แจ้งเตือน

สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (1-7 พ.ค. 64)

FINNOMENA
กองทุนผลตอบแทนเด่น 1-7 พ.ค. 64

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 1-7 พ.ค. 2564 ตลาดหุ้นหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ที่มีแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีออกมา กองทุนไหนยังทำผลตอบแทนได้โดดเด่น และเป็นกองทุนยอดนิยมที่มีผู้ค้นหามากที่สุดบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน FINNOMENA
บทความนี้จะขอพาผู้อ่านไปดูกันครับ

1.10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นประจำสัปดาห์ (1-7 พ.ค. 64)

top return 1-7 may

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 07 พ.ค. 2564)

1.KT-ENERGY – กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ เอ็นเนอร์จี ฟันด์

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +3.89%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +28.31%

2.PRINCIPAL iGOLD-X  – กองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลด์ อินคัม ชนิดผู้ลงทุนพิเศษ

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +3.14%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): – 2.91%

3.KF-GOLD – กองทุนเปิดกรุงศรีโกลด์

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +3.10 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +0.35%

ดูรายละเอียดกองทุนทั้ง 10 อันดับเพิ่มเติม : KT-ENERGY, PRINCIPAL IGOLD-X, PRINCIPAL IGOLD-E, KF-GOLD, KF-HGOLD, TGOLD, LHGOLDH-E, LHGOLDH-A, I-SEQS-IA, I-SEQS-RA

หมายเหตุ: ข้อมูลกองทุน อัปเดตล่าสุด เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2564 ข้อมูลผลตอบแทนบางกองทุนในหน้า 10 อันดับ อาจมีการแสดงผลตอบแทนที่แตกต่างจากแต่ละหน้ากองทุน เนื่องจากการดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน (ซึ่งนับวันที่ในรอบสัปดาห์แตกต่างกัน)

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 19 บลจ. สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

2. 10 อันดับกองทุนที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในรอบสัปดาห์บนแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ FINNOMENA (1-7 พ.ค. 64)

top view fund 01- 07 may

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 07 พ.ค. 2564)

1.ONE-UGG-RA : กองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: -5.26 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD) : +1.01 %

2.TMBGQG : กองทุนเปิดทหารไทย Global Quality Growth

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: -1.76 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +7.26 %

3.ONE-GECOM : กองทุนเปิด วรรณ โกลบอล อีคอมเมิร์ซ

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: -6.91 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +0.94 %

ดูรายละเอียดกองทุนยอดนิยมเพิ่มเติม : ONE-UGG-RA, TMBGQG, ONE-GECOM, TMBCOF, K-USA-A(A), B-INNOTECH, K-VIETNAM, K-CHANGE-A(A), TMB-ES-GINNO, K-CHINA-A(D)

3. 10 อันดับกองทุนยอดนิยมบนเว็บไซต์ FINNOMENA : บน Social Media กองทุนไหนได้รับการพูดถึงมากที่สุด ? (1-7 พ.ค. 64)

fund social media 01-07 May

เปรียบเทียบ 10 อันดับกองทุนยอดนิยมบนเว็บไซต์ FINNOMENA ที่ได้รับการพูดถึงบน Social Media มากที่สุด
ข้อมูลและวิเคราะห์โดยทีมงาน FINNOMENA ผ่านเครื่องมือ ZOCIAL EYE ณ วันที่ 7 พ.ค. 2564

บนเว็บไซต์ FINNOMENA กองทุนยอดนิยมที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดคือ ONE-UGG-RA แต่ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทุน K-USA-A กลับเป็นกองทุนที่มีการพูดถึงมากที่สุดบน Social Media โดยที่อันดับสองและสามคือ ONE-UGG-RA และ K-CHINA-A

fund social media channel 01-07 May

 

 เปรียบเทียนแต่ละช่องทาง Social Media ที่มีการพูดถึง 10 อันดับกองทุนยอดนิยมบนเว็บไซต์ FINNOMENA มากที่สุด
ข้อมูลและวิเคราะห์โดยทีมงาน FINNOMENA ผ่านเครื่องมือ ZOCIAL EYE ณ วันที่ 7 พ.ค. 2564

ขณะที่ในส่วนของช่องทาง Social Media จะพบว่า K-USA-A มีการพูดถึงบนช่องทาง Forum (เว็บบล็อค เช่น Pantip) มากที่สุด ขณะที่ช่องทาง Facebook จะเป็นกองทุน ONE-UGG-RA และ TMBGQG ในช่องทาง YouTube

หมายเหตุ
1.ข้อมูลบน Social Media ที่จัดเก็บได้แก่ Facebook, Twitter, Instagram, YouTube, Forum, News, Blog โดยในส่วนของ Facebook จะไม่นับรวมการพูดถึงบน Facebook Group

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 19 บลจ. สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากกองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงบางส่วน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT

รู้จักผู้คิดค้นวัคซีน Pfizer: อูเกอร์ ซาฮิน

MacroView
รู้จักผู้คิดค้นวัคซีน Pfizer: อูเกอร์ ซาฮิน

บางครั้งสถานการณ์ก็สามารถสร้างวีรบุรุษ วลีนี้ดูจะไม่เกินเลยที่จะกล่าวถึง อูเกอร์ ซาฮิน ผู้อยู่เบื้องหลังการคิดค้นวัคซีนโควิด Pfizer/BioNTech

ดร.อูเกอร์ ซาฮิน เจ้าของบริษัท BioNTech เป็นชาวเยอรมันที่พ่อแม่อพยพมาจากตุรกี เริ่มต้นจากการเรียนด้านแพทย์ แล้วมาเป็นคุณหมอในคลีนิคเหมือนหมอทั่วไปในเยอรมัน ทว่าด้วยความชื่นชอบแบบคลั่งไคล้มาก ทั้งในคณิตศาสตร์ การวิจัยในห้องทดลอง และ ชีววิทยา จึงหันเหจากการเป็นหมอมาเป็นนักวิทยาศาสตร์แนวประยุกต์ที่เน้นการคิดค้นวิธีใหม่ ๆ สำหรับการรักษาโรคร้าย โดยในช่วงทศวรรษ 1990-2000 เขาเน้นไปที่การรักษาโรคมะเร็ง จากนั้นก็เริ่มพางานวิจัยเข้าไปสู่โลกแห่งธุรกิจผ่านกองทุนเวนเจอร์แคปิตอล และผ่านมหาเศรษฐีชาวเยอรมันในเวลาต่อมา

จุดที่ทำให้ซาฮินแตกต่างนักวิจัยอื่น ๆ คือการเป็นคนที่มีเซนส์ดีมากในการมองว่า อะไรจะเป็นสิ่งที่ต้องจับตาแบบใกล้ชิดเพราะว่ากำลังเป็นสิ่งจำเป็นในอนาคต โดยซาฮินเคยคิดจะพัฒนาแนวทางเทคโนโลยี mRNA ไว้รักษาโรคร้ายต่าง ๆ เมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งต้องยอมรับว่าเขามาถูกทาง ทว่าเวลาในช่วงนั้นยังไม่สุกงอมเพียงพอ แม้ mRNA จะเป็นการสร้างโปรตีนให้กับ DNA เพื่อไว้รักษาโรคต่าง ๆ ได้ ทว่าจะถูกเอนไซน์ทำลายลงภายในไม่กี่วินาที ซึ่งเทคโนโลยีของชีววิทยาในห้องทดลอง ณ ช่วงเวลานั้น ยังไม่ก้าวหน้าพอที่จะเอาชนะข้อจำกัดดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ซาฮินก็ยังคงจับตาและพัฒนา mRNA ต่อไปแบบเงียบ ๆ จนกระทั่งปี 2008 ก็สามารถที่จะได้แหล่งเงินในการพัฒนาแนวทาง mRNA นี้แบบจริงจังจากมหาเศรษฐีชาวเยอรมัน โดยการพัฒนาวัคซีนด้วย mRNA นับว่าได้เปรียบกว่าวิธีที่ใช้ Antigen เนื่องจากสามารถทำได้เร็วกว่าในการที่จะพัฒนาจนถึงจุดที่ฉีดกับมนุษย์ได้ รวมถึงค่อนข้างมีความยุ่งยากน้อยกว่า เนื่องจากใช้วิธีการปรับ DNA ของมนุษย์ในการสู้กับไวรัสโคโรนา แทนที่จะกระตุ้นแบบสร้างภูมิด้วยเม็ดเลือด

แล้วช่วงต้นปี 2020 การเป็นคนที่มีเซนส์ดีของซาฮินในการมองภาพอนาคต ก็ปรากฏชัดขึ้นอีกครั้ง เมื่อทันทีที่เหตุการณ์โควิดที่เมืองอู่ฮั่น ของจีนเกิดขึ้น ได้ทำให้ซาฮินรู้ทันทีว่า มหันตภัยโรคระบาดครั้งใหม่ของโลกได้เกิดขึ้นอีกครั้งแล้ว และมุ่งมั่นว่าจะพัฒนาเทคโนโลยี mRNA เพื่อทำเป็นวัคซีนรักษาโควิด โดยได้โน้มน้าวให้บอร์ดของ BioNTech ทุ่มทรัพยากรทั้งหมดของบริษัทเพื่องานช้างดังกล่าว โดยได้ร่วมมือกับ Pfizer เพื่อให้สามารถผลิตแบบล็อตใหญ่ ๆ ในเวลาต่อมา

อย่างที่เราทราบกันว่า ณ วันนี้ วัคซีนต้านโควิดของ Pfizer/BioNTech เป็นที่ต้องการของชาวโลกมากกว่ายี่ห้ออื่นอีกหลายเจ้า ก็ด้วยฝีมือ ความพยายาม และที่สำคัญ ความเป็นคนที่มองอนาคตได้เก่งมากของซาฮิน โดยมีเกร็ดส่วนตัวของซาฮินที่จะขอเล่าให้ฟังดังนี้

  • แม้ซาฮินจะเป็นเจ้าของบริษัท BioNTech ทว่าเขาเองไม่เคยที่จะมาเช็คว่าราคาหุ้นของบริษัทขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหนแล้ว งานหลักของเขาคือการเตรียมและเขียนรายงานการวิจัยเพื่อส่งให้กับทางการและสถาบันการเงิน เพื่อตรวจสอบในการที่จะรับรองโครงการทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ของบริษัท
  • ซาฮินยังคงทำงานในตึกที่มีห้องปฏิบัติการ แม้ว่าเขาจะเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัทแล้วก็ตาม ซึ่งไม่เคยมีใครที่ทำเช่นนี้มาก่อน
  • แม้เขาจะเป็นนักวิทยาศาสตร์และเป็นหมอโดยสายเลือด ทว่าเขาก็เรียนรู้การทำธุรกิจด้วยตนเอง ในเวลาต่อมา ซาฮินเก่งด้านธุรกิจขึ้นมากจนกระทั่งสามารถหาเงินเข้าบริษัทได้ถึง 5 พันล้านดอลลาร์จากการขายธุรกิจด้านพันธุกรรมให้กับบริษัท Novartis
  • ซาฮินทุ่มเทเวลาไปกับการคิดค้นวิธีเอาชนะโรคมะเร็งตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทว่าความพยายามนั้น แม้จะไม่บรรลุผลแบบเต็มที่ ทว่าความชำนาญและประสบการณ์ดังกล่าว ก็ทำให้เขาสามารถต่อสู้กับโควิดได้ดีกว่านักวิทยาศาสตร์เกือบทุกคนในโลกนี้
  • หากมองย้อนกลับไป คงจะไม่มีบริษัทยาแห่งไหนในโลก ที่มีความเร็วในการพัฒนานวัตกรรมวัคซีนโควิด ความเร็วในการตัดสินใจ ความกล้าเสี่ยงด้วยระดับขนาดนี้ และปราศจากการเมืองในองค์กร เท่ากับ BioNTech ของซาฮิน
  • รัฐบาลเยอรมันก็มีส่วนไม่น้อยในการพัฒนาวัคซีนโควิด โดยได้ทุ่มเงิน 4 หมื่นล้านยูโร เพื่อพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ไว้ป้อนให้กับห้องทดลองของภาคเอกชน รวมถึง BioNTech

จะเห็นได้ว่าเมื่อ 1 ปีที่แล้ว แทบไม่มีใครรู้จักกับ BioNTech เลย ทว่าด้วยมหันตภัยโควิด จึงได้ทำให้ทุกคนมารู้จักกับวัคซีนของ Pfizer/BioNTech แบบโด่งดังในบ้านเราในเวลานี้

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/652469

Thematic ผู้ชนะในไตรมาส 1 ปี 2021

WealthGuru
Thematic ผู้ชนะในไตรมาส 1 ปี 2021

การลงทุนแบบ Thematic อันสุด HOT

ตอนต้นปี หลาย ๆ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ออกกองทุนใหม่ที่ลงทุนแบบ Thematic  มากมาย

เช่น E-Com, Game, AI, Clean Energy, Electric Vehicles และ Disruptive Technology

ใครเป็นผู้ชนะ สำหรับ ไตรมาส 1 ปี 2021 ที่ผ่านไป?

ผมได้เลิอก ETF ตาม Thematic ดังนี้

Thematic ผู้ชนะในไตรมาส 1 ปี 2021

Thematic ผู้ชนะในไตรมาส 1 ปี 2021

จาก Koyfin วันที่ 4-Jan-2021 to 31 Mar 2021

Thematic ผู้ชนะในไตรมาส 1 ปี 2021

จากผลประกอบจะเห็นได้ว่า มี เพียง 4 ETF ที่ชนะ QQQ เท่านั้นคือ

  • SMH VanEck Vectors Semiconductor 11.51%
  • DRIV – Global X Autonomous & Electric Vehicles 10.72%
  • IBUY – Amplify Online Retail 8.62%
  • ARKF – ARK Fintech Innovation 2.8%

แบบนี้ เราจะลงทุน Thematic อย่างไร?

ผมแนะนำลงทุนแบบ Core-Satellite Strategy รายละเอียดกลับไปดูที่ https://www.finnomena.com/wealthguru/turtle-investment/

ลองจัดพอร์ตแบบนี้

QQQ เป็น Core สัดส่วน 25%

ที่เหลือเป็น Thematic อย่างละ 15% จำนวน thematic 5 ตัว  โดยแนะนำให้ลงทุนใน Thematic ที่มีความแข็งแกร่งในอนาคต เช่น

  • SMH VanEck Vectors Semiconductor
  • IBUY – Amplify Online Retail
  • ARKF – ARK Fintech Innovation
  • CLOU – Global X Cloud Computing
  • ARKF – ARK Fintech Innovation

การลงทุนใน ETF ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ต้องใช้เวลาศึกษาและทำความเข้าใจ อย่าซื้อเป็นกอง ๆ แยกชิ้น ให้จัดเป็นพอร์ตตามกลยุทธ์แล้วเลือก ETF ที่ดีเข้ามาให้พอร์ต

WealthGuru

**สนใจลงทุนในพอร์ต Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณ สามารถดูรายละเอียดและลงชื่อรับบริการได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/port/wealthguru/

Fiverr หุ้นเจ้าอาณาจักรฟรีแลนซ์ กับ Gen Millennial Workforce

BottomLiner
Fiverr หุ้นเจ้าอาณาจักรฟรีแลนซ์ กับ Gen Millennial Workforce

ด้วยความ Bullish ของนักลงทุน ลากหุ้น Fiverr ปรับตัวขึ้นไปมากกว่า 700% ในปี 2020

Fiverr เป็น E-commerce Platform จากประเทศอิสราเอล แต่ที่จะแปลกกว่าทั่วไป คือ เป็นบริษัทตัวกลางเพื่อเชื่อมโยงระหว่าง บุคคลที่ทำงานแบบฟรีแลนซ์ (Freelancer) กับลูกค้า บริษัทเรียกว่า Service-as-a-Product model ตัวอย่างบริการ เช่น ออกแบบโลโก้  ออกแบบเว็บไซต์ ตัดต่อวิดีโอ แต่งเพลง และมีบริการอื่น ๆ อีกมากกว่า 300 รูปแบบ

ชื่อของ Fiverr ได้มาจากตอนเริ่มก่อตั้งเว็บไซต์ ทุก ๆ คำสั่งซื้อจะมีราคาตั้งไว้ที่ 5 เหรียญ เลยทำให้คำสั่งซื้อส่วนมากในตอนแรกจะเป็นเกี่ยวกับการออกแบบโลโก้หรือ งานตัดต่อภาพ แต่งภาพ เพราะเป็นงานที่ไม่ซับซ้อนมากนัก แต่ภายหลังเมื่อมีสินค้ามากขึ้นบริษัทจึงเปลี่ยนให้ Freelancer สามารถตั้งราคา Gig ของตัวเองได้แบบเสรี ปัจจุบันราคา Gig สูงเป็นหลักแสนบาทก็มี เพราะมีหลาย ๆ บริษัทที่มีชื่อเสียงเริ่มมาหาลูกค้าเพิ่มเติมใน Fiverr เช่นกัน

แล้วตลาด Freelance ใหญ่แค่ไหน ?

ในปี 2020 Freelancer ในอเมริกา ทำรายได้รวมกันไปมากกว่า 36 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 5% ของ GDP ประเทศ เติบโตมากกว่า 22% เมื่อเทียบกับปี 2019

Fiverr ทำรายได้เติบโตมากกว่า 89% YoY ใน Q4 2020 ซึ่งดูไม่มีทีท่าว่าจะชะลอลงเลยจากเทรนด์ Work from Home ปัจจุบัน

ผลจากจำนวนผู้ซื้อ Gig เติบโตได้ดี จาก 2.5 ล้านคนใน Q1 2020, 2.8 ล้านคน Q2 2020 และ 3.1 ล้านคน Q3 2020 คิดเป็นการเติบมากกว่า 24% เลยทีเดียวในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2020

จำนวนเงินที่ลูกค้าจ่ายต่อการซื้อก็สูงขึ้นเช่นกันจาก 177 เหรียญ, 184 เหรียญ และ 195 เหรียญ ใน Q1-Q3 2020 ตามลำดับ หรือมากกว่าเดิม 10% ในแค่ 3 ไตรมาส

Platform ของ Fiverr ช่วยแก้ปัญหาให้ทั้ง ฝ่ายที่จะ Gig และฝ่ายที่ต้องการขาย Gig

ฝ่ายซื้อ ได้ประโยชน์การราคาที่เป็นธรรม มีบริการจากหลายเจ้าให้เปรียบเทียบ และ มี Reviews ของ Freelancer บนเว็บไซต์ประกอบการตัดสินใจ

ฝ่ายขาย ไม่ต้องประมูลงานหรือต่อรอง ไม่ต้องกังวลปัญหาเรื่องการเก็บเงิน ไม่ต้องวิ่งหางานถ้ามีคุณภาพงานจะเข้ามาหาเอง

ส่วน Fiverr ทำเงินจากการแก้ปัญหานี้ โดยยกตัวอย่างเช่น ถ้าผู้ขายตั้งราคา Gig ไว้ 100 บาท ผู้ซื้อจะต้องจ่ายที่ราคา 105 บาท ซึ่งเงินที่ได้มา Fiverr จะนำไปจ่ายผู้ขาย 80 บาท และเก็บไว้เองประมาณ 25 บาท

โอกาสเติบโตของ Fiverr ในอนาคต โดยหลักจะมาจากการขยายรูปแบบ Gig Catalog ให้มากขึ้น บริษัทจะเริ่มขยายฐานประเทศตามภูมิภาค (ด้านภาษา) ต่อไป เพื่อแข่งขันกับเว็บไซต์ที่ครองตลาดในประเทศหรือภาษานั้น ๆ

โอกาสในการขยายตลาดในกลุ่มองค์กรและงานที่มีคุณภาพสูงขึ้น จากเดิมลูกค้าจะเป็นกลุ่มรายย่อย โดยล่าสุด Fiverr เพิ่งซื้อกิจการ Working Not Working ที่เป็น platform ที่ขึ้นชื่อเรื่องงาน creative คุณภาพสูงที่ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทใหญ่ ๆ อย่าง Google, Netflix และ Spotify

ส่วนอีกเรื่องที่น่าจับตามองที่สุดของการเติบโต คือ การที่กลุ่มคนยุค Gen Millennial กำลังจะเข้ามาสู่ระบบการทำงาน ซึ่งจากการสำรวจในหลายสำนัก การทำงานแบบฟรีแลนซ์ค่อนข้างตอบโจทย์การใช้ชีวิตคนรุ่นดังกล่าว

Fiverr เป็นบริษัทที่โอกาสในอนาคตดูค่อนข้างสดใส โดยวิธีการทำงานในยุคการระบาดของโควิดที่เปลี่ยนแปลงไป มีโอกาสที่เราจะได้เห็นการทำงานแบบนี้ต่อ ๆ ไปในโลกหลังการระบาด ซึ่ง Fiverr ได้พยากรณ์ไว้ว่า

โลกจะเปลี่ยนจากการจ้างงานระยะยาว เป็นการจากงานแบบ Freelance

โลกจะเปลี่ยนจากการนั่งทำงานในออฟฟิศ เป็นการทำงานจากที่ไหนก็ได้

โลกจะเปลี่ยนจากการทำงานกับกลุ่มคนในพื้น เป็นการทำงานจากกลุ่มคนทุกเชื้อชาติแบบระยะไกล

โลกจะเปลี่ยนจากการทำงาน Offline เป็นการทำงานบนโลก Digital

โลกจะเปลี่ยนจาการทำงานเต็มเวลา รับเงินเดือน เป็นการทำงานและได้รับผลตอบแทนจากการกระทำและผลลัพธ์ที่ได้

โลกจะเปลี่ยนจากการเรียนรู้เฉพาะตอนเด็ก และทำงานแบบทั่วไป เป็นการเรียนรู้แบบไม่รู้จบและทำงานในสายงานเฉพาะ

เพื่อน ๆ คิดอย่างไรกับสิ่งที่ Fiverr คาดการณ์ หรือใครพอจะมีเวลาว่างสัก 2-3 ชั่วโมงต่อวันอยากหารายได้เสริม เราเชิญมาขาย… เอ้ยไม่ใช่ ลองไปเปิดบัญชี Fiverr หางานที่ถนัดแล้วทดลองขาย Gig ดูได้เลยครับ

อ่านแล้วว้าวก็อย่าเพิ่งไปซื้อหุ้นเลยนะครับ ลองไปศึกษาเพิ่มก่อน เราเพียงเขียนเล่าบริษัทเท่านั้น

BottomLiner

ที่มาบทความ: https://bottomliner.co/stock/fiverr-freelancer-plaatform/

News Update: Ark ร่วงหนัก สัปดาห์นี้ -10% ราคาใกล้จุดต่ำสุดของปี

FINNOMENA Reporter
News Update: Ark ร่วงหนัก สัปดาห์นี้ -10% ราคาใกล้จุดต่ำสุดของปี
กองทุนหลักของ Cathie Wood ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนดาวรุ่งแห่งยุค กำลังประสบกับแรงเทขายมหาศาลพร้อมกับการไหลออกของนักลงทุนรายใหญ่ในช่วงสัปดาห์นี้
มูลค่าของ Ark Innovation ETF (ARKK) ลดลงประมาณ 3% ในวันพฤหัสบดี ส่งผลให้มูลค่าลดลงมากกว่า 10% ในรอบสัปดาห์ เงินทุนกว่า 770 ล้านดอลลาร์ได้ไหลออกจาก Ark Innovation โดยในสัปดาห์ที่แล้ว ARK Invest ซึ่งรวมถึง ETF หลัก 5 กองทุน ได้สูญเสียมูลค่าไปประมาณ 1.1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมาตามข้อมูลจาก FactSet
มูลค่าของ Ark Innovation ETF ลดลงมากกว่า 32% จากระดับสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2564 หุ้นที่ Ark Innovation ETF ถือครองเป็นอันดับต้นๆ มูลค่าลดลงอย่างมากในวันพฤหัสบดี โดย Teladoc Health ลดลง 3.2% Square และ Roku ลดลง 3.4% และ 6.6% ตามลำดับ ส่วน DraftKings ลดลง 7.6%
ด้าน Wood ยังคงยึดมั่นในปรัชญาการลงทุนระยะยาวของเธอและใช้ประโยชน์จากความผันผวนเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดย Ark Innovation ETF ได้เข้าซื้อ DraftKings, Twilio, Teladoc Health และ Invitae เพิ่มในวันพุธ ส่วน Ark Next Generation Internet ETF เข้าซื้อ Peloton จำนวน 140,000 หุ้นในวันพุธเช่นเดียวกันหลังจากที่มูลค่าหุ้นลดลงประมาณ 15% เนื่องจากปัญหาการเรียกคืนลู่วิ่ง
ETF อื่น ๆ ของ Wood ก็ประสบกับแรงขายที่รุนแรงในวันพฤหัสบดี โดย Ark Next Generation ETF (ARKW) มูลค่าลดลง 2.75% ส่งผลให้มูลค่าลดลงมากกว่า 9% ในรอบสัปดาห์ Ark Genomic Revolution ETF (ARKG) และ Ark Autonomous Technology and Robotics ETF (ARKQ) ลดลง 2.7% และ 0.3% ตามลำดับ ส่งผลให้มูลค่าของทั้งกองทุนลดลง 10.2% และ 4.4% ในรอบสัปดาห์นี้ ด้าน Ark Fintech Innovation ETF (ARKF) ลดลง 2% ส่งผลให้มูลค่าลดลงมากกว่า 6.5% ในรอบสัปดาห์
ที่มา: CNBC

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

เพื่อนผู้ใจดี
กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 19 บลจ. สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีสุดแห่งปี 2020

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีสุดแห่งปี 2020

ข้อมูลจัดอันดับ ณ วันที่ 28 ธ.ค. 2563

อัปเดตตัวเลข ณ วันที่ 23 ธ.ค. 2563: TGHDIGI, KT-WTAI-A, K-USA-A(A), K-USA-A(D)

อัปเดตตัวเลข ณ วันที่ 24 ธ.ค. 2563: ONE-GECOM, PWIN, ONE-UGG-RA, ONE-DISC-RA, KFHTECH-A, K-CHANGE-A(A)

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-GECOM: เมื่อ E-Commerce กำลังเติบโตแบบสองหลัก

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-UGG-RA : กองทุนหุ้นเติบโตทั่วโลก คว้าโอกาสแห่งอนาคต

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน K-CHANGE-A (A) กองทุนผลตอบแทนเยี่ยมที่ให้คุณ “ช่วยโลก” ได้ เพียงแค่ลงทุน

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: TUSOIL, TOIL6, TMBOIL, KT-OIL, KF-OIL, TISCOOIL, SCBOIL, ASP-OIL, I-OIL, K-OIL

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนมีนาคม 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: MIDSMALLMF, M-MIDSMALL, M-FOCUS, HAPPY D5, MBT-G, MFX, THMO1, M-ACTIVE, M-PROPERTY, MPDIVMF

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนเมษายน 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: PRINCIPAL GHEALTH-A, TGHDIGI, PRINCIPAL GCLOUD-A, UCHI, SCBUSAP, SCBUSAA, KF-GTECH, KF-US, K-USA-A(D), K-USA-A(A)

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน PRINCIPAL GHEALTH-A: ลงทุนครอบคลุมทุกภาคส่วนของ Health Care รับแรงหนุนจากเทคโนโลยี

อ่านเพิ่มเติม เจาะลึกกองทุนเปิดใหม่ Principal Global Cloud Computing Fund (PRINCIPAL GCLOUD-A)

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

สามารถกรองการจัดอันดับได้เอง พร้อมข้อมูลอัปเดตล่าสุดที่ FINNOMENA Fund Filter


Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Quality Mega Theme ปรับพอร์ตเดือนพฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนอสังหาฯ

บลจ.ทหารไทย
Quality Mega Theme ปรับพอร์ตเดือนพฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนอสังหาฯ

Growth to Value and Value to Growth Again ในช่วงต้นปี 2021 นั้นภาพรวมการลงทุนโดยเฉพาะหุ้นโลกในกลุ่มเทคโนโลยี และ กลุ่มเติบโต ถูกกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้นถึงประมาณ 1.8% ซึ่งช่วงต้นปีอยู่ที่ประมาณ 0.90% รวมถึงวัคซีนที่เริ่มมีการกระจายได้ดีกว่าคาดในสหรัฐฯ และยุโรป ทำให้นักลงทุนมองถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะกลับมาดำเนินได้ปกติ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มดังกล่าวถูกขายทำกำไร และมีการเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มที่เป็นไปตามวัฏจักรที่ยังมีระดับราคาไม่แพง ทำให้เกิดเป็นภาพของ Sector Rotation จากกลุ่ม Growth ไปยังกลุ่ม Value ด้วย Story ของการเปิดประเทศและราคาที่ถูกอยู่

เมื่อของถูกเริ่มไม่ถูก และเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เริ่มสะดุดจากการระบาดของโควิด19 ในฝั่งเอเชีย รวมถึงงบของกำไรกลุ่มเทคโนโลยีที่ประกาศออกมาในไตรมาสที่ 1 ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด ประกอบกับที่ราคาปรับตัวลงไปก่อนหน้านี้ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคฯและกลุ่มเติบโตมีแรงซื้อกลับเข้ามา ซึ่งหากเราย้อนดูในอดีตที่ผ่านมาเมื่อวิเคราะห์ถึง Growth-Value Ratio ที่เป็นตัวบอกว่าหุ้นกลุ่ม Growth เทื่อเทียบกลับกลุ่ม Value กลุ่มใดสามารถทำได้ดีกว่าจะพบว่าการ Rotation เป็นเรื่องปกติของนักลงทุน แต่ในระยะยาวกลุ่ม Growth สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าโดยเปรียบเทียบ

Quality Mega Theme ปรับพอร์ตเดือนพฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนอสังหาฯ

Source : Bloomberg as of 29 Apr 2021

ผลตอบแทนและมุมมองการลงทุนของพอร์ต

Quality Mega Theme ปรับพอร์ตเดือนพฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนอสังหาฯ

Source : Bloomberg as of 28 Apr 2021

โดยภาพรวมของพอร์ตการลงทุนซึ่งประกอบไปด้วยหุ้นทั่วโลก คือ TMBGQG และหุ้นสหรัฐฯ คือ TMBUSBLUECHIP ที่เน้นกลุ่มเติบโตสามารถสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นในปีที่ผ่านมา รวมถึงช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้  โดยที่ทั้งทาง FED และทาง Bloomberg Consensus ต่างประเมินว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะเติบโตกว่า 6% โดยล่าสุด GDP สหรัฐฯในไตรมาสที่ 1 ปี 2021 ขยายตัวได้ถึง 6.4%

Quality Mega Theme ปรับพอร์ตเดือนพฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนอสังหาฯ

Source : Bloomberg as of 27 Mar 21

ขณะที่ในส่วนของกองทุนจีนอย่าง TMBCOF ถึงแม้จะสร้างผลตอบแทนได้ไม่โดดเด่นเหมือนปีที่ผ่านมาแต่ทั้งนี้เป็นเพราะทางการจีนเลือกที่จะลดความร้อนแรงและลดความคาดหวังของนักลงทุนในวันที่เศรษฐกิจจีนมีความแข็งแกร่ง ด้วยการประเมินการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ประมาณ 6% Bloomberg Consensus ต่างประเมินว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะเติบโตกว่า 8% รวมถึงการลดสภาพคล่องที่ใส่มาในระบบ Open Market Operation (OMO) เพื่อลดความร้องแรงของเศรษฐกิจและการลงทุนเพื่อไม่ให้เกิดภาวะฟองสบู่ดังเช่นที่เคยเกิดในจีนปี 2015 ซึ่งเราประเมินว่าการเป็นการบริหารที่ทำให้มีการเติบโตแบบมีเสถียรภาพในระยะยาว

Quality Mega Theme ปรับพอร์ตเดือนพฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนอสังหาฯ

Source : Bloomberg as of 27 Mar 21

ในส่วนของพอร์ตที่เป็น Defensive และเป็นกลุ่ม Income Theme ที่อยู่ในพอร์ตได้แก่ TMBGINFRA ที่เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกที่มีสัดส่วนหลักอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างยุโรปและสหรัฐฯ เป็นหลักก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากการกระจายวัคซีนในสหรัฐฯ และยุโรปทำได้ค่อนข้างดีทำให้ภาพของกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานมีแนวโน้มที่น่าสนใจต่อจากนี้ และอีกกองทุนคือ TMBPIPF ที่ลงทุนใน REITs ไทยและสิงคโปร์เป็นหลัก ถึงแม้ปีที่ผ่านมาผลตอบแทนจะทำได้ไม่ดีเท่ากองทุนอื่นเมื่อเทียบกับกองทุนต่าง ๆ ในพอร์ต แต่หากประเมินจากสถานการณ์แล้วเรามองว่า Downside ค่อนข้างจำกัดแล้วแต่อาจจะใช้ระยะเวลาฟื้นตัวอีกสักระยะทำให้ในทาง Tactical ทางทีมจึงมีการปรับพอร์ตเพื่อตอบภาวะ Risk On ของตลาด

Quality Mega Theme ปรับพอร์ตเดือนพฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนอสังหาฯ

โดยในส่วนของสัดส่วนการลงทุนใหม่เราให้น้ำหนักของ TMBGQG และ TMBUSBLUECHIP เพิ่มขึ้นและลดสัดส่วนของกองทุน TMBPIPF ลงทั้งนี้เราประเมินว่าในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 หุ้นกลุ่มเติบโตในประเทศพัฒนาแล้วมีแนวโน้มที่น่าสนใจจากการกระจายวัคซีน การประกาศงบของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อาจทำได้ดีกว่าในกลุ่มเอเชีย และกลุ่ม Defensive อาจจะเป็นเฟสถัดมาที่รับอานิสงส์ โดยสัดส่วนใหม่เริ่มใช้ในเดือนพฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป

บลจ. ทหารไทย

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Quality Mega Theme สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA

สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน Quality Mega Theme คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือน พ.ค. 2021 : CHINABOND

บลจ.กรุงไทย
Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือน พ.ค. 2021 : CHINABOND

Bloomberg เผยข้อมูลล่าสุด บรรดารัฐบาลท้องถิ่นของจีนเสนอขายพันธบัตรพิเศษ (special bonds) เพียง 222.7 พันล้านหยวนในเดือน ม.ค.-เม.ย. เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ต่ำกว่า 2 ปีที่ผ่านมามาก โดยเทียบไม่ได้เลยกับ 1.15 ล้านล้านหยวนเมื่อปีที่แล้ว และยังไม่ถึง 1 ใน 3 ของช่วง 4 เดือนแรกปี 2019

ระดับหนี้ของจีนลดลง เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจในไตรมาสแรก อัตราส่วนหนี้สินรวมทั้งภาคครัวเรือน บริษัทนอกภาคการเงิน และรัฐบาล ต่อจีดีพีของจีน (macro leverage ratio) ปรับตัวลง 2.6% ในช่วง 3 เดือนแรกปีนี้ (เทียบกับสิ้นปี 2020)

เศรษฐกิจจีนฟื้นเร็ว เปิดทางให้รัฐบาลปักกิ่งหันไปมุ่งลดหนี้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและสร้างเสถียรภาพในระยะยาว แม้การขึ้นดอกเบี้ยและเข้มงวดนโยบายการเงินโดยธนาคารกลาง (PBOC) ยังดูห่างไกลไม่เร่งด่วน แต่ซัพพลายของบอนด์ที่ชะลอลงบ่งชี้ว่า รัฐบาลจีนอาจเริ่มทยอยผ่อนแรงกระตุ้นทางด้านการคลัง

แนวนโยบายดังกล่าวสนับสนุนให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวอย่างมีคุณภาพและเสถียรภาพสูงในระยะยาว เพิ่มความยืดหยุ่นให้รัฐบาลมีเครื่องมือปรับจูนอัตราการเติบโตได้ในระยะสั้น ตัวอย่างเช่นการเร่งออกพันธบัตรพิเศษในเดือน เม.ย. ตลาดหุ้นจีนอาจไม่หวือหวาเท่าปีก่อน แต่ก็น่าจะมีแนวโน้มเติบโตต่อไปด้วยคุณภาพและเสถียรภาพที่ดีขึ้นเช่นกัน

Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือน พ.ค. 2021 : CHINABOND

ตราสารหนี้จีน (China Bond) เป็นตลาดสินทรัพย์ใหญ่ซึ่งทวีความน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ ด้วยพลวัตของ อุปสงค์-อุปทาน สวนทางกับสหรัฐโดยขณะที่ “พญาอินทรี” เร่งกู้เงินออกพันธบัตรปริมาณมหาศาลเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ในทางกลับกัน “พญามังกร” เริ่มลดการออกบอนด์ เมื่อซัพพลายพันธบัตรจีนชะลอลง แต่ดีมานด์ของนักลงทุนทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหลังจีนเปิดตลาดดัน China Bond เข้าดัชนีระดับโลก ขณะต่างชาติยังถือครองน้อย ประกอบกับเงินหยวนมีเสถียรภาพสูง ล้วนเป็นปัจจัยดึงดูด fund flows ในระยะยาว ยีลด์ตราสารหนี้จีนสูงกว่าตลาดพัฒนาแล้ว อัตราการผิดนัดชำระก็ต่ำ (แต่มักเป็นข่าวครึกโครม) ตลาดบอนด์จีนพัฒนาต่อเนื่องเปิดโอกาสสร้าง alpha แก่กองทุนที่บริหารเชิงรุก นอกจากนี้ ตราสารหนี้สกุลหยวนเคลื่อนไหวไม่ค่อยสัมพันธ์กับสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ จึงช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี

กองทุนเปิดเคแทม ไชน่า บอนด์ ฟันด์ (KT-CHINABOND) (อยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอจัดตั้งและจัดการกองทุนรวมจากสำนักงาน ก.ล.ต.) ลงทุนในหน่วยของ BGF China Bond Fund (กองทุนหลัก) ซึ่งเน้นลงทุนในตราสารหนี้สกุลหยวน (RMB dominated fixed income) อย่างน้อย 70% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ และหลักทรัพย์ที่ไม่ใช่สกุลหยวน (Non-RMB denominated securities) ออกโดยธุรกิจที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลักในประเทศจีน กองทุนหลักเน้นลงทุนในทุกตลาดตราสารหนี้ของจีน รวมถึงตลาดตราสารหนี้สกุลหยวนในประเทศจีน (Onshore RMB bond market) ตลาดตราสารหนี้สกุลหยวนนอกประเทศจีน (Offshore RMB bond market) และตลาดตราสารหนี้นอกประเทศจีนที่เป็นสกุลเงินแข็ง (Hard currency market) อันดับความน่าเชื่อถือเฉลี่ยของพอร์ตอยู่ที่ระดับลงทุน (Investment grade)

KT-CHINABOND กองทุนหลักบริหารด้วยสไตล์ยืดหยุ่น (Go-Anywhere Approach) สามารถปรับเปลี่ยนการจัดสรรสินทรัพย์ระหว่างในและนอกประเทศจีนให้สอดคล้องกับพลวัตของตลาด (Dynamic Asset Allocation) เปิดรับโอกาสจากตลาดตราสารหนี้จีนอันกว้างใหญ่และกำลังดึงดูดเม็ดเงินของนักลงทุนทั่วโลกซึ่งแสวงหายีลด์ที่สูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ

สับเปลี่ยนทั้งหมด (20%) ออกจาก KTPIF-A ไปพักไว้ใน KTSTPLUS-A เป็นการชั่วคราว จากนั้นจึงสับเปลี่ยนทั้งหมดไปเข้า KTCHINABOND-A ในโอกาสแรกที่ทำได้

Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือน พ.ค. 2021 : CHINABOND

สัมมนา: เจาะลึกตราสารหนี้พญามังกร KT-CHINABOND

วันที่ 7 พ.ค. เวลา 19.00-20.30 น. ทาง FB: KTAM Smart Trade และ KTAM Clubhouse

ร่วมพูดคุยกับ

คุณ ธณาพล อิทธินิธิภัค Head of Thai Business (BlackRock)

คุณ ชัชพล สีวลีพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์

คุณ ณัฏฐะ มหัทธนา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและลูกค้าสัมพันธ์

ดำเนินรายการโดย คุณทีน่า – สุภัททกิต เจตทวีกิจ, CFA จากเพจ ลงทุนแมน

ลงทะเบียน Facebook คลิก https://fb.me/e/Z2NM95gZ

ลงทะเบียน ClubHouse คลิก https://www.joinclubhouse.com/event/myjyWWXD

คำเตือน: ความเห็นส่วนบุคคล ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน คู่มือการลงทุน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

Krungthai Asset Management

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Krungthai Belief Allocation สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >>แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENAสำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน Krungthai Belief Allocation คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด มหาชน หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนพฤษภาคม 2021: ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก

บลจ.กรุงศรี
Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนพฤษภาคม 2021: ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก

มุมมองตลาดปัจจุบัน

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐยังคงออกมาแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยตัวเลขจำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ในเดือนมีนาคม 2563 รายได้และการใช้จ่ายส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นมากหลังชาวอเมริกันได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมจากรัฐบาลสหรัฐ ในขณะที่จีดีพีไตรมาสแรกของสหรัฐโต 6.4% ต่อปี

ในขณะที่ทางฝั่งยุโรป ถึงแม้ภาคการผลิตยังคงขยายตัวต่อเนื่อง แต่การใช้มาตรการล็อคดาวน์เพื่อสกัดการระบาดของโควิด-19 ในหลายประเทศ ส่งผลให้จีดีพีไตรมาสแรกปีนี้ของยูโรโซนหดตัว 0.6% จากไตรมาสก่อนหน้า ตามการหดตัวของภาคบริการ

ส่วนเศรษฐกิจจีนในไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัวสูงถึง 18.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ในขณะที่ยอดส่งออกเดือนมีนาคมพุ่งขึ้น 30.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 38.1%  ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 34.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อนในเดือนมีนาคม ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 14.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในช่วง 3 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 25.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน อย่างไรก็ดี การที่ตัวเลขเศรษฐกิจจีนออกมาแข็งแกร่งกลับส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่ารัฐบาลจีนอาจใช้มาตรการคุมเข้มทางการเงินเพื่อสกัดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกในเดือนที่ผ่านมามีทั้งปรับตัวสูงขึ้นและปรับตัวลดลง โดยตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ ตามตัวเลขเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าที่คาด ในขณะที่ตลาดหุ้นในยุโรปมีทั้งปิดบวกและลบ ตามแนวโน้มการใช้มาตรการล็อคดาวน์ในแต่ละประเทศ ในขณะที่ตลาดหุ้นจีนกลับมาฟื้นตัวได้บ้างในช่วงปลายเดือนเมษายน หลังจากปรับตัวลดลงจากความกังวลว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการคุมเข้มทางการเงิน ส่วนตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงหลังจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทางเรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก โดยได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของหลายประเทศที่ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง รวมถึงความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนจะช่วยให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวต่อเนื่อง  โดยคาดว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยหนุนผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนฯ แต่อาจมีปัจจัยรบกวนจากแนวโน้มการขึ้นภาษีนิติบุคคลของสหรัฐ  ส่วนตลาดหุ้นยุโรปน่าจะได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ในอนาคต  ในขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและจีนน่าจะได้ประโยชน์จากการเติบโตของการค้าโลก โดยตลาดหุ้นจีนอาจมีปัจจัยรบกวนเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐในบางช่วง

สำหรับตลาดหุ้นไทย ถึงแม้ได้รับผลกระทบจากการพบกลุ่มผู้ติดเชื้อใหม่ในประเทศ แต่คาดว่าน่าจะเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว และจะส่งผลให้การฟื้นตัวในบางภาคส่วนชะลอออกไป อย่างไรก็ดี คาดว่าภาคการส่งออกจะเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันเศรษฐกิจไทยในปีนี้

ในส่วนของตราสารหนี้ ผู้จัดการกองทุนยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว โดยการปรับขึ้นของ bond yield ในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้การลงทุนในตราสารหนี้มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากช่วงก่อนหน้านี้

พอร์ตการลงทุน

Krungsri The Masterpiece ปรับพอร์ตเดือนธันวาคม 2020:

Krungsri The Masterpiece ปรับพอร์ตเดือนธันวาคม 2020:

กองทุนแนะนำสำหรับการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์/ภูมิภาค

กองทุนตราสารหนี้ในประเทศ

KFAFIX-A:

  • กองทุนกลุ่มตราสารหนี้ระยะกลาง – ยาว คาดว่าจะยังคงได้รับผลกระทบทางลบจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของ US treasury yield 10 ปีบ้าง หากแต่จะมีความสัมพันธ์ในระดับที่น้อยลง เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยไม่สามารถฟื้นตัวได้แข็งแกร่งเหมือนสหรัฐฯ นอกจากนี้ตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนยังคงได้รับประโยชน์จากการปรับตัวลดลงของส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (Corporate spread) ในกลุ่มหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงที่ยังคงทยอยปรับตัวลดลง ทำให้กองทุนที่มีการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนจะได้รับประโยชน์จากสัดส่วนการลงทุนนี้ จึงทำให้คาดการณ์ผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุนกลุ่มนี้ยังคงมีความน่าสนใจโดยเฉพาะ สำหรับเงินลงทุนระยะยาวที่ไม่ต้องการสภาพคล่องในระยสั้น อาทิเช่น กองทุน KFAFIX-A ขั้นต่ำ 1 ขึ้นไป โดยปัจจุบันกรอบ Duration เฉลี่ยของกองทุน  KFAFIX-A = 2 – 3 ปี

กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ

KF-SINCOME/ KF-CSINCOM:

  • ในช่วงที่อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้เพิ่มสูงขึ้น กองทุนได้รับผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากมีสถานะชอร์ตบนตราสารหนี้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วไว้บางส่วน กองทุนปรับอายุเฉลี่ยตราสารหนี้เพิ่มสูงขึ้นจากการลงทุนบน Agency MBS

กองทุนตราสารทุนในประเทศ

KFENS50-A:

  • กองทุนเน้นการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี SET 50

กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ

Developed market equity

KFGBRAND-A / KFGBRAND-D:

  • กองทุนลงทุนหุ้นที่มีคุณภาพสูง เติบโตสม่ำเสมอในระยะยาว อย่างไรก็ตามหุ้น Defensive ยังคง Underperform ตลาดโลก ในช่วง Global Rotation

KF-HUSINDX:

  • ตลาดสหรัฐฯ ปรับตัวดีขึ้นหลังจาก FED ส่งสัญญาณว่าจะยังไม่ลดมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน ถึงแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อและตัวเลขเศรษฐกิจจะปรับตัวเพิ่มขึ้นก็ตาม ทําให้ตลาดคลายความกังวลเรื่องการทํา tapering นอกจากนี้ Biden ก็ได้ออกนโยบายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานราว 2  ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลบวกให้กับตลาด อย่างไรก็ตาม ตลาดสหรัฐฯ จะยังมีความผันผวน ทั้งจากเรื่องการระบาดระลอกใหม่และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ยังมีทิศทางเพิ่มขึ้น

KF-EUROPE/ KF-HEUROPE:

  • ตลาดยุโรปเพิ่มมาตรการ lockdown อีกครั้งหลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 กลับมาเร่งตัวในหลายพื้นที่โดยเฉพาะจากการระบาดของเชื้อที่กลายพันธุ์ ขณะเดียวกันการฉัดวัคซีน AstraZeneca ก็มีความล่าช้าหลังจาก หลายประเทศระงับการใช้เนื่องจากมีภาวะแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม ทางตลาดยุโรปยังคงน่าสนใจเนื่องจากยังเป็น laggard และธนาคารกลางยุโรปมีแนวโน้มที่จะคงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไปจนถึงปี 2022 เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

KF-HJPINDX

  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังมีความผันผวนต่อเนื่อง หลังจากจํานวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ระลอกใหม่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนญี่ปุ่นออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดและมีแนวโน้มจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง นําโดยหุ้นขนาดเล็ก

KFHHCARE

  • พื้นฐานที่แข็งแกร่งราคาถูก แต่ในระยะสั้นอาจได้รับแรงกดดันจาก Regulation และการดำเนินนโยบายของประธานาธิบดี Biden

Emerging market equity

KFACHINA-A:

  • ตลาดจีนเริ่มมีทิศทางทรงตัวหลังเจอกับแรงขายจากความกังวลว่าธนาคารกลางจีนจะลดสภาพคล่องในตลาด นอกจากนี้อาจต้องระวังความเสี่ยงจากกฎหมายป้องกันการผูกขาดที่กระทบกับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของจีนและนโยบายกดดันทางสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ภาพเศรษฐกิจจีนยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง ทั้งการบริโภคในประเทศและภาคการผลิตที่ยังสามารถขยายตัวได้ดี

Krungsri Asset Management

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Krungsri The Masterpiece สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA

สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน Krungsri The Masterpiece คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน

Krungsri The Masterpiece ปรับพอร์ตเดือนธันวาคม 2020:

หมายเหตุ:

  • กองทุน KFGBRAND-A, KFGBRAND-D, KF-EUROPE, KFACHINA-A ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • กองทุน KF-SINCOME, KF-CSINCOM, KFAINCOM-A, KFAINCOM-R, KF-HUSINDX, และ KF-HEUROPE ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน

คำเตือน  ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต  กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน อาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน  ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้   กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน อาจมีต้นทุนสำหรับการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว โดยทำให้ผลตอบแทนของกองทุนโดยรวมลดลงเล็กน้อยจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น   กองทุนอาจลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้  (non-investment grade) หรือไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (unrated bond) ผู้ลงทุนจึงอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการไม่ได้รับชำระคืนเงินต้น และดอกเบี้ย  เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่น่าเชื่อถือได้ ณ วันที่แสดงข้อมูลแต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้องความน่าเชื่อถือ และความสมบูรณ์ของข้อมูลทั้งหมด โดยบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงข้อมูลทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด โทร  0 2657 5757

All Weather Strategy เมษายน 2021: โภคภัณฑ์และสหรัฐฯ ทำผลงานแข็งแกร่ง

Andrew Stotz
All Weather Strategy เมษายน 2021: โภคภัณฑ์และสหรัฐฯ ทำผลงานแข็งแกร่ง

รีวิว

  • ราคาโภคภัณฑ์กลับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หุ้นสหรัฐฯ ทำผลงานแข็งแกร่งสุดในกลุ่มหุ้น
  • เมษายน 2021: AWS แพ้หุ้นโลกไป 3%
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: แพ้หุ้นโลกแต่มีจุดขาดทุนสูงสุด (Drawdowns) ที่ต่ำกว่า
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: เมื่อเทียบกับความผันผวนของตลาดหุ้นโลก พอร์ต All Weather Strategy มีความผันผวนประมาณครึ่งหนึ่ง
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: พอร์ตการลงทุนนี้มีการปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นโลก ในช่วงเวลาเดียวกัน
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: มักจะทำผลงานได้เหนือกว่า เมื่อหุ้นโลกเผชิญภาวะร่วงหนัก

มุมมอง

  • จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้น และการกระจายวัคซีนที่ช้าลงอาจส่งผลให้การฟื้นตัวช้าลงในแถบเอเชียและตลาดเกิดใหม่
  • สัดส่วนหุ้นของเรายังอยู่ที่ 65% และสัดส่วนโภคภัณฑ์อยู่ที่ 25%

รีวิว: สหรัฐฯ เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดหุ้นโลก

  • มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประธานาธิบดีไบเดนและเฟดที่ยืนยันอีกครั้งถึงการใช้อัตราดอกเบี้ยใกล้ระดับ 0% ยิ่งสนับสนุน “สตอรี่” การฟื้นตัวของสหรัฐฯ และเงินเฟ้อ
  • ในเดือนเมษายน 2021 ที่ผ่านมา หุ้นสหรัฐฯ ทำผลงานได้ดีที่สุดในกลุ่มหุ้น
  • ผลตอบแทนของหุ้นกลุ่มตลาดพัฒนาแล้วค่อนข้างอ่อนแอเมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นตลาดเกิดใหม่

รีวิว: ดอลล่าร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลง เป็นผลดีต่อตลาดเกิดใหม่

  • ดอลล่าร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลงในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ถือเป็นผลดีต่อตลาดเกิดใหม่
  • ความสัมพันธ์นี้สามารถอธิบายได้ว่า การลงทุนในสหรัฐฯ เริ่มน่าสนใจน้อยลงเมื่อเทียบกับที่อื่น (แม้ในเดือนเมษายนจะไม่เป็นแบบนั้นนัก) และหนี้ที่มีหน่วยเป็นดอลล่าร์สหรัฐฯ มีมูลค่าถูกลง

รีวิว: เอเชียยังคงต่อสู้กับโควิด-19

  • โดยรวมแล้ว ตลาดสหรัฐฯ เป็นตัวขับเคลื่อนหุ้นโลก
  • ในขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ เริ่มจะเห็นจุดจบของโรคระบาดแล้วจากการกระจายวัคซีนที่ยังดำเนินต่อไป บางประเทศในเอเชียกลับมีจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้น
  • นอกจากนี้ การกระจายวัคซีนในประเทศแถบเอเชียก็ช้ากว่า

รีวิว: สัดส่วนตราสารหนี้ที่ต่ำ โดยถือครองที่ 5% ของมูลค่าพอร์ต

  • เรามีสัดส่วนตราสารหนี้อยู่ที่ 5% เพราะตราสารหนี้ดูน่าสนใจน้อยกว่าหุ้น โดยเราถือแค่ตราสารหนี้ภาครัฐของประเทศไทยเท่านั้น แทนที่จะถือผสมกับตราสารหนี้ภาครัฐโลก และตราสารหนี้ภาคเอกชน

รีวิว: ราคาโภคภัณฑ์กลับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

  • ภายหลังจากเดือนมีนาคมที่ค่อนข้างอ่อนแอ ราคาโภคภัณฑ์กลับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในเดือนเมษายน 2021
  • ก๊าซธรรมชาติและเชื้อเพลิงอื่น ๆ ทำผลงานได้แข็งแกร่ง เช่นเดียวกันกับโลหะอุตสาหกรรมและ Soft Commodity ส่วนใหญ่
  • ดอลล่าร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลง มักหมายถึงราคาโภคภัณฑ์ที่เพิ่มสูงขึ้น
  • การหมุนเวียนเงินในระบบที่เพิ่มขึ้นนั้นถูกสะท้อนให้เห็นผ่านความเคลื่อนไหวของกลุ่มโภคภัณฑ์

รีวิว: ราคาทองคำฟื้นตัวในเดือนเมษายน

  • ในปี 2021 แนวโน้มของทองคำค่อนข้างเป็นขาลง แต่เป็นไปได้ว่าราคาได้แตะจุดต่ำสุดในเดือนมีนาคมแล้ว
  • ดังเช่นโภคภัณฑ์ทั่ว ๆ ไป ดอลล่าร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่า และการหมุนเวียนเงินในระบบที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ

เมษายน 2021: AWS แพ้หุ้นโลกไป 0.3%

All Weather Strategy เมษายน 2021: โภคภัณฑ์และสหรัฐฯ ทำผลงานแข็งแกร่ง

รูปที่ 1: รูปเปรียบเทียบผลตอบแทน AWS กับสินทรัพย์อื่น ๆ
ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • โภคภัณฑ์: สินทรัพย์ที่ทำผลงานได้ดีที่สุด
  • ตลาดเกิดใหม่: ทำผลงานได้ดีอันดับสอง ในกลุ่มหุ้น
  • เอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น): ทำผลงานได้ดีอันดับสาม ในกลุ่มหุ้น

ตั้งแต่ก่อตั้ง: แพ้หุ้นโลกแต่มีจุดขาดทุนสูงสุด (Drawdowns) ที่ต่ำกว่า

All Weather Strategy เมษายน 2021: โภคภัณฑ์และสหรัฐฯ ทำผลงานแข็งแกร่ง

รูปที่ 2: เปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่าง AWS และ MSCI World
ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • พอร์ต All Weather Strategy โดยส่วนใหญ่มีการกระจายการลงทุนในหุ้น 45-65% และลงทุนในทองคำ 25%
  • ตั้งแต่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา สัดส่วนคือหุ้น 65% ตราสารหนี้ 5% ทองคำ 5% และโภคภัณฑ์ 25%
  • ความเสี่ยงขาลงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลยุทธ์ที่มีหุ้นเพียงอย่างเดียว

ตั้งแต่ก่อตั้ง: เมื่อเทียบกับความผันผวนของตลาดหุ้นโลก พอร์ต All Weather Strategy มีความผันผวนประมาณครึ่งหนึ่ง

All Weather Strategy เมษายน 2021: โภคภัณฑ์และสหรัฐฯ ทำผลงานแข็งแกร่ง

รูปที่ 3: ความผันผวนของแต่ละสินทรัพย์
ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • สัดส่วน 25-65% ในหุ้นช่วยลดความผันผวนลง
  • ทองคำไม่มีความสัมพันธ์กับหุ้น จึงช่วยลดความผันผวนของพอร์ต AWS

ตั้งแต่ก่อตั้ง: พอร์ตการลงทุนนี้มีการปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นโลก ในช่วงเวลาเดียวกัน

All Weather Strategy เมษายน 2021: โภคภัณฑ์และสหรัฐฯ ทำผลงานแข็งแกร่ง

รูปที่ 4: ผลดำเนินงานของ 10 วันที่แย่ที่สุดของหุ้นโลก เทียบกับ AWS
ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ลักษณะที่โดดเด่นของ AWS คือ ตั้งเป้าให้ปรับตัวลงน้อยกว่า ยามตลาดหุ้นโลกปรับตัวลง
  • นับตั้งแต่ก่อตั้งพอร์ต เมื่อดูข้อมูลของ 10 วันที่ตลาดหุ้นมีผลตอบแทนย่ำแย่ที่สุด พบว่าผลตอบแทนของ AWS ปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นโลกในวันนั้น
  • ส่วนใหญ่เป็นเพราะสัดส่วนหุ้นที่น้อย และสัดส่วนทองคำที่สูง

ตั้งแต่ก่อตั้ง: AWS มักจะทำผลงานได้เหนือกว่า เมื่อหุ้นโลกเผชิญภาวะร่วงหนัก

All Weather Strategy เมษายน 2021: โภคภัณฑ์และสหรัฐฯ ทำผลงานแข็งแกร่ง

รูปที่ 5: เปรียบเทียบผลการดำเนินงาน AWS และ MSCI World ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ผลการดำเนินงานของ AWS เหนือกว่าหุ้นโลกที่สุดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2020, พฤษภาคม 2019 และ สิงหาคม 2019 ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นโลกร่วงหนักสุด ๆ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ในเดือนกันยายน-ตุลาคม 2020 ก็เป็นอย่างนั้นเช่นกัน
  • ทองคำและตราสารหนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคุมความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพในหลาย ๆ ช่วงที่ตลาดปรับตัวลง

มุมมอง: วัคซีนและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นตัวขับเคลื่อนความคาดหวังต่อเงินเฟ้อ

  • ข่าววัคซีนและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนเงินเฟ้อต่อไปได้
  • Fed และ ECB พร้อมที่จะเพิ่มเงินเฟ้อเป้าหมายเกินกว่าปกติ เพราะก่อนหน้านี้เงินเฟ้อต่ำกว่าปกติมานาน
  • สิ่งนี้อาจเป็นตัวขับเคลื่อนให้ความคาดหวังเงินเฟ้อยังเพิ่มขึ้นต่อ

มุมมอง: การฟื้นตัวอาจล่าช้าในฝั่งประเทศเอเชีย

  • ในเอเชีย บางประเทศเริ่มกลับมามีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นอีกครั้ง พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนได้มากเท่ากับฝั่งประเทศตะวันออก
  • สิ่งนี้อาจทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของเอเชียเกิดความล่าช้า
  • ดัชนีหุ้นฝั่งเอเชียและตลาดเกิดใหม่ยังไม่กลับไปแตะจุดสูงสุดก่อนหน้านี้

มุมมอง: จีนและโภคภัณฑ์น่าจะยังคงความแข็งแกร่ง

  • การฟื้นตัวด้านอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของจีนน่าจะยังดำเนินต่อ เป็นผลดีต่อเอเชียและตลาดเกิดใหม่ การฟื้นตัวของอุปสงค์นี้ยังอาจสามารถขับเคลื่อนราคาโภคภัณฑ์ให้ไปต่อได้
  • ราคาโภคภัณฑ์ที่แข็งแกร่งมักจะเป็นผลดีต่อตลาดเกิดใหม่

มุมมอง: ความคาดหวังต่อเงินเฟ้อที่ยังคงดำเนินต่อไป

  • ในระยะยาว ยิ่งมีการพูดถึงเงินเฟ้อมาก ก็อาจส่งให้เกิดการคาดหวังถึงอัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ติดลบ (Negative Real Rates)
  • เป็นครั้งแรกในปี 2021 ที่ราคาทองคำเริ่มฟื้นตัว ซึ่งสิ่งนี้อาจเป็นตัวสะท้อนความคาดหวังต่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง

สรุป FVMR แต่ละภูมิภาค

All Weather Strategy เมษายน 2021: โภคภัณฑ์และสหรัฐฯ ทำผลงานแข็งแกร่ง

รูปที่ 6: สรุป FVMR หุ้นแต่ละกลุ่มประเทศ
ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

  • พื้นฐาน (Fundamentals): หุ้นสหรัฐฯ มีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ROE (Return on Equity) สูงที่สุด
  • มูลค่า (Valuation): ตลาดเกิดใหม่มี PE (Price-to-Earnings) ต่ำสุด และญี่ปุ่นมี PB (Price-to-Book) ต่ำสุด
  • แนวโน้ม (Momentum): สหรัฐฯ ขึ้นเยอะสุดในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา
  • ความเสี่ยง (Risk): ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และญี่ปุ่น มีอัตราหนี้สินต่อทุน (Gearing) ต่ำที่สุด

ความเสี่ยง: Fed ลงมือทำอะไรที่รุนแรง

  • แม้ว่าเราจะได้ปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับการคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นแล้ว แต่ความเสี่ยงก็ยังคงอยู่
  • ความเสี่ยงใหญ่สุดก็คือการที่ Fed ป้องกันไม่ให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นและตราสารหนี้วิ่งต่อ

สรุป รีวิวพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนเมษายน 2021

  • All Weather Strategy แพ้หุ้นโลกเล็กน้อยในเดือนเมษายน
  • จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้น และการกระจายวัคซีนที่ช้าลงอาจส่งผลให้การฟื้นตัวช้าลงในแถบเอเชียและตลาดเกิดใหม่
  • สัดส่วนหุ้นของเรายังอยู่ที่ 65% และสัดส่วนโภคภัณฑ์อยู่ที่ 25%

Andrew Stotz

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน All Weather Strategy สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้

ผ่านมือถือ/Tablet >>แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA

**All Weather Strategy พอร์ตกองทุนรวมจัดโดย Andrew Stotz ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาว ในขณะที่ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงภาวะตลาดขาลง หากสนใจสร้างแผนการลงทุน สามารถคลิกที่นี่ https://www.finnomena.com/guruport-andrew-all-weather-create/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลยครับ


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน  | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: สหรัฐฯเตรียมหนุนยกเลิกสิทธิบัตรวัคซีน แก้ปัญหาสาธารณสุขโลก

FINNOMENA Reporter
News Update: สหรัฐฯเตรียมหนุนยกเลิกสิทธิบัตรวัคซีน แก้ปัญหาสาธารณสุขโลก
รัฐบาลสหรัฐอเมริกาประกาศสนับสนุน การระงับใช้สิทธิบัตรวัคซีน COVID-19 และเตรียมหารือกับองค์การการค้าโลกในประเด็นนี้ เปิดทางประเทศกำลังพัฒนาสามารถผลิตวัคซีนได้มากขึ้น
วันนี้ (6 พ.ค.2564) แถลงการณ์ของผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ระบุว่า การระบาดของ COVID-19 เป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขของโลก เป็นสถานการณ์พิเศษที่ควรใช้มาตรการพิเศษ ซึ่งสหรัฐฯ สนับสนุนให้ระงับการใช้สิทธิบัตรวัคซีน COVID-19 โดยจะเข้าร่วมการเจรจากับองค์การการค้าโลกในประเด็นนี้
ทั้งนี้ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา องค์กรด้านการค้าของหลายประเทศรวมถึงอินเดียและแอฟริกาใต้เรียกร้องให้ยกเลิกการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของวัคซีน COVID-19 ชั่วคราว โดยหวังว่าจะช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถผลิตวัคซีนได้มากขึ้น เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ โดยเฉพาะประเทศที่มีการระบาดรุนแรงและขาดแคลนวัคซีน
อย่างไรก็ตาม บริษัทผู้ผลิตวัคซีนหลายแห่งไม่เห็นด้วยและอ้างว่าการกระทำดังกล่าวไม่ช่วยเร่งการผลิตวัคซีน และอาจส่งผลต่อการสร้างนวัตกรรมในอนาคต
ล่าสุด ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกได้กล่าวชื่นชมรัฐบาลสหรัฐฯ ว่าการแสดงจุดยืนในครั้งนี้ถือเป็นการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ เป็นการก้าวสู่ความเท่าเทียมด้านวัคซีน และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของทุกคนที่อยู่ในช่วงวิกฤต
ที่มา: Thai PBS

สรุปเนื้อหา Live: ถาม ตอบกองทุนรวมประจำสัปดาห์ – The UpTrend Q&A (05/05/64)

FINNOMENA
The UpTrend Q&A EP13

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังน่าลงทุนไหม กองทุนกัญชาที่เพิ่ง IPO อย่าง MCANN ควรมีกี่เปอร์เซ็นต์ในพอร์ต T-ES-GGREEN และ MRENEW ถือว่าครอบคลุมกองทุนธีมพลังงานสะอาดทั้งหมดแล้วหรือยัง? และคำถามอื่น ๆ ที่มีนักลงทุนถามเข้ามาใน Live The Uptrend Q&A: ตอบคำถามคาใจนักลงทุนกองทุนรวม ตอนที่ 13 เมื่อวันพุธที่ 05 พฤษภาคม 2564

บทความนี้จะขอสรุปเนื้อหาบางส่วนจากใน Live ให้นักลงทุน FINNOMENA ได้อ่านกันครับ

1.อนาคต MCANN จะโตเร็วหรือเปล่า ควรมีกี่เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตการลงทุน

  • ตลาดกัญชายังมีศักยภาพเติบโตได้สูงทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดกัญชง และกัญชาเพื่อการสันทนาการที่ถูกคาดว่าจะเติบโตได้อีกมากกว่า 50% ใน 3 ปีข้างหน้า ขณะที่ตลาดกัญชงและกัญชาเพื่อการแพทย์ยังถูกคาดว่าจะเติบโตได้ที่ประมาณ 30% 
  • เมื่อพิจารณามูลค่าตลาดของการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการที่ถูกกฏหมาย ยังคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10-15% ของมูลค่าตลาดกัญชาที่ไม่ถูกกฏหมายทั่วโลกเท่านั้น นั่นหมายถึงยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
  • โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระยะสั้นในตลาดสหรัฐฯ ที่การปฏิรูปกฏหมายกัญชาเป็นอีก 1 วาระที่นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบันระบุไว้
  • ทำให้เรามองว่าตลาดกัญชายังมีอนาคตเติบโตได้อีกมาก

mcann กราฟ

รูปที่ 1 : คาดการณ์การเติบโตของตลาดกัญชาทั่วโลก | Source : Marijuanna Business Daily As of 12/20

  • ประกอบกับสถานการณ์การลงทุนในปัจจุบัน ที่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับกัญชา เมื่อพิจารณาจากดัชนีแล้วพบว่า มีการปรับฐานลงมาแล้วมากกว่า 50% มองว่าเป็นการปรับฐานครั้งใหญ่แล้ว ทำให้การเข้าทยอยสะสมลงทุนในจังหวะช่วงนี้ถือว่าเป็นจังหวะที่น่าสนใจ
  • อย่างไรก็ตามด้วยความผันผวน และความไม่แน่นอนของการแก้ไขกฏหมายในนานาประเทศ ที่อาจถูกเลื่อนออกไป หรือเปลี่ยนแปลงได้ จึงแนะนำแค่ประมาณ 5-10% ของพอร์ตการลงทุนโดยรวมเท่านั้น เพื่อไม่ให้เป็นการรับความผันผวนที่มาจากปัจจัยเสี่ยงเฉพาะตัวมากจนเกินไป

mcann กราฟ 2

รูปที่ 2 : เส้นอัตราผลตอบแทนของดัชนี POTX, POTX ETF, CNBS ETF, MJ ETF  | Source : Bloomberg As of 04/05/2021

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิก: https://finno.me/cheat-sheet-update

2. TNEXTGEN และ TCHCON ครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ และ จีนหรือไม่

tnextgen top holdings

รูปที่ 3 : Top 10 holding ของกองทุน ARKW (Master Fund TNEXTGEN) และ Global X MSCI China Consumer Discretionary ETF (Master Fund TCHCON)  | Source : ARK-funds.com, globalxetfs.com As of 04/05/2021

  • TNEXTGEN และ TCHCON เป็นกองทุนที่ลงทุนในลักษณะ Thematic เป็นหลัก โดยแยกออกเป็น
    • TNEXTGEN ธีม Innovation ที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนโครงสร้างของเทคโนโลยีเป็นหลัก
    • TCHCON เป็นธีมของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับสินค้าฟุ่มเฟือยในประเทศจีน
  • ซึ่งทั้ง 2 กองนี้มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทั้งจีนและสหรัฐฯ บางส่วน อย่าง Tesla และ NIO เนื่องจากรถยนต์นั้นจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย และ เกี่ยวข้องกับ Innovation แต่ไม่ได้มีจุดประสงค์ในการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้าโดยตรง
  • ทำให้หากต้องการโฟกัสที่รถยนต์ไฟฟ้าอาจไม่ตอบโจทย์นัก อาจแนะนำเป็นกองทุน UEV ซึ่งโฟกัสที่รถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะแทน
  • อย่างไรก็ตาม อาจมีความผันผวนที่สูงมากกว่า จากความโฟกัสเฉพาะกลุ่ม ดังนั้นหากต้องการกระจายการลงทุนควบคู่ไปด้วย การถือครอง 2 กองทุนเดิมสามารถทำได้
  • แต่หากต้องการโฟกัสไปที่รถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะอาจไม่ตอบโจทย์นัก

3. T-ES-GGREEN และ MRENEW ทั้งสองกองทุน ครอบคลุมเรื่องพลังงานสะอาดแล้วหรือไม่

กราฟ t-es-ggreen

รูปที่ 4 : Sector Breakdown Brookfield global renewables and sustainable infrastructure (T-ES-GGREEN Master Fund), & BGF Sustainable Energy Fund (MRENEW Master Fund) | Source : .blackrock.com,.brookfield.com/ As of 04/05/2021

  • โดยรวมจะถือว่าครอบคลุมในแง่ของ Sector โดยจะหนักไปในด้านพลังงานสะอาดมากกว่า หากถือครอง 2 กองทุนในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน
  • ในส่วนของสัดส่วนการลงทุน จะเน้นหนักไปที่กลุ่มหุ้นใหญ่เป็นหลัก ซึ่งมีความผันผวนต่ำกว่า ดังนั้นหากถือครอง 2 กองทุนเท่านี้ถือว่าครอบคลุมแล้ว

4. กองทุนหุ้นสหรัฐฯ ตอนนี้ยังลงทุนได้หรือไม่ หรือควรรอย่อก่อน

usa กราฟ

รูปที่ 5 : 10 Year Breakeven inflation & S&P 500 Index | Source : Bloomberg As of 04/05/2021

  • การมาถึงของวัคซีน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการเงินและการคลัง ช่วยหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
  • มองไปยังอนาคต ปธน.สหรัฐฯ นายโจ ไบเดน เตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นอีก 1 ปัจจัยเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวต่อไป
  • เมื่อความคาดหวังเศรษฐกิจฟื้นตัว จะหนุนไปยังความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา ความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อดังกล่าวนั้นมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้น เพราะเป็นสิ่งที่สะท้อนความคาดหวังในอนาคต
  • อย่างไรก็ตามในอนาคต จะมีความกังวลเรื่องของการลดขนาดมาตรการทางการเงิน หรือขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ เข้ามากดดันได้เป็นระยะ ๆ สร้างความผันผวนให้กับตลาดการลงทุน
  • จึงแนะนำทยอยเข้าลงทุนได้ แต่อาจมีความผันผวนมาควบคู่กันเป็นระยะๆ

5.กระแสงตลาดหุ้น USA ที่มีแรงเทขายและอาจปรับฐาน มีมุมมองต่อกองทุน ONE-UGG-RA และ AKRW อย่างไร (สำหรับคนที่เพิ่งถือมา 3 เดือน)

one-ugg vs tnextgen

รูปที่ 6: ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 5/05/64

ในช่วงไตรมาสที่ 1 ผลประกอบการของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีออกมาค่อนข้างดี แต่เนื่องจาก ONE-UGG-RA และ ARKW (WE-CYBER, TNEXTGEN, TMB-ES-INTERNET) มีหุ้น Growth ค่อนข้างเยอะ และตัว bond yield ที่วิ่งขึ้นมาจากแรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อที่มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจน่าจะยังกกดดันหุ้นกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีไปอีกสักระยะ

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ bond yield เริ่มทรงตัว ถือว่าคลี่คลายไประดับหนึ่ง ทำให้กลุ่มหุ้น Growth เริ่มมีแรงฟื้นตัวกลับมาได้ อย่างไรก็ตาม เรายังเชื่อว่า bond yield จะดีดเพิ่มขึ้นอีกครั้งในอนาคต เพราะเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว คนจะขายตราสารหนี้มาซื้อหุ้นเพิ่ม หรือคนจะกลัวการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งคนที่มีตราสารหนี้เดิมอยู่แล้ว ไม่อยากถือครองตราสารหนี้เดิมที่ดอกเบี้ยต่ำ ก็จะทำการขาย ทำให้ bond yield ดีดกลับขึ้นมาอีกครั้ง

ถ้าถือมาแล้วประมาณ 3 เดือน อาจต้องรับความผันผวนไปอีกสักระยะ แนะนำให้เตรียมแบ่งไม้ สำหรับการทยอยสะสมในอนาคตอันใกล้เมื่อมีจังหวะที่ตลาดย่อตัว (FINNOMENA จะมีการบอกจังหวะการเข้าสะสมอีกที) เนื่องจากกลุ่มหุ้น Growth ทั้งใน One-UGG-RA และ ARKW มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว อาทิ Tesla เป็นต้น ซึ่งมีแนวโน้มที่กำไรในระยะยาวจะเติบโตด้วย แต่ระยะสั้นอาจมีปัจจัยเรื่องอัตราเงินเฟ้อและ bond yield มากดดันได้

 

สำหรับผู้อ่านที่อยากจะถามคำถามเกี่ยวกับกองทุนรวม ให้คุณพีท ณัฐนันท์ Senior Portfolio Specialist ของทาง FINNOMENA ตอบ ก็สามารถติดตามรายการ Live The UpTrend Q&A ได้ทุกวันพุธ เวลา 19.00 – 20.00 น.

และถ้าอยากชมย้อนหลัง T้he Uptrend Live แบบเต็ม ๆ สามารถคลิกเพื่อรับชมได้ที่ : https://youtu.be/0TtY7xtsXvY

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิก: https://finno.me/cheat-sheet-update

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากกองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงบางส่วน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT

[ขยายเวลาความสุข] Have Fund in Shopping สุขคูณ 2 ทั้งลงทุนและช้อปปิ้งในเวลาเดียวกัน เพียงเปิดบัญลงทุนครั้งแรกกับ FINNOMENA รับของรางวัลขวัญถุงสุดพิเศษ!

FINNOMENA
โปรโมชั่นเปิดบัญชีกองทุนรวม

โปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่

โปรโมชั่นเปิดบัญชีกองทุนรวม

ยกระดับการลงทุนให้เป็นระดับโลกกระจายเงินลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก เพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทนในความเสี่ยงที่เหมาะสมบนเป้าหมาย 10% ต่อปี (ไม่ใช่การการันตี)

รับของรางวัลขวัญถุงสุดพิเศษ! เมื่อเปิดบัญชีลงทุนครั้งแรกกับ FINNOMENA

Have Fund in Shopping สุขคูณ 2 ทั้งลงทุนและช้อปปิ้งในเวลาเดียวกัน เพียงเปิดบัญลงทุนครั้งแรกกับ FINNOMENA รับของรางวัลขวัญถุง หน่วยลงทุน K-CASH มูลค่า 100 บาท และ SHOPEE VOUCHER มูลค่า 100 บาท ระยะเวลาโปรโมชั่นตั้งแต่ 8 – 31 พ.ค. 2564

*ในกรณีทางบริษัทไม่สามารถมอบของรางวัล  SHOPEE VOUCHER ได้ ขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนเป็นหน่วยลงทุน K-CASH มูลค่า 100 บาทแทน

เปิดบัญชีลงทุนกับ FINNOMENA

รับหน่วยลงทุน K-CASH และ Shopee Voucher รวมมูลค่า 200 บาท

เพียงใส่รหัส #FUNDSHOP100 ในช่อง Referral Code

ระยะเวลาโปรโมชั่นตั้งแต่ 8 - 31 พ.ค. 2564

ขั้นตอนการเปิดบัญชีลงทุน ผ่านแอปพลิเคชัน (ไม่ต้องใช้เอกสาร)

รับสิทธิ์โปรโมชั่นที่นี่ หากไม่ได้ใส่ Referral Code

ทำตามขั้นตอนเพื่อรับสิทธิ์โปรโมชั่น

ขั้นตอนที่ 1

กดปุ่ม "รับสิทธิ์"

ขั้นตอนที่ 2

เข้าสู่ระบบสมาชิก

ขั้นตอนที่ 3

บันทึกสิทธิ์โปรโมชั่นเรียบร้อย

เงื่อนไขการรับสิทธิ์

  •  ลูกค้าจะต้องไม่เคยเปิดบัญชีซี้อขายหน่วยลงทุน และลูกค้าที่เคยเปิดบัญชีแล้วแต่ยังไม่ทำรายการตัดบัญชีธนาคารอัตโนมัติ
  •  ลูกค้าจะต้องเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนรวมพร้อมทำรายการตัดบัญชีธนาคารอัตโนมัติเสร็จสมบูรณ์ (ผู้ได้รับสิทธิ์จะต้องได้รับการยืนยันเลขที่ผู้ถือหน่วยลงทุนจาก FINNOMENA  และการอนุมัติตัดบัญชีธนาคารอัตโนมัติ ATS เรียบร้อย ภายในวันที่ 30 พ.ค.  64 เท่านั้น)
  •  ลูกค้าจะต้องกดรับรหัสโปรโมชั่น Code ที่ได้รับจากช่องทางต่าง ๆ ของบริษัท เช่น บทความ, VDO, สัมมนา หรือเว็ปไซต์ ลงในช่อง Referral Code ในขั้นตอนการเปิดบัญชีเพื่อให้ครบเงื่อนไขในการรับของรางวัลตามโปรโมชั่น (หากคุณมีผู้แนะนำการลงทุนดูแลอยู่ ใส่รหัสผู้ดูแล ตามด้วยรหัสโปรโมชั่น Code โดยไม่ต้องเว้นวรรค)
  •  หากลูกค้าไม่ได้กรอกรหัสโปรโมชั่น Code ในขั้นตอนการเปิดบัญชี จะถือว่าลูกค้าไม่ได้รับสิทธิ์และของรางวัลจาก
    โปรโมชั่น
  • จำกัดสิทธิ์รับรางวัล ลูกค้า 1 ท่าน ต่อ 1 สิทธิ์เท่านั้น
  • จำกัดสิทธิ์การได้รับของรางวัลขวัญถุงหน่วยลงทุนที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วน โดย FINNOMENA จะพิจารณาจากเวลาที่เปิดบัญชีสำเร็จ และมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขของโปรโมชั่นครบถ้วนโดยสมบูรณ์แล้วเท่านั้น
  •  โปรโมชั่นเริ่มตั้งแต่วันที่ 8 – 31 พ.ค. 2564

 

เงื่อนไขโปรโมชั่น

 ลูกค้ามีคุณสมบัติครบตามเงื่อนไขการรับสิทธิ์ ต่อไปจะเรียกว่า “ผู้รับสิทธิ์” 

  • ผู้รับสิทธิ์จะได้ของรางวัลเป็นหน่วยลงทุน K-CASH จำนวนเงิน 100 บาท และ SHOPEE VOUCHER มูลค่า 100 บาท   (ในกรณีทางบริษัทไม่สามารถมอบของรางวัล  SHOPEE VOUCHER ได้ ขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนเป็นหน่วยลงทุน K-CASH มูลค่า 100 บาทแทน)
  • ผู้รับสิทธิ์ทราบว่าของรางวัลเป็นหน่วยลงทุน K-CASH และผู้รับสิทธิ์ได้ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงของการลงทุนตามข้อมูล Fund Fact Sheet ของหน่วยลงทุน K-CASH และสามารถศึกษารายละเอียดกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ finnomena.com/fund/k-cash
  •  FINNOMENA จะดำเนินการจัดสรรหน่วยลงทุน K-CASH และ SHOPEE VOUCHER ให้แก่ผู้รับสิทธิ์ทุกท่านที่ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขการรับสิทธิ์ โดยกำหนดขั้นตอนดังนี้

o ผู้รับสิทธิ์เปิดบัญชีสมบูรณ์ภายในวันที่ 31 พ.ค. 2564  ท่านจะได้รับหน่วยลงทุน K-CASH เพิ่มในแผนการลงทุนล่าสุดภายในวันที่ 25 ของเดือนถัดไป และ รหัส SHOPEE VOUCHER ภายใน 7 วันหลังเปิดบัญชีสมบูรณ์ ผ่านทางอีมลที่ใช้ในการเปิดบัญชีลงทุน

o  บริษัทจะทำการสั่งซื้อ  ชำระราคาค่าซื้อ โดยอ้างอิงมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value : NAV) ณ วันที่ทำรายการชำระราคาค่าซื้อ โดยบริษัทกำหนดวันใดวันหนึ่งไม่เกินวันที่ 25 ของเดือนถัดไป

o บริษัทแจ้งให้ผู้รับสิทธิ์ทราบข้อมูลการจัดสรรหน่วยลงทุน K-CASH ผ่านทางอีเมลของท่าน

o ผู้รับสิทธิ์ตรวจสอบข้อมูลได้ที่แผนการลงทุนล่าสุด

ตัวอย่าง  ผู้รับสิทธิ์เปิดบัญชี ได้รับอนุมัติตัดบัญชีธนาคารอัตโนมัติ (ATS) และใส่รหัสโปรโมชั่น Code ในขั้นตอนการเปิดบัญชีครบถ้วน ตั้งแต่วันที่ 8 – 31 พ.ค. 2564 ท่านจะได้รับหน่วยลงทุน K-CASH ภายในวันที่ 25 มิ.ย.  64 โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบทางแอปพลิเคชัน FINNOMENA เกี่ยวกับข้อมูลการจัดสรรหน่วยลงทุน K-CASH เพื่อให้ท่านตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวได้ที่แผนการลงทุนล่าสุด

  •  ของรางวัลไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้
  • บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกเงื่อนไขและข้อตกลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ในกรณีใด ๆ การตัดสินใจหรือการดำเนินการของ FINNOMENA ถือเป็นที่สิ้นสุด

 

จัดกลุ่มกองทุน Health Care มีเยอะแค่ไหนก็ไม่งง

เด็กการเงิน DekFinance
จัดกลุ่มกองทุน Health Care มีเยอะแค่ไหนก็ไม่งง

จัดกลุ่มกองทุน Health Care มีเยอะแค่ไหนก็ไม่งง

ที่มา: เพจเด็กการเงิน DekFinance
ข้อมูล ณ วันที่ 20 เมษายน 2021

[จัดประเภทของกองทุน Health Care และ Health Tech หนึ่งใน Megatrend ของโลก]

กลุ่มการดูแลสุขภาพ (Health Care) เป็นธีมการลงทุนที่ Boom มากในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา รวมถึงการ outperform ผ่านช่วงโควิด ที่ต้องการการดูแลรักษามากขึ้น กลุ่ม Health Tech ก็มีผลตอบแทนที่ดีในปีที่ผ่านมาเช่นกัน ถ้าไม่นับว่าเป็นวิกฤตจากการแพร่ระบาดของไวรัสแล้ว Health Tech และ Health Care ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของ Megatrend ในเรื่อง Health and Society เนื่องจากประชากรมีอายุมากขึ้น รักการออกกำลังกาย และเอาใจใส่ต่อสุขภาพมากขึ้น และเลี่ยงไม่ได้แน่นอนที่คนเราจะป่วยและเจ็บ และเข้ารับการรักษาที่ที่มี Facility ที่สะดวกสบาย

วันนี้เด็กการเงินขอพามาจัดกลุ่มกองทุน Health Care ซึ่งทั้ง Universe มีประมาณ 50 กอง สามารถแยกลงไปได้มากกว่า ว่าอะไรคือ Health Care และ Health Tech เสียอีก อะไรคือความพิเศษ เรามาค่อย ๆ ทำความเข้าใจกันเลย

เริ่มต้นที่ดัชนี Health Care ที่ทั่วโลกให้การยอมรับ MSCI World Health Care Index และ MSCI ACWI Health Care Index ซึ่งวัดผลตอบแทนกลุ่ม Health Care ในประเทศที่พัฒนาแล้ว และรวมประเทศทั่วโลกตามลำดับ แบ่งประเภทและสัดส่วนของธุรกิจในกลุ่มดังกล่าวดังนี้

1. กลุ่มประเภทยาทั่วไป (Pharmaceuticals) (38%) เป็น กลุ่มบริษัทผู้ผลิตยาที่สามารถจ่ายได้โดยแพทย์และเภสัชกรทั่วไป หาซื้อได้ตามร้านขายยา หรือร้านสะดวกซื้อ ยาบางประเภทพิเศษและต้องการใบสั่งแพทย์

2. กลุ่ม Health Care Equipment (21 %) เป็นกลุ่มบริษัทผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ช่วยเหลือทางการแพทย์ และฟื้นฟูสุขภาพ

3. กลุ่ม Biotechnology (13%) เป็น กลุ่มบริษัทที่วิจัย และคิดค้นผลิตภัณฑ์ยาจากชีวภาพ เช่น วัคซีน เซรุ่ม ยาพิเศษจากพืชและสัตว์ กระบวนการผลิตยาโดยกระบวนการทางชีวภาพ รวมถึง เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับพันธุกรรม หรือ ยีนส์

4. กลุ่ม Managed Health Care (8%) เป็นกลุ่มบริษัทที่รวมการรักษาครบวงจรไว้ในที่เดียว เพื่อเป็นศูนย์การแพทย์ที่เพิ่มมูลค่าในกับคนมีฐานะ และต้องการดูแลเป็นพิเศษ

5. กลุ่มอื่น ๆ เช่น Life Science และ Health Technology เป็นต้น

เมื่อเราเข้าใจกลุ่ม Health Care ว่ามีกลุ่มธุรกิจอะไรบ้างเป็นหลัก เราสามารถจัดกลุ่มประเภทของกองทุน Health Care ได้ 4 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้

1. กองทุนกลุ่ม Healthcare – General

คือกลุ่มที่มีความคล้ายคลึงกับ MSCI World/ACWI Health Index คือไม่ได้ overweight กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ หรือ เกิน 30% (1 ใน 3) แม้ว่ากองทุนกลุ่มนี้ไม่ได้เริ่มจากดัชนีดังกล่าว แต่ไม่ได้สร้างขึ้นมาเฉพาะทางใดทางหนึ่ง นับเป็นกลุ่ม Health Care ที่ conservative และผันผวนน้อยที่สุดครับ

ตัวอย่างกองทุน

เจาะลึก 3 กองทุนในธุรกิจสำคัญของโลก KFHEALTH, KFHHCARE, และ KFHTECH-A

2. กองทุนกลุ่ม Health Innovation หรือ Digital Health >30%

คือกลุ่มที่แตกต่างจากกลุ่มบนอย่างชัดเจน คือ เน้นในเรื่องของเทคโนโลยีสุขภาพและการรักษาที่เน้นนวัตกรรม เช่น

  • Medical Robotics หุ่นยนต์ช่วยในการผ่าตัด
  • Telemedicine/Tele Health การรักษาผ่านทางไกล
  • Bio and Health Analytics การวิเคราะห์สุขภาพและยีนส์ด้วย Super Computer
  • I. Diagnostics การร่วมวินิจฉัยด้วยเอไอ
  • Advanced Medical Devices เครื่องมือทางการแพทย์ล้ำยุค
  • Health Care Info Tech แพลตฟอร์มเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ

จะเห็นได้ว่ากองทุนกลุ่มนี้ มีเรื่องเทคโนโลยีมาเกี่ยวข้องเยอะมาก ๆ ดังนั้นจึงสามารถมองกลุ่มนี้ผันผวนกว่ากองทุน Health Care ปกติมากครับ และจะต้องพึ่งพารายได้ในอนาคตจากการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ที่มีมูลค่าเข้าสู่ตลาดได้ ดังนั้น อย่ารวมกองทุนนี้เข้ากับ Health Care ปกตินะครับ

ตัวอย่างกองทุน

รีวิวกองทุน PRINCIPAL GHEALTH-A: ลงทุนครอบคลุมทุกภาคส่วนของ Health Care รับแรงหนุนจากเทคโนโลยี

รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

3. กองทุนกลุ่ม Healthcare + Bio-tech / Bio-Pharmaceutical >30%

Health Care อีกกลุ่มหนึ่ง ที่เราปิดตาข้างหนึ่งก็มองเป็น Health Care ปกติทั่วไปนั่นแหละ เพียงแต่ว่ากองทุนหลักมีการ overweight ในเรื่องของ Bio-tech / Bio-Pharmaceutical มากกว่า 30% ดังนั้นพอมองได้ว่ากองทุนดังกล่าวมีแนวคิดที่จะเพิ่มมูลค่าจากนวัตกรรมทางชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นยา วัคซีน หรือ ยีนส์ ครับ เป็น Health Care ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมา เนื่องจากเทคโนโลยีชีวภาพก็ต้องการพัฒนา และการรับรองจากสถาบันทางการแพทย์ในประเทศนั้น ๆ และส่วนอื่น ๆ ของโลก ดังนั้น ถือเป็นกองทุนที่เป็น Health Care ที่มี specialize ในเรื่อง Bio ครับ

4. กองทุนกลุ่ม Genomic Technology

คือกลุ่มที่มีการเน้นในเรื่องของ Genomic หรือเทคโนโลยีรักษาพันธุกรรม หรือสร้างยาจากพันธุกรรมเพื่อรักษามะเร็ง การวิจัย DNA Sequencing เป็นต้น ปัจจุบันมีกองทุนหลักเดียว คือ ARK Genomic Revolution (ARKG)

ตัวอย่างกองทุน

รีวิวกองทุน TGENOME และ ARKG: เมื่อสุขภาพและเทคโนโลยีถึงคราวมาบรรจบกัน

หวังว่าทุกคนได้เข้าใจความแตกต่างเล็กๆของกองทุน Health Care รวมถึงความเสี่ยงเฉพาะในแต่ละกลุ่ม เราต้องเข้าใจ ในสิ่งที่เราลงทุนเสมอ เพื่อที่จะได้ลงทุนอย่างมีความสุขนะ

อนึ่งการจัดกลุ่มทำโดยเด็กการเงินเท่านั้น มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เห็นความแตกต่างของแต่ละกองทุน Health Care และไม่มีเจตนาในการชักจูงเพื่อลงทุนแต่อย่างใด

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล ก่อนการตัดสินใจลงทุน

เด็กการเงิน DekFinance

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/DekFinance101/posts/162810412403097

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลของกองทุนรวมโดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการลงทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุนรวม โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้ขายหน่วยลงทุนก่อนการตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนเหล่านี้ลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรม Health Care จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Quantable Podcast EP18 : นักลงทุนสาย Quant ไม่ควรคาดเดาตลาดแต่ควรคาดการณ์ด้วย Monte Carlo Simulation

Zipmex


Quantable Podcast EP18 : นักลงทุนสาย Quant ไม่ควรคาดเดาตลาดแต่ควรคาดการณ์ด้วย Monte Carlo Simulation 

ในสายของ Quantitative Investment นั้น นอกจากเรื่องของการพยายามหาสมมติฐานเพื่อสร้างกลยุทธ์ เพื่อหาปัจจัยที่มีนัยยะสำคัญในการลงทุนหรือแม้กระทั่งเพื่อสร้างระบบการลงทุนที่มีเงื่อนไขชัดเจนในการตัดสินใจทุกขั้นตอน ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญมากไม่แก้กันก็คือเรื่องของการทดสอบระบบที่เราทดสอบนั่นเอง ว่ามีความยั่งยืนแค่ไหน มีประสิทธิภาพแค่ไหน และพอจะประมาณการได้แค่ไหนว่าจะยังดีต่อไปกับเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคต เพราะการตั้งสมมติฐาน การทดสอบทั้งหมดมาจากข้อมูลที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต ทำให้หลายคนมองย้อนอดีตและสร้างวิธีที่ดีที่สุดจากเหตุการณ์ในอดีต ที่อาจจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วในอนาคต เรียกกันเท่ ๆ ว่า Over Fitting ในบทความนี้เราจึงอยากจะนำเสนอแนวคิดการ Simulation ที่อาจจะไม่ดีที่สุดแต่ง่ายในการทำความเข้าใจและนำไปต่อยอดเองได้ในอนาคตครับ

การจําลองด้วยวิธี Monte Carlo (Monte Carlo Simulation)

Monte Carlo Simulation ถูกคิดค้นขึ้นจากนักคณิตศาสตร์ชื่อ Stanislaw Ulam (ชาวโปแลนด์) และผู้ช่วยที่ชื่อว่า John Von Neumann ซึ่งตอนนั้นทำงานเกี่ยวกับการวิเคราะห์นิวเคลียร์ที่ Los Alamos Lab สิ่งที่เขาต้องการคือการวิเคราะห์ปัญหาหนึ่ง ๆ ในตอนนั้นแต่ไม่สามารถใช้วิธีการคณิตศาสตร์ทั่วไป จึงพยายามคิดวิธีการใหม่ ๆ จนเป็นที่มาของ Monte Carlo

การจำลอง Monte Carlo ในการเทรดนั้นหมายถึงกระบวนการสุ่มลำดับของการเทรดเพื่อนำมาประเมินผลทางสถิติของระบบนั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไร อธิบายเพิ่มเติมคือจะใช้วิธีสุ่มเอา Trade List มา Shuffle เรียงสับเปลี่ยนเป็น Sequence ใหม่ของการเทรด ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ให้มี Sample ของ Sequence ในแบบต่าง ๆ กัน ได้กว่า 1,000 -10,000 รูปแบบ

Monte Carlo ในบางมุมก็เหมือนกับเป็นการหา Worst Case โดยให้ความสำคัญทุกเหตุการณ์เท่ากันหมด ซึ่งมันจะช่วยตัดความคาดหวังแบบครั้งต่อครั้งกับเหตุการณ์ที่ไม่เป็นธรรมชาติออกไป เช่น กำไรเยอะ ๆ ในไม้เดียวหรือขาดทุนเยอะ ๆ ในไม้เดียวออกเพราะเหตุการณ์ในลักษณะนั้นอาจจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วก็ได้ในอนาคต ซึ่งผลที่ได้คือคุณภาพของตัวระบบการลงทุน ที่สำคัญคือนักลงทุนจะคาดการณ์แบบประมาณการได้ (แทนที่จะเป็นคาดเดาเอาดื้อ ๆ)

How to Monte Carlo Work

  1. Back Test กลยุทธ์ของเรา เพื่อสร้างชุดข้อมูล (ระบบที่ทดสอบความจะมี Trade List ที่มีจำนวนมากหน่อย)
  2. สุ่มเลือก Trade List จากกข้อมูลการเทรดชุดดั้งเดิม เพื่อนำมาเรียงต่อ ๆ กันแล้วสร้างข้อมูลการเทรดชุดใหม่ขึ้น โดยจะสุ่มจาก Trade List ทั้งหมดที่มี คิดตามง่าย ๆ สมมุติว่าเรามีขวดโหลหนึ่งขวด ข้างในมีลูกแก้วต่างสีกันจำนวน 10 ลูก การสุ่มคือการเลือกหยิบลูกแก้วออกมาบันทึกผล ใส่กลับเข้าไปใหม่แล้วสุ่มต่อ นั่นหมายความว่า Trade List แบบดั้งเดิมทั้งหมดจากการทดสอบครั้งแรก จะถูกสุ่มออกมาใหม่ บางรายการถูกข้าม บางรายการซ้ำ บางรายการสลับตำแหน่ง
  3. การคํานวณกำไรขาดทุนในแต่ละการสุ่ม หลังจากนั้นจะใช้ Position Sizing ในการสร้างกราฟเงินทุนขึ้นมาใหม่
  4. บันทึกกราฟเงินทุนของระบบแบบการกระจายตัว (distribution) ประมวลผลข้อมูลที่ได้ เพื่อสร้างการกระจายตัวทางสถิติและกราฟขึ้นใหม่

ตัวอย่างการอ่านค่าและการตีความแบบจำลอง Monte Carlo

เพื่อให้ทุกท่านเห็นภาพมากขึ้นเราจึงหยิบตัวอย่างระบบหนึ่งที่ทำขึ้นประกอบเนื้อหา Quantable ใน EP เก่า ๆ มาให้ดูและจะใช้ตัวเลขจากโมเดลนั้นมาอธิบายในแบบจำลอง Monte Carlo นี้ครับ

สมมติฐานทั้งหมดมีดังต่อไปนี้

  1. ลงทุนในตลาดหุ้นไทยเท่านั้น
  2. ผลการทดสอบตั้งแต่ 1/1/2010 – 27/04/2021
  3. เงินลงทุนตั้งต้น 1 ล้านบาท
  4. กลยุทธ์ที่ใช้ Technical + Fundamental

จากภาพประกอบนี้อาจจะดูยากไปในครั้งแรก ๆ สำหรับทุกคน ลองค่อย ๆ อ่านตามไปนะครับ แถวแรกคือ Percentile ส่วนถัดไปก็คือ Final Equity หรือ End Equity, ผลตอบแทนต่อปี, Max DD เป็นจำนวนเงิน, Max DD% เป็นต้น วิธีการดูก็ง่ายมาก เช่น ตรง Percentile ที่ 25% ในช่องของ Annual Return คือ 29.26% หมายความว่า 25% จากการทดลองทั้งหมด จะมีค่า Annual น้อยกว่าหรือเท่ากับ 29.26% หรือก็คือ มีโอกาส 25% ที่กลยุทธ์ของเราจะทำเงินได้น้อยกว่า 29.26%

อย่างในช่องของ Max DD% ที่ระดับ Percentile 95% คือ – 12.98% หมายความว่าจากตัวอย่าง 95% ของการทดลองทั้งหมด การลดลงของเงินทุนหรือ Drawdown จะมีค่าน้อยกว่า 12.98%

จากภาพด้านบนเป็นการแสดงถึงค่า Max/Avg/Min และกราฟเงินทุนจากการทดสอบออกมา เป็นค่าที่สูงที่สุด ต่ำที่สุดของกราฟเงินทุนทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นด้วยแบบจำลอง Monte Carlo ทำให้เราสามารถเห็นความน่าจะเป็นในอนาคตได้ว่า ถึงแม้จะเป็น Trade List เดียวกันก็สามารถที่จะสร้างผลลัพธ์ของพอร์ตที่แตกต่างกันออกมาได้ด้วย ถ้าหากว่าสถานการณ์ในอนาคตเปลี่ยนแปลงไปหรือทำให้ผู้ทดลองรู้ว่า เราใช้ข้อมูลในอดีตเพื่อมาออกแบบระบบที่ Over Fitting เกินไปรึเปล่า รวมถึงทำให้เราพอจะคาดการณ์แบบประมาณการในระดับหนึ่งของสิ่งที่เราจะต้องพบเจอ

ในส่วนของ Cumulative Distribution Function ของกราฟเงินทุนแต่ละแบบไม่ว่าจะเป็น Annual Profit, Drawdowns ก็สามารถเอามาดูได้เช่นกันครับ จากตัวอย่างในรูปข้างต้น ตีความได้ดังนี้ การกระจายตัวของ Annual Profit ประมาณการณ์ได้ว่า 90% ของระบบทั้งหมดจะมีผลตอบแทนที่เป็นบวก, 75% ประมาณการณ์ว่ามีผลตอบแทนสูงกว่า 30% 

ในมุมของ Max DD% ที่ระดับ Percentile 80% ของการทดลองทั้งหมด การลดลงของเงินทุนหรือ Drawdown จะมีค่าน้อยกว่า 20% และการขาดทุนเป็นจำนวนมาก ๆ มีโอกาสเกิดน้อยลงเรื่อย ๆ ซึ่งในความเป็นจริงจะต้องมีการนำมาวิเคราะห์ต่อด้วยว่าโอกาสน้อย ๆ ที่ไม่น่าจะเกิดนั้น หากบังเอิญเกิดขึ้นจริง ทุกอย่างจะยังโอกาสอยู่หรือไม่ หรือที่เราอาจจะเคยผ่านหูผ่านมาตามาบ้างในเรื่องของการวิเคราะห์ Risk of Ruin ว่าเรามีโอกาสเจ๊งมากน้อยแค่ไหน

การลงทุนไม่มีอะไรแน่นอน 100%

สิ่งที่เราต้องการสื่อในบทความนี้ก็คือว่าแม้เราจะมีความรู้มากเท่าไหร่ พยายามค้นคว้าเรียนรู้มากแค่ไหน ในตลาดการลงทุนเปลี่ยนแปลงไปนาทีต่อนาที เราไม่มีทางรู้อนาคตได้อย่างแน่นอน ถึงแม้จะมีกลยุทธ์ที่วางแผนมาเป็นอย่างดี มีการอ่านค่าตีความโอกาสและความเป็นไปได้อยู่ตลอด แต่เราก็อาจจะเจอแจ็คพอตเข้าสักวัน เพราะฉะนั้นการเตรียมแผนฉุกเฉินที่หนึ่ง สอง สาม ยังมีความจำเป็นและจำเป็นตลอดไปในโลกการลงทุนครับ

ข้อมูลอ้างอิง

  1. https://www.siamquant.com/
  2. http://thaiquants.com/
  3. https://en.wikipedia.org/wiki/Monte_Carlo_method

ZIPMEX


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

News Update: ไบเดน ตั้งเป้าชาวอเมริกัน 70% ต้องได้วัคซีนโควิด-19 ภายในวันชาติสหรัฐฯ

FINNOMENA Reporter
News Update: ไบเดน ตั้งเป้าชาวอเมริกัน 70% ต้องได้วัคซีนโควิด-19 ภายในวันชาติสหรัฐฯ
ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ตั้งเป้าให้ชาวอเมริกันในวัยผู้ใหญ่ราว 70% ของประเทศ ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส ภายในวันชาติสหรัฐฯ 4 กรกฎาคมนี้ ตามการเปิดเผยของทำเนียบขาวในวันอังคาร และเตรียมเปิดทางให้การรับวัคซีนเป็นไปอย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น เพื่อให้อเมริกากลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในเร็ววัน ตามรายงานของเอพีและรอยเตอร์
ทำเนียบขาวเปิดเผยเป้าหมายใหม่ของประธานาธิบดีไบเดน ในวันอังคาร ซึ่งตั้งเป้าให้ชาวอเมริกันในวัยผู้ใหญ่ 160 ล้านคน ได้รับวัคซีนครบโดส ก่อนวันประกาศอิสรภาพ หรือ วันชาติอเมริกา ซึ่งตรงกับวันที่ 4 กรกฎาคมนี้
เป้าหมายนี้ เกิดขึ้นในจังหวะที่หลายรัฐในอเมริกามีความต้องการวัคซีนโควิดในสัดส่วนที่ลดลง และพบว่ามีบางรัฐที่วัคซีนเหลือใช้เกินกว่าครึ่ง โดยปัจจุบัน กว่า 56% ของชาวอเมริกันในวัยผู้ใหญ่ ได้รับวัคซีนโควิดอย่างน้อย 1 โดส และเกือบ 105 ล้านคนในอเมริกาได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ขณะที่อัตราการแจกจ่ายวัคซีนต่อวันในประเทศลดลงมาอยู่ที่ราว 965,000 โดสต่อวัน ซึ่งน้อยกว่าอัตราการแจกจ่ายวัคซีนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ยังสูงกว่าเป้าหมายของไบเดนที่ตั้งไว้
ในประเด็นนี้ ปธน.ไบเดน เตรียมให้แต่ละรัฐ จัดสรรวัคซีนให้ผู้คนเข้าไปรับวัคซีนได้โดยไม่ต้องนัดหมายเหมือนแต่ก่อน และให้บรรดาร้านขายยาต่างๆ มีการจัดสรรวัคซีนแบบไม่ต้องทำการนัดหมายด้วยเช่นกัน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ชาวอเมริกันมากขึ้น รวมทั้งจะมีการจัดสรรปริมาณวัคซีนให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงในแต่ละพื้นที่
นอกจากนี้ รัฐบาลไบเดน จะเน้นการแจกจ่ายวัคซีนให้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม ผ่านการกระจายวัคซีนไปยังพื้นที่เข้าถึงได้ยาก และกระตุ้นความสนใจให้เข้ารับวัคซีนโควิด ผ่านการให้การศึกษาและเข้าถึงวัคซีนในระดับชุมชนมากขึ้นด้วย
เจ้าหน้าที่ระดับสูงในทำเนียบขาว ให้ข้อมูลกับเอพีว่า คณะทำงานของปธน.ไบเดน ปรับเป้าหมายจากเดิมที่ต้องการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) ในอเมริกา มาเป็นการแจกจ่ายวัคซีนให้ถึงประชาชนให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการปรับลดลงของผู้ติดเชื้อโควิดในอเมริกาในช่วงฤดูร้อนของสหรัฐฯ ปีนี้ได้
ภายในสัปดาห์หน้า คาดว่าทางสำนักงานอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA จะพิจารณาว่าจะอนุมัติให้ใช้วัคซีนโควิด ของบริษัทไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค ในเยาวชนอายุ 12-15 ปี จากที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนการเร่งกระจายวัคซีนไปยังประชาชนกลุ่มนี้ เพื่อให้เด็กและเยาวชนที่ได้รับวัคซีนครบโดส สามารถกลับไปเรียนหนังสือได้ตามปกติในปีการศึกษาหน้า
ที่มา: VOA Thai

ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด (จำนวนจำกัด)

FINNOMENA Investment Team
ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด (จำนวนจำกัด)

     Weekly Market Insight ประจำสัปดาห์ 3 – 7 /05/64

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์”

(ถ้าเปิดจากโทรศัพท์แล้วดูแบบ preview ไม่ได้ ให้กดดาวน์โหลดมุมขวาบน)

Hello! IPO Ep.9 : WE-CANAB

FINNOMENA Podcast

Hello! IPO Ep.9 : WE-CANAB

“Hello! IPO รายการที่จะพาทุกคนพบกับกองทุนเปิดใหม่แกะกล่องประจำสัปดาห์ พร้อมแนะนำกองทุน IPO ที่น่าสนใจ”


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

ความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ของจีนบนเส้นทาง ESG

FINNOMENA x Franklin Templeton
ความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ของจีนบนเส้นทาง ESG

ความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ของจีนบนเส้นทาง ESG

ปัจจัยด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมภิบาล หรือ ESG ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นสำหรับนักลงทุนจำนวนมากซึ่งรวมไปถึงในตลาดเกิดใหม่ Michael Lai จาก Franklin Templeton Emerging Markets Equity ได้กล่าวถึงความท้าทายของการลงทุนแบบ ESG พร้อมรายงานถึงแนวโน้มการพัฒนา ESG ในประเทศจีน

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และ ธรรมภิบาล (ESG) ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักลงทุนที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ การระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 แสดงให้เห็นถึงความสามารถด้าน ESG ที่แตกต่างกันไปของตลาดต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดจีน

นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่กำลังเพิ่มความอุปสงค์ในการลงทุน ESG ในประเทศจีน โดยได้เพิ่มอุปสงค์นี้มาระยะหนึ่งแล้ว เงินทุนไหลเข้าสู่กองทุน ETF ที่มีนโยบายลงทุนในธีม ESG ของประเทศจีนเพิ่มขึ้นกว่า 464% ระหว่างปี 2018-2019 ในขณะเดียวกันเรายังได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่เป็น “Pure ESG” ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งนั่นก็เป็นเหมือนสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าการลงทุนที่ยั่งยื่นได้กลายเป็นกระแสหลักไปแล้ว ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติมองหาโอกาสในตลาดทุนของจีนมากขึ้นก็ทำให้เกิดความตระหนักและความสนใจในหลักการลงทุนแบบ ESG แต่อย่างไรก็ตามยังมีความท้าทายในแง่ของการพัฒนาโดยรวมของจีนในด้านนี้

แม้ว่าจีนจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีความล้าหลังในด้าน ESG เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว บริษัทต่าง ๆ ในจีนดำเนินการตามบรรทัดฐานและข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลในพื้นที่ และเราพบว่ายังมีหลายบริษัทที่ทำมากกว่าสิ่งที่จำเป็นในหลาย ๆ ด้าน อย่างไรก็ตามกฎระเบียบต่าง ๆ ในประเทศจีนนั้นมีการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ หลายบริษัทจึงมีแนวโน้มในการรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้างมากขึ้น

หรือเป้าหมาย Net Zero ของจีนในปี 2060 จะกลายเป็นจริง?

แผนยุทธศาสตร์ 5 ปีล่าสุดของจีนได้กำหนดเป้าหมายด้านสภาพอากาศในระยะยาวของจีน โดยจีนมีเป้าหมายที่จะบรรลุการเป็นประเทศที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2060 ในปัจจุบันจีนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศกว่า 28% ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลก ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปรวมกัน ซึ่งนั่นหมายความว่าจีนต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 90% เพื่อที่จะได้กลายเป็นประเทศที่มี “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (จากข้อมูลปี 2019) และชดเชยส่วนที่เหลือผ่านระบบธรรมชาติและเทคโนโลยีที่ช่วยดูดซับคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศมากกว่าการปล่อยออกมา นี่เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ยังคงต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล การปรับสมดุลพลังงานจึงมีความสำคัญต่อการรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน

สำหรับเป้าหมายแรกจีนจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศให้ถึงเพดานสูงสุดในปี 2030 ก่อน หลังจากนั้นจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ให้เข้าสู่ค่าความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2060 ซึ่งนั่นจะเป็นก้าวสำคัญในมุมมองของเรา ในอีกด้านหนึ่งจีนเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสะอาดผ่านยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ แผงโซลาร์เซลล์และกังหันลม ซึ่งยานยนต์ไฟฟ้าจะเป็นอีกหนึ่งในตัวชูโรงของแผนยุทธศาสตร์ “Made in China 2025” หรือ “Industry 4.0” ในขณะที่ปักกิ่งต้องการให้รถยนต์ใหม่ 20% ที่วิ่งบนท้องถนนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2024 โดยในปี 2013 สหรัฐฯ มีรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่าจีนถึง 5 เท่า แต่สำหรับปัจจุบันไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไปแล้ว เพราะจีนมีจำนวนรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่าสหรัฐฯ ถึง 2 เท่า ซึ่งจุดนี้จะทำให้จีนได้กลายเป็นผู้เล่นที่มีความโดดเด่นในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ทางด้านพลังงานทดแทน จีนเป็นผู้นำในการใช้พลังงานลมมากเป็นสองเท่าและสามเท่าสำหรับพลังงานแสงอาทิตย์เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ 

เนื่องจากปัจจัยด้านต้นทุนที่มักถูกกว่าทางเลือกอื่น ๆ เราจึงคาดว่าพลังงานสีเขียวจะปริมาณเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต แต่ความสำเร็จในการเป็นประเทศที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนของจีนนั้นขึ้นอยู่กับว่ามีเงินทุนเพียงพอสำหรับการเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดหรือไม่ ดังนั้นการปรับสมดุลทางพลังงานเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายในเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานจึงมีความสำคัญในมุมมองของเรา

ยกระดับมาตรฐาน

โดยทั่วไปแล้วจีนถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีกฎระเบียบเป็นตัวขับเคลื่อน ดังนั้นบริษัทต่าง ๆ ในจีนมักจะไม่ดำเนินการใด ๆ จนกว่าจะมีกฎระเบียบออกมาให้พวกเขาปฏิบัติตาม สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความยุ่งยากในบางสถานการณ์ เนื่องจากผู้ประเมิน ESG อาจอาศัยข้อมูลที่มีการเปิดเผยสู่สาธารณชนเพียงอย่างเดียวในการประเมิน ซึ่งจากประสบการณ์ของเรา ทีมผู้บริหารยินดีที่จะแบ่งปันข้อมูลนี้กับเรา อย่างไรก็ตามยังคงขาดความชัดเจนในแง่ของการให้ข้อมูลว่าเผยแพร่ข้อมูลใดบ้างแก่สู่สาธารณชน

โดยทั่วไปเราพบว่าบริษัทในจีนยังคงดำเนินมาตรการเชิงรุกในมาตรการ ESG อยู่ และยังคงมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่นักลงทุนต้องการทราบในมุมมองด้าน ESG ซึ่งรวมถึงการกำหนดวาระการประชุมในการเปิดเผยข้อมูลความด้านยั่งยืนสำหรับกลยุทธ์ระยะยาวของบริษัท ตัวอย่างเช่นเมื่อเร็ว ๆ นี้ เราได้จัดการประชุมกับธนาคารที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจีนซึ่งมีความกระตือรือร้นที่จะปรับปรุงการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจและนำ ESG ไปปรับใช้ นั่นเป็นโอกาสให้เราได้แนะนำแนวทางเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลที่เหมาะสมซึ่งนักลงทุนใช้ในการวัดมาตรฐาน ESG

ภาพรวมของ ESG ในประเทศจีนยังคงมีความหลากหลาย โดยมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดี หลาย ๆ บริษัทมีการรายงานที่น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้นักลงทุนสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าความยั่งยืนสอดคล้องกับกลยุทธ์โดยรวมของบริษัทอย่างไร และบริษัทรวมถึงทีมผู้บริหารจะพิจารณาถึงความเสี่ยงด้าน ESG ไว้ว่าอย่างไร ในขณะที่ตลาดทุนของจีนเปิดกว้างมากขึ้นและอุปสรรคด้านการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่ลดลง หน่วยงานกำกับดูแลของจีนก็เตรียมปรับปรุงกระบวนการรายงานความยั่งยืน (ESG) เพิ่มเติมผ่านการเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นสำหรับบริษัทจดทะเบียนภายในสิ้นปี 2021 ซึ่งเราเชื่อว่าขั้นตอนเหล่านี้จะเป็นการปูทางให้บริษัทจีนมีความสอดคล้องกับคู่ค้าทางตะวันตกได้อย่างแท้จริง

เนื้อหาต้นฉบับโดย Michael Lai, CFA

Portfolio Manager, China Equities Franklin Templeton Emerging Markets Equity

เรียบเรียงโดย FINNOMENA Admin

ข้อสงวนสิทธิ์

แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น

ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/investor/article?contentPath=html/ftthinks/common/blogs/emerging-markets/bridging-esg-gap-china.html

สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (24-30 เม.ย. 64)

FINNOMENA
กองทุนตอบแทนเด่น 24-30 เม.ย. 2564

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 24-30 เม.ย. 2564 มีกองทุนไหนทำผลตอบแทนได้โดดเด่น และเป็นกองทุนยอดนิยมที่มีผู้ค้นหามากที่สุดบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน FINNOMENA บทความนี้จะขอพาผู้อ่านไปดูกันครับ

1.10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นประจำสัปดาห์ (24-30 เม.ย. 64)

กองทุนตอบแทนเด่น 24-30 เม.ย. 2564

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 30 เม.ย. 2564)

1.WE-TENERGY – กองทุนเปิด วี นิว ทรานซิชั่น เอนเนอร์จี

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +9.47 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -8.78% (Nav เริ่มตั้งแต่วันที่ 01/03/21) 

2.MN-USBANK-A – กองทุนเปิด แมนูไลฟ์ ยูเอส แบงค์ อิควิตี้ ชนิดสะสมมูลค่า

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +6.83 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +35.82%

3.TGHDIGI – กองทุนเปิด ทิสโก้ โกลบอล ดิจิตอล เฮลธ์ อิควิตี้

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +6.68 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +3.06%

ดูรายละเอียดกองทุนทั้ง 10 อันดับเพิ่มเติม : WE-TENERGY, MN-USBANK-A, TGHDIGI, K-GPE19A-UI, KT-ENERGY, WE-GIHEALTH, ASP-IHEALTH, TNEWENGY, BCAP-CTECH, WE-DEWORLD  

หมายเหตุ: ข้อมูลหน่วยราคากองทุน อัปเดตล่าสุด เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2564 ข้อมูลผลตอบแทนบางกองทุนในหน้า 10 อันดับ อาจมีการแสดงผลตอบแทนที่แตกต่างจากแต่ละหน้ากองทุน เนื่องจากการดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน (ซึ่งนับวันที่ในรอบสัปดาห์แตกต่างกัน)

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิกhttps://finno.me/cheat-sheet-update

2. 10 อันดับกองทุนที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในรอบสัปดาห์บนแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ FINNOMENA (24-30 เม.ย 64)

กองทุนยอดนิยม 24-30 เม.ย. 64

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 30 เม.ย. 2564)

1.ONE-UGG-RA : กองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +3.25 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD) : +6.63 %

2.ONE-GECOM : กองทุนเปิด วรรณ โกลบอล อีคอมเมิร์ซ

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +2.50 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +8.44 %

3.TMBGQG : กองทุนเปิดทหารไทย Global Quality Growth

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +2.61 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +9.18 %

ดูรายละเอียดกองทุนยอดนิยมเพิ่มเติม : ONE-UGG-RA, ONE-GECOM, TMBGQG, K-VIETNAM, TMBCOF, TMB-ES-GINNO, K-CHINA-A(D), K-CHANGE-A(A), K-USA-A(A), B-INNOTECH

3. 10 อันดับกองทุนยอดนิยมบนเว็บไซต์ FINNOMENA : บน Social Media กองทุนไหนได้รับการพูดถึงมากที่สุด ? (24-30 เม.ย. 64)

social media กองทุน 24-30 เม.ย. 64

เปรียบเทียบ10 อันดับกองทุนยอดนิยมบนเว็บไซต์ FINNOMENA ที่ได้รับการพูดถึงบน Social Media มากที่สุด
ข้อมูลและวิเคราะห์โดยทีมงาน FINNOMENA ผ่านเครื่องมือ ZOCIAL EYE ณ วันที่ 30 เม.ย. 2564

บนเว็บไซต์ FINNOMENA กองทุนยอดนิยมที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดคือ ONE-UGG-RA และบน Social Media กองทุน ONE-UGG-RA ก็ได้รับการพูดถึงมากที่สุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน ขณะที่รองลงมาคือกองทุน K-CHINA-A และ K-USA-A

แต่ละช่องทาง social media กองทุน 24-30 april

แต่ละช่องทาง social media กองทุน 24-30 april 2

 เปรียบเทียนแต่ละช่องทาง Social Media ที่มีการพูดถึง 10 อันดับกองทุนยอดนิยมบนเว็บไซต์ FINNOMENA มากที่สุด
ข้อมูลและวิเคราะห์โดยทีมงาน FINNOMENA ผ่านเครื่องมือ ZOCIAL EYE ณ วันที่ 30 เม.ย. 2564

ขณะที่ในส่วนของช่องทาง Social Media จะพบว่า K-CHINA-A ได้รับการพูดถึงบนช่องทาง Facebook มากที่สุด ขณะที่ ONE-UGG-RA ได้รับการพูดถึงมากที่สุดบนช่องทาง YouTube

หมายเหตุ
1.ข้อมูลบน Social Media ที่จัดเก็บได้แก่ Facebook, Twitter, Instagram, YouTube, Forum, News, Blog โดยในส่วนของ Facebook จะไม่นับรวมการพูดถึงบน Facebook Group

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิก: https://finno.me/cheat-sheet-update

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากกองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงบางส่วน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT