แจ้งเตือน

เงินเฟ้อ คืออะไร? มานี่ มีตังค์ จะบอกให้…

มานี่ มีตังค์
เงินเฟ้อ คืออะไ

%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad-2

เงินเฟ้อ ตามทฤษฎีที่มานี่ได้ไปศึกษามา

เงินเฟ้อ หมายถึง ภาวะเศรษฐกิจที่ระดับราคาสินค้าและบริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือถ้าพิจารณาจากค่าของเงิน เงินเฟ้อ คือ ภาวะเศรษฐกิจที่ค่าเงินมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้การจะซื้อของชิ้นเดิมนั้นต้องใช้เงินมากกว่าเดิม แปลง่าย ๆ อีกแบบก็คือของแพงขึ้นนั่นเอง

%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad-3

ตัวอย่างแบบง่าย ๆ เลยคือ เมื่อก่อนมานี่มีเงิน 40 บาท ตอนเด็ก ๆ ก็ซื้อก๋วยเตี๋ยวกินคนเดียวได้ตั้ง 4 ชาม พุงกางเลย

แต่ตอนนี้ เรื่องมันเศร้าขอตังค์เยอะ ๆ ฮือ ๆ ราคาก๋วยเตี๋ยวได้ขยับราคาขึ้นตามน้ำหนักของมานี่ T___T กลายเป็น 40 บาทเฉยเลย ซื้อได้แค่ชามเดียวเอง แงแง มานี่กินไม่อิ่ม

ถ้าเป็นอย่างงี้ต่อไปอีก 30 ปีข้างหน้า มานี่ต้องอดกินก๋วยเตี๋ยวชามละ 40 บาทแน่เลย ราคามันจะต้องขยับขึ้นแซงน้ำหนักมานี่ไปจนถึงชามละ 100 กว่าบาทแน่นอนเลย ตังค์หมดอดกินแน่งานนี้

%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad-4

ประท้วงงง เอาของกินคืนมาาา อย่าให้เงินเฟ้อเกิดขึ้นนน

เอ๋ ? แต่ว่า เงินเฟ้อมันเกิดจากอะไรนะ ? ขอมานี่หาข้อมูลแป๊บ
.
.
.
50 นาทีผ่านไป

อ่อมันเกิดจาก ต้นทุนสินค้ามันแพงขึ้นนี่เอง และความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad-5

ต้นทุนในการผลิตสินค้าที่สูงขึ้น (Cost-Push Inflation)

ความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น (Demand-Pull Inflation)

เจ้า 2 ตัวนี้แหละที่เอาไว้มาวัดเงินเฟ้อว่าเท่าไหร่

เอ่ออออ ส่วนเรื่องรายละเอียดอื่น ๆ ข้ามไปก่อนละกัน 5555

%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad-6

ข้อดีของเงินเฟ้อ

ถ้าเงินเฟ้อนิดหน่อย ๆ ก็จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ เพราะจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตมีการลงทุนขยายการผลิต และมีการจ้างงาน ซึ่งทำให้เศรษฐกิจประเทศขยายตัวได้ดี
.
.
เป็นเหตุให้เกิดร้านมานี่ มีเส้นขึ้นมานั่นเอง หึหึ

%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad-7

สรุป มานี่จะทำยังไงดีน้าาา คิดแป๊บ เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวคงยังไม่พอ

%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad-8

ลงทุนนนไงละ

นอกจากการเปิดร้าน มานี่ มีเส้นแล้ว ก็ต้องเอาเงินไปลงทุนในไก่ทอดแพ๊บ

การลงทุนในไก่ทอดให้ผลตอบแทนที่อร่อยเสมอ เย้ ๆๆๆๆๆ หรือมันมีหุ้นไก่ทอด หุ้นชาบู หุ้นขนมหวาน มีไหมน้าาา

น่าสนใจแหะ ต้องแอบไปสืบซักหน่อยละ

%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad-9

สำหรับวันนี้ เงินเฟ้อ by มานี่ มีตังค์ ลาไปกินไก่ เอ้ย ลาไปก่อน

สวัสดีค่าาาาาา

ไขข้อสงสัย… “เงินเฟ้อ” คืออะไร? “ภาวะเงินเฟ้อลดลง” แตกต่างกับ “เงินฝืด” อย่างไร?

Finnomena
เงินเฟ้อ คืออะไ

หลายคนอาจจะคุ้นชินคำว่า “เงินเฟ้อ” หรือ Inflation ตามหน้าข่าวบ่อยๆ หรือพบเจอในชีวิตประจำวัน แต่อาจจะไม่เข้าใจความหมายของคำนี้ขนาดนั้น สรุปข้าวของแพงขึ้นมันดีไม่ดีกัน หรือบางคนเข้าใจเรื่องเงินเฟ้อแล้ว แต่ก็ยังสับสนระหว่างคำว่า “ภาวะเงินเฟ้อลดลง” หรือ Disinflation มันแตกต่างกับ “เงินฝืด” หรือ Deflation อย่างไร ทำไมชีวิตมันงงงวยขนาดนี้กันนะ? วันนี้มาลองไขข้อสงสัยเหล่านี้กันดีกว่าค่ะ…

เงินเฟ้อ (Inflation) คืออะไร?

เงินเฟ้อ คืออะไ

เงินเฟ้อ  คือ ภาวะที่ระดับราคาของสินค้าและบริการโดยทั่วไปในประเทศสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ในเชิงของมูลค่าของเงินกลับต่ำลง

ตัวอย่างของสถานการณ์เงินเฟ้อ

สมัยเมื่อสิบปีก่อน เด็กหญิงกอไก่สามารถซื้อก๋วยเตี๋ยว 1 ชามได้ในราคา 20 บาท สิบปีต่อมา นางสาวกอไก่พบว่าเงิน 20 บาทของเธออาจจะซื้อได้แค่ก๋วยเตี๋ยวครึ่งชาม ถ้าอยากจะซื้อก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม เธอจะต้องจ่ายเงินถึง 40 บาทเลยทีเดียว

เห็นได้ชัดว่ามูลค่าของเงิน 20 บาทของเมื่อสิบปีก่อนกับวันนี้มันลดลงนั่นเอง

ซึ่งดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index or CPI) เป็นเครื่องมือการวัดอัตราเงินเฟ้อหรือการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค

เงินเฟ้อ คืออะไ

ถึงอย่างนั้น เงินเฟ้อก็ไม่ได้แย่เสมอไป เพราะว่าตามทฤษฎี เงินเฟ้อจะทำให้คนรู้สึกมีเงินเยอะขึ้น คนซื้อก็จะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น คนขายก็อยากจะเพิ่มการผลิตเพื่อนำไปขายมากขึ้น เศรษฐกิจก็เติบโตด้วยนั่นเอง

ปกติแล้ว อัตราเงินเฟ้อจะถูกควบคุมโดยธนาคารกลางหรือธนาคารแห่งประเทศไทยผ่านนโยบายการเงินเพื่อไม่ให้เพิ่มขึ้นหรือเกิดความผันผวนมากเกินไป ไม่งั้นจะเกิดภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง (Hyperinflation) เหมือนเวเนซุเอลาที่เงินแทบจะไร้ค่า…

แล้ว ภาวะเงินเฟ้อลดลง (Disinflation)? แตกต่างกับ เงินฝืด (Deflation) ยังไง?

เงินเฟ้อ คืออะไ

ทุกคนชอบสับสนระหว่าง Disinflation กับ Deflation ซึ่งสองคำนี้ดูๆ แล้วคล้ายกัน แต่มันไม่เหมือนกันซักทีเดียว

ภาวะเงินเฟ้อลดลง หรือ Disinflation คือการชะลอตัวของภาวะที่ระดับราคาของสินค้าและบริการโดยทั่วไป หรือพูดสั้นๆ ก็คืออัตราเงินเฟ้อก็ยังสูงขึ้นแต่สูงขึ้นในอัตราที่ต่ำลง หรือจะให้เข้าใจกว่านี้คืออัตราเงินเฟ้อที่ลดลงแต่ยังอยู่ในช่วงบวก

ตัวอย่างเช่น ในปีแรก อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 4% แต่ปีถัดไป อัตราเงินเฟ้อตกไปที่ 2.5% เป็นสัญญาณของภาวะเงินเฟ้อที่ลดลง

ซึ่งแตกต่างจากเงินฝืด (Deflation) ที่เป็นภาวะที่ระดับราคาของสินค้าและบริการโดยทั่วไปต่ำลงต่อเนื่อง และตัวเลขของอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่า 0% หรืออัตราเงินเฟ้อติดลบ สรุปคือตรงกันข้ามกับเงินเฟ้อ (Inflation) นั่นเอง

เงินเฟ้อ คืออะไ

ถ้าหากคุณดีใจที่จะเจอเงินฝืด คุณคงคิดผิด เพราะว่าเงินฝืดนั้นส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว สาเหตุหลักมาจากความไม่มั่นคงในสภาวะทางเศรษฐกิจ อุปสงค์ (Demand) จึงลดลงนั่นเอง พอไม่มีคนช่วยซื้อของ คนขายของก็ไม่อยากจ้างลูกจ้าง คนก็ถูกไล่ออก งานก็ไม่มีให้ทำ เงินจะกินก็ไม่มี สุดท้ายแล้วเศรษฐกิจก็ไม่โต ดังนั้นถ้าคุณกำลังเจอกับสภาวะเงินฝืด คุณต้องระมัดระวังกับเศรษฐกิจในประเทศดีๆ

สรุปแล้ว เงินเฟ้อคือภาวะระดับราคาของสินค้าและบริการโดยทั่วไปสูงขึ้น ถ้ามองมุมมองโดยทั่วไป เงินเฟ้อในระดับที่พอเหมาะนั้นจะดีต่อสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งต่างจากเงินฝืดที่มีระดับราคาลดลงและเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจ ส่วนกรณีของภาวะเงินฝืดลดลงเป็นการชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้อนั่นเอง


ที่มา: https://www.investopedia.com/ask/answers/111414/how-can-inflation-be-good-economy.asp
https://www.investopedia.com/ask/answers/032415/what-difference-between-deflation-and-disinflation.asp

วิธียื่นภาษีออนไลน์ 2566 สรุปให้เข้าใจง่ายทุกขั้นตอน มือใหม่ทำตามได้ด้วยตัวเอง

planet 46
วิธียื่นภาษีออนไลน์ 2566

สอนยื่นภาษีออนไลน์ปี 2566 ทำตามง่าย ๆ Step-by-Step พร้อมเคลียร์ทุกข้อสงสัย ใครต้องยื่นภาษี ยื่นภาษีได้ถึงวันไหน ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง ช่องทางการจ่ายภาษี และยื่นภาษียังไงให้ได้เงินคืน มาเตรียมความพร้อมก่อนยื่นภาษีปีนี้กันเลย

สำหรับคนไทยทุกคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือชาวฟรีแลนซ์ หน้าที่ที่ต้องทำเป็นประจำทุกปีคือการ “ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” 

บทความนี้เราจึงสรุป “วิธียื่นภาษีออนไลน์ ฉบับมือใหม่ทำตามได้ง่ายสุด ๆ” มาฝากทุกคนเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนยื่นภาษีในช่วงต้นปี 2567 ที่จะถึงนี้กัน จะมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ติดตามไปพร้อมกันได้เลย!

กองทุนลดหย่อนภาษีปีนี้ มาซื้อที่ฟินโนมีนา ฟันด์ เปิดบัญชีที่เดียว ซื้อ SSF-RMF ได้หลากหลาย บลจ. พร้อมโปรโมชันพิเศษ ดูรายละเอียดได้ที่ https://finno.me/tsf-23-ws

สารบัญ

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร?

กรมสรรพากรได้นิยามความหมายของคำว่า “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” ไว้ว่า

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไป หรือจากหน่วยภาษีที่มีลักษณะพิเศษ ตามที่กฎหมายกำหนด และมีรายได้เกิดขึ้น ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยปกติจัดเก็บเป็นรายปี รายได้ที่เกิดข้ึนในปีใด ๆ ผู้มีรายได้มีหน้าที่ต้องนำไปแสดงรายการตนเอง ตามแบบแสดงรายการภาษีที่กำหนดภายในเดือนมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป

ใครมีหน้าที่ต้องยื่นภาษีบ้าง?

คนไทยทุกคนที่มีรายได้พึงประเมินถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ มีหน้าที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบ่งเกณฑ์ตามสถานะโสดและสมรส โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. คนโสดที่มีรายได้เป็นเงินเดือนตั้งแต่ 10,000 บาท ต่อเดือน (ภ.ง.ด. 91) หรือ 120,000 บาท ต่อปี รวมถึงคนโสดที่มีรายได้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่เงินเดือน (ภ.ง.ด. 90) ตั้งแต่ 5,000 บาท ต่อเดือน หรือ 60,000 บาท ต่อปี มีหน้าที่ต้องยื่นภาษี
  2. คนที่สมรสแล้วที่มีรายได้เป็นเงินเดือน (ภ.ง.ด. 91) ตั้งแต่ 18,333 บาท ต่อเดือน หรือ 220,000 บาท ต่อปี รวมถึงคนที่สมรสแล้วที่มีรายได้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่เงินเดือน (ภ.ง.ด. 90) ตั้งแต่ 10,000 บาท ต่อเดือน หรือ 120,000 บาท ต่อปี มีหน้าที่ต้องยื่นภาษี

อ่านเพิ่มเติม สรุปวิธีคำนวณภาษี: รายได้เท่าไรต้องเสียภาษีเท่าไร?

ยื่นภาษีได้ถึงวันไหน?

ปกติการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะยื่นปีละ 1 ครั้ง ภายในวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม ของปีถัดไป เช่น รายได้เกิดขึ้นในปี 2566 (ปีภาษี 2566) ต้องยื่นภาษีภายในวันที่ 1 ม.ค. – 31 มี.ค. 2567

หากเป็นเงินได้บางลักษณะ เช่น การให้เช่าทรัพย์สิน เงินได้จากวิชาชีพอิสระ เงินได้จากการรับเหมา เงินได้จากธุรกิจ การพาณิชย์ เป็นต้น จะต้องยื่นภาษีตอนกลางปี ภายในเดือนกันยายนของทุกปี

เอกสารที่ต้องเตรียมตอนยื่นภาษีออนไลน์

การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ ภ.ง.ด. 91 สำหรับผู้ที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว และ ภ.ง.ด. 90 สำหรับผู้ที่มีรายได้อื่น ๆ นอกเหนือจากเงินเดือน โดยมีเอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับยื่นภาษีดังนี้

  • หนังสือรับรองภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) โดยเป็นเอกสารที่แสดงถึงรายได้รวมทั้งปี หลังจากหักชำระกองทุน หรือเงินทุนสำรองต่าง ๆ – อ่านเพิ่มเติม ใบทวิ 50 คืออะไร ขอได้ที่ไหน? I TAX เพื่อนๆ EP7
  • รายการลดหย่อนภาษีที่รวบรวมไว้ทั้งปี เช่น ค่าเลี้ยงดูบิดา-มารดา ค่าเลี้ยงดูบุตร เป็นต้น
  • เอกสารประกอบการลดหย่อนภาษีเพื่อประกอบการกรอกแบบฟอร์มยื่นภาษี เช่น จำนวนเงินที่ซื้อกองทุน เบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าหรือบริการ เป็นต้น

สอนยื่นภาษีออนไลน์ ฉบับมือใหม่ทำตามได้ง่ายสุด ๆ

ขั้นตอนที่ 1: เข้าเว็บไซต์ของกรมสรรพากร 

วิธียื่นภาษีออนไลน์ 2566

เข้าเว็บไซต์ของกรมสรรพากร https://efiling.rd.go.th/ และเลือก “ยื่นแบบออนไลน์”

วิธียื่นภาษีออนไลน์ 2565 ฉบับมือใหม่ทำตามได้ง่ายสุด ๆ

หากท่านใดยังไม่มีบัญชีให้กด “สมัครสมาชิก” ก่อน โดยระบบจะให้กรอกข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ เช่น เลขบัตรประจำตัวประชาชน (เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร) วันเดือนปีเกิด เลขหลังบัตรประชาชน ที่อยู่ อีเมล พร้อมสร้างรหัสผ่านเพื่อใช้ในการเข้าสู่ระบบ E-filing สำหรับยื่นภาษีออนไลน์

ขั้นตอนที่ 2: เข้าสู่ระบบ E-filing ของกรมสรรพากร

วิธียื่นภาษีออนไลน์ 2566

เข้าสู่ระบบ E-filing โดยการกรอกเลขบัตรประชาชนในช่องชื่อผู้ใช้งาน พร้อมกรอกรหัสผ่าน และกด “ตกลง” จากนั้นยืนยันตัวตนด้วยรหัส OTP 6 หลัก ผ่านเบอร์โทรศัพท์มือถือ

ขั้นตอนที่ 3: เลือกยื่นแบบภาษีเงินได้ ภ.ง.ด. 90/91

วิธียื่นภาษีออนไลน์ 2566

อ่านและยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร จากนั้นกด “เข้าสู่ระบบ” และเลือก “ยื่นแบบ” ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 90/91

ขั้นตอนที่ 4: กรอกข้อมูลผู้เสียภาษี

วิธียื่นภาษีออนไลน์ 2566

ตรวจสอบข้อมูลผู้เสียภาษี ได้แก่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด และสถานที่ติดต่อ จากนั้นเลือกสถานะ และกด “ถัดไป”

ขั้นตอนที่ 5: กรอกเงินได้

วิธียื่นภาษีออนไลน์ 2566

กรอกข้อมูลรายได้จากเงินเดือน โดยนำข้อมูลมาจากหนังสือรับรองภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) พร้อมกรอกเลขผู้จ่ายเงินได้ (เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัทที่เราทำงานอยู่)

ทั้งนี้สำหรับคนที่เปลี่ยนที่ทำงานระหว่างปีให้ขอหนังสือรับรองภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) กับที่ทำงานเก่าเพื่อนำมากรอกข้อมูลยื่นภาษีเงินได้

วิธียื่นภาษีออนไลน์ 2565 ฉบับมือใหม่ทำตามได้ง่ายสุด ๆ

และหากใครมีรายได้อื่น ๆ ที่ไม่ใช่เงินเดือน เช่น รายได้จากฟรีแลนซ์ รับจ้างทั่วไป และวิชาชีพอิสระ, รายได้จากทรัพย์สิน และการทำธุรกิจ, รายได้จากการลงทุน และรายได้จากมรดกหรือได้รับมา ให้กรอกข้อมูลลงไปด้วย

หลังจากกรอกข้อมูลเงินได้เรียบร้อยแล้วให้กด “ถัดไป”

ขั้นตอนที่ 6: กรอกค่าลดหย่อน

วิธียื่นภาษีออนไลน์ 2566

กรอกข้อมูลค่าลดหย่อนต่าง ๆ ที่มี เช่น ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดา-มารดา ค่าลดหย่อนบุตร เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสมทบกองทุนประกันสังคม เบี้ยประกันชีวิต เบี้ยประกันสุขภาพ จำนวนเงินที่ซื้อกองทุน SSF RMF กองทุน Thai ESG และเงินบริจาค เป็นต้น

หลังจากกรอกข้อมูลค่าลดหย่อนเรียบร้อยแล้วให้กด “ถัดไป”

อ่านเพิ่มเติม ลดหย่อนภาษี: ทุกเรื่องที่ต้องรู้ รวบรวมมาให้แล้ว!

ขั้นตอนที่ 7: ตรวจสอบข้อมูล

วิธียื่นภาษีออนไลน์ 2566

ตรวจสอบข้อมูลเงินได้และค่าลดหย่อนทั้งหมดที่ได้กรอกไป โดยระบบจะทำการคำนวณภาษีที่ต้องชำระให้อัตโนมัติ ซึ่งหากมีการชำระภาษีไปแล้วระบบจะแจ้งยอดที่ชำระเกิน โดยสามารถขอคืนภาษีที่ชำระเกินได้ รวมถึงนำเงินภาษีที่ชำระเกินไปอุดหนุนพรรคการเมืองได้

หลังจากตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดเรียบร้อยแล้วให้กด “ถัดไป”

ขั้นตอนที่ 8: ยืนยันการยื่นแบบ

วิธียื่นภาษีออนไลน์ 2566

เมื่อตรวจสอบข้อมูลครบถ้วนแล้ว กด “ยืนยันการยื่นแบบ” เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านช่องทางออนไลน์

ผลการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

กรณีไม่มีภาษีต้องชำระ หรือมีภาษีชำระไว้เกิน

ในกรณีไม่มีภาษีต้องชำระ ระบบจะแจ้งผลการยื่นแบบและหมายเลขอ้างอิง พร้อมออกเอกสารแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและใบเสร็จรับเงินเพื่อเป็นหลักฐานในการยื่นแบบ

กรณีมีภาษีชำระไว้เกิน กรมสรรพากรจะทำการอนุมัติคืนภาษีให้ทันที โดยสามารถเลือกรับคืนเงินภาษีที่ชำระเกินได้ทั้งช่องทางพร้อมเพย์ และบัญชีของธนาคารกรุงไทย พร้อมติดตามสถานะคืนเงินภาษีได้ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร https://www.rd.go.th/

กรณีมีภาษีต้องชำระเพิ่มเติม

ในกรณีมีภาษีต้องชำระเพิ่มสามารถเลือกชำระภาษีได้หลายช่องทาง ได้แก่ QR Code, E-Payment, Internet Credit Card, ATM on Internet, บัตรภาษี และชำระผ่านช่องทางอื่น ๆ เช่น Pay-In Slip ผ่านช่องทาง Counter Service, Tele-Banking และอื่น ๆ

ทั้งนี้หากมียอดภาษีที่ต้องชำระตั้งแต่ 3,000 บาท ขึ้นไป สามารถเลือกผ่อนชำระภาษีได้สูงสุด 3 งวดเท่า ๆ กัน โดยไม่มีดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในกรณีที่ชำระเงินภายในวันที่กำหนด (หากไม่ชำระภายในวันที่กำหนดจะคิดดอกเบี้ย 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีงวดที่เหลือ) โดยระบบจะคำนวณยอดชำระพร้อมกำหนดวันที่ต้องชำระให้ทั้ง 3 งวด และจะมี SMS จากกรมสรรพากรแจ้งเตือนเมื่อครบกำหนดวันที่ต้องชำระภาษี

รับบริการผู้แนะนำการลงทุนกองภาษีส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/taxplanner-services

สรุปวิธีคำนวณภาษี ปี 2566: จับมือสอนตั้งแต่เริ่มต้น ครบจบทุกขั้นตอน

Finnomena
สรุปวิธีคำนวณภาษี ปี 2566

วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สรุปทุกขั้นตอน แบบ step by step ใครบ้างที่ต้องยื่นภาษี? รายได้เท่านี้ต้องเสียภาษีเท่าไร? อะไรลดหย่อนภาษีได้บ้าง? พร้อมเครื่องมือ FINNOMENA Tax Saving Guru ช่วยคุณวางแผนซื้อกองทุน SSF RMF ให้คุ้ม ด้วยสัดส่วนที่เหมาะสม

สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราเป็นผู้ที่มีเงินได้ในระหว่างปีที่ผ่านมาคือ “การเสียภาษี” และเมื่อครบ 1 ปีภาษี ประชาชนที่มีเงินได้ มีหน้าที่ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ สำหรับปีภาษี 2566 จะมีรายละเอียดและวิธีคำนวณภาษี รวมถึงลดหย่อนอะไรได้บ้าง FINNOMENA สรุปมาให้คุณแล้ว!

เลือกลงทุนกองทุนประหยัดภาษีทั้ง SSF และ RMF จากหลากหลาย บลจ. บนแพลตฟอร์มการลงทุนที่เป็นกลาง ดูกองทุนแนะนำ คลิก https://finno.me/tax-saving-fund-ws

บุคคลธรรมดาต้องยื่นแบบภาษีเมื่อไร?

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีเงินได้ ปกติการยื่นแบบแสดงรายการ จะยื่นปีละ 1 ครั้ง (ยื่นแบบฯ ภายในวันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป) แต่ถ้าเงินได้บางลักษณะ เช่น การให้เช่าทรัพย์สิน เงินได้จากวิชาชีพอิสระ เงินได้จากการรับเหมา เงินได้จากธุรกิจ การพาณิชย์ เป็นต้น จะต้องยื่นแบบฯ ตอนกลางปี (สำหรับเงินได้ที่เกิดขึ้นใน 6 เดือนแรก ภายในเดือนกันยายนของทุกปี)

ใครบ้างที่ต้องยื่นภาษี รายได้เท่านี้เสียภาษีเท่าไหร่?

เกณฑ์เงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ผู้มีเงินได้ “ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี” แบ่งเป็นสำหรับคนโสดและคนที่สมรสแล้ว

สรุปวิธีคำนวณภาษี ปี 2566

หลักการคำนวณภาษี แบบสรุปสั้น ๆ คือ

ภาษีที่ต้องจ่าย = เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี

โดยเงินได้สุทธิ สามารถหาได้จากการนำรายได้ทั้งหมดมารวมกัน พร้อมหาค่าลดหย่อนต่าง ๆ (เช่น ค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อน) และนำมาหักออกจากรายได้ทั้งหมด เหลือเท่าไรคือเงินได้สุทธิที่จะนำไปคำนวณภาษีแบบขั้นบันได

เงินได้สุทธิ = เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน

สรุปวิธีคำนวณภาษี ปี 2566

วิธีคำนวณภาษีง่าย ๆ ใน 3 ขั้นตอน 

การคำนวณภาษีให้ทำเป็น 3 ขั้นตอน คือ

สรุปวิธีคำนวณภาษี ปี 2564: รายได้เท่าไรต้องเสียภาษีเท่าไร?

ขั้นตอนที่ 1

คำนวณหาจำนวนภาษีตาม วิธีคิดอัตราภาษีเงินได้แบบขั้นบันได

สรุปวิธีคำนวณภาษี ปี 2566

อัตราภาษีเงินได้ แบบขั้นบันได

  1. เงินได้สุทธิ 0 – 150,000 บาท (อัตราภาษี 0% หรือได้รับการยกเว้นภาษี)
    ภาษี = 0
  2. เงินได้สุทธิ 150,001 – 300,000 บาท (อัตราภาษี 5%)
    ภาษี = (เงินได้สุทธิ – 150,000) x5%
  3. เงินได้สุทธิ 300,001 – 500,000 บาท (อัตราภาษี 10%)
    ภาษี = [ (เงินได้สุทธิ – 300,000) x10% ] + 7,500
  4. เงินได้สุทธิ 500,001 – 750,000 บาท (อัตราภาษี 15%)
    ภาษี = [ (เงินได้สุทธิ – 500,000) x15% ] + 27,500
  5. เงินได้สุทธิ 750,001 – 1,000,000 (อัตราภาษี 20%)
    ภาษี = [ (เงินได้สุทธิ – 750,000) x20% ] + 65,000
  6. เงินได้สุทธิ 1,000,001 – 2,000,000 บาท (อัตราภาษี 25%)
    ภาษี = [ (เงินได้สุทธิ – 1,000,000) x25% ] + 115,000
  7. เงินได้สุทธิ 2,000,001 – 5,000,000 บาท (อัตราภาษี 30%)
    ภาษี = [ (เงินได้สุทธิ – 2,000,000) x30% ] + 365,000
  8. เงินได้สุทธิมากกว่า 5 ล้านบาท (อัตราภาษี 35%)
    ภาษี = [ (เงินได้สุทธิ – 5,000,000) x35% ] + 1,265,000

ขั้นตอนที่ 2

กรณีที่จะต้องคำนวณภาษีตามวิธีคิดแบบเหมา คือในกรณีที่มีรายได้ทางอื่นนอกเหนือจากเงินได้ประเภทที่ 1 หรือเงินเดือน หากรายได้จากทางอื่นทั้งหมดมีจำนวนรวมกันตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป ให้คำนวณในอัตราร้อยละ 0.5 ของยอดเงินได้พึงประเมิน

ภาษีแบบเหมา = (เงินได้ทุกประเภทเงินเดือน) x 0.005

โดยวิธีนี้มีข้อควรระวังคือ

  • จะคำนวณจากรายได้ทางอื่น ๆ ทุกทางยกเว้นเงินเดือน
  • หากคำนวณด้วยวิธีคิดแบบเหมาแล้ว มีภาษีที่ต้องเสียทั้งสิ้นไม่เกิน 5,000 บาท จะได้รับการยกเว้นภาษีในวิธีนี้

ขั้นตอนที่สาม

เปรียบเทียบและสรุป โดยให้เทียบกันระหว่าง 2 วิธีนี้ คือ วิธีคิดแบบขั้นบันได กับ วิธีคิดแบบเหมา โดยวิธีใดคำนวณแล้วเสียภาษีสูงกว่า ให้เลือกเสียภาษีตามวิธีนั้น

สรุปวิธีคำนวณภาษี ปี 2566

มัดรวมตัวช่วยลดหย่อนภาษี ปี 2566 มีอะไรบ้าง?

กลุ่มที่ 1 ค่าลดหย่อนพื้นฐาน

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว
  • ค่าลดหย่อนคู่สมรส
  • ค่าลดหย่อนบุตร
  • ค่าฝากครรภ์และทำคลอดบุตร
  • ค่าลดหย่อนบิดามารดา
  • ค่าลดหย่อนผู้พิการหรือทุพพลภาพ

กลุ่มที่ 2 ค่าลดหย่อน/ยกเว้น ด้านการออมและการลงทุน

  • เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  • เงินสะสมกองทุน กบข. และกองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน
  • เงินสะสมกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
  • เงินสมทบกองทุนประกันสังคม
  • เบี้ยประกันชีวิต
  • เบี้ยประกันสุขภาพ
  • เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา
  • เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ
  • ค่าซื้อหน่วยลงทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
  • ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)
  • ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารที่อยู่อาศัย
  • เงินลงทุนธุรกิจ Social Enterprise (วิสาหกิจเพื่อสังคม)

กลุ่มที่ 3 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากนโยบายภาครัฐ

  • ค่าลดหย่อนพิเศษในปีภาษี เช่น โครงการช้อปดีมีคืน 2566

กลุ่มที่ 4 ค่าลดหย่อนเพื่อบริจาค

  • เงินบริจาคทั่วไป
  • เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษา การกีฬา การพัฒนาสังคม สาธารณประโยชน์ และสถานพยาบาลรัฐ
  • เงินบริจาคพรรคการเมือง

อ่านเพิ่มเติม ลดหย่อนภาษี: ทุกเรื่องที่ต้องรู้ รวบรวมมาให้แล้ว!

เทคนิคเซฟภาษีแบบเหนือชั้น ด้วยการออมและลงทุน

หากเราพอจะรู้แล้วว่า เงินได้ของเราในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณเท่าไร อยู่ขั้นบันไดไหนและต้องเสียภาษีในอัตราภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ จะสามารถนำมาวางแผนลดหย่อนได้ ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่ควรจะเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ แบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ที่สามารถวางแผนไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ได้ดังนี้

ลดหย่อนภาษีด้วยเบี้ยประกัน

จากประกันชีวิต ประกันแบบสะสมทรัพย์ ประกันสุขภาพตัวเองและบิดามารดา ประกันชีวิตแบบบำนาญ โดยแต่ละประเภทจะลดหย่อนได้ไม่เท่ากัน

ลดหย่อนภาษีด้วยกองทุน คัดมาให้แล้วแบบครบจบ

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) โดยกองทุนแต่ละแบบจะลดหย่อนได้แบบละไม่เกิน 30% ของรายได้รวมทั้งปี เช็กได้จาก เครื่องคำนวณ SSF RMF

โพยกองทุนจัดชุด SSF และ RMF ปี 2566 คลิกเลย

โพยกองทุน SSF และ RMF รายกอง ปี 2566 คลิกเลย

แถมในปี 2566 นี้ ยังมีกองทุนใหม่ซึ่งมีสิทธิพิเศษให้ผู้ลงทุนสามารถนำจำนวนเงินลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเช่นกัน นั่นคือกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (TESG)

หากต้องการเปรียบเทียบดูความแตกต่างระหว่างการลดหย่อนภาษีจากประกันและกองทุนรวม ว่าแบบไหนเหมาะกับเราและลดหย่อนได้เท่าไรบ้าง แนะนำให้อ่านบทความนี้เพิ่มเติม ประกัน VS กองทุนรวม

สำหรับใครที่ลงทุนในหุ้น และได้รับเงินปันผลด้วย แนะนำให้อ่านบทความภาษีเงินปันผลเพิ่มเติม ได้ที่

เครดิตภาษีเงินปันผล คืออะไร? แล้วเราต้องยื่นไหม? I TAX เพื่อนๆ EP4

หากพร้อมแล้วสามารถเข้าไปยื่นภาษีแบบออนไลน์ ได้ที่ https://rdserver.rd.go.th

รับบริการผู้แนะนำการลงทุนกองภาษีส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/taxplanner-services

FINNOMENA Admin

ไขข้อสงสัย! รวม 9 เรื่องต้องรู้ ก่อนลงทุนทองคำที่คุณอาจไม่รู้มาก่อน!

Finnomena
ไขข้อสงสัย! รวม 9 เรื่องต้องรู้ ก่อนลงทุนทองคำที่คุณอาจไม่รู้มาก่อน!

ไขข้อสงสัย! รวม 9 เรื่องต้องรู้ ก่อนลงทุนทองคำที่คุณอาจไม่รู้มาก่อน!

“ทองคำ” คือสินทรัพย์ยอดนิยมที่เป็นความฝันของคนไทยทั้ง 70 ล้านคน ไม่ว่าใคร ๆ ก็อยากเป็นเจ้าของทองคำแท่งซึ่งเป็นแหล่งสะสมความมั่งคั่งที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก แต่รู้หรือไม่? มีคนซื้อ-ขายทองคำกว่า 99% ไม่รู้ 9 เรื่องนี้!

วันนี้ FINNOMENA ขอมาแชร์ “9 เรื่องที่ต้องรู้ ก่อนซื้อขายทองคำ” จะมีอะไรบ้าง? ลองมาดูกัน

9 สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนซื้อขายทองคำ | อะไรคือสิ่งที่คนซื้อ-ขายทอง 99% ไม่รู้?

1. ทองคำมักจะราคาขึ้นช่วงต้นเดือนมกราคมและต้นเดือนกรกฏาคม

โดยเฉลี่ยของทุก ๆ ปี ทองคำมักจะราคาขึ้นช่วงต้นเดือนมกราคมและต้นเดือนกรกฏาคม และมักจะราคาลงช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์-ต้นเดือนมีนาคม ดังนั้นถ้าใครคิดจะซื้อทองช่วงที่ดีที่สุดคือเดือนกรกฎาคมและมกราคม นอกจากนั้นราคาทองคำยังไม่ค่อยลงต่ำกว่าราคาของเดือนมกราคม ดังนั้นถ้าปีไหนราคาทองตกลงมาเท่าราคาของเดือนมกราคม โอกาสที่คุณจะซื้อทองแล้วขาดทุนมีน้อยมาก (ข้อมูลจาก BundesBank)

2. ราคาทองไม่ได้อัปเดตตลอดเวลา

ราคาทองนั้นสมาคมไม่ได้อัปเดตตลอดเวลา แต่จะอัปเดตเป็นช่วง ๆ ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงสำหรับคนที่กำลังจะซื้อหรือขายทองคำ พลาดราคาไปชั่วโมงเดียวมีโอกาสขาดทุนหลายหมื่นได้ตามปริมาณการซื้อมากน้อยต่างกันไป ใครอยากดูราคาทองคำที่อัปเดตแบบ Real-Time สามารถเปิดเว็บไซต์ FINNOMENA แล้วเข้าไปที่หน้า GOLD ได้เลย ติดตามไว้ก่อนซื้อขายทองจะได้ไม่ต้องขาดทุน

3. ทองคำให้ผลตอบแทนดีกว่าพันธบัตรรัฐบาลในช่วงตลาดผันผวน

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ใช้ในการลงทุนช่วงตลาดผันผวนที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าสินทรัพย์อย่างพันธบัตรรัฐบาลและใกล้เคียงกับหุ้นในระยะยาวเลยทีเดียว ถ้าถือทองคำ 10-20 ปี จะมีโอกาสได้ผลตอบแทนต่อปี 5-10% เลยทีเดียว

4. ควรซื้อทองคำแท่งมากกว่าทองรูปปพรรณ

ถ้าเงินถึง ควรซื้อทองแบบเป็นแท่งมากกว่าแบบที่แปรรูปเป็นเครื่องประดับแล้ว เรียกกันในวงการว่า “ทองรูปพรรณ” การซื้อทองคำแท่งจะโดนค่ากำเหน็จในการแปรรูปที่ต่ำกว่า นอกจากนั้นการเก็บเป็นแท่งยังเก็บง่ายกว่ามากด้วย ด้วยเหตุนี้ทองคำจึงออกมาเป็นรูปแบบของแท่งที่สามารถตั้งซ้อน ๆ กันได้

5. ยิ่งซื้อทองที่มีมูลค่าสูง ยิ่งมีค่ากำเหน็จต่ำลง

ยิ่งซื้อทองที่มีมูลค่าสูง ยิ่งมีค่ากำเหน็จต่ำลง แต่ก็มีข้อเสียคือ แบ่งขายลำบาก หาคนซื้อต่อได้ยาก และมีโอกาสเจอของปลอมสูงขึ้น เนื่องจากคนที่ทำทองปลอมก็มักจะทำออกมาเป็นแท่งขนาดใหญ่เพื่อให้ได้มูลค่ามาก ๆ นั่นเอง นอกจากนั้นการขายทองแท่งใหญ่ ๆ ยังจำเป็นต้องมีการตรวจสอบก่อนซื้อ และแน่นอนตามมาด้วยค่าตรวจสอบ

6. เอาทองคำไทยไปขายต่างประเทศจะโดนกดราคา

เอาทองคำไทยไปขายต่างประเทศจะโดนกดราคา เพราะไม่ได้มาตรฐานตามบ้านเขา ทองไทยบริสุทธิ์ 96.5% ทองต่างประเทศบริสุทธิ์ 99.99% ที่สำคัญถ้าอยากนำไปขายต่างประเทศต้องเป็นแบรนด์ที่ได้รับการรองรับจาก LBMA หรือสมาคมตลาดทองคำแห่งลอนดอน

7. ซื้อทองที่ไหนควรขายที่นั่น

กฎเหล็กในการซื้อ-ขายทองคือซื้อที่ไหนควรขายที่นั่นเพื่อไม่ให้เจอปัญหาการกดราคา

8. ทองคำแท่งเป็นสินค้าต้องห้ามนำออกไปขายต่างประเทศ

ตามหลักการแล้วทองคำแท่งเป็นสินค้าที่ “ต้องห้าม” ในการนำออกไปขายต่างประเทศ แต่ก็มีการนำออกไปกันบ้าง โดยถ้าอยากขายทองในต่างประเทศ ที่ที่ขายง่ายที่สุดคือ China Town ของแต่ละประเทศนั่นเองครับ

9. สามารถลงทุนทองคำแบบดิจิทัลได้แล้ว

ทองลงทุนเป็นทองคำดิจิทัลได้แล้ว คล้าย ๆ กับการซื้อ-ขายสัญญาส่งมอบทองคำ ค่าธรรมเนียมถูกกว่าค่ากำเหน็จเยอะ ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและลง แถมยังมั่นใจได้ว่าเป็นทองคำแท้ ๆ แน่นอน

 

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ประเภทอื่นต่ำและมีสภาพคล่องสูง จะเห็นได้ว่าเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ราคาทองคำมักปรับตัวขึ้นสวนทางกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ที่ปรับตัวลดลงท่ามกลางความกังวลของนักลงทุน

นักลงทุนส่วนใหญ่จึงนิยมใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงให้พอร์ตการลงทุน พอร์ตการลงทุนที่มีสัดส่วนทองคำที่เหมาะสมจะทำให้เผชิญความเสี่ยงต่ำกว่าพอร์ตการลงทุนที่ไม่มีทองคำอยู่ ดังนั้นพอร์ตใครที่ยังไม่มีทองคำแนะนำให้มีทองคำติดพอร์ตไว้บ้าง โดยสัดส่วนที่เหมาะสมคือ 5-10% ของพอร์ต

แม้ว่าทองคำจะเหมาะกับการใช้เป็นสินทรัพย์กระจายความเสี่ยง แต่ทองคำก็เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงในตัวเองเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ความเสี่ยงจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ นโยบายการเงินของธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ฯลฯ ประโยคที่กล่าวว่า “ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย” อาจจะใช้ไม่ได้ในทุกสภาวะตลาด การศึกษาและทำความเข้าใจในสินทรัพย์จึงเป็นสิ่งที่ควรทำก่อนลงทุนในทุกสินทรัพย์

พิเศษ! ติดตามราคาทองคำแบบ Real-Time ทั้งทองไทยและทองโลก บนเว็บไซต์ Finnomena ได้แล้ววันนี้ คลิกเลย https://finno.me/gold-web

Finnomena Admin

 


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

สรุปมาให้แล้ว! เงินเดือนเท่าไรต้องเสียภาษีเงินได้ ลดหย่อนยังไงให้คุ้มที่สุด?

planet 46
สรุปมาให้แล้ว! เงินเดือนเท่าไรต้องเสียภาษีเงินได้ ลดหย่อนยังไงให้คุ้มที่สุด?

หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า “เงินเดือนเท่าไรจึงจะเสียภาษี?” ยิ่งน้อง ๆ ที่จบใหม่เพิ่งเริ่มทำงานก็อาจจะมีความสับสนว่าเรทเงินเดือนที่เราได้รับนั้นต้องจ่ายภาษีหรือไม่? วันนี้เราจึงทำสรุปมาให้แล้วว่าเงินเดือนเท่าไรจึงจะต้องจ่ายภาษี และต้องจ่ายภาษีเท่าไรกันบ้าง พร้อมนำทริคลดหย่อนภาษีแบบคุ้ม ๆ มาฝากกันด้วย ติดตามไปพร้อมกันได้เลย!

สิ่งที่ต้องทราบก่อนคือ คนไทยที่มีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 120,000 บาท หรือเดือนละ 10,000 บาท มีหน้าที่ต้องทำการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยยื่นแบบแสดงรายการปีละครั้ง ภายในวันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป สามารถยื่นภาษีได้ทั้งช่องทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรหรือแอปพลิเคชัน RD Smart Tax หรือจะยื่นภาษีด้วยตัวเองที่กรมสรรพากรหรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาก็ได้เช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม วิธียื่นภาษีออนไลน์ ฉบับมือใหม่ทำตามได้ง่ายสุด ๆ

เลือกลงทุนกองทุนประหยัดภาษีทั้ง SSF และ RMF จากหลากหลาย บลจ. บนแพลตฟอร์มการลงทุนที่เป็นกลาง ดูกองทุนแนะนำ คลิก https://finno.me/tax-saving-fund-ws

เงินเดือนเท่าไรต้องเสียภาษีเงินได้?

สรุปมาให้แล้ว! เงินเดือนเท่าไรต้องเสียภาษีเงินได้ ลดหย่อนยังไงให้คุ้มที่สุด?

ในตารางเป็นการคำนวณภาษีเงินได้จากสมมติฐาน ดังนี้

  • มีรายได้จากงานประจำเพียงอย่างเดียว โดยคำนวณเฉพาะเงินเดือนเท่านั้น ไม่นับรวมโบนัส หรือเงินพิเศษอื่น ๆ
  • เงินได้สุทธิคำนวณจากเงินได้ที่หักค่าใช้จ่าย 50% ของรายได้รวมทั้งปี (ไม่เกิน 100,000 บาท) และค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
  • ไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอื่น ๆ เพิ่มเติม และไม่ได้หักค่าลดหย่อนประกันสังคมที่อาจจะจ่ายไม่เท่ากันในแต่ละปี

 

ใครอยากรู้วิธีคำนวณภาษีแบบละเอียด ๆ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ สรุปวิธีคำนวณภาษี ปี 2566: รายได้เท่าไรต้องเสียภาษีเท่าไร?

ซึ่งใครไม่อยากจ่ายภาษีแบบเต็มแมกซ์ตามจำนวนเงินในตาราง เราก็สามารถประหยัดภาษีได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การบริจาค การลงทุนในกองทุน SSF-RMF และการซื้อประกัน เป็นต้น ทั้งนี้การวางแผนภาษีมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะการวางแผนภาษีจะช่วยให้เราสามารถกำหนดแนวทางการเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และทันเวลา นอกจากนี้ยังทำให้เราสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่าง ๆ ได้อย่างคุ้มค่า ซึ่งจะช่วยในการประหยัดภาษี มีเงินเหลือไปลงทุนหรือใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม ลดหย่อนภาษี ปี 2566: ทุกเรื่องที่ต้องรู้ รวบรวมมาให้แล้ว!

— planet 46.


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน และควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม  โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

ลดหย่อนภาษี ปี 2566: ทุกเรื่องที่ต้องรู้ รวบรวมมาให้แล้ว!

Finnomena
ลดหย่อนภาษี ปี 2566: ทุกเรื่องที่ต้องรู้ รวบรวมมาให้แล้ว!

ในวันเงินเดือนออก ใครเคยเปิดดูในสลิปเงินเดือนบ้างว่าเราโดนหักภาษีไปเท่าไร? ใครที่ไม่เคยให้ลองเปิดอีเมลเช็กดู เพราะหากเอามารวมดูจริง ๆ แล้ว ปีหนึ่งเราอาจจะเสียภาษีมากกว่าที่คิดไว้ก็ได้

ได้ยินแบบนี้ หลายคนอาจจะกังวล และเริ่มสนใจการวางแผนภาษี อยากรู้ว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยให้เราประหยัดภาษีได้?

บทความนี้ FINNOMENA ขอไขข้อสงสัยเหล่านั้นให้ พร้อมรวบรวมรายการลดหย่อนภาษี ปี 2566 ที่ทุกคนต้องรู้มาไว้ให้แล้ว หาคำตอบได้ที่นี่ ครบจบในที่เดียว!

อ่านเพิ่มเติม สรุปวิธีคำนวณภาษี: รายได้เท่าไรต้องเสียภาษีเท่าไร?

รับบริการผู้แนะนำการลงทุนกองภาษีส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/taxplanner-services

การวางแผนภาษีสำคัญอย่างไร? ทำไมถึงต้องวางแผนภาษีทุกปี

ขอแบ่งเป็น 2 เหตุผลหลัก ๆ ดังนี้

  1. สามารถวางแผนการเงินได้รัดกุมและเป็นระบบมากขึ้น: ช่วยให้การเสียภาษีถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด
  2. ยิ่งวางแผนภาษีเร็ว ยิ่งประหยัดภาษีได้มาก: ทำให้เราได้เงินภาษีคืน และประหยัดเงินในกระเป๋าของตัวเองได้มากขึ้น

ทั้งนี้ค่าลดหย่อนภาษีที่กฎหมายได้ระบุไว้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นเราในฐานะผู้เสียภาษีจึงควรหมั่นติดตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขในทุกปี เพื่อที่จะได้วางแผนลดหย่อนภาษีได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และเซฟงบในกระเป๋าไปได้อีกมาก

สรุปรายการลดหย่อนภาษี ปี 2566

1. ค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัวและครอบครัว

ลดหย่อนภาษี ปี 2566: ทุกเรื่องที่ต้องรู้ รวบรวมมาให้แล้ว!

ประกอบด้วย

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว จำนวน 60,000 บาท สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ
  • ค่าลดหย่อนคู่สมรส จำนวน 60,000 บาท สำหรับคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย และคู่สมรสจะต้องไม่มีรายได้ (ได้สูงสุด 1 คน)
  • ค่าลดหย่อนฝากครรภ์และคลอดบุตร ที่จ่ายให้กับสถานพยาบาลของรัฐหรือเอกชน สามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง รวมสูงสุดไม่เกินครรภ์ละ 60,000 บาท (ทั้งนี้การตั้งครรภ์ลูกแฝดจะนับว่าเป็นครรภ์เดียว) หากทั้งสามีและภรรยายื่นภาษีทั้งคู่ จะให้สิทธิลดหย่อนนี้แก่ภรรยาเท่านั้น โดยสามีสามารถลดหย่อนภาษีในกรณีที่ภรรยาไม่มีเงินได้
  • ค่าลดหย่อนภาษีบุตร คนละ 30,000 บาท โดยจะต้องเป็นบุตรโดยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมที่จดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว และต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปี หรืออายุไม่เกิน 25 ปี และกำลังศึกษาอยู่ หรือในกรณีที่บุตรอายุเกิน 25 ปี ขึ้นไป แต่มีสถานะเป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ก็สามารถลดหย่อนภาษีได้ ในกรณีบุตรคนที่ 2 ขึ้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป สามารถลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท
    • กรณีมีเฉพาะบุตรชอบด้วยกฎหมาย: สามารถใช้สิทธิลดหย่อนบุตรกี่คนก็ได้ตามจำนวนบุตรจริง
    • กรณีมีเฉพาะบุตรบุญธรรม: สามารถใช้สิทธิลดหย่อนบุตรได้คนละ 30,000 บาท สูงสุด 3 คน
    • กรณีมีทั้งบุตรชอบด้วยกฎหมายและบุตรบุญธรรม: ให้ใช้สิทธิบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายก่อน และหากบุตรบุญธรรมเป็นคนที่ 4 จะไม่สามารถใช้สิทธิได้ แต่ถ้าบุตรบุญธรรมอยู่ในคนที่ 1-3 สามารถใช้สิทธิบุตรบุญธรรมได้
  • ค่าลดหย่อนสำหรับเลี้ยงดูบิดามารดาของตนเองและของคู่สมรส จำนวนคนละ 30,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 4 คน กล่าวคือ สามารถลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 120,000 บาท (และจะต้องไม่ใช่พ่อแม่บุญธรรม) โดยบิดามารดาจะต้องมาอายุมากกว่า 60 ปี และมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนซ้ำระหว่างพี่น้องได้
  • ค่าลดหย่อนภาษีกรณีอุปการะผู้พิการหรือบุคคลทุพลภาพ จำนวนคนละ 60,000 บาท และผู้พิการจะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และมีบัตรประจำตัวผู้พิการ รวมถึงจะต้องมีหนังสือรับรองการเป็นผู้อุปการะ

ในกรณีที่ผู้พิการหรือทุพลภาพเป็นบิดามารดา บุตร หรือคู่สมรสของตนเอง สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ทั้งสองส่วน ตัวอย่างเช่น คู่สมรสไม่มีรายได้และเป็นผู้พิการ สามารถลดหย่อนได้สูงสุด 120,000 บาท (ค่าลดหย่อนคู่สมรส 60,000 บาท และค่าลดหย่อนอุปการะผู้พิการ 60,000 บาท)

2. ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มประกัน เงินออม และการลงทุน

ลดหย่อนภาษี ปี 2566: ทุกเรื่องที่ต้องรู้ รวบรวมมาให้แล้ว!

ลดหย่อนภาษี ปี 2566: ทุกเรื่องที่ต้องรู้ รวบรวมมาให้แล้ว!

ประกอบด้วย

  • เงินประกันสังคม สามารถลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 9,000 บาท
  • เบี้ยประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์ ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท โดยเงื่อนไขของค่าลดหย่อนประกันชีวิตคือ ต้องมีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป ต้องทำประกันกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย และถ้าหากมีการเวนคืนกรมธรรม์ก่อนครบ 10 ปี จะถือว่าเป็นการผิดเงื่อนไข ไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้
  • เบี้ยประกันสุขภาพ และเบี้ยประกันอุบัติเหตุที่คุ้มครองสุขภาพ ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์ ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
  • เบี้ยประกันสุขภาพของบิดามารดา ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท (บิดามารดามีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี แต่ไม่จำเป็นต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป)
  • เงินลงทุนธุรกิจ Social Enterprise (วิสาหกิจเพื่อสังคม) สำหรับผู้ที่ลงทุนในหุ้นหรือธุรกิจ Social Enterprise ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป สามารถนำเงินลงทุนไปเป็นค่าลดหย่อนได้ โดยลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
  • กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท – สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุน Thai ESG ได้ที่ กองทุน Thai ESG คืออะไร? ลดหย่อนภาษีแบบใหม่ เทียบกับ SSF RMF ต่างกันอย่างไร
  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF : Retirement Mutual Fund) สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท – สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุน RMF ได้ที่ “RMF” คืออะไร? ทบทวนเงื่อนไขพร้อมกองทุนแนะนำ!
  • กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF : Super Saving Funds) เป็นกองทุนเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว สามารถนำมาลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท – สามารถอ่านเรื่องกองทุนรวม SSF เพิ่มเติมได้ที่ คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2565
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน สามารถนำมาลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
  • กองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ (กบข.) ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
  • กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท
  • เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท โดยเงื่อนไขของค่าลดหย่อนประกันชีวิตคือ ต้องมีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป ต้องทำประกันกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย และมีการจ่ายผลประโยชน์เป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ

*** สำหรับกลุ่มค่าลดหย่อนประกันชีวิตและการลงทุนในการวางแผนเกษียณ ได้แก่ กองทุน RMF กองทุน SSF กบข. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน กองทุนการออมแห่งชาติ และประกันชีวิตแบบบำนาญ เมื่อรวมกันทั้งหมด ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ***

สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันชนิดต่าง ๆ และสิทธิประโยชน์ทางการลดหย่อนภาษีได้ที่ สรุป ซื้อประกันแบบไหน ได้ลดหย่อนภาษี? สิทธิประโยชน์และเงื่อนไขที่ต้องรู้

3. ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มเงินบริจาค

ลดหย่อนภาษี ปี 2566: ทุกเรื่องที่ต้องรู้ รวบรวมมาให้แล้ว!

ประกอบด้วย

  • เงินบริจาคทั่วไป ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าลดหย่อนภาษี
  • เงินบริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬา การพัฒนาสังคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ และบริจาคเพื่อสถานพยาบาลของรัฐ สามารถนำมาลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาคจริง สูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าลดหย่อนภาษี
  • เงินบริจาคให้กับพรรคการเมือง นำมาลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท เริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. 2561 เป็นต้นไป

สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริจาคเพื่อลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมได้ที่ บริจาคอะไร ลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า !

4. ค่าลดหย่อนกลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ

ลดหย่อนภาษี ปี 2566: ทุกเรื่องที่ต้องรู้ รวบรวมมาให้แล้ว!

ประกอบด้วย

  • โครงการช้อปดีมีคืน 2566 สามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 40,000 บาท สำหรับค่าซื้อสินค้าและบริการในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2566 ตามที่จ่ายจริง โดย 30,000 บาทแรกเป็นค่าซื้อสินค้าและบริการที่มีหลักฐานเป็นใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบกระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์ และอีก 10,000 บาท ต้องมีหลักฐานเป็นใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น สินค้าและบริการที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ได้แก่ สินค้าและบริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สินค้า OTOP และสินค้าหมวดหนังสือ (รวมถึง E-Book)
  • ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย เช่น บ้านเดี่ยว คอนโด ห้องชุด และอาคาร เป็นต้น สามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี

รูปแบบการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีอยู่ 2 แบบ คือ ภ.ง.ด.90 (สำหรับผู้มีรายได้นอกเหนือจากเงินเดือน) และ ภ.ง.ด.91 (สำหรับผู้มีรายได้เป็นเงินเดือนโดยไม่มีรายได้เสริมอื่น) และจะต้องเตรียมเอกสารดังนี้

  • หนังสือรับรองภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) – สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับใบ 50 ทวิ
  • รายการลดหย่อนภาษีที่รวบรวมทั้งปี เช่น ค่าเลี้ยงดูบุตร ค่าเลี้ยงดูบิดามารดา
  • เอกสารประกอบการลดหย่อนภาษี เพื่อกรอกแบบฟอร์มการยื่นจ่ายภาษี

สถานที่สำหรับการยื่นภาษี

  • ยื่นภาษีด้วยตัวเองที่กรมสรรพากร หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา
  • ยื่นภาษีออนไลน์ผ่านระบบ E-Filing ของ กรมสรรพากร https://efiling.rd.go.th/rd-cms/ – สามารถอ่านวิธียื่นภาษีออนไลน์เพิ่มเติมได้ที่ วิธียื่นภาษีออนไลน์ ฉบับมือใหม่ทำตามได้ง่ายสุด ๆ
  • ยื่นภาษีผ่านแอปพลิเคชัน RD Smart Tax โดยต้องทำการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรก่อน จึงจะสามารถยื่นผ่านแอปพลิเคชันได้

กรณียกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  • กรณีผู้มีเงินได้เป็นผู้พิการ และมีบัตรประจำตัวคนพิการว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และมีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ในปีภาษี จะได้รับยกเว้นเงินได้ เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 190,000 บาท ในปีภาษีนั้น
  • กรณีเป็นผู้สูงอายุ และมีอายุไม่ต่ำกว่า 65 ปีบริบูรณ์ ในปีภาษี จะได้รับยกเว้นเงินได้เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 190,000 บาท ในปีภาษีนั้น
  • กรณีมีเครดิตภาษีเงินปันผล สำหรับคนที่ลงทุนในหุ้น สามารถใช้ยกเว้นภาษีได้ตามสัดส่วนที่ได้รับจากเงินปันผล

และทั้งหมดนี้ก็คือ รายการลดหย่อนภาษีสำหรับปี พ.ศ. 2566 ที่ทาง FINNOMENA ได้รวบรวมมาให้

การวางแผนภาษีมีความสำคัญเพราะจะช่วยให้เราสามารถวางแผนการเงินได้อย่างรัดกุมและเป็นระบบมากขึ้น อย่างไรก็ตามรายการลดหย่อนภาษีแต่ละประเภทไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่ลดหย่อนภาษีเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ เช่น กองทุนประหยัดภาษี SSF และ RMF ที่นอกจากจะนำค่าซื้อไปลดหย่อนภาษีได้แล้ว ยังสร้างโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนได้ด้วย

สุดท้ายแล้ว อยากจะฝากไว้ว่าการวางแผนภาษีไม่จำเป็นต้องทำทีเดียวตอนสิ้นปี เราสามารถเริ่มวางแผนภาษีได้เลยตั้งแต่ต้นปี ซึ่งตอนนี้ FINNOMENA FUNDS เปิดให้ลงทุนในกองทุนประหยัดภาษีอย่าง SSF และ RMF แบบ DCA ได้แล้ว สร้างแผน DCA ครั้งเดียว ลงทุนให้ทุกเดือนอัตโนมัติ ไม่ต้องตั้งรายการใหม่ทุกเดือน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://finno.me/9-step-ssf-rmf-dca-web

กองทุนลดหย่อนภาษีปีนี้ มาซื้อที่ฟินโนมีนา ฟันด์ เปิดบัญชีที่เดียว ซื้อ SSF-RMF ได้หลากหลาย บลจ. พร้อมโปรโมชันพิเศษ ดูรายละเอียดได้ที่ https://finno.me/tsf-23-ws

FINNOMENA Admin

รวมสิทธิประกันสังคมที่ผู้ประกันตนทุกมาตราต้องรู้ ครบจบในที่เดียว!

planet 46
รวมสิทธิประกันสังคมที่ผู้ประกันตนทุกมาตราต้องรู้ ครบจบในที่เดียว!

“ประกันสังคม” จ่ายไปทุกเดือนแล้วได้รับสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง? ใครที่กำลังมีข้อข้องใจนี้อยู่ บทความนี้เราจะพาทุกท่านไปหาคำตอบกัน รวมสิทธิประโยชน์ประกันสังคมสำหรับผู้ประกันตนทุกมาตรา ครบจบในที่เดียว!

ประกันสังคม คืออะไร?

ประกันสังคม คือ การสร้างหลักประกันในการดำรงชีวิตในกลุ่มของสมาชิกที่มีรายได้ และจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพื่อรับผิดชอบในการเฉลี่ยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และการว่างงาน เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาล และมีการทดแทนรายได้อย่างต่อเนื่อง

ผู้ประกันตนภายใต้ระบบประกันสังคม แบ่งออกได้เป็น 3 มาตราด้วยกัน ซึ่งได้แก่ มาตรา 33, มาตรา 39 และ มาตรา 40 โดยรายละเอียดและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกันตนแต่ละมาตรา มีดังต่อไปนี้

ผู้ประกันตน มาตรา 33

ผู้ประกันตน มาตรา 33 คือ ลูกจ้างที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ในวันเข้าทำงาน และทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป

สำหรับอัตราเงินสมทบของประกันสังคม มาตรา 33 ที่ผู้ประกันตนต้องนำส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน จะคำนวณจากฐานค่าจ้างต่ำสุดเดือนละ 1,650 บาท และสูงสุดไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท ทั้งนี้ รัฐบาลจะออกเงินสมทบเข้ากองทุนอีกส่วนหนึ่ง โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • นายจ้าง ส่งเงินสมทบในอัตรา 5% ของค่าจ้างลูกจ้าง ขั้นต่ำ 83 บาท/เดือน และสูงสุดไม่เกิน 750 บาท/เดือน
  • ลูกจ้าง/ผู้ประกันตน ส่งเงินสมทบในอัตรา 5% ของค่าจ้าง ขั้นต่ำ 83 บาท/เดือน และสูงสุดไม่เกิน 750 บาท/เดือน

สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกันตน มาตรา 33

สิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตน มาตรา 33 จะได้รับ สามารถแบ่งออกได้เป็น 7 กรณี ดังนี้

1. กรณีเจ็บป่วย

ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับค่าส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการการแพทย์ฯ กำหนด ซึ่งรวมถึงการฉีดวัคซีนตามสถานการณ์การระบาดของโรคที่กำหนดขึ้นในแต่ละปี โดยสามารถเข้ารับบริการได้ ณ สถานพยาบาลที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดสิทธิ

รวมสิทธิประกันสังคมที่ผู้ประกันตนทุกมาตราต้องรู้ ครบจบในที่เดียว!

รวมสิทธิประกันสังคมที่ผู้ประกันตนทุกมาตราต้องรู้ ครบจบในที่เดียว!

เจ็บป่วยปกติ

สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลตามสิทธิหรือเครือข่ายของสถานพยาบาลนั้นได้ฟรี โดยไม่ต้องสำรองค่าใช้จ่าย ทั้งผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD)

ประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน

กรณีเข้ารักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลรัฐ:

  • ผู้ป่วยนอก (OPD) เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามที่จ่ายจริง
  • ผู้ป่วยใน (IPD) เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามที่จ่ายจริง ภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ทั้งนี้ไม่นับรวมวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์

กรณีเข้ารักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลเอกชน:

  • ผู้ป่วยนอก (OPD) เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 1,000 บาท หรือ เกิน 1,000 บาทได้ หากมีการตรวจรักษาตามรายการในประกาศของคณะกรรมการการแพทย์
  • ผู้ป่วยใน (IPD) กรณีที่ไม่ได้รักษาในห้อง ICU เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ไม่เกินวันละ 2,000 บาท ค่าห้องและค่าอาหาร ไม่เกินวันละ 700 บาท และสำหรับกรณีที่รักษาในห้อง ICU เบิกค่ารักษาพยาบาล ค่าห้อง และค่าอาหาร ได้รวมไม่เกินวันละ 4,500 บาท ผ่าตัดใหญ่ เบิกได้ไม่เกินครั้งละ 8,000-16,000 บาท ค่ายา และค่าอุปกรณ์ เบิกได้ไม่เกิน 4,000 บาท ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ และค่าเอกซเรย์ เบิกได้ไม่เกิน 1,000 บาท

ประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต

เข้ารับบริการทางการแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้เคียงได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้องสำรองค่าใช้จ่าย ภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง ทั้งนี้ นับรวมวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์

รวมสิทธิประกันสังคมที่ผู้ประกันตนทุกมาตราต้องรู้ ครบจบในที่เดียว!

ทันตกรรม

  • ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน และผ่าฟันคุด รับค่าบริการทางการแพทย์ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 900 บาท/ปี
  • ฟันเทียมชนิดถอดได้บางส่วน รับค่าบริการทางการแพทย์ และค่าฟันเทียมตามที่จ่ายจริง โดย 1-5 ซี่ จะได้รับเงินไม่เกิน 1,300 บาท และมากกว่า 5 ซี่ ขึ้นไป จะได้รับเงินไม่เกิน 1,500 บาท
  • ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปาก กรณีฟันปลอมชนิดถอดได้ทั้งปากบนหรือล่าง รับค่าบริการทางการแพทย์ และค่าฟันเทียมตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 2,400 บาท และกรณีฟันปลอมชนิดถอดได้ทั้งปากบนและล่าง ไม่เกิน 4,400 บาท ภายในระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ใส่ฟันเทียม

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ จึงจะได้รับสิทธิ

2. กรณีคลอดบุตร

รวมสิทธิประกันสังคมที่ผู้ประกันตนทุกมาตราต้องรู้ ครบจบในที่เดียว!

  • ผู้ประกันตนหญิง ได้รับเงินค่าคลอดบุตร 15,000 บาท ไม่จำกัดสถานพยาบาลและจำนวนครั้ง พร้อมรับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอดบุตร 50% ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นเวลา 90 วัน (สำหรับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอดบุตร สามารถเบิกได้สูงสุดไม่เกิน 2 ครั้ง)
  • ผู้ประกันตนชาย ซึ่งมีภรรยาที่จดทะเบียนโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือมีหญิงที่อยู่กินกันฉันสามีภรรยา รับเงินค่าคลอดบุตร 15,000 บาท
  • พร้อมเบิก ค่าตรวจและฝากครรภ์ ได้สูงสุด 1,500 บาท

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนเดือนคลอดบุตร จึงจะได้รับสิทธิ และในกรณีที่ทั้งสามีและภรรยาเป็นผู้ประกันตน ให้เลือกใช้สิทธิในการเบิกค่าคลอดบุตรฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยไม่จำกัดจำนวนบุตรหรือครั้งในการเบิก

3. กรณีทุพพลภาพ

รวมสิทธิประกันสังคมที่ผู้ประกันตนทุกมาตราต้องรู้ ครบจบในที่เดียว!

เงินทดแทนการขาดรายได้

  • ทุพพลภาพระดับเสียหายไม่รุนแรง รับเงินทดแทนการขาดรายได้ 30% หรือในส่วนที่ลดลง ไม่เกิน 30% ของค่าจ้างรายวันตามมาตรา 57 ไม่เกิน 180 เดือน
  • ทุพพลภาพระดับเสียหายรุนแรง รับเงินทดแทนการขาดรายได้ 50% ของค่าจ้างรายวันตามมาตรา 57 ตลอดชีวิต

ค่าบริการทางการแพทย์

กรณีเจ็บป่วยปกติ:

  • เข้ารักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลรัฐ – ผู้ป่วยนอก (OPD) รับค่าบริการทางการแพทย์ตามที่จ่ายจริง และผู้ป่วยใน (IPD) เข้ารับบริการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
  • เข้ารักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลเอกชน – ผู้ป่วยนอก (OPD) รับค่าบริการทางการแพทย์ตามที่จ่ายจริง ไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท และผู้ป่วยใน (IPD) ไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท

กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต:

เข้ารับบริการทางการแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้เคียงได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้องสำรองค่าใช้จ่าย ภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง นับรวมวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนทุพพลภาพ (ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการทำงาน) จึงจะได้รับสิทธิ

4. กรณีเสียชีวิต

รวมสิทธิประกันสังคมที่ผู้ประกันตนทุกมาตราต้องรู้ ครบจบในที่เดียว!

  • จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 120 เดือน รับเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย 4 เดือน พร้อมรับค่าทำศพ 50,000 บาท
  • จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 120 เดือนขึ้นไป รับเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย 12 เดือน พร้อมรับค่าทำศพ 50,000 บาท

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนเสียชีวิต จึงจะได้รับสิทธิ

5. กรณีชราภาพ

รวมสิทธิประกันสังคมที่ผู้ประกันตนทุกมาตราต้องรู้ ครบจบในที่เดียว!

เงินบำนาญชราภาพ คือ เงินที่ทยอยจ่ายเป็นรายเดือนตลอดชีวิต

  • จ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) รับเงินบำนาญชราภาพรายเดือน 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย
  • จ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน (15 ปีขึ้นไป) รับเงินบำนาญชราภาพรายเดือนเพิ่ม 1.5% จากอัตรา 20% ในทุก 12 เดือน

เงินบำเหน็จชราภาพ คือ เงินที่จ่ายเป็นก้อนครั้งเดียว

  • จ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบเฉพาะในส่วนของผู้ประกันตน เพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ
  • จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบ เพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ พร้อมผลตอบแทนตามที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด
  • กรณีผู้รับเงินบำนาญชราภาพเสียชีวิตภายใน 60 เดือน นับตั้งแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ 10 เท่าของเงินบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับครั้งสุดท้ายก่อนเสียชีวิต

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนต้องมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง หรือเป็นผู้ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต จึงจะได้รับสิทธิ

6. กรณีสงเคราะห์บุตร

รวมสิทธิประกันสังคมที่ผู้ประกันตนทุกมาตราต้องรู้ ครบจบในที่เดียว!

รับเงินค่าสงเคราะห์บุตรคนละ 800 บาท/เดือน โดยต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายที่มีอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ ครั้งละไม่เกิน 3 คน

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน จึงจะได้รับสิทธิ

7. กรณีว่างงาน

  • กรณีถูกเลิกจ้าง รับเงินทดแทนในช่วงว่างงาน 70% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 200 วัน
  • กรณีลาออก หรือ สิ้นสุดสัญญาจ้าง รับเงินทดแทนในช่วงว่างงาน 45% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน (บังคับใช้ 1 มี.ค. 63 – 28 ก.พ. 65)
  • กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย รับเงินทดแทนในช่วงว่างงาน 50% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนว่างงาน จึงจะได้รับสิทธิ

ผู้ประกันตนโดยสมัครใจ (มาตรา 39)

ผู้ประกันตน มาตรา 39 คือ บุคคลที่เคยทำงานและเป็นผู้ประกันตน มาตรา 33 มาก่อน แล้วออกจากงานแต่ต้องการรักษาสิทธิประกันสังคม

เงินสมทบที่ผู้ประกันตน มาตรา 39 ต้องนำส่งจะเท่ากับ 432 บาท/เดือน ทั้งนี้ ผู้ประกันตนต้องส่งเงินสมทบให้ครบทุกเดือนต่อเนื่องกัน ซึ่งหากไม่ส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน หรือภายในระยะเวลา 12 เดือน ส่งเงินสมทบไม่ครบ 9 เดือน ก็จะถือว่าสิ้นสุดสภาพการเป็นผู้ประกันตน มาตรา 39 ในทันที

คุณสมบัติของผู้สมัคร มาตรา 39

เคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ซึ่งจ่ายเงินสมทบแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน และออกจากงานไม่เกิน 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ออกจากงาน รวมถึงต้องไม่เป็นผู้รับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพจากกองทุนประกันสังคม

สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกันตน มาตรา 39

ผู้ประกันตน มาตรา 39 จะได้รับความคุ้มครอง 6 กรณี ต่อเนื่องจากการเป็นผู้ประกันตน มาตรา 33 ซึ่งได้แก่ กรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร และชราภาพ โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่นเดียวกับ ผู้ประกันตน มาตรา 33

ผู้ประกันตนนอกระบบ (มาตรา 40)

ผู้ประกันตน มาตรา 40 คือ บุคคลทั่วไปที่ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบ ไม่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือผู้ประกันตนมาตรา 39

การจ่ายเงินสมทบประกันสังคม มาตรา 40 มีด้วยกัน 3 ทางเลือก ได้แก่ จ่ายเงินสมทบ 70 บาท/เดือน, จ่ายเงินสมทบ 100 บาท/เดือน และจ่ายเงินสมทบ 300 บาท/เดือน

คุณสมบัติของผู้สมัคร มาตรา 40

  • เป็นผู้มีสัญชาติไทย หรือ เป็นผู้ถือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยที่มีเลขประจำตัวหลักแรกเป็น 0 หรือ 6 หรือ 7
  • อายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์
  • ผู้พิการทางร่างกายที่รับรู้สิทธิ
  • ไม่เป็นผู้ประกันตน มาตรา 33 และ 39 หรือ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ

สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกันตน มาตรา 40

สิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตน มาตรา 40 สามารถแบ่งตามเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายทุกเดือน โดยรายละเอียดมีดังนี้

จ่ายเงินสมทบ 70 บาท/เดือน

  • ประสบอุบัติเหตุ หรือ เจ็บป่วย รับเงินทดแทนการขาดรายได้สูงสุด 300 บาท/วัน (ไม่เกิน 30 วัน/ปี)
  • ทุพพลภาพ รับเงินทดแทนการขาดรายได้ 500-1,000 บาท/เดือน (ไม่เกิน 15 ปี)
  • เสียชีวิต ได้รับค่าทำศพ 25,000 บาท (ได้รับเพิ่ม 8,000 บาท เมื่อจ่ายเงินสมทบครบ 60 เดือนก่อนเสียชีวิต)

จ่ายเงินสมทบ 100 บาท/เดือน 

  • ประสบอุบัติเหตุ หรือ เจ็บป่วย รับเงินทดแทนการขาดรายได้สูงสุด 300 บาท/วัน (ไม่เกิน 30 วัน/ปี)
  • ทุพพลภาพ รับเงินทดแทนการขาดรายได้ 500-1,000 บาท/เดือน (ไม่เกิน 15 ปี)
  • เสียชีวิต ได้รับค่าทำศพ 25,000 บาท (ได้รับเพิ่ม 8,000 บาท เมื่อจ่ายเงินสมทบครบ 60 เดือนก่อนเสียชีวิต)
  • ชราภาพ รับบำเหน็จชราภาพ 50 บาท/เดือน (ออมเพิ่มได้ 1,000 บาท/เดือน)

จ่ายเงินสมทบ 300 บาท/เดือน 

  • ประสบอุบัติเหตุ หรือ เจ็บป่วย รับเงินทดแทนการขาดรายได้สูงสุด 300 บาท/วัน (ไม่เกิน 90 วัน/ปี)
  • ทุพพลภาพ รับเงินทดแทนการขาดรายได้ 500-1,000 บาท/เดือน (ตลอดชีวิต)
  • เสียชีวิต ได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท
  • ชราภาพ รับบำเหน็จชราภาพ 150 บาท/เดือน กรณีจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน รับเงินเพิ่ม 10,000 บาท (ออมเพิ่มได้ 1,000 บาท/เดือน)
  • สงเคราะห์บุตร รับเงินสงเคราะห์บุตร 200 บาท/คน/เดือน (ครั้งละไม่เกิน 2 คน)

รวมสิทธิประกันสังคมที่ผู้ประกันตนทุกมาตราต้องรู้ ครบจบในที่เดียว!

ติดโควิด เบิกประกันสังคมได้หรือไม่?

ผู้ประกันตน ม.33 ม.39 และ ม.40 ที่ตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ใด หลังจากรักษาตัวหายแล้ว สามารถยื่นขอรับ “เงินทดแทนการขาดรายได้” จากสำนักงานประกันสังคมได้ โดยมีเงื่อนไขดังนี้

ผู้ประกันตน มาตรา 33

กรณีลาป่วย รับค่าจ้าง 30 วันแรกจากนายจ้าง และหากหยุดรักษาตัวเกิน 30 วัน สามารถเบิกกรณีขาดรายได้จากประกันสังคม นับตั้งแต่วันที่ 31 ของการลาป่วย โดยจะได้รับเงินทดแทน 50% ของค่าจ้าง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ครั้งละไม่เกิน 90 วัน ปีละไม่เกิน 180 วัน ยกเว้นโรคเรื้อรังไม่เกิน 365 วัน 

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนจะต้องนำส่งเงินสมทบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันที่รับบริการทางการแพทย์

ผู้ประกันตน มาตรา 39

รับเงินทดแทนขาดรายได้ 50% โดยคิดจากฐานอัตราการนำส่งเงินสมทบที่ 4,800 บาท ครั้งละไม่เกิน 90 วัน ปีละไม่เกิน 180 วัน ยกเว้นโรคเรื้อรังไม่เกิน 365 วัน 

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนจะต้องนำส่งเงินสมทบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันที่รับบริการทางการแพทย์

ผู้ประกันตน มาตรา 40

รับเงินทดแทนการขาดรายได้ตามทางเลือก 1-2-3 โดยต้องนำส่งเงินสมทบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 4 เดือนก่อนประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย

ขั้นตอนการยื่นขอเงินทดแทนการขาดรายได้

ผู้ประกันตนทุกมาตราสามารถดาวน์โหลดเอกสารแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส.2-01) ได้ที่เว็บไซต์ www.sso.go.th พร้อมแนบเอกสารประกอบเพื่อยื่นขอเงินทดแทนการขาดรายได้ ซึ่งได้แก่

  • ใบรับรองแพทย์
  • หนังสือรับรองจากนายจ้าง
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สถิติวันลาป่วยติดโควิดของผู้ยื่นคำขอ
  • หลักฐานอื่น ๆ ที่ทางเจ้าหน้าที่ขอเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณา
  • สำเนาบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารหน้าแรก

หลังจากเตรียมเอกสารเรียบร้อยแล้วให้ส่งไปรษณีย์ไปที่สำนักงานประกันสังคม โดยผู้ประกันตนต้องยื่นรับผลประโยชน์ทดแทนภายใน 2 ปีเท่านั้น

นอกจากสิทธิประโยชน์ที่กล่าวไปแล้ว ผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 ยังได้รับสิทธิตรวจสุขภาพฟรีกว่า 14 รายการอีกด้วย

รวมสิทธิประกันสังคมที่ผู้ประกันตนทุกมาตราต้องรู้ ครบจบในที่เดียว!

รายการสิทธิตรวจสุขภาพฟรีของประกันสังคม
ที่มา: www.sso.go.th

และยิ่งไปกว่านั้น ผู้ประกันตนทั้ง 3 มาตรา ยังสามารถนำเงินสมทบประกันสังคมที่เราจ่ายทุกเดือนมาคำนวณเพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปีได้ด้วย สำหรับเรื่องการลดหย่อนภาษี และการคำนวณภาษีเงินได้ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 

 

สำหรับท่านใดที่ยังคงมีข้อสงสัยว่าเงินประกันสังคมที่เราจ่ายไปทุกเดือน จ่ายแล้วมันไปอยู่ไหน? ก็สามารถหาคำตอบได้จากคลิปรายการ POCKET MONEY ตอนนี้เลย

ประกันสังคม จ่ายแล้ว…ไปไหน? I POCKET MONEY EP5

รับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น

👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service

— planet 46.

อ้างอิง

คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) คืออะไร? พามือใหม่เข้าใจครบจบในที่เดียว!

planet 46
คริปโทเคอร์เรนซีคืออะไร

Cryptocurrency คืออะไร? ใครเป็นมือใหม่ที่อยากลงทุนในโลกคริปโทฯ ต้องอ่านบทความนี้เลย เพราะบทความนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับคริปโทเคอเรนซีให้มากขึ้น รวมพื้นฐานที่ต้องรู้ก่อนลงทุนคริปโทฯ ครบจบในที่เดียว!

สารบัญ

Cryptocurrency คืออะไร?

สกุลเงินดิจิทัล หรือ คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) คือ สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ประเภทหนึ่งที่มีการรักษาความปลอดภัยด้วยการเข้ารหัส ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเช่นเดียวกับสกุลเงินทั่วไป (Fiat Currency) เพียงแต่ไม่สามารถจับต้องได้

แม้ว่าตอนนี้คริปโทฯ จะยังไม่สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายดังเช่นสกุลเงินทั่วไป (ยกเว้นประเทศเอลซัลวาดอร์ซึ่งเป็นประเทศแรกในโลกที่อนุมัติให้บิตคอยน์สามารถใช้ชำระหนี้ตามกฎหมายได้) แต่ก็มีธุรกิจหลายแห่งเริ่มมีการนำเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับคริปโทฯ มาใช้เพื่อปรับตัวรับโลกการเงินที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป เช่น การรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบิตคอยน์ หรือสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ

ประโยชน์ของ Cryptocurrency

  • ทำธุรกรรมได้ง่ายและรวดเร็ว: เนื่องจากธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโทฯ เป็นแบบดิจิทัลทั้งหมด จึงมีความสะดวกและรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมภายในประเทศหรือระหว่างประเทศด้วยเทคโนโลยีเหนือกว่าธนาคารแบบดั้งเดิม 
  • ต้นทุนในการทำธุรกรรมต่ำ: ใครที่เคยโอนเงินระหว่างประเทศจะทราบกันดีกว่าค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมค่อนข้างสูง แต่หากทำธุรกรรมผ่านคริปโทฯ จะช่วยลดต้นทุนในส่วนของค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมไปได้มากเมื่อเปรียบเทียบกับบริการทางการเงินอื่น ๆ
  • มีความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว: เนื่องจากคริปโทฯ ทำงานอยู่บนเทคโนโลยีที่ชื่อว่า “Blockchain” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ยากต่อการถอดรหัสทางคณิตศาสตร์ ทำให้สกุลเงินดิจิทัลปลอดภัยกว่าธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป
  • ความโปร่งใสที่เหนือกว่า: ธุรกรรมแต่ละรายการของคริปโทฯ จะถูกบันทึกในบัญชีแยกประเภทโดยใช้เทคโนโลยี “Blockchain” ซึ่งไม่สามารถแก้ไข ย้อนกลับ หรือทำลายข้อมูลได้
  • ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ: ปัจจุบันเริ่มเห็นข่าวมหาเศรษฐีชาติต่าง ๆ เก็บบิตคอยน์เข้าพอร์ตเพื่อป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ เนื่องจากเชื่อว่าเหรียญที่มีอุปทานจำกัดอย่างเช่น Bitcoin สามารถนำมาเป็นเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อได้
  • เปิดซื้อขายแลกเปลี่ยน 24 ชั่วโมง: เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่น่าจะคุ้นเคยกับตลาดหุ้นที่มีวันหยุดและเวลาเปิดปิดอย่างชัดเจน แต่สำหรับตลาดคริปโทฯ นั้นมีสภาพคล่องสูงเพราะเปิดให้ซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด

Cryptocurrency มีหลักการทำงานอย่างไร?

Cryptocurrency ทำงานอยู่บนเทคโนโลยีที่ชื่อว่า “บล็อกเชน” (Blockchain) เป็นเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการเข้ารหัสคอมพิวเตอร์ โดยจะบันทึกข้อมูลลงในกล่อง (Block) และนำมาต่อกันเรื่อย ๆ เหมือนสายโซ่ (Chain) ซึ่งจะไม่สามารถย้อนกลับได้ ทำให้ยากต่อการปลอมแปลง แก้ไข หรือทำลายข้อมูล

บล็อกเชนจะประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลแบบ “กระจายศูนย์” (Distributed Ledger Technology: DLT) ที่ปราศจากการควบคุมโดยตัวกลางอย่างธนาคารหรือรัฐบาล ดังนั้น ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโทฯ จึงมีความปลอดภัย โปร่งใส และน่าเชื่อถือ

ศึกษาเกี่ยวกับ Blockchain เพิ่มเติมได้ที่ Blockchain คืออะไร? การปฏิวัติตัวกลางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

มูลค่าของ Cryptocurrency เกิดจากอะไร?

เชื่อว่าหลายคนคงสงสัยกันว่ามูลค่าของ Cryptocurrency เกิดจากอะไร เพราะถ้าเป็นหุ้นนั้นมีหลายปัจจัยมากที่กำหนดราคาหุ้น ทั้งพื้นฐานหุ้น งบการเงิน ผลประกอบการของบริษัท ฯลฯ แต่หากเป็นคริปโทฯ คงไม่มีข้อมูลเหล่านั้นให้เราดู แล้วแบบนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่าราคาของ Cryptocurrency ถูกกำหนดด้วยปัจจัยอะไร? 

อย่างที่ทราบกันว่า สกุลเงินดิจิทัลไม่ได้ออกโดยธนาคารกลางและไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ดังนั้น ปัจจัยเช่น นโยบายการเงิน อัตราเงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจจึงไม่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าของ Cryptocurrency

สำหรับมูลค่าของคริปโทฯ จะแปรผันตามอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ของตลาด หลักการก็คล้าย ๆ กับ “ทองคำ” ยิ่งเหรียญนั้นมีอุปสงค์หรือความต้องการมากเพียงใด ราคาของเหรียญนั้นก็จะดีดตัวสูงขึ้น และยิ่งเป็นเหรียญที่มีอุปทานจำกัดอย่างเช่น “บิตคอยน์” ที่มีจำนวนอุปทานจำกัดเพียง 21 ล้านเหรียญ ก็จะยิ่งดันมูลค่าของเหรียญให้สูงยิ่งขึ้น

Cryptocurrency มีประเภทเหรียญแบบไหนบ้าง?

ปัจจุบันมีเหรียญคริปโทฯ มากกว่า 9,600 เหรียญ แต่ละเหรียญก็มีฟังก์ชันการใช้งานที่แตกต่างกันไป บทความนี้จึงขอมาแยกประเภทเหรียญคริปโทฯ ให้นักลงทุนทั้งมือใหม่และมือเก๋าบนโลกคริปโทฯ ได้เห็นภาพชัดขึ้น ดังนี้

1. กลุ่มรักษามูลค่า (Store of Value)

เหรียญคริปโทฯ กลุ่มแรกคือ “กลุ่มรักษามูลค่า” เป็นเหรียญกลุ่มที่สามารถเพิ่มกำลังซื้อได้เมื่อเวลาผ่านไป และเป็นเหรียญที่มีอุปทานอย่างจำกัดดังเช่น เหรียญราชาแห่งโลกคริปโทฯ อย่าง “Bitcoin” ที่มีจำนวนอุปทานอย่างจำกัดเพียง 21 ล้านเหรียญ โดยจะแตกต่างกับสกุลเงิน Fiat ที่อุปทานไม่มีที่สิ้นสุดจากการพิมพ์ธนบัตรของธนาคารกลางแต่ละประเทศเพื่อเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งอาจเกิดภาวะเงินเฟ้อและทำให้สูญเสียกำลังซื้อไปเรื่อย ๆ

นอกจาก Bitcoin แล้วยังมีเหรียญในกลุ่มรักษามูลค่าอื่น ๆ อีกเช่น Litecoin (LTC), Bitcoin Cash (BCH) เป็นต้น

2. กลุ่มสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) 

เป็นเหรียญกลุ่มที่เป็นเครือข่ายบล็อกเชน ซึ่งสามารถใช้ “สัญญาอัจฉิรยะ” (Smart Contract) ได้ โดย Smart Contract เป็นกระบวนการทางดิจิทัลที่กำหนดขั้นตอนการทำธุรกรรมแบบอัตโนมัติไว้ล่วงหน้า โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง ซึ่งจะทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างแพลตฟอร์ม DeFi รวมถึงแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ (Decentralized application: Dapp) บนเครือข่ายเหล่านี้ได้

ตัวอย่างเหรียญในกลุ่ม Smart Contract เช่น เหรียญ Ethereum (ETH), Cardano (ADA), Solana (SOL) และ Kusama (KSM) เป็นต้น

3. กลุ่ม Stablecoin

เหรียญคริปโทฯ กลุ่มนี้ถูกสร้างมาเพื่อทำให้มูลค่าของเหรียญมีเสถียรภาพมากขึ้นด้วยการอ้างอิงกับมูลค่าของสินทรัพย์บางอย่าง ใช้สำหรับเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสกุลเงิน Fiat และสกุลเงินดิจิทัลในเรื่องของความมีเสถียรภาพ ความโปร่งใส และค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่ต่ำ

Stablecoin แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ Fiat-Collateralized (อ้างอิงด้วยเงินเฟียต), Commodity-Collateralized (อ้างอิงด้วยสินค้าโภคภัณฑ์), Crypto-Collateralized (อ้างอิงด้วยคริปโทฯ) และ Non-Collateralized (ไม่อ้างอิงด้วยอะไรเลย)

ตัวอย่างเหรียญในกลุ่ม Stablecoin เช่น เหรียญ “USDT” และ “USDC” จัดเป็น Stablecoin ประเภท Fiat-Collateralized ที่อ้างอิงกับมูลค่าของสกุลเงิน Fiat อย่างดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ในอัตราส่วน 1:1

ศึกษาเกี่ยวกับ Stablecoin เพิ่มเติมได้ที่ มารู้จัก Stablecoin ประเภทต่าง ๆ ในโลกของ Cryptocurrency

4. กลุ่ม DeFi

“DeFi” ย่อมาจาก “Decentralized Finance” ซึ่งแปลว่า ระบบการเงินไร้ตัวกลาง โปรโตคอลและแพลตฟอร์ม DeFi ส่วนใหญ่ถูกสร้างบน Ethereum Blockchain จึงถูกเรียกอีกชื่อว่า “โทเคน” (Token) โดยเหรียญ DeFi มักจะถูกตั้งชื่อตามเครือข่ายบล็อกเชนที่เป็นผู้ออกเหรียญนั้น ๆ และจะสามารถใช้งานได้บนแพลตฟอร์มของผู้ออกเหรียญหรือแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งมูลค่าของเหรียญจะมาจากความนิยมของแพลตฟอร์มผู้ออก รวมถึงความนิยมใน DeFi ด้วย

ตัวอย่างเหรียญในกลุ่ม DeFi เช่น Maker (MKR), SushiSwap (SUSHI), Uniswap (UNI), Pancakeswap (CAKE) และ Aave (AAVE) เป็นต้น

ศึกษาเกี่ยวกับ DeFi เพิ่มเติมได้ที่ DeFi คืออะไร? ทำความรู้จักกับโลกการเงิน ที่ไม่ต้องพึ่งธนาคาร

5. กลุ่มส่งต่อมูลค่า (Value Transfer)

เหรียญกลุ่มนี้เป็นเหรียญที่ถูกพัฒนาและออกแบบมาเพื่อส่งต่อมูลค่าผ่านอินเทอร์เน็ต โดยเน้นไปที่ความสามารถในการทำธุรกรรมที่รวดเร็ว และมีค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างต่ำ เช่น เหรียญ “XRP” (Ripple) ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นสะพานเชื่อมต่อของสกุลเงิน Fiat ทำหน้าที่คล้ายระบบ SWIFT ในส่งเงินข้ามประเทศ

นอกจากเหรียญ XRP แล้วยังมีเหรียญในกลุ่มส่งต่อมูลค่าอื่น ๆ อีกเช่น Stellar (XLM), OMG (OMG Network) และ Velo (VELO) เป็นต้น

6. กลุ่ม GameFi

เหรียญกลุ่ม GameFi เป็นเหรียญที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในเกมหรือโลกเสมือนจริง (Metaverse) โดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันกระแส GameFi มาแรงมาก เพราะนอกจากจะทำให้เราสนุกไปกับเกมได้แล้ว เรายังสามารถสร้างรายได้จากเกมได้ด้วย โดยรางวัลที่จะได้รับจากการเล่นเกมจะอยู่ในรูปของเหรียญในกลุ่ม GameFi ที่เป็นเหรียญหลักในระบบนิเวศของเกมนั้น ๆ ซึ่งเราสามารถใช้เหรียญ GameFi ที่ได้มาในการซื้อไอเทมต่าง ๆ ในเกม หรือจะขายบนกระดาน Exchange ก็ได้เช่นกัน

ตัวอย่างเหรียญในกลุ่ม GameFi เช่น Decentraland (MANA), The Sandbox (SAND), Axie Infinity (AXS) และ My Neighbor Alice (ALICE) เป็นต้น

ศึกษาเกี่ยวกับ GameFi เพิ่มเติมได้ที่ รวมเหรียญคริปโทฯ GameFi ที่สายเกมต้องรู้!

7. กลุ่มเหรียญมีม (Meme Coins)

เหรียญคริปโทฯ กลุ่มสุดท้าย คือ “เหรียญมีม” เป็นเหรียญที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อความสนุกโดยเฉพาะ โดยมีแรงบันดาลใจมาจากมีม (Meme) ที่เป็นกระแสร้อนแรงบนโลกออนไลน์ เหรียญมีมที่ได้รับความนิยมและถูกกล่าวขานว่าเป็น “ราชาแห่งเหรียญมีม” คงจะหนีไม่พ้นเหรียญ “Dogecoin” (DOGE) แม้จะบอกว่าเหรียญมีมถูกสร้างขึ้นแบบสนุก ๆ แต่ราคาที่พุ่งขึ้นก็เรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว All-time High ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2021 ทำให้มูลค่าของเหรียญ DOGE พุ่งขึ้นเกือบ 12000% จากช่วงต้นปี 2021 เลยทีเดียว ก่อนที่มูลค่าจะลดลงมาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ราคาของเหรียญในกลุ่มมีมค่อนข้างผันผวน จึงเป็นกลุ่มเหรียญคริปโทฯ ที่เหมาะกับสายเทรดเดอร์ เน้นทำกำไรระยะสั้น

นอกจาก Dogecoin แล้วก็ยังมีเหรียญมีมอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีก เช่น Shiba Inu (SHIB), Dogelon Mars (ELON), Dogs of Elon (DOE) และ Samoyedcoin (SAMO) เป็นต้น

วิธีหาเงินจาก Cryptocurrency

คริปโทเคอร์เรนซีคืออะไร

คริปโทเคอร์เรนซีคืออะไร

การลงทุนระยะยาว (Hodl)

สำหรับนักลงทุนระยะยาว ในวงการคริปโทฯ จะเรียกนักลงทุนสายนี้ว่า “Hodl” ย่อมาจาก “Hold on for dear life” ความหมายคือ ถือเหรียญคริปโทฯ ไปแบบยาว ๆ โดยอาจจะถือเป็นเดือนหรือเป็นปี ไม่ขาย ไม่ว่าราคาตลาดจะเป็นเช่นไร จะผันผวนสักแค่ไหน ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนสายนี้ต้องคำนึงคือเทคโนโลยีของเหรียญที่เราเข้าซื้อถือว่ามีโอกาสที่จะเติบโตมากน้อยเพียงใด มีศักยภาพเติบโตได้ในระยะยาวหรือไม่

การเทรด (Trading)

การเทรดเป็นการทำกำไรในคริปโทฯ โดยใช้โอกาสระยะสั้นจากความผันผวนของราคาคริปโทฯ อย่างทราบกันว่าคริปโทฯ ราคาเคลื่อนไหวค่อนข้างไว จึงมีนักเก็งกำไรไม่น้อยที่เข้ามาหาโอกาสทำกำไรจากตลาดคริปโทฯ ซึ่งกลยุทธ์การเทรดก็มีหลากหลายทั้งแบบ Scalping, Day Trade และ Swing Trade อย่างไรก็ตาม การที่จะเป็นสายเทรดเดอร์ได้เราต้องมีทักษะการวิเคราะห์และเทคนิคต่าง ๆ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จและคาดการณ์ราคาเหรียญได้อย่างแม่นยำ

Staking

เป็นการนำเหรียญไปฝากไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัลที่รองรับการ Stake และล็อกมันไว้ เหรียญที่เราฝากไว้จะถูกนำไปใช้ในกระบวนการความถูกต้องของธุรกรรมบนบล็อกเชนแบบ Proof of Stake (PoS) โดยผลตอบแทนจากการ Stake จะอยู่ในรูปแบบของดอกเบี้ย ซึ่งอัตราก็จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์ม 

อย่างไรก็ตาม การ Stake มีข้อจำกัดในเรื่องของระยะเวลาการปลดล็อกอยู่ ซึ่งอาจทำให้เราไม่สามารถถอนเหรียญที่เราฝากไว้ได้ทันที

Yield Farming

Yield Farming หรือที่เรียกกันติดปากว่าการ “ฟาร์ม” เป็นอีกหนึ่งวิธีการหารายได้จากคริปโทฯ ด้วยการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปฝากไว้ใน Liquidity Pool ของแพลตฟอร์ม Decentralized Finance (DeFi) เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับแพลตฟอร์มนั้น ๆ โดยผลตอบแทนที่จะได้รับจากการฟาร์มจะอยู่ในรูปแบบของค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย รวมถึงโทเคน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์ม

ทั้งนี้ควรศึกษาก่อนว่าแต่ละแพลตฟอร์มเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งแพลตฟอร์ม DeFi ที่ได้รับความนิยมก็เช่น Uniswap, Sushiswap และ AAVE เป็นต้น 

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Yield Farming คืออะไร? หนทางการขุดเหรียญทำกำไรบนโลก DeFi แบบวิถีเกษตรกร

การขุด (Mining)

การขุด (Mining) เป็นหนึ่งในวิธีหารายได้จาก Cryptocurrency ที่มีมาอย่างยาวนานที่สุด ใครที่อยากหารายได้โดยการขุด สิ่งแรกที่เตรียมคือหาเครื่องขุดคริปโทฯ สเปคเจ๋งๆ มาสักหนึ่งเครื่อง ซึ่งหาซื้อไม่ยาก เพียงแค่เปิด Lazada หรือ Shopee ก็มีให้เราเลือกมากมาย ส่วนเรื่องราคาก็ตามสเปคเลย ยิ่งสเปคสูงประมวลผลได้รวดเร็วราคาก็สูงตาม

นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึง “ค่าไฟ” ด้วย เพราะการขุดคริปโทฯ โดยเฉพาะบิตคอยน์จำเป็นต้องใช้พลังงานมหาศาล ดังนั้น ควรคำนวณให้ดีกว่าหากเราซื้อเครื่องขุดมาและหักต้นทุนค่าไฟไปแล้วจะคุ้มหรือไม่กี่ปีถึงจะคืนทุน

Airdrop

แอร์ดรอป (Airdrop) เป็นการแจกเหรียญคริปโทฯ รวมถึงโทเคนสู่กระเป๋าเงินดิจิทัล แต่แน่นอนว่าของฟรีไม่มีในโลก หากใครอยากได้เหรียญคริปโทฯ แบบฟรี ๆ ด้วยวิธี Airdrop ก็ต้องไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ผู้แจกได้ตั้งเงื่อนไขเอาไว้ เช่น ติดตามแอ็กเคานต์โซเชียลมีเดีย แชร์หรือรีทวีตโพสต์ สมัครใช้งานเว็บไซต์ ฯลฯ Airdrop ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีทำการตลาดสำหรับผู้ที่ทำโปรเจกต์คริปโทฯ เป็นการโปรโมทให้คนรู้จักโปรเจกต์นั้น ๆ มากขึ้นนั่นเอง

ภาษีคริปโทฯ

คริปโทเคอร์เรนซีคืออะไร

ใครอยากลงทุนคริปโทฯ สิ่งสำคัญที่ต้องรู้อีกหนึ่งอย่างคือ “เงินได้จากการลงทุนในคริปโทฯ ต้องเสียภาษี” ตามประกาศของกรมสรรพากร ซึ่งการลงทุนในคริปโทฯ แบบไหนต้องเสียภาษีอย่างไรบ้าง เราสรุปแบบสั้น ๆ เข้าใจง่ายมาให้แล้ว

  1. กำไรจากการจำหน่าย จ่าย โอน หรือแลกเปลี่ยนคริปโทฯ – เป็นเงินได้ประเภท 40(4)(ฌ) ยื่น ภ.ง.ด.90
  2. การขุดเหรียญ – ยังไม่ถือเป็นเงินได้
  3. จำหน่าย จ่าย โอน หรือแลกเปลี่ยนเหรียญที่ขุดมาได้ – เป็นเงินได้ประเภท 40(8) ยื่น ภ.ง.ด.90
  4. ได้รับคริปโทฯ เป็นเงินเดือน – เป็นเงินได้ประเภท 40(1) ยื่น ภ.ง.ด.90/91
  5. ได้รับคริปโทฯ เป็นค่าจ้าง – เป็นเงินได้ประเภท 40(2) ยื่น ภ.ง.ด.90/91
  6. ได้รับคริปโทฯ จากการให้ หรือได้เป็นรางวัล – เป็นเงินได้ประเภท 40(8) ยื่น ภ.ง.ด.90
  7. ได้รับผลตอบแทนจากการถือครองโทเคนดิจิทัล – เป็นเงินได้ประเภท 40(4)(ซ) ยื่น ภ.ง.ด.90
  8. ได้รับผลตอบแทนจากการถือครองคริปโทฯ – เป็นเงินได้ประเภท 40(8) ยื่น ภ.ง.ด.90

ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับภาษีคริปโทฯ เพิ่มเติมได้ที่ “ภาษีคริปโทฯ” คืออะไร? เสียยังไง? ใครต้องเสียบ้าง? สรุปทุกประเด็นที่ต้องรู้!

วิธีเริ่มลงทุน Cryptocurrency

คริปโทเคอร์เรนซีคืออะไร

ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากเริ่มลงทุนคริปโทฯ แล้วบ้าง? มาดูกันดีกว่าว่าเราต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างก่อนจะลงทุนในโลกคริปโทฯ

อย่าลืมศึกษา White Paper ก่อนลงทุน

ถ้าเป็นกองทุนก็ต้องศึกษาหนังสือชี้ชวนก่อนลงทุน แต่หากเป็นคริปโทฯ เราต้องศึกษาสิ่งที่เรียกว่า “White Paper” ก่อนลงทุนในเหรียญใด ๆ เสมอ ข้อนี้สำคัญมาก เพราะ White Paper เป็นเอกสารที่ผู้สร้างเหรียญระบุข้อมูลที่เกี่ยวกับเหรียญทั้งหมด เป็นสิ่งที่จะทำให้เรารู้ถึงกลไกของเหรียญว่ามีกลไกอะไรที่ควบคุมอุปทาน (Supply) ของเหรียญอยู่ อุปทานของเหรียญมีอย่างจำกัดหรือไม่ ช่วยประกอบการตัดสินใจก่อนเลือกลงทุนในเหรียญนั้น ๆ  

ประเมินความเสี่ยงของตัวเอง

ไม่ใช่แค่เพียงการลงทุนในคริปโทฯ ก่อนลงทุนในสินทรัพย์ใด ๆ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การศึกษารายละเอียดคือการ “ประเมินความเสี่ยงของตัวเอง” ใครที่ตามข่าวคริปโทฯ อยู่ก็คงจะทราบกันดีว่า ตลาดคริปโทฯ มีความผันผวนสูงมาก ราคาเคลื่อนไหวเร็ว ขึ้นแรงลงแรง ลองประเมินความเสี่ยงดูว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด หากรับความเสี่ยงไม่ได้มากแต่ยังอยากลงทุนในคริปโทฯ อยู่ ลองศึกษาวิธีลงทุนอื่น ๆ นอกเหนือจากการเทรดดู เลือกวิธีที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้มากที่สุด เราจะได้ลงทุนแบบมีความสุขไปได้ยาว ๆ

เปิดบัญชีซื้อขายคริปโทฯ

ปัจจุบันมีผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายแลกเปลี่ยนในประเทศไทยมากมาย แต่ละเจ้าก็งัดจุดแข็งมาพิชิตใจลูกค้ากันแบบสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบัญชีที่สุดแสนจะง่ายดายผ่านทางออนไลน์ ค่าธรรมเนียมการเทรดที่ต่ำ ฯลฯ ลองเปรียบเทียบของแต่ละเจ้าดูว่ามีเหรียญที่เราอยากลงทุนเปิดให้ซื้อขายหรือไม่ แอปพลิเคชันซื้อขายสะดวกต่อการใช้งานไหม มีฟังก์ชันครบตามที่เราต้องการรึเปล่า

อ่านบทความที่เกี่ยวกับ Cryptocurrency เพิ่มเติม

— planet 46.

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

GDP คือ อะไร? ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจที่นักลงทุนควรรู้จัก

Get Wealth Soon
GDP คือ อะไร? ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจที่นักลงทุนควรรู้จัก

ดูเศรษฐกิจโลกแบบง่ายๆ เริ่มจากอะไร – รู้จัก GDP

หากพูดถึงภาพรวมเศรษฐกิจในภาพรวม มักจะดูที่ GDP กัน คงจะได้ยินคำนี้กันบ่อยๆ แต่ GDP คืออะไร สำคัญยังไง เราจะเล่าให้ฟังค่ะ

GDP คือ อะไร? ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจที่นักลงทุนควรรู้จัก

GDP คือ อะไร? ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจที่นักลงทุนควรรู้จัก

GDP คือ อะไร?

GDP ย่อมาจาก Gross Domestic Product หรือแปลเป็นไทยว่าผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ แปลจากไทยเป็นไทยอีกที คือ การที่นับรายได้ที่เกิดขึ้นจากในประเทศเท่านั้น ไม่ว่าจะสัญชาติใดก็ตาม โดย GDP ประเทศไทย จะนับการคำนวณเฉพาะรายได้ที่เกิดขึ้นในไทยเท่านั้น แต่ถ้าเป็นคนไทย แล้วมีรายได้ที่ต่างประเทศ ไม่นับนะจ๊ะ อันนั้นเรียก GNP : Gross National Product ที่จะนับเฉพาะรายได้จากคนไทยเท่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ประเทศใดในโลกนี้ก็ตาม

แล้ว GDP เอาไว้ทำอะไร ? GDP เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจในการศึกษาเปรียบเทียบถึงอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาเปรียบเทียบในการวางแผนและกำหนดนโยบายต่าง ๆ สำหรับพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ 

GDP คือ อะไร? ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจที่นักลงทุนควรรู้จัก

การคำนวณ GDP มีกี่วิธี ?

การคำนวณ GDP จะมี 3 วิธีด้วยกัน ได้แก่

  • ด้านรายได้: เป็นการคำนวณ GDP โดยการรวมรายได้ประเภทต่าง ๆ ที่บุคคลได้รับในฐานะเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตในรอบระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง
  • ด้านรายจ่าย: เป็นการคำนวณ GDP โดยการนำรายจ่ายของครัวเรือนในการซื้อสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายรวมกันในระยะเวลา 1 ปี
  • ด้านผลผลิต: เป็นการคำนวณ GDP โดยการรวมมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจจะเป็นตัววัดมูลค่าของสินค้าและบริการ

GDP คือ อะไร? ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจที่นักลงทุนควรรู้จัก

GDP ด้านรายจ่ายประกอบด้วยอะไรบ้าง?

C = Consumption คือ การบริโภคของภาคเอกชนและประชาชน เป็นการจับจ่ายใช้สอยทั่วไป เช่น ค่าอาหาร สาธาณูปโภค เป็นต้น

I = Investment คือ การลงทุนของภาคเอกชน ในการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ ถนนทางเดิน รถไฟฟ้า ฯลฯ

G = Government Spending คือ การใช้จ่ายของรัฐบาล หรือ การลงทุนภาครัฐ ตามนโยบายต่างๆ

X = Export คือ การส่งออก (ขายสินค้าให้กับต่างประเทศ)

M = Import คือ การนำเข้า (รับสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย)

มีสมการด้วยนะ

GDP = C+I+G+(X-M)

GDP คือ อะไร? ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจที่นักลงทุนควรรู้จัก

ทำไมต้องเขียนว่า X-M?

การเขียนแบบนี้หมายถึง Net Export เป็นการดูมูลค่าการส่งออกสุทธิ เปรียบเหมือนการส่งออกคือรายได้ การนำเข้าคือรายจ่าย เราอยากรู้ว่าตัวเองเหลือเงินเท่าไหร่ เป็นบวกหรือไม่ ต้องนำรายได้หักรายจ่ายออก

GDP คือ อะไร? ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจที่นักลงทุนควรรู้จัก

GDP คือ อะไร? ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจที่นักลงทุนควรรู้จัก

ค่า GDP เป็นบวก / เป็นลบ

ถ้าค่า GDP เป็นบวก แสดงถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่มีการเติบโตขึ้น มีเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศมากขึ้น แต่สิ่งที่อาจตามมาได้ คือ อัตราเงินเฟ้อที่จะสูงขึ้นได้เช่นกัน เพราะเมื่อคนมีความต้องการซื้อกันมากขึ้น สามารถดันให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นมาได้

ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ

เวลาที่ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือดังๆ ประกาศว่าจะมีรุ่นใหม่ออกมา สื่อออนไลน์ต่างๆ จะพร้อมใจกันออกข่าวเกี่ยวกับโทรศัพท์รุ่นนี้ เพื่อเป็นข้อมูลให้กับคนอ่านที่สนใจ และในวันที่ประกาศขายเป็นวันแรก คนจำนวนมากอาจจะแห่กันไปซื้อ จนต้องต่อคิวกันเลยทีเดียว เรียกว่าเป็นช่วงที่สามารถตั้งราคาสูงได้ เพราะรู้ว่ามีคนต้องการซื้อแน่นอน

ถ้าค่า GDP เป็นลบ แสดงถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่มีการชะลอตัวเลง มีเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศลดลง เกิดจากกอะไร ขอกลับไปที่ตัวอย่างโทรศัพท์มือถือยี่ห้อดังอีกครั้งค่ะ

ในจังหวะที่โทรศัพท์มือถือรุ่นนั้นเป็นที่ต้องการมาก คนก็จะแห่กันไปต่อแถวซื้อ เพราะอยากได้กลับมาครอบครอง แต่ในโลกความเป็นจริง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีอยู่อย่างจำกัด คนที่ต้องการโทรศัพท์รุ่นนี้ก็มีจำกัดเช่นกัน ดังนั้นพอเลยจุดพีคไป จำนวนคนที่จะซื้อโทรศัพท์รุ่นนี้ก็จะค่อยๆ ลดลงไป รวมถึงราคาสินค้าก็จะลดลงด้วยเช่นกัน

หากเพื่อนๆ สนใจอยากรู้ว่า GDP ของแต่ละประเทศ รวมถึงของไทยในที่ผ่านมาเป็นอย่างไร สามารถเข้าไปดูได้ที่ https://tradingeconomics.com/country-list/gdp-annual-growth-rate ค่ะ

SSF คืออะไร – ทบทวน RMF ที่เปลี่ยนไป: เข้าใจกองทุนภาษี อีกก้าวสู่ความสำเร็จทางการเงิน

Finnomena
ssf คืออะไร

SSF คืออะไร - ทบทวน RMF ที่เปลี่ยนไป: เข้าใจกองทุนภาษี อีกก้าวสู่ความสำเร็จทางการเงิน

ในปี 2563 เกิดความฮือฮาขึ้นเมื่อได้มีการนำ กองทุน SSF (Super Saving Funds) หรือ กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวเข้ามาแทนที่กองทุน LTF ที่มีอยู่เดิม รวมถึงยังมีการปรับเกณฑ์ กองทุน RMF ใหม่อีกด้วย

แน่นอนว่า การทำความเข้าใจกองทุนลดหย่อนภาษีนั้นเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญสู่ความสำเร็จทางการเงิน สำหรับใครที่ยังเป็นมือใหม่ วันนี้เราจะมาสรุปทุกเรื่องของกองทุน SSF และ RMF แบบอัปเดตล่าสุด ไล่ไปตั้งแต่คำถามที่ว่า กองทุน SSF ที่เพิ่งเปิดตัวมาได้ 3 ปีคืออะไร มีเกณฑ์การลดหย่อนอย่างไร รวมถึงทบทวนรายละเอียดของกองทุน RMF ให้ฟัง

กองทุน SSF คืออะไร?

  • กองทุน SSF (Super Saving Funds) คือ กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว พิเศษกว่ากองทุนรวมทั่วไปตรงที่รัฐบาลอนุญาตให้สามารถนำจำนวนเงินที่ซื้อกองทุน SSF มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป โดยจะลดหย่อนแบบปีต่อปี ซื้อปีไหน ก็ลดหย่อนปีนั้น ในช่วงระยะเวลาปี 2563-2567

ลงทุนในอะไรบ้าง

  • ลงทุนในหลักทรัพย์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ กองทุนรวมผสม ฯลฯ ซึ่งมีความยืดหยุ่นมากกว่ากองทุน LTF เดิมที่กำหนดให้ลงทุนในหุ้นสามัญภายในประเทศไทย

สิทธิประโยชน์

  • สามารถนำเงินลงทุนไปลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้และไม่เกิน 200,000 บาท โดยเมื่อรวมกับกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ (เช่น กองทุน RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน กองทุนการออมแห่งชาติ หรือเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ) ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
  • ไม่กำหนดจำนวนขั้นตํ่าในการซื้อต่อปี และไม่บังคับซื้อต่อเนื่อง

ข้อจำกัด

  • เงื่อนไขการขายคืนหน่วยลงทุนเพิ่มเป็น 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ ต่างจาก LTF เดิมคือ 7 ปี
  • ให้ประโยชน์ลดหย่อนภาษีเพียง 5 ปี (2563-2567) โดยหลังจากนั้นกระทรวงการคลังจะพิจารณาอีกที

SSF ต่างจาก SSFX อย่างไร

หลายคนอาจจะคุ้นหูคำว่า SSFX ช่วงที่ SSF ออกมาใหม่ ๆ แม้ว่ากองทุน SSFX จะไม่มีการขายแล้ว แต่เราขอนำกลับมาเล่าสู่กันฟังอีกสักรอบ

  • SSFX คือกองทุนที่เปิดขายในช่วงวันที่ 1 เม.ย. – 30 มิ.ย. 2563 เท่านั้น
  • ลดหย่อนภาษีจาก SSFX ได้ไม่เกิน 200,000 บาท โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเงินได้ และไม่ถูกนำไปนับรวมกับกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ
  • กองทุน SSFX ลงทุนแค่ในหุ้นไทยเท่านั้น โดยมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่า NAV ทั้งหมด
  • ส่วนที่เหมือนกับ SSF คือเงื่อนไขการขายคืนหน่วยลงทุน นั่นคือต้องถือ 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ
  • ไม่มีขั้นต่ำในการซื้อ

RMF และข้อปรับเปลี่ยน

  • ในปี 2563 ได้มีการปรับสัดส่วนในการลดหย่อนภาษีเพิ่ม จากเดิมที่ 15% เป็นไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000 บาท และนับรวมกองทุนอื่น ๆในวงเงินด้วย (เช่น กองทุน SSF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน กองทุนการออมแห่งชาติ หรือเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ)
  • ยกเลิกกำหนดจำนวนขั้นตํ่าในการลงทุนจากเดิม 5,000 บาท เป็นเท่าไรก็ได้ โดยไม่ระงับการซื้อเกิน 1 ปีติดต่อกันเช่นเดิม

* ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไปจะไม่สามารถนำกองทุน LTF มาลดหย่อนได้

อ่านเพิ่มเติม ลดหย่อนภาษี: ทุกเรื่องที่ต้องรู้ รวบรวมมาให้แล้ว!

สรุปวิธีคำนวณภาษี: รายได้เท่าไรต้องเสียภาษีเท่าไร?

เปิดบัญชีกองทุน Tax Saving เลือกลงทุนใน SSF และ RMF ผ่าน Finnomena ได้แล้ว ดูรายละเอียด คลิก!

FINNOMENA FUNDS Market Alert : ตลาดหุ้นฮ่องกงย่อตัวลงกว่า 2% หลังจีนตั้งเป้า GDP โต 5%

Finnomena Funds
Market Alert HSI

วันนี้ (5 มีนาคม 2024 เวลา 10:35) ดัชนีหุ้นฮ่องกง Hang Seng (HSI) และดัชนี HSCEI หรือหุ้นจีน H-Share ปรับตัวลงราว 2% หลังยังไม่มีนโยบายกระตุ้นขนานใหญ่เพิ่มเติมในการประกาศแผนเป้าหมายการเติบโตปี 2024

นายกรัฐมนตรี Li Qiang ได้มีการเปิดเผยเป้าหมายประจำปี 2024 โดยตั้งเป้าการเติบโตของ GDP ที่ 5% และการขาดดุลของงบประมาณอยู่ที่ 3% ของ GDP ซึ่งลดลงจาก 3.8% ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ส่งสัญญาณว่ายังไม่มีแผนกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐขนานใหญ่ นอกจากนี้ กรุงปักกิ่งมีการวางแผนที่จะเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมอีก 7.2% ซึ่งเป็นการเพิ่มที่สูงสุดในรอบ 5 ปี โดยนักลงทุนคาดหวังให้ปักกิ่งปรับเพิ่มมาตรการกระตุ้นทางการคลัง แก้ไขวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ และวางแผนกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภค

นอกจากยังไม่มีการจัดการแถลงข่าวโดยนายกรัฐมนตรีในปีนี้ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปกติที่ทำมากว่าทศวรรษ สร้างความกังวลในหมู่นักลงทุนถึงความโปร่งใส ความชัดเจนและทิศทางของการกระตุ้นเศรษฐกิจ

FINNOMENA FUNDS มองว่าตัวเลขเศรษฐกิจเป้าหมายปี 2024 ที่ทางการจีนประกาศออกมา 5% นั้นสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 4.6% ทำให้เรามองว่าการปรับตัวลงของตลาดหุ้นฮ่องกงครั้งนี้เป็นเพียงเชิงปัจจัยลบตาม Sentiment ระยะสั้น

แม้จีนยังมีความท้าทายต่าง ๆ แต่เราเชื่อว่าจุดกลับตัวของภาพรวมนโยบายกระตุ้นตลาดหุ้นและเศรษฐกิจได้เกิดขึ้นแล้วในเดือนที่ผ่านมา และน่าจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนในอนาคต ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงระดับ valuation ของดัชนี CSI 300 ที่มี 12-m forward PE ที่ 10.9 เท่า หรือ -0.8 S.D. ขณะที่ดัชนี Hang Seng มี 12-m forward PE ที่ 7.8 เท่า หรือ -2 S.D. เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี และมีการปรับตัวลงมากที่สุดในรอบ 5 ปีและ 10 ปี ตามลำดับ

ดังนั้น เรายังแนะนำทยอยสะสมในกองทุน K-CHINA-A(A) และ ABCA-A สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและยังมีสัดส่วนหุ้นจีนในพอร์ตไม่มาก

จัดทำโดยบลป. เดฟินิทสำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)

FINNOMENA Funds จับมือ บลจ.กสิกรไทย เปิดตัวพอร์ตการลงทุนใหม่ “KAsset Global Perspective Portfolio” เน้นลงทุนอย่างสมดุล ตอบโจทย์ทุกสภาวะตลาด ด้วยมุมมองระดับโลก

Finnomena Funds
KAsset Global Perspective

FINNOMENA Funds (บลน.ฟินโนมีนา) ยกระดับประสบการณ์การลงทุนระดับโลก เปิดตัว Fund House Port ใหม่ปี 2567 “KAsset Global Perspective Portfolio” ที่ออกแบบโดย บลจ.กสิกรไทย ร่วมกับมุมมองจาก J.P.Morgan Asset Management เพื่อโอกาสใหม่แห่งการลงทุน ด้วยการผสมผสานในหลากหลายสินทรัพย์อย่างสมดุล สร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอ พร้อมตอบโจทย์ในทุกสภาวะตลาด นำโดย นายกสิณ สุธรรมนัส Chief Strategy Officer – FINNOMENA Group (ที่ 2 จากขวา) พร้อมด้วย นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ (ที่ 2 จากซ้าย) นายปณตพล ตัณฑวิเชียร, CFA, CIO Investment Management (ขวาสุด) และนางสาวมทินา วัชรวราทร, CFA, Head Investment Strategy บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (ซ้ายสุด)

นายกสิณ สุธรรมนัส Chief Strategy Officer – FINNOMENA Group เปิดเผยว่า การลงทุนแบบจัดพอร์ต หรือที่เรียกกันว่า Asset Allocation โดยเน้นกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายทั่วโลก คือเคล็ดลับความสำเร็จของการลงทุนในระยะยาว ซึ่งเราเล็งเห็ นความสำคัญของการลงทุนรูปแบบนี้ ล่าสุดจึงได้ร่วมมือกับ บลจ.กสิกรไทย พัฒนาพอร์ตการลงทุนใหม่  “KAsset Global Perspective Portfolio” เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้แก่นักลงทุน และถือเป็น Fund House Port ลำดับที่ 9 บนแพลตฟอร์ม FINNOMENA ซึ่งออกแบบโดยทีมผู้จัดการกองทุนชั้นนำ

นายปณตพล ตัณฑวิเชียร, CFA, CIO Investment Management บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า KAsset Global Perspective Portfolio เป็นพอร์ตการลงทุนแรกของไทยที่ผสมผสานมุมมองการลงทุนระดับโลกจาก J.P.Morgan Asset Management ร่วมกับความเชี่ยวชาญในการคัดเลือกกองทุนของ KAsset ซึ่งมีเป้าหมายที่จะยกระดับประสบการณ์การลงทุน พร้อมสร้างความเข้าใจเชิงลึกให้กับผู้ลงทุนไทย เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน

นางสาวมทินา วัชรวราทร, CFA, Head Investment Strategy บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด กล่าวเสริมว่า แนวคิดของการสร้างพอร์ตนี้มาจากความเชื่อที่ว่าการลงทุนไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น แต่เป็นการวิ่งมาราธอน ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ จะนำมาสู่ผลตอบแทนทบต้นที่เพิ่มพูนและงอกเงยในระยะยาว KAsset จึงออกแบบพอร์ตให้มีจุดสมดุล และเป็นการลงทุนแบบ Multi-Asset Portfolio โดยผสมผสานในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยจำกัดความเสี่ยง และทำให้ได้รับผลตอบแทนสม่ำเสมอ ตอบโจทย์ในทุกสภาวะตลาด

ทั้งนี้ จุดเด่นของพอร์ตใช้กลยุทธ์ Core-Satellite portfolio เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอ โดยสัดส่วนการลงทุน 80% จะเป็น Core Portfolio เพื่อเป้าหมายลงทุนระยะยาว ส่วนอีก 20% จะเป็น Satellite Portfolio เพื่อแสวงหาผลตอบแทนเพิ่มระยะสั้น รวมทั้งเป็นส่วนที่มาช่วยลดความผันผวนให้พอร์ตหลัก สำหรับสินทรัพย์ที่เลือกลงทุนจะครอบคลุมทั้งกองทุนหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือก ดังนั้น จึงเป็นพอร์ตที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนใน Multi-Asset แต่ก็อยากจะเสี่ยงสูง อยากกระจายการลงทุนทั่วโลก สามารถรับความเสี่ยงได้สูง ถือครองได้ตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ จะมีผู้จัดการกองทุนคอยสับเปลี่ยนหมุนเวียนกองทุน และปรับน้ำหนักทุกไตรมาส ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำที่ 500,000 บาท และจะเสนอขายผ่านแพลตฟอร์ม FINNOMENA เท่านั้น

เพราะการลงทุนไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น หาจุดสมดุลให้พอร์ตเพื่อผลตอบแทนที่สม่ำเสมอไปกับ KASSET : Global Perspective Portfolioที่มา: KAsset Global Perspective Portfolio Presentation, ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2567

เริ่มสร้างแผนลงทุนกับ บลจ. ชั้นนำทั่วฟ้าเมืองไทยที่คุณชื่นชอบ ได้ที่ลิ้งก์ด้านล่าง
👉 สร้างแผน คลิก >>> https://finno.me/plan-select-playlists-web


คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT

FundTalk Call: แนะนำ Take Profit หุ้นเติบโตสหรัฐฯ พร้อมหาโอกาสการลงทุนใหม่ในหุ้น Emerging Markets

Jet - The Contrarian Investor
FundTalk Contrarian Portfolio

FundTalk Contrarian Portfolio Update ในเดือนมีนาคม 2024 มีสรุปประเด็นสำคัญ และกองทุนแนะนำ ดังนี้

นับตั้งแต่ปี 2023 มาจนถึงปัจจุบัน เป็นช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่น โดยดัชนี S&P500 มีผลตอบแทน 1 ปีย้อนหลังอยู่ที่ 29% นำโดยหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 ที่มีแนวโน้มเป็นขาขึ้นมาตั้งแต่ปี 2023 FundTalk มีมุมมองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในระยะสั้นหลังจากนี้อาจเกิดการปรับฐาน หลังจากตลาดรับรู้ตัวเลขผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าคาดหลายตัว และราคาหุ้นเหล่านี้ปรับตัวขึ้นตามข่าวดีดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว 

จึงแนะนำขายทำกำไรกองทุน KFUS-A ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นเติบโตสหรัฐฯ ซึ่งนำเงินไปลงทุนใน Baillie Gifford Worldwide U.S. Equity Growth Fund

  หุ้น 10 ตัวแรกในพอร์ตการลงทุน Baillie Gifford Worldwide U.S. Equity Growth Fund
Source: Baillie Gifford as of 31/01/2024

หน้าพอร์ตของ Baillie Gifford ประกอบไปด้วยหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโต และมีความคาดหวังว่าจะเป็นผู้ชนะในอนาคต โดยมีหุ้นอันดับหนึ่งเป็น Nvidia ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลก โดยหลังจากประกาศผลประกอบการในไตรมาสล่าสุด ซึ่งตัวเลขรายได้และผลกำไรดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ราคาหุ้น NVDA ปรับตัวขึ้น 16% ภายในวันทำการซื้อ-ขายแรกหลังจากประกาศงบ ตอบรับข่าวดีเรื่องผลการดำเนินงานที่ดีกว่าคาด

แต่กองทุนดังกล่าวเป็นกองทุนที่มีความผันผวนสูง จากนโยบายการลงทุนที่ลงทุนในหุ้นเติบโต และมีการลงทุนที่ค่อนข้างกระจุกตัว​ ทำให้มูลค่าหน่วยลงทุนอาจปรับตัวลงแรงกรณีตลาดหุ้นสหรัฐฯ เกิดการปรับฐาน FundTalk จึงแนะนำขายทำกำไรกองทุน KFUS-A เพื่อรอดูสถานการณ์ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต่อไป อย่างไรก็ดี พอร์ต Contrarian Portfolio ยังคงมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ผ่านกองทุน AFMOAT-HA และ MEGA10-A อยู่

ค้นหาโอกาสการลงทุนใหม่ ผ่านตลาดหุ้น Emerging Market

กองทุน K-SEMQ

กราฟการเคลื่อนไหวของราคาดัชนีตลาดพัฒนาแล้ว (DM) เทียบกับตลาดกำลังพัฒนา (DM)
Source: FINNOMENA Funds as of 01/03/2024

FundTalk มีมุมมองต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Market: EM) ที่ดีขึ้น โดยมองว่าตลาด EM จะทำผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว (Developed Market: DM) หลังจากที่ราคาตลาดหุ้น EM อยู่ในกรอบแนวข้าง (sideway) มาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2023 

กราฟราคาดัชนี CSI 300
Source: FINNOMENA Funds as of 01/03/2024

หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของตลาดหุ้น EM คือตลาดหุ้นจีน โดยถ้าหากพิจารณาราคาดัชนี CSI 300 ของตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ จะพบว่าเป็นแนวโน้มขาลงมาตั้งแต่ปี 2022 อย่างไรก็ดี ในระหว่างช่วงขาลงดังกล่าว ตลาดหุ้นจีนมีการปรับตัวขึ้นในระยะสั้น ๆ ตามนโยบายการช่วยเหลือต่าง ๆ จากภาครัฐ แต่ที่ผ่านมาก็มีปัจจัยเชิงลบจากนโยบายกดดันอุตสาหกรรมต่าง ๆ จากภาครัฐเช่นกัน แต่ในปี 2024 นี้ รัฐบาลจีนมีความพยายามออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจังมากขึ้น ความพยายามดังกล่าวสะท้อนไปยังราคาของดัชนี CSI 300 ซึ่งปรับตัวขึ้นมา 13% จากจุดต่ำสุดในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 

FundTalk มีมุมมองที่ดีขึ้นต่อตลาดหุ้นจีนและตลาดหุ้น EM ในภาพรวม จึงแนะนำลงทุนในกองทุน K-SEMQ ซึ่งลงทุนใน Templeton Emerging Markets Fund

ผลการดำเนินงานของกองทุน Templeton Emerging Markets Fund เทียบกับดัชนีชี้วัด
Source: Franklin Templeton as of 31/01/2024

โดยตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนในปี 1987 กองทุนดังกล่าวทำผลตอบแทนได้ดีกว่าดัชนีอ้างอิง MSCI Emerging Markets Index อย่างต่อเนื่อง มีการกระจายการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่หลายประเทศ ทั้งจีน (22%) เกาหลีใต้ (20%) ไต้หวัน (16%) อินเดีย (14%) บราซิล (10%) และประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศ ทำให้ลดความเสี่ยงด้านการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในแต่ละประเทศได้ดี

หุ้น 5 อันดับแรก ใน Templeton Emerging Markets Fund
Source: Franklin Templeton as of 31/01/2024

ในด้านของสัดส่วนการลงทุน มีการลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรม นำโดยหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง Taiwan Semiconductor Manufacturing Co Ltd (TSMC) ซึ่งเป็นผู้ออกแบบและผลิตชิปรายใหญ่จากไต้หวัน เป็นคู่ค้าสำคัญของบริษัทใหญ่ในวงการเทคโนโลยีเช่น Apple, Qualcomm, AMD, Nvidia และหุ้นอีกหนึ่งตัวคือ Samsung Electronics ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่จากเกาหลีใต้

สรุปการปรับสัดส่วน FundTalk Contrarian Portfolio

ในเดือนมีนาคม 2024 นี้ FundTalk มีคำแนะนำปรับสัดส่วนใน FundTalk Contrarian Portfolio โดยมีสัดส่วนใหม่ดังนี้

สัดส่วนการลงทุนใหม่ใน FundTalk Contrarian Portfolio
Source: FINNOMENA Funds as of 01/03/2024

  • ขายทำกำไรกองทุน KFUS-A ทั้งหมด (30%)
  • เข้าซื้อกองทุน AFMOAT-HA 15%
  • เข้าซื้อกองทุน K-SEMQ 15%

ดู Fund Fact Sheet กองทุนแนะนำ

 

จัดทำโดยบลป. เดฟินิท สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)
(คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นหนึ่งในคำแนะนำในรูปแบบ Tactical Call มุ่งหาโอกาสการลงทุนตามสถานการณ์ และปัจจัยทางเทคนิค)


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ FINNOMENA FUNDS ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด

Finnomena Funds

Weekly Market Insight

ประจำสัปดาห์  04/03/2024 – 08/03/2024

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

THIS ISSUE
สรุปข่าวเศรษฐกิจรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

EYE ON THIS WEEK
ประเด็นน่าจับตามองในสัปดาห์นี้

MARKET
ภาพรวมตลาดและสินทรัพย์ที่น่าสนใจ

FINNOMENA PORT PERFORMANCE
ผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุน

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์”

กดที่นี่เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

รีวิวกองทุน ABGFIX-A: คว้าโอกาสแห่งทศวรรษ ในยุคดอกเบี้ยพุ่ง-ดอลลาร์แพง

tanhnanchya

ตอนนี้เรากำลังอยู่ในจังหวะทองของตราสารหนี้โลก จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดในรอบ 20 ปี ทำให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้น่าสนใจ แถมยังมีโอกาสได้รับ Capital Gain จากการที่ราคากองทุนตราสารหนี้ขยับตัวสูงขึ้น หากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจากจุดพีกในอนาคต

นอกจากนี้ อีก 2 ปัจจัยหนุนที่ทำให้ตราสารหนี้โดยเฉพาะในสกุลเงินสหรัฐฯ น่าสนใจ คือ

  1. เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่กำลังร้อนแรง ทำให้เฟดยังคงดอกเบี้ยในระดับสูง เพื่อกดเงินเฟ้อลงสู่เป้า 2% ต่อไป เห็นได้จากการจ้างงานและเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดทั้งคู่ในเดือนมกราคม 
  2. สกุลเงินดอลลาร์ที่กำลังแข็งค่า เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น 

 

และหนึ่งในกองทุนที่ตอบโจทย์ภาวะการลงทุนดังกล่าวคือ กองทุน ABGFIX-A

รู้จักกองทุน ABGFIX-A

กองทุน ABGFIX-A หรือ กองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกลบอล เอนแฮนซ์ ฟิกซ์ อินคัม ฟันด์ ชนิดสะสมมูลค่า เป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงระดับ 4 ลงทุนในกองทุนหลักคือ abrdn SICAV I – Short Dated Enhanced Income Fund, Class Z Acc USD (กองทุนหลัก) 

กองทุนหลักมีนโยบายคือ

  • ลงทุนในตราสารหนี้สกุลเงินสหรัฐฯ เป็นหลัก
  • ลงทุนในตราสารหนี้สกุลเงินอื่นบางส่วน แต่จะทำการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนกลับมาเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ

 

กองทุนแบ่งการลงทุนออกเป็น ตราสารหนี้ที่ลงทุนจะอยู่ในระดับ investment grade อย่างน้อย 50% และจะลงทุนใน sub-investment grade ไม่เกิน 20% มี Duration อยู่ที่ 1.3 ปี และ Yield to Maturity ที่ 6.93% (USD) ค่าเฉลี่ย Credit Rating ของกลุ่มอยู่ที่ A- อ้างอิงข้อมูลจากอเบอร์ดีน

อันดับความน่าเชื่อถือ อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ และอัตราผลตอบแทนเมื่อถือจนครบอายุเฉลี่ยของกองทุน ABGFIX-A | Source: abrdn.com as of 29/09/2023

สัดส่วนการลงทุนของกองทุนหลักของกองทุน ABGFIX-A | Source: หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ABGFIX-A as of 31/01/2024

นโยบายการลงทุนของ ABGFIX-A

  • High quality พอร์ตลงทุนมีอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้เฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ไม่ต่ำกว่า A-
  • Enhanced yield กองทุนหลักตั้งเป้าอัตราผลตอบแทน +1.75-2.25% จาก SOFR (อัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมระยะข้ามคืนโดยมีพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลักประกัน) ซึ่ง ณ 29 กันยายน 2566 SOFR อยู่ที่ 5.31% (ที่มา: Bloomberg) กับตราสารหนี้คุณภาพสูงทั่วโลกพร้อมส่วนเพิ่มจากการลงทุนใน High Yield Bond ไม่เกิน 20% โดยอัตราผลตอบแทนเมื่อถือจนครบกำหนดอายุ (YTM) ของกองทุนหลัก ณ สิ้นเดือนกันยายน อยู่ที่ 6.93% จากข้อมูลของอเบอร์ดีน ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับความเสี่ยง และตัวเลือกการลงทุนอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม YTM ไม่ใช่ผลตอบแทนโดยรวมจากการลงทุนของกองทุน (Total Return)
  • Low volatility ความผันผวนต่ำ ด้วยอายุเฉลี่ยตราสารหนี้ของพอร์ตน้อยกว่า 2 ปี ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย
  • Advanced liquidity สภาพคล่องสูง ผู้ลงทุนสามารถรับเงินขายคืนภายใน 2 วันทำการ

กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่เน้นสกุลเงินดอลลาร์ ทำไมถึงน่าสนใจ?

ตอนนี้เราอยู่ในภาวะ inverted yield curve หรือพูดง่าย ๆ คือ ผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้นสูงกว่าระยะยาว เวลานี้จึงเป็นจุดที่ดีในการลงทุนตราสารหนี้พันธบัตรระยะสั้น 1-3 ปี

นอกจากนี้ แม้ว่าตลาดตราสารหนี้ในยุโรปและสหรัฐฯ จะเกิด inverted yield curve ทั้งสองตลาด แต่เรามองว่า ตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะให้ผลตอบแทนในรูปอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่า เพราะ Fed น่าจะคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป อีกทั้งความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็เป็นตัวหนุนให้การลงทุนในตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ น่าสนใจ

รายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติม

  • เป็นกองทุนรวมตราสารหนี้
  • เป็นกองทุนความเสี่ยงระดับ 4 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ)
  • กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยง (Hedging) และ/หรือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management)
  • ค่าธรรมเนียมซื้อ 1%
  • ค่าธรรมเนียมขาย ยกเว้น
  • ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก 1,000 บาท
  • ลงทุนขั้นต่ำครั้งถัดไป 1,000 บาท

ศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/

คว้าโอกาสในรอบทศวรรษของตราสารหนี้ด้วย ABGFIX-A

FINNOMENA FUNDS ได้มีมุมมองการลงทุนภายใต้คำแนะนำ Tactical Call ในกองทุน ABGFIX-A ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการ Yield ที่สูง เนื่องจากมีการลงทุนในตราสารหนี้บริษัท ปัจจุบันกองทุน ABGFIX-A ไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน จึงทำให้กองทุนเคลื่อนไหวตาม USDTHB โดยคำแนะนำมีดังนี้

  1. แนะนำเข้าลงทุนที่ USDTHB ไม่เกินระดับ  35.95  (+0.9% จากระดับราคาวันที่ 12/12/2023) ซึ่งเป็นระดับราคาที่เราแนะนำให้พิจารณาชะลอการเข้าซื้อ (หยุดซื้อ) ภายใต้คำแนะนำ Tactical Call เนื่องจากทำให้ Risk/Reward ratio เข้าใกล้ระดับ 1:1
  2. แนะนำ Take Profit หรือขายทำกำไร เมื่อ USDTHB ปรับตัวขึ้นถึง 37.2 (Upside 4.2% จากระดับราคาวันที่ 12/12/2023 และ 3.48% จากจุดหยุดเข้าซื้อ) ซึ่งเป็นจุดสูงสุดเดิมของรอบย่อที่ผ่านมา
  3. แนะนำ Limit Loss หรือตัดขาดทุนทันที เมื่อ USDTHB ปิดตลาดต่ำกว่า 34.7 ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดเดิมในเดือนพ.ย. (Downside 2.7% จากราคาวันที่ 12/12/2023 และ -3.48% จากจุดหยุดเข้าซื้อ) โดยเราอาจพิจารณาแนะนำ Trailing Stop โดยใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน (20 MA) โดยเราจะประเมินสถานการณ์และแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

นักลงทุนที่เหมาะกับคำแนะนำนี้ ระยะสั้นนี้ควร…

  • เป็นนักลงทุนที่มีเงินสด หรือสภาพคล่องส่วนเกิน และรับความผันผวนได้สูง
  • ใช้เงินลงทุนในสัดส่วนไม่เกิน 10% ของภาพรวมพอร์ตการลงทุนทั้งหมด
  • นักลงทุนต้องยอมรับการ Limit Loss หรือ การตัดขาดทุนได้ทันที

อ้างอิง

คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ FINNOMENA FUNDS ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในกรอบระยะเวลาตามวัตถุประสงค์การลงทุนที่แตกต่างกันตามคำแนะนำ บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

โตเร็วเกินคาด! อินเดียเผย GDP เดือน ต.ค.-ธ.ค. 66 โตแกร่ง 8.4%

Finnomena Editor

กระทรวงสถิติอินเดียเปิดเผยข้อมูลเมื่อวานนี้ (29 .. 2567) ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอินเดียในไตรมาส 3 ของปีงบประมาณ 2567 (..-.. 2566) เพิ่มขึ้น 8.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งและการใช้จ่ายด้านบริการที่ปรับตัวดีขึ้น

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ตัวเลขดังกล่าวมากกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ และถือเป็นข่าวดีสำหรับรัฐบาล เพราะอินเดียใกล้จะเปิดหีบเลือกตั้งในอีกไม่กี่เดือนนี้

นอกจากนี้ ทางการอินเดียยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ตลอดทั้งปีงบประมาณ 2567 ซึ่งจะสิ้นสุดลงในเดือนมี.. 2567 จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 7.3% เพิ่มขึ้นเป็น 7.6% ซึ่งจะทำให้อินเดียเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การเพิ่มภาษีอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ GDP อินเดียเพิ่มขึ้นเหนือคาดการณ์ โดยตัวเลขมูลค่าเพิ่มรวม (GVA) ซึ่งหักภาษีและเงินอุดหนุนออกจากตัวเลข GDP ขยายตัว 6.5% ในไตรมาส 4 ซึ่งชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้านั้นที่ขยายตัว 7.7%

ที่มา: https://www.infoquest.co.th/2024/379635

🇮🇳 กองทุนหุ้นอินเดีย แนะนำโดย Mr.Messenger:

ด้วยศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับสูง ทำให้แนวโน้มเม็ดเงินจากต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นอินเดียหลัง MSCI เพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นอินเดียในการคำนวนดัชนี Mr.Messenger Call จึงแนะนำลงทุนในหุ้นอินเดียผ่านกองทุน B-BHARATA และกองทุน TISCOINA-A

1️⃣ B-BHARATA

  • กองทุนรวมหุ้นอินเดีย ลงทุนผ่านกองทุน RAMS Investment Unit Trust – India Equities Portfolio Fund II
  • เน้นธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมในประเทศอินเดีย และมีน้ำหนักการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ เพื่อโอกาสเพิ่มผลตอบแทนมากขึ้น
  • อัตราผลตอบแทนที่อยู่ในระดับที่น่าพอใจ มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน 45% ของเงินลงทุน
  • ดูรายละเอียดกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://finno.me/pick-b-bharata

2️⃣ TISCOINA-A

ลงทุนในหุ้นอินเดียผ่าน 3 กองทุนหลัก ได้แก่

  1. Nomura Funds Ireland plc India Equity Fund: ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Active Management คัดเลือกหุ้นด้วยวิธี Bottom-up พิจารณาจากพื้นฐานของหุ้นเป็นหลัก ประมาณ 25-30 ตัว จาก Universe ประมาณ 240 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดใหญ่
  2. FSSA Indian Subcontinent Fund: ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Active Management คัดเลือกหุ้นด้วยวิธี Bottom-up คัดเลือกหุ้นที่ประกอบธุรกิจในอินเดีย, ศรีลังกา, ปากีสถาน และบังคลาเทศ โดยเน้นลงทุนประมาณ 50 ตัว กระจายลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ กลาง เล็ก โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
  3. Goldman Sachs India Equity Portfolio: ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Active Management คัดเลือกหุ้นด้วยวิธี Bottom-up เลือกหุ้นประมาณ 70-100 ตัว จาก Universe ประมาณ 700 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดกลางเล็ก

 

📌 อ่านคำแนะนำ Mr.Messenger Call เพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/mr-messenger/call-india-feb-2024/


คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 . ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

ถึงเวลาปรับคำแนะนำแผน Goal และ 1st Million รับมุมมองการลงทุน 2024

Finnomena Funds
ปรับคำแนะนำแผน Goal และ 1st Million

FINNOMENA FUNDS แนะนำปรับสัดส่วนการลงทุนในพอร์ต Goal และ 1st Million ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ตามรอบการปรับพอร์ตปกติทุก ๆ 6 เดือน โดยในรอบนี้จะเป็นการทบทวนสัดส่วน Strategic Asset Allocation (SAA) หรือการจัดสรร Asset Allocation ระยะยาว ด้วยการทบทวนสมมติฐานและตัวแปรต่าง ๆ สำหรับ Black-Litterman Model โดยในช่วงต้นปี 2023 FINNOMENA FUNDS ได้ริเริ่มพัฒนาการการคาดการณ์ผลตอบแทนด้วยวิธีที่เรียกว่าการจัดทำ Capital Market Expectations (CME) หรือผลตอบแทนคาดการณ์ระยะยาวระดับ 10 ปีของแต่ละสินทรัพย์อย่างเป็นระเบียบแบบแผน ซึ่งเป็นแนวทางแบบมาตรฐานสากลที่ใช้ในการทำ SAA ในกองทุนระดับโลก เพื่อให้มั่นใจว่าสมมติฐานที่นำไปข้อ Black-Litterman Model ได้รับวัถุดิบที่มีคุณภาพสอดคล้องกับหลักวิชาการ และลดปัญหาการเกิด garbage-in, garbage-out ของการใช้ Model ในการจัดสรร Asset Allocation

ปรับคำแนะนำแผน Goal และ 1st Millionกระบวนการสร้าง CME และการนำ CME มาใช้ใน Black-Litterman Model
Source: FINNOMENA FUNDS as of 08/09/2022

การปรับพอร์ตนี้จะอ้างอิงผลตอบแทนที่คาดหวังจากข้อมูล CME ซึ่งเป็นการประมาณผลตอบแทนของแต่ละสินทรัพย์จากข้อมูลต่าง ๆ FINNOMENA FUNDS ใช้ข้อมูลดังกล่าว ร่วมกับผลตอบแทนในอดีตของแต่ละสินทรัพย์ เป็นข้อมูลในการจัดพอร์ตตามโมเดล Black-Litterman โดยผลลัพธ์จากการทำ CME ล่าสุด ถูกแสดงในรูปด้านล่าง

ปรับคำแนะนำแผน Goal และ 1st Millionตัวเลขผลตอบแทนจากการทำ CME ในปี 2024 เทียบกับปี 2023
Source: FINNOMENA FUNDS as of 06/02/2024

ตัวเลขผลตอบแทนที่คาดหวังได้ในปี 2024 แสดงในแท่งสีส้ม เปรียบเทียบกับตัวเลขในปี 2023 แสดงในแท่งสีเทา มีสินทรัพย์ที่มีการเปลี่ยนแปลงหลัก ๆ ดังนี้

  1. ตัวเลขคาดการณ์ผลตอบแทนของหุ้นโลก (DM Equity) ในปี 2024 มีตัวเลขที่ดีกว่าหุ้นตลาดเกิดใหม่ (EM Equity) เปลี่ยนแปลงจากปี 2023 ที่มีมุมมองในตลาดเกิดใหม่ที่ดีกว่าตลาดหุ้นโลกในภาพรวม
  2. หุ้นเวียดนาม ถึงแม้ในปีนี้จะมีตัวเลขการคาดการณ์ผลตอบแทนที่ลดลงจากปีที่แล้ว แต่ตัวเลขดังกล่าวยังคงสูงกว่าสินทรัพย์อื่น ๆ ในปีนี้ แสดงถึงโอกาสในการเติบโตของตลาดหุ้นเวียดนามที่ยังคงเติบโตได้ต่อเนื่องในปี 2024
  3. ตราสารหนี้โลก (Global Aggregate Bond) เป็นสินทรัพย์ที่ถูกปรับตัวเลขสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้

 

การประเมิน CME กระทำโดยการศึกษากรอบแนวทางการทำ CME จากกองทุนระดับโลกหลากหลายสำนัก ซึ่งมักจะเป็นระเบียบแบบแผนตามหลักวิชาการ อย่างไรก็ตาม เรามีการปรับแต่งสมตติฐานเป็นรายกรณีบางส่วน และพบว่าภาพรวมของผลลัพธ์มีความสมเหตุสมผล สอดคล้องกับมุมมองเชิงคุณภาพตามมุมมองของทีมงาน

ยกเลิกการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (FX Hedging) ในกองทุนหุ้นโลก

ปรับคำแนะนำแผน Goal และ 1st Millionต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ-บาท
Source: FINNOMENA FUNDS as of 23/02/2024

สำหรับรอบการปรับพอร์ตประจำปี 2024 FINNOMENA FUNDS แนะนำปรับรูปแบบการลงทุนในกองทุนหุ้นโลก จากเดิมที่ลงทุนผ่านกองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน มาเป็นกองทุนที่ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ด้วยเหตุผลหลักคือการปรับกลยุทธ์ดังกล่าว จะสร้างสมดุลระหว่างความผันผวนจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกับความผันผวนของค่าเงินตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมี exposure จากกองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ (EM Equity) รวมถึงค่าเงินบาทจากกองทุนอื่น ๆ ที่มีการลงทุนภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังช่วยลดต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (hedging cost) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง

ปรับคำแนะนำแผน Goal และ 1st Millionเปรียบเทียบ Sharpe Ratio (S.R.) ของพอร์ตที่ใช้กองทุนหุ้นโลกแบบป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน เทียบกับกองทุนหุ้นโลกแบบไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน
Source: FINNOMENA FUNDS as of 13/02/2024

FINNOMENA FUNDS ได้ทำการเปรียบเทียบพอร์ตลงทุนที่ใช้การป้องกันความเสี่ยงค่าเงินในหุ้นโลก กับพอร์ตลงทุนที่ไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (ลงทุนผ่านสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ) พบว่าผลตอบแทนที่คาดหวังเมื่อเทียบกับความเสี่ยง (วัดจาก Sharpe Ratio) ของการไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน สูงกว่าการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินอย่างมีนัยสำคัญ

ปรับคำแนะนำแผน Goal และ 1st Millionเปรียบเทียบผลตอบแทนของกองทุน KKP GNP กับ KKP GNP-H
Source: FINNOMENA FUNDS as of 22/02/2024

FINNOMENA FUNDS จึงแนะนำสับเปลี่ยนกองทุนหุ้นโลก จากเดิมที่เป็น KKP GNP-H มาเป็น KKP GNP ซึ่งลงทุนในกองทุนแม่กองเดิม คือ Capital Group New Perspective Fund แต่ไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ทั้งนี้ นักลงทุนจะไม่เสียค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนเข้า ในส่วนของเงินลงทุนที่มีการสับเปลี่ยนระหว่างสองกองทุนนี้

ปรับพอร์ตประจำปี 2024

เมื่อนำผลลัพธ์จากการทำ CME ร่วมกับผลตอบแทนในอดีตของแต่ละสินทรัพย์ ไปทำการจัดพอร์ตโดยใช้โมเดล Black-Litterman ทำให้ FINNOMENA FUNDS มีการปรับสัดส่วนการลงทุนใหม่ในแต่ละแผน โดยทุกแผนจะมีการสับเปลี่ยนกองทุนจาก KKP GNP-H เป็น KKP GNP ทั้งหมด สำหรับการสับเปลี่ยนอื่น ๆ FINNOMENA FUNDS มีคำแนะนำในแต่ละแผนดังนี้

แผน Goal

ปรับคำแนะนำแผน Goal และ 1st Millionสัดส่วนการลงทุนในพอร์ต Goal
Source: FINNOMENA FUNDS as of 22/02/2024

Goal LV. 1

  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน UGIS-N 10% สัดส่วนปัจจุบันคือ 30%
  • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุน KFAFIX-A 5% สัดส่วนปัจจุบันคือ 65%
  • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุน KKP GNP 5% สัดส่วนปัจจุบันคือ 5%

Goal LV. 2

  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน SCBGOLDH 5% สัดส่วนปัจจุบันคือ 0%
  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน TMB-ES-VIETNAM 5% สัดส่วนปัจจุบันคือ 0%
  • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุน UGIS-N 5% สัดส่วนปัจจุบันคือ 30%
  • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุน KKP GNP 5% สัดส่วนปัจจุบันคือ 10%

Goal LV. 3

  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน SCBGOLDH 10% สัดส่วนปัจจุบันคือ 0%
  • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุน UGIS-N 5% สัดส่วนปัจจุบันคือ 30%
  • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุน KFAFIX-A 5% สัดส่วนปัจจุบันคือ 40%

Goal LV. 4

  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน SCBGOLDH 10% สัดส่วนปัจจุบันคือ 0%
  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน B-ASIA 5% สัดส่วนปัจจุบันคือ 10%
  • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุน UGIS-N 15% สัดส่วนปัจจุบันคือ 25%

Goal LV. 5

  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน SCBGOLDH 10% สัดส่วนปัจจุบันคือ 0%
  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน B-ASIA 5% สัดส่วนปัจจุบันคือ 15%
  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน TMBPIPF 5% สัดส่วนปัจจุบันคือ 10%
  • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุน UGIS-N 15% สัดส่วนปัจจุบันคือ 25%
  • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุน KKP GNP 5% สัดส่วนปัจจุบันคือ 30%

Goal LV. 6

  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน SCBGOLDH 10% สัดส่วนปัจจุบันคือ 0%
  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน B-ASIA 5% สัดส่วนปัจจุบันคือ 20%
  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน TMBPIPF 5% สัดส่วนปัจจุบันคือ 10%
  • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุน UGIS-N 20% สัดส่วนปัจจุบันคือ 25%

Goal LV. 7

  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน SCBGOLDH 10% สัดส่วนปัจจุบันคือ 0%
  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน B-ASIA 15% สัดส่วนปัจจุบันคือ 35%
  • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุน UGIS-N 10% สัดส่วนปัจจุบันคือ 10%
  • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุน KKP GNP 15% สัดส่วนปัจจุบันคือ 45%

แผน 1st Million

สัดส่วนการลงทุนในพอร์ต 1st Million
Source: FINNOMENA FUNDS as of 22/02/2024

1st Million LV. 1

  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน KKP GNP 15% สัดส่วนปัจจุบันคือ 20%
  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน B-ASIA 5% สัดส่วนปัจจุบันคือ 20%
  • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุน UGIS-N 20% สัดส่วนปัจจุบันคือ 60%

1st Million LV. 2

  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน KKP GNP 10% สัดส่วนปัจจุบันคือ 35%
  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน B-ASIA 15% สัดส่วนปัจจุบันคือ 20%
  • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุน UGIS-N 25% สัดส่วนปัจจุบันคือ 45%

1st Million LV. 3

  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน KKP GNP 10% สัดส่วนปัจจุบันคือ 45%
  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน B-ASIA 25% สัดส่วนปัจจุบันคือ 20%
  • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุน UGIS-N 35% สัดส่วนปัจจุบันคือ 35%

1st Million LV. 4

  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน B-ASIA 40% สัดส่วนปัจจุบันคือ 25%
  • ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน KKP GNP 20% สัดส่วนปัจจุบันคือ 55%
  • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุน UGIS-N 20% สัดส่วนปัจจุบันคือ 20%

 

สามารถเข้าถึงรายละเอียดกองทุนต่าง ๆ และ Fund Fact Sheet ได้จาก Link บนชื่อกองทุน
จัดทำโดย บลป.เดฟินิท สำหรับ บลน. ฟินโนมีนา (FINNOMENA FUNDS)


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ FINNOMENA FUNDS ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

planet 46
รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

หากพูดถึง ‘รัสเซีย’ หลาย ๆ คนคงจะนึกถึงความเป็นมหาอำนาจด้านพลังงาน เนื่องจากรัสเซียเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก หากดูจาก ‘หุ้นรัสเซีย’ ที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) สูงสุด 10 อันดับแรก จะพบว่าเป็นหุ้นที่ประกอบธุรกิจด้านพลังงานกว่าครึ่ง

บทความนี้เราจึงขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) สูงสุด เป็นหุ้นที่ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน

10 หุ้นรัสเซีย มูลค่าบริษัท (Market Cap) สูงสุด

Sberbank

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

Sberbank เป็นธนาคารรัฐวิสาหกิจที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซีย โดยมีมูลค่าบริษัทสูงถึง 67.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ก.พ. 2567) ก่อตั้งในปี 1841 ด้วยชื่อ Sberkassa ก่อนจะปรับโครงสร้างองค์กรและเปลี่ยนชื่อเป็น Sberbank ในปี 1991 จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มอสโคว์ (Moscow Exchange: MOEX) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘SBER’ นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินและธนาคารสำหรับลูกค้าองค์กรและลูกค้ารายย่อย ไม่ว่าจะเป็น บัญชีเงินฝาก บัตรเครดิต สินเชื่อ ประกันภัย รวมถึงบริการด้านการลงทุน ดำเนินธุรกิจในรัสเซีย ยุโรปกลาง และยุโรปตะวันออก ผ่านสาขา 87 แห่งทั่วโลก ปัจจุบัน Sberbank ถือครองสินทรัพย์กว่า 1 ใน 3 ของธุรกิจธนาคารในรัสเซีย

Rosneft

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

Rosneft เป็นบริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซีย ดำเนินธุรกิจด้านการสำรวจ พัฒนา สกัด กลั่น ผลิต และจำหน่ายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มอสโคว์ (Moscow Exchange: MOEX) และตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘ROSN’ 

Rosneft ก่อตั้งขึ้นในปี 1993 ในฐานะรัฐวิสาหกิจ โดยในปี 2013 ได้เข้าซื้อกิจการของ TNK-BP หนึ่งในบริษัทน้ำมันรายใหญ่ในรัสเซีย จนกลายเป็นบริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่มีมูลค่าบริษัทกว่า 67.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ก.พ. 2567)

Lukoil

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

Lukoil เป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในรัสเซียอันดับ 2 รองจาก Rosneft ด้วยมูลค่าบริษัทกว่า 54.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ก.พ. 2567) ก่อตั้งในปี 1991 เดิมที Lukoil เป็นรัฐวิสาหกิจก่อนจะเปลี่ยนตัวเองเป็นบริษัทร่วมหุ้นในวันที่ 5 เม.ย. 1993 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มอสโคว์ (Moscow Exchange: MOEX) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘LKOH’ มีความเชี่ยวชาญด้านการสำรวจ สกัด ผลิต ขนส่ง และจำหน่ายน้ำมันดับ ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รวมถึงการผลิตไฟฟ้าโดยมีกำลังผลิตมากกว่า 5,800 เมกะวัตต์ 

Novatek

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

Novatek เป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ที่สุดในรัสเซีย ก่อตั้งขึ้นในเดือนสิงหาคม 1994 ดำเนินงานด้านการสำรวจ พัฒนา ผลิต ส่งออกก๊าซธรรมชาติและไฮโดรคาร์บอนเหลวผ่านโรงงาน Yamal LNG และโรงงานขนาดกลางใน Vysotsk จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มอสโคว์ (Moscow Exchange: MOEX) และตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘NVTK’ แต่ถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนในเดือนมีนาคม 2023 จากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปต่อบริษัทรัสเซียจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน

Gazprom

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

Gazprom เป็นบริษัทพลังงานรัฐวิสาหกิจที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1989 มีรัฐบาลรัสเซียถือหุ้นกว่า 50.23%  ให้บริการด้านพลังงานแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็น การสำรวจ กลั่น ผลิต จัดเก็บ ขนส่ง และจำหน่ายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการผลิตและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าและความร้อน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มอสโคว์ (Moscow Exchange: MOEX) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘GAZP’ Gazprom มีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติสูงถึง 71% ของปริมาณสำรองในรัสเซีย และมีปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติในประเทศกว่า 50% โดยส่วนที่เหลือจะถูกส่งออกไปยังต่างประเทศกว่า 30 ประเทศทั่วโลก

Nornickel

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

Norilsk Nickel หรือ Nornickel เป็นบริษัทเหมืองแร่และโลหะที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซียด้วยมูลค่าบริษัทกว่า 24.71 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ก.พ. 2567) ก่อตั้งขึ้นในปี 1993 หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต มีความเชี่ยวชาญในการผลิตนิกเกิลและพาลาเดียม ดำเนินงานในรัสเซีย ยุโรป เอเชีย อเมริกาเหนือและใต้ และกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) ในเดือนมีนาคม 2021 บริษัทได้ทำการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มอสโคว์ (Moscow Exchange: MOEX) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘GMKN’  และตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘MNOD’ โดย Nornickel เป็นบริษัทที่ผลิตนิกเกิลได้มากที่สุดในโลกด้วยกำลังการผลิต 193 กิโลตัน ในปี 2021

Tatneft

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

Tatneft เป็นบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ครบวงจร มีสำนักงานใหญ่ในเมืองอัลเมตเยฟสค์ สาธารณรัฐตาตาร์ ประเทศรัสเซีย ก่อตั้งขึ้นในเดือนเมษายนปี 1950 โดยพระราชกฤษฎีกาของสภารัฐมนตรีของสหภาพโซเวียต ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมน้ำมันของสหภาพโซเวียต ในปี 1994 หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย Tatneft ได้ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่เป็นบริษัทร่วมหุ้น โดยในเดือนตุลาคมปี 1995 หุ้นของ Tatneft เริ่มทำการซื้อขายในตลาดหุ้นรัสเซียอย่าง Russian Trading System (RTS) และได้ทำการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มอสโคว์ (Moscow Exchange: MOEX) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘TATN’ ในปี 1999 ก่อนจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘ATAD’ นอกจากนี้ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน Bank ZENIT ผู้ให้บริการทางการเงินรายใหญ่ในไนจีเรีย สหราชอาณาจักร กานา เซียร์ราลีโอน และแกมเบีย

Polyus

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

Polyus ก่อตั้งขึ้นในชื่อ Polyus Gold ในเดือนมีนาคม 2006  เป็นบริษัทเหมืองแร่ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซียด้วยมูลค่าบริษัทกว่า 16.02 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ก.พ. 2567) ดำเนินการในไซบีเรียและรัสเซียตะวันออกไกลเป็นหลัก ในเดือนพฤษภาคม 2006 ได้จดทะเบียนซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นรัสเซียอย่าง Russian Trading System และ Moscow Interbank Currency Exchange (ปัจจุบันได้ควบรวมกิจการกันเป็นตลาดหลักทรัพย์มอสโคว์ หรือ Moscow Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘PLZL’ และในเดือนธันวาคม 2006 ได้จดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) แต่เนื่องด้วยมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลียต่อ Polyus ในวันที่ 19 พ.ค. 2566 Polyus จึงประกาศเพิกถอนหุ้นของบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน

Severstal

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

Severstal เป็นบริษัทเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซียและใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับ 9 ด้วยมูลค่าบริษัทกว่า พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ก.พ. 2567) ก่อตั้งขึ้นในปี 1993 จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มอสโคว์ (Moscow Exchange: MOEX) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘CHMF’  ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘SVST’ และตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต (Frankfurt Stock Exchange: FWB) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘RTS2’ 

Severstal ดำเนินธุรกิจหลักในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็ก ไม่ว่าจะเป็น เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กชุบสังกะสี ท่อเหล็ก เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าของ Severstal Cherepovets ทีมฮ็อกกี้น้ำแข็งมืออาชีพ และ Severstal Avia สายการบินที่มีท่าอากาศยานหลักอยู่ที่สนามบินนานาชาติวานูคาวา (Vnukovo International Airport) และสนามบินเชอเรโพเวตส์ (Cherepovets Airport)

Novolipetsk Steel

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

Novolipetsk Steel หรือ NLMK เป็นบริษัทเหล็กในรัสเซีย ก่อตั้งขึ้นในปี 1931 จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มอสโคว์ (Moscow Exchange: MOEX) และตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘NLMK’ มีความเชี่ยวชาญในด้านการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กครบวงจร ผลิตภัณฑ์ของบริษัทถูกนำมาใช้ในโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและก๊าซ ยานยนต์ รถบรรทุก การขนส่งทางรถไฟ เครื่องจักรเหมืองแร่ เครื่องจักรกลการเกษตร เป็นต้น โดยมีการดำเนินงานในรัสเซีย อเมริกาเหนือ สหภาพยุโรป ตะวันออกกลาง กลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช อเมริกากลางและใต้ เอเชีย และโอเชียเนีย

— planet 46.

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

เจาะลึก “หุ้นกู้” ออกใหม่ MTC จ่ายดอกเบี้ยสูงสุด 4.95% ต่อปี น่าลงทุนไหม?

Finnomena Editor
เจาะลึก “หุ้นกู้” ออกใหม่ MTC จ่ายดอกเบี้ยสูงสุด 4.95% ต่อปี น่าลงทุนไหม?

บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (“MTC”) เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่จำนวน 3 รุ่น โดยเป็นหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป (Public Offering: PO) ระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม 2567 นี้ โดยหุ้นกู้ที่เสนอขายในครั้งนี้ประกอบด้วย ‍‍‍‍‍‍ ‍‍ ‍‍‍‍‍‍ ‍‍

  1. หุ้นกู้ชุดที่ 1 (MTC263B) – อายุ 2 ปี 8 วัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.30% ต่อปี
  2. หุ้นกู้ชุดที่ 2 (MTC273B) – อายุ 3 ปี 7 วัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.80% ต่อปี
  3. หุ้นกู้ชุดที่ 3 (MTC283A) – อายุ 4 ปี 5 วัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.95% ต่อปี

 

หุ้นกู้ทั้ง 3 ชุด จ่ายดอกเบี้ยทุก ๆ 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ และคาดว่าจะเสนอขายระหว่างวันที่ 5 – 7 มีนาคม 2567 นี้ อันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ และหุ้นกู้อยู่ในระดับ Investment Grade ที่ “BBB+” แนวโน้มอันดับเครดิตคงที่จากทริสเรทติ้ง เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2567

วัตถุประสงค์ในการออกหุ้นกู้ครั้งนี้ บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้ไปชำระคืนหนี้จากการออกหุ้นกู้ และ/หรือ ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อขยายกิจการของบริษัทฯ ที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าสินเชื่อปีนี้โตที่ 20% และ เชื่อมั่นว่าจะสามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้

ที่มา: https://www.muangthaicap.com/announcement/mtc-bond2-2567/

🚘 ทำความรู้จักธุรกิจของ MTC

บมจ. เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรายใหญ่อันดับต้น ๆ ในไทย ทั้งสินเชื่อทะเบียนรถ สินเชื่อโฉนดที่ดิน สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ สินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ และสินเชื่อส่วนบุคคล

เจาะลึก “หุ้นกู้” ออกใหม่ MTC จ่ายดอกเบี้ยสูงสุด 4.95% ต่อปี น่าลงทุนไหม?

จุดแข็งของ MTC

  • มีเป้าหมายขยายสาขา้ฉลี่ยปีละ 600 สาขา จนครบ 9,000 สาขา ภายในปี 2026 ปัจจุบันมีสาขากว่า 7,537 สาขากระจายทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด (ณ สิ้นปี 2023) สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ง่าย
  • NPL ยังอยู่ในระดับที่ไม่เกินกรอบ 3.5% โดย NPL ของ MTC ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2566 3.11% ดีขึ้นจากไตรมาส 3 ปี 2566 3.18% ในขณะที่สัดส่วนการตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้นเป็น 116% จาก 105% ในไตรมาส 1 ปี 2023 นอกจากนี้ยังมีศูนย์ประมูลเป็นของตัวเอง 8 แก่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาค ช่วยในการขายทอดตลอดรถยนต์ที่ยึดได้
  • พอร์ตสินเชื่อรวม 143,318 ล้านบาท ในปี 2023 โต 18.8% ในขณะที่รายได้รวม 24,526 ล้านบาท โต 22% โดยพอร์ตสินเชื่อส่วนใหญ่กว่า 85% เป็นสินเชื่อมีหลักประกันและค่อนข้างกระจายตัว ลดความเสี่ยงหนี้เสีย มีสินเชื่อลูกหนี้ 5 ล้านสัญญา เฉลี่ย 25,000 บาทต่อสัญญา

 

เจาะลึก “หุ้นกู้” ออกใหม่ MTC จ่ายดอกเบี้ยสูงสุด 4.95% ต่อปี น่าลงทุนไหม?

📈 สินเชื่อและรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งสาขาเดิมและการขยายสาขาใหม่

  • มูลค่าสินเชื่อของ MTC เติบโตจาก 60,338 ล้านบาท ในปี 2019 เป็น 120,613 ล้านบาท ในไตรมาส 4 ปี 2023 ในขณะะที่สาขาเพิ่มขึ้นเกือบ 1 เท่า จาก 4,107 สาขา เป็น 7,537 สาขา
  • ด้านรายได้ของ MTC เติบโตขึ้นจาก 12,688 ล้านบาท ในปี 2019 เป็น 24,525 ล้านบาท ในปี 2023 เพิ่มขึ้น 16.82% เมื่อเทียบกับปี 2022 (YoY)

 

เจาะลึก “หุ้นกู้” ออกใหม่ MTC จ่ายดอกเบี้ยสูงสุด 4.95% ต่อปี น่าลงทุนไหม?

เจาะลึก “หุ้นกู้” ออกใหม่ MTC จ่ายดอกเบี้ยสูงสุด 4.95% ต่อปี น่าลงทุนไหม?

อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratoo) ยังทรงตัวที่ 3.70 เท่า ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Interest Bearing Debt) เพิ่มขึ้นจากช่วงปี 2022

เปรียบเทียบ Fundamental ของ MTC ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน

  • อัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current Ratio) ณ เดือนกันยายน 2023 มีค่าเท่ากับ 1.50 ในขณะที่ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.54
  • อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวม (IBD/E Ratio) ณ เดือนกันยายน 2023 มีค่าเท่ากับ 3.75 ในขณะที่ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.96
  • อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ณ เดือนกันยายน 2023 มีค่าเท่ากับ 28.34% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 26.19%
  • อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratioณ เดือนกันยายน 2023 มีค่าเท่ากับ 3.03 ในขณะที่ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.30

 

เจาะลึก “หุ้นกู้” ออกใหม่ MTC จ่ายดอกเบี้ยสูงสุด 4.95% ต่อปี น่าลงทุนไหม?

เจาะลึก “หุ้นกู้” ออกใหม่ MTC จ่ายดอกเบี้ยสูงสุด 4.95% ต่อปี น่าลงทุนไหม?

ด้าน Bloomberg Default Probability ของ MTC ยังอยู่ในระดับต่ำ เพียง 0.99% หมายความว่าในอีก 12 เดือนข้างหน้ามีโอกาสเพียง 0.99% ที่ MTC จะผิดนัดชำระหนี้ ใขขณะที่แนวโน้มความเคลื่อนไหวของค่า Bloomberg Default Probability ยังไม่น่ากังวล

นักลงทุนสามารถลงทุนหุ้นกู้ MTC ทั้งชุด ผ่านกลุ่ม FINNOMENA ได้แล้ววันนี้!
คลิกลิงก์เพื่อกรอกแบบฟอร์มแสดงความจำนงจองซื้อหุ้นกู้ โดยหลังจากกรอกเรียบร้อยแล้ว ทีมงานจะติดต่อกลับเพื่อประสานงานจองซื้อหุ้นกู้กับบริษัทหลักทรัพย์ภายใน 1-2 วันทำการ
📌 https://form.jotform.com/240498430134453


“ชมรมหุ้นกู้” รายการที่จะพาผู้เชี่ยวชาญมาพูดคุยถึงข่าวในวงการหุ้นกู้ หุ้นกู้ออกใหม่ รวมถึงความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นกู้ พร้อมคลีนิกหุ้นกู้ ให้นักลงทุนได้สอบถามความเห็นที่เป็นกลางตามหลักสากล และวิธีลงทุนในหุ้นกู้ได้อย่างถูกต้อง!

🔔 พบกันทุกวันอังคาร เวลา 19.00 น. ที่ Facebook และ Youtube ของ FINNOMENA

สำหรับ EP เจาะลึกหุ้นกู้ของ MTC สามารถรับชมได้ที่