แจ้งเตือน

ถอดคำศัพท์จาก The Uptrend “ตอบคำถามคาใจนักลงทุนกองทุนรวม ตอนที่ 6” I REPEAT AFTER ME EP4

FINNOMENA CHANNEL
ถอดคำศัพท์จาก The Uptrend "ตอบคำถามคาใจนักลงทุนกองทุนรวม ตอนที่ 6" I REPEAT AFTER ME EP4

“The UpTrend” [Q&A] ตอน “ตอบคำถามคาใจนักลงทุนกองทุนรวม ตอนที่ 6” ประจำวันที่ 10 มี.ค. 64

Sector Rotation

  • เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การลงทุน ที่ใช้หลักการ Top-down มองจากภาพใหญ่ก่อน คือสภาวะเศรษฐกิจ และค่อยเจาะลงมาที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์ในสภาวะเศรษฐกิจนั้น แล้วค่อยเลือกตัวหุ้นที่จะลงทุนเป็นลำดับถัดไป 
  • โดยที่สภาวะเศรษฐกิจมีการหมุนเวียนเป็นวัฏจักร ขยายตัว –รุ่งเรือง –ถดถอย –ตกต่ำ ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์ในแต่ละช่วงของวัฏจักรเศรษฐกิจก็แตกต่างกัน อย่างช่วงขยายตัวกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์ก็อย่างเช่น กลุ่มการเงิน เพราะคนเริ่มกู้เงินเอาเงินมาลงทุนในกิจการ ช่วงถดถอย กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นกว่ากลุ่มอื่นก็อย่างเช่น กลุ่มสินค้าจำเป็น กลุ่มสาธารณูปโภค เพราะถึงเศรษฐกิจจะแย่ แต่คนยังจำเป็นต้องกินต้องใช้ เป็นต้น 
  • นักลงทุนก็อาจจะใช้กลยุทธ์ sector rotation โดยการเพิ่มสัดส่วนหุ้นที่น่าจะให้ผลตอบแทนดี หรือลดสัดส่วนหุ้นที่น่าจะให้ผลตอบแทนน้อยลง ตามที่เหมาะสมกับวงจรเศรษฐกิจขณะนั้น 

DCF

  • DCF หรือ Discounted cash flow หรือการคิดลดกระแสเงินสด เป็นวิธีการประเมินความถูกแพงของกิจการ จากมุมมองที่ว่ามูลค่าแท้จริงของกิจการ ก็คือมูลค่าของกระแสเงินสดที่จะทำได้ในอนาคตคิดลดมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน 
  • เพื่อให้เข้าซื้อในราคาถูก และขายออกในราคาแพง เราควรหาให้ได้ว่าแล้วมูลค่าที่แท้จริงคือเท่าไหร่ อย่างถ้าเรามองออกว่ามูลค่าของสิ่งที่เรากำลังจะซื้อ ประเมินออกมาแล้วเป็น บาท แต่ราคาปัจจุบันของมันอยู่ที่ บาท แบบนี้เราคงจะรีบซื้อทันที เพราะเห็นชัด ๆ ว่าราคากำลังถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าแท้จริงที่จะได้ 
  • ซึ่งถ้าจะให้เข้าใจประเด็นมูลค่าปัจจุบัน/อนาคตนี้ได้ เราอาจจะต้องเข้าใจหลัก Time value of money ก่อน นั่นก็คือเงินจำนวนเท่ากัน จากระยะเวลาที่ไม่เท่ากัน จะมีมูลค่าไม่เท่ากัน เช่น ได้เงิน 100 บาทวันนี้ กับได้เงิน 100 บาทในอีก ปีข้างหน้า มูลค่าปัจจุบันของ 100 บาทแรกจะมากกว่า 100 บาทหลัง เพราะสำหรับ 100 บาทที่ได้ทีหลัง ถึงจะดูเหมือนได้เป็นจำนวนที่เท่ากันก็จริง แต่เราได้เสียโอกาสในการนำเงิน 100 บาทที่ควรจะได้ตั้งแต่แรกไปสร้างประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นนั่นเอง 
  • สรุปคร่าว ๆ ก็คือ การประเมินมูลค่ากิจการด้วย DCF เป็นวิธีการประเมินที่มีมุมมองว่าบริษัทจะมีมูลค่าสูงต่อเมื่อมีศักยภาพที่จะสร้างกระแสเงินสดจำนวนมากและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเติบโตต่อเนื่องมากเท่าไหร่มูลค่าก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
  • อ่านเพิ่มเติม ประเมินมูลค่าหุ้นด้วย DCF: เขาทำกันอย่างไร?

Megatrend / Thematic 

  • Thematic หรือ Thematic investment เป็นแนวทางการลงทุนที่เน้นลงทุนในกระแสหรือแนวโน้มใดแนวโน้มหนึ่ง แล้วจึงเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีความเกี่ยวข้องและล้อไปกับ theme การลงทุนนั้น ๆ ซึ่งจะต่างกับการลงทุนตามกลุ่มอุตสาหกรรมหรือ sector ตรงที่ใน theme นึงอาจประกอบด้วยหุ้นจากหลายอุตสาหกรรมก็ได้ เช่น ESG Thematic Investment ก็อาจประกอบไปด้วยหุ้นสินค้าอุตสาหกรรม หุ้นอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภค หุ้นเทคโนโลยี เป็นต้น
  • อย่างไรก็ตาม ก็นับว่าเป็นการลงทุนที่กระจุกตัวในแต่ละอุตสาหกรรมค่อนข้างมาก และมีความผันผวนมากกว่ากองทุนทั่วไป จึงจัดเป็นรูปแบบการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงมาก จึงไม่เหมาะกับการลงทุนเป็นสัดส่วนใหญ่ของพอร์ต
  • Megatrend เป็นหนึ่งใน theme การลงทุนที่ได้รับความสนใจในปัจจุบัน โดย Megatrend จะหมายถึงสิ่งที่สร้างแรงผลักดันระดับเศรษฐศาสตร์มหภาคของโลก ที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจ สังคม วัฒนธรรม และการดำรงชีวิตของมนุษย์ได้เลยทีเดียว สิ่งที่เป็น Megatrend ในปัจจุบันก็อย่างเช่น วิถีชีวิตยุคดิจิทัล สังคมสูงวัย และการดำเนินธุรกิจแบบคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม เช่น สิ่งแวดล้อม

Risk Premium

  • ผลตอบแทนที่ชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เช่น สมมติเราเอาเงินซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งถือว่าไม่มีความเสี่ยงเพราะลูกหนี้คือรัฐบาล น่าเชื่อถือที่สุดแล้ว 
  • ถ้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลแล้วได้ผลตอบแทน หรือ Bond yield 2% ในขณะที่นำเงินไปลงทุนหุ้น ซึ่งมีความเสี่ยง คาดหวังผลตอบแทนได้ 8
    Risk premium หรือส่วนชดเชยความเสี่ยงที่ว่านี้ก็คือ – 2= 6% ซึ่งถ้านักลงทุนมองว่าส่วนต่างที่ 6% เป็นส่วนต่างที่คุ้มค่ากับความเสี่ยง
    เค้าก็ยอมลงทุนหุ้น
  • แต่สมมติดอกเบี้ยธนาคารปรับเพิ่มขึ้น กลายเป็น 4Risk premium ก็จะเหลือแค่ 4% นักลงทุนก็อาจมองว่าความเสี่ยงที่ต้องรับมือ ไม่คุ้มกันเมื่อเทียบกับการเอาเงินไปซื้อพันธบัตรแล้วได้ผลตอบแทนที่แน่นอนกว่ากลับมา เค้าก็จะสนใจลงทุนในหุ้นกันน้อยลง
  • จริง ๆ แล้วก็คือตัวเดียวกันกับ Earning yield gap นั่นเอง

MONTHLY DIGEST PODCAST EP.10 อัปเดตปัจจัยที่น่าจับตามอง พร้อมกองทุนแนะนำประจำเดือนมิถุนายน 2564

FINNOMENA Podcast

 

MONTHLY DIGEST PODCAST EP.10 อัปเดตปัจจัยที่น่าจับตามอง พร้อมกองทุนแนะนำประจำเดือนมิถุนายน 2564

อัปเดตปัจจัยที่น่าจับตามอง พร้อมกองทุนแนะนำประจำเดือนกันยายน สินทรัพย์ไหนยังไปต่อ!? สินทรัพย์ไหนยังน่าลงทุน!?

พบคำตอบได้ทื่ MONTHLY DIGEST Ep นี้เลย!

สำหรับสมาชิก FINNOMENA ดาวน์โหลด PDF ฟรี!
ได้ที่ : https://finno.me/web-port-strategy-download


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

FINNOMENA x Franklin Templeton เจาะมุมมองเงินเฟ้อ มาจริงหรืออิงกระแส

FINNOMENA x Franklin Templeton
FINNOMENA x Franklin Templeton เจาะมุมมองเงินเฟ้อ มาจริงหรืออิงกระแส

พบกับ Session พิเศษ เจาะมุมมองเงินเฟ้อ มาจริงหรืออิงกระแส

คุณ ศดิศกฤษฏิ์ ศิริสมภพ สัมภาษณ์คุณ Subash Pillai, Managing Director, Regional Head of Client Investment Solutions – APAC, Franklin Templeton Investment Solutions

รายละเอียดเพิ่มเติม ความร่วมมือระหว่าง FINNOMENA x Franklin Templeton

FINNOMENA x Franklin Templeton : https://finno.me/ftxfinnomena​

FINNOMENA x Franklin Templeton Investor Base : https://finno.me/investorbase​

Portfolio Rebalancing คืออะไร สำคัญยังไง I POCKET MONEY EP14

FINNOMENA CHANNEL
Portfolio Rebalancing คืออะไร สำคัญยังไง I POCKET MONEY EP14

เมื่อเรากำหนดสัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ตแล้วเรียบร้อย แต่แน่นอนว่าแต่ละสินทรัพย์ในพอร์ตก็ไม่ได้เติบโตในอัตราเท่า ๆ กันคู่กันไปในทุกช่วงเวลา แบบนี้สัดส่วนพอร์ตที่เคยกำหนดไว้แต่แรก ต่อมาก็คงบิดเบี้ยวไปจนแทบจะจำหน้าตาของพอร์ตเดิมไม่ได้ ถึงเวลาต้องทำการ Portfolio Rebalancing ว่าแต่กระบวนการนี้คืออะไร สำคัญอย่างไร ไปดูกัน

Portfolio Rebalancing คืออะไร

  • Portfolio Rebalancing คือการปรับสมดุลของสัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ตการลงทุนให้คงสถานะเดิมตามที่เคยได้วางไว้
  • ทำได้ด้วยการขายสินทรัพย์ที่เกินสัดส่วนจากเดิม ไปเข้าซื้อสินทรัพย์ที่สัดส่วนต่ำกว่าเดิม หรือจะใช้วิธีเติมเงินเข้าซื้อสินทรัพย์ที่สัดส่วนต่ำกว่าสัดส่วนเดิมเพียงอย่างเดียว จนกว่าจะทำให้สัดส่วนของสินทรัพย์ในพอร์ตกลับมาเป็นอย่างเดิมตามที่เคยออกแบบเอาไว้
  • ผลลัพธ์ของการทำ Rebalancing แบบนี้ ก็มีหลาย ๆ งานวิจัย รวมถึงรายงานจาก Franklin Templeton ยืนยันว่าเมื่อเปรียบเทียบพอร์ตการลงทุน ระหว่างพอร์ตที่ Rebalanced และไม่ Rebalanced ในช่วงระยะเวลาการลงทุน 10 ปี พบว่า พอร์ตที่ Rebalanced ทุกเดือน ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ภายใต้ความผันผวนที่น้อยกว่า และมีจุดขาดทุนสูงสุดในระดับที่น้อยกว่า 

แล้วเราควรทำ Rebalancing บ่อยแค่ไหน

  • ถ้าราคาสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงทุกวัน อย่างงี้ต้องปรับพอร์ตทุกวันเลยมั้ย คำตอบคือไม่ ไม่อย่างนั้นเงินของเราจะไม่ทันได้หายใจ ไม่ทันได้สร้างผลตอบแทนทบต้นอะไรเลย
  • ที่สำคัญคือการซื้อขายเพื่อ Rebalance บ่อย ๆ ก็ต้องคำนึงถึงค่าธรรมเนียมการซื้อ/ขายอีกด้วย 

3 แนวทาง การ Rebalancing ที่ได้รับความนิยม

  • แนวทางที่ 1: Calendar-based หรือ Rebalance พอร์ตทันทีเมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ เช่น จะปรับพอร์ตทุก เดือน ทุก ปี
  • แนวทางที่ 2: Range-based หรือ Rebalance พอร์ตเมื่อสินทรัพย์เริ่มมีสัดส่วนแตกต่างไปจากเดิมตาม % ที่กำหนด เช่น เมื่อสินทรัพย์เริ่มมีสัดส่วนเบี้ยวไปจากเดิม 5% ก็จะทำการ Rebalance ทันที แนวทางนี้มักใช้สำหรับนักลงทุนสถาบัน หรือผู้ที่วางแผนการลงทุนไว้อย่างเคร่งครัด
  • แนวทางที่ 3: CPPI ย่อมาจาก Constant Proportion Portfolio Insurance เป็นแนวทางที่ซับซ้อนหน่อยแต่มีประสิทธิภาพสูง มาจากหลักการที่ว่าเมื่อมูลค่าพอร์ตยิ่งโตขึ้น เราก็อาจจะยิ่งรับความเสี่ยงการลงทุนได้สูงขึ้น สัดส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงก็ควรต้องขยายเพิ่ม ในขณะเดียวกันก็จะกำหนด floor เอาไว้ว่ามูลค่าของส่วนที่เป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำเสมอจะต้องไม่น้อยกว่าเท่าไหร่ เหมือนเป็นการ set เบาะรองพอร์ตเอาไว้นั่นเอง

เราเหมาะกับแนวทางไหน

  • ถ้าเป็นผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุน หรือทำงานประจำเป็นงานหลัก ไม่ได้มีเวลาติดตามพอร์ตเท่าไหร่นัก ก็อาจจะแนะนำแนวทางแรก อย่างถ้าเป็นแผนลงทุนระยะยาว อาจกำหนด ปี รีวิวพอร์ตตัวเองดูสักครั้ง ถ้าเกินสัดส่วนมาก ก็ Rebalance ให้เข้าที่เข้าทาง
  • ถ้าเป็นผู้ที่มีเวลา สามารถติดตามพอร์ตการลงทุนถี่ ๆ ได้โดยไม่รบกวนชีวิตประจำวัน จะปรับตามแนวทางที่ ก็ได้ หรือถ้ามีประสบการณ์การลงทุน เข้าใจการรับความเสี่ยงของตัวเองมากขึ้นแล้ว ก็อาจเลือกใช้แนวทางที่ 3

อีกสิ่งสำคัญที่อย่าลืมทำควบทำคู่กันกับการ Rebalancing

  • คือการสำรวจประสิทธิภาพของสินทรัพย์ที่ลงทุนด้วยว่า ยังคงมีปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลดีต่อแผนการลงทุนเหมือนเดิมอยู่รึเปล่า
  • เพราะการทำ Rebalancing ในมุมนึงก็อาจเป็นการขายสินทรัพย์ที่กำลังมีผลการดำเนินงานที่ดี มาเข้าซื้อสินทรัพย์ที่กำลังมีผลการดำเนินงานที่ด้อยกว่าได้
  • ดังนั้นการรีวิวแผน และคัดกรองสินทรัพย์ลงทุนให้เหมาะสมกับแผนการลงทุนอยู่เสมอ ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน 

อ่านเพิ่มเติม ปรับพอร์ตแบบไหนดีที่สุด? เผยผลวิจัยย้อนหลัง 80 ปี จาก Vanguard

Defensive + Quality = รีเทิร์นชนะตลาด?

TISCO Advisory
Defensive + Quality = รีเทิร์นชนะตลาด?

คุณกำลังสนใจหุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock) อยู่หรือเปล่า ??? ถ้าใช่ เราอยากให้คุณหยุด และอ่านบทความนี้ก่อน ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะตอนนี้มีสัญญาณว่า หุ้นกลุ่มนี้กำลังจะเริ่มแผ่วลง ซึ่งนั่นหมายความว่า คุณจำเป็นต้องหาพระเอกหน้าใหม่เข้าพอร์ตแล้ว … !!!

“คุณวรสินี เศรษฐบุตร” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุน และสื่อสารการตลาด สายธุรกิจธนบดี ธนาคารทิสโก้ อธิบายว่า นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2021 ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าหุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclical) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีผลประกอบการตามทิศทางเดียวกับสภาพเศรษฐกิจ อย่าง กลุ่มธุรกิจการเงิน (Financials) พลังงาน (Energy) อุตสาหกรรม (Industrials) ฯลฯ ได้กลายเป็นดาวเด่นอย่างมาก หลังจากที่นักวิเคราะห์ต่างแนะนำให้เข้าลงทุน นั่นก็เป็นเพราะหุ้นกลุ่มนี้จะได้รับอานิสงส์ทางตรง จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวนั่นเอง

แต่…รู้หรือเปล่าว่า สัญญาณการใกล้จบรอบของหุ้น Cyclical เกิดขึ้นแล้ว !!!

โดย ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ระบุว่า เป็นผลมาจาก 3 ประเด็นสำคัญ คือ

1. เศรษฐกิจที่ขยายตัวใกล้ถึงจุดสูงสุด

2. อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) ที่อาจปรับเพิ่มขึ้นอีกไม่มากนัก

3. กำไรของบริษัทในกลุ่ม  Cyclicals บางกลุ่มมีความเสี่ยงที่จะถูกกดดันจากต้นทุน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

จาก 3 ประเด็นข้างต้น ทำให้คาดการณ์ได้ว่า หุ้นกลุ่มCyclicals จะเริ่ม underperform ในระยะข้างหน้า ดังนั้น  “คุณวรสินี” จึงแนะนำให้นักลงทุนลดน้ำหนักการลงทุนในกลุ่ม Cyclicals ลง แล้วหันมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง สามารถป้องกันผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจ (Defensive) ทนทานต่อความเปลี่ยนแปลงทุกสภาพตลาด และธุรกิจแบรนด์ชั้นนำ คุณภาพระดับโลก (Quality)

….ว่าแต่ทำไมเราจึงแนะนำให้ลงทุนหุ้น Defensive ที่มีคุณภาพ และธุรกิจแบรนด์ระดับโลก?!?!?

Defensive + Quality = รีเทิร์นชนะตลาด?

สาเหตุที่แนะนำให้เลือกหุ้นกลุ่ม Defensive นั้น “คุณวรสินี” อธิบายว่า ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจระยะข้างหน้า มีแนวโน้มชะลอตัวลง (เห็นได้จากดัชนี ISM สูงกว่า 50 จุดแต่เป็นขาลง) ตลาดหุ้นมักให้ผลตอบแทนลดลง (เฉลี่ย 0.9% ต่อเดือน)

แต่หุ้นกลุ่ม Defensive หรือ กลุ่มที่ผลประกอบการค่อนข้างเสถียร และไม่แปรผันตามวัฏจักรเศรษฐกิจ อย่างเช่น กลุ่มเทคโนโลยี (Info Tech) กลุ่มกิจการทางการแพทย์ (Health Care) และกลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities) จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด

Defensive + Quality = รีเทิร์นชนะตลาด?

และถ้ายิ่งหุ้น Defensive ที่เลือกมานั้น เป็นหุ้นที่มีคุณภาพ (Quality) มีความแข็งแกร่งในเชิงผลิตภัณฑ์ – บริการ ที่โดดเด่น ก็จะยิ่งช่วยส่งเสริมให้หุ้น Defensive ซึ่งมีแนวโน้มที่จะกลับมานำตลาดในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ สามารถสร้างผลตอบแทนได้ยั่งยืนขึ้น

ลงทุนแบบไหน ได้ทั้งหุ้น Defensive + Quality ?

ถ้าคุณเห็นตรงกับเราว่า ควรเลือกหุ้นที่มีทั้งคุณสมบัติโดดเด่น ทั้งในแง่การเป็นหุ้น Defensive และมี Quality เพื่อรับมือกับ “ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว” และเพิ่มสัดส่วนธุรกิจที่มีโอกาส Outperform เข้าพอร์ต “คุณวรสินี”  ได้คัดเลือก 2 Theme กองทุนดาวเด่นที่น่าสนใจ ดังนี้

1. กองทุนธุรกิจนวัตกรรมการแพทย์ (Innovative Healthcare) : ต้องยอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมาหลายประเทศทั่วโลกได้เห็นถึงความสำคัญของนวัตกรรมด้านการแพทย์มากขึ้น โดยเฉพาะจีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งอัดฉีดงบประมาณสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเพื่อพัฒนาในเรื่องนี้ และยังมีทีท่าว่าทั้งสองประเทศนี้ จะเดินหน้าทุ่มงบวิจัยและพัฒนายา และวัคซีนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดเพียงแค่วัคซีนโควิด-19 เท่านั้น แต่จะต่อยอดไปยังโรคอื่นๆ เช่น ไข้สมองอักเสบ อัลไซเมอร์ ฯลฯ ด้วย

ดังนั้น จึงหมายความว่าธุรกิจนวัตกรรมการแพทย์ กำลังผลิตในสิ่งที่มีคุณภาพ และเป็นที่ต้องการของคนทั่วโลก ทำให้กองทุนรวมที่ลงทุนในธุรกิจเหล่านี้ น่าสนใจนั่นเอง

Defensive + Quality = รีเทิร์นชนะตลาด?

2. กองทุนหุ้นแบรนด์ระดับโลก : “แบรนด์” คือ ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน คำกล่าวนี้ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริง เพราะจะเห็นได้ว่าตามปกติแล้ว คนเรามักจะเลือกใช้สินค้า หรือ บริการจากแบรนด์ที่คุ้นเคยเป็นหลัก ซึ่งเมื่อใช้เป็นเวลานาน ก็ทำให้ยากที่จะเปลี่ยนแปลงไปใช้แบรนด์อื่น

ยกตัวอย่างเช่น การใช้งานโปรแกรมของ Microsoft ซึ่งเชื่อว่าหลายคนก็จะยังคงใช้งานซอฟท์แวร์นี้อยู่ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้ปรับเปลี่ยนโดยไม่มีสาเหตุในทันทีทันใดได้อย่างดาย เป็นต้น

ด้วยคุณสมบัตินี้เอง จึงทำให้แบรนด์ระดับโลกที่มีคุณภาพสูง สร้างความรู้สึกผูกพันธ์ในตราสินค้าได้ดี มีความจงรักภักดีของลูกค้า มีโอกาสในการขยายกิจการ มีความแข็งแกร่งทั้งในด้านอำนาจต่อรอง มีระดับกำไรที่สูง

หากคุณสนใจเทรนด์การลงทุนหุ้นแนว Defensive + Quality ที่มีนโยบายการลงทุนในแบบที่เราแนะนำ การเลือกกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ ก็เป็นทางเลือก ที่จะเพิ่มโอกาสให้กับพอร์ตได้เช่นกัน

TISCO Advisory

ที่มาบทความ : https://tisco.co.th/th/advisory/invest-defensive-quality-stock.html

เลือกเป้าหมาย Optimize Portfolio แบบไหนดี: Information Ratio หรือ Sharpe Ratio ?

WealthGuru
เลือกเป้าหมาย Optimize Portfolio แบบไหนดี: Information Ratio หรือ Sharpe Ratio ?

นอกจากการเลือก ETF แล้ว ความท้าทายของการจัดพอร์ตคือ กำหนดสัดส่วนของ ETF

ถ้ากำหนดน้อยไป เวลาหุ้นขาขึ้น ก็จะไม่ได้กำไรมาก ในขณะที่ ถ้ากำหนดมากไป เวลาหุ้นขาลง ก็จะขาดทุนมาก

นอกจากนี้ ความท้าทายอีกอย่างคือ จะทำให้พอร์ตมีผลตอบแทนต่อความเสี่ยงดีที่สุดอย่างไร เพราะแม้ว่าผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนจะดีที่สุด แต่ถ้าความเสี่ยงมากเกินไป ผลตอบแทนต่อความเสี่ยงก็จะลดลงมา

ผมได้ใช้ 9 US Sector ETF  และ Gold ETF เป็นตัวทดสอบ โดยตอนแรกให้สัดส่วนเท่ากัน 10% หมด

หลังจากนั้นใช้การ Optimize Goal เป็น Information Ratio และ Sharpe Ratio

โดยการทำเครื่องมือ www.portfoliovisualizer.com

อะไรคือ Information Ratio และ Sharpe Ratio

ผมว่า Sharpe Ratio นักลงทุนคงเห็นกันทั่วไป มันคือการวัดการมีประสิทธิภาพของพอร์ตลงทุน

Sharpe Ratio คือ ผลตอบแทน ต่อ ความเสี่ยง พูดง่าย ๆ คือ ถ้า Sharpe Ratio ยิ่งสูง ยิ่งดี

ดังนั้นการ optimize goal สำหรับ Sharpe Ratio คือ ต้องการสัดส่วนพอร์ตลงทุนที่มีค่า Sharpe Ratio สูงที่สุด

แต่ optimize goal สำหรับ Information Ratio กลับมีแนวคิดอีกแบบ โดยจะเทียบกับ Benchmark ในกรณีคือ Index S&P500 ถ้า Information Ratio พอร์ตลงทุนสูง ยิ่งดี หมายถึงการชนะ Benchmark มากนั้นเอง

ผลการ optimize ออกมาดังนี้

เลือกเป้าหมาย Optimize Portfolio แบบไหนดี: Information Ratio หรือ Sharpe Ratio ?

ผลการดำเนินการ

เลือกเป้าหมาย Optimize Portfolio แบบไหนดี: Information Ratio หรือ Sharpe Ratio ?

Figure 1 Performance Summary จาก www.portfoliovisualizer.com/ โดยทดสอบ ปี 2010 – 2020
** Provided Portfolio คือ Equal Weighted

Max Drawdown

เลือกเป้าหมาย Optimize Portfolio แบบไหนดี: Information Ratio หรือ Sharpe Ratio ?

Figure 2 Max Drawdown จาก www.portfoliovisualizer.com/ โดยทดสอบ ปี 2010 – 2020
** Provided Portfolio คือ Equal Weighted

Efficient Frontier

เลือกเป้าหมาย Optimize Portfolio แบบไหนดี: Information Ratio หรือ Sharpe Ratio ?

Figure 3 Efficient Frontier จาก www.portfoliovisualizer.com/ โดยทดสอบ ปี 2010 – 2020
** Provided Portfolio คือ Equal Weighted

จากผลการ Optimized Portfolio เราสรุปได้ว่า 

  • พอร์ตที่มุ่งเน้น Information Ratio จะผลมีตอบแทนมากกว่า Benchmark เนื่องจากมุ่งเน้นการชนะตลาด จะเน้นลงทุนแบบ Focus มาก ไม่กระจายหลากหลายเหมือนกับ Sharpe Ratio ดังนั้นถ้าคุณอยากจะชนะตลาดจง Focus อย่ากระจาย
  • พอร์ตที่มุ่งเน้น Sharpe Ratio อาจจะมีผลตอบแทนไม่ได้เหนือกว่า Benchmark มาก แต่ กลับมีความเสี่ยง (ความผันผวน) น้อยกว่า ถ้าสังเกตจะมี Max Drawdown ต่ำกว่าทั้ง  Information Ratio มาก
  • ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี ซึ่งจะเห็นว่าพอร์ตมุ่งเน้น Sharpe Ratio จะมีทองคำ แต่พอร์ตมุ่งเน้น Information Ratio กลับไม่มี

อย่างไร การใช้ tool นี้จะใช้ข้อมูลในอดีตมาทำการ optimize ซึ่งสัดส่วนที่ได้ อาจจะใช้ในอนาคตไม่ได้เสมอไป

WealthGuru

**สนใจลงทุนในพอร์ต Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณ สามารถดูรายละเอียดและลงชื่อรับบริการได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/port/wealthguru/

7 หุ้นปันผลเด่นของตลาดสหรัฐ

MacroView
7 หุ้นปันผลเด่นของตลาดสหรัฐ

ในช่วงนี้ เริ่มมีแนวคิดใหม่ในการกระจายสินทรัพย์ของนักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นวัตถุประสงค์เพื่อการเกษียณ ที่แนวทางการลงทุนเปลี่ยนไปจากเดิม

แนวคิดการลงทุนใหม่นี้มักจะแนะนำให้มีการแบ่งเงินลงทุนเป็นสองส่วน ได้แก่ หุ้น และ บอนด์หรือหุ้นกู้ อย่างไรก็ดี จากปรากฏการณ์บรรยากาศอัตราดอกเบี้ยต่ำทั่วโลก ส่งผลให้ผู้ที่กระจายเงินลงทุนตามแนวทางดังกล่าว ได้รับผลตอบแทนที่ติดลบกว่าร้อยละ 2 ณ ช่วงกลางปีนี้

จึงเริ่มมีผู้เชี่ยวชาญหลายสำนัก เริ่มจะแนะนำให้นักลงทุนที่เน้นการออมเพื่อการเกษียณ มาถือครองหุ้นคุณภาพดีที่เน้นการจ่ายเงินปันผลมากกว่า โดยที่จะได้รับทั้งรายได้จากเงินปันผลไว้เพื่อเป็นเงินใช้จ่ายประจำ และได้ผลประโยชน์จากการเติบโตของราคาหุ้น หรือนั่นเป็นการเพิ่มขนาดก้อนเค้กเงินออมของตนเองอีกด้วย

ทางสื่อของดาวน์โจนส์ได้แนะนำ 7 หุ้นปันผลเด่นของตลาดหุ้นสหรัฐ ที่เหมาะสำหรับวัตถุประสงค์ในการออมเพื่อเกษียณในรูปแบบใหม่ดังกล่าว ตามนี้

1. AT&T

โดยหุ้นกลุ่มสื่อสารและบันเทิงรายนี้ ถือว่ามีเรื่องราวมากมายให้พูดถึง อาทิ ล่าสุด การเข้าซื้อ Discovery สื่อดังของสหรัฐ พร้อมกับเตรียมแยกกลุ่มธุรกิจบันเทิงของตนเองออกมา พร้อมตั้งเป็นบริษัทใหม่ที่ประกอบด้วย Discovery และ WarnerMedia  มูลค่า 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่มี Content ของภาพยนตร์และสารคดีพร้อมอยู่อย่างมากมาย

หุ้น AT&T เป็นที่สนใจของนักลงทุนที่ชอบปันผล เนื่องจากจ่ายเงินปันผลเฉลี่ยถึงร้อยละ 7 โดยแม้ว่าจะเป็นบริษัทที่มีปริมาณหนี้อยู่ในระดับหนึ่ง ทว่าด้วยกระแสเงินสดอิสระหลังหักการลงทุนด้านเงินทุนหรือ Capex ถึง 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้หุ้น AT&T ยังคงจะเป็นหุ้นเด่นแนวที่เน้นปันผล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จอห์น แสตนคีย์ CEO ของบริษัทย้ำว่าการเน้นจ่ายเงินปันผลที่ดีจะเป็นแนวทางของบริษัทในระยะยาว

2. Coca-Cola

ถือเป็นหุ้นที่วอเรน บัฟเฟต์ ชื่นชอบมาหลายสิบปี และล่าสุดก็ได้ออกแคมเปญโฆษณา ‘Coke adds life’ ซึ่งได้นำมาแพร่ภาพในบ้านเราด้วยในช่วงนี้ โดยแม้ว่า Coke จะมีรายได้และกำไรต่อหุ้นลดลงร้อยละ 11 และ 8 ในปี 2020 เมื่อเทียบกับปีที่แล้วซึ่งเป็นช่วงก่อนโควิด ทว่าในปีนี้ คาดว่ารายได้จะเพิ่มจนมีมูลค่าที่ใกล้เคียงกับปี 2019 จะเห็นได้ว่าราคาหุ้นของ Coke ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ได้สะท้อนการคาดการณ์ดังกล่าว โดยขึ้นมาราวร้อยละ 7 จากเมื่อ 3 เดือนก่อน

 ทั้งนี้ Coke ยังได้ประกาศให้การจ่ายเงินปันผลมีความสำคัญเป็นอันดับ 2 รองจากการลงทุนกลับไปยังธุรกิจหลักของตนเอง

3. IBM

ในปีนี้ ราคาหุ้น IBM ได้ขึ้นไปราวร้อยละ 18 จากต้นปี มากกว่า ผลตอบแทนของ S&P 500 ประมาณร้อยละ 4 อย่างไรก็ดี หากมองในระยะยาวขึ้นมา หุ้น IBM ก็ยังมีผลประกอบการที่ไม่ได้โดดเด่นมาก เพราะมีอัตราการเติบโตของรายได้ที่ค่อนข้างอ่อนแอ

อย่างไรก็ดี เริ่มจากเมื่อปีที่แล้ว ทาง IBM  ได้เริ่มเปลี่ยนรูปแบบโมเดลในการทำธุรกิจใหม่ ได้ทำการซื้อ Red Hat บริษัทที่ทำธุรกิจให้บริการแพลตฟอร์ม Cloud แบบลูกผสมด้วยรูปแบบของเงินสดและหนี้ มูลค่า 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่ง Red Hat ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ยอดขายในปี 2020 มีการเติบโตถึงร้อยละ 18 ซึ่งย่อมส่งผลต่อยอดขายของผลิตภัณฑ์ของ IBM เดิมเองให้มีการเติบโตตามด้วยเช่นกัน

ที่สำคัญ IBM จ่ายเงินปันผลด้วยอัตราผลตอบแทนเงินปันผลล่าสุดที่ร้อยละ 5 ซึ่งผู้บริหารของ IBM ยังยืนยันในการดำรงนโยบายดังกล่าว

4. Johnson & Johnson

ที่ถึงในตอนนี้ คงจะเป็นที่รู้จักและติดปากในบ้านเรา จากการที่กำลังเป็นวัคซีนโควิดที่สามารถฉีดเพียงเข็มเดียวแบรนด์แรก ๆ โดยจุดเด่นของ Johnson & Johnson คือ หนึ่ง การที่มีแหล่งรายได้จากธุรกิจที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ในหมวดบริโภคทั่วไปและยารักษาโรคในร้านขายยา สอง มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆอยู่อย่างสม่ำเสมอ ที่กำลังพัฒนาในห้องแล็บเพื่อรอการรับรองจากทางการเพื่อที่จะขายต่อประชาชน และท้ายสุด มีกระแสเงินสดอิสระที่ผลิตออกมาอย่างสม่ำเสมอ  โดยเมื่อปีที่แล้ว จ่ายเงินสด 1.05 หมื่นล้านดอลลาร์ในรูปของเงินปันผล หรือเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่ากระแสเงินสดอิสระ

5. Kellogg’s

หากจะหาหุ้นที่ขายผลิตภัณฑ์ที่มีแบรนด์อาหารซึ่งผูกพันกับครอบครัวในห้องครัวและหน้าทีวี มาอย่างยาวนาน หนึ่งในชื่อแรกๆที่ผุดขึ้นมาในหัวของหลายคน ได้แก่ Kellogg’s ไม่ว่าจะเป็น Special K หรือ Pringles โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก 4 ประเภท ได้แก่ ของทานเล่น ซีเรียล อาหารแช่แข็ง และบะหมี่สำเร็จรูป

ในส่วนของมูลค่าหุ้นของ Kellogg’s ล่าสุด มีกำไรต่อหุ้น ที่ 4.01 ดอลลาร์ คิด P/E เป็น 15.3 เท่า ซึ่งน่าจะถือว่าราคาที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับพอร์ตโฟลิโอของบริษัทที่ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ต่างๆที่หลากหลายและติดตลาดมาอย่างยาวนาน โดยมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ร้อยละ 3.7

6. Procter & Gamble หรือ P&G

ชื่อนี้ คงไม่ต้องพูดถึงความแข็งแกร่งของตัวแบรนด์ เชื่อว่าในบ้านของแทบทุกท่าน ต้องเคยซื้อผลิตภัณฑ์ของ P&G ไม่น้อยกว่า 1 ชิ้น โดย P&G  ยังคงเป็นหุ้นที่จ่ายเงินปันผลแบบไม่มีแผ่วลง แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์โควิดก็ตาม รวมถึงยังได้ประโยชน์บางส่วนจากมาตรการล็อกดาวน์ในช่วงโควิด เนื่องจากมีการกักตุนสิ่งจำเป็นของประชาชนในที่อยู่อาศัย อาทิ กระดาษชำระหรือทิชชู่ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของ P&G โดยที่กำไรต่อหุ้นยังคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5.7 ดอลลาร์ต่อหุ้น ในครึ่งปีแรกของปี 2021 เทียบกับ 5.12 ดอลลาร์ต่อหุ้น เมื่อปีที่แล้ว

7. U.S. Bancorp

Bancorp ถือเป็นหุ้นแบงก์แนว Regional Bank หรือแบงก์ท้องถิ่นที่แข็งแกร่งมาก ไม่ว่าจะมองในมุมของพอร์ตสินเชื่อหรือคุณภาพของสินเชื่อก็ตามที โดยหากเศรษฐกิจสหรัฐที่หลายคนมองว่าน่าจะเติบโตร้อนแรงที่สุดในช่วงปลายปีนี้ รวมถึงระดับความชันของเส้นโค้งอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่สูงขึ้น น่าจะเป็นผลดีต่อประโยชน์ต่อธุรกิจของ Bancorp ซึ่งมีพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลาย อันประกอบด้วยธุรกิจสินเชื่อลูกค้าขนาดใหญ่ สินเชื่อลูกค้ารายย่อย Wealth Management และบริการการชำระจ่ายเงิน รวมถึงธุรกิจบัตรเดบิตและเครดิต

โดยหุ้น Bancorp จ่ายเงินปันผล 42 เซนต์ต่อหุ้นในไตรมาสที่ผ่านมา หรือให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ร้อยละ 3 โดยคาดว่าผลประกอบการของ Bancorp ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังน่าจะดีขึ้นกว่าในช่วงที่ผ่านมาได้อีก

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/652670

มนต์ขลัง FANGMAN หมดแล้วจริงหรือ? EP3: Facebook โซเชียลเน็ตเวิร์คที่เชื่อมคนทั้งโลก

BottomLiner
มนต์ขลัง FANGMAN หมดแล้วจริงหรือ? EP3: Facebook โซเชียลเน็ตเวิร์คที่เชื่อมคนทั้งโลก

“Social Media อันดับ 1 ของโลกแสดงพลังการโตระเบิด กำไรเพิ่มขึ้นเกือบ 100% !!”

แพลตฟอร์ม Social Media อย่าง Facebook ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้วอย่างปฏิเสธไม่ได้ และ Facebook ยังเป็นเจ้าของ Platform อื่น ๆ อย่างเช่น Instagram WhatsApp และ Messenger ซึ่งมีคนใช้งานไปแล้วกว่า 1 ใน 3 ของโลก (ประมาณ 2,800 ล้านคน)

หุ้น Facebook นั้นเริ่มเข้าตลาดเมื่อปี 2012 ที่ราคาประมาณ 38 ดอลลาร์ และในปัจจุบันแตะจุดสูงสุดของหุ้นใหม่ไปได้เรื่อย ๆ ทั้งหมดใช้เวลาเพียงแค่ 9 ปีเท่านั้น !

รายได้ของ Facebook ในปี 2020 สูงถึง 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และเติบโตมา +21% YoY (แต่จัดว่าจืดสำหรับพวกหา high growth) โดยรายได้หลักยังคงมาจากโฆษณาที่เราเห็น ๆ กัน โดย Q4 2020 นี้มี MAUs (Monthly active user) ทั่วโลกเกือบ 2,800 ล้านคน โดยคนในโซนเอเชียคือผู้ใช้ส่วนใหญ่ รองลงมาคือยุโรป และสหรัฐ ถือว่าเป็นบริษัทขนาดใหญ่แต่ยังโตได้ดี

ประเด็นที่น่าจับตาอีกเรื่องของ Facebook คือใน Q4 2020 บริษัทซื้อหุ้นคืนเพียงแค่ 6,300 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าทำให้บริษัทมีกระแสเงินสด แบบเหลือ ๆ (ไม่รู้เตรียมไว้จ่ายค่าปรับรึเปล่า 555 อาจจะเตรียมซื้อกิจการรัว ๆ ก็ได้นะ)

รายได้ของ Facebook

รายได้รวม 2018 : 55,838 ล้านดอลลาร์

รายได้รวม 2019 : 70,697 ล้านดอลลาร์

รายได้รวม 2020 : 85,965 ล้านดอลลาร์

ARPU (Average revenue per user)

2018 : 24.96 ดอลลาร์

2019 : 29.25 ดอลลาร์

2020 : 32.03 ดอลลาร์

และหากไปดูในรายละเอียด ARPU ในแต่ละภูมิภาคจะพบว่ามีโอกาสอยู่อีกมาก

US and Canada : 53.56 ดอลลาร์

Europe : 16.87 ดอลลาร์

Asia Pacific 4.05 ดอลลาร์

Worldwide : 10.14 ดอลลาร์

Rest of world : 2.77 ดอลลาร์

จะเห็นได้ว่าตัวเลขที่สูงในปัจจุบันอยู่ที่สหรัฐ ในฝั่ง Asia Pacific ยังอยู่แค่ 4.05 ดอลลาร์เท่านั้น (ต่างกันเกิน 10 เท่า) จะเห็นได้ว่าโอกาสนอกสหรัฐยังมีอยู่อีกเยอะมาก ถ้าหากสามารถตีตลาดนี้ได้จะทำให้ ARPU เพิ่มขึ้นอีกมหาศาล

ทั้งตัวเลขการเติบโตที่ดีและมีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้แพลตฟอร์มของตัวเองอีก ทุกอย่างฟังดูดีไปหมด….แต่ใช่ว่าปัญหาจะไม่มี

จากการครอบครองสื่อ Social Media มากขนาดนี้ ทำให้ Facebook กำลังเจอปัญหาถูกมองว่าผูกขาดจากรัฐบาลและยังเป็นปัญหาค้างคาอยู่ในปัจจุบัน

ปัญหาต่อมาก็คือเรื่องที่ Apple ได้ใช้งาน iOS 14 เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ User และส่งผลให้ Facebook เริ่มเกิดปัญหาในเรื่องของการยิง Ads ทำให้ Facebook ถอยหลาย Features ออกไปเลยทีเดียว โดยเฉพาะในส่วนของงาน Analytics ทำให้คน Optimized ads ได้ยากขึ้น ตรงนี้มีผลต่อรายได้แน่ ๆ

Next S – Curve ใหม่ที่น่าจับตาของ Facebook มีอะไรบ้าง?

Facebook Shop – ดูจืด ๆ ไงไม่รู้

Facebook มีฟีเจอร์ที่ช่วยเรื่องการทำธุรกิจอย่างแถบ Shop บนหน้าเพจหรือ Marketplace ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับคนธรรมดาได้ไม่น้อย จนปัจจุบันได้มีการใช้ Facebook Shop เครื่องมือทำธุรกิจที่ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กหรือ SME ได้มีพื้นที่ขายสินค้าบนแพลตฟอร์มของ Facebook

โดย Facebook Shop สามารถออกแบบร้านค้าได้เองตามใจชอบ โดยสินค้าในหน้า Facebook Shop จะถูกจัดให้อยู่ในรูปแบบของ Catalog เพื่อง่ายต่อการเลือกซื้อ มีฟีเจอร์ที่ช่วยติดตามสถานะการจัดส่งสินค้าได้อีก และไฮไลท์จะอยู่ที่เมื่อเรา Live ขายของสามารถ Tag สินค้าขณะ Live ได้ โดยคนที่เข้ามาดู Live ก็จะเห็นสินค้าและเลือกซื้อสินค้าชิ้นนั้นพร้อมชำระเงินได้เลย แต่เสียใจด้วยสำหรับคนไทย เพราะปัจจุบันฟีเจอร์นี้ยังมีให้ใช้แค่ในสหรัฐเท่านั้น !!

Facebook Pay – นี่มีลุ้นหน่อย

เมื่อมีการขายของก็ต้องมีวิธีการชำระเงิน Facebook ได้เปิดตัวฟีเจอร์ Facebook Pay ที่ร้านค้าสามารถเรียกเก็บเงินได้ใน Messenger เพื่อให้ User สามารถซื้อขายผ่านแชทได้เลย เพื่อลดขั้นตอนที่ยุ่งยากให้กับลูกค้าและทำให้สามารถปิดการขายได้เร็วขึ้น

Quick Fact – รู้หรือไม่ Facebook Market Place + Group จัดว่าเป็นตลาดสินค้ามือสองที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากทำระบบชำระเงินมาเชื่อมตรงนี้ จะเป็นยังไงกันนะ ๆ

VR เรื่องตื่นเต้นขายฝันนักลงทุน ดัน PE แต่กำไรต่อให้โต๊โต ก็มีผลสักต่อ growth สักปีละ 3-5%

เมื่อเทคโนโลยีของ 5G เริ่มใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ เทคโนโลยีที่เกิดได้เป็นลำดับต้น ๆ ก็คือ AR และ VR และ Facebook ไม่รอช้าได้ทำการ Take Over บริษัท Oculus VR เเละเริ่มลุยด้วย

ในปี 2019 Facebook ได้เปิดตัว Facebook Horizon ที่เป็นโลกเสมือนที่ผู้ใช้งานสามารถออกแบบตัวตนได้ตามใจชอบ (เหมือน The Sims) สามารถสร้างโลกของตัวเองขึ้นมาได้ตามต้องการ เพียงแค่ใส่แว่น Oculus

บริษัทก็ยังไม่หยุดพัฒนาต่อ ปีที่เเล้วเปิดตัว Oculus Quest 2 ให้มีน้ำหนักเบากว่าเดิมและเพิ่มความละเอียดหน้าจอให้มากขึ้น แถมยังลดราคาลงอีก 100 ดอลลาร์ แต่การใช้งานจะต้องใช้บัญชี Facebook ในการ Log in เข้า

จะเห็นว่า Facebook นั้นมีฐาน User ที่เยอะอยู่แล้วและพยายามให้ User สามารถทำทุกอย่างอยู่บนแพลตฟอร์มของตัวเอง สามารถเลือกทำอะไรก็ได้ จะคุยแชท เสพสื่อ ทำธุรกิจ ซื้อขายของหรือแม้กระทั่งเล่นเกม ก็ทำได้ครบจบในแอพเดียว นี่อาจจะเป็น S-Curve ใหม่ของ Facebook ที่จะสร้างรายได้และการเติบโตให้กับ Facebook ในวันข้างหน้า

และ Doubted s-curve

ล่าสุดหลังจากมีกระแสของ Clubhouse เริ่มเป็นที่โด่งดัง Facebook ก็ไม่รอช้าเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ ใหม่ Social Audio ในรายละเอียดของฟีเจอร์นี้ก็จะมี Live Audio Rooms หรือห้องพูดคุยสดแบบ Clubhouse รวมทั้งเครื่องมือในการจัด Podcast ที่สามารถเข้าฟังผ่าน Facebook ได้เลย ฟีเจอร์ที่น่าสนใจต่อมาคือ Soundbites ที่ผู้ใช้สามารถอัดเสียงสั้น ๆ และนำมาแชร์ลงบนแพลตฟอร์มได้เลย โดยความได้เปรียบคือผู้ที่มี User ของ Facebook อยู่แล้วสามารถเข้าถึงแพลต์ฟอร์มเหล่านี้ได้เลย

ล่าสุด Facebook ประกาศรายได้และจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นแบบดึงไม่หยุดฉุดไม่อยู่ พากำไรโตเกือบ 100% จากปีที่แล้ว ลากราคาหุ้นปิด All-time high ไปแล้ว

BottomLiner

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/bottomlinerglobal/posts/4487298091285290

อ่านบทความชุด มนต์ขลัง FANGMAN หมดแล้วจริงหรือ? ตอนก่อนหน้า

มนต์ขลัง FANGMAN หมดแล้วจริงหรือ? EP 1: Google ผู้เป็นอาจารย์ของคนทั้งโลก

มนต์ขลัง FANGMAN หมดแล้วจริงหรือ? EP2: Microsoft เจ้าพ่อธุรกิจแพลตฟอร์มระดับโลก

กองทุนผลตอบแทนดีในรอบ 6 เดือนจาก 6 หมวดกองทุน

planet 46
กองทุนผลตอบแทนดีในรอบ 6 เดือนจาก 6 หมวดกองทุน

เผลอแปปเดียวก็เข้าสู่ช่วงเดือนสุดท้ายของไตรมาส 2 ปี 2021 แล้ว ในบทความนี้จึงขอทำคอนเทนต์สำหรับเดือน 6 สักหน่อย โดยการจับ กองทุนที่มีผลตอบแทนดีในรอบ 6 เดือนจาก 6 หมวดกองทุน มามัดรวมกันไว้ที่นี่ จะมีกองทุนไหนบ้าง? และจะใช่กองทุนที่คุณมีอยู่รึเปล่า? เชิญทุกท่านติดตามได้ในบทความนี้

กองทุนผลตอบแทนดีในรอบ 6 เดือนจาก 6 หมวดกองทุน

กลุ่มหุ้นสหรัฐฯ

1. MN-USBANK-A (+42.08%)

MN-USBANK-A มีนโยบายลงทุนในกองทุน Manulife Advanced Fund SPC – U.S. Bank Equity Segregated Portfolio (the “U.S. Bank Equity Fund”) (Class AA USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน MN-USBANK-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

สำหรับกองทุน Manulife Advanced Fund SPC – U.S. Bank Equity Segregated Portfolio (the “U.S. Bank Equity Fund”) (Class AA USD) ที่เป็นกองทุนหลัก มีนโยบายเน้นลงทุนในตราสารทุน และ/หรือตราสารทางการเงินที่อ้างอิงกับตราสารทุนที่ออกโดยบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจธนาคาร และ/หรือสถาบันการเงินที่จัดตั้งหรือดำเนินธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรมธนาคาร, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 10,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

2. TUSFIN-A (+33.57%)

TUSFIN-A มีนโยบายลงทุนในกองทุน Financial Select Sector SPDR Fund เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน TUSFIN-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

สำหรับกองทุน Financial Select Sector SPDR Fund ที่เป็นกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์ในการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี Financial Select Sector ซึ่งเป็นดัชนีที่มีส่วนประกอบเป็นหลักทรัพย์ซึ่งถูกจัดกลุ่มให้อยู่ในหมวดอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน (Financial) ที่อยู่ในดัชนี S&P 500

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในผู้ออกตราสารรายใดรายหนึ่ง, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

3. ABAGS (+23.88%)

ABAGS มีนโยบายลงทุนในกองทุน Aberdeen Standard SICAV I – North American Smaller Companies Fund Class Z เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน ABAGS จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

สำหรับกองทุน Aberdeen Standard SICAV I – North American Smaller Companies Fund Class Z ที่เป็นกองทุนหลักมีการลงทุนอย่างน้อยสองในสามของพอร์ตการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้ง หรือประกอบกิจการในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือบริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว โดยบริษัทข้างต้นมีขนาดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดน้อยกว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ณ วันที่ลงทุน

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

กลุ่มหุ้นจีน

1. UCI (+21.79%)

UCI มีนโยบายลงทุนในกองทุน United China A-Shares Innovation Fund – Class T USD Acc เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน UCI จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

สำหรับกองทุน United China A-Shares Innovation Fund – Class T USD Acc ที่เป็นกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์การลงทุนเพื่อแสวงหาผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนส่วนใหญ่ในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศจีน (A-Shares) ได้แก่ Shanghai Stock Exchange (SSE) และ Shenzhen Stock Exchange (SZSE) ซึ่งกองทุนหลักคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีนวัตกรรม และแนวโน้มการเติบโตในด้านต่าง ๆ (trends)

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศจีน, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

2. KT-Ashares-A (+16.17%)

KT-ASHARES-A มีนโยบายลงทุนในกองทุน Allianz Global Investors Fund – Allianz China A-Shares เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน KT-Ashares-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

สำหรับกองทุน Allianz Global Investors Fund – Allianz China A-Shares ที่เป็นกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์การลงทุนโดยเน้นการเติบโตของมูลค่าเงินทุนระยะยาวจากการลงทุนในตลาดหุ้น A-Shares ของสาธารณรัฐประชาชนจีน

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศจีน, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

3. MCHINAGD (+15.78%)

MCHINAGD (ชนิดผู้ลงทุนทั่วไปที่รับเงินปันผล) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Allianz Global Investors Fund – Allianz China A-Shares เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน MCHINAGD จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

สำหรับกองทุน Allianz Global Investors Fund – Allianz China A-Shares ที่เป็นกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนในตลาดหุ้น A-shares ของสาธารณรัฐประชาชนจีน

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศจีน, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

กลุ่มหุ้นเวียดนาม

1. PRINCIPAL VNEQ-A (+54.09%)

PRINCIPAL VNEQ-A — มีนโยบายลงทุนในตราสารแห่งทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือมีธุรกิจหลัก ในประเทศเวียดนามที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต รวมทั้งตราสารทุนอื่นใดที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องและ/หรือที่ได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ ทรัพย์สินส่วนใหญ่มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศดังกล่าว และ/หรือตราสารทุนของผู้ประกอบการเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอื่น และ/หรือกองทุนรวมอื่นที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารแห่งทุน และ/หรือกองทุนรวม ETF ตราสารทุนต่างประเทศที่เน้นลงทุนในตราสารทุนประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

2. ASP-VIET (+39.99%)

ASP-VIET — มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือมีธุรกิจหลักในประเทศเวียดนาม ที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตและ/หรือมีแนวโน้มการเจริญเติบโตในอนาคต รวมทั้งตราสารทุนอื่นใดที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องและ/หรือที่ได้รับ ผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือทรัพย์สินส่วนใหญ่ มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเวียดนาม และ/หรือตราสารทุนของผู้ประกอบการเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอื่น และ/หรือหน่วย CIS ที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุน และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) ตราสารทุนที่เน้นลงทุนในตราสารทุนประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน ASP-VIET จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Finance, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 5,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 5,000 บาท

3. K-VIETNAM (+34.08%)

K-VIETNAM — มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศเวียดนามและ/หรือที่ดำเนินธุรกิจหรือได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือทรัพย์สินส่วนใหญ่มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเวียดนาม และ/หรือตราสารทุนของผู้ประกอบการเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอื่น รวมทั้งหน่วย CIS หน่วย property หน่วย infra ที่เกี่ยวข้องกับประเทศเวียดนาม และ/หรือกองทุน ETF ที่เน้นลงทุนในตราสารทุนประเทศเวียดนามตามที่ประกาศ ก.ล.ต. กำหนด หรือที่จะประกาศเพิ่มเติมในภายหลังโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน K-VIETNAM จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Real Estate-Vietnam, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 500 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 500 บาท

กลุ่มหุ้นเทคโนโลยี

1. B-INNOTECH (+22.91%)

B-INNOTECH มีนโยบายลงทุนในกองทุน Fidelity Funds – Global Technology Fund ชนิดหน่วยลงทุน Class Y-ACC-USD เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน B-INNOTECH จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

สำหรับกองทุน Fidelity Funds – Global Technology Fund ชนิดหน่วยลงทุน Class Y-ACC-USD ที่เป็นกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่มีการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ กระบวนการ หรือบริการ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์อย่างสูงจากความก้าวหน้าและการพัฒนาทางเทคโนโลยี

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Information Technology, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 500 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 500 บาท

2. KKP TECH-H-F (+12.97%)

KKP TECH-H-F (ชนิด F) มีนโยบายลงทุนในกองทุน iShares Expanded Tech Sector ETF เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน KKP TECH-H-F จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

สำหรับกองทุน iShares Expanded Tech Sector ETF ที่เป็นกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยี รวมถึงหุ้นของบริษัทในกลุ่มบริการสื่อสาร (communication service) และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (consumer discretionary) ในประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Technology), ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 90% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

3. KKP TECH-H (+12.78%)

KKP TECH-H (ชนิดทั่วไป) มีนโยบายลงทุนในกองทุน iShares Expanded Tech Sector ETF เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน KKP TECH-H จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

สำหรับกองทุน iShares Expanded Tech Sector ETF ที่เป็นกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยี รวมถึงหุ้นของบริษัทในกลุ่มบริการสื่อสาร (communication service) และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (consumer discretionary) ในประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Technology), ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 90% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

กลุ่มหุ้นตลาดเกิดใหม่

1. MS-EE EURO (+22.85%)

MS-EE EURO มีนโยบายลงทุนในกองทุน Manulife Global Fund-Emerging Eastern Europe Fund (Share Class A) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน MS-EE EURO จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

สำหรับกองทุน Manulife Global Fund-Emerging Eastern Europe Fund (Share Class A) ที่เป็นกองทุนหลักมีเป้าหมายที่จะสร้างมูลค่าเงินลงทุนให้เติบโตโดยการลงทุนในตราสารทุนและหลักทรัพย์ที่อ้างอิงกับตราสารทุนซึ่งมีการจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศในแถบยุโรปตอนกลางและตะวันออก โดยรวมถึงแต่ไม่จำกัดในประเทศเหล่านี้ ออสเตรีย บัลแกเรีย โครเอเชีย สาธารณรัฐเชค เอสโทเนีย กรีซ ฮังการี ลัตเวีย ลิธัวเนีย โปแลนด์ โรมาเนีย รัสเซีย สาธารณรัฐสโลวัค สโลเวเนีย และตุรกี โดยตราสารทุนและหลักทรัพย์ที่อ้างอิงกับตราสารทุนนั้นรวมถึงหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิและใบสำคัญแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิง

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดการเงิน (Financials) และพลังงาน (Energy), ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศรัสเซีย, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 10,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

2. ABGEM (+14.95%)

ABGEM มีนโยบายลงทุนในกองทุน Aberdeen Standard SICAV I – Emerging Markets Equity Fund เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน ABGEM จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

สำหรับกองทุน Manulife Global Fund-Emerging Eastern Europe Fund (Share Class A) ที่เป็นกองทุนหลักจะลงทุนอย่างน้อยสองในสามของพอร์ตการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งหรือมีสัดส่วนรายได้จากการประกอบกิจการหรือมีสัดส่วนของทรัพย์สินอยู่ในประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก (emerging markets) หรือบริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Information Technology, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศจีน, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

3. TMBEMEQ (+12.80%)

TMBEMEQ มีนโยบายลงทุนในกองทุน iShares MSCI Emerging Markets ETF เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน TMBEMEQ จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

สำหรับกองทุน iShares MSCI Emerging Markets ETF ที่เป็นกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในตราสารที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี MSCI Emerging Markets ซึ่งกระจายการลงทุนในประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Information Technology, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศจีน, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (ไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

กลุ่มหุ้น Healthcare

1. TBIOTECH (+12.46%)

TBIOTECH มีนโยบายลงทุนในกองทุน Polar Capital Funds plc – Biotechnology ชนิดหน่วยลงทุน I US Dollar เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน TBIOTECH จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

สำหรับกองทุน Polar Capital Funds plc – Biotechnology ที่เป็นกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนอย่างน้อย 51% ของ มูลค่าทรัพย์สินในหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) การวินิจฉัยโรค (Diagnostics) และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต (Life Sciences Tools) ทั่วโลก

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Healthcare, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

2. MS-HCARE-A (+12.32%)

MS-HCARE-A (ชนิดสะสมมูลค่า) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Manulife Global Fund – Healthcare Fund (Share Class AA) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน MS-HCARE-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

สำหรับกองทุน Manulife Global Fund – Healthcare Fund (Share Class AA) ที่เป็นกองทุนหลักจะลงทุนส่วนใหญ่ในหุ้นของกลุ่มบริษัทวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ (Health sciences companies) โดยบริษัทเหล่านี้จะได้รับรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งจากกิจกรรมทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์หรือพึ่งพากิจกรรมทางธุรกิจเหล่านี้มากกว่าครึ่งหนึ่งของสินทรัพย์

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Healthcare, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 10,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

3. MS-HCARE-D (+7.81%)

MS-HCARE-D (ชนิดจ่ายเงินปันผล) — มีนโยบายลงทุนในกองทุน Manulife Global Fund – Healthcare Fund (Share Class AA) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน MS-HCARE-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

สำหรับกองทุน Manulife Global Fund – Healthcare Fund (Share Class AA) ที่เป็นกองทุนหลักจะลงทุนส่วนใหญ่ในหุ้นของกลุ่มบริษัทวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ (Health sciences companies) โดยบริษัทเหล่านี้จะได้รับรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งจากกิจกรรมทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์หรือพึ่งพากิจกรรมทางธุรกิจเหล่านี้มากกว่าครึ่งหนึ่งของสินทรัพย์ 

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Healthcare, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 10,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

ข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือนจาก FINNOMENA FUND Filter จัดอันดับ ณ วันที่ 31 .. 2564

อัปเดตตัวเลข วันที่ 25 .. 2564: B-INNOTECH, TBIOTECH

อัปเดตตัวเลข วันที่ 27 .. 2564: MN-USBANK-A, TUSFIN-A, ABAGS, UCI, KT-Ashares-A, MCHINAGD, ASP-VIET, KKP TECH-H-F, KKP TECH-H, MS-EE EURO, ABGEM, TMBEMEQ, MS-HCARE-A, MS-HCARE-D

อัปเดตตัวเลข วันที่ 28 .. 2564: PRINCIPAL VNEQ-A, K-VIETNAM

สามารถกรองการจัดอันดับได้เอง พร้อมข้อมูลอัปเดตล่าสุดที่ FINNOMENA Fund Filter

— planet 46. 

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม  จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Morning Brief 11/06/64 “เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งเกินคาดECB คงนโยบานการเงินผ่อนคลาย” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA CHANNEL
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 11/06/2021 “เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งเกินคาดECB คงนโยบานการเงินผ่อนคลาย”

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 11/06/2021

เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งเกินคาดECB คงนโยบานการเงินผ่อนคลาย

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones +19.10 จุด (+0.06%) S&P500 +19.63 จุด (+0.47%) Nasdaq +108.58 จุด (+0.78%) Small Cap 2000 -15.21 จุด (-0.65%) VIX index อยู่ที่ 16.10 (-10.01%) S&P500 ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 -0.78 จุด (-0.02%) Dax เยอรมัน -9.92 จุด (-0.06%) CAC 40 ฝรั่งเศส +16.96 จุด (-0.26%) ในปีนี้ หุ้นยุโรปปรับตัวได้ดีกว่าหุ้นโลก แต่ถ้าดูตั้งแต่ปี 2020 ยังปรับตัวได้ต่ำกว่า

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 11 มิ.ย. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเคลื่อนไหวผันผวนสลับบวกและลบ ขณะที่ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลง ฮ่องกงปรับตัวบวกได้ และ SET Index เปิดตลาด ขณะนี้ปรับตัวบวกประมาณ 7 จุด

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 11 มิ.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,902.35 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 28.23 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 69.94 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 72.16 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจัยหนุนทองระยะสั้น คือ Real Yield ที่ยังปรับตัวติดลบเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อราคาทองคำ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 11 มิ.ย. 2564) Bitcoin 36,742.5 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,464.43 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 355.78 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.32 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

วันนี้จะมีการเริ่มประชุมของกลุ่ม G7 อย่างเป็นทางการที่อังกฤษ โดยกลุ่ม G7 เตรียมบริจาควัคซีนประมาณ 1,000 ล้านโดส เพื่อช่วยเหลือประเทศยากจน ในการประชุมครั้วนี้จะมีการหารือกันทั้งในเรื่องของอัตราภาษีรวมถึงภาวะโลกร้อน

Bond Yield ปรับตัวลดลงต่ำกว่า 1.5 อยู่ที่ 1.44 เป็นการปรับตัวลดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2020

Jerome Powell และ Janet Yellen ออกมาให้ความเห็นว่าเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้น เป็นการเกิดชั่วคราว ทำให้ FED ยังมีแนวโน้มที่จะใช้นโยบายผ่อนคลายต่อไปอีกระยะ

เงินเฟ้อทั้งทั้ง Headline และ Core Inflation (ไม่รวมอาหารและพลังงาน) ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งคู่อยู่ที่ 5% และ 3.8% ตามลำดับ หากดูในรายกลุ่มอุตสาหกรรมพบว่า กลุ่มพาหนะให้เช่ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.1% ในเดือนพฤษภาคม รถยนต์และรถบรรทุกมือ 2 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.3% ราคาตั๋วเครื่องบินเพิ่มขึ้น 7%

ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการแรงงานยังปรับลดลงต่อเนื่องอยู่ที่ 258,000 ตำแหน่ง

งบดุลของ FED ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 8 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จาก Dot Plot ชี้ว่าโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยน่าจะอยู่ในปี 2023

ผลการประชุม ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยและนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป้าการเติบโตของเศรษฐกิจยูโรโซน ปี 2021 +4.6% ปี 2022 +4.7% คาดการณ์เงินเฟ้อปี 2021 อยู่ที่ 1.9% ส่วนปี 2022 อยู่ที่ 1.5% จากข้อมูลในอดีตพบว่า ECB มักจะลดการเข้าซื้อพันธบัตรในช่วงเดือนสิงหาคม ล่าสุด ECB มีการเพิ่มขนาดการซื้อพันธบัตรในอัตราที่เร็วที่สุดตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 งบดุลของ ECB ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านยูโร

Didi แอพพลิเคชั่นเรียกรถแท็กซี่จากจีน เตรียมเข้า IPO ในตลาดหุ้นอเมริกา โดยมีดำเนินการอยู่ใน 15 ประเทศ และมีผู้ใช้งานทั้วโลกประมาณ 493 ล้านคน มีคนขับรถที่ลงทะเบียนประมาณ 15 ล้านคน

ธุรกิจการกวดวิชาในจีน ถูกทางการเข้ามาตรวจสอบควบคุมจากการโฆษณาเกินจริง ทำให้ราคาหุ้นหลายตัวปรับตัวลดลงต่อเนื่อง บางบริษัทปรับตัวลดลงประมาณ -80% โดยในปี 2020 มีการลงทุนจาก VC ในธุรกิจนี้กว่า 10,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

Basel Committee (การรวมตัวกันของธนาคารกลางประมาณ 10 ประเทศ) อาจจะเริ่มผ่อนคลายการทำธุรกรรมหรือการถือครอง cryptocurrency แต่จะต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกันในสัดส่วนที่สูงหากต้องการทำธุรกรรมดังกล่าว

ทางการจีนมีการจับกุมผู้กระทำธุรกรรม cryptocurrency ผิดกฎหมายประมาณ 1,100 ราย

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในไทยอยู่ที่ 2,290 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,996 จากในเรือนจำ 294 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 27 คน ผู้หายป่วยกลับบ้าน 5,711 ราย หายป่วยสะสม 117,572 ราย ศบค. กำหนดเปิดเรียน 14 มิถุนายนนี้ แต่บางจังหวัดที่มีการระบาดเยอะ ยังให้เรียนผ่านระบบออนไลน์อยู่

ตัวเลขการฉีดวัคซีนของสหราชอาณาจักรทั้งหมดอยู่ที่ 69.25 ล้านโดส ผู้ที่ได้รับวัคซีน 1 โดส 40.71 ล้านโดส และผู้ที่ได้รับวัคซีน 2 โดส 28.54 ล้านโดส

The Opportunity

SCBWINR (มีทั้ง Class ปกติและจ่าย Auto Redemption) บลจ. ไทยพาณิชย์ ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี +12.75% กองทุนหลัก คือ BlackRock Global Multi-Asset Income Fund โดยสัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็นตราสารหนี้ 27.7% ตราสารทุน 20.6% สินทรัพย์ เช่น หุ้นบุริมสิทธิ ตราสาหนี้ตลาดเกินใหม่ Bank loans 48.3% และเงินสด 3.4% ซึ่งสัดส่วนนี้สามารถปรับได้ตามความเหมาะสม การจัดพอร์ตลักษณะนี้สามารถช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ สินทรัพย์ที่ถือสูงสุด 3 อันดับ iShares $ High Yield CRP BND ETF$ (3.23%), ISH ED MSCI USA VAL FCTR ETF (2.38%) และ BGF USD High Yield BD X6 USD (1.09%) โดย Top 10 Holdings มีสัดส่วนประมาณ 9.3% สัดส่วนแบ่งตามประเทศลงทุนในสหรัฐฯ ประมาณ 62% ยุโรป 15% สัดส่วนการลงทุนในปัจจุบัน ตราสารหนี้สหรัฐฯ (35.92%) หุ้นสหรัฐฯ (22.76%) ตราสารหนี้นอกเหนือจากสหรัฐฯ (20.82%) หุ้นนอกเหนือจากสหรัฐฯ (17.14%) เงินสด (0.10%) ในส่วนของตราสารหนี้ Credit ratings ส่วนใหญ่อยู่ที่อันดับ BB และ B โดยมีตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับจัดอันกับความน่าเชื่อถือประมาณ 10% ผลตอบแทนของกองทุนหลักจะต่ำกว่าหุ้นโลก (Lyxor MSCI World UCITS ETF) และสูงกว่าตราสารหนี้ (Barclays Global Agg Corporate Total Return Index Value Unhedged USD) สำหรับ Class ที่มีการจ่าย Auto Redemption มีการจ่ายออกแล้วรวม 45 ครั้ง คิดเป็นจำนวนเงินรับซื้อคืน 2.0166 บาท

Blockchain กับการปฏิวัติตัวกลางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

Coinman
Blockchain กับการปฏิวัติตัวกลางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

บทความวันนี้คอยน์แมนจะมาอธิบายการทำงานของเทคโนโลยี Blockchain ที่เป็นแก่นของ Cryptocurrency และเหตุผลที่มันจะมาปฏิวัติโลกของเรา แบบเข้าใจง่าย ๆ กันนะครับ

จุดกำเนิดของ Blockchain

เมื่อปี 2008 ในช่วงวิกฤตเศษฐกิจครั้งใหญ่ที่เราเรียกว่า Global Financial Crisis บุคคลนิรนามที่ใช้ชื่อว่า Satoshi Nakamoto ได้ให้กำเนิดสิ่งที่เรียกว่าบิทคอยน์ขึ้นมา โดยออกแบบให้บิทคอยน์เป็นเงินดิจิทัลสกุลแรกในประวัติศาสตร์ที่ใครๆก็สามารถใช้ได้ ทุกคนสามารถถือเงินและโอนเงินหากันได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางใด ๆ เช่นธนาคาร และที่สำคัญ มันไม่ได้ถูกสร้างหรือควบคุมโดยรัฐหรือองค์กรใด ๆ

ณ วันนั้น ไม่ใช่เพียงบิทคอยน์ แต่เทคโนโลยีที่เรียกว่า Blockchain ก็ถือกำเนิดขึ้นด้วย 

ซึ่ง Blockchain นี่แหละ คือเทคโนโลยีที่ทำให้บิทคอยน์ทำในสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน

** บางคนอาจจะคิดว่า Blockchain นั้นมีไว้สร้างสกุลเงิน จริง ๆ แล้วสกุลเงินนั้นก็เป็นเพียงหนึ่งใน Application ของ Blockchain เท่านั้นเองครับ

หลัก ๆ แล้ว Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถสร้างระบบที่ไม่ต้องพึ่งพาตัวกลางอีกต่อไป หรือที่เรียกว่า Trustless System ซึ่ง Bitcoin Network ถือว่าเป็นระบบแรก โดยมีตัว Bitcoin ที่เป็นสกุลเงินใช้งานบนนั้น

ไม่มี Bitcoin ก็ไม่มี Blockchain

อาจเป็นเพราะโจทย์ของ Satoshi Nakamoto คือ ทำยังไงถึงจะสร้างสกุลเงินที่ไร้ตัวกลาง ไร้คนควบคุม เขาก็เลยคิดเทคโนโลยีที่เรียกว่า Blockchain ขึ้นมาเพื่อทำให้เขาสร้างบิทคอยน์ได้สำเร็จ

ถ้าเรานึกกลับกันว่า Satoshi Nakamoto ไม่ได้ต้องการสร้างสกุลเงินบิทคอยน์นี้ เราอาจไม่เห็นเทคโนโลยี Blockchain กันก็เป็นได้ครับ

โลกที่ต้องพึ่งพาตัวกลาง กับธุรกิจที่เกิดขึ้นจากคำว่า Trust

คอยน์แมนขอยกตัวอย่างตัวกลางที่ทุกคนคุ้นเคยที่สุดก่อน ซึ่งก็คือเรื่องการโอนเงินนั้นเอง

Blockchain กับการปฏิวัติตัวกลางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

จากรูปข้างบนนี้ เราจะเห็นได้ว่า A และ B ฝากเงินกับ Bank 1 ในขณะที่ C และ D ฝากเงินกับ Bank 2 ดังนั้น

  • A โอนหา B โดยผ่าน Bank 1
  • ถ้า A จะโอนหา D โดยผ่านทั้ง Bank 1 และ Bank 2

ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกคนต้องพึ่งธนาคารตัวกลางในการโอนเงินหากัน

ธนาคารนั้นมีหน้าที่ทำอะไร

1. ธนาคารจดบันทึกว่าใครมีเงินเท่าไหร่ ในตัวอย่างนี้ Bank 1 ก็จะบันทึกว่า A มี 100 บาท B มี 100 บาท

Blockchain กับการปฏิวัติตัวกลางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

2. ธนาคารช่วยทำธุรกรรมให้เรา ในตัวอย่างนี้ สมมุติว่า A อยากโอนเงิน 50 บาท ให้ D ทาง Bank 1 จะเชคว่า A มีเงินจริงไหม ก่อนที่จะไปคุยกับ Bank 2 หลังจากนั้น A จะถูกหักเงิน 50 บาท และ Bank 2 ก็จะเครดิตเงิน 50 บาทให้กับ D

Blockchain กับการปฏิวัติตัวกลางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

สรุปแล้ว เราต้องใช้ธนาคารเพราะ

  • เราไม่สามารถแสดงความเป็นเจ้าของเงินในรูปแบบดิจิทัลได้
  • เราไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของเงินที่โอนมาได้

พูดง่าย ๆ ก็คือ เราทำธุรกรรมในรูปแบบดิจิทัลที่น่าเชื่อถือกันเองไม่ได้นั้นแหละ

มันก็เลยเป็นโอกาสทางด้านธุรกิจขึ้นมา โดยที่ธุรกิจเหล่านี้เป็นเสมือนตัวกลางที่น่าเชื่อถือให้ทั้งสองฝ่าย โดยที่เราต้องเชื่อใจว่า ตัวกลางนั้นจะซื่อสัตย์ จะอัพเดทดูแลบัญชีให้ทุกคนอย่างถูกต้องเสมอ

ผลของการมีตัวกลาง

  • เวลาเราจะทำธุรกรรมอะไร ไม่ว่าจะเช็คเงินในบัญชี โอนเงินให้ใคร ถอนเงิน เราก็ต้องขออนุญาตธนาคาร ไม่ว่าจะผ่านแอป ทำจาก ATM หรือทำหน้าเคาท์เตอร์ สิ่งนี้เรียกได้ว่า Server-Client Architecture
  • แน่นอนว่าธุรกิจตัวกลางต้องทำกำไร มันทำให้ cost นั้นสูง ยิ่งเราผ่านตัวกลางหลายที่ มันยิ่งแพง แต่แพงไม่พอ มันทำให้เกิดความล่าช้าขึ้นด้วย นึกภาพเราโอนเงินไปต่างประเทศว่าทั้งแพงและนานขนาดไหน (เงินเราอยู่ไหนแล้ว จะหายไปไหมก็ไม่รู้)
  • ที่สำคัญที่สุด เราต้องเชื่อใจเสมอว่าตัวกลางนี้จะไม่โกงเรา จะไม่แอบแก้ข้อมูล หรือไม่มีการให้เอื้อประโยชน์ลูกค้าคนอื่น

Blockchain ทำงานอย่างไร?

เรารู้กันแล้วว่าความเชื่อใจคือแก่นของธุรกิจตัวกลางต่าง ๆ โดยเฉพาะธนาคาร

Blockchain นั้นเป็นเทคโนโลยีที่จะสามารถมาสร้างระบบที่กระจายอำนาจความเชื่อใจของตัวกลาง ทำให้เราไม่จำเป็นต้องเชื่อตัวกลางคนใดคนนึงอีกต่อไป หรือทำให้เราทำธุรกรรมกันแบบ Peer-to-Peer ได้นั้นเอง

การกระจายบัญชีให้ทุกคนถือ

ที่นี้มาดูกันว่า เราจะทำยังไงให้ A B C และ D โอนเงินหากันได้โดยไม่ต้องผ่านธนาคาร

ซึ่งคอนเซปของ Blockchain เนี่ยบอกว่า แทนที่จะให้ธนาคารเก็บข้อมูลบัญชีพวกเรา ทำไมเราไม่ให้ทุกคนใช้บัญชีเล่มเดียวกัน แล้วให้ทุกคนนั้นได้ก๊อปปี้อันเดียวกันไปเก็บหละ?

มาดูกันครับว่าเป็นยังไง

Blockchain กับการปฏิวัติตัวกลางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

Blockchain กับการปฏิวัติตัวกลางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ดูจากรูปข้างบนแล้ว ถ้าทุกคนมีข้อมูลบัญชีอันเดียวกัน

  • เราสามารถเช็คได้เลยว่าใครมีเงินเท่าไหร่ เราก็ไม่ต้องเป็นห่วงแล้วใช่ไหมครับว่าคนนี้มีเงินจริงไม่จริง ถ้าสมมติ B แอบแก้บัญชีตัวเอง จากมี 100 เป็น 1000 บัญชีของ B ก็จะไม่ตรงกับ A C และ D ทุกคนก็จะรู้ว่า B นั้นโกงนั้นเอง
  • เวลามีการโอน เช่น A โอนให้ D ข้อมูลธุรกรรมก็จะถูก Broadcast ประกาศให้ทุกคนรู้และอัพเดทบัญชีตามกัน ดังนั้นถ้าโอนแล้วมาบอกทีหลังว่าไม่ได้โอน ก็ไม่ได้ใช่ไหมละครับ

ทำไมถึงเรียกว่า Blockchain ?

Blockchain คือวิธีการเก็บข้อมูลบัญชีรูปแบบหนึ่ง นึกภาพง่าย ๆ ว่า พอมีธุรกรรม Transaction ใหม่ ๆ เข้ามา มันก็จะถูกกองรวม ๆ กันไว้ พอได้จำนวนหนึ่งเราก็จะจัดบรรจุธุรกรรมเหล่านั้นลงกล่องบัญชี (Block) และทำการปิดกล่อง พอเราปิดกล่องเสร็จ เราก็จะได้กล่องใหม่หรือ Block ใหม่ขึ้นมานั้นเอง

Blockchain กับการปฏิวัติตัวกลางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

สิ่งที่ทำให้ Blockchain ต่างจากการเก็บบัญชีแบบอื่นคือ เราไม่ได้กลับไปเปิดกล่องบัญชีเก่าเพื่อแก้หรืออัพเดทข้อมูลธุรกรรม แต่กล่องธุรกรรมใหม่จะถูกสร้างขึ้นเรื่อยๆไปในทางเดียว โดยจะเชื่อมและอ้างอิง reference กับกล่องเก่าอยู่เสมอ ในลักษณะของกล่องหลายๆกล่องที่มีโซ่เชื่อมกัน มันถึงเรียกว่า Blockchain นั้นเอง

ยกตัวอย่างจากรูปข้างบน พอเราสร้าง Block 4 แล้ว เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ข้อมูลใน Block 1 2 หรือ 3 ได้ ผลก็คือข้อมูลธุรกรรมจะถูกเก็บถาวร

** ข้อมูลธุรกรรมของ Block ก่อนหน้าจะถูก Cryptographic Hash ไว้ (การเข้ารหัสทางเดียว ไว้เพื่อแค่เช็คว่าข้อมูลนั้นเป็นต้นฉบับจริง ไม่ถูกใครเปลี่ยนแปลง)โดยที่ Block ใหม่ที่ถูกสร้างก็จะมี Hash ของ Block เก่าระบุอยู่ด้วย (จึงอ้างอิงกลับได้ว่า Block ก่อนหน้าคืออันไหน) ถ้าหากมีคนแอบไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลธุรกรรม Block เก่า แม้แต่เพียงนิดเดียว Hash ก็จะเปลี่ยน ทำให้เรารู้ว่ามีการแอบแก้ไข ตัวอย่างเช่นรูปข้างล่าง เราจะเห็นได้ว่าประโยค “How are you” ถ้าแค่เติมเครื่องหมายคำถาม “?” เข้าไป ผลลัพท์ Hash ก็จะเปลี่ยนไปทันที

Blockchain กับการปฏิวัติตัวกลางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ประโยชน์ที่ได้จากการตัดตัวกลาง

Blockchain กับการปฏิวัติตัวกลางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

มาถึงตอนนี้ ทุกคนน่าจะทราบกันแล้วว่า Blockchain ทำงานอย่างไร ทำไมมันถึงตัดตัวกลางออกไปได้ ทีนี้เรามาดูดีกว่าว่า เราได้อะไรจากการตัดตัวกลางออก

  1. Ownership ความเป็นเจ้าของ จากที่เราต้องฝากเงินฝากชีวิตให้กับตัวกลางเป็นคนดูแล ต้องขออนุญาตทุกครั้งไม่ว่าจะดูหรือโอนเงินในบัญชี มาตอนนี้ Blockchain ทำให้เราสามารถเก็บทรัพย์สินหรือเงินนี่แหละกับตัวเองได้จริง ๆ ตอนโอนก็โอนเลยแบบ Peer-to-Peer ไม่ต้องขอใคร
  2. Open & Neutral ความเป็นระบบเปิดและเท่าเทียม ไม่ว่าเราจะเป็นใคร อายุเท่าไหร่ ทำงานอะไร ระบบไม่สนใจหรอกครับ ทุกคนมีสิทธิเข้ามาใช้อย่างเท่าเทียม ไม่มีลำเอียงหรือสองมาตรฐาน
  3. Transparency & Immutability ความโปร่งใสและข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้ ซึ่งข้อมูลบน Blockchain นั้นจะเชื่อถือได้โดยทุกฝ่าย เพราะเรารู้ว่าไม่มีบริษัทไหนหรือใครแอบเข้าไปแก้ข้อมูลย้อนหลังได้ อีกทั้งมันจะอยู่อย่างถาวรอีกด้วย
  4. Security ความปลอดภัย ถ้าเซิฟเวอร์กลางมันมีไม่กี่ที่ Hacker ก็รู้เป้าโจมตี และทำจนว่ามันจะสำเร็จใช่ไหมละครับ แค่พลาดครั้งเดียวข้อมูลบัญชีก็อาจถูกแก้ไขได้ แต่ถ้าเรากระจายบัญชีไปทั่วโลกละ จะแก้ทีก็ต้องแฮกคอมพิวเตอร์นับไม่ถ้วนพร้อม ๆ กันเลยทีเดียว ไม่งั้นก็ถูกจับได้ว่าข้อมูลผิด
  5. Borderless ความไร้พรมแดน ปกติแล้วเราจำเป็นต้องพึ่งตัวกลางในแต่ประเทศ ยกตัวอย่างเช่นการเปิดบัญชีธนาคาร แต่ระบบนี้มันไม่จำกัดประเทศ หรือพูดง่าย ๆ ว่ามันไม่รู้ด้วยว่าเราอยู่ที่ไหน เพียงแค่เรามีอินเตอร์เน็ต เราสามารถใช้งานระบบได้ทุกเมื่อ
  6. Cut Cost ลดค่าใช้จ่าย แน่นอนว่าพอไม่มีธุรกิจตัวกลางที่มากินกำไรแล้ว ค่าใช้จ่ายของการทำธุรกรรมนั้นลดลงแน่นอน

** ที่ยกมานี้เป็นคุณสมบัติหลัก ๆ ของ Permissionless / Public Blockchain นะครับ ซึ่งถ้าเป็น Permissioned / Private Blockchain อาจจะไม่ได้มีคุณสมบัติครบแบบนี้ ไว้โอกาสหน้าคอยน์แมนจะมาเจาะลึกถึงประเภท Blockchain ว่ามันต่างกันยังไงนะครับ

การปฏิรูปไม่ได้หยุดแค่เรื่องการเงิน

อย่างที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ สกุลเงินนั้นเป็นเพียง 1 ในแอปพลิเคชันของ Blockchain เท่านั้น

เราสามารถนำระบบ Trustless System ที่ถูกสร้างด้วย Blockchain มาปฏิรูปธุรกิจที่เราต้องพึ่งพาตัวกลางในปัจจุบันได้อีกด้วย เช่น

  • Social Network:Facebook, Twitter
  • Marketplace: Uber, Airbnb
  • eCommerce:Amazon, eBay

ซึ่งในอดีต เราคงนึกไม่ออกเลยใช่ไหมละครับว่าเราจะใช้สิ่งเหล่านี้ได้ยังไงถ้าไม่มีบริษัทตัวกลางพวกนี้ ธุรกิจเหล่านี้ก็เลยผุดขึ้นมาเต็มไปหมดจนพวกเราเคยชินกับมัน แต่ตอนนี้คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เราไม่ต้องพึ่งองค์กรเหล่านี้อีกต่อไปแล้ว

ไม่ว่าธุรกิจอะไรที่เป็นตัวกลาง หรืออยู่ได้เพราะความน่าเชื่อถือ มันกำลังจะโดน disrupt อย่างแน่นอน

ปิดท้าย

ตอนนี้เพื่อน ๆ คงเข้าใจ Blockchain และศักยภาพของมันเบื้องต้นกันแล้วนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วแค่ Blockchain มันไม่พอที่จะมาสร้าง Trustless System ที่ตัดตัวกลางได้ มันต้องขึ้นอยู่กับการออกแบบด้วย โดยเฉพาะการนำ Cryptocurrency มาใช้ และการเลือก Consensus ที่เหมาะสม (บางคนอาจจะเห็นว่าคอยน์แมนยังไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ ไม่ได้ลืมครับ ติดตามกันได้ที่บทความหน้า)

ครั้งหน้า คอยน์แมนจะขอมานำเสนอถึงความสำคัญของ Cryptocurrency ว่า ทำไมมันถึงไม่ควรแยกกับ Blockchain ทำไมมันถึงจำเป็นในการสร้างระบบ Trustless System นะครับ (องค์กรส่วนมากจะชอบพูดว่า จะเอา Blockchain แต่ไม่เอา Crytocurrency ซึ่งเหมือนกับทำลายจุดประสงค์ของ Blockchain เลยทีเดียว)

ขอบคุณที่ติดตามครับ

Coinman

ที่มาบทความ: https://coinman.co/2018/05/17/blockchain-101/

News Update: Fed งบดุลทะลุ 8 ล้านล้านดอลาร์เป็นครั้งแรก หลังเดินหน้าทำ QE ต่อเนื่อง

FINNOMENA Reporter
News Update: Fed งบดุลทะลุ 8 ล้านล้านดอลาร์เป็นครั้งแรก หลังเดินหน้าทำ QE ต่อเนื่อง

งบดุลของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve: Fed) ทะลุ 8 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก ตามข้อมูลรายสัปดาห์ที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี โดยเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่านับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 ที่การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ปะทุขึ้นและทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก

ในรายงานยังแสดงให้เห็นว่า เฟดดูเหมือนจะขายหุ้นของบริษัทที่ถืออยู่ได้ประมาณ 160 ล้านดอลลาร์ หลังจากการประกาศว่าจะคลี่คลายพอร์ตสินเชื่อองค์กรเกือบ 14 พันล้านดอลลาร์ วงเงินสินเชื่อของเฟดเป็นเพียงหนึ่งในหลายมาตรการฉุกเฉินที่เปิดตัวเมื่อฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว เพื่อหนุนตลาดการเงินที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการแพร่ระบาดใหญ่ของโควิด-19 ในขณะที่ backstop ของเฟดได้คืนสภาพคล่องให้กับตลาดสินเชื่อ แต่ท้ายที่สุดแล้ว เงินกู้ดังกล่าวก็ถูกใช้ไปเพียงเล็กน้อย และการขายหุ้นที่ถือครองก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อตลาด

ความมั่งคั่งในครัวเรือนของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ที่ 136.9 ล้านล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนมี.. ตามข้อมูลการรายงานจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี จากการเติบโตทางเศรษฐกิจหลังจากการระบาดของโควิด-19 และการกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง

ตลาดหุ้นที่ร้อนแรงทำให้ความมั่งคั่งโดยรวมเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินในครัวเรือนมูลค่า 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ ตามรายงานเกี่ยวกับบัญชีครัวเรือน ธุรกิจ และการเงินของรัฐบาลประจำไตรมาสล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ

ความมั่งคั่งในครัวเรือนของสหรัฐโดยรวมเพิ่มขึ้น 5 ล้านล้านดอลลาร์จากไตรมาสที่สี่ ยอดเงินสดคงเหลือ บัญชีเงินฝากประจำ และเงินฝากออมทรัพย์เพิ่มขึ้นประมาณ 850,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการระบาดของโควิด-19

เฟดยังเน้นย้ำถึงอำนาจการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของครอบครัวสหรัฐฯ โดยรวมในไตรมาสนี้และปีต่อๆ ไป เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อัตราการฉีดวัคซีนของชาวอเมริกันก็เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์การเติบโตของ GDP ในปีนี้จะเร็วที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

การฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ประกอบกับการขาดแคลนวัสดุหลักที่ใช้ในการผลิตสินค้า เช่น เซมิคอนดักเตอร์ กำลังผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น แม้ว่าเจ้าหน้าที่ของเฟดคาดว่าจะเกิดขึ้นชั่วคราว

ยอดเงินในบัญชีธนาคารของครัวเรือนที่สูงขึ้นสะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพของแพ็คเกจเงินช่วยเหลือจำนวน $600 ในการเยี่ยวยาผลกระทบจากโควิด-19 ของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อปลายเดือนธันวาคม รวมถึงแพ็คเกจของบรรเทาทุกข์จำนวน $1,400 ของประธานาธิบดีโจ ไบเดนในเดือนมีนาคม โดยความช่วยเหลือของทั้งสองแพ็คเกจมีมูลค่ารวม 2.8 ล้านล้านดอลลาร์

รายงานระบุว่าหนี้ครัวเรือนโดยรวมเพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกในอัตรา 6.5% ต่อปี เมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้น 6.2% ในไตรมาสที่สี่ เนื่องจากการกู้ยืมเพื่อจำนองบ้านเพิ่มขึ้น โดยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของครัวเรือนมีมูลค่ารวม 11 ล้านล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 31 มีนาคม

ที่มา: Reuters

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

Quantable Researcher Podcast Ep23 : เจาะลึกข้อมูลกองทุนป้องกันความเสี่ยงในคริปโทฯ (Crypto Hedge Fund) Style Quantable

Zipmex


Quantable Researcher Podcast Ep23 : เจาะลึกข้อมูลกองทุนป้องกันความเสี่ยงในคริปโทฯ (Crypto Hedge Fund) Style Quantable

กองทุน Hedge Fund มีชื่อเสียงมายาวนานในแง่ความรวดเร็ว ความอิสระในกลยุทธ์การลงทุน รวมถึงผลตอบแทนย้อนหลังที่โดดเด่น (แต่ไม่ใช่ทุกกองที่จะทำผลตอบแทนได้ดีจนชนะตลาด) พอมีสินทรัพย์ชนิดใหม่อย่าง Cryptocurrency เกิดขึ้น แล้วผลตอบแทนย้อนหลังก็สูงมาก จนเข้าตานักลงทุนหลายคน แต่จะลงทุนเองก็อาจจะไม่มีเวลาดูแลเพราะตลาดนี้เปิด 24 ชั่วโมง 7 วันทำการ จึงมีกองทุนมากมายถือกำเนิดขึ้นเพื่อเอาใจนักลงทุนและพยายามสร้างความแตกต่างให้กองของตัวเองด้วยผลตอบแทนจาก Cryptocurrency เช่น กองทุน Hedge Fund ซึ่งในบทความนี้เราจะมาตีแผ่เรื่องนี้กันครับ

กองทุน Hedge Fund ที่ลงทุนใน Cryptocurrency มีบ้างไหม ?

หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่ากองทุน Hedge Fund ที่ลงทุนใน Cryptocurrency มีมากพอสมควร (ที่เปิดเผยข้อมูล) ยังไม่นับรวมกับ Private Funds และกองทุนประเภทอื่น ๆ จากงานวิจัยต่างประเทศชุดหนึ่งที่ค้นคว้าข้อมูลโดย PWC พบว่าในปัจจุบันมีกองทุน Hedge Fund ดังต่อไปนี้

แม้จะดูไม่เยอะเท่าสินทรัพย์ชนิดอื่น ๆ ในอดีตอย่างหุ้นและทองคำ แต่ก็สังเกตเห็นได้ชัดเจนว่าสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นมีคนสนใจเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งมากพอสมควร และเมื่อเข้าไปดูไส้ในของกองก็ไม่ได้มีแค่ Bitcoin หรือเหรียญขนาดใหญ่เท่านั้น แต่มีลักษณะของการกระจายพอร์ตไปใน Cryptocurrency หลากหลายชนิด ยกตัวอย่างเช่น Alpha Sigma Capital (ที่เลือกดูกองนี้เนื่องจากเป็นชื่อแรกในลิสต์รายการ)

ภายในพอร์ตของ Hedge Fund มีหลายตัวมาก ทั้งเหรียญหลัก เหรียญ DeFi เหรียญที่เป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลแทบทั้งสิ้น

นักลงทุนที่ลงใน Crypto Hedge Fund เป็นใครกันแน่ ?

ก่อนหน้านี้คนที่สนใจสินทรัพย์ดิจิทัลจะเป็นกลุ่มเฉพาะเพียงเท่านั้น และเริ่มขยับขนาดวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายใหญ่หรือนักลงทุนสถาบัน จากการเก็บรวบรวมข้อมูลของงานวิจัยจาก PWC พบว่ากลุ่มของนักลงทุนในกองทุนป้องกันความเสี่ยง(Hedge Fund) มีดังนี้

ในปี 2019 และปี 2020 พบว่ากลุ่มนักลงทุนประมาณ 50 % เป็นกลุ่ม High Net Worth หรือผู้ที่มีสินทรัพย์สูง รองลงมาคือ Family Offices, Fund of Funds, Asset Management, Wealth Management Firms ตามลำดับ อาจจะเพราะกลุ่มของ High Net Worth มีสินทรัพย์จำนวนมาก จึงพยายามมองหาการกระจายเงินและมองหาโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่การจะลงทุนในสินทรัพย์ชนิดนี้เองก็ขาดเวลาในการติดตามสถานการณ์จึงเลือกใช้บริการกองทุน Hedge Funds ก็เป็นไปได้เช่นกัน

นักลงทุนใน Crypto Hedge Fund ใส่เงินเฉลี่ยต่อคนเท่าไหร่ ?

เมื่อรู้ข้อมูลของผู้ที่สนใจ Crypto แล้วว่าเป็นกลุ่ม High Net Worth เรามาดูในแง่ของเม็ดเงินลงทุนกันว่าต่อคนเฉลี่ยลงเงินกันคนละเท่าไหร่ จากรายงานดังกล่าวข้อมูลที่ได้ปรากฏว่า 30% จะมีเม็ดเงินลงทุนต่อคน 1 แสนถึง 5 แสนดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาคือ 5 แสนถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 30 ล้านบาท ส่วนเม็ดเงินที่มากกว่า 10 ล้านดอลลาร์หรือ 300 ล้านบาทต่อคนมีประมาณ 3 % นั่นทำให้เราเห็นว่ามีคนมั่นใจในสินทรัพย์ดิจิทัลมากในระดับหนึ่ง ระดับที่ใส่เม็ดเงินขนาดนี้เข้ามาหรืออีกกรณีคืออาจจะเป็น เงินเพียง 1-5 % ของพอร์ตรวมของพวกเขาก็ได้

กลยุทธ์ของ Crypto Hedge Fund และผลตอบแทนย้อนหลัง

ข้อมูลสุดท้ายที่เราสงสัยและอยากรู้เป็นพิเศษคือกองทุนเหล่านี้สามารถทำผลตอบแทนได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับการซื้อแล้วถือเฉย ๆ เพราะจากที่เราทำการทำสอบย้อนหลังมาเห็นได้ชัดว่า การซื้อแล้วถือเฉย ๆ ผ่านช่วงเวลาทั้งดีและไม่ดีให้ผลตอบแทนทบต้นที่สูงกว่าแบบเล่นท่ายาก แต่จะต้องแลกมาด้วยการเจอ Max Drawdown % ที่สูงเช่นเดียวกัน ส่วนวิธีอื่นสามารถลดความผันผวนของพอร์ตลงได้แต่ผลตอบแทนต่อปีก็จะลดลงไปด้วย เราลองมาดูข้อมูลผลตอบแทนของกองทุน Hedge Funds ในกลยุทธ์ที่แตกต่างกันบ้างว่าผลตอบแทนเป็นเช่นไร

จากภาพเป็น 5 กลยุทธ์กว้าง ๆ เช่น Long/Short แบบเป็นระบบ, Long/Short แบบพิจารณาสถานการณ์ครั้งต่อครั้ง, Long Only, กลยุทธ์ผสมผสาน และสุดท้ายคือซื้อแล้วถือยาว ตารางสีส้มคือผลตอบแทนปี 2019 สีเหลืองคือปี 2020 แต่ในที่นี้ไม่ได้ใส่เรื่องความผันผวนมาให้เราจึงพิจารณาได้แค่มุมเดียวเท่านั้นคือ Return per year หากดูแค่ในปี 2020 กลยุทธ์การ Long Only หรือเล่นหน้าซื้อเท่านั้นไม่มีการ Short Sell ให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นกว่าวิธีการอื่น ๆ ส่วนการซื้อถือยาวหรือ Buy and Hold กลับให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าทั้ง 2 ปี นั่นทำให้เห็นว่าราคา Bitcoin นั้นมีแนวโน้มที่ชัดเจนคือขึ้นต่อเนื่อง อาจจะมีลงแรงบ้างแต่สุดท้ายก็สามารถกลับมาได้ ทำให้การเลือกกอดเอาไว้เฉย ๆ ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการกระโดดไปกระโดดมา ซึ่งทำให้เม็ดเงินหายไปพอสมควร แต่แน่นอนว่ายังไม่เห็นในมุมของความผันผวนระหว่างถือครองเช่นกันครับ

“การลงทุนไม่มีการให้คะแนนท่ายาก” เพราะฉะนั้นในหลาย ๆ ครั้งการพยายามคิดทำง่าย ๆ ทำง่าย ๆ แต่เน้นความสม่ำเสมออาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าก็ได้ครับ

ZIPMEX


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

All Weather Strategy พฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้นยุโรปและสหรัฐฯ

Andrew Stotz
All Weather Strategy พฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้นยุโรปและสหรัฐฯ

รีวิว: หุ้นตลาดพัฒนาแล้วทำผลงานได้ดีที่สุด โภคภัณฑ์ก็ดีเช่นกัน

  • ผลการดำเนินงาน: AWS ได้รับผลกระทบจากการเน้นสัดส่วนหุ้นตลาดเกิดใหม่
  • สัดส่วนพอร์ต: โดยรวมสัดส่วนประเภทสินทรัพย์ยังคงเดิม เรามีเพียงสับเปลี่ยนสัดส่วนหุ้นไปเพิ่มน้ำหนักในหุ้นตลาดพัฒนาแล้ว
  • มุมมอง: ข่าวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการกระจายวัคซีนเป็นตัวขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อคาดหวัง

รีวิว: การลดสัดส่วนหุ้นเป็นการตัดสินใจที่พลาดไป

  • ในการปรับพอร์ตล่าสุด เราลดสัดส่วนหุ้นเหลือ 65% ซึ่งกลายเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เพราะดูเหมือนที่ผ่านมาตลาดหุ้นจะทำผลงานได้แข็งแกร่ง

รีวิว: หุ้นตลาดพัฒนาแล้วทำผลงานได้ดีเยี่ยม

  • ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หุ้นตลาดพัฒนาแล้วทำผลงานได้แข็งแกร่ง ขณะหุ้นตลาดเกิดใหม่ทำผลงานได้แย่กว่าอย่างเห็นได้ชัด น่าเสียดายที่เราไม่ได้ตั้งกลยุทธ์ไว้เพื่อการนี้

รีวิว: แบ่งสัดส่วนหุ้นไปยังภูมิภาคที่ไม่ค่อยดีนัก

  • เรามีสัดส่วนหุ้นเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) และตลาดเกิดใหม่ อย่างละ 25% ซึ่งสัดส่วนนี้ส่งผลให้ผลงานของพอร์ตไม่ค่อยดีนัก เมื่อเทียบกับพอร์ตดั้งเดิมแบบ 60/40 (ในที่นี้หมายถึงพอร์ตที่มีส่วนผสมของหุ้น 60% ตราสารหนี้ 40%)
  • ทั้งสองภูมิภาคนี้กลายเป็นกลุ่มหุ้นที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

รีวิว: เราตัดสินใจถูกที่ยังคงระดับสัดส่วนตราสารหนี้ไว้ต่ำ

  • จากการปรับพอร์ตล่าสุด เรายังคงรักษาสัดส่วนตราสารหนี้อยู่ที่ 5%
  • เนื่องจากมีความเสี่ยงว่าดอกเบี้ยจะขึ้น ตราสารหนี้จึงดูน่าสนใจน้อยกว่าหุ้น โดยกลยุทธ์ของเรายังคงถือแค่ตราสารหนี้ภาครัฐของประเทศไทยเท่านั้น แทนที่จะถือผสมกับตราสารหนี้ภาครัฐโลก และตราสารหนี้ภาคเอกชน

รีวิว: สัดส่วนโภคภัณฑ์ที่ 25% ช่วยกระตุ้นผลตอบแทนของพอร์ต

  • เราเพิ่มสัดส่วนโภคภัณฑ์เป็น 25% ในการปรับพอร์ตเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นี่เป็นการตัดสินใจที่ดีเพราะโภคภัณฑ์เป็นสินทรัพย์ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
  • ข่าวคราวเงินเฟ้อและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงแพร่ต่อไป ยิ่งช่วยขับเคลื่อนราคาโภคภัณฑ์

รีวิว: ทองคำทำผลงานได้ดีในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

  • ในการปรับพอร์ตครั้งล่าสุด เรารักษาสัดส่วนทองคำไว้ที่ 5% และต้องอย่าลืมว่าเรายังมีการลงทุนในทองผ่านสัดส่วนของโภคภัณฑ์เช่นกัน
  • ในขณะที่ตลาดรับรู้ความเสี่ยงว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น ทองคำก็ทำผลงานได้แข็งแกร่งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
  • การฟื้นตัวกลับมาของอุปสงค์ของประเทศจีนในด้านเครื่องประดับ ทองแท่ง และเหรียญยังช่วยให้ราคาทองไปต่อได้

3 เดือนที่ผ่านมา: โภคภัณฑ์ทำผลงานได้ดี ส่วนตลาดเกิดใหม่พ่ายแพ้ต่อตลาดพัฒนาแล้ว

All Weather Strategy พฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้นยุโรปและสหรัฐฯ

รูปที่ 1: รูปเปรียบเทียบผลตอบแทน AWS กับสินทรัพย์อื่น ๆ
ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • AWS: เมื่อเทียบกับพอร์ตดั้งเดิมแบบ 60/40 แล้ว AWS ทำผลงานได้น้อยกว่า 0.8%
  • โภคภัณฑ์: ทำผลงานได้ดีที่สุดเป็นอันดับ 3
  • ตลาดเกิดใหม่: ทำผลงานได้แย่ในกลุ่มหุ้นเป็นอันดับ 2
  • เอเชีย–แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น): ทำผลงานได้แย่ที่สุด

ตั้งแต่ก่อตั้ง: ผลตอบแทนน้อยกว่าพอร์ตดั้งเดิมแบบ 60/40 เล็กน้อย แต่ก็มี Drawdowns ที่ต่ำกว่า

All Weather Strategy พฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้นยุโรปและสหรัฐฯ

รูปที่ 2: เปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่าง AWS และ พอร์ตดั้งเดิมแบบ 60/40
ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • พอร์ต All Weather Strategy โดยส่วนใหญ่มีการกระจายการลงทุนในหุ้น 45-65% และลงทุนในทองคำ 25%
  • ตั้งแต่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา สัดส่วนคือหุ้น 65% ตราสารหนี้ 5% ทองคำ 5% และโภคภัณฑ์ 25%
  • ความเสี่ยงขาลงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลยุทธ์ที่มีหุ้นเพียงอย่างเดียว

ตั้งแต่ก่อตั้ง: เมื่อเทียบกับความผันผวนของพอร์ตดั้งเดิมแบบ 60/40 All Weather Strategy มีความผันผวนน้อยกว่า

All Weather Strategy พฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้นยุโรปและสหรัฐฯ

รูปที่ 3: ความผันผวนของแต่ละสินทรัพย์
ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • สัดส่วน 25-65% ในหุ้นช่วยลดความผันผวนลง
  • ทองคำไม่มีความสัมพันธ์กับหุ้น จึงช่วยลดความผันผวนของพอร์ต AWS

ตั้งแต่ก่อตั้ง: หากนับ 10 วันที่ตลาดหุ้นทำผลงานแย่ที่สุด AWS ปรับตัวลดลงน้อยกว่าพอร์ตดั้งเดิมแบบ 60/40 เป็นจำนวนทั้งหมด 8 วัน

All Weather Strategy พฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้นยุโรปและสหรัฐฯ

รูปที่ 4: ผลดำเนินงานของ 10 วันที่แย่ที่สุดของหุ้นโลก เทียบกับ AWS
ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ลักษณะที่โดดเด่นของ AWS คือ ตั้งเป้าให้ปรับตัวลงน้อยกว่า ยามตลาดหุ้นโลกปรับตัวลง
  • นับตั้งแต่ก่อตั้งพอร์ต เมื่อดูข้อมูลของ 10 วันที่ตลาดหุ้นมีผลตอบแทนย่ำแย่ที่สุด พบว่าผลตอบแทนของ AWS ปรับตัวลดลงน้อยกว่าพอร์ตดั้งเดิมแบบ 60/40 คิดเป็นสัดส่วน 80% ของ 10 วันที่ตลาดหุ้นแย่ที่สุด

ตั้งแต่ก่อตั้ง: AWS ชนะพอร์ตดั้งเดิมแบบ 60/40 คิดเป็นสัดส่วน 67% ของจำนวนเดือนทั้งหมด

All Weather Strategy พฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้นยุโรปและสหรัฐฯ

รูปที่ 5: เปรียบเทียบผลการดำเนินงาน AWS และพอร์ตดั้งเดิมแบบ 60/40ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • หากไม่นับเดือนมีนาคม ผลตอบแทนของ AWS ตั้งแต่ต้นปีถือว่าแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับพอร์ตดั้งเดิมแบบ 60/40

สัดส่วน: ในเชิงกลุ่มสินทรัพย์ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง

  • ในเชิงกลุ่มประเภทสินทรัพย์ เรายังคงรักษาสัดส่วนเดิม
  • รักษาสัดส่วนหุ้นที่ 65% และโภคภัณฑ์ที่ 25%
  • รักษาสัดส่วนตราสารหนี้และทองคำอยู่ที่อย่างละ 5%
  • เพิ่มสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นยุโรปพัฒนาแล้ว เป็นอย่างละ 25%
  • ลดสัดส่วนหุ้นตลาดเกิดใหม่ และหุ้นเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) เหลืออย่างละ 5%

สัดส่วน: ในเชิงกลุ่มสินทรัพย์ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง

All Weather Strategy พฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้นยุโรปและสหรัฐฯ

รูปที่ 6: สัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ต AWS
ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research)

  • ในเชิงกลุ่มประเภทสินทรัพย์ เรายังคงรักษาสัดส่วนเดิม
  • รักษาสัดส่วนหุ้นที่ 65% และโภคภัณฑ์ที่ 25%

สัดส่วน: ในฝั่งของหุ้น มีการสับเปลี่ยนไปยังตลาดพัฒนาแล้ว

All Weather Strategy พฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้นยุโรปและสหรัฐฯ

รูปที่ 7: สัดส่วนหุ้นในพอร์ต AWS
ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research)

  • เพิ่มสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นยุโรปพัฒนาแล้ว เป็นอย่างละ 25% จากเดิม 5%
  • ลดสัดส่วนหุ้นตลาดเกิดใหม่ และหุ้นเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) เหลืออย่างละ 5% จากแต่เดิม 25%

มุมมอง: ข่าววัคซีนและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นตัวขับเคลื่อนตลาด

  • นอกจากประเทศจีนแล้ว เราจะพบว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นในตลาดพัฒนาแล้วฝั่งยุโรปเยอะที่สุด
  • การกระจายวัคซีนนั้นเกิดขึ้นเร็ว และนโยบายกระตุ้นก็ช่วยดันให้การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคแตะระดับสูงสุดใหม่
  • Fed และ ECB พร้อมที่จะเพิ่มเงินเฟ้อเป้าหมายเกินกว่าปกติ
  • สิ่งนี้อาจเป็นตัวขับเคลื่อนให้ความคาดหวังเงินเฟ้อยังเพิ่มขึ้นต่อ

มุมมอง: การใช้งบประมาณอันยิ่งใหญ่ จากการเสนอแผนของประธานาธิบดีไบเดน

  • แผน American Jobs Plan มูลค่า 7 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ของประธานาธิบดีไบเดนนั้นโฟกัสที่โครงสร้างพื้นฐาน เช่น การขนส่ง การจัดการแหล่งน้ำ พลังงานสะอาด และเครือข่ายบรอดแบรนด์ความเร็วสูง
  • เมื่อรวมกับแผน American Families Plan การใช้จ่ายทั้งหมดจะแตะ 4 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

มุมมอง: การใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ จะกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อ

  • การใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ น่าจะกระตุ้นทั้งการเติบโตและเงินเฟ้อ
  • เป็นปัจจัยด้านบวกที่จะผลักดันหุ้นสหรัฐฯ ในระยะสั้นนี้

มุมมอง: คาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปล่อยให้เงินเฟ้อวิ่งต่อไป

  • ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เงินเฟ้อในแถบยูโรโซนพุ่งขึ้นมาเหนือกว่าที่คาดการณ์ไว้
  • คุณ Christine Lagarde ประธาน ECB มองว่าเงินเฟ้อเป็นเรื่องชั่วคราว
  • ดังนั้น ด้วยระดับเงินเฟ้อ ณ ตอนนี้ ธนาคารกลางจึงยังไม่ดำเนินนโยบายที่รัดกุม

มุมมอง: การกระจายวัคซีนที่ไวขึ้น ช่วยขับเคลื่อนบรรยากาศการลงทุนที่เป็นบวกในแถบยุโรปพัฒนาแล้ว

  • การกระจายวัคซีนที่ไวขึ้นเป็นตัวช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัว
  • เมื่อควบรวมกับความช่วยเหลือด้านนโยบายการเงิน ในระยะสั้นเรามีมุมมองที่เป็นบวก
  • เราคิดว่าบรรยากาศที่เป็นบวกนี้จะยิ่งช่วยขับเคลื่อนหุ้นยุโรปพัฒนาแล้ว

มุมมอง: เอเชียยังคงต่อสู้กับโรคระบาด

  • หลาย ๆ ประเทศในเอเชียกำลังเผชิญตัวเลขการติดเชื้อโควิด-19 ที่ไต่สูงขึ้นอีกครั้ง นอกจากนี้การกระจายวัคซีนยังทำได้ช้ากว่าประเทศในแถบตะวันตก
  • เหตุการณ์นี้อาจส่งผลให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของเอเชียและตลาดเกิดใหม่ล่าช้าออกไปอีก
  • ดัชนีตลาดหุ้นของเอเชียและตลาดเกิดใหม่ยังไม่กลับขึ้นไปแตะจุดสูงสุดเดิม

มุมมอง: โภคภัณฑ์น่าจะทำผลงานได้ดี จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อียู และจีน

  • การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อียู และจีนน่าจะเป็นตัวกระตุ้นเงินเฟ้อคาดหวัง การฟื้นตัวของอุปสงค์ก็ควรจะขับเคลื่อนราคาโภคภัณฑ์ให้สูงกว่านี้ได้เช่นกัน
  • ในระยะยาว ยิ่งมีการพูดถึงเงินเฟ้อมาก ก็อาจส่งให้เกิดการคาดหวังถึงอัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ติดลบ (Negative Real Rates)
  • เหตุการณ์นี้อาจส่งผลดีต่อราคาทอง ซึ่งเราถือสัดส่วนที่ 5% และมีบางส่วนในสัดส่วนโภคภัณฑ์

สรุป FVMR แต่ละภูมิภาค

All Weather Strategy พฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้นยุโรปและสหรัฐฯ

รูปที่ 8: สรุป FVMR หุ้นแต่ละกลุ่มประเทศ
ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. 2021 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

  • พื้นฐาน (Fundamentals): หุ้นสหรัฐฯ มีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ROE (Return on Equity) สูงที่สุด
  • มูลค่า (Valuation): ตลาดเกิดใหม่มี PE (Price-to-Earnings) ต่ำสุด และญี่ปุ่นมี PB (Price-to-Book) ต่ำสุด
  • แนวโน้ม (Momentum): ตลาดเกิดใหม่ขึ้นเยอะสุดในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา
  • ความเสี่ยง (Risk): ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และญี่ปุ่น มีอัตราหนี้สินต่อทุน (Gearing) ต่ำที่สุด

ความเสี่ยง: Fed ลงมือทำอะไรที่รุนแรง

  • แม้ว่าเราจะได้ปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับการคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นแล้ว แต่ความเสี่ยงก็ยังคงอยู่
  • ความเสี่ยงใหญ่สุดก็คือการที่ Fed ป้องกันไม่ให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นและตราสารหนี้วิ่งต่อ

สรุป รีวิวพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนพฤษภาคม 2021

  • เมื่อเทียบกับพอร์ตดั้งเดิมแบบ 60/40 พอร์ต AWS ทำผลงานได้น้อยกว่านิดหน่อย ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
  • ข่าวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการกระจายวัคซีนเป็นตัวขับเคลื่อนหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นยุโรปพัฒนาแล้ว เมื่อรวมกับจีนด้วยแล้ว การฟื้นตัวนี้ควรจะช่วยผลักดันราคาโภคภัณฑ์ให้เพิ่มขึ้น
  • เราสับเปลี่ยนไปยังหุ้นตลาดพัฒนาแล้ว แต่ยังรักษาสัดส่วนประเภทสินทรัพย์ไว้คงเดิม

Andrew Stotz

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน All Weather Strategy สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้

ผ่านมือถือ/Tablet >>แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT

**All Weather Strategy พอร์ตกองทุนรวมจัดโดย Andrew Stotz ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาว ในขณะที่ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงภาวะตลาดขาลง หากสนใจสร้างแผนการลงทุน สามารถคลิกที่นี่ https://www.finnomena.com/guruport-andrew-all-weather-create/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลยครับ


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน  | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Bond Yield สำคัญไฉน Yield Curve คืออะไร? ทำไมถึงต้องรู้จัก?

BottomLiner
Bond Yield สำคัญไฉน Yield Curve คืออะไร? ทำไมถึงต้องรู้จัก?

บทความนี้เราจะมารู้จักเรื่องของตลาดตราสารหนี้กันก่อน แต่จะให้เริ่มจากสูตรคำนวนอะไรเทือกนี้ คงจะไม่จำเป็นสำหรับนักลงทุนหุ้น เรามองไปที่ปลายทางเลย คือ Bond Yield เมื่อไหร่ขึ้นลง สัมพันธ์อย่างไร และส่งผลกับเศรษฐกิจ และค่าเงินอย่างไร

รู้หรือไม่? Asset Class ที่มูลค่าตลาดหรือเม็ดเงินสูงที่สุดนั้นไม่ใช่ตราสารทุน (หุ้น) แต่คือ ตราสารหนี้ (พันธบัตรหรือหุ้นกู้) เราเรียกกันกว้าง ๆ สวย ๆ ว่า Fixed-Income … แม้แต่เงินฝากธนาคาร ก็ดูเป็น Fixed-Income เพียงแค่ไม่อยู่ในรูปหลักทรัพย์เท่านั้นเอง โดยหลักของตราสารหนี้หรือหุ้นกู้เหล่านี้ก็คือเราจะได้ผลตอบแทนตามหน้าตั๋วที่เขียนไว้ เม็ดเงินที่หมุนเวียนไปมาบนโลกนี้ ส่วนมากคือตลาดเงินและตลาดตราสารหนี้ทั้งนั้น

โดยปกติที่เราซื้อหุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาลกัน เราก็จะได้เงินจำนวนหนึ่งกลับมาเสมอ และรอครบอายุค่อยได้เงินเต็มจำนวน แต่รู้หรือไม่ ว่าเราสามารถนำไปซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ในตลาดรอง (หรือเดินไปธนาคารบอกว่าจะขาย แต่ต้องยอดเยอะ ๆ หน่อย และยอมรับราคา discount เยอะเหมือนกัน)

ใครที่ไม่รู้จัก ตราสารหนี้ (Fixed-Income หรือ Bond treasury แบบใดก็ตาม) ให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า ราคาจะแปรผกผันกับ Yield (อัตราผลตอบแทนพันธบัตร)

แน่นอนว่าพอเป็นหนี้ ก็ต้องมีกำหนดระยะเวลาในการคืนหนี้ ดังนั้นตราสารหนี้จึงมีอายุของตราสาร

หากเรานำพันธบัตรรัฐบาลมา Plot โดยให้แกน X (แนวนอน) คือ อายุคงเหลือของตราสารหนี้ (เรียงกันจากน้อยไปมาก) แกน Y (แนวตั้ง) คือ อัตราผลตอบแทน เราจะได้ “เส้นโค้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตร” หรือ “Yield Curve” ซึ่งก็คือ เส้นที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทน กับ อายุคงเหลือของตราสารหนี้

นี่แหละหนอ คือสิ่งที่นักวิเคราะห์บางคนจ้องกันประจำ

ซึ่งปกติแล้ว ตราสารหนี้ที่อายุสั้นกว่าจะมีอัตราผลตอบแทนน้อยกว่าตราสารหนี้ที่อายุยาวกว่า (เหมือนกับเราให้คนอื่นกู้นาน มันก็เสี่ยงกว่า เราก็ต้องได้ผลตอบแทนที่มากกว่าคนที่ให้กู้ไม่นาน)

แต่โลกนี้มันไม่ง่ายดาย มีโอกาสผิดชำระหนี้ อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยน มุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจ และอื่น ๆ ทำให้ Yield curve นั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

Bond Yield สำคัญไฉน Yield Curve คืออะไร? ทำไมถึงต้องรู้จัก?

หลัก ๆ เราจะเจอรูปแบบ Yield Curve อยู่ 3 รูปแบบ คือ

1. Normal curve : Yield ของพันธบัตรระยะสั้น น้อยกว่า Yield ของพันธบัตรระยะยาว ซึ่งพบเจอได้ในสถานการณ์ปกติ หรือช่วงเศรษฐกิจแข็งแกร่ง

2. Inverted curve : Yield ของพันธบัตรระยะสั้น มากกว่า Yield ของพันธบัตรระยะยาว มักเกิดขึ้นในยามที่คนกังวลว่าเศรษฐกิจจะไม่ดี หรือมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอย่างรวดเร็ว เพื่อประคับประคองเงินเฟ้อ หรือควบคุมอสังหาฯ ไม่ให้ฟองสบู่เกินไป

มนุษย์เราเชื่อว่า นี่เป็นสัญญาณ Recession ในอนาคตอันใกล้ 6-12 เดือนข้างหน้า โดยอิงจากข้อมูลสถิติ ซึ่งนาน ๆ ทีจะเกิดขึ้นสักครั้ง (แต่ใช้ไม่ได้กับทุกตลาดนะ)

3. Flat curve : Yield ของพันธบัตรระยะสั้น เท่ากับ Yield ของพันธบัตรระยะยาว เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างเต็มที่และเตรียมที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย เส้น Yield curve จาก Normal yield curve ที่กำลังเปลี่ยนเป็น Inverted yield curve จะต้องเกิด Flat yield curve ขึ้นก่อน หรือในทางตรงกันข้าม จากวิกฤต ก่อนพลิกไปเป็น steep (normal แบบ กราฟชันมาก ๆ)

อาจฟังดูยาก ดูซับซ้อน แต่ก็แนะนำค่อย ๆ ศึกษาไปครับ สักพักจะจำ pattern ของมันได้เอง

ส่วนมีเทคนิคดูอย่างไร ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบไหน กำลังสื่ออะไร แน่นอนว่าเรื่องที่ตลาดกังวล ว่าจะต้องขึ้นดอกเบี้ย ก็จะอยู่ในนั้นด้วย รออ่านได้ในตอนถัดไปครับ

BottomLiner

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/bottomlinerglobal/posts/4531217660226666

Morning Brief 10/06/64 “สหรัฐฯ เตรียมบริจาควัคซีนไฟเซอร์ 500 ล้านโดส ให้ทั้งโลก” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA CHANNEL

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 10/06/2021

สหรัฐฯ เตรียมบริจาควัคซีนไฟเซอร์ 500 ล้านโดส ให้ทั้งโลก

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones -152.68 จุด (-0.44%) S&P500 -7.71 จุด (-0.18%) Nasdaq -13.16 จุด (-0.09%) Small Cap 2000 -16.39 จุด (-0.7%) VIX index อยู่ที่ 17.89 (+4.8%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +0.84 จุด (+0.02%) Dax เยอรมัน -59.46 จุด (-0.38%) CAC 40 ฝรั่งเศส +12.44 จุด (+0.19%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 10 มิ.ย. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเคลื่อนไหวในทิศทางบวก ขณะที่ตลาดหุ้นจีน และฮ่องกงปรับตัวบวกเล็กน้อย และ SET Index ปิดตลาด 10 มิ.ย. 64 1,626.27 จุด (+0.83%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 10 มิ.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,890.10 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 27.843 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 69.44 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 71.68 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 10 มิ.ย. 2564) Bitcoin 37,141.9 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,595.07 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 370.47 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.340124 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

สหรัฐฯ เตรียมบริจาควัคซีนไฟเซอร์ 500 ล้านโดสผ่านโครงการ COVAX เพื่อบริจาคให้ประเทศที่มีรายได้น้อย ภายใน 2 ปี โดยปีนี้จะบริจาค 300 ล้านโดส และปีหน้า 200 ล้านโดส ซึ่งปัจจุบันสหรัฐฯ ได้มีการฉีดวัคซีนให้ประชากรถึงเกือบ 60%

ผู้ติดเชื้อ COVID – 19 ทั้งโลกอยู่ที่ 173,344,004 ราย ผู้เสียทั้งหมด 3,759,059 ราย ผู้ติดเชื้อใหม่อยู่ที่ประมาณ 400,000 ราย (9 มิย. 64)

ตลาดคาด ECB คงนโยบายการเงินไว้ที่ 0% และคงนโยบาย QE ในการซื้อพันธบัตรวงเงิน 1.85 ล้านล้านยูโร แม้เงินเฟ้อสูง โดยทาง Bloomberg Consensus ได้ปรับ GDP ฝั่งยูโรโซนขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปธน.ไบเดน ยกเลิกคำสั่งของทรัมป์ในมาตราการระงับการบริการ TikTok และ WeChat ซึ่งทาง TikTok และ WeChat มีการร้องต่อศาลกลางสหรัฐให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว โดยในเดือนสิงหาคม 63 ทรัมป์ได้มีการแบนบริการ TikTok และ WeChat ต่อมาเดือนมกราคม 64 ได้มีคำสั่งแบน Alipay Antgroup QQwallet และ WeChat pay ของ Tencent Holdings เพิ่ม

GameStop ประกาศยอดขายโต 25.1% รายได้อยู่ที่ 1,276.1 ล้านเหรียญดอลล่าร์ แต่ยังคงขาดทุนอยู่ จึงมีการประกาศเพิ่มทุนจำนวน 5 ล้านหุ้น ล่าสุดราคาหุ้นปรับตัวลงประมาณ 12%

Top Glove ผู้ผลิตถุงมือยางที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประกาศผลประกอบการรายได้อยู่ที่ 1,010.5 ล้านริงกิต กำรสุทธิอยู่ที่ 479.3 ล้านริงกิต กำไร3ไตรมาสล่าสุดเติบโตสูง 12 เท่าจากปีที่แล้ว เนื่องจากสถานการณ์วิดที่แพร่ระบาด จึงมีความต้องการใช้ถุงยางมือมากขึ้น

สภาเอลซัลวาดอร์ รับรอง Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ชำระไดตามกฎหมายได้ ซึ่งทำให้ราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้น แต่ทางนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า Bitcoin จะลงได้ถึง 20,000 ดอลล่าร์/เหรียญ

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในไทยอยู่ที่ 2,310 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,208 จากในเรือนจำ 102 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 43 คน ผู้หายป่วยกลับบ้าน 3,035 ราย หายป่วยสะสม 158,675 ราย โดยวันที่ 7-8 มิย. เริ่มมีการฉีดปูพรมทั่วประเทศ มีผู้มีวัคซีนไปแล้ว 888,975 โดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 817,331 โดส เข็มที่ 2 71,644 โดส

The Opportunity

KT-G90 (กองทุนเปิดเคแทม การันตี 90) IPO วันที่ 10-16 มิย. 64 เป็นกองทุนรวมผสมที่มีนโยบายลงทุนในตราสารทุน ตราสารหนี้ ตราสารหนี้กึ่งทุน และสินทรัพย์ทางเลือก กองทุนนี้บริหารโดยผู้เชี่ยวชาญจาก Amundi Asset Management ผู้จัดการกองจะปรับสัดส่วนการลงทุนในตราสารดังกล่าวตั้งแต่ร้อยละ 0 ถึง 100 ของ NAV ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ โดยกองทุนจะมีประกันเงินลงทุนบางส่วน (90% ของ NAV สูงสุด) ซึ่งผู้รับประกัน คือ Credit Agricole S.A. (ธนาคารชั้นนำอันดับ 2 ของประเทศฝรั่งเศส) หากกรณีเกิดตลาดไม่เอื้ออำนวย และมูลค่าหน่วยลงทุนต่ำกว่าระดับการการันตี กองทุน KT-G90 จะย้ายการลงทุนไปสินทรัพย์สภาพคล่องที่มีความเสี่ยงต่ำทั้งหมด และราคา NAV ที่เผยแพร่จะประกาศเท่ากับมูลค่าหน่วยลงทุนที่รับประกันไว้

News Update: สภาเอลซัลวาดอร์ ประเทศแรกในโลกรับรอง Bitcoin ถูกกฎหมาย นักวิเคราะห์มอง ราคาอาจลงต่อถึง $20,000

FINNOMENA Reporter
News Update: สภาเอลซัลวาดอร์ ประเทศแรกในโลกรับรอง Bitcoin ถูกกฎหมาย นักวิเคราะห์มอง ราคาอาจลงต่อถึง $20,000
เอลซัลวาดอร์กลายเป็นประเทศแรกในโลกที่รับรอง Bitcoin ถูกกฎหมายอย่างเป็นทางการ หลังรัฐสภาแห่งประเทศเอลซัลวาดอร์ได้อนุมัติร่างกฎหมายสกุลเงินดิจิทัล
Nayib Bukele ประธานาธิบดีเอลซัลวาดอร์ เคยกล่าวไว้ว่า Bitcoin จะช่วยตอบสนองต่ออัตราการเข้าถึงธนาคารที่ต่ำของเอลซัลวาดอร์ และลดค่าใช้จ่ายในการโอนเงิน โดยการโอนดังกล่าวส่วนใหญ่มาจากชาวซัลวาดอร์ที่ทำงานในสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์เกือบ 7 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 12 เดือน
“เช่นเดียวกับประเทศในละตินอเมริกาหลายแห่ง เอลซัลวาดอร์จ่ายค่าธรรมเนียมจำนวนมากในการโอนระหว่างประเทศ ดังนั้นการยอมรับ cryptocurrency ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ” Edward Moya นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสของอเมริกาที่ Oanda กล่าวเมื่อวันจันทร์
ด้านการวิเคราะห์ราคา Bitcoin Oanda Corp., Evercore ISI และ Tallbacken Capital Advisors LLC กล่าวว่า ราคาที่อ่อนตัวลงของ Bitcoin อาจทำให้โซนราคา $20,000 เป็นเป้าหมายขาลง
สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก “เข้าใกล้ระดับ $30,000 อย่างอันตราย” ท่ามกลางความกังวลด้านกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐอเมริกา และ “หากราคา Bitcoin หลุด $30,000 อาจเห็นแรงเทขายมหาศาล” Edward Moya นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสของ Oanda Corp. กล่าว
Bitcoin ร่วงลงประมาณ $30,000 จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนเมษายน หลังจากมหาเศรษฐีผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Elon Musk วิจารณ์เกี่ยวกับพลังงานมหาศาลที่ต้องใช้ในการขุด Bitcoin รวมถึงการปราบปรามด้านกฎระเบียบที่เกิดขึ้นใหม่ในประเทศจีน และสหรัฐฯ โดย Bitcoin ลดลงกว่า 7% ในสัปดาห์นี้
อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้คนไม่น้อยที่มั่นใจในแนวโน้มในระยะยาวของ Bitcoin ตัวอย่างเช่น Michael Saylor จาก MicroStrategy Inc. ได้เพิ่มการขาย junk-bond เป็น 500 ล้านดอลลาร์จาก 400 ล้านดอลลาร์ เพื่อเป็นทุนในการซื้อ Bitcoin
ในขณะเดียวกัน การอภิปรายเกี่ยวกับการควบคุมสกุลเงินดิจิทัลยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น Hester Peirce กรรมาธิการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กล่าวว่า เธอกังวลเกี่ยวกับการผลักดันให้หน่วยงานกำกับดูแลมีบทบาทอย่างแข็งขันมากขึ้นในตลาดสกุลเงินดิจิทัล ตามการสัมภาษณ์ของ Financial Times
ที่มา: Bloomberg
——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

IPO คืออะไร? เรื่องที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนซื้อหุ้น!

Mr. Serotonin

ในช่วงนี้การ IPO ของบริษัทต่าง ๆ เกิดขึ้นมามากมายไปหมด เรามาสำรวจกันว่าคำว่า IPO คืออะไร?

IPO คืออะไร?

IPO หรือที่เรียกกันแบบเต็ม ๆ ว่า Initial Public Offering คือ การเสนอขายหุ้นครั้งแรกของบริษัทให้กับสาธารณะชนคนบ้าน ๆ อย่างเรา ๆ หรือที่เรียกกันเท่ ๆ ว่า “นักลงทุน” ซึ่งจะทำให้บริษัท เปลี่ยนสถานะจากบริษัทเอกชน (Private Company) เป็นบริษัทมหาชน (Public Company) สำหรับพวกเราทุกคน ให้เราทุกคนได้ลงทุน

กระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อบริษัทได้เติบโตจนถึงจุดหนึ่ง และผ่านกฎเกณฑ์เงื่อนไขของ กลต. เป็นที่เรียบร้อย โดยบริษัทจะต้องมีมูลค่าราว ๆ 1 พันล้านเหรียญ หรือ คิดเป็นเงินไทยราว ๆ 3 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งจะกลายเป็นบริษัท “ยูนิคอร์น” อย่างที่เราคุ้นหูกันนั่นเอง

IPO แล้วใครได้ประโยชน์?

1. บริษัท

หลังการ IPO บริษัทก็จะได้เงินทุนจากนักลงทุนไปสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ตามเจตจำนงของผู้บริหาร เช่น ขยายธุรกิจเพิ่มเติมให้เติบโตยิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจร้านอาหารก็ไปขยายสาขาเพิ่มเติม หรือ ธุรกิจเทคโนโลยีต่าง ๆ ก็อาจจะนำเงินที่ได้ไปวิจัย พัฒนาให้แข็งแกร่งและดี ยิ่ง ๆ ขึ้นไป หรือจะนำไปเสริมสภาพคล่องบริษัทให้เข้มแข็งขึ้นก็ได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนั้นอีกหนึ่งประโยชน์ที่น่าสนใจของบริษัทก็คือ เงินของนักลงทุนนั้นไม่เหมือนกับการกู้ยืมที่ต้องหาเงินมาใช้ให้ได้ โดยเงินของนักลงทุน เป็นเงินที่หากเกิดการสูญเสียทางบริษัทจะไม่ต้องรับผิดชอบ หุ้นที่ถืออยู่จะหมดคุณค่า และการจ่ายปันผลจะจบลง

2. ผู้ถือหุ้น และ นักลงทุน

นั้นการที่บริษัทเปลี่ยนสถานะจาก บริษัทเอกชน มาเป็น บริษัทมหาชน ยังเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ นักลงทุนบุคคล (Private Investors) หรือที่เรียกกันว่า “วงใน” (ครอบครัว เพื่อน ๆ หรือ Angel Investors) ได้ผลตอบแทนจากการลงทุน ที่คิดจากส่วนแบ่งหุ้นภายใน ได้อีกด้วย

นอกจากนั้นยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนภายนอกอย่างเรา ๆ เข้าลงทุนกับบริษัทที่เราคิดว่ามีศักยภาพดี พร้อมเติบโตในอนาคต สร้างผลกำไรและเงินปันผลให้กับเรา

อีกทั้งการ IPO ยังช่วยเพิ่มความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือให้กับบริษัท เนื่องจากบริษัทจะต้องปฏิบัติตามกฎเกณ์ต่าง ๆ เช่น การตรวจสอบบัญชี เป็นต้น

IPO แล้วเงินไปไหน?

เงินทุนที่บริษัทได้จากการ IPO บริษัท ของนักลงทุน จะนำไปลงบันทึกในส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) ซึ่งก็จะแบ่งออกเป็นสองส่วน ก็คือ หุ้นสามัญ (Common Stock) และ หุ้นบุริมสุทธิ (Preferred Stock)

ภาพแสดง Balance Sheet ของ Bank of America ที่มา: WSJ วันที่: 7 มิถุนายน 2021

จากภาพเราก็จะเห็นได้ว่าหุ้นที่ทางบริษัทเสนอเพิ่มทุนทั้งหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสุทธิ จะถูกนำมาบันทึกอยู่ในส่วนของผู้ถือหุ้น

ส่วนของแตกต่างระหว่างหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสุทธิก็คือ ผู้ถือหุ้นสามัญจะมีสิทธิออกเสียงให้กับบริษัทได้ ในขณะที่หุ้นบุริมสุทธิผู้ถือหุ้นจะไม่มีสิทธิออกเสียง แต่จะได้สิทธิพิเศษก็คือ การได้รับปันผลก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ และในกรณีที่บริษัทล้มละลาย ผู้ถือหุ้นบุริมสุทธิจะได้สิทธิในการเรียกร้องก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ

ถ้าเราซื้อหุ้นหลังการ IPO ไปแล้ว บริษัทจะได้ทุนเพิ่มอยู่หรือไม่?

ก่อนอื่นก็คงต้องแบ่งรูปแบบออกเป็นสองส่วนก่อน เวลาเราซื้อหุ้นจะมีการซื้อขายหลัก ๆ ในสองตลาด ก็คือ ตลาดหลัก (Primary Market) และ ตลาดรอง (Secondary Market)

1. ตลาดหลัก (Primary Market) คือ การซื้อขายก่อนหุ้นจะเข้าตลาดเป็นราคา IPO ซึ่งเงินในส่วนนี้จะนำไปเพิ่มทุนให้กับบริษัท

2. ตลาดรอง (Secondary Market) คือ การซื้อขายที่เกิดขึ้นหลังหุ้นไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการซื้อขายในส่วนนี้จะเป็นเพียงการเปลี่ยนมือกันเฉย ๆ ซึ่งอาจเป็นการรับไม้ต่อจากคนที่ไปซื้อ IPO หรือ คนที่ซื้อต่อ ๆ จากนั้น

ตัวอย่างง่าย ๆ ก็เช่น เวลาเราไปซื้อหุ้น A ในตลาดทันที ช่วงที่ไม่มีการเพิ่มทุน หรือ ไปซื้อหุ้นตอนตกหนัก ๆ มีแต่คนขาย แล้วเราไปเหมากระจาดมา

อยากได้หุ้น IPO ต้องทำอย่างไร?

หากต้องการหุ้น IPO ก่อนเข้าตลาด บริษัทจะประกาศให้เราสามารถจองซื้อได้ในจำนวนที่จำกัด และเราสามารถซื้อหุ้นดังกล่าวได้ผ่านโบรคเกอร์ต่าง ๆ

ตัวอย่างหุ้น IPO ในช่วงนี้ ก็มีให้เราเห็นมากมาย เช่น OR, KEX หรือ TIDLOR ซึ่งเป็นหุ้นที่เราคุ้นหูกันอยู่แล้ว

ค้นหาข้อมูลหุ้นไทยรายตัวได้เลยที่นี่

https://www.finnomena.com/stock/setindex

ซื้อราคา IPO ได้เปรียบจริงหรือไม่?

หุ้น IPO ถือเป็นความฝันของนักลงทุนหลาย ๆ ท่าน ซึ่งอาจมาจากความเชื่อที่ว่า หากเราได้ราคา IPO วงใน ตอนเปิดตัวให้ซื้อขายในตลาด ราคาจะดีดขึ้นและเราสามารถขายทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ

ซึ่งวลีที่ว่าก็ถือว่าเป็นจริงในระดับหนึ่งเพราะจากสถิติในช่วงปี 2556-2560 หุ้นที่เข้าไอพีโอและซื้อขายในวันแรกจะมีโอกาสที่ราคาจะยืนอยู่เหนือระดับราคาจองถึง 80% และให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าราคาจองที่ 39% ซึ่งอาจมีผลมาจากแรงเก็งกำไรต่าง ๆ จนทำให้ราคาเกิดความผันผวน

แต่ถึงอย่างนั้นหากเรามาเทียบกับข้อมูลในช่วงปี 2000-2012 เราก็จะเห็นได้ว่า หุ้น IPO ในระยะยาวออกไปอีกนิด ผลตอบแทนที่ได้ก็จะเริ่มลดลง

IPO คืออะไร? เรื่องที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนซื้อหุ้น!

ภาพแสดงผลตอบแทนเฉลี่ยของหุ้น IPO ทั้งหมด 310 บริษัท ในช่วงปี 2000-2012 จากภาพจะเห็นได้ว่าในช่วงวันแรกส่วนใหญ่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ ก่อนจะลดหลั่นลงไป ที่มา: researchgate.net

IPO คืออะไร? เรื่องที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนซื้อหุ้น!

ภาพแสดงผลตอบแทนหุ้น IPO ในวันแรก เมื่อปี 2020 จะสังเกตได้ว่ามีทั้งหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกและเป็นลบในวันแรก ที่มา: marker.medium.com

ดังนั้นกลยุทธ์ดังกล่าวมีโอกาสที่จะล้มเหลวได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้และทั้งนั้นคงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของนักลงทุนแต่ละท่าน

ราคาหุ้นลงต่ำกว่าราคา IPO ได้หรือไม่?

คำตอบก็คือ ได้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในระยะสั้นราคาหุ้นอาจลงมาต่ำกว่าราคาจองภายในวันแรกได้ ส่วนในระยะยาวก็เช่นเดียวกัน

ถ้าบริษัทจะ IPO ต้องเตรียมอะไรบ้าง?

ขั้นตอนที่ 1: จัดหา ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ (Underwriter) หรือ วาณิชธนากร (Investment Bank)

หากบริษัทต้องการ IPO จะต้องหา ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ หรือ วาณิชธนากร มาเป็นคนกลางดำเนินการซื้อขายระหว่างนักลงทุนและบริษัท ซึ่งจะมีการเซ็นสัญญาและมีรายละเอียดหลัก ๆ เช่น รายละเอียดของสัญญา จำนวนเงินที่ต้องการเพิ่มทุน และ หลักทรัพย์ที่ใช้ในการเพิ่มทุน

ขั้นตอนที่ 2: ลงทะเบียนสำหรับการ IPO

ในขั้นตอนนี้จะต้องมีการเตรียมเอกสารข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ และหนังสือชี้ชวน ซึ่งจะต้องมีการรายงานในด้านต่าง ๆ เช่น ความหมายของศัพท์เฉพาะในอุตสาหกรรม ความเสี่ยงต่าง ๆ จุดประสงค์ของการเพิ่มทุน ภาพรวมอุตสาหกรรม รายละเอียดธุรกิจ ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการ งบการเงิน และ ข้อมูลทางกฎหมายอื่น ๆ

ขั้นตอนที่ 3: ตรวจสอบข้อมูลผ่าน ก.ล.ต.

บริษัทจะต้องยื่นคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์กับสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลหลักทรัพย์ โดยต้องยื่นเอกสารทั้ง 3 ส่วน ประกอบไปด้วย:

  1. คำขออนุญาตเสนอขาย
  2. แบบแสดงรายการข้อมูล
  3. หนังสือชี้ชวน

ถ้าหากบริษัทผ่านเงื่อนไข ก็จะสามารถประกาศวันที่ทำการ IPO ได้ และไปลงทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ต่อไป

ขั้นตอนที่ 4: ประกาศให้โลกรู้

ในขั้นตอนนี้ทางบริษัท จะทำการโฆษณาและป่าวประกาศเกี่ยวกับการ IPO ของบริษัท ซึ่งเป็นตัวอย่างที่น่าจะคุ้นหูกันในช่วงนี้อยู่แล้วผ่านช่องทางโซเชียลมิเดียต่าง ๆ ไปจนถึงป้ายบน BTS กันเลยทีเดียว

ขั้นตอนที่ 5: ประเมินราคา IPO

ขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นการประเมินราคา IPO ซึ่งทางบริษัทสามารถกำหนดได้ด้วยตนเอง หรือ จะเป็นการเสนอราคาโดยนักลงทุนก็ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งการกระทำดังกล่าว ก็จะมีกำหนดราคาเสนอเริ่มต้นและกรอบราคาให้นักลงทุนไปเสนอราคาซื้อกันต่อได้

ขั้นตอนที่ 6: การจัดสรรแบ่งหุ้น

ในส่วนของขั้นตอนสุดท้าย เมื่อสรุปราคา IPO ได้เรียบร้อยแล้ว ทางบริษัทจะประสานกับผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์เกี่ยวกับจำนวนหุ้นที่จัดสรรให้กับนักลงทุนต่อไป

สรุปโดยรวมแล้ว IPO ถือเป็นก้าวแรกของบริษัทหนึ่ง ที่พร้อมจะสร้างความยิ่งใหญ่และยั่งยืนในอนาคต

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น การเติบโตก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลาย ๆ อย่างของ บริษัท ไม่ว่าจะเป็น ผู้บริหารว่ามีแพสชั่นหรือไม่? เอาเข้าตลาดขายทิ้งและหายจ๋อมหรือเปล่า? ธุรกิจ แบรนด์ ความป๊อปในหมู่ผู้บริโภคหากเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ สตอรี่ที่พูดทำได้จริงไหม เวอร์ไปหรือเปล่า? สถานะการเงินเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นศิลปะที่มีความจำเป็นสำหรับการคัดหุ้นที่มีคุณภาพ

สำหรับวันนี้ขอปิดท้ายไว้แต่เพียงเท่านี้ละกันครับ

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

Mr. Serotonin

References

https://capital.sec.or.th/webapp/phs/upload/phs1477454723hearing_49_2559_s07.pdf

https://marker.medium.com/why-the-day-one-ipo-pop-is-overhyped-85fbab29103b

https://www.researchgate.net/figure/Trend-of-IPO-opening-prices-in-the-first-20-days-after-listing-Average-opening-price-is_fig2_284888766

http://www.fmsconsult.com/th/news-event/knowledge/erp/ipo.html#:~:text=IPO%20%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%20Initial%20Public%20Offering,Need%20of%20Funds%20%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%20Sustainability

https://www.ft.com/content/880da46a-a0b1-11e4-8ad8-00144feab7de

https://www.indiainfoline.com/ipo-guide/ipo-process-in-india

https://www.investopedia.com/terms/i/ipo.asp

https://www.moneybuffalo.in.th/stock/investing-in-ipo

https://www.wsj.com/market-data/quotes/BAC/financials/annual/balance-sheet

ข้อมูลบางส่วนจาก FINNOMENA Investment Team

Morning Brief 09/06/64 “ธนาคารโลก เพิ่มเป้า GDP โลก 2021 โต 5.6% สูงสุดรอบ 80 ปี ไทยเหลือโต 2.2%” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA CHANNEL

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 09/06/2021

ธนาคารโลก เพิ่มเป้า GDP โลก 2021 โต 5.6% สูงสุดรอบ 80 ปี ไทยเหลือโต 2.2%

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones -30.42 จุด (-0.09%) S&P500 +0.74 จุด (+0.02%) Nasdaq +43.19 จุด (+0.31%) Small Cap 2000 +26.04 จุด (+1.12%) VIX index อยู่ที่ 17.07 (+3.96%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 -1.64 จุด (-0.04%) Dax เยอรมัน -36.55 จุด (-0.23%) CAC 40 ฝรั่งเศส +7.45 จุด (+0.11%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 9 มิ.ย. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเคลื่อนไหวในทิศทางลบ ขณะที่ตลาดหุ้นจีน และฮ่องกงปรับตัวบวกเล็กน้อย และ SET Index ปิดตลาด 8 มิ.ย. 64 1,612.88 จุด +0.29 จุด (+0.02%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 9 มิ.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,895.35 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 27.73 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 70.34 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 72.48 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 9 มิ.ย. 2564) Bitcoin 32,556.9 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,434 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 337.39 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.313727 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

เมื่อวานนี้ดัชนี VNI ปิดตลาดลดลง 2.86% ท่ามกลางแรงเทขายของนักลงทุนในประเทศ จากความกังวลจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่เพิ่มขึ้นในเมื่อวานนี้ 76 ราย โดยมีแรงเทขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มธนาคารและการเงินซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำตลาดในปีนี้

ธนาคารโลก เพิ่มเป้า GDP โลก 2021 โต 5.6% จาก 4.1% สูงสุดรอบ 80 ปี สาเหตุจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศที่ควบคุมสถานการณ์ COVID-19 ได้ดี โดยสหรัฐปรับคาดการณ์ GDP 2021 โต 6.8% ยูโรโซนปรับคาดการณ์ GDP 2021 โต 4.2% จีนปรับคาดการณ์ GDP 2021 โต 8.5% และไทยปรับคาดการณ์ GDP 2021 โต 2.2%

สว.สหรัฐ ผ่านกฎหมายสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนการแข่งกับจีน มูลค่ากว่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเน้นสนับสนุนในกลุ่ม Domestic Semiconductor Manufacturing

สหรัฐ ประกาศสามารถกู้คืน Bitcoin ที่เคยถูกเรียกค่าไถ่จากแฮกเกอร์ที่โจมตีท่อส่งน้ำมัน Colonial Pipeline มูลค่ากว่า 2,300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เรื่องนี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบของ Bitcoin โดยเมื่อวานนี้ราคา Bitcoin ปรับตัวลงอย่างหนัก

Ark ไม่กลัวภาวะเงินเฟ้อ มั่นใจพอร์ตโต 3 เท่าใน 5 ปี โดย Cathie Wood กล่าวว่า เงินเฟ้อไม่ปรับตัวเพิ่มรุนแรงในระยะยาว เนื่องจาก โครงสร้างประชากรเริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นผู้สูงอายุมากขึ้น และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มาทำให้ภาคการผลิตมีต้นทุนถูกลง ผลผลิตผลิตได้มากขึ้นเกิดการประหยัดต่อขนาด

ภูเก็ตแซนบอกซ์ จะเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวแบบไม่ต้องกักตัวในวันที่ 1 กค. โดยภูเก็ตผ่อนผันเกณฑ์ในการเข้าจังหวัด คือ ฉีดแอสตร้าเซนเนก้า 1 เข็ม หรือ ฉีดซิโนแวค 2 เข็ม หรือผู้ที่หายป่วยจากโควิด – 19 มาแล้วไม่เกิน 90 วัน หรือได้รับการตรวจหาเชื้อโควิด – 19 ด้วยวิธีการ Antigen Rapid Test ไม่เกิน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับการตรวจ

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในไทยอยู่ที่ 2,400 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,680 จากในเรือนจำ 280 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 35 คน มีผู้หายป่วยกลับบ้าน 4,253 ราย หายป่วยสะสม 156,365 ราย

The Opportunity

TUSREIT เป็นกองทุนที่นโยบายลงทุนในทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ เพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุนให้ใกล้เคียงผลตอบแทนของดัชนี MSCI US Investable Market Real Estate 25/50 ซึ่ง TUSREIT ได้รับประโยชน์จากการเร่งฉีดวัคซีน และเปิดเมืองของสหรัฐ โดยกองทุนหลัก คือ Vanguard Real Estate ETF สัดส่วนการลงทุน 5 อันดับแรกประกอบด้วย Vanguard Real Estate II Index Fund (11.9%) American Tower Corp. (7%) Prologis Inc (5.3%) Crown Castle International Corp. (5%) Equinix Inc. (4%)

News Update: Bitcoin ความมั่นใจหาย หลังสหรัฐฯ กู้คืนเงินค่าไถ่แฮกเกอร์โจมตีท่อส่งน้ำมัน

FINNOMENA Reporter
News Update: Bitcoin ความมั่นใจหาย หลังสหรัฐฯ กู้คืนเงินค่าไถ่แฮกเกอร์โจมตีท่อส่งน้ำมัน

ราคาของ Bitcoin ร่วงลงอีกครั้งในวันอังคารท่ามกลางแรงเทขายอย่างรุนแรงในตลาดสกุลเงินดิจิทัล แม้ว่าสาเหตุของการถูกเทขายของ Bitcoin จะยังไม่ชัดเจน แต่ทั้งนี้อาจเกี่ยวข้องกับความกังวลเรื่องความปลอดภัยของสกุลเงินดิจิทัล หลังจากที่เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ สามารถกู้คืนเงินค่าไถ่บางส่วนที่ทาง Colonial Pipeline จ่ายให้กับกลุ่มแฮกเกอร์ DarkSide ในรัสเซีย

เมื่อวันจันทร์ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และสำนักงานสืบสวนกลางของสหรัฐฯ หรือ FBI ระบุว่า หน่วยงานเฉพาะกิจในการรับมือกับการโจมตีด้วย Ramsomware หรือซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่ ประสบความสำเร็จในการกู้คืน Bitcoin ราว 85% ที่ทาง Colonial Pipeline จ่ายค่าไถ่ให้กับแฮกเกอร์รัสเซียมาได้

มูลค่าของ Bitcoin ลดลงต่ำกว่าระดับ $32,000 ในเช้าวันอังคาร ด้านเหรียญดิจิทัลอื่นก็ลดลงเช่นกัน โดย Ethereum ลดลงประมาณ 8% สู่ $2,499.28 และ XRP ที่ลดลงมากกว่า 7%

ในเดือนเมษายนปี 2021 ที่ถือว่าเป็นเดือนแห่งความร้อนแรงของสกุลเงินดิจิทัล โดย มูลค่าของ Bitcoin ได้แตะระดับ $60,000 เป็นครั้งแรกและทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยมูลค่าเกือบ $64,000 แต่การดิ่งลงของราคาสกุลเงินดิจิทัลที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นในตลาด Bitcoin ลง โดยมูลค่าของ Bitcoin ลดลงเหลือเกือบ $30,000 ในเดือนที่แล้ว และปัจจุบันลดลงประมาณ 50% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ที่มา: CNBC, VOA Thai

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน