แจ้งเตือน

โพยเปรียบเทียบกองทุนหุ้นกลุ่มการเงิน: KT-FINANCE V.S. TUSFIN-A แบบดูง่าย ๆ

เพื่อนผู้ใจดี
โพยเปรียบเทียบกองทุนหุ้นกลุ่มการเงิน: KT-FINANCE V.S. TUSFIN-A แบบดูง่าย ๆ

โพยเปรียบเทียบกองทุนหุ้นกลุ่มการเงิน: KT-FINANCE V.S. TUSFIN-A แบบดูง่าย ๆ

โพยเปรียบเทียบกองทุนหุ้นกลุ่มการเงิน: KT-FINANCE V.S. TUSFIN-A แบบดูง่าย ๆ

โพยเปรียบเทียบกองทุนหุ้นกลุ่มการเงิน: KT-FINANCE V.S. TUSFIN-A แบบดูง่าย ๆ

ดูข้อมูลเปรียบเทียบผลตอบแทนของทั้ง 2 กองนี้ และข้อมูลเปรียบเทียบอื่น ๆ เพิ่มเติม อัปเดตเรื่อย ๆ คลิกเลย!

Tactical Call ลุ้น Value Play และ Cyclical Play ฟื้นตัวต่อ จังหวะเข้า KT-FINANCE ระยะสั้น

เพื่อนผู้ใจดี

ข้อมูลอ้างอิง

https://www.ktam.co.th/fif-fund-detail.aspx?IdF=35

https://www.tiscoasset.com/th/historicalnavs/init.action?navData.fundCode=TUSFIN-A

https://www.fidelityinternational.com/legal/documents/HK-zh_en/hffs.HK-zh_en.HK.G-FNS.pdf

https://www.ssga.com/us/en/individual/etfs/funds/the-financial-select-sector-spdr-fund-xlf


Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัว ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

บิตคอยน์พุ่งไม่หยุด ล่าสุดทะลุ 19,400 ดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี!

FINNOMENA Reporter

บิตคอยน์ทะยานขึ้น 1,202.75 ดอลลาร์ หรือ 6.59% สู่ระดับ 19,434 ดอลลาร์ จ่อทุบนิวไฮใกล้ 20,000

  • ขณะนี้มูลค่าของบิตคอยน์พุ่งแตะ 3.559 แสนล้านดอลลาร์ สูงกว่าระดับ 3.318 แสนล้านดอลลาร์ที่ทำไว้ในเดือนธ..2560 ซึ่งขณะนั้น บิตคอยน์ทะยานทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 19,783 ดอลลาร์ ก่อนที่จะทรุดตัวลงสู่ระดับ 3,122 ดอลลาร์ในปีต่อมา
  • โดยการดีดตัวของบิตคอยน์ในครั้งนี้แตกต่างจากในอดีต เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากกระแสตอบรับที่คึกคักจากกลุ่มบริษัทฟินเทค และนักลงทุนรายใหญ่ในตลาด ซึ่งแตกต่างจากในปี 2560 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนรายย่อย
  • ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังใช้บิตคอยน์เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อจากการที่รัฐบาลมีแนวโน้มออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq29/3178819

Asset Craft Podcast Ep.15 : “Futures”

FINNOMENA Podcast
Asset Craft Podcast Ep.15 : "Futures"

Asset Craft Podcast Ep.15 : “Futures”

นักลงทุนขาซิ่งหรือสายเทคนิคอลคงไม่มีใครไม่รู้จักสินทรัพย์ชนิดนี้อย่างแน่นอน Asset Craft Podcast EP นี้จึงขอพาทุกคนไปพบกับ Futures สินทรัพย์ใส่เกียร์เร่งผลตอบแทนแลกความเสี่ยง

Asset Craft Podcast รายการที่จะพาคุณไปรู้จักกับสินทรัพย์ทั่วโลก!!

หัวข้อ

1:07 ฟิวเจอร์สคืออะไร?

1:48 ตัวอย่าง Product สำหรับเทรดฟิวเจอร์ส

2:15 Leverage ใส่เกียร์เร่งผลตอบแทน (พร้อมความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น)

3:44 เรียนรู้จากนักเทรดระดับตำนานสร้างผลตอบแทนถึง 100 ล้านเหรียญ ในเกือบ 100 ปีที่แล้ว

4:28 กลยุทธ์การเทรดจากนักเทรดระดับตำนาน

8:10 เทคนิคการใช้ Futures ในการลดความเสี่ยง

กลยุทธ์การ Hedge พอร์ต

Asset Craft Podcast Ep.15 : "Futures"Asset Craft Podcast Ep.15 : "Futures"

Asset Craft Podcast Ep.15 : "Futures"

Asset Craft Podcast Ep.15 : "Futures"

Asset Craft Podcast Ep.15 : "Futures"

ที่มา: set.or.th


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

โพยกองทุน อัปเดตล่าสุด 23 พ.ย. 2020

เพื่อนผู้ใจดี
โพยกองทุน อัปเดตล่าสุด 23 พ.ย. 2020

อัปเดตล่าสุด 23 พ.ย. 2020

เปิดบัญชีกองทุน FINNOMENA วันนี้ รับฟรี! กองทุนมูลค่า 100 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม https://finno.me/oa1190

โพยกองทุน อัปเดตล่าสุด 23 พ.ย. 2020

เปิดบัญชีกองทุน FINNOMENA วันนี้ รับฟรี! กองทุนมูลค่า 100 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม https://finno.me/oa1190

—————————-

Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ

ไบเดนชูแคมเปญ “America is back” ปลุกสหรัฐกลับมาผงาดเวทีโลก!

FINNOMENA Reporter

โจ ไบเดน กล่าวสุนทรพจน์ในระหว่างการเปิดตัวทีมนโยบายต่างประเทศ และความมั่นคงแห่งชาติ โดยกล่าวว่า สหรัฐพร้อมแล้วที่จะกลับมาเป็นผู้นำบนเวทีโลกอีกครั้ง และให้คำมั่นว่าจะทำงานร่วมกับบรรดาประเทศพันธมิตรของสหรัฐ 

  • ซึ่งถือเป็นการพลิกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสหรัฐ หลังจากที่ทรัมป์ เคยชูนโยบาย “America First” จนเป็นเหตุให้สหรัฐต้องบาดหมางกับบรรดาชาติพันธมิตร โดยเฉพาะในยุโรป และสร้างปมขัดแย้งด้านการค้าระหว่างประเทศ
  • นายไบเดนยังให้คำมั่นว่าจะทำงานร่วมกับบรรดาชาติพันธมิตรเพื่อรักษาอเมริกาให้ปลอดภัย โดยจะไม่สร้างความขัดแย้งทางทหารที่ไม่จำเป็น
  • นอกจากนี้ GSA ยังได้อนุมัติเงินกว่า 7 ล้านดอลลาร์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการถ่ายโอนอำนาจประธานาธิบดีให้กับนายไบเดนด้วย

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq37/3178882

ตลาดการเงินตอบรับ Janet Yellen ว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่!

FINNOMENA Reporter

นาย Joe Biden ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมเสนอชื่อนาง Janet Yellen อดีต FED Chair ระหว่างปี 2014-2018 ให้มาดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ของสหรัฐฯ

  • นักวิเคราะห์ต่างมองว่านาง Yellen ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้านที่รออยู่ ทั้งเรื่องการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่อาจจะไม่ได้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ความไม่แน่นอนเรื่องแผนกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับใหม่
  • อนึ่ง นาง Yellen ได้ชื่อว่าเป็นผู้มี stance ที่ค่อนข้าง Dovish โดยนาง Yellen เคยกล่าวว่าการหยุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายภาครัฐอย่างฉับพลันจะทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจปรับช้าลง เหมือนที่เคยเกิดในช่วงปี 2007-2009
  • ทั้งนี้ Sentiment ในตลาดการเงินสหรัฐฯ ยังปรับดีขึ้นต่อเนื่องมาตามการคาดการณ์เชิงบวกต่อการออกมาตรการทางการคลังเพื่อช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ที่มา : https://finance.yahoo.com/news/what-a-treasury-secretary-janet-yellen-would-mean-for-markets-205216468.html

TMKT EP39 : “Dow Jones , S&P 500 และ Bitcoin ทำ All Time High ไปต่อไม่รอแล้วนะ!!”

Mr.Messenger

TMKT EP39 : “Dow Jones , S&P 500 และ Bitcoin ทำ All Time High ไปต่อไม่รอแล้วนะ!!”

“THE MARKET PODCAST” รายการที่ไม่ใช่แค่เล่าข่าว แต่เป็นการเจาะข่าว เจาะประเด็น เพื่อให้นักลงทุนรู้ก่อนเทรด!

ดำเนินรายการโดย คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือ Mr.Messenger เจ้าของเพจ Sinthorn


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

BDMS เทขายหุ้น “บำรุงราษฎร์” เกลี้ยงพอร์ต มูลค่าถึง 18,613 ล้านบาท

FINNOMENA Reporter

BDMS ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่องขายหุ้นที่ถือไว้ทั้งหมดซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 22.71% ของ บมจ. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หรือ BH มูลค่ากว่า 18,613 ล้านบาทให้กับผู้ซื้อรายหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการทยอยขายทีละล็อต

  • สำหรับหุ้นล็อตแรกที่จะขายนั้นมูลค่าทั้งสิ้น 9,321.5 ล้านบาท ซึ่งจะมีการซื้อขายหุ้นบางส่วนผ่านกระดานซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ หรือ Trade Report Big Lot ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และผู้ซื้อมีความแน่นอนในเรื่องของแหล่งเงินทุนในการซื้อหุ้นครั้งนี้
  • ขณะที่ล็อตสุดท้ายทาง BDMS ได้คาดการณ์ว่าจะซื้อขายหุ้นสำเร็จในช่วงเดือนธันวาคม อย่างไรก็ดีในรายงานที่แจ้งนั้นได้กล่าวถึงความไม่แน่นอนของแหล่งเงินทุน ขึ้นอยู่กับการจัดหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมของผู้ซื้อรายนี้
  • ก่อนหน้านี้นั้น BDMS เคยมีแผนที่จะซื้อกิจการโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ทั้งหมด ก่อนที่จะพับแผนดังกล่าวไปเนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 จนท้ายสุดบริษัทได้ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดที่เคยลงทุนไว้ให้กับผู้ซื้อรายดังกล่าว

ที่มา : https://brandinside.asia/bdms-sell-bh-stakes-to-investor-worth-18-613-billion-baht-24-nov-2020/

ฟู้ดเดลิเวอรี่เตรียมตัว อีก 30 วัน กม.ใหม่คุมเข้ม ไม่ให้มีอำนาจเหนือตลาด

FINNOMENA Reporter

ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่างดิจิทัลแพลตฟอร์มรับส่งอาหาร กับผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร

โดยมีใจความสำคัญระบุว่า การเรียกเก็บค่าส่วนแบ่งรายได้ (Commission Fee หรือ Gross Profit (GP)) โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติ อันมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

  • การเรียกเก็บค่าส่วนแบ่งรายได้ในอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
  • การเรียกเก็บในอัตราที่แตกต่างกัน ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารที่จำหน่ายสินค้าเดียวกัน
  • การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการโฆษณา โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
  • การใช้อำนาจตลาดหรืออำนาจการต่อรองที่เหนือกว่าอย่างไม่เป็นธรรม

ซึ่งประกาศนี้จะมีผลบังคับเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ที่มา : https://www.prachachat.net/ict/news-561156

เจาะประวัติสตรีเหล็ก Janet Yellen ว่าที่ผู้นำคลังสหรัฐหญิงคนแรกและประธาน Fed หญิงคนแรก

Mr. Serotonin
เจาะประวัติสตรีเหล็ก Janet Yellen ว่าที่ผู้นำคลังสหรัฐหญิงคนแรกและประธาน Fed หญิงคนแรก

เจาะประวัติสตรีเหล็ก Janet Yellen ว่าที่ผู้นำคลังสหรัฐหญิงคนแรกและประธาน Fed หญิงคนแรก

ประวัติคร่าว ๆ คุณ Janet Yellen

  • Janet Yellen เคยเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอเนียและเป็นอดีตผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัย Harvard ที่ London School of Economics ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดแรงงานที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของผลกระทบจากการที่ตลาดแรงไม่เติบโต
  • Janet Yellen แต่งงานกับนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอย่างคุณ George Akerlof
  • Janet Yellen ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธาน Fed ต่อจากคุณ Ben Bernanke โดยประธานาธิบดี Barack Obama
  • Janet Yellen เป็นประธาน Fed หญิงคนแรกของสหรัฐและเป็นผู้นำคลังสหรัฐหญิงคนแรก
  • Janet Yellen เป็นประธาน Fed คนแรกที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งติดกันเป็นสมัยที่สอง หลัง Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐที่กำลังจะกลายเป็นอดีต ไม่รับเลือกให้เธอดำรงตำแหน่ง พร้อมทั้งวิจารณ์การออกนโยบายและกล่าวหาการคงอัตราดอกเบี้ยต่ำว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อสนับสนุนให้อดีตประธานาธิบดีอย่างนาย Barack Obama สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้

เจาะประวัติสตรีเหล็ก Janet Yellen ว่าที่ผู้นำคลังสหรัฐหญิงคนแรกและประธาน Fed หญิงคนแรก

เจาะประวัติสตรีเหล็ก Janet Yellen ว่าที่ผู้นำคลังสหรัฐหญิงคนแรกและประธาน Fed หญิงคนแรก

ประวัติหน้าใหม่ของ Janet Yellen ในฐานะว่าที่ผู้นำคลังสหรัฐ

  • Janet Yellen มีแนวทางการดำเนินนโยบายที่เข้าตาว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอย่างคุณ Joe Biden ซึ่งต้องการให้ผู้นำการคลังสหรัฐเป็นที่ยอมรับจากความแตกต่างในเรื่องแนวคิดทางการเมืองภายในพรรค Democrat ที่มีทั้งแบบเน้นความเสรีสูงและเน้นเสรีปานกลาง
  • ไม่นานมานี้ Janet Yellen ประกาศเรียกร้องให้การคลังสหรัฐออกมาตรการกระตุ้นต่อเนื่องเพื่อต่อสู้กับแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า
  • “ผู้คนมากมายกำลังเจ็บปวดจากภาวะเศรษฐกิจที่กำลังทุกข์ทรมาน และกำลังต้องการแรงสนับสนุนช่วยเหลือที่มากขึ้น” – Janet Yellen

เจาะประวัติสตรีเหล็ก Janet Yellen ว่าที่ผู้นำคลังสหรัฐหญิงคนแรกและประธาน Fed หญิงคนแรก

เจาะประวัติสตรีเหล็ก Janet Yellen ว่าที่ผู้นำคลังสหรัฐหญิงคนแรกและประธาน Fed หญิงคนแรก

Janet Yellen ในฐานะประธาน Fed

  • หลังจากได้ดำรำตำแหน่งในปี 2013 คุณ Janet Yellen ปกป้องและยืนกรานให้ดำเนินมาตรการกระตุ้นทางการคลังมากกว่า 3 ล้านล้านเหรียญต่อไปจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว และดำเนินมาตรการอย่างรัดกุมมากขึ้นหลังเศรษฐกิจฟื้นตัว
  • ในปี 2015 คุณ Janet Yellen ได้ทำการดำเนินนโยบายแบบรัดกุมมากขึ้นและปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยถือเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2006
  • Janet Yellen ได้ผ่อนคลายโครงการเข้าช่วยซื้อ MBS และการซื้อพันธบัตรอัดฉีดเงินหลังเศรษฐกิจฟื้นตัว และทำการขายสินทรัพย์เหล่านั้น
  • Janet Yellen เคยสร้างการจ้างงานและค่าแรงให้เติบโตและปรับตัวสูงขึ้น โดยมีผลมาจากการตัดสินใจที่จะคงนโยบายดอกเบี้ยต่ำ
  • ในปี 2017 คุณ Janet Yellen เคยให้มุมมองที่เคยเป็นที่ถกเถียงไว้ว่า “เราอาจจะไม่เจอวิกฤติทางการเงินอีกต่อไปในช่วงชีวิตนี้” โดยมีเหตุผลมาจากในตอนนั้นสถานะทางการเงินของธนาคารต่าง ๆ แข็งแกร่งมากขึ้น อีกทั้งคำพูดนี้ยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับคำพูดของ John Maynard Keynes เจ้าของทฤษฎี Keynesian อันเลื่องชื่อ
  • อย่างไรก็ตามในปี 2018 เธอได้ปรับเปลี่ยนมุมมองหลังจากที่เธอได้ลงจากตำแหน่งหลังมองเห็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ในระบบ

รู้ให้ลึก ตอน ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน นับจากนี้ไปอีก 4 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร?

Mr.Messenger

เมื่อช่วงคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา สื่อดังฝั่งสหรัฐฯ อย่าง Washington Post เปิดเผยว่า คุณโดนัลด์ ทรัมป์ ตั้งใจจะกลับมาสู้กับนายโจ ไบเดนอีกครั้ง ในศึกเลือกตั้งปี 2024 เรื่องนี้จะทำให้นายโจ ไบเดน ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอยู่ไม่น้อย เพราะอะไร ผมจะพาไปดูนะครับ

ก่อนอื่น เราน่าจะเห็นภาพเดียวกันนะครับ ว่า หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนกลายเป็นวิกฤตการเงินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกทุนนิยมสมัยใหม่ครั้งนี้ ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ที่ทั้งโลกมีความเชื่อมโยงกัน ให้ลดขนาดของความเชื่อมโยง จาก Globalization เป็น Regionalization ที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนหนึ่งก็เพราะนโยบาย American First ภายใต้ทำเนียบขาวในสมัยของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จ้องโจมตีคู่แข่งทางเศรษฐกิจแบบตรงไปตรงมา ทำให้ประเทศที่มีเศรษฐกิจยึดโยงหรือผูกกันกับสหรัฐฯ มากกว่า ก็กลับมาเอียงข้างความสัมพันธ์ทางการค้า และอ่อนข้อให้สหรัฐฯ มากขึ้น และดูเหมือนจีนเอง ก็ไม่ได้เดินหมากกดดันประเทศคู่ค้าของตัวเองตรง ๆ เลย เพราะนั่นไม่ใช่วิถีของจีนแต่ไหนแต่ไรมาอยู่แล้ว

แต่นายโจ ไบเดน เองได้ให้คำมั่นสัญญาถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายที่ชัดเจน โดยการแสดงเจตนาที่จะนำสหรัฐฯ กลับเข้าร่วมความตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ในวันแรกที่เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ รวมถึงการกลับไปร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก (WHO) สวมบทบาทผู้นำโลกในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เรียกความเชื่อมั่นในฐานะของมหาอำนาจกลับมาอีกครั้ง

การจะแก้ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก หรือ Climate Change นั้น จะมีเพียงแค่สหรัฐฯ เพียงประเทศเดียวไม่ได้เลย และต้องการจีนในการร่วมสนับสนุนด้วยเป็นอย่างมาก เพราะสหรัฐฯ และจีน นำเข้าพลังงานรวมกันเป็นปริมาณมากกว่า 50% ของโลก ตลอดจนเป็นผู้ปล่อยไอเสียก๊าซเรือนกระจกกว่า 30% ของโลก

ดังนั้นการที่คุณโจ ไบเดน แสดงเจตนาที่จะนำสหรัฐฯ กลับเข้าร่วมความตกลงปารีส ก็แปลว่า จำเป็นต้องแสวงหาความร่วมมือกับจีนในหลายทางทีเดียว และสิ่งนี้เอง ทำให้นับจากนี้ไปอีก 4 ปี สหรัฐฯ จะไม่ใช่คนเดิมเหมือน 4 ปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

ซึ่งจีนเองก็คงรู้ครับว่า เกมส์กระดานนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว และการเคลื่อนไหวในช่วงนับตั้งแต่เราทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการว่าคุณโจ ไบเดน จะได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐฯ จีนก็เดินเกมส์รุกมากขึ้นทันทีด้วยการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภูมิภาค (Regional Comprehensive Partnership Agreement – RCEP) ซึ่งประกอบไปด้วย 10 ชาติอาเซียน บวกกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยมีประชากรรวมกันราว 2,200 ล้านคน และคิดเป็น GDP รวมกันถึง 30% ของโลก และจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากนี้

RCEP จะช่วยลดทอนผลกระทบของวิกฤตการเงินจากโควิด-19 และทำให้ประเทศในอาเซียนฟื้นตัวเร็วได้ขึ้น เนื่องจากข้อตกลงนี้เปิดโอกาสให้บริษัทต่าง ๆ สามารถกระจายห่วงโซ่อุปทานและช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ (Regionalization)

พอ RCEP ออกมาปั๊บ บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าโลก ก็ออกมาให้ความเห็นหลากหลาย แต่ส่วนหนึ่งที่เห็นชัดก็ยกตัวอย่างเช่น การที่หอการค้าสหรัฐฯ แสดงความกังวลว่าสหรัฐฯ กำลังจะถูกทิ้ง และโอกาสเข้าถึงตลาดเอเชียอาจจะน้อยลงไปทุกที ๆ

สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องกลับมามองความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership – TPP) ที่ริเริ่มในสมัยนายบารัค โอบาม่า กลับมาอีกครั้ง ซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อว่า CPTPP มีชื่อเต็มว่า Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership เพราะจะยอมให้จีนมีบทบาทในภูมิภาคนี้ แล้วเพิ่มอำนาจต่อรองให้ตัวเอง ทำให้สหรัฐฯ อยู่ในเกมส์ที่ยากกว่านี้ คงจะเป็นไปไม่ได้

ซึ่งจีนเอง ก็รู้เรื่องนี้อีกเหมือนกัน (เหมือนฉลามได้กลิ่นคาวเลือด) สื่อในจีนได้มีการเปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง แสดงสนใจที่จะเข้าร่วมข้อตกลงการค้า CPTPP อีกอัน

CPTPP ตอนนี้ประกอบไปด้วยชาติสมาชิก 11 ชาติ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ และเวียดนาม ไม่ว่า ชาติที่ 12 จะเป็นสหรัฐฯ หรือ จีน จะทำให้ นี่จะกลายเป็นข้อตกลงการค้าที่ใหญ่ที่สุด แซงหน้า RCEP ทันที คำถามคือ ทั้ง 11 ชาติ อยากได้ใครมาอยู่ในดีลมากกว่า สหรัฐฯ หรือ จีน?

ถ้ากลยุทธ์บนนโยบายการค้าต่างประเทศของนายโจ ไบเดน ไม่เวิร์ค โดนจีนแซงและทิ้งไว้ข้างหลังแบบนี้อีกซักพัก เชื่อว่า ทำเนียบขาวที่มีนายโจ ไบเดนเป็นผู้นำ ก็คงไม่มีทางเลือก นอกจากเปิดศึก Trade War และ Tech War ต่อเนื่องกับจีนต่อ เพราะถ้าไม่ทำ คุณโดนัลด์ ทรัมป์ จะกลับมาบอกกับชาวอเมริกันในอีก 4 ปีช้างหน้าแน่นอนว่า พวกคุณถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพระอะไร และทำไมเขาถึงต้องกลับมาในปี 2024

Mr.Messenger

การนำ Data Center ลงใต้ทะเล อาจเป็นจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรม Cloud

BottomLiner
การนำ Data Center ลงใต้ทะเล อาจเป็นจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรม Cloud

การขยายตัวของอุตสาหกรรม Cloud Computing ส่งผลให้มีความต้องการใช้พื้นที่ใน Data Center เพิ่มขึ้นมหาศาล หนุนให้หนึ่งในผู้นำตลาด บริษัท Microsoft เกิดโปรเจคใหม่ หาตำแหน่งเหมาะสมที่สุดในการสร้าง Data Center

โปรเจคนี้นำมาสู่การติดตั้ง Data Center ใต้ทะเลหรือที่เรียกว่า Sub-Sea Data Center

ซึ่งมันมีข้อได้เปรียบเหนือ Data Center บนบก ดังนี้

1. กระเเสน้ำใต้ทะเลสามารถนำมาปั่นไฟให้พลังงานเพียงพอกับ Data Center ใช้งานได้ทั้งระบบ

2. ความเย็นจากน้ำทะเล ช่วยลดความร้อนอุปกรณ์ภายใน Data Center โดยไม่ต้องติดตั้งระบบหล่อเย็นเพิ่มเติม (ระบบหล่อเย็นของ Data Center บนบกใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมาก)

โปรเจคนี้ถูกทดลองต่อเนื่อง และเห็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจ !

Sub-Sea Data Center ของ Microsoft เริ่มการทดลองครั้งเเรกในปี 2016 โดยเบื้องต้นเป็นการทดลองเพียง 3 เดือน เพื่อศึกษาผลกระทบของสิ่งแวดล้อมเเละประสิทธิภาพในการทำงานของระบบ

ต่อมาในปี 2018 บริษัทนำ Data Center ลงใต้ทะเลอีกครั้ง โดยครั้งนี้ศึกษาการทำงานระยะยาวเเละข้อผิดพลาดต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งล่าสุด Microsoft ได้นำ Sub-sea Data Center ขึ้นจากน้ำเมื่อเดือนที่แล้ว และได้เห็นประโยชน์ที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรม Cloud

นั่นคือเมื่อพิจารณาในช่วงเวลาเดียวกัน ปัญหาที่พบใน Sub-Sea Data Center น้อยกว่า Data Center บนบกถึง 8 เท่า !

เนื่องจากระบบไม่ถูกรบกวนโดยมนุษย์ และอุณหภูมิใต้น้ำที่เย็นช่วยให้อุปกรณ์ทำงานได้ดียิ่งขึ้น

ถ้าโปรเจคนี้ช่วยยืนยันความคุ้มค่าต่อการย้าย Data Center บางส่วนลงใต้น้ำ เราอาจได้เห็น Sub-Sea Data Center อีกมากในอนาคต ซึ่งมันจะช่วยบริษัทที่ให้บริการระบบ Cloud Computing ประหยัดต้นทุนการเช่าหรือสร้าง Data Center มหาศาล แต่อุปสรรคที่จะต้องเจอแน่ ๆ คือการขัดขวางจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่มองว่าโปรเจคนี้กำลังสร้างผลเสียให้กับแหล่งน้ำ

BottomLiner

ที่มาบทความ: https://bottomliner.co/technology/data-center-cloud/

Bitcoin แค่ความฝัน ความหวัง หรือ คือความจริงแห่งอนาคต

Mr.Messenger
Bitcoin แค่ความฝัน ความหวัง หรือ คือความจริงแห่งอนาคต

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นไปที่ $18,687 ทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่เคยไปแตะเมื่อเดือนธ.ค. ปี 2017 ซึ่งหากมองย้อนกลับที่ราคาตอนต้นปี จะพบว่าราคาของ Bitcoin ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าทีเดียว สิ่งนี้ทำให้นักลงทุนที่มองราคา Bitcoin ผ่านกราฟในอดีต แล้วอาจจะเริ่มเสียวไส้อีกครั้ง เพราะ ที่ระดับราคานี้เมื่อ 3 ปีก่อน พอราคา Bitcoin ไปต่อไม่ได้ ก็มีแรงปรับฐานลงมา โดยร่วงหลังจากนั้นถึง -70% ทีเดียว

ตอนนี้ใครที่มีอยู่ ก็อาจจะเริ่มสงสัยว่า ทำขายทำกำไรบ้างเลยไหม?

ส่วนใครที่ยังไม่มีในพอร์ตเลย ก็คงมีคำถามว่า เข้าตอนนี้ยังทันหรือเปล่า?

ผมพาไปดูข้อมูลที่น่าสนใจในหลากหลายมุม ให้เราทุกคนได้พิจารณารอบด้านกันครับ

1. วันที่ Bitcoin เกิดขึ้นมาบนโลก ต้องยอมรับว่า เหมือนจะเป็นศัตรูกับระบบการเงินเดิมของโลก ทั้งรัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกต่างเป็นกังวลและยังไม่ยอมรับ แต่จนถึงตอนนี้ กลายเป็นว่า Central bank digital currency (CBDC) นั่นเริ่มแพร่หลายและถูกพัฒนาในหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จีน อังกฤษ สวีเดน แคนาดา อุรกวัย สิงคโปร์ หรือ แม้แต่ประเทศไทยเราเอง ก็ซุ่มศึกษาและพัฒนาอยู่

2. ในขณะที่สกุล Bitcoin เอง ก็เป็นที่ยอมรับว่าถูกกฎหมายในหลายประเทศเลย ณ ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น สหรัฐฯ เยอรมัน ฝรั่งเศส มอลต้า แคนาดา เบลารุส เนเธอแลนด์ สิงคโปร์ อินเดีย รัสเซีย และ ไทยเรา (แต่ไทย ห้ามธนาคารพาณิชย์เข้าไปยุ่งเกี่ยวนะครับ) ในขณะที่มีมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลกแล้วตอนนี้ที่ Cryptocurrency ทุกสกุลที่ได้รับการยอมรับว่าถูกกฎหมาย เมื่อรวมกับเหตุผลข้อ 1. มันสะท้อนแล้วว่า สกุลเงินดิจิตอล น่าจะเกิดขึ้นในอนาคตแน่ ๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

3. การเกิดขึ้นมาของ Bitcoin เบื้องหลังของมันคือการเข้ามา Disrupt สกุลเงินดอลล่าร์ ที่ผู้ให้กำเนิด Bitcoin มองว่า มันจะค่อย ๆ ด้อยค่าลงเรื่อย ๆ จากมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องที่มีมาตั้งแต่หลังวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 ซึ่งจะเห็นว่า Bitcoin กำลังพยายามจะเสนอว่า ตัวเองคือ Alternative Currency เช่นเดียวกับที่ทองคำถูกคนพูดถึงให้เป็นเช่นนั้นด้วยกัน

4. แต่ความต่างกันก็คือ ธนาคารกลางทั่วโลกเก็บทองคำในเงินทุนสำรองคิดเป็นสัดส่วน 20% ของปริมาณทองทั้งหมด หรือมูลค่าราว ๆ $9 trillion ซึ่งมากมายมหาศาลเมื่อเทียบกับ Market Value ของ Bitcoin ที่ถึงแม้จะวิ่งขึ้นมาทดสอบจุดสูงสุดตลอดกาลอยู่ตอนนี้ ก็มีมูลค่าเพียงแค่ $339 billion เท่านั้น ยังเล็กกว่าหุ้น Tesla ที่เพิ่งมีข่าวจะเข้าคำนวนในดัชนี S&P 500 เสียอีก

5. ขนาดของ Market Value ที่เล็กขนาดนี้ เป็นอุปสรรคต่อนักลงทุนสถาบันที่มีขนาดเงินก้อนโต ๆ ที่ต้องการจะเข้ามาผสมโรงร่วมลงขันกับสกุลเงินดิจิตอลสกุลนี้อยู่พอสมควร ดังนั้นถ้าพิจารณาในมุมว่า ทุกคนเข้ามาร่วมวงใน Bitcoin จนเกิดฟองสบู่ในแง่ Demand แล้วไหม? หรือจะมองในแง่ว่า Bitcoin มาสุดทางหรือยัง? ต้องบอกว่า มีแต่นักลงทุนรายย่อย และรายเล็กเท่านั้นในตอนนี้ที่เข้ามามีส่วนร่วมจนถึงตอนนี้นะครับ

6. จุดที่ดูเหมือนว่า Bitcoin จะได้รับการยอมรับมากขึ้น เห็นจะเป็นข่าวเรื่องการที่บริษัท Paypal ได้ออกมาประกาศว่าผู้ใช้งาน Paypal จะสามารถซื้อขาย Bitcoin ผ่านแพลตฟอร์มของบริษัทได้โดยใช้ Wallet Digital ของ Paypal เอง เมื่อปลายเดือนต.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ต้นเดือนต.ค.นั้น Square  บริษัทด้านเทคโนโลยีระดับโลก ได้ออกมาประกาศว่า ทำการเข้าซื้อ Bitcoin มูลค่า $50 million ไปก่อนหน้านี้ ยิ่งมีคนยอมรับ Bitcoin มากขึ้น ความต้องการของนักลงทุนก็มากขึ้นตามไปด้วย

7. ร้อนแรงขนาดนี้ แต่ก็ยังมีนักลงทุนระดับตำนานตั้งคำถามกับ Bitcoin และคนล่าสุดก็คือ Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater กองทุน Hedge Fund ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งให้มุมมองผ่านทวิตเตอร์ว่า Bitcoin ไม่ใช่ตัวกลางแลกเปลี่ยนหรือตัวเก็บมูลค่าที่มีประสิทธิภาพเนื่องจากความผันผวนของมัน โดยบอกต่อว่า นึกภาพไม่ออกว่า ธนาคารกลาง นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ องค์กรธุรกิจ หรือบริษัทข้ามชาติ จะใช้ Bitcoin จริง ๆได้อย่างไร? นอกจากนี้ ปู่เรย์เชื่อว่า รัฐบาลหลายประเทศ อาจสั่งห้ามสินทรัพย์คริปโตหากมันคุกคามสกุลเงินตราเก่าที่เคยมีมามากขึ้นเรื่อย ๆ

8. ซึ่งปู่เรย์ อาจจะไม่ทันสังเกตเห็นว่า เหล่าองค์กรธุรกิจอย่าง Fidelity Digital Assets, Square หรือล่าสุดคือ Paypal รวมถึงนักลงทุนในสหรัฐฯระดับตำนานอย่าง Paul Tudor Jones, Bill Miller และ Stanley Druckenmiller ต่างเข้ามาร่วมวงใน Bitcoin รอบนี้เป็นที่เรียบร้อย (ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเขาจะออกจากวงเมื่อไหร่นะครับ)

9. คนที่ให้ความเห็นถึงสถานะของ Bitcoin ไว้น่าสนใจอีกคน ผมคิดว่า คือ คนคนนี้ครับ Mike Novogratz มหาเศรษฐีผู้เป็นอดีต Hedge Fund Manager ให้กับ Fortress Investment Group และเป็นอดีต Partners ของ Goldman Sachs ให้มุมมองกับ Bitcoin ว่า มันคือที่ที่เก็บมูลค่าเช่นเดียวกับ “ทองคำ” ในอดีต แต่สะสมในรูปแบบของ Digital Asset และ Bitcoin จะไม่ถูกนำมาใช้แทนสกุลเงินดั้งเดิมในอีก 5 ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นนักลงทุนจะเข้าซื้อ Bitcoin เพื่อการกระจายความเสี่ยง คำถามจึงไม่ใช่ว่า Bitcoin จะกลายเป็นอนาคตได้ไหม แต่ควรเปลี่ยนคำถามเป็นว่า “เมื่อไหร่” และทุกองค์กรก็ควรเตรียมตัว

10. ซึ่งถ้ามองแบบที่คุณไมค์ให้ความเห็น ก็น่าสนใจตรงที่ หากเหล่าคนทำ ETFs เห็นโอกาสและเห็น Demand ว่าจะมาจริง แล้วจัดตั้งกองทุน ETFs ที่ลงทุนใน Cryptocurrency หรือ เจ้า Bitcoin ตัวเดียวแบบเน้นๆได้ ก็อาจจะเหมือนกับตอนที่ SPDR Gold Trust จัดตั้งกองทุน ETFs ครั้งแรกเมื่อปี 2004 ซึ่งตอนนั้น ราคาทองอยู่แถวๆ $400 เอง และก็เพราะ Investment Demand จากนักลงทุนนี่ละครับ ที่ทำให้ราคาทองพุ่งขึ้นมาอยู่แถวๆ $1,870 ณ ปัจจุบัน

11. มีคน Bull กับราคาทองมาก ๆ อีกคนหนึ่ง ที่อยากบอกหน่อย ก็คือ Tom Fitzpatrick ซึ่งปัจจุบันเป็น Chief Technical FX Strategist อยู่ที่ Citigroup ซึ่งติดตามการเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin มาตั้งแต่แรก ๆ มองว่า รอบนี้ของ Bitcoin หากรูปแบบราคาเหมือนกับในอดีต จะเป็นไปได้ว่า ภายในสิ้นปี 2022 เราอาจได้เห็นราคา Bitcoin ทดสอบ $318,000 (ถ้าไปถึงจริง ๆ ก็เว่อร์วังมาก ๆ)

สุดท้าย คุณจะร่วมวง Bitcoin กับเขาด้วยหรือไม่ หรือจริง ๆ จะเป็นอย่างที่ปู่เรย์ตั้งคำถามว่า ความเหวี่ยงแบบนี้ มันจะใช้อย่างแพร่หลายได้จริง ๆ หรือ นั่นคือ สิ่งที่คุณต้องไปคิดต่อ

ส่วนผม ซึ่งลงทุนและถือ Bitcoin มา 4 ปี ต้องบอกเลยว่า ….รู้งี้ ขายบ้าน ขายรถมาซื้อก็ดี … แต่ก็นะ ใครมันจะไปรู้เนอะครับ 😊

แหล่งที่มาข้อมูล :-

https://blog.sagipl.com/legality-of-cryptocurrency-by-country/

https://www.bloomberg.com/news/articles/2020-11-20/bitcoin-approaches-19-000-as-true-believers-look-to-record-high?srnd=cryptocurrencies&sref=e4t2werz

https://www.fool.com/investing/2020/10/27/square-bought-50-million-worth-of-bitcoin-what-doe/

https://www.fool.com/investing/2020/10/27/why-paypals-bitcoin-support-is-a-big-deal/

https://www.bloomberg.com/news/articles/2020-11-17/ray-dalio-says-he-might-be-missing-something-about-bitcoin?sref=e4t2werz

https://markets.businessinsider.com/currencies/news/bitcoin-digital-gold-traditional-currency-5-yrs-billionaire-novogratz-2020-10-1029720375

https://news.bitcoin.com/citibank-executive-says-bitcoin-will-trade-at-318000-by-end-of-2021/

Mr.Messenger รายงาน

อัปเดตกองทุน TMBGQG: เลือกลงทุนในหุ้นใหญ่ของโลก!

BottomLiner
อัปเดตกองทุน TMBGQG: เลือกลงทุนในหุ้นใหญ่ของโลก!

โควิดอยู่หรือไปจะคิดมากทำไม ถ้าเราเลือกกองทุนที่เหมาะสม

ข่าววัคซีนโควิดของ Pfizer รวมถึงวัคซีนจากอีกหลายบริษัทที่ทุ่มเงินวิจัยกันมาทั้งปี มีโอกาสจะได้รับอนุมัติให้ใช้งานเร็ว ๆ นี้ ซึ่งแม้ผลลัพธ์ยังไม่แน่ชัด แต่โลกการลงทุนเกิดการทำ Sector Rotation ครั้งใหญ่ ทิ้งหุ้นเทควิ่งหากลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักจากโควิด หนุนให้ราคาหุ้นโรงแรม โรงหนังวิ่งกันระเบิด

นักลงทุนหุ้นต่างประเทศสาย Hardcore คงมีหุ้นดี ๆ ในใจให้เลือกเก็บแล้ว แต่สำหรับนักลงทุนมือใหม่หรือกลุ่มที่ไม่ค่อยมีเวลาติดตามหุ้นต่างประเทศย่อมเกิดคำถามในใจว่า   “ภาวะผันผวนรุนแรง” ควรทำอะไรกับพอร์ตลงทุนดี ?

วันนี้เราเลยขอแนะนำกองทุน อึด ถึก ทน “TMBGQG” (TMBGQGRMF สำหรับเวอร์ชั่น RMF) ที่เลือกลงทุนในหุ้นใหญ่ของโลกและได้ประโยชน์จาก Megatrend ในอนาคต ซึ่ง TMBGQG ลงทุนในบริษัทที่จะอยู่ได้สบาย ๆ ในยุควิกฤต Covid

เล่าให้ง่าย ๆ ก็คือ สินค้าหรือบริการจากหุ้นกลุ่มนี้เป็นสินค้าจำเป็นที่คนทั่วโลกยังไงก็ต้องใช้ ไม่ว่า Covid จะอยู่หรือไปมันก็เติบโต !

จุดเด่นของ TMBGQG

  • ลงทุนในกองแม่ (Master Fund) ชื่อ Wellington Global Quality Growth Fund ที่มีการ กระจายลงทุนไปทั่วโลก แต่ยังเน้นหุ้นกลุ่มเทคโลยีที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว
  • กองทุนลงทุนในหุ้นที่เป็นผู้ชนะในแต่ละอุตสาหกรรม ครองสัดส่วนการตลาดสูง และเหลือโอกาสการเติบโตในอนาคตอีกมาก
  • กระจายน้ำหนักการลงทุนในหุ้นจำนวนมาก เพื่อลดความเสี่ยง เหมาะสำหรับสายเน้นปลอดภัยแต่ยังได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม

หุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับเเรก (% ที่กองทุนถือเป็นค่าประมาณ) ข้อมูลของวันที่ 31 สิงหาคม 2563 อ้างอิงจากหนังสือชี้ชวนกองทุนหลัก

1. Apple Inc. (NASDAQ: APPL) ถือ 5%

ผู้ผลิต iPhone และเจ้าของระบบ iOS ที่แม้ผู้บริหารแห่งยุคอย่าง Steve Jobs ได้จากไปแล้ว แต่ทีมผู้บริหารรุ่นใหม่ก็ยังสามารถสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งต่อเนื่อง หนุนให้บริษัทมีมูลค่าถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ (เป็นบริษัทเดียวในโลกที่ทำได้)

แม้ยอดขาย iPhone, iPad, Mac จะตัน ๆ แต่ Apple กำลังได้เครื่องยนต์สร้างการเติบโตของรายได้ตัวใหม่ซึ่งก็คือธุรกิจ Service โดยเฉพาะการเก็บค่า Commission สำหรับทุกการใช้จ่ายใน Ecosystem ของบริษัท

2. Microsoft Corp. (NASDAQ: MSFT) ถือ 4%

บริษัทผลิตซอฟต์แวร์ Office 365 และระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งแม้มีโควิดระบาด แต่ก็ไม่ได้กระทบกับรายได้รวมของ Microsoft มากนัก ในด้านบวกโควิดช่วยให้ธุรกิจบริการ Cloud Computing “Azure” เติบโตเร็วขึ้นด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจแห่งทศวรรษที่หาไม่ได้จากหุ้นไทยเลย

3. Amazon.com Inc. (NASDAQ: AMZN) ถือ 4%

ผู้ให้บริการ E-commerce ยักษ์ใหญ่ในสหรัฐ ได้อานิสงส์จากยอดสั่งของออนไลน์ในช่วงเกิดโควิด และบริษัทยังเป็นเจ้าของบริการ Cloud Computing อย่าง “AWS” นอกจากนี้ Amazon ยังมีบริการ Streaming อย่าง Amazon Prime Video ที่แม้คนไทยจะไม่ค่อยรู้จัก แต่ในระดับโลกนั้นมันไม่ได้เป็นรอง Netflix เลย ถ้านับจำนวนผู้ใช้งาน !!

4. Alphabet Inc (NASDAQ: GOOG) ถือ 3%

เจ้าของ Search Engine รายใหญ่ที่สุดในโลก “Google” รวมถึงเว็บดูวิดีโอ “YouTube” ซึ่งบริษัทมีรายได้เกือบทั้งหมดมาจากค่าโฆษณาและให้บริการ Google Cloud Service ที่กำลังไล่แย่งส่วนแบ่งการตลาดจาก AWS (Amazon) และ Azure (Microsoft)

ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี คนก็ต้องใช้ Google และ YouTube อยู่เหมือนเดิม แค่รายได้จากโฆษณาอาจลดลงไปบ้าง

เกร็ดความรู้: Google อาจมีปัญหากับ Apple ในอนาคต เนื่องจาก Apple จะลดการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ไม่ยอมให้ Apps ต่าง ๆ สามารถเก็บข้อมูลได้เหมือนเดิม ส่งผลให้ Google จะยิงโฆษณาตรงกลุ่มเป้าหมายยากขึ้น (แต่มีข่าวแว่วมาว่า Apple มีแผนที่จะพัฒนา Search Engine ของตัวเอง มายิงโฆษณาแข่ง !!)

5. Facebook Inc (NASDAQ: FB) ถือ 2%

Social Media Platform ที่คนใช้กันมากสุดทั่วโลก มีรายได้ค่าโฆษณาหลักจากทั้งใน Facebook และ Instragram ซึ่งกำลังจะสร้างระบบให้แพลตฟอร์มในเครือทุกอันสามารถเชื่อมต่อกันได้โดยตรง เช่น ประกาศขายของบน IG แต่ผู้ใช้งานจาก Facebook และ WhatsApp ก็เห็นด้วย เหตุผลสำคัญคือบริษัทหวังดันธุรกิจ Social Commerce ให้สำเร็จ

หุ้นที่ TMBGQG ถือมากสุดในอันดับถัด ๆ มาก็จะมี Tencent, UnitedHealth Group, Alibaba, Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) เรียกได้ว่ามีแต่ตัวน่าจับตามองทั้งนั้นเลย

TMBGQG มีค่าธรรมเนียมการขายหน่วยลงทุน / สับเปลี่ยนหน่วยลงทุนเข้า = 1.5% และค่าใช้จ่ายของกองทุนทั้งหมด = 1.7% ต่อปี

เหมาะมากครับสำหรับคนที่หากองทุนที่กระจายความเสี่ยง ไม่ลงทุนกระจุก แต่มีอนาคตเติบโตได้เรื่อย ๆ

#เราไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆจากการเขียนบทความนี้ #การลงทุนมีความเสี่ยง

ถ้าชอบบทความนี้ช่วยแชร์ให้เพื่อนคุณอ่านด้วย !!

BottomLiner

ที่มาบทความ: https://bottomliner.co/fund/tmbgqg-1/


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน  | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

รีวิวกองทุน ONE-UGG-RA : กองทุนหุ้นเติบโตทั่วโลก คว้าโอกาสแห่งอนาคต

FINNOMENA Admin
one-ugg-ra

ONE-UGG-RA

ONE Ultimate Global Growth Fund Class RA

one-ugg-ra / earth

มีกองทุนหุ้นเติบโตเพียงไม่กี่กองที่มีการเติบโตรวดเร็วสมชื่อ
กองทุน ONE-UGG-RA เป็นหนึ่งในกองทุน ที่สามารถรักษาการเติบโตที่ต่อเนื่องไว้ได้ในระยะยาว
มีนโยบายลงทุนในกองทุน Baillie Gifford LTGG
ลงทุนในหุ้นทั่วโลกโดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างผลตอบแทนอย่างแท้จริงในระยะเวลา 5-10 ปี

ผลการดำเนินงานโดดเด่น
เติบโตได้รวดเร็วสมชื่อ

ลงทุนในหุ้นเติบโตทั่วโลก
ได้อย่างไร้ข้อจำกัด

เกาะกระแสระยะยาว
อย่างเทคโนโลยี

จุดเด่นกองทุน

เน้นลงทุนในหุ้นเติบโตทั่วโลกแบบไร้ขีดจำกัด เชื่อมั่นในการลงทุนกับบริษัท ที่พร้อมเติบโตหลายเท่า และมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนในระยะยาว

ความเคลื่อนไหวของ NAV ONE-UGG-RA

ที่มา : https://www.finnomena.com/fund/ONE-UGG-RA/

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน
มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

one-ugg-ra / slider 1

สูตรลับของ Baillie Gifford ที่ก่อให้เกิดการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

one-ugg-ra / icon 1

“ที่ Baillie Gifford เราถามคำถามตัวเราเองเสมอว่า

โอกาสการลงทุนที่เร้าใจที่สุดในระยะยาวอยู่ที่ไหน”

ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของการลงทุนที่ผู้จัดการการลงทุนไม่ได้เก่งแต่เรื่องลงทุน
แต่ยังรู้เรื่องเทคโนโลยี ศิลปะ ประวัติศาสตร์ จนไปถึงเรื่องการเต้นบัลเลต์
ที่ Baillie Gifford การศึกษาหุ้นที่จะเลือกเข้ากองทุนไม่ได้ใช้เพียงความรู้
ด้านการเงินของทีมผู้จัดการกองทุน แต่ยังใช้ความรู้เฉพาะทางในแต่ละสายงานด้วย
ดังนั้นการเลือกหุ้นของ Baillie Gifford จะเป็นการเลือกแบบ “คนวงใน” คือคนที่มีความรู้ลึก
อยู่ในอุตสาหกรรม และมีความชอบจริง ๆ ในสายงานนั้น ๆ ทำให้การประเมินอนาคต
ก่อนทำการลงทุนมีประสิทธิภาพมากกว่าทีมที่เป็นสายการเงินเพียว ๆ

one-ugg-ra / icon 2

“นักลงทุนตัวจริงมองไปในอนาคต ไม่ใช่อดีต”

ปัจจุบันเจ้าของ Baillie Gifford คือพาร์ทเนอร์ที่ทำงานอยู่กับบริษัททั้ง 43 คน
บริษัทก่อตั้งขึ้นที่เมือง Edinburgh ประเทศ Scotland ในปี 1907
บริษัทเริ่มต้นด้วยการเป็นบริษัทกฎหมายก่อนจะผันตัวมาทำเรื่องการลงทุนในปี 1908
ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานรวมถึงประสบการณ์ทีมงานที่หลากหลายแต่รู้ลึก
ทำให้ Baillie Gifford เป็นหนึ่งในบริษัท Investment Management ที่โดดเด่นที่สุด ณ ปัจจุบัน

one-ugg-ra / icon 3

“เราถามตัวเองอยู่เสมอว่าหุ้นที่ถืออยู่นั้น

มีศักยภาพในการเติบโต 5 เท่า ภายใน 5 ปีหรือไม่?”

หลักการลงทุนของทางกองทุนนั้นค่อนข้าง Aggressive พอสมควร
กองทุนไม่ได้มองว่าหุ้นแต่ละตัวจะให้ผลตอบแทนเท่าไหร่ในอีก 1 ปีข้างหน้า
แต่ใช้วิธีดูว่าภายใน 5 ปีข้างหน้าหุ้นตัวนี้จะสามารถเติบโต 5 เท่าได้หรือไม่?
อะไรบ้างเป็นปัจจัยที่ทำให้สามารถเติบโตได้ และอะไรคือความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง

ข้อมูลทั่วไปของ Baillie Gifford LTGG

one-ugg-ra / icon 4

สไตล์การลงทุน

เน้นเติบโต (Growth)

34

จำนวนหุ้นในพอร์ต

one-ugg-ra / icon 5

ดัชนีชี้วัด

ดัชนีหุ้นโลก MSCI ACWI Growth NR USD

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของ Baillie Gifford LTGG

ONE-UGG-RA

ที่มา: morningstar.com ข้อมูล ณ วันที่ 18/10/2020

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน
มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ลักษณะสำคัญของ Baillie Gifford LTGG

P/B

Baillie Gifford : 11.17

ดัชนีหุ้นโลก : 2.28

P/E

Baillie Gifford : 60.03

ดัชนีหุ้นโลก : 17.82

กำไรย้อนหลัง

Baillie Gifford : 23.65%

ดัชนีหุ้นโลก : 4.95%

การเติบโตของกำไร

(ระยะยาว)

Baillie Gifford : 18.18%

ดัชนีหุ้นโลก : 8.77%

ความผันผวน

(3 ปีย้อนหลัง)

Baillie Gifford : 23.43%

ดัชนีหุ้นโลก : 16.63%

*ข้อมูลความผันผวน ที่มา: morningstar.com  อัพเดทล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2563

**ข้อมูลนอกเหนือจากความผันผวน ที่มา: morningstar.com อัพเดทล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2563

ผู้จัดการกองทุน Baillie Gifford LTGG

one-ugg-ra / mark urquhart

Mark Urquhart
เริ่มงานกับ Baillie Gifford มาตั้งแต่ปี 1996
ได้รับเรทติ้ง AAA จากเว็บไซต์ Citywire
ทำผลตอบแทนระยะยาวจากหุ้นโลก 5 ปีได้สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก อยู่ที่ 355.1%*
*จากการจัดอันดับของผู้จัดการกองทุนทั้งสิ้น 375 คน โดย Citywire ณ วันที่ 30/9/2020

one-ugg-ra / tom slater

Tom Slater
เริ่มงานกับ Baillie Gifford ในปี 2000
ได้รับเรตติ้ง AAA จากเว็บไซต์ Citywire
ทำผลตอบแทนระยะยาวจากหุ้นโลก 3 ปีได้สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก อยู่ที่ 148.2%* เคียงคู่กับ Mark Urquhart
*จากการจัดอันดับของผู้จัดการกองทุนทั้งสิ้น 506 คน โดย Citywire ณ วันที่ 30/9/2020

ที่มา: citywire.co.uk ข้อมูล ณ วันที่ 30/9/2020

ภูมิภาคหลักที่ลงทุน

one-ugg-ra

ที่มา: morningstar.com ณ วันที่ 30/9/2020

Sector หลักที่ลงทุน

one-ugg-ra

ที่มา: morningstar.com ณ วันที่ 30/9/2020

หุ้น 10 อันดับแรกที่ Baillie Gifford LTGG

one-ugg-ra / tesla

1. Tesla Inc

สัดส่วน: 8.39%

บริษัทรถยนต์พลังไฟฟ้าแห่งอนาคตที่มีมูลค่าบริษัทแซงหน้ารุ่นพี่อย่าง Ford และ GM ไปแล้วเรียบร้อย Tesla คือหนึ่งในบริษัทที่ Wall Street คาดว่าจะเป็นบริษัทที่มา “ปฏิวัติ” อุตสาหกรรมรถยนต์

one-ugg-ra / amazon

2. Amazon.com

สัดส่วน: 7.73%

แม้ Amazon จะเริ่มต้นด้วยการเป็นร้านขายหนังสือออนไลน์ในปี 1996 แต่ปัจจุบัน Amazon มีธุรกิจ E-commerce ที่หลากหลายขายสินค้าหลายอย่างจนถูกขนานนามว่าเป็น Everything Store

one-ugg-ra / alibaba

3. Alibaba

สัดส่วน: 6.35%

ปัจจุบัน Alibaba คือบริษัท E-commerce ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าสินค้าจัดจำหน่าย) มากกว่า Amazon และ Ebay รวมกัน ธุรกิจของ Alibaba นับว่าหลากหลายมากตั้งแต่ E-Commerce, Mobile Payment, Cloud, E-Logistic เป็นต้น

one-ugg-ra / tencent

4. Tencent

สัดส่วน: 5.37%

ยักษ์ใหญ่ Social Media เมืองจีน และบริษัทเกมที่ใหญ่ที่สุดในโลก  นอกจาก Tencent จะเป็นบริษัท Social Media ที่ใหญ่ที่สุดในจีน Tencent ยังเป็นบริษัทเกมที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยเมื่อวัดกันที่รายได้ไตรมาส 4 ปี 2019

one-ugg-ra / meituan

5. Meituan Dianping

สัดส่วน: 4.91%

นี่คือบริษัทจีนที่หวังจะเป็น Amazon ด้านการให้บริการต่าง ๆ โดย Meituan Dianping มีแอปฯ ที่จะเชื่อมผู้ใช้งานกับธุรกิจท้องถิ่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงแรม โรงหนัง ฯลฯ ในปี 2018 ยังได้เข้าซื้อ Mobike เพื่อสร้างระบบให้บริการด้านการเดินทางด้วยเช่นกัน

one-ugg-ra / kering

6. Kering

สัดส่วน: 4.01%

บริษัทเจ้าของแบรนด์เนมชื่อดังอย่าง Gucci, Bottega Veneta, Balenciaga, Saint Laurent ปี 2019 รายได้โต 16.2% การเติบโตของเศรษฐกิจโลกไม่ค่อยดี ทำไมเจ้าของแบรนด์หรูเหล่านี้ยังเติบโต คำตอบไม่ต้องไปหาไกล อยู่ประเทศใกล้ๆ ไทยคือประเทศจีนนั่นเอง

one-ugg-ra / illumina

7. Illumina

สัดส่วน: 3.96%

 Illumina เป็นบริษัทไบโอเทค ผู้นำด้านการถอดรหัส DNA และวิเคราะห์มะเร็ง เป็นผู้ผลิตเครื่องถอดรหัส DNA ให้กับโรงพยาบาลทั่วโลก ธุรกิจของ Illumina ไม่เพียงแต่ขายเครื่องแต่ยังขายวัตถุดิบที่ใช้กับเครื่องที่ขายด้วย

one-ugg-ra / facebook

8. Facebook

สัดส่วน: 3.72%

หุ้น Facebook คือเจ้าของ Facebook, Instagram, WhatsApp และ Messenger ซึ่งมีผู้ใช้งานต่อเดือน (MAU) รวมกันถึง 3.14 พันล้านคน (ข้อมูล ณ ไตรมาส 2 ปี 2020) หรือกว่า 1 ใน 3 ของคนบนโลกนี้

one-ugg-ra / netflix

9. Netflix

สัดส่วน: 3.30%

บริษัทส่ง DVD ตามบ้านที่พลิกผันตัวเองเข้าสู่บริการ Online Streaming ใคร ๆ ก็สามารถดูหนังบุฟเฟต์ผ่านอินเตอร์เน็ตได้เริ่มต้นเพียง 280 บาท/เดือน เทียบเท่าอาหารญี่ปุ่นมื้อเดียวเท่านั้น

shopify

10. Shopify

สัดส่วน: 3.05%

แพลตฟอร์มสำหรับสร้างร้านค้าออนไลน์เพื่อทำ E-Commerce ช่วยให้ผู้ประกอบการมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง สามารถปรับแต่ง Template ได้ตามต้องการ มีระบบ Support หลังบ้าน เหมาะทั้งกับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดใหญ่

ที่มา: morningstar.com ณ วันที่ 30/9/2020

one-ugg-ra / slider 2
one-ugg-ra / info1
one-ugg-ra / info 5
one-ugg-ra / info 9
one-ugg-ra / info 2
one-ugg-ra / info 6
one-ugg-ra / info 3
one-ugg-ra / info 7
one-ugg-ra / info 4
one-ugg-ra / info 8

ข้อมูลอื่น ๆ ของ ONE-UGG-RA

ลงทุนกองทุน ONE-UGG-RA กับ FINNOMENA

เลือกเมนูข้างล่างนี้ได้เลย!

one-ugg-ra / earth

คําเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน
มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด
ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

นโยบายเพื่ออเมริกาที่ดีกว่า… ของโจ ไบเดน

MacroView
นโยบายเพื่ออเมริกาที่ดีกว่า… ของโจ ไบเดน

บทความนี้ จะขอนำท่านมารู้จักกับธีมหลักของไบเดน นั่นคือ Build Back Better หรือ นโยบายอเมริกาที่ดีกว่าของไบเดน ที่จะนำพาเศรษฐกิจและภาคธุรกิจของอเมริกาให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง เนื้อหาประกอบด้วย 3 ยุทธศาสตร์หลัก อันประกอบด้วย หนึ่ง นโยบาย Buy American สอง นโยบาย MAKE IT IN AMERICA  และ สาม นโยบาย SUPPLY AMERICA ซึ่งเมื่อนำไปปฏิบัติจริงในอีก 4 ปีข้างหน้า ในยุคของไบเดน คาดว่าภายหลังจากที่สถานการณ์ของโควิดคลี่คลายลง อเมริกามีโอกาสที่จะกลับมาเป็นยักษ์ที่ตื่นและดีกว่าเดิมอีกครั้ง ดังนี้

ยุทธศาสตร์แรก ได้แก่ นโยบาย Buy American 

ประกอบด้วย

หนึ่ง การเพิ่มกฎว่าด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศให้มากขึ้น สำหรับสินค้าสำคัญ ๆ ที่ใช้วัตถุดิบ จากประเทศต่าง ๆ

สอง ทำการปิดช่องโหว่ต่าง ๆ ที่ต่างชาติจะใช้ในการเลี่ยงทำตามนโยบาย Buy American และในการโฆษณาหลอกว่าเป็น Buy American แม้ที่แท้จะผลิตในจีน

สาม เพิ่มนโยบาย Buy American ให้รวมถึงด้านวิจัยด้วย ทั้งในอุตสาหกรรมเหล็กและโครงการด้านขนส่งและแร่ธาตุ

สี่ ทำการปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านการค้าสำหรับ Buy American อันประกอบด้วย Ship American หรือ ร่างกฎหมายเพื่อช่วยด้านการขนส่งทางเรือให้กับบริษัทในสหรัฐ เพื่อความมั่นคงของประเทศด้วย

ยุทธศาสตร์ที่  2 คือ นโยบาย MAKE IT IN AMERICA

ด้วยการทวงคืนความยิ่งใหญ่ของอเมริกาในภาคอุตสาหกรรม อันประกอบด้วย แผนของไบเดนที่จะสร้างงาน 2 ล้านตำแหน่ง และทำให้จีดีพีเพิ่ม 5 แสนล้านดอลลาร์ ภายในปี 2025  โดยไบเดนจะมีนโยบายในส่วนนี้ คือ INNOVATE IN AMERICA ที่จะสร้างงานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตให้สหรัฐเป็นผู้นำ ไม่ว่าจะเป็น ด้าน advanced materials ด้านสุขภาพและยารักษาโรค ไบโอเทค พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า AI และโทรคมนาคม  ดังนี้

 – เพิ่มงบด้านวิจัย ให้กับหน่วยงานใหม่ ๆ อย่าง National Institutes of Health, National Science Foundation และ Department of Energy นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานใหม่ที่แกะกล่องของไบเดน ที่รวมถึง  Advanced Research Projects Agency for Health (ARPA-H) และ Defense Advanced Research Projects Agency (DARPA) โดยทั้งหมดเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่กล่าวข้างต้น

– ลงทุนด้านงานวิจัยให้กับบริษัทขนาดเล็ก ผ่านการขยายผลของโครงการ Small Business Innovation Research (SBIR) ซึ่งถือได้ว่าเป็น Seed Fund ใหม่ของอเมริกาเลยทีเดียว

 นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ INNOVATE IN AMERICA ยังได้เสริมสร้างนวัตกรรมในยุคของไบเดน ด้วยการเสนอแผนการลงทุนมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ ในช่วงระยะเวลา 4 ปี เพื่อที่จะสร้างงานใหม่เพิ่มกว่า  3 ล้านตำแหน่งดังที่กล่าวไว้ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมใหม่ ๆให้กับสหรัฐ

ท้ายสุด แผนสร้างนวัตกรรมให้อเมริกาของไบเดน ยังรวมถึงการลงทุนด้านการศึกษา ด้านอาชีพให้กับเด็กมัธยม และ ให้ครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.25 แสนดอลลาร์ สามารถได้รับการศึกษาระดับปริญญาตรีฟรี เพื่อเป็นการสร้างงานให้กับภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐ รวมถึงการใช้งบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในการฝึกอบรมให้แรงงานสามารถมีทักษะใหม่ ๆ ในการเข้าตลาดแรงงานอีกครั้ง

ยุทธศาสตร์ที่ 3 ได้แก่ นโยบาย SUPPLY AMERICA

ด้วยการดึงห่วงโซ่อุปทานหรือ Supply Chain ในระดับยุทธศาสตร์ กลับมาสู่ดินแดนอเมริกาอีกครั้ง โดยที่ไบเดนจะทำให้ Supply Chain ของอเมริกากลับมาแข็งแกร่งเหมือนเดิม ด้วยนโยบายที่ปิดช่องว่างในเซกเตอร์หลัก ๆ ดังนี้

  • ทำการมอบหมายให้หน่วยงานหลัก ๆ ของรัฐบาลอเมริกามีส่วนเป็นผู้ผลิตสินค้าที่สำคัญต่อยุทธศาสตร์ของประเทศ
  • เปลี่ยนระบบภาษีที่สนับสนุนให้บริษัทยาย้ายฐานการผลิตออกไปต่างประเทศ
  • สร้างสินค้าคงคลังเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีสินค้าไว้ใช้อย่างเพียงพอในช่วงวิกฤต
  • ร่วมมือกับพันธมิตรในการลดการพึ่งพาต่อคู่แข่ง อย่าง จีน ในขณะเดียวกัน ก็ปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านการค้าโลกให้ตนเองมีระบบ Supply Chain ที่ดีขึ้น
  • เน้นนโยบาย Buy American ให้การผลิตกลับมาสู่ในประเทศในทุกขั้นตอน

 นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนด้านการจัดหาวัสดุและสินค้าต่างๆ (Procurement Investment) ซึ่งประกอบด้วย

  • การซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า มูลค่าหลักหมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อให้สหรัฐเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด
  • การซื้อเหล็ก ปูน วัสดุการก่อสร้าง และคอนกรีต เพื่อช่วยบริษัทในอเมริกา
  • การซื้ออุปกรณ์การแพทย์และยารักษาโรคในสหรัฐ เพื่อให้มั่นใจว่าจะยังมีไว้ใช้ในช่วงวิกฤต
  • การซื้อปัจจัยที่ใช้ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อย่างโทรคมนาคม และ AI เพื่อสร้างงานและรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและความมั่นคง

โดยสรุป Build Back Better คือการลับคมเครื่องมือต่าง ๆ ที่เคยเป็นจุดแข็งของอเมริกา และปลุกภาคอุตสาหกรรมของอเมริกาให้กลับมาตื่น เพื่อให้วิ่งฉิวแบบดีกว่าเดิมอีกครั้ง โดยพร้อมจะนำการจ้างงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงความมั่นคงของเศรษฐกิจในมิติต่างๆกลับมาสู่อเมริกาอีกครั้ง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/651533

Quantable Podcast EP1 : Quantitative คืออะไร สำคัญกับนักลงทุนอย่างไร?

Zipmex


Quantable Podcast EP1 : Quantitative คืออะไร สำคัญกับนักลงทุนอย่างไร?

หากพูดถึงคำว่า Quantitative Investment หลายคนอาจจะงงเพราะไม่เคยได้ยิน แต่ถ้าเป็น Robot Trade , System Trade , AI Trade เราคงจะคุ้นหูคุ้นตากันบ้างไม่มากก็น้อย อันที่จริงแล้วจะ Robot , System , AI ล้วนแต่เป็น Quantitative ทั้งสิ้น ในวันนี้เราจึงจะขออธิบายถึงเรื่องนี้กันสักหน่อย

Quantitative Investment คืออะไร

คำว่า Quant ย่อมาจากคำว่า Quantitative Analysis หรือวิธีการวิเคราะห์คำนวณเชิงปริมาณเชิงตัวเลข ดังนั้นคำว่า Quantitative Investment ก็อาจจะหมายถึงการลงทุน Base on วิธีการวิเคราะห์คำนวณเชิงปริมาณเชิงตัวเลขนั่นเอง

Quant ไม่ใช่แค่ Technical เท่านั้นแต่หมายถึงทุกอย่างที่เป็นตัวเลข

เรามักจะเข้าใจผิดกันไปหมดว่า Quant คือการวิเคราะห์ทางเทคนิคหรือเอากราฟเทคนิคมาใช้เท่านั้น แต่จากความหมายที่เรานิยามไปข้างต้น แปลว่าไม่ว่าจะเป็นข้อมูลปัจจัยพื้นฐาน ข้อมูลสถิติ ข้อมูลเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ GDP อัตราการว่างงาน ก็สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อหา “บางสิ่งบางอย่าง” ที่เป็นประโยชน์ในการลงทุนของเรานั่นเองครับ

ผลการดำเนินงานของกองทุนสาย Quant

เนื่องจากการใช้ Quant ในการลงทุนมีมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะนักลงทุนบุคคลหรือสถาบัน เราจึงขอยกตัวอย่างกองทุนที่ใช้ Quant จนสามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างโดดเด่นอย่างยาวนาน ดังนี้ครับ

James Simons

Ray Dalio

David Harding

Edward Thorp

คำศัพท์ที่จำเป็นต้องรู้ในสาย Quantitative Investment (ด้านการวัดประสิทธิภาพ)

เนื่องจากการลงทุนในสายของ Quant มักจะมีทั้งตัวเลข สูตรคำนวณ อัตราส่วนเยอะแยะมากมาย เพื่อให้นักลงทุนทุกท่านสามารถศึกษาด้วยตนเองได้ในเบื้องต้นว่าประสิทธิภาพของกลยุทธ์หรือรูปแบบการลงทุนใดที่ดีและเหมาะสมควรจะเป็นอย่างไร เราจึงยกตัวอย่างสูตรในการคำนวณเพื่อวัดประสิทธิภาพของระบบว่ามีสูตรไหนที่จำเป็นต้องรู้และน่าสนใจบ้าง

CAGR (Compound Annual Growth Rate)

คือตัวเลขที่บอกถึงผลตอบแทนทบต้นของระบบในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งจะมีความแตกต่างกับอัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยหรือ Average Return เพราะ CAGR นั้นเป็นค่าเฉลี่ยแบบเรขาคณิต (Geometric Mean) แต่ Average Return เป็นแบบค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic Mean)

Max % Drawdown

คือตัวเลขที่จะบอกถึงการลดลงของเงินทุนในระหว่างที่ลงทุนอยู่ โดยจะวัดจากอัตราส่วนระหว่างมูลค่าเงินทุนสูงสุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น (Highest Equity High) หักลบด้วยมูลค่าเงินลงทุนที่ต่ำที่สุดหลังจากที่เคยเกิดขึ้นมา (Max Lowest Low after Highest High) เช่น เรามีเงินทุนอยู่ 100 บาท ลงทุนไปสักพักเงินโตขึ้นเป็น 1,000 บาท แล้วค่อย ๆ ลดลงมาเหลือ 800 บาท นั่นเท่ากับว่า Max % Drawdown คือ -20 %

Longest Drawdown

คือตัวเลขที่จะบอกเราว่าระหว่างที่เราลงทุนแล้วเกิดการขาดทุน (Drawdown) นั้น กลยุทธ์ของเราต้องใช้เวลายาวนานมากแค่ไหนกว่าที่พอร์ตจะกลับขึ้นมาทำจุดสูงสุดอีกครั้ง โดยมักจะมีหน่วยเป็นจำนวนเดือน

Mar Ratio

คืออัตราส่วนของผลตอบแทนแบบทบต้นหรือ CAGR เทียบกับอัตราส่วนร้อยละของการลดลงของเงินทุนที่มากที่สุดหรือ Maximum % Drawdown พูดง่าย ๆ คือสัดส่วนการแบกรับความเสี่ยงที่มากที่สุดในการที่คุณจะได้ผลตอบแทนออกมา ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย Managed Account Reports newsletter (MAR) ซึ่งทำการรายงานผลวิจัยของบรรดากองทุน Managed Futures และ Hedge Fund ต่างๆ

% Win & % Loss

คือตัวเลขที่บอกถึงผลลัพธ์ของการลงทุนว่าในอดีตที่ผ่านมามีอัตราส่วนที่บอกถึงกำไรและขาดทุนอย่างไรบ้างในรูปแบบของ % ยกตัวอย่างเช่น เราลงทุนมา 100 ครั้ง ได้กำไร 60 ครั้ง ขาดทุน 40 ครั้ง นั่นเท่ากับว่า % Win คือ 60 % Loss คือ 40 นั่นเอง

Average Win & Average Loss

คือตัวเลขที่บอกผลกำไรและผลขาดทุนโดยเฉลี่ยของกลยุทธ์การลงทุนที่ใช้ ยกตัวอย่างเช่น ในแต่ละครั้งที่เราลงทุน เรามักจะได้ผลกำไรโดยเฉลี่ย 10,000 บาท ส่วนเวลาที่ขาดทุนจะขาดทุนโดยเฉลี่ย 5,000 บาท เท่ากับว่า Average Win คือ 10,000 และ Average Loss คือ 5,000

Expectancy

คืออัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง เป็นการคำนวณเพื่อวัดประสิทธิภาพการทำกำไรจากการลงทุน วิเคราะห์ผลการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ โดย ค่า Expectancy คำนวณจาก (Win% x Average Win) – (Loss% x Average Loss) ซึ่งกลยุทธ์การลงทุนที่ดีควรจะใช้ค่า Expectancy เป็นบวกนั่นเอง

แล้วนี้คือบทที่หนึ่งสำหรับโลกของการลงทุนรูปแบบใหม่ (ซึ่งก็ไม่ใหม่มากเท่าไหร่ 555) ที่เรียกว่า Quantitative Investment

Zipmex


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

กองทุน SSF คืออะไร? ต่างจาก LTF อย่างไร? RMF ปรับเกณฑ์ใหม่ ไม่มีขั้นต่ำ!!

FINNOMENA Admin

https://youtu.be/sEitUZq5MpA

กองทุน SSF คลอดแล้ว! ต่างจาก LTF อย่างไร? RMF ปรับเกณฑ์ใหม่ ไม่มีขั้นต่ำ!!

กองทุนกองใหม่ที่จะมาแทน LTF ในปีนี้ ใช้ชื่อว่า “SSF” มีอะไรที่เปลี่ยนไปจากเดิมบ้าง? นอกจากนี้ปีนี้ยังมีการปรับเกณฑ์ RMF ใหม่ มีเงื่อนไขและความแตกต่างจากเกณฑ์เดิมอย่างไร ติดตามที่บทความนี้เลยครับ

กองทุน SSF คืออะไร?

  • กองทุน SSF (Super Saving Funds) คือ กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว พิเศษกว่ากองทุนรวมทั่วไปตรงที่รัฐบาลอนุญาตให้สามารถนำจำนวนเงินที่ซื้อกองทุน SSF มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป โดยจะลดหย่อนแบบปีต่อปี ซื้อปีไหน ก็ลดหย่อนปีนั้น ในช่วงระยะเวลาปี 2563-2567

ลงทุนในอะไรบ้าง

  • ลงทุนในหลักทรัพย์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ กองทุนรวมผสม ฯลฯ ซึ่งมีความยืดหยุ่นมากกว่า LTF ที่กำหนดให้ลงทุนในหุ้นสามัญภายในประเทศไทย

สิทธิประโยชน์

  • สามารถนำเงินลงทุนไปลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้และไม่เกิน 200,000 บาท โดยเมื่อรวมกับกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ (เช่น กองทุน RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน กองทุนการออมแห่งชาติ หรือเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ) ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
  • ไม่กำหนดจำนวนขั้นตํ่าในการซื้อต่อปี และไม่บังคับซื้อต่อเนื่อง

ข้อเสีย

  • เงื่อนไขการขายคืนหน่วยลงทุนเพิ่มเป็น 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ ต่างจาก LTF เดิมคือ 7 ปี
  • ให้ประโยชน์ลดหย่อนภาษีเพียง 5 ปี (2563-2567) โดยหลังจากนั้นการคลังจะพิจารณาอีกที

อ่านเพิ่มเติม คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563 โดย BuffettCode

SSF ต่างจาก SSFX อย่างไร

  • สามารถลงทุนใน SSFX แค่ระหว่างช่วงวันที่ 1 เม.ย. – 30 มิ.ย. เท่านั้น
  • ลดหย่อนภาษีจาก SSFX ได้ไม่เกิน 200,000 บาท โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเงินได้ และไม่ถูกนำไปนับรวมกับกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ
  • กองทุน SSFX ลงทุนแค่ในหุ้นไทยเท่านั้น โดยมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่า NAV ทั้งหมด
  • ส่วนที่เหมือนกับ SSF คือเงื่อนไขการขายคืนหน่วยลงทุน นั่นคือต้องถือ 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ
  • ไม่มีขั้นต่ำในการซื้อ
  • ถ้าซื้อ SSFX ไปจนปีนี้ไม่ต้องจ่ายภาษีแล้ว ก็ไม่ต้องซื้อ SSF แล้วก็ได้

อ่านเพิ่มเติม เจาะลึก ความต่าง SSF ปกติ SSF พิเศษ … ซื้ออย่างไรช่วยประหยัดภาษีได้คุ้มสุด โดย TISCO Advisory

RMF และข้อปรับเปลี่ยน

  • ปรับสัดส่วนในการลดหย่อนภาษีเพิ่ม จากเดิมที่ 15% เป็นไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000 บาท และนับรวมกองทุนอื่น ๆในวงเงินด้วย (เช่น กองทุน SSF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน กองทุนการออมแห่งชาติ หรือเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ)
  • ยกเลิกกำหนดจำนวนขั้นตํ่าในการลงทุนจากเดิม 5,000 บาท เป็นเท่าไรก็ได้ โดยไม่ระงับการซื้อเกิน 1 ปีติดต่อกันเช่นเดิม

*LTF ยังคงให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในปี 2562 นี้ แต่ในปี 2563 เป็นต้นไปจะไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้

FINNOMENA Admin

เปิดบัญชีกองทุน Tax Saving เลือกลงทุนใน SSF และ RMF ผ่าน FINNOMENA ได้แล้ว ดูรายละเอียด คลิก!

พิเศษต้อนรับแผนการลงทุนใหม่ล่าสุด Tax Saving Fund FINNOMENA จัดเต็มส่งท้ายปี สร้างแผนการลงทุน Tax Saving Fund เพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 23 ..- 9 .. 63 รับรางวัลหน่วยลงทุน K-CASH มูลค่า 100 บาท ดูรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติม คลิก

Synopsys บริษัทออกแบบชิป ไพ่ตายของสหรัฐในการคุมทั้งอุตสาหกรรม

BottomLiner
Synopsys บริษัทออกแบบชิป ไพ่ตายของสหรัฐในการคุมทั้งอุตสาหกรรม

การผลิตชิปหรือ Semiconductor ขึ้นมา 1 ชิ้น มีกลุ่มบริษัทเกี่ยวข้องมากมาย แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มผู้ผลิต และกลุ่มออกแบบ โดยผู้ผลิตใหญ่ในปัจจุบันคือ TSMC ที่จะรับคำสั่งผลิตจากบริษัทผู้ออกแบบชิปทั่วโลก ไล่ตั้งแต่ Nvidia, Apple หรือ AMD แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ออกแบบชิปเหล่านี้ก็ต้องสั่งซื้อ Software การออกแบบเช่นกัน ซึ่งมันมีชื่อเรียกว่า Electronic Design Automation (EDA)

Software สำหรับการออกแบบชิปหรือ EDA ถือเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นสิ่งจำเป็นของการสร้างชิปรุ่นใหม่ขึ้นมา (ลองเทียบกับการออกแบบตึกสูง ถ้าไม่มี Software มาช่วยแล้วเราต้องออกแบบด้วยมือทั้งหมดผลลัพธ์มันจะเละแค่ไหน)

โดยกลุ่มบริษัทที่สร้าง EDA หลัก ๆ มี 3 บริษัทคือ Synopsys, Cadence Design Systems และ Mentor Graphics ซึ่งทั้งสามครองส่วนแบ่งการตลาดรวมกันมากกว่า 80%

Software ของแต่ละบริษัทมีความโดดเด่นต่างกันแล้วแต่รูปแบบการใช้งาน ทั้งนี้ Synopsys ถือเป็นบริษัทที่ครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดในอุตสาหกรรม EDA โดยปี 2019 สร้างรายได้รวม 1 แสนล้านบาท มาจากการขาย Software และเครื่องมือสำหรับออกแบบชิป 65% ของรายได้

ขณะที่อีก 30% ของรายได้ มาจากการขายลิขสิทธิ์หรือ Intellectual Property ที่จำเป็นสำหรับการออกแบบและผลิตชิป โดยที่ส่วนธุรกิจนี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Amazon, Alphabet หรือ Alibaba หันมาออกแบบชิปใช้งานเองแล้ว

เมื่อไร้คู่แข่ง สหรัฐเลยใช้มันเป็นไพ่เหนือจีน !

ถ้าเราพิจารณา 3 ผู้เล่นหลักในตลาดการออกแบบชิปจะพบว่าทั้ง Synopsys, Cadence Design Systems และ Mentor Graphics เป็นบริษัทของสหรัฐ (แม้ Mentor Graphics จะถูกบริษัทเยอรมนีซื้อกิจการไป แต่ยังตั้งสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในสหรัฐ) แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐสามารถใช้มันเป็นเครื่องมือบีบคู่แข่งท้าชิงตำแหน่งผู้นำเทคโนโลยีโลกอย่างประเทศจีนได้เต็ม ๆ

เมื่อลองวิเคราะห์อุตสาหกรรม Semiconductor จะพบว่า เครื่องจักรในการผลิตชิปนั้นนอกเหนือจากของสหรัฐยังมีตัวทดแทนเป็นบริษัทในยุโรป และญี่ปุ่น (บริษัท ASML, Tokyo Electron) ทางด้านโรงงานผลิตชิปก็มีไต้หวัน และเกาหลีใต้เป็นตัวเลือก (บริษัท TSMC, Samsung) แต่ Software การออกแบบชิปนั้นถูกผูกขาดโดยประเทศสหรัฐ

ส่งผลให้เมื่อวันที่รัฐบาลสหรัฐสั่งแบน Huawei ไม่ให้ทำธุรกิจร่วมกับบริษัทสัญชาติตัวเอง แต่ Huawei ยังสร้างชิปสำเร็จ รัฐบาลสหรัฐจึงรู้ทันทีว่า Huawei ยังคงใช้งาน Software ออกแบบจากบริษัทของสหรัฐอยู่ จึงโดนบีบหนักขึ้นไปอีกขั้น จนล่าสุดไม่ให้บริษัททุกชาติทำธุรกิจกับ Huawei ด้วย

แม้เราจะเห็นการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรม Semiconductor ในประเทศจีน เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ แต่กลุ่มที่จีนจะพัฒนาทันสหรัฐเป็นอันดับท้าย ๆ คือกลุ่ม Software การออกแบบชิปหรือ EDA เนื่องจากเทคโนโลยีปัจจุบันต่างกันเกิน 10 ปี

โดยปกติแล้วเทคโนโลยี EDA จะต้องนำหน้าการผลิตจริงถึง 2 ปีด้วย

สหรัฐจะใช้กลุ่มธุรกิจนี้คอยต่อรองและบีบรัฐบาลจีนต่อเนื่อง

คำถามที่น่าสนใจคือ แล้วที่ระดับโรงงาน ใช้ software ไหนในการผลิต? ต้องมีการส่งข้อมูลกันเบื้องต้นหรือไม่? หากแบนจะเกิดอะไรขึ้น Huawei ที่ผ่านมาทำไมยอมจำนน

ปมเหล่านี้จะทยอยคลี่คลายให้ฟังครับ

BottomLiner

ที่มาบทความ: https://bottomliner.co/stock/synopsys/

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Go with the flow, Bull (Wave) is coming

FINNOMENA Investment Team
ถึงเวลาปรับพอร์ต: Go with the flow, Bull (Wave) is coming

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

รูปที่ 1 : COVID-19 Vaccine Tracker | Source : Bloomberg As of 17/11/2020

เดือนพฤศจิกายนมีการเปิดเผยประสิทธิภาพวัคซีน COVID-19 จากทั้งบริษัท Pfizer และ Moderna ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า 90% โดยหลังข่าวเปิดเผยออกมาตลาดหุ้นโดยเฉพาะกลุ่ม Cyclical ทั่วโลกตอบรับในเชิงบวก เช่น การเงินและธนาคาร พลังงาน ต่างฟื้นตัวเหนือดัชนีตลาดหุ้น

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

รูปที่ 2 : การเปลี่ยนแปลงของดัชนี S&P 500 และ S&P 500 Financial Sector | Source : Bloomberg As of 17/11/2020

ส่วนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่านายโจ ไบเดนผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมแครต จะเป็นประธานาธิบดีคนถัดไปของสหรัฐฯ ซึ่งตลาดคาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ลดแรงกดดันการผิดนัดชำระหนี้ รวมทั้งการสำรองหนี้เสียในไตรมาสที่ 3 ลดลงจากไตรมาสที่ 2 ส่วนการบริโภคและจ้างงานกลับมาฟื้นตัวเรียบร้อยแล้ว FINNOMENA Investment Team จึงมีมุมมองว่าหุ้นในกลุ่ม ธนาคารและการเงินมีโอกาสฟื้นตัวในช่วงเวลาต่อจากนี้ ประกอบกับกลุ่มหุ้นการเงินและธนาคารในต่างประเทศมีรูปแบบธุรกิจที่เน้นรายได้จากบริการซื้อขายหลักทรัพย์ การบริหารสินทรัพย์การเงิน และการออกหลักทรัพย์ใหม่ หรือเรียกว่า Non-interest revenue ซึ่งเติบโตเหนือคาดการณ์มาโดยตลอดและรับผลดีจากสภาพคล่องในตลาดที่สูง

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

รูปที่ 3 : JP Morgan Chase & Co Earning Q3/20 infographic | Source : Alphastreet As of 13/10/2020

ดังนั้นจึงแนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุน KT-FINANCE ซึ่งมีกองทุน Fidelity Funds – Global Financial Services Fund (Class A) เป็นกองทุนหลัก ด้วยนโยบายการลงทุนในบริษัทที่ให้บริการด้านการเงิน

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

รูปที่ 4 : Geographic & Sector Exposure Fidelity Funds – Global Financial Services Fund (Class A) Fund Fact sheet data As of 30/09/2020 | Source Fidelity Funds :  As of 17/11/2020

สัดส่วนการลงทุนหลักอยู่ในสหรัฐฯ และสูงกว่าสัดส่วนในดัชนีอ้างอิง เมื่อพิจารณา Top 10 holdings พบว่าการลงทุนหลักอยู่ในกลุ่มธนาคารซึ่งมีรายได้จาก Non-interest revenue และบริษัทประกัน

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

รูปที่ 5 : Top 10 Holding Fidelity Funds – Global Financial Services Fund (Class A) Fund Fact sheet data As of 30/09/2020 | Source Fidelity Funds :  As of 17/11/2020 

ส่วนตัวเลขทางเศรษฐกิจของจีนกลับมาสู่แดนขยายตัวอีกครั้งไม่ว่าจะเป็น GDP, Industrial Production และ Fixed Asset Investment สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจภายในประเทศจีน ส่วนนโยบายการเงินและการคลังยังมีศักยภาพเหนือกว่าประเทศอื่น ทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงถึง 3.85% การประสานงานระหว่างภาคการเงินและการคลังที่ลงตัวอันเนื่องมาจากระบบการปกครอง ทั้งหมดที่กล่าวมาสร้างความได้เปรียบเหนือประเทศอื่น

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

รูปที่ 6 : Top 10 Holding Allianz Global Investors Fund – Allianz China A-Shares กองทุนหลัก KT-Ashares-A | Source Bloomberg : As of 17/11/2020

ด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจที่กลับมาฟื้นตัว พร้อมความสัมพันธ์กับหุ้นสหรัฐฯ ในระดับที่ต่ำ FINNOMENA Investment Team แนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุน KT-Ashares-A ซึ่งมีกองทุน Allianz Global Investors Fund – Allianz China A-Shares (Class PT) เป็นกองทุนหลัก โดยมีนโยบายการลงทุนในกองทุนในหุ้นจีน A-Share เน้นการลงทุนไปยังหุ้นขนาดใหญ่และกลางที่มีศักยภาพการเติบโตสูงพร้อมมูลค่าที่เหมาะสม โดยใช้กลยุทธ์ Sector Neutral คือมีสัดส่วนการลงทุนในแต่ละ sector แตกต่างจากดัชนีอ้างอิงไม่มากกว่าหรือน้อยกว่า 5% และหาผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) จากการคัดเลือกหุ้น (Stock selection)

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

รูปที่ 7 : ข้อมูล GDP ไทย | Source : สศช. As of 16/11/2020

สภาพัฒน์เปิดเผย GDP ไตรมาสที่ 3 หดตัว 6.4% ซึ่งดีกว่าคาดการณ์ว่าจะหดตัวที่ 8.6% แม้หลายภาคส่วนจะยังหดตัวแต่หดตัวในอัตราที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกันพบว่าประมาณการ GDP สำหรับปีนี้ดีขึ้นกว่าการประมาณการเมื่อเดือนสิงหาคม จากตัวเลข GDP พร้อมปัจจัยภายนอกที่กล่าวมาข้างต้น ประกอบกับคาดการณ์อัตราการจ่ายปันผลในปีหน้าของกองทุนอสังหาและ REITs ไทยที่จะขยายตัวเมื่อเทียบกับปีนี้  ทำให้กองทุนอสังหาและ REITs มีความน่าสนใจทั้งจากการเติบโตในปีหน้าและความเสี่ยง (Downside risks) ที่มีอย่างจำกัด

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

รูปที่ 8 : SETPREIT Dividend Yield GAP | Source : สศช. As of 16/11/2020

ส่งผลให้ FINNOMENA Investment Team แนะนำกลับเข้าลงทุนในกองทุนอสังหาและ REITs ไทย จากระดับ Valuation ที่น่าสนใจ ระดับปันผลที่อยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล และมีโอกาสฟื้นตัวได้ตามทิศทางเศรษฐกิจจริงตามความหวังด้านพัฒนาการของวัคซีน

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

รูปที่ 9 : US Investment Grade OAS, US High Yield OAS Spread | Source : Bloomberg. As of 16/11/2020

ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาไปยัง OAS Spread ซึ่งเป็นตัวแทนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ทั้ง Investment Grade และ High Yield จะพบว่ามีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการเข้าลงทุนในตราสารหนี้ทั้ง 2 กลุ่มจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จนใกล้เคียงระดับภาวะปรกติก่อนเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้เรามีมุมมองว่า Upside ของกองทุนตราสารหนี้ทั่วโลกอยู่ในระดับที่จำกัด 

อย่างไรก็ตามกองทุนตราสารหนี้ในพอร์ตการลงทุนอย่าง KKP G-UBOND-H และ UDB-A ซึ่งลงทุนในกองทุนหลัก Jupiter Dynamic Bond Fund ซึ่งมีนโยบายการบริหารแบบยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ด้วยกลยุทธ์แบบ Barbell นั้น ได้มีการถือครองหุ้นกู้ในกลุ่ม High Yield เพิ่มเติม เพื่อรับสร้างผลตอบแทนในปัจจุบัน

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

รูปที่ 10 : Thai Government 10 Year Bond Yield | Source : Bloomberg. As of 18/11/2020

และเมื่อพิจารณาไปยังแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัว ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนเริ่มไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยอีกครั้ง จากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนหน้าเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 และมีโอกาสปรับตัวกลับสู่ระดับดังกล่าวได้ ซึ่งนับเป็นโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนตราสารหนี้ในไทยในปัจจุบัน

ด้วยปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำให้ปรับสัดส่วนการลงทุน ดังนี้

FINNOMENA Recommended

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

FINNOMENA Investment Team ยังคงแนะนำคงสัดส่วนการลงทุน เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนด้วยกลุ่มหุ้นผู้นำอย่างสหรัฐฯ และจีน ควบคู่ไปกับการควบคุมความเสี่ยงผ่านทางการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างตราสารหนี้ พร้อมทั้งความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอจากการจ่าย Auto Redemption และการจ่ายปันผล ในแต่ละกองทุน

อย่างไรก็ตาม การแนะนำกลับเข้าลงทุนในกองทุนอสังหาและ REITs ไทย จากระดับ Valuation ที่น่าสนใจ ระดับปันผลที่อยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล และมีโอกาสฟื้นตัวได้ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากทั้งมาตรการกระตุ้นและความหวังด้านพัฒนาการของวัคซีน

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

แนะนำลดสัดส่วน KFSMART 20%, แนะนำลดสัดส่วน KKP G-UBOND-H 10%

เพิ่มสัดส่วนการลงทุน SCBWINA 10%, เพิ่มสัดส่วนการลงทุน KFAFIX-A 20%

FINNOMENA Investment Team แนะนำลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน KKP G-UBOND-H ลง 10% เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกองทุนผสมทั่วโลก SCBWINA แทน พร้อมกับแนะนำลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นอย่าง KFSMART ลง 20% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน KFAFIX-A ซึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะกลางแทน เพื่อแสวงหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากภาวะการผ่อนคลายความกังวลของตลาดการลงทุนทั่วโลก รวมไปถึงในตลาดตราสารหนี้ไทย โดยไม่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม การแนะนำกลับเข้าลงทุนในกองทุนอสังหาและ REITs ไทย จากระดับ Valuation ที่น่าสนใจ ระดับปันผลที่อยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล และมีโอกาสฟื้นตัวได้ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากทั้งมาตรการกระตุ้นและความหวังด้านพัฒนาการของวัคซีน

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

แนะนำลดสัดส่วน KFSMART 20% (ทั้งหมด)

เพิ่มสัดส่วนการลงทุน KT-Ashares-A 10%, เพิ่มสัดส่วนการลงทุน KT-FINANCE 10%

FINNOMENA Investment Team แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่มีความเกี่ยวข้องกับ Old Economy มีความเป็นวัฏจักร และรับผลประโยชน์จากการพัฒนาวัคซีน COVID-19 อย่าง KT-FINANCE และ KT-Ashares-A เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจริง

พร้อมกับการแนะนำเข้าลงทุนในกองทุนอสังหาและ REITs ไทย จากระดับ Valuation ที่น่าสนใจ ระดับปันผลที่อยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล และมีโอกาสฟื้นตัวได้ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากทั้งมาตรการกระตุ้นและความหวังด้านพัฒนาการของวัคซีน

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

FINNOMENA Investment Team ยังคงแนะนำคงสัดส่วนการลงทุน เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนด้วยกลุ่มหุ้นผู้นำอย่างสหรัฐฯ และจีน ควบคู่ไปกับการควบคุมความเสี่ยงผ่านทางการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

แนะนำลดสัดส่วน SCBTMFPLUS-I 40% (ทั้งหมด)

เพิ่มสัดส่วนการลงทุน KFAFIX-A 40% (ทั้งหมด)

FINNOMENA Investment Team แนะนำลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุนตลาดเงินอย่าง SCBTMFPLUS-I ทั้งหมด เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะกลางอย่าง KFAFIX-A แทน เพื่อแสวงหาโอกาสสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติม จากภาวะการผ่อนคลายความกังวลของตลาดการลงทุนทั่วโลก รวมไปถึงในตลาดตราสารหนี้ไทย

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัว ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย