แจ้งเตือน

FundTalk Call: จังหวะขายหุ้นสหรัฐฯ และหุ้น AI พร้อมเพิ่มสัดส่วนในจีน Greater China

Jet - The Contrarian Investor
FundTalk Contrarian Portfolio Update

FundTalk Contrarian Call แนะนำ Take Profit หุ้นสหรัฐฯ MEGA10-A และหุ้น AI TISCOAI โดยแนะนำไปเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นจีน Greater China ผ่านกองทุน UOBSGC

ในปี 2024 ที่ผ่านมา ยังคงเป็นช่วงที่ดีสำหรับหุ้นสหรัฐอเมริกาขนาดใหญ่ และหุ้นในกลุ่ม AI ซึ่งยังคงได้ประโยชน์จากการใช้งานแพลตฟอร์ม AI ทำให้ดัชนี S&P500 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นกว่า 17% นับตั้งแต่ต้นปี และ Nasdaq Global Artificial Intelligence and Big Data Index (NYGBIG) ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ และเป็นดัชนีอ้างอิงของกองทุน TISCOAI ปรับตัวขึ้นกว่า 24% นับตั้งแต่ต้นปี

ทั้งสองดัชนีได้ประโยชน์จากหุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นหุ้นผู้ผลิตชิป และเจ้าของ Data Center อย่าง Nvidia หรือหุ้นที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม AI อย่าง Amazon หรือ Microsoft ต่างก็ทำผลตอบแทนได้ดีนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

ประมาณการกำไรของหุ้นในดัชนี S&P500

Source: Finnomena Funds as of 11/07/2024

FundTalk มีมุมมองว่าหุ้นกลุ่มนี้เริ่มมี Upside ที่จำกัด และอาจเกิด Sector Rotation หมายความว่าหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มที่มีแนวโน้มจะทำผลตอบแทนได้ดีในอนาคต อาจจะไม่ใช่หุ้นขนาดใหญ่ หรือหุ้นที่มีความเกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งเป็นเคยทำผลตอบแทนได้โดดเด่นในช่วงก่อนหน้านี้ 

จากกราฟด้านบน แสดงประมาณการกำไรของหุ้นในกลุ่ม Magnificent-7 (สีน้ำเงิน) เทียบกับหุ้นตัวอื่น ๆ ในดัชนี S&P500 พบว่าประมาณการกำไรของหุ้นตัวอื่น ๆ ใน S&P500 มีการเติบโตที่สูงกว่า Magnificent-7 ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ แต่เนื่องจากดัชนี S&P500 มีหุ้น Magnificent-7 เป็นสัดส่วนใหญ่ ทำให้เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจทำผลตอบแทนได้ไม่ดีนัก ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้

ขายทำกำไร MEGA10-A และ TISCOAI

ก่อนหน้านี้ได้มีการออกคำแนะนำ FundTalk Call ถึงเวลาของหุ้นโลก และ AI เมื่อ Fed ชัดเจน และราคาน้ำมันไม่ไปต่อ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2024 หลังออกคำแนะนำ NAV ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2024 ของกองทุน TISCOAI ปรับตัวขึ้นประมาณ +11.77% และกองทุน MEGA10-A ปรับตัวขึ้นประมาณ +10.10% ดังนั้น จึงแนะนำรักษากำไร เนื่องจากแนวโน้มในระยะสั้นมีโอกาสพักฐาน และไม่ได้สร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นเท่ากับช่วงที่ผ่านมา

​จีนออกมาตรการควบคุม Short-Selling อีกครั้ง

มูลค่าการทำ Short-Selling ในตลาดหุ้นจีน

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 11/07/2024

ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2024 ที่ผ่านมา China Securities Regulatory Commission (CSRC) อนุมัติมาตรการควบคุมการทำ Short-Selling โดยเพิ่มระดับหลักประกันที่นักลงทุนต้องวางเพื่อทำการชอร์ตหุ้น โดยจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2024 เป็นต้นไป มาตรการดังกล่าวจะทำให้นักลงทุนที่ต้องการชอร์ตหุ้นมีต้นทุนในการทำธุรกรรมที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ China Securities Finance Corp. ซึ่งเป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่ และเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจจีน (State-Owned Enterprise) จะหยุดให้บริการให้ยืมหลักทรัพย์แก่โบรกเกอร์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2024 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การควบคุม Short-Selling ครั้งนี้ไม่ใช่ความพยายามในครั้งแรก โดยก่อนหน้านี้มีการออกมาตรการควบคุมในลักษณะใกล้เคียงกัน และทำให้มูลค่าการทำ Short-Selling ในตลาดหุ้นจีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 

ดัชนี CSI300
Source: Finnomena Funds as of 11/07/2024

ถ้าหากเปรียบเทียบในช่วงเวลาที่มีการออกมาตรการควบคุม Short-Selling ในช่วงก่อนหน้านี้ จะสังเกตเห็นว่าดัชนี CSI300 ปรับตัวกลับมาเป็นขาขึ้น ตอบรับมาตรการดังกล่าว ดังนั้น FundTalk จึงมีมุมมองว่าตลาดหุ้นจีนในรอบนี้อาจปรับตัวเป็นขาขึ้นได้อีกครั้งจากปัจจัยนี้

แนะนำกองทุน Greater China ซึ่งใช้ Artificial Intelligence คัดเลือกหุ้น

สรุปกองทุน UOBSGC

FundTalk จึงแนะนำลงทุนในหุ้นจีนแบบ Greater China โดยกองทุนที่แนะนำคือ UOBSGC ซึ่งลงทุนในกองทุนหลัก United Greater China Fund เป็นกองทุนที่มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยคัดเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มจะทำผลตอบแทนได้ดีในอนาคต

สัดส่วนการลงทุนในกองทุน United Greater China Fund

Source: Finnomena Funds, UOBAM as of 31/05/2024

ถึงแม้ว่ากองทุนนี้จะสามารถลงทุนได้ทั้งตลาดหุ้นจีน ฮ่องกง และไต้หวัน แต่ในปัจจุบันกองทุนมีสัดส่วนการลงทุนหลักอยู่ในตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเป็นตลาดหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นสูงที่สุด

FundTalk จึงแนะนำปรับพอร์ต ดังนี้

สัดส่วนการลงทุนใหม่ใน FundTalk Contrarian Portfolio
Source: Finnomena Funds as of 12/07/2024

สำหรับผู้ที่ลงทุนตามแนวทางของ FundTalk Contrarian Portfolio ทั้งนี้ จากมุมมองของ FundTalk คาดว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่เริ่มมี Upside จำกัด, อาจเกิด Sector Rotation ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นจีนมีแนวโน้มจะได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้น จึงแนะนำแบ่งขายทำกำไรกองทุน TISCOAI และ MEGA10-A พร้อมกับโยกเงินเข้าลงทุนในกองทุน AFMOAT-HA และ UOBSGC

สรุปการปรับสัดส่วน FundTalk Contrarian Portfolio

คำแนะนำปรับสัดส่วนใน FundTalk Contrarian Portfolio โดยมีสัดส่วนใหม่ ดังนี้

สัดส่วนการลงทุนใหม่ใน FundTalk Contrarian Portfolio
Source: Finnomena Funds as of 12/07/2024

ดู Fund Fact Sheet กองทุนแนะนำ

 

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/
จัดทำโดยบลป. เดฟินิท สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

ค่อย ๆ ออมแค่ 10% ของเงินเดือน กี่ปีมีเงินล้านแรก?

Park Kathawut
ค่อย ๆ ออมแค่ 10% ของเงินเดือน กี่ปีมีเงินล้านแรก?

ความเข้าใจผิดในเรื่อการวางแผนการเงินของหลายคน คือคิดว่ารอให้เงินเยอะก่อนค่อยหันมาวางแผน   

ทั้งที่ความจริงแล้ว ยิ่งเรามีเงินน้อย ยิ่งต้องคิดเรื่องการวางแผนการเงินให้รัดกุม ชัดเจน และเริ่มต้นออมอย่างมีวินัยให้มาก

การหักเงินมาออมสัก 10% ของรายได้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ไม่ยาก ไม่หักโหมจนเกินไป และมีพลังเพียงพอที่จะช่วยให้เงินก้อนเล็ก ๆ เหล่านี้ ทยอยสะสมเป็นเงินก้อนโตในอนาคตระยะยาวได้ 

ตัวอย่างเช่น หากเป็น First Jobber เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท 

จำนวนเงิน 10% ที่หักออกมาออมก็จะเท่ากับเดือนละ 1,500 บาท

สมมติว่านำเงินส่วนนี้ไปหยอดกระปุกเก็บไว้เฉย ๆ พอสิ้นปีเราจะเก็บเงินได้ 18,000 บาท

แต่หากนำไปลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวม ก็จะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนให้งอกเงยขึ้นไปอีก ซึ่งปัจจุบันเงินหลักร้อยก็สามารถซื้อกองทุนรวมได้แล้ว บางกองลงทุนขั้นต่ำแค่บาทเดียวก็มี

คำถามคือถ้าเราขยันออมเรื่อย ๆ แบบนี้อย่างสม่ำเสมอ ต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะมีเงินล้านก้อนแรก?

ค่อย ๆ ออมแค่ 10% ของเงินเดือน กี่ปีมีเงินล้านแรก?

จากตารางเป็นแบบจำลองที่เราคำนวณให้เห็นภาพว่าในแต่ละช่วงเงินเดือนต่าง ๆ หากออมเงิน 10% ของรายได้ จะต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะมีเงินล้าน โดยเปรียบเทียบระหว่างการเก็บเงินไว้เฉย ๆ ในกระปุกออมสิน กับการนำไปลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนประมาณ 5% ต่อปี 

สรุปแล้วจะเห็นชัดเจนเลยว่าพลังของการลงทุน ช่วยย่นย่อระยะเวลาไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้นเยอะเลย ดังนั้นแล้ว ยิ่งเงินน้อย ยิ่งต้องออมไว เพื่อให้การลงทุนเป็นแรงส่งไปได้ไกลยิ่งขึ้น


คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Finnomena Funds Market Alert : หุ้นฮ่องกงพุ่ง 2.5% หลังส่งออกเพิ่มขึ้นสูงกว่าคาด

Finnomena Funds

วันนี้ (12 กรกฎาคม 2024) ดัชนีหุ้นฮ่องกง Hang Seng (HSI) และดัชนี HSCEI หรือหุ้นจีน H-Share ปรับตัวขึ้นกว่า 2.5% หลังตัวเลขการส่งออกเดือนมิ.ย.ขยายตัวเร่งขึ้นจาก 7.6% YoY ในเดือนพ.ค. สู่ระดับ 8.6% YoY ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ด้านตัวเลขการนำเข้าพลิกกลับมาหดตัวสู่ระดับ -2.3% YoY จากขยายตัว 1.8% YoY ในเดือนก่อนหน้า สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ไว้ที่ขยายตัว 2.8% YoY จากปัจจัยดังกล่าวจึงทำให้จีนมียอดเกินดุลการค้าในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นจาก 8.26 หมื่นล้านดอลลาร์ ในเดือนพ.ค. สู่ระดับ 9.9 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1990  

นอกเหนือจากตัวเลขการส่งออกที่ประกาศออกมาวันนี้ เมื่อวานนี้ (11 ก.ค. 2024) คณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์ของจีน (CSRC) ได้ออกมาตรการเชิงรุก เพื่อควบคุม Short-Selling และกลยุทธ์การเทรดหุ้นโดยใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative Trading Strategy) โดยได้อนุมัติการเพิ่มข้อกำหนดการวางเงินประกัน (Margin Requirements) สำหรับ Short-Selling และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2024 จากปัจจัยดังกล่าวจะทำให้ Hedge Fund และนักลงทุนมีต้นทุนการ Short-Selling ที่แพงขึ้น 

Finnomena Funds มองว่าความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นจีนและตลาดหุ้นฮ่องกงจะเริ่มดีขึ้นจากข้อมูลเชิงบวกที่ประกาศออกมา และมาตรการกระตุ้นที่เริ่มมีผล นอกจากนี้รัฐบาลจีนมีความพยายามออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาคอสังหาฯ  ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงระดับ valuation ของดัชนี CSI 300 ที่มี 12-m forward PE ที่ 11.2  เท่า หรือ -1.2 S.D. ขณะที่ดัชนี Hang Seng มี 12-m forward  PE ที่ 8.3 เท่า หรือ -2 S.D. เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี เรายังแนะนำทยอยสะสมในกองทุน MEGA10CHINA-A, UOBSGC และ SCBCHAA

จัดทำโดยบลป. เดฟินิทสำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)

ส่งออกจีนเดือน มิ.ย. 67 พุ่ง 8.6% ดันดุลการค้าเกินดุล 9.905 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

Finnomena Editor
ส่งออกจีนเดือน มิ.ย. 67 พุ่ง 8.6% ดันดุลการค้าเกินดุล 9.905 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำนักงานศุลกากรจีน (GAC) เปิดว่าในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ยอดนำเข้าของจีนลดลง 2.3% เมื่อเทียบเป็นรายปี สวนทางกับนักวิเคราะห์ในโพลของสำนักข่าว Reuters ที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 2.8% ในขณะที่ยอดส่งออกของจีนในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 8.6% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 8%

ในเดือนมิถุนายนนี้ จีนมียอดเกินดุลการค้า 9.905 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรีฐ และเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคมที่ 8.262 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ยอดนำเข้าของจีนเพิ่มขึ้น 2% และยอดส่งออกเพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบเป็นรายปี

ที่มา: https://www.infoquest.co.th/2024/410525

กองทุนหุ้นจีน แนะนำโดย Finnomena Funds

1. UOBSGC

  • Mr.Messenger Call แนะนำUOBSGCกองทุนหุ้นจีน Greater China ที่กระจายการลงทุนในหุ้นจีน ฮ่องกง และไต้หวัน
  • คัดเลือกหุ้นโดยใช้ AI ร่วมกับนักวิเคราะห์ โดยกรอบการทำงานนี้ช่วยประสิทธิภาพในการคัดเลือกหุ้น และค้นพบโอกาสในการลงทุนที่ซ่อนอยู่
  • ดูรายละเอียดกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/UOBSGC

 

อ่านคำแนะนำ Mr.Messenger Call เพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/mr-messenger/call-greaterchina-jun-2024/

2. MEGA10CHINA-A

  • Mr.Messenger Call แนะนำMEGA10CHINA-Aกองทุนหุ้นจีน เน้นลงทุนใน 10 บริษัทที่ทรงอิทธิพลของจีนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง
  • ลงทุนในบริษัทที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่ มีสภาพคล่องสูง โดยเลี่ยงบริษัทที่รัฐบาลจีนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพราะมองเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยง
  • เน้นความเป็นผู้นำในด้านตราสินค้า (Brand Value) ในกลุ่ม TOP/BEST CHINESE BRANDS จากการจัดอันดับโดยบริษัทที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในเรื่องของการจัดอันดับดังกล่าว
  • ดูรายละเอียดกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/MEGA10CHINA-A 

 

อ่านคำแนะนำ Mr.Messenger Call เพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/mr-messenger/call-hsi-july-2024/


คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 . ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort”

นักวิเคราะห์คาดเวียดนามดึง FDI ปี 2567 แตะ 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

Finnomena Editor

สำนักข่าวเวียดนาม (VNA) รายงานเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2567 ว่า เหล่าผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของเวียดนามในปี 2567 น่าจะสูงถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายเจิ่น ก๊วก เฟือง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการวางแผนและการลงทุน เผยว่า เวียดนามจะยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดสำหรับ FDI ในช่วงที่เหลือของปีนี้

จากการสำรวจของกระทรวง พบว่านักลงทุนต่างชาติยังคงมีความมั่นใจในตลาดเวียดนามและแสดงความสนใจที่จะลงทุนต่อเนื่อง คาดการณ์ว่ามูลค่า FDI ในปีนี้จะอยู่ที่ 3.9 – 4.0 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าตัวเลขในปี 2566

ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลเศรษฐกิจ การวิเคราะห์ และการพยากรณ์ภายใต้คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจกลางของเวียดนาม มองว่า FDI และกระแสเงินทุนจากจีนและประเทศตะวันตก จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ กระตุ้นเศรษฐกิจเวียดนามทั้งในปัจจุบันและอีก 10 ปีข้างหน้า

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม เผยว่า ณ วันที่ 20 มิถุนายน 2567 เวียดนามสามารถดึงดูด FDI ได้แล้วเกือบ 1.519 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 13.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี

สำนักข่าวซินหัวรายงานเพิ่มเติมว่า การเบิกจ่าย FDI ของเวียดนามในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 1.084 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสถิติสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ที่มา: https://www.infoquest.co.th/2024/412985

กองทุนหุ้นเวียดนามแนะนำโดย Finnomena Funds

  • MEVT Call และ Mr.Messenger Call แนะนำ PRINCIPAL VNEQ-Aกองทุนหุ้นเวียดนาม ลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือมีธุรกิจหลักในประเทศเวียดนามที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต
  • ใช้กลยุทธ์ Core-Satellite Port เน้นผลตอบแทนระยะยาวและมีการสับเปลี่ยนหุ้นบางส่วนตามสภาวะตลาดเพื่อเพิ่มผลตอบแทนระยะสั้น
  • บริหารโดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการลงทุนในประเทศเวียดนาม ติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิด
  • ลงทุนในหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง แม้ติดเกณฑ์ FOL (Foreign Ownership Limit) สร้างโอกาสเหนือกองทุนอื่น เน้นลงทุนระยะยาว
  • ดูรายละเอียดกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://finno.me/mevt-call-vneq

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 . ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort”

ยอดส่งออกเกาหลีใต้ 10 วันแรกเดือนก.ค. พุ่งทะยาน 33.8% อานิสงส์ดีมานด์เซมิคอนดักเตอร์แกร่งหนุน

Finnomena Editor
ยอดส่งออกเกาหลีใต้ 10 วันแรกเดือนก.ค. พุ่งทะยาน 33.8% อานิสงส์ดีมานด์เซมิคอนดักเตอร์แกร่งหนุน

สำนักงานศุลกากรเกาหลีใต้ (KCS) เผยตัวเลขการส่งออกที่พุ่งทะยานในช่วง 10 วันแรกของเดือน ก.. สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ที่ขับเคลื่อนโดยอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

ข้อมูลระบุว่า เกาหลีใต้ส่งออกสินค้ามูลค่า 1.775 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 10 วันแรกของเดือน ก.. เพิ่มขึ้น 33.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยได้รับแรงหนุนหลักจากเซมิคอนดักเตอร์ที่พุ่งสูงถึง 85.7% แตะที่ 3.39 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ยอดส่งออกรถยนต์เพิ่มขึ้น 9.8% สู่ระดับ 1.59 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ สินค้าส่งออกสำคัญอื่น ๆ เช่น น้ำมัน เหล็ก ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรความแม่นยำสูง  และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ต่างก็ขยายตัวในอัตราเลขสองหลักในช่วง 10 วันแรกของเดือน ก..

ที่มา: https://www.infoquest.co.th/2024/412965

กองทุนหุ้นเกาหลี แนะนำโดย Finnomena Funds

1. SCBKEQTG

  • MEVT Call แนะนำ “SCBKEQTGกองทุนหุ้นเกาหลี ลงทุนในกองทุนหลักคือ iShares MSCI South Korea ETF ที่มีค่า Correlation กับ KOSPI Index ตั้งแต่จัดตั้งที่ 0.888
  • กลยุทธ์ลงทุนแบบ Passive เพื่อให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับผลตอบแทนจากการลงทุนในดัชนี MSCI Korea 25/50
  • ดูรายละเอียดกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://finno.me/mevt-scbkeqtg

2. DAOL-KOREAEQ

  • FundTalk Call แนะนำDAOL-KOREAEQกองทุนหุ้นเกาหลี ลงทุนในกองทุนหลักคือ JPMorgan Funds – Korea Equity Fund
  • มีนโยบายการลงทุนแบบ Active ซึ่งทำผลตอบแทน 5 ปีย้อนหลังชนะดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ไปได้ถึง 20%
  • ดูรายละเอียดกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://finno.me/ft-call-daol-koreaeq

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 . ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort”

Mr.Messenger Call: Take Profit หุ้นญี่ปุ่น KFJPINDX-A ล็อกกำไร 8% แล้วหมุนเงินลงทุนต่อในหุ้นจีน

Bank - The Trend Follower Investor
Mr.Messenger Call Take Profit กองทุน KFJPINDX-A

แนะนำขายทำกำไรกองทุนหุ้นญี่ปุ่น KFJPINDX-A หลังค่าเงินเยนเริ่มพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เป็นปัจจัยกดดันในอนาคต โดยแนะนำให้เก็งกำไรต่อในหุ้นจีน MEGA10CHINA-A

ก่อนหน้านี้ Mr.Messenger ได้ออกคำแนะนำ Mr.Messenger Call จังหวะย่อซื้อหุ้นญี่ปุ่น หลังยืนเหนือแนวรับสำคัญ พร้อมเกิด Buy Signal เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2024 โดยหลังจากออกคำแนะนำ NAV ของกองทุนที่แนะนำ KFJPINDX-A ปรับตัวขึ้น 8% สู่ระดับ 22.09 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 11 กรกฏาคม 2024) จาก 20.44 บาท ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2024

ดัชนี Nikkei 225 (Timeframe day) 

Mr.Messenger Call Take Profit กองทุน KFJPINDX-A

Source: Finnomena Funds, Tradingview as of 12/07/2024 

ล่าสุดดัชนี Nikkei 225 ที่ใช้อ้างอิงคำแนะนำปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดตลอดกาลเมื่อวานนี้ (11/07/2024) และย่อตัวแรง 2% ในวันนี้ (12/07/2024) หลังจากสหรัฐฯ รายงานตัวเลขเงินเฟ้อต่ำกว่าตลาดคาด ส่งผลให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นและกดดันต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น

แม้ดัชนีจะขึ้นไปไม่ถึงระดับ Take Profit ที่ 43,000 จุด แต่การที่ค่าเงินเยนเริ่มพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น อาจเป็นปัจจัยกดดันต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นในอนาคต Mr.Messenger Call จึงแนะนำ Take Profit กองทุน KFJPINDX-A เพื่อล็อกกำไรสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนตามคำแนะนำ พร้อมแนะนำเข้าลงทุนใหม่ตามคำแนะนำอื่น ๆ ของ Mr.Messenger Call ดังนี้ 

 

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund
จัดทำโดยบลป.เดฟินิท สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Mr.Messenger Call: แนะนำซื้อ MEGA10CHINA-A หลังดัชนี Hang Seng ยืนเหนือ Golden Ratio เตรียมทะยานสู่ High เดิม

Bank - The Trend Follower Investor
Mr.Messenger Call ซื้อ MEGA10CHINA-A

แนะนำเข้าเก็งกำไรกองทุน MEGA10CHINA-A ลงทุนใน 10 หุ้นจีน H-Share ที่แบรนด์มีความทรงอิทธิพลที่สุด โดยเข้าซื้อระดับดัชนี Hang Seng ไม่เกิน 85,600 จุด (THB)

กราฟดัชนี HSI (THB, Timeframe Day)

Source: Tradingview as of 11/07/2024 

ดัชนี Hang Seng (HSI) ปรับเป็นสกุลเงินบาท ปรับตัวลดลงทดสอบเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อน 100 วัน (100-d MA) และฟื้นตัวกลับมาได้ โดยเมื่อวานนี้ (11/07/2024) ดัชนีสามารถยืนเหนือระดับ 61.8% ของ Fibonacci Retracement ซึ่งเป็น Golden Ratio บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวขึ้นสู่จุดสูงสุดเดิมเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2024

จึงแนะนำลงทุนภายใต้คำแนะนำ Mr.Messenger Call ในกองทุน MEGA10CHINA-A ซึ่งมีผลการดำเนินงานเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับดัชนี HSI (ปรับเป็นสกุลเงินบาท) โดยมีค่า Correlation กับดัชนีที่ 0.896 นับตั้งแต่ต้นปี 2024 สะท้อนถึงการเคลื่อนไหวตามดัชนี โดยมีคำแนะนำดังนี้

1. แนะนำเข้าลงทุนที่ดัชนี ไม่เกินระดับ 85,600 จุด (+3.2% จากระดับราคาวันที่ 11/07/2024) ซึ่งเป็นระดับราคาที่เราแนะนำให้พิจารณาชะลอการเข้าซื้อ (หยุดซื้อ) ภายใต้คำแนะนำ Mr.Messenger Call เนื่องจากทำให้ Risk/Reward Ratio เข้าใกล้ระดับ 1:1

2. แนะนำ Take Profit หรือขายทำกำไร เมื่อดัชนีถึง 94,870 จุด (Upside 14.4% จากระดับราคาวันที่ 11/07/2024 และ +10.8% จากจุดหยุดเข้าซื้อ) ซึ่งเป็นระดับจุดสูงสุดเดิมเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2024

3. แนะนำ Limit Loss หรือตัดขาดทุน เมื่อดัชนีปิดตลาดต่ำกว่า 76,422 จุดอย่างมีนัยยะ ซึ่งใกล้เคียงระดับ Fibonacci 38.2% (Downside -7.8% จากราคาวันที่ 11/07/2024 และ -10.8% จากจุดหยุดเข้าซื้อ) 

4. หากดัชนีปรับตัวขึ้นไปไม่ถึงจุด Take Profit ที่แนะนำ เราอาจพิจารณาแนะนำ Trailing Stop ด้วยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน (20-day MA) โดยจะประเมินสถานการณ์และแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

MEGA10CHINA-A

สรุป MEGA10CHINA-A

MEGA10CHINA-A เป็นกองทุนความเสี่ยงสูง (ระดับ 6) ลงทุนในหุ้นจีน H-Share แบบ Active ที่เลือกลงทุนในบริษัทที่มีแบรนด์ชั้นนำของประเทศจีนและจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นฮ่องกง โดยจะไม่เลือกลงทุนในหุ้น State owned enterprise (SOE) กองทุนจะคัดเลือกหุ้นที่มีมูลค่าตลาดใหญ่ที่สุด 10 อันดับ และกำหนดสัดส่วนการลงทุนแบบเท่ากัน (equal weight)

10 บริษัทที่กองทุน MEGA10CHINA-A ลงทุน

Source: Talis Asset management as of July 2024

ค่า Correlation ของกองทุน MEGA10CHINA-A กับดัชนี HSI (ปรับเป็นสกุลเงินบาท)

Source: Bloomberg as of 11/07/2024

นักลงทุนที่เหมาะกับคำแนะนำนี้ ระยะสั้นนี้ควร…

  1. เป็นนักลงทุนที่มีเงินสด หรือสภาพคล่องส่วนเกิน และรับความผันผวนได้สูง
  2. ใช้เงินลงทุนในสัดส่วนไม่เกิน 10% ของภาพรวมพอร์ตการลงทุนทั้งหมด
  3. นักลงทุนต้องยอมรับการ Limit Loss หรือ การตัดขาดทุนได้ทันที

ดู Fund Fact Sheet กองทุนแนะนำ

 

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund
จัดทำโดยบลป.เดฟินิท สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Finnomena Funds Market Alert : หุ้นฮ่องกงทะยาน 2% หลังทางการอนุมัติคุม Short-Selling

Finnomena Funds

วันนี้ (11 กรกฎาคม 2024) ดัชนีหุ้นฮ่องกง Hang Seng (HSI) และดัชนี HSCEI หรือหุ้นจีน H-Share ปรับตัวขึ้นราว 2% หลังคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์ของจีน (CSRC) ออกมาตรการเชิงรุก เพื่อควบคุม Short-Selling และกลยุทธ์การเทรดหุ้นโดยใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative Trading Strategy) โดยได้อนุมัติการเพิ่มข้อกำหนดการวางเงินประกัน (Margin Requirements) สำหรับ Short-Selling และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2024 จากปัจจัยดังกล่าวจะทำให้ Hedge Fund และนักลงทุนมีต้นทุนการ Short-Selling ที่แพงขึ้น 

นอกจากนี้จีนจะมีการจัดประชุมใหญ่ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 3 (Third Plenum) ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2024 การประชุมนี้มีความสำคัญอย่างมากในเชิงเศรษฐกิจ จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะมีการส่งสัญญาณ หรือประกาศนโยบายใหม่ ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจีนในทิศทางใด

Finnomena Funds มองว่าความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นจีนและตลาดหุ้นฮ่องกงจะเริ่มดีขึ้นจากข้อมูลเชิงบวกที่ประกาศออกมา และมาตรการกระตุ้นที่เริ่มมีผล นอกจากนี้รัฐบาลจีนมีความพยายามออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาคอสังหาฯ  ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงระดับ valuation ของดัชนี CSI 300 ที่มี 12-m forward PE ที่ 11.2  เท่า หรือ -1.2 S.D. ขณะที่ดัชนี Hang Seng มี 12-m forward  PE ที่ 8.3 เท่า หรือ -2 S.D. เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี เรายังแนะนำทยอยสะสมในกองทุน MEGA10CHINA-A และ B-CHINE-E

จัดทำโดยบลป. เดฟินิทสำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)

อัปเดตกองทุนแนะนำ FundTalk Call โหมดเก็งกำไรลดดอกเบี้ย Fed ไม่รอแล้วเงินเฟ้อ 2%

Finnomena Editor
FundTalk Call โหมดเก็งกำไรลดดอกเบี้ย

Fed เปลี่ยนท่าที ส่งสัญญาณปีนี้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยแน่! ไม่รอแล้วกรอบเงินเฟ้อ 2% อัปเดตมุมมองการลงทุน FundTalk Call กองทุนไหนดี? เข้าทางการเก็งกำไรดอกเบี้ย

เกิดอะไรขึ้นในโลกการลงทุน?

ถ้อยแถลงของ Jerome Powell ประธาน Fed ต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงิน เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญทำให้ตลาดมั่นใจมากขึ้นเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกา

Powell เปลี่ยนท่าทีว่า Fed ไม่จำเป็นต้องรอให้เงินเฟ้อต่ำกว่า 2% ถึงจะค่อยปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ แต่จะพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย

เพราะหากยังตรึงดอกเบี้ยไว้ระดับสูงที่ 5.25% -5.50% นานเกินไป อาจส่งผลเสียต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และทำให้ตลาดแรงงานอ่อนแอจนเกินไป

ข้อมูล FedWatch Tool ล่าสุด มองว่าการประชุมครั้งหน้าในเดือนกรกฏคม Fed จะยังคงดอกเบี้ยที่ 95.3% แต่เพิ่มความเป็นไปได้ในการประชุมเดือนกันยายนว่ามีโอกาสจะลดดอกเบี้ยถึง 70%

ปัจจัยถัดไปที่ต้องจับตาการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ในคืนวันที่ 11 กรกฎาคมนี้ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 3.1% ชะลอลงมาจาก 3.3% จากช่วงปีก่อน และหาก CPI ออกมาดูดีกว่าคาด ก็จะส่งผลให้ตลาดมีความหวังเรื่องลดดอกเบี้ยมากขึ้นไปอีก

เรียกได้ว่าสถานการณ์แบบนี้ กำลังเข้าทางตลาดหุ้น หนุนให้ S&P500 และ Nasdaq มีแรงทำ All-Time High ได้ต่อเนื่อง รวมทั้งตลาดหุ้นเอเชียที่พลิกกลับมาบวกแรง ๆ ทั่วภูมิภาค

FundTalk Call แนะนำ Buy on News & Sales on Fact

FundTalk Call โหมดเก็งกำไรลดดอกเบี้ย

การที่ Fed มีโมเมนตัมลดดอกเบี้ยที่ดีขึ้น ส่วน Bond Yield 2 ปี ก็ลงมาต่ำสุดในรอบ 4 เดือน จังหวะนี้ถือว่าเข้าทางตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ และหุ้น Growth แนะนำให้ Buy on News & Sales on Fact ดังนี้

กองทุนตราสารหนี้สหรัฐฯ แนะนำ MUBONDUH-A

FundTalk Call โหมดเก็งกำไรลดดอกเบี้ย

Source: TradingView as of 09/07/2024

  • โอกาสทองเข้าซื้อกองทุนตราสารหนี้ระยะยาวในช่วงที่ Yield สูง และมี Upside ของราคา NAV จากแนวโน้มดีของดอกเบี้ยขาลง
  • เป็นกองทุนที่ลงทุนตราสารหนี้และพันธบัตรสหรัฐฯ อายุเฉลี่ย ~6 ปี Yield to Maturity ราว 5.6% และ Credit Rating เฉลี่ยที่ AA

กองทุนหุ้น Growth และ AI Theme แนะนำ TISCOAI และ MEGA10-A

FundTalk Call โหมดเก็งกำไรลดดอกเบี้ย

Source: TradingView as of 08/07/2024

  • TISCOAI กองทุนที่ลงทุนในหุ้นเจ้าของสิทธิบัตร AI ทั่วโลก Universe เปิดกว้างให้สามารถเลือกลงทุนได้ทั้ง Large-cap, Mid-cap และ Small-cap มีความยืดหยุ่น เพื่อปรับพอร์ตรับการเติบโตในเฟสถัด ๆ ไป
  • MEGA10-A กองทุนหุ้นสหรัฐฯ Global Brand Mega Cap 10 ตัว ได้ลงทุนในหุ้นที่เป็นผู้นำของโลก แข็งแกร่งและมีอิทธิพลต่อตลาด
  • ตั้งเป้าหมายทำกำไรหุ้น Growth เมื่อ Bond Yield 10 ปี ลงมาแตะ 3.8%

กองทุน AI Theme ที่ราคายัง Laggard แนะนำหุ้นเกาหลีใต้ DAOL-KOREAEQ

FundTalk Call โหมดเก็งกำไรลดดอกเบี้ย

Source: TradingView as of 09/07/2024

  • กองทุนหุ้นเกาหลีใต้ Morningstar 5 ดาว เป็น Active Fund ที่คัดเลือกหุ้นได้โดดเด่น ผลตอบแทนย้อนหลังชนะตลาด
  • ล่าสุดหุ้นเกาหลีใต้ทำจุดสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 โดยมองเป้าหมาย P/E 12 เท่า เหลือ Upside 15%

กองทุนหุ้น Clean Energy รับอานิสงส์ดอกเบี้ยขาลง แนะนำ PRINCIPAL GCLEAN-A

  • หุ้น Clean Energy ดีดกลับ เป็นกลุ่มที่ย่อมานาน แต่จะได้ประโยชน์เต็มที่หากดอกเบี้ยลดลง หนุนกำไรโดดเด่น

 

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

ปรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid กรกฎาคม 2024: เพิ่มสัดส่วนทองคำ รับความผันผวนในอนาคต

WealthGuru
ปรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid กรกฎาคม 2024

1.) Global Aggressive Hybrid Performance Review ปี 2024

ปรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid กรกฎาคม 2024

Source: Finnomena Funds, Morningstar as of 24/06/2024

ผลตอบแทนจนกระทั่งถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2024 มีผลตอบแทนอยู่ที่ 14.1% ตามรูป

2.) Global Sector Perspective

ปรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid กรกฎาคม 2024

Source: Seeking Alpha as of 7/07/2024

หุ้นในกลุ่ม Technology ยังคงนำ ตามด้วยกลุ่ม Communication

3.) Factor Investing Perspective

ปรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid กรกฎาคม 2024

Source: MSCI Factor Investing of 7/07/2024

ปรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid กรกฎาคม 2024

Source: MSCI Factor Investing of 7/07/2024

The MSCI Adaptive Multi-Factor Allocation Model ให้ Overweight in value วันที่ 31 มีนาคม 2024

4.) สัดส่วนของพอร์ตลงทุน

ปรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid กรกฎาคม 2024

Source: Global Aggressive Hybrid Portfolio as of 11/07/2024

ปรับทองคำเพื่อรับความไม่แน่นอนในอนาคต ทำให้ Growth Investment Style ลดเหลือ 25%

แต่ทำให้ Defensive Investment Style และ Hedging เพิ่มเป็น 40%

Source: Global Aggressive Hybrid Portfolio as of 11/07/2024

Global Aggressive Hybrid Portfolio พอร์ตการลงทุนที่ผสมผสานกองทุนแบบ Active และ Passive กระจายลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วโลก ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://port.finnomena.com/plan-select/plans/guruport-hyb

ดู Fund Fact Sheet กองทุนแนะนำ

 

บทความโดย WealthGuru สำหรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid ที่ Finnomena Funds เท่านั้น
ข้อมูล ณ วันที่ 11 กรกฎาคม 2024


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนไม่ใช่การฝากเงิน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทําให้ผู้ลงทุน ขาดทุนหรือได้รับกําไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ | บางกองทุนลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by Krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 8-12 July 2024

Merkle Capital
Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 8-12 July 2024

Key Takeaways

  • Core CPI m/m มีแนวโน้มที่จะทรงตัวอยู่ที่ 0.2% เท่ากับเดือนก่อนหน้า
  • CPI m/m มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นจาก 0.0% เป็น 0.1%
  • Unemployment Claims มีแนวโน้มที่จะลดลงจาก 238,000 เป็น 236,000
  • FED Chair Powell Testifies อาจจะทำให้ตลาดผันผวน
  • Federal Reserve Chair Jerome Powell Speech ในงาน European Central Bank Forum
  • Core PPI m/m มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นจาก 0.0% เป็น 0.1%
  • PPI m/m มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นจาก -0.2% เป็น 0.1%

WEEKLY TONE : MONITOR WEEK

ในสัปดาห์ที่สองของไตรมาสที่ 3 ตัวเลขเศรษฐกิจของฝั่งสหรัฐที่ประกาศในสัปดาห์นี้ ได้แก่ Unemployment Claims ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และ Core CPI ทรงตัวอยู่ในระดับเดิม และ PPI นั้นได้มีการเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่น้อย ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่สภาพเศรษฐกิจของสหรัฐได้มีการตอบสนองต่อการที่ FED ที่มีการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับที่สูงหรือในระดับ 5.25%-5.50% ซึ่งอาจจะทำให้ตลาดเริ่มเห็นถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐทำให้ภาพของการลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ


Important Economic Data this week

1. Core PPI หรือ Core Producer Price Index

Core PPI หรือ Core Producer Price Index คือ จะวัดค่าการเปลี่ยนแปลงในราคาขายสำหรับสินค้าและบริการต่าง ๆ ที่ผู้ผลิตได้ขายโดยที่ไม่รวมถึงสินค้าประเภทอาหารและพลังงาน ดัชนีราคาผู้ผลิตจะวัดค่าการเปลี่ยนแปลงในราคาจากมุมองของผู้ขาย เมื่อผู้ผลิตมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสำหรับการผลิตสินค้าและบริการนั้นก็น่าจะเป็นไปได้มากว่าผู้ผลิตจะให้ผู้บริโภคแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนั้นแทน ดังนั้นดัชนีราคาผู้ผลิตนี้จึงเชื่อว่าเป็นดัชนีสำคัญที่จะชี้วัดภาวะเงินเฟ้อของผู้บริโภค

คาดการณ์จาก Forexfactory : Core PPI m/m มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นจาก 0.0% เป็น 0.1%

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 8-12 July 2024
Source : https://tradingeconomics.com/united-states/core-producer-prices-mom

ส่งผลอย่างไรต่อตลาด

จากตัวเลขคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้นแสดงถึงการที่ผู้ประกอบการนั้นได้มีผลตอบรอบจากการที่ FED จะคงดอกเบี้ยไว้ และคาดว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน และลดเพียงครั้งเดียวในปี 2024 เพื่อที่จะช่วยให้อัตราเงินเฟ้อนั้นลดลง แต่กลับกันในด้านของ Core PPI ซึ่งเป็นหนึ่งตัวชี้วัดที่สามาถใช้ดูอัตราเงินเฟ้อได้ การที่ Core PPI เพิ่มขึ้นสามารถแปลความหมายได้ ผู้บริโภคมีความต้องการที่จะซื้อสินค้าสูงมาก จนทำให้ผู้ประกอบการต้องผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น หรือเพิ่มราคาของสินค้าเพื่อที่จะให้สอดคล้องกับความต้องการ แต่อย่างไรก็ตาม การที่ Core PPI เพิ่มขึ้น สามารถตีความได้หมายได้อีกอย่างหนึ่ง คือ ต้นทุนการผลิตและแรงงานของผู้ประกอบการนั้นเพิ่มขึ้น โดยที่ผู้ประกอบการอาจเพิ่มราคาของสินค้าทำให้ผู้บริโภคนั้นต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นนั้นเอง

2. Core CPI or Core Consumer Price Index

ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน หรือ Core Consumer Price Index (CPI) จะวัดค่าการเปลี่ยนแปลงในราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ โดยที่ไม่ได้รวมถึงสินค้าประเภทอาหารและพลังงาน ดัชนีราคาผู้บริโภคนี้จะวัดค่าการเปลี่ยนแปลงราคาจากมุมมองของผู้บริโภค ดัชนีนี้เป็นวิถีทางที่สำคัญที่จะวัดค่าการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มการจัดซื้อและภาวะเงินเฟ้อ

คาดการณ์จาก Forexfactory : Core CPI m/m มีแนวโน้มคงที่เท่าเดิมที่ 0.2%

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 8-12 July 2024

Source : https://tradingeconomics.com/united-states/job-offers

ตีความอย่างไรต่อตลาด

การที่มีการคาดการณ์ว่า Core CPI นั้นจะคงที่ที่ 0.2% จะมีผลต่อตลาดในเรื่องของอัตราเงินเฟ้อ การคงที่ของ Core CPI สามารถแสดงให้เห็นที่การทรงตัวของเงินเฟ้อ และยังเป็นผลดีแก่ผู้บริโภคเนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคจะไม่ได้รับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อมากนัก และการที่ FED ขึ้นและคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับ 5.50%-5.25% เพื่อต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อ และการที่ Core CPI คงที่นั้นก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งชี้ถึงนโยบายของ FED ที่ต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อนั้นได้มีผลกระทบในเชิงบวกให้เห็นแล้ว อย่างไรก็ตาม การที่มีการคาดการณ์ว่า Core CPI คงที่เพียงแค่ 1 เดือน นั้นไม่สามารถที่จะบอกข้อมูลในเชิงลึกได้

3. Initial Jobless Claims

Initial Jobless Claims คือจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานรายสัปดาห์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนค่าใช้จ่ายของรัฐได้ชัดกว่าอัตราการว่างงาน เพราะยิ่งตัวเลขนี้สูงขึ้นนั่นหมายความว่าค่าใช้จ่ายของภาครัฐ (Government Expenditure) ถูกใช้ไปในการช่วยเหลือกลุ่มคนว่างงานมากขึ้น เศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะหดตัว และยังแสดงให้เห็นถึงช่องว่างความเหลื่อมล้ำในประเทศอีกด้วย โดยตัวเลขนี้จะมีประกาศทุก ๆ วันพฤหัสบดี

คาดการณ์จาก Tradingeconomic : Initial Jobless Claims จะมีเพิ่มขึ้นจาก 238,000 เป็น 240,000

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 8-12 July 2024

Source : https://tradingeconomics.com/united-states/jobless-claims

ตีความอย่างไรต่อตลาด

โดยหากอิงจากอัตราการว่างงานหรือ Unemployment Rate ที่เพิ่มสูงขึ้นพร้อมกับ Initial Jobless Claims นั้นมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน หมายความว่าผู้บริโภคนั้นมีความต้องการในการใช้จ่ายลดลงหรือเท่าเดิมตามการคาดการณ์ของ Core CPI ทำให้ผู้ประกอบการนั้นไม่ได้มีกำไรเพิ่มขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องควบคุมจำนวนของพนักงานไม่ให้มีเยอะเกินไป เพราะมิฉะนั้นจะทำให้บริษัทนั้นแบกรับการขาดทุนที่มากมาย การเรียกร้องค่าสินไหมหรือสวัสดิการทดแทนการว่างงานที่เพิ่มขึ้นรวมกันและอัตราการว่างงานบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลง สิ่งนี้น่าจะนำไปสู่อัตราเงินเฟ้อที่ลดลง


CRYPTOCURRENCY EVENT THIS WEEK

Credit from LayerGG

Key Event ที่น่าสนใจที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์และอาจจะทำให้เกิดความผันผวนกับสินทรัพย์ดิจิทัล

8 กรกฎาคม

$ETHFI – ปลดล็อกเหรียญมูลค่า $150 ล้าน

$ENS – ประกาศ rebran

9 กรกฎาคม

$XAI – ปลดล็อกเหรียญมูลค่า $85 ล้าน

11 กรกฎาคม

ประกาศค่า U.S. CPI

$OP – การอัปเกรด Fjord

12 กรกฎาคม

ประกาศค่า U.S. PPI

Weekly Crypto Must Watch

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 8-12 July 2024

Source : https://www.coinglass.com/FundingRateHeatMap

ในส่วนของ Funding rate สำหรับอาทิตย์นี้ถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำ บางเหรียญถึงขั้นติดลบ แสดงถึงมุมมองต่อตลาดในเชิงลบ เนื่องจากมีการเปิดสถานะชอร์ตมากกว่าสถานะลอง หรือมีความคาดหวังที่ราคาจะตกลง ทั้งนี้ นักลงทุนควรจับตาดู Funding rate ที่หากติดลบมากจนเกินไป อาจทำให้เกิด Short squeeze ในระยะเวลาสั้น ๆ และเป็น bottom ของตลาดได้

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 8-12 July 2024

Source : https://www.coinglass.com/BitcoinOpenInterest

ในฝั่งของ Open Interest ปริมาณเงินมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน โดยเทียบเป็นจำนวนกว่า 50% ของสัปดาห์ที่ผ่านมา แสดงถึงความมั่นใจของนักลงทุนในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีที่ลดลง ส่งผลถึงปริมาณการเปิดสถานะ Option ที่ลดลงอย่างมาก สามารถตีความได้ว่าโอกาสที่จะเกิดความผันผวนในระยะสั้นน้อยลง

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 8-12 July 2024

Source : https://farside.co.uk/?p=997

ในส่วนของ Bitcoin ETF Flow ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีกระแสเงินไหลเข้าจาก Spot Bitcoin ETFs รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 238.31 ล้านเหรียญ ซึ่งแรงซื้อส่วนใหญ่มาจาก FBTC ในขณะที่ GBTC ยังคงมีแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง

Short-Term Holders Analysis

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคา Bitcoin ตกลงมาอยู่ในระดับ $55,000 – $57,000 ซึ่งหากสังเกตจากค่า MVRV ของ Bitcoin จะพบได้ว่า นักลงทุนส่วนใหญ่มีกำไรเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2x หรือ 200% นั่นเอง แต่นักลงทุนระยะสั้นที่ถือเป็นระยะเวลาน้อยกว่า 3 เดือน กำลังขาดทุนอยู่ ซึ่งนักลงทุนกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่อาจทำการเคลื่อนไหวและส่งผลกระทบต่อตลาดได้ หากราคาลงไปถึงจุดนึง แล้วนักลงทุนกลุ่มนี้ทนถือสถานะที่ขาดทุนไม่ได้ อาจจะทำให้เกิดแรงขายขึ้น

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 8-12 July 2024

Source : https://studio.glassnode.com/workbench/5a405ce9-8ebb-441c-510b-c10b541753da?s=1641039103&u=1720310400&utmcampaign=woc272024&utmmedium=insightswoc&utmsource=gn_insights&zoom=

เมื่อพิจารณาช่วงราคาต้นทุนของนักลงทุนกลุ่มนี้ที่ $64,000 จะพบว่า ปัจจุบันนักลงทุนกลุ่มนี้กำลังขาดทุนอยู่ แต่จากสถิติที่ผ่านมา โอกาสที่ราคาจะตกลงต่ำกว่า ต้นทุน – 1 SD นั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก มีเพียงแค่ 7% ของสถิติในอดีต ทำให้สามารถสังเกตเป็นแนวรับสำคัญได้ที่ประมาณ $50,000

เครื่องมือที่วัดความผันผวนของตลาดตอนนี้ อย่างความต่างของจุดต่ำสุดและสูงสุดในช่วง 60 วัน บ่งบอกว่าตลาดมีความผันผวนค่อนข้างต่ำ ซึ่งสามารถตีความได้ว่า ตลาดเจอจุดสมดุล (Equilibrium) ของราคาแล้ว โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นหลังจากตลาดที่มีการย่อตัว และรอที่จะเกิดความเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงในอนาคต

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 8-12 July 2024

Source : https://studio.glassnode.com/workbench/889e4b21-9a11-4586-780b-a7e89f924e8c?s=1514425689&u=1720429200&utmcampaign=woc272024&utmmedium=insightswoc&utmsource=gn_insights&zoom=


WEEKLY TECHNICAL ANALYSIS

by Cryptomind Advisory

BTC/USDT

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 8-12 July 2024

$BTC ได้หลุดแนวรับบริเวณ $60,000 ลงมาเป็น Momentum ที่ไม่ดีอย่างมากของราคา โดยถึงแม้ว่าตอนนี้ราคาจะอยู่บริเวณแนวรับ $56,000 และ RSI ได้มี Strong Bullish Divergence ให้เห็นแล้ว ด้วยการทำราคาลงที่รุนแรงอาจทำให้สัปดาห์ข้างหน้ามีโอกาสการทิ้งตัวของราคาลงต่อได้ โดยอีกแนวรับที่สำคัญคือบริเวณ $52,000 อย่างไรก็ตามหาก $BTC มีการ Rebound กลับขึ้นไปยืนเหนือ $56,000 ได้ก็อาจเกิดการกลับตัวขึ้นต่อได้ในสัปดาห์ข้างหน้าเช่นกัน

แนวต้าน: $61,000 | $67,000 | $73,000

แนวรับ: $56,500 | $52,500 | $48,000

ETH/USDT

Merkle Weekly Snapshot: บทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ 8-12 July 2024

สำหรับ $ETH ได้มีการหลุดแนวรับสำคัญบริเวณ $3,350 ลงมาอยู่ที่แนวรับ $2,900 ซึ่งหากดูในส่วนของ RSI แล้วก็ได้มีการทำสัญญาณกลับตัว Strong Bullish Divergence แล้ว แต่จากราคาที่ลงรุนแรงก็มีโอกาสที่จะหลุดแนวรับดังกล่าวลงต่อได้ สำหรับในกรณีที่ราคาสามารถยืนอยู่บริเวณ $2,900 ต่อไปได้ในสัปดาห์ข้างหน้า ก็มีโอกาสที่ราคาจะกลับตัวเพื่อขึ้นได้ต่อไป

แนวต้าน: $3,350 | $3,700 | $4,020

แนวรับ: $2,870 | $2,400 | $2,125


ASSET ALLOCATION

by Cryptomind Advisory

“มีความเป็นไปได้” ของการลดดอกเบี้ยของ FED อาจจะเลื่อนออกไปถึงเดือนกันยายน และ Bitcoin Dominance ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงมากกว่า 50% และการมาของ Ethereum spot ETF และมุมมองเชิงบวกมาก ๆ ต่อตลาดคริปโทในสหรัฐในเชิงการเมืองที่อาจจะเห็นภาพชัดเจนในไตรมาสที่ 4 และเมื่อพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจที่ผันผวนในสัปดาห์นี้ จึงแนะนำให้นักลงทุนถือสัดส่วนของ Bitcoin เอาไว้เพื่อลด Drawdown โดยรวมของพอร์ต และเพิ่มสัดส่วนของ Ethereum ในพอร์ตเพิ่มขึ้น บวกกับถือสัดส่วนของ Altcoins ที่มีพื้นฐานที่ดีรับสัญญาณของ Altcoins season และเก็บ Stablecoin ที่เป็น USD เพื่อใช้เป็นไม้สำรอง

BITCOIN 60%
SELECTIVE ALTCOINS (ETH, LAYER 2 ,LSD) 20%
STABLECOIN 20%

หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นในทุกวันจันทร์ ดังนั้นบทความบางส่วนอาจจะมีความคลาดเคลื่อนของข้อมูลได้

Merkle Capital

ที่มา: https://merkle.capital/articles/Merkle-Weekly-Snapshot-8th-12th-July-2024


คำเตือน

สินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ | ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคต | ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ข้อเสนอการลงทุนหรือการจัดการใด ๆ ของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล | เนื้อหาข้างต้นเป็นการรวบรวมเนื้อหาโดยใช้ข้อมูลในอดีตอาจมีการคลาดเคลื่อนได้ นักลงทุนควรศึกษาและทำความเข้าใจก่อนลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

เฟดลดดอกเบี้ยหรือไม่? โจทย์ใหญ่ครึ่งหลังปี 2024

DR.JITIPOL PUKSAMATANAN
เฟดลดดอกเบี้ยหรือไม่? โจทย์ใหญ่ครึ่งหลังปี 2024

นักลงทุนที่ติดตามตลาดการเงินคงเห็นเหมือนกันว่ามุมมองที่เปลี่ยนแปลงระดับรถไฟเหาะปีนี้ คือแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด

ตลาดเข้าสู่ช่วงต้นปีด้วยมุมมองว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 7-8 ครั้ง (1.75-2.00%) ตามทิศทางเงินเฟ้อ ผมเองก็คาดไว้ปีที่แล้วว่าอาจเห็นการลดดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนมิ.ย.

แต่ผ่านมาถึงปัจจุบัน การลดดอกเบี้ยครั้งแรกยังไม่เกิดขึ้น ขณะที่มุมมองของตลาดเปลี่ยนไปมองว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวลง แต่ตลาดหุ้นกลับทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง นอกจากนั้นก็มีการเลือกตั้งรออยู่

เฟดจะลดดอกเบี้ยปีนี้หรือไม่ อะไรคือตัวแปรหลัก และตลาดจะตอบรับอย่างไร เป็นโจทย์ใหญ่ที่นักลงทุนต้องเตรียมกลยุทธ์รับมือให้พร้อม

สาเหตุที่สามารถกดดันให้เฟดลดดอกเบี้ยได้มากที่สุดคือเศรษฐกิจสหรัฐ แต่ควรลดเมื่อไหร่ อาจไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

เศรษฐกิจสหรัฐที่ดีเกินคาดเป็นเหตุผลสำคัญที่หนุนให้เฟดคงดอกเบี้ยติดต่อกันมาถึง 7 ครั้ง

แต่หลังจากผ่านการรายงานภาวะตลาดแรงงานเดือนมิ.ย. ตลาดกลับมามีความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ย เพราะการว่างงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องขึ้นมาเหนือระดับเป้าหมายของเฟดปีนี้ที่ 4.0%

แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงจริง แต่ผมมองว่าสหรัฐมาจากจุดที่การจ้างงานสูงเกินไปจึงต้องมีการปรับสมดุล ไม่ใช่เป็นสัญญาณของเศรษฐกิจถดถอย ค่าจ้างที่เติบโต 3.9% จากปีก่อนยืนยันภาพตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งนี้ได้

อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อที่ลดลงต่อเนื่องเหลือเพียง 2.5-3.3% ก็ต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายและใกล้ถึงเป้าหมายของเฟด

สรุปจากตัวแปรด้านเศรษฐกิจ เฟดสามารถลดดอกเบี้ยได้ แค่ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วน

ประเด็นที่สอง คือตลาดการเงินที่ไม่รู้สึกถึงความเข้มงวดของนโยบายการเงิน การลดดอกเบี้ยเร็ว อาจเป็นการเร่งฟองสบู่ตลาดหุ้นจนกลายเป็นความเสี่ยง

แม้ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐจะสูง แต่ Goldman Sachs U.S. Financial Condition Index กลับลดลงเรื่อย ๆ จนล่าสุดอยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2022

เหตุผลหลักมาจากบอนด์ยีลด์ระยะยาวที่เป็นต้นทุนของธุรกิจไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นตามดอกเบี้ยระยะสั้น Credit Spreads ปรับตัวลงจากสภาพคล่องคงเหลือ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์เทียบกับสกุลเงินหลักก็ถือว่าอ่อนลงกว่าช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น

ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ เราจึงเห็นตลาดหุ้นสหรัฐที่ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ด้วย Valuation ที่แพงเกินปกติ

สรุปจากมุมมองด้านตลาด การลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป อาจนำไปสู่เหตุการณ์ irrational exuberance หรือตลาดที่เปิดรับความเสี่ยงอย่างไม่มีเหตุผล คล้ายกับที่ประธานเฟด Greenspan เคยพบในปี 1996 ยาวไปจนเกิดวิกฤติ Dot Com ในท้ายที่สุด

สุดท้ายคือประเด็นเฉพาะอย่าง Primary Election ด้วยเงื่อนไขด้านเวลา อาจเหมาะสมกว่าที่จะ “รอ” หลังจากรู้ผลเลือกตั้งเสียก่อน

ย้อนกลับไปวัฏจักรเลือกตั้งตั้งแต่ปี 1980 แม้เฟดจะ “คง” ดอกเบี้ยในปีเลือกตั้งเพียงปีเดียวคือ 2012 สมัย Bernanke แต่การลดดอกเบี้ย ส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นเพียงปีที่เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย เช่น 1993 2008 และ 2020 ขณะที่ปี 2016 เฟด “รอ” ให้การเลือกตั้งผ่านไปก่อนถึงจะเริ่มการขึ้นดอกเบี้ยในปีถัดไป

นั่นแสดงให้เห็นว่าเฟดมัก “คง” ความเป็นกลางในปีเลือกตั้ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการเลือกตั้ง จะไม่ส่งผลต่อการกำหนดนโยบายในช่วงปรกติ

ด้วยการประชุมที่เหลือ ใกล้ที่สุดคือ 1 ส.ค. และ 19 ก.ย. ซึ่งใกล้เลือกตั้ง 5 พ.ย. มาก ถ้าเฟดจะส่งสัญญาณหรือลดดอกเบี้ยโดยให้ดูเป็นกลางทางการเมือง การประชุมครั้งสุดท้ายของปีวันที่ 19 ธ.ค. อาจเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่สุด

จากตัวแปรและเหตุผลข้างต้น ผมจึงมองว่าเฟดอาจไม่ลดดอกเบี้ยในปีนี้ ถ้าช่วงครึ่งหลังของปีเศรษฐกิจไม่ถดถอย

สำหรับนักลงทุนไทย ผมมองว่าเราสามารถวางกลยุทธ์รับมือกับมุมมองดอกเบี้ยสหรัฐได้ทันที

กรณี Base Case เศรษฐกิจโลกเติบโตต่อ เฟดไม่ลดดอกเบี้ย ผมมองโอกาสเกิดขึ้น 70% ดอลลาร์จะไม่อ่อน เงินลงทุนเลือกอยู่ฝั่ง Developed Markets ตลาดเน้นหุ้นใหญ่สไตล์ Quality Growth เหมือนครึ่งปีแรก

กรณี Bull Case เฟดลดดอกเบี้ยทันทีแม้เศรษฐกิจสหรัฐไม่ถดถอย ผมมองความน่าจะเป็น 20% ในกรณีนี้ คาดว่ายีลด์จะชันขึ้น พร้อมกับเงินดอลลาร์อ่อนค่า เกิดเป็น New economic cycle ที่ดีกับธุรกิจที่นำ AI ไปต่อยอดและ Emerging Markets

กรณี Bear Case เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรวดเร็ว เฟดจึงต้องลดดอกเบี้ย โอกาสเกิดขึ้น 10% ในกรณีนี้ แม้เฟดจะลดดอกเบี้ยเหมือน Bull Case แต่ดอลลาร์จะแข็งค่าจากตลาดที่ปิดรับความเสี่ยง จึงควรเลือกลงทุนในบอนด์และหุ้นสไตล์ Defensive

การลงทุนครึ่งหลังปี 2024 จะดีเหมือนครึ่งแรกหรือไม่ ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของเฟดเป็นโจทย์สำคัญที่เราต้องหาคำตอบกันครับ

วันที่ เหตุการณ์ คาดการณ์ดอกเบี้ยของตลาด (ครั้ง)
15-18 Jul Republican National Convention
1 Aug FOMC Meeting -0.04
19-22 Aug Democratic National Convention
10 Sep Presidential debates
19 Sep FOMC Meeting -0.82
5 Nov US Election
8 Nov FOMC Meeting -1.24
19 Dec FOMC Meeting -2.64

ตารางเศรษฐกิจและการเมืองสหรัฐ ช่วงครึ่งหลังของปี 2024
ที่มา: Bloomberg, FSS

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์

Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) ปรับพอร์ตเดือนกรกฎาคม 2024: Switch กองทุนจีนไปสหรัฐฯ

Eastspring Thailand
Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) ปรับพอร์ตเดือนกรกฎาคม 2024

TMBAM Quality Mega Theme เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO)

ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ดัชนีเงินเฟ้อราคาผู้บริโภคหลักที่เรียกว่า Core PCE ซึ่งไม่รวมต้นทุนอาหารและพลังงานของสหรัฐฯ ล่าสุดของเดือนพฤษภาคมประกาศออกมาเพิ่มขึ้น 0.08% จากเดือนเมษายน ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่เมื่อเทียบเป็นรายปี เงินเฟ้อจะชะลอตัวสู่ระดับ 2.6% ซึ่งต่ำกว่าระดับที่เฟดคาดการณ์ไว้ในการประชุมรอบเดือนมิถุนายน และเป็นระดับที่ช้าที่สุดตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 ส่งผลให้ตลาดไม่ได้รับข่าวผลการประชุมเฟดที่มีการส่งสัญญาณว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ เนื่องจากผลการประชุมออกมาก่อนที่ตัวเลขเงินเฟ้อจะประกาศ

ดังนั้นทำให้เราคาดการณ์ว่าเฟดมีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ย 1-2 ครั้งในปีนี้ หลังภาคแรงงานและเงินเฟ้อเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงต่อเนื่อง และเฟดมีโอกาสปรับท่าทีอีกครั้งในการประชุมครั้งถัดไป ขณะเดียวกันสหรัฐฯก็เตรียมออกมาตรการกีดกันจีนเพิ่มเติม โดยเตรียมแบนจีนไม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยี GAA หรือ Gate All Around ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยในการผลิตประกอบชิปที่ซับซ้อนสำหรับการประมวลผลด้าน AI นอกจากนี้ยังได้เปิดร่างกฏหมายใหม่โดยเตรียมบังคับให้โรงงานผลิตชิปในสหรัฐฯ ห้ามซื้ออุปกรณ์การผลิตจากบริษัทที่จีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ และอิหร่านเป็นเจ้าของอีกด้วย อย่างไรก็ตามผลกระทบเพิ่มเติมต่อสหรัฐฯ ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากเป็นการทำให้กฏระเบียบเดิมเข้มงวดมากขึ้น แต่ยังคงได้ประโยชน์ในแง่ของการหาเสียง โดยรวมเรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเติบโตและกลุ่มเทคโนโลยี ที่ยังคงมีการคาดการณ์การเติบโตของกำไรที่น่าสนใจ และอาจจะได้ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี

ในฝั่งยุโรปทาง ECB ได้ดำเนินการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นที่เรียบร้อยหลังอัตราเงินเฟ้อปรับตัวลงใกล้เข้าสู่กรอบเป้าหมาย ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจยังคงมีสัญญาณฟื้นตัวต่อได้เนื่อง อย่างไรก็ตามในช่วงปลายเดือนมีปัจจัยทางการเมืองเข้ามากดดันตลาดอยู่บ้างหลังคะแนนเสียงฝ่ายขวามีเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามเรามีมุมมองว่าเป็นแค่ปัจจัยกดดันระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากฝ่ายซ้ายกับฝ่ายกลางน่าจะยังคงเป็นเสียงข้างมากต่อไป ทำให้ภาพรวมเรายังคงชื่นชอบตลาดหุ้นฝั่งสหรัฐฯ และยุโรป

ในฝั่งของเอเชียมีความผันผวนในเดือนที่ผ่านมาดำโดยอินเดียเนื่องจากพรรค BJP ของโมดิ ได้คะแนนเสียงน้อยกว่าคาด และน้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงจำเป็นต้องจับมือกับพรรคร่วมในการจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว และจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ โดยพรรค BJP ยังคงครองนำแหน่งรัฐมนตรีถึง 25 กระทรวงจากทั้งหมด 30 กระทรวง ส่งผลให้นโยบายจะยังคงมีความต่อเนื่องต่อไป

ในส่วนของจีนนั้นยังคงน่าผิดหวังต่อเนื่องหลังตัวเลขเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนมากนัก แม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ออกมาตั้งแต่ต้นปี นอกจากนี้เองในเดือนที่ผ่านมาทางตลาดยังคงผิดหวังต่อเนื่องหลัง PBOC  ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้ว่าจะให้คำมั่นว่าจะมีการยกเครื่องนโยบายการเงินก็ตาม นอกจากนี้เองจีนยังคงถูกกดดันจากมาตรการกีดกันการเข้าถึงชิปจากจีน และมาตรการขึ้นภาษี EV จากทั้งยุโรปและแคนาดา ทำให้โดยรวมเรายังคงมุมมองเป็นกลางต่อจีนในช่วงเดือนกรกฎาคม

ภาพการลงทุนในประเทศไทยยังคงผันผวนต่อเนื่องหลังจากปัจจัยด้านการเมืองยังคงมีความไม่ชัดเจน นอกจากนี้เองอัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมของไทยขยายตัว 1.54% YoY เข้าสู่กรอบเป้าหมายของธปท. เป็นที่เรียบร้อย ทำให้มีโอกาสสูงที่แบงก์ชาติจะคงอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปี 2024 และจะทำให้แนวทางการดำเนินนโยบายขัดแย้งกับรัฐบาลต่อไป ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติยังคงขายหุ้นไทยต่อเนื่อง ทำให้เรามีมุมมองเป็นลบเล็กน้อยต่อตลาดหุ้นไทย

ปรับพอร์ตการลงทุน

Switch out from ES-COF 10% into ES-USTECH 10%

ดู Fund Fact Sheet กองทุนที่เพิ่มน้ำหนัก/ปรับเข้า

 

ที่มา: บลจ.อีสท์สปริง วันที่ 4 กรกฎาคม 2024

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ Finnomena ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ Finnomena สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน Finnomena Port และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notificationในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น

2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนการลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือนกรกฎาคม 2024 : Dovish Half

บลจ.กรุงไทย
Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือนกรกฎาคม 2024 : Dovish Half

Dovish Half

*ปรับพอร์ต*

เฟดพยายามส่งสัญญาณเข้มงวด อยากเห็นเงินเฟ้อชะลอต่อเนื่องอีกสักพัก (ค่อยเริ่มลดดอกเบี้ย) แต่อัตราว่างงาน > 4% เศรษฐกิจระดับฐานรากกำลังอ่อนตัว ดังนั้น เฟดจึงน่าจะปรับท่าทีให้ผ่อนคลายลงกว่าปัจจุบันในไม่ช้า และควรเริ่มลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง

ผลเลือกตั้งสมาชิกสภายุโรปก่อความวิตก “พรรคการเมืองขวาจัด” โกยคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายเชิงโครงสร้าง ส่วนผลกระทบต่อเนื่องเช่น การยุบสภาเลือกตั้งในฝรั่งเศส ก็ฉายภาพคล้ายคลึงกัน “ไม่ถึงขั้นพลิกขั้วอำนาจ” แต่คงเพิ่มแรงเสียดทานต่อการบริหารประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของยูโรโซน ปัจจัยดังกล่าวน่าจะผลักดันให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อไป

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เตรียมเปิดแผนลดปริมาณการซื้อพันธบัตร (คล้าย QE tapering) ในการประชุมเดือน ก.ค. และอยากขึ้นดอกเบี้ยอีก แต่เงินเฟ้อพื้นฐานของญี่ปุ่นชะลอต่อเนื่อง ข้อมูลเศรษฐกิจระยะหลังๆออกมาผสมผสานค่อนไปทางอ่อน หากเฟดเริ่มลดดอกเบี้ยและ ECB ลดต่อไปอีก BOJ ก็คงจะขึ้นดอกเบี้ยยาก

นโยบายของธนาคารกลางหลักๆ น่าจะผ่อนคลายลงในครึ่งปีหลัง

KT-WTAI เปิดโลกปัญญาประดิษฐ์ หุ้นชิปขึ้นนำมานานแล้ว เงินลงทุนควรกระจายออกไปหาโอกาสการเติบโตในอุตสาหกรรมอื่นบ้าง กองทุนหลักเน้นลงทุนหุ้น 3 กลุ่ม: AI Infrastructure, AI Applications และ AI-enabled Industries จึงเป็นเครื่องมือที่กว้างและเหมาะสมสำหรับการลงทุนธีม AI ในระยะยาว นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐไม่ถดถอย เฟดเตรียมลดดอกเบี้ย น่าจะกระตุ้นให้นักลงทุนเปิดรับความเสี่ยงได้มากขึ้น เป็นปัจจัยสนับสนุนหุ้นแนว disruptive innovation ซึ่งมุ่งพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ

***ปรับพอร์ต***

สับเปลี่ยนออก KT-ENERGY  10%

สับเปลี่ยนเข้า KT-WTAI-A  10%

ดู Fund Fact Sheet กองทุนที่เพิ่มน้ำหนัก/ปรับเข้า

Krungthai Belief Allocation

ที่มา: บลจ. กรุงไทย วันที่ได้รับเอกสาร: วันที่ 7 กรกฎาคม 2024

คำเตือน: ความเห็นส่วนบุคคล ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Krungthai Belief Allocation สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน Krungthai Belief Allocation คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด มหาชน หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299 | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

 

ค่อย ๆ ออมแค่ 10% ของเงินเดือน กี่ปีมีเงินล้านแรก?

Park Kathawut
ค่อย ๆ ออมแค่ 10% ของเงินเดือน กี่ปีมีเงินล้านแรก?

ความเข้าใจผิดในเรื่อการวางแผนการเงินของหลายคน คือคิดว่ารอให้เงินเยอะก่อนค่อยหันมาวางแผน   

ทั้งที่ความจริงแล้ว ยิ่งเรามีเงินน้อย ยิ่งต้องคิดเรื่องการวางแผนการเงินให้รัดกุม ชัดเจน และเริ่มต้นออมอย่างมีวินัยให้มาก

การหักเงินมาออมสัก 10% ของรายได้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ไม่ยาก ไม่หักโหมจนเกินไป และมีพลังเพียงพอที่จะช่วยให้เงินก้อนเล็ก ๆ เหล่านี้ ทยอยสะสมเป็นเงินก้อนโตในอนาคตระยะยาวได้ 

ตัวอย่างเช่น หากเป็น First Jobber เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท 

จำนวนเงิน 10% ที่หักออกมาออมก็จะเท่ากับเดือนละ 1,500 บาท

สมมุติว่านำเงินส่วนนี้ไปหยอดกระปุกเก็บไว้เฉย ๆ พอสิ้นปีเราจะเก็บเงินได้ 18,000 บาท

แต่หากนำไปลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวม ก็จะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนให้งอกเงยขึ้นไปอีก ซึ่งปัจจุบันเงินหลักร้อยก็สามารถซื้อกองทุนรวมได้แล้ว บางกองลงทุนขั้นต่ำแค่บาทเดียวก็มี

คำถามคือถ้าเราขยันออมเรื่อย ๆ แบบนี้อย่างสม่ำเสมอ ต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะมีเงินล้านก้อนแรก?

ค่อย ๆ ออมแค่ 10% ของเงินเดือน กี่ปีมีเงินล้านแรก?

จากตารางเป็นแบบจำลองที่เราคำนวณให้เห็นภาพว่าในแต่ละช่วงเงินเดือนต่าง ๆ หากออมเงิน 10% ของรายได้ จะต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะมีเงินล้าน โดยเปรียบเทียบระหว่างการเก็บเงินไว้เฉย ๆ ในกระปุกออมสิน กับการนำไปลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนประมาณ 5% ต่อปี 

สรุปแล้วจะเห็นชัดเจนเลยว่าพลังของการลงทุน ช่วยย่นย่อระยะเวลาไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้นเยอะเลย ดังนั้นแล้ว ยิ่งเงินน้อย ยิ่งต้องออมไว เพื่อให้การลงทุนเป็นแรงส่งไปได้ไกลยิ่งขึ้น

สร้างล้านแรกไม่ยาก มาวางแผนเก็บเงิน 1 ล้านแรกไปด้วยกัน
👉 สร้างแผนเก็บเงินล้านแรกได้ที่ https://finno.me/first-million-plan


คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort”

มัดรวมกองทุนหุ้นเวียดนาม ที่ว่ากันว่าเหมือนซื้อหุ้นไทยเมื่อ 20 ปีก่อน

Finnomena Editor
สรุปครบกองทุนหุ้นเวียดนาม

รวมกองทุนหุ้นเวียดนามทุกกองที่มีในตลาด พร้อมอัปเดตมุมมองการลงทุนในจังหวะที่ดัชนี VN30 ทะลุ 1300 จุด พร้อมมีลุ้นไปสู่เป้าหมาย 1580 จุด

เวียดนามเหมือนไทยเมื่อ 20 ปีก่อน เป็นคำพูดที่หลายคนเอ่ยถึงประเทศแห่งนี้ จากเศรษฐกิจที่เติบโตรวดเร็ว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าจากต่างชาติ และพัฒนาการของตลาดหุ้น

มุมมองปี 2024 นี้ GDP ยังคาดว่าจะเติบโตสูงในกรอบ 6-6.5% และถูกปรับประมาณการขึ้นในปี 2025

ขณะที่รัฐบาลเวียดนามยังคงเป้าหมายผลักดันตลาดหุ้นเข้าสู่ดัชนี Emerging Market ของ FTSE ภายในปีหน้า

เป้าหมายดัชนี VN30

Mr.Messenger Call ให้เป้าหมายดัชนีหุ้นเวียดนาม VN30 ที่ 1430 และเป้าหมายต่อไปที่ 1580 เท่ากับว่าตอนนี้ยังมีอัพไซด์อยู่ราว 10-20%

จึงแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” กองทุน PRINCIPAL VNEQ-A และ KKP VGF-UI* ที่ดัชนี VN30 ไม่เกินระดับ 1,362 จุด

– อ่านคำแนะนำลงทุน Mr.Messenger Call: โอกาสลงทุนหุ้นเวียดนามอีกครั้ง หลังดัชนียืนเหนือ Golden ratio

สรุปกองทุนหุ้นเวียดนามทั้งหมดในตลาด

จะเห็นว่าส่วนใหญ่ล้วนเป็น Active Fund ที่มีกลยุทธ์การเลือกหุ้นแตกต่างกันไป

  • ASP-VIET-A / ASP-VIETRMF
  • B-VIETNAM / B-VIETNAMRMF / B-VIETNAMSSF
  • DAOL-VIETGROWTH
  • ES-VIETNAM / ES-VIETNAMRMF
  • K-VIETNAM / KVIETNAMRMF / K-VIETNAM-SSF
  • KKP VGF-UI*
  • KFVIET-A / KFVIETRMF / KFVIETSS
  • KT-VIETNAM-A / KT-VIETNAM RMF / KT-VIETNAM-SSF
  • KWI VIETNAM
  • LHVN-A / LHVN-D / LHVN-ASSF / LHVN-DSSF
  • MVIET
  • ONE-VIETNAM-RA / ONE-VIETNAMRMF-A
  • PRINCIPAL VNEQ-A / PRINCIPAL VNEQRMF
  • SCBVIET(A) / SCBVIET(SSF) / SCBVIET(SSFA) / SCBRMVIET(A)
  • TVIETNAM / TVIETNAMRMF-A
  • UVO

 

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/


*ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย กองทุนรวมที่เสนอขายผู้ลงทุนสถานบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยงและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม SSF และ RMF กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขกองทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort”

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy กรกฎาคม 2024: หุ้นโลกแข็งแรง หุ้นจีนกลับมาอ่อนแอ

Andrew Stotz
อัปเดตพอร์ต AWS July 2024

All Weather Strategy by A. Stotz Investment Research ประจำเดือนกรกฎาคม 2024

กดที่นี่เพื่อดาวน์โหลด

สรุปมุมมองการลงทุน

  • หุ้นโลกปรับตัวขึ้น นำโดยกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • พอร์ต AWS ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนมิถุนายน 2024 ที่ผ่านมา
  • หุ้นจีนทำผลงานได้แย่ที่สุด โดยปรับตัวลง 2.8% จากการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ และการบริโภคในประเทศยังซบเซา
  • Fed คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 5.25-5.50%
  • ต่างชาติถือตราสารหนี้สหรัฐฯ ลดลงกว่าครึ่ง ส่วนจีนขายพันธบัตรสหรัฐฯ เพื่อมาซื้อทองคำ

 

Andrew Stotz

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน All Weather Strategy สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้

ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ Finnomena
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ Finnomena

**All Weather Strategy พอร์ตกองทุนรวมจัดโดย A. Stotz Investment Research ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาว ในขณะที่ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงภาวะตลาดขาลง หากสนใจสร้างแผนการลงทุน สามารถคลิกที่นี่ https://www.finnomena.com/guruport-andrew-all-weather-create/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลยครับ


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน  | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort”

เล่าธุรกิจ BYD ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนที่ ‘Charlie Munger’ เชียร์ให้ ‘Warren Buffett’ ลงทุนมาแล้วกว่า 16 ปี

Finnomena Editor
เล่าธุรกิจ BYD

จุดเริ่มต้นของ BYD

BYD ย่อมาจากคำว่า “Build your dreams” เป็นบริษัทสัญญาชาติจีน ก่อตั้งโดย Wang Chuanfu

Wang Chuanfu จบปริญญาตรีในสาขาเคมีและวัสดุศาสตร์ ในช่วงต้นยุค 90s เขาทำงานเป็นนักวิจัยด้านโลหะวิทยา ซึ่งเป็นงานที่คลุกคลีอยู่กับโลหะหายากที่ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และแบตเตอร์รี่

กระทั่งปี 1995 จึงตัดสินใจเปิดบริษัท BYD ที่เมืองเซินเจิ้น นับหนึ่งด้วยการเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน สำหรับใช้ในอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น โทรศัพท์มือถือ กล้องดิจิทัล แล็ปท็อป เป็นต้น

ช่วงต้นของธุรกิจ BYD เติบโตจนเป็นเจ้าตลาดกว่า 50% ในการผลิตแบตเตอรี่สำหรับมือถือในจีน และมีลูกค้าทั่วโลก เช่น Nokia, Samsung, Apple, Motorola, Dell เป็นต้น

ปี 2000 BYD กลายเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนรายใหญ่ที่สุดของโลก และอีก 2 ปีต่อมา ก็ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง

ก้าวสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2003 บริษัทแตกไลน์ธุรกิจใหม่ “BYD Auto” โดยการควบรวมกิจการของ Qinchuan Auto ผู้ผลิตรถยนต์ในจีนที่ตอนนั้นกำลังเจอวิกฤต

เป้าหมายระยะไกลของ BYD Auto คือการรุกเข้าสู่ธุรกิจยานยนต์พลังงานสะอาด ซึ่งถือว่าแปลกใหม่ในเวลานั้น

ทำให้ระยะแรก บริษัทยังคงผลิตรถยนต์สันดาปที่ใช้น้ำมันออกมาขายสู่ตลาด แต่หลังบ้านก็พยายามพัฒนาต้นแบบรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไปพร้อม ๆ กัน

ความพยายามของ BYD สำเร็จในปี 2008 ด้วยการเปิดตัวรถรุ่น F3DM ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) คันแรกของโลก รวมทั้งสามารถพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเวอร์ชันต้นแบบ BYD E6 ได้สำเร็จ

ในปีเดียวกัน Berkshire Hathaway ของ Warren Buffett ก็ตัดสินใจเข้าซื้อหุ้น BYD จำนวน 10% คิดเป็นมูลค่า 230 ล้านดอลลาร์ เวลานั้น BYD มีมูลค่าบริษัทเพียง 3,359 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

การลงทุนที่ยอดเยี่ยมของ Charlie Munger 

เล่าธุรกิจ BYD

Charlie Munger เป็นผู้ผลักดันให้ Berkshire Hathaway เกิดการลงทุนใน BYD โดยทุบโต๊ะและเอ่ยปากเองว่านี่เป็นดีลที่ยอดเยี่ยม เราจะพลาดโอกาสแบบนี้ไปไม่ได้

เขามองเห็นศักยภาพของผู้ก่อตั้ง Wang Chuanfu และบอกว่าชายคนนี้เป็นเหมือนการผสมผสานระหว่าง Thomas Edison กับ Jack Welch คือมีทั้งความสามารถในการแก้ปัญหาทางเทคนิค และมีความสามารถในการบริหารจัดการ เพื่อบรรลุเป้าหมาย

ช่วงปี 2023 Charlie กล่าวว่า ไม่มีการช่วยเหลืออะไรของเขาที่มีคุณค่าต่อ Berkshire Hathaway มากเท่ากับการสนับสนุนให้ลงทุนใน BYD

Berkshire Hathaway เคยถือหุ้น BYD มากถึง 20% โดยขายทำกำไรครั้งแรกเมื่อปี 2022 หลังราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาราว 20 เท่า และทยอยลดสัดส่วนจนเหลือ 6.9% ในปัจจุบัน แต่กระนั้นนี่ถือเป็นหุ้นจีนที่ตำนานวีไอถือยาวกว่า 16 ปีแล้ว

ผู้นำในธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลก 

เล่าธุรกิจ BYD

ทุกวันนี้ BYD ก้าวขึ้นสู่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มรูปแบบ โดยมี Market Share เป็นอันดับ 1-2 ของโลก ขึ้นลงสลับกับ Tesla (TSLA) แบบไตรมาสต่อไตรมาส

ตลอดปี 2023 ที่ผ่านมา BYD ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) มากถึง 3 ล้านคัน โดยขยายธุรกิจไปในหลายประเทศ รวมถึงลงทุนตั้งฐานการผลิตทั้งในจีน, สหรัฐฯ, แคนาดา, บราซิล, ญี่ปุ่น ฮังการี, อินเดีย และไทยที่มีแผนจะตั้งโรงงานใหม่ สำหรับรองรับการผลิตในปี 2024 นี้

จุดแข็งที่ทำให้ BYD ประสบความสำเร็จ ประกอบมาจากความสามารถในการผลิตแบตเตอรี่ได้เอง จึงควบคุมการผลิตได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้คุมราคาได้ถูกกว่าแบรนด์อื่น ๆ

นอกจากนี้ การมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ในจีน ก็เป็นเบาะกันกระแทกให้บริษัทแข็งแกร่ง ก่อนที่จะขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศต่อไป

อย่างไรก็ตาม BYD กำลังเจอความท้าทายใหม่ในเรื่องสงครามราคาที่เกิดจากการแข่งขันอันรุนแรงของค่ายรถยนต์ในจีน ซึ่งต้องติดตามว่าบริษัทจะปรับแผนกลยุทธ์อย่างไร เพื่อรักษาความเป็น Top of Mind ของแบรนด์ EV ระดับโลก

Finnomena Funds เผยอินไซต์นักลงทุนปี 2567 หลบตลาดหุ้นไทย หันหาโอกาสใหม่ ไปกองทุนหุ้นต่างประเทศ!

Finnomena Funds
Finnomena Funds เผยอินไซต์นักลงทุนปี 2567

Finnomena Funds (ฟินโนมีนา ฟันด์) เปิดอินไซต์ผู้ลงทุนบนแพลตฟอร์ม พบมูลค่าการลงทุนในกองทุนหุ้นไทย เหลือเพียง 2% เท่านั้น ส่วนใหญ่นิยมกระจายเงินไปลงทุนในกองทุนหุ้นต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำโดยกองทุนหุ้นโลก, หุ้นจีน, หุ้นสหรัฐอเมริกา และหุ้นเวียดนาม

นายกสิณ สุธรรมนัส Chief Strategy Officer, Finnomena Group เ

นายกสิณ สุธรรมนัส Chief Strategy Officer, Finnomena Group เปิดเผยว่า “ข้อมูลของผู้ลงทุนบนแพลตฟอร์ม Finnomena ในช่วงครึ่งปีแรก 2567 จากจำนวนผู้ลงทุนมากกว่า 100,000 ราย และทรัพย์สินภายใต้การดูแล (AUA) กว่า 45,000 ล้านบาท เราเห็นพฤติกรรมการลงทุนที่น่าสนใจ คือมีมูลค่าเงินลงทุนในกลุ่มกองทุนหุ้นไทย คิดเป็นสัดส่วนเพียง 2% เนื่องจากมีการโยกเงินไปหาโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่ย่ำแย่มาอย่างต่อเนื่อง สวนทางหุ้นทั่วโลกที่วิ่งเป็นขาขึ้น”

สำหรับ 5 กองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในตลาดทุนที่นักลงทุนบน Finnomena นิยมลงทุนมากที่สุด ตลอดช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ได้แก่ 

  1. กองทุนหุ้นโลก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% ของ AUA ผ่านกองทุนเช่น KKP GNP 
  2. กองทุนหุ้นจีน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 13% ของ AUA ผ่านกองทุนเช่น MEGA10CHINA-A
  3. กองทุนหุ้นสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8% ของ AUA ผ่านกองทุนเช่น AFMOAT-HA
  4. กองทุนหุ้นเวียดนาม คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 6% ของ AUA ผ่านกองทุนเช่น PRINCIPAL VNEQ-A
  5. กองทุนหุ้นยุโรป คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3% ของ AUA ผ่านกองทุนเช่น ONE-EUROEQ

 

Finnomena Funds เผยอินไซต์นักลงทุนปี 2567

สอดคล้องกับมุมมองการลงทุนของ Finnomena Funds แนะนำ “กระจายเงินลงทุนไปหุ้นโลก” โดยมองว่าตลาดหุ้นไทยติดปัญหาเชิงโครงสร้าง ภาพรวมกำไรต่อหุ้นไม่เติบโตมาตลอด 10 ปี ในขณะที่ Valuation อาจจะไม่สามารถกลับไปค่าเฉลี่ยเดิมในอดีตได้ หากไม่มีมาตรการเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนที่มากเพียงพอ จึงแนะนำโยกเงินเข้าลงทุนในตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพและเต็มไปด้วยโอกาสการเติบโต โดย Overweight หุ้นเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) แนะนำกองทุน UOBSA หุ้นเกาหลีใต้ แนะนำกองทุน SCBKEQTG และ DAOL-KOREAEQ หุ้นอินเดีย แนะนำกองทุน B-BHARATA และ TISCOINA-A หุ้นเวียดนาม แนะนำกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A หุ้นจีน แนะนำกองทุน MEGA10CHINA-A B-CHINE-EQ SCBCHAA และ UOBSGC 

โลกของการลงทุนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นับวันยิ่งหมุนเร็วขึ้น Finnomena มองเห็นช่องว่างในจุดนี้ จึงตั้งใจที่จะส่งมอบคำแนะนำการลงทุนที่เหมาะสมกับสภาวะตลาดปัจจุบัน ผ่านการพัฒนา Opportunity Hub สำหรับเป็นศูนย์รวมโอกาสการลงทุน ช่องทางอัปเดตข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว ตลอดจนโปรโมชันการลงทุน ซึ่งรวมครบจบเพื่อนักลงทุนในที่เดียว

นายกสิณ สุธรรมนัส กล่าวปิดท้าย  

สามารถติดตามคำแนะนำการลงทุนล่าสุดจาก Finnomena Funds ได้ที่ finno.me/opphub


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort