แจ้งเตือน

FundTalk Call: Take Profit หุ้น EM กับ AI และพักเงินลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ

Jet - The Contrarian Investor
FundTalk Contrarian Portfolio Update

FundTalk Contrarian Call แนะนำ Take Profit หุ้นตลาดเกิดใหม่ K-SEMQ กับหุ้น AI TISCOAI โดยมองเป็นจังหวะเก็บกระสุนพักเงินใน KKP MP

ในปี 2024 ตลาดหุ้นหลายตลาดทำผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่น โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ นำโดยหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี และหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากกระแสเรื่องปัญญาประดิษฐ์ อย่างเช่นหุ้นผู้ผลิตชิปอย่าง Nvidia และหุ้นผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม AI อย่าง Amazon, Alphabet, Meta ที่ทำผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นตลอดช่วงปี 2024 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ครึ่งปีหลังของปี 2024 มีความไม่แน่นอนหลายอย่างเกิดขึ้น เช่นการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอนว่านโยบายของผู้ชนะการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร

FundTalk Contrarian Portfolio Update

ราคาหุ้นในกลุ่ม Magnificent 7
Source: Finnomena Funds as of 19/07/2024

ปัจจัยเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความผันผวนกับตลาดหุ้น สังเกตได้จากราคาหุ้นในกลุ่ม Magnificent 7 ซึ่งเป็นหุ้นกลุ่มที่ทำผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นในช่วงครึ่งปีแรก มีการปรับตัวลง จากปัจจัยด้านความไม่แน่นอนดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ FundTalk จึงมีคำแนะนำขายกองทุนหุ้นสองกอง ได้แก่กองทุน TISCOAI ซึ่งลงทุนใน Xtrackers Artificial Intelligence and Big Data UCITS ETF (XAIX) ลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของกระแส AI และกองทุน K-SEMQ ซึ่งลงทุนใน Templeton Emerging Markets Fund ลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่ในหลากหลายประเทศ โดยแนะนำให้พักเงินในกองทุน KKP MP ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้รัฐบาลไทยอายุสั้น มีสภาพคล่องสูง เพื่อรอจังหวะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่อไป

คำแนะนำปรับพอร์ต

FundTalk Contrarian Portfolio Update

สัดส่วนการลงทุนใหม่ใน FundTalk Contrarian Portfolio
Source: Finnomena Funds as of 19/07/2024

FundTalk คาดว่าจะเกิดความผันผวนในตลาดหุ้นทั่วโลก จากปัจจัยด้านการเมืองสหรัฐฯ จึงแนะนำขายกองทุน TISCOAI และ K-SEMQ และพักเงินในกองทุนตราสารหนี้ภาครัฐ KKP MP

สรุปการปรับสัดส่วน FundTalk Contrarian Portfolio

FundTalk มีคำแนะนำปรับสัดส่วนใน FundTalk Contrarian Portfolio โดยมีสัดส่วนใหม่ ดังนี้

FundTalk Contrarian Portfolio Update

สัดส่วนการลงทุนใหม่ใน FundTalk Contrarian Portfolio
Source: Finnomena Funds as of 19/07/2024

ดู Fund Fact Sheet กองทุนแนะนำ

 

จัดทำโดยบลป. เดฟินิท สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

ทำความรู้จัก CPFTH: บริษัทลูก CPF ผู้นำด้านปศุสัตว์ไทยครบวงจร

Definit
ทำความรู้จัก CPFTH: บริษัทลูก CPF ผู้นำด้านปศุสัตว์ไทยครบวงจร

CPFTH หรือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทลูกของ CPF หรือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ที่มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจด้านปศุสัตว์อย่างครบวงจร บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกเกี่ยวกับธุรกิจของ CPFTH กัน ทั้งในเรื่องของสัดส่วนรายได้ ผลการดำเนินงาน แนวโน้มในอนาคตและความเสี่ยงของ CPFTH

ข้อมูลบริษัท

บมจ. ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) (CPFTH) เป็นบริษัทลูกหลักของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) โดย CPFTH รับผิดชอบการดำเนินธุรกิจสัตว์บกในประเทศไทย ซึ่งมีการดำเนินงานที่ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับบริษัทแม่ CPF ทั้งยังได้รับการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ จากบริษัทแม่ เช่น การจัดหาวัตถุดิบและการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ CPF ยังมีบทบาทสำคัญในการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ CPFTH ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มทุน หรือการให้เงินกู้ยืมในเวลาที่จำเป็น

สัดส่วนรายได้

ในช่วงสามปีที่ผ่านมา รายได้จากการดำเนินงานของ CPFTH คิดเป็นสัดส่วน 25-27% ของ CPF ขณะที่กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของ CPFTH มีความผันผวนตามราคาสัตว์บกภายในประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนคิดเป็น 4-32% ของ EBITDA ของ CPF ช่วงเวลานี้ราคาสัตว์บกที่ตกต่ำส่งผลลบต่อผลประกอบการของ CPFTH อย่างมาก ในขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น ทั้งนี้การลักลอบนำเข้าสุกรเถื่อนจากต่างประเทศส่งผลให้ราคาสุกรลดลง และราคาไก่ก็ปรับตัวลดลงเนื่องจากเป็นสินค้าทดแทนเนื้อสุกรและภาวะอุปทานส่วนเกินจากการส่งออกที่ลดลง

ผลการดำเนินงาน

จากรายงานผลประกอบการของ CPFTH ในไตรมาสแรกของปี 2024 พบว่าบริษัทมีรายได้รวม 42,587 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 47,380 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิกลับมาเป็นบวกได้ในไตรมาสนี้ จากที่ในปีที่แล้วติดลบ โดยสาเหตุหลักมาจากราคาสัตว์บกที่ตกต่ำและต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้น

อันดับเครดิต

CPFTH มีอันดับเครดิตองค์กรอยู่ที่ระดับ “A” โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตที่ “Stable” (คงที่) และอันดับเครดิตตราสารหนี้ของบริษัทมีดังนี้

  • CPFTH245A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 4,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2567 – A
  • CPFTH252A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2568 – A
  • CPFTH259A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 4,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2568 – A
  • CPFTH261A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,350 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 – A
  • CPFTH267A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 – A
  • CPFTH375A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,808.5 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2580 – A

 

การลดอันดับเครดิตจาก “A+” เป็น “A” พร้อมทั้งเปลี่ยนแนวโน้มอันดับเครดิตจาก “Negative” (ลบ) เป็น “Stable” (คงที่) เกิดขึ้นเนื่องจากผลการดำเนินงานที่ลดลงต่อเนื่องของ CPFTH จากราคาสัตว์บกที่ตกต่ำและต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น [อัปเดตวันที่ 1 เมษายน 2567]

แนวโน้มในอนาคตและความเสี่ยง

CPFTH ยังต้องพึ่งพารายได้จากธุรกิจสัตว์บกในประเทศไทยเป็นหลัก ซึ่งผลประกอบการอาจยังคงผันผวนตามราคาสัตว์บกภายในประเทศที่ยังคงได้รับผลกระทบจากการลักลอบนำเข้าสุกรเถื่อนจากต่างประเทศและต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น CPFTH อาจต้องเพิ่มความสามารถในการจัดการความเสี่ยงจากการพึ่งพาธุรกิจสัตว์บกในประเทศมากเกินไป เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว

หากคุณสนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นกู้ กรุณาติดต่อที่ปรึกษาการลงทุนของท่าน หรือแจ้งความสนใจของท่านมาได้ที่ https://forms.gle/X5jFBJBeAHa9V43d8

อ้างอิง: https://www.set.or.th/th/market/product/stock/quote/CPF/company-profile/oppday-company-snapshot


คำเตือน: ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในหุ้นกู้ไม่ใช่การฝากเงิน | การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้เป็นเพียงข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนเท่านั้น มิใช่สิ่งชี้นำการซื้อขายตราสารหนี้ที่เสนอขาย และไม่ได้เป็นการรับประกันความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกหุ้นกู้

ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ บลป.เดฟินิท 02-109-9933

Disclaimer : เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนจากบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เดฟินิท จำกัด ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ จัดทาโดยอาศัยข้อมูลที่จัดหามาจากแหล่งที่เชื่อหรือควรเชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือและ/หรือถูกต้อง อย่างไรก็ตามบริษัทไม่ยืนยัน และไม่รับรองถึงความครบถ้วนสมบูรณ์หรือถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว และไม่ได้ประกันราคา,ผลตอบแทนของหน่วยลงทุนหรือโอกาสผิดนัดชำระหนี้ที่ปรากฏข้างต้น แม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะปรากฏข้อความที่อาจเป็น หรืออาจตีความว่าเป็นเช่นนั้นได้ บริษัทจึงไม่รับผิดชอบต่อการนาเอาข้อมูล ข้อความ ความเห็น และหรือบทสรุปที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ไปใช้ไม่ว่ากรณีใดๆ บริษัทรวมทั้งบริษัทที่เกี่ยวข้อง ลูกค้า ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทต่าง ๆ อาจจะทำการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อ หรือขายหลักทรัพย์ที่ปรากฎในเอกสารฉบับนี้ได้ทุกเวลา ข้อมูล และความเห็นที่ปรากฎอยู่ในเอกสารฉบับนี้ มิได้ประสงค์จะชี้ชวน เสนอแนะ หรือจูงใจให้ตัดสินใจลงทุน หรือซื้อ หรือขายหน่วยลงทุนที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ และข้อมูลอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ผู้ลงทุนควรใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบในการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อหรือขายหลักทรัพย์ บริษัทสงวนลิขสิทธิ์ในข้อมูลที่ปรากฎในเอกสารนี้ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ประโยชน์ ทำซ้า ดัดแปลง นำออกแสดง ทาให้ปรากฏหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ซึ่งข้อมูลในเอกสารนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากบริษัท เป็นการล่วงหน้า การกล่าวคัด หรืออ้างอิงข้อมูลบางส่วนตามสมควรในเอกสารนี้ ไม่ว่าในบทความ บทวิเคราะห์ บทวิจัย หรือในเอกสาร หรือการสื่อสารอื่นใดจะต้องกระทำโดยถูกต้อง และไม่เป็นการก่อให้เกิดการเข้าใจผิดหรือความเสียหายแก่บริษัท ต้องรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในข้อมูลของบริษัท และต้องอ้างอิงถึงฉบับที่และวันที่ในเอกสารฉบับนี้ของบริษัทโดยชัดแจ้งการตัดสินใจลงทุน หรือซื้อ หรือขายหน่วยลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ท่านควรทาความเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อลักษณะของหน่วยลงทุนแต่ละประเภท และควรศึกษาข้อมูลของบริษัทที่ออกหน่วยลงทุนและข้อมูลอื่นใดที่เกี่ยวข้องก่อนการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อหรือขายหน่วยลงทุน

รู้จัก 5F2M: โมเดลคัดหุ้นกู้คุณภาพที่คนลงทุนหุ้นกู้ต้องรู้

Definit
รู้จัก 5F2M: โมเดลคัดหุ้นกู้คุณภาพที่คนลงทุนหุ้นกู้ต้องรู้

จากสถานการณ์การผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้บริษัทจดทะเบียนในไทยที่มีความถี่สูงขึ้น ทางบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เดฟินิท จำกัด (บริษัทในกลุ่มฟินโนมีนา) จึงได้พัฒนาโมเดล 5F2M เพื่อประเมินคุณภาพของหุ้นกู้ โดยจากข้อมูลทางสถิติในปี 2559 – 2566 โมเดลดังกล่าวช่วยให้นักลงทุนสามารถหลีกเลี่ยงหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ได้เกือบทั้งหมด*

*ข้อมูลจากปี 2559-2566 แสดงให้เห็นว่าการตั้งเงื่อนไขดังกล่าวช่วยให้นักลงทุนสามารถหลีกเลี่ยงหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ได้เกือบทั้งหมด โดยมีเพียง 2 กรณีที่เป็น False Positive ได้แก่ การบินไทยที่มีเรตติ้ง A+ เนื่องจากถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง และ KNM ที่มีเรตติ้ง AAA จากการได้รับการค้ำประกันแบบไม่มีเงื่อนไขและไม่สามารถเพิกถอนได้โดย Credit Guarantee and Investment Facility (CGIF) ที่มีเครดิตเรตติ้ง AAA Stable

องค์ประกอบของโมเดล 5F2M

โมเดลนี้เน้นการวิเคราะห์คุณภาพของหุ้นกู้ ทั้งจากมุมมองทางการเงินและสัญญาณระยะสั้น เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนและเพิ่มโอกาสในการได้ผลตอบแทนที่ดี โดยมีองค์ประกอบของโมเดล ดังนี้

5F ประกอบด้วย

1. ความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น (Current ratio)

ความหมาย: บริษัทมีสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้กี่เท่าของหนี้สินที่ต้องชำระ

สินทรัพย์หมุนเวียน / หนี้สินหมุนเวียน

– สินทรัพย์หมุนเวียน คือ สินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 ปี เช่น เงินสด, ลูกหนี้การค้า
– หนี้สินหมุนเวียน คือ หนี้สินที่มีกำหนดชำระภายใน 1 ปี

2. หนี้สินต่อทุน (D/E ratio)

ความหมาย: บริษัทมีหนี้สินเป็นกี่เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้น

หนี้สิน / ส่วนของผู้ถือหุ้น

3. ความสามารถในการทำกำไร (Net Profit Margin)

ความหมาย: บริษัทสามารถสร้างรายได้สุทธิเป็นอัตราส่วนเท่าไรต่อรายได้ขั้นต้น

รายได้สุทธิ / รายได้ขั้นต้น

– รายได้สุทธิ: รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายของบริษัท
– รายได้ขั้นต้น: รายได้ที่มาจากการดำเนินธุรกิจและรายได้จากดอกเบี้ย

4. ความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (interest coverage ratio / ICR)

ความหมาย: บริษัทมีกำไรก่อนจ่ายดอกเบี้ยและภาษีเงินได้เป็นกี่เท่าของดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจริง

กำไร(ขาดทุน) ก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้ (EBIT) / ดอกเบี้ยจ่าย

5. กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (cash flow from operating activities)

ความหมาย: ความสามารถในการดำเนินงานของกิจการในการก่อให้เกิดกระแสเงินสดที่เพียงพอสำหรับการดำเนินงานของกิจการ การชำระคืนเงินกู้ยืม การจ่ายเงินปันผล ตลอดจนการลงทุนใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการจัดหาเงินจากแหล่งเงินทุนภายนอก

2M ประกอบด้วย

1. Bloomberg Default Probability

คำนวณความน่าจะเป็นที่บริษัทจะผิดนัดชำระหนี้ภายใน 1 ปี โดยใช้ข้อมูลจากมูลค่าของบริษัทและความสามารถในการสร้าง Cash Flow

2. Altman’s Z-score

คำนวณโอกาสในการล้มละลายของบริษัทภายใน 1 ปี โดยใช้ financial ratios ต่าง ๆ เช่น Working capital, Retained earning และ EBITDA

หากคุณสนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นกู้ กรุณาติดต่อที่ปรึกษาการลงทุนของท่าน หรือแจ้งความสนใจของท่านมาได้ที่ https://forms.gle/X5jFBJBeAHa9V43d8


คำเตือน: ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในหุ้นกู้ไม่ใช่การฝากเงิน | การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้เป็นเพียงข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนเท่านั้น มิใช่สิ่งชี้นำการซื้อขายตราสารหนี้ที่เสนอขาย และไม่ได้เป็นการรับประกันความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกหุ้นกู้

ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ บลป.เดฟินิท 02-109-9933

Disclaimer : เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนจากบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เดฟินิท จำกัด ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ จัดทาโดยอาศัยข้อมูลที่จัดหามาจากแหล่งที่เชื่อหรือควรเชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือและ/หรือถูกต้อง อย่างไรก็ตามบริษัทไม่ยืนยัน และไม่รับรองถึงความครบถ้วนสมบูรณ์หรือถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว และไม่ได้ประกันราคา,ผลตอบแทนของหน่วยลงทุนหรือโอกาสผิดนัดชำระหนี้ที่ปรากฏข้างต้น แม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะปรากฏข้อความที่อาจเป็น หรืออาจตีความว่าเป็นเช่นนั้นได้ บริษัทจึงไม่รับผิดชอบต่อการนาเอาข้อมูล ข้อความ ความเห็น และหรือบทสรุปที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ไปใช้ไม่ว่ากรณีใดๆ บริษัทรวมทั้งบริษัทที่เกี่ยวข้อง ลูกค้า ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทต่าง ๆ อาจจะทำการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อ หรือขายหลักทรัพย์ที่ปรากฎในเอกสารฉบับนี้ได้ทุกเวลา ข้อมูล และความเห็นที่ปรากฎอยู่ในเอกสารฉบับนี้ มิได้ประสงค์จะชี้ชวน เสนอแนะ หรือจูงใจให้ตัดสินใจลงทุน หรือซื้อ หรือขายหน่วยลงทุนที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ และข้อมูลอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ผู้ลงทุนควรใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบในการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อหรือขายหลักทรัพย์ บริษัทสงวนลิขสิทธิ์ในข้อมูลที่ปรากฎในเอกสารนี้ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ประโยชน์ ทำซ้า ดัดแปลง นำออกแสดง ทาให้ปรากฏหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ซึ่งข้อมูลในเอกสารนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากบริษัท เป็นการล่วงหน้า การกล่าวคัด หรืออ้างอิงข้อมูลบางส่วนตามสมควรในเอกสารนี้ ไม่ว่าในบทความ บทวิเคราะห์ บทวิจัย หรือในเอกสาร หรือการสื่อสารอื่นใดจะต้องกระทำโดยถูกต้อง และไม่เป็นการก่อให้เกิดการเข้าใจผิดหรือความเสียหายแก่บริษัท ต้องรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในข้อมูลของบริษัท และต้องอ้างอิงถึงฉบับที่และวันที่ในเอกสารฉบับนี้ของบริษัทโดยชัดแจ้งการตัดสินใจลงทุน หรือซื้อ หรือขายหน่วยลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ท่านควรทาความเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อลักษณะของหน่วยลงทุนแต่ละประเภท และควรศึกษาข้อมูลของบริษัทที่ออกหน่วยลงทุนและข้อมูลอื่นใดที่เกี่ยวข้องก่อนการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อหรือขายหน่วยลงทุน

กลยุทธ์ลงทุนรับมือ Trump 2.0

DR.JITIPOL PUKSAMATANAN
กลยุทธ์ลงทุนรับมือ Trump 2.0

การเลือกตั้งสหรัฐกลายเป็นประเด็นเด่นที่สุดในหน้าข่าวทั่วโลกทันที เมื่ออดีตประธานาธิบดี  Donald Trump รอดจากการถูกลอบสังหารและได้รับการสนับสนุนให้เป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในฝั่ง Republican เป็นที่เรียบร้อย

บรรดานักวิเคราะห์ทั่วโลกเริ่มเห็นไปในทางเดียวกันว่าโอกาสที่ Trump จะกลับมาเป็นปธน.มีสูงขึ้นอย่างมาก นักลงทุนอย่างเราจึงต้องวิเคราะห์การกลับมาของ Trump และพรรค Republican ว่าจะส่งผลอะไรกับเศรษฐกิจ และ Trump Trade 2.0 คืออะไรกันแน่

ในมุมเศรษฐกิจ ผมมองว่าการสลับขั้วการเมืองที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่สามด้าน คือการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ภาษี และนโยบายต่างประเทศ

ด้านการลงทุนและใช้จ่ายภาครัฐ จุดสนใจจะเปลี่ยนจากพลังงานทางเลือกและยูเครน ไปเป็นพลังงานเก่า จีน และเกาหลีเหนือ

ผมคาดว่าผลกระทบเชิงงบประมาณไม่สูง เพราะการใช้จ่ายและลงทุนไม่นับรวมดอกเบี้ยของสหรัฐกว่า 70% เป็นงบประจำ การเปลี่ยนแปลงจะเป็นลักษณะของการผันงบประมาณที่มีอยู่ไปใช้ในด้านอื่น

นโยบายที่มีโอกาสถูกถอดมากที่สุด คาดว่าจะเป็น Inflation Reduction Act (IRA) มูลค่า 4.3 แสนล้านเหรียญ และงบประมาณด้านการทหารที่เกี่ยวข้องกับการรบในยูเครน (ทั้งที่ตั้งไปแล้วและกำลังของเพิ่ม) ในวงเงินรวมราว 1.8 แสนล้านเหรียญ รวมกันคิดเป็นราว 2.4% ของ GDP

ผมมองว่างบประมาณเหล่านี้จะถูกผันไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานดั้งเดิม ที่คาดว่าจะลดต้นทุนพลังงาน และสร้างงานให้ชาวสหรัฐ ตอบโจทย์เศรษฐกิจได้ง่ายกว่า

ประเด็นที่สอง คือเรื่องภาษี คาดว่าจะมีการต่ออายุนโยบายลดภาษี TCJA แน่แต่อาจไม่มีการลดภาษีนิติบุคคลเพิ่มเติม 

ในมุมมองของผม การกลับมาของ Trump ทำให้โอกาสการต่ออายุนโยบาย Tax Cut and Job Act (TCJA) ที่กระทบกับการใช้จ่ายของชาวสหรัฐสูงถึงราว 1-1.5% GDP และกำลังจะหมดอายุลงปลายปี 2025 เกิดขึ้นค่อนข้างแน่นอน

แต่ในฝั่งภาษีนิติบุคคล ครั้งนี้ดูจะไม่ใช่นโยบายที่ Trump ให้ความสำคัญมากนัก เนื่องจากระดับ Corporate Tax ปัจจุบัน 21% ถือว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับทั่วโลก และการขาดดุลการคลังต่อปีปัจจุบันก็สูงมาก

ประเด็นด้านภาษี ผมมองว่าจะเพิ่มความเสี่ยงด้านวินัยการคลัง และอาจทำให้ยีลด์สหรัฐปรับตัวลงยาก

ประเด็นร้อนที่สุด คือภาษีการค้า คาดว่าจะเพิ่มความผันผวนและความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจสหรัฐและโลกอย่างมาก

ความไม่แน่นอนอย่างแรกอยู่ที่ลักษณะของนโยบาย ในปัจจุบัน Trump โยนแนวคิดไว้สองรูปแบบ

แบบแรกคือขึ้นภาษี 10% รับสินค้านำเข้าทั้งหมด ที่ไม่แน่ว่าจะเป็นการกำหนดขั้นต่ำ หรือเป็นภาษีส่วนเพิ่ม ขณะที่อีกแนวคิดหนึ่งของ Trump คือการ เก็บภาษีนำเข้าเฉพาะสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นเป็น 60% ในทุกหมวด

ในทางทฤษฎี ภาษีการค้านอกจากจะเป็นต้นทุนของชาวสหรัฐที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นราว 2.5-3.0 แสนล้านเหรียญต่อปี หรือราว 1.2% GDP ภาษีการค้าอาจหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินค้า รวมถึงอาจทำให้ตลาดหุ้นประเทศคู่ค้าถูกกดดันไปพร้อมกัน

เมื่อเราเข้าใจนโยบายของ Trump และผลกระทบกับเศรษฐกิจคร่าว ๆ แล้วก็ได้เวลาประเมิน Trump Trade 2.0

ผมมองว่าการกลับมาครั้งนี้พื้นฐานของตลาดไม่เหมือนเดิม ทำให้การวางกลยุทธ์รับมือมีความแตกต่าง

Trump 1.0 เกิดขึ้นตอนดอกเบี้ยต่ำและเป็นขาขึ้น แตกต่างจากปัจจุบันที่ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐสูงและเป็นขาลง

เมื่อคิดรวมกับนโยบายของ Trump ข้างต้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่า Trump Trade 1.0 และ 2.0 เป็น Inflationary ทั้งคู่ แต่ช่วงปี 2017-2020 มีนโยบายการเงินทยอยเข้มงวดเข้าควบคุม ต่างจากครั้งนี้ ถ้าเฟดลดดอกเบี้ยทันที อาจส่งผลให้เงินเฟ้อไม่ลดลงตามเป้าหมาย หรือพลิกกลับเป็นขาขึ้นได้

ในรอบนี้ผมจึงมองว่าการกลับมาของ Trump อาจทำให้เฟดชะลอ หรือลดขนาดการลดดอกเบี้ย ไม่ใช่ปัจจัยบวกกับบอนด์

ความต่างอย่างที่สองคือ Trump 2.0 เกิดขึ้นในช่วงที่ Valuation ของหุ้นสหรัฐแพงกว่า 1.0 มาก

เปรียบเทียบจาก Long-term P/E ของ S&P500 ช่วงครึ่งหลังปี 2016 ที่ 21x กับปัจจุบันที่ 34x จะเห็นชัดว่าหุ้นขยายตัวขึ้นถึงกว่า 60% แม้นโยบายในรอบนี้จะไม่ได้มีความเสี่ยงที่อาจทำให้หุ้นปรับฐาน แต่ทั้งหมดอาจไม่ไช่นโยบายที่จะกระตุ้นให้ตลาดเกิดความอยากลงทุนในระดับราคาที่แพงมากขึ้นได้เช่นกัน

มีความเป็นไปได้สูงที่ Trump Trade 2.0 จะเป็นการหมุนเวียนเปลี่ยนสไตล์ เช่นจากหุ้นใหญ่ไปหุ้นเล็ก หุ้น Global มาเป็น Domestic หรืออาจขยับไปลงทุนหุ้นต่างประเทศแทนที่การกระจุกตัวในหุ้นบริษัทใหญ่

ด้านผลตอบแทนในอดีต ครึ่งหลังปี 2016 ก่อน Trump ชนะเลือกตั้ง การลงทุนกลุ่ม Cyclicals อย่าง Technology Financials และ Consumer Discretionary ทำผลตอบแทนได้ดีที่สุดถึง 11-17% ขณะที่ Utilities Consumer Staple และ Healthcare เป็นสามกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุด ผมมอง Trump Trade 1.0 และ 2.0 แทบไม่แตกต่างกันในเชิงแนวคิด จึงคาดว่าตลาดจะตอบรับเหมือนเดิม

อย่างไรก็ดี อย่ารีบวางใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามคาดทั้งหมด ผมเชื่อว่าจากนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้ง 5 พ.ย. ต้องมีอะไรเซอร์ไพรส์เราอีกแน่นอนครับ

กลยุทธ์ลงทุนรับมือ Trump 2.0 

ดัชนี S&P500 ช่วงที่ Donald Trump เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ
ที่มา: Bloomberg and FSS

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์

Finnomena Funds Market Alert : หุ้นฮ่องกงลง 2% หลังการประชุม Third Plenum สิ้นสุด

Finnomena Funds

วันนี้ (19 กรกฎาคม 2024) ดัชนีหุ้นฮ่องกง Hang Seng (HSI) และดัชนี HSCEI หรือหุ้นจีน H-Share ปรับตัวลงกว่า 2% หลังการประชุมใหญ่ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 3 (Third Plenum) ที่เกิดขึ้นในวันที่ 15 – 18 กรกฎาคม 2024 สิ้นสุดลง โดยสำนักข่าวซินหัวระบุว่า คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ชุดที่ 20 ได้รับรองมติการปฏิรูปรอบด้านอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะมุ่งเน้นไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาอย่างมีคุณภาพสูง พร้อมสร้างความทันสมัยแบบจีน เช่น การปฏิรูปทางการเงินให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายละเอียดระบุเกี่ยวกับวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจและรูปแบบนโยบายที่จะออกมาเพิ่มเติม  

Finnomena Funds มองว่าความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นจีนและตลาดหุ้นฮ่องกงจะเริ่มดีขึ้นหลังการประชุม Third Plenum เมื่อมีรายละเอียดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม อย่างไรก็ดีรัฐบาลจีนมีความพยายามออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาคอสังหาฯ  ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงระดับ valuation ของดัชนี CSI 300 ที่มี 12-m forward PE ที่ 11.2  เท่า หรือ -1.2 S.D. ขณะที่ดัชนี Hang Seng มี 12-m forward  PE ที่ 8.3 เท่า หรือ -2 S.D. เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี เรายังแนะนำทยอยสะสมในกองทุน MEGA10CHINA-A, UOBSGC และ SCBCHAA

จัดทำโดยบลป. เดฟินิทสำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)

แนะนำปรับพอร์ตเดือนกรกฏาคม 2024: ขายหุ้นยุโรป ซื้อทองคำ พร้อมปรับสัดส่วนตราสารหนี้

Finnomena Funds

Executive Summary

  • พอร์ต All Balance แนะนำขายทำกำไรกองทุน ONE-EUROEQ ซึ่งลงทุนในหุ้นยุโรปออกทั้งหมด หลังตลาด price in การลดดอกเบี้ยของ ECB อย่างเต็มที่แล้ว ทำให้ upside ของตลาดหุ้นยุโรปเริ่มจำกัด พร้อมเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน KT-GOLDUH-A รับอานิสงส์ Real Yield ปรับตัวลง และการถือครองทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มขึ้น
  • พอร์ต All Balance ถึงเวลาแนะนำเข้าลงทุนใน KF-CSINCOM ซึ่งลงทุนในตราสารหนี้โลก ได้ประโยชน์จาก Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มปรับตัวลง โดยลงทุนแทน KKP PLUS
  • แนะนำปรับสัดส่วนออกจากกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น-กลางของพอร์ต Goal มาเข้าลงทุนในกองทุน KKP MP ซึ่งเป็นกองทุน Money Market เพื่อเสริมความแข็งแกร่งควบคู่กับเพิ่มสภาพคล่องของพอร์ต

ขายหุ้นยุโรป Upside จากการลดดอกเบี้ยเริ่มจำกัด

เงินเฟ้อยุโรปชะลอตัวลงมาอย่างต่อเนื่อง เข้าสู่ระดับเงินเฟ้อในกรอบเป้าหมาย 2% ตามที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต้องการ ส่งผลให้ ECB ตัดสินสินใจลดอัตราดอกเบี้ย (Deposit Facility Rate) ลง 25 bps สู่ระดับ 3.75% ในการประชุมเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดได้คาดหวังอย่างเต็มที่ว่า ECB จะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง (50 bps) ในช่วงที่เหลือของปี 2024 ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดหุ้นอาจไม่ได้มี upside มากนักต่อการลดดอกเบี้ยของ ECB ในอนาคต

สอดคล้องกับสถิติที่ผ่านมา การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ECB มักมาพร้อมกับตลาดที่ Sideways โดยในค่าเฉลี่ยตลาดจะปรับตัวลดลง 7% และไม่ได้ตอบรับเชิงบวกต่อนโยบายการลดดอกเบี้ย

Finnomena Funds จึงแนะนำ Take Profit กองทุน ONE-EUROEQ ในพอร์ต All Balance ออกทั้งหมด 

ซื้อทองคำ รับอานิสงส์ Real Yield ลง และธนาคารกลางซื้อเพิ่ม

Gold spot price vs US real yield

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 07/07/2024

ราคาทองคำ และ Real Yield หรืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง มักมีความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกัน อย่างไรก็ตาม ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นับเป็นช่วงเดียวกับที่ราคาทองคำขยับสวนทางกับปริมาณทองคำที่ถือครองโดย ETFs ราคาทองคำ และ Real Yield ขยับไปในทิศทางเดียวกัน สะท้อนว่าทองคำกำลังมีผู้ซื้อที่ไม่ได้ซื้อเพื่อหวังผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ย แต่เป็นการถือครองเพื่อเหตุผลอื่น ๆ อาทิ การกระจายความเสี่ยง 

Source: Finnomena Funds, World Gold Council as of 07/07/2024

ปัจจัยดังกล่าวทำให้ Finnomena Funds เชื่อว่าธนาคารกลางที่ผ่านมามีบทบาทที่สำคัญในการผลักดันให้ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัย โดยแบบสำรวจจาก World Gold Council ชี้ว่าธนาคารกลางกว่า 66% ทั่วโลกจะเพิ่มสัดส่วนทองคำสำรองในอีก 5 ปีข้างหน้า และอัตราดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี สวนทางกับดอลลาร์สำรองที่ธนาคารกลางกว่า 49% ทั่วโลกคาดว่าจะลดลงในอีก 5 ปีข้างหน้า

มากกว่านั้นแบบสำรวจจาก World Gold Council ระบุว่ามากกว่า 81% ของธนาคารกลางทั่วโลกเชื่อว่าธนาคารกลางอื่น ๆ (ยกเว้นตนเอง) มีแนวโน้มจะเพิ่มทองคำสำรองในอีก 12 เดือนข้างหน้า โดย มีเพียง 3% ที่ระบุว่าตนจะลดทองคำสำรองลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธนาคารกลางซื้อทองคำเพื่อเพิ่มสินทรัพย์สำรองเชิงกลยุทธ์ (Strategic Reserve) และมักจะไม่ขายในระยะเวลาสั้นๆ

Finnomena Funds แนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุนทองคำผ่านกองทุน KT-GOLDUH-A ในพอร์ต All Balance สัดส่วน 5% โดยกองทุนดังกล่าวมีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน SPDR Gold Trust (กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV กองทุนหลักมุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัด (passive management) และปัจจุบัน KT-GOLDUH-A ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

การปรับสัดส่วนกองทุนตราสารหนี้ในพอร์ต All Balance และ Goal 

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 17/07/2024

ช่วงที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond Yield) ระยะสั้นปรับตัวขึ้นจนทำให้ระดับ Bond Yield ระยะสั้นไม่ต่างกับพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปีอย่างมีนัยยะ โดย Bond Yield อายุ 1 เดือนอยู่ที่ 2.32% ขณะที่ Bond Yield อายุ 2 ปีอยู่ที่ 2.34% และเพื่อเสริมความแข็งแกร่งควบคู่กับเพื่อสภาพคล่องของพอร์ต

Finnomena Funds จึงแนะนำสับเปลี่ยนจากกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น-กลาง มายังกองทุน KKP MP ซึ่งเป็นกองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund)  ซึ่งเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น โดยมีเป้าหมาย duration ของพอร์ตที่ 1-3 เดือน และเป้าหมาย credit rating เฉลี่ยของพอร์ตที่ AAA

  • พอร์ต Goal lv.1 -5 แนะนำสับเปลี่ยนเข้าลงทุนใน KKP MP โดยลงทุนแทน KFAFIX-A
  • พอร์ต All Balance แนะนำสับเปลี่ยนออกจากกองทุน KKP PLUS สัดส่วนทั้งหมดมาลงทุนในกองทุน KF-SCINCOM ซึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้โลก เพื่อรับอานิสงส์จากแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลก

สรุปสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำ

พอร์ต All Balance

Source: Finnomena Funds, as of 18/07/2024

พอร์ต Goal level 1-5

Source: Finnomena Funds, as of 18/07/2024

ดู Fund Fact Sheet กองทุนแนะนำ

 

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/
จัดทำโดยบลป. เดฟินิท สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

เฟดส่งสัญญาณใกล้ลดดอกเบี้ย หลังเงินเฟ้อเริ่มลด-ตลาดแรงงานสมดุลขึ้น คาดลดดอกเบี้ย ก.ย. นี้

Finnomena Editor
เฟดส่งสัญญาณใกล้ลดดอกเบี้ย หลังเงินเฟ้อเริ่มลด-ตลาดแรงงานสมดุลขึ้น คาดลดดอกเบี้ย ก.ย. นี้

จากรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ นายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ หนึ่งในคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด สมาชิกถาวรของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ส่งสัญญาณบ่งชี้ว่า เฟดมีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนกันยายนนี้

สัญญาณดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของเจ้าหน้าที่เฟดระดับสูงหลายท่าน รวมถึงประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ ที่ต่างแสดงความมั่นใจว่า แนวโน้มการลดลงของเงินเฟ้อที่เริ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าจะมีการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในระยะสั้นช่วงต้นปีนี้ก็ตาม

ปัจจัยสนับสนุนนโยบายผ่อนคลายของเฟด มาจากแรงกดดันด้านราคาที่ผ่อนคลายลงในหลาย ๆ ด้าน เช่น ราคาสินค้าที่ลดลง ต้นทุนที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัวลง และการเติบโตของค่าจ้างที่อยู่ในระดับปานกลางมากขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อที่เคยเพิ่มสูงขึ้นในภาคบริการเริ่มผ่อนคลายลง

นายวอลเลอร์ คาดการณ์ว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ย น่าจะเป็นช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคมนี้

ทั้งนี้ หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.25-5.50% ในปีที่ผ่านมา น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ช่วง 4.50-4.75% ภายในสิ้นปี 2024

ที่มา: https://www.efinancethai.com/LastestNews/LatestNewsMain.aspx?ref=FR&id=cUIybm1HeU5QcTg9

กองทุนตราสารหนี้โดย Finnomena Funds

  • FundTalk Call แนะนำMUBONDUH-Aลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน JPMorgan Funds – US Aggregate Bond Fund (กองทุนหลัก) ที่มี Duration ประมาณ 6 ปี
  • กองทุนหลักลงทุนในตราสารหนี้ของสหรัฐอเมริกาที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้
  • มีนโยบายการลงทุนแบบ Active ให้ผลการดำเนินงานเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับดัชนี U.S. Aggregate Bond Index
  • ดูรายละเอียดกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://finno.me/ft-call-mubonduh-a-fba

 

📌 อ่านคำแนะนำ FundTalk Call เพิ่มเติมได้ที่https://www.finnomena.com/fundtalk/call-us-bond-jun24/

เฟดส่งสัญญาณใกล้ลดดอกเบี้ย หลังเงินเฟ้อเริ่มลด-ตลาดแรงงานสมดุลขึ้น คาดลดดอกเบี้ย ก.ย. นี้


คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 . ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort”

Mr.Messenger Call: ขายกองทุน SCBNEXT(A) ล็อกกำไร 5% พร้อมเข้าลงทุนต่อใน KT-ENERGY

Bank - The Trend Follower Investor
Mr.Messenger Call: ขายล็อกกำไร 5% กองทุน SCBNEXT(A)

แนะนำขายทำกำไรกองทุน SCBNEXT(A) หลังปรับตัวขึ้น 5% แล้วหมุนเข้าลงทุนต่อในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขาขึ้นอย่างหุ้น World Energy

ก่อนหน้านี้ Mr.Messenger ได้ออกคำแนะนำ Mr.Messenger Call: โอกาสเก็งกำไรใน ARKW กลับมาอีกครั้ง ก่อนทะยานขึ้นรอบใหม่ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2024 โดยหลังจากออกคำแนะนำ NAV ของกองทุนที่แนะนำอย่าง SCBNEXT(A) ปรับตัวขึ้น 5% สู่ระดับ 5.89 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 17 กรกฏาคม 2024) จาก 5.58 บาท ณ วันที่ 16 พฤษภาคม 2024

ราคา ARKW (Timeframe day) 

Source: Finnomena Funds, Tradingview as of 18/07/2024 

ล่าสุดราคา ARKW ซึ่งเป็นกองทุนหลักของกองทุน SCBNEXT(A) ปรับตัวทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่ $84 และย่อตัวลง บ่งชี้ถึงสัญญาณเชิงลบ แม้ราคา ARKW จะปรับตัวขึ้นไม่ถึงระดับ Take Profit ที่ให้ไว้ที่ $94 แต่ Mr.Messenger Call แนะนำขายล็อกกำไร กองทุน SCBNEXT(A) สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนตามคำแนะนำ พร้อมแนะนำเข้าลงทุนใหม่ตามคำแนะนำอื่น ๆ ของ Mr.Messenger Call ดังนี้ 

 

จัดทำโดยบลป.เดฟินิท สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Mr.Messenger Call: ถึงเวลาหุ้นพลังงานโลก ทะลุ Downtrend Line พร้อมเกิด Buy Signal

Bank - The Trend Follower Investor

แนะนำเข้าซื้อกองทุนหุ้นพลังงานโลก KT-ENERGY หลังราคาปรับขึ้นทะลุ Downtrend Line โดยให้เข้าเก็งกำไรระยะสั้นไม่เกินราคาดัชนี Energy Select Sector SPDR Fund ที่ระดับ 96 เหรียญสหรัฐ

กราฟราคา Energy Select Sector SPDR® Fund (XLE) ( Timeframe Day)

Source:Finnomena Funds, Tradingview as of 18/07/2024 

ราคา Energy Select Sector SPDR® Fund (XLE) ปรับขึ้นทะลุ Downtrend Line พร้อมยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ขณะที่ MACD พลิกกลับมาเหนือ Signal line และปรับตัวขึ้นเหนือแกน 0 บ่งชี้ถึง Momentum เชิงบวกของราคา

จึงแนะนำลงทุนภายใต้คำแนะนำ Mr.Messenger Call ในกองทุน KT-ENERGY ซึ่งมีผลการดำเนินงานเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับราคา XLE โดยมีค่า Correlation กับดัชนีที่ 0.827 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงการเคลื่อนไหวตามราคา XLE โดยมีคำแนะนำดังนี้

1. แนะนำเข้าลงทุนที่ราคา XLE ไม่เกินระดับ $96 (+2.7% จากระดับราคาวันที่ 18/07/2024) ซึ่งเป็นระดับราคาที่เราแนะนำให้พิจารณาชะลอการเข้าซื้อ (หยุดซื้อ) ภายใต้คำแนะนำ Mr.Messenger Call เนื่องจากทำให้ Risk/Reward Ratio เข้าใกล้ระดับ 1:1

2. แนะนำ Take Profit หรือขายทำกำไร เมื่อราคา XLE ถึง $105 (Upside 12.7% จากระดับราคาวันที่ 18/07/2024 และ +9.5% จากจุดหยุดเข้าซื้อ) ซึ่งเป็นระดับ 161.8% ของ Fibonacci Extension 

3. แนะนำ Limit Loss หรือตัดขาดทุน เมื่อราคา XLE ต่ำกว่า $87 อย่างมีนัยยะ ซึ่งเป็นระดับจุดต่ำสุดเดิม ณ วันที่ 17 มิถุนายน (Downside -6.6% จากราคาวันที่ 18/07/2024 และ -9.3% จากจุดหยุดเข้าซื้อ) 

4. หากดัชนีปรับตัวขึ้นไปไม่ถึงจุด Take Profit ที่แนะนำ เราอาจพิจารณาแนะนำ Trailing Stop ด้วยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน (20-day MA) หรือใช้ระดับ 100% ของ Fibonacci Extension โดยเราจะประเมินสถานการณ์และแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

KT-ENERGY

KT-ENERGY เป็นกองทุนความเสี่ยงสูง (ระดับ 7) ลงทุนใน BGF World Energy Fund (กองทุนหลัก) โดยกองทุนหลักลงทุนในหุ้นของบริษัทชั้นนําทั่วโลกซึ่งมีธุรกิจหลักในการสํารวจพัฒนาและจัดจําหน่ายพลังงาน และอาจลงทุนในบริษัทที่มุ่งเน้นการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากพลังงานทดแทน

สัดส่วนการลงทุนของกองทุนหลัก KT-ENERGY

Source: blackrock, data as of 28/06/2024

ค่า Correlation ของกองทุน KT-ENERGY กับราคา XLE 

Source: Bloomberg as of 17/07/2024

นักลงทุนที่เหมาะกับคำแนะนำนี้ ระยะสั้นนี้ควร…

  1. เป็นนักลงทุนที่มีเงินสด หรือสภาพคล่องส่วนเกิน และรับความผันผวนได้สูง
  2. ใช้เงินลงทุนในสัดส่วนไม่เกิน 10% ของภาพรวมพอร์ตการลงทุนทั้งหมด
  3. นักลงทุนต้องยอมรับการ Limit Loss หรือ การตัดขาดทุนได้ทันที

ดู Fund Fact Sheet กองทุนแนะนำ

 

จัดทำโดยบลป.เดฟินิท สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

หุ้นกู้ตลาดรองแนะนำโดย Definit: บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (CPFTH) อัตราผลตอบแทน 4.25% อายุคงเหลือ 12.8 ปี มีจำนวนจำกัด 9.5 ล้านบาทเท่านั้น

Definit
หุ้นกู้ตลาดรองแนะนำโดย Definit: บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (CPFTH) อัตราผลตอบแทน 4.25% อายุคงเหลือ 12.8 ปี มีจำนวนจำกัด 9.5 ล้านบาทเท่านั้น

คุณกำลังมองหาหุ้นกู้จากบริษัทคุณภาพดีอยู่รึเปล่า? พบกับหุ้นกู้แนะนำ Definit Value Pick หุ้นกู้ที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดีโดยบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เดฟินิท (บลป. เดฟินิท เป็น บริษัทในกลุ่มฟินโนมีนา) จากโมเดล 5F2M (5 Fundamentals and 2 Momentum indicators) ที่วิเคราะห์คุณภาพของหุ้นกู้ ทั้งจากมุมมองทางการเงินและสัญญาณระยะสั้น เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนและเพิ่มโอกาสในการได้ผลตอบแทนที่ดี

โดยทาง บลป. เดฟินิท ได้รวบรวมมาให้เเล้วว่า หุ้นกู้ตลาดแรกและตลาดรองเปรียบเทียบกัน ตัวไหนคือตัวที่ผลตอบแทนดีที่สุด เเละผ่านเกณฑ์ที่ทาง บลป. เดฟินิท ตั้งไว้ ในส่วนของสถานะทางการเงินและสัญญาณระยะสั้น

“ตัวที่ผ่านการแนะนำประจำสัปดาห์นี้ จะเป็นหุ้นกู้ของบริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด
รหัสหุ้นกู้ CPFTH375A (ตลาดรอง) อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 4.25% เรตติ้ง A อายุคงเหลือ 12.8ปี”

สนใจซื้อหุ้นกู้ CPFTH375A กรุณาติดต่อที่ปรึกษาการลงทุนของท่าน หรือแจ้งความสนใจของท่านมาได้ที่ https://forms.gle/X5jFBJBeAHa9V43d8

บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) : CPFTH คือใคร?

บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทลูกหลักของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) โดย CPFTH รับผิดชอบการดำเนินธุรกิจสัตว์บกในประเทศไทย ซึ่งมีการดำเนินงานที่ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับ CPF ทั้งยังได้รับการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ เช่น การจัดหาวัตถุดิบและการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ CPF ยังมีบทบาทสำคัญในการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ CPFTH ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มทุนหรือการให้เงินกู้ยืมในเวลาที่จำเป็น

หุ้นกู้ตลาดรองแนะนำโดย Definit: บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (CPFTH) อัตราผลตอบแทน 4.25% อายุคงเหลือ 12.8 ปี มีจำนวนจำกัด 9.5 ล้านบาทเท่านั้น

ผลประกอบการของ CPFTH เป็นอย่างไร

CPFTH มีการเติบโตของรายได้ในช่วงปี 2021 ถึง 2023 อย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้ทั้งปี 2023 อยู่ที่ 165,241 ล้านบาท ในขณะที่ผลการดำเนินงานขาดทุน 3,327 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้ามีกำไรสูงถึง 13,223 ล้านบาท สำหรับฐานะทางการเงิน CPFTH มีสินทรัพย์รวม 239,577 แสนล้านบาท มีหนี้สินเป็นสัดส่วน 1.8 เท่าของส่วนทุน แสดงถึงฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม การจัดการหนี้สินและการควบคุมค่าใช้จ่ายยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาประสิทธิภาพการดำเนินงานในอนาคต

หุ้นกู้ตลาดรองแนะนำโดย Definit: บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (CPFTH) อัตราผลตอบแทน 4.25% อายุคงเหลือ 12.8 ปี มีจำนวนจำกัด 9.5 ล้านบาทเท่านั้น

การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินทางการเงิน (5 Fundamentals; 5F)

  1. Current Ratio: Current Ratio ของ CPFTH อยู่ที่ 1.5 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดี สามารถใช้ชำระหนี้สินหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. D/E Ratio (Debt to Equity Ratio): D/E Ratio ของ CPFTH อยู่ที่ 1.8 เท่า ซึ่งยังไม่สูงเกินไป ถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมกลุ่มในอุตสาหกรรมเดียวกัน
  3. Net Profit Margin: แม้ว่า Net Profit Margin ของ CPFTH อาจจะยังไม่สูงมากนัก แต่ยังถือว่ามีการจัดการที่ดีภายในกลุ่ม CPF
  4. Interest Coverage Ratio: Interest Coverage Ratio ของ CPFTH อาจจะดูไม่ค่อยดีนัก แต่ด้วยการจัดการของ CPF ที่มีความเชี่ยวชาญ สามารถจัดการเรื่องหนี้และการจ่ายดอกเบี้ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  5. Cashflow from Operation: CPFTH มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการจัดการกระแสเงินสดที่มีประสิทธิภาพ

การโอกาสผิดนัดชำระหนี้ (2 Momentum; 2M)

2 MomentumIindicators ชี้ว่าบริษัทยังผ่านเกณฑ์ที่กำหนด กล่าวคือ Bloomberg Default Probability ไม่เกิน 1.5% และ Altman Z-Score สูงกว่า 0.50 โดยปัจจุบัน Bloomberg Default Probability อยู่ที่ระดับ 0.12% และ Altman Z-Score อยู่ที่ระดับ 1.029 หมายความว่าบริษัทมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ในระดับต่ำ

หุ้นกู้ตลาดรองแนะนำโดย Definit: บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (CPFTH) อัตราผลตอบแทน 4.25% อายุคงเหลือ 12.8 ปี มีจำนวนจำกัด 9.5 ล้านบาทเท่านั้น

หุ้นกู้ตลาดรองแนะนำโดย Definit: บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (CPFTH) อัตราผลตอบแทน 4.25% อายุคงเหลือ 12.8 ปี มีจำนวนจำกัด 9.5 ล้านบาทเท่านั้น

ทำไมต้องลงทุนหุ้นกู้รหัส CPFTH375A ? : เทียบมัดต่อมัดผลตอบเเทนทั้งหุ้นกู้ตลาดแรกและรองในเรทติ้ง A- ขึ้นไป

ถ้าเปรียบหุ้นกู้เรทติ้ง A- ขึ้นไปที่เสนอขาย ณ สัปดาห์ที่ 16 ก.ค. 2567 หุ้นกู้ CPFTH375A ให้ผลตอบแทน (yield to maturity) สูงที่สุดโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • อายุหุ้นกู้: 12.8 ปี
  • รหัสหุ้นกู้ : CPFTH375A (ตลาดรอง)  
  • อัตราดอกเบี้ย: 4.25%
  • เรตติ้ง: A

 

หุ้นกู้ตลาดรองแนะนำโดย Definit: บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (CPFTH) อัตราผลตอบแทน 4.25% อายุคงเหลือ 12.8 ปี มีจำนวนจำกัด 9.5 ล้านบาทเท่านั้น

หุ้นกู้ CPFTH เหมาะกับใคร?

นักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาวและมีโอกาสในการขายก่อนในตลาดรอง

สรุป

การประเมินจากโมเดล 5F2M แสดงให้เห็นว่า CPFTH มีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยได้ดีและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง โดยบริษัทนี้มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ต่ำ ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทน ถือว่าหุ้นกู้ของ CPFTH รหัส CPFTH375A ให้ผลตอบแทนอยู่ในระดับสูงสุด ณ ปัจจุบัน  

สนใจซื้อหุ้นกู้ CPFTH375A กรุณาติดต่อที่ปรึกษาการลงทุนของท่าน หรือแจ้งความสนใจของท่านมาได้ที่ https://forms.gle/X5jFBJBeAHa9V43d8


คำเตือน: ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในหุ้นกู้ไม่ใช่การฝากเงิน | การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้เป็นเพียงข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนเท่านั้น มิใช่สิ่งชี้นำการซื้อขายตราสารหนี้ที่เสนอขาย และไม่ได้เป็นการรับประกันความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกหุ้นกู้

ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ บลป.เดฟินิท 02-109-9933

Disclaimer : เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนจากบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เดฟินิท จำกัด ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ จัดทาโดยอาศัยข้อมูลที่จัดหามาจากแหล่งที่เชื่อหรือควรเชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือและ/หรือถูกต้อง อย่างไรก็ตามบริษัทไม่ยืนยัน และไม่รับรองถึงความครบถ้วนสมบูรณ์หรือถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว และไม่ได้ประกันราคา,ผลตอบแทนของหน่วยลงทุนหรือโอกาสผิดนัดชำระหนี้ที่ปรากฏข้างต้น แม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะปรากฏข้อความที่อาจเป็น หรืออาจตีความว่าเป็นเช่นนั้นได้ บริษัทจึงไม่รับผิดชอบต่อการนาเอาข้อมูล ข้อความ ความเห็น และหรือบทสรุปที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ไปใช้ไม่ว่ากรณีใดๆ บริษัทรวมทั้งบริษัทที่เกี่ยวข้อง ลูกค้า ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทต่าง ๆ อาจจะทำการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อ หรือขายหลักทรัพย์ที่ปรากฎในเอกสารฉบับนี้ได้ทุกเวลา ข้อมูล และความเห็นที่ปรากฎอยู่ในเอกสารฉบับนี้ มิได้ประสงค์จะชี้ชวน เสนอแนะ หรือจูงใจให้ตัดสินใจลงทุน หรือซื้อ หรือขายหน่วยลงทุนที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ และข้อมูลอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ผู้ลงทุนควรใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบในการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อหรือขายหลักทรัพย์ บริษัทสงวนลิขสิทธิ์ในข้อมูลที่ปรากฎในเอกสารนี้ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ประโยชน์ ทำซ้า ดัดแปลง นำออกแสดง ทาให้ปรากฏหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ซึ่งข้อมูลในเอกสารนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากบริษัท เป็นการล่วงหน้า การกล่าวคัด หรืออ้างอิงข้อมูลบางส่วนตามสมควรในเอกสารนี้ ไม่ว่าในบทความ บทวิเคราะห์ บทวิจัย หรือในเอกสาร หรือการสื่อสารอื่นใดจะต้องกระทำโดยถูกต้อง และไม่เป็นการก่อให้เกิดการเข้าใจผิดหรือความเสียหายแก่บริษัท ต้องรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในข้อมูลของบริษัท และต้องอ้างอิงถึงฉบับที่และวันที่ในเอกสารฉบับนี้ของบริษัทโดยชัดแจ้งการตัดสินใจลงทุน หรือซื้อ หรือขายหน่วยลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ท่านควรทาความเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อลักษณะของหน่วยลงทุนแต่ละประเภท และควรศึกษาข้อมูลของบริษัทที่ออกหน่วยลงทุนและข้อมูลอื่นใดที่เกี่ยวข้องก่อนการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อหรือขายหน่วยลงทุน

แนะนำปรับพอร์ตเดือนกรกฏาคม 2024: ขายหุ้นยุโรป ซื้อทองคำ พร้อมปรับสัดส่วนตราสารหนี้

Finnomena Funds

Executive Summary

  • พอร์ต GAR, All Star และ All Balance แนะนำขายทำกำไรกองทุน ONE-EUROEQ ซึ่งลงทุนในหุ้นยุโรปออกทั้งหมด หลังตลาด price in การลดดอกเบี้ยของ ECB อย่างเต็มที่แล้ว ทำให้ upside ของตลาดหุ้นยุโรปเริ่มจำกัด พร้อมเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน KT-GOLDUH-A รับอานิสงส์ Real Yield ปรับตัวลง และการถือครองทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มขึ้น
  • พอร์ต GAR แนะนำขาย KKP PLUS ซึ่งเป็นตราสารหนี้ระยะสั้นออกทั้งหมด พร้อมเข้าลงทุนใน KKP GINFRAEQ-H ซึ่งลงทุนในหุ้น Global Infrastructure ที่มีความ Defensive ได้รับประโยชน์จาก Bond Yield ปรับตัวลง
  • พอร์ต All Balance ถึงเวลาแนะนำเข้าลงทุนใน KF-CSINCOM ซึ่งลงทุนในตราสารหนี้โลก ได้ประโยชน์จาก Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มปรับตัวลง โดยลงทุนแทน KKP PLUS
  • แนะนำปรับสัดส่วนออกจากกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น-กลางของพอร์ต All Defense, Goal และ GOR มาเข้าลงทุนในกองทุน KKP MP ซึ่งเป็นกองทุน Money Market เพื่อเสริมความแข็งแกร่งควบคู่กับเพิ่มสภาพคล่องของพอร์ต

ขายหุ้นยุโรป Upside จากการลดดอกเบี้ยเริ่มจำกัด

เงินเฟ้อยุโรปชะลอตัวลงมาอย่างต่อเนื่อง เข้าสู่ระดับเงินเฟ้อในกรอบเป้าหมาย 2% ตามที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต้องการ ส่งผลให้ ECB ตัดสินสินใจลดอัตราดอกเบี้ย (Deposit Facility Rate) ลง 25 bps สู่ระดับ 3.75% ในการประชุมเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดได้คาดหวังอย่างเต็มที่ว่า ECB จะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง (50 bps) ในช่วงที่เหลือของปี 2024 ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดหุ้นอาจไม่ได้มี upside มากนักต่อการลดดอกเบี้ยของ ECB ในอนาคต

สอดคล้องกับสถิติที่ผ่านมา การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ECB มักมาพร้อมกับตลาดที่ Sideways โดยในค่าเฉลี่ยตลาดจะปรับตัวลดลง 7% และไม่ได้ตอบรับเชิงบวกต่อนโยบายการลดดอกเบี้ย

Finnomena Funds จึงแนะนำ Take Profit กองทุน ONE-EUROEQ ในพอร์ต GAR, All Balance และ All Star ออกทั้งหมด 

ซื้อทองคำ รับอานิสงส์ Real Yield ลง และธนาคารกลางซื้อเพิ่ม

Gold spot price vs US real yield

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 07/07/2024

ราคาทองคำ และ Real Yield หรืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง มักมีความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกัน อย่างไรก็ตาม ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นับเป็นช่วงเดียวกับที่ราคาทองคำขยับสวนทางกับปริมาณทองคำที่ถือครองโดย ETFs ราคาทองคำ และ Real Yield ขยับไปในทิศทางเดียวกัน สะท้อนว่าทองคำกำลังมีผู้ซื้อที่ไม่ได้ซื้อเพื่อหวังผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ย แต่เป็นการถือครองเพื่อเหตุผลอื่น ๆ อาทิ การกระจายความเสี่ยง 

Source: Finnomena Funds, World Gold Council as of 07/07/2024

ปัจจัยดังกล่าวทำให้ Finnomena Funds เชื่อว่าธนาคารกลางที่ผ่านมามีบทบาทที่สำคัญในการผลักดันให้ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัย โดยแบบสำรวจจาก World Gold Council ชี้ว่าธนาคารกลางกว่า 66% ทั่วโลกจะเพิ่มสัดส่วนทองคำสำรองในอีก 5 ปีข้างหน้า และอัตราดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี สวนทางกับดอลลาร์สำรองที่ธนาคารกลางกว่า 49% ทั่วโลกคาดว่าจะลดลงในอีก 5 ปีข้างหน้า

มากกว่านั้นแบบสำรวจจาก World Gold Council ระบุว่ามากกว่า 81% ของธนาคารกลางทั่วโลกเชื่อว่าธนาคารกลางอื่น ๆ (ยกเว้นตนเอง) มีแนวโน้มจะเพิ่มทองคำสำรองในอีก 12 เดือนข้างหน้า โดย มีเพียง 3% ที่ระบุว่าตนจะลดทองคำสำรองลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธนาคารกลางซื้อทองคำเพื่อเพิ่มสินทรัพย์สำรองเชิงกลยุทธ์ (Strategic Reserve) และมักจะไม่ขายในระยะเวลาสั้นๆ

Finnomena Funds แนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุนทองคำผ่านกองทุน KT-GOLDUH-A ในพอร์ต GAR สัดส่วน 10%, All Balance สัดส่วน 5% และ All Star สัดส่วน 5% โดยกองทุนดังกล่าวมีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน SPDR Gold Trust (กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV กองทุนหลักมุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัด (passive management) และปัจจุบัน KT-GOLDUH-A ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

ซื้อ Global Infrastructure ในพอร์ต GAR รับอานิสงส์ Yield ลง

Bond Yield สหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปรับตัวลง ส่งผลให้ทำให้กลุ่ม Yield Play เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น สอดคล้องกับสภาวะตลาดหุ้นที่เริ่มมีความผันผวน และเกิดการ Rotation จากหุ้นกลุ่ม Growth ไปยังกลุ่ม Laggard 

Finnomena Funds ได้มองหาสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จาก Bond Yield ปรับตัวลง มีความ laggard และมีความเป็น Defensive จึงแนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้น Global Infrastructure อย่างกองทุน KKP GINFRAEQ-H ในพอร์ต GAR สัดส่วน 10% 

กองทุน KKP GINFRAEQ-H ลงทุนในกองทุน  Lazard Global Listed Infrastructure Equity Fund (กองทุนหลัก) ซึ่งมีนโยบายลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก โดยกองทุนหลักจะเน้นลงทุนในบริษัท Prefered Infrastructure ที่มีรายได้ที่มั่นคง มีความสามารถในการทำกำไร มีลักษณะผู้ขาด รายได้มีการปรับขึ้นตามเงินเฟ้อและมีความผันผวนต่ำ โดยกองทุนจะลงทุนเพียง 25-50 บริษัท

สัดส่วนการลงทุนของกองทุนหลัก KKP GINFRAEQ-H

Source: LAZARD ASSET MANAGEMENT as of May 2024

การปรับสัดส่วนกองทุนตราสารหนี้ในพอร์ต GAR, All Star, All Balance, All Defense, Goal และ GOR

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 17/07/2024

ช่วงที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond Yield) ระยะสั้นปรับตัวขึ้นจนทำให้ระดับ Bond Yield ระยะสั้นไม่ต่างกับพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปีอย่างมีนัยยะ โดย Bond Yield อายุ 1 เดือนอยู่ที่ 2.32% ขณะที่ Bond Yield อายุ 2 ปีอยู่ที่ 2.34% และเพื่อเสริมความแข็งแกร่งควบคู่กับเพื่อสภาพคล่องของพอร์ต

Finnomena Funds จึงแนะนำสับเปลี่ยนจากกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น-กลาง มายังกองทุน KKP MP ซึ่งเป็นกองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund)  ซึ่งเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น โดยมีเป้าหมาย duration ของพอร์ตที่ 1-3 เดือน และเป้าหมาย credit rating เฉลี่ยของพอร์ตที่ AAA

  • พอร์ต Goal lv.1 -5 แนะนำสับเปลี่ยนเข้าลงทุนใน KKP MP โดยลงทุนแทน KFAFIX-A
  • พอร์ต All Defense แนะนำสับเปลี่ยนเข้าลงทุนใน KKP MP โดยลงทุนแทน KKP S-PLUS
  • พอร์ต GOR แนะนำสับเปลี่ยนเข้าลงทุนใน KKP MP โดยลงทุนแทน KKP ACT FIXED
  • พอร์ต All Balance และ All Star แนะนำสับเปลี่ยนเข้าลงทุนใน KF-CSINCOM ซึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้โลก เพื่อรับอานิสงส์จากแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลก โดยลงทุนแทน KKP PLUS
  • พอร์ต GAR แนะนำสับเปลี่ยนเข้าลงทุนในกองทุน KKP GINFRAEQ-H ซึ่งลงทุนในหุ้น Global Infrastructure โดยลงทุนแทน KKP PLUS

สรุปสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำ

พอร์ต GAR

Source: Finnomena Funds, as of 18/07/2024

พอร์ต All Star

Source: Finnomena Funds, as of 18/07/2024

พอร์ต All Balance

Source: Finnomena Funds, as of 18/07/2024

พอร์ต All Defense

Source: Finnomena Funds, as of 18/07/2024

พอร์ต Goal level 1-5

Source: Finnomena Funds, as of 18/07/2024

พอร์ต GOR

Source: Finnomena Funds, as of 18/07/2024

สรุปสัดส่วนการลงทุนที่เปลี่ยนแปลง

Source: Finnomena Funds, as of 18/07/2024

ดู Fund Fact Sheet กองทุนแนะนำ

 

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/
จัดทำโดยบลป. เดฟินิท สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Eli Lilly บริษัทยาใหญ่สุดในสหรัฐฯ อายุเก่าแก่ 150 ปี ว่าที่หุ้น 7 นางฟ้าตัวใหม่

fruhling

Highlight ของบทความนี้ (คลิกอ่านส่วนที่สนใจได้เลย)


Eli Lilly คือบริษัทยาที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ มีอายุเก่าแก่ 150 ปี ที่เป็นหัวหอกในการคิดค้นยาสำคัญ ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น ยาเบาหวาน วัคซีนโปลิโอ ไปจนถึงการผลิต ยาปฎิชีวนะเป็นบริษัทแรก ๆ ของโลก

ช่วงนี้เริ่มเห็นสื่อตั้งประเด็นว่า Eli Lilly อาจเข้ามาแทนที่ Tesla ในกลุ่ม 7 นางฟ้าหุ้นสหรัฐฯ (Magnificent 7) ก็ได้ เพราะนับจากต้นปี มีอยู่ช่วงนึงที่หุ้น Tesla ปรับตัวลงต่อเนื่อง -30% สวนทางกับ Eli Lilly ที่บวกขึ้นมา +30% (ณ วันที่ 12/7/2024 หุ้น Eli Lily +60% YTD, Tesla +3% YTD)

ราคาหุ้น Eli Lilly เทียบกับ Tesla (YTD) | Source: Google Finance as of 12/7/2024

จากสาเหตุคือ ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มตัดราคากันดุเดือด สวนทางกับธุรกิจยา ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนตอนนี้ Market Cap. ของ Eli Lily พุ่งแซงหน้า Tesla ไปแล้ว

วันนี้เราเลยจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ Eli Lilly เจาะลึกความเป็นมา โครงสร้างรายได้ และผลประกอบการล่าสุด เพื่อไขความลับความแข็งแกร่งของบริษัทยาที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ รายนี้กัน

ความเป็นมาของ Eli Lilly

เรื่องราวของ Eli Lilly (อีไล ลิลลี่) เริ่มต้นในปี 1876 หรือ 11 ปีหลังจากสงครามกลางเมืองอเมริกาจบลง 

ชายวัยย่าง 40 คนนึง ที่เป็นทั้งทหาร เภสัชกร และนักเคมี ตัดสินใจกลับไปเปิดธุรกิจยาเป็นของตัวเองในเมือง Indianapolis โดยชื่อของเขาก็คือ Eli Lilly

สินค้าแรก ๆ ของ Eli Lilly คือ ยาควินินสำหรับการรักษาโรคไข้มาลาเรีย ต่อมาก็มียาตัวใหม่ออกมาเรื่อย ๆ

แต่จุดเปลี่ยนจริง ๆ คือการที่ Josiah K. Lilly บุตรชายของ Eli Lilly ที่ศึกษาด้านเภสัชศาสตร์ เข้ามาช่วยธุรกิจในปี 80s

เพราะหลัง Josiah เข้ามาก็เกิดความก้าวหน้าขึ้นมากมายไม่ว่าจะเป็น 

  • การนำเสนอยาโรคซีมเศร้า Prozac (ซึ่งจะได้รับอนุมัติในเวลาต่อมา)
  • ผลิต Iletin ยารักษาเบาหวานตัวแรกของโลก หลังจากเจรจากับเจ้าของสิทธิบัตรอินซูลินรักษาเบาหวาน จากมหาวิทยาลัยโทรอนโต (ซึ่งเป็นชุดเดียวกับที่ Novo Nordisk ไปคุยด้วย)

 

ต่อมาบริษัทก็ขยับขยายต่อไปเรื่อย ๆ ส่งไม้ต่อกันไปในตระกูล โดยบริษัทก็ยังมีผลงานสำคัญ ๆ ออกมาตลอด เช่น การผลิตยาฆ่าเชื้อ หรือ ยาปฏิชีวนะ ออกมาแบบ Mass Product ได้สำเร็จ ในห้วงเวลาของสงครามโลกที่มีผู้คนบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

ในปี 1952 บริษัทก็ได้เข้าสู่ตลาดหุ้นได้สำเร็จ และเป็นเข้าสู่ยุค CEO นอกตระกูล โดยหลังจากนี้ บริษัทก็ยังเดินหน้าผลิตยาได้อย่างต่อเนื่อง เช่น

  • ผลิตวัคซีนโปลิโอเพื่อจำหน่ายได้เป็นบริษัทแรก
  • ผลิตยาสำหรับบรรเทาโรคมะเร็งหลายตัว
  • ผลิตยารักษาโรคซึมเศร้า Prozac ได้สำเร็จ

 

จนมาถึงตอนนี้ Eli Lily ได้เปลี่ยนโฉมจากธุรกิจเล็ก ๆ เป็นบริษัทยาที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมหลายกลุ่มอาการ และมีมูลค่าบริษัทสูงถึง 7 แสนล้านเหรียญ

ธุรกิจของ Eli Lilly ในปัจจุบัน

ตอนนี้ Eli Lily มีการจ้างงานมากกว่า 44,000 ตำแหน่งและตีตลาดได้มากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก และหัวใจสำคัญของ Eli Lily อยู่ที่ 4 ธุรกิจในมือ ได้แก่

  1. ยารักษาเบาหวานและโรคอ้วน (คิดเป็น 63% ของรายได้ทั้งหมด)
    ตัวอย่างสินค้า เช่น ปากกาฉีดรักษาเบาหวาน Mounjaro และ Trulicity
  2. ยารักษามะเร็ง (คิดเป็น 21% ของรายได้ทั้งหมด)
    ตัวอย่างสินค้า เช่น ยารักษามะเร็งเต้านม Verzenio ยารักษามะเร็งกระเพาะอาหาร Cyramza
  3. ยารักษาโรคด้านภูมิคุ้มกัน (คิดเป็น 10% ของรายได้ทั้งหมด)
    ตัวอย่างสินค้า เช่น ยารักษาโรคผมร่วงเป็นหย่อม Olumiant
  4. อื่น ๆ (คิดเป็น 3% ของรายได้ทั้งหมด)
    ตัวอย่างสินค้า เช่น ยาโรครักษากระดูกพรุน Forteo® 

 

ผลประกอบการของ Eli Lilly

ในด้านของรายได้ … ไตรมาสล่าสุด Eli Lily 

  • มีรายได้ 8,800 ล้านเหรียญ โตขึ้น 26% จากปีก่อนหน้า
  • มีกำไรสุทธิ 2,300 ล้านเหรียญ โตขึ้น 60%

 

ผลประกอบการของ Eli Lilly Q1/2024 | Source: Eli Lilly

และธุรกิจที่เป็นแรงส่งสำคัญคือ ยารักษาเบาหวานและโรคอ้วน ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปากกาเบาหวานและลดน้ำหนัก Mounjaro ที่มียอดขายโตเกิน 3 เท่าจากปีก่อน

ถ้ามองภาพรวมรายได้ทั้งโลกของ รายได้ประมาณของ Eli Lilly ราว 2 ใน 3 มาจากสหรัฐฯ ส่วนอีก 1 ใน 3 มาจากที่อื่น คือ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น และ อื่น ๆ

แนวโน้มอนาคตของ Eli Lilly

สถานการณ์โรคเบาหวานในสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุด CDC หรือ ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐฯ เปิดเผยว่า 

  • เกือบ 50% ของคนสหรัฐฯ เป็นภาวะก่อนเบาหวาน (Prediabetes) 
  • มากกว่า 10% ของคนสหรัฐฯเป็นโรคเบาหวานแล้ว 

 

มองในมุมนึงคือ คนสหรัฐฯ เกินครึ่ง “มีความเสี่ยง” ที่จะเป็นเบาหวาน

แนวโน้มเรื่องนี้เป็นไปในทางเดียวกับรายได้ของ Eli Lily คือ

  • รายได้จาก ยาเบาหวาน มาจากสหรัฐฯ 75% และ มาจากนอกสหรัฐฯ 25%
  • สวนทางกับรายได้จาก ยาอื่น ๆ ที่มาจากในและนอกสหรัฐฯ พอ ๆ กัน

 

เรื่องนี้เลยถือเป็นแนวโน้มหนุนธุรกิจของ Eli Lilly ที่รายได้หลัก ๆ มาจากการดูแลรักษาคนเป็นเบาหวาน โดยเฉพาะในสหรัฐฯ

สรุป

Eli Lilly ถือเป็นยักษ์เงียบของสหรัฐฯ คืออาจไม่หวือหวาเหมือนกลุ่มเทค แต่ก็เป็นธุรกิจขนาดใหญ่โตมโหฬาร ซึ่งเป็นที่ต้องการของประชาชน

แถมบริษัทยังมีช่องทางการหารายได้ สอดคล้องไปกับแนวโน้มของอนาคตในแบบเดียวกับกลุ่ม AI นี่จึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ไม่ควรมองข้าม


อ้างอิง

 

IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจจีนปีนี้ โต 5.0% จาก 4.6% รับอานิสงส์การบริโภคฟื้น-ส่งออกแกร่ง

Finnomena Editor

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในปี 2567 ขึ้นสู่ระดับ 5.0% จาก 4.6% ที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

การปรับเพิ่มคาดการณ์ดังกล่าวมีขึ้นตามรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook – WEO) ฉบับล่าสุดของ IMF ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 16 .. โดยระบุว่า เศรษฐกิจจีนได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการบริโภคในภาคเอกชนและการส่งออกที่แข็งแกร่งในไตรมาสแรกของปีนี้

สำหรับจีน การฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้นในไตรมาส 1 ของปี 2567” IMF ระบุในรายงาน

ที่มา: https://www.infoquest.co.th/2024/414368

กองทุนหุ้นจีน แนะนำโดย Finnomena Funds

1. UOBSGC

  • Mr.Messenger Call แนะนำUOBSGCกองทุนหุ้นจีน Greater China ที่กระจายการลงทุนในหุ้นจีน ฮ่องกง และไต้หวัน
  • คัดเลือกหุ้นโดยใช้ AI ร่วมกับนักวิเคราะห์ โดยกรอบการทำงานนี้ช่วยประสิทธิภาพในการคัดเลือกหุ้น และค้นพบโอกาสในการลงทุนที่ซ่อนอยู่
  • ดูรายละเอียดกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/UOBSGC

 

อ่านคำแนะนำ Mr.Messenger Call เพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/mr-messenger/call-greaterchina-jun-2024/

2. MEGA10CHINA-A

  • Mr.Messenger Call แนะนำMEGA10CHINA-Aกองทุนหุ้นจีน เน้นลงทุนใน 10 บริษัทที่ทรงอิทธิพลของจีนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง
  • ลงทุนในบริษัทที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่ มีสภาพคล่องสูง โดยเลี่ยงบริษัทที่รัฐบาลจีนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพราะมองเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยง
  • เน้นความเป็นผู้นำในด้านตราสินค้า (Brand Value) ในกลุ่ม TOP/BEST CHINESE BRANDS จากการจัดอันดับโดยบริษัทที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในเรื่องของการจัดอันดับดังกล่าว
  • ดูรายละเอียดกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/MEGA10CHINA-A 

 

อ่านคำแนะนำ Mr.Messenger Call เพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/mr-messenger/call-hsi-july-2024/


คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 . ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort”

Finnomena Mid-Year Investment Outlook 2024: “Tempering Expectation” เมื่อตลาดคืนสมดุล ลงทุนครึ่งปีหลัง ต้องมองอย่างไร?

Finnomena Funds
Finnomena Mid-Year Investment Outlook

Executive Summary 

  • ภาพรวมการลงทุนในครึ่งปีหลัง: โอกาสของเอเชียและตราสารหนี้ ความท้าทายในสหรัฐฯ และยุโรป
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ: ตลาดแรงงานยังแข็งแรง แต่ตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวตามเงินเฟ้อ แนะนำถือ AFMOAT-HA และ TISCOAI
  • ตลาดหุ้นยุโรป: เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างช้า ๆ Valuation ยังถูกแต่สถิติชี้หลัง ECB ลดดอกเบี้ยไปต่อยาก แนะนำถือ ONE-EUROEQ
  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่น: เงินเยนดิ่งหนัก ทิศทางการใช้นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้นชัดเจน แนะนำลดสัดส่วน
  • ตลาดหุ้นจีน: ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง รอ Sentiment ฟื้น แนะนำสะสม B-CHINE-EQ MEGA10CHINA-A และ SCBCHAA
  • ตลาดหุ้นอินเดีย: โครงการ SIPs หนุนตลาดหุ้น เศรษฐกิจแข็งแกร่ง แนะนำลงทุน B-BHARATA
  • ตลาดหุ้นเกาหลีใต้: รับอานิสงค์วัฎจักร Semiconductor นักลงทุนตอบรับเชิงบวกต่อ Value-Up Program แนะนำสะสม SCBKEQTG และ DAOL-KOREAEQ
  • ตลาดหุ้นไทย: การเบิกจ่ายงบภาครัฐฯอาจไม่มีนัยยะต่อเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นถูกกดดันจากการเมืองในประเทศ  แนะนำหลีกเลี่ยงตลาดหุ้นไทย
  • ตลาดหุ้นเวียดนาม: FDI ยังไหลเข้า ลุ้นเข้าดัชนี Emerging Market ปีหน้า แนะนำลงทุน PRINCIPAL VNEQ-A และ KKP VGF-UI*
  • ตลาดหุ้นเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น: แนะนำสะสมกองทุน UOBSA
  • Thematic Equity
    • หุ้น AI: กระแส AI ยังคงแรงต่อเนื่อง แต่ผู้ได้รับประโยชน์อาจมีการเปลี่ยนแปลง แนะนำลงทุน TISCOAI และ B-INNOTECH
    • หุ้น Healthcare: รายได้เติบโตต่อเนื่อง แต่ Valuation ยังแพงอยู่ แนะนำสะสม ES-HEALTHCARE (สะสมมูลค่า) หรือ KKP-GHC (จ่ายปันผล)
    • หุ้น Climate Change: เติบโตไปพร้อมกับกระแสรักษ์โลก และความคาดหวังดอกเบี้ยขาลง แนะนำสะสม SCBCLIMATE(A) และ PRINCIPAL GCLEAN-A
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ: Yield สูง โอกาสลงทุนในรอบทศวรรษ แนะนำ UGIS-N และ MUBOND-A และแบบไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินแนะนำ UGISFX-N และ MUBONDUH-A
  • ทองคำ: ธนาคารกลางซื้อต่อ พร้อม ETFs ซื้อเพิ่มจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และ Real Yield ปรับตัวลง แนะนำสะสม KT-GOLDUH-A
  • น้ำมัน: อุปทานสหรัฐฯ คอยจำกัด upside จากราคาน้ำมัน ไม่แนะนำลงทุน เหมาะเพียงเก็งกำไรในกรอบตามรอบ
  • Global REITs: แม้มีแรงบวกจาก Fed ลดดอกเบี้ย แต่การเติบโตต่ำ ระดับปันผลไม่น่าสนใจเทียบกับตราสารหนี้ แนะนำคงสัดส่วน
  • Thai REITs: ฟื้นตัวเฉพาะกลุ่ม ยังไม่สดใส แม้ Valuation เริ่มน่าสนใจ แนะนำคงสัดส่วน

Finnomena Mid-Year Investment Outlook


หลังจากที่ Finnomena Funds ออกคำแนะนำ “Finnomena Investment Outlook 2024: มุมมองการลงทุนปี 2024 A Year of Two Halves” ไปในช่วงต้นปี 2024 พร้อมคำแนะนำเชิงบวกต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอาทิ หุ้นสหรัฐฯ หุ้นยุโรป และหุ้นในโซนตลาดเกิดใหม่ โดยเรามองว่าสินทรัพย์เสี่ยงมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีจากความคาดหวังว่าเงินเฟ้อจะชะลอลง ทำให้ธนาคารกลางมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในอนาคต 

สำหรับในครึ่งปีหลัง Finnomena Funds ได้ต่อยอดมุมมองการลงทุนมาจากพื้นฐานดังกล่าว และออกเป็นมุมมองการลงทุนชื่อ Finnomena Funds 2024 Mid-Year Outlook: “Tempering Expectation”

ภาพรวมการลงทุนในครึ่งปีหลัง: โอกาสในเอเชียและตราสารหนี้ ความท้าทายในสหรัฐฯ และยุโรป

Source: Finnomena Funds as of 21/06/2024

Finnomena Funds 2024 Mid-Year Outlook “Tempering Expectation” 

ในครึ่งปีหลังของปี 2024 Finnomena Funds มีมุมมองเชิงระมัดระวังมากขึ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเรามองว่าการที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นไปมากกว่า 50% ตั้งแต่จบขาลงในปี 2022 เป็นผลมาจากความหวังเรื่องเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อกำลังกลับเข้าสู่กรอบ 2% อย่างช้า ๆ และอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มปรับตัวลง 1-2 ครั้งในปี 2024 ตลาดจึงมีพื้นที่ให้เล่นบนความคาดหวังน้อยลงและกลับสู่ความเป็นจริงมากขึ้น พร้อมกับตัวเลขเศรษฐกิจหลาย ๆ ตัวที่มีแนวโน้มประกาศออกมาชะลอตัวลงจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริง นอกจากนี้ยังมีความผันผวนจากการเลือกตั้งในสหรัฐฯ และประเทศในยุโรป

คำแนะนำการลงทุน

  • หุ้นสหรัฐฯ และยุโรป: ปรับลดคำแนะนำเป็น “Hold” เนื่องจากความผันผวนและการชะลอตัวของเศรษฐกิจ
  • หุ้นเอเชีย: ปรับคำแนะนำเป็น “Buy” โดยเฉพาะกลุ่ม Asia X Japan Equity, South Korea, Vietnam, China และ India ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง นำโดยเศรษฐกิจของอินเดีย จีน และเวียดนาม รวมถึงเกาหลีใต้ที่ได้ประโยชน์จากวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์

“A Final Call for High Rates”

Finnomena Funds แนะนำ “Buy” ในหมวด Global Fixed Income โดยมองว่าในช่วงครึ่งปีหลัง ธนาคารกลางทั่วโลกจะเริ่มใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงในปัจจุบันเริ่มปรับลดลงตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จึงเป็น Final Call สุดท้ายที่นักลงทุนมีโอกาสรับทั้ง Capital Gain และ อัตราดอกเบี้ยที่สูงระดับทศวรรษ

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 21/06/2024

ในครึ่งปีที่ผ่านมา ประมาณการ GDP Growth ในหลาย ๆ ประเทศ ที่ถูกรวบรวมโดย Bloomberg Concensus ได้มีการปรับขึ้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในประเทศเหล่านี้ ในขณะเดียวกันยุโรปได้รับการปรับประมาณการขึ้นเล็กน้อยสำหรับปี 2024 ในฝั่งของประเทศไทย ถูกปรับประมาณการ GDP Growth ลงทั้งในปี 2024 และ 2025 ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวที่ช้าและความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยในภาพรวมความแข็งแกร่งของสหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน และอินเดีย แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวต่อได้ในครึ่งปีหลัง

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 21/06/2024

ในฝั่งของภาพรวมกำไรตลาดหุ้นโลก ตลาดที่ถูกปรับประมาณการกำไรในระดับสูงที่สุดใน 3 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ ตลาดเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และยุโรป ในขณะที่ตลาดที่มีอัตราการเติบโตของกำไรสูงที่สุด ได้แก่ ตลาดเกาหลีใต้ เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 21/06/2024

ในมิติของมูลค่า PE เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับ ดัชนีหุ้นโลก MSCI ACWI ตลาดที่มีระดับมูลค่าถูกที่สุดได้แก่ตลาดหุ้นไทย ยุโรป และจีน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ: ตลาดแรงงานยังแข็งแรง แต่ตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวตามเงินเฟ้อ

Source: Finnomena Funds, Macrobond as of 21/06/2024

ตัวเลขเงินเฟ้อ Core CPI ของสหรัฐฯ ประกาศออกมาที่ 3.6% ยังอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed แต่ตัวเลขดังกล่าว ถูกขับเคลื่อนด้วยเงินเฟ้อฝั่งภาคบริการที่มีความหนืดอย่าง Shelter Inflation โดยหากหักลบปัจจัยดังกล่าวออก จะเห็นได้ว่าระดับเงินเฟ้อกลับมาทรงตัวอยู่ที่ระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 แล้ว และเราเชื่อว่าเงินเฟ้อฝั่งภาคบริการถึงแม้ยังสูง แต่เงินเฟ้อดังกล่าวจะลดระดับลงเรื่อย ๆ สนันสนุนโดยตัวเลขค่าเช่าบ้านใหม่ที่ประกาศออกมาต่ำลง

US Labour Market

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 21/06/2024

ในฝั่งของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับที่แข็งแรง และได้ประโยชน์จากแรงงานต่างชาติที่เข้ามาอย่างมีนัยตั้งแต่ปี 2020 ทำให้ตัวเลข Nonfarm Payroll ประกาศออกมาแข็งแรง และยังสนันสนุนภาคการบริโภคของสหรัฐฯ ด้วย โดยแรงงานต่างชาติมีบทบาทที่สำคัญและเป็นหนึ่งในกำลังขับเคลื่อนที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ไม่เกิดเศรษฐกิจถดถอยในอนาคต 

US: ISM Manufacturing New order and Buying Condition for Large household durables

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 24/06/2024

ในขณะที่ตัวเลข ISM Manufacturing New Orders ซึ่งเป็น หนึ่งในดัชนีที่ชี้นำตัวเลข GDP ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 45.4 สะท้อนความน่าจะเป็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจมีเผชิญกับแรงกดดันและมีโอกาสที่เศรษฐกิจจะหดตัวได้ในอนาคต

Finnomena Funds ปรับคำแนะนำหุ้นสหรัฐเป็น “Hold” แนะนำถือ AFMOAT-HA และ TISCOAI โดยคาดว่าตลาดมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อในระยะสั้น ๆ พร้อมกับมองว่ามีโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายน 2024 และเหมาะสมจะใช้เป็นโอกาสในการ Take Profit ช่วงดังกล่าว

ตลาดหุ้นยุโรป: เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างช้า ๆ Valuation ยังถูก แต่สถิติชี้หลัง ECB ลดดอกเบี้ยไปต่อยาก

Source: Finnomena Funds, Macrobond as of 24/06/2024

ตัวเลขเงินเฟ้อ Core HICP ในยุโรปปรับตัวลงมาที่ 1.9% YoY ในเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับเงินเฟ้อในกรอบเป้าหมาย 2% ตามที่ธนาคารกลางยุโรปต้องการแล้ว โดยจากตัวเลขดังกล่าวและแนวโน้มการชะลอตัวต่อในอนาคตทำให้สถานการณ์เงินเฟ้อในยุโรปถูกลดแรงกดดันลงไปอย่างมีนัยยะ

Source: Finnomena Funds, Macrobond as of 10/06/2024

ภาพเงินเฟ้อที่คลี่คลายทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า ECB มีแนวโน้มที่จะใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายมากขึ้นในครึ่งปีหลัง โดย Finnomena Funds มองว่าปัจจัยดังกล่าวเป็น หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ตลาดปรับตัวขึ้นไปในครึ่งปีแรกของปี 2024 และหลังจากนี้ตลาดมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวตาม Valuation และ Earnings มากกว่า Sentiment การลดดอกเบี้ยจาก ECB 

Source: Finnomena Funds, Macrobond as of 10/06/2024

โดยจากสถิติที่ผ่านมาการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ECB มักมาพร้อมกับตลาดที่ Sideways โดยในค่าเฉลี่ย ตลาดจะปรับตัวลดลง 7% และไม่ได้ตอบรับเชิงบวกต่อนโยบายการลดดอกเบี้ย 

Finnomena Funds ปรับคำแนะนำหุ้นยุโรปเป็น “Hold” แนะนำถือ ONE-EUROEQ หลังตลาดรับรู้การลดดอกเบี้ยเต็มที่ ขณะที่ระดับ Valuation ยังถูกเมื่อเทียบกับ MSCI ACWI และเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวต่ออย่างช้า ๆ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น: เงินเยนดิ่งหนัก ทิศทางการใช้นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้นชัดเจน

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 24/06/2024

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ส่งสัญญาณพร้อมแทรกแซงค่าเงินตลอด 24 ชั่วโมง หลังค่าเงินเยนดิ่งหนัก นอกจากนี้ BoJ ยังส่งสัญญาณลดวงเงินซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น และจะเปิดเผยรายละเอียดในเดือนก.ค. โดยก่อนการประชุม BoJ จะเดินหน้าซื้อพันธบัตรในระดับปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ประมาณ 6 ล้านล้านเยน (3.81 หมื่นล้านดอลลาร์) ต่อเดือน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ BoJ จะพยายามสื่อสารให้กระทบน้อยที่สุด แต่ทิศทางการใช้นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้นชัดเจน

Japan Inflation

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 24/06/2024

ด้านอัตราเงินเฟ้อญี่ปุ่นเร่งตัวขึ้น สวนทางกับสหรัฐฯ หลังจากสิ้นสุดการอุดหนุนค่าสาธารณูปโภค โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าเงินเฟ้อญี่ปุ่นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2.4% ในปี 2024 

การซือหุ้นขึ้นในตลาดหุ้นญี่ปุ่น

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 24/06/2024

ญี่ปุ่นเริ่มทำ Corporate Governance Reform ในปี 2015 และปรับปรุงในปี 2023 โดยหนึ่งในมาตรการนั้นจะส่งเสริมให้บริษัทญี่ปุ่นทำการซื้อหุ้นคืน ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นจำเป็นต้องอาศัย Earnings Growth หรือมาตรการใหม่ ๆ เพื่อที่จะทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวต่อขึ้นไปได้  

Finnomena Funds มองว่าความพยายามในการรักษาเสถียรภาพค่าเงิน และความกังวลต่อค่าเงินเยนที่อ่อนค่าอย่างรวดเร็วจะกดดันให้ BoJ ต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต ทั้งนี้ ยังคงแนะนำลดสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ตลาดหุ้นจีน: ภาครัฐฯออกมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง รอ sentiment ฟื้น

สรุปมาตรการกระตุ้นสำคัญของจีน

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 24/06/2024

ที่ผ่านมาภาครัฐบาลจีนทยอยออกมาตรการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 5% แต่เม็ดเงินของมาตรการกระตุ้นไม่ได้ใหญ่มากเมื่อเทียบกับมูลค่า GDP ทำให้ตลาดหุ้นตอบรับในช่วงสั้นๆ รวมถึงได้ออกมาตรการเสริมสภาพคล่องสู่ระบบการเงิน และการปฏิรูปตลาด STAR ซึ่งเป็นแหล่งระดมเงินทุนสำหรับหุ้นเทคโนโลยีจีนโดยเฉพาะ

China GDP

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 24/06/2024

ตลาดยังคาด GDP growth ปี 2024 ไว้ต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่ 5% สะท้อนว่าตลาดยังไม่เชื่อมั่นต่อเป้าหมายของรัฐบาล หากรัฐบาลจีนสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จะเห็นการปรับคาดการณ์ GDP ขึ้น และจะเป็นแรงหนุนต่อตลาดหุ้นจีน

Source: Finnomena Funds, Macrobond as of 24/06/2024

ความมั่นใจของผู้บริโภคจีนยังไม่ฟื้นตัวกลับมา หลังจากจีนประสบปัญหาทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ข้อมูลการสำรวจผูัฝากเงินโดย PBOC บ่งชี้ว่า สัดส่วนผู้ที่จะออมเงินเพิ่มขึ้นยังอยู่ในระดับสูง สวนทางกับสัดส่วนผู้ที่เพิ่มการลงทุนและการบริโภคที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 24/06/2024

แม้ราคาบ้านในจีนยังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่เริ่ิมเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น จากราคา Bond ในกลุ่มอสังหาฯ ที่ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและกำลังเข้าสู่การฟื้นตัว สะท้อนว่าความกังวลเรื่องอสังหาในจีนผ่านตลาดทางการเงินผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

เรายังคงแนะนำเข้าลงทุน กองทุน UOBSGC สำหรับกลุ่มกองทุน Greater China (รวมฮ่องกงและไต้หวัน), SCBMLCAA สำหรับกลุ่มกองทุน All China, MEGA10CHINA-A สำหรับกลุ่มกองทุน H-Shares และ SCBCHAA สำหรับกลุ่มกองทุนหุ้นจีน A-Shares จากความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ 5% รวมถึงการออกมาตรการกระตุ้นเพื่อเสริมสภาพคล่องในระบบการเงิน ขณะที่ความกังวลด้านอสังหาผ่านจุดต่ำสุดแล้ว Valuation ของตลาดหุ้นจีนยังอยู่ในระดับถูกเมื่อเทียบกับหุ้นโลก

ตลาดหุ้นอินเดีย: โครงการ SIPs หนุนตลาดหุ้น เศรษฐกิจแข็งแกร่ง

โครงการ Systematic Investment Plans (SIPs) ที่สนับสนุนให้คนอินเดียเก็บออมเงินเพื่อการเกษียณ และลงทุนกองทุนหุ้นอย่างสม่ำเสมอ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นอินเดีย All-Time High ในช่วงที่ผ่านมา โดยมี Fund Flow จากนักลงทุนรายย่อยในประเทศกว่า 90% มาจากกองทุน SIPs นอกจากนี้ยังมีกองทุน Equity Linked Savings Scheme (ELSS) ซึ่งเป็นกองทุนลดหย่อนภาษีของอินเดีย และมีระยะเวลาลงทุนเพียง 3 ปี จึงสามารถดึงดูดเงินทุนจากนักลงทุนในประเทศได้เช่นกัน ส่งผลให้ตลาดหุ้นอินเดียมีความเป็น Premium Market 

Source: Finnomena Funds, Macrobond as of 24/06/2024

ด้านค่าเงินรูปี (INR) มีเสถียรภาพมากขึ้น หลังจากราคาน้ำมันทรงตัว ส่งผลให้แรงกดดันจากมูลค่าการนำเข้าน้ำมันลดลง ซึ่งเป็นผลดีต่อดุลการค้าของอินเดีย รวมทั้งช่องว่างของอัตราเงินเฟ้อแคบลงเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ทั้งสองปัจจัยดังช่วยเสริมเสถียรภาพทางค่าเงินรูปี (INR)  

ถึงแม้ Valuation ของตลาดหุ้นอินเดียอยู่ในระดับแพง โดย P/E (Forward 12-m) อยู่ที่ประมาณ 20.1 เท่า ซึ่งสูงกว่าระดับค่าเฉลี่ย แต่แนวโน้มการเติบโตของ GDP ยังอยู่ในระดับสูง พร้อมการปรับประมาณการกำไรขึ้น ขณะที่ภาคบริโภคยังแข็งแกร่ง และค่าเงินมีเสถียรภาพมากขึ้น Finnomena Funds ยังคงแนะนำลงทุนในหุ้นอินเดีย ผ่านกองทุน B-BHARATA

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้: รับอานิสงค์วัฎจักร Semiconductor นักลงทุนตอบรับเชิงบวกต่อโครง value-up

สรุปมุมมองของบริษัทลงทุนชั้นนำต่อ Value-up program

Source: Finnomena Funds, JPM, Goldman Sachs, Abrdn, Wellington as of 24/06/2024

บริษัทลงทุนชั้นนำค่อนข้างมีมุมมองเชิงบวกต่อโครงการ Value-Up Program ในครั้งนี้ หลังจากมีบทเรียนที่ประสบความสำเร็จจากประเทศญี่ปุ่น ในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติค่อนข้างตอบรับในเชิงบวกสะท้อนจากเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดหุ้นเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เกาหลีใต้เตรียมจัดทำดัชนี “Korea Value-Up Index” ในเดือนกันยายน 2024 ขณะที่กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งเกาหลีใต้ (The National Pension Service of Korea) และหน่วยงานอื่น เตรียมเปิดตัว ETFs ที่ track กับดัชนีดังกล่าวในไตรมาส 4 ปี 2024

โครงการ Value-up program เป็นโครงการภาคสมัครใจที่ส่งเสริมให้บริษัทเพิ่มมาตรฐานการกำกับดูแล (Governance Standard) การดำเนินธุรกิจที่เป็นธรรม และปรับปรุงการสื่อสารข้อมูลแก่นักลงทุน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่ากิจการ ทั้งนี้บริษัทที่เข้าร่วมโครงการจะได้สิทธิประโยชน์ภาษีและอื่น ๆ

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 24/06/2024

นอกจากนี้เกาหลีใต้เปิดใช้ระบบเทรด FX นอกเวลาทำการ ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2024  ทำให้สามารถซื้อขายเงินวอนได้ตั้งแต่เวลา 9:00-2:00 น. จากเดิม 9:00-15:30 น. (GMT+9) เพื่อครอบคลุมเวลาของต่างประเทศ และดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาซื้อขายเงินวอนมากขึ้น

Source: Finnomena Funds, Macrobond as of 24/06/2024

การส่งออก Semiconductor ของเกาหลีใต้ยังแข็งแกร่งตามอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นของการใช้งานด้าน AI ทั่วโลก ขณะที่ดัชนีการสำรวจธุรกิจกลุ่ม Semiconductor ของเกาหลีเพิ่มขึ้นใน 2Q24 บ่งชี้ถึงแนวโน้มที่ดีขึ้นของบริษัทในอุตสาหกรรม Semiconductor 

ราคาหุ้น Samsung Electronics และ SK hynix

Source: Finnomena Funds, TradingView as of 24/06/2024

ขณะที่หุ้น Samsung Electronics ซึ่งเป็นหุ้นที่มี Market cap. ใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นเกาหลี มี Catalyst จาก NVDA เตรียมอนุมัติ HBM Chip ของบริษัท ซึ่งจะทำให้ Samsung Electronics ได้ประโยชน์จากกระแส AI มากขึ้น เหมือนหุ้น SK Hynix ที่ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา 

เรายังคงแนะนำสะสมหุ้นเกาหลี ผ่านกองทุน SCBKEQTG และ DAOL-KOREAEQ จากอานิสงส์ของการใช้งานด้าน AI และมีปัจจัยกระตุ้นจาก Value-up program

ตลาดหุ้นไทย: แม้มีข่าวดีจากการเบิกจ่ายงบภาครัฐฯ แต่ถูกกดดันจากการเมืองในประเทศ

Source: Finnomena Funds, Macrobond as of 24/06/2024

งบรายจ่ายภาครัฐฯ 2 เดือนล่าสุดที่สูงขึ้น เป็นเพียงแค่ชดเชยช่วงที่หายไประหว่างการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และไม่ได้มีนัยยะต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปี 2024

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 24/06/2024

ตลาดหุ้นไทยติดปัญหาเชิงโครงสร้าง และมีหุ้นกลุ่มวัฏจักรอย่างกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่กำไรอ่อนแอในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กำไรต่อหุ้นของ SET Index ในรอบ 10 ปี ไม่มีการเติบโต ซึ่งส่วนทางกับตลาดหุ้นในภูมิภาคที่มีการเติบโตสูงกว่า

Source: Finnomena Funds, Macrobond as of 24/06/2024

จากปัญหาในเชิงโครงสร้างดังกล่าวทำให้นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิในตลาดหุ้นและตราสารหนี้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงความกังวลทางการเมืองในประเทศซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

SET’s Valuation and Earnings revision

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 24/06/2024

Valuation ของตลาดหุ้นไทย อาจจะไม่สามารถกลับไปค่าเฉลี่ยในอดีตได้ หากไม่มีมาตรการกระตุ้นที่เพียงพอ และไม่ใช่เพียงแค่เรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน แต่ต้องช่วยฟื้นฟูการเติบโตของประเทศและกำไรของบริษัทจดทะเบียนเรายังคง แนะนำหลีกเลี่ยงตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นเวียดนาม: FDI ยังไหลเข้า ลุ้นเข้าดัชนี Emerging Market ปีหน้า

Source: Finnomena Funds, Macrobond as of 21/06/2024

แม้ค่าเงินยังคงอ่อน ซึ่งสร้างความกังวลด้านเสถียรภาพค่าเงินของเวียดนามในช่วงที่ผ่านมา แต่ดุลการค้า (Trade Balance) และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังเป็นบวก ขณะที่ GDP ยังเติบโตในระดับสูง และตลาดหุ้นถูกปรับประมาณการกำไรขึ้นในปี 2025 

การอัพเกรดเข้าสู่ตลาด Emerging Market ได้มีการหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการลดข้อจำกัดมากขึ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่จะลงทุนในหุ้นเวียดนาม โดยภาครัฐยังคงมุ่งมั่นผลักดันเป้าหมายเพื่อทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามได้เข้าสู่ดัชนี Emerging Market ของ FTSE ได้ภายในปี 2025

เรามองว่าตลาดหุ้นเวียดนามยังคงแข็งแกร่ง จากแนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนามที่เติบโตระดับสูงในอนาคต โดยในปัจจุบัน Valuation ของตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ในระดับที่ค่อนข้างถูก โดยมี 12-month forward P/E อยู่ที่ 11.0 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต Finnomena Funds แนะนำสะสมในหุ้นเวียดนามผ่านกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A และ KKP VGF-UI*

*ห้ามขายผู้ลงทงทุนรายย่อย กองทุนรวมที่เสนอขายผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน

ตลาดหุ้นเอเชียไม่รวมญี่ปุุ่น: แนะนำสะสมกองทุน UOBSA

แนะนำทยอยสะสมหุ้น Asia ex Japan ผ่านกองทุน UOBSA คัดเลือกหุ้นโดยใช้ AI ช่วยและพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลักๆคือ Fundamental, Macro และ Technical หลังจากนั้น นักวิเคราะห์จะทำการวิเคราะห์เชิงลึกต่อเพื่อคัดเลือกหุ้นเหลือเพียง 50 บริษัท

สำหรับนักลงทุนที่มีสถานะการลงทุนในกองทุนหุ้นจีนมากแล้ว แนะนำกองทุน TLFVMR-ASIAX ลงทุนสู่เอเชียแปซิฟิก (ยกเว้นญี่ปุ่นและจีน) ด้วยการพัฒนากลยุทธ์ร่วมกันระหว่าง บลจ. ทาลิส กับ A.Stotz Investment Research ผ่านแนวคิดการลงทุน FVMR สร้างผลตอบแทนชนะตลาด ภายใต้ความผันผวนที่เหมาะสม

Thematic Investing

AI and Global Tech: กระแส AI ยังคงแรงต่อเนื่อง แต่ผู้ได้รับประโยชน์อาจมีการเปลี่ยนแปลง

ในช่วงที่ผ่านมา กระแสการใช้งาน AI มีการเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการสร้าง Generative AI ของหลายบริษัท ส่งผลให้ความต้องการประมวลผลข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้ในช่วงปีที่ผ่านมาบริษัทผู้ผลิตชิปและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง มีรายได้และกำไรที่เติบโตอย่างมาก จากความต้องการชิปเพื่อสร้าง AI สำหรับการใช้งานในธุรกิจต่าง ๆ

SOX Index’s Valuation and Earnings revision

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 24/06/2024

เรามองว่าหุ้นในกลุ่ม Semiconductor ในปัจจุบันเริ่มมี Upside ที่จำกัด ถึงแม้ความต้องการชิปจะยังคงมีอยู่ แต่ Valuation ของหุ้นกลุ่มนี้อยู่ในระดับที่ค่อนข้างแพง เราจึงมองไปยังบริษัทกลุ่มที่คาดว่าเป็นคลื่นลูกถัดไปที่จะได้ประโยชน์จากกระแส AI ซึ่งคือกลุ่ม AI Infrastructure 

บริษัทกลุ่มนี้เป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับการใช้งาน AI ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่เป็นเจ้าของ AI Model อย่าง Meta หรือ Microsoft, บริษัทที่เป็นผู้ให้บริการ Cloud platform อย่าง Amazon หรือ Google, บริษัทที่สร้าง data platform หรือ database สำหรับการเก็บข้อมูล และบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับ Cybersecurity ที่เราคาดว่าจะเติบโตจากความต้องการระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่สูงขึ้น เราคาดว่าบริษัทกลุ่มนี้จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์กลุ่มถัดไปจากกระแส AI

Source: Finnomena Funds, Xtrackers as of 24/06/2024

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเติบโตไปพร้อมกับกระแส AI Finnomena Funds แนะนำลงทุนในสองกองทุน กองทุนแรกคือ TISCOAI  ซึ่งลงทุนในกองทุน ETF หลัก Xtrackers Artificial Intelligence and Big Data UCITS ETF มีเป้าหมายทำผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนี Nasdaq Global AI & Big Data Index (NYGBIG) โดยกองทุนดังกล่าวลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI โดยใช้วิธีลงทุนแบบ Forward-looking Approach ค้นหาบริษัทที่มีการจดสิทธิบัตรในเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น Deep Learning, Speech Recognition, Big Data, Cybersecurity และมีการกระจายการลงทุนโดยกำหนดน้ำหนักสูงสุดของหุ้นแต่ละตัวไว้ที่ 4.5% ทำให้มีความเสี่ยงจากการกระจุกตัวที่ต่ำ 

กองทุนที่สองคือ B-INNOTECH ซึ่งลงทุนในกองทุนหลัก Fidelity Funds – Global Technology เป็นกองทุนที่ผู้จัดการกองทุนมีการคัดเลือกหุ้นโดยพิจารณา valuation เป็นหลัก จะไม่เน้นหุ้นที่อยู่ในกระแส AI ในปัจจุบัน แต่จะพยายามค้นหาหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากกระแส AI และเป็นหุ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่มองข้าม

Healthcare: รายได้เติบโตต่อเนื่อง แต่ Valuation ยังแพงอยู่

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 24/06/2024

หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมสุขภาพ (Healthcare) เป็นหุ้นกลุ่มที่มีผลตอบแทนรายปีโดยเฉลี่ยสูงกว่าภาพรวม และหุ้นกลุ่มนี้ได้รับปัจจัยสนับสนุนในระยะยาวจากสังคมผู้สูงอายุ และเทคโนโลยีด้านสุขภาพ ที่ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ยาหรือการรักษาโรคต่าง ๆ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่นหุ้น Eli Lilly (LLY) ที่มีการเปิดตัวยา Mounjaro สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่สอง หรือ Novo Nordisk ที่มีการเปิดตัวยา Ozempic สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานเช่นกัน ราคาหุ้นของสองบริษัทนี้ มีการปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น หลังจากมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ยาใหม่ ซึ่งเราคาดว่าในอนาคต บริษัทเหล่านี้จะยังสามารถพัฒนายาชนิดใหม่ ๆ ออกมาได้ และส่งผลบวกต่อราคาหุ้นกลุ่มนี้ต่อไป

S&P Global healthcare Index’s Valuation and Earnings revision

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 24/06/2024

อย่างไรก็ดี Valuation ของหุ้นกลุ่มนี้อยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของตัวเองในอดีต และยังมีปัจจัยเสี่ยงจากเรื่องความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งสหรัฐฯ ซึ่งทั้งพรรค Democrat และ Republican มีนโยบายทางด้านสุขภาพที่แตกต่างกัน ทำให้การคาดการณ์การเติบโตของหุ้นกลุ่ม Healthcare ในระยะสั้นถึงกลาง ยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยนี้ 

สำหรับนักลงทุนที่มีเป้าหมายลงทุนระยะสั้น เราจึงไม่แนะนำให้ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Healthcare จากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว แต่ในภาพระยะยาว หุ้นกลุ่มนี้ยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง สำหรับนักลงทุนที่มีเป้าหมายลงทุนระยะยาว และรับความผันผวนระยะสั้นได้ เราแนะนำให้ลงทุนผ่านกองทุนหลัก Janus Henderson Global Life Sciences Fund ซึ่งบริหารกองทุนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านชีวเคมีและภูมิคุ้มกัน ที่มีประสบการณ์ในการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Healthcare มานานกว่า 20 ปี โดยนักลงทุนสามารถเลือกลงทุนผ่านกองทุน ES-HEALTHCARE (สะสมมูลค่า) หรือ KKP-GHC (จ่ายปันผล) ซึ่งทั้งสองกองทุนนี้ลงทุนในกองทุนหลักที่ได้กล่าวไปข้างต้น

Climate Change & Clean Energy: เติบโตไปพร้อมกับกระแสรักษ์โลก และความคาดหวังดอกเบี้ยขาลง

Source: Finnomena Funds as of 24/06/2024

เป็นการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม โดยอ้างอิงจากเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ที่แต่ละประเทศมีการลงนามร่วมกันในการประชุม COP21 ในปี 2015 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยมติจากการประชุมดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก เพื่อลดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก การลงทุนในธีม Climate Change จะลงทุนในบริษัทที่ทำธุรกิจสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่นกลุ่ม Clean Energy ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เช่น พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ หรือกลุ่ม Energy Efficiency ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่นออกแบบอุปกรณ์หรือวงจรไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานได้มากกว่าอุปกรณ์รุ่นเก่า เป็นต้น

กองทุนที่ลงทุนในธีม Climate Change จะลงทุนในหุ้นหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น Technology, Industrial และ Material ทำให้ผลการดำเนินงานของกองทุนแต่ละกองมีความหลากหลายจาก Universe การลงทุนที่กว้าง สำหรับธีมนี้ Finnomena Funds แนะนำลงทุนในกองทุน SCBCLIMATE(A) ซึ่งลงทุนในกองทุนหลัก Templeton Global Climate Change Fund

Source: Templeton Global Climate Change Fund as of 24/06/2024

กองทุนหลักจะลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่มีส่วนช่วยในการลดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก โดยแบ่งเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ Climate Change Solutions หรือบริษัทที่มีส่วนร่วมโดยตรงในเป้าหมาย Climate Change และ Transitioning หรือบริษัทที่มีส่วนช่วยทางอ้อมในเป้าหมายดังกล่าว และกองทุนนี้เป็นกองทุนที่มีผลการดำเนินงานย้อนหลังโดดเด่นเหนือกองทุนอื่นในกลุ่มเดียวกัน

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 24/06/2024

นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่ม Clean Energy ที่เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด จะมีปัจจัยเชิงบวกเสริมในช่วงสั้นจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยจากข้อมูลในอดีต ถ้าหากอยู่ในช่วงดอกเบี้ยขาลง หุ้นในกลุ่ม Clean Energy จะทำผลตอบแทนได้ดีกว่าภาพรวมหุ้นโลก จากความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะมีการลดดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี 2024 นี้ Finnomena Funds คาดว่าหุ้นกลุ่ม Clean Energy จะได้รับประโยชน์จากปัจจัยดังกล่าว และแนะนำลงทุนผ่านกองทุน PRINCIPAL GCLEAN-A ซึ่งลงทุนในกองทุน ETF หลัก iShares Global Clean Energy UCITS ETF (INRG)

ตราสารหนี้ต่างประเทศ: Yield สูง โอกาสลงทุนในรอบทศวรรษ

Source: Finnomena Funds, Macrobond as of 24/06/2024

ตราสารหนี้ยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุนในช่วงที่ Yield สูงในรอบกว่า 10 ปี และมี Upside จาก Yield ที่จะปรับตัวลงในอนาคตเมื่อ Fed ลดดอกเบี้ย

US corporate credit spread

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 24/06/2024

Credit Spread อยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะ High Yield Bond ส่งผลให้การลงทุนใน Corporate bond ไม่น่าสนใจ และต้อง Selective ในรายหลักทรัพย์มากขึ้น

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 24/06/2024

ขณะที่ MBS Spread ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลัง Fed ลด Balance sheet หนุนตราสารหนี้กลุ่ม MBS มีความน่าสนใจลงทุนมากขึ้น

Source: Finnomena Funds, Macrobond as of 08/07/2024

เรายังคงแนะนำลงทุนในตราสารหนี้โลกคุณภาพดีผ่านกองทุน UGIS-N และ MUBOND-A และแบบไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินผ่านกองทุนUGISFX-N และ MUBONDUH-A โดยที่ผ่านมากองทุนหลักของ UGIS-N และ UGISFX-N ทำผลงาน Outperform ตราสารหนี้โลก (Global Aggregate Bond) นับตั้งแต่เงินเฟ้อสหรัฐฯทำจุดสูงสุด

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกองทุนหลักของ UGIS-N และ MUBOND-A

Source: Finnomena Funds, PIMCO, JPM Aggregate Bond Fund as of 08/07/2024

ทองคำ: ธนาคารกลางซื้อต่อ พร้อม ETFs ซื้อเพิ่มจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และ Real Yield ปรับตัวลง

Gold spot price vs Gold ETF holding

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 07/07/2024

ราคาทองคำและปริมาณทองคำที่ถือครองโดย ETFs มักมีความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกัน อย่างไรในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปริมาณทองคำที่ถือครองโดย ETFs มีแนวโน้มลดลง ในขณะที่ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าทองคำกำลังมีผู้ซื้อที่ แต่ไม่ได้ซื้อผ่าน ETFs

Gold spot price vs US real yield

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 07/07/2024

ในขณะที่ราคาทองคำและ Real Yield หรืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง มักมีความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกัน อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นช่วงเดียวกับที่ราคาทองคำขยับสวนทางกับปริมาณทองคำที่ถือครองโดย ETFs ราคาทองคำและ Real Yield ขยับไปในทิศทางเดียวกัน สะท้อนว่าทองคำกำลังมีผู้ซื้อที่ไม่ได้ซื้อเพื่อหวังผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยแต่เป็นการถือครองในลักษณะการกระจายความเสี่ยง 

Source: Finnomena Funds, World Gold Council as of 07/07/2024

ปัจจัยดังกล่าวทำให้ Finnomena funds เชื่อว่าธนาคารกลางที่ผ่านมามีบทบาทที่สำคัญในการผลักให้ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัย โดยแบบสำรวจจาก World Gold Council ชี้ว่าธนาคารกลางกว่า 66% ทั่วโลกจะเพิ่มสัดส่วนทองคำสำรองในอีก 5 ปีข้างหน้า และอัตราดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี สวนทางกับ ดอลลาร์สำรองที่ธนาคารกลางกว่า 49% ทั่วโลกคาดว่าจะลดลงในอีก 5 ปีข้างหน้า

Source: Finnomena Funds, World Gold Council as of 07/07/2024

มากกว่านั้นแบบสำรวจจาก World Gold Council ระบุว่ามากกว่า 81% ของธนาคารกลางทั่วโลกเชื่อว่าธนาคารกลางอื่นๆ (ยกเว้นตนเอง) มีแนวโน้มจะเพิ่มทองคำสำรองในอีก 12 เดือนข้างหน้า โดย มีเพียง 3% ที่ระบุว่าตนจะลดทองคำสำรองลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธนาคารกลางซื้อทองคำเพื่อเพิ่มสินทรัพย์สำรองเชิงกลยุทธ์ (Strategic Reserve) และมักจะไม่ขายในระยะเวลาสั้นๆ

Finnomena Funds ปรับคำแนะทองคำเป็น “Buy” ผ่านกองทุน KT-GOLDUH-A โดยคาดว่า Real Yield ที่ีมีแนวโน้มปรับลดลงในอนาคตจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลดีกับ Flow ทองคำในส่วนของนักลงทุนที่ลงทุนผ่าน ETFs ที่มีแรงขายมาก่อนหน้านี้ ทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้ ในขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้มถือครองหรือเพิ่มสัดส่วนเพื่อเป็นสินทรัพย์สำรองเชิงกลยุทธ์ต่อไป

น้ำมัน: มีแรงหนุนเพียงช่วงสั้น แต่ระยะยาวยังท้าทาย

Source: Finnomena Funds, Macrobond as of 05/07/2024

EIA ยังคาดว่า Demand ของปิโตรเลียมทั่วโลกสูงกว่า Supply ในช่วงที่เหลือของปี แต่ในปี 2025 Supply จะเริ่มสูงกว่า Demand จากการเพิ่มกำลังการผลิตของสหรัฐฯ และกลุ่ม OPEC+ จะเริ่มผ่อนคลายการลดกำลังการผลิตแบบสมัครใจใน 4Q24

Source: Finnomena Funds, Macrobond as of 05/07/2024

สหรัฐฯเข้ามาเป็นผู้เล่นสำคัญในฝั่งอุปทาน มีแนวโน้มเพิ่มการผลิตต่อเนื่อง สวนทางกลุ่ม OPEC ที่พยายามรักษาสมดุลตลาดน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำอาจไม่ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของกลุ่ม OPEC เหมือนในอดีต

เรามีมุมมองเป็นกลางต่อน้ำมัน โดยช่วงสั้นมีปัจจัยหนุนจากอุปสงค์ตามฤดูกาลในสหรัฐฯช่วง summer และความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ Fed แต่ยังมีปัจจัยกดดันจากตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯสหรัฐฯ (โดยเฉพาะภาคการผลิต) ที่อ่อนแอ ขณะที่ pattern ของราคาน้ำมันในอดีตบ่งชี้ว่าครึ่งปีหลังที่มักปรับตัวลดลง และยังมีแรงกดดันจากอุปทานจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว จึงแนะนำหาจังหวะเก็งกำไรช่วงสั้น

Global REITs: Valuation ตึง การเติบโตไม่มี

Global REIT’s dividend per share

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 05/07/2024

แนวโน้มการเติบโตด้านเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) ของ Global REITs ต่ำนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นต้นมา ซึ่งส่งผลกระทบในเชิงโครงสร้างต่อบางอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มออฟฟิศที่ได้รับผลกระทบจากการ Work From Home

Global REIT’s Valuation 

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 05/07/2024

Valuation ของ Global REITs ตึงตัวมาก และไม่น่าสนใจเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ แต่ยังมี Upside เล็กน้อยหาก Fed ลดดอกเบี้ยลง 2 ครั้ง เรามีมุมมองเป็นกลางต่อ Global REITs โดยแนะนำคงสัดส่วนถือเพื่อกระจายความเสี่ยง 

Thai REITs: ฟื้นตัวเฉพาะกลุ่ม ยังไม่สดใส แม้ Valuation เริ่มน่าสนใจ

Source: Finnomena Funds, CPNREIT, IMPACT, LPF, WHART, and  FTREIT Annual Report, Bloomberg  as of 08/07/2024

อัตราการเช่าของ REITs ไทยตั้งแต่ช่วงโควิดมีการฟื้นเฉพาะตัวในบางกลุ่มเช่น CPNREIT และ LPF ขณะที่ 12-Month Dividend Yield โดยรวมยังคงสูง

*ปีงบประมาณ (Fiscal year) 2025 และ 2026 ** ไม่ได้นับรวมการเพิ่มทุน
Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 05/07/2024

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการดำเนินงานฟื้นตัวได้ แต่ไม่สดใส และมีแรงกดดันจากการเพิ่มทุน โดยอัตราการเติบโตของกำไรไม่ได้เติบโตมาก แม้ว่าอัตราการเติบโตของเงินปันผลจะเติบโตก็ตาม 

Thai REIT’s Valuation

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 05/07/2024

ด้าน Valuation ในแง่ Dividend Yield Gap ยังดูน่าสนใจ เนื่องจากปรับตัวสูงสุดในรอบ 13 ปี อย่างไรก็ตาม ยังคงมีแรงกดดันจากการเพิ่มทุน และอัตราดอกเบี้ยไทยยังอยู่ที่ระดับ 2.5% โดยโอกาสที่กนง.จะลดอัตราดอกเบี้ยมีไม่มากนัก จึงทำให้มี Upside จากการลดดอกเบี้ยไม่ได้สูงมาก ทาง Finnomena Funds จึงแนะนำ คงสัดส่วน

 

จัดทำโดยบลป.เดฟินิท (Definit) สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)
สามารถเข้าถึงรายละเอียดกองทุนต่าง ๆ และ Fund Fact Sheet ได้จาก Link บนชื่อกองทุน


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

สรุปมติ AIMC เกี่ยวกับประเด็น บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) พร้อมรวมประกาศจาก บลจ. เกี่ยวกับการลงทุนใน EA

Finnomena Funds
สรุปมติ AIMC เกี่ยวกับประเด็น บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) พร้อมรวมประกาศจาก บลจ. เกี่ยวกับการลงทุนใน EA

สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (Association of Investment Management Companies: AIMC) ในฐานะตัวแทนบริษัทจัดการลงทุนในประเทศไทยเปิดเผยถึงมติที่ประชุมประกอบด้วยคณะกรรมการ AIMC และคณะอนุกรรมการ ESG Policy and Collective Action สำหรับกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG) และกองทุนรวมธรรมภิบาลไทย (ThaiCG) มั่นใจทุกบริษัทจัดการ (บลจ.) มีความพร้อมในการบริหารจัดการต่อปัญหาบริษัทพลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA)

สรุปมติของ AIMC เกี่ยวกับหลักทรัพย์ EA

  • จัดให้หลักทรัพย์ของ EA อยู่ใน Restricted List ห้ามลงทุนเพิ่มจนกว่าจะมีความชัดเจนในแนวทางการดำเนินงานของบริษัท
  • AIMC จะติดตามความคืบหน้าของบริษัทอย่างใกล้ชิด โดยเชื่อว่าการประกอบธุรกิจของ EA ยังคงดำเนินต่อได้
  • ปัจจุบันการถือครองหุ้นและตราสารหนี้ EA ในกองทุนรวมทุกประเภทมีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การจัดการ
  • สำหรับหุ้นกู้ EA การปรับลดสัดส่วนการลงทุนอาจต้องใช้เวลา เนื่องจากข้อจำกัดด้านสภาพคล่องของตราสาร
  • ที่ผ่านมาผู้จัดการกองทุนได้ทยอยลดสัดส่วนการลงทุนทั้งในหุ้นและตราสารหนี้ EA เมื่อเริ่มมีสัญญาณความปกติของราคา
  • บลจ. ได้นำเครื่องมือบริหารสภาพคล่องกองทุนรวม (Liquidity Management Tools: LMTS) มาใช้ ทั้งการจำกัดปริมาณการขายคืนหน่วยลงทุน (Redemption Gate) และการคัดแยกหุ้นกู้ EA ออกจากทรัพย์สินหลักของกองทุนรวม (Side Pocket) เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน
  • หุ้นกู้ EA จะไม่ถูกนำมาคำนวณมูลค่า NAV ผู้ถือหน่วยยังคงซื้อขายกองทุนหลักได้ตามปกติ
  • เมื่อมีการขายทรัพย์สินส่วนที่ได้มีการ Side Pocket เอาไว้ออกไปในอนาคต บริษัทจัดการก็จะคืนเงินให้ผู้ถือหน่วยต่อไป
  • การใช้เครื่องมือบริหารสภาพคล่องจะช่วยให้กองทุนไม่ต้องเร่งขายหุ้นกู้ EA ออกไปในราคาที่ไม่เหมาะสมหรือต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์และความยุติธรรมให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน

 

อ่านประกาศของสมาคมบริษัทจัดการลงทุนฉบับเต็ม

รวมประกาศจาก บลจ. เกี่ยวกับการลงทุนใน บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA)

ASSETFUND – บลจ. แอสเซท พลัส จำกัด

BBLAM – บลจ. บัวหลวง จำกัด

BCAP – บลจ. บางกอกแคปปิตอล จำกัด

DAOL INVESTMENT – บลจ. ดาโอ จำกัด

EASTSPRING – บลจ. อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด

KAsset – บลจ. กสิกรไทย จำกัด

KKPAM – บลจ. เกียรตินาคินภัทร จำกัด

KSAM – บลจ. กรุงศรี จำกัด

KTAM – บลจ. กรุงไทย

KWIAM – บลจ.เคดับบลิวไอ จำกัด

ONEAM – บลจ. วรรณ จำกัด

PAMC – บลจ. ฟิลลิป จำกัด

Principal – บลจ. พรินซิเพิล จำกัด

SCBAM – บลจ. ไทยพาณิชย์ จำกัด

TISCOAM – บลจ. ทิสโก้ จำกัด

UOBAM – บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด

XSpring AM – บลจ. เอ็กซ์สปริง จำกัด


คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-026-5100 และทาง LINE : @FinnomenaPort

บลจ พรินซิเพิล แจ้งรายการส่งเสริมการขาย SSF&RMF&ThaiESG 2024

Finnomena Editor


คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

ไม่พลาดทุกข่าวสารในวงการหุ้นกู้ กับรายการ “ชมรมหุ้นกู้” ทุกวันอังคาร เวลา 19.00 น.

Finnomena
ไม่พลาดทุกข่าวสารในวงการหุ้นกู้ กับรายการ "ชมรมหุ้นกู้" ทุกวันอังคาร เวลา 19.00 น.

ชมรมหุ้นกู้ – รายการที่จะพาผู้เชี่ยวชาญมาพูดคุยถึงข่าวในวงการหุ้นกู้ หุ้นกู้ออกใหม่ รวมถึงความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นกู้ พร้อมคลินิกหุ้นกู้ ให้นักลงทุนได้สอบถามความเห็นที่เป็นกลางตามหลักสากล และวิธีลงทุนในหุ้นกู้ได้อย่างถูกต้อง!

ติดตามรายการชมรมหุ้นกู้ได้ทุกวันอังคาร เวลา 19.00 น. ที่ Youtube & Facebook Finnomena

บลจ.อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) : โครงการส่งเสริมการขาย RMF-SSF ปี 2567

Finnomena Editor

มีรายะเอียดตามิ้งค์ 

TH: RMF-SSF Promotion 2024_TH.pdf (abrdn.com)

EN: RMF-SSF Promotion 2024_EN.pdf (abrdn.com)

 

 


คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 15-19 July 2024

Merkle Capital
Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 15-19 July 2024

หมายเหตุ: บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นในทุกวันจันทร์ ดังนั้นบทความบางส่วนอาจจะมีความคลาดเคลื่อนของข้อมูลได้

Key Takeaways

  • FED Chair Powell Speaks วันที่ 15/7/2024 เวลา 23:00
  • Retail Sales มีแนวโน้มที่จะคงที่เท่าเดิม
  • Core Retail Sales มีแนวโน้มที่จะคงที่เท่าเดิม
  • Initial Jobless Claims มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

WEEKLY TONE : MONITOR WEEK

แม้ในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกรกฎาคม มีตัวเลขทางเศรษฐกิจออกมาไม่เยอะมาก แต่ก็มีการประกาศของ Core Retail Sales ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญในฝั่งของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มว่าจะเท่าเดิม การเพิ่มขึ้นเล็กน้อยของ Initial Jobless Claims ไม่อาจส่งผลโดยตรงต่อการคำนวณการลดดอกเบี้ยของ FED ได้ แต่อย่างไรก็ตามในวันที่ 15/7/2024 เวลา 23:00 จะมีการแถลงการณ์ที่สำคัญของ Powell หรือประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าติดตามมาก ทิศทางของ Bitcoin ขยับตัวดีขึ้นตอบรับกับ Sentiment เชิงบวกต่อคะแนนเสียงของ Trump ทำให้ช่วง Q4 ภาพของตลาดโดยรวมมีโอกาสทำให้ Bitcoin ได้ทำ All time high ใหม่อีกครั้งหนึ่งในปีนี้


Important Economic Data this week

1. FED Chair Powell Speaks

คือการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานธนาคารกลางสหัรฐซึ่งคือ Powell นักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลกก็ต่างจับตามองสุนทรพจ์ของ Powell อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการพูดของ Powell นั้นมีอิทธิผลต่อโลกการลงทุนอย่างสูง

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 15-19 July 2024

Source : https://tradingeconomics.com/united-states/interest-rate

การคาดการณ์

ธนาคารกลางสหรัฐคงอัตราดอกเบี้ยทรงตัวที่ 5.25%-5.50% สำหรับการประชุมครั้งที่ 7 ติดต่อกันในเดือนมิถุนายน 2567 ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ FED ไม่คาดหวังถึงการลดอัตราดอกเบี้ยจะเหมาะสมจนกว่าพวกเขาจะมั่นใจมากขึ้นว่าอัตราเงินเฟ้อกำลังลดลงอย่างมีนัยสำคัญที่ 2% ในขณะเดียวกัน FED Dot Plot แสดงให้เห็นว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปีนี้และสี่ครั้งในปี 2025 ย้อนกลับไปในเดือนมีนาคม Fed เห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสามครั้งในปี 2024 ทำให้ตลาดการลงทุนนั้นผันผวนเป็นอย่างมาก แต่คาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายน 2024 ทำให้จะมีการลงทุนที่มากขึ้นในเดือนหน้าอย่างเห็นได้ชัด

2. Core Retail Sales

Core Retail Sales เป็นดัชนีที่สำคัญมากที่สุดที่บ่งชี้ถึงการใช้จ่ายของผู้บริโภค คือ เป็นมูลค่ายอดขายสินค้าหรือบริการให้กับผู้บริโภคโดยตรง ผู้บริโภคจะนำสินค้าเหล่านี้ไปอุปโภคบริโภคโดยตรง ไม่ได้นำไปขายต่อเพื่อทำกำไร เป็นการวัดค่าการเปลี่ยนแปลงในมูลค่ายอดขายทั้งหมดในระดับการค้าปลีก Core Retail Sales นั้นจะต่างกับ Retail Sales ปกติตรงที่จะไม่มีการรวมการขายรถยนต์และน้ำมัน

คาดการณ์จาก Tradingeconomic : Core Retail Sales มีแนวโน้มที่จะคงที่เท่าเดิมที่ 0.1%

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 15-19 July 2024

Source : https://tradingeconomics.com/united-states/retail-sales-ex-gas-and-autos-mom

ตีความอย่างไรต่อตลาด

การคาดการณ์ความคงที่ของ Core Retail Sales ที่ 0.1% ในภาวะอัตราดอกเบี้ยที่สูงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของสภาพเศรษฐกิจในช่วงนี้ และการคงที่ของ Core Retail Sales ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่แสดงถึงการใช้จ่ายอย่างคงที่ของคนในประเทศสหัรฐฯ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่จะช่วยให้ FED มีสิทธิ์ที่จะลดอัตราดอกเบี้ยลงในเดือนกันยายนก็เป็นได้

3. Initial Jobless Claims

Initial Jobless Claims คือจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานรายสัปดาห์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนค่าใช้จ่ายของรัฐได้ชัดกว่าอัตราการว่างงาน เพราะยิ่งตัวเลขนี้สูงขึ้นนั่นหมายความว่าค่าใช้จ่ายของภาครัฐ (Government Expenditure) ถูกใช้ไปในการช่วยเหลือกลุ่มคนว่างงานมากขึ้น เศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะหดตัว และยังแสดงให้เห็นถึงช่องว่างความเหลื่อมล้ำในประเทศอีกด้วย โดยตัวเลขนี้จะมีประกาศทุก ๆ วันพฤหัส

คาดการณ์จาก Tradingeconomic : Initial Jobless Claims จะมีเพิ่มขึ้นจาก 222,000 คน เป็น 225,000 คน

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 15-19 July 2024

Source : https://tradingeconomics.com/united-states/jobless-claims

ตีความอย่างไรต่อตลาด

โดยหากอิงจากอัตราการว่างงานหรือ Unemployment Rate ที่เพิ่มสูงขึ้นพร้อมกับ Initial Jobless Claims นั้นมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน หมายความว่าผู้บริโภคนั้นมีความต้องการในการใช้เท่าเดิมตามการคาดการณ์ของ Core Retail Sales และด้วยการเพิ่มขึ้นของ Initial Jobless Claims หมายความว่ามีผู้ที่ยื่นขอสวัสดิการการว่างงานจากรัฐบาลมากเพิ่มขึ้น โดยปกติแล้วการเพิ่มขึ้นอย่างเล็กน้อยของ Initial Jobless Claims คงไม่มีการส่งผลโดยตรงกับ FED ในการลดอัตราดอกเบี้ย แต่ถ้าหากคำนวณกับองค์ประกอบอื่น ๆ แล้วก็อาจมีความสำคัญในการลดดอกเบี้ยได้เช่นเดียวกัน


CRYPTOCURRENCY EVENT THIS WEEK

Credit from LayerGG

Key Event ที่น่าสนใจที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์และอาจจะทำให้เกิดความผันผวนกับสินทรัพย์ดิจิทัล

15 กรกฎาคม

  • $STX – อัปเกรด Nakamoto
  • $STRK – ปลดล็อก $40M

16 กรกฎาคม

  • $AGI – เปิดตัว Lucy Beta บน PancakeSwap
  • $ARB – ปลดล็อก $70M
  • $UNI – ปลดล็อก $80M

19 กรกฎาคม

  • $RAI, $COVAL, $wAMPL – เพิกถอนจาก Coinbase
  • $ASI – การรวมตัว Phase 2 ของ $FET, $OCEAN, $AGIX
  • $LDO – เปิดตัว Testnet ของ Community Staking Module

Weekly Crypto Must Watch

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 15-19 July 2024

Source : https://www.coinglass.com/FundingRateHeatMap

ในส่วนของ Funding rate สำหรับอาทิตย์นี้มีการปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ภาพรวมยังคงถือว่าต่ำ ซึ่งแสดงถึงมุมมองของตลาดในเชิงบวกขึ้นเล็กน้อยในระยะสั้น แต่โดยรวมสภาพตลาดยังคงแย่กว่าช่วงไตรมาส 1

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 15-19 July 2024

Source : https://www.coinglass.com/BitcoinOpenInterest

ในฝั่งของ Open Interest ปริมาณเงินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้วเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ยังมีปริมาณเงินที่น้อยกว่าช่วงพีคในไตรมาส 1 กว่า 30% แสดงถึงสภาพตลาดที่มีการลดความเสี่ยงและแรงเก็งกำไรที่ลดลงของนักลงทุน

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 15-19 July 2024

Source : https://farside.co.uk/?p=997

ในส่วนของ Bitcoin ETF Flow ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีกระแสเงินไหลเข้าจาก Spot Bitcoin ETFs รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,047.6 ล้านเหรียญ ซึ่งแรงซื้อส่วนใหญ่มาจาก IBIT และ FBTC ในขณะที่ GBTC ยังคงมีแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นับว่ามีแรงซื้อสุทธิค่อนข้างเยอะ เป็นสัญญาณที่นักลงทุนสถาบันมองว่าราคา bitcoin ต่ำเกินไปและได้ทำการเข้าสะสม อาจนำไปสู่การเจอ Local bottom หรือจุดกลับตัวแล้ว

Surviving Bull Drawdowns

จากปัจจัยลบบวกกับแรงขายของนักลงทุนหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเยอรมัน นักขุด หรือแรงขายจากข่าวของ Mt.Gox ได้ทำให้ราคาของ bitcoin ร่วงลงมาต่ำสุดถึง $53,000-$54,000 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็น Drawdown ถึง -26% และมากที่สุดใน cycle นี้

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 15-19 July 2024

Source : https://insights.glassnode.com/the-week-onchain-week-28-2024/

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในอดีตแสดงให้เห็นว่า Drawdown ที่ -26% ในครั้งนี้ ยังถือว่าน้อย หากเทียบกับ cycle ก่อนหน้า ซึ่งเหตุผลอาจจะมาจากการที่นักลงทุนสถาบันเข้ามาลงทุนมากขึ้น ทำให้ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีมีความ Mature หรือผันผวนน้อยลง

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 15-19 July 2024

Source : https://www.lookintobitcoin.com/charts/bitcoin-fear-and-greed-index/

หากสังเกตจาก Fear and Greed Index ของช่วงที่ตลาดตกลงไปในสัปดาห์ก่อน จะมีช่วงที่ตลาดอยู่ในระดับ Extreme Fear หรือกลัวมาก ซึ่งครั้งล่าสุดที่ตลาดมี sentiment แบบนี้ คือ การล่มสลายของ FTX ในปี 2022 และจากการ Research จะพบว่า ในแต่ละ cycle จะมีโอกาสในการเกิด Extreme Fear ประมาณ 2 ครั้งเท่านั้น และเป็นจุดที่ดีในการเข้าสะสมสำหรับ Bull run ในระยะยาว


WEEKLY TECHNICAL ANALYSIS

by Cryptomind Advisory

BTC/USDT

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 15-19 July 2024

หลังจากมี Bullish Divergence แล้ว $BTC ก็ติดแนวรับบริเวณ $56,000 ในสัปดาห์ข้างหน้าหากราคายืนราคาอยู่เหนือบริเวณ $60,000 – $61,000 ได้หรือมีการทำ Higher Low แล้วก็มีโอกาสที่ราคาจะขึ้นไปต่อได้ อย่างไรก็ตามหากราคานั้นถูกไม่สามารถยืนอยู่บริเวณดังกล่าวได้ ราคาก็อาจจะเคลื่อนที่ Sideway ไปก่อนในช่วงสัปดาห์ข้างหน้านี้

แนวต้าน: $67,000 | $73,000 | $76,500

แนวรับ: $61,000 | $56,500 | $52,000

ETH/USDT

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 15-19 July 2024

$ETH นั้นมีการทำราคากลับขึ้นมาอย่างต่อเนื่องหลังจากลงไปชนแนวรับ $2,870 และทำ Bullish Divergence ใน RSI โดยในช่วงสัปดาห์ข้างหน้านี้ราคาก็มีแนวโน้มที่จะขึ้นต่อ โดยแนวต้านที่น่าจับตามองนั้นอยู่ที่บริเวณ $3,350 หากสามารถยืนราคาได้ ก็มีโอกาสทำราคาขึ้นไปยังแนวต้านถัดๆ ไปได้ แต่หากไม่สามารถขึ้นผ่านแนวต้านแรกได้ ก็มีโอกาสที่จะ Sideway ในกรอบราคา $2,900 – $3,300 ไปก่อนในช่วงสัปดาห์ข้างหน้านี้

แนวต้าน: $3,350 | $3,700 | $4,020

แนวรับ: $2,870 | $2,400 | $2,125


ASSET ALLOCATION

by Cryptomind Advisory

“มีความเป็นไปได้สูง” ของการลดดอกเบี้ยของ FED จะมาถึงในเดือนกันยายน และ Bitcoin Dominance ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงมากกว่า 50% และการมาของ Ethereum spot ETF และมุมมองเชิงบวกมาก ๆ ต่อตลาดคริปโทในสหรัฐในเชิงการเมืองที่อาจจะเห็นภาพชัดเจนในไตรมาสที่ 4 และเมื่อพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจที่ผันผวนในสัปดาห์นี้ จึงแนะนำให้นักลงทุนถือสัดส่วนของ Bitcoin เอาไว้เพื่อลด Drawdown โดยรวมของพอร์ต และเพิ่มสัดส่วนของ Ethereum ในพอร์ตเพิ่มขึ้น บวกกับถือสัดส่วนของ Altcoins ที่มีพื้นฐานที่ดีรับสัญญาณของ Altcoins season และเก็บ Stablecoin ที่เป็น USD เพื่อใช้เป็นไม้สำรอง

BITCOIN 40%
SELECTIVE ALTCOINS (ETH, LAYER 2 ,LSD) 40%
STABLECOIN 20%

Merkle Capital

ที่มา: https://merkle.capital/articles/Merkle-Weekly-Snapshot-15th-19th-July-2024


คำเตือน

สินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ | ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคต | ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ข้อเสนอการลงทุนหรือการจัดการใด ๆ ของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล | เนื้อหาข้างต้นเป็นการรวบรวมเนื้อหาโดยใช้ข้อมูลในอดีตอาจมีการคลาดเคลื่อนได้ นักลงทุนควรศึกษาและทำความเข้าใจก่อนลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

MEVT Call: ทองคำวิ่งต่อจาก Real Yield ปรับตัวลง และธนาคารกลางซื้อเพิ่ม

Finnomena Funds

Finnomena Funds แนะนำเข้าลงทุนตามการพิจารณา MEVT Call เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะกลาง-ยาว (6-12 เดือนข้างหน้า) ทยอยสะสมทองคำผ่านกองทุน KT-GOLDUH-A

Executive Summary

  • ทองคำมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อจาก
    • Real Yield ที่กำลังลดลงตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
    • ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น
    • ธนาคารคารกลางที่มีแนวโน้มเพิ่มทองคำสำรองต่อเนื่อง
  • คำแนะนำ: สะสมทองคำผ่านกองทุน KT-GOLDUH-A

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 07/07/2024

ราคาทองคำและปริมาณทองคำที่ถือครองโดย ETFs มักมีความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกัน อย่างไรก็ดี ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปริมาณทองคำที่ถือครองโดย ETFs มีแนวโน้มลดลง ในขณะที่ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าทองคำกำลังมีผู้ซื้อที่ไม่ได้ซื้อผ่าน ETFs

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 07/07/2024

ในขณะที่ราคาทองคำ และ Real Yield หรืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง มักมีความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกัน อย่างไรก็ตาม ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นับเป็นช่วงเดียวกับที่ราคาทองคำขยับสวนทางกับปริมาณทองคำที่ถือครองโดย ETFs ราคาทองคำ และ Real Yield ขยับไปในทิศทางเดียวกัน สะท้อนว่าทองคำกำลังมีผู้ซื้อที่ไม่ได้ซื้อเพื่อหวังผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ย แต่เป็นการถือครองเพื่อเหตุผลอื่น ๆ อาทิ การกระจายความเสี่ยง 

Source: Finnomena Funds, World Gold Council as of 07/07/2024

ปัจจัยดังกล่าวทำให้ Finnomena Funds เชื่อว่าธนาคารกลางที่ผ่านมามีบทบาทที่สำคัญในการผลักดันให้ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัย โดยแบบสำรวจจาก World Gold Council ชี้ว่าธนาคารกลางกว่า 66% ทั่วโลกจะเพิ่มสัดส่วนทองคำสำรองในอีก 5 ปีข้างหน้า และอัตราดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี สวนทางกับดอลลาร์สำรองที่ธนาคารกลางกว่า 49% ทั่วโลกคาดว่าจะลดลงในอีก 5 ปีข้างหน้า

Source: Finnomena Funds, World Gold Council as of 07/07/2024

มากกว่านั้นแบบสำรวจจาก World Gold Council ระบุว่ามากกว่า 81% ของธนาคารกลางทั่วโลกเชื่อว่าธนาคารกลางอื่น ๆ (ยกเว้นตนเอง) มีแนวโน้มจะเพิ่มทองคำสำรองในอีก 12 เดือนข้างหน้า โดยมีเพียง 3% ที่ระบุว่าตนจะลดทองคำสำรองลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธนาคารกลางซื้อทองคำเพื่อเพิ่มสินทรัพย์สำรองเชิงกลยุทธ์ (Strategic Reserve) และมักจะไม่ขายในระยะเวลาสั้น ๆ

คำแนะนำการลงทุน

สรุปกองทุน KT-GOLDUH-A

Finnomena Funds แนะนำสะสมทองคำผ่านกองทุน KT-GOLDUH-A โดยกองทุนมีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน SPDR Gold Trust (กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV กองทุนหลักมุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัด (Passive Management) และปัจจุบัน KT-GOLDUH-A ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

KT-GOLDUH-A

  • ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขาย
  • ไม่ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
  • มีค่าธรรมเนียมรวม 0.6671%

 

Source: ktam.co.th as of 15/07/2024

ดู Fund Fact Sheet กองทุนแนะนำ

 

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/
จัดทำโดยบลป. เดฟินิท สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299