แจ้งเตือน

Mr.Messenger Call: Stop Loss หุ้นไทยขนาดกลางและขนาดเล็ก

Bank - The Trend Follower Investor
Stop Loss หุ้นไทย Mid Small Cap

เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2024 ที่ผ่านมา Mr.Messenger Call ได้แนะนำเข้าลงทุนในรูปแบบการเก็งกำไรระยะสั้นในดัชนี sSET ผ่านกองทุน ASP-SME-A ที่ลงทุนในหุ้นไทย Mid-Small Cap โดยตั้งจุด Stop Loss เมื่อดัชนี sSET ปิดตลาดต่ำกว่า 864 จุด

ซึ่งในวันที่ 19 เมษายน 2024 ที่ผ่านมา ดัชนี sSET ได้ปรับตัวลงมาปิดที่ต่ำกว่าระดับ 864 จุด โดยเป็นจุด Stop Loss ที่กำหนดไว้ 

จึงแนะนำให้ Stop Loss การลงทุนในกองทุน ASP-SME-A สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนตามคำแนะนำ Mr.Messenger Call เพื่อรักษาวินัยและรักษาเงินต้นไว้เพื่อโอกาสในการเก็งกำไรครั้งถัดไป อย่างไรก็ดี นักลงทุนสามารถเข้าลงทุนตามคำแนะนำอื่น ๆ ของ Mr.Messenger  ได้ดังนี้

 

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/ 
จัดทำโดยบลป.เดฟินิท สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ FINNOMENA FUNDS ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด

Finnomena Funds

Weekly Market Insight

ประจำสัปดาห์  22/04/2024 – 26/04/2024

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

THIS ISSUE
สรุปข่าวเศรษฐกิจรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

EYE ON THIS WEEK
ประเด็นน่าจับตามองในสัปดาห์นี้

MARKET
ภาพรวมตลาดและสินทรัพย์ที่น่าสนใจ

FINNOMENA PORT PERFORMANCE
ผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุน

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์”

กดที่นี่เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

6 โหล มหัศจรรย์ (เทคนิคออมเงินอย่างเป็นระบบ)

Finspace
6 โหล มหัศจรรย์ (เทคนิคออมเงินอย่างเป็นระบบ)

หลายคนออมเงินก็จริง แต่ไม่เคยวางแผนทำอย่างระบบ เราเลยขอหยิบวิธีบริหารเงินแต่ละเดือนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นมาฝากกัน

กับเทคนิค JARS SYSTEM วิธีง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องมีความรู้การเงินมากมาย เพียงแบ่งเงินออกเป็น 6 ส่วน โดยใช้โหลมาเป็นคอนเซ็ปต์ให้เข้าใจยิ่งขึ้น

6 โหล มหัศจรรย์ (เทคนิคออมเงินอย่างเป็นระบบ)
เทคนิคออมเงิน

โหลใบที่ 1 – ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 55%

เป็นเงินก้อนหลักจำนวน 55% ของรายได้ ซึ่งใช้กับค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่ำน้ำ ค่าไฟ น้ำมันรถ ฯลฯ แน่นอนว่าส่วนนี้เป็นเงินที่ใช้แล้วหมดไป ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มเติม แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต

โหลใบที่ 2 – ให้รางวัลตัวเอง 10%

เงินส่วนนี้ จะเป็นเงินเพื่อใช้ตามใจชอบ ถือเป็นรางวัลให้ตัวเอง เช่น ท่องเที่ยว เข้าร้านอาหารดีๆ ช้อปปิ้งของที่อยากได้

โหลใบที่ 3 – ออมเพื่อเกษียณ 10%

เป็นเงินออมระยะยาวสำหรับอนาคต และความมั่งคงยามเกษียณ จึงควรออมในรูปแบบที่ไม่เสี่ยงมาก เช่น เงินฝากดอกเบี้ยสูง สลากออมทรัพย์ กองทุนเพื่อการออม เบี้ยประกัน เป็นต้น

โหลใบที่ 4 – ลงทุนต่อยอด 10%

ควรแบ่งเงินบางส่วนมาสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองด้วย โดยการลงทุนมีหลายรูปแบบให้เลือกตามเป้าหมาย และความเสี่ยงที่รับได้

โหลใบที่ 5 – ให้ความรู้ตัวเอง 10%

อย่าลืมแบ่งเงินบางส่วนมาต่อยอดพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

โหลใบที่ 6 – แบ่งปันผู้อื่น 5%

เพื่อแบ่งปันให้ผู้อื่น เช่น เงินบริจาคต่างๆ เงินเพื่อให้คนใกล้ชิดสำหรับ JARS SYSTEM เป็นเคล็ดลับการออมเงินของ T.Harv Eker ผู้เขียนหนังสือดัง “ถอดรหัสลับ สมองเงินล้าน” ซึ่งเราสามารถนำมาปรับใช้ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์การเงินของตัวเองได้เลย

FinSpace

ที่มาบทความ: https://www.finspace.co/jar-system/

บลจ.ดาโอ: ขอนำเสนอโปรโมชั่นสำหรับผู้ลงทุนกองทุน RMF ระหว่างวันที่ 2 ม.ค. – 30 ธ.ค. 2567

Finnomena Editor
Promotion RMF  ปี 2567 ระหว่างวันที่ 2 มกราคม – 30 ธันวาคม 2567
กองทุน DAOL-GLOBALEQRMF และ DAOL-GOLDRMF
รวมถึงกองทุน RMF ที่เปิดเสนอขาย IPO ในปี 2567
 
 1.  โปรโมชั่นสำหรับผู้ลงทุน ยอดเงินลงทุนสะสมทุกๆ 50,000 บาท รับหน่วยลงทุนกองทุน DAOL-MONEY-R มูลค่า 100 บาท


คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

บลจ.วรรณ : ส่งโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างเงินออมในกองทุน RMF & SSF ในระหว่างวันที่ 3 ม.ค.-30 ธ.ค.67

Finnomena Editor

บลจ.วรรณ นำส่งโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างเงินออมเตรียมความพร้อมวัยเกษียณ กับ

กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่ร่วมรายการผ่านผู้สนับสนุนการขายฯ ระหว่างวันที่ ม.ค.-30 ธ.ค.67

โดยมีรายละเอียดโปรโมชั่นดังนี้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

จับตา Bitcoin Halving ครั้งที่ 4 รอบนี้มากี่โมง!?

Finnomena Editor
Bitcoin Halving

อีกเพียงไม่ถึง 12 ชั่วโมง หรือช่วงประมาณตี 5 ของวันที่ 20 เมษายนนี้ กำลังจะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Bitcoin Halving ครั้งที่ 4 ในประวัติศาสตร์

Bitcoin Halving คือการที่รางวัลบล็อกจากการขุดบิทคอยน์จะลดลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นกลไกที่ก่อให้เกิดความสมดุล ด้วยการยืดระยะเวลาการขุดให้ยาวนานออกไปและยากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากจำนวนบิทคอยน์ในระบบมีอยู่อย่างจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ

ปกติแล้วบล็อกธุรกรรมของบิทคอยน์จะเกิดขึ้นใหม่ทุก 10 นาที หากใครสามารถทำการตรวจสอบและยืนยันธุรกรรม (Proof-of-Work) ได้ก่อนนักขุดคนอื่น ๆ ก็จะได้ส่วนแบ่งของ Block Reward ไป

Bitcoin Halving

นับตั้งแต่ที่บิทคอยน์เกิดขึ้นมาบนโลกนี้ ได้เกิด Halving แล้ว 3 ครั้ง

Bitcoin Halving

  • ครั้งที่ 1 ปี 2012 รางวัลลดลงจาก 50 เหรียญ เป็น 25 เหรียญ: หนึ่งปีหลังเกิด Halving ราคาบิทคอยน์พุ่งขึ้น +8,069%
  • ครั้งที่ 2 ปี 2016 ลดลงจาก 25 เป็น 12.5 เหรียญ: หนึ่งปีหลังเกิด Halving ราคาบิทคอยน์พุ่งขึ้น +284%
  • ครั้งที่ 3 ปี 2020 ลดลงจาก 12.5 เป็น 6.25 เหรียญ: หนึ่งปีหลังเกิด Halving ราคาบิทคอยน์พุ่งขึ้น +538%

สำหรับครั้งที่ 4 นี้ รางวัลจะลดลงจาก 6.25 เป็น 3.125 เหรียญ ซึ่งหลายคนเก็งว่าปรากฏการณ์นี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่ามีนัยสำคัญ แต่ก็มีอีกฝ่ายเชื่อว่าอาจจะเกิด Sell on Fact หลังราคาได้ทะยานขึ้นไปแรงแล้วก่อนหน้านี้

ปัจจุบัน BTC อยู่ที่ระดับ 64,000 เหรียญ ปรับเพิ่มขึ้น +46.75% จากต้นปี และ +125.01% จากปีก่อน


แหล่งข้อมูล: Techopedia Bitkub

Finnomena Funds Market Alert : ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลงแรง หลังอิสราเอลตอบโต้กลับอิหร่าน

Finnomena Funds

วันนี้ (19 เมษายน 2024) ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) ดัชนีหุ้นญี่ปุ่น (TOPIX) ดัชนีหุ้นจีน (CSI 300) ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) และดัชนีหุ้นเวียดนาม (VN30 Index) ปรับตัวลงแรงกว่า 2.28%,  2.78%, 0.88%, 1.55% และ 1.06% ตามลำดับ หลังจากแหล่งข่าวท้องถิ่นรายงานว่า อิสราเอลได้มีการโจมตีกลับอิหร่าน ทำให้เกิดเหตุระเบิดในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ทั่วโลกมีความผันผวนสูง นอกจากนี้เหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลให้ราคาน้ำมัน และทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 3.0% และ 0.5% ตามลำดับ 

พร้อมกันนั้น เจ้าหน้าที่เฟดหลายราย เช่น นางลอเรตตา เมสเตอร์ ประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์,  นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก, และนายราฟาเอล บอสติก ประธานเฟดสาขาแอตแลนตา ต่างออกมาส่งสัญญาณตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงไปอีกระยะเวลาหนึ่ง เนื่องจากเงินเฟ้ออาจใช้เวลานานกว่าที่คาดในการลดระดับสู่กรอบ 2% ซึ่งเป็นกรอบเป้าหมายที่เฟดต้องการ

นอกจากนี้ฝั่งประเทศญี่ปุ่นได้มีการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ ซึ่งประกาศออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาด โดยตัวเลขดังกล่าวปรับตัวลดลงจาก 2.8% ในเดือนกุมภาพันธ์ สู่ระดับ 2.7% ในเดือนมีนาคม ประกอบกับการมีรายงานว่าสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ตกลงที่จะร่วมปรึกษากันอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เนื่องจากค่าเงินเยน และค่าเงินวอนอ่อนค่าลงอย่างมีนัยในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจปูทางไปสู่การแทรกแซงตลาดเงินได้

Finnomena Funds มองว่าตลาดหุ้นเอเชียได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะปัจจัยความตึงเครียดจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น รวมทั้งเจ้าหน้าที่ Fed ที่ส่งสัญญาณตรึงอัตราดอกเบี้ยนานกว่าที่คาด อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นเอเชียยังมีปัจจัยหนุนภายในที่ดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดย Finnomena Funds แนะนำใช้จังหวะย่อดังกล่าวเป็นโอกาสในการเข้าสะสมกองทุน UOBSA ซึ่งกองทุน UOBSA มีความโดดเด่นการใช้ AI เข้าเลือกหุ้นรายตัว

จัดทำโดยบลป. เดฟินิทสำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)

อิสราเอล ตอบโต้ อิหร่าน ตอนนี้เรารู้อะไรแล้วบ้าง?

Finnomena Editor

– ล่าสุด CNN รายงานว่าได้รับข้อมูลจากทางการสหรัฐฯ ว่าอิสราเอลเริ่มต้นการโจมตี “ในอิหร่าน”

– มีข้อมูลเพิ่มเติมจาก FARS news สำนักข่าวของอิหร่านว่า ได้ยินเสียงระเบิดหลายครั้งใกล้ฐานทัพทหารในเมือง Isfahan ซึ่งเป็นสถานที่จอดเครื่องบินขับไล่

– รายงานถึงการระเบิดเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจาก รมว.ต่างประเทศ ของอิหร่านกล่าวกับ CNN ว่าหากอิสราเอลดำเนินการทางการทหารต่ออิหร่านต่อไป จะโต้ตอบอย่างฉับพลันทันใดในระดับสูงสุด

– ก่อนหน้านั้น ในช่วงสุดสัปดาห์ก่อน อิหร่านทำการโจมตีทางอากาศในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนต่ออิสราเอล (ซึ่งส่วนใหญ่ถูกสกัดกั้นไว้ได้) โดยนายกรัฐมนตรีอิสราเอลแถลงว่า อิสราเอลจะตัดสินใจด้วยตนเองในการโต้ตอบการโจมตีของอิหร่าน

– การโจมตีทางอากาศดังกล่าวจากฝั่งอิหร่าน เกิดขึ้นหลังจากมีการโจมตีกลุ่มอาคารด้านการทูตของอิหร่านในซีเรีย ซึ่งหลายสื่อรายงานว่าน่าจะเป็นการโจมตีของทางอิสราเอล

อ้างอิง

Goals Navigator คืออะไร? นวัตกรรมวางแผนการลงทุนระดับโลก ตอบโจทย์ทุกเป้าหมายชีวิต

Finnomena
Goals Navigator คืออะไร? นวัตกรรมวางแผนการลงทุนระดับโลก ตอบโจทย์ทุกเป้าหมายชีวิต

เชื่อว่าทุกคนมีเป้าหมายชีวิตที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น การเรียนต่อ การแต่งงาน หรือการเกษียณ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือความพยายามในการทำให้เป้าหมายเหล่านี้สำเร็จลุล่วงไปได้ แล้วจะดีสักแค่ไหนหากมีนวัตกรรมดี ๆ ที่จะช่วยให้แต่ละเป้าหมายชีวิตของเราเป็นเรื่องง่ายขึ้น?

Finnomena Funds เล็งเห็นและเข้าใจถึงความสำคัญของทุกเป้าหมายชีวิต จึงพัฒนานวัตกรรมที่จะช่วยให้คุณไปสู่เป้าหมายชีวิตได้เร็วและง่ายยิ่งขึ้น อย่าง “Finnomena Funds Goals Navigator” ที่จะแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกันในบทความนี้

Goals Navigator คืออะไร? นวัตกรรมวางแผนการลงทุนระดับโลก ตอบโจทย์ทุกเป้าหมายชีวิต

Finnomena Funds Goals Navigator คืออะไร?

Finnomena Goals Navigator คือนวัตกรรมที่มาพร้อมกับบริการวางแผนลงทุนจัดพอร์ตระดับโลกหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่ทาง Finnomena Funds และ Franklin Templeton ได้ร่วมมือกันพัฒนาและออกแบบเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และเป้าหมายการลงทุน โดยเน้นสร้างแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและเป้าหมายของนักลงทุนแต่ละช่วงเวลา รวมทั้งคำนึงถึงสภาวะตลาด ณ ช่วงเวลานั้น ๆ ซึ่งจะช่วยให้เป้าหมายชีวิตของคุณสำเร็จได้ในทุกสถานการณ์ โดยสามารถวางแผนเป้าหมายทุกช่วงชีวิตได้ครบจบในที่เดียว

Goals Navigator จะช่วยคุณได้อย่างไร?

Success-Driven

Goals Navigator ให้ความสำคัญกับความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายการลงทุน (Success-Driven) มากกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ผันผวนตามสภาวะตลาด (Return-driven) โดยระบบจะคำนวณและแนะนำการจัดสรรเงินลงทุน รวมถึงระยะเวลาลงทุน และแผนการลงทุนที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลาให้อย่างชาญฉลาด ด้วยมุมมองการลงทุนระดับโลก

Multi-Goal

เพราะเรารู้ว่าการลงทุนในชีวิตจริงมีหลายเป้าหมาย ทั้งเกษียณสุข ส่งลูกเรียนต่อ ดูแลพ่อแม่ เที่ยวรอบโลก ฯลฯ Goals Navigator จะช่วยให้คุณวางแผนเป้าหมายทุกช่วงชีวิตได้ครบจบในที่เดียว

Multi-Priority

Goals Navigator จะกำหนดความสำคัญของแต่ละเป้าหมาย โดยแบ่งประเภทของเป้าหมายออกเป็น 4 แบบ ได้แก่ Need, Want, Wish และ Dream เพื่อจัดสรรเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพได้สูงสุดและตอบโจทย์ชีวิตจริง

Lifetime Service

มีการติดตามและบริหารพอร์ตอย่างใกล้ชิด สามารถตรวจสอบได้ว่าแต่ละเป้าหมายเข้าใกล้ความสำเร็จมากน้อยเพียงใด สรุปภาพรวมมาในรูปแบบของ Life Path เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย พร้อมปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนเพื่อให้รองรับกับสถานการณ์ทางการเงิน ไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต

ดูแลคุณอย่างใกล้ชิดโดยทีมที่ปรึกษาการลงทุนมากประสบการณ์

บริหารจัดการกลยุทธ์การลงทุนโดยตรงจากทีมงาน Definit ด้วยประสบการณ์การลงทุนที่มีมามากกว่า 20 ปี ผสมผสานกับข้อมูลและเทคโนโลยีที่ช่วยในการวิเคราะห์และเสนอมุมมองการลงทุน 

พร้อมดูแลคุณอย่างใกล้ชิดโดยผู้แนะนำการลงทุนที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. รวมถึงผ่านการอบรมเพื่อแนะนำการใช้งาน Goals Navigator

สรุปความปังของ Finnomena Funds Goals Navigator

  • นวัตกรรมวางแผนลงทุนจัดพอร์ตระดับโลกที่จะช่วยให้ทุกเป้าหมายของคุณสำเร็จได้ในทุกสถานการณ์
  • ตั้งเป้าหมายได้หลากหลายพร้อมกัน วางแผนเป้าหมายชีวิตได้ครบจบในที่เดียว
  • เน้นสร้างแผนการลงทุนที่มีโอกาสสำเร็จสูงสุด โดยไม่ได้คำนึงถึงผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว
  • ทุกโมเดลพอร์ตบริหารจัดการกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกโดยทีมงาน Definit ที่มีประสบการณ์การลงทุนมามากกว่า 20 ปี
  • ดูแลคุณอย่างใกล้ชิดโดยทีมที่ปรึกษาการลงทุนที่มีประสบการณ์ด้านการลงทุนอย่างยาวนาน และได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต.
  • ใช้เงินลงทุนเพียง 500,000 บาท ก็สามารถเข้าถึงบริการวางแผนการลงทุนระดับโลกได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

 

“Finnomena Funds Goals Navigator” นวัตกรรมวางแผนการลงทุนจัดพอร์ตระดับโลก ตอบโจทย์ทุกเป้าหมายชีวิต ร่วมเคียงข้างคุณจนถึงฝัน
👉 ลงทะเบียนรับบริการ คลิก >> https://finno.me/gnavi-web


คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำควรเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort”

KAsset Global Perspective Portfolio ปรับพอร์ตเดือน เม.ย. 2024 : ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์รับไตรมาสสอง

บลจ.กสิกรไทย
KAsset Global Perspective Portfolio

การปรับพอร์ตในไตรมาสที่สอง

KASSET: GLOBAL PERSPECTIVE PORTFOLIO

ที่มา: บลจ. กสิกรไทย วันที่ได้รับเอกสาร: วันที่ 11 เมษายน 2024

กลยุทธ์การลงทุนในส่วนของ Core Port เพื่อลงทุนระยะยาว

ตราสารหนี้ Overweight

• กรอบตราสารหนี้ไทย สิบปี พันธบัตรรัฐบาล อยู่ที่ 2.30 – 2.70% คาดว่า ธปท. จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในครึ่งปีหลัง
• สําหรับตราสารหนี้ไทย ระยะยาว แนะนําสะสม K-FIXEDPLUS
• กรอบตราสารหนี้สหรัฐฯ สิบปีพันธบัตรรัฐบาล อยูีที่ 3.5 -4.25% แนะนําทยอยสะสมกอง K-GDBOND

ตราสารทุน Overweight

• แนะนําทยอยลงทุนในประเทศที่การเติบโตแข็งแกร่ง K-USA, K-INDIA
• ทยอยเข้าลงทุน เพื่อกระจายความเสี่ยงใน K-JPX, K-EUX
• Downside risk จํากัด แนะนํากองทุน K-CHX, K-STAR, K-VALUE

สินทรัพย์ทางเลือก Neutral

• แนะนําลงทุนใน K-GOLD 3% ในพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง
• มีมุมมองเชิงบวกต่อ REITS แนะนํา K-PROPI

ดู Fund Fact Sheet กองทุนที่เพิ่มน้ำหนัก/ปรับเข้า

กลยุทธ์การลงทุน ในส่วนของ Satellite Port ปรับพอร์ตในไตรมาสสอง

Return Seeking เพื่อหาผลตอบแทนเพิ่มเติมในระยะสั้น

• มีการปรับขาย K-GTECH เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีมาตั้งแต่ต้นปี มองว่าจะเข้ารอบย่อ จากการที่ตลาด repricing ใหม่ เรื่องการลดดอกเบี้ยของเฟด
• ซื้อ K-SF เป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น มองว่าบอนด์ยิลด์ไทย น่าจะยังเป็นขาลง และจะให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อ ธปท ลดดอกเบี้ย

Diversifier เพื่อกระจายความเสี่ยงจาก Core Portfolio

K-GHEALTH คงเดิม แนะนําเข้าลงทุน หรือทยอยสะสม เพื่อกระจายความเสี่ยงได้
K-HIT คงเดิม แนะนําเข้าลงทุน หรือทยอยสะสม เพื่อกระจายความเสี่ยงได้

ดู Fund Fact Sheet กองทุนที่เพิ่มน้ำหนัก/ปรับเข้า

KAsset Global Perspective Portfolio

KAsset Global Perspective Portfolio

ที่มา: บลจ. กสิกรไทย วันที่ได้รับเอกสาร: วันที่ 11 เมษายน 2024

คำเตือน: ผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถบอกได้ถึงผลตอบแทนในอนาคต

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน KAsset Global Perspective Portfolio สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน KAsset Global Perspective Portfolio คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด มหาชน หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299 | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

 

Finnomena Funds Market Alert : หุ้นไทยปรับตัวลง 2% จากความกังวลเรื่องความไม่สงบในฝั่งตะวันออกกลาง

Finnomena Funds

วันนี้ (17 เมษายน 2024) ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ปรับตัวลงราว 2% หลังจากวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา โดยการปรับตัวลงดังกล่าวสะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยังขยายความรุนแรงต่อเนื่อง ประกอบกับตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ประกาศออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ส่งผลให้ เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ออกมาส่งสัญญาณตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงไปอีกระยะเวลาหนึ่ง ทำให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจใช้เวลานานกว่าที่คาดเอาไว้ ปัจจัยดังกล่าวมีผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รุ่นอายุ 10 ปีปรับตัวขึ้น แตะระดับ 4.6% และทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับเงินในสกุลอื่น ๆ ทั่วโลก 

ในฝั่งแรงกดดันในประเทศไทย ปัจจัยที่มีโอกาสสร้างความผันผวนกับตลาดในระยะสั้นมาจากการที่หุ้นไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลจ่ายเงินปันผล โดยหุ้นขนาดใหญ่หลายตัวโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคาร จะมีการออกเครื่องหมาย XD ซึ่งอาจทำให้เกิดแรงขายในระยะสั้นๆ ได้

Finnomena Funds มองว่าตลาดหุ้นไทยได้รับแรงกดดันจากภายนอก โดยเฉพาะปัจจัยความตึงเครียดในสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นในวันหยุดสงกรานต์ และ Fed ที่ส่งสัญญาณตรึงอัตราดอกเบี้ยนานกว่าที่คาด อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยหนุนชดเชยจากภาคการท่องเที่ยว และการบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัว และ Valuation ยังอยู่ในระดับถูกกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่มี forward 12m PE ที่ 14 เท่า หรือ – 0.9 S.D. แนะนำ selective buy หุ้นไทย โดยแนะนำกองทุน ASP-SME ที่เป็นกองทุน Active และมีกลยุทธ์คัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว

จัดทำโดยบลป. เดฟินิทสำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)

เศรษฐกิจร้อน นโยบายการเงินก็ร้อน สงครามยิ่งร้อน

DR.JITIPOL PUKSAMATANAN
เศรษฐกิจร้อน นโยบายการเงินก็ร้อน สงครามยิ่งร้อน

ความผันผวนจากเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน และสงคราม กำลังทำให้ตลาดการเงินปั่นป่วน

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นถึง 4.5% สูงที่สุดนับตั้งแต่ พ.ย. ปีก่อน ราคาน้ำมัน WTI เพิ่มขึ้นไม่หยุดจนแตะ 85 ดอลลาร์/บาร์เรล คิดเป็นการปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 20% จากต้นปี พร้อมกับราคาทองคำที่ทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่องทั้งในรูปเงินบาทและดอลลาร์

ความผันผวนเหล่านี้จะส่งผลกระทบกับการลงทุนทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นักลงทุนจึงต้องรู้ให้ทัน ว่าประเด็นไหนส่งผลอย่างไร คาดว่าจะอยู่กับเรานานแค่ไหน และนำไปสู่การลงทุนอะไร

ประเด็นแรก “การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรม” ทำให้ยีลด์ปรับตัวขึ้นพร้อมกับราคาน้ำมันดิบ ไม่ได้กดดันการลงทุนโดยตรง แต่ทำให้เกิดการเปลี่ยน Sector ผู้นำได้

ผมมองว่าประเด็นนี้แค่กำลังเริ่มต้นเพราะดัชนีภาคอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ และจีนพึ่งกลับมาขยายตัวเป็นเดือนแรก กำลังซื้อสินค้าโภคภัณฑ์จึงมีโอกาสไปต่อ หนุนให้ยีลด์ทยอยปรับตัวขึ้นได้อีก

แต่ที่การฟื้นตัวครั้งนี้ดูจะไม่บวกหรือลบกับหุ้นมาก ผมมองว่ามาจากสัดส่วนภาคอุตสาหกรรมที่ต่ำ และมุมมองว่าราคาพลังงานในรอบนี้จะไม่เพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ อีกทั้งการปรับตัวขึ้นของยีลด์ก็เป็นไปอย่างช้า ๆ ทำให้ตลาดมีเวลาเปลี่ยนจากกลุ่ม Defensives มาเป็น Cyclicals โดยไม่กระทบดัชนีหลัก

ประเด็นที่สอง “นโยบายการเงินเข้มงวด” แต่ไม่ได้ทำให้ภาวะการเงินตึงตัว

ดัชนีชี้วัดที่ผมใช้คือ National Financial Conditions Index (NFCI) ของ Fed Chicago ล่าสุด NFCI ชี้ว่าภาวะการเงินของสหรัฐผ่อนคลายลงแม้ยีลด์จะปรับตัวขึ้น เหตุผลหลักมาจากระดับหนี้ของภาคเอกชนและครัวเรือนที่ลดลง พร้อมกับธ.พานิชย์ผ่อนคลายเกณฑ์การกู้ยืมลงอย่างต่อเนื่อง

ในมุมมองของผม ยีลด์ที่สูงขึ้นจากเหตุผลว่าเฟดอาจไม่ลดดอกเบี้ย จึงมีโอกาสสูงขึ้นได้อีก แต่จะกดดันทองคำหรือตลาดหุ้นเมื่อไหร่ อาจอยู่ที่ความสูงของ Real yield  ในอดีตจุดที่ต้องระวังคือ 2.5-3.0% ขึ้นไป หรือจากความคาดหวังเงินเฟ้อปัจจุบันที่ 2.4% ยีลด์ 10 ปีที่ต้องกลัวก็คือ 4.9%

ประเด็นสุดท้าย “ความเสี่ยงสงคราม” ที่หนุนราคาน้ำมันและทองคำให้ปรับตัวขึ้นในช่วงนี้

ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดการเงินกับสงคราม ปรกติมักเป็นความเสี่ยงระยะสั้น แต่จะส่งผลระยะยาวแค่ไหนอยู่ที่ 3 คำถาม ประกอบด้วย

(1) สงครามสร้างความเสียหายต่อการผลิตหรือกำลังการบริโภคหรือไม่

ปัจจุบันคำตอบคือ ยังไม่เห็น

(2) สงครามทำให้มุมมองต่อราคาน้ำมันระยะยาวปรับตัวขึ้นหรือไม่

ตอนนี้ถ้าวัดจาก 3-year forward price ของน้ำมันดิบที่ 67 ดอลลาร์/บาร์เรล ยีงต่ำกว่า spot price คำตอบก็คือ ไม่

และ (3) สงครามกระทบนโยบายการเงินระยะยาวหรือไม่ ผมเชื่อว่าทุกธนาคารกลางคงตอบเหมือนกันว่า ไม่ จนกว่าจะเห็นคำตอบข้อ 1 หรือ 2 เปลี่ยนไป

เมื่อคำตอบทั้งสามข้อคือ “ไม่” เราจึงไม่ควรกังวลหรือเก็งกำไรกับความเสี่ยงสงครามมากเกินไป ส่วนในระยะยาว ผมเชื่อว่า

ตลาดกำลังเปลี่ยนมุมมอง ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นความเสี่ยงวงกว้าง ราคาน้ำมันอาจลดลงช้า เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกับการลงทุนเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างด้านพลังงานในช่วงนี้จะทำให้เงินเฟ้ออยู่กับเศรษฐกิจนานกว่าปรกติ

จากมุมมองเหล่านี้ นักลงทุนไทยควรปรับการลงทุนอย่างไร

(1) การลงทุนบนราคาน้ำมันดิบหรือทองคำโดยตรง ดีกว่าหุ้นพลังงานหรือเหมืองแร่ในระยะสั้น แต่เมื่อภาคอุตสาหกรรมฟื้น Energy และ Materials จะกลับมาดีกว่าใน 3-6 เดือน

จากความผันผวนในอดีตตั้งแต่ปี 1990 ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลง (R-Square) ของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพลังงานได้เพียง 0.3-0.4 แต่ถ้าเศรษฐกิจเป็นขาขึ้นรอบใหม่จริง ราคาหุ้น Cyclicals ที่ปัจจุบันมี Valuation ถูก จะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้สูงไม่แพ้กัน 

(2) สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้จะมีสัดส่วนหุ้นในกลุ่มพลังงานมาก แต่ในช่วงหลังดัชนีมักไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้ในช่วงที่ราคาน้ำมันแพง

ความสัมพันธ์ (Correlation) ของหุ้นไทยกับราคาน้ำมันดิบปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 0.1 ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2018 จากประเด็นเศรษฐกิจในประเทศ และทิศทางตลาดหุ้นโลก ถ้าจะลงทุนเลือกรายบริษัทที่เกี่ยวข้องจะดีกว่าซื้อทั้งตลาด

(3) เมื่อการปรับตัวขึ้นของยีลด์และราคาน้ำมันดิบไม่กระตุกบอนด์ยีลด์ไทย เงินบาทอาจเป็นจุดอ่อนที่ต้องระวัง

ย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นปี เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ราคาน้ำมันขาขึ้นและยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่สูงขึ้น 32bps สวนทางกับยีลด์ไทยอายุ 10 ปี ที่ปรับตัวลงจาก 2.7% มาเหลือเพียง 2.5% สะท้อนว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกไม่ได้ทำให้ภาพการลงทุนในประเทศคึกคักขึ้นเลย ยิ่งถ้านักลงทุนต่างชาติมองว่าการลดดอกเบี้ยของธปท.จะเกิดขึ้นแน่ ไม่ว่าตลาดจะเข้าสู่โหมดปิดรับความเสี่ยง (Risk Off) ด้วยสาเหตุไหนในอนาคต เงินบาทก็มีโอกาสอ่อนค่าลงได้อีก

วางกลยุทธ์รับมือความผันผวนในตลาดการเงินช่วงนี้ให้ดีนะครับ

เศรษฐกิจร้อน นโยบายการเงินก็ร้อน สงครามยิ่งร้อน

แนวโน้มความผันผวนในตลาดการเงินปัจจุบัน และผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับราคาสินทรัพย์เสี่ยง, ที่มาของข้อมูล: Bloomberg
ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์

5 วิธีออมเงิน สไตล์คนขี้เกียจ

Finspace
5 วิธีออมเงิน สไตล์คนขี้เกียจ

การออมเงิน อาจไม่ใช่เรื่องยากสำหรับใครหลาย ๆ คน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับคนขี้เกียจอย่างเรา จะให้บันทึกรายรับ รายจ่ายก็ไม่อยากที่จะหยิบสมุดขึ้นมาจด ไม่ต้องถามถึงเรื่องวางแผนการเงินเลยขี้เกียจคิด!!

แต่ไม่เป็นไรเพราะวันนี้เราจะมาพาคุณไปรู้จัก 5 วิธีออมเงิน ที่ทำได้ง่าย ๆ ถึงแม้ว่าจะขี้เกียจก็ตาม

วิธีที่ 1 เก็บเศษเหรียญใส่ถ้วยตามจุดต่าง ๆ

5 วิธีออมเงิน สไตล์คนขี้เกียจ

เมื่อพูดถึงความขี้เกียจที่หลาย ๆ คนคงเป็นกันอยู่บ่อย ๆ เรามักจะเผลอวางเศษเหรียญไว้ตามที่ต่าง ๆ เพราะขี้เกียจนำไปใส่กระปุก จนเผลอทำหายอยู่บ่อย ๆ หากนับดี ๆ ก็หายไปหลายร้อยอยู่เหมือนกัน

งั้นมาลองวิธีนี้ดูไหม ให้คุณหาถ้วยหรือกระปุกขนาดกลาง ๆ มาวางไว้ตามจุดที่เรามักจะวางเศษเหรียญไว้เช่น หน้าประตูบ้าน, โต๊ะเครื่องแป้ง, หน้าตะกร้าผ้า หรือแม้กระทั่งในห้องน้ำ ทีนี้เหรียญที่มักจะเจอในกระเป๋าก็จะไม่สูญหายอีกต่อไปและที่สำคัญ! อย่าลืมนำเศษเหรียญเหล่านั้นไปฝากธนาคารทุก ๆ สิ้นเดือนด้วยนะ

วิธีที่ 2 ทำบัญชีสำหรับการออมเงินโดยเฉพาะ

5 วิธีออมเงิน สไตล์คนขี้เกียจ

คุณคงคุ้นเคยกับคำว่า “ออมก่อนใช้” แต่อาจจะยังพบปัญหาที่ว่า เป็นคนเก็บเงินไม่อยู่จะทำยังไงดี? เริ่มต้นง่ายนิดเดียว เพียงแค่คุณทำการเปิดบัญชีใหม่และไม่สมัครบัตรเดบิตไว้สำหรับกดเงินสด เพื่อที่จะได้มีอุปสรรคเยอะขึ้นในเวลาที่ต้องการนำเงินออกมาใช้

แต่วิธีนี้ต้องมีวินัยและซื่อสัตย์กับตัวเองนะ อย่าไปแอบโอนเงินกลับมาหรือแอบกดเงินออกมาแบบไม่ใช้บัตรด้วยนะจ๊ะ ไม่งั้นก็คงจะเก็บเงินก้อนได้ยากไม่ถึงเป้าหมายเสียที

วิธีที่ 3 ตัดเงินออมจากบัญชีอัตโนมัติ

5 วิธีออมเงิน สไตล์คนขี้เกียจ

ข้อนี้เป็นข้อที่ทำง่ายที่สุด ซึ่งก็คือ การตัดเงินในบัญชีอัตโนมัติโดยที่เราไม่ต้องไปทำเรื่องที่บริษัทหรือธนาคารเลยก็สามารถออมเงินได้ทุกเดือนกันแล้ว แต่บางข้ออาจไม่เหมาะกับคนที่ขี้เกียจศึกษาเท่าไหร่

บัญชีเงินฝากประจำ ที่บังคับให้เราฝากเงินด้วยจำนวนเงินกันทุกเดือน ผ่านการตัดบัญชีอัตโนมัติ ซึ่งจะได้ดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ปกติเล็กน้อย ส่วนมากมีกำหนดระยะเวลา เช่น 24-36 เดือน

ลงทุนในกองทุนรวมและทำ DCA* ด้วยการตัดเงินผ่านบัญชีอัตโนมัติ ซึ่งคุณต้องคิดพิจารณาให้ดีว่าคุณรับความเสี่ยงในการซื้อกองทุนแต่ละกองนั้นได้มากน้อยแค่ไหน หากรับความเสี่ยงได้น้อยก็ควรเลือกลงทุนในกองที่มีความเสี่ยงต่ำ ดังนั้น ก่อนที่จะเริ่มต้นออมวิธีนี้ก็ควรที่จะสลัดความขี้เกียจออกไปแล้วศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนที่จะลงทุน

บัญชีออมหุ้น เป็นการตัดบัญชีอัตโนมัติทุกเดือนแล้วซื้อหุ้นสะสมตามจำนวนเงินที่ผู้ออมกำหนด เพื่อสร้างวินัยในการออม และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ โดยในแต่ละบริษัทที่ให้บริการก็อาจจะมีเงื่อนไขที่แต่ต่างกันไป แต่วิธีนี้ค่อนข้างจะมีความเสี่ยงที่สูงกว่าวิธีอื่น ๆ อยู่สักหน่อย ดังนั้น ก่อนที่จะเริ่มต้นลงทุน หรือออมเงินด้วยวิธีนี้ก็ควรที่จะสลัดความขี้เกียจออกไปแล้วศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนที่จะลงทุน

หมายเหตุ: DCA หรือ Dollar Cost Averaging คือการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยในทุกเดือนโดยไม่สนว่าราคาจะถูกหรือแพง

วิธีที่ 4 ดอกเบี้ยทบต้น

5 วิธีออมเงิน สไตล์คนขี้เกียจ

เป็นการออมในบัญชีที่มีการคิดแบบดอกเบี้ยทบต้น คือ เมื่อนำเงินไปฝากจนครบ 1 ปี เงินต้นจะถูกคิดรวมกับดอกเบี้ยและกลายเป็นเงินต้นในปีถัด ๆ ไป

ยกตัวอย่าง

A ฝากเงินไว้ที่ธนาคาร 10,000 บาท โดยมีอัตราดอกเบี้ย 5% (10,000×5% = 500) เมื่อครบ 1 ปี A จะมีเงิน 10,500 บาท (10,000+500= 10,500) โดยเงินจำนวณ 10,500 บาทนี้จะกลายเป็นเงินต้นของปีถัดไป 

ที่มา: https://www.set.or.th/set/financialplanning/glossary.do?contentId=17

วิธีที่ 5 ดอกเบี้ยแบบขั้นบันได

5 วิธีออมเงิน สไตล์คนขี้เกียจ

การฝากเงินที่บัญชีมีการคิดดอกเบี้ยแบบขั้นบันได โดยธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยให้เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาและเงื่อนไขที่กำหนด โดยจะไม่ให้ถอนก่อนกำหนดและไม่คิดดอกเบี้ยรวมเป็นเงินต้นในรอบถัดไป

ยกตัวอย่าง

วันที่ 1 มกราคม ฝากเงิน 100,000 บาท ได้รับอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได 12 เดือน โดยธนาคารจ่ายดอกเบี้ยสำหรับเดือนที่ 1 – 4 ในอัตรา 2% เดือนที่ 5 – 8 ในอัตรา 2.5% เดือนที่ 9 – 11 ในอัตรา 3% และเดือนสุดท้ายในอัตรา 3.5% โดยมีเงื่อนไขว่า หากถอนเงินก่อนกำหนดจะได้รับดอกเบี้ยเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ โดยจะคำนวณดอกเบี้ยที่ได้รับ ดังนี้ (อยู่ในภาพ)

  • ดอกเบี้ยรับเดือนที่ 1 – 4 (100,000 x 2% x 120 วัน) / 365 = 657.53 บาท
  • ดอกเบี้ยรับเดือนที่ 5 – 8 (100,000 x 2.5% x 123 วัน) / 365 = 842.47 บาท
  • ดอกเบี้ยรับเดือนที่ 9 – 11 (100,000 x 3% x 91 วัน) / 365 = 747.95 บาท
  • ดอกเบี้ยรับเดือนที่ 12 (100,000 x 3.5% x 31 วัน) / 365 = 297.26 บาท

 

ดังนั้นจะได้รับดอกเบี้ยทั้งสื้น 2,545.21 บาท (657.53 + 842.47 + 747.95 + 297.26) หรือได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารจ่ายจริง (Effective Interest Rate) คือ 2.54% นั่นเอง

ที่มา: https://www.set.or.th/set/financialplanning/glossary.do?contentId=17

หวังว่าวิธีที่ยกตัวอย่างมาจะมีประโยชน์กับใครหลาย ๆ คน แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะขี้เกียจยังไงก็ควรที่จะวางแผนการเงินและเก็บออมเงินอย่างสม่ำเสมอ และหากคุณเลือกที่จะลงทุนแล้วล่ะก็อย่าลืม! ที่จะศึกษาหาข้อมูลความรู้ให้ดีก่อนเริ่มที่จะลงทุนนะค

FinSpace

ที่มาบทความ: https://www.finspace.co/5-step-to-easy-saving-money/

Passive Income คืออะไร?: รวมสุดยอดไอเดียสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุน

Finnomena

“หากคุณไม่พบวิธีที่สามารถทำเงินได้ในระหว่างที่คุณหลับ คุณจะต้องทำงานไปจนกระทั่งวันที่คุณตาย”
– วอร์เรน บัฟเฟตต์

หลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นคนที่เพิ่งเรียนจบมาใหม่หรือคนที่ทำงานมาสักพักแล้ว คงมีความต้องการในการมีรายรับแบบที่เรียกว่า “Passive Income” กันแน่ ๆ บทความนี้ Finnomena Admin จึงขอมาแชร์สุดยอดไอเดียในการสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุนกัน

แต่ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกันก่อนดีกว่าว่า “Passive Income” คืออะไร แตกต่างจาก Active Income อย่างไร?

Passive Income คืออะไร?

Passive Income คือ รายได้มาจากการที่เราลงแรงไปในตอนแรก แต่ยังคงได้รายได้นั้นกลับมาอย่างต่อเนื่องแม้งานจะเสร็จสิ้นไปแล้วก็ตาม กล่าวคือ เป็นเงินที่สามารถสร้างกระแสเงินสดหรือรายรับกลับมาอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง

ซึ่งจะตรงข้ามกับ “Active Income” ที่เป็นรายได้ที่ได้รับจากการให้บริการ ซึ่งจะอยู่ในรูปแบบของ ค่าจ้าง เงินเดือน ค่าคอมมิชชั่น ทิป หรือกล่าวง่าย ๆ คือเป็นรายได้ที่มาจากการทำงาน การประกอบอาชีพนั่นเอง

เปรียบเทียบ Active Income และ Passive Income

อย่างที่บอกไปว่า “Active Income” มีความหมายตรงกันข้ามกับ “Passive Income” ซึ่งบางคนอาจจะยังไม่ค่อยเห็นภาพสักเท่าไรว่ารายได้ทั้งสองประเภทนี้นั้นต่างกันอย่างไร เราจึงขอทำตารางเปรียบเทียบยกตัวอย่างให้ทุกคนได้เห็นภาพกันชัดมากขึ้น

Active Income Passive Income
งานที่ปรึกษาคิดค่าบริการรายชั่วโมง สร้างคอร์สออนไลน์ให้คนซื้อได้
รับงานเขียนแบบฟรีแลนซ์ เขียนหนังสือ หรือ เขียน E-Book
รับจ้างถ่ายรูปและคิดค่าคอมมิชชั่น ขายภาพถ่ายผ่าน Getty Images
ขับรถสามล้อรับส่งผู้โดยสาร ให้เช่าพื้นที่โฆษณาหลังรถสามล้อ

สร้าง Passive Income ผ่านการลงทุนอย่างไรดี?

การสร้าง Passive Income อย่างแรกต้องทำความรู้จักสินทรัพย์แต่ละประเภทก่อน เนื่องจากประเภทสินทรัพย์ที่แตกต่างกันมักมีผลตอบแทน และความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ยิ่งสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่สูง ความเสี่ยงก็จะสูงตามไปด้วย ดังนั้น ควรศึกษาถึงรายละเอียดของแต่ละสินทรัพย์ให้เข้าใจ และเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับเป้าหมายรวมถึงความเสี่ยงของตัวเอง

สูตรที่ใช้หาเงินลงทุนในการสร้าง Passive Income

Passive Income ที่ต้องการต่อปี / อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี (%)

** ทั้งนี้ สูตรด้านบนเป็นสูตรการคำนวณหาเงินลงทุนแบบคร่าว ๆ เท่านั้น ซึ่งจะยังไม่รวมปัจจัยอื่น เช่น เงินเฟ้อ หรือความเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์

สุดยอดไอเดียสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุน

การสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุนนั่นมีมากมายหลายวิธี ในบทความนี้ Finnomena Admin ขอยกตัวอย่างการสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุนใน 6 ช่องทาง ดังนี้ครับ

1. ฝากเงินในธนาคาร

การฝากเงินในบัญชีธนาคารถือเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการสร้าง Passive Income แต่อัตราผลตอบแทนก็ค่อนข้างต่ำ แม้ว่าปัจจุบันมีบัญชีเงินฝากแบบดิจิทัลที่อัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์นิดหน่อย โดยอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ประมาณ 1.10% – 2.00% อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องสำคัญอย่างเงินเฟ้อที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วย ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อจะมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น ดอกเบี้ยจากการฝากเงินในธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ อาจไม่สามารถชนะเงินเฟ้อได้เมื่อเวลาผ่านไป

สร้าง Passive income เดือนละ 50,000 บาท ด้วยการฝากเงินในธนาคาร

การฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 0.50% ต่อปี

ตัวอย่าง นำเงินไปฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์ ผลตอบแทนเฉลี่ย 0.50% ต่อปี อยากมี Passive Income 50,000 บาท/เดือน หรือ 600,000 บาท/ปี 

▶︎ จำนวนเงินต้นที่ต้องมีอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ เท่ากับ 120,000,000 บาท

2. ซื้อประกันออมทรัพย์ หรือ ประกันสะสมทรัพย์

ประกันสะสมทรัพย์ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการฝึกวินัยการออมระยะยาว ที่นอกจากจะได้รับผลตอบแทนจากเงินคืนแล้ว ยังได้รับการคุ้มครองชีวิตด้วย เรียกได้ว่ามาแบบแพ็คคู่ โดยส่วนของการออมทรัพย์ ผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินคืนเมื่อสัญญาประกันครบกำหนด ซึ่งระยะเวลาก็จะมีทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ไปจนถึงระยะยาว ให้ผู้เอาประกันภัยได้เลือกซื้อตามเป้าหมายที่เหมาะสมกับตัวเอง

สำหรับผลตอบแทน IRR ของประกันสะสมทรัพย์ (บางแผน) ก็จะมากกว่าเงินฝากขึ้นมานิดหน่อย โดยผลตอบแทนที่ได้มานั้นไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งจะต่างกับการฝากเงินในบัญชีธนาคารที่จะต้องเสียภาษี 15% หากดอกเบี้ยที่ได้รับนั้นเกิน 20,000 บาท นอกจากนี้ ประกันสะสมทรัพย์ยังสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาทอีกด้วย

สร้าง Passive income เดือนละ 50,000 บาท ด้วยการซื้อประกันสะสมทรัพย์

การซื้อประกันสะสมทรัพย์ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 2% – 3% ต่อปี

ตัวอย่าง นำเงินไปซื้อประกันสะสมทรัพย์ ผลตอบแทนเฉลี่ย 2% ต่อปี ต้องการมี Passive Income 50,000 บาท/เดือน หรือ 600,000 บาท/ปี

▶︎ จำนวนเงินต้นหรือเงินลงทุนที่เราต้องมี เท่ากับ 30,000,000 บาท

3. ลงทุนในตราสารหนี้ หรือ กองทุนรวมตราสารหนี้

ตราสารหนี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง และยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งมีให้เราเลือกลงทุนทั้งพันธบัตรที่ออกโดยภาครัฐ และตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชน โดยจะได้รับผลตอบแทนในรูปของ “ดอกเบี้ย” อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นกู้เอกชนจะมีความเสี่ยงมากกว่าพันธบัตรรัฐบาล เนื่องจากมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูงกว่า ดังนั้นควรศึกษาถึงบริษัทที่เราจะไปซื้อหุ้นกู้ก่อนเสมอว่ามีพื้นฐานบริษัทมั่นคง และมีความสามารถในการชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนเราในวันครบกำหนดอายุตราสารหรือไม่

ทั้งนี้ การลงทุนในตราสารหนี้สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งเงินลงทุนเริ่มต้นก็จะต่ำกว่าการลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง และสภาพคล่องก็สูงกว่าด้วย

สร้าง Passive income เดือนละ 50,000 บาท ด้วยการลงทุนในตราสารหนี้

การลงทุนในตราสารหนี้ หรือ กองทุนรวมตราสารหนี้ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 2% – 5% ต่อปี

ตัวอย่าง นำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ หรือ กองทุนรวมตราสารหนี้ ผลตอบแทนเฉลี่ย 3% ต่อปี อยากมี Passive Income 50,000 บาท/เดือน หรือ 600,000 บาท/ปี 

▶︎ จำนวนเงินต้นหรือเงินลงทุนที่เราต้องมี เท่ากับ 20,000,000 บาท

และอีกหนึ่งการลงทุนรูปแบบใหม่ที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกันกับหุ้นกู้คือ “หุ้นกู้ Crowdfunding” โดยเป็นการระดมทุนจากนักลงทุนหรือบุคคลทั่วไปในจำนวนเงินไม่มาก แต่มาจากหลาย ๆ คนรวมกันจนกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ผ่านเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เป็นตัวกลาง เพื่อนำไปใช้วัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น การต่อยอดธุรกิจ นำไปเป็นกระแสเงินสดหรือเงินทุนหมุนเวียนธุรกิจ ฯลฯ

สามารถแบ่งการระดมทุนออกได้เป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ การบริจาค การสะสมแต้ม การให้กู้ยืม และหลักทรัพย์ โดยหุ้นกู้ Crowdfunding มีระยะเวลาถือครองค่อนข้างสั้น จึงทำให้มีสภาพคล่องสูงกว่าหุ้นกู้ทั่วไปบางฉบับ ส่วนผลตอบแทนที่เราจะได้รับในฐานะผู้ให้กู้ จะอยู่ในรูปแบบเดียวกันกับหุ้นกู้ทั่วไปคือดอกเบี้ยคงที่ แต่ผลตอบแทนของหุ้นกู้ Crowdfunding อาจจะสูงขึ้นมาอีกหน่อยอยู่ที่ประมาณ 4-15% ต่อปี

4. ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกการลงทุนที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็น การซื้อบ้าน คอนโด ทาวน์โฮม เพื่อปล่อยเช่า ซึ่งเจ้าของกรรมสิทธิ์อสังหาฯ ก็จะได้รับผลตอบแทนในรูปของ “ค่าเช่า” ที่ส่วนใหญ่จะทำสัญญาจ่ายกันเป็นรายเดือน นั่นหมายความว่า หากเราลงทุนซื้ออสังหาฯ แล้วมีคนเช่า เราก็จะได้รับกระแสเงินสดต่อเนื่องในทุก ๆ เดือน

แต่แน่นอนว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทางตรงอย่างการซื้อบ้านซื้อคอนโดจะต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม เราสามารถลงทุนในอสังหาฯ ผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์แทนได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Property Fund, Real Estate Investment Trust (REITs) และ Infrastructure Fund (IFF) ที่มีนโยบายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

สร้าง Passive income เดือนละ 50,000 บาท ด้วยการลงทุนในอสังหาฯ

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 6% – 10% ต่อปี

ตัวอย่าง นำเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ต่อปี ต้องการมี Passive Income 50,000 บาท/เดือน หรือ 600,000 บาท/ปี

▶︎ จำนวนเงินต้นหรือเงินลงทุนที่เราต้องมี เท่ากับ 10,000,000 บาท

5. ลงทุนในหุ้น หรือ กองทุนรวมหุ้น

หากพูดถึงหุ้น แน่นอนว่าแทบไม่มีใครที่ไม่รู้จักสินทรัพย์นี้ เพราะหุ้นเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่อยู่คู่ตลาดทุนมาอย่างยาวนาน ซึ่งนอกจากผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นที่เราจะได้รับในรูปของ “ส่วนต่างราคา” (Capital Gain) หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “กำไร” แล้ว เรายังสามารถคาดหวัง Passive Income จาก “เงินปันผล” (Dividend) ได้อีกด้วย ทั้งนี้ ควรเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแรง มีนโยบายจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง และเป็นหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลตอบแทนเฉลี่ย (Average Dividend Yield) ไม่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น ๆ ด้วย เพื่อสร้างกระแสเงินสดจากการลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอ

และหากใครที่ไม่ต้องการลงทุนในหุ้นรายตัว หรือยังไม่มีความชำนาญในการลงทุนหุ้นรายตัว ก็สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นได้เช่นเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่แค่หุ้นในประเทศ กองทุนรวมยังทำให้เราสามารถลงทุนในหุ้นต่างประเทศได้ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 บาทเท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถเลือกลงทุนได้ว่าจะลงทุนในกองทุนชนิดสะสมมูลค่า (ไม่มีนโยบายจ่ายปันผล) หรือกองทุนชนิดจ่ายเงินปันผลเพื่อสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมออีกด้วย

สร้าง Passive income เดือนละ 50,000 บาท ด้วยการลงทุนในหุ้น

การลงทุนในหุ้น หรือ กองทุนรวมหุ้น ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 8%-12% ต่อปี

ตัวอย่าง นำเงินไปลงทุนในหุ้น หรือ กองทุนรวมหุ้น ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี ต้องการมี Passive Income 50,000 บาท/เดือน หรือ 600,000 บาท/ปี

▶︎ จำนวนเงินต้นหรือเงินลงทุนที่เราต้องมี เท่ากับ 6,000,000 บาท

6. ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency)

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสินทรัพย์ที่เป็นกระแสมาแรงที่สุดในปีนี้คงจะหนีไม่พ้น “คริปโทเคอร์เรนซี” (Cryptocurrency) หรือ “สกุลเงินดิจิทัล” อย่างแน่นอน  การลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีไม่เพียงแต่สามารถทำกำไรจากการซื้อขายเหรียญต่าง ๆ เท่านั้น แต่เรายังสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุนในคริปโทฯ ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การลงทุนในเหรียญที่ทำงานบน Proof-of-Stake (PoS), การให้กู้ยืมเหรียญคริปโทฯ แบบ Peer-to-Peer (P2P Lending) หรือการฝากเหรียญคริปโทฯ เพื่อรับดอกเบี้ย ฯลฯ

ทั้งนี้ การลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ดังนั้น เราควรศึกษาถึงรายละเอียดของสินทรัพย์ และวิธีการลงทุนให้ดีก่อนลงทุนเสมอ รวมถึงแพลตฟอร์มที่เราจะไปใช้บริการด้วยว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในสินทรัพย์ในประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียว อาจมีความเสี่ยงและความผันผวนระหว่างการลงทุนได้ ดังนั้นเราควรศึกษาเรื่องการจัดพอร์ตการลงทุนควบคู่ไปกับการลงทุน ด้วยการกระจายเงินลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ตราสารหนี้ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมหุ้น หรือแม้แต่คริปโทเคอร์เรนซี โดยสิ่งสำคัญที่สุด คือ “การดูแลสินทรัพย์ที่เราลงทุนอย่างสม่ำเสมอ” เพื่อสร้าง Passive Income ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งนอกจากการสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุนสินทรัพย์ทางการเงินตามที่กล่าวไปด้านบนแล้ว เรายังสามารถสร้าง Passive Income ได้ด้วยการสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองเช่นกัน เช่น การเขียนหนังสือหรือการเขียน E-Book การทำเพลง การถ่ายภาพ ฯลฯ ซึ่งจะได้ Passive Income ในรูปแบบของ “ค่าลิขสิทธิ์” นั่นเอง หากใครมีความเชี่ยวชาญหรือมีความสนใจในการสร้างสรรค์ผลงานเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสร้าง Passive Income ที่น่าสนใจ

Finnomena Admin

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

เกษียณโสดอย่างเฉิดฉาย! เลือก “บ้านพักคนชรา” แบบไหนดี?

planet 46
เกษียณโสดอย่างเฉิดฉาย! เลือก “บ้านพักคนชรา” แบบไหนดี?

ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ ‘สังคมผู้สูงอายุ’ อย่างเต็มรูปแบบแล้ว ค่าเฉลี่ยอายุของประชากรไทยกำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่อัตราเด็กเกิดใหม่ก็ลดลงทุกปี ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในตอนนี้ที่ทำให้หลาย ๆ คนคิดว่า ครองสถานะความ ‘โสด’ ไว้คงจะดีเสียกว่า แต่แม้ว่าจะโสดก็ต้องวางแผนไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะถ้าโสดแบบไม่มีเงินใช้ยามเกษียณคงอยู่ลำบากและไม่มีความสุขแน่ ๆ

บทความนี้จึงขอรวบรวม ‘บ้านพักคนชรา’ 6 แห่งมาฝากกัน โดยมีทั้งบ้านพักคนชราสายประหยัด สายมีกินมีใช้ และสายกินหรูอยู่สบาย นำจุดเด่นของแต่ละที่มาเสนอแบบเน้น ๆ พร้อมทั้งแจงค่าใช้จ่ายโดยประมาณที่เราต้องเตรียมไว้หลังเกษียณสำหรับแต่ละที่ด้วย

เกษียณโสดอย่างเฉิดฉาย! เลือก “บ้านพักคนชรา” แบบไหนดี?

สายประหยัด

สายแรก ‘สายประหยัด’ ค่าใช้จ่ายต่อปีอยู่ที่ประมาณหลักหมื่นต้น ๆ (ไม่รวมค่าแรกเข้า) และค่าใช้จ่ายรวม 20 ปี ประมาณ 600,000 บาท ถึง 1.5 ล้านบาท

บ้านบางแค

เกษียณโสดอย่างเฉิดฉาย! เลือก “บ้านพักคนชรา” แบบไหนดี?

ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ‘บ้านบางแค’ เป็นสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุแห่งแรกของประเทศไทยที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2496 ปัจจุบันนับเป็นเวลาเกือบ 70 ปีแล้วที่บ้านบางแคได้ก่อตั้งมา บ้านบางแค มีบริการด้านที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุที่เข้ามาพักอาศัย ได้แก่ ด้านการรักษาพยาบาล มีเจ้าหน้าที่พยาบาลอยู่เวรดูแลตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพอนามัย และฟื้นฟูผู้สูงอายุ ด้านอาชีวบำบัด มีผู้เชี่ยวชาญฝึกสอนงานประดิษฐ์ให้ผู้สูงอายุสำหรับทำเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจัดจำหน่ายสร้างรายได้ ด้านสังคมสงเคราะห์ จัดเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษา ดำเนินการด้านกฎหมาย และด้านจิตวิทยาเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้สูงอายุ 

ผู้สูงอายุที่จะเข้าพักในบ้านบางแคได้จะต้องเป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสัญชาติไทย โดยมีความสมัครใจ หรือประสบปัญหา เช่น ขาดผู้อุปการะเลี้ยงดู ไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้ ไม่มีที่อยู่อาศัย ฐานะยากจน ทั้งนี้ต้องไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง ไม่เป็นผู้พิการทุพพลภาพ หรือจิตฟั่นเฟือน และต้องไม่เป็นผู้ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีอาญา

สำหรับประเภทของของผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในบ้านบางแคแบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ 1) ประเภทสามัญ ให้การอุปการะเลี้ยงดูผู้สูงอายุโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ 2) ประเภทเสียค่าบริการแบบหอพัก สำหรับห้องเดี่ยว ค่าบริการอยู่ที่คนละ 1,500 บาท/เดือน และห้องคู่ 2,000 บาท/เดือน มีห้องพักให้บริการทั้งหมด 40 ห้อง และ 3) ประเภทบังกะโล เป็นบ้านเดี่ยวที่ปลูกสร้างตามแบบแปลนที่กำหนดในที่ดินของศูนย์พัฒนาฯ โดยผู้สูงอายุสามารถอาศัยอยู่ได้จนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต มีค่าบำรุงแรกเข้า 300,000 บาท ค่าบริการรายเดือนกรณีพักคนเดียว 1,500 บาท/เดือน และในกรณีเข้าพัก 2 คน เช่น คู่สามีภรรยา หรือพี่น้องเพศเดียวกัน ค่าบริการ 2,000 บาท/เดือน รวมถึงต้องรับผิดชอบค่าน้ำประปาคนละ 100 บาท/เดือน สำหรับค่าไฟฟ้าคิดตามการใช้จริง

ค่าใช้จ่ายในการเข้าอาศัยในบ้านบางแค เริ่มต้นต่อปีอยู่ที่ 19,200 บาท รวมค่าน้ำเดือนละ 100 บาทแล้ว และค่าใช้จ่ายรวม 20 ปีอยู่ที่ 684,000 บาท รวมค่าแรกเข้า 300,000 บาทแล้ว

เว็บไซต์: http://banbangkhae.go.th/

ที่ตั้ง: ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค เลขที่ 813 ถ.เพชรเกษม แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 10160

สวางคนิเวศ

เกษียณโสดอย่างเฉิดฉาย! เลือก “บ้านพักคนชรา” แบบไหนดี?

‘สวางคนิเวศ’ อยู่ภายใต้การดูแลของ ‘สภากาชาดไทย’ เป็นโครงการที่พักอาศัยระดับ Middle-Class ที่ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ภายใต้คำขวัญ “ชีวิตอิสระ มีคุณค่า พึ่งพาตัวเอง” ไม่ว่าจะเป็น ด้านสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ ด้านความปลอดภัย โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในโครงการ และใช้ระบบคีย์การ์ดในการเข้าออกอาคาร และด้านสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ลิฟท์ พื้นห้องไม่ลื่น อุปกรณ์จับในห้องน้ำ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีการดูแลในด้านอื่น ๆ เช่น มีพยาบาลเข้าเวร 24 ชั่วโมง ในกรณีที่ผู้สูงอายุเจ็บป่วยสามารถกดปุ่มฉุกเฉินเรียกพยาบาลได้ตลอดเวลา มีบริการตรวจสุขภาพประจำปี มีกิจกรรมสันทนาการ ห้องดนตรี ห้องออกกำลังกาย ห้องคาราโอเกะ รวมถึงทริปท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ผู้สูงอายุที่พักอาศัยอยู่ในโครงการสามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้

สำหรับโครงการสวางคนิเวศเป็นบ้านพักผู้สูงอายุประเภทซื้อสิทธิเข้ามาอยู่ ค่าแรกเข้าเริ่มต้น 650,000 บาท ไปจนถึง 1,700,000 บาท โดยราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดห้องพัก ทำเลที่ตั้ง และทิศทางลม ผู้สูงอายุที่จะเข้ามาอยู่ในโครงการสวางคนิเวศได้จะต้องมีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป มีสัญชาติไทย และมีร่างกายแข็งแรง สามารถช่วยตัวเองได้ ไม่เป็นผู้ป่วยติดเตียง โดยผู้พักอาศัยจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนตัวเอง เช่น ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมถึงค่าส่วนกลาง 2,500 บาท/เดือน และหากผู้พักอายุเสียชีวิต ห้องพักจะถูกส่งคืนให้กับสภากาชาดไทย ไม่สามารถขายหรือโอนให้ผู้อื่นได้

ค่าใช้จ่ายในการเข้าอาศัยในสวางคนิเวศ เริ่มต้นต่อปีอยู่ที่ 30,000 บาท และค่าใช้จ่ายรวม 20 ปีอยู่ที่ 1,250,000 บาท รวมค่าแรกเข้าเริ่มต้นที่ 650,000 บาทแล้ว

เว็บไซต์: https://centralb.redcross.or.th/sawangkanives/

ที่ตั้ง: สวางคนิเวศ สภากาชาดไทย เลขที่ 3 ต.ท้ายบ้านใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ 10280

สายมีกินมีใช้

สำหรับ ‘สายมีกินมีใช้’ ค่าใช้จ่ายต่อปีอยู่ในช่วง 200,000 – 400,000 บาท และค่าใช้จ่ายรวม 20 ปีอยู่ที่หลักล้านกลาง ๆ ถึงหลักล้านปลาย ๆ

คุณตาคุณยาย เนอร์สซิ่งโฮม

เกษียณโสดอย่างเฉิดฉาย! เลือก “บ้านพักคนชรา” แบบไหนดี?

‘คุณตาคุณยาย เนอร์สซิ่งโฮม’ เป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยพักฟื้น โดยครอบคลุมการดูแลจนถึงผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และผู้สูงอายุที่ป่วยโดยโรคต้องรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้บริการแบบถูกสุขลักษณะ สะอาด ปลอดภัย เอาใจใส่ ดูแลผู้สูงอายุเสมือนเป็นคนในครอบครัว ภายในศูนย์มีบรรยากาศร่มรื่น เงียบสงบ แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ ไม่แออัด ด้วยทีมงานที่มากประสบการณ์และมีความชำนาญดูแลผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง แบ่งเป็นกะกลางวัน และกลางคืนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุได้อย่างเต็มที่ มีเจ้าหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุในการทำกายภาพบำบัดเบื้องต้นทุกวันเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายผู้สูงอายุ ควบคุมโภชนาการเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของผู้สูงอายุ โดยทางศูนย์จะจัดทำเมนูอาหารกว่า 100 รายการตลอดทั้งเดือนเพื่อให้ได้สารอาหารครบ 5 หมู่ และไม่เกิดความจำเจ มีการจัดกิจกรรมสันทนาการในแต่ละเทศกาลต่าง ๆ ของปี เช่น วันพ่อ วันแม่ วันปีใหม่ วันสงกรานต์ ฯลฯ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้มีกิจกรรมทำร่วมกันและยังเป็นการเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดีอีกด้วย

คุณตาคุณยาย เนอร์สซิ่งโฮม มีห้องให้บริการรองรับผู้สูงอายุทั้งห้องเดี่ยว ห้องคู่ และห้องรวม โดยแยกชาย-หญิง รวมถึงลักษณะอาการของผู้สูงอายุเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหรือความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุได้ อัตราค่าบริการเริ่มต้นที่เดือนละ 18,000 บาท และห้องเดี่ยว VIP เดือนละ 24,000 บาท มาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกในห้องพักแบบครบครัน เช่น มีเครื่องปรับอากาศภายในห้องพักทุกห้อง บริการอุปกรณ์กดเรียกเจ้าหน้าที่ทุกเตียง มีเครื่องทำน้ำอุ่นในห้องน้ำทุกห้อง ฯลฯ

ค่าใช้จ่ายในการเข้าอาศัยในคุณตาคุณยาย เนอร์สซิ่งโฮม เริ่มต้นต่อปีอยู่ที่ 216,000 บาท และค่าใช้จ่ายรวม 20 ปีอยู่ที่ 4,320,000 บาท

เว็บไซต์: https://www.kuntakunyay.com/

ที่ตั้ง: คุณตาคุณยาย Nursing Home เลขที่ 26 ถนนเลี่ยงเมืองปากเกร็ด ซอย 7/3 ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด นนทบุรี 11120

โรงพยาบาลผู้สูงอายุ กล้วยน้ำไท 2

เกษียณโสดอย่างเฉิดฉาย! เลือก “บ้านพักคนชรา” แบบไหนดี?

‘โรงพยาบาลผู้สูงอายุ กล้วยน้ำไท 2’ เป็นโรงพยาบาลผู้สูงอายุที่มีความเชี่ยวชาญด้านการดูแล รักษา และฟื้นฟูผู้ป่วยและผู้สูงอายุแห่งแรกในประเทศไทยและอาเซียนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลก (JCI) ด้วยทีมแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด เภสัชกร นักโภชนาการ และสหวิชาชีพที่มีประสบการณ์เฉพาะทางด้านการดูแลผู้สูงอายุในทุก ๆ ด้าน เพื่อความปลอดภัย และถูกต้องตามหลักการดูแลผู้สูงอายุ พร้อมให้บริการดูแลผู้สูงอายุเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน 

มีบริการที่ครอบคลุมกับการดูแลผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็น การตรวจเยี่ยมโดยแพทย์สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ดูแลการพยาบาลพื้นฐานตลอด 24 ชั่วโมง ดูแลผู้สูงอายุในการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การอาบน้ำ ป้อนยา มีนักโภชนาการช่วยแนะนำอาหารที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุแต่ละท่าน บริการซักรีดเสื้อผ้า ทำความสะอาดของใช้ส่วนตัว ฯลฯ

ทางโรงพยาบาลให้ความสำคัญกับกิจกรรมสันทนาการและกิจกรรมเพื่อการบำบัดผู้สูงอายุ โดยทีมแพทย์ พยาบาล และนักกิจกรรมบำบัด ออกแบบกิจกรรมทั้งในรูปแบบกิจกรรมกลุ่ม และกิจกรรมรายบุคคล เน้นความชอบของแต่ละบุคคลเพื่อให้ผู้สูงอายุมีความสุขและสนุกสนานไปกับกิจกรรมในแต่ละวัน เช่น การออกกำลังกายตอนเช้า กิจกรรมทางศาสนา กิจกรรมตามเทศกาลต่าง ๆ ฯลฯ

ขอบเขตรูปแบบการให้บริการผู้สูงอายุของโรงพยาบาลผู้สูงอายุ กล้วยน้ำไท 2 มีตั้งแต่ผู้สูงอายุวัยเกษียณที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ผู้สูงอายุที่ต้องพักพื้นหลังออกจากโรงพยาบาล ผู้สูงอายุที่เป็นโรคอัมพาต ผู้สูงอายุที่ให้อาหารทางสายยาง ไปจนถึงผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย สำหรับห้องพักที่โรงพยาบาลผู้สูงอายุ กล้วยน้ำไท 2 ให้บริการมีทั้งแบบห้องเดี่ยวและห้องรวม เริ่มต้นที่เดือนละ 30,000 บาท

ค่าใช้จ่ายในการเข้าอาศัยในโรงพยาบาลผู้สูงอายุ กล้วยน้ำไท 2 เริ่มต้นต่อปีอยู่ที่ 360,000 บาท และค่าใช้จ่ายรวม 20 ปีอยู่ที่ 7,200,000 บาท

เว็บไซต์: http://www.kluaynamthai2.com/

ที่ตั้ง: โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 2 เลขที่ 27 ถนนสุขุมวิท 68 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260

สายกินหรูอยู่สบาย

สายสุดท้าย ‘สายกินหรูอยู่สบาย’ ค่าใช้จ่ายต่อปีอยู่ที่ประมาณหลักแสนปลาย ๆ ไปจนถึงหลักล้านบาท และค่าใช้จ่ายรวม 20 ปีอยู่ที่หลักสิบล้าน

Jin Wellbeing County

เกษียณโสดอย่างเฉิดฉาย! เลือก “บ้านพักคนชรา” แบบไหนดี?

‘Jin Wellbeing County’ (จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้) เป็นคอนโดมิเนียมเพื่อผู้สูงอายุที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป โครงการออกแบบมาเพื่อรองรับการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ให้บริการที่พักและดูแลผู้สูงอายุที่ยังมีพลัง ด้วยสภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัย ร่มรื่น มีพื้นที่สีเขียวมากกว่า 50% มาพร้อมทีมแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิด ในคอนเซปต์ “บ้านหลังใหญ่ มีหมออยู่ในบ้าน”

ภายในโครงการมี ‘โรงพยาบาลธนบุรีบูรณา’ โรงพยาบาลฟื้นฟูผู้สูงวัยขนาดย่อม รองรับผู้ป่วยได้ 55 เตียง เพื่อดูแลผู้พักอาศัยอย่างใกล้ชิดและรวดเร็ว ด้านห้องพัก ภายในห้องนอนและห้องน้ำมีกริ่งสัญญาณฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง รวมถึงระบบเตือนภัยติดตามตัวในโครงการ สามารถช่วยเหลือผู้สูงอายุได้ทันหากเกิดเหตุฉุกเฉิน พร้อมส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเฉพาะทางทันที

โครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ มาพร้อมบริการที่หลากหลายทั้ง ‘Home Health Visit’ บริการตรวจเยี่ยมไข้ที่บ้านโดยทีมสหวิชาชีพ เช่น พยาบาลวิชาชีพ นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด แพทย์ทั่วไป แพทย์เฉพาะทาง เป็นต้น ‘Home Health Care’ บริการดูแลผู้ป่วยถึงบ้านทั้งแบบรายวันและรายเดือน ดูแลตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน ช่วยเหลือในการทำกิจวัตรประจำวันด้วยเจ้าหน้าที่ผู้มีประสบการณ์

สำหรับห้องที่โครงการเปิดให้บริการมี 2 ขนาด คือ 1) ห้องขนาด 43-46 ตร.ม. เริ่มต้นเดือนละ 40,000 บาท หากซื้อบริการเสริมเพิ่มจะอยู่ที่ 66,000 บาทต่อเดือน 2) ห้องขนาด 63-66 ตร.ม. เริ่มต้นเดือนละ 52,000 บาท และเดือนละ 85,000 บาท หากซื้อบริการเสริมเพิ่ม โดยราคาทั้งหมดนี้เป็นราคาสำหรับ 1 ท่านเท่านั้นและไม่รวมค่าน้ำค่าไฟที่ผู้พักอาศัยต้องรับผิดชอบเอง สำหรับบริการเสริมที่ผู้พักอาศัยจะได้รับคือ อาหารเช้า 1 มื้อ/วัน บริการทำความสะอาดห้องพัก 2 ครั้ง/สัปดาห์ บริการซักรีด 50 ชิ้น/เดือน บริการ Wifi ในห้องพัก พร้อมเจ้าหน้าที่ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง หรือใครที่สะดวกซื้อขาดเลยก็ทำได้เช่นกัน โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 4,000,000 บาท ไปจนถึง 6,000,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดตร.ม.ของห้องพัก

ค่าใช้จ่ายในการเข้าอาศัยใน Jin Wellbeing County เริ่มต้นต่อปีอยู่ที่ 792,000 บาท และค่าใช้จ่ายรวม 20 ปีอยู่ที่ 15,840,000 บาท

เว็บไซต์: https://www.jinwellbeing.com/

ที่ตั้ง: Jin Wellbeing County เลขที่ 89 หมู่ 3 ถ.พหลโยธิน อ.คลองหลวง ต.คลองหนึ่ง จ.ปทุมธานี กรุงเทพฯ 12120 

Velasook Senior Smart Village โดย รพ.เปาโล

เกษียณโสดอย่างเฉิดฉาย! เลือก “บ้านพักคนชรา” แบบไหนดี?

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ‘Velasook Senior Smart Village’ ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน เปิดบริการดูแลผู้สูงอายุทั้งระยะสั้น (Day Care) และระยะยาว (Long term Care) สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการพักฟื้นฟูร่างกาย และผู้สูงอายุที่สุขภาพแข็งแรงที่ต้องการพักอาศัย โดยออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุโดยเฉพาะภายใต้มาตรฐานทางสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น สภาพแวดล้อมที่สงบ ถูกสุขลักษณะ พื้นเรียบเสมอกันไม่ลื่น ไม่มีสิ่งกีดขวาง มีสิ่งอำนวยความสะดวกในห้องพักแบบครบครัน พร้อมมีบุคลากรทางการแพทย์คอยดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งพยาบาลเฉพาะทางด้านผู้สูงอายุ นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด 

ทางศูนย์จะจัดกิจกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพด้านร่างกายและจิตใจอยู่เสมอ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ออกแบบกิจกรรมสันทนาการให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุแต่ละท่าน และจะผลัดเปลี่ยนไปในทุก ๆ สัปดาห์เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุรู้สึกเบื่อในการทำกิจกรรม โดยเน้นกิจกรรมที่สามารถทำร่วมกันได้ เช่น กิจกรรมทำอาหาร Family Cooking Class, กิจกรรมพัฒนาความจำ ออกกำลังกาย โดยจะอยู่ภายใต้การดูแลของนักกิจกรรมบำบัดอย่างใกล้ชิด

อัตราค่าบริการขึ้นอยู่กับขนาดห้องพัก สำหรับห้องพักไซซ์ S ค่าบริการ 4,500 บาท/วัน และ 100,000 บาท/เดือน ห้องพักไซซ์ M ค่าบริการ 5,000 บาท/วัน และ 120,000 บาท/เดือน ห้องพักไซซ์ L ค่าบริการ 5,500 บาท/วัน และ 150,000 บาท/เดือน โดยทุกห้องเป็นห้องเดี่ยว

ค่าใช้จ่ายในการเข้าอาศัยใน Velasook Senior Smart Village เริ่มต้นต่อปีอยู่ที่ 1,200,000 บาท และค่าใช้จ่ายรวม 20 ปีอยู่ที่ 24,000,000 บาท

เว็บไซต์: https://www.paolohospital.com/th-TH/phahol/Clinic/Details/สุขภาพผู้สูงอายุ

ที่ตั้ง: โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน เลขที่ 670/1 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400

.

จากบ้านพักคนชราทั้ง 6 แห่งที่นำมาฝากกันในบทความนี้ จะเห็นได้เลยว่าแต่ละที่แต่ละสายก็จะใช้เงินต่างกันไป สายประหยัดก็จะใช้เงินน้อยหน่อย ส่วนใครที่ชอบสายกินหรูอยู่สบายก็คงต้องวางแผนเตรียมเงินก้อนไว้

— planet 46.

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Goldman Sachs มองเศรษฐกิจจีน ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2023 และกำลังไต่กลับมา

Finnomena Editor
เซี่ยงไฮ้ หุ้น ดัชนี

ล่าสุด Goldman Sachs เผยมุมมองต่อเศรษฐกิจจีนล่าสุดออกมา โดยปรับเป้า GDP ปี 2024 ขึ้นเป็น 5% จากเดิม 4.5% ใกล้เคียงกับเป้าที่ทางการจีนวางไว้ที่ 4.8% โดย GDP จีนในไตรมาสแรกเติบโตได้ถึง 7.5% (คิดในอัตรารายปี) สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 5.6%

Goldman Sachs อธิบายว่าข้อมูลมหภาคของจีนของจีนมีความแข็งแกร่ง ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจีนผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วตั้งแต่ ปลายปี 2023 และเริ่มไต่กลับมาอีกครั้ง 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้จีนกลับมาแข็งแรงคือกิจกรรมทางอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและการส่งออก Manufacturing PMI ของจีนเติบโต 5 ไตรมาสติดต่อกัน การส่งออกก็เติบโตตามอุปสงค์ระดับโลกในสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี 

นอกจากนี้ Goldman Sachs อธิบายต่อไปว่าภาคการท่องเที่ยวจีนกลับมาแข็งแกร่ง โดยการใช้จ่ายกลับมาเท่าก่อนโควิดแล้วในช่วงเทศกาลเช็งเม้งที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม จีนยังต้องเผชิญความยากลำบากในตลาดอสังหาฯ ตลอดจนการใช้จ่ายผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอต่อไป

สำหรับใครที่กำลังมองหาสินทรัพย์ที่มีโมเมนตัมการฟื้นตัวที่น่าจับตา และยังอยู่ใน Valuation น่าสนใจอย่างจีน 

Finnomena Funds แนะนำกองทุน MEGA10CHINA-A ตามกรอบ FundTalk Call ที่เน้นเฟ้นหาสินทรัพย์ที่ถูกทิ้ง จนราคาปรับตัวลงลึกมากจนเกินไป แต่ศักยภาพการเติบโตยังดี เพื่อการลงทุนในระยะสั้น-กลาง

รู้จักกองทุน MEGA10CHINA-A

MEGA10CHINA-A มีนโยบายเข้าไปลงทุนใน 10 บริษัทที่ทรงอิทธิพลในจีน ซึ่งจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง เน้นเฉพาะบริษัทที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่ สภาพคล่องสูง 

อีกทั้งยังเป็นผู้นำในด้าน Brand Value โดยต้องไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ ไม่มีการถือหุ้นใหญ่โดยรัฐบาลจีน เหมาะกับคนที่อยากลงทุนแบบเน้น ๆ กับหุ้นผู้ชนะเพียง 10 ในสัดส่วนที่เท่ากันแบบ Equal weight

สัดส่วนการลงทุนของ MEGA10CHINA-A | Source: หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ  as of 29/2/2024


อ้างอิง

คำเตือน

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

กองทุนยุโรปอะไรดี? ตลาดหุ้นนอกสายตา เวลานี้กำลังมาแรง

Park Kathawut
เปรียบเทียบกองทุนหุ้นยุโรป

เวลาพูดถึงกองทุนหุ้นยุโรป มักจะไม่ค่อย Mass ในสายตาคนส่วนใหญ่ เพราะใน Developed Markets นั้นถูกดึงโฟกัสไปที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นซะเยอะ แถมยังมี Emerging Markets ซึ่งร้อนแรงในหลายประเทศไล่มาตั้งแต่จีน เกาหลีใต้ เวียดนาม และอินเดีย เป็นต้น

แต่ดูเหมือนว่าปี 2024 นี้ ภาพดังกล่าวจะต่างออกไป หุ้นยุโรปกำลังถูกสปอร์ตไลท์ส่องมากขึ้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านราคาหุ้นที่ดัชนี EURO STOXX 600 ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 7% นับตั้งแต่ต้นปี

ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจยุโรปที่กำลังผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เริ่มคลี่คลาย ทำให้เวลานี้หุ้นยุโรปถูกพูดถึงมากขึ้นทีเดียว

ตลาดหุ้นยุโรป ทำไมจึงน่าสนใจ?

1.) เศรษฐกิจยุโรปผ่านจุดต่ำสุดแล้ว หลุดพ้นจาก Technical Recession และอยู่ในแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2024 สะท้อนจากประมาณการเติบโต GDP, การบริโภคภาคครัวเรือน, การลงทุนภาครัฐ, ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรม และอัตราการว่างงาน

2.) โอกาสการลดดอกเบี้ยที่เร็วและแรงของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ถือว่ามีโอกาสสูงที่ ECB จะเป็นธนาคารกลางหลักแห่งแรกที่ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ย เพราะเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงได้เร็วกว่าฝั่งสหรัฐฯ

3.) แม้ดัชนีหุ้นทำ New High แต่กำไรเติบโต หนุนให้ PE ไม่แพงอย่างที่คิด โดยดัชนี EURO STOXX 600 ณ วันที่ 01/04/2024 PE อยู่ที่ 14.05 เท่า มองในมิติ Valuation ยังถูกเมื่อเทียบกับหุ้นโลก

สรุปมุมมองการลงทุนหุ้นยุโรป

มุมมองการลงทุนหลักของ Finnomena Funds เริ่ม Overweight ตลาดหุ้นยุโรปมาตั้งแต่ต้นปี หลังเห็นสัญญาณบวกจากฝั่งยุโรปมากขึ้น ทั้งทิศทางเศรษฐกิจ แนวโน้มดอกเบี้ย และ Valuation ที่ยังถูกกว่า Developed Markets อื่น ๆ

กลยุทธ์การลงทุนในระยะยาวตามกรอบการพิจารณา MEVT Call จึงแนะนำ “ทยอยสะสม” กองทุน ONE-EUROEQ 

ส่วนมุมมองการลงทุนระยะสั้น-กลาง ซึ่งเน้นเก็งกำไรตามสัญญาณทางเทคนิคในตลาดขาขึ้นของ Mr.Messenger Call ก็มีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นยุโรปเช่นกัน หลังเกิดสัญญาณ Golden Cross จึงแนะนำ “ซื้อ” กองทุน ONE-EUROEQ และ ABEG

นอกจากนี้ Finnomena Pick ก็มีกองทุนแนะนำ Passive Fund เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบลงทุนล้อตามดัชนี และมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำอย่าง กองทุน SCBEUEQA

รีวิวกองทุนหุ้นยุโรป เลือกอย่างไรดี?

เปรียบเทียบกองทุนหุ้นยุโรป

คราวนี้อยากจะพามาเจาะรายละเอียดของแต่ละกองทุนที่เราแนะนำกันว่ามีนโยบายการลงทุนอย่างไร มีความแตกต่างกันในแง่มุมไหนบ้าง และเหมาะกับสไตล์การลงทุนแบบไหน มาดูกันเลย

ONE-EUROEQ

เปรียบเทียบกองทุนหุ้นยุโรปSource: Finnomena Funds as of 09/04/2024

นโยบายการลงทุน: กองทุนรวมหุ้นยุโรปที่ลงทุนผ่านกองทุนหลัก Eleva European Selection Fund ไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์หุ้นแบบ Bottom up เพื่อลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพการเติบโตระยะยาวและมีความสามารถในการแข่งขัน

จุดเด่น: เป็นกองทุนที่พยายามมองหาเพชรในตมที่ราคาไม่แพง แต่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ด้วยการบริหารของ Eleva Capital ซึ่งเป็น Fund House ที่มีความชำนาญในการวิเคราะห์หุ้นยุโรป และมี Track Record ที่ดี สามารถเอาชนะดัชนี STOXX 600 ได้กว่า 10% ตั้งแต่จัดตั้งกองทุน

หุ้น Top 10 Holding (คิดเป็นสัดส่วน 35.92% ของพอร์ต)

  1. Novo Nordisk สัดส่วน 5.51%
  2. ASML Holding สัดส่วน 4.40%
  3. Nestle สัดส่วน 4.07%
  4. Novartis สัดส่วน 3.68%
  5. TotalEnergies สัดส่วน 3.48%
  6. UniCredit สัดส่วน 3.23%
  7. AXA สัดส่วน 3.20%
  8. L’Oreal สัดส่วน 2.88%
  9. Rio Tinto สัดส่วน 2.78%
  10.  Infineon Technologies สัดส่วน 2.67%

ABEG

เปรียบเทียบกองทุนหุ้นยุโรปSource: Finnomena Funds as of 09/04/2024

นโยบายการลงทุน: กองทุนรวมหุ้นยุโรปที่ลงทุนผ่านกองทุนหลัก abrdn SICAV I – European Sustainable Equity Fund ไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยมุ่งเน้นลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่แบบ High Conviction 

จุดเด่น: เน้นลงทุนหุ้นยุโรปแบบ High Conviction ภาพรวมของพอร์ตจึงจะกระจุกอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่ในสัดส่วนที่สูง เช่น The 11 GRANOLAS Stock ทำให้สามารถเร่งผลตอบแทนได้แรงกว่าในช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้น

หุ้น Top 10 Holding (คิดเป็นสัดส่วน 50.08% ของพอร์ต)

  1. ASML Holding สัดส่วน 8.10%
  2. Novo Nordisk สัดส่วน 7.49%
  3. RELX สัดส่วน 5.02%
  4. LVHM สัดส่วน 4.85%
  5. London Stock Exchange Group สัดส่วน 4.46%
  6. Adyen สัดส่วน 4.41%
  7. L’Orea สัดส่วน 4.26%
  8. Schneider Electric สัดส่วน 4.10%
  9. SAP สัดส่วน 3.84%
  10.  Edenred สัดส่วน 3.54%

SCBEUEQA

เปรียบเทียบกองทุนหุ้นยุโรปSource: Finnomena Funds as of 09/04/2024

นโยบายการลงทุน: กองทุนหุ้นยุโรปแบบ Passive Fund ที่ลงทุนผ่าน iShares STOXX Europe 600 (DE) เพื่อเป้าหมายได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของดัชนี STOXX 600

จุดเด่น: เหมาะกับผู้ที่อยากกระจายความเสี่ยงไปในหุ้นยุโรปที่หลากหลาย เคลื่อนไหวสอดคล้องตามดัชนี และมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำ

หุ้น Top 10 Holding (คิดเป็นสัดส่วน 21.40% ของพอร์ต)

  1. Novo Nordisk สัดส่วน 3.67%
  2. ASML Holding สัดส่วน 3.32%
  3. Nestle สัดส่วน 2.42%
  4. LVHM สัดส่วน 2.05%
  5. Shell สัดส่วน 1.79%
  6. AstraZeneca สัดส่วน 1.75%
  7. Novartis สัดส่วน 1.73%
  8. SAP สัดส่วน 1.67%
  9. Roche Holding สัดส่วน 1.65%
  10.  TotalEnergies สัดส่วน 1.35%

เปรียบเทียบกองทุนหุ้นยุโรป ONE-EUROEQ vs ABEG vs SCBEUEQA

เปรียบเทียบกองทุนหุ้นยุโรปกราฟแสดงผลตอบแทนกองทุนหุ้นยุโรปตั้งแต่ต้นปี ถึงวันที่ 9 เมษายน 2024
Source: Finnomena Funds as of 09/04/2024

สามารถดูข้อมูลการเปรียบเทียบเทียบกองทุนแบบครบทุกมิติ ทั้งผลตอบแทน ความผันผวน ความเสี่ยง นโยบายการลงทุน พอร์ตการลงทุน และค่าธรรมเนียม คลิกที่ที่

สรุปแล้วทั้ง 3 กองทุนถือเป็นกองทุนหุ้นยุโรปที่มีสไตล์แตกต่างกันชัดเจน … ใครชอบหาโอกาสในหุ้นที่ยังโตไม่เยอะ แต่มีศักยภาพรอวันฉายแสง แนะนำ ONE-EUROEQ … ใครชอบแนวคัดตัวเด่นเน้น ๆ อยากรีดพลังของการเติบโตแบบเต็มที่ในช่วงขาขึ้น แบบนี้ต้อง ABEG … ส่วนถ้าใครที่รับความเสี่ยงได้ไม่มาก อยากลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงไปตามดัชนี SCBEUEQA ก็ถือว่าตอบโจทย์ได้เช่นกัน


แหล่งข้อมูล

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT 

ชี้เป้ากองทุนแนะนำ สไตล์ MEVT Call คว้าโอกาสเติบโตในระยะยาว [อัปเดตมุมมอง ณ วันที่ 10 เม.ย. 2024]

Finnomena Funds
กองทุนแนะนำ MEVT Call

MEVT Call เป็นคำแนะนำกองทุนรวมที่มีเป้าหมายแบบ The Long-Term Growth คือเฟ้นหาสินทรัพย์การลงทุนที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยพิจารณาภายใต้ Framework ที่รอบด้ายทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค ดังนี้

Macro – ปัจจัยเชิงมหภาค เงินเฟ้อ นโยบายการเงินและการคลัง ประชากรศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศ และอื่น ๆ ที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนทิศทางเศรษฐกิจ

Earnings – วิเคราะห์การเติบโตของกำไร และแนวโน้มการปรับประมาณการกำไร

Valuation – วิเคราะห์มูลค่าของสินทรัพย์ที่ลงทุนว่ามีความน่าสนใจมากเพียงใด เพื่อนำไปสู่คำแนะนำเข้าลงทุนในระดับราคาที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการขาดทุนได้

Technical – ปัจจัยส่งผลกระทบอื่น ๆ เช่น fund flow, sentiment, seasonal statistic และ technical analysis

กองทุนแนะนำ MEVT Callอัปเดตมุมมองการลงทุนล่าสุด ณ วันที่ 10 เมษายน 2024 โดย Finnomena Funds

กองทุนแนะนำ MEVT Call

PRINCIPAL VNEQ-A

กองทุนหุ้นเวียดนาม ประเทศดาวเด่นแห่งอาเซียนที่มีปัจจัยหนุนระยะยาวทั้งในเชิงพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และอัพไซด์จากโอกาสยกระดับตลาดหุ้นเข้าคำนวณในดัชนี Emerging Markets 

UOBSA

กองทุนหุ้นเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ที่โดดเด่นในเรื่องการคัดเลือกหุ้นด้วย AI ร่วมกับผู้จัดการกองทุน ซึ่งพิสูจน์ด้วยผลตอบแทนที่โตเหนือคู่แข่ง พร้อมรับอานิสงส์จากดอลลาร์อ่อนค่า เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าตลาดเอเชียมากขึ้น

ONE-EUROEQ

กองทุนหุ้นยุโรป กลับมาน่าสนใจอีกครั้งหลังเห็นสัญญาณบวกจากการฟื้นตัวของทิศทางเศรษฐกิจ และแนวโน้มดอกเบี้ยที่น่าจะลดลงได้เร็ว ประกอบกับ Valuation ที่ยังถูกเมื่อเทียบกับ Developed Markets อื่น ๆ

SCBKEQTG

กองทุนหุ้นเกาหลีใต้ เป็นจังหวะฟื้นตัวตามวัฏจักร Semiconductor และ Valuation ที่ยังไม่แพง รวมทั้งยังมีปัจจัยหนุนจากโครงการ Value-up program เพื่อส่งเสริมมูลค่าตลาดหุ้น

AFMOAT-HA

กองทุนหุ้นสหรัฐอเมริกา ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้น Value ที่มีปราการทางธุรกิจแข็งแกร่งในระดับ Valuation ที่เหมาะสม สามารถทยอยสะสมได้ในระยะยาว

K-CHINA-A(A) ABCA-A

กองทุนหุ้นจีน ถือว่าโมเมนตัมเริ่มกลับมาแล้ว หลังแนวโน้มการกระตุ้นของทางการที่เริ่มทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง ตลาดเริ่มตอบรับกับมาตรการต่าง ๆ ในเชิงบวก ประกอบกับ Valuation อยู่ในระดับถูกซึ่งได้สะท้อนความกังวลไปมากแล้ว

UGIS-N KFSINCFX-A

โอกาสทองครั้งสุดท้ายในการเข้าลงทุนกองทุนตราสารหนี้โลก ก่อนที่จะ Fed จะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในปีนี้

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

กองทุนยุโรปอะไรดี? ตลาดหุ้นนอกสายตา เวลานี้กำลังมาแรง

Park Kathawut
เปรียบเทียบกองทุนหุ้นยุโรป

Highlight


เวลาพูดถึงกองทุนหุ้นยุโรป มักจะไม่ค่อย Mass ในสายตาคนส่วนใหญ่ เพราะใน Developed Markets นั้นถูกดึงโฟกัสไปที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นซะเยอะ แถมยังมี Emerging Markets ซึ่งร้อนแรงในหลายประเทศไล่มาตั้งแต่จีน เกาหลีใต้ เวียดนาม และอินเดีย เป็นต้น

แต่ดูเหมือนว่าปี 2024 นี้ ภาพดังกล่าวจะต่างออกไป หุ้นยุโรปกำลังถูกสปอร์ตไลท์ส่องมากขึ้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านราคาหุ้นที่ดัชนี EURO STOXX 600 ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 7% นับตั้งแต่ต้นปี

ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจยุโรปที่กำลังผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เริ่มคลี่คลาย ทำให้เวลานี้หุ้นยุโรปถูกพูดถึงมากขึ้นทีเดียว

ตลาดหุ้นยุโรป ทำไมจึงน่าสนใจ?

1.) เศรษฐกิจยุโรปผ่านจุดต่ำสุดแล้ว หลุดพ้นจาก Technical Recession และอยู่ในแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2024 สะท้อนจากประมาณการเติบโต GDP, การบริโภคภาคครัวเรือน, การลงทุนภาครัฐ, ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรม และอัตราการว่างงาน

2.) โอกาสการลดดอกเบี้ยที่เร็วและแรงของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ถือว่ามีโอกาสสูงที่ ECB จะเป็นธนาคารกลางหลักแห่งแรกที่ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ย เพราะเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงได้เร็วกว่าฝั่งสหรัฐฯ

3.) แม้ดัชนีหุ้นทำ New High แต่กำไรเติบโต หนุนให้ PE ไม่แพงอย่างที่คิด โดยดัชนี EURO STOXX 600 ณ วันที่ 01/04/2024 PE อยู่ที่ 14.05 เท่า มองในมิติ Valuation ยังถูกเมื่อเทียบกับหุ้นโลก

สรุปมุมมองการลงทุนหุ้นยุโรป

มุมมองการลงทุนหลักของ Finnomena Funds เริ่ม Overweight ตลาดหุ้นยุโรปมาตั้งแต่ต้นปี หลังเห็นสัญญาณบวกจากฝั่งยุโรปมากขึ้น ทั้งทิศทางเศรษฐกิจ แนวโน้มดอกเบี้ย และ Valuation ที่ยังถูกกว่า Developed Markets อื่น ๆ

กลยุทธ์การลงทุนในระยะยาวตามกรอบการพิจารณา MEVT Call จึงแนะนำ “ทยอยสะสม” กองทุน ONE-EUROEQ 

ส่วนมุมมองการลงทุนระยะสั้น-กลาง ซึ่งเน้นเก็งกำไรตามสัญญาณทางเทคนิคในตลาดขาขึ้นของ Mr.Messenger Call ก็มีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นยุโรปเช่นกัน หลังเกิดสัญญาณ Golden Cross จึงแนะนำ “ซื้อ” กองทุน ONE-EUROEQ และ ABEG

นอกจากนี้ Finnomena Pick ก็มีกองทุนแนะนำ Passive Fund เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบลงทุนล้อตามดัชนี และมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำอย่าง กองทุน SCBEUEQA

รีวิวกองทุนหุ้นยุโรป เลือกอย่างไรดี?

เปรียบเทียบกองทุนหุ้นยุโรป

คราวนี้อยากจะพามาเจาะรายละเอียดของแต่ละกองทุนที่เราแนะนำกันว่ามีนโยบายการลงทุนอย่างไร มีความแตกต่างกันในแง่มุมไหนบ้าง และเหมาะกับสไตล์การลงทุนแบบไหน มาดูกันเลย

ONE-EUROEQ

เปรียบเทียบกองทุนหุ้นยุโรปSource: Finnomena Funds as of 09/04/2024

นโยบายการลงทุน: กองทุนรวมหุ้นยุโรปที่ลงทุนผ่านกองทุนหลัก Eleva European Selection Fund ไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์หุ้นแบบ Bottom up เพื่อลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพการเติบโตระยะยาวและมีความสามารถในการแข่งขัน

จุดเด่น: เป็นกองทุนที่พยายามมองหาเพชรในตมที่ราคาไม่แพง แต่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ด้วยการบริหารของ Eleva Capital ซึ่งเป็น Fund House ที่มีความชำนาญในการวิเคราะห์หุ้นยุโรป และมี Track Record ที่ดี สามารถเอาชนะดัชนี STOXX 600 ได้กว่า 10% ตั้งแต่จัดตั้งกองทุน

หุ้น Top 10 Holding (คิดเป็นสัดส่วน 35.92% ของพอร์ต)

  1. Novo Nordisk สัดส่วน 5.51%
  2. ASML Holding สัดส่วน 4.40%
  3. Nestle สัดส่วน 4.07%
  4. Novartis สัดส่วน 3.68%
  5. TotalEnergies สัดส่วน 3.48%
  6. UniCredit สัดส่วน 3.23%
  7. AXA สัดส่วน 3.20%
  8. L’Oreal สัดส่วน 2.88%
  9. Rio Tinto สัดส่วน 2.78%
  10.  Infineon Technologies สัดส่วน 2.67%

ABEG

เปรียบเทียบกองทุนหุ้นยุโรปSource: Finnomena Funds as of 09/04/2024

นโยบายการลงทุน: กองทุนรวมหุ้นยุโรปที่ลงทุนผ่านกองทุนหลัก abrdn SICAV I – European Sustainable Equity Fund ไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยมุ่งเน้นลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่แบบ High Conviction 

จุดเด่น: เน้นลงทุนหุ้นยุโรปแบบ High Conviction ภาพรวมของพอร์ตจึงจะกระจุกอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่ในสัดส่วนที่สูง เช่น The 11 GRANOLAS Stock ทำให้สามารถเร่งผลตอบแทนได้แรงกว่าในช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้น

หุ้น Top 10 Holding (คิดเป็นสัดส่วน 50.08% ของพอร์ต)

  1. ASML Holding สัดส่วน 8.10%
  2. Novo Nordisk สัดส่วน 7.49%
  3. RELX สัดส่วน 5.02%
  4. LVHM สัดส่วน 4.85%
  5. London Stock Exchange Group สัดส่วน 4.46%
  6. Adyen สัดส่วน 4.41%
  7. L’Orea สัดส่วน 4.26%
  8. Schneider Electric สัดส่วน 4.10%
  9. SAP สัดส่วน 3.84%
  10.  Edenred สัดส่วน 3.54%

SCBEUEQA

เปรียบเทียบกองทุนหุ้นยุโรปSource: Finnomena Funds as of 09/04/2024

นโยบายการลงทุน: กองทุนหุ้นยุโรปแบบ Passive Fund ที่ลงทุนผ่าน iShares STOXX Europe 600 (DE) เพื่อเป้าหมายได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของดัชนี STOXX 600

จุดเด่น: เหมาะกับผู้ที่อยากกระจายความเสี่ยงไปในหุ้นยุโรปที่หลากหลาย เคลื่อนไหวสอดคล้องตามดัชนี และมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำ

หุ้น Top 10 Holding (คิดเป็นสัดส่วน 21.40% ของพอร์ต)

  1. Novo Nordisk สัดส่วน 3.67%
  2. ASML Holding สัดส่วน 3.32%
  3. Nestle สัดส่วน 2.42%
  4. LVHM สัดส่วน 2.05%
  5. Shell สัดส่วน 1.79%
  6. AstraZeneca สัดส่วน 1.75%
  7. Novartis สัดส่วน 1.73%
  8. SAP สัดส่วน 1.67%
  9. Roche Holding สัดส่วน 1.65%
  10.  TotalEnergies สัดส่วน 1.35%

เปรียบเทียบกองทุนหุ้นยุโรป ONE-EUROEQ vs ABEG vs SCBEUEQA

เปรียบเทียบกองทุนหุ้นยุโรปกราฟแสดงผลตอบแทนกองทุนหุ้นยุโรปตั้งแต่ต้นปี ถึงวันที่ 9 เมษายน 2024
Source: Finnomena Funds as of 09/04/2024

สามารถดูข้อมูลการเปรียบเทียบเทียบกองทุนแบบครบทุกมิติ ทั้งผลตอบแทน ความผันผวน ความเสี่ยง นโยบายการลงทุน พอร์ตการลงทุน และค่าธรรมเนียม คลิกที่ที่

สรุปแล้วทั้ง 3 กองทุนถือเป็นกองทุนหุ้นยุโรปที่มีสไตล์แตกต่างกันชัดเจน … ใครชอบหาโอกาสในหุ้นที่ยังโตไม่เยอะ แต่มีศักยภาพรอวันฉายแสง แนะนำ ONE-EUROEQ … ใครชอบแนวคัดตัวเด่นเน้น ๆ อยากรีดพลังของการเติบโตแบบเต็มที่ในช่วงขาขึ้น แบบนี้ต้อง ABEG … ส่วนถ้าใครที่รับความเสี่ยงได้ไม่มาก อยากลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงไปตามดัชนี SCBEUEQA ก็ถือว่าตอบโจทย์ได้เช่นกัน

ไหน ๆ จะลงทุนทั้งที การไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเต็มเนี่ย ออกจะฟินสุดๆ ทีมงานมัดรวม FINT Cashback ตามลิงก์ข้างล่างเลย 👇🏻👇🏻👇🏻

1️⃣ อยากใช้ FINT Cashback ต้องเข้าตรงไหน?
💡 Link : https://www.finnomena.com/fint/cashback

2️⃣ สอนใช้ FINT Cashback แบบจับมือทำ
💡 Link : https://youtu.be/Zsrs7URDUwM?si=uROVCvLFIvA_Au0f

3️⃣ กองทุนที่เราจะลงทุน เข้าร่วม Cashback ไหม?
💡 Link : https://www.finnomena.com/fint/cashback/fund-list

4️⃣ อยากรู้ลึกๆ ว่า FINT Cashback คืออะไร?
💡 Link : https://docs.fint.finance/fint-token/use-fint-fint/cashback-from-fee


แหล่งข้อมูล

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT 

เทียบฟอร์มหุ้นกู้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ “Lotus’s vs BJC” ใครเจ๋งกว่ากัน?

Finnomena Editor
เทียบฟอร์มหุ้นกู้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ “Lotus’s vs BJC” ใครเจ๋งกว่ากัน?

ภาพรวมธุรกิจค้าปลีก

เทียบฟอร์มหุ้นกู้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ “Lotus’s vs BJC” ใครเจ๋งกว่ากัน?

Opportunity : โอกาส

  • การท่องเที่ยวฟื้นตัวดีกว่าคาด ทำให้คาดการณ์ปี 2024 จำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาถึง 90% จากปี 2019
  • รัฐบาลวางกรอบการเบิกจ่ายงบกระตุ้นเศรษฐกิจในวงเงินไม่ต่ำกว่า 3.5 ล้านล้านบาท เริ่มเบิกจ่าย ต.. 2024

Threat : ความเสี่ยง

  • ต้นทุนการทำธุรกิจปรับตัวสูงขึ้น ทั้งจากราคาพลังงาน วัตถุดิบ และการขนส่ง
  • การบริโภคภาคเอกชนคาดการขยายตัวต่ำจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้าและภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง

การวิเคราะห์หุ้นกู้คุณภาพดี แบ่งออกเป็น 2 ส่วน

เทียบฟอร์มหุ้นกู้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ “Lotus’s vs BJC” ใครเจ๋งกว่ากัน?

  1. Fundamental ประกอบด้วย ความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น, ความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นไม่รวม Inventory, หนี้สินต่อทุน, ความสามารถในการทำกำไร, ความสามารถในการชำระดอกเบี้ย และกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
  2. Momentum ประกอบด้วย Bloomberg default probability และ Altman Z-score

Bloomberg Default Probability และ Altman Z-score ของกลุ่มค้าปลีก

เทียบฟอร์มหุ้นกู้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ “Lotus’s vs BJC” ใครเจ๋งกว่ากัน?

  • จากกราฟ Bloomberg Default Probability ของ BJC ถือว่าสูงกว่าเมื่อเทียบกับบริษัทอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน แต่หากดูจากค่า Bloomberg Default Probability แล้วอยู่ที่ 0.23% ยังถือว่าเป็นค่าที่ต่ำ หมายความว่าในอีก 12 เดือนข้างหน้ามีโอกาสเพียง 0.23% ที่ BJC จะผิดนัดชำระหนี้
  • Altman Z-score ของกลุ่มค้าปลีกทุกตัวมีค่าเกิน 0.50 ซึ่งเป็นระดับที่ลงทุนได้

เปรียบเทียบ Fundamental ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน

เทียบฟอร์มหุ้นกู้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ “Lotus’s vs BJC” ใครเจ๋งกว่ากัน?

เทียบฟอร์มหุ้นกู้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ “Lotus’s vs BJC” ใครเจ๋งกว่ากัน?

1. ความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น: วิเคราะห์จากตัวเลข อัตราส่วนทุนหมุนเวียน หรือ Current Ratio มีสูตรดังนี้

อัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current Ratio) = สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Asset) / หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities)

  • ถ้าค่า > 1 = สินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียน หมายถึงบริษัทนั้นมีความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นที่ดี
  • ถ้าค่า < 1 = หนี้สินหมุนเวียนมากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน หมายถึงบริษัทนั้นอาจมีปัญหาในการชำระหนี้ระยะสั้นได้

Current Ratio ของ Lotus’s อยู่ที่ 0.93 ในขณะที่ Current Ratio ของ BJC อยู่ที่ 0.66

2. หนี้สินต่อทุน (D/E Ratio): แสดงสัดส่วนการกู้หนี้ยืมสินว่าเป็นกี่เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้น มีสูตรดังนี้

หนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) = หนี้สินรวม (Total Debt) / ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity)

ยิ่ง D/E สูง จะแสดงถึงภาระหนี้ที่สูง สะท้อนถึงความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทนั้น โดย D/E จอง Lotus’s อยู่ที่ 4.06 ในขณะที่ D/E ของ BJC อยู่ที่ 1.69

3. ความสามารถในการทำกำไร: วิเคราะห์จากตัวเลข อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) เป็นอัตราส่วนที่แสดงว่าขาย 100 บาท จะมีกำไรสุทธิเท่าไร ยิ่ง Net Profit Margin สูง แสดงว่าบริษัทนั้นมีความสามารถในการทำกำไร มีสูตรดังนี้ 

อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) = (กำไรสุทธิ / ยอดขายสุทธิ) *100

อัตรากำไรสุทธิของ Lotus’s อยู่ที่ 0.15 ในขณะที่ BJC อยู่ที่ 3.40

4. ความสามารถในการชำระดอกเบี้ย: วิเคราะห์จากตัวเลข อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Times Interest Earned Ratio) มีสูตรดังนี้ ‍‍‍‍‍‍ ‍‍ ‍‍‍‍‍‍ ‍‍

อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) = กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) / ดอกเบี้ยจ่าย (เท่า) ‍‍‍‍‍‍ ‍‍ ‍‍‍‍‍‍ ‍‍

  • ถ้าค่า > 1 กิจการมีรายได้เพียงพอต่อดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย
  • ถ้าค่า < 1 กิจการไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้ เจ้าหนี้สามารถบังคับหนี้ได้ตามกฎหมาย

สำหรับอัตราส่วนนี้ ยิ่งมีค่าสูงยิ่งดี โดยค่าเฉลี่ย Interest Coverage Ratio ของ Lotus’s อยู่ที่ 3.85 ในขณะที่ BJC อยู่ที่ 2.16

5. กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Cash Flow from Operating: CFO) คือกระแสเงินสดที่เหลือจากการใช้จ่ายเพื่อให้กิจการดำเนินกิจการต่อได้

กระแสเงินสดจากการดำเนินงานของ Lotus’s อยู่ที่ 17,637 ล้านบาท ในขณะที่ BJC อยู่ที่ 19,856 ล้านบาท

สรุป 2 หุ้นกู้ ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ Lotus’s vs BJC

เทียบฟอร์มหุ้นกู้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ “Lotus’s vs BJC” ใครเจ๋งกว่ากัน?


“ชมรมหุ้นกู้” รายการที่จะพาผู้เชี่ยวชาญมาพูดคุยถึงข่าวในวงการหุ้นกู้ หุ้นกู้ออกใหม่ รวมถึงความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นกู้ พร้อมคลีนิกหุ้นกู้ ให้นักลงทุนได้สอบถามความเห็นที่เป็นกลางตามหลักสากล และวิธีลงทุนในหุ้นกู้ได้อย่างถูกต้อง!

🔔 พบกันทุกวันอังคาร เวลา 19.00 น. ที่ Facebook และ Youtube ของ Finnomena

สำหรับ EP เจาะลึกหุ้นกู้ของ TPIPP สามารถรับชมได้ที่ https://www.youtube.com/live/ZQ1QFENP4Fc