แจ้งเตือน

News Update: เวียดนามเนื้อหอม ‘ซัมซุง’ และ ‘แอลจี’ จ่อลงทุนเพิ่ม รวมแล้ว 6 พันล้านดอลลาร์

THE OPPORTUNITY
News Update: เวียดนามเนื้อหอม ‘ซัมซุง’ และ ‘แอลจี’ จ่อลงทุนเพิ่ม รวมแล้ว 6 พันล้านดอลลาร์

เวียดนามเปิดเผยว่า 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีใต้ ทั้ง ‘ซัมซุง’ และ ‘แอลจี’ วางแผนลงทุนเพิ่มเติมอีกหลายพันล้านดอลลาร์ในเวียดนาม

อินโฟเควสท์รายงานว่า การประกาศดังกล่าวของสื่อทางการของรัฐและรัฐบาลเวียดนามมีขึ้นหลังจากซัมซุงปรับลดการผลิตสมาร์ทโฟนในเวียดนามลง 2 ครั้งในปีนี้ เนื่องจากดีมานด์ลดลงทั่วโลก

ที่ผ่านมา ซัมซุงซึ่งเป็นนักลงทุนต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม ได้ผลิตสมาร์ทโฟนประมาณครึ่งหนึ่งในเวียดนามมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว และคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 5 ของการส่งออกทั้งหมดของเวียดนาม

สื่อทางการของเวียดนามรายงานว่า ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จะลงทุนเพิ่มอีก 2 พันล้านดอลลาร์ในเวียดนาม ส่งผลให้ยอดรวมเพิ่มแตะ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่แอลจีจะลงทุนเพิ่มอีก 4 พันล้านดอลลาร์เพื่อให้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตกล้องสมาร์ทโฟน

ขณะที่ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่า ตั้งแต่ปี 2538 แอลจีได้ลงทุนในเวียดนามไปแล้วทั้งสิ้น 5,300 ล้านดอลลาร์ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ในครัวเรือน และชิ้นส่วนรถยนต์ และจ้างพนักงานราว 27,000 คน ควอน บง ซอก ระบุ

ด้านประธานาธิบดีฟุ้ก กล่าวว่า เขาให้ความสำคัญกับการลงทุนของ LG ในเวียดนาม และได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เขาได้เข้าร่วมในพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานของ LG มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์ใน จ.หายฟ่อง เมื่อปี 2559

อ้างอิง:

https://www.infoquest.co.th/2022/256550

https://mgronline.com/indochina/detail/9650000115994 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเวียดนามดิ่งลง 5% จากแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มการเงิน และอสังหาฯ

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเวียดนามดิ่งลง 5% จากแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มการเงิน และอสังหาฯ

วันนี้ 6 ธ.ค. 65 ตลาดหุ้นเวียดนาม (VN 30) ปรับตัวลดลง 5.12% สู่ระดับ 1,054.06 นำโดยหุ้นกลุ่นธนาคารที่ปรับตัวลง 5.6% กลุ่มค้าปลีกปรับตัวลง 4.8% และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลง 4.1% สวนทางการเข้าลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่ยังไหลเข้าตลาดหุ้นเวียดนามอย่างต่อเนื่องรวม 282 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนพ.ย. ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่มีการรวบรวมข้อมูล

โดยการปรับตัวลงดังกล่าว เป็นการปรับตัวลงตามทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นโลกในคืนที่ผ่านมาหลังจากตัวเลข ISM non-Manufactoring PMI ของสหรัฐที่ประกาศออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด หนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้มากกว่าคาด ประกอบกับความกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจจะกระทบภาคอุตสาหกรรมของเวียดนาม หลังผลสำรวจคำสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing Order) ลดลงในสหรัฐและยุโรป ส่งผลกระทบต่อเชิงลบต่อเวียดนาม ที่เป็นแหล่งการผลิตจำนวนมากจากการที่หลายประเทศย้ายฐานการผลิตจากจีนมาที่เวียดนาม

FINNOMENA Investment Team มองว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีทิศทางเชิงบวกในระยะสั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาระดับ Valuation ที่อยู่ในระดับที่ถูกเมื่อเทียบกับหุ้นโลก โดยปัจจุบัน P/E 12M ของตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ที่ 10.9 เท่า หรือ -1.23 S.D. ในรอบ 10 ปี รวมไปถึงแรงเข้าซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนผ่านทาง Foreign Fund Flow ของตลาดหุ้นเวียดนาม และศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง จึงแนะนำทยอยสะสมเพื่อการลงทุนระยะยาว

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Tesla เปิดตัว Semi ปฏิวัติวงการรถบรรทุกไฟฟ้า ชาร์จไฟรวดเร็ว ช่วยลดโลกร้อน

THE OPPORTUNITY
News Update: Tesla เปิดตัว Semi ปฏิวัติวงการรถบรรทุกไฟฟ้า ชาร์จไฟรวดเร็ว ช่วยลดโลกร้อน

Tesla เปิดตัว Semi รถกึ่งพ่วงหรือรถบรรทุกไฟฟ้ารุ่นแรกของบริษัทเมื่อวันพฤหัสบดี (1 พ.ย.) พร้อมเผยว่า รถบรรทุกไฟฟ้าจะช่วยลดการปล่อยมลพิษได้

กรุงเทพธุรกิจรายงานว่า ก่อนหน้านี้ Tesla เปิดตัว รถบรรทุกไฟฟ้า ตั้งแต่ปี 2560 แต่การผลิตเกิดความล่าช้าเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด และปัญหาซัพพลายเซลล์แบตเตอรี สำหรับครั้งนี้ Elon Musk ได้ขอบคุณ ‘ฟริโต เลย์’ ตัวแทน บริษัทเป๊ปซี่ ซึ่งเป็นลูกค้ารายแรกที่ซื้อและใช้รถบรรทุกของ Tesla

Elon Musk กล่าวว่า สหรัฐฯ มีรถยนต์โดยสาร 15 ล้านคน และมีการใช้รถบรรทุกกว่า 200,000 คัน ดูเหมือนเป็นสัดส่วนไม่เยอะ แต่รถบรรทุกส่วนใหญ่ปล่อยมลพิษจำนวนมาก เนื่องจากมีขนาดใหญ่ น้ำหนักมากและมีการใช้งานตลอดวัน อีกทั้งมลพิษส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนที่อาศัยใกล้คลังสินค้า ท่าเรือ และถนนสายต่างๆ ที่มีรถบรรทุกวิ่งผ่านปริมาณมาก

Tesla ระบุว่า รถบรรทุกไฟฟ้า ไม่ได้ช่วยต่อสู้กับสภาพภูมิอากาศเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเสียงเงียบ และอาจช่วยปรับคุณภาพอากาศและพัฒนาสุขภาพประชาชนที่อยู่ใกล้กับถนนหนทางต่างๆ พร้อมกล่าวถึงเทคโนโลยีขั้นสูงบางอย่างยังไม่มีจำหน่ายที่อื่น รวมถึงระบบชาร์จไฟแบบรวดเร็ว และมีแบตเตอรีขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งอื่นด้วย

Semi ของ Tesla สามารถขับได้ระยะทางไกลถึง 500 ไมล์จากการชาร์จเต็มในครั้งเดียว ซึ่งเทคโนโลยีชาร์จไฟแบบรวดเร็วนี้ ได้ติดตั้งในสถานีชาร์จไฟฟ้าของเทสลา เพื่อใช้ชาร์จรถกระบะไฟฟ้าแล้ว

ข่าวดังกล่าวคลายความกังวลให้นักลงทุน เพราะส่งสัญญาณว่า Elon Musk กลับมาให้ความสำคัญกับ ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า เพราะก่อนหน้านี้มัสก์ได้ทำการขาย หุ้นเทสลา จำนวนมาก เพื่อซื้อทวิตเตอร์ตามตกลงไว้ 44,000 ล้านดอลลาร์

อ้างอิง: https://www.bangkokbiznews.com/world/1041060 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

สรุปเหตุการณ์การล่มสลายของอาณาจักร FTX และ Sam Bankman-Fried

TechToro
สรุปเหตุการณ์การล่มสลายของอาณาจักร FTX และ Sam Bankman-Fried

ช่วง 12 วันแรกของเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา อาจเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดสำหรับ “แซม แบงค์แมน-ฟรีด์” (Sam Bankman-Fried) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า SBF ผู้ก่อตั้ง และ อดีตซีอีโอของ FTX ซึ่งเป็นอดีตแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอันดับ 2 ของโลก โดยเขาไม่เพียงแต่สูญเสียอาณาจักรคริปโต แต่ยังถูกเปลี่ยนสถานะจากมหาเศรษฐี Bitcoin (BTC) และ อัศวินม้าขาวแห่งโลกคริปโต กลายเป็นผู้ล้มละลาย และ มีเงินค้างชำระลูกหนี้อีกอย่างน้อย 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 107,000 ล้านบาท

ในอีก 8 วันต่อมา มีการเปิดเผยว่า หนึ่งใน Exchange ที่เคยทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกคริปโต นั้นไม่ได้เป็นอย่างที่ใครหลายคนคิด ซึ่งแอดมินได้รวบรวมไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญอันนำไปสู่การล่มสลายของ FTX ไว้ให้แล้ว!

จุดเริ่มต้นของจุดจบ

2 พฤศจิกายน 2022: ปัญหาเริ่มต้นมาจากสื่อคริปโตอย่าง CoinDesk ได้ตีพิมพ์รายงานซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันอย่างหนักในเวลานั้น แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดงบดุลของบริษัท Alameda Research ที่เรียกได้ว่า “เข้าขั้นวิกฤต” โดยรายละเอียดระบุว่า Alameda Research ได้ถือ FTT ซึ่งเป็น Native Token ของแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล FTX ไว้มากถึง 70% ของอุปทานทั้งหมด และ 174% ของอุปทานหมุนเวียน

นักลงทุนเกิดความกังวลกันอย่างมาก เมื่อ CoinDesk รายงานว่า Alameda Reseach และ FTX นั้นก่อตั้งโดยชายคนเดียวกัน คือ “แซม แบงค์แมน-ฟรีด์” หรือ SBF

การต่อสู้ของ 2 ยักษ์ใหญ่ในโลกคริปโต

6 พฤศจิกายน 2022: แคโรไลน์ เอลลิสัน (Caroline Ellison) ซีอีโอของ Alameda Research ออกมาปฏิเสธความกังวลเกี่ยวกับงบดุลของบริษัท ว่าเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น โดย ‘เอลลิสัน’ ระบุว่าบริษัทมีสินทรัพย์มูลค่ามากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท อยู่ในงบดุลซึ่งไม่ได้รับผลกระทบ

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา คู่แข่งคนสำคัญของ FTX อย่าง Binance ได้ออกมาประกาศว่า “Binance มีแผนจะทำการเทขาย FTT ที่ถือไว้ทั้งหมด” โดยจะให้เกิดผลกระทบกับตลาดน้อยที่สุด ทั้งนี้ Binance ได้รับโทเคนดังกล่าวมาจากการลงทุนใน FTX เมื่อปี 2021

ชางเพ็ง เจา (Changpeng Zhao) หรือ CZ กล่าวว่าการตัดสินใจเทขายโทเคนดังกล่าวมีเหตุผลจาก “ความจริงได้ถูกเปิดเผย” ต่อมา CZ ได้ทวีตข้อความว่า บริษัทของเขาไม่สนับสนุน “ใครก็ตามที่ล็อบบี้ผู้เล่นอื่นในอุตสาหกรรม อย่างลับหลัง” แม้จะไม่มีการเอ่ยชื่อ FTX โดยตรง แต่ผู้ติดตามข่าวทราบดีว่าทวีตนี้ CZ หมายถึงใคร

‘เอลลิสัน’ รีบทวีตโต้ตอบ CZ อย่างฉับไว โดยเสนอการซื้อคืน FTT ที่เหรียญละ 22 ดอลลาร์สหรัฐ (784 บาท) หาก CZ ต้องการขาย FTT โดยไม่ส่งผลกระทบต่อตลาด

FTX สบายดี, สินทรัพย์ก็ยังสบายดี : SBF กล่าว

7 พฤศจิกายน 2022: SBF สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า โดยทวีตข้อความระบุว่า FTX และ สินทรัพย์บนแพลตฟอร์มนั้นยังสบายดี บริษัทของเขามีเงินสดส่วนเกินมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท) นอกจากนี้ SBF ยังกล่าวในทวีต (ซึ่งถูกลบไปแล้ว) ว่า คู่แข่งของเขากำลังไล่จับ FTX ด้วย “ข่าวลืออันเป็นเท็จ”

CZ ปฏิเสธข้อเสนอของเอลลิสันที่จะซื้อคืน FTT จาก Binance โดยให้เหตุผลว่า “บริษัทของเขาขออยู่ในตลาดเสรีดีกว่า” ส่งผลให้ราคา FTT ร่วงลงกว่า 80% จากการเทขายของนักลงทุนในตลาด

FTX ระงับการถอน, Binance เสนอเงินช่วยเหลือ 

8 พฤศจิกายน 2022: ไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจาก SBF ทวีตข้อความว่าสินทรัพย์ยังอยู่ดี ก็มีรายงานยืนยันว่า FTX ได้ระงับไม่ให้ผู้ใช้สามารถถอนเงินออกจาก Exchange ได้ นี่เป็นสัญญาณแรกที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน ว่า FTX กำลังเดินทางสู่บท “ล่มสลาย”

ใน 2-3 ชั่วโมงต่อมา CZ ได้ทวีตข้อความ ว่าเขาได้เซ็นข้อตกลงที่ไม่มีผลผูกพันในการเข้าซื้อ FTX หลังจาก SBF ร้องขอความช่วยเหลือ

Binance กลับลำ, การล่มสลายมาเยือน

9 พฤศจิกายน 2022: ในขณะที่ผู้คนมากมายคาดหวังว่าการประกาศครั้งต่อไปของ CZ จะเป็นประกาศเข้าซื้อกิจการอย่างเรียบร้อย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Binance ยกเลิกดีลเข้าซื้อ FTX โดยให้เหตุผลว่า ปัญหาของ FTX นั้นอยู่เหนือการควบคุม และ ความสามารถของ Binance ที่จะเข้าไปช่วยเหลือ

ข่าวนี้ได้ส่งผลให้ Bitcoin (BTC) ร่วงลงไปแตะช่วงราคา 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 570,000 บาท เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2020 ทำให้ SBF สูญเสียมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกว่า 95% เช่นเดียวกับสถานะ “เศรษฐีพันล้าน” ของเขา

ไม่กี่ชั่วโมงถัดมา อุตสาหกรรมคริปโตได้พบกับปฏิกิริยาลูกโซ่จากเหตุการณ์ FTX เช่น Solana (SOL) ซึ่ง FTX และ Alameda Research เป็นลงทุนคนสำคัญในอีโคซิสเต็ม หรือ การที่ Exchange คริปโตบางแพลตฟอร์มทำการระงับการถอน จากปัญหาเรื่องเงินสำรองเมื่อมีผู้ใช้ถอนเงินออกจาก Exchange เป็นจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน ทีมกฎหมายของ FTX รายงานว่า พวกเขาได้ทำการลาออกจากบริษัทก่อนที่ Binance จะยกเลิกดีลเข้าซื้อ

SBF กล่าวขอโทษ พร้อมตามหานักลงทุน

10 พฤศจิกายน 2022: เมื่อไม่มีความช่วยเหลือจาก Binance แล้ว SBF ก็พยายามทุกวิถีทางที่จะรั้ง FTX ไม่ให้ล้มลง โดยการร้องขอคู่แข่งต่าง ๆ ทั้ง OKX และ ผู้ก่อตั้ง TRON อย่าง จัสติน ซุน (Justin Sun)

ทั้งนี้ SBF ได้ทวีตข้อความกล่าวขอโทษลูกค้า เขายอมรับในความผิดพลาดบางอย่าง รวมไปถึงการคำนวณวิเคราะห์สภาพคล่อง ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของบริษัท

เขาได้ให้สัญญากับลูกค้า FTX ทั้งหมด ว่าเขาจะทำทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับบริษัท อย่างไรก็ตาม เขาไม่รับปากว่าจะทำเรื่องนี้สำเร็จ โดยต่อมาเขาเปิดเผยว่า Alameda Research จะหยุดทำการเทรดเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในแผนการช่วยเหลือ FTX

SBF ลาออก และ ยื่นล้มละลาย

11 พฤศจิกายน 2022: SBF ไม่สามารถตามหานักลงทุนที่จะมาช่วยเหลืออาณาจักรของเขาได้ ดังนั้น การเคลื่อนไหวครั้งสุดท้ายของเขาคือการลาออกจากตำแหน่งซีอีโอของ FTX หลังจากยื่นเอกสาร “บทที่ 11 ของประมวลกฎหมายล้มละลายของสหรัฐอเมริกา” สำหรับ FTX, FTX US, Alameda Research และ บริษัทที่ประกอบกิจการร่วมกันอีกว่า 130 แห่ง

วันต่อมา BlockFi แพลตฟอร์มให้กู้ยืมคริปโตได้ระงับการถอน โดยอ้างถึงวิกฤตสภาพคล่องของ FTX

1.7 หมื่นล้านบาทหายไป หน่วยงานกำกับดูแลออกโรง

12 พฤศจิกายน 2022: ไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจาก FTX ยื่นล้มละลาย สินทรัพย์มูลค่ากว่า 477 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท ถูกถอนออกจาก Exchange และ จากบัญชีซึ่งเป็นของ FTX US มีการคาดเดาอย่างมากมายว่าการถอนเงินออกในครั้งนี้ มาจากบริษัทพยายามขโมยเงินทุนที่ยังหลงเหลืออยู่

อย่างไรก็ตาม มีรายงานตามมาภายหลัง ว่าการถอนเงินขนาดใหญ่ในครั้งนี้ มาจากการที่ กลต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ของบาฮามาสสั่งยึดสินทรัพย์ทั้งหมดของ FTX

12 พฤศจิกายน 2022 หลังแพลตฟอร์มคริปโทฯ FTX ประกาศล้มละลายไม่นาน มีข้อมูลออกมาว่า แซม แบงก์แมน-ฟรายด์ (Sam Bankman-Fried) ผู้ก่อตั้ง FTX ได้แอบโอนเงินลูกค้ากว่า 10,000 ล้านเหรียญ (ราว 360,000 ล้านบาท) ไปยังบริษัท Alameda Research โดยเงินกว่า 1,000 ล้านเหรียญในนั้น (ราว 36,000 ล้านบาท) ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย

ความเจ็บปวดแพร่ไปทั่วทุกมุม

13 พฤศจิกายน 2022: มีข่าวรายงานว่า วิกฤต FTX ในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักกับพนักงานของบริษัท โดยจากข้อมูลระบุว่า พนักงานของ FTX นั้นได้รับการผลักดันให้ลงทุน และ รับโบนัสเป็นหุ้น FTX หรือ โทเคน FTT นอกจากนี้ สินทรัพย์ต่าง ๆ ของพนักงานก็อยู่บนแพลตฟอร์ม เมื่อบริษัทล้มลง พวกเขาก็ไม่สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ได้

14 พฤศจิกายน 2022: ธุรกิจคริปโตเริ่มได้รับผลกระจบจากปัญหาสภาพคล่องของ FTX เช่น โบรกเกอร์คริปโตเจ้าใหญ่อย่าง Genesis Global Trading ได้ระงับการถอนในระบบยืมเงิน โดยอ้างว่า “เป็นการขอถอนเงินที่ผิดปกติ”

หลังจากนั้นไม่นาน Gemini แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโต ก็ได้ประกาศระงับการถอนเงินจากโปรแกรม Earn โดย Gemini และ Genesis เป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจกัน สำหรับผลิตภัณฑ์ให้กู้ยืมเงิน

ฉ้อโกงอย่างจริงจัง และ บริหารเงินลูกค้าในทางที่ผิด

16 พฤศจิกายน 2022: บริษัท FTX Digital Markets จำกัด ได้ยื่นเอกสาร “บทที่ 15 ของประมวลกฎหมายล้มละลายของสหรัฐอเมริกา” (เอกสารยื่นล้มละลายสําหรับกิจการที่มีธุรกิจข้ามประเทศ)

17  พฤศจิกายน 2022: ผู้ชำระบัญชีซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากศาล อ้างถึง FTX ว่าเป็น “การฉ้อโกงอย่างจริงจัง และ การบริหารเงินลูกค้าในทางที่ผิด” ในเอกสารยื่นล้มละลาย

เมื่อตรวจสอบการล้มละลายลึกลงไปยิ่งค้นพบข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับ FTX ไม่ว่าจะเป็น การนำเงินฝากลูกค้าไปใช้ในทางที่ผิด อนุมัติงบประมาณด้วยอีโมจิผ่านการส่งข้อความที่จะหายไป (Disappearing Chat) และ ผู้บริหารระดับสูงนำเงินลูกค้าไปซื้อสินทรัพย์ให้ตนเองอย่างฟุ่มเฟือย

20 พฤศจิกายน 2022: FTX เปิดเผยว่า บริษัทมีเจ้าหนี้มากกว่า 50 แห่ง ด้วยจำนวนเงินมากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 107,000 ล้านบาท

TechToro

Ref


คำเตือน

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจและศึกษาข้อมูลรวมทั้งลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

ได้เวลาเปลี่ยนแนวทางการบริหารเงินเฟ้อ?

MacroView
ได้เวลาเปลี่ยนแนวทางการบริหารเงินเฟ้อ?

สัปดาห์นี้ ตัวเลขเงินเฟ้อสำหรับประเทศหลักของโลกอย่างยุโรปหรือแม้แต่สหรัฐ ได้ออกมาลดลงจากจุดสูงสุด ทำให้มีประเด็นที่หลายฝ่ายเริ่มให้ความสนใจ ได้แก่ การบริหารจัดการอัตราเงินเฟ้อหลังจากที่ตัวเลขเงินเฟ้อน่าจะค่อย ๆ ลดลงในรอบนี้จากปัจจุบัน โดยมองข้ามช็อตไปว่าระดับอัตราเงินเฟ้อเป้าหมาย (Inflation Target) ที่มีความเหมาะสมกับโลกหลังยุคโควิด ควรจะใช้หลักการเดิม คือตั้งเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อของธนาคารกลางไว้ที่ 2% หรือ ควรปรับเปลี่ยนไปจากนี้ดีกว่า

ข้อเสนอนี้ได้รับการกล่าวถึงค่อนข้างมาก เนื่องจากอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ ได้เสนอไอเดียว่าระดับอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายในโลกหลังยุคโควิด ควรจะขึ้นจาก 2% เป็น3% ด้วยเหตุผลดังนี้

1. ตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมา จากที่เราเคยเชื่อว่าถ้าเราต้องการสินค้าอะไร ก็เพียงสั่งซื้อสินค้านั้นจากแหล่งที่ผลิตสินค้านั้นจากแห่งใดแห่งหนึ่งของโลก แล้วเราก็จะได้รับสินค้านั้นมาในเวลาไม่นาน หรือ ที่เรียกกันว่าโลกเราอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) หรือในทางเศรษฐศาสตร์ เรียกว่าอุปทานมีความยืดหยุ่นสูง นั่นคือ หากธนาคารกลางจะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย หากเห็นว่าระดับอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ก็สามารถทำได้และมักจะได้ผลดีอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากจะไปลดอุปสงค์หรือความต้องการของสินค้านั้น โดยที่เป็นเช่นนี้ได้ เนื่องจากที่ผ่านมา เราอยู่ในโลกซึ่งอุปทานที่มีอยู่ทั่วโลกสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วต่ออุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง

ทว่า ในวันนี้ เราอยู่ในโลกที่อุปทานต้องการใช้เวลาค่อนข้างนานในการปรับตัว หากมีการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ เนื่องจากประเทศหลักของโลกล้วนแล้วแต่จะเก็บสินค้าที่มีความสำคัญให้กับประชากรของประเทศตนเองไว้บริโภคภายในประเทศ (supply chain localization) ดูตัวอย่าง กรณีพลังงานน้ำมันและก๊าซของสหรัฐ หรือ สินค้าด้านสินค้าโภคภัณฑ์ของอินโดนีเซีย ซึ่งนั่นจะทำให้ธนาคารกลางมีอำนาจหรือพลังในมือที่จะควบคุมเงินเฟ้อได้น้อยลง ซึ่งนั่นทำให้อัตราเงินเฟ้อเป้าหมายของธนาคารกลางจำเป็นต้องมีระดับที่สูงขึ้น โดยปรากฏการณ์ใหม่นี้ที่เกิดขึ้นกับโลกของเรานี้ มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นแบบถาวร

2. ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศของโลก (Climate Risk) จากงานวิจัยของธนาคารกลางอังกฤษพบว่าความถี่ที่สูงขึ้นของเหตุการณ์ภัยทางธรรมชาติที่เกิดจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศของโลก ได้ส่งผลกระทบต่อฝั่งอุปทานของเศรษฐกิจ โดยได้เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงก่อนโควิดมากจนอิทธิพลของธนาคารกลางจากการขึ้นหรือลดดอกเบี้ยต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อแทบจะไม่เป็นเหมือนเดิม

3. หากพิจารณาการกระจายตัวของความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อ (inflation expectations) ในตอนนี้ เมื่อเทียบกับในอดีต จะพบว่ามีการกระจายตัวในลักษณะที่กว้างและกระจายตัว (More Distributed) มากขึ้นกว่าเดิม นั่นคืออัตราเงินเฟ้อที่คาดหวังในระดับที่สูงกว่าร้อยละ 2-3 มีความถี่ที่มากขึ้น ดังนั้นธนาคารกลางอาจมีต้นทุนที่สูงขึ้นเมื่อตั้งเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อไว้ที่ร้อยละ 2 เหมือนเดิม

4. มีงานวิจัยหลายชิ้น ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อในส่วนที่ไม่รวมอาหารและน้ำมัน (Underlying inflation) มีระดับที่สูงขึ้นกว่าในช่วงก่อนโควิด ซึ่งอาจจะเป็นไปแบบถาวรก็เป็นได้

นอกจากนี้ จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารชื่อดังในยุโรป พบว่าผู้คนจะกังวลประเด็นต่อสถานการณ์เงินเฟ้อเมื่อระดับอัตราเงินเฟ้อเกิน 3% โดยวิเคราะห์มาจากข้อมูลแบบ High Frequency Data

ที่สำคัญ หากพิจารณาจากช่วงเวลา 12 ปีที่ผ่านมา เมื่อธนาคารกลางส่วนใหญ่ของโลกตั้งเป้าหมายระดับอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายไว้เป็น 2% จะพบว่าเราอยู่ในสภาวะอัตราดอกเบี้ยแบบต่ำมาก (Zero Lower Bound Interest Rate) ด้วยระยะเวลากว่าสองในสามของช่วงเวลาทั้งหมด

ทำให้เริ่มมีหลายคนคล้อยตามถึงแนวคิดการปรับระดับอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายของธนาคารกลางขึ้นจาก 2% เป็น3% ทว่าก็มีบุคคลชื่อดังบางท่าน อาทิ เบน เบอร์นันเก อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ ที่ประเมินว่าการปรับระดับอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายให้สูงขึ้นนั้น ควรจะทำในช่วงเวลาที่อัตราดอกเบี้ยต่ำมากกว่า เพราะถือเป็นการวางแผนในช่วงที่ยังไม่เกิดภาวะเงินเฟ้อสูง ซึ่งหลายท่านก็มองว่าในช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำ อย่างในช่วงทศวรรษ 2010 แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการทำเช่นนั้น เนื่องจากส่วนใหญ่จะมองไม่เห็นกันว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้นได้ในเร็ววัน เนื่องจากอยู่กับสภาพเงินเฟ้อต่ำมานับเป็นสิบปี หรือ เจมส์ บูลลาร์ด ผู้ว่าการเฟด สาขาเซนหลุยส์ ที่มองว่าหากมีการปรับระดับอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายให้สูงขึ้นในตอนนี้ น่าจะเป็นการบ่งบอกถึงการยอมแพ้ต่อเงินเฟ้อของธนาคารกลาง

คงต้องจับตาในประเด็นนี้กันต่อไป เนื่องจากน่าจะเป็นหัวข้อหลักในแวดวงวิชาการที่จะถกเถียงกันในปี 2023

MacroView

ที่มาบทความ: http://www.macroviewblog.com/blog/inflationtargetmove/

Flow: Blockchain เบื้องหลัง NBA Top Shot

CodeBreaker
Flow: Blockchain เบื้องหลัง NBA Top Shot

NBA Top Shot ถือเป็นหนึ่งใน GameFi ที่มีจำนวนผู้ใช้งานและปริมาณการซื้อขายสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของ GameFi ทั้งหมดนะครับ ด้วยจุดเด่นที่อ้างอิง NBA ซึ่งเป็นลีกบาสเกตบอลชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา ทั้งการแข่งขัน ผู้เล่น รวมถึงฉากในตำนานหลาย ๆ ฉาก ทำให้คอกีฬาบาสเกตบอลให้ความสนใจและสะสม NFT ต่าง ๆ ภายใน NBA Top Shot เป็นจำนวนมาก แน่นอนว่าพอพูดถึง GameFi ก็ต้องเป็นเกมที่ทำงานอยู่บนบล็อกเชนใช่ไหมครับ NBA Top Shot ก็เช่นกัน วันนี้ผมจะพาทุกคนมารู้จักกับบล็อกเชนที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง NBA Top Shot นั่นก็คือ Flow ครับ มาดูกันว่าบล็อกเชนนี้ทำงานอย่างไร และในอนาคต จะมีผลิตภัณฑ์อะไรใหม่ ๆ ออกมาให้เราใช้งานกันบ้างครับ

What is Flow?

Flow เป็นโปรเจกต์บล็อกเชนที่มีฟังก์ชัน smart contract ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยมีเป้าหมายให้เป็นบล็อกเชนที่เร็วและง่ายต่อการพัฒนา โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นบล็อกเชนแห่งอนาคตของ DApps, เกม, สินทรัพย์ดิจิทัล และ NFT ครับ โดย Flow มีการออกแบบโครงสร้างเฉพาะตัว และใช้เทคโนโลยีพิเศษ ที่แก้ไขปัญหาการขยายฐานการใช้งาน (scaling) โดยไม่ได้แบ่งบล็อกเชนออกเป็นบล็อกเชนย่อย (sharding) แต่อย่างใด นอกจากนี้ Flow ยังป้องกันความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้งาน โดยผู้ใช้งานจะสามารถควบคุมการเข้าถึงของข้อมูลส่วนตัวได้ครับ

Flow: Blockchain เบื้องหลัง NBA Top Shot

โปรเจกต์ Flow เริ่มต้นในปี 2019 โดยผู้พัฒนาคือ AxiomZen ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัปสัญชาติแคนาดาครับ โดย AxiomZen เป็นบริษัทที่สร้าง CryptoKitties ซึ่งเป็น NFT ชื่อดังรุ่นแรก ๆ ที่เปิดให้สะสมบนบล็อกเชนของ Ethereum ครับ ซึ่งคอลเลกชัน CryptoKitties ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก ๆ และช่วยดันปริมาณการทำธุรกรรมบนบล็อกเชนของ Ethereum ให้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเลยครับ โดยหลังจากที่สร้าง CryptoKitties ทาง AxiomZen ได้มีโอกาสพูดคุยกับทีมพัฒนาของ Ethereum (หนึ่งในนั้นคือ Vitalik Buterin) เกี่ยวกับการเพิ่มขีดความสามารถของ Ethereum ผ่าน scaling solutions ครับ แต่ในท้ายที่สุด ทีม AxiomZen ค่อนข้างไม่พึงพอใจกับการสนทนาครั้งนั้น และตัดสินใจว่าจะสร้างบล็อกเชนของตัวเองแทนครับ ในปี 2018 ทีม AxiomZen จึงก่อตั้ง Dapper Labs ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติแคนาดา โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างบล็อกเชนและขยายฐานผู้ใช้งานบล็อกเชนผ่าน non-fungible token (NFT) ครับ และบริษัทก็ได้เริ่มพัฒนาบล็อกเชน Flow ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

Technology

บล็อกเชน Flow ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด และ smart contract ของ Flow ถูกออกแบบมาให้เป็นเหมือนชิ้นส่วนเลโก้ครับ การสร้างแอปพลิเคชันตัวหนึ่ง ทำได้โดยนำชุดโปรแกรมหลาย ๆ ชุดมาประกอบกันเหมือนกับการต่อเลโก้ การออกแบบดังกล่าวช่วยให้นักพัฒนาสามารถเขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้นครับ

The Four Pillars

การพัฒนาบล็อกเชน Flow มีเสาหลักในการพัฒนาอยู่ 4 เสาด้วยกัน

I: Multi-role architecture

Flow จะต้องรองรับการขยายฐานผู้ใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องแบ่งบล็อกเชนออกเป็นบล็อกเชนย่อย และความกระจายศูนย์จะต้องไม่ลดลง

II: Resource-oriented programming

Flow ถูกพัฒนาด้วยภาษา Cadence ซึ่งเป็นภาษาที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะช่วยให้นักพัฒนาสามารถทำงานได้ง่ายครับ โดยการพัฒนาภาษา Cadence ได้รับการช่วยเหลือจากกลุ่มนักพัฒนาของโปรเจกต์ Libra ซึ่งเป็น (อดีต) โปรเจกต์ของ Facebook ครับ จุดเด่นอีกหนึ่งอย่างของการเขียนโปรแกรมบนบล็อกเชน Flow คือ smart contract สามารถถูกสั่งทำงานในเวอร์ชัน beta ได้ โดยในเวอร์ชัน beta ถ้าหากนักพัฒนาเจอจุดบกพร่องของโปรแกรม ก็จะยังสามารถแก้ไข smart contract ได้ ก่อนที่จะสั่งทำงานแบบเวอร์ชันจริง

จุดนี้เป็นจุดเด่นของบล็อกเชน Flow เลยครับ เพราะโดยปกติแล้ว การสั่งโปรแกรมให้ทำงานบนบล็อกเชน ถ้าหากสั่งทำงานไปแล้ว จะไม่สามารถแก้ไขใด ๆ ได้ครับ ซึ่งนักพัฒนาจะไม่สามารถแก้ไขโปรแกรมของตัวเองได้ นอกเสียจากจะเขียนทับใหม่ แต่บน Flow นักพัฒนาสามารถทดลองใช้งานโปรแกรมในเวอร์ชัน beta เพื่อค้นหาจุดบกพร่องของโปรแกรมก่อนได้ครับ

III: Developer ergonomics

smart contract ของ Flow สามารถถูกอัปเกรดได้ และ Flow เองมีการเก็บประวัติการเปลี่ยนแปลงชุดโปรแกรมไว้ในตัว ทำให้ Flow เป็นเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกให้นักพัฒนาได้เยอะเลยครับ

IV: Consumer onboarding

Flow ถูกออกแบบมาเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยเน้นไปที่การสร้างสะพานจากโลกการเงินดั้งเดิมสู่โลกคริปโตเคอร์เรนซีครับ ด้วยการออกแบบการชำระเงินสำหรับการซื้อโทเคนบน Flow ด้วยสกุลเงิน fiat ที่ง่าย ทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปที่อาจจะไม่ได้คุ้นเคยกับการทำธุรกรรมบนโลกคริปโตเคอร์เรนซี สามารถใช้งาน Flow ได้ง่ายครับ

Consensus Mechanism

Flow ใช้กลไกฉันทามติ Proof-of-Stake (PoS) ครับ โดยกลไกของ Flow ถูกดัดแปลงมาจาก HotStuff ซึ่งเป็นกลไกที่ถูกคิดค้นโดยนักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Cornell และ (เคย) ถูกใช้งานในโปรเจกต์ Libra มาก่อน จุดแตกต่างสำคัญของ Flow กับบล็อกเชนอื่น ๆ ที่ใช้ PoS เหมือนกัน คือในบล็อกเชน PoS อื่น ๆ จะมีสิ่งที่เรียกว่าผู้ตรวจสอบ (validator) อยู่ครับ หน้าที่ของผู้ตรวจสอบเหล่านี้คือประมวลผลธุรกรรมบนบล็อกเชน และเขียนบล็อกใหม่ และเพื่อการนั้น ผู้ตรวจสอบจะต้องเก็บข้อมูลสถานะทั้งหมดของบล็อกเชน ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ข้อมูลชุดนี้ก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่คอมพิวเตอร์บางเครื่องไม่มีพื้นที่ให้เก็บอีกต่อไป นอกจากนี้บล็อกเชนที่มีขนาดใหญ่จะทำให้ความเร็วในการประมวลผลธุรกรรมของบล็อกเชนลดลงอีกด้วยครับ

Flow: Blockchain เบื้องหลัง NBA Top Shot

Flow ไม่ได้มีหน้าที่ผู้ตรวจสอบธุรกรรม (validator) ครับ แต่จะกระจายหน้าที่ที่ปกติจะเป็นผู้ตรวจสอบ 1 คน รับผิดชอบทั้งหมด ออกเป็น 4 กลุ่มย่อย และสร้าง nodes 4 ประเภทมาทำหน้าที่แต่ละกลุ่มแบบแยกจากกันครับ การออกแบบดังกล่าวช่วยให้ node บน Flow ทำงานได้รวดเร็วขึ้นครับ และการจะเป็น node บน Flow ได้จะต้องผ่านการรับรองจาก Dapper Labs (ซึ่งมีขั้นตอนเยอะพอสมควร) และทำการวาง (stake) FLOW ซึ่งเป็นโทเคนประจำบล็อกเชน Flow เป็นหลักประกันครับ ซึ่งมูลค่าต่ำสุดที่ต้องวางเป็นหลักประกันก็จะแตกต่างกันไปตามประเภทของ nodes nodes 4 ประเภทที่ว่าก็ได้แก่

  1. Collection Nodes เป็น nodes ที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลธุรกรรมทั้งหมด โดยจะต้อง stake อย่างน้อย 250,000 FLOW
  2. Consensus Nodes เป็น nodes ที่ทำหน้าที่นำธุรกรรมที่ถูกรวบรวมมาจัดลำดับก่อน-หลัง โดยจะต้อง stake อย่างน้อย 500,000 FLOW
  3. Execution Nodes เป็น nodes ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมที่ถูกจัดลำดับแล้ว โดยจะต้อง stake อย่างน้อย 1.25 ล้าน FLOW
  4. Verification Nodes เป็น nodes ที่คอยตรวจสอบการทำงานของ execution nodes อีกทอดหนึ่ง โดยจะต้อง stake อย่างน้อย 135,000 FLOW

ซึ่งจริง ๆ แล้ว Flow มี nodes อีกกลุ่มหนึ่งครับ คือ access nodes ซึ่งทำหน้าที่ช่วยเหลือ collection nodes ในการรวบรวมข้อมูลธุรกรรม แต่ nodes กลุ่มนี้ไม่ได้จำเป็นต่อการทำงานของบล็อกเชน และไม่จำเป็นต้อง stake FLOW ครับ ใน whitepaper จึงแยก nodes กลุ่มนี้ออกมาต่างหากครับ

FLOW

Flow: Blockchain เบื้องหลัง NBA Top Shot

เป็นโทเคนประจำบล็อกเชน Flow ครับ โดยมีปริมาณอุปทานเริ่มต้น (initial supply) อยู่ที่ 1.25 พันล้านโทเคน ซึ่งถูกผลิต (mint) ออกมาตั้งบล็อกแรกครับ โดยมีการแบ่งสัดส่วนโทเคนดังนี้

  • 20% แบ่งให้กับ Dapper Labs
  • 18% แบ่งให้กับทีมพัฒนาของ Flow
  • 29% ถูกเก็บไว้สำหรับการพัฒนาโปรเจกต์
  • 13% เปิดขายให้กับนักลงทุนทั่วไป
  • 20% แบ่งให้กับนักลงทุนกลุ่มแรก (early investors) ครับ

ทาง Dapper Labs กล่าวว่าอัตราการเฟ้อ (inflation) ของ FLOW จะแปรผกผันกับปริมาณการทำธุรกรรมบนบล็อกเชนครับ ในกรณีที่บล็อกเชนมีการใช้งานต่ำ มีธุรกรรมเกิดขึ้นน้อย รายได้ของ nodes ที่มาจากค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมจะน้อย ทำให้ต้องมีการผลิต FLOW เพิ่มขึ้นเพื่อให้ nodes มีค่าตอบแทนที่เพียงพอ แต่ถ้าบล็อกเชนมีการใช้งานสูง มีธุรกรรมเกิดขึ้นเยอะ FLOW ก็จะถูกผลิตน้อยลงครับ ดังนั้นในทางทฤษฎีแล้ว อัตราการเฟ้อของ FLOW จะสามารถแตะ 0% ได้ ถ้าหากมีธุรกรรมเกิดขึ้นเยอะพอครับ

ในส่วนของการใช้งานจะมาจากสามส่วนหลัก ๆ ครับ

  1. ใช้ชำระเป็นค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมสำหรับธุรกรรมใด ๆ บน Flow
  2. Nodes ที่ stake FLOW เพื่อเป็นหลักประกันครับ สำหรับอัตราผลตอบแทนของการ stake สำหรับ nodes จะอยู่ที่ประมาณ 9% ต่อปี แตกต่างกันไปตามประเภทของ nodes แต่สำหรับใครที่ไม่ได้ต้องการจะเป็น nodes แต่อยากหารายได้จากการถือครอง FLOW สามารถฝาก (delegate) FLOW ของตนเองให้ node อื่น ๆ ได้ผ่าน FlowPort wallet portal ครับ โดยจะต้องเชื่อมต่อกระเป๋าเงินดิจิทัล Blockto หรือ Ledger ซึ่งในปัจจุบันมีเพียงสองกระเป๋าดังกล่าวที่รองรับการเชื่อมต่อ Flow ครับ สำหรับอัตราผลตอบแทนของผู้ฝากจะอยู่ที่ประมาณ 8% ต่อปี และทั้ง nodes และผู้ฝาก จะมีระยะเวลาการรอ (lock-up period) หลังจากยกเลิก stake อยู่ที่ 7 วันครับ และในอนาคต FLOW จะทำหน้าที่เป็น governance token นั่นคือผู้ที่ถือครอง FLOW จะมีสิทธิในการโหวตแสดงความคิดเห็นในร่างอัปเกรดต่าง ๆ ของบล็อกเชนครับ
  3. นักพัฒนาที่พัฒนาแอปพลิเคชันบน Flow ถ้าหากต้องการใช้งานพื้นที่เก็บข้อมูลของบล็อกเชน Flow สามารถนำ FLOW มาล็อกไว้เพื่อใช้พื้นที่ได้ในอัตรา 1 FLOW ต่อพื้นที่ 1 megabyte ครับ ซึ่งในอนาคต นักพัฒนาจะสามารถ “ลบ” แอปพลิเคชันบน Flow เพื่อถอน FLOW ที่ล็อกไว้คืนได้ครับ

ในปัจจุบัน (26 ตุลาคม 2022) อ้างอิงจาก CoinGecko FLOW มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 1,714 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงเป็นอันดับที่ 34 ของคริปโตเคอร์เรนซีทั้งหมดครับ

NBA Top Shot

Flow: Blockchain เบื้องหลัง NBA Top Shot

NBA Top Shot เป็นโปรเจกต์ร่วมระหว่าง Dapper Labs และ National Basketball Association (NBA) ซึ่งเป็นลีกบาสเกตบอลมืออาชีพในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีลักษณะเป็นเกมการ์ดบนบล็อกเชน Flow ที่การ์ดแต่ละใบจะมีลักษณะเป็น NFT ซึ่งจะแสดงไฮไลต์การแข่งขันรวมถึงภาพสำคัญต่าง ๆ จากการแข่งขัน NBA (เรียกว่า Moments) ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบ NFT และมีความหายาก (scarcity) ที่แตกต่างกันออกไปครับ ซึ่งระดับความหายากที่แตกต่างกันก็จะส่งผลโดยตรงต่อราคาของ NFT โดย Moments จะถูกผลิตขึ้นเป็นแพ็ค (เหมือนที่เราซื้อการ์ดจริง ๆ ที่จะต้องซื้อเป็นซอง) และแต่ละแพ็คจะถูกมัดรวมกันเป็นเซต และถูกร้อยเรียงกันเป็นซีรีส์ โดยลำดับการเรียงในซีรีส์ก็จะล้อไปกับลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในการแข่งขันครับ โดยผู้เล่น NBA Top Shot จะสามารถซื้อซีรีส์ต่าง ๆ ที่ถูกผลิตออกมาได้ นอกจากนี้ในบางช่วงเวลาก็จะมีการแจกแพ็คของการ์ดแบบสุ่มให้กับผู้ใช้งานที่ถือครอง NFT อยู่ด้วยครับ และผู้เล่นจะสามารถซื้อขายการ์ด NFT ใน NBA Top Shot ผ่าน marketplace ภายในเว็บไซต์ครับ

Flow: Blockchain เบื้องหลัง NBA Top Shot

Moments ที่ซื้อขายกันด้วยราคาแพง ๆ ส่วนใหญ่ก็จะมาจากนักบาสเกตบอลชื่อดัง ๆ อย่าง LeBron James, Kevin Durant, Stephen Curry และ Giannis Antetokounmpo ครับ อย่าง Moment LeBron James dunk ใน NBA Final 2020 ถูกขายไปในเดือนเมษายน 2021 ในมูลค่า ณ ตอนนั้นกว่า 387,600 ดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็น Moment ที่ถูกขายในราคาแพงที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ เลยครับ

ในปัจจุบัน จำนวนผู้ใช้งานของ NBA Top Shot พุ่งทะลุ 1 ล้านคนไปตั้งแต่เดือนกันยายน 2021 ปริมาณการเทรดในช่วงต้นปี 2022 อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวันครับ แต่ในปัจจุบันก็ลดลงมาเหลือประมาณ 150,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน เนื่องจากสภาพตลาดคริปโตเคอร์เรนซีที่ค่อนข้างซบเซาครับ

Other Partnerships

Flow: Blockchain เบื้องหลัง NBA Top Shot

พันธมิตรที่สำคัญในปัจจุบันของ Flow คือ NBA ซึ่งเป็นองค์กรกีฬาขนาดใหญ่ครับ แต่ Flow ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่วงการกีฬาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเป้าหมายจะเพิ่มพันธมิตรในวงการอื่น ๆ อีกด้วยครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเข้ามาสร้าง NFT บนบล็อกเชน Flow ครับ ยกอย่างเช่น Anique ที่นำฉากการต่อสู้จาก Attack on Titan ซึ่งเป็นภาพยนตร์อนิเมะชื่อดังจากญี่ปุ่น มาทำเป็น NFT รูปภาพบนบล็อกเชน Flow ครับ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่)

หรืออีกหนึ่งตัวอย่างคือ Zigazoo ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์สำหรับเด็กที่มีผู้ใช้งานสูงเป็นอันดับต้น ๆ ที่เข้ามาสร้างระบบนิเวศเพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ NFT บนบล็อกเชน Flow ผ่านการสร้าง NFT ตัวการ์ตูนร่วมกับ Nyla Hayes ซึ่งเป็นศิลปินชื่อดังครับ โดยเด็ก ๆ จะสามารถเรียนรู้การใช้งานบล็อกเชนด้วยความสนุกสนานผ่านแพลตฟอร์มของ Zigazoo บน Flow ได้ครับ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่)

Roadmap

Flow ไม่ได้มี official roadmap ครับ แผนการพัฒนาต่าง ๆ สามารถหาได้จากการสัมภาษณ์ทีมพัฒนาจาก Dapper Labs, Flow forum ซึ่งเป็นแหล่งพูดคุยกันของชุมชนผู้ใช้งาน, และ Flow improvement proposals (FLIPs) ซึ่งเป็นสถานที่เสนอร่างการอัปเกรดอย่างเป็นทางการครับ วันนี้ผมขอยกตัวอย่างแผนการพัฒนาโปรเจกต์ที่น่าสนใจมาส่วนหนึ่งครับ

Nodes

การออกแบบบล็อกเชนให้มีการกระจายหน้าที่ต่าง ๆ ไปยัง nodes หลากหลายประเภท เป็นเอกลักษณ์ของบล็อกเชน Flow ครับ นอกเหนือจาก nodes ที่มีอยู่ในปัจจุบัน Flow ยังมีแผนเพิ่ม nodes อีก 2 ประเภทครับ ซึ่งทั้ง 2 ประเภทถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเติมเต็มการเก็บข้อมูลของบล็อกเชนโดยเฉพาะ

  • Observer Nodes เป็น node ที่มีหน้าที่เก็บข้อมูลในบล็อกใหม่แต่ละบล็อกที่ถูกเขียนขึ้นบนบล็อกเชน
  • Archive Nodes เป็น node ที่จะเก็บข้อมูลของบล็อกเชน Flow ในอดีต กรณีที่ต้องการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังก็จะต้องมาดึงข้อมูลจาก node กลุ่มนี้ครับ

ซึ่ง nodes ทั้ง 2 ประเภท จะถูกสร้างขึ้นมาแบบ permissionless หมายความว่าผู้ที่ต้องการจะเป็น node เหล่านี้ ไม่ต้องผ่านการรับรองจากทาง Dapper Labs เหมือนกับ node ประเภทอื่น ๆ ครับ และ Dapper Labs ยังมีแผนที่จะเปลี่ยนให้การสร้าง nodes ทุกประเภท ไม่ต้องผ่านการรับรองจาก Dapper Labs อีกต่อไปครับ โดย observer nodes และ archive nodes น่าจะได้เปิดตัวภายในสิ้นปี 2022 นี้ ส่วนการปรับ nodes ประเภทอื่น ๆ ให้เป็น permissionless คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นภายในปี 2023 ครับ

NBA Top Shot on Mobile

จากที่กล่าวไปนะครับว่า NBA Top Shot เป็นเกมที่ได้รับความนิยมสูงมากบนบล็อกเชน Flow ซึ่งในปัจจุบันเปิดให้เล่นได้ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ครับ และทีมพัฒนาของ NBA Top Shot ก็มีแผนพัฒนา NBA Top Shot ในรูปแบบเกมมือถือด้วยครับ ซึ่งถ้าหากพัฒนาสำเร็จ คาดว่าจำนวนผู้เล่นเกมดังกล่าวน่าจะเพิ่มขึ้นเยอะเลยครับ แต่การพัฒนา NBA Top Shot เวอร์ชันมือถือจริง ๆ แล้วมีแผนการเปิดตัวแอปพลิเคชันตั้งแต่ปลายปี 2020 แล้วครับ และในปัจจุบันก็ยังไม่มีกำหนดการเปิดตัวแต่อย่างใด เรียกว่าล่าช้าพอสมควรเลยทีเดียวสำหรับเกมมือถือเกมนี้ครับ

Concerns

Flow เป็นโปรเจกต์บล็อกเชนที่มีลักษณะเฉพาะตัวครับ นั่นคือการมุ่งเป้าจับมือเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ใหญ่ ๆ หลาย ๆ แบรนด์ทั่วโลก ซึ่งการมีพันธมิตรเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ก็มีข้อดีหลายประการ แต่ก็มีข้อควรระวังที่ทุก ๆ คนควรทราบเช่นกันครับ

Partnership

Flow: Blockchain เบื้องหลัง NBA Top Shot

Flow เป็นพันธมิตรกับหลากหลายแบรนด์และหลากหลายอุตสาหกรรมครับ แต่สังเกตุได้ว่า Flow แทบไม่มีการจับมือเป็นพันธมิตรกับโปรเจกต์คริปโตเคอร์เรนซีตัวอื่น ๆ เลยครับ กระเป๋าเงินดิจิทัลที่สามารถเชื่อมต่อกับ Flow ได้ ก็มีอยู่เพียงสองกระเป๋าเท่านั้น และสะพานเชื่อมต่อบล็อกเชน Flow กับบล็อกเชนอื่น ๆ แทบจะไม่ถูกสร้างขึ้นเลยครับ กับโปรเจกต์คริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่ขนาดนี้ ประเด็นที่กล่าวไปข้างต้น น่าจะส่งผลเชิงลบกับจำนวนผู้ใช้งานที่มีความคุ้นเคยกับบล็อกเชนอื่น ๆ พอสมควรเลยครับ

Centralization

การออกแบบบล็อกเชน Flow ที่ให้มี nodes หลายประเภท ที่ทำหน้าที่แตกต่างกันในระบบนิเวศ ซึ่งถ้ามองดูผิวเผินแล้ว ระบบดังกล่าวก็น่าจะช่วยเพิ่มความกระจายศูนย์ให้กับบล็อกเชน และทำให้ Flow เป็นบล็อกเชนที่กระจายศูนย์ใช่ไหมครับ แต่ถ้าเราไปดูข้อมูลจาก block explorer ของ Flow จะพบว่า execution nodes ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมบนบล็อกเชน มีอยู่เพียง 7 nodes เท่านั้นครับ และถ้าหากดูรายชื่อ nodes กลุ่มนี้ จะพบว่าหลาย ๆ nodes เป็นของบริษัทที่เป็นพันธมิตรกับ Dapper Labs เช่น Samsung และ T-Systems ครับ นอกจากนี้ ในหน้า FAQs บนเว็บไซต์ของ Flow ยังระบุว่า 1 ใน 3 ของ consensus nodes บนบล็อกเชน Flow เป็นของ Dapper Labs ครับ และตามที่กล่าวไปข้างต้น ว่าการจะได้รับสิทธิเป็น node บน Flow จะต้องผ่านการรับรองจาก Dapper Labs ก่อน หมายความว่า Dapper Labs จะมีข้อมูลของทุก ๆ node บนบล็อกเชน Flow ครับ จากประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมด ทำให้บล็อกเชนของ Flow มีความรวมศูนย์อยู่พอสมควรเลยครับ

Summary

จุดเด่นของ Flow อยู่ที่การจับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกครับ ทั้งแบรนด์กีฬาอย่าง NBA, UFC, เกมอย่าง Attack on Titan และแพลตฟอร์ม NFT อย่าง Zigazoo ครับ การมีพันธมิตรเป็นบริษัทที่อยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม ช่วยให้ Flow สามารถดึงดูดผู้ใช้งานจากนอกวงการคริปโตเคอร์เรนซีเข้ามาได้ไม่น้อย และขยายฐานผู้ใช้งานไปยังผู้คนกลุ่มอื่น ๆ ได้ครับ สังเกตุได้จาก NBA Top Shot ที่มีจำนวนผู้ใช้งานเกิน 1 ล้านคนไปแล้ว และในอนาคต Flow ก็จะมีการขยายไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ มีการจับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัทใหม่ ๆ เพิ่มโอกาสในการเติบโตของบล็อกเชนได้อีกเยอะเลยครับ

แต่ถึงกระนั้น Flow เองก็มีข้อควรระวังอยู่หลายเรื่องครับ จริงอยู่ที่ Flow สามารถดึงดูดผู้ใช้งานจากนอกวงการคริปโตเคอร์เรนซีได้ แต่ Flow เองไม่สามารถดึงดูดผู้ใช้งานจากภายในวงการคริปโตเคอร์เรนซีได้มากเท่าที่ควร เนื่องจากการไม่มีสะพานเชื่อมต่อบล็อกเชน Flow กับบล็อกเชนขนาดใหญ่อื่น ๆ และการใช้งานบล็อกเชน Flow ไม่สามารถทำผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลที่มีชื่อเสียงเป็นวงกว้างอย่าง Metamask หรือ Coinbase Wallet ได้ ทำให้ Flow เป็นบล็อกเชนที่มีความยากในการใช้งานประมาณหนึ่ง นอกจากนี้ประเด็นที่สำคัญที่สุด คงจะหนีไม่พ้นเรื่องความรวมศูนย์ (centralization) ของบล็อกเชน ที่สังเกตได้จากสถิติเกี่ยวกับจำนวน nodes ภายในระบบนิเวศครับ Flow ในตอนนี้ เป็นบล็อกเชนที่มีความรวมศูนย์สูง และการตัดสินใจหลาย ๆ อย่าง ถูกกระทำผ่าน Dapper Labs ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของบล็อกเชนครับ ต้องรอดูกันต่อไปในอนาคตว่า Dapper Labs จะเพิ่มความกระจายศูนย์ให้กับบล็อกเชน Flow ได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งถ้าหากทำได้ ก็น่าจะช่วยดึงดูดกลุ่มผู้ใช้งานภายในวงการคริปโตเคอร์เรนซีได้ไม่น้อยเลยครับ

Further Read

CodeBreaker

ที่มาบทความ: https://link.medium.com/OyDiSWNRwvb


คำเตือน

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจและศึกษาข้อมูล รวมทั้งลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 06/12/2022 “ความหวังจีนผ่อนคลายมาตรการคุมโควิด ดันตลาดหุ้นจีน -ฮ่องกง บวกสดใส Morgan Stanley เพิ่มคำเเนะนำลงทุนหุ้นจีน”พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

 

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 06/12/2022

“ความหวังจีนผ่อนคลายมาตรการคุมโควิด ดันตลาดหุ้นจีน -ฮ่องกง บวกสดใส Morgan Stanley เพิ่มคำเเนะนำลงทุนหุ้นจีน”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ  Dow Jones ปิดที่  33,947.1 จุด -482.78  จุด  (-1.4%) S&P 500 ปิดที่ 3,998.84 จุด -72.86  จุด (-1.79%) Nasdaq ปิดที่ 11,239.94 จุด -221.56  จุด (-1.93%) Small Cap 2000 ปิดที่ 1,835.79 จุด -57.05  จุด (-3.01%) VIX Index อยู่ที่ 20.75 จุด +1.69  จุด (+8.87%)

ตลาดหุ้นยุโรป  Euro Stoxx 50 ปิดที่  3,956.53 จุด -21.37  จุด  (-0.54%) Dax เยอรมัน ปิดที่  14,447.61 จุด -81.78  จุด  (-0.56%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่  6,696.96 จุด -45.29  จุด  (-0.67%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่  7,567.54 จุด +11.31  จุด  (+0.15%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่  27,820.4 จุด +42.5  จุด  (+0.15%) CSI 300 จีน ปิดที่  3,946.88  จุด +75.93 จุด  (+1.96%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่  19,518.29 จุด +842.94  จุด  (+4.51%) SET Index ไทย ปิดทำการ VN30 เวียดนาม ปิดที่  1,110.94 จุด +17.95  จุด  (+1.64%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 06 ธันวาคม 2565) ราคาทองคำ 1,784.35 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 22.545 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 77.66 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 83.47 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 06 ธันวาคม 2565)  Bitcoin 17,040 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,265.44 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.10216 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 289.61 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

สรุปข่าวประจำวัน

สหรัฐเผยจ้างงานนอกภาคเกษตร +263,000 เดือนพ.ย. สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ +200,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานทรงตัวระดับ 3.7% สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ขณะเดียวกัน ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน ดีดตัวขึ้น 0.6% เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 0.3% และเพิ่มขึ้น 5.1% เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 4.6% (ที่มา : ryt9.com)

นักลงทุนแห่ซื้อสินทรัพย์เสี่ยง ทุ่มเงิน 5 ล้านล้านดอลลาร์ ไม่สนเศรษฐกิจถดถอย ด้าน Morgan Stanley เตือนหุ้นสหรัฐฯ ตลาดขาลงอีกครั้งในไตรมาส 1 ปี 2023 หลังจากดัชนีขึ้นมาอยู่ในระดับ เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน

ความหวังจีนผ่อนคลายมาตรการคุมโควิด ดันตลาดหุ้นบวก โดยรัฐบาลจีนเดินหน้าผ่อนคลายมาตรการเข้มงวดบางรายการเพื่อควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัสเพิ่มเติม แต่ยังไม่มีการส่งสัญญาณว่า จะยุติยุทธศาสตร์ “โควิดเป็นศูนย์” เมื่อใด ด้านตลาดปรับตัวบวกล่วงหน้า จากความคาดหวังเปิดเมือง (ที่มา : voathai.com)

Nasdaq Golden Dragon หุ้นจีนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ สดใส Morgan Stanley แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุน หลังจากเเนะนำ คงน้ำหนักเท่ากับตลาด เมื่อเดือนมกราคม 2021 

OPEC+ คงกำลังการผลิตน้ำมันไม่เปลี่ยนแปลง หลัง EU เห็นชอบกำหนดเพดานราคาน้ำมันรัสเซียที่ 60 ดอลลาร์ โดยโปแลนด์ที่ยังมีท่าทีไม่ชัดเจนกับมาตรการดังกล่าวตกลงที่จะสนับสนุนมาตรการนี้เมื่อวันศุกร์ (ที่มา : voathai.com)

“มอร์นิ่งสตาร์” เผย 11 เดือนปีนี้ เม็ดเงินไหลเข้ากองทุนประหยัดภาษี “SSF -RMF” แค่ 1.43 หมื่นล้าน ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนที่เกือบ 2 หมื่นล้าน เหตุนักลงทุนชะลอลงทุน เหตุ ผลตอบแทนหุ้นปีนี้ติดลบ16-18%  ลุ้นทั้งปีนี้ใกล้เคียงปีก่อนที่ 5.2 หมื่นล้าน (ที่มา : bangkokbiznews.com)

สัมมนา

สัมมนาพิเศษ เปิดตัวกองทุนใหม่ MEGA10 แนวคิดการลงทุนแบบ MEGAPOLY กับโอกาสดีๆ ในกองทุน MEGA10 วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2565 เวลา 18.00 น. ผ่าน ZOOM สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://www.finnomena.com/event-calendar/

News Update: นักลงทุนสถาบันสนใจหุ้นวัฏจักร เดิมพัน Fed เลี่ยงเศรษฐกิจถดถอยได้ เล็งกลุ่มอุตสาหกรรม – ผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์

THE OPPORTUNITY
News Update: นักลงทุนสถาบันสนใจหุ้นวัฏจักร เดิมพัน Fed เลี่ยงเศรษฐกิจถดถอยได้ เล็งกลุ่มอุตสาหกรรม - ผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์

นักลงทุนกำลังเดิมพันว่าเศรษฐกิจสามารถหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยได้ แม้จะมีคำเตือนในทางตรงข้ามก็ตาม

รายงานของ Goldman Sachs ระบุว่า ผู้จัดการกองทุนที่ดูแลเงิน 5 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังสนใจหุ้นที่มีความอ่อนไหวทางเศรษฐกิจ เช่น บริษัทอุตสาหกรรมและผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ ส่วนหุ้นที่มีแนวโน้มจะไปได้ดีในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ เช่น สาธารณูปโภคและสินค้าอุปโภคบริโภคนั้นไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน

ท่าทีดังกล่าวเป็นการเดิมพันว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) สามารถควบคุมเงินเฟ้อโดยไม่ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Soft Landing) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ยากที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้ ขณะที่รายงานตัวเลขในตลาดแรงงานและภาคบริการของอเมริกาออกมาแข็งแกร่งในปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

นี่ไม่ใช่ว่านักลงทุนสถาบันมองว่าตลาดขาขึ้นและอยู่ในภาวะ Risk On แบบเต็มรูปแบบ เพราะในปีนี้พวกเขาได้เพิ่มการถือครองเงินสดหรือเพิ่มการเดิมพันตลาดหมี หลัง Fed ใช้นโยบายเข้มงวดเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ แต่ตอนนี้พวกเขาสนใจหุ้นวัฏจักร ซึ่งขัดแย้งกับความกังวลอย่างกว้างขวางว่าจะเกิดเศรษฐกิจถดถอย

อย่างไรก็ตาม ในการสำรวจผู้จัดการกองทุนของ Bank of America เมื่อเดือนที่แล้ว พบว่า 77% คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะถดถอยในอีก 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดโควิดในปี 2020

การทุ่มซื้อหุ้นดังกล่าวเชื่อมโยงกับความหวังที่ว่า Fed จะสามารถทำให้เกิด Soft Landing ได้ นั่นแปลว่า ข่าวร้ายของเศรษฐกิจจะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับตลาด เพราะแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ Fed ทำนั้นได้ผล และสามารถถอยห่างจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่รุนแรงได้

การไม่สนใจภาวะเศรษฐกิจถดถอยสะท้อนในตลาด S&P 500 จึงพุ่งขึ้นมากกว่า 10% จากระดับต่ำสุดในเดือน ต.ค. แม้ข้อมูลในด้านต่าง ๆ เช่น การเคหะและการผลิตจะแย่ลง รวมถึงการประมาณการกำไรที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม หุ้นถูกเทขายในวันจันทร์ (5 ธ.ค.) ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 1.8% หลังตัวเลขภาคบริการของสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างคาดไม่ถึง ทำให้เกิดความกังวลว่า Fed อาจยังต้องใช้นโยบายเข้มงวดต่อไป

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-12-05/study-of-5-trillion-funds-show-pros-positioned-for-soft-economic-landing?sref=e4t2werz 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ซื้อ SSF-RMF เท่านี้ ประหยัดภาษีได้เท่าไร?

planet 46
ซื้อ SSF-RMF เท่านี้ ประหยัดภาษีได้เท่าไร?

ช่วงสิ้นปีแบบนี้ถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการวางแผนภาษีปี 2565 หลายคนคงกำลังมองหาตัวช่วยบางอย่างที่จะทำให้เราประหยัดภาษีได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งหนึ่งในตัวช่วยประหยัดภาษีที่เราไม่ควรมองข้ามเลยก็คือ “กองทุน SSF-RMF” เพราะการลงทุนในกองทุน SSF-RMF นอกจากจะช่วยเราประหยัดภาษีได้แล้วยังสามารถสร้างวินัยในการลงทุนได้อีกด้วย

บทความนี้จึงขอพาทุกคนมาดูว่าหากเราลงทุน SSF-RMF จำนวนเท่านี้แล้ว จะสามารถทำให้เราประหยัดภาษีไปได้มากเท่าไร? ติดตามไปพร้อมกันได้เลย!

คุ้มฟินฟิน ประหยัดภาษีกับ FINNOMENA
คุ้มที่ 1 เปิดบัญชี รับฟรี! 100 FINT
คุ้มที่ 2 เปิดบัญชีกองทุนลดหย่อนภาษี รับฟรี! KCASH 100 บาท
👉 รับสิทธิ์โปรโมชั่น คลิก >>> https://finno.me/tax-super-khum-promotion

ซื้อ SSF-RMF เท่านี้ ประหยัดภาษีได้เท่าไร?

ซื้อ SSF-RMF เท่านี้ ประหยัดภาษีได้เท่าไร?

รายได้รวมต่อปี 480,000 บาท (40,000 บาท/เดือน)

  • ลงทุน 10% ของรายได้รวมทั้งปี = 48,000 บาท
  • ลงทุน 20% ของรายได้รวมทั้งปี = 96,000 บาท
  • ลงทุน 30% ของรายได้รวมทั้งปี = 144,000 บาท

รายได้รวมต่อปี 600,000 บาท (50,000 บาท/เดือน)

  • ลงทุน 10% ของรายได้รวมทั้งปี = 60,000 บาท
  • ลงทุน 20% ของรายได้รวมทั้งปี = 120,000 บาท
  • ลงทุน 30% ของรายได้รวมทั้งปี = 180,000 บาท

รายได้รวมต่อปี 720,000 บาท (60,000 บาท/เดือน)

  • ลงทุน 10% ของรายได้รวมทั้งปี = 72,000 บาท
  • ลงทุน 20% ของรายได้รวมทั้งปี = 144,000 บาท
  • ลงทุน 30% ของรายได้รวมทั้งปี = 216,000 บาท

รายได้รวมต่อปี 840,000 บาท (70,000 บาท/เดือน)

  • ลงทุน 10% ของรายได้รวมทั้งปี = 84,000 บาท
  • ลงทุน 20% ของรายได้รวมทั้งปี = 168,000 บาท
  • ลงทุน 30% ของรายได้รวมทั้งปี = 252,000 บาท

รายได้รวมต่อปี 960,000 บาท (80,000 บาท/เดือน)

  • ลงทุน 10% ของรายได้รวมทั้งปี = 96,000 บาท
  • ลงทุน 20% ของรายได้รวมทั้งปี = 192,000 บาท
  • ลงทุน 30% ของรายได้รวมทั้งปี = 288,000 บาท

รายได้รวมต่อปี 1,080,000 บาท (90,000 บาท/เดือน)

  • ลงทุน 10% ของรายได้รวมทั้งปี = 108,000 บาท
  • ลงทุน 20% ของรายได้รวมทั้งปี = 216,000 บาท
  • ลงทุน 30% ของรายได้รวมทั้งปี = 324,000 บาท

รายได้รวมต่อปี 1,200,000 บาท (เดือนละ 100,000 บาท)

  • ลงทุน 10% ของรายได้รวมทั้งปี = 120,000 บาท
  • ลงทุน 20% ของรายได้รวมทั้งปี = 240,000 บาท
  • ลงทุน 30% ของรายได้รวมทั้งปี = 360,000 บาท

คำอธิบายตารางเพิ่มเติม:

  • รายได้รวมทั้งปีคำนวณเฉพาะเงินเดือนเท่านั้น ไม่นับรวมโบนัส หรือเงินพิเศษอื่น ๆ
  • จำนวนภาษีที่เสียสูงสุด คำนวณจากเงินได้สุทธิที่หักค่าใช้จ่าย 50% ของรายได้รวมทั้งปี (ไม่เกิน 100,000 บาท) และค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
  • จำนวนภาษีที่ประหยัดไปได้ คำนวณจากการลงทุนใน SSF-RMF เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอื่น ๆ เพิ่มเติม

อ่านเพิ่มเติม งินเดือนเท่านี้ ลงทุน SSF-RMF ได้สูงสุดเท่าไร?

ใครที่สนใจประหยัดภาษีด้วยการลงทุนในกองทุน SSF-RMF ทาง FINNOMENA ก็มีความคุ้มแบบฟินฟินมานำเสนอให้ลูกค้าใหม่เช่นกัน ซึ่งหากเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA วันนี้ คุ้มที่ 1 รับฟรี! 100 FINT โดยสามารถนำ 100 FINT มาแลกรับ Cashback เป็นส่วนลดค่าธรรมเนียมการซื้อกองทุนได้สูงสุดถึง 2,000 บาท คุ้มต่อที่ 2 หากเปิดบัญชีกองทุนลดหย่อนภาษี SSF-RMF ด้วย วันนี้ รับฟรี! หน่วยลงทุนกองทุน KCASH เพิ่มอีกมูลค่า 100 บาท โปรโมชันคุ้ม ๆ แบบนี้มีถึงแค่วันที่ 31 ธันวาคม 2565 เท่านั้นนะ ใครพร้อมรับความคุ้มแบบฟินฟินที่ FINNOMENA ตั้งใจนำมามอบให้แล้ว ก็เปิดบัญชีเพื่อเริ่มลงทุนได้เลย! ดูรายละเอียดโปรโมชันเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปิดบัญชี FINNOMENA ได้ที่

— planet 46.

คุ้มฟินฟิน ประหยัดภาษีกับ FINNOMENA
คุ้มที่ 1 เปิดบัญชี รับฟรี! 100 FINT
คุ้มที่ 2 เปิดบัญชีกองทุนลดหย่อนภาษี รับฟรี! KCASH 100 บาท
👉 รับสิทธิ์โปรโมชั่น คลิก >>> https://finno.me/tax-super-khum-promotion


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน และควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม  โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: ลูกหนี้ไทยเจนวายน่าห่วง จ่ายหนี้ไม่ไหวเพิ่ม 3.5 ล้านบัญชี แนะช่วยลูกหนี้รหัส 21 เร่งด่วน

THE OPPORTUNITY
News Update: ลูกหนี้ไทยเจนวายน่าห่วง จ่ายหนี้ไม่ไหวเพิ่ม 3.5 ล้านบัญชี แนะช่วยลูกหนี้รหัส 21 เร่งด่วน

กรุงเทพธุรกิจรายงานว่า ‘เครดิตบูโร’ เปิดข้อมูลหนี้รายย่อยไตรมาส 3 พบหนี้เสียทั้งระบบทะลุ 1.1 ล้านล้านบาท เอ็นพีแอลแตะ 8.5% ขณะที่หนี้ค้างชำระพุ่งต่อเนื่อง ห่วงสินเชื่อบุคคลเบี้ยวหนี้พุ่ง เจนวาย-เจนเอ็กซ์กว่า 5 ล้านบัญชี แนะช่วยเหลือลูกหนี้รหัส 21 ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เร่งด่วน

ภายใต้เศรษฐกิจไทย ที่กำลังฟื้นตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้ประชาชน ธุรกิจเริ่มกลับมาสู่ระดับปกติมากขึ้น แต่ยังมีบางกลุ่มที่มีความเปราะบาง และยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ลูกหนี้บางส่วน ยังมีปัญหาการชำระหนี้ และยังต้องได้รับการช่วยเหลือจากมาตรการทางการเงินอย่างต่อเนื่อง

หากดูข้อมูล ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ล่าสุด ยังมีลูกหนี้จำนวนมากที่อยู่ภายใต้มาตรการช่วยเหลือ โดย ณ 31 ส.ค.2565 มีลูกหนี้ที่อยู่ภายใต้มาตรการทางการเงิน ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้รวมอยู่ที่ 3.88 ล้านบัญชี หรือมียอดสินเชื่อที่ได้รับความช่วยเหลือ 2.98 ล้านล้านบาท และยังมีกลุ่มที่ขอความช่วยเหลือจาก สินเชื่อใหม่ ผ่านมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูของ ธปท. ที่ 135,805 ราย หรือ 339,036 ล้านบาท

ส่วนภาพรวมหนี้เสียเฉพาะของระบบธนาคารพาณิชย์ สิ้นไตรมาส 3 ล่าสุดอยู่ที่เพียง 2.77% ขณะที่สินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม(stage2)พบว่า อยู่ที่ 6.26% ลดลงต่อเนื่อง

หากเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ที่หนี้เสียอยู่ที่ 2.88% และ Stage2 อยู่ที่ 6.09%

นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) กล่าวว่า ภายใต้ข้อมูลของเครดิตบูโร เกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนไทยทั้งระบบ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2565 มีลูกหนี้ที่อยู่ภายใต้เครดิตบูโรทั้งสิ้น 25 ล้านคน แบ่งเป็นหนี้ของเครดิตการ์ด 5.29 แสนล้านบาท หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล 2.5 ล้านล้านบาท สินเชื่อรถ 2.5 ล้านล้านบาท สินเชื่อบ้าน 4.7 ล้านล้านบาท และสินเชื่อเพื่อการเกษตร 1 ล้านล้านบาท

ส่วนภาพรวมหนี้เสียของทั้งระบบ ภายใต้ข้อมูลของเครดิตบูโร ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา หนี้เสียทั้งระบบ ทะลุ 1 ล้านล้านบาท ไปเป็นที่เรียบร้อย โดยล่าสุดอยู่ที่ 1.09 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นหนี้เสียที่ 8.4% ซึ่งลดลงหากเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ที่หนี้เสียอยู่ที่ 8.6% หรือ 1.1 ล้านล้านบาท

ขณะที่หนี้ค้างชำระ แต่ไม่เกิน 90 วัน หรือ SM กลุ่มนี้อยู่ที่ 3.1% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่เพียง 3% และหนี้ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ อยู่ที่ 5.9% หรือ 0.78แสนล้านบาท และหากดูเฉพาะลูกหนี้กลุ่มที่เป็นหนี้เสีย และกำลังเป็นหนี้เสีย โดยรวมอยู่ที่ 11.5%

หากดูไส้ในหนี้เสียทั้งหมด จากสินเชื่อครัวเรือน ทั้ง 4 ประเภท ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล พบว่า ที่น่าห่วงที่สุดคือ สินเชื่อรถ และสินเชื่อบุคคล

โดยสินเชื่อรถยนต์ หากดูสินเชื่อที่ได้รับการอนุมัติ ในช่วง 9 เดือน อยู่ที่ 1.08 ล้านบัญชี ​โดย 53% เป็นกลุ่มเจนวายที่ได้สินเชื่อ ซึ่งกลุ่มเจนวายเป็นกลุ่มที่มีปัญหาชำระหนี้มากที่สุด และภาพรวมของสินเชื่อรถยนต์ หนี้เสียยังอยู่ระดับสูง ที่ 6.5% ใกล้กับไตรมาสก่อน แต่สินเชื่อ SM เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.6% จาก 6.7%

ทั้งนี้ กลุ่มที่เป็นหนี้เสียมากที่สุดคือ กลุ่มเจนวาย อายุ 25-42 ปี ที่มีหนี้เสียอยู่ที่ 3.4 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นบัญชีที่เป็นหนี้เสีย 9.2 หมื่นบัญชี และรวมกับเจนเอ็กซ์ ที่มีหนี้เสียอยู่ที่ 219,315 บัญชี รวมกับหนี้ที่เริ่มผิดนัดชำระ ทั้งสองกลุ่มอีก เป็นกว่า 3.4 แสนบัญชี ดังนั้นสินเชื่อรถยนต์ ที่มีปัญหาทั้งสองกลุ่มรวมกันมีสูงถึงเกือบ 1 ล้านบัญชี

ถัดมา คือ สินเชื่อบุคคล 9 เดือนที่ผ่านมา มีบัญชีเปิดใหม่ 5.4 ล้านบัญชี มีสินเชื่อใหม่เพื่อช่วยกลุ่มฐานราก เกือบ 3 ล้านบัญชี แม้วงเงินไม่สูงมาก ที่ปล่อยให้กลุ่มฐานราก เพียงบัญชีละ 1-2 หมื่นบาท แต่อาจเป็นบัญชีที่เสียมากขึ้นในระยะข้างหน้าได้ เพราะกลุ่มนี้มีความเปราะบางสูง และกลุ่มที่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อใหม่มากที่สุดในปีนี้ ได้แก่ กลุ่มเจนวาย ถึง 61% จากบัญชีทั้งหมด

ทั้งนี้ หากดูหนี้เสีย จากสินเชื่อบุคคล หรือพีโลน โดยรวมอยู่ที่ 10.3% และเป็นลูกหนี้ในกลุ่ม SM 2.9% รวมแล้ว ทั้งสองกลุ่มที่มีปัญหาชำระหนี้ รวมอยู่ที่ 13.2% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่สูง และอาจมีปัญหาชำระหนี้เพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้าได้

ในนี้ที่เห็นได้ชัดเจน คือ กลุ่มเจนวาย ที่จ่ายหนี้ไม่ไหวมีเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก เกือบ 3.5 ล้านบัญชีที่เป็นเสียสะสม รวมกับกลุ่มเจนเอ็กซ์ อีก 2 ล้านบัญชี สองกลุ่มนี้มีปัญหาชำระหนี้สูงถึง 5 ล้านบัญชี ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไข กลุ่มนี้อาจมีปัญหาตามมาให้เห็นมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่อยู่ในวัยทำงาน และต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งจากต้นทุนสินค้า ต้นทุนขนส่งต่างๆ

ขณะที่สินเชื่อบ้าน มีหนี้เสียที่ 4% หรือ 1.8 แสนล้านบาท และที่กำลังเป็นหนี้ที่กำลังจะเสียอีก 2% ดังนั้นรวมแล้ว กลุ่มที่น่าห่วง มีถึง 6% ที่ผิดนัดชำระหนี้ และที่มีปัญหาชำระหนี้สูงสุดคือ กลุ่มเจนวาย 1.2 แสนบัญชี และเจนเอ็กซ์อีก 1 แสนบัญชี รวมกัน 2.2 แสนบัญชีที่กำลังเป็นหนี้เสีย

หากดูภาพรวมการปล่อยสินเชื่อใหม่ สำหรับบ้าน 9 เดือนปล่อยไปแล้ว 2.7 แสนบัญชี ที่ได้รับการอนุมัติ ไตรมาสละ 9 หมื่นบัญชี และคาดว่าปีนี้อาจเห็นการอนุมัติเกิน 3 แสนบัญชี เพราะมาตรการแอลทีวี กำลังจะหมด ทำให้คนหันมาเร่งกู้บ้านมากขึ้น ทำให้สินเชื่อบ้านยังเป็นกลุ่มที่เติบโตดี แต่ปีหน้าอาจจะปล่อยสินเชื่อยากขึ้น เพราะมาตรการจูงใจหมด

ส่วนสินเชื่อเครดิตการ์ด มีหนี้เสีย 12.2% และเป็นหนี้ที่กำลังมีปัญหา 1.7% หนี้เสียลดลง เพราะมีมาตรการผ่อนชำระทำให้ผู้กู้สามารถเลี้ยงงวดต่อไปได้

“ที่ห่วงที่สุดคือ พีโลน ภายใต้ดอกเบี้ยสูงที่ 25% เพราะหากคนไม่มีทางเลือก ก็จะต้องมากู้พีโลนอยู่ กลุ่มนี้มีปัญหาชำระหนี้อยู่แล้วเกือบ 3.5 ล้านบัญชี ที่เป็นหนี้เสียสะสม รวมกับเจนเอ็กซ์อีก 2 ล้านบัญชี ทำให้กลุ่มนี้มีลูกหนี้ที่มีปัญหาชำระหนี้กว่า 5 ล้านบัญชี ดังนั้นจะปรับโครงสร้างหนี้อย่างไร ก็เป็นสิ่งที่น่าคิดเพื่อแก้ปัญหากลุ่มนี้ได้ และยิ่งภาครัฐปล่อยไปอีกล่าสุดให้กลุ่มเปราะบาง 2 ล้านบัญชี คนอาจผ่อนไม่ไหวมากขึ้น ยิ่งอนาคตจะมี bay now pay later ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ที่จะเข้ามาเติมปัญหาหนี้เสียด้วย”

ส่วนลูกหนี้ที่น่าห่วงที่สุด คือ ลูกหนี้ รหัส 21 (เป็นหนี้เสียจากสถานการณ์โควิด-19) ทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล โดยเฉพาะบุคคลธรรมดา ที่เป็นลูกหนี้กลุ่ม 21 อยู่ที่ จำนวน 3.2 ล้านคน และ 4.7 ล้านบัญชี หรือเป็นมาอยู่ที่ 3.2 ล้านคน เพิ่มเกือบเท่าตัว จาก เดือนม.ค. ที่มีลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียเพียง 1.9 ล้านคน

หรือหากคิดเป็นมูลค่าหนี้เสีย เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท ในไตรมาส 3 ปีนี้ จากระดับ 2 แสนล้านบาท ในช่วงม.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ดังนั้นหากดูเฉพาะ คนที่เป็นหนี้เสีย จากสถานการณ์โควิด-19 มีสูงถึง 4 แสนล้านบาท เกือบครึ่ง หรือ 40% ของมูลค่าหนี้เสียทั้งระบบที่อยู่ราว 1.1 ล้านล้านบาท

สิ่งเหล่าสะท้อนว่า แม้รายได้คนกลับมา เศรษฐกิจฟื้นตัว แต่ยังมีบางกลุ่มที่รายได้ยังไม่กลับมา และมีปัญหาชำระหนี้ และเป็นกลุ่มที่ยังไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยมาตรการพิเศษ ในการช่วยเหลือกลุ่มนี้ เพื่อให้สามารถกลับเข้ามาอยู่ในระบบการเงิน

ขณะที่นิติบุคคล มีนิติบุคคลที่เป็นหนี้เสีย ถึง 1.1 หมื่นราย เพิ่มขึ้น จากม.ค.ที่มีหนี้เสียอยู่ที่ 5.7 พันราย ดังนั้นตราบใดที่หนี้เสียกลุ่มนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ระยะข้างหน้าอาจต้องเผชิญกับปัญหาการจ้างงานต่างๆ ได้ เพราะนิติบุคคลเหล่านี้ ส่วนหนึ่งประสบปัญหาจากวิกฤติโควิด-19

“อาการลูกหนี้ตอนนี้ เหมือนติดโควิด บางคนก็ลงปอด ไม่มีวัคซีน ดังนั้นระหว่างนี้หากไม่มีวัคซีนเพิ่ม หากไวรัสกลายพันธุ์หรือรุนแรงขึ้น ทั้งจากปัญหาน้ำมันขึ้น ค่าไฟ เงินเฟ้อสูง กลุ่มเหล่านี้อาจประสบปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้นได้ ภายใต้การปรับโครงสร้างที่ไม่ได้เร็ว ทั่วถึง ดังนั้นก็ต้องตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไร เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเหล่านี้ไม่ให้เจอปัญหาในอนาคตได้”

สำหรับภาพรวมหนี้เสียในระยะข้างหน้า เชื่อว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากระดับ 1.1 ล้านล้านบาท คาดว่าจะเห็นการทยอยเพิ่มขึ้นของหนี้เสียไปสู่ 1.2 ล้านล้านบาท ได้ในระยะอันใกล้นี้ หากว่าการปรับโครงสร้างหนี้ไม่เร็ว ไม่แรง​ ไม่มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน​เนื่องจากการทยอยไหลของหนี้เสียใหม่ๆ ที่เข้ามาเพิ่ม

สวนทางกับเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากรายงาน และบทความหลายแหล่งที่ระบุว่า การเติบโตของเศรษฐกิจยังไม่ทั่วถึง และยังมีความเปราะบางสูง ดังนั้น ปัญหาหนี้ อาจจำเป็นที่ต้องมีมาตรการ ช่วยเหลือบางกลุ่มเพิ่มเติม เพื่อลดการเกิดปัญหาหนี้ใหม่ๆ ในอนาคต เช่น กลุ่มรหัส 21 ที่ไม่ได้จงใจเป็นหนี้เสีย แต่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ฐานะการเงินอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัดเจนจากคำนิยาม

อ้างอิง: https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1040998 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

มาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่ มีอะไรควรรู้บ้าง? I POCKET MONEY EP59

FINNOMENA CHANNEL
มาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่ มีอะไรควรรู้บ้าง? I POCKET MONEY EP59

รับชมบน YouTube: https://youtu.be/EtS0tI-ncNE

ใครกำลังวางแผนซื้อประกันสุขภาพหรือมีประกันสุขภาพอยู่แล้วบ้าง รู้หรือเปล่าว่าตั้งแต่ 1 .. 2565 ที่ผ่านมาทุกสัญญาประกันสุขภาพที่สมัครใหม่จะต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานใหม่ (New Health Standard) ซึ่งมีทั้งส่วนที่ผู้ทำประกันจะได้สิทธิประโยชน์ดีกว่าเดิมหรืออาจจะด้อยลงกว่าเดิม มีประเด็นไหนที่น่าสนใจบ้าง ติดตามในคลิปนี้ได้เลย

ตัวอย่างหลักเกณฑ์สำคัญ

  • บริษัทประกันบอกเลิกสัญญาประกันสุขภาพไม่ได้ ต้องต่ออายุให้ทุกกรณี ยกเว้น  

มาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่ มีอะไรควรรู้บ้าง? I POCKET MONEY EP59

  • ถึงแม้บอกเลิกไม่ได้ แต่มีสิทธิเพิ่มเงื่อนไข Copayment ได้มาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่ มีอะไรควรรู้บ้าง? I POCKET MONEY EP59 
    • Copayment หมายถึงการให้ผู้ทำประกันสุขภาพมีส่วนร่วมในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลกับบริษัทประกัน โดยกำหนดสัดส่วนการร่วมจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ อย่างกรณีที่กำหนดเงื่อนไข Copayment 30% แปลว่าหากค่ารักษาพยาบาลตามจริงออกมาเป็น 100,000 บาท ผู้ทำประกันจะมีส่วนในการร่วมจ่าย 30,000 บาท และอีก 70,000 บาทเป็นความรับผิดชอบของบริษัทประกัน เป็นต้น
    • กรณีมี 2 เงื่อนไขพร้อมกัน ให้พิจารณากำหนดเงื่อนไข Copayment เป็น 50% ได้ 
  • หมวดความคุ้มครองให้ 13 หมวดแบบเดียวกันทุกบริษัทเป็นหัวข้อเดียวกันทุกบริษัท แต่ละที่คุ้มครองหรือไม่คุ้มครอง หรือคุ้มครองมากน้อยแค่ไหนก็ว่ากันไป เช่น หมวดค่าห้องและค่าอาหาร ค่าบริการทางการแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย ค่าผ่าตัดและหัตถการ เป็นต้น  
  • อัตราค่าธรรมเนียมผ่าตัด จากเดิมเป็นร้อยละ แยกตามอวัยวะที่ผ่าตัด เปลี่ยนเป็น ตามจริงแต่อาจกำหนดเงื่อนไขจ่ายไม่เกิน 50% ของค่าธรรมเนียมที่ 90 เปอร์เซ็นต์ไทล์ได้

มาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่ มีอะไรควรรู้บ้าง? I POCKET MONEY EP59

  • เงื่อนไข Pre-existing condition

มาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่ มีอะไรควรรู้บ้าง? I POCKET MONEY EP59

ข้อสังเกตที่น่าสนใจ

  • เห็นได้ว่าส่วนมากแล้วจะเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่เป็นคุณต่อผู้เอาประกัน เบี้ยประกันของความคุ้มครองตามมาตรฐานใหม่จึงอาจสูงกว่ามาตรฐานเดิมได้
  • แต่อย่างไรก็อาจจะมีบางข้อที่เป็นการส่งเสริมความมั่นคงและยั่งยืนของการรับประกันในฝั่งบริษัทประกันด้วย โดยเชื่อว่าจุดประสงค์ในท้ายที่สุดแล้วก็เพื่อดำรงมาตรฐานการประกันภัยให้มั่นคงและยั่งยืน สอดคล้องกับศักยภาพในสถานการณ์ความเป็นจริง เพื่อให้บริษัทประกันสามารถวางแผนบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสมกับการรับประกันภัยได้

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่มีประกันสุขภาพมาก่อนที่จะปรับปรุงสัญญาเป็น New Health Standard

  • แนะนำให้เช็กข้อสัญญาประกันสุขภาพที่มีอยู่เดิม เพราะแต่ละสัญญาก็มีรายละเอียดแตกต่างกัน
  • สัญญาเดิมอาจเหมาะกับเราอยู่แล้ว หรือสัญญาใหม่อาจเหมาะกับเรามากกว่าก็ได้
  • หากท้ายที่สุดแล้วต้องการเปลี่ยนแปลงสัญญาให้เป็นมาตรฐานใหม่ ก็สามารถติดต่อบริษัทประกันหรือตัวแทนบริษัทประกันได้เลย

อ้างอิง: 

  • คำสั่งนายทะเบียนที่ 14/2564 เรื่อง หลักเกณฑ์การให้ความเห็นชอบแบบและข้อความสัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพ ประเภทสามัญ แบบมาตรฐาน สำหรับบริษัทประกันชีวิต 
  • คำสั่งนายทะเบียนที่ 15/2564 เรื่อง หลักเกณฑ์การให้ความเห็นชอบแบบและข้อความกรมธรรม์ประกันภัยสุขภาพ แบบมาตรฐาน สำหรับบริษัทประกันวินาศภัย 

พบความสุดพิเศษสำหรับคุณได้ในทุกวัน ทั้งบทความให้ความรู้เกี่ยวกับกองทุนรวม หุ้น คริปโตฯ และการบริการ โปรโมชั่น ของรางวัลต่างๆ ที่คัดสรรมาเพื่อมอบให้กับสมาชิก FINNOMENA เท่านั้น
👉 สมัครสมาชิกเว็บไซต์ FINNOMENA https://finno.me/register-website


มือใหม่ห้ามพลาด! คอร์สเรียนพิเศษจาก FINNOMENA U "กองทุนรวม 101 สำหรับมือใหม่"

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเวียดนามพุ่งเกือบ 5% หลังนักลงทุนต่างชาติสะสมมากเป็นประวัติการณ์

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเวียดนามพุ่งเกือบ 5% หลังนักลงทุนต่างชาติสะสมมากเป็นประวัติการณ์

วันนี้ 2 ธ.ค. 65 ตลาดหุ้นเวียดนาม (VN 30) ปรับตัวขึ้น 4.83% สู่ระดับ 1,092.99 จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ โดย ETF Flow ของกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามมีเงินไหลเข้าสุทธิ 282 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนพ.ย. ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่มีการรวบรวมข้อมูล ทั้งนี้ในช่วงเดือนพ.ย. ที่ผ่านมาตลาดหุ้นเวียดนามมีการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 904.77 จุด ณ วันที่ 15 พ.ย. ส่งผลทำให้ Valuation ของตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ในระดับ Deep Discount ซึ่งเป็นปัจจัยดึงดูดแก่นักลงทุนต่างชาติให้เริ่มกลับเข้ามาซื้อหุ้นเวียดนามในช่วงที่ผ่านมา

รวมถึงการผ่อนคลายของปัญหาต่างๆ ที่เคยกดดัน อาทิ สภาพคล่องของหุ้นกลุ่มอสังหาฯ และคุณภาพสินเชื่อของกลุ่มการเงิน สอดคล้องกับมุมมองของ S&P ที่ระบุว่าปัญหาทางด้านสภาพคล่องได้ผ่านจุดแย่ที่สุดไปแล้ว และสภาวะ Risk-on ของตลาดการเงินทั่วโลกหลังจากเฟดส่งสัญญาณชะลอขึ้นอัตราดอกเบี้ยหนุนต่อตลาดหุ้นเวียดนามให้ปรับตัวขึ้น 13.1% (WoW) ในสัปดาห์นี้

FINNOMENA Investment Team มองว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีทิศทางเชิงบวกในระยะสั้นมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาระดับ Valuation ที่อยู่ในระดับที่ถูกเมื่อเทียบกับหุ้นโลก โดยปัจจุบัน P/E 12M ของตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ที่ 8.5 เท่า หรือ -1.8 S.D. ในรอบ 10 ปี รวมไปถึงแรงเข้าซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มเติม ซึ่งสะท้อนผ่านทาง Foreign Limit ของหุ้นต่าง ๆ ยังคงเต็มและมีค่า Premium ในระดับสูง และศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง จึงแนะนำทยอยสะสมเพื่อการลงทุนระยะยาว

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: สรรพสามิตร่อนหนังสือถึง ‘เนต้า’ กรณีขึ้นราคา เนต้า V อีก 3 -5 หมื่นบาท ยันทำไม่ได้ ผิดเงื่อนไข MOU

THE OPPORTUNITY
News Update: สรรพสามิตร่อนหนังสือถึง ‘เนต้า’ กรณีขึ้นราคา เนต้า V อีก 3 -5 หมื่นบาท ยันทำไม่ได้ ผิดเงื่อนไข MOU

สรรพสามิตเตรียมร่อนหนังสือถึงค่ายรถอีวี ‘เนต้า’ วันนี้ ให้ทำหนังสือชี้แจงกรณีประกาศเตรียมปรับขึ้นราคารถที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ยันการปรับราคาทำไม่ได้-ผิดเงื่อนไข

วันนี้ (2 ธ.ค.) ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิตเปิดเผยถึงกรณีมีข่าวว่าทางค่ายรถยนต์ไฟฟ้า ‘เนต้า’ ออกมาประกาศว่า เตรียมปรับขึ้นราคารถยนต์อีวี รุ่น เนต้า shoppingmode วี (NETA V) เพิ่มขึ้นอีก 30,000-50,000 บาท จากเดิมที่ขายในราคา 549,000 บาทนั้น ทางกรมยืนยันว่าไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะราคาที่ขายต้องได้รับอนุมัติจากกรมสรรพสามิต

“การปรับราคาทำไม่ได้ เพราะผิดเงื่อนไขที่มีการเอ็มโอยูกันไว้ และราคาที่กรมอนุมัติไปแล้วเป็นราคาที่รัฐบาลจ่ายอุดหนุน” นายเอกนิติกล่าว

ขณะที่นายณัฐกร อุเทนสุต ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต ในฐานะโฆษกกรมสรรพสามิตกล่าวว่า วันนี้กรมสรรพสามิตจะมีหนังสือไปถึงทางค่ายรถยนต์ไฟฟ้า “เนต้า” เพื่อให้ชี้แจงถึงกรณีที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ออกมาประกาศว่าเตรียมปรับขึ้นราคารถยนต์อีวีรุ่น เนต้า shoppingmode วี อีก 30,000-50,000 บาท จากเดิมที่ขายในราคา 549,000 บาท ซึ่งราคาเดิมเป็นราคาที่ได้รับการอนุมัติจากกรมสรรพสามิต เนื่องจากรถอีวีรุ่นดังกล่าวเข้าร่วมมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของรัฐบาล

“กรมจะให้ทางบริษัททำหนังสือชี้แจงมา เพราะว่าในข้อเท็จจริงแล้ว การปรับราคาทำไม่ได้ เนื่องจากการจะปรับราคา ต้องได้รับการอนุมัติโครงสร้างราคาจากกรมสรรพสามิต ซึ่งราคาที่เราอนุมัติไปเป็นราคาเดิม” นายณัฐกรกล่าว

อ้างอิง: https://www.prachachat.net/finance/news-1136787 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 02/12/2022 “ลุ้นหุ้นไทยไป 1,700 สิ้นปี “อาคม” รมว. คลังฯ ยันเก็บภาษีขายหุ้นไม่กระทบภาพรวมตลาด” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

 

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 02/12/2022

“ลุ้นหุ้นไทยไป 1,700 สิ้นปี “อาคม” รมว. คลังฯ ยันเก็บภาษีขายหุ้นไม่กระทบภาพรวมตลาด”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 34,395.01 จุด -194.76 จุด (-0.56%) S&P500 ปิดที่ 4,076.57 จุด -3.54 จุด (-0.09%)  Nasdaq  ปิดที่ 11,482.45 จุด +14.45 จุด (+0.13%) Small Cap 2000 ปิดที่ 1,884.57 จุด -2.01 จุด (-0.11%) VIX index ปิดที่ 19.84 จุด -0.74 จุด (-3.6%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 3,984.5 จุด +19.78 จุด (+0.5%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 14,490.3 จุด +93.26 จุด (+0.65%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 6,753.97 จุด +15.42 จุด (+0.23%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 28,226.03 จุด +257.16 จุด (+0.92%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 18,736.45 จุด +139.21 จุด (+0.75%)  ดัชนี CSI300 ปิดที่ 3,894.76 จุด +41.73 จุด (+1.08%) และ SET Index ปิดที่ 1,648.44 จุด +13.08 จุด (+0.8%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 2 ธ.ค. 2565) ทองคำ 1,811.55 ดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 22.832 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 81.28 ดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 88.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 2 ธ.ค. 2565) Bitcoin 16,920.0 ดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,271.78 ดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.101090 ดอลลาร์สหรัฐฯ BNB Coin 288.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ

สรุปข่าวประจำวัน

จีนลดระดับคุมเข้มมาตรการโควิด ปักกิ่งเริ่มอนุญาตให้กักตัวที่บ้าน จีนเริ่มจากผู้อยู่อาศัยในเขตที่มีประชากรมากที่สุดของเมือง การเปลี่ยนแปลงที่สะท้อนให้เห็นว่าทางการจีนอยู่ภายใต้แรงกดดันจากการระบาดเป็นประวัติการณ์ และการต่อต้านจากประชาชนต่อนโยบาย Covid Zero หุ้นจีนเห็นแรงซื้อจากความหวังเปิดเมือง (ที่มา bloomberg)

สหรัฐฯ เผยดัชนี PCE ทั่วไป ซึ่งรวมหมวดอาหาร และพลังงานปรับตัวขึ้น 6.0% ในเดือนตุลาคม โดยชะลอตัวจากระดับ 6.3% ในเดือนกกันยายน ดัชนี PCE ทั่วไป เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนตุลาคม สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ บ่งชี้เงินเฟ้อผ่านจุดสูงสุดแล้ว ด้านกรรมการ Fed ยังหนุนขึ้นดอกเบี้ยคุมเงินเฟ้อ แต่ส่งสัญญาณชะลอตั้งแต่เดือนธันวาคม (ที่มา ryt9)

นักวิเคราะห์ Wall Street ชี้ หุ้นสหรัฐฯ เสี่ยงลงต่อปีหน้า จากปัญหาเศรษฐกิจ ด้าน Deutsche Bank  คาดการณ์ S&P 500 ที่ระดับ 4,500 จุด ในปีหน้าสูงที่สุดในบรรดาการคาดการณ์ทั้งหมด โดยมองว่าหุ้นจะร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดใหม่ในช่วงไตรมาสที่สาม และเมื่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยเริ่มขึ้นดัชนีจะลดลงไปที่ 3,250 จุด ก่อนที่จะมีการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง (ที่มา bloomberg)

อีลอน มัสก์ เรียกร้องเฟดลดดอกเบี้ย เตือนเศรษฐกิจถดถอย พร้อมเผยความหวังทดสอบชิปสมอง ‘นิวรัลลิงค์’ กับมนุษย์ในอีก 6 เดือน ซึ่งชิปดังกล่าวพัฒนาขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยสั่งการควบคู่กับสมองของคนเรา ซึ่งอาจช่วยให้ผู้พิการสามารถเคลื่อนไหวหรือสื่อสารได้อีกครั้ง รวมทั้งอาจช่วยฟื้นฟูความสามารถในการมองเห็น (ที่มา voathai)

สหรัฐฯ เตรียมประกาศการตัดสินใจเรื่องเก็บภาษีแผงโซลาร์จากอาเซียน โดยเก็บภาษีเพิ่มกับแผงโซลาร์นำเข้าจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 4 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ทำการสอบสวนก่อนหน้านี้ว่า แผงโซลาร์เซลล์จากทั้ง 4 ประเทศดังกล่าวมีส่วนช่วยให้จีนหลีกเลี่ยงมาตรการด้านภาษีจากทางสหรัฐหรือไม่ ซึ่งหากผิดจริงจะทำให้มีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังสูงถึง 250% (ที่มา ryt9)

หุ้นไทยธ.ค.มีลุ้น‘1,700จุด’ โบรกเกอร์ประเมินหุ้นไทยมีแรงหนุนจาก 3 ปัจจัยหนุน คือ เงินเฟ้อผ่านจุดสูงสุด เฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ย และจีนคลายล็อกดาวน์ ด้าน “อาคม” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยันเก็บภาษีขายหุ้นไม่กระทบภาพรวมตลาด แต่สร้างความเป็นธรรมในระบบ ระบุอัตราจัดเก็บที่ 0.11% อยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศในเอเชีย โดยรวมจะมีภาระต้นทุน 0.22% ย้ำเมื่อเสียภาษีแล้ว ไม่ต้องนำไปคำนวณรายได้ชำระภาษีปลายปี (ที่มา bangkokbiznews)

สัมมนา

สัมมนาพิเศษ เปิดตัวกองทุนใหม่ MEGA10 แนวคิดการลงทุนแบบ MEGAPOLY กับโอกาสดีๆ ในกองทุน MEGA10 วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2565 เวลา 18.00 น. ผ่าน ZOOM สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://www.finnomena.com/event-calendar/

News Update: Elon Musk เรียกร้อง Fed ลดดอกเบี้ย เตือนเศรษฐกิจถดถอยกำลังใกล้เข้ามา พร้อมเผยความหวังทดสอบ ‘นิวรัลลิงค์’ กับมนุษย์

THE OPPORTUNITY
News Update: Elon Musk เรียกร้อง Fed ลดดอกเบี้ย เตือนเศรษฐกิจถดถอยกำลังใกล้เข้ามา พร้อมเผยความหวังทดสอบ 'นิวรัลลิงค์' กับมนุษย์

มหาเศรษฐีชื่อดัง Elon Musk เรียกร้องให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ​ (Fed) ลดดอกเบี้ยทันที เพราะภาวะเศรษฐกิจถดถอยกำลังใกล้เข้ามา พร้อมเผยความหวังทดสอบชิปสมอง ‘นิวรัลลิงค์’ กับมนุษย์ในอีก 6 เดือน

Elon Musk ทวีตแสดงความกังวลว่า การที่ Fed พยายามฉุดเงินเฟ้อให้ต่ำลงจะยิ่งทำให้ภาวะเศรษฐกิจเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายลง พร้อมเรียกร้องให้ Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในทันที มิฉะนั้นความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเผชิญกับภาวะถดถอยจะทวีความรุนแรงมากขึ้น

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Elon Musk ออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะเผชิญภาวะถดถอย เมื่อปลายเดือนที่แล้ว (24 ต.ค.) Elon Musk คาดการณ์ว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกจะเกิดขึ้นยาวนานจนถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2023 ซึ่งคำเตือนดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกับบรรดาผู้บริหารทั่วโลก

นอกจากนี้ Elon Musk ยังได้เผยความหวังว่า ชิปใส่สมองมนุษย์ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท นิวรัลลิงค์ (Neuralink) ของเขา จะสามารถเริ่มการทดสอบกับมนุษย์ได้ในอีก 6 เดือน หลังจากที่พลาดกำหนดการเดิมมาแล้วก่อนหน้านี้

โดยชิปดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อช่วยสั่งการควบคู่กับสมองของคนเรา ซึ่งอาจช่วยให้ผู้พิการสามารถเคลื่อนไหวหรือสื่อสารได้อีกครั้ง รวมทั้งอาจช่วยฟื้นฟูความสามารถในการมองเห็น

ช่วงไม่กี่ปีมานี้ นิวรัลลิงค์ได้ทำการทดสอบชิปดังกล่าวกับสัตว์ทดลอง และพยายามขอการรับรองจากสำนักงานอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) เพื่อให้สามารถทดลองกับมนุษย์จริง ๆ ได้

มัสก์ กล่าวที่สำนักงานใหญ่ของนิวรัลลิงค์ในวันพุธว่า “เราต้องใช้ความระมัดระวังและความมั่นใจว่าชิปนี้สามารถทำงานได้จริงก่อนที่จะนำไปใส่ในสมองของมนุษย์” โดยสองเป้าหมายแรกของชิปนิวรัลลิงค์ คือ การฟื้นฟูความสามารถในการมองเห็นและการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อของผู้พิการ “เราเชื่อว่าแม้แต่ผู้ที่เกิดมาตาบอด ก็สามารถมองเห็นได้ด้วยนวัตกรรมนี้” มัสก์กล่าว

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: จับตาเศรษฐกิจอินเดีย เตรียมขึ้นแท่นเบอร์ 3 ของโลก คาด GDP โตต่อเนื่อง แซงหน้าญี่ปุ่น-เยอรมนี

THE OPPORTUNITY
News Update: จับตาเศรษฐกิจอินเดีย เตรียมขึ้นแท่นเบอร์ 3 ของโลก คาด GDP โตต่อเนื่อง แซงหน้าญี่ปุ่น-เยอรมนี

S&P Global และ Morgan Stanley รายงานว่า อินเดียจะแซงหน้าญี่ปุ่นและเยอรมนี จนก้าวมาเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก

คาดการณ์ของ S&P Global จะเกิดขึ้นเมื่อ GDP ของอินเดียโตเฉลี่ยอยู่ที่ 6.3% จนถึงปี 2030 เช่นเดียวกับ Morgan Stanley ที่ประเมินว่า GDP ของอินเดียในปี 2031 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากระดับปัจจุบัน

ทีมนักกลยุทธ์ของ Morgan Stanley ระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียขับเคลื่อนจากทั้งต่างประเทศ การลงทุนด้านการผลิต การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลขั้นสูง ซึ่งแรงผลักดันเหล่านี้จะทำให้อินเดียเป็นเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกก่อนสิ้นทศวรรษนี้

เศรษฐกิจอินเดียในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา โตถึง 6.3% จากปีที่แล้ว ซึ่งสูงกว่ารอยเตอร์ที่คาดการณ์ไว้ที่ 6.2% เล็กน้อย และในไตรมาส 2 GDP อินเดียขยายตัว 13.5% จากปีที่แล้วโดยได้แรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่งของภาคบริการ

สอดคล้องกับ S&P Global ที่การคาดการณ์ขึ้นอยู่กับการเปิดเสรีทางการค้าและการเงิน การปฏิรูปตลาดแรงงาน ตลอดจนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและทุนมนุษย์

ด้าน Dhiraj Nim จาก Australia and New Zealand Banking Group Research กล่าวว่า คาดการณ์ดังกล่าวมีความสมเหตุสมผล เพราะอินเดียสามารถตามทันทั้งในแง่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้ต่อหัว รวมถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะจัดสรรรายจ่ายฝ่ายทุนให้มากขึ้นในบัญชีรายจ่ายประจำปีของประเทศ

นักวิเคราะห์ของ S&P Global ระบุว่า รัฐบาลอินเดียมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเป็นศูนย์กลางสำหรับนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงโรงไฟฟ้าการผลิต ผ่านโครงการ Production Linked Incentive Scheme (PLIS) ที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2020 โดย เสนอสิ่งจูงใจแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในรูปแบบของส่วนลดภาษีและใบอนุญาตต่างๆ รวมถึงมาตรการเพื่อกระตุ้นการผลิตและการส่งออก

ขณะที่ Morgan Stanley คาดการณ์ว่า ส่วนแบ่งการผลิตจะเพิ่มขึ้นจาก 15.6% ของ GDP เป็น 21% ภายในปี 2031 ซึ่งหมายถึงรายได้จากการผลิตที่เพิ่มขึ้น 3 เท่า จาก 47,000 ล้านดอลลาร์ สู่ 1,490,000 ล้านดอลลาร์

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/12/01/india-to-leapfrog-to-third-largest-economy-by-2030.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Blackrock เผยกลยุทธ์ลงทุนปี 2023 แนะ ‘ซื้อ’ หุ้นแบงก์-พลังงาน จากผลประกอบการที่ดี ‘ขาย’ บอนด์ยุโรป – ตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่น EM

THE OPPORTUNITY
News Update: Blackrock เผยกลยุทธ์ลงทุนปี 2023 แนะ ‘ซื้อ’ หุ้นแบงก์-พลังงาน จากผลประกอบการที่ดี ‘ขาย’ บอนด์ยุโรป - ตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่น EM

Blackrock เผยคู่มือการลงทุนใหม่สำหรับปี 2023 แนะนำซื้อหุ้นธนาคารและพลังงานจากผลประกอบการที่ดี พร้อมปรับลดน้ำหนักการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลยุโรประยะยาวและตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่นในตลาดเกิดใหม่

ในภาพรวมของปี 2023 BlackRock Investment Institute (BII) มองว่า แม้การลงทุนในตลาดตราสารหนี้มีแนวโน้มสดใส ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นน่าดึงดูดใจ แต่พันธบัตรรัฐบาลระยะยาวยังคงเผชิญแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง

โดย Wei Li หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนตลาดโลกของ BII กล่าวว่า ผลกระทบจากเศรษฐกิจมหภาคที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้านั้นยังไม่ได้รับการสะท้อนอย่างสมบูรณ์ในราคาตลาด

Blackrock มองว่า ธนาคารกลางทั่วโลกใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากเกินไปเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ ซึ่งนี่จะก่อให้เกิดภาวะถดถอยในปีหน้า ดังนั้น Blackrock ยังมีคำแนะนำลดน้ำหนักการลงทุน (Underweight) ในหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่แนะนำตราสารหนี้ภาคธุรกิจคุณภาพสูง และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุสั้น ที่ได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยในระดับสูง

ขณะที่ Jean Boivin ประธาน BII กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อกำลังจะลดลง แต่เขาไม่คิดว่าเรากลับเข้าสู่โลกที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับ 2% ที่ทุกคนคุ้นเคยในเร็วๆ นี้ เงินเฟ้อน่าจะอยู่ที่ระดับ 3% มากกว่าในตลาดช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้

BlackRock กล่าวว่า ในสภาพแวดล้อมที่เศรษฐกิจถดถอย กลยุทธ์แบบเก่าที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวและปลอดภัยอาจไม่ได้ผลในปีหน้า เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจอยู่สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ บริษัทจึงให้น้ำหนักพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวต่ำกว่ามาตรฐานในพอร์ตการลงทุนทั้ง tactical และ strategic

อ้างอิง: https://www.reuters.com/business/finance/blackrock-backs-banks-cuts-european-em-debt-part-new-playbook-2022-11-30/ 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาดจีน

Mr. Serotonin
รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาด

ช่วงนี้หากใครสนใจอยากลงทุนในหุ้น EV จีนแต่หากองลงแทบไม่เจอ กองทุน P-CGREEN เป็นอีกกองทุนหนึ่งที่จะช่วยเปิดโอกาสให้คุณได้เข้าถึงบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ EV รวมไปถึงผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนชั้นนำ รายละเอียดจะเป็นอย่างไรเราลองมาสำรวจไปพร้อม ๆ กันครับ

รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาดจีน

รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาดจีน

5 เหตุผลทำไมต้องลงทุนใน EV จีน

รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาด

นโยบายการลงทุนของกองทุน P-CGREEN

  • เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF (กองทุนปลายทาง) ในสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐเพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ในดัชนีที่ติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทในประเทศจีนที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น กลุ่มพลังงานทางเลือก (Alternative Energy), การพัฒนาและการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน (Sustainable Water), การออกแบบอาคารที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Green Building), การป้องกันมลพิษ (Pollution Prevention) และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency) โดยมีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 6

รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาดจีน

 

สัดส่วนอุตสาหกรรมหลักที่ลงทุนของกองทุน KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF (KGRN)

รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาดจีน

สัดส่วนเซ็กเตอร์หลักที่ลงทุนของกองทุน KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF ที่มา: KraneShares Fund Fact Sheet วันที่: 31 ตุลาคม 2022

  • หลัก ๆ แล้วลงทุนในสินค้าฟุ่มเฟือยซึ่งถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เป็นพวกหุ้นกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งมีอัตราการเติบโตที่สูงอย่างที่กล่าวไว้ตอนแรก รวมไปถึงเซ็กเตอร์อย่างอุตสาหกรรมซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายถึงวัสดุอุตสาหกรรมแบบปกติทั่วไปแต่อาจรวมไปถึงผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าด้วย รวมไปถึงเซ็กเตอร์อย่างเทคโนโลยีที่เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าเติบโตได้สูงมาก ๆ

รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาดจีน

รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาดจีน

 

 

สัดส่วนหุ้นหลักที่ลงทุนของกองทุน KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF (KGRN)

หลัก ๆ แล้วหุ้นหลักที่ลงทุนจะเป็นหุ้นรถยนต์ไฟฟ้าหรือพวกแบตเตอรี่เป็นหลัก โดยอาจจะมีหุ้นพลังงานสะอาดบ้างแต่ก็มีสัดส่วนน้อยกว่า หรือสรุปง่ายๆว่านี่คือกอง EV จีนก็ว่าได้

รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาดจีน

 

สัดส่วนหุ้นหลักที่ลงทุนของกองทุน KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF ที่มา: KraneShares Fund Fact Sheet วันที่: 31 ตุลาคม 2022

  • CATL (สัดส่วน 8.84%) – ผู้จัดจำหน่ายระบบแบตเตอรี่ในจีน ระบบกักเก็กพลังงาน วัสดุส่วนประกอบลิเธียมแบตเตอรี่ต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นนำยันปลายน้ำ ตอกย้ำความเป็นผู้นำจบงานทั้งหมดด้วยตนเอง
  • BYD (สัดส่วน 7.13%)ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำระดับโลกมีหน่วยการผลิตกระจายอยู่ทั่วโลก เคยได้รับออเดอร์เป็นผู้ผลิตรถบัสไฟฟ้าจำนวนมากให้กับสหรัฐฯ และยุโรปส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดในระดับโลกอีกทั้งยังเป็นผู้นำโลกในด้านการผลิตแบตเตอรี่แบบชาร์จซ้ำอีกด้วย
  • NIO (สัดส่วน 6.62%)บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนระดับพรีเมียมออกแบบและผลิตด้วยตนเอง มีจุดเด่นอย่างการปล่อยเช่าแบตเตอรี่แบบรายเดือนซึ่งช่วยสร้างรายได้ในระยะยาว มีเครือข่ายสถานีชาร์จของตนเองพร้อมตั้งเป้าขยายสถานีเป็น 4,000 สถานีในปี 2025
  • LI AUTO (สัดส่วน 6.00%)บริษัทเจ้าของรถ SUV ทรงสปอร์ตสุดหรูในรูปแบบไฮบริด มีเครื่องยนต์ขนาดจิ๋วที่ช่วยสร้างกระแสไฟฟ้าส่วนเพิ่มสำหรับแบตเตอรี่ได้เอง เป็นรถยอดนิยมสำหรับผู้ที่เข้าถึงสถานีชาร์จได้ยาก โดย Li Auto มีแผนที่จะพัฒนารถยนต์ EV รูปแบบใหม่ ๆ ในอนาคตเพื่อสร้างฐานลูกค้าเพิ่มเติม
  • LONGi (สัดส่วน 5.34%)ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์พลังงานแสงอาทิตย์จากจีน พร้อมด้วยบริษัทในเครืออย่าง LONGi Solar ซึ่งเป็นผู้นำของโลกด้านการผลิตโมดูลและเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดโมโนคริสตัลไลน์

ผลตอบแทนย้อนหลัง

ผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF ที่มา: KraneShares Fund Fact Sheet วันที่: 31 พฤษภาคม 2022

มีผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังในช่วง 1 ปี 3 ปี และนับตั้งแต่จัดตั้งโดดเด่นกว่าหุ้นโลก โดยตัวกองทุนบริหารจัดการแบบ Passive เป็นหลัก

ค่าธรรมเนียมและเงินลงทุนขั้นต่ำของกองทุน P-CGREEN

  • ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก: 1,000 บาท
  • ลงทุนขั้นต่ำครั้งถัดไป: 1,000 บาท
  • ค่าธรรมเนียมซื้อ: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมขาย: ไม่เรียกเก็บ
  • ค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนเข้า: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนออก: ไม่เรียกเก็บ
  • ค่าธรรมเนียมการจัดการรายปี: 1.6050%

ที่มา: Fact Sheet Monthly กองทุน P-CGREEN วันที่: 30 พฤศจิกายน 2564

สรุปจุดเด่นกองทุน P-CGREEN

  • เป็นกองทุนรวมดาวหุ้น EV ตัวท็อปในจีน เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบและเชื่อในหุ้น EV จีน
  • บริหารจัดการแบบ Passive เป็นหลักเน้นทำผลตอบแทนให้ใกล้เคียงดัชนี KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF
  • ลงทุนในจีนประเทศที่มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งน่าจะช่วยทำตลาดได้ง่าย
  • ธุรกิจ EV เป็นธุรกิจที่ยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนท่ามกลางมรสุมการจัดระเบียบ
  • มีการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาดอื่น ๆ ช่วยกระจายความเสี่ยงในอุตสาหกรรม

กองทุน P-CGREEN น่าจะเป็นอีกหนึ่งกองทุนที่เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบและหลงใหลการลงทุนใน EV จีน ประเทศที่มีขนาดตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไม่ธรรมดา!

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

Mr. Serotonin

รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาด

คำเตือน
ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต |  ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน |  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

References

https://kraneshares.com/kgrn/

https://evse.com.au/blog/electriccargoldmansachs/

https://www.statista.com/statistics/867963/ev-global-growth-by-region/

https://static1.squarespace.com/static/5b763853266c075695c73c0a/t/61b805591275e86d29063283/1639449946531/P-CGREEN_factsheet_m202111.pdf

https://static1.squarespace.com/static/5b763853266c075695c73c0a/t/6119cd9f06598f24a3492294/1629080998959/P-CGREEN_Factsheet_202106.pdf

https://www.virta.global/global-electric-vehicle-market

เอกสารเสนอการขายกองทุน KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF

https://www.statista.com/statistics/502208/tesla-quarterly-vehicle-deliveries/

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

FINNOMENA
รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

กองทุนไหนดี? รวบรวม 10 อันดับกองทุนผลตอบแทนดีในแต่ละเดือนของปี 2565 มาไว้ที่นี่แล้ว!

สารบัญ

รับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น
👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: UOBSC, SCBCOMP, LHCYBER-D, LHCYBER-A, LHCYBER-E, PRINCIPAL GCLEAN-A, PRINCIPAL GCF, KF-LATAM, TOIL6, TUSOIL, I-OIL, K-ICT

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนมีนาคม 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: UOBSC, KF-LATAM, WE-CANAB, ASP-DIGIBLOC, KT-MINING, TMBOIL, KT-OIL, I-10, TISCOLAF, TUSOIL

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ASP-DIGIBLOC: ตะลุยมิติใหม่ของการลงทุนแห่งยุคดิจิทัล

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนเมษายน 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: ABSM, M-MIDSMALL-A, MIDSMALLMF, M-MIDSMALL-D, ABTED, K-MBOND, TLMSEQ, LHMSFL-A, LHMSFL-R, LHMSFL-D, K-ICT, KFTHAISM

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนพฤษภาคม 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: KT-ENERGY, BCAP-CTECH, TRAREEARTH, T-GLOBALENERGY, TOIL6, TUSOIL, I-OIL, UEV, ASP-POWER, SCBOIL

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ASP-POWER: เติบโตไปกับธุรกิจ 3 พลังงานแห่งอนาคต

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนมิถุนายน 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: TCHCON, ASP-EVOCHINA, KFCMEGA-A, PRINCIPAL CHTECH-A, BCAP-CTECH, UCHI, MCHEVO, TMBCHEQ, SCBCHEQA, SCBCTECHA

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ASP-EVOCHINA: 10 เรื่องที่ต้องรู้ของกองทุนจีนผลตอบแทนโดดเด่น
อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนกรกฎาคม 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: TGHDIGI, ASP-EUG, B-SIP, ASP-IHEALTH, TISCOJPA, TISCOINA-A, PRINCIPAL GEDTECH-A, UEDTECH, SCBROBOA, TBRAND

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนสิงหาคม 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: WE-TENERGY, SCBCLEANA, TNEWENGY, PRINCIPAL GCLEAN-A, TUSMS, TISCOLAF, SCBUSSM, KF-LATAM, KT-MAI, KT-ENERGY

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนกันยายน 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: TUSFIX, SCBFST, SCBCP1Y1, SCBCP6M1, SCBCP1Y2, SCBCP6M2, KF-GLS, UGEAR, SCBGEARA, TMBGOLD

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนตุลาคม 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: T-GLOBALENERGY, KT-ENERGY, ASP-OIL, TISCOOIL, TUSOIL, TOIL6, K-OIL, TMBOIL, SCBOIL, KF-OIL

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนพฤศจิกายน 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: SCBSEMI(A), MRENEW-D, MRENEW-A, DAOL-GOLD, ABPCAP-A, LHSEMICON-A, LHSEMICON-D, SCBCLEANA, KWI SENERGY-A, KF-ORTFLEX, ABINNO-A

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMICON: ลงทุนในแก่นแท้ของโลกยุคใหม่
อ่านเพิ่มเติม MRENEW: กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี รีนิวเอเบิล เอนเนอร์จี กองทุนธีมพลังงาน โตสวนกระแสตลาด
อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ABPCAP: โอกาสลงทุนหุ้นอินดี้นอกตลาด แบบความเสี่ยงจำกัด ขยาย Upside!
อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน KWI SENERGY-A: กองทุนพลังงานอัจฉริยะ ผลงานคลีน ๆ

สามารถกรองการจัดอันดับได้เอง พร้อมข้อมูลอัปเดตล่าสุดที่ FINNOMENA Fund Filter

รับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น
👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน  จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 01/12/2022 “สรุปผลตอบแทนตลาดหุ้น พ.ย. ฟื้นตัวสนใส ประธาน Fed ส่งสัญญาณเชิงบวก สหรัฐฯ เตรียมชะลอขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้า” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

 

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 01/12/2022

“สรุปผลตอบแทนตลาดหุ้น พ.ย. ฟื้นตัวสนใส ประธาน Fed ส่งสัญญาณเชิงบวก สหรัฐฯ เตรียมชะลอขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้า”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 34,589.77 จุด +737.24 จุด (+2.18%) S&P500 ปิดที่ 4,080.11 จุด +122.48 จุด (+3.09%)  Nasdaq  ปิดที่ 11,468.0 จุด +484.22 จุด (+4.41%) Small Cap 2000 ปิดที่ 1,881.61 จุด +45.06 จุด (+2.45%) VIX index ปิดที่ 20.58 จุด +1.31 จุด (+5.98%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 3,964.72 จุด +30.28 จุด (+0.77%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 14,397.04 จุด +41.59 จุด (+0.29%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 6,738.55 จุด +69.58 จุด (+1.04%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 27,968.92 จุด -58.85 จุด (-0.21%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 18,597.24 จุด +392.56 จุด (+2.16%)  ดัชนี CSI300 ปิดที่ 3,853.03 จุด +4.61 จุด (+0.12%)  และ SET Index ปิดที่ 1,635.36 จุด +10.97 จุด (+0.68%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 1 ธ.ค. 2565) ทองคำ 1,788.55 ดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 22.453 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 80.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 86.87 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 1 ธ.ค. 2565) Bitcoin 17,108.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,284.4 ดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.104060 ดอลลาร์สหรัฐฯ BNB Coin 296.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ

สรุปข่าวประจำวัน

ประธาน Fed ส่งสัญญาณ ชะลอขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้า แม้สงครามเงินเฟ้อยังไม่จบ คาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ย 50 bps ในการประชุม Fed วันที่ 13 – 14 ธันวาคม สู่ระดับ 4.25% – 4.5% โดยประธาน Fed มองว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 4.6% และจะคงดอกเบี้ยจนกว่าเงินเฟ้อจะปรับลดลง (ที่มา bloomberg)

จีนผู้ติดเชื้อใหม่ลดลงเป็นวันที่ 2 คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีนออกมาส่งเสริมให้ผู้สูงอายุฉีดวัคซีน และรณรงค์ให้ประชาชนฉีดวัคซีนเข็มบูสเตอร์ ด้านทางการเตรียมผ่อนคลายคุมโควิด 2 เมืองใหญ่ แต่ก็ยังมีการประท้วงของชาวจีนที่ไม่พอใจมาตรการโควิดของทางการลุกลามหลายพื้นที่ทั่วประโลก ด้านหุ้นจีนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ‘Nasdaq Golden Dragon China’ เดือน พ.ย. ทุบสถิติ พุ่ง 42% รับความหวังเปิดเมือง (ที่มา bloomberg)

อดีตประธานาธิบดีจีน ‘เจียง เจ๋อหมิน’ ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 96 ปี ที่นครเซี่ยงไฮ้ เมื่อวันพุธ ด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและอวัยวะภายในล้มเหลว อดีตประธานาธิบดี เจียง เจ๋อหมิน ผู้นำพาจีนออกจากการโดดเดี่ยวหลังกองทัพจีนเข้าปราบปรามผู้ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อปี 1989 และเป็นผู้สนับสนุนการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนจนนำพาเศรษฐกิจประเทศขยายตัวอย่างก้าวกระโดด (ที่มา voathai)

BlackRock เผยกลยุทธ์ลงทุนปี 2023 แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มแบงก์ – กลุ่มพลังงาน เนื่องจากหุ้นทั้ง 2 กลุ่มจะมีผลประกอบการที่ดี และลดน้ำหนักบอนด์ระยะยาวของยุโรป เนื่องจากบอนด์ระยะยาวยังเผชิญกับแรงกดดันการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง (ที่มา ryt9)

Elon Musk พบ Tim Cook เจรจาสงบศึกระหว่าง Twitter และ Apple เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลัง Apple ขู่ว่าจะตัดแพลตฟอร์มออกจาก App Store และกล่าวว่าได้หยุดโฆษณาส่วนใหญ่บนเว็บไซต์ ด้านสหภาพยุโรปก็ขู่แบน Twitter เนื่องจากไม่ปฎิบัติตามกฎความเข้มงวดในการกลั่นกรองเนื้อหา (ที่มา reuters)

กนง. มีมติขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.00% เป็น 1.25% ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจหลายสำนักคาดต้นปีหน้าจ่อปรับเพิ่มอีก ด้านคณะกรรมการประเมินเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่องจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภค โดยปรับอัตราการขยายของ GDP ปีนี้อยู่ที่ 3.2% จาก 3.3% ปี 2566 อยู่ที่ 3.7% จาก 3.8% และในปี 2567 อยู่ที่ 3.9% ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ที่ 6.3% , 3.0% และ 2.1% ในปี 2565 , 2566 และ 2567 ตามลำดับ โดยผ่านจุดสูงสุดในไตรมาสที่ 3 ปี 2565  (ที่มา prachachat)

สัมมนา

สัมมนาพิเศษ เปิดตัวกองทุนใหม่ MEGA10 แนวคิดการลงทุนแบบ MEGAPOLY กับโอกาสดีๆ ในกองทุน MEGA10 วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2565 เวลา 18.00 น. ผ่าน ZOOM ลงทะเบียนได้ที่ https://www.finnomena.com/event-calendar/