แจ้งเตือน

ออกเดินทาง…สู่เส้นทางที่ปรึกษาทางการเงิน – Financial Advisor SS2 Ep.1

FINNOMENA Podcast

Financial Advisor SS2 Ep.1 : ออกเดินทาง…สู่เส้นทางที่ปรึกษาทางการเงิน

Stage ของที่ปรึกษาทางการเงินมีกี่ Stage และคุณรู้ไหมว่าตัวเองอยู่ใน Stage ไหน? และต้องขยับตัวเองไป Stage ไหน เพื่อยกระดับคุณภาพการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินมืออาชีพ

พบกับ เพชร รตะ โพอุทัย และ ดร. เมธี จันทวิมล (Managing Partner – Finnomena และ CEO beFIN Academy)

Financial Advisor PODCAST SS2 เป็นรายการที่จะมาพูดคุยกันในเรื่องของ เทคนิค ประสบการณ์ ความรู้ และอีกหลายๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานในสายอาชีพ “ที่ปรึกษาทางการเงิน” หรือ (FA – Financial Advisor) ที่คุณไม่ควรพลาด!!

“ไม่ใช่ Financial Advisor ทุกคนเป็นผู้แนะนำการลงทุนอิสระ แต่…
ผู้แนะนำการลงทุนอิสระทุกคนเป็น Financial Advisor”

สนใจร่วมเป็น “ผู้แนะนำการลงทุนอิสระ” กับ FINNOMENA สามารถติดต่อสอบถามได้ที่

https://finno.me/fa

 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

FINNOMENA Tactical Call : ตลาดหุ้นจีนถูกจุดพลุ จังหวะ Follow Buy ระยะสั้นเกิดขึ้น

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Tactical Call : ตลาดหุ้นจีนถูกจุดพลุ จังหวะ Follow Buy ระยะสั้นเกิดขึ้น

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นแรงซื้อเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ ในตลาดหุ้นจีนทั้งในตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ (A-Share) ซึ่งการขึ้นมาครั้งนี้ ก็ขึ้นมาท่ามกลางความสับสนว่า ขึ้นมาได้อย่างไร เพราะ World Bank ก็เพิ่งคาดการณ์ GDP ของจีนปีนี้อาจขยายตัวที่ระดับ 1% เท่านั้น แถมทางด้าน Bloomberg Economist มีการคาดการณ์ว่า ปริมาณหนี้ของจีนกำลังเพิ่มสัดส่วนขึ้นสูงมากกว่า 300% เมื่อเทียบกับ GDP ภายในปี 2022 ซึ่งจะมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้เสียจำนวนมหาศาลในอนาคต ขณะที่ระยะสั้น ๆ เราก็เห็นข่าวอยู่ว่า จีนกำลังประสบอุทกภัยครั้งใหญ่สุดในรอบ 80 ปี

ข้อมูลที่น่าสนใจของตลาดหุ้นจีน ที่คุณจำเป็นต้องรู้คือ

  1. เพียงระยะเวลาแค่ 7 วันทำการที่ผ่านมา ดัชนี CSI 300 ของจีน บวกขึ้นมาได้มากกว่า 16% การใช้ระยะเวลาเพียงสั้น ๆ และบวกได้ขนาดนี้ เคยเกิดขึ้นครั้งล่าสุด ก็ต้องย้อนกลับไปเมื่อไตรมาสสุดท้ายของปี 2014 หรือเมื่อ 6 ปีที่แล้วเลย โดยการบวก 5% วันเดียวเมื่อวานนี้ (วันจันทร์ที่ 6 ก.ค.) เคยเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว ก่อนฟองสบู่ปี 2015 จะแตกลง
  2. ที่น่าสนใจคือ ในช่วง 7 วันทำการที่ผ่านมา มูลค่าการซื้อขายของตลาดหุ้นจีนทะลุขึ้นมาเกิน 1.5 ล้านล้านหยวน หรือคิดเป็น 2 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อวัน ซึ่งก็เป็นมูลค่าการซื้อขายต่อวันที่สูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.ปี 2015 เลยทีเดียว
  3. Volume ที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นจีนในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า มาจากนักลงทุนรายย่อยแทบทั้งนั้น สาเหตุจากบทบรรณาธิการสื่อรัฐบาลจีน China Securities Journal ที่ชี้นำว่า นักลงทุนควรตั้งตารอ Wealth Effect ของตลาดทุนในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่เข้าสู่ New Normal ในช่วงนี้ และยังชี้นำว่า ตลาดกระทิงอาจจะกำลังกลับมาอีกครั้ง ทำให้นักลงทุนรายย่อยมองว่า สัญญาณดังกล่าว เหมือนกับว่ารัฐบาลเปิดไฟเขียว ผ่อนปรนข้อกฏหมาย และนำมาซึ่งการกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้นรอบใหญ่ที่สุดในรอบ 6 ปี

เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดกระทิงของตลาดหุ้นจีนในอดีต เราจะพบว่า เกิดจากการโยกย้ายสินทรัพย์เสี่ยงต่ำมาลงทุนในตลาดหุ้นโดยนักลงทุนในประเทศเองแทบทั้งนั้น ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากกฏเกณฑ์และข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาดสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจากข้อมูลของ Bloomberg เราพบว่า เงินกู้มาร์จิ้นในจีนในขณะนี้ อยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีทีเดียว แต่ทั้งนี้ หากเทียบกับช่วงปี 2015 เราพบว่า การเพิ่มขึ้นของเงินกู้มาร์จิ้นครั้งนี้ยังต่ำกว่าระดับสูงที่สุดช่วงกลางปี 2015 เกือบครึ่งหนึ่ง

FINNOMENA Tactical Call : ตลาดหุ้นจีนถูกจุดพลุ จังหวะ Follow Buy ระยะสั้นเกิดขึ้น

รูปที่ 1 China Margin Trading l Source : Bloomberg As of 09/07/20

ดังนั้น FINNOMENA Investment Team ก็ประเมินแล้วว่า การปรับตัวขึ้นในสัปดาห์นี้ ยังไม่น่าจะใช่จุดสิ้นสุดของหุ้นขาขึ้น หากแต่เป็นการจุดพลุเริ่มต้นเรียกแขกรอบใหม่มากกว่า เพราะสาเหตุดังนี้

มุมมองทางเทคนิค (Technical Analysis)

กราฟของดัชนี CSI 300 รายสัปดาห์ (Weekly Chart) ดัชนีสามารถผ่านจุดสูงสุดเดิมเมื่อต้นปี 2018 ซึ่งถือเป็นแนวต้านระยะยาวที่สำคัญ ขณะที่ MACD ให้สัญญาณซื้อ (Buy Signal) มาตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมาแล้ว ทำให้ในมุมมองทางเทคนิค มีแนวโน้มที่ดัชนีจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้อีกไปทดสอบ Fibonacci Retracement 161.80% ซึ่งใกล้เคียงกับจุดสูงสุดเดิมเมื่อปี 2015 ที่ระดับ 5,300 จุด (มี Upside Potential จากราคาปิดวันพุธประมาณ 12%)

FINNOMENA Tactical Call : ตลาดหุ้นจีนถูกจุดพลุ จังหวะ Follow Buy ระยะสั้นเกิดขึ้น

รูปที่ 2 กราฟดัชนี CSI 300 (TF Week) l Source : TradingView As of 09/07/20

กราฟของดัชนี CSI 300 รายวัน (Daily Chart) รอบนี้ ความยาวของคลื่นขาขึ้นทำให้สมมติฐานว่าอยู่ใน Wave 3 ภาพระยะสั้น ตามทฤษฎี Elliott Wave เนื่องจาก ระยะทางของคลื่นลูกนี้ (นับจากจุดต่ำสุดของเดือนมี.ค. จนถึงปัจจุบัน) มากกว่า Wave 1 เป็นที่เรียบร้อย จึงมองว่า มีโอกาสที่ดัชนีจะขึ้นไปทดสอบ Fibonacci Retracement 161.80% ที่ระดับ 5,400 จุด

FINNOMENA Tactical Call : ตลาดหุ้นจีนถูกจุดพลุ จังหวะ Follow Buy ระยะสั้นเกิดขึ้น

รูปที่ 3 กราฟดัชนี CSI 300 (TF Day)  l Source : TradingView As of 09/07/20

เมื่อพิจารณาจากทั้งภาพระยะกลางและระยะยาว จึงทำให้เราเชื่อว่าดัชนี CSI 300 ยังมี Upside Potential จากราคาปิดวันพุธประมาณ 12%-14%

ข้อมูลสถิติสนับสนุน

ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีน CSI 300 เคยเป็นขาขึ้นที่สร้างผลตอบแทนมากกว่า 30% มาแล้วทั้งหมด 9 ครั้ง โดยทั้ง 9 ครั้ง ไม่มีการปรับฐานระหว่างทางมากกว่า 10% และถึงแม้รอบนี้ดัชนี CSI 300 จะขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมเมื่อปี 2015 ได้จริงตามการคาดการณ์ เราพบว่า ในมุมมองด้าน Valuation นั้น ก็ยังถูกกว่าตอนที่ดัชนีทำจุดสูงสุดในปี 2015 และ Forward P/E ณ ระดับปัจจุบัน ก็ต่ำกว่า ดัชนี S&P500 มากกว่า 40% ทีเดียว

FINNOMENA Tactical Call :

เราแนะนำเข้าลงทุนเก็งกำไร เน้นรอบระยะสั้นไม่เกิน 3 เดือน ในกองทุน TMB-ES-CHINA-A และ TMBCHEQ ซึ่งมีการลงทุนหลัก ๆ ในตลาดหุ้นจีน A-Share

เป็นที่ทราบกันว่า หากจบรอบของตลาดหุ้นขาขึ้นของจีน การปรับฐานที่เกิดขึ้นในอดีตค่อนข้างรุนแรงและรวดเร็วมากกว่าดัชนีตลาดหุ้นภูมิภาคอื่น ๆ ดังนั้นนักลงทุนที่เหมาะกับ Tactical Call นี้ควร…

  1. เป็นนักลงทุนที่มีเงินสด หรือสภาพคล่องส่วนเกิน และรับความผันผวนได้สูง
  2. ใช้เงินลงทุนในสัดส่วนไม่เกิน 10-15% ของภาพรวมพอร์ตการลงทุนทั้งหมด
  3. นักลงทุนที่รับความผันผวนได้ คาดหวังผลกำไร 10%-12%
  4. นักลงทุนต้องยอมรับการ Limit Loss หรือ การตัดขาดทุนได้ทันที ในกรณีที่ NAV ลงมา ณ จุด Stop Loss > 7% จากต้นทุน
  5. จุดที่เราแนะนำให้พิจารณาชะลอการเข้าซื้อภายใต้ Tactical Call คือ ดัชนี CSI300 ยืนเหนือระดับ 4,900 จุด เนื่องจากอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk/Reward Ratio) จะสูงกว่า 50% หรือ 0.5

รายละเอียดกองทุน TMB-ES-CHINA-A และ TMBCHEQ

กองทุน TMB-ES-CHINA-A

เน้นลงทุนในกองทุนรวม UBS (Lux) IS – China A Opportunity (กองทุนหลัก) ซึ่งลงทุนหุ้น China A Shares (จีนแผ่นดินใหญ่) มีกลยุทธ์ในการบริหารแบบเชิงรุก (Active) โดยมีดัชนีอ้างอิง คือ MSCI China A Onshore โดยกองทุนคัดเลือกหุ้นแบบ Bottom-Up โดยเน้นบริษัทที่ได้รับผลดีจากการบริโภคภายในและสังคมผู้สูงอายุ นอกจากนี้หากพิจารณาสัดส่วนราย Sector แล้ว พบว่ากองทุนมีสัดส่วนหลักใน Financial Services ซึ่งเป็น Sector หลักที่หนุนตลาดในช่วงที่ผ่านมา และจะได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐที่ยังเหลือช่องว่างอีกมาก หากเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลก

Sector Exposure & Top 10 Holding

FINNOMENA Tactical Call : ตลาดหุ้นจีนถูกจุดพลุ จังหวะ Follow Buy ระยะสั้นเกิดขึ้น

รูปที่ 4 Sector Exposure & Top 10 Holding UBS (Lux) IS – China A Opportunity l Source : UBS As of 31/05/20

ในส่วนกองทุน TMB-ES-CHINA-A แม้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจ แต่จากการตรวจสอบกับทีมงานการลงทุนของ TMBAM Eastspring พบว่ากองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนในระดับมากกว่า 95% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

กองทุน TMBCHEQ

เน้นลงทุนใน iShares FTSE A50 China Index ETF ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นกองทุน ETF ที่มีกลยุทธ์การบริหารแบบ Passive ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี FTSE China A 50 Net Total Return Index โดยมิได้ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งลักษณะของกองทุนดังกล่าวจะทำให้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีดังกล่าวประกอบกับผลจากอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินบาทไทยเพิ่มเติมเข้าไปอีกต่อหนึ่ง

Sector Exposure & Top 10 Holding

FINNOMENA Tactical Call : ตลาดหุ้นจีนถูกจุดพลุ จังหวะ Follow Buy ระยะสั้นเกิดขึ้น

รูปที่ 5 Sector Exposure & Top 10 Holding iShares FTSE A50 China Index ETF l Source : Blackrock As of 31/05/20

FINNOMENA Investment Team

สำหรับลูกค้าปัจจุบันของ FINNOMENA เข้าสู่แอปเพื่อสร้างแผน DIY และซื้อขายได้ทันที ส่วนผู้ที่ยังไม่มีบัญชีซื้อขายกับ FINNOMENA >>คลิกที่นี่<< เพื่ออ่านวิธีการเปิดบัญชีภายใน 1 วัน

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

เงินทุนไหลเข้า ETFs ครึ่งปีแรกสูงสุดเป็นประวัติการณ์

FINNOMENA Reporter

World Gold Council เปิดเผยตัวเลขเงินทุนไหลเข้ามายัง gold-backed exchange-traded funds (ETFs) ที่ 39.5 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าจำนวนในปีที่แล้วทั้งปี

  • ส่งผลให้ยอดคงค้าง gold ETFs สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ เช่นเดียวกับการปรับขึ้นของราคาทองคำ Gold futures ที่ปรับสูงขึ้นมากแตะระดับสูงที่สุดในรอบ 9 ปี
  • ทำให้การปรับขึ้นของราคา Gold Future คิดเป็นการปรับขึ้นประมาณร้อยละ 20 ในปีนี้
  • ทั้งนี้ในปีนี้ผลการดำเนินงานของ Gold miners ส่วนใหญ่ออกมาดีมาก สูงถึงประมาณร้อยละ 50 ในปีนี้

ที่มา : https://finance.yahoo.com/news/gold-etfs-hit-record-inflows-123512650.html

EP 30 : ตลาดหุ้นจีนถูกจุดพลุ จังหวะ Follow Buy ทำได้ไหม? – THE MARKET PODCAST

FINNOMENA Podcast

THE MARKET PODCAST EP 30 : ตลาดหุ้นจีนถูกจุดพลุ จังหวะ Follow Buy ทำได้ไหม?

“THE MARKET PODCAST” รายการที่ไม่ใช่แค่เล่าข่าว แต่เป็นการเจาะข่าว เจาะประเด็น เพื่อให้นักลงทุนรู้ก่อนเทรด!

ดำเนินรายการโดย คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือ Mr.Messenger เจ้าของเพจ Sinthorn


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

บาทอ่อนเหนือ 31 หวั่นโควิดกลับมาระบาดรอบสอง

FINNOMENA Reporter

เปิดไตรมาสใหม่ เงินบาทปรับอ่อนค่า กลับมายืนเหนือ 31 บาทอีกครั้ง หลังสถานการณ์ Covid-19 กลับมาระบาดในหลายประเทศ

  • โดยให้ค่าเงินบาทปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 31.24 คิดเป็นการปรับอ่อนค่าลงกว่า 4% จากต้นปี
  • ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเป็นอับดับ 2 รองจาก INR (รูปีอินเดีย) ที่ปรับอ่อนค่าลงไป 5% ขณะที่บางสกุลอย่าง PHP (ฟิลิปปินส์เปโซ) และ TWD (ดอลลาร์ไต้หวัน) ปรับแข็งค่าขึ้นไปกว่า 2%
  • ทั้งนี้ความหวังที่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาจากโครงการ Travel Bubble กับหลายประเทศอาจต้องชะงักไปก่อนชั่วคราว

Source: page FX insight

15 บอร์ดเกม เสริมสกิลการเงิน เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

FINNOMENA Admin
15 บอร์ดเกม เสริมสกิลการเงิน เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

เรื่องการเงินการลงทุนไม่จำเป็นต้องเครียดเสมอไป เมื่อเราสามารถเรียนรู้ผ่านการเล่นบอร์ดเกมส์เหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็เล่นได้ทั้งนั้น ลองมาดู 15 บอร์ดเกม เสริมสกิลการเงิน เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

15 บอร์ดเกม เสริมสกิลการเงิน เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

15 บอร์ดเกม เสริมสกิลการเงิน เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

15 บอร์ดเกม เสริมสกิลการเงิน เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

15 บอร์ดเกม เสริมสกิลการเงิน เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

15 บอร์ดเกม เสริมสกิลการเงิน เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

15 บอร์ดเกม เสริมสกิลการเงิน เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

15 บอร์ดเกม เสริมสกิลการเงิน เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

15 บอร์ดเกม เสริมสกิลการเงิน เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

15 บอร์ดเกม เสริมสกิลการเงิน เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

15 บอร์ดเกม เสริมสกิลการเงิน เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

15 บอร์ดเกม เสริมสกิลการเงิน เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

15 บอร์ดเกม เสริมสกิลการเงิน เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

15 บอร์ดเกม เสริมสกิลการเงิน เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

15 บอร์ดเกม เสริมสกิลการเงิน เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

15 บอร์ดเกม เสริมสกิลการเงิน เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

15 บอร์ดเกม เสริมสกิลการเงิน เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

อ่านเพิ่มเติมได้ที่

https://www.thespruce.com/top-economic-games-412667

https://www.moneycrashers.com/best-educational-board-games-money-management/

http://www.wisebread.com/6-fun-games-that-teach-your-kids-about-money

https://www.thebalance.com/top-board-games-that-teach-kids-about-money-2085675

ที่ปรึกษา “ทรัมป์” เสนอยกเลิกผูกติดเงินดอลลาร์ฮ่องกง-สหรัฐ หวังลงโทษจีน

FINNOMENA Reporter

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่คณะทำงานของ ทรัมป์ กำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆ ในการลงโทษจีน หลังจากที่จีนบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ในฮ่องกง

  • ทั้งนี้ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่มีการขยายผลไปถึงเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของทำเนียบขาว  ทำให้ประเด็นดังกล่าวยังไม่ได้มีการผลักดันอย่างจริงจังในขณะนี้
  • นอกจากนี้ ข้อเสนอดังกล่าวยังเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รายอื่นๆ ในคณะทำงานซึ่งมีความกังวลว่า การตัดสินใจยกเลิกการผูกติดค่าเงินอาจจะส่งผลกระทบกับธนาคารของฮ่องกง และสหรัฐเท่านั้น ไม่ใช่กับธนาคารของจีน
  • ทั้งนี้ สกุลเงินดอลลาร์ฮ่องกงได้ผูกติดกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมาตั้งแต่ปี 2526 ซึ่งจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงสามารถแกว่งตัวได้ภายในกรอบที่กำหนดไว้อย่างเป็นธรรม โดยมีค่ากลางอยู่ที่ราว 7.8 ดอลลาร์ฮ่องกง/ดอลลาร์สหรัฐ

ที่มา : https://www.bloomberg.com/news/articles/2020-07-07/trump-aides-weigh-proposals-to-undermine-hong-kong-s-dollar-peg

สหรัฐฯ เริ่มกระบวนการถอนตัวออกจากองค์การอนามัยโลก!!

FINNOMENA Reporter

หลังจากที่ Trump ได้ประกาศว่าจะถอนตัวออกจาก WHO ก่อนหน้า ล่าสุดทางการสหรัฐฯ ได้มีหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการว่าประสงค์จะถอนตัวออกจาก WHO

  • โดยกระบวนการดังกล่าวจะต้องดำเนินการล่วงหน้า 1 ปี ทำให้การถอนตัวนี้มีผลวันที่ 6 กรกฎาคม 2021
  • ทั้งนี้ Trump ได้มีคำสั่งให้ระงับการให้เงินสนับสนุนแก่ WHO ตั้งแต่ เม.. ที่ผ่านมา และกล่าวในเดือน พ..ว่าจะระงับการช่วยเหลือทุกช่องทาง หลังจากที่เห็นว่า WHO ช่วยเหลือรัฐบาลจีนในการปกปิดข้อมูลการแพร่ระบาดของไวรัส
  • อย่างไรก็ดี เนื่องจากการดำเนินการล่วงหน้า 1 ปี ทำให้มีโอกาสที่สหรัฐฯ จะยังไม่ออกจาก WHO ได้ หากนาย Joe Biden ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปลายปีนี้

ที่มา : https://www.cnbc.com/2020/07/07/coronavirus-white-house-begins-process-of-withdrawing-from-world-health-organization.html

Buffett ซื้อท่อก๊าซธรรมชาติและธุรกิจที่เกี่ยวข้องจาก Dominion Energy มูลค่า 320,880 ล้านบาท

FINNOMENA Reporter

บัฟเฟตต์ เคลื่อนไหวซื้อท่อส่งก๊าซธรรมชาติและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ด้วยดีลมูลค่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นการใช้เงินก้อนใหญ่สุดนับตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา

  • ถือเป็นการตอบคำถามนักลงทุนได้จับตามอง Berkshire Hathaway ว่าจะจัดการกับเงินสดที่มีอยู่มากถึง 137,000 ล้านเหรียญสหรัฐอย่างไร
  • Dominion Energy นั้นเป็นบริษัทพลังงานรายใหญ่ของสหรัฐ โดยมีท่อส่งก๊าซและรวมไปถึงผลิตไฟฟ้าส่งให้กับบ้านเรือนประชาชนกว่า 7 ล้านรายกว่า 20 รัฐทั่วสหรัฐอเมริกา
  • สำหรับดีลมูลค่า 10,000 ล้านเหรียญนั้นเป็นการซื้อกิจการที่ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐและที่เหลือคือจ่ายหนี้สินทั้งหมด
  • คาดว่าดีลนี้จะปิดได้ภายในไตรมาส 4 ที่จะถึงนี้ และต้องได้รับไฟเขียวจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านพลังงานด้วย

ที่มา : https://edition.cnn.com/2020/07/05/energy/berkshire-hathaway-dominion-energy-acquisition/index.html

ฝรั่งเศสห้าม Huawei เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบ 5G

FINNOMENA Reporter

ฝรั่งเศสห้ามไม่ให้บริษัท Huawei ของจีน เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบ 5G ของประเทศอย่างสิ้นเชิง

  • รวมถึงจะไม่อนุญาตให้บริษัท Huawei เข้าถึงระบบการสื่อสารหลักของฝรั่งเศส เพื่อลดความเสี่ยงเกี่ยวกับข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน อาทิ ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้บริการ
  • ขณะที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรจะมีการไตร่ตรองบทบาทของ Huawei อย่างระมัดระวัง
  • อย่างไรก็ตามกระทรวงการต่างประเทศจีน เรียกร้องฝรั่งเศส อย่าปิดกั้น “หัวเว่ย” เข้าร่วมวางโครงสร้าง 5G โดยขอให้ฝระ่งเศสเห็นแก่ผลประโยชน์แห่งชาติ โดยไม่ต้องสนใจแรงกดดันจากใคร

ที่มา : https://www.aljazeera.com/ajimpact/france-huawei-ban-5g-telecom-firms-urged-200706010016363.html

All Weather Strategy มิถุนายน 2020: ยังคงตั้งรับด้วยตราสารหนี้ระยะสั้นและทองคำ

Andrew Stotz
All Weather Strategy มิถุนายน 2020: ยังคงตั้งรับด้วยตราสารหนี้ระยะสั้นและทองคำ
  • รีวิว: สัดส่วนหุ้นที่น้อย ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของ AWS ไม่ดีเท่าที่ควร
  • มิถุนายน 2020: ผลการดำเนินงานไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: แพ้หุ้นโลก แต่มีจุดขาดทุนสูงสุด (Drawdowns) ที่ต่ำกว่า
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: เมื่อเทียบกับความผันผวนของตลาดหุ้นโลก พอร์ต All Weather Strategy มีความผันผวนน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: พอร์ตการลงทุนนี้มีการปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นโลก ในช่วงเวลาเดียวกัน
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: AWS มักจะทำผลงานได้เหนือกว่า เมื่อหุ้นโลกเผชิญภาวะร่วงหนัก

มุมมอง

  • เฟดไม่สามารถพยุงตลาดได้ตลอดไป การกลับมาเปิดเมืองอีกครั้งยังคงมีข้อจำกัดหลายประการ
  • เรายังคงโฟกัสกับการปกป้องความเสี่ยงขาลง

รีวิว: สัดส่วนหุ้นที่น้อย ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของ AWS ไม่ดีเท่าที่ควร

  • ในเดือนมิถุนายน เรายังคงระมัดระวังการลงทุนในหุ้น ถึงอย่างนั้นก็ได้เพิ่มสัดส่วนเป็น 40% จาก 25%
  • อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยได้แรงหนุนจากการอัดฉีดเงินของเฟด และมุมมองที่สดใสขึ้นท่ามกลางการระบาดของโควิด-19

รีวิว: เพิ่มสัดส่วนให้หุ้นที่ทำผลงานโดดเด่นมากที่สุดและน้อยที่สุด

  • จากการปรับพอร์ตครั้งล่าสุด หลัก ๆ คือเราต้องการเพิ่มสัดส่วนหุ้นเล็กน้อย และให้น้ำหนักกับหุ้นสหรัฐฯ ไม่มาก
  • หุ้นเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) ทำผลงานได้ดีในเดือนมิถุนายน 2020 เมื่อหลาย ๆ ประเทศได้เริ่มเปิดเมือง และมียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่น้อยลง
  • ในขณะที่หุ้นญี่ปุ่นยังคงถูก แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นหุ้นที่ทำผลงานแย่ที่สุดในเดือนมิถุนายน เมื่อการฟื้นตัวไม่ได้รวดเร็วดังที่คาดหวังไว้ก่อนหน้านี้

รีวิว: ผลตอบแทนตราสารหนี้ยังคงนิ่ง ดังที่คาดไว้

  • เมื่อเดือนมิถุนายน เราลดสัดส่วนตราสารหนี้เป็น 30% จาก 45% ซึ่งเราก็ยังถือแค่ตราสารหนี้ภาครัฐของประเทศไทยเท่านั้น แทนที่จะถือผสมกับตราสารหนี้ภาครัฐโลก และตราสารหนี้ภาคเอกชน
  • เหตุผลหลักที่เราเพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้และสับเปลี่ยนออกจากตราสารหนี้เอกชน คือเพื่อจำกัดความเสี่ยงขาลง ตั้งแต่นั้นมา ผลตอบแทนก็ยังคงนิ่ง

รีวิว: กลุ่มโภคภัณฑ์ได้ฟื้นตัวขึ้น

  • ก่อนหน้านี้เราได้ปรับสัดส่วนโภคภัณฑ์ออกทั้งหมด และก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
  • ในเดือนมิถุนายน ราคาโภคภัณฑ์ยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขับเคลื่อนโดยน้ำมันและโลหะอุตสาหกรรม

รีวิว: ทองคำแตะจุดสูงสุดใหม่ในเดือนมิถุนายน

  • ก่อนหน้านี้ เราเพิ่มสัดส่วนทองคำเป็น 30% จาก 25% และก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
  • ความไม่แน่นอนที่ยังดำรงต่อไปนั้นเป็นปัจจัยหนุนความต้องการการลงทุนในทองคำ
  • ทองคำแตะจุดสูงสุดใหม่ในเดือนมิถุนายน 2020 นับตั้งแต่วิกฤตหนี้สาธารณะยุโรปในช่วงปี 2008-2012

มิถุนายน 2020: ผลการดำเนินงานไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

All Weather Strategy มิถุนายน 2020: ยังคงตั้งรับด้วยตราสารหนี้ระยะสั้นและทองคำ

รูปที่ 1: รูปเปรียบเทียบผลตอบแทน AWS กับสินทรัพย์อื่น ๆ
ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • AWS: แพ้หุ้นโลกไป 6%
  • ทองคำ: ผลตอบแทนแพ้หุ้น
  • ตราสารหนี้: ผลตอบแทนนิ่งดังที่คาด
  • เอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น): เป็นหุ้นที่ทำผลงานดีที่สุด
  • ญี่ปุ่น: เป็นหุ้นที่ทำผลงานแย่สุดในเดือนมิถุนายน 2020

ตั้งแต่ก่อตั้ง: แพ้หุ้นโลก แต่มีจุดขาดทุนสูงสุด (Drawdowns) ที่ต่ำกว่า

All Weather Strategy มิถุนายน 2020: ยังคงตั้งรับด้วยตราสารหนี้ระยะสั้นและทองคำ

รูปที่ 2: เปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่าง AWS และ MSCI World
ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • พอร์ต All Weather Strategy โดยส่วนใหญ่มีการกระจายการลงทุนในหุ้น 45-65% และลงทุนในทองคำ 25%
  • ตั้งแต่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา สัดส่วนคือหุ้น 40% ตราสารหนี้ 30% และทองคำ 30%
  • การมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่ต่ำกว่าในเชิงเปรียบเทียบ ช่วยลดความรุนแรงของการปรับตัวลงเมื่อเทียบกับกลยุทธ์ที่มีหุ้นเพียงอย่างเดียว

ตั้งแต่ก่อตั้ง: เมื่อเทียบกับความผันผวนของตลาดหุ้นโลก พอร์ต All Weather Strategy มีความผันผวนน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง

All Weather Strategy มิถุนายน 2020: ยังคงตั้งรับด้วยตราสารหนี้ระยะสั้นและทองคำ

รูปที่ 3: ความผันผวนของแต่ละสินทรัพย์
ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ความผันผวนของพอร์ต AWS นั้นมีน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ของความผันผวนหุ้นโลก
  • สัดส่วน 25-65% ในหุ้นช่วยลดความผันผวนลง
  • ทองคำไม่มีความสัมพันธ์กับหุ้น จึงช่วยลดความผันผวนของพอร์ต AWS

ตั้งแต่ก่อตั้ง: พอร์ตการลงทุนนี้มีการปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นโลก ในช่วงเวลาเดียวกัน

All Weather Strategy มิถุนายน 2020: ยังคงตั้งรับด้วยตราสารหนี้ระยะสั้นและทองคำ

รูปที่ 4: ผลดำเนินงานของ 10 วันที่แย่ที่สุดของหุ้นโลก เทียบกับ AWS
ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ลักษณะที่โดดเด่นของ AWS คือ ตั้งเป้าให้ปรับตัวลงน้อยกว่า ยามตลาดหุ้นโลกปรับตัวลง
  • นับตั้งแต่ก่อตั้งพอร์ต เมื่อดูข้อมูลของ 10 วันที่ตลาดหุ้นมีผลตอบแทนย่ำแย่ที่สุด พบว่าผลตอบแทนของ AWS ปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นโลกในวันนั้น
  • ส่วนใหญ่เป็นเพราะสัดส่วนหุ้นที่น้อย และการกระจายลงทุนในทองคำ

ตั้งแต่ก่อตั้ง: AWS มักจะทำผลงานได้เหนือกว่า เมื่อหุ้นโลกเผชิญภาวะร่วงหนัก

All Weather Strategy มิถุนายน 2020: ยังคงตั้งรับด้วยตราสารหนี้ระยะสั้นและทองคำ

รูปที่ 5: เปรียบเทียบผลการดำเนินงาน AWS และ MSCI World ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ผลการดำเนินงานของ AWS เหนือกว่าหุ้นโลกที่สุดในช่วงเดือนมีนาคม 2020 กุมภาพันธ์ 2020 พฤษภาคม 2019 และ สิงหาคม 2019 ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นโลกร่วงหนักสุด ๆ
  • ทองคำและตราสารหนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคุมความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพในหลาย ๆ ช่วงที่ตลาดปรับตัวลง

มุมมอง: เฟดไม่สามารถพยุงตลาดได้ตลอดไป

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ผ่านจุดสูงสุดในแง่กำไรและมูลค่าแล้ว
  • การปิดเมืองเพราะไวรัสโคโรนาเปรียบเสมือนเข็มที่จิ้มฟองสบู่
  • การอัดฉีดเงินครั้งใหญ่ของเฟดช่วงกระตุ้นตลาด ป้องกันไม่ให้ล้มฉับพลัน
  • การล้มครั้งนี้มีแนวโน้มดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและยาวนาน

มุมมอง: แรงกดดันเพิ่มมากขึ้นเมื่อการเลือกตั้งสหรัฐฯ กำลังจะใกล้เข้ามา

  • แรงกดดันเพิ่มมากขึ้นเมื่อการเลือกตั้งสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายนนั้นเป็นสงครามที่จะขับไล่ทรัมป์ และเพื่อให้พรรคเดโมแครตขึ้นกุมอำนาจแทน
  • ทรัมป์ยังมีโอกาสหลงเหลือหากพรรคเดโมแครตผลักดันวาระ BLM (Black Lives Matter) มากเกินไป
  • ไม่เช่นนั้น ก็มีความเป็นไปได้ที่พรรคเดโมแครตจะได้คุมรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งหมด
  • ความไม่แน่นอนทางการเมืองมีอยู่มาก ทองคำจึงอาจเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่ดีที่สุดหากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้ง

มุมมอง: การกลับมาเปิดเมืองอีกครั้งยังคงมีข้อจำกัดหลายประการ

  • เรายังมีมุมมองต่อการเติบโตของโลกที่เป็นลบ
  • ดังนั้น สินค้าโภคภัณฑ์จึงยังไม่น่าสนใจสำหรับเรา
  • บางธุรกิจอาจจะไม่สามารถดำเนินการต่อได้ และรูปแบบการใช้จ่ายเงินอาจจะเปลี่ยน ดังนั้นการฟื้นตัวแบบสมบูรณ์อาจจะใช้เวลานานมาก
  • เรามองว่าเอเชียจะเป็นภูมิภาคที่เติบโตสูงสุดหลังโควิด

มุมมอง: แม้จะควบคุมไวรัสได้ แต่ปัญหาอื่น ๆ จะยังคงอยู่

  • เรายังคงโฟกัสในการป้องกันความเสี่ยงขาลง แม้ว่านั่นจะหมายถึงการแพ้ให้กับหุ้นโลกในระยะสั้นก็ตาม
  • เรายังคงเห็นความเสี่ยงที่โควิด-19 จะระบาดระลอก 2 ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมให้มุมมองการเติบโตแย่ลงไปอีก
  • และหากการระบาดของไวรัสนั้นจบไวกว่าที่คาดไว้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การว่างงานในวงกว้าง และปัญหาหนี้ก็จะยังคงอยู่

สรุป FVMR แต่ละภูมิภาค

All Weather Strategy มิถุนายน 2020: ยังคงตั้งรับด้วยตราสารหนี้ระยะสั้นและทองคำ

รูปที่ 6: สรุป FVMR หุ้นแต่ละกลุ่มประเทศ
ข้อมูล ณ วันที่
30 มิ.ย. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

  • พื้นฐาน (Fundamentals): หุ้นสหรัฐฯ มีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ROE (Return on Equity) สูงที่สุด
  • มูลค่า (Valuation): ตลาดเกิดใหม่มี PE (Price-to-Earnings) ต่ำสุด และญี่ปุ่นมี PB (Price-to-Book) ต่ำสุด
  • แนวโน้ม (Momentum): ตลาดสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นมากที่สุดภายในหนึ่งปีที่ผ่านมา
  • ความเสี่ยง (Risk): ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และญี่ปุ่น มีอัตราหนี้สินต่อทุน (Gearing) ต่ำที่สุด

สรุป รีวิวพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนมิถุนายน 2020

  • All Weather Strategy มีผลตอบแทนน้อยกว่าหุ้นโลกในเดือนมิถุนายน เมื่อหุ้นยังคงแข็งแกร่ง
  • เฟดไม่สามารถพยุงตลาดได้ตลอดไป และแม้ว่าจะควบคุมไวรัสได้ แต่ปัญหาอื่น ๆ ก็ยังคงอยู่
  • เรายังคงการตั้งรับด้วยสัดส่วนตราสารหนี้ระยะสั้นที่ 30% และทองคำที่ 30%

Andrew Stotz

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน All Weather Strategy สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้

ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA

**All Weather Strategy พอร์ตกองทุนรวมจัดโดย Andrew Stotz ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาว ในขณะที่ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงภาวะตลาดขาลง หากสนใจสร้างแผนการลงทุน สามารถคลิกที่นี่ https://www.finnomena.com/guruport-andrew-all-weather-create/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลยครับ


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน  | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

เก่าไป-ใหม่มา

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
เก่าไป-ใหม่มา

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาผมสังเกตเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกิดขึ้นในโลกจำนวนมาก สิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้น เติบโตอย่างรวดเร็ว และภายในเวลาไม่นานนักก็แซงหรือทดแทนสิ่งเก่าที่เคยยิ่งใหญ่หรือเป็นสิ่งที่เคยยึดถือกันมายาวนานเป็นสิบ ๆ หรือร้อยปี นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ผู้คนต้องใช้กัน แต่รวมถึงแนวความคิดและปรัชญาของผู้คนที่เปลี่ยนเร็วไม่แพ้กันหรือเร็วยิ่งกว่าสิ่งของที่จับต้องได้ การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้ ผมคิดว่ามาจากการ “ปฏิวัติ” ของเทคโนโลยีโดยเฉพาะทางด้านดิจิตอลที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จาก 1G กลายเป็น 5G ภายในเวลาแค่ประมาณ 20 ปี ซึ่งทำให้ประชาชนรายเล็ก ๆ ทั่วโลกที่ไม่เคยเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงอะไรในสังคมกลายเป็นคนที่มีความสำคัญโดยเฉพาะเมื่อพวกเขาสามารถ “รวมพลัง” กันผ่านระบบ “สื่อสังคม” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์เคยรู้จักนั่นก็คือระบบอินเตอร์เน็ต ในอดีตนั้น คนคนเดียวทำหรือมีบทบาทอะไรน้อยมากโดยเฉพาะถ้าเขาไม่ได้อยู่ในระบบของ “อำนาจเดิม” ที่เป็น “สถาบัน” ที่มีอยู่ในโลกมายาวนาน เช่น สถาบันการปกครองของรัฐต่าง ๆ หรือสถาบันเศรษฐกิจที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ต่าง ๆ ในโลก เป็นต้น

ในปัจจุบันนั้น คนที่อาจจะไม่มีความหมายอะไรเลยหากเกิดในยุคก่อน เช่น ไม่ได้อยู่ในครอบครัวที่มีอำนาจรัฐหรือไม่มีเงินและชื่อเสียง อาจจะสามารถก่อตั้งบริษัทเล็ก ๆ ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการสร้างผลิตภัณฑ์ ระดมเงินที่ต้องการผ่านกองทุนต่าง ๆ แล้วก็นำเสนอและขายผลิตภัณฑ์นั้นแก่คนทั่วไปผ่านสื่อสังคมที่สามารถขยายไปอย่างรวดเร็วถึงคนเป็นล้าน ๆ ทั่วโลก ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี สินค้าของเขาก็ได้รับการยอมรับและใช้กันทั่วไปมากกว่าบริษัทยุคเก่าที่อาจจะเปิดดำเนินการมาเป็นร้อยปีและเป็นผู้นำมาครึ่งศตวรรษ ผู้ก่อตั้งบริษัทรุ่นใหม่ที่พลิกเปลี่ยนโลกในชั่วข้ามคืนเหล่านั้น จำนวนมาก เริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่เพิ่งจบหรือยังไม่จบวิทยาลัย ในวันที่เขายิ่งใหญ่และเป็นมหาเศรษฐีนั้นก็มักจะยังหนุ่มมาก อายุไม่เกิน 40 หรือที่มากหน่อยก็แค่ 50 ปี ความแตกต่างของอายุของผู้นำในโลกยุคใหม่กับผู้นำในโลกยุคเก่าเห็นได้อย่างชัดเจน ความคิดของคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าก็แตกต่างกันอย่างชัดเจน โลกกำลังเกิด “Generation Gap” หรือ “ช่องว่างระหว่างวัย” ที่รุนแรง ไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้ของหรืออุปกรณ์ แต่เป็นเรื่องของความคิดที่อาจจะส่งผลรุนแรงทางการเมืองได้

ตัวอย่างเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ก็คือการที่หุ้นของเทสลา ผู้ผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ใช้ไฟฟ้านำโดยอีลอน มัสก์ ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดรถยนต์มาแค่สิบกว่าปีและขายรถยนต์ล่าสุดปีละไม่กี่แสนคัน แต่บริษัทกลับมีขนาดของบริษัทวัดจาก Market Cap. สูงกว่าบริษัทโตโยต้าที่เป็นบริษัทเก่าแก่อายุร้อยปีและเป็นผู้ผลิตรถยนต์ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบันและมียอดขายปีละกว่า 10 ล้านคัน นี่ก็คือข้อพิสูจน์ที่ว่า รถยนต์รุ่นเก่าที่ใช้น้ำมันกำลังถดถอยลง อนาคตเป็นของรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทรถยนต์ที่ยังยิ่งใหญ่ในวันนี้ ในอีก 10-20 ปีข้างหน้าจำนวนมากอาจจะ “ไม่ติดอันดับ” บริษัทรถยนต์ที่ยิ่งใหญ่อีกต่อไป “เก่ากำลังจะไปและใหม่กำลังจะมา”

เรื่องของความคิด นามธรรม และปรัชญาต่าง ๆ ของคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ในแวดวงของความบันเทิงนั้น นักร้องนักแสดงรุ่นใหม่ที่เข้ามาสู่แวดวงนี้ต่างก็มักจะผ่านมาทางระบบของสื่อสังคมและบริษัทรุ่นใหม่ที่ไม่ได้อิงกับระบบเดิม ๆ ที่ต้องอาศัยสถาบันและบริษัทใหญ่ ๆ อีกต่อไป พวกเขาสร้างผลงานและความดังระดับโลกได้ด้วยความคิดและเครื่องมือที่คนตัวเล็ก ๆ หรือบริษัทใหม่ ๆ ก็สามารถทำได้ เหตุผลอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้บริโภคกลุ่มใหญ่เองก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดและความรู้สึกคล้าย ๆ กัน ดังนั้น พวกเขาจึงสามารถตอบสนองลูกค้าได้ดีกว่าคนรุ่นก่อนที่มักจะมีความคิดแบบเดิม ๆ ที่อาจจะ “Out” ไปแล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดและในอดีตไม่นานมานี้เราอาจจะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ก็คือการที่วงดนตรีของเกาหลี เช่น วงบีทีเอส และแบล็คพิ้งค์ สามารถก้าวขึ้นมาเป็นวงนำระดับต้น ๆ ของโลกได้ในเวลาไม่กี่ปีและเหนือกว่าวงของทางด้านอเมริกาที่มีชื่อเสียงมาเป็นเวลาเกือบร้อยปี

ความคิดหลาย ๆ อย่างในโลกนี้เช่น การปกปักรักษาสิ่งแวดล้อมของโลกเองนั้น ด้วยเทคโนโลยีดิจิตอลที่ทำให้โลกโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวสามารถสื่อสารกันได้อย่างง่ายดาย เราก็ได้เห็นการรณรงค์ที่ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพจนก่อให้เกิดเป็นพลังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนทั้งโลก รูปธรรมที่ผมเองรู้สึกทึ่งมากก็คือการที่โลกซึ่งรวมถึงประเทศไทยเรา “เลิกใช้ถุง” โดยเฉพาะถุงพลาสติกใช้แล้วทิ้งซึ่งส่งผลให้บริษัทที่ผลิตสินค้าแทบจะ “เจ๊ง” ภายในเวลาอันรวดเร็ว และคนที่ทำให้เกิดกระแสการอนุรักษ์มากมายขึ้นไม่ใช่หน่วยงานรัฐหรือผู้มีบารมีอย่างอดีตรองประธานาธิบดีอัลกอร์ของอเมริกาหรือเป็นดาราดังที่จะชักชวนให้คนทำอีกต่อไป แต่เป็นเด็กมัธยมชื่อ เกรตา ธันเบิร์ก จากประเทศเล็ก ๆ คือสวีเดน ซึ่งกลายเป็นเซเลบที่ไปพูดที่ไหนก็เป็นข่าวดังไปทั่วโลก

ในด้านของสังคมและความคิดทางการเมืองนั้น ความแตกต่างระหว่างวัยยิ่งเห็นเด่นชัดขึ้นมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระแสการประท้วงเพื่อเรียกร้องเสรีภาพในฮ่องกงนั้นมาจากคนหนุ่มสาวเป็นส่วนใหญ่ และผู้นำคนสำคัญคนหนึ่งก็คือ โจชัว หว่อง ซึ่งขณะนำการประท้วงใน “ขบวนการร่ม” ครั้งแรกนั้นเขายังเป็นเด็กมัธยม ความคิดเรื่อง “เสรีภาพ” ของคนฮ่องกงโดยเฉพาะสำหรับคนหนุ่มสาวกับคนสูงอายุนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและก่อให้เกิดปัญหาในฮ่องกงมากมาจนถึงทุกวันนี้ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ จีนซึ่งมีอำนาจรัฐเหนือฮ่องกงนั้นเป็นรัฐคอมมิวนิสต์ซึ่งมีความคิดเรื่องเสรีภาพต่างกับคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะในฮ่องกงอย่างสิ้นเชิง และนี่ทำให้ฮ่องกงน่าจะยังห่างไกลจากการเป็นเมืองที่มีเสรีภาพอย่างที่คนรุ่นใหม่ต้องการ การเปลี่ยนแปลงยังไม่เกิดขึ้น

ประเทศไทยเองนั้น ถ้าพูดถึงการใช้ชีวิตทั่ว ๆ ไปแล้ว คุณรุ่นใหม่ต่างก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การใช้สินค้าและอุปกรณ์ไฮเท็คโดยเฉพาะด้านดิจิตอลของไทยนั้นเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเป็นไปอย่างรวดเร็วและตาม “กระแสของโลก” อย่างใกล้ชิด ซึ่งสิ่งที่ตามมานอกเหนือจากเรื่องของการใช้ชีวิตประจำวันที่ผูกกับดิจิตอลไฮเท็ค ความบันเทิงและการเรียนรู้ในศิลปะและวิชาการต่าง ๆ แล้ว ก็คือ เรื่องของขนบธรรมเนียมประเพณี พฤติกรรมทางสังคม และแนวคิดและปรัชญาทางการเมืองที่เปลี่ยนไปของคนรุ่นใหม่ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น คนรุ่นเก่าเอง แม้ว่าบางคนอาจจะได้สัมผัสกับโลกใหม่ที่เปลี่ยนไปเช่นเดียวกันแต่จำนวนมากก็ไม่ได้เห็นคล้อยตามไปด้วย ไม่ต้องพูดถึงคนรุ่นเก่าจำนวนมากที่ไม่พร้อมจะเปลี่ยนปรัชญา แนวทางหรือความเชื่อของตนเองที่ถูก “หล่อหลอม” จากสังคมไทยมาตลอดชีวิต ผลก็คือ เกิดความแตกต่างทางความคิดระหว่างคุณรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่อย่างชัดเจนในช่วงเวลาอาจจะแค่ 10 ปีที่ผ่านมาที่สื่อสังคมเปิดขึ้นทั้งโลกและไม่มีใครสามารถปิดกั้นการเข้าถึงได้

ในทางด้านของสังคมเองนั้น คนรุ่นใหม่ของไทยต่างก็โหยหา “เสรีภาพและความเสมอภาค” ในขณะที่ปฎิเสธขนบธรรมเนียมเดิมที่ถูกมองว่า “กดขี่” คนที่ด้อยและอ่อนแอกว่าซึ่งรวมถึงเด็กและคนรุ่นใหม่อย่างพวกเขา การต่อสู้โดยการประท้วงจาก “เด็กเลว” ที่อยากมีสิทธิไว้ผมหรือแต่งตัวตามที่ตนเองต้องการเวลาไปโรงเรียนหรือเด็กที่ไม่ต้องการหมอบกราบต่อหน้าครูบาอาจารย์ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญที่กำลังเกิดขึ้น นักศึกษาในมหาวิทยาลัยเองต่างก็เริ่มประท้วงต่อต้านทั้งในเรื่องสังคมและการเมืองที่พวกเขาเห็นว่าไม่ถูกต้องและต้องเปลี่ยนแปลง การเกิดขึ้นของพรรคการเมือง “ของคนรุ่นใหม่” ได้รับการต้อนรับและได้รับคะแนนเสียงอย่างล้นหลามโดยที่ไม่มีใครคาดคิด ทั้งหมดนี้ยังไม่ถึงกับทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปจากสิ่งที่เป็นมานับร้อยปีแต่ก็เป็นสัญญาณเตือนว่า ไทยอาจจะกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและในกระบวนการนั้นอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงต่อสังคม เศรษฐกิจ การปกครองและการเมือง เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นทั่วโลกระหว่างคนหรือบริษัทรุ่นใหม่กับรุ่นเก่า เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า “When the old power refuse to die and the new power struggle to be born, evil appear.” หรือแปลว่า “เมื่ออำนาจเก่าไม่ยอมตายและอำนาจใหม่ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อจะเกิด ความชั่วร้ายก็ปรากฏขึ้น”

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://portal.settrade.com/blog/nivate/2020/07/07/2350

FINNOMENA Tactical Call: ถึงจังหวะทำกำไร หลังดัชนี S&P500 และ Nasdaq ถึงเป้า

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Tactical Call: ถึงจังหวะทำกำไร หลังดัชนี S&P500 และ Nasdaq ถึงเป้า

หลังจากที่ FINNOMENA ได้แนะนำ Tactical Call ในช่วงวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการแนะนำเข้าเก็งกำไรในระยะสั้นไม่เกิน 3 เดือน ตามมุมมองทางด้านเทคนิค ด้วย Upside Potential 6% สำหรับดัชนี S&P 500 และ 3.6% – 6.0% สำหรับดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเมื่อคิดเป็นราคาดัชนีจะอยู่ที่ 3,138 และ 9,817 จุด ตามลำดับ ด้วยกองทุนรวม KF-GTECH และ ONE-UGG-RA ในพอร์ตการลงทุนแบบ DIY

FINNOMENA Tactical Call: ถึงจังหวะทำกำไร หลังดัชนี S&P500 และ Nasdaq ถึงเป้า

รูปที่ 1 กราฟดัชนี S&P 500 และ Nasdaq Composite (TF Day) l Source : Investing As of 03/07/2020

จนกระทั่งวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฏาคม ที่ผ่านมา ดัชนีทั้ง 2 ปรับตัวขึ้นถึงระดับเป้าหมายที่ระบุไว้ข้างต้น FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำให้ลูกค้าที่ทำรายการ Tactical Call ดังกล่าว ปรับลดน้ำหนักการลงทุนดังกล่าวไปยังกองทุนตลาดเงินแทน เพื่อล็อคกำไรที่เกิดขึ้น และรอจังหวะการลงทุนต่อไปในอนาคต โดยกองทุนตลาดเงินที่เราแนะนำให้ปรับเข้าลงทุน เพื่อรอจังหวะการลงทุนในอนาคตต่อไปประกอบไปด้วย กองทุน KFSPLUS สำหรับผู้ที่ลงทุนในกองทุน KF-GTECH และ กองทุน 1AM-DAILY สำหรับผู้ที่เข้าลงทุนในกองทุน ONE-UGG-RA

โดยที่คำแนะนำการปรับลดน้ำหนักของกองทุนทั้ง 2 ภายใต้การ Tactical Call ในครั้งนี้ เป็นไปตามเป้าดัชนี ไม่เกี่ยวข้องกับมุมมองปัจจัยพื้นฐานสำหรับการลงทุนในพอร์ต Private Wealth ทั้ง GCP GAR GIF และ TOP5 แต่อย่างใด

FINNOMENA Investment Team


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

Asset Craft Podcast Ep.2: “ตราสารหนี้เอกชน”

FINNOMENA Podcast

Asset Craft Podcast Ep.2 : “ตราสารหนี้เอกชน”

ช่วงที่ผ่านมา “ตราสารหนี้เอกชน” เป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์หลักที่ถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง ในช่วงที่ผ่านมา Asset Craft Podcast EP.2 นี้จะพาทุกคนไปสำรวจเจาะลึกว่า “ตราสารหนี้เอกชน” ที่ดูเข้าใจยากและลึกลับซับซ้อนนั้นคืออะไรและทำงานอย่างไร  EP นี้เรามาพร้อมกับแขกรับเชิญสุดพิเศษอีกด้วย จะเป็นใครนั้นติดตามกันได้เลย!

Asset Craft Podcast รายการที่จะพาคุณไปรู้จักกับสินทรัพย์ทั่วโลก!!

Credit Spread (ส่วนต่างความเสี่ยง) ตราสารหนี้ทั่วโลกเกรดลงทุนและเกรดตำ่

ภาพแสดง Credit Spread ของตราสารหนี้เอกชนเกรดลงทุน (เส้นสีขาว) กับตราสารหนี้เกรดตำ่ (เส้นสีนำ้เงิน)

ความสัมพันธ์ระหว่าง Credit Spread กับหุ้น

ภาพแสดง Credit Spread ของตราสารหนี้เอกชนเกรดลงทุน (เส้นสีขาว) และตราสารหนี้เกรดตำ่ (เส้นสีนำ้เงิน) กับดัชนีหุ้น S&P 500 (เส้นสีส้ม)

*Credit spread ลงหุ้นขึ้น

เกณฑ์แบ่งเกรดตราสารหนี้จาก Moody’s, S&P และ Fitch 

References

https://www.anupghosal.com/how-moodys-rating-is-going-to-change-your-business-strategies-moodys-rating/corporate-credit-rating-scales-by-moodys-sp-and-fitch/


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

เงินเท่าเดิม จะใช้อย่างไรให้มีความสุขมากขึ้น? I สรุปเคล็ดลับจากหนังสือ Happy Money – Alpha Pro EP.9

tanhnanchya
เงินเท่าเดิม จะใช้อย่างไรให้มีความสุขมากขึ้น? I สรุปเคล็ดลับจากหนังสือ Happy Money – Alpha Pro EP.9

โดยปกติแล้ว เวลาเราพูดถึงศาสตร์แห่งการเงิน เราก็มักจะนึกถึงวิธีการหาเงินและบริหารเงินเสียเป็นส่วนใหญ่ คนมากมายใช้บริการที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อช่วยบริหารความมั่งคั่งให้เติบโต และมีอีกมากมายที่แสวงหาโอกาสด้านการงานต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ ทั้งหมดทั้งมวลตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า หากมีเงินมากขึ้น เราจะยิ่งมีความสุข

ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงแล้ว มันก็สมเหตุสมผลดี มีเงินมากขึ้นก็สบายใจขึ้น จับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น แต่ว่างานวิจัยในยุคสมัยใหม่ได้ให้คำตอบอันน่าทึ่งว่า รายได้ที่มากขึ้นเป็นเท่าตัวนั้น ส่งผลให้ความสุขเพิ่มขึ้นเพียงน้อยนิด และเมื่อรายได้สูงถึงจุดหนึ่งเมื่อไร การเพิ่มขึ้นของรายได้ก็จะไม่ส่งผลกับความสุขมากเท่าที่ควร หรือเผลอ ๆ อาจจะไม่ส่งผลเลยก็ได้

แค่นี้ยังเซอร์ไพรส์ไม่พอ ล่าสุดเราได้อ่านหนังสือ Happy Money ซึ่งยังฉีกแนวหนังสือการเงินทั่วไป จากปกติเรามักจะเห็นหนังสือที่บอกวิธีหาเงินให้มากขึ้น หนังสือเล่มนี้จะเบนเข็มไปโฟกัสเรื่องการใช้เงินที่เรามีอยู่ให้เกิดความสุขที่สุดมากกว่า… อ่านคอนเซ็ปต์แค่นี้เราก็เริ่มสนใจละว่ามันจะทำได้จริง ๆ หรือ

ผู้เขียนหนังสือคือ Elizabeth Dunn และ Michael Norton ทั้งคู่เป็นนักวิชาการที่ศึกษาด้านพฤติกรรมของมนุษย์ พวกเขาเริ่มทำงานวิจัยร่วมกันบนข้อสงสัยที่ว่า ผู้บรรลุนิติภาวะจะจัดการกับเงินของตัวเองอย่างไร พวกเขาอยากรู้ว่าคนจะสามารถเลือกใช้เงินไปในทางที่ต่างออกไปแต่ให้ความสุขมากกว่าได้ไหม ผลลัพธ์ออกมาน่าชื่นใจ เพราะพวกเขาเจอว่าคนเราสามารถเปลี่ยนวิธีใช้เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเพิ่มความสุขได้ แม้ว่าจะเป็นเงินเพียงน้อยนิดก็ตาม

งานวิจัยของพวกเขาได้รับการเผยแพร่ในสื่อมากมาย ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ทุกคนที่ปลาบปลื้มยินดีกับสิ่งที่พวกเขาค้นพบ ผู้ที่อ้างตัวว่ามีความรู้หลายคนกล่าวเยาะเย้ย บ้างก็บอกว่าถ้าตัวเองมีเงิน จะโปรยมันให้สาแก่ใจบ้างละ พาตัวเองหนีออกจากผู้คนบ้างละ ซึ่งทางเลือกที่ว่ามานั้นไม่มีอันไหนที่ฟังดูมีความสุขจริง ๆ สักอัน

หนังสือเล่มนี้จะมุ่งไปที่หลัก 5 ประการที่จะช่วยให้เราใช้เงินเพิ่มความสุขได้ แก่นสำคัญคือ ก่อนที่เราจะใช้เงิน เราควรไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อนว่า สิ่งที่เรากำลังจะจ่ายไปนั้นจะสร้างความสุขให้เราจริง ๆ ไหม หรือแค่ความสุขชั่วครั้งคราว แต่อย่างว่าเถอะ พอถึงสถานการณ์จริง คนเราก็มักหลงระเริงไปกับสัญชาตญาณมากกว่า ฉะนั้นจึงเป็นการดีที่เราจะลองมาแกะหลัก 5 ประการนี้ดู

เงินเท่าเดิม จะใช้อย่างไรให้มีความสุขมากขึ้น? I สรุปเคล็ดลับจากหนังสือ Happy Money – Alpha Pro EP.9

1. ซื้อประสบการณ์

เงินที่เราจ่ายไปนั้นแลกเป็นของได้สองประเภท อย่างแรกคือวัตถุ อย่างที่สองคือประสบการณ์

การซื้อวัตถุนั้นเป็นอะไรที่ค่อนข้างแพร่หลายและเป็นที่นิยม อีกทั้งยังให้ความสุขแบบรวดเร็วฉับไว ลองนึกถึงความตื่นเต้นเวลาเดินช็อปปิ้ง เข้าร้านโปรด หรือเข้า Shopee ดูสิ ไหนจะช่วงเวลาที่เพิ่งได้รับสิ่งของมาหมาดๆ ความรู้สึกมันตื้นตันมากเลยใช่ไหม

แต่ความสุขของวัตถุนั้นมักจะอยู่ได้ไม่นาน เราน่าจะคุ้นเคยกับสิ่งของต่าง ๆ มากมายที่เราหลงลืม เลิกเห่อ หรือไม่ได้หยิบมาใช้อีกเลย บางทีไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าหายไปไหน หายไปเมื่อไร นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะผู้คนส่วนใหญ่ระบุว่าความสุขที่ได้จากวัตถุนั้นเลือนหายไปตามกาลเวลา ตัวอย่างเช่น เด็กที่เพิ่งได้ของเล่นมาจากตู้เกม ช่วงแรก ๆ ก็จะยังเห่อของเล่นชิ้นนั้นอยู่ แต่ไม่นานนักพวกเขาก็ละเลยของเล่น ปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้พกติดตัว

นอกจากนั้น งานวิจัยจากฮาร์วาร์ดยังบอกอีกว่าวัตถุไม่ใช่ตัวบ่งบอกความสุขเสมอไป นักศึกษาฮาร์วาร์ดที่ได้อยู่ในบ้านพักสวย ๆ แม้จะมีความสุขมากกว่านักศึกษาที่อยู่ในบ้านด้อยลงมาอยู่บ้าง แต่ปัจจัยเรื่องที่อยู่ไม่ใช่ตัววัดความสุขโดยรวม สิ่งที่ช่วยเสริมสร้างความสุขคือปัจจัยอื่น ๆ เช่น สังคมภายในบ้าน ต่างหาก

ถ้าวัตถุไม่ตอบโจทย์ความสุขของเราอย่างยั่งยืน แล้วอะไรกันล่ะที่จะช่วย? คำตอบคือประสบการณ์

เคยไหมที่ย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่ได้ไปเที่ยวที่แปลก ๆ ได้ใช้เวลาทำกิจกรรมกับคนที่รัก ได้ดูภาพยนตร์หรืออ่านหนังสือดี ๆ เราจะรู้สึกมีความสุข เวลาเล่าให้ใครฟังเราก็จะสนุกสนานไปกับมัน อันที่จริงไม่ใช่แค่ประสบการณ์สุขอย่างเดียว ประสบการณ์ที่เราเคยทุกข์กับมันอย่างการไปเข้าค่ายทรหด ก็ทำให้เราสุขได้เมื่อเราย้อนกลับไปเล่าถึงมันอีกครั้ง (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกประสบการณ์ทุกข์จะมอบความสุขยามหวนนึกถึงนะ)

ในภาพรวมนั้น ประสบการณ์เป็นสิ่งที่เพิ่มความสุขได้ในระยะยาว มันอยู่ทนติดตรึงในใจเรามากกว่า นอกจากนี้มันยังหล่อหลอมตัวตนของเราอีกด้วย การซื้อประสบการณ์จึงเป็นทางเลือกที่ดีหากคิดจะใช้เงินไปกับอะไรสักอย่าง

ทีนี้อาจจะมีคำถามว่า เส้นแบ่งระหว่างวัตถุกับประสบการณ์อยู่ตรงไหน? เพราะบางอย่างมันก็คลุมเครือมาก หนังสือเล่มหนึ่งจัดเป็นหมวดหมู่ไหน? คำตอบคือต้องดูว่าจุดประสงค์ที่เราซื้อมาคืออะไร ถ้าเห็นแค่ปกสวย อยากได้มาประดับชั้นวางหนังสือ นี่คือวัตถุ และอีกไม่นานเราก็จะเลิกเห่อ แต่ถ้าซื้อมาเพื่อดื่มด่ำเนื้อหา ใช้เวลาซึมซาบ นั่นคือประสบการณ์ที่จะติดตัวเราไป

2. เปลี่ยนความสุขเล็กน้อยให้กลายเป็นรางวัล

หลายครั้งเราน่าจะเคยสังเกตว่า เรามักจะเฉย ๆ กับอะไรที่เรามีอยู่แล้ว หรืออะไรที่เราต้องใช้ทุกวัน กินทุกวัน มันกลายเป็น Routine ไปแล้ว และนั่นก็ทำให้สิ่งต่าง ๆ ดูจะไม่พิเศษเอาเท่าไร ดูเหมือนว่าอะไรที่มันซ้ำซากเกินไป เราก็ชิน ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ก็ตาม

ก็เหมือนการที่เรามักจะไม่ได้ทานอาหารในร้านละแวกแถวบ้าน แล้วชอบไปหาของกินนอกบ้านไกล ๆ มากกว่า หรือการที่เราไปอยู่เมืองเมืองหนึ่งเป็นปี จนรู้สึกว่ามันจำเจไปแล้ว ทั้งที่จริง ๆ ยังมีสถานที่ต่าง ๆ ให้เราไปเสาะหาอีกเยอะ ให้เราถ่ายรูปเก็บไว้ เมื่อมองย้อนกลับไป ก็รู้สึกเสียดายที่ยังใช้เวลาดื่มด่ำกับมันไม่คุ้มค่าพอ

เมื่อเทียบความซ้ำซากจำเจกับอาหารมื้อพิเศษในร้านหรูที่นาน ๆ จะได้กินที ทริปต่างจังหวัดที่ได้ไปกับเพื่อนแค่ปีละไม่กี่หน หรือรายการทีวีที่มาแค่ทีละตอนสองตอน เราจะรู้สึกเลยว่าอะไรที่มีจำกัด มาไม่บ่อยนั้นทำให้เราอิ่มเอมได้มากกว่า

สมมติว่าให้เรากินร้านหรู ๆ ทุกวัน ไปเที่ยวทุกวัน หรือดูซีรีส์แบบติดต่อกัน ความตื่นเต้นก็จะอยู่แค่ครั้งแรก แต่ครั้งต่อ ๆ ไปก็จะจางลงเรื่อย ๆ คือก็ยังมีความสุขอยู่ แต่น้อยลงกว่าครั้งแรกที่ได้สัมผัส (ตรงกับทฤษฎี Diminishing Marginal Utility ในวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาค)

นี่รวมถึงความสัมพันธ์เหมือนกัน ลองคิดดูว่าสำหรับคู่รัก ช่วงข้าวใหม่ปลามันก็จะอยากเจอหน้ากันทุกวัน อยากอยู่ด้วยกัน อะไร ๆ ก็สวยงามไปหมด แต่เมื่ออยู่ด้วยกันนาน ๆ เข้า ก็จะเริ่มชินชาต่อกัน

เมื่อเรารู้แบบนี้ การจำกัดการเข้าถึงความสุข จะช่วยให้เรารู้สึกว่ามันพิเศษ และทำให้เราดื่มด่ำกับมันมากขึ้น แทนที่เราจะซื้อกาแฟทุกวัน เราอาจจะตั้งเป้าไว้ว่าจะซื้อกาแฟแค่วันศุกร์ แล้ววันอื่น ๆ จะชงกินเอง เราก็จะดื่มด่ำกับกาแฟที่ใช้เงินแลกมามากขึ้น หรือถ้าในแง่ความสัมพันธ์ ก็อาจจะใช้เงินไปกับกิจกรรมที่แปลกใหม่ร่วมกันบ้าง ไม่ใช่ทำอะไรเดิม ๆ ซ้ำ ๆ

ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายกับการเตือนตัวเองว่าในระยะยาวสิ่งที่เราได้มานั้นจะจืดจางไปตามกาลเวลา เพราะเมื่อสิ่งนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม และเรามีกำลังคว้าไว้ เราก็มักจะถูกกิเลสโน้มน้าวให้ใช้เงินเข้าแลกโดยทันที

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ให้เราหักห้ามใจ บังคับตัวเองว่าห้ามซื้อนู่นซื้อนี่ตามอำเภอใจนะ แบบนั้นก็จะฝืนไปหน่อย (และเผลอ ๆ อาจจะยิ่งทำให้อยากมากขึ้น เหมือนการไดเอตที่ห้ามกินขนม) อันที่จริง วิธีการที่จะทำให้สำเร็จในระยะยาวคือการตระหนักรู้ว่าชีวิตเรามีความสุขได้จากสิ่งเรียบง่ายในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องมีของหวือหวาหรือสิ่งยั่วยุเลย เผลอ ๆ สิ่งเหล่านั้นอาจจะนำมาซึ่งทุกข์มากกว่า เพราะจะทำให้เราอยากได้อยากมีไม่รู้จักจบสิ้น

3. ซื้อเวลาว่างให้ตัวเอง

เราน่าจะเคยเห็นกรณีที่ว่า คนมีเงินเยอะมาก ๆ แต่ไม่มีเวลาพักผ่อนเลย สุดท้ายก็ล้มป่วย แล้วก็มานึกเสียดายว่าทำไมไม่ผ่อนคลายหรือใช้เวลากับครอบครัวมากกว่านี้ กลายเป็นว่ามีเงินมากมายแต่ไม่มีเวลาให้กับความสุข ก็เหมือนชีวิตไม่สมบูรณ์ ขาดสีสันไป แล้วเราจะมีเงินเยอะ ๆ ไปทำไมถ้าไม่ได้ใช้เพื่อความสุขของตัวเองและคนรอบข้าง?

ในฝั่งของงานวิจัยเอง ก็ระบุว่าคนที่รวยไม่ได้มีเวลาที่สุขมากขึ้น กลับกัน จะเครียดกว่าเดิม เพราะมัวแต่กังวลเรื่องจะใช้เงินไปทำอะไร จะหาเงินมากขึ้นอย่างไร จะรักษาความมั่งคั่งอย่างไร พวกเขามีสิ่งให้ยึดติดมากมายจนไม่สามารถปล่อยวางได้

ปัญหานี้เกิดจากมุมมองต่อเวลาและเงิน คนส่วนใหญ่มักเห็นทุกอย่างเป็นเงินเป็นทอง แม้กระทั่งเวลา มีงานวิจัยหนึ่งน่าสนใจค่ะ เขาแบ่งผู้ทดลองเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกได้ลองคำนวณว่ารายได้ต่อชั่วโมงของตัวเองนั้นคิดเป็นเท่าไร ส่วนกลุ่มที่สองไม่ต้อง ผลก็คือคนกลุ่มแรกจะรู้สึกมีความสุขน้อยกว่าเมื่อถูกปล่อยให้นั่งฟังเพลงเฉย ๆ ในขณะที่กลุ่มสองมีความสุขผ่อนคลายกว่า นั่นเป็นเพราะกลุ่มแรกรู้สึกว่าการนั่งฟังเพลงเฉย ๆ เป็นเรื่องเสียเวลา เอาเวลาไปทำมาหากินดีกว่า

การมองว่าเวลามีค่ามาก ตีความเวลาในรูปแบบของเงิน ก็จะยิ่งทำให้เราไม่กล้าใช้เวลาไปกับเรื่องที่สร้างความสุขโดยที่ไม่สร้างรายได้ เราต้องเปลี่ยนมุมมองว่าเวลานั้นไม่เกี่ยวข้องกับเงิน เวลาสามารถผลิตความสุขได้โดยที่ไม่ต้องผลิตเงิน และการเบนโฟกัสเรื่องการใช้เงินเพื่อสร้างเวลาแห่งความสุขก็จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เงินที่เราใช้นั้น เพิ่มความสุขมากขึ้น

การจะพิจารณาว่า ของสิ่งนี้จะส่งผลกระทบกับการเวลาใช้ชีวิตของเรามากแค่ไหน ในหนังสือมีคำถามง่าย ๆ ให้ลองตอบ นั่นก็คือ ก่อนจะซื้ออะไรสักอย่าง ให้คิดว่าสิ่งนี้จะเข้ามามีผลกับชีวิตในวันอังคาร (หรือวันอะไรก็ได้) ของเรามากน้อยแค่ไหน บางทีเราอาจจะคิดว่าการมีบ้านชานเมืองที่มีสระว่ายน้ำนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่เราลืมไปว่าเราต้องไปทำงานในเมือง กว่าจะเดินทางกลับก็ค่ำแล้ว คงไม่มีเวลามาว่ายน้ำ ในทางกลับกัน หากเราเลี้ยงสุนัข เราต้องพามันออกไปวิ่งตอนเย็น การมีอยู่ของสุนัขจะช่วยเพิ่มเวลาแห่งความสุขในเย็นวันอังคารขึ้น เป็นต้น

4. จ่ายก่อนใช้

ลองนึกถึงการเที่ยวครั้งล่าสุด ความสุขเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน? สำหรับหลาย ๆ คน มันไม่ได้เริ่มต้นตอนที่เดินทาง แต่เริ่มต้นตั้งแต่วางแผนเที่ยว หาข้อมูล และจินตนาการถึงสถานที่แล้วต่างหาก

สำหรับข้อนี้ หลักสำคัญคือการยื้อเวลาของการรอคอยให้นานขึ้นอีกนิด เพราะความสุขของเรามักจะเกิดขึ้นตอนคาดหวังถึงสิ่งดี ๆ ที่กำลังจะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นของชิ้นใหม่หรือประสบการณ์แปลกใหม่ การชะลอการกินการใช้ของเรานั้น จึงช่วยเพิ่มความสุขมากขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้น นี่ไม่ใช่สิ่งที่ทำกันได้ง่าย ๆ เท่าไร หากเราต้องเลือกระหว่างได้รับของตอนนี้ หรือรับของอีก 3 เดือนข้างหน้า ส่วนใหญ่ก็ยังคงขอเลือกวันนี้ เพราะเราให้น้ำหนักกับ “ปัจจุบัน” มากกว่า เราให้คุณค่ากับความสุขในปัจจุบันมากกว่าอนาคต สิ่งนี้ก็ตรงกับหลักการทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเหมือนกัน

เมื่อคนเราให้น้ำหนักกับปัจจุบัน สุขหรือทุกข์ในปัจจุบันก็ดูจะกระทบกระเทือนจิตใจอย่างสูง คนเราพอใจกับความสุขฉับพลัน ขณะเดียวกันก็ทุกข์ใจฉับพลันเมื่อต้องจ่ายเงินออกไปทันที ด้วยเหตุนี้ ทุนนิยมจึงคิดค้น “บัตรเครดิต” ขึ้นมา เพื่อลดความเจ็บปวดของการต้องจ่ายเงินตอนนี้ ชะลอการจ่ายเงินออกไปแทน เราจะได้เพลิดเพลินกับการอุปโภคบริโภค กล้าซื้อของมากขึ้น

แต่จริง ๆ แล้ว การใช้ก่อน จ่ายทีหลังนั้นก็มีผลข้างเคียงเหมือนกัน เพราะการชะลอความเจ็บปวดออกไปนั้น นอกจากจะกระตุ้นให้เราใช้จ่ายเกินตัว จนอาจเกิดหนี้ตามมาทีหลังแล้วนั้น มันยังทำให้เราไม่สามารถเอ็นจอยกับการอุปโภคบริโภคในปัจจุบันได้เต็มที่ เพราะเราก็จะรู้สึกว่า เดี๋ยวเราจะต้องจ่ายเงินให้สิ่งนี้… ถ้านึกภาพไม่ออก ลองจินตนาการถึงตอนขึ้นแท็กซี่ ตัวอย่างนี้ทำให้เราเห็นภาพชัดดี หากเราขึ้นแท็กซี่มิเตอร์แบบที่ตัวเลขขึ้นตามระยะทาง เสียง “ติ๊ดๆๆ” บ่งบอกว่าราคาขึ้นตลอดเวลานั้นทำให้เราไม่สามารถดื่มด่ำกับการชมวิวหรือผ่อนคลายได้เท่าที่ควร

ในทางกลับกัน เมื่อเราจ่ายเงินค่าทริปไปเที่ยวเรียบร้อยแล้ว (หรือแม้กระทั่งว่าใช้บัตรเครดิตรูด แล้วมันตัดบัตรแล้วก็ตาม) หลายเดือนต่อมาเราก็สามารถไปเที่ยวได้อย่างไร้กังวล และสามารถมีความสุขกับมันได้อย่างเต็มที่ การจ่ายล่วงหน้านาน ๆ ยังจะให้ความรู้สึกเหมือนว่าเราได้ของสิ่งนั้นมาแบบ “ฟรีๆ” ยังจะว่าได้เลย จุดสำคัญจึงเป็นระยะเวลาระหว่างการจ่ายเงินกับการได้รับของ ช่วงระยะเวลาตรงนั้นแหละคือความสุขที่เราสามารถสร้างได้จากการคาดหวังว่าเรากำลังจะได้รับสิ่งที่จ่ายเงินไป

นอกจากนี้ ความไม่แน่ไม่นอนของสิ่งที่กำลังจะได้รับ ก็อาจเพิ่มความสุขแบบตื่นเต้น ๆ ได้ด้วย ตัวอย่างคือ Birchbox ซึ่งเป็น Subscription Service ที่เมื่อเราจ่ายเงินค่าสมาชิกไป เราก็จะได้รับกล่องซึ่งบรรจุเครื่องสำอางแบบ Tester ในทุก ๆ เดือน เพียงแต่เราจะไม่รู้เลยว่าทาง Birchbox จะให้อะไรเรามาบ้าง เราต้องลุ้นเอง ซึ่งตรงนี้แหละช่วยเพิ่มความรื่นรมย์ระหว่างรอได้ อันนี้เห็นด้วยว่าจริง เพราะเราก็เคยสมัครสมาชิก Subscription Service ที่จะจัดขนมส่งมาให้เรา โดยที่เราไม่รู้เลยว่าจะได้ขนมอะไร ระหว่างรอมันเป็นอะไรที่สนุก และตอนที่ได้รับของนี่จะรู้สึกตื่นเต้นเหมือนได้ของขวัญวันคริสต์มาสเลย

5. บริจาค / ให้คนอื่น

ข้อนี้อาจจะฟังดูแปลก แตกต่างจากข้ออื่น ๆ ที่เป็นการใช้จ่ายเพื่อตัวเอง แต่ข้อนี้นั้นบอกเราว่า การแบ่งปันเงินให้กับผู้อื่น จะช่วยสร้างความสุขได้ยิ่งกว่าการใช้เงินกับตัวเองเสียอีก ซึ่งการให้ที่ว่านี้อาจจะเป็นการบริจาคเพื่อสังคม การซื้อของขวัญให้คนใกล้ตัว หรือการซื้อของมาแบ่งปันเพื่อน ก็ได้ทั้งนั้น

มีงานทดลองหลายชิ้นชี้ผลลัพธ์ไปในทางเดียวกัน กลุ่มที่ใช้เงินไปกับการแบ่งปันผู้อื่นนั้นมักจะให้คะแนนความสุขตัวเองมากกว่า หากเป็นในองค์กรที่มีการแบ่งปันกัน ก็จะช่วยส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น สะท้อนไปถึงผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นเช่นกัน

บางคนอาจจะเถียงในใจ “พวกเขามีความสุขกับการให้เพราะพวกเขารวยน่ะสิ!” ซึ่งก็อาจจะจริงบางส่วน หากเราต้องหาเช้ากินค่ำก็อาจจะไม่ค่อยอยากให้เงินหรืออาหารกับใครเท่าไร เพราะแค่ตัวเองยังจะไม่รอด แต่การทดลองหนึ่งก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ว่าคนจะมีรายได้มากน้อยแค่ไหน ก็มีความสุขกับการให้ได้ แต่การให้นั้นอาจจะมีรูปแบบต่างออกไป เช่น คนรวยอาจจะมีความสุขกับการให้ของขวัญกัน แต่คนจนนั้นแค่ช่วยเหลือกันให้รอดยามวิกฤตก็ทำให้พวกเขามีความสุขแล้ว

ถึงอย่างนั้น การที่เราจะมีความสุขจากการให้ได้นั้น ก็ไม่ได้ไร้กฎเกณฑ์เสียทีเดียว หนังสือบอกว่าต้องมี 3 องค์ประกอบ การให้นั้นถึงจะสร้างความสุขที่สุดได้ นั่นคือ…

  1. การให้ต้องเป็นทางเลือก นั่นหมายความว่าผู้ให้จะต้องไม่รู้สึกถูกบังคับว่าต้องให้ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็คงไม่มีความสุขเท่าไร ลองคิดถึงการถูกอาสาสมัครบุกรุกตอนเดินถนนดูก็ได้ เราจะรู้สึกได้ถึงการกดดันบางอย่าง แต่ถ้าการให้นั้นเป็นสิ่งที่เราเลือกเองจริง ๆ คือเรายินยอมพร้อมใจจะให้ นี่แหละถึงจะสร้างความสุขได้
  2. การให้จะต้องอิงกับความผูกพัน สมมติว่าเราให้เงินไปกับคนแปลกหน้าโดยที่เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะเอาเงินนั้นไปทำอะไร เราก็คงเฉย ๆ ไม่ได้รู้สึกอะไร (อาจจะรู้สึกเสียดายด้วยซ้ำ) แต่หากเราแบ่งปันเงินให้กับครอบครัว เพื่อนฝูง คนรัก หรือคนอื่น ๆ ที่เราอยากจะผูกสัมพันธ์ยาว ๆ ด้วย การให้ก็จะเป็นการเสริมสร้างความแข็งแรงให้ความสัมพันธ์มากขึ้น
  3. การให้ควรจะสร้างผลกระทบที่เรารับรู้ ลองคิดดูว่าเราบริจาคเงินให้องค์กรใหญ่ ๆ ที่มีระบบซับซ้อนหลายขั้นตอน เราไม่รู้เลยว่าเงินที่เราให้ไปนั้นส่งผลกระทบกับใครอย่างไรบ้าง เหมือนให้ไปแล้วลอยไปกับสายลม จริงอยู่ว่าเราควรมีความสุขกับการแค่คิดว่าขอเพียงได้ให้ แต่ถ้าเราได้เห็นผลกระทบที่เกิดจากการให้ของเราด้วยแล้วนั้น มันก็จะยิ่งทำให้เราปลาบปลื้มมากขึ้น ลองคิดว่าเราบริจาคเงินให้เด็กคนหนึ่ง แล้วเราได้เห็นเด็กคนนั้นยิ้ม สุขภาพแข็งแรง ได้เรียนหนังสือสิ

อย่างไรก็ดี มีอีกกรณีหนึ่งที่น่าสนใจค่ะ คือกรณีที่มีการขายของเข้ามาเกี่ยวข้อง หลายคนอาจจะรู้สึกว่า สมมติถ้าเราซื้อของที่มีการหักกำไรบางส่วนไปทำบุญ เราก็คงมีความสุขจากการให้ด้วยเช่นกันใช่หรือไม่ อันที่จริงอาจจะไม่ใช่นะ เพราะเมื่อมีสิ่งของมาล่อตา เราก็มักจะโดนกิเลสครอบงำให้สนใจแค่สิ่งของนั้นมากกว่าว่าเงินเราจะไปบริจาคเพื่อใครที่ไหน มันกลับกลายมาเป็นการซื้อของให้ตัวเองมากกว่า

หลักการเหล่านี้ควรนำไปปรับใช้อย่างไรดี?

เมื่อเราได้รู้หลักการทั้ง 5 ไปแล้ว อีกสิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ เราสามารถนำหลักการทั้ง 5 มาผสมเข้ากันสำหรับการใช้จ่ายครั้งหนึ่งได้ ตัวอย่างเช่น เราไปสตาร์บัคส์ ซื้อกาแฟให้ตัวเองและเพื่อน (ข้อ 5) ซึ่งการดื่มกาแฟในสตาร์บัคส์ก็ถือเป็นประสบการณ์ (ข้อ 1) ทำให้ได้ใช้เวลาว่างร่วมกับเพื่อน (ข้อ 3) อีกทั้งกาแฟแก้วนี้ยังเป็นแก้วพิเศษหลังไม่ได้ดื่มกาแฟมาหนึ่งสัปดาห์ (ข้อ 2) และเราอาจจะเติมเงินในบัตรสตาร์บัคส์ก่อนหน้าการใช้จ่ายมาแล้ว (ข้อ 4)

ความท้าทายคือ การที่คนเราจะเพิ่มความสุขจากการใช้เงินได้นั้น ก่อนอื่นก็ต้องมีเงินก่อน (แหงล่ะ) นอกจากนั้นยังอาจต้องมีเวลาเพิ่มเข้ามาด้วย สิ่งนี้อาจจะเป็นความท้าทายของปัจเจกบุคคล แต่จริง ๆ แล้ว มันก็เป็นความท้าทายของภาครัฐด้วยเช่นกัน

ในหลาย ๆ ครั้ง พฤติกรรมการใช้จ่ายของเรา อ้างอิงกับพื้นฐานของระบบในแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในด้านกฏหมาย ความเท่าเทียม หรือผังเมือง งานสำรวจบ่งบอกว่าผู้คนจะรู้สึกมีความสุขมากกว่าหากมีการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น อาจจะไม่ต้องเท่ากัน 100% แต่อยากให้คนรวยรวยน้อยลงอีกนิด คนจนมีเงินมากขึ้นอีกหน่อย ยิ่งมีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้มากเท่าไร ในภาพรวมคนก็มีความสุขน้อยลง ต้องอย่าลืมว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศมักเป็นคนที่มีรายได้น้อยกว่า ไม่ใช่คนรวย และผลกระทบด้านลบย่อมส่งผลต่อคนจนมากกว่า ตัวอย่างเช่น หากคนมีเงินไม่มากพอที่จะซื้อที่พักใกล้ที่ทำงาน ก็ต้องออกไปซื้อที่พักตรงชานเมือง ซึ่งทำให้เสียเวลาการเดินทาง ลดทอนความสุขลงไปอีก

แล้วถ้าสมมติว่าประชาชนมีเงินใช้ รัฐบาลจะสามารถออกนโยบายอะไรบ้างเพื่อกระตุ้นให้คนใช้เงินอย่างมีความสุข? ลองมาดูตัวอย่างกันค่ะ

  • ในสหรัฐฯ ผู้คนเสียตังค์ไปกับค่าที่อยู่อาศัยเยอะมาก แถมวิกฤต Subprime ยังมีต้นตอมาจากการแห่ไปซื้ออสังหาฯ และการปล่อยกู้แบบด้อยคุณภาพอีกต่างหาก การที่คนอเมริกันบ้าซื้อบ้านก็เพราะถูกรัฐปลูกฝังว่านี่เป็นการซื้อครั้งยิ่งใหญ่ เป็นสินทรัพย์ชิ้นสำคัญเพื่อให้ American Dream สมบูรณ์แบบ ลองคิดดูว่าถ้ารัฐไม่ได้สนับสนุนการซื้อบ้าน คนก็อาจจะไม่ต้องกระเสือกกระสนใช้เงินของตัวเองไปกับที่พักมากเกินไป
  • รัฐบาลหลายประเทศมีงบสนับสนุนสถานที่อย่างพิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ หรือสถาบันด้านวัฒนธรรมอื่น ๆ ซึ่งเอื้ออำนวยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการซื้อประสบการณ์ได้ แต่การจะทำแบบนั้นได้ ประชาชนก็ต้องมีเวลา บางประเทศอย่างเดนมาร์กจึงมีวันพักร้อนถึง 5 สัปดาห์ต่อปี!
  • การเก็บภาษีก็ช่วยให้ประชาชนเลือกใช้จ่ายได้ดีขึ้น รัฐมิสซูรีที่เก็บภาษีบุหรี่ต่ำกว่ารัฐนิวยอร์กนั้นมีอัตราการสูบบุหรี่ที่สูงกว่า บางภูมิภาคมีการจำกัดเวลาการขายเหล้า หรือจำกัดสถานที่การขายน้ำอัดลม ก็ช่วยให้การเข้าถึงของพวกนี้ยากขึ้น แปรเปลี่ยนให้พวกมันกลายเป็นรางวัลที่นาน ๆ ทีจะได้รับ
  • เมืองใหญ่ ๆ หลายเมืองใช้วิธีเก็บค่าบริการทางด่วนสูงขึ้นในช่วงที่มีการจราจรแออัด ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ประชาชนค้นหาวิธีการเดินทางแบบอื่นแทน บางเมืองอย่างสตอร์กโฮมก็มีนโยบายที่เอื้อให้คนอยากใช้จักรยานในการสัญจรมากกว่า
  • การจ่ายภาษีอาจทำให้น่าอภิรมย์ขึ้นได้ หากผู้จ่ายรู้สึกว่าเงินที่จ่ายนั้นได้นำไปใช้ประโยชน์จริง ๆ มีการทดลองหนึ่งได้ให้ผู้เสียภาษีลองวางดูว่าเงินภาษีจะไปอยู่ในโครงการอะไรบ้าง กิจกรรมนี้ช่วยให้พวกเขามีความสุขกับการจ่ายภาษีมากขึ้น

พอได้ยินคำว่าความสุข ๆ หลายครั้ง หลายคนอาจจะเริ่มกังขาว่า จริง ๆ แล้วการวิ่งตามความสุขตลอดเวลาแบบนี้เป็นผลดีจริงหรือ? อาจจะไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์เท่าไร และอาจจะส่งผลลบกว่าด้วยซ้ำกับการตามหาความสุขตลอดเวลา หนังสือไม่ได้มุ่งหวังจะให้เราทำแบบนั้น แต่แค่นำเสนอวิธีการใช้เงินที่เราสามารถเลือกเองได้ว่าจะปรับใช้อย่างไรให้เกิดความสุขมากขึ้น บนพื้นฐานของเงินที่เรามีอยู่ หลาย ๆ กรณีหนังสือแนะว่า ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะเลย บางทีแค่บริจาคไม่กี่บาทก็ช่วยให้เรามีความสุขแล้ว

โดยรวมแล้ว Happy Money เป็นหนังสือที่ช่วยเปิดมุมมองเรื่องการใช้เงิน โดยปกติหากพูดถึงเรื่องการเงิน เราจะไม่ค่อยได้ยินทฤษฎีที่อิงกับความสุขเท่าไร ส่วนใหญ่จะเน้นที่การประหยัดและความคุ้มค่ามากกว่า แต่หนังสือเล่มนี้อธิบายให้เห็นภาพชัดเจนดีผ่านการทดลองและงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยสนับสนุนว่ามันมีวิธีการใช้เงินที่ช่วยเพิ่มความสุขได้จริง ๆ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินเยอะเลย เพียงแค่ปรับเปลี่ยนความคิด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้เราหาเงินเพิ่มนะ การหาเงินได้มากขึ้นเป็นเรื่องที่ดี และจะช่วยให้เรามีกำลังใช้จ่ายมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการหาสมดุลให้ชีวิตค่ะ

tanhnanchya
Alpha Pro EP.9

อ่านบทความอื่น ๆ จากคอลัมน์ Alpha Pro ได้ที่ https://www.finnomena.com/alphapro/

ที่มาบทความ: https://adaybulletin.com/know-alpha-pro-happy-money/

การทดสอบภาวะวิกฤตโควิดของแบงก์สหรัฐ

MacroView
การทดสอบภาวะวิกฤตโควิดของแบงก์สหรัฐ

ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของตัวเลขเศรษฐกิจและการเงินที่จำเป็นต้องทราบกัน สำหรับผลการทดสอบภาวะวิกฤติโควิด-19 ของแบงก์พาณิชย์ สหรัฐ

โดยธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดที่เพิ่งประกาศผลไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ปรากฎว่าอัตราความเสียหายจากภาวะวิกฤติของสินทรัพย์แบงก์ขนาดใหญ่ 18 แห่ง โดยรวมก่อนโควิด-19 อยู่ที่  6.3% โดยเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2008 ที่อัตราความเสียหายของสินทรัพย์ที่ 9.1% ดังรูปที่ 1

รูปที่ 1 อัตราความเสียหายของสินทรัพย์แบงก์ขนาดใหญ่ 18 แห่ง ในการทดสอบภาวะวิกฤติในรูปแบบต่าง ๆ และวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2008

การทดสอบภาวะวิกฤตโควิดของแบงก์สหรัฐ

อย่างไรก็ดี เนื่องจากเหตุการณ์โควิด-19 ที่รุนแรงขึ้นมากในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา จึงส่งผลให้ทางเฟดได้เสริมผลการทดสอบในครั้งนี้ ด้วยการเสริมการวิเคราะห์ แบบ Sensitivity Analysis อีก 3 สถานการณ์ได้แก่ 1. การฟื้นตัวแบบ V-Shaped 2. แบบ U-Shaped และ 3. แบบ W-Shaped

โดยหากรวมผลจากวิกฤติโควิด-19 จะพบว่าอัตราความเสียหายแย่ลงเป็นติดลบ 8.2-10.3%

ด้านปริมาณความเสียหายจากการทดสอบภาวะวิกฤติในรอบนี้ สำหรับแบงก์ใหญ่ 18 แห่งเท่ากับ 4.33 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งยังถือว่าต่ำกว่าเงินกองทุนของแบงก์ราว 2-3 เท่า

สำหรับตัวแปรทางเศรษฐกิจที่ใช้ในการทดสอบภาวะวิกฤติ มีตั้งแต่ จีดีพี อัตราการว่างงาน อัตราเงินเฟ้อ ดัชนีตลาดทุน และอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐ อายุ 10 ปี ทั้งนี้ สำหรับสมมติฐานแบบ V-Shaped นั้น มองว่าในไตรมาส 2 ปีนี้อัตราการหดตัวของจีดีพีสหรัฐที่ -31.5% และอัตราการว่างงานที่ 19.5% จากนั้นในช่วงครึ่งปีหลัง 2020 เป็นต้นไป ทั้งจีดีพีและอัตราการว่างงานก็จะกลับมาเติบโตได้ดีกว่าตัวเลขในไตรมาสแรกของ ปี 2020

ด้านสมมติฐานแบบ U-Shaped นั้นจะให้อัตราการว่างงานสูงสุดอยู่ที่ 15.5% จากนั้นจะมีค่าคงที่ในช่วงครึ่งปีหลัง 2020 เป็นต้นไป ท้ายสุดสำหรับสมมติฐานแบบ W-Shaped นั้น ทั้งนี้ในไตรมาส 2 ปีนี้อัตราการหดตัวของจีดีพีสหรัฐที่ -37.5% และอัตราการว่างงานที่ 16% จากนั้นจะปรับตัวดีขึ้นจนเท่ากับช่วงก่อนวิกฤติโควิด-19 และท้ายสุดเศรษฐกิจกลับมาหดตัวอีกครั้ง โดยอัตราการหดตัวของจีดีพีสหรัฐที่ -12% และอัตราการว่างงานที่ 14% ในไตรมาสแรกของปี 2021 เป็นต้นไป ดังรูปที่ 2

การทดสอบภาวะวิกฤตโควิดของแบงก์สหรัฐ

มีข้อสังเกตจากการทดสอบสภาวะวิกฤติโควิด-19 ของสถานการณ์ต่าง ๆ ดังนี้

1. เป็นไปได้ว่าระดับและอัตราความเสียหายของสินทรัพย์แบงก์ จากภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจของสถานการณ์ U-Shaped อยู่ในระดับสูงสุด อย่างไรก็ดี อัตราส่วนเงินกองทุนขั้นที่หนึ่งต่อสินทรัพย์เสี่ยงนั้นสถานการณ์ W-Shaped มีค่าที่ต่ำที่สุด เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างระดับความเสี่ยงกับระดับเงินกองทุนเป็นแบบ Concavity ส่งผลให้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับความเสี่ยงของเศรษฐกิจอย่างสถานการณ์ W-Shaped ส่งผลให้ระดับเงินกองทุนมีปริมาณที่สูงกว่ากรณีระดับความเสี่ยงที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนักอย่าง V-Shaped และ U-Shaped

2. เมื่อเปรียบเทียบวิกฤติโควิด-19 กับวิกฤติซับไพร์มจะพบว่า ความเสียหายของโควิด-19 ไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่าวิกฤติซับไพร์ม ทว่าการที่แบงก์สหรัฐเข้าสู่วิกฤติโควิด-19 ด้วยปริมาณเงินกองทุนกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ระบบแบงก์สหรัฐในตอนนี้ดูดีกว่าช่วงวิกฤตซับไพร์มค่อนข้างมาก

3. การที่เฟดได้สั่งให้แบงก์สหรัฐห้ามทำการซื้อหุ้นคืนในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ และให้จ่ายเงินกองทุนในปริมาณที่ไม่ให้มากกว่าไตรมาสที่แล้ว และให้พิจารณาการจ่ายเงินปันผลในอนาคตตามผลกำไรของตัวแบงก์สหรัฐเองในอนาคตถือว่า เฟดได้เข้ามาในโหมดการกำกับสถาบันการเงินที่เราไม่ค่อยได้เห็นเหมือนในอดีต อย่างไรก็ดี การที่ยังยอมให้แบงก์จ่ายเงินปันผลอยู่ถือว่ายังรอดูเหตุการณ์โควิด-19 ในอนาคตต่ออีกเล็กน้อย ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการในเรื่องนี้ต่อ

อย่างไรก็ดี มีประเด็นที่ทำให้การทดสอบในครั้งนี้ดูมีจุดอ่อนอย่างน้อย 3 ประการได้แก่

1. การผสมระหว่าง Stress Test กับ Sensitivity Analysis เหมือนเอาส้มมาผสมกับแอปเปิ้ล โดยจากการที่สมมติฐานการทดสอบ ได้ทำเสร็จในเดือน ก.พ. ซึ่งวิกฤติโควิด-19 ยังไม่เป็นที่ถูกจับตาโดยที่เฟดไม่ยอมชะลอการประกาศผลการทดสอบด้วยการเปลี่ยนสมมติฐานใหม่ในช่วงเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา หลังเกิดโควิด-19 แต่เลือกใช้วิธีการเติมส่วน Sensitivity Analysis เพิ่มเติมในส่วนของวิกฤติโควิด-19 ที่กระทบต่อเศรษฐกิจเข้าไปแทน

นอกจากนี้ ผลของ Sensitivity Analysis ไม่ได้แยกตามรายแบงก์ แต่ผลการทดสอบภาวะวิกฤติในส่วนก่อนโควิค-19 แยกตามรายแบงก์ ทำให้เกิดความสับสนในการนำไปใช้งานต่อเพื่อกันเงินกองทุน รวมถึงการตีความเพื่อใช้ประโยชน์ต่อ

2. การให้แบงก์กลับไปทำแผนเงินกองทุนใหม่แล้วกลับมาส่งช่วงปลายปี ทำให้เกิดความล่าช้าต่อการเตรียมพร้อมของระบบสถาบันการเงินต่อวิกฤติโควิด-19

3. การ cap เงินปันผลให้มูลค่าที่จ่ายในไตรมาส 3 ต้องไม่เกินมูลค่าในไตรมาส 2 เหมือนกับเอากำไรปีก่อนเป็นตัวตั้งในการจ่ายเงินปันผลของผลประกอบการปลายปีนี้ ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงมุมมองในอนาคตอย่างเต็มที่

ในภาพรวม ผมมองว่าการทดสอบภาวะวิกฤติแบงก์สหรัฐดูค่อนข้างจะออกมาแบบไม่สมบูรณ์และตีความต่อได้ยาก หวังว่าในครั้งต่อไปการทดสอบน่าจะมีความเสียหายที่ชัดเจนขึ้นและอาจจะให้ภาพที่ดูแล้วมีน้ำหนักที่เข้มข้นและสมบูรณ์ขึ้นกว่าในครั้งนี้ครับ

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/650580

รีวิวประสบการณ์ Work from Home: ทำอย่างไรให้ (ยัง) มีประสิทธิภาพ I Alpha Pro EP.12

tanhnanchya
รีวิวประสบการณ์ Work from Home: ทำอย่างไรให้ (ยัง) มีประสิทธิภาพ I Alpha Pro EP.12

ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อยู่มาวันหนึ่ง บริษัทก็ประกาศให้ทุกคนทำงานจากบ้าน (Work from Home)

ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ ก็คงจะเซอร์ไพรส์อยู่หรอก แต่เพราะตอนนั้นอยู่ในช่วงบรรยากาศการคุกคามของไวรัส COVID-19 ซึ่งนับวันจะยิ่งร้ายแรง การประกาศนโยบาย Work from Home จึงไม่ใช่อะไรที่น่าแปลกใจขนาดนั้น (อันที่จริง ทุกคนคาดหวังว่ามันจะต้องเกิดขึ้นแล้วละ ณ จุดนั้น)

ซึ่งเมื่อประกาศมาจริง ๆ ทุกคนก็ตื่นเต้นดีใจ เราคนหนึ่งละที่อยากรู้ว่ามันจะเป็นอย่างไร เพราะไม่เคยทำงานที่บ้านมาก่อนในชีวิตนี้

เราจะยังทำงานได้ดีเหมือนเดิมไหม
จะคุยกับเพื่อนร่วมงานได้สะดวกหรือเปล่า
เวลาประชุมกันจะวุ่นวายไหม
จะเผลอวอกแวกไปทำอย่างอื่นหรือเปล่า
จะเหงาแล้วพาลไหม
ฯลฯ

พอได้มาทำจริง ๆ ก็พบว่ามันกลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ถ้าไม่เกิด COVID-19 ก็คงมีโอกาสประสบพบเจอได้ยาก (หากไม่กลายเป็นฟรีแลนซ์ไปเสียก่อน) โดยระยะเวลาการทำงานที่บ้านของเรานั้นกินเวลาไปประมาณ 2 เดือนเต็ม ๆ เมื่อผ่านพ้นช่วงเวลาดังกล่าวมาแล้ว เลยอยากจะขอบันทึกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่พบจากการทำงานจริง รวมถึงการไปอ่านเจอบทความจากที่อื่น ๆ รวม ๆ กันมา ว่าต้องทำอย่างไร การทำงานที่บ้านถึงจะยังมีประสิทธิภาพ ไม่เผลอยอมแพ้ให้กับเตียงนอนได้

1. จริง ๆ แล้ว ถ้าวางแผนดี ๆ การทำงานที่บ้านนั้นมีประสิทธิภาพกว่าการมาทำงานที่ออฟฟิศอีกนะ

แค่คิดว่าเราไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทาง จิตใจก็เหมือนหลุดพ้นจากโซ่ตรวนแล้ว การทำงานที่บ้านช่วยให้เรามีเวลาเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเวลาที่เพิ่มตรงนี้ เราจะเอาไปใช้ทำงานเพิ่มก็ได้ หรือจะไปพักผ่อนเพิ่มก็ได้ ดู ๆ ไปแล้วก็เหมือนจะทำให้เวลาชีวิตโดยรวมของเราเพิ่มมากขึ้น

แน่นอนว่าหลายคนก็คงเอาไปใช้ทำงานเพิ่มขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็มีผลการสำรวจของ AirTasker[i] ออกมาระบุเหมือนกันว่าคนทำงานที่บ้านนั้นจะทำงานมากกว่าชาวออฟฟิศ 1.4 วันต่อเดือน ถ้าคิดเป็นรายปี คนอยู่บ้านทำงานได้มากกว่าคนออฟฟิศถึง 3 สัปดาห์ และโดยเฉลี่ยแล้ว คนอยู่บ้านใช้เวลา “เอื่อยเฉื่อย” น้อยกว่าคนอยู่ออฟฟิศประมาณ 10 นาที

ในทางกลับกัน คนอยู่บ้านก็จัดเวลาพักให้ตัวเองมากกว่าคนอยู่ออฟฟิศประมาณ 5 นาที ซึ่งการพักนี้คือการพักแบบตั้งใจพักน่ะ (คนละแบบกับการแสร้งว่าทำงานแต่ใจลอยไปที่อื่น) ซึ่งการพักอย่างสม่ำเสมอแบบมีระบบนั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การทำงานยิ่งขึ้น

โดยส่วนตัว รู้สึกเหมือนกันว่าการทำงานที่บ้านนั้นให้ประสิทธิภาพที่ดี เนื่องด้วยเนื้องานของเราเป็นการโฟกัสจดจ่อกับการทำคอนเทนต์ด้วยแล้ว การอยู่บ้านเงียบ ๆ แล้วจดจ่อกับงานนี่จะช่วยให้งานเดินเร็วมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำงานที่ออฟฟิศมันไม่ดีนะ เราว่าดีคนละแบบ อยู่ออฟฟิศอาจจะไม่ได้จดจ่อมากเท่าที่บ้าน เพราะอาจจะต้องไปพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานบ้าง มีงานแทรกบ้าง แต่อยู่ออฟฟิศก็ช่วยให้ได้ไอเดียใหม่ ๆ จากเพื่อนร่วมงานมากขึ้น

2. แต่บางที ก็จดจ่อกับงานมากเกินไป จนไปกระทบกับสมดุลชีวิต

โดยเฉพาะช่วงแรก ๆ ของการทำงานที่บ้าน รู้สึกได้เลยว่าทุกคนตื่นตัวมาก แทบจะอยู่กันหามรุ่งหามค่ำ ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะสถานการณ์การทำงานตอนนั้นต้องการความตื่นตัวเป็นพิเศษ แต่อีกส่วนหนึ่งก็เดาว่าทุกคนน่าจะยังไม่คุ้นชิน เลยตื่นตัวไว้ก่อนเพื่อไม่ให้มีอะไรผิดพลาด

การทำงานมากเกินไป ถ้าไม่บ่อยก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าทำบ่อย ๆ จนติดเป็นนิสัย ก็อาจจะกระทบกับสมดุลชีวิตเหมือนกัน ถึงแม้จะอยู่บ้านก็เถอะ แทนที่จะได้พัก แต่บางคนอาจจะรู้สึกเหมือนอยากทำงานตลอดเวลา คอมพิวเตอร์ก็อยู่ที่บ้าน แค่เปิดคอมฯ ก็ทำงานได้แล้ว ความง่ายตรงนี้แหละที่จะส่งผลให้เราเผลอทำงานมากเกินไปจนลืมใช้เวลากับเรื่องอื่น ๆ เช่น ใช้เวลากับครอบครัว ออกกำลังกาย พักผ่อน ฯลฯ ซึ่งพอไม่ได้ผ่อนคลายมากพอ ก็ส่งผลกับสุขภาพกายและใจ สุดท้ายก็ส่งผลกับการทำงาน ทำให้ทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้นเราจึงต้อง…

3. พักบ้างก็ดี โฟกัสนาน ๆ เดี๋ยวจะล้า

พูดไปก็จะหาว่าอ้าง แต่เขามีการศึกษาออกมานานแล้วว่าการพักอย่างเป็นระบบสม่ำเสมอนั้นจะช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น[ii] ว่าง่าย ๆ คือทำงานน้อยลงแต่ได้ผลมากขึ้น เปรียบไปก็เหมือนการหยุดพักดื่มน้ำระหว่างการวิ่งนั่นละ การทำงานนานเกินไปก็ทำให้ร่างกายล้า ต้องหาเวลาผ่อนคลายให้กลับมากระปรี้กระเปร่าบ้าง อะ ว่าแล้วก็ไปพักกัน ก่อนกลับมาอ่านต่อ

….

….

ถ้าใครรู้สึกว่าการพักเมื่อกี้นานไป นั่นอาจจะเพราะเราไม่ได้ตั้งเวลาชัดเจนว่าเราจะพักกี่นาที อันนี้มีวิธีนึงที่จะมาแนะนำคือเทคนิค Pomodoro[iii] เราได้ยินแนวคิดนี้ครั้งแรกจากน้องในทีม เลยลองไปหาข้อมูลเพิ่มดู หน้าตามันจะประมาณนี้

  1. เลือกงานที่อยากทำให้เสร็จ
  2. ตั้งเวลาไว้ 25 นาที
  3. ทำงานไปจนกว่าสัญญาณครบ 25 นาทีจะดัง จากนั้นก็ไปติ๊กใน To-Do List ว่าทำเสร็จแล้ว
  4. พัก 5 นาที (ถึงตรงนี้คือจบ 1 รอบ Pomodoro แล้ว)
  5. ทำแบบนี้วนไป เมื่อครบ 4 รอบ Pomodoro ก็หยุดพักให้นานขึ้น

เบื้องหลังวิธีนี้ มันก็คือการตั้งเดดไลน์ให้ตัวเอง ถ้าเราทำงานไปเรื่อย ๆ แบบไม่มีเดดไลน์ เราก็จะอยากเอื่อยเฉื่อย ในเมื่อไม่มีอะไรมากดดันนี่ แต่พอตั้งเดดไลน์ปุ๊บ เราจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้เสร็จงานทัน จึงเป็นผลให้เราโฟกัสกับงานได้มากขึ้น พอทำงานเสร็จก็ได้พัก ฟื้นฟูร่างกาย ให้รางวัลกับตัวเอง เราก็จะมีแรงไปสู้กับเดดไลน์ต่อไป

4. ตั้ง To-Do List, ตั้งตารางงานในปฏิทิน จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น

เราเป็นคนค่อนข้างโฟกัสกับงานก็จริง แต่เราก็มักจะหลุดบ่อย ๆ ว่าเอ๊ะ วันนี้ต้องทำอะไรนะ บางทีก็ใช้วิธีจำเอา ไม่ได้จดลงไปให้เป็นลายลักษณ์อักษร ผลก็คือบางทีก็ลืม เบื้องต้นเราเลยสร้าง To-Do List ขึ้นมาว่าวันนี้อยากทำอะไรให้สำเร็จบ้าง ทำเสร็จก็ติ๊กออก แบบนี้ก็จะทำให้เราโฟกัสได้ง่ายขึ้นว่าควรจดจ่อกับอะไร

แต่…แต่ บางทีการทำ To-Do List ก็กว้างเกินไป ถ้าใครรู้สึกว่าสร้างลิสต์แล้วแต่ไม่สามารถบังคับให้ตัวเองทำตามนั้นได้ เราขอแนะนำอีกวิธีคือ ใส่งานแต่ละอย่างลงไปในปฏิทินเลย วางสล็อตเวลาให้งานนั้น ๆ ว่าจะทำกี่นาที (ส่วนใหญ่เราตั้งว่าหนึ่งชั่วโมง) การตั้งในปฏิทินนั้นดีอย่างตรงที่มันจะแจ้งเตือนเวลาที่สล็อตงานนั้น ๆ กำลังจะมาถึง และบวกกับช่วงเวลาที่เราจัดสรรให้มัน เราก็จะมีประสิทธิภาพเป็นพิเศษเวลาเร่งทำงานให้เสร็จทันสล็อตเวลานั้น ๆ

จริง ๆ วิธีนี้เราก็ดัดแปลงมาจากการ Timeboxing อีกที แค่อาจจะไม่ได้ละเอียดเท่า Timeboxing เราแค่โฟกัสเป็นชิ้น ๆ งานไป อันนี้จริง ๆ ไม่ต้องรอทำงานที่บ้านก็ได้ ทำงานที่ออฟฟิศก็ทำได้เช่นกัน

5. จัดมีตติ้งกับทีมบ่อย ๆ ทุกวันได้ยิ่งดี

อยู่บ้านคนเดียวอาจจะเหงา ต้องหาเพื่อนคุยบ้าง… ไม่ใช่สิ อยู่บ้านคนเดียวอาจจะหลง ๆ ลืม ๆ ว่าคนอื่น ๆ ในทีมทำงานอะไรกันอยู่บ้าง ตอนอยู่ในออฟฟิศก็ง่ายดีอยู่หรอก แค่เดินไปคุยก็รู้เรื่องแล้ว แต่พอต่างคนต่างอยู่ การสื่อสารก็ยากขึ้น ดังนั้น เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกัน ช่วงทำงานที่บ้านนั้นทีมเราจึงจัดมีตติ้งทุกวัน (ช่วงแรก ๆ ถึงขั้นเช้าเย็นกันเลยทีเดียว) ซึ่งก็เป็นเรื่องดีเพราะช่วยให้เรารู้ว่าทุกคนกำลังทำอะไร มีงานไหนที่ทำร่วมกันได้บ้าง ทำให้เข้าใจตรงกันว่าอ้อ เรากำลังไปทางเดียวกันนะ ตอนนี้เราโฟกัสในสิ่งเดียวกันอยู่นะ

แต่ถึงจะวิดีโอคอลล์คุยกันแค่ไหน ในหลาย ๆ ครั้งมันก็ไม่สามารถทดแทนการพูดคุยต่อหน้าต่อตาได้ การคุยผ่านวิดีโอคอลล์นั้นบางทีเราก็ไม่ได้สัมผัสอวัจนภาษาแบบเต็ม 100% เพราะหลาย ๆ ครั้งคนหลังกล้องก็ไม่ได้เปิดกล้องคุย ทำให้ได้ยินแค่เสียง การไม่เห็นท่าทางและหน้าตานี่จริง ๆ ก็มีผลกับการสื่อสารค่อนข้างเยอะเหมือนกัน อย่างที่งานวิจัยบอกมาว่า ส่วนใหญ่นั้นเราจะรับสารจาก 55% สิ่งที่เราเห็น (ภาษากาย) 38% น้ำเสียง ส่วนที่เหลืออีก 7% คือสารในการพูด[iv]

ครั้นจะให้ทุกคนเปิดกล้อง ก็ดูเผด็จการไปหน่อย คงต้องไปเน้นการพูดคุยสื่อสารให้มากขึ้นแทน ถ้าเริ่มรู้สึกว่าห่างเหินกับเพื่อนร่วมงาน ก็อาจจะจัดสัก Session หนึ่งให้แต่ละคนเข้าร่วมวิดีโอคอลล์ แล้วทำงานไปพร้อม ๆ กัน ใครมีอะไรก็ทักขึ้นมาได้ หรือจัดสัก Session สร้างความผ่อนคลาย เช่น พูดคุยกันสบาย ๆ เล่นเกมออนไลน์ เปิดเพลงฟัง ก็ว่ากันไป

6. จัดบรรยากาศการทำงานให้ผ่อนคลาย

ไหน ๆ ได้อยู่บ้านแล้ว ก็ใช้โอกาสนี้ให้เต็มที่ เคยคิดฝันอยากให้บรรยากาศโต๊ะทำงานเป็นอย่างไร โอกาสนี้แหละที่จะได้สานฝัน โอเคว่ามันอาจจะไม่ได้สวยหรู 100% แต่ก็คงยืดหยุ่นกว่าที่ออฟฟิศละ อย่างตอนเราทำที่บ้าน เราก็ได้นั่งติดหน้าต่างตามที่ต้องการ ซึ่งงานวิจัยต่าง ๆ ก็ระบุว่าการมีแสงธรรมชาติเข้ามาก็ให้ประโยชน์หลายอย่าง ทั้งในแง่สุขภาพและประสิทธิภาพการทำงาน[v]

อีกอย่างหนึ่งเราได้เปิดเพลงฟังแบบไม่ต้องใส่หูฟัง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็ช่วยให้โฟกัสกับงานได้ดีขึ้น

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็เป็นทริคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราได้จากการทำงานที่บ้านจริง และจากการอ่านเพิ่มเติม ซึ่งจะเห็นได้ว่าถ้ามีการจัดสรรวางแผนดี ๆ การทำงานที่บ้านนั้นก็ให้ประสิทธิภาพไม่แพ้ออฟฟิศ เผลอ ๆ อาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ ถ้าใครมีเคล็ดลับอะไรที่อยากแชร์ ก็มาแบ่งปันกันได้ที่ https://finno.me/alphapro-adB นะ 🙂

tanhnanchya

ข้อมูลอ้างอิง

[i] https://www.airtasker.com/blog/the-benefits-of-working-from-home/

[ii] https://www.forbes.com/sites/kevinkruse/2017/02/06/want-to-get-more-done-try-taking-more-breaks/#62feebf56db4

[iii] https://blog.trello.com/the-pomodoro-technique-for-better-productivity

[iv] https://institute.uschamber.com/what-makes-a-good-first-impression/#:~:text=We%20have%20all%20heard%20the,words%20you%20say%20(verbal).

[v] https://www.newdayoffice.com/blog/benefits-of-natural-light-in-the-workplace

อ่านบทความอื่น ๆ จากคอลัมน์ Alpha Pro ได้ที่ https://www.finnomena.com/alphapro/

ที่มาบทความ: https://adaybulletin.com/know-alpha-pro-work-from-home/

พยากรณ์งบหุ้นเทคฯ ไตรมาส 2 พร้อมเปรียบเทียบ “Tesla” ทำไมถึงใหญ่กว่า “Toyota” – FINNOMENA LIVE

FINNOMENA Reporter

ดูผ่าน Facebook:
https://www.facebook.com/finnomena/posts/1274442396234728

ดูผ่าน Youtube:
https://youtu.be/6C4T5WhColA

พยากรณ์งบหุ้นเทคโนโลยี ไตรมาส 2 พร้อมเปรียบเทียบ “Tesla” ทำไมถึงใหญ่กว่า “Toyota”

ข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • สหรัฐกว้านซื้อยา “เรมเดซิเวียร์” หมดตลาด!
  • แท็กทีม! พาเวลล์-มนูชิน!
  • แอร์บัส จ่อเลิกจ้าง 15,000 ตำแหน่ง!
  • อินเดียเล็งแบน “หัวเว่ย”

ติดตาม FINNOMENA LIVE ตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

ราคาที่ล่วงเกิน… ในวันที่ตลาดหุ้นไร้เหตุผล

Mr. Serotonin
ราคาที่ล่วงเกิน... ในวันที่ตลาดหุ้นไร้เหตุผล

การมองเห็นความเป็นจริงเป็นสิ่งที่ทำได้ยากเสมอ ไม่ว่าจะกับเรื่องอะไรก็ตาม อาจจะเป็นเพราะว่ามันเจ็บปวด ทำใจได้ยาก รวมถึงคนที่รู้ความเป็นจริงก่อนคนอื่นมักจะเป็นคนที่ถูกมองว่าแปลกประหลาดและแตกต่าง

กับการลงทุนก็เช่นกัน การมองเห็นความเป็นจริง ความแตกต่างและข้อผิดพลาด เป็นเหมือนของขวัญลํ้าค่าสุดพิเศษสำหรับนักลงทุน แต่การที่จะยืนหยัดอยู่กับความเป็นจริงที่ว่าท่ามกลางเสียงของคนส่วนใหญ่นั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่าย

หากว่ากันในเรื่องของความเป็นจริงในตอนนี้ สิ่งที่เราน่าจะมองเห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องของราคาหุ้นที่วิ่งทะลุแบบไม่บันยะบันยัง โดยมีตัวช่วยอย่าง Fed ที่พร้อมจะเข้าช่วยทุก ๆ อย่าง

แต่แท้จริงแล้วมันใช่จริง ๆ หรือที่ราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นได้โดยการอัดเงินเข้าไปในตลาด? และแท้จริงแล้วเรายืนอยู่บนจุดไหนของคลื่นแห่งความคาดหวังลูกนี้กันแน่?

ปกติแล้วราคาหุ้นหนุนนำโดยใคร

หลาย ๆ คนจะรู้อยู่แล้วว่าการที่ราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นไปได้ ต้องมาจากสิ่งที่เรียกว่า “กำไร” รวมถึงสัญญาณเชิงบวกทาง “เศรษฐกิจ” และมันมักจะถูกสะท้อนไปในราคาก่อนเสมอ ๆ สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะให้ทุกคนคิดก็คือ “ช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นถีบตัวเองขึ้นไปจากความคาดหวังกำไรและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หรือจากการอัดฉีดเงินของ Fed แล้วคุณคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้มัน Make sense หรือไม่?”

ภาพแสดงการปรับตัวของ Balance sheet (QE) ของ Fed (เส้นสีฟ้า) เทียบกับราคาดัชนี S&P 500 (เส้นสีขาว) และดัชนี Core CPI (เส้นสีส้ม) ในปี 2008 (ราคาหุ้นมาหลังการอัดฉีดและหลังเศรษฐกิจฟื้นตัว)

ราคาที่ล่วงเกิน... ในวันที่ตลาดหุ้นไร้เหตุผล

ภาพแสดงการปรับตัวของ Balance sheet (QE) ของ Fed (เส้นสีนำ้เงิน) เทียบกับราคาดัชนี S&P 500 (เส้นสีขาว) และดัชนี Core CPI (เส้นสีส้ม) ในปัจจุบัน (ราคาหุ้นมาพร้อมการอัดฉีดและก่อนเศรษฐกิจฟื้นตัว)

หรือเราอาจจะอยู่ในช่วงที่ตลาดหุ้นดันขึ้นไปจากการเก็งกำไรกันเป็นแน่ เพราะ หากเรามาพูดถึงการทำ QE จริง ๆ แล้วเงินทั้งหมดทุกส่วนคงไม่ได้ไปถึงบริษัทต่าง ๆ อย่างตรงจุดเท่ากับมาตรการกระตุ้นทางการคลัง และเงินที่ว่านั้นอาจกำลังเดินเข้าสู่ตลาดหุ้น สินทรัพย์ที่ปัจจุบันนี้ยังมีพื้นที่เหลืออยู่ก็เป็นได้ ซึ่งหมายความว่า “มันอาจเป็นการเก็งกำไรนำเงินเข้าไปในสินทรัพย์ที่ยังมีผลตอบแทนเหลืออยู่ มากกว่าการเล่นไปตามเกมพื้นฐานจริง ๆ”

ราคาที่ล่วงเกิน... ในวันที่ตลาดหุ้นไร้เหตุผล

ภาพแสดงอัตราผลตอบแทน (Earning yields) ของหุ้น (เส้นสีขาว) ที่ 4.5845% เทียบกับ ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล (เส้นสีนำ้เงิน) ที่ 0.66%

ราคาที่ล่วงเกิน... ในวันที่ตลาดหุ้นไร้เหตุผล

ภาพแสดงอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้เอกชนเกรดตำ่ (เส้นสีขาว) ที่ 6.44% เทียบกับตราสารหนี้เอกชนเกรดลงทุน (เส้นสีฟ้า) ที่ 3.55%

ซึ่งหากเรามาคิดดูดี ๆ ในตอนนี้แล้วทั้งพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้เอกชนในบางส่วน หรือแม้แต่เงินฝากเองก็ให้ผลตอบแทนที่น้อยมาก ๆ จากภาวะอัตราดอกเบี้ยตำ่ เพราะฉะนั้นทางเลือกที่เหลืออยู่ก็อาจจะเป็นแค่ “หุ้น” หรือ “ตราสารหนี้เอกชนเกรดตํ่า” (และหากมีการเข้าซื้อตราสารหนี้เอกชนเกรดตํ่าก็ยิ่งหนุนนำราคาหุ้นขึ้นไปอีก เพราะ อาจทำให้บริษัทต่าง ๆ ที่เป็นส่วนนึงของดัชนีหุ้นมีความเสี่ยงลดลง)

ตัวเลขเศรษฐกิจฟื้นตัวจริง แต่ราคาหุ้นวิ่งตามสัญญาณนี้จริงหรือ?

ในหลาย ๆ บทความที่ผ่านมา ผมเชื่อมาตลอดว่าตัวเลขเศรษฐกิจก็คงจะดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะ หากเราไม่ได้หาเหตุผลอะไรที่มันซับซ้อน การเปิดเมืองก็ควรจะทำให้ผู้คนกลับมาจับจ่ายใช้สอยกันได้ ซึ่งก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อไปทีละเล็กทีละน้อยในอนาคต

ดังนั้นหากเทียบกับช่วงที่ปิดไปเลย ความแตกต่างมันก็น่าจะเกิดขึ้น

แต่นับต่อไปหลังจากนี้ยังมีสิ่งที่เราไม่รู้ในอนาคต อย่างเช่น ราคาหุ้นที่นำมูลค่าที่แท้จริงไปมาก ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีทีท่าที่ชัดเจนว่าในอนาคต กำไรของบริษัทต่าง ๆ จะออกมาเป็นเช่นไร แต่เราก็กลับให้เหตุผลกันไปต่าง ๆ นา ๆ ว่าหุ้นบางส่วนมีการเติบโตที่เหนือชั้น มีแรงทนทานต่อฟองสบู่มากกว่าหุ้นกลุ่มอื่น ๆ อย่าง หุ้นเทคเป็นต้น

ซึ่งหากมาคิดดูดี ๆ แล้วหากเราจะพูดถึงการเติบโตเราควรจะสื่อมันไปในเชิงระยะยาว มากกว่าระยะสั้นหรือเปล่า? และผมเองก็คงไม่ปฏิเสธกับศักยภาพรวมถึงความคาดหวังของผู้คนที่มีต่อหุ้นเทคโนโลยีในระยะยาว

แต่ถึงอย่างนั้นสภาวะตลาดในตอนนี้อาจจะเรียกได้ว่าเปราะบางมาก ๆ ก็ว่าได้ และหากมีอะไรที่มาสะกิดแรงตึงผิวที่ล้นเอ่อของฟองสบู่เก็งกำไร (เชิงมูลค่า) มันก็อาจจะแตกได้โดยง่าย เนื่องจากมันอาจไม่อยู่บนพื้นฐานที่แท้จริง

FOMO (Fear of Missing Out)* กำลังกัดกินจิตใจ

ในช่วงนี้เราอาจจะได้เห็นหลาย ๆ ที่เริ่มเข้าลงทุนในหุ้นกันบ้าง แต่คำถามก็คือ เหตุผลที่เขาเข้าลงทุนเป็นเพราะอะไร?

ซึ่งเหตุผลหลัก ๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการมองว่า Fed จะเป็นเหมือนแรงหนุนดันตลาดไปเรื่อย ๆ และนับสิ่ง ๆ นี้เป็น Tailwind กันไป ก็คงต้องย้อนกลับไปเรื่องเดิมอีกว่า Tailwind ที่แท้จริงของตลาดหุ้นไม่ใช่การเติบโตทางกำไรของธุรกิจหรือ?

คำถามที่อยากจะฝากไว้ก็คือ จริง ๆ แล้วเราเข้าซื้อหุ้น โดยให้เหตุผลตามเป็น QE ของ Fed ซึ่งเหมือนกับ Moral hazard (ความเชื่อมั่นในบางสิ่ง จนลืมนึกถึงความเสี่ยงของมันไป) ที่ว่าไม่ว่าตลาดจะลงซักกี่ครั้ง เดี๋ยวเขาก็จะเข้ามาช่วยใช่หรือไม่? ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราควรจะคิดวิเคราะห์หาเหตุผลในเรื่องของกำไร บริษัท รวมถึงปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่แท้จริง (น่าจะฟื้นตัวขึ้น แต่ราคาน่าจะวิ่งนำจนเกินเลย)

*Fear of Missing Out หากพูดง่าย ๆ ก็คือการ “กลัวตกรถ”

ราคาที่ล่วงเกิน… ในวันที่ตลาดหุ้นไร้เหตุผล

เราอาจจะกำลังเฉลิมฉลองและดื่มดํ่ากับนิยามของ Playbook เล่มใหม่ของตลาดหุ้น ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วมูลค่าที่สะท้อนอยู่เบื้องหลังช่างเปราะบาง ซึ่งหากเรามาดูค่า P/E ของตลาดหุ้นก็อาจจะเห็นได้ว่า อาจจะดูแพงแต่ก็ไม่เท่าไร

ราคาที่ล่วงเกิน... ในวันที่ตลาดหุ้นไร้เหตุผล

ภาพแสดงค่า P/E แบบปกติของดัชนี S&P 500

แต่หากเรามาลองใช้ค่า Shiller P/E (P/E ปรับตามเงินเฟ้อ CPI) ที่อาจจะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงได้สมเหตุสมผลกว่า เราก็จะเห็นได้ว่าเรากำลังอยู่ในจุดที่ค่า P/E แพงเป็นอันดับที่ 2 นับตั้งแต่ยุควิกฤติดอทคอม

ราคาที่ล่วงเกิน... ในวันที่ตลาดหุ้นไร้เหตุผล

ภาพแสดงค่า Shiller P/E ของดัชนี S&P 500

ราคาที่ล่วงเกิน... ในวันที่ตลาดหุ้นไร้เหตุผล

ภาพแสดงราคาดัชนี S&P500 แบบปรับเงินเฟ้อ

จังหวะและจุดเข้าซื้อที่ได้เปรียบอาจจะผ่านพ้นไปแล้ว

คนที่ได้ลองศึกษาศาสตร์การลงทุนมาหลาย ๆ รูปแบบ ก็คงจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า ช่วงขาลง เป็นช่วงที่ควรจะซื้อ ในเชิงมูลค่าแล้วก็จะสื่อถึงการที่สินทรัพย์ได้สินทรัพย์หนึ่งอาจจะถูกเทขายลงมาจนมูลค่าตํ่ากว่ามูลค่าตามจริงที่มันควรจะเป็น

หรือแม้จะเป็นมุมมองทางเทคนิคเอง ที่จังหวะย่อหรือพักตัวของราคาเป็นจังหวะที่ดีและเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ เพราะ นอกจากการที่ราคาจะวิ่งได้ต่อเนื่องมากกว่าการซื้อแบบกลางหรือปลายของแนวโน้มแล้ว อีกทั้งจุดเข้าเทียบความเสี่ยงกับผลตอบแทน (Risk:Reward) ยังถือว่าได้เปรียบกว่าอีกด้วย

ในช่วงที่ผ่านมาผมเองก็สนับสนุนการเข้าซื้อหุ้น แต่การเพิ่มขึ้นของราคาที่ร้อนแรงเกินกว่าที่มันควรจะเป็นในตอนนี้ (จากเชิงมูลค่าข้างต้น) เห็นแบบนี้แล้วก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดในตอนนี้ดูเปราะบางมาก ๆ ซึ่งหากเหตุการณ์อันไม่คาดคิดเกิดขึ้นเราอาจจะไม่ต้องการเข็มในการเจาะฟองสบู่ลูกนี้ แต่เพียงแค่สะกิดเบา ๆ มันก็คงจะแตกออก

Tendencies (แรงสนับสนุนโน้มเอียง) ที่ไม่ใช่

หากว่ากันในเชิงเทคนิคแล้ว Tendencies ก็คงจะเป็นการเกาะและไหลไปกับแนวโน้มของเทรนด์ พร้อมหาจุดเข้าที่ได้เปรียบ และหากเรามาว่ากันในเชิงพื้นฐานแล้ว Tendency ในตอนนี้ที่ว่าก็คงก็คงจะเป็น Fed ที่ตั้งนิยามอย่างการอัด QE จนกว่าจะฟื้น รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจที่ค่อย ๆ ฟื้นตัว

แต่กลับกันแล้วหากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและ Fed เลิกทำ QE ผมอยากให้ทุกคนลองคิดกันเล่น ๆ ว่า ตลาดที่เสพติดเงินตรานี้จะไปต่อได้อีกหรือ? และหากตัวเลขเศรษฐกิจบางส่วนฟื้นตัวได้จริงแต่ตำ่กว่าคาด กำไรของบริษัทถูกประกาศออกมาตํ่ากว่าที่ควรจะเป็น ตลาดจะผิดหวังและฟองสบู่ที่ว่าจะถูกสกิดออกหรือไม่?

“มูลค่าของตลาดหุ้นในตอนนี้อาจจะร้อนแรงและมากที่สุดเป็นอันดับสอง ตั้งแต่ที่เคยมีมาหลังวิกฤติดอทคอม” – David Tepper

“ในตอนนี้ผลตอบแทนเทียบความเสี่ยง (Risk:reward) ของหุ้นอาจจะอยู่ในจุดที่เรียกได้ว่า “แย่” จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้อยู่ในวงการนี้มา ” – Stanley Druckenmiller

“เราอาจจะกำลังภาวนาให้ Fed เพิ่มเงินต่อไป มากกว่ามองสัญญาณเชิงพื้นฐานที่แท้จริง” – Mr. Serotonin

ขอให้ทุกคนโชคดีครับและอย่าลืมที่จะมีความสุขกับทุก ๆ วันด้วย

Mr. Serotonin

References

https://www.oaktreecapital.com/docs/default-source/memos/the-anatomy-of-a-rally.pdf

https://www.multpl.com/shiller-pe

https://www.multpl.com/s-p-500-pe-ratio

https://www.spglobal.com/spdji/en/indices/fixed-income/sp-us-high-yield-corporate-bond-index/#overview

 

 

 

สหรัฐกว้านซื้อยา “เรมเดซิเวียร์” เกือบหมดทั้งโลก

FINNOMENA Reporter

ทรัมป์ ซื้อยา “เรมเดซิเวียร์” สำรองภายในประเทศมากกว่า 500,000 ชุด เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งปริมาณที่ซื้อถือว่า “เกือบทั้งหมด” ของที่ผู้ผลิตมีอยู่ตอนนี้

  • กระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐออกแถลง ซื้อยาต้านเชื้อไวรัส “เรมเดซิเวียร์” ( Remdesivir ) มากกว่า 500,000 ชุด ที่ตอนนี้มีผู้ผลิตเพียงรายเดียว คือบริษัทจิเลียด ไซเอนเซส (Gilead Sciences) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองฟอสเตอร์ซิตี ในรัฐแคลิฟอร์เนีย
  • ทั้งนี้ รายงานของกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐประเมินในเบื้องต้นว่า ปริมาณยาที่ซื้อมาสำรองไว้ทั้งหมดน่าจะเพียงพอสำหรับรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในประเทศได้จนถึงเดือนก.ย.นี้ โดยการรักษา “1 คอร์ส” ต้องใช้ยาไม่ต่ำกว่า 6 หลอด

ที่มา : https://www.rte.ie/news/coronavirus/2020/0701/1150676-us-remdesivir/