แจ้งเตือน

Mr.Messenger Call: แนะนำขาย SCBSEMI(A) ทำกำไร 11% พร้อมหมุนเงินลงทุนต่อในหุ้นเวียดนาม

Bank - The Trend Follower Investor
Mr.Messenger Call ขาย SCBSEMI(A) ทำกำไร 11%

แนะนำขายกองทุนหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ SCBSEMI(A) เพื่อเก็บกำไร 11% แล้วหมุนเงินเข้าลงทุนต่อในตลาดที่ยังมีโอกาสอย่างหุ้นเวียดนาม

Mr.Messenger ได้ออกคำแนะนำ Mr.Messenger Call: หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ ทะลุ Downtrend Line พร้อมเกิด Bullish Signal เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2024 ที่ผ่านมา โดยหลังจากออกคำแนะนำ NAV ของกองทุนที่แนะนำ SCBSEMI(A) ปรับตัวขึ้น 11% สู่ระดับ 17.42 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2024) จาก 15.72 บาท

ล่าสุด VanEck Semiconductor ETF (SMH ETF) ที่ใช้อ้างอิงคำแนะนำปรับตัวขึ้นเหนือระดับ $265 ซึ่งเป็นระดับ Take Profit ที่เคยให้ไว้ Mr.Messenger Call จึงแนะนำ Take Profit กองทุน SCBSEMI(A) เพื่อล็อกกำไร สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนตามคำแนะนำ

พร้อมแนะนำเข้าลงทุนใหม่ตามคำแนะนำอื่น ๆ ของ Mr.Messenger Call ดังนี้ 

 

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund
จัดทำโดยบลป.เดฟินิท สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

เงินเฟ้อต่ำคาด ดันตลาดติดจรวด S&P 500 ทำ New High 4 วันติด

Finnomena Editor

– ล่าสุด ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนพฤษภาคมลดลง 0.2% จากเดือนก่อน 

– นี่คือระดับ ที่ต่ำกว่าที่ตลาดคาด ถือเป็นผลดีต่อนโยบายการเงิน

– ตลาดตอบรับเรื่องนี้ โดย S&P 500 และ Nasdaq สามารถทำ New High ถึง 4 วันติดต่อกัน 

– ทว่า Fed ยังคงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ แต่ก็ระบุว่ามีความคืบหน้าด้านเงินเฟ้อ 

– โดยตลาดแอบคาดหวังว่า จากเงินเฟ้อที่ผ่อนคลาย อาจทำให้ Fed ลดดอกเบี้ยมากกว่าที่คาดเอาไว้ในอนาคต


ในภาวะที่เศรษฐกิจเริ่มคลายความตึงซึ่งส่งผลดีต่อหุ้นเติบโต Finnomena แนะนำลงทุนในหุ้น AI ผ่านกองทุน TISCOAI

TISCOAI เป็นกองทุนรวมความเสี่ยงระดับ 6 ลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งในตลาดประเทศพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ 

โดยมีกองทุนหลักคือ Xtrackers AI and Big Data โดยกองทุนได้คัดเลือกหุ้นที่มีสิทธิบัตรด้าน AI ถึง 88 บริษัทจาก 1,853 บริษัทในดัชนี Nasdaq และเน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่มากกว่าหุ้น Growth

สัดส่วนการลงทุนของ Xtrackers AI and Big Data | Source: Xtrackers by DWS as of 12/06/2024

ทำความรู้จักกองทุนเพิ่มเติมที่ https://finno.me/ft-call-tiscoai

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/


อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2024/06/12/stock-market-today-live-updates.html

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

รีวิว MUBONDUH-A ก้าวอย่างมั่นคง ในช่วงดอกเบี้ยขาลงข้างหน้า ด้วยกองทุนตราสารหนี้อเมริกา

fruhling

ล่าสุด ECB ลดดอกเบี้ยลง 0.25% ส่วน FED ยังคงมุมมองว่าจะลดดอกเบี้ยในปีนี้ ถือเป็นผลดีกับการลงทุนตราสารหนี้ในช่วงนี้ ที่จะได้รับประโยชน์จาก Yield ที่ตอนนี้สูงตามดอกเบี้ย และ Capital Gain จากราคาที่จะสูงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยที่จะเข้าสู่ขาลงในอนาคต

หนึ่งในกองทุนที่น่าสนใจคือ MUBONDUH-A ที่มี Duration ของตราสารหนี้สูง ซึ่งจะได้ประโยชน์จากช่วงดอกเบี้ยขาลงในระยะยาว เราลองมาทำความรู้จักกองทุนนี้ให้มากขึ้นกันเลย

รู้จักกองทุน MUBONDUH-A

MUBONDUH-A เป็นกองทุนที่ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน JPMorgan Funds – US Aggregate Bond Fund ที่มี Duration ประมาณ 6 ปี โดยมีนโยบายการลงทุนแบบ Active ให้ผลการดำเนินงานเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับดัชนี U.S. Aggregate Bond Index

กองทุนหลักจะลงทุนใน …

  • ตราสารหนี้ของสหรัฐอเมริกาที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ 
  • Mortgage-backed securities (MBS) 
  • Asset-backed securities (ABS) 

 

โดยสินทรัพย์ทั้งหมดนี้มีความมั่นคงสูง เพราะออกหรือรับประกันโดยรัฐบาลอเมริกา หน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน หรือบริษัทที่ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา 

และในกรณีของ MBS และ ABS ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับการหนุนโดยหน่วยงานรัฐ แต่ให้ผลตอบแทนได้สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลทั่วไป

ทำไม MUBONDUH-A ถึงน่าลงทุน?

1. เป็นทางเลือกการลงทุนที่มั่นคง

10 สินทรัพย์ที่ JPMorgan Funds – US Aggregate Bond Fund ลงทุนมากที่สุด | Source: jpmorgan.com as of 30/04/2024

ถ้าลองดู Top 10 Holdings ล่าสุด จะเห็นว่าสินทรัพย์ที่กองทุนหลักของ MUBONDUH-A เข้าไปลงทุน ล้วนแล้วแต่เป็นตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่มีความน่าเชื่อถือสูง เช่น 

  • US Treasury ตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ออกโดยกระทรวงการคลัง 
  • MBS ตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน ออกโดย สมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัยแห่งชาติของสหรัฐฯ (GNMA) 

ทำให้มั่นใจได้ว่าลูกหนี้ที่เป็นผู้ออกตราสารดังกล่าวที่เราเข้าไปลงทุนนั้นมีความมั่นคงอย่างมาก

สัดส่วนชนิดตราสารหนี้ที่ JPMorgan Funds – US Aggregate Bond Fund ลงทุนมากที่สุด | Source: jpmorgan.com as of 30/04/2024

2. ผลตอบแทนเหนือคู่แข่งและดัชนีชี้วัด

ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน MUBONDUH-A | Source: หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ as of 30/04/2024

ผลตอบแทนในอดีต ไม่ได้เป็นการการันตีผลตอบแทนในอนาคต

ในด้านของผลตอบแทน กองทุน MUBONDUH-A สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตกปีละ 5.46% เหนือกว่าดัชนีชี้วัดที่ทำได้ 2.01% และกองทุนในประเภทเดียวกันที่ 2.91% ถือว่าเป็นอีกหนึ่งด้านที่น่าสนใจของกองทุนนี้

3. กระจายการลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพสูง

ถ้าเจาะลึกเข้าไปในพอร์ตของกองทุนนี้จะเห็นว่ามีการคัดเลือกแต่ตราสารหนี้เกรดดี การลงทุนเกือบ 2 ใน 3 มีเรตติ้งระดับ AAA โดยมีเรตติ้งเฉลี่ยระดับ AA นอกจากนี้ยังมีการกระจายความเสี่ยงสูงคือเลือกลงทุนในตราสารหนี้มากกว่า 2,000 ตัวเลยทีเดียว

ที่น่าสนใจคือพอร์ตการลงทุนมี Duration เฉลี่ยสูงถึง 6 ปี ซึ่งจะได้รับประโยชน์มากกว่าในช่วงดอกเบี้ยขาลงที่กำลังจะมาถึง

สัดส่วนตราสารหนี้แยกตามเรตติ้งที่ JPMorgan Funds – US Aggregate Bond Fund ลงทุน | Source: jpmorgan.com as of 30/04/2024

รายละเอียดอื่น ๆ ของกองทุน 

ข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ณ วันที่ 30 เมษายน 2567

  • เป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ ในกลุ่ม  Global Bond Discretionary F/X Hedge or Unhedge
  • ลงทุนในหน่วยลงทุนของ JPM US Aggregate Bond I (acc) – USD
  • กองทุนหลักมุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวแบบ active management
  • กองทุนมีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 4
  • นโยบายการจ่ายปันผล ไม่จ่าย
  • ค่าธรรมเนียมซื้อ 1.07%
  • ค่าธรรมเนียมขาย ไม่มี
  • ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก 1,000 บาท
  • ลงทุนขั้นต่ำครั้งถัดไป 500 บาท

 

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/


อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Mr.Messenger Call: โอกาสลงทุนหุ้นเวียดนามอีกครั้ง หลังดัชนียืนเหนือ Golden ratio

Bank - The Trend Follower Investor
Mr.Messenger Call โอกาสลงทุนหุ้นเวียดนามอีกครั้ง

แนะนำกลับเข้าเก็งกำไรกองทุนหุ้นเวียดนาม PRINCIPAL VNEQ-A และ KKP VGF-UI* ที่ดัชนี VN30 ไม่เกินระดับ 1,362 จุด หลังสัญญาณทางเทคนิคทำ Golden ratio บ่งชี้ถึงสัญญาณการฟื้นตัวสู่ High เดิม

กราฟดัชนี VN30 (Timeframe Week)

Mr.Messenger Call โอกาสลงทุนหุ้นเวียดนามอีกครั้ง

Source: Tradingview as of 13/06/2024 (ดูกราฟ)

ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนาม (VN30) ปรับตัวขึ้นเหนือ Fibonacci retracement ที่ 61.8% (ซึ่งเป็นระดับ Golden ratio) บ่งชี้ถึงสัญญาณการฟื้นตัวสู่ High เดิมที่ 1,587 จุด ขณะที่ MACD อยู่เหนือ Signal line และแกน 0 บ่งชี้ถึงโมเมนตัมเชิงบวกของดัชนี 

จึงแนะนำลงทุนภายใต้คำแนะนำ Mr.Messenger Call ในกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A และ KKP VGF-UI* (*ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย กองทุนรวมที่เสนอขายผู้ลงทุนสถานบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน)

โดยทั้ง 2 กองทุนเป็นกองทุนที่ลงทุนหุ้นเวียดนามที่มีนโยบายการลงทุนแบบ Active และผลการดำเนินงานเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับดัชนี VN30 ซึ่งมีค่า Correlation กับดัชนี VN30 ที่ 0.92 และ 0.91 ตามลำดับในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงการเคลื่อนไหวตามตลาดหุ้นเวียดนาม โดยมีคำแนะนำดังนี้

1. แนะนำเข้าลงทุนที่ดัชนี VN30 ไม่เกินระดับ 1,362 จุด (+2.4% จากระดับราคาวันที่ 13/06/2024) ซึ่งเป็นระดับราคาที่เราแนะนำให้พิจารณาชะลอการเข้าซื้อ (หยุดซื้อ) ภายใต้คำแนะนำ Mr.Messenger Call เนื่องจากทำให้ Risk/Reward ratio เข้าใกล้ระดับ 1:1

2. แนะนำ Take Profit หรือขายทำกำไร เมื่อดัชนีถึง 1,587 จุด (Upside 18% จากระดับราคาวันที่ 13/06/2024 และ +16.5% จากจุดหยุดเข้าซื้อ) ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงจุดสูงสุดเดิมในเดือนพฤศจิกายน 2021 (Fibonacci retracement ที่ 100%)

3. แนะนำ Limit Loss หรือตัดขาดทุน เมื่อดัชนีปิดตลาดต่ำกว่า 1,138 จุดอย่างมีนัยยะ ซึ่งใกล้เคียงระดับ Fibonacci 38.2% (Downside -14% จากราคาวันที่ 13/06/2024 และ -16.4% จากจุดหยุดเข้าซื้อ) 

4. หากดัชนีปรับตัวขึ้นไปไม่ถึงจุด take profit ที่แนะนำ เราอาจพิจารณาแนะนำ Trailing Stop ด้วยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน (20-day MA) หรือใช้ระดับ  Fibonacci retracement ที่ 78.6% เป็นแนว Trailing stop (ดัชนีระดับ 1,432 จุด upside 7.4% จากราคาวันที่ 13/06/2024 +4.9% จากจุดหยุดเข้าซื้อ) เราจะประเมินสถานการณ์และแจ้งอีกครั้ง

PRINCIPAL VNEQ-A

สรุปกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A

สัดส่วนการลงทุนของกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A

Mr.Messenger Call โอกาสลงทุนหุ้นเวียดนามอีกครั้ง

Source: Fund Fact Sheet ของกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A as of 30/04/2024

PRINCIPAL VNEQ-A เป็นกองทุนความเสี่ยงสูง (ระดับ 6) มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือมีธุรกิจหลักในประเทศเวียดนาม ที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต รวมทั้งตราสารทุนอื่นใดที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องและ/หรือที่ได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ และ/หรือกองทุนรวม โดยปัจจุบันกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

KKP VGF-UI (ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย กองทุนรวมที่เสนอขายผู้ลงทุนสถานบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน)

KKP VGF-UI

สัดส่วนการลงทุนในกองทุนหลักของกองทุน KKP-VGF-UI

Mr.Messenger Call โอกาสลงทุนหุ้นเวียดนามอีกครั้ง

Source: Fund Fact Sheet ของกองทุน KKP VGF-UI as of 30/04/2024

กองทุนหลักของกองทุน KKP VGF-UI* จดทะเบียนในประเทศเวียดนามและมีการบริหารแบบ Active Management ซึ่งสามารถลงทุนในหุ้นรายตัวโดยไม่มีข้อจำกัด Foreign Ownership Limit ทีมบริหารกองทุนเป็นคนเวียดนามช่วยทลายข้อจำกัดด้านภาษาทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่มากขึ้น โดยปัจจุบันกองทุน KKP VGF-UI* ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

*ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย กองทุนรวมที่เสนอขายผู้ลงทุนสถานบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน

นักลงทุนที่เหมาะกับคำแนะนำนี้ ระยะสั้นนี้ควร…

  1. เป็นนักลงทุนที่มีเงินสด หรือสภาพคล่องส่วนเกิน และรับความผันผวนได้สูง
  2. ใช้เงินลงทุนในสัดส่วนไม่เกิน 10% ของภาพรวมพอร์ตการลงทุนทั้งหมด
  3. นักลงทุนต้องยอมรับการ Limit Loss หรือ การตัดขาดทุนได้ทันที

ดู Fund Fact Sheet กองทุนแนะนำ

  • PRINCIPAL VNEQ-A
  • KKP VGF-UI (ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย กองทุนรวมที่เสนอขายผู้ลงทุนสถานบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน)

 

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund
จัดทำโดยบลป.เดฟินิท สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

รู้จัก FPT บริษัทไอทีใหญ่สุดของเวียดนามที่ ดร.นิเวศน์ ต้องไปเห็นกับตา

Finnomena Editor
รู้จัก FPT บิ๊กเทคแห่งเวียดนาม

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ได้เขียนบทความใหม่ซินจ่าวเวียดนาม ที่แปลว่าสวัสดีเวียดนาม โดยเล่าถึงการกลับไปเยือนเมืองโฮจิมินในรอบ 7 ปี

ดร.นิเวศน์ บรรยายว่าการไปเห็นกับตารอบนี้ ทำให้ยืนยันว่าสิ่งที่คิดนั้นเป็นความจริง และจะช่วยให้สามารถลงทุนระยะยาวในบริษัทที่จะเป็น Super Stock ได้อย่างสบายใจขึ้น

สิ่งที่พอจะสรุปได้ก็คือ วันนี้ถนนหนทางในโฮจิมิน มีรถยนต์พอ ๆ กับมอเตอร์ไซด์แล้ว คอนโดมิเนียม-ตึกสูงผุดขึ้นมากมาย และราคาแพงขึ้นจนเหลือเชื่อ ส่วนในตลาดก็เต็มไปด้วยของ “ก็อป” คุณภาพดีราคาถูก คล้าย ๆ กับช่วงที่จีนกำลังกลายเป็น “โรงงานผลิตของโลก”

ไฮไลท์สำคัญของการไปเวียดนามรอบนี้อยู่ที่การไปเยี่ยมบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง FPT Corporation ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบริการทำระบบและเขียนโปรแกรมให้กับบริษัทชั้นนำระดับโลก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือระบบทางด้านการบินของ Airbus

การมีคนเขียนโปรแกรมจำนวนมหาศาลที่ค่าแรงถูกกว่าที่อื่น ถือเป็นจุดแข็งของเวียดนามและ FPT ที่ทำให้เกาะการเติบโตไปกับ Big Tech ระดับโลก

อีกทั้งยังเต็มไปด้วยทรัพยากรคนรุ่นใหม่ที่มีทั้ง “ความหวัง” และ “ความกระหาย” ความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แปลว่านี่จะเป็นแรงหนุนให้เศรษฐกิจประเทศนี้เติบโตอีกนานเป็นสิบ ๆ ปีเป็นอย่างน้อย

– อ่านบทความเต็มของ ดร.นิเวศน์ คลิกเลย

ทำความรู้จัก FPT บิ๊กเทคแห่งเวียดนาม

FPT

FPT Corporation เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นเวียดนาม และถูกคำนวณในดัชนี VN30 ที่รวมหุ้น 30 ตัวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเอาไว้

ก่อตั้งขึ้นในปี 1988 จากนักวิทยาศาสตร์ 13 คน ที่ตั้งใจจะสร้างบริษัทเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศก้าวหน้าไปอีกขั้น

การเติบโตครั้งสำคัญของ FPT เกิดขึ้นตอนต้นยุค 2000 จากการเข้าไปเป็นผู้ผลิตซอฟต์แวร์ให้กับ IBM และเริ่มมีลูกค้าขนาดใหญ่อย่าง Microsoft และ Amazon ตามมา แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยอย่าง Central Retail ก็เป็นลูกค้าของ FPT เช่นกัน

สรุปแล้วธุรกิจของ FPT คือผู้ให้บริการทางด้านไอที เขียนโปรแกรม พัฒนาซอฟต์แวร์ และขยายไปธุรกิจโทรคมนาคม จัดจำหน่ายสินค้าไอที รวมถึง Cloud Service AI และ Blockchain อีกด้วย

Ecosystem อันแข็งแกร่งเป็นจุดแข็งของ FPT ซึ่งประกอบไปด้วยบุคคลากรด้านไอที การมีมหาวิทยาลัยของตัวเองเพื่อผลิตโปรแกรมเมอร์ปีละหลายหมื่นคน และยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เพราะต้องการยกระดับอุตสาหกรรมไอทีของประเทศ

ทศวรรษที่ผ่านมา จึงเป็นการเติบโตดั่งปาฏิหาริย์ของ FPT จากกำไรเติบโตเฉลี่ย 15% ต่อปี มูลค่าบริษัทกว่า 2.7 แสนล้านบาท และราคาหุ้นเพิ่มขึ้นกว่า 16 เด้ง ตลอด 10 ปีมานี้

PRINCIPAL VNEQ-A

PRINCIPAL VNEQ-A

PRINCIPAL VNEQ-A เป็นหนึ่งในกองทุนเวียดนามที่ลงทุนใน FPT คิดเป็นสัดส่วน 9.77% (ข้อมูล ณ วันที่ 30/04/2024)

ในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นกองทุนเวียดนามที่ Outstanding เลยทีเดียว สามารถทำผลตอบแทนชนะดัชนีเป็นเท่าตัว ปีนี้ดัชนี VN index +15% แต่ PRINCIPAL VNEQ-A +25%

เบื้องหลังอยู่ที่กลยุทธ์การคัดเลือกหุ้นคุณภาพดีที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม โดยลงทุนแบบโฟกัสหุ้นเพียง 20-30 ตัว นอกจากนี้ ในแง่ของโมเมนตัมตลาด เวียดนามยังคงมี upside จากการเตรียมอัปเกรดเป็น Emerging market ทำให้คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้ามากขึ้น

คำแนะนำ MEVT Call ที่เน้นการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสทำผลตอบแทนได้ดีในระยะกลาง-ยาว แนะนำ “ทยอยสะสม” กองทุน PRINCIPAL VNEQ-A

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/


แหล่งข้อมูลอ้างอิง: FPT, Longtunman, ซินจ่าวเวียดนาม ดร.นิเวศน์

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

เกาหลีใต้คุมเข้มนักลงทุนชอร์ตหุ้น เล็งเพิ่มโทษจำคุกตลอดชีวิต

Finnomena Editor
เกาหลีใต้คุมเข้มนักลงทุนชอร์ตหุ้น เล็งเพิ่มโทษจำคุกตลอดชีวิต

ในวันที่ 13 มิถุนายน รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ประกาศว่ากำลังจะปรับปรุงบทลงโทษที่เข้มงวดขึ้นต่อนักลงทุนที่ทำการขายชอร์ตหุ้น (short-selling) ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายในประเทศนี้ ระบบการบังคับใช้คำสั่งห้ามขายชอร์ตนั้นจะถูกขยายเพิ่มเวลาอีกเมื่อคำสั่งปัจจุบันหมดอายุในปลายเดือนนี้ด้วย

ตามรายงานของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก หลังจากการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลและผู้บริหารด้านการเงินของเกาหลีใต้เสร็จสิ้น รัฐบาลได้ส่งสัญญาณว่าจะใช้มาตรการลงโทษทางการเงินอย่างเข้มงวดและจะมีโทษจำคุกสูงถึงตลอดชีวิตต่อผู้ที่ละเมิดกฎหมาย รวมถึงการทำ Naked short-selling ซึ่งเป็นการขายชอร์ตหุ้นโดยไม่มีการกู้ยืมหุ้นมาก่อนหรือการขายหุ้นที่ไม่ถือเป็นของตนเอง

นายจอง เจมซิก เจ้าหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ระบุว่า ฝ่ายนิติบัญญัติได้เรียกร้องให้มีการขยายเวลาในการบังคับใช้คำสั่งห้ามขายชอร์ตออกไปจนกว่าระบบจะสามารถตรวจจับพฤติกรรมการขายชอร์ตได้อย่างแม่นยำ

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนปีที่แล้ว คณะกรรมการด้านบริการการเงินของเกาหลีใต้ (FSC) ได้ประกาศมาตรการห้ามการขายชอร์ตหุ้นในบริษัทที่ลงทะเบียนในดัชนี KOSPI 200 Index และดัชนี KOSDAQ 150 Index ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน และคาดว่าจะมีผลถึงเดือนมิถุนายน ปี 2567

นายคิม จูฮยุน ประธาน FSC ได้กล่าวว่ามาตรการการห้ามการขายชอร์ตมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงกฎระเบียบและระบบการซื้อขายในตลาดหุ้น เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในการลงทุนระหว่างนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบัน ในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันจากต่างประเทศได้มีการลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลีใต้และมีพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรม ซึ่ง FSC ไม่สามารถยอมรับให้มีการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรมดำเนินต่อไปได้

การเกาหลีใต้ได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบการขายชอร์ตหุ้นโดยบริษัทโบรกเกอร์ใหญ่และสาขาของบริษัทต่างชาติตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 เพื่อควบคุมการกำกับดูแลการขายชอร์ตอย่างเข้มงวด และในระหว่างนั้น ประธานาธิบดียุน ซอกยอล ได้สั่งให้มีการตรวจสอบการขายชอร์ตหุ้นอย่างเชื่อถือได้ หลังจากที่นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากของเกาหลีใต้ได้ร้องเรียนว่า การขายชอร์ตหุ้นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้มีการลดลงอย่างมาก

ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1131256

กองทุนหุ้นเกาหลี แนะนำโดย Finnomena Funds

  • แนะนำทยอยเข้าสะสมSCBKEQTGกองทุนหุ้นเกาหลี ลงทุนในกองทุนหลักคือ iShares MSCI South Korea ETF ที่มีค่า Correlation กับ KOSPI Index ตั้งแต่จัดตั้งที่ 0.888
  • กลยุทธ์ลงทุนแบบ Passive เพื่อให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับผลตอบแทนจากการลงทุนในดัชนี MSCI Korea 25/50
  • ดูรายละเอียดกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://finno.me/mevt-scbkeqtg

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 . ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort”

กองทุนหุ้นสหรัฐอเมริกาทั้งหมดในตอนนี้! จัดกลุ่มให้ครบ ทุกแบบ ทุกสไตล์

Finnomena Editor
กองทุนสหรัฐฯ

รวมกองทุนหุ้นสหรัฐอเมริกาทุกกองที่มีในตลาด จัดกลุ่มให้เห็นชัด ๆ ทั้งกองทุน Passive ในดัชนี S&P500, Nasdaq, Russell 2000, Dow Jones กองทุน Active สาย Growth และ Value รวมถึงหุ้นสหรัฐฯ ที่เน้นเฉพาะ sector ต่าง ๆ พร้อมสรุปคำแนะนำการลงทุน สำหรับคนที่มองโอกาสในตลาดที่ห้ามมองข้าม Don’t bet against America

– กองทุนหุ้นสหรัฐ ฯ มีเยอะมาก ถ้าไม่รู้จะเลือกยังไงดี คลิกอ่านตรงนี้ก็พอ! 

กองทุน Passive ตามดัชนี S&P500

  • ASP-S&P500
  • KFUSINDX-A
  • K-US500X-A(A)
  • SCBS&P500 / SCBS&P500A / SCBS&P500-SSF
  • TMBUS500 / TMBUS500RMF
  • TISCOUS-A / TISCOUS-SSF
  • TUSEQ-UH

กองทุน Passive ตามดัชนี Nasdaq

  • BCAP-USND100
  • KKP NDQ100-H / KKP NDQ100-H-SSF
  • K-USXNDQ-A(A) / K-USXNDQ-A(D)
  • SCBNDQ(A) / SCBNDQ(SSF)
  • TLUSNDQ-H-A / TLUSNDQ-H-SSF
  • TNASDAQ-A / TNASDAQ-SSF / TNASDAQRMF-A
  • KFNDQ-A

กองทุน Passive ตามดัชนี Dow Jones

  • SCBDJI(A) / SCBDJI(SSF)

กองทุนหุ้นสหรัฐฯ Mid-Small Cap.

  • ASP-USSMALL
  • ABAGS / ABAGS-SSF
  • KF-HSMUS
  • SCBUSSM
  • SCBRS2000(A) / SCBRS2000(SSF)
  • PRINCIPAL USEQ-A
  • TUSMS

 

กองทุนหุ้นสหรัฐฯ Active ทั้งสาย Growth และ Value

  • AFMOAT-HA / AFMOAT-HSSF / AFMOATHRMF (FPICK)
  • MEGA10-A / MEGA10RMF / MEGA10-SSF (FPICK)
  • K-USA-A(A) / K-USA-A(D) / K-USA-SSF / KUSARMF
  • TMBUSBLUECHIP
  • KT-US-A / KT-US-SSF / KT-US RMF
  • SCBBLN / SCBBLNA
  • B-USALPHA / B-USALPHARMF / B-USALPHASSF
  • LHUS-A / LHUS-D / LHUS-ASSF / LHUS-DSSF
  • KFUS-A / KFUSSSF / KFUSRMF
  • SCBUSAA / SCBRMUSA(A) / SCBUSA(SSF)

กองทุนที่เน้น sector ธนาคารในสหรัฐฯ

  • KWI USBANK-A
  • TUSFIN-A
  • LHUSFIN-A / LHUSFIN-D / LHUSFIN-DSSF / LHUSFIN-ASSF

กองทุนที่เน้นหุ้นปันผล

  • LHDIVB-A / LHDIVB-D / LHDIVB-ASSF / LHDIVB-DSSF

 

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/

สรุปคำแนะนำการลงทุนหุ้นสหรัฐฯ

กองทุนหุ้นสหรัฐอเมริกาที่ Finnomena Funds แนะนำ “ทยอยสะสม” โดยวิเคราะห์ตามกรอบ MEVT Call ที่เน้นเป้าหมายการลงทุนระยะกลาง-ระยะยาว ได้แก่ AFMOAT-HA ที่เน้นการลงทุนในหุ้นที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันสูง มีปราการทางธุรกิจแข็งแกร่ง เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว โดยมีนโยบายลงทุนผ้่นกองทุนหลัก VanEck Morningstar Wide Moat ETF จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดสหรัฐฯ แบบเน้นเน้นหุ้น Value มองกันยาว ๆ และมีกลยุทธ์การลงทุนที่ยืดหยุ่น เปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ตลาด

นอกจากนี้ หากใครชื่นชอบสไตล์การลงทุนแบบ FundTalk Contrarian Call แนะนำ “ซื้อ” MEGA10-A ซึ่งลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ 10 ตัวของสหรัฐฯ ที่เป็น Clear Winners ในหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด เมื่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมา Outperform


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยงและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม SSF และ RMF กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขกองทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

10 ความผิดพลาดในการบริหารพอร์ตกองทุน : ตอนที่ 1 ชอบแทงตรงข้ามอเมริกา

WealthGuru
10 ความผิดพลาดในการบริหารพอร์ตกองทุน : ตอนที่ 1 ชอบแทงตรงข้ามอเมริกา

ขายกองทุนอเมริกา เพราะแพง
ขายกองทุนยุโรป เพราะจะเกิด Recession
หลีกเลี่ยงการลงทุนในกองทุนหุ้นอเมริกา
หลีกเลี่ยงการลงทุนในกองทุนหุ้นยุโรป

คำพูดนี้ ผมได้ยินนักวิเคราะห์แนะนำกันมาก ๆ ลูกค้าก็พยายามหลีกเลี่ยง

ตอนปี 2022-2023 พึ่งมาเชียร์กันตอนปี 2024 แต่ความจริงคือ

1) US Stock มีสัดส่วนเกือบ 60% ของดัชนีหุ้นโลก

คุณไม่สามารถขายมันทั้งหมดได้ คุณอาจจะลดสัดส่วนมันได้

ถ้าคุณต้องการสร้างพอร์ตในชนะดัชนีโลก

คุณจะต้องมี หุ้น USA 30-40% เป็นพื้นฐาน

และมีการปรับเพิ่มได้ +-20-30% ได้ในแต่ละช่วง

10 ความผิดพลาดในการบริหารพอร์ตกองทุน ข้อที่ 1: ชอบแทงตรงข้ามอเมริกา

2) เข้าใจผิดว่าลงทุนในประเทศที่พัฒนาแล้ว ผลตอบแทนไม่ดี

ปกติถ้ามีคนถามว่า หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว vs หุ้นประเทศกำลังพัฒนา ลงทุนหุ้นแล้วที่ไหนได้ผลตอบแทนดีกว่า

ส่วนใหญ่จะตอบว่า หุ้นประเทศกำลังพัฒนา เพราะ GDP เติบโต สูงกว่า

แต่จริง ๆ อาจจะไม่ใช่แบบนั้น เพราะประเทศกำลังพัฒนา แม้ GDP เติบโตสูง

แต่ก็มีหลายปัจจัยที่มีความเสี่ยงอยู่มาก

จากรูป

10 ความผิดพลาดในการบริหารพอร์ตกองทุน ข้อที่ 1: ชอบแทงตรงข้ามอเมริกา

เป็นผลตอบแทนย้อนหลัง 2013-2024 (Mar)

VEA ETF ( Developed-Ex USA)

สร้างผลตอบแทนได้ 6.33% ต่อปี มากกว่า VWO ETF (Emerging Market) ที่ได้เพียง 2.3% ต่อปี

ถ้าดูประเทศยุโรป เช่น Denmark, Netherlands, Switzerland และ France

ก็สร้างผลตอบแทนได้ดีทีเดียวเลยอยู่ระดับประมาณ 8%

เพราะประเทศพัฒนาแล้ว มีองค์ความรู้และทรัพยากรต่าง ๆ มากกว่า ประเทศที่กำลังพัฒนา

แม้ว่าพวกนี้จะเป็นข้อมูลในอดีต แต่เราก็พอนำมาใช้ได้

ดังนั้นเวลาเราจัดพอร์ต ให้ไปดูพอร์ตในดัชนีโลกดูว่ามีสัดส่วนอเมริกา, ญี่ปุ่น, ยุโรป และ เอเซียเท่าไร แล้วดูว่าพิ้นฐานของสัดส่วนเท่าไร

เช่นตาม ดัชนีหุ้นโลก

USA 60%

Japan 6%

EMEA 17% โดยเป็นประเทศในยุโรป

หรือถ้าคุณไปดูในกองทุนแบบ Global Fund

คุณก็จะเห็นสัดส่วนของ USA เยอะเช่นด้วยกัน

ดังนั้น เราไม่ขายหมดตามคำแนะนำ อาจจะเพิ่มหรือลดตามแต่ละช่วงเวลา

แต่ไม่ใช่ขายทิ้งทั้งหมด แบบที่นักวิเคราะห์แนะนำ

ตราบใดที่ระเบียบโลก Innovative ต่าง ๆ ยังมาจาก

ฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว เราก็ไม่ควรแทงตรงข้ามให้มากนะ

Global Aggressive Hybrid Portfolio พอร์ตการลงทุนที่ผสมผสานกองทุนแบบ Active และ Passive กระจายลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วโลก ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://port.finnomena.com/plan-select/plans/guruport-hyb

WealthGuru


คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort” 

Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) อัปเดตมุมมองเดือน มิถุนายน 2024: สหรัฐฯ ขึ้นภาษีกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

Eastspring Thailand
Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO)

TMBAM Quality Mega Theme เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) 

มุมมองการลงทุน

ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ดัชนีเงินเฟ้อราคาผู้บริโภคหลักที่เรียกว่า Core CPI ซึ่งไม่รวมต้นทุนอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.3% จากเดือนมีนาคม ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้าและหยุดสถิติที่เงินเฟ้อสูงกว่าคาดการณ์นักวิเคราะห์ 3 เดือนต่อเนื่อง นอกจากนั้นหากเทียบเป็นรายปี เงินเฟ้อจะชะลอตัวสู่ระดับที่ช้าที่สุดในรอบสามปี ซึ่งเราคาดการณ์ว่าเฟดมีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ย 1-2 ครั้งในปีนี้ หลังภาคแรงงานและเงินเฟ้อเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าของจีนหลายประเภท โดยรัฐบาลของ Biden ปรับเพิ่มภาษีสินค้าในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ เซลล์แสงอาทิตย์ และรถยนต์ไฟฟ้า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าในปีปัจจุบันประมาณ 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เรามีมุมมองว่าเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์มากกว่าเนื่องจากหมวดสินค้าที่มีการเก็บภาษีเพิ่มนั้นเป็นกลุ่มที่สหรัฐฯมีการนำเข้าจากจีนค่อนข้างน้อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และขณะเดียวกันก็คิดเป็นสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับยอดส่งออกของจีน ดังนั้นผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งสหรัฐฯและจีนมีน้อยๆมาก ซึ่งเรามองว่าสหรัฐฯได้พยายามเลือกหมวดสินค้าอย่างตั้งใจและเฉพาะเจาะจงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดผลกระทบต่อจีน แต่ยังได้ประโยชน์ในแง่ของการหาเสียง และอีกประเด็นที่น่าจะส่งผลต่อมุมมองการลงทุนในสหรัฐฯคือการปรับลด GDP ไตรมาส 1 ของสหรัฐฯซึ่งปรับลดลงมาเหลือเพียง 1.3%(QoQ) อย่างไรก็ตามหากไปดูถึงคำสั่งซื้อขั้นสุดท้ายภายในประเทศถึงแม้จะถูกปรับประมาณการณ์ลงแต่ยังขยายตัวถึง 2.8% ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯสามารถ Soft Landing ได้ ทำให้ภาพรวมเรายังคงชื่นชอบตลาดหุ้นฝั่งสหรัฐ

ในฝั่งของเอเชียความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันเพิ่มสูงขึ้นหลังจากการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดี ไล จิงเต๋อ ตามที่หลายฝ่ายคาดไว้ โดยนับเป็นเวลาเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ ไล สาบานตนเข้ารับตำแหน่ง จีนแผ่นดินใหญ่ก็ได้เปิดการซ้อมรบครั้งใหญ่รอบๆเกาะไต้หวัน พร้อมระบุว่าเป็น “การลงโทษสำหรับการกระทำแบ่งแยกดินแดนของกองกำลัง เอกราชของไต้หวัน” ทางเรามองว่าการซ้อมรบไม่น่าจะนำไปสู่วิกฤตหรือความขัดแย้งครั้งใหญ่ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงต่อการบานปลายก็ตาม อย่างไรก็ตามการที่ความขัดแย้งเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นของการดำรงตำแหน่งของ ไล อาจเป็นสัญญาณว่าความตึงเครียดข้ามช่องแคบไต้หวันอาจมีทิศทางที่รุนแรงมากขึ้น

ในส่วนของจีนได้มีการออกมาตรการใหญ้เกี่ยวกับอสังหาฯออกมาเนื่องจากราคาบ้านของจีนกลับมาปรับตัวลดลงแรงในรอบกว่า 9 ปี ส่งผลให้ทางการจีนมีแผนที่จะออกมตรการให้รัฐวิสากิจเข้าซื้อบ้านที่ขายไมใออกในราคาส่วนลด โดยคาดว่าอาจใช้วงเงิน 5แสนล้าน-1ล้านล้านหยวนสำหรับมาตรการนี้ อย่างไรก็ตามแผนดังกล่าวอาจยังต้องใช้เวลาและอาจตามมาด้วยหนี้สาธารณที่เพิ่มขึ้น ทำให้โดยรวมเรายังคงมุมมองเป็นกลางต่อจีนในช่วงเดือนมิถุนายน

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ FINNOMENA ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notificationในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น

2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนการลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

รวมกองทุนหุ้น Apple ลงทุนกับบริษัทนวัตกรรมเปลี่ยนโลก

Park Kathawut
กองทุนหุ้น Apple

ทุกการเคลื่อนไหวของ Apple Inc. (AAPL) ย่อมสร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่โลกอยู่เสมอ ในฐานะหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของโลก

ล่าสุด WWDC 2024 งานประชุมนักพัฒนาประจำปีของ Apple ก็มีไฮไลต์ที่การเปิดตัว Apple Intelligence ระบบอัจฉริยะสำหรับใช้งานบน iPhone, iPad และ Mac ซึ่งว่ากันว่าเป็นอีกขั้นของ AI เพราะมันคือ Personalized Intelligence ที่เข้าใจชีวิตประจำวันของผู้ใช้งาน และทำให้สิ่งที่เป็นอยู่ทุกวัน ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

แต่ละครั้งที่มีการเปิดตัวสินค้าหรือบริการใหม่ มักส่งผลต่อความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น Apple อย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งถ้าเป็นเทคโนโลยีที่ปฏิวัติวงการด้วยแล้ว เช่นเดียวกับ Apple Intelligence ที่ได้หนุนราคาหุ้น Apple ทำจุดสูงสุดใหม่ ยืนเหนือ 200 เหรียญดอลลาร์ ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 3.12 ล้านล้านดอลลาร์ 

โพยกองทุนหุ้น Apple

คำถามคือถ้าอยากซื้อกองทุนที่มีหุ้น Apple สัดส่วนเยอะ ๆ เพื่อรับโอกาสเติบโตไปพร้อมกับกระแส AI ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตจริง แบบนี้จะมีกองทุนไหนให้เลือกลงทุนบ้าง วันนี้เราสรุปมาให้ดูแล้วแบบเน้น ๆ

 

รวบรวมข้อมูลสัดส่วนการลงทุนโดย Finnomena Funds จาก Bloomberg ณ วันที่ 12/06/2024 สัดส่วนการถือหุ้นดังกล่าว อาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามนโยบายของกองทุน ศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ www.finnomena.com/fund

ลงทุนที่ Finnomena Funds แจกฟรี 10,000 FINT* แลกรับส่วนลดค่าธรรมเนียมซื้อกองทุน (Cashback) สูงสุด 20,000 บาท*

‍‍‍‍‍‍เข้าร่วมกิจกรรม👉 คลิกเลยที่นี่

ระยะเวลากิจกรรมตั้งแต่วันที่ 4 – 30 มิ.ย. 2024
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด เฉพาะกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมการซื้อ และไม่ได้เข้าร่วมโปรโมชันอื่น โดย Cashback ที่ได้รับจะไม่เกิน 0.2% ของมูลค่าเงินลงทุน ตามที่บริษัทกำหนด


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยงและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม SSF และ RMF กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขกองทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort” 

ชี้เป้ากองทุนแนะนำ: เฟ้นโอกาสทะยานต่อ ด้วยมุมมองที่เป็นกลาง หลากหลาย ครบทุกสไตล์การลงทุน [อัปเดต 10 มิ.ย. 2024]

Finnomena Funds
กองทุนแนะนำ

บรรยากาศการลงทุนในภาพรวมกลับมาสดใสอีกครั้ง หลังหุ้นโลกทะยานขึ้นสู่ขาขึ้น และอยู่ในโหมด Risk-On ที่นักลงทุนเชื่อมั่นว่าสินทรัพย์เสี่ยงจะยังคงวิ่งแรงต่อเนื่อง พร้อมจับตา Sentiment ดอกเบี้ยขาลงที่จะหนุนภาพตลาดหุ้นทั่วโลกจะทำผลงานโดดเด่น 

ต้อนรับมิถุนายนเดือนแห่ง Pride Month ซึ่ง Finnomena Funds เองก็ยังคงเต็มไปด้วยคำแนะนำการลงทุนที่หลากหลาย ทั้งสายสวนมองหาของดีราคาถูกแบบ FundTalk Call สายเก็งกำไรในแนวโน้มขาขึ้นกับ Mr.Messenger Call และสายมองหาโอกาสการลงทุนระยะยาว MEVT Call

กองทุนแนะนำ 10 มิถุนายน 2024

อัปเดตมุมมองการลงทุนล่าสุด ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2024 โดย Finnomena Funds

กองทุนแนะนำ FundTalk Call

โดย Jet – The Contrarian คำแนะนำการลงทุนในรูปแบบ The Contrarian Investor เน้นกลยุทธ์การลงทุนที่หาสินทรัพย์ที่ถูกทิ้ง จนราคาปรับตัวลงลึกมากจนเกินไป แต่ศักยภาพการเติบโตยังดี ประกอบกับมีลมหนุนที่ทำให้เริ่มเห็นสัญญาณการกลับตัวขึ้นได้ ทำให้มีโอกาสได้เข้าลงทุนในสินทรัพย์ที่ดี ราคาถูก ตอนที่คนไม่เหลียวแล

1.) MUBONDUH-A

กองทุนตราสารหนี้สหรัฐฯ (ความเสี่ยงระดับ 4) ลงทุนใน US Aggregate Bond ที่มี Duration ระยะยาวประมาณ 6 ปี เพื่อรับประโยชน์เต็มที่เมื่ออัตราดอกเบี้ยโลกวิ่งที่ทิศทางขาลง ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน

2.) TISCOAI

กองทุนหุ้นโลกเทคโนโลยี AI & Big Data (ความเสี่ยงระดับ 6) ซึ่งจะเข้าไปลงทุนในบริษัทที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรด้าน AI และ Big Data ในตลาด Nasdaq โดยแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากคาดว่าหุ้นโลกสไตล์เติบโตจะกลับมา Outperform 

3.) PRINCIPAL GCLEAN-A

กองทุนหุ้นพลังงานสะอาด (ความเสี่ยงระดับ 6) ประกอบไปด้วยหุ้นกลุ่ม Clean Energy ทั่วโลก เน้นธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังงานลม และผู้ผลิตแผงโซล่าเซลล์ ที่มักทำผลงานได้ดีเมื่อดอกเบี้ยเตรียมกลับทิศสู่ขาลง

กองทุนแนะนำ Mr.Messenger Call

โดย Bank – Trend Follower คำแนะนำการลงทุนในรูปแบบ Trend Follower Investor มุ่งสร้างโอกาสทำกำไรในระยะสั้น-กลาง โดยเน้นการใช้ปัจจัยทางเทคนิคจับจังหวะตลาด ศึกษาพฤติกรรมของราคาสินทรัพย์ในอดีต โดยใช้หลักสถิติเพื่อนำมาคาดการณ์พฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ในอนาคต และช่วยให้หาจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม

1.) KFJPINDX-A

กองทุนหุ้นญี่ปุ่น (ความเสี่ยงระดับ 6) เป็น Passive Fund มุ่งหวังให้ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี Nikkei 225 มองเป็นจังหวะ “ย่อซื้อ” หลังดัชนีปรับตัวลงทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน และสามารถกลับมายืนเหนือแนวรับสำคัญ พร้อมคาดว่า BOJ จะไม่ดำเนินนโยบายแบบเชิงรุก ทำให้ค่าเงินเยนมีโอกาสอ่อนค่าลง

2.) SCBSEMI(A)

กองทุนหุ้นในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (ความเสี่ยงระดับ 7) เป็นโอกาสเข้า “ซื้อ” หลัง VanEck Semiconductor ETF (SMH) ทะลุแนวต้าน Downtrend Line และเกิด Bullish Signal เพื่อลงทุนในหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำของเทคโนโลยี AI

3.) SCBNEXT(A)

กองทุนหุ้นเทคโนโลยี (ความเสี่ยงระดับ 6) ได้เวลากลับ “เข้าเก็งกำไร” ผ่าน ARK Next Generation Internet ETF (ARKW) ซึ่งเน้นบริษัทนวัตกรรมแห่งอนาคต ซึ่งพร้อมทะยานขึ้นรอบใหม่ 

กองทุนแนะนำ MEVT Call

คำแนะนำการลงทุนในกองทุนเด่นที่มีโอกาสทำผลตอบแทนได้ดีในระยะกลาง-ยาว โดยพิจารณาปัจจัยรอบด้านตาม MEVT Framework ได้แก่ Macro ปัจจัยเชิงมหภาค, Earnings วิเคราะห์การเติบโตของกำไร, Valuation การวิเคราะห์มูลค่าของสินทรัพย์ที่ลงทุน และ Technical ปัจจัยอื่น ๆ เช่น fund flow, sentiment, seasonal statistic และ technical analysis

1.) PRINCIPAL VNEQ-A

กองทุนหุ้นเวียดนาม (ความเสี่ยงระดับ 6) แนะนำ “ทยอยสะสม” เพื่อโอกาสการลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตสูง แนวโน้มกําไรของบริษัทจดทะเบียนยังโดดเด่น และมี Upside จากการยกระดับตลาดสู่ Emerging Markets

2.) UOBSA

กองทุนหุ้น Asia ex Japan (ความเสี่ยงระดับ 6) แนะนำ “ทยอยสะสม” ด้วยกลยุทธ์การคัดเลือกหุ้นที่โดดเด่นจากการใช้ AI ร่วมกันผู้จัดการกองทุน อีกทั้งยังรับปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคที่ฟื้นตัว และเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียชัดเจนมากขึ้น

3.) SCBKEQTG

กองทุนหุ้นเกาหลีใต้ (ความเสี่ยงระดับ 6) แนะนำ “ทยอยสะสม” เป็นจังหวะฟื้นตัวตามวัฏจักร Semiconductor และยังมีปัจจัยหนุนจากโครงการ Value-up program เพื่อส่งเสริมมูลค่าตลาดหุ้น โดย Valuation ก็ยังไม่แพง 

กองทุนไหนดี ดูคำแนะนำทั้งหมดได้ที่ 👉 finno.me/opphub

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ FINNOMENA FUNDS ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

เมื่อเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน และตลาดทุน สวนทาง

DR.JITIPOL PUKSAMATANAN
เมื่อเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน และตลาดทุน สวนทาง

ตลาดกระทิงปี 2024 เป็นขาขึ้นที่น่าสงสัย

สหรัฐฯ เริ่มปีด้วยดอกเบี้ยนโยบาย 5.50% สูงที่สุดในรอบ 24 ปี ตลาดเชื่อว่าเศรษฐกิจไม่น่าจะทนต้นทุนนี้ไหว Fed อาจต้องลดดอกเบี้ย 150-200 bps

ผ่านมาไม่ถึงครึ่งปี มุมมองเหล่านี้กลับสวนทางไปหมด ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจแข็งแกร่งเกินคาด ตลาดหุ้นก็ทำ All Time High แม้ Fed อาจไม่ลดดอกเบี้ยในปีนี้

มุมมองที่เปลี่ยนไปมา ทำให้ Position ของตลาดผิดเพี้ยน แม้ตลาดจะเป็นขาขึ้น แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ถือเงินสด ล่าสุด Bank of America รายงานว่ากลยุทธ์สุดโต่งในตลาดช่วงนี้คือ 70% ถือดอลลาร์ที่ผลตอบแทน 5% และที่เหลือเก็งกำไรกับ AI ทั้งหมด

ในมุมมองของผม มีหลายประเด็นที่น่าสงสัยและกลับไปมา แต่สำหรับการลงทุนเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้เร็วที่สุด คือ “ความสวนทาง” ของแนวโน้มต่าง ๆ เพราะอาจทำให้เกิดความผันผวนรุนแรงได้ในครึ่งปีหลัง

(1) เศรษฐกิจสวนทาง ระหว่างสหรัฐฯ กับทั่วโลก

ตลาดแรงงานกำลังชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว ล่าสุดการว่างงานขยับขึ้นแตะ 4.0% จากจุดต่ำสุด 3.4% ช่วงกลางปี 2023 แม้จะไม่ถดถอย แต่ก็ไม่มีสัญญาณเร่งตัวขึ้น

สวนทางกับทั่วโลก ที่ฝั่งยุโรปเริ่มเห็นการฟื้นตัวของอุตสาหกรรม เงินเฟ้อลดลง  ส่วนฝั่งทางการจีน กลับมากระตุ้นการลงทุนเพื่อประคองเศรษฐกิจ

แนวโน้มเศรษฐกิจที่สวนทางนี้ อาจนำไปสู่ความติดขัดด้านธุรกิจ หรือปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ สงครามการค้าจะกลับมาเป็นประเด็นที่ต้องจับตาในช่วงที่เหลือของปี

(2) นโยบายการเงินสวนทาง ระหว่าง Fed กับธนาคารกลางใหญ่ทั่วโลก

ย้อนไปก่อนหน้านี้ ตลาดมองไปทางเดียวกันว่าไม่น่าจะมีธนาคารกลางใหญ่ที่ไหนกล้าลดดอกเบี้ยก่อน Fed เพราะอาจสร้างความผันผวนสูง

แต่ล่าสุด สองธนาคารกลางใหญ่อย่าง Bank of Canada และ ECB เริ่มลดดอกเบี้ยไปแล้ว และเงิน CAD และ EUR ก็ไม่ได้อ่อนค่ามากอย่างที่กังวล

เหตุผลหลักที่ตลาดกลับลำ ไม่มองว่าการผ่อนคลายสวน Fed เป็นข่าวร้าย ผมเชื่อว่ามาจากภาพเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ยิ่งถ้าการลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพิ่ม อาจพลิกเป็นข่าวดีสำหรับบางประเทศ

ระยะสั้นความสวนทางนี้อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ส่วนต่างของดอกเบี้ยกับสหรัฐฯ กับทั่วโลกที่กว้างขึ้นจะเป็นตัวเร่งความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว หรือตลาดทุนปรับฐาน

(3) หุ้นและบอนด์สวนทาง

ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาตลาดการเงินซื้อขายในโหมด Tightening (หุ้นและบอนด์ปรับตัวลง) เพียง 4 เดือน นอกนั้นจะ Easing (หุ้นและบอนด์ปรับตัวขึ้น) 5 เดือน และหุ้นขึ้นอีก 3 เดือน

ในภาพรวมเป็นสัญญาณว่าหุ้นปรับตัวขึ้นได้แม้ไม่มีนโยบายการเงินสนับสนุน แต่บอนด์กลับถูกกดดันด้วยนโยบายการเงิน เงินเฟ้อ และการขาดดุลการคลังต่อเนื่อง

ความสวนทางของหุ้นและบอนด์ ไม่ใช่ภาพปรกติของตลาดการเงินในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่หุ้นขึ้นต่อ เป็นกลุ่ม AI หรือมีประเด็นในประเทศเข้ามาสนับสนุน มากกว่าแนวโน้มวัฏจักรรอบใหม่

ผมมองว่า หุ้นและบอนด์ที่เคลื่อนไหวสวนทางนี้ สุดท้ายจะมีเพียงหนึ่งตลาดที่ถูกต้อง และเราจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ในไม่ช้า

สำหรับนักลงทุนไทย การวางกลยุทธ์รับมือกับความสวนทางเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ควรคิดทันที

สำหรับระยะสั้น ความสวนทางไม่ใช่ข่าวร้ายกับตลาดไปทั้งหมด เป็นโอกาสของการลงทุนต่อเนื่อง

สำหรับผม แม้ดัชนีหุ้นหลายประเทศจะทำจุดสูงสุดใหม่ สวนทางเศรษฐกิจอาจชะลอตัว แต่เมื่อแนวโน้มการผ่อนคลายทางการเงินเริ่มจุดติด จะทำให้ Sentiment ไม่เป็นลบ ไม่ใช่จังหวะที่ต้องรีบลดความเสี่ยง

ใครมีหุ้นระดับเหมาะสมแล้ว สามารถถือต่อได้ แต่ถ้ากังวลก็สามารถหลบไปอยู่บนหุ้นขนาดใหญ่ และหุ้น DM นอกสหรัฐฯ ไว้ก่อน

3-6 เดือนต่อจากนี้ ควรจับตาไปที่การเมืองสหรัฐฯ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และการควบคุมธุรกิจ AI

มีความเป็นไปได้สูงที่ความสวนทางข้างต้น จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายเศรษฐกิจหรือการเมือง ทางที่ดีคือหาการลงทุนที่ตอบโจทย์ความเสี่ยงเหล่านี้ด้านบวกติดพอร์ตไว้

เช่น ประเด็นการเมือระหว่างประเทศ นักลงทุนสามารถกระจายพอร์ตไปที่ทองคำหรือดอลลาร์ ในสัดส่วนรวมกัน 10-20% ได้ ส่วนหุ้น AI อาจเปลี่ยนจากกลุ่ม Semiconductors ที่มีความเสี่ยงสูงไปเป็นการลงทุนตามดัชนีไปก่อน

สำหรับนักลงทุนระยะยาว การเพิ่มสัดส่วนสินค้าโภคภัณฑ์และบอนด์ สามารถลดความเสี่ยง Valuation ลงได้ 

ความสวนทางทั้งหมดทำให้การลงทุนกระจุกตัวผิดปรกติทั้งในหุ้น AI และบอนด์ระยะสั้น แต่ในที่สุด ผมมองว่านโยบายการเงินสหรัฐฯ จะต้องผ่อนคลาย และเศรษฐกิจจะเข้าสู่วัฏจักรรอบใหม่ที่ต้องใช้สินค้าโภคภัณฑ์เป็นพื้นฐานการเติบโต  เมื่อเวลานั้นมาถึง ดอกเบี้ยก็จะกลับสู่ปรกติ และการเติบโตจะกระจายไปสู่ทุกกลุ่มไม่ใช่แค่ Tech หรือ AI

โดยสรุป ยิ่งความสวนทาง เกิดขึ้นมากเท่าไหร่ การกระจายการลงทุนระหว่างสินทรัพย์และธีม ก็ยิ่งเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญมากขึ้นเท่านั้นครับ

ผลตอบแทนหุ้นและบอนด์โลก 12 เดือนล่าสุด (สกุล USD)
ที่มา: Bloomberg and Finansia Syrus Securities

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์

รีวิวกองทุน SCBCLIMATE: ร่วมกันลดภาวะโลกเดือด พร้อมเสริมพอร์ตหุ้นทั่วโลกอย่างมีเสถียรภาพ

Finnomena Editor
รีวิวกองทุน SCBCLIMATE

กองทุน SCBCLIMATE ร่วมลดภาวะโลกเดือด พร้อมโอกาสลงทุนเสริมพอร์ตหุ้นทั่วโลกอย่างมีเสถียรภาพ ที่เติบโตอย่างยั่งยืนไปกับธุรกิจที่ช่วยลดปริมาณคาร์บอนและลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยกลยุทธ์คัดเลือกหุ้นคุณค่า Core-Value ที่ครอบคลุมทุกขนาดธุรกิจ เพื่อรับมือต่อความเปลี่ยนแปลงทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง

Highlight


Templeton Global Climate Change

Source: Templeton Global Climate Change Fund as of June 2024

จุดมุ่งหมายของโลกในวันนี้ คือเราต้องร่วมมือกันควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลก ไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส และบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 เพราะหากปล่อยให้สูงไปกว่านี้ โอกาสที่จะแก้ไขปัญหาโลกร้อนจะยากขึ้นมาก

คำมั่นสัญญาที่ 195 ประเทศทั่วโลกให้ไว้ใน Paris Agreement 2015 ซึ่งไม่ใช่แค่คำพูดสวย  แต่ได้กลายเป็นกติกาใหม่ที่ส่งผลต่อนโยบายการพัฒนาประเทศ การเติบโตของภาคธุรกิจ ตลอดจนแนวโน้มการลงทุนที่ต้องนำกรอบเรื่อง “ความยั่งยืน” มาเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ

จึงจะเห็นว่าช่วงที่ผ่านมา มีกองทุนที่เกี่ยวข้องกับ Climate Change Theme ออกมาต่อเนื่อง ผู้จัดการกองทุนจำนวนมากไม่ได้เน้นแค่หุ้นที่รีดผลกำไรสูงสุดในระยะสั้นเท่านั้น แต่เปลี่ยนมาเฟ้นหาธุรกิจที่ตระหนักถึงความยั่งยืนเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว ทั้งนี้ McKinsey & Company คาดว่า 11 ธีมที่ส่งเสริม Net Zero เช่น Transport, Buildings, Power และ Water ฯลฯ มีศักยภาพที่จะสร้างรายได้ต่อปีรวมกันสูงกว่า 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030

ถ้าคุณเองก็กำลังค้นหาโอกาสการลงทุนระยะยาวในธุรกิจคุณภาพ พร้อมได้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อโลกใบนี้ เราอยากจะพาไปรู้จักกองทุน SCBCLIMATE จาก บลจ. ไทยพาณิชย์ หรือ SCBAM กันแบบเข้ม ๆ เจาะลึกทุกแง่มุม

รู้จัก SCBCLIMATE กองทุนที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

รีวิวกองทุน SCBCLIMATE

Source: บลจ. ไทยพาณิชย์ as of April 2024

กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Global Climate Change หรือ SCBCLIMATE มีนโยบายการลงทุนผ่านกองทุนหลัก (Master Fund) Templeton Global Climate Change Fund – Class I  Accumulation (EUR) ที่สัดส่วนไม่เกิน 80% ของ NAV ซึ่งบริหารเชิงรุก (Active Management) โดย Franklin Templeton ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดพอร์ตลงทุนระดับโลก

โดยจะเน้นลงทุนบริษัททั่วโลกในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน หรือใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลก จากภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยกลยุทธ์แบบ Bottom-up เน้นหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งในระดับราคาที่เหมาะสม เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง

รายละเอียดอื่น ๆ ของ SCBCLIMATE

  • ชนิดสะสมมูลค่า SCBCLIMATE(A)
  • ความเสี่ยงระดับ 6 (กองทุนรวมตราสารทุน)
  • นโยบายปันผล – ไม่จ่าย
  • ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ตามดุลยพินิจ
  • ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก 1,000 บาท และครั้งถัดไป 1,000 บาท
  • ค่าธรรมเนียมขาย (Front-end Fee) 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมรับซื้อคืน (Back-end Fee) ยกเว้น
  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) 1.605% ต่อปี
  • เสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 11–17 มิถุนายน 2024

คัดเลือกหุ้นคุณภาพดีแบบ Core-Value

รีวิวกองทุน SCBCLIMATE

Source: Templeton Global Climate Change Fund as of April 2024

Core-Value Strategy คือหัวใจหลักที่ SCBCLIMATE ใช้เฟ้นหาหุ้นคุณค่าที่มีพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่งในราคาที่เหมาะสม ซึ่งแตกต่างจาก Thematic Funds ส่วนมากซึ่งมักจะเน้นลงทุนในหุ้น Growth ที่ราคาแพงไปแล้ว

Stock Universe ครอบคลุมบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเพื่อมุ่งลดปริมาณคาร์บอน และบริษัทที่กำลังเปลี่ยนถ่ายสู่ผู้นำในอุตสาหกรรมด้านผู้ให้บริการโซลูชัน รวมกันประมาณ 200 บริษัททั่วโลก แล้วจึงคัดกรองเข้ามาใน Watch List เหลือราว 75 ตัว ด้วยการประเมินสัดส่วนรายได้จากการให้บริการโซลูชันและคะแนนด้านความยั่งยืน

จากนั้นผู้จัดการกองทุนจะคัดสรรหุ้นคุณภาพ ประมาณ 40 ตัว ผ่านกระบวนการลงทุนอันเข้มข้น ทั้งวิเคราะห์เชิงลึกหุ้นรายตัว รวมถึงใช้ Global Research เฟ้นหาโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจจากหุ้นทุกขนาดในทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก

รีวิวกองทุน SCBCLIMATE

Source: Templeton Global Climate Change Fund as of April 2024

ดังนั้น หน้าตาของหุ้นที่ได้นั่นคือกลุ่ม Solution Provider และกำลังเติบโตเป็น Solution Provider ที่ช่วยลดและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ อีกทั้งก็ต้องมีความยืดหยุ่นทางการเงินต่อผลกระทบเรื่องภาวะโลกร้อนในระยะยาว โดยเรา Breakdown หุ้น 100% ของพอร์ต แบ่งเป็นดังนี้

1. กลุ่ม Solution สัดส่วนไม่น้อยกว่า 50% ของพอร์ต

ต้องเป็นบริษัทที่รายได้ >50% มาจากสินค้าและบริการที่ลดการปล่อยคาร์บอน หรือป้องกันผลกระทบโลกร้อน เช่น Energy Efficiency (ธุรกิจที่ลดการใช้พลังงาน), Renewable Energy (พลังงานหมุนเวียน), Sustainable Transportation (ยานยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด) เป็นต้น

2. กลุ่ม Transitioning สัดส่วนไม่เกิน 50% ของพอร์ต

บริษัทที่รายได้ >20% ในการนำเสนอโซลูชัน และกำลังเติบโตไปสู่บริษัทที่ช่วยลดโลกร้อน ได้แก่ Emerging Solutions เช่น ผู้ผลิตรถยนต์ที่เริ่มลงทุนเพื่อพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า และ Transition Enablers เช่น ผู้ผลิตทองแดงที่สนับสนุนการเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นไฟฟ้า หรือบริการติดตั้งพลังงานหมุนเวียน

ตัวอย่างหุ้น Top Holding ในกองทุนหลัก

รีวิวกองทุน SCBCLIMATE

Source: Templeton Global Climate Change Fund as of April 2024

รีวิวกองทุน SCBCLIMATE

Source: Templeton Global Climate Change Fund as of April 2024
ข้อมูลบริษัทอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต และการลงทุนของกองทุน SCBCLIMATE มิได้ลงทุนในบริษัทข้างต้นนี้เสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทใด จะเข้าเงื่อนไขตรงกับนโยบายของกองทุน

จะเห็นว่า SCBCLIMATE กระจายการลงทุนในหุ้น Climate Change Themes หลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก โดยให้น้ำหนัก Overweight ในกลุ่ม Material ซึ่งเป็นแนวคิดที่แตกต่างและแปลกใหม่ไปจากกองทุนธีมลดโลกร้อนอื่น ๆ เหตุผลก็เพราะว่าหุ้นในอุตสากรรมดังกล่าว อย่างเช่นผู้ผลิตแร่โลหะหรือผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ ล้วนเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เกิดการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างโอกาสในการลงทุนที่กว้างขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ปัจจุบันกองทุนได้ Underweight สหรัฐฯ ที่มีราคาแพง แต่หันไป Overweight ยุโรปและเอเชียที่มี upside สูงกว่า สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของกลยุทธ์การลงทุน ตลอดจนการผสมผสานทั้งหุ้นขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ เพื่อสร้างการเติบโตสม่ำเสมอในระยะยาว

ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนหลัก

รีวิวกองทุน SCBCLIMATE

Source: Templeton Global Climate Change Fund Factsheet and Morningstar as of 30 April 2024
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

รีวิวกองทุน SCBCLIMATE

Source: Templeton Global Climate Change Fund as of 31 Mar 2024
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ภาพรวมผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนหลัก Templeton Global Climate Change Fund พบว่าตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เป็นกองทุนที่ทำผลงานได้สม่ำเสมอ ทนทานต่อสภาวะตลาดทั้งขาขึ้นและขาลง ผลตอบแทนเฉลี่ยชนะกองทุนในลักษณะเดียวกัน (Peer Group Average) รวมทั้งสามารถแข่งขันได้เมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีหุ้นโลกอย่าง MSCI All Country World Index และ MSCI ACWI Investable Market Index

หรือหากพิจารณาในมุมความเสี่ยงของการขาดทุนหนักโดยดูจากผลขาดทุนสูงสุดหรือ Maximum Drawdown จะเห็นได้ว่าในระยะยาวตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป กองทุนหลักมี Maximum Drawdown ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกองทุนในกลุ่มเดียวกันชัดเจน

รีวิวกองทุน SCBCLIMATE

Source: Morningstar as of 30 April 2024

สำหรับ Valuation ของกองทุนก็เป็นอีกไฮไลท์ที่น่าสนใจ เนื่องด้วยราคาหุ้นใน Templeton Global Climate Change Fund (As of 30/04/2024) P/E อยู่ที่ระดับ 14.5x ถูกกว่า MSCI ACWI Index และค่าเฉลี่ยของกองทุนในกลุ่มเดียวกัน ที่มี P/E ระดับ 17.5x และ 20.7x ตามลำดับ

สรุปจุดเด่นกองทุน ทำไมต้องเลือก SCBCLIMATE

1. เน้นลงทุนใน Value Stock เหมาะกับการลงทุนในระยะยาว

ชัดเจนสุดคือสไตล์ของหุ้นที่เน้น Value Stock มากกว่า Growth Stock โดยกองทุนมี Valuation ที่ถูกกว่าดัชนีหุ้นโลก และกองทุนในกลุ่มเดียวกัน ขณะที่ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนหลักก็ค่อนข้างมีเสถียรภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว จาก drawdown ที่ต่ำกว่ากองทุนในกลุ่มเดียวกัน

2. ลงทุนกระจายไม่กระจุก พอร์ตมีความยืดหยุ่นสูง

ถือว่าเป็น Thematic Fund ที่มีการกระจายลงทุนหลากหลาย ไม่จำกัดอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง และยังสามารถลงทุนในหุ้นได้ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย ทำให้รับมือกับความผันผวนได้ดี

3. Track Record ยอดเยี่ยม จากความเชื่อมั่นของนักลงทุน

กองทุนหลัก Templeton Global Climate Change Fund เป็นหนึ่งในกองทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนในระดับโลก สะท้อนจากเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสุทธิกว่า 350 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2023 พร้อมด้วยรางวัลการันตีจากองค์กรด้านความยั่งยืนชั้นนำ

รีวิวกองทุน SCBCLIMATE

Source: Templeton Global Climate Change Fund as of April 2024
ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

สรุปแล้ว SCBCLIMATE เป็นกองทุนที่ออกแบบมาได้ตอบโจทย์กับภาวะ Climate Change ของโลก รวมถึงภาวะตลาดปัจจุบันที่ผันผวนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดภาวะโลกเดือด และช่วยเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น ผ่านการลงทุนในหุ้นที่มีศักยภาพการเติบโตอย่างยั่งยืน

เพราะฉะนั้น ผู้ลงทุนจึงสามารถใช้ SCBCLIMATE เป็นหนึ่งในกองทุนส่วน Core-Portfolio สำหรับเป็นตัวแทนของหุ้นโลกได้ เพื่อเป้าหมายโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีและมีเสถียรภาพในระยะยาว

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/  


แหล่งข้อมูลอ้างอิง: Templeton Global Climate Change Fund, บลจ. ไทยพาณิชย์

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy มิถุนายน 2024: หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ปรับตัวเด่น ผลักดันดัชนี

Andrew Stotz
อัปเดตพอร์ต AWS

All Weather Strategy by A. Stotz Investment Research ประจำเดือนมิถุนายน 2024

กดที่นี่เพื่อดาวน์โหลด

สรุปมุมมองการลงทุน

  • หุ้นฟื้นตัวได้ดีมาก นำโดยหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นยุโรปกลุ่มพัฒนาแล้ว
  • ผลตอบแทนพอร์ต AWS ปรับตัวขึ้น 1.6% ในเดือนพฤษภาคม 2024 ที่ผ่านมา
  • ผู้จัดการกองทุนไม่คิดว่าเศรษฐกิจจะถดถอย
  • หนี้ของบริษัทเล็กในสหรัฐฯ เริ่มถึงเวลาชำระคืน
  • ราคาทองคำปรับสู่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง หลังจีนหันกลับมาสะสมทองคำแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และมีความต้องการทองแดงสูง

Andrew Stotz

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน All Weather Strategy สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้

ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ Finnomena
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ Finnomena

**All Weather Strategy พอร์ตกองทุนรวมจัดโดย A. Stotz Investment Research ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาว ในขณะที่ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงภาวะตลาดขาลง หากสนใจสร้างแผนการลงทุน สามารถคลิกที่นี่ https://www.finnomena.com/guruport-andrew-all-weather-create/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลยครับ


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน  | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

ชี้เป้ากองทุนแนะนำ: เฟ้นโอกาสทะยานต่อ ด้วยมุมมองที่เป็นกลาง หลากหลาย ครบทุกสไตล์การลงทุน [อัปเดต 10 มิ.ย. 2024]

Finnomena Funds
กองทุนแนะนำ

บรรยากาศการลงทุนในภาพรวมกลับมาสดใสอีกครั้ง หลังหุ้นโลกทะยานขึ้นสู่ขาขึ้น และอยู่ในโหมด Risk-On ที่นักลงทุนเชื่อมั่นว่าสินทรัพย์เสี่ยงจะยังคงวิ่งแรงต่อเนื่อง พร้อมจับตา Sentiment ดอกเบี้ยขาลงที่จะหนุนภาพตลาดหุ้นทั่วโลกจะทำผลงานโดดเด่น 

ต้อนรับมิถุนายนเดือนแห่ง Pride Month ซึ่ง Finnomena Funds เองก็ยังคงเต็มไปด้วยคำแนะนำการลงทุนที่หลากหลาย ทั้งสายสวนมองหาของดีราคาถูกแบบ FundTalk Call สายเก็งกำไรในแนวโน้มขาขึ้นกับ Mr.Messenger Call และสายมองหาโอกาสการลงทุนระยะยาว MEVT Call

กองทุนแนะนำ 10 มิถุนายน 2024

อัปเดตมุมมองการลงทุนล่าสุด ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2024 โดย Finnomena Funds

กองทุนแนะนำ FundTalk Call

โดย Jet – The Contrarian คำแนะนำการลงทุนในรูปแบบ The Contrarian Investor เน้นกลยุทธ์การลงทุนที่หาสินทรัพย์ที่ถูกทิ้ง จนราคาปรับตัวลงลึกมากจนเกินไป แต่ศักยภาพการเติบโตยังดี ประกอบกับมีลมหนุนที่ทำให้เริ่มเห็นสัญญาณการกลับตัวขึ้นได้ ทำให้มีโอกาสได้เข้าลงทุนในสินทรัพย์ที่ดี ราคาถูก ตอนที่คนไม่เหลียวแล

1.) MUBONDUH-A

กองทุนตราสารหนี้สหรัฐฯ (ความเสี่ยงระดับ 4) ลงทุนใน US Aggregate Bond ที่มี Duration ระยะยาวประมาณ 6 ปี เพื่อรับประโยชน์เต็มที่เมื่ออัตราดอกเบี้ยโลกวิ่งที่ทิศทางขาลง ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน

2.) TISCOAI

กองทุนหุ้นโลกเทคโนโลยี AI & Big Data (ความเสี่ยงระดับ 6) ซึ่งจะเข้าไปลงทุนในบริษัทที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรด้าน AI และ Big Data ในตลาด Nasdaq โดยแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากคาดว่าหุ้นโลกสไตล์เติบโตจะกลับมา Outperform 

3.) PRINCIPAL GCLEAN-A

กองทุนหุ้นพลังงานสะอาด (ความเสี่ยงระดับ 6) ประกอบไปด้วยหุ้นกลุ่ม Clean Energy ทั่วโลก เน้นธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังงานลม และผู้ผลิตแผงโซล่าเซลล์ ที่มักทำผลงานได้ดีเมื่อดอกเบี้ยเตรียมกลับทิศสู่ขาลง

กองทุนแนะนำ Mr.Messenger Call

โดย Bank – Trend Follower คำแนะนำการลงทุนในรูปแบบ Trend Follower Investor มุ่งสร้างโอกาสทำกำไรในระยะสั้น-กลาง โดยเน้นการใช้ปัจจัยทางเทคนิคจับจังหวะตลาด ศึกษาพฤติกรรมของราคาสินทรัพย์ในอดีต โดยใช้หลักสถิติเพื่อนำมาคาดการณ์พฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ในอนาคต และช่วยให้หาจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม

1.) KFJPINDX-A

กองทุนหุ้นญี่ปุ่น (ความเสี่ยงระดับ 6) เป็น Passive Fund มุ่งหวังให้ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี Nikkei 225 มองเป็นจังหวะ “ย่อซื้อ” หลังดัชนีปรับตัวลงทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน และสามารถกลับมายืนเหนือแนวรับสำคัญ พร้อมคาดว่า BOJ จะไม่ดำเนินนโยบายแบบเชิงรุก ทำให้ค่าเงินเยนมีโอกาสอ่อนค่าลง

2.) SCBSEMI(A)

กองทุนหุ้นในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (ความเสี่ยงระดับ 7) เป็นโอกาสเข้า “ซื้อ” หลัง VanEck Semiconductor ETF (SMH) ทะลุแนวต้าน Downtrend Line และเกิด Bullish Signal เพื่อลงทุนในหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำของเทคโนโลยี AI

3.) SCBNEXT(A)

กองทุนหุ้นเทคโนโลยี (ความเสี่ยงระดับ 6) ได้เวลากลับ “เข้าเก็งกำไร” ผ่าน ARK Next Generation Internet ETF (ARKW) ซึ่งเน้นบริษัทนวัตกรรมแห่งอนาคต ซึ่งพร้อมทะยานขึ้นรอบใหม่ 

กองทุนแนะนำ MEVT Call

คำแนะนำการลงทุนในกองทุนเด่นที่มีโอกาสทำผลตอบแทนได้ดีในระยะกลาง-ยาว โดยพิจารณาปัจจัยรอบด้านตาม MEVT Framework ได้แก่ Macro ปัจจัยเชิงมหภาค, Earnings วิเคราะห์การเติบโตของกำไร, Valuation การวิเคราะห์มูลค่าของสินทรัพย์ที่ลงทุน และ Technical ปัจจัยอื่น ๆ เช่น fund flow, sentiment, seasonal statistic และ technical analysis

1.) PRINCIPAL VNEQ-A

กองทุนหุ้นเวียดนาม (ความเสี่ยงระดับ 6) แนะนำ “ทยอยสะสม” เพื่อโอกาสการลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตสูง แนวโน้มกําไรของบริษัทจดทะเบียนยังโดดเด่น และมี Upside จากการยกระดับตลาดสู่ Emerging Markets

2.) UOBSA

กองทุนหุ้น Asia ex Japan (ความเสี่ยงระดับ 6) แนะนำ “ทยอยสะสม” ด้วยกลยุทธ์การคัดเลือกหุ้นที่โดดเด่นจากการใช้ AI ร่วมกันผู้จัดการกองทุน อีกทั้งยังรับปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคที่ฟื้นตัว และเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียชัดเจนมากขึ้น

3.) SCBKEQTG

กองทุนหุ้นเกาหลีใต้ (ความเสี่ยงระดับ 6) แนะนำ “ทยอยสะสม” เป็นจังหวะฟื้นตัวตามวัฏจักร Semiconductor และยังมีปัจจัยหนุนจากโครงการ Value-up program เพื่อส่งเสริมมูลค่าตลาดหุ้น โดย Valuation ก็ยังไม่แพง 

กองทุนไหนดี ดูคำแนะนำทั้งหมดได้ที่ 👉 finno.me/opphub

ลงทุนที่ Finnomena Funds แจกฟรี 10,000 FINT* แลกรับส่วนลดค่าธรรมเนียมซื้อกองทุน (Cashback) สูงสุด 20,000 บาท*

‍‍‍‍‍‍เข้าร่วมกิจกรรม👉 คลิกเลยที่นี่

ระยะเวลากิจกรรมตั้งแต่วันที่ 4 – 30 มิ.ย. 2024
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด เฉพาะกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมการซื้อ และไม่ได้เข้าร่วมโปรโมชันอื่น โดย Cashback ที่ได้รับจะไม่เกิน 0.2% ของมูลค่าเงินลงทุน ตามที่บริษัทกำหนด

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

รวมกองทุนหุ้น Nvidia ลงทุนกับผู้ชนะแห่งยุคสมัย AI

Park Kathawut
กองทุน Nvidia

ถ้าจะพูดถึง Super Stock แห่งยุคนี้ แน่นอนว่าต้องเป็น NVDA หรือ Nvidia Corporation ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลก ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง จนมูลค่าบริษัทพุ่งทะลุ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐได้สำเร็จ

Market capitalization of NVIDIA

ภาพแสดงความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น Nvidia ตั้งแต่ปี 2001 จนถึงปี 2024
Source: companiesmarketcap as of 06/06/2024 

ราคาหุ้น Nvidia พุ่งทะยานเป็นจรวด ตั้งแต่ต้นปี 2023 ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 500% ทำ All Time High ครั้งแล้วครั้งเล่า ขึ้นไปติดทำเนียบ Trillion Dollar Club เป็นรายล่าสุด และตอนนี้ก็กำลังท้าชิงตำแหน่งเบอร์ 1 ของโลก

Nvidia โตเหนือความคาดหมาย

การเติบโตของ Nvidia นั้นมาจากผลประกอบการที่เหนือความคาดหมาย เนื่องจากธุรกิจ Data Center และกระแสของ Generative AI กำลังเป็นเทรนด์ขาขึ้น ทำให้ความต้องการชิป Nvidia สูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

ผลประกอบการล่าสุดงวด Q1/2025 ของบริษัท (สิ้นสุดเดือนเมษายน 2024) ก็ยังแข็งแกร่งสุด ๆ สรุปสั้น ๆ คือกำไรแกร่งกว่าคาด ส่วน Guidance ก็ยังดีอีกด้วย

  • รายได้ $26.0 พันล้าน โต 262% YoY
  • กำไร $14.9 พันล้าน โต +628% YoY
  • คิดเป็น Net Margin สูงถึง 57%

 

ผลประกอบการ Nvidia

Source: App Economy Insights, Nvidia Financial Reports as of 28/05/2024

ที่น่าสนใจคือรายได้จาก Data Center โตระเบิด 427% YoY และ 24% QoQ ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ $2.26 หมื่นล้าน ทำให้ไตรมาสนี้ Nvidia มีสัดส่วนรายได้ 87% จากธุรกิจ Data Center พูดง่าย ๆ ว่านี่คือหุ้นเจ้าแห่งชิป AI และ Big Data อย่างแท้จริง

สำหรับแนวโน้มไตรมาสถัดไป บริษัทคาดว่าจะยังคงทำรายได้เติบโตต่อเนื่องที่ระดับ $28 พันล้าน สูงกว่าที่ Bloomberg Consensus มองไว้ $26.8 พันล้าน

ธุรกิจ Data Center ของ Nvidia

Source: Nvidia Financial Reports as of 28/05/2024

ยุคสมัยใหม่ของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค AI

เทคโนโลยี และ GPU ของ Nvidia จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการประมวลผลของ generative AI ที่สามารถใช้ได้กับทุกผลิตภัณฑ์ของบริษัทชั้นนำทั่วโลก

– Jensen Huang ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Nvidia –

Nvidia ทำธุรกิจอะไร ทำไมครองตลาด AI

เชื่อว่าเป็นคำถามที่หลายคนยังสงสัยว่าธุรกิจหลักในปัจจุบันของ Nvidia คืออะไร? กลุ่มธุรกิจไหนเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโต แล้วทำไมบริษัทนี้ถึงกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้ชนะในอุตสาหกรรม AI ชนิดทิ้งห่างคู่แข่งยาว ๆ 

เพราะภาพจำของคนส่วนใหญ่มักจะมอง Nvidia เป็นผู้ผลิตการ์ดจอสำหรับการเล่มเกมที่ตีคู่มากับ AMD และ Intel

อย่างไรก็ตาม ตลาดการ์ดจอพัฒนาไปไกลมาก โดยถูกหยิบไปใช้งานในหลายอุตสาหกรรม เช่น Generative AI, Cloud Computing, Autonomous Vehicle และ Cryptocurrency เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่อาศัยการ์ดจอที่มีขุมพลังสูง

ความแตกต่างของ Nvidia คือการมีชิป A100 ที่ถูกออกแบบภายใต้สถาปัตยกรรม Ampere ซึ่งสามารถประมวลข้อมูลได้เร็วกว่า แรงกว่า และเหนือกว่าคู่แข่ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Nvidia ครองส่วนแบ่งตลาดไปเลย

ดังนั้น โครงสร้างรายได้ของ Nvidia ก็เปลี่ยนไปเยอะมากเช่นกัน แม้จะยังขายชิปการ์ดจอสำหรับอุตสาหกรรมเกมอยู่ แต่ก็มีธุรกิจอื่น ๆ เข้ามาเป็น New S-Curve จึงทำให้สัดส่วนรายได้ล่าสุดของบริษัท เป็นดังนี้

  1. ธุรกิจ Data Center ประมาณ 81%
  2. ธุรกิจ Gaming ประมาณ 13%
  3. ธุรกิจอื่น ๆ ได้แก่ แพลตฟอร์ม Metaverse และยานยนต์ อีกประมาณ 6%

 

ถามว่า Data Center คือธุรกิจอะไรบ้าง สรุปสั้น ๆ คือชิปสำหรับประมวลผลของศูนย์ข้อมูลที่ให้บริการต่าง ๆ เช่น Microsoft Office, Google Docs, Amazon Web Services รวมไปถึงชิปประมวลผลการทำงานของ AI เพื่อใช้ฝึก Deep learning ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ซึ่งที่เห็นชัด ๆ อย่างเช่น ChatGPT และ Bard นั่นเอง

nvidia breakdown Source: Nvidia Financial Reports, App Economy as of 28/05/2024

โพยกองทุนหุ้น Nvidia

อยากซื้อกองทุนที่มีหุ้น Nvidia สัดส่วนเยอะ ๆ มีกองไหนให้เลือกบ้าง บทความนี้จึงรวบรวมมาให้เลือกด้วยกัน ดังนี้

ศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://finnomena.com/fund
หมายเหตุ: สัดส่วนการถือหุ้น NVDA เป็นการรวบรวมในเบื้องต้น ณ วันที่ 23/05/2024 อาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามนโยบายของกองทุน

กองทุน AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่ Finnomena Funds แนะนำ

สำหรับใครที่อยากลงทุนในอุตสากรรมต้นน้ำของ AI อย่างผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ Mr.Messenger Call แนะนำเข้าเก็งกำไรระยะสั้นในกองทุน SCBSEMI(A) ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (ความเสี่ยงระดับ 7) หลัง VanEck Semiconductor ETF (SMH) ทะลุแนวต้าน Downtrend Line และเกิด Bullish Signal

ในขณะที่ใครอยากเน้นค้นหาหุ้นปลายน้ำที่ได่รับประโยชน์จากการพัฒนาเทคโนโลยี AI มุมมองของ FundTalk Call แนะนำเข้าสะสมกองทุน TISCOAI กองทุนหุ้นโลกเทคโนโลยี AI & Big Data (ความเสี่ยงระดับ 6) ซึ่งจะเข้าไปลงทุนในบริษัทที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรด้าน AI และ Big Data


หล่งข้อมูล

  • investor.nvidia.com
  • Nvidia ‘should have at least 90%’ of AI chip market with AMD on its heels, Market Watch
  • การเดินทางของ Nvidia จากการ์ดจอสู่ 1 Trillion Dollar Club, SETinvestnow
  • Nvidia จะเป็นแชมป์แห่ง AI Semi และ software, Morningstar Thailand

 

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยงและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม SSF และ RMF กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขกองทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

ซินจ่าวเวียดนาม

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
ซินจ่าวเวียดนาม

ผมเพิ่งกลับจากการเดินทางไปเยือนเมืองโฮจิมินห์ 2 วัน หลังจากที่ไปครั้งสุดท้ายเมื่อปลายปี 2560 หรือประมาณ 6-7 ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากที่ผมไม่ได้ “สัมผัส” กับ “บรรยากาศ” ของประเทศเวียดนามที่ผมมั่นใจว่ากำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเห็นได้จากตัวเลขทางเศรษฐกิจและข่าวสารต่าง ๆ ที่ออกมาตลอดเวลาไม่ต้องพูดถึงราคาและดัชนีตลาดหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมาโดยเฉพาะ 2-3 ปีหลังนี้

การไป “เห็นกับตา” และได้เยี่ยมเยียนร้านค้า บ้านเมือง และธุรกิจ รวมถึงการได้คุยกับ “คนเวียดนาม” ที่หลากหลายนั้น จะ Confirm หรือยืนยันว่าสิ่งที่ผมคิดในเรื่องต่าง ๆ ของเวียดนามนั้นเป็นจริงหรือไม่ และอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไปด้วยความเชื่อมั่นที่สูง ทั้งหมดนั้นจะช่วยให้ผมสามารถ “ลงทุนระยะยาว” ในธุรกิจและบริษัทที่จะเป็น “ซุปเปอร์สต็อก” ได้อย่างมั่นใจและสบายใจขึ้น

รายการแรกที่ผมทำเมื่อเดินทางถึงที่พักทันทีก็คือการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวชื่อดังของเวียดนามถึงเรื่องของการลงทุนของผมในเวียดนามและมุมมองต่าง ๆ เกี่ยวกับตลาดหุ้นและบริษัทจดทะเบียน ความรู้สึกก็คือ ขณะนี้การลงทุนในตลาดหุ้นเป็นกิจกรรมที่คนเวียดนามสนใจมาก ว่าที่จริงจำนวนนักลงทุนส่วนบุคคลในเวียดนามนั้นเกินกว่า 7 ล้านคน และน่าจะมากกว่าตัวเลขของตลาดหุ้นไทยแล้ว ปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนรายย่อยต่อวันในช่วงเร็ว ๆ นี้ผมคิดว่าน่าจะมากกว่าตลาดหุ้นไทยแล้ว

ถ้าดูจากตัวเลขว่าปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันของไทยประกอบไปด้วยการเทรดของต่างชาติเป็นหลักในขณะที่ตลาดหุ้นเวียดนามนั้น เป็นนักลงทุนส่วนบุคคลน่าจะระดับ 80-90% ขึ้นไป

นั่นก็ทำให้ผมคิดว่า เมื่อถึงวันที่ตลาดหุ้นเวียดนามได้รับการปรับขึ้นเป็น “Emerging Market” เหมือนกับประเทศหลักอื่น ๆ ของอาเซียนซึ่งทำให้นักลงทุนสถาบันใหญ่ ๆ ของโลกสามารถเข้ามาลงทุนได้ ตลาดหุ้นเวียดนามจะคึกคักขึ้นมาอีกแค่ไหน และนั่นก็อาจจะกำลังเกิดขึ้นในอีกแค่ 2-3 ปี ข้างหน้า

ในฐานะของนักลงทุนแบบ “VI” ผมพยายามถามนักข่าวว่านักลงทุนของเวียดนามนั้นเป็น VI กันบ้างไหม? คำตอบดูเหมือนว่าคำ ๆ นี้ยังไม่แพร่หลายนัก อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าการเล่นหุ้นกันเป็นก๊วน ๆ นั้นน่าจะมีมาก และแนวทางจะเป็นการเล่น “เก็งกำไร” เป็นหลัก และจากที่ผมเข้าใจก็คือ ในตลาดหุ้นเวียดนามนั้น มีการใช้มาร์จินที่สูงกว่าของไทย เช่น อาจจะได้ถึง 60-70% และในบางช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลง ก็จะลงแรงมากเนื่องจากการฟอร์สเซล

สรุปก็คือ ตลาดหุ้นเวียดนามตอนนี้อาจจะคล้าย ๆ กับช่วงที่ตลาดหุ้นไทยยังไม่มี “VI” และแนวทาง VI ที่แข็งแกร่งอย่างวันนี้ แต่มี “นักเก็งกำไร” ที่กำลังเข้ามาเล่นหุ้นในตลาดที่กำลังร้อนแรงตามภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตถึงจุดที่ทำให้บริษัทจดทะเบียนจำนวนมากเติบโตและทำกำไรมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่องในบริษัทขนาดกลางและใหญ่ ซึ่งส่งผลให้หุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นขนาดกลางตั้งแต่ระดับ 30 ถึง 100 ของตลาดหุ้น ที่ทำผลงานการลงทุนได้โดดเด่นมาก ผมเองไม่รู้ว่าสุดท้ายตลาดหุ้นเวียดนามจะมี “ขบวนการ VI” แบบตลาดหุ้นไทยหรือไม่ และถ้ามี หุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” ก็อาจจะกำเนิดขึ้นได้เร็วกว่าที่คิด

กลับมาที่สภาพของเมืองโฮจิมินห์ ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมานั้น สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือบนถนนหนทางที่เต็มไปด้วยมอเตอร์ไซต์ในระดับน่าจะ 90% ขึ้นไป ถึงวันนี้ผมประมาณว่ามีรถยนต์น่าจะพอ ๆ กับมอเตอร์ไซต์ที่ประมาณ 50-50 แล้ว

ในส่วนของบ้านเรือนนั้น คอนโดมิเนียมและตึกสูงผุดขึ้นมามากมายและราคาบ้านก็แพงขึ้นจนเหลือเชื่อ “เหมือนเดิม” และคนนอกที่เป็นชาวต่างชาติก็จะไม่มีวันเข้าใจว่าคนส่วนใหญ่ที่เป็นคนกินเงินเดือนนั้นจะมีเงินซื้อบ้านได้อย่างไร แต่บ้านก็ยังขายได้ในราคาที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ ว่าที่จริงนี่ก็เหมือนเมืองไทยในช่วงที่ผมทำงานในบริษัทหลักทรัพย์ใหม่ ๆ และเพื่อนร่วมงานที่เป็นฝรั่งคุยกับผมว่าเขาไม่เข้าใจว่าคนไทยจะซื้อบ้านได้อย่างไรเมื่อคำนึงถึงอัตราเงินเดือนที่น้อยมากเทียบกับราคาบ้านในขณะนั้น

เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ผมจำได้ว่าภรรยาผมที่ไปด้วยกันมักชอบไปชอปปิงซื้อของที่ระลึกที่ “ตลาดเบียนถัน” ซึ่งเป็นตลาดสดขนาดใหญ่กลางเมือง ของที่ซื้อก็เป็นแบบงานฝีมือ เสื้อผ้าและเครื่องประดับก็เป็นแนวแฟชั่นรุ่นเก่าบ่งบอกถึงวัฒนธรรมเวียดนาม

รอบนี้ผมไม่มีเวลาไปตลาดเบียนถันแต่ไปตลาดคล้าย ๆ กันใกล้โรงแรมที่พัก สินค้าที่ผมเห็นและคนไทยต่างก็ไปรุมซื้อกันนั้น เป็นแนวเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และอื่น ๆ อีกมาก ที่เป็นของ “ก็อป” ยี่ห้อระดับโลก ที่มีคุณภาพเหมือนหรือใกล้เคียงมากกับ “ของจริง” แต่ราคาห่างกัน 10 เท่า นั่นทำให้ผมนึกถึงช่วงหนึ่งน่าจะ 25-30 ปีก่อน ที่คนไทยไปเมือง “เสิ่นเจิ้น” ของจีนเพื่อซื้อของ “ก็อป” คุณภาพดีราคาถูกมาก ในช่วงที่จีนกำลังกลายเป็น “โรงงานผลิตของโลก” ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ Confirm ว่าเวียดนามกำลังจะกลายเป็น “โรงงานของโลก” อีกแห่งหนึ่ง

ผมมีโอกาสไปเมืองที่เป็นนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ใกล้หรือติดกับโฮจิมินห์ สิ่งที่เห็นก็คือ โรงงานที่ทันสมัยจำนวนมากกระจายกันไปเต็มเมือง และก็พบคอนโดมิเนียมที่อยู่อาศัยที่สร้างขึ้น พร้อม ๆ กับชอปปิงมอลใหม่ ๆ ที่ออกแบบอย่างสวยงาม นี่คือเมืองสมัยใหม่ของเวียดนามที่จะโชว์ความเป็นสังคมที่ก้าวหน้าเทียบทันหรือเหนือกว่าประเทศพัฒนาแล้วที่มีอาคารและ/หรือสาธารณูปโภคที่เริ่ม “เก่าแล้ว” และไม่รู้จะสร้างใหม่เพื่ออะไรในเมื่อคนน้อยลงและเศรษฐกิจเริ่มโตช้าแล้ว นี่ก็น่าจะคล้าย ๆ กับจีนกระมังที่คนไปเห็นอาคาร ถนนหนทาง การสื่อสารที่ดูเหนือกว่าประเทศพัฒนาแล้วในตะวันตกมาก

ผมได้ไปเยี่ยมบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีของเวียดนามคือ FPT โดยไปเยี่ยมแผนกงานที่ให้บริการทำระบบและเขียนโปรแกรมให้กับบริษัทชั้นนำระดับโลกโดยเฉพาะทางด้านของรถยนต์และการบินโดยเฉพาะที่ใช้เครื่องบินของบริษัทแอร์บัส ความรู้สึกก็คือ งานเหล่านี้มีความสำคัญในระดับโลกที่หาคนแทนได้ยาก ไม่ใช่เป็นบริษัทที่ทำเทคโนโลยีที่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ชั่วข้ามคืนเมื่อมีของใหม่ออกมาหรือเมื่อความนิยมหายไป แต่เป็นบริษัทที่เกาะไปกับบริษัทเทคโนโลยีของโลกโดยอาศัยจุดแข็งที่ว่าเวียดนามมีคนเขียนโปรแกรมจำนวนมหาศาลที่ค่าแรงถูกกว่าที่อื่นมากเมื่อเทียบกับศักยภาพของคน ดังนั้น บริษัทใหญ่ ๆ ของโลกต่างก็ต้องการใช้บริการ

และคนเวียดนามที่ทำงานกับ FPT เองจำนวนมากก็มาจากมหาวิทยาลัย FPT ที่มีสาขาทั่วประเทศและผลิตนักเขียนโปรแกรมปีละหลายหมื่นคน ซึ่งผมเองก็มีโอกาสเยี่ยมมหาวิทยาลัย FPT แห่งหนึ่งที่มีนักศึกษาประมาณหมื่นคน โดยไก้ด์ 2 คนที่มาต้อนรับนำชมเป็นเด็กที่เรียนอยู่ปี 2 และปี 4 ในคณะบริหารการตลาด ทั้ง 2 คนเป็นอาสาสมัครและถือว่าเป็นการทำกิจกรรมนักศึกษา VI ไทย 5-6 คนที่ไปเยี่ยมนั้นต่างก็ประทับใจในความสามารถโดยเฉพาะการพูดภาษาอังกฤษมาก โดยเฉพาะเขาเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเองผ่านยูทูปเป็นหลัก

เมื่อเราถามว่าจบการศึกษาแล้วเขาจะทำอะไร คำตอบก็คือ เขามี “ความฝัน” และเมื่อเราถามต่อ คำตอบหนึ่งก็คือการไปเรียนต่อต่างประเทศ ทั้ง ๆ ที่ดูเหมือนว่าครอบครัวจะไม่รวย เขาก็คงจะหาทางไป อาจจะขอทุนอะไรแบบนั้น แต่นี่ก็คงตรงกับข้อมูลระดับสากลที่บอกว่านักศึกษาเวียดนามไปเรียนต่อต่างประเทศสูงที่สุดในอาเซียนและสูงกว่าอินโดนีเซียทั้ง ๆ ที่คนน้อยกว่ามาก และรายได้ต่อหัวของเวียดนามก็ยังต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศใหญ่ของอาเซียน

การไปเวียดนามครั้งนี้ ผมพบกับ “คนรุ่นใหม่” ที่อายุยังไม่มาก ซึ่งรวมถึงพนักงานที่มาต้อนรับและให้บริการหรือมาร่วมงาน ผมพบว่าพวกเขาต่างก็มี “ความฝัน” หรือมีความหวัง และทุ่มเทความพยายามเพื่อบรรลุสู่ความสำเร็จ อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่ประทับใจก็คือการพูดภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยที่ดีมากแม้ว่าแบ็คกราวไม่ได้เรียนมาทางภาษาโดยตรง พวกเขาอาจจะรู้ว่า ถ้าจะพัฒนาและก้าวหน้า เขาจะต้องมีความสามารถในการสื่อสารทางภาษาได้ดี ดังนั้น เขาก็ต้องขวนขวายเรียนรู้ โดยเฉพาะผ่านทางยูทูบ

ผมสรุปว่า คนเวียดนามมีศักยภาพสูงพอที่จะพัฒนาตนเอง ซึ่งก็เท่ากับพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปอีกนานเป็นสิบ ๆ ปีขึ้นไปเป็นอย่างน้อย การเติบโตจะขึ้นไปสูงจนทำให้ประเทศกลายเป็นอย่างน้อยก็ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง แต่ผมคิดว่าอย่างน้อยน่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วขั้นต้นมากกว่า โดยปัจจัยที่ทำอย่างนั้นได้ก็คือ คุณภาพของคนที่มีศักยภาพและความสามารถทางวิทยาศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ ที่จำเป็นในการแข่งขันระดับโลกในอนาคต

ทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้เชียร์ให้ซื้อหุ้นโดยเฉพาะเป็นรายตัวรวมถึง FPT หรือแม้แต่กองทุนรวมเวียดนาม เหตุผลก็เพราะมันอาจจะขึ้นมามากและเร็วเกินไป การซื้อหุ้นต้องคำนึงถึงราคาด้วยเสมอ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ได้ลงทุนระยะยาวจริง ๆ ที่สามารถทนถือหุ้นได้แม้ว่าระยะสั้นหุ้นอาจจะตกมาแรงได้ และตลาดหุ้นเวียดนามก็เป็นอย่างนั้น คือขาลงนั้น บางทีก็หนักจนรับไม่ไหว

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Real-World Assets (RWAs) เทรนด์เปลี่ยนสินทรัพย์จริงสู่โลกดิจิทัล

Bitkub Exchange
Real-World Assets (RWAs) เทรนด์เปลี่ยนสินทรัพย์จริงสู่โลกดิจิทัล

Real-World Assets คืออะไร?

Real-World Assets (RWAs) คือ สินทรัพย์ที่มีอยู่จริงในโลกทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Tangible Assets) เช่น อสังหาริมทรัพย์, ทองคำ, อัญมณี, ของสะสม, งานศิลปะ, ของเก่า, สินค้าโภคภัณฑ์ หรือสินทรัพย์ที่ไม่สามารถจับต้องได้ (Intangible Assets) เช่น สิทธิบัตร, เครื่องหมายการค้า, หุ้น, หนี้สินของบริษัท เป็นต้น ที่ถูกนำมา Tokenize เปลี่ยนสินทรัพย์ให้กลายเป็นโทเคนดิจิทัล เพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนทำธุรกรรมบนบล็อกเชนผ่าน Smart Contract

ตัวอย่างของโปรเจค RWAs ที่เกิดขึ้นจริง

1. เงิน

CBDC คือเงินในรูปแบบดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางของแต่ประเทศ มีคุณสมบัติไม่ต่างจากเงิน Fiat ที่เป็นธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ที่ทุกคนจับต้องได้แต่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย CBDC ถูกสร้างขึ้นบนเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และความสะดวกรวดเร็วในการทำธุรกรรมให้กับผู้ใช้ จะเปรียบเทียบเป็น Stablecoin ที่ออกโดยธนาคารกลางก็ว่าได้ CBDC ส่วนใหญ่ที่ทำงานบนบล็อกเชนจะเป็นระบบบล็อกเชนแบบปิด (Private Blockchain) ของธนาคารกลางเอง หมายความว่าทางธนาคารกลางหรือภาครัฐยังมีอำนาจในการตรวจสอบและควบคุม CBDC ของตัวเองในระดับหนึ่ง

ข้อมูลติดตามการพัฒนาและเริ่มใช้จริงของ CBDCs ล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2024 จากเว็บไซต์ www.atlanticcouncil.org/cbdctracker/ ระบุว่าจำนวนประเทศที่ได้มีการ Launched เริ่มใช้จริงแล้วมี 3 ประเทศ ได้แก่ ไนจีเรีย จาไมกา และบาฮามาส ส่วนประเทศที่อยู่ในช่วง Pilot มีมากถึง 36 ประเทศ นำโดย จีน รัสเซีย ออสเตรเลีย บราซิล อินเดีย รวมถึงประเทศไทยด้วย

2. หุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาล

เมื่อมกราคม 2023  “Ondo Finance” บริษัทเทคโนโลยีฝั่งสหรัฐ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มทางการเงินที่เชื่อมต่อนักลงทุนให้เข้าถึงตลาดพันธบัตรสหรัฐฯแบบ On-chain ได้เปิดตัวกองทุนโทเคนรองรับการลงทุนในหุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ถือ Stable Coins ทั่วโลกลงทุนในหุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ โดยกองทุนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่ออุดช่องว่างที่มีมากขึ้นระหว่างผลตอบแทนบนเชนกับนอกเชน

Source: https://ondo.finance/ousg

Ondo มีมุมมองว่าการนำสินทรัพย์จากโลกแห่งความจริงเข้าสู่ระบบ DeFi จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะเพิ่มความมั่นคงและความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นให้กับวงการ ไม่เพียงเท่านี้ การเพิ่มสินทรัพย์ในกลุ่ม RWA เข้ามายังอาจสามารถดึงดูดนักลงทุนที่คุ้นเคยกับสินทรัพย์แบบดั้งเดิมให้เข้ามาในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลได้มากขึ้น ซึ่งจะสามารถผลักดันให้วงการสินทรัพย์ดิจิทัลเติบโตขึ้นได้อย่างก้าวกระโดด

3. เพชรและอัญมณี

Diamond Standard ได้ปลดล็อกศักยภาพการลงทุนของเพชรผ่านการ Tokenize บนเครือข่าย Hedera ทำให้เกิดวิธีการซื้อขายที่เข้าถึงได้มากขึ้น แถมยังปลอดภัยและโปร่งใสจากการสร้างโทเค็นบนเครือข่าย Hedera ที่ทำให้มั่นใจได้ว่า Diamond Commodity Token แต่ละอันเป็นตัวแทนของ Diamond Standard Coin หรือ Diamond Standard Bar อย่างแท้จริง และการเป็นเจ้าของ Diamond Commodity Token นั้นเชื่อมโยงโดยตรงกับ ความเป็นเจ้าของเพชรทางกายภาพ นักลงทุนสามารถซื้อและขาย Diamond Commodity Tokens จากการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลได้ ช่วยให้ผู้อื่นลงทุนในเพชรโดยไม่ต้องเป็นเจ้าของและจัดการเพชรด้วยตนเอง ในปัจจุบันเพชรเพื่อการลงทุนมี Total Supply ทั้งหมดราว 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมี Trading Volume ของเพชรที่ Tokenized แล้วอยู่ที่ประมาณ 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ

Source: https://hedera.com/users/diamond-standard

เทรนด์ RWAs และสัญญาณที่ส่งถึงนักลงทุน

1. การเติบโตของเทคโนโลยี

เทรนด์จะโตได้ ก็ต่อเมื่อเทคโนโลยีเอื้ออำนวย นี่คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ RWAs กลับมาบูมอีกครั้งในปี 2024 คือความก้าวหน้าของเทคโนโลยี Blockchain และ Smart Contract เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอย่างมากจนสามารถรองรับการทำ Tokenize สินทรัพย์โลกจริงได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การใช้งาน Smart Contract ช่วยให้กระบวนการตรวจสอบ การโอน และการจัดการสินทรัพย์เป็นไปอย่างเป็นระบบ รวดเร็ว และเชื่อถือได้มากขึ้น

2. การยอมรับที่เพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ดิจิทัล

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สินทรัพย์ดิจิทัล เช่น คริปโตเคอร์เรนซี ได้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในวงกว้างอย่างเช่นการเกิดขึ้นของ Crypto ETF ในต่างประเทศ ส่งผลให้นักลงทุนและสถาบันการเงินเริ่มเข้าใจและเชื่อมั่นมากขึ้นในการถือสินทรัพย์ดิจิทัลที่จับต้องไม่ได้อย่างโทเคนด้วย การยอมรับ RWAs และการทำ Tokenize สินทรัพย์โลกจริงจึงถูกกลับมามองอีกครั้ง และอาจเพิ่มโอกาสให้กับนักลงทุนสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงเพราะมีอยู่จริงใน Real World และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ๆ ได้

3. การปรับปรุงกฎระเบียบ

การปรับปรุงกฎระเบียบในหลายประเทศช่วยสร้างความชัดเจนและความมั่นใจให้กับนักลงทุน สถาบันการเงินและนักลงทุนต้องการความมั่นใจในเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายและความปลอดภัยในการลงทุน กฎระเบียบที่ชัดเจนช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความไว้วางใจในตลาด RWAs ทำให้นักลงทุนมั่นใจในการลงทุนและการทำธุรกรรม

4. การกระจายความเสี่ยงของนักลงทุน

ในยุคที่ตลาดการเงินมีความผันผวน นักลงทุนมองหาวิธีการกระจายความเสี่ยงและการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าจริง การทำโทเคนสินทรัพย์โลกจริงช่วยให้นักลงทุนสามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินมีค่า และสินทรัพย์อื่นที่มีมูลค่าจริงได้ง่ายขึ้น การทำโทเค็นทำให้นักลงทุนสามารถซื้อขายสินทรัพย์เหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วและมีสภาพคล่องสูง

5. การเพิ่มขึ้นของแพลตฟอร์มและโปรโตคอล

การเติบโตของแพลตฟอร์มและโปรโตคอลการทำโทเคนช่วยให้การเข้าถึงและการใช้งาน RWAs เป็นไปอย่างง่ายดายและสะดวกสบาย แพลตฟอร์มเหล่านี้มักมีเครื่องมือและฟังก์ชันที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถซื้อขายและจัดการสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มขึ้นของแพลตฟอร์มที่มีคุณภาพสูงยังช่วยให้ตลาด RWAs เติบโตและมีความหลากหลายมากขึ้น

ข้อกังวลเกี่ยวกับ RWAs

ความปลอดภัย รวดเร็ว และโปร่งใส่ ยังคงเป็นสิ่งที่ท้าทายบนการทำธุรกรรมกับสินทรัพย์ดิจิทัล นอกจากการนำสินทรัพย์ในโลกจริงที่มีมูลค่าและจับต้องได้มาทำให้เป็นโทเคนแล้ว ยังมีในเรื่องของการดูแลรักษาวัตถุทางกายภาพที่ต้องทำอย่างถูกกฎหมายและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุนอีกด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าสินทรัพย์นั้นแทนวัตถุเดียวกันกับที่นักลงทุนตั้งใจจะซื้อ และตลาดต้องมีสภาพคล่องและความต้องการเพื่อให้มันเจริญเติบโตได้อีกด้วย 

เราได้เห็นความเป็นไปได้ในการนำ RWAs Tokenization มาใช้ในหลายธุรกิจด้วยการทำให้สินทรัพย์ในโลกจริงสามารถแลกเปลี่ยนและบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยเปิดโอกาสใหม่ให้กับนักลงทุนและธุรกิจต่าง ๆ ในการเข้าถึงตลาดและโอกาสในการลงทุนที่หลากหลาย อาจส่งผลให้ RWAs มีมากขึ้นและเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับความพร้อมของความสนใจของตลาดและนักลงทุนผู้คุ้นเคยกับสินทรัพย์ในโลกจริงที่จับต้องได้ การศึกษาหาความรู้ก่อนกระโดดเข้ามาในโลกของสินทรัพย์ดิจิทัลจึงจำเป็นและสำคัญก่อนการตัดสินใจลงทุน

อ้างอิง Bitkub Blog, Bitkub Blog 2, RYT9, Hedera

บทความโดย Bitkub.com


คำเตือน:

– สินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

– ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ข้อเสนอการลงทุนหรือการจัดการใด ๆ ของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เนื้อหาข้างต้นเป็นการรวบรวมเนื้อหาโดยใช้ข้อมูลในอดีตอาจมีการคลาดเคลื่อนได้ นักลงทุนควรศึกษาและทำความเข้าใจก่อนลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด

Finnomena Funds

Weekly Market Insight

ประจำสัปดาห์  10/06/2024 – 14/06/2024

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

THIS ISSUE
สรุปข่าวเศรษฐกิจรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

EYE ON THIS WEEK
ประเด็นน่าจับตามองในสัปดาห์นี้

MARKET
ภาพรวมตลาดและสินทรัพย์ที่น่าสนใจ

FINNOMENA PORT PERFORMANCE
ผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุน

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์”

กดที่นี่เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

กองทุนหุ้นสหรัฐอเมริกาทั้งหมดในตอนนี้! จัดกลุ่มให้ครบ ทุกแบบ ทุกสไตล์

Finnomena Editor
กองทุนสหรัฐฯ

รวมกองทุนหุ้นสหรัฐอเมริกาทุกกองที่มีในตลาด จัดกลุ่มให้เห็นชัด ๆ ทั้งกองทุน Passive ในดัชนี S&P500, Nasdaq, Russell 2000, Dow Jones กองทุน Active สาย Growth และ Value รวมถึงหุ้นสหรัฐฯ ที่เน้นเฉพาะ sector ต่าง ๆ พร้อมสรุปคำแนะนำการลงทุน สำหรับคนที่มองโอกาสในตลาดที่ห้ามมองข้าม Don’t bet against America

– กองทุนหุ้นสหรัฐ ฯ มีเยอะมาก ถ้าไม่รู้จะเลือกยังไงดี คลิกอ่านตรงนี้ก็พอ! 

กองทุน Passive ตามดัชนี S&P500

  • ASP-S&P500
  • KFUSINDX-A
  • K-US500X-A(A)
  • SCBS&P500 / SCBS&P500A / SCBS&P500-SSF
  • TMBUS500 / TMBUS500RMF
  • TISCOUS-A / TISCOUS-SSF
  • TUSEQ-UH

กองทุน Passive ตามดัชนี Nasdaq

  • BCAP-USND100
  • KKP NDQ100-H / KKP NDQ100-H-SSF
  • K-USXNDQ-A(A) / K-USXNDQ-A(D)
  • SCBNDQ(A) / SCBNDQ(SSF)
  • TLUSNDQ-H-A / TLUSNDQ-H-SSF
  • TNASDAQ-A / TNASDAQ-SSF / TNASDAQRMF-A
  • KFNDQ-A

กองทุน Passive ตามดัชนี Dow Jones

  • SCBDJI(A) / SCBDJI(SSF)

กองทุนหุ้นสหรัฐฯ Mid-Small Cap.

  • ASP-USSMALL
  • ABAGS / ABAGS-SSF
  • KF-HSMUS
  • SCBUSSM
  • SCBRS2000(A) / SCBRS2000(SSF)
  • PRINCIPAL USEQ-A
  • TUSMS

 

กองทุนหุ้นสหรัฐฯ Active ทั้งสาย Growth และ Value

  • AFMOAT-HA / AFMOAT-HSSF / AFMOATHRMF (FPICK)
  • MEGA10-A / MEGA10RMF / MEGA10-SSF (FPICK)
  • K-USA-A(A) / K-USA-A(D) / K-USA-SSF / KUSARMF
  • TMBUSBLUECHIP
  • KT-US-A / KT-US-SSF / KT-US RMF
  • SCBBLN / SCBBLNA
  • B-USALPHA / B-USALPHARMF / B-USALPHASSF
  • LHUS-A / LHUS-D / LHUS-ASSF / LHUS-DSSF
  • KFUS-A / KFUSSSF / KFUSRMF
  • SCBUSAA / SCBRMUSA(A) / SCBUSA(SSF)

กองทุนที่เน้น sector ธนาคารในสหรัฐฯ

  • KWI USBANK-A
  • TUSFIN-A
  • LHUSFIN-A / LHUSFIN-D / LHUSFIN-DSSF / LHUSFIN-ASSF

กองทุนที่เน้นหุ้นปันผล

  • LHDIVB-A / LHDIVB-D / LHDIVB-ASSF / LHDIVB-DSSF

 

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/

สรุปคำแนะนำการลงทุนหุ้นสหรัฐฯ

กองทุนหุ้นสหรัฐอเมริกาที่ Finnomena Funds แนะนำ “ทยอยสะสม” โดยวิเคราะห์ตามกรอบ MEVT Call ที่เน้นเป้าหมายการลงทุนระยะกลาง-ระยะยาว ได้แก่ AFMOAT-HA ที่เน้นการลงทุนในหุ้นที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันสูง มีปราการทางธุรกิจแข็งแกร่ง เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว โดยมีนโยบายลงทุนผ้่นกองทุนหลัก VanEck Morningstar Wide Moat ETF จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดสหรัฐฯ แบบเน้นเน้นหุ้น Value มองกันยาว ๆ และมีกลยุทธ์การลงทุนที่ยืดหยุ่น เปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ตลาด

– อ่านรีวิวกองทุน AFMOAT-HA: ปราการหุ้นสหรัฐฯ สุดแกร่ง แข็งแรงทุกภาวะตลาด คลิกเลย 

นอกจากนี้ หากใครชื่นชอบสไตล์การลงทุนแบบ FundTalk Contrarian Call แนะนำ “ซื้อ” MEGA10-A ซึ่งลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ 10 ตัวของสหรัฐฯ ที่เป็น Clear Winners ในหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด เมื่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมา Outperform

– อ่านรีวิวกองทุน MEGA10: โอกาสลงทุนใน 10 บริษัท ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก คลิกเลย 


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยงและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม SSF และ RMF กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขกองทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort”