แจ้งเตือน

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัปเดตสถานการณ์โควิด-19

Mr. Serotonin
สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

สรุป LIVE ประจำวันกลับมาอีกครั้ง โดยในวันนี้เนื้อหาหลักจะเป็นเรื่องการปิดกองทุนอย่าง TMBUSB และ TMBABF รวมถึงอัปเดตสถานการณ์เศรษฐกิจไทย และสถานการณ์โควิด-19 โดยรวม พร้อมแล้วอ่านไปพร้อมๆกันได้เลยครับ

ทำไม TMBUSB และ TMBABF ถึงมีการปิดตัวลง

ก่อนอื่นต้องแจกแจงก่อนว่า กองทุนทั้งสองกองนี้ลงทุนในตราสารหนี้ที่เป็นเกรดลงทุนขึ้นไป (Investment grade) เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ธนาคารเกียรตินาคิน หุ้นกู้ทรูมูฟ เอช และมีการลงทุนในเงินฝากต่างประเทศ เช่น ธนาคารรัฐวิสาหกิจจีน ธนาคาร Abu Dhabi (เจ้าของ Manchester City) ซึ่งตัวเงินฝากจะมีวันครบกำหนดอายุฝาก (นึกภาพง่ายๆเหมือนกับเราเปิดบัญชีฝากประจำกับธนาคารในบ้านเรานี่แหละครับ ต้องทำตามเงื่อนไข) ซึ่งจากเงื่อนไขการกำหนดอายุนี่เองทำให้สภาพคล่องตํ่า (จะขายทีก็เสียดอกเบี้ย เพราะ เราละเมิดกฎการฝากของเขา) โดยการลงทุนในส่วนนี้มีสัดส่วนถึง 22.23% ของพอร์ตการลงทุนในกอง

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทั้ง TMBUSB และ TMBABF จึงต้องปิดตัวลง เพราะ หากทางผู้จัดการกองทุนรีบขายการลงทุนในส่วนนี้ อัตราดอกเบี้ยที่ว่าอาจจะหายไป ทำให้ผลตอบแทนกองทุนนั้นยํ่าแย่ยิ่งกว่าเดิม และอาจทำให้นักลงทุนตื่นตระหนกมากกว่าเดิม และเทขายรุนแรงขึ้นไปอีก

โดยที่ผ่านมาภายในระยะเวลาเพียง 7 วัน กองทุน TMBUSB ถูกเทขายอย่าวหนักหน่วงจนทำให้มูลค่าทรัพย์สินรวมของกองทุนจากราวๆ 80,000 ล้านบาท เหลือเพียง 30,000 ราวๆล้านบาท จึงอาจทำให้ผู้จัดการกองทุนจำเป็นต้องขายตราสารหนี้ที่อยู่ในกองเพื่อแลกกับสภาพคล่อง

ส่วนตัว TMBABF ก็ถูกเทขายอย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน โดยมูลค่าทรัพย์สินลดลงเหลือราวๆ 38,000 ล้านบาท ในส่วนนี้อาจไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องความรวดเร็วในการขาย ต้องขออภัยด้วยครับ เนื่องจากตัวกองทุนได้ปิดตัวไปแล้ว

เงินลงทุนของนักลงทุนทุกท่านที่จะได้คืนหายไปเยอะไหม?

จากการวิเคราะห์เบื้องต้น เป็นการขาดทุนแต่ไม่เยอะครับ เพราะ  ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ตํ่าในทั้งสองกอง  (ไม่ได้เป็นการล้มละลายหรือหนี้สูญ) โดยทาง ผจก. กองทุนมีหน้าที่ค่อยๆขายสินทรัพย์ออกไป หลังจาก ผจก. มองว่าการปิดกองทุนนั้นเป็นผลดีมากกว่าการดำเนินการต่อไป เพราะ หากเปิดต่อไปคนอาจจะตกใจแห่เทขายไปเรื่อย จนอาจทำให้ผู้ที่ขายหน่วยลงทุนช้าได้ผลตอบแทนที่ยํ่าแย่มากกว่าเดิม ซึ่งการปิดกองและค่อยๆขายในครั้งนี้ ทาง ผจก. กองทุนอาจมองว่าเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับนักลงทุนทุกท่านครับ

แล้วผู้ที่ลงทุนในกองทุนที่ว่าจะได้รับเงินคืนเมื่อไร?

อธิบายเงื่อนไขคร่าวๆกันก่อนครับ

T คือ วันที่มีการยุติการซื้อขาย 

โดย T+5 คือระยะเวลาที่ทาง ผจก. กองทุนจะเริ่มทยอยขายตราสารหนี้ต่างๆเท่าที่ทำได้ ในราคาที่เป็นธรรม

ซึ่งหากบวกคร่าวๆจากวันทำการของแบงค์ชาติน่าจะได้รับเงินแถวๆก่อนสงกรานต์ แต่ต้องรอทาง TMB Eastspring ยืนยันอีกทีครับ

โดยทาง กลต. มีข้อกำหนดว่าต้องขายและชำระคืนเงินงวดแรกภายใน 10 วันทำการ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของนักลงทุนด้วย เช่น การขายการลงทุนในเงินฝากประจำ ที่อาจทำให้นักลงทุนสูญเสียผลตอบแทนอย่างดอกเบี้ยเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ตามหนังสือชี้ชวนการลงทุนภายใน 90 วันทางกองทุนต้องจัดการขายทรัพย์สินให้หมด แต่อาจมีการขอผ่อนผันได้เพิ่มเติมจาก ผจก. กองทุน  

คำถามต่อไปก็คือหากมีการยืดเยื้อเกิน 90 วัน จะได้ครบทันทีทั้งหมด 100% หรือไม่ คำตอบก็คืออาจจะไม่ครับ เพราะ ทาง บลจ. สามารถยื่นผ่อนผันเพิ่มเติมได้ ถ้าเกิดเห็นว่าเป็นประโยชน์สูงสุดของนักลงทุน อาธิเช่น เงินฝากประจำถืออีก 2 เดือนได้ดอกเบี้ยตามกำหนด ก็อาจจะยืดเยื้อได้

มุมมองส่วนตัวของคุณเจ็ทแนะนำว่าอย่าไปปักหมุดว่า 90 วันต้องได้คืนแน่นอน โดยทางเราจะมีการอัปเดตข้อมูลเรื่อยๆให้นักลงทุนทุกท่านทราบครับ

หากสงสัยว่าจะคำนวณราคายังไง? ได้คืนเท่าไร? ผมได้เตรียมข้อมูลเบื้องต้นมาให้ทุกคนตามภาพด้านล่างแล้วครับ

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

ข้อมูลภาพจากประกาศกองทุนเว็บไซต์ TMBAMeastspring.com

โดยนักลงทุนทุกท่านสามารถนำมูลค่าหน่วยลงทุนข้างต้น มาคูณกับจำนวนหน่วยลงทุนที่คุณมีตอนนี้ ก็จะได้จำนวนเงินคร่าวๆที่คุณจะได้คืนครับ

อย่างไรก็ตามรออัพเดทจากทางทีมงาน FINNOMENA อีกทีนะครับ นี่เป็นเพียงสรุป LIVE จากวันพฤหัสกฎเกณฑ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ครับ ขอให้ทุกคนเข้าใจคร่าวๆตามสรุปด้านบนกันไปก่อน ทั้งนี้และทั้งนั้นผมขอแสดงความเสียใจกับนักลงทุนทุกท่านด้วยครับ

เจอเรื่องเครียดๆกันไปแล้ว ต่อไปเรามาเสริมความรู้ด้านการลงทุนกันดีกว่าครับ

เช่นเคย… เรามาอัปเดตสถานการณ์การลงทุนประจำวันกันก่อน (26 มีนาคม 2563)

ทางกนง. ประกาศที่จะไม่ลดดอกเบี้ย และเก็บกระสุนไว้ โดยมุมมองส่วนตัวผมมองว่าค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่อ่อนขึ้น รวมถึงได้มีมาตรการเข้าช่วยซื้อพันธบัตรรัฐบาลลดความผันผวนของราคาแล้วเช่นกัน รวมถึงภาคธุรกิจที่ยังชะลอตัว จึงอาจทำให้ทาง กนง. ยังตัดสินใจไม่ลดดอกเบี้ยและรอดูสถานการณ์ไปก่อน

ทางแบงค์ชาติมีการประมาณการ GDP -5.3% ซึ่งมากกว่าครั้งวิกฤติ Subprime

Ben Bernanke อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ ได้ออกมาให้มุมมองว่าเศรษฐกิจอเมริกาจะฟื้นตัวได้ภายในครึ่งปีหลัง แม้จะกำลังเผชิญหน้าการถดถอยจากโควิด-19 โดยอาจมองว่าพอมีวัคซีนออกมา คนก็มีความมั่นใจมากขึ้น และกลับมาจับจ่ายใช้สอยกันเช่นเดิม

ประวัติศาสตร์ตราสารหนี้อเมริกาผลิกโผหลังผลตอบแทนตราสารหนี้อเมริกาติดลบ ซึ่งเกิดจากทำ QE แบบชุดใหญ่ของ Fed นั่นเอง

เช็คการเทขายตราสารหนี้ในไทยผ่านดัชนี ThaiBMA Composite Bond Index 

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

หลายคนอาจสงสัยว่าดัชนีตัวนี้คืออะไร ดัชนีตัวนี้ก็คือการรวมพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นจนถึงยาว และตราสารหนี้ภาคเอกชนทั้งหมดเอาไว้ด้วยกันออกมาเป็นตัวชี้วัดราคาดังภาพ โดยปัจจุบันนั้นติดลบที่ประมาณ -4.5% ซึ่งมีสาเหตุส่วนนึงมาจากการที่กองทุนตราสารหนี้ในประเทศถูกเทขายนั่นเอง

ต่อมาเรามาอัพเดทสถานการณ์เศรษฐกิจและมุมมองตลาดในช่วงนี้กันสักหน่อย

ประมาณการเศรษฐกิจจากทางแบงค์ชาติของไทยเรา

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

แบงค์ชาติประมาณเศรษฐกิจไทยปีนี้หดตัว 5.3% ปีโดยมีการประมาณการปีหน้าว่าจะฟื้น 3%

เงินเฟ้อปีนี้ติดลบ -0.1% หรือเป็นเงินฝืดนั่นเอง หลักๆมาจากการส่งออก สินค้าบริการ ที่ลดลงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

การติด -5.3% เกิดจากอะไร?

เกิดจากการที่เศรษฐกิจโลกถดถอยจากโควิด-19 การระบาดในไทยมีการคาดการณ์ว่าจะควบคุมได้ภายในไตรมาส 2 ซึ่งไทยเรายังเหลือมาตรการทางการคลังที่ยังไม่ได้ใช้ออกมาอยู่ และสมควรอย่างยิ่งที่จะรีบปล่อยของออกมาให้ทันท่วงทีครับ

ซึ่งถ้าจะถามว่าตอนนี้มีไหม? ก็มีครับแต่เป็นเชิงเยียวยาเสียมากกว่า ไม่ได้กระตุ้นเท่าที่ควร เช่น การเลื่อนการจ่ายภาษี

แต่หากจะมีการทำอย่างจริงจังแล้วไทยเรายังทำได้อีกมาก จากหนี้สาธารณะที่ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงที่ระดับ 50% ของ GDP ถ้าทำออกมาก็ถือว่าไม่เกินตัวครับทำได้และควรทำอย่างยิ่ง

จำนวนนักท่องเที่ยวในไทยลดลงเรื่อยๆจากโควิด-19

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

เส้นสีแดงคือตัวเลขนักท่องเที่ยวในปีนี้ (รายวัน) โดยจะสังเกตได้ว่ามีการลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่จีนประกาศให้บริษัทท่องเที่ยวหยุดดำเนินกิจการตั้งแต่มีโควิด-19 เข้ามากดดัน (เริ่มจากเส้นประแนวตั้งนะครับ)

ค่าเงินบาท

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

สาเหตุที่ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงนั้น มีสาเหตุหลักมาจากการที่นักท่องเที่ยวลดลง การส่งออกที่ลดลง รวมถึงการถอนทุนของนักลงทุนออกจากตลาดหุ้นไทย ทำให้เงินบาทอ่อนค่าดังที่เห็นในกราฟข้างต้นครับ

แจกแจงกองทุนทองคำที่เราได้แนะนำนักลงทุนทุกท่านไป

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

ถือว่าประสบความสำเร็จเลยทีเดียวสำหรับกองทุน SCBGOLD (เดี๋ยวผมมีปล่อยรีวิวออกมาเร็วๆนี้ด้วยนะครับติดตามกันได้) โดยก่อหน้านั้ทางเราได้มีการแนะนำให้ลงทุนทองแบบไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน จากภาพจะสังเกตได้ว่าผลตอบแทนต่างกันมากๆ 

ในด้านของราคามีการลดลงมาก่อนหน้าจากการที่นักลงทุนขายสินทรัพย์ เพื่อถือเงินสดมาใช้ก่อนยามวิกฤติ แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้ราคากลับมาได้แล้วหลังจาก Fed อัด QE ชุดใหญ่เสริมสภาพคล่อง เพิ่มเงินในมือให้คนในระบบ ดังนั้นราคาทองจึงกลับมาได้ดังที่เห็น ดังนั้นเงินในตอนนี้จึงไหลไปหาสิ่งที่มีความเสี่ยงตํ่าหรือ Safe Heaven อย่างทองคำ

อีกเหตุนึงก็คือการส่งทองคำแท่งตอนนี้ทำได้ยาก ด้วยมาตรการ work from home ณ ปัจจุบัน อาจทำให้ไม่มีคนขนส่งทองคำที่เป็นตัวจริงๆ คนเลยอาจเข้ามาไหลลงทุนในตลาดฟิวเจอร์แทนก็เป็นได้

อีกปัจจัยหนึ่งก็คือเหมืองทองขนาดใหญ่ใน Switzerland ได้ทำการปิดเหมืองจึงอาจทำให้ supply ของทองคำลดลงไปอีก แต่ด้วยความต้องการทองคำที่ยังมากอยู่ทำให้ราคาเพิ่มอย่างรุนแรง

ดังนั้นสรุปได้ว่า supply น้อยลง demand มากขึ้น ทำให้ราคาเพิ่มขึ้นอย่างมาก

อัพเดทสถานการณ์โควิดและวัคซีน

 

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

จำนวนผู้ติดเชื้อในหลายๆประเทศเริ่มลดลง โดยต้องเริ่มเป็นทรงระฆังควํ่าก่อนถึงเป็นสัญญาณที่ดีครับ

ความคืบหน้าล่าสุดในเรื่องของวัคซีน

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

จากภาพจะเห็นได้ว่าขั้นตอนการดำเนินการในเรื่องของวัคซีนจะเป็นดังนี้

1) ค้นพบ

2) เริ่มทดลองในสัตว์

3) ทดลองในคนที่เป็นอาสาสมัครสุขภาพดีและผู้ป่วยที่มีอาการหนักประมาณ 100 ราย

4) ทดสอบกับคน 1,000-10,00 ราย ว่ามีอาการแพ้หรือไม่

5) อนุญาติจดสิทธิบัตร

ปัจจุบันการทดลองยารักษาพัฒนาไปถึงไหนแล้ว

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

บริษัทอย่าง Roche Holding AG (Switzerland) และ Gilead Science Inc. ได้เริ่มทำการทดลองยารักษาเบื้องต้น (ยังไม่ได้ถึงขั้นที่เป็นวัคซีน) โดยในส่วนของวัคซีนนั้นอาจจะมีระยะเวลาอีกราวๆ 1 ปีกว่าจะพัฒนาออกมาได้ และคาดว่าทางจีนอาจเป็นที่แรกที่สามารถพัฒนาได้ในอีก 4-6 เดือนข้างหน้าซึ่ง  ณ ตอนนี้หลายๆประเทศทั่วโลกอย่างเร่งพัฒนาออกอยู่ อาจจะเป็นในเรื่องของการแข่งขันด้วย เพราะ หากผลิตออกมาได้จะสามารถนำมาขายทำกำไรได้มากมาย

อัพเดทสงครามเดือดหั่นราคานํ้ามัน

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

ราคานํ้ามันยังอยู่ในระดับตํ่าอยู่ โดยทำจุดตํ่าสุดในรอบ 30 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งมีผลมาจากการที่ supply การผลิตมากกว่า demand ดังภาพเป็นผลมาจากการผลิตเพิ่ม จึงส่งผลให้ราคาลดลงเนื่องจากว่าปริมาณล้นตลาด โดยมีผลมาจากสงครามหั่นราคานํ้ามันระหว่างรัสเซียและซาอุดิอาระเบียนั่นเองครับ

รัสเซียมีไพ่ที่เหนือกว่าซาอุดิอาระเบียอย่างค่าเงิน

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

ทางรัสเซียได้มีการกดค่าเงินตัวเองให้อ่อนลง เพื่อให้ส่งออกนํ้ามันได้มากขึ้น (ราคาถูกเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ) โดยอาจนำกำไรในส่วนนี้มาชดเชยส่วนที่ค่าเงินอ่อน หลักๆก็คือทางรัสเซียใช้ความยืดหยุ่นของค่าเงินเข้าสู้นั่นเอง

ผลพวงลูกโซ่กระทบมาถึงตลาดตราสารหนี้พลังงานเกรดตํ่า

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

ส่วนต่างความเสี่ยงตราสารหนี้ภาคเอกชน ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 10% เทียบกับกับ subprime ที่ 16% โดยส่วนต่างที่สูงขึ้นแปลว่ายิ่งเสี่ยงมากขึ้น และหากถึงเลข 10 ที่เรียกได้ว่าเป็น magic number โอกาสเจ๊งจะสูงมากครับ

ทั้งหมดก็เป็นสรุปของ LIVE วันพฤหัสครับ หวังว่าทุกคนจะได้คลายข้อสงสัยกันนะครับ รักษาสุขภาพกันด้วย

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ


ประกาศแจ้ง กรณีขอยกเลิกโครงการกองทุนเปิดทหารไทย ธนพลัส (TMBTHANAPLUS) และกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพศาล (TMBBF)

FINNOMENA Admin
ประกาศแจ้ง กรณีขอยกเลิกโครงการกองทุนเปิดทหารไทย ธนพลัส (TMBTHANAPLUS) และกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพศาล (TMBBF)

จากประกาศแจ้ง กรณีขอยกเลิกโครงการกองทุนเปิดทหารไทย ธนพลัส (TMBTHANAPLUS) และกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพศาล (TMBBF) จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด  เมื่อเช้าวันที่ 27 มี.ค. 2020 ที่ผ่านมา

ทาง FINNOMENA ขอสรุปรายละเอียด และประเด็นที่นักลงทุนต้องทราบ ดังต่อไปนี้ครับ

  1. การขอยกเลิกของโครงการดังกล่าว มีสาเหตุหลักมาจาก สภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้ต่ำ และราคาตลาดของตราสารหนี้ผันผวนในช่วงวิกฤตการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ที่ผ่านมา 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้านี้
  2. ประกอบกับปริมาณการขายคืนหน่วยที่เกิดขึ้นกับทั้งสองกองทุนมีสูงมาก ทำให้ผู้จัดการกองทุนของ TMBAM Eastspring จำเป็นต้องขายตราสารหนี้ออกมาในราคาที่ต่ำกว่าราคา Mark to Market เพื่อให้นักลงทุนได้เงินคืนตามกำหนดในหนังสือชี้ชวน ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ราคาหน่วยลงทุนของกองทุนมีความผันผวนยิ่งขึ้น
  3. TMBAM Eastspring จึงตัดสินใจเลิกโครงการกองทุนทั้ง 2 กองทุน เพื่อไม่เป็นการบังคับให้ผู้จัดการกองทุนต้องขายตราสารหนี้ในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมากเกินไปและเพื่อคุ้มครองให้นักลงทุนทุกคนได้รับประโยชน์สูงสุด
  4. การประกาศแจ้งยกเลิกโครงการกองทุน จะเปิดโอกาสให้ผู้จัดการกองทุน TMBAM Eastspring ทำให้สามารถทยอยขายของออกได้ในราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนดีที่สุด แต่ก็แลกมาด้วยการที่นักลงทุนจะได้รับเงินจากการยกเลิกโครงการช้าลง
  5. ตราสารหนี้ที่ถือครองในทั้งสองกองทุนเป็นตราสารหนี้ระดับ Investment Grade ขึ้นไป โดยที่ผ่านมาไม่ได้มีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้แต่อย่างใด นั้นหมายถึง หากถือตราสารจนครบกำหนด ผู้ลงทุนก็จะได้เงินต้นและดอกเบี้ยคืนครบถ้วน
  6. พร้อมกันนี้ทาง TMBAM Eastspring ได้ตัดสินใจยกเลิกคำสั่งซื้อขาย และสับเปลี่ยนกองทุนของวันที่ 26/03/20 ที่ผ่านมา พร้อมประกาศยกเลิกโครงการกองทุน เพื่อทยอยทำการขายให้ลูกค้าในลำดับต่อไป
  7. ทั้งนี้ TMBAM Eastspring จะแจ้งวันที่ในการรับค่าขายคืนแต่ละรอบให้ทราบอีกครั้ง ซึ่งเดี๋ยวทาง FINNOMENA จะมาแจ้งให้ทราบอีกครั้งครับ

หากนักลงทุนมีขอสงสัย สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ Call Center 02-0265100 กด 2 (8.30 – 20.30 ทุกวันทำการ) หรือสามารถทิ้งคำถามไว้ที่ Line ID: @FINNOMENAPORT

บทความพิเศษ FINNOMENA x การเงินธนาคาร: แชร์เว็บไซต์แหล่งข้อมูลตลาดการเงินทั่วโลกที่จำเป็นในช่วงวิกฤติ

CrisisMan

ตอนนี้วารสารการเงินธนาคาร มีคอนเทนต์แพลตฟอร์มแห่งใหม่ในรูปแบบออนไลน์แล้วนะครับ จากประสบการณ์ทำสื่อด้านเศรษฐกิจมา 39 ปี และตอนนี้การเงินธนาคารได้ก้าวเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ก็ถือว่าเป็นการทำให้คอนเทนต์ต่างๆ เข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้น และเป็นการสร้าง financial literacy ให้กับคนไทยในวงกว้างมากขึ้นด้วย สามารถเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของการเงินธนาคารได้ที่ลิงก์นี้เลยครับ https://www.moneyandbanking.co.th/


นับตั้งแต่เข้าเดือนมีนาคม ตลาดการเงินทั่วโลกร่วงกันถ้วนหน้าในระดับเดียวกับวิกฤติิปี 2008 นักลงทุนหลายท่านคงกำลังหาโอกาสจากวิกฤติิครั้งนี้ ขณะที่หลายท่านคงกำลังปวดหัวกับข้อมูลที่ไหลมาเทมาจนเยอะเกินไป โอกาสนี้เลยขอแชร์เว็บไซต์และมุมมองที่ใช้ติดตามตลาดในแบบฉบับ CrisisMan เผื่อว่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ

ข่าวและดัชนีตลาดการเงินทั่วโลก

1. Investing.com

Investing.com เป็นทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นที่อัปเดตข่าวซึ่งรวบรวมมาจากสำนักข่าวชื่อดัง นอกจากข่าวแล้วยังสามารถติดตามดัชนีตลาดการเงินที่อัปเดตตลอดเวลาได้ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นดัชนีตลาดหุ้น, ราคาหุ้น ETFs, ตลาดตราสารหนี้, ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) และ Cryptocurrency

นอกจากนี้ยังมีปฏิทินประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจ ที่มาพร้อมกับคาดการณ์ของตลาดและข้อมูลย้อนหลัง เรียกได้ว่าหากมีเวลาเพียงไม่กี่นาทีแล้วต้องการแหล่งข้อมูลที่ครบถ้วน Investing.com ตอบโจทย์นี้อย่างแน่นอน

LinkInvesting.com

ข้อมูลเศรษฐกิจและตลาดการเงิน

1. Trading Economics

เป็นแหล่งข้อมูลที่คล้ายกับ Investing.com แต่จุดเด่นของเว็บไซต์นี้จะเป็นข้อมูลทางเศรษฐกิจ การเงิน และการคลังของแต่ละประเทศทั้งปัจจุบันและย้อนหลังที่ครบถ้วน เช่น GDP, อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Interest rate), ดุลการค้า (Trade balance), งบประมาณต่อ GDP ฯลฯ เพียงเข้าหน้าเว็บไซต์และพิมพ์ keyword ข้อมูลที่ต้องการในช่อง Search ก็ตามอ่านได้ง่ายๆ

Link: https://tradingeconomics.com/

2. ETF.com

แหล่งข้อมูลสำหรับอัปเดต Fund flows ของตลาดกองทุน ETF โดยเฉพาะ จุดประสงค์หลักเพื่อติดตาม Momentum ของเงินทุนในตลาดการเงินโลก

Link: etf.com

3. Signs of stress

หนึ่งในสุดยอดเว็บไซต์ที่ต้องใช้ในช่วงที่ตลาดปกคลุมด้วยความกังวล สร้างสรรค์โดย REUTERS Graphics ให้ข้อมูลเชิงลึกที่หาได้ยากเกี่ยวกับความตึงเครียดในตลาดการเงินโลก ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินเยนเทียบกับดอลลาร์ (Dollar/Yen), 2-10 Spread หรือแม้กระทั่ง LIBOR/OIS SPREADS, TED SPREAD ซึ่งเป็นความตึงเครียดในตลาดเงินที่ถูกตีความมาจากต้นทุนการกู้ยืมระยะสั้นระหว่างธนาคาร (short-term interbank lending rates)

Link: http://fingfx.thomsonreuters.com/gfx/rngs/1/817/1161/index.html

ธนาคารกลางและนโยบายการเงิน

1. Balance sheets / Repo Operations

ในยุคที่ตลาดการเงินเสพติดสภาพคล่อง หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่ต้องติดตามงบดุลของธนาคารกลาง (Balance sheets) ที่การเพิ่มลดแต่ละครั้งส่งผลต่อสภาพคล่องในตลาด สำหรับ Balance sheets ของธนาคารกลางที่สำคัญ ประกอบไปด้วย Fed, ECB, BOJ และ PBOC ซึ่งจะอัปเดตสัปดาห์ละครั้ง

Link: https://www.yardeni.com/pub/peacockfedecbassets.pdf

ส่วน Balance sheets ของ Fed ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องติดตามมากที่สุด สามารถติดตามได้จาก

Link: https://www.federalreserve.gov/monetarypolicy/bst_recenttrends.htm

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว Fed เริ่มอัดฉีดสภาพคล่องเข้าตลาดซื้อคืน (Repo market) หลังมีภาวะสภาพคล่องตึงตัว และยังคงอัดฉีดสภาพคล่องมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นการติดตามปริมาณสภาพคล่องที่เข้าสู่ระบบก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกความตึงตัวในระบบได้ ใน link ด้านล่าง จะมีข้อมูลการเพิ่มสภาพคล่องที่ทำไปแล้ว รวมถึงปริมาณที่จะทำในอนาคตอีกด้วย

Link: https://apps.newyorkfed.org/markets/autorates/tomo-results-display?SHOWMORE=TRUE&startDate=01/01/2000&enddate=01/01/2000

Market Indicators

1. Fear & Greed Index

มาตรวัดความกลัว / ความโลภ ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จัดทำโดย CNN ที่นำตัวชี้วัดจำนวน 7 ตัว มาใช้คำนวณ ไม่ว่าจะเป็นตัวชี้วัดด้านความผันผวน การเก็งกำไร การเปรียบเทียบผลตอบแทนกับสินทรัพย์ปลอดภัย หรือแม้กระทั่งแนวโน้มดัชนีตลาด นอกจากนั้นยังแสดงดัชนีในอดีตออกมาเป็นกราฟ ให้ได้เปรียบเทียบความกลัวหรือโลภของตลาดในแต่ละช่วงเวลาอีกด้วย

Link: https://money.cnn.com/data/fear-and-greed/

Economic Indicators

1. The 12 Global Economic Indicators to Watch

ถ้าหากข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจรายวันเป็นอะไรที่มากเกินไป Bloomberg ได้รวบรวม 12 ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่บ่งชี้ถึงสภาวะเศรษฐกิจโลกมาไว้ในที่เดียว ซึ่งมีการอัปเดตรายวัน รวมทั้งสามารถปรับรูปแบบแยกตามแต่ละภูมิภาค หรือเรียงตามข้อมูลที่อัปเดตล่าสุด หรือเรียงตามข้อมูลที่กำลังจะอัปเดตในลำดับต่อไปก็ได้

Link: https://www.bloomberg.com/graphics/world-economic-indicators-dashboard/

2. The Jobs Numbers: Who’s Hiring in America—and Who’s Not

อีกแหล่งข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg อย่างที่ทราบกันว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ เป็นภาคส่วนที่หนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจมาโดยตลอด ในเว็บไซต์นี้จะอัปเดตตัวเลขการจ้างงานและอัตราการว่างงาน และยิ่งไปกว่านั้นยังแสดงการจ้างงานและอัตราค่าจ่างเฉลี่ยรายชั่วโมงโดยแยกแต่ละอุตสาหกรรมอีกด้วย เรียกได้ว่าครบเครื่องและดูง่ายที่สุดแล้วสำหรับตัวเลขภาคแรงงาน

Link: https://www.bloomberg.com/graphics/jobs-numbers/


สุดท้ายมีอีกแหล่งข้อมูลที่อยากแนะนำ คือ Covid-19 Investment War Room ที่ทีมงานของ FINNOMENA จัดทำเฉพาะกิจขึ้นมาครับ เป็นการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดในการติดตามสถานการณ์การลงทุนในช่วงวิกฤติ Covid-19 มาไว้ในที่เดียวให้ติดตามได้ง่ายๆ

ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรงครับ

เขียนโดย CrisisMan
facebook.com/MrCrisisman/

แผนการปรับพอร์ตการลงทุน GOAL และ 1stM: เดือนมีนาคม 2020

FINNOMENA Investment Team
แผนการปรับพอร์ตการลงทุน GOAL และ 1stM: เดือนมีนาคม 2020

จากกรณีกองทุนรวม  TMBAM Eastspring ประกาศยกเลิกโครงการกองทุน TMBABF เพื่อชำระบัญชีและคืนเงินให้กับนักลงทุน ซึ่งมีสาเหตุมาจากสภาพคล่องของตราสารหนี้ต่ำ และราคาตลาดของตราสารหนี้ผันผวนในช่วงวิกฤตการเงินที่ผ่านมา  ส่งผลให้ปริมาณการขายคืนหน่วยมีสูงมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้จัดการกองทุนของ TMBABF จึงจำเป็นต้องขายตราสารหนี้ในพอร์ตกองทุนออกมาในราคาที่ต่ำกว่าราคา Mark to Market ทำให้ราคาหน่วยลงทุนผันผวน

ด้วยเหตุนี้ เพื่อไม่เป็นการบังคับให้ผู้จัดการกองทุนต้องขายตราสารหนี้ในราคาไม่ดี และส่งผลให้เกิดการขาดทุนกระทบกับนักลงทุนทุกรายที่ลงทุนในกองทุน ดังนั้นทาง TMBAM Eastpring ยื่นขอยกเลิกโครงการ เพื่อให้กองทุนสามารถทยอยขายสินทรัพย์ออกได้ในราคาที่สมเหตุสมผล และส่งผลให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนดีที่สุด แต่อาจจะได้รับเงินช้าลง อย่างไรก็ตามตราสารหนี้ที่กองทุนนั้นถือครอง เป็นตราสารหนี้ระดับ Investment Grade ขึ้นไป โดยที่ผ่านมาไม่ได้มีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้แต่อย่างใด นั่นหมายถึง หากถือตราสารจนครบกำหนด ผู้ลงทุนก็จะได้เงินต้นและดอกเบี้ยคืนครบถ้วน

รูปที่ 1 ขั้นตอนการยกเลิกกองทุน l Source TMBAM As of 26/03/2020

FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำให้เปลี่ยนการ DCA ในส่วนของกองทุนตราสารหนี้ไทยทั้งหมดในพอร์ตการลงทุน จากเดิม TMBABF ที่มีอยู่ใน FINNOMENA Port ดังต่อไปนี้

  1. Goal Level 3  สำหรับแผนการลงทุนรายเดือนมากกว่า 20,000 บาทต่อเดือน
  2. Goal Level 2 และ 3 สำหรับแผนการลงทุนรายเดือนต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือน
  3. 1st Million ทุกแผนการลงทุน

ไปยังกองทุน PHATRA MP

DCA 20,000 Up

แนะนำเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนในเงินลงทุนใหม่รายเดือน (DCA) เป็น PHATRA MP แทน TMBABF ในพอร์ต Goal Lv.3

DCA Under 20,000

แนะนำเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนในเงินลงทุนใหม่รายเดือน (DCA) เป็น PHATRA MP แทน TMBABF ในพอร์ต Goal Lv.2 และ Lv. 3

1st Million

แนะนำเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนในเงินลงทุนใหม่รายเดือน (DCA) เป็น PHATRA MP แทน TMBABF ในพอร์ต 1st Million ทุกระดับความเสี่ยง

ทั้งนี้ในส่วนของเงินลงทุนเดิมของนักลงทุนในกองทุน TMBABF นั้น ทาง TMBAM Eastspring แจ้งว่าจะทยอยคืนเงินลงทุนในระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน ซึ่งเมื่อได้รับเงินลงทุนคืนแล้ว เราแนะนำให้นักลงทุนลงทุนต่อใน PHATRA MP ได้ต่อเนื่อง

FINNOMENA Investment Team


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

พิมพ์เงินแบบ Unlimited ทำให้ถดถอยซํ้าซ้อนหรือเปล่า?

Mr. Serotonin
พิมพ์เงินแบบ Unlimited ทำให้ถดถอยซํ้าซ้อนหรือเปล่า?
 “ในช่วงที่ดีที่สุดให้คิดถึงเหตุการณ์ที่แย่ที่สุดเสมอ” Howard Marks
หลายๆคนอาจจะไม่รู้จักนักลงทุนผู้นี่ เขาเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Oaktree Capital Management ที่มีมูลค่ากว่า 72,000 ล้านบาท อีกทั้งยังติดอันดับ 370 จาก 400 คนอเมริกันที่รวยที่สุดจาก Forbes อีกด้วย โดยเขาบอกว่าหากเราลงทุนโดยประมาณการสถานการณ์ทีละนิดไปเรื่อยๆเราจะไม่ได้ผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ รวมถึงเราจะไม่ได้คิดอย่างถี่ถ้วนอย่างแท้จริงซึ่งการคิดแบบถี่ถ้วนผมมองว่าสำคัญมากๆ ที่จะทำให้เราไม่ตัดสินใจไหลไปกับอารมณ์ของตลาด
ผมจึงอยากพูดถึงสิ่งที่แย่ที่สุดในการทำ QE ขึ้นมาบ้างในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นไปกับมัน…

การพิมพ์เงินทำให้เกิดวิกฤติได้อย่างไร?

หากเราเทียบกับประวัติศาสตร์แล้วการพิมพ์เงินอย่างเกินตัวทำให้ประเทศถึงขั้นล้มละลายได้เลย ยกตัวอย่างเช่น วิกฤติ มาร์ค ของเยอรมัน ที่ช่วงสงครามทางเยอรมันพิมพ์เงินออกมาเรื่อยๆเพื่อใช้จ่ายไปกับสงคราม แม้ในช่วงที่แพ้สงครามก็ยังไม่หยุดพิมพ์ไม่ยอมล้ม พิมพ์แล้วพิมพ์อีกจนนักลงทุนแห่กันถอนทุนเพราะเงินเฟ้อขึ้นไปเป็น 1,000 % ในช่วงนั้น จนคนไม่เห็นค่าของเงินอีกต่อไป แม้แต่คนในประเทศเองก็เอาเงินไปหลบไว้ในตลาดหุ้น หรือทองคำกันหมด จนแทบไม่มีใครอยากแตะค่าเงินที่เรียกว่า มาร์ค เยอรมันอีกเลย และจบด้วยการตั้งสกุลเงินขึ้นมาใหม่
แต่หากเรามาเทียบกับดอลลาร์แล้วก็เป็นไปได้ที่สถานการณ์อาจจะแตกต่างกัน เพราะ ดอลลาร์ทางทฤษฎีที่เราได้รํ่าเรียนกันมานั้นมันมีค่าดุจดั่งทอง ต่างจากค่าเงิน มาร์ค ที่ต้องใช้ทองหนุนหลังเวลาพิมพ์ไม่งั้นจะไม่มี มีมูลค่า ดังนั้นดอลลาร์จะพิมพ์จะใช้ยังไงก็ได้ทั่วโลกสำรองกันหมด แต่สิ่งที่ผมคิดก็คือ หากสิ่งที่ Fed ทำมันเกินตัวไปจริงๆ จนเงินเฟ้อพรุ่งพรวดธนาคารกลางทั่วโลกจะยังมองดอลลาร์ในฐานะทองอยู่หรือเปล่า หรือ ต่างพากันตื่นตระหนกและโยกย้ายปรับสัดส่วนเอาทองไปเป็นตัวคํ้ามูลค่าแทนที่ดอลลาร์ คล้ายกับวิกฤติมาร์ค เยอรมันกันแน่
สิ่งที่ผมกังวลก็คือเงินที่พิมพ์ออกมามันไปช่วยบริษัทในตอนที่ยํ่าแย่จริงๆหรือเปล่า ถ้าหากงบส่วนนั้นเป็นการทดแทนการขาดทุนของบริษัทเฉยๆเข้าไปอุ้มตัวหลักไม่ให้ล้ม ก็ดูไม่น่าจะมีปัญหาอะไรครับ แต่หากมันกั๊กไว้จนสภาพคล่องมันล้นขึ้นมาตอนโรคระบาดหายไป อันนี้น่าเป็นห่วงมากครับ เพราะ สภาพคล่องในตลาดมันจะล้นจนอัตราเงินเฟ้อร้อนแรงอย่างคาดไม่ถึง และ Fed อาจต้องโดนบังคับปิดเกมด้วยการทำนโยบายแบบรัดกุม (Tightening policy) อย่างการขึ้นดอกเบี้ยแบบรัวๆ จนกลายเป็นเศรษฐกิจถดถอยซ้อนถดถอยหรือเปล่า?

เงินฝืดกับเงินเฟ้อวิกฤติไหนฝ่าฟันได้ยากกว่ากัน?

จากประวัติศาสตร์แล้วเงินเฟ้อแก้ยากกว่าเงินฝืดครับ เพราะ เงินเฟ้อทำให้เกิดการเทขายของชาวต่างชาติ ซึ่งเราจะดึงเค้ากลับมาลงทุนยากมาก หากเทียบกับเงินฝืดที่อยู่ภายใต้การควบคุมภายในประเทศซึ่งแก้ได้ง่ายกว่า

การพิมพ์เงินในครั้งนี้เป็นไปตามเกมการเมืองหรือเปล่า?

สิ่งที่ผมคิดได้อีกอย่างหนึ่งก็คือสงครามราคานํ้ามันที่รัสเซียเปิดฉากขึ้น นั้นทำไปเพื่อกดดันอเมริกาหรือเปล่า? เพื่อเป็นการกดดันให้อยู่ในภาวะยํ่าแย่มากขึ้นจนต้องพิมพ์เงินจนเฟ้อหนักๆ และหากมันเฟ้อมากๆ โดยอาจจะร่วมมือกับจีนเทขายพันธบัตรอเมริกาทิ้ง ตบท้าย ให้อเมริกาโดนโค่นจากการยืนหนึ่งในเรื่องเศรษฐกิจก็เป็นได้

สรุปส่งท้าย… อยากให้ทุกคนได้ตกผลึก…

บทความนี้ก็ตามสไตล์ผมครับ ผมไม่ได้บอกว่าสิ่งที่ Fed ทำนั้นมันผิด แต่ผมอยากให้ทุกคนจับตาดูให้ดีในเรื่องของเงินเฟ้อกับสภาพคล่องว่ามันล้นระบบเกินไปไหม หากเงินเฟ้อมันดีดขึ้นมาแบบไม่สมเหตุสมผลเป็น 100% นี่ก็ไม่น่าจะใช่สัญญาณที่ดีแล้วครับ
ผมไม่สามารถฟันธงได้ เพราะ การตัดสินใจนั้นคืออยู่กับผู้ดำเนินนโยบาย และรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้คือ “จับตามอง” และหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นก็ควรถอยออกมา แต่หากมันไม่เกิดขึ้นและนโยบายมีการบริหารอย่างเหมาะสมก็ถือว่าดีไปครับ…
ผมหวังว่าบทความนี้จะช่วยเพิ่มความตื่นตัว (Awareness) ให้กับผู้คนได้ และหากเหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้นจริงๆ เราจะได้รู้เท่าทัน และรักษาเงินทุนของเรากันได้อย่างปลอดภัย
ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

ต่ำที่สุดในรอบ 22 ปี ! แบงค์ชาติหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยเหลือ -5.3% ตลาดหุ้นโลกจะฟื้นยาว หรือชั่วคราวจาก Unlimited QE

FINNOMENA Reporter

ดูผ่าน Facebook:
https://www.facebook.com/finnomena/videos/581736549092265/

ดูผ่าน Youtube:
https://www.youtube.com/watch?v=e5kBxW7K2mkhttps://youtu.be/jKtDHnbNxJw

ต่ำที่สุดในรอบ 22 ปี ! แบงค์ชาติหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยเหลือ -5.3% ตลาดหุ้นโลกจะฟื้นยาว หรือฟื้นชั่วคราวจาก Unlimited QE

พิเศษ! กลยุทธ์การลงทุนแนะนำในภาวะวิกฤต พร้อมอัพเดต ยาต้านไวรัสโควิด-19 ไปถึงไหนแล้ว!!

คุยข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • เกิดอะไรขึ้นอเมริกา Bond Yield ติดลบ!?
  • แบงค์ชาติมอง GDP ติดลบ 5.3%
  • กนง. คงดอกเบี้ยเท่าเดิม!
  • แบงก์ชาติ พร้อมตราสารหนี้ทุกกองที่ขาดสภาพคล่อง!!?

ติดตาม FINNOMENA LIVE ย้อนหลังตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

สรุป LIVE รวมมุมมองนักวิเคราะห์ต่อตลาดหุ้นในตอนนี้

BuffettCode
สรุป LIVE รวมมุมมองนักวิเคราะห์ต่อตลาดหุ้นในตอนนี้

สรุป LIVE ประจำวันกลับมาแล้ว! วันนี้ได้คุณ มาร์ช (ฺBuffettcode) และ คุณเพชร รตะ มาให้ข้อมูลแบบวิเคราะห์เจาะลึกในมุมมองการลงทุนเชิงพื้นฐาน ถึง sector ที่น่าลงทุนในช่วงวิกฤติ รวมถึงสถานการณ์หุ้น ณ ปัจจุบัน ที่เรียกได้ว่า “สายพื้นฐาน” พลาดไม่ได้เลยทีเดียว จะเป็นอย่างไรนั้นคลิกเข้าไปอ่านพร้อมๆกันได้เลยครับ!

สรุปมุมมองนักวิเคราะห์ต่อตลาดหุ้นในตอนนี้

ผมไป LIVE ที่ Finnomena เมื่อวันพุธที่ 25 ที่ผ่านมา เนื่องจากเวลาค่อนข้างจำกัดทำให้ผมอาจจะตกหล่นรายละเอียดไป อยากสรุปข้อมูลที่รวบรวมมา ภาพรวมและมุมมอง รวมไปถึงจุดที่ผมคาดว่าน่าจะเป็นจุดที่เหมาะกับการเข้าซื้อหุ้นลงทุนได้ไว้ตรงนี้ครับ

มุมมองอาจะเปลี่ยนแปลงได้หากสถานการณ์มากการเปลี่ยนแปลงนะครับ

1.วิกฤตครั้งนี้หนักแค่ไหน?

วิกฤตครั้งนี้หนักเท่ากับ Subprime + 9/11 รวมกัน (ขอยืมไอเดีย CEO Marriott หน่อยนะครับ ผมเขียนสรุปสัทภาษณ์ไว้ใน COVID-19 ทำ Marriott รายได้หาย 90% หุ้นตก 55% ลดเงินเดือนผู้บริหาร 50%) ผมว่าเขาก็ไม่ได้พูดหนักเกินไป เพราะรอบนี้วิกฤตกระทบทุก Sector และกระทบตัวเศรษฐกิจจริงๆด้วยไม่ใช่แค่ส่วนของธนาคารและอสังหาแบบในปี 2008

ตอนนี้ธุรกิจเล็กๆในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานกว่า 80% ของประเทศรับผลกระทบไปเต็มๆ ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างๆก็ได้สรุปตัวเลข Initial Jobless Claim หรือพูดง่ายๆคือจำนวนคนตกงานนั่นแหละ ในอาทิตย์นี้ตัวเลขจะออกมา 1-2 ล้านคน เป็นตัวเลขสูงสุดตั้งแต่ปี 1982

สรุป LIVE รวมมุมมองนักวิเคราะห์ต่อตลาดหุ้นในตอนนี้Goldman Sachs คาดคนจะตกงานกว่า 2 ล้านคน ทะลุกราฟและจุดสูงสุดที่เคยทำไว้แถว 650,000

2.หุ้นตอนนี้ถูกหรือยัง?

หุ้นตอนนี้ “ถูกกว่า” หลายๆปีที่ผ่านมา ต่างชาติเองก็ขายมาเยอะมาแล้ว ถ้านับวอลุ่มการขาย 3 ปี คือขายไปแล้วประมาณ 460,000 ลบ. ถ้าคนยังไม่มีเงินลงทุนในหุ้น หรือกองทุนเลย เริ่มทยอยลงทุนได้ครับ แต่ถ้าถามว่าตรงนี้ถูกที่สุดหรือยัง? คิดว่า 60-70% น่าจะยัง เพราะ Impact ทางเศรษฐกิจรอบนี้หนักมาก มีข้อดีนิดหน่อยคือ FED ตอบรับเร็วและแรง ทำให้ดูเหมือนยังเอาอยู่ อย่างไรก็ตามกำไรของหุ้นไทยในไตรมาสา 1 และ 2 ของปีนี้ น่าจะออกมาย่ำแย่มาก ทำให้ SET อาจจะยังปรับตัวลดลงไปได้ถึง 600-700 จุดนะครับ อันนี้น่าจะมีโอกาสประมาณ 20-30%

สรุป LIVE รวมมุมมองนักวิเคราะห์ต่อตลาดหุ้นในตอนนี้

Volume การซื้อขายย้อนหลัง 3 ปี

 

หุ้นตอนนี้จะดูแค่ P/E ต่ำ, P/BV ต่ำ, ปันผลสูงไม่ได้ ตามเหตุผลที่บอกไปแล้วคือถ้าถ้ามันกระทบผลกำไรของหุ้นจริง และถ้าขาดทุนจะส่งผลกระทบไปถึงส่วนทุนติดลบ

P/E ต่ำในตอนนี้อาจจะสูงขึ้นเมื่อผลกำไรแย่ๆออกมา

P/BV ที่ต่ำก็จะสูงเมื่อบริษัทต้องเผชิญภาวะขาดทุน และแน่นอนกำไรน้อยลง ปันผลก็น้อยลง

Dividend Yield ที่สูง (จากผลประกอบการในปี 2019) มาปีนี้จะต่ำลงแน่นอน ถ้าข่าวร้ายยังมาไม่หมด คงคาดว่าตลาดถึงจุดต่ำสุดแล้วไม่ได้ครับ

แม้แต่ Sector ที่เคยปลอดภัยสุดอย่างโรงไฟฟ้ายังได้รับผลกระทบ (เพราะโรงงานปิดไม่ใช้ไฟ รฟฟ.ที่ขายไปให้รง.อุตสาหกรรมก็โดนไปด้วย)

สรุป LIVE รวมมุมมองนักวิเคราะห์ต่อตลาดหุ้นในตอนนี้

ประมาณการผลกระทบกับกำไรของโรงไฟฟ้า

3.หุ้นไทยกับหุ้นต่างประเทศอันไหนน่าสนใจกว่ากัน

หุ้นต่างประเทศน่าสนใจกว่าในระยะยาว เพราะมีบริษัทดีๆ อย่างเทคโนโลยี บริษัทยักษ์ใหญ่ที่แข็งแกร่ง สถานะทางการเงินเข้มแข็ง รัฐบาลมืออาชีพที่รู้งานช่วยเหลืออย่างเต็มที่ (ถ้าอ่านข้อ 1. จะรู้ว่าวิกฤตครั้งนี้ทำให้ธุรกิจเล็ก-กลางเจ็บหนัก อาจจะมีหลายบริษัทไม่ฟื้นกลับมา บริษัทใหญ่ได้เปรียบมากๆ)

หุ้นไทย เรามีท่องเที่ยวเป็นสัดส่วน 15-20% ของ GDP ไหนจะโดนเรื่องสงครามน้ำมันของซาอุ ในระยะสั้นลงหนัก หลังจบปัญหา COVID-19 น่าจะมีการดีดตัวแรงในระยะสั้น แต่ระยะยาวถ้าประเทศไทยยังไม่ปรับตัว ยังไม่มีอุตสาหกรรมใหม่ๆมารองรับ ไหนจะกำลังเข้าสังคมผู้สูงอายุด้วย การจะลงทุนระยะยาวในประเทศดูเสี่ยง กว่าต่างประเทศ การจะฟื้นตัวไปถึง 1800 จุดนั้นท้าทายพอสมควรเลยครับ

คหสต. จากข้อมูลที่อ่านๆมา ผมคิดว่า Timing ในการซื้อหุ้นไทยน่าจะอยู่ในช่วงเดือนพค.+- 1-2 เดือน เพราะ COVID-19 น่าจะระบาดถึงจุดพีคในเดือนเมย-พค. นอกจากนั้นในช่วงเดือนพค. เราจะเริ่มเห็นผลกระทบของ COVID-19 ในงบการเงินไตรมาส 1 ของบริษัทต่างๆ นักวิเคราะห์จะเริ่มประเมินได้แม่นยำขึ้นว่ากระทบมากน้อยแค่ไหน ถ้ากระทบมากกว่าที่คิดหุ้นอาจจะลงต่ออีกรอบ

แต่ถ้ากระทบน้อยกว่าที่คิดหุ้นอาจจะ Sideway ซักระยะ และเข้าสู่ขาขึ้นเต็มตัวหลังประกาศงบไตรมาส 2 ในช่วงเดือนสค.ก็เป็นไปได้ งบไตรมาส 2 น่าจะเป็นงบช่วงปีที่เลวร้ายที่สุดแล้ว ในกรณีที่ไม่มีเหตุการณ์ใหม่ๆเข้ามากระทบเพิ่มเช่น ปัญหาในตลาดตราสารหนี้ หรือเกิดการระบาดของ COVID-19 ซ้ำสองในบางประเทศ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่าช่วงครึ่งหลังของปีน่าจะดีครับ

4.หุ้นกลุ่มไหนน่าสนใจ?

ตอนนี้หุ้นแทบทุกกลุ่มโดนปรับประมาณการลดลงหมด นักวิเคราะห์หลายท่านสนใจหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลที่มีรายได้จากต่างชาติน้อยๆและมีรายได้ประกันสังคม เช่น CHG หุ้นสื่อสารที่น่าจะกระทบน้อยที่สุดช่วงนี้คือ ADVANC หุ้นกลุ่มค้าปลีกสินค้าจำเป็นเช่น BJC ก็ยังเอาตัวรอดได้ดีกว่าหุ้นอื่นๆ หรือกองทุนอสังหาฯ ที่น่าจะถูกกระทบหนักไม่นาน 1-2 ปีข้างน่าจะกลับมาจ่ายปันผลในระดับใกล้เคียงของเดิมได้ (อาจจะไม่เท่าเดิม เพราะผมคิดว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ไว้มาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมนะครับ … )

พยายามหลีกเลี่ยงหุ้นที่โดนผลกระทบโดยตรงจากการระบาดของ COVID-19 เช่น ธนาคาร, การท่องเที่ยว หรือบางกลุ่มที่มีปัญหาเฉพาะกลุ่มอยู่แล้วเช่น อสังหาหรือน้ำมัน

สรุป LIVE รวมมุมมองนักวิเคราะห์ต่อตลาดหุ้นในตอนนี้

หุ้นที่ถูกผลกระทบโดนนักวิเคราะห์หั่นกำไรและราคาเป้าหมาย

 

 

อย่างไรก็ตามต้องระวังเพราะตอนนี้คือจุดที่ไม่มีใครรู้ว่าปัญหาส่งผลกระทบมากแค่ไหน ถ้าจะซื้อควรแบ่งสัดส่วนซื้อเป็นรอบๆ พยายามกระจายความเสี่ยง อย่าทุ่มสุดตัวเพราะถ้าปัญหาหนักกว่าที่เป็น อาจจะสูญเสียหนักได้ครับ อย่าลืมว่าสิ่งสำคัญที่ต้องทำในวิกฤตตลาดหุ้นคือต้อง “ไม่ตาย” ส่วนผลตอบแทนมันหาเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเรามีหลักการลงทุนที่ดีพอ

5.สินทรัพย์ที่น่าสนใจ

ถ้าเอาความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง กองทุนตลาดเงินที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอย่าง TMBTM หรือ PHATRA MP

ส่วนคนที่อยากฉกฉวยโอกาสจากช่วงนี้เพื่อลงทุนระยะยาว 3-5 ปี สามารถทยอยซื้อกองทุนอสังหาฯ กองทุนหุ้นปันผลได้ เพราะปัญหารอบนี้คิดว่าไม่ส่งผลกระทบยาวนาน กระทบพื้นฐานการทำกำไรของหุ้นและกองทุนอสังหาในระยะสั้น หลังจากนี้ 1-2 ปี จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย เพราะเราไม่รู้ว่าตลาดจะตกลงไปมากน้อยแค่นั้น ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้เอาเงินทั้งหมดมาลงทุนในครั้งเดียวครับ

สรุป LIVE รวมมุมมองนักวิเคราะห์ต่อตลาดหุ้นในตอนนี้

สินทรัพย์เน้นความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล

สุดท้ายผมหวังว่าวิกฤต COVID-19 ครั้งนี้จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว และขอให้ประเทศไทยกลับไปเติบโตแข็งแกร่งเช่นเดิม

COVID-19 กลัวอากาศร้อน ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นโอกาสสำหรับกลุ่มท่องเที่ยวในช่วงเศรษฐกิจหลัง COVID-19 ก็เป็นได้ครับ (คนเน้นเที่ยวประเทศร้อน ไม่เน้นประเทศอากาศหนาว)

ในวิกฤตมีโอกาส ทางสว่างมีอยู่เสมอถ้าเรามีความพยายามมากพอ ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

ใคร… ที่ควรวางแผนการเงินที่สุดในตอนนี้!!

Get Wealth Soon
จากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นปี และระบาดหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มมีการมาตรการถึงสถานที่ต่างๆ เช่น สถานบันเทิง สถานที่ออกกำลังกาย รวมถึงห้างสรรพสินค้า ซึ่งแน่นอนว่ามาตรการนี้ จะต้องกระทบกับหน้าที่การงานคนกลุ่มใหญ่อย่างแน่นอน
“แบบนี้บทความนี้ยังจะมาให้วางแผนการเงินอีกเหรอ?”
คงเป็นคำถามในใจของใครหลายๆ คนใช่ไหมคะ?
ก็จะขอตอบว่า “ใช่ค่ะ”
เพราะยังมีคนบางกลุ่มที่ยังสามารถจัดการตัวเองเพื่อวางแผนการเงินได้ และในบทความนี้เราจะพูดถึงคนกลุ่มนี้กัน
ในวันนี้.. ใครที่รายได้ยังปกติ มีงานประจำได้ทำอยู่ ยังคงได้รับรายได้เต็ม 100% ไม่ว่าจะทำงานอะไรอยู่ ขอให้เกาะงานเอาไว้แน่นๆ นะคะ และถ้ายังไม่เคยลองการจัดสรรรายรับ-รายจ่าย
“คุณคือคนที่ควรเริ่มต้นทำมากที่สุดค่ะ”
เพราะในอนาคตถ้ามาถึงคิวของเรา เราจะยังมีเงินที่พอหล่อเลี้ยงชีวิตไปได้สักระยะ
เริ่มต้นง่ายมากๆ ค่ะ อยากให้ลองเขียนรายจ่ายผันแปรที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนขึ้นมา เพราะเป็นรายจ่ายที่เราควบคุมได้ ส่วนรายจ่ายคงที่ ใครที่มีผ่อนรถ จ่ายค่าเช่าห้องอยู่ ก็ยังต้องจ่ายกันไป
รายจ่ายผันแปรหลักๆ มีอยู่ประมาณ 5 อย่างค่ะ เขียนในแบบสถานการณ์ปกติออกมาก่อน
  1. ค่าอาหาร
  2. ค่าเดินทาง
  3. ค่าใชจ่ายส่วนตัว
  4. ค่าโทรศัพท์รายเดือน
  5. ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาตัวเอง
พอได้รายจ่ายที่เวลาอยู่ในช่วงสถาานการณ์ปกติมาแล้ว ก็มาดูต่อว่า ตรงไหนที่เราพอจะลดได้บ้าง เพื่อเอาส่วนนี้ไปเก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน
ช่วงนี้หลายๆ บริษัทมีให้ทำงานที่บ้านได้ (รวมถึงเราด้วยเหมือนกัน) ใครที่ค่าเดินทางเยอะ ประหยัดไปได้เยอะเลยค่ะ แต่มาเสียค่าไฟแทน 😂 ไม่เป็นไรเนอะ สถานการณ์แบบนี้ ต้องประคองกันไป
ส่วนที่ประหยัดไปได้ เราอยากให้เริ่มเก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉินไว้ค่ะ เพราะอนาคตอะไรก็ไม่แน่นอน วันนี้ได้ทำงานอยู่ดีๆ อนาคตเราอาจจะเป็นผู้ถูกเลือกให้ออกจากงานก็ได้

แล้วเงินสำรองฉุกเฉินควรมีเท่าไหร่?

ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของอาชีพค่ะ
  • ถ้าเป็นอาชีพปกติ อย่างมนุษย์เงินเดือน แนะนำที่ 3 เดือนของรายจ่ายต่อเดือน
  • เสี่ยงขึ้นมาหน่อย อย่าง Freelance แนะนำที่ 6 เดือนของรายจ่ายต่อเดือน
  • เสี่ยงสุดๆ รายได้ไม่สม่ำเสมอเลย 12 เดือนของรายจ่ายต่อเดือน อุ่นใจที่สุดค่ะแบบนี้
รายจ่ายต่อเดือนนี่รวมทั้งรายจ่ายผันแปรและรายจ่ายคงที่นะคะ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า แม้จะได้รับผลกระทบเรื่องรายได้ แต่ยังสามารถจ่ายค่าผ่อนรถ ค่าเช้าห้องได้อยู่สัก 3 เดือนขึ้นไป

เงินสำรองฉุกเฉินควรเก็บที่ไหน?

ควรเก็บไว้ในสินทรัพย์สภาพคล่องสูงค่ะ จะใช้ก็สามารถนำออกมาได้เลย เช่น เงินฝากออมทรัพย์ แต่สำหรับใครที่กลัวว่าเอาเงินไว้ในนั้นเยอะๆ แล้วจะหมดไปกับค่า shopping แทน แบ่งบางส่วนเข้ากองทุนรวมตลาดเงินก็ได้ค่ะ เสี่ยงขึ้นมานิดนึง แต่ยังถือว่าเป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์
สำหรับใครที่สนใจเก็บเงินสำรองฉุกเฉินไว้ในกองทุนรวมตลาดเงิน ดูรายละเอียด FINNOMENA PORT MONEY PLUS เพิ่มเติมได้ที่ : https://www.finnomena.com/money-plus/
ลองดูนะคะ แล้วเราจะ Get Wealth Soon ไปด้วยกันค่ะ

แบงก์ชาติ ยืนยันพร้อมช่วยกองทุนรวมตราสารหนี้ทุกกอง ในภาวะตลาดการเงินขาดสภาพคล่อง

FINNOMENA Reporter

ธปท. พร้อมให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่กองทุนรวมทุกกอง ที่เป็นกองทุน Money Market Fund และกองทุนรวมตราสารหนี้ที่เป็นกองเปิดทุกกอง ที่ได้รับผลกระทบจากการขาดสภาพคล่องของตลาดการเงิน

  • โดยได้จัดตั้งกลไกพิเศษเพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่กองทุนรวมตราสารหนี้ (Mutual Fund Liquidity Facility: MFLF) ซึ่งกองทุนรวมทุกกองจะขอรับสภาพคล่องผ่านธนาคารพาณิชย์
  • ด้วยการกู้ยืมผ่านการธุรกรรม repo หรือการกู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันและมีสัญญาว่าจะซื้อคืน ซึ่งธนาคารพาณิชย์ที่ให้ความช่วยเหลือจะสามารถกู้ยืมสภาพคล่องผ่านธุรกรรม repo จาก ธปท. ได้ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ
  • นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ สามารถรับซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนตามเกณฑ์และสามารถใช้หน่วยลงทุนมาเป็นหลักประกันในการกู้ยืมสภาพคล่องจาก ธปท. ได้เช่นกัน

ที่มา : https://www.prachachat.net/finance/news-438007

Keep Calm and Mask On

WealthGuru
Keep Calm and Mask On

ในช่วงที่ผ่านมา 2 สัปดาห์ ตลาดสินทรัพย์ทั่วโลก หุ้น ตราสารหนี้ และ ทองคำ เกิดอาการ  sell-off  แม้กระทั่ง พวกตราสารหนี้ และทองคำ  ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ถ้าเกิดปัญหาเกี่ยวกับหุ้น ก็จะไปหลบที่ ทองคำ หรือ ตราสารหนี้  แต่เนื่องจากเกิด panic sell แบบนี้อาจจะทำให้ความผันผวนในทุกสินทรัพย์การลงทุน โดยจะขายทุกสินทรัพย์ ไปถือเป็นเงินสดแทน

การเทขายตราสารหนี้ ทำให้กองทุนตราสารหนี้ ต้องขายตราสารหนี้ เพื่อนำเงินมาคืนให้นักลงทุนที่เทขาย ทำให้กองทุนต้องขายราคาสินทรัพย์ถูกลง กว่าที่ควรจะเป็น  ทำให้คนถือตราสารหนี้เจอเหตุการณ์ที่ราคา NAV ลดลง  ล่าสุดทางธนาคารแห่งประเทศไทยจำเป็นต้องเข้ามาดูแลสภาพคล่องของสินทรัพย์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้

ล่าสุด กองทุน TMBUSB และ TMBABF ประกาศปิดกองทุนเนื่องจากมีแรงขายเมื่อวานมาก ทำให้อาจส่งกระทบกับราคาได้ เพราะต้องรีบขายตราสารหนี้ออก  ยิ่งต้องการขายเร็ว ยิ่งได้ราคาไม่ดี ไม่สมเหตุสมผล ดังนั้นการปิดกองทำให้สามารถทยอยขายของออกได้ ซึ่งจะส่งผลให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนดีที่สุด แต่อาจจะได้รับเงินช้าลง  รายละเอียดดูได้ที่ https://www.finnomena.com/z-admin/announcement-tmbabf-tmbusb/

โดยที่ พอร์ต Global Aggressive Hybrid จะทำการย้ายเงินที่คืนจาก TMBABF ไปลงทุนใน PHATRA MP ซึ่งลงทุนใน Money Market – Government

ในขณะที่ ทองคำก็โดนเทขายเช่นกัน     เพราะคนต้องการถือเงินสด ทำให้ dollar index ถีบตัวสูงขึ้น บ่งบอกถึงความต้องการถือเงินสดที่เป็น Dollar มากกว่า จะถือเป็น currency อื่นๆ

พวก REIT ก็โดนเทขายเช่นด้วยกับสินทรัพย์อื่น แต่เนื่องจากสภาพคล่องของ REIT ในไทยต่ำอยู่แล้ว ทำให้กองทุนขายต้องโยนขายราคาถูก

เหตุการณ์ COVID-19 จึงเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติทางการเงิน  อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ COVID-19 ไม่ใช่เป็นเหตุการณ์แรก ที่เกิดขึ้นจากภาพคือ โรคระบาดที่มีผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกมาแล้ว

Keep Calm and Mask On

เหตุการณ์ตลาดหมีจะเกิดขึ้นเป็น cycle จากประวัติศาสตร์ โดยจะเกิดตลาดกะทิง ประมาณ 9.1 ปี  และเป็นตลาดหมีประมาณ 1.4 ปี  และนี้เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นอีกครั้งสำหรับการลงทุน

Keep Calm and Mask On

จากสถิติเชิงลึกจากผลตอบแทนในระยะยาวตลอดชีวิตการลงทุน ของบรรดาโคตรเซียนหุ้นระดับโลกที่เป็นแรงบันดาลใจของนักลงทุนทุกคน จาก siamquant.

ผลตอบแทนที่มหัศจรรย์ของพวกเขานั้นแม้จะน่าตื่นเต้น  แต่สิ่งที่เราจะเห็นได้คือ Max drawdown ที่พวกเขาได้เผชิญมาในอดีตต่างหาก!

Keep Calm and Mask On

ข้อแนะนำสำหรับการวางแผนการลงทุน

1) จัดพอร์ตการลงทุน คือหัวใจสำคัญที่สุด

หลายคนตอนลงทุน ก็จะเน้นไปที่จะซื้อกองทุนอะไร จะซื้อหุ้นตัวไหน  แต่แท้จริง การจัดพอร์ตการลงทุนคือหัวใจที่สำคัญ  ถ้าเราจัดพอร์ตตามเป้าหมายหรือระยะเวลาให้ดี  เราก็จะไม่กังวลใจยามเกิดเหตุการณ์แบบนี้  การจัดพอร์ตแบบ  3 ตะกร้าดังรูปจะช่วยให้เราผ่านเหตุการณ์แบบนี้ได้

Keep Calm and Mask On

  • ตะกร้าแรก เพื่อการดำรงชีวิต อย่างน้อย 1-2 ปี อาจจะเก็บเป็นเงินสด หรือ money market
  • ตะกร้าที่ 2 เก็บเงินเพื่อสู้เงินเฟ้อ จะเป็นพอร์ตที่เราลงทุนได้ 3-5 ปีขึ้นไป เน้นไปที่ตราสารหนี้เป็นส่วนใหญ่ และโดยมีหุ้น REIT และทองคำ มีอยู่ส่วนหนึ่ง
  • ตะกร้าที่ 3 เพื่อการเติบโตของเงินในระยะยาว ซึ่งจะลงทุน 5 ไปขึ้นไป เน้นไปที่ตราสารทุน โดยมี ตราสารหนี้ REIT และ ทองคำ ให้ครบกับการกระจายความเสี่ยง

แต่ละตะกร้าไหนมีสัดส่วนมากหรือน้อย ก็ขึ้นกับอายุ การรับความเสี่ยง และ เป้าหมายของการลงทุน   แต่อย่างไรก็ตาม อาจจะสามารถผสมกันได้ เช่น ถ้าต้องการลงทุนให้ได้เงินอีก 20 ล้านอีก 10 ปีข้างหน้า มีแผนการลงทุนดังนี้

  • ตะกร้าที่ 3 โดยคิดผลตอบแทนคาดหวังที่ 7%
  • ลงทุนก้อนแรก 6.0 ล้าน
  • หลังจากนั้นก็ลงอีก ปีละ 1.55 ล้านอีก 4 ปีถัดไป
  • หลังสิ้นปีที่ 5 หรือ 6 จะถอดกำไร นำไปเก็บไว้ที่ ตะกร้าที่ 2

Keep Calm and Mask On

ทำแบบนี้ก็จะมีเงินกำไรบางส่วนอยู่ตะกร้าที่ 2 ที่ความเสี่ยงต่ำกว่า  ทำให้มีเงินทั้งพอร์ตความเสี่ยงสูงและต่ำ

ดังนั้นแม้จะเกิดวิกฤต COVID  ตะกร้าที่ 1 และ ตะกร้าที่ 2 ก็จะไม่ได้รับผลกระทบมาก  แต่แน่นอน จะกระทบกับตะกร้าที่ 3 ที่จะมีความผันผวนและ drawdown

     อ่านเพิ่มเติมฉบับเต็มได้ที่  10 ข้อคิดของการวางแผนการเงิน…ที่คุณได้จาก “วิกฤต COVID”

2) ทางเลือกในลงทุนในตอนนี้

ขาย (Sell) เพื่อหยุดขาดทุน

เพราะทนไม่ไหว ด้านการเงิน หากยืดยาวอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านการเงินจนแบกรับไม่ไหว   แต่ถ้าจัดพอร์ตตามเป้าหมายทางการเงินแล้ว ก็จะช่วยจุดนี้ แต่ถ้าไม่ได้ทำก็จะมีปัญหา

เพราะทนไม่ไหว ด้านความรู้สึกเครียด เศร้า เสียใจ  แต่ถ้าทำใจตัดขาดทุนแล้ว ถ้าตลาดกลับตัว ก็ต้องไม่เสียใจในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป

รอ (Hold) ไม่ตัดสินใจทำอะไรในภาวะที่ไม่ปกติ

ถ้ามีความเชื่อว่า มนุษย์สามารถเข้าชนะได้  รอให้ฝุ่นหายตลบก่อน และสุดท้ายทุกอย่างจะกลับมาได้  แล้วมาพิจารณาดูอีกว่าจะปรับพอร์ตอย่างไร สินทรัพย์ valuation น่าสนใจ ภูมิภาคไหนจะฟื้นตัวก่อน

ซื้อ (Buy) เมื่อเห็นเป็นโอกาส

เพราะเชื่อว่าตลาดตอบสนองมากเกินมากจริง  สินทรัพย์ตราสารหุ้นเริ่มถูก มี Margin of safety มากกว่า 20%   หลาย บริษัทมี PE ต่ำลงมา มี Dividend Yield ที่น่าสนใจ

ผมอยากจะแชร์ คลิปดี ๆ จาก ขุนเขา vs. โควิด – คู่มือพลิกวิกฤตอย่างทรงพลัง (คลิปสำคัญสุดในรอบปี)

ผมขอให้ทุกท่านปลอดภัยจาก COVID-19  และ ทำใจเย็น ๆ อย่าเพิ่งตกใจ ผมเชื่อว่า ถ้าเราช่วยกันทำตามคำแนะนำของแพทย์  และช่วยเหลือกันในยามเหตุการณ์เช่นนี้ มนุษย์จะชนะ Virus นี้ได้ในที่สุด

สมพจน์ พัดสุวรรณ


ประกาศแจ้ง กรณีขอยกเลิกโครงการกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพบูลย์ (TMBABF) และกองทุนเปิดทหารไทย ธนเพิ่มพูน (TMBUSB)

FINNOMENA Admin
ประกาศแจ้ง กรณีขอยกเลิกโครงการกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพบูลย์ (TMBABF) และกองทุนเปิดทหารไทย ธนเพิ่มพูน (TMBUSB)

จากประกาศแจ้ง กรณีขอยกเลิกโครงการกองทุนเปิดทหารไทย ธนเพิ่มพูน (TMBUSB) และกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพบูลย์ (TMBABF) จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด  เมื่อช่วงเช้าวันที่ 26 มี.ค. 2020 ที่ผ่านมา

ทาง FINNOMENA ขอสรุปรายละเอียด และประเด็นที่นักลงทุนต้องทราบ ดังต่อไปนี้ครับ

  1. การขอยกเลิกของการดังกล่าว มีสาเหตุหลักมาจาก สภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้ต่ำ และราคาตลาดของตราสารหนี้ผันผวนในช่วงวิกฤตการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ที่ผ่านมา 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้านี้
  2. ประกอบกับปริมาณการขายคืนหน่วยที่เกิดขึ้นกับทั้งสองกองทุนมีสูงมาก ทำให้ผู้จัดการกองทุนของ TMBAM Eastspring จำเป็นต้องขายตราสารหนี้ออกมาในราคาที่ต่ำกว่าราคา Mark to Market เพื่อให้นักลงทุนได้เงินคืนตามกำหนดในหนังสือชี้ชวน ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ราคาหน่วยลงทุนของกองทุนมีความผันผวนยิ่งขึ้น
  3. TMBAM Eastspring จึงตัดสินใจเลิกโครงการกองทุนทั้ง 2 กองทุน เพื่อไม่เป็นการบังคับให้ผู้จัดการกองทุนต้องขายตราสารหนี้ในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมากเกินไปและเพื่อคุ้มครองให้นักลงทุนทุกคนได้รับประโยชน์สูงสุด
  4. การประกาศแจ้งยกเลิกโครงการกองทุน จะเปิดโอกาสให้ผู้จัดการกองทุน TMBAM Eastspring ทำให้สามารถทยอยขายของออกได้ในราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนดีที่สุด แต่ก็แลกมาด้วยการที่นักลงทุนจะได้รับเงินจากการยกเลิกโครงการช้าลง
  5. ตราสารหนี้ที่ถือครองในทั้งสองกองทุนเป็นตราสารหนี้ระดับ Investment Grade ขึ้นไป โดยที่ผ่านมาไม่ได้มีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้แต่อย่างใด นั้นหมายถึง หากถือตราสารจนครบกำหนด ผู้ลงทุนก็จะได้เงินต้นและดอกเบี้ยคืนครบถ้วน
  6. พร้อมกันนี้ทาง TMBAM Eastspring ได้ตัดสินใจยกเลิกคำสั่งซื้อขาย และสับเปลี่ยนกองทุนของวันที่ 25/03/20 ที่ผ่านมา พร้อมประกาศยกเลิกโครงการกองทุน เพื่อทยอยทำการขายให้ลูกค้าในลำดับต่อไป
  7. ทาง TMBAM Eastspring  แจ้งว่านักลงทุนจะได้รับเงินลงทุนคืนอัตโนมัติแบ่งเป็น 2 รอบด้วยกันคือ
    1. ภายใน 10 วันทำการนับจากวันที่ยุติคำสั่งซื้อขาย เบื้องต้นคาดว่าอยู่ประมาณวันที่ 10 เมษายน 2563 นักลงทุนจะได้รับเงินลงทุนส่วนแรกเข้าบัญชีออมทรัพย์ที่แจ้งไว้สำหรับรับค่าขายคืน
    2. TMBAM Eastspring แจ้งว่า หลังจากนั้น ระยะเวลาประมาณ 90 วันทำการ หลังจากประกาศยกเลิกโครงการ นักลงทุนจะได้รับเงินลงทุนส่วนที่เหลือคืน

*หากยังมีตราสารหนี้ / ทรัพย์สินคงค้าง ก.ล.ต. จะพิจารณาอนุมัติยืดระยะเวลาตามความเหมาะสมในการบริหารสินทรัพย์ของกองตามประกาศ ทน. 15/2562

ทั้งนี้ TMBAM Eastspring จะแจ้งวันที่ในการรับค่าขายคืนแต่ละรอบให้ทราบอีกครั้ง

หากนักลงทุนมีขอสงสัย สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ Call Center 02-0265100 กด 2 (8.30 – 20.30 ทุกวันทำการ) หรือสามารถทิ้งคำถามไว้ที่ Line ID: @FINNOMENAPORT

ประกาศแจ้ง กรณีขอยกเลิกโครงการกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพบูลย์ (TMBABF) และกองทุนเปิดทหารไทย ธนเพิ่มพูน (TMBUSB)

 

อเมริกาก็ Bond Yield ติดลบเป็นเหมือนกัน

FINNOMENA Reporter

อัตราผลตอบแทนตั๋วเงินคลังสหรัฐอายุ 1 เดือน ปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดที่ -0.041% ก่อนฟื้นขึ้นมาที่ 0.010%

  • ขณะที่อัตราผลตอบแทนตั๋วเงินคลังอายุ 3 เดือน ปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดที่ -0.046% และฟื้นขึ้นมาที่ระดับ -0.031% ยังคงให้ผลตอบแทนติดลบ
  • ตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ออกมาตราการพยุงตลาดการเงิน โดยการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยแบบฉุกเฉิน ตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. และขยายวงเงินทำ QE ส่งผลให้แนวโน้ม US bond yield ปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มตราสารหนี้ระยะสั้นของภาครัฐ
  • ทั้งนี้การที่ Yield ระยะสั้นติดลบ แสดงให้เห็นว่า มีคนกลุ่มหนึ่ง ยังมองเห็นความเสี่ยงอยู่ตรงหน้า จึงพยายามจะหาสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดมาถือไว้ก่อนในชั่วโมงนี้โดยไม่แคร์ว่าจะได้ผลตอบแทนหรือไม่ นับเป็นปรากฎการณ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทำให้สหรัฐฯ ณ ตอนนี้ ตามยุโรป และ ญี่ปุ่น ไปแล้วติดๆ

ที่มา : https://www.facebook.com/MrMessengerDiary/posts/10157908041140926

เบอร์นันเก้”เชื่อมั่นเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว แม้เผชิญภาวะถดถอยจากพิษโควิด-19

FINNOMENA Reporter

เบอร์นันเก้ อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ แสดงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐในระยะยาว โดยระบุว่าเศรษฐกิจจะเผชิญกับภาวะถดถอยอย่างรุนแรง แต่ก็จะฟื้นตัวขึ้นในเวลาต่อมา

  • พร้อมระบุว่า สถานการณ์ในปัจจุบันแตกต่างจากช่วงที่เกิดวิกฤตการเงิน และเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ในอดีต ซึ่งมีปัญหาจากมนุษย์ ระบบการเงิน และระบบธนาคาร แต่ปัญหาในครั้งนี้เกิดจากไวรัสโควิด-19
  • “เจ้าหน้าที่เฟดในชุดปัจจุบันได้ดำเนินการอย่างเหมาะสมเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐรับมือล่วงหน้ากับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 และเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ทันทีที่การระบาดของไวรัสโควิด-19 คลี่คลายลง”
  • นอกจากนี้นายเบอร์นันเก้ยังได้สนับสนุนการที่เฟดออกมาตรการครั้งใหญ่เพื่อสกัดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และเพื่อให้ตลาดมีการปรับตัวอย่างราบรื่น

ที่มา : https://www.cnbc.com/2020/03/25/bernanke-says-this-is-much-closer-to-a-natural-disaster-than-the-great-depression.html

วิธีเรียนภาษาผ่าน Netflix ที่หลายคนยังไม่รู้! (เขียนโดย Wealthness)

FINNOMENA STORY

วิธีเรียนภาษาผ่าน Netflix ที่หลายคนยังไม่รู้!

เขียนโดย Wealthness
ภาพจาก Netflix.com

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา Netflix ออกแพ็คเกจใหม่ที่ราคา 99 บาทต่อเดือน เป็นแพ็คเกจที่สามารถรับชมได้เฉพาะบนมือถือและแท็บเล็ตที่ความละเอียด SD (480p) บน 1 เครื่อง 1 จอเท่านั้น ซึ่งผมมองว่าตอบโจทย์ คนดู Netflix คนเดียวมาก ๆ เลยครับ เพราะยังถูกกว่า แพ็คเกจ 419/4 (แชร์กับเพื่อน 4 คน จะตกคนละ 104.75 บาท)

แต่ผมมีวิธีที่ทำให้แพ็คเกจ Premium คุ้มกว่าแพ็คเกจ 99 บาทครับ นั้นคือการ “เรียนภาษาผ่าน Netflix” เพราะเราต้องใช้แพ็คเกจพื้นฐานขึ้นไปในการเรียนภาษาครับ เนื่องจากต้องใช้ตัวฟังก์ชันส่วนขยายของ Google Chrome ครับ ตัวแพ็คเกจ 99 บาทต่อคนไม่สามารถดูใน web browser ได้ จึงต้องใช้แพ็คเกจ 279 ขึ้นไปครับ (แต่ก็ถูกกว่าไปเรียนโรงเรียนสอนภาษานะ)

วิธีการ

เราต้องโหลดส่วนขยายมาครับนั้นก็คือตัว Language Learning with Netflix สามารถค้นหาในกูเกิลได้เลย หรือ https://chrome.google.com/webstore/detail/language-learning-with-ne/hoombieeljmmljlkjmnheibnpciblicm

ตัวส่วนขยาย Language Learning with Netflix
เมื่อเราติดตั้งเสร็จก็จะมาโผล่ใน Netflix แบบนี้

โปรแกรมนี้สามารถเปิดอ่านซับได้ 2 ภาษาพร้อมกันนะครับ

ไม่รู้ใครเป็นไหม บางครั้งดู Netflix เพื่อเรียนภาษาก็อยากจะอ่านซับ แต่พอเจอคำหรือประโยคที่ไม่รู้คำแปล ก็สลับไปซับไทยแล้วดูซ้ำตอนเดิม แล้วค่อยเปลี่ยนกลับมาเป็นซับอีกที แล้วยิ่งภาษาญี่ปุ่นมาตัวคันจิผมนี่ตายเลย 5555 

แต่โปรแกรมนี้ทำให้เราเปิดได้ 2 ภาษาพร้อมกัน แต่ถ้าอยากดูแบบซับเดียวก็กดปิดได้ครับ

เมื่อเรากดเครื่องหมายฟันเฟือง ผมตั้งค่าแบบนี้
ถ้าเรากดที่คำ ทางโปรแกรมจะออกเสียง พร้อมคำแปลและตัวอย่างประโยคด้วยครับ

ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษ หรือญี่ปุ่นเท่านั้นนะครับ  ตัวเลือกภาษาอื่น ๆ อีกเยอะมากกกกกก เพิ่งลองใช้ได้ไม่กี่วันครับ ผมยังไม่รู้ทั้งหมดว่ามันสามารถทำอะไรได้บ้าง ส่วนตัวยังคิดว่ายังมีฟังชั่นอื่น ๆ ที่โปรแกรมนี้สามารถทำได้อีก  ถ้าใครลองใช้แล้วเจออะไรน่าสนใจมาแชร์กันได้นะครับ

ส่วนตัวไม่ใช่คนเก่งภาษามาก และเมื่อก่อนเป็นคนเกลียดภาษาครับ ภาษาอะไรวะไมยุ่งยากจังมี ประโยคอตีด ปัจจุบัน อนาคต แต่พอเราโตขึ้นมา ภาษาถือว่าเป็นโอกาสที่จะช่วยให้เราจะเติบโตมากที่สุดครับ ภาษาถือว่าเป็นอีกปัจจัยนึงเลยกว่าได้ที่เราจะได้เรียนรู้ การทำธุรกิจกับต่างชาติ

ผมว่าการลงทุนในตัวเองเรื่องภาษามันก็ไม่ได้แย่นะครับ

ขอบคุณกูเกิล และความงกของตัวเองที่ทำให้เจอวิธีการเรียนภาษาแบบนี้ครับ 5555555

ปล. แคปภาพมาแล้วดำเพราะติดลิขสิทธิ์ของ Netflix นะครับ

Wealthness

ส่งต่อเรื่องราวการเงินการลงทุนของคุณ

อ่่านเรื่องราวอื่นๆ

แบงก์ชาติ ประเมินโควิดกระทบเศรษฐกิจรุนแรง ประกาศหั่นจีดีพีปี 63 ติดลบ 5.3%

FINNOMENA Reporter

ธปท. เผยว่า สถานการณ์โรคระบาดไวรัส COVID-19 กระทบต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมถึงไทย ทั้งด้านตลาดการเงิน เศรษฐกิจ และสังคม ภายใต้สถานการณ์ข้างต้น กนง. คาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวร้อยละ 5.3 ในปี 2563 ก่อนจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกที่ร้อยละ 3.0 ในปี 2564

  • โดยปัจจัยหลักที่มีผลต่อการหดตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้มาจากสถานการณ์ของโรค COVID-19 ที่ส่งผลต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหดตัวราวร้อยละ 60 ในปีนี้
  • ซึ่งหาก COVID-19 ระบาดรุนแรงและยาวนาน จะกระทบต่อรายได้ ความเชื่อมั่น และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนและภาคธุรกิจในวงกว้าง
  • อย่างไรก็ดี แนวโน้มของเศรษฐกิจในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐในด้านต่างๆ การปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน และความยาวนานของสถานการณ์โรค COVID-19

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/872582

กนง. คงดอกเบี้ยเท่าเดิม ไม่เพิ่มเติมที่ 0.75%

FINNOMENA Reporter

กนง. ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมที่ 0.75% หลังจากได้ทำการลดดอกเบี้ยไปก่อนหน้านั้นแล้วจากการประชุมพิเศษที่ลดจาก 1.00% เป็น 0.75%

  • โดยมีเพียง 2 เสียงเห็นควรต้องลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ด้านความเห็น กนง. ต่อสถานการณ์ COVID-19 ในประเทศไทยนั้น ทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวแรง และเงินเฟ้อมีแนวโน้มติดลบ
  • อย่างไรก็ตาม ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ และตลาดเงินเริ่มกลับมาทำงานปกติ ซึ่งการระบาดในระยะข้างหน้ายังมีความรุนแรงและอาจต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
  • แต่ทั้งนี้ยังมีโอกาสลดลงได้อีกขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์โควิด-19 โดยประมาณการ ณ ตอนนี้ยังไม่มีมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม

รู้ให้ลึก … ตอน วิกฤตครั้งนี้ จะไปจบที่ตรงไหน

Mr.Messenger
รู้ให้ลึก ... ตอน วิกฤตครั้งนี้ จะไปจบที่ตรงไหน

จนถึง ณ ตอนนี้ที่ผมเขียนบทความ จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัส covid-19 ทั่วโลก พุ่งขึ้นไปทะลุ 330,000 ราย โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อที่อิตาลี และสหรัฐฯ รวมกัน 2 ประเทศ มากกว่าประเทศจีนไปแล้วครับ

ขณะที่ไทยเราเข้าสู่ 5 วันอันตราย ล่าสุดรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข พบผู้ติดเชื้อรวม 721 ราย เข้าเกณฑ์เฝ้าระวัง 10,955 ราย เป็นการเฝ้าระวังที่รพ. 4,383 ราย เฝ้าระวังที่บ้าน 5,614 ราย และสังเกตอาการ 958 ราย กราฟผู้ติดเชื้อในประเทศ เริ่มพุ่งขึ้นเป็น Exponential Curve คล้ายๆกับกลุ่มประเทศแถบยุโรป

ที่น่าสนใจคือ การที่ กทม. สั่งปิดห้างสรรพสินค้า 22 วัน สิ่งที่เราเห็นคือ แรงงานเลือกที่จะย้ายถิ่นกลับต่างจังหวัด ภาพคนล้นสถานีขนส่งหมอชิต ดูจากภาพที่สื่อถ่ายมา จะบอกว่า จำนวนประชาชนมากกว่าช่วงสงกรานต์ปีไหน ๆ ก็คงไม่เกินเลย หากมีใครสักคนหรือสองคนที่มีเชื้อ covid-19 อยู่ในนั้น ความเสี่ยงในการแพร่ระบาดสู่ต่างจังหวัด ก็สูงขึ้นทันที

ล่าสุด ผมได้เห็นโพสจากสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมชาชูถัมภ์ ทำแบบจำลองผู้ติดเชื้อในไทย ไล่ตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. ปีนี้ ไปจนถึง สิ้นเดือนมี.ค. ปีหน้าแล้วก็ต้องบอกว่า “เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมจริง ๆ”

เพราะผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นไปแตะหลักแสนที่เดือนมิ.ย. หรือ อีก 3 เดือนหลังจากวันนี้

กระทรวงสาธารณสุข ได้แจ้งกับสื่อมวลชนว่า มีการเตรียมความพร้อมรับผู้ป่วยไว้ราว 1 หมื่นเตียงสำหรับเคสไม่หนัก และ 2-3 พันเตียง สำหรับ ICU แต่จุดชี้เป็นชี้ตายที่สำคัญอยู่ที่ความเร็วของการมาของผู้ป่วย เพราะหากมาเร็วโรงพยาบาลจะมีปัญหาเรื่องของบุคลากรที่รองรับไม่ทัน

อย่างประเทศอิตาลี ที่จำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นไปที่ 5,476 ราย มากกว่าประเทศจีนนั้น เหตุผล ไม่ใช่เพราะเชื้อโรคที่นั่นรุนแรงกว่าที่อื่น แต่เป็นเพราะผู้ป่วยเพิ่มเร็ว และมีจำนวนมากเกินความสามารถรองรับของระบบได้

ดังนั้น ณ ตอนนี้ คงต้องเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องช่วยกันจริง ๆ จัง ๆ ครับ ย้อนกลับไปเดือนที่แล้ว ผมก็คิดว่าไทยเราเอาอยู่ แต่ตอนนี้ ผมไม่คิดแบบนั้นเสียแล้ว

การที่ กนง. ตัดสินใจประชุมฉุกเฉินมีมติเอกฉันท์ลดดอกเบี้ยนโยบายลดอีก 0.25% เหลือ 0.75% ก็เป็นสัญญาณหนึ่งที่บอกว่า ผู้กำหนดนโยบายมองเห็นแล้วว่า ต้องช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี และจากการประชุมพิเศษระหว่างแบงก์ชาติ กลต. สมาคมธนาคาร และอีกหลายฝ่ายเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็เปิดเผยให้เห็นแล้วว่า การแพร่ระบาดของเชื้อ Covid-19 มีผลกระทบต่อตลาดทุน ในส่วนของการที่สภาพคล่องบางลงในช่วงสัปดาห์ที่แล้วจนทำให้ต้องมีมาตรการเสริมสภาพคล่องให้ตลาดกลับมามีความมั่นใจ ซึ่งผมขอชื่นชมทุกฝ่ายที่พอเห็นปัญหาก็เข้ามาแก้ไขอย่างรวดเร็ว และขอให้กำลังไปไปยังทุกหน่วยงานครับ

ต่อคำถามที่ว่า แล้ววิกฤตครั้งนี้ จะไปจบที่ตรงไหน

คำตอบคือ เริ่มต้นที่การแพร่ระบาด ก็ต้องจบลงด้วยการหยุดแพร่ระบาด และไม่ใช่หยุดแค่ประเทศไทย แต่ต้องหยุดได้ทั้งโลก หลังจาก 5 วันอันตรายนี้ ประเทศไทยจะมีเวลาอีก 4 สัปดาห์ เข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะเป็นอย่างไร เพราะถ้าพุ่งขึ้นอีก รัฐบาลจะมีทางเลือกแค่ระหว่าง 1) Lockdown ประเทศ โดยการประกาศบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยการระงับทางเข้าออกประเทศไทยทุกช่องทาง ห้ามออกจากเคหะสถาน หรือ 2)  Lockdown เฉพาะจังหวัดที่มีอัตราการติดเชื้อสูง

ซึ่งอย่างที่บอกครับ อัตราการติดเชื้อ อย่างไรก็จะสูงขึ้น แต่การเลือกทางเลือกใดใน 2 ทางนี้ ก็ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไม่มากก็น้อย ผมวิเคราะห์ว่า Lockdown ประเทศ สิ่งที่เราไม่รู้ก็คือ ต้อง Lockdown ไปถึงเมื่อไหร่ ตอน Unlock แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าปลอดภัย เศรษฐกิจเราในเชิงจุลภาค ประชาชนจะอยู่กันได้จริงหรือไม่

ขณะที่ การ Lockdown เฉพาะจังหวัด ความท้าทายคือ จะควบคุมการไหลของคนได้อย่างไร ระยะเวลาจะยาวนานกว่าการ Lockdown ประเทศหรือไม่ สิ่งนี้ ผมเชื่อว่า มีผลกับเศรษฐกิจและหมายถึงผลกระทบต่อกลยุทธ์การลงทุนของเรา ณ เวลานี้ด้วยนะครับ

ในทางการแพทย์ เวลานี้ที่เราอยู่ เรียกว่า “Golden Time” หรือ เวลาทอง ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อจะพุ่งขึ้นไปอย่างอิตาลี อิหร่าน สหรัฐฯ หรือ จะสามารถชะลอการแพร่ระบาดได้อย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งจีน

ดังนั้นวิกฤตครั้งนี้ จะไปจบที่ตรงไหนนั้น เราสามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสดีที่เราจะช่วยประเทศไทยของเรา ด้วยการใช้ชีวิตอยู่บ้าน งดพบปะผู้คน เพื่อลดโอกาสในการแพร่ระบาดของเจ้า Covid-19 ครับ สู้ ๆ ครับคนไทย

Mr.Messenger


เมื่อต้องช่วยภรรยาที่เป็นแอร์โฮสเตสวางแผนการเงินช่วงไวรัส COVID-19 แพร่ระบาด (เขียนโดย พ่อบ้านหาตังค์)

FINNOMENA STORY

เมื่อต้องช่วยภรรยาที่เป็นแอร์โฮสเตสวางแผนการเงินช่วงไวรัส COVID-19 แพร่ระบาด

เขียนโดย พ่อบ้านหาตังค์

This did not base on true story, but this is true story.

ผมขอเขียนบันทึกนี้เพื่อเป็นการแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์กับการจัดการปัญหาการเงินภายในครอบครัว เมื่อหนึ่งในครอบครัวกำลังประสบปัญหาสูญเสียรายได้จากงานประจำที่ทำเพราะการระบาดของไวรัส COVID-19

ย้อนหลังกลับไปเมื่อประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ผมและภรรยาได้ติดตามข่าวการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 อยู่ตลอด และคอยประเมินสถานการณ์ว่าจะแพร่ระบาดขยายวงกว้างมาในประเทศไทยหรือเปล่า จะกระทบกับงานที่ภรรยาทำอยู่หรือไม่ และที่สำคัญการวางแผนการเงินในครอบครัวเราพร้อมเผชิญหน้ากับการเจ็บป่วย และการระบาดของไวรัสวายร้ายตัวนี้มากน้อยเพียงใด

ประการแรก ภรรยาผมตั้งคำถามเสมอว่า ถ้าเธอไม่มีบิน ไม่มีรายได้ เหลือแต่เงินเดือนขั้นต่ำ 12,000 บาท จะเพียงพอต่อการดำรงชีพหรือไม่? ณ วันนั้นยังไม่มีนโยบาย Leave without pay เหมือนที่เราเห็นในเดือนมีนาคมนี้กับแทบทุกสายการบิน สิ่งนี้จึงทำให้คำถามที่นักวางแผนการเงินหลายคนชอบตั้งคำถามกับลูกค้าเสมอว่า

“หากวันนี้คุณตื่นเช้ามาแล้วไม่มีรายได้ คุณและครอบครัวของคุณจะสามารถอยู่รอดได้หรือไม่เป็นระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี ”

กำลังคิดใช่ไหมครับ ว่าแผนการเงินข้อต่อไปของผมคืออะไร

ใช่แล้วครับ! ผมกำลังวางแผนที่จะขายบ้านครับ !?!

บ้านหลังแรกในชีวิตของผมเลยก็ว่าได้ ><

อาจจะทำใจยากสักหน่อยตอนแรกที่บอกว่าจะขายบ้านหลังนี้ แต่เมื่อนึกย้อนกลับไปตอนที่เราซื้อ การขายบ้านหลังนี้ก็เป็นแผนสำรอง (Plan B) ที่เรามองไว้เหมือนกัน เพราะตอนเราซื้อบ้าน เราได้เล็งทำเล และรูปแบบบ้านไว้แล้ว ว่าต้องสามารถขายต่อได้ไม่ยากจนเกินไปนัก แล้วนี่ทำไมผมวางแผนการเงินไม่ดี จนถึงขั้นต้องขายบ้านเลยหรือ?

ผมคิดว่าหลาย ๆ คนคงมีเงื่อนไขในชีวิตที่แตกต่างกันออกไปครับ อย่างที่บอกในตอนแรก ว่าบันทึกนี้เป็นหนึ่งเรื่องที่ผมอยากจะแบ่งปัน ดังนั้น การวางแผนการเงินของผมจึงไม่มีถูกและผิดสำหรับใคร ๆ นะครับ

ว่ากันต่อเลยดีกว่า ว่าการขายทรัพย์สินมันมีผลอย่างไรต่อเหตุการณ์ในครั้งนี้…

พอภรรยาเริ่มไม่มีบิน สิ่งที่เรามองกันถัดมาก็คือ หรือถึงเวลาที่ภรรยาผมต้องเปลี่ยนอาชีพ ต้องหาอาชีพที่ลดความเสี่ยง อาจจะเพิ่มเวลาได้อยู่กับลูกมากขึ้น ดังนั้น บ้านหลังนี้ที่เราซื้อในตอนแรก อาจจะไม่ตอบโจทย์กับแผนชีวิตที่เปลี่ยนไป ถ้าเรารีบขายตั้งแต่ตอนนี้ ก็จะพอมีเวลาให้เราได้ตั้งหลัก และวางพิมพ์เขียวให้ชีวิตใหม่ได้อย่างราบรื่น ที่สำคัญ มันจะช่วยลดภาระที่เรียกว่า “Fixed Cost” ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายประจำเดือนละเกือบ 20,000 บาท ของผมและภรรยาได้เลย คุณผู้อ่านเห็นตัวเลข 20,000 บาทที่ผมจะประหยัดตรงนี้ได้ไหมครับ? เพราะผมบอกภรรยาทันทีที่คุยกันเรื่องขายบ้านว่า “ถ้าขายบ้านได้ ผมจะมีเงินให้คุณใช้เดือนละ 20,000 บาทฟรี ๆ เลย” เพราะนั่นจะทำให้ผมมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น และภรรยาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะตามมานั่นเอง

สรุปแผนที่สองก็คือการหันมาจัดการกับสินทรัพย์ที่ไม่จำเป็น หรือทบทวนเป้าหมาย แผนการในชีวิตร่วมกันใหม่ เราต้องการใช้ชีวิตอยู่ที่ไหน เราต้องการให้ลูกเข้าเรียนที่ไหน เราต้องการสร้างครอบครัวของเราอย่างไร?

กลับมาที่ปัจจุบันกลางเดือนมีนาคม 2563 เหตุการณ์ต่าง ๆ เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ การระบาดของไวรัส COVID-19 ในประเทศไทย อยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อว่าเราจะควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้หรือไม่? เหนือสิ่งอื่นใด สายการบินต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการควบคุมการแพร่ระบาด พากันประกาศหยุดให้บริการเป็นการชั่วคราว ทั้งด้วยปัจจัยการปิดประเทศของหลาย ๆ ประเทศ จำนวนผู้โดยสายที่ต้องกักตัว ไม่มีการเดินทางในช่วงนี้ และในที่สุดภรรยาผมก็ได้รับประกาศเช่นเดียวกันกับสายการบินอื่น ๆ

“สายการบินเตรียมยกเลิกเที่ยวบินเป็นการชั่วคราว มีผลตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป “

ส่งต่อเรื่องราวการเงินการลงทุนของคุณ

อ่่านเรื่องราวอื่นๆ

FINNOMENA Tactical Call: รอบ Bear Market Rally จังหวะทำกำไรระยะสั้นมาแล้ว!

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Tactical Call: รอบ Bear Market Rally จังหวะทำกำไรระยะสั้นมาแล้ว!

เมื่อคืนวันที่ 23 มี.ค. ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ประกาศ เพิ่มขนาดวงเงิน QE จากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 700,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็น “ไม่จำกัด” และสามารถเข้าซื้อ Commercial Paper ได้ นอกเหนื่อจาก มาตรการ Limitless QE แล้ว ก็มีนโยบายย่อย ที่พุ่งตรงไปแก้ปัญหาสภาพคล่องใน Real Sector ตรง ๆ ได้แก่

1. การเพิ่มสภาพคล่องให้กับบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ เพื่อให้สามารถออกหุ้นกู้ หรือสามารถ Roll Over หุ้นกู้ของบริษัทออกไปได้ เพื่อพยุงไม่ให้เกิด Default Risk ขึ้น

2. การออก Term Asset Backed Securities Loan Facility เพื่อจะเพิ่มสภาพคล่องในธุรกิจ รวมถึงสินเชื่อผู้บริโภค สินเชื่อนักศึกษา และสินเชื่อรถยนต์

3. การเพิ่มสภาพคล่องให้กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) ที่มีนโยบายลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรของรัฐบาลท้องถิ่นของสหรัฐฯ

4. เตรียมวงเงินกู้ฉุกเฉินเงินไว้อีก 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อให้เอกชนขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) สามารถเข้ากู้ในต้นทุนต่ำ

FINNOMENA Investment Team มองว่า มาตรการนี้มีลักษณะคล้าย Fiscal Policy และไม่ได้จำกัดการช่วยเหลือเพียงภาคการเงินเท่านั้น แต่รวมถึงภาคธุรกิจและการบริโภคด้วย ซึ่งเป็นการออกนโยบายแบบที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนแม้กระทั่งตอนวิกฤต Subprime

เราเชื่อว่า จะมีมาตรการการคลังออกมาอีกชุดในอีกไม่กี่วันที่จะถึง และมาตรการเหล่านี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ตลาดคลายความกังวล และทำให้สภาพคล่องกลับมาได้ทันที อย่างน้อยในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า

มุมมองทางเทคนิค (Technical Analysis)

กราฟของดัชนี S&P500 รายชั่วโมง (60min Chart) ยังไม่สามารถขึ้นมายืนเหนือ Moving Average 15 ได้ แต่สัญญาณ Bullish Divergence ก็เกิดขึ้นต่อเนื่อง รอยืนยันแท่งเทียนกลับตัวหลังจากนี้ ก็จะเป็นสัญญาณกลับตัว

FINNOMENA Tactical Call: รอบ Bear Market Rally จังหวะทำกำไรระยะสั้นมาแล้ว!

รูปที่ 1 กราฟดัชนี S&P 500 (TF 60 min) I Source : Tradingview As of 24/3/2020

ขณะที่กราฟรายวัน (Daily Chart)

S&P 500 หลุด Low เดิมของปี 2018 ลงมาทดสอบที่ Fibonacci Retracement แนวสุดท้าย 23.6% ซึ่งระดับนี้ เป็นจุดต่ำสุดของดัชนีนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. ปี 16 หรือ มากกว่า 3 ปี

และมีการก่อตัวของสัญญาณ Bullish Divergence ชัดเจนขึ้น

FINNOMENA Tactical Call: รอบ Bear Market Rally จังหวะทำกำไรระยะสั้นมาแล้ว!

รูปที่ 2 กราฟดัชนี S&P 500 (TF Day) I Source : Tradingview As of 24/3/2020

FINNOMENA Investment Team วิเคราะห์ว่า Bear Market Rally หรือ การวิ่งปรับตัวขึ้นในตลาดหมี Wave B (Tactical Rebound) กำลังจะเกิด

ซึ่ง Target Price มี 2 ที่ คือ

  1. Moving Average 50 ที่ 2,400 จุด หรือ Upside +9% จากระดับปัจจุบัน
  2. และอีกที่คือ Gap บริเวณ 2,700 จุด หรือ Upside +20%

เราแนะนำเข้าลงทุนเก็งกำไร เน้นรอบระยะสั้นไม่เกิน 3 เดือน ในกองทุน TMBGQG

นักลงทุนที่เหมาะกับ Tactical Call นี้

  1. เป็นนักลงทุนที่มีเงินสด หรือสภาพคล่องส่วนเกิน ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะเข้าสะสมในจังหวะที่สมเหตุสมผล
  2. นักลงทุนที่รับความผันผวนได้ คาดหวังผลกำไร 9%-20%
  3. นักลงทุนต้องยอมรับการ Limit Loss หรือ การตัดขาดทุนได้ทัน ในกรณีที่ NAV ลงมา ณ จุด Stop Loss > 5% จากต้นทุน

กองทุน TMBGQG

กองทุนหลัก : Wellington Global Quality Growth Fund

Top 10 Holdings

FINNOMENA Tactical Call: รอบ Bear Market Rally จังหวะทำกำไรระยะสั้นมาแล้ว!

รูปที่ 3 Top 10 Holdings ของกองทุน Wellington Global Quality Growth Fund I Source : Wellingtonfunds.com As of 24/3/2020

FINNOMENA Tactical Call: รอบ Bear Market Rally จังหวะทำกำไรระยะสั้นมาแล้ว!

รูปที่ 4 Region weights ของกองทุน Wellington Global Quality Growth Fund I Source : Wellingtonfunds.com As of 24/3/2020

FINNOMENA Tactical Call: รอบ Bear Market Rally จังหวะทำกำไรระยะสั้นมาแล้ว!

รูปที่ 5 Sector Weights ของกองทุน Wellington Global Quality Growth Fund I Source : Wellingtonfunds.com As of 24/3/2020

เปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่าง TMBGQG และ MSCI World Index

FINNOMENA Tactical Call: รอบ Bear Market Rally จังหวะทำกำไรระยะสั้นมาแล้ว!

รูปที่ 6 ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน TMBGQG และดัชนี MSCI World I Source : Morningstar As of 24/3/2020

ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

จากการเปรียบเทียบผลตอบแทน พบว่ากองทุน TMBGQG ปรับตัวลงน้อยกว่า MSCI World Index เนื่องจาก

  1. Overweight หุ้นในกลุ่ม Info Tech ซึ่งเป็น Sector ผู้นำโลกและได้รับผลโดยตรงจากการแพร่ระบาดน้อยกว่า Sector อื่น อีกทั้งไม่มีสัดส่วนหุ้นในกลุ่ม Energy
  2. การกระจายการลงทุนทั่วโลกที่ให้ผลดีกว่าดัชนี MSCI World ถึงแม้จะถือหุ้นเพียง 70 ตัว แต่เนื่องจากกองทุนเน้นลงทุนในหุ้นที่สร้าง free cash flow ได้อย่างโดดเด่น มี Balance sheet ที่แข็งแกร่ง จึงทำให้ผลตอบแทนลดลงน้อยกว่าดัชนี MSCI World
  3. จากเหตุผลในข้อที่ 2 ทำให้บริษัทสามารถซื้อหุ้นกลับ (Buy back) ได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยผลักดันหรือพยุงราคาหุ้นได้

FINNOMENA Investment Team

สำหรับลูกค้าปัจจุบันของ FINNOMENA เข้าสู่แอปเพื่อสร้างแผน DIY และซื้อขายได้ทันที ส่วนผู้ที่ยังไม่มีบัญชีซื้อขายกับ FINNOMENA >>คลิกที่นี่<< เพื่ออ่านวิธีการเปิดบัญชีภายใน 1 วัน


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

สรุป LIVE QE ไม่จำกัดคืออะไร? พร้อมพอร์ตการลงทุนแนะนำ

Mr. Serotonin
สรุป LIVE QE ไม่จำกัดคืออะไร? พร้อมพอร์ตการลงทุนแนะนำ

กลับมากันอีกครั้งกลับสรุป FINNOMENA Live ประจำวันโดยวันนี้ได้คุณ แบงค์ (Mr. Messenger) และคุณ กิ๊ก (อดีตผู้จัดการกองทุน CIMB) มาวิเคราะห์เจาะลึกการทำ QE แบบใจป๋า (ไม่อั้น) ของ Fed รวมถึงพอร์ตการลงทุนแนะนำจาก FINNOMENA Investent Team ในช่วงนี้ด้วยครับ ถ้าพร้อมแล้วก็อ่านไปพร้อมๆกันได้เลย!

อัพเดท พรก. ฉุกเฉินจากไทย

ในช่วงบ่ายของวันนี้มีการประกาศ พรก. ฉุกเฉินขึ้น โดยเหมือนจะมอบหมายให้ข้าราชการตำรวจต่างๆ ควบคุมการเข้าใช้สถานที่ และจำกัดเวลาได้ เพื่อให้ควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้และทั้งนั้นเดี๋ยวจะมีการแจกแจงยิบย่อยต่างๆออกมาอีกที

Timeline การปั๊มหัวใจกระตุ้นตลาดหุ้นของ Fed

ช่วงที่ผ่านมา Fed ออกมาตรการยื้อยุดฉุดกระฉากรัวๆ แต่ตลาดก็ยังเฉยเมยเรามาดูกันว่า Fed ได้ทำอะไรไปบ้างในช่วงที่ผ่านมา

  • วันที่ 3 มีนาคม 2563 ทาง Fed ลดดอกเบี้ยฉุกเฉิน 0.50% สู่ระดับ 1.00%-1.25% แต่ตลาดก็ยังปรับตัวลงต่อ
  • วันที่ 10 มีนาคม 2563 Fed ทำ REPO หรือการกู้ยืมเงินระหว่างธนาคารกันเองเพิ่มเติม เพราะ ธนาคารขาดสภาพคล่อง Fed จึงเข้ามาปล่อยกู้ให้ธนาคารดำเนินกิจการต่อไปได้ หากยกตัวอย่างให้เข้าเจ้าง่ายๆก็เช่น สถานการณ์ระหว่างธนาคาร A และ B โดย B ขาดเงินฉุกเฉินเลยขอยืม A (ไม่งั้นเจ๊งแน่ๆ) แต่ A เห็นว่า B อยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เลยเสนออัตราดอกเบี้ยแพงๆไปให้ เพราะ B ไม่มีทางเลือก จากนั้น B ไม่รู้จะทำยังไงเลยไปขอให้ Fed ช่วย โดย Fed พิมพ์เงินออกมาให้ B แลกกับพวกตัว Treasuries ต่างๆ
  • วันที่ 12 มีนาคม 2563 WHO (World Health Organisation) ได้ประกาศว่าการระบาดของ Covid-19 เป็น Pendemic หรือโรคระบาดร้ายแรง ทำให้ WHO มีอำนาจเหนือกว่ากระทรวงสาธารณสุขในประเทศต่างๆ โดยสามารถเอาทรัพยากรของประเทศนั้นๆ เช่น เงิน (เชิงบังคับ) ให้ไปช่วยผู้ป่วยทำให้แทนที่ประเทศนั้นๆจะเอาเงินส่วนนี้ไปกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลับต้องใช้ไปแก้ปัญหาโรคระบาด จึงส่งผลให้ตลาดกังวลกว่าเดิม เพราะ ต้องมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้นไปอีก
  • วันที่ 13 มีนาคม 2563 Fed เข้าช่วยซื้อพันธบัตร เมื่อคนแห่ขายจน spread และ yield ปั่นป่วนกันไปใหญ่ โดยเป็นการซื้อเพิ่มเติมจากปกติที่ทำแค่ในส่วนของ ตราสารหนี้ต่างๆและ Mortgage back securities (MBS) ไปเพิ่มในส่วนของตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะสั้น (Commercial paper) ด้วย
  • วันที่ 15 มีนาคม 2563 Fed ลดดอกเบี้ยอีกเฮือกแต่คราวนี้ลดทีเดียว 1% สู่ระดับ 0-0.25%  และประกาศทำ QE เพิ่มถึง 700,000 ล้านดอลลาร์
  • วันที่ 19 มีนาคม 2563 Fed ประกาศสัญญา swap ค่าเงินดอลลาร์ชั่วคราวให้กับ ออสเตรเลีย, สวีเดน, สิงคโปร์, เกาหลี, บราซิล, และแมกซิโก เพื่อเพิ่มสภาพคล่องเงินดอลลาร์ได้ให้หายใจหายคอได้มากขึ้น เพราะหากประเทศอื่นพัง Fed อาจจะล้มตามไปด้วย
  • วันที่ 23 มีนาคม 2563 Fed ประกาศทำ QE แบบป๋าๆ (Unlimited) โดยพูดเท่ห์ๆแบบกัปตันอเมริกาว่า [Whatever it takes(need)]

QE แบบป๋าๆ (Unlimited) ของ Fed ทำอะไรบ้าง?

สรุป LIVE QE ไม่จำกัดคืออะไร? พร้อมพอร์ตการลงทุนแนะนำ

สรุป LIVE QE ไม่จำกัดคืออะไร? พร้อมพอร์ตการลงทุนแนะนำ

  • เพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดเงิน (Money market) เช่น ช่วยอุ้มซื้อกองทุนต่างๆและพันธบัตร ที่น่าสนใจก็คือแบงค์ชาติไทยทำก่อน Fed ด้วย โหดสุดๆ
  • เสริมสภาพคล่องตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate bond) โดยถือเป็นครั้งแรกของ Fed ที่เข้ามาอุ้มภาคเอกชน หลังจากคนขายรีบเทขายด้วยความตื่นตระหนก ส่วนคนซื้อก็ไม่ได้อยากซื้อ เพราะ ราคามันลงเรื่อยๆ เลยต่อรองว่าถ้าซื้อก็ขอส่วนลดหน่อยละกัน ส่งผลให้ราคาร่วงแรงกว่าเดิม ซึ่งการทำเช่นนี้คล้ายๆกับการทำมาตรการทางการคลัง โดย Fed ขอรับซื้อเองหากไม่มีคนซื้ออยาก แสดงให้เห็นว่าบริษัทต่างๆเริ่มขาดสภาพคล่องจากการที่คนเทขายอย่างหนัก ซึ่งถือว่าเป็นการอุ้มตรงๆเลยกับผู้ประกอบการ
  • เสริมสภาพคล่องธนาคาร (REPO) เมื่อก่อนธนาคารยืมกันเองก็เสียดอกเบี้ยนิดหน่อย แต่ตอนนี้ Fed บอกให้ยืมไปเลยที่ 0% (ยืมฟรี) ป้องกันกลุ่มธนาคารล่ม
  • ครั้งนี้ Fed เข้าไปช่วยซื้อ Commercial MBS (คนที่กู้ไปทำห้างสรรพสินค้า โรงงาน ตึก ) หรือตัวทำเกิดวิกฤติ Subprime ที่เกิดจากการเอาตัวที่มี credit ดีๆมามัดรวมกับตัว credit ไม่ดีละมาเหมารวมว่าดี 
  • ช่วยธุรกิจขนาดเล็ก (SME) หากเงินหมุนไม่พอ สามารถมายืมเงิน Fed ได้ แต่ต้องจับตาดูด้วยว่าปล่อยให้ธุรกิจที่พื้นฐานไม่ดีหรือเปล่า?
  • ตั้งวงเงินกู้แบบพิเศษสำหรับพวกการกู้ยืมต่างๆ e.g. student loan, credit card loans ช่วยภาคการบริโภค (Consumption) ให้เงินไปกู้ซื้อของแบบจัดเต็ม รวมถึงยืดระยะเวลาผ่อนชำระ แต่ต้องมีหลักทรัพย์มาคํ้าประกันนะ ตัวอย่างเช่น เอาบ้านไปคํ้าตอนกู้ รวมถึงผ่อนคลายการกู้ยืมส่วนบุคคลด้วย อาธิเช่น สินเชื่อการศึกษา โดยทำไปเพื่อลดหนี้เสียในระบบ
  • ยืดชำระหนี้

หลัง Fed เดินเครื่องนโยบายสินทรัพย์ต่างๆตอบสนองอย่างไรบ้าง?

การตอบสนองของตลาดหุ้นหลังการกระตุ้นของ Fed

สรุป LIVE QE ไม่จำกัดคืออะไร? พร้อมพอร์ตการลงทุนแนะนำ

จากภาพจะสังเกตได้ว่าไม่ว่า Fed จะพยายามกี่ครั้งก็ตามแต่ ตลาดดูจะฟังมาตรการกระตุ้นของ Fed ไม่ขึ้น 

การตอบสนองของพันธบัตรรัฐบาล 10 ปีหลังการกระตุ้นของ Fed

สรุป LIVE QE ไม่จำกัดคืออะไร? พร้อมพอร์ตการลงทุนแนะนำ

ตัวผลตอบแทน (Yield ) ของพันธบัตรรัฐบาล 10 ปีแกว่งไปแกว่งมาอยู่นาน แต่ล่าสุดหลังประกาศ QE แบบจัดเต็ม ตลาดพันธบัตรรัฐบาลก็ดูจะมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้นจากการที่ yield ลดลงมา

การตอบสนองของทองคำหลังการกระตุ้นของ Fed

สรุป LIVE QE ไม่จำกัดคืออะไร? พร้อมพอร์ตการลงทุนแนะนำ

มีการขายมาถือเงินสดก่อนหน้าในช่วงตลาดขาลง แต่ล่าสุด QE แบบป๋าๆทำให้ทองกลับมา และทองมักส่งสัญญาณก่อนตลาดหุ้นขึ้น (ผมเสริมเองครับจาก Live ก่อนหน้า)

Balance Sheet จับคู่กับอะไรถึงเข้ากัน?

Balance sheet กับ ทองคำ

สรุป LIVE QE ไม่จำกัดคืออะไร? พร้อมพอร์ตการลงทุนแนะนำ

ถือว่าเข้ากันใช้ได้เลย สำหรับ Balance sheet กับทองคำ แต่จุดสังเกตก็คือช่วงปี 2013-2014 ดูจะไม่เข้ากันนัก เหตุผลอาจเป็น เพราะ ตลาดมองว่าการทำ QE ใกล้จะจบและเศรษฐกิจน่าจะรอดแล้วเงินจึงไหลเข้าหุ้นแทน 

ดังนั้นต้องใช้เหตุผลอื่นๆประกอบการตัดสินใจด้วย ไม่ได้ดูแต่เพียงตัวนี้อย่างเดียว

Balance Sheet กับ S&P 500

สรุป LIVE QE ไม่จำกัดคืออะไร? พร้อมพอร์ตการลงทุนแนะนำ

เข้ากันได้ดีแบบสุดๆไปเลยสำหรับ Balance sheet กับ ดัชนี S&P 500 ค่าความสัมพันธ์ (correlation) ชัดเจนมากๆ ยิ่งซื้อยิ่งขึ้น ยิ่งปล่อยยิ่งลด

แต่ช่วง 2008 หากสังเกตดีๆ ตลาดหุ้นจะลงต่ออีกพักหลัง balance sheet ขึ้นและจึงดีดตัวขึ้นในภายหลัง

Balance Sheet กับ U.S. Treasury Yield (10 Yrs.)

สรุป LIVE QE ไม่จำกัดคืออะไร? พร้อมพอร์ตการลงทุนแนะนำ

หลังจากที่ Fed ออก QE ช่วยซื้อพันธบัตรต่างๆ yield ก็ลดลง ส่งผลให้ผลตอบแทนสูงขึ้น แต่โดยรวมคนยังแห่ขายกันเยอะ credit spread เลยถ่าง เลยยังคงต้องจับตาดูว่าทำให้ spread ที่ว่าลดลงไหม

FINNOMENA แนะนำลงทุนยังไงตอนนี้

1.สายเซฟๆเน้นอุ่นใจ 

สามารถเข้าไปพักเงินสด และลดความเสี่ยงไว้ก่อนในพอร์ต “Money Plus” โดยมีข้อดีคือ ถอนเร็ว หมุนเงินได้เร็ว ความเสี่ยงตํ่า กำไรน้อย (เอาไว้พักเงิน) ได้ผลตอบแทนทุกวัน และผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก

พอร์ตนี้คัดเน้นๆจาก กองทุนตลาดเงิน (Money market fund) ทั้งหมดในไทย

โดยมีเงื่อนไขในการคัดเลือกคือ….

  • ผลตอบแทนรายสัปดาห์ไม่ติดลบ ในช่วงที่ตลาดผันผวนที่ผ่านมา
  • กองทุนไส้ในต้องมีคุณภาพดี ระยะสั้น อายุเฉลี่ยไม่เกิน 1 ปี
  • ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝาก ไส้ทั้งหมด 80% เป็นพันธบัตรรัฐบาล
  • กองขนาดใหญ่มากกว่า 10,000 ล้านบาทแต่ไม่เกิน 100,000 ล้านบาท เพราะ เดี๋ยวเอาของเข้าพอร์ตเพิ่มไม่ได้
  • ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากประจำ 12 เดือน ที่อยู่ที่ 0.93% (หักภาษีแล้ว)

โดยแนะนำเข้าซื้อ

สรุป LIVE QE ไม่จำกัดคืออะไร? พร้อมพอร์ตการลงทุนแนะนำ

TBMTM 50%  ผลตอบแทน 1 ปีย้อนหลัง +1.22%

PHATRA MP 50% ผลตอบแทน 1 ปีย้อนหลัง +1.36%

จุดเด่นเสริมคือตัวไส้พอร์ตได้รับการสนับสนุนจากมาตรการช่วยเหลือของพันธบัตรรัฐบาล โดยอาจสามารถใช้มาตรการรัฐช่วยได้

2. สายบู๊คันไม้คันมือ

ตอนนี้เราแนะนำกลยุทธ์ลงทุนใน FINNOMENA GOAL ความเสี่ยง3,5 และ 7 ตามลำดับ

สรุป LIVE QE ไม่จำกัดคืออะไร? พร้อมพอร์ตการลงทุนแนะนำ

กลยุทธ์ ก็คือ จะเริ่มกลับเข้าซื้อตอนที่ค่าเฉลี่ย P/E คล้ายกับตอน subprime โดยที่ดัชนี SET Index มีราคาอยู่แถวๆ 900-555 จุด โดยจะแบ่งการลงทุนเป็นไม้ๆ และหากใครคนไม้คันมืออดใจไม่ไหวตอนนี้หากคิดว่าลงมาระดับนึงแล้วอยากลงทุนก็เริ่มทยอยได้เลย แนะนำให้ใช้สัดส่วน Port GOAL ความเสี่ยงระดับ 3 เข้าไปก่อนและหากราคากลับมา 900 ก็ต่อด้วย Port GOAL ความเสี่ยงระดับ 5 (จะอยู่ประมาณ wave ขาลง B พอดีเชิงเทคนิคอล) และหากลงลึกมากกว่าจึงเพิ่มเป็น Port GOAL ความเสี่ยงระดับ 7

โดยอาจปรับได้แล้วแต่คนว่ารับความเสี่ยงได้แค่ไหน จะลงระดับ 7 สามรอบก็ได้ หากคุณรับความเสี่ยงได้ โดยเหตุผลที่มีการเข้าซื้อสามระดับ เพราะ เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการกลับตัวของราคา

3. Tactical call สุดเร้าใจจาก FINNOMENA Investment Team

สำหรับผมมันคือการคอลสั้นๆเก็บเวฟ B ซึ่งเป็นเวฟพักตัวของขาลงในเชิงเทคนิคอล

เจาะลึกเทคนิคอลสักนิดก่อนลงพอร์ตนี้

สรุป LIVE QE ไม่จำกัดคืออะไร? พร้อมพอร์ตการลงทุนแนะนำ

เบื้องต้นจะสังเกตได้ว่ากราฟ 60 นาที RSI เกิด Bullish convergence หรือสัญญาณที่ขัดแย้งกันของ Indicators กับราคาหุ้นจริงในตลาด โดยจะสังเกตได้ว่าถึงแม้ตลาดไหลลง แต่ RSI ยังยืนอยู่และไม่ไหลลงตาม

สรุป LIVE QE ไม่จำกัดคืออะไร? พร้อมพอร์ตการลงทุนแนะนำ

จากกราฟ รายวัน (Day) ราคาลงมาทดสอบที่แนวรับ 23.6 ของ Fibonacci retracement โดยยังดึงๆอยู่อาจดีดขึ้นมาได้

สรุป LIVE QE ไม่จำกัดคืออะไร? พร้อมพอร์ตการลงทุนแนะนำ

สรุปโดยรวมแล้วเราอาจเล่น wave B ของตลาดขาลงได้ โดยอาจดีดตัวประมาณ 20% แต่ยังต้องจับตาดูตรง Moving average period 50 ก่อนต้องดูผ่านไหวไหม

โดยแนะนำเป็นตัว TMBGQG ซึ่งหนักการลงทุนในหุ้นอเมริกาเป็นหลักสอดคล้องกับดัชนี S&P 500ด้านบน โดยกระจายการลงทุนในหุ้นเติบโตทั่วโลก

สำหรับ Tactic นี้อาจจะต้องรอการยืนยันจาก FINNOMENA Investment Team อีกทีครับว่าจะ call เข้าตอนไหน แต่ถือว่าต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดหากต้องการลงทุนใน Tactic นี้ เพราะเป็นการเล่นสั้นๆและ Wave B ของขาลงคาดการณ์ได้ค่อนข้างยากว่าจะไปถึงไหน อาจจะต้องใช้ทักษะของผู้จัดการกองทุนเข้าช่วยครับ (ส่วนตัวผมไม่ได้เล่น Wave B อาจจะไม่เชี่ยวชาญในส่วนนี้)

สรุป LIVE ในวันนี้มีเวลาเหลือเยอะเลยเกลาภาษาออกมาให้อ่านเพลินๆเข้าใจง่ายๆ ถือว่าคลายเครียดกันไปนะครับ ไม่อยากให้ทุกคนเครียด รักษาสุขภาพด้วยครับ

ขอให้ทุกคนโชคดี