบต่อตัวกองทุนหรือมีการเปลี่ยนรูปแบบ ผมอาจจะตัดสินใจเปลี่ยนพอร์ต 

เพราะอะไรคุณอาคมถึงตัดสินใจเลือกลงทุนกับ FINNOMENA?

ผมรู้จักกับฟินโนมีนามาประมาณ 2-3 ปี แล้วนะครับ ผมว่าฟินโนมีนาตอบโจทย์ในเรื่องของการลงทุนเพราะอย่างน้อยผมก็มั่นใจว่ามีคนเฝ้าดูแลการลงทุนของเราได้ดี และมีการแจ้งความเคลื่อนไหวของการลงทุนตามช่วงเวลา จริง ๆ การลงทุนในกองทุนผมทำมาเป็น 10 ปีแล้ว แต่ถ้าดูจากการที่ผมทำงานอยู่ปัจจุบัน ผมก็ไม่ได้มีเวลามานั่งดูพอร์ตการลงทุนได้เอง น้อยครั้งที่เราจะสามารถเปลี่ยนมุมมองได้ทันตามตลาดที่เปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นฟินโนมีนาตอบโจทย์ผมตรงนี้ด้วย

FINNOMENA สามารถเข้าไปช่วยเหลือในจุดไหนของคุณอาคมได้บ้าง?

ฟินโนมีนาตอบโจทย์ในเรื่องของการลงทุนที่มีความหลากหลายครับ สามารถลงทุนได้ทุกช่วงที่เราต้องการ

และการให้ข้อมูลไม่ได้มีเฉพาะช่วงที่มี IPO ออกมา ในอดีตถ้าเราลงทุน ส่วนใหญ่ข้อมูลที่มากที่สุดที่เราจะได้คือตอนที่ได้มีการทำเสนอขาย IPO เข้ามาในตลาด พอเข้ามาอยู่ในตลาดข้อมูลของกองทุนก็จะมีน้อยกว่าเดิม ทำให้เราพลาดโอกาสสำคัญในการลงทุนเพิ่ม หรือตัดการลงทุนออก ตรงนั้นมากกว่าที่ผมคิดว่าแตกต่าง

และอีกอย่างที่ฟินโนมีนาช่วยได้คือเรื่องของการเรียนรู้เพิ่มเติมทางออนไลน์ ช่วงไหนที่เราว่างก็มานั่งดูก็จะได้ความรู้เพิ่มเติม ผมไม่เคยไปสัมมนาของฟินโนมีนาโดยตรงเลยนะครับ แต่ว่าก็ติดตามข้อมูลเรื่อย ๆ ทำให้มีข้อมูลตลอดเส้นทางการลงทุน

คุณอาคมมองว่า FINNOMENA แตกต่างจากการลงทุนที่อื่นอย่างไร?

อย่างที่บอกคือฟินโนมีนาให้ข้อมูลอย่างเป็นกลาง และให้ข้อมูลเปรียบเทียบสนับสนุนการตัดสินใจได้ง่าย ฟินโนมีนาให้ข้อมูลตลอดเส้นทางการลงทุน อย่างที่ผมเคยยกตัวอย่าง กองทุนเราจะได้ข้อมูลมากที่สุดคือตอนที่กองทุน IPO ก็จะมีข้อมูลเยอะมากเลย แต่พอหลังจากดำเนินการไปแล้ว 3-6 เดือนหรือ 1 ปี ไปแล้ว ข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนจะน้อยมาก หรือว่าอาจจะไม่มี Fund Fact Sheet ตามไตรมาส แต่ถ้าเราติดตามฟินโนมีนาเราก็จะได้การอัปเดตข้อมูลที่ง่ายกว่าเดิม

สุดท้ายในเรื่องของความหลากหลาย คือเราไม่ต้องติดต่อหลายโบรกเกอร์ เราสามารถที่จะลงทุนที่เดียวได้ทุกกองทุน และมีคำแนะนำจากฟินโนมีนาเพื่อให้เราตัดสินใจเองว่าตัวไหนเหมาะกับเรามากที่สุด

อยากให้ฝากอะไรถึงนักลงทุนท่านอื่นสักนิด ที่เป็นผู้เริ่มต้น หรือกำลังเดินอยู่บนเส้นทางการลงทุน ควรจะต้องทำตัวอย่างไรบ้าง?

ถ้าเราเริ่มลงทุน เราควรศึกษาให้เข้าใจในสิ่งที่เราต้องการลงทุนนะครับ และเริ่มให้เร็ว เริ่มให้เร็วหมายถึงว่าตั้งแต่เราเริ่มมีรายได้เป็นก้อน คิดว่าเอามาใช้ในการลงทุนก็มีผลที่จะทำให้เรามีอิสรภาพทางการเงินได้เร็วยิ่งขึ้น และทุกครั้งที่มีรายได้เพิ่มเติมขึ้นมาก็อาจจะจัดสัดส่วนในรูปแบบต่าง ๆ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นกองทุนหุ้น แต่ว่าการลงทุนแบบพอร์ตก็อาจเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกคนครับ

อ่านเรื่องราวความประทับใจจากนักลงทุนท่านอื่น ๆ ได้ที่ https://www.finnomena.com/testimonials/

สรุปประเด็นสำคัญ มุมมองตลาดและเศรษฐกิจจาก Fed ผ่านรายงานการประชุมเมื่อคืนวาน

Mr. Serotonin
สรุปประเด็นสำคัญ มุมมองตลาดและเศรษฐกิจจาก Fed ผ่านรายงานการประชุมเมื่อคืนวาน

เมื่อคืนวานทาง Fed ได้ปล่อยรายงานการประชุมวันที่ 4-5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เรามาดูกันว่าทาง Fed จะมีทิศทางและมุมมองการดำเนินนโยบายในอนาคตเป็นอย่างไรบ้าง

สรุปประเด็นสำคัญ มุมมองตลาดและเศรษฐกิจจาก Fed ผ่านรายงานการประชุมเมื่อคืนวาน

สรุปสภาวะตลาดการเงิน

  • ตลาดมีความคาดหวังเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นทางการคลัง ภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น และกำไรของบริษัทที่ออกมาในทิศทางดี จนทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น
  • ยอดผู้ติดเชื้อในยุโรปและสหรัฐที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ตลาดมีความกังวล
  • ผู้คนในตลาดบางส่วนมีการคาดหวังให้ Fed เข้าซื้อสินทรัพย์ (พันธบัตรต่าง ๆ) ในอายุที่ยาวยิ่งขึ้น เพื่อรักษาสภาพคล่องของตลาดต่อไป
  • ตลาดพันธบัตรและ MBS อยู่ในภาวะคงที่และมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยกลับมาเป็นปกติใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดโรคระบาด
  • กระบวนการซื้อตราสารหนี้อสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าขาย (CMBS) ในสัดส่วนที่ไม่มากกำลังถูกดำเนินการเป็นรายสัปดาห์ เพื่อรักษาสมดุล
  • งบดุล (Balance Sheet) หรือการเข้าซื้อสินทรัพย์กระตุ้นเศรษฐกิจปรับตัวขึ้นไม่มาก หลังปัญหาสภาพคล่องของเงินดอลลาร์มีทิศทางดีขึ้น

สรุปประเด็นสำคัญ มุมมองตลาดและเศรษฐกิจจาก Fed ผ่านรายงานการประชุมเมื่อคืนวาน

สรุปประเด็นการเข้าซื้อสินทรัพย์กระตุ้นเศรษฐกิจ

  • ผู้ร่วมประชุมมีมุมมองว่าการเข้าซื้อสินทรัพย์ในระดับปัจจุบันเพียงพอต่อการสนับสนุนภาวะทางการเงิน
  • หากต้องมีการกระตุ้นเพิ่มเติม อาจมีการเข้าซื้อในปริมาณที่มากขึ้นอีกครั้งหรือเข้าซื้อพันธบัตรที่มีอายุยาวขึ้น
  • อีกนัยหนึ่ง ทาง Fed อาจเลือกใช้วิธีการเข้าซื้อสินทรัพย์ในอัตราความถี่เท่าเดิม แต่เข้าซื้อสินทรัพย์ที่มีอายุยาวขึ้นเข้าช่วย

สรุปประเด็นสำคัญ มุมมองตลาดและเศรษฐกิจจาก Fed ผ่านรายงานการประชุมเมื่อคืนวาน

สรุปมุมมองภาวะเศรษฐกิจ

  • มุมมองการเติบโตของ GDP และการลดลงของอัตราการว่างงานยังเหมือนที่ประมาณการไว้ตอนเดือน กันยายน (ปรับลดลงในปีนี้ฟื้นตัวในปีหน้า) ถึงแม้ตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ จะปรับตัวดีขึ้น
  • มาตรการกระตุ้นทางการคลังยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน จึงไม่เพิ่มมุมมองเชิงบวกในส่วนนี้เพิ่มเติม
  • หากไม่มีมาตรการกระตุ้นทางการคลัง ทางคณะกรรมการยังให้มุมมองว่าผู้คนยังมีเงินเก็บสะสมที่มากเพียงพอที่จะใช้ไปจนถึงสิ้นปีนี้
  • จากการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อยังคงอ่อนแรงซึ่งมีผลมาจากตลาดแรงงานและสินค้าที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมถึงราคาพลังงานที่ลดลงอย่างมากในช่วงต้นปี
  • ความไม่แน่นอนจากภาวะโรคระบาดซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับสูง จึงยังคงมุมมองเศรษฐกิจในอนาคตแบบเชิงลบดังเดิม 
  • นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายและการเว้นระยะห่างทางสังคมที่ผ่อนคลายมากขึ้น อาจส่งผลให้ในระยะกลาง GDP อาจปรับตัวร้อนแรงกว่าคาด

Intel ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ ต่อจากนี้อาจไม่มีแล้วโรงงานผลิตชิป

BottomLiner
Intel ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ ต่อจากนี้อาจไม่มีแล้วโรงงานผลิตชิป

Intel รายงานยอดขายรวมไตรมาส 3 หดตัว -4% YoY แต่ที่หนักกว่าคือ EPS ติดลบถึง -22%

บริษัทชี้ว่าลูกค้าจาก Data Center กลุ่มบริษัททั่วไปและหน่วยงานรัฐมี “ยอดการสั่งซื้อลดลงเนื่องจากปัญหาวิกฤตโควิด” ซึ่งมันขัดแย้งกับการรายงานของ AMD ที่ประกาศว่ามียอดขายจากลูกค้ากลุ่มนี้โตระเบิด นั่นหมายถึงว่า Intel กำลังเสียส่วนแบ่งการตลาดให้ AMD เร็วมาก (แต่ผู้บริหารโบ้ยไปโทษโควิด)

และความโหดร้ายยังไม่จบแค่นั้น Intel ให้ Guidance ไตรมาสสุดท้ายของปีว่ายอดขายจะหดตัว -14% YoY ซึ่งมันสวนทางกลับ AMD ที่ประกาศขยับ Guidance ขึ้น คาดยอดขายจะโตได้ถึง 41%

ทางด้านประเด็นที่เทคโนโลยีการผลิตชิปของ Intel ตามหลังทั้ง TSMC และ Samsung มากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้บริหารต้องประกาศยอมรับว่าในอนาคต ถ้าประเมินแล้ว Intel ทำเองไม่คุ้มจะให้โรงงานภายนอกผลิตชิปรุ่นใหม่ให้ (ฟัง Earning Call จะรู้สึกว่าเขากลัวเสียหน้ามาก พยายามใช้คำพูดที่เบาสุดๆ) และโรงงานภายนอกก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หนีไม่พ้น TSMC และ Samsung

ผู้บริหารจะบอกในวันที่ประกาศงบไตรมาสหน้าว่าจะยังผลิตชิปรุ่นใหม่เองหรือจะ Outsource ทั้งหมด

ถ้าจะมีข่าวดีซักหน่อยคงเป็นเรื่องการประกาศขายธุรกิจ NAND memory ให้ SK Hynix แล้ว โดยเรื่องนี้จะช่วยให้ Intel เน้นพัฒนาชิป Logic อย่างเดียว

ช่วงเวลานี้คือจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจของบริษัท Intel เพราะถ้ายังจับต้นชนปลายไม่ถูก จะโดนคู่แข่งทั้ง AMD และ TSMC ทิ้งห่างออกไปเรื่อย ๆ

โลก Digital Disruption น่ากลัวจริง ๆ ขนาดเป็นเทคด้วยกันแต่พัฒนาช้ากว่า ยังจะไม่เหลือที่ว่างให้ยืน

แอดมินแนท
BottomLiner

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/bottomlinerglobal/posts/4040411795973924

GSA ให้ผ่าน เตรียมเปลี่ยนถ่าย Joe Biden

FINNOMENA Reporter
GSA ให้ผ่าน อนุญาติให้กระบวนการเปลี่ยนประธานาธิบดีเริ่มต้นได้

GSA อนุญาติให้เริ่มต้นกระบวนการเปลี่ยนประธานาธิบดีและเริ่มให้สิทธิต่าง ๆ กับ Joe Biden

  • หัวหน้าหน่วยงาน GSA Emily Murphy ได้ส่งจดหมายแสดงฐานะผู้ชนะการเลือกตั้งไปยัง Joe Biden
  • จะมีการอนุญาติให้ Joe Biden สามารถเข้าถึงเงินทุน ออฟฟิศ พื้นที่ต่าง ๆ
  • ก่อนหน้านี้นาย Donald Trump ได้ทวีตเเสดงความเห็นว่า Emily Murphy ควรทำตามกระบวนการอย่างถูกต้องดังที่เธอทำกับตน หลังก่อนหน้ามีข่าวคราวออกมาว่าเธอยังไม่ได้ปรึกษาพูดคุยกับนาย Joe Biden

ที่มา:

https://www.theguardian.com/us-news/live/2020/nov/23/us-election-donald-trump-joe-biden-coronavirus-covid-19-live-updates

แกรมมี่ปลดพนักงานพร้อมปิดช่อง GMM Channel หลังขาดทุน

FINNOMENA Reporter
แกรมมี่ปลดพนักงานพร้อมปิดช่อง GMM Channel หลังขาดทุน

แกรมมี่เตรียมปลดพนักงานหลักร้อยและปิด GMM Channel สิ้นปีนี้

  • พนักงาน 190 คนจะได้อยู่ต่อราว ๆ 50 คน และโยกย้ายไปยังบริษัทอื่น ๆ ในเครือ ส่วนผู้ที่ถูกปลดจะได้รับการชดเชยตามปกติ
  • เม็ดเงินโฆษณาในปี 2563 ช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ 51,131 ล้านบาทจากเดิมที่ 58,128 หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว (ลดลง 12%)
  • ผลประกอบการของ GMM Channel มียอดขาดทุนสุทธิต่อเนื่อง โดยในมียอดขาดทุนสุทธิที่ 413.22 ล้านบาทในปี 2561 และ 350.30 ล้านบาทในปี 2562

ที่มา:

https://thestandard.co/grammy-closing-gmm-channel-and-layoffs-employee/

IBM เทพนักงานในยุโรป 10,000 คน หลังเบนเป้าโฟกัส Cloud มากขึ้น

FINNOMENA Reporter
IBM เทพนักงานในยุโรป 10,000 คน หลังเบนเป้าโฟกัส Cloud มากขึ้น

IBM เตรียมปรับกลยุทธ์บริษัท เน้นธุรกิจการให้บริการเชิงโครงสร้างมากขึ้น พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มกึ่ง Cloud และ AI

  • โฆษก IBM เผยทางบริษัท อาจมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ หลังโฟกัสการทำระบบ cloud แบบผสมมากขึ้น
  • Arvind Krishna ซีอีโอเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า “หากคุณไม่มีทักษะที่พร้อมและต้องการ มันก็อาจมีโอกาสที่คุณจะไม่สามารถเข้ากับ IBM ในยุคใหม่ได้”
  • ในเดือน พฤษภาคม ที่ผ่านมาทาง IBM ได้ทำการปลดพนักงานเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยจำนวนที่ชัดเจน

ที่มา:

https://techcrunch.com/2020/11/25/as-ibm-shifts-to-hybrid-cloud-reports-have-them-laying-off-10000-in-eu/?guccounter=1&guce_referrer=aHR0cHM6Ly93d3cuZ29vZ2xlLmNvbS8&guce_referrer_sig=AQAAANwTQmDrKqOfSJ3JYOq1s0UkPPM5-WoHoXVpj17JrPV4mkge7fD6s9f8SAtsFVrx0M3xit4D6uz8zcG94ftYGrCiwJGtnX0Hmg6w52r1-OwGkdXS-lwXlu0nYHFan-2g_AybBeMSHsrkXhApP5R8opufqjOlJqHozMJRmWcJBEYa

 

โพยเปรียบเทียบกองทุนหุ้นกลุ่มการเงิน: KT-FINANCE V.S. TUSFIN-A แบบดูง่าย ๆ

เพื่อนผู้ใจดี
โพยเปรียบเทียบกองทุนหุ้นกลุ่มการเงิน: KT-FINANCE V.S. TUSFIN-A แบบดูง่าย ๆ

โพยเปรียบเทียบกองทุนหุ้นกลุ่มการเงิน: KT-FINANCE V.S. TUSFIN-A แบบดูง่าย ๆ

โพยเปรียบเทียบกองทุนหุ้นกลุ่มการเงิน: KT-FINANCE V.S. TUSFIN-A แบบดูง่าย ๆ

โพยเปรียบเทียบกองทุนหุ้นกลุ่มการเงิน: KT-FINANCE V.S. TUSFIN-A แบบดูง่าย ๆ

ดูข้อมูลเปรียบเทียบผลตอบแทนของทั้ง 2 กองนี้ และข้อมูลเปรียบเทียบอื่น ๆ เพิ่มเติม อัปเดตเรื่อย ๆ คลิกเลย!

Tactical Call ลุ้น Value Play และ Cyclical Play ฟื้นตัวต่อ จังหวะเข้า KT-FINANCE ระยะสั้น

เพื่อนผู้ใจดี

ข้อมูลอ้างอิง

https://www.ktam.co.th/fif-fund-detail.aspx?IdF=35

https://www.tiscoasset.com/th/historicalnavs/init.action?navData.fundCode=TUSFIN-A

https://www.fidelityinternational.com/legal/documents/HK-zh_en/hffs.HK-zh_en.HK.G-FNS.pdf

https://www.ssga.com/us/en/individual/etfs/funds/the-financial-select-sector-spdr-fund-xlf


Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัว ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

บิตคอยน์พุ่งไม่หยุด ล่าสุดทะลุ 19,400 ดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี!

FINNOMENA Reporter

บิตคอยน์ทะยานขึ้น 1,202.75 ดอลลาร์ หรือ 6.59% สู่ระดับ 19,434 ดอลลาร์ จ่อทุบนิวไฮใกล้ 20,000

  • ขณะนี้มูลค่าของบิตคอยน์พุ่งแตะ 3.559 แสนล้านดอลลาร์ สูงกว่าระดับ 3.318 แสนล้านดอลลาร์ที่ทำไว้ในเดือนธ..2560 ซึ่งขณะนั้น บิตคอยน์ทะยานทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 19,783 ดอลลาร์ ก่อนที่จะทรุดตัวลงสู่ระดับ 3,122 ดอลลาร์ในปีต่อมา
  • โดยการดีดตัวของบิตคอยน์ในครั้งนี้แตกต่างจากในอดีต เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากกระแสตอบรับที่คึกคักจากกลุ่มบริษัทฟินเทค และนักลงทุนรายใหญ่ในตลาด ซึ่งแตกต่างจากในปี 2560 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนรายย่อย
  • ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังใช้บิตคอยน์เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อจากการที่รัฐบาลมีแนวโน้มออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq29/3178819

Asset Craft Podcast Ep.15 : “Futures”

FINNOMENA Podcast
Asset Craft Podcast Ep.15 : "Futures"

Asset Craft Podcast Ep.15 : “Futures”

นักลงทุนขาซิ่งหรือสายเทคนิคอลคงไม่มีใครไม่รู้จักสินทรัพย์ชนิดนี้อย่างแน่นอน Asset Craft Podcast EP นี้จึงขอพาทุกคนไปพบกับ Futures สินทรัพย์ใส่เกียร์เร่งผลตอบแทนแลกความเสี่ยง

Asset Craft Podcast รายการที่จะพาคุณไปรู้จักกับสินทรัพย์ทั่วโลก!!

หัวข้อ

1:07 ฟิวเจอร์สคืออะไร?

1:48 ตัวอย่าง Product สำหรับเทรดฟิวเจอร์ส

2:15 Leverage ใส่เกียร์เร่งผลตอบแทน (พร้อมความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น)

3:44 เรียนรู้จากนักเทรดระดับตำนานสร้างผลตอบแทนถึง 100 ล้านเหรียญ ในเกือบ 100 ปีที่แล้ว

4:28 กลยุทธ์การเทรดจากนักเทรดระดับตำนาน

8:10 เทคนิคการใช้ Futures ในการลดความเสี่ยง

กลยุทธ์การ Hedge พอร์ต

Asset Craft Podcast Ep.15 : "Futures"Asset Craft Podcast Ep.15 : "Futures"

Asset Craft Podcast Ep.15 : "Futures"

Asset Craft Podcast Ep.15 : "Futures"

Asset Craft Podcast Ep.15 : "Futures"

ที่มา: set.or.th


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

โพยกองทุน อัปเดตล่าสุด 23 พ.ย. 2020

เพื่อนผู้ใจดี
โพยกองทุน อัปเดตล่าสุด 23 พ.ย. 2020

อัปเดตล่าสุด 23 พ.ย. 2020

เปิดบัญชีกองทุน FINNOMENA วันนี้ รับฟรี! กองทุนมูลค่า 100 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม https://finno.me/oa1190

โพยกองทุน อัปเดตล่าสุด 23 พ.ย. 2020

เปิดบัญชีกองทุน FINNOMENA วันนี้ รับฟรี! กองทุนมูลค่า 100 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม https://finno.me/oa1190

—————————-

Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ

ไบเดนชูแคมเปญ “America is back” ปลุกสหรัฐกลับมาผงาดเวทีโลก!

FINNOMENA Reporter

โจ ไบเดน กล่าวสุนทรพจน์ในระหว่างการเปิดตัวทีมนโยบายต่างประเทศ และความมั่นคงแห่งชาติ โดยกล่าวว่า สหรัฐพร้อมแล้วที่จะกลับมาเป็นผู้นำบนเวทีโลกอีกครั้ง และให้คำมั่นว่าจะทำงานร่วมกับบรรดาประเทศพันธมิตรของสหรัฐ 

  • ซึ่งถือเป็นการพลิกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสหรัฐ หลังจากที่ทรัมป์ เคยชูนโยบาย “America First” จนเป็นเหตุให้สหรัฐต้องบาดหมางกับบรรดาชาติพันธมิตร โดยเฉพาะในยุโรป และสร้างปมขัดแย้งด้านการค้าระหว่างประเทศ
  • นายไบเดนยังให้คำมั่นว่าจะทำงานร่วมกับบรรดาชาติพันธมิตรเพื่อรักษาอเมริกาให้ปลอดภัย โดยจะไม่สร้างความขัดแย้งทางทหารที่ไม่จำเป็น
  • นอกจากนี้ GSA ยังได้อนุมัติเงินกว่า 7 ล้านดอลลาร์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการถ่ายโอนอำนาจประธานาธิบดีให้กับนายไบเดนด้วย

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq37/3178882

ตลาดการเงินตอบรับ Janet Yellen ว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่!

FINNOMENA Reporter

นาย Joe Biden ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมเสนอชื่อนาง Janet Yellen อดีต FED Chair ระหว่างปี 2014-2018 ให้มาดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ของสหรัฐฯ

  • นักวิเคราะห์ต่างมองว่านาง Yellen ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้านที่รออยู่ ทั้งเรื่องการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่อาจจะไม่ได้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ความไม่แน่นอนเรื่องแผนกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับใหม่
  • อนึ่ง นาง Yellen ได้ชื่อว่าเป็นผู้มี stance ที่ค่อนข้าง Dovish โดยนาง Yellen เคยกล่าวว่าการหยุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายภาครัฐอย่างฉับพลันจะทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจปรับช้าลง เหมือนที่เคยเกิดในช่วงปี 2007-2009
  • ทั้งนี้ Sentiment ในตลาดการเงินสหรัฐฯ ยังปรับดีขึ้นต่อเนื่องมาตามการคาดการณ์เชิงบวกต่อการออกมาตรการทางการคลังเพื่อช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ที่มา : https://finance.yahoo.com/news/what-a-treasury-secretary-janet-yellen-would-mean-for-markets-205216468.html