แจ้งเตือน

Hello! IPO Podcast Ep.2 : ASP-POWER และ KFINFRA-A

FINNOMENA Podcast

Hello! IPO Podcast Ep.2 : ASP-POWER และ KFINFRA-A

“Hello! IPO รายการที่จะพาทุกคนพบกับกองทุนเปิดใหม่แกะกล่องประจำสัปดาห์ พร้อมแนะนำกองทุน IPO ที่น่าสนใจ”


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

“สี จิ้นผิง” ประกาศชัยชนะในการขจัดความยากจนได้อย่างสมบูรณ์ในจีน

FINNOMENA Reporter

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนประกาศในวันนี้ว่า จีนได้รับชัยชนะอย่างสมบูรณ์ในการต่อสู้กับความยากจน

  • โดยกล่าวว่าตลอดช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ชาวชนบทที่ยากจน 98.99 ล้านรายซึ่งอยู่ภายใต้เส้นความยากจนในปัจจุบันได้หลุดพ้นจากความยากจนแล้วทั้งหมด ขณะที่มณฑลที่ยากจน 832 แห่ง และหมู่บ้านยากจน 128,000 แห่งก็ได้หลุดพ้นจากความยากจนแล้ว
  • นับตั้งแต่จีนเริ่มการปฏิรูป และการเปิดประเทศในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ผู้อยู่อาศัยในชนบทที่ยากไร้ 770 ล้านรายได้หลุดพ้นจากความยากจน เมื่อคำนวณตามเส้นความยากจนในปัจจุบันของจีน
  • ทั้งนี้ยังกล่าวเสริมว่านอกจากนี้ จีนยังมีส่วนในการลดความยากจนทั่วโลกมากกว่า 70% ในช่วงเวลาเดียวกันด้วย

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq38/3203420

OR ซื้อหุ้น “โอ้กะจู๋” 20% หวังขยายสาขาผ่านปั๊ม

FINNOMENA Reporter

“OR” เข้าซื้อหุ้น 20% ในโอ้กะจู๋มูลค่าไม่เกิน 500 ล้านบาท ต่อยอดธุรกิจค้าปลีกในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (F&B)

  • บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ OR ได้ทำพิธีลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น และสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นกับ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด ซึ่งดำเนินกิจการร้านอาหารเพื่อสุขภาพภายใต้แบรนด์โอ้กะจู๋” 
  • โดย OR กล่าวว่า แบรนด์โอ้กะจู๋มีจุดเด่นในเรื่องความสดใหม่ของผักที่ปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ และส่งตรงจากฟาร์มผักขนาดใหญ่ที่จังหวัดเชียงใหม่
  • ทั้งนี้บริษัทได้ตั้งเป้าขยายสาขาร้านโอ้กะจู๋เพิ่มเติมในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station รวมถึงการจำหน่ายอาหารแบบ Grab & Go ผ่านร้าน Café Amazon ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล และภาคเหนือ

ที่มา : bangkokbiznews.com/news/detail/924475

ก.ล.ต. เสนอนักลงทุนคริปโต ต้องมีรายได้ต่อปี 1 ล้านบาทถึงจะลงทุนได้

FINNOMENA Reporter

ก.ล.ต. จะมีการออกมาประกาศเพื่อทำการ hearing ในวันนี้เกี่ยวกับกับ “ยกระดับการกำกับดูแลการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีเพื่อคุ้มครองผู้ลงทุน”

เนื่องจากคริปโทเคอร์เรนซี มีความผันผวนสูง การลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีจึงต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจและความสามารถรับความเสี่ยงจากการได้รับผลขาดทุนจากการลงทุนได้ จึงมีแนวคิดกำหนดคุณสมบัติผู้ลงทุนด้วย 2 ปัจจัย ได้แก่..

1. มีรายได้ต่อปีไม่นับรวมคู่สมรส ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป หรือมีสินทรัพย์สุทธิตั้งแต่ 10 ล้านบาท โดยไม่นับอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นที่พักอาศัยประจำ หรือ มีมูลค่าลงทุนในหลักทรัพย์สัญญาซื้อขายล่วงวหน้า 5 ล้านบาทขึ้นไป

และ 2. เป็นผู้ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือเป็น Professional ตามที่สำนักงานกำหนด

ที่มา : https://siamblockchain.com/2021/02/25/sec-new-rules/

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับใบ 50 ทวิ I TAX เพื่อนๆ EP7

FINNOMENA CHANNEL
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับใบ 50 ทวิ I TAX เพื่อนๆ EP7

หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือที่มีชื่อเล่นว่า “ใบ 50 ทวิ” เอกสารสำคัญที่ทุกคนใช้เป็นหลักฐานการยื่นภาษี แต่น้อยคนทีเข้าใจรายละเอียดอย่างถูกต้อง วันนี้มาพูดคุยกันสบาย ๆ กับทุกประเด็นที่น่าสนใจของใบ 50 ทวิกัน

ใบ 50 ทวิ คืออะไร?

  • จริง ๆ ก็เริ่มมาจากหลักการทางภาษีที่พื้นฐานที่สุดเลยก็คือ “เมื่อมีรายได้ ก็ต้องจ่ายภาษี เพียงแต่รัฐมองว่า ลำพังจะรอเก็บภาษีทีเดียวปีละครั้ง ก็อาจจะเป็นภาระก้อนใหญ่เกินไปสำหรับผู้จ่ายภาษีบางคน หรือถ้ามีใครเลี่ยงภาษีขึ้นมา รัฐก็จะเสียสภาพคล่อง
  • รัฐก็เลยให้ผู้ที่มีหน้าที่จ่ายรายได้ให้เขา เป็นตัวแทนของรัฐ ช่วยหักภาษีส่วนนึงจากรายได้ของเขาส่งให้รัฐ ก่อนจะจ่ายที่เหลือให้กับผู้มีสิทธิรับรายได้
  • เราเรียกภาษีที่ถูกหักไปก่อนส่วนนึงนี้ว่า “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” เพราะไหน ๆ ก็ต้องจ่ายภาษีกันอยู่แล้ว งั้นทยอยจ่ายตั้งแต่ตอนนี้ จะได้ไม่เป็นภาระก้อนใหญ่ทีหลัง รัฐก็ไม่เสียสภาพคล่องด้วย
  • ก็เลยเป็นที่มาของใบ 50 ทวิ (หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย) คือเอกสารที่จะแสดงรายละเอียดให้เห็นว่า มีการหักภาษี ณ ที่ที่จ่ายเงินนำส่งให้รัฐไปก่อนเท่าไหร่ จากที่ต้องจ่ายจริงคือเท่าไหร่ เหลือเท่าไหร่

ทำไมใบ 50 ทวิ ถึงสำคัญ?

  • เพราะเป็นตัวชี้ชะตาว่า เมื่อคำนวณรายได้ทั้งปีแล้ว เรามีภาระภาษีที่แท้จริงเท่าไหร่ ได้จ่ายผ่านการถูกหัก ณ ที่จ่ายไปก่อนแล้วเท่าไหร่
  • รัฐจะต้องเรียกให้จ่ายค่าภาษีเพิ่ม กรณีภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปนั้นยังน้อยกว่าที่ต้องจ่ายจริง
  • รัฐต้องคืนค่าภาษีให้ กรณีที่ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายมากกว่าที่ต้องจ่ายจริง

ใครมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย และออกใบ 50 ทวิ? 

  • ผู้รับบทบาทนี้คือผู้ที่มีหน้าที่จ่ายเงินให้เรา
  • กรณีลูกจ้างบริษัท ู้ที่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายออกให้ก่อน และออกใบ 50 ทวิให้เราเป็นหลักฐานยื่นภาษี ก็คือนายจ้างของเรา
  • แต่กรณีของพนักงานเงินเดือน จะมีข้อสังเกตว่าค่าภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแต่ละเดือน จะคำนวณจากการประมาณการรายได้ทั้งปี หักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนต่าง ๆ เท่าที่นายจ้างมีข้อมูล แล้วหารเฉลี่ยเพื่อหัก ณ ที่จ่ายเป็นรายเดือนไป
  • ดังนั้นถ้าปีไหนที่นายจ้างประเมินแล้วว่า รายได้ของเราทั้งปียังไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี ก็อาจไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่จะยังมีหน้าที่ออกใบ 50 ทวิให้เป็นหลักฐานอยู่เหมือนเดิม
  • นอกจากนี้ในใบ 50 ทวิของพนักงานเงินเดือน จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับเงินสมทบประกันสังคม และเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพถ้ามี ระบุเอาไว้ให้ด้วย ซึ่งก็ใช้เป็นหลักฐานการลดหย่อนภาษีด้วยประกันสังคม และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ไปในตัว
  • กรณีฟรีแลนซ์ที่รับค่าจ้าง ก็จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแตกต่างกันไปตามเนื้องานแต่ละประเภท ตามที่กฎหมายกำหนด อย่างค่าจ้างบริการทั่วไป เช่น จ้างรีวิวสินค้า จ้างทำกราฟฟิค ก็จะถูกกำหนดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ 3% เป็นต้น และถ้ายอดที่จ่ายเป็นจำนวนไม่ถึง 1,000 บาท ก็ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย

ความเข้าใจผิดเบื้องต้นของใบ 50 ทวิ

  • แม้ว่าถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้ว ได้ใบ 50 ทวิแล้ว ก็ยังคงมีหน้าที่ในการยื่นภาษีและเสียภาษีตามเกณฑ์ปกติ เพราะการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นเพียงการทยอยหักภาษีให้ “เบื้องต้น เท่านั้น
  • ใบ 50 ทวิ เป็นเพียงหลักฐานการหัก ณ ที่จ่าย แต่ไม่ใช่หลักฐานของประเภทเงินได้ จริงอยู่ว่าในมุมของคนที่เค้าจ่ายเงิน และออกใบ 50 ทวิให้เรา จะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทเงินได้ของเราประมาณนึง แต่ในบางครั้งก็อาจเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้ เช่น จ้างงานกันเป็นลักษณะจ้างรับเหมา ซึ่งเป็นเงินได้ประเภทที่ 7 แต่ระบุในใบ 50 ว่าเป็นค่าจ้างทั่วไป ซึ่งเป็นเงินได้ประเภทที่ 2
  • การลงประเภทเงินได้ต่างไปจากเนื้องานจริงเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรในทางภาษี เพราะเงินได้ต่างประเภทกันจะหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน ภาระทางภาษีก็จะไม่เท่ากันด้วย
  • สิ่งที่เราต้องยืนยันกับตัวเองให้ได้คือเงินที่เราได้รับมาเป็นเงินได้จากการทำงานลักษณะตามประเภทอะไร ตอนยื่นภาษีประจำปีก็จะได้ยื่นตามนั้นให้ถูกต้อง
  • ถ้าให้ดีที่สุดก็ควรพูดคุยกับนายจ้างหรือผู้ว่าจ้างให้เข้าใจตรงกัน ว่าเงินที่จ่ายเป็นเงินได้ประเภทอะไร จะได้ลงข้อมูลในใบ 50 ให้ถูกต้องตรงกัน

เราควรจะได้รับใบ 50 ทวิเมื่อไร?

  • จะมี deadline ที่กฎหมายกำหนดไว้ให้อยู่แล้วว่าฝั่งผู้จ่ายเงินจะต้องรีบออกใบ 50 ทวิให้ผู้รับเงินภายในเมื่อไหร่
  • กรณีพนักงานเงินเดือน นายจ้างจะมีหน้าที่ออกใบ 50 ทวิให้ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดจากปีรับเงินได้
  • กรณีฟรีแลนซ์ ผู้ว้าจ้างมีหน้าที่ออกใบ 50 ทวิให้ทันทีที่ได้จ่ายเงิน

ทำใบ 50 ทวิหาย จะทำยังไง จะยื่นภาษีไม่ได้ใช่มั้ย

  • ไม่เป็นไร ถ้าทำหาย ติดต่อผู้จ่ายเงินให้ออกให้ใหม่ได้
  • ถ้าตอนยื่นภาษีไม่มีใบ 50 ทวิตัวจริง แต่ได้บันทึกเป็นภาพถ่ายเก็บเอาไว้ มั่นใจว่ามีข้อมูลเงินได้เป็นตัวเลขที่ถูกต้อง ก็สามารถกรอกยื่นภาษีไปก่อนได้
  • แต่เมื่อตามเอกสารตัวจริงมาได้แล้ว ทีนี้ให้เก็บเอาไว้ให้ดี เผื่อว่ามีประเด็นทางภาษีอะไรในอนาคต จะได้ไม่ต้องตามหาเอกสารใหม่ให้ลำบาก

ถ้าได้รับเงินมา แบบที่ไม่มีใบ 50 ทวิให้ แบบนี้ก็ไม่ต้องยื่นภาษีใช่มั้ย

  • ไม่ใช่ เพราะใบ 50 ทวิเป็นเพียงหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย ไม่ใช่หนังสือรับรองเงินได้ ดังนั้นถ้าเรามีเงินได้ที่ไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ก็ต้องยื่นภาษีเสมอ
  • ส่วนหลักฐาน ก็อาจอ้างอิงสัญญาจ้างงาน หรือ Statement บัญชีธนาคารที่รับเงินได้ก็ยังได
  • หากเราหนีภาษี จะมีสิทธิลุ้นรับโทษทางภาษีก้อนใหญ่ ย้อนหลังได้สูงสุดถึง 10 ปี

“พาวเวล” ส่งสัญญาณเฟดคงดอกเบี้ยต่ำต่อไปอีกกว่า 3 ปี

FINNOMENA Reporter

พาวเวล เผย อาจจะต้องใช้เวลามากกว่า 3 ปีกว่าที่อัตราเงินเฟ้อจะแตะระดับเป้าหมายของเฟด 

  • ซึ่งนี่ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำต่อไปอีกนาน
  • อย่างไรก็ตามข้อซักถามจากคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาที่ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะมีการขยายตัวมากถึง 6% ตามที่นักวิเคราะห์หลายรายคาดการณ์ไว้หรือไม่ นายพาวเวลตอบว่า “เป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะขยายตัวในช่วงดังกล่าว”
  • ขณะเดียวกัน นายพาวเวลกล่าวว่า สภาคองเกรสจำเป็นต้องให้การอนุมัติแก่เฟดสำหรับการเดินหน้าพัฒนา และออกสกุลเงินดอลลาร์ในรูปแบบดิจิทัล

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq27/3203058

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Reloaded for The Next Move

FINNOMENA Investment Team
ถึงเวลาปรับพอร์ต: Reloaded for The Next Move

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Reloaded for The Next Move

รูปที่ 1 อัตราผลตอบแทนตลาดหุ้นทั่วโลกตั้งแต่ 23 มีนาคม 2020 | Source : Bloomberg As of 22/02/2021

หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศทำ Unlimited QE ในวันที่ 23 มีนาคม 2020 ที่ผ่านมา ขณะที่ธนาคารกลางหลัก ๆ อีกหลายประเทศก็เดินหน้าใช้มาตรการกระตุ้นในปริมาณมหาศาลเพื่อรับมือผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19

เมื่อประกอบกับการอนุมัติใช้วัคซีนไวรัส COVID-19 และการชนะการเลือกตั้งของนายโจ ไบเดน ในช่วงปลายปี 2020 ซึ่งประกาศใช้มาตรการการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ ช่วยหนุนมุมมองการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่ชัดเจน ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลา 11 เดือนที่ผ่านมา

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Reloaded for The Next Move

รูปที่ 2 US10Y Breakeven และ US Government Bond 2-10 Spread  | Source : Bloomberg As of 22/02/2021

มุมมองดังกล่าวนอกจากจะหนุนการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นแล้ว ยังสร้างความคาดหวังต่ออัตราเงินเฟ้อที่สะท้อนออกมาผ่านดัชนี US Breakeven ในช่วงที่ผ่านมาใด้ปรับตัวทำจุดสูงสุดใหม่นับตั้งแต่ปี 2014 ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธบัตรระยะยาว ซึ่งสะท้อนผ่านทาง 2-10 Spread ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

ส่งผลให้ Earnings Yield Gap ซึ่งเป็นกระบวนการพิจารณา Valuation ของดัชนี S&P 500 ด้วยมุมมองของส่วนชดเชยความเสี่ยง ลดลงจนแตะระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 จาก Valuation ที่สูงขึ้นในฝั่งของตลาดหุ้น และการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Reloaded for The Next Move

รูปที่ 3 S&P 500 Index & Earning Yield Gap  | Source : Bloomberg As of 22/02/2021

ในขณะเดียวกันตลาดหุ้นจีน (All China) โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีก็ปรับตัวขึ้นมาเช่นเดียวกัน ด้วยอานิสงส์จากทั้งการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสที่มีประสิทธิภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป แต่เมื่อพิจารณาระดับ Valuation ด้วย Relative P/E Ratio เปรียบเทียบกับดัชนี S&P 500 พบว่าสูงกว่าระดับ 2SD และสูงกว่าช่วงการระบาดของ COVID-19 สะท้อนระดับ Valuation ที่ตึงตัวอย่างมาก

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Reloaded for The Next Move

รูปที่ 4 Relative P/E & Price MSCI China to S&P 500  | Source : Bloomberg As of 22/02/2021

ดังนั้นในระยะสั้นตลาดหุ้นอาจมีการปรับฐานหรือพักฐาน อย่างไรก็ตามในระยะยาว FINNOMENA Investment Team ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ และจีน ด้วยความได้เปรียบในการใช้นโยบายการเงิน การควบคุมการแพร่ระบาดและการใช้วัคซีน อีกทั้งยังมีมาตรการการคลังที่เตรียมจะใช้ในปีนี้

นอกจากนั้นแล้วทั้งสหรัฐฯ และจีนยังมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ยังมีแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว ซึ่งจะช่วยหนุนอัตรากำไรของตลาดหุ้นด้วย ด้านมุมมองอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในตลาด ณ ปัจจุบัน หากพิจารณาในมุมกลับกันแล้ว การเกิดเงินเฟ้ออ่อน ๆ ในช่วง early-stage กลับส่งผลให้อัตราการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตอีกด้วย อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลังวิกฤติปี 2008

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Reloaded for The Next Move

รูปที่ 5 US10Y Breakeven และ S&P 500 Bloomberg Earning Estimate  | Source : Bloomberg As of 22/02/2021

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำปรับลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุนหุ้นของแต่ละ Private Wealth Port เพื่อทำกำไรและหาโอกาสการลงทุนต่อไปในอนาคต ดังนี้

FINNOMENA Recommended

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Reloaded for The Next Move

แนะนำลดสัดส่วน KFGBRAND-D 10% (ทั้งหมด) , ลดสัดส่วน TMBCOF 10% (ทั้งหมด)

เพิ่มสัดส่วนการลงทุน KFSMART 20% 

การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา สร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงผ่านทางระดับ Valuation และ ส่วนชดเชยความเสี่ยงที่ตึงตัวส่งผลให้อาจมีโอกาสปรับฐานได้ในระยะสั้น FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลงบางส่วน ประกอบไปด้วย TMBCOF 10% (ทั้งหมด) และ KFGBRAND-D 10% (ทั้งหมด) เพื่อรักษากำไรที่เกิดขึ้น และ จำกัดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับฐานดังกล่าว และ แสวงหาโอกาสในการลงทุนต่อไปในอนาคต

อย่างไรก็ตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการเงินและการคลังยังคงเป็นปัจจัยสำคัญหนุนให้หุ้นมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะกลางถึงยาว จึงยังคงแนะนำถือครองกองทุนหุ้น K-USA-A (D) ไว้ เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนในรูปแบบของกระแสเงินสด และ Capital Gain ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Reloaded for The Next Move

แนะนำลดสัดส่วน KFGBRAND-A 10% (ทั้งหมด) , ลดสัดส่วน TMBCOF 5% (ทั้งหมด)

เพิ่มสัดส่วนการลงทุน KFSMART 10%, เพิ่มสัดส่วนการลงทุน TMBTM 5% 

การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา สร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงผ่านทางระดับ Valuation และ ส่วนชดเชยความเสี่ยงที่ตึงตัวส่งผลให้อาจมีโอกาสปรับฐานได้ในระยะสั้น FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลงบางส่วน ประกอบไปด้วย TMBCOF 5% (ทั้งหมด) และ KFGBRAND-A 10% (ทั้งหมด) เพื่อรักษากำไรที่เกิดขึ้น และ จำกัดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับฐานดังกล่าว และ แสวงหาโอกาสในการลงทุนต่อไปในอนาคต

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Reloaded for The Next Move

แนะนำลดสัดส่วน KFGBRAND-A 10% (ทั้งหมด) ,ลดสัดส่วน TMBCOF 10% (ทั้งหมด) , ลดสัดส่วน K-USA-A(A) 10% (ทั้งหมด)

เพิ่มสัดส่วนการลงทุน KFSMART 20%, เพิ่มสัดส่วนการลงทุน K-CASH 10%

การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา สร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงผ่านทางระดับ Valuation และ ส่วนชดเชยความเสี่ยงที่ตึงตัวส่งผลให้อาจมีโอกาสปรับฐานได้ในระยะสั้น FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลงบางส่วน ประกอบไปด้วย TMBCOF 10% (ทั้งหมด), K-USA-A(A) 10% (ทั้งหมด) และ KFGBRAND-A 10% (ทั้งหมด) เพื่อรักษากำไรที่เกิดขึ้น และ จำกัดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับฐานดังกล่าว และ แสวงหาโอกาสในการลงทุนต่อไปในอนาคต

อย่างไรก็ตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการเงินและการคลังยังคงเป็นปัจจัยสำคัญหนุนให้หุ้นมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะกลางถึงยาว จึงยังคงแนะนำถือครองกองทุนหุ้น ONE-UGG-RA, KT-FINANCE และ KT-Ashares-A ไว้ เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Reloaded for The Next Move

แนะนำลดสัดส่วน KFGBRAND-A 20% (ทั้งหมด), ลดสัดส่วน K-USA-A(A) 20% (ทั้งหมด)

เพิ่มสัดส่วนการลงทุน KFSMART 20%, เพิ่มสัดส่วนการลงทุน K-CASH 20%

การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา สร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงผ่านทางระดับ Valuation และ ส่วนชดเชยความเสี่ยงที่ตึงตัวส่งผลให้อาจมีโอกาสปรับฐานได้ในระยะสั้น FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลงบางส่วน ประกอบไปด้วย K-USA-A(A) 20% (ทั้งหมด) และ KFGBRAND-A 20% (ทั้งหมด) เพื่อรักษากำไรที่เกิดขึ้น และ จำกัดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับฐานดังกล่าว และ แสวงหาโอกาสในการลงทุนต่อไปในอนาคต

อย่างไรก็ตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการเงินและการคลังยังคงเป็นปัจจัยสำคัญหนุนให้หุ้นมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะกลางถึงยาว จึงยังคงแนะนำถือครองกองทุนหุ้น ONE-UGG-RA และ WE-CHIG ไว้ เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

FINNOMENA Investment Team

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัว ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

โอกาสลงทุนท่ามกลางความกังวล หลัง ARKW -10%

FINNOMENA Investment Team
โอกาสลงทุนท่ามกลางความกังวล หลัง ARKW -10%

โอกาสลงทุนท่ามกลางความกังวล หลัง ARKW -10%

รูปที่ 1 อัตราผลตอบแทน ARK ETF | Source : Bloomberg As of 23/02/2021

ARK Invest บริษัทจัดการที่บริหาร Active ETF กลุ่ม ARK ชื่อดังที่สร้างผลตอบแทนอย่างโดดเด่นจนเป็นที่จับตามองของนักลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก จนมีการนำมาเป็นกองทุนหลักของหลากหลายกองทุนรวมซึ่งเริ่ม IPO อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นเป็นผลมาจากความนิยมที่หลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก

ภายใต้การบริหารของ ARK Invest ที่สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้มากกว่า 100% ใช้กระบวนการวิเคราะห์เพื่อเลือกหุ้นทั้งแบบ Top-Down และ Bottom-Up ผ่านข้อมูลการเงินแบบดั้งเดิม ข้อมูลจากโลกออนไลน์ และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

โอกาสลงทุนท่ามกลางความกังวล หลัง ARKW -10%

รูปที่ 2 Analyst Recommendation | Source : Bloomberg As of 21/02/2021

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกต่างปรับฐานเช่นเดียวกับ Active ETF กลุ่ม ARK ลดระดับ Valuation ที่ตึงตัวลง สร้างความน่าสนใจสำหรับการสะสมเพื่อลงทุน โดยพิจารณาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพบว่าทั้งการลดลงของต้นทุนและการเข้ามาสู่ชีวิตประจำวันเป็นปัจจัยหลักที่หนุนการเติบโตในระดับก้าวกระโดด สอดคล้องกับคำแนะนำของนักวิเคราะห์ที่คงมีคำแนะนำเข้าลงทุนในหุ้นเติบโต โดยมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มนี้สะท้อนผ่าน Fund flows ที่ยังเข้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง

โอกาสลงทุนท่ามกลางความกังวล หลัง ARKW -10%

รูปที่ 3 Max Drawdown ARK ETF ย้อนหลัง 6 ปี | Source : Bloomberg As of 23/02/2021

อย่างไรก็ตาม ปรัชญาการลงทุนซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตสูงของ ARK Invest ส่งผลให้มักมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็ก โดยโมเดลธุรกิจของหุ้นเหล่านี้จะเน้นการขยายฐานลูกค้าเป็นหลัก ทำให้รายได้จะเติบโตต่อเนื่องแต่การทำกำไรยังอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้น Active ETF กลุ่ม ARK หรือกองทุนรวมที่มี Active ETF กลุ่ม ARK เป็นกองทุนหลักจะมีความผันผวนที่สูงกว่าตลาดหุ้น ที่ผ่านมาเมื่อ Active ETF กลุ่ม ARK  ปรับตัวลงจะมี Drawdown ถึง -17 ถึง -23%

โอกาสลงทุนท่ามกลางความกังวล หลัง ARKW -10%

รูปที่ 4 Backtest กลยุทธ์การลงทุนแบบ Contrarian บน ARKW ETF | Source : Bloomberg As of 23/02/2021

จากสถิติในอดีต FINNOMENA Investment Team จึงนำ Drawdown มาทดสอบ (Backtest) บน Active ETF ARKK เป็นหลัก ซึ่งเป็นกองทุนที่มีกรอบการลงทุนครอบคลุม Active ETF ARK อื่นๆ ซึ่งมีค่า Correlation กับ Active ETF ARK อื่นๆ ในระดับ 0.91 ขึ้นไป และมีอายุการดำเนินงานที่มากพอ เป็นตัวแทนการทดสอบแบบ Contrarian หรือคำแนะนำซื้อเมื่อกองทุนปรับตัวลงถึงจุด Drawdown เฉลี่ย (-17%) และแนะนำขายเมื่อ Acitve ETF กลุ่ม ARK กลับมาสู่จุดสูงสุดเดิม พบว่าปี 2016 จนถึงปี 2020 มีสัญญาณคำแนะนำให้ซื้อ 7 ครั้ง ทำผลตอบแทนได้ระหว่าง 10.71% ถึง 22.65% และมี 4 ครั้งที่มี Maximum Drawdown ระหว่าง -10.82% ถึง -34.53%

โอกาสลงทุนท่ามกลางความกังวล หลัง ARKW -10%

รูปที่ 5 Profit / Drawdown บนกลยุทธ์การลงทุนแบบ Contarian บน ARKW ETF | Source : Bloomberg As of 23/02/2021

ซึ่งในปัจจุบันกองทุน ARK Next Generation Internet (ARKW) ได้ปรับตัวลงมาถึง -10.61% ฉะนั้น FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำทยอยสะสมกองทุน WE-CYBER ด้วยธีม Next Generation Internet ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนแบบ Long Term Call หรือ Tactical Call ซึ่งสามารถทำกำไรได้เมื่อ Active ETF กลับมาสู่จุดสูงสุดเดิม

โอกาสลงทุนท่ามกลางความกังวล หลัง ARKW -10%

รูปที่ 6 ARKW ETF Chart time frame Day  | Source : Bloomberg As of 23/02/2021

รายละเอียดกองทุนรวม WE-CYBER

กองทุนรวม WE-CYBER มีนโยบายลงทุนในกองทุนหลักคือ ARK Next Generation Internet

ETF (ARKW) ไม่น้อยกว่า 80% โดย ARKW มีนโยบายการลงทุนในบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับ Next Generation Internet ไม่ว่าจะเป็น

  • บริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีจากอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ไปยังระบบ Cloud Computing
  • บริษัทที่นำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบโครงสร้างพื้นฐาน และการบริการ รวมถึงบริษัท ที่ดำเนินธุรกิจบนเว็บไซต์ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Mail Order Houses)
  • บริษัทผู้พัฒนาหรือเกี่ยวข้องกับนวัตกรรมรูปแบบการชำระเงิน (Payment Methodologies)
  • Big Data ระบบที่เชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ผ่านการใช้อินเทอร์เน็ต (Internet of Things)
  • การเผยแพร่สื่อสังคมออนไลน์ และเทคโนโลยีที่พัฒนาเพื่อให้การบริการทางด้านการเงินมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • โอกาสลงทุนท่ามกลางความกังวล หลัง ARKW -10%

รูปที่ 7 สัดส่วนการลงทุนรายประเทศของ ARKW ETF | Source : ARK-Funds As of 23/02/2021 (หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ฉบับ 01/01/2564 ข้อมูลลงทุน 31/12/2563)

โอกาสลงทุนท่ามกลางความกังวล หลัง ARKW -10%

รูปที่ 8 สัดส่วนการลงทุนรายอุตสาหกรรมของ ARKW ETF | Source : ARK-Funds As of 23/02/2021 (หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ฉบับ 01/01/2564 ข้อมูลลงทุน 31/12/2563)

โอกาสลงทุนท่ามกลางความกังวล หลัง ARKW -10%

รูปที่ 9 สัดส่วนการลงทุนรายตีมเทคโนโลยีของ ARKW ETF | Source : ARK-Funds As of 23/02/2021 (หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ฉบับ 01/01/2564 ข้อมูลลงทุน 31/12/2563)

โอกาสลงทุนท่ามกลางความกังวล หลัง ARKW -10%

รูปที่ 10 TOP 10 Holding ของ ARKW ETF | Source : ARK-Funds As of 23/02/2021 (หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ฉบับ 01/01/2564 ข้อมูลลงทุน 31/12/2563)

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน WE-CYBER และ ARKW: ลงทุนใน Next Generation Internet ที่จะเติบโตในโลกยุคใหม่

FINNOMENA Investment Team

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัว ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Global Aggressive Hybrid ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2021: Tactical Call ปรับสัดส่วนสินทรัพย์ทางเลือกรับเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว

WealthGuru
Global Aggressive Hybrid ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2021: Tactical Call ปรับสัดส่วนสินทรัพย์ทางเลือกรับเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว

หลังจากหลายประเทศเริ่มฉีดวัคซีน แสงสว่างของมนุษยชาติชัดเจนมากขึ้น ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกต่อจากนี้ชัดเจนขึ้น อัตราค่าขนส่ง ราคาน้ำมัน และราคาอาหารปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

ผมจึงจำเป็นปรับพอร์ต เชิง tactical รองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ก่อนอื่นเรามาดูผลดำเนินการของพอร์ต Global Aggressive Hybrid กันก่อน (วันที่ 19-Feb-2021 ที่มา: FINNOMENA)

Global Aggressive Hybrid ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2021: Tactical Call ปรับสัดส่วนสินทรัพย์ทางเลือกรับเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ผลดำเนินการของกองทุนหุ้น (วันที่ 11-Feb-2021 ที่มา FINNOMENA)

Global Aggressive Hybrid ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2021: Tactical Call ปรับสัดส่วนสินทรัพย์ทางเลือกรับเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ผลดำเนินการของกองทุนตราสารหนี้และกองทุนทางเลือก (วันที่ 11-Feb-2021 ที่มา FINNOMENA)

Global Aggressive Hybrid ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2021: Tactical Call ปรับสัดส่วนสินทรัพย์ทางเลือกรับเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

สัดส่วนของพอร์ตลงทุน

Global Aggressive Hybrid ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2021: Tactical Call ปรับสัดส่วนสินทรัพย์ทางเลือกรับเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว

มีการปรับสัดส่วนอย่างไร

ตราสารทางเลือก

เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ธนาคารกลางยังคงพยายามรักษาสภาพคล่องและยังคงดอกเบี้ยต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่ง เราได้เห็นการเพิ่มของราคากลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์  ด้วยเหตุนี้จึงขอปรับพอร์ตเชิง Tactical ระยะสั้น

  • ปรับกองทุน REIT PRINCIPAL IPROP-A ออก
  • ลดกองทุนทองคำ SCBGOLDH เหลือ 5%
  • เพิ่มกองทุน Commodity SCBCOMP เป็น 15%

WealthGuru

*สนใจลงทุนในพอร์ต Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้เงินสร้างความมั่งคั่งในอนาคต สามารถสร้างแผนได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/guruport-wealthguru-hybrid-create/

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Vietnam Takeoff

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
Vietnam Takeoff

สภาวการณ์ที่ตลาดหุ้นเวียตนามวิ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วในช่วงเร็ว ๆ นี้จนกลับมาเกือบถึงจุด “All time high” ที่ประมาณ 1,170 จุดทั้ง ๆ ที่เพิ่งผ่านมรสุมโควิด-19  “รอบสอง” ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา  คำถามที่เกิดขึ้นในใจของผมก็คือ  หุ้นเวียตนามต่อจากนี้จะเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องไปมากน้อยแค่ไหน?  ได้เวลาที่จะ “ลุย” ตลาดหุ้นเวียตนามอย่างจริงจังหรือยัง?  และคำตอบของผมก็คือ เวลาที่หุ้นเวียตนามจะ “ออกบิน” หรือ “Takeoff” น่าจะใกล้มาถึงแล้ว  เหตุผลนั้นมีมากมาย  ลองมาดูกัน

ในการที่จะดูว่าตลาดหุ้นจะดีอย่างโดดเด่นในอนาคตระยะยาวนั้น  ผมจะดูถึงปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ  โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศว่าเป็นอย่างไรในอนาคตระยะยาวเป็นสิบ ๆ  ปีหรืออย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป  โดยตัวแรกที่จะดูก็คือ  การเจริญเติบโตของ GDP ของประเทศ  ซึ่งในกรณีของเวียตนามนั้น  นักวิจัยแทบจะทุกสำนักต่างก็มองว่าจะเติบโตสูงมากใน “ระดับโลก” ประสบการณ์ที่ผมเห็นก็คือ  เวียตนามน่าจะโตต่อไปในระดับอย่างน้อย 5-6% ต่อปี ไปอีกไม่น้อยกว่า 10-20 ปี อย่างที่ไทยเคยทำได้ในช่วง “ทศวรรษทอง” ของไทยประมาณระหว่างปี 1987-2007 เป็นเวลา 20 ปี  ว่าที่จริง  แม้แต่ปีที่แล้วที่เกิดวิกฤตโควิด-19 เวียตนามก็ยังโตเกือบ 3% และถือเป็นประเทศที่โตสูงที่สุดในโลกในขณะที่ประเทศอื่นต่างก็ติดลบมากจนแทบจะเป็นประวัติการณ์  นอกจากนั้น ในปี 2564 ก็ยังได้รับการคาดการณ์ว่าจะโตไม่น้อยกว่า 6-7% ขึ้นไป  อานิสงส์จากการ “ไหลบ่า” ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่พยายามหลีกเลี่ยงหรือย้ายฐานการลงทุนในจีนที่กำลังมีปัญหาสงครามการค้ากับอเมริกา

ปัจจัยตัวที่สองก็คือเรื่องของ อัตราดอกเบี้ย  ซึ่งในความคิดของผมก็คือ  เป็นตัวที่จะ “จุดชนวน” ให้ตลาดหุ้นเวียตนาม “Takeoff” ในรอบนี้  ประเด็นก็คือ  อัตราผลตอบแทนพันธบัตรหรือ Bond Yield อายุ 10 ปี ของเวียตนามลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงแค่ 1 ปีที่ผ่านมาจากประมาณ 5% ต่อปีเหลือเพียง 2% ต้น ๆ อานิสงส์จากสภาพคล่องทางการเงินที่ล้นโลกรวมถึงเวียตนาม  ว่าที่จริงอัตราพันธบัตรอายุ 10 ปีของเวียตนามนั้นลดลงมาเรื่อย ๆ  อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 10 ปีมาแล้วจากอัตราที่เคยสูงถึงปีละ 10%   ซึ่งก็น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ และกลายเป็นตลาดระดับ “ซุปเปอร์สตาร์” ของตลาดในกลุ่ม “ชายขอบ” หรือ Frontier Market  ผลกระทบของการลดลงของดอกเบี้ยและสภาพคล่องทางการเงินทำให้นักลงทุนส่วนบุคคลของเวียตนามหันมาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน  จำนวนนักลงทุนหน้าใหม่เพิ่มขึ้นในอัตราสองเท่าตัวจากปีที่แล้ว  และนี่ก็น่าจะช่วยขับเคลื่อนหุ้นให้วิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเร็ว ๆ

ปัจจัยตัวที่สามที่จะเป็นสิ่งที่ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นวิ่งขึ้นไปได้ดีก็คือ การเติบโตของกำไรของบริษัทจดทะเบียน  ซึ่งในตลาดหุ้นเวียตนามนั้น  บริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 30 บริษัทสามารถทำกำไรเติบโตได้สูง  แม้แต่ปี 2563 ที่เป็นปีวิกฤติโควิด-19 ก็ยังสามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยน่าจะประมาณ 7% ดังนั้น  ในปี 2564 และปีต่อ ๆ  ไปที่เศรษฐกิจเวียตนามจะดีขึ้นมาก  กำไรของบริษัทก็น่าจะยังโตขึ้นไปได้เร็วและมาก  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  การเติบโตของผู้บริโภคหรือความร่ำรวยของคนเวียตนามนั้นกำลังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด  อานิสงส์จากการมีงานทำและการเพิ่มขึ้นของค่าแรงอย่างรวดเร็วเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของการลงทุนในอุตสาหกรรมโดยเฉพาะของนักลงทุนต่างชาติ  อีกส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็คือ  การขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของการปล่อยกู้แก่บุคคลธรรมดาที่มี “สลิปเงินเดือน” หรือมีรายได้แน่นอนจากการเป็นพนักงานประจำของบริษัทใหญ่ ๆ ซึ่งจะทำให้การบริโภคซึ่งรวมถึงการใช้จ่ายในสินค้าราคาสูง เช่น การซื้อบ้านและรถยนต์เติบโตเร็วขึ้นมาก

สุดท้ายที่จะกำหนดว่าการปรับตัวขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นจะมากน้อยแค่ไหนโดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีข้างหน้ายังอยู่ที่ความถูกความแพงของหุ้นซึ่งวัดจากค่า PE ของตลาด  แม้ว่าค่า PE ของเวียตนามจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเร็ว ๆ  นี้เป็นประมาณ 17-18 เท่า  แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ  ในอาเซียนแล้วก็พบว่าเป็นค่า PE ที่ต่ำที่สุด  ประเทศอื่นทุกประเทศต่างก็มีค่า PE เกิน 20 เท่า  บางประเทศเช่นอินโดนีเซียมากถึงกว่า 30 เท่า  ทั้ง ๆ ที่เวียตนามเป็นประเทศที่โตเร็วที่สุด  ค่า PE ที่ต่ำกว่า 20 เท่าในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลดลงมาเหลือเพียง 2-3% ต่อปีและดูเหมือนว่าจะไม่เพิ่มขึ้นอีกนานนั้นก็ต้องถือว่าเป็นราคาหุ้นที่ไม่แพง  นอกเหนือจากนั้น  ผลตอบแทนปันผลของตลาดหุ้นเวียตนามก็ค่อนข้างดีมาก  น่าจะไม่น้อยกว่าปีละ 3% โดยเฉลี่ย

นอกจากปัจจัยด้านพื้นฐานดังที่กล่าวมาแล้ว  ผลตอบแทนการลงทุนบ่อยครั้งยังขึ้นอยู่กับ  “เหตุการณ์ไม่คาดคิด” ที่เกิดขึ้นในประเทศซึ่งมีทั้งดีและร้าย  ตัวอย่างเช่นในตลาดหุ้นไทยเองนั้น  เหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นก็เช่น  การรัฐประหาร  ความวุ่นวายทางการเมืองหรือการเกิดน้ำท่วมใหญ่ ที่ทำให้หุ้นตก  เป็นต้น  ส่วนเหตุการณ์ดีก็เช่น มีการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เป็น 20% ภายในเวลา 2 ปี ซึ่งทำให้กำไรบริษัทจดทะเบียนดีขึ้นและทำให้หุ้นวิ่งขึ้น  เป็นต้น  สำหรับตลาดหุ้นเวียตนามนั้น  ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่เราจะคาดไม่ได้ว่าใน 10 ปีข้างหน้าอะไรจะเกิดขึ้น  แต่หลายสิ่งที่ “ดีต่อตลาดหุ้น” น่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นสูงมาก  และเมื่อเกิดขึ้นหุ้นก็น่าจะวิ่งขึ้นแรงได้

อย่างแรกเลยที่ผม “รอ” ว่าน่าจะเกิดขึ้นภายใน 3-4 ปีก็คือการที่ตลาดหุ้นเวียตนามจะได้รับการยกระดับจากตลาดหุ้นชายขอบเป็นตลาดหุ้นเกิดใหม่หรือ  “Emerging Market”  และถ้าเกิดขึ้นก็จะทำให้กองทุนขนาดใหญ่จากต่างประเทศสามารถเข้าไปลงทุนได้  ซึ่งนั่นมักจะทำให้หุ้นวิ่งขึ้นแรงมาก  บางแห่งที่เคยถูกปรับแบบนั้นดัชนีตลาดหุ้นวิ่งขึ้นไปหลายสิบเปอร์เซ็นต์  ตลาดหุ้นเวียตนามนั้น  จริง ๆ  แทบทุกอย่างพร้อมแล้วโดยเฉพาะด้านขนาดของตลาดและปริมาณการซื้อขายซึ่งช่วงเร็ว ๆ นี้มีปริมาณการซื้อขายบางวันสูงถึงวันละกว่า 2 หมื่นล้านบาท  แต่สิ่งที่ยังขาดก็คือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น เรื่องของข้อจำกัดการถือหุ้นของต่างชาติ เป็นต้น  ทำให้ยังไม่ได้รับการพิจารณา  ซึ่งนี่ก็มักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมที่ “เจ้าหน้าที่เป็นใหญ่” มาช้านาน  ซึ่งทำให้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ มีมากและเปลี่ยนแปลงได้ช้า

เรื่องที่สองก็คือ  การเกิดขึ้นของ “นักลงทุนสถาบัน” เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐ  กองทุนของบริษัทประกันภัยและประกันชีวิต  รวมถึงกองทุนรวมต่าง ๆ  ในประเทศ  สิ่งเหล่านี้น่าจะยังมีน้อยมากหรือไม่มี  แต่ในไม่ช้าก็จะต้องเกิดขึ้น  เพราะสังคมของเวียตนามก็น่าจะเริ่มแก่ตัวลงในไม่ช้าเมื่อคนเกิดน้อยลงตามกระแสของโลก  การเก็บเงินเพื่อการเกษียณโดยเฉพาะเมื่อคนร่ำรวยและมีฐานะดีขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศก็จะกลายเป็นความจำเป็น   และเมื่อ “กระแส” นี้เกิดขึ้น  ความต้องการที่จะลงทุนในตลาดหุ้นก็จะเพิ่มขึ้นมหาศาล  ดังนั้น  หุ้นก็จะเติบโตขึ้นต่อเนื่องยาวนาน  และนี่ก็คือสิ่งที่ “ไม่คาดคิด” แต่เป็นสิ่งที่ดีเมื่อเกิด  คนที่ลงทุนในหุ้นอยู่ก็จะได้รับ  “โบนัส”  หรือกำไรจากการที่หุ้นปรับตัวขึ้นไป  “ก้อนใหญ่”

นอกจากเรื่องของพื้นฐานของตลาดหุ้นและหุ้นในตลาดที่พร้อมแล้วเกือบทุกด้านสำหรับตลาดหุ้นเวียตนาม  สิ่งที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ  “เครื่องมือ”  ในการลงทุน  เมื่อ 4-5 ปีก่อนผมเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามและก็พบว่าในช่วง 3-4 ปีแรกไม่ประสบความสำเร็จนั้น  ส่วนหนึ่งก็คือ  ผมไม่รู้จักตัวหุ้นดีพอและไม่มีเครื่องมือการลงทุนที่มีประสิทธิภาพเช่น กองทุนรวมหรือ ETF ที่จะหลีกเลี่ยงการเลือกหุ้นเอง  ผลก็คือ  ผมเลือกลงทุนในหุ้นแบบกระจายมากและคล้าย ๆ กับ “กองทุนหุ้น VI ตัวเล็ก” ซึ่งให้ผลตอบแทนต่ำมากเมื่อเทียบกับดัชนี  แต่ในปัจจุบัน  มีกองทุนหลายแบบที่เราจะสามารถเลือกลงทุนได้เช่น ETF ของหุ้น 30 ตัวที่น่าจะอิงกับดัชนีตลาดของเวียตนาม ETF Daimond ที่อิงกับหุ้นแนวซุปเปอร์สต็อกที่มี Foreign Premium หรือหุ้นที่ต่างชาติต้องจ่ายแพงกว่าคนเวียตนาม เป็นต้น  ซึ่งกองทุนหรือ ETF เหล่านี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติสามารถลงทุนได้อย่างสะดวกและน่าจะได้ผลตอบแทนตามทิศทางของหุ้นใหญ่ ๆ หรือหุ้นดี ๆ ในตลาดโดยไม่ต้องเลือก  ผมเองในช่วงเร็ว ๆ  นี้  เวลามีเงินสดจากปันผลหรือการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในตลาดเวียตนาม  ผมก็จะลงทุนใน ETF หรือกองทุนเป็นหลักแทนการเลือกหุ้นเองแล้ว

ก่อนที่จะจบ  ก็คงต้องเตือนว่า  การลงทุนในเวียตนามนั้น  ไม่ใช่ว่าจะทำให้  “รวยเร็วมาก  แต่น่าจะรวยเร็วพอใช้ในระยะยาวและผมคิดว่ามีความเสี่ยงต่ำถ้าอยู่นานพอ  สิ่งที่พอคาดหวังได้น่าจะเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 10% และถ้าโชคดีอาจจะถึง 15ในระยะเวลา 10 ปีนับจากนี้

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://blog.settrade.com/blog/nivate/2021/02/22/2468

เหตุการณ์ Short Squeeze จะเกิดขึ้นในทองคำได้หรือไม่?

Intergold
เหตุการณ์ Short Squeeze จะเกิดขึ้นในทองคำได้หรือไม่?

การเกิด Short squeeze เกิดจากการที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้คนที่ทำการ Short sell ไว้ขาดทุนมหาศาลจนต้องยอม Cut loss ไป ซึ่งการ Cut loss ของกลุ่ม Short sell ก็คือการเข้าซื้อหุ้นนั่นเอง จึงเกิดปรากฏการณ์ไล่ซื้อหุ้นทุกราคา ทำให้ราคาหุ้นพุ่งทะยานขึ้นไปอย่างรุนแรง ยิ่งจำนวน Short sell ในระบบมีมากแค่ไหน หุ้นก็จะยิ่งพุ่งทะยานได้ไกล ซึ่งในกรณีของหุ้น GameStop ที่ราคาพุ่งขึ้นไปกว่า 1,000% ในเวลา 1 สัปดาห์ เป็นตัวอย่างของปรากฏการณ์ Short squeeze หลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับ Gamestop มันก็เหมือนจะเริ่มลุกลามไปที่หุ้นตัวอื่น ๆ อีกหลายตัวรวมถึง Silver ด้วย หลายคนจึงสงสัยว่ามันจะลุกลามมาถึงทองคำได้หรือไม่

ผมมองว่าโอกาสเกิด Short Squeeze ในตลาดทองคำ ถือว่ายากมากแต่ก็พอมีโอกาส ถึงโอกาสจะน้อยก็ตาม มาลองวิเคราะห์กัน ณ ปัจจุบันมูลค่าตลาดทองคำอยู่ที่ 11.7 ล้านล้านดอลลาร์ แต่หากมองให้ลึกลงไปอีกหน่อย ตัวเลข 11.7 ล้านล้านดอลลาร์นี้ มีประมาณ 47% ที่ใช้ทำเครื่องประดับ หากเรามองว่าตลาดเครื่องประดับไม่เน้นเก็งกำไร ไม่เน้นเทรดกัน และเราสมมติว่าตลาดที่เทรดกันจริง ๆ คือ 53% ของทั้งหมด

ดังนั้นมูลค่าตลาดที่ใช้เก็งกำไรกันจะอยู่ที่ประมาณ 6.2 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่มูลค่าของคนที่กำลังเล่น Short ทั้งหมด อยู่ที่ 8.7 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็น 140% ของมูลค่าการเทรดทั้งหมดเลยทีเดียว ในจุดนี้บอกได้ว่าหากมีการปั่นราคาขึ้นไปได้รุนแรงพอ โอกาสเกิด Short squeeze ที่รุนแรงก็จะเกิดขึ้นได้

และหากมองจากการกระจายตัวของทองคำทั่วโลกแล้ว แน่นอนว่าหากจะมีเจ้ามือในการปั่นราคาก็ต้องเป็นระดับรัฐบาลรัสเซีย จีน และสหรัฐอเมริการ่วมมือกัน แบบนี้ถึงจะมั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครมาทุบราคาแข่งได้ ในขณะที่กำลังปั่นราคาขึ้นไป Short squeeze ก็จะเกิดได้นั้นเอง แต่การที่จีนกับสหรัฐจะมาร่วมมือกันเห็นจะเป็นเรื่องยาก เหมือนเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ จึงมองว่าโอกาสจะทำ Short squeeze ในทองคำถือว่ายากมาก

ในทางกลับกันการที่จะทุบราคาทองคำก็จะเป็นเรื่องยากเช่นเดียวกัน จากปัจจัยเรื่องเจ้ามือนั่นเอง ตราบใดที่รายใหญ่ระดับ สหรัฐฯ จีน รัฐเซีย ไม่เคลื่อนไหว ใครก็ไม่สามารถปั่นราคาทองคำได้ดั่งใจ นี่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ทองคำมีสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ธนาคารกลางทั่วโลกยอมรับมาหลายร้อยปี การลงทุนในทองคำที่ดีคือต้องมองที่พื้นฐานจริง ๆ ระยะยาว หลายคนไปสนใจการเคลื่อนที่ระยะสั้นมากเกินไป ทำให้ทองคำที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะยาว กลายเป็นสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้นได้

ดั่งคำพูดที่ว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนควรศึกษาให้เข้าใจก่อนจะลงทุน” หากเราไม่เข้าใจ ไม่ว่าอะไรก็เสี่ยงทั้งนั้น คุณว่าจริงไหมครับ….

เครดิต : เทรดเดอร์ อินเตอร์โกลด์

ที่มาบทความ: https://www.intergold.co.th/investor_core/ทองคำมีโอกาสเกิด-short-squeeze-ได้ห/

Holy Grail Podcast EP2 : วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนรวยแล้วรวยอีก

FINNOMENA Podcast
Holy Grail Podcast EP2 : วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนรวยแล้วรวยอีก

“รายการที่จะพาทุกคนไปเจาะลึก กับปรัชญา แนวคิดของนักลงทุนระดับ World Class”

หัวข้อ

0:00 Start

0:50 ประวัติของ Warren Buffett

2:35 Warren Buffett กับ Benjamin Graham แตกต่างกันอย่างไร?

3:10 หุ้นจาก Benjamin Graham

5:50 แนวทางการลงทุนและกลยุทธ์การลงทุนของ Warren Buffett


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

เปิดบัญชีออนไลน์ ธนาคารไหนดี? I POCKET MONEY EP4

FINNOMENA CHANNEL
เปิดบัญชีออนไลน์ ธนาคารไหนดี? I POCKET MONEY EP4

ใคร ๆ ก็เปิดบัญชีออนไลน์ ที่ทั้งสะดวก ไม่ต้องกังวลเรื่องสมุดบัญชีหาย แล้วยังได้รับผลตอบแทนสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไปอีกด้วย ในวันนี้เราจะมาตามดูกันว่าบัญชีออนไลน์ของธนาคารไหนให้ผลตอบแทนสูงที่สุด

วิธีการเปิดบัญชีออนไลน์

  • ส่วนมากก็สามารถทำรายการได้ผ่านแอปฯ ธนาคาร
  • แต่ในส่วนของการยืนยันตัวตน ก็อาจมีวิธีการที่แตกต่างกันไป โดยจะมี 3 วิธีการหลัก ๆ คือ
    • 1. ยืนยันตัวตนผ่านแอป mobile banking ได้เลย สำหรับลูกค้าเก่าของธนาคาร ที่เคยมีบัญชีและสมัครแอปฯ ของธนาคารมาก่อนแล้ว ก็สามารถกรอกแค่ข้อมูลเพิ่มเติมนิดหน่อย แล้วเปิดบัญชีได้เลย
    • 2. ยืนยันตัวตนที่จุดยืนยันตัวตนที่แต่ละธนาคารกำหนดเช่นที่สาขา ตู้ ATM ห้างสรรพสินค้า หรือร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน
    • 3. ยืนยันตัวตนระบบ National Digital ID หรือ NDID ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจดจำใบหน้า ตอนสมัครก็ต้องเซลฟี่หน้าตัวเองเข้าไปในแอปฯ ด้วย
  • นอกจากนี้ ส่วนมากจะขอข้อมูล Laser ID ที่อยู่ด้านหลังบัตรประชาชนร่วมด้วย แนะนำให้พกบัตรประชาชนติดตัวเอาไว้ เผื่อต้องใช้เป็นข้อมูลในการเปิดบัญชี

บัญชีออนไลน์ที่ให้ดอกเบี้ยสูงในตลาด จาก 5 ธนาคาร

Krungthai NEXT Savings จากธนาคารกรุงไทย

ให้ดอกเบี้ยที่อัตรา 1.5% สำหรับเงินฝากไม่เกิน 1 ล้าน และส่วนที่เกินจากนั้นจะได้รับดอกเบี้ยในอัตรา 0.5% โดยจะคำนวณดอกเบี้ยเป็นรายวัน แต่จะจ่ายออกมาปีละ 2 ครั้ง ในเดือน มิ.ย. และ ธ.ค.

K-eSavings จากธนาคารกสิกรไทย

ให้ดอกเบี้ย 1.5% สำหรับเงินฝากไม่เกิน 100,000 และ 0.5% สำหรับส่วนที่เกิน 100,000 โดยจะคำนวณดอกเบี้ยเป็นรายวัน จ่ายปีละ 2 ครั้งเช่นกัน  

SCB ออมทรัพย์ อีซี่ จากธนาคารไทยพาณิชย์

ให้ดอกเบี้ย 1.5% สำหรับเงินฝากไม่เกิน 2 ล้าน ส่วนเกินได้ 0.5% โดยจะคำนวณดอกเบี้ยเป็นรายวัน จ่ายปีละ 2 ครั้งเช่นกัน 

Kept by Krungsri จากธนาคารกรุงศรี

Kept จะมีฟังก์ชั่นการเก็บเงินที่แตกต่างจากธนาคารอื่น ๆ ตรงที่จะแบ่งเงินในบัญชีออกเป็นอีก 3  กระปุก คือ Kept Grow Fun ซึ่งส่วนที่ให้ดอกเบี้ยสูงคือที่อยู่ในกระปุก Grow นั่นเอง โดยจะให้ดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี คงที่ 2 ปี โดยจะคำนวณดอกเบี้ยทุกวัน และจ่ายให้ทุกเดือน เงื่อนไขคือต้องออมขั้นต่ำคราวละ 5,000 นอกจากนี้หากในอนาคตธนาคารมีการปรับลดดอกเบี้ย ยอดเงินที่ฝากมาแล้วยังไม่ได้ถอน ก็จะยังได้ดอกเบี้ยสูงต่อไป

บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ชิลดี จากธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย

ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 2% แต่ต้องใจเย็น ๆ ก่อน เพราะเงื่อนไขการจ่ายดอกเบี้ยจะจ่ายให้ตามขั้นบันได โดยช่วงที่ได้ดอกเบี้ย 2% คือ 10,001-50,000 เท่านั้น ส่วนในช่วง 50,001 100,000 จะได้รับดอกเบี้ย 1%, เกิน 100,000 ขึ้นไปจะได้ 0.2% และช่วงที่ยังไม่ถึง 10,000 จะได้รับดอกเบี้ย 0.2% เช่นกัน เฉลี่ยแล้วดอกเบี้ยที่ได้รับสูงสุดก็จะอยู่ที่ 1.64% นั่นเอง นอกจากนี้ดอกเบี้ยจะถูกคำนวณเป็นรายวัน และจ่ายทุก ๆ สิ้นเดือน

ปัจจัยที่ต้องคำนึง ก่อนเปิดบัญชีออนไลน์

  • ดอกเบี้ยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศของธนาคาร วันนี้ได้ดอกเบี้ยสูง วันหน้าก็อาจถูกปรับลงมาได้ 
  • อย่าพิจารณาโดยดูเฉพาะดอกเบี้ยย่างเดียว แต่ให้ดูไปถึงเงื่อนไข และความมั่นคงของธนาคารประกอบด้วย อย่างบางธนาคารก็มีเงื่อนไขว่าถ้าจะเปิดบัญชีออนไลน์ดอกเบี้ยสูงแบบนี้ จะต้องแลกกับการอนุญาตให้ธนาคารใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเสนอขายสินค้าการเงิน หรือส่งต่อข้อมูลให้คู่ค้าของธนาคารได้ เป็นต้น

ปัจจัยลบที่น่ากลัวที่สุด

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
ปัจจัยลบที่น่ากลัวที่สุด

สัปดาห์ที่แล้วเราคุยกันถึงเรื่อง Reflation Acceleration หรือการเร่งตัวของเงินเฟ้อ กำลังกลายเป็นกระแสร้อนที่บรรดากองทุนขนาดใหญ่ของโลกต่างมองไปในทิศทางเดียวกัน

ล่าสุดกระแสนี้ได้รับการตอกย้ำจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสหรัฐ 10Y Bond Yield พุ่งขึ้นมาถึง 1.31% โดยเป็นการพุ่งขึ้นมา 4 วันติดกว่า 17 bps เรียกได้ว่าร้อนแรงสุด ๆ

การคาดการณ์เงินเฟ้อ ภาพการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ได้ก่อให้เกิดกระแสอีกกระแสหนึ่งคือ “long-bond sell-offs” หรือเทขายพันธบัตรระยะยาว จนทำให้ดัชนีวัดผลตอบแทนการลงทุนนพันธบัตรระยะยาวของ Bloomberg (Bloomberg Barclays US Treasury Total Return Index) ปรับร่วงกว่า 2% นับตั้งแต่ต้นปี

สภาวะข้างต้นสะท้อนถึงกระแสเงินที่กำลังไหลออกจากตลาดพันธบัตรหรือ Money Market ซึ่งมีขนาดใหญ่ราว ๆ 5.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันได้ปรับลดลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 5 ล้านล้านเหรียญ

คำถามคือเงินที่ออกจากตลาดพักเงินที่ใหญ่มาก ๆ อย่าง Money Market มันกำลังจะมุ่งไปที่แห่งหนไหน คงไม่ยากที่จะหาคำตอบ เพราะภาพของสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกมันฟ้องให้เห็นกันอยู่ทนโท่ ว่ากำลังทะยานปรับเพิ่มขึ้นในทุก ๆ วัน

สินทรัพย์เสี่ยงได้รับแรงหนุนจากปัจจัยบวกต่าง ๆ ทั้งการใช้มาตรการการคลังขนาดใหญ่ การใช้งบประมาณขาดดุลรุนแรง การใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่อง การอ่อนค่าของดอลลาร์ การแข็งค่าของเงินหยวน การพุ่งขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ การเพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน Emerging Market และ การกลับมาของเงินเฟ้อ

เรียกได้ว่าสารพัดปัจจัยบวกกำลังถากโถมใส่โลกแห่งการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

ล่าสุดมีปัจจัยบวกใหม่จากการที่เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของสหรัฐ พยายามที่จะลดเงินสดของกระทรวงการคลังที่ฝากอยู่กับธนาคารกลางสหรัฐ (Treasury’s general account) เพื่อระบายสภาพคล่องลงสู่มือประชาชน ซึ่งสถานการณ์นี้จะส่งผลให้ Fed จะต้องกดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นให้ต่ำลงไปอีก รวมไปถึงดอลลาร์ที่จะต้องอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้นยังมีปัจจัยบวกอื่น ๆ อีก JP Morgan ได้ออกบทวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ Covid-19 มีแนวโน้มจะซาลงในอีก 2 เดือนข้างหน้า หรือภายในเดือนเมษายน ด้วยเหตุผลเรื่องของสภาพอากาศที่กำลังจะพ้นหน้าหนาวและเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน รวมไปถึงความคืบหน้าในการฉีดวัคซีน ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับการประเมินของ Goldman Sachs ว่าประชากรครึ่งหนึ่งของสหรัฐจะได้รับวัคซีนโดสแรกภายในเมษายนนี้

JP Morgan ประเมินว่าแรงกดดัน Covid-19 ที่ลดลง ขณะที่สภาพคล่องในระบบล้มจากการใช้นโยบายการคลังและการเงินผ่อนคลาย จะเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อ ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้เปรียบที่สุดคือพลังงานและการเงิน ซึ่งตรงนี้ก็สอดคล้องกับ Goldman Sachs ที่มองเรื่องเงินเฟ้อ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และการลงทุนใน Emerging market เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs ได้ออกมาเตือนว่าการลงทุนในสินทรัพย์จะให้ผลตอบแทนที่ดีเฉพาะในครึ่งแรกของปีนี้เท่านั้น ในครึ่งหลังของปีอาจจะเริ่มมีปัจจัยกดดัน อย่างแรกคือ การที่ โจ ไบเดน จะเดินหน้าการขึ้นภาษีนิติบุคคล ในช่วงกลางปี และแรงกดดันที่ 2 คือปลายปี Fed จะเริ่มส่งสัญญาณการลดขนาด QE

ปัจจัยบวกล้นหลามใช่ว่าจะมีแต่คนมองในแง่ดี Bank of America (BofA) ซึ่งเป็นสายสวน (contrarian) ได้ออกมาพยายามเตือนโดยตลอดว่าฟองสบู่กำลังเกิดขึ้นและมันใกล้จะแตกแล้ว

แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจเท่าไหร่นัก เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ปัจจัยบวก และเชื่อกันโดยสนิทใจว่าปัจจัยบวกที่อยู่ตรงหน้า มันจะนำพาให้สินทรัพย์เสี่ยงขึ้นสุกสกาววาวแสง

มาถึงบรรทัดนี้ผมอดนึกถึงคำคมของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งไม่ได้ เค้าคือ โจโฉ วาทะอันคำคมคายของเค้าผมได้มาจากซีรีย์เรื่อง สามก๊ก (1994) ตอนที่ 57 โจโฉ ได้พูดเอาไว้ว่า ไม่มีคือมี มีคือไม่มี นี่แลหลักพิชัยยุทธ์

หันมามองที่โลกการลงทุนในปัจจุบัน มันก็ไม่ต่างกัน “ปัจจัยลบที่น่ากลัวที่สุด มันก็คือ การไม่มีปัจจัยลบ” นั่นแล

ประกิต สิริวัฒนเกตุ

ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด (จำนวนจำกัด)

FINNOMENA Investment Team

     Weekly Market Insight ประจำสัปดาห์ 22-26 /02/64

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์”

(ถ้าเปิดจากโทรศัพท์ คลิกเข้าไปแล้ว ให้กดดาวน์โหลดมุมขวาบน ไม่สามารถดูแบบ preview ได้)

Hello! IPO Ep.1 : KFINFRA-A / MFTECH / WE-TENERGY / K2035RMF / K2040RMF / M-GOT1 / KT-ASIAG

FINNOMENA Podcast

Hello! IPO Ep.1 : KFINFRA-A / MFTECH / WE-TENERGY /

K2035RMF / K2040RMF / M-GOT1/ KT-ASIAG

“Hello! IPO รายการที่จะพาทุกคนพบกับกองทุนเปิดใหม่แกะกล่องประจำสัปดาห์ พร้อมแนะนำกองทุน IPO ที่น่าสนใจ”


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

ยุโรป กับ มาริโอ ดรากิ นายกฯ ใหม่อิตาลี

MacroView
ยุโรป กับ มาริโอ ดรากิ นายกฯ ใหม่อิตาลี

สัปดาห์ที่แล้ว เหมือนมีข่าวดีจากทางการยุโรป ที่ประกาศคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจครั้งใหม่ โดยมองภาพอนาคตในแง่ที่ดีขึ้น

คาดว่ามูลค่าจีดีพีรวมของประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปจะกลับมาเท่ากับช่วงก่อนโควิดราวกลางปีหน้า ในขณะที่ประเทศอิตาลีและสเปน จะเกิดขึ้นได้ในช่วงปลายปีหน้า แม้จะถือว่าเป็นข่าวดี ทว่าหากพิจารณาให้ดีจะพบว่ายุโรปนั้น ยังต้องใช้เวลาอีกหนึ่งปีเต็มหลังจากที่ประชาชนเข้าถึงวัคซีนได้เป็นส่วนใหญ่แล้ว หรือในกรณีอิตาลีและสเปนนั้น ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปีครึ่งเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการด้านการคลังที่มีความเข้มข้นขึ้นกว่าที่วางแผนไว้ในตอนนี้ โดยหากพิจารณาจากสัดส่วนความช่วยเหลือด้านการคลังต่อจีดีพี จะพบว่ายุโรปยังมีน้อยกว่าสหรัฐหลายเท่าตัว

โดยจุดเปราะบางของมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจยุโรป ณ ตอนนี้ คือ ช่วงรอยต่อระหว่างการกระจายวัคซีนล็อตใหญ่ของโควิดกับการถอนเม็ดเงินจากมาตรการด้านการคลังภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ น่าจะเป็นช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า อุปสงค์ของสินค้าและบริการในภาคเอกชนซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้นผ่านการกระจายของวัคซีน ยังจะไม่เพียงพอกับการลดลงของเม็ดเงินผ่านมาตรการด้านการคลังจากรัฐบาลที่จะหายไปตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งจากการเปิดเผยของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ พบว่าเยอรมัน สเปน และเนเธอร์แลนด์จะกลับไปมีนโยบายการคลังที่ตึงตัวในปีนี้เสียด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทเอกชนอีกเยอะมากในยุโรปที่ได้รับการอุ้มผ่านเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำผนวกกับเงินให้เปล่าจากรัฐบาลเพื่อหลีกเลี่ยงการปลดคนงานในช่วงโควิด จะกลับกลายมาเป็นระลอกคลื่นแห่งการล้มละลายของบริษัทเอกชนในยุโรป หลังจากถอดสายน้ำเกลือของรัฐบาลออกไปในช่วงกลางปีนี้ อีกทั้งยังอาจจะมีความเสี่ยงว่าด้วยประชาชนขาดความมั่นใจ โดยการมองโลกในแง่ดีทั่วยุโรปหลังจากโควิดดีขึ้นอาจจะไม่เกิดขึ้นจริง ด้วยความกังวลต่อโควิดได้เปลี่ยนพฤติกรรมของเขาเหล่านั้นไปอย่างถาวร

ท้ายสุด การที่อุปทานที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานที่ได้หยุดการทำงานในช่วงโควิด ไม่ว่าจะเป็นด้านการบิน โรงแรม สถานบันเทิงและร้านอาหารยามค่ำคืน ได้ปิดตัวลงเป็นเวลานาน เมื่อจะกลับมาค่อย ๆ เปิดทำการตามปกติ ก็จำเป็นต้องใช้มาตรการด้านการคลังหรือเม็ดเงินที่จะสนับสนุนด้านรายได้เพิ่มเติมเพื่อจะให้สามารถกลับมาดำเนินงานได้แบบปกติอีกครั้ง

ด้านสถานการณ์ฝั่งสหรัฐ แม้ว่าจะมีนักเศรษฐศาสตร์ระดับบิ๊กเนมบางท่านออกมาแสดงความกังวลต่องบประมาณ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของสหรัฐที่กำลังต่อรองกันในสภาคองเกรส ว่าถือเป็นการใช้งบที่มากกว่าความเสียหายจากโควิดที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งอาจจะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้นแบบคาดไม่ถึง ทว่าสำหรับยุโรปนั้น แตกต่างจากของสหรัฐทั้งในมิติของปริมาณเงินช่วยเหลือและอัตราเงินเฟ้อโดยสิ้นเชิง นั่นคือแม้จะกระตุ้นมากอย่างไร ณ ตอนนี้ ก็คงจะไม่สามารถกระตุ้นให้เงินเฟ้อขึ้นมาสู่อัตราเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วในช่วงนี้ รวมถึงความเสียหายจากโควิดก็บอบช้ำกว่าสหรัฐเสียอีก

คราวนี้ มาถึงนายกรัฐมนตรีอิตาลีท่านใหม่แบบถอดด้ามที่พวกเราคุ้นเคยเป็นอย่างดีอย่างมาริโอ ดรากิ อดีตประธานธนาคารกลางยุโรปที่จังหวะนี้ที่มารับไม้ต่อ ถือว่ามาตอบโจทย์ของสถานการณ์ในอิตาลี รวมถึงยุโรปที่กล่าวไว้ข้างต้นแบบลงตัวด้วยประสบการณ์ที่เคยพายุโรปออกจากวิกฤตครั้งก่อนเมื่อราว 10 ปีก่อน โดยมี 2 ขุนพล อย่าง รมต. คลัง อิตาลี นามว่า ดาเนียล ฟรังโก้ ที่คลุกคลีในวงการกระทรวงการคลังและธนาคารกลางอิตาลีมาตลอดชีวิตการทำงาน ซึ่งน่าจะสามารถใช้ความสามารถของเขาในการบริหารงบลงทุน 2 แสนล้านยูโร จาก EU Recovery Fund ให้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอิตาลี ภายใต้อัตราส่วนหนี้ภาครัฐต่อจีดีพีของอิตาลีกว่าร้อยละ 120 โดยไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านการคลังให้มากกว่าในปัจจุบัน

อีกทั้ง ยังมี รมต. ที่จะจัดการกระตุ้นผ่านการลงทุนภาคธุรกิจ อย่าง วิโทริโอ โคลาโอ อดีตซีอีโอ ของโวดาโฟน ที่ว่ากันว่าเป็นนักธุรกิจที่เก่งที่สุดคนหนึ่งในวงการโทรคมนาคมของยุโรป ซึ่งจะเป็นผู้นำงบ 2 แสนล้านยูโร จาก EU Recovery Fund  มาลงทุนในโครงการต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอิตาลีให้มากที่สุด ท้ายสุด ดรากิยังต้องมีงานหนักที่ต้องทำระบบกฎหมายของอิตาลีให้สามารถเอื้อให้ต่างชาติสามารถมาลงทุนทำธุรกิจในอิตาลีได้ง่ายขึ้น โดยที่เกือบปราศจากปัญหาระบบราชการและคอร์รัปชั่นที่มีมาอย่างยาวนาน

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/652025

รีวิวกองทุน WE-TENERGY: เมื่อโลกต้องเปลี่ยนการใช้พลังงาน เพื่อความยั่งยืนมากขึ้น

เพื่อนผู้ใจดี
รีวิวกองทุน WE-TENERGY: เมื่อโลกต้องเปลี่ยนการใช้พลังงาน เพื่อความยั่งยืนมากขึ้น

WE-TENERGY อยู่ในช่วง IPO ระหว่างวันที่ 18-24 ก.พ. 64 ลูกค้าสามารถโทรเข้ามาทำรายการซื้อกับ FINNOMENA ได้ที่เบอร์: 02-026-5100 กด 2 ก่อนเวลา 14.00 น. ของแต่ละวัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line: @finnomenaport

มาพบกันกับอีกหนึ่งกองทุน IPO อย่าง WE-TENERGY ซึ่งลงทุนในธีม “การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน (Energy Transition)” จากแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สร้างมลภาวะให้กับโลก เปลี่ยนเป็นแหล่งพลังงานที่สะอาดและยั่งยืนขึ้น รายละเอียดกองนี้จะเป็นอย่างไรไปดูกัน

ทำไมธีม Energy Transition ถึงน่าสนใจ

รีวิวกองทุน WE-TENERGY: เมื่อโลกต้องเปลี่ยนการใช้พลังงาน เพื่อความยั่งยืนมากขึ้น

เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็คงคิดถึงคำว่า “โลกร้อน” เป็นคำแรก ๆ เราต่างก็ได้ยินสภาวะนี้มานานแล้ว การที่อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ แบบผิดปกตินั้น เป็นเหตุมาจากการที่มนุษย์ทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่สร้างก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ (CO2) เพิ่มขึ้น (เพิ่มขึ้นสุด ๆ ในช่วงที่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม หรือ Industrial Revolution) ซึ่งก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์นี่ ก็เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของก๊าซเรือนกระจกที่ห่อหุ้มโลกเราอยู่

จริง ๆ แล้วก๊าซเรือนกระจกไม่ใช่สิ่งแย่ เป็นเรื่องดีด้วยซ้ำที่โลกเรามี เพราะก๊าซเรือนกระจก คือกลุ่มก๊าซในชั้นบรรยากาศโลกที่เปรียบเสมือนฟิลเตอร์ช่วยคุมไม่ให้อุณหภูมิของโลกเหวี่ยงแรงเกินไป ในตอนกลางวันก๊าซนี้จะดูดความร้อนไว้ เพื่อค่อย ๆ ปล่อยในตอนกลางคืน กระบวนการนี้ช่วยให้ในวัน ๆ หนึ่งโลกเราไม่หนาวหรือร้อนกะทันหันฉับพลันจนมนุษย์ปรับตัวไม่ทัน

ก๊าซเรือนกระจกนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือแบบตามธรรมชาติ กับแบบที่มาจากภาคอุตสาหกรรม โดย CO2 นี่นับเป็น 75% ของก๊าซเรือนกระจกเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อกิจกรรมทางอุตสาหกรรมของมนุษย์เพิ่มขึ้น การปล่อย CO2 ก็มากขึ้นตาม ทำให้เกิดการสะสมความร้อนมากตามมา ส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน หรือถ้าให้เรียกแบบครอบคลุมกว่า ก็คือ “การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ” (Climate Change) ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตโดยรวม

แต่เหล่าประเทศพัฒนาแล้วต่าง ๆ ก็ไม่นิ่งนอนใจ เหล่ารัฐบาลต่างสนับสนุน

  • สหรัฐฯ: กลับเข้าสู่ Paris Agreement ที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมอุณหภูมิโลก สะท้อนผ่านประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่มีแผนลงทุน 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อม
  • จีน: ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ตั้งเป้าว่าในปี 2060 จะไม่มีการปล่อยก๊าซ CO2 เลย และมีแผนสนับสนุนเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมในอีก 5 ปีข้างหน้า
  • สหภาพยุโรป: อีกหนึ่งภูมิภาคที่ตั้งเป้าว่าจะไม่ปล่อยก๊าซ CO2 เลยในปี 2050 ตอนนี้ก็มีการเพิ่มเงินสนับสนุนสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมาก เป็นผลมาจาก Paris Agreement และแผน European Green Deal
  • และยังมีอีกหลาย ๆ ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร ที่ตั้งเป้าลดก๊าซ CO2 เช่นกัน

3 ปัจจัยที่จะช่วยสนับสนุน Energy Transition

  • ประชากรที่เพิ่มขึ้น: ปัจจุบัน (ก.พ. 2021) ประชากรโลกอยู่ที่ 7.8 พันล้านคน ข้อมูลจากเว็บ Our Word in Data คาดการณ์ว่าในปี 2050 ประชากรทั่วโลกจะอยู่ระดับ 9.7 พันล้านคน และในปี 2100 จะอยู่ที่ 1 หมื่นล้านคน
  • ความต้องการบริโภคพลังงานที่เพิ่มขึ้น: ผลจากข้อที่แล้ว ยิ่งมีคนมากขึ้น ยิ่งเศรษฐกิจเติบโตขึ้น พลังงานก็ยิ่งเป็นที่ต้องการมากขึ้น แต่ถ้าจะให้พึ่งเชื้อเพลิงที่ทำให้โลกร้อนต่อไปก็คงไม่ไหว
  • เป้าหมายลด CO2: จากที่แต่ละประเทศตั้งปณิธานกันว่าจะช่วยกันลดการปล่อยก๊าซ CO2 ก็จะยิ่งช่วยให้แต่ละธุรกิจต้องหาวิธีใช้พลังงานแบบใหม่ ๆ ที่ไม่ทำร้ายโลก ซึ่งปัจจุบันนั้น CO2 จากอุตสาหกรรมนั้นนับเป็น 70% ของการปล่อย CO2 ทั้งหมด แน่นอนว่านี่เป็นโอกาสสำหรับธุรกิจพลังงานสีเขียวที่จะเข้ามาช่วยลดสัดส่วนตรงนี้

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 19 บลจ. สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

ลงทุนในการเปลี่ยนแปลงโลก ผ่านกองทุน WE-TENERGY

รีวิวกองทุน WE-TENERGY: เมื่อโลกต้องเปลี่ยนการใช้พลังงาน เพื่อความยั่งยืนมากขึ้น

WE-TENERGY หรือชื่อเต็มคือ กองทุนเปิด วี นิว ทรานซิชั่น เอนเนอร์จี เป็นกองทุนใหม่สด ๆ ร้อน ๆ จากบลจ. วี  เสนอขายครั้งแรก 18-24 กุมภาพันธ์ 2021 นี้ ซึ่งจะลงทุนในกองทุนต่างประเทศอย่าง BNP PARIBAS ENERGY TRANSITION FUND อีกทีหนึ่ง โดยกองทุน WE-TENERGY จะป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

รายละเอียดกองทุน BNP PARIBAS ENERGY TRANSITION FUND

กองทุนลงทุนสไตล์ Active นั่นก็คือผู้จัดการมุ่งเน้นเอาชนะดัชนีชี้วัด ปรับเปลี่ยนหุ้นตามสถานการณ์ตลาด อีกทั้งยังจัดพอร์ตแบบ High Conviction นั่นคือ เมื่อไรก็ตามที่กองทุนมองว่าอุตสาหกรรมหรือประเทศใดมีความน่าสนใจมากหรือน้อย เขาสามารถปรับน้ำหนักการลงทุนให้มากกว่า หรือน้อยกว่าปกติได้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กองทุนมีโอกาส Outperform ได้

3 ธีมการลงทุนหลัก ๆ

Decarbonising

ลงทุนในธุรกิจที่ช่วยลดการปล่อย CO2 หรือธุรกิจที่สร้างพลังงานหมุนเวียนและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ อุปกรณ์ผลิตพลังงานลม การผลิตแบตเตอรี่ เป็นต้น

Digitalising

ลงทุนในธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในภาคส่วนพลังงาน หรือธุรกิจที่เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานให้ดียิ่งขึ้น เช่น วัสดุที่ช่วยประหยัดพลังงาน วัสดุพลังงานทดแทน เป็นต้น

Decentralizing

ลงทุนในธุรกิจที่ข้องเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานในภาคส่วนพลังงาน รวมถึงด้านการขนส่งและการจัดเก็บพลังงานด้วย เช่น รถยนต์ไฟฟ้า วัสดุทางเลือกที่เกี่ยวกับการขนส่ง เครือข่ายพลังงานอัจฉริยะ เป็นต้น

รีวิวกองทุน WE-TENERGY: เมื่อโลกต้องเปลี่ยนการใช้พลังงาน เพื่อความยั่งยืนมากขึ้น

รีวิวกองทุน WE-TENERGY: เมื่อโลกต้องเปลี่ยนการใช้พลังงาน เพื่อความยั่งยืนมากขึ้น

ตัวอย่างหุ้นที่ลงทุน (ข้อมูลสัดส่วน ณ วันที่ 29 มกราคม 2021)

PLUG POWER (4.48%): บริษัทผู้พัฒนาและผลิตแบตเตอรี่พลังงานไฮโดรเจนที่ใช้กันในอุปกรณ์และรถยนต์ที่ต้องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะพวกรถยกของในโรงงาน ที่พอใช้แบตเตอรี่แบบไฮโดรเจนแล้วก็ทำให้การทำงานลื่นไหลขึ้น ไม่มีสะดุด บริษัทมีลูกค้าเป็นบริษัทรายใหญ่ ๆ เช่น Amazon, BMW, Carrefour และ WalMart เป็นต้น

GENERAL MOTORS (4.35%): บริษัทผลิตรถยนต์ที่หลายคนคุ้นชื่อกันดี สาเหตุหลักที่ GM ได้เข้ามาอยู่ในพอร์ตการลงทุน ก็คือ การตั้งเป้าว่าภายในปี 2025 สัดส่วนโมเดลรถยนต์ไฟฟ้าจะต้องนับเป็น 40% ของโมเดลรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ทั้งหมด สอดคล้องไปกับธีมการลงทุน บวกกับยอดขายรถเริ่มฟื้นตัวหลังช่วงโควิด-19 แปลว่าเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณฟื้นบ้างแล้ว

SUNNOVA ENERGY (3.80%): บริษัทดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ไม่ว่าจะเป็นด้านการจัดหาเงินทุน การติดตั้ง และการให้บริการต่าง ๆ ขายสินค้าอย่างแผงพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับใช้ที่บ้าน มีลูกค้าอยู่ทั่วสหรัฐฯ มีตัวอย่างสินค้าที่น่าสนใจคือ Adaptive Home ซึ่งสามารถปรับการรับแหล่งพลังงานและการใช้พลังงานได้แบบ Real-Time ในเดือนธันวาคม 2020 บริษัทมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 4.15 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ

BYD (3.28%): บริษัทผลิตแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนมือถือ และรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนที่ตอนแรกก็ยังผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันอยู่ แต่เริ่มมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2008 นอกจากรถยนต์แล้ว ยังมีรถบรรทุกไฟฟ้าและรถบัสไฟฟ้าที่เผลอ ๆ ได้รับความนิยมมากกว่ารถยนต์ เพราะมีการใช้งานในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ยังสร้างระบบรถรางไฟฟ้าไร้คนขับอย่าง Skyrail ที่มีโอกาสสร้างรายได้ในอนาคต

แม้ว่าจำนวนหุ้นทั้งหมดที่กองทุนถือ จะมีมากถึง 101 หุ้น แต่กองทุนก็ไปเน้นกลยุทธ์ High Conviction ผ่านน้ำหนักที่ลงทุนในประเทศและอุตสาหกรรมต่าง ๆ แทน เมื่อดูรูปด้านล่าง จะเห็นได้ว่า สัดส่วนของกองทุนในบางประเทศ/อุตสาหกรรม มีความต่างจากดัชนีค่อนข้างเยอะทีเดียว

รีวิวกองทุน WE-TENERGY: เมื่อโลกต้องเปลี่ยนการใช้พลังงาน เพื่อความยั่งยืนมากขึ้น

ลงทุนในสหรัฐฯ เป็นหลัก แต่ก็ยังถือว่าน้อยกว่าดัชนี และมีการกระจายไปลงทุนในจีนมากกว่าดัชนี
ข้อมูล ณ วันที่ 29 มกราคม 2021
ที่มา: Fund Factsheet

รีวิวกองทุน WE-TENERGY: เมื่อโลกต้องเปลี่ยนการใช้พลังงาน เพื่อความยั่งยืนมากขึ้น

เน้นลงทุนในอุตสาหกรรม Industrial และ Utility ในสัดส่วนที่สูงกว่าดัชนีมาก
ข้อมูล ณ วันที่ 29 มกราคม 2021
ที่มา: Fund Factsheet

ผลการดำเนินงานย้อนหลัง

รีวิวกองทุน WE-TENERGY: เมื่อโลกต้องเปลี่ยนการใช้พลังงาน เพื่อความยั่งยืนมากขึ้น

ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน BNP PARIBAS ENERGY TRANSITION FUND
ข้อมูล ณ วันที่ 29 มกราคม 2021
ที่มา: Fund Factsheet

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ผลตอบแทนย้อนหลังถือว่าโดดเด่น ยิ่งในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมาด้วยแล้ว พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีชี้วัดอย่าง MSCI ACWI จุดหนึ่งที่น่าสังเกตคือหากเทียบเป็นรายปีแล้ว กองทุนเพิ่งจะมา Perform เหนือดัชนีสุด ๆ ก็ปี 2020 นี่ละ โดยก่อนหน้านั้นยังไม่ได้โดดเด่นเท่าไรนัก ค่อนข้าง Underperform ด้วยซ้ำ เพราะก่อนหน้านี้กองทุนลงทุนในพลังงานแบบเก่า ๆ (เช่น หุ้นน้ำมัน) แต่ในช่วงปลายปี 2019 มีการเปลี่ยนผู้จัดการกองทุน และเปลี่ยนธีมการลงทุน จากพลังงานแบบเก่า สู่การเปลี่ยนผ่านไปยังพลังงานสะอาดทำให้ผลตอบแทน Outperform แรงมาก

ทว่าหากเทียบกับผลการดำเนินงานย้อนหลังแบบปักหมุดแล้ว ก็จะเจอว่ากองทุนทำผลงานได้ค่อนข้างดี ถ้าลงทุนตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว จะได้ผลตอบแทนเกือบถึง 200% แน่ะ

รีวิวกองทุน WE-TENERGY: เมื่อโลกต้องเปลี่ยนการใช้พลังงาน เพื่อความยั่งยืนมากขึ้น

Maximum Drawdown ของกองทุนหลัก
ข้อมูล ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 202
ที่มา: FINNOMENA

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ในฝั่งของ Maximum Drawdown เนื่องจากกองทุนมีความ Thematic หรือลงทุนเฉพาะธีมสูงมาก แม้จะเปลี่ยนผู้จัดการกองทุนและธีมการลงทุนแล้ว เมื่อมีสถานการณ์อะไรที่มากระทบ จึงส่งผลเชิงลบค่อนข้างแรง เช่น ในปี 2015 ติดลบแรงกว่าดัชนีถึง 20% เลยทีเดียว แม้จะเปลี่ยนผู้จัดการกองทุนแล้ว ก็ยังติดลบแรงกว่าดัชนีถึง 10% แสดงให้เห็นว่ากองนี้มีความผันผวนที่ต้องพิจารณา ถือว่าแลกกับโอกาสรับผลตอบแทนที่สูง

ความเสี่ยงของกองทุน

  • ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน: เนื่องจากกองทุนลงทุนในกองทุนต่างประเทศ ซึ่งจะป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวของอุตสาหกรรม: เพราะกองทุนเน้นลงทุนในธีมการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือก จึงอาจจะเจอความเสี่ยงเฉพาะของอุตสาหกรรม เนื่องจากไม่ได้กระจายการลงทุนในอุตสาหกรรมอื่น ๆ หากใครกลัวความเสี่ยง อาจจะต้องใช้วิธี Asset Allocation กระจายเงินลงทุนในภาคส่วนอื่น ๆ ด้วย (แต่ถ้าใครสายซิ่ง จะลงกองนี้เน้น ๆ ก็ไม่ว่ากัน)
  • ความเสี่ยงด้านนโยบายจากรัฐบาล: แม้ว่าโอกาสจะเกิดขึ้นไม่มาก แต่ก็เป็นไปได้ว่าหากรัฐบาลถัด ๆ ไปกลับลำนโยบายขึ้นมา เช่น โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการเลือกตั้งกลับมา เอาพลังงานถ่านหินและฟอสซิลกลับมาใช้ ก็จะสร้างแรงกดดันต่อ Energy Transiton
  • ความเสี่ยงด้านหุ้นขนาดเล็ก: ส่วนใหญ่กองทุนลงทุนในหุ้นขนาดกลาง-เล็ก เรื่องของกำไรจึงไม่สม่ำเสมอ หากเกิดวิกฤตขึ้น บริษัทที่ไม่มีกำไรก็อาจจะได้รับผลกระทบค่อนข้างแรง

กองธีม ESG ที่ใกล้เคียงกับ WE-TENERGY: K-CHANGE-A(A), MRENEW-A, T-ES-GGREEN, T-GLOBALENERGY

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน K-CHANGE-A (A) กองทุนผลตอบแทนเยี่ยมที่ให้คุณ “ช่วยโลก” ได้ เพียงแค่ลงทุน

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน MRENEW: นับหนึ่งช่วงเวลาที่พลังงานกับความยั่งยืนมาบรรจบกันอย่างลงตัว

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน T-ES-GGREEN และ MRENEW-D: เขียวทั้งพอร์ตกับ 2 กองทุน 2 สไตล์

รายละเอียดอื่น ๆ ของ WE-TENERGY

  • ขั้นต่ำการซื้อครั้งแรก 5,000 บาท ครั้งถัดไป 1 บาท
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (ขาเข้า) 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมรับซื้อคืน (ขาออก) ยกเว้น
  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ 1.605%
  • รวมค่าใช้จ่ายกองทุน 1.95275%

เพื่อนผู้ใจดี

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 19 บลจ. สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

Sources

https://www.bnpparibas-am.lu/intermediary-fund-selector/fundsheet/equity/bnp-paribas-funds-energy-transition-classic-d-lu0823414718/?tab=overview
https://www.weasset.co.th/th/fund/summary/we-tenergy
https://actionforclimate.deqp.go.th/
https://ngthai.com/science/25344/greenhouse-gases/
https://www.blognone.com/node/101115
https://www.magcarzine.com/byd-vs-tesla-007/
https://en.wikipedia.org/wiki/Plug_Power
https://www.byd.com/en/Rail.html
https://ourworldindata.org/future-population-growth


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน  | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดพลังงานทางเลือก  ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย  | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

ฟรี! ดาวน์โหลด Presentation FINNOMENA LIVE – “เมื่อบอนด์ยีลด์พุ่งสูงสุดในรอบ 1 ปี ตลาดหุ้นจะไปต่อได้หรือไม่?”

FINNOMENA Reporter

ดูผ่าน Facebook:
https://www.facebook.com/finnomena/posts/1465174917161474

ดูผ่าน Youtube:
https://youtu.be/E-EFUjpVoO0

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี! Presentation – FINNOMENA LIVE ตอนล่าสุด (ลิ้งค์หมดอายุใน 7 วัน)

กด “ที่นี่” เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

เปิด Valuation ตลาดหุ้นทั้งโลก หลังเดินหน้าทำ New High ไม่หยุด!!

โดย FundTalk และ Mr. Messenger

ข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • บอนด์ยีลด์พุ่งสูงสุดในรอบ 1 ปี
  • Facebook ห้ามออสเตรเลีย ดู-แชร์ข่าว
  • จีน เบียด สหรัฐฯ ขึ้นแท่นคู่ค้าหลักยุโรป
  • หุ้นบริษัทสื่อ Clubhouse พุ่งแรง 1,026%

ติดตาม FINNOMENA LIVE ตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-uop

ยีลด์พันธบัตรพุ่งแตะจุดสูงสุดนับตั้งแต่ กุมภาพันธ์ ปีที่แล้ว

FINNOMENA Reporter

ผลตอบแทน 10-year treasury note ปรับตัวสูงขึ้นแตะจุดสูงสุดนับตั้งแต่ เดือน กุมภาพันธ์ ปี 2020 ในช่วงวันอังคารของสัปดาห์นี้

  • ผลตอบแทน 10-year treasury note แตะระดับ 1.29% ทะลุระดับ 1.28% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ ปีที่แล้ว ในขณะที่ 30-year treasury note ปรับตัวขึ้นไปที่ระดับ 2.08% ในวันอังคาร
  • สาเหตุที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้น อาจมีเหตุมาจากการที่นักลงทุนจับตาดูกระบวนการแพคเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านเหรียญของ โจ ไบเดน รวมไปถึงแนวโน้มเรื่องวัคซีน
  • อีกทั้งยังมีผลมาจากการประมูลพันธบัตรที่เกิดขึ้นในวันอังคารจำนวน 5.4 หมื่นล้านเหรียญ สำหรับพันธบัตรอายุ 13 สัปดาห์, 5.1 หมื่นล้านเหรียญ สำหรับพันธบัตรอายุ 26 สัปดาห์, 3 หมื่นล้านเหรียญ สำหรับพันธบัตรอายุ 119 วัน, และอีก 3 หมื่นล้านเหรียญ สำหรับพันธบัตรอายุ 42 วัน

ที่มา : https://www.cnbc.com/2021/02/16/us-bonds-treasury-yields-rise-following-presidents-day.html