แจ้งเตือน

รีวิวกองทุน ABGFIX-A: คว้าโอกาสแห่งทศวรรษ ในยุคดอกเบี้ยพุ่ง-ดอลลาร์แพง

fruhling

ตอนนี้เรากำลังอยู่ในจังหวะทองของตราสารหนี้โลก จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดในรอบ 20 ปี ทำให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้น่าสนใจ แถมยังมีโอกาสได้รับ Capital Gain จากการที่ราคากองทุนตราสารหนี้ขยับตัวสูงขึ้น หากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจากจุดพีกในอนาคต

นอกจากนี้ อีก 2 ปัจจัยหนุนที่ทำให้ตราสารหนี้โดยเฉพาะในสกุลเงินสหรัฐฯ น่าสนใจ คือ

  1. เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่กำลังร้อนแรง ทำให้เฟดยังคงดอกเบี้ยในระดับสูง เพื่อกดเงินเฟ้อลงสู่เป้า 2% ต่อไป เห็นได้จากการจ้างงานและเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดทั้งคู่ในเดือนมกราคม 
  2. สกุลเงินดอลลาร์ที่กำลังแข็งค่า เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น 

 

และหนึ่งในกองทุนที่ตอบโจทย์ภาวะการลงทุนดังกล่าวคือ กองทุน ABGFIX-A

รู้จักกองทุน ABGFIX-A

กองทุน ABGFIX-A หรือ กองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกลบอล เอนแฮนซ์ ฟิกซ์ อินคัม ฟันด์ ชนิดสะสมมูลค่า เป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงระดับ 4 ลงทุนในกองทุนหลักคือ abrdn SICAV I – Short Dated Enhanced Income Fund, Class Z Acc USD (กองทุนหลัก) 

กองทุนหลักมีนโยบายคือ

  • ลงทุนในตราสารหนี้สกุลเงินสหรัฐฯ เป็นหลัก
  • ลงทุนในตราสารหนี้สกุลเงินอื่นบางส่วน แต่จะทำการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนกลับมาเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ

 

กองทุนแบ่งการลงทุนออกเป็น ตราสารหนี้ที่ลงทุนจะอยู่ในระดับ investment grade อย่างน้อย 50% และจะลงทุนใน sub-investment grade ไม่เกิน 20% มี Duration อยู่ที่ 1.3 ปี และ Yield to Maturity ที่ 6.93% (USD) ค่าเฉลี่ย Credit Rating ของกลุ่มอยู่ที่ A- อ้างอิงข้อมูลจากอเบอร์ดีน

อันดับความน่าเชื่อถือ อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ และอัตราผลตอบแทนเมื่อถือจนครบอายุเฉลี่ยของกองทุน ABGFIX-A | Source: abrdn.com as of 29/09/2023

สัดส่วนการลงทุนของกองทุนหลักของกองทุน ABGFIX-A | Source: หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ABGFIX-A as of 31/01/2024

นโยบายการลงทุนของ ABGFIX-A

  • High quality พอร์ตลงทุนมีอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้เฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ไม่ต่ำกว่า A-
  • Enhanced yield กองทุนหลักตั้งเป้าอัตราผลตอบแทน +1.75-2.25% จาก SOFR (อัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมระยะข้ามคืนโดยมีพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลักประกัน) ซึ่ง ณ 29 กันยายน 2566 SOFR อยู่ที่ 5.31% (ที่มา: Bloomberg) กับตราสารหนี้คุณภาพสูงทั่วโลกพร้อมส่วนเพิ่มจากการลงทุนใน High Yield Bond ไม่เกิน 20% โดยอัตราผลตอบแทนเมื่อถือจนครบกำหนดอายุ (YTM) ของกองทุนหลัก ณ สิ้นเดือนกันยายน อยู่ที่ 6.93% จากข้อมูลของอเบอร์ดีน ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับความเสี่ยง และตัวเลือกการลงทุนอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม YTM ไม่ใช่ผลตอบแทนโดยรวมจากการลงทุนของกองทุน (Total Return)
  • Low volatility ความผันผวนต่ำ ด้วยอายุเฉลี่ยตราสารหนี้ของพอร์ตน้อยกว่า 2 ปี ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย
  • Advanced liquidity สภาพคล่องสูง ผู้ลงทุนสามารถรับเงินขายคืนภายใน 2 วันทำการ

กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่เน้นสกุลเงินดอลลาร์ ทำไมถึงน่าสนใจ?

ตอนนี้เราอยู่ในภาวะ inverted yield curve หรือพูดง่าย ๆ คือ ผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้นสูงกว่าระยะยาว เวลานี้จึงเป็นจุดที่ดีในการลงทุนตราสารหนี้พันธบัตรระยะสั้น 1-3 ปี

นอกจากนี้ แม้ว่าตลาดตราสารหนี้ในยุโรปและสหรัฐฯ จะเกิด inverted yield curve ทั้งสองตลาด แต่เรามองว่า ตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะให้ผลตอบแทนในรูปอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่า เพราะ Fed น่าจะคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป อีกทั้งความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็เป็นตัวหนุนให้การลงทุนในตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ น่าสนใจ

รายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติม

  • เป็นกองทุนรวมตราสารหนี้
  • เป็นกองทุนความเสี่ยงระดับ 4 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ)
  • กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยง (Hedging) และ/หรือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management)
  • ค่าธรรมเนียมซื้อ 1%
  • ค่าธรรมเนียมขาย ยกเว้น
  • ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก 1,000 บาท
  • ลงทุนขั้นต่ำครั้งถัดไป 1,000 บาท

ศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/

คว้าโอกาสในรอบทศวรรษของตราสารหนี้ด้วย ABGFIX-A

FINNOMENA FUNDS ได้มีมุมมองการลงทุนภายใต้คำแนะนำ Tactical Call ในกองทุน ABGFIX-A ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการ Yield ที่สูง เนื่องจากมีการลงทุนในตราสารหนี้บริษัท ปัจจุบันกองทุน ABGFIX-A ไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน จึงทำให้กองทุนเคลื่อนไหวตาม USDTHB โดยคำแนะนำมีดังนี้

  1. แนะนำเข้าลงทุนที่ USDTHB ไม่เกินระดับ  35.95  (+0.9% จากระดับราคาวันที่ 12/12/2023) ซึ่งเป็นระดับราคาที่เราแนะนำให้พิจารณาชะลอการเข้าซื้อ (หยุดซื้อ) ภายใต้คำแนะนำ Tactical Call เนื่องจากทำให้ Risk/Reward ratio เข้าใกล้ระดับ 1:1
  2. แนะนำ Take Profit หรือขายทำกำไร เมื่อ USDTHB ปรับตัวขึ้นถึง 37.2 (Upside 4.2% จากระดับราคาวันที่ 12/12/2023 และ 3.48% จากจุดหยุดเข้าซื้อ) ซึ่งเป็นจุดสูงสุดเดิมของรอบย่อที่ผ่านมา
  3. แนะนำ Limit Loss หรือตัดขาดทุนทันที เมื่อ USDTHB ปิดตลาดต่ำกว่า 34.7 ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดเดิมในเดือนพ.ย. (Downside 2.7% จากราคาวันที่ 12/12/2023 และ -3.48% จากจุดหยุดเข้าซื้อ) โดยเราอาจพิจารณาแนะนำ Trailing Stop โดยใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน (20 MA) โดยเราจะประเมินสถานการณ์และแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

นักลงทุนที่เหมาะกับคำแนะนำนี้ ระยะสั้นนี้ควร…

  • เป็นนักลงทุนที่มีเงินสด หรือสภาพคล่องส่วนเกิน และรับความผันผวนได้สูง
  • ใช้เงินลงทุนในสัดส่วนไม่เกิน 10% ของภาพรวมพอร์ตการลงทุนทั้งหมด
  • นักลงทุนต้องยอมรับการ Limit Loss หรือ การตัดขาดทุนได้ทันที

FINNOMENA FUNDS ให้คุณได้ลงทุนในกองทุนรวมชั้นนำของประเทศไทยจากหลากหลาย บลจ. ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ไม่ว่าจะลงกองเดี่ยว จัดพอร์ต วางแผนลงทุน หรือลดหย่อนภาษี ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://finno.me/get-started-ws


อ้างอิง

คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ FINNOMENA FUNDS ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในกรอบระยะเวลาตามวัตถุประสงค์การลงทุนที่แตกต่างกันตามคำแนะนำ บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT

ตกรถญี่ปุ่นยังมีลุ้นเกาหลีใต้ จับตาตลาดหุ้นเอเชียที่ยังมี upside สูง

FINNOMENA Editor
ตกรถญี่ปุ่นยังมีลุ้นเกาหลีใต้

หลังจากที่ล่าสุดตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดัชนี Nikkei 225 กลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีกครั้ง โดยใช้เวลากว่า 34 ปี หรือย้อนกลับมานานถึงปี 1989

ตกรถญี่ปุ่นยังมีลุ้นเกาหลีใต้

ความสำเร็จของตลาดหุ้นญี่ปุ่นเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย แต่สิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญก็คือความพยายามในการผลักดันตลาดหุ้นของภาครัฐและ Tokyo Stock Exchange ผ่านการออกมาตรการมากมายเพื่อดึงหุ้นจากก้นเหว อาทิ

  • เปิดตัวดัชนี JPX Prime 150 เพิ่มมูลค่าบริษัทจดทะเบียน
  • ส่งเสริมให้บริษัทนำเงินออกมาซื้อคืนหุ้น เพื่อหนุน ROE ให้ดีขึ้น
  • ออกมาตรการกดดันให้นำเงินสดออกมาจ่ายปันผล ผลักดันให้มูลค่าบริษัทตาม dividend discount cash flow model สูงขึ้นทันที
  • การทำ corporate governance ทำให้หุ้นญี่ปุ่นได้รับการประเมินมูลค่าที่ดีขึ้น

การทำเช่นนี้ หนุนให้นักลงทุนหันกลับมาสนใจตลาดหุ้นญี่ปุ่นอีกครั้ง โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่ขนเงินเข้ามาลงทุนมหาศาล ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Warren Buffett

คำถามคือ? ถ้าตกรถไปแล้ว ทำยังไงดี…

คราวนี้เมื่อหันไปมองเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้ เชื่อว่าคงเห็นความแตกต่างว่าในปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ KOSPI ไม่ได้เติบโตอย่างที่ควรจะเป็น แต่วิ่งเป็น Sideway Down

ตกรถญี่ปุ่นยังมีลุ้นเกาหลีใต้Source: FINNOMENA FUNDS, Bloomberg as of 20/02/2024

ประเด็นที่คนพูดถึงกันมากคือ “Korea Discount” หมายถึงหุ้นเกาหลีใต้จะถูกประเมินต่ำกว่ามูลค่าจริงเสมอ เหมือนกับมีส่วนลดตลอดเวลา

สาเหตุหลักมาจากความกังวลในธรรมาภิบาลของหุ้นกลุ่มแชโบลที่มีขนาดใหญ่จนกินส่วนแบ่งของตลาดหุ้นไปเยอะมาก

รัฐบาลเกาหลีใต้ก็เล็งเห็นถึงปัญหานี้ จึงประกาศเตรียมทำ Corporate Value-up Program พูดง่าย ๆ คือแผนเพิ่มมูลค่าบริษัทจดทะเบียน ผ่านมาตรการจูงใจต่าง ๆ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี และโปรแกรมปรับโครงสร้างองค์กรตามความสมัครใจ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดทำดัชนี Korea Value-up Index สำหรับนักลงทุนสถาบัน กองทุนบำเหน็จบำนาญ และ ETF ซึ่งมีจุดมุ่งหมายคือการกระตุ้นการลงทุนในตลาดหุ้น

แผนดังกล่าวถือว่าเป็นการเดินตามรอยญี่ปุ่นแบบเป๊ะ ๆ ก็ว่าได้ และคงต้องจับตามองกันว่ามาตรการกระตุ้นตลาดหุ้นเกาหลีใต้ จะประสบความสำเร็จเหมือนตลาดหุ้นญี่ปุ่นหรือไม่

MEVT Call: SCBKEQTG

FINNOMENA FUNDS ยังคงแนะนำสะสมกองทุนหุ้นเกาหลีใต้ ผ่านกองทุน SCBKEQTG ภายใต้คำแนะนำ MEVT Call ที่มีเป้าหมายระยะกลางถึงยาว

ความน่าสนใจของหุ้นเกาหลีใต้ คือเป็นตลาดที่ยังมี Upside สูง จากช่องว่าง EPS Growth ระหว่างปีนี้กับปีหน้าที่ห่างกันค่อนข้างเยอะ เพราะผลของการกลับมาเติบโตที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์


คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Mr.Messenger Call: หุ้นจีนเกิดสัญญาณกลับตัว ทะยานเหนือแนวต้านสำคัญ

Bank - The Trend Follower Investor
Mr.Messenger Call หุ้นจีนเกิดสัญญาณกลับตัว

กราฟ NAV ของ MCHI ETF (Timeframe day)Mr.Messenger Call หุ้นจีนเกิดสัญญาณกลับตัวSource: Tradingview as of 27/02/2024

ดัชนีตลาดหุ้นจีนเริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้น หลังทางการจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจจีนที่กำลังชะลอตัว ล่าสุดวันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา PBOC ได้ปรับลด LPR 5 ปีลง 25 bps มาที่ระดับ 3.95% ส่งผลให้ NAV ของ MCHI ETF (iShares MSCI China ETF) ทำจุดสูงสุดใหม่นับตั้งแต่ 4 มกราคม 2567 พร้อมยืนเหนือแนวต้าน fibonacci 38.20 บ่งชี้โอกาสการกลับตัวในอนาคต ขณะที่ MACD ตัวขึ้นเหนือแกน 0 สะท้อนถึงแนวโน้มเชิงบวก

Mr.Messenger Call จึงแนะนำลงทุนภายใต้กลยุทธ์ระยะสั้นใน กองทุน B-CHINE-EQ และ K-CHINA-A(A) ซึ่งมีค่า Correlation กับ MCHI ETF ที่ 0.83 และ 0.87 ตามลำดับ โดยมีคำแนะนำดังนี้

1. แนะนำเข้าลงทุนที่ NAV ของ MCHI ไม่เกินระดับ $40.7 (+0.9% จากระดับราคาวันที่ 27/02/2024) ซึ่งเป็นระดับราคาที่เราแนะนำให้พิจารณาชะลอการเข้าซื้อ (หยุดซื้อ) ภายใต้คำแนะนำ Tactical Call เนื่องจากทำให้ Risk/Reward ratio เข้าใกล้ระดับ 1:1

2. แนะนำ Take Profit หรือขายทำกำไร เมื่อ NAV ของ MCHI ปรับตัวขึ้นถึง $45.3 (Upside 12.8% จากระดับราคาวันที่ 27/02/2024 และ +11.9% จากจุดหยุดเข้าซื้อ) ซึ่งใกล้เคียงระดับ Fibonacci 100%

3. แนะนำ Limit Loss หรือตัดขาดทุนทันที เมื่อ NAV ของ MCHI ปิดตลาดต่ำกว่า $35.6 อย่างมีนัยยะ ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดเดิม (Downside -11.2% จากราคาวันที่ 27/02/2024 และ -11.9% จากจุดหยุดเข้าซื้อ) โดยเราอาจพิจารณาแนะนำ Trailing Stop ด้วยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน (20-day MA) โดยเราจะประเมินสถานการณ์และแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

ข้อมูล Correlation ของกองทุน B-CHINE-EQ และ K-CHINA-A(A) เทียบกับ NAV ของ MCHI Mr.Messenger Call หุ้นจีนเกิดสัญญาณกลับตัวMr.Messenger Call หุ้นจีนเกิดสัญญาณกลับตัวSource: Bloomberg as of 22/02/2024

B-CHINE-EQ

กองทุน B-CHINE-EQ เป็น Fund of Fund ที่ลงทุนในหุ้นที่จัดตั้งในประเทศจีนหรือมีการดำเนินธุรกิจในประเทศจีน และจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นที่ยอมรับต่าง ๆ ซึ่งหลักทรัพย์ที่กองทุนจะลงทุน ได้แก่ หุ้น A-Share, H-Share, American Deposit Recipient (ADR), B-Share, Red-Chips, P-Chips รวมถึงหลักทรัพย์อื่นใดที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีนในอนาคต ทั้งนี้ กองทุน B-CHINE-EQ มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX hedging ratio) USDTHB ที่ 55.7%

B-CHINE-EQ Top HoldingMr.Messenger Call หุ้นจีนเกิดสัญญาณกลับตัวSource: Fund Fact Sheet ของกองทุน B-CHINE-EQ as of 31/1/2024

K-CHINA-A(A)

กองทุนรวมหุ้นต่างประเทศที่เน้นลงทุนในบริษัทที่มีการตั้งถิ่นฐานหรือดำเนินธุรกิจในจีน ผ่านกองทุนหลัก JPMorgan Funds – China Fund โดยคัดเลือกธุรกิจที่จะลงทุนแบบ bottom-up stock และเลือกลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตที่เหนือกว่าคู่แข่งอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่ได้ประโยชน์จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจจากรัฐบาลจีน ทั้งนี้ K-CHINA-A(A) เป็นกองทุนความเสี่ยงสูงระดับ 6 ปัจจุบันมี FX hedging ration ที่ 87.63%

K-CHINA-A(A) Top HoldingMr.Messenger Call หุ้นจีนเกิดสัญญาณกลับตัวSource: Fund Fact Sheet ของกองทุนหลัก K-CHINA-A(A) as of 31/01/2024

นักลงทุนที่เหมาะกับคำแนะนำนี้ ระยะสั้นนี้ควร…

  1. เป็นนักลงทุนที่มีเงินสด หรือสภาพคล่องส่วนเกิน และรับความผันผวนได้สูง
  2. ใช้เงินลงทุนในสัดส่วนไม่เกิน 10% ของภาพรวมพอร์ตการลงทุนทั้งหมด
  3. นักลงทุนต้องยอมรับการ Limit Loss หรือ การตัดขาดทุนได้ทันที

ดู Fund Fact Sheet กองทุนแนะนำ

 

จัดทำโดยบลป.เดฟินิท สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (FINNOMENA FUNDS)


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ FINNOMENA FUNDS ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

เขียวยกแผง! อัปเดตผลตอบแทนกองทุนใน FundTalk The Contrarian Portfolio บวกสูงสุด 8.28% นับตั้งแต่จัดตั้งพอร์ตช่วงต้นปีนี้

FINNOMENA FUNDS
เขียวยกแผง! อัปเดตผลตอบแทนกองทุนใน FundTalk The Contrarian Portfolio บวกสูงสุด 8.28% นับตั้งแต่จัดตั้งพอร์ตช่วงต้นปีนี้

FundTalk The Contrarian Portfolio จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 18 .. 2567 ที่ผ่านมาโดย Jet – The Contrarian Investor ซึ่งหัวใจสำคัญของคือการกระจายจัดพอร์ตให้ใกล้เคียงกับ Market Cap ของหุ้นแต่ละประเทศในโลก โดยในปัจจุบันสัดส่วน Market Cap ของหุ้นโลกตอนนี้อยู่ที่หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว 75% และหุ้นประเทศกำลังพัฒนาอีก 25% เมื่อเทียบหุ้นกับตราสราหนี้แล้วสัดส่วนจะอยู่ที่ 45% ต่อ 55%

อัปเดตผลการดำเนินการของของพอร์ต ณ วันที่ 20 .. 2567 พอร์ต FundTalk The Contrarian Portfolio ทำผลตอบแทนไป 3.99% นับตั้งแต่เริ่มจัดตั้งพอร์ต ซึ่งเป็นผลพวงจากกองทุนในพอร์ตที่พร้อมใจกันปรับตัวขึ้น ได้แก่

 

เขียวยกแผง! อัปเดตผลตอบแทนกองทุนใน FundTalk The Contrarian Portfolio บวกสูงสุด 8.28% นับตั้งแต่จัดตั้งพอร์ตช่วงต้นปีนี้

สัดส่วนกองทุนใน FundTalk The Contrarian Portfolio ณ วันที่ 18 ม.ค. 2024

หมายเหตุ

  • ข้อมูลผลตอบแทนกองทุนนับตั้งแต่ต้นปี (YTD) ณ วันที่ 20 ก.พ. 2567
  • พอร์ตนี้ยังไม่มีอยู่ใน Model Port ของ FINNOMENA FUNDS

 

ถือเป็นอีกหนึ่งไอเดียการจัดพอร์ตที่น่าจับตามอง ซึ่งเราก็ยังคงต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

ดูมุมมองและอัปเดตพอร์ตจาก Jet – The Contrarian Investor เพิ่มเติมได้ในคลิปนี้

และสำหรับผู้ที่สนใจกองทุน KFUS-A แต่ยังไม่ได้เข้าซื้อ เนื่องจากปัจจุบันมีการประกาศปิดรับคำสั่งซื้อและสับเปลี่ยนเข้าแล้ว ในเร็ว ๆ นี้จะมีการคัดเลือกกองทุนอื่นมาทดแทน รอติดตามกันนะครับ


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคตผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ FINNOMENA FUNDS ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในกรอบระยะเวลาตามวัตถุประสงค์การลงทุนที่แตกต่างกันตามคำแนะนำ | บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 . ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by Krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

ASP-DIGIBLOC กองทุนที่ขึ้นแรงไม่แพ้ Bitcoin! ถือรอ Halving หรือขายทิ้งทำกำไร?

FINNOMENA Editor
Bitcoin Halving

ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา Bitcoin วิ่งเป็นขาขึ้นอีกครั้ง โดย BTC/USD เพิ่มขึ้นกว่า 35% ซึ่งมีปัจจัยหนุนมาจากการอนุมัติ Spot Bitcoin ETF และการเก็งกำไร Bitcoin Halving ที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายนนี้

ส่งผลให้ล่าสุด 1 BTC กลับมาเท่ากับ 2 ล้านบาทอีกครั้ง หรือซื้อขายที่ประมาณ 56,000-57,000 ดอลลาร์

ข้อมูลจาก CoinGecko เผยว่า มูลค่าตลาดรวมของสินทรัพย์ดิจิทัลพุ่งแตะ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ หลังเคยร่วงลงไปเหลือเพียง 8.2 แสนล้านดอลลาร์ ในช่วงปี 2022

MicroStrategy บริษัทมหาชนที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก รายงานต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เมื่อ 26 กุมภาพันธ์ ว่าwfhเข้าซื้อ Bitcoin เพิ่มอีก 3,000 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 155.4 ล้านดอลลาร์ ก่อนทีจะพุ่งแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 57,000 ดอลลาร์

Bitcoin Halving

Source: CoinMarketCap as of 28/02/2024

มุมมอง ASP-DIGIBLOC

ASP-DIGIBLOC คือกองทุนที่วิ่งแรงไม่แพ้กัน โดยให้ผลตอบแทนสูงกว่า 22.15% ในรอบ 1 เดือน (NAV ณ 23/02/2024)

สาเหตุเพราะว่า ASP-DIGIBLOC เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets Companies) หรือบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain)

พอร์ตของ ASP-DIGIBLOC เกือบ 80% อยู่ใน DAPP ETF ที่ลงทุนในหุ้น เช่น Block Inc, Coinbase Global Inc, Marathon Digital Holdings Inc, Microstrategy Inc และ Bitdeer Technologies Group

Bitcoin Halving

Source: VanEck Digital Transformation ETF as of 28/02/2024

ปัจจุบันความสัมพันธ์ของ DAPP ETF และ BTC ยังสัมพันธ์กันในระดับสูง ซึ่งมีค่า Correlation ระหว่างกันที่ประมาณ 74%

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 30/01/2024 ทาง Mr.Messenger Call ได้มีคำแนะนำให้ลงทุนใน ASP-DIGIBLOC เพื่อรับโอกาสการเก็งกำไรกับหุ้น Blockchain

– อ่านเพิ่มเติม Mr.Messenger Call: หุ้น Blockchain เตรียมรีบาวด์ หลังฟื้นตัวขึ้นยืนเหนือแนวต้านสำคัญ

แต่ปัจจุบันเราแนะนำให้พิจารณาชะลอการเข้าซื้อ เนื่องจากราคาปรับตัวขึ้นเหนือจุดหยุดเข้าซื้อแล้ว ซึ่งเป็นระดับ NAV ของ DAPP ไม่เกินระดับ $8.8 ทำให้ Risk to reward อาจไม่คุ้ม ควรรอจังหวะย่อลงมาอีก

สำหรับใครที่ลงทุนไปแล้วตามคำแนะนำ สามารถพิจารณา Take Profit หรือขายทำกำไร หลังจาก NAV ของ DAPP ปรับตัวขึ้นถึง $10.8 (Upside 31.7% จากระดับราคาวันที่ 29/01/2024 และ +23% จากจุดหยุดเข้าซื้อ) ซึ่งใกล้เคียงระดับ Fibonacci 78.6%

อย่างไรก็ดี ถ้าจะลงทุนระยะยาว เชื่อมั่นในศักยภาพของสินทรัพย์ดิจิทัล แนะนำให้ถือข้าม cycle การ halving ของ Bitcoin และสามารถเข้าลงทุนได้เมื่อราคาปรับตัวลง


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ FINNOMENA FUNDS ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

planet 46
รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

หากพูดถึง ‘รัสเซีย’ หลาย ๆ คนคงจะนึกถึงความเป็นมหาอำนาจด้านพลังงาน เนื่องจากรัสเซียเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก หากดูจาก ‘หุ้นรัสเซีย’ ที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) สูงสุด 10 อันดับแรก จะพบว่าเป็นหุ้นที่ประกอบธุรกิจด้านพลังงานกว่าครึ่ง

บทความนี้เราจึงขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) สูงสุด เป็นหุ้นที่ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน

10 หุ้นรัสเซีย มูลค่าบริษัท (Market Cap) สูงสุด

Sberbank

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

Sberbank เป็นธนาคารรัฐวิสาหกิจที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซีย โดยมีมูลค่าบริษัทสูงถึง 67.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ก.พ. 2567) ก่อตั้งในปี 1841 ด้วยชื่อ Sberkassa ก่อนจะปรับโครงสร้างองค์กรและเปลี่ยนชื่อเป็น Sberbank ในปี 1991 จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มอสโคว์ (Moscow Exchange: MOEX) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘SBER’ นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินและธนาคารสำหรับลูกค้าองค์กรและลูกค้ารายย่อย ไม่ว่าจะเป็น บัญชีเงินฝาก บัตรเครดิต สินเชื่อ ประกันภัย รวมถึงบริการด้านการลงทุน ดำเนินธุรกิจในรัสเซีย ยุโรปกลาง และยุโรปตะวันออก ผ่านสาขา 87 แห่งทั่วโลก ปัจจุบัน Sberbank ถือครองสินทรัพย์กว่า 1 ใน 3 ของธุรกิจธนาคารในรัสเซีย

Rosneft

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

Rosneft เป็นบริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซีย ดำเนินธุรกิจด้านการสำรวจ พัฒนา สกัด กลั่น ผลิต และจำหน่ายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มอสโคว์ (Moscow Exchange: MOEX) และตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘ROSN’ 

Rosneft ก่อตั้งขึ้นในปี 1993 ในฐานะรัฐวิสาหกิจ โดยในปี 2013 ได้เข้าซื้อกิจการของ TNK-BP หนึ่งในบริษัทน้ำมันรายใหญ่ในรัสเซีย จนกลายเป็นบริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่มีมูลค่าบริษัทกว่า 67.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ก.พ. 2567)

Lukoil

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

Lukoil เป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในรัสเซียอันดับ 2 รองจาก Rosneft ด้วยมูลค่าบริษัทกว่า 54.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ก.พ. 2567) ก่อตั้งในปี 1991 เดิมที Lukoil เป็นรัฐวิสาหกิจก่อนจะเปลี่ยนตัวเองเป็นบริษัทร่วมหุ้นในวันที่ 5 เม.ย. 1993 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มอสโคว์ (Moscow Exchange: MOEX) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘LKOH’ มีความเชี่ยวชาญด้านการสำรวจ สกัด ผลิต ขนส่ง และจำหน่ายน้ำมันดับ ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รวมถึงการผลิตไฟฟ้าโดยมีกำลังผลิตมากกว่า 5,800 เมกะวัตต์ 

Novatek

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

Novatek เป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ที่สุดในรัสเซีย ก่อตั้งขึ้นในเดือนสิงหาคม 1994 ดำเนินงานด้านการสำรวจ พัฒนา ผลิต ส่งออกก๊าซธรรมชาติและไฮโดรคาร์บอนเหลวผ่านโรงงาน Yamal LNG และโรงงานขนาดกลางใน Vysotsk จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มอสโคว์ (Moscow Exchange: MOEX) และตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘NVTK’ แต่ถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนในเดือนมีนาคม 2023 จากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปต่อบริษัทรัสเซียจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน

Gazprom

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

Gazprom เป็นบริษัทพลังงานรัฐวิสาหกิจที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1989 มีรัฐบาลรัสเซียถือหุ้นกว่า 50.23%  ให้บริการด้านพลังงานแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็น การสำรวจ กลั่น ผลิต จัดเก็บ ขนส่ง และจำหน่ายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการผลิตและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าและความร้อน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มอสโคว์ (Moscow Exchange: MOEX) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘GAZP’ Gazprom มีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติสูงถึง 71% ของปริมาณสำรองในรัสเซีย และมีปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติในประเทศกว่า 50% โดยส่วนที่เหลือจะถูกส่งออกไปยังต่างประเทศกว่า 30 ประเทศทั่วโลก

Nornickel

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

Norilsk Nickel หรือ Nornickel เป็นบริษัทเหมืองแร่และโลหะที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซียด้วยมูลค่าบริษัทกว่า 24.71 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ก.พ. 2567) ก่อตั้งขึ้นในปี 1993 หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต มีความเชี่ยวชาญในการผลิตนิกเกิลและพาลาเดียม ดำเนินงานในรัสเซีย ยุโรป เอเชีย อเมริกาเหนือและใต้ และกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) ในเดือนมีนาคม 2021 บริษัทได้ทำการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มอสโคว์ (Moscow Exchange: MOEX) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘GMKN’  และตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘MNOD’ โดย Nornickel เป็นบริษัทที่ผลิตนิกเกิลได้มากที่สุดในโลกด้วยกำลังการผลิต 193 กิโลตัน ในปี 2021

Tatneft

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

Tatneft เป็นบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ครบวงจร มีสำนักงานใหญ่ในเมืองอัลเมตเยฟสค์ สาธารณรัฐตาตาร์ ประเทศรัสเซีย ก่อตั้งขึ้นในเดือนเมษายนปี 1950 โดยพระราชกฤษฎีกาของสภารัฐมนตรีของสหภาพโซเวียต ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมน้ำมันของสหภาพโซเวียต ในปี 1994 หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย Tatneft ได้ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่เป็นบริษัทร่วมหุ้น โดยในเดือนตุลาคมปี 1995 หุ้นของ Tatneft เริ่มทำการซื้อขายในตลาดหุ้นรัสเซียอย่าง Russian Trading System (RTS) และได้ทำการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มอสโคว์ (Moscow Exchange: MOEX) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘TATN’ ในปี 1999 ก่อนจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘ATAD’ นอกจากนี้ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน Bank ZENIT ผู้ให้บริการทางการเงินรายใหญ่ในไนจีเรีย สหราชอาณาจักร กานา เซียร์ราลีโอน และแกมเบีย

Polyus

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

Polyus ก่อตั้งขึ้นในชื่อ Polyus Gold ในเดือนมีนาคม 2006  เป็นบริษัทเหมืองแร่ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซียด้วยมูลค่าบริษัทกว่า 16.02 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ก.พ. 2567) ดำเนินการในไซบีเรียและรัสเซียตะวันออกไกลเป็นหลัก ในเดือนพฤษภาคม 2006 ได้จดทะเบียนซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นรัสเซียอย่าง Russian Trading System และ Moscow Interbank Currency Exchange (ปัจจุบันได้ควบรวมกิจการกันเป็นตลาดหลักทรัพย์มอสโคว์ หรือ Moscow Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘PLZL’ และในเดือนธันวาคม 2006 ได้จดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) แต่เนื่องด้วยมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลียต่อ Polyus ในวันที่ 19 พ.ค. 2566 Polyus จึงประกาศเพิกถอนหุ้นของบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน

Severstal

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

Severstal เป็นบริษัทเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซียและใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับ 9 ด้วยมูลค่าบริษัทกว่า พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ก.พ. 2567) ก่อตั้งขึ้นในปี 1993 จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มอสโคว์ (Moscow Exchange: MOEX) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘CHMF’  ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘SVST’ และตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต (Frankfurt Stock Exchange: FWB) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘RTS2’ 

Severstal ดำเนินธุรกิจหลักในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็ก ไม่ว่าจะเป็น เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กชุบสังกะสี ท่อเหล็ก เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าของ Severstal Cherepovets ทีมฮ็อกกี้น้ำแข็งมืออาชีพ และ Severstal Avia สายการบินที่มีท่าอากาศยานหลักอยู่ที่สนามบินนานาชาติวานูคาวา (Vnukovo International Airport) และสนามบินเชอเรโพเวตส์ (Cherepovets Airport)

Novolipetsk Steel

รู้จัก 10 ‘หุ้นรัสเซีย’ ทรงอิทธิพลในแดนหมีขาว

Novolipetsk Steel หรือ NLMK เป็นบริษัทเหล็กในรัสเซีย ก่อตั้งขึ้นในปี 1931 จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มอสโคว์ (Moscow Exchange: MOEX) และตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘NLMK’ มีความเชี่ยวชาญในด้านการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กครบวงจร ผลิตภัณฑ์ของบริษัทถูกนำมาใช้ในโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและก๊าซ ยานยนต์ รถบรรทุก การขนส่งทางรถไฟ เครื่องจักรเหมืองแร่ เครื่องจักรกลการเกษตร เป็นต้น โดยมีการดำเนินงานในรัสเซีย อเมริกาเหนือ สหภาพยุโรป ตะวันออกกลาง กลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช อเมริกากลางและใต้ เอเชีย และโอเชียเนีย

— planet 46.

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

สูตรบริหารเงินเดือน มีกิน มีเก็บ เหลือลงทุน

Finspace
สูตรบริหารเงินเดือน มีกิน มีเก็บ เหลือลงทุน

เคยเป็นกันมั้ย ? เงินเดือนออกทีไร ก็ใช้ไปเรื่อย เหลือก็เก็บ ไม่เหลือก็ไม่เก็บ หรือบางทีใช้เงินแบบเดือนชนเดือนก็มี

งั้นมาดูการบริหารเงินเดือนฉบับ FinSpace ไว้เป็นแนวทางกันดีกว่า ต้องแยกบัญชียังไง ออมเท่าไหร่ มาดูกัน มีตัวอย่างมาให้ดูด้วยนะ

1. เริ่มจากแบ่งเงินเดือนออกเป็นส่วน ๆ

สูตรบริหารเงินเดือน มีกิน มีเก็บ เหลือลงทุน

เริ่มจากแบ่งเงินเดือนออกเป็นส่วน ๆ คือเมื่อได้รับเงินเดือน หรือรายได้มา ก็ให้แยกเป็น

– เงินออม 10% หรือมากกว่านั้น

ไว้เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน และวางแผนการเงิน

– ค่าใช้จ่าย

แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ที่ต้องจ่ายทุกเดือน เช่น ค่าบ้าน ค่ารถ และค่าใช้จ่ายผันแปร เช่น ค่ากิน ค่าเดินทาง

 คงเหลือ

หากในแต่ละเดือนมีเงินเหลือ จะนำไปใช้เพื่อความสุขอย่างการกินอาหารดี ๆ สักมือ ช้อปปิ้ง หรือจะนำไปออมเพิ่มก็ได้

ตัวอย่างการบริหารเงินเดือน 20,000 บาท

สูตรบริหารเงินเดือน มีกิน มีเก็บ เหลือลงทุน

สามารถปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม ให้เข้ากับรายได้ และรายจ่ายของแต่ละคนได้เลย

แต่ส่วนที่สำคัญคือ ให้ “ออมก่อน แล้วค่อยใช้จ่าย”

จากเงินออม 20% เราจะนำไปออมที่ไหน บริหารยังไงดี?

สูตรบริหารเงินเดือน มีกิน มีเก็บ เหลือลงทุน

แนะนำให้วางแผนเงินออมตาม “สามเหลี่ยมการเงิน” โดยเริ่มจาก

1. ฐานแรก เป็นฐานที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เราวางแผนการเงินได้มั่งคงในระยะยาว โดยเริ่มจาก

  • เงินสำรองฉุกเฉิน (เป้าหมายระยะสั้น) ให้เก็บเงินในส่วนนี้ไว้เป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินในตอนที่เราไม่มีรายได้ แต่ยังมีรายจ่ายที่ต้องจ่าย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน
  • โอนย้ายความเสี่ยง หากเราไม่อยากรับความเสี่ยงทั้งต่อตัวเราและทรัพย์สินเอง ให้โอนย้ายความเสี่ยงนี้ไปไว้ที่บริษัทประกัน เช่น ซื้อประกันสุขภาพ, ประกันรถยนต์ หรือประกันบ้าน เป็นต้น

2. ฐานสอง เมื่อเราวางแผนฐานแรกเรียบร้อยแล้ว ก็มาต่อที่การออมเงินเพื่อเป้าหมายต่าง ๆ อาจแบ่งเป็น

  • เป้าหมายระยะกลาง เพื่อแต่งงาน, เรียนต่อ หรือซื้อบ้าน เป็นต้น
  • เป้าหมายระยะยาว อย่างการเกษียณ

3. ฐานสาม เป็นการลงทุนเพื่อให้เงินเของเราเติบโตงอกเงย จะเลือกลงทุนแบบไหนก็ได้ ตามความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้ เพราะถึงแม้ว่าเราจะขาดทุนจากการลงทุน ชีวิตเราก็ยังปกติ มีเงินซื้อบ้านเหมือนเดิม มีเงินเกษียณเหมือนเดิม เพราะเราได้วางแผนไว้ก่อนหน้าเรียบร้อยแล้ว

ในทางกลับกัน ถ้าเราเลือกที่จะลงทุนเป็นอย่างแรก แล้วหากวันใดวันนึงเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ต้องเข้าโรงพยาบาลอย่างกระทันหัน ก็ต้องดึงเงินจากการลงทุนมาใช้ก่อน ก็จะทำให้การลงทุนสะดุด ไม่เป็นไปตามที่วางแผนเอาไว้

หรืออยากซื้อบ้านเงินสด เลยนำเงินทั้งหมดที่มีไปลงทุนในคริปโต เพื่อหวังรวยทางลัด ให้เงินงอกเงยจะได้มีเงินมาซื้อบ้านเร็ว ๆ แต่อยู่ดี ๆ โดนเจ้าทุบตลาดร่วง ขาดทุนหนักมาก บ้านที่ฝันเอาไว้ก็คงเหลือแต่เสา ถูกต้องมั้ยครับ ?

ตัวอย่างการบริหารเงินออม 4,000 บาท

สูตรบริหารเงินเดือน มีกิน มีเก็บ เหลือลงทุน

ให้เราตั้งเป้าหมายเป็น 3 ระยะ ตาม “สามเหลี่ยมการเงิน”

1. ระยะสั้น 20% (800 บาท) ไว้เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน แนะนำเก็บเงินส่วนนี้ไว้ในสินทรัพย์สภาพคล่อง หากจำเป็นต้องใช้เงินก็สามารถนำออกมาใช้ได้ทันที เช่น บัญชีออมทรัพย์ หรือกองทุนรวมตลาดเงิน

2. ระยะกลาง 50% (2,000 บาท) ไว้ซื้อบ้าน แต่งงาน แนะนำเก็บเงินส่วนนี้ไว้ในพอร์ตลงทุนความเสี่ยงปานกลาง เช่น ฝากประจำ, กองทุนรวมหุ้น หรือกองทุนรวมผสม

3. ระยะยาว 30% (1,200 บาท) ไว้ใช้ยามเกษียณอายุ แนะนำเก็บเงินส่วนนี้ไว้ใน RMF, ประกันบำนาญ หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

สามารถปรับใช้ได้ตามคามเหมาะสม ของรายได้ และรายจ่ายของแต่ละคน

FinSpace

ที่มาบทความ: https://www.finspace.co/money-saving/

มุมมองจากตลาดการเงิน “เศรษฐกิจไทยวิกฤตหรือไม่”

DR.JITIPOL PUKSAMATANAN
มุมมองจากตลาดการเงิน “เศรษฐกิจไทยวิกฤตหรือไม่”

วิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่ไม่ว่าด้วยสาเหตุไหน วิกฤติจะทำให้สินทรัพย์ในตลาดการเงินเผชิญกับความผันผวนสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่วิกฤตหรือไม่” สำหรับตลาดการเงินไทยจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อให้เรารู้เท่าทันตลาด ผมจึงสำรวจสถานการณ์ในตลาดหุ้น บอนด์ และอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อประเมินว่าตลาดใด หรือสินทรัพย์ไหน กำลังส่งสัญญาณเตือนว่าวิกฤติเศรษฐกิจไทยก่อตัวขึ้นหรือไม่

ไล่เรียงจากตลาดที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดไปสู่เสี่ยงสูงที่สุด

“ตลาดบอนด์ไทย” ความเสี่ยงวิกฤติต่ำ จุดที่ต้องระวังมีเพียงหุ้นกู้ภาคเอกชน

สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดบอนด์ คือดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 2.50% ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลไทย 2 ปี 10 ปี อยู่ที่ระดับ 2.1% และ 2.5% ตามลำดับ หนี้สาธารณะคงค้าง 11ล้านล. คิดเป็นราว 61%/GDP ตราสารหนี้ที่ครบกำหนดรวมตราสารหนี้ออกใหม่ในปีนี้ คาดว่ามีมูลค่ารวมราว 2.7 ล้านล. เป็นหุ้นกู้ภาคเอกชนราว 8.9แสนล.และ 10% เป็น Non-Rate

ระดับยีลด์พันธบัตรสะท้อนสภาพคล่องที่สูง มีความหวังว่าธปท.จะลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.50% ส่วนระดับหนี้สาธารณะ แม้จะสูงขึ้นกว่าก่อนโควิด แต่ไม่ได้อยู่ในระดับวิกฤติ ไม่ว่าจะเทียบกับค่าเฉลี่ยของ EM Asia ที่ 75%/GDP หรือเฉลี่ยทั่วโลกที่ 97%/GDP

โดยรวม ผมมองว่าบอนด์ไทยเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยไม่ได้อยู่ในข่ายวิกฤติ สิ่งที่ควรจับตามีเพียงหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงเครดิตสูง แต่มองจากขนาดต่อสภาพคล่องในระบบแล้ว ถ้าเตรียมพร้อมและควบคุมให้ดี ไม่ควรลุกลามเป็นปัญหาระดับวิกฤติการเงินได้

“เงินบาท” เป็นสินทรัพย์ที่ใกล้กับระดับวิกฤติมากที่สุด แม้พื้นฐานยังไม่มีปัญหาใหญ่ แต่อนาคตต้องรักษาความเชื่อมั่นให้ได้

ช่วงนี้เงินบาทแกว่งตัวอยู่ในระดับ 36 บาท/ดอลลาร์ ห่างแค่ 6% จากระดับอ่อนค่าที่สุดตอนวิกฤติโควิดที่ราว 38 บาท/ดอลลาร์ ระดับพื้นฐานอย่าง BIS NEER ร่วงลงมาที่ 96 เทียบกับสกุลเงินเอเชียอื่นถือว่าอยู่ระดับกลาง ๆ ขณะที่ธปท.มีทุนสำรองระหว่างประเทศถึง 2.2 แสนล.ดอลลาร์ สูงสุดเป็นอันดับ 16 ของโลก ในอาเซียนเป็นรองแค่สิงคโปร์ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดฟื้นตัวแล้ว และคาดว่าจะเกินดุลในปีนี้

อย่างไรก็ดี ในระยะสั้นเงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่ามากกว่าแข็ง เพราะมีทั้งดอกเบี้ยที่คาดว่าจะลดลงเร็ว สวนทางกับธนาคารกลางสหรัฐที่อาจคงดอกเบี้ย ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยระยะ 3 เดือนของสหรัฐและไทยอยู่ในระดับสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ถึงกว่า 3.1% ถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า การเมืองไม่นิ่ง โอกาสเห็นเงินทุนไหลออกจนเงินบาททะลุระดับวิกฤติก็มีอยู่

ด้วยความผันผวนต่อปีราว 10% ผมมองว่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าขึ้นไปแตะระดับวิกฤติ 38-40 บาท/ดอลลาร์ ถ้าเศรษฐกิจไทยมีปัญหา จนธปท.ต้องลดดอกเบี้ยแรง พร้อมกับตลาดทุนปิดรับความเสี่ยง การจะป้องกันได้ สิ่งสำคัญคือต้องคุมความเชื่อมั่นของนักลงทุน อย่าให้เกิดความกังวลว่าจะมีวิกฤติ เพราะจะสร้างความผันผวนจากเงินทุนเคลื่อนย้ายทันที

“หุ้นไทย” เป็นตลาดที่ความเสี่ยงสูงที่สุด อนาคตไม่สดใส ดีที่ไม่ได้อยู่ในระดับมูลค่าที่แพงมาก

ระดับดัชนี SET Index ที่ราว 1400 จุด เป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2020 แม้จะห่างจากระดับต่ำสุดช่วงโควิดที่ 1125 จุด แต่ก็ไม่ใกล้เคียงระดับ 1600-1700 จุดช่วงก่อนโควิด ด้านรายได้ ช่วง 4ไตรมาสหลังสุดหดตัวถึง 12% และเป็นการลดลงทั้งยอดขายและ Margin เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ Long-term P/E ลงมาซื้อขายที่ระดับ 14x ต่ำกว่าเฉลี่ย 18x ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาราว 22%

อนาคตตลาดหุ้นไทยก็ไม่ได้ฟื้นตัวทั่วถึง ล่าสุดนักวิเคราะห์มองว่ารายได้ของดัชนี SET ในปีนี้จะเติบโตราว 10% ด้วยแรงหนุนหลักจากกลุ่มท่องเที่ยวและค้าปลีก ขณะที่กลุ่มใหญ่อย่าง พลังงาน ธนาคาร และบริการสุขภาพ คาดว่าจะมีการเติบโตของกำไรเพียง 3-5%

ถ้ามองว่าวิกฤติเศรษฐกิจไทยต่อจากนี้คือการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่อง ตลาดหุ้นไทยคือจุดที่ส่งสัญญาณวิกฤตมากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย วิกฤตินี้จะขยายวงกว้างไปสู่ตลาดเงินและตลาดบอนด์ได้ ถ้ารายได้ไม่กลับตัว นำไปสู่การไหลออกของเงินทุน จนนักลงทุนในประเทศเสียความเชื่อมั่นไปด้วย

อย่างไรก็ดี การที่เศรษฐกิจเป็นแค่ภาพของการเติบโตต่ำแต่ไม่ได้ถึงกับถดถอย วิกฤตินี้จะไม่เป็นความเสี่ยงฉับพลันเหมือนตลาดอื่น และด้วย Valuation ของตลาดไม่แพงมาก เมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจฟื้นตัว ตลาดหุ้นก็จะสามารถออกจากวิกฤติได้ก่อนเพื่อน

ดังนั้น เมื่อมองผ่านมุมของตลาดการเงินไทย ก็ต้องสรุปว่าตอนนี้ เศรษฐกิจไทยยังไม่วิกฤติเฉียบพลัน แต่ถ้าปล่อยให้เติบโตต่ำต่อเนื่องแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะสะสมความเสี่ยงในตลาดเงินและตลาดบอนด์มากขึ้นนั่นเอง

หลังจากนี้ผมเชื่อว่านักลงทุนต้องวางกลยุทธ์เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสองกรณีหลักเป็นอย่างน้อย

กรณีฐาน คือเศรษฐกิจทยเข้าสู่โหมด ลงจอดแบบราบรื่น (Soft Landing)

แม้จะไม่เร่งตัวขึ้นก็ไม่เป็นไร แต่อย่าให้ถึงขั้นเกิดวิกฤติการเงิน กรณีนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีเสถียรภาพของตลาดเงินที่ดี การส่งออกต้องฟื้นตัว และนักท่องเที่ยวต้องกลับมา ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีนโยบายลดความเสี่ยงของตลาดบอนด์ลง ไม่ว่าจะเป็นการลดดอกเบี้ย หรือทำให้เอกชนเข้าถึงสภาพคล่องได้มากขึ้น

ข้อเสียของกรณีนี้ คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่เติบโตช้าจะไม่ได้รับการแก้ไข กลยุทธ์การลงทุนจึงทำได้เพียงพักเงินที่ตลาดบอนด์ รอทุนทั่วโลกไหลกลับ เงินบาทแข็ง ค่อยซื้อหุ้นไทยเป็นลำดับสุดท้าย

กรณีเลวร้าย คือปล่อยให้เกิดวิกฤติก่อน (Hard Landing) แล้วค่อยกระตุ้นให้ฟื้นตัว

เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้ถ้า ไม่มีนโยบายช่วยประคองเศรษฐกิจเลยในระยะสั้น จนเอกชนขาดสภาพคล่อง นำไปสู่วิกฤติในตลาดบอนด์ ลามไปทำให้เงินบาทอ่อนค่า แล้วค่อยใช้นโยบายเศรษฐกิจกระตุ้นให้ฟื้นตัวกลับ

แม้จะดูรุนแรงแต่อาจแก้ปัญหาได้พร้อมกันสองจุดคือเคลียร์ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ที่ค้างอยู่และปรับฐานการเติบโตให้กับบริษัทที่เหลือรอด กลยุทธ์การลงทุนคือถือพันธบัตรระยะสั้นและดอลลาร์ รอตลาดปรับฐาน และเข้าซื้อหุ้นที่พื้นฐานแข็งแกร่ง

ในมุมมองของคนไทย ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครที่อยากให้เกิดกรณีเร็วร้าย และช่วยกันได้ด้วยการทำงานของเราให้ดีที่สุด บนความหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ แต่ในมุมมองของการลงทุน ต้องไม่ลืมที่จะเตรียมกลยุทธ์รับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันไว้เสมอครับ

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์

จดหมายจาก “Warren Buffett” เขียนถึงคนบนฟ้า “Charlie Munger”

Park Kathawut
จดหมายจาก Warren Buffet ถึง Charlie Munger

แด่… พี่ชายผู้แสนดี, สถาปนิกแห่ง Berkshire Hathaway

เป็นประจำทุกปีที่ บัฟเฟตต์ จะเขียนจดหมายถึงผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway เพื่อสื่อสารผลประกอบการ บทเรียนที่ได้เรียนรู้ และมุมมองอนาคต

แต่สิ่งที่พิเศษในปีนี้คือพาร์ทแรกของจดหมาย บัฟเฟตต์ ใช้โอกาสนี้กล่าวยกย่อง ชาร์ลี มังเกอร์ ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2023 เพียง 33 วันก่อนวันเกิดครบรอบ 100 ปี

เปิดจดหมายโดยเล่าว่า…

เราทั้งคู่เติบโตในเมืองโอมาฮา แต่การใช้ชีวิตที่เมืองอื่นกว่า 80% ทำให้กว่าที่เราจะพบกันครั้งแรก ก็ล่วงเลยมาถึงปี 1959 ซึ่งตอนนั้นเขาอายุ 35 ปีแล้ว

และอีก 3 ปีต่อมา เขาก็ได้ตัดสินใจออกมาทำธุรกิจบริหารจัดการเงินลงทุนเช่นเดียวกับผม

ในปี 1962 ชาร์ลี บอกผมอย่างตรงไปตรงมาว่าการซื้อหุ้น Berkshire Hathaway จนมีอำนาจควบคุมกิจการ คือการตัดสินใจที่ผิดพลาด!

แต่เขาบอกอีกว่าเมื่อคุณลงมือทำไปแล้ว เขาจะเป็นคนช่วยแนะนำเองว่าต้องแก้ไขเรื่องนี้ยังไงให้ถูกต้อง

ทั้งที่ ชาร์ลีและครอบครัว ไม่ได้มีเงินลงทุนแม้แต่เหรียญเดียวใน Berkshire บริษัทและกองทุนขนาดเล็ก ๆ ที่ผมบริหารอยู่ในขณะนั้น

ต่อมาในปี 1965 เขาก็ได้เปลี่ยนความคิดผมอีกครั้งว่าให้ลืมเรื่องการซื้อบริษัทแบบ Berkshire ไปซะ จงเพิ่มการลงทุนในบริษัทที่ยอดเยี่ยมในราคาที่เหมาะสม และเลิกซื้อบริษัทธรรมดา ๆ ในราคาที่ยอดเยี่ยม

พูดง่าย ๆ คือบอกให้ผมลืมแนวคิดการลงทุนทั้งหมดของ เบนจามิน เกรแฮม ผู้ซึ่งเป็นไอดอลของผม โดยเขาอธิบายเพิ่มว่าวิธีนี้มันใช้ได้ก็จริง แต่เหมาะกับเงินลงทุนก้อนเล็ก ๆ เท่านั้น

แน่นอนว่าช่วงแรกผมยังยึดติดกับวิธีการแบบเดิม และยอมรับว่าทำผิดพลาดหลายหน จนสุดท้ายผมก็ลองทำตามคำแนะนำของชาร์ลี

หลายปีต่อมา ชาร์ลี กลายมาเป็นหุ้นส่วนในการบริหาร Berkshire และคอยดึงผมกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้องอยู่เสมอ เมื่อนิสัยเก่า ๆ ของผมเริ่มผลุดขึ้นมา

กระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต เขาก็ยังคงเล่นบทบาทนี้ ซึ่งทำให้เราประสบความสำเร็จ และมีช่วงเวลาที่ดีเกินกว่าที่เคยวาดฝันเอาไว้

ชาร์ลีคือ “สถาปนิก” แห่ง Berkshire ส่วนผมนั้นเป็นเพียง “ผู้รับเหมา” ที่นำวิสัยทัศน์ของเขามาสร้างวันต่อวันให้เป็นจริง เขาไม่เคยมีความพยายามที่จะยึดเครดิตเป็นของตัวเองในฐานะผู้ก่อร่างสร้างความสำเร็จ แต่ปล่อยให้ผมได้รับเสียงชื่นชมอยู่ข้างหน้า

คิดดูแล้วความสัมพันธ์ของเราคงเหมือน “พี่ชายผสมพ่อที่แสนดี” บางครั้งเขารู้อยู่แล้วว่าอะไรถูกต้อง แต่ก็ปล่อยให้ผมตัดสินใจ และเมื่อผมทำพลาด เขาไม่เคยซ้ำเติมความผิดพลาดนั้นเลย

ในโลกแห่งความจริง อาคารที่ยิ่งใหญ่จะถูกเชื่อมโยงกับตัวสถาปนิกที่ออกแบบมันขึ้นมา ส่วนผู้ที่ทำหน้าที่เทคอนกรีต ติดตั้งหน้าต่าง มักจะถูกลืมในไม่ช้า

ที่ Berkshire กลายเป็นบริษัทอันยิ่งใหญ่แบบทุกวันนี้ ผมนั้นเป็นผู้ดูแลการก่อสร้าง แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ ชาร์ลี ผู้ที่ควรได้รับเครดิตในฐานะสถาปนิก… ตลอดไป

อ่านจดหมายฉบับเต็ม Charlie Munger – The Architect of Berkshire Hathaway

จดหมายจาก Warren Buffet ถึง Charlie Munger


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด

FINNOMENA FUNDS

Weekly Market Insight

ประจำสัปดาห์  27/02/2024 – 01/03/2024

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

THIS ISSUE
สรุปข่าวเศรษฐกิจรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

EYE ON THIS WEEK
ประเด็นน่าจับตามองในสัปดาห์นี้

MARKET
ภาพรวมตลาดและสินทรัพย์ที่น่าสนใจ

FINNOMENA PORT PERFORMANCE
ผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุน

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์”

กดที่นี่เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

เกาหลีใต้ ออกมาตรการแก้ปัญหา Korea Discount ที่ทำให้มูลค่าหุ้น ต่ำกว่าความเป็นจริง

FINNOMENA Editor

สำหรับการลงทุนในหุ้นเกาหลีใต้ มีคำ ๆ หนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ Korea Discount หรือ “ส่วนลดเกาหลี” หมายถึง การที่หุ้นเกาหลีใต้มักถูกนักวิเคราะห์ประเมินต่ำกว่ามูลค่าจริงเสมอ เหมือนกับมีส่วนลดตลอดเวลา สาเหตุคือความกังวลในธรรมาภิบาลของหุ้นกลุ่มแชโบล

ตัวอย่างหุ้นแชโบล เช่น “ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์” บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ มีขนาดใหญ่กว่า 1 ใน 5 ของตลาดหุ้นทั้งตลาด

ทว่าล่าสุด รัฐเตรียมแก้ปัญหา Korea Discount โดยคณะกรรมการด้านบริการการเงินของเกาหลีใต้ (FSC) เตรียมทำ Corporate Value-up Program หรือโครงการเพิ่มมูลค่าบริษัท โดยจะมีการจูงใจผู้ถือหุ้นผ่านมาตรการต่างๆ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี และยังสนับสนุนให้บริษัทจุดทำแผนการเพิ่มมูลค่าบริษัท

นอกจากนี้ FSC จะจัดทำ Korea Value-up Index สำหรับนักลงทุนสถาบัน รวมถึงกองทุนบำเหน็จบำนาญ และ ETF โดยทั้งหมดมีจุดมุ่งหมายคือการเพิ่มมูลค่าตลาดหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าจริง

FINNOMENA FUNDS มองว่าการส่งออกของเกาหลีใต้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากอุตสาหกรรมชิปที่ขยายตัวจากกระแส AI และ รถยนต์ EV ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับ valuation ของดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ P/E ที่ระดับ 10.3 เท่า หรือเท่ากับค่าเฉลี่ยของตัวเองในรอบ 10 ปี 

จึงแนะนำลงทุนในกองทุน SCBKEQTG-A
ตามกรอบ MEVT Call

รู้จักกองทุน SCBKEQTG-A

– ลงทุนใน iShares MSCI South Korea ETF 

– มีค่า Correlation กับ KOSPI Index ตั้งแต่จัดตั้งที่ 0.888

– กองทุนหลักมีนโยบายการลงทุนแบบ Passive Management 

– เพื่อให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้ใกล้เคียงดัชนี MSCI Korea 25/50

ภาพสัดส่วนการลงทุนของกองทุนหลักของ SCBKEQTG-A | Source: หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ข้อมูล ณ วันที่ 30/9/2023

ดูรายละเอียดกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://finno.me/mevt-call-scbkeqtg

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในประเทศเกาหลีใต้ จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากกองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงบางส่วน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

ตะลุยกองทุนหุ้นอินเดีย มีอะไรที่ต้องรู้ในตลาดแห่งความหวังนี้?

Park Kathawut
กองทุนหุ้นอินเดีย

หุ้นอินเดียเป็นตลาดแห่งความหวังของใครหลายคน จากการถูกหมายมั่นว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ร้อนแรงมากที่สุดในปีนี้ ส่วนหุ้นอินเดียเองก็ยืนระยะได้อย่างมั่นคง

แต่ในอีกแง่ตลาดหุ้นอินเดียก็ดูจะเป็นดินแดนลึกลับที่นักลงทุนจำนวนมากไม่ค่อยรู้จัก จนบางครั้งอาจจะพลาดโอกาสไปแบบน่าเสียดาย

เอาเป็นว่า… หากใครอยากเริ่มต้นลงทุนใน ‘ตลาดหุ้นอินเดีย’ อยากมีกองทุนหุ้นอินเดียติดพอร์ต บทความนี้จะพามาดูกันว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่ต้องรู้ โอกาสและปัจจัยเสี่ยงของตลาดหุ้นอินเดียอยู่ตรงไหน พร้อมกองทุนหุ้นอินเดียที่ Finnomena Funds คัดมาให้แล้ว

กองทุนอินเดีย

ความน่าสนใจของประเทศอินเดีย

1. เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลก

ในปี 2023 อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจโตเร็วที่สุดในโลก Real GDP growth อยู่ที่ 6.3% นอกจากนี้ OECD คาดการณ์ว่าปี 2024-2025 เศรษฐกิจอินเดียจะมี GDP เติบโตที่ 6.1% และ 6.5% ตามลำดับ ถือว่าเติบโตมากที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก แถมแซงหน้าจีนเป็นที่เรียบร้อย

และหากมองไปที่มูลค่า GDP อินเดียมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก รองจากสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และเยอรมัน เท่านั้น

จุดที่น่าสนใจ คือการเติบโตของอินเดียไม่ได้มาจากการส่งออกเป็นหลัก แต่เป็นการใช้จ่ายภายในประเทศ ซึ่งหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญก็คือแผนพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ Atmanirbhar Bharat ‘อินเดียที่พึ่งพาตนเอง’ ของรัฐบาล Narendra Modi

real GDP อินเดีย

Source: OECD Economic Outlook as of 12/02/2024

2. จำนวนประชากรมากที่สุดในโลก และเต็มไปด้วยวัยแรงงาน

อินเดียมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างประชากรเป็นอย่างมาก ปัจจุบันมีจำนวนประชากรเป็นอันดับ 1 ของโลกแล้ว ด้วยจำนวนกว่า 1,429 ล้านคน

ประชากรส่วนใหญ่ยังมีอายุเฉลี่ยที่น้อยเพียง 28.2 ปีเท่านั้น โดยอยู่ในวัยทำงานมากถึง 68% จึงเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการพัฒนาได้อีกมากในอนาคต เนื่องจากความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานและคุณภาพของประชากรที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กองทุนหุ้นอินเดีย

Source: reuters.com as of 20/04/2023

3. โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง

อินเดียมีความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรองรับการเป็นฐานการผลิตใหม่ของโลกในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เนื่องจากรัฐบาลได้อัดฉีดเม็ดเงินลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนพัฒนาสำคัญ เช่น 

  • BharatMalaProject ส่งเสริมด้านโลจิสติกส์ภายในประเทศ และการเชื่อมต่อระหว่างประเทศให้มีประสิทธิภาพ
  • SaubhagyaProject เพื่อให้คนอินเดียทุกครัวเรือนจะต้องมีไฟฟ้าใช้ 
  • BharatNetProject เป้าหมายให้คนอินเดียก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัล โดยสามารถเข้าถึงและใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อหาความรู้ และทำธุรกรรมออนไลน์

4. ความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐอเมริกา

อินเดียและสหรัฐฯ มีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมาเป็นเวลาหลาย 10 ปี เรียกว่าเป็นเหมือนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง เพราะทั้งคู่ต่างยังต้องการกันและกัน เพื่อคานอำนาจการขยายอิทธิพลของจีน

กองทุนหุ้นอินเดีย

Source: REUTERS/Jonathan Ernst

โอกาสและความเสี่ยงของตลาดหุ้นอินเดีย

เห็นความน่าสนใจในแง่ของภาพรวมเศรษฐกิจไปแล้ว ทีนี้ลองมาเจาะลึกลงไปดูในระดับอุตสาหกรรมและตลาดหุ้นกันบ้าง ว่าตอนนี้หุ้นอินเดียมีโอกาสอะไรรออยู่ข้างหน้า หรือมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องไหนบ้างที่ต้องระวัง

แรงซื้อต่างชาติไหลกลับเข้าหุ้นอินเดียต่อเนื่อง

หุ้นอินเดียปรับฐานช่วงต้นปีพักนึง ก่อนที่จะกลับมาวิ่งฉิวเป็นขาขึ้นยาว ๆ โดยมีปัจจัยหนุนจากการเข้ามาไล่ซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่คาดหวังการเติบโตทางเศรษฐกิจอันแข็งแกร่ง สวนทางประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ดูสะดุดลง 

Bloomberg รายงานว่าในช่วงไตรมาส 2 ปี 2023 นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นอินเดีย 9,400 ล้านดอลลาร์ และคิดเป็นกว่า 30% ของมูลค่า Market Cap.

กองทุนหุ้นอินเดีย

Source: FINNOMENA, Bloomberg as of 26/06/2023

Valuation ที่แพง แต่แลกกับการเติบโต

แม้ว่า Valuation ของหุ้นอินเดียยังอยู่ในโซนสูง แต่ก็ถือว่าปรับลดลงมาประมาณนึงแล้ว รวมทั้งแลกมากับโอกาสการเติบโตที่สูงในอนาคต ซึ่งหุ้นอินเดียถูกปรับคาดการณ์กำไรดีกว่าหุ้นโลกต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีก่อน 

กองทุนหุ้นอินเดีย

Source: FINNOMENA, Bloomberg as of 26/06/2023

ดัชนี PMI ขยายตัวสูง และมีโมเมนตัมที่ดี

ดัชนีที่บ่งชี้สภาวะทางเศรษฐกิจของภาคการผลิตและบริการอย่างดัชนี PMI (Purchasing Managers’ Index) ที่วัดความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในประเทศ สะท้อนว่าอินเดียกำลังขยายตัวได้ในระดับสูงมากอย่างต่อเนื่อง และเหนือว่าประเทศอื่น ๆ ในหลายแง่มุม

กองทุนหุ้นอินเดีย

Source: FINNOMENA, Bloomberg as of 26/06/2023

รู้จักดัชนีหุ้นอินเดีย มีอะไรบ้าง?

ตลาดหุ้นอินเดียจะมีดัชนีหลักของประเทศที่เทรดกันบนสกุลเงินรูปีอินเดียด้วยกัน 2 ดัชนี ได้แก่ 

  • Nifty 50 คือ ดัชนีที่ประกอบด้วยหุ้นขนาดใหญ่ 50 ตัวแรกในตลาดหุ้นอินเดีย
  • Sensex คือ ดัชนีที่ประกอบด้วยหุ้นขนาดใหญ่ 30 ตัวแรกในตลาดหุ้นอินเดีย

แต่ดัชนีซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุดของกองทุนรวมเพื่อใช้เป็นตัวชี้วัด (Benchmark) สำหรับตลาดหุ้นอินเดีย คือ MSCI India ที่ประกอบด้วยหุ้นขนาดกลางและขนาดใหญ่ 114 ตัวในตลาดหุ้นอินเดีย

อย่างไรก็ดี ทั้ง 3 ดัชนีมีสัดส่วนการให้น้ำหนักในหุ้นและกลุ่มอุตสาหกรรมค่อนข้างคล้ายคลึงกัน โดยหุ้น Top Holding นำมาด้วย Reliance ที่เป็นบริษัทพลังงานและปิโตรเคมี, ธุรกิจธนาคารและสินเชื่ออย่าง ICCI Bank และ Housing Dev Finance ตลอดจนธุรกิจไอทียักษ์ใหญ่ อย่าง Infosys และ Tata Consultancy Services 

กองทุนไทยที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นอินเดีย

ถ้าเริ่มสนใจลงทุนในหุ้นอินเดีย ปัจจุบันมีกองทุนไทยที่มีนโยบายลงทุนในอินเดียให้เลือกมากมาย ดังนี้

กองทุนหุ้นอินเดีย Active Fund

กองทุนหุ้นอินเดีย Passive Fund

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/

กองทุนหุ้นอินเดียแนะนำ

B-BHARATA กองทุนเปิดบัวหลวงภารตะ

กองทุนหุ้นอินเดียที่มีนโยบายลงทุนผ่านกองทุนหลัก RAMS Investment Unit Trust – India Equities Portfolio Fund II ไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยมีกลยุทธ์การลงทุน Active Management เน้นลงทุนในธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมในประเทศอินเดีย

  • ค่าความเสี่ยงของกองทุนอยู่ที่ระดับ 6
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน (FX Hedging 50.16 %)
  • เงินลงทุนขั้นต่ำ 500 บาท

กองทุนอินเดีย  Source: FINNOMENA FUND as of 12/02/2024

TISCOINA-A กองทุนเปิด ทิสโก้ อินเดีย แอคทีฟ อิควิตี้ ชนิดสะสมผลตอบแทน

กองทุนที่ลงทุนในหุ้นอินเดียผ่าน 3 กองทุนหลักคือ 1.) Nomura Funds Ireland plc India Equity Fund ใช้กลยุทธ์ Active คัดเลือกหุ้นด้วยวิธี Bottom-up 25-30 ตัว จาก Universe ประมาณ 240 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดใหญ่ 2.) FSSA Indian Subcontinent Fund ใช้กลยุทธ์ Active คัดเลือกหุ้นด้วยวิธี Bottom-up ที่ประกอบธุรกิจในอินเดีย, ศรีลังกา, ปากีสถาน และบังคลาเทศ เน้นลงทุน 50 ตัว กระจายในหุ้นขนาดใหญ่ กลาง เล็ก 3.) Goldman Sachs India Equity Portfolio ใช้กลยุทธ์ Active คัดเลือกหุ้นด้วยวิธี Bottom-up ประมาณ 70-100 ตัว จาก Universe ประมาณ 700 ตัว ส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดกลาง-เล็ก

  • ค่าความเสี่ยงของกองทุนอยู่ที่ระดับ 6
  • ปัจจุบันกองทุนไม่ได้มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
  • เงินลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท

TISCOINA-A Source: FINNOMENA FUND as of 12/02/2024

เปรียบเทียบกองทุน B-BHARATA vs TISCOINA-A

เปรียบเทียบกองทุนอินเดีย

กราฟแสดงผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปี ข้อมูล ณ 21/02/2024 ที่มา: www.finnomena.com/fund/compare/
** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

เปรียบเทียบกองทุนอินเดีย

ตารางเปรียบเทียบข้อมูลกองทุน ข้อมูล ณ 21/02/2024 ที่มา: www.finnomena.com/fund/compare/

สุดท้ายนี้ใครที่มีความสนใจและมองเห็นโอกาสต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศอินเดีย หรืออาจจะต้องการกระจายเงินลงทุนในตลาด Emerging Market ใหม่ ๆ นอกเหนือจากจีนและเวียดนาม ตลาดหุ้นอินเดียก็ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าศึกษาและทำความเข้าใจไว้

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/


แหล่งข้อมูล

คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม และประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

รู้จัก ‘หุ้นไต้หวัน’ ยักษ์ใหญ่ 10 ตัว มีอะไรบ้าง?

planet 46
รู้จัก ‘หุ้นไต้หวัน’ ยักษ์ใหญ่ 10 ตัว มีอะไรบ้าง?

“ไต้หวัน” ถือเป็นอีกหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2023 ไต้หวันครองอันดับ 4 ในดัชนีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นดัชนีที่แสดงถึงความมั่นคงทางการเงินอันแข็งแกร่งของไต้หวันที่มีการพัฒนาขึ้นเด่นชัดในทุกปี นอกจากนี้ไต้หวันยังเป็นประเทศมหาอำนาจใน ‘การผลิตชิป’ หรือ ‘เซมิคอนดักเตอร์’ รายใหญ่ของโลกอีกด้วย

บทความนี้เราจึงขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ 10 ‘หุ้นไต้หวัน’ ยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) สูงสุด จะมีอะไรบ้าง แต่ละตัวทำธุรกิจอะไร ไปดูกัน

10 หุ้นไต้หวัน มูลค่าบริษัท (Market Cap) สูงสุด

TSMC

รู้จัก ‘หุ้นไต้หวัน’ ยักษ์ใหญ่ 10 ตัว มีอะไรบ้าง?

Taiwan Semiconductor Manufacturing Company หรือ TSMC ก่อตั้งขึ้นในปี 1987 เป็นบริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในไต้หวัน โดยมีมูลค่าบริษัทสูงที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 รองจาก NVIDIA ด้วยมูลค่าบริษัทกว่า 17.712 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ก.พ. 2567) จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน (Taiwan Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘2330’ ในปี 1993 และในปี 1997 ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘TSM’ โดยเป็นบริษัทไต้หวันบริษัทแรกที่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก

ปัจจุบัน TSMC เป็นผู้ผลิตชิปให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก เช่น AMD, Apple, Broadcom, Marvell และ Sony เป็นต้น ด้วยกำลังการผลิตไมโครชิปมากกว่า 30 ล้านชิ้นต่อปี จึงทำให้ TSMC ขึ้นมายืนแถวหน้าของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

MediaTek

รู้จัก ‘หุ้นไต้หวัน’ ยักษ์ใหญ่ 10 ตัว มีอะไรบ้าง?

MediaTek เป็นบริษัทผลิตเซมิคอนดักเตอร์แฟบเลส (Fabless) ออกแบบและจัดจำหน่ายชิปสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในไต้หวัน มีสำนักงานกว่า 41 แห่งทั่วโลก ก่อตั้งขึ้นในปี 1997 จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน (Taiwan Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘2454’ เป็นผู้นำตลาดด้านนวัตกรรม SoC (Systems-on-Chip) ผลิตภัณฑ์อุปกรณ์มือถือ แท็บเล็ต ความบันเทิงภายในบ้าน โทรทัศน์ดิจิทัล ระบบ 5G อุปกรณ์สั่งการด้วยเสียง (VAD: Voice Assistant Devices) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบสวมใส่ (Wearables) และผลิตภัณฑ์ IoT เป็นต้น ชิปของ MediaTek ถูกใช้งานในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากกว่า 2 พันล้านเครื่องต่อปี

Foxconn

รู้จัก ‘หุ้นไต้หวัน’ ยักษ์ใหญ่ 10 ตัว มีอะไรบ้าง?

Foxconn (Hon Hai Precision Industry) บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ในไต้หวัน ก่อตั้งขึ้นในปี 1974 จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน (Taiwan Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘2317’ และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (London Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘HHPD’ 

Foxconn ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้กับบริษัทรายใหญ่ทั่วโลก ทั้งสหรัฐฯ แคนนาดา จีน ฟินแลนด์ และญี่ปุ่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตโดย Foxconn เช่น Blackberry, iPad, iPod, iPhone รวมถึงเครื่องเล่นเกมของ Nintendo เช่น GameCube, Nintendo DS เป็นต้น

Quanta Computer

รู้จัก ‘หุ้นไต้หวัน’ ยักษ์ใหญ่ 10 ตัว มีอะไรบ้าง?

Quanta Computer เป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและอุปกรณ์เล็กทรอนิกส์ ก่อตั้งในปี 1988 จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน (Taiwan Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘2382’ ธุรกิจของบริษัทมุ่งเน้นไปที่การวิจัย การพัฒนา การผลิต และการขายคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก สินค้าหลักของบริษัท ได้แก่ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก, แท็บเล็ต, คอมพิวเตอร์ All in One, ระบบเครือข่ายไร้สาย (WLAN) รวมถึงผลิตภัณฑ์ไร้สายอื่น ๆ ซึ่งจัดจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ จีน เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น โดย Quanta Computer มีลูกค้าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก เช่น Apple, Dell, Acer, Alienware, Amazon.com, Lenovo, LG และ Microsoft เป็นต้น

Chunghwa Telecom

รู้จัก ‘หุ้นไต้หวัน’ ยักษ์ใหญ่ 10 ตัว มีอะไรบ้าง?

Chunghwa Telecom เป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน ด้วยมูลค่าบริษัทกว่า 946.408 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ก.พ. 2567) ก่อตั้งขึ้นในปี 1996 จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน (Taiwan Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘2412’  ในเดือนตุลาคม 2000 และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘CHT’ ในเดือนกรกฎาคม 2003

ธุรกิจหลักของ Chunghwa Telecom คือการให้บริการอินเทอร์เน็ต บริการบรอดแบนด์ บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และบริการเดินสายโทรศัพท์บ้าน รวมถึงบริการ ข้อมูลและการสื่อสารแก่ลูกค้าองค์กร เช่น ระบบคลาวน์, IoT และ AI เป็นต้น โดยมีบริษัทในเครือกว่า 20 บริษัท

Fubon Financial

รู้จัก ‘หุ้นไต้หวัน’ ยักษ์ใหญ่ 10 ตัว มีอะไรบ้าง?

Fubon Financial เป็นสถาบันการเงินในไต้หวัน ก่อตั้งขึ้นในปี 2001 จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน (Taiwan Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘2881’ และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (London Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘FBND’ โดยมีผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินตอบโจทย์ลูกค้าแบบครบครัน ไม่ว่าจะเป็น บริการด้านการธนาคาร ประกันชีวิต ประกันทรัพย์สิน การจัดการการลงทุน นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ฯลฯ ที่ให้บริการผ่านกลุ่มบริษัทในเครือ ได้แก่ Fubon Asset Management, Fubon Insurance Co. Ltd., Fubon Securities, Fubon Bank (present Taipei Fubon Bank), Fubon Life, Fubon Bank (China) and Fubon Bank (Hong Kong) Limited

Delta Electronic

รู้จัก ‘หุ้นไต้หวัน’ ยักษ์ใหญ่ 10 ตัว มีอะไรบ้าง?

Delta Electronic ก่อตั้งในปี 1971 เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการออกแบบ การผลิตและให้บริการธุรกิจโซลูชั่นส์สำหรับการจัดการพลังงานและการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน (Taiwan Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘2308’ 

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์หลักของ Delta ได้แก่ ระบบจัดการพลังงานสำหรับเทคโนโลยีสารสนเทศ ยานยนต์ ระบบโทรคมนาคม ระบบอุตสาหกรรม สำนักงานอัตโนมัติ อุตสาหกรรมการแพทย์ รวมถึงเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ตัวแปลงกระแสไฟฟ้า DC-DC และ อะแดปเตอร์ โดยมีโรงงานกว่า 200 แห่งทั่วโลก

Formosa Petrochemical

รู้จัก ‘หุ้นไต้หวัน’ ยักษ์ใหญ่ 10 ตัว มีอะไรบ้าง?

Formosa Petrochemical เป็นบริษัทด้านพลังงานในไต้หวัน ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 6 เม.ย. 1992 ดำเนินธุรกิจหลักในการกลั่นและจัดจพหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมัน เช่น แนฟทา น้ำมันเบนซิน-ดีเซล น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)  รวมถึงการผลิตและจำหน่ายโอเลฟินส์ที่ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเม็ดพลาสติกชนิดต่าง ๆ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน (Taiwan Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘6505’ ปัจจุบัน Formosa Petrochemical เป็นบริษัทน้ำมันและก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน ด้วยมูลค่าบริษัทกว่า 703.016 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ก.พ. 2567)

Cathay Financial Holding

รู้จัก ‘หุ้นไต้หวัน’ ยักษ์ใหญ่ 10 ตัว มีอะไรบ้าง?

Cathay Financial Holding เป็นบริษัทโฮลดิ้งทางการเงินในไต้หวัน ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 31 ธ.ค. 2001 ดำเนินธุรกิจด้านการลงทุนและการจัดการธุรกิจการลงทุนเป็นหลัก จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน (Taiwan Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘2882’ โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินครบวงจรที่เหมาะกับความต้องการของลูกค้าด้วยเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุม 700 สาขา ผ่าน 4 ส่วนธุรกิจหลัก ดังนี้

  1. ธนาคาร: ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการธนาคาร เช่น การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ การค้ำประกัน การลงทุนด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และทรัสต์ เป็นต้น
  2. ประกันชีวิต: นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับประกันชีวิตต่าง ๆ ตลอดจนการให้บริการวางแผนทางการเงิน 
  3. ประกันภัยทรัพย์สิน: นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน เช่น ประกันภัยอัคคีภัย ประกันภัยทางทะเล ประกันภัยที่ดินและทางอากาศ และประกันภัยค้ำประกัน เป็นต้น
  4. หลักทรัพย์: ดำเนินธุรกิจหลักในการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ตลอดจนการให้บริการทางการเงินที่เกี่ยวข้อง

United Microelectronics

รู้จัก ‘หุ้นไต้หวัน’ ยักษ์ใหญ่ 10 ตัว มีอะไรบ้าง?

United Microelectronics เป็นบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ในไต้หวัน ก่อตั้งขึ้นในปี 1980 จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน (Taiwan Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘2303’ และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘UMC’ ปัจจุบันบริษัทให้บริการการผลิตวงจรรวม (IC) สำหรับการใช้งานที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยมมีธุรกิจหลักในการผลิตชิปตามความต้องการของลูกค้าโดยการใช้กระบวนการและเทคนิคพิเศษของบริษัทผ่านโรงงานกว่า 12 แห่งทั่วโลกทั้งในไต้หวัน สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และยุโรป

— planet 46.

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

planet 46
ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

หากพูดถึง ‘ยุโรป’ หลาย ๆ คนคงนึกถึงสินค้าแบรนด์เนมเป็นอันดับแรก แต่ต้องขอบอกว่ายุโรปไม่ได้มีแค่บริษัทเหล่านั้นเท่านั้น แต่ยังมีบริษัทที่น่าสนใจอีกมากมาย บทความนี้จึงขอชวนทุกคนมาดู 10 ‘หุ้นยุโรป’ ที่น่าสนใจ พร้อมนำกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำสำหรับคนที่สนใจลงทุนในหุ้นยุโรปมาฝากกัน

10 หุ้นยุโรป ที่น่าสนใจ

Novo Nordisk

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

Novo Nordisk คือบริษัทด้านการดูแลสุขภาพระดับโลกสัญชาติเดนมาร์ก ก่อตั้งขึ้นในปี 1923 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘NVO’ บริษัทมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยา โดยเฉพาะยาสำหรับการดูแลโรคเบาหวานที่จำหน่ายภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘Ozempic’ และยาเพื่อรักษาโรคอ้วนภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘Wegovy’ นอกจากนี้ยังผลิตยาเพื่อรักษาโรคต่าง ๆ ภายใต้แบรนด์ในเครือมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Levemir, Tresiba, NovoLog, Novolin R, NovoSeven, NovoEight และ Victoza โดยจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก ปัจจุบัน Novo Nordisk ถือเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ด้วยมูลค่าตลาด (Market Cap) กว่า 537.95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 13 ก.พ. 2567)

LVMH

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

LVMH Moët Hennessy Louis Vuitton หรือ LVMH เป็นกลุ่มบริษัทสินค้าหรูหราสัญชาติฝรั่งเศส ก่อตั้งขึ้นในปี 1987 จากการควบรวมกิจการของ Louis Vuitton กับ Moët Hennessy จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซต์ ปารีส (Euronext Paris) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘MC’ โดยในเดือนเมษายน 2023 LVMH กลายเป็นบริษัทยุโรปแห่งแรกที่มีมูลค่าบริษัทเกิน 500 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจุบันมีคุณ Bernard Arnault บุคคลที่รวยติดอันดับโลกนั่งเก้าอี้ CEO ของ LVMH 

LVMH ดำเนินธุรกิจผ่าน 6 ภาคส่วน ภายใต้แบรนด์ในเครือกว่า 75 แบรนด์ ได้แก่

  1. ไวน์และสุรา (Wines and spirits) มีทั้งหมด 27 แบรนด์ในเครือ เช่น Moët & Chandon, Krug, Veuve Clicquot, Hennessy และ Chateau d’Yquem
  2. สินค้าแฟชั่นและเครื่องหนัง (Fashion and leather goods) มีทั้งหมด 14 แบรนด์ในเครือ เช่น Louis Vuitton, Christian Dior และ Givenchy
  3. น้ำหอมและเครื่องสำอาง (Perfumes and cosmetics) มีทั้งหมด 16 แบรนด์ในเครือ เช่น Parfums Christian Dior, Parfums Givenchy Guerlain, Benefit Cosmetics, Fresh และ Make Up For Ever
  4. นาฬิกาและเครื่องประดับ (Watches and jewellery) มีทั้งหมด 8 แบรนด์ในเครือ เช่น TAG Heuer, Hublot, Zenith, Bulgari, Chaumet และ Fred
  5. ห้างและร้านค้าปลีก (Selective retailing) มีทั้งหมด 5 แบรนด์ในเครือ เช่น 24S, DFS, La Grande Epicerie de Paris, Le Bon Marché Rive Gauche และ Sephora
  6. ธุรกิจอื่น ๆ (Other activities) มีทั้งหมด 8 แบรนด์ในเครือ เช่น Belmond, Cheval Blanc Connaissance des Arts, Cova, Investir, Jardin d’Acclimatation และ Le Parisien

ASML

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

ASML Holding หรือ ASML เป็นบริษัทโฮลดิ้งด้านเซมิคอนดักเตอร์สัญชาติดัตช์ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซต์ อัมสเตอร์ดัม (Euronext Amsterdam) และตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (NASDAQ) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘ASML’ บริษัทเชี่ยวชาญในการพัฒนาและผลิตระบบลิโทกราฟีแบบใช้แสง (photolithography) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตชิปคอมพิวเตอร์ ดำเนินงานผ่านบริษัทในเครือทั่วโลกทั้งในประเทศเนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา อิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ เบลเยียม เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเลเซีย และอิสราเอล ปัจจุบัน ASML เป็นผู้ผลิตเครื่องผลิตชิปรายใหญ่ให้กับบริษัทผลิตชิปทั่วโลก เช่น TSMC 

L’Oréal

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

L’Oréal เป็นบริษัทผลิตภัณฑ์เสริมความงามสัญชาติฝรั่งเศส ก่อตั้งขึ้นในปี 1909 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซต์ ปารีส (Euronext Paris) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘OR’ ในเดือนตุลาคม ปี 1963 ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและทำสีผม เครื่องสำอาง และน้ำหอม โดยดำเนินธุรกิจผ่าน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

  1. กลุ่มผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค (Consumer Product) มีทั้งหมด 10 แบรนด์ในเครือ เช่น 3ce, Garnier, L’Oréal Paris, Maybelline และ NYX Cosmetics
  2. กลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง (L’Oréal Luxe) มีทั้งหมด 16 แบรนด์ในเครือ เช่น Lancome, Kiehl’s, Valentino, Yves Saint Laurent และ Prada
  3. กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับช่างทำผมมืออาชีพ (Professional Product) มีทั้งหมด 5 แบรนด์ในเครือ เช่น L’Oréal Professtional Paris, Kerastase Paris และ Matriz
  4. กลุ่มผลิตภัณฑ์เวชสำอาง (Active Cosmetics) มีทั้งหมด 5 แบรนด์ในเครือ ที่จำหน่ายผ่านทางเคาน์เตอร์ร้านขายยา เช่น La Roche-Posay, CeraVe และ Vichy

Hermès

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

Hermès เป็นบริษัทสินค้าฟุ่มเฟือยสัญชาติฝรั่งเศส ก่อตั้งขึ้นในปี 1837 โดย Thierry Hermès จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซต์ ปารีส (Euronext Paris) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘RMS’ ปัจจุบัน Hermès ผลิตและจำหน่ายสินค้าหรูหราหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า ผ้าพันคอ เนกไท เครื่องประดับ นาฬิกา น้ำหอม เสื้อผ้าและของใช้เด็ก ตลอดจนของใช้ภายในบ้านและของเบ็ดเตล็ด เช่น จานชาม เครื่องเขียน สายคล้องมือถือ ฯลฯ โดยทำการจัดจำหน่ายสินค้าของแบรนด์ผ่านทางออนไลน์และร้านค้าสาขาของ Hermès ทั่วโลก ทั้งในยุโรป เอเชีย และอเมริกา

Accenture

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

Accenture เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและธุรกิจที่ให้บริการใน 120 ประเทศทั่วโลก ก่อตั้งขึ้นในปี 1989 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองดับลินประเทศไอร์แลนด์ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘ACN’ โดยดำเนินธุรกิจผ่าน 5 ส่วนงานหลัก ได้แก่

  1. Accenture Strategy & Consulting ทีมให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ
  2. Accenture Song ทีมออกแบบ UI/UX เพื่อดูแลประสบการณ์ของลูกค้า
  3. Accenture Technology ทีมสร้างและใช้ซอฟต์แวร์เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจ เช่น AI Robotic และ Analytics
  4. Accenture Operations ทีมที่ดูแลเรื่อง Outsourcing 
  5. Accenture Industry X ทีมวิศวกรรมดิจิทัลและบริการผลิต

SAP

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

SAP เป็นบริษัทด้านซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันระดับองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลกรองจาก Adobe ด้วยมูลค่าตลาด (Market Cap) กว่า 211.87 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ก.พ. 2567) ก่อตั้งขึ้นในปี 1972 มีสำนักงานใหญ่อยู่ในรัฐบาเดิน-เวือร์ทเทิมแบร์คในประเทศเยอรมนี โดยจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต (Frankfurt Stock Exchange) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘SAP’

SAP มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาซอฟต์แวร์ ERP ซึ่งเป็นโปรแกรมมาตรฐานที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจสำหรับองค์กรทุกขนาด เช่น เช่น การจัดซื้อ การผลิต การจัดการวัสดุ การขาย การตลาด การเงิน และทรัพยากรบุคคล (HR) ปัจจุบันมีบริษัทที่ใช้งานซอฟต์แวร์ของ SAP กว่า 6,000 บริษัท ใน 50 ประเทศทั่วโลก

Dior

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

Dior เป็นบริษัทสินค้าฟุ่มเฟือยสัญชาติฝรั่งเศส ก่อตั้งขึ้นในปี 1946 โดยนักออกแบบแฟชั่นชาวฝรั่งเศสที่มีนามว่า ‘Christian Dior’ และได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซต์ ปารีส (Euronext Paris) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘CDI’ โดยมีคุณ Bernard Arnault CEO ของ LVMH นั่งเก้าอี้ประธานบริษัท Dior

ปัจจุบัน Dior มุ่งเน้นไปที่การออกแบบ ผลิต และจำหน่ายสินค้าหรูหราทั้งเสื้อผ้า เครื่องหนัง เครื่องประดับ รองเท้า นาฬิกา น้ำหอม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลผิว นอกจากนี้ยังมีสินค้าสำหรับเด็กที่อยู่ภายใต้แบรนด์ ‘Baby Dior’ และสินค้าสำหรับผู้ชายที่อยู่ภายใต้แบรนด์ ‘Dior Homme’ โดยจัดจำหน่ายสินค้าของแบรนด์ผ่านทางออนไลน์และร้านค้าสาขาของ Dior มากกว่า 400 แห่งทั่วโลก ทั้งในยุโรป สหรัฐฯ และเอเชีย

Airbus

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

Airbus เป็บริษัทยุโรปที่ดำเนินธุรกิจในอุตสากรรมการบิน ก่อตั้งขึ้นในปี 2000 จากการควบรวมกิจการของ DaimlerChrysler Aerospace, Aérospatiale-Matra และ Construcciones Aeronáuticas และได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซต์ ปารีส (Euronext Paris), ตลาดหลักทรัพย์มาดริด (Madrid Stock Exchange) และตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต (Frankfurt Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘EAD’ โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาและจำหน่ายเครื่องบินพาณิชย์ อากาศยานทางการทหาร จรวด ขีปราวุธ และดาวเทียม ผ่านการดำเนินธุรกิจ 3 ส่วนงาน ได้แก่

  1. Airbus มุ่งเน้นไปที่การพัฒนา การผลิต การตลาด และการขายเครื่องบินเจ็ตเชิงพาณิชย์และส่วนประกอบของเครื่องบิน ตลอดจนการดัดแปลงเครื่องบินและบริการที่เกี่ยวข้อง 
  2. Airbus Helicopters เชี่ยวชาญในการพัฒนา ผลิต ทำการตลาด และการขายเฮลิคอปเตอร์พลเรือนและทหาร ตลอดจนการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับเฮลิคอปเตอร์
  3. Airbus Defense and Space ผลิตเครื่องบินรบทางทหารและเครื่องบินฝึก จัดหาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้านการป้องกันและโซลูชันด้านความปลอดภัยระดับโลก ตลอดจนเป็นผู้ผลิตขีปนาวุธ

Allianz

ส่อง 10 ‘หุ้นยุโรป’ ทวีปที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์เนม พร้อมกองทุนหุ้นยุโรปแนะนำ

Allianz เป็นบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินสัญชาติเยอรมัน ก่อตั้งขึ้นในปี 1890 ณ เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี โดยมีธุรกิจหลักคือการประกันภัยและการบริหารสินทรัพย์ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต (Frankfurt Stock Exchange) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘ALV’

Allianz มุ่งเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและประกันสุขภาพที่หลากหลาย รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสินทรัพย์ให้กับทั้งลูกค้ารายย่อยและลูกค้าองค์กร ซึ่งเปิดให้บริการในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ปัจจุบัน Allianz เป็น 1 ใน 5 อันดับ บริษัทประกันชีวิตและประกันสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็น 1 ใน 3 ของบริษัทประกันวินาศภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ลงทุน ‘หุ้นยุโรป’ ผ่านกองทุนรวม

กองทุนหุ้นยุโรปในไทยที่เราจะหยิบมาพูดถึงในบทความนี้มี 2 กองทุน ได้แก่ กองทุน ONE-EUROEQ และ SCBEUEQA โดยทั้ง 2 กองทุนเป็นที่อยู่ใน FINNOMENA Pick (F Pick) ที่ผ่านการคัดสรรโดย FINNOMENA Investment Team ผ่านการวิเคราะห์ทั้งในเชิงปริมาณ (Quantitative) และในเชิงคุณภาพ (Qualitative) แล้วว่าเป็นกองทุนหุ้นยุโรปที่น่าสนใจ

ONE-EUROEQ

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในหุ้นของบริษัทยุโรปที่พิจารณาแล้วเห็นว่ามีแนวโน้มการเติบโตในระดับที่น่าสนใจและมีความสามารถในการแข่งขันในช่วงระยะเวลา 3-5 ปี ผ่านกองทุน Eleva European Selection Fund Class I (EUR) acc (กองทุนหลัก) ที่บริหารจัดการโดย ELEVA Capital ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความชำนาญในการลงทุนในหุ้นยุโรป

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ระดับความเสี่ยง: 6

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท

ศึกษาข้อมูลกองทุน ONE-EUROEQ เพิ่มเติมได้ในหนังสือชี้ชวน (Fund Factsheet)

https://www.one-asset.com/doc_fund/Fund%20Summary%20Prospectus/ONE-EUROEQ_summary_prospectus.pdf 

SCBEUEQA

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี STOXX Europe 600 เพื่อให้ผลการดำเนินงานของกองทุนใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี STOXX Europe 600 ผ่านกองทุน iShares STOXX Europe 600 (DE) (กองทุนหลัก)

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัด (Passive Management)

ระดับความเสี่ยง: 6

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท

ศึกษาข้อมูลกองทุน SCBEUEQA เพิ่มเติมได้ในหนังสือชี้ชวน (Fund Factsheet)

https://www.scbam.com/medias/fund-doc/summary-prospectus/SCBEUEQA_SUM.pdf 

— planet 46.


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Jefferies คาด “ตลาดหุ้นอินเดีย” มูลค่าแตะ 10 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ภายในปี 2030

FINNOMENA Editor
Jefferies คาด “ตลาดหุ้นอินเดีย” มูลค่าแตะ 10 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ภายในปี 2030

Jefferies Financial Group Inc. คาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดหุ้นอินเดีย จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า เป็น 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 โดยพิจารณาจากผลตอบแทนเป็นเลขสองหลักและความคาดหวังในการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

Mahesh Nandurkar และ Chris Wood ระบุว่า ตลาดหุ้นอินเดีย ที่ปัจจุบันใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ด้วยมูลค่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แซงหน้าฮ่องกงไปช่วงสั้น ๆ เมื่อเดือนมกราคม 2567 อย่างไรก็ตามน้ำหนักในดัชนีหุ้นทั่วโลกยังต่ำกว่า 2% ทำให้นักลงทุนต่างชาติเพิ่มการลงทุน

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทำให้อินเดียเป็นตลาดที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเปลี่ยนทิศทางจากจีน GDP เพิ่มขึ้น 7% CAGR ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเป็น 3.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ช่วยให้เศรษฐกิจก้าวกระโดดจากอันดับที่ 8 ไปสู่อันดับที่ 5

Jefferies คาดว่า GDP ของอินเดียจะแตะ 5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2027 ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศแซงหน้าญี่ปุ่นและเยอรมนี เนื่องจากสถานการณ์ประชากรที่ลดลง ความเข้มแข็งของสถาบัน และการปรับปรุงมาตรฐานการกำกับดูแล

ที่มา: https://moneyandbanking.co.th/2024/93139/

🇮🇳 กองทุนหุ้นอินเดีย แนะนำโดย Mr.Messenger:

ด้วยศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับสูง ทำให้แนวโน้มเม็ดเงินจากต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นอินเดียหลัง MSCI เพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นอินเดียในการคำนวนดัชนี Mr.Messenger Call จึงแนะนำลงทุนในหุ้นอินเดียผ่านกองทุน B-BHARATA และกองทุน TISCOINA-A

1️⃣ B-BHARATA

  • กองทุนรวมหุ้นอินเดีย ลงทุนผ่านกองทุน RAMS Investment Unit Trust – India Equities Portfolio Fund II
  • เน้นธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมในประเทศอินเดีย และมีน้ำหนักการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ เพื่อโอกาสเพิ่มผลตอบแทนมากขึ้น
  • อัตราผลตอบแทนที่อยู่ในระดับที่น่าพอใจ มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน 45% ของเงินลงทุน
  • ดูรายละเอียดกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://finno.me/pick-b-bharata

2️⃣ TISCOINA-A

ลงทุนในหุ้นอินเดียผ่าน 3 กองทุนหลัก ได้แก่

  1. Nomura Funds Ireland plc India Equity Fund: ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Active Management คัดเลือกหุ้นด้วยวิธี Bottom-up พิจารณาจากพื้นฐานของหุ้นเป็นหลัก ประมาณ 25-30 ตัว จาก Universe ประมาณ 240 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดใหญ่
  2. FSSA Indian Subcontinent Fund: ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Active Management คัดเลือกหุ้นด้วยวิธี Bottom-up คัดเลือกหุ้นที่ประกอบธุรกิจในอินเดีย, ศรีลังกา, ปากีสถาน และบังคลาเทศ โดยเน้นลงทุนประมาณ 50 ตัว กระจายลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ กลาง เล็ก โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
  3. Goldman Sachs India Equity Portfolio: ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Active Management คัดเลือกหุ้นด้วยวิธี Bottom-up เลือกหุ้นประมาณ 70-100 ตัว จาก Universe ประมาณ 700 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดกลางเล็ก

 

📌 อ่านคำแนะนำ Mr.Messenger Call เพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/mr-messenger/call-india-feb-2024/


คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 . ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

ส่อง Global Perspective Portfolio by KAsset พอร์ตการลงทุน Multi Asset พร้อมสู้เกมยาวแบบนักวิ่งมาราธอน

FINNOMENA Editor

ครั้งหนึ่ง วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ เคยกล่าวไว้ว่า “การลงทุนเป็นเหมือนการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น”

ในภาวะการลงทุนปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตภูมิอากาศ AI ภูมิรัฐศาสตร์ และอื่น ๆ Mindset การลงทุนแบบวิ่งมาราธอน คือมองภาพระยะยาว ถือเป็นเรื่องขาดไม่ได้

และการจะทำแบบนั้นได้ นักลงทุนจำเป็นต้องทำ Asset Allocation สร้างพอร์ตแบบ Multi Asset เพื่อให้เกิดการกระจายความเสี่ยง สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องทุกภาวะตลาดในระยะยาว

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เราต้องกระจายการลงทุนคือ สินทรัพย์ชนิดหนึ่งไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดตลอดไป

ถ้าตามติดข่าวสารด้านการลงทุนจะเห็นได้เลยว่าสภาวะตลาดเปลี่ยนไปทุกปี เช่น ในยุคที่ดอกเบี้ยสูงในปีก่อน ๆ หุ้นเติบโตไม่สามารถทำผลได้ดีเท่าที่ควร ดังนั้น การจัดพอร์ตแบบ Multi Asset จึงเปิดโอกาสให้ในระยะยาวเราสามารถทำผลตอบแทนได้น่าพอใจไม่ว่าสินทรัพย์ไหนจะทำผลงานได้ดีในช่วงเวลานั้น

ที่มา: Presentation Slide รายการ Portfolio Mastery ณ วันที่ 23/02/2024

หากใครสนใจการลงทุนในพอร์ตที่มีนโยบายแบบ Multi Asset วันนี้ FINNOMENA FUNDS ขอแนะนำ Global Perspective Portfolio by KAsset ช่วยสร้างผลตอบแทนระยะยาวผ่านพอร์ตการลงทุนที่มีการกระจายลงทุนเป็นอย่างดี

รู้จัก Global Perspective Portfolio by KAsset

Global Perspective Portfolio by KAsset ใช้แนวคิด Core-Satellite portfolio คือ

– มี Core Portfolio (80%) เป็นพอร์ตพลักที่ถือไปยาว ๆ 

– มี Satellite Portfolio (20%) เป็นพอร์ตที่ช่วยสร้างโอกาสผลตอบแทนในระยะสั้นกว่า

ความพิเศษคือในส่วนของ Satellite Portfolio จะมีการแบ่งย่อยเป็น 2 ส่วนอีก คือ 

– Return-seeking Satellite (10%) ช่วยหาโอกาสผลตอบแทนเพิ่มเติม

– Diversifying Satellite (10%) ช่วยกระจายความเสี่ยง มี correlation กับ Core Port ต่ำ

นอกจากนี้ Global Perspective Portfolio by KAsset ยังมีการผสานมุมมองการลงทุนจาก J.P. Morgan Asset Management ซึ่งเป็นบลจ. ระดับโลกเข้ามาอีกด้วย

อ่านข้อมูลของ Global Perspective Portfolio by KAsset เพิ่มเติม : https://finno.me/global-perspective-port 

ที่มา: Presentation Slide รายการ Portfolio Mastery ณ วันที่ 23/02/2024

ติดตามรายการใหม่ Portfolio Mastery

นักลงทุนสายจัดพอร์ต สามารถติดตามรายการใหม่ Portfolio Mastery – รีวิวทุกข้อมูลพอร์ตการลงทุนที่คุณถือ” ได้ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 1 ทุ่มตรง!

‍‍‍‍‍‍รายการที่จะนำทุกพอร์ตการลงทุนของ FINNOMENA มาทำการ review เชิงลึกให้นักลงทุนได้ติดตามความเคลื่อนไหวและมุมมองการลงทุน พร้อมกลยุทธ์ที่ใช้ในอนาคต รวมถึงแนะนำพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมในแต่ละช่วง ‍‍ ‍‍‍

โดยคุณกิ๊ก กสิณ สุธรรมมนัส หรือ Coach Gigs – The Global Allocation และคุณหยง วศิน ปริธัญ – The Long-term Growth

สำหรับ EP. ล่าสุดเรื่อง Global Perspective Portfolio by KAsset รับชมย้อนหลังได้ที่ https://www.youtube.com/live/BWe_aC0OOeQ


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ FINNOMENA FUNDS ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในกรอบระยะเวลาตามวัตถุประสงค์การลงทุนที่แตกต่างกันตามคำแนะนำ | บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by Krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

กองทุนหุ้นจีนทั่วไทยกลับตัวสู่แดนบวกแล้ว ใครอยาก “ตาม” หรือ “ถัว” เลือกยังไงดี?

FINNOMENA Editor
กองทุนหุ้นจีน

ตั้งแต่เข้าเดือนกุมภาพันธ์ 2024 กองทุนหุ้นจีนทั่วไทย ล้วนกลับตัวสู่แดนบวกแล้ว หลังจากที่ตลาดหุ้นจีนวิ่งในแดนลบมานานกว่า 3 ปี ทว่าล่าสุดเหมือนว่าโมเมนตัมจะเริ่มดูดีขึ้นแล้ว

หากนับตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ดัชนี Hang Seng +8.12% ส่วน CSI 300 +8.43%

ปัจจัยบวกมาจากท่าทีที่ชัดเจนขึ้นของรัฐบาลจีนต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และหันมาสนับสนุนตลาดหุ้นมากขึ้น ผ่านมาตรการส่งเสริมที่ออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเดือน

คำถามคือแล้วถ้าอยากเติบโตตามหุ้นจีนในเวลานี้ ควรเลือกกองทุนไหนดี? ซึ่งปัจจุบัน FINNOMENA มีคำแนะนำหุ้นจีน 3 กองทุน ได้แก่

  1. K-CHINA-A(A) กองทุนหุ้นจีน All-China
  2. ABCA-A กองทุนหุ้นจีน A-Share
  3. MEGA10CHINA-A กองทุนหุ้นจีน H-Share

คำแนะนำลงทุนกองทุนหุ้นจีน

โดยคำแนะนำ MEVT Call ที่เน้นเป้าหมายระยะยาว แนะนำไปที่กองทุน K-CHINA-A(A) และ ABCA-A ด้วยมุมมองที่ว่าหุ้นจีนยังน่าสะสมสำหรับคนที่มีสัดส่วนไม่เยอะ โดยไม่เกิน 15% ของพอร์ต หรือเป็นโอกาสดีที่จะเข้าถัวเฉลี่ย เพราะ Valuation ลดลงมาใกล้จุด -1.0 S.D. เมื่อเทียบกับหุ้นโลกยังมีความน่าสนใจ อีกทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะยาวยังมี Upside ที่น่าสนใจ

ขณะที่คำแนะนำ FundTalk Call ที่มองหาโอกาสการลงทุนสไตล์ The Contrarian ในสินทรัพย์ที่ดี ราคาถูก ตอนที่คนไม่เหลียวแล แนะนำกองทุน MEGA10CHINA-A เนื่องจากเห็นสัญญาณฟื้นจากการกระตุ้นชุดใหญ่ของรัฐบาล และชื่นชอบในคาแรกเตอร์ของหุ้น 10 ตัวใหญ่ที่มีความแข็งแกร่ง


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ FINNOMENA FUNDS ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

เปิดชื่อ 12 บริษัทขาย “หุ้นกู้” เดือน มี.ค. รวมกว่า 25,000 ล้านบาท จ่ายดอกเบี้ยสูงสุด 6.25% !!

FINNOMENA Editor
เปิดชื่อ 12 บริษัทขาย “หุ้นกู้” เดือน มี.ค. รวมกว่า 25,000 ล้านบาท จ่ายดอกเบี้ยสูงสุด 6.25% !!

สำนักข่าวอีฟแนนซ์ไทย สำรวจข้อมูลจากสำนักงานก..พบว่าล่าสุดมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จำนวน 12 แห่ง ยื่นขออนุญาตเสนอขายหุ้นกู้ในช่วงเดือน มี..2567 มูลค่ารวมกันกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท

12 บจ. ดังกล่าว ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เสนอขายหุ้นกู้ เพื่อนำเงินชำระคืนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนด และใช้เป็นทุนหมุนเวียน จำนวน 5 บริษัท รองลงมาคือใช้คืนหุ้นกู้เดิมที่จะครบกำหนด และใช้เป็นเงินลงทุน จำนวน 3 บริษัท

ในเดือน มี.. นี้ ส่วนมากบริษัทที่เสนอขายหุ้นกู้ เป็นหุ้นในดัชนี SET100 จำนวน 8 บริษัท ขณะที่บริษัทนอกดัชนี SET100 มีเพียง 4 บริษัท เท่านั้น โดยกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และเงินทุนและหลักทรัพย์ ติดโผสูงสุด จำนวน 3 บริษัท เท่ากัน รองลงมาคือกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค ที่ติดโผ จำนวน 2 บริษัท

ที่มา: https://www.efinancethai.com/HotStocks/HotStockMain.aspx?id=NXNzSzJaa1ZLS1k9

ข่าวดีสำหรับนักลงทุนสายหุ้นกู้ เพราะสามารถจองซื้อหุ้นกู้ผ่านกลุ่ม FINNOMENA ได้แล้ววันนี้! โดยเปิดให้ทำการจองซื้อหุ้นกู้ของ 2 บริษัท ได้แก่ TTCL และ MTC

บมจ. ทีทีซีแอล (TTCL)

บมจ. ทีทีซีแอล (TTCL) ผู้ให้บริการด้านการออกแบบวิศวกรรม การจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ และการก่อสร้างโรงงานแบบครบวงจร เสนอขายหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน มีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ และผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดไถ่ถอน ครั้งที่ 1/2567 จำนวน 2 ชุด ให้แก่นักลงทุนรายใหญ่และนักลงทุนสถาบัน ระหว่างวันที่ 15-19 มีนาคม 2567 นี้ โดยหุ้นกู้ที่เสนอขายในครั้งนี้ประกอบด้วย

  1. หุ้นกู้ชุดที่ 1 (TTCL263A) – อายุ 2 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.50-5.65% ต่อปี
  2. หุ้นกู้ชุดที่ 2 (TTCL269A) – อายุ 2 ปี 6 เดือน อัตราดอกเบี้ย 5.80-5.85% ต่อปี

 

หุ้นกู้ทั้ง 2 ชุด จ่ายดอกเบี้ยทุก ๆ 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2569 โดยมีอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ และหุ้นกู้อยู่ในระดับ Investment Grade ที่ ระดับ “BBB-“ โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” จัดอันดับโดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566

วัตถุประสงค์ในการออกหุ้นกู้ครั้งนี้ บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้ไปชำระคืนหุ้นกู้ชุด TTCL249A รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท

กลุ่ม FINNOMENA เลือก TTCL เป็น Top Pick หุ้นกู้เด่นประจำเดือนมีนาคม 2567 เนื่องจากจ่ายอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 5.85% เหมือน Non-Investment Grade แต่บริษัทถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับ Investment Grade นอกจากนี้ยังเห็นแนวโน้มอัตราหนี้สินต่อทุนของ TTCL ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

บมจ. เมืองไทย แคปปิตอล (MTC)

บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (“MTC”) เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่จำนวน 3 รุ่น โดยเป็นหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป (Public Offering: PO) ระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม 2567 นี้ โดยหุ้นกู้ที่เสนอขายในครั้งนี้ประกอบด้วย

  1. หุ้นกู้ชุดที่ 1 (MTC263B) – อายุ 2 ปี 8 วัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.30% ต่อปี
  2. หุ้นกู้ชุดที่ 2 (MTC273B) – อายุ 3 ปี 7 วัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.80% ต่อปี
  3. หุ้นกู้ชุดที่ 3 (MTC283A) – อายุ 4 ปี 5 วัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.95% ต่อปี

 

หุ้นกู้ทั้ง 3 ชุด จ่ายดอกเบี้ยทุก ๆ 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ และคาดว่าจะเสนอขายระหว่างวันที่ 5 – 7 มีนาคม 2567 นี้ อันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ และหุ้นกู้อยู่ในระดับ Investment Grade ที่ “BBB+” แนวโน้มอันดับเครดิตคงที่จากทริสเรทติ้ง เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2567

วัตถุประสงค์ในการออกหุ้นกู้ครั้งนี้ บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้ไปชำระคืนหนี้จากการออกหุ้นกู้ และ/หรือ ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อขยายกิจการของบริษัทฯ ที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าสินเชื่อปีนี้โตที่ 20% และ เชื่อมั่นว่าจะสามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้

สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนหุ้นกู้ออกใหม่ของ TTCL และ MTC ทั้ง 5 ชุด สามารถกรอกแบบฟอร์มแสดงความจำนงจองซื้อหุ้นกู้ โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่าง หลังจากกรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ทีมงานจะติดต่อกลับเพื่อประสานงานจองซื้อหุ้นกู้กับบริษัทหลักทรัพย์ภายใน 1-2 วันทำการ

📌 https://form.jotform.com/240498430134453


คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

รวมกองทุนหุ้น Nvidia ลงทุนกับผู้ชนะแห่งยุคสมัย AI

Park Kathawut
ลงทุน Nvidia

Highlight (คลิกอ่านเฉพาะหัวข้อที่สนใจได้เลย)

ถ้าจะพูดถึง Super Stock ของปี 2023 แน่นอนว่าต้องเป็น NVDA หรือ Nvidia Corporation ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลก ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง จนมูลค่าบริษัทพุ่งทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐได้สำเร็จ

NVDAภาพแสดงความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น Nvidia ตั้งแต่ปี 2001 จนถึงปี 2024
Source: Benzinga, companies market cap as of 20/02/2024 

ราคาหุ้น Nvidia ตั้งแต่ต้นปี 2023 ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 300% ทำ All Time High ครั้งแล้วครั้งเล่า และขึ้นไปติดทำเนียบ Trillion Dollar Club เป็นรายล่าสุด

Nvidia โตเหนือความคาดหมาย

การเติบโตของ Nvidia นั้นมาจากผลประกอบการที่เหนือความคาดหมาย เนื่องจากธุรกิจ Data Center และกระแสของ Generative AI กำลังเป็นเทรนด์ขาขึ้น ทำให้ความต้องการชิป Nvidia สูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

ผลประกอบการล่าสุด Q4/2024 (สิ้นสุดเดือนมกราคม 2024) บริษัทมีรายได้ $22.1 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 22% QoQ และเพิ่มขึ้น 256% YoY ขณะที่กำไรอยู่ที่ $12.2 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 33% QoQ และเพิ่มขึ้น 769% YoY โดยคิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 5.16 เหรียญ มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะมี EPS ที่ 4.64 เหรียญ

การขยายตัวส่วนใหญ่มาจากธุรกิจ Data Center ท่ามกลางความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับ AI GPU แม้ว่ายอดขายไปยังประเทศจีนจะปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญก็ตาม เพราะข้อกำหนดการออกใบอนุญาตของรัฐบาลสหรัฐฯ

NVDA Q4/24Source: Nvidia Financial Reports as of 22/02/2024

NVDA Q4/24Source: Nvidia Financial Reports, App Economy as of 22/02/2024

ยุคสมัยใหม่ของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค AI

เทคโนโลยี และ GPU ของ Nvidia จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการประมวลผลของ generative AI ที่สามารถใช้ได้กับทุกผลิตภัณฑ์ของบริษัทชั้นนำทั่วโลก

– Jensen Huang ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Nvidia –

Nvidia ทำธุรกิจอะไร ทำไมครองตลาด AI

เชื่อว่าเป็นคำถามที่หลายคนยังสงสัยว่าธุรกิจหลักในปัจจุบันของ Nvidia คืออะไร? กลุ่มธุรกิจไหนเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโต แล้วทำไมบริษัทนี้ถึงกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้ชนะในอุตสาหกรรม AI ชนิดทิ้งห่างคู่แข่งยาว ๆ 

เพราะภาพจำของคนส่วนใหญ่มักจะมอง Nvidia เป็นผู้ผลิตการ์ดจอสำหรับการเล่มเกมที่ตีคู่มากับ AMD และ Intel

อย่างไรก็ตาม ตลาดการ์ดจอพัฒนาไปไกลมาก โดยถูกหยิบไปใช้งานในหลายอุตสาหกรรม เช่น Generative AI, Cloud Computing, Autonomous Vehicle และ Cryptocurrency เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่อาศัยการ์ดจอที่มีขุมพลังสูง

ความแตกต่างของ Nvidia คือการมีชิป A100 ที่ถูกออกแบบภายใต้สถาปัตยกรรม Ampere ซึ่งสามารถประมวลข้อมูลได้เร็วกว่า แรงกว่า และเหนือกว่าคู่แข่ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Nvidia ครองส่วนแบ่งตลาดไปเลย

ดังนั้น โครงสร้างรายได้ของ Nvidia ก็เปลี่ยนไปเยอะมากเช่นกัน แม้จะยังขายชิปการ์ดจอสำหรับอุตสาหกรรมเกมอยู่ แต่ก็มีธุรกิจอื่น ๆ เข้ามาเป็น New S-Curve จึงทำให้สัดส่วนรายได้ล่าสุดของบริษัท เป็นดังนี้

1. ธุรกิจ Data Center ประมาณ 81%

2. ธุรกิจ Gaming ประมาณ 13%

3. ธุรกิจอื่น ๆ ได้แก่ แพลตฟอร์ม Metaverse และยานยนต์ อีกประมาณ 6%

ถามว่า Data Center คือธุรกิจอะไรบ้าง สรุปสั้น ๆ คือชิปสำหรับประมวลผลของศูนย์ข้อมูลที่ให้บริการต่าง ๆ เช่น Microsoft Office, Google Docs, Amazon Web Services รวมไปถึงชิปประมวลผลการทำงานของ AI เพื่อใช้ฝึก Deep learning ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ซึ่งที่เห็นชัด ๆ อย่างเช่น ChatGPT และ Bard นั่นเอง

NVDA Q4/24Source: Nvidia Financial Reports, App Economy as of 22/02/2024

โพยกองทุนหุ้น Nvidia

อยากซื้อกองทุนที่มีหุ้น Nvidia สัดส่วนเยอะ ๆ มีกองไหนให้เลือกบ้าง บทความนี้จึงรวบรวมมาให้เลือกด้วยกันจาก 5 บลจ. ชั้นนำ ดังนี้

กองทุน nvidia

SCBSEMI(A)SCBSEMI(SSF)

สัดส่วนลงทุนใน Nvidia ประมาณ 23.58%

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในอุตสาหกรรม Semiconductor ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

SCBSEMI(A) ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 1 บาท

SCBSEMI(SSF) ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 1,000 บาท

UBOT

สัดส่วนลงทุนใน Nvidia ประมาณ 13.98%

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในธีม Robotics & AI ที่ครอบคลุมในหลายอุตสาหกรรม 

ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 1 บาท

ES-USTECH

สัดส่วนลงทุนใน Nvidia ประมาณ 11.98%

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่จากดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ

ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 1 บาท

KFGTECH-AKFGTECHRMF

สัดส่วนลงทุนใน Nvidia ประมาณ 9.37%

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีทั่วโลก

ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 500 บาท

LHESPORT-A, LHESPORT-D

สัดส่วนลงทุนใน Nvidia ประมาณ 8.58%

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในอุตสาหกรรม E-Sports แบบครบทั้งระบบ

ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก 1,000 บาท และครั้งถัดไป 100 บาท

เป็นการรวบรวมข้อมูลสัดส่วนการลงทุนโดย FINNOMENA FUNDS จาก Bloomberg ณ วันที่ 22/02/2024

ศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ www.finnomena.com/fund

FINNOMENA FUNDS ให้คุณได้ลงทุนในกองทุนรวมชั้นนำของประเทศไทยจากหลากหลาย บลจ.
ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ไม่ว่าจะลงกองเดี่ยว จัดพอร์ต วางแผนลงทุน หรือลดหย่อนภาษี
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://finno.me/get-started-ws?ct_id=nvidia-fund


แหล่งข้อมูล

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยงและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม SSF และ RMF กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขกองทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

รวมกองทุนหุ้น Nvidia ลงทุนกับผู้ชนะแห่งยุคสมัย AI

Park Kathawut
ลงทุน Nvidia

ถ้าจะพูดถึง Super Stock ของปี 2023 แน่นอนว่าต้องเป็น NVDA หรือ Nvidia Corporation ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลก ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง จนมูลค่าบริษัทพุ่งทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐได้สำเร็จ

NVDAภาพแสดงความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น Nvidia ตั้งแต่ปี 2001 จนถึงปี 2024
Source: Benzinga, companies market cap as of 20/02/2024 

ราคาหุ้น Nvidia ตั้งแต่ต้นปี 2023 ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 300% ทำ All Time High ครั้งแล้วครั้งเล่า และขึ้นไปติดทำเนียบ Trillion Dollar Club เป็นรายล่าสุด

Nvidia โตเหนือความคาดหมาย

การเติบโตของ Nvidia นั้นมาจากผลประกอบการที่เหนือความคาดหมาย เนื่องจากธุรกิจ Data Center และกระแสของ Generative AI กำลังเป็นเทรนด์ขาขึ้น ทำให้ความต้องการชิป Nvidia สูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

ผลประกอบการล่าสุด Q4/2024 (สิ้นสุดเดือนมกราคม 2024) บริษัทมีรายได้ $22.1 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 22% QoQ และเพิ่มขึ้น 256% YoY ขณะที่กำไรอยู่ที่ $12.2 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 33% QoQ และเพิ่มขึ้น 769% YoY โดยคิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 5.16 เหรียญ มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะมี EPS ที่ 4.64 เหรียญ

การขยายตัวส่วนใหญ่มาจากธุรกิจ Data Center ท่ามกลางความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับ AI GPU แม้ว่ายอดขายไปยังประเทศจีนจะปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญก็ตาม เพราะข้อกำหนดการออกใบอนุญาตของรัฐบาลสหรัฐฯ

NVDA Q4/24Source: Nvidia Financial Reports as of 22/02/2024

NVDA Q4/24Source: Nvidia Financial Reports, App Economy as of 22/02/2024

ยุคสมัยใหม่ของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค AI

เทคโนโลยี และ GPU ของ Nvidia จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการประมวลผลของ generative AI ที่สามารถใช้ได้กับทุกผลิตภัณฑ์ของบริษัทชั้นนำทั่วโลก

– Jensen Huang ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Nvidia –

Nvidia ทำธุรกิจอะไร ทำไมครองตลาด AI

เชื่อว่าเป็นคำถามที่หลายคนยังสงสัยว่าธุรกิจหลักในปัจจุบันของ Nvidia คืออะไร? กลุ่มธุรกิจไหนเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโต แล้วทำไมบริษัทนี้ถึงกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้ชนะในอุตสาหกรรม AI ชนิดทิ้งห่างคู่แข่งยาว ๆ 

เพราะภาพจำของคนส่วนใหญ่มักจะมอง Nvidia เป็นผู้ผลิตการ์ดจอสำหรับการเล่มเกมที่ตีคู่มากับ AMD และ Intel

อย่างไรก็ตาม ตลาดการ์ดจอพัฒนาไปไกลมาก โดยถูกหยิบไปใช้งานในหลายอุตสาหกรรม เช่น Generative AI, Cloud Computing, Autonomous Vehicle และ Cryptocurrency เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่อาศัยการ์ดจอที่มีขุมพลังสูง

ความแตกต่างของ Nvidia คือการมีชิป A100 ที่ถูกออกแบบภายใต้สถาปัตยกรรม Ampere ซึ่งสามารถประมวลข้อมูลได้เร็วกว่า แรงกว่า และเหนือกว่าคู่แข่ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Nvidia ครองส่วนแบ่งตลาดไปเลย

ดังนั้น โครงสร้างรายได้ของ Nvidia ก็เปลี่ยนไปเยอะมากเช่นกัน แม้จะยังขายชิปการ์ดจอสำหรับอุตสาหกรรมเกมอยู่ แต่ก็มีธุรกิจอื่น ๆ เข้ามาเป็น New S-Curve จึงทำให้สัดส่วนรายได้ล่าสุดของบริษัท เป็นดังนี้

1. ธุรกิจ Data Center ประมาณ 81%

2. ธุรกิจ Gaming ประมาณ 13%

3. ธุรกิจอื่น ๆ ได้แก่ แพลตฟอร์ม Metaverse และยานยนต์ อีกประมาณ 6%

ถามว่า Data Center คือธุรกิจอะไรบ้าง สรุปสั้น ๆ คือชิปสำหรับประมวลผลของศูนย์ข้อมูลที่ให้บริการต่าง ๆ เช่น Microsoft Office, Google Docs, Amazon Web Services รวมไปถึงชิปประมวลผลการทำงานของ AI เพื่อใช้ฝึก Deep learning ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ซึ่งที่เห็นชัด ๆ อย่างเช่น ChatGPT และ Bard นั่นเอง

NVDA Q4/24Source: Nvidia Financial Reports, App Economy as of 22/02/2024

โพยกองทุนหุ้น Nvidia

อยากซื้อกองทุนที่มีหุ้น Nvidia สัดส่วนเยอะ ๆ มีกองไหนให้เลือกบ้าง บทความนี้จึงรวบรวมมาให้เลือกด้วยกันจาก 5 บลจ. ชั้นนำ ดังนี้

กองทุน nvidia

SCBSEMI(A)SCBSEMI(SSF)

สัดส่วนลงทุนใน Nvidia ประมาณ 23.58%

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในอุตสาหกรรม Semiconductor ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

SCBSEMI(A) ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 1 บาท

SCBSEMI(SSF) ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 1,000 บาท

UBOT

สัดส่วนลงทุนใน Nvidia ประมาณ 13.98%

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในธีม Robotics & AI ที่ครอบคลุมในหลายอุตสาหกรรม 

ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 1 บาท

ES-USTECH

สัดส่วนลงทุนใน Nvidia ประมาณ 11.98%

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่จากดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ

ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 1 บาท

KFGTECH-AKFGTECHRMF

สัดส่วนลงทุนใน Nvidia ประมาณ 9.37%

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีทั่วโลก

ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 500 บาท

LHESPORT-A, LHESPORT-D

สัดส่วนลงทุนใน Nvidia ประมาณ 8.58%

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในอุตสาหกรรม E-Sports แบบครบทั้งระบบ

ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก 1,000 บาท และครั้งถัดไป 100 บาท

เป็นการรวบรวมข้อมูลสัดส่วนการลงทุนโดย FINNOMENA FUNDS จาก Bloomberg ณ วันที่ 22/02/2024

ศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ www.finnomena.com/fund

FINNOMENA FUNDS ให้คุณได้ลงทุนในกองทุนรวมชั้นนำของประเทศไทยจากหลากหลาย บลจ.
ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ไม่ว่าจะลงกองเดี่ยว จัดพอร์ต วางแผนลงทุน หรือลดหย่อนภาษี
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://finno.me/get-started-ws?ct_id=nvidia-fund


แหล่งข้อมูล

  • investor.nvidia.com
  • Nvidia ‘should have at least 90%’ of AI chip market with AMD on its heels, Market Watch
  • การเดินทางของ Nvidia จากการ์ดจอสู่ 1 Trillion Dollar Club, SETinvestnow
  • Nvidia จะเป็นแชมป์แห่ง AI Semi และ software, Morningstar Thailand

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยงและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม SSF และ RMF กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขกองทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”