แจ้งเตือน

Holy Grail Podcast EP.4: ปิเตอร์ ลินช์ เรียบง่าย แต่ผลตอบแทนเหลือเชื่อ

FINNOMENA Podcast
Holy Grail Podcast EP.4: ปิเตอร์ ลินช์ เรียบง่าย แต่ผลตอบแทนเหลือเชื่อ

“รายการที่จะพาทุกคนไปเจาะลึก กับปรัชญา แนวคิดของนักลงทุนระดับ World Class”

หัวข้อ

0:00 Start

1:38 กลยุทธ์และปรัชญาการลงทุนที่น่าสนใจ

1:48 ความเข้าใจในธุรกิจสำคัญอย่างไร

2:52 เทคนิคจัดหมวดหุ้นและธุรกิจแบบ ปิเตอร์ ลินช์

7:00 วิธีการหาหุ้นแบบ ปิเตอร์ ลินช์

9:12 สรุปอ่านงบการเงินภาษาของหุ้นแบบง่าย ๆ สไตล์ ปิเตอร์ ลินช์

12:10 คำคมปรัชญาที่โดดเด่นของ ปิเตอร์ ลินช์


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

Business DNA: สัมภาษณ์คุณปรมินทร์ อินโสม แห่ง Satang: แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตฯ ฝีมือแฮกเกอร์ชาวไทย

Andrew Stotz
Business DNA: สัมภาษณ์คุณปรมินทร์ อินโสม แห่ง Satang: แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตฯ ฝีมือแฮกเกอร์ชาวไทย

เกม Red Alert ยอดนิยม คือเกมที่เป็นแรงบันดาลใจให้คุณปรมินทร์ อินโสม ก้าวกระโดดเข้าสู่โลกแห่งเหรียญคริปโตเคอเรนซี่ เขาอยากรู้ว่าจะแฮกเกมได้อย่างไร จนเกิดการพัฒนาโปรแกรม เพื่อที่จะสามารถมีเงินได้อย่างไม่จำกัดในการเล่นเกม การชนะคู่แข่งถือเป็นเป้าหมายสูงสุด

ความสนใจของเขาที่มีต่อเรื่องการแฮก ได้นำเขาเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย จอห์น ฮอปกินส์ จนคว้าปริญญาโทด้านระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลในที่สุด จากนั้น คุณปรมินทร์ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในผู้สร้างเหรียญคริปโต Firo (เมื่อก่อนเรียกว่า Zcoin)  ซึ่งเป็นหนึ่งใน 100 เหรียญที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก และเขายังเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่นด้วย

บริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด  (สตางค์) เป็นอีกหนึ่งบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเหรียญคริปโตฯ ในประเทศไทย ก่อนหน้านี้ผู้ก่อตั้งบริษัทได้คิดค้นเหรียญ Zcoin ขึ้นมา ซึ่งเป็นเหรียญที่เน้นความเป็นส่วนตัว บริษัทสตางค์ ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเป็นศูนย์กลางผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย บริการหลัก ๆ ที่สตางค์มีได้แก่ Satang Pro ศูนย์กลางแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล และ Satang App กระเป๋าเงินดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อ Satang Pro เข้ากับธนาคารเพื่ออำนวยความสะดวก ในการเข้าถึงและจัดการสินทรัพย์ดิจิทัล

เส้นทางธุรกิจของคุณปรมินทร์มีที่มาที่ไปอย่างไร ร่วมแกะ Business DNA ที่ฝังอยู่ในตัวคุณปรมินทร์ผ่านบทสัมภาษณ์ฉบับนี้ได้เลยครับ

เรียนรู้เกี่ยวกับคุณปรมินทร์และ Satang เพิ่มเติมในบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม (ภาษาอังกฤษ)

Company DNA: บริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

บทสัมภาษณ์นี้โฟกัสไปที่การทำความเข้าใจ DNA ของบริษัท ว่าอะไรที่ทำให้บริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด มีความแตกต่างไม่เหมือนใคร เหมือนกับที่ DNA ทำให้คนแต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ธุรกิจเองก็เช่นกัน

ทำไมคุณจึงอยากสร้างสตางค์ขึ้นมา และคุณสร้างสตางค์ขึ้นมาได้อย่างไร?

คุณปรมินทร์: ผมมองหาช่องทางที่จะใช้เหรียญดิจิทัล Firo (เริ่มแรกชื่อ Zcoin) ที่ผมสร้าง โดยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางโปรแกรมขึ้นมาเพื่อใช้มัน ในสมัยนั้นคนที่ทำโครงสร้างพื้นฐานทางโปรแกรมตรงนี้เพื่อนำไปใช้ยังมีน้อยมาก ตอนนั้นมีเจ้าหลัก ๆ แค่ 3-4 เจ้าเท่านั้น อย่าง CoinBase ในสหรัฐฯ หรือ Bitstamp ในยุโรป หรือ Bitfinnex พวกเขาเพิ่งเริ่มดำเนินธุรกิจในเวลานั้น

การสร้างแพลตฟอร์มตรงนี้ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก แต่เริ่มแรกเราตั้งใจจะสร้างให้เป็นในรูปแบบกระเป๋าเงิน แทนที่จะเป็นการแลกเปลี่ยนสกุลเหรียญเหมือนตอนนี้ เราอยากสร้างแพลตฟอร์มเพื่อให้เหรียญได้ถูกใช้งานได้จริง ๆ และด้วยความที่เราเป็นแพลตฟอร์ม เราเห็นโอกาสที่จะทำให้เหรียญของเราสามารถถูกใช้งานได้จากทั่วโลก

ตั้งแต่สร้างสตางค์จนถึงทุกวันนี้ เจออุปสรรคยากง่ายอย่างไรบ้าง?

คุณปรมินทร์: ปัญหาแรกเลยตอนที่เริ่มทำสตางค์ขึ้นมาก็คือเรื่องการมียอดผู้ใช้ เพราะว่าลูกค้าไม่มาสมัคร ไม่มีตลาด และยังไม่เข้าใจตลาดอย่างเต็มที่ หรือตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างที่เราคิด

อาทิตย์นึงตอนนั้นมีสมัครมาแค่ 1-2 ราย มันไม่ใช่อย่างที่เราคิด เราคิดว่าอย่างน้อยมันน่าจะเป็นหลัก 10 ที่มาสมัคร มีแค่เพียงสองคนที่สมัครมาและก็ไม่ได้ใช้งานเลย สิ่งที่เราทำคือสังคมของกระเป๋าเงิน เพื่อให้คนส่งคริปโตฯ หากัน แต่สิ่งที่ผู้ใช้ใช้ก็คือสมัครเพื่อฝากบิทคอยน์ ทำให้สิ่งที่เราคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นมันคนละเรื่องกันเลย

ตอนนั้นตลาดยังไม่พร้อม

ตลาดยังไม่พร้อมสำหรับการทำสังคมของกระเป๋าเงินสำหรับคริปโตฯ เพราะคนไม่ได้สนใจจะส่งเหรียญหากัน

ทำให้เราต้องย้อนกลับมา มองดูว่าตลาด ณ ปัจจุบันต้องการอะไรกันแน่ เราก็เลยเห็นว่าตลาดส่วนใหญ่สนใจเรื่องการซื้อขายมากกว่า เราจึงผันตัวเราจากการทำกระเป๋าเงินมาเป็นการแพลตฟอร์มซื้อขายแลกเปลี่ยน แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้ทิ้งความคิดเรื่องกระเป๋าเงิน เราแค่เปลี่ยนแนวคิดเท่านั้น

การหมุนเงินเพื่อฝากและโอน

แทนที่จะเป็นสังคมกระเป๋าเงินก็เป็นการฝากเข้าฝากออกธรรมดาส่งหากันได้  จนมาเป็น Satang App และ Satang Pro สำหรับ Satang App เราสร้างมาเพื่อที่จะสามารถเอาเหรียญ Firo ไปใช้จ่ายตามร้านค้าต่าง ๆ ที่มี QR Code หรือ Promtpay โดย Promtpay เป็นบริการโอนเงินในไทยที่เชื่อมต่อกับธนาคารต่าง ๆ เพื่อให้คนทั่วไปได้ใช้บริการการโอนเงินระหว่างธนาคาร โดยใช้เพียงหมายเลขโทรศัพท์มือถือ หรือเลขบัตรประชาชนเท่านั้น

หลังจากที่ผมเปิดบริษัทสตางค์ คอร์ปอเรชั่น เพื่อเป็นแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน เราจำเป็นต้องจ้างโปรแกรมเมอร์เพิ่ม ผมจะต้องระดมทุน  จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างบริษัทสตางค์ใหม่ โดยใช้ชื่อว่า TDAX หรือ Thai Digital Asset Exchange เราได้เงินลงทุนมา 5 ล้านบาท จากนักลงทุนที่สร้าง Firo มาด้วยกัน

Leader DNA: คุณปรมินทร์ อินโสม

คลิกเพื่อดูรูปขนาดเต็ม

Business DNA: สัมภาษณ์คุณปรมินทร์ อินโสม แห่ง Satang: แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตฯ ฝีมือแฮกเกอร์ชาวไทย

ช่วยแนะนำตัวเองหน่อยครับ

คุณปรมินทร์: ผมเริ่มสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ผมเรียนรู้ว่าจะประกอบคอมพิวเตอร์อย่างไร ใช้งานอย่างไร และใช้โปรแกรมอะไรบ้าง

ตอนผมเรียนที่โรงเรียนปทุมคงคาที่เอกมัย ผมได้ศึกษาหาข้อมูลไปเรื่อย ๆ จนถึงขั้นว่าจะแฮกคอมพิวเตอร์เหมือนในหนังเรื่อง Minority Report ในสมัยก่อนได้อย่างไร

ในสมัยที่ยังไม่มี Google

ในสมัยนั้นยังไม่มีกูเกิล ผมก็เลยไปสืบเสาะติดตามกลุ่มคนที่อยู่ในวงการแฮกอยู่แล้ว บังเอิญได้ไปรู้จักกับรุ่นพี่คนนึง ซึ่งเรียนอยู่ที่ลาดกระบังฯ ด้านวิศวฯ เทคโนโลยีสารสนเทศ

ความสนใจต่อการแฮก

รุ่นพี่คนนี้เขาเองก็สนใจเรื่องการแฮก แล้วก็เป็นนักพัฒนาด้วย เขาเป็นโปรแกรมเมอร์แถวหน้าคนแรก ๆ ของประเทศในสมัยนั้นที่สามารถใช้ PHP Programming และภาษาโค้ดดิ้ง และเขายังเขียนเว็บไซต์เกี่ยวกับการแฮกด้วย เขาเป็นผู้สอนคอร์สการแฮกคอร์สหนึ่ง และก็แนะนำให้ผมไปเรียนด้วย คอร์สนี้สอนผมถึงวิธีการแฮกวินโดว์ (Windows) ซึ่งทำให้ผมสนใจการแฮกมาจนถึงทุกวันนี้

ผมใช้เวลาหลังเลิกเรียน ในการท่องเว็บไซต์ต่าง ๆ ว่ามีเว็บไหนที่พอจะมีช่องโหว่บ้าง ซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบต้องลงมือทำ ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นไม่ได้มีสอนในห้องเรียน ผมต้องเรียนรู้ด้วยวิธีของ ผมเอง

การศึกษาด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูล

พอผมเข้าเรียนในชั้นมัธยมตอนปลาย ผมตัดสินใจที่จะเรียนต่อด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ตอนนั้นผมคิดว่ามันจะเป็นพื้นฐานต่อยอดให้กับผมที่จะเรียนเฉพาะทางเกี่ยวกับการแฮกได้ และผมก็ได้เข้าไปเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ตอนนั้นผมมีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากเป็นแฮกเกอร์  ผมรู้สึกว่าจะต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ  หลังจากที่ผมได้เรียนภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมความพร้อมทางภาษาแล้ว ผมจึงได้เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ สาขาการรักษาความปลอดภัยทางข้อมูล พ่อแม่ของผมต้องกู้เงินเพื่อส่งผมเรียน เนื่องจากมหาวิทยาลัยนี้ถือว่าแพงเป็นอันดับหนึ่งในสิบของประเทศสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว

ทำไมถึงสนใจการแฮก

คุณปรมินทร์: ผมเริ่มสนใจการแฮกหลังจากที่ผมได้เล่นเกม  Red Alert ในสมัยนั้นผมต้องไปลงโปรแกรมเพิ่มเติม เพื่อที่จะได้เงินไม่จำกัดในการซื้อของในเกม ผมอยากรู้ว่าจะแฮกเกมนี้ได้อย่างไร แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่ามันถูกสร้างหรือพัฒนามาได้อย่างไร จึงทำให้ผมมีความสนใจที่อยากจะลองเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเองบ้าง ไม่ได้อยากเป็นแค่ผู้ใช้งานเท่านั้น

มีข้อเสียของแนวคิดของการเรียนรู้โดยการลงมือทำไหม?

คุณปรมินทร์: ถึงแม้ว่าการเรียนรู้แบบลงมือทำเองจะเป็นวิธีเรียนรู้ที่ดีอย่างหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ให้ความรู้เราแบบเต็ม 100% คุณจะได้ความรู้เพิ่มมากขึ้นถ้าหากคุณเอาความรู้นี้ไปสอนคนอื่นต่อ ถ้าจะให้ครบวงจรการเรียนรู้ที่ดีที่สุดผมว่ามันคือการอ่าน ลงมือทำ และสอนคนอื่น

คุณจะให้คำแนะนำกับผู้ที่สนใจลงทุนในคริปโตฯ อย่างไร?

คุณปรมินทร์: อย่างแรกเลยต้องเข้าใจก่อนว่าการลงทุนในคริปโตฯ มีความเสี่ยงสูงมาก อย่าลงทุนถ้าคุณรับผลขาดทุนไม่ได้ เตรียมใจรับกับความผันผวนแบบสุด ๆ หรือถ้าหากว่าอยากเล่นอย่างปลอดภัยก็ลงทุนแค่บิทคอยน์อย่างเดียว อีกทางเลือกคือกระจายความเสี่ยงในเหรียญคริปโตฯ ที่มีสภาพคล่องลำดับ 10-20 ต้น ๆ

แล้วแต่ความต้องการของคุณเลย คุณอาจจะแบ่งเป็นอุตสาหกรรมก็ได้ เช่น เหรียญที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน หรือ Infrastructure coin อย่าง Ethereum Algogrand Cardano หรือในกลุ่มเหรียญ Privacy coin ก็ได้อย่าง Monero Zcash และ Firo เป็นต้น

อีก 5 ปีต่อจากนี้ คุณคิดว่าวงการคริปโตฯ นี้จะเป็นอย่างไร?

คุณปรมินทร์: ผมมองว่ามันจะมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น ถ้าหากว่ามอง 7 ปีย้อนหลังไปปี 2013 ทุกคนรู้สึกใหม่กับแนวคิดนี้ เหมือนกับว่าทุกคนรักในเทคโนโลยีและพยายามทำให้มันเป็นธุรกิจ

แต่ในอนาคต คริปโตฯ จะถูกยกระดับไปอีกขั้น จากการเป็นแค่งานอดิเรกมาเป็นธุรกิจที่จริงจังมากขึ้น ผมคาดว่าในอนาคตทุกคนจะสามารถเข้าถึงคริปโตฯ ได้

สรุปประเด็นสำคัญ

  • รียนรู้ความต้องการของตลาดก่อนพัฒนาสินค้า – เมื่อคุณปรมินทร์เริ่มเปิดระบบกระเป๋าเงินดิจิทัลนั้น ปัญหาแรกที่ต้องประสบก็คือไม่ค่อยมีคนใช้งาน มีลูกค้าน้อยมากที่สมัครเข้ามา เนื่องจากตอนนั้นยังไม่มีตลาดด้านนี้ และคุณปรมินทร์เองก็ยังไม่เข้าใจถึงความต้องการของผู้ใช้ระบบการเงินดิจิทัลเท่าใดนัก
  • ความเสี่ยงด้านกฏหมายข้อบังคับต่าง ๆ สามารถหยุดธุรกิจของคุณได้ – ในปี 2018 บริษัทสตางค์สามารถระดมทุนได้ถึง 600 ล้านบาทให้กับ J Venture เป็นเหตุให้ กลต. ต้องประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินว่าการระดมทุนแบบนั้นจะต้องอยู่ภายใต้กฏของ ก.ล.ต.
  • หนทางของผู้บุกเบิกทางธุรกิจนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลายเสมอไป – สินทรัพย์ดิจิทัลยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ของรัฐได้จับตาดูธุรกิจนี้อย่างใกล้ชิด และแนวคิดใหม่ ๆ ก็อาจจะต้องใช้เวลาในการดำเนินการ เนื่องจากข้อกำหนดกฏหมายต่าง ๆ
  • เหรียญคริปโตฯ นั้นมีความผันผวนสูง ใช่ว่าจะเหมาะกับทุกคน – การลงทุนกับเหรียญคริปโตฯ นั้นมีความเสี่ยงสูง คุณควรเลือกลงทุนต่อเมื่อคุณสามารถรับมือกับความเสี่ยงนี้ได้ สำหรับผู้เริ่มลงทุนนั้นเพื่อความปลอดภัย ควรลงทุนเฉพาะบิทคอยน์ หรืออีกทางเลือกก็คือสามารถกระจายการลงทุนกับเหรียญคริปโตฯ 20 อันดับต้น ๆ ได้
  • การสอนทำให้การเรียนรู้สมบูรณ์ – แม้ว่าการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำนั้นเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเรียนรู้ได้เต็มร้อย คุณจะได้ความรู้เพิ่มมากขึ้นจากการนำความรู้นั้นไปสอนผู้อื่น การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือเรียนรู้จากการอ่าน การลงมือทำ และการสอน

เรียนรู้เกี่ยวกับคุณปรมินทร์และ Satang เพิ่มเติมในบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม (ภาษาอังกฤษ)

บทความต้นฉบับโดย Andrew Stotz
เรียบเรียงและแปลโดย ศุภกร อร่ามอรุณศรี

ที่มาบทความ: https://becomeabetterinvestor.net/business-dna-thai-hacker-builds-cryptocurrency-exchange/


**สนใจลงทุนพอร์ต All Weather Strategy พอร์ตกองทุนรวมจัดโดย Andrew Stotz ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาว ในขณะที่ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงภาวะตลาดขาลง หากสนใจดูข้อมูลและลงทุนในพอร์ตนี้ สามารถคลิกที่นี่ https://www.finnomena.com/port/andrew/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลยครับ

บริจาคอะไร ลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า ! I TAX เพื่อนๆ EP8

FINNOMENA CHANNEL
บริจาคอะไร ลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า ! I TAX เพื่อนๆ EP8

อะไรเอ่ย ทำแล้วได้บุญ แล้วยังได้ลดหย่อนภาษีแบบคูณ 2? สิ่งนั้นก็คือสิทธิลดหย่อนภาษีด้วยการบริจาค แต่ก็ไม่ใช่ว่าบริจาคที่ไหนก็ได้ลดหย่อน เท่าเหมือนกันทั้งหมด เดี๋ยววันนี้เรามาพูดคุยกันว่า บริจาคที่ไหน ลดหย่อนภาษีได้ เท่ากันบ้าง

เงื่อนไขการลดหย่อน 2 เท่าจากการบริจาค

  • สามารถนำมาลดหย่อนได้ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนอื่นที่ไม่ใช่กลุ่มบริจาค
  • การบริจาคบางรายการเท่านั้นที่ได้รับลดหย่อนภาษี เท่า ในขณะที่บางการบริจาคก็จะได้รับลดหย่อนเท่าที่ได้บริจาคจริงตามปกติ

บริจาคที่ไหน ได้ลดหย่อนภาษี 2 เท่าบ้าง?

บริจาคอะไร ลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า ! I TAX เพื่อนๆ EP8

  • สถานศึกษา: ไม่ว่าเป็นโรงเรียนรัฐ โรงเรียนเอกชน หรือสถาบันอุดมศึกษา โดยจะต้องเป็นการบริจาคเพื่อใช้จ่ายสำหรับอาคารสถานที่ สื่อการเรียนการสอน และบุคลากร โดยจะต้องเป็นการบริจาคผ่านระบบ e-Donation เท่านั้น ไม่อย่างนั้นจะลดหย่อนได้แค่เท่าเดียว 
  • สถานพยาบาลของรัฐ: โดยทั่วไป ถ้าเป็นการบริจาคให้ โรงพยาบาล โดยตรง กรณีนี้จะลดหย่อนภาษีได้ เท่า แต่ถ้าเป็นการบริจาคให้ มูลนิธิโรงพยาบาล” กรณีนี้จะลดหย่อนภาษีได้เท่าเดียว แนะนำให้เช็กจากใบเสร็จที่ได้จะชัวร์สุด
  • หน่วยงานด้านกีฬาที่สังกัดสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย / กองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้ง / องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อพัฒนาเด็กเล็ก / สถานพักฟื้น บำบัด และฟื้นฟูเด็ก / กองทุนยุติธรรม / เงินบริจาคเพื่อคนพิการเพื่อการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ แล้วก็สภากาชาด ที่จะลดหย่อน เท่าได้ ต่อเมื่อบริจาคผ่านระบบ e-Donation เท่านั้น
  • การจัดหาหนังสือหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่าน: สามารถบริจาคให้ทั้งโรงเรียนรัฐ โรงเรียนเอกชน สถาบันอุดมศึกษาเอกชน หอสมุด ห้องสมุด หรือแหล่งหนังสืออื่น ๆ ที่ให้บริการแก่ประชาชน ไปจนถึงห้องสมุดของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่าง ๆ ด้วย

การบริจาคให้แต่ละหน่วยงาน ในแต่ละปี อาจจะลดหย่อนภาษีได้ไม่เท่ากัน

  • อย่างการบริจาคให้สถานศึกษา หลายปีก่อนหน้านี้ก็บริจาคแล้วลดหย่อนภาษีได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ต่อมาก็มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้นำมาลดหย่อนภาษีได้ เท่าไปจนถึงสิ้นปี 2564 ซึ่งก็อาจมีการขยายอายุออกไปอีกก็ได้
  • แนะนำว่า ในแต่ละปีถ้าอยากจะเช็กว่าบริจาคที่ไหนลดหย่อนได้ เท่าบ้าง แนะนำให้เข้าไปตรวจสอบรายชื่อองค์กรรับบริจาคที่เว็บไซต์สรรพากร www.rd.go.th จะชัวร์ที่สุด

การบริจาคที่ลดหย่อนได้ 2 เท่า อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่เราบริจาคเงินให้อย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีการด้วย

  • อย่างเช่น การบริจาคให้สถานศึกษา และสภากาชาด จะต้องเป็นการบริจาคผ่านระบบ e-Donation เท่านั้น ถ้าบริจาคด้วยวิธีการปกติ ก็จะลดหย่อนได้ตามที่บริจาคจริงเท่านั้น เป็นต้น

แล้ว e-Donation คืออะไร?

  • e-Donation เป็นระบบบริจาคเงินอิเล็กทรอนิกส์ ที่สรรพากรใช้รองรับข้อมูลการรับบริจาคของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งจะอำนวยความสะดวกผู้บริจาคให้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้โดยไม่ต้องเก็บหลักฐานการบริจาคอีกต่อไป และทำให้ได้รับเงินคืนภาษีเร็วขึ้นอีกด้วย
  • เราสามารถเช็กรายชื่อหน่วยงานทีรับบริจาคผ่าน e-Donation ได้ ผ่านทางเว็บไซต์ edonation.rd.go.th  

หลักฐานที่ต้องเก็บ ในกรณีบริจาคด้วยวิธีการทั่วไป

  • ใบอนุโมทนาบัตร หรือใบเสร็จรับเงิน ที่มีข้อความระบุชื่อหน่วยงานที่บริจาคเงินให้ วันเดือนปีที่บริจาค ชื่อผู้บริจาค และจำนวนเงินที่บริจาค

วิธีการคำนวณภาษีจากการลดหย่อนภาษีด้วยเงินบริจาค

บริจาคอะไร ลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า ! I TAX เพื่อนๆ EP8

  • การคำนวณภาษีจะเริ่มจากการนำเงินได้พึงประเมินทั้งปี มาหักค่าใช้จ่าย แล้วหักค่าลดหย่อนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ค่าลดหย่อนเงินบริจาคออกก่อน เรียบร้อยแล้วถ้ามีค่าลดหย่อนเงินบริจาค ซึ่งก็ต้องแยกเป็น กลุ่ม คือกลุ่มที่บริจาคแล้วลดหย่อนได้ เท่า และกลุ่มที่ลดหย่อนได้ตามที่บริจาคจริง โดยจะต้องเริ่มคำนวณจากกลุ่มที่ลดหย่อนได้ เท่าก่อน
  • ตัวอย่าง สมมติมีเงินเดือน ล้านบาท ค่าลดหย่อนสมมติว่ามีค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท กับค่าบริจาคให้โรงพยาบาลที่ลดหย่อนได้ เท่าอีก 10,000 บาท แล้วก็บริจาคให้วัดลดหย่อนได้ตามจริงอีก 10,000 บาท
  • เริ่มต้นคือ นำเงินเดือน ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินได้ประเภทที่ 1 หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 เหลือ 900,000 บาท
  • หักค่าลดหย่อนอื่นที่ไม่ใช่ค่าลดหย่อนเงินบริจาค ในที่นี้ก็คือค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 เหลือ 840,000
  • จาก 840,000 ให้ลองคูณ 10% แล้วตั้งพักไว้ก่อน ก็จะได้ 84,000 เป็นเพดานการลดหย่อนด้วยเงินบริจาค เท่า อย่างถ้าเราบริจาคให้โรงพยาบาล 10,000 จะนำมาลดหย่อนได้ 20,000 ซึ่งไม่เกินเพดาน 84,000 แปลว่าหักลดหย่อนได้ทั้ง 20,000 เหลือ 820,000
  • ทีนี้เอา 820,000 คูณ 10% อีกที จะได้เพดานการลดหย่อนด้วยเงินบริจาคทั่วไปที่ลดหย่อนได้ตามจริงก็คือ 82,000 อย่างถ้าเราบริจาคให้วัด 10,000 ซึ่งไม่เกินเพดาน 82,000 อยู่แล้ว ก็แปลว่าลดหย่อนได้ทั้ง 10,000 เหลือ 810,000 
  • 810,000 ก็จะเป็นจำนวนสุดท้ายก่อนนำไปคำนวณค่าภาษตามอัตราภาษีขั้นบันไดต่อไปนั่นเอง

เงินเฟ้อกำลังจะมา… อีกมุมจากแบงก์ชาติอังกฤษ

MacroView
เงินเฟ้อกำลังจะมา… อีกมุมจากแบงก์ชาติอังกฤษ

สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้นำเสนอมุมมองเรื่องอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐ ซึ่งเริ่มเป็นที่กังวลของกูรูหลายท่าน ยังมีอีกหนึ่งมุมมองจากทางแบงก์ชาติอังกฤษ

มุมมองจากทางแบงก์ชาติอังกฤษ ที่มองว่าอัตราเงินเฟ้อของอังกฤษซึ่งต้องบอกว่ามีแรงกดดันว่าจะพุ่งขึ้นมาน้อยกว่าของสหรัฐเล็กน้อย ทว่าก็มีทีท่าว่ากำลังจะทะยานขึ้นมาเช่นกัน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

เงินเฟ้อกำลังจะมา… อีกมุมจากแบงก์ชาติอังกฤษ

หนึ่ง จากการเก็บข้อมูลเงินเฟ้อในหมวดสินค้าต่าง ๆ ของอังกฤษในปี 2020 จากรูป จะพบว่ามีสินค้าอยู่ประมาณหนึ่งในสามของกลุ่มอุตสาหกรรมทั้งหมดที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาและปริมาณการบริโภคเป็นบวก นั่นคือ มีพลังของอุปสงค์ที่เป็นบวกอยู่ในกลุ่มสินค้าเหล่านั้น ซึ่งหมายถึงว่าภายใต้อัตราเงินเฟ้อในปี 2020 ที่ต่ำนั้น ก็ยังมีกลุ่มสินค้าที่มีระดับราคาสูงขึ้นซ่อนอยู่หลายประเภท

สอง หากพิจารณาจากส่วนต่างระหว่างอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ กับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดซึ่งไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ หรือที่เรียกว่า Output Gap ของอังกฤษ จะพบว่าในวิกฤตโควิด ลดลงต่ำสุดที่ติดลบร้อยละ 3 ในขณะที่ในช่วงวิกฤตซับไพร์ม ลดลงต่ำสุดถึงติดลบเกือบร้อยละ 5 ทั้งนี้ ทางแบงก์ชาติอังกฤษคาดว่า ในรอบนี้ น่าจะใช้เวลาไม่ถึง 10 เดือนในการที่ Output Gap จะกลับไปเป็นบวก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือการเติบโตทางเศรษฐกิจของอังกฤษจะกลับตัวเร็วกว่าที่หลายคนคาดไว้

สาม ปริมาณเงินไหลเข้าสู่เศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยความแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่างวิกฤตรอบนี้กับวิกฤตซับไพร์มสำหรับอังกฤษ คือระบบสถาบันการเงินในตอนนี้ ถือว่ามีความพร้อมในการเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างภาคธนาคารกลางกับเศรษฐกิจจริงได้สมบูรณ์แบบ ในขณะที่เมื่อกว่า 10 ปีก่อน สถาบันการเงินต่าง ๆ ในอังกฤษถือว่าได้รับความเสียหายจากวิกฤตซับไพร์มที่เริ่มปะทุขึ้นในสหรัฐ จนกระทั่งกลไกการทำงานของระบบการเงินในอังกฤษถูกทำลายลง โดยในช่วงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จึงได้มีเวลาในการซ่อมแซมระบบการเงินจนกระทั่ง ณ ตอนนี้ สามารถกลับมาทำให้การพิมพ์เงินของแบงก์ชาติอังกฤษส่งผลให้ปริมาณเงิน M3 เพิ่มขึ้นมาเกือบถึงอัตราร้อยละ 20 ในช่วงปลายปีที่แล้ว

สี่ ปัจจัยอุปทาน ในบทความล่าสุดของชาร์ลส กู๊ดฮาร์ท และ มาโนช ปราธาน ได้กล่าวว่าอัตราเงินเฟ้อของโลกที่อยู่ในระดับที่ต่ำมาตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา เกิดจากปัจจัยที่จำนวนประชากรวัยทำงานของโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจีนที่มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ ซึ่งทำให้นายจ้างสามารถมีอำนาจต่อรองที่สูงกว่าลูกจ้าง ทำให้สามารถกดค่าแรงให้ต่ำลงได้ นั่นจึงส่งผลให้ระดับราคาของสินค้าและบริการหรืออัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ทั้งคู่มองว่าแนวโน้มดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงในทิศทางตรงกันข้าม จำนวนประชากรวัยทำงานของโลกเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อจะเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม

โดยหากพิจารณาจากโครงสร้างของประชากรของอังกฤษ ยิ่งถือว่าชัดเจน โดยจากในอดีตที่ผ่านมา ปริมาณแรงงานของอังกฤษมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นมาตลอด เพิ่งจะมีเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งจำนวนประชากรลดลง 1.3 ล้านคนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยสิ่งนี้ จะไปจำกัดอุปทานด้านแรงงานและการผลิตให้จำกัดลง

นอกจากนี้ ปรากฏการณ์ ‘โลกาภิวัฒน์’ ก็ยังถือว่าถึงจุดกลับตัว โดยจากอดีตที่ผ่านมา ปริมาณการค้าของโลกจะเติบโตด้วยเฉลี่ยอัตราร้อยละ 5.5 ต่อปี ในขณะที่ปี 2020 ปริมาณการค้าโลกหดตัวลงร้อยละ 15 โดยที่ปริมาณกิจกรรมทางเศรษฐกิจหดตัวลงเพียงร้อยละ 9 นั่นคือปริมาณการค้าโลกที่ลดลง จะส่งผลให้เป็นแรงกดดันเชิงบวกต่ออัตราเงินเฟ้อเนื่องจากไม่มีสินค้าต่างชาติเข้ามาแข่งขันด้านราคาภายใต้บรรยากาศที่มีปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจที่มากขึ้น

เงินเฟ้อกำลังจะมา… อีกมุมจากแบงก์ชาติอังกฤษ

ห้า ปัจจัยด้านการคลัง บทความเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราได้ดูตัวเลขของฝั่งสหรัฐ ซึ่งพบว่าเม็ดเงินกระตุ้นด้านการคลังในช่วงโควิดสูงกว่าช่วงซับไพร์มหลายเท่า สำหรับในอังกฤษก็เช่นกัน จากตารางจะพบว่าเม็ดเงินกระตุ้นด้านการคลังในรอบนี้มากกว่าเมื่อกว่า 10 ปีก่อนถึงกว่า 2 เท่า ในขณะที่ Output Gap ติดลบยังน้อยกว่าอีก

ท้ายสุด ปัจจัยด้านจิตวิทยา หากพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างรอบนี้กับวิกฤตซับไพร์มในฐานะประชาชน จะพบว่าในรอบที่แล้ว เราทุกคนแทบจะไม่รู้ว่าแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์จะอยู่ตรงที่จุดไหน ในขณะที่รอบนี้ จะพบว่าด้วยเม็ดเงินที่ภาครัฐให้มาประกอบกับวัคซีนที่กำลังรออยู่ แน่นอนว่าหากโควิดเริ่มควบคุมได้ อุปสงค์ของสินค้าและบริการที่หดตัวลงอย่างรุนแรงมาก ๆ ก็พร้อมจะกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน ซึ่งนั่นคือปัจจัยกดดันให้เกิดเงินเฟ้อในรอบนี้มีมากกว่าวิกฤตในรอบครั้งเมื่อกว่า 10 ปีก่อนค่อนข้างมาก

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/652102

กำลังซื้อ กำลังฟื้นตัว

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
กำลังซื้อ กำลังฟื้นตัว

สัปดาห์ที่ผ่านมาประเด็น Bond Yield พุ่งกลายเป็นสิ่งที่ตลาดให้ความสนใจกันอย่างล้นหลาม ในความเป็นจริงเรื่องการพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงของ Bond Yield นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ผมเองก็มีการเขียนไปก่อนล่วงหน้า 2 สัปดาห์ ในหัวข้อ “Reflation โลกต้องยอมสยบเมื่อเงินเฟ้อเร่งตัว” ก่อนที่ตามจะมาสนใจกันจริงจังในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ล่าสุดกระแสการขึ้นของ Bond yield ดูเหมือนจะลดความร้อนแรงลงก่อนหน้านี้ หลังบรรดาเทรดเดอร์ทยอยปิดสถานะ Short Bond กันเพื่อรอดูท่าทีของประธาน Fed เจอโรม พาวเวล ซึ่งมีกำหนดการให้สัมภาษณ์สภาวะเศรษฐกิจกับ Wall Street Journal ในวันพฤหัสบดีที่ 4 มี.ค.64 ที่ผ่านมา โดยมีความคาดหวังว่าประธาน Fed จะส่งสัญญาณการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพิ่มเติม ซึ่งผมมองว่าเป็นจุดที่ควรต้องระวัง เพราะล่าสุดเจอโรม พาวเวล เลือกที่จะไม่ส่งสัญญาณใด ๆ และยืนยันว่าเครื่องมือที่ใช้อยู่ปัจจุบันเพียงพอแล้ว ในเมื่อขาใหญ่ไม่ส่งสัญญาณซื้อมากไปกว่าเดิมบรรดาเทรดเดอร์ก็จะหันกลับมาลุย Short Bond กันอีกรอบและแน่นอนว่า Bond yield ก็จะพุ่งขึ้นอีกครั้งเช่นกัน

ท่าทีของ Fed เป็นสิ่งที่ตลาดกำลังให้ความสนใจกันอย่างหนัก จากเดิมที่เคยเชื่อว่าการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายของ Fed จะชนะทุกสิ่งและเป็นทุกอย่างของสินทรัพย์เสี่ยง แต่ตอนนี้ดูเหมือนความเชื่อนั้นจะเริ่มสั่นคลอนและไม่ง่ายเหมือนอย่างที่ใคร ๆ คิดกัน เมื่อค่า Forward Inflation Expectation (ค่าเฉลี่ยคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาว) และ Break-even Inflation 10 year มีระดับต่ำกว่า Break-even Inflation 5 year สะท้อนว่าตลาดมอง Fed จะใช้ QE และดอกเบี้ยต่ำต่อไปอีกแค่ช่วงระยะสั้นเท่านั้น ในระยะยาวตลาดเริ่มมีความกังวลว่าเศรษฐกิจจะชะลอและเงินเฟ้อจะลงต่ำอีกครั้ง

ภาพของ Bond Yield และ Real Yield ที่มีแนวโน้มจะพุ่งขึ้นอีกรอบ และ Break-even Inflation 5 year ที่เตรียมขึ้นกันอีก คาดว่าจะมีเพดานจำกัด เพราะจะเกิดการติดกับดัก ความคาดหวัง Stimulus Package ที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของสภาคองเกรส ซึ่งคาดว่าสภาฯ จะมีการอนุมัติวงเงินระหว่าง 1.5-1.9 ล้านล้านเหรียญภายในปลายเดือน มี.ค. 64 ซึ่งวงเงินดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นรายการใช้จ่ายทีเดียวจบ เงินเฟ้อที่ตลาดคาดว่าจะเร่งตัวจึงจะ peak สุดแค่ในไตรมาส 2 ของปี

แรงกดดันจาก Bond yield ที่จะมากระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก กลุ่มหุ้นที่มี Valuation สูงจะมีความอ่อนไหวต่อการพุ่งขึ้นของ Bond yield มากที่สุด ในยามที่ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น อัตราผลตอบแทนที่คาดหวังจะปรับเพิ่มขึ้น กดดันต่อการประเมินมูลค่าพื้นฐาน ทั้งในส่วนของการประเมิน P/E การใช้วิธี dividend discount model และ discount cashflow model อย่างไรก็ตามภายใต้กระแสการขึ้นของ Bond yield ก็มีกลุ่มที่ได้ประโยชน์ อย่างกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี ธนาคารฯ การเงิน และกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค

เมื่อพูดถึงกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคใน SET Index นั้น ดูเหมือนจะไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่นัก เพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเรื่อง covid-19 หนักหนาสาหัสที่สุด ดูได้จากผลประกอบการปี 2563 กลุ่มค้าปลีกหดตัวรุนแรงกว่า 21% กำลังซื้อในประเทศหดหาย ความเชื่อมั่นผู้บริโภคตกต่ำ และดูเหมือนว่าจะไม่สามารถฟื้นตัวได้ในเร็ว ๆ วันนี้

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตลาดมองข้ามมาตลอดตอนนี้กลับดูน่าสนใจมากขึ้น เมื่อสัญญาณกำลังซื้อเล็ก ๆ เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาแล้ว นั่นคือรายได้ภาคเกษตรที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นมา 6 เดือนติดต่อกัน แม้ว่าเดือน ม.ค.64 จะเห็นอัตราการขยายตัวที่ชะลอลงบ้าง แต่แนวโน้มหลักคือฟื้นตัวมาอย่างชัดเจน ยังไม่นับสัญญาณทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เริ่มสะท้อนถึงกำลังซื้อที่ดีขึ้น ทั้งหมดน่าจะส่งผลโดยตรงต่อกลุ่มค้าปลีก ผลประกอบการในปี 2564 มีโอกาสที่จะฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำในปี 2563 สูง ซึ่งในกลุ่มค้าปลีก ก็ยังมีหุ้นที่ยังมี Valuation ที่ต่ำเกินไป เมื่อเทียบกับศักยภาพการแข่งขันที่แข็งแกร่ง

กำลังซื้อ กำลังฟื้นตัว

ประกิต สิริวัฒนเกตุ

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/prakitsiriwattanaket/posts/3012218932340699

ประกันสังคม จ่ายแล้ว…ไปไหน? I POCKET MONEY EP5

FINNOMENA CHANNEL
ประกันสังคม จ่ายแล้ว...ไปไหน? I POCKET MONEY EP5

ประกันสังคม จ่ายแล้ว ไปไหน !? เชื่อว่ายังมีหลายคนที่ถูกหักค่าประกันสังคมไปทุกเดือน แต่ไม่รู้ว่าจ่ายประกันสังคมไปแล้วจะได้อะไรกลับมาบ้าง คลิปนี้จะมาเล่าให้ฟัง จะได้เข้าใจและกลับไปใช้สิทธิให้คุ้ม

ประกันสังคม มีไว้สำหรับใคร?

  • สำหรับผู้ประกันตนภาคบังคับตามมาตรา 33 ซึ่งก็คือกลุ่มพนักงานเงินเดือน
  • เมื่อได้รับเงินเดือนมาแล้ว ก็จะถูกนายจ้างหักเงินค่าประกันสังคมเอาไว้ สูงสุดที่ 750 บาท/เดือน

เงินประกันสังคมที่เราจ่ายนั้นไปไหนบ้าง?

  • เงินที่เราจ่ายจะถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างหลักประกันพื้นฐานให้กลุ่มสมาชิก เพื่อรองรับสิทธิประโยชน์กรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน รวมเป็น สิทธิประโยชน์
  • 750 บาท จะถูกนำไปแบ่งเป็น ก้อน
  • ก้อนแรก 225 บาท สำหรับสิทธิประโยชน์กรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต และคลอดบุตร
  • ก้อนที่สอง 75 บาท สำหรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน
  • ก้อนนี้จะเป็นก้อนที่ให้ความคุ้มครองแบบเฉลี่ยทุกข์ – เฉลี่ยสุขซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิก คือใครเกิดเหตุเดือดร้อนก็จะได้ใช้เงินตามสิทธิไป ส่วนที่ได้จ่ายไปแล้วยังไม่ได้ใช้ เงินก็จะอยู่ในกองกลาง ไม่ได้รับคืนกลับมา
  • ก้อนที่สามเป็นเงิน 450 บาท สำหรับกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ กรณีนี้หลักๆ จะมีลักษณะเป็นการออมเพื่อการเกษียณ คือที่จ่ายไปจะถูกนำไปสะสมและลงทุนเพื่อรอจ่ายเป็นเงินบำเหน็จหรือบำนาญเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์เป็นต้นไป โดยที่ถ้าได้จ่ายจนครบ 180 เดือน โดยที่ไม่จำเป็นต้องต่อเนื่องกัน จะได้รับเงินบำนาญ ส่วนถ้าไม่ครบ 180 เดือน จะได้รับเป็นบำเหน็จ ไม่สามารถเลือกได้เองว่าจะรับแบบไหน

ประกันสังคม จ่ายแล้ว...ไปไหน? I POCKET MONEY EP5

กองทุนชราภาพ 450 บาทต่อเดือนของเรา สะสมแล้วเป็นเงินเท่าไหร่?

  • สามารถเช็กเงินชราภาพของตัวเองได้ ผ่านการเข้าระบบสมาชิกประกันสังคม ทางเว็บไซต์ sso.go.th หรือแอปพลิเคชั่น sso connect

วิธีคำนวณว่าเงินบำนาญที่จะได้จากประกันสังคมจะเป็นจำนวนเท่าไหร่

ประกันสังคม จ่ายแล้ว...ไปไหน? I POCKET MONEY EP5

สิ่งที่เราอาจจะยังไม่รู้ เกี่ยวกับประกันสังคม

  • เราไม่ได้จ่ายประกันสังคมอย่างโดดเดี่ยว เพราะทุกครั้งที่ได้จ่ายค่าประกันสังคม นายจ้างจะมีหน้าที่สมทบเงินเข้าไปด้วย เป็นจำนวนเท่า ๆ กัน
  • นอกจากนี้ประกันสังคมยังให้สิทธิประโยชน์หลายอย่าง ที่ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุด่วนเหตุร้ายก่อนถึงจะได้รับสิทธิ
  • ค่าประกันสังคมที่ได้จ่ายไป ก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ทั้งหมด

เปิดบ้าน Baillie Gifford มีกองทุนไทยไหนบ้างที่ลงทุนใน Baillie Gifford

planet 46

สารบัญ

หลังจากที่ได้เขียนบทความ พาสำรวจจักรวาล ARK ผู้นำแห่ง ETF แบบเจาะลึกกันไปแล้ว ในบทความนี้ก็เลยจะพาไปดูอีกหนึ่งบริษัทจัดการกองทุนที่มาแรงไม่แพ้กัน ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจาก “Baillie Gifford” นั่นเอง โดยเราจะมาเปิดบ้าน Baillie Gifford กันว่ามีกองทุนไทยไหนบ้างที่ลงทุนใน Baillie Gifford ที่บอกได้เลยว่าสาวก Baillie Gifford พลาดไม่ได้!

ประวัติความเป็นมา

จุดเริ่มต้นของ Baillie Gifford มาจากการเป็นสำนักงานกฎหมายที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1907 แต่เนื่องด้วยบรรยากาศทางการเงินและการลงทุนในช่วงเวลานั้นทำให้บริษัทตัดสินใจผันตัวไปให้ความสำคัญกับการลงทุนนับตั้งแต่ปี 1908 เป็นต้นมา และได้กลายมาเป็นบริษัทจัดการกองทุน ระดับโลกมาจนถึงทุกวันนี้ โดยปัจจุบันมี Andrew Telfer นั่งแท่น CEO มาตั้งแต่ปี 2012 ซึ่ง ณ สิ้นปี 2020 บริษัทมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การจัดการ (AUM) รวมทั้งหมดแล้วกว่า 445.3 พันล้านปอนด์

กลยุทธ์การลงทุน

เปิดบ้าน Baillie Gifford มีกองทุนไทยไหนบ้างที่ลงทุนใน Baillie Gifford

ปรัญชาการลงทุนของ Baillie Gifford มุ่งเน้นไปที่การเติบโตในระยะยาว หรือ “Long-Term Philosophy” ไม่ใช่การเก็งกำไรในระยะสั้น ดังนั้นกระบวนการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานที่รวมกับความเชี่ยวชาญเชิงลึกของ Baillie Gifford จึงเป็นหัวใจสำคัญของแนวทางการลงทุนที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว ซึ่งกลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์การลงทุนที่ Baillie Gifford ใช้มาอย่างยาวนานกว่า 109 ปี

ONE-UGG-RA

เปิดบ้าน Baillie Gifford มีกองทุนไทยไหนบ้างที่ลงทุนใน Baillie Gifford

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

กองทุน ONE-UGG-RA หรือ ONE Ultimate Global Growth Fund Class RA จาก บลจ.วรรณ (ONEAM) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth Fund Class B net Accumulation เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ  โดยกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในตราสารทุนทั่วโลกเพื่อสร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่งในระยะยาวในหุ้นที่พิจารณาแล้วว่ามีศักยภาพในการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยการพิจารณาคัดเลือกหุ้นแบบรายตัวจำนวน 30 ถึง 60 หลักทรัพย์จากทีมผู้จัดการกองทุน

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุน ONE-UGG-RA

กองทุน ONE-UGG-RA จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของผลการดำเนินงาน (SD): 15-25%
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน ONE-UGG-RA

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.712%
  • ค่าธรรมเนียมการขายและ Switching-in: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 2.2791%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน ONE-UGG-RA

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

KF-US

เปิดบ้าน Baillie Gifford มีกองทุนไทยไหนบ้างที่ลงทุนใน Baillie Gifford

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

กองทุน KF-US หรือ Krungsri US Equity Fund จาก บลจ.กรุงศรี (KrungsriAsset) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Worldwide US Equity Growth Fund Class B USD Accumulation เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์ที่จะได้รับผลตอบแทนโดยรวมสูงสุดจากการลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทางการเป็นหลัก

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุน KF-US

กองทุน KF-US จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของผลการดำเนินงาน (SD): 15-25%
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว
    • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม: 50-80% โดยมีการลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรม Consumer Discretionary และ Information Technology
    • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในประเทศใดประเทศหนึ่ง: >80% โดยมีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐอเมริกา

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน KF-US

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 0.8025%
  • ค่าธรรมเนียมการขายและ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.0529%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน KF-US

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 2,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 2,000 บาท

K-CHANGE-A(A)

เปิดบ้าน Baillie Gifford มีกองทุนไทยไหนบ้างที่ลงทุนใน Baillie Gifford

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

กองทุน K-CHANGE-A(A) หรือ K Positive Change Equity Fund-A(A) จาก บลจ.กสิกรไทย (KAsset) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Positive Change Fund Class B Accumulation เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เพียงกองทุนเดียว โดยกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือมีพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบเชิงบวก (Positive Impact) ต่อสังคมโดยรวม หรือสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ เช่น การศึกษา ความเท่าเทียมทางสังคม คุณภาพของระบบการดูแลสุขภาพ และด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น  โดยมีการลงทุนแบบกระจุกตัวในหุ้นของบริษัททั่วโลกประมาณ 25-50 หุ้น​ 

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุน K-CHANGE-A(A)

กองทุน K-CHANGE-A(A) จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของผลการดำเนินงาน (SD): 15-25%
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนบางส่วนในอัตราไม่น้อยกว่า 75% ของเงินลงทุนในต่างประเทศ
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว
    • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม: 20-50% โดยมีการลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรม Healthcare
    • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในประเทศใดประเทศหนึ่ง: 20-50% โดยมีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐอเมริกา

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน K-CHANGE-A(A)

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.070%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.1796%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน K-CHANGE-A(A)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 500 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 500 บาท

ONE-DISC-RA

เปิดบ้าน Baillie Gifford มีกองทุนไทยไหนบ้างที่ลงทุนใน Baillie Gifford

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

กองทุน ONE-DISC-RA หรือ ONE Discovery Fund จาก บลจ.วรรณ (ONEAM) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Worldwide Discovery Fund Class B USD Accumulation เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ  โดยกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนตราสารทุนของธุรกิจขนาดเล็กหรือในกิจการที่เริ่มดำเนินการที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีในระยะยาวซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกจากทีมผู้จัดการกองทุน

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุน ONE-DISC-RA

กองทุน ONE-UGG-RA จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของผลการดำเนินงาน (SD): >25%
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว
    • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม: 50-80% โดยมีการลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรม Healthcare, Consumer Discretionary และ Information Technology
    • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในประเทศใดประเทศหนึ่ง: 50-80% โดยมีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐอเมริกา

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน ONE-DISC-RA

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมการขายและ Switching-in: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.7976%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน ONE-DISC-RA

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 5,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ASP-EUG

เปิดบ้าน Baillie Gifford มีกองทุนไทยไหนบ้างที่ลงทุนใน Baillie Gifford

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

กองทุน ASP-EUG หรือ Asset Plus Europe Growth Fund จาก บลจ.แอสเซท พลัส (Asset Plus) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Worldwide Pan-European Fund Class B EUR Accumulation เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลในประเทศที่ตั้งอยู่ในทวีปยุโรป และอาจมีการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นอกประเทศที่ตั้งอยู่ในทวีปยุโรป แต่มีรายได้ส่วนใหญ่มาจากทวีปยุโรป หรือมีสินทรัพย์ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในทวีปยุโรป

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุน ASP-EUG

กองทุน ASP-EUG จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของผลการดำเนินงาน (SD): 15-25%
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเกือบทั้งหมดในอัตราไม่น้อยกว่า 90% ของเงินลงทุนในต่างประเทศ
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว
    • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม: 20-50% โดยมีการลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรม Consumer Discretionary
    • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในประเทศใดประเทศหนึ่ง: 20-50% โดยมีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสวีเดนและสหราชอาณาจักร

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน ASP-EUG

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.610%
  • ค่าธรรมเนียมการขายและ Switching-in: 1.25%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: สูงสุดไม่เกิน 4.49%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน ASP-EUG

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 5,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 5,000 บาท

M-EM

เปิดบ้าน Baillie Gifford มีกองทุนไทยไหนบ้างที่ลงทุนใน Baillie Gifford

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

กองทุน M-EM หรือ MFC Emerging Market Fund จาก บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Worldwide Emerging Markets Leading Companies Fund Class B USD เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนรวมสูงสุดให้กับผู้ลงทุน โดยจะลงทุนส่วนใหญ่ในตราสารทุนของบริษัทที่มีรายได้หลัก หรือมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ซึ่งไม่เฉพาะเจาะจงในประเทศใดประเทศหนึ่ง ตลาดใดตลาดหนึ่ง หรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุน M-EM

กองทุน M-EM จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของผลการดำเนินงาน (SD): 15-25%
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว
    • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม: 20-50% โดยมีการลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรม Consumer Discretionary
    • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในประเทศใดประเทศหนึ่ง: 20-50% โดยมีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศจีน

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน M-EM

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: สูงสุดไม่เกิน 1.9581%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน M-EM

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

PRINCIPAL GHEALTH-A

เปิดบ้าน Baillie Gifford มีกองทุนไทยไหนบ้างที่ลงทุนใน Baillie Gifford

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

กองทุน PRINCIPAL GHEALTH-A หรือ Principal Global Health Innovation Fund จาก บลจ.พรินซิเพิล (Principal) มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนและ/หรือหลักทรัพย์ของบริษัทที่มีการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องหรือได้รับประโยชน์จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ (Healthcare) รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพที่ใช้นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทั่วโลก เช่น เทคโนโลยีการวินิจฉัยโรค เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิต ดิจิทัลเฮลท์ เทคโนโลยีทางการแพทย์ เครื่องมือทางการแพทย์ รวมถึงการวิจัยและพัฒนาต่าง ๆ เป็นต้น

กองทุน PRINCIPAL GHEALTH-A จะลงทุนในหลักทรัพย์ ดังต่อไปนี้

  • Baillie Gifford Worldwide Health Innovation Fund
  • Credit Suisse (Lux) Digital Health Equity Fund

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุน PRINCIPAL GHEALTH-A

กองทุน PRINCIPAL GHEALTH-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 7 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของผลการดำเนินงาน (SD): 15-25%
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว
    • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม: >80% โดยมีการลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรม Healthcare
    • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในประเทศใดประเทศหนึ่ง: 50-80% โดยมีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐอเมริกา

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน PRINCIPAL GHEALTH-A

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมการขายและ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.9581%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน PRINCIPAL GHEALTH-A

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

หากผู้ใดสนใจกองทุนที่มีนโยบายลงทุนใน Baillie Gifford ทั้ง 7 กองทุนนี้สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในหนังสือชี้ชวนกองทุน หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก 

— planet 46. 

อ้างอิง

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม  ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Hello! IPO Podcast Ep.3 : SCBCLEANA และ UEV

FINNOMENA Podcast

Hello! IPO Podcast Ep.3 : SCBCLEANA และ UEV

“Hello! IPO รายการที่จะพาทุกคนพบกับกองทุนเปิดใหม่แกะกล่องประจำสัปดาห์ พร้อมแนะนำกองทุน IPO ที่น่าสนใจ”


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

หุ้นโลกจะเป็นอย่างไร? 4 สิ่งที่ต้องจับตามองในปี 2021

FINNOMENA x Franklin Templeton
หุ้นโลกจะเป็นอย่างไร? 4 สิ่งที่ต้องจับตามองในปี 2021

ที่ Franklin Templeton นั้น เรามีทีมการลงทุนกระจายอยู่ทั่วโลก แต่ละคนก็มีวิธีแนวทางที่ต่างกันไปก็จริง ถึงอย่างนั้น หากหนึ่งปีก่อนหน้านั้นมีใครถามว่าเราคาดการณ์อนาคตอย่างไร ก็คงไม่มีใครคาดว่าโควิด-19 จะมาเป็นตัวสร้างความผันผวนให้กับตลาดในช่วงต้นปี 2020 เป็นแน่ หรือแม้กระทั่งว่าตลาดหุ้นจะฟื้นตัวเร็วมาก และสามารถแตะจุดสูงสุดตลอดกาล (All-Time High) ในอีกหนึ่งปีต่อมา

คำถามต่อไปคือ แล้วจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปล่ะ? แม้ว่าตอนนี้ตลาดหุ้นจะสดใส แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าโรคระบาดก็ยังคงอยู่ และประชากรอีกจำนวนมากที่ยังรอคอยวัคซีนอยู่ นี่จึงเป็นตัวสร้างแรงกดดันในแง่ของสุขอนามัยโลก และระบบเศรษฐกิจโดยรวม

บทความนี้เราจะขอมาแชร์ 4 อย่างที่เรากำลังจับตามอง ซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

หุ้นโลกจะเป็นอย่างไร? 4 สิ่งที่ต้องจับตามองในปี 2021

1. การกลับสู่ความปกติ (The Return to Normal)

มูลค่าของหุ้นโลกนั้นดูเหมือนว่าจะสะท้อนข้อสันนิษฐานที่ว่าหลาย ๆ ภูมิภาคของโลกจะกลับมาเปิดประเทศในปีนี้ และการเติบโตของ GDP จะกลับมาฟื้นตัวเมื่อการบริโภคกลับมาดีขึ้น จากการวิเคราะห์ของเรา เราเห็นว่ามีความต้องการบริโภคที่สะสมมาจากช่วงก่อนหน้า (Pent-Up Demand) สูงในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ก็ยังมีจำนวนเงินกระตุ้นเศรษฐกิจอีกมหาศาลในระบบการเงิน

หุ้นโลกจะเป็นอย่างไร? 4 สิ่งที่ต้องจับตามองในปี 2021

คาดการณ์การเติบโตของ GDP ในแต่ละภูมิภาค
ที่มา: Franklin Templeton Investment Institute, IMF, WEO
ข้อมูล ณ มกราคม 2021

ถึงอย่างนั้น เราก็เชื่อว่าการมาถึงของวัคซีนจะเป็นตัวกำหนดอัตราการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แม้ว่าการแจกจ่ายวัคซีนจะช้ากว่า และมีประสิทธิภาพน้อยกว่าที่เราหวังไว้ก็ตาม แต่เราก็ยังเชื่อว่าผลลัพธ์และประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้นตามมาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

หุ้นโลกจะเป็นอย่างไร? 4 สิ่งที่ต้องจับตามองในปี 2021

สัดส่วนประชากรที่ได้รับการฉีดวัคซีน เมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด
ที่มา: Franklin Templeton Investment Institute, Bloomberg
ข้อมูล ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2021

2. มูลค่าของหุ้น (Equity Valuations)

คำถามที่นักลงทุนทั่วโลกถามเราคือ “ตลาดหุ้นแพงไปหรือยัง?” โดยรวมแล้ว เรายังเชื่อว่า P/E ของหุ้นโลกนั้นยังสมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับในอดีตและเทียบกับสินทรัพย์อย่างตราสารหนี้ ดังที่แสดงในภาพด้านล่าง

หุ้นโลกจะเป็นอย่างไร? 4 สิ่งที่ต้องจับตามองในปี 2021

P/E แบบปรับเงินเฟ้อ (Cyclically-Adjusted P/E Ratio, CAPE) ของ S&P 500
ที่มา: Franklin Templeton Investment Institute, S&P/Robert Shiller, Macrobond
ข้อมูล ณ มกราคม 2021

ในฐานะนักลงทุนมืออาชีพ พวกเราดูหลาย ๆ ปัจจัยเพื่อตัดสินว่าราคาหุ้นนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ อาทิเช่น การเติบโตของกำไรในปัจจุบันและอนาคต ค่า P/E อัตราปันผล อัตราแลกเปลี่ยน และจำนวนหุ้น ขอยกตัวอย่างเป็นการเติบโตของกำไร เราจะเห็นได้ว่ามีการคาดการณ์ว่ากำไรจะฟื้นตัวดีขึ้นในปีนี้ สำหรับหลาย ๆ บริษัทที่อยู่ในประเทศซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่

หุ้นโลกจะเป็นอย่างไร? 4 สิ่งที่ต้องจับตามองในปี 2021

คาดการณ์การเติบโตของกำไร เทียบกับปี 2019
ที่มา: Franklin Templeton Investment Solutions, MSCI, Bloomberg, Macrobond

อย่างไรก็ดี เราขอแนะนำว่าอย่าปักใจเชื่อการคาดการณ์เหล่านี้มากเกินไปจนกว่าเศรษฐกิจจะกลับมาเปิดอีกครั้ง และกำไรของบริษัทฟื้นตัวดีขึ้นจริง ๆ นี่คือหนึ่งเหตุผลว่าทำไมเราถึงคิดว่าค่า P/E ยังเป็นตัวบ่งชี้มูลค่าหุ้นที่ไม่ค่อยดีนักในสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลาย

3. มาตรการกระตุ้น (Stimulus)

มาตรการกระตุ้นทั้งด้านการเงินและการคลังคือหนึ่งตัวการสำคัญของสภาพคล่องที่เพิ่มปริมาณสูงขึ้นมากทั่วโลก ถึงอย่างนั้น เงินกระตุ้นเหล่านี้กลับไหลไปอยู่ในบัญชีเงินฝากและตลาดหุ้นแทนที่จะเป็นการบริโภค

หุ้นโลกจะเป็นอย่างไร? 4 สิ่งที่ต้องจับตามองในปี 2021

สัดส่วนมาตรการกระตุ้นของธนาคารกลางแต่ละประเทศ เทียบกับ GDP โลก
ที่มา: Franklin Templeton Investment Solutions, Federal Reserve (Fed) , IMF, RBA, BCB, StatCan, People’s Bank of China (PBoC), Central Bank of Denmark (Danmarks Nationalbank), European Central Bank (ECB), Central Bank of Iceland, RBI, Bank of Japan (BOJ), BNM, BANXICO, RBNZ, Bank of Norway (Norges Bank), QCB, CBRF, SAMA, BOK, Riksbanken, Central Bank of Taiwan, TCMB, Bank of England (BoE), Macrobond

ดังนั้น เราจึงคิดว่ามาตรการกระตุ้นน่าจะเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับการเติบโตของ GDP ของหลาย ๆ ภูมิภาค ถ้ามาตรการกระตุ้นส่งผลให้เศรษฐกิจร้อนแรงได้จริงตอนที่กลับมาเปิดประเทศ เราเชื่อว่านี่จะเป็นผลดีกับหุ้นในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งได้ประโยชน์จากการผลิตและส่งออกวัสดุกับโภคภัณฑ์

อีกหนึ่งผลข้างเคียงของมาตรการกระตุ้นก็คือ บริษัทต่าง ๆ มีการนำเงินสดที่เพิ่มขึ้นใน Balance Sheet ไปซื้อหุ้นคืน จนทำให้ปริมาณของหุ้นลดลง ในขณะที่ความต้องการซื้อหุ้นเพิ่มขึ้น

4. ตลาดหุ้น ธีมไหนดี? (Global and Value Markets)

ถึงแม้ว่ามุมมองต่อหุ้นโลกของเราจะดูสดใส แต่นักลงทุนก็ควรเตรียมตัวสำหรับสถานการณ์ที่ตลาดกลับมาสมดุลมากขึ้น ตอนนี้เราเริ่มเห็นกระแสการเปลี่ยนจากหุ้นเติบโตของสหรัฐฯ (ที่ทำผลงานได้ดีในช่วงปีที่ผ่านมา) ไปสู่หุ้นคุณค่า รวมถึงหุ้นที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์หากเศรษฐกิจโลกกลับมาปกติดังเดิม

นอกเหนือไปจากนี้ เราคาดการณ์ว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะอ่อนลง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อหุ้นต่างประเทศ ดังที่โชว์ในภาพด้านล่าง เราค่อนข้างชอบตลาดหุ้นเกิดใหม่ ที่ซึ่งดัชนีเริ่มจะสะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจ ในญี่ปุ่นเองนั้น บริษัทต่าง ๆ ก็เริ่มจัดการ Balance Sheet ของตนเองแล้ว

หุ้นโลกจะเป็นอย่างไร? 4 สิ่งที่ต้องจับตามองในปี 2021

เปรียบเทียบความสัมพันธ์ของค่าเงินดอลลาร์ กับหุ้นประเทศอื่น ๆ เมื่อดอลลาร์อ่อน ก็มีแนวโน้มว่าเงินจะไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ขึ้น
ที่มา: Franklin Templeton Investment Institute, MSCI, ICE, Macrobond

สุดท้ายแล้ว นักลงทุนอาจจะลองเสาะหาโอกาสใน “ธุรกิจสีเขียว” ดูได้เช่นกัน เนื่องจากรัฐบาลให้การสนับสนุนเงินจำนวนมากขึ้นเข้าไปในกลุ่มพลังงานสะอาด และสถาบันต่าง ๆ ก็เริ่มจริงจังกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศมากขึ้น อย่างไรก็ดี เราคิดว่าเหล่า “ธุรกิจสีเขียว” นั้นก็ต้องพิสูจน์การสร้างกำไรให้ได้เช่นกัน

เนื้อหาต้นฉบับโดย Stephen Dover
Chief Market Strategist and Head of Franklin Templeton Investment Institute

เรียบเรียงโดย FINNOMENA Admin

ข้อสงวนสิทธิ์

แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น

ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/investor/article?contentPath=html/ftthinks/common/equity/global-equities-four-things-we-are-watching-in-2021.html

รีวิวกองทุน ASP-POWER: เติบโตไปกับธุรกิจ 3 พลังงานแห่งอนาคต

Mr. Serotonin
รีวิวกองทุน ASP-POWER: เติบโตไปกับธุรกิจ 3 พลังงานแห่งอนาคต

ASP-POWER อยู่ในช่วง IPO ระหว่างวันที่ 4-15 มี.ค. 2564 ลูกค้า FINNOMENA สามารถโทรเข้ามาทำรายการซื้อได้ก่อนเวลา 14.00 น. ของแต่ละวันทำการ

โลกเปลี่ยนวิถีเปลี่ยน พลังงานรูปแบบใหม่กำลังเติบโตอย่างร้อนแรง ในประสิทธิภาพที่สูงกว่า

รีวิวกองทุน ASP-POWER: เติบโตไปกับธุรกิจ 3 พลังงานแห่งอนาคต

ภาพแสดงการคาดการณ์แนวโน้มการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในอนาคต ที่มา: เอกสารการขายกองทุน ASP-POWER (IPO)

  • การใช้พลังงานทางเลือกมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยพลังงานแสงอาทิตย์มีแนวโน้มเติบโตถึง 3 เท่าในอีก 10 ปีข้างหน้า
  • พลังงานแสงอาทิตย์อาจลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าได้แบบเหลือเชื่อในอนาคตจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากต้นทุน $1.59 ต่อวัตต์ในปี 2011 เป็น $0.37 ดอลลาร์ต่อวัตต์ 

 

รีวิวกองทุน ASP-POWER: เติบโตไปกับธุรกิจ 3 พลังงานแห่งอนาคต

ภาพแสดงการคาดการณ์แนวโน้มการการเติบโตของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในอนาคต ที่มา: เอกสารการขายกองทุน ASP-POWER (IPO)

  • การใช้แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนกำลังเป็นที่แพร่หลายในวงการสมาร์ทโฟนและรถยนต์ไฟฟ้า และอาจเติบโตสูงถึง 5-6 เท่าในอีก 10 ปีข้างหน้า จากคุณสมบัติชาร์จง่าย ชาร์จเร็ว ใช้ได้นาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

รีวิวกองทุน ASP-POWER: เติบโตไปกับธุรกิจ 3 พลังงานแห่งอนาคต

ภาพแสดงการคาดการณ์การเติบโตของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (เฉลี่ย) ที่มา: เอกสารการขายกองทุน ASP-POWER (IPO)

  • อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และอาจส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องเติบโตไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นแร่ทองแดงที่เป็นส่วนหนึ่งของการผลิตแบตเตอรี่ หรือ semidonductor ต่าง ๆ
  • ในอีก 10 ปีข้างหน้ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าอาจเติบโตถึง 7-14 เท่า และอาจแซงรถยนต์แบบปกติได้ในปี 2037

ASP-POWER ลงทุนใน 3 พลังงานแห่งอนาคต

รีวิวกองทุน ASP-POWER: เติบโตไปกับธุรกิจ 3 พลังงานแห่งอนาคต

ASP-POWER ลงทุนในธุรกิจที่ผลิตและใช้ประโยชน์จากพลังงานแห่งอนาคต 3 รูปแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

  1. พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และอื่น ๆ ซึ่งถือว่าเป็นพลังงานที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่าน้ำมัน
  2. ลงทุนผ่านบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่รวมไปถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับลิเธียมซึ่งเป็นแบตเตอรี่ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนมือถือ จากการที่มีความจุที่สูงกว่า ชาร์จได้เร็วกว่า รวมไปถึงไม่ต้องเสียแรงชาร์จให้เต็มในครั้งแรกเหมือนแบตเตอรี่มือถือรุ่นก่อน ๆ
  3. ลงทุนในบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และมีข้อได้เปรียบที่ชัดเจนกว่ารถแบบใช้น้ำมัน ด้วยต้นทุนที่ถูกกว่า

ASP-POWER ลงทุนผ่าน 3 กองทุนพร้อมการจัดการแบบยืดหยุ่นเพื่อผลตอบแทนที่ดีที่สุด

1) iShares Global Clean Energy ETF (ICLN)

กองทุน ETF จากค่าย iShares ที่เน้นลงทุนในพลังงานทางเลือกอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานสะอาดในรูปแบบอื่น ๆ

2) Global X Lithium & Battery Tech ETF (LIT)

ลงทุนแบบจัดเต็มในเทคโนโลยีลิเธียมจากการขุดและการกลั่นแร่ดังกล่าว ไปจนถึงการผลิตแบตเตอรี่

3) KraneShares Electric Vehicles & Future Mobility ETF

เฟ้นหาการลงทุนในบริษัทยานยนต์ไฟฟ้าหรือมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนา ในส่วนของการผลิต เทคโนโลยีไร้คนขับ แบตเตอรี่แบบลิเธียม รวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับไฟฟ้า

*กองทุนอาจลงทุนในแต่ละธีมในสัดส่วนเท่า ๆ กัน แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนได้ในอนาคต

สัดส่วนหุ้นหลักที่ลงทุนในแต่ละกองทุน

1) iShares Global Clean Energy ETF (ICLN)

รีวิวกองทุน ASP-POWER: เติบโตไปกับธุรกิจ 3 พลังงานแห่งอนาคต

สัดส่วนหุ้นหลักกองทุน iShares Global Clean Energy ETF (ICLN) ที่มา: ishares.com  วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2021

1.1) PLUG POWER INC

ผู้ให้บริการเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก ผลิตเซลล์พลังงานแบบไฮโดรเจนที่ใช้สำหรับอุตสาหกรรมและสำหรับตลาดพลังงานสะอาด ซึ่งมีสินค้าและบริการหลัก ๆ อย่าง Genkey ที่ช่วยให้คำปรึกษาในการปรับเปลี่ยนในการใช้เซลล์พลังงานทางเลือก, GenDrive เซลล์พลังงานสำหรับพาหนะ, GenFuel ระบบการขนส่งพลังงานแบบไฮโดรเจน, และ GenCare สำหรับให้บริการการดูแลผลิตภัณฑ์จาก GenDrive และ GenFuel

1.2) ENPHASE ENERGY INC

ผู้ให้บริการการจัดการพลังงานทางเลือกตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การดีไซน์ระบบ การพัฒนา การผลิต ไปจนถึงการขาย อย่างครบครัน ซึ่งมีผลิตภัณฑ์อย่างอุปกรณ์ Microinverter ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้คู่กับแผงโซลาร์เซลล์รูปแบบใหม่ ซึ่งใช้แผงวงจรแบบแยกที่จะช่วยลดการขัดข้อง จากเดิมที่เป็นการต่อรวมกันรวดเดียว

1.3) DAQO NEW ENERGY ADR REPRESENTING

บริษัทผู้ผลิต Polysilicon (ใช้ในแผงโซลาร์เซลล์ แผงวงจรและอุปกรณ์ semiconductor) และ wafer         (ซิลิคอนเกรดที่ใช้สำหรับ semiconductor) ในจีนซึ่งใช้เป็นฉนวนสำหรับอุตสาหกรรมมาแรงอย่าง semiconductor และแผงโซลาร์เซลล์ โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 12,150 เมตริกตันในเขต ซินเจียง

2) Global X Lithium & Battery Tech ETF (LIT)

รีวิวกองทุน ASP-POWER: เติบโตไปกับธุรกิจ 3 พลังงานแห่งอนาคต

สัดส่วนหุ้นหลักกองทุน Global X Lithium & Battery Tech ETF (LIT) ที่มา: globalxetfs.com  วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2021

2.1) ALBEMARLE CORP

บริษัท ผู้ให้บริการระดับโลกในการพัฒนา การผลิต ในส่วนของสารเคมีเฉพาะทาง เช่น ลิเธียม ซึ่งเป็นสารสำคัญที่เปรัยบเสมือนแขนขาของแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนและรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน

2.2) GANFENG LITHIUM CO LTD-A

บริษัทจากจีนที่เน้นวิจัย พัฒนา และผลิต ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับลิเธียมโดยเฉพาะ มีทั้งแบบเป็นสารประกอบ เหล็กลิเธียมไปจนถึงแบตเตอรี่ลิเธียม

2.3) SAMSUNG SDI CO LTD

บริษัท จากเกาหลีชื่อคุ้นหูอย่าง SAMSUNG ที่หันมาทำในส่วนของแบตเตอรี่ที่ทั้งผลิต จัดจำหน่าย แบตเตอรี่มือถือ แบตเตอรี่ยานยนต์ รวมไปถึงอุปกรณ์เก็บพลังงาน ซึ่งจัดจำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ

3) KraneShares Electric Vehicles & Future Mobility ETF

รีวิวกองทุน ASP-POWER: เติบโตไปกับธุรกิจ 3 พลังงานแห่งอนาคต

สัดส่วนหุ้นหลักกองทุน KraneShares Electric Vehicles & Future Mobility ETF ที่มา: kraneshares.com  วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2021

3.1) NIO INC – ADR

บริษัท ผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ที่มีระบบไร้คนขับและเทคโนโลยี AI โดยมีสินค้าอย่างรถ SUV 7 ที่นั่งที่เร่งความเร็วถึง 100 กม/ชม. ในเวลา 4.4 วินาที

3.2) INFINEON TECHNOLOGIES AG

บริษัทเทคโนโลยีจากเยอรมันที่ออกแบบ พัฒนาและผลิต semiconductor สำหรับยานยนต์ อุตสาหกรรมต่าง ๆ และชิปต่าง ๆ

3.3) SOUTHERN COPPER CORP

บริษัท ผู้ผลิตโลหะทองแดงซึ่งเป็นส่วนสำคัญสำหรับใช้ในการผลิตแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งการใช้ทองแดงกำลังมีการเติบโตล้อไปกับรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน

รีวิวกองทุน ASP-POWER: เติบโตไปกับธุรกิจ 3 พลังงานแห่งอนาคต

ภาพแสดงแนวโน้มความต้องการแร่ทองแดงในรถยนต์ไฟฟ้ารูปแบบต่าง ๆ ที่มา: copperalliance.org วันที่: 17 มิถุนายน 2017

ผลตอบแทนของทั้ง 3 กองทุน

1) iShares Global Clean Energy ETF (ICLN)

รีวิวกองทุน ASP-POWER: เติบโตไปกับธุรกิจ 3 พลังงานแห่งอนาคต

ผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน iShares Global Clean Energy ETF (ICLN) ที่มา: ishares.com   วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2021 (Fact Sheet 31 ธันวาคม 2020)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

2) Global X Lithium & Battery Tech ETF (LIT)

รีวิวกองทุน ASP-POWER: เติบโตไปกับธุรกิจ 3 พลังงานแห่งอนาคต

ผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน Global X Lithium & Battery Tech ETF (LIT) ที่มา: globalxetfs.com  วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2021

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

3) KraneShares Electric Vehicles & Future Mobility ETF

รีวิวกองทุน ASP-POWER: เติบโตไปกับธุรกิจ 3 พลังงานแห่งอนาคต

ผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน KraneShares Electric Vehicles & Future Mobility ETF ที่มา: kraneshares.com  วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2021

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ASP-POWER เหมาะกับใคร?

  • เหมาะกับผู้ที่สนใจลงทุนในเทรนด์พลังงานแห่งอนาคตสามรูปแบบอย่าง พลังงานทางเลือก แบตเตอรี่แบบลิเธียม และธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการใช้พลังงานแห่งอนาคต
  • เหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนล้อไปกับแนวโน้มของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่เตรียมงบประมาณสนับสนุนพลังงานทางเลือก และรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต
  • เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจในหุ้นหรือธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานแห่งอนาคตทั้งโดยตรงและที่เกี่ยวข้อง ไม่เน้นลงทุนในบริษัท ที่มีชื่อเสียงหลัก ๆ เพียงอย่างเดียว สร้างข้อได้เปรียบในเชิงมูลค่า
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบกองทุนที่มีการจัดการแบบยืดหยุ่น สัดส่วนภายในปรับเปลี่ยนได้ตามผู้จัดการกองทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากที่สุด

References

ASP-POWER-Sales-kit-IPO-Final2.pdf

https://batteryuniversity.com/learn/archive/is_lithium_ion_the_ideal_battery

https://copperalliance.org/wp-content/uploads/2017/06/2017.06-E-Mobility-Factsheet-1.pdf

https://kraneshares.com/resources/factsheet/2021_01_31_kars_factsheet.pdf

https://www.globalxetfs.com/funds/lit/

https://www.ishares.com/us/literature/fact-sheet/icln-ishares-global-clean-energy-etf-fund-fact-sheet-en-us.pdf

https://www.ishares.com/us/products/239738/ishares-global-clean-energy-etf

https://www.reuters.com/companies/006400.KS

https://www.reuters.com/companies/002460.SZ

https://www.reuters.com/companies/ALB.N

https://www.reuters.com/companies/DQ

https://www.reuters.com/companies/ENPH.OQ

https://www.reuters.com/companies/IFXGn.DE

https://www.reuters.com/companies/NIO.N

https://www.reuters.com/companies/PLUG.OQ

https://www.reuters.com/companies/SCCO.N

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม  ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

 

วิธีเลือกกองทุนรวม

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
วิธีเลือกกองทุนรวม

นาทีนี้คนที่ชอบเล่นหรือซื้อหุ้นดิจิตอลหรือไฮเท็คในต่างประเทศแทบทุกคนน่าจะต้องรู้จัก “ARK ETF”  ที่บริหารโดย Cathie Wood นักบริหารกองทุนรวมที่ “ร้อนแรงที่สุด” ในช่วงนี้  เหตุผลก็เพราะว่าผลงานการบริหาร ETF ที่เน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นบริษัทไฮเท็คและดิจิตอลที่จะ “เปลี่ยนแปลงโลก” ของเธอหลายกองทุนนั้น  ต่างก็สร้างผลงานที่โดดเด่นมากและอยู่ระหว่าง 100 ถึง 200% ต่อปีในปี 2563 ที่ผ่านมา  และนั่นทำให้กองทุนที่เป็น ETF ของบริษัท ARK Invest เติบโตขึ้นมหาศาลจากประมาณ 3.5 พันล้านเหรียญหรือ 1 แสนล้านบาทไทย  เพิ่มขึ้นเป็น 41.5 พันล้านเหรียญหรือ 1.2 ล้านล้านบาทไทย หรือเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าภายในเวลาเพียงปีเดียว  อานิสงส์จากนักลงทุนทั่วโลกรวมถึงไทยที่แห่กันเข้าไปลงทุนใน ETF ของบริษัท

คำเตือนของผมสำหรับคนที่เข้าไปลงทุนใน ETF นี้ก็คือ  อย่าคาดหวังว่ามันจะดีเหมือนเดิมหรือแม้แต่จะดีมาก ๆ  สำหรับปี 2564 และปีต่อ ๆ ไป  เหตุผลเพราะว่าปี 2563 นั้นเป็นปีที่ดีมากสำหรับหุ้นไฮเท็คโดยเฉพาะขนาดเล็กลงมาหน่อยอย่างหุ้นเทสลาที่ ARK ถือไว้มากและหุ้นวิ่งขึ้นมามหาศาลเป็น 10 เท่า  เช่นเดียวกับหุ้นไฮเท็ค “เปลี่ยนโลก” อื่น ๆ  ที่เติบโตขึ้นอานิสงส์จากโควิด-19 ที่เร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลง  รวมถึงการที่สภาพคล่องทางการเงินที่สูงลิ่วทำให้เกิดการเก็งกำไรมหาศาลในตลาดของหุ้นกลุ่มนี้  ผลก็คือ  หุ้นใน ETF ของ ARK ทำผลงาน “ทะลุโลก”  แต่ทั้งหมดนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอและอย่างรวดเร็วในปีต่อ ๆ ไป  เฉพาะอย่างยิ่ง  สภาพคล่องทางการเงินที่อาจจะตึงตัวขึ้นเห็นได้จากผลตอบแทนของพันธบัตรระยะยาว 10 ปีของอเมริกาที่เพิ่มขึ้นแรงอย่างน่ากลัวในช่วง 2-3 วันนี้ เนื่องจากคนคาดว่าโควิด-19 กำลังจะผ่านไปและเศรษฐกิจจะกลับมาโตร้อนแรงหลังโควิด  ซึ่งจะทำให้หุ้นเศรษฐกิจเก่ากลับมาแต่หุ้นไฮเท็คจะ “ปรับฐาน” จากที่ราคาร้อนแรงเกินไป

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ ARK ETF อาจจะไม่สามารถสร้างผลงานที่โดดเด่นเหมือนเดิมได้ก็คือการที่มัน “ใหญ่เกินไป” ซึ่งทำให้คนบริหารต้องกระจายการลงทุนและถือหุ้นขนาดใหญ่มากขึ้น  ไม่สามารถที่จะเล่นหุ้นตัวเล็กที่มักจะวิ่งได้เร็วและมากกว่า  ในกรณีของ ARK เองนั้น  ผมเคยฟังการสัมภาษณ์ของ   เคที่ วูดแล้วก็รู้สึกว่าเธอ “เล่นหุ้น” ค่อนข้างมาก  ความหมายก็คือ  ซื้อมา-ขายไปเร็ว  มีการ “เก็งกำไร” สูง  การซื้อหุ้นตัวเล็กและมีสภาพคล่องต่ำในลักษณะ  “Corner” หุ้น เป็นสิ่งที่เธอชอบ  เพราะมันสามารถ “ลาก” หุ้นขึ้นไปได้สูงมาก  พูดง่าย ๆ  สิ่งที่ ARK ทำนั้น  คล้าย ๆ  กับ “นักลงทุนขาใหญ่” ชอบทำกัน  เวลาซื้อหรือขายหุ้นตัวไหนก็จะ  “เปิดเผย” ต่อสาธารณะโดยบอกว่าเป็นการแสดงถึงการมี “ธรรมาภิบาลที่ดี” แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการ  “โฆษณา”  หุ้น  ซึ่งอาจจะทำให้คน  “แห่เข้ามาซื้อตาม” ผลก็คือ  ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมากผิดปกติได้

ทั้งหมดนั้นมาถึงข้อสรุปในการเลือกกองทุนรวมหรือ ETF ข้อแรกของผมก็คือ  อย่าซื้อกองทุนรวมที่มีผลงานดีมาก ๆ  ในอดีต  เพราะประวัติศาสตร์บอกเราว่า  กองทุนรวมที่มีผลงานดีในอดีตนั้น  มักจะไม่ได้หมายความว่าอนาคตจะดีด้วย  และกองทุนที่ผลงานแย่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะแย่ตลอด  ตรงกันข้าม  กองที่ผลงานในอดีตดี  ผลงานในอนาคตก็มักจะแย่ลง  และกองทุนที่แย่  โดยเฉลี่ยแล้วในอนาคตก็จะดีขึ้น  กลายเป็นว่า  ที่ผลงานดีนั้น  จริง ๆ  ส่วนใหญ่แล้วอาจจะไม่ใช่  “ฝีมือ”  ของผู้บริหาร  แต่เป็นเรื่องของ  “โชค” มากกว่า  ในขณะที่ขนาดของกองทุนก็มีส่วนมากที่ทำให้สามารถสร้างผลงานที่ดีมากแบบสุดโต่งได้   และเพราะว่าโชคนั้น  มักจะไม่เกิดซ้ำ ๆ  ติดต่อกันยาวนาน  นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่ากองทุนที่มีผลงานที่ดีในที่สุดก็จะแย่ลงและ “โชค” กลับไปอยู่ในมือของคนที่มีผลงานแย่ในอดีต

วิธีการเลือกกองทุนรวมข้อที่ 2 ก็คือ  อย่าเชื่อว่าผู้บริหารกองทุนเป็น  “เซียน” ที่จะสามารถสร้างผลตอบแทน  “เหนือโลก”  ได้ยาวนาน  เคที่ วูด เองนั้นเพิ่งจะก่อตั้งและบริหารกองทุนหรือ ETF ของ ARK มาแค่ 7 ปี  ซึ่งในแง่ของการลงทุนต้องถือว่าสั้นมากและไม่สามารถที่จะพิสูจน์อะไรได้  ในขณะที่ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้น  บริหารเงินลงทุนมากว่า 60 ปี ซึ่งน่าจะต้องถือว่าไม่มีคำว่า “ฟลุ้ก”  และแม้แต่บัฟเฟตต์เอง  ถ้าศึกษาให้ดีก็จะพบว่า  ผลงานการลงทุนในช่วง 30 ปีหลังนั้นก็ไม่ได้น่าประทับใจอะไรและแพ้ดัชนีตลาดด้วยซ้ำ  ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว  เคที่ วูด น่าจะยังไม่สามารถถูกบันทึกว่าเป็น  “เซียน” ในระดับมือต้น ๆ ของโลกได้ และนี่ก็คือ Dilemma หรือปัญหาของการเลือกผู้บริหารกองทุนที่ว่า  ไม่รู้ว่าเป็นเซียนจริงไหม  จะรู้ก็ต่อเมื่อเวลามันอาจจะผ่านไปแล้วนานเป็นสิบ ๆ ปีขึ้นไป

ข้อที่ 3 ของกลยุทธ์การเลือกกองทุนรวมสำหรับผม ก็คือ  การตั้งสมมติฐานว่า  ผู้บริหารกองทุนรวมทั้งหลายนั้น  มีฝีมือเท่ากันและเป็นฝีมือระดับ “เฉลี่ย” หรือกลาง ๆ  โดยไม่สนใจว่ากองไหนใครบริหารและได้กี่ “ดาว” ดังนั้น  เวลาเลือกกองทุนที่จะลงทุนจะต้องดูเรื่องของ “ราคา” หรือค่าธรรมเนียมในการบริหารกองทุนด้วย   อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย  เพราะถ้าค่าบริหารต่างกัน 1-2% แต่สุดท้ายผลงานในระยะยาวก็เท่ากัน  กองทุนที่ค่าบริหารต่ำกว่าก็จะให้ผลตอบแทนคิดเป็นเม็ดเงินสูงกว่ามากในช่วงเวลาเป็น 10 ปีขึ้นไป  และข้อสรุปของข้อนี้ก็จะนำไปสู่ข้อที่ 4 ที่ว่า

การเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่อิงดัชนีที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ  เป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง  ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีดัชนีหลาย ๆ แบบให้เลือก  เช่น  ดัชนี “ตลาดหุ้น” เช่น S&P 500  หรือ SET50 หรือดัชนีหุ้นไฮเท็กที่มักอยู่ในตลาด Nasdaq  นอกจากนั้นแล้วก็น่าจะมีที่เป็นแบบ Sector เช่นในกลุ่มของหุ้นเกี่ยวกับสุขภาพและดิจิตอล  เป็นต้น  การลงทุนในหุ้นที่อิงดัชนีนั้นมีข้อดีที่ว่าไม่ต้องมีผู้บริหารที่จะมาเลือกหุ้น  ดังนั้น  ค่าธรรมเนียมก็จะต่ำและผลงานก็จะอิงกับหุ้นหลัก ๆ  ในดัชนีนั้น  และทั้งหมดนั้นก็มักจะรวมถึง ETF ที่อิงกับดัชนีด้วย

คนอาจจะมีความรู้สึกว่าการลงทุนในกองทุนรวมหรือ ETF ที่อิงดัชนีนั้น  จะทำผลงานที่ดีได้อย่างไร?  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ผลตอบแทนที่ได้ก็เป็นแค่  “ผลตอบแทนเฉลี่ย” ของหุ้นในดัชนี  โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ “ดีเลิศ” ก็เป็นไปไม่ได้  แต่ข้อถกเถียงของผมก็คือ  การทำได้เท่าค่าเฉลี่ยในตลาดหุ้นที่มีประสิทธิภาพสูงมากนั้น   ก็เป็นสิ่งที่ดีพอแล้ว  ผมยังจำได้ถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า  “Average is the New  Awesome” หรือ  “การทำได้เท่าค่าเฉลี่ยก็คือสิ่งที่ยอดเยี่ยมใหม่ในภาวะปัจจุบัน” อย่าลืมว่าในวงการนักลงทุนนั้นเต็มไปด้วย  “เซียน” หรืออย่างน้อยก็คนเรียนจบมหาวิทยาลัยดัง ๆ  ของโลก  ถ้าเราทำได้ดีในระดับกลาง ๆ  เราก็สุดยอดแล้ว  อย่างไรก็ตาม  การทำผลตอบแทนได้ดีนั้น  ไม่ใช่แค่ทำให้ได้เท่าค่าเฉลี่ย  แต่เราต้องทำได้เท่าค่าเฉลี่ยในตลาดหุ้นหรือในเซ็กเตอร์ที่ดีหรือให้ผลตอบแทนสูงในระยะยาวด้วย  ดังนั้น  สิ่งที่ผมคิดว่านักลงทุนต้องทำที่เลี่ยงไม่ได้ก็คือ  หาตลาดและ/หรือภาคอุตสาหกรรมที่ดี ซึ่งแน่นอนรวมถึงกลุ่มดิจิตอล  ไฮเท็ค และอื่น ๆ  ที่ดีหรือมีโอกาส “เปลี่ยนโลก” ได้ในราคาที่  “ไม่แพง”  เสร็จแล้วก็เลือกลงทุนในกองทุนรวมหรือ ETF ที่อิงกับดัชนีนั้น

ในอดีตผมเองไม่เคยคิดที่จะลงทุนในกองทุนรวมเลยยกเว้นกองทุนที่ใช้ลดหย่อนภาษีได้ แต่ในช่วงปีที่แล้วที่ผมเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามเนื่องจากเห็นถึงศักยภาพของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่น่าจะกำลัง “Takeoff” หรือโตก้าวกระโดด  และพบว่ามี ETF ที่เน้นในกลุ่มหุ้นที่ผมอยากลงทุนซึ่งก็คือหุ้นกลุ่มที่ผมคิดว่าจะเป็น “ซุปเปอร์สต็อก”  ผมจึงเลือกที่จะลงทุนใน ETF นั้นแทนที่จะเลือกลงทุนเอง  นอกเหนือจากนั้นก็คือ  ในฐานะที่เป็นชาวต่างชาติ  ผมไม่ต้องจ่ายราคาหุ้นที่เป็น Premium ในหุ้นหลาย ๆ  ตัวที่ผมอยากซื้อด้วย

สำหรับคนที่อยากลงทุนในหุ้นยุคใหม่ที่จะ “เปลี่ยนโลก การลงทุนใน ETF แบบ ARK นั้นก็ต้องเข้าใจว่า ETF ตัวนี้ไม่ได้อิงกับดัชนีที่เป็นแนว Passive แต่เป็นแนว Active Fund ที่ผู้บริหารเลือกหุ้นเอง  มีการซื้อขายและเปลี่ยนตัวหุ้นตลอดเวลาในแนวของ Hedge Fund ซึ่งมีความเสี่ยงสูงและทุกอย่างขึ้นอยู่กับผู้บริหาร  ดังนั้น เราจะต้องมั่นใจว่า เคที่ วูด นั้นเป็น  “เซียนตัวจริง และคุ้มค่าที่จะ “จ้าง” ให้บริหารเงินของเราในธุรกิจและอุตสากรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วและไม่แน่นอนมาก ๆ  และอยู่ในช่วงเวลาที่หุ้นร้อนแรงและมีราคาสูง  “เหนือโลก” ในช่วงนี้  อย่างไรก็ตาม  ผมคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะชักจูงให้คนลงทุนในหุ้นกลุ่มไฮเท็คหรือดิจิตอล “อิงดัชนี” ในช่วงที่คนกำลังสนใจหรือคลั่งไคล้ที่จะทำกำไรเป็นร้อยหรือหลายสิบเปอร์เซ็นต์ในปีเดียวอย่างที่เกิดขึ้นกับ ARK ETF ที่บริหารโดย เคที่ วูด

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://blog.settrade.com/blog/nivate/2021/03/01/2471

ทองคำทำจุดต่ำสุดรอบ 7 เดือน เข้าสู่ขาลงแล้ว จริงหรือ??

Intergold
ทองคำทำจุดต่ำสุดรอบ 7 เดือน เข้าสู่ขาลงแล้ว จริงหรือ??

ทองคำทำจุดต่ำสุดรอบ 7 เดือน เข้าสู่ขาลงแล้วจริงหรือ แนะเป็นโอกาสลงทุนทองถูก

คุณธีรรัฐ จุฑาวรากุล กรรมการผู้จัดการบริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด เผยว่า  เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 ราคาทองหลุด 25,200 บาท ทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 7 เดือน จากก่อนหน้านี้เริ่มมีการมองราคาทองจะถึง 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ หรือประมาณ 40,000 บาทต่อบาททองคำ ทำให้นักลงทุนหันมาลงทุนทองมากขึ้น แต่ต้องผิดหวังเพราะราคาปรับลงต่อเนื่อง

นายธีรรัฐ กล่าวว่า ขณะนี้เกิดคำถามว่าทองคำจะลงไปถึงไหน หากดูจากหลายเดือนที่ผ่านมา จะเห็นภาพเงินกำลังไหลไปสู่สินทรัพย์เสี่ยงเป็นหลัก สังเกตจากดัชนีหุ้นทั่วโลกกำลังทำจุดสูงสุดใหม่เรื่อย ๆ ซึ่งเงินจำนวนมากที่ไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง ก็มาจากการเทขายสินทรัพย์ปลอดภัย ทั้งพันธบัตรรัฐบาล โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว รวมถึงทองคำ

“ผลจากการที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดนเทขายอย่างหนัก ทำให้ผลตอบแทนของพันธบัตร 10 ปี ปรับตัวขึ้นจาก 0.5% สู่ 1.2% และตลาดคาดการณ์ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวสูงขึ้นอีก หากเป็นจริง ทองคำต้องโดนเทขาย เพราะหากเปรียบเทียบกับการถือพันธบัตร ทองคำไม่มีดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนใด ๆ ขณะที่พันธบัตรให้ผลตอบแทนสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนสถาบันมีความสนใจทองคำลดลง” นายธีรรัฐกล่าว

นายธีรรัฐ กล่าวว่า คำถามต่อมาคือผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจะปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่ ส่วนตัวมองว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวสูงขึ้นขณะนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ เปรียบเสมือนการรีบาวด์ทั่ว ๆ ไป แต่ไม่ได้จะเป็นขาขึ้น เพราะหากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวเป็นขาขึ้นได้จริง ๆ ระบบการเงินโลกคงมีปัญหาอย่างมาก เช่น จากต้นปีให้ผลตอบแทน 0.5% หากขึ้นไปที่ 2% บ่งบอกว่าภาระการจ่ายดอกเบี้ยของรัฐบาลกำลังเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะสามารถจ่ายดอกเบี้ยไหว “ผมมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น และเมื่อไรที่เฟดออกประกาศควบคุมผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล เงินก็จะไหลกลับสู่ทองคำอีกครั้ง และส่งผลให้ราคาทองกลับเป็นขาขึ้น” นายธีรรัฐกล่าว

นายธีรรัฐ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม กระแสเทขายทองคำขณะนี้ยังมีอยู่ ทำให้ระยะสั้นราคาทองคำยังสามารถลงตามได้ โดยทางเทคนิคระยะสั้น แนวรับสำคัญจะอยู่บริเวณ 24,900 บาท หากราคาลงถึงระดับนี้ แนะนำซื้อ ถือเป็นราคาที่ได้เปรียบในระยะยาว เพราะอาจไม่มีโอกาสได้ซื้อทองราคา 25,000 บาทอีกแล้ว ก็เป็นได้

Intergold Gold Trade

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นจีนร่วงแรง หลังนักลงทุนกังวล Bond Yields ขึ้น

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นจีนร่วงแรง หลังนักลงทุนกังวล Bond Yields ขึ้น

ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงแรงตามตลาดหุ้นในภูมิภาค หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงเมื่อคืนที่ผ่านมา การปรับตัวลงครั้งนี้เกิดจากความกังวลเรื่องผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) ปรับตัวขึ้น จากความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อ 5 ปี หรือ 5 Year U.S. Breakeven rate ปรับตัวขึ้นมาแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 ที่ 2.5%

ช่วงเช้าที่ผ่านมา ดัชนี CSI 300 ปรับตัวลง 2.68% และ China A50 ปรับตัวลง 2.70% โดยผลกระทบหลักมาจากกลุ่ม Consumer Staple และ Raw Materials เช่น บริษัทเหล็ก รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่อย่าง Kweichow Moutai ที่ปรับตัวลดลง 6%

FINNOMENA Investment Team มองว่าการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเป็นปัจจัยกดดันระยะสั้น ซึ่งหากปรับขึ้นจนถึงจุดหนึ่ง Fed ต้องแสดงท่าทีผ่อนคลายหรือเพิ่มมาตรการกระตุ้น เพื่อควบคุมอัตราผลตอบแทนรัฐบาลซึ่งเป็นต้นทุนทางการเงิน

ในระยะยาว เรามีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นจีนและสหรัฐฯ ดังนั้นการปรับตัวลงของตลาดหุ้น จะช่วยสร้างผลดีด้วยการลดความตึงตัวของมูลค่า ซึ่งกดดันตลาดหุ้นในระยะที่ผ่านมา

FINNOMENA Investment Team ยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และแนะนำนักลงทุนทยอยลงทุนสะสมตามพอร์ตการลงทุนแนะนำอย่างค่อยเป็นค่อยไป

All Weather Strategy กุมภาพันธ์ 2021: ลดสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มสัดส่วนโภคภัณฑ์

Andrew Stotz
All Weather Strategy กุมภาพันธ์ 2021: ลดสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มสัดส่วนโภคภัณฑ์

รีวิว

  • โภคภัณฑ์ทำผลงานได้แข็งแกร่งที่สุด
  • ผลการดำเนินงาน: การลงทุนในตลาดหุ้นที่ทำผลงานได้อันดับต้น ๆ ด้วยสัดส่วน ณ ขีดจำกัดสูงสุด ช่วยให้พอร์ตทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นโลก
  • สัดส่วนการลงทุน: เพิ่มสัดส่วนโภคภัณฑ์เป็น 25% และยังคง Overweight การลงทุนในเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) และตลาดเกิดใหม่
  • มุมมอง: นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและข่าววัคซีน เป็นตัวขับเคลื่อนเงินเฟ้อคาดหวัง

เฉลิมฉลอง 2 ปี ที่พอร์ต All Weather Strategy ร่วมมือกับ FINNOMENA!

  • เป็นเวลา 2 ปีแล้วสำหรับพอร์ต All Weather Strategy ที่ได้ร่วมมือกับทาง FINNOMENA
  • พวกเรารู้สึกซาบซึ้งที่นักลงทุนให้ความไว้วางใจลงทุนกับเรา
  • พวกเราขอขอบคุณ FINNOMENA ด้วยเช่นกันที่มอบโอกาสให้เราเผยแพร่กลยุทธ์ผ่าน GURUPORT

รีวิว: การลงทุนในตลาดหุ้นที่ทำผลงานได้อันดับต้น ๆ ด้วยสัดส่วน ณ ขีดจำกัดสูงสุด ช่วยให้พอร์ตทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นโลก

  • ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทำผลงานได้แข็งแกร่งมาก
  • ในการปรับพอร์ตครั้งก่อน เราเพิ่มสัดส่วนหุ้นเป็น 85% ซึ่งเป็นขีดจำกัดสูงสุดของกลยุทธ์เรา
  • ตลาดเกิดใหม่ทำผลงานได้ดีกว่าตลาดพัฒนาแล้ว

รีวิว: เอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) และตลาดเกิดใหม่ ทำผลงานได้ดีสุด ในกลุ่มตลาดหุ้น

  • เรามีสัดส่วนอย่างละ 25% ในเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) และตลาดเกิดใหม่ ช่วยให้พอร์ตทำผลงานได้ดี
  • ตลาดสหรัฐฯ ทำผลงานได้แย่สุดในกลุ่มตลาดหุ้น จึงเป็นตัวถ่วงผลการดำเนินงานของ AWS

รีวิว: สัดส่วนตราสารหนี้ที่ต่ำ ณ 5% เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

  • ในการปรับพอร์ตครั้งล่าสุด เราคงสัดส่วนตราสารหนี้ไว้ที่ 5% อันเนื่องมาจากความเสี่ยงด้านการเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ทำให้ตราสารหนี้ดูน่าสนใจน้อยกว่าหุ้น
  • เราถือแค่ตราสารหนี้ภาครัฐของประเทศไทยเท่านั้น แทนที่จะถือผสมกับตราสารหนี้ภาครัฐโลก และตราสารหนี้ภาคเอกชน

รีวิว: โภคภัณฑ์ทำผลงานได้แข็งแกร่งที่สุด

  • สัดส่วนโภคภัณฑ์ของเราคงอยู่ที่ 5% ในการปรับพอร์ตครั้งล่าสุด
  • ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมากลุ่มพลังงานและโลหะอุตสาหกรรมยังคงทำผลงานได้ดีต่อเนื่องเมื่อภาคส่วนอุตสาหกรรมของโลกเริ่มฟื้นตัวกลับมา
  • ความคาดหวังว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเป็นตัวขับเคลื่อนราคา
  • สินค้าโภคภัณฑ์เกษตรบางตัวก็ทำผลงานได้ดีอันเนื่องมาจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากประเทศจีน

รีวิว: ทองคำทำผลงานได้แย่ที่สุดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

  • ตั้งแต่การปรับพอร์ตครั้งก่อน สัดส่วนทองคำที่เราปรับลดลงเหลือ 5% ได้ช่วยผลการดำเนินงานของพอร์ตไว้
  • ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยแท้จริงเริ่มสูงขึ้น ราคาทองก็ร่วงลงและปิดที่ระดับต่ำกว่า 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021

3 เดือนที่ผ่านมา: การลงทุนในตลาดหุ้นที่ทำผลงานได้อันดับต้น ๆ ด้วยสัดส่วน ณ ขีดจำกัดสูงสุด ช่วยให้พอร์ตทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นโลก

All Weather Strategy กุมภาพันธ์ 2021: ลดสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มสัดส่วนโภคภัณฑ์

รูปที่ 1: รูปเปรียบเทียบผลตอบแทน AWS กับสินทรัพย์อื่น ๆ
ข้อมูล ณ วันที่ 26 ก.พ. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • AWS: ชนะหุ้นโลกไป 2%
  • เอเชีย–แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น): ทำผลงานได้ดีที่สุดในกลุ่มหุ้น
  • ตลาดเกิดใหม่: ทำผลงานได้ดีที่สุดเป็นอันดับสองในกลุ่มหุ้น
  • สหรัฐฯ: ทำผลงานได้แย่ที่สุดในกลุ่มหุ้น

ตั้งแต่ก่อตั้ง: แพ้หุ้นโลกแต่มีจุดขาดทุนสูงสุด (Drawdowns) ที่ต่ำกว่า

All Weather Strategy กุมภาพันธ์ 2021: ลดสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มสัดส่วนโภคภัณฑ์

รูปที่ 2: เปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่าง AWS และ MSCI World
ข้อมูล ณ วันที่ 26 ก.พ. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • พอร์ต All Weather Strategy โดยส่วนใหญ่มีการกระจายการลงทุนในหุ้น 45-65% และลงทุนในทองคำ 25%
  • ตั้งแต่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา สัดส่วนคือหุ้น 85% ตราสารหนี้ 5% ทองคำ 5% และโภคภัณฑ์ 5%
  • ความเสี่ยงขาลงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลยุทธ์ที่มีหุ้นเพียงอย่างเดียว

ตั้งแต่ก่อตั้ง: เมื่อเทียบกับความผันผวนของตลาดหุ้นโลก พอร์ต All Weather Strategy มีความผันผวนประมาณครึ่งหนึ่ง

All Weather Strategy กุมภาพันธ์ 2021: ลดสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มสัดส่วนโภคภัณฑ์

รูปที่ 3: ความผันผวนของแต่ละสินทรัพย์
ข้อมูล ณ วันที่ 26 ก.พ. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • สัดส่วน 25-65% ในหุ้นช่วยลดความผันผวนลง
  • ทองคำไม่มีความสัมพันธ์กับหุ้น จึงช่วยลดความผันผวนของพอร์ต AWS

ตั้งแต่ก่อตั้ง: พอร์ตการลงทุนนี้มีการปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นโลก ในช่วงเวลาเดียวกัน

All Weather Strategy กุมภาพันธ์ 2021: ลดสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มสัดส่วนโภคภัณฑ์

รูปที่ 4: ผลดำเนินงานของ 10 วันที่แย่ที่สุดของหุ้นโลก เทียบกับ AWS
ข้อมูล ณ วันที่ 26 ก.พ. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ลักษณะที่โดดเด่นของ AWS คือ ตั้งเป้าให้ปรับตัวลงน้อยกว่า ยามตลาดหุ้นโลกปรับตัวลง
  • นับตั้งแต่ก่อตั้งพอร์ต เมื่อดูข้อมูลของ 10 วันที่ตลาดหุ้นมีผลตอบแทนย่ำแย่ที่สุด พบว่าผลตอบแทนของ AWS ปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นโลกในวันนั้น
  • ส่วนใหญ่เป็นเพราะสัดส่วนหุ้นที่น้อย และสัดส่วนทองคำที่สูง

ตั้งแต่ก่อตั้ง: AWS มักจะทำผลงานได้เหนือกว่า เมื่อหุ้นโลกเผชิญภาวะร่วงหนัก

All Weather Strategy กุมภาพันธ์ 2021: ลดสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มสัดส่วนโภคภัณฑ์

รูปที่ 5: เปรียบเทียบผลการดำเนินงาน AWS และ MSCI World ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
ข้อมูล ณ วันที่ 26 ก.พ. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ผลการดำเนินงานของ AWS เหนือกว่าหุ้นโลกที่สุดในช่วงเดือนมีนาคม 2020 กุมภาพันธ์ 2020 พฤษภาคม 2019 และ สิงหาคม 2019 ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นโลกร่วงหนักสุด ๆ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ในเดือนกันยายน 2020 และตุลาคม 2020 ก็เป็นอย่างนั้นเช่นกัน
  • ทองคำและตราสารหนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคุมความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพในหลาย ๆ ช่วงที่ตลาดปรับตัวลง

สัดส่วนการลงทุน: ลดสัดส่วนหุ้นลงเหลือ 65% เพิ่มสัดส่วนโภคภัณฑ์เป็น 25%

All Weather Strategy กุมภาพันธ์ 2021: ลดสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มสัดส่วนโภคภัณฑ์

รูปที่ 6: สัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ต
ข้อมูล ณ วันที่ 2 มี.ค. 2021

  • ลดสัดส่วนหุ้นลงเหลือ 65% จาก 85%
  • เพิ่มสัดส่วนโภคภัณฑ์เป็น 25% จาก 5%
  • คงสัดส่วนตราสารหนี้และทองคำ ไว้อย่างละ 5%
  • คงสัดส่วนอย่างละ 25% ไว้ในเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) และตลาดเกิดใหม่
  • ลดสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ ลงเหลือ 5% จาก 25%

สัดส่วนการลงทุน: หุ้นที่ 65%

All Weather Strategy กุมภาพันธ์ 2021: ลดสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มสัดส่วนโภคภัณฑ์

รูปที่ 7: สัดส่วนหุ้นในพอร์ต
ข้อมูล ณ วันที่ 2 มี.ค. 2021

  • โภคภัณฑ์เพิ่มเป็น 25%
  • หุ้นลดเหลือ 65%

สัดส่วนการลงทุน: ยังคง Overweight ในเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) และตลาดเกิดใหม่ ลดสัดส่วนสหรัฐฯ ลง

  • คงสัดส่วนอย่างละ 25% ในเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) และตลาดเกิดใหม่
  • ลดหุ้นสหรัฐฯ เหลือ 5%

มุมมอง: การเพิ่มขึ้นของการหมุนเวียนเงินในระบบ (Reflation) เริ่มแสดงให้เห็นในอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

  • ข่าววัคซีนและนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถผลักดันเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้นได้
  • นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ของประธานาธิบดีไบเดนเพิ่งผ่านการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ไป
  • อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 10 ปีที่เพิ่มขึ้นนั้นแสดงให้เห็นว่าตลาดก็คาดหวังเงินเฟ้อแล้ว

มุมมอง: ในส่วนของผลตอบแทนตราสารหนี้ยุโรปนั้น

  • ฝั่ง EU ก็เจอเงินเฟ้อพุ่งพรวดเหมือนกัน แต่ไม่มากเท่าสหรัฐฯ
  • แผนการฟื้นฟูจากคณะกรรมาธิการยุโรปนั้นมีมูลค่าอยู่ที่ 5 แสนล้านยูโร แค่เพียงครึ่งเดียวของฝั่งสหรัฐฯ
  • ผลตอบแทนตราสารหนี้ยุโรปก็เริ่มเคลื่อนไหวเช่นกัน

มุมมอง: Fed และ ECB อนุญาตให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงได้

  • Fed และ ECB พร้อมที่จะเพิ่มเงินเฟ้อเป้าหมายเกินกว่าปกติ เพราะก่อนหน้านี้เงินเฟ้อต่ำกว่าปกติมานาน
  • สิ่งนี้อาจเป็นตัวขับเคลื่อนให้ความคาดหวังเงินเฟ้อยังเพิ่มขึ้นต่อ
  • เราคิดว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างน้อยก็ในระยะสั้นนี้ บางส่วนเป็นผลกระทบมาจากโควิด-19

มุมมอง: จีนเป็นตัวขับเคลื่อนอุปสงค์ของเอเชียและตลาดเกิดใหม่

  • การฟื้นตัวด้านอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของจีนยังคงดำเนินต่อ เป็นผลดีต่อเอเชียและตลาดเกิดใหม่ การฟื้นตัวของอุปสงค์นี้ยังอาจสามารถขับเคลื่อนราคาโภคภัณฑ์ให้ไปต่อได้
  • ราคาโภคภัณฑ์ที่แข็งแกร่งมักจะเป็นผลดีต่อตลาดเกิดใหม่
  • ในกลุ่มตลาดหุ้น เราชื่นชอบเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) และตลาดเกิดใหม่

มุมมอง: เงินเฟ้อช่วยสนับสนุนราคาโภคภัณฑ์

  • การคาดหวังเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นนั้นอาจเป็นผลดีต่อทองคำและโภคภัณฑ์
  • เราได้เพิ่มสัดส่วนโภคภัณฑ์เป็น 25% เพื่อรับโอกาสจากรูปแบบการเพิ่มขึ้นของการหมุนเวียนเงินในระบบ (Reflation)

มุมมอง: อัตราดอกเบี้ยแท้จริงเป็นตัวกดดันทองคำ

  • ในระยะยาว ยิ่งมีการพูดถึงเงินเฟ้อมาก ก็อาจส่งให้เกิดการคาดหวังถึงอัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ติดลบ (Negative Real Rates)
  • อย่างไรก็ดี สิ่งที่เราเพิ่งได้เห็นกัน ก็คือการที่อัตราดอกเบี้ยแท้จริงเพิ่มขึ้น
  • อัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นศัตรูตัวร้ายที่สุดของราคาทองคำ ดังนั้น เราจึงยังคงสัดส่วนทองคำที่ต่ำไว้

มุมมอง: ปัญหาระยะยาวยังคงอยู่

  • หุ้นสหรัฐฯ ยังคงแพงเกินไป และหนี้สหรัฐฯ ก็สูงขึ้นทุก ๆ วัน
  • แม้ว่าจะสามารถควบคุมโควิด-19 ได้แล้ว ความกังวลมากมายก็ยังคงอยู่ เช่น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการว่างงานในวงกว้าง
  • สัดส่วนหุ้นของเราตอนนี้อยู่ที่ 65% ลดลงจากสัดส่วน ณ ขีดจำกัดสูงสุดที่ 85%

สรุป FVMR แต่ละภูมิภาค

All Weather Strategy กุมภาพันธ์ 2021: ลดสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มสัดส่วนโภคภัณฑ์

รูปที่ 8: สรุป FVMR หุ้นแต่ละกลุ่มประเทศ
ข้อมูล ณ วันที่ 26 ก.พ. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

  • พื้นฐาน (Fundamentals): หุ้นสหรัฐฯ มีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ROE (Return on Equity) สูงที่สุด
  • มูลค่า (Valuation): ตลาดเกิดใหม่มี PE (Price-to-Earnings) ต่ำสุด และญี่ปุ่นมี PB (Price-to-Book) ต่ำสุด
  • แนวโน้ม (Momentum): ตลาดเกิดใหม่ขึ้นเยอะสุดในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา
  • ความเสี่ยง (Risk): ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และญี่ปุ่น มีอัตราหนี้สินต่อทุน (Gearing) ต่ำที่สุด

ความเสี่ยง: Fed ลงมือทำอะไรที่รุนแรง

  • แม้ว่าเราจะได้ปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับการคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นแล้ว แต่ความเสี่ยงก็ยังคงอยู่
  • ความเสี่ยงใหญ่สุดก็คือการที่ Fed ป้องกันไม่ให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นและตราสารหนี้วิ่งต่อ

สรุป รีวิวพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2021

  • All Weather Strategy ทำผลงานได้ดีอย่างมีนัย ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
  • นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและข่าววัคซีน เป็นตัวขับเคลื่อนเงินเฟ้อคาดหวัง
  • เพิ่มสัดส่วนโภคภัณฑ์เป็น 25% และยังคง Overweight การลงทุนในเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) และตลาดเกิดใหม่

Andrew Stotz

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน All Weather Strategy สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้

ผ่านมือถือ/Tablet >>แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA

**All Weather Strategy พอร์ตกองทุนรวมจัดโดย Andrew Stotz ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาว ในขณะที่ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงภาวะตลาดขาลง หากสนใจสร้างแผนการลงทุน สามารถคลิกที่นี่ https://www.finnomena.com/guruport-andrew-all-weather-create/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลยครับ


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน  | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Holy Grail Podcast EP.3: เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ เทรดเดอร์ 100 เรื่องราวชีวิตผกผัน

FINNOMENA Podcast
Holy Grail Podcast EP.3: เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ เทรดเดอร์ 100 เรื่องราวชีวิตผกผัน

“รายการที่จะพาทุกคนไปเจาะลึก กับปรัชญา แนวคิดของนักลงทุนระดับ World Class”

หัวข้อ

0:00 Start

1:14 ประวัติและเรื่องราว

5:41 แนวทางและกลยุทธ์การเทรดที่น่าสนใจ

14:29 ผลตอบแทนโดยรวม และสรุปแนวคิดที่น่านำมาปรับใช้


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

สรุป Big Ideas 2021 จาก ARK: รวมเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาแรง!

FINNOMENA Admin
สรุป Big Ideas 2021 จาก ARK: รวมเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาแรง!

รวมเทรนด์เทคโนโลยี 15 ธีมที่บริษัทจัดการกองทุนแห่งปีอย่าง ARK มองว่ากำลังจะมาแรง! มีธีมอะไรบ้าง? แต่ละธีมมีความน่าสนใจอย่างไร? FINNOMENA Admin รวบรวมไว้ที่นี่แล้ว

สารบัญ

สรุป Big Ideas 2021 จาก ARK: รวมเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาแรง!

Deep Learning

Deep Learning เป็นรูปแบบหนึ่งของ AI ที่นำข้อมูลมาเขียนซอฟต์แวร์ได้เองอัตโนมัติ

  • Deep Learning เปรียบเสมือนแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์รูปแบบใหม่ โดยมีตัวอย่างปัจจุบันอย่างเช่น ลำโพงที่มี AI โต้ตอบกับมนุษย์ด้วยคำสั่งเสียง รถยนต์ไร้คนขับ และแอปพลิเคชั่นที่นำข้อมูลที่ได้มาแนะนำผู้ใช้
  • ในช่วงหลาย 10 ปีที่ผ่านมาอินเทอร์เน็ตมีมูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้น 13 ล้านล้านเหรียญ ในขณะที่ Deep Learning มีมูลค่าตลาดที่ 2 ล้านล้านเหรียญในปี 2020
  • ในอีก 15-20 ปี ข้างหน้า ARK เชื่อว่า Deep Learning จะมีมูลค่าตลาดที่ 30 ล้านล้านเหรียญในอัตราการเติบโตแบบทบต้น (CAGR) ที่ 17% ต่อปี
  • ต้นทุนในการพัฒนาระบบ AI อาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 100 เท่า เนื่องจากการพัฒนาระบบ AI มีการเติบโตถึง 10 เท่าต่อปี
  • Chip ที่ใช้สำหรับประมวลผล AI อาจมีการเติบโตสูงขึ้นล้อไปกับต้นทุนการพัฒนา AI ที่สูงขึ้น และอาจทำให้ Data Center ใช้จ่ายในระบบประมวลผล AI มากขึ้นถึง 4 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้า
  • AI กำลังถูกพัฒนาให้สามารถพูดคุยสื่อสารได้เฉกเช่นมนุษย์ ซึ่งใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ถึง 10 เท่า จากเดิม

สรุป Big Ideas 2021 จาก ARK: รวมเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาแรง!

การพัฒนาครั้งใหม่ของ Data Center

  • Data Center นั้นเปรียบเสมือนแหล่งพลังงานของคอมพิวเตอร์ที่มีต้นทุนที่ถูกกว่า รวดเร็วกว่า และประหยัดพลังงานมากกว่า อีกทั้งยังมีสัดส่วนรายได้ถึง 90% ของระบบประมวลผลทั้งหมด
  • ระบบประมวลผล เช่น ARM, RISC-V, และ GPUs กำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Cloud และอาจเติบโตถึง 45% ต่อปี พร้อมสร้างรายได้ 1.9 หมื่นล้านเหรียญ ภายในปี 2030
  • สำหรับ Data Center เราเชื่อว่า GPUs มีแนวโน้มที่แข็งแกร่งและอาจเป็นระบบประมวลผลหลักในอนาคต ซึ่งมีการเติบโตอยู่ที่ 21% ต่อปี และอาจสร้างรายได้ถึง 4.1 หมื่นล้านเหรียญ ในปี 2030
  • การ Disrupt ครั้งสำคัญในอดีตมาจากระบบประมวลผล RISC ของ Intel ที่ลดต้นทุนได้เป็นอย่างดีส่งผลให้ตลาด PC เติบโตได้ดีขึ้น ในขณะที่ระบบประมวลผลแบบ ARM กำลังเข้ามาช่วยให้โครงสร้างในระบบมือถือเติบโตได้ดีขึ้นและกำลัง Disrupt Intel ในขณะที่ RISC-V กำลังเข้ามา ลดต้นทุนในส่วนของ PC
  • ARM กำลังเป็นรากฐานสำคัญของ PC โดย Apple กำลังเปลี่ยนมาใช้ระบบดังกล่าวใน Macs ในอีก 2 ปี ในขณะที่ Microsoft กำลังพนันอย่างหนักไปกับการทำให้ Windows รองรับ ARM รวมไปถึง AWS ของ Amazon ที่เปิดตัว Graviton 2 ARM CPU ในปี 2020 เพื่อลดการนำเข้า chips จาก Intel และ AMD

สรุป Big Ideas 2021 จาก ARK: รวมเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาแรง!

Virtual Worlds

Virtual World (โลกความจริงเสมือน) คือสภาพแวดล้อมที่คอมพิวเตอร์สร้างขึ้นมา ใคร ๆ ก็สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ทุกวันนี้หลาย ๆ คนก็อาจจะพบเจอ Virtual World อยู่แล้วในชีวิตประจำวัน หลัก ๆ แล้ว Virtual Worlds ประกอบไปด้วยวิดีโอเกม ความเป็นจริงเสริม (Augmented Reality) และ ความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality) ซึ่งในปัจจุบันนี้ แต่ละ Virtual World ยังแยกออกจากกันอยู่ แต่ในอนาคตก็มีแนวโน้มว่าทุก Virtual World จะสามารถรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้

จากงานวิจัยของ ARK ได้ระบุไว้ว่า รายได้ของ Virtual World จะเติบโตแบบทบต้น 17% ต่อปี จากระดับประมาณ 1.8 แสนล้านดอลล่าร์ในวันนี้ สู่ระดับ 3.9 แสนล้านภายในปี 2025

  • รายได้ของวิดีโอเกมนั้น ตอนนี้หลัก ๆ แล้วมาจากการซื้อของภายในเกม (Virtual Goods) โดยในปี 2010 นั้นการซื้อของในเกมยังมีสัดส่วนอยู่แค่ 20% ของรายได้เกมทั้งหมด แต่ปัจจุบันในปี 2020 ได้เพิ่มสัดส่วนเป็น 75% แล้ว และมีแนวโน้มว่าอาจจะเพิ่มเป็น 95% ได้ภายในปี 2025
  • ระยะเวลาที่ผู้คนจะใช้เวลากับเกมนั้น จะเพิ่มขึ้นจาก 1.1 ชั่วโมงต่อวันต่อคน เป็น 1.5 ชั่วโมงในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ถ้าเทรนด์ยังเพิ่มขึ้นแบบนี้ต่อไป รายได้จากการซื้อของในเกมสามารถเพิ่มทบต้นในระดับ 21% ต่อปีในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า จากประมาณ 1.3 แสนล้านดอลล่าร์ในปี 2020 สู่ระดับใกล้ ๆ 3.5 แสนล้านดอล่ลาร์ภายในปี 2025
  • ที่ผ่านมานี้ มีหลายบริษัทที่เริ่มนำเทคโนโลยี Augmented Reality มาใช้แล้ว เช่น Snapchat, Facebook, Apple ทำให้การใช้ AR นั้นแพร่หลายในอุปกรณ์เคลื่อนที่มากขึ้น คาดว่าในปี 2030 ตลาด AR น่าจะสามารถขยายจากระดับ 1 พันล้านดอลล่าร์ในปัจจุบัน สู่ระดับ 1.3 แสนล้านดอลล่าร์
  • อ้างอิงจาก Wright’s Law นั้น Virtual Reality อาจสามารถเข้าสู่จุดที่ได้รับความนิยมในระดับเดียวกันกับ Smartphone ได้ในปี 2030 

สรุป Big Ideas 2021 จาก ARK: รวมเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาแรง!

Digital Wallet

ปริมาณการทำธุรกรรมชำระเงินผ่านมือถือในจีนเพิ่มขึ้นมากกว่า 15 เท่าในเวลาเพียง 5 ปีจากประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2015 เป็นประมาณ 36 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า GDP ของจีนในปี 2020 เกือบ 3 เท่า

ในสหรัฐฯ ผู้ใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลมีจำนวนมากกว่าผู้ถือบัญชีเงินฝากในสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุด โดย ณ สิ้นปี 2020 จำนวนผู้ถือบัญชีเงินฝาก J.P. Morgan Chase มีทั้งหมดประมาณ 60 ล้าน ในขณะที่ Annual Active Users (AAUs) ของ Cash App และ Venmo อยู่ที่ 59 ล้านและ 69 ล้านตามลำดับ

ธนาคารแบบดั้งเดิมกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

  • กระเป๋าเงินดิจิทัลกำลังเข้าสู่ตลาดการให้กู้ยืมที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งบ่งชี้ว่าการให้กู้ยืมของธนาคารแบบเดิมไม่น่าจะฟื้นตัวถึงจุดสูงสุดในปี 2019
  • ตามประมาณการของ ARK คาดว่ารายได้ดอกเบี้ยของธนาคารจากบัตรเครดิตลดลงมากกว่า 10% หรือประมาณ 16,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 และมีแนวโน้มที่จะลดลงมากกว่า 25% จาก 130 พันล้านดอลลาร์ในปี 2019 เป็น 95 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2025
  • ผู้ให้กู้ดิจิทัลเช่น Square, PayPal, Affirm, Klarna และ LendingClub มีแนวโน้มที่จะได้รับส่วนแบ่งการตลาดจากธนาคารแบบดั้งเดิม

นอกเหนือจากบริการทางการเงินแล้วกระเป๋าเงินดิจิทัลอาจกลายเป็นแพลตฟอร์มสร้างผู้นำสำหรับการค้าออฟไลน์และออนไลน์ซึ่งอาจเพิ่มอีก $9,000 ถึง $10,000 ให้กับมูลค่าปัจจุบันสุทธิของรายได้ โดยจากการวิจัยของ ARK หากผู้ใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลประมาณ 230 ล้านคนในสหรัฐฯ มีมูลค่า $19,900 ในปี 2025 โอกาสที่กระเป๋าเงินดิจิทัลของสหรัฐฯ จะมีมูลค่าถึง 4.6 ล้านล้านดอลลาร์

สรุป Big Ideas 2021 จาก ARK: รวมเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาแรง!

พื้นฐานของ Bitcoin

  • จากงานวิจัยของ ARK ราคา Bitcoin ที่แตะจุดสูงสุด อาจมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีรองรับ และแตกต่างไปจากปี 2017 เนื่องจากความเชื่อมั่นที่มากขึ้น จากการที่บางบริษัทเริ่มมีการสำรอง Bitcoin เป็นเงินสดใน Balance sheet ของตนเอง
  • ถ้าบริษัททั้งหมดใน S&P 500 มีการเปลี่ยนเงินสำรองจากเงินสดเป็น Bitcoin ที่ 1% ARK ประเมินว่าราคา Bitcoin จะอยู่ที่ราว ๆ 40,000 เหรียญ
  • ข้อมูลจนถึงเดือน พฤศจิกายน 2020 ชี้ให้เห็นว่า 60% ของปริมาณ Bitcoin ทั้งหมดไม่ได้เพิ่มขึ้นมามากกว่า 1 ปี แสดงให้เห็นว่า ตลาดเชื่อมั่นในการถือ Bitcoin ระยะยาวมากขึ้น
  • การค้นหาเกี่ยวกับราคา Bitcoin ใน Google อยู่ในระดับที่ต่ำเพียง 15% จากจุดสูงสุด หากเทียบกับราคา Bitcoin
  • การยอมรับในตัว Bitcoin ที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดแนวโน้มใน Ethereum โดยมีปัจจัยหนุนมากจาก Decentralised Finance หรือระบบการเงินที่ไม่ผ่านตัวกลาง

สรุป Big Ideas 2021 จาก ARK: รวมเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาแรง!

Bitcoin กับการเตรียมการของนักลงทุนสถาบัน

  • ARK เชื่อว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Bitcoin ทำให้สามารถมีสัดส่วนในพอร์ตการลงทุนได้ ด้วย risk-reward ที่ดีหากเทียบกับสินทรัพย์แบบอื่น ๆ และผู้จัดการสินทรัพย์ควรพิจารณาถึงค่าเสียโอกาสในการมองข้าม Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์รูปแบบใหม่
  • Bitcoin มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการได้รับการอนุมัติจาก OCC, JPMorgan ที่เปิดให้แลกเปลี่ยน Cryptocurrency รวมไปถึง Paul Tudor Jones ที่เพิ่มสัดส่วน Bitcoin 1% ในพอร์ตโฟลิโอ และ Stanley Druckenmiller ที่ลงทุนอย่างหนักไปกับ Bitcoin
  • Bitcoin มีค่า correlation (ความสัมพันธ์) ที่ต่ำอย่างต่อเนื่องหากเทียบกับสินทรัพย์อื่น ๆ จึงอาจทำให้มีสถานะในการกระจายการลงทุนในพอร์ต
  • ปริมาณการซื้อขาย Bitcoin อาจแทรงหน้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในอีกไม่ถึง 4 ปีข้างหน้าและตลาดแลกเปลี่ยนค่าเงินโลกในอีกไม่ถึง 6 ปี

สรุป Big Ideas 2021 จาก ARK: รวมเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาแรง!

Electric Vehicles (EV)

แม้ว่ายอดขายรถยนต์ที่ใช้ก๊าซจะลดลงในช่วงที่เกิดการระบาดครั้งใหญ่ของ COVID-19 แต่ยอดขาย EV กลับยังคงเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยนอกเหนือจากเรื่องต้นทุนการผลิตแล้ว EV ยังมีการแข่งขันในเรื่องประสิทธิภาพที่ตลาดรถยนต์กำลังอยู่ในช่วงระหว่างการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ซึ่ง ARK เชื่อว่าผู้ผลิตรถยนต์แบบดั้งเดิมขาดซอฟต์แวร์และความสามารถด้านวิศวกรรมไฟฟ้าที่จำเป็นในการประสบความสำเร็จ

สอดคล้องกับ Wright’s Law ที่ทุกหน่วยการผลิตที่ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จะทำให้ค่าใช้จ่ายของเซลล์แบตเตอรี่ลดลง 28% โดยองค์ประกอบต้นทุนที่ใหญ่ที่สุดของ EV คือแบตเตอรี่ ดังนั้นการลดต้นทุนเหล่านี้จึงมีความสำคัญต่อการเข้าถึงราคาที่เทียบเท่ากับรถยนต์ที่ใช้ก๊าซ และหากผู้ผลิตรถยนต์แบบดั้งเดิมเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ได้ จะมีโอกาสที่ยอดขาย EV ทั่วโลกสามารถปรับขนาดได้ประมาณ 20 เท่าจาก ~2.2 ล้านในปี 2020 เป็น 40 ล้านภายในปี 2025

สรุป Big Ideas 2021 จาก ARK: รวมเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาแรง!

Automation 

ผลิตภัณฑ์และบริการจากระบบอัตโนมัติมักมีราคาถูกกว่าทางเลือกอื่น โดยระบบอัตโนมัติและผลผลิตที่เพิ่มขึ้นสามารถให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากมาย ด้วยประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้นของระบบอัตโนมัติ ARK คาดว่าจะได้ผลลัพธ์สี่ประการดังต่อไปนี้

  1. ค่าจ้างที่สูงขึ้น: เป็นประโยชน์ต่อพนักงาน
  2. ราคาที่ลดลง: เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค
  3. อัตรากำไรที่สูงขึ้น: เป็นประโยชน์ต่อบริษัท
  4. การลงทุนที่สูงขึ้น: เป็นการสร้างวัฏจักรที่ดีงาม

ระบบอัตโนมัติสามารถเพิ่ม 5% หรือ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ให้กับ GDP ของสหรัฐฯ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดย ARK เชื่อว่าระบบอัตโนมัติจะช่วยเพิ่มการเติบโตของ GDP ที่แท้จริงของสหรัฐฯโดยเฉลี่ยต่อปีเป็น 3.4%

สรุป Big Ideas 2021 จาก ARK: รวมเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาแรง!

Autonomous Ride-Hailing

รถโดยสารไร้คนขับมีแนวโน้มที่จะราคาไม่แพงเมื่อปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว โดย ARK ประเมินว่ารถโดยสารไร้คนขับจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ $0.25 ต่อไมล์ ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการยอมรับได้อย่างกว้างขวาง

จากการวิจัยของ ARK พบว่าตลาดรถโดยสารในปัจจุบันสร้างรายได้ประมาณ 150 พันล้านดอลลาร์ทั่วโลก โดยมีอัตราการขายที่ 10-30% และอัตรากำไรสูงถึง 50% ในเมืองที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งการตอบสนองความต้องการในประเทศที่พัฒนาแล้วอาจสูงกว่าเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนา โดยรถโดยสารไร้คนขับจะลดราคาค่าใช้จ่ายของรถโดยสารที่ขับเคลื่อนโดยมนุษย์ได้โดยประมาณ 90% ในสหรัฐอเมริกาและ 50% ในจีน

ARK เชื่อว่าแพลตฟอร์ม Ride-Hailing แบบไร้คนขับสามารถสร้างรายได้จากการดำเนินงานมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2030

  • ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีความร่วมมือกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีไร้คนขับจะสามารถสร้างรายได้ประมาณ 250 พันล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2030
  • มูลค่าองค์กรสำหรับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรถโดยสารไร้คนขับสามารถปรับขนาดเป็น 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ได้ภายในปี 2025

สรุป Big Ideas 2021 จาก ARK: รวมเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาแรง!

Drone Delivery

  • Drones อาจช่วยลดต้นทุนในการขนส่งสินค้าและผู้คนได้อย่างยิ่งยวด จากต้นทุนแบตเตอรี่ที่ต่ำ และในอนาคตอีกไม่ช้า Drones จะเข้ามามีบทบาทในการส่งสินค้า อาหาร และคน ในแบบที่รวดเร็วและสะดวกสบายยิ่งกว่า อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และอาจเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนออกไป
  • การเคลื่อนที่ทางอากาศแบบไร้คนขับเริ่มมีแนวโน้มเป็นไปได้และมีต้นทุนที่ถูกจากเทคโนโลยีแบตเตอรี่และ Machine Learning
  • ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา องค์การบริหารการบินแห่งชาติ ได้เริ่มอนุญาตให้มีการใช้ Drones ในเชิงพาณิชย์และในสายการบิน
  • การส่งอาหารผ่าน Drones อาจมีสัดส่วน 40% ถึงการขนส่งอาหารทั้งหมด ในขณะที่การขนส่งอาหาร Online เติบโตขึ้นมากกว่า 40% ทั่วโลกในปี 2020
  • ARK เชื่อว่า Drones อาจสร้างรายได้ราว ๆ 2.75 แสนล้านเหรียญในส่วนของการขนส่ง, 5 หมื่นล้านเหรียญส่วนของฮาร์แวร์, และ 1.2 หมื่นล้านเหรียญในการสำรวจพื้นที่

สรุป Big Ideas 2021 จาก ARK: รวมเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาแรง!

Orbital Aerospace

ต่อจากนี้อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ หรือ Orbital Aerospace มีแนวโน้มจะมีผู้เล่นมากขึ้น เมื่อต้นทุนของจรวดและดาวเทียมลดลง เป็นผลมาจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอย่าง Deep Learning, การเชื่อมต่อของอุปกรณ์เคลื่อนที่, ระบบเซนเซอร์, การพิมพ์สามมิติ และหุ่นยนต์

จากงานวิจัยของ ARK ได้ระบุไว้ว่า อุตสาหกรรม Orbital Aerospace มีโอกาสสร้างมูลค่าเกิน 3.7 แสนล้านต่อปีเลยทีเดียว

  • Orbital Aerospace สร้างประโยชน์หลายอย่าง เช่น การส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม การเดินทางด้วยความเร็วสูง หรือแม้กระทั่งการไปตั้งถิ่นฐานในดาวอื่น ๆ
  • การนำจรวดกลับมาใช้ซ้ำ สามารถลดต้นทุนลงได้มหาศาล ที่ผ่านมานั้น SpaceX บินด้วยจรวด Falcon 9 อยู่ 8 ครั้ง ก็ประสบความสำเร็จทุกครั้ง
  • จำนวนดาวเทียมจะเพิ่มขึ้นมหาศาลอันเนื่องมาจากต้นทุนการปล่อยที่น้อยลง รายได้จากดาวเทียมอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงอาจแตะระดับ 1 หมื่นล้านดอลล่าร์ต่อปีในสหรัฐฯ และ 4 หมื่นล้านดอลล่าร์ทั่วโลก ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้านี้ มาจากการที่ดาวเทียมสามารถตอบความต้องการอินเตอร์เน็ตของคนได้มากขึ้น
  • ในส่วนของการเดินทางความเร็วสูงนั้น ARK คาดการณ์ว่าจะมีคนพร้อมจ่ายเยอะมากเพื่อลดเวลาการเดินทางลง ผู้คนยอมที่จะจ่ายเพิ่ม 15,000 ดอลล่าร์ เพื่อประหยัดเวลา 2 ชั่วโมงบนเครื่องบิน และยอมจ่ายเเพิ่ม 100,000 ดอลล่าร์ เพื่อเดินทางจากนิวยอร์กไปญี่ปุ่นด้วยระยะเวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง

สรุป Big Ideas 2021 จาก ARK: รวมเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาแรง!

3D Printing

การพิมพ์ 3 มิติช่วยปลดล็อกศักยภาพในการผลิตซึ่งไม่สามารถทำได้ในการผลิตแบบดั้งเดิม โดยจะช่วยให้สามารถใช้ Form Factor ได้มากมาย

  • เนื่องจากเทคโนโลยีอิสระและความก้าวหน้าของแบตเตอรี่ ปริมาณเครื่องบินและการออกแบบต่าง ๆ จึงเพิ่มมากขึ้น
  • การพิมพ์ 3 มิติกำลังเร่งนวัตกรรมด้วยต้นทุนที่ต่ำ การสร้างต้นแบบที่มีความรวดเร็ว ช่วยลดน้ำหนักของชิ้นส่วนที่มีปริมาตรต่ำและมีความซับซ้อนสูง รวมทั้งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก โดยอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบินและอวกาศควรเป็นผู้รับผลประโยชน์หลัก
  • ARK ประเมินว่ารายรับจากฮาร์ดแวร์โดรนจะรวมกันประมาณ 100 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2025

แม้ว่ารายได้จากการพิมพ์ 3D ในปี 2020 จะลดลง แต่ก็มีผู้ใช้รายใหม่จำนวนไม่น้อยที่นำประโยชน์จากเทคโนโลยี 3D Printing มาประยุกต์ใช้ในการผลิตสำหรับช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 เช่น Face Shield, Face Masks, เครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น โดย ARK เชื่อว่าอุตสาหกรรม 3D Printing ทั่วโลกจะขยายตัวในอัตรา 60% ต่อปีในช่วง 5 ปีข้างหน้าจาก 12 พันล้านดอลลาร์ เป็นประมาณ 120 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2025

สรุป Big Ideas 2021 จาก ARK: รวมเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาแรง!

Long-Read Sequencing

Long-Read Sequencing คือหนทางที่จะช่วยให้เราเข้าใจจีโนมมนุษย์มากขึ้น เป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยอ่านลำดับนิวเคลียร์โอไทด์แบบสายยาว ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้เกิดการปฏิวัติด้านจีโนมมนุษย์ ช่วยให้ขั้นตอนมีประสิทธิภาพและความแม่นยำมากขึ้น

ARK คาดการณ์ว่ารายได้จากการ Long-Read จะเติบโต 82% ต่อปี จากระดับ 250 ล้านดอลล่าร์ในปี 2020 สู่ประมาณ 5 พันล้านดอลล่าร์ในปี 2025 ขับเคลื่อนโดยต้นทุนที่ลดลง และความต้องการผลลัพธ์ที่แม่นยำยิ่งขึ้น

  • ในอดีตนั้น นักวิจัยจะต้องเลือกระหว่างความแม่นยำ (ใช้ Short-Reading Sequencing, SRS) หรือ ความครอบคลุม (ใช้ Long-Read Sequencing, LRS) กล่าวคือ แบบแรกจะระบุความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ภายในบางส่วนของจีโนมได้ ส่วน LRS แบบเก่านั้นจะสามารถดูภาพรวมได้อย่างครอบคลุมกว่า
  • ต้นทุนของ LRS เริ่มปรับลงมาใกล้เคียงกับ SRS ดังนั้นผู้คนจึงหันมาเริ่มใช้ LRS มากขึ้น ซึ่ง LRS นี้เมื่อได้รับแรงหนุนจาก Deep Learning ก็จะช่วยให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้
  • ARK คาดการณ์ว่าต้นทุนการอ่านจีโนมมนุษย์ด้วยเทคโนโลยี Long-Read จะลดลงสู่ระดับ 100-200 ดอลล่าร์ และจะมีความแม่นยำกว่าการใช้ SRS ภายในปี 2025
  • LRS สามารถประยุกต์ใช้ได้หลายอย่าง ทั้งการหามะเร็งในตัวเด็ก การหาต้นเหตุของโรคหายาก การหาโรคทางพันธุกรรม และการศึกษาความแตกต่างของคนต่างกลุ่ม

สรุป Big Ideas 2021 จาก ARK: รวมเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาแรง!

Multi-Cancer Screening

การตรวจมะเร็งด้วยการเจาะเลือด (Liquid Biopsies) สามารถป้องกันการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งได้มากกว่าวิธีการอื่น ๆ ทั้งหมด

เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ก้าวล้ำมากขึ้น ช่วยให้ต้นทุนของการตรวจหาตรวจหามะเร็งลดลง 20 เท่า จาก 30,000 ดอลล่าร์ในปี 2015 สู่ระดับ 1,500 ดอลล่าร์ในปัจจุบัน ในอนาคตก็ยังมีแนวโน้มจะลดลงอีก 80% สู่ระดับ 250 ดอลล่าร์ในปี 2025 

  • ผลลัพธ์ก็คือ อุตสาหกรรมการตรวจหามะเร็งนั้นน่าจะเพิ่มมูลค่าขึ้นสู่ระดับ 1.5 แสนล้านดอลล่าร์ในสหรัฐฯ ซึ่งกระบวนการการตรวจหามะเร็งจะช่วยป้องกันการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเป็นจำนวน 66,000 ชีวิตต่อปีในสหรัฐฯ
  • หากตรวจเจอมะเร็งได้ทัน ก็จะสามารถรักษาได้ทันการณ์ มะเร็งระยะแพร่กระจาย (Metastatic Cancer) นับเป็น 17% ของเคสใหม่ ๆ แต่กลับส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตถึง 55% ในช่วง 5 ปี ส่วนอัตราการรอดชีวิตนั้นอยู่ที่ 24% เท่านั้น
  • เพียงแค่ทำการตรวจเลือดครั้งเดียว ก็สามารถตรวจเจอมะเร็งในระยะเริ่มต้นได้หลายจุด ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหลาย ๆ อย่างได้ช่วยให้ต้นทุนของการตรวจสอบนั้นลดต่ำลงเรื่อย ๆ ซึ่ง ARK เชื่อว่าหากราคาอยู่ที่ระดับ 1,500 ดอลล่าร์ คนอายุ 65-80 จะสามารถเข้าถึงการบริการได้ (เป็นช่วงอายุที่เสี่ยงต่อมะเร็งพอดี) และถ้าราคาตกลงไปต่ำกว่า 1,000 ดอลล่าร์ บริการนี้ก็น่าจะสามารถเข้าถึงคนที่อายุ 40 ขึ้นไปได้

สรุป Big Ideas 2021 จาก ARK: รวมเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาแรง!

Cell and Gene Therapy: Generation 2

เซลล์และยีนบำบัดยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งในรุ่นที่สอง (Generation 2) นั้นจะมีความก้าวหน้าหลายอย่าง ที่ช่วยให้รักษาคนได้มากขึ้นด้วยต้นทุนที่ถูกลง จำนวนการทำยีนบำบัดและการดัดแปลงยีนได้เพิ่มขึ้นเป็น 5 เท่าตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งในอนาคตวิธีการทำยีนบำบัดน่าจะได้รับการอนุมัติจาก FDA เพิ่มขึ้น

  • โดยทั่วไปแล้ว การรักษามะเร็งจะทดสอบกับมะเร็งในของเหลวก่อน ทว่า 88% ของมะเร็งที่พบเจอนั้นเป็นรูปแบบก้อนมากกว่า ซึ่งด้วยความก้าวหน้าด้าน AI, การดัดแปลงยีน และ Next Generation Sequencing (NGS) จะช่วยให้การรักษามะเร็งแบบก้อนนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การรักษามะเร็งนั้นจะเริ่มเปลี่ยนจากวิธีการเข้าไปแก้เซลล์ของผู้ป่วยโดยตรง (Autologous) กลายเป็นการนำเซลล์ของคนคนนึงไปรักษาคนอื่น ๆ ด้วย (Allogeneic) ซึ่งวิธีที่สองนั้นมีต้นทุนที่ถูกกว่า และสามารถขยายการรักษาได้ดีกว่า ปัญหาเดียวตอนนี้คือ Allogeneic Therapy อาจกระตุ้นให้ภูมิคุ้นกันร่างกายต่อต้านเซลล์แปลกหน้าที่เข้าไป ถึงอย่างนั้น ตอนนี้ก็เริ่มมีการใช้ Allogeneic Therapy เพิ่มขึ้นแล้ว
  • ยีนบำบัดจะเริ่มเปลี่ยนจากการนำเซลล์ออกมาแก้ไขแล้วใส่กลับเข้าไป (Ex Vivo) เป็นการแก้เซลล์ในร่างกายของผู้ป่วยเลย (In Vivo) ซึ่งแบบหลังนั้นมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า สามารถสเกลได้มากกว่า และยังสามารถเข้าถึงอวัยวะอย่างตับ ตา ระบบประสาทส่วนกลาง และกล้ามเนื้อได้มากขึ้น
  • ARK คาดการณ์ว่าการปลูกถ่ายเซลล์ภูมิคุ้มกันสามารถเพิ่มมูลค่าตลาดในปัจจุบันได้เกือบ 3 เท่า โดยเพิ่มมูลค่าตลาดจำนวน 3 หมื่นล้านดอลล่าร์ ให้กับมูลค่าตลาดที่อยู่ ณ 1.3 หมื่นล้านดอลล่าร์ในปัจจุบัน การผสมผสานระหว่างกันของนวัตกรรมด้านเซลล์บำบัดและ Allogeneic Cells สามารถเพิ่ม 1.5 แสนล้านดอลล่าร์ให้กับมูลค่าตลาดของมะเร็งวิทยาและยีนบำบัด สู่ระดับที่สูงกว่า 2.6 แสนล้านดอลล่าร์

อ่านเพิ่มเติม พาสำรวจจักรวาล ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

อ่านเพิ่มเติม เจาะลึกกองทุน ARK ทั้งหมดในประเทศไทย

อ่านเพิ่มเติม ARK Invest กับการลงทุน Innovation ที่แรงทะลุชั้นบรรยากาศ

อ่านเพิ่มเติม ตราสารอีทีเอฟแห่งปี 2020: ARK

ที่มาข้อมูล: https://research.ark-invest.com/hubfs/1_Download_Files_ARK-Invest/White_Papers/ARK%E2%80%93Invest_BigIdeas_2021.pdf

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2564

BuffettCode

ปัญหาใหญ่ของผู้มีรายได้ทุกคนคงหนีไม่พ้นการต้องจ่ายภาษีเป็นจำนวนมาก กองทุนลดหย่อนภาษีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ตัวผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องซื้อกองทุนลดหย่อนเหล่านี้ทุกปี …. ไม่ใช่ไม่อยากจ่ายภาษี แต่ถ้ามันมีวิธีลดหย่อนได้ทำไมจะไม่ทำ? 

หลังจากที่ LTF หมดสิทธิ์ลดหย่อนภาษีแล้ว กลายเป็น SSF แทน เลยทำให้หลาย ๆ คนอาจจะงงนิดหน่อย วันนี้ผมเลยอยากสรุปข้อมูลทั้งหมดที่ผมหามา Cross-Check เรียบร้อยแล้วว่าข้อมูลอัปเดตล่าสุดแน่นอนในแต่ละส่วน

สารบัญ

  1.   SSF คืออะไร? ต่างกับ RMF อย่างไร?
  2.   ใครควรซื้อ/ไม่ควรซื้อ SSF
  3.   วิธีเลือก SSF แบบละเอียด
  4.   สิ่งที่ต้องระวังก่อนซื้อ SSF
  5.   ซื้อ SSF ที่ไหนสะดวกสุด

กองทุน SSF คืออะไร? 

SSF หรือ Super Savings Fund คือกองทุนรวมประเภทหนึ่ง ซึ่งมีสิทธิพิเศษมากกว่ากองทุนรวมทั่วไปตรงที่รัฐบาลอนุญาตให้สามารถนำจำนวนเงินที่ซื้อกองทุน SSF มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ครับ

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

SSF ต่างกับ RMF อย่างไร?

ในความเป็นจริง SSF และ RMF (Retirement Fund) ถือเป็นกองทุนรวมตระกูลลดหย่อนภาษีทั้ง 2 ประเภท แต่มันมีความแตกต่างหลัก ๆ อยู่ตรงเงื่อนไขระยะเวลาตอนที่ขายกองทุนได้ ส่วนที่เหลือคล้าย ๆ กับ SSF ผมสรุปข้อแตกต่างของทั้ง 2 กองทุนให้ในตารางด้านล่างนี้ครับ

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

เงื่อนไขแบบไหนควรซื้อ SSF?

  • ถ้าคุณเป็นคนมีเงินได้เมื่อหักลบกับค่าลดหย่อนแล้วมากกว่า 150,000 บาท คุณต้องจ่ายภาษีแต่ไม่อยากจ่าย (หรือจ่ายไปแล้วแต่อยากขอคืน)
  • ต้องการให้เงินลงทุนเติบโตในระยะยาวแบบไม่เสียโอกาส
  • อยากลดหย่อนภาษีด้วยการลงทุน เพราะในความเป็นจริงคือเราลดหย่อนภาษีได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการซื้อประกัน, Provident Fund (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ), ดอกเบี้ยกู้บ้าน หรือกองทุน RMF
  • อยากลงทุนแต่ไม่อยากซื้อ RMF เพราะใช้เวลานานกว่าจะขายได้ สำหรับคนที่อายุน้อยกว่า 45 ปี ซื้อ SSF จะขายได้เร็วกว่า RMF โดย SSF ใช้เวลาถือ 10 ปี
  • เป็นคนที่ฐานภาษีสูง ๆ เช่น 20% ขึ้นไป เพราะการลดหย่อนของคุณจะมีนัยมากกว่าคนที่ฐานภาษี 5% ครับ
  • ต้องการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ อันนี้เหมาะมาก ๆ เพราะ SSF มีการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งปกติจะทำแบบนี้ได้ต้องซื้อ RMF เท่านั้น
  • สุดท้ายคือทำที่พูดมาข้างบนหมดแล้วจนเต็มโควตา ยังลดหย่อนภาษีไม่หนำใจอยากลดหย่อนเพิ่ม SSF ก็เป็นทางเลือกที่ดีครับ

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

แล้วเงื่อนไขแบบไหนบ้างล่ะที่ ไม่ควร ซื้อ SSF

  • กำลังชักหน้าไม่ถึงหลัง สภาพคล่องเหือดหาย แบบนี้ยอมจ่ายภาษีเถอะครับ การทุ่มซื้อ SSF หรือ RMF เพื่อให้ได้ลดหย่อนภาษี แต่ต้องไปนั่งกู้เงินมาใช้จ่ายอันนี้เสี่ยงมาก
  • รู้สึกว่าการลงทุนมันเสี่ยง แล้วคุณเป็นคนที่ฐานภาษีไม่สูง เช่นจ่าย 5% หรือ 10% ซื้อไปแล้วนั่งจ้องทุกวัน พอมันเหวี่ยงแล้วถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ การลงทุนไม่ได้มีแค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของจิตใจด้วย แบบนี้ไม่ยอมจ่ายภาษี ก็ไปซื้อพวกประกันออมทรัพย์แทนจะดีกว่าครับ
  • หรือคุณอาจจะเป็นอภิมหาโคตรเซียนหุ้นที่เทพมาก ๆ สามารถทำผลตอบแทนได้ 50% ต่อปีต่อเนื่องหลายปีชัวร์ ๆ ซึ่งดีกว่าเอาเงินไปประหยัดภาษีกับ SSF 10-20% + กำไรที่คาดหวังแน่นอน แบบนี้ก็ไม่ต้องซื้อครับ ยอมจ่ายภาษีแล้วเอาเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นเองได้กำไรเยอะกว่า แต่เคสนี้ยากนะเซียนหุ้นรายใหญ่ที่ผมรู้จักยังซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีเต็มโควต้าอยู่เลย

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

ซื้อ SSFX แล้วควรต้องซื้อ SSF อีกหรือไม่?

SSFX เป็นกองทุนลดหย่อนภาษีที่เรียกได้ว่า “เฉพาะกิจ” ซื้อได้ตั้งแต่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2563 เข้าไปซื้อตอนนี้ก็ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีไม่ได้แล้ว ถ้าซื้อ SSFX ไปจนปีนี้คุณไม่ต้องจ่ายภาษีแล้วก็ไม่ต้องซื้อ SSF แล้วครับ … แต่ !!! ถ้าคุณยังต้องจ่ายภาษีอยู่ การซื้อ SSF เพิ่มเติมจะช่วยให้คุณลดหย่อนภาษีเพิ่มได้ โดยไม่ต้องไปคิดวงเงินที่ซื้อ SSFX เพราะวงเงินมันแยกกัน เอาเป็นว่าถ้ายังมีภาษีที่ต้องจ่ายหลังจากหักค่าลดหย่อนจาก SSFX แล้ว และยังอยากลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมก็ซื้อ SSF โลด ไม่ต้องกังวลกับ SSFX ที่ซื้อไปแล้วครับ

โดยสรุปแล้วผมว่า 99% ของคนที่หลุดเข้ามาอ่านบทความ และอ่านมาถึงตรงนี้ได้ ผมว่า … คุณคือคนที่มีรายได้ถึงระดับที่ต้องจ่ายภาษี คุณต้องการลดหย่อนภาษี คุณอาจจะมีการลดหย่อนด้วยวิธีอื่น แต่คุณก็ยังอยากลดหย่อนเพิ่มเติม และที่สำคัญคือคุณมีเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายสามารถลงทุนระยะยาว 10 ปีได้ แบบนี้ต้องซื้อ SSF แล้วครับ !

เลือก SSF อย่างไรดี?

หมายเหตุ: เป็นมุมมองกองทุนของ BuffettCode ซึ่งจะไม่เกี่ยวข้องกับ FINNOMENA นะครับ
ใครอยากทราบกองทุน SSF RMF แนะนำโดย FINNOMENA คลิกที่นี่ครับ

จากข้อมูลของ MorningStar ณ ตอนนี้เรามี SSF อยู่ทั้งสิ้น 114 กอง (ข้อมูลอัปเดตวันที่ 3 มีนาคม 2564) ซึ่ง SSF แต่ละประเภทมีจุดเด่น และสิ่งที่น่าสนใจแตกต่างกันไป การจะบอกแบบฟันธงว่าใครควรลงทุนแบบไหนคงไม่ได้เพราะแต่ละคนมี “วัตถุประสงค์” ในการลงทุนแตกต่างกัน ดังนั้นผมจะขอแยกข้อมูลของ SSF แต่ละประเภทมาอธิบายไว้ในแต่ละข้อแบบนี้ครับ

เลือกหุ้น หรือตราสารหนี้ดี?

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

SSF สำหรับสายเสี่ยงต่ำ

ถ้าคุณเป็นคนที่ซื้อ SSF เพราะต้องการลดหย่อนภาษีเป็นหลัก ไม่ได้แคร์มากมายว่าผลตอบแทนต้องโตเท่านู้นเท่านี้ นอกจากนั้นคุณยังเป็นคนที่กลัวขาดทุนด้วย ถ้าเป็นแบบนี้คุณจะเหมาะกับ SSF สายตราสารหนี้ครับ เพราะกองทุนตราสารหนี้เหล่านี้ค่อนข้างมีความผันผวนต่ำ สิ่งที่ต้องระวังคืออาจจะต้องดูเครดิตเรทติ้งดี ๆ เลือกกองตราสารหนี้ที่เป็น Investment Grade (IG) เป็นหลัก 

กองที่ผมชอบที่สุดคือกอง K-FIXEDPLUS-SSF เพราะมีสัดส่วนของเงินฝากประจำ พันธบัตรและตราสารหนี้รัฐบาล กระทรวงการคลังค้ำประกันสูงกว่ากองอื่น ๆ แบบมีนัย ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงน้อยลงมาก (ค่าความเสี่ยงของกองทุนอยู่ในระดับ 4)

นอกจากนั้นถ้าคุณกลัวมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่เอาความเสี่ยงเลย ตราสารหนี้ก็ยังรู้สึกว่าเสี่ยง งั้นผมขอแนะนำกองที่ลงทุนในตราสารเงิน KFCASHSSF ซึ่งลงทุนหลักในพันธบัตรรัฐบาลของธนาคารแห่งประเทศไทย 95.8% (ค่าความเสี่ยงของกองทุนอยู่ในระดับ 1 ปลอดภัยกว่านี้ไม่มีอีกแล้วจ้า

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

SSF สำหรับสายลุย

แต่ถ้าคุณเป็นสายผลตอบแทน ลดหย่อนภาษีแล้วก็คาดหวังผลตอบแทนด้วย แบบนี้เลือกหลากหลายเลยครับ ขั้นแรกคุณต้องดูก่อนว่าคุณอยากลงทุนในไทยหรือต่างประเทศ?

ถ้าคุณเป็นคนที่เล่นหุ้น มีหุ้นไทยอยู่เยอะ ผมอยากแนะนำให้กระจายความเสี่ยงลงทุน SSF ที่ลงทุนในต่างประเทศครับ ลงทุนกองหุ้นต่างประเทศมีข้อดีคือได้ลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีในตลาดหุ้นไทย ซึ่งแต่ละบริษัทโหด ๆ ทั้งนั้น กองหุ้นต่างประเทศที่ผมชอบในแต่ละหมวดก็จะมี …

  • KFGBRANSSF กองนี้เน้นลงทุนในธุรกิจที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง เช่น Visa, Microsoft, Philip Morris และ P&G
  • ONE-UGG-ASSF กองนี้เน้นหุ้นเติบโต (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยี) เช่น Tesla, Amazon, Tencent, Alibaba, Facebook และ Netflix
  • K-CHANGE-SSF กองนี้เน้นหุ้นที่เกาะกระแสการเปลี่ยนแปลงเทรนด์ของโลกเช่น พลังงานสะอาด เทคโนโลยีการแพทย์ใหม่ ๆ ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ หุ้นที่กองทุนนี้ลงทุนก็เช่น Tesla, Moderna ที่ผลิตวัคซีน COVID-19, ASML ผู้ออกแบบเครื่องผลิตชิป และ TSMC โรงงานผลิตชิปอยู่เบื้องหลังบริษัทใหญ่ ๆ เช่น Apple
  • ONE-ALLCHINA-ASSF กองนี้ลงทุนในจีนครับ ใครเป็นแฟนคลับจีนก็จัดกองนี้ได้เลย ถ้าไม่เอากองนี้ก็ต้องไปกอง RMF อย่าง TMBCORMF หรือ KFCHINARMF ซึ่งกว่าจะขายได้อายุ 55 นู่น
  • SCBS&P500-SSF กองนี้ลงทุนใน ETF และ Index Fund ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ S&P 500 

ผมขอไม่อธิบายลงลึกในกองทุนแต่ละกองนะครับ แต่เชื่อว่าข้อมูลตรงนี้น่าจะให้ไอเดียได้ระดับนึงสำหรับคนที่ต้องการซื้อ SSF เพื่อผลตอบแทนระยะยาว

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2564

อีกทางเลือกหนึ่งกับกองทุนรวมผสม 

ถ้าคุณกลัวความเสี่ยงแต่ก็ยังอยากได้ผลตอบแทน …. การซื้อกองทุนรวมมีข้อดีอย่างหนึ่งคือไม่จำเป็นเสมอไปที่เราต้องเลือกที่จะ “เสี่ยง” หรือ “ไม่เสี่ยง” เพราะกองทุนรวมบางกองมีการรวมเอาสินทรัพย์หลาย ๆ อย่างไว้ในกองเดียว เช่นมีทั้งหุ้น ตราสารหนี้และกองทุนอสังหาฯ เป็นต้น เราเรียกกองทุนประเภทแบบนี้ว่า “กองทุนรวมผสม” ซึ่งเป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่อยากเดินทางสายกลาง ไม่เสี่ยงเกินไป แต่ก็ได้ผลตอบแทนที่ไม่ขี้เหร่นัก

ถ้าจะเลือกกองทุนผสมผมอยากให้เน้นเป็นกองทุนผสมที่ผสมจริง ๆ คือไม่เพียงแค่ผสมประเภทสินทรัพย์ที่ลงทุนแต่ควรจะต้องผสมภูมิภาคด้วย คือลงทุนไปหลาย ๆ ประเทศ ในหมวดนี้กองแนะนำขอยกให้ KKP SG-AA-SSF ซึ่งเป็นกองที่เปิดมาแล้วระยะหนึ่ง มี Performance ให้เห็นชัดเจนดี มีการกระจายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ 

ส่วนอีกกองที่อาจจะเป็นม้ามืดคือ UROCK-SSF ของ UOB กองเพิ่งตั้งมาไม่นาน แต่เห็นไส้ในมีกองที่ผมชอบ UGQG ซึ่งลงทุนใน Apple, Microsoft, Amazon อยู่ด้วย และกองนี้ไม่มีหุ้นไทย ถ้าใครหุ้นไทยเยอะอยู่แล้วก็อาจจะลองพิจารณาดูได้ครับ

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

ปันผลหรือไม่ปันผลดีกว่ากัน

คำถามโลกแตกของการเลือก SSF อีกคำถามคือจะเอาแบบปันผลหรือไม่ปันผลดีนะ? จริง ๆ ทั้ง 2 ทางเลือกมีข้อดีข้อเสียต่างกันพอสมควร

ข้อดีของการเอาแบบไม่ปันผลคืออะไร

ไม่ต้องจ่ายภาษีปันผลครับ ส่วนใหญ่อยู่ประมาณ 10% นอกจากนั้นยังได้เก็บเงินและผลกำไรไปลงทุนต่อได้เต็ม ๆในกอง SSF เดิม เรียกได้ว่าถ้าเลือกกองมาดีแล้วผลตอบแทนที่ได้น่าจะดีกว่าเอาปันผลออกมาระดับหนึ่งเลยครับ

แล้วข้อดีของการปันผลล่ะ

สิ่งที่ผมเห็นชัดที่สุดคือการได้เงินกลับคืนมาก่อนส่วนหนึ่งครับ ต้องอย่าลืมว่า SSF เป็นการลงทุนระยะยาว 10 ปี กว่าจะได้เงินคืนคืออีก 10 ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นจะดีกว่าไหมถ้าเลือกแบบปันผลและได้เงินกลับมาบางส่วนก่อน 10 ปี? แต่แน่นอนก็ต้องแลกมาด้วยภาษีที่ต้องจ่าย และถ้าเอาเงินมาไม่รู้จะไปทำอะไรไปฝากออมทรัพย์ผมก็อยากแนะนำว่าอย่าเอาแบบปันผลเลยครับ ถ้าไม่ได้ต้องการใช้เงินจริง ๆ เอาเงินไปลงทุนต่อดีกว่า

ข้อดีก็ประมาณนี้ ส่วนข้อเสียก็ตรงข้ามกับข้อดีที่เขียนไปครับ ลองพิจารณากันดู ซึ่งถ้าใครอยากได้กอง SSF แบบปันผลผมรวบรวมรายชื่อมาให้ไว้แล้วครับ มีทั้งหมด 7 กองคือ LHSMARTDSSF-SSF, LHPROPA-DSSF, KFDIVSSF, SCBDV-SSF, SCBLT1-SSF, MPDIVSSF และ I-SEQS-DSSF

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

ลงทุนในไทยหรือไปต่างประเทศ

ถ้าถามคำถามนี้ก็ต้องบอกตรง ๆ ว่าผมเอียงไปทางลงทุนหุ้นต่างประเทศมากกว่าครับ เพราะนักลงทุนไทยส่วนใหญ่มักจะมีหุ้นไทยอยู่แล้ว คนเล่นกองทุน 95% ทุกคนมีพอร์ตหุ้น ดังนั้นก็ควรจะกระจายความเสี่ยงไปลงต่างประเทศด้วย เรื่องความเสี่ยงประเทศไทยมีหลายเรื่องด้วยกัน ที่เห็นไม่ค่อยชัดมีเยอะผมไม่ขอพูดถึง 555 

แต่ที่เห็นชัด ๆ คือสินทรัพย์ในการลงทุนบ้านเราไม่ค่อยหลากหลายเหมือนต่างประเทศ หุ้นหลาย ๆ ตัวที่บ้านเราบอกว่าแข็งแกร่งแล้ว ใหญ่แล้ว พอไปเทียบกับตลาดหุ้นโลกกลายเป็นกระต่ายน้อยท่ามกลางเสือสิงห์กระทิงแรด หุ้น Technology ดี ๆ หุ้นแบรนด์ดัง ๆ หุ้นธุรกิจ Model ใหม่ ๆ กอง Infrastructure จี๊ด ๆ กองทุน Data Center โหด ๆ ประเทศไทยไม่มีกับเขาครับ

กองที่อยากแนะนำถ้าเป็นหุ้นก็ตามที่ผมเขียนไปแล้วใน SSF สายลุยข้างบน แต่ถ้าไม่เอาหุ้นล่ะ? งั้นผมขอแนะนำกองในตำนานกองนี้ครับ PRINCIPAL IPROPEN-SSF ปกติจะลงกองนี้ต้องลงกองทุนรวมธรรมดาไม่ก็ RMF ตอนกองนี้ประกาศออก SSF ผมดีใจมาก เพราะมันหมายความว่าผมสามารถลงทุนในพวกกองทุนอสังหาฯ กอง Infrastructure ดี ๆ ในเอเชียได้แล้วโดยไม่ต้องซื้อ RMF แล้วรอถึงอายุ 55 ถึงจะขายได้

อย่างไรก็ตาม คนที่สนใจซื้อต้องรู้นะครับว่ากองนี้มันไม่ได้ลงทุนในกองอสังหาฯ ที่เหมือนกับ PRINCIPAL iPROP เป๊ะ ๆ PRINCIPAL IPROPEN-SSF เน้นลงทุนใน ETF อสังหาฯ ของออสเตรเลีย และญี่ปุ่น มีหมดทั้งออฟฟิศ ศูนย์การค้า คลังสินค้า และโรงแรม แต่ถ้าอยากได้แบบกอง PRINCIPAL iPROP แบบเป๊ะ ๆ เลยต้องไปลง PRINCIPAL IPROPRMF ครับ

กรณีไหนถึงจะซื้อ SSF หุ้นไทย

การลงทุนทุกอย่างมีเงื่อนไขและข้อยกเว้นที่ต้องศึกษาครับ แม้ผมเองจะไม่ค่อยอินกับ SSF หุ้นไทย (เพราะส่วนตัวก็มี LTF หุ้นไทยเยอะอยู่แล้ว) แต่ก็อาจจะมีเพื่อน ๆ หลายท่านที่เพิ่งซื้อ SSF ไม่ได้ลงทุนเองนอกเหนือจากกองทุนลดหย่อนเลย และเชื่อว่าในระยะยาวอย่างน้อย ๆ 10 ปีประเทศไทยยังเติบโตได้ ถ้าเงื่อนไขแบบนี้ SSF หุ้นไทยจะดูเหมาะสมกับความต้องการมากครับ กองหุ้นไทยที่ผมอยากแนะนำมี 2-3 กองด้วยกัน

  • เน้นหุ้นใหญ่ไป SET50 แนะนำ PHATRA SET50 ESG-SSF ครับด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่ากอง SET50 จาก บลจ. อื่นแบบมีนัย
  • แต่ถ้าอยากได้หุ้นเล็กซิ่ง ๆ ต้อง ASP-SME-SSF ครับ ตอนนี้มี บลจ. เดียวที่ออกสไตล์นี้
  • อยากให้ ผจก. กองทุนเลือกหุ้นให้แบบเน้น ๆ จริง ๆ ไม่มีกองที่ผมชอบเป็นพิเศษ แต่ถ้าอยากได้จริง ๆ ผมว่า PRINCIPAL TDIF-SSF น่าสนใจตรงการลงทุนที่ค่อนข้างมีเอกลักษณ์เมื่อเปรียบเทียบกับกองอื่น ๆ หรือ BEQSSF ที่ถือกลุ่มพลังงานน้อยกว่าเพื่อน แต่มีการลงทุนในกลุ่มค้าปลีก ขนส่ง และอาหารที่ปีนี้ค่อนข้าง Defensive

ข้อสังเกตถ้าอยากลงทุน SSF หุ้นไทยคือ ทุก ๆ คนคงรู้กันอยู่แล้วว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี เราเจอกับความท้าทายหลากหลายมาก ๆ เมื่อต้นปีโดนเรื่อง COVID-19 เข้าไปอีก ผมว่าการลงทุนในหุ้นไทยตอนนี้ไม่ใช่การคาดหวังการเติบโตแต่เป็นการคาดหวังการฟื้นตัวในระยะยาว 5-10 ปี ดังนั้นถ้าเข้าไปลงทุนตอนนี้ก็ต้องรอกันหน่อยครับ แล้วอย่าไปอิง Performance ย้อนหลังมาก เพราะตัวเลขมันจะไม่สวยแน่ ๆ และการลงทุนเป็นเรื่องของมุมมองในอนาคต ถ้าคุณมองว่าดีก็สามารถลงทุนได้ครับ

สิ่งที่ต้องระวังก่อนซื้อ SSF

การลงทุนและลดหย่อนภาษีถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ยังมีบางกรณีที่อาจจะไม่ควรซื้อ SSF และเงื่อนไขที่เราต้องมั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขด้วยเช่นกัน

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

อายุ 45 แล้วซื้อ SSF หรือ RMF ดีกว่า

  • เนื่องจากถ้าคุณอายุ 45 ขึ้นไปจำนวนปีที่คุณต้องถือ SSF กับ RMF จะไล่เลี่ยกันมาก ๆ คือ 10 ปี ถ้าแบบนี้จะซื้อ SSF หรือ RMF ก็ได้ครับ 
  • แต่ถ้าคุณอายุแถวๆ 50 การซื้อ RMF ไปเลยจะดีกว่าเพราะคุณถือแค่ 5 ปีครับ แล้วถ้าเงินเหลืออยากลดหย่อนเพิ่มค่อยเติม SSF เอา RMF เป็นหลักก่อน
  • ถ้าอายุเกิน 55 แล้วยังทำงานอยู่ก็สามารถซื้อ RMF มาลดหย่อนภาษีได้นะครับและถือแค่ 5 ปีเท่านั้น
  • อย่าลืมเงื่อนไขของ RMF ว่าต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปีนะครับ ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไปไม่มีขั้นต่ำในการลงทุนครับ ซื้อขั้นต่ำตามกองทุนที่ท่านไปลงได้เลย
  • และอย่าลืมว่าปีนี้ RMF ปรับสัดส่วนการลดหย่อนเป็น 30% ของเงินได้พึงประเมินแล้วครับ

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2564

ซื้อ SSF บลจ.ไหนสะดวกสุด?

เนื่องจากการซื้อ SSF สามารถเปลี่ยนกองทุนได้ในกรณีที่เราไม่พอใจในผลตอบแทน การจัดการหรืออะไรก็ตาม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งอาจมีค่าธรรมเนียม และมีช่วงระยะเวลาในการสับเปลี่ยนระดับหนึ่ง ถ้าคุณสับเปลี่ยนข้าม บลจ. 

ดังนั้นเพื่อความสะดวกสบายในการสับเปลี่ยน การซื้อ SSF ของ บลจ. ที่มีกองทุนหลากหลายจะทำให้ได้เปรียบกว่า SSF ของ บลจ. ที่มีกองทุนน้อย ๆ ไม่หลากหลาย

ในจำนวน บลจ. ทั้งหมดผมชอบของ Krungsri มากที่สุด เพราะมีกอง SSF ที่ลงทุนในตราสารเงิน ตราสารหนี้ ตราสารทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงกอง Asset Allocation และกองทุนแบบปันผล

นอกจากนี้ FINNOMENA ก็มีเปิดบัญชีให้ซื้อกองทุนประหยัดภาษีทั้ง SSF RMF ได้ด้วย ช่วยเลือกกองเด็ด ๆ มาให้ด้วย กดเปิดจากที่บ้าน ทีเดียวซื้อได้หมด ไม่ต้องส่งเอกสาร สับเปลี่ยนกองทุนได้อีกด้วยนะ

สำหรับลูกค้าใหม่ อ่านวิธีเปิดบัญชีซื้อกองทุน Tax Saving เพิ่มเติม คลิก
‍‍‍‍‍‍ ‍‍
สำหรับลูกค้าเก่า เปิดแอปพลิเคชั่น แล้วเลือกสร้างแผน “Tax Saving” ได้เลย

สรุปการลงทุนใน SSF

จากข้อมูลที่ผมสรุปมาให้ทั้งหมดจะเห็นว่าการลงทุนใน SSF จะว่าง่ายมันก็ง่าย จะว่ายากมันก็อยาก ขึ้นอยู่ที่ความต้องการของแต่ละคน และความจริงจังในการลงทุน แต่ที่แน่ ๆ เลยคือเงื่อนไขของกองมันยุบยิบมาก ๆ ทำเอาหลาย ๆ คนกลัวและมึนงงกันไป โดยเฉพาะเพื่อน ๆ ที่เพิ่งเคยลดหย่อนภาษีเป็นครั้งแรก ผมหวังว่าข้อมูลครั้งนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อน ๆ ทุกคน ลงทุนและลดหย่อนภาษีกันอย่างถูกต้องนะครับ ^_^

May the Tax “Not” be with you.
Happy Investing krub.
BuffettCode


Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน และจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นจะต้องชำระเงินเพิ่ม และ/หรือเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน I สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” 

เงินเฟ้อสหรัฐ: ท่าทางจะเอาไม่อยู่?

MacroView
เงินเฟ้อสหรัฐ: ท่าทางจะเอาไม่อยู่?

ประเด็นความร้อนแรงของเศรษฐกิจสหรัฐ จากงบกระตุ้น 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของโจ ไบเดน และอัตราเงินเฟ้อที่จะตามมา กำลังเป็นสิ่งที่ต้องจับตา

ผมจึงขอนำเสนอมุมมองของ 3 กูรู ที่มีความแตกต่างของความคิดเห็นในประเด็น ส่วนต่างระหว่างอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2021 กับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดซึ่งไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ หรือที่เรียกว่า Output Gap และ ผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ ดังต่อไปนี้

เริ่มจาก ลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ได้อ้างอิงงานวิจัยของ Congressional Budget Office (CBO) ที่ว่า Output Gap ในปัจจุบันมีระดับที่ต่ำกว่าผลต่อจีดีพีของงบกระตุ้นมูลค่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของโจ ไบเดน ดังรูป

เงินเฟ้อสหรัฐ: ท่าทางจะเอาไม่อยู่?

นอกจากนี้ ซัมเมอร์สได้กล่าวเตือนว่าการบริหารอัตราเงินเฟ้อของเฟดในยุคนี้ น่าจะทำได้ยากขึ้น โดยให้เหตุผล 2 ประการ ได้แก่ หนึ่ง โดยปกติแล้ว หากเฟดจะลดอัตราเงินเฟ้อ ก็ต้องทำให้อัตราการว่างงานสูงขึ้น ทว่าโดยธรรมชาติของอัตราการว่างงานของสหรัฐนั้น เมื่อจะทำให้ขึ้นมาสักร้อยละ 0.5 ก็มักจะมีผลข้างเคียงที่จะขยับขึ้นมาอีกระลอกราวร้อยละ 2-3 ในช็อตต่อมา

สอง  การที่เส้นโค้งฟิลลิปส์ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อค่อนข้างที่จะแบนราบนั้น การจะทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลง ต้องใช้ขนาดของระดับอัตราการว่างงานที่สูงขึ้นกว่าเดิม ด้วยภายใต้บรรยากาศที่ใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำโดยธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด อัตราส่วนหนี้ต่อจีดีพีที่สูง และแรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์ จึงเป็นการยากที่จะควบคุมอัตราเงินเฟ้อโดยที่จะไม่เกิดสภาพเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐ

ด้านเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐ ได้ออกมาแสดงความเห็นตามแนวที่ว่า ‘ทำเกินไว้ก่อน ดีกว่าทำขาด’ โดยประเมินว่า  งบกระตุ้นเศรษฐกิจของโจ ไบเดน จะช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐสามารถมีระดับการจ้างงานแบบเต็มที่ได้ภายใน 1 ปีนับต่อจากนี้

ทั้งนี้ เยลเลนไม่ค่อยกังวลว่าผลกระทบข้างเคียงสำหรับการใช้จ่ายของภาครัฐจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐทะยานสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้ ด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่ว่าเธอจะมองเห็นความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบรุนแรงในกว่า 40 ปีแล้ว ทว่าด้วยเหตุผลที่ว่าแม้ว่าจะเกิดขึ้นจริง ๆ เฟดก็มีอาวุธเตรียมพร้อมสำหรับจัดการกับปัญหานี้ โดยความเสี่ยงที่มากกว่าคือโควิดจะส่งผลต่อชีวิตด้านการทำมาหากินของชาวสหรัฐไปแบบยาวนาน

ในขณะที่จิตา โกปินาถ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ ประเมินว่า ด้วยประสบการณ์กว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา จะพบว่ามีความเป็นไปได้ต่ำมากที่งบกระตุ้นของไบเดน จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทะยานสูงขึ้นมากกว่าอัตราเป้าหมายที่ร้อยละ 2 ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอัตราการว่างงานของสหรัฐจะลดลงเหลือร้อยละ 3.5 ในปี 2019 จากระดับร้อยละ 10 ในปี 2009 ปรากฏว่าอัตราเงินเฟ้อก็ยังคงค่อนข้างทรงตัว แม้ว่าระดับค่าจ้างจะสูงขึ้นมาก็ตาม โดย ณ ตอนนี้ อัตราการว่างงานของสหรัฐที่สูงกว่าระดับธรรมชาติค่อนข้างมาก นอกจากนี้ ตัวชี้วัดที่ใช้ก็ยังถือว่าให้ภาพเงินเฟ้อต่ำกว่าความเป็นจริง

จากงานศึกษาของไอเอ็มเอฟพบว่า มาตรการกระตุ้นของไบเดนจะส่งผลขนาดเทียบเท่าร้อยละ 9 ของจีดีพี หรือส่งผลให้จีดีพีของสหรัฐเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 5-6 ในช่วงระยะเวลา 3 ปีถัดไป รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่วัดตามวิธี PCE น่าจะสูงขึ้นมาแตะระดับร้อยละ 2.25  ในปี 2022 ซึ่งก็พอดีสอดคล้องกับเป้าหมายของอัตราเงินเฟ้อที่เฟดตั้งไว้ตามกฎหมายฉบับใหม่

โดยโกปินาถได้ยก 3 ปัจจัย ที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบที่เฟดตั้งเป้าเอาไว้ ได้แก่

หนึ่ง โลกาภิวัตน์ ซึ่งได้ส่งผลต่อการจำกัดอิทธิพลของอัตราเงินเฟ้อต่อสินค้าที่ค้าขายระหว่างกัน รวมถึงบริการบางประเภท ท่ามกลางวิกฤตโควิด แม้จะเกิดภาวะชะงักงันในช่วงต้น ๆ ทว่าระบบห่วงโซ่อุปทานของโลก ก็ได้แสดงถึงความยืดหยุ่นและว่องไวในการปรับตัว โดยที่สินค้าที่ซื้อขายระหว่างกันได้กลับมาทำการผลิตแบบที่สอดคล้องกับจังหวะการฟื้นตัวของการผลิตในภาคอุตสาหกรรม โดยที่ระดับของการผลิตได้ก้าวข้ามผ่านระดับในช่วงก่อนโควิดไปเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดี ยังมีส่วนของเครื่องจักรในโรงงานที่รอการกลับมาใช้งานอีกครั้งในประเทศอีกกว่า 150 ประเทศ ที่คาดว่าจะมีระดับอัตราส่วนระดับผลผลิตต่อหัวในปี 2021 ต่ำกว่าระดับปี 2019

สอง การใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์ ซึ่งมาพร้อม ๆ กับการลดลงของราคาของสินค้าทุน ย่อมจะทำให้การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างไม่สามารถส่งต่อไปยังราคาสินค้าและบริการในส่วนของผู้บริโภค ซึ่งนั่นก็หมายถึงอัตราเงินเฟ้อนั่นเอง โดยที่ในช่วงวิกฤตโควิด ยิ่งจะตอกย้ำข้อเท็จจริงดังกล่าว

นอกจากนี้ ในช่วงหลายทศวรรษ ภาคธุรกิจได้เข้าสู่ ‘ยุคปลาใหญ่ กินปลาเล็ก’ บริษัทที่มีส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่งมักจะทิ้งอันดับต่อมาแบบขาดลอย รวมถึงอัตราส่วนกำไรต่อยอดขายที่สูงมากด้วย ด้วยเหตุนี้ แม้ค่าจ้างจะสูงขึ้น ทว่าบริษัทปลาใหญ่นี้ก็สามารถที่จะตรึงราคาสินค้าและบริการของตนเองได้ ด้วยวิกฤตโควิด ยิ่งจะตอกย้ำความจริงที่ว่าปลาใหญ่กินปลาเล็ก เนื่องจากปลาเล็กมีสายป่านสั้นในการต่อสู้กับเศรษฐกิจยุคโควิดที่จำนวนลูกค้าน้อยลงและเน้นของถูกกว่าในอดีต

ท้ายสุด ในยุคหลังจากอลัน กรีนสแปน ต้องยอมรับว่าเบน เบอร์นันเก้ เจเน็ต เยลเลน และเจย์ พาวเวล ได้สร้างความน่าเชื่อถือให้กับวงการธนาคารกลางเป็นอย่างมาก จึงทำให้ประชาชนมีความมั่นใจว่าแม้หนี้ของภาครัฐบาลจะสูงขึ้นแค่ไหนก็ตาม หากเกิดเงินเฟ้อแบบหนักมากขึ้นจริง ๆ แทบทุกคนยังมั่นใจว่าธนาคารกลางจะยังไม่ไปลดต้นทุนทางการเงินของรัฐบาล และยอมให้เงินเฟ้อขึ้นมาแบบที่รุนแรงเกินไป หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ Inflation Expectations ยังคงมีเสถียรภาพอยู่

สำหรับความเห็นของผมเอง ยอมรับว่าค่อนข้างยากในการที่จะฟันธงเชื่อใครมากกว่า แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าซัมเมอร์สพูดได้ถูกต้อง คืองบกระตุ้นมูลค่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของโจ ไบเดน น่าจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตมากกว่าจีดีพีที่เป็นศักยภาพของตนเอง ทว่าจะเกิดอัตราเงินเฟ้อแบบทะยานขึ้นมาแรง ๆ หรือเปล่านั้น ในประเด็นนี้ ผมไม่คล้อยตามมุมมองของซัมเมอร์สมากเท่าไหร่นัก

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/652088

ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด (จำนวนจำกัด)

FINNOMENA Investment Team

     Weekly Market Insight ประจำสัปดาห์ 01-05 /03/64

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์”

(ถ้าเปิดจากโทรศัพท์ คลิกเข้าไปแล้ว ให้กดดาวน์โหลดมุมขวาบน ไม่สามารถดูแบบ preview ได้)

รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

planet 46
รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

กองทุน UCHI สามารถซื้อผ่านแอปพลิเคชั่น FINNOMENA ได้แล้ววันนี้

สำหรับช่วงนี้ที่กองทุน IPO ดูจะร้อนแรงเป็นพิเศษในบทความนี้จึงเลือกหยิบยกอีกหนึ่งกองทุนที่อาจจะไม่ใช่ IPO ซะทีเดียวแต่เป็นกองทุนน้องใหม่แกะกล่องที่เพิ่ง IPO กันไปสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อวันที่ 15 – 23 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา กองทุนนั้นก็คือกองทุน UCHI จากบลจ. UOB นั่นเอง กองทุนนี้ลงทุนเกี่ยวกับอะไร มีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง ติดตามได้ในบทความนี้

การระบาดของ COVID-19 ทำให้ตลาด Healthcare เป็นที่ต้องการ

  • Mindray ผู้ผลิตเครื่องช่วยหายใจชั้นนำในประเทศจีน ผลิตเครื่องช่วยหายใจกว่า 3,000 เครื่องต่อเดือน ซึ่งบริษัทได้ขยายขอบเขตในการเข้าถึงไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วจากการขาดแคลนเครื่องช่วยหายใจเนื่องจากการระบาดของ COVID-19 โดยได้ขยายตลาดเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ หลังจากได้รับอนุญาตจาก FDA
  • Jiangsu Yuyue ได้รับอนุญาตจาก FDA ให้ขายเครื่องช่วยหายใจให้กับสหรัฐฯ ในวันที่ 1 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งเป็นผู้จัดหาเครื่องวัดอุณหภูมิและยาพ่นแบบฝอยละอองรายใหญ่
  • WuXi Apptec and WuXi Biologics เป็นองค์กรที่รับทำวิจัยตามสัญญา (CROs) ซึ่งให้บริการ R&D ด้านเภสัชกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ ตลอดจนการบริการด้านการผลิตทั้งในและต่างประเทศ

อุตสาหกรรม Healthcare ของประเทศจีนน่าสนใจอย่างไร?

รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

  • ประเทศจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่อุตสาหกรรม Healthcare มีการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดในโลกด้วยอัตราการเติบโต 13% ในขณะที่สหรัฐฯ และญี่ปุ่น มีอัตราการเติบโตที่ 3% และ 2% ตามลำดับ

รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

5 อันดับประเทศที่มีอัตราการเติบโตของตลาด Healthcare สูงสุด

ที่มา: KraneShares (ข้อมูลจาก National Bureau of Statistics of China ณ วันที่ 31/12/2017) 

  • อุตสาหกรรม Healthcare ของจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกด้วยมูลค่าการใช้จ่ายรวมในด้าน Healthcare กว่า 1.02 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2019 เพิ่มขึ้นประมาณ 87% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
  • โอกาสในการเติบโตสำหรับอุตสาหกรรม Healthcare ยังมีอีกมาก เนื่องจากค่าใช้จ่ายในด้าน Healthcare ของจีนยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ $501 เทียบกับค่าเฉลี่ย 8 ประเทศที่มีรายจ่ายด้าน Healthcare สูงสุดที่ประมาณ $5,700 ต่อคน

รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

อัตราการใช้จ่ายด้าน Healthcare ของ GDP ในสหรัฐฯ และจีน

ที่มา: KraneShares (ข้อมูลจาก National Bureau of Statistics of China ณ วันที่ 31/12/2017)

  • โครงสร้างประชากรผู้สูงอายุของจีนที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น การเพิ่มขึ้นของประชากรชนชั้นกลาง และการขยายตัวของประชากรเมือง เป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรม Healthcare ในประเทศจีน

รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

อัตราประชากรในประเทศจีนที่อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป

ที่มา: KraneShares (ข้อมูลจาก World Bank ณ วันที่ 31/12/2019)

รัฐบาลจีนส่งเสริมอุตสาหกรรม Biotech อย่างเต็มกำลัง

กรุงปักกิ่งได้ระบุให้เทคโนโลยีชีวภาพหรือ Biotech เป็นหนึ่งใน 10 ภาคส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมมีแผนเปลี่ยนจีนให้เป็นโรงไฟฟ้าในอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีและมูลค่าสูง

  • ออกใบอนุญาตสำหรับการจำหน่ายยาที่คิดค้นขึ้นมาใหม่และสารเคมีที่ใช้สำหรับการวินิจฉัยโรค
  • เพิ่มการเข้าถึงข้อมูลการดูแลสุขภาพ
  • สรรหาผู้ที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีชีวภาพ
  • สร้างสวนสาธารณะ Biotech ทั่วประเทศ

ผนึกกำลังเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีนไปพร้อมกับ UCHI

รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

กองทุน UCHI หรือกองทุน United China Healthcare Innovation Fund จากบลจ.ยูโอบี (UOB) มีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์หรือตราสารของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านเฮลท์แคร์ (Healthcare) ของประเทศจีน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องหรือได้รับประโยชน์จากการพัฒนานวัตกรรมด้านเฮลท์แคร์ (Healthcare Innovation) ของประเทศจีน เช่น การพัฒนาและค้นคว้าด้านเภสัชกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ การบริหารสถานพยาบาล การผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยาจีนแผนโบราณ ระบบไอทีด้านการดูแลสุขภาพ เป็นต้น

รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

อุตสาหกรรม Healthcare ของประเทศจีนที่มีความหลากหลาย

ที่มา: KraneShares

กองทุน UCHI ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

สำหรับหลักทรัพย์ที่กองทุน UCHI ลงทุนเป็นกองทุนหลัก (Master Fund) มีอยู่ 2 กองทุนด้วยกัน ได้แก่

  • KraneShares MSCI All China Health Care Index ETF 

รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

กองทุนจะเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับดัชนี MSCI China All Shares Health Care 10/40 โดยดัชนีดังกล่าวเป็นดัชนีถ่วงน้ำหนักมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเพื่อติดตามผลการดำเนินงานในตลาดตราสารทุนของบริษัทจีนที่มีธุรกิจในอุตสาหกรรม Healthcare หลักทรัพย์ในดัชนีประกอบด้วยหุ้นซึ่งจดทะเบียนในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกงและสหรัฐอเมริกา ตราสารที่มีสิทธิ์ได้รับการคัดเลือกจะต้องได้รับการจัดประเภทภายใต้ มาตรฐานการจัดประเภทอุตสาหกรรมทั่วโลก (Global Industry Classification Standard) ให้อยู่ในอุตสาหกรรม Healthcare ผู้ออกที่รวมอยู่ในดัชนีอ้างอิงอาจรวมถึงบริษัทขนาดเล็ก ขนาด กลาง และขนาดใหญ่

รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

KURE Portfolio Characteristics (ข้อมูล ณ วันที่ 31/12/2020)

ที่มา: KraneShares

รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

Top 10 Holdings ของ KraneShares MSCI All China Health Care Index ETF (ข้อมูล ณ วันที่ 19/02/2021)

ที่มา: https://kraneshares.com/kure/

  • WuXi Biologics Cayman — บริษัทดำเนินธุรกิจหลักในการจัดหา วิจัย พัฒนา และการบริการด้านชีววิทยา นอกจากนี้บริษัทยังมีโรงงานผลิตวัคซีนเพื่อจำหน่ายทั่วโลก โดยดำเนินธุรกิจทั้งในจีนและต่างประเทศ เช่น อเมริกาเหนือ ยุโรป และประเทศอื่น ๆ
  • Jiangsu Hengrui Medicine — บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายยาเม็ด ยาฉีด และวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยา กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักประกอบด้วย ยาต้านมะเร็ง, ยา angiomyocardiac, ยาที่ใช้ในการผ่าตัด, ยาปฏิชีวนะ และอื่น ๆ โดย จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
  • Shenzhen Mindray Bio-Medical Electronics — ผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการวิจัย พัฒนา ผลิต รวมไปถึงการจำหน่าย นอกจากนี้บริษัทยังมีส่วนร่วมในการจัดหาโซลูชั่นแบบครบวงจรให้กับสถาบันทางการแพทย์อีกด้วย
  • Global X China Biotech ETF 

รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

เป็นกองทุน ETF แบบ Passive ที่มีวัตถุประสงค์ให้ผลการดำเนินงานก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายสอดคล้องไปผลการดำเนินงานของ Solactive China Biotech Index NTR โดยดัชนีดังกล่าวกำหนด Universe การลงทุนต้องเป็นบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ในประเทศจีนหรือฮ่องกงที่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด

รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

Industry Breakdown ของ Global X China Biotech ETF (ข้อมูล ณ วันที่ 29/01/2021)

ที่มา: Global X China Biotech ETF Factsheet

รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

Top 10 Holdings ของ Global X China Biotech ETF (ข้อมูล ณ วันที่ 19/02/2021)

ที่มา: https://www.globalxetfs.com.hk/funds/china-biotech-etf/

  • BeiGene — บริษัทผู้ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับชีวเภสัชภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยและพัฒนา การผลิตและการขายยาที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในระดับโมเลกุลและภูมิคุ้มกันวิทยาสำหรับการรักษาโรคมะเร็ง
  • WuXi AppTec — บริษัทผู้ผลิต จัดหา วิจัยและพัฒนายาที่คิดค้นขึ้นมาใหม่ (R&D) พร้อมให้บริการเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัทมีศูนย์การศึกษาขนาดเล็กในการวิจัย พัฒนา ผลิตยา ตลอดจนการให้บริการทดสอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ 
  • Shenzhen Kangtai Biological Products — บริษัทดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาการผลิตและจำหน่ายวัคซีน ผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทได้แก่ ไวรัสตับอักเสบบีชนิดรีคอมบิแนนท์, วัคซีนรวมฮีโมฟิลัสอินฟลูเอนเซชนิดบี, วัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมัน และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โดยดำเนินธุรกิจเฉพาะตลาดในประเทศเท่านั้น

ผลการดำเนินงานย้อนหลัง

รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

ผลการดำเนินงานของ KraneShares MSCI All China Health Care Index ETF (ข้อมูล ณ วันที่ 31/12/2020 และ วันที่ 31/01/2021)

ที่มา: https://kraneshares.com/kure/

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

ผลการดำเนินงานของ Global X China Biotech ETF (ข้อมูล ณ วันที่ 19/02/2021)

ที่มา: https://www.globalxetfs.com.hk/funds/china-biotech-etf/

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

อย่างที่บอกไปในช่วงต้นบทความว่า Master Fund ของกองทุน UCHI ทั้ง 2 กองทุนล้วนแล้วแต่มีกลยุทธ์ในการบริหารจัดการกองทุนแบบ Passive นั่นคือมีวัตถุประสงค์ในการลงทุนให้ผลการดำเนินงานสอดคล้องไปกับดัชนี MSCI China All Shares Health Care 10/40 Index และ ดัชนี Solactive China Biotech Index NTR ดังนั้นผลการดำเนินงานของ Master Fund จึงใกล้เคียงกับดัชนีเปรียบเทียบทั้ง 2 ดัชนี

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุน UCHI

กองทุน UCHI จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 7 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของผลการดำเนินงาน (SD): >25% (สูง)
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว
    • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม: >80% โดยมีการลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรม Healthcare
    • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในประเทศใดประเทศหนึ่ง: >80% โดยมีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนสามารถกระจายความเสี่ยงได้ด้วยการจัดพอร์ตการลงทุน โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดพอร์ตการลงทุนจากฟินโนมีนาได้ที่ https://www.finnomena.com/port/

ค่าธรรมเนียมต่างๆ ของกองทุน UCHI

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมการขายและ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.8532%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน UCHI

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: ไม่กำหนด
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: ไม่กำหนด

สรุป 4 ข้อกองทุน UCHI

  1. มีนโยบายลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้าน Healthcare ของประเทศจีน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องหรือได้รับประโยชน์จากการพัฒนานวัตกรรมด้าน Healthcare ของประเทศจีน
  2. ให้น้ำหนักกับสัดส่วนการลงทุนไปที่ภาคอุตสาหกรรม Healthcare
  3. จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 7 โดยมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว
  4. ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 1 บาท ก็สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีนพร้อมกับ UCHI ได้

กองทุน UCHI เหมาะกับใคร ?

  • ผู้ที่ต้องการลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้นำทางด้าน Healthcare ในประเทศจีน
  • ผู้ที่ต้องการกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังอุตสาหกรรม Healthcare
  • ผู้ที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูงเพื่อสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น
  • ผู้ที่สามารถลงทุนในระยะกลางถึงยาวได้

— planet 46. 

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 19 บลจ. สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

อ้างอิง

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม  ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”