แจ้งเตือน

สรุป LIVE พิเศษกับคุณ Andrew Stotz: เผยมุมมองปี 2021 พร้อมอัปเดตพอร์ต All-Weather Strategy

Mr. Serotonin
สรุป LIVE พิเศษกับคุณ Andrew Stotz: เผยมุมมองปี 2021 พร้อมอัปเดตพอร์ต All-Weather Strategy

ดูไลฟ์ฉบับเต็มได้ที่ https://youtu.be/cRX9NqWkWpA

คุณ Andrew Stotz คือใคร?

คุณ Andrew Stotz เป็นผู้มีประสบการณ์เรียนรู้ สอน ทำงานในแวดวงการเงิน รวมไปถึงการลงทุนมาแล้ว 35 ปี

มีประสบการณ์การสัมภาษณ์เกี่ยวกับการลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ ผ่าน Podcast กว่า 300 บทสัมภาษณ์ ซึ่งทำให้คุณ Andrew Stotz ตระหนักถึงความสำคัญในการจำกัดและจัดการความเสี่ยงในการลงทุน

Framework การลงทุนที่พลาดไม่ได้ FVMR คืออะไร?

สรุป LIVE พิเศษกับคุณ Andrew Stotz: เผยมุมมองปี 2021 พร้อมอัปเดตพอร์ต All-Weather Strategy

Fundamentals

ศักยภาพในการทำกำไรของบริษัทนั้น ๆ และทีมบริหาร

Valuation

ดูความถูกแพงของหุ้นหากเทียบกับมูลค่าเนื้อแท้ของกิจการ

Momentum

เลือกหุ้นและสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่เริ่มมีแนวโน้มเกี่ยวกับกำไร รวมไปถึงแนวโน้มทางด้านราคา

Risk

ถือว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุด โดยหลัก ๆ แล้วจะดูความเสี่ยงทางด้านธุรกิจ รวมไปถึงความเสี่ยงทางด้านราคาที่อาจก่อให้เกิดความผันผวนขึ้นได้

All Weather Strategy (AWS) มีกลยุทธ์อย่างไร?

หลัก ๆ แล้วพอร์ต AWS จะเน้นการสร้างผลตอบแทนผ่านหุ้นเป็นแกนหลัก และเลือกใช้สินทรัพย์อื่น ๆ ในการลดความผันผวนในช่วงตลาดขาลง

สรุปคอนเซปต์พอร์ต AWS ผ่าน GLD

Global – พอร์ต AWS ไม่จำกัดการลงทุนในที่ใดที่หนึ่ง แต่ในทางกลับกันสามารถหาโอกาสลงทุนได้จากทั่วโลก

Long-term – เน้นสร้างผลตอบแทนในระยะยาว และลดความเสี่ยงในช่วงขาลง

Diversified – ใช้สินทรัพย์ทางเลือกในการช่วยลดความเสี่ยง เช่น ตราสารหนี้ และโภคภัณฑ์ต่าง ๆ

ตัวอย่างการวางกลยุทธ์ของพอร์ต AWS ในช่วงที่ผ่านมา

สรุป LIVE พิเศษกับคุณ Andrew Stotz: เผยมุมมองปี 2021 พร้อมอัปเดตพอร์ต All-Weather Strategy

พอร์ต AWS มีการแบ่งสัดส่วนลงทุนในทองคำตั้งแต่ต้นปี 2020 เพื่อลดความเสี่ยง

สรุป LIVE พิเศษกับคุณ Andrew Stotz: เผยมุมมองปี 2021 พร้อมอัปเดตพอร์ต All-Weather Strategy

ลดสัดส่วนหุ้นลงเหลือ 25% ในเดือนมีนาคม หลังตลาดเกิดการพักฐานรุนแรง

สรุป LIVE พิเศษกับคุณ Andrew Stotz: เผยมุมมองปี 2021 พร้อมอัปเดตพอร์ต All-Weather Strategy

ปรับเพิ่มสัดส่วนหุ้นอีกครั้งหลังทาง Fed ทำ QE สนับสนุนช่วยเหลือ

สรุป LIVE พิเศษกับคุณ Andrew Stotz: เผยมุมมองปี 2021 พร้อมอัปเดตพอร์ต All-Weather Strategy

เพิ่มสัดส่วนหุ้นอีกครั้งหลัง Fed ยืนยันที่จะทำมาตรการ QE ต่อไปและลดการถือครองตราสารหนี้ลง

สรุป LIVE พิเศษกับคุณ Andrew Stotz: เผยมุมมองปี 2021 พร้อมอัปเดตพอร์ต All-Weather Strategy

เพิ่มสัดส่วนหุ้นสูงสุดจากทิศทางการมาของวัคซีน และแนวโน้มการลงทุนที่เป็นไปแบบ Risk-On มากขึ้นจึงลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

สรุป LIVE พิเศษกับคุณ Andrew Stotz: เผยมุมมองปี 2021 พร้อมอัปเดตพอร์ต All-Weather Strategy

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

พอร์ต AWS มีการปรับฐานน้อยกว่าดัชนีหุ้นโลกอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ผลตอบแทนยังไม่เทียบเท่า

ข้อเท็จจริงหุ้นเทคฯ ศักยภาพอันเหลือเชื่อ

สรุป LIVE พิเศษกับคุณ Andrew Stotz: เผยมุมมองปี 2021 พร้อมอัปเดตพอร์ต All-Weather Strategy

สัดส่วนกำไร 15% ของ 5,000 บริษัทในสหรัฐเป็นของหุ้นเทคฯ ยักษ์ใหญ่ แสดงให้เห็นถึงการผูกขาด

ในส่วนของคำแนะนำหุ้นเทคฯ อาจลงทุนได้ในระดับปานกลาง จากการขึ้นมาของโจ ไบเดน ที่ไม่ได้มีมาตรการกดดันเรื่องของการผูกขาดเท่ากับ โดนัลด์ ทรัมป์

ดอลลาร์ยังยิ่งใหญ่ แต่อาจถูกกดดัน

การที่ดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลักและใช้กันอย่างแพร่หลายในโลก ทำให้สหรัฐมีอำนาจในการต่อรองกับบริษัทต่าง ๆ ให้ออกจากระบบการค้าได้ เนื่องมาจากการที่ดอลลาร์ใช้ในการค้าขายกันอย่างแพร่หลาย เช่น ในสมัยบารัค โอบามา ทำกับรัสเซีย

แต่การทำแบบนี้อาจทำให้เกิดปัญหาได้ เนื่องจากประเทศต่าง ๆ อาจใช้วิธีรวมตัวกันค้าขาย โดยปราศจากดอลลาร์ ซึ่งอาจทำให้ค่าเงินดอลลาร์ถูกลดอำนาจการต่อรองลง จากปริมาณหมุนเวียนที่ลดลงนั่นเอง ตัวอย่างเช่น การที่จีนและรัสเซียลดการค้าขายผ่านสกุลเงินดอลลาร์ หรือการที่อังกฤษ เยอรมันและฝรั่งเศสค้าขายกับอิหร่านโดยปราศจากสกุลเงินดอลลาร์

สรุป LIVE พิเศษกับคุณ Andrew Stotz: เผยมุมมองปี 2021 พร้อมอัปเดตพอร์ต All-Weather Strategy

จากภาพตัวอย่างข้างต้น รัสเซียงดการสำรองเงินดอลลาร์ครึ่งหนึ่ง ภายในปี 2018 ถึงปี 2019 และหันมาสำรองเงินยูโรและทองคำมากขึ้น

สรุป LIVE พิเศษกับคุณ Andrew Stotz: เผยมุมมองปี 2021 พร้อมอัปเดตพอร์ต All-Weather Strategy

คุณ Andrew Stotz มองว่าภายในไม่กี่ปีนี้อาจเกิดสงครามขึ้นได้ จากการที่ประเทศอื่น ๆ ในโลกลดการใช้เงินดอลลาร์ลง ในขณะที่ทางสหรัฐยังคงต้องการรักษาอำนาจของเงินดอลลาร์ให้คงไว้ แต่ถึงอย่างนั้นในตอนนี้เงินดอลลาร์ยังมีความต้องการสูงและใช้กันอย่างแพร่หลาย

มุมมองตลาดหุ้นสหรัฐ: วัคซีน และมาตรการกระตุ้นจากโจ ไบเดน จะช่วยตลาดหุ้นเดินหน้าต่อไป แต่ยังอาจมีความเสี่ยงที่วัคซีนล้มเหลว จึงไม่ควรถือครองหุ้นแบบ 100%

มุมมองตลาดหุ้นจีน: มีการควบคุมโรคระบาดที่ดี มีการฟื้นตัวของการบริโภคภายในที่ดี และในปีข้างหน้าตลาดเอเชียและจีนอาจเป็นไปในทิศทางที่ดี

มุมมองตลาดหุ้นยุโรป: อาจมีแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้น แต่ยังมีแรงกดดันจากเรื่องของ Brexit

สรุปสัดส่วนหุ้น ณ ปัจจุบันของ All Weather Strategy

สรุป LIVE พิเศษกับคุณ Andrew Stotz: เผยมุมมองปี 2021 พร้อมอัปเดตพอร์ต All-Weather Strategy

สัดส่วนหุ้นของ AWS ยังคงเน้นหุ้นเอเชียเป็นหลัก จากการที่ตลาดหุ้นสหรัฐมีมูลค่าเกินตัวค่อนข้างสูง และหนี้สินของทางรัฐที่เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังมีแรงกดดันทางการเมือง รวมถึงการว่างงานที่ยังสูงอยู่

ดูไลฟ์ฉบับเต็มได้ที่ https://youtu.be/cRX9NqWkWpA

เรียบเรียงโดย

Mr. Serotonin

คำเตือน
ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน  | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เดลต้า VS เทสลา

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
เดลต้า VS เทสลา

สิ้นปี 2562 หุ้นเดลต้ามีราคา 53.5 บาท  ต้นปี 2563 เกิดวิกฤติโควิด-19 และต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ที่ 15 มกราคม 2564 เป็นเวลาประมาณ 1 ปีเศษ หุ้นเดลต้ามีราคา 580 บาท  มูลค่าหุ้นทั้งหมดหรือ Market Cap. เพิ่มขึ้นจากประมาณ 6.7 หมื่นล้านบาทเป็น 7.2 แสนล้านบาท คิดแล้วเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงกว่า 10 เท่าในเวลาเพียงปีเดียว  และทำให้หุ้นเดลต้ากลายเป็นหุ้นที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากหุ้นขนาดกลางที่ยังไม่ติดเข้ามาในดัชนี SET 50 ที่ไม่ไปไหนมาหลายปี

ในเวลาเดียวกันนั้น  หุ้นเทสลา มีราคาประมาณ 86 เหรียญสหรัฐและก็ไม่ได้ไปไหนมานานก็ขยับขึ้นฝ่าวิกฤติโควิด-19 มาจนถึงวันนี้มีราคา 826 เหรียญหรือโตขึ้นเกือบ 10 เท่า ในเวลาเพียงปีเดียว และทำให้หุ้นมี Market Cap. หรือมูลค่าตลาดประมาณ 7.8 แสนล้านเหรียญหรือ 23.5 ล้านล้านบาท กลายเป็นหุ้นใหญ่ประมาณอันดับ 5-6 ของตลาดหุ้นอเมริกาและของโลกจากบริษัทระดับกลาง ๆ ที่ยังไม่ถูกคำนวณในดัชนี S&P 500 และนี่ก็คือความเหมือนกันของหุ้นทั้งสองตัวที่ทุกคนต่างก็ “ตะลึง” แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้น  ทั้งสองบริษัทหรือสองหุ้นยังมีอะไรเหมือนกันมากกว่านั้น  เรามาดูกัน

เทสลาเป็นผู้นำในการผลิตรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่กำลังเป็นกระแสหรือเมกาเทรนด์ใหม่ของโลก  อย่างไรก็ตาม  ยอดขายรถยนต์ของบริษัทก็ยังน้อยมากเพียงประมาณ 500,000 คัน ในปีที่ผ่านมาเทียบกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้าที่ขายถึงประมาณ 10 ล้านคันต่อปี  กำไรของบริษัทก็น้อยมากและเพิ่งจะเริ่มกำไรหลังจากที่ขาดทุนมานานและก่อนหน้านั้นแค่ 1-2 ปี ยังทำให้อีลอน มัสก์ เจ้าของบริษัทต้องประกาศขายอสังหาริมทรัพย์และอื่น ๆ  เพื่อ “พยุง” ตัวให้รอดจากภาวะยากลำบากทางการเงิน  แต่ภายหลังหุ้นเทสลาดีดตัวขึ้นมาแรงกลับทำให้เขากลายเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกเพราะถือหุ้นเทสลาประมาณ 25% ของบริษัท

หุ้นเทสลาขึ้นมาแรงมากในครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะมาจากสตอรี่หรือข่าวดีต่าง ๆ  ซึ่งรวมถึงการที่บริษัทเริ่มมีกำไรและโรงงานที่จีนประสบความสำเร็จในการผลิตอย่างสูง  นอกเหนือจากนั้นก็อาจจะเป็นเพราะว่าคนหรือนักลงทุนเริ่มเห็นว่าบริษัทจะเริ่ม  “Take of” หรือตั้งตัวได้เต็มที่พร้อมที่จะ “ออกบิน”  แล้วจึงเริ่มเข้ามาซื้อหุ้นกันอย่างหนักซึ่งส่งผลให้หุ้นวิ่งขึ้นอย่างแรงหลังจากที่หุ้นนิ่งและประสบกับอุปสรรคมานานไม่ต่ำกว่า 4-5 ปีตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์  และเมื่อหุ้นเริ่มปรับตัวขึ้นแรง  นักเก็งกำไรก็คงตามแห่เข้ามาซื้อเพราะกลัว “ตกรถ”  กลัวจะพลาดโอกาสในการทำเงินจาก  “กระแสใหม่”  ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกของรถยนต์ไปตลอดกาลคล้าย ๆ  กับกระแสของการ “ปฏิวัติดิจิตอล” ที่ทำให้ผู้นำโลกอย่างเฟซบุคและอะเมซอนมีมูลค่าหุ้นสูงมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

แต่ในสายตาของนักวิเคราะห์จำนวนมากรวมทั้งผมเองนั้นคิดว่าเทสลาอาจจะมีความแตกต่างในแง่ที่ว่ามันเป็นผู้ผลิตสินค้าที่จับต้องได้ที่มักจะไม่สามารถทำกำไรได้แบบ “ทวีคูณ” เมื่อยอดขายมากขึ้น  เหตุผลก็เพราะว่าทุกครั้งที่ยอดขายเพิ่มขึ้น  ต้นทุนก็จะเพิ่มตามในอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกับของเดิม  ดังนั้น  กำไรก็จะเพิ่มตามกันไปในอัตราส่วนใกล้เคียงกับของเดิม  ในขณะที่หุ้นดิจิตอลนั้น  เวลามีคนใช้บริการมากขึ้น  ต้นทุนที่เพิ่มจะน้อยมากเพราะต้นทุนในการทำระบบนั้นได้จ่ายไปหมดแล้ว  ทำให้เมื่อถึงจุดเริ่มกำไรแล้ว  หลังจากนั้นกำไรจะโตมากเป็นทวีคูณ  อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้บริษัทผู้ผลิตเสียเปรียบก็คือ  มันจะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “Network Effect” นั่นก็คือ  คู่แข่งสามารถเข้ามาแข่งขันได้เสมอตราบที่สามารถเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน  ในขณะที่หุ้นดิจิตอลอย่างเฟซบุคเองนั้น คู่แข่งจะเข้ามายากมากเพราะผู้ใช้บริการต้องการใช้บริการของบริษัทที่มีเครือข่ายที่ใหญ่กว่า มากกว่าเรื่องของคุณภาพและราคา

ดังนั้น  โดยสรุปแล้ว  มีคนจำนวนมากไม่เชื่อว่าราคาหุ้นเทสลาที่ขึ้นไปนั้นสอดคล้องกับ “พื้นฐาน” ที่ควรเป็นของเทสลา  คนเชื่อว่านี่เป็นราคาที่เกิดจากการเก็งกำไรสุดโต่งอานิสงส์ส่วนหนึ่งจากการที่สภาพคล่องทางการเงินของโลกสูงลิ่ว  อย่างไรก็ตาม  ไม่มีใครคิดว่าหุ้นตัวนี้มีคนปั่นหรือหุ้นถูก “Corner” อย่างตั้งใจโดยคนใดหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  เพราะว่าหุ้นเทสลานั้นมีผู้ถือหุ้นกระจายตัวมากและประวัติเรื่องการคอร์เนอร์หุ้นในอเมริกานั้นมีน้อยมาก

บริษัทเดลต้ามีความคล้ายกับเทสลาในแง่ที่ว่าเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเลคโทรนิกส์ให้แก่บริษัทผู้ผลิตสินค้า  “ไฮเท็ค” ทั่วโลก  โดยเฉพาะด้านของการสำรองพลังงาน  ว่าที่จริงเทสลาก็น่าจะเป็นลูกค้าด้วยเพราะชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าก็คือพลังงานจากแบตเตอรี่ที่ถูกสำรองไว้  ดังนั้น  สตอรี่ของเดลต้าก็คือการเกาะไปกับเมกาเทรนด์ส่วนนี้ด้วย  ข่าวที่ว่ารายได้และกำไรของบริษัทกำลังจะโต “ก้าวกระโดด” หลังจากที่นิ่งมาไม่น้อยกว่า 4-5 ปีจึงไป “ปลุกหุ้น” ให้วิ่งขึ้นมาและก็คงคล้าย ๆ กับเทสลาที่เมื่อนักลงทุนเห็นหุ้นวิ่งขึ้นมารุนแรงก็แห่กันเข้ามาซื้อส่งผลให้หุ้นวิ่งขึ้นไปอีกและวิ่งขึ้นไปมากเสียยิ่งกว่าหุ้นเทสลา  ซึ่งคนดูว่า  “ไม่น่าเป็นไปได้” เพราะเทสลานั้นเป็นผู้นำที่ขายความไฮเท็ค  ในขณะที่เดลต้านั้นเป็นแค่ผู้ผลิตชิ้นส่วน  ไม่ได้เป็นคนที่จะ “เปลี่ยนโลก”

แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ  หุ้นเดลต้านั้นมีหุ้น Free Float หรือหุ้นที่อยู่ในมือนักลงทุนที่พร้อมขายน้อยมาก  ในขณะที่หุ้นเทสลาอาจจะมีฟรีโฟลท 75% หุ้นเดลต้าน่าจะมีฟรีโฟลทไม่เกิน 25% ดังนั้น  โอกาสที่หุ้นเดลต้าจะถูก Corner ทั้งอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจจึงสูงกว่ามาก  ว่าที่จริงก่อนเริ่มวิ่งนั้น  หุ้นเดลต้าหรือหุ้นฟรีโฟลทของเดลต้านั้นไม่ได้สูงเลย  และอยู่ในวิสัยที่นักลงทุนรายใหญ่ของไทยสามารถที่จะคอร์เนอร์ได้อย่างไม่ยากเย็น  ว่าที่จริงหุ้นตัวอื่นที่มีฟรีโฟลทระดับเดียวกันหลาย ๆ  ตัวก็น่าจะเคยหรือกำลังถูกคอร์เนอร์กันมาแล้วจนมีมูลค่าหุ้นเป็นแสนล้านบาท  หุ้นเดลต้าก็อาจจะเป็นเพียงอีกตัวหนึ่งที่ถูกคอร์เนอร์เหมือนกัน  เพียงแต่ว่าการคอร์เนอร์อาจจะรุนแรงกว่ามาก  อาจจะเนื่องจากโครงสร้างผู้ถือหุ้นและการเป็นหุ้นของ  “ต่างชาติ” ที่ทำให้ราคาหุ้น  “หลุดโลก”

หุ้นเทสลากับหุ้นเดลต้ายังมีความคล้ายกันในแง่ที่ว่า  หลังจากที่หุ้นขึ้นไปสูงมากและปริมาณการซื้อขายสูงลิ่วอานิสงส์จากการเก็งกำไรกันอย่างรุนแรง  ทำให้เข้าเกณฑ์ที่จะถูกรวมอยู่ในดัชนี S&P 500 และ SET 50 ตามลำดับ  ผลจากการนั้นจะทำให้กองทุนอิงดัชนีทั้งหลายที่มีจำนวนมากต้องเข้ามาซื้อหุ้นไม่ว่าจะมีราคาเท่าไร  กองทุนจะต้องซื้อหุ้น  “ตามสัดส่วน” ของ Market Cap.  ซึ่งในขณะนี้มูลค่าของหุ้นทั้งสองก็สูงมากเมื่อเทียบกับดัชนี  ผลก็คือ  จะมี “แรงซื้อ” หุ้นทั้งสองตัวเข้ามามหาศาลในวันที่มันถูกนำเข้ามาคำนวณ  ผลก็คือ  ถ้าหุ้นถูกคอร์เนอร์อยู่แล้ว  มันก็จะถูกคอร์เนอร์แน่นเข้าไปอีก  ราคาหุ้นก็อาจจะต้องวิ่งขึ้นไปอีกจนกว่าคอร์เนอร์จะ “แตก”  และเมื่อถึงวันนั้น  ความเสียหายหรือกำไรที่จะได้รับสำหรับบางคนก็จะมหาศาล

หุ้นเทสลานั้น  กำลังถูกชอร์ตอย่างแรงโดยคนที่คิดว่าหุ้นเทสลานั้น “แพงหลุดโลก” และจะต้องตกลงมาอย่าง “หายนะ” ปริมาณการขายชอร์ตในขณะนี้น่าจะ “มากที่สุดในโลก” ที่ประมาณ 3.7 หมื่นล้านเหรียญหรือกว่า 1 ล้านล้านบาท  เซียนหรือ “ตำนานนักชอร์ต” ที่เคยทำกำไรมหาศาลจากการชอร์ตตราสารซับไพร์มคือ  Michael Burry กำลังพนันอย่างเต็มที่ว่าหุ้นเทสลาจะต้อง “พังทลาย” เราคงต้องดูกันว่าใครจะพัง  ว่าที่จริงคนที่เคยชอร์ตหุ้นเทสลาในปีก่อน “เจ๊ง” ไปแล้วประมาณ 3.8 หมื่นล้านเหรียญเพราะหุ้นขึ้นไปเรื่อยและแพงเวอร์มาทั้งปี  นักวิเคราะห์หลายคนรวมถึงอีลอน มัสก์ บอกว่าคนที่ชอร์ตต่างหากที่จะต้องพังเพราะจะถูก “บี้” ให้ต้องกลับไปซื้อหุ้นที่ราคาแพงขึ้นไปอีก  คนทั่วโลกกำลังหลงรักเทสลา

หุ้นเดลต้านั้น  ตั้งแต่มีประเด็นว่าอาจจะถูกปั่นหรือคอร์เนอร์หุ้นในช่วงเร็ว ๆ นี้ก็มีการปรับตัวลงมาบ้างแต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงมาก  ตลาดหลักทรัพย์และคนที่เกี่ยวข้องเองต้องออกมาเสนอมาตรการเกี่ยวกับเรื่องฟรีโฟลทเพื่อป้องกันไม่ให้การเกิดการคอร์เนอร์หุ้นอย่างง่าย ๆ ก็ยังไม่ได้ข้อยุติ  ในเวลาเดียวกัน  ดูเหมือนว่าคนก็ยังเล่นกันอย่างหนัก  ราคาหุ้นผันผวนวันละเป็น 10บวกลบเป็นเรื่อง “ปกติ ผมเองไม่แน่ใจว่าเมื่อมาตรการออกมาจะทำให้หุ้นสงบลงและราคาสะท้อนพื้นฐานที่แท้จริงเมื่อไร  และเคยสงสัยว่าเราจะ “ขายชอร์ต หุ้นเดลต้าได้ไหม  เพราะผมรู้สึกว่าราคานี้ยังไงก็รับไม่ได้  แต่เมื่อตรวจสอบกับโบรกเกอร์ของผมดูแล้วก็พบว่า  ในกรณีของหุ้นเดลต้าไม่น่าจะทำได้  เพราะไม่มีคนให้ยืมหุ้นหรือถ้าให้ยืมแล้วมาขอคืนเราก็ “ตาย ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว  กรณีของหุ้นเดลต้าก็ไม่ต้องสนใจที่จะเข้าไป “หาเงินจากความผิดพลาดของตลาด”  แต่แค่เอาไว้ศึกษาว่าความคิดของเราถูกต้องไหม  แค่นั้น

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://blog.settrade.com/blog/nivate/2021/01/18/2449

เจาะลึกกองทุน ARK ทั้งหมดในประเทศไทย [Download Slide]

FINNOMENA Reporter

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี! Presentation – เจาะลึกกองทุน ARK ทั้งหมดในประเทศไทย

กด “ที่นี่” เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

ดูผ่าน Facebook ได้ที่ :
https://www.facebook.com/finnomenaopportunity/videos/2559202231045987/

ดูผ่าน Youtube ได้ที่ :
https://youtu.be/HyTY8jwQzYc

 


กดติดตามเพจ The Opportunity ได้ที่ : https://www.facebook.com/finnomenaopportunity/

ถึงเวลาปรับพอร์ต: GOAL, 1st Million, All Balance (มกราคม 2021)

FINNOMENA Investment Team
ถึงเวลาปรับพอร์ต: GOAL, 1st Million, All Balance (มกราคม 2021)

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปี 2020 ที่ผ่านมานั้น เป็นปีที่เต็มไปด้วยความผันผวน จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ลุกลามทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ทั้งกรณีการเมืองระหว่างประเทศที่ตึงเครียดมากขึ้น รวมไปถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสถานการณ์เหล่านั้นล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานของการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลต่อมุมมองการลงทุนของ FINNOMENA Investment Team อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำให้ Goal, 1st Million และ All Balance Port ซึ่งเป็นพอร์ตการลงทุนแบบ Strategic Asset Allocation ที่จัดสัดส่วนการลงทุนด้วย  Black-Litterman Model หัวใจของ FINNOMENA Robo-Advisor ที่ผสมผสานระหว่างโมเดลทางคณิตศาสตร์ที่ช่วยคำนวณค่าสถิติในอดีต กับ มุมมองการลงทุนในอนาคตจากผู้แนะนำการลงทุนนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการปรับสัดส่วน เพื่อสะท้อนมุมมองดังกล่าว

พร้อมดัวยการ Rebalance ซึ่งคือการเข้าซื้อเพิ่มในกรณีที่สินทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่งในพอร์ตราคาปรับลงมาก การขายทำกำไรในกรณีที่สินทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่งราคาปรับเพิ่มขึ้นมาก หรือเป็นกลไกการ “ซื้อถูกขายแพง” นั่นเอง ซึ่งเป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

ด้วยปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำให้ปรับสัดส่วนการลงทุน ดังนี้

FINNOMENA Recommended

ที่สำคัญนักลงทุนทุกท่าน นอกจากปรับสัดส่วนการลงทุนแล้ว อย่าลืมปรับแก้คำสั่งซื้อแบบ DCA ให้เป็นไปตามสัดส่วนของพอร์ตการลงทุนแนะนำสำหรับแผนการลงทุน 1st Million และ Goal โดยสามารถศึกษาวิธีการปรับเปลี่ยนได้จากลิ้งค์นี้

แอปพลิเคชัน: https://www.youtube.com/watch?v=wOyQnLiePNI
เว็บไซต์: https://www.youtube.com/watch?v=Q6T1wIpShQ4

โปรดคลิกที่รูป เพื่อดูรูปภาพขนาดเต็ม

Goal DCA 20,000 THB Down

ถึงเวลาปรับพอร์ต: GOAL, 1st Million, All Balance (มกราคม 2021)Goal DCA 20,000 THB Up

ถึงเวลาปรับพอร์ต: GOAL, 1st Million, All Balance (มกราคม 2021)

1st Million

ถึงเวลาปรับพอร์ต: GOAL, 1st Million, All Balance (มกราคม 2021)

All Balance

ถึงเวลาปรับพอร์ต: GOAL, 1st Million, All Balance (มกราคม 2021)

โดยการแจ้งเตือนปรับพอร์ตการลงทุน ระบบจะแจ้งเตือนลูกค้าอีกครั้งภายในระยะเวลา 2 อาทิตย์ต่อจากนี้ โดยพิจารณาถึงสภาวะตลาดในระยะสั้นอันใกล้นี้ด้วย ซึ่งจะทำให้พอร์ตการลงทุนแต่ละระดับความเสี่ยงได้รับคำแนะนำในเวลาที่ไม่ตรงกัน อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนต้องการที่จะปรับพอร์ตตามคำแนะนำดังกล่าวก่อนล่วงหน้า สามารถที่จะทำรายการได้ด้วยตนเองผ่าน Website, Mobile  Application ได้

ที่สำคัญนักลงทุนทุกท่านอย่าลืมปรับแก้คำสั่งซื้อแบบ DCA ให้เป็นไปตามสัดส่วนของพอร์ตการลงทุนแนะนำสำหรับแผนการลงทุน 1st Million และ Goal โดยสามารถศึกษาวิธีการปรับเปลี่ยนได้จากลิ้งค์นี้แอปพลิเคชัน:https://www.youtube.com/watch?v=wOyQnLiePNI
เว็บไซต์:https://www.youtube.com/watch?v=Q6T1wIpShQ4

 

FINNOMENA Investment Team

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัว ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย

ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด (จำนวนจำกัด)

FINNOMENA Investment Team

     Weekly Market Insight ประจำสัปดาห์ 18-22 /01/64

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์”

(ถ้าเปิดจากโทรศัพท์ คลิกเข้าไปแล้ว ให้กดดาวน์โหลดมุมขวาบน ไม่สามารถดูแบบ preview ได้)

พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

เดฟเรนเจอร์
พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

มาจะกล่าวบทไป ตอนที่แล้วผมเล่าเรื่องว่ากองทุนคืออะไรในบทความ “คัมภีร์มหากาพย์ กองทุนรวม คืออะไร? มือใหม่อ่านที่นี่ ครบจบที่เดียว

ทีนี้ก็เริ่มมีคนสงสัยครับว่าถ้าจะลงทุนกองทุนเนี่ย ต้องไปลงที่ไหน อะไรยังไง เริ่มเปิดบัญชีอย่างไรดี ก็เลยจะมาสรุปคร่าว ๆ ให้ฟังว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง แล้วจะลองพาไปเปิดกันออนไลน์เลย

พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม กรอกไม่เกิน 15 นาที เทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

Highlights

1.   เปรียบเทียบทุกแง่มุม เปิดบัญชีกองทุนที่ไหนดี ?

2.   ลองพาไปเปิดบัญชีกับ FINNOMENA PORT ดู กรอกเต็มที่ไม่เกิน 5 นาที

เปรียบเทียบกันก่อนว่าจะเริ่มลงทุนกองทุน เปิดบัญชีที่ใดได้บ้าง

1. ธนาคาร/บล. (บริษัทหลักทรัพย์) ในเครือ

พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม กรอกไม่เกิน 15 นาที เทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

ตัวเลือกแรกๆ ที่คนมักจะนึกถึง ปัจจุบันเกือบทุกธนาคารก็มักจะมีบริการให้นักลงทุนทุกท่านเข้าไปเปิดบัญชีกองทุนรวมได้ง่ายๆ เพียงแค่เดินเข้าไปที่สาขาธนาคารและแจ้งความประสงค์กับพนักงานสาวสวยที่รอต้อนรับทุกท่านอยู่

อย่างไรก็ตามการเปิดบัญชีกับธนาคารนั้นบางแห่งยังสามารถซื้อขายได้เฉพาะกับกองทุนของ บลจ. (บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน) ในสังกัดเท่านั้น (ในสังกัดเช่น Kbank กับ KAsset)

พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง
SCBS Easy Invest Application

พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง
TISCO Wealth Advisory

อย่างไรก็ตามบางธนาคารก็เริ่มที่จะเปิดตัว Platform ที่สามารถซื้อได้ต่างธนาคารมากขึ้น เช่น TISCO Wealthหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ (SCBS), และอื่นๆ ซึ่งในที่นี้ถ้าใครยังคุ้นเคยกับการทำธุรกรรมการเงินกับธนาคาร มีการเข้าออกธนาคารบ่อยๆ ก็อาจจะเลือกทางเลือกนี้ได้ทันที

พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

KBank Private Banking

พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

TMB Smart Port

นอกเหนือไปจากนั้นบางธนาคารก็เริ่มจะมีการให้คำแนะนำในการลงทุนด้วยทั้งสำหรับลูกค้าที่มีสินทรัพย์สูง (High Net Worth) ระดับหลายล้านขึ้นไปอย่างของ Kbank Private Banking , KTB Precious หรือบางเจ้าอย่าง TMB Smart Port ก็เริ่มลงมาให้คำแนะนำสำหรับลูกค้าทั่วไป เงินลงทุนขั้นต้น 10,000 บาทเป็นต้น อย่างเจ้าหลังมีการงดเว้นค่าธรรมเนียมการซื้อเข้า ออก (Front/Backend Fees) ให้ลูกค้าด้วยนะครับ เรียกได้ว่าแข่งขันกันดุเดือดเลย แต่ผลประโยชน์ก็มาตกที่นักลงทุนอย่างพวกเรานี่แหละ 🙂

2. เปิดกับหลักทรัพย์ บล.(บริษัทหลักทรัพย์) ที่เน้นความเป็น Fund Supermart

พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม กรอกไม่เกิน 15 นาที เทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

เปิดบัญชีที่เดียว มั่นใจได้ว่าซื้อได้ครบ จบทุกบลจ. (บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน) อันนี้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจครับ โดยมีผู้เล่นรายใหญ่ๆ ที่ผู้เขียนรู้จักอย่าง Nomura iFund, Phillip Fund Supermart และอื่นๆ รวมไปถึง FINNOMENA ที่ผู้อ่านกำลังอ่านอยู่นี่ด้วยครับ

ข้อดีของการเปิดบัญชีลงทุนกับบริษัทเหล่านี้ ที่แน่ๆ นอกเหนือจากซื้อได้หลายบลจ. (ยังไงเช็กแต่ละเจ้าอีกที อาจจะมีแตกต่างกันบ้าง 2-3 บลจ.) แบบไม่มีข้อกังขาแล้ว ค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นก็เท่ากับที่เราซื้อกับธนาคารหรือบลจ. เป๊ะๆ เลย เพราะบริษัทเหล่านี้ทำรายได้จากการขอแบ่งค่าธรรมเนียมด้านหลังกับ บลจ. อีกที ตัวอย่างแบบจำลองตัวเลขขึ้นมา ดังนี้ครับ

ปกติซื้อกอง A ผ่านบลจ. A ค่าธรรมเนียม 1 บาท บลจ. A ได้ค่าธรรมเนียมเต็มๆ

พอเรามาซื้อที่บล.เหล่านี้กอง A ค่าธรรมเนียม 1 บาทเหมือนกัน แต่ 50 สตางค์ไปอยู่ที่บล. และ อีก 50 สตางค์แบ่งเข้าบลจ.ไป

เรื่องความปลอดภัยหลายคนอาจจะมองว่าไม่มั่นคงเท่าธนาคาร แต่ความจริงคือ บริษัท บล. เหล่านี้มีหน้าที่รับคำสั่งจากลูกค้าและสิ้นวันส่งเงินไปให้ธนาคารพาณิชย์ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์กองทุนต่างๆ ที่นักลงทุนได้เลือกลงทุนไป ไม่ได้เก็บที่บล.เหล่านี้แต่อย่างใด

ถ้า บล. พวกนี้มีอันเป็นไป ต้องปิดกิจการ เงินเราก็ไม่หายไปไหน อยู่ที่ บลจ. ปลายทางครับ ไม่ต้องห่วง

พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

ระบบคัดเลือกกองทุนและให้คำแนะนำของ Nomura

พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

ระบบคัดเลือกกองทุนและให้คำแนะนำของ Phillip

พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง
ระบบคัดเลือกกองทุนและให้คำแนะนำของ FINNOMENA

สำคัญที่สุดทุกที่ก็ดูเหมือนจะมีคำแนะนำแถมให้ทุกที่เลย และผู้เขียนก็คิดว่าดีกรีความเป็นกลางของแต่ละแห่งนั้นน่าจะสูงพอตัว กองไหนดีบอกดี กองไหนไม่ดีบอกไม่ดี เพราะธรรมชาติของธุรกิจ ไม่ว่าเขาแนะนำไปลงกองทุนที่ไหนก็ได้ค่าธรรมเนียมเหมือนกัน หลายๆแห่งจึงสร้างระบบให้คำแนะนำในการลงทุนขึ้นมาเป็นส่วนเสริม เพิ่มเติมช่วยเหลือนักลงทุนด้วยว่า ควรลงกองทุนใดดี ควรจัดพอร์ตอย่างไร ของ Nomura จะชื่อ NOMURA IWEALTH ส่วนของ FINNOMENA ชื่อ FINNOMENA PORT นั่นเองครับ

กลับมาที่คำถามหลักของเรา แล้วเราจะรู้ว่าแบบไหนจะเหมาะกับเรา? ส่วนตัวผมคิดว่าตรงนี้อาจจะต้องลองเข้าไปศึกษาในเว็บไซต์/ขอข้อมูลจากพนักงานของแต่ละที่ดูได้ครับ แต่ละที่ก็จะมีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป มีคุณภาพคำแนะนำที่แตกต่างกันออกไป หรือบางท่านลองใช้วิธีเปิดบัญชีแล้วลองโหลดแอพมาเล่นดูเลยก็ได้ครับ เพราะหลายๆที่สามารถเปิดบัญชีได้โดยไม่ต้องเสียเงิน หรือลงทุนก่อนแต่อย่างใด ผมรวบรวมลิ้งค์มาให้แล้วข้างล่างครับ

Nomura iFUND Phillip Fund SuperMart FINNOMENA

ลองพาไปเปิดบัญชีกับ FINNOMENA PORT ดู


พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

ก็ไหนๆ มาเขียนที่ FINNOMENA เลยอยากจะพาลองใช้ FINNOMENA PORT ดูครับ โดยเบื้องต้นเนี่ย

  1. จำนวนบลจ. – FINNOMENA ซื้อได้ 15 บลจ. (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.ค. 2562) ซึ่งยังขาดบลจ. ดังๆ อย่าง บัวหลวง ธนชาติ ภัทร แต่เห็นทีมงานกระซิบมาว่าไม่เกินเดือน 7 เดือน 8 นี้ 3 บลจ. นั้นได้ชัวร์ ยังไงเดี๋ยวอัพเดทให้อีกทีครับ อัพเดท 14 ม.ค. 64 ปัจจุบันซื้อกองทุนได้ 19 บลจ. รวมบัวหลวง ธนชาติ ภัทร ไปเรียบร้อยแล้วครับ บลจ.ชั้นนำ ซื้อได้ทุกที่แล้ว และล่าสุด สามารถซื้อกองทุน SSF RMF จาก 5 บลจ. ได้แล้วครับ
  2. ไม่ต้องนั่งส่งเอกสาร – อัพเดท 10 ส.ค. 2562 ตอนนี้เปิดบัญชีผ่านแอพพลิเคชันอยู่บ้าน แค่กรอกข้อมูลและถ่ายรูปบัตรประชาชน ไม่เกิน 1-2 วันทำการ พร้อมซื้อได้เลย ไม่ต้องส่งเอกสารอะไรทั้งสิ้น
  3. ความปลอดภัย – ขึ้นทะเบียนกับ กลต. แล้ว ดูได้ที่ เว็บกลต. อยู่ อยู่ในโครงการ 5 ขั้นมั่นใจของกลต ระบบงานเบื้องหลังใช้ระบบ FundConnext ในการส่งคำสั่งซื้อขายกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  4. ความสะดวกสบาย – มี App ทั้ง iOS , Android หรือจะซื้อขายผ่านเว็บไซต์ก็ได้ ทำซื้อรายเดือน DCA รวมถึงบางคนไม่ถนัดก็ยังโทรมาทำรายการได้ที่ 02-026-5100 หรือคุย LINE ที่ @FINNOMENAPORT
  5. ฟรี – ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เปิดบัญชีทิ้งไว้ก่อนก็ฟรี ลงทุนในกองทุนค่าธรรมเนียมก็เท่ากับที่ซื้อกับทุกที่นั่นแหล่ะครับ ส่วนใครมือใหม่อยากลองลงทีละนิดก็ทำได้ กองบางกองขั้นต่ำ 1 บาทเท่านั้น
  6. ของแถม – เป็นเรื่องการให้ข้อมูลข่าวสารการลงทุนผ่านหน้าเว็บ LINE Facebook ดูข้อมูลหุ้น กองทุน รวมถึงทุกคนที่เปิดบัญชีลงทุนที่นี้ สามารถใช้บริการ Hybrid-robo Advisor รับคำแนะนำสถานการณ์ตลาด และการปรับพอร์ตกองทุนแบบถึงพริกถึงขิง (ขั้นต่ำแค่ 5,000 บาทเท่านั้นด้วย) เยอะไปหมด ยังไม่อยากเล่าในบทความนี้เดี๋ยวจะยาวไปครับ เอาเป็นว่าไปดูข้อมูลได้ที่ บทความ , PORT , FUND , STOCK ลองคลิกแต่ละอันเล่นดูครับ

มาเริ่มกันเลย

1. เข้าไปสร้างแผนการลงทุนแบบ Do-it-yourself (DIY) กัน

ใครกดผ่านเว็บเข้าไปที่ finnomena.com/port แล้วกด “ลองใช้งาน PORT” ได้เลยครับ

ส่วนใครกดผ่านแอพ โหลดมา แล้วเลือก Tab ที่ 2 “Port” แล้วกด “ลองใช้ FINNOMENA PORT” ได้เลยครับ

ตรงนี้แนะนำถ้าเป็นไปได้โหลดแอพมาตั้งแต่เนิ่นๆจะดีกว่าครับ เพราะว่าปัจจุบันการเปิดบัญชีแบบไม่ต้องส่งเอกสารเนี่ย ทำได้เฉพาะในแอพพลิเคชันอยู่ เพราะต้องมีการให้เซ็นชื่อลงในแอพด้วยครับ
แต่ถ้าใครไม่สะดวก ยังอยากใช้ผ่านเว็บก็ยังทำได้อยู่ แต่ต้องส่งเอกสารเข้ามาทางไปรษณีย์นะครับ 🙂

2. เข้ามาแล้ว จะเจอหน้าให้เลือกแผนการลงทุน ตรงนี้มีแผนให้เลือกเยอะ ถ้าอยากรู้ว่าอันไหนเป็นอย่างไรก็ลองเล่นดูก่อนก็ได้ครับ

โดยแผนพวกนี้จะปรับตามเป้าหมายการลงทุนของนักลงทุน และคอยบอกว่าควรซื้อ ขาย กองทุนในเวลาใดด้วย แต่ ณ ตอนนี้ เราข้ามไปก่อน เราเน้นซื้อขาย บลจ. ตามใจเราต้องการ เลื่อนมาล่างสุดจะเจอแผนที่ชื่อว่า DIY ครับ กดเข้าไปเลย

เข้ามาจะมีให้ใส่ เงินที่พร้อมลงทุน ก็ใส่คร่าวๆ ที่ประมาณไว้ก็ได้ครับ ตรงนี้แก้ไขทีหลังได้ ไม่ซีเรียส

3. เมื่อสร้างแผนเสร็จพอจะกดบันทึกแผน

โดยระบบจะพาท่านไปสมัครสมาชิกกับทางเราก่อนครับ ตรงนี้ใครยังไม่เคยสมัครก็สมัครได้เลยครับ

พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

4. เมื่อสมัครแล้วกลับมา จะเข้าหน้าให้กรอกข้อมูลสำหรับบันทึกแผนการลงทุน

สามารถใส่ชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์และอีเมลได้เลยครับ

5. ขั้นตอนต่อมาก็จะเริ่มนำท่านไปสู่การเปิดบัญชีลงทุนจริงๆ แล้วครับ

ผมจะขออนุญาตอธิบายการเปิดบัญชีผ่านแอพพลิเคชันก่อนนะครับ

พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

6. กรอกเบอร์โทรศัพท์เพื่อรับรหัส Password

ตรงนี้จะเป็นการยืนยันว่าโทรศัพท์มือถือเป็นของคุณจริงๆนะครับ กรอกเบอร์มือถือเสร็จ จะมี SMS ส่งรหัสเข้าไป เพียงแต่นำมากรอกลงในแอพเป็นอัพเรียบร้อย

7. กรอกรหัส PIN สำหรับซื้อขายตามที่ต้องการ

ตรงนี้เป็นเลขรหัสที่จำเป็นต้องจำไว้นะครับ ใช้สำหรับการทำรายการซื้อ/ขายกองทุนที่จะเกิดขึ้น

 

8. เลือกรูปแบบการเปิดบัญชี

ตอนนี้ FINNOMENA มีการเปิดบัญชีแบบไม่ต้องส่งเอกสาร (Paperless) ที่ให้คุณนั่งกรอกง่ายๆจากบ้านเป็นอันเรียบร้อยครับ ใครอยากลองกดที่ปุ่มสีส้มในรูปได้เลย

ส่วนใครที่ยังสะดวกเซ็นเอกสารในกระดาษแล้วส่งมาทางไปรษณีย์ก็ยังสามารถทำได้ครับผม ด้วยการคลิกตรง “หรือ ต้องการเปิดบัญชีแบบเอกสาร และส่งทางไปรษณีย์” ซึ่งจะมีให้กรอกอีเมลที่ประสงค์จะให้ทาง FINNOMENA ส่งเอกสารเปิดบัญชีไปให้ครับ

พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

นักลงทุนสามารถดาวน์โหลดเอกสารและปริ๊นท์ออกมา เซ็นตามจุดต่างๆ และส่งไปรษณีย์กลับมาทาง FINNOMENA ตามขั้นตอนในอีเมลได้เลย

พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

ไม่เกิน 1 อาทิตย์สามารถเปิดบัญชีได้สำเร็จ จะมีการแจ้งเตือนไปทางอีเมล์และเริ่มลงทุนได้เลยครับ

ส่วนใครที่ถนัดเข้าเว็บไซต์ ก็สามารถกรอกอีเมลเพื่อให้ทางฟินโนมีนาส่งเอกสารไปให้ได้เช่นกันครับ แต่ถ้าใครอยากกรอกออนไลน์ แนะนำให้โหลดแอปฯ เลยครับ

9. กลับมาที่ขั้นตอนเปิดบัญชีผ่านแอปฯ เรามาเริ่มกรอกข้อมูลกันเลย

หลังจากกดปุ่มสีส้มเข้ามา เราจะมี 4 ขั้นตอนให้กรอกนะครับ โดย 3 ขั้นตอนแรก “ข้อมูลเปิดบัญชี”, “แบบประเมินความเสี่ยง”, “ภาพถ่ายบัตรประชาชน” เนี่ยต้องกรอกตั้งแต่แรกเลย แต่ข้อมูลบางอย่างเช่น ข้อมูลคู่สมรสและบุตร / สถานที่ทำงาน เอาไว้กรอกทีหลังได้ครับ เรารู้ว่าหลายๆคนไม่มีเอกสารเหล่านี้อยู่กับตัว เราเลยหยวนๆให้กรอกภายหลังได้ครับ

 

 

10. ข้อมูลเปิดบัญชี

ส่วนนี้ก็จะเป็นพวกชื่อ นามสกุล ความรู้การลงทุน ธนาคารที่ต้องการใช้เพื่อซื้อขายกองทุนครับ

 

11. ข้อมูลระดับความเสี่ยง

ตรงนี้ก็จะเป็นคำถามเพื่อวัดระดับความเสี่ยงด้านการลงทุนครับ นักลงทุนควรจะกรอกให้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุดครับ เพื่อให้ได้รับคำแนะนำการลงทุนที่เหมาะสม

 

12. ถ่ายรูปบัตรประชาชน

ตรงนี้ก็แนะนำว่าควรวางบัตรประชาชนไว้บนกระดาษขาวแล้วค่อยถ่ายนะครับ เพื่อให้เห็นข้อมูลบัตรประชาชนชัดๆ ระวังเรื่องแสงด้วยนะครับ บางทีแสงจ้าๆ ทำให้อ่านข้อความบนรูปยาก และสุดท้ายก็จะเป็นการเซลฟี่กับบัตรประชาชน ข้อควรระวังคือควรถือบัตรประชาชน ไม่ให้บังหน้าตัวเองนะครับ

13.  (ไว้ก่อนได้) ข้อมูลคู่สมรสและบุตร / สถานที่ทำงาน

จนถึงตรงนี้ที่จริงก็สามารถส่งไปเปิดบัญชีก่อนได้แล้วครับ แต่เผื่อไว้สำหรับใครพร้อมก็สามารถกรอกไว้ก่อนได้เลย

 

 

14.  กรอกครบแล้ว ได้เวลาเซ็นชื่อ!

ข้อดีคือสามารถเซ็นลายเซ็นผ่านแอพพลิเคชันได้เลยครับผม ไม่ต้องปริ้นออกมาให้ยุ่งยาก

 

15.  อีกแค่ 1 ขั้นตอน

มาถึงตอนนี้ก็เรียกได้ว่าส่งข้อมูลเปิดบัญชีซื้อขายเรียบร้อยแล้วครับ รอประมาณ 1-2 วันทำการ ทางทีมงานก็จะตรวจเช็คข้อมูลและแจ้งเตือนไปทาง Email และ Notification ว่าทุกอย่างเรียบร้อย แต่ทว่าอีก 1 ขั้นตอนครับ ที่จำเป็นคือต้องทำการแจ้งธนาคารว่ายินยอมอนุมัติหักเงินค่าซื้อกองทุนเสียก่อน เพื่อเวลาเราซื้อ ระบบจะได้หักเงินจากบัญชีได้เลย

ข่าวดีครับ ไม่ต้องไปธนาคาร ไม่ส่งเอกสาร ทำบนแอพเดิมนี่หล่ะ กดเข้าไปที่ “อนุมัติหักบัญชีธนาคารอัตโนมัติ (ATS)” ได้เลย

ตัวอย่างข้างล่างก็จะเป็นการกดอนุมัติสำหรับบัญชีของธนาคารกสิกรไทยครับ สามารถกดเลือกแอปมือถือแล้วเชื่อมบัญชี ระบบก็จะส่งข้อความมายืนยันให้คุณกดผ่านแอพ K-PLUS ง่ายๆ สบายๆ ไปเลย
ตรงนี้ถ้าเป็นธนาคารอื่นอาจจะต้องเข้าไปกดใน Mobile Banking, Internet Banking, ATM แต่ไม่ต้องห่วง เราเขียนขั้นตอนไว้ให้หมดแล้วครับ

โดยระยะเวลาที่ใช้เพื่อรอให้ทีมงานเราเข้าไปอนุมัติจะขึ้นอยู่กับช่องทางที่นักลงทุนทำเข้ามานะครับ แต่บอกได้เลยถ้าเปิดบัญชีมา ข้อมูลถูกต้องครบถ้วน กดอนุมัติบัญชีต่อทันที เต็มที่ อย่างช้าสุด ไม่เกิน 2-3 วันทำการ พร้อมซื้อกองทุนที่คุณชื่นชอบได้แน่นอน


 

ยังไงในขั้นตอนต่างๆถ้ามีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ทาง 02-026-5100 หรือ LINE ที่ @FINNOMENAPORT ได้เลยครับ มีเจ้าหน้าที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ เดี๋ยวไว้ครั้งหน้ามาคุยกันเรื่องการให้คำแนะนำ ในการลงทุนดีกว่า ว่าแต่ละที่จะให้คำแนะนำอย่างไร บางเจ้าเป็น Robo-advisor, Smart Port, Private Wealth เอย น่าสนุกครับ ว่าที่ไหนจะมีจุดเด่น จุดด้อยแตกต่างกันไปอย่างไร สำหรับวันนี้ลาไปก่อนครับผม

เดฟเรนเจอร์

กดติดตามรายการใหม่ Morning Brief ทางช่อง FB Page : The Opportunity

FINNOMENA Reporter

พบรายการใหม่ Morning Brief

“สรุปข่าวสำคัญ เพื่อไม่พลาดทุกโอกาสด้านการลงทุน”
ทางช่อง FB Page : The Opportunity
 
ไลฟ์สดทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.00 – 9.00 น.
 
ปล. รายการ The Opportunity วันจันทร์ ก็มา Live ช่องนี้ด้วยนะเวลาเดิม 14.00 น.

Common Green Podcast EP1 : เมื่อ “Adidas” หันมาจริงจรังกับปัญหาขยะพลาสติกทางทะเล

FINNOMENA Podcast

รายการที่จะมาลัดเลาะเรื่องราวของธุรกิจที่จะพลิกอนาคต ด้วยโมเดลธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เทรนด์ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไร ติดตามใน Common green ได้เลย


Common Green Podcast EP1 : เมื่อ “Adidas” หันมาจริงจรังกับปัญหาขยะพลาสติกทางทะเล

7 ล้านตัน คือปริมาณขยะพลาสติกและของเสียที่ถูกทิ้งลงทะเลในแต่ละปี
58 ล้านตัน คือปริมาณขญะพลาสติกและของเสียที่คาดการณ์กันว่าจะถูกทิ้งลงทะเลในอีก 10 ปีข้างหน้า
และอีก 30 ปีข้างหน้า จะมีขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลาในมหาสมุทร

หากการผลิตพลาสติกและแนวโน้มการกำจัดของเสียยังคงดำเนินเช่นปัจจุบัน จะมีพลาสติกปริมาณ 1.2 หมื่นล้านตันที่ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม หรือมีน้ำหนักเทียบเท่ากับวาฬสีน้ำเงิน 100 ล้านตัว หรือคิดเป็น 5,000 เท่าของประชากรวาฬสีน้ำเงินที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้

ผลกระทบจากขยะพลาสติกเหล่านี้ ส่งผลเสียต่อสัตว์ทะเลเป็นอย่างมาก เมื่อสัตว์ที่อาศัยอยู่ในทะเลกินชิ้นส่วนของพลาสติกเข้าไป พลาสติกชิ้นจะเข้าไปกีดขวางลำไส้ และรบกวนระบบย่อยอาหารของสัตว์ UNESCO ประมาณการณ์ว่าในแต่ละปีมีนกทะเลราว 1 ล้านตัวและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลราว 100,000 ชีวิต ตายจากการกินพลาสติกเข้าไปและไปรบกวนระบบย่อยอาหารและติดค้างในกระเพาะอาหารและลำไส้

End Plastic Waste 2024: เมื่อ Adidas ตั้งเป้าลดเลิกขยะพลาสติกทั้งหมด

เนื่องด้วยผลกระทบจากขยะพลาสติกที่ถูกทิ้งลงทะเลและมหาสมุทร Adidias บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกด้านผลิตภัณฑ์กีฬา ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้เป็นอย่างดี โดยในแต่ละปีอาดิดาส ผลิตรองเท้ากีฬามากกว่า 400 ล้านคู่ และถ้ารวมเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์กีฬาอื่น ๆ จะมีมากกว่า 900 ล้านชิ้นต่อปี ซึ่งจำนวนการผลิตที่สูงขนาดนี้ ย่อมก่อให้เกิดขยะพลาสติกจำนวนมาก

คุณ Jame Carnes รองประธานฝ่ายกลยุทธ์แบรนด์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อไว้ว่า “เรารู้ว่าพลาสติกเป็นวัสดุส่วนใหญ่ที่เราใช้ในการผลิตเสื้อผ้า และรองเท้ากีฬา” ดังนั้นแล้ว “เราจึงตัดสินใจที่จะออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อขยะพลาสติกที่เราผลิตขึ้นมาเหล่านี้” ด้วยเหตุนี้เอง อาดิดาสจึงหันมาเอาจริงเอาจรังกับการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกทางทะเล เริ่มตั้งแต่การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อรองรับการรีไซเคิลในอนาคต ไปจนถึงการผลิตเสื้อผ้า และรองเท้ากีฬาจากขวดขยะพลาสติกที่เก็บจากชายหาดและในมหาสมุทร

ในปี 2015 อาดิดาส ได้จับมือกับองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ไม่แสวงหาผลกำไร “Parley for the Oceans” เพื่อริเริ่มโปรเจกต์การผลิตเสื้อผ้า และรองเท้ากีฬาจากขวดพลาสติกที่ถูกทิ้งตามริมชายหาดและทะเล ซึ่งขวดพลาสติกเหล่านี้ เป็นขวดพลาสติกที่มีโพลีเอสเตอร์ หรือที่เรียกกันว่า PET ซึ่งโพลีเอสเตอร์เป็นเส้นใยสังเคราะห์ที่สามารถนำมาทำเป็นเสื้อผ้า และรองเท้ากีฬาได้ โดยวิธีการผลิตรองเท้าจากขยะพลาสติก จะเริ่มจากการที่ Parley เก็บขยะพลาสติกจากพื้นที่ชายหาดทะเล เช่นใน เกาะมัลดีฟส์ หรือฮาวาย จากนั้นจะถูกส่งไปเข้าขบวนการบีบอัด และย่อยให้เป็นเศษเล็ก ๆ เพื่อนำมาผลิตเป็นเส้นใยสังเคราะห์ และนำมาผลิตเป็นเสื้อผ้าและรองเท้ากีฬา โดยในปี 2015 Adidas และ Parley for the Ocean ได้ผลิตรองเท้าจากขยะพลาสติกเหล่านี้จำนวน 7,000 คู่ เพิ่มเป็น 1 ล้านคู่ในปี 2017 และ 11 ล้านคู่ในปี 2019 และปี 2020 ที่ผ่าน ก็ผลิตได้มากกว่า 15 ล้านคู่

นอกจากรองเท้ากีฬาแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ทางกีฬาอีกหลากหลายชิ้น ที่ผลิตขึ้นจากขยะพลาสติกทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นเสื้อฟุตบอลทีมดังระดับโลกอย่าง FC Bayern Munic เสื้อฟุตบอลใน Major League ของสหรัฐอเมริกา เสื้อทีมเบสบอล และเสื้อทีมรักบี้ เป็นต้น

นอกจากอาดิดาสจะนำขยะพลาสติกมาใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ของแบรนด์แล้ว ในส่วนของช็อปอาดิดาสเองยังสามารถหยุดการสร้างขยะพลาสติกได้สูงถึง 40 ตันในปี 2018 และตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา ช็อปอาดิดาสก็ได้เลิกใช้ถุงพลาสติกแล้วโดยสิ้นเชิง

Adidas : เป้าหมายใหญ่คือการย่อยสลายได้เองของผลิตภัณฑ์กีฬา

เพื่อที่จะเอาจริงเอาจรังกับการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกล้นทะเล อาดิดาสตั้งเป้าหมายการจัดการขยะพลาสติกไว้สามสเต็ปด้วยกัน

สเต็ปแรกคือการ เพิ่มจำนวนการผลิตเสื้อผ้าและรองเท้ากีฬา ด้วยขยะพลาสติกรีไซเคิลในปี 2024
โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าในปี 2024 โพลีเอสเตอร์ที่บริษัทใช้ทั้งหมด จะต้องนำกลับมารีไซเคิลได้อีกครั้ง และในปัจจุบันอาดิดาสได้ริเริ่มการติดป้ายสัญลักษณ์ ซึ่งจะเป็นการบอกว่าโพลีเอสเตอร์ที่นำมาผลิตเสื้อผ้าและรองเท้ากีฬา มาจากไหน โดยผลิตภัณฑ์ที่มีป้ายติดว่า Prime Green จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้โพลีเอสเตอร์จากขยะพลาสติกรีไซเคิล ขณะที่ถ้าเป็น Prime Blue จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้โพลีเอสเตอร์จากขยะพลาสติกในมหาสมุทร

ส่วนสเต็ปที่สองคือ การผลิตผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำมารีไซเคิลใหม่ได้ในปี 2030 โดยมีการริเริ่มโปรเจกต์ที่มีชื่อว่า FUTURECRAFT.LOOP” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Made To Be Remade” ซึ่งใช้วัสดุที่ทำมาจาก “เทอร์โมพลาสติก โพลียูรีเทน (TPU) โดยทุกชิ้นส่วนของรองเท้าสามารถนำกลับไป “รีไซเคิลได้ 100%” จึงเป็นรองเท้ากีฬาที่ไม่ก่อให้เกิดขยะ (Zero Waste) และถือเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมสินค้ากีฬาครั้งใหญ่ที่สามารถคิดค้นรองเท้ากีฬาที่ทุกองค์ประกอบนำกลับไปรีไซเคิลได้ทั้งหมด

Eric Liedtke ผู้บริหาร Adidas เคยให้สัมภาษณ์ในประเด็นดังกล่าวไว้ว่า “หลังจากที่เราทุกคนทิ้งรองเท้าไปแล้วรองเท้าคู่นั้นก็จะไปอยู่ในพื้นที่ฝังกลบขยะหรืออยู่ในเตาะเผาเพื่อทำลายแต่การกำจัดขยะด้วยวิธีการดังกล่าวสร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมรวมไปถึงปัญหาขยะพลาสติกในมหาสมุทร” เพราะฉะนั้นเป้าหมายต่อของอาดิสดาส คือต้องการกำจัดปัญหาขยะจากการบริโภคหรือใช้สินค้าด้วยการคิดค้นนวัตกรรมการผลิตและสินค้าที่ทำให้ผู้บริโภคสวมใส่รองเท้าที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลโดยที่ประสิทธิภาพของรองเท้าต้องดีขึ้น

และสเต็ปสุดท้าย คือการผลิตผลิตภัณฑ์กีฬาที่สามารถย่อยสลายได้เอง โดยสเตปนี้ Adidas ไม่ได้มีการตั้งเป้าปีที่บรรลุไว้ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ Adidas อยากไปให้ถึง เพราะถ้าเสื้อผ้า หรือผลิตภัณฑ์กีฬาต่าง ๆ สามารถย่อยสลายได้เอง ก็จะไม่มีของเสีย หรือขยะพลาสติกลงสู่ท้องมหาสมุทรนั่นเอง

Run For The Ocean : วิ่งการกุศล ลดขยะพลาสติกทางทะเล

นอกการผลิตเสื้อผ้าและรองเท้ากีฬาที่มาจากขยะพลาสติกในทะเลแล้ว ในปี 2017 อาดิดาสได้ร่วมมือกับ Parley เพื่อจัดกิจกรรม “Run For The Ocean” ขึ้น ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เชิญชวนให้นักวิ่งทั่วโลก ร่วมกันวิ่งเพื่อบริจาคเงินให้กับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม โดยทุก ๆ หนึ่งกิโลเมตรจะต้องบริจาคเงินเป็นจำนวน 1 ดอลลาร์ กิจกรรมเกิดขึ้นในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น LA, New York, Shanghai, London, Berlin และเมืองอื่น ๆ อีกมากมาย โดยมีผู้เข้าร่วมวิ่งคิดเป็นจำนวนกิโลเมตรที่วิ่งกว่า 12 ล้านกิโลเมตร กิจกรรม Run For The Ocean ยังได้ขยายไปถึงการจัดพิพิธภัณฑ์ที่แสดงถึงผลกระทบของขยะพลาสติกในมหาสมุทรต่อสิ่งแวดล้อม และในบางเมือง กิจกรรมนี้จะรวมถึงการวิ่งเก็บขยะตามชายหาด เพื่อรักษาชายหาดให้สะอาด ปลอดขยะพลาสติกที่จะไหลงลงสู่ท้องทะเล

เงินส่วนหนึ่งที่ได้รับบริจาคจากกิจกรรม Run For The Ocean จะถูกใช้สำหรับการจัดการโรงเรียนที่ชื่อว่า Parley Ocean School ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยมีจุดมุ่งหมายคือการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ รู้จักรักและหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมท้องถิ่นมากขึ้น

This Shoe Alone Will Not Save The Planet

เมื่อไม่นานมานี้ อาดิสดาสได้ออกแคมเปญที่สร้างความฮือฮารดับะหนึ่งกับแคมเปญที่ชื่อว่า “This Shoe Alone Will Not Save The Planet” โดยแคมเปญนี้ เป็นการนำเอารองเท้ารุ่นยอดฮิตอย่าง SuperStar, Stan Smith และ Continental 80 มาปักข้อความลงไป รองเท้าจากแคมเปญนี้จะทำมาจากหนังวีแกน โดยที่ 90 เปอร์เซ็นต์ของวัสดุมาจากยางธรรมชาติ และอีก 10 เปอร์เซนต์มาจากยางที่หมดอายุใช้งาน หรือถูกทิ้งเป็นของเสียแล้ว การปล่อยแคมเปญ “This Shoe Alone Will Not Save The Planet” อาจเป็นการสื่อสาร และสร้างความรับรู้ในวงกว้างว่า “การผลิตรองเท้าจากขยะของเสียอย่างเดียว” ไม่สามารถช่วยโลกได้ ถ้าปัญหาสิ่งแวดล้อมยังไม่ถูกหยิบยก และนำไปปฏิบัติกันอย่างกว้าง

เป็นเรื่องที่ต้องจับตากันต่อไปว่าภาคธุรกิจอื่น ๆ และโดยเฉพาะในธุรกิจกีฬาเอง จะออกมาขานรับเสียงเรียกร้องจากอาดิดาสมากแค่ไหนต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม

Kan Surakan

แหล่งที่มาข้อมูล :
https://www.fastcompany.com/90456454/inside-adidas-ambitious-plan-to-end-plastic-waste-in-a-decade
https://www.businessinsider.com/adidas-sneakers-plastic-bottles-ocean-waste-recycle-pollution-2019-8
https://www.forbes.com/sites/afdhelaziz/2018/10/29/the-power-of-purpose-how-adidas-will-make-1-billion-helping-solve-the-problem-of-ocean-plastic/?sh=691b1335d215
https://www.parley.tv/updates/adidasxparley
https://www.good.is/articles/good10-earth-issue-the-product-parley-adidas-for-the-ocean-plastic
https://www.gameplan-a.com/2020/06/the-adidas-sustainability-story-leading-the-change/
https://www.greenpeace.org/thailand/explore/protect/oceans/plastic-in-blue-oceans/
https://positioningmag.com/1246667


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

ธีมการลงทุนปี 2021 จาก MacroView

MacroView
ธีมการลงทุนปี 2021 จาก MacroView

ถือว่าเป็นธรรมเนียมของทุกต้นปี ที่ผมจะนำธีมการลงทุนที่คิดว่าท่านผู้อ่านน่าจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มาแบ่งปันกัน

ในปีนี้ ถือว่าพิเศษสุดเนื่องจากเหตุการณ์โควิด จึงทำให้ธีมการลงทุน ออกจะมีความเป็นลักษณะเฉพาะตัวในแง่ของความคิดเห็นมากกว่าทุกปี ดังนี้

DM over EM

น่าจะถือว่าเป็น Call ที่ออกจะสวนทางกับนักกลยุทธ์ส่วนใหญ่ ผมมองว่าแม้ว่าจะมีปัจจัยที่เอื้อต่อการเติบโตเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ (EM) อยู่ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกที่เติบโตดีขึ้นจากวัคซีนโควิด ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลง และ ราคาน้ำมันดิบที่ยังถือว่าไม่สูงมากเกินไปนัก ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยบวกต่อตลาดเกิดใหม่ ทว่าผมยังมองว่าตลาดเกิดใหม่จะดีขึ้นมากในปี 2022 มากกว่า ที่จะเป็นในปี 2021 ด้วยเหตุผลที่ว่าประเทศในตลาดเกิดใหม่โดยส่วนใหญ่ ยังน่าจะไม่สามารถฉีดวัคซีนโควิดให้กับประชากรในสัดส่วนที่จะทำให้เกิดภูมิต้านทานหมู่ (Herd Immunity) ได้ทันในปีนี้

สิ่งนี้จะส่งผลให้เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในส่วนของภาคบริการ ซึ่งถือเป็นส่วนหลักของเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการท่องเที่ยว ยังไม่สามารถกลับมาได้ในระดับที่น่าพึงพอใจ เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากประเทศพัฒนาแล้ว (DM) ไม่อยากที่จะมาเที่ยวในประเทศตลาดเกิดใหม่โดยยังกลัวว่าจะติดโควิดอีก ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องยังคงไม่กลับมาคึกคักอย่างที่คาด แม้ว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกน่าจะกลับมาเป็นบวกแล้วก็ตาม

Small Cap over Big Cap

ในปี 2021 มีสิ่งหนึ่งที่ได้เปลี่ยนไปในมิติของนโยบายการเงินและการคลังของสหรัฐ นั่นคือการโฟกัสไปที่บริษัทขนาดกลางและเล็ก ซึ่งถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ด้วยเหตุผลที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดเน้นเป้าหมายการจ้างงานมากกว่าเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ โดยอย่างที่ทราบกันว่าบริษัทขนาดกลางและเล็กเป็นผู้จ้างงานหลักให้กับตลาดแรงงานสหรัฐ

อย่างไรก็ดี สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากโควิดนั้น ผู้ที่ได้ผลกระทบมากที่สุดกลับกลายเป็นบริษัทขนาดกลางและเล็ก ดังนั้นกระทรวงการคลังสหรัฐและเฟด ในปีนี้ จึงมุ่งเน้นการกระตุ้นทางเศรษฐกิจโดยให้ความช่วยเหลือไปยังบริษัทขนาดกลางและเล็กแบบเต็ม ๆ โดยปัจจัยนี้ ผมเชื่อว่าจะมีผลกระทบในเชิงบวกที่มีน้ำหนักค่อนข้างมากต่อหุ้นกลุ่ม Small Cap ของสหรัฐ

Renewable Energy persists

จากการที่นโยบายด้านพลังงานของโจ ไบเดน จะเน้นพลังงานสะอาดด้วยงบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงระยะเวลา 10 ปีต่อจากนี้ ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะผ่านสภาคองเกรสที่เป็น Blue Wave ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มพลังงานทางเลือกยังมีโอกาสจะขึ้นต่อไปได้อีก

โดยไบเดนเสนอให้มีการให้อัพเกรดอาคารที่เป็นตึกสูง 4 ล้านแห่งและบ้านที่อยู่อาศัย 2 ล้านหลังให้เป็นระบบพลังงานสะอาดในอีก 4 ปีข้างหน้า ผ่านการใช้วิธี Rebate ที่รัฐจะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะเท่ากับเป็นการสร้างงานใหม่อีก 1 ล้านตำแหน่ง ทั้งยังมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์ 500 ล้านหน่วยและกังหันลมแบบ Wind Turbine อีก 6 หมื่นหน่วย รวมถึงมีการสร้างสถานีชาร์จพลังงานไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ 5 แสนแห่งทั่วสหรัฐ ทั้งนี้ ไบเดนหวังว่าสหรัฐจะสามารถใช้พลังงานสะอาดแบบเต็มร้อยภายในปี 2035

Tech still rules

เทคโนโลยีสไตล์หุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐ ในตอนนี้ หลายคนมองว่ามีอิทธิพลที่รุนแรงเพียงพอเหมือนกับในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ซึ่งหมายถึงการมาถึงของโทรศัพท์ ยานยนต์ และ ไฟฟ้า ที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ได้ทำให้ระดับผลิตภาพของโลกในตอนนั้นสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด ในขณะที่ต้นทุนของการผลิตลดลงอย่างรวดเร็ว จนส่งผลให้อุปสงค์ของสินค้าเพิ่มขึ้นแบบล้นทะลักคลอบคลุมทุกรายอุตสาหกรรม โดยเกณฑ์ 3 ข้อในการที่จะตัดสินว่าเทคโนโลยีใดในขณะนี้ ว่าจะมีโอกาสจะก้าวมาเป็นจุดเปลี่ยนของเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตไว้ ดังนี้

1. ต้องสามารถต้นทุนลดลงแบบเยอะ ๆ เพื่อที่จะทำให้อุปสงค์เพิ่มขึ้นส่งต่อกันในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป็นแบบระลอกคลื่น โดยเมื่อเทคโนโลยีได้ก้าวกระโดดผ่านจุดๆหนึ่ง ตลาดของสินค้าและบริการที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวก็จะเติบโตทั้งแนวกว้างและหลากหลายชนิดเป็นอย่างมาก โดยกฎของ Wright ที่ระบุว่ายิ่งสินค้าผลิตเยอะ ต้นทุนก็จะถูกลงอย่างรวดเร็วในการทำความเข้าใจขอบเขตของเทคโนโลยีที่เป็นจุดกำเนิดของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

2. เทคโนโลยีต้องสามารถตัดข้ามรายอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในระดับที่มีนัยต่อเศรษฐกิจ จะทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถตอบโจทย์ของลูกค้าหลายส่วนเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นการกระจายความเสี่ยงที่มีต่อความเสี่ยงด้านวัฏจักรธุรกิจ

3. ต้องสามารถทำหน้าที่เป็นเหมือนแพลตฟอร์มเพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ อีกมากมาย โดยแพลตฟอร์มนี้ จะส่งผลให้เกิดกรณีศึกษาที่จะนำไปใช้งานได้อีกมากอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง

ซึ่งผมมองว่าหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐถือว่าผ่านหลักเกณฑ์ดังกล่าว และด้วยพลังดังกล่าว ผมมองว่าน่าจะทำให้หุ้น Tech ในสหรัฐ รวมถึงจีนและยุโรปในบางส่วน จะยังคงสามารถให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีในปี 2021

Europe is wildcard 

หากจะมีภูมิภาคที่จะมีเซอร์ไพรส์ในเชิงบวก ผมมองว่าน่าจะเป็นยุโรป เนื่องจากภาพในทางภูมิรัฐศาสตร์ถือว่าดีขึ้นกว่าปีที่แล้วมาก จากการที่ไบเดนขึ้นมาเป็นผู้นำสหรัฐ ซึ่งจะทำให้การค้าระหว่างประเทศและความร่วมมือในมิติต่างๆเกิดขึ้นได้อย่างหลากหลายใน 4 ปีข้างหน้า รวมถึงโควิดที่รุนแรงในช่วงนี้ น่าจะดีขึ้นในช่วงตั้งแต่ไตรมาสที่สาม ปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลบวกต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรปที่น่าจะดีขึ้นมาในช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงตลาดหุ้นยุโรปก็น่าจะได้อานิสงส์ที่ดีตามไปด้วย

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/651835

Lattice Semiconductor: หุ้น Chip Maker Turnaround กว่า 500% อีกตัวที่น่าจับตา

BottomLiner
Lattice Semiconductor: หุ้น Chip Maker Turnaround กว่า 500% อีกตัวที่น่าจับตา

หากถามว่ามีบริษัทผู้ผลิตชิปไหน ที่มีเทคโนโลยีเบอร์ต้น ๆ ของโลก และอยู่ใน Megatrend 5G, Internet of Things (IoTs), AI Edge Computing เช่น รถยนต์ไร้คนขับ แต่ยัง Market Cap เล็กกระทัดรัด เทียบกับคู่แข่งอื่น ๆ หนึ่งในตัวเลือกคงจะหนีไม่พ้น Lattice Semiconductor (LSCC)

เห็นครั้งแรกวิ่งแรงนึกว่าหุ้นปั่น Market Share ก็สู้เค้าไม่ได้ แต่พอศึกษาดี ๆ แล้วไม่ใช่เลย เพราะ LSCC เป็นผู้นำตลาด FPGA ในฝั่ง Low End และถือว่ามียอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก (ในเชิง Volume) ขายไปแล้วกว่า 1,000 ล้านชิ้น ใน 4 ปีที่ผ่านมา

FPGA คือ Field Programmable Gate Array เรียกภาษามนุษย์เราว่าชิปที่โปรแกรมทีหลังได้ เปลี่ยนไปมาได้ ไม่ต้องง้อโรงงาน

แต่พูดว่า FPGA เดี๋ยวนี้ไม่มีใครขาย FPGA กันทื่อ ๆ แล้ว เค้าทำเป็นสินค้าพร้อมใช้งานกันเรียบร้อย เพื่อใช้ใน IoTs และ AI ในส่วนของ Edge Computing โดยเฉพาะตรง 5G นั้นจะทำเป็นสินค้าออกมาเลยตอบโจทย์ตามการใช้งาน เช่นเพื่อใช้ใน Beamforming, Network Slicing อะไรพวกนี้

คำว่า Low End นั้น ดูเหมือนกระจอก แต่จริง ๆ แล้วนี่แหละคือสิ่งที่ตอบโจทย์ ในโลกธุรกิจนั้น ไม่ได้ต้องใช้สุดยอดความล้ำทางเทคโนโลยี 5nm 7nm ก็ตอบโจทย์ทางธุรกิจได้ เช่น เครื่องกรองอากาศ PM2.5 ของเรา คงไม่ต้องแสนอัจฉริยะ แสนดีเท่า Smartphone ดังนั้น คงไม่ต้องใช้ชิปดีเท่าครับ คุณคงไม่คาดหวังว่าบริษัทจะเอาชิป NVIDIA แพง ๆ หลายแสน แบบใน Data Center พร้อมระบบทำความเย็น ไปใส่ในรถยนต์ให้คุณนะ

ใช้คำว่า มันไม่ได้ ๆๆๆ มันไม่ใช่ความฉลาดทางวิศวกรรมเอาเสียเลย… แทนที่จะเล่าว่า บริษัทนี้ดีอย่างไร เทคโนโลยีเค้าดีจริงหรือ เนื่องด้วยสินค้ามีหลายหมวด มาตรวัดก็ต่างกัน มือใหม่อาจงงได้ ธีมที่ใหม่กับคนไทยขนาดนี้ ต้องเล่าว่าเอาไปใช้อะไร ทำไมมันน่าสนใจ ชวนเชื่อง่าย ๆ กับนักลงทุน เราชวนเชื่อกันที่ผลตอบแทน LSCC Turnaround ได้สำเร็จ วิ่งจาก $6.8 ตอนต้นปี 2019 มาที่ $43.7 (23/12/2020) ได้ คิดเป็นสัก 500% กว่า ๆ

แหม้ ล้อเล่นนะครับ นักลงทุนอย่างเรา ๆ ดูแค่ผลตอบแทนอย่างเดียวคงจะไม่ได้ !! มาดูเหตุผลอื่นดีกว่า

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าจะเกิด Demand มหาศาล ด้านฝั่ง Connectivity Chip, Network, Sensor อะไรพวกนี้เนอะ เล่าไปหลายทีละ

โลกเราต้องการชิปราคาน่ารัก ประหยัดพลังงาน คุมความร้อนได้ และใช้การใช้งานได้ดี แต่ไม่จำเป็นต้องสเป็กดีเท่าคู่แข่งอย่าง Xilinx และ Altera พวกนี้แบ่ง ๆ ตลาดกัน บางจุดชิปของ LSCC ก็จะไม่เหมาะ เราต้องเข้าใจว่า Component สำคัญ ๆ ไหน ใช้ชิปอะไร

LSCC มี Product Line ซึ่งสามารถนำไปใช้งานได้ครอบจักรวาลเลยก็ว่าได้ ในยุคอนาคต ตั้งแต่ไปใช้ในฝั่ง คือเพื่อให้รับส่งสัญญาณได้ ตั้งแต่ในเสารับส่งสัญญาณ ไปจนถึง Data Center

และยังสามารถนำไปใช้ประมวลผลก็ได้เช่นเดียวกัน ทั้งในโรงงาน และในรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ รวมถึง Smart Things ต่าง ๆ ในยุค Internet of Things

หากจะลิสต์ตามอุตสาหกรรม หลัก ๆ ก็คงจะเป็น

– Communication เช่น 5G Wireless Switch/Router

– Computing ได้ทั้งฝั่ง Server และ Client (รวมถึง Edges)

– Industrial เช่น Factory Automations และ Industrial IoTs

– Automotive เช่น ADAS ระบบช่วยคนขับ และ Infotainment

– Consumer เช่น Smart Home, Smart Wearables

เรียกว่าก็แทบจะครอบจักรวาลจริง ๆ

โดยชูจุดแข็งในเรื่องการประหยัดพลังงาน ปลอดภัย ใช้ง่าย และ ราคาน่ารัก อยู่ในระดับที่บริษัทต่าง ๆ นำไปใช้ได้อย่างสบาย ๆ

เพราะธุรกิจต้องการกำไร พวก IoTs ใช้ชิป ราคาถูก ๆ ก็สั่งงาน สั่งการได้แล้ว

มาดูรายได้บริษัทกันบ้าง

ปี 2017 รายได้ 386, กำไร -70.6 ล้านดอลลาร์

ปี 2018 รายได้ 398, กำไร -26.3 ล้านดอลลาร์

ปี 2019 รายได้ 404, กำไร +43.5 ล้านดอลลาร์

เรียกว่าไม่โตเลย แต่คุม Cost ได้ดี แล้วกำลังสอดรับกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้อย่างดีครับ

สิ่งที่โดดเด่นนอกจาก Hardware คือการพัฒนา Lattice SenseAI มา เร่งประสิทธิภาพให้ดีขึ้น (ใครเคยเรียนไปแล้ว จะเข้าใจดีว่า ชิป แค่ Hardware มันไม่พอ ต้องมี Software มา Optimize ให้ดีขึ้นอีกด้วย และจะได้เปรียบคู่แข่ง) สะท้อน Vision ผู้นำตลาดชิปได้เป็นอย่างดี

BottomLiner – บทสรุปการลงทุน

ที่มาบทความ: https://bottomliner.co/stock/lattice-semiconductor-chip-maker-turnaround-500/

เมื่อนายโจ ไบเดน เปิดเผยมาตรการกระตุ้นวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์: ตลาดสนใจอะไร กลุ่มไหนได้ประโยชน์ และต้องติดตามอะไรต่อ?

FINNOMENA Investment Team
เมื่อนายโจ ไบเดน เปิดเผยมาตรการกระตุ้นวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์: ตลาดสนใจอะไร กลุ่มไหนได้ประโยชน์ และต้องติดตามอะไรต่อ?

เมื่อคืนนี้ นายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ชื่อว่า “American Rescue Plan” มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาคครัวเรือนและธุรกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของ COVID-19

โดยรายละเอียดของมาตรการมีดังนี้

  • เพิ่มวงเงินเช็คเงินสดที่จ่ายให้ประชาชนอีกคนละ 1,400 ดอลลาร์ ทำให้เงินช่วยเหลือที่ประชาชนได้รับเพิ่มเป็นคนละ 2,000 ดอลลาร์ จากเดิมที่ 600 ดอลลาร์
  • ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจาก 7.25 ดอลลาร์/ชั่วโมง ไปที่ 15 ดอลลาร์/ชั่วโมง
  • เพิ่มวงเงินช่วยเหลือผู้ว่างงานเป็น 400 ดอลลาร์/สัปดาห์ และให้ขยายเวลาช่วยเหลือจนถึงสิ้นเดือนกันยายน
  • ให้เงินช่วยเหลือรัฐและรัฐบาลท้องถิ่น จำนวน 3.5 แสนล้านดอลลาร์
  • ให้เงินช่วยเหลือโรงเรียนและสถาบันการศึกษา จำนวน 1.7 แสนล้านดอลลาร์
  • ให้เงินสนับสนุนการตรวจหาเชื้อไวรัส COVID-19 จำนวน 5 หมื่นล้านดอลลาร์
  • ให้เงินช่วยเหลือในโครงการวัคซีนแห่งชาติภายใต้ความร่วมมือกับรัฐและองค์กร วงเงิน 2 หมื่นล้านดอลลาร์

นโยบายกระตุ้นนี้จะถูกนำเข้าสภาเพื่อรับพิจารณา โดยตลาดคาดว่าจะได้รับการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรซึ่งพรรคเดโมแครตเป็นฝ่ายครองเสียงข้างมาก แต่ต้องติดตามการพิจารณาจากวุฒิสภาเนื่องจากทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตต่างมีคะแนนใกล้เคียงกันที่ 50-48 ที่นั่ง ส่วนอีก 2 ที่นั่ง เป็นผู้สมัครอิสระ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือนายเบอร์นี่ แซนเดอร์ อดีตผู้แข่งขันเพื่อเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับนายโจ ไบเดน การผ่านมาตรการดังกล่าวต้องมีคะแนนเสียงสนับสนุนอย่างต่ำ 60 เสียง

ล่าสุดนายเจอโรม พาวเวล ออกมาเปิดเผยในการให้สัมภาษณ์ว่าจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะนี้เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ขานรับมาตรการรกระตุ้นเศรษฐกิจที่เพิ่งเปิดเผย

ภาพรวมตลาดหุ้นตอบรับในเชิงลบเล็กน้อย โดยดัชนี Dow Jones ปิดลบ 0.22% ดัชนี S&P 500 ที่ปิดลบ 0.38% เช่นเดียวกับดัชนี Nasdaq ที่ปิดลบ 0.12%

เนื่องจากตลาดกำลังให้ความสนใจมาตรการกระตุ้นขนาด 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ที่เน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและแพคเกจรักษาพยาบาล ซึ่งคาดว่าจะเปิดเผยออกมาในช่วงครึ่งหลังของปี 2021 โดยตลาดหวังว่าวงเงินของมาตรการจะสูงกว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อหักล้างผลกระทบจากนโยบายขึ้นภาษีที่อาจมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้น

FINNOMENA Investment Team มีมุมมองว่ามาตรการกระตุ้นที่เพิ่งเปิดเผยออกมามีผลเชิงบวกต่อธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด โดยเฉพาะกลุ่ม Cyclical เช่น การเงิน สาธารณูปโภค และบริโภค ที่ต่างปรับตัวขึ้นในตลาดเมื่อคืนนี้ ขานรับข่าวมาตรการดังกล่าว แต่การจะมีผลเชิงบวกต่อทั้งระบบเศรษฐกิจในระยะยาวนั้นต้องติดตามมาตรการวงเงิน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ที่จะเปิดเผยเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง รวมไปถึงท่าทีเพิ่มเติมจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่จะมีการประชุมในวันที่ 26-27 มกราคมนี้

FINNOMENA Investment Team

ฟรี! ดาวน์โหลด Presentation FINNOMENA LIVE – “ทรัมป์” โดนขู่ถอดรอบสองครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ตลาดหุ้นโลกจะไปทางไหน?

FINNOMENA Reporter

ดูผ่าน Facebook:
https://www.facebook.com/finnomena/posts/1440490116296621

ดูผ่าน Youtube:
https://youtu.be/PXRso-LS_vw

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี! Presentation – FINNOMENA LIVE ตอนล่าสุด (ลิ้งค์หมดอายุใน 7 วัน)

กด “ที่นี่” เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

“ทรัมป์” โดนขู่ถอดรอบสองครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ตลาดหุ้นโลกจะไปทางไหน?

โดย FundTalk และ Mr. Messenger

ข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • ทรัมป์กับ Impeachment ครั้งที่ 2
  • จีนออกระเบียบใหม่ โต้สหรัฐฯ
  • โดสเดียว! วัคซีนจากจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน
  • มาเลเซีย เล็งเลื่อนเลือกตั้ง!

ติดตาม FINNOMENA LIVE ตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-uop

เงินฝากท่วมแบงก์อีกระลอก จากพิษ “โควิด-19” รอบใหม่!

FINNOMENA Reporter

“โควิด” รอบใหม่ส่อดันเงินฝากท่วมแบงก์อีกระลอก “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ประเมินยอดเงินฝากคงค้างปีนี้เพิ่มทะลุ 15 ล้านล้านบาท

  • ด้าน “ซีไอเอ็มบี ไทย” เผยเริ่มเห็นสัญญาณเงินฝากไหลจากแบงก์ใหญ่เข้าแบงก์เล็ก คาดเป็นการบริหารสภาพคล่องที่ล้นเกินจากภาวะปล่อยสินเชื่อไม่ออก บวกกับผู้ฝากเร่งกระจายความเสี่ยง
  • จากแนวโน้มดังกล่าว แบงก์ขนาดใหญ่มีโอกาสจะปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากลง เพื่อบริหารสภาพคล่องและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) โดยมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากประเภท e-Saving ที่ให้ดอกเบี้ยค่อนข้างสูงถึง 1.5%
  • ขณะที่เงินฝากประจำอาจจะไม่มีการปรับ เพราะปัจจุบันดอกเบี้ยอยู่ระดับค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว

ที่มา : https://www.prachachat.net/finance/news-592964

ทรัมป์กลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ถูก Impeachment ถึงสองครั้ง

FINNOMENA Reporter

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ (House) มีมติด้วยคะแนน 232 ต่อ 197 เพื่อถอดถอนประธานาธิบดี Trump ออกจากการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

  • นับเป็นประธานาธิบดีคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่ House มีมติถอดถอนจากการดำรงตำแหน่งถึงสองรอบ
  • โดยนาง Nancy Pelosi (House Speaker) กล่าวว่า ประธานาธิบดี Trump เป็นผู้ก่อให้เกิดเหตุจลาจล ความไม่สงบ สร้างความอันตรายต่อประเทศชาติอย่างชัดเจน
  • ขณะที่ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ ได้ให้สัมภาษณ์หลังถูกระงับบัญชีโซเชียลมีเดีย ด้วยการออกมาเตือนว่าหากมีการเสนอถอดถอนตนเป็นครั้งที่สอง จะปลุกความโกรธแค้นจากมวลชนในประเทศ
  • อนึ่ง ทาง Google ได้ตัดสินใจระงับโฆษณาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองทุกชนิดบน platform google และ YouTube อย่างน้อยจนถึงวันที่ 21 ม.ค.

ที่มา : https://www.cnbc.com/2021/01/13/house-to-impeach-trump-for-inciting-capitol-riot.html

Asset Craft Podcast Ep.18: “หุ้นเล็ก-กลาง”

FINNOMENA Podcast
Asset Craft Podcast Ep.18: "หุ้นเล็ก-กลาง"

Asset Craft Podcast Ep.18 : “หุ้นเล็ก-กลาง”

เค้าว่ากันว่าหุ้นเล็กโตไว หุ้นกลางเป็นหุ้นลูกผสม มาดูกันว่าหากเราต้องการดูหุ้น mid-small cap มีปัจจัยหรือกลยุทธ์ที่น่าสนใจบ้าง?

Asset Craft Podcast รายการที่จะพาคุณไปรู้จักกับสินทรัพย์ทั่วโลก!!

หัวข้อ

1:25 หุ้นเล็ก-กลาง คืออะไร?

4:50 หุ้นเล็ก กลาง ใหญ่ แตกต่างกันอย่างไร?

6:45 ตัวอย่างกลยุทธ์การเลือกหุ้นเล็กในเชิงพื้นฐาน bottom-up

10:15 กลยุทธ์การเลือกหุ้นเล็ก-กลางในเชิงพื้นฐาน top-down


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

TMKT EP42 : นักวิเคราะห์มองตลาดหุ้นจะผลตอบแทนดีกว่าสินทรัพย์อื่นปีนี้ เวลาแบบนี้ควรทำอย่างไรกับพอร์ตดี

Mr.Messenger

TMKT EP42 : นักวิเคราะห์มองตลาดหุ้นจะผลตอบแทนดีกว่าสินทรัพย์อื่นปีนี้ เวลาแบบนี้ควรทำอย่างไรกับพอร์ตดี

“THE MARKET PODCAST” รายการที่ไม่ใช่แค่เล่าข่าว แต่เป็นการเจาะข่าว เจาะประเด็น เพื่อให้นักลงทุนรู้ก่อนเทรด!

ดำเนินรายการโดย คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือ Mr.Messenger เจ้าของเพจ Sinthorn


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

“FINNOMENA” ให้อะไรกับนักลงทุน

FINNOMENA Admin
FINNOMENA ให้อะไรกับนักลงทุน

ก่อนอื่น FINNOMENA คือใคร

FINNOMENA เป็นแพลตฟอร์มการลงทุนในกองทุนรวมแบบ “ครบวงจร”

FINNOMENA ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่ซื้อขายกองทุนเท่านั้น แต่เราให้บริการตั้งแต่การเผยแพร่ความรู้การลงทุนที่ถูกต้อง ระบบการเปิดบัญชีออนไลน์ที่ง่าย สะดวก ไม่ยุ่งยาก ไปจนถึงแนะนำจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนรูปแบบต่างๆ และมีการแจ้งปรับพอร์ตโดยอัตโนมัติเมื่อสถานการณ์การลงทุนเปลี่ยนไป

FINNOMENA ให้อะไรกับนักลงทุนบ้าง

1.  ความเป็นกลาง เพื่อคัดสรรกองทุนที่ดีที่สุด

FINNOMENA เป็นบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ เราจึงสามารถเปิดให้ซื้อขายกองทุนรวมจาก 19 บลจ. ได้พร้อมกัน จากการเปิดบัญชีลงทุนครั้งเดียว โดย FINNOMENA ได้รับการรับรองจาก กลต. อย่างถูกกฎหมายทุกประการ

FINNOMENA ให้อะไรกับนักลงทุน

บริการตรงนี้เรียกว่า บริการแบบ Fund Supermart หมายถึงนักลงทุนมาเปิดบัญชีกับตัวแทนครั้งเดียว ก็สามารถช้อปปิ้งกองทุนจาก บลจ. ที่เป็นพาร์ตเนอร์กันได้เลย

ถามว่าแล้วบริษัทอย่าง FINNOMENA จะได้อะไร? เมื่อนักลงทุนซื้อกองทุนผ่าน FINNOMENA คำสั่งซื้อจะถูกส่งให้ บลจ. ต้นทางโดยอัตโนมัติ ซึ่งนักลงทุนจะต้องเสียค่าธรรมเนียมตามเกณฑ์ที่แต่ละกองทุนกำหนดไว้อยู่แล้ว ค่าธรรมเนียมตรงนี้หลังจากถูกหักโดย บลจ. ทาง บลจ. จะโอนส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมกลับมาให้ตัวแทน (ในที่นี้คือ FINNOMENA) ดังนั้นนักลงทุนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มแต่อย่างใดในการซื้อกองทุนผ่านตัวแทน เสียเฉพาะค่าธรรมเนียมซึ่งเก็บเท่ากับการซื้อผ่าน บลจ. โดยตรงนั่นเอง

ข้อดีของการซื้อขายกองทุนรวมได้ทุก บลจ. ตรงนี้ คือ ทำให้ไม่เกิดความลำเอียงในการเลือกกองทุนเฉพาะจาก บลจ. ใด บลจ. หนึ่ง ทำให้ FINNOMENA สามารถคัดสรรกองทุนที่ดีที่สุด มาแนะนำให้กับนักลงทุนได้อย่างเป็นกลาง อันไหนดีก็บอกว่าดี อันไหนที่ไม่ดีก็บอกว่าไม่ดี สามารถแสดงความเห็นได้อย่างเป็นกลาง และทำให้เงินของนักลงทุนได้รับประโยชน์สูงสุดจริงๆ

2.  คำแนะนำการลงทุน ทันกับสถานการณ์ตลาด

ถึงจะเป็นกองทุนที่ดีที่สุด ก็ใช่ว่าจะทำผลงานได้ดีทุกช่วงเวลา เพราะตลาดมีการขึ้นและลงตามวัฏจักร ขึ้นลงไปตามกระแสของเงินที่โดยธรรมชาติแล้วจะไหลไปยังที่ที่ให้ผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยงดีกว่าเสมอ

ดังนั้นการจัดพอร์ตแบบ Asset Allocation จะเข้ามาช่วยในจุดนี้ การจัดพอร์ตที่ผสมผสานกองทุนรวมที่ลงทุนในแต่ละสินทรัพย์จะทำให้เกิดการกระจายความเสี่ยง และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอได้ ถึงแม้ว่าตลาดจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ก็ตาม

FINNOMENA ให้อะไรกับนักลงทุน

ประเภทสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทบดีที่สุดถึงแย่ที่สุดในแต่ละปี
สังเกตว่า AA (Asset Allocation) รักษาตำแหน่งในการสร้างผลตอบแทนอยู่กลางตารางได้ทุกปี
ที่มา: https://novelinvestor.com/asset-class-returns/

นอกจากการจัดพอร์ตให้มีหลากหลายสินทรัพย์รวมกัน การจัดสรรสัดส่วนของแต่ละสินทรัพย์ก็เป็นเรื่องสำคัญ เช่นในช่วงที่ตลาดผันผวน เราควรจัดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงต่ำให้เยอะขึ้นเพื่อลดผลกระทบกับพอร์ต และในช่วงที่ตลาดเติบโตแบบมีทิศทาง เราควรจัดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงสูงให้เยอะขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน เพราะการเอาเงินไปแช่ในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำตลอดเวลาอาจจะทำให้เราเสียโอกาสได้

โดยสรุปแล้ว การจัดพอร์ตที่ลงทุนกระจายสินทรัพย์ และมีการวิเคราะห์ตลาดเพื่อปรับสัดส่วนสินทรัพย์ต่างๆ ตามสถานการณ์ จะเพิ่มโอกาสให้พอร์ตการลงทุนของเราสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในระยะยาวได้ ซึ่งสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนกับ FINNOMENA ทีมงานจะมีการวิเคราะห์ตลาดเพื่อปรับพอร์ตอยู่เสมอ และจะมีการแจ้งเตือน (Notification) ให้กับนักลงทุนได้ทราบทันทีเมื่อมีการปรับพอร์ต

3.  ความปลอดภัย เทียบเท่าการลงทุนกับธนาคาร

การที่ FINNOMENA เป็นตัวแทนซื้อขาย ไม่ได้หมายความว่า FINNOMENA เป็นคนที่ดูแลเงินของนักลงทุนไว้เอง เพราะสุดท้ายคำสั่งซื้อขายและเงินของนักลงทุนทั้งหมดทุกบาททุกสตางค์ จะถูกส่งให้ บลจ. ที่ดูแลกองทุนนั้นๆ ไปบริหาร เช่นเดียวกับการซื้อกองทุนกับ บลจ. โดยตรง

FINNOMENA ให้อะไรกับนักลงทุน

นั่นหมายความว่า “การซื้อกองทุนกับตัวแทน” กับ “การซื้อกองทุนกับ บลจ.” นั้นมีความปลอดภัยเทียบเท่ากัน เพราะคนที่ดูแลเงินของนักลงทุนก็คือ “ธนาคาร” เหมือนกัน

ดังนั้นนอกจากความเป็นกลาง และคำแนะนำในการลงทุนที่ทันกับสถานการณ์ สิ่งที่นักลงทุนจะได้รับจาก FINNOMENA ก็คือ ความปลอดภัยของเงินลงทุนในระดับเดียวกันกับธนาคาร ซึ่งมั่นใจได้ว่าเงินของนักลงทุนจะไม่หายไปไหนแน่นอน

ทิ้งท้าย…เราลงทุนเพื่ออะไร

เป็นเรื่องปกติที่จะบอกว่าเราเข้ามาลงทุนเพราะต้องการ “เงิน” เพราะวัตถุประสงค์ของการลงทุนก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิธีง่ายๆ อย่างการรวมเงินมาปล่อยกู้ หรือเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นมาอย่างการลงทุนในกิจการ ผลลัพธ์ก็เพื่อให้เงินที่มีอยู่เติบโตขึ้น

แต่ถ้าจะมองการลงทุนให้ลึกซึ้งกว่านั้น เราต้องการเงินก็เพื่อที่เราจะนำเงินนั้นไปแลกชีวิตในแบบที่เราต้องการ เพราะถึงเงินจะซื้อไม่ได้ทุกอย่าง แต่สิ่งส่วนใหญ่ในชีวิตก็ต้องใช้เงินแลกมาอยู่ดี

ในเมื่ออายุขัยเรามีจำกัด มันคงจะดีกว่าถ้าเราได้มีชีวิตแบบที่ต้องการในจังหวะที่ยังมีแรงและเวลาอยู่ และสิ่งที่จะช่วยย่นระยะเวลานั้นเข้ามา ก็คือ “การลงทุน” เพื่อให้เงินของเราทำงาน เพื่อให้มันเติบโตขึ้นและงอกเงยเป็นเงินอีกก้อน

เราลงทุนเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตในแบบที่หวัง “ได้เร็วขึ้น”

อย่างไรก็ตาม การลงทุนเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรู้ เพื่อที่เราจะได้เลือกลงทุนในที่ที่ทำให้เงินเราเติบโตได้จริง ไม่ใช่การเอาเงินไปจมอยู่กับที่ เพราะฉะนั้นการศึกษาให้ดีก่อนเริ่มลงทุนเป็นที่เรื่องสำคัญที่สุด ซึ่งนักลงทุนทุกท่านสามารถหาอ่านได้จากบทความต่างๆ บนเว็บไซต์ FINNOMENA ได้ตลอดเวลา

หรือหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามเข้ามาได้ที่ FB Page: FINNOMENA หรือ LINE: @FINNOMENAPORT หรือคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อกรอกข้อมูลรับคำแนะนำ ทีมงานยินดีตอบทุกข้อสงสัยครับ

เขียนโดย FINNOMENA Admin

สรุป Timeline เหตุการณ์สำคัญรอบปี 2563: มีผลอย่างไรกับราคาทอง?

Intergold
สรุป Timeline เหตุการณ์สำคัญรอบปี 2563: มีผลอย่างไรกับราคาทอง?

คุณธีรรัฐ จุฑาวรากุล กรรมการผู้จัดการบริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด กล่าวว่า ในปี 2563 ได้เกิดเหตุการณ์ขึ้นมากมาย แต่ขอสรุป 3 ประเด็นที่นักลงทุนควรเก็บไว้เป็นบทเรียนสำหรับผู้ต้องการลงทุนทอง โดยขอระบุไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ ๆ ในรอบปี 2563 ที่เกี่ยวข้องราคาทอง ดังนี้

3 มกราคม 2563: โดรน สหรัฐฯ สังหารผู้นำทหารอิหร่าน ราคาทองพุ่งขึ้นจาก 1,528 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เป็น 1,552 เหรียญฯต่อออนซ์

8 มกราคม 2563: WHO เริ่มรายงานโควิด-19 ระบาด ราคาทองทำจุดสูงสุดของวัน ที่ 1,611 เหรียญฯ ต่อออนซ์ ก่อนปิดตัวลดลงที่ 1,556 เหรียญฯ ต่อออนซ์

11 มกราคม2563: อิหร่านยิงเครื่องบินพาณิชย์ยูเครนตก ราคาทองขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 1,562 เหรียญฯ ต่อออนซ์

1 กุมภาพันธ์ 2563: อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) เกิดการเทขายทองทำกำไร หรือเรียกว่า Sell on Fact จากราคาเปิดตลาดที่ 1,593 เหรียญฯ ต่อออนซ์ มาปิดที่ 1,576 เหรียญฯ ต่อออนซ์

3 มีนาคม 2563: โควิด-19 กระจายไปทั่วโลก ราคาทองขยับขึ้นแรงจากราคาเปิด 1,588 เหรียญฯ ต่อออนซ์ ปิดที่ 1,640 เหรียญฯ ต่อออนซ์

12 มีนาคม 2563: ความกังวลจากการระบาดของโควิด-19 กระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ทำหุ้นดิ่งหนักทั่วโลก อย่างตลาดหุ้นดาวโจนส์ดิ่งแรงสุดในประวัติศาสตร์ รวมถึงตลาดหุ้นไทยดัชนีร่วงลงแรงจนต้องใช้มาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์ หยุดการซื้อขายเป็นการชั่วคราวหลายรอบ เพื่อให้นักลงทุนหายตื่นตกใจ (แพนิก) ขณะที่ราคาทองก็ร่วงแรงเช่นกัน เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่า

20 มีนาคม 2563: รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ทั้งประเทศเนื่องจากการระบาดโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนกังวลปัญหาหนี้เสียจึงเทขายตราสารหนี้อย่างหนัก ส่งผลให้กองทุนตราสารหนี้ในประเทศทยอยปิดตัวลง ขณะที่ราคาทองยังลงหนักต่อเนื่อง

23 มีนาคม 2563: ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศทำ QE ไม่จำกัดวงเงิน มีการพิมพ์เงินแบบไม่จำกัดเพื่ออุ้มตราสารหนี้และกระตุ้นเศรษฐกิจ ราคาทองจึงพุ่งขึ้นจาก 1,498 เหรียญฯ ต่อออนซ์ เป็น 1,554 เหรียญฯ ต่อออนซ์ หลังจากวันนี้เป็นต้นไป ราคาทองวิ่งขึ้นต่อเนื่อง

27 กรกฎาคม 2563: ลิเวอร์พูลได้แชมป์พรีเมียร์ลีก ในรอบ 30 ปี วันเดียวกันที่ราคาทองทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ ที่ 1,940 เหรียญฯ ต่อออนซ์

6 สิงหาคม 2563: ราคาทองทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 2,063 เหรียญฯ ต่อออนซ์ วันเดียวกับเกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่กลางเมืองหลวงของเลบานอน ซึ่งยังเป็นที่กังขาว่าเหตุระเบิดจากสารเคมีเป็นอุบัติเหตุหรือจงใจเพื่อผลทางการเมือง

5 พฤศจิกายน 2563: นายโจ ไบเดน ได้คะแนนเสียงข้างมากเป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ราคาทองพุ่งขึ้นจาก 1,900 เหรียญฯ ต่อออนซ์ เป็น 1,949 เหรียญฯต่อออนซ์

9 พฤศจิกายน 2563: ประกาศผลการทดสอบวัคซีนมีประสิทธิภาพสูง และจะได้ใช้จริงในเดือนธันวาคม 2563 กดดันราคาทองร่วงลงเหลือ 1,862 เหรียญฯต่อออนซ์ เหตุนักลงทุนโยกเงินไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงแทน

คุณธีรรัฐ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า จากข่าวรอบปี 2563 ทั้งหมด แบ่งเป็น 3 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับราคาทอง ได้แก่

1. ข่าวความไม่สงบ เช่นเหตุระเบิดที่เลบานอน โดยพื้นฐานจะเป็นผลบวกต่อราคาทอง แต่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร จึงขอให้สังเกตว่าหากเห็นแนวโน้มความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นควรซื้อทองเก็บไว้ได้

2. เมื่อดัชนีหุ้นลงหนักมาก ๆ จนถึงระดับที่กระทบตราสารหนี้ ควรต้องระวัง เพราะราคาทองจะลงหนักเช่นกัน “หุ้นลงแล้วทองต้องขึ้นเสมอไป สูตรนี้ใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”

3. ข้อสุดท้าย คือเรื่องนโยบายการเงิน เมื่อไรก็ตามที่เฟดออกประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว ทองจะปรับราคาขึ้นแรงเสมอ เพราะนโยบายการเงินจะไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

Intergold

Quantable Podcast EP6 : “แม้มีกลยุทธ์ขั้นเทพ แต่ความรู้สึกช้า ก็พังได้เหมือนกันนะ”

Zipmex


Quantable Podcast EP6 :  “แม้มีกลยุทธ์ขั้นเทพ แต่ความรู้สึกช้า ก็พังได้เหมือนกันนะ”

ในช่วงเริ่มต้นของนักลงทุนทุกคนจะต้องเคยผ่านช่วงเวลาของความยากลำบาก ในการหาวิธีการหรือกลยุทธ์เจ๋งๆ ที่จะทำให้พอร์ตการลงทุนของเราเติบโตได้และความเสี่ยงต่ำ หลายคนติดอยู่ในขั้นตอนนี้หลายปีทีเดียว การพยายามหากลยุทธ์ที่ดี (ถึงแม้บางทีอาจจะไม่เหมาะสมกับตัวเรา) ทำให้เราต้องเสียเงินทดลอง เสียเงินไปเรียน เสียเงินซื้อระบบขั้นเทพจากกูรู แต่พอได้ Holy Grail หรือจอกศักดิ์สิทธิ์มาไว้ในมือแล้วกลับมองข้ามสิ่งที่สำคัญอีกเรื่องนึงไป นั่นคือวินัยในการลงทุน วินัยในการ Take Action ในบทความนี้ของเราจะมาแชร์เกี่ยวกับผลลัพธ์ของการที่เราตัดสินใจช้า ไม่ว่าจะซื้อหรือจะขาย พูดง่ายๆว่าพอมีสัญญาณ Buy/Sell เข้ามาแทนที่จะทำตามระบบแต่ดันยึกยักคิดหน้าคิดหลัง จนราคาไปไกลมากแล้ว เรามาดูกันครับว่าผลลัพธ์จะน่ากลัวแค่ไหนจากการทดสอบในเชิง Quantitative

เงื่อนไขการทดสอบ

ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของจำนวนเงินตั้งต้น สินทรัพย์ ช่วงเวลา น้ำหนักการลงทุนจะเหมือนครั้งก่อนๆแทบทั้งสิ้น โดยกลยุทธ์ที่ใช้ก็จะเป็นตัวเดิมที่ชื่อว่า Donchian Channel ซึ่งเป็นวิธีการที่อิงตาม Momentum เป็นหลัก โดยที่เรามีสมมติฐานอยู่สองข้อดังนี้

1. Entry Delays นั่นคือเมื่อมีสัญญาณให้เข้าซื้อ แต่เรามัวคิดพิจารณาอยู่นานเลย กว่าจะตัดสินใจซื้อได้ก็ล่วงเลยเวลาไปหลายวันแล้ว ซึ่งเราแบ่งเป็นอีกหลายกรณีดังนี้

  • 1.1.ตัดสินใจซื้อทันที
  • 1.2.ตัดสินใจซื้อ ช้าไป 5 วัน
  • 1.3.ตัดสินใจซื้อ ช้าไป 10 วัน
  • 1.4.ตัดสินใจซื้อ ช้าไป 15 วัน
  • 1.5.ตัดสินใจซื้อ ช้าไป 20 วัน

2. Exit Delays นั่นคือเมื่อมีสัญญาณให้ขาย เราก็มัวแต่คิดพิจารณาอยู่นาน กว่าจะตัดสินใจขายได้ก็ล่วงเลยเวลาไปหลายวัน ซึ่งเราแบ่งเป็นอีกหลายกรณีดังนี้

  • 2.1.ตัดสินใจขายทันที
  • 2.2.ตัดสินใจขาย ช้าไป 5 วัน
  • 2.3.ตัดสินใจขาย ช้าไป 10 วัน
  • 2.4.ตัดสินใจขาย ช้าไป 15 วัน
  • 2.5.ตัดสินใจขาย ช้าไป 20 วัน

Entry Delays VS Exit Delays

Entry Delays

จากรูปภาพประกอบจะสังเกตุได้ว่า ถ้ามีสัญญาณเข้ามาแล้วเรา Action ทันที (1 Day) จากเงินต้นที่ 1 ล้านบาทนั้นสามารถเติบโตไปได้ถึง 49 ล้าน คิดเป็นผลตอบแทนต่อปีถึง 95 % มี Max DD อยู่ที่ 41 % คิดเป็น Mar Ratio ที่ 2.28 และในครั้งนี้เราขอนำเสนอมุมมองในการวิเคราะห์อีกรูปแบบคือ Avg.Profit และ Avg.Loss แต่มาในรูปของจำนวนเงิน สำหรับนักลงทุนที่มีวินัยคือเข้าออกตามสัญญาณทันทีไม่มียึกยักจะได้กำไรโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 302,989 บาท และขาดทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 49,729 บาท นั่นทำให้เวลาที่เรานำกำไรเฉลี่ย หารขาดทุนเฉลี่ยเราจะได้ค่ามาหนึ่งค่าเป็นจำนวนเท่า จะเรียกว่าความคุ้มค่าในการเทรดก็ได้ครับ ซึ่งในที่นี้อยู่ที่ 6.09 เท่า

แต่เมื่อเราตัดสินใจช้าลงเรื่อยๆ มันจะทำให้ผลตอบแทนโดยรวมลดลง Max DD ก็เพิ่มสูงขึ้น และที่แน่ๆก็คือความคุ้มค่าในการลงทุนของคุณจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อคุณไม่มีวินัย เวลามีจังหวะซื้อก็ขอรอก่อนจนราคาวิ่งไปไกลแล้วค่อยกระโดดเข้าไปร่วมวงกับเค้า

แล้วข้อสังเกตุอีกหนึ่งอย่างที่หลายคนไม่ทราบคือ เมื่อเราใช้กลยุทธ์แนวโมเมนตัม Frist Entry จะมีความสำคัญมาก เพราะสัญญาณที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้นคือการแสดงให้เห็นชัดว่ามีแรงซื้อเข้ามาสูงมาก จนเกิดเป็นสัญญาณซื้อ บางทีอาจเป็นช่วงเปลี่ยนเทรน จากช่วง Accumulation Phase เป็น Public Participation Phase ทำให้ต้นทุนที่ดีที่สุดมักจะเป็น Frist Entry แต่จากภาพประกอบนี้การเข้าซื้อช้าไป 5 วันให้ผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดในมุมของ Total Equity คือเงินในพอร์ตโตน้อยสุด สาเหตุเพราะว่า เมื่อมีสัญญาณซื้อครั้งแรกในวันที่หนึ่ง หลังจากนั้นจะมีโมเมนตัมแบบกระชากราคาขึ้นไปแรงๆ แบบเกิดแท่งเทียนแท่งใหญ่ๆพุ่งขึ้นต่อเนื่องหลายวัน เมื่อเราเข้าซื้อช้าไป 5 วัน ต้นทุนจึงสูงมากเป็นพิเศษ แต่พฤติกรรมราคาในตลาดช่วง 10 ปีมานี้มักจะมีลักษณะแบบขึ้นกระชากแล้วลงมาพักฐานที่จุดเดิมประมาณว่า Dip กลับลงมา กรณีที่เราซื้อช้าไป 10 วัน 15 วัน 20 วัน ต้นทุนจึงอาจจะถูกกว่า 5 วันครับ ยุคหลังพวกเราจึงได้ยินกลยุทธ์ Buy on Dip บ่อยขึ้น ก็เพราะว่าพฤติกรรมราคามันเป็นแบบนี้แหละครับ

Exit Delays

ในกรณีที่แย่กว่านั้นคือเวลาเกิดสัญญาณขายแล้วเราตัดสินใจช้า มัวต่อรองราคา ยึกยักๆ ไม่ Action สักที ผลลัพธ์ที่ได้แม้ภาพรวมจะยังเป็นกำไรอยู่จากกลยุทธ์ที่ดี จากสินทรัพย์ที่มีเทรน (Cryptocurrency) การจัด Rank ของสินทรัพย์และการกระจายเงินที่เหมาะสม แต่หากดูตัวเลขต่างๆแล้วแย่กว่า Entry Delays อีกครับ ขอยกตัวอย่าง Exit Delays ที่ 20 วัน จากเงิน 1 ล้านโตไปเพียง 6 ล้าน ทำให้ผลตอบแทนต่อปีห่างจากระบบถึง 43 ล้านซึ่งถือเป็น Error ที่เยอะมากๆ Max DD ก็สูงกว่า ความคุ้มค่าก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด นั่นเป็นเพราะว่าสินทรัพย์ต่างๆ เวลาปรับตัวขึ้นมักจะค่อยๆขึ้น นักลงทุนจะค่อยๆเชื่อมั่น ค่อยๆซื้อขาย แต่ยามที่เกิดความกลัวความแตกตื่น นักลงทุนมักจะคิดและรู้สึกพร้อมกัน ทำให้เกิดการเทขายอย่างรวดเร็ว คือตอนขึ้นเหมือนบันไดเลื่อน ตอนลงเหมือนลิฟท์ขาด ฉะนั้น Exit Delays จึงทำให้ต้นทุนการขายของเราแย่เอามากๆๆเลยครับ

และเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพมากขึ้นเราจึงนำภาพการเคลื่อนไหวของพอร์ตมาให้ดู 2 พอร์ตครับ

ภาพแรกคือพอร์ตที่มีวินัย เข้าออกตามระบบ (1 Day) ไม่ยึกยัก ไม่นิ่งเฉยเวลาต้องเด็ดขาด ซึ่งจะประกอบได้ด้วยกราฟเงินทุน กราฟ Max DD และกราฟของการกระจายตัวของผลตอบแทน เนื่องจากเรามีกลยุทธ์เข้าออกที่ชัดเจน ทำให้เมื่อแนวโน้มเปลี่ยน หรือโมเมนตัมเริ่มกลับจากจากขึ้นเป็นลงเราก็สามารถ Action ได้ทันท่วงที แท่งสีแดงๆคือผลขาดทุนจึงหางไม่ยาวมาก และส่วนใหญ่กระจุยอยู่ที่การขาดทุนไม่กี่ % ส่วนแท่งทางด้านขวาสีเขียวคือผลกำไรที่ระบบคายออกมาให้เราได้ จากวิธีแนวการแบบ Trend Following ทุกคนจะทราบดีว่าหางทางด้านขวาจะยาว ตามคอนเส็ป Cut Loss Short and Let Profit Run

ส่วนภาพนี้คือพอร์ตแบบ Exit Delays ที่ 20 วันที่พอร์ตจะโตน้อยเพราะต้นทุนในการขาดไม่ดี คือต่อให้กำไรก็กำไรขาดแต่เวลาขาดทุนก็จะเยอะกว่าปกติหลายเท่า กราฟการกระจายตัวของผลตอบแทนจึงมีหางสีแดงด้านซ้ายที่ยาวออกไปเยอะพอสมควร ซึ่งการขาดทุนหนักๆเพียงแค่ครั้งหรือสองครั้งก็ทำให้พอร์ตเราเป๋ไปอีกหลายปีเลยล่ะครับ

ทั้งหมดที่เราทำวิจัยและยกตัวอย่างมาให้ทุกคนได้ดูก็เพราะต้องการสื่อกับทุกคนว่า เมื่อเรามีแบบแผน มีหลักการ มีกลยุทธ์ เรามีโอกาสและความเสี่ยงวิ่งเข้ามา สิ่งที่เราทำได้ก็คือมีวินัยในการทำตามแผนการลงทุนของตัวเรานั่นเอง เพราะการช้าไปเพียงไม่กี่วัน เราก็อาจจะไปถึงเป้าหมายทางการเงินของเราช้าลงเท่านั้นครับทุกคน

ที่มา : https://zipmex.co.th/learn/entry-delays-vs-exit-delays/

ZIPMEX


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

จีนออกระเบียบใหม่ เปิดให้ศาลจีนลงดาบบริษัทที่ทำตามข้อจำกัดของต่างชาติ!

FINNOMENA Reporter

จีนตอบโต้มาตรการลงโทษของสหรัฐอย่างต่อเนื่อง ออกระเบียบใหม่ปกป้องบริษัทจีนจากกฎหมายต่างชาติที่ไม่เป็นธรรม 

  • พร้อมอนุญาตให้ศาลจีนลงโทษบริษัททั่วโลกที่ปฏิบัติตามข้อจำกัดของต่างชาติได้
  • มาตรการเหล่านี้จะมีผลโดยทันที และถึงแม้ว่าไม่ได้มีการพูดถึงสหรัฐโดยตรง แต่จีนได้ร้องเรียนมานานเกี่ยวกับการใช้กฎหมายนอกอาณาเขตของสหรัฐฯ
  • ระเบียบใหม่ยังอนุญาตให้บริษัทหรือพลเมืองของจีนฟ้องเรียกค่าเสียหายในศาลจีนได้ หากเสียประโยชน์เพราะการใช้กฎหมายของต่างชาติ และอาจทำให้บริษัททั่วโลกถูกฟ้องร้องตามกฎหมายในจีนฐานทำตามมาตรการลงโทษของสหรัฐได้

ที่มา : https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-01-09/china-issues-rules-to-protect-firms-citizens-from-foreign-laws