แจ้งเตือน

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2023

FINNOMENA
รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2023

กองทุนไหนดี? รวบรวม 10 อันดับกองทุนผลตอบแทนดีในแต่ละเดือนของปี 2566 มาไว้ที่นี่แล้ว!

สารบัญ

รับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น
👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนมกราคม 2023

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2023

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: ASP-DIGIBLOC, KFINNO-A, TMB-ES-INTERNET, T-ES-GINNO, TMB-ES-GINNO, SCBNEXT(A), SCBINNO(A), ONE-GECOM, SCBFINTECH(A), TMB-ES-FINTECH

สามารถกรองการจัดอันดับได้เอง พร้อมข้อมูลอัปเดตล่าสุดที่ FINNOMENA Fund Filter

รับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น
👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน  จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

ปี 2023 กับราคาทองบาทละ 40,000 เป็นไปได้จริงหรือ?

Intergold
ปี 2023 กับราคาทองบาทละ 40,000 เป็นไปได้จริงหรือ?

อินเตอร์โกลด์มองปี 2023 เป็นโอกาสของทองคำที่จะไปถึงจุดสูงสุดใหม่ได้ เพราะได้อานิสงค์จากราคาทองคำต่างประเทศ (Gold spot) ที่พุ่งทะยานต่อเนื่อง แม้ว่าค่าเงินบาทที่แข็งตัวจะกดดันราคาทองคำอยู่บ้าง แต่โดยรวมราคาทองในประเทศก็น่าปรับตัวสูงขึ้นมาและก็คงจะได้เห็นภาพ บรรยากาศตามหน้าร้านทองที่มีพี่ป้า น้าอา ต่อคิวขายทองกันอย่างคึกคักแน่นอน ทั้งนี้เหล่ากูรู นักวิเคราะห์ต่าง ๆ เริ่มออกมาฟันธงกันแล้วว่าทองคำไทยในปีนี้จะพุ่งไปถึงระดับ 35,000 บาทถึง 40,000 บาทต่อบาททองเลยทีเดียว แต่อินเตอร์โกลด์ยังคงประเมินราคาทองคำไทยอยู่ที่ช่วงราคา 31,800 – 32,000 บาทต่อบาททองเท่านั้น สาเหตุคืออะไร และมีความเสี่ยงที่เราต้องติดตามมีอะไรบ้าง วันนี้อินเตอร์โกลด์จะมาเล่าให้ฟังครับ

โดย คุณธีรรัฐ จุฑาวรากุล ผู้บริหาร บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด ได้พูดถึงปัจจัยที่จะหนุนทองในปี 2023 ไว้ดังนี้นะครับ

1. ความขัดแย่งระหว่างประเทศ 

จากปีก่อนเราจะเห็นว่าเกิดการจับมือกันระหว่าง ซาอุฯ และจีน เพื่อดันให้สกุลเงินหยวนเป็นทางเลือกในการซื้อขายน้ำมัน ซึ่งแปลว่าบริษัทน้ำมันทั่วโลกสามารถกระจายความเสี่ยงออกจากสกุลเงินดอลลาร์ได้ จากที่เมื่อก่อนไม่มีทางเลือกอื่นเลยต้องซื้อขายน้ำมันกันเป็นสกุลเงินดอลลาร์เท่านั้น แต่ตอนนี้สามารถแบ่งมาถือหยวนในการซื้อ-ขายบางส่วนได้ เชื่อว่าสหรัฐฯ ที่เคยเป็นเจ้าตลาดมาตลอดก็คงเริ่มมีเสียวสันหลังกันบ้าง

สาเหตุที่ทำให้ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นมาเลยก็คือเมื่อมีทางเลือกมากขึ้นความต้องการดอลลาร์ในตลาดก็จะลดลงนั่นเอง แน่นอนว่าสิ่งนี้ทำให้ทางสหรัฐฯ ที่แต่เดิมก็มีความไม่พอใจพี่จีนอยู่แล้ว ยิ่งเกิดความไม่พอใจเข้าไปอีก เดาได้เลยว่าจีนกับสหรัฐฯจะคืนดีกันในเร็ว ๆ นี้คงเป็นไปได้ยากมาก ๆ

เราอาจจะได้เห็นสงครามการค้าที่น่าจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งความขัดแย้งในขั้วมหาอำนาจของโลกจะเป็นตัวกดดันเศรษฐกิจโลกให้ไม่สามารถเติบโตอย่างราบรื่นได้ เรานักลงทุนทองคำก็คงได้แต่นั่งบนภูดูเสือกัดกัน สุดท้ายแล้วเมื่อสงครามการค้าเกิดขึ้นก็จะส่งผลดีต่อราคาทองคำในปีนี้อย่างแน่นอน

2. เศรษฐกิจถดถอยรุนแรงในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก 

ในช่วงที่ผ่านมามีหลายคนถามว่า เรากำลังจะเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจถดถอยใช่หรือไม่ มันจะเกิดขึ้นตอนไหน ในความเป็นจริงแล้วเราอาจจะไม่ได้กำลังจะเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจถดถอย เพราะเราได้เข้ามาอยู่ในยุคเศรษฐกิจถดถอยมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2022 จนถึงต้นปี 2023 เราเห็นสัญญาณต่าง ๆ ที่เริ่มแสดงตัวอย่างเด่นชัดขึ้นมาเท่านั้น โดยสัญญาณต่าง ๆ เกิดขึ้นทั่วทั้งโลก รวมไปถึงประเทศพี่ใหญ่อย่างสหรัฐฯ ก็โดนผลกระทบไปเต็ม ๆ สาเหตุหลัก ๆ ก็เกิดจากปัญหาเงินเฟ้ออยู่ที่อยู่ในระดับที่สูงมาก ทำให้ธนาคารกลางของหลายประเทศต้องใช้ยาแรงในการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อก็คือการขึ้นอัตราดอกเบี้

ผลกระทบที่ตามมาก็เกิดขึ้นอย่างมหาศาล เพราะการขึ้นดอกเบี้ยแม้จะชะลอเงินเฟ้อในระดับที่สูงได้ แต่ก็ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจเช่นกัน ซึ่งในตอนนี้เราก็เริ่มเห็นผลกระทบของการขึ้นดอกเบี้ยให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายบริษัทเริ่มประกาศลดคนอย่างต่อเนื่อง หลายบริษัทล้มไปก็มี และที่สำคัญเลยเงินเฟ้อกลับยังไม่ลดลงมาอย่างที่หวัง ดังนั้นดอกเบี้ยอาจต้องขึ้นไปอีกสักพัก คาดว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะทำจุดสูงสุดภายในปีนี้ และหลังจากนั้นเมื่อการขึ้นดอกเบี้ยถึงจุดที่ไม่สามารถขึ้นได้แล้ว หรือเงินเฟ้อเริ่มลดมาสู่ระดับต่ำ นโยบายทางการเงินของทั่วโลก จะเปลี่ยนเป็นแนวพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ เราก็จะได้เห็นการกลับมาลดดอกเบี้ยหรือพิมพ์เงินอีกครั้ง ในตอนนั้นทองคำจะเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจนมองว่า 2100$ ไม่ใช่เรื่องยากเลย

3. ในปี 2022 ทองคำถูกเพิ่มการสะสมโดยธนาคารกลางหลาย ๆ ประเทศ

โดยการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกนั้นทำเพื่อกระจายความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากมีตัวอย่างจากปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ทำให้ธนาคารกลางตระหนักมากขึ้นว่าการถือครองดอลลาร์ในปริมาณมากมีความเสี่ยง เพราะเราได้เห็นตัวอย่างแล้วว่าหากเกิดปัญหาระหว่างประเทศ การที่เราถือสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่งเอาไว้เยอะ ๆ ทำให้เกิดช่องทางในการใช้มาตรการคว่ำบาตร เงินที่มีไม่สามารถเอาออกมาใช้ได้เลย นี่ถือเป็นความเสี่ยงระดับชาติ 

จากทั้ง 3 ปัจจัยหลักที่กล่าวไป ล้วนส่งผลดีเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำให้มีโอกาสพุ่งสูงได้ โดยถ้าหากไม่มีอะไรผิดพลาดการที่ทองคำจะขึ้นไปอย่างน้อย ๆ ที่ระดับ  2100$ ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย นักลงทุนที่ดอยกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว หรืออยากทำกำไรกันในปีนี้เชื่อว่าจะไม่ผิดหวัง อย่างไรก็ตามก็ยังมีความเสี่ยงที่นักลงทุนอาจจะต้องคอยติดตามอย่างใกล้ชิด โดยหลัก ๆ นั้น จะมีอยู่ 3 ข้อ คือ

1. ในด้านความขัดแย้งระหว่างประเทศ

จีนและสหรัฐฯ สรุปว่าจะทะเลาะกันหรือจะหันมาลงเรือลำเดียวกันก็ยังไม่แน่ไม่นอน เพราะหากเศรษฐกิจไปถึงจุดที่แย่มาก ๆ ก็เป็นไปได้ที่เค้าจะตกลงอะไรกันบางอย่างในระยะสั้นเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตไปก่อน และเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น ค่อยมาขัดแย้งกันใหม่ เพราะในโลกนี้ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวรผลประโยชน์เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ ถ้ากรณีนี้เกิดขึ้นมาจริง ๆ จะกดดันทองคำอย่างมากในระยะสั้น แต่โดยส่วนตัวมองว่ากรณีนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก

2. ปัญหาเงินเฟ้ออาจจะจบได้อย่างรวดเร็ว

หากความขัดแย่งระหว่างประเทศจบลง (จากข้อ 1) จีนกับสหรัฐฯกลับมาทำให้โลกค้าขายเสรีอีกครั้ง ไม่ว่ายังไงเงินเฟ้อก็ต้องร่วงลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นอาจไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง หรือยิ่งมากไปกว่านั้นอาจะจะกลับมาลดดอกเบี้ยได้สบาย ๆ เพราะเงินเฟ้อกลับมาอยู่ในระดับที่ต่ำแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่ดอกเบี้ยต้องอยู่ในระดับสูงอีกต่อไป แบบนี้เศรษฐกิจที่เราคิดกันว่าจะถดถอยรุนแรงที่กลัวกัน ก็จะไม่เกิดขึ้น

3. ทิศทางค่าเงินบาท

หลังจากมีการเปิดประเทศเป็นไปได้ว่าปีนี้นักท่องเที่ยวจะไหลเข้าไทยเป็นจำนวนมาก จนอาจจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าลงไปต่ำกว่า 30 บาทต่อดอลลาร์ อีกทั้งนอกจากด้านการท่องเที่ยวแล้ว ประเทศไทยยังมีความน่าสนใจในด้านเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งค่อนข้างดีกว่าหลาย ๆ ประเทศในเอเชีย ซึ่งทำให้แม้ทองคำต่างประเทศมีโอกาสพุ่งสูง แต่ก็จะโดนกดดันด้วยการแข็งตัวของค่าเงินบาทนั่นเอง

แต่ส่วนตัวมองว่าค่าเงินบาทอยู๋ที่ 32 ก็แข็งค่าเกินไปแล้ว เพราะเราต้องอย่าลืมว่าสหรัฐฯ ยังขึ้นดอกเบี้ยอยู่ และหากเกิดเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงจริง ๆ ซึ่งอาจจะเกิดในยุโรปก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นเพราะเงินไหลออกจากยุโรปไปสู่สกุลเงินดอลลาร์

หรือแม้แต่ความไม่แน่นอนระหว่างประเทศ ความขัดแย้งทางการค้า สงคราม ก็ส่งเสริมให้ดอลลาร์แข็งค่าเช่นกัน

สุดท้ายแล้วจากความเสี่ยง 3 ข้อ ผมก็มองว่ามีโอกาสจะเกิดขึ้นได้น้อย แต่นักลงทุนระวังไว้ก็ไม่เสียหาย

ซึ่งโดยสรุปแล้วหากไม่มีอะไรผิดพลาดราคาทองคำอย่างน้อย ๆ ในปี 2023 น่าจะขึ้นไปถึงระดับ  2100$ ส่วนค่าเงินบาทก็น่าจะอยู่ที่บริเวณ 32 บาทต่อดอลลาร์ เพราะแบงก์ชาติเองก็ไม่ได้อยากให้บาทแข็งมากเกินไปหรอก ดังนั้นเราจะสามารถคำนวณราคาทองคำแท่งประเทศไทยได้คร่าว ๆ อยู่ที่ 31,800 บาท เป็นอย่างน้อย นักลงทุนที่ติดดอยกันไว้ในปีที่แล้ว ปีนี้ก็เตรียมตัวหยุดความหนาวแล้วลงดอยกันได้ครับ  แต่ถ้าพูดถึงราคาจะขึ้นไประดับ 35,000 ถึง 40,000 บาทต่อบาททองไหม มองว่าน่าจะเป็นไปได้ยากมากที่จะเกิดขึ้นได้ในปีนี้หรือปีหน้าครับ

Intergold

นิสัย VI ผู้มุ่งมั่น

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
นิสัย VI ผู้มุ่งมั่น

นักลงทุนที่เป็น Value Investor หรือ VI นั้น มีหลาย “ระดับ” ของการเป็น “VI” ซึ่งมีนิยามอย่างสั้นที่สุดก็คือ “การลงทุนซื้อหุ้นจะซื้อเฉพาะหุ้นที่มี Intrinsic Value หรือมูลค่าที่แท้จริงสูงกว่าราคาตลาดของหุ้นมากพอที่จะทำให้มี Margin of Safety หรือส่วนเผื่อของความปลอดภัยในการลงทุน และขายหุ้นเมื่อราคาสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง”

ส่วนรายละเอียดว่าอะไรคือ มูลค่าที่แท้จริง ประเมินอย่างไร และมีความแน่ใจแค่ไหน และมาร์จิ้นออฟเซฟตี้ควรจะประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน และแต่ละคนก็จะคิดไม่เหมือนกัน นอกจากนั้น กลยุทธ์การถือหรือซื้อขายหุ้น เช่น ถือหุ้นจำนวนมากน้อยแค่ไหนหรือจะถือยาวแค่ไหน เช่นเดียวกับวิธีการค้นหาข้อมูลและประเมินศักยภาพของกิจการ และผู้บริหาร ก็เป็นเรื่องที่มีความแตกต่างกันมากในหมู่ของนักลงทุนที่เรียกตัวเองว่าเป็น “VI”

จากการเป็น VI มายาวนานในตลาดหุ้นไทย และการศึกษา VI ที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวที่มีชื่อเสียงระดับโลกรวมถึงวอร์เรน บัฟเฟตต์ ผมเองรู้สึกว่า “VI ผู้มุ่งมั่น” หรือ VI ที่มีความทุ่มเท หรือยึดถือหลักการทาง VI “อย่างเคร่งครัด” นั้น มักจะตีตัวออกห่างจากสถานการณ์ของตลาดหลักทรัพย์ เช่น ไม่รู้สึกตื่นเต้นกับราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นไปแบบ “ไร้เหตุผล” หรือ “บ้าคลั่ง” เช่นเดียวกับการที่ไม่ตกใจหรือไม่กลัวเวลาหุ้นตกลงไปอย่างแรง ไม่ว่าจะเป็นหุ้นรายตัวหรือดัชนีตลาดหลักทรัพย์

นอกจากนั้น พวกเขาก็ยังไม่ตื่นเต้นกับเรื่องราวหรือสตอรี่หรือ “ราคาคุย” ของผู้บริหาร รวมถึงนักวิเคราะห์และ “เซียน” หรือ “นักลงทุนรายใหญ่” ทั้งหลายที่อยู่ในตลาดหากมองและประเมินแล้วว่าไม่ได้มีตรรกะหรือเหตุผลที่เพียงพอ

โดยปกติแล้ว “ความเป็น VI” ของนักลงทุนนั้น ก็คงคล้ายกับเรื่องอื่น ๆ ที่ว่า ต้องอาศัยการปฏิบัติ และเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ เพื่อที่จะมีความเชี่ยวชาญ มีวินัย มีศรัทธา ที่จะลงทุนในแบบหรือกลยุทธ์แบบ “VI ที่แท้จริง” มากขึ้นเรื่อย ๆ และมี “ข้อยกเว้น” น้อยลงเรื่อย ๆ และต่อไปนี้ก็เป็นนิสัยหรือความคิด และการกระทำของผมที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเวลาของการเป็น VI เพิ่มขึ้น ซึ่งก็ต้องขอบอกก่อนว่า ไม่ได้หมายความว่าผมจะลงทุนได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนมาเป็น VI ที่มุ่งมั่นมากขึ้น บางทีอาจจะได้ผลตอบแทนน้อยลงด้วยซ้ำแต่ความเสี่ยงอาจจะลดลง หรือ “ชีวิตโดยรวม” ซึ่งไม่ได้คิดแต่เรื่องการลงทุนเพียงอย่างเดียวอาจจะดีขึ้น อะไรทำนองนี้

เรื่องแรกที่ผมเปลี่ยนไปจากในช่วงแรกที่เป็น VI ก็คือ เรื่องที่กำลังร้อนแรงมากในช่วงเร็ว ๆ นี้นั่นก็คือ การเล่นหรือจองซื้อหุ้น IPO ซึ่งดูเหมือนจะเป็น “ที่รัก” ของนักลงทุนในตลาดหุ้นทุกคนพราะจากสถิติก็คือ กำไรจากหุ้น IPO ในวันแรกของการเทรดนั้นน่าจะสูงกว่าการขาดทุนมาก-ตลอดกาล ว่าที่จริง ผมเองเริ่มลงทุนในตลาดหลักทรัพย์โดยการจองซื้อหุ้น IPO ที่ได้รับการจัดสรรจากบริษัทที่เอาหุ้นเข้าตลาดเมื่อหลายสิบปีก่อน ดูเหมือนว่าน้อยครั้งที่คนจะปฏิเสธการจองหุ้น IPO มีแต่อยากจะได้มากที่สุด

แต่ผมเองกลับเลิกจองหุ้น IPO มานานหลายปีแล้ว ทั้ง ๆ ที่บ่อยครั้งก็รู้สึกว่ากำไรมากแน่นอน เพราะดูจากอุตสาหกรรมที่กำลังร้อนแรง ตัวบริษัทที่เป็นผู้นำ และมีขนาดของบริษัทที่เล็กมาก หุ้นมี Free Float ต่ำ ภาวะตลาดหลักทรัพย์มีการเก็งกำไรสูงมาก หุ้นมีโอกาสถูก “Corner” ตั้งแต่เทรดวันแรก

แต่ผมก็ไม่จอง ผมคิดว่า IPO น่าจะเกือบทุกตัวนั้นมักมีราคาที่ตั้งไว้สูงกว่าพื้นฐานของหุ้น หรือที่เขาพูดกันว่า “It Probably Overpriced” และ “VI พันธุ์แท้” ไม่ควรซื้อหุ้นที่ราคาสูงกว่าพื้นฐานที่แท้จริง และก็ไม่ควรซื้อแม้ว่าในระยะเวลาอันสั้นราคาอาจจะสูงกว่าพื้นฐานมากขึ้นไปอีกมาก ซึ่งจะทำให้เราขายได้กำไรอย่างงดงาม เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ผมคิดว่าถึงได้กำไร มันก็ไม่เปลี่ยนแปลงสถานะของพอร์ตหุ้นเราเลย เราอาจจะได้เงิน แต่เราก็อาจจะเสียศรัทธา และความเชื่อของเราต่อหลักการแบบ VI ที่เราสร้างมานาน

ช่วงการเป็น VI ใหม่ ๆ อาจจะเป็นกว่า 10 ปี เมื่อมองย้อนหลังกลับไป ผมน่าจะเป็นนักลงทุนที่เรียกว่า “Value Speculator” หรือนักเก็งกำไรโดยอาศัยหลักการเลือกและเล่นหุ้นที่เป็น “Value Stock” คือ หุ้นที่มีราคาถูกกว่าพื้นฐานของกิจการ แต่จะเป็นการมองระยะสั้น และเน้นที่กำไรของบริษัทในระยะสั้น หุ้นเหล่านี้มักจะไม่ได้มีความเข้มแข็งมากนักแต่กำไรอาจจะกำลังเติบโตดี หุ้นมีขนาดเล็กที่ราคาอาจจะขึ้นไปได้เร็วเมื่อมีคนเข้ามาเล่น บางตัวก็ถูก Corner โดยนักลงทุนรายใหญ่ซึ่งทำให้ราคาวิ่งขึ้นไปมากมาย อย่างไรก็ตาม เวลาที่กำไรของบริษัทไม่เป็นไปตามคาดหรือเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ราคาก็ลงแรงพอกัน

ในระยะหลัง ๆ โดยเฉพาะที่พอร์ตมีขนาดใหญ่ขึ้น ผมก็เปลี่ยนเป็นการลงทุนแบบ VI ระยะยาวขึ้น และยาวขึ้น ลงทุนในหุ้นของกิจการที่จะอยู่อย่างมั่นคงปลอดภัย และเติบโตเร็วหรืออย่างน้อยก็เติบโตบ้างแบบช้า ๆ โดยไม่ค่อยสนใจว่างวดนี้หรืองวดหน้าหรือปีนี้หรือปีหน้ากำไรบริษัทจะโตพรวดหรือเปล่า เป็นการลงทุนที่ซื้อแล้วไม่มีเวลาที่คิดจะขาย แต่จะขายต่อเมื่อสิ่งที่เราคิดไว้ทีแรกเปลี่ยนไปแล้ว เช่น ธุรกิจหมดความสามารถในการแข่งขันหรือถูก Disrupt โดยเทคโนโลยีหรือรูปแบบการทำธุรกิจที่เปลี่ยนไป เป็นต้น

การหาข้อมูลแบบ VI คือ ดูกิจการหรือเข้าไป Visit Company คุยกับผู้บริหารโดยตรงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เปลี่ยนไปในอดีตบ่อยครั้ง ก่อนที่จะซื้อหุ้นผมมักจะอยากจะรู้จัก หรือพูดคุยกับผู้บริหารรวมถึงการเข้าไปชมโรงงานหรือกิจการว่าเป็นอย่างไร ดูดีหรือไม่ นอกจากนั้น ถ้าบริษัทขายสินค้าให้กับผู้บริโภค ผมก็จะต้องวนเวียนคอยสังเกตดูว่ามีลูกค้าเข้าชมหรือซื้อสินค้าของบริษัทมากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็มักจะได้ผลดี ซื้อแล้วหุ้นก็มักจะขึ้น

ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะมี VI คนอื่นก็เข้าไปพบบริษัท และผู้บริหาร และก็ซื้อหุ้นด้วยเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ต่อมาผมพบว่า เวลาเข้าไปพบบริษัท ข่าวก็คงออกมา และทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปก่อนที่เราจะซื้อ ทำให้ผมไม่อยากไป สุดท้าย ผมก็เลิกไปเลยเพราะดูแล้ว การเข้าไปเยี่ยมชม และฟังผู้บริหารก็อาจจะได้ข้อมูลที่ “ลำเอียง” ตอนหลังผมก็เลยดูจาก “ภายนอก” ดูจากข้อมูลทางตัวเลข และการวิเคราะห์ธุรกิจ และอุตสาหกรรมซึ่ง “หลอกไม่ได้”

การวิเคราะห์ “ผู้บริหาร” นั้น ในอดีตผมจะเน้นในเรื่องความซื่อสัตย์มีจรรยาบรรณเป็นประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องของฝีมือหรือความสามารถทางการบริหาร ซึ่งผมก็มักจะดูจากการตัดสินใจต่าง ๆ เช่น การลงทุนและการจัดสรรเงินที่ได้จากธุรกิจว่ามีความเหมาะสมแค่ไหน โดยเฉพาะการจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น ในส่วนของฝีมือในการบริหารนั้น บ่อยครั้งผมก็มักจะดูจากการพูดอธิบายกลยุทธ์ทางธุรกิจต่าง ๆ ของผู้บริหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายงาน และการแข่งขันกับคู่แข่ง

บ่อยครั้งผมมักจะประทับใจกับผู้บริหารที่มีโครงการและแผนงานเต็มไปหมดพร้อม ๆ กับการคาดการณ์ผลประกอบการที่น่าประทับใจ พูดง่าย ๆ ชอบผู้บริหารที่ “ขี้คุย” แต่ในระยะหลัง ๆ ความคิดผมก็เปลี่ยนไป ผมคิดว่าผู้บริหารที่ “โอ้อวดเกินความจริง” นั้น ส่วนใหญ่แล้วก็เพื่อกระตุ้นให้คนซื้อหุ้นมากกว่าความเป็นไปได้ของการเติบโตของธุรกิจ ดังนั้น ผมมักจะหลีกเลี่ยงหุ้นที่ผู้บริหารคุยโม้มากเกินไป

กลยุทธ์การลงทุนของผมในอดีตนั้น เป็นแบบ “Bottom Up” หรือเน้นแต่การดูตัวบริษัทเป็นหลัก โดยที่ไม่ให้ความสนใจกับภาพใหญ่ทางธุรกิจ เช่น ภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเลย นั่นอาจจะเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลดีโดยเฉพาะในประเทศที่กำลังเติบโตระยะยาวไปเรื่อย ๆ อย่างในตลาดหุ้นสหรัฐหรือไทยในช่วงก่อนหน้านี้หลายปี

อย่างไรก็ตามในระยะหลัง ผมก็เริ่มเปลี่ยน ผมคิดว่าหลักการแบบ VI ที่มีกำเนิดจากอเมริกา และประวัติศาสตร์การลงทุนที่เราเรียนรู้จากอเมริกานั้น ถึงปัจจุบันอาจจะใช้ไม่ได้กับตลาดหุ้นไทยที่เศรษฐกิจอาจจะเติบโตช้าลงมาก และถ้าเรายังคิด และวิเคราะห์เฉพาะตัวกิจการ เราอาจจะพลาด และติดหล่มอยู่ใน “หลุมทรายดูด” ได้ เพราะตัวบริษัทอาจจะไม่อยู่ในสภาวะที่จะเติบโตได้ดีแม้ว่าจะเก่งที่สุดแล้ว

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเวียดนามร่วง 3.29% จากแรงขายในกลุ่มการเงิน อุตสาหกรรมและ อสังหาฯ

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเวียดนามร่วง 3.29% จากแรงขายในกลุ่มการเงิน อุตสาหกรรมและ อสังหาฯ

วันนี้ (1 ก.พ. 66) ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนาม VN30 ปรับตัวลงแรง 3.29% จากแรงขายในหุ้นกลุ่มธนาคาร อุตสาหกรรม และอสังหาฯ หลังจากหลายบริษัทเริ่มทยอยรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2022 รวมถึงการขายเพื่อปิดความเสี่ยงของนักลงทุนก่อนการประชุมเฟดที่จะเกิดขึ้นในคืนนี้

โดยหุ้นการเงินโดยเฉพาะกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ในภาพรวมรายงานกำไร 4Q22 ลดลง YoY เนื่องจากความผันผวนของตลาดหุ้นเวียดนามในปีที่ผ่านมา และปัญหาด้านสภาพคล่องของระบบการเงินในเวียดนาม นอกจากนี้หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมรายใหญ่อย่าง Hoa Phat, Hoa Sen Group, Nam Kim Group และ VNSteel รายงานผลขาดทุนใน 4Q22 ซึ่งขาดทุนติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สอง เนื่องจากอุปสงค์เหล็กและราคาเหล็กในประเทศเวียดนามที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ DSC Securities โบรกเกอร์ในประเทศเวียดนามระบุว่าสาเหตุที่ตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวลงในวันนี้คือ 1) การขายเพื่อปิดความเสี่ยงของนักลงทุนก่อนการประชุมเฟดที่จะเกิดขึ้นในคืนนี้ 2) การขายทำกำไรหลังจากที่ตลาดฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในเดือนพ.ย. 2022 ที่ผ่านมา และ 3) ข่าวลือต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

FINNOMENA Investment Team มองว่าตลาดหุ้นเวียดนามยังคงเป็นตลาดที่มีความผันผวนในระยะสั้นเนื่องจากมีนักลงทุนลงรายย่อยเป็นสัดส่วนใหญ่ แต่หากพิจารณาในระยะกลางถึงยาวตลาดหุ้นเวียดนามมีทิศทางเชิงบวกมากขึ้นจากแนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนามเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นหลังรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนม.ค. 2023 ฟื้นตัวสู่ 47.40 จากระดับ 46.40 ในเดือนธ.ค. 2022 (แต่ยังอยู่ในโซนหดตัว) และมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อหลังจากจีนผ่อนคลายมาตร Zero Covid ด้าน Valuation ของตลาดหุ้นเวียดนามยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยปัจจุบัน P/E 12M ของตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ที่ 8.53 เท่า หรือ -1.54 S.D. ในรอบ 10 ปี รวมถึงยังมีแรงเข้าซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มเติม ซึ่งสะท้อนผ่านทาง Foreign Limit ของหุ้นต่าง ๆ ยังคงเต็มและมีค่า Premium ในระดับสูง เราจึงแนะนำสะสมเพื่อการลงทุนระยะยาวในกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

หรืออินเดียกำลังจะแซงจีน? I POCKET MONEY EP66

FINNOMENA CHANNEL
หรืออินเดียกำลังจะแซงจีน? I POCKET MONEY EP66

รับชมบน YouTube: https://youtu.be/hEHmVhE_TGU

เราอาจได้เห็นสหรัฐฯ ครองตำแหน่งประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งและจีนครองตำแหน่งอันดับสองมาเป็นเวลานาน แต่ดูเหมือนในช่วงสั้น ๆ นี้ประเทศจีนคงจะต้องร้อน ๆ หนาว ๆ เพราะมีอีกประเทศที่จ้องจะท้าชิงตำแหน่งเบอร์สองนี้อยู่เหมือนกัน นั่นคือประเทศอินเดีย แล้วปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศอินเดียน่าจับตามองมีอะไรบ้าง ติดตามในคลิปนี้ได้เลย

ปัจจัยที่ 1 คือการที่อินเดียกลายเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกแซงประเทศจีนไปแล้ว

  • อย่างที่รู้กันว่าการมีประชากรจำนวนมากจะเอื้ออำนวยต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งในแง่กำลังการบริโภคและกำลังการผลิต
  • แต่เดิมประเทศจีนเคยเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกและทั่วโลกต่างรับรู้ถึงจุดแข็งนี้ของจีนเป็นอย่างดี
  • จนกระทั่งมีรายงานจาก UN ระบุว่าจำนวนประชากรอินเดียจะแซงจีนในปี 2023 เร็วกว่าที่เคยได้คาดการณ์เอาไว้ถึง 4 ปี
  • นอกจากนี้จากการวิจัยของ อี้ ฟู่เสียน ประจำมหาวิทยาลัยวิสคอนซินยังได้ระบุว่าอินเดียมีจำนวนประชากรแซงหน้าจีนตั้งแต่ปี 2014 แล้ว
  • โดยตัวเลขประชากรจีนที่แท้จริงมีน้อยกว่า 1.3 พันล้านคน ไม่ใช่มากกว่า 1.4 พันล้านคนอย่างที่ทางการจีนได้ประกาศแต่อย่างใด
  • ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่เกือบทั่วโลกต้องเตรียมรับมือกับสังคมสูงวัย รวมถึงประเทศจีนที่ถึงขั้นต้องยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวและเปลี่ยนมาเป็นนโยบายลูกสามคน แต่อินเดียกลับยังเป็นประเทศที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวมากที่สุดในโลก
  • ข้อมูลจาก UN ระบุว่าเกือบ 70% ของประชากรอินเดียมีอายุต่ำกว่า 35 ปี และยังมีการขยายตัวของกลุ่มชนชั้นกลางในอัตราที่สูง
  • คาดว่าภายใน 10 ปีข้างหน้า อินเดียจะมีจำนวนชนชั้นกลางมากกว่า 800 ล้านคน  

ปัจจัยที่ 2 คือการที่อินเดียได้รับการยอมรับในฐานะประเทศที่เหมาะสำหรับการลงทุนและขยายธุรกิจแทนที่จีน

  • โดย Citigroup กลุ่มบริษัทการเงินชั้นนำของโลกได้ออกความเห็นว่าอินเดียเป็นประเทศที่เหมาะสำหรับการลงทุนธุรกิจมากกว่าจีน เนื่องจากมีเศรษฐกิจที่มั่นคงกว่าและมีความเสี่ยงทางการเมืองที่น้อยกว่า
  • อีกทั้งยังสังเกตได้ว่าหลายธุรกิจระดับโลกก็เริ่มพร้อมใจกันย้ายฐานผลิตจากจีนไปอินเดียมากขึ้น ทั้ง Apple, Google และ ISMC ซึ่งเป็นบริษัทผลิตชิปชื่อดัง 

ปัจจัยที่ 3 เรื่องความแข็งแกร่งของตลาดทุน

  • ในเดือนตุลาคมปี 2022 ดัชนี MSCI India สามารถเอาชนะดัชนี MSCI China ในระดับที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000
  • ช่วงที่ดัชนีจีนร่วง 23% เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ดัชนีอินเดียพุ่ง 10%
  • นอกจากนี้ค่า Correlation ระหว่างดัชนีจีนและอินเดียยังเป็นลบต่อเนื่องตั้งแต่พฤศจิกายน 2021 ยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งสะท้อนให้ความสัมพันธ์ที่มีทิศทางตรงกันข้ามกันระหว่างสองดัชนี จึงเริ่มเห็นสัญญาณการปรับพอร์ตของนักลงทุนที่ย้ายข้างมาฝั่งประเทศอินเดียมากขึ้น
  • อีกทั้งดัชนี MSCI Emerging Markets ก็ยังได้ปรับลดสัดส่วนหุ้นจีนและปรับเพิ่มสัดส่วนหุ้นอินเดียในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอีกด้วย 

ปัจจัยที่ 4 คือนโยบาย ‘Make in India’

  • เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2014 โดยการนำของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี
  • มีเป้าหมายสำคัญคือผลักดันให้อินเดียพึ่งพาตัวเอง ผลิตสินค้าเอง ลดการพึ่งพาจากต่างชาติ ลดเงินไหลออกจากประเทศ และเพิ่มกำแพงภาษีให้กับสินค้าต่างชาติ
  • เป็นนโยบายที่ส่งผลดีอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังปั่นป่วน นั่นคือเศรษฐกิจของอินเดียจะยังคงแข็งแกร่งและไม่ล้มตามกันเป็นโดมิโนอย่างประเทศอื่นนั่นเอง 

พบความสุดพิเศษสำหรับคุณได้ในทุกวัน ทั้งบทความให้ความรู้เกี่ยวกับกองทุนรวม หุ้น คริปโตฯ และการบริการ โปรโมชั่น ของรางวัลต่างๆ ที่คัดสรรมาเพื่อมอบให้กับสมาชิก FINNOMENA เท่านั้น
👉 สมัครสมาชิกเว็บไซต์ FINNOMENA https://finno.me/register-website


มือใหม่ห้ามพลาด! คอร์สเรียนพิเศษจาก FINNOMENA U "กองทุนรวม 101 สำหรับมือใหม่"

News Update: โควิดจีนใกล้สิ้นสุดแล้ว! ทางการเผยกรุงปักกิ่งมี ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ และการระบาดผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว

THE OPPORTUNITY
News Update: โควิดจีนใกล้สิ้นสุดแล้ว! ทางการเผยกรุงปักกิ่งมี ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ และการระบาดผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว

จีนเผยว่า เมืองหลวงอย่างปักกิ่งแตะระดับ ‘ภูมิคุ้มกันหมู่ชั่วคราว’ และการระบาดของโควิด-19 ใกล้ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่า คลื่นการระบาดของโควิด-19 ในจีนกำลังลดลงไปแล้ว

VOA Thai รายงานว่า ในอังคารที่ผ่านมา (31 ม.ค.) หวัง ฉวน อี้ รองผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค กล่าวว่า ปักกิ่งที่มีประชากร 22 ล้านคน มีระดับภูมิคุ้มกันหมู่เป็นการชั่วคราว และคลื่นการแพร่ระบาดในกรุงปักกิ่งครั้งนี้ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว

รองผอ.ซีดีซีจีน กล่าวว่า พบผู้ติดเชื้อแบบประปรายในกรุงปักกิ่งที่โคโรนาไวรัสมีโอกาสแพร่เชื้อได้ในระดับต่ำ และการลดลงของผู้ติดเชื้อทั่วประเทศแสดงให้เห็นว่า เทศกาลหยุดยาวช่วงตรุษจีนที่ผ่านมานี้ “ไม่ค่อยมีผลมากนัก” ต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศ

ที่ผ่านมา มีสัญญาณบ่งชี้ว่าการระบาดของโควิด-19 ในจีนผ่านพ้นจุดสูงสุดมาแล้ว หลังยอดเสียชีวิตจากโควิด-19 ทั่วประเทศลดลงเกือบ 80% นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ช่วงวันที่ 23-29 มกราคมที่ผ่านมา จำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ตามโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ลดลงมากกว่า 40% เมื่อเทียบกับช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า

ขณะที่กรุงปักกิ่งเตรียมตรวจหาระดับแอนติบอดี้ต่อโควิด-19 ในกลุ่มประชากรในเมืองหลวงของจีน ช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมนี้

อ้างอิง: https://www.voathai.com/a/beijing-has-hit-temporary-herd-immunity-official-says/6942093.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: AI ยังชนะตลาดไม่ได้? ChatGPT ยังไม่สามารถออกแบบ ETF ที่สามารถเอาชนะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ โดยให้เหตุผลว่าคาดเดาไม่ได้

THE OPPORTUNITY
News Update: AI ยังชนะตลาดไม่ได้? ChatGPT ยังไม่สามารถออกแบบ ETF ที่สามารถเอาชนะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ โดยให้เหตุผลว่าคาดเดาไม่ได้

อินโฟเควสท์รายงานว่า กองบรรณาธิการของ Bloomberg ได้ขอให้ ChatGPT โปรแกรมแชตบอต AI น้องใหม่ของบริษัท OpenAI สร้างพอร์ตกองทุนรวมดัชนีหรือ ETF ที่สามารถเอาชนะตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพื่อตรวจสอบว่า เทคโนโลยีใกล้จะเข้ามาทดแทนบรรดานักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญ และนักเก็งกำไรมากน้อยเพียงใด

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ChatGPT ‘ไม่สามารถ’ ออกแบบกองทุน ETF ที่สามารถเอาชนะตลาดหุ้นสหรัฐฯ​ได้

โดย ChatGPT ระบุว่า เป็นไปไม่ได้ที่ ChatGPT จะออกแบบกองทุน ETF ที่เอาชนะตลาดหุ้นสหรัฐ เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐนั้นเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลการดำเนินงานในอนาคต

ChatGPT ยังเตือนว่า องค์ประกอบของกองทุน ETF นั้นควรอิงตามการวิเคราะห์ตลาดอย่างละเอียดถี่ถ้วน รวมถึงต้องสอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละบุคคล

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวบลูมเบิร์กตั้งข้อสงสัยว่า ChatGPT อาจทราบเคล็ดลับในการเอาชนะตลาดหุ้นสหรัฐ เพียงแต่ฉลาดพอที่จะไม่คายความลับดังกล่าวออกมาฟรีๆ

ในตอนท้ายของการทดสอบ Bloomberg ได้ถามว่า ChatGPT ว่า AI สามารถเลือกหุ้นได้ดีกว่ามนุษย์หรือไม่?

คำตอบที่ได้คือ แม้ AI อาจมีศักยภาพในการเป็นเครื่องมือวิเคราะห์การลงทุนที่ลํ้าค่า แต่ก็ไม่ใช่สิ่งพิเศษที่สามารถเลือกหุ้นได้ดีกว่ามนุษย์ทุกครั้ง พร้อมแนะนำว่าควรค้นคว้าหาข้อมูลและปรึกษาที่ปรึกษาการลงทุนเสมอ

โดยปัจจุบันนั้นมีการนำเอไอมาช่วยในการลงทุนในตลาดเงินสหรัฐอยู่แล้ว รวมถึง กองทุนรวม โดยขณะนี้มีเอไอบางตัวที่สามารถเอาชนะตลาดเงินสหรัฐได้

อย่างเช่น AI Powered Equity ETF หรือ AIEQ เครื่องมือมูลค่า 102 ล้านดอลลาร์ที่สามารถมอบผลตอบแทนประมาณ 9.9% ในปี 2566 โดยนับจนถึงวันพุธที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับ 4.7% ของดัชนี S&P 500 Total Return Index

อ้างอิง:

https://www.ryt9.com/s/iq28/3393200 

https://thestandard.co/chatgpt-fund-design/ 

https://www.bloomberg.com/news/articles/2023-01-26/we-asked-chatgpt-to-make-a-market-beating-etf-here-s-the-result?srnd=premium-asia&sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

โบนัสออก เที่ยวไหนดี? 5 ทริปเที่ยวต่างประเทศใกล้ไทยในงบ 30,000 บาท

TechToro
โบนัสออก เที่ยวไหนดี? 5 ทริปเที่ยวต่างประเทศใกล้ไทยในงบ 30,000 บาท

ต้นปีแบบนี้เป็นช่วงที่พนักงานประจำหลายคนเฝ้ารอ เพราะช่วงนี้เป็นเทศกาล “โบนัสออก” ซึ่งหลายคนอาจจะวางแผนไว้แล้วว่าโบนัสปีนี้จะเอาไปทำอะไรดี แต่สำหรับใครที่ยังคิดไม่ออก วันนี้แอดมินได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจของ “5 ทริปเที่ยวประเทศใกล้ไทยในงบ 30,000 บาท” มาแล้ว

1. เกาหลี

เกาหลีเป็นหนึ่งในประเทศยอดนิยมของคนไทย เนื่องจากเป็นประเทศที่เดินทางไม่ไกล ใช้เวลาไม่นาน อีกทั้งคนไทยยังคุ้นชินกับวัฒนธรรมกับเกาหลีเป็นอย่างดี จากซีรีส์มากมายที่เข้ามาฉายในประเทศไทยกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

ค่าตั๋วเครื่องบินไป – กลับ : 10,000 – 14,000 บาท

ค่าที่พัก : 800 – 1,500 บาท ต่อคน ต่อคืน

ค่าอาหาร : 300 – 800 บาท ต่อมื้อ

ค่าเดินทาง : 300 บาท ต่อวัน

ระยะเวลาที่เหมาะสม : 5 – 7 วัน

2. ญี่ปุ่น

อีกหนึ่งเป้าหมายของการเดินทางยอดนิยมสำหรับคนไทย โดยเฉพาะคนที่เกิดในช่วงปี 1980 – 2000 ต้น ๆ เพราะเป็นช่วงที่วัฒนธรรมญี่ปุ่น ‘บูม’ ในไทยอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นมังงะ อนิเมะ ดนตรี หรืออาหารญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม อากาศสดชื่นบริสุทธิ์ที่คุ้มค่าจะไปสัมผัส

ค่าตั๋วเครื่องบินไป – กลับ : 12,000 – 14,000 บาท

ค่าที่พัก : 600 – 1,000 บาท ต่อคน ต่อคืน

ค่าอาหาร : 250 – 400 บาท ต่อมื้อ

ค่าเดินทาง : 200 – 300 บาท ต่อวัน

ระยะเวลาที่เหมาะสม : 5 – 7 วัน

3. สิงคโปร์

สิงคโปร์เป็นประเทศใกล้ไทยที่น่าท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ เนื่องจากค่าตั๋วราคาถูก มีโปรโมชั่นบ่อย และเดินทางไม่นาน ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง 30 นาที โดยประมาณ นอกจากนี้ยังไม่ต้องขอวีซ่า ไม่ต้องห่วงเรื่องภาษา เพราะใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้อย่างสบาย อีกทั้งยังเป็นสวรรค์ของนักชิม และนักช้อปอีกด้วย

ค่าตั๋วเครื่องบินไป – กลับ : 4,000 – 5,000 บาท

ค่าที่พัก : 700 – 1,500 บาท ต่อคน ต่อคืน

ค่าอาหาร : 250 – 400 บาท ต่อมื้อ

ค่าเดินทาง : 250 บาท ต่อวัน

ระยะเวลาที่เหมาะสม : 2 – 4 วัน

4. เวียดนาม

เวียดนามประเทศใกล้ไทย ที่ใคร ๆ ก็สามารถไปเที่ยวได้อย่างสะดวก และมักจะเป็นจุดหมายแรก ๆ ของคนไทยที่อยากจะลองเที่ยวต่างประเทศสักครั้ง เพราะเที่ยวง่าย ไม่มีทัวร์ก็เที่ยวได้ อีกทั้งยังขึ้นชื่อในเรื่องของทิวทัศน์ธรรมชาติอันหลากหลาย ชายหาด และหมู่เกาะที่สวยงาม นอกจากนี้อาหารเวียดนามอร่อย และราคาถูกอีกด้วย

ค่าตั๋วเครื่องบินไป – กลับ : 5,000 บาท

ค่าที่พัก :  700 – 1,500 บาท ต่อคน ต่อคืน

ค่าอาหาร : 150 – 300 บาท ต่อมื้อ

ค่าเดินทาง : 150 บาท ต่อวัน

ระยะเวลาที่เหมาะสม : 3 – 5 วัน

5. สปป.ลาว

ลาว เป็นประเทศที่สวยงาม เป็นมิตร น่าตื่นเต้นและยังติดอันดับต้น ๆ ประเทศที่ได้รับการชื่นชมจากนักท่องเที่ยว เพราะมีทั้งธรรมชาติที่สวยงาม สัมผัสวิถีชนกลุ่มน้อย ผจญภัยในการเดินป่า และผ่อนคลายไปกับแม่น้ำมากกว่า 40 แห่งในประเทศ

ค่าตั๋วเครื่องบินไป – กลับ : 5,000 บาท

ค่าที่พัก : 500 – 1,000 บาท ต่อคน ต่อคืน

ค่าอาหาร : บาท ต่อมื้อ

ค่าเดินทาง : 300 บาท ต่อวัน

ระยะเวลาที่เหมาะสม : 5 – 7 วัน

บทความโดย คุณานันต์ TechToro

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นฮ่องกงร่วง -2.7% นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เหตุกังวลผลการประชุม Fed

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นฮ่องกงร่วง -2.7% นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เหตุกังวลผลการประชุม Fed

วันนี้ (30 ม.ค. 66) ตลาดหุ้นฮ่องกง Hang Seng ปรับตัวลงแรง -2.7% หลังจากที่ตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวบวกต่อเนื่องมาตลอดเดือนมกราคม โดยปัจจัยหลักมาจากแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ก่อนการประชุม FOMC สหรัฐฯ ในช่วงกลางสัปดาห์นี้ โดยหุ้นกลุ่มที่ปรับตัวลงมาแรงเป็นหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี อย่างหุ้น JD.com ที่ลดลง -5.6% จากการประกาศว่าจะยกเลิกการทำธุรกิจ E-commerce ในอินโดนีเซียและไทย โดยในไทยจะยุติการให้บริการในวันที่ 3 มีนาคม โดยเหตุผลหลักมาจากการแข่งขันที่สูงในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนหุ้น Alibaba ปรับลงแรง -7.1% หลังจากที่มีข่าวว่าจะย้ายสำนักงานใหญ่ออกจากหางโจวในภาคตะวันออกของจีน ไปยังสิงคโปร์แทน

FINNOMENA Investment Team มองว่าการปรับตัวลงในครั้งนี้เป็นการปรับตัวลดลงในระยะสั้น โดยตลาดหุ้นฮ่องกงยังคงมีปัจจัยบวกฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนภายในปีนี้ (2566) จากรัฐบาลจีนผ่อนคลายมาตรการคุมโควิดและการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมี Pent Up Demand จากภาคการบริโภคในประเทศจีนหากจีนมีการผ่อนคลายมาตราการคุมเข้มโควิดอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่ท่าทีที่เข้มงวดน้อยลงของรัฐบาลจีนต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนให้ฟื้นตัวได้ดีขึ้น
ในแง่ของ Valuation ของหุ้นจีนหลาย ๆ ดัชนีอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในดัชนี Hang Seng Index (P/E 12M 12x) จากสถิติในอดีตมักเป็นจุดสะสมที่ให้ผลตอบแทนที่ดี รวมไปถึงสามารถทยอยสะสมกองทุนหุ้นจีนต่าง ๆ อาทิ K-CHINA-A(A), KT-Ashares-A และ P-CGREEN

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Sony ย้ายฐานผลิตกล้องดิจิทัลจากจีนมาไทย สำหรับตลาดญี่ปุ่น สหรัฐฯ และยุโรป ตามแผนลดพึ่งพาจีน

THE OPPORTUNITY
News Update: Sony ย้ายฐานผลิตกล้องดิจิทัลจากจีนมาไทย สำหรับตลาดญี่ปุ่น สหรัฐฯ และยุโรป ตามแผนลดพึ่งพาจีน

ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า โซนี่ กรุ๊ป ประกาศย้ายฐานการผลิตกล้องดิจิทัลสำหรับตลาดญี่ปุ่น สหรัฐ และยุโรป จากจีนมายังประเทศไทย ตามแผนป้องกันซัพพลายเชนด้วยการลดการพึ่งพาจีน โดยหลังจากนี้โรงงานในจีนจะผลิตกล้องสำหรับขายในแดนมังกรเท่านั้น และจะมีการสำรองเครื่องจักรบางส่วนเพื่อเป็นฐานผลิตสำรองในกรณีฉุกเฉิน

การตัดสินใจย้ายฐานของยักษ์อิเล็กทรอนิกส์สัญชาติญี่ปุ่นครั้งนี้เป็นผลจากความตึงเครียดระหว่างจีน-สหรัฐที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งไลน์การผลิตกล้องดิจิทัลสำหรับขายในตลาดสหรัฐเป็นส่วนแรกที่ถูกย้ายออกจากจีน ก่อนที่ไลน์สำหรับตลาดยุโรปและญี่ปุ่นจะย้ายตามออกมาเมื่อช่วงสิ้นปี 2565 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม โซนี่ยืนยันว่าไม่มีแผนยุติการทำตลาดกล้องดิจิทัลในจีน นอกจากนี้ บริษัทยังคงเดินสายการผลิตสินค้าอื่น ๆ ในจีนเพื่อส่งออกไปยังตลาดโลกตามเดิม ไม่ว่าจะเป็นเลนส์กล้อง ทีวี และเครื่องเกม

นอกจากความตรึงเครียดทางการเมืองแล้ว ผลกระทบจากนโยบายซีโร่โควิดเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ช่วงที่ผ่านมาหลายบริษัทต่างเริ่มเดินแผนลดการพึ่งพาจีนลงเช่นกัน อาทิ แคนนอนที่ย้ายไลน์การผลิตกล้องดิจิทัลบางส่วนจากจีนกลับมายังญี่ปุ่นเมื่อปี 2565 หรือไดกิ้นที่วางแผนสร้างเครือข่ายซัพพลายเชนที่ไม่ต้องพึ่งพาชิ้นส่วนจากจีน เป็นต้น

ทั้งนี้ ตามข้อมูลของบริษัทวิจัยยูโรมอร์นิเตอร์คาดว่า ในปี 2022 โซนี่มียอดขายกล้องดิจิทัลตระกูลอัลฟาทั่วโลกประมาณ 2.11 ล้านเครื่อง ในจำนวนนี้ตลาดจีนมีสัดส่วนเพียง 1.5 แสนเครื่อง

สำหรับประเทศไทย โซนี่มีบริษัทในเครือ 3 แห่งคือ

1.บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด-ทำหน้าที่ทำการตลาด จัดจำหน่ายสินค้าและให้บริการหลังการขาย

2.บริษัท โซนี่ เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด-ผลิตเครื่องรับโทรทัศน์สี, LCD, เครื่องเสียงติดรถยนต์, เครื่องนำทางติดรถยนต์ และกล้องดิจิทัล ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี

3.บริษัท โซนี่ ดีไวซ์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด-เป็นฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และเป็นฐานผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งแรกนอกประเทศญี่ปุ่น

อ้างอิง:

https://www.prachachat.net/marketing/news-1189803

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย ถูกแฉฉ้อโกง-ตกแต่งบัญชี หุ้น Adani ถูกขายไม่หยุด สูญความมั่งคั่งวันเดียว $2 หมื่นล้าน อันดับเศรษฐีโลกหล่นอยู่ที่ 7

THE OPPORTUNITY
News Update: บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย ถูกแฉฉ้อโกง-ตกแต่งบัญชี หุ้น Adani ถูกขายไม่หยุด สูญความมั่งคั่งวันเดียว $2 หมื่นล้าน อันดับเศรษฐีโลกหล่นอยู่ที่ 7

ความมั่งคั่งของโกตัม อดานี (Gautam Adani) มหาเศรษฐีชาวอินเดีย ผู้ครองตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของเอเชีย วบเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเวลา 4 วัน หลังเจอข้อกล่าวหาปั่นหุ้น ฉ้อโกง และเลี่ยงภาษี

ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า โกตัม อดานี เจ้าของอาณาจักร อดานี กรุ๊ป (Adani Group) กำลังเผชิญข้อกล่าวหาปั่นหุ้น ฉ้อฉลตกแต่งบัญชี และเลี่ยงภาษี บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ส่งผลให้ความมั่งคั่งของเขาลดฮวบลงไปอย่างรวดเร็ว

โดยโกตัม อดานี คือบุคคลที่ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากที่สุดในโลกในช่วงการระบาดของโควิด-19 โดยในปี 2563 ความมั่งคั่งของเขาเพิ่มขึ้นประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2565 เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

มูลค่าตลาดของหุ้นในบริษัทจดทะเบียนแห่งต่างๆ ในเครืออดานี กรุ๊ป หายวับราว 50,000 ล้านดอลลาร์ หลังจากเมื่อวันศุกร์ราคาหุ้นอดานี เอ็นเตอร์ไพรซ์ ซึ่งเป็นธุรกิจเรือธงของกลุ่ม ดิ่งลงเกือบ 20% ขณะที่หุ้นบริษัทจดทะเบียนในเครือบางแห่งร่วงหนักกว่านั้น ทำให้ต้องระงับการซื้อขายอัตโนมัติตามกฎของตลาดมุมไบ

ด้านผู้จัดการออนไลน์ระบุว่า อดานีหล่นจากอันดับ 3 ในตารางมหาเศรษฐกิจโลกของนิตยสารฟอร์บส์ไปอยู่อันดับ 7 เมื่อเวลานี้เขามีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิในระดับ 96,700 ล้านดอลลาร์

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นไม่วันหลังจากฮินเดนเบิร์ก รีเสิร์ช บริษัทอเมริกันที่เชี่ยวชาญการทำชอร์ตเซลล์ได้เผยแพร่งานยาวเกือบ 100 หน้า ชื่อว่า “Adani Group: How the World’s 3rd Richest Man is Pulling the Largest Con in Corporate History” ที่กล่าวหาว่า อดานีมีการปั่นหุ้น ยักย้ายถ่ายเทหุ้น มีการฉ้อฉลทางบัญชีในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา และมีการตั้งบริษัทในต่างประเทศเพื่อกระทำทุจริต และใช้ในการเลี่ยงภาษี

การเผยแพร่รายงานนี้เกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ (FPO) ของบริษัท Adani Enterprise มูลค่า 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ฝั่งอดานี กรุ๊ป ตอบโต้โดยออกแถลงการณ์ถึงรายงานนี้ว่า “รายงานนี้เป็นการผสมผสานที่มุ่งร้ายของการเลือกข้อมูลที่ผิด ๆ และข้อกล่าวหาเก่า ไม่มีมูลความจริง และน่าอดสู ซึ่งผ่านการตรวจสอบและปฏิเสธโดยศาลสูงสุดของอินเดียแล้ว”

และแถลงการณ์ยืนยันว่า กลุ่มบริษัทอดานีปฏิบัติตามกฎหมายมาโดยตลอด และรักษามาตรฐานสูงสุดของการทำธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล

อ้างอิง:

https://www.prachachat.net/world-news/news-1189489 

https://mgronline.com/around/detail/9660000009072

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ย้อนดูการเติบโตของบิตคอยน์ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา

Bitkub Exchange
ย้อนดูการเติบโตของบิตคอยน์ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา

บิตคอยน์ (Bitcoin) คือ สกุลเงินดิจิทัลที่เกิดจากแนวคิดของการที่จะแก้ปัญหาการเงินรูปแบบเก่าที่ถูกควบคุมและแทรกแซงกลไกตลาดจากคนกลาง ด้วยการสร้างสกุลเงินที่ผู้ใช้งานสามารถแลกเปลี่ยนกันอย่างอิสระได้ โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง (Decentralised) แต่ใช้เทคโนโลยี Blockchain มาช่วยรองรับการทำงานแทน ซึ่งผู้ใช้ทุกคนในเครือข่ายสามารถเข้าถึงและตรวจสอบทุกธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนบล็อกเชนนั้นได้อย่างอิสระ บิตคอยน์ได้ถือกำเนิดมาอยู่ในโลกการเงินดิจิทัลครบ 14 ปีแล้ว วันนี้จะพาย้อนเวลาไปตั้งแต่วันแรกที่บิตคอยน์เกิดขึ้นและการเติบโตในแต่ละปีของบิตคอยน์กัน

(บิตคอยน์คืออะไร? สำหรับนักลงทุนมือใหม่อ่านได้ที่นี่ www.bitkub.com/th/blog/what-is-bitcoin-8e94e8b61b5e)

การเติบโตของบิตคอยน์ใน 14 ปีที่ผ่านมา

2008 – เกิดการเคลื่อนไหวครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2008 เป็นวันที่คำว่า Bitcoin (บิตคอยน์) ปรากฎขึ้นในอินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งคำนี้ถูกระบุอยู่ในเอกสารที่ชื่อว่า Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System เป็นเอกสารที่อธิบายรายละเอียดของบิตคอยน์อย่างละเอียดหรือ Whitepaper จากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ใช้นามแผงว่า “ชาโตชิ นากาโมโตะ” สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่าน Bitcoin Whitepaper สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ https://bitcoin.org/en/bitcoin-paper

ย้อนดูการเติบโตของบิตคอยน์ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา

Source: Bitkub.com

2009 – หลังจากซาโตชิสร้างบล็อกแรกขึ้นบนบล็อกเชนของบิตคอยน์ หรือที่ในวงการเรียกว่า Genesis block เครือข่ายบิตคอยน์ เครือข่ายก็ได้เริ่มการทำงานอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2009

2010 – การใช้บิตคอยน์ในการซื้อสินค้าได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกหลังจากบิตคอยน์เกิดขึ้นได้เพียง 2 ปีกว่า ๆ โดยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2010 โปรแกรมเมอร์บริษัทขายสินค้าออนไลน์แห่งหนึ่งในรัฐฟลอริดานามว่า ลาสซ์โล ฮันแยชซ์ ใช้บิตคอยน์ในการซื้อพิซซ่า Papa John’s จำนวน 2 ถาดในราคา 10,000 BTC ซึ่งในขณะนั้นมีราคาเพียงแค่ 0.04 ดอลลาร์สหรัฐ แต่หากคิดมูลค่าในปัจจุบันก็เท่ากับ 7,531,529,100 ดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว ซึ่งวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปีก็ถูกกำหนดให้เป็นวัน Bitcoin Pizza Day ด้วย

ย้อนดูการเติบโตของบิตคอยน์ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา

Source: Business Today

2011 – ตลาดแลกเปลี่ยนซื้อขายคริปโตฯ ในต่างประเทศเริ่มลิสต์บิตคอยน์มาให้ซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งทำให้ราคาของบิตคอยน์จากเดิมที่ประมาณ 1 ดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ ได้ขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 32 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน คิดเป็นการเติบโตถึง 3,200% ภายในเวลาเพียง 3 เดือน

2012 – เกิด Bitcoin Halving ครั้งแรก ในปี 2012 ในช่วงปี 2012 ก่อนการ Halving บิตคอยน์มีมูลค่าอยู่ที่ 2.01 ดอลลาร์สหรัฐ  ซึ่งหลังจากการ Halving ครั้งแรก ซึ่งรางวัลลดลงจาก BTC ต่อบล็อก เป็น BTC ต่อบล็อก ราคาของบิตคอยน์เพิ่มขึ้นไปสูงถึง 270.94 ดอลลาร์สหรัฐ (ราคาพุ่งขึ้นสูงถึง 13,480%) หลังจากนั้นราคาก็ค่อย ๆ ลดลงถึง 70% จนถึงมูลค่าที่ควรจะเป็น

2013 – เป็นปีที่ราคามีการเคลื่อนไหวรุนแรงมากที่สุดปีหนึ่ง ได้พุ่งขึ้นไปถึงระดับ 220 ดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนเมษายน แต่ก็ย่อกลับลงแถว 70 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างรวดเร็วภายในเดือนเดียวกัน แต่ราคาไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ ราคากลับมาพุ่งขึ้นต่ออีกครั้งในเดือนธันวาคม คราวนี้ขึ้นไปถึงระดับ 1,156 ดอลลาร์สหรัฐ และก็เช่นเดิม หลังจากที่ราคาได้ขึ้นไปทำระดับสูงสุด ราคาก็ย่อลงมาอย่างรวดเร็วที่ 315 ดอลลาร์สหรัฐ

ในปีเดียวกัน People’s Bank of China ได้ประกาศห้ามสถาบันทางการเงินในประเทศทำธุรกรรมใด ๆ ด้วยบิตคอยน์ ส่งผลให้ราคาบิตคอยน์ลดลงอย่างหนักและเข้าสู่ขาลงในปีต่อมา

2014 – 2015 บิตคอยน์เริ่มปรับฐานใหม่เข้าสู่ขาลง โดยลงไปทำระดับต่ำสุด 314 ดอลลาร์สหรัฐ ราคาได้รับการกระทบกระเทือนขึ้น ๆ ลง ๆ จากปัจจัยหลายประการ ตั้งแต่การยอมรับโดย PayPal ยักษ์ใหญ่ด้านการชำระเงินและเทคโนโลยีที่ใหญ่โตอย่าง Microsoft ไปจนถึงคำสั่งขายจำนวนมหาศาลจาก ‘BearWhale’ (กลุ่มนักลงทุน Whale ที่ใช้โอกาสในการเข้าซื้อขายในช่วงสั้น ๆ) และการปราบปรามที่มีข่าวลือโดยทางการจีน และในปี 2015 เริ่มกลับขึ้นมาได้เล็กน้อยที่ 434 ดอลลาร์สหรัฐ

2016 – เกิด Bitcoin Halving ครั้งที่ 2 ได้เกิดขึ้นในปีนี้ ในช่วงก่อนการ Halving บิตคอยน์มีมูลค่าอยู่ที่ 664.44 ดอลลาร์สหรัฐ และหลังจากการ Halving ครั้งที่ 2 จะเหลือ 12.5 BTC ต่อบล็อก ในช่วงแรกราคาไม่หวือหวามากนัก แต่ราคาก็ค่อยขยับขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระดับ 998 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงสิ้นปี

2017 – เกิดการอัปเดตเครือข่ายของบิตคอยน์ครั้งสำคัญที่ชื่อว่า Segwit (Segregated Witness) จากการอัปเดตครั้งนี้ นักพัฒนาให้ความเห็นว่ามีจะส่วนช่วยแก้ปัญหาการโอนบิตคอยน์ให้รวดเร็วขึ้นเพราะช่วยจัดการปัญหาความหนาแน่นในการทำธุรกรรม และใช้ค่าธรรมเนียมถูกลง

2018 – 2019 เป็นช่วงปีที่ราคาของบิตคอยน์แกว่งและย่อตัวลง หลังจากที่ขึ้นไปทำระดับสูงสุดใหม่เรียบร้อยในปี 2017 สำหรับในประเทศไทยการซื้อขายบิตคอยน์เริ่มเป็นที่แพร่หลายและสะดวกมากขึ้น จากการเปิดตัวของกระดานซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างบิทคับเอ็กซ์เชนจ์และอื่น ๆ  ที่เปิดโอกาสให้คนไทยสามารถซื้อขาย บิตคอยน์และคริปโตเคอร์เรนซีด้วยเงินบาทได้ด้วยตัวเอง

2020 – เป็นปีที่คนไทยคนเริ่มรู้จักบิตคอยน์และคริปโตฯ กันมากขึ้น พร้อมกับเป็นช่วงการระบาดหนักของโควิด-19 ทำเศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงัก ธนาคารกลางสหรัฐรวมถึงอีกหลาย ๆ ประเทศจึงต้องพยุงเศรษฐกิจเอาไว้ด้วยมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ Quantitative Easing (QE) อัดฉีดเงินเพิ่มด้วยการพิมพ์เงินไม่จำกัด จนส่งผลให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อขั้นรุนแรงตามมา นักลงทุนส่วนหนึ่งตัดสินใจถือสินทรัพย์ทางเลือกอย่างบิตคอยน์และสกุลเงินอื่นเพื่อหนีจากเงินเฟ้อ

ซึ่งในปีเดียวกันนี้ Bitcoin Halving ครั้งที่ 3 ก็ได้เกิดขึ้นด้วย ซึ่งทำให้รางวัลจากการขุดลดลงจาก 12.5 BTC ต่อบล็อก เป็น 6.25 BTC ต่อบล็อก โดยช่วงต้นปี 2020 บิตคอยน์ถูกซื้อขายที่ 9,000 ดอลลาร์สหรัฐ และในช่วงปลายปี ราคาก็ขึ้นไปทำระดับสูงสุดเหนือกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ย้อนดูการเติบโตของบิตคอยน์ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา

Source: Investopedia

2021 – ราคาบิตคอยน์ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนไปถึง 65,000 ดอลลาร์สหรัฐ (All-time High) ในช่วงปีนี้บิตคอยน์เริ่มเป็นที่รู้จักและเป็นที่พูดทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยด้วย เป็นผลต่อเนื่องมาจากวิกฤตโควิด ส่วนหนึ่งมาจากการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น MicroStrategy ที่เลือกถือ บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์สำรอง หรือ Morgan Stanley ที่เริ่มให้บริการเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซี เรียกได้ว่าเป็นปีที่มีผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาในวงการกันอย่างล้นหลาม รวมถึงรัฐบาลประเทศเอลซัลวาดอร์ ที่เดินหน้าอนุมัติให้บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ที่สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายเป็นประเทศแรกของโลก ส่งผลให้นักลงทุนกลับมามุมมองที่ดีต่อตลาดคริปโตฯ

แต่ในปีเดียวกันก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้บิตคอยน์แกว่งไปมา เช่น เหตุการณ์ที่รัฐบาลจีนก็ได้ประกาศห้ามประกอบกิจการเกี่ยวกับการขุดคริปโตเคอร์เรนซีในประเทศ ส่งผลให้ราคาบิตคอยน์ลดลงอย่างรวดเร็ว

2022 – ถือเป็นช่วงที่สินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ในสภาวะตลาดหมี (Bear Market) มูลค่าของบิตคอยน์ในตลาดโลกลดลงถึง 60% ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงเฉพาะพี่ใหญ่ของวงการที่ได้รับผลกระทบสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นด้วย อย่างเช่น Terra ที่มูลค่า -100% หรือแม้แต่ Ether, Solana, Cardano ก็ไม่สามารถหนีวิกฤตการณ์ครั้งนี้ได้เช่นกัน

2023 – ปีแห่งความหวังของบิตคอยน์ จากสภาวะตลาดหมีและเงินเฟ้อที่ส่งผลให้วงการสินทรัพย์ดิจิทัลผันผวนสูงอย่างคริปโตและโทเคนให้แกว่งไปมา รวมถึงพี่ใหญ่อย่างบิตคอยน์ด้วย ช่วงต้นปีที่ผ่านมาเราเริ่มได้เห็นการฟื้นตัวครั้งใหม่ของบิตคอยน์ที่เริ่มปรับฐานและมีแนวโน้มของราคาไปในทิศทางที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับตัวชี้วัด Relative Strength Index (RSI) ที่เกิน 70 แสดงให้เห็นสัญญาณ Overbought และกราฟที่ทำทรงคล้ายกับการฟื้นตัวของตลาดหมีรอบที่แล้ว นักลงทุนหลายคนเริ่มมีความหวังกับการขยับตัวในครั้งนี้ แต่ก็ต้องจับตามองกันต่อไปว่าจะมีปัจจัยใดที่ทำให้ราคาแกว่งขึ้นลงได้อีกบ้าง

ในปีต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นกับบิตคอยน์

ชาโตชิ นากาโมโตะ ผู้สร้างบิตคอยน์ได้ฝังชุดคำสั่งไว้ในบล็อกเชน โดยกำหนดไว้ว่ารางวัลจากขุดจะลดลง “ครึ่งหนึ่ง” ทุก ๆ 210,000 บล็อก แต่ละบล็อกจะถูกสร้างขึ้นทุก 10 นาที ดังนั้น 210,000 บล็อก จะใช้เวลาโดยประมาณ 4 ปี และรางวัลจากการขุดจะลดลงทุก ๆ 4 ปี เรียกกันว่า Bitcoin Halving ซึ่งหมายความว่า อุปทาน (Supply) ของบิตคอยน์ที่ค่อนข้างจำกัดอยู่แล้ว จะยิ่งจำกัดลงไปอีกซึ่งรางวัลจะลดลงจาก 6.25 BTC ต่อบล็อก เป็น 3.125 BTC ต่อบล็อก ในทางทฤษฎีราคาของบิตคอยน์อาจจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกครั้งที่เกิดปรากฏการณ์ Bitcoin Halving ตามภาพประกอบโดยเส้นสีฟ้าคือช่วงที่เกิด Bitcoin Halving

ย้อนดูการเติบโตของบิตคอยน์ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา

Source: Bitkub.com

โดยกำหนดการที่คาดว่าการ Halving จะแล้วเสร็จอยู่ในช่วงอีก 460 วันข้างหน้า (นับจากวันที่เขียนบทความ 26 มกราคม 2023)  สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามได้ผ่านทาง Bitcoin Halving Countdown https://www.bitkub.com/halving/

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการคาดการณ์ โดยวิเคราะห์จากข้อมูลในอดีตเท่านั้น ไม่สามารถรับรองได้ว่าราคาบิตคอยน์จะปรับขึ้นอีกหลัง Bitcoin Halving ครั้งต่อไปได้ นักลงทุนควรมีวิจารณญาณ และบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสม และศึกษาทำความเข้าใจสินทรัพย์ที่จะลงทุนให้ละเอียดด้วย

อ้างอิง: Bitkub Blog, Bitcoin Addict, Bitcoin.org, Bitcoin Halving Countdown, CNBC

บทความโดย bitkub.com/blog


คำเตือน

คริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ | สินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ | ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีตหรือผลการดําเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทน ของสินทรัพย์ดิจิทัลหรือผลการดําเนินงานในอนาคต

ธีมลงทุน ROW เหล้าเก่าในขวดใหม่ แทนที่การลงทุนในสหรัฐ

DR.JITIPOL PUKSAMATANAN
ธีมลงทุน ROW เหล้าเก่าในขวดใหม่ แทนที่การลงทุนในสหรัฐ

ทุกยุคทุกสมัย มักมีธีมการลงทุนหมุนเวียนเปลี่ยนไปอยู่ตลอด

ตั้งแต่ธีมญี่ปุ่นช่วงค.ศ. 1990 หุ้น Internet ช่วงปี 2000 กลุ่มธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐและยุโรปในปี 2007 BRIC ในช่วงค.ศ. 2011 มาจนถึง FAANG สหรัฐในทศวรรษ 2010s

สำหรับปี 2023 นักลงทุนหลายท่านเริ่มสังเกตเห็นว่าธีมลงทุนในหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน ยุโรป หรือ Emerging Markets ทยอยทำผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นกว่าหุ้นสหรัฐ

นักลงทุนเรียกธีมเหล้าเก่าในขวดใหม่เหล่านี้ว่า Rest Of World หรือย่อสั้นๆ ว่า ROW และเริ่มมีหลายสำนักมองว่า ROW จะกลายเป็นการลงทุนชั้นนำแห่งทศวรรษ เราจึงควรศึกษากลุ่ม ROW ว่าประกอบด้วยการลงทุนใด มีเหตุผลแค่ไหน และอะไรความเสี่ยงหรือโอกาสทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ROW ที่สำคัญที่สุดคือ “หุ้นจีน” ที่มาพร้อมกับฉากจบนโยบาย Zero-Covid มุมมองการลงทุนพลิกเป็นบวกฉับพลัน

ย้อนกลับไปปลายปี 2022 จะพบว่าดัชนีหุ้นจีนทั้ง CSI 300 และ Hang Seng China Enterprises Index กลับตัวทำผลตอบแทนขึ้นนำ S&P500 กว่า 10 และ 30% ตั้งแต่สิ้นสุดการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นต้นมา

ในระยะสั้น ด้วยการผ่อนคลายนโยบาย Zero-Covid ตลาดมองว่ารายได้ของหุ้นจีน A-Share จะกลับไปเติบโตได้ถึง 25% ขณะที่ฝั่ง H-Share รายได้อาจไม่หดตัว ถ้าเกิดขึ้นจริงหุ้นจีนจะเป็นหนึ่งในการลงทุนที่น่าสนใจมากกว่าสหรัฐที่กำลังถูกกดดันด้วยดอกเบี้ยสูง

ในอนาคต ตลาดคาดหวังว่าจีนจะเป็นหัวหอกของ ROW เนื่องจากมีการเติบโตที่สูงกว่าและ Valuation ที่ถูกกว่าสหรัฐ

ความเสี่ยงที่ต้องจับตาหลักจึงเป็นประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ และโครงสร้างหนี้ที่อาจทำให้จีนติดกับวิกฤติเศรษฐกิจเช่นเดียวกับญี่ปุ่นในอดีต

ต่อมาคือการลงทุนใกล้สหรัฐอย่าง “ยุโรป” ได้แรงหนุนทั้งจากความร่วมมือทางการเมืองและเงินยูโรที่แข็งค่า

การลงทุนในหุ้นยุโรปเป็นแนวโน้มใหญ่ที่ underperform หุ้นสหรัฐมาตั้งแต่ปี 2010 การกลับตัวขึ้นนำของ STOXX600 เทียบกับ S&P500 กว่า 10% ตั้งแต่ปลายปี อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนรอบใหม่ที่ยิ่งใหญ่และยาวนานไม่แพ้กัน

จุดสำคัญที่คาดว่าจะทำให้หุ้นยุโรปกลายเป็น ROW ที่น่าสนใจได้ คือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ที่เห็นได้ชัดจากการร่วมต่อสู้กับวิกฤติพลังงาน

ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง สร้างความเชื่อมั่น หนุนเงินยูโรแข็งค่า ส่งผลด้านบวกกับ Valuation และลดความผันผวนของรายได้ไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ดี ยุโรปเป็น ROW ที่ไม่ได้มีการเติบโตของรายได้สูงกว่าสหรัฐมาก ความเสี่ยงหลักจึงเป็นเรื่องการแข่งขัน เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด และกฎเกณฑ์ทางธุรกิจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

กลุ่มสุดท้ายคือ”Emerging Markets ที่มักฟื้นตัวได้ดีในช่วงที่นโยบายการเงินสหรัฐและค่าเงินดอลลาร์ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว

ดัชนี Global EM Aggregate ในสกุลเงิน USD เอาชนะ US Global Aggregate ได้ถึง 5% ตั้งแต่ดอลลาร์เข้าสู่โหมดอ่อนค่าและยีลด์สหรัฐติดแนวต้านในเดือนตุลาคม 2022

การกลับตัวของดอลลาร์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งในอดีต เช่น ก.ย. 1998 ก.พ. 2002 หรือ มี.ค. 2009 ทุกครั้งจะหนุนให้มีเงินลงทุนเคลื่อนตัวจาก Developed Market มาที่ EM กลายเป็นกระแสการลงทุนรอบใหม่

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องระวังไม่ต่างจากในอดีต คือความผันผวนของรายได้ที่สูง และระดับ Valuation ที่ปรับตัวขึ้นได้ยาก เนื่องจาก พื้นฐานของ EM ส่วนใหญ่เป็น Commodity Economy

ถึงตรงนี้นักลงทุนคงเข้าใจส่วนประกอบ โอกาสและความเสี่ยงของธีม ROW แล้ว คำถามต่อมาคือ เราควรปรับพอร์ตรับธีมลงทุน ROW นี้อย่างไร

จุดแรก ผมมองว่าธีม ROW เน้นถึงความสำคัญของการกระจายการลงทุน

เพราะ ROW ประกอบด้วยหลายกลุ่มการลงทุนที่มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน จึงเป็นจังหวะที่ดีที่เราจะลดการกระจุกตัวของพอร์ต นอกจากจะได้ลุ้นกับการฟื้นตัวของ ROW แล้วยังได้ประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยงอีกด้วย

สอง ROW ชี้ให้เห็นว่าบอนด์อาจเป็นมากกว่าการลดความเสี่ยงของพอร์ต

บทที่ชัดเจนมากคือการสร้างผลตอบแทน เพราะจุดเริ่มต้นของ ROW อยู่บนดอกเบี้ยที่สูง อนาคตถ้าเศรษฐกิจดี ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ก็จะต่ำ แต่ถ้าเศรษฐกิจแย่ ก็จะได้แรงหนุนจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินมาแทน เป็นจังหวะที่หาผลตอบแทนได้ทั้งขาขึ้นและขาลง

อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญของธีม ROW คือ Valuation

เพราะการลงทุนในและนอกสหรัฐ มีความแตกต่างสำคัญที่สุดอยู่ที่ระดับ P/E Multiple ชัยชนะของ ROW ในทศวรรษที่จะถึงนี้ อาจเป็นไปได้ทั้งจากการเพิ่มขึ้นของ Multiple ของหุ้นทั่วโลกไปสู่ระดับเดียวกับสหรัฐ แต่ก็อาจเป็นไปได้เช่นกันที่จะเกิดจาก Valuation ของสหรัฐ ลดลงมาเท่ากับที่อื่นของโลก นักลงทุนจึงต้องจับตาตลาด และประเมินสถานการณ์ให้ดี ว่าเหตุการณ์ใดกันแน่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ROW หรือ Rest Of World จะชนะการลงทุนแห่งทศวรรษก่อนอย่างหุ้นสหรัฐไปได้ไกลแค่ไหน เราจะได้ติดตามไปพร้อมกันตั้งแต่นี้เป็นต้นไปครับ

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์

MEVT Call : เวียดนาม ถูกและดี มีอยู่จริง!

FINNOMENA Investment Team
MEVT Call : เวียดนาม ถูกและดี มีอยู่จริง!

ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวลงกว่า 42% จากจุดสูงสุดในช่วงเมษายน ส่งผลให้มูลค่า (valuation) ของตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ประกอบกับการผ่อนคลายมาตรการโควิดเป็นศูนย์ ความกังวลเศรษฐกิจชะลอตัวที่ลดลง การพัฒนาในด้านเศรษฐกิจและสังคมและปัจจัยทางด้าน Fund Flow จึงอาจทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามมีความน่าสนใจสำหรับการทำ MEVT Call

MEVT Call : เวียดนาม ถูกและดี มีอยู่จริง!

รูปที่ 1 Forward P/E by market Source: FINNOMENA, Bloomberg as of 23/01/2023

ตลาดหุ้นเวียดนาม VN30 ถูกกดดันจากปัจจัยลบและพบกับความผันผวนมากมาตลอดทั้งปี 2022 จากปัญหาเรื่องเสถียรภาพของตลาดการเงินเวียดนาม ปัญหาการทุจริตในบางกลุ่มธุรกิจ ทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวลงมากว่า 42% จากจุดสูงสุดในช่วงเมษายน ส่งผลให้ในปัจจุบันหุ้นเวียดนามมี Valuation ที่ระดับ PE 9 เท่า และอยู่ในระดับที่ถูกเมื่อเทียบกับอดีต และถูกเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่น ๆ อาทิ ตลาดหุ้นไทยที่ PE 17 เท่า

MEVT Call : เวียดนาม ถูกและดี มีอยู่จริง!

รูปที่ 2 VN30 Earning Yield Gap  Source: FINNOMENA, Bloomberg as of 23/01/2023

ในขณะที่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนกำไรจากหุ้นกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (earning yield gap) พบว่าส่วนต่างผลตอบแทนสูงถึง 5.96% ซึ่งคิดเป็นระดับ +1.5 S.D. ซึ่งหมายความว่าการลงทุนในหุ้นเวียดนามมีความน่าสนใจขึ้นมากเมื่อเทียบกับตลาดพันธบัตรรัฐบาลเวียดนาม

MEVT Call : เวียดนาม ถูกและดี มีอยู่จริง!

รูปที่ 3 Vietnam total Factor productivity contribution to GDP 

Source: FINNOMENA, Bloomberg Economic (BE) Forecast as of 14/12/2022

เมื่อพิจารณาในระยะยาว พบว่าความสามารถในการผลิตจากปัจจัยของทุนและแรงงานต่อ GDP ของประเทศเวียดนาม จะเห็นว่าในอนาคตยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก จากทั้งปัจจัยทางด้านประชากรที่ส่วนมากยังอยู่ในวัยแรงงานและมีการลงทุนจากต่างชาติในการมาตั้งฐานการผลิตในประเทศเวียดนามอย่างต่อเนื่อง

MEVT Call : เวียดนาม ถูกและดี มีอยู่จริง!

รูปที่ 4 Urbanization rate Vietnam World India Lower-middle income countries

Source: FINNOMENA, Ourworldindata as of 23/01/2023

สอดคล้องกับการขยายตัวของสังคมเมืองผ่านตัวเลข Urbanization Rate (%) แสดงให้เห็นว่าเมืองของเวียดนามขยายตัวขึ้นแซงอินเดีย มีประชากรเดินทางเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่มากขึ้นแทนที่จะอยู่ในชนบท เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจ การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ทำให้ต้องการแรงงานมากขึ้น เป็นปัจจัยหนึ่งในการเพิ่มการบริโภคให้สูงขึ้นในระยะยาว

MEVT Call : เวียดนาม ถูกและดี มีอยู่จริง!

รูปที่ 5 Vietnam manufacturing PMI Source: FINNOMENA, Bloomberg as of 27/01/2023

เมื่อพิจารณาภาพ 6 ถึง 12 เดือนข้างหน้า พบว่าความกังวลเศรษฐกิจชะลอตัวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอุตสาหกรรมที่สะท้อนผ่านทางดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรม (manufacturing PMI) ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 46.4 จุดในเดือนล่าสุด  จากแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางเวียดนามเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพ 

MEVT Call : เวียดนาม ถูกและดี มีอยู่จริง!

รูปที่ 6 Vietnam export destination & 5 years growth Source: OEC world as of 31/12/2021

อย่างไรก็ตาม การผ่อนคลายมาตรการ Zero-COVID ของทางการจีนในช่วงต้นปีที่ผ่านมา อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผ่อนคลายความกังวลดังกล่าวได้ ทั้งในแง่ของการท่องเที่ยวที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเริ่มเพิ่มขึ้นในช่วงกลางปี 2023 และ เมื่อการส่งออกที่แม้จีนจะเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของเวียดนาม แต่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญมากกว่าสหรัฐฯ ที่เป็นอันดับที่ 1 ซึ่งสะท้อนว่าจีนกำลังมีอิทธิพลด้านการส่งออกต่อเวียดนามอย่างต่อเนื่อง

MEVT Call : เวียดนาม ถูกและดี มีอยู่จริง!

รูปที่ 7 MSCI Frontier Index VN Index & VN30 Index Source: FINNOMENA,Bloomberg  as of 26/01/2023

เมื่อพิจารณาไปในดัชนีของตลาดหุ้นเวียดนามพบว่า เวียดนามเป็นดัชนีตลาดหุ้นที่ยังมีน้ำหนักการลงทุนในอุตสาหกรรมที่สัมพันธ์กับวัฏจักรเศรษฐกิจในระดับสูง อาทิ กลุ่มการเงิน และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้หากการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามในช่วงเวลาปัจจุบัน ซึ่งความกังวลเศรษฐกิจชะลอตัว มีแนวโน้มผ่อนคลายลงเรื่อย ๆ จะมีโอกาสให้ผลตอบแทนได้สัมพันธ์กับวัฏจักรเศรษฐกิจที่ดีกว่า

MEVT Call : เวียดนาม ถูกและดี มีอยู่จริง!

รูปที่ 8 EPS Revision 1 เดือนและค่าเฉลี่ย 3 เดือน Source: FINNOMENA,Bloomberg  as of 23/01/2023

ด้านการปรับคาดการณ์กำไรของตลาดหุ้นเวียดนาม ซึ่งสะท้อนมุมมองของนักวิเคราะห์ ที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา เริ่มส่งสัญญาณการปรับลดคาดการณ์ที่อ่อนแรงลง สะท้อนการรับรู้ข่าวความกังวลที่เกิดขึ้นไปเป็นจำนวนมากแล้ว ส่งผลให้มี downside ของคาดการณ์กำไรที่จำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปัจจัยด้านการเปิดประเทศของจีนถูกรับรู้ อาจส่งผลให้การปรับคาดการณ์กำไรกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งในอนาคต ซึ่งจะเป็นการเปิด upside ของตลาดหุ้นเวียดนามต่อไป

MEVT Call : เวียดนาม ถูกและดี มีอยู่จริง!

รูปที่ 9 Cumulative Foreign Equity Flow Source: FINNOMENA,Bloomberg  as of 26/01/2023

เมื่อพิจารณา fund flow ของนักลงทุนต่างประเทศ นับตั้งแต่มีการไหลออกในช่วงต้นปีจากข่าวการทุจริตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่เมื่อปัญหาที่ผ่านมาเริ่มคลี่คลายลง ทำให้นับตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2022 ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นเวียดนามอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดหุ้นเวียดนามเติบโตต่อเนื่อง

FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำนักลงทุนเข้าลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามตาม MEVT Call เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า 

  • จากปัจจัยเชิงมหภาค (macro) ที่ผ่อนคลายทั้งในด้านเศรษฐกิจที่ทยอยมีแนวโน้มฟื้นตัว ปัญหาสภาพคล่องตึงตัวที่คลี่คลาย และการทุจริตที่มีมาตรการรองรับเพิ่มเติม
  • ปัจจัยด้านกำไร (earnings) ที่เริ่มเห็นสัญญาณการหยุดลดคาดการณ์ลง และอาจถูกปรับเพิ่มได้ในอนาคต หลังปัจจัยอื่น ๆ ทยอยดีขึ้นต่อเนื่อง
  • ปัจจัยด้านมูลค่า (valuation) ที่อยู่ในระดับที่ถูก ทั้งเมื่อเทียบกับอดีต, ตลาดหุ้นอื่น ๆ และการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งหนุนให้ตลาดหุ้นเวียดนามมี Upside ที่น่าสนใจ
  • ปัจจัยเชิงเทคนิค (technical) ที่บ่งชี้ว่านักลงทุนต่างชาติสะสมหุ้นเวียดนามอย่างต่อเนื่องพร้อมปัจจัยทาง technical analysis ที่ชี้ถึงโอกาสการปรับตัวขึ้น

MEVT Call : PRINCIPAL VNEQ-A

MEVT Call : เวียดนาม ถูกและดี มีอยู่จริง!

รูปที่ 10 PRINCIPAL VNEQ-A Top Holding Source: FINNOMENA as of 19/01/2023

กองทุนเป็นกองทุนความเสี่ยงสูง (ระดับ 6) มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือมีธุรกิจหลัก ในประเทศเวียดนามที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต รวมทั้งตราสารทุนอื่นใดที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องและ/หรือที่ได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ และ/หรือกองทุนรวม

อื่นที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารแห่งทุน และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟตราสารทุนต่างประเทศ ที่เน้นลงทุนในตราสารทุนประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

นอกจากนั้นแล้ว การลงทุนกับ FINNOMENA ยังมีสิทธิ์ได้รับ FINT ซึ่งเป็น Utility Token ของ FINNOMENA ซึ่งในปัจจุบัน มีกิจกรรม FINT Cashback  เพื่อรับส่วนลดค่าธรรมเนียมการซื้อกองทุน (Front End Fees) จาก บลจ. สูงสุดถึง 20% สำหรับซื้อกองทุนรวมหุ้น ตราสารทางเลือก ตราสารหนี้โลกทุกชนิด ยกเว้นกองตราสารหนี้ไทย

ยิ่งลงทุนเยอะ ยิ่งได้ Cashback คุ้มกว่า สูงสุด 20%!!!

“FINT Cashback” ฟีเจอร์ใหม่จาก FINNOMENA

ลูกค้าจะได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียม “Front-end-fee” สำหรับ “การซื้อกองทุน” ได้สูงสุด 20%

ยิ่งซื้อมากขึ้นยิ่งลดมากกว่า ลงทุนกับเราเลย

ศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขกิจกรรมได้ที่ https://finno.me/cashback-ac

MEVT Call คืออะไร

MEVT Call : เวียดนาม ถูกและดี มีอยู่จริง!

รูปที่ 11 MEVT Framework Source: FINNOMENA as of 19/01/2023

MEVT Call คือคำแนะนำการลงทุนรูปแบบใหม่จาก FINNOMENA Investment Team ที่ผ่านการพิจารณาผ่านกรอบการลงทุน 4 ด้านประกอบไปด้วย

Macro – ปัจจัยเชิงมหภาค เงินเฟ้อ นโยบายการเงินและการคลัง ประชากรศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศ และอื่น ๆ ที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนทิศทางเศรษฐกิจ เพื่อหาโอกาสการลงทุนที่เหมาะสมบนปัจจัยมหภาคที่สนับสนุนการเติบโต

Earnings – วิเคราะห์การเติบโตของกำไร, แนวโน้มการปรับประมาณการกำไร และงบดุลของบริษัทจดทะเบียนนั้น ๆ เพื่อพิจารณาถึงการรับรู้ของนักวิเคราะห์ต่อแนวโน้มที่ดีหรือแย่ของเศรษฐกิจ ซึ่งจะสนับสนุนปัจจัยการลงทุนในแง่อื่น ๆ เช่น เชิง valuation และ fund flow เป็นต้น

Valuation – การวิเคราะห์มูลค่าของสินทรัพย์ที่ลงทุน ว่ามีความน่าสนใจมากเพียงใด เพื่อนำไปสู่คำแนะนำเข้าลงทุนในระดับราคาที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการขาดทุนได้

Technical – ปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ปัจจัยเชิงพื้นฐาน เช่น fund flow, sentiment, seasonal statistic และ technical analysis เพื่อพิจารณาให้รอบด้าน ซึ่งจะช่วยนำไปสู่โอกาสการลงทุนที่ดีกว่า

MEVT Call ต่างจาก Tactical Call อย่างไร

MEVT Call : เวียดนาม ถูกและดี มีอยู่จริง!

รูปที่ 12 ความแตกต่างของ MEVT Call และ Tactical Call Source: FINNOMENA as of 19/01/2023

ความแตกต่างของ MEVT Call และ Tactical Call

MEVT Call จะเน้นเจาะโอกาสการลงทุนตาม MEVT Framework ที่มองทั้งเรื่องของปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค โดยจะเป็นมุมมองการลงทุนในระยะกลาง 6-12 เดือน ส่วนการ take profit หรือตัดขาดทุนจะมาจากทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยด้านเทคนิค ส่วน Tactical Call จะเป็นการเน้นหาสัญญาณการเข้า-ออกการลงทุนผ่านปัจจัยทางเทคนิคเป็นหลัก โดยจะเป็นการลงทุนระยะสั้นกว่า MEVT Call อยู่ที่ 1-3 เดือน

FINNOMENA Investment Team

—————————————————————————————————————————-

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT

สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (21 – 27 ม.ค. 66)

premiums
สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (21 - 27 ม.ค. 66)

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 21 – 27 ม.ค. 2566 มีกองทุนไหนทำผลตอบแทนได้โดดเด่น และเป็นกองทุนยอดนิยมที่มีผู้ค้นหามากที่สุดบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน FINNOMENA บทความนี้จะขอพาผู้อ่านไปดูกันครับ

5 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดีประจำสัปดาห์ (21 – 27 ม.ค. 66)

สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (21 - 27 ม.ค. 66)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 27 ม.ค. 2566)

1. TRAREEARTH – กองทุนเปิด ทิสโก้ Rare Earth & Strategic Metals

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +6.36%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (วันที่ 8 เม.ย. 65): -14.47%

ซื้อกองทุน TRAREEARTH คลิก

2. ONE-GECOM – กองทุนเปิด วรรณ โกลบอล อีคอมเมิร์ซ

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +6.01%
ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี: -33.10%

ซื้อกองทุน ONE-GECOM คลิ

3. TMB-ES-INTERNET – กองทุนเปิดทีเอ็มบี อีสท์สปริง Next Generation Internet

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +5.38%
ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี: -48.00%

ซื้อกองทุน TMB-ES-INTERNET คลิก

ดูรายละเอียดกองทุนทั้ง 5 อันดับเพิ่มเติม: TRAREEARTH, ONE-GECOM, TMB-ES-INTERNET, SCBCTECHA, DAOL-CYBER

หมายเหตุ: ข้อมูลหน่วยราคากองทุน อัปเดตล่าสุด เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2566 ข้อมูลผลตอบแทนบางกองทุนในหน้าจัดอันดับกองทุน อาจมีการแสดงผลตอบแทนที่แตกต่างจากแต่ละหน้ากองทุน เนื่องจากการดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน (ซึ่งนับวันที่ในรอบสัปดาห์แตกต่างกัน)

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิกhttps://finno.me/cheat-sheet-update

10 อันดับกองทุนที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในรอบสัปดาห์บนแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ FINNOMENA (21 – 27 ม.ค. 66)

สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (21 - 27 ม.ค. 66)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 27 ม.ค. 2566)

1. ONE-UGG-RA : กองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +1.69%
ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี: -27.84%

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-UGG-RA : กองทุนหุ้นเติบโตทั่วโลก คว้าโอกาสแห่งอนาคต

ซื้อกองทุน ONE-UGG-RA คลิก

2. PRINCIPAL VNEQ-A : กองทุนเปิดพรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ ชนิดสะสมมูลค่า

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +4.02%
ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี: -25.71%

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

ซื้อกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A คลิก

3. TMBGQG : กองทุนเปิดทหารไทย Global Quality Growth

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +0.91%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -14.38%

ซื้อกองทุน TMBGQG คลิก

ดูรายละเอียดกองทุนยอดนิยมเพิ่มเติมONE-UGG-RA, PRINCIPAL VNEQ-A, TMBGQGK-VIETNAM, UGIS-N, K-CHINA-A(A), SCBS&P500B-INNOTECH, KT-ENERGY, TMBAGLF

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิก: https://finno.me/cheat-sheet-update


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: เศรษฐกิจสหรัฐฯ โตเกินคาด GDP ไตรมาส 4 ขยายตัว 2.9% ทั้งปี 2022 โต 2.1% แต่เตรียมชะลอตัวเข้าสู่ภาวะถดถอย

THE OPPORTUNITY
News Update: เศรษฐกิจสหรัฐฯ โตเกินคาด GDP ไตรมาส 4 ขยายตัว 2.9% ทั้งปี 2022 โต 2.1% แต่เตรียมชะลอตัวเข้าสู่ภาวะถดถอย

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 65 ยังแข็งแกร่ง GDP ไตรมาส 4 ขยายตัว 2.9% ส่วนภาพรวมทั้งปี ขยายตัว 2.1% แต่อาจเป็นไตรมาสสุดท้ายที่ตัวเลขเติบโต ก่อนที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้

ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกายังแข็งแกร่ง กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 ปี 2565 ขยายตัว 2.9% ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้านั้นที่ขยายตัว 3.2% มากกว่าคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่ Reuters สำรวจความเห็นซึ่งคาดว่าจะโต 2.6%

อย่างไรก็ตาม นี่อาจะเป็นไตรมาสสุดท้ายที่ตัวเลขเติบโต ก่อนที่ผลกระทบจากการคุมเข้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเริ่มขึ้น ตามที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย

ยอดค้าปลีกลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา และภาคการผลิตดูเหมือนจะสู่ภาวะถดถอยเช่นกันกับตลาดที่อยู่อาศัย ขณะที่ตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง ความเชื่อมั่นทางธุรกิจยังคงย่ำแย่ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการจ้างงานในที่สุด

การเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังชดเชยหักลบการหดตัว 1.1% ในครึ่งปีแรก และทำให้ภาพรวมทั้งปี 2565 จีพีดีสหรัฐขยายตัว 2.1% ต่อเนื่องจากปี 2564 ที่ขยายตัว 5.9% แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปอยู่ในระดับ 4.25-4.50% ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2550

การใช้จ่ายของผู้บริโภคซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 2 ใน 3 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในสหรัฐฯ เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโต ส่วนใหญ่สะท้อนถึงการใช้จ่ายสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงต้นไตรมาส การใช้จ่ายได้รับการสนับสนุนจากความยืดหยุ่นของตลาดแรงงาน รวมถึงเงินออมที่สะสมไว้ในช่วงการระบาดของโควิด-19

ขณะที่ VOA Thai รายงานว่า นักวิเคราะห์เตือนว่า สถานการณ์การเมืองของสหรัฐฯ อาจทำให้ทิศทางของเศรษฐกิจซวนเซได้ โดยเฉพาะเมื่อสมาชิกสภาคองเกรสสังกัดพรรครีพับลิกันที่คุมเสียงข้างมากในสภาล่างอาจปฏิเสธไม่ยอมปรับขึ้นเพดานหนี้รัฐ

โดยถ้ารัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดนไม่ยอมทำตามคำเรียกร้องของฝ่ายตนให้ทำการปรับลดค่าใช้จ่ายโดยรวม เพราะหากไม่มีการปรับขึ้นเพดานหนี้ที่ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ก็อาจประสบปัญหาผิดชำระหนี้และเสียเครดิตได้

Moody’s Analytics ประเมินว่า หากสหรัฐฯ ผิดนัดชำระหนี้จริง จะมีคนตกงานเกือบ 6 ล้านคนเพราะภาวะเศรษฐกิจถดถอย คล้าย ๆ กับที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการเงินปี 2007-2009

อ้างอิง:

https://www.voathai.com/a/us-economy-slowed-but-still-grew-at-2-9-rate-last-quarter/6935622.html 

https://www.prachachat.net/world-news/news-1188012

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ถึงเวลาคว้า REITs สู้เงินเฟ้อ

FINNOMENA x Franklin Templeton
ถึงเวลาคว้า REITs สู้เงินเฟ้อ

เมื่อธนาคารกลางทยอยขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ ทำให้ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรปรับฐานลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเรามองว่า ถึงเวลาแล้วที่นักลงทุนควรมองไปที่สินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ นอกเหนือจากหุ้นและพันธบัตร เพื่อสร้างพอร์ตโฟลิโอการลงทุนที่สมดุลขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ซึ่งเราเชื่อว่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า และมีความผันผวนน้อยกว่า และช่วยป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อได้

ถึงเวลาคว้า REITs สู้เงินเฟ้อ

ประโยชน์จากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

อสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ มีตัวตน และถือเป็นหนึ่งในส่วนของ “สินทรัพย์จริง” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยที่ผ่านมาตลาดอสังหาริมทรัพย์ถือว่าเติบโตได้ดี สร้างกระแสเงินสด และไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อเท่าใดนัก ซึ่งนักลงทุนสามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้ 3 วิธี ประกอบด้วย (1) การลงทุนในกอง REITs (จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์) (2) การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์นอกตลาด (ไม่ได้จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์) และ (3) การลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยตรง ทั้งนี้ จากสถิติที่ผ่านมา การลงทุนใน REITs ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนในหุ้นเล็กน้อย

ถึงเวลาคว้า REITs สู้เงินเฟ้อ

Figure 1 ในรูปแบบการลงทุน 4 รูปแบบดังภาพ การลงทุนใน REITs ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด รองลงมาเป็นการลงทุนในหุ้น อสังหาริมทรัพย์นอกตลาด และพันธบัตร ตามลำดับ

เลือกอะไรดีระหว่างลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นอกตลาด หรือกอง REITs

นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั้งแบบนอกตลาด หรือผ่านกอง REITs ซึ่งสุดท้ายแล้วเม็ดเงินก็จะไปลงทุนในตัวอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง แต่ว่าที่ผ่านมา เราพบว่าผลตอบแทนของอสังหาริมทรัพย์นอกตลาด จะต่ำกว่ากอง REITs เล็กน้อย แต่ก็จะมีความผันผวนตามตลาดหุ้นน้อยกว่าเช่นกัน เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์นอกตลาดจะมีความถี่การประเมินมูลค่าที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับกอง REITs ที่จะผันผวนไปตามภาวะเศรษฐกิจ ความเสี่ยง และอัตราดอกเบี้ย

ในทางกลับกันกอง REITs จะมีอัตรากำลังการสร้างผลตอบแทนจากเงินต้น (leverage) ต่ำกว่า และจะมีรูปแบบการลงทุนในลักษณะหุ้นกู้ไม่มีประกันมากกว่า ทำให้มีความเสี่ยงต่ำกว่า เมื่อเทียบกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นอกตลาด ที่บางครั้งอาจจะมีสัดส่วนการกู้เงินต่อมูลค่าสินทรัพย์สูงกว่า 50% (leverage สูง)

ในขณะเดียวกัน กอง REITs มักจะสามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้หลายรูปแบบมากกว่า เช่น มีกอง REITs หลายกองเข้าไปลงทุนใน เสาไฟฟ้า เสาสื่อสาร (tower) ป่าไม้ โกดัง และตู้แช่เย็น ซึ่งเรามักจะไม่พบในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นอกตลอดเท่าไรนัก ดังนั้น นักลงทุนจำเป็นต้องตัดสินใจว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใด เหมาะสมกับความคาดหวังด้านผลตอบแทน และสอดคล้องกับความเสี่ยงที่นักลงทุนสามารถยอมรับได้

เหตุผลที่ควรลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั้งกอง REITs และนอกตลาด

เราแนะนำให้นักลงทุนลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั้งในและนอกตลาด (แบบผสมผสาน) เพราะว่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด ภายใต้ความเสี่ยงที่ลดลง โดยจากการศึกษาของเราการลงทุนแบบผสมผสานจะให้ผลตอบแทนมากกว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง และยังยืดหยุ่นพอที่จะปรับน้ำหนักการลงทุนไปมา (rebalancing) หากอสังหาริมทรัพย์บางประเภทสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าในภาวะหนึ่ง ๆ

ถึงเวลาคว้า REITs สู้เงินเฟ้อ

Figure 2 กราฟแสดงให้เห็นข้อดีของการลงทุนแบบผสมผสาน ซึ่งสร้างผลตอบแทนได้สูง ภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้

สำหรับตอนนี้ เราแนะนำให้นักลงทุนให้น้ำหนักในการลงทุนในกอง REITs มากกว่า เพราะว่ามีมูลค่าน่าสนใจ และมีโอกาสสรางผลตอบแทนได้สูง

ในมุมมองของเรา การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะในตลาดหรือนอกตลาดน่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดีทั้งหมด เนื่องจากเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง และคาดว่าจะคงอยู่ในระดับสูงไปอีกระยะหนึ่ง โดยที่ผ่านมาเราพบว่าค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์สำหรับอุตสาหกรรมปรับขึ้นสูงกว่าปีก่อนถึง 20% เนื่องจากมีความต้องการสูง อุปทานมีจำกัด (ปริมาณอัตราว่างต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์) และการสร้างใหม่ใช้เงินทุนสูงกว่าเดิม (จากภาวะอัตราเงินเฟ้อ) นอกจากอสังหาริมทรัพย์สำหรับอุตสาหกรรมแล้ว ค่าเช่าที่อยู่อาศัยก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน จากการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ที่คนต้องการสภาพความเป็นบ้าน และมีที่เก็บของใช้ส่วนตัวมากขึ้น ซึ่งผลักดันให้ค่าเช่าเพิ่มขึ้น ท่ามกลางห้องว่างที่เหลือน้อยลง โดยเหตุผลที่เราชอบอสังหาริมทรัพย์มากกว่าสินทรัพย์อื่น ๆ เพราะว่าเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นจะกดดันสินทรัพย์อื่น ๆ ยกเว้น อสังหาริมทรัพย์ ที่ผลตอบแทนมักปรับไปตามอัตราเงินเฟ้อด้วย

การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางเพื่อต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ถูกกดดันบ้าง ผ่านการคิดลด (discount rate) ของกระแสเงินสดที่สร้างขึ้น อย่างไรก็ดี เรามองว่า เป็นโอกาสของนักลงทุน ที่สามารถเฟ้นหาอสังหาริมทรัพย์ที่มีกลไกในการปรับราคา หรือปรับค่าเช่าเพื่อสะท้อนกับอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งน่าจะทำให้ผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง

อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่ามูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ถูกกดดันบ้าง จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น โดยกอง REITs ปัจจุบันซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ในกองถึง 20% โดยเฉลี่ย ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมาถือว่าเป็นจุดต่ำที่สุดแล้ว ทำให้เรามองว่า การลงทุนในกอง REITs น่าสนใจมากขึ้น และยิ่งถ้าหากนักลงทุนสามารถหากอง REITs ที่มีกลไกการตั้งราคาให้สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อน่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดีขึ้นอีก นอกจากนี้ จากภาวะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ การหันไปเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีกระแสเงินสดไหลเข้ามาแน่นอน ภายใต้ความต้องการสูง แต่มีอุปทานต่ำ น่าจะเป็นการลงทุนที่มีความผันผวนต่ำ แต่สร้างผลตอบแทนได้ดีในระยะถัดไป

ถึงเวลาคว้า REITs สู้เงินเฟ้อ

Figure 3 มูลค่ากอง REITs ถือว่าปรับตัวลงต่ำที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งเรามองว่ามูลค่าเริ่มน่าสนใจ และเป็นจุดควรเข้าลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

ข้อสงวนสิทธิ์

  1. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ให้บริการการให้คำแนะนำทั่วไปแก่ FINNOMENA ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน (Asset Allocations)
  2. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น
  3. ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/articles/blogs/alternative-investments-the-case-for-real-estate

News Update: จีนเผยเคสตาย-ป่วยหนักโควิด ลดฮวบกว่า70% จากจุดพีคเมื่อต้นเดือน

THE OPPORTUNITY
News Update: จีนเผยเคสตาย-ป่วยหนักโควิด ลดฮวบกว่า70% จากจุดพีคเมื่อต้นเดือน

ทางการจีนระบุว่า เคสคนไข้โควิด-19 อาการวิกฤตในจีน ลดลง 72% จากจุดสูงสุดเมื่อช่วงต้นเดือน ในขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตรายวันจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ในหมู่ผู้ป่วยที่รักษาตัวในโรงพยาบาลลดจากระดับพีกสุดถึง 79% เช่นกัน

ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่า ตัวเลขดังกล่าวซึ่งเผยแพร่บนเว็บไซต์ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติ ปรากฏออกมาหลังจากนักวิทยาศาตร์คนดังรายหนึ่งของรัฐบาล ระบุว่า จนถึงช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา 80% ในประชากรทั้งหมด 1,400 ล้านคนของจีนติดเชื้อแล้ว ทำให้มีโอกาสน้อยที่โควิด-19 จะกลับมาแพร่ระบาดครั้งใหญ่ในช่วง 2 ถึง 3 เดือนข้างหน้า

จีนยกเลิกนโยบายโควิดเป็นศูนย์อย่างกะทันหันในช่วงต้นเดือนธันวาคม หลังจากบังคับใช้มาตรการอันเข้มข้นมานานกว่า 3 ปี ความเคลื่อนไหวที่โหมกระพือการแพร่ระบาดระลอกใหญ่ในประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกแห่งนี้

แม้เจ้าหน้าที่บอกว่าการแพร่เชื้อถึงจุดสูงสุดแล้ว แต่พวกผู้เชี่ยวชาญนานาชาติบางส่วนเตือนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่เคสผู้ติดเชื้อจะพุ่งสูงในพื้นที่ชนบท ซึ่งขาดแคลนเครื่องไม้เครื่องมือในการรับมือกับการแพร่ระบาด ในขณะที่ประชาชนชาวจีนหลายล้านคนเดินทางกลับบ้าน ไปอยู่พร้อมหน้าครอบครัว ระหว่างเทศกาลตรุษจีน

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติจีน ระบุว่า จำนวนคนไข้อาการวิกฤตในจีนถึงจุดพีกเมื่อวันที่ 4 มกราคม ที่จำนวน 128,000 ราย และในวันที่ 23 มกราคม จำนวนเคสดังกล่าวลดลงมาเหลือเพียง 36,000 ราย

ในส่วนของจำนวนผู้เสียชีวิตรายวันในโรงพยาบาลแตะระดับสูงสุด 4,273 รายในวันที่ 4 มกราคม แต่ตอนนี้ลดลงมาเหลือ 896 รายในวันที่ 23 มกราคม ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยที่เข้ารักษาตัวตามคลินิกต่างๆ ก็ลดลงถึง 96.2% จากจุดพีก 2.867 ล้านคน ในวันที่ 22 ธันวาคม เหลือแค่ 110,000 คนในวันที่ 23 มกราคม

นอกจากนี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติจีน ระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อและจำนวนผู้ป่วยนอกที่ขอคำปรึกษาทางการแพทย์ได้ผ่านจุดพีกสุดแล้วในวันที่ 22 ธันวาคม โดยที่จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่เกิน 7 ล้านคนต่อวัน ส่วนจำนวนผู้ป่วยนอกที่ขอคำปรึกษาถึงจุดสูงสุดที่ 2.867 ล้านคน

ข้อมูลนี้ถูกเผยแพร่ออกมาหลังจากเจ้าหน้าที่รายหนึ่งของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่า จีนผ่านจุดสูงสุดของกรณีคนไข้โควิด-19 เข้ารักษาตัวตามคลินิกต่างๆ ห้องฉุกเฉิน และในอาการวิกฤตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เมื่อวันที่ 12 มกราคม เจ้าหน้าที่แถลงว่ามีคนไข้โควิด-19 เกือบ 60,000 คน เสียชีวิตในโรงพยาบาล นับตั้งแต่จีนยกเลิกนโยบายโควิดเป็นศูนย์ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่าตัวเลขดังกล่าวอาจไม่สะท้อนผลกระทบอย่างครบถ้วน เนื่องจากมันยังไม่นับรวมผู้เสียชีวิตที่บ้าน และรอยเตอร์อ้างว่าโรงพยาบาลบางแห่งในจีนมีคำสั่งไม่ให้แพทย์ระบุสาเหตุการเสียชีวิตของผู้ป่วยว่าเกิดจากโควิด-19

อ้างอิง: https://mgronline.com/around/detail/9660000007910 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

Cøsmos: อินเทอร์เน็ตแห่งโลกบล็อกเชน

CodeBreaker

What is Cøsmos?

Cøsmos: อินเทอร์เน็ตแห่งโลกบล็อกเชน

1. Tendermint Consensus Algorithm

Cøsmos: อินเทอร์เน็ตแห่งโลกบล็อกเชน

2. Application Blockchain Interface (ABCI)

เป็นโปรโตคอลที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อ Tendermint เข้ากับแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่มาสร้างบน Cøsmos ครับ โดยความพิเศษของ ABCI นั่นคือมันสามารถถูกเขียนได้ในเกือบทุกภาษา ทำให้นักพัฒนาที่จะมาสร้างแอปพลิเคชันบน Cøsmos สามารถพัฒนาด้วยภาษาที่ตนเองต้องการได้นั่นเอง

3. Cosmos SDK

Cøsmos: อินเทอร์เน็ตแห่งโลกบล็อกเชน

Projects in Cøsmos Ecosystem

Cøsmos: อินเทอร์เน็ตแห่งโลกบล็อกเชน

Cøsmos: อินเทอร์เน็ตแห่งโลกบล็อกเชน

Cøsmos: อินเทอร์เน็ตแห่งโลกบล็อกเชน

Cøsmos: อินเทอร์เน็ตแห่งโลกบล็อกเชน

Cøsmos: อินเทอร์เน็ตแห่งโลกบล็อกเชน

Inter-Blockchain Communication Protocol (IBC)

Cøsmos: อินเทอร์เน็ตแห่งโลกบล็อกเชน

Heterogeneous Chains?

บล็อกเชน 2 อันที่เป็น Heterogeneous ต่อกัน จะมีคุณสมบัติอยู่สองอย่างด้วยกันครับ

  1. Different Layers: บล็อกเชน 2 บล็อกเชนนั้นอาจจะมี layer ที่แตกต่างกัน หมายความว่าวิธีการเชื่อมต่อ node (จาก Networking layer) / กลไกฉันทามติ (จาก Consensus layer) / มาตรฐานการเขียน code สำหรับ Application layer จะแตกต่างกัน
  2. Sovereignty: ทั้ง 2 บล็อกเชนจะต้องมีกลุ่มของผู้ตรวจสอบที่ทำหน้าที่ประมวลผลและยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมภายใน ซึ่งผู้ตรวจสอบเหล่านั้นจะต้องมีอิสระในการยืนยันหรือปฏิเสธความถูกต้องของธุรกรรมจากผู้ตรวจสอบอื่น ๆ จึงจะเรียกว่าตัวบล็อกเชนมี sovereignty ครับ

แล้ว IBC ทำงานอย่างไร?

(ขอบคุณตัวอย่างดี ๆ จาก Cosmos official website ด้วยนะครับ)

  1. ATOM ใน chain X จะถูก bonded จำนวน 10 ATOM (มันคือการล็อกโทเคนไว้ครับ เพราะการโอน ATOM ครั้งนี้ สุดท้ายแล้ว ATOM ใน chain X จะต้องหายไป 10 ATOM)
  2. IBC จะทำการยืนยันว่า 10 ATOM ถูกล็อกไว้ใน chain X จริง ๆ จากนั้นจะส่งคำสั่งยืนยันการ bond ไปที่ chain Y
  3. Chain Y จะทำการยืนยันความถูกต้องของการทำธุรกรรมบน chain X โดยอาศัย metadata ของ X ที่อยู่กับ Y ครับ และถ้ายืนยันการทำธุรกรรมสำเร็จ 10 ATOM ใหม่จะถูกสร้างขึ้นบน chain Y ก็ถือเป็นอันเสร็จครับ ซึ่ง ATOM ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่บน Y จริง ๆ จะไม่ได้ถือว่าเป็น ATOM จริง ๆ (จะมีลักษณะเป็น wrapped token เหมือน WBTC บนบล็อกเชนอย่าง Ethereum หรือ Polygon) แต่ถึงแม้จะไม่ใช่ของแท้ ATOM ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่นั้นก็จะมีมูลค่าอ้างอิงตาม ATOM จริง ๆ ที่อยู่บน chain X ครับ

The Internet of Blockchains

IBC ช่วยให้แต่ละบล็อกเชนที่มีลักษณะแตกต่างกันสามารถเชื่อมต่อกันได้ ส่งโทเคน ทำธุรกรรมระหว่างกันได้ แต่ถ้าสมมติเรามีบล็อกเชนสัก 100 บล็อกเชน ถ้าหากเราทำการเชื่อมต่อทุก ๆ คู่ความเป็นไปได้ของคู่บล็อกเชนในระบบนิเวศของเรา จำนวน IBC connector ที่เราต้องสร้าง จะเท่ากับ 4,950 ตัวครับ (และจะเพิ่มขึ้นแบบยกกำลังเมื่อจำนวนบล็อกเชนเพิ่มขึ้น)

Cosmos Applications

  1. GravityDEX เป็นกระดานเทรดคริปโตเคอร์เรนซีแบบกระจายศูนย์ภายในระบบนิเวศของ Cøsmos ซึ่งทำงานเหมือนกับกระดานเทรดเจ้าอื่น ๆ ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานมาฝากคู่เหรียญเพื่อรับส่วนแบ่งจากค่าธรรมเนียมการเทรด พร้อมกับฟีเจอร์ที่สามารถให้ผู้ใช้งานฟาร์มโทเคนได้ แต่ความพิเศษของ GravityDEX คือความสามารถในการซื้อ-ขายเหรียญข้ามบล็อกเชนภายในระบบนิเวศของ Cøsmos ซึ่งเทคโนโลยีเบื้องหลังก็คือ IBC นั่นเองครับ
  2. Gravity Bridge เป็นสะพานเชื่อมระหว่างระบบนิเวศของ Cøsmos และ Ethereum ครับ ย้อนกลับไปที่ IBC จริง ๆ แล้วไม่ใช่ว่าทุกบล็อกเชนบนโลกนี้จะเชื่อมต่อกับ Cøsmos ได้ผ่าน IBC ตรง ๆ กลุ่มของบล็อกเชนที่ไม่สามารถเชื่อมต่อโดยตรงได้ คือบล็อกเชนที่ไม่มีคุณสมบัติ Fast Finality ซึ่งบล็อกเชนที่เป็น Proof-of-Work เช่น Bitcoin หรือ Ethereum จะไม่มีคุณสมบัตินี้ เพราะฉะนั้นจะไม่สามารถเชื่อมต่อได้โดยตรง แต่ Gravity Bridge จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ด้วยการสร้าง Peg Zone ซึ่งเป็นบล็อกเชนใหม่ที่จะทำหน้าที่ติดตามสถานะของบล็อกเชนที่ Cøsmos จะเชื่อมต่อด้วย (ในที่นี้คือ Ethereum) และจะทำหน้าที่ “จำลอง” การตรวจสอบและเขียนธุรกรรมบน Ethereum (ซึ่งจริง ๆ Ethereum ไม่ได้มีกระบวนการตรวจสอบธุรกรรมแบบนี้) เพื่อให้ Cøsmos สามารถรับรู้ความถูกต้องของธุรกรรมและทำธุรกรรมต่อไปได้

ATOM

Cøsmos: อินเทอร์เน็ตแห่งโลกบล็อกเชน

Roadmap

Ethereum and Polkadot Integrations

ถ้าพูดถึงบล็อกเชน smart contract ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนจะนึกถึง Ethereum เป็นลำดับแรกครับ เนื่องจาก Ethereum มีแอปพลิเคชันและการใช้งานที่หลากหลาย มีฐานผู้ใช้งานและมูลค่าการเทรดสูงที่สุดในบรรดาบล็อกเชน smart contract ทั้งหมดครับ และถ้าหากพูดถึงโปรเจกต์ที่เป็นศูนย์รวมของบล็อกเชนที่หลากหลาย มีกลไกด้านความปลอดภัยที่สูงเป็นอันดับต้น ๆ ชื่อ Polkadot คงจะเข้ามาในหัวของใครหลาย ๆ คนเป็นชื่อแรกครับ สองโปรเจกต์นี้ถือเป็นโปรเจกต์ขนาดใหญ่ยักษ์ในโลกคริปโตเคอร์เรนซี ที่มีฐานผู้ใช้งานสูงเป็นอันดับต้น ๆ นั่นทำให้การเชื่อมต่อกับทั้ง Ethereum และ Polkadot จะทำให้ Cøsmos สามารถขยายฐานผู้ใช้งานได้อีกมหาศาล และเพิ่มความหลากหลายของการใช้งานผ่านโปรเจกต์ต่าง ๆ ที่อยู่บนบล็อกเชนของ Ethereum และภายในระบบนิเวศของ Polkadot ได้ครับ

Cøsmos 2.0

Cøsmos มีแผนอัปเกรดโปรเจกต์ครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อ Cøsmos 2.0 ครับ โดยมีเป้าหมายการพัฒนาหลัก ๆ 2 ด้านด้วยกัน

  1. Real world use cases: เพิ่มการใช้งานบนโลกจริงให้หลากหลายยิ่งขึ้น หลาย ๆ โปรเจกต์ภายในระบบนิเวศของ Cøsmos ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการใช้งานในโลกคริปโตเคอร์เรนซีเป็นหลักครับ ไม่ว่าจะเป็นกระดานเทรดแบบ Osmosis, บล็อกเชนแบบ Juno และ Secret Network, สะพานแบบ Axelar และ Evmos, NFT marketplace แบบ Stargaze แต่ในปัจจุบันยังมีไม่กี่โปรเจกต์ครับที่ประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีบล็อกเชนบนโลกแห่งความเป็นจริง ตัวอย่างของโปรเจกต์รูปแบบดังกล่าวอย่างเช่น Sentinel ที่สร้าง virtual private network (VPN) แบบกระจายศูนย์ โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ทำให้ผู้ใช้งานสามารถท่องโลกอินเทอร์เน็ตได้โดยปราศจากการจำกัดสิทธิการเข้าถึงใด ๆ ครับ แต่ Sentinel เองก็ยังเป็นโปรเจกต์ที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก และจำนวนโปรเจกต์ที่มีลักษณะดังกล่าวก็ยังถือว่าน้อย ทีมพัฒนาของ Cøsmos จึงมีแผนที่จะส่งเสริมการพัฒนาโปรเจกต์ไปในแนวทางนี้มากขึ้นครับ
  2. ATOM’s tokenomics: ATOM ในปัจจุบันเป็นโทเคนที่มีอัตราการเฟ้อค่อนข้างสูงครับ เนื่องจากผลตอบแทนจากการ stake สำหรับผู้ตรวจสอบและผู้ฝาก ถือว่าสูงพอสมควรเมื่อเทียบกับโทเคนลักษณะเดียวกันบนบล็อกเชนอื่น และ ATOM เองก็ยังมีความต้องการการใช้งานที่จำกัด ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งทีมพัฒนาของ Cøsmos รับทราบปัญหาข้อนี้ และกำลังค้นหาวิธีการแก้ไขเพื่อลดอัตราการเฟ้อของ ATOM ลงครับ

Summary

บล็อกเชนแต่ละบล็อกเชนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ที่แตกต่างกันครับ แน่นอนว่าบล็อกเชนเหล่านี้ก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป แต่เรื่องสำคัญที่สุด คือบล็อกเชนเหล่านี้ควรจะเชื่อมต่อหากันได้ Cøsmos เป็นโปรเจกต์ที่เข้ามาตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดีครับ ด้วย IBC ที่ทำให้ทุก ๆ บล็อกเชนสามารถเชื่อมต่อหากันได้ และการออกแบบโครงสร้างของ Cøsmos ที่มีทั้ง Zones และ Hub ทำให้สะดวกต่อบล็อกเชนภายในระบบนิเวศที่จะเชื่อมต่อกับบล็อกเชนอื่น ๆ ครับ ทำให้ Cøsmos ถือเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่น่าจับตามองมาก ๆ และยังมีโอกาสเติบโตได้อีกไกลครับ

CodeBreaker

ที่มาบทความ: https://link.medium.com/vKtEGyMiQwb


คำเตือน

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจและศึกษาข้อมูล รวมทั้งลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

ถูกยกเลิกบัตรทอง 9 รพ.เอกชน ต้องทำอย่างไร I POCKET MONEY EP65

FINNOMENA CHANNEL
ถูกยกเลิกบัตรทอง 9 รพ.เอกชน ต้องทำอย่างไร I POCKET MONEY EP65

รับชมบน YouTube: https://youtu.be/z2ZFbQtOkxE

สปสช. ยกเลิกสัญญาสิทธิบัตรทองสำหรับ 9 โรงพยาบาลเอกชน มีผลแล้วตั้งแต่ตุลาคมปี 2565 ส่งผลกระทบถึงผู้มีสิทธิบัตรทองหลายแสนราย ซึ่งนั่นอาจรวมถึงเราและคนใกล้ตัวเราก็ได้ แบบนี้เท่ากับถูกลอยแพแล้วใช่ไหม หรือต้องทำอย่างไรถึงจะกลับมามีโรงพยาบาลรองรับสิทธิบัตรทองเหมือนเดิม สรุปไว้ให้แล้วในคลิปนี้

สิทธิบัตรทองคืออะไร

  • สิทธิบัตรทองเป็นหนึ่งในหลักประกันสุขภาพพื้นฐานของคนไทย
  • หากเราเป็นผู้มีสัญชาติไทย มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และไม่มีสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลอื่นใดที่รัฐจัดให้ เช่น สิทธิจากกองทุนประกันสังคมหรือสิทธิข้าราชการ นั่นเท่ากับเราจะเป็นผู้มีสิทธิบัตรทองเสมอ
  • สามารถตรวจสอบสถานพยาบาลที่เป็นหน่วยบริการรักษาของเราได้จากช่องทางต่าง ๆ ของ สปสช. เช่น ไลน์ @nhso หรือ แอปฯ สปสช.
  • นอกจากนี้ในกรณีอาการรฉุกเฉินวิกฤติก็สามารถรับบริการที่หน่วยบริการใดก็ได้ที่ใกล้ที่สุดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

สถานการณ์การยกเลิกสัญญาสิทธิบัตรทองสำหรับ 9 โรงพยาบาลเอกชน

  • ถึงแม้โรงพยาบาลที่เป็นหน่วยบริการสิทธิบัตรทองจะเป็นโรงพยาบาลรัฐเสียส่วนใหญ่ แต่ก็มีโรงพยาบาลเอกชนร่วมด้วยอยู่บ้าง
  • แต่แล้วล่าสุดก็ได้มีโรงพยาบาลเอกชนถึง 9 แห่งที่ถูกยกเลิกสัญญาการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการ
  • ได้แก่ รพ.มเหสักข์, รพ.บางนา 1, รพ.ประชาพัฒน์, รพ.นวมินทร์, รพ.เพชรเวช, รพ.ผู้สูงอายุกล้วยน้ำไท 2, รพ.แพทย์ปัญญา, รพ.บางมด และ รพ.กล้วยน้ำไท
  • มีที่มาจากการถูกตรวจสอบพบว่ามีการเบิกค่าคัดกรองเมตาบอลิกไม่ตรงข้อเท็จจริง
  • การยกเลิกสัญญาจะมีผลตั้งแต่ 1 ต.ค. 2565 เป็นต้นไป ทำให้ผู้ป่วยที่อาจมีโรงพยาบาลดังกล่าวเป็นหน่วยบริการอาจไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้ตามเดิมอีกต่อไป
  • เรียกว่ากลายเป็นผู้มี “สิทธิว่าง”
  • ยกเว้นสำหรับผู้ป่วยที่มีนัดฟอกไต นัดผ่าตัดหัวใจ สวนหัวใจใส่บอลลูน ใส่สเต็นท์ ที่ยังคงรับบริการที่โรงพยาบาลดังกล่าวได้ตามนัดเช่นเดิมเนื่องจากเป็นการยกเลิกสัญญาคนละส่วนกัน

คำแนะนำสำหรับผู้มีสิทธิบัตรทอง

  • เพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางในการจัดการสิทธิบัตรทอง แนะนำให้ผู้มีสิทธิบัตรทองทุกท่านตรวจสอบสิทธิของตัวเองเสียก่อน
  • จะเห็นได้ว่าในระบบจะระบุถึง “สถานพยาบาลที่เข้ารับการรักษาเบื้องต้น” และ “สถานพยาบาลที่รับการส่งต่อ”
  • สถานพยาบาลที่เข้ารับการรักษาเบื้องต้นจะหมายถึงสถานพยาบาลที่ผู้มีสิทธิบัตรทองสามารถเข้ารับบริการเมื่อมีอาการเจ็บป่วยที่ไม่ฉุกเฉินวิกฤติ โดยพกเพียงแค่บัตรประชาชนไปแสดงความจำนงใช้สิทธิเท่านั้นก็สามารถรรับบริการได้เลย
  • สถานพยาบาลที่รับการส่งต่อ ผู้มีสิทธิบัตรทองจะเข้ารับบริการได้ต่อเมื่ออาการหรือโรคที่เจ็บป่วยมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยสถานพยาบาลเบื้องต้นจะเป็นผู้ประเมินและทำหนังสือส่งตัวผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลดังกล่าวให้เอง
  • หากเป็นกรณีที่ 1 ใน 9 โรงพยาบาลเอกชนที่ถูกยกเลิกสัญญานั้นเป็นสถานพยาบาลที่เข้ารับการรักษาเบื้องต้นของเรา เราก็จะกลายเป็นผู้มีสิทธิว่างแบบ VIP
  • นั่นคือหากเจ็บป่วยก็สามารถใช้สิทธิที่หน่วยบริการปฐมภูมิเครือข่ายของ สปสช. ที่ไหนก็ได้ โดยตรวจสอบรายชื่อได้ที่แอปฯ NOSTRA Map
  • และเมื่อได้รับบริการที่ไหนแล้วพอใจก็ค่อยลงทะเบียนให้เป็นหน่วยบริการที่จะเข้ารับการรักษาเบื้องต้นแทนได้ ซึ่งสามารถดำเนินการผ่านช่องทางต่าง ๆ ของ สปสช. เช่น ไลน์และแอปฯ สปสช. ได้เลย
  • ส่วนกรณีที่ 1 ใน 9 โรงพยาบาลเอกชนที่ถูกยกเลิกสัญญานั้นเป็นสถานพยาบาลที่รับการส่งต่อของเรา ในช่วง 3 เดือนแรกทาง สปสช. จะจัดหาหน่วยบริการชั่วคราวให้โดยอัตโนมัติ เช่น ผู้มีสิทธิบัตรทองที่เคยมี รพ.มเหสักข์ เป็น รพ.รับส่งต่อ จะเปลี่ยนเป็น รพ.เลิดสินและ รพ.ตากสินแทนและหากได้สถานพยาบาลรับการส่งต่อแห่งใหม่แล้วก็จะแจ้งให้ผู้มีสิทธิทราบอีกครั้ง
  • นอกจากนี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้มีสิทธิว่าง สปสช. ยังได้เปิดสายด่วน 1330 กด 6 สำหรับติดต่อประสานงานโดยเฉพาะ หากมีข้อสงสัยหรือไม่ได้รับความสะดวกอย่างไรก็สามารถติดต่อผ่านช่องทางนี้ได้เลย

พบความสุดพิเศษสำหรับคุณได้ในทุกวัน ทั้งบทความให้ความรู้เกี่ยวกับกองทุนรวม หุ้น คริปโตฯ และการบริการ โปรโมชั่น ของรางวัลต่างๆ ที่คัดสรรมาเพื่อมอบให้กับสมาชิก FINNOMENA เท่านั้น
👉 สมัครสมาชิกเว็บไซต์ FINNOMENA https://finno.me/register-website


มือใหม่ห้ามพลาด! คอร์สเรียนพิเศษจาก FINNOMENA U "กองทุนรวม 101 สำหรับมือใหม่"