แจ้งเตือน

“ภาษีคริปโตฯ” คืออะไร? เสียยังไง? ใครต้องเสียบ้าง? สรุปทุกประเด็นที่ต้องรู้!

FINNOMENA
"ภาษีคริปโตฯ" คืออะไร? เสียยังไง? ใครต้องเสียบ้าง? สรุปทุกประเด็นที่ต้องรู้!

“ภาษีคริปโตฯ” กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกถกเถียงกันอย่างมากในตอนนี้ หลังกรมสรรพากรประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีคริปโตฯ ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2565 เป็นต้นไป ซึ่งในบทความนี้ FINNOMENA ได้รวบรวมทุกประเด็นที่ต้องรู้เกี่ยวกับภาษีคริปโตฯ ตั้งแต่ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แนวทางการเสียภาษีคริปโตฯ และสรุป Q&A ในหัวข้อต่างๆ เพื่อคลายทุกข้อสงสัยที่คาใจเหล่านักลงทุน

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บ “ภาษีคริปโตฯ”

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ใน พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 นั้นหมายถึง คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล นั่นแปลว่ากำไรที่มาจากสินทรัพย์ดังกล่าวเข้าเกณฑ์เสียภาษี

โดยกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดเก็บภาษีคริปโตฯ คือ พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2561 ที่ได้แก้ไขข้อกฎหมายเพิ่มเติมในมาตรา 40 และมาตรา 50 ดังนี้

มาตรา 40 (4) (ซ) เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือผลประโยชน์อื่นใดในลักษณะเดียวกันที่ได้จากการถือหรือครอบครองโทเคนดิจิทัล

มาตรา 40 (4) (ฌ) ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล ทั้งนี้ เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน

มาตรา 50 (ฉ) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ซ) และ (ฌ) ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้ 

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ มีเงินได้เพิ่มขึ้นมาอีก 2 ประเภทที่เข้าเกณฑ์เสียภาษี ได้แก่

  1. ส่วนแบ่งกำไรจากการถือครองโทเคนดิจิทัล เช่น ส่วนแบ่งที่ได้รับจากโปรแกรม Ziplock ของ Zipmex Token
  2. กำไรจากการขายโทเคนดิจิทัลและคริปโตฯ โดยตรง (ซึ่งกรณีนี้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15%)

สรุปแนวทางการเสียภาษีคริปโตฯ

สรุปแนวทางการเสียภาษีคริปโตฯ

รวม Q&A ประเด็นภาษีคริปโตฯ ที่หลายคนสงสัย

Q: ทำไมโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วยังต่อยื่นเสียภาษีประจำปีอีก?
A: เงินได้ของคริปโตฯ หลังถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ยังไม่ถือเป็นเงินได้ที่มีการเสียภาษีสุดท้าย (Final Tax) จึงยังถูกพิจารณาเหมือนรายได้อื่น ๆ อยู่ ซึ่งต่างจากกรณีของดอกเบี้ยหรือเงินปันผลที่เมื่อถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วจะนับเป็น Final Tax เลย

Q: กำไรจากการขายคริปโตฯ คำนวณยังไง?
A: กำไรที่ผู้เสียภาษีต้องยื่นต่อกรมสรรพากรคือ “กำไรรวมทั้งหมด” ในปีนั้น โดยไม่จำเป็นต้องแยกแสดงเป็นรายธุรกรรม แต่ไม่สามารถนำธุรกรรมที่ขาดทุนมาหักลบจากกำไรของธุรกรรมอื่นได้ ซึ่งนี่เป็นมาตรฐานเดียวกับการเสียภาษีเมื่อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์

Q: ต้องมีหลักฐานแนบสำหรับการยื่นภาษีหรือไม่?
A: โฆษกฯ กรมสรรพากรระบุว่า การยื่นภาษีสามารถกรอกตัวเลขได้เลยโดยไม่ต้องแนบหลักฐานการมีรายได้ แต่แนะนำให้บันทึก statement เผื่อในกรณีที่ถูกตรวจสอบ

Q: ขายคริปโตฯ ในต่างประเทศแล้วได้กำไรต้องเสียภาษีในประเทศไทยหรือไม่?
A: ถ้าปีนั้นอยู่ในประเทศไทยรวมแล้วเกิน 180 วัน และมีการนำกำไรกลับเข้าประเทศภายในปีเดียวกันจะต้องเสียภาษี

Q: มีกำไรแต่เก็บไว้ในกระดานเทรด (Exchange) ยังไม่ได้ถอนเงินสดออกมา ต้องเสียภาษีหรือไม่?
A: เกณฑ์เงินได้ของกรมสรรพากรคือ เกิดรายได้เมื่อไรนับเป็นเงินได้เมื่อนั้น ดังนั้นหากขายคริปโตฯ แล้วได้กำไรแม้จะยังไม่ได้ถอนออกมาก็นับเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี

Q: มีกรณีใดที่ได้กำไรจากการขายคริปโตฯ แล้วไม่ต้องเสียภาษีบ้าง?
A: มีทั้งหมด 3 กรณี

  1. มีรายได้จากการเทรดคริปโตฯ เพียงอย่างเดียวและมีกำไรตลอดปีไม่เกิน 60,000 บาท กรณีนี้ไม่ต้องยื่นหรือเสียภาษี โดยสามารถยื่นขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายได้
  2. มีรายได้จากการเทรดคริปโตฯ เพียงอย่างเดียว และมีกำไรตลอดปีไม่เกิน 210,000 บาท กรณีนี้ต้องยื่นแต่ไม่ต้องเสียภาษี โดยสามารถยื่นขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายได้เช่นกัน
  3. อายุครบ 65 ปี หรือมีบัตรประจำตัวผู้พิการ และมีกำไรจากการขายคริปโตฯ ตลอดปีไม่เกิน 400,000 บาท กรณีนี้ต้องยื่นแต่ไม่ต้องเสียภาษี โดยสามารถยื่นขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายได้เช่นกัน

Q: แนวทางการเสียภาษีที่ชัดเจนของกรมสรรพากรจะออกมาเมื่อไร?
A: โฆษกฯ กรมสรรพากรระบุว่า แนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนซึ่งจะเป็นมาตรฐานร่วมกันจะเสร็จสิ้นภายในเดือน ม.ค. 2565

อ้างอิง

FINNOMENA Market Alert: บอนด์ยีลพุ่งส่งตลาดหุ้นญี่ปุ่นร่วงแรงกว่า 2%

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: บอนด์ยีลพุ่งส่งตลาดหุ้นญี่ปุ่นร่วงแรงกว่า 2%

เช้านี้ (19 ม.ค.) ดัชนี Nikkei 225 ปรับตัวลงกว่า 2.13% ขณะที่ ดัชนี TOPIX ลดลง 2.54% หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นมาที่ 1.881% นับเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2020 จากความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

เมื่อวานนี้ (18 ม.ค.) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยหลังธนาคารกลางญี่ปุ่นยังคงท่าทีการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไปสวนทางธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงมีการปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อจาก 0.9% มาที่ 1.1% แต่ยังต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายที่ 2%

FINNOMENA Investment Team มองว่าแนวโน้มนโยบายการเงินสหรัฐฯ สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น เช่นเดียวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยระยะสั้นถึงกลาง ในด้านอัตราเงินเฟ้อแม้ BOJ จะปรับประมาณการเพิ่มขึ้นแต่ยังอยู่ในระดับที่ไม่กดดันสภาพเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายการเงิน จึงแนะนำทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นตามคำแนะนำ Long Term Tactical Call ก่อนหน้านี้

Source: Bloomberg

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: ระทึก! กบฏฮูตีโจมตีคลังน้ำมัน UAE ทำราคาน้ำมันโลกพุ่ง สูงสุดรอบกว่า 7 ปี

THE OPPORTUNITY
News Update: ระทึก! กบฏฮูตีโจมตีคลังน้ำมัน UAE ทำราคาน้ำมันโลกพุ่ง สูงสุดรอบกว่า 7 ปี

ราคาน้ำมันแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 7 ปี จากความกังวลว่าการโจมตีคลังน้ำมันและสนามบินในยูเออีโดยกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนอาจรุนแรงขึ้นและส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน

วันนี้ (19 ม.ค.) ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้นมาอีก 0.6% สู่ระดับ $89 ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้น 1.86% ที่ราคา $86.3 ต่อบาร์เรล

วันจันทร์ที่ผ่านมา (17 ม.ค.) กบฏฮูตีในเยเมนได้ใช้โดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในกรุงอาบูดาบีจนทำให้เรือบรรทุกน้ำมันเสียหาย 3 ลำ และมีรายงานว่าพบโดรนตกในเขตสนามบินซึ่งทำให้เกิดระเบิดและเพลิงไหม้ขึ้น จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย

ด้านฝั่งกองกำลังพันธมิตรที่นำโดยซาอุดิอาระเบียได้ตอบโต้กบฏฮูตีด้วยการโจมตีทางอากาศในกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมน จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 20 ราย โดยสื่อของรัฐบาลซาอุฯ ทวีตข้อความว่า การโจมตีในยูเออีเป็นพฤติกรรมที่เป็นศัตรู และถือเป็นอาชญากรรมสงครามที่ผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบ

ความขัดแย้งในเยเมนมีมานานกว่า 30 ปีแล้ว โดยกลุ่มกบฏฮูตีเริ่มต้นจากความไม่พอใจของมุสลิมชิอะห์กลุ่มหนึ่งต่อผู้ปกครองเยเมนซึ่งเป็นมุสลิมซุนนีที่พยายามลบประวัติศาสตร์การปกครองที่เคยอยู่ภายใต้ผู้นำชิอะห์นับ 100 ปี ให้หมดไปจากความทรงจำของคนรุ่นใหม่

นอกจากประเด็นความไม่สงบในตะวันออกกลาง อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่องมาจากมุมมองที่เป็นบวกมากขึ้นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้ความต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มสูงขึ้น

ความกังวลเกี่ยวกับการถูกโจมตีคลังน้ำมันของยูเออีซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของกลุ่มโอเปก และความคาดหวังว่าอุปสงค์จะเพิ่มขึ้น ดันราคาน้ำมันพุ่งสูงสุดในรอบกว่า 7 ปี นับตั้งแต่เดือน ต.ค. ปี 2014 ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อค่าครองชีพของผู้คนทั่วโลก

อ้างอิง: https://www.bbc.com/news/business-60044210

https://www.bangkokbiznews.com/world/983281 

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2291022 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 19/01/2022 “ระทึก กบฏฮูตีโจมตีคลังน้ำมัน UAE ทำราตาน้ำมันพุ่ง สูงสุดรอบกว่า 7 ปี” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 19/01/2022

“ระทึก กบฏฮูตีโจมตีคลังน้ำมัน UAE ทำราตาน้ำมันพุ่ง สูงสุดรอบกว่า 7 ปี”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 35,368.47 จุด -543.34 จุด (-1.51%)  S&P500 ปิดที่ 4,577.34 จุด -85.51 จุด (-1.83%)  Nasdaq ปิดที่ 14,506.9 จุด -386.9 จุด (-2.6%)  Small Cap 2000 ปิดที่ 2,096.62 จุด -65.83 จุด (-3.04%) VIX index ปิดที่ 22.79 จุด (+18.76%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 4,257.82 จุด -44.32 จุด (-1.03%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 15,772.56 จุด -161.16 จุด (-1.01%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 7,133.83 จุด -47.68 จุด (-0.94%) 

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 28,257.18 จุด -76.27 จุด (-0.27%) ดัชนี CSI 300 ปิดที่ 4,845.57 จุด +47.8 จุด (+1.00%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 24,112.79 จุด -105.25 จุด (-0.43%) และ SET Index ปิดที่ 1,660.27 จุด -16.6 จุด (-0.99%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 19 ม.ค. 2565) ทองคำ 1,812.95 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 23.508 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 86.31 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 88.93 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 19 ม.ค. 2565) Bitcoin 42,387.7 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,165.08 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.165184 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 471.3 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ธนาคารกลางญี่ปุ่นยังคงดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ -0.1% เศรษษฐกิจยังไม่พร้อมที่จะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด

ราคาน้ำมันพุ่งสูงสุดรอบ 7 ปี หลังกบฏฮูตีเยเมน โจมตีสนามบินยูเออี และโรงกลั่นน้ำมันในอาบูดาบี ทางซาอุดิอาระเบียออกมาตอบโต้ทางทหารทันที ประเด็นนี้ส่งผลการผลิตน้ำมัน และคลังน้ำมันในตะวันออกกลาง

Microsoft ประกาศซื้อ Activision Blizzard บริษัทเกมชื่อดัง ด้วยมูลค่า 2.3 ล้านล้านบาทมูลค่าทุบสถิติ ดีลหุ้นเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความได้เปรียบเทียบในตลาดเกมออนไลน์ การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ ทำให้ Microsoft ขึ้นแท่นอันดับ 3 ในวงการเกมเป็นรองเพียง 2 บริษัท คือ Sony และ Tencent

Goldman Sachs หุ้นร่วงแรง 7% หลังผลประกอบการรายไตรมาสโตต่ำกว่าคาดติดลบไปกว่า 13% (QoQ) จากต้นทุนค่าจ้างปรับสูงขึ้น ต้นทุนจากการดำเนินปรับตัวสูงกว่า 23% โดยรายได้อยู่ที่ 13,854 ล้านเหรียญสหรัฐฯ EPS 10.8 ดอลล่าห์ ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 11.7 ดอลล่าห์

Morningstar Thailand สรุปภาพรวมกองทุนไตรมาส 4/2021 กองทุนรวมไทย(กองทุนเปิด) มูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่ 4.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นมา 7.7% และในไตรมาส 4/2021 มีเงินไหลเข้ามา 72,000 ล้านบาท ในปีนี้เงินไหลเข้ากว่า 200,000 ล้านบาท แบ่งตามประเภทกองทุน กองรวมตราสารทุนมีมูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นมา 26.7% (YoY) กองทุนตราสารหนี้ 1.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นมา 3% (YoY) และกองทุน Commodities มูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่ 31,000 ล้านบาท ด้านกองทุนหุ้นไทย(ไม่รวมกองภาษี)มีมูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่ 240,000 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นมา 2.4% (YoY)  จากตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นในปีที่แล้ว แต่มีเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง 8 ไตรมาสติดต่อกัน

แบงค์ชาติสิงคโปร์ ห้ามโฆษณา คริปโทฯ ในที่สาธารณะ ทางการมองว่าคริปโทฯ มีความเสี่ยงสูงไม่เมาะกับประชาชนทั่วไป

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 7,122 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 6,950 ราย จากในเรือนจำ 172 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 12 ราย หายป่วยกลับบ้าน 7,460 ราย ผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค. 65 121,498 ราย หายป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค. 65  72,869 ราย

กองทุนปันผล Best in Class 3 ปีย้อนหลัง (2019-2021)

เด็กการเงิน DekFinance
กองทุนปันผล Best in Class 3 ปีย้อนหลัง (2019-2021)

กองทุนไหนมีปันผลดี และรวม Capital Gain แล้วยังกำไร?

วันนี้ เด็กการเงิน ขอพาทุกคนมาดูเรื่องกองทุนปันผลว่ากองใดบ้างที่จ่ายปันผลมากสุดในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา (เวอร์ชันล่าสุด ณ วันที่ 9 ม.ค. 2022) และมูลค่าปัจจุบันของกองทุนยังกำไรด้วย เพราะอย่างที่เราทราบกันดีแล้วว่า เมื่อกองทุนมีการจ่ายปันผลออกมาแล้ว มูลค่าเงินในกองทุนหรือ NAV จะลดลงประมาณเท่ากับเงินปันผลที่จ่ายออกมานั่นเอง

กองทุนปันผลเหมาะกับใคร? ควรเลือกกองทุนปันผลอย่างไร? และมีข้อควรระวังอย่างไร?

กองทุนปันผลเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการ Cash flow ไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน หรือถ้าหากในสภาวะตลาดขาลง การได้รับปันผลมาเก็บไว้ก่อน ก็จะช่วยให้มูลค่าเงินรวมของเราขาดทุนน้อยลงนั่นเอง

ถ้าวัตถุประสงค์ของเราคือต้องการ Cash flow อย่างต่อเนื่องแล้ว เราก็ต้องพิจารณาเลือกกองทุนปันผลที่มี Dividend Yield สูง มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ

ทั้งนี้การที่กองทุนจ่ายปันผลออกมามากก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะเงินปันผลนั้นถูกจ่ายออกมาจากกำไรที่กองทุนทำได้ เสมือนกำไรที่จ่ายออกมาจากหุ้น ถ้าหากบริษัทใดจ่ายปันผลมาก ก็จะมีเงินที่นำกลับไปลงทุนเพื่อขยายกิจการน้อยลง เช่นเดียวกันกับกองทุน ถ้ากองทุนจ่ายปันผลออกมามาก เงินที่เหลือในกองทุนก็จะน้อยลง และส่งผลให้มีโอกาสที่เงินจะทบต้นในกองทุนน้อยลงนั่นเอง

นอกจากนี้ต้องไม่ลืมว่าปันผลที่เราได้ออกมานั้นต้องเสียภาษี 10% ด้วย และเงินปันผลที่เอาออกมานั้นเป็นส่วนที่จะไม่ได้ทำให้เงินต้นเรางอกเงยเพิ่มจากกฎการทบต้นอย่างที่กล่าวไปแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของการเลือกกองทุนปันผลแล้วว่าเราต้องการอะไร ก็จะเข้าใจว่าต้องได้อย่างเสียอย่าง

แต่อย่างไรก็ตามก็มีหลายกองทุนที่มีการจ่ายปันผลออกมาได้เยอะ และมูลค่าปัจจุบันของกองทุนก็ยังมากอยู่ เมื่อรวมปันผลด้วยแล้วยังกำไร จึงเป็นที่มาของการรวบรวมกองทุนปันผล Best in Class ที่เรานำมาเสนอในวันนี้

รวมกองทุนปันผล Best in Class 3 ปีย้อนหลัง กองไหนปันผลดี และรวม Capital Gain แล้วยังกำไร?

ในส่วนนี้เรารวบรวมกองทุนในแต่ละ Class มาให้แล้ว และได้ยกตัวอย่างว่า ถ้าหากเราได้ลงทุนมา 3 ปี (2019-2021) แต่ละกองทุนได้จ่ายปันผลออกมาเท่าไร โดยเราได้แสดงข้อมูลสำคัญ 3 ส่วนคือ

1. % ปันผลรวม 3 ปี จาก App FIN Premium ซึ่งคำนวณมาจาก Dividend/NAV ของกองทุนที่จ่ายปันผลในแต่ละครั้ง แล้วนำมารวมกันตลอดระยะเวลา 3 ปี

2. ปันผลเฉลี่ยต่อปี คำนวณมาจากข้อ (1) หารด้วย 3 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขให้พอดูได้คร่าว ๆ เนื่องจากในความเป็นจริงแล้ว กองทุนไม่ได้จ่ายปันผลด้วยอัตรานี้ตลอด

3. Total Gain/Loss คำนวณมาจาก เงินปันผลที่ได้รับ (Dividend) + กำไรส่วนต่างของราคา (Capital Gain/Loss) ตลอดระยะเวลา 3 ปี

ในกรณีที่ Total Gain/Loss เป็นบวก 

เป็นไปได้ 2 กรณีคือ

(1) กองทุนนั้นเติบโตได้ดีมาจากส่วนต่างของราคา (Capital Gain) แม้ว่าจะจ่ายปันผลออกมาแล้วหลายครั้ง มูลค่าเงินในกองยังคงเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ผลรวมของ Dividend และ Capital Gain ซึ่งก็คือ Total Gain/Loss โดยรวมเป็นบวก

(2) หลังจากจ่ายปันผลเรื่อย ๆ มูลค่าเงินในกองอาจจะเติบโตได้ไม่ไวมาก กองทุนอาจจะขาดทุนในส่วนต่างของราคา (Capital Loss) แต่เมื่อรวมปันผลกลับมาแล้วก็ยังทำให้กำไร หรือ Total Gain/Loss โดยรวมเป็นบวก

ในกรณีที่ Total Gain/Loss เป็นลบ

แสดงว่ากองทุนจ่ายปันผลออกมาแล้วหุ้นที่กองทุนถือมีมูลค่าลดลง NAV จึงลดลง เราจึงขาดทุนแม้จะได้ปันผลมามากแค่ไหนแล้วก็ตาม

สรุปกองทุน Best in Class ทั้ง 8 กลุ่ม

กองทุนปันผล Best in Class 3 ปีย้อนหลัง (2019-2021)

1. กลุ่ม Index Fund: กองทุน K-USXNDQ-A(D) ชนะขาดลอย จากทั้งเรื่อง % การจ่ายปันผลที่มาก ตลอด 3 ปี จ่ายปันผลถึง 12 ครั้ง และมูลค่าของกองยังเติบโตได้ดีหลังจากจ่ายปันผล

2. กลุ่ม Active Developed Market: โดยปกติแล้วกลุ่มประเทศ Developed Market จะมีการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ร้อนแรงเหมือนกลุ่มประเทศ Emerging Market แต่ช่วงสองปีที่ผ่านมา มีหลายปัจจัยที่ทำให้สหรัฐฯ เติบโตได้ดีกว่าเกินกว่าปกติ ทำให้กองทุน KF-JPSCAPD ที่ถึงแม้จะมีอัตราการจ่ายปันผลมากที่สุด แต่มูลค่าของกองยังเติบโตได้ไม่มากเท่ากับกอง K-USA-A(D) และ K-EUROPE (Total Gain/Loss 2 อันดับแรก)

3. กลุ่ม Foreign Investment (Active): ถึงแม้ว่ากองทุน LHDIGITAL-D จะมีอัตราการจ่ายปันผลมากที่สุด แต่เมื่อดู Total Gain/Loss จะเห็นว่าได้กำไรน้อยกว่าเนื่องจากมูลค่าของกองเติบโตได้ไม่มากเท่ากับกองหุ้นโลกอย่าง LHGEQ-D และหุ้นเอเชียเทคโนโลยีอย่าง MATECH-D 

4. กลุ่ม Global Health Care: กองทุน KFHEALTH-D มีอัตราการจ่ายปันผลมากที่สุด แต่เมื่อดู Total Gain/Loss แล้วน้อยกว่ากองทุน K-GHEALTH(UH) เล็กน้อย แต่เนื่องจากทั้งสองกองไม่มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราเเลกเปลี่ยน ทำให้กองทุนได้รับผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากการที่เงินบาทอ่อนค่าในช่วงปีที่ผ่านมาด้วย สำหรับใครที่มีความกังวลเรื่องค่าเงิน สามารถพิจารณากองทุน K-GHEALTH และ KFHHCARE-D แทนได้

5. กลุ่ม REIT: ถึงแม้ว่ากองทุน KT-PIF-D จะมีอัตราการจ่ายปันผลมากที่สุด แต่มูลค่าของกองยังเติบโตได้ไม่ดีเท่ากับกอง KT-PROPERTY และ KFGPROP-D

6. กลุ่มหุ้นไทย: ถึงแม้ว่ากองทุน KFGROWTH-D จะมีอัตราการจ่ายปันผลมากที่สุด แต่มูลค่าของกองยังเติบโตได้ไม่ดีเท่ากับกอง M-MIDSMALL-D อย่างไรก็ตาม กอง M-MIDSMALL-D ก็มีการจ่ายปันผลเพียง 2 ครั้งตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา โดยปีที่แล้วมีการจ่ายปันผลถึง 2.9111 บาทต่อหน่วย เนื่องจากปีที่ผ่านมากลุ่ม Mid Small Cap ในไทยเติบโตได้ดีกว่าหุ้นใหญ่ ในขณะที่ปี 2019 จ่ายเพียงแค่ 0.25 บาทต่อหน่วย

7. กลุ่ม Fixed Income: ถึงแม้ว่ากองทุน KFMTFI-D จะมีอัตราการจ่ายปันผลมากที่สุด แต่มูลค่าของกองยังเติบโตได้ไม่ดีเท่ากับกอง TMBGDF และ KTFIXPLUS-D

8. กลุ่ม Mix Fund: ถึงแม้ว่ากองทุน TOF จะมีอัตราการจ่ายปันผลมากที่สุด แต่มูลค่าของกองยังเติบโตได้ไม่ดีเท่ากับกอง KTMUNG-D และ LHMSFL-D

เด็กการเงิน DekFinance

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/DekFinance101/posts/334412578576212


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

เจย์ พาวเวล เผลอให้ ‘เงินเฟ้อ’ พุ่ง เพราะ…

MacroView
เจย์ พาวเวล เผลอให้ ‘เงินเฟ้อ’ พุ่ง เพราะ…

ข่าวดังประจำสัปดาห์นี้ เห็นจะไม่พ้นตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐ ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พุ่งขึ้นมาสู่ระดับ 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว นับว่าเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 40 ปี ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐ ซึ่งไม่รวมอาหารและพลังงานหรือ Core CPI ขึ้นมาเป็น 5.5%

หลังจากที่เจย์ พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดให้การต่อคณะกรรมการสถาบันการเงิน สภาคองเกรส เพื่อการรับรองการเข้ารับตำแหน่งเป็นวาระที่สอง ว่าช่วงเวลาของการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินของเฟดได้ผ่านพ้นไปแล้ว นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยของแบงก์ดังบางแห่งในสหรัฐ ยังขยับจำนวนครั้งการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ มาเป็น 4 ครั้ง

คำถามคือเพราะเหตุใดพาวเวลถึงเผลอให้ ‘อัตราเงินเฟ้อ’ พุ่งขึ้นมาแบบรุนแรงมาก โดยบทความนี้ จะขอให้ความเห็นถึงเหตุผลต่าง ๆ ดังนี้

1. พาวเวลดูเหมือนจะไม่ศรัทธาในเส้นโค้งฟิลลิปส์ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานซึ่งมีความผกผันกัน ว่าความร้อนแรงของเศรษฐกิจอาจจะเป็นสัญญาณเตือนของภาวะเงินเฟ้อที่จะร้อนแรงขึ้นแบบต่อเนื่อง เลยอาจจะมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำนานจนเกินไป

ด้วยความที่นายพาวเวลไม่ได้เรียนจบมาทางเศรษฐศาสตร์โดยตรง มีข้อดีคือ open-minded แต่มี ข้อเสีย คือเมื่อเรียนรู้ในช่วงเป็นผู้ใหญ่จะใช้วิจารณญาณในการเลือกเชื่อแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งแนวคิดเส้นโค้งฟิลลิปส์ที่เป็นหนึ่งในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ขัดแย้งกับวิจารณญาณของคนทั่วไป ซึ่งจากการตอบคำถามกับกรรรมาธิการรัฐสภาสหรัฐ เมื่อ 2 ปีก่อน ผมมองว่าพาวเวลดูจะเป็นเช่นนั้นเสียด้วย

ยิ่งผมได้อ่านงานวิจัยของนักวิชาการชื่อดังล่าสุด จะพบว่า แท้ที่จริงแล้ว เส้นโค้งฟิลลิปส์ยังคงสามารถอธิบายเศรษฐกิจในโลกแห่งความจริงได้อยู่ไม่น้อย หากว่าได้ปรับมุมมองบางอย่างในตัวแปรทางเศรษฐกิจต่าง ๆให้เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบัน ยิ่งทำให้ความเชื่อของพาวเวลดูเป็นจุดด้อยมากขึ้น

โดยการที่พาวเวลไม่มองว่า เส้นโค้งฟิลลิปส์ที่จะส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจจะร้อนแรงจนส่งผลให้ภาวะอัตราเงินเฟ้อที่จะร้อนแรงขึ้นแบบต่อเนื่อง อาจจะทำให้เฟดยังคงทำ QE และคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำนานเกินไป จนเศรษฐกิจเกิดร้อนแรงเกินไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

2. เฟดได้เปลี่ยนจากวัตถุประสงค์ที่บริหารจัดการเศรษฐกิจเพื่อให้อัตราการว่างงานอยู่ในระดับที่เหมาะสม มาเป็นการทำให้อัตราการว่างงานอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุด โดยพาวเวลได้ใช้คำว่าเพื่อให้มีการจ้างงานที่สูงสุดเมื่อปีที่แล้ว อันเนื่องมาจากความไม่เชื่อเส้นโค้งฟิลลิปส์ของพาวเวล

ผมคิดว่าพาวเวลน่าจะเป็นประธานเฟดท่านแรกในประวัติศาสตร์ของเฟดที่มีมาเกือบ 100 ปี ที่กล้าพูดแบบแมนๆเช่นนี้ รวมถึงน่าจะเป็นนายธนาคารกลางของประเทศหลักในโลกเพียงท่านเดียว ณ ตอนนี้ ที่กล้าพูดเช่นนี้เช่นเดียวกัน หรืออาจกล่าวได้ว่า พาวเวลเชื่อว่าเส้นโค้งฟิลลิปส์ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานซึ่งมีความผกผันกัน ได้หมดไปจากโลกนี้ไปแล้ว

3. เฟดเปลี่ยนแนวทางการประเมินอัตราเงินเป้าหมาย โดยหันมาใช้ระดับอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยแทนระดับอัตราเงินเฟ้อ ณ เวลาใด เวลาหนึ่ง เป็นตัวเปรียบเทียบกับเป้าหมายร้อยละ 2 ตรงนี้ ทำให้เฟดยิ่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ยากขึ้นกว่าเดิมอีก เพราะอัตราเงินเฟ้อเดิมต่ำมาก ๆ มาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว ตรงนี้ ถือว่าจุดที่พาวเวลนำแนวคิดอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยมาใช้ในปีที่แล้วนั้น น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ผิดพลาดก็น่าจะว่าได้

ซึ่งพาวเวลเน้นว่าไม่ใช่ว่าจะนำมาคิดคำนวณแบบคณิตศาสตร์เป๊ะ ๆ แต่ว่าจะใช้วิจารณญาณในการประเมิน ตรงนี้ เฟดถือว่าก็สามารถที่จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแม้ระดับอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยจะเกินร้อยละ 2 ก็ตามที ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่กล่าวได้ว่า พาวเวลน่าจะเป็นประธานเฟดท่านแรกในประวัติศาสตร์เฟดยุคใหม่ รวมถึงน่าจะเป็นนายธนาคารกลางของประเทศหลักในโลกที่กล้าหันมาใช้รูปแบบอัตราเงินเฟ้อในลักษณะเช่นนี้ โดย ณ ปี 2022 สิ่งนี้ทำให้เฟดภายใต้พาวเวลเหมือนจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเสี่ยงขึ้นกว่าเดิมไปบางส่วนเสียแล้ว

4. พาวเวลไม่เชื่อหรือศรัทธาแนวคิดอัตราการว่างงานตามธรรมชาติ

ทั้งนี้ ที่ผมมองว่าพาวเวลมีความคิดเช่นนั้นในเรื่องนี้ เนื่องจากเขามีการพูดถึงข้อด้อยสำหรับวิธีการที่ใช้สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินของอดีตประธานเฟด ในยุคพอล โวลค์เกอร์ และอลัน กรีนสแปน ว่ามีจุดด้อยอย่างไร ในงานแจ็คสัน โฮล เมื่อกว่า 3 ปีก่อนว่า ยุคของโวลค์เกอร์นั้น เน้นให้เฟดมุ่งดำเนินนโยบายให้อัตราการว่างงานของสหรัฐใกล้เคียงกับอัตราการว่างงานตามธรรมชาติ และให้อัตราเงินเฟ้อใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายแบบไม่พิจารณาบริบทอื่น ๆ ซึ่งล่าสุด เพิ่งมารู้ว่าอัตราการว่างงานตามธรรมชาติในยุคนั้นหรือแม้แต่ในยุคนี้ อาจจะไม่ใช่อัตราที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจก็เป็นได้ หรืออาจกล่าวได้ว่าหากมองย้อนหลัง นักเศรษฐศาสตร์ในยุคนั้นเชื่อหรือศรัทธาแนวคิดอัตราการว่างงานตามธรรมชาติมากจนเกินไป

อย่างไรก็ดี ณ ปี 2022 ผมมองว่าพาวเวลนับเป็นผู้ที่มีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนมุมมองว่าตัวแปรใดจะมีผลต่อทิศทางเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากกว่ากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกที่จะใช้โหมดการใช้นโยบายการเงินแบบใดที่มีความเหมาะสมในการบริหารจัดการอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่อัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานตรงตามกรอบเป้าหมาย น่าจะทำให้การนำเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่จุดที่มีเงินเฟ้อชะลอตัวลงของพาเวลเป็นเรื่องที่น่าจะใช้เวลาไม่นานมากจนเกินไป ทว่าอาจจะมาด้วยต้นทุนที่ไม่ต่ำมาก

โดยจากปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมา ล้วนเป็นสิ่งที่ผมเคยเตือนว่าพาวเวลอาจจะนำเฟดไปสู่ยุคที่เสี่ยงมากขึ้น แม้ว่าหากจะพูดให้แฟร์แล้ว การที่เศรษฐกิจสหรัฐสามารถรอดพ้นและฟื้นตัวของจากวิกฤตในรอบนี้ได้แบบค่อนข้างรวดเร็ว ส่วนหลัก ๆ มาจากฝีมือของพาวเวลและทีมงานเฟดก็ตามที

MacroView

ที่มาบทความ: http://www.macroviewblog.com/blog/economics/lagpowell/

ภาษีหุ้น-คริปโต

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
ภาษีหุ้น-คริปโต

การเก็บ “ภาษี” จากการซื้อ-ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์หรือการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างอื่น เช่น ตราสารหนี้ หุ้นกู้หรือพันธบัตรนั้น เป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างก็หวั่นเกรงกันมาตลอดคิดเป็นเวลาก็หลายสิบปีมาแล้ว ครั้งหนึ่งประมาณ 15 ปีมาแล้ว ผมยังจำได้ว่ารัฐมนตรีคลังในยุคนั้นได้ประกาศเก็บ “เงินสำรอง” หรือก็คือ “ภาษี” 30% สำหรับนักลงทุนที่นำเงินดอลลาร์เข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเหตุผลที่ทำก็เพื่อที่จะขจัดการเก็งกำไรค่าเงินบาทที่กำลังแข็งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เหตุเพราะว่านักลงทุนเหล่านั้นนำเงินดอลลาร์จำนวนมากเข้ามาซื้อตราสารหนี้ระยะสั้นซึ่งทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น  และก็อาจจะถอนเงินกลับอย่างรวดเร็ว  ซึ่งเป็นการ “เก็งกำไร” ที่จะส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจและการเงินของไทย อย่างไรก็ตาม  เงินที่จะเข้ามานั้น  ไม่มีใครรู้ว่าจะเข้ามาลงทุนอะไรบ้างมากน้อยแค่ไหน จำนวนหนึ่งก็น่าจะต้องเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นอย่างแน่นอน การ “ควบคุมเงินตรา” ทางอ้อมโดยการเก็บภาษี 30% คงจะ “ทำลายตลาดหุ้น” อย่างแน่นอน เพราะนักลงทุนต่างประเทศที่ลงทุนในตลาดหุ้นนั้นมีมากถึงกว่า 30% ของตลาด

ดังนั้น  ทันทีที่ประกาศ ราคาหุ้นจึง “ทิ้งดิ่ง” ช่วงแรกถึงพื้นหรือฟลอร์ที่ 10% ซึ่งทำให้ต้องปิดตลาดเป็นเวลา 30 นาทีตามระบบ “เซอร์กิตเบรกเกอร์”  พอตลาดเปิดใหม่อีกครั้ง หุ้นก็ตกลงไปอีกจนถึงเกือบ 20% ซึ่งจะทำให้ต้องปิดตลาดอีกครั้ง  แต่แล้วมันก็หยุดตกและปรับตัวขึ้นมาบ้างและปิดตลาดวันนั้นที่ 622 จุด ตกลงไป 108 จุดหรือติดลบ 14.8% ซึ่งน่าจะเป็นการตกลงมาใน 1 วัน ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในตลาดหุ้นไทย หลังจากตลาดหุ้นปิดวันนั้น รัฐบาลก็ประกาศ “ถอย” ตลาดหุ้นก็กลับสู่ภาวะปกติ ตั้งแต่นั้นมา  เรื่องของการเก็บภาษีในการซื้อขายหุ้นที่จะทำให้คนบางส่วนถอนตัวจากการลงทุนในตลาดก็กลายเป็น “ของแสลง” ทุกครั้งที่มีการพูดถึง ราคาหุ้นก็มักจะตกลงมา ดังนั้น ความคิดที่จะเก็บภาษีเพิ่มเติมจากภาษีที่มีอยู่เช่นภาษีเงินปันผลจึงห่างหายไปนานจนถึงช่วง 2-3 สัปดาห์มานี้ที่กระทรวงการคลังเริ่มที่จะคิดเก็บภาษีใหม่  คราวนี้ไม่ใช่เฉพาะหุ้นแต่รวมถึงเหรียญคริปโตที่กำลังร้อนแรงและโตระเบิดที่จะเข้าข่ายต้องถูกเก็บภาษีด้วย

เหตุผลที่ต้องเก็บภาษีนั้น ที่จริงก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องหาเงินมาใช้ในฐานะรัฐบาลที่ต้องบริหารประเทศโดยเฉพาะในช่วงที่รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในช่วงโควิด-19 นอกจากนั้น ที่ต้องเป็นตลาดหุ้นก็เพื่อที่จะให้เกิด “ความเป็นธรรม” กับภาคเศรษฐกิจอื่นที่ต้อง “เสียภาษีกันทั้งนั้น” อย่างไรก็ตาม ในฐานะทางเศรษฐกิจอย่างประเทศไทย ข้อยกเว้นก็ต้องมี โดยเฉพาะในกรณีของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยต้องการส่งเสริมให้เกิดขึ้นและให้เจริญเติบโตและก้าวหน้าขึ้น ในกรณีดังกล่าว ถ้าเราจะเก็บภาษีเต็มรูปแบบ มันก็อาจจะไม่เกิดขึ้นเลยหรือเกิดแล้วก็ไม่โต  ซึ่งก็ทำให้เศรษฐกิจไม่ก้าวหน้า นอกจากนั้น ภาษีที่คาดว่าจะได้ก็จะไม่ได้ด้วย

ตัวอย่างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไทยต้องการส่งเสริมโดยการลดหรือยกเว้นเรื่องภาษีก็เช่น การลงทุนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ผ่าน BOI หรือคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือเขตอุตสาหกรรมพิเศษต่าง ๆ  เป็นต้น ในส่วนของตลาดทุนเองนั้น เราก็ส่งเสริมโดยการก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์และงดเว้นภาษีในการซื้อขายหุ้นและกำไรจากการลงทุนของนักลงทุน ทั้งสองสามกรณีดังกล่าวนั้น ก็มีการทำกันทั่วโลกโดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนาที่ต้องการส่งเสริมให้เกิดตลาดทุนหรือตลาดหลักทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพ แน่นอนว่าประเทศกำลังพัฒนาบางแห่งไม่ได้ส่งเสริมและก็เก็บภาษีตามปกติ เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้วแต่ก็ยังส่งเสริมโดยไม่เก็บภาษีซื้อขายหุ้นอย่างสิงคโปร์เพราะเขาอาจจะคิดว่าเก็บไปก็ไม่คุ้ม เพราะคนอาจจะหนีไปเทรดที่อื่นได้ แล้วเขาก็จะไม่ได้อะไรเลยแต่กลับเสียโอกาสที่จะมีตลาดหุ้นที่มีประสิทธิภาพที่จะช่วยให้บริษัทต่าง ๆ  สามารถระดมทุนเพื่อพัฒนากิจการและพัฒนาประเทศดีกว่า

หน้าที่ของรัฐบาลหรือคนที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับเรื่องภาษีนั้นจึงอยู่ที่การประเมินว่าเราจะได้อะไรและเสียอะไรถ้ามีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการเก็บภาษี สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เพิ่งจะปรากฏขึ้นไม่นานมานี้ก็คือเรื่องของ “Globalizations” โดยเฉพาะในด้านของตลาดทุนและตลาดเงินที่ทำให้การลงทุนข้ามพรมแดนหรือไร้พรมแดนผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเป็นไปได้อย่างสะดวกที่ทำให้กิจกรรมการซื้อขายนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาด้วย เพราะนี่อาจจะทำให้การบังคับใช้ในเรื่องของการเก็บภาษีไร้ผลหรือมีผลน้อยลงไปมาก พูดง่าย ๆ  คุณจะเก็บเท่าไรก็ได้ แต่นักลงทุนก็มีทางเลือกที่จะไปหาที่ที่มีต้นทุนต่ำกว่าและมีคุณภาพที่สูงกว่าได้  นั่นหมายความว่าผู้กำหนดนโยบายจะต้องคำนึงถึง “การแข่งขัน” ที่มาจากตลาดอื่นหรือประเทศอื่นด้วย พูดง่าย ๆ การกำหนดนโยบายจะต้องดูที่อื่นด้วย ไม่สามารถที่จะคิดแค่ในประเทศอย่างสมัยก่อนที่คนใช้บริการ “ไม่มีทางเลือก”

ในมุมของนักลงทุนที่ซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์หรือเหรียญคริปโตนั้น แน่นอนว่าแทบทุกคนต่างก็ไม่น่าจะเห็นด้วยกับการเก็บภาษีใหม่ เพราะนี่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นโดยที่ประโยชน์ที่จะได้รับเพิ่มแทบจะไม่มี เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ นักลงทุนโดยเฉพาะในตลาดหุ้นเองนั้นคิดว่ากระบวนการลงทุนของตนเองนั้นได้ก่อให้เกิดบริษัทและกิจการต่าง ๆ  ที่เติบโตก้าวหน้าขึ้นมากและได้ “จ่ายภาษี” มาไม่รู้กี่รอบ พูดก็พูด บริษัทในตลาดหลักทรัพย์นั้นจ่ายภาษีมากและเลี่ยงภาษีน้อยกว่าบริษัทนอกตลาดมากแค่ไหนทุกคนก็รู้กันดีอยู่ ภาษีที่เสียไปนั้นน่าจะมากกว่าภาคธุรกิจอื่นด้วยซ้ำ ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีนิติบุคคลที่บริษัทได้จ่ายไปแล้ว และภาษีอื่น ๆ รวมถึงภาษีจากปันผลก็ต้องจ่ายเต็ม การที่จะเก็บเพิ่มเช่นภาษีกำไรจากการขายหลักทรัพย์หรือภาษีจากการซื้อ-ขายหลักทรัพย์นั้นก็อาจจะเป็น “ภาษีซ้ำซ้อน”

มาถึงจุดนี้ดูเหมือนว่าเรื่องภาษีบางอย่างที่กำลังเสนอนั้นคงต้องออกมา  ไม่ช้าก็เร็ว ดังนั้น มาดูกันว่าผลกระทบต่อภาพใหญ่ของประเทศและนักลงทุนจะเป็นอย่างไร เริ่มจากภาษีการซื้อ-ขายหุ้นที่จะคิดเพียง 0.1% ของปริมาณการซื้อขายนั้น สำหรับนักลงทุนระยะยาวหรือแม้แต่นักลงทุนระยะสั้นที่ไม่ได้เล่น Day Trade หรือวันต่อวัน  จริง ๆ แล้วก็อาจจะไม่ได้เป็นปัญหามากนัก  เพราะเมื่อคิดรวมกับค่าคอมมิชชั่นที่ค่อนข้างต่ำมากสำหรับตลาดหุ้นไทยก็แค่ประมาณ 0.2-0.3% เทียบกับอีกหลายประเทศแล้วก็ไม่ถือว่าสูง  อย่างไรก็ตาม  สำหรับพวก High Frequency Trade หรือพวกที่เทรดเร็วมากและบางทีก็ใช้หุ่นยนต์เทรด  ก็จะมีปัญหามากและอาจจะต้องหยุดไปเลย  ซึ่งนี่ก็จะทำให้สภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยลดลงไปมาก  และก็อาจจะส่งผลให้ดัชนีหุ้นหงอยลง  ความนิยมในการซื้อขายหุ้นในตลาดลดลงส่งผลให้ค่า PE ของหุ้นและตลาดต่ำลง  ต้นทุนการเงินของบริษัทจดทะเบียนสูงขึ้น  อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วผลกระทบก็อาจจะไม่มากอย่างที่คิด โดยเฉพาะในยามที่คนไทยยังค่อนข้างสนใจลงทุนในตลาดหุ้นเช่นในปัจจุบัน

ภาษีกำไรจากการขายหุ้นซึ่งยังไม่ได้มีการเสนอให้นำมาใช้นั้น ถ้าเกิดขึ้นก็น่าจะมีผลกระทบที่รุนแรงกับตลาดหุ้นไทยมากกว่ามาก เหตุผลก็เพราะว่านักลงทุน โดยเฉพาะที่เป็นนักลงทุนระยะยาวที่ทุ่มเทกับการลงทุนและหลายคนนั้น “ลงทุนเพื่อชีวิต” คือลงทุนเพื่อให้หุ้นเติบโตขึ้นและหวังว่าจะเก็บไว้ใช้ยามเกษียณนั้น  จะถูกภาษีกินไปมากจนยากที่จะสร้างพอร์ตให้โตเร็วอย่างที่คิด  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  เวลาหุ้นตัวไหนทำกำไรมากก็จะถูกหักภาษีมาก  ในขณะที่หุ้นที่ขาดทุนก็ไม่สามารถจะนำมาลดภาษีลงได้  ผลก็คือ  อัตราภาษีจริง ๆ  ของการลงทุนทั้งพอร์ตน่าจะสูงมาก  ซึ่งทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นไทย  “ไม่ค่อยคุ้ม”  ทางแก้ก็คือ  เลิกลงทุน  หรือไม่ก็ไปลงทุนต่างประเทศซึ่งจะไม่มีภาระภาษีตัวนี้  นอกจากนั้น  เจ้าของธุรกิจที่คิดจะเข้ามาจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดก็คงจะอยากเข้าน้อยลง  เหตุผลก็เพราะว่าถ้าอยากจะขายหุ้นก็จะถูกภาษีกำไรจากการขายหุ้นสูงมากเพราะหุ้นเดิมมักจะมีราคาต้นทุนต่ำมากคือต้นทุนอาจจะเท่ากับราคาพาร์ในขณะที่ราคาตลาดมักจะสูงกว่ามาก  บางทีเป็น 10 เท่าหรือ 100 เท่า  ดังนั้น  ตลาดหุ้นก็น่าจะโตยากเช่นเดียวกับการระดมเงินเพื่อการลงทุนในธุรกิจก็คงจะด้อยประสิทธิภาพลงมาก

ในกรณีของเหรียญคริปโตที่จะต้องเสียภาษีกำไรจากการขายเหรียญนั้น  ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่  เหตุเพราะว่าราคาคริปโตขึ้นลงแกว่งตัวสูงมาก  คนเล่นมักจะต้องขายถ้าราคาขึ้นไปแรง การขายทุกครั้งจะต้องเสียภาษี แต่เวลาขาดทุนไม่ได้คืน ผลก็คือ โดยเฉลี่ยอัตราภาษีจริงนั้นจะสูงลิ่วจนไม่คุ้มที่จะเล่น ดังนั้น ในความรู้สึกของผมก็คือ  ถ้าทำจริง ๆ ก็มีโอกาสเกิด  หายนะ” ของตลาดซื้อขายคริปโตในเมืองไทย  คนที่อยากจะเล่นก็ต้องหันไปใช้แพลตฟอร์มของต่างประเทศ  เงินภาษีรัฐก็คงไม่ได้อยู่ดีครับ

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://blog.settrade.com/blog/nivate/2022/01/17/2618

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 18/01/2022 “วิเคระห์ GULF จับมือ Binance เตรียมลุยตลาดคริปโทฯ เมืองไทย” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 18/01/2022 “วิเคระห์ GULF จับมือ Binance เตรียมลุยตลาดคริปโทฯ เมืองไทย” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 18/01/2022

“วิเคระห์ GULF จับมือ Binance เตรียมลุยตลาดคริปโทฯ เมืองไทย”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones, S&P500 และ Nasdaq ปิดทำการซื้อขาย เนื่องในวัน Martin Luther King Jr. ดัชนี Small Cap 2000 ปิดที่ 2,161.55 +0.07 จุด (+0.00%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 4,302.14 +29.95 จุด (+0.70%) Dax เยอรมนี ปิดที่ 15,933.72 +50.48 จุด (+0.32%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 7,201.64 +58.64 จุด (+0.82%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่ 7,611.23 จุด +68.28 จุด (+0.91%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่ 28,333.52 จุด +209.24 จุด (+0.74%) CSI 300 จีน ปิดที่ 4,767.28 จุด +40.54 จุด (+0.86%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่ 24,218.03 จุด -165.29 จุด (-0.68%) SET Index ไทย ปิดที่ 1,676.87 จุด +4.24 จุด (+0.25%) VN30 เวียดนาม ปิดที่ 1,478.61 จุด -44.96 จุด (-2.95%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 18 ม.ค. 2565) ราคาทองคำ 1,815.45 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 22.94 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 84.39 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 87.31 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 18 ม.ค. 2565) Bitcoin 42,043 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,179.69 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และ Binance Coin 470.73 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ประเด็นข่าวที่น่าสนใจ

ดัชนี VNI เมื่อวานนี้ปรับลงแรง มีหุ้นปรับตัวลดลงกว่า 805 บริษัท ไม่เปลี่ยนแปลง 669 บริษัท และปรับเพิ่มขึ้น 180 บริษัท กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลดลงแรง เช่น กลุ่มก่อสร้าง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มการเงิน เป็นต้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าการที่ตลาดปรับตัวลดลงอาจจะเกิดจากแรงขายจากมุมมองว่าหุ้นบางส่วนมีราคาแพงไปแล้ว

สี จิ้นผิง เปิดการประชุม World Economic Forum โดยออกมาเรียกร้องความร่วมมือในระดับโลก และเรียกร้องให้นานาชาติปฏิเสธแนวคิด ‘โลกสมัยสงครามเย็น’ รวมถึงเรียกร้องให้ช่วยกันแก้ไขปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน

จีนทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLF ลง 10bps. เป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 และปรับลด reverse repo อายุ 7 วัน จากเดิม 2.2% เหลือ 2.1% ประชากรจีน ณ สิ้นปี 2021 มีจำนวน 1.4 พันล้านคน และมีจำนวนเด็กเกิดใหม่ 10.6 ล้านคน คิดเป็นการเกิดใหม่ 7.52 คน ต่อประชากร 1 พันคน ถือเป็นตัวเลขเด็กเกิดใหม่ที่ต่ำที่สุดในรอบ 70 ปี

Goldman Sachs มองว่ามีโอกาสที่ธนาคารกลางจีนจะลด RRR อีก 50bps. ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ และมุมมองจาก ING Bank มองว่ามีโอกาสลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLF อีกไตรมาสละ 25 bps. รวมถึงมีโอกาสจะลด RRR ลงอีก

ตลาดคาดการณ์ธนาคารกลางญี่ปุ่นคงนโยบายการเงิน แต่ต้องจับตามุมมองของธนาคารกลางฯ ต่ออัตราเงินเฟ้อ ซึ่งปัจจุบันเงินเฟ้อยังอยู่ต่ำกว่าระดับเงินเฟ้อเป้าหมายที่ 2% ขณะที่สถานการณ์ COVID-19 ยังพบการแพร่ระบาดในหลายเมือง

ค่า Relative P/E ของดัชนี TOPIX เปรียบเทียบกับดัชนี MSCI ACWI อยู่ที่ระดับ -2S.D. ถือว่ามีมูลค่าค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับหุ้นโลกโดยรวม ขณะที่มุมมองของ Bloomberg มองว่าในปีนี้มีโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของญี่ปุ่นอาจจะปรับเพิ่มจากระดับติดลบขึ้นสู่ระดับ 0%

ผลการทดลองในอิสราเอลจาก Pfizer พบว่า การฉัดวัคซีน Pfizer-BioNTech 4 เข็ม อาจจะยังไม่เพียงพอต่อการป้องกันไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน แต่ยังป้องกันอาการหนักได้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อในอิสราเอลปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

การจัดอันดับเฮดจ์ฟันด์โลก 2021 TCI เป็นอันดับ 1 สร้างผลกำไร 9.5% พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามมาด้วย Citadel ทำกำไร 8.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ Bridgewater ของ Ray Dalio มาเป็นอันดับ 7 สร้างผลกำไร 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเฮดจ์ฟันด์ 20 อันดับแรกทำผลตอบแทนที่ระดับ 10.5% สูงกว่าอุตสาหกรรมเฮดจ์ฟันด์โดยรวม

GULF เปิดเผยต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า บริษัท กัลฟ์ อินโนวา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วน 100% ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับ Binance เพื่อร่วมกันศึกษาและจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศไทย โดย GULF มองเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศ และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการผนึกความแข็งแกร่งจากทั้งสองบริษัท เนื่องจาก GULF มีประสบการณ์และความชำนาญในการพัฒนาและบุกเบิกธุรกิจใหม่ๆ ในประเทศ โดยมีเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งทั้งภาคธุรกิจและภาคการเงิน ขณะที่ Binance มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีการเติบโตเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์และมีปริมาณการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 6,397 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 18 ราย หายป่วยกลับบ้าน 6,637 ราย

แจกสไลด์ รายการ THE OPPORTUNITY – “เงินเฟ้อพุ่งแรง ดอกเบี้ยเตรียมขึ้น ตราสารหนี้เอายังไงดี?”

FINNOMENA

 

รับชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่ >>> https://youtu.be/1LNs3-UK_vc

News Update: GULF จับมือ Binance เตรียมลุยตลาดคริปโทฯ เมืองไทย

THE OPPORTUNITY
News Update: GULF จับมือ Binance เตรียมลุยตลาดคริปโทฯ เมืองไทย

บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) เปิดเผยว่า บริษัท กัลฟ์ อินโนวา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วน 100% ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับกลุ่ม Binance เพื่อร่วมกันศึกษาและจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศไทย

ทั้งนี้ บริษัทฯ เล็งเห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในประเทศไทย จากการที่เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องจะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศ และจะมีความสำคัญในชีวิตประจำวันของประชาชนมากขึ้น โดยความร่วมมือกับ Binance ดังกล่าว จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีบล็อคเชนของประเทศ จากการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีความพร้อมในการประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมาตอบสนองความต้องการดังกล่าว

บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการผนึกความแข็งแกร่งจากทั้งสองบริษัท เนื่องจากบริษัทฯ มีประสบการณ์และความชำนาญในการพัฒนาและบุกเบิกธุรกิจใหม่ ๆ ในประเทศ โดยมีเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งทั้งภาคธุรกิจและภาคการเงินในขณะที่ Binance มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึง Binance ยังเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีการเติบโตเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์และมีปริมาณการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าว สอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทฯ ในการขยายธุรกิจและความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ซึ่งจะเปิดโอกาสให้บริษัทฯ สามารถขยายธุรกิจไปสู่สินทรัพย์ดิจิทัลด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในอนาคตได้อีกด้วย

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Bitcoin กำลังถูกท้าทาย คนหันมาใช้เหรียญทางเลือกชำระเงินมากขึ้น จับตา Stablecoin, Ether, Dogecoin, Shiba Inu และ Litecoin

THE OPPORTUNITY
News Update: Bitcoin กำลังถูกท้าทาย คนหันมาใช้เหรียญทางเลือกชำระเงินมากขึ้น จับตา Stablecoin, Ether, Dogecoin, Shiba Inu และ Litecoin

BitPay เผยธุรกิจและผู้บริโภคเริ่มหันมาใช้โทเคนดิจิทัลอื่นในการชำระเงินมากขึ้น หลังราคา Bitcoin ผันผวนหนักในปีที่ผ่านมา

BitPay หนึ่งในผู้ให้บริการระบบประมวลผลการชำระเงินคริปโทฯ รายใหญ่ที่สุดในโลก รายงานว่า สัดส่วนการใช้ Bitcoin เพื่อชำระเงินในปี 2021 ลดลงเหลือ 65% จาก 92% ในปี 2020 ส่วน Ether อยู่ที่ 15% ขณะที่การใช้ Stablecoin เพื่อชำระเงินเพิ่มขึ้นสู่ 13% ด้านเหรียญใหม่ๆ อย่าง Dogecoin, Shiba Inu และ Litecoin คิดเป็นสัดส่วนรวมที่ 3%

ผู้บริโภคเริ่มมีแนวโน้มเปลี่ยนมาใช้ Stablecoin หรือคริปโทฯ ที่มูลค่าค่อนข้างคงที่มากขึ้น เพราะมีราคาผันผวนน้อยกว่า Bitcoin ซึ่งปรับตัวลงต่อเนื่องตั้งแต่เดือน พ.ย. ปีที่แล้ว ขณะที่เหรียญอื่นๆ อย่าง Dogecoin ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (14 ม.ค.) Elon Musk ทวีตข้อความว่า Tesla รับชำระด้วย Dogecoin แล้ว

หลายคนคงจำกันได้ว่าการใช้ Bitcoin ซื้อสินค้าครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2010 ที่พิซซ่า 2 ถาด ถูกซื้อไปในราคา 10,000 BTC แต่ตอนนี้นักลงทุนจำนวนมากเลือกถือ Bitcoin เพื่อเก็งกำไรมากกว่านำมาใช้ชำระเงิน เนื่องจากราคา Bitcoin พุ่งขึ้นมากกว่า 60% ในปี 2021 แม้จะเผชิญความผันผวนในช่วงไตรมาส 4 ของปีก็ตาม

BitPay รายงานว่า ผู้คนมักใช้สกุลเงินดิจิทัลในการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เครื่องประดับ นาฬิกา รถยนต์ เรือ รวมถึงทองคำ โดยปริมาณธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าฟุ่มเฟือยในปี 2021 เพิ่มขึ้นถึง 31% จาก 9% ในปี 2020 ขณะที่ปริมาณการชำระเงินโดยรวมของบริษัทในปี 2021 เพิ่มขึ้น 57% จากปี 2020

Stephen Pair ซีอีโอของ BitPay กล่าวว่า การร่วงลงครั้งล่าสุดของคริปโทฯ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักลงทุนมากเท่าตอนปี 2018 โดยแม้การใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยจะได้รับผลกระทบ แต่การลดลงโดยรวมนั้นน้อยลงมาก ซึ่งนี่อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นว่าการปรับฐานอาจเกิดแค่ในระยะสั้น รวมถึงฐานผู้ใช้ที่กว้างขวางขึ้นมากของวงการคริปโทฯ

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-01-16/bitcoin-s-dominance-of-crypto-payments-is-starting-to-erode?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA Market Alert: หุ้นเวียดนามร่วง 2% ด้วยแรงขายทำกำไร

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: หุ้นเวียดนามร่วง 2% ด้วยแรงขายทำกำไร

ดัชนี VNI ของเวียดนาม ปรับตัวลงปิดตลาดที่ 2.81% โดยมีหุ้นปรับตัวลงทั้งหมด 805 บริษัท ขณะที่ปรับตัวขึ้นเพียง 180 บริษัท ไม่เปลี่ยนแปลง 669 บริษัท การปรับตัวลงในวันนี้เกิดขึ้นในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม นำโดยอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาฯ เช่นเดียวกับกลุ่มการเงิน ส่วนหุ้นในดัชนี VN 30 มีเพียง 3 บริษัทที่ปรับตัวขึ้นสวนทิศทางตลาด อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นก็ยังถูกพยุงด้วยหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มการเงินอย่าง Vietcombank (VCB) ที่ปรับตัวขึ้นปิดตลาดที่ 3.12%

FINNOMENA Investment Team มองว่าการปรับตัวในวันนี้เป็นการขายทำกำไรระยะสั้น และยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นเวียดนาม ด้วยมูลค่าที่เหมาะสมกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก อีกทั้งยังมีอัตราการเติบโตของกำไรที่โดดเด่นกว่า

อ้างอิง: en.vietstock.vn, finance.vietstock.vn, Investing.com

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ROE คือ อะไร? ช่วยเจาะลึกคุณภาพการดำเนินการของบริษัทได้อย่างไร?

Investment Reader
ROE คือ อะไร?

นักลงทุนทุกคนคงอยากจะหาหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีกันใช่ไหมครับ หุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกับนักลงทุนควรจะเป็นหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดีและผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในอัตราส่วนทางการเงินที่ใช้ในการพิจารณาประกอบการลงทุนคือ ROE (Return on Equity)

แล้ว ROE คืออะไร?

ROE คือ Net Profit (กำไรสุทธิ) หารด้วย Equity (ส่วนของผู้ถือหุ้น) เมื่อคำนวณออกมาแล้วจะได้เป็นอัตราส่วนทางการเงิน ซึ่งถ้าหุ้นนั้น ๆ มี ROE ไม่น้อยกว่า 15% จะถือว่าเป็นหุ้นที่สร้างกำไรได้สูงโดยไม่ต้องใช้ส่วนของผู้ถือหุ้นเยอะ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นหุ้นที่สร้างผลตอบแทนได้ดีนั่นเอง

เราลองมาดูที่ส่วนประกอบของ ROE กัน เริ่มจาก Equity กันก่อน จากแผนภาพนี้นะครับ

roe

(อ้างอิงจากหนังสือ คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ โดยคุณธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์)               

บริษัทจะเริ่มต้นจากการระดมทุน (E, Equity) มาสร้างทรัพย์สิน (A, Asset) แล้วนำทรัพย์สินที่ได้มาสร้างรายได้ (R, Revenue) รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายคือกำไร (P, Profit) และกำไรหลังจากหักเงินปันผล จะเรียกว่ากำไรสะสม ส่วนนี้จะถูกทบกลับมาที่ส่วนของผู้ถือหุ้นอีกที ทำให้ E เยอะขึ้น แต่ถ้าบริษัทขาดทุน ส่วนของผู้ถือหุ้นจะลดลง

ดังนั้นสำหรับบริษัทที่มีกำไร E จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้ากำไรไม่เติบโตมากพอ ROE จะลดลงได้ครับ บริษัทที่สามารถสร้างกำไรได้ดีอย่างต่อเนื่องจะทำให้ ROE ยังอยู่ในระดับสูงต่อไป แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ ROE สูงได้อีกครับ นั่นคือ อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin), Asset Turnover (การหมุนรอบของทรัพย์สิน) และ Equity Multiplier  ตามสมการดังนี้ครับ

roe

แล้วสัดส่วนต่าง ๆ ที่ใช้คิด ROE คืออะไร?

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ROE ประกอบไปด้วย Net Profit Margin Asset Turnover และ Equity Multiplier เพราะฉะนั้นเราลองมาดูกันดีกว่าว่าสัดส่วนแต่ละตัวหมายถึงอะไร เพื่อที่จะได้เข้าใจที่มาที่ไปอย่างถ่องแท้ครับ

Net Profit Margin (อัตรากำไรสุทธิ)

Net Profit Margin (อัตรากำไรสุทธิ) คือ อัตราส่วนกำไรสุทธิที่นำมาใช้ดูว่าบริษัทมีศักยภาพในการทำกำไรในบรรทัดสุดท้ายเท่าไร ซึ่งแตกต่างจาก Gross Margin (อัตราส่วนกำไรขั้นต้น) ที่จะอยู่ในบรรทัดหลังหักต้นทุนการขายเบื้องต้น (ยังไม่มีค่าใช้จ่ายภาษี ดอกเบี้ยต่าง ๆ) ซึ่ง Net Profit Margin ถือเป็นอัตราส่วนหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเพราะสามารถใช้เป็นตัวสะท้อนกำไรสุทธิของบริษัทได้เป็นอย่างดีในการประเมินศักยภาพของบริษัท

หากคิดเล่น ๆ ถ้าเรารู้ว่าในอนาคตบริษัท Burger Queen มีแนวโน้มที่จะเปิดสาขาเพิ่มอีก 5 สาขา และเราศึกษาสอบถามมาอย่างดีจากผู้บริหารแล้วว่าปกติรายได้ต่อสาขาต่อปีของ Burger Queen คือ 100,000 เหรียญ

ดังนั้นในอนาคตหากมีการเปิดเพิ่มอีก 5 สาขา รายได้ของ Burger Queen ก็น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 เหรียญ และหาก Burger Queen เป็นบริษัทที่รักษา Net Profit Margin ได้คงที่สม่ำเสมอ ๆ มาก ๆ เราก็จะสามารถนำตัว Net Profit Margin มาประเมินกำไรสุทธิในอนาคตได้ ผ่านการนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาบวกกับของเก่านั่นเอง

ซึ่งถ้าจะไหลต่อไปมากกว่านั้นเราก็จะสามารถรู้ได้ว่าบริษัท Burger Queen แพงหรือไม่? เช่น เราอาจจะเอามาเทียบกับค่า P/E ในปัจจุบันจากเดิมอาจจะอยู่ที่ 10 เท่า แต่ถ้าเค้าทำได้ตามที่พูดปุ๊ป PE อาจจะดันลงมาเหลือ 5 เท่าอะไรประมาณนี้ครับ มีประโยชน์มาก ๆ

นอกจากนั้นตัว Net Profit Margin ยังสามารถนำมาใช้เทียบศักยภาพของบริษัทหากเทียบกับคู่แข่งได้อีกด้วย โดยเราอาจจะเอา Burger Queen ไปเทียบกับ McDonaldPump ว่าเค้ามี % ที่สูงกว่าหรือไม่ ถ้ามีเเล้วเป็นเพราะอะไร มาจากปัจจัยที่มีความได้เปรียบสูงหรือเปล่า เช่น Burger Queen อาจมีเทคโนโลยีการผลิตที่ดีกว่าจนส่งผลให้ควบคุมต้นทุนได้ดีกว่าเป็นต้น

Asset Turnover (อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์รวม)

Asset Turnover (อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์รวม) คือ อัตราส่วนที่ใช้วัดว่าบริษัทนั้น ๆ มีนำสินทรัพย์ที่มีไปสร้างยอดขายได้เยอะขนาดไหนซึ่งยิ่งเยอะก็ยิ่งดี โดยจะมีหน่วยเป็นเท่า

Asset Turnover มีประโยชน์ในการวัดศักยภาพของธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ต้องใช้สินทรัพย์ในการทำเงินยกตัวอย่าง เช่น อุตสาหกรรมอสังหาฯ หรือโรงแรมเป็นต้น แต่อาจจะไม่เหมาะนักหากนำไปใช้กับธุรกิจบริการซึ่งอาจจะใช้คนหรือเทคโนโลยีเป็นหลัก

โดยหลักการใช้ Asset Turnover ก็เช่นเดียวกันกับ Net Profit Margin เพราะ การที่จะเทียบว่ารายนี้เก่งกว่าอีกรายยังไง เราไม่ควรจะเอาหมูไปเทียบไก่ แต่เราควรเอาหมูไปเทียบกับหมู ไก่ไปเทียบกับไก่ จะสมเหตุสมผลกว่าครับ

Equity Multiplier (อัตราส่วนสินทรัพย์รวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น)

Equity Multiplier (อัตราส่วนสินทรัพย์รวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น) คือ คือ อัตราส่วนที่ใช้วัดว่าบริษัทนั้น ๆ มีสินทรัพย์เทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้นแล้วเป็นอย่างไรบ้าง? ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าบริษัทนั้น ๆ มีการกู้ยืมมาลงทุนหรือใช้ในกิจการมากแค่ไหน ซึ่งหากสัดส่วนนี้ยิ่งสูงเท่าไรก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทนั้น ๆ มีการ่ใช้การกู้ยืมมาสร้างธุรกิจมากเท่านั้น ในโลกความเป็นจริงหากเราสังเกตได้ว่าบริษัทใดบริษัทหนึ่งพอจะทำอะไรเพิ่มสักทีก็ใช้วิธีกู้มาอย่างเดียว แล้วพอมาเช็กอัตราส่วน Equity Multiplier แล้วยังอยู่ในระดับที่สูงหากเทียบกับบริษัทอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันอีก อย่างนี้ก็พอจะบอกได้บริษัทนี้มีการใช้อัตราทดสูงกว่าบริษัทอื่นครับถือได้ว่ามีความเสี่ยงมากกว่า (จากหนี้ที่ต้องชำระคืนและดอกเบี้ยจ่ายที่ลดทอนกำไรและกระแสเงินสดของบริษัท) อีกทั้งอาจจะบ่งชี้ได้ว่าบริษัทนี้อาจจะไมไ่ด้มีธุรกิจที่แข็งแกร่งมากนัก เพราะ ไม่สามารถเติบโตได้ด้วยความสุดยอดของตนเองต้องใช้การเพิ่มกู้ยืมอยู่เรื่อย ๆ (ทั้งนี้และทั้งนั้นแล้วแต่ธรรมชาติของแต่ละอุตสาหกรรมด้วยนะครับ)

ส่วนเสริม: วิธีการคิด Equity Multiplier ในอีกรูปแบบหนึ่ง

โดยปกติแล้ว ทรัพย์สิน  = ส่วนของผู้ถือหุ้น + หนี้สิน ดังนั้น Equity Multiplier เขียนได้อีกอย่างว่า

equity multiplier

บริษัทที่มีอัตรากำไรสุทธิสูง ขายสินค้าได้เก่ง และมีสัดส่วนการใช้หนี้สินมาก (DE Ratio สูง) จะมี ROE สูง บางทีปัจจัยที่ทำให้ ROE สูงอาจจะมีแค่ 1-2 ปัจจัยก็ได้ แต่บริษัทที่สุดยอดจริงๆ ควรทำ ROE ได้สูงจากปัจจัย 2 ตัวแรก เพราะเป็นปัจจัยที่เกิดจากความสามารถของบริษัทครับ (สร้างอัตรากำไรได้สูง และขายของได้เก่ง)

ส่วนปัจจัยสุดท้ายคือการก่อหนี้ ก็เป็นปัจจัยเพิ่ม ROE ได้เหมือนกัน แต่บริษัทไม่ควรมีส่วนนี้มากจนเกินไปครับ เพราะจะทำให้ปัจจัยแรก (กำไรสุทธิ) ลดลงได้จากดอกเบี้ยที่จ่ายสูงขึ้น ดังนั้นในการเลือก ROE เราควรวิเคราะห์ที่มาของ ROE อีกชั้นหนึ่งนะครับ

หวังว่าเมื่อทำความรู้จักกับ ROE กันแล้ว ต่อไปนักลงทุนน่าจะสามารถมองหาหุ้นที่ ROE สูงๆ จากคุณภาพการดำเนินการของบริษัทได้จริงๆ ครับ

อ่านคำศัพท์อื่นๆ ทางการเงินได้ที่ : https://www.finnomena.com/vocab/

ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด

FINNOMENA Investment Team
ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด (จำนวนจำกัด)

     Weekly Market Insight ประจำสัปดาห์ 17 – 23/01/65

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์”

(ถ้าเปิดจากโทรศัพท์แล้วดูแบบ preview ไม่ได้ ให้กดดาวน์โหลดมุมขวาบน)

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 17/01/2022 “จีน GDP ปี 2021 โต 8.1% ดีกว่าคาด จับตามาตรการควบคุม ‘โอมิครอน’ ก่อนตรุษจีน และโอลิมปิกฤดูหนาว” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 17/01/2022 “จีน GDP ปี 2021 โต 8.1% ดีกว่าคาด จับตามาตรการควบคุม ‘โอมิครอน’ ก่อนตรุษจีน และโอลิมปิกฤดูหนาว” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 17/01/2022

“จีน GDP ปี 2021 โต 8.1% ดีกว่าคาด จับตามาตรการควบคุม ‘โอมิครอน’ ก่อนตรุษจีน และโอลิมปิกฤดูหนาว”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 35,911.81 -201.81 จุด (-0.56%) S&P500 ปิดที่ 4,662.85 +3.82 จุด (+0.08%) Nasdaq 14,893.75 ปิดที่ +86.94 จุด (+0.59%) Small Cap 2000 ปิดที่ 2,161.48 +2.05 จุด (+0.09%) VIX index อยู่ที่ 19.19 (-5.51%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 4,272.19 -43.71 จุด (-1.01%) Dax เยอรมนี ปิดที่ 15,883.24 -148.35 จุด (-0.93%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 7,143.00 -58.14 จุด (-0.81%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่ 7,542.95 จุด -20.90 จุด (-0.28%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่ 28,124.28 จุด -364.85 จุด (-1.28%) CSI 300 จีน ปิดที่ 4,726.73 จุด -39.19 จุด (-0.82%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่ 24,383.32 จุด -46.45 จุด (-0.19%) SET Index ไทย ปิดที่ 1,672.63 จุด -7.39 จุด (-0.44%) VN30 เวียดนาม ปิดที่ 1,523.57 จุด -2.86 จุด -0.19%

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 17 ม.ค. 2565) ราคาทองคำ 1,818.35 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 22.988 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 83.56 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 86.21 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 17 ม.ค. 2565) Bitcoin 42,721.0 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,285.24 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และ Binance Coin 486.42 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ภาพรวมสินทรัพย์ทั่วโลกที่ปรับตัวบวกและลบสูงที่สุดในรอบ 1 สัปดาห์ 3 อันดับแรก กลุ่มที่ปรับตัวในทิศทางบวก – ราคาน้ำมัน (+7.9%), หุ้นตลาดเกิดใหม่ (+2.1%) และ หุ้นสหราชอาณาจักร (+1.3%) ปรับตัวในทิศทางลบ – ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (-0.8%), พันธบัตรหรือตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (-0.6%) และ Global REIT (-0.5%)

ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวบวกและลบสูงที่สุดในรอบ 1 สัปดาห์ 3 อันดับแรก กลุ่มที่ปรับตัวในทิศทางบวก – ดัชนี IBOVA บราซิล (+4.4%), ดัชนีจีน H-Shares (+2.7%) และดัชนี MSCI EM. (+2.1%) ปรับตัวในทิศทางลบ – ดัชนีจีน A-Shares (-2.4%), หุ้นเกาหลี (-0.6%) และหุ้นเวียดนาม (-0.5%)

ภาพรวม sector ใน S&P500 ที่ปรับตัวบวกสูงที่สุดในรอบ 1 สัปดาห์ 3 อันดับแรก – Energy (+5.5%), Industrials (+0.5%) และ Communication Service (+0.5%) ปรับตัวในทิศทางลบ – Real Estate (-1.4%), Health Care (-1.2%) และ Consumer Discretionary (-0.9%)

เยอรมนีรายงาน GDP ปี 2021 +2.7% จากปี 2020 ที่ติดลบ -4.6% สหราชอาณาจักรรายงาน GDP เดือนพฤศจิกายน +0.9% เติบโตกลับไปเทียบเท่าระดับก่อนเกิดวิกฤติ COVID-19

จีนตรวจพบเชื้อ COVID-19 รายแรกในปักกิ่ง 3 สัปดาห์ก่อนงานโอลิมปิกฤดูหนาวจะเริ่มต้นขึ้น

Reuters คาดการณ์ GDP จีนปี 2022 +5.2% เศรษฐกิจจีนกำลังเจอความท้าทายจากการเริ่มพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนในประเทศ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จาก Reuters คาดการณ์ธนาคารกลางจีนมีโอกาสที่จะปรับลด RRR ลง 50bps. ในไตรมาสที่ 1 ปี 2022 ล่าสุดมีการประกาศ GDP ปี 2021 ของจีน ออกมา +8.1% ดีกว่าที่คาดการณ์ และธนาคารกลางจีนมีการประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยและอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ

Bitcoin กำลังถูกท้าทายมากขึ้น หลักจากเหรียญทางเลือกได้รับการยอมรับให้รับชำระค่าสินค้ามากขึ้น โดยล่าสุด Tesla อกอมาประกาศรับเหรียญสกุล Dogecoin ให้สามารถใช้ซื้อสินค้าได้แล้ว แม้จะยังไม่รับชำระการซื้อรถยนต์ด้วย Dogecoin

JPMorgan ประกาศผลประกอบการ รายได้ 3.035 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ EPS อยู่ที่ 3.33 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ดีกว่าคาดการณ์ แต่ราคาหุ้นปรับตัวลดลง จากการที่ธนาคารออกมาปรับลดคาดการณ์รายได้ในปีนี้ สาเหตุมาจากทั้งค่าใช้จ่ายที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งจากเรื่องของเงินเฟ้อและแรงงานที่ขาดแคลน

Citi Group รายงานผลประกอบการสูงกว่าที่คาดการณ์ แต่แนวโน้มค่าใช้จ่ายในอนาคตมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นในไตรมาสถัดไป ขณะที่ Well Fargo รายงานผลประกอบการดีกว่าคาดการณ์

BlackRock รายงานผลประกอบการดีกว่าคาดการณ์ และมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการเพิ่มขึ้นเกินกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Twitter ของกรมสรรพากรถูกแฮ็ค มีการเปลี่ยนรูปโปรไฟล์และโฆษณา NFT แต่ยังยืนยันระบบสารสนเทศยังให้บริการได้ตามปกติ

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 6,929 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 13 ราย หายป่วยกลับบ้าน 5,255 ราย

News Update: จีนเผย GDP ปี 2021 โต 8.1% แรงหนุนจากการขยายตัวของภาคการผลิต แต่ยอดค้าปลีกชะลอตัว เพิ่มขึ้นเพียง 1.7%

THE OPPORTUNITY
News Update: จีนเผย GDP ปี 2021 โต 8.1% แรงหนุนจากการขยายตัวของภาคการผลิต แต่ยอดค้าปลีกชะลอตัว เพิ่มขึ้นเพียง 1.7%

จีนเผยตัวเลข GDP 2021 โต 8.1% จากปีก่อนหน้า ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนสามารถชดเชยยอดค้าปลีกที่ชะลอตัวลงได้

เช้านี้ (17 ม.ค.) สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงาน GDP ไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ของ Reuters ที่ 3.6% ขณะที่ GDP ตลอดทั้งปี 2021 เพิ่มขึ้น 8.1% จากปีก่อนหน้า ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์จีนที่ 8.4%

การผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้น 4.3% จากปีก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ของ Reuters ที่เพียง 3.6% อย่างไรก็ตาม ยอดค้าปลีกเดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้นเพียง 1.7% ต่ำกว่าคาดการณ์ของ Reuters ที่ 3.7%

การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรปี 2021 ขยายตัว 4.9% สูงกว่าคาดการณ์ที่ 4.8% ขณะที่อัตราการว่างงานในเมืองเดือน ธ.ค. อยู่ที่ 5.1% ซึ่งใกล้กับค่าเฉลี่ย แต่อัตราการว่างงานในเมืองของผู้ที่มีอายุระหว่าง 16-24 ปี อยู่ในระดับสูงมากที่ 14.3%

สำนักงานสถิติแห่งชาติกล่าวในแถลงการณ์ว่า สภาพแวดล้อมภายนอกมีความซับซ้อนและไม่แน่นอนมากขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศอยู่ภายใต้แรงกดดัน 3 อย่าง ได้แก่ การหดตัวของอุปสงค์ อุปทานที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน (Supply Shock) และความคาดหวังที่ลดลง

อ้างอิง:  https://www.cnbc.com/2022/01/17/china-economy-gdp-for-december-and-full-year-2021.html

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA Tactical Call: Stop Loss หลัง CSI 300 หลุดแนวรับสำคัญ

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Tactical Call: Stop Loss หลัง CSI 300 หลุดแนวรับสำคัญ

ช่วงเวลาที่ผ่านมาดัชนี CSI 300 ได้รับแรงกดดันจากปัญหาอสังหาฯ, มาตรการควบคุมจากภาครัฐ, นโยบาย Covid Zero แม้ธนาคารกลางจีนจะเพิ่มสภาพคล่องและลดอัตราดอกเบี้ย แต่การระบาดอีกระลอกของ Covid รวมไปถึงแนวโน้มนโยบายการเงินโลกได้สร้างแรงกดดันทำให้วันที่ 13 ม.ค. 2022 ดัชนี CSI 300 ปรับตัวลงมาต่ำกว่า 4,800 จุด ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญและเป็นจุด Stop Loss ของคำแนะนำ Tactical Call ดัชนี CSI 300 ที่ FINNOMENA Investment Team ได้แนะนำไปเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2021 ที่ผ่านมา

วันที่ 13 ม.ค. 2022 ดัชนี CSI 300 ปรับตัวลงมาต่ำกว่า 4,800 จุด ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญและเป็นจุด Stop Loss ของคำแนะนำแบบ Tactical Call ดัชนี CSI 300 ที่ FINNOMENA Investment Team ได้แนะนำไปเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2021 FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำให้ Stop Loss การลงทุนในกองทุน SCBCHA และ KT-Ashares-A เพื่อรักษาวินัยการลงทุน และจำกัดความเสี่ยง โดยที่ผ่านมาดัชนี CSI 300 ได้รับแรงกดดันจากปัญหาอสังหาฯ, มาตรการควบคุมจากภาครัฐ, นโยบาย Covid Zero แม้ธนาคารกลางจีนจะเพิ่มสภาพคล่องและลดอัตราดอกเบี้ย แต่การระบาดอีกระลอกของ Covid รวมไปถึงแนวโน้มนโยบายการเงินโลกก็สร้างแรงกดดันต่อดัชนี CSI 300 จนหลุดแนวรับสำคัญ รูปที่ 1 : กราฟ CSI 300 TF Day Source : Tradingview.com | As of 14/1/2022 รูปที่ 2 : คาดการณ์ GDP ปี 2021 - 2022 Source : IMF.Org | As of October 2021 อย่างไรก็ตาม FINNOMENA Investment Team ยังคงมีมุมมองเชิงบวกในระยะยาวต่อหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ หรือ ดัชนี CSI 300 จากแนวโน้มการบริโภค และรายได้ของชาวจีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อประกอบกับแนวโน้มเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด จะเป็น 2 ส่วนสำคัญที่ช่วยให้การขยายตัวของเศรษฐกิจเหนือกว่าทั่วโลกโดยเฉลี่ย รูปที่ 3 : คาดการณ์ GDP ปี 2021 - 2022 Source : Bloomberg | As of 14/01/2022 อย่างไรก็ตามในะระยะสั้นเศรษฐกิจจีนมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงต่ำกว่าระดับ 5% จากแนวโน้มการแพร่ะบาดของ COVID-19 ในประเทศจีน ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลจีนมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการปิดเมือง หนุนให้ทางการต้องดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งมักส่งผลให้ดัชนี CSI300 สร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงเวลาต่อมา รูปที่ 4 : China Credit Impulse & CSI Index Performance (% YoY) | As of 07/01/2022 ดังนั้น FINNOMENA Investment Team จึงยังแนะนำถือครองการลงทุนในพอร์ตการลงทุนระยะยาว อย่าง Long Term Call โดยที่แนะนำกลับเข้าลงทุนอีกครั้ง ตามแนวรับสำคัญที่ 4,500 จุด และ 4,100 จุดตามลำดับ หรือเมื่อท่าทีของรัฐบาลจีนต่อการควบคุมบริษัทต่างๆ คลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ใน Private Wealth Port อย่าง GAR นั้นยังคงแนะนำถือครองการลงทุนต่อไป เนื่องจากในพอร์ตการลงทุนได้มีการจัด Asset Allocation เพื่อกระจายการลงทุนลดความผันผวนแล้ว FINNOMENA Investment Team

FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำให้ Stop Loss การลงทุนในกองทุน SCBCHA และ KT-ASHARES-A เพื่อรักษาวินัยการลงทุน และจำกัดความเสี่ยงสำหรับการลงทุนแบบ Tactical Call ที่เป็นแนวการลงทุนแบบเก็งกำไร

วันที่ 13 ม.ค. 2022 ดัชนี CSI 300 ปรับตัวลงมาต่ำกว่า 4,800 จุด ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญและเป็นจุด Stop Loss ของคำแนะนำแบบ Tactical Call ดัชนี CSI 300 ที่ FINNOMENA Investment Team ได้แนะนำไปเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2021 FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำให้ Stop Loss การลงทุนในกองทุน SCBCHA และ KT-Ashares-A เพื่อรักษาวินัยการลงทุน และจำกัดความเสี่ยง โดยที่ผ่านมาดัชนี CSI 300 ได้รับแรงกดดันจากปัญหาอสังหาฯ, มาตรการควบคุมจากภาครัฐ, นโยบาย Covid Zero แม้ธนาคารกลางจีนจะเพิ่มสภาพคล่องและลดอัตราดอกเบี้ย แต่การระบาดอีกระลอกของ Covid รวมไปถึงแนวโน้มนโยบายการเงินโลกก็สร้างแรงกดดันต่อดัชนี CSI 300 จนหลุดแนวรับสำคัญ รูปที่ 1 : กราฟ CSI 300 TF Day Source : Tradingview.com | As of 14/1/2022 รูปที่ 2 : คาดการณ์ GDP ปี 2021 - 2022 Source : IMF.Org | As of October 2021 อย่างไรก็ตาม FINNOMENA Investment Team ยังคงมีมุมมองเชิงบวกในระยะยาวต่อหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ หรือ ดัชนี CSI 300 จากแนวโน้มการบริโภค และรายได้ของชาวจีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อประกอบกับแนวโน้มเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด จะเป็น 2 ส่วนสำคัญที่ช่วยให้การขยายตัวของเศรษฐกิจเหนือกว่าทั่วโลกโดยเฉลี่ย รูปที่ 3 : คาดการณ์ GDP ปี 2021 - 2022 Source : Bloomberg | As of 14/01/2022 อย่างไรก็ตามในะระยะสั้นเศรษฐกิจจีนมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงต่ำกว่าระดับ 5% จากแนวโน้มการแพร่ะบาดของ COVID-19 ในประเทศจีน ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลจีนมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการปิดเมือง หนุนให้ทางการต้องดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งมักส่งผลให้ดัชนี CSI300 สร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงเวลาต่อมา รูปที่ 4 : China Credit Impulse & CSI Index Performance (% YoY) | As of 07/01/2022 ดังนั้น FINNOMENA Investment Team จึงยังแนะนำถือครองการลงทุนในพอร์ตการลงทุนระยะยาว อย่าง Long Term Call โดยที่แนะนำกลับเข้าลงทุนอีกครั้ง ตามแนวรับสำคัญที่ 4,500 จุด และ 4,100 จุดตามลำดับ หรือเมื่อท่าทีของรัฐบาลจีนต่อการควบคุมบริษัทต่างๆ คลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ใน Private Wealth Port อย่าง GAR นั้นยังคงแนะนำถือครองการลงทุนต่อไป เนื่องจากในพอร์ตการลงทุนได้มีการจัด Asset Allocation เพื่อกระจายการลงทุนลดความผันผวนแล้ว FINNOMENA Investment Team

อย่างไรก็ตาม FINNOMENA Investment Team ยังคงมีมุมมองเชิงบวกในระยะยาวต่อหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ หรือ ดัชนี CSI 300 จากแนวโน้มการบริโภค และรายได้ของชาวจีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อประกอบกับแนวโน้มเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด จะเป็น 2 ส่วนสำคัญที่ช่วยให้การขยายตัวของเศรษฐกิจเหนือกว่าทั่วโลกโดยเฉลี่ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทางการจีนดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทางการจีนประกาศตัวเลข GDP Q4/2021 ออกมาดีกว่าคาดที่ระดับ 4.0% (YoY) เหนือกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.6% (YoY) แต่ยังหดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 4.9% (YoY) ส่งผลให้ธนาคารกลางจีน (PBOC) เสริมสภาพคล่องเข้าระบบกว่า 200,000 ล้านหยวน พร้อมด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย MLF ลง 0.10% สู่ระดับ 2.85% เป็นการปรับลดครั้งแรกนับตั้งแต่เมษายน 2020 

วันที่ 13 ม.ค. 2022 ดัชนี CSI 300 ปรับตัวลงมาต่ำกว่า 4,800 จุด ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญและเป็นจุด Stop Loss ของคำแนะนำแบบ Tactical Call ดัชนี CSI 300 ที่ FINNOMENA Investment Team ได้แนะนำไปเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2021 FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำให้ Stop Loss การลงทุนในกองทุน SCBCHA และ KT-Ashares-A เพื่อรักษาวินัยการลงทุน และจำกัดความเสี่ยง โดยที่ผ่านมาดัชนี CSI 300 ได้รับแรงกดดันจากปัญหาอสังหาฯ, มาตรการควบคุมจากภาครัฐ, นโยบาย Covid Zero แม้ธนาคารกลางจีนจะเพิ่มสภาพคล่องและลดอัตราดอกเบี้ย แต่การระบาดอีกระลอกของ Covid รวมไปถึงแนวโน้มนโยบายการเงินโลกก็สร้างแรงกดดันต่อดัชนี CSI 300 จนหลุดแนวรับสำคัญ รูปที่ 1 : กราฟ CSI 300 TF Day Source : Tradingview.com | As of 14/1/2022 รูปที่ 2 : คาดการณ์ GDP ปี 2021 - 2022 Source : IMF.Org | As of October 2021 อย่างไรก็ตาม FINNOMENA Investment Team ยังคงมีมุมมองเชิงบวกในระยะยาวต่อหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ หรือ ดัชนี CSI 300 จากแนวโน้มการบริโภค และรายได้ของชาวจีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อประกอบกับแนวโน้มเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด จะเป็น 2 ส่วนสำคัญที่ช่วยให้การขยายตัวของเศรษฐกิจเหนือกว่าทั่วโลกโดยเฉลี่ย รูปที่ 3 : คาดการณ์ GDP ปี 2021 - 2022 Source : Bloomberg | As of 14/01/2022 อย่างไรก็ตามในะระยะสั้นเศรษฐกิจจีนมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงต่ำกว่าระดับ 5% จากแนวโน้มการแพร่ะบาดของ COVID-19 ในประเทศจีน ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลจีนมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการปิดเมือง หนุนให้ทางการต้องดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งมักส่งผลให้ดัชนี CSI300 สร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงเวลาต่อมา รูปที่ 4 : China Credit Impulse & CSI Index Performance (% YoY) | As of 07/01/2022 ดังนั้น FINNOMENA Investment Team จึงยังแนะนำถือครองการลงทุนในพอร์ตการลงทุนระยะยาว อย่าง Long Term Call โดยที่แนะนำกลับเข้าลงทุนอีกครั้ง ตามแนวรับสำคัญที่ 4,500 จุด และ 4,100 จุดตามลำดับ หรือเมื่อท่าทีของรัฐบาลจีนต่อการควบคุมบริษัทต่างๆ คลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ใน Private Wealth Port อย่าง GAR นั้นยังคงแนะนำถือครองการลงทุนต่อไป เนื่องจากในพอร์ตการลงทุนได้มีการจัด Asset Allocation เพื่อกระจายการลงทุนลดความผันผวนแล้ว FINNOMENA Investment Team

เมื่อประกอบกับแนวโน้มระยะสั้นที่เศรษฐกิจจีนมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงต่ำกว่าระดับ 5% จากแนวโน้มการแพร่ะบาดของ COVID-19 ในประเทศจีน ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลจีนมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการปิดเมือง หนุนให้ทางการต้องดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้นต่อไป ซึ่งมักส่งผลให้ดัชนี CSI300 สร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงเวลาต่อมา

วันที่ 13 ม.ค. 2022 ดัชนี CSI 300 ปรับตัวลงมาต่ำกว่า 4,800 จุด ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญและเป็นจุด Stop Loss ของคำแนะนำแบบ Tactical Call ดัชนี CSI 300 ที่ FINNOMENA Investment Team ได้แนะนำไปเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2021 FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำให้ Stop Loss การลงทุนในกองทุน SCBCHA และ KT-Ashares-A เพื่อรักษาวินัยการลงทุน และจำกัดความเสี่ยง โดยที่ผ่านมาดัชนี CSI 300 ได้รับแรงกดดันจากปัญหาอสังหาฯ, มาตรการควบคุมจากภาครัฐ, นโยบาย Covid Zero แม้ธนาคารกลางจีนจะเพิ่มสภาพคล่องและลดอัตราดอกเบี้ย แต่การระบาดอีกระลอกของ Covid รวมไปถึงแนวโน้มนโยบายการเงินโลกก็สร้างแรงกดดันต่อดัชนี CSI 300 จนหลุดแนวรับสำคัญ รูปที่ 1 : กราฟ CSI 300 TF Day Source : Tradingview.com | As of 14/1/2022 รูปที่ 2 : คาดการณ์ GDP ปี 2021 - 2022 Source : IMF.Org | As of October 2021 อย่างไรก็ตาม FINNOMENA Investment Team ยังคงมีมุมมองเชิงบวกในระยะยาวต่อหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ หรือ ดัชนี CSI 300 จากแนวโน้มการบริโภค และรายได้ของชาวจีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อประกอบกับแนวโน้มเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด จะเป็น 2 ส่วนสำคัญที่ช่วยให้การขยายตัวของเศรษฐกิจเหนือกว่าทั่วโลกโดยเฉลี่ย รูปที่ 3 : คาดการณ์ GDP ปี 2021 - 2022 Source : Bloomberg | As of 14/01/2022 อย่างไรก็ตามในะระยะสั้นเศรษฐกิจจีนมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงต่ำกว่าระดับ 5% จากแนวโน้มการแพร่ะบาดของ COVID-19 ในประเทศจีน ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลจีนมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการปิดเมือง หนุนให้ทางการต้องดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งมักส่งผลให้ดัชนี CSI300 สร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงเวลาต่อมา รูปที่ 4 : China Credit Impulse & CSI Index Performance (% YoY) | As of 07/01/2022 ดังนั้น FINNOMENA Investment Team จึงยังแนะนำถือครองการลงทุนในพอร์ตการลงทุนระยะยาว อย่าง Long Term Call โดยที่แนะนำกลับเข้าลงทุนอีกครั้ง ตามแนวรับสำคัญที่ 4,500 จุด และ 4,100 จุดตามลำดับ หรือเมื่อท่าทีของรัฐบาลจีนต่อการควบคุมบริษัทต่างๆ คลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ใน Private Wealth Port อย่าง GAR นั้นยังคงแนะนำถือครองการลงทุนต่อไป เนื่องจากในพอร์ตการลงทุนได้มีการจัด Asset Allocation เพื่อกระจายการลงทุนลดความผันผวนแล้ว FINNOMENA Investment Team

ดังนั้น FINNOMENA Investment Team จึงยังแนะนำถือครองการลงทุนในพอร์ตการลงทุนระยะยาว อย่าง Long Term Call โดยที่แนะนำกลับเข้าลงทุนอีกครั้ง ตามแนวรับสำคัญที่ 4,500 จุด และ 4,100 จุดตามลำดับ หรือเมื่อท่าทีของรัฐบาลจีนต่อการควบคุมบริษัทต่างๆ คลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ใน Private Wealth Port อย่าง GAR นั้นยังคงแนะนำถือครองการลงทุนต่อไป เนื่องจากในพอร์ตการลงทุนได้มีการจัด Asset Allocation เพื่อกระจายการลงทุนลดความผันผวนแล้ว

FINNOMENA Investment Team

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัว ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

FINNOMENA x Franklin Templeton I เจาะลึกโอกาสการลงทุนระหว่าง 2 โลก ตลาดเกิดใหม่และตลาดพัฒนาแล้ว

FINNOMENA x Franklin Templeton
FINNOMENA x Franklin Templeton I เจาะลึกโอกาสการลงทุนระหว่าง 2 โลก ตลาดเกิดใหม่และตลาดพัฒนาแล้ว

พบกับ Session พิเศษ เจาะลึกโอกาสการลงทุนระหว่าง 2 โลก ตลาดเกิดใหม่และตลาดพัฒนาแล้ว

ผ่านมุมมองของ FINNOMENA และ Franklin Templeton ในเวอร์ชั่นภาษาไทย

โดยจิรัฐิติ ขันติพะโล และอธินชา ชินวรนนท์ Portfolio Specialist FINNOMENA

รายละเอียดเพิ่มเติม ความร่วมมือระหว่าง FINNOMENA x Franklin Templeton

FINNOMENA x Franklin Templeton : https://finno.me/ftxfinnomena​

FINNOMENA x Franklin Templeton Investor Base : https://finno.me/investorbase​

ช้อปดีมีคืน 2565: รีบเช็กเงื่อนไข ให้ได้ลดหย่อนภาษีตั้งแต่ต้นปี ! I POCKET MONEY EP29

FINNOMENA CHANNEL
ช้อปดีมีคืน 2565: รีเทิร์นครั้งนี้ ลดหย่อนภาษีตั้งแต่ต้นปี ! I POCKET MONEY EP29

รับชมบน YouTube: https://youtu.be/6w5lXs9ljwA

ช้อปดีมีคืนกลับมาแล้ว ใครมีแผนซื้อของขวัญปีใหม่ต้องรีบศึกษาเงื่อนไขกันให้ดี ๆ เลย เพราะเราอาจจะได้ลดหย่อนภาษีกันตั้งแต่ต้นปี สูงสุดถึง 30,000 บาท!

รายละเอียดช้อปดีมีคืน ปี 2565

  • ช้อปดีมีคืน คือมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เจาะกลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงช่วยเหลือผู้ประกอบการและร้านค้าที่จดทะเบียนในระบบ VAT
  • โดยภาพรวมแล้วรายละเอียดไม่ได้แตกต่างไปจากครั้งก่อนหน้าเมื่อปลายปี 2563 เท่าไร ยังคงเน้นกระตุ้นการใช้จ่ายสำหรับสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สินค้า OTOP และหนังสือ
  • ต้องเป็นการใช้จ่ายหรือใช้บริการตั้งแต่วันที่ ม.ค. – 15 ก.พ. 2565 เท่านั้น ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นลงกว่าช้อปดีมีคืนในครั้งที่แล้วถึงเดือนนึง
  • มูลค่าที่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ยังคงเป็นจำนวนสูงสุด 30,000 บาทเช่นเดิม
  • หากเข้าร่วมโครงการช้อปดีมีคืน ปี 2565 แล้ว ก็สามารถเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง เฟส 4 ได้เช่นกัน

กลุ่มสินค้าและบริการที่ไม่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีถึงแม้จะได้ซื้อจากผู้ประกอบการจด VAT

  • ยังคงมีลักษณะเดิม นั่นคือส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย หรือสินค้าและบริการจากธุรกิจที่ภาครัฐมีโครงการช่วยเหลือทางอื่นโดยเฉพาะอยู่แล้ว
  • เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ ค่าน้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ ค่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ ค่าที่พักโรงแรม ค่าบริการนำเที่ยว ค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ และค่าเบี้ยประกันวินาศภัย เป็นต้น

ข้อควรระวังสำหรับช้อปดีมีคืนที่เริ่มโครงการกันตั้งแต่ต้นปี

  • ข้อแรกเลยคือการประมาณการรายได้ตลอดทั้งปี เพื่อประเมินความจำเป็นของการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจะทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้ทำงานประจำ ดังนั้นจึงควรชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างความจำเป็นที่แท้จริงของสินค้าหรือบริการนั้น ๆ และความจำเป็นของการกันสภาพคล่องไว้เผื่อใช้สำหรับสิ่งจำเป็นอื่น
  • ข้อที่สอง อย่าลืมว่าสิทธิลดหย่อนภาษีไม่ใช่สิทธิเครดิตภาษี ดังนั้นถึงแม้จะซื้อสินค้าหรือบริการเต็ม 30,000 บาทก็ตาม แต่ไม่ได้แปลว่าค่าภาษีจะลดลงทั้ง 30,000 บาท เพราะเราจะประหยัดภาษีได้จริงเท่าไร จะขึ้นกับฐานภาษีของเราเท่านั้น เช่น ถ้าฐานภาษีของเราตกอยู่ขั้นสุดท้ายที่อัตรา 10% ก็จะแปลว่าเราจะได้ประหยัดค่าภาษีลงจำนวน 3,000 บาทเท่านั้น หรือถ้าหากรายได้ของเราหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว อยู่ในเกณฑ์ได้รับยกเว้นภาษี ก็จะเท่ากับว่าที่ได้ซื้อไป ไม่ได้ช่วยประหยัดภาษีให้เราแต่อย่างใด
  • ข้อที่สาม ช้อปดีมีคืนครั้งที่แล้วจัดช่วงปลายปี ยังมีคนทำใบเสร็จและใบกำกับภาษีที่ใช้เป็นหลักฐานการใช้สิทธิลดหย่อนหาย นับประสาอะไรกับรอบนี้ที่จัดตั้งแต่ต้นปี แล้วต้องเก็บหลักฐานไปรอยื่นภาษีอีกทีตอนต้นปีหน้า ดังนั้นได้ใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีมาแล้ว แนะนำให้ถ่ายหลักฐานเก็บไว้อัปโหลดใส่ Cloud ไว้เลย ส่วนเอกสารตัวจริงก็จัดเก็บให้เป็นที่ทางให้เรียบร้อย แบบที่ให้มั่นใจว่าเอกสารต้องไม่หายจนถึงอย่างน้อยต้นปีหน้า
  • อย่างไรก็ตามการจัดโปรช้อปดีมีคืนตั้งแต่ต้นปีแบบนี้ ก็อาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มีหน้าที่ยื่นภาษีครึ่งปี ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้ประเภทที่ 5 – 8 ตั้งแต่ 60,000 บาทเป็นต้นไปในครึ่งปีแรก ก็สามารถนำสิทธิลดหย่อนนี้มาใช้ลดหย่อนได้ตั้งแต่ครึ่งปี ทำให้อาจมีภาระภาษีที่ต้องจัดการในช่วงครึ่งปีแรกที่น้อยลง

มือใหม่ห้ามพลาด! คอร์สเรียนพิเศษจาก FINNOMENA U "กองทุนรวม 101 สำหรับมือใหม่"

เกมทายใจ! คุณคือนักลงทุนสายไหนในโลกการลงทุน?

FINNOMENA
เกมทายใจ! คุณคือนักลงทุนสายไหนในโลกการลงทุน?

ในโลกการลงทุนก็เปรียบเสมือนการเดินทาง ที่ไม่ได้จบแค่ภายในระยะเวลาสั้น ๆ แต่ต้องมีการวางแผน หาข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อม รวมทั้งหาเพื่อนร่วมทางที่ไว้ใจได้เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพราะในระหว่างการเดินทางเราอาจจะเจอทั้งอุปสรรค ความท้าทาย เหตุการณ์ไม่คาดฝัน หรือแม้แต่เรื่องราวดีดีสลับกันไป 

วันนี้เราอยากชวนทุกคนมาลองทบทวนตัวเองบนเส้นทางการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนว่า คุณเป็นนักลงทุนสายไหน? และระหว่างเส้นทางนี้มีอะไรที่จะช่วยให้คุณสร้างผลตอบแทนได้ดีขึ้นบ้าง?

เกมทายใจ! คุณคือนักลงทุนสายไหนในโลกการลงทุน?

The Observer นักสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของโลกการลงทุนผู้รับฟังทุกสิ่ง

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เริ่มได้ยินคนคุยเรื่องการลงทุนกันแบบแว่ว ๆ ได้ยินคนพูดถึง Fed การลด QE ลดดอกเบี้ยแล้วรู้สึกว่าคนที่พูดเหล่านั้นเซียนแบบสุด ๆ เข้าถึงยาก แต่คุณก็ยังชอบฟัง เพราะได้ความรู้ และหวังว่าสักวันจะสามารถสร้างพอร์ตการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนตามเป้าหมายได้

คุณคือ The Observer นักสังเกตการณ์ตัวยงที่พร้อมรับฟัง ชอบเสพข่าวสาร แต่ไม่รู้จะเริ่มลงทุนอย่างไรดี ต้องการหาความรู้ก่อน เช่น PE คืออะไร QE คืออะไร ยังไม่ได้อยากเลือกแนวทางการลงทุนขนาดนั้น บ้างก็เป็นสายติสท์หรือสายอาร์ทที่ลองลงทุนแล้วไม่ชอบเลย แต่เห็นคนพูดกันหมดและรู้แค่ว่าเราจำเป็นที่จะต้องให้เงินทำงาน (อ่าน “พ่อรวยสอนลูก” มา) หรือบางคนก็เลือกจะลุยต่อและพัฒนากลายเป็นนักลงทุนขั้นถัด ๆ ไป

FINNOMENA จะเปรียบเสมือนประตูสู่โลกการลงทุนให้กับนักลงทุนกลุ่มนี้ทุก ๆ ท่านดังโลโก้บริษัทของเรา หากใครยังไม่คุ้นเคยกับ FINNOMENA คุณสามารถลองเข้าเว็บไซต์ของเรา ติดตามเราจากช่องทางต่าง ๆ เพื่อรับชมคอนเทนต์ข่าวสารการลงทุนกันได้ เป็นเรื่องดีที่คุณหาความรู้ก่อนเริ่มลงทุน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งเราก็อยากให้คุณลองลงลุยสนามด้วยเช่นกัน

สำหรับ The Observer ที่ยังไม่ได้เริ่มต้นลงทุน ยังไม่มั่นใจหรืออยากเริ่มแต่ก็ยังไม่พร้อม สิ่งที่จะมาช่วยคุณได้คือคำแนะนำแบบครบวงจร ซื้อเมื่อไร ขายเมื่อไร ปรับพอร์ตเมื่อไร จากที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวเพื่อให้คุณได้เริ่มลงทุนอย่างจริงจังและไปถึงเป้าหมายการเงินได้อย่างใจหวัง 

เกมทายใจ! คุณคือนักลงทุนสายไหนในโลกการลงทุน?

The Explorer นักสำรวจไฟแรงที่กำลังท่องโลกการลงทุนอันกว้างใหญ่พร้อมเสี่ยงในโลกการลงทุน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้ทุกข่าวสาร Fed ขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไร? ประชุม FOMC วันไหน? GDP CPI และ Non-farm payroll ประกาศตัวเลขเมื่อไร ส่งผลต่อราคาขนาดไหน รู้ทุกข่าวสารการลงทุน อีกทั้งบางคนยังซื้อตามเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ โค้ช ๆ ที่บอกคุณมาว่าดี เพราะ คุณฟังแล้วรู้สึกว่าเขามีความมั่นใจหรือภูมิฐานสุด ๆ หากคุณเป็นอย่างที่กล่าวมา ยินดีด้วยครับ คุณได้กลายเป็น The Explorer เรียบร้อยแล้ว

The Explorer นักลงทุนผู้หาญกล้าไฟแรง มักมาพร้อมกับเครื่องมือ Technical อันแรงกล้า RSI 30 70 หรือ MA 50 ตัด 200 คุณรู้หมดแน่นอน!! อีกทั้งยังพร้อมเลือกลงทุนและซิ่งไปกับสินทรัพย์ที่ร้อนแรงแบบสุดขั้วไม่ว่าจะเป็นคริปโตฯ Forex หุ้น IPO หรือ หุ้นสายซิ่ง พร้อมเสี่ยงพร้อมมันส์ พร้อมบวกพร้อมรวยแบบ 100% 200% 300% ในวันเดียวหรือไม่กี่ข้ามคืน!

แต่อนิจจาเมื่อลงทุนมาสักพักหนึ่งดันโดนตลาดหุ้นดัดหลังเสียอย่างนั้น บ้างก็คงความมั่นใจเต็มอกสู้ต่อไป หาคำคมเติมพลังใจมาอ่าน บ้างก็สับสน บ้างก็ถอดใจขออยู่ห่างการลงทุนเสียดีกว่า หรือเลวร้ายกว่านั้นบางคนอาจจะหันตัวไปเป็นโค้ชขายคอร์สการลงทุนแบบผิด ๆ ที่ยังไม่รู้ตัวว่าคุณกำลังหลอกทั้งตนเองและคนอื่นอยู่

นักลงทุนประเภทนี้ยังไม่สายเกินไปที่จะสู้ต่อหรือกลับตัวกลับใจ เพราะยังพอมีเวลาเหลือสำหรับการลองผิดลองถูก และมักจะเริ่มหันมาคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญให้ช่วยตัดสินใจ ดูแลหรือเริ่มหาความรู้ในการเลือกลงทุนเอง 

สิ่งที่จะมาช่วยคุณได้ก็คือคำแนะนำแบบ Real-time โดยที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวที่รู้ลึกรู้จริงเพื่อให้คุณสามารถเกาะกระแสคว้าโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจได้อย่างสม่ำเสมอ ณ ตอนนั้น ๆ ได้ โดยไม่ปล่อยให้คุณโต้คลื่นอย่างโดดเดี่ยว (อีกทั้งถ้ามีคำแนะนำที่ช่วยให้หลุดดอยด้วยก็น่าจะดีแท้)

เกมทายใจ! คุณคือนักลงทุนสายไหนในโลกการลงทุน?

The Expert ผู้ถูกตลาดดัดหลังแต่แสวงหาความรู้นำทางเพื่อพิชิตโลกการลงทุน

เป็นสายที่ต่อยอดมาจาก The Explorer ที่ถูกพัฒนามาอีกขั้นหลังจากถูกตลาดดัดหลังและมาหาความรู้อย่างต่อเนื่องจนเป็นผู้รู้ลึก รู้จริงในเรื่องการลงทุน

คุณคือ The Expert ซึ่งพบได้ในนักลงทุนรุ่นเก๋ามีประสบการณ์ในตลาดมาอย่างโชกโชน บ้างก็เป็นผู้บริหารระดับสูง บ้างก็มาถึงช่วงชีวิตที่กลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจเป็นหลักเป็นแหล่ง เริ่มพอใจกับชีวิต มีรายได้ที่ตอบโจทย์ตามวัยแล้ว หรือบางท่านก็อาจจะมีภาระที่ต้องดูแล เช่น ลูก หนี้สินต่าง ๆ ค่างวดบ้านหรือรถยุโรปสุดหรูที่กำลังผ่อนอยู่

นักลงทุนกลุ่มนี้อาจจะเคยติดดอยหุ้นวัฏจักรหรือหุ้นร้อนแรงเมื่อปี 40 โดนผู้บริหารหรือโบรกเกอร์ปั่นให้ซื้อหุ้นของบริษัทตอนที่ตลาดกำลังร้อนแรงสุด ๆ และหุ้นก็ไม่เคยมาเหยียบ ณ จุด ๆ นั้นอีกเลย

นักลงทุนประเภทนี้เริ่มมีความรู้ในระดับที่น่านับถือ คุยการลงทุนเชิงลึกเริ่มเป็นล่ำเป็นสัน รู้ว่าตลาดไม่ได้ง่ายและอาจจะไม่ได้ยากถ้าตั้งใจศึกษาพัฒนาระดับจิตใจและความรู้ให้แกร่งเพียงพอ แต่บางท่านอาจพอใจกับชีวิตเรียบร้อยแล้วและเลือกที่จะศึกษาต่อไปเรื่อย ๆ 

หากคุณเป็นนักลงทุนประเภท Expert ยินดีด้วยคุณเป็นผู้ที่ผ่านประสบการณ์และมีความเข้าใจทางด้านการลงทุนและความไม่แน่นอนของตลาดมาเรียบร้อยแล้ว บางคนอาจจะเริ่มคิดว่าการลงทุนระยะยาวแบบไม่ต้องไปยุ่งหรือให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลน่าจะตอบโจทย์และช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางการเงิน

นักลงทุนประเภทนี้อาจเริ่มสร้างผลตอบแทนที่ดีพอสมควรจากการลงทุนในระยะยาว แต่บางคนอาจจะคิดว่ามันน่าจะดีกว่านี้ได้อีกและอาจเริ่มหาตัวช่วยที่มีศักยภาพในการสร้างการเติบโตของผลตอบแทน

สิ่งที่จะมาช่วยคุณได้คือที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวมากความสามารถ มีกลยุทธ์ทางเลือกในรูปแบบที่หลากหลายน่าสนใจให้คุณเลือกสรรได้อย่างตอบโจทย์ความต้องการ ซึ่งจะช่วยให้พอร์ตของคุณเติบโตได้มากกว่าเดิมยิ่ง ๆ ขึ้นไป 

เกมทายใจ! คุณคือนักลงทุนสายไหนในโลกการลงทุน?

The Solo นักลงทุนสายลุยเดี่ยวผู้พร้อมจู่โจมในโลกการลงทุน

นักลงทุนกลุ่มนี้เป็นนักลงทุนสายลุยเดี่ยวที่พกพาองค์ความรู้ทั้งการลงทุนและจิตวิทยา รวมถึงอาจตัดสินใจเลือกแนวทางที่ตนพร้อมจะเป็นและลุยไปให้สุดตัวไม่ว่าจะเป็น VI (นักลงทุนเน้นคุณค่า) ผู้สืบหามูลค่าที่แท้จริงของการลงทุนในทุกสิ่ง หรือบางคนก็อาจจะเลือกคิดมูลค่าคร่าว ๆ ซื้อธุรกิจที่แข็งแกร่งที่สุดและอาจเป็นผู้ชนะในระยะยาว นอกจากนั้นนักลงทุนประเภทนี้ยังสามารถแยกย่อยเป็นสายพื้นฐานล้วน ๆ หรือสายผสมเทคนิคอลได้อีกด้วย

บางท่านก็อาจจะเลือกแนวทางไปเป็น Trader (เทรดเดอร์หรือนักเก็งกำไร) ซึ่งหลายคนอาจผันตัวไปเป็น Trader ผู้เข้าใจเรื่องการลงทุนในเชิงเทคนิคแบบลึกซึ้ง เริ่มรู้ว่าสุดยอด Indicators หรือ Holy Grail แห่งยุคหาได้ยาก ให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยงเพื่อยืนระยะและสร้างผลตอบแทนให้ได้ในระยะยาว ซึ่งอาจจะแยกย่อยเป็นสายเทคนิคอลเพียว ๆ (น่าจะหาได้ยาก) สาย Quant (ผู้ยืดหยุ่นและทดสอบย้อนหลังทุกปัจจัย) เป็นสาย Macro fundamentalist หรือ Micro fundamentalist (ผู้วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในเชิงภาพใหญ่ไม่ว่าจะเป็นระบบเศรษฐกิจ การเงินหรือแม้แต่ปัจจัยเฉพาะตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ )

นักลงทุนเหล่านี้รู้ว่ามีเพียงคนส่วนน้อยที่สามารถเอาชนะตลาดได้ บ้างก็ชนะและพบความหมายของชีวิตไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บ้างก็ยังมุ่งมั่นศึกษาต่อไปและได้ผลลัพธ์ที่พอตัวหรือไม่น่าพอใจ (ติดดอยแบบไม่ต้องคอยใคร)

เราคงไม่ต้องอธิบายอะไรมากกับคุณ เพราะ คุณเข้าใจดีว่าแนวทางของคุณคืออะไร 

สำหรับคุณที่เป็นสายลุยเดี่ยว มุ่งมั่น บากบั่น แต่ยังไม่สำเร็จสักที สิ่งที่จะมาช่วยคุณได้ก็คือคำแนะนำที่ช่วยให้คุณหลุดจากดอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือคำแนะนำที่เหมาะสมตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่คุณรับได้สำหรับการลงทุนระยะยาวตามแนวทางที่คุณชื่นชอบและหลงใหล

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนสายไหน กำลังเผชิญกับความท้าทายอะไร สิ่งที่จะช่วยคุณได้ คือคู่หูด้านการลงทุนที่จะมาอยู่เคียงข้างคุณในทุกอย่างก้าว ผ่านร้อนผ่านหนาวไปด้วยกัน คอยให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับสไตล์ของคุณ

เกมทายใจ! คุณคือนักลงทุนสายไหนในโลกการลงทุน?

FINNOMENA Exclusive บริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัว ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเดินทางสายไหน เราก็จะช่วยให้เส้นทางการลงทุนของคุณไปสู่ความสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยบริการนี้พิเศษสำหรับนักลงทุนผู้มีเงินพร้อมลงทุน 500,000 บาทขึ้นไป หากสนใจสามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนเพื่อขอรับข้อมูลได้เลยที่ 

https://finno.me/finnomena-x-travellers-web

*คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน