แจ้งเตือน

รู้ให้ลึก ตอน ตลาดหุ้นโลกปรับฐานรอบนี้ น่ากลัวขนาดไหน

Mr.Messenger
รู้ให้ลึก ตอน ตลาดหุ้นโลกปรับฐานรอบนี้ น่ากลัวขนาดไหน

ในช่วง 1 เดือนย้อนหลังที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า ตลาดการเงินของโลกมีความผันผวนในระดับที่เราไม่ได้เห็นมาซัก 2-3 เดือนหลังจากการระบาดของโควิด-19

ผันผวนระดับไหน พาไปดูกันทีละประเภทสินทรัพย์นะครับ เริ่มจาก ดัชนี S&P 500 ย้อนหลังไป 1 เดือนปรับฐานลงมา -5.8% ขณะที่ราคาทอง ร่วงลงมา -2.6% พร้อม ๆ กับ ราคาน้ำมันที่ลงมาลึกถึง -6.8% รวมถึงตราสารหนี้ทั้งประเภท High Yield Bond และตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ ก็ต่างติดลบ -1.4% และ -1.7% ตามลำดับ

SET Index ของไทย ปรับฐาน 1 เดือนที่ผ่านมาไป -5.8% ตอนตลาดหุ้นโลกขึ้น ไม่ยักขึ้นกับเขาด้วย แต่ตอนลง ลงแรงพอ ๆ กับเขาเลย

เรียกได้ว่า หันไปทางไหน ก็มีแต่สินทรัพย์ที่อยู่ในช่วงของการปรับฐาน จะมีก็เพียงค่าเงินดอลล่าร์ (เมื่อมองผ่าน Dollar Index) และ พันธบัตรรัฐบาล ที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้

เวลาเรามองตลาดแล้วเห็นการปรับตัวลงทุกสินทรัพย์แบบนี้ ใครที่มีประสบการณ์การลงทุนหน่อย ก็จะเริ่มมีความกังวลเป็นธรรมดา เพราะ การปรับฐานใหญ่จนเข้าสู่ภาวะตลาดหมี หรือ Bear Market เราจะเห็นพฤติกรรมแบบนี้เป็นสัญญาณเตือนก่อนที่จะเห็นสัญญาณเทขายรุนแรงแทบจะทุกครั้งไป

ถามว่า แล้วปรับฐานครั้งนี้ มาจากสาเหตุอะไร และน่ากังวลไหม เราไปหาคำตอบกันครับ

ถ้าลองไปดูว่า ข่าวที่อยู่ในพื้นที่สื่อในช่วงที่ผ่านมาพร้อม ๆ กับการปรับฐานของตลาด ก็มีอยู่ 3 ประเด็น คือ

1. ในสมาคมผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) ได้มีการรายงานว่าธนาคารพาณิชย์หลายแห่งทั่วโลกได้ปล่อยให้มีการโยกย้ายเงินผิดกฎหมายจำนวนมากเป็นเวลานานเกือบ 20 ปี โดยเอกสารลับของ FinCen ได้เผยข้อมูลเกี่ยวกับการโอนเงินมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ในระหว่างปี 2542-2560 ซึ่งเงินเหล่านี้ได้รับอนุมัติการทำธุรกรรมโดยหน่วยงานภายในของสถาบันการเงินที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย ทั้งนี้ เอกสารยังมีการระบุ ชื่อของ HSBC , JP Morgan, Deutshe Bank, Standard Chartered และ Bank of New York Mellon ทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารถูกเทขายทั้งโลก

2. จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ในอังกฤษและยุโรปกลับมาเพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งหากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะทำให้อังกฤษมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่จำนวน 50,000 รายต่อวันภายในกลางเดือนหน้า และจะมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 200 รายต่อวัน ขณะที่แผนการผ่อนปรนของสหภาพยุโรป เพื่อให้ประชาชนทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น ก็มีอันต้องเลื่อนออกไป ทำให้ตลาดกังวลเรื่องการเกิด Second Wave อีกรอบ

3. ตลาดมาได้ปัจจัยลบจากฝั่งสหรัฐฯ อีกครั้ง หลังจากที่อความขัดแย้งระหว่างสภาคองเกรสและทำเนียบขาวยังอยู่ และทำให้โอกาสในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่ เพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 อาจดีเลย์ออกไป หลังการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 3 พ.ย. เลย

แต่ฝั่งของเทรดเดอร์ ที่ไม่ได้สนใจข่าว ก็จะบอกเหตุผลว่า ที่ตลาดปรับฐาน ก็เพราะ มันขึ้นมาเยอะเกินไป ดังนั้น ก็ต้องมีแรงขายทำกำไร จากนักลงทุนที่มองว่า ลดความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวมออกไปบาง ในขณะที่ เราก็เห็นว่า มีความไม่แน่นอนอยู่ตรงหน้า และ ยังไม่รู้ว่า เหตุการณ์สำคัญอีกหนึ่งเหตุการณ์ของปีนี้ จะออกหน้าไหน นั่นก็คือ การเลือกตั้งทั่วไปของสหรัฐฯ

กลับไปที่ เหตุผลของการปรับฐานที่อยู่บนหน้าสื่อ ทั้ง 3 ข้อ หากพิจารณาดี ๆ จะพบว่า เหตุผลข้อที่ 1. เรื่องการเปิดเผยเอกสารลับของ FinCen นั้น เหมือนน่าจะเป็นปัจจัยลบชั่วคราว ที่สะท้อนความกังวลไปอยู่ในราคาของหุ้นกลุ่มสถาบันการเงินเลยได้ทันที และ Worst Case Scenario ที่จะเกิดขึ้น ก็คือ การที่เหล่าสถาบันการเงิน ยอมไกล่เกลี่ยและจ่ายค่าปรับกับทางการแต่โดยดี

ขณะที่เหตุผลข้อที่ 3. เรื่อง การล่าช้าในการออกมาตรการกระตุ้น ความเห็นส่วนตัวของผม ก็เชื่อว่า เป็นเกมส์การเมืองที่ต้องการเรียกคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย และยังไงก็ต้องจ่ายเช็คให้กับผู้ว่างงานอยู่ดี สหรัฐฯยอมไม่ล็อคดาวน์มาขนาดนี้ คงจะไม่ยอมให้เศรษฐกิจประเทศตัวเองทรุดหนักแน่นอน หลังจากยอมให้ผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลกในเวลานี้

เรื่องที่น่ากังวลจริง ๆ ก็คือ ข้อ 2. ซึ่งกระทบกับมาตรการผ่อนปรนในขั้นตอนต่อ ๆ ไป และความหวังเหมือนจะต้องลุ้นที่วัคซีนต้านไวรัส ซึ่งจะมาเร็วหรือช้า ก็คงต้องลุ้นกัน

แต่สัญญาณหนึ่งของรอบปรับฐานรอบนี้ที่ผมมองว่า ตลาดไม่น่าจะพังทลายลงมาในเร็ววันก็คือ เหล่า Leader Stocks หรือหุ้นผู้นำในกลุ่มเทคโนโลยีทั้งหลาย อย่าง FAANG + M กลับปรับฐานเบา และมีแรงรับสวนมาเรื่อย ๆ ทำให้ไม่ลงมาลึกถึงแนวรับในมุมการวิเคราะห์ทางเทคนิคหากเทียบกับขาขึ้นที่ตัวเองวิ่งขึ้นมา

ก็ไม่แน่นะครับ ตลาดแค่อาจยังไม่เทขายหุ้นเทคโนโลยีเหล่านี้ออกมาตอนนี้ แล้วค่อยขายหลังจากนี้ก็เป็นไปได้ แต่ถ้าวิเคราะห์กันบนสภาวะตลาด ณ ปัจจุบัน ก็ต้องบอกว่า การปรับฐานรอบนี้น่าจะเป็นแค่ Healthy Correction หรือ ปรับฐานเพื่อสร้างฐานที่มั่นคง และเตรียมขึ้นต่อ และตลาดหุ้นในเดือนต.ค. ที่จะถึงนี้ น่าจะย้ายประเด็นไปโฟกัสที่การเลือกตั้งสหรัฐฯมากขึ้น เพราะหากมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ โลกก็จะหมุนตามนโยบายที่เปลี่ยนทิศเช่นกัน เตรียมดูการดีเบตระหว่างนายโดนัล ทรัมป์ และ นายโจ ไบเดน ทั้ง 4 ครั้งได้เลยครับ (29 ก.ย. , 7 ต.ค. , 15 ต.ค. และ 22 ต.ค.) ตลาดน่าจะแกว่งตามคำพูดของ 2 ท่านนี้ ตลอดเดือน ก่อนจะไปเลือกตั้งกันในวันที่ 3 พ.ย.

จังหวะในการทยอยสะสมลงทุนระยะยาว กำลังรอเราอยู่ครับ

Mr.Messenger

Testimonial: บทสัมภาษณ์ คุณโทมัส-พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด

FINNOMENA Admin
Testimonial: บทสัมภาษณ์ คุณโทมัส-พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด

ตอนนี้คุณโทมัสทำงานอะไรอยู่บ้าง?

ตอนนี้ผมทำกิจการส่วนตัวครับ เป็นกิจการทางด้านอิเล็กทรอนิค และมีสตาร์ทอัพที่เกี่ยวกับออนไลน์ด้วย มีอ่านข่าวเดลี่รีพอร์ทตอนเช้า และเป็น Speaker ตามอีเว้นท์ทั่วไปครับ

เป้าหมายการลงทุนของคุณโทมัสคืออะไร?

ผมมองว่าเป็นการจัดการสินทรัพย์อย่างหนึ่งนะครับ เพราะว่าผมทำธุรกิจ ผมไม่มีเวลา ผมเคยลงทุนในหุ้นเอง จริง ๆ ต้องบอกว่าตอนนั้นพอร์ตนี่บวกเยอะมาก บวกแบบบ้านเป็นหลังนะครับ ทีนี้เรารู้จังหวะซื้อแต่เราไม่รู้จังหวะขาย พอเวลามันลงเนี่ย เราขายออกไม่เป็น ก็เลยเข้าเนื้อนิดนึง เลยเรียนรู้ว่าการลงทุน จะดูเฉพาะตอนได้ไม่ได้ พอเวลามันขาดทุนก็ไม่รู้จะขายยังไง ก็เลยต้องคิดใหม่แล้วเรื่องการดูแลเงิน เงินกว่าจะหามาได้มันก็เหนื่อยอยู่แล้ว และความรู้เราก็มีจำกัด ผมรู้เฉพาะในประเทศไทย แถมรู้หุ้นไม่กี่ตัว และรู้ก็ไม่ได้รู้จริง ไม่มีเวลาไปดูงบการเงินของเขา ไม่มีเวลาวิเคราะห์อย่างที่มันควรจะเป็น เลยกลายเป็นว่าการลงทุนเนี่ยก็ใช้เงินเยอะเหมือนกันกลับไม่มีเวลาไปนั่งดู เวลาจะซื้อจะขายไม่เข้าใจจังหวะเลย คอยฟังเขามาแล้วลงตามเขา ก็เลยพบว่าสุดท้ายการใช้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่ามาบริหารจัดการให้น่าจะดีกว่า 

เพราะอะไรคุณโทมัสถึงตัดสินใจเลือกลงทุนกับ FINNOMENA?

เริ่มจากรู้จักคุณแบงค์ก่อน (Mr.Messenger) ติดตามมาโดยตลอด และเชื่อว่าน่าจะดี ก็เลยมาลงทุนใน FINNOMENA ครับ

คุณโทมัสมองว่า FINNOMENA แตกต่างจากการลงทุนที่อื่น ๆ อย่างไร?

ผมมีอีก 3 แห่งที่ลงทุนอยู่ อย่างผมลงทุนกับธนาคารก็เป็นเพราะบัตรเครดิต ถ้าเราเป็นบัตรระดับบน ๆ เขาก็จะให้รักษาระดับไว้ว่าต้องเท่าไร ๆ พอเราลงทุนด้วยแล้วเนี่ยต้องบอกว่ามันถูกจำกัดด้วยกองทุนที่ต้องเป็นของเขา จากประสบการณ์ของผมนะครับ ซึ่งอาจจะไม่ได้กว้างมาก พอต้องลงทุนในเฉพาะกองทุนของเขาเนี่ย ผมว่าโลกมันแคบไปครับสำหรับโลกการลงทุน คือผมว่าตอนนี้การจะทำอะไรมันต้องไม่มีกรอบ อย่างการลงทุนมันควรจะสามารถลงทุนในกองทุนที่อื่นได้อีก จริง ๆ สินทรัพย์ผมที่อยู่กับทางธนาคารมีเยอะ เวลามาเจอกันทีไรก็จะขายแต่กองทุนของธนาคารตัวเองอย่างเดียว แต่ไม่ได้มุ่งไปที่การสร้างความมั่งคั่งให้มันเติบโตขึ้นจริง ๆ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยประทับใจเท่าไร 

คือเราก็ไม่ได้ว่าคนที่เขามาคุยกับเราหรอก เข้าใจว่าเขาก็มี KPI แต่ถ้าองค์กรเขาให้พนักงานเน้น KPI ว่าต้องขายให้ได้เยอะ ๆ เนี่ย แล้วมันจะการันตีได้อย่างไรว่าสินทรัพย์ของเราโตขึ้นจริง ๆ ถ้าจะให้ผมสบายใจมันไม่ควรที่จะเป็นในลักษณะนี้ มันควรจะเป็นการคุยกันว่ากองทุนตัวไหนน่าเข้า เข้าแล้วมีจังหวะขายอะไรตอนไหน ถ้าเราเชื่อว่ามันดีเราก็จะให้อำนาจเขาในการดูเลยว่าควรจะเข้าจะออกเมื่อไร ผมลงทุนกับธนาคารมาประมาณ 3-4 ปีแล้ว ยังไม่ได้ขายออกเลย เพราะยังติดดอยอยู่แบบนั้น ซึ่งทางเขาก็เป็นคนแนะนำเอง ช่วงก่อนโควิดก็มีการเข้ามาคุย แทนที่จะเป็นการเข้ามาซ่อมพอร์ต คือให้เราต้องซื้อเพิ่มเพื่อไปถัวเฉลี่ย จุดนี้เป็นอะไรที่ผมไม่ประทับใจเลย ส่วนที่อื่น ๆ เวลามาเจออย่างแรกก็ต้องการจะให้เราลงไม้ใหญ่ ๆ เหมือนลงทีเดียวได้ผลงานเยอะ ๆ ทำนองนี้ แต่ก็มีข้อดีนะคือเขาก็มี IPO อะไรมาให้บ้าง แต่ว่าวิธีการแนะนำยังไม่ค่อยประทับใจ ต้องเรียนตรง ๆ ว่าเราเองไม่เก่งเหมือนกับ อย่างเช่น ทีมผู้ดูแลจาก FINNOMENA หรือทีมนักลงทุนยังไงเขาก็เก่งกว่าเราอยู่แล้ว แต่ว่าเราก็พอมีความรู้บ้างครับว่าอะไรควรลงอะไรไม่ควรลง เวลาผู้ดูแลจากที่อื่นมาแล้วไม่ได้รับการอธิบายอะไรเลย ผมว่ามันเหมือนว่าเราต้องรับความเสี่ยงของเราไปเอง ถ้าเราซื้อแล้วขาดทุนก็ว่ากันไม่ได้นะ

แต่ที่ FINNOMENA ผมอยากจะให้รักษาคุณภาพแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เห็นพอร์ตตอนนี้เป็น 10,000 ล้านแล้ว ก็กลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นลูกค้ารายทั่ว ๆ ไป แล้วก็จะโดนปฏิบัติเหมือนที่อื่น ๆ ที่เคยโดนมา ก็ไม่อยากจะให้เป็นอย่างนั้น อยากให้เก็บคุณภาพนี้ไว้ เพราะมันเป็นคุณภาพที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ FINNOMENA ที่มันแตกต่างจากที่อื่น และผมก็รู้สึกว่าโชคดีที่เจอ FINNOMENA ผมไม่อ้อมค้อมนะ ผมเป็นคนที่พูดอะไรก็ตรงไปตรงมา คืออยากให้ลูกค้าทุกคนที่มาเจอผู้ดูแลจาก FINNOMENA แล้วรู้สึกว่าโชคดีจังที่ได้มาเจอ มากกว่าความรู้สึกว่าอยากจะเปลี่ยนไปเป็นที่อื่น สำหรับผมว่ายากนะที่จะเปลี่ยนจาก FINNOMENA ไปเป็นที่อื่น เพราะว่าได้รับการดูแลที่ดี อย่างพอร์ตผมเข้าไปดูบางอันขาดทุนบางอันได้กำไร รวม ๆ แล้วกำไร กำไรน้อยบ้างมากบ้างแต่มันมีการพูดคุยกันตลอด และมีการวิเคราะห์ให้ฟังตลอด แบบนี้มันทำให้เรารู้สึกดี

อยากให้ฝากอะไรถึงนักลงทุนท่านอื่นสักนิด ที่เป็นผู้เริ่มต้น หรือกำลังเดินอยู่บนเส้นทางการลงทุน ควรจะต้องทำตัวอย่างไรบ้าง?

ผมว่าการลงทุนตอนนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วครับ เมื่อก่อนเราดูพื้นฐานได้ แต่ตอนนี้ผมคิดว่ารูปแบบการลงทุน และการเคลื่อนไหวของกองทุนเปลี่ยนไปเยอะมาก และหุ้นกลุ่มใหม่ ๆ ที่เข้ามา และเราทำความเข้าใจไม่ทันมันก็เยอะมาก เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หรือโลกมันก็เปลี่ยนไปเยอะมากจากที่เมื่อก่อนบริษัทพวกขายน้ำมันอะไรอย่างนี้จะครองโลกครองตลาด ตอนนี้กลายเป็นบริษัทขายน้ำมันยังต้องไปกู้ยืมเงินมาจ่ายเงินปันผล โลกมันเปลี่ยนไปเยอะมากจนมันอาจใช้ความรู้เดิม ๆ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นวิธีที่อาจจะดีที่สุดในการเอาชนะเงินเฟ้อ และสร้างสินทรัพย์ของตัวเองให้เติบโตก็คือการเลือกคนที่จะเข้ามาเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของเราให้ดี ถ้าเรามีเวลาดูเองผมว่ามันก็ดีนะ เงินเราอย่างไรเราดูเองก็น่าจะใส่ใจได้มากที่สุด แต่ถ้าต้องทำธุรกิจเหมือนผม ไม่มีเวลา และไม่ได้เชี่ยวชาญ ผมว่าอาจจะเป็นความเสี่ยงที่มากเกินไปในการที่เราจะไปจัดการเองทุกอย่าง บางครั้งอะไรที่มันแน่นอน โลกสมัยนี้มันก็ไม่มีอะไรแน่นอนแล้ว การอัปเดตข้อมูลให้ทันการณ์น่าจะเป็นเรื่องที่จำเป็นกว่า

อ่านเรื่องราวความประทับใจจากนักลงทุนท่านอื่น ๆ ได้ที่ https://www.finnomena.com/testimonials/

Xpeng (เสี่ยวเผิง) คู่เเข่ง Tesla สัญชาติจีน IPO ที่ 1,500 ล้านดอลลาร์

BottomLiner
Xpeng (เสี่ยวเผิง) คู่เเข่ง Tesla สัญชาติจีน IPO ที่ 1,500 ล้านดอลลาร์

รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (EV) เป็นอีกหนึ่งการโดยสารที่ใช้พลังงานสะอาด/พลังงานทางเลือก เเบ่งได้เป็น

HEV รถยนต์ไฟฟ้าเเบบไฮบริดจ์:ใช้พลังงานได้ทั้งเชื้อเพลิงเเละเเบตเตอรี่

BEV: ใช้ไฟฟ้าจากเเบตเตอรี่วิ่ง 100%

FCEV: ใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงไฮโดรเจน

PHEV: ใช้ได้ทั้งพลังงานจากเขื้อเพลิงเเละเเบตเตอรี่ เเต่มีปลั๊กเสียบชาร์จเเบตได้จากภายนอก

EV มีมูลค่าตลาดในปี 2019 อยู่ที่ 162,340 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 22.6% ยอดขายรถทั่วโลกอยู่ที่ 24.56 ล้านคัน

ส่วนเเบ่งการตลาดรถไฟฟ้าสูงสุดในปี 2019 คือ

อันดับ 1 คือ Tesla ที่มีส่วนเเบ่งการตลาดอยู่ที่ 20% รถรุ่น Model 3 ขายได้กว่า 3 เเสนคัน

อันดับ 2 คือ BAIC ที่มีส่วนเเบ่งการตลาดอยู่ที่ 10% มียอดจำหน่ายรถ EU-Series ที่ 111,047 คัน

อันดับ 3 คือ BYD ที่มีส่วนเเบ่งการตลาดอยู่ที่ 9%

จะเห็นว่า Market Share อันดับ 2 เเละ 3 มาจากบริษัทจีน เเละ จีนมีอัตราการเติบโตในตลาดรถ EV สูง เเละส่วนเเบ่งการตลาดเพิ่มจาก 4.5% เป็น 4.7% ในปี 2019 อีกด้วย

Xpeng Motors (อ่านว่า เสี่ยวเผิง มาจากชื้อผู้ก่อตั้ง เหอเสี่ยวเผิง) เป็นบริษัทออกแบบ ผลิตเเละจำหน่ายรถ Smart EV ในจีน เน้นลูกค้าระดับกลางเเละระดับสูงในตลาดรถยนต์ส่วนบุคคล โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามารวมกับรถไฟฟ้า สถิติที่น่าสนใจคือ ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อรถ EV ของ Xpeng เลือกที่จะเอาระบบขับขี่อัตโนมัติพร้อมรถยนต์ด้วย โดย 90% ของลูกค้าที่ซื้อรถ SUV รุ่น G3 เเละ 50% ของลูกค้าที่ซื้อรถ Sedan รุ่น P7 เลือกเพิ่มระบบขับขี่อัตโนมัติเข้ามาในรถตัวเองด้วย

ปี 2019 มีรายได้ 328 ล้านดอลลาร์

ปี 2020 มีรายได้นับรวมตั้งเเต่ต้นปีถึงเดือนมิถุนายนต์ที่ 141 ล้านดอลลาร์

ปี 2018 มียอดขายรถ 371 คัน

ปี 2019 มียอดขายรถ 16,608 คัน

ปี 2020 มียอดขายรถ นับถึงเดือนกรกฏาคม 6,972 คัน

ข้อมูลจาก: carsalebase สามารถดูยอดขายรถรายเดือนได้เเละมีข้อมูลย้อนหลังของรถทุกยี่ห้อ

เเม้ยอดขายรถจะตกลงจากปีก่อนเพราะโควิด เเต่ Xpeng ไม่ได้ขายรถอย่างเดียว ขายชิ้นส่วน EV ด้วยจึงยังพอมีรายได้บ้าง

ปัจจุบันกำลังพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติระดับสูงในชื่อ XPILOT 3.0 นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบ OS ที่ใช้ในรถยนต์ของตัวเอง ให้สามารถพัฒนาเเละติดตั้ง Application ในรถยนต์ได้ ระบบนำทาง การสั่งการด้วยเสียง เเละกุญเเจดิจิตอล

การที่ Xpeng สามารถพัฒนาระบบได้อย่างรวดเร็วเพราะ China Money Power ซื้อผู้บริหาร เเละ Developers จากทั้ง Apple, Qualcomm, Tesla จนเกิดการฟ้องร้องว่าขโมยความลับทางการค้า ส่วนดีไซน์รถ SUV คล้ายๆ Tesla เหมือนกัน

Xpeng ได้ IPO ไปที่ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมาในราคา 15 ดอลลาร์ต่อหุ้น ก่อนปิดวันด้วยราคา 21.22 ดอลลาร์ต่อหุ้น +41% ในวันเดียว ถือเป็นอีกตัวที่น่าจับตามอง

บทความนี้มิได้เชียร์ ซื้อหรือขาย แต่อย่างใดครับ ลองวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานดูกันก่อนนะครับ โอกาสหน้า เมื่อว่าง จะเวียนมาพูดถึงมันใหม่ครับ

BottomLiners

เข้ามาคุยเรื่องหุ้นต่างประเทศกันได้ที่ ห้องคุยนักลงทุน หุ้น กองทุน ต่างประเทศ

ที่มาบทความ: https://facebook.com/bottomlinerglobal/posts/3774825919199181

SET VS VN Index

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
SET VS VN Index

ในฐานะที่เป็นนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยและเวียตนาม ผมเองได้ติดตามดูผลงานของตลาดทั้งสองแห่ง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ ดัชนีตลาดหุ้น และตัวหุ้นที่จดทะเบียนในตลาด และก็แน่นอนว่า ก็เปรียบเทียบผลงานพอร์ตหุ้นทั้งสองของผมว่าพอร์ตไหนมีผลตอบแทนดีกว่ากันและมองด้วยว่าอนาคตพอร์ตไหนน่าจะมีโอกาสเติบโตมากกว่าด้วย ในการเปรียบเทียบนั้น ผมจะดูดัชนีหุ้นของทั้งสองแห่งเป็นหลัก

ตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินของเวียตนามเพิ่งจะเปิดเมื่อปี 2000 ปี และเนื่องจากเป็นตลาดเปิดใหม่ การ “เก็งกำไร” จึงน่าจะรุนแรงมาก ดัชนีตลาดวิ่งจาก 100 จุด ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่ประมาณ 1,140 จุดหรือ 11 เท่าภายใน 7 ปีและนั่นเกิดขึ้นตอนต้นปี 2007 ซึ่งก็ถือเป็น “ฟองสบู่ลูกแรก” ของเวียตนาม ในช่วงเวลาเดียวกัน ดัชนีตลาดหุ้นของไทยเอง ก็ปรับตัวขึ้นสูงสุด จากประมาณ 200 จุด ซึ่งเป็นดัชนีต่ำสุดหลังวิกฤติปี 2540 หรือปี 1997 กลายเป็นประมาณ 910 จุดในช่วงปลายปี 2007 เหมือนกัน

จากปี 2007 ซึ่งเป็นปีที่ดัชนีตลาดหุ้นทั้งไทยและเวียตนามปรับตัวขึ้นเป็นจุดสูงสุดหลังวิกฤติปี 1997 ดัชนีตลาดหุ้นทั้งสองแห่งก็ประสบกับวิกฤติปี 2008 หรือวิกฤติซับไพร์มที่เกิดขึ้นในอีกประมาณ 10 ปีต่อมาหลังวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ดัชนีของตลาดหุ้นไทยตกลงมาต่ำสุดที่ประมาณ 400 จุดในปลายปี 2008 และตลาดหุ้นเวียตนามก็ตกลงมาเหลือเพียงประมาณ 250 จุดในต้นปี 2009 เช่นเดียวกัน การตกลงมาของตลาดหุ้นไทยนั้นคิดแล้วประมาณ 50% จากช่วงก่อนเกิดวิกฤติ แต่ถ้าคิดจากจุดสูงสุดก็ประมาณ 56% แต่ในกรณีของเวียตนามนั้น เนื่องจากตกลงมาจากจุดสูงสุดที่เป็น “ฟองสบู่” ดัชนีตลาดจึงตกลงมาแรงถึงประมาณเกือบ 80% อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของตลาดทั้งสองแห่งก็รวดเร็วมาก เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่าวิกฤติครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะเป็น “วิกฤติเทียม” ที่เกิดจากวิกฤติของอเมริกาและส่งผลต่อเศรษฐกิจของไทยและเวียตนามไม่มาก ดังนั้น ดัชนีของทั้งสองตลาดก็ปรับตัวขึ้นแบบ “V-Shape” คือขึ้นมาอย่างรวดเร็วภายในเวลาแค่ไม่กี่เดือน

ดัชนีตลาดหุ้นไทยวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องนับจากปี 2009 จนถึงต้นปี 2018 เป็นเวลาเกือบ 10 ปี ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับตัวขึ้นถึงจุดสูงสุดใหม่ หรือ All Time High ที่ประมาณ 1,840 จุด ในเวลาใกล้เคียงกัน คือห่างกันแค่ 1-2 เดือน ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามก็ทำ High ใหม่ที่ประมาณ 1,180 จุด ถ้าคิดเป็นผลตอบแทนแล้ว ดัชนีหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นประมาณ 3.6 เท่าในเวลาประมาณ 9 ปี หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นประมาณ 17.9% ต่อปี ในขณะที่ตลาดเวียตนามให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นประมาณ 3.8 เท่า หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นประมาณปีละ 18.8% ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่า ผลตอบแทนระยะยาวในช่วงหลังซับไพร์มของทั้งสองตลาดนั้นดีพอ ๆ กันและดีเลิศ- ในประวัติศาสตร์

และเมื่อ “ครบรอบ 10 ปี” ของวิกฤติครั้งก่อน วิกฤติครั้งใหม่ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง นั่นก็คือวิกฤติโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2020 หรือประมาณ 12 ปีนับจากซับไพร์ม ก่อนที่จะเกิดวิกฤตินั้น ทั้งตลาดหุ้นไทยและเวียตนามต่างก็อยู่ในช่วงเหงาหงอย และหุ้นที่ขึ้นสู่จุดสูงสุดก็ทยอยตกลงมาประมาณ 2 ปีแล้ว ดัชนีตลาดช่วงสิ้นปี 2019 ของหุ้นไทยนั้นอยู่ที่ประมาณ 1,580 จุด ในขณะที่ดัชนีหุ้นเวียตนามนั้นอยู่ที่ประมาณ 965 จุด โดยที่ดัชนีหุ้นไทยนั้นลดลงจากจุดสูงสุดประมาณ 14% ในขณะที่ดัชนีหุ้นเวียตนามลดลงประมาณ 18% และเมื่อเกิดโควิด-19 ตอนต้นปี 2020 พอถึงเดือนมีนาคม ดัชนีตลาดหุ้นทั้งของไทยและเวียตนามก็ตกลงมาแบบ “วิกฤติ” ดัชนีหุ้นไทยลดลงมาต่ำสุดที่ประมาณ 1,034 จุดหรือลดลงประมาณ 35% จากสิ้นปีก่อนในขณะที่ดัชนีเวียตนามลดลงมาเหลือ 663 จุดหรือลดลงประมาณ 31% ในเวลาเดียวกัน

ก็เป็นอย่างที่รู้กัน ดัชนีตลาดหุ้นของไทย Rebound หรือฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วคล้าย ๆ กับจะเป็น V-Shape ภายในไม่กี่เดือน ดัชนีขึ้นไปที่ประมาณ 1,439 จุด หรือเท่ากับการติดลบจากปลายปีก่อนแค่ประมาณ 8.9% ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนปีนี้ เช่นเดียวกัน ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามก็ปรับตัวขึ้นมาเป็นประมาณ 900 จุดหรือเท่ากับติดลบประมาณแค่ 6.7% จากปลายปีก่อน การปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นครั้งนั้นทำให้นักลงทุนต่างก็มีความหวังว่าทั้งไทยและเวียตนามคงจะผ่านเรื่องของโควิด-19 ไปอย่างดีและก็เป็นไปในแนวทางเดียวกับตลาดหุ้นในสหรัฐที่ดัชนีทุกตัวต่างก็ปรับตัวขึ้นกันหมดเนื่องจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นดิจิตอลและไฮเท็คที่กำลังมีรายได้เพิ่มขึ้นมากอานิสงค์จากโควิดที่ทำลายเศรษฐกิจยุคเก่าแต่เอื้อประโยชน์แก่เศรษฐกิจยุคใหม่ การปรับตัวขึ้นของหุ้นรอบสั้น ๆ นี้ ถ้าคิดว่าคนเริ่มเข้าตลาดในช่วงต่ำสุดของวิกฤติโควิดในตลาดหุ้นไทย พวกเขาจะได้กำไรเฉลี่ยถึงประมาณ 39% ในเวลาแค่ 2-3 เดือน ในตลาดหุ้นเวียตนามตัวเลขก็จะเป็นประมาณ 36% ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าทำไมตัวเลขการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นของนักลงทุนใหม่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงนี้

แต่แล้ว ก็เช่นเดียวกับทุกครั้งในประวัติศาสตร์ หุ้นที่ปรับตัวขึ้นไปแรงมากก็ปรับตัวลงอย่าง “ไม่คาดคิด” ดัชนีตลาดหุ้นไทยลดลงมาต่อเนื่องนับจากเดือนมิถุนายนจนเหลือ 1,245 จุด ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2563 หรือเท่ากับว่าดัชนีลดลงจากสิ้นปีก่อนประมาณ 21% และหลายคนอาจจะกำลังกลัวว่ามันอาจจะลดลงอีกเนื่องจากตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจและปัญหาหลายอย่างรวมถึงการเมืองไทยกำลังถาโถมเข้ามากระทบกับตลาดหุ้น ตรงกันข้าม ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามนั้น แม้ว่าช่วงแรกจะปรับตัวลงบ้างแบบเดียวกับดัชนีหุ้นไทย แต่ในที่สุดก็ปรับตัวขึ้นกลับมาเป็น “ขาขึ้น” ที่ 908 จุดในวันเดียวกันนี้ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจของเวียตนามถูกคาดการณ์ดีว่าจะเติบโต 3-4% ในปีนี้และทุกอย่างดูสดใส

ข้อสรุปของผมจากการมองและวิเคราะห์ดัชนีตลาดหุ้นไทยและเวียตนามมาตลอดและโดยเฉพาะหลังจากวิกฤติซับไพร์มนั้น ผมมีความรู้สึกว่าดัชนีตลาดทั้งสองแห่งนั้นมีความคล้ายกันมากจนแทบไม่น่าเชื่อ ระดับและผลตอบแทนของดัชนีรวมถึงเวลาที่เกิดขึ้นนั้นแทบจะตรงกัน ความแตกต่างที่พอเห็นได้บ้างก็คือ ผลตอบแทนของเวียตนามวัดจากดัชนีนั้นที่ผ่านมาดีกว่าของไทยเล็กน้อย แต่ในระยะไม่กี่เดือนหลังการเกิดขึ้นของโควิด-19 ดูเหมือนว่าดัชนีหุ้นของเวียตนามจะเริ่ม “ฉีก” ออกจากตลาดหุ้นไทยนั่นก็คือ หุ้นเวียตนามสามารถทนทานต่อวิกฤติได้ในขณะที่หุ้นไทยเองนั้นอาจจะ “ไปไม่รอด” ทั้งหมดนั้น สาเหตุก็อาจจะเป็นเพราะว่า เศรษฐกิจของเวียตนามและไทยในอดีตที่ผ่านมานั้น มีความละม้ายคล้ายคลึงกันมากในแง่ที่ว่าต่างก็โตขึ้นมาด้วยการลงทุนจากต่างประเทศและอาศัยการส่งออกเป็นหลัก ผู้คน สังคม จำนวนประชากรและภูมิประเทศเองก็คล้าย ๆ กัน เพียงแต่ว่าไทยเริ่มต้นก่อน ดังนั้น ดัชนีตลาดหุ้นจึงสะท้อนออกมาในรูปแบบที่สอดคล้องกันมาก

อย่างไรก็ตาม มาจนถึงเมื่อเร็ว ๆ นี้ บางสิ่งบางอย่างกำลังเกิดขึ้นซึ่งทำให้สองประเทศนี้อาจจะกำลัง “แยก” ออกจากกัน นั่นก็คือ คนไทยกำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วและก่อให้เกิด “ปัญหา” สารพัดจนทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถโตอย่างที่เคยเป็นมาได้ ตรงกันข้าม เวียตนามกำลังอยู่ในช่วง “Prime” นั่นก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงเรื่องอายุของประชากรกำลังเอื้ออำนวยอย่างที่สุดต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งไม่มีอะไรมาขวางได้รวมถึงเรื่องของโควิด-19

ประมาณ 5 ปีมาแล้วที่ผมเขียนบทความชื่อ “The Next Thailand And Beyond” ซึ่งกล่าวถึงเวียตนาม และส่วนตัวก็เริ่มไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนาม โดยวิธีการซื้อหุ้น “ทั้งตลาด” เพราะผมเชื่อว่าถ้าเวียตนามเติบโต หุ้นของผมก็จะเติบโตไปด้วย อย่างไรก็ตาม ผ่านไป 4 ปีครึ่ง ดูเหมือนว่าพอร์ตหุ้นเวียตนามผมจะ “ไม่ไปไหน” ผมคิดว่าเรื่องเกี่ยวกับเวียตนามที่ผมคิดไว้นั้น “ไม่ผิดเลย” เพราะประเทศดีขึ้นต่อเนื่อง ดัชนีก็ปรับเพิ่มขึ้น “พอไปได้” สิ่งที่ผิดก็อาจจะเป็นการเลือกหุ้นลงทุนที่ผมเลือกหุ้นตัวเล็กและไม่ได้เลือกเป็นรายตัว อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เริ่มโควิด-19 จนถึงปัจจุบันนั้น พอร์ตเวียตนามของผมกลับดีขึ้นมาก ทุกพอร์ตมีผลตอบแทนดีและเป็นบวกเมื่อเทียบกับต้นทุน ไม่ได้เป็นผลตอบแทนที่ดีเลิศเมื่อคิดถึงระยะเวลาที่ลงไป แต่ก็ดีพอที่จะทำให้ “ความผิดหวัง” ของผมลดลงไปมาก ว่าที่จริง ลึก ๆ แล้วผมกลับเริ่มมีความหวังกับตลาดหุ้นเวียตนามอีกครั้งหนึ่ง เพราะดู ๆ แล้ว หุ้นเวียตนามรวมถึงหุ้นที่มีศักยภาพสูงมากในตลาดยังมีราคาที่ “ถูกมาก” ถ้าวันไหนคนเวียตนามหันมาลงทุนในตลาดหุ้นมากเหมือนอย่างในตลาดหุ้นไทย และ/หรือวันไหนที่ตลาดหุ้นเวียตนามได้รับการยอมรับจากสถาบันการลงทุนระดับโลก ก็มีโอกาสว่าหุ้นจะปรับตัวขึ้นไปได้สูงกว่านี้อีกมาก

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://portal.settrade.com/blog/nivate/2020/09/28/2392

‘ทองคำ’ เมื่อสู่ท้ายปี 2020 ยังน่าจะดูดีขึ้น

MacroView
‘ทองคำ’ เมื่อสู่ท้ายปี 2020 ยังน่าจะดูดีขึ้น

ถ้าพูดถึงโฟกัสของเศรษฐกิจโลก ณ วันนี้ คงหนีไม่พ้นสหรัฐ ซึ่งจากนี้ไปอีกราว 3 เดือนก่อนสิ้นปี

ปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐ คือการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 3 พ.ย. 2020

มาถึงตรงนี้ แม้คะแนนของโดนัลด์ ทรัมป์จะตามหลังโจ ไบเดน เกือบ 8% ตามโพลล์ แต่ในภาพรวมแล้ว หลาย ๆ คนก็ไม่ได้มองว่าไบเดนจะนอนมาแบบม้วนเดียวจบ เพราะจะต้องมีการดีเบตหรือการโต้วาทีกันระหว่างโจ ไบเดนกับโดนัลด์ ทรัมป์ อีก ครั้ง ก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้งจริง

ถ้ามาพิจารณาการปะทะกันในเรื่องของการดีเบต ว่าใครจะเหนือกว่ากัน หากเทียบง่าย ๆ ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์กับฮิลลารี คลินตัน เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ทรัมป์ยังดูดีกว่านิดหน่อย แม้คลินตันเป็นมือดีในการโต้วาที ที่แพ้ก็เพียงคนเดียวคือบารัก โอบามา แต่เธอก็ถือว่าเป็นรองทรัมป์เล็ก ๆ เช่นกัน ส่วนทางไบเดนนั้น เป็นคนที่ขึ้นชื่อว่าไม่ถนัดในเรื่องการดีเบต

แท้จริงแล้ว ไบเดนถือว่าค่อนข้างโชคดีที่รอบนี้มาเจอโควิด-19 เพราะถ้าไม่เจอโควิด แล้วไปรณรงค์หาเสียงแบบเต็มรูปแบบ ไบเดนอาจจะพลาดง่าย ๆ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยมาก และการดีเบต 3 ครั้ง จนกระทั่งปลายเดือน ต.ค. นี้ มีโอกาสเหมือนกันที่คะแนนของไบเดนจะโดนเบียดให้ใกล้เคียงกันด้วยความผิดพลาดทางการโต้วาทีของเขา

ดังนั้นสถานการณ์ทั้งโดนัลด์ ทรัมป์และโจ ไบเดน จากนี้ไปจนถึงอีกประมาณ 40 วัน ขอบอกว่าผลความนิยมน่าจะสูสีกันขึ้นเรื่อย ๆ โดยการสูสีกันนี้ จะทำให้โมเมนตัมของตลาดในสหรัฐจะแปรผันตามกลยุทธ์ใหม่ ๆ ของทั้งคู่

สมมติว่าเมื่อใกล้วันเลือกตั้งแล้ว โจ ไบเดนดูมีโอกาสที่จะชนะ ทางทรัมป์ อาจจะมีหมัดเด็ด อาทิ รีบอนุมัติวัคซีนของสหรัฐให้ผ่านตัว FDA หรือองค์กรว่าด้วยอาหารและยาสหรัฐ ที่ว่าจะเป็นตัวผ่านวัคซีนสามารถฉีดกับคนอเมริกันได้ ให้ผ่านได้ภายในวันที่ 3 พ.ย. เพื่อที่จะเอาคะแนนเสียง

แต่หากโพลล์เกิดให้ว่าทรัมป์มีโอกาสชนะขึ้นมา ในทางกลับกันฝั่งของไบเดนก็อาจจะเล่นเกมลักษณะแรงกับโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยเหมือนกัน ก็จะสร้างความไม่แน่นอนให้กับทรงเศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐได้เช่นกัน

มาถึงผลการเลือกตั้งจริงในกรณีที่หากทาง โจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งขึ้นมาจริง ๆ

ตลาดก็จะกังวลมากว่า หากไบเดน ขึ้นมาแล้วจะเก็บภาษีตลาดทุน จะเก็บภาษีคนชั้นกลางและบน ตรงนี้อาจจะทำให้เกิดความไม่แน่นอนของตลาดหุ้นสหรัฐ ก็ยังต้องบอกว่า ณ วันนี้ ไบเดนมีโอกาสชนะหรือดีกว่าทรัมป์นิดหน่อย โดยโอกาสน่าจะอยู่ที่ 55%

ทว่าปัจจัยเสี่ยงเรื่องการเมืองของสหรัฐที่น่าห่วงที่สุด คือการฟ้องร้องกัน โดยทรัมป์จะฟ้องร้องไบเดน ถ้าชนะกันแบบสูสีมาก นั่นคือถ้าทรัมป์เกิดแพ้ แล้วประเด็นเรื่องการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์โดยไม่ต้องเข้าคูหา ซึ่งทรัมป์บอกว่าถ้าการเลือกตั้งสหรัฐใช้การลงคะแนนทางไปรษณีย์ เกิดผลออกมาคะแนนสูสีแล้วการนับคะแนนไม่เสร็จภายใน 1 คืน ตัวเขาจะทำเรื่องฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมของศาลสหรัฐ

แล้วทีนี้ ผู้พิพากษาที่อยู่ในศาลสูงสุดชุดนี้ ส่วนใหญ่ก็ได้รับการอนุมัติตำแหน่งท้ายสุดจากทรัมป์ ตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งโอกาสที่ทรัมป์จะชนะการฟ้องร้องดังกล่าวจึงมีอยู่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ล่าสุด การเสียชีวิตของผู้พิพากษาศาลสูงสุดคนดังอย่าง รูธ บาเดอร์ กินสเบิร์ก ซึ่งทรัมป์กำลังเตรียมจะแต่งตั้งผู้พิพากษาสูงสุดท่านใหม่ขึ้นมาแทนก่อนวันเลือกตั้ง ยิ่งเพิ่มความได้เปรียบให้ทรัมป์ในเรื่องนี้มากขึ้นอีก

ถ้าเกิดกรณีมีการฟ้องร้องกันแล้วจบที่ทรัมป์ชนะคดี ตลาดหุ้นก็ยังจะปั่นป่วนมาก ๆ ค่าเงินดอลลาร์จะผันผวนมาก ตรงนี้เป็นความเสี่ยงใหญ่ที่สองในปีนี้ และตรงนี้ถือเป็นจุดเสี่ยงที่เปราะบางในตลาดหุ้นของสหรัฐและค่าเงินดอลลาร์ ทว่าเป็นผลดีต่อราคาทองคำ

สำหรับคำถามที่ว่า เศรษฐกิจตลาดหุ้นโลกก่อนการเลือกตั้งสหรัฐกับหลังเลือกตั้ง จะต่างกันไหม?

ในภาพรวม จากสภาพเศรษฐกิจสหรัฐและโลกในตอนนี้ มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐจากวันนี้ไปจนถึง 3 พ.ย. ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นเล็กน้อย โดยน่าจะยังประคองตัวไปได้ แม้จะมีย่อลงเป็นพัก ๆ เพราะถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าตลาดหุ้นสหรัฐ ทั้งดัชนีหุ้นดาวโจนส์ หุ้นเอสแอนด์พี และหุ้นแนสแด็ก คืออาวุธหลักในการหาเสียงของทรัมป์ โดยเขาโจมตีว่าถ้าไบเดนชนะ ตลาดหุ้นสหรัฐจะต้องตกแน่นอน ซึ่งกลยุทธ์เด็ดของทรัมป์ก็คือพยุงตัวตลาดหุ้นไว้จนกระทั่งอย่างน้อยก่อนเลือกตั้งใหญ่สหรัฐ แล้วมาลุ้นกันอีกทีว่าจะชนะหรือแพ้

อย่างไรก็ดี หลังวันที่ 3 พ.ย. ตลาดหุ้นของสหรัฐก็น่าจะอยู่ในสภาพที่ไม่แน่นอนสูง และสมมติว่าเกิดการฟ้องร้องเรื่องผลการเลือกตั้งขึ้นมาจริง ๆ ตลาดหุ้นก็คงจะลงค่อนข้างแรง ซึ่งตรงนี้จะเป็นผลบวกต่อราคาทองคำ

ดังนั้นหลังวันที่ 3 พ.ย. โดยส่วนตัวผมมองว่าทองคำจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจกว่าในตอนนี้

เนื่องจาก 1. ถึงแม้ว่าไบเดนชนะ คนก็จะต้องมองหาสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยเข้ามามีไว้ในพอร์ต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักลงทุนสถาบันจะต้องหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัยเพื่อกันความไม่แน่นอนจากนโยบายของไบเดนต่อตลาดทุน ดังนั้น จึงจะน่าจะมีการช้อนซื้อทองคำกันมากขึ้น และ 2. แน่นอนว่าทรัมป์เองคงจะไม่ยอมให้ไบเดนชนะง่าย ๆ โอกาสฟ้องร้องจึงมีโอกาสสูงมากที่จะเกิดขึ้นถ้าเกิดว่าไบเดนชนะขึ้นมา และการฟ้องร้องย่อมจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์ดิ่งลง จากการที่ขาดความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง และราคาทองคำก็น่าจะขึ้นมาเพื่อรองรับความไม่แน่นอนนี้

ดังนั้น ช่วงหลัง 3 พ.ย. ผมจึงมองว่ามีโอกาสสูงที่ทองคำจะดูน่าสนใจ ในแง่ของโอกาสของการลงทุน

โดยสรุป สำหรับในภาพใหญ่จนถึงสิ้นปีนี้ ผมมองว่าจากนี้ไปจนถึงต้นเดือน พ.ย.นี้ ตลาดหุ้นสหรัฐจะเป็นหัวหอกของตลาดหุ้นโลก จากปัจจัยขับเคลื่อนพื้นฐานคือการเลือกตั้งสหรัฐ ตั้งแต่การดีเบตทั้ง ครั้งจนถึงวันที่ พ.ย. โดยถ้าทรัมป์นำในโพลล์หุ้นก็น่าจะขึ้น ในขณะที่หากทรัมป์ตามไบเดน หุ้นก็อาจจะลงนิด ๆ และทองคำขึ้นเล็กน้อย 

ทว่าหลัง 3 พ.ย.ถ้าโดนัลด์ ทรัมป์ แพ้เชื่อว่ามีการฟ้องร้อง ตลาดหุ้นสหรัฐอาจจะมีการโครมลงมา และดอลลาร์อาจจะอ่อนค่าลงค่อนข้างเยอะ และราคาทองคำน่าจะกลับมาขึ้นอีกรอบ

จึงน่าจะพอฟันธงได้ว่า ยกเว้นกรณีเดียวเท่านั้นที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งแบบเด็ดขาด ซึ่งดูแล้วมีโอกาสอยู่ไม่มากนัก จะเห็นได้ว่า Scenario ที่เหลือ ล้วนแล้วแต่จะบอกกับเราว่า “ทองคำ” กำลังจะเป็นสินทรัพย์ที่ดูน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ในช่วงท้ายของปี 2020 ครับ

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/651187

จุดเข้ารับตลาดหุ้นไทยอยู่ตรงไหน อนาคตอยู่ที่ใด – FINNOMENA LIVE

FINNOMENA Reporter
จุดเข้ารับตลาดหุ้นไทยอยู่ตรงไหน อนาคตอยู่ที่ใด - FINNOMENA LIVE

ดูผ่าน Facebook:

https://facebook.com/finnomena/posts/1345873472424953

ดูผ่าน Youtube:

https://youtu.be/fRh7oPe4mIo

จุดเข้ารับตลาดหุ้นไทยอยู่ตรงไหน อนาคตอยู่ที่ใด

ข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • กนง. คงดอกเบี้ย! ที่ 0.5%
  • หนีไม่พ้น! Sizzler ยื่นล้มละลาย
  • Johnson & Johnson เริ่มทดลองวัคซีนเฟส 3!
  • ประกันสังคมไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ SRIPANWA! ส่งผลแค่ไหน?

ติดตาม FINNOMENA LIVE ตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

Club Fund Day SS2 – EP14 วิธีวางแผนการเงินแบบง่ายๆ เริ่มต้นยังไงดี

FINNOMENA Podcast
Club Fund Day SS2 EP14 วิธีวางแผนการเงินแบบง่ายๆ เริ่มต้นยังไงดี

“อยากถึงที่หมายต้องมีแผนที่ อยากมีชีวิตดีๆ ต้องมีเป้าหมายทางการเงิน”

เรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ควรเสี่ยงโดยการไม่วางแผนไว้ล่วงหน้า Club Fund Day ตอนนี้เลยจะมาแนะนำวิธีวางแผนการเงินง่ายๆ ที่ไม่ต้องจบสายการเงินมาก็สามารถทำได้


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

ASML บริษัทต้นกำเนิดชิปมือถือและคอมพิวเตอร์ทั้งโลก

BottomLiner
ASML บริษัทต้นกำเนิดชิปมือถือและคอมพิวเตอร์ทั้งโลก

เราต้องเข้าใจก่อนว่ากระบวนการผลิตชิป 1 อันมีขั้นตอนซับซ้อนมากในโรงงาน โดยเป็นการเปลี่ยนแผ่นซิลิคอน (วัตถุดิบตั้งต้น) ให้กลายเป็นชิปคุณภาพสูงนำไปประมวลผลในคอมพิวเตอร์หรือมือถือได้ จะใช้ระยะเวลาในการผลิตทั้งหมดประมาณ 3 – 4 เดือน

กระบวนการดังกล่าวล้วนต้องการเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เครื่องทำความสะอาดแผ่นซิลิคอน เครื่องตรวจสอบจุดบกพร่อง และไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ “เครื่องฉายแสงลงบนแผ่นชิป” ที่เป็นตัวช่วยให้โรงงานสามารถผลิตชิปขนาดเล็กลง (ประสิทธิภาพสูงขึ้น) สำเร็จ ซึ่งเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับการผลิตในอนาคตมีเพียงบริษัทเดียวที่สร้างได้ บริษัทดังกล่าวก็คือ “ASML” ตัวแทนอุตสาหกรรมไฮเทคจากเนเธอร์แลนด์

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีเครื่องฉายแสงลงบนแผ่นชิปมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง เนื่องจากเครื่องจักรนี้เป็นตัวกำหนดว่าชิปรุ่นใหม่จะสามารถผลิตให้เล็กลง (ประสิทธิภาพสูงขึ้น) ได้หรือไม่

3 บริษัทเจ้าใหญ่ที่ครองตลาดคือ ASML, Canon, Nikon ซึ่ง 2 เจ้าหลังก็คือบริษัทญี่ปุ่นที่ผลิตกล้องถ่ายรูปนั่นเอง

แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ภาพยิ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเทคโนโลยี EUV ที่จำเป็นต่อเครื่องฉายแสงของการผลิตชิปให้ขนาดเล็กลง (ประสิทธิภาพสูงขึ้น) มีเพียง ASML เท่านั้นที่สามารถคิดค้นได้สำเร็จ และพร้อมเข็นเครื่องจักรออกให้ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง TSMC (Taiwan Semiconductor Manufacturing Company) นำไปทดสอบได้ก่อน

เมื่อสถานการณ์ชัดเจนว่าเครื่องจักรนี้ใช้งานได้จริง จำเป็นต่อกระบวนการผลิตชิปในอนาคต และมี ASML เท่านั้นที่สามารถสร้างได้ บริษัทจึงเริ่มแผนการดันราคาขายเครื่องจักรทันที !

ช่วงปี 2018 บริษัทตั้งราคาเครื่องจักร EUV เครื่องละ 3,700 ล้านบาท แต่กลับบอกว่าราคานี้บริษัทยังขายขาดทุนอยู่ ! ขอขึ้นราคาเป็น 4,800 ล้านบาทในปีนี้ และไม่พอบอกราคาปีหน้าขอขึ้นเป็นเครื่องละ 6,000 ล้านบาท ตามคุณภาพที่เพิ่มขึ้นของมัน !!!

โรงงานจำนวนมากต้องปิดตัวในช่วงวิกฤตโควิด แต่ ASML โรงงานผลิตเครื่องจักรโตสวนกระแสเศรษฐกิจโลก !

ยอดขายไตรมาส 2 (เดือนเมษายน – มิถุนายน) ออกมาที่ 1.2 แสนล้านบาท เติบโต 30% YoY ขณะที่การขึ้นราคาเครื่องจักร EUV ส่งผลบวกชัดเจนต่ออัตรากำไรขั้นต้นของบริษัท (ต้นทุนเท่าเดิมแต่ขายของได้แพงขึ้น) พา Gross Profit Margin จาก 43% ในปีก่อนมาที่ 48% ในไตรมาสล่าสุด ดัน EPS พุ่ง 58% YoY

ราคาเครื่องจักรขึ้นเอา ๆ แล้วอย่างนี้ลูกค้ายังจะยอมจ่ายแพงขึ้นเรื่อย ๆ ใช่ไหม ?

เรื่องนี้ต้องมองไปที่ลูกค้าปลายทางของ Supply Chain เช่น ผู้บริโภคทั่วไปที่ซื้อมือถือและ Data Center ที่ซื้อชิปคุณภาพสูงไปประมวลผลและเก็บข้อมูล

ตราบใดที่ผู้บริโภคต้องการมือถือคุณภาพสูงขึ้น เช่น ใช้งานเครือข่าย 5G ได้ หรือถ่ายรูปชัดสุด ๆ (กล้องหลัง 5 ตัว) ย่อมต้องการชิปคุณภาพสูงขึ้นเพื่อรองรับรูปแบบการใช้งานดังกล่าว เช่นเดียวกันกับ Data Center ที่ต้องปรับตัวเข้ายุคธุรกิจ Big Data ต้องการชิปตัวโหด ๆ มาประมวลผลและเก็บข้อมูลที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นมหาศาลในอนาคตอันใกล้ !!

เรื่องดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคปลายทางยังมีแนวโน้มจะจ่ายแพงขึ้นเพื่อได้ชิปคุณภาพสูงขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วโรงงานผลิตชิปจึงยังสามารถซื้อเครื่องจักรราคาแพง มาผลิตให้ได้ต่อไป !

BottomLiners

สนใจศึกษาหุ้น AI & Chips ก็มาพบกันได้ที่งาน expert bootcamp AI & Semiconductor คลิก https://bottomliner.co/bottomliner-expert-bootcamp-ai-semiconductors/

ที่มาบทความ: https://bottomliner.co/2020/09/23/asml-1/

Johnson & Johnson เริ่มทดลองวัคซีนเฟส 3

FINNOMENA Reporter

Johnson & Johnson เริ่มทดลองวัคซีนในเฟส 3 โดยเริ่มทดลองผ่านกลุ่มผู้ใหญ่ 60,000 คน 215 สถานที่ในอเมริกาและทั่วโลก

  • การทดลองจะเกิดขึ้นในวันพุธผ่านกลุ่มทดลองกลุ่มแรก
  • Johnson & Johnson เป็นบริษัทที่สี่ต่อจาก Moderna, Pfizer/BioNTech, และ AstraZeneca ที่เริ่มทำการทดลองวัคซีนโควิดในกลุ่มผู้รับการทดสอบขนาดใหญ่
  • ผลจากการทดลองเฟส 1 และ 2 ในอเมริกาและเบลเยียม แสดงให้เห็นว่าวัคซีนหนึ่งโดสสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยได้และปลอดภัยพอที่จะนำไปทดลองในกลุ่มผู้ทดสอบขนาดใหญ่
  • อาจมีการทดสอบในเด็กต่อเนื่อง หากพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยต่อผู้ใหญ่

ที่มา: https://edition.cnn.com/2020/09/23/health/johnson–johnson-coronavirus-vaccine-trial-begins/index.html

กนง. คงดอกเบี้ย คาดการณ์เศรษฐกิจเจ็บน้อยลง แต่ขยายตัวช้า

FINNOMENA Reporter

กนง. ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.50% พร้อมปรับมุมมองเศรษฐกิจว่าอาจฟื้นตัวช้ากว่าคาดในปีหน้า แต่อาจหดตัวน้อยลง

  • ในปี 2563 เศรษฐกิจมีแนวโน้มหดตัวน้อยลง
  • ในปี 2564 เศรษฐกิจอาจขยายตัวช้ากว่าประมาณการเดิม จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้า และความเสี่ยงจากโรคระบาดระลอกสอง
  • ตลาดคาดการณ์ว่าเหตุที่ กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% อาจเป็นการเก็บดอกเบี้ยนโยบายไว้ใช้ในอนาคต ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่

ที่มา: https://www.prachachat.net/finance/news-526287

 

ผู้ก่อตั้ง Nikola ลาออกส่งหุ้นร่วง 30% ในวันจันทร์

FINNOMENA Reporter

Trevor Milton CEO บริษัทผลิตรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า Nikola ลงจากตำแหน่งส่งไม้ต่อให้ Stephen Girsky อดีตประธาน General Motors หรือสมาชิกบอร์ดบริหารของ Nikola ในปัจจุบัน

  • Trevor Milton กล่าว “Nikola จะอยู่ในสายเลือดของผมตลอดไป และความสนใจทั้งหมดควรมุ่งไปที่บริษัทและภารกิจเปลี่ยนโลก ไม่ใช่ผม”
  • Nikola มีจุดประสงค์หลักที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนายานยนต์ให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงช่วยปกป้องโลกจากภาวะโลกร้อน
  • อย่างไรก็ตามบริษัทวิจัย Hiddenburg ได้มีการกล่าวหาว่าเทคโนโลยีของ Nikola เป็นการหลอกลวง จากคลิปวิดิโอแสดงสมรรถภาพรถบรรทุก
  • ราคาหุ้น Nikola ร่วงลงถึง 30% ในวันจันทร์ก่อนปรับตัวขึ้นเล็กน้อย

ที่มา:https://www.cnbc.com/2020/09/21/nikola-founder-trevor-milton-to-voluntarily-step-down-as-executive-chairman.html?__source=iosappshare%7Ccom.apple.UIKit.activity.CopyToPasteboard

หนีไม่พ้น! ร้านสเต็กชื่อดัง Sizzler ยื่นล้มละลาย

FINNOMENA Reporter

ร้านสเต็กชื่อดัง Sizzler ยื่นกระบวนการล้มละลายภายใต้ Chapter 11 หรือกระบวนการปรับองค์กรเพื่อให้ธุรกิจคงอยู่และสามารถชำระหนี้ได้ต่อไป

  • Sizzler เป็นธุรกิจล่าสุดที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19
  • ทาง Sizzler ยื่นเข้ากระบวนการล้มละลายอย่างสมัครใจ
  • จะมีการปรับโครงสร้างใหม่เพื่อลดหนี้สินและเจรจาสัญญาการเช่าที่อีกครั้ง
  • Chris Perkins ประธานและหัวหน้าฝ่ายบริการของ Sizzler กล่าวว่า “สถานะการเงินที่มีปัญหาในตอนนี้มีผลมาจากการ Lockdown และจากการที่ผู้เช่าปฏิเสธที่จะให้การผ่อนผัน”

ที่มา: https://www.usatoday.com/story/money/2020/09/22/sizzler-files-chapter-11-bankruptcy-citing-impact-pandemic/3493634001/

 

ธนาคารไทยติดโผทำธุรกรรมต้องสงสัย

FINNOMENA Reporter

หน่วยงานต่อต้านการฟอกเงิน (Amlo) กำลังตรวจสอบรายงานสากลโลกที่ระบุถึงธนาคารไทย 4 แห่งว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกรรมการเงินที่น่าสงสัยมาเกือบ 20 ปี

  • นาย ปรีชา เจริญสหายานนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เปิดเผยว่า “รายงานดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการหารือรวมถึงตรวจสอบอีกครั้งกับทางแบงก์ชาติและองค์การการเงินต่าง ๆ”
  • รายงานดังกล่าวมาจาก International Consortium of Investigative Journalists’ (ICIJ)
  • จากรายงานมีการระบุถึงธุรกรรมการเงินที่น่าสงสัย 92 รายการผ่านธนาคาร 4 แห่งในไทยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 41.31 หมื่นล้านเหรียญ โดยมีรายการโอนเข้า 9.56 พันล้านบาทและรายการโอนออก 31.75 หมื่นล้านบาท

ที่มา:https://www.bangkokpost.com/business/1989807/thai-banks-probed-over-dirty-money

 

ประกันสังคมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ SRIPANWA ส่งผลกับการลงทุนแค่ไหน?

FINNOMENA Reporter
ประกันสังคมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ SRIPANWA ส่งผลกับการลงทุนแค่ไหน?

ถือเป็นข่าวใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา หลังสำนักงานประกันสังคมได้ถือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โรงแรม SRIPANWA คิดเป็นสัดส่วน 22.6% ของจำนวนหน่วยลงทุนของ SRIPANWA ทั้งหมด หรือ ราว ๆ 505 ล้านบาท อีกทั้งยังเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ของกองทรัสต์ (มูลค่า ณ วันที่ 16 ก.ย. 2563)

โดยอาจเรียกได้ว่าสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ถือหุ้นหลักของ SRIPANWA

แต่ถึงอย่างนั้นเรามาดูกันว่าแท้จริงแล้วกองทรัสต์ SRIPANWA ส่งผลกับพอร์ตการลงทุนประกันสังคมมากน้อยเพียงใด

SRIPANWA มีสัดส่วนคิดเป็น 0.3% ของการลงทุนในตราสารทุนไทย

ซึ่งถือได้ว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่มาก และอาจเรียกได้ว่าแท้จริงแล้ว SRIPANWA อาจไม่ได้ส่งผลต่อพอร์ตการลงทุนโดยรวมมากนัก

ทั้งนี้นางพิศมัย นิธิไพบูลย์ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ในฐานะโฆษกสำนักงานประกันสังคม ได้มีการชี้แจงเพิ่มเติมว่า การลงทุนใน SRIPANWA ได้มีการวิเคราะห์ในหลาย ๆ ด้าน โดยผู้จัดการกองทุนและนักวิเคราะห์การลงทุน และเป็นไปตามหลักเกณฑ์กำหนดของสำนักงานอย่างเคร่งครัด

จึงขอให้ผู้ประกันตนไว้วางใจ ในการวิเคราะห์และการปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ก่อนที่จะนำเงินกองทุนประกันสังคมของท่านไปลงทุน

Goldilocks หรือ Deadlock ?

FundTalk
Goldilocks หรือ Deadlock ?

เริ่มมีนักวิเคราะห์ออกมามองว่าสถานการณ์ตลาดทุนโลก ใน 1 – 2 ปีข้างหน้าจะอยู่ในภาวะ Goldilocks ซึ่งคำ ๆ หมายถึงภาวะที่เอื้อต่อราคาหุ้น คือเศรษฐกิจอยู่ในแนวโน้มเติบโต การว่างงานลดลง เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งการประชุม FED ล่าสุดในเดือนกันยายน 2563 ที่ผ่านมาก็เพิ่งออกมาให้มุมมองว่าดอกเบี้ยสหรัฐฯ น่าจะคงอยู่ต่ำใกล้ศูนย์เปอร์เซ็นต์อย่างต่อเนื่องในอีก 3 ปีข้างหน้า

สำหรับภาครัฐ วิธีการรักษาสภาะวะเศรษฐกิจให้อยู่ใน Goldilocks Economy ก็คือการอัดฉีดนโยบายการคลังอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการลงทุน หรือการลดภาษี ขณะที่เหล่าธนาคารกลางก็มีบทบาทสำคัญคือการควบคุมปริมาณเงินในระบบผ่านนโยบายการเงิน ซึ่งในกรณีของสหรัฐฯ คือการลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการปล่อยกู้ และทำให้คนที่ออมเงินอยู่ในเงินฝากหันเอาเงินออกมาลงทุนกันมากขึ้น

สำหรับภาวะ Goldilocks ของตลาดหุ้นมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวจากภาวะถดถอยและกำลังจะเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตครั้งใหม่ ซึ่งกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะอยู่ในภาวะเติบโตดี ขณะที่เงินเฟ้อและดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งยิ่งกระตุ้นให้เม็ดเงินในระบบไหลเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น

แล้วปี ค.ศ. 2021 ตลาดทุนกำลังจะเข้าสู่ภาวะ Goldilocks ใช่หรือไม่ ? นี่คือคำถามสำคัญ ถ้าเรามองย้อนกลับไปในปี 2018 – 2019 จะพบว่าเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มโตช้าลง อัตราการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน (Profit Margin) เริ่มปรับลดลง ขณะที่บริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ มักจะใช้วิธีการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) ในการทำให้กำไรต่อหุ้น (EPS) ยังเติบโตต่อไปได้

Goldilocks หรือ Deadlock ?

เมื่อดูที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED เราจะพบว่า FED นั้นได้ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยจาก 0.5% มาที่ 2.5% ในช่วงปลายปี 2016 ต่อเนื่องถึงปลายปี 2018 เพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องมานับตั้งแต่หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

ขณะที่ FED กลับมาลดดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงกลางปี 2019 รวมถึงกลับมาเพิ่มขนาดงบดุล (FED Balance Sheet) อีกครั้งในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2019 นั่นแสดงว่า FED เองก็เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจจึงปรับลดดอกเบี้ยไปล่วงหน้า

จนกระทั่งโลกมาเจอกับวิกฤตโควิด ซึ่งทำเกิดการว่างงานนับสิบล้านตำแหน่ง เศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอยรายไตรมาสถึงหลัก 30% FED ก็ได้ทำการปรับลดดอกเบี้ยมาสู่ระดับ 0.25% แบบรวดเดียว ดูไปแล้วคล้าย ๆ ช่วงปี 2008 – 2009 และ FED ก็ได้ให้สัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ต่ำแบบนี้ไปอีก 3 ปี ภาพก็จะคล้าย ๆ ช่วงปี 2010 – 2012

สิ่งที่ต่างคือในวิกฤตรอบที่แล้วตลาดหุ้นใช้เวลาประมาณ 4 – 5 ปีจากจุดสูงสุดก่อนวิกฤตในการทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในรอบวิกฤตครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 4 – 5 เดือนเท่านั้นก็ทำจุดสูงสุดใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว

สิ่งที่ต่างในเชิงพื้นฐานที่เห็นได้ชัดอีกข้อหนึ่งคือโลกยุค Digital เพิ่งจะมาสุกงอมกันอย่างเต็มที่ในช่วงหลังนี้เอง หลังจากโลกได้รู้จักกับ iPhone 1 ในปี 2007 ขณะที่บริการ Cloud Service ต่าง ๆ อย่าง AWS ของ Amazon ก็เพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วงปี 2006 และมาเติบโตอย่างมาในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ ทำให้โครงสร้างของตลาดหุ้นในรอบวิกฤตครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนอย่างสิ้นเชิง

นั่นคือกว่าครึ่งหนี่งของมูลค่าตลาดหุ้นโลกมาจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ในรอบวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์นั้นมูลค่าตลาดหุ้นกว่าครึ่งโลกจะเป็นหุ้นวัฏจักรอย่างกลุ่มพลังงานหรือธนาคาร

ซึ่งทุกวันนี้อดีตหุ้นกลุ่มมหาอำนาจอย่างพลังงานก็กำลังถูกท้าทายจากพลังงานทางเลือก เช่นพลังงานแสงอาทิตย์ รถพลังงานไฟฟ้า ส่วนกลุ่มธนาคารก็กำลังถูกท้าทายจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่เริ่มเข้ามาตัดตัวกลางอย่างสถาบันการเงิน และเล่นบทบาทธนาคารเสียเองอย่างเช่น Ant Financial ของ Alibaba ที่มีมูลค่ากิจการเท่ากับธนาคารยักษ์ใหญ่หลาย ๆ ธนาคารรวมกัน

โลกจากที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยบริการทำให้อัตราเงินเฟ้อของโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคงอยู่ในระดับต่ำ ประเด็นสำคัญคือภาคบริการ ภาคการบริโภค และภาคเทคโนโลยีนี้เองจะเป็นตัวทำให้เศรษฐกิจและการลงทุนคงอยู่ในภาวะ Goldilocks ได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่

นั่นหมายถึงว่า เมื่อวิกฤตโควิดจบลงเราจะเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ที่ภาคอุตสาหกรรมไม่ใช่ภาคส่วนเศรษฐกิจหลักอีกต่อไป แต่เป็นการบริโภค การท่องเที่ยว การจับจ่ายใช้สอยผ่านระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า

หาไม่แล้วถ้าเศรษฐกิจไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องเราจะกลับไปเจอกับภาวะ Deadlocks คือ Double Dip Recession คือเศรษฐกิจโลกกลับมาถดถอยซ้ำอีกรอบใน 1 – 2 ปีข้างหน้า ซึ่งเท่ากับว่าเงินอัดฉีดทั้งการเงินการคลังที่ทำในรอบนี้ไม่ขลังอีกต่อไป คือไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอย่างยั่งยืนได้ และเป็นเศรษฐกิจถดถอยบนภาวะหนี้ท่วมโลกทั้งหนี้ภาครัฐ หนี้ของธนาคารกลาง และหนี้ภาคเอกชน

คุณล่ะครับคิดว่าโลกเรากำลังจะเข้าสู่ Goldilocks หรือ Deadlocks ในอีก 1 – 2 ปีข้างหน้า นี่คือสิ่งที่เราจะได้ทุกคนจะได้เจอกับบทสรุปร่วมกันในอีกไม่ช้านี้

FundTalk รายงาน

TMKT EP35 – ตลาดยุโรปดิ่งหนัก เราต้องหลบออกมาก่อนไหม? – THE MARKET PODCAST

FINNOMENA Podcast

TMKT EP35 – “ตลาดยุโรปดิ่งหนัก เราต้องหลบออกมาก่อนไหม?” – THE MARKET PODCAST

“THE MARKET PODCAST” รายการที่ไม่ใช่แค่เล่าข่าว แต่เป็นการเจาะข่าว เจาะประเด็น เพื่อให้นักลงทุนรู้ก่อนเทรด!

ดำเนินรายการโดย คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือ Mr.Messenger เจ้าของเพจ Sinthorn


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

Super Stock ใน 10 ปีข้างหน้า

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
Super Stock ใน 10 ปีข้างหน้า

เมื่อประมาณเกือบ 20 ปีที่แล้วในตลาดหุ้นไทย มีนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าเป็น Value Investor ก่อกำเนิดขึ้น พวกเขาเป็นนักลงทุน “หน้าใหม่” ในตลาดหุ้น ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นนักลงทุน “รายย่อย” และเป็น “คนกินเงินเดือน” ที่มีรายได้ค่อนข้างดีเนื่องจากจบการศึกษาสูง หลายคนเรียนจบจากต่างประเทศและมีตำแหน่งหน้าที่การงานในบริษัทชั้นนำของประเทศหรือบริษัทข้ามชาติ และก็แน่นอนว่าบางคนก็มีฐานะทางบ้านที่ดีหรือดีมากและเป็นนักธุรกิจอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เหมือนกันหมดก็คือทุกคนมีความมุ่งมั่นในการลงทุนโดยเฉพาะในตลาดหุ้นตามแนวทางการลงทุนของ “VI” อย่างที่เรียกกันในปัจจุบันนั่นก็คือ การมองว่าหุ้นก็คือธุรกิจและเราสามารถประเมินมูลค่าของมันได้ และจะซื้อก็ต่อเมื่อมูลค่านั้นสูงกว่าราคาหุ้นมากพออย่างที่เรียกว่ามี Margin of Safety สูง และจะขายต่อเมื่อราคาหุ้นสูงเกินพื้นฐานหรือ “มูลค่าที่แท้จริง” นั้น

ผมคงไม่ต้องพูดว่า VI กลุ่มนั้นต่างก็ทำผลงานการลงทุนได้ดีเยี่ยม หลายคนเป็นเศรษฐีหรือมหาเศรษฐี ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ คนที่เคยกินเงินเดือนต่างก็ “เกษียณตัวเอง” ตั้งแต่อายุยังน้อยและกลายเป็นนักลงทุนเต็มตัวจนถึงวันนี้ แต่ VI “รุ่นใหม่” ที่เพิ่งจะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยไม่เกิน 6-7 ปีนั้น จำนวนมากก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ หลายคนพยายามเสาะแสวงหาหุ้น “VI” ที่จะทำกำไรได้งดงามและเจริญรอยตาม VI รุ่นก่อนที่เป็น “ไอดอล” แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่ประสบความสำเร็จนัก และอาจจะไม่ประสบความสำเร็จเลยก็ได้ ปัญหาที่ผมเห็นก็คือ เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยในภาวะปัจจุบันและอาจจะต่อเนื่องไปอีกนานนั้น ไม่เอื้ออำนวยที่จะทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นไทยสร้างผลตอบแทนที่ดีเลิศอย่างที่เคยเป็นเมื่อเกือบ 10 หรือ 20 ปีก่อน เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เราจะหาหุ้น “VI” หรือหุ้นที่จะเป็น “Super Stock” ในอีก 10 ปีข้างหน้าได้ยากมาก

วิธีหนึ่งที่จะลงทุนระยะยาวแล้วร่ำรวยเหมือน VI รุ่นก่อนนั้น ผมคิดว่าเราจำเป็นที่จะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เอื้ออำนวยมาก เพราะแม้ว่าผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ทำผลงานได้ดีเป็นสิบ ๆ ปีจนเปลี่ยนชีวิตได้นั้น ผมก็คิดว่าส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือ “โชคดี” ที่ผมลงทุนในประเทศไทยในยุคนั้นซึ่งเป็นยุคที่เศรษฐกิจไทยก้าวหน้าเร็วมากและคนไทยเริ่มต้องเก็บเงินเพื่อรองรับการเกษียณของคนที่กำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้มีบริษัทหรือกิจการที่แข็งแกร่งและโตเร็ว ขณะเดียวกันก็มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่เข้ามาแย่งซื้อหุ้นที่มีคุณภาพดีเหล่านั้น ทำให้หุ้นเหล่านั้นมีมูลค่าสูงขึ้นมหาศาล

ด้วยวิธีง่าย ๆ ที่ผมใช้ซึ่งก็คือ การซื้อหุ้นของกิจการที่ “ดีสุดยอด” นั่นก็คือ บริษัทที่มีความแข็งแกร่งเพราะมีความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนและโตเร็วด้วย ในราคาหุ้นที่ถูกหรือราคายุติธรรม แล้วถือไว้อย่างยาวนานนับ 10 ปี และได้รับผลตอบเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 10 เท่า ซึ่งผมเรียกว่าเป็น “Super Stock” วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายและไม่ต้องใช้เวลาและความพยายามมาก สิ่งที่ต้องทำก็คือการวิเคราะห์ “ภาพใหญ่” ให้ถูกต้อง เลือกหุ้นที่มีศักยภาพที่จะแข็งแกร่งและเติบโตได้อีกนานในราคาหุ้นที่ถูกหรือยุติธรรมซัก 5- 6 ตัว เสร็จแล้วก็ติดตามดูผลประกอบการและสถานะของกิจการไปเรื่อย ๆ เปลี่ยนตัวเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้มันหมดสภาพของซุปเปอร์สต็อก ถ้าทำได้แบบนี้ ในเวลา 10 ปี เราก็จะ “เห็นหน้าเห็นหลัง” เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยเมื่อ 10-20 ปีก่อน ปัญหาก็คือ แล้วที่ไหนล่ะที่เราจะทำอย่างนั้นได้ในวันนี้

คำตอบของผมก็คือ “เวียตนาม” ข้อแรกก็คือ สภาวะทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของเวียตนามในวันนี้คล้ายคลึงกับประเทศไทยเมื่อ 10-20 ปี ก่อนมาก ในขณะเดียวกัน ตัวหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นจำนวนไม่น้อยก็มี Business Model หรือวิธีทำธุรกิจที่คล้ายกับตลาดหุ้นไทยในเวลานั้น เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ มีธุรกิจ “ใหม่ ๆ” ที่กำลังเติบโตอย่างแรงตามฐานะทางเศรษฐกิจของเวียตนามที่โตเร็วมาก ซึ่งทำให้คนชั้นกลางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและหันมาใช้สินค้าหรือบริการแบบใหม่ ๆ นั้น ตัวอย่างเช่น ธุรกิจ “Modern Trade” ทั้งหลายไล่ตั้งแต่ห้างที่เป็นช็อปปิ้งมอล Mega Store ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ ธุรกิจขนส่งสินค้า การเดินทางและท่องเที่ยวเช่น ท่าเรือ สนามบินและโรงแรม ธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานทั้งเรื่องของไฟฟ้าและน้ำมัน ธุรกิจธนาคารและการเช่าซื้อรถยนต์รวมถึงการปล่อยกู้บ้านและบัตรเครดิต นอกจากนั้นก็ยังมีธุรกิจเกี่ยวกับสาธารณูปโภคที่ยังขาดแคลนมาก เช่น ทางด่วนและน้ำประปาที่บริษัทเอกชนเข้ามารับสัมปทานกับรัฐ ทั้งหมดนั้น ได้รับการพิสูจน์ในประเทศไทยแล้วว่าเป็นบริษัทที่มีศักยภาพสูงที่จะกลายเป็นบริษัทที่แข็งแกร่งและเติบโตได้ในระยะยาว

ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือ บริษัทจดทะเบียนเหล่านั้นส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด ยังมีราคาหรือ Market Cap. ต่ำมากเมื่อเทียบกับบริษัทที่กลายเป็นซุปเปอร์สต็อกในตลาดหุ้นไทยแล้ว ตัวอย่างหุ้นตัวที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มที่ผมคิดว่ามีมูลค่าตลาดต่ำจนแทบไม่น่าเชื่อเมื่อเปรียบเทียบกับของไทยก็เช่น

หุ้น A ที่ทำสัมปทานทางด่วนที่จะมีระยะเป็นร้อยกม. และยังมีโครงการอื่น ๆ อีกมากและถือว่าเป็นบริษัทที่ทำสัมปทานเกี่ยวกับสาธารณูปโภคที่ใหญ่ที่สุดในเวียตนามนั้น มี Market Cap. เพียง 5-6,000 ล้านบาท ค่า PE 4-5 เท่า PB 1 เท่า เศษ ๆ และราคาหุ้นขณะนี้เท่ากับครึ่งหนึ่งของราคาสูงสุดที่เกิดขึ้นเมื่อ 3-4 ปีก่อน แน่นอนว่าบริษัทก็มีปัญหามากมายและมีหนี้ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม มูลค่าบริษัทก็ดูเหมือนว่าจะไม่สมศักดิ์ศรีกับความใหญ่โตและสำคัญของบริษัทเลย

หุ้น B ที่ขายโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดเวียตนามค่อนข้างเด็ดขาด ซึ่งต่อมาขยายเข้าไปขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่โดดเด่น และช่วงหลังเข้าไปทำซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กภายในชุมชนซึ่งเติบโตเร็วมาก มียอดขายสิ้นปีที่แล้วกว่า 130,000 ล้านบาท มีสาขาทั่วประเทศนับเป็นพัน ๆ สาขา มีการเติบโตปีละ 20-30% ต่อเนื่อง แต่ค่า PE เพียง 9-10 เท่า Market Cap. ประมาณ 47,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับยอดขายและกำไรแล้ว ศักยภาพของบริษัทสามารถเป็นซุปเปอร์สต็อกได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตาม นี่คือบริษัทที่นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นเต็มเพดานและต้องจ่ายราคาเพิ่มอย่างน้อย 40-50% จากราคาตลาด

หุ้น C ที่เป็น “จ้าวพ่อ” ด้านของเทคโนโลยีของเวียตนามในแง่ที่ว่าสามารถขายบริการเขียนโปรแกรมให้บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ทำคอนเทนต์ทางด้านดิจิตอล นอกจากนั้นยังให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ตแก่องค์กรและประชาชนทั่วไป และล่าสุดก็ยังเปิดสถาบันการศึกษาทางด้านดิจิตอลที่มีนักศึกษาเรียนกันจนล้น ส่วนหนึ่งเพื่อป้อนบุคลากรให้บริษัทด้วย ค่า PE ของหุ้นแค่ 11 เท่า Market Cap. 48,000 ล้านบาท พอ ๆ กับบริษัทที่ขายมือถือ และก็มี Premium หรือราคาหุ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติเหมือนกันแม้จะไม่มากเท่าคือประมาณ 20-30% และนี่ก็เป็นบริษัทที่โดดเด่นและมีความแข็งแกร่งที่ไม่เหมือนใครในตลาดหุ้นเวียตนามที่ไม่มีในประเทศไทย

หุ้น D ซึ่งเป็นบริษัทสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงนั้น เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าทั้งเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดและโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินและอื่น ๆ จำนวนมาก นอกจากนั้นก็ยังมีธุรกิจเดิมที่ทำระบบปรับอากาศที่น่าจะใหญ่ที่สุดในเวียตนาม รวมถึงยังมีการทำออฟฟิสราคาไม่แพงให้เช่า ที่น่าสนใจก็เพราะว่าทรัพย์สินที่บริษัทถืออยู่โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าทั้งหลายนั้นมีมูลค่ามากและทำกำไรได้สม่ำเสมอ แต่ Market Cap. ของบริษัทมีเพียง 14,000 ล้านบาท ค่า PE 7 เท่า ค่า PB ต่ำกว่า 1 เท่า และปันผลหรือ Dividend Yield ก็มากกว่า 5% ต่อปี

ทั้งหมดนี้ก็เป็นแค่ “ตัวอย่าง” หุ้นที่มีศักยภาพเป็น ซุปเปอร์สต็อกในอีก 10 ปีข้างหน้า ความจริงก็คือ ยังมีหุ้นอีกหลาย ๆ ตัวที่มีความแข็งแกร่งเพราะมีความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจที่ยั่งยืนและมีการเติบโตเร็วมาก แต่อาจจะมีราคาหุ้นที่สูงขึ้นพอสมควรแล้วและอาจจะไม่สามารถสูงขึ้นต่ออีก 10 เด้งใน 10 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของตลาดหุ้นไทยเมื่อ 10-20 ปีก่อนนั้น ผมพบว่าเรามีหุ้นที่กลายเป็นซุปเปอร์สต็อกกว่า 10 ตัว ดังนั้น ผมคิดว่าตลาดหุ้นเวียตนามในวันนี้ก็น่าจะสามารถสร้างหุ้นที่จะกลายเป็นซุปเปอร์สต็อกใน 10 ปีข้างหน้าไม่น้อยกว่า 10 ตัวเหมือนตลาดหุ้นไทยในอดีต อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ว่าหุ้นตัวไหนจะกลายเป็นซุปเปอร์สต็อกก็อาจจะผิดพลาดได้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือการลงทุนเป็น “พอร์ต” ของซุปเปอร์สต็อก ซัก 5-6 ตัวและถือหุ้นไว้ให้นานเป็น 10 ปี โดยที่อาจจะต้องมีการปรับพอร์ตบ้างเป็นระยะเมื่อมีข้อมูลของบริษัทเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ด้วยวิธีนี้ VI รุ่นใหม่ก็อาจจะสามารถร่ำรวยได้เหมือน VI รุ่นก่อน

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://portal.settrade.com/blog/nivate/2020/09/21/2386

Asset Craft Podcast Ep.9 : “ค่าเงิน”

FINNOMENA Podcast
Asset Craft Podcast Ep.8 : "ค่าเงิน"

Asset Craft Podcast Ep.9 : “ค่าเงิน”

หากคุณกำลังอยากดูค่าเงินมาประกอบการดูกองทุน รวมถึงสนใจกลยุทธ์เชิง Quant ในค่าเงิน มาสำรวจไปพร้อม ๆ กันกับ Asset Craft EP นี้ได้เลยครับ

Asset Craft Podcast รายการที่จะพาคุณไปรู้จักกับสินทรัพย์ทั่วโลก!!

หัวข้อ

01:09 ค่าเงินคืออะไร?

01:30 นักลงทุนชื่อดังทางด้านค่าเงินคือใคร?

03:36 ปัจจัยพื้นฐานคร่าว ๆ ในการดูค่าเงิน

06:49 วิกฤติเงินเฟ้อและวิกฤตเงินฝืดส่งผลต่อค่าเงินอย่างไร? ปรับใช้กับการลงทุนได้อย่างไรบ้าง?

11:00 สถานการณ์ค่าเงินบาทไทยเรา

12:10 ค่าเงินในมุมมองของ Trader

20:32 กองทุนแนะนำระยะยาวแบบป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedge)

PPP คืออะไร?

คลิกที่นี่ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับ PPP ได้เลยครับ

ตัวอย่างกลยุทธ์ PPP และผลตอบแทน

Asset Craft Podcast Ep.8 : "ค่าเงิน"

Asset Craft Podcast Ep.8 : "ค่าเงิน"

Big Mac Index คืออะไร?

คลิกที่นี่


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

TUM SUPHAKORN
K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

“Never bet against America.”
– Warren Buffett, 2020

เป็นคำพูดที่ Warren Buffett พูดไว้ในงาน Berkshire Hathaway Annual Meeting ปี 2020 และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักลงทุนระดับตำนานกล่าวแบบนี้ เพราะ Warren Buffett ก็เคยย้ำถึงความเชื่อนี้ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ Berkshire Hathaway ในปี 2016 เช่นกัน

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

“For 240 years it’s been a terrible mistake to bet against America, and now is no time to start.”
– Warren Buffett, 2016

ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมาประเทศอเมริกาแทบจะเป็น “ขาขึ้น” มาโดยตลอด มีหลายช่วงที่ประเทศนี้เดินสะดุดวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ทุกครั้งก็ลุกขึ้นมาได้ และไม่ใช่แค่ลุกขึ้นมาเดินต่อ แต่เป็นการลุกขึ้นแล้ววิ่งเลย

ไม่ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของอเมริกาจะเป็นเพราะปรัชญาแบบอเมริกันที่หล่อหลอมผู้คน หรือเป็นเพราะชาตินิยม หรือเพราะอะไรก็ตาม ไม่มีใครปฏิเสธว่าอเมริกาเป็นประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็วอย่างแท้จริงในประวัติศาสตร์เพียงไม่กี่ร้อยปี

และถ้าเราอยู่ที่ประเทศไทย แต่ต้องการร่วมวงเติบโตไปกับอเมริกา การลงทุนผ่านกองทุนรวมก็เป็นทางเลือกที่สะดวกสบายและมีการกระจายความเสี่ยงให้เราโดยอัตโนมัติ

ลงทุนใน K-USA-A = ลงทุนในอเมริกา

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

กองทุนที่ลงทุนในหุ้นอเมริกาชั้นนำจริงๆ มีอยู่หลายกองทุน แต่กองทุนที่ทำผลงานได้โดดเด่นฉีกออกมาจากกองอื่นในช่วงที่ผ่านมา ทั้งเรื่องผลตอบแทนและการควบคุมความผันผวน คือกอง K-USA-A

กอง K-USA-A หรือ กองทุนเปิดเค ยูเอสเอ หุ้นทุน บริหารจัดการโดย บลจ. กสิกรไทย มีให้เลือก 2 คลาส ได้แก่

  1. K-USA-A(D) เป็นชนิดจ่ายปันผล (Dividend) เริ่มเปิดกองมาตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย. 55
  2. K-USA-A(A) เป็นชนิดสะสมมูลค่า (Accumulation) เปิดกองตามมาทีหลังเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 62 เพื่อเป็นอีกทางเลือกให้กับนักลงทุน

ทั้ง 2 กองมีนโยบายการลงทุนเหมือนกันทุกประการ ต่างกันแค่ชื่อกับชนิดหน่วยลงทุน โดยทั้ง 2 กองเป็น กองทุนประเภท Feeder Fund (กองทุนที่ไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศอีกต่อหนึ่ง) ซึ่งกองทุนหลักที่กองนี้เข้าไปลงทุนคือกอง Morgan Stanley US Advantage Fund – I Shares

กลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจของกองนี้

วิธีศึกษากองประเภท Feeder Fund ที่ดีที่สุดคือไปศึกษาข้อมูลของตัวกองแม่ ซึ่งกลยุทธ์การลงทุนของ K-USA-A ก็เป็นไปตามชื่อของกองแม่เลยว่า กองนี้เน้นการลงทุนเฉพาะในหุ้นอเมริกาที่มี “ความได้เปรียบ (Competitive Advantage)” ในวงการธุรกิจของตัวเอง โดยเฟ้นหาจากหุ้น “ทั่วประเทศ” ดังนั้นการลงทุนในกอง K-USA-A เลยเหมือนกับการได้ลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกาไปในตัว

หลักการเลือกหุ้นจะใช้วิธีการเลือกหุ้นแบบ Bottom-up Approach คือ วิเคราะห์หาบริษัทที่ดีก่อนที่จะไปดูภาพใหญ่ เพราะหลักการนี้เชื่อว่า ถ้าบริษัทแข็งแกร่ง ไม่ว่าวัฏจักรเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรบริษัทก็ยังจะสามารถเติบโตได้

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา
รายชื่อหุ้นหลักที่กอง Morgan Stanley US Advantage Fund – I Shares ถืออยู่
(
พอร์ตทั้งหมด
มีหุ้นอยู่ประมาณ 43 ตัว)
ที่มา: www.morganstanley.com  ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2563

ในการวิเคราะห์บริษัทที่จะลงทุน นอกจากบริษัทนั้นจะต้องมีความได้เปรียบทางธุรกิจแล้ว ก็จะต้องเป็นที่จดจำในทางที่ดีของผู้บริโภค และมีกระแสเงินสดหมุนเวียนอยู่เสมอด้วย เพราะหมายความว่าบริษัทนั้นสามารถสร้างกำไรได้เพียงพอที่จะกลบค่าใช้จ่ายและหนี้สินทั้งหมดได้

จากหลักการคัดเลือกหุ้นทั้งหมดที่ทีมผู้จัดการกองทุนใช้ ทำให้ได้หุ้นที่มีความเป็น Growth Stock ที่สามารถเติบโตในระยะยาว เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของกองทุนนี้ที่เขียนไว้บนหน้าเว็บของกองแม่ว่า “Long term growth of your investment.” สั้นๆ แต่ชัดเจน

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา
นี่คือรูปทีมผู้จัดการกองทุน Morgan Stanley US Advantage Fund ประสบการณ์โชกโชนพอสมควร
ที่มา: www.morganstanley.com  ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2563

ผลตอบแทนย้อนหลัง

ลองมาดูผลการดำเนินการย้อนหลังกันบ้าง เริ่มจากกองแม่ก่อน เนื่องจากกองนี้ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ แบบคละกลุ่มอุตสาหกรรม ดัชนีที่ใช้เป็น Benchmark เปรียบเทียบผลการดำเนินงานเลยใช้เป็นดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นหุ้นขนาดใหญ่สุด 500 ตัวแรกในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา
ที่มา: www.morganstanley.com  ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2563
*ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

กราฟเปรียบเทียบว่าถ้าเอาเงิน 100 ดอลลาร์ลงทุนตั้งแต่ปี 2005 พอถึงปี 2020 เงินลงทุนจะโตเป็นเท่าไร เทียบกับการลงทุนใน S&P 500 จากกราฟถือว่ากองทุนนี้เติบโตได้อย่างสม่ำเสมอตามนโยบายการลงทุนที่บอกไว้ และสามารถ Outperform ตัวดัชนี S&P 500 ได้อย่างสม่ำเสมอด้วย

ทีนี้กลับมาดูที่ผลตอบแทนกอง K-USA-A ซึ่งเป็นกองที่ไปลงทุนในกองทุน Morgan Stanley US Advantage Fund อีกที

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา
ข้อมูล Performance ของกองทุน K-USA-A(D)
ที่มา: www.finnomena.com/fund ข้อมูล ณ วันที่ 15 กันยายน 2563
*ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ขอใช้ข้อมูลของกอง K-USA-A(D) เพราะเปิดกองมานานกว่าทำให้เห็นข้อมูลย้อนหลังมากกว่า ผลตอบแทนย้อนหลังถือว่าดีมาก ถ้าดูกันที่การลงทุนระยะยาว 5 ปี ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีถึง 19.46% ส่วนหนึ่งเพราะได้อานิสงส์จากหุ้นเทคโนโลยีในพอร์ตที่พุ่งพรวดในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อย้อนดูผลการดำเนินในช่วงก่อนหน้าก็ถือว่าโตขึ้นแบบสม่ำเสมอ และในช่วงที่เกิด Drawdown แต่ละครั้ง กองทุนสามารถแก้เกมและกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ได้ เป็นการพิสูจน์ว่ากองทุนสามารถควบคุมความเสี่ยงและอยู่รอดได้แม้เจอวิกฤตหนัก

สำหรับกอง K-USA-A(A) ซึ่งเป็นชนิดสะสมมูลค่า ถึงจะเปิดตามมาทีหลังแต่ก็ใช้นโยบายการลงทุนเหมือนกันเป๊ะ เมื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับกอง K-USA-A(D) ก็เลยออกมาใกล้เคียงกัน ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนชื่นชอบกองทุนที่จ่ายปันผลระหว่างลงทุนหรือชอบกองทุนที่สะสมมูลค่าให้เติบโตยาวๆ ทีเดียว

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา
ที่มา: www.finnomena.com/fund ข้อมูล ณ วันที่ 17 กันยายน 2563
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

จุดที่นักลงทุนมักเข้าใจผิดระหว่างการเลือกกองปันผลกับไม่ปันผลคือ กองที่ไม่ปันผลถ้าราคาลงมาเราขาดทุน แต่สำหรับกองแบบปันผลเราจะยังได้ปันผลอยู่ ความจริงก็คือในกรณีที่กองทุนเป็นขาลงจริงๆ กองทุนปันผลก็จะไม่จ่ายปันผลให้เราอยู่ดี สรุปแล้วผลตอบแทนของกองทุนแบบปันผลกับไม่ปันผลถือว่าไม่ต่างกันมาก

สำหรับนักลงทุนรู้สไตล์การลงทุนของตัวเองแล้วว่าชอบกองปันผล กอง K-USA-A(D) ก็เป็นกองที่น่าสนใจกองหนึ่งเพราะมีประวัติการจ่ายปันผลดี สม่ำเสมอ แทบจะจ่ายเต็มโควตา 4 ครั้งต่อปี ทุกปีในช่วงที่ผ่านมา

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา
ที่มา: www.finnomena.com/fund ข้อมูล ณ วันที่ 15 กันยายน 2563

สรุป: คำแนะนำสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในกองทุนนี้

1. K-USA-A(D) และ K-USA-A(A) เหมาะกับนักลงทุนที่อยากกระจายการลงทุนไปยังหุ้นอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่ง มีบุคลากรคุณภาพ เติบโตไว และพิสูจน์มาแล้วว่าเป็นประเทศที่เอาอยู่ในทุกสถานการณ์

2. กองทุนนี้เป็นกองทุนตราสารทุน มีความเสี่ยงระดับ 6 ดังนั้นจะมีความผันผวนค่อนข้างสูง เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่สูงขึ้น

3. ควรลงทุนตามสัดส่วนที่เรารับความเสี่ยงได้ ไม่ลงทุนมากเกินกำลัง

4. กองทุนนี้ไม่เหมาะกับผู้ที่เน้นการได้รับผลตอบแทนที่แน่นอน หรือรักษาเงินต้นให้อยู่ครบ

5. เหมาะกับการลงทุนระยะยาว โดยผู้ลงทุนควรมีเงินเย็นลงทุนในระยะยาวได้ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป

6. ถ้าศึกษากองทุนนี้อย่างละเอียดและมั่นใจแล้ว สามารถเปิดบัญชีลงทุนกับ FINNOMENA เพื่อลงทุนได้เลยครับ

เขียนโดย TUM SUPHAKORN

References:

https://www.morganstanley.com/im/en-lu/institutional-investor/funds-and-performance/morgan-stanley-investment-funds/equity/us-advantage.shareClass.I.html
https://www.morganstanley.com/im/en-lu/institutional-investor/funds-and-performance/morgan-stanley-investment-funds/equity/us-advantage.xlsDownload.fullHoldings.html?fundId=33917&teamId=1006
https://kasikornasset.com/th/mutual-fund/fund-template/Pages/K-USA-A(D).aspx
https://www.msn.com/en-us/money/smallbusiness/warren-buffett-dont-bet-against-america/vi-BB18uStf
https://www.fool.com/investing/general/2016/03/09/warren-buffett-dont-bet-against-america.aspx
https://www.youtube.com/watch?v=kbJ5XZJHBAg&ab_channel=FINNOMENA


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนหลักลงทุนในสหรัฐอเมริกา ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

BuffettCode
คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

ปัญหาใหญ่ของผู้มีรายได้ทุกคนคงหนีไม่พ้นการต้องจ่ายภาษีเป็นจำนวนมาก กองทุนลดหย่อนภาษีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ตัวผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องซื้อกองทุนลดหย่อนเหล่านี้ทุกปี …. ไม่ใช่ไม่อยากจ่ายภาษี แต่ถ้ามันมีวิธีลดหย่อนได้ทำไมจะไม่ทำ? 

ปีนี้มีความพิเศษเล็กน้อยคือกองทุน LTF หมดสิทธิ์ลดหย่อนภาษีแล้ว กลายเป็น SSF แทน เลยทำให้หลาย ๆ คนอาจจะงงนิดหน่อย วันนี้ผมเลยอยากสรุปข้อมูลทั้งหมดที่ผมหามา Cross-Check เรียบร้อยแล้วว่าข้อมูลอัปเดตล่าสุดแน่นอนในแต่ละส่วน

สารบัญ

  1.   SSF คืออะไร? ต่างกับ RMF อย่างไร?
  2.   ใครควรซื้อ/ไม่ควรซื้อ SSF
  3.   วิธีเลือก SSF แบบละเอียด
  4.   สิ่งที่ต้องระวังก่อนซื้อ SSF
  5.   ซื้อ SSF ที่ไหนสะดวกสุด

กองทุน SSF คืออะไร? 

SSF หรือ Super Savings Fund คือกองทุนรวมประเภทหนึ่ง ซึ่งมีสิทธิพิเศษมากกว่ากองทุนรวมทั่วไปตรงที่รัฐบาลอนุญาตให้สามารถนำจำนวนเงินที่ซื้อกองทุน SSF มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ครับ

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

SSF ต่างกับ RMF อย่างไร?

ในความเป็นจริง SSF และ RMF (Retirement Fund) ถือเป็นกองทุนรวมตระกูลลดหย่อนภาษีทั้ง 2 ประเภท แต่มันมีความแตกต่างหลัก ๆ อยู่ตรงเงื่อนไขระยะเวลาตอนที่ขายกองทุนได้ ส่วนที่เหลือคล้าย ๆ กับ SSF ผมสรุปข้อแตกต่างของทั้ง 2 กองทุนให้ในตารางด้านล่างนี้ครับ

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

เงื่อนไขแบบไหนควรซื้อ SSF?

  • ถ้าคุณเป็นคนมีเงินได้เมื่อหักลบกับค่าลดหย่อนแล้วมากกว่า 150,000 บาท คุณต้องจ่ายภาษีแต่ไม่อยากจ่าย (หรือจ่ายไปแล้วแต่อยากขอคืน)
  • ต้องการให้เงินลงทุนเติบโตในระยะยาวแบบไม่เสียโอกาส
  • อยากลดหย่อนภาษีด้วยการลงทุน เพราะในความเป็นจริงคือเราลดหย่อนภาษีได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการซื้อประกัน, Provident Fund (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ), ดอกเบี้ยกู้บ้าน หรือกองทุน RMF
  • อยากลงทุนแต่ไม่อยากซื้อ RMF เพราะใช้เวลานานกว่าจะขายได้ สำหรับคนที่อายุน้อยกว่า 45 ปี ซื้อ SSF จะขายได้เร็วกว่า SSF ใช้เวลาถือ 10 ปี
  • เป็นคนที่ฐานภาษีสูง ๆ เช่น 20% ขึ้นไป เพราะการลดหย่อนของคุณจะมีนัยมากกว่าคนที่ฐานภาษี 5% ครับ
  • ต้องการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ อันนี้เหมาะมาก ๆ เพราะ SSF มีการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งปกติจะทำแบบนี้ได้ต้องซื้อ RMF เท่านั้น
  • สุดท้ายคือทำที่พูดมาข้างบนหมดแล้วจนเต็มโควตา ยังลดหย่อนภาษีไม่หนำใจอยากลดหย่อนเพิ่ม SSF ก็เป็นทางเลือกที่ดีครับ

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

แล้วเงื่อนไขแบบไหนบ้างล่ะที่ ไม่ควร ซื้อ SSF

  • กำลังชักหน้าไม่ถึงหลัง สภาพคล่องเหือดหาย แบบนี้ยอมจ่ายภาษีเถอะครับ การทุ่มซื้อ SSF หรือ RMF เพื่อให้ได้ลดหย่อนภาษี แต่ต้องไปนั่งกู้เงินมาใช้จ่ายอันนี้เสี่ยงมาก
  • รู้สึกว่าการลงทุนมันเสี่ยง แล้วคุณเป็นคนที่ฐานภาษีไม่สูง เช่นจ่าย 5% หรือ 10% ซื้อไปแล้วนั่งจ้องทุกวัน พอมันเหวี่ยงแล้วถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ การลงทุนไม่ได้มีแค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของจิตใจด้วย แบบนี้ไม่ยอมจ่ายภาษี ก็ไปซื้อพวกประกันออมทรัพย์แทนจะดีกว่าครับ
  • หรือคุณอาจจะเป็นอภิมหาโคตรเซียนหุ้นที่เทพมาก ๆ สามารถทำผลตอบแทนได้ 50% ต่อปีต่อเนื่องหลายปีชัวร์ ๆ ซึ่งดีกว่าเอาเงินไปประหยัดภาษีกับ SSF 10-20% + กำไรที่คาดหวังแน่นอน แบบนี้ก็ไม่ต้องซื้อครับ ยอมจ่ายภาษีแล้วเอาเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นเองได้กำไรเยอะกว่า แต่เคสนี้ยากนะเซียนหุ้นรายใหญ่ที่ผมรู้จักยังซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีเต็มโควต้าอยู่เลย

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

ซื้อ SSFX แล้วควรต้องซื้อ SSF อีกหรือไม่?

SSFX เป็นกองทุนลดหย่อนภาษีที่เรียกได้ว่า “เฉพาะกิจ” ซื้อได้ตั้งแต่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2563 เข้าไปซื้อตอนนี้ก็ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีไม่ได้แล้ว ถ้าซื้อ SSFX ไปจนปีนี้คุณไม่ต้องจ่ายภาษีแล้วก็ไม่ต้องซื้อ SSF แล้วครับ … แต่ !!! ถ้าคุณยังต้องจ่ายภาษีอยู่ การซื้อ SSF เพิ่มเติมจะช่วยให้คุณลดหย่อนภาษีเพิ่มได้ โดยไม่ต้องไปคิดวงเงินที่ซื้อ SSFX เพราะวงเงินมันแยกกัน เอาเป็นว่าถ้ายังมีภาษีที่ต้องจ่ายหลังจากหักค่าลดหย่อนจาก SSFX แล้ว และยังอยากลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมก็ซื้อ SSF โลด ไม่ต้องกังวลกับ SSFX ที่ซื้อไปแล้วครับ

โดยสรุปแล้วผมว่า 99% ของคนที่หลุดเข้ามาอ่านบทความ และอ่านมาถึงตรงนี้ได้ ผมว่า … คุณคือคนที่มีรายได้ถึงระดับที่ต้องจ่ายภาษี คุณต้องการลดหย่อนภาษี คุณอาจจะมีการลดหย่อนด้วยวิธีอื่น แต่คุณก็ยังอยากลดหย่อนเพิ่มเติม และที่สำคัญคือคุณมีเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายสามารถลงทุนระยะยาว 10 ปีได้ แบบนี้ต้องซื้อ SSF แล้วครับ !

เลือก SSF อย่างไรดี?

หมายเหตุ: เป็นมุมมองกองทุนของ BuffettCode ซึ่งจะไม่เกี่ยวข้องกับ FINNOMENA นะครับ
ใครอยากทราบกองทุน SSF RMF แนะนำโดย FINNOMENA รอติดตามกันเร็ว ๆ นี้ครับ…

จากข้อมูลของ MorningStar ณ ตอนนี้เรามี SSF อยู่ทั้งสิ้น 80 กองภายใต้การดูแลของ 11 บลจ. (ข้อมูลอัปเดตวันที่ 31 สิงหาคม 2563) ซึ่ง SSF แต่ละประเภทมีจุดเด่น และสิ่งที่น่าสนใจแตกต่างกันไป การจะบอกแบบฟันธงว่าใครควรลงทุนแบบไหนคงไม่ได้เพราะแต่ละคนมี “วัตถุประสงค์” ในการลงทุนแตกต่างกัน ดังนั้นผมจะขอแยกข้อมูลของ SSF แต่ละประเภทมาอธิบายไว้ในแต่ละข้อแบบนี้ครับ

เลือกหุ้น หรือตราสารหนี้ดี?

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

SSF สำหรับสายเสี่ยงต่ำ

ถ้าคุณเป็นคนที่ซื้อ SSF เพราะต้องการลดหย่อนภาษีเป็นหลัก ไม่ได้แคร์มากมายว่าผลตอบแทนต้องโตเท่านู้นเท่านี้ นอกจากนั้นคุณยังเป็นคนที่กลัวขาดทุนด้วย ถ้าเป็นแบบนี้คุณจะเหมาะกับ SSF สายตราสารหนี้ครับ เพราะกองทุนตราสารหนี้เหล่านี้ค่อนข้างมีความผันผวนต่ำ สิ่งที่ต้องระวังคืออาจจะต้องดูเครดิตเรทติ้งดี ๆ เลือกกองตราสารหนี้ที่เป็น Investment Grade (IG) เป็นหลัก 

กองที่ผมชอบที่สุดคือกอง K-FIXEDPLUS-SSF เพราะมีสัดส่วนของเงินฝากประจำ พันธบัตรและตราสารหนี้รัฐบาล กระทรวงการคลังค้ำประกันสูงกว่ากองอื่น ๆ แบบมีนัย ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงน้อยลงมาก (ค่าความเสี่ยงของกองทุนอยู่ในระดับ 4)

นอกจากนั้นถ้าคุณกลัวมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่เอาความเสี่ยงเลย ตราสารหนี้ก็ยังรู้สึกว่าเสี่ยง งั้นผมขอแนะนำกองที่ลงทุนในตราสารเงิน KFCASHSSF ซึ่งลงทุนหลักในพันธบัตรรัฐบาลของธนาคารแห่งประเทศไทย 95.8% (ค่าความเสี่ยงของกองทุนอยู่ในระดับ 1 ปลอดภัยกว่านี้ไม่มีอีกแล้วจ้า

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

SSF สำหรับสายลุย

แต่ถ้าคุณเป็นสายผลตอบแทน ลดหย่อนภาษีแล้วก็คาดหวังผลตอบแทนด้วย แบบนี้เลือกหลากหลายเลยครับ ขั้นแรกคุณต้องดูก่อนว่าคุณอยากลงทุนในไทยหรือต่างประเทศ?

ถ้าคุณเป็นคนที่เล่นหุ้น มีหุ้นไทยอยู่เยอะ ผมอยากแนะนำให้กระจายความเสี่ยงลงทุน SSF ที่ลงทุนในต่างประเทศครับ ลงทุนกองหุ้นต่างประเทศมีข้อดีคือได้ลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีในตลาดหุ้นไทย ซึ่งแต่ละบริษัทโหด ๆ ทั้งนั้น กองหุ้นต่างประเทศที่ผมชอบในแต่ละหมวดก็จะมี …

  • KFGBRANSSF กองนี้เน้นลงทุนในธุรกิจที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง เช่น Visa, Microsoft, Philip Morris และ P&G
  • ONE-UGG-ASSF กองนี้เน้นหุ้นเติบโต (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยี) เช่น Tesla, Amazon, Tencent, Alibaba, Facebook และ Netflix
  • K-CHANGE-SSF กองนี้เน้นหุ้นที่เกาะกระแสการเปลี่ยนแปลงเทรนด์ของโลกเช่น พลังงานสะอาด เทคโนโลยีการแพทย์ใหม่ ๆ ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ หุ้นที่กองทุนนี้ลงทุนก็เช่น Tesla, Moderna ที่ผลิตวัคซีน COVID-19, ASML ผู้ออกแบบเครื่องผลิตชิป และ TSMC โรงงานผลิตชิปอยู่เบื้องหลังบริษัทใหญ่ ๆ เช่น Apple
  • ONE-ALLCHINA-ASSF กองนี้ลงทุนในจีนครับ ใครเป็นแฟนคลับจีนก็จัดกองนี้ได้เลย ถ้าไม่เอากองนี้ก็ต้องไปกอง RMF อย่าง TMBCORMF หรือ KFCHINARMF ซึ่งกว่าจะขายได้อายุ 55 นู่น
  • SCBS&P500-SSF กองนี้ลงทุนใน ETF และ Index Fund ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ S&P 500 

ผมขอไม่อธิบายลงลึกในกองทุนแต่ละกองนะครับ แต่เชื่อว่าข้อมูลตรงนี้น่าจะให้ไอเดียได้ระดับนึงสำหรับคนที่ต้องการซื้อ SSF เพื่อผลตอบแทนระยะยาว

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

อีกทางเลือกหนึ่งกับกองทุนรวมผสม 

ถ้าคุณกลัวความเสี่ยงแต่ก็ยังอยากได้ผลตอบแทน …. การซื้อกองทุนรวมมีข้อดีอย่างหนึ่งคือไม่จำเป็นเสมอไปที่เราต้องเลือกที่จะ “เสี่ยง” หรือ “ไม่เสี่ยง” เพราะกองทุนรวมบางกองมีการรวมเอาสินทรัพย์หลาย ๆ อย่างไว้ในกองเดียว เช่นมีทั้งหุ้น ตราสารหนี้และกองทุนอสังหาฯ เป็นต้น เราเรียกกองทุนประเภทแบบนี้ว่า “กองทุนรวมผสม” ซึ่งเป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่อยากเดินทางสายกลาง ไม่เสี่ยงเกินไป แต่ก็ได้ผลตอบแทนที่ไม่ขี้เหร่นัก

ถ้าจะเลือกกองทุนผสมผมอยากให้เน้นเป็นกองทุนผสมที่ผสมจริง ๆ คือไม่เพียงแค่ผสมประเภทสินทรัพย์ที่ลงทุนแต่ควรจะต้องผสมภูมิภาคด้วย คือลงทุนไปหลาย ๆ ประเทศ ในหมวดนี้กองแนะนำขอยกให้ PHATRA SG-AA-SSF ซึ่งเป็นกองที่เปิดมาแล้วระยะหนึ่ง มี Performance ให้เห็นชัดเจนดี มีการกระจายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ 

ส่วนอีกกองที่อาจจะเป็นม้ามืดคือ UROCK-SSF ของ UOB กองเพิ่งตั้งมาไม่นาน แต่เห็นไส้ในมีกองที่ผมชอบ UGQG ซึ่งลงทุนใน Apple, Microsoft, Amazon อยู่ด้วย และกองนี้ไม่มีหุ้นไทย ถ้าใครหุ้นไทยเยอะอยู่แล้วก็อาจจะลองพิจารณาดูได้ครับ

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

ปันผลหรือไม่ปันผลดีกว่ากัน

คำถามโลกแตกของการเลือก SSF อีกคำถามคือจะเอาแบบปันผลหรือไม่ปันผลดีนะ? จริง ๆ ทั้ง 2 ทางเลือกมีข้อดีข้อเสียต่างกันพอสมควร

ข้อดีของการเอาแบบไม่ปันผลคืออะไร

ไม่ต้องจ่ายภาษีปันผลครับ ส่วนใหญ่อยู่ประมาณ 10% นอกจากนั้นยังได้เก็บเงินและผลกำไรไปลงทุนต่อได้เต็ม ๆในกอง SSF เดิม เรียกได้ว่าถ้าเลือกกองมาดีแล้วผลตอบแทนที่ได้น่าจะดีกว่าเอาปันผลออกมาระดับหนึ่งเลยครับ

แล้วข้อดีของการปันผลล่ะ

สิ่งที่ผมเห็นชัดที่สุดคือการได้เงินกลับคืนมาก่อนส่วนหนึ่งครับ ต้องอย่าลืมว่า SSF เป็นการลงทุนระยะยาว 10 ปี กว่าจะได้เงินคืนคืออีก 10 ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นจะดีกว่าไหมถ้าเลือกแบบปันผลและได้เงินกลับมาบางส่วนก่อน 10 ปี? แต่แน่นอนก็ต้องแลกมาด้วยภาษีที่ต้องจ่าย และถ้าเอาเงินมาไม่รู้จะไปทำอะไรไปฝากออมทรัพย์ผมก็อยากแนะนำว่าอย่าเอาแบบปันผลเลยครับ ถ้าไม่ได้ต้องการใช้เงินจริง ๆ เอาเงินไปลงทุนต่อดีกว่า

ข้อดีก็ประมาณนี้ ส่วนข้อเสียก็ตรงข้ามกับข้อดีที่เขียนไปครับ ลองพิจารณากันดู ซึ่งถ้าใครอยากได้กอง SSF แบบปันผลผมรวบรวมรายชื่อมาให้ไว้แล้วครับ มีทั้งหมด 7 กองคือ LHSMARTDSSF-SSF, LHPROPA-DSSF, KFDIVSSF, SCBDV-SSF, SCBLT1-SSF, MPDIVSSF และ I-SEQS-DSSF

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

ลงทุนในไทยหรือไปต่างประเทศ

ถ้าถามคำถามนี้ก็ต้องบอกตรง ๆ ว่าผมเอียงไปทางลงทุนหุ้นต่างประเทศมากกว่าครับ เพราะนักลงทุนไทยส่วนใหญ่มักจะมีหุ้นไทยอยู่แล้ว คนเล่นกองทุน 95% ทุกคนมีพอร์ตหุ้น ดังนั้นก็ควรจะกระจายความเสี่ยงไปลงต่างประเทศด้วย เรื่องความเสี่ยงประเทศไทยมีหลายเรื่องด้วยกัน ที่เห็นไม่ค่อยชัดมีเยอะผมไม่ขอพูดถึง 555 

แต่ที่เห็นชัด ๆ คือสินทรัพย์ในการลงทุนบ้านเราไม่ค่อยหลากหลายเหมือนต่างประเทศ หุ้นหลาย ๆ ตัวที่บ้านเราบอกว่าแข็งแกร่งแล้ว ใหญ่แล้ว พอไปเทียบกับตลาดหุ้นโลกกลายเป็นกระต่ายน้อยท่ามกลางเสือสิงห์กระทิงแรด หุ้น Technology ดี ๆ หุ้นแบรนด์ดัง ๆ หุ้นธุรกิจ Model ใหม่ ๆ กอง Infrastructure จี๊ด ๆ กองทุน Data Center โหด ๆ ประเทศไทยไม่มีกับเขาครับ

กองที่อยากแนะนำถ้าเป็นหุ้นก็ตามที่ผมเขียนไปแล้วใน SSF สายลุยข้างบน แต่ถ้าไม่เอาหุ้นล่ะ? งั้นผมขอแนะนำกองในตำนานกองนี้ครับ PRINCIPAL IPROPEN-SSF ปกติจะลงกองนี้ต้องลงกองทุนรวมธรรมดาไม่ก็ RMF ตอนกองนี้ประกาศออก SSF ผมดีใจมาก เพราะมันหมายความว่าผมสามารถลงทุนในพวกกองทุนอสังหาฯ กอง Infrastructure ดี ๆ ในเอเชียได้แล้วโดยไม่ต้องซื้อ RMF แล้วรอถึงอายุ 55 ถึงจะขายได้

อย่างไรก็ตาม คนที่สนใจซื้อต้องรู้นะครับว่ากองนี้มันไม่ได้ลงทุนในกองอสังหาฯ ที่เหมือนกับ PRINCIPAL iPROP เป๊ะ ๆ PRINCIPAL IPROPEN-SSF เน้นลงทุนใน ETF อสังหาฯ ของออสเตรเลีย และญี่ปุ่น มีหมดทั้งออฟฟิศ ศูนย์การค้า คลังสินค้า และโรงแรม แต่ถ้าอยากได้แบบกอง PRINCIPAL iPROP แบบเป๊ะ ๆ เลยต้องไปลง PRINCIPAL IPROPRMF ครับ

กรณีไหนถึงจะซื้อ SSF หุ้นไทย

การลงทุนทุกอย่างมีเงื่อนไขและข้อยกเว้นที่ต้องศึกษาครับ แม้ผมเองจะไม่ค่อยอินกับ SSF หุ้นไทย (เพราะส่วนตัวก็มี LTF หุ้นไทยเยอะอยู่แล้ว) แต่ก็อาจจะมีเพื่อน ๆ หลายท่านที่เพิ่งซื้อ SSF ไม่ได้ลงทุนเองนอกเหนือจากกองทุนลดหย่อนเลย และเชื่อว่าในระยะยาวอย่างน้อย ๆ 10 ปีประเทศไทยยังเติบโตได้ ถ้าเงื่อนไขแบบนี้ SSF หุ้นไทยจะดูเหมาะสมกับความต้องการมากครับ กองหุ้นไทยที่ผมอยากแนะนำมี 2-3 กองด้วยกัน

  • เน้นหุ้นใหญ่ไป SET50 แนะนำ PHATRA SET50 ESG-SSF ครับด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่ากอง SET50 จาก บลจ. อื่นแบบมีนัย
  • แต่ถ้าอยากได้หุ้นเล็กซิ่ง ๆ ต้อง ASP-SME-SSF ครับ ตอนนี้มี บลจ. เดียวที่ออกสไตล์นี้
  • อยากให้ ผจก. กองทุนเลือกหุ้นให้แบบเน้น ๆ จริง ๆ ไม่มีกองที่ผมชอบเป็นพิเศษ แต่ถ้าอยากได้จริง ๆ ผมว่า PRINCIPAL TDIF-SSF น่าสนใจตรงการลงทุนที่ค่อนข้างมีเอกลักษณ์เมื่อเปรียบเทียบกับกองอื่น ๆ หรือ BEQSSF ที่ถือกลุ่มพลังงานน้อยกว่าเพื่อน แต่มีการลงทุนในกลุ่มค้าปลีก ขนส่ง และอาหารที่ปีนี้ค่อนข้าง Defensive

ข้อสังเกตถ้าอยากลงทุน SSF หุ้นไทยคือ ทุก ๆ คนคงรู้กันอยู่แล้วว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี เราเจอกับความท้าทายหลากหลายมาก ๆ เมื่อต้นปีโดนเรื่อง COVID-19 เข้าไปอีก ผมว่าการลงทุนในหุ้นไทยตอนนี้ไม่ใช่การคาดหวังการเติบโตแต่เป็นการคาดหวังการฟื้นตัวในระยะยาว 5-10 ปี ดังนั้นถ้าเข้าไปลงทุนตอนนี้ก็ต้องรอกันหน่อยครับ แล้วอย่าไปอิง Performance ย้อนหลังมาก เพราะตัวเลขมันจะไม่สวยแน่ ๆ และการลงทุนเป็นเรื่องของมุมมองในอนาคต ถ้าคุณมองว่าดีก็สามารถลงทุนได้ครับ

สิ่งที่ต้องระวังก่อนซื้อ SSF

การลงทุนและลดหย่อนภาษีถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ยังมีบางกรณีที่อาจจะไม่ควรซื้อ SSF และเงื่อนไขที่เราต้องมั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขด้วยเช่นกัน

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

อายุ 45 แล้วซื้อ SSF หรือ RMF ดีกว่า

  • เนื่องจากถ้าคุณอายุ 45 ขึ้นไปจำนวนปีที่คุณต้องถือ SSF กับ RMF จะไล่เลี่ยกันมาก ๆ คือ 10 ปี ถ้าแบบนี้จะซื้อ SSF หรือ RMF ก็ได้ครับ 
  • แต่ถ้าคุณอายุแถวๆ 50 การซื้อ RMF ไปเลยจะดีกว่าเพราะคุณถือแค่ 5 ปีครับ แล้วถ้าเงินเหลืออยากลดหย่อนเพิ่มค่อยเติม SSF เอา RMF เป็นหลักก่อน
  • ถ้าอายุเกิน 55 แล้วยังทำงานอยู่ก็สามารถซื้อ RMF มาลดหย่อนภาษีได้นะครับและถือแค่ 5 ปีเท่านั้น
  • อย่าลืมเงื่อนไขของ RMF ว่าต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปีนะครับ ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไปไม่มีขั้นต่ำในการลงทุนครับ ซื้อขั้นต่ำตามกองทุนที่ท่านไปลงได้เลย
  • และอย่าลืมว่าปีนี้ RMF ปรับสัดส่วนการลดหย่อนเป็น 30% ของเงินได้พึงประเมินแล้วครับ (จากเดิม 20%)

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

ซื้อ SSF บลจ.ไหนสะดวกสุด?

เนื่องจากการซื้อ SSF สามารถเปลี่ยนกองทุนได้ในกรณีที่เราไม่พอใจในผลตอบแทน การจัดการหรืออะไรก็ตาม โดยสามารถเริ่มเปลี่ยนได้ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2564 (ปีหน้า) เป็นต้นไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งอาจมีค่าธรรมเนียม และมีช่วงระยะเวลาในการสับเปลี่ยนระดับหนึ่ง ถ้าคุณสับเปลี่ยนข้าม บลจ. 

ดังนั้นเพื่อความสะดวกสบายในการสับเปลี่ยน การซื้อ SSF ของ บลจ. ที่มีกองทุนหลากหลายจะทำให้ได้เปรียบกว่า SSF ของ บลจ. ที่มีกองทุนน้อย ๆ ไม่หลากหลาย

ในจำนวน บลจ. ทั้งหมดผมชอบของ Krungsri มากที่สุด เพราะมีกอง SSF ที่ลงทุนในตราสารเงิน ตราสารหนี้ ตราสารทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงกอง Asset Allocation และกองทุนแบบปันผล

นอกจากนี้แอบได้ข่าวแว่ว ๆ FINNOMENA จะมีเปิดบัญชีให้ซื้อกองทุนประหยัดภาษีทั้ง SSF RMF ได้ด้วยกว่า 5 บลจ. ช่วยเลือกกองเด็ด ๆ มาให้ด้วย กดเปิดจากที่บ้าน ทีเดียวซื้อได้หมด ไม่ต้องส่งเอกสาร สับเปลี่ยนกองทุนได้อีกด้วยนะ ใครไม่รีบ ก็รอดูของเขาก่อนก็ได้ครับ

สรุปการลงทุนใน SSF

จากข้อมูลที่ผมสรุปมาให้ทั้งหมดจะเห็นว่าการลงทุนใน SSF จะว่าง่ายมันก็ง่าย จะว่ายากมันก็อยาก ขึ้นอยู่ที่ความต้องการของแต่ละคน และความจริงจังในการลงทุน แต่ที่แน่ ๆ เลยคือเงื่อนไขของกองมันยุบยิบมาก ๆ ทำเอาหลาย ๆ คนกลัวและมึนงงกันไป โดยเฉพาะเพื่อน ๆ ที่เพิ่งเคยลดหย่อนภาษีเป็นครั้งแรก ผมหวังว่าข้อมูลครั้งนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อน ๆ ทุกคน ลงทุนและลดหย่อนภาษีกันอย่างถูกต้องนะครับ ^_^

May the Tax “Not” be with you.
Happy Investing krub.
BuffettCode


Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน และจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นจะต้องชำระเงินเพิ่ม และ/หรือเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน I สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”