แจ้งเตือน

News Update: ญี่ปุ่นคาด จีนยิงขีปนาวุธใส่ไต้หวันครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ระหว่างซ้อมรบครั้งใหญ่ เหตุไม่พอใจประธานสภาสหรัฐฯ เยือนกรุงไทเป

THE OPPORTUNITY
News Update: ญี่ปุ่นคาด จีนยิงขีปนาวุธใส่ไต้หวันครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ระหว่างซ้อมรบครั้งใหญ่ เหตุไม่พอใจประธานสภาสหรัฐฯ เยือนกรุงไทเป

ญี่ปุ่นคาดว่า จีนได้ทำการยิงขีปนาวุธใส่ไต้หวันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์แล้ว ระหว่างการฝึกซ้อมทางทหารครั้งใหญ่สุดในรอบหลายทศวรรษ หลังไม่พอใจที่ประธานสภาสหรัฐฯ ‘แนนซี เพโลซี’ เยือนกรุงไทเปของไต้หวัน

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นรายงานความเป็นไปได้ที่ว่า กองทัพปลดแอกประชาชนจีนอาจยิงขีปนาวุธ 4 ลูกผ่านเกาะหลักของไต้หวันในระหว่างการฝึกซ้อมเมื่อวันพฤหัสบดี (4 ส.ค.) และทางการญี่ปุ่นยังยืนยันอย่างเป็นทางการครั้งแรกว่า มีขีปนาวุธของจีน 5 ลูกที่ตกลงสู่เขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น

ทั้งจีนและไต้หวันยังไม่ได้ยืนยันถึงการยิงขีปนาวุธ แต่ Meng Xiangqing ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรกล่าวกับสื่อของรัฐบาลจีนว่า นี่เป็นการส่งสัญญาณถึงทางการไต้หวันอย่างชัดเจนว่า การซ้อมรบครั้งล่าสุดนี้มีขนาดใหญ่และมีการป้องปรามมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ขณะที่ทางไต้หวันไม่ได้เปิดไซเรนเตือนภัยทางอากาศระหว่างเกิดเหตุการณ์ โดยกระทรวงกลาโหมไต้หวันแถลงในช่วงค่ำของเมื่อวานนี้ (4 ส.ค.) ว่า เส้นทางการบินหลักของขีปนาวุธ Dongfeng อยู่นอกชั้นบรรยากาศ และไม่มีอันตรายต่อพื้นดิน แต่จะไม่เปิดเผยเส้นทางการบินเฉพาะของขีปนาวุธเพื่อปกป้องการปฏิบัติการทางทหาร

ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่ากำหนดการซ้อมรบของจีนที่มีกำหนดถึงวันอาทิตย์จะสิ้นสุดลงไปหรือไม่ ขณะที่กองบัญชาการตะวันออกของจีนเผยว่า การฝึกยิงกระสุนจริงได้เสร็จสิ้นแล้ว รวมถึงได้ยกเลิกการควบคุมทางอากาศและทางทะเลที่เกี่ยวข้องในวันพฤหัสบดี แต่ไม่ได้ชี้แจ้งว่าหมายถึงการซ้อมรบสิ้นสุดลงหรือไม่

ในช่วงเช้าของวันนี้ (5 ส.ค.) กระทรวงกลาโหมของไต้หวันระบุว่า เรือรบและเครื่องบินทหารของจีนหลายลำได้ข้ามเส้นแบ่งช่องแคบไต้หวัน ขณะที่ไต้หวันได้ตอบโต้โดยการลาดตระเวนทางอากาศและทางทะเลของไต้หวัน รวมถึงส่งคำเตือนทางวิทยุแล้ว

Richard Haass ประธานสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในนิวยอร์กกล่าวว่า นี่เป็นสัญญาณอีกอย่างหนึ่งที่บ่งชี้ว่าจีนมีความกล้า ก้าวร้าว และหนักแน่นมากขึ้นในการเข้าใกล้ไต้หวัน โดยการโจมตีอาจเสริมความมุ่งมั่นของญี่ปุ่นในการป้องกันประเทศร่วมกับไต้หวันอย่างใกล้ชิด และอาจสนับสนุนให้สหรัฐฯ เพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมมากขึ้น

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-08-04/taiwan-braces-for-impact-from-china-military-drills-after-pelosi 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ตระกูลรวยที่สุดในโลก เขาทำธุรกิจอะไรกัน ? I POCKET MONEY EP49

FINNOMENA CHANNEL
ตระกูลรวยที่สุดในโลก เขาทำธุรกิจอะไรกัน ? I POCKET MONEY EP49

รับชมบน YouTube: https://youtu.be/qiPLzaiS6_I

ใคร ๆ ก็คงแอบฝัน อยากให้พ่อแม่เฉลยกับเราสักทีว่าจริง ๆ แล้วเราเป็นลูกหลานมหาเศรษฐี หลังจากนี้ไม่ต้องทำงานก็สบายไปตลอดชีวิต แต่สำหรับบางครอบครัว ความรวยระดับโลกนั้นมีอยู่จริงโดยไม่ต้องจินตนาการถึง วันนี้เรามาทำความรู้จักตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ว่าแต่ละครอบครัวรวยได้ยังไง ประกอบอาชีพ หรือทำธุรกิจอะไรกันบ้าง ในคลิปนี้กัน

อันดับ 5 ราชวงศ์ Al Saud 

  • เริ่มต้นด้วยตระกูลที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 5 ของโลก ซึ่งมีที่มาของความมั่งคั่งที่ลอกเลียนแบบได้ยากสักหน่อย นั่นคือการเป็นราชวงศ์เก่าแก่ที่ปกครองประเทศซาอุดิอาระเบียมา 120 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2445 นับเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐซาอุดีอาระเบียที่ 3 ซึ่งพัฒนามาเป็นซาอุดิอาระเบียในปัจจุบัน
  • แหล่งทรัพย์สมบัติของราชวงศ์ที่สำคัญมาจากบ่อน้ำมัน โดยเป็นเจ้าของบริษัทผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกอย่าง Saudi Aramco
  • ซึ่งในเดือน พ.ค. ปี 2565 Saudi Aramco ก็ได้กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก มีมูลค่าสูงกว่า 8 หมื่นล้านล้านบาท แซงหน้า Apple ไปเป็นที่เรียบร้อย 
  • นอกเหนือจากนี้ ก็อาจยังมีธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริการสาธารณะอีก ถึงแม้จะไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าจำนวนรายได้ที่แท้จริงเท่าไหร่ แต่ก็อาจประมาณการมูลค่าความมั่งคั่งสุทธิได้อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านล้านบาท 

อันดับ 4 ตระกูล Hermes หรือ Dumas  

  • ตระกูลเจ้าของแบรนด์เนมระดับโลกอย่าง Hermes  
  • มีจุดเริ่มต้นจาก Thierry Hermes อดีตเด็กกำพร้าที่เติบโตมาเป็นช่างฝีมือเครื่องหนัง เปิดธุรกิจผลิตอานม้าในปี พ.ศ. 2380
  • ผลงานอันปราณีตของเขาได้รับความนิยมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าชนชั้นสูงและราชวงศ์ แม้แต่จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ก็เป็นหนึ่งในลูกค้าของเขาเช่นกัน  
  • เรื่อยมาจนปัจจุบันกลายเป็นธุรกิจที่มีสินทรัพย์สุทธิเกือบ 4 ล้านล้านบาท รายได้มากกว่าแสนล้านบาทต่อปี  
  • สินค้าที่ทำเงินให้ Hermes มากที่สุดคงหนีไม่พ้น Birkin Bag ที่ขึ้นชื่อเรื่องกรรมวิธีและการตัดเย็บที่พิถีพิถัน
  • โดย Birkin Bag 1 ใบ อาจใช้เวลาในการผลิตถึง 25 ชั่วโมง ราคาต่อใบอยู่ที่ประมาณหลักแสนถึงหลักสิบล้านบาท 

อันดับ 3 ตระกูล Koch 

  • เจ้าของอาณาจักรธุรกิจ Koch ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจพลังงาน อุตสาหกรรมเคมี การเกษตร การเงิน อิเล็กทรอนิกส์ และอีกมากมาย
  • รวมมูลค่าสินทรัพย์สุทธิประมาณ 4 ล้านล้านบาท 
  • ตัวอย่างธุรกิจที่ประกอบการในประเทศไทย เช่น Molex ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก และ Guardian บริษัทผลิตผลิตภัณฑ์กระจกโฟลตเคลือบและกระจกอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก 
  • นอกจากความสามารถในการบริหารธุรกิจแล้ว ตระกูล Koch ยังมีชื่อเสียงด้านการสนับสนุนเงินทุนแก่พรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนนโยบายทางการเมืองของตัวเองให้เป็นรูปธรรมอีกด้วย 

อันดับ 2 ตระกูล Mars 

  • เจ้าของธุรกิจที่ครองใจทุกคนตั้งแต่เด็กจนโต นั่นคือช็อกโกแล็ตและของหวานหลากหลายยี่ห้ออย่าง Mars, Snickers และ M&M’s 
  • เริ่มต้นจาก Frank Mars ที่ทำช็อกโกแล็ตโฮมเมดขายจากพื้นที่เล็ก ๆ ในห้องครัวของเขาในปี พ.ศ. 2454 กลายเป็นธุรกิจที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็นธุรกิจที่มีสินทรัพย์สุทธิกว่า 5 ล้านล้านบาท 
  • ในปัจจุบันยังได้ขยายสู่ธุรกิจอื่น ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง เครื่องดื่ม และหมากฝรั่ง อย่าง Wrigley 
  • เป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่ปรากฏตัวต่อสาธารณชนน้อยมาก 

อันดับ 1 ตระกูล Walton 

  • เจ้าของธุรกิจค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลก Walmart
  • รายได้มากกว่า 3,000 ล้านบาทต่อวัน หรือมากกว่า 130 ล้านบาทต่อชั่วโมง มูลค่าสินทรัพย์สุทธิมากกว่า 8 ล้านล้านบาท 
  • เริ่มต้นสาขาแรกในปี พ.ศ. 2505 โดย Sam Walton
  • ปัจจุบันมีมากกว่า 11,500 สาขา ใน 27 ประเทศทั่วโลก จำนวนลูกจ้างมากกว่า 2.2 ล้านคน 
  • ปัจจุบันขยายธุรกิจโดยเปิดธนาคารชุมชน Arvest โดยมีหลายสาขาเปิดทำการในสหรัฐอเมริกา 

พบความสุดพิเศษสำหรับคุณได้ในทุกวัน ทั้งบทความให้ความรู้เกี่ยวกับกองทุนรวม หุ้น คริปโตฯ และการบริการ โปรโมชั่น ของรางวัลต่างๆ ที่คัดสรรมาเพื่อมอบให้กับสมาชิก FINNOMENA เท่านั้น
👉 สมัครสมาชิกเว็บไซต์ FINNOMENA https://finno.me/register-website


มือใหม่ห้ามพลาด! คอร์สเรียนพิเศษจาก FINNOMENA U "กองทุนรวม 101 สำหรับมือใหม่"

News Update: Alibaba งบดีเกินคาด แต่รายได้ทรงตัวและไม่เติบโตเป็นครั้งแรก รายได้อีคอมเมิร์ซในจีนหด จากการล็อกดาวน์

THE OPPORTUNITY
News Update: Alibaba งบดีเกินคาด แต่รายได้ทรงตัวและไม่เติบโตเป็นครั้งแรก รายได้อีคอมเมิร์ซในจีนหด จากการล็อกดาวน์

Alibaba รายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดดีเกินคาด ดันราคาหุ้นพุ่งระหว่างวันถึง 6% และปิดบวกที่ 1.8% แต่รายได้ทรงตัวเป็นครั้งแรกในการรายงานของบริษัท

ผลประกอบการไตรมาสเดือน มิ.ย. ของ Alibaba

➢ รายได้: 205,550 ล้านหยวน (ทรงตัวจากปีที่แล้ว) สูงกว่าคาดการณ์ที่ 203,190 ล้านหยวน
➢ กำไรต่อหุ้น (ADS): 11.73 หยวน (ลดลง 29% จากปีที่แล้ว) สูงกว่าคาดการณ์ที่ 10.39 หยวน
➢ กำไรสุทธิ: 22,730 ล้านหยวน สูงกว่าคาดการณ์ที่ 18,720 ล้านหยวน

รายได้จากธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทอย่างอีคอมเมิร์ซในจีนลดลง 1% อยู่ที่ 141,930 ล้านหยวน เนื่องจากรายได้ของบริการต่างๆ (CMR) ลดลง 10% ตัวอย่าง CMR เช่น การตลาดที่บริษัทขายให้กับผู้ค้าบนแพลตฟอร์ม

ปัจจัยหลักที่กระทบต่อรายได้ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซคือ การกลับมาแพร่ระบาดของโควิดในจีนที่ทำให้รัฐบาลสั่งล็อกดาวน์ในเมืองใหญ่ เช่น เซี่ยงไฮ้ และนำไปสู่เศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่ซบเซา

อย่างไรก็ตาม การประกาศผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในช่วงปลายเดือน พ.ค. และต้นเดือน มิ.ย. ทำให้การเติบโตเริ่มฟื้นตัว สอดคล้องกับที่ Daniel Zhang ซีอีโอของ Alibaba กล่าวว่า เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจต่างๆ ของบริษัทในเดือน มิ.ย.

สำหรับตลาดต่างประเทศ รายได้ของบริษัทลดลง 14% โดยมีสาเหตุหลักจากการปรับภาษีมูลค่าเพิ่มในกลุ่มประเทศ EU ซึ่งส่งผลต่อคำสั่งซื้อใน AliExpress ขณะที่ภูมิภาคอาเซียน Lazada มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น 10% และขาดทุนน้อยลง

ธุรกิจคลาวด์ที่คิดเป็นเพียง 9% ของรายได้โดยรวม แต่ถือเป็นส่วนสำคัญของการเติบโตและผลกำไรของบริษัทในอนาคต โดยในไตรมาสที่ผ่านมา ธุรกิจคลาวด์ทำรายได้ 17,680 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 10% จากปีที่แล้ว แต่ชะลอตัวจาก 12% ในไตรมาสเดือน มี.ค.

ธุรกิจคลาวด์ของบริษัทได้รับผลกระทบจากการสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ รวมถึงการปราบปรามอุตสาหกรรมต่างๆ ของรัฐบาลจีน เช่น การศึกษาออนไลน์ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Alibaba แต่บริษัทตั้งข้อสังเกตว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนการเติบโตของอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่อินเทอร์เน็ต อย่างบริการทางการเงิน บริการสาธารณะ และอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

Alibaba ยังต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เข้มงวด หลังรัฐบาลจีนปราบปรามภาคเทคโนโลยีในประเทศมานานกว่าปีครึ่ง อย่างไรก็ตาม แม้การเติบโตในไตรมาสนี้จะทรงตัว แต่วิเคราะห์คาดว่าการเติบโตของ Alibaba จะฟื้นตัวในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (30 ก.ค. – 5 ส.ค. 65)

FINNOMENA
สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (30 ก.ค. - 5 ส.ค. 65)

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 30 .. – 5 ส.ค. 2565 มีกองทุนไหนทำผลตอบแทนได้โดดเด่น และเป็นกองทุนยอดนิยมที่มีผู้ค้นหามากที่สุดบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน FINNOMENA บทความนี้จะขอพาผู้อ่านไปดูกันครับ

5 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดีประจำสัปดาห์ (30 ก.ค. – 5 ส.ค. 65)

สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (30 ก.ค. - 5 ส.ค. 65)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 5 ส.ค. 2565)

1. SCBCLEANA – กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Global Clean Energy (ชนิดสะสมมูลค่า)

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +18.48%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -13.00%

ซื้อกองทุน SCBCLEANA คลิก

2. TNEWENGY – กองทุนเปิด ทิสโก้ New Energy

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +17.24%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -20.45%

ซื้อกองทุน TNEWENGY คลิ

3. SCBUSAA – กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นยูเอส แอคทีฟ ชนิดสะสมมูลค่า

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +13.20%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -43.28%

ซื้อกองทุน SCBUSAA คลิก

ดูรายละเอียดกองทุนทั้ง 5 อันดับเพิ่มเติม: SCBCLEANA, TNEWENGY, SCBUSAA, PRINCIPAL GCLEAN-A, K-USA-A(D)

หมายเหตุ: ข้อมูลหน่วยราคากองทุน อัปเดตล่าสุด เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2565 ข้อมูลผลตอบแทนบางกองทุนในหน้าจัดอันดับกองทุน อาจมีการแสดงผลตอบแทนที่แตกต่างจากแต่ละหน้ากองทุน เนื่องจากการดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน (ซึ่งนับวันที่ในรอบสัปดาห์แตกต่างกัน)

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิกhttps://finno.me/cheat-sheet-update

10 อันดับกองทุนที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในรอบสัปดาห์บนแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ FINNOMENA (30 ก.ค. – 5 ส.ค. 65)

สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (30 ก.ค. - 5 ส.ค. 65)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 5 ส.ค. 2565)

1. PRINCIPAL VNEQ-A : กองทุนเปิดพรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ ชนิดสะสมมูลค่า

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +2.31%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -13.88%

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

ซื้อกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A คลิก

2. ONE-UGG-RA : กองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +5.06%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -36.26%

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-UGG-RA : กองทุนหุ้นเติบโตทั่วโลก คว้าโอกาสแห่งอนาคต

ซื้อกองทุน ONE-UGG-RA คลิก

2. TMBGQG : กองทุนเปิดทหารไทย Global Quality Growth

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +1.99%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -21.23%

ซื้อกองทุน TMBGQG คลิก

ดูรายละเอียดกองทุนยอดนิยมเพิ่มเติม : PRINCIPAL VNEQ-A, ONE-UGG-RA, TMBGQGK-VIETNAM, B-INNOTECH, P-CGREEN, SCBS&P500, TMBAGLF, KT-ENERGY, K-CHINA-A(A)

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิก: https://finno.me/cheat-sheet-update


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: เงินเฟ้อไทย (CPI) ก.ค. อยู่ที่ 7.61% ชะลอจากเดือนก่อน ลดลงครั้งแรกในรอบปี ใกล้จุดสูงสุดรอบ 13 ปี คาดเงินเฟ้อสิ้นปีที่ 6%

THE OPPORTUNITY
News Update: เงินเฟ้อไทย (CPI) ก.ค. อยู่ที่ 7.61% ชะลอจากเดือนก่อน ลดลงครั้งแรกในรอบปี ใกล้จุดสูงสุดรอบ 13 ปี คาดเงินเฟ้อสิ้นปีที่ 6%

กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขเงินเฟ้อไทย (CPI) เดือน ก.ค. อยู่ที่ 7.61% ชะลอตัวเป็นครั้งแรกในรอบปี แต่ใกล้จุดสูงสุดรอบ 13 ปี และคาดเงินเฟ้อสิ้นปีที่ระหว่าง 5.5% – 6.5 %

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคของไทย
เดือน ก.ค. 2565 เท่ากับ 107.41 ลดลง 0.16 % (MoM) เป็นการลดลงจากเดือนก่อนหน้าครั้งแรกในรอบปี 2565 และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 7.61 %(YoY) สำหรับเงินเฟ้อพื้นฐาน เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออกในเดือนนี้อยู่ที่ 2.99 % (YoY)

โดย​​ก่อนหน้านี้ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย (CPI) เงินเฟ้อเดือน มิ.ย. เท่ากับ 7.66% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในรอบ 13 ปี

สินค้ากลุ่มพลังงานยังเป็นสาเหตุหลักต่ออัตราเงินเฟ้อเดือน ก.ค. 2565 ซึ่งเป็นต้นทุนในทุกขั้นตอนการผลิตและโลจิสติกส์ของสินค้าและบริการ ประกอบกับอุปสงค์ในประเทศปรับตัวดีขึ้น จากการท่องเที่ยว การส่งออก และราคาสินค้าเกษตรสำคัญสูงขึ้น นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อในเดือนนี้เป็นผลของการคำนวณจากฐานดัชนีราคาผู้บริโภคของเดือน ก.ค. 2564 ที่ค่อนข้างต่ำจึงทำให้เงินเฟ้อขยายตัว

• กลุ่มพลังงาน มีอัตราการเติบโตของราคา 33.82 % (YoY) ส่งผลให้พลังงานมีสัดส่วนผลกระทบต่อเงินเฟ้อในเดือนนี้(Contribution to Percentage Change : CPC) 52.57 % แม้ว่าราคาน้ำมันเชื้อเพลิงบางชนิด (แก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซิน) ในเดือนนี้จะปรับลดลงเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา แต่ต้นทุนการผลิตและการขนส่งยังสูง เนื่องจากราคาก๊าซหุงต้ม ไฟฟ้า และน้ำมันดีเซล ยังคงอยู่ในระดับสูง

• กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มีอัตราการเติบโตของราคา 8.02 % (YoY) เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน อาทิไก่สด พริกสด ต้นหอม เครื่องประกอบอาหาร และอาหารสำเร็จรูป ราคาเปลี่ยนแปลงตามต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงาน ทั้ง ค่าไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม รวมถึงน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญของการขนส่ง ประกอบกับความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าอีกหลายรายการที่ราคาลดลง อาทิ ข้าวสารเจ้าข้าวสารเหนียว ผักและผลไม้บางชนิด (ถั่วฝักยาว มะนาว ขิง ผักคะน้า กล้วยน้ำว้า ฝรั่ง ลองกอง)

ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนนี้เทียบกับเดือนที่ผ่านมา ลดลงะ 0.16 % (MoM) เป็นการปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้าครั้งแรกในรอบปี 2565 สาเหตุสำคัญมาจากการลดลงของราคาแก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซิน กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำมันพืช และสิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาดบางชนิด (น้ำยารีดผ้า น้ำยาล้างห้องน้ำ) สำหรับค่าเฉลี่ย 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.)ปี 2565 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงขึ้น 5.89 % (AoA)

ดัชนีราคาผู้ผลิต เดือนกรกฎาคม 2565 สูงขึ้น 12.2 % (YoY) ปรับสูงขึ้นในทุกหมวดสินค้า ตามต้นทุนการผลิต ทั้งราคาพลังงานและวัตถุดิบ ต้นทุนการนำเข้าจากการอ่อนค่าของเงินบาท และความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น 6.3 % (YoY) เนื่องจากต้นทุนการผลิตปรับสูงขึ้นตามราคาวัตถุดิบ ราคาพลังงาน และเงินบาทอ่อนค่า ประกอบกับการใช้วัสดุก่อสร้างในโครงการก่อสร้างภาครัฐเป็นไปตามแผน

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม ปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ระดับ 45.5 จากระดับ 44.3 ในเดือนก่อนหน้า ปรับเพิ่มขึ้น
ทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันและใน 3 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้เป็นผลจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น
จากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การเปิดสถานบันเทิงทั่วประเทศและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับลดลง ขณะที่ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจไทย ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผันผวนและมาตรการของภาครัฐ เป็นปัจจัยลบต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2565 เป็นระหว่าง 5.5% – 6.5 % (ค่ากลางร้อยละ 6.0) ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ และการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของไทย

ที่มา: สำนักงานนโยบายแและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 05/08/2022 “จีนแสดงแสนยานุภาพซ้อมรบ ‘กระสุนจริง’ ยิงขีปนาวุธข้ามเกาะไต้หวัน” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 05/08/2022

“จีนแสดงแสนยานุภาพซ้อมรบ ‘กระสุนจริง’ ยิงขีปนาวุธข้ามเกาะไต้หวัน”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 32,726.82 จุด -85.68 จุด (-0.26%) S&P500 ปิดที่ 4,151.94 จุด -3.23 จุด (-0.08%)  Nasdaq  ปิดที่ 12,720.58 จุด +52.42 จุด (+0.41%)  Small Cap 2000 ปิดที่ 1,906.46 จุด -2.47 จุด (-0.13%) VIX index ปิดที่ 21.44 จุด (-0.51%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 3,754.6 จุด -22.06 จุด (-0.59%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 13,662.68 จุด +75.12 จุด (+0.55%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 6,513.39 จุด +41.33 จุด (+0.64%) 

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 27,932.13 จุด +190.3 จุด (+0.69%) ดัชนี CSI 300 ปิดที่ 4,101.53 จุด +34.56 จุด (+0.85%)  ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 20,174.05 จุด +406.95 จุด (+2.06%)  และ SET Index ปิดที่ 1,598.75 จุด +4.02 จุด (+0.25%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 5 ส.ค. 2565) ทองคำ 1,808.85 ดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 20.245 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 88.86 ดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 94.27 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 5 ส.ค. 2565) Bitcoin 23,088.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,656.32 ดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.068168 ดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 313.2 ดอลลาร์สหรัฐฯ

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่วันนี้ 2,253 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 34 ราย หายป่วยกลับบ้าน 2,483 ราย ผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค. 65 2,377,543 ราย หายป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค. 65  2,379,845 ราย

จีนแสดงแสนยานุภาพ ซ้อมรบ กระสุนจริง ในวันที่ 4 – 7 สิงหาคม รอบเกาะไต้หวัน ยิงขีปนาวุธตอบโต้เพโลซี เยือนไต้หวัน การซ้อมรบในครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่มีการยิงขีปนาวุธจากแผ่นดินใหญ่ ข้ามผ่านไต้หวัน ด้านเรือบรรทุกสินค้าเกือบครึ่งหนึ่งของโลกเดินทางผ่านช่องแคปไต้หวัน การซ้อมรบทำให้การส่งสินค้าทางเรือล่าช้าออกไป ด้านเศรษฐกิจจีนระงับการนำเข้าสินค้าสำคัญของไต้หวันได้แก่ ทรายธรรมชาติ ผลไม้และปลา

ธนาคารกลางอังกฤษขึ้นดอกเบี้ย 50 bps สู่ระดับ 1.75% แรงสุดรอบ 27 ปี เตือนเงินเฟ้อพุ่งสูงสุดภายในเดือน ต.ค. 13.3% ลากยาวอย่างต่อเนื่องอีก 1 ปี และคาดการณ์เงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่ระดับปกติที่ 2% ในปี 2025 ด้านเศรษฐกิจเสี่ยงเข้าสู่ Recession ในไตรมาส 4/2022 ลากยาวไปถึง 5 ไตรมาส

JPMorgan โชว์แบบจำลองมีโอกาสเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอยลดลงแรง แต่ในการจ้างงานยังไม่กระทบในเดือนกรกฎาคมจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 258,000 ตำแหน่ง คาดการณ์ภาวะว่างงานจะอยู่ที่ระดับ 3.6% แสดงถึงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีการจ้างงานที่แข็งแกร่ง ด้าน Michael Burry เตือนภาวะตลาด ไร้เหตุผลยังอยู่ จะมีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะปรับตัวลง

Alibaba ผลประกอบการดีเกินคาด แต่รายงานรายได้ทรงตัว ไม่เติบโตเป็นครั้งแรก รายได้อยู่ที่ $30,680 ล้าน หรือประมาณ 205,000 ล้านหยวน ใกล้กับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 203,000 ล้านหยวน กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 11.73 หยวน เนื่องจาก Alibaba ได้รับผลกระทบจากการล๊อคดาวน์ของจีน ธุรกิจ E commerce รายลดลง 1% ธุรกิจ Cloud ชะลอตัวลง

Toyota กำไรจากการดำเนินร่วง 42% profit tumbles กำไรอยู่ที่ 9.97 แสนล้านเยน เผชิญปัญหาต้นทุนพุ่ง ซัพพลายขาดแคลนจากการขาดแคลน semiconductor มีการปรับลดประมาณการณ์การผลิตลดลงไป 3 ครั้งในช่วงไตรมาสที่ผ่าน ต่ำกว่าเป้าหมายเดิม 10%

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 04/08/2022 “เเนนซี เพโลซี เดินทางต่อเกาหลีใต้ หลังเสร็จภารกิจเยือนไต้หวัน จีนไม่พอใจเริ่มซ้อมรบ-เเบนสินค้าไต้หวัน” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 04/08/2022

 

“เเนนซี เพโลซี เดินทางต่อเกาหลีใต้ หลังเสร็จภารกิจเยือนไต้หวัน จีนไม่พอใจเริ่มซ้อมรบ-เเบนสินค้าไต้หวัน”

 

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ  Dow Jones ปิดที่  32,812.5 จุด +416.33  จุด  (+1.29%) S&P 500 ปิดที่ 4,155.17 จุด +63.98  จุด (+1.56%) Nasdaq ปิดที่ 12,668.16 จุด +319.4  จุด (+2.59%) Small Cap 2000 ปิดที่ 1,908.93 จุด +26.48  จุด (+1.41%) VIX Index อยู่ที่ 21.95 จุด -1.98  จุด (-8.27%)

 

ตลาดหุ้นยุโรป  Euro Stoxx 50 ปิดที่  3,732.54 จุด +47.91  จุด  (+1.3%) Dax เยอรมัน ปิดที่  13,587.56 จุด +138.36  จุด  (+1.03%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่  6,472.06 จุด +62.26  จุด  (+0.97%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่  7,445.68 จุด +36.57  จุด  (+0.49%)

 

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่  27,741.9 จุด +147.17  จุด  (+0.53%) CSI 300 จีน ปิดที่  4,067.2  จุด -39.79 จุด  (-0.97%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่  19,767.09 จุด +77.88  จุด  (+0.4%) SET Index ไทย ปิดที่  1,594.73 จุด +5.57  จุด  (+0.35%) VN30 เวียดนาม ปิดที่  1,269.83 จุด +3.86  จุด  (+0.3%)

 

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 04 สิงหาคม 2565 ) ราคาทองคำ 1,784.45 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 19.997 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 91.33 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 97.47 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 04 สิงหาคม 2565 )  Bitcoin 23,164 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,648.39 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.06704 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 299.9 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

 

แนนซี เพโลซี เสร็จภารกิจเยือนไต้หวัน เดินทางต่อเกาหลีใต้ ด้านจีนไม่พอใจเริ่มซ้อมรบด้วยกระสุนจริงเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่ 3 ส.ค. โดยประกาศห้ามเรือและเครื่องบินพลเรือนเข้าพื้นที่ซ้อมรบ พร้อมแบนสินค้าไต้หวัน เช่น ส้ม ปลาบางชนิด และทราย

 

ธนาคารกลางอังกฤษ เตรียมขึ้นดอกเบี้ย 50 bps แรงสุดรอบ 27 ปี ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ร้อยละ 1.75  เพื่อรับมือเงินเฟ้อที่สูงขึ้น โดยเงินเฟ้อเดือนล่าสุดอยู่ที่ร้อยละ 9.40 ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายระยะยาวที่ร้อยละ 2 เงินเฟ้อที่สูงทำให้เกิดความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจถดถอย

 

OPEC+ ยอมเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีก 1 แสนบาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่ ก.ย. นี้ ยอมเพิ่มน้อยกว่าที่ตลาดคาดที่ 6 แสนบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีโอกาสน้อยที่จะปรับลดลง

 

Moderna ผลประกอบการไตรมาส 2 ดีเกินคาด รายได้อยู่ที่ $4.7 พันล้าน เติบโต 9% YoY มากกว่าที่ตลาดคาดที่ $4.1 พันล้าน กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ $5.24 มากกว่าที่ ตลาดคาดที่ $4.55 โดย Moderna ต้องตัดจำหน่ายวัคซีนหมดอายุมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์

 

KKP เตือนเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ ‘จักรวาลคู่ขนาน’ คาด GDP ไทยโต 3.3% ปีนี้ เฝ้าระวังความเสี่ยง การฟื้นตัวไม่ทั่วถึง เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยสูง ในระยะสั้น เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างหลายประการ ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโตช้าลงและมีความเสี่ยงที่จะมีความสามารถในการแข่งขันลดลง ในระยะยาว

FINNOMENA Best-In-Class: รู้จักโมเดลเบื้องหลัง คัดที่สุดของกองทุนในแต่ละหมวด

FINNOMENA Investment Team
Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองประจำเดือนสิงหาคม 2022: ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวแข็งแกร่ง

มารู้จักโมเดลการวิเคราะห์เบื้องหลังของ BIC ระบบการคัดเลือกกองทุนที่ดีที่สุดในแต่ละหมวดกัน!

การคัดเลือกและนำข้อมูล (Data) มาใช้

คัดกรอง Universe การลงทุนโดยเลือกกองทุนที่เป็นกองทุนเดียวกันแต่มีคลาสที่ต่างกันมาทดสอบเพียงคลาสเดียวซึ่งจะเลือกคลาสสะสมมูลค่า รวมถึงไม่นำกองทุนลดหย่อนภาษีเข้ามาคัดกรอง จากนั้นแบ่งกองทุนตาม AIMC Category และนำไปประยุกต์ด้วยการติดตามสัดส่วนสินทรัพย์ในกองทุนเพื่อแบ่งประเภทให้เจาะจงและเหมาะสมมากขึ้น ได้ประเภทออกมาดังนี้

  • BIC Global Technology – เลือกใช้ AIMC Broad Category เป็น Technology Equity จากนั้นกรองประเภทกองที่ FINNO Category เป็น Regional Tech ออก
  • BIC Global Healthcare  – เลือกใช้ AIMC Category เป็น Global Healthcare
  • BIC Asia ex Japan – เลือกใช้ AIMC Category เป็น Asia Pacific Ex Japan
  • BIC Property & REITs – เลือกใช้ AIMC Category เป็น Fund of Property fund -Thai and Foreign และ Fund of Property fund -Thai
  • BIC Thai Equity Large Cap – เลือกใช้ AIMC Category เป็น Thai Equity Large Cap

โมเดล Light Gradient Boosting Machine (LGBM)

โมเดล Light Gradient Boosting Machine (LGBM)

เป็นโมเดลทางคณิตศาสตร์ที่มีโครงสร้างเป็นแบบต้นไม้หลาย ๆ ต้น (trees) โดยต้นไม้เหล่านี้จะถูกสร้างขึ้นจากข้อมูลที่ใช้สอนโมเดล โดยโมเดลจะใช้ข้อมูลที่ทางทีมส่งให้โมเดลเรียนรู้ โดยในการสร้างต้นไม้แต่ละครั้ง จะมีขั้นตอนดังนี้

FINNOMENA Best-In-Class: รู้จักโมเดลเบื้องหลัง คัดที่สุดของกองทุนในแต่ละหมวด

  • โมเดลจะทำการค้นหาตัวแปรต้นที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าตัวแปรตามที่สนใจ (ในกรณีนี้คือผลตอบแทน 6 เดือนถัดไปของกองทุน) โดยการเปรียบเทียบความสามารถในการแบ่งกลุ่มค่าผลลัพธ์ของตัวแปรตาม ตามค่าตัวแปรต้นที่เปลี่ยนแปลงไป จากนั้นจะทำการสร้างเงื่อนไขว่า ถ้าหากตัวแปรต้นดังกล่าวมีค่าอยู่ในช่วงแต่ละช่วง ค่าตัวแปรตามควรจะมีค่าเท่าไหร่ โดยใช้ค่าเฉลี่ยของตัวแปรตามที่ถูกจัดกลุ่มอยู่ในกลุ่มเดียวกัน 
  • จากนั้นโมเดลจะตรวจสอบว่าการแบ่งกลุ่มดังกล่าวสามารถแยกค่าตัวแปรตามที่มีค่าแตกต่างกันออกจากกัน และจับกลุ่มค่าตัวแปรตามที่มีค่าใกล้เคียงกันไว้ด้วยกัน ดีกว่าการไม่แบ่งกลุ่มหรือไม่ ซึ่งถ้าหากไม่ ก็จะไม่ทำการแบ่งกลุ่มนั้น
  • เมื่อได้ตัวแปรต้นที่ใช้ในการแบ่งกลุ่มแล้ว โมเดลจะเริ่มวาดต้นไม้โดยใช้ตัวแปรต้นดังกล่าวแตกกิ่งค่าความเป็นไปได้ของตัวแปรตามออกมา 
  • จากนั้นโมเดลจะทำซ้ำสามขั้นตอนดังกล่าว กับตัวแปรต้นอื่น ๆ ที่ยังไม่ถูกเลือก จนได้ต้นไม้ที่ประกอบด้วยกิ่งจำนวนมาก ซึ่งมีความละเอียดในการทำนายค่าตัวแปรตามที่เพียงพอ

โมเดลจะทำการสร้างต้นไม้ด้วยวิธีดังกล่าวหลาย ๆ ต้น ซึ่งในการสร้างต้นไม้แต่ละต้น จะมีการสุ่มเลือกตัวแปรต้น และชุดข้อมูล ทำให้การสร้างแต่ละครั้ง ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน จากนั้นใช้ค่าเฉลี่ยของการทำนายจากต้นไม้หลาย ๆ ต้น เป็นค่าทำนายตัวแปรตามสุดท้าย

ในกรณีของการจัดพอร์ต BIC โมเดลจะทำการพิจารณาสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต โดยใช้ข้อมูล NAV ในอดีตตั้งแต่ปี 2018 จนถึง 2021 นำมาสร้างเป็นค่าสถิติต่าง ๆ เช่น แนวโน้มการเคลื่อนไหวของ NAV ของกองทุน (ในรูปแบบของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่: moving average) หรือความผันผวนของ NAV (ในรูปแบบส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน: standard deviation) จากนั้นพิจารณาการเคลื่อนไหวของ NAV ในอดีต กับผลตอบแทนใน 6 เดือนถัดไป (ในรูปแบบการเปรียบเทียบ NAV ใน 6 เดือนถัดไปกับ NAV ในปัจจุบัน) เพื่อหาความสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหวของ NAV ด้วยการสร้างต้นไม้ด้วยวิธีข้างต้น และเมื่อได้โมเดลสุดท้าย ก็จะนำมาทำนายผลตอบแทนของกองทุนในช่วง 6 เดือนในอนาคต จากนั้นทำการจัดอันดับกองทุนตามผลตอบแทนที่ทำนายได้ แยกตามแต่ละประเภทกองทุน และทำการคัดเลือกกองที่มีผลตอบแทนคาดหวังดีที่สุดมาประเภทละ 3 กองทุน และจัดเป็นพอร์ต BIC ต่อไป

การจัดสัดส่วนพอร์ต Best-in-Class

หลังจากได้กองที่ต้องการจากการ run โมเดลออกมาแล้ว จะทำการตัดกองที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันออก เช่น กองที่มีกอง master fund เดียวกัน เป็นต้น หลังจากนั้นจะกำหนดสัดส่วนการลงทุนตามลำดับกองทุนที่โมเดลให้มา โดยกองทุนที่โมเดลเลือกมาเป็นอันดับ 1 จะให้สัดส่วนการลงทุนที่ 40% ส่วนลำดับ 2 และ 3 ให้สัดส่วนการลงทุนที่กองละ 30%

ขอบเขตและข้อจำกัดของโมเดล

  • การทำนายผลของโมเดลอาจคลาดเคลื่อนกับสภาวะของตลาดในอนาคตได้
  • การเรียนรู้ของโมเดลครอบคลุมช่วงระยะเวลา 4 ปีย้อนหลัง อาจไม่ครอบคลุมกับเหตุการณ์ที่จะเกิดในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญได้
  • ผลการทำนายอยู่บนช่วงระยะเวลา 6 เดือนหลังจากประกาศเท่านั้น และจะมีการปรับทุก 6 เดือน

ดูข้อมูลเกี่ยวกับ Best-in-Class (BIC) เพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/bic/

หากนักลงทุนสนใจลงทุนในพอร์ต Best-in-Class (BIC) สามารถสร้างแผนการลงทุนได้ตามช่องทางดังนี้

BIC Property Fund & REITs: https://www.finnomena.com/bic-property-create/
BIC Thai Equity Large-Cap: https://www.finnomena.com/bic-thai-eq-create/
BIC Global Healthcare: https://www.finnomena.com/bic-healthcare-create/
BIC Global Technology: https://www.finnomena.com/bic-tech-create/
BIC Asia ex-Japan: https://www.finnomena.com/bic-asia-ex-jap-create/

สำหรับผู้ที่ต้องการทราบเบื้องลึกเบื้องหลังของระบบ Best-in-Class แบบละเอียด สามารถอ่านได้ที่ https://www.finnomena.com/bic-whitepaper

FINNOMENA Investment Team


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน I กองทุนกลุ่มนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมต่าง ๆ  ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองประจำเดือนสิงหาคม 2022: ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวแข็งแกร่ง

บลจ.กรุงศรี
Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองประจำเดือนสิงหาคม 2022: ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวแข็งแกร่ง

มุมมองตลาดปัจจุบัน

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา กองทุนที่เน้นลงทุนในตลาดของประเทศที่พัฒนาแล้วฟื้นตัวแข็งแกร่ง เนื่องจากนักลงทุนลดความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังราคาน้ำมันปรับตัวลดลงแรงอันเนื่องมาจากความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมในเดือน ก.ค. ซึ่งช่วยความกังวลของตลาดที่คาดว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย 1.00% นอกจากนี้ เฟดส่งสัญญาณว่าอาจขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.50% ในการประชุมครั้งถัดไป เนื่องจากมองว่าเงินเฟ้ออาจผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ในขณะที่การขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ในเดือน ก.ค. จะส่งผลให้ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับดอกเบี้ยคาดการณ์ในระยะยาว

ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวแข็งแกร่งตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ก.ค. หลังประธานเฟดส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต พร้อมทั้งปรับลดมุมมองเงินเฟ้อ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยังได้แรงหนุนจากรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/65 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐที่ออกมาดีกว่าที่คาด และตัวเลขการจ้างงานและยอดค้าปลีกของสหรัฐออกมาดีกว่าที่คาด สะท้อนว่าการใช้จ่ายของบริโภคสหรัฐยังคงสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ ในขณะที่ตลาดหุ้นจีนมีแรงขายทำกำไร และมีแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน อย่างไรก็ดี นักลงทุนสถาบันหลายแห่งทั่วโลกมองว่าเศรษฐกิจจีนได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

ในส่วนของตราสารหนี้ ผู้จัดการกองทุนยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว ถึงแม้มีความเสี่ยงจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดก็ตาม เนื่องจากตลาดได้ตอบรับการขึ้นดอกเบี้ยไปมากแล้ว และการส่งสัญญาณลดความเร็วในการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะส่งผลดีต่อราคาตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว ในขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นมีความน่าสนใจในแง่ของความปลอดภัยและโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในอนาคต

พอร์ตการลงทุน

Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองประจำเดือนมิถุนายน 2022: เงินเฟ้ออาจผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว

ที่มา: เอกสารอัปเดตพอร์ต Krungsri The Masterpiece วันที่: 27 กรกฎาคม 2022

Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองประจำเดือนมิถุนายน 2022: เงินเฟ้ออาจผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว

ที่มา: เอกสารอัปเดตพอร์ต Krungsri The Masterpiece วันที่: 27 กรกฎาคม 2022

กองทุนแนะนำสำหรับการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์/ภูมิภาค

กองทุนตราสารหนี้ในประเทศ

KFAFIX-A:

  • กองทุนกลุ่มตราสารหนี้ระยะกลาง – ยาว ยังคงจะเผชิญกับความผันผวนในระดับสูงมากต่อไป จากทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่อาจจะเริ่มปรับขึ้นได้ในเดือนสิงหาคมนี้ ภายหลังความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นสูงกว่าคาด อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นน่าจะเป็นในรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป และอาจจะไม่เท่ากับดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ที่ยังคงเร่งการปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับ 50-70 bps ในการประชุมในเดือน ก.ค.นี้ ภายหลังจากที่ขึ้น  75 bps ในเดือน มิ.ย ที่ผ่านมา สำหรับตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนไทยมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนจองกองทุนกลุ่มนี้ได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับเงินลงทุนระยะยาวที่ไม่ต้องการสภาพคล่องในระยะสั้น อาทิเช่น กองทุน KFAFIX-A ขั้นต่ำ 1 ปีขึ้นไป โดยปัจจุบันกรอบ Duration เฉลี่ยของกองทุน KFAFIX-A = 2-3 ปี

กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ

KF-SINCOME/ KF-CSINCOM:

  • กองทุนลดอายุเฉลี่ยลงเล็กน้อย โดยให้น้ำหนักตราสารหนี้ระยะยาวของสหรัฐฯ น้อยลง จากยีลด์ตราสารหนี้ระยะสั้นและระยะกลางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเร็วกว่าตราสารหนี้ระยะยาว กองทุนยังคงสถานะชอร์ตบนตราสารหนี้ในอังกฤษและญี่ปุ่นเพื่อลดผลกระทบจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อาจปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

กองทุนตราสารทุนในประเทศ

KFDYNAMIC

  • กองทุนที่เน้นการเฟ้นหาหุ้นที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละภาวะตลาด มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนดีในระยะกลางถึงยาว ตามผลการดำเนินของบริษัทฯที่กองทุนคัดเลือกลงทุน

กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ Developed Market Equity

KFGBRAND-A/KFGBRAND-D:

  • ภาพตลาดโดยรวมยังคงมีความผันผวน จึงยังแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน โดยปกติกองทุนจะมีความผันผวนน้อยกว่าตลาด เนื่องจากกองทุนมีการลงทุนในหุ้นที่มีคุณภาพสูง รายได้และกำไรเติบโตสม่ำเสมอ

KF-EUROPE/ KFHEUROP-A:

  • ตลาดยุโรปยังคงมีทิศทางผันผวน โดย ธนาคารกลางยุโรปเตรียมขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อชะลออัตราเงินเฟ้อ ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้หากธนาคารกลางยุโรป เมื่อมีการเคลื่อนอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบางโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง เช่นอิตาลี เป็นต้น

KFACHINA-A :

  • ตลาดจีนทยอยฟื้นตัว โดยรัฐบาลจีนเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ นอกจากนี้นโยบายเรื่องการควบคุมในอุตสาหกรรมต่างๆมีความชัดเจนมากขึ้น ทำให้นักลงทุนกลับมาให้ความสนใจในตลาดจีนอีกครั้ง อย่างไรก็ดีการฟื้นตัวของตลาดยังมีความผันผวน โดยยังต้องระวังตัวเลขผู้ติดเชื้อ Covid-19 ที่เพิ่มขึ้นอีกครั้ง ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลต้องกลับมาใช้มาตรการควบคุมที่เข้มงวดขึ้น

KFHHCARE :

  • Healthcare เป็นอุตสาหกรรมที่มีลักษณะเชิงรับ หรือมีความ มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ราคามีความน่าสนใจ ขณะที่ ระดับกำไรเติบโตได้สม่ำเสมอและต่อเนื่อง

KF-HUSINDX :

  • กองทุนลงทุนในกองทุนต่างประเทศ iShares Core S&P 500 ETF โดยเน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี S&P 500 Index เพื่อมุ่งหวังผลตอบแทนของกองทุน

Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองประจำเดือนมิถุนายน 2022: เงินเฟ้ออาจผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว

ที่มา: เอกสารอัปเดตพอร์ต Krungsri The Masterpiece วันที่: 29 มิถุนายน 2022

หมายเหตุ:

  • กองทุน KFGBRAND-A, KFGBRAND-D, KF-EUROPE, KFACHINA-A ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • กองทุน KF-SINCOME, KF-CSINCOM, KFAINCOM-A, KFAINCOM-R, KF-HUSINDX, และ KF-HEUROPE ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน

คำเตือน  ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน อาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน  ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้   กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน อาจมีต้นทุนสำหรับการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว โดยทำให้ผลตอบแทนของกองทุนโดยรวมลดลงเล็กน้อยจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น   กองทุนอาจลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้  (non-investment grade) หรือไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (unrated bond) ผู้ลงทุนจึงอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการไม่ได้รับชำระคืนเงินต้น และดอกเบี้ย  เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่น่าเชื่อถือได้ ณ วันที่แสดงข้อมูลแต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้องความน่าเชื่อถือ และความสมบูรณ์ของข้อมูลทั้งหมด โดยบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงข้อมูลทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด โทร  0 2657 5757

News Update: TSMC เตือนสงครามจีน-ไต้หวัน ทำโรงงานผลิตชิปไม่ได้ สร้างผลกระทบทั้งโลก ย้ำ “สงครามไม่มีผู้ชนะ ทุกคนจะพ่ายแพ้”

THE OPPORTUNITY
News Update: TSMC เตือนสงครามจีน-ไต้หวัน ทำโรงงานผลิตชิปไม่ได้ สร้างผลกระทบทั้งโลก ย้ำ “สงครามไม่มีผู้ชนะ ทุกคนจะพ่ายแพ้”

Mark Liu ซีอีโอของ TSMC เตือน หากจีนบุกไต้หวันจริง โรงงานผลิตชิปของบริษัทที่ล้ำหน้าที่สุดในโลกจะไม่สามารถดำเนินการได้ และสงครามไต้หวัน-จีนจะทำให้ทุกคนพ่ายแพ้

ซีอีโอของ TSMC กล่าวว่า ถ้ามีการใช้กำลังทหารหรือการบุกรุกไต้หวัน โรงงานของ TSMC จะไม่สามารถใช้งานได้ เพราะโรงงานมีความซับซ้อนเชื่อมต่อเรียลไทม์กับโลกภายนอกทั้งยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ตั้งแต่วัสดุ สารเคมี ชิ้นส่วนอะไหล่ ซอฟต์แวร์วิศวกรรม ไปจนถึงการวินิจฉัย

อย่างที้รู้กันว่า TSMC เป็นบริษัทผู้ผลิตชิปที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก โดยเป็นผู้ผลิตชิปให้ Apple ทั้ง A-series และ M-series รวมถึงครองส่วนแบ่งการตลาดของโรงหล่อเซมิคอนดักเตอร์มากกว่า 50% ทั่วโลก

ความกังวลดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง ‘แนนซี เพโลซี’ ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ เยือนเกาะไต้หวัน ซึ่งทำให้ความตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวันทวีความรุนแรงขึ้น

“สงครามไม่มีผู้ชนะ ทุกคนจะพ่ายแพ้” Mark Liu กล่าว

Mark Liu ยังได้เปรียบเทียบความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในไต้หวันกับการรุกรานยูเครนของรัสเซีย โดยมองว่าทั้ง 2 กรณี แม้จะแตกต่างกันมาก แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นต่อประเทศอื่นนั้นคล้ายกัน และเขาสนับสนุนให้ผู้นำทางการเมืองพยายามหลีกเลี่ยงสงคราม

การเยือนไต้หวันของเพโลซีส่งผลให้เมื่อวานนี้ (2 ส.ค.) หุ้นบริษัทเซมิคอนดักเตอร์โดนแรงเทขายทั่วโลก โดยหุ้น TSMC ร่วงลงมา 2.4% ก่อนจะปรับตัวขึ้นมาแล้ว 1.12% ในวันนี้ (3 ส.ค.)

ความกังวลยังกระทบหุ้นบริษัทผู้ผลิตชิปในยุโรปด้วย โดยหุ้นของ Infineon ของเยอรมนี ลดลง 2.3% และหุ้น ASML รวมถึง ASMI และ BESI ของเนเธอร์แลนด์ต่างปิดลบที่ประมาณ 3% – 4%

อ้างอิง:

https://www.cnbc.com/2022/08/02/apple-chipmaker-tsmc-warns-taiwan-china-war-would-make-everybody-losers.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 03/08/2022 “จีนซ้อมรบ 4-6 ส.ค. ตอบโต้สหรัฐฯ ประกาศเเบนสินค้าไต้หวัน หลังประธานสภาฯ เเนนซี เพโลซี เยือนไทเป” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 03/08/2022

 

“จีนซ้อมรบ 4-6 ส.ค. ตอบโต้สหรัฐฯ ประกาศเเบนสินค้าไต้หวัน หลังประธานสภาฯ เเนนซี เพโลซี เยือนไทเป”

 

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ  Dow Jones ปิดที่  32,396.17 จุด -402.23  จุด  (-1.23%) S&P 500 ปิดที่ 4,091.19 จุด -27.44  จุด (-0.67%) Nasdaq ปิดที่ 12,348.76 จุด -20.22  จุด (-0.16%) Small Cap 2000 ปิดที่ 1,886.66 จุด +3.35  จุด (+0.18%) VIX Index อยู่ที่ 23.93 จุด +1.09  จุด (+4.77%)

 

ตลาดหุ้นยุโรป  Euro Stoxx 50 ปิดที่  3,684.63 จุด -21.99  จุด  (-0.59%) Dax เยอรมัน ปิดที่  13,449.2 จุด -30.43  จุด  (-0.23%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่  6,409.8 จุด -27.06  จุด  (-0.42%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่  7,409.11 จุด -4.31  จุด  (-0.06%)

 

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่  27,594.73 จุด -398.62  จุด  (-1.42%) CSI 300 จีน ปิดที่  4,106.99  จุด -81.69 จุด  (-1.95%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่  19,689.21 จุด -476.63  จุด  (-2.36%) SET Index ไทย ปิดที่  1,589.16 จุด -4.08  จุด  (-0.26%) VN30 เวียดนาม ปิดที่  1,265.97 จุด +9.72  จุด  (+0.77%)

 

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 03 สิงหาคม 2565 ) ราคาทองคำ 1,779.6 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 19.872 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 94.42 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 100.51 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 03 สิงหาคม 2565 )  Bitcoin 22,811 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,615.06 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.06606 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 281.8 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

 

จีนประณามสหรัฐฯ ประกาศงดซื้อสินค้าไต้หวัน – พร้อมซ้อมรบ 3-5 ส.ค. หลังประธานสภาฯ แนนซี เพโลซี เยือนไต้หวัน ในคืนวันอังคารที่ผ่านมา ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัฐบาลกรุงวอชิงตันกับปักกิ่ง พร้อมพบหารือกับประธานาธิบดีไต้หวัน ไช่ อิง-เหวิน ในวันพุธนี้

 

TSMC เตือน สงครามจีน-ไต้หวัน จะสร้างผลกระทบไปทั้งโลก “ทุกคนจะเป็นผู้แพ้” เนื่องจาก หากเกิดเหตุการณ์จีนบุกไต้หวันจะทำให้โรงงานผลิตชิปของ TSMC ไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ โดย TSMC บริษัทเดียวครองส่วนแบ่งเกินกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดโลก ด้านราคาหุ้นเซมิคอนดักเตอร์โดนแรงเทขยายท่ามกลางความตึงเครียดเรื่องไต้หวัน

 

Alibaba และ Tencent อาจเผชิญภาวะรายได้หดตัวครั้งแรก ในไตรมาส 2 นี้ เนื่องจากจีนต้องเผชิญกับการล็อกดาวน์ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ท่ามกลางกระเเสการลาออกของ เเจ็ค หม่า 

 

Michael Saylor แห่ง MicroStrategy ลงจากตำแหน่ง CEO หลังทำบริษัทสูญเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ จากราคา Bitcoin ที่ปรับตัวลดลง 59% ในไตรมาส 2 โดยรายได้ปรับตัวลดลงอยู่ที่ $122 ล้าน น้อยกว่าที่ตลาดเล็กน้อยที่ $123 ล้าน

 

Airbnb ยอดจองที่พักทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์  สะท้อนท่องเที่ยวฟื้น รายได้ไตรมาส 2 อยู่ที่ $2.10 พันล้าน เพิ่มขึ้น 58% YoY โดยใกล้เคียงที่ตลาดคาด กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ $0.56 มากกว่าที่ตลาดคาดที่ $0.43 แต่หุ้นร่วงจากความกังวลการเติบโตในอนาคต 

 

Starbucks ยอดขายโตเกินคาด คอกาแฟไม่ลดกำลังซื้อ แม้เผชิญเงินเฟ้อ โดยยอดขายในหลายประเทศเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกา ถึงเเม้ยอดขายในจีนจะปรับตัวลดลงจากการล็อกดาวน์ โดย same-store sales ของจีนลดลง 44% ด้านรายได้รวมอยู่ที่ $8.15 พันล้าน มากกว่าที่ตลาดคาด $8.11 พันล้าน กำไรต่อหุ้น $0.84 มากกว่าที่คาด $0.75 

 

หุ้น Uber พุ่ง 19% แม้งบขาดทุนหนัก โดยรายงานขาดทุนอยู่ที่ $2.6 พันล้าน ขาดทุนต่อหุ้นอยู่ที่ $1.33 แต่เห็นความหวังคนขับ-ผู้โดยสาร เพิ่มมากขึ้น โดยยอดขนส่งผู้โดยสารเพิ่มขึ้น  57% YoY ยอดขนส่งอาหารเพิ่มขึ้น 12% YoY ด้าน AMD งบดีเกินคาด แต่หุ้นร่วงจากแนวโน้มไตรมาส 3 น่ากังวล

 

Barclays เปิดผลการศึกษา 290 กองทุน ช่วงปี 2019 – 2022 พบกองทุนค่าธรรมเนียมแพง มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า เนื่องจาก บริษัทชื่อดังที่มีทั้งทีมผู้จัดการกองทุนหลายคน ภาพลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแกร่ง ความสามารถในการจ้างคนเก่ง การเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้มากกว่า และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นคือต้นทุนในการบริหารจัดการ โดยพบว่านักลงทุนยอมจ่าย หากผลตอบแทนดีจริง

 

Tactical call

จุดเด่นเวียดนาม คือ คาดการณ์ GDP ยังดีกว่าค่าเฉลี่ย EPS เริ่มเห็นการปรับเพิ่มประมาณการ รวมถึงไม่เจอเงินเฟ้อแรงเหมือนประเทศอื่น ตัวเลขการปล่อยกู้ของธนาคารในเวียดนามยังเพิ่มขึ้น ยอดขายอาหารและเครื่องดื่มยังเติบโตสูง

 

หนี้รวมของเวียดนามลดลง แม้หนี้ต่างประเทศยังเพิ่ม รัฐบาลยังมีความสามารถในการชำระหนี้ได้

 

ราคาหุ้นเวียดนามตั้งแต่ต้นปีลดลง -18% แรงที่สุดตั้งแต่ปี 2008 ขณะที่ valuation ยังน่าสนใจทั้งระยะสั้นและยาว

 

กองทุนแนะนำ คือ PRINCIPAL VNEQ-A โดยดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ FINNOMENA

News Update: จีนซ้อมรบ 4-6 ส.ค. ตอบโต้สหรัฐฯ ประกาศแบนสินค้าไต้หวัน หลังประธานสภาฯ แนนซี เพโลซี เยือนไทเป

THE OPPORTUNITY
News Update: จีนซ้อมรบ 4-6 ส.ค. ตอบโต้สหรัฐฯ ประกาศแบนสินค้าไต้หวัน หลังประธานสภาฯ แนนซี เพโลซี เยือนไทเป

รัฐบาลจีนประณามสหรัฐฯ เตรียมซ้อมรบตอบโต้ พร้อมประกาศแบนสินค้าไต้หวัน หลัง ‘แนนซี เพโลซี’ เยือนไทเป ด้านรัสเซียสนับสนุนจีน พร้อมกล่าวหาว่าอเมริกาจงใจยั่วยุ

กองทัพปลดปล่อยประชาชนของจีนจะเริ่มการซ้อมรบด้วยกระสุนจริงเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่ 4-6 ส.ค. โดยประกาศห้ามเรือและเครื่องบินพลเรือนเข้าพื้นที่ซ้อมรบ

นอกจากนี้ จีนยังประกาศระงับการนำเข้าขนมปังประเภทบิสกิตและเพสตรีจากผู้ส่งออกของไต้หวัน 35 ราย ตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค. ก่อนการเดินทางมาถึงไทเปของนางเพโลซี ซึ่งขนมเหล่านี้เป็นสินค้าส่งออกสำคัญจากไต้หวันไปจีนและฮ่องกง

การโต้ตอบของจีนมีขึ้นหลัง ส.ส. ‘แนนซี เพโลซี’ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เดินทางถึงกรุงไทเปในวันอังคาร (2 ส.ค.) โดยแหล่งข่าวใกล้ชิดระบุว่า เพโลซีจะหารือกับปธน.ไต้หวัน ไช่ อิง-เหวิน ในวันพุธนี้ (3 ส.ค.) และยังมีกำหนดพบปะกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวของไต้หวันผู้วิจารณ์จีนอย่างรุนแรงเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย

โดยเมื่อคืนวันอังคารตามเวลาไต้หวัน อาคาร ไทเป 101 ซึ่งเป็นตึกสูงที่สุดของไต้หวัน ฉายข้อควายินดีต้อนรับประธานสภาฯ ส.ส.เพโลซี สู่ไต้หวันอีกด้วย

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนเรียกการเยือนครั้งนี้ของเพโลซีว่าเป็น “การละเมิดหลักการจีนเดียวอย่างร้ายแรง” และยังเป็นการล่วงละเมิดอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของจีนอย่างรุนแรง ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงความสัมพันธ์ของจีน และสหรัฐฯ

ขณะที่รัสเซียออกมาสนับสนุนจีนแผ่นดินใหญ่ โดยโฆษกของรัฐบาล ‘ดมิทรี เพสคอฟ’ กล่าวว่า ทุกอย่างเกี่ยวกับการเยือนเอเชียและไต้หวันครั้งนี้ คือการจงใจยั่วยุ และจะยิ่งทำให้สหรัฐฯ เข้าสู่การเผชิญหน้ากับจีนมากยิ่งขึ้น

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

แจกสไลด์ รายการ THE OPPORTUNITY – “Tactical Call: เจาะลึกเวียดนาม และพลังงานสะอาดจีน จังหวะลงทุนธีมแกร่งข้าม Cycle”

FINNOMENA

 

รับชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่ >>> https://youtu.be/YBglBP_usE0

ถดถอยแท้ไม่มีคำปลอบใจ โพยรวมสินทรัพย์รับมือเศรษฐกิจถดถอย

Mr. Serotonin
ถดถอยแท้ไม่มีคำปลอบใจ ;-; โพยรวมสินทรัพย์รับมือเศรษฐกิจถดถอย

เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยแน่แท้ไม่มีคำปลอบใจ หลัง GDP สหรัฐฯ ติดลบสองไตรมาสติดกัน

ช่วงนี้เราควรรับมืออย่างไร ลงกองทุนอะไรรับมือดี? ติดตามได้ผ่านบทความนี้เลย

ถดถอยแท้ไม่มีคำปลอบใจ ;-; โพยรวมสินทรัพย์รับมือเศรษฐกิจถดถอย

วิชา 101: How-to รับมือเศรษฐกิจถดถอย?

1. ลงทุนหุ้นเชิงรับต่าง ๆ

ลงทุนในหุ้นแข็งแกร่งหนี้น้อยงบดุลสวย มีกระแสเงินสดเรื่อย ๆ เหมือนน้ำไหลเย็น เจ๊งยาก ลงทุนในหุ้นกลุ่มสินค้าจำเป็น เช่น ข้าวสาร อาหารแห้งจิปาถะ เพราะ ยังไงคนก็ต้องกินข้าวกันอยู่ดี หรือจะเป็นหุ้นเกี่ยวกับการแพทย์ก็ได้เช่นกัน เพราะ ถดถอยยังไงไม่สบายก็ต้องไปหาหมอ

เหตุผลข้างต้นทำให้บ. เหล่านี้รายได้มีความผันผวนน้อยกว่าหุ้นกลุ่มอื่น ๆ เช่น โภคภัณฑ์ หุ้นเทคโนโลยีสตอรี่น่าสนใจแต่กำไรยังไม่มี 

2. ลงทุนในตราสารหนี้รับมือความผันผวน

ตราสารหนี้เกรดลงทุนและพันธบัตรรัฐบาล หลีกเลี่ยงการลงทุนในตราสารหนี้ผลตอบแทนสูงและโภคภัณฑ์ เพราะถดถอยที Demand สินค้าหดตัว ลากของพวกนี้ลงตาม ๆ กันไปด้วย

3. สังเกต Inverted Yield Curve

Inverted yield curve หรือการกลับหัวของผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้นและระยะยาว เป็นอีกหนึ่งสัญญาณล่วงหน้าที่ใช้บอกการเกิดเศรษฐกิจถดถอยได้ดี ซึ่งช่วงก่อนหน้าที่ตลาดหุ้นถล่มทลายก็มีสัญญาณมาบ้างสั้น ๆ

4. มองวิกฤตเป็นโอกาส ลงทุนรับการฟื้นตัว

ในช่วงที่ทุกคนกำลังตกใจ การหาจังหวะลงทุนในหุ้นขนาดเล็กและหุ้นเติบโตเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะ ตลาดอาจให้มูลค่าหุ้นบางตัวผิดพลาด เป็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนพอร์ตให้สูงอย่างคาดไม่ถึง หรือที่เรียกกันว่าแบบบ้าน ๆ ว่า “หุ้นเด้ง”

5. มองยาว ๆ บริหารความเสี่ยงให้ดียิ่งขึ้น

ช่วงที่ผ่านมาใครอัด margin หรือใช้ leverage เยอะไปหน่อย จนพอร์ตแตกหรือผันผวนมาก ๆ ตอนนี้อาจเป็นเวลาที่ดีในการจดบันทึกเรียนรู้จากข้อผิดพลาดบริหารความเสี่ยงให้ดีขึ้น (ผมเองก็เคยพอร์ตแตกมาเหมือนกัน หากคุณเป็นเช่นนั้น เราคือพวกกันครับ นักรบต้องมีบาดแผล T^T) หรือจะเลือกกระจายการลงทุนมาในกองทุนรวมก็ได้เช่นกันนะตามแนวที่ชอบและสะดวกได้เลย!

ใด ๆ ก็แล้วแต่ตลาดหุ้นมักฟื้นตัวไวกว่าเศรษฐกิจเสมอ ดังนั้นมีกองทุนหุ้นติดพอร์ตไว้บ้างก็ดีนะครับจะได้ไม่ขายหมู

ด้วยความหวังดีและขอให้ทุกคนโชคดีครับ

Mr. Serotonin

หากใครอยากได้คำแนะนำจัดพอร์ตโดยผู้แนะนำการลงทุนที่มีหรือวางแผนลงทุนกองภาษีลองกรอกรายละเอียดที่ลิ้งก์ด้านล่างได้เลยครับ

รับบริการผู้แนะนำการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น

👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service

รับบริการผู้แนะนำการลงทุนกองภาษีส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนกองภาษี 200,000 บาทขึ้นไป

👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/taxplanner-services

References

https://www.bea.gov/data/gdp/gross-domestic-product

https://www.investopedia.com/articles/08/recession.asp

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงและควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย

ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด มหาชน หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: กองทุนค่าธรรมเนียมแพง มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า Barclays เปิดผลการศึกษา 290 กองทุน พบนักลงทุนยอมจ่าย หากผลตอบแทนดีจริง

THE OPPORTUNITY
News Update: กองทุนค่าธรรมเนียมแพง มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า Barclays เปิดผลการศึกษา 290 กองทุน พบนักลงทุนยอมจ่าย หากผลตอบแทนดีจริง

Barclays เปิดผลการศึกษาระบุว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่เก็บค่าธรรมเนียมสูง ซึ่งมักเป็นบริษัทชื่อดังในอุตสาหกรรม มักมีแนวโน้มทำผลตอบแทนได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่เก็บค่าธรรมเนียมถูกกว่าเมื่อเวลาผ่านไป

Barclays ศึกษาค่าธรรมเนียมและผลตอบแทนสูงสุดจากทั้งหมด 290 กองทุน ช่วงปี 2019 – 2022

ผลที่ออกมาอาจเป็นการลบคำสบประมาทกองทุนค่าธรรมเนียมแพงที่ถูกวิจารณ์มาตลอด

ผลการศึกษาพบว่า กองทุนที่ดูแลโดยผู้จัดการกองทุนหลายคนที่เก็บค่าธรรมเนียมเต็มรูปแบบทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ค่าตอบแทนของผู้จัดกองทุน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ สามารถสร้างผลตอบแทนสุทธิและอัลฟ่า (ผลตอบแทนที่เกินกว่าดัชนีชี้วัด) ได้มากกว่าคู่แข่งที่เก็บค่าธรรมเนียมบางส่วนหรือไม่เก็บเลย

Roark Stahler จาก Barclays อธิบายว่า บริษัทชื่อดังมีทั้งทีมผู้จัดการกองทุนหลายคน ภาพลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแกร่ง ความสามารถในการจ้างคนเก่ง การเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้มากกว่า และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นคือต้นทุน

ต้นทุนเหล่านั้นได้ถูกส่งต่อไปเป็นค่าใช้จ่ายของนักลงทุน นอกจากจะเป็นประโยชน์สำหรับบริษัทแล้ว นี่ยังแสดงให้เห็นว่านักลงทุนยินดีที่จะจ่ายเพราะพวกเขาคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าหลังหักค่าธรรมเนียมแล้ว

นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่ากองทุนแบบดั้งเดิมที่มีผู้จัดการกองทุนเพียงคนเดียวและเก็บค่าธรรมเนียมสูงกว่าก็สามารถสร้างผลตอบแทนสุทธิและอัลฟ่าได้สูงกว่าคู่แข่งที่เก็บค่าธรรมเนียมต่ำกว่าเช่นกัน

ผลตอบแทนที่สูงขึ้นทำให้ค่าธรรมเนียมแพงขึ้นได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ค่าธรรมเนียมสูงนำไปสู่ผลตอบแทนที่ดีขึ้น เพราะถ้าไม่มีผลงานและความสม่ำเสมอ บริษัทก็จะไม่สามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่แพงขึ้นได้

ช่วงที่ผ่านมา เฮดจ์ฟันด์รายใหญ่หลายรายได้ขึ้นค่าธรรมเนียม โดยในปี 2019 Element Capital Management ได้เพิ่มค่าธรรมเนียมตามผลงานที่มีชื่อเสียงจาก 25% เป็น 40% ของกำไร

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-08-01/hedge-funds-that-charge-most-tend-to-perform-best-barclays-says 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

จัดพอร์ตสไตล์ Andrew Stotz ครอบคลุมทุกความเสี่ยง กับ 3 พอร์ตให้เลือกลงทุน!

planet 46
จัดพอร์ตสไตล์ Andrew Stotz ครอบคลุมทุกความเสี่ยง กับ 3 พอร์ตให้เลือกลงทุน!

ถ้าจะถามว่ากูรูท่านใดที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากโครงการ GURUPORT ก็คงจะหนีไม่พ้น Dr.Andrew Stotz ซึ่งตอนนี้ก็ได้ออกพอร์ตมาทั้งหมดถึง 3 พอร์ตด้วยกัน ได้แก่ AWS, AWAF และล่าสุดคือ AWIG

หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วพอร์ต 3 อันนี้แตกต่างกันอย่างไร? แบบไหนเหมาะกับใครบ้าง? บทความนี้จึงขอพาทุกท่านไปเจาะลึกพอร์ตตระกูล All Weather ทั้ง 3 พอร์ตกัน

สารบัญ

ลงทุนตามระดับความเสี่ยงนั้นสำคัญไฉน?

ในโลกแห่งการลงทุน สินทรัพย์แต่ละประเภทนั้นมีระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน  ซึ่งแน่นอนว่าผลตอบแทนที่สูงขึ้นย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นตามไปด้วย (high risk high return) ถ้าเราลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้ อาจทำให้เราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการลงทุนตามที่ตั้งใจไว้ หรืออาจไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุนเท่าที่ควรเป็น ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง แต่จัดพอร์ตลงทุนสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven) ในที่สัดส่วนมากกว่าสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น อาจทำให้คุณพลาดโอกาสในการทำกำไรเมื่อตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้นไปอย่างน่าเสียดาย หรือหากคุณเป็นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ แต่จัดพอร์ตลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงสูงในสัดส่วนที่มาก อาจทำให้คุณต้องกุมหัวคิดไม่ตกเมื่อตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาลง

ดังนั้น ควรประเมินความเสี่ยงของตัวเองก่อนลงทุนเสมอ และจัดสรรพอร์ตการลงทุนตามความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายในโลกการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องตระหนักอยู่เสมอว่า “ไม่มีสินทรัพย์ใดที่สามารถเอาชนะตลาดได้ตลอดไป”

เลือกลงทุนในความเสี่ยงที่เหมาะสมตามสไตล์ Andrew Stotz

อย่างที่บอกไปในช่วงต้นว่า ดร. Andrew Stotz ได้ออกพอร์ตมาทั้งหมด 3 พอร์ตแล้ว ได้แก่ AWS, AWAF และ AWIG โดยทั้ง 3 พอร์ตนี้มีระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันไป ดังนี้

  • ความเสี่ยงสูง: All Weather Alpha Focus (AWAF) 
  • ความเสี่ยงกลาง: All Weather Strategy (AWS)
  • ความเสี่ยงต่ำ: All Weather Inflation Guard (AWIG)

สร้างผลตอบแทนแบบเหนือชั้นทุกช่วงเวลาด้วยพอร์ต All Weather Alpha Focus (AWAF)

พอร์ต All Weather Alpha Focus (AWAF) เป็นพอร์ตการลงทุนที่เน้นสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) ในระยะยาวทั้งช่วงขาขึ้นและขาลงของตลาดหุ้น หัวใจหลักของกลยุทธ์การลงทุนพอร์ต AWAF คือการให้น้ำหนักส่วนใหญ่ไปที่หุ้นโลก โดยมีการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนหลากหลายประเภท ตามกลุ่มอุตสาหกรรม ภูมิภาค และธีมการลงทุนต่าง ๆ พร้อมปรับสัดส่วนตามสภาวะตลาด (Tactical Allocation) เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรและป้องกันการขาดทุนในภาวะตลาดขาลง  เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการลงทุนที่มีความยืดหยุ่น เน้นการสร้างเงินต้นให้เติบโต และต้องการลงทุนในระยะยาว 5 ปีขึ้นไป

  • ระดับความเสี่ยง: สูง
  • แนวทางการปรับพอร์ต: Rebalance ทุกไตรมาส หรือเมื่อต้องการลดความเสี่ยงสินทรัพย์อย่างมีนัยยะสำคัญ
  • เงินลงทุนขั้นต่ำ: 2,000,000 บาท

กลยุทธ์การลงทุนของพอร์ต AWAF

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนของพอร์ต AWAF จะอ้างอิงจากโมเดล “FVMR Framework” ที่ถูกนำมาทดสอบอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้แน่ใจว่าปัจจัยต่าง ๆ ที่นำมาประกอบการวิเคราะห์ช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้จริง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  • Fundamental (พื้นฐานของสินทรัพย์) เช่น เทรนด์การเติบโตของผลกำไร ศักยภาพการทำกำไร
  • Valuation (มูลค่าของสินทรัพย์) เช่น Price to Book, PE to EPS Growth (PEG)
  • Momentum (โมเมนตัมของสินทรัพย์) ดูแนวโน้มการทำกำไร ราคาสินทรัพย์ เพื่อป้องกันการเผชิญ Value Trap
  • Risk (ความเสี่ยง) เช่น ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) ความเสี่ยงของตลาด (Market Risk)

พร้อมวิเคราะห์ผ่านปัจจัยมหภาค (Macro) โดยใช้โมเดล FVMR เพื่อทำให้แน่ใจว่าคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีความน่าสนใจมากที่สุดตามสภาวะตลาด

สัดส่วนการลงทุนของพอร์ต AWAF

จัดพอร์ตสไตล์ Andrew Stotz ครอบคลุมทุกความเสี่ยง กับ 3 พอร์ตให้เลือกลงทุน!

ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2565

พอร์ต All Weather Alpha Focus (AWAF) จะลงทุนในตราสารทุน ในสัดส่วน 73% โดยใช้กองทุน KKP PGE-H เป็นตัวแทนของหุ้นโลกในสัดส่วน 25% กองทุน B-BHARATA เป็นตัวแทนของหุ้นอินเดีย ในสัดส่วน 20% กองทุน KT-ENERGY เป็นตัวแทนของหุ้นกลุ่มพลังงาน ในสัดส่วน 20% กองทุน KFINFRA-A เป็นตัวแทนของหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ในสัดส่วนในสัดส่วน 4% และกองทุน KFHHCARE-A เป็นตัวแทนของหุ้นกลุ่ม Healthcare ในสัดส่วน 4%

ด้านตราสารหนี้ พอร์ต AWAF จะลงทุนในสัดส่วนเพียง 3% โดยใช้กองทุน TMBTM  ที่ลงทุนในตราสารตลาดเงินภาครัฐ ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรที่ออกโดยภาครัฐ มาช่วยกระจายความเสี่ยงการลงทุน

และสัดส่วนที่เหลืออีก 24% พอร์ต AWAF จะกระจายลงทุนไปในตราสารทางเลือก โดยใช้กองทุน SCBGOLDH เป็นตัวแทนของทองคำในสัดส่วน 4% และกองทุน SCBCOMP ที่เป็นตัวแทนของสินค้าโภคภัณฑ์ ในสัดส่วน 20%

อ่านเพิ่มเติม เจาะลึก ALL WEATHER ALPHA FOCUS พอร์ตการลงทุนสุดพิเศษ เน้นสร้างผลตอบแทนแบบเหนือชั้นทุกช่วงเวลา

เอาชนะทุกสภาวะตลาดด้วยพอร์ต All Weather Strategy (AWS)

พอร์ต All Weather Strategy (AWS) เป็นพอร์ตการลงทุนที่มีเป้าหมายในการสร้างผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาวให้ได้มากที่สุด สัดส่วนหุ้นในพอร์ตสามารถปรับเปลี่ยนได้ตั้งแต่ 25 – 85% ตามสถานการณ์

พร้อมลดความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นด้วยการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ทั้งตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ และทองคำ เพื่อช่วยปกป้องพอร์ตในสภาวะตลาดผันผวน

นอกจากนี้พอร์ต AWS ยังเน้นลงทุนในกองทุน Passive Index ที่มีค่าธรรมเนียมที่ต่ำและสมเหตุสมผล ไม่ฉุดรั้งผลตอบแทนระยะยาวของนักลงทุน

  • ระดับความเสี่ยง: กลาง
  • แนวทางการปรับพอร์ต: Rebalance ทุกไตรมาส หรือเมื่อต้องการลดความเสี่ยงสินทรัพย์อย่างมีนัยยะสำคัญ
  • เงินลงทุนขั้นต่ำ: 500,000 บาท

กลยุทธ์การลงทุนของพอร์ต AWS

ในระยะยาว สัดส่วนการลงทุนสินทรัพย์แต่ละประเภทจะไม่ต่ำกว่า 5% ของพอร์ตการลงทุน เพื่อให้มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี และลดความเสี่ยงของช่วงเวลา (Market Timing Risk) ที่อาจเกิดขึ้น พร้อมลดสถานการณ์ “ตกรถ” ของนักลงทุน

ในระยะสั้น เน้นสัดส่วน (Conviction) 25% ไปที่สินทรัพย์ 3 สินทรัพย์ที่น่าสนใจที่สุดในแต่ละช่วงเวลา เพื่อรับผลตอบแทนที่ดีขึ้น ผ่านหลักแนวคิด FVMR เช่นเดียวกับพอร์ต AWAF ที่ช่วยให้นักวิเคราะห์ไม่พลาดตกหล่นปัจจัยที่เกี่ยวข้องไป

สัดส่วนการลงทุนของพอร์ต AWS

จัดพอร์ตสไตล์ Andrew Stotz ครอบคลุมทุกความเสี่ยง กับ 3 พอร์ตให้เลือกลงทุน!

ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2565

พอร์ต All Weather Strategy (AWS) จะลงทุนในตราสารทุน ในสัดส่วน 25% ซึ่งมีการกระจายการลงทุนในหุ้นทั่วโลก โดยใช้กองทุน TISCOAP เป็นตัวแทนของหุ้นเอเชียแปซิฟิก (ยกเว้นญี่ปุ่น) ในสัดส่วน 5% กองทุน TISCOGEM เป็นตัวแทนของหุ้นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ในสัดส่วน 5% กองทุน K-EUX เป็นตัวแทนหุ้นยุโรป ในสัดส่วน 5% กองทุน K-JPX เป็นตัวแทนหุ้นญี่ปุ่น ในสัดส่วน 5% และกองทุน KFUSINDX-A เป็นตัวแทนหุ้นสหรัฐฯ ในสัดส่วน 5%

ส่วนตราสารหนี้ พอร์ต AWS เลือกใช้กองทุน TMBTM ซึ่งลงทุนในตราสารตลาดเงินภาครัฐ เช่นเดียวกับพอร์ต AWAF ในสัดส่วน 25%

และสัดส่วนที่เหลืออีก 50% พอร์ต AWS จะกระจายการลงทุนไปในตราสารทางเลือก โดยจะลงทุนในทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ในสัดส่วนดังนี้ กองทุน TMBGOLDS เป็นตัวแทนของทองคำในสัดส่วน 25% กองทุน SCBCOMP เป็นตัวแทนของสินค้าโภคภัณฑ์ ในสัดส่วน 25%

อ่านเพิ่มเติม เอาชนะทุกสภาวะตลาด ด้วยพอร์ตการลงทุน A.Stotz All-Weather Strategy

ตั้งการ์ดรับเงินเฟ้อด้วยพอร์ต All Weather Inflation Guard (AWIG)

พอร์ต All Weather Inflation Guard (AWIG) เป็นพอร์ตการลงทุนระยะยาวเพื่อตอบสนองต่อสภาวะเงินเฟ้อโดยเฉพาะ เน้นลงทุนในพันธบัตรเป็นกลยุทธ์หลัก และลงทุนในหุ้นด้วยสัดส่วนปานกลาง พร้อมควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าพอร์ตอื่น ๆ ของ ดร. Andrew Stotz โดยมีการกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงไปยังพันธบัตร สินค้าโภคภัณฑ์ และน้ำมัน เป็นพอร์ตที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเอาชนะเงินเฟ้อ และต้องการผลตอบแทนที่มากกว่าการฝากเงิน

  • ระดับความเสี่ยง: ต่ำ
  • แนวทางการปรับพอร์ต: Rebalance ทุกไตรมาส หรือเมื่อต้องการลดความเสี่ยงสินทรัพย์อย่างมีนัยยะสำคัญ
  • เงินลงทุนขั้นต่ำ: 500,000 บาท

กลยุทธ์การลงทุนของพอร์ต AWIG

สำหรับพอร์ต All Weather Inflation Guard (AWIG) จะใช้กลยุทธ์ “FVMR” เช่นเดียวกับพอร์ต All Weather Alpha Focus (AWAF) และพอร์ต All Weather Strategy (AWS) โดยเป็นโมเดลที่ออกแบบโดย ดร. Andrew Stotz และทีมงาน ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีการทดสอบปัจจัยต่าง ๆ ย้อนหลัง เพื่อให้แน่ใจว่าปัจจัยต่าง ๆ ที่นำมาประกอบการวิเคราะห์ช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้จริงและเข้ากับสถานการณ์ตลาดในแต่ละช่วงเวลา มีการวิจัยและทดสอบอย่างสม่ำเสมอ พร้อมตัดอคติออกจากการวิเคราะห์ในทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี โดยยึดการลงทุนในระยะยาวเป็นหัวใจสำคัญ

สัดส่วนการลงทุนของพอร์ต AWIG

จัดพอร์ตสไตล์ Andrew Stotz ครอบคลุมทุกความเสี่ยง กับ 3 พอร์ตให้เลือกลงทุน!

ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2565

พอร์ต All Weather Inflation Guard (AWIG) จะเน้นลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลัก ในสัดส่วน 60% โดยเลือกลงทุนในกองทุน K-CBOND ซึ่งลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ ในสัดส่วน 45% กองทุน KTILF ซึ่งลงทุนในพันธบัตรและตราสารหนี้ทั้งในและต่างประเทศ ในสัดส่วน 10% และกองทุน TMBTM ที่ลงทุนในตราสารตลาดเงินภาครัฐ ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรที่ออกโดยภาครัฐ ในสัดส่วน 5%

ส่วนตราสารทุน พอร์ต AWIG จะลงทุนในสัดส่วน 30% โดยลงทุนใช้กองทุน B-GLOBAL เป็นตัวแทนของหุ้นโลก ในสัดส่วน 20% กองทุน KFINFRA-A เป็นตัวแทนของหุ้นโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ในสัดส่วน 5% กองทุน KT-ENERGY เป็นตัวแทนของหุ้นกลุ่มพลังงานทั่วโลก ในสัดส่วน 5%

และสัดส่วนที่เหลืออีก 10% พอร์ต AWIG จะกระจายลงทุนในตราสารทางเลือก โดยจะลงทุนในทองคำ ซึ่งใช้กองทุน TMBGOLDS ในสัดส่วน 5% และลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งใช้กองทุน SCBCOMP ในสัดส่วน 5% เช่นเดียวกัน

อ่านเพิ่มเติม ตั้งการ์ดรับเงินเฟ้อกับ All Weather Inflation Guard พอร์ตเสี่ยงต่ำในแบบฉบับคุณ Andrew Stotz

ประชันผลตอบแทน 3 พอร์ตตระกูล All Weather

จัดพอร์ตสไตล์ Andrew Stotz ครอบคลุมทุกความเสี่ยง กับ 3 พอร์ตให้เลือกลงทุน!

ผลการทดสอบผลการดำเนินงานย้อนหลังของพอร์ต AWAF, AWS และ AWIG
ที่มา: สไลด์นำเสนอพอร์ต AWIG ณ วันที่ 21 มิ.ย. 2565 

มาดูกันในเรื่องผลตอบแทนย้อนหลังกันบ้าง จากภาพด้านบนเป็นภาพกราฟเส้นแสดงผลการทดสอบผลตอบแทนย้อนหลังของพอร์ต AWAF (สีแดง) พอร์ต AWS (สีฟ้า) และพอร์ต AWIG (สีเขียว) จะเห็นได้ว่าหากปี 2004 เรานำเงิน 100 ดอลลาร์หรัฐฯ ไปลงทุนทั้ง 3 พอร์ตตระกูล All Strategy ผ่านไป 18 ปี ในเดือนพฤษภาคม 2022 พอร์ตที่ทำให้เงินลงทุนของเราเติบโตได้มากที่สุดคือพอร์ต AWAF โดยเติบโตกว่า 324% ถัดมาเป็นพอร์ต AWS ที่ทำให้เงินเติบโตได้กว่า 199% และอันดับสุดท้ายเป็นพอร์ต AWIG ซึ่งทำให้เงินลงทุน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโตเป็น 233 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม 2022 หรือเติบโตกว่า 133%

จัดพอร์ตสไตล์ Andrew Stotz ครอบคลุมทุกความเสี่ยง กับ 3 พอร์ตให้เลือกลงทุน!

กราฟแท่งแสดงผลตอบแทนและความเสี่ยงของพอร์ต AWAF, AWS และ AWIG
ที่มา: สไลด์นำเสนอพอร์ต AWIG ณ วันที่ 21 มิ.ย. 2565 

แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าอัตราผลตอบแทนที่สูงย่อมมาคู่กับระดับความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย (high risk high return) จากภาพกราฟแท่งด้านบนจะเห็นได้ว่าพอร์ต AWAF มีค่าความผันผวน (Volatility) ซึ่งวัดได้จากค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: SD) ค่อนข้างสูง ในขณะที่พอร์ต AWIG  ค่าความผันผวนต่ำที่สุดในบรรดาพอร์ตตระกูล All Strategy ทั้ง 3 พอร์ต เนื่องจากพอร์ต AWAF ให้น้ำหนักลงทุนในหุ้นค่อนข้างมากด้วยสัดส่วน 73% โดยใช้ตราสารหนี้มากระจายความเสี่ยงพอร์ตเพียง 3% ในขณะที่พอร์ต AWIG เน้นลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลัก ในสัดส่วน 60% และลงทุนในหุ้นด้วยสัดส่วน 30% ดังนั้นเราควรเลือกพอร์ตการลงทุนที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ลงทุนอย่างมีความสุขในตลาดการเงินไปได้แบบยาว ๆ

สรุปรวม 3 พอร์ตตระกูล All Weather

จัดพอร์ตสไตล์ Andrew Stotz ครอบคลุมทุกความเสี่ยง กับ 3 พอร์ตให้เลือกลงทุน!

ทั้ง 3 พอร์ตใช้หลัก Asset Allocation ในการลงทุนเป็นหลัก ซึ่งมีการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายประเภท ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และตราสารทางเลือก โดยจะจัดสรรสัดส่วนการลงทุนแต่ละประเภทสินทรัพย์ตามกลยุทธ์ของแต่ละพอร์ต มีการวิเคราะห์ผ่านโมเดล FVMR ที่ออกแบบโดย ดร. Andrew Stotz และทีมงาน ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อให้แน่ใจว่าปัจจัยต่าง ๆ ที่นำมาประกอบการวิเคราะห์ช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้จริง

พอร์ต AWS และ AWIG ใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเริ่มต้น 500,000 บาท ในขณะที่พอร์ต AWAF ใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเริ่มต้น 2,000,0000 บาท โดยทุกพอร์ตไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในการจัดพอร์ตลงทุน พร้อมมีบริการ Rebalance ปรับพอร์ตตามความสมควรและสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 พอร์ตนั้น มีความเสี่ยงที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ผลตอบแทนคาดการณ์โดยเฉลี่ยมีความต่างกันตามไปด้วย พอร์ต AWAF ให้น้ำหนักลงทุนในหุ้นมากที่สุดในบรรดา 3 พอร์ต ในสัดส่วน 73% พอร์ต AWS และลงทุนในตราสารหนี้เพียง 3% ในขณะที่พอร์ต AWIG ซึ่งเป็นพอร์ตที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ ให้น้ำหนักลงทุนในตราสารหนี้ถึง 60% ดังนั้น ลองสำรวจตัวเองและเลือกพอร์ตการลงทุนที่เหมาะกับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้กันนะ

.

หากท่านใดมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเกี่ยวกับสัดส่วนการลงทุนแนะนำ หรือรายละเอียดพอร์ต สามารถปรึกษาทีมงาน FINNOMENA Investment Advisor ก่อนเริ่มลงทุนได้ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ส่วนใครที่เลือกได้แล้วว่าพอร์ตไหนเหมาะกับความเสี่ยงของตัวเองก็สามารถคลิกที่ลิงก์ด้านล่างเพื่อเริ่มต้นสร้างแผนการลงทุนได้เลย

— planet 46.


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน  | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

FINNOMENA
รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

กองทุนไหนดี? รวบรวม 10 อันดับกองทุนผลตอบแทนดีในแต่ละเดือนของปี 2565 มาไว้ที่นี่แล้ว!

สารบัญ

รับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น
👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: UOBSC, SCBCOMP, LHCYBER-D, LHCYBER-A, LHCYBER-E, PRINCIPAL GCLEAN-A, PRINCIPAL GCF, KF-LATAM, TOIL6, TUSOIL, I-OIL, K-ICT

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนมีนาคม 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: UOBSC, KF-LATAM, WE-CANAB, ASP-DIGIBLOC, KT-MINING, TMBOIL, KT-OIL, I-10, TISCOLAF, TUSOIL

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ASP-DIGIBLOC: ตะลุยมิติใหม่ของการลงทุนแห่งยุคดิจิทัล

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนเมษายน 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: ABSM, M-MIDSMALL-A, MIDSMALLMF, M-MIDSMALL-D, ABTED, K-MBOND, TLMSEQ, LHMSFL-A, LHMSFL-R, LHMSFL-D, K-ICT, KFTHAISM

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนพฤษภาคม 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: KT-ENERGY, BCAP-CTECH, TRAREEARTH, T-GLOBALENERGY, TOIL6, TUSOIL, I-OIL, UEV, ASP-POWER, SCBOIL

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ASP-POWER: เติบโตไปกับธุรกิจ 3 พลังงานแห่งอนาคต

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนมิถุนายน 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: TCHCON, ASP-EVOCHINA, KFCMEGA-A, PRINCIPAL CHTECH-A, BCAP-CTECH, UCHI, MCHEVO, TMBCHEQ, SCBCHEQA, SCBCTECHA

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ASP-EVOCHINA: 10 เรื่องที่ต้องรู้ของกองทุนจีนผลตอบแทนโดดเด่น
อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนกรกฎาคม 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: TGHDIGI, ASP-EUG, B-SIP, ASP-IHEALTH, TISCOJPA, TISCOINA-A, PRINCIPAL GEDTECH-A, UEDTECH, SCBROBOA, TBRAND

สามารถกรองการจัดอันดับได้เอง พร้อมข้อมูลอัปเดตล่าสุดที่ FINNOMENA Fund Filter

รับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น
👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน  จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: รถยนต์ไฟฟ้าจีนปังไม่หยุด ยอดส่งมอบ ก.ค. พุ่งแรง แม้เผชิญล็อกดาวน์ ดันหุ้น Nio และ Li Auto บวกแรงในสหรัฐฯ

THE OPPORTUNITY
News Update: รถยนต์ไฟฟ้าจีนปังไม่หยุด ยอดส่งมอบ ก.ค. พุ่งแรง แม้เผชิญล็อกดาวน์ ดันหุ้น Nio และ Li Auto บวกแรงในสหรัฐฯ

เมื่อคืนนี้ (1 ส.ค.) หุ้น Nio และ Li Auto สตาร์ทอัพรถยนต์ไฟฟ้าของจีนปรับตัวขึ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังบริษัทรายงานยอดส่งมอบรถยนต์ ก.ค. เพิ่มขึ้น

Nio รายงานว่า ในเดือน ก.ค. บริษัทส่งมอบรถยนต์ไปทั้งหมด 10,052 คัน เพิ่มขึ้น 26% จากปีที่แล้ว แต่ลดลงจากเดือน มิ.ย. ที่ส่งมอบไปเกือบ 13,000 คัน

ขณะที่ Li Auto รายงานว่าบริษัทได้ส่งมอบรถยนต์อเนกประสงค์ Li ONE จำนวน 10,422 คัน ในเดือน ก.ค. เพิ่มขึ้น 21.3% จากปีที่แล้ว แต่ลดลงจากเดือน มิ.ย. เช่นกัน

ด้านคู่แข่งอย่าง Xpeng สามารถทำผลงานได้ดีสุด โดยส่งมอบไปทั้งหมด 11,524 คัน ในเดือน ก.ค. เพิ่มขึ้นถึง 40% จากปีที่แล้ว แต่ก็ลดลงจากเดือน มิ.ย. เช่นเดียวกัน

โดยเมื่อคืนนี้ (1 ส.ค.) หุ้น Nio เพิ่มขึ้น 2.3% ขณะที Li Auto เพิ่มขึ้น 3.8% แต่ Xpeng เพิ่มขึ้นเพียง 0.2%

บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง 3 ราย ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิดในจีนที่นำไปสู่การล็อกดาวน์ศูนย์กลางการผลิตทั่วจีน ตอนนี้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต้องเผชิญกับทั้งปัญหาซัพพลายเชน การขาดแคลนส่วนประกอบ และต้นทุนวัสดุที่แพงขึ้น

Nio กล่าวว่าการผลิตรถยนต์รุ่น ET7 และ EC6 ถูกจำกัดในเดือน ก.ค. เนื่องจากอยู่ระหว่างการจัดหาชิ้นส่วน โดยบริษัทกำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับคู่ค้า และคาดว่าสามารถจะเร่งการผลิตได้ในเดือนต่อๆ ไปของไตรมาสที่ 3 นี้

ขณะที่ Xpeng และ Li Auto ไม่ได้พูดถึงปัญหาการหยุดชะงักของซัพพลายเชน

Xpeng กล่าวว่ามีแผนเริ่มรับจองรุ่นใหม่ G9 SUV ในเดือน ส.ค. โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือน ก.ย. ขณะที่ Li Auto กล่าวว่า Li ONE คันที่ 200,000 ได้ออกจากสายการผลิตที่โรงงานในฉางโจวเมื่อวันจันทร์ (1 ส.ค.) ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของบริษัท

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/08/01/nio-xpeng-li-auto-july-electric-car-deliveries-jump-shares-rise.html

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ธนาคารกลางยุโรปกับอาวุธใหม่: TPI

MacroView
ธนาคารกลางยุโรปกับอาวุธใหม่: TPI

แล้วอาวุธของธนาคารกลางยุโรปหรืออีซีบีสำหรับต่อสู้กับความแตกต่างของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในประเทศต่าง ๆ ของยุโรปหรือที่เรียกว่า Fragmentation ที่รอมานาน ก็ได้ฤกษ์คลอดออกมาในการประชุมครั้งล่าสุด มีชื่อ Transmission Protection Instrument (TPI) 

โดยอีซีบีจะให้ TPI เป็นเหมือนตัวเสริมให้อาวุธหลักต่าง ๆ สามารถใช้งานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตลาดเงินและพันธบัตรในยุโรปมีความผันผวนหนักมาก ๆ และอาจก่อให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรในประเทศต่าง ๆ ของยุโรปเกิดความแตกต่างกันมากเกินไป จนก่อให้เกิดผลเสียต่อกระบวนการการส่งผ่านนโยบายการเงิน (Transmission Mechanism) ทั่วภาคพื้นยุโรป โดยที่หากประเทศหรือหน่วยงานใดต้องการสมัครใช้ TPI จะมีเงื่อนไขที่ตั้งไว้เพื่อกรองว่าผู้จะมาขอความช่วยเหลือให้อีซีบีช่วยซื้อพันธบัตรของประเทศที่มีความเสี่ยงเฉพาะตัวสูงจากสภาวะการเงินที่แย่ลง แม้ปัจจัยพื้นฐานของประเทศจะไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้น ผ่านตลาดรอง (Secondary Market) มีระดับความเสี่ยงไม่มากจนเกินไป

ทว่าเงื่อนไขที่ตั้งไว้ผ่อนคลายมากกว่า รวมถึงอายุของตราสารที่อนุญาตซื้อได้มีความคลอบคลุมมากกว่าอาวุธเดิมที่คล้ายคลึงกันอย่าง OMT (Outright Monetary Transaction) 

หรืออาจเรียก TPI ว่า market maker of last resort เพื่อช่วยให้ตลาดเงินและตลาดพันธบัตรของประเทศต่าง ๆ ในยุโรป ยังสามารถดำเนินไปได้ แม้ว่าบางช่วงเวลาที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของประเทศต่าง ๆ ในยุโรปจะแตกต่างกันมาก จนสภาพคล่องของพันธบัตรในบางประเทศเหือดหายไปก็ตามที

สำหรับผู้ที่ไม่รู้จัก OMT จะขออธิบายย่อ ๆ ดังนี้

มาตรการ OMT ออกมาเมื่อเดือนกันยายน 2012 เพื่อทำการซื้อพันธบัตรแบบไม่จำกัดจำนวนในตลาดรอง โดยเลือกที่จะซื้อพันธบัตรอายุไม่เกิน 3 ปี นั้น ได้ส่งผลให้เสถียรภาพของทั้งตลาดเงิน ตลาดทุนและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนสูงขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงนั้น เนื่องจากตลาดมีความเชื่อถือต่อมาตรการดังกล่าวเป็นอย่างมากว่าจะสามารถแก้หรือบรรเทาวิกฤติยูโรได้ หากเกิดสถานการณ์คับขันขึ้นมาในอนาคต 

โดย OMT ให้ผลดีต่อดัชนีเศรษฐกิจต่าง ๆ ของยุโรป ดังนี้

หนึ่ง เจ้าตัว OMT  ถือเป็นเครื่องมือที่ทำให้ระดับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของประเทศยุโรปใต้อย่างอิตาลี และ สเปน ลดลง ในช่วงวิกฤตยุโรปปี 2011 ทว่าลาการ์ดอาจมองว่าอยากจะให้โครงการการซื้อพันธบัตรในตลาดรองในยุคของเธอที่ชื่อ TPI มีความคล่องตัวมากกว่า รวมถึงเป็นความคิดริเริ่มของเธอเอง 

สอง สเปรดของตราสารหนี้ภาคเอกชนหลังจากใช้ OMT ลดลงค่อนข้างมากในปี 2011 จากการที่สถานการณ์การกู้ยืมของแบงก์และบริษัทเอกชนที่ดูผ่อนคลายลง อย่างไรก็ดี TPI ตั้งเงื่อนไขในการเข้าร่วมโครงการที่ดูอะลุ้มอล่วยกว่า OMT เพื่อต้องการให้ความช่วยเหลือดังกล่าว สามารถที่จะเปิดโอกาสต่อบริษัทขนาดกลางและเล็กในการเข้าถึงได้ด้วย  

สาม OMT ยังทำให้ปริมาณหนี้ต่อธนาคารกลางยุโรปของทั้งรัฐบาลและบริษัทเอกชนในกลุ่มประเทศยุโรปใต้ลดลงค่อนข้างมาก และแน่นอนว่าได้ทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรในกลุ่มประเทศยุโรปใต้ลดลงค่อนข้างมากในช่วงปี 2011 อย่างไรก็ดี ลาการ์ดมองว่าเงื่อนไขของ OMT มีข้อจำกัดต่อผู้กู้บางเซกเมนต์และต่อบางช่วงอายุของพันธบัตร จึงอยากจะผ่อนคลายนั้น อันนำมาสู่เครื่องมือใหม่ที่ชื่อ TPI 

คำถามเดียวที่เกิดขึ้น คือ อีซีบี จะสร้าง TPI ขึ้นมาทำไม ในเมื่อมี OMT อยู่ในมืออยู่แล้ว?

คำตอบ อาจจะไม่ถูกใจใครหลายคนที่กังวลในความเสี่ยงของตัวอีซีบีเอง นั่นคือ หากยังใช้ OMT อยู่ จะมีพันธบัตรหลายช่วงอายุในหลายประเทศที่จะไม่ถูกช่วยโดยอีซีบีในตลาดรอง 

จุดที่เหมือนกันของทั้งคู่ คือ ทั้งคู่เป็นโครงการซื้อพันธบัตรแบบไม่จำกัดจำนวน (Open-ended) โดยในหลักการ อีซีบีอนุญาตให้ทั้งคู่ซื้อพันธบัตรในอันดับความเสี่ยงที่ต่ำกว่าระดับ Investment Grade ได้ รวมถึงยอมให้แบ่งการรับส่วนขาดทุนระหว่างอีซีบีกับผู้ออกพันธบัตรตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้

นอกจากนี้ TPI จะมีความยืดหยุ่นมากกว่าสำหรับในส่วนนี้ อย่างที่เกริ่นไว้ก่อนหน้า TPI ยังอนุญาตให้ซื้อสินทรัพย์ที่หลากหลายกว่า OMT รวมถึงยังสามารถซื้อหลักทรัพย์ภาคเอกชนได้ด้วย 

ที่สำคัญ ภายใต้ OMT ผู้เข้าร่วมโครงการต้องสามารถซื้อพันธบัตรในตลาดแรกเสียก่อน ซึ่งมีเงื่อนไขที่เข้มงวดค่อนข้างมาก อาทิ เงื่อนไขของตัวเลขเศรษฐกิจบางดัชนีจาก IMF จึงจะสามารถเข้าโครงการ OMT ได้ ซึ่งทำให้หลายหน่วยงานติดเงื่อนไขตรงส่วนนี้ จึงพลาดการให้อีซีบีเข้าช่วยเหลือ ซึ่ง TPI ได้ทลายข้อจำกัดนี้ไป และทำการสร้างเงื่อนไขที่ผ่อนคลายมากกว่าเป็นตัวกรองแทน ทำให้หลายภาคส่วนสามารถเข้าร่วมโครงการของอีซีบีนี้ได้

อย่างไรก็ดี มีหลายฝ่ายกังวลว่าอีซีบีอาจจะสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อประเทศที่ตนเองต้องการช่วยเหลือ จนอาจกลายเป็นประเด็นการเมืองในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจยุโรปอ่อนแอหลังจากขึ้นดอกเบี้ยไปจนสุดตัว

MacroView

สแกนกองทุนผ่านปัจจัยเชิง Macro ความเสี่ยง (Risk) และการวิเคราะห์แบบ Induction (MRI) จาก MacroView
ดูรายละเอียดพอร์ต >>> https://finno.me/guruport-macroview

ลงทุนถูกทางหรือยัง?

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
ลงทุนถูกทางหรือยัง?

การลงทุนนั้น ผมคิดว่าสำหรับคนที่เริ่มลงทุนใหม่ ๆ หรือลงทุนมาไม่นานในตลาดหลักทรัพย์ใดก็ตาม เรามักจะเริ่มโดยใช้กลยุทธ์หรือวิธีการที่อาจจะไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมกับสถานการณ์หรือภาวะการณ์ของตลาดนั้นแม้ว่าเราอาจจะใช้หลักการใหญ่ ๆ ที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่ดีจะต้องคอยตรวจสอบหรือประเมินว่า อะไรคือสิ่งที่ควรจะปรับเปลี่ยนหรือปรับปรุงเพื่อให้การลงทุนได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในระยะยาว และนั่นก็มักจะนำไปสู่การ “ปรับพอร์ต” ขนานใหญ่เมื่อเวลาผ่านไป การปรับพอร์ตเองก็มักจะใช้เวลาเนื่องจากว่า กว่าจะรู้ว่าพอร์ตแบบใหม่นั้นให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าก็จะต้องใช้เวลา ส่วนใหญ่ก็หลาย ๆ เดือนหรือเป็นปี ๆ จนเรามั่นใจว่า นั่นคือพอร์ตที่เราจะใช้ไปอีกนานหรือตลอดไป

การลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงเริ่มแรกของผมราวปี 2538-39 ก็เริ่มจากการลงทุนแบบไม่ค่อยมีรูปแบบ เป็นแนว “เล่นหุ้น” ตามสถานการณ์ การใช้กลยุทธ์แบบ VI อย่างจริงจังนั้นน่าจะเริ่มในปี 2540 ที่เป็นวิกฤติต้มยำกุ้ง ซึ่งนอกจากจะเปลี่ยนแนวทางเป็นเรื่องของการ “ลงทุน” แล้ว ยังเป็นการลงทุน “เพื่อชีวิต” คือลงทุนแบบทุ่มเทเอาจริงเอาจังด้วยเงินทั้งหมดที่มีอยู่ ใช้หลักการแบบ “Value Investment” ที่มองหุ้นเหมือนกับ “ธุรกิจ” และลงทุนระยะยาวตลอดชีวิต ที่เน้นว่าจะขาดทุนหรือเสียหายหนักไม่ได้ เพราะมันเป็น “ชีวิตของเรา” และนั่นก็คือภาพใหญ่

เวลาต่อมา กลยุทธ์ลงทุนแบบ VI ที่ซื้อหรือลงทุนในหุ้นแทบทุกรูปแบบ คือไม่ได้สนใจว่าธุรกิจเป็นแบบไหน เช่น เป็นโภคภัณฑ์ล้วน ๆ หรือเป็นหุ้นที่เล่นตามเหตุการณ์พิเศษเช่น เป็นบริษัทส่งออกที่กำลังได้เปรียบทางด้านค่าเงินบาทที่อ่อนตัวอย่างรวดเร็ว หรือเป็นหุ้นสินค้าผู้บริโภคที่มียี่ห้อ ก็เริ่มเปลี่ยนไป พอร์ตเริ่มเปลี่ยนไปเป็นการถือหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” เพียงไม่เกิน 6-7 ตัวที่มีมูลค่าสูงถึง 70-75% ของพอร์ต และนั่นก็คือสิ่งที่ผมทำจนถึงทุกวันนี้

การเริ่มต้นลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามเมื่อ 6-7 ปีก่อนของผมเองก็มีวิวัฒนาการคล้าย ๆ กัน นั่นก็คือ แม้ว่าจะใช้หลักการ “VI” ตั้งแต่แรก แต่วิธีการก็ไม่ได้เหมือนในตลาดหุ้นไทยเลย เอาแค่จำนวนหุ้นก็ถือเป็นกว่าร้อยตัวเข้าไปแล้ว ซึ่งผลลัพธ์การลงทุนที่ได้ก็ต้องบอกว่าน่าผิดหวังและผลระยะยาวก็คงจะไปไม่ได้ หุ้น “ติดหล่ม” มาหลายปีก่อนที่ผมจะเริ่ม “ปรับพอร์ตครั้งใหญ่” ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ ถึงแม้ว่าจะยังมีหุ้นกว่าร้อยตัวอยู่ แต่หุ้นแนวซุปเปอร์สต็อกและหุ้นปลอดภัยราคาถูกเพียงประมาณ 8-9 ตัว กลับมีมูลค่าถึงกว่า 75% ของพอร์ตโดยรวม และผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ก็โดดเด่นในช่วงประมาณปีครึ่งที่ผ่านมา

ปี 2564 ซึ่งเป็นปีที่ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามโตขึ้นถึง 35% และแทบจะเรียกว่า “ดีที่สุดในโลก” นั้น หุ้นที่ใหญ่ที่สุด 4 ตัวของผมที่ผมคิดว่าเป็นหุ้นซุปเปอร์สต็อกให้ผลตอบแทนเฉลี่ยถึงประมาณ 40% แต่ในช่วง 7 เดือนของปี 2565 นี้ ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามให้ผลตอบแทนติดลบถึงประมาณ 20% หุ้น 4 ตัวดังกล่าวกลับให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวกประมาณ 4% ขณะที่หุ้นกลุ่ม Defensive โดยเฉพาะที่ทำเกี่ยวกับสาธารณูปโภคโดยเฉพาะผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีราคาค่อนข้างถูกอีก 4 ตัวที่มีขนาดใหญ่รอง ๆ มาของพอร์ตก็ให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ยประมาณ 9% และนั่นทำให้พอร์ตหุ้นเวียดนามโดยรวมที่รวมถึงหุ้นอีกกว่า 100 ตัว ยังไม่ติดลบทั้ง ๆ ที่ตลาดหุ้นเวียดนามตกลงมาหนักมาก

ที่สำคัญยิ่งกว่าผลงานทางด้านของ “ราคาหุ้น” ก็คือ ผลประกอบการของบริษัทหรือหุ้นทั้งแปดตัวก็คือ กำไรของเกือบทุกบริษัทต่างก็เติบโตโดดเด่นตามราคาหุ้น ไม่มีหุ้นตัวไหนมีราคาผิดธรรมชาติ ค่า PE ของหุ้นสมเหตุผลที่ไม่เกิน 30 เท่า แต่ส่วนใหญ่แล้วก็อยู่ที่ประมาณ 20 เท่าเศษ ๆ แต่ก็มีบางตัวโดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Defensive ที่มีค่า PE ต่ำกว่า 10 เท่าและปันผลค่อนข้างดีที่เกิน 5% ต่อปี และนั่นจึงทำให้พวกมันไม่ได้ตกลงมารุนแรงในยามที่ตลาดหุ้นผันผวนหนัก ผมเองคิดว่า อนาคตหลังจากนี้ ที่ภาวะเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้นแล้ว หุ้นพวกนี้จะปรับตัวขึ้นได้รวดเร็วเพราะมันไม่แพงและยังเติบโตดี

แน่นอนว่าผลตอบแทนจาก “พอร์ตใหม่” เพิ่งจะแสดงออกมาเพียงปีครึ่งหรือ 2 ปี ยังไม่สามารถที่จะพิสูจน์ได้ว่ามันจะคล้าย ๆ กับพอร์ตซุปเปอร์สต็อกในตลาดหุ้นไทยย้อนหลังไปกว่า 10 ปีที่แล้วที่ทำให้ VI ไทยจำนวนมาก “ร่ำรวย” จากการลงทุนไปเลยเพราะสามารถสร้างผลตอบแทนต่อเนื่องในระดับหลายสิบเปอร์เซ็นต์ต่อปีติดต่อกันยาวนาน โดยที่เหตุผลก็คือ หุ้นที่เป็น VI มีการเติบโตของกำไรสูงบวกกับการปรับค่า PE ของหุ้นที่เพิ่มขึ้นไปมากจนบางตัวสูงถึง 30-40 เท่าหรือมากกว่านั้น เนื่องจากนักลงทุนที่มุ่งมั่น “ทั้งประเทศ” แทบจะเรียกตัวเองว่าเป็น VI และ “ไล่ล่า” หาหุ้นที่การเติบโตสุดยอดและดันราคาของหุ้นให้สูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น ในขณะที่ในตลาดหุ้นเวียดนามนั้น ยังแทบจะไม่มี “VI” ที่จะเข้ามาลงทุนหรือ “เล่นหุ้น VI” ดังนั้น หุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” ในสายตาของผมหรือ VI ไทย ก็เป็นหุ้นอีกตัวหนึ่งที่นักลงทุนต่างชาติสนใจแต่หุ้น “วิ่งช้า” และนักลงทุนส่วนบุคคลของเวียดนามที่เน้นการ “เก็งกำไร” ไม่ชอบ

เราคงต้องดูกันต่อไปว่า อีกอาจจะ 5-10 ปีข้างหน้า นักลงทุนเวียดนามจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบนักลงทุนไทยในอดีตไหม ถ้าเป็น หุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” ในวันนี้ก็อาจจะเติบโตไปได้อีกมาก ถ้าเราถือไว้ยาวนานก็อาจจะรวยไปเลย แต่ถ้าไม่เป็น อย่างน้อยผมก็คิดว่าเราก็ควรจะได้ผลตอบแทนไม่น่าจะน้อยกว่า 10% แบบทบต้น สิ่งที่ผมรู้สึกดีในการถือหุ้นเหล่านั้นจริง ๆ ก็คือ มันน่าจะเป็นหุ้นที่มีความปลอดภัยสูงและเราสามารถลงทุนในปริมาณที่มากได้อย่างสบายใจ และดังนั้น ผมจึงคิดว่านี่คือพอร์ตที่ผมจะถือยาวและไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญอีกอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 5-10 ปี

สิ่งที่ผมอาจจะทำบ้างก็คือ การ “ปรับพอร์ตในรายละเอียด” นั่นก็คือ หุ้นอีกกว่า 100 ตัว ผมจะทำอย่างไรกับมัน? ในชั้นนี้ผมก็มักจะขายออกไปบ้างเมื่อมีโอกาส แล้วใช้เงินนั้นซื้อหุ้นแนวซุปเปอร์สต็อกแทน อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ไม่ได้ทำอะไร ประโยชน์ของมันก็มีอยู่นั่นคือ มันยังจ่ายปันผลค่อนข้างดีมากกับผมทุกปี นอกจากนั้นหุ้นบางตัวนั้น เนื่องจากตัวเล็กมาก มันจึงโตได้เป็นหลาย ๆ “เด้ง” หรือหลาย ๆ เท่าในเวลาไม่กี่ปี บางตัวเป็น 10 เด้ง ซึ่งก็ทำให้มันสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยเฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นมีการเก็งกำไรสูงอย่างในปี 2564 ที่มันให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นซุปเปอร์สต็อกด้วยซ้ำ

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://blog.settrade.com/blog/nivate/2022/08/01/2696