แจ้งเตือน

All Weather Strategy พฤษภาคม 2020: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนตราสารหนี้

Andrew Stotz
All Weather Strategy พฤษภาคม 2020: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนตราสารหนี้

รีวิว: ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทองคำคือผู้ชนะ

ผลการดำเนินงาน: All Weather Strategy ยังแพ้หุ้นโลก

สัดส่วน: เพิ่มสัดส่วนหุ้นเล็กน้อย จากตอนแรกที่เน้นความเสี่ยงต่ำมาก

มุมมอง: ยังคงเฝ้าระวัง และโฟกัสที่การป้องกันความเสี่ยงขาลง

รีวิว: สัดส่วนหุ้นที่น้อย ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของ AWS ไม่ดีเท่าที่ควร

  • ในเดือนมีนาคม เราคาดหวังว่าจะยังเห็นหุ้นปรับตัวลงจากจุดสูงสุดตลอดกาล เราจึงลดสัดส่วนหุ้นเหลือ 25% จาก 45% ในช่วงแรก ๆ สัดส่วนหุ้นที่น้อยก็ช่วยรองรับไม่ให้พอร์ตปรับตัวลงมากเกินไป
  • ทว่าตลาดหุ้นที่กลับตัวขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคมก็ยังคงขึ้นไปต่อ โดยได้แรงหนุนจากการอัดฉีดเงินของเฟด และมุมมองที่สดใสขึ้นท่ามกลางการระบาดของโควิด-19
  • ตลาดสหรัฐฯ และตลาดพัฒนาแล้วอื่น ๆ กลับตัวขึ้นได้มากสุด แต่ก็ยังไม่สามารถฟื้นคืนได้ทั้งหมด
  • ในขณะที่หุ้นกลับตัวขึ้น สัดส่วนหุ้นที่เราถืออยู่นั้นต่ำ อธิบายได้ถึงผลการดำเนินงานที่ไม่ดีเท่าที่ควรในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

รีวิว: ตั้งแต่สับเปลี่ยนไปถือตราสารหนี้รัฐบาลของไทย ผลตอบแทนก็ยังคงนิ่ง

  • ก่อนหน้านี้เราได้เพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้เป็น 45% จาก 25% ซึ่งเราก็ได้สับเปลี่ยนไปถือแค่ตราสารหนี้ภาครัฐของประเทศไทยเท่านั้น แทนที่จะถือผสมกับตราสารหนี้ภาครัฐโลก และตราสารหนี้ภาคเอกชน
  • เหตุผลหลักที่เราเพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้และสับเปลี่ยนออกจากตราสารหนี้เอกชน คือเพื่อจำกัดความเสี่ยงขาลง ตั้งแต่นั้นมา ผลตอบแทนก็ยังคงนิ่ง

รีวิว: กลุ่มโภคภัณฑ์ถูกน้ำมันลากลง

  • ก่อนหน้านี้เราได้ปรับสัดส่วนโภคภัณฑ์ออกทั้งหมด และก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
  • ในเดือนเมษายน 2020 นับเป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้ามีราคาติดลบ หลังจากนั้นมา ราคาน้ำมันก็ฟื้นตัว เมื่อซาอุดิอาระเบีย สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคูเวตประกาศว่าจะตัดกำลังการผลิต
  • โดยรวมแล้วราคาโภคภัณฑ์มีการกลับตัวขึ้น แต่ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาก็ยังถือว่าอยู่ในขาลง เรากำลังมองว่าปัจจัยที่จะขับเคลื่อนราคาได้คือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

รีวิว: ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทองคำคือผู้ชนะ

  • ก่อนหน้านี้ เราเพิ่มสัดส่วนทองคำเป็น 30% จาก 25% และก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
  • ความไม่แน่นอนที่ยังดำรงต่อไปนั้นเป็นปัจจัยหนุนความต้องการการลงทุนในทองคำ
  • ทองคำจึงเป็นสินทรัพย์ที่ทำผลตอบแทนได้ดีที่สุดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

3 เดือนที่ผ่านมา: ผลการดำเนินงานไม่ดีเท่าที่ควร เมื่อหุ้นกลับตัวขึ้นฉับพลัน

All Weather Strategy พฤษภาคม 2020: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนตราสารหนี้

รูปที่ 1: รูปเปรียบเทียบผลตอบแทน AWS กับสินทรัพย์อื่น ๆ
ข้อมูล ณ วันที่ 31 .. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • AWS: แพ้หุ้นโลกไป 4%
  • ทองคำ: ความไม่แน่นอนที่ยังดำรงอยู่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนราคา
  • ตราสารหนี้: ปรับตัวลงพร้อมตลาดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม จากนั้นเมื่อเราได้สับเปลี่ยนเข้าไปถือตราสารหนี้ภาครัฐของไทย ผลตอบแทนก็นิ่งเรื่อยมา

ตั้งแต่ก่อตั้ง: แพ้หุ้นโลก แต่มีจุดขาดทุนสูงสุด (Drawdowns) ที่ต่ำกว่า

All Weather Strategy พฤษภาคม 2020: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนตราสารหนี้

รูปที่ 2: เปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่าง AWS และ MSCI World
ข้อมูล ณ วันที่ 31 .. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • พอร์ต All Weather Strategy โดยส่วนใหญ่มีการกระจายการลงทุนในหุ้น 45-65% และลงทุนในทองคำ 25%
  • ตั้งแต่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา สัดส่วนคือหุ้น 25% ตราสารหนี้ 45% ทองคำ 30%
  • การมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่ต่ำกว่าในเชิงเปรียบเทียบ ช่วยลดความรุนแรงของการปรับตัวลงเมื่อเทียบกับกลยุทธ์ที่มีหุ้นเพียงอย่างเดียว

ตั้งแต่ก่อตั้ง: เมื่อเทียบกับความผันผวนของตลาดหุ้นโลก พอร์ต All Weather Strategy มีความผันผวนน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง

All Weather Strategy พฤษภาคม 2020: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนตราสารหนี้

รูปที่ 3: ความผันผวนของแต่ละสินทรัพย์
ข้อมูล ณ วันที่ 31 .. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ความผันผวนของพอร์ต AWS นั้นมีน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ของความผันผวนหุ้นโลก
  • สัดส่วน 25-65% ในหุ้นช่วยลดความผันผวนลง
  • ทองคำไม่มีความสัมพันธ์กับหุ้น จึงช่วยลดความผันผวนของพอร์ต AWS

ตั้งแต่ก่อตั้ง: AWS มักจะทำผลงานได้เหนือกว่า เมื่อหุ้นโลกเผชิญภาวะร่วงหนัก

All Weather Strategy พฤษภาคม 2020: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนตราสารหนี้

รูปที่ 4: ผลดำเนินงานของ 10 วันที่แย่ที่สุดของหุ้นโลก เทียบกับ AWS
ข้อมูล ณ วันที่ 31 .. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ลักษณะที่โดดเด่นของ AWS คือ ตั้งเป้าให้ปรับตัวลงน้อยกว่า ยามตลาดหุ้นโลกปรับตัวลง
  • นับตั้งแต่ก่อตั้งพอร์ต เมื่อดูข้อมูลของ 10 วันที่ตลาดหุ้นมีผลตอบแทนย่ำแย่ที่สุด พบว่าผลตอบแทนของ AWS ปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นโลกในวันนั้น
  • ส่วนใหญ่เป็นเพราะสัดส่วนหุ้นที่น้อย และการกระจายลงทุนในทองคำ

ตั้งแต่ก่อตั้ง: AWS มักจะทำผลงานได้เหนือกว่า เมื่อหุ้นโลกเผชิญภาวะร่วงหนัก

All Weather Strategy พฤษภาคม 2020: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนตราสารหนี้

รูปที่ 5: เปรียบเทียบผลการดำเนินงาน AWS และ MSCI World ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
ข้อมูล ณ วันที่ 31 .. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ผลการดำเนินงานของ AWS เหนือกว่าหุ้นโลกที่สุดในช่วงเดือนมีนาคม 2020 กุมภาพันธ์ 2020 พฤษภาคม 2019 และ สิงหาคม 2019 ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นโลกร่วงหนักสุด ๆ
  • ทองคำและตราสารหนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคุมความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพในหลาย ๆ ช่วงที่ตลาดปรับตัวลง

สัดส่วน: เพิ่มสัดส่วนหุ้นเป็น 40% ซึ่งก็ยังถือว่าต่ำอยู่มาก

  • ตอนนี้เราได้ลดสัดส่วนตราสารหนี้เป็น 30% จาก 45% โดยย้ายสัดส่วนกลับไปยังหุ้น
  • สัดส่วนหุ้นจึงเพิ่มเป็น 40% จาก 25% ซึ่งก็ยังถือว่าต่ำอยู่มาก
  • เรายังคงเห็นความเสี่ยงใหญ่ ๆ จากตลาดสหรัฐฯ จึงไม่ได้แบ่งสัดส่วนใหม่นี้ไปลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ โดยเรายังคงสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ เดิมไว้ที่ 5%

สัดส่วน: เพิ่มสัดส่วนหุ้นญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) พร้อมลดสัดส่วนตราสารหนี้ลง

All Weather Strategy พฤษภาคม 2020: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนตราสารหนี้

รูปที่ 6: สัดส่วนพอร์ตล่าสุด
ข้อมูล ณ วันที่ 31 .. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research)

  • เพิ่มหุ้นเป็น 40% โดยย้ายสัดส่วนจากตราสารหนี้ไปเข้าหุ้นแทน
  • ญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) ดูน่าสนใจที่สุดในกลุ่มหุ้นทั้งหมด
  • ทองคำและตราสารหนี้จะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือควบคุมความเสี่ยง หากตลาดหุ้นยังคงปรับตัวลงต่อ

มุมมอง: ตลาดหุ้นฟื้นตัวแล้ว

  • หลาย ๆ ประเทศเริ่มคิดว่าตัวเองสามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้แล้ว หรือไม่ก็เริ่มตัดสินใจว่าจะเปิดเมืองแล้ว
  • ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวแล้ว นำโดยตลาดสหรัฐฯ
  • แต่แล้วพื้นฐานล่ะ ดีขึ้นหรือเปล่าหลังราคากลับตัวขึ้นช่วงปลายเดือนมีนาคม

มุมมอง: แต่พื้นฐานไม่ได้ดีขึ้นเลย

  • การคาดการณ์กำไรถูกปรับลง และมุมมองโดยรวมต่อการเติบโตของ EPS ก็อยู่ที่ -17.8% สำหรับ MSCI World ในปี 2020
  • การยื่นขอรับสวัสดิการการว่างงานในสหรัฐฯ พุ่งเกิน 40 ล้านแล้ว
  • ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีน รวมถึงเหตุจลาจลในฮ่องกง ได้กลับมาอีกครั้ง ฝั่งสหรัฐฯ เองก็มีเหตุจลาจลเช่นกัน
  • เรายังคงมีมุมมองลบต่อสหรัฐฯ เครื่องพิมพ์เงินไม่สามารถทำงานได้ตลอดไป

สัดส่วน: เพิ่มสัดส่วนหุ้นเล็กน้อย จากตอนแรกที่เน้นความเสี่ยงต่ำมาก

  • ด้วยแนวโน้มที่ดูสดใสขึ้นของหุ้น เราได้เพิ่มสัดส่วนหุ้นเป็น 40% จาก 25% ซึ่งเป็นระดับที่เสี่ยงต่ำมาก
  • ญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) มีอัตราหนี้สินต่อทุนที่น้อย และค่อนข้างถูก
  • ญี่ปุ่นอาจเจอการไหลเข้าของกระแสเงินในช่วงตลาดแปรปรวน เพราะเงินเยนมีสถานะเป็นแหล่งหลบภัยมาแต่ไหนแต่ไร
  • นอกจากนี้เรายังมองว่าเอเชียจะเป็นภูมิภาคที่เติบโตสูงสุดหลังโควิด

มุมมอง: ยังคงเฝ้าระวัง และโฟกัสที่การป้องกันความเสี่ยงขาลง

  • เรายังคงโฟกัสในการป้องกันความเสี่ยงขาลง แม้ว่านั่นจะหมายถึงการแพ้ให้กับหุ้นโลกในระยะสั้นก็ตาม
  • เรายังคงเห็นความเสี่ยงที่โควิด-19 จะระบาดระลอก 2 ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมให้มุมมองการเติบโตแย่ลงไปอีก
  • และหากการระบาดของไวรัสนั้นไวกว่าที่คาดไว้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การว่างงานในวงกว้าง และปัญหาหนี้ก็จะยังคงอยู่

มุมมอง: ทองคำและตราสารหนี้ยังคงสัดส่วนที่สูง

  • การกลับมาเปิดตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลกนั้นมาพร้อมข้อจำกัดต่าง ๆ ฉะนั้นการฟื้นตัวอาจจะช้า
  • บางธุรกิจอาจจะไม่สามารถดำเนินการต่อได้ และรูปแบบการใช้จ่ายเงินอาจจะเปลี่ยน ดังนั้นการฟื้นตัวแบบสมบูรณ์อาจจะใช้เวลานานมาก
  • เรายังมีมุมมองต่อการเติบโตของโลกที่เป็นลบ
  • ดังนั้น สินค้าโภคภัณฑ์จึงยังไม่น่าสนใจสำหรับเรา
  • เรายังพอใจกับการเน้นสัดส่วนสินทรัพย์ตั้งรับอย่างทองคำและตราสารหนี้

สรุป FVMR แต่ละภูมิภาค

All Weather Strategy พฤษภาคม 2020: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนตราสารหนี้

รูปที่ 7: สรุป FVMR หุ้นแต่ละกลุ่มประเทศ
ข้อมูล ณ วันที่ 31 .. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

  • พื้นฐาน (Fundamentals): หุ้นสหรัฐฯ มีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ROE (Return on Equity) สูงที่สุด
  • มูลค่า (Valuation): ตลาดเกิดใหม่มี PE (Price-to-Earnings) ต่ำสุด และญี่ปุ่นมี PB (Price-to-Book) ต่ำสุด
  • แนวโน้ม (Momentum): ตลาดสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นมา 10% ภายในหนึ่งปีที่ผ่านมา
  • ความเสี่ยง (Risk): ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และญี่ปุ่น มีอัตราหนี้สินต่อทุน (Gearing) ต่ำที่สุด

สรุป รีวิวพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนพฤษภาคม 2020

  • All Weather Strategy มีผลตอบแทนต่ำกว่าหุ้นโลกในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ก็มีความผันผวนน้อยกว่า
  • เราปรับสัดส่วนหุ้นเป็น 40% เทียบกับก่อนหน้านี้ที่ 25% ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่เสี่ยงต่ำมาก ๆ
  • แต่เรายังคงการตั้งรับด้วยสัดส่วนตราสารหนี้ระยะสั้นที่ 30% และทองคำที่ 30%

Andrew Stotz

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน All Weather Strategy สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้

ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA

**All Weather Strategy พอร์ตกองทุนรวมจัดโดย Andrew Stotz ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาว ในขณะที่ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงภาวะตลาดขาลง หากสนใจสร้างแผนการลงทุน สามารถคลิกที่นี่ https://www.finnomena.com/guruport-andrew-all-weather-create/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลยครับ


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน  | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือน มิ.ย. 2020: CHINA!

บลจ.กรุงไทย
Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือน มิ.ย. 2020: CHINA!

ทรัมป์เขย่าตลาดกลางสัปดาห์ส่งท้ายเดือน พ.ค. โดยบอกใบ้ว่าจะแถลงข่าว “เกี่ยวกับจีน” ทำเอานักลงทุนวิตกไปต่าง ๆ นานาว่า รัฐบาลสหรัฐอาจจะออกมาตรการรุนแรง เพื่อตอบโต้กฎหมายความมั่นคงของจีนที่กระทบความเป็นอิสระของฮ่องกง แต่พอถึงวันแถลง (29 พ.ค.) นอกจากทวีตข้อความ “CHINA!” คำเดียวโดด ๆ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยแล้ว ปธน.จอมห้าวกลับไม่ได้กล่าวอะไรที่รุนแรงมากนักเกี่ยวกับจีน ในงานแถลงข่าวที่เนื้อหาหลักเน้นเรื่องการถอนตัวจาก WHO (อ้างว่าจีนหนุนหลัง เลยถือว่าเป็นเรื่องจีน) ขณะมาตรการกีดกันจีนส่วนใหญ่ที่ออกมาก็เป็นแค่เชิงสัญลักษณ์ ตอกย้ำมุมมองของเราว่า ทรัมป์ไม่ค่อยเหลือไพ่ไว้เล่นงานจีน นักลงทุนคลายกังวลหนุนหุ้นรีบาวด์ตั้งแต่คืนส่งท้าย พ.ค. ต่อเนื่องถึงต้นเดือนนี้

Caixin PMI ภาคผลิตจีน พ.ค. รีบาวด์สู่ระดับ 50.7 สูงสุดใน 4 เดือน นำโดยยอดผลิตเพื่อเติมสต็อกและความคาดหวังเกี่ยวกับธุรกิจในอนาคต คำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงานค่อย ๆ ดีขึ้นแม้ยังหดตัว ดัชนีพลิกกลับมา > 50 บ่งชี้กิจกรรมภาคผลิตเติบโตได้อีกครั้ง และกลับเข้าสู่แนวโน้มค่อย ๆ ฟื้นตัว (Gradual Resumption) หลังอ่อนแรงลงแค่เดือนเดียว ผลสำรวจที่จัดทำโดยเอกชนดังกล่าว (ไฉซิน) สอดคล้องกับตัวเลขของทางการจีนซึ่งสูงกว่า 50 ทั้งในและนอกภาคผลิต

จีนไร้เป้า GDP ปี 2020 เพราะความไม่แน่นอนสูงมากเนื่องจาก Covid-19 อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมุ่งสร้างงาน 9 ล้านตำแหน่งในปีนี้ ลดลงจาก 11 ล้านในปี 2019 และคุมอัตราว่างงานไว้ที่ 6% ซึ่งสูงกว่าปีก่อน โดยวางเป้าขาดดุลงบประมาณกว่า 3.6% ของจีดีพี (เทียบกับ 2.8% ในปี 2019) และหากนับรวมการออกพันธบัตรพิเศษด้วยก็จะทำให้ยอดขาดดุลฯ พุ่งสูงเกิน 8% ทะลุไปไกลเหนือข้อจำกัดเดิมที่เคยขีดไว้ “ไม่เกิน 3%” สะท้อนความพยายามฉุดลากกระชากเศรษฐกิจให้เดินต่อไปได้หลังวิกฤตโรคระบาด

จีนผ่านบททดสอบที่หนักหน่วง ตั้งแต่ สงครามการค้า จนถึง ไวรัสโคโรนา หุ้นจีนปีนี้ขาลงเบากว่าตลาดโลกโดยเฉลี่ย ขากลับขึ้นมาก็ยังไม่หวือหวา ถือว่าราคาดีและมีเสถียรภาพสูง เรามองโอกาสผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยงแล้ว “คุ้มค่าเงินลงทุน” รัฐบาลจีนหันมาเน้น “คุณภาพ” ของการเติบโต มากกว่าตัวเลข GDP เปิดทางให้ผู้จัดการกองทุนที่บริหารพอร์ตแบบเชิงรุก (Active) เลือกเฟ้นบริษัทที่มีโอกาสโตสูงกว่าเศรษฐกิจเพื่อเอาชนะดัชนีชี้วัด

KT-CHINA-A ลงทุนในหน่วยของ BGF China Fund Class D สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (กองทุนหลัก) สไตล์บริหารยืดหยุ่นใน 4 ด้านคือ คุณภาพ (Quality) การเติบโต (Growth) มูลค่า (Value) และ ขนาด (Size) แสวงหาโอกาสลงทุนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและปฏิรูป ทั้งในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) และเก่า (Old Economy) ของจีน ทั้งนี้ หลังเปลี่ยนผู้จัดการกองทุนตั้งแต่ Q3/2019 เป็นต้นมา สังเกตได้ชัดเจนว่า กองทุนหลักมีสไตล์มุ่งเน้น Quality และ Growth มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลต่อ Performance ในแง่ดี และสอดคล้องกับกลยุทธ์ของเราหลังวิกฤตโควิด ที่ให้ความสำคัญกับหุ้น “คุณภาพดี” มากกว่า “ราคาถูก”

Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือน มิ.ย. 2020: CHINA!

ลดสัดส่วนตราสารหนี้ระยะสั้นเหลือ 40%

ขาย KTSTPLUS-A ออกไป 10%
ซื้อ KT-CHINA-A เข้าพอร์ต

สัดส่วนการลงทุนรอบนี้

ตราสารหนี้ระยะสั้น = 40%
KTSTPLUS-A

ตราสารหนี้ต่างประเทศ = 10%
KT-GCINCOME-A

หุ้นตลาดเกิดใหม่ = 10%
KT-EMEQ-A

หุ้นลุ่มน้ำโขง = 10%
KT-CLMVT-A

หุ้น Health Care = 10%
KT-HEALTHCARE-A

หุ้น AI = 10%
KT-WTAI-A

หุ้นจีน = 10%
KT-CHINA-A

Krungthai Asset Management

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Krungthai Belief Allocation สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA

สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน Krungthai Belief Allocation คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด มหาชน หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

ดาวน์โหลดฟรี! [PDF] FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 – “From Globalization to Regionalization”

FINNOMENA Reporter

พิเศษ! สำหรับสามาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี! FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 – “From Globalization to Regionalization”

กด “ที่นี่” เพื่อดาวน์โหลดได้เลย


การลงทุนที่เริ่มจากศูนย์ (เขียนโดย K.Attorney)

FINNOMENA STORY

การลงทุนที่เริ่มต้นจากศูนย์

เขียนโดย K.Attorney

จากคนที่ไม่เคยมีเงินเก็บ ใช้เงินเดือนชนเดือน ไม่เคยคิดที่จะวางแผนการลงทุนระยะยาว เพราะคิดว่าอาชีพรับราชการ ค่ารักษาพยาบาลก็เบิกได้ เมื่อเกษียณก็ยังมีเงินบำเหน็จบำนาญ แต่เมื่อหันไปมองเพื่อนรอบๆ ตัว หรือแม้แต่น้องของเรา ทุกคนเริ่มมีเงินเก็บ มีเงินก้อน เลยรู้สึกว่าเราจะใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ได้ หากฉุกเฉินต้องใช้เงินขึ้นมาจริงๆ จะทำอย่างไร ในเมื่อเราเริ่มช้ากว่าชาวบ้าน จะทำอย่างไรให้มีเงินเก็บเยอะๆ ได้บ้าง

ด้วยความที่ไม่เคยรู้เกี่ยวกับการลงทุนเลย ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมหรือหุ้น จึงเริ่มด้วยวิธีง่ายที่สุดคือ หาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตว่าธนาคารไหนให้ดอกเบี้ยเงินฝากเยอะสุด ก็จะไปเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารนั้น พอเห็นตัวเลขดอกเบี้ยมันช่างน้อยนิด ระหว่างที่หาไปหามาก็ได้ไปเจอกระทู้หนึ่งใน pantip อธิบายเรื่องการออมเงินแบบต่างๆ ก็ไล่อ่านมาเรื่อยๆ จนเจอหัวข้อเรื่องกองทุนรวม โห! ผลตอบแทนดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากเป็นไหนๆ อันนี้ละคือสิ่งที่เราจะลงทุน !

ด้วยความรู้ที่เป็นศูนย์ จึงเริ่มด้วยการไปซื้อหนังสือเรื่องกองทุนรวมมาอ่าน หลังจากหาข้อมูลจึงตัดสินใจเปิด port การลงทุนกับ FINNOMENA เพราะเปิดบัญชีง่าย แถมซื้อกองทุนได้หลายบลจ. โดยเริ่มลงทุนครั้งแรกเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2562 และ dca ในกองทุนรวมที่เราเลือกมาแล้วเป็นประจำทุกเดือน

ต่อมาเมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2563 เกิดวิกฤติ covid ทำให้ตลาดหุ้นไทยร่วงลงหลายร้อยจุด ทำให้เริ่มสนใจที่จะลองซื้อหุ้นรายตัวดูบ้าง แต่เหมือนเดิมคือความรู้เป็นศูนย์ จึงเริ่มหาความรู้เรื่องการลงทุนในหุ้นจาก FINNOMENA U เล่นหุ้นเป็นภายใน 30 วัน (https://www.finnomena.com/u-30-days/) รวมทั้งซื้อหนังสือมาอ่าน และเปิด port ซื้อหุ้นเมื่อประมาณต้นเดือนเมษายน 2563 และทยอยซื้อสะสมเรื่อยมา

จากการลงทุนมาประมาณ 5 เดือนกว่า แม้จะไม่นานมาก แต่พบว่าสิ่งสำคัญที่จะทำให้การลงทุนได้ผลดีมีอยู่ 3 ปัจจัยด้วยกัน

1 ความรู้ : เราต้องศึกษาสิ่งที่เรากำลังจะลงทุนให้ดีก่อน จนเราสามารถตอบคำถามตัวเองได้ว่า ทำไมเราถึงเลือกลงทุนในกองทุนนี้ หรือหุ้นตัวนี้ อย่าลงทุนเพียงเพราะคนอื่นบอกว่าดี กองทุนหรือหุ้นตัวนี้กำลังมา เพราะถ้าขาดทุน คนที่เชียร์ไม่ได้มาขาดทุนกับเราด้วย

2 วินัย : นอกจากเราต้องมีวินัยในการจัดสรรเงินมาลงทุนทุกๆ เดือนแล้ว เราต้องมีวินัยในการติดตามข่าวสาร อ่านบทวิเคราะห์ อ่านหนังสือเพื่อหาความรู้ และอาจทำให้เราได้มุมมองใหม่ๆ ในการลงทุนอีกด้วย

3 อารมณ์ : ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนหลายท่านพูดไว้เหมือนๆ กันว่า หากกองทุนหรือหุ้นที่เราลงทุนนั้น ได้ผ่านการคัดเลือก การคิดวิเคราะห์มาดีแล้ว แม้จะพบกับความผันผวนของตลาดบ้างก็เป็นเรื่องปกติ หากพื้นฐานของมันยังไม่เปลี่ยนแปลงไป ก็อย่ากลัวที่จะถือต่อหรือลงทุนเพิ่ม ซึ่งเห็นได้ชัดจากช่วงวิกฤติ COVID กองทุนที่เคยติดลบไปหลายสิบเปอเซ็นต์ ปัจจุบันก็สามารถกลับมาบวกได้อย่างเดิมแล้ว

สุดท้ายอยากจะแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวของคนที่เริ่มจากศูนย์ และเป็นกำลังใจให้คนที่กำลังเริ่มจะเก็บออมเงินหรือเริ่มจะลงทุนว่า การลงทุนไม่ได้ยากอย่างที่คิด หากเรามีความรู้ มีวินัย และมีอารมณ์ที่มั่นคงไม่อ่อนไหวไปตามตลาดค่ะ

K.Attorney

ส่งต่อเรื่องราวการเงินการลงทุนของคุณ

อ่่านเรื่องราวอื่นๆ

Love-Hate Relationship ของฉันและการลงทุน (เขียนโดย Cash & Cow)

FINNOMENA STORY

Love-Hate Relationship ของฉันและการลงทุน

เขียนโดย Cash & Cow

“เรียนเศรษฐศาสตร์มา อย่างนี้ก็ต้องเล่นหุ้นเป็นสิ ลงทุนอะไรอยู่เหรอ?”

“อ๋อ… เปล่าค่ะ ไม่ได้ลงทุนเลยค่ะ หนูเล่นหุ้นไม่เป็นด้วยซ้ำ (ขำแห้ง)”

ต้องบอกตามตรงว่า ถึงแม้เราจะเรียนเศรษฐศาสตร์มา ก็ไม่เคยมีความคิดจะลงทุนมาก่อน เรารู้สึกว่าลงทุนมันไม่ใช่แนวเลย จริงๆ เรายังนึกขำอยู่เลยว่า ใครช่างคิดกันนะ ว่าคนเรียนเศรษฐศาสตร์จะเล่นหุ้นเป็น

เปรียบกับความรักขั้นที่ 1 ถ้าเรากับการลงทุนเป็นเหมือนคู่รัก เราสองต่างเป็นเส้นคู่ขนานที่ไม่มีวันบรรจบกัน

แต่ทว่าเราได้เปลี่ยนไปหลังจากได้ฝึกงานในวงการการเงินระยะเวลา 3 เดือนช่วงก่อนเรียนจบ ซึ่งตอนนั้นเราได้แค่ซึมซับบรรยากาศเฉยๆ ได้รู้ตรรกะความคิดของการที่จะเป็นนักลงทุนควรคิดอย่างไร แต่เราไม่คิดที่จะเริ่มลงทุนนะ ยังคิดว่ารออีกหน่อยดีกว่า มันยังไม่ถึงเวลาของเรา

เปรียบกับความรักขั้นที่ 2 เราต่างได้เห็นหน้าค่าตากัน แต่ความสนใจ = 0

พอเราได้เรียนจบมา เราวางแผนว่าอยากจะพักและค้นหาสิ่งที่ชอบพร้อมกับค่อยๆ หางานทำ แต่เข้าใจไหมคะว่าเวลาว่าง เราก็กลับเบื่อ เราก็พยายามหาอะไรทำให้มันคุ้มกับเวลาพัก เลยไปถามแม่ว่าอยากให้ช่วยอะไรไหม สรุปแม่กลับบอกว่า

“โตแล้วเนอะ ถึงเวลาดูแลทรัพย์สินของตัวเองสักที”

แล้วแม่ก็ให้ดูพอร์ตที่เป็นชื่อเราแต่แม่ได้ทำไว้ให้…

อุแม่เจ้า นี่เงินฉันจริงๆ เหรอเนี้ย? คือมันเยอะเกินที่เด็กจบใหม่พึงจะมีอีก บางคนอาจดีใจเหมือนตกถังข้าวสาร แต่เรากลับคิดว่าเรายังมีความสามารถไม่พอที่จะเพิ่มพูนความมั่งคั่งของเราไว้ อย่าให้พูดเลย แค่รักษาก็อาจจะยังยาก!

นอนคิดก็แล้ว นั่งคิดก็แล้ว ยืนคิด อาบน้ำก็คิด ก่อนนอนก็คิด…

‘สรุปเราต้องศึกษาการลงทุนแบบจริงๆ จังๆ แล้วใช่ไหม?’

เปรียบกับความรักขั้นที่ 3 โดนผู้ใหญ่ให้เรียกดูตัวเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง (แต่ในใจ ก็ถอนหายใจยาวๆ)

จากการทำวิจัย (?) แบบเร็วๆ ได้พบว่า โอเค ลงกองทุนน่าจะง่ายสุด เพราะว่ากองทุนเริ่มได้ด้วยเงินน้อย มีการกระจายความเสี่ยง แถมมีผู้จัดการกองทุนเป็นผู้บริหารเงินให้เรา ไม่ต้องเสียเวลาตามข่าวสารเยอะขนาดนั้น 

ตกลง กองทุน ฉันเลือกนาย!

เราเลยไปดูพอร์ตของเราว่าปัจจุบันมีกองไหนแล้ว กองไหนที่เราอยากจะขายออก กองไหนที่เราอยากรักษาไว้ แล้วเราก็พยายามคิดว่าเราอยากมีกองแบบไหนเพิ่ม เราก็เลือกๆ ตามความพึงพอใจของเรา

พอเราได้เริ่มลงทุนไป เราเริ่มเห็นมันออกดอกออกผล แรกๆ เลยคือเห่อมาก มาเช็คผลตอบแทนทุกวัน ยิ่งเห็นมันเขียวๆ นะ สุขใจมาก ก็เป็นอย่างนั้นประมาณ 3 เดือนได้

เปรียบกับความรักขั้นที่ 4 เราเริ่มถูกใจเธอแล้วสิ มาลองคุยศึกษากันหน่อยไหม?

ขออนุญาตตัดภาพมาเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2563…

ค่ะ วันแดงเดือด และขายทิ้งไม่ทัน…

พอร์ตแดงเถือก ติดลบ -1x% เกือบทุกกอง บางกองก็มา -2x% (จะเป็นลม)

เห็นผลลัพธ์แล้วไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่เมื่อเทียบกับความคาดหวังของตัวเอง ประกอบกับความยุ่งกับงานปัจจุบันที่ทำอยู่ เราเลยได้แต่คิดว่าปล่อยๆ มันไปแล้วกัน เดี๋ยวมันก็ฟื้น เลยปล่อยแดงคาไว้อย่างนั้นและเริ่มห่างเหินกับการลงทุนไประยะนึง

เปรียบกับความรักขั้นที่ 5 ห่างกันสักพักนะ เพื่ออะไรๆ มันจะดีขึ้น

หลังจากที่เศร้าใจได้ไม่นาน เราก็โดนให้ work from home และทุกคนรู้ โลกรู้ อยู่บ้านทำงานนานๆ มันน่าเบื่อมาก! เรามั่นใจว่าคนส่วนใหญ่ที่ทำงานที่บ้านจะหาอะไรทำแก้เบื่อกันบ้าง เช่น ทำอาหาร เต้น ออกกำลังกาย เรียนออนไลน์ เป็นต้น และเราก็เช่นกัน 

แต่เราดันเป็นการลงทุน

ชนวนของการกลับมามาจากที่ตอนนั้นเราดันไปคุยกับเพื่อนเรื่องลงทุน ว่าเราไปทางสายกองทุน หุ้นเราไม่ถนัดจริงๆ ซึ่งเพื่อนเราที่ก็เป็นนักลงทุนในหุ้นกลับตอบมาว่า

‘หุ้นมันได้(ผลตอบแทน)เยอะกว่านะ กองทุนต้องใช้เงินจำนวนมากถึงจะได้จำนวนเท่ากัน’

พอได้ยินประโยคนี้ปุป เราก็ผงะ

เห้ย มันก็จริงนะ กว่าเราจะได้จำนวนเงินที่เราพอใจ มันนานแถมเงินก็ต้องหนา แล้วอะไรดลใจก็ไม่รู้นะคะ น่าจะเป็นความโลภ (555) อยากกลับมาได้เงินเท่าเพื่อนบ้าง ก็เลยคิดถึงเรื่องอดีตที่ผ่านมา

พอมานั่งย้อนกลับมา เราก็คิดว่าเราค่อนข้างทิ้งพอร์ตตัวเองไปด้วย ถึงแม้เราจะมั่นใจว่ากองทุนเราจะถูกบริหารโดยผู้มีความรู้และเชี่ยวชาญ แต่เงินก็เป็นของเราอยู่ดี เราจะปล่อยให้คนแปลกหน้ามาดูแลเงินเราโดยที่เราไม่มีส่วนร่วมกับมันเลยเหรอ?

คงถึงเวลาที่เราต้องจัดการทรัพย์สินให้ดีกว่าเดิม ศึกษาให้ลึกขึ้น ต้องตามข่าวมากกว่าเดิม ต้องหัดสนใจการวิเคราะห์ให้มากกว่าเดิม ต้องรู้จุดขายจุดซื้อให้ดีกว่านี้

เปรียบกับความรักขั้นที่ 6 คืนดีกันนะคะ? เรามาเริ่มต้นใหม่กันนะ

นับตั้งแต่หนึ่งใหม่ ก่อนที่เราจะเริ่มลงทุน เราต้องมั่นใจก่อนว่า โอเค เงินที่เรามีอยู่เป็นเงินเย็นที่ไม่จำเป็นต้องใช้เร็วๆ นี้ และสามารถรับความเสี่ยงได้ ต้องมั่นใจว่าเงินที่เราได้แบ่งออกมานั้น เรามีเงินสำรองฉุกเฉินไว้ที่เรียบร้อยแล้ว และเงินที่เราไม่ได้เอามาลงทุนนั้นครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆ ในแต่ละเดือนแล้วด้วย

ด่านต่อไปสำหรับเราคือ เราแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในหุ้นรายตัว (แต่คุณผู้อ่านไม่ต้องทำตามก็ได้นะคะ) และต้องสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ใช้เงินมากกว่าจำนวนที่เรากำหนดไว้ตั้งแต่แรก ซึ่งเงินส่วนนี้เราต้องคิดถึงขั้นที่ว่า ถ้าเกิดในกรณีเลวร้ายขึ้นมา เช่น ขาดทุนทั้งก้อน เรายังโอเคกับมันอยู่ไหม

ต่อมาก็เริ่มศึกษาพวก Financial Statement ของบริษัท รวมไปถึงฟังพวกบทวิเคราะห์ของหุ้นรายตัวที่เราสนใจ หรือจะไปอ่านจากโบรกเกอร์หรือเพจต่างๆ ยิ่งศึกษามากๆ เราก็จะพอจับเทคนิคได้แล้วว่าเวลาดูเรื่องหุ้นต้องดูข้อมูลอะไรตรงไหนบ้าง และเราพอคาดการณ์ในอนาคตได้หรือไม่

ทุกเช้าเราต้องฟังข่าวที่เขาสรุปและวิเคราะห์กัน ในความคิดเรา จำเป็นต้องฟังจากหลายๆ แหล่งเพราะเราจะได้หลายๆ มุมมอง และสุดท้ายเราจะตกผลึกได้เองว่าเราจะทำอะไรต่อไป

แต่ของจริงมันอาจจะอยู่ที่สนามรบ พอเราอยู่ในตลาดหุ้นจริง อารมณ์มันมาเต็มมากนะ มือกดรัวๆ พอหมดวันก็รู้สึกตัวเองเป็นบ้า แถมนั่งดูจอทุกนาทีก็ไม่ไหว เดี๋ยวจะไม่ได้ทำงานกันพอดี เลยต้องพยายามปรับอารมณ์ของตัวเองลง ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้วค่ะ

ซึ่งเรามันก็มือใหม่ในหุ้น ก็คงอีกนานกว่าเราจะเข้าที่เข้าทาง ยังมีอะไรให้ศึกษาและพัฒนาอีกเยอะ เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ 🙂

ในส่วนของกองทุนนั้นเอง พอเราได้ไอเดียแล้วว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร และอนาคตจะออกมาอย่างไรจากการวิเคราะห์หุ้นแล้ว เราก็เริ่มดูธีมกองทุนที่เราอยากจะลงทุน จากนั้นเราก็พยายามอ่านข้อมูลจาก Fund fact sheet โดยดูว่าเขาลงทุนอะไรไปบ้าง และดูผลประกอบการณ์ย้อนหลัง รวมไปถึงความเสี่ยงของการลงทุนในกองนี้ ถ้าหากกองนี้เป็นกองที่ไปลงทุนต่างประเทศ เราก็ต้องอย่าลืมไปค้นหาว่า Master fund นั้นมีผลประกอบการเป็นอย่างไร แต่รวมๆ แล้วการลงทุนในกองทุนมันสามารถตอบโจทย์ของเรารึเปล่า?

วัตถุประสงค์ของการลงทุน / ระยะเวลา / และความเสี่ยง

ถ้าหากตอบคำถามพวกนี้ได้ เราก็พอได้แล้วว่ากองที่เราลงไปนั้นมันใช่สำหรับเราหรือไม่

ส่วนสาเหตุที่เรากลับมาเริ่มที่หุ้นก่อน ทำไมไม่ไปกองทุนเลย เพราะว่ามันเสี่ยงกว่า… อะ งงไปอีกว่าทำไมมาเล่นอะไรเสี่ยงๆ 5555

ส่วนตัวมองว่าเพราะมันเสี่ยงมาก เสี่ยงกว่ากองทุนหุ้น โอกาสขาดทุนสูง และมันเป็น Real time ที่ค่อนข้างเล่นกับจิตวิทยามนุษย์ ทำให้เราต้องค้นคว้ามากๆ เพื่อที่จะทำยังไงก็ได้ให้เราขาดทุนน้อยที่สุด และมันทำให้เรามีพื้นฐานจากการศึกษานั้นๆ มา พอเราได้มุมมองเชิงลึกจากธุรกิจมากขึ้น เราก็จะมองมุมใหญ่ได้ง่ายขึ้นแล้ว 

ถ้าหากท่านคิดช่องทางไม่ออกว่าควรจะไปศึกษาจากแหล่งไหนดี เรามองว่าทาง Finnomena ก็มีบทความให้ได้อ่านหลากหลายประเภท มี Live ให้ได้ดูกันทุกวัน เราถือว่าเป็นอีกแหล่งข้อมูลชั้นดีเลยนะคะ การติดตามบ่อยๆ อาจจะทำให้เราได้สัญญาณเตือนจากผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย เตือนปุปก็อย่าดื้อมาก เดี๋ยวติดกองเหมือนเรา (เศร้า)

จากที่ไม่เคยจะนั่งฟังวิเคราะห์ ก็เปลี่ยนมาฟังทุกวัน

จากที่ไม่เคยนั่งอ่านบทความหาความรู้อะไรเพิ่มเติมเลย ก็เปลี่ยนมาอ่านทุกวัน

จากที่ไม่เคยนั่งพูดแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องลงทุนเลย ก็เปลี่ยนมาคุยกับที่บ้านเรื่องนี้ทุกวัน (จนแม่รำคาญ555)

เปรียบกับความรักขั้นที่ 7 และสุดท้าย เราก็ตกหลุมรักเข้าเต็มๆ เข้าแล้วนะ

และนี่ก็คือเรื่องราวของเรา ซึ่งการเดินทางครั้งนี้เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะอีกไกลขนาดไหน และมันจะยืนยาวแบบนี้อีกไหม หรือเราจะกลับเข้าไป Loop เดิม แต่สิ่งหนึ่งที่เราคิดได้คือการลงทุนมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวของเรา

มีคนบอกว่าวิกฤตทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นทุกๆ 10 ปี

ถ้าอีก 10-30 ปีข้างหน้า เราพอเห็นภาพไหมคะว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

เราไม่สามารถคาดหวังว่าการฝากเงินกับธนาคารจะได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจสำหรับเราตลอดไป สาเหตุหลักมาจากดอกเบี้ยธนาคารที่ไม่สามารถโตสู้อัตราเงินเฟ้อได้ อีกทั้งอาจต้องถูกลดไปเรื่อยๆ เนื่องจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลาง

วิกฤตนี้เป็นตัวกระตุ้นให้เราตระหนักแล้วนะคะว่าทุกอย่างมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะความมั่นคงทางการงาน ฐานะทางการเงิน สภาพเศรษฐกิจของประเทศ รวมไปถึงสถานการณ์ทั่วโลก เพราะอย่างนี้ทำให้เราต้องรู้จักการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ถูกต้องและเหมาะสม

จริงๆ เราก็ยังเป็นมือใหม่หัดขับสำหรับวงการนี้ ยังต้องสะสมประสบการณ์อีกหลายปีกว่าจะให้คำแนะนำที่ดีสำหรับผู้อ่านได้ วิธีการของเราอาจจะยังไม่ถูกต้อง 100% แต่เราตั้งใจเขียนบทความนี้เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้กับผู้อ่านทุกท่านให้หันมาสนใจการลงทุนมากขึ้น ทุกวันนี้เรายังขอบคุณบริษัทที่เราฝึกงานอยู่เลยว่าเราได้ตระหนักถึงการจัดการบริหารการเงินเพราะจากประสบการณ์ครั้งนั้น ไม่อย่างนั้นเราคงไม่มาสนใจและคงหลุดจากวงโคจรไปเลยก็ได้ เราเลยอยากเป็นอีกแรงผลักดันนึง เผื่อคนที่ได้เข้ามาอ่านบทความของเราจะพอเห็นความสำคัญของการลงทุนเหมือนที่เราได้เห็น

เพื่อตัวท่านเอง ลองกินยาขมดูก่อนนะคะ เผื่อท่านจะติดใจ 🙂

ยาวไปนิดแต่หวังดีจริงๆ ค่ะ

ขอบคุณที่อ่านจบนะคะ (รัก)

ส่งต่อเรื่องราวการเงินการลงทุนของคุณ

อ่่านเรื่องราวอื่นๆ

SSFX ซื้อดีไหม กองไหนดี (เขียนโดย พี่หมอนักลงทุน)

FINNOMENA STORY

SSFX ซื้อดีไหม กองไหนดี

เขียนโดย พี่หมอนักลงทุน

เป็นคำถามที่พี่หมอได้รับมาหลังไมค์เยอะมากในช่วงนี้ ซื้อดีไหม ซื้อกองไหนดี ซื้ออย่างไร เราไปทำความรู้จักกับ SFFX กันเลย

Section1: Introduction เกริ่นนำ

1. SSF คืออะไร ต่างจาก SSFX อย่างไร

กองทุน SSF (Super Saving Funds) คือ กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว ที่ลงทุนในหลักทรัพย์ทุกประเภท รวมถึงตราสารหนี้(หุ้น)และกองทุนรวม ต่างจาก LTF แบบเดิม ที่กำหนดให้ลงทุนในหุ้นสามัญภายในประเทศ และ SSFX หรือ SSF แบบพิเศษคล้าย SSF แบบธรรมดา แต่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 65%

2. ซื้อได้เท่าไร (วงเงินลดหย่อนภาษี)

SSFX ซื้อได้ไม่เกิน 200,000 บาท โดยไม่รวมกับวงเงินของ SFF แบบปกติ บางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) มีโปรโมชั่นซื้อ SSFX ครบทุก 50,000 บาท จะแถมกองทุนตลาดเงินหรือกองทุนรวมทองคำให้ 100 บาท (คิดเป็นผลตอบแทน 0.2%) เพื่อเป็นการกระตุ้นให้นักลงทุนซื้อ SSFX ให้ครบทีละ 50,000 บาท ในบลจ.เดียวกัน

3. ระยะเวลาการลงทุนของ SSF และ SFFX

10 ปี แบบนับวันชนวัน เช่น ซื้อ 1 มิถุนายน 63 ขายได้ 1 มิถุนายน 73 ต่างกับ LTF แบบเดิมที่นับแบบปีปฎิทิน

4. ซื้อได้ถึงเมื่อไร

SSFX มีช่วงระยะเวลาการซื้อ 1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน 63 (เหลือเวลาอีก 1 เดือนเท่านั้น) แต่ SFF สามารถซื้อได้ถึงสิ้นปี 2567

Section2: ซื้อดีไหม เหมาะกับใคร ซื้ออย่างไร

เหมาะกับผู้มีรายได้ที่ต้องเสียภาษีในปี 2563 ที่ต้องการลดหย่อนภาษี โดยเฉพาะผู้ที่มีฐานภาษีมาก (ตั้งแต่ฐาน 15%ขึ้นไป) โดยต้องรับความผันผวนของตลาดหุ้นได้

โดยแพทย์จบใหม่(หรือ First Jobber อื่น) จะเริ่มทำงานเดือนแรกคือ มิถุนายน ต้องคำนวณรายได้ทั้งปี หลังจากหักค่าลดหย่อนต่างๆ ว่ายังต้องเสียภาษีอีกหรือไม่ ถ้ารายได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาท ไม่จำเป็นต้องซื้อ แต่รายสุทธิของแพทย์จบใหม่มักจะ 150,000 บาท อยู่ดี จึงควรซื้อ SFFX กี่บาทก็ได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท

ส่วนแพทย์ใช้ทุน แพทย์เฉพาะทางที่ฐานภาษีสูง พี่หมอแนะนำให้ซื้อเต็มวงเงิน 200,000 บาท โดยกระจายการลงทุนเป็นไม้ๆ ไม้ละ 20,000-50,000 บาท แล้วแต่สะดวก เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง อย่าซื้อวันเดียว 200,000 บาท เพราะราคาปิด (NAV) ของ SSFX ที่ลงทุนในหุ้น >65% จึงมีความสัมพันธ์มากกับราคาดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) โดยเฉพาะบางกองของ SSFX ที่ลงทุนในหุ้น >80%

ส่วนตัวพี่หมอใช้วิธี ไปสมัครเปิดบัญชีหน่วยลงทุนในบลจ. ที่สนใจจะลงทุนก่อน แล้วดูภาพรวมตลาดในช่วงบ่ายว่าราคาดัชนีตลาดหลักทรัพย์ อยู่ในระดับที่เราพึงพอใจจะลงทุนหรือไม่ ถ้าพอใจ ก็ซื้อ SSFX ผ่าน Mobile Application ของ บลจ.นั้น ก่อน 15.30 น. (บลจ.ส่วนใหญ่ปิดรับคำสั่งที่ 15.30 น.) เพื่อให้ได้ราคาปิด (NAV) ในวันนั้น แต่บางบลจ ยังไม่สามารถซื้อผ่าน Mobile Application ได้ (หมายเหตุการดูดัชนี SET index ก่อน 15.30 น. ไม่ได้หมายความว่าดัชนีตอนปิดตลาดจะเหมือนกับที่เราดูตอน 15.30 น.)

Section3: ซื้อกองไหนดี

Section นี้ยากที่สุด พี่หมอไม่สามารถตัดสินใจแทนทุกคนได้ แต่สามารถบอกว่า กองทุน SSFX ประเภทต่างมีแบบไหนบ้าง และเหมาะกับใคร มีกองไหนบ้าง แต่ไม่ใช่การชี้ชวนให้ลงทุน

ประเภทที่ 1 ลงทุนตามดัชนีหุ้น (Passive Investment) หมายถึง SSFX ที่ลงทุนในหุ้น และบริหารจัดการแบบเชิงรับ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีหุ้นที่ใช้อ้างอิง เช่น SET ,SET50, SET100 เป็นต้น ทำให้มีข้อดี คือต้นทุนค่าธรรมเนียมบริหารจัดการถูกกว่ากองที่เป็น Active Investment ตัวอย่าง SFFX ประเภทนี้ คือ PRINCIPAL SET50 SSFX, PHATRA SET50 ESG SSFX, SCBSET SSFX, KFS100SFFX

ประเภทที่ 2 ลงทุนในหุ้นไทย ‘ไม่ต่ำกว่า 80%’ ของ NAV หมายถึง กลุ่มที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นไทยเต็มที่ ‘ไม่ต่ำกว่า 80%’ ทำให้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ SET index ค่อนข้างมาก และมีความเสี่ยงที่มากตามมาเช่นกัน ถ้าในอนาคตอีก 10 ปี ตอนที่ขายกอง SSFX ตลาดเป็นขาขึ้น SET index มากกว่าตอนที่ซื้อ ก็มักจะได้กำไรตาม แต่ถ้าเกิดวิกฤติทางการเงินรอบใหม่ ก็อาจจะขาดทุนได้เช่นกัน ตัวอย่าง SFFX ประเภทนี้ คือ T-ES-EQDSSFX, TEGSSFX,SCBEQ-SSFX,UOBEQ-SSFX, BEQSSF

ประเภทที่ 3 ลงทุนในหุ้นไทย ‘ไม่ต่ำกว่า 65%’ ของ NAV หมายถึงกลุ่มที่มีนโยบาย การลงทุนกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้น โดยไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ เช่นตราสารทุนในต่างประเทศ กองทุนรวม กลุ่มกองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือตราสารหนี้ เป็นต้น ขึ้นกับนโยบายการลงทุนที่ถูกออกแบบมาของแต่ละบลจ. ซึ่งจะบอกใน Fund Factsheet  ตัวอย่าง SFFX ประเภทนี้ คือ K-SUPSTAR-SSFX,PRINCIPAL IPROPEN-SSF, LHSMARTD-SSFX, BM70SSF

ประเภทที่ 4 ลงทุนในหุ้นไทย 70-30 หมายถึง กลุ่มที่ออกแบบมาให้เป็นคล้ายกองทุนผสมที่มีการลงทุนในตราสารทุน(หุ้น) ในสัดส่วนประมาณ 70% และที่เหลืออีก 30% เป็น ตราสารหนี้ ที่เป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ ต่างจากประเภทที่ 3 ที่จะลงทุนในสินทรัพย์อะไรก็ได้ ตัวอย่าง SFFX ประเภทนี้ คือ SCB70-SSFX, KT70/30S-SSFX

สรุปพี่หมออยากให้น้องๆศึกษา Fund Factsheet ของแต่ละกองทุนอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุนใน  SSFX ศึกษาถึงนโยบายการลงทุน ค่าธรรมเนียม เงินขั้นต่ำในการซื้อขาย นโยบายปันผล แล้วเลือกกระจายการลงทุนตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ สามารถประเมินได้ที่ (https://www.set.or.th/education/th/online_classroom/risk.html)

ส่งท้าย พี่หมอหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆนะครับ อยากให้พี่หมอเขียนเรื่องอะไรอีก ติดตามพี่หมอได้ทางเพจ facebook.com/investdoctor/ แล้ว Comment บอกกันได้เลยครับ

พี่หมอนักลงทุน

ส่งต่อเรื่องราวการเงินการลงทุนของคุณ

อ่่านเรื่องราวอื่นๆ

กลยุทธ์การลงทุนด้วย ETF ตอนที่ 3: “ชนะตลาดด้วย Hybrid”

WealthGuru
กลยุทธ์การลงทุนด้วย ETF ตอนที่ 3: “ชนะตลาดด้วย Hybrid”

หนึ่งในความท้าทายของนักลงทุน คือ การเอาชนะตลาดในระยะยาว และไม่พลาดทั้งโอกาสการลงทุนทั้ง หุ้นเติบโต และหุ้นเน้นคุณค่าขนาดใหญ่

กลยุทธ์ที่จะตอบโจทย์ความต้องการแบบนี้ คือ กลยุทธ์  “Hybrid แบบ Core-Satellite”

อะไรคือ แนวคิดของ  “Hybrid แบบ Core-Satellite”

กลยุทธ์การลงทุนด้วย ETF ตอนที่ 3: “ชนะตลาดด้วย Hybrid”

อ้างอิงจาก Vanguard Investment

กลยุทธ์แบบ Core-Satellite จะใช้ ETF ประเภท Index เป็น Core หรือ แกนกลาง และ ETF แบบ Active เป็น Satellite

โดยมีข้อดีของกลยุทธ์ดังนี้

  • ต้นทุนต่ำ เนื่องจาก ETF แบบ Index มีต้นทุนต่ำ ง่ายต่อการจัดการสำหรับ ETF แบบ Index ไม่ต้องเลือกผู้จัดการกองทุน ไม่ต้องเลือกหุ้น
  • ลงทุนได้ระยะยาวกับ ETF แบบ Index จากผลสำรวจในระยะยาว ETF แบบ Active ผลงานไม่ต่อเนื่อง
  • กระจายการลงทุน ETF แบบ Index จะกระจายการลงทุนกว้าง ในขณะที่กองทุน  ETF  อาจจะเจาะจงเลือกบ้างกลุ่มอุตสาหกรรม หรือ เลือกหุ้นเติบโตเฉพาะเจาะจง ซึ่งจะมีความเสี่ยงมากกว่า
  • สร้างผลตอบแทนเหนือตลาด ด้วย ETF แบบ Active ซึ่งเป็นแสวงหากำไรในระยะสั้น-ปานกลาง
  • Hybrid = ETF แบบ Active + ETF แบบ Passive

Core จะใช้  ETF แบบ Passive ที่เน้นลงทุนใน หุ้นขนาดใหญ่

Satellite จะใช้ ETF แบบ Active ที่เน้นลงทุนในหุ้นเติบโต

ETF ประเภท Passive จะให้น้ำหนักเท่าตลาดซึ่งจะลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ เป็น Value Stock แต่ ETF ประเภท Active จะพยายามชนะตลาดโดยไปลงทุนหุ้นเติบโตด้วย ดังนั้น พอร์ตลงทุนจะมีการผสมกันระหว่าง Passive กับ Active

การทดสอบกลยุทธ์ Core-Satellite

เลือก ETF ตามกลุ่ม Technology ดังนี้

กลยุทธ์การลงทุนด้วย ETF ตอนที่ 3: “ชนะตลาดด้วย Hybrid”

จะใช้ CORE เป็น QQQ ETF ในสัดส่วน 40% โดยจะเป็นการซื้อแล้วถือระยะยาว  ส่วน Satellite จะเป็น ETF ตามตารางโดยใช้การลงทุนแบบ Momentum โดยจะเลือก ETF ที่มีความแข็งแกร่ง Top 4 ตัวจาก 9 ตัว  ทุก ๆ 3 เดือนจะมีการทดสอบความแข็งแกร่ง และจะเปลี่ยน  Top 4  ETF ตามความแข็งแกร่ง

ปีที่ทดสอบ Jan 03, 2016  ถึง  Jan 02, 2020

กลยุทธ์การลงทุนด้วย ETF ตอนที่ 3: “ชนะตลาดด้วย Hybrid”

จากผลการทดสอบกลยุทธ์ จะเห็นได้ว่า สามารถเอาชนะ NASDAQ Index ได้ โดยที่มีผลตอบแทนต่อปีอยู่ที่ 19.7% แต่กลยุทธ์ Core-Satellite ทำได้อยู่ที่  22.2% โดยมี Sharpe Ratio สูงกว่าอีกด้วย

ปีที่ทดสอบ Jan 02,2020  ถึง  May 29, 2020

กลยุทธ์การลงทุนด้วย ETF ตอนที่ 3: “ชนะตลาดด้วย Hybrid”

จากผลการทดสอบกลยุทธ์ จะมีผลตอบแทนใกล้เคียงกับ QQQ มากแม้ยามเกิดเหตุการณ์แบบ COVID-19

จะเห็นว่า กลยุทธ์ Core-Satellite เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่นักลงทุนใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เราก็สามารถนำหลักการของกลยุทธ์ Core-Satellite มาใช้ในการลงทุนใน ETF ได้ ซึ่ง ETF ใน Satellite เราสามารถปรับเปลี่ยน นำออกได้ตลอดเวลา และดึง ETF ที่น่าสนใจกว่าเข้ามา

WealthGuru

หากในอนาคต FINNOMENA เปิดให้ลงทุนใน ETF ทางทีมงานจะแจ้งให้ท่านทราบ โดยสามารถลงชื่อรับข่าวสารได้ที่ https://www.finnomena.com/etf-guidebook


เริ่มลงทุนเพื่อเกษียณด้วยพอร์ตลงทุนแบบ Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้เงินสร้างความมั่งคั่งในอนาคต สามารถดูรายละเอียดและลงชื่อรับบริการได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/port/wealthguru/

พอร์ตเก็บเงินก้อนเพื่อลูก และเพื่อเกษียณโดย WealthGuru

Mark Zuckerberg ยัน ไม่ลบโพสต์ของ Trump เพราะยังไม่ละเมิดกฎของ Facebook

FINNOMENA Reporter

จากประเด็น Facebook ยืนยันไม่ลบ-ไม่ซ่อนโพสต์ของ Donald Trump จนทำให้พนักงานไม่พอใจ และนัดกันประท้วงหยุดงานผ่านออนไลน์

  • Zuckerberg ยอมรับว่ามีคนจำนวนมากไม่พอใจเรื่องนี้ แต่เขายืนยันว่าการตัดสินใจไม่ลบนั้นถูกต้องแล้ว เขาเล่าว่าตรวจสอบโพสต์ของ Trump ที่อ้างอิงเรื่องเหตุการณ์แบ่งแยกสีผิวในอดีตอย่างละเอียด และสรุปได้ว่าโพสต์นี้ยังไม่ละเมิดกฎของ Facebook
  • อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าการไม่ลบโพสต์นี้ ไม่ได้แปลว่า Trump จะโพสต์อะไรก็ได้ และ Facebook ยังมีสิทธิลบโพสต์อื่นของ Trump ได้ในอนาคต
  • พนักงานรายหนึ่งถาม Zuckerberg ว่ามีคนผิวดำกี่คนที่ช่วยเขาตัดสินใจเรื่องนี้ ซึ่งเขาตอบว่ามีเพียงคนเดียวคือ Maxine Williams หัวหน้าฝ่ายความหลากหลายของบริษัท จากทั้งหมด 6 คนที่เขาหารือด้วย

ที่มา : https://www.vox.com/recode/2020/6/2/21278405/facebook-mark-zuckerberg-internal-employee-q-a-defend-moderate-trump-looting-shooting-post

9 ข้อสังเกต “Crypto Scam”

Zipmex
9 ข้อสังเกต “Crypto Scam”

ในปี 2562 ที่ผ่านมาผู้คนให้ความสนใจในการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้นก็จริง แต่ก็เป็นปีที่ผู้คนเสียหายจากการถูกหลอกลวงมากขึ้นด้วยเช่นกัน นักลงทุนเหล่านี้ถูกหลอกล่อด้วยความโลภและสุดท้ายก็ต้องสูญเสียเงินทุนทั้งหมดให้กับมิจฉาชีพหรือเหรียญ Scam ทั้งหลาย

จากรายงานของ CipherTrace กล่าวว่า ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหลายแห่งถูกโจมตีจากมิจฉาชีพโดยรวมแล้วสูญเงินไปกว่า 4.26 พันล้านเหรียญสหรัฐ อีกข่าวหนึ่งที่โด่งดังก็คือ ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลจากญี่ปุ่นที่ถูกผลกระทบจากเหรียญ Scam ทำให้สูญเงินไปกว่า 28 ล้านเหรียญสหรัฐด้วยเช่นกัน ทำให้พวกเขาจะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับลูกค้ากว่า 50,000 ราย

เหรียญที่ถูกขโมยก็มักจะเป็นเหรียญที่เป็นที่นิยม เช่น Bitcoin, Litecoin, XRP และ Ethereum ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีชื่อว่า Binance รายงานว่าลำพังแค่ Bitcoin ก็มีการขโมยไปกว่า 7,000 BTC รวมเป็นมูลค่ากว่า 40 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว

จากราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความผันผวนสูง และในปัจจุบันมีผู้ให้ความสนใจลงทุนเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมารองรับความต้องการเป็นจำนวนมากเช่นกัน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือศูนย์ซื้อขายส่วนใหญ่ไม่ได้มีการประกันความเสี่ยงที่อาจจะสูญเสียเหรียญเหล่านั้นจากการถูกขโมย ดังนั้นก่อนที่นักลงทุนทุกท่านจะตัดสินใจเลือกใช้บริการจากใคร ควรศึกษาและทำการบ้านให้ละเอียดก่อนว่าปลอดภัยแค่ไหนรวมถึงมีการประกันความเสียหายเอาไว้รึเปล่า ในวันนี้เราจึงอยากจะแชร์ไอเดียเกี่ยวกับข้อสังเกต 9 ข้อ ที่จะทำให้เราปลอดภัยตลอดการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลครับ

9 ข้อสังเกต “Crypto Scam”

ICOs จากมิจฉาชีพและการปลอมแปลงหนังสือชี้ชวน (Whitepaper)

การเสนอขายเหรียญในระยะเริ่มต้น หรือ ICO (Initial Coin Offering) มันคือการระดมทุนและลงทุนเพื่อที่จะเปิดตัวโปรเจคโครงการหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทสตาร์ทอัพ โดยมีการออกเหรียญดิจิทัลออกมา โดยในปีที่แล้วมีการมากกว่า 1,000 ICOs ที่เกิดขึ้น

ICO หลายแห่งนั้นถูกกฎหมายและน่าเชื่อถือ แต่ด้วยความที่เป็นสินทรัพย์ชนิดใหม่ เทคโนโลยีใหม่ ทำให้ผู้ที่สนใจขาดประสบการณ์ในการแยกแยะว่าอันไหนของจริง อันไหนของปลอม ซึ่งของปลอมก็มีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวทั้งยังสร้างความเสียหายให้ผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์จำนวนมาก บางครั้งมีการตั้งใจปลอมแปลง Whitepaper กันเลยทีเดียว โดยการคัดลอกเพียงบางส่วนออกมาเพื่อให้หลายคนเข้าใจผิดและตกเป็นเหยื่อ ดังนั้น ก่อนการตัดสินใจที่จะลงทุนในเหรียญหรือโครงการใดก็ตาม โปรดศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการรวมถึงความน่าเชื่อของผู้ออกเหรียญนั้น ๆ ด้วย

เงื่อนไขที่ซับซ้อนในการขอถอนเงินลงทุน

หากมีเงื่อนไขที่ซับซ้อนในการขอถอนเงินลงทุนในยามที่ท่านต้องการ ก็ให้พยายามตั้งข้อสังเกตเอาไว้เป็นพิเศษ รวมถึงการเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่นในจำนวนเงินที่สูง การรับประกันผลตอบแทนหรือโปรโมชั่นที่สูงผิดปกติ ก็ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ดังนั้นเงื่อนไขต่าง ๆ ที่มีท่านควรศึกษาให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้

Wallets ปลอม

Crypto Wallets มีหลายประเภทมาก บ้างก็ถูกกฎหมาย บ้างก็ผิดกฎหมาย บ้างก็ตั้งใจทำมาเพื่อหลอกลวงนักลงทุน หากท่านฝากหรือโอนเหรียญเข้าไปใน Wallets ที่ขาดความน่าเชื่อถือเหล่านั้น เงินของท่านอาจจะกลายเป็นศูนย์ไปได้ในพริบตา ฉะนั้นพยายามใช้ Wallets ที่น่าเชื่อถือ ถูกกฎหมายแม้จะมีค่าธรรมเนียมบ้างแต่ก็ปลอดภัยกว่าเป็นไหน ๆ เลยครับ 

ซื้อขาย Bitcoin ตามกระแสและแรงเชียร์

แม้ Bitcoin จะเป็นผู้นำในเหรียญดิจิทัลทั้งหลาย แต่การจะทำกำไรจากมันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ศูนย์ซื้อขายหลายแห่งให้บริการซื้อขาย Bitcoin และพยายามชักชวนให้เราซื้อ ๆ ขาย ๆ เพื่อหวังค่าธรรมเนียม ด้วยความผันผวนของราคาที่สูง แปลว่าเงินทุนที่ท่านนำเข้ามาอาจไม่สามารถรักษาไว้ได้ พูดง่าย ๆ ว่าขาดทุนจากการซื้อ ๆ ขาย ๆโดยขาดความรู้ที่ดีนั่นแหละครับ ดังนั้นหากท่านชอบการเก็งกำไร ควรศึกษาสภาพตลาดให้ดีก่อนเข้าลงทุนนะครับ

การฉกข้อมูลส่วนบุคคลและแอบอ้างในการทำธุรกรรม

Phishing นั้นเป็นอุบายเก่าแก่ของพวกมิจฉาชีพเลยก็ว่าได้ พูดง่าย ๆ คือ พวกเขาจะพยายามทำทุกทางเพื่อให้ได้รับรู้รับทราบข้อมูลจากคนคนหนึ่งหลังจากได้ข้อมูลแล้ว พวกเขาจะปลอมแปลงเป็นตัวท่านและนำข้อมูลนั้น ๆ ไปทำธุรกรรมแทนท่านในทันที การ Phishing นั้นอาจมาในการแบบของ Email แกล้งให้ใส่ข้อมูลต่าง ๆ เช่น Username Password และอื่น ๆ หรืออาจมาในรูปแบบของ Cold Calling คือแกล้งโทรมาเพื่อขอข้อมูลโดยตรง คุณต้องพยายามติดตามข่าวและระมัดระวังทุกครั้งเวลาจะให้ข้อมูลกับใคร 

สื่อสังคมออนไลน์ที่ขาดความน่าเชื่อถือ

โซเชียลมีเดียเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่เปิดกว้าง ใครก็เข้าถึงได้ ซึ่งทำให้เหล่ามิจฉาชีพตัวแสบก็ชอบที่จะแฝงตัวเข้ามาอยู่ในนี้ตลอดเวลา หลาย ๆ ครั้งก็ใช้โซเชียลมีเดียในการหาเหยื่อและหลอกให้เหยื่อสูญเสียทรัพย์ทุกวิถีทาง ดังนั้น โปรดพิจารณาก่อนจะไว้ใจใคร ทำธุรกรรมกับใคร หรือแม้กระทั่งเข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์มใด ๆ ที่ไม่น่าเชื่อถือ

Email ปลอม

คุณไม่ควรที่จะคลิกเข้าไปในลิงก์ใด ๆ ก็ตามที่คุณไม่รู้จักที่มา ข้อนี้มีความเกี่ยวข้องกับข้อ Phishing คนส่วนใหญ่อาจไม่ทราบว่ามีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นมากมาย เคยมีแม้กระทั่งการปล่อยไวรัสเข้าไปในบริษัทผู้เสียหาย แล้วขู่กรรโชกเรียกร้องเงินแลกกับข้อมูลทั้งหมดที่บริษัทมี เพียงเพราะการคลิกลิงก์ของพนักงานบางคนแค่ครั้งเดียว

การปั่นราคาเหรียญ

ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำหรับการหากินกับความไม่รู้ พฤติกรรมเหล่านี้อาจไม่ได้มาจากมิจฉาชีพเท่านั้น แต่อาจมาจากผู้ที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดหุ้นหรือตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เป็นอย่างดี คนกลุ่มนี้จะมองหาเหรียญที่มีความเป็นไปได้ของ Story ที่ดีในอนาคต เก็บสะสมเหรียญในราคาที่ต่ำ หลังจากนั้นก็อาจจะใช้โซเชียลมีเดีย เช่น Facebook Telegram Twitter ในการปลุกกระแสและไล่ราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเหล่าแมงเม่าบินเข้ากองไฟ พวกเขาก็เทขายเหรียญทั้งหมดออกมาในราคาที่สูงมาก

โบรกเกอร์เถื่อน

สำหรับสินทรัพย์ใหม่ชนิดนี้ แน่นอนว่าหลายคนยังไม่เข้าใจ เราจึงอยากได้ใครสักคนเป็นที่ปรึกษา เป็นตัวกลาง ซึ่งนั่นก็คือโบรกเกอร์ โบรกเกอร์มีทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย คือไม่ได้รับอนุญาตในการประกอบกิจการอย่างถูกต้อง ซึ่งทำให้ความปลอดภัยของแพลตฟอร์มพวกเขาอาจจะไม่ได้รับการดูแลอย่างที่ควรจะเป็น นั่นจึงเป็นที่มาของการถูกขโมยเหรียญต่าง ๆ ไปอย่างต่อเนื่อง มีคำกล่าวเท่ ๆ ว่า การไม่ลงทุนคือความเสี่ยงเพราะเงินเฟ้อจะกัดกินอำนาจซื้อของคุณแต่ในความเป็นจริงการรีบลงทุนโดยขาดความรู้นั้นมีความเสี่ยงยิ่งกว่าครับ

จากข้อสังเกต 9 อย่างที่เราให้ไว้ เชื่อว่าคงเป็นประโยชน์กับทุกท่านไม่มากก็น้อยครับ สุดท้าย อย่าให้ใครมาหลอกลวงเราด้วยความโลภและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ส่วนเราก็อย่าหลอกตัวเองว่ารู้ทุกอย่างแล้ว จนทำให้ไม่ยอมศึกษาอะไรเพิ่มเติมเลยครับ

Zipmex

ที่มาบทความ: https://zipmex.co.th/2020/03/20/spot-crypto-sacm/

EP 25 : “KF-GTECH เตรียมแตะ All Time High รับตลาด Risk On ต่อเนื่อง – THE MARKET PODCAST

FINNOMENA Podcast

Soundcloud : https://soundcloud.com/finnomena/ep-25-the-market-podcast

THE MARKET PODCAST – EP 25 : “KF-GTECH เตรียมแตะ All Time High รับตลาด Risk On ต่อเนื่อง

“THE MARKET PODCAST” รายการที่ไม่ใช่แค่เล่าข่าว แต่เป็นการเจาะข่าว เจาะประเด็น เพื่อให้นักลงทุนรู้ก่อนเทรด!

ดำเนินรายการโดย คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือ Mr.Messenger เจ้าของเพจ Sinthorn


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

สหรัฐห้ามสายการบินจีนเข้าประเทศเริ่ม 16 มิ.ย.นี้

FINNOMENA Reporter

รัฐบาลสหรัฐห้ามสายการบินจีนเข้าประเทศ หวังกดดันรัฐบาลปักกิ่งเปิดทางสายการบินสหรัฐบินเข้าประเทศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 มิ.ย. นี้

  • ทั้งนี้เพื่อกดดันให้ปักกิ่งยอมอนุญาตให้สายการบินต่างๆของสหรัฐบินเข้าประเทศจีน ท่ามกลางความตึงเครียดที่ร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆระหว่างสองชาติเศรษฐกิจชั้นนำโลก
  • ที่ผ่านมา สายการบินเดลตา แอร์ไลน์ และยูไนเต็ด แอร์ไลน์ของสหรัฐ ต่างเรียกร้องให้จีนเปิดเส้นทางบินในเดือนนี้ ขณะที่สายการบินของจีนยังคงสามารถเดินทางไปยังสหรัฐในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้
  • คำสั่งดังกล่าวบังคับใช้กับสายการบินแอร์ไชนา, ไชนาอีสเทิร์น แอร์ไลน์ส คอร์ป, ไชนา เซาเทิร์น แอร์ไลน์ส และไห่หนาน แอร์ไลน์ส โฮลดิ้ง โค, เสฉวน แอร์ไลน์ส และเซียะเหมิน แอร์ไลน์

ที่มา : https://www.cnbc.com/2020/06/03/trump-administration-set-to-bar-chinese-passenger-carriers-from-flying-to-us-reuters-reports.html

จีนเ ตือน อังกฤษ ระวังไว้ ให้สัญชาติคนฮ่องกงอพยพหนีกม.มั่นคง!

FINNOMENA Reporter

รัฐบาลจีนแถลงไม่พอใจอังกฤษแทรกแซงกิจการภายในโดยเตือนแผนการขยายสิทธิพลเมืองเปิดทางให้สัญชาติชาวฮ่องกงเกือบ 3 ล้านคนนั้นจะเป็นผลร้ายย้อนกลับคืนอังกฤษเอง

  • โดยนายกฯ จอห์นสัน เขียนคอลัมน์ลงหนังสือพิมพ์ ว่าอังกฤษจะไม่ทอดทิ้งชาวฮ่องกง และเขาจะเสนอวีซาให้ชาวฮ่องกงหลายล้านคน
  • ซึ่งรัฐบาลอังกฤษอาจอนุญาตให้ผู้ถือหนังสือเดินทาง BN(O) ต่ออายุใหม่ได้อีก 12 เดือน และให้สิทธิคนเข้าเมืองเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงสิทธิทำงาน ที่จะเปิดทางให้พวกเขาขอสัญชาติอังกฤษต่อไปในอนาคต
  • ปัจจุบันมีชาวฮ่องกงถือหนังสือเดินทาง (นอกราชอาณาจักร) ของอังกฤษ หรือ BN(O) ราว 350,000 คน ที่สามารถเข้าอังกฤษโดยไม่ต้องขอวีซ่าและอยู่ได้นาน 6 เดือน และมีอีก 2.5 ล้านคนที่มีสิทธิของพาสปอร์ตชนิดนี้

ที่มา : https://www.ft.com/content/27d82ae3-6a4f-4b44-ada1-90692721ac7a

ราคาน้ำมัน WTI ขึ้นกว่า 1% แตะ 36 ดอลลาร์ คาดโอเปกพลัสบรรลุดีลหั่นกำลังการผลิต

FINNOMENA Reporter

สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI ขึ้นกว่า 1% จากการคาดการณ์ว่ากลุ่มโอเปก และรัสเซีย จะบรรลุข้อตกลงในการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน

  • แหล่งข่าวระบุว่า โอเปกและชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส กำลังหารือกันเกี่ยวกับการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน 9.7 ล้านบาร์เรล/วันออกไปจนถึงเดือนก.ค.หรือส.ค.
  • การประชุมของกลุ่มโอเปกพลัสได้ถูกเลื่อนให้เร็วขึ้นจากเดิมซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 9-10 มิ.ย. มาเป็นวันที่ 4 มิ.ย. ผ่านทางวิดีโอคอนเฟอเรนซ์
  • อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันยังคงถูกกดดัน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า เขาจะยกเลิกสถานะพิเศษของฮ่องกง

ที่มา : https://www.reuters.com/article/us-global-oil/oil-prices-rise-ahead-of-opec-meeting-on-output-cuts-idUSKBN239025

ยอดเงินฝากชาวต่างชาติในสิงคโปร์พุ่ง ส่งสัญญาณนักลงทุนทั่วโลกหลบความเสี่ยง!?

FINNOMENA Reporter

ธนาคารกลางสิงคโปร์ เผย ยอดตัวเลขเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศในระบบธนาคารของสิงคโปร์ ประจำเดือน เม.ย. เพิ่มขึ้นเตะจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์

  • โดยบลูมเบิร์ก ชี้ว่า เกิดจากการหลีกหนีความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงการย้ายเงินออกจากฮ่องกงเข้าสู่สิงคโปร์เนื่องจากความตึงเครียดทางการเมือง
  • ซึ่งยอดเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศในระบบธนาคารของสิงคโปร์ เดือน เม.ย. เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 27,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นราว 4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของเมื่อปีที่ผ่านมา
  • ขณะที่ยอดเงินฝากของผู้ที่ไม่ได้มีถิ่นอาศัยพำนักในประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 62,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 44% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาและยังเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เมื่อปี 1991

ที่มา : https://www.theedgemarkets.com/article/singapores-record-deposits-seen-signalling-risk-aversion

รู้ให้ลึก ตอน ตกลงเราออกจากภาวะตลาดหมีแล้วหรือยัง?

Mr.Messenger
รู้ให้ลึก ตอน ตกลงเราออกจากภาวะตลาดหมีแล้วหรือยัง?

ตลาดหุ้นโลกฟื้นกลับขึ้นมาจากจุดต่ำสุดเมื่อเดือนมี.ค. แล้วมากกว่า 30% บางดัชนีอย่าง NASDAQ กลับกลายเป็นว่า ผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปีกลับมาเป็นบวกได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยังมีนักลงทุนหลายคนสงสัย และไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้เป็นเพียงความฝัน หรือนี่คือบรรทัดฐานใหม่ของโลกใบเดิม

จนถึงตอนนี้ เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนทั้งหลายก็ยังเสียงแตกออกเป็น 2 ฝั่งกับสถานการณ์การลงทุนที่เกิดขึ้น ฝั่งหนึ่ง เชื่อว่า ที่ตลาดวิ่งขึ้นมา มันเป็นแค่รีบาวน์ในภาวะตลาดหมี (Bear Market Rally) ขณะที่อีกฝั่งหนึ่ง มองว่า เศรษฐกิจโลก เจอแค่ผลกระทบระยะสั้น ๆ เดี๋ยวกลับมาเปิดเมืองได้เมื่อไหร่ก็ฟื้นกลับมาเมื่อนั้นเอง

ปัจจัยที่มีผลต่อการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นโลก รวมถึง หยุดอาการ Panic แห่ขายตราสารหนี้ทั้งโลกกันได้นั้นก็คือ การออกมาตรการนโยบายการเงิน ทั้งอัด ทั้งฉีด จนทำให้สถานการณ์ในตลาดการเงินกลับมาเป็นปกติ แต่สิ่งที่เห็นคาตาเราอยู่วันนี้ก็คือ ตัวเลข GDP ที่น่าจะถดถอยหนักสุดนับตั้งแต่ย้อนกลับไปเมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง

ล่าสุด IMF ปรับลดประมาณการ GDP Growth ของไทยลงเหลือ -6.7% สำหรับปี 2020 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ลบหนักสุดในเอเชีย ขณะที่ปี 2021 ถึงแม้ IMF จะคาดว่า GDP จะกลับมาเป็นบวก แต่ภาพรวมก็ยังไม่ฟื้นกลับมาที่ระดับของปี 2019 อยู่ดี นั่นแปลว่า วิกฤต COVID-19 ครั้งนี้ เราทำเศรษฐกิจหล่นหายไป 2 ปี ซึ่งจะหายไปแล้วกลับมาได้อย่างแข็งแกร่งหรือไม่ คำตอบก็ขึ้นอยู่กับการปรับตัวของทั้งภาครัฐฯ ภาคเอกชน และปัจเจกบุคคล ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ว่ารับมือกันได้ดีขนาดไหน

ยกเศรษฐกิจไทยขึ้นมา ก็เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งให้เห็นนะครับ ยุโรป กับ สหรัฐฯ หนักกว่าเราแน่ ๆ ไม่ต้องสงสัย และยิ่งเขาเข้าไปอยู่ในวิกฤตลึกแค่ไหน ก็ยิ่งกระทบกับเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยมากขึ้นตามไปด้วย เราจึงต้องจับตามหาอำนาจอย่างใกล้ชิด พิจารณาในหลายมิติเพื่อแก้โจทย์นี้

ที่จะบอกก็คือ เศรษฐกิจจะฟื้นได้ดีหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำในวันนี้ เจ้าวิกฤต COVID-19 รอบนี้ มันมาพร้อมกับอะไรก็ไม่รู้ที่โลกเราไม่รู้จักมันมาก่อน ดังนั้น สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นแล้ว ผมมองตลาดหุ้นในอนาคต 1-2 ปีข้างหน้า ยังไม่มีภาพที่ชัดเจนขนาดนั้นจริง ๆ ครับ ว่าสุดท้ายจะเคลื่อนไหวในทิศทางไหน แต่ในระยะยาว ๆ เลย ก็เชื่อแน่ว่า ระบบทุนนิยมที่ดำเนินมาถึงปัจจุบันมันจะยังคงอยู่แน่นอน

เลยมาชวนลองมองเหรียญให้ครบทั้งสองด้านกันครับ จะได้วางกลยุทธ์การลงทุนได้ดีขึ้น

1. ถ้าตลาดหุ้น Bottom Out ไปแล้ว (ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว) หลายคนคงสงสัยว่า แล้วมันจะไม่พักฐานสักหน่อยแล้วค่อยไปต่อเลยเหรอ?

จากข้อมูลสถิติในอดีต การปรับฐานระดับ -20% หรือมากกว่า นับตั้งแต่ปี 1906 นั้นเกิดขึ้นมาทั้งหมด 20 ครั้ง รอบวิกฤต COVID-19 รอบนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มองผ่านดัชนี S&P500 พุ่งขึ้นมา 36% จนถึงสัปดาห์ที่แล้ว คำถามคือ ถ้าเทียบกับ 20 ครั้งก่อนหน้า ครั้งนี้ถือว่ารีบาวน์แรงไหม หากตั้งสมมุติฐานว่า ตลาดผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

คำตอบคือ มีเพียงครั้งเดียวที่ตลาดรีบาวน์ได้แรงกว่าวิกฤตรอบนี้ ก็คือ วิกฤตซับไพรม์ปี 2008 แต่ที่เหลืออีก 19 ครั้ง รีบาวน์เบากว่ารอบนี้ทั้งหมด

ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า การรีบาวน์แรง ๆ แบบนี้ มันสามารถเกิดขึ้นได้ครับ อย่าคิดว่า รีบาวน์แรง แปลว่า เดี๋ยวจะต้องลงแรงแน่ๆหลังจากนี้

2. ถ้ามองเป็นระยะเวลา กว่าที่ตลาดจะเจอจุดต่ำสุดในตลาดหมี ก็ต้องบอกว่า รอบนี้สั้นเหลือเกิน เป็นหมีแค่เดือนเดี่ยวเนี่ยนะ??

ตลาดหมีในอดีตเฉลี่ยแล้ว กินระยะเวลาประมาณ 1 ปีกับอีก 6 เดือน จากจุดสูงสุดไหลไปหาจุดต่ำสุด ครั้งที่นานที่สุดก็คือ Great Depression ปี 1929 ซึ่งกินเวลาเกือบ 3 ปี กว่าตลาดจะหาจุดต่ำสุดเจอ ขณะที่ครั้งที่สั้นที่สุด ก็คือ วิกฤต Oil Shock ตอนปี 1990 ซึ่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ใช้เวลาเพียงแค่ 9 เดือนในการปรับฐานไปหาจุดต่ำสุด

ซึ่งจากข้อมูลข้อ 2. นี้ มันตีความได้ว่า ระยะเวลาที่จะฟังธงว่า เราออกจากตลาดหมีในตอนนี้แล้วนั้น มันเร็วเกินไปที่จะตัดสินเลยทันที

สรุป เราออกจากภาวะตลาดหมีแล้วหรือยัง?

คำตอบที่ผมตอบกับตัวเอง ณ ตอนนี้ก็คือ “อย่าไว้วางใจ” ตลาดหุ้นที่ขึ้นแรงแบบนี้ แต่ก็ “อย่าปักใจ” เชื่อไปเลยว่าเดี๋ยวก็ต้องลงมาอีกที

ผมเองก็ไม่รู้ครับว่าตลาดจะเคลื่อนไหวในทิศทางไหนในช่วงที่เหลืออีก 7 เดือนข้างหน้าก่อนจะผ่านปี 2020

เท่าที่วิเคราะห์ได้ตอนนี้ ก็คือ บริษัทที่ผ่านวิกฤตรอบนี้ไปได้ จะแข็งแกร่งกว่าเดิมแน่ ๆ และเห็นหลักฐานแล้วว่า ธุรกิจทั้งโลกจะปรับตัวเข้าหา Cloud Servicve, Cloud Computing เร็วกว่าในอดีตแน่ ๆ นั่นเลยเป็นที่มาที่ทำให้หุ้นเทคโนโลยีใน NASDAQ ถึงเป็นผู้นำ (Leader) ในรอบขาขึ้นรอบนี้

หมีหรือกระทิงไม่รู้ รู้แต่เราเห็นผู้ชนะแล้วหนึ่งคนในนั้นครับ

Mr.Messenger

สรุป LIVE: โอกาสลงทุนรับประเทศไทยเปิดเมือง! (1 มิ.ย. 63)

TUM SUPHAKORN

กลับมาพบกับรายการ THE OPPORTUNIY กันอีกครั้ง รายการที่จะมาแนะนำกันตรงๆ ไปเลยว่าช่วงนี้มีอะไรน่าลงทุนบ้าง

สำหรับเนื้อหาใน LIVE เหมือนเดิมคือคุณเจ็ท (FundTalk) และคุณแบงค์ (Mr.Messenger) จะมาอัปเดตว่าสัปดาห์ที่ผ่านมามีปัจจัยอะไรที่มีผลกระทบต่อตลาดบ้าง และมีเพิ่มเติมคือ เนื่องในโอกาสพิเศษหลังจากประเทศไทยคลาย Lockdown เฟสที่ 3 จนใกล้กลับมาเป็นปกติเต็มที ตอนนี้โอกาสในการลงทุนอยู่ที่ไหน และใครที่พลาดไปไม่ได้ดูรายการสด ตามอ่านได้ในสรุป LIVE ครับ

Market Wrap Up: เกิดอะไรขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา

1. ยืนยัน ไม่มี Sell-in-May

จากสถิติ ประเทศไทย 10 ปี เกิด Sell-in-May 8 ปี แต่ปีนี้ยืนยันแล้วไม่มี Sell-in-May โดยช่วงเดือนพฤษภาที่ผ่านมา S&P500 บวกไป 3.7% ส่วน NASDAQ บวกไป 5.9% ถือว่าเป็นเดือนพฤษภาที่ตลาดพลิกเป็นบวกได้

2. ตลาดสหรัฐฯ ยังโตต่อได้

กลุ่มหุ้นเทคฯ ขนาดใหญ่ (FANG: Facbook / Amazon / Netflix / Google) ยังโตต่อ มีย่อลงมา test ที่เส้นค่าเฉลี่ย 200 วันนิดหน่อย แต่ก็ดีดกลับขึ้นไปได้

ในขณะที่หุ้นบริษัทกลุ่มธนาคารยังมี performance ผสมๆ กัน บางธนาคารยังติดลบอยู่ บางธนาคารก็บวกไปถึง 7% ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อย่างเช่นหุ้น Goldman Sachs จุดที่น่าสนใจคือ ตลาดเริ่ม timing ตลาดช่วงวันที่ 13-14 (จุดต่ำสุดในกราฟ) ว่าเป็นจุดสิ้นสุดขาลงของรอบนี้ สังเกตจาก Fund Flow ที่เริ่มไหลไปลงการสินทรัพย์ที่เน้น Value มากขึ้น

3. ดอกเบี้ยกลับมาติดลบอีกครั้ง

Jerome Powell ประธานของ FED ออกมาบอกตลอดว่าไม่ต้องการให้ดอกเบี้ยติดลบ แต่ตอนนี้เหมือนจะเอาไม่อยู่ ดอกเบี้ยกลับไปติดลบอีกครั้ง ตอนนี้ธนาคารกลาง BOJ (ญี่ปุ่น), ECB (ยุโรป) ดอกเบี้ยติดลบไปเรียบร้อย และล่าสุด BOE (อังกฤษ) ก็กำลังจะตามไป สรุปว่าตลาดยังคงมองดอกเบี้ยติดลบอยู่ในตอนนี้

4. ค่าเงินดอลลาร์ร่วงต่อเนื่อง

จากกราฟ Dollar Index กราฟทะลุ Flag Pattern ไปเรียบร้อย และยังคงร่วงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เงินบาทที่ช่วงก่อนบอกว่าอ่อนค่า เริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้น สำหรับค่าเงินดอลลาร์มีมุมมองว่าในเดือนมิถุนายนอาจจะร่วงไปอีกเล็กน้อย แต่ก็มีโอกาสที่จะกลับมาได้ เพราะจากหลายๆ ตลาดที่ตอนนี้เริ่มกลับมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน Fund Flow ที่ค่อยๆ ไหลเข้ามา เมืองที่กำลังค่อยๆ เปิด อาจจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์กลับมาได้

5. ระวัง! เงินหยวนอ่อนค่า

จากการวิเคระาห์ของ Knowledge Leaders Capital เค้าเอาค่าเงินหยวนมาเปรียบเทียบกับดัชนี S&P500 จากสถิติที่ผ่านมาเมื่อหยวนอ่อนค่าจะพาตลาดหุ้นสหรัฐฯ ลงไปด้วย จากกราฟตอนนี้เกิด Divergence ขึ้นคือ ถึงหยวนอ่อนค่าแต่ S&P500 ก็ยังโตต่อไปได้ จุดนี้เตือนให้ระวังว่าในอนาคตเงินหยวนที่อ่อนค่าอาจจะกระทบตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้เหมือนกัน

6. ทองคำพุ่งมาถึงแนวต้านปี 2012 แล้ว

ก่อนหน้านี้ที่ทองคำทำท่าจะลง ตอนนี้ราคาทองกลับมาแล้ว และกำลังอยู่ที่แนวต้านสำคัญในปี 2012 มุมมองส่วนตัวของ FINNOMENA เรามองเป้าหมายราคาทองไว้ที่ 1,900 ถ้าไม่ไปแตะที่ราคา 1,850-1,900 เรายังไม่ลดสัดส่วนทองคำในพอร์ต ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ 20%

7. กราฟประหลาดจากไวรัส Covid-19

กราฟแปลกๆ เป็นอีกหนึ่ง New Normal ในยุคนี้ กราฟนี้คือกราฟระหว่างการคาดการณ์ GDP สหรัฐฯ กับค่า P/E ของตลาด S&P500 ซึ่งจะเห็นว่า “ไปกันคนละเรื่อง” ทั้งที่ควรจะไปด้วยกัน สาเหตุเกิดจากสภาพคล่อง (liquidity) ของตลาดที่มีมากดันขึ้นไป บวกกับ Financial Engineering จากการที่ FED ช่วยดันตลาดขึ้นไปทั้งๆ ที่พื้นฐานเศรษฐกิจไม่ได้ดี

8. สหรัฐฯ ประท้วง ตำรวจฆ่าคน

จากเหตุการณ์ที่ตำรวจพยายามจับกุมชายผิวสีที่ถูกสงสัยว่าใช้ธนบัตรปลอม แต่ตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุทำให้ชายคนนั้นเสียชีวิต ทำให้เกิดเหตุการณ์ประท้วงครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ คำถามคือ เหตุการณ์ส่งผลต่อตลาดหรือไม่?

คำตอบที่ได้ก็คือ ตลาดหุ้นไม่ได้ตอบสนองต่อข่าวนี้ ตลาดยังคงโตต่อทั้งในสหรัฐฯ เองและตลาดเอเชีย นักลงทุนไม่ต้องกังวลมากนัก

9. จุดสังเกต ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โตตาม Spread

กราฟนี้จาก Knowledge Leaders Capital เช่นกัน กราฟนี้ให้ข้อสังเกตว่า ดัชนี S&P500 มีการเติบโตสอดคล้องกับ Spread ของพันธบัตรที่แคบลงจากการพยุงของ FED  (สเกลของกราฟ Spread ด้านขวาเป็น Invert) เพราะฉะนั้นการลงทุนในช่วง New Normal นี้ หนึ่งคือดู Spread ซึ่งเกิดจากการอัดฉีด FED ไปทางไหน ตลาดไปทางนั้น สองคือ ในเมื่อการวิเคราะห์ fundamental หรือการวิเคราะห์ value ต่างๆ ใช่ไม่ได้ ปัจจัยที่ต้องกลับมาดูดีๆ คือ การวิเคราะห์ Technical และ Momentum ของตลาด

10. New York เริ่มกลับมาสงบ

ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มใหม่ต่อวันของเมือง New York ลดลงแล้ว ซึ่งจุดนี้ตรงกับปัจจัย 4 ข้อที่บ่งบอกว่าตลาดควรเริ่มกลับมาลงทุน คือ 1. ตัวเลขผู้ติดเชื้อเริ่มเป็นระฆังคว่ำ 2. ราคาน้ำมันฟื้นตัว 3. ตัวเลขว่างงานสหรัฐฯ ลดลงจากจุดสูงสุด 4. Valuation ลดลงมาใกล้วิกฤตก่อนๆ สถานการณ์ตอนนี้ ข้อ 1 และ 2 มาแล้ว เป็นสัญญาณว่าตลาดเริ่มกลับมาลงทุนได้

โอกาสลงทุนรับประเทศไทยเปิดเมือง!

มุมมองการลงทุนที่ FINNOMENA นำมาฝากกันในรายการ THE OPPORTUNITY วันนี้ มี 3 มุมมองด้วยกัน

OPPORTUNITY 1: “ไทยชนะ”

ประไทยคลาย Lockdown เข้าสู่เฟส 3 แล้ว แต่ละธุรกิจค่อยๆ กลับมาเปิด ร้านอาหารเริ่มเอาที่กั้นออก โรมแรมที่พัทยา หัวหิน ห้องถูกจองเต็มหมด เป็นโอกาสที่นักลงทุนจะสามารถกลับมาลงทุนได้

สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่อยากรับความเสี่ยงมาก อยากลงทุนแบบ Defensive ให้เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ yield ไปก่อน และเมื่อมาดูสินทรัพย์ที่น่าสนใจในกลุ่มนี้ สิ่งที่น่าสนใจก็ตกไปอยู่ที่ “กลุ่มอสังหาริมทรัพย์”

จากกราฟ กราฟเส้นสีขาวด้านบนคือ Yield ของอสังหาฯ อยู่ที่ 5.75% ส่วนเส้นสีส้มคือ Yield ของพันธบัตรอายุ 10 ปี อยู่ที่ 1.15% ซึ่งต่างกันถึง 4.6% ในระยะสั้นคาดการณ์ว่าการปันผลในอสังหาฯ น่าจะลดลงบ้าง ถึงแม้ว่า Yield ของอสังหาฯ อาจจะลด แต่เมื่อเทียบกับ Yield ของพันธบัตรแล้วยังถือว่าดูดีกว่ามาก

กองทุนที่แนะนำ: LHTPROP

กองทุนที่ FINNOMENA แนะนำ และเป็นกองทุนที่ถือในพอร์ตอยู่ด้วยก็คือ กองทุน LHTPROP ซึ่งเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทย FINNOMENA มองว่ากองอสังหาฯ อาจกลายเป็น Playbook เล่มใหม่ในการลงทุนเพื่อ Yield  เพราะจะไปลงในพันธบัตรรัฐบาลผลตอบแทนก็ต่ำ ไปลงในหุ้นกู้เอกชนก็มีโอกาสที่จะ Default อย่างเช่นตัวอย่างจากการบินไทย ดังนั้นลงทุนในประเทศตอนนี้ควรมาอยู่ในอสังหาฯ

จากกราฟจะเห็นว่ากองทุน LHTPROP ผ่านจุดต่ำสุดและเริ่มกลับมาอยู่ขาขึ้น แสดงว่า Fund Flow ต่างๆ เช่น บริษัทประกันที่เข้ามาลงทุนตอนที่ราคากองทุนมันถูก เริ่มกลับเข้ามา ประกอบกับการที่ไทยเริ่มคลาย Lockdown ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยหนุนให้กลุ่มอสังหาฯ โตต่อไปได้

OPPORTUNITY 2: “Follow the FED”

โอกาสในการลงทุนโอกาสที่ 2 มุมมองนี้ยังคงยืนยันมุมมองเหมือนสัปดาห์ที่แล้ว จากการที่ FED เข้ามาช่วยพยุงตลาดตราสารหนี้และสามารถทำได้ดี เพราะฉะนั้นตอนนี้ FED อยู่ไหน นักลงทุนอยู่นั้น

กองทุนที่แนะนำ: PHATRA G-UBOND-H

กองทุนที่แนะนำยังเป็นกองเดิม สำหรับกองที่ลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลก โดยมีการลงทุนใน High Yield Bond สูงถึง 1 ใน 3 ของพอร์ต อย่างกอง PHATRA G-UBOND-H สำหรับปัจจัยสนับสนุนสามารถอ่านได้ในสรุป LIVE รายการ THE OPPORTUNITY สัปดาห์ที่แล้วครับ ลงทุนอย่างไรในยุค New Normal (25 พ.ค. 63)

OPPORTUNITY 3: “Cloud Computing”

เช่นเดียวกันกับโอกาสในการลงทุนโอกาสที่ 3 ที่เรายังเห็นโอกาสในหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ที่นอกจากจะรอดจากวิกฤตไวรัสมาอย่างสง่างาม (เทียบกับอุตสาหกรรมอื่น) ตอนนี้ก็ยังโตต่อแบบไม่หยุด

กองทุนที่แนะนำ: KF-GTECH

กองเทคโนโลยีตอนนี้ยังยืนยันแนะนำเป็นกองเดิม คือ กอง KF-GTECH ที่นอกจากจะเน้นหุ้นเทคฯ ยังเน้นเทคฯ ที่เป็น Cloud Computing ด้วย อย่างกลุ่ม FANG (Facbook / Amazon / Netflix / Google) มีครบทุกตัว สำหรับรายละเอียดสนับสนุน สามารถอ่านได้ในสรุป LIVE  ลงทุนอย่างไรในยุค New Normal (25 พ.ค. 63) เช่นกันครับ หรืออ่านจากบทความ 10 เรื่องที่ต้องรู้กับกองทุนหุ้นเทคฯ KF-GTECH

หวังว่าสรุป LIVE วันนี้จะเป็นข้อมูลให้นักลงทุนทุกท่านได้ไม่มากก็น้อยครับ

เขียนโดย TUM SUPHAKORN

แชร์เทคนิคการใช้บัตรเครดิต Citi Cashback ให้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น (เขียนโดย ObServes Investing)

FINNOMENA STORY

แชร์เทคนิคการใช้บัตรเครดิต Citi Cashback ให้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

เขียนโดย ObServes Investing

ในบรรดาบัตรเครดิตสาย Cash Back ที่มีให้บริการอยู่มากมายในท้องตลาดในตอนนี้ ผมมั่นใจว่าบัตรเครดิต Citi Cashback เป็นหนึ่งในบัตรเครดิตที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในหมู่พนักงานออฟฟิศอย่างแน่นอน เพราะบัตรใบนี้ให้สิทธิประโยชน์การได้รับเงินคืนแบบไม่มีเงื่อนไขยุ่งยากมากวนใจ, มีอัตราการให้เงินคืนที่สูงมากในบางหมวดการใช้จ่าย, และเจ้าของบัตรสามารถโทรไปขอ Waive ยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีได้ง่ายมากอีกด้วย ในฐานะที่ผมเป็นลูกค้าของบัตรใบนี้มาประมาณสามปีแล้ว ผมมีเทคนิคอย่างหนึ่งในการเพิ่มความคุ้มค่าจากการใช้บัตรใบนี้ที่ผมค้นพบด้วยตัวเองมาเล่าสู่กันฟังในบทความนี้ครับ

หน้าตาบัตรเครดิต Citi Cashback แบบเก่า (ซ้าย) และแบบใหม่ (ขวา)

ก่อนจะเข้าสู่รายละเอียดของเทคนิคนี้ ผมขอลงรายละเอียดสิทธิประโยชน์การได้รับเงินคืนในอัตราต่าง ๆ ของบัตรใบนี้ตามที่มีประกาศไว้บนหน้าเว็บไซต์ทางการของบัตรใบนี้ก่อนนะครับ https://www.citibank.co.th/th/credit-cards/credit-card-cash-back.htm

  • เครดิตเงินคืน 11% ที่รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน และคาเฟ่อเมซอน
  • เครดิตเงินคืน 5% ที่ Grab ร้านบู๊ทส์ และร้านวัตสัน
  • เครดิตเงินคืน 1% เมื่อมียอดใช้จ่ายครบทุก 800 บาท/เซลล์สลิปที่ปั๊มน้ำมันเชลล์ทุกสาขาทั่วประเทศ
  • เครดิตเงินคืน 1% จากยอดใช้จ่ายอื่น ๆ
Source: https://www.citibank.co.th/th/credit-cards/credit-card-cash-back.htm

สำหรับเทคนิคเพิ่มความคุ้มค่าที่ผมจะมาแนะนำจากการใช้บัตรใบนี้จะเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์การได้รับเงินคืน 11% จากการจ่ายค่าเที่ยวเดินทางในระบบรถไฟฟ้า BTS กับเจ้าหน้าที่ในห้องขายตั๋วเป็นหลักนะครับ (ไม่นับส่วนที่เป็น Rabbit LINE Pay ซึ่งได้รับเครดิตเงินคืน 1%) ด้วยความที่ผมทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศที่ต้องเดินทางไปกลับระหว่างบ้านและที่ทำงานที่ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS เป็นประจำ ผมจึงเลือกที่จะซื้อเที่ยวเดินทางในระบบรถไฟฟ้า BTS ไว้ล่วงหน้า ซึ่งเที่ยวเดินทางล่วงหน้านี้จะถูกเก็บไว้ในบัตร Rabbit ที่สามารถเก็บได้ทั้งเที่ยวเดินทางในระบบรถไฟฟ้า BTS และมูลค่าเงินในบัตรที่เราสามารถนำไปใช้กับร้านค้าที่รองรับการชำระผ่านระบบของ Rabbit อีกด้วย

หน้าตาบัตร Rabbit ชนิดต่าง ๆ ที่สามารถเก็บเที่ยวเดินทางและมูลค่าเงินในบัตรได้

เมื่อผมได้ใช้บัตรใบนี้มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ผมก็พบว่าสิทธิประโยชน์การได้รับเงินคืน 11% นี้ครอบคลุมไปถึงจำนวนเงินที่มีการเติมลงในบัตร Rabbit เพิ่มเติมจากการจ่ายเติมเที่ยวโดยสารแบบรายเดือนด้วยครับ แต่เงื่อนไขหนึ่งในการรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิตในระบบรถไฟฟ้า BTS ก็คือเราต้องมีรายการชำระค่าเที่ยวโดยสารแบบรายเดือนอย่างน้อย 1 รายการ ถึงจะสามารถขอเติมเงินเพิ่มเข้าไปในบัตร Rabbit และใช้บัตรเครดิตในการชำระเงินทั้งหมดได้ นอกจากนี้ อีกเงื่อนไขหนึ่งในการชำระด้วยบัตรเครดิตของบีทีเอสคือเราจะไม่สามารถชำระเงินเกิน 3,000 บาทต่อการใช้บัตรเครดิตหนึ่งครั้ง ดังนั้นเราจึงไม่สามารถเติมเงินลงไปในบัตร Rabbit คราวละมาก ๆ ได้

จากข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับระบบของบัตร Rabbit และเงื่อนไขการชำระค่าบริการในระบบรถไฟฟ้า BTS ทำให้ผมสามารถสรุปเป็นเทคนิคสั้น ๆ ในการเพิ่มความคุ้มค่าจากการใช้บัตรนี้ได้ว่า ทุก ๆ ครั้งที่จะจ่ายเงินเติมเที่ยวเดินทางในระบบรถไฟฟ้า BTS ที่ห้องขายตั๋ว ให้เราแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าขอเติมเงินส่วนที่ยังไม่ถึง 3,000 บาทเข้าไปในบัตร Rabbit ด้วย เพื่อให้เราสามารถใช้สิทธิประโยชน์ Cash Back 11% ในการใช้จ่ายหมวดนี้ได้คุ้มค่าที่สุด เพราะทุก ๆ ครั้งที่เราจ่ายเงินด้วยบัตร Rabbit ก็เปรียบเสมือนว่าเราได้รับส่วนลด 11% สำหรับทุกการใช้จ่ายไปเรียบร้อยแล้ว

ผมหวังว่าเทคนิคที่ผมนำมาเล่าในบทความนี้จะช่วยให้ผู้ถือบัตรใบนี้ทุกคนสามารถนำไปทำตามเพื่อเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้นะครับ สุดท้ายนี้ไม่ว่าบัตรเครดิตที่เราเลือกใช้จะให้สิทธิประโยชน์กับเรามากมายแค่ไหน แต่สิ่งสำคัญที่สุดในการใช้งานบัตรเครดิตทุกประเภทก็ยังคงเป็นการทำตามวินัยในการจ่ายค่าบัตรเครดิตเต็มจำนวนในทุกรอบบิลอยู่เสมอ เพราะเราย่อมไม่อยากให้ดอกเบี้ยบัตรเครดิตมาทำลายความคุ้มค่าเพิ่มเติมที่เราได้รับจากการใช้บัตรเครดิตอย่างแน่นอน

ObServes Investing

ส่งต่อเรื่องราวการเงินการลงทุนของคุณ

อ่่านเรื่องราวอื่นๆ

แชร์ประสบการณ์การเริ่มต้นทำบันทึกรายรับรายจ่ายส่วนตัว (เขียนโดย ObServes Investing)

FINNOMENA STORY

แชร์ประสบการณ์การเริ่มต้นทำบันทึกรายรับรายจ่ายส่วนตัว

เขียนโดย ObServes Investing

ในช่วงเวลาที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 อย่างรุนแรงในประเทศไทย และทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องประกาศใช้มาตรการ Lockdown เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อลงอย่างเร่งด่วน ก็ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศมีอันต้องหยุดชะงักไปแทบทั้งหมด กิจการห้างร้านต่าง ๆ ต้องสูญเสียรายได้แบบฉับพลัน และบริษัทจำนวนมากมีความจำเป็นต้องลดรายจ่ายด้วยการลดเงินเดือนหรือเลิกจ้างพนักงาน ไม่เว้นแม้กระทั่งอาชีพนักบินที่หลาย ๆ คนเคยคิดว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงมากและแทบไม่มีทางตกงานอย่างแน่นอน

สำหรับตัวผมเองที่ทำงานอยู่ในแผนก IT ของบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่ง ยังถือว่าโชคดีที่ยังไม่ได้รับผลกระทบในด้านรายได้จากเงินเดือน แต่ผมก็มีเพื่อนและคนรู้จักจำนวนมากที่ไม่ได้โชคดีเหมือนผม บางคนที่ทำงานเป็นพนักงานบริษัทก็ถูกลดเงินเดือนลง หรือบางคนที่ทำอาชีพอิสระก็มีรายได้ลดลงไปมากจากการที่ลูกค้ายกเลิกโครงการต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ได้ทำให้เพื่อนผมหลาย ๆ คนเริ่มให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินมากขึ้น ผมจึงขอใช้พื้นที่นี้แบ่งปันประสบการณ์การจดบันทึกรายรับรายจ่ายส่วนตัว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นการวางแผนการเงินของผม และผมหวังว่าประสบการณ์นี้จะช่วยให้มือใหม่ทุกคนกล้าที่จะเริ่มต้นจดบันทึกรายรับรายจ่าย ก่อนจะเริ่มวางแผนการเงินส่วนตัวและลงมือทำตามแผนนั้นต่อไปครับ

ผมเริ่มศึกษาเรื่องการวางแผนการเงินอย่างจริงจังมาได้ประมาณครึ่งปี และเริ่มลงมือทำตามแผนอย่างจริงจังตอนช่วงขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา อันที่จริงผมเข้าใจถึงความสำคัญของการวางแผนการเงินและการลงทุนมาหลายปีแล้ว แต่ว่าตั้งแต่เริ่มทำงานมา ผมก็ยังไม่เคยเริ่มลงมือวางแผนการเงินอย่างจริงจัง ไม่เคยเริ่มลงทุน หรือแม้แต่การวางแผนลดหย่อนภาษีเลย โชคยังดีที่ผมให้ความสำคัญกับการจดบันทึกรายรับรายจ่ายมาตั้งแต่ผมเริ่มทำงานประจำ เพราะผมอยากมั่นใจว่าอย่างน้อยที่สุดแล้ว ผมจะต้องมีเงินออมเพิ่มขึ้นทุกปี (แต่ไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าต้องเพิ่มขึ้นปีละเท่าไหร่)

การทำบัญชีรายรับรายจ่ายส่วนตัว ถือว่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่สำคัญที่สุดและเป็นพื้นฐานที่สุดของการวางแผนการเงิน เพราะมันจะช่วยให้เรารู้ว่าเรามีการใช้จ่ายออกไปมากเกินกว่างบที่เราตั้งไว้หรือไม่ ผมเองก็เข้าใจว่าการทำบัญชีรายรับรายจ่ายส่วนตัวเป็นเรื่องยากสำหรับหลาย ๆ คน แม้กระทั่งสำหรับตัวผมเองในตอนที่จะเริ่มจดบันทึกใหม่ ๆ ด้วย เพราะผมตั้งใจว่าจะจดบันทึกการใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนั้นเมื่อกลับถึงบ้าน แต่ผมก็มักจะมีปัญหาลืมจดรายจ่ายไปบางวัน และการนึกรายจ่ายที่เกิดขึ้นย้อนหลังไปสองสามวันให้ครบถ้วนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย

ผมพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการเตือนตัวเองให้จดบันทึกรายจ่ายลงใน App สำหรับจดโน้ตในมือถือทุกครั้งเวลามีการหยิบกระเป๋าตังค์ขึ้นมา ก่อนที่จะย้ายตัวเลขนี้ไปลงในไฟล์ Excel สำหรับบันทึกรายจ่ายส่วนตัวอีกที ซึ่งในบางวันผมก็ยังคงลืมย้ายตัวเลขจากโน้ตใน App บนมือถือมาเก็บลงในไฟล์ Excel อยู่ดี ผมจึงพยายามสร้างกิจวัตรให้ตัวเองในการเปิดไฟล์ Excel นี้เพื่อจดบันทึกรายจ่ายเป็นสิ่งแรกในทันทีที่ผมเปิดคอมส่วนตัวก่อนจะเริ่มทำอย่างอื่นต่อไป กิจวัตรการจดบันทึกรายจ่ายแบบนี้ช่วยให้บัญชีรายรับรายจ่ายของผมมีความแม่นยำพอสมควร สามารถบอกได้ว่าผมใช้เงินเกินตัวมากไปหรือเปล่าในเดือนนั้น

หน้าตาของไฟล์ Excel ที่ผมใช้จดบันทึกรายรับรายจ่าย

สำหรับคนที่ยังไม่เคยจดบันทึกรายจ่ายและกังวลว่าตัวเองอาจจะลืมจดบันทึกการใช้จ่ายไปบางครั้ง ทำให้บัญชีไม่แม่นยำจนไม่อยากลงมือเริ่มจดบันทึกนั้น ผมขอให้กำลังใจคนกลุ่มนี้ด้วยข้อสังเกตจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวผมเองละกันครับ ผมสังเกตว่ารายจ่ายที่ผมมักจะลืมจดบันทึกจะเป็นรายจ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นการซื้อขนมจากเซเว่น ซื้อของจุกจิกจากแผงลอย หรือค่าต่อรถจากการเดินทางไปทำงานหรือไปพบปะเพื่อน ๆ แต่ผมจะไม่ลืมจดรายจ่ายชิ้นใหญ่ประจำเดือนนั้นเลย เช่นการซื้อ Gadget ชิ้นใหม่ เครื่องเล่นเกม เสื้อผ้าแบรนด์เนม หรือเครื่องสำอางค์ ซึ่งรายจ่ายชิ้นใหญ่พวกนี้มีผลกับบัญชีรายจ่ายของผมมากกว่ารายจ่ายจิปาถะค่อนข้างมาก ดังนั้นในช่วงเริ่มต้นของการฝึกจดบันทึกรายจ่ายที่เราอาจยังจดบันทึกรายจ่ายได้ไม่ครบถ้วนแบบนี้ การได้เห็นตัวเลขรายจ่ายจริงในเดือนนั้นซัก 80% ย่อมดีกว่าการที่เราทำได้แค่ “เดา” ว่าเดือนนั้นมีการใช้จ่ายไปเท่าไหร่แล้ว เพราะการใช้จ่ายเกินรายได้อย่างต่อเนื่องจะทำให้เราสร้างหนี้สินที่จะผ่อนชำระได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ชีวิตเป็นทุกข์มากขึ้นด้วย

นอกเหนือจากการพยายามจดบันทึกรายจ่ายส่วนใหญ่ในแต่ละเดือนให้ได้แล้ว อีกคำแนะนำหนึ่งที่ผมอยากมอบให้เป็นกำลังใจแก่คนที่จะเริ่มลงมือจดบันทึกรายจ่ายส่วนตัวก็คือ ยิ่งเราพยายามจดบันทึกรายจ่ายไปเรื่อย ๆ มากเท่าไหร่ เราก็จะเตือนตัวเองให้จดบันทึกได้ถี่ถ้วนและครบถ้วนมากขึ้นเท่านั้น ทำให้มีโอกาสลืมจดบันทึกน้อยลงในอนาคต และทำให้บัญชีรายจ่ายมีความแม่นยำตามความเป็นจริงมากขึ้นในที่สุดครับ

หลังจากที่เราสร้างนิสัยการจดบันทึกรายจ่ายที่แม่นยำให้กับตัวเองแล้ว เราย่อมจะรู้ได้ตลอดเวลาว่าในเดือนนั้นเรายังมีโควต้าในการใช้เงินเหลืออีกเท่าไหร่ เพื่อที่จะทำให้ยอดเงินคงเหลือในเดือนนั้นยังมีค่าเป็นบวกและไม่ก่อหนี้มากเกินกว่ารายได้ของเรา อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าเราทุกคนย่อมมีเป้าหมายในชีวิตที่อยากทำนอกเหนือไปจากการใช้ชีวิตทั่ว ๆ ไปในแต่ละเดือนอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าการทำบันทึกรายจ่ายเพียงอย่างเดียวจะยังไม่ช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายที่มีราคาสูงเกินกว่ารายได้ที่เราได้รับในแต่ละเดือน แต่บันทึกรายรับรายจ่ายเหล่านี้จะกลายเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถออกแบบแผนการเงินและการเก็บออมเพื่อให้สามารถบรรลุทุกเป้าหมายชีวิตได้ในลำดับถัดไปครับ

ObServes Investing

ส่งต่อเรื่องราวการเงินการลงทุนของคุณ

อ่่านเรื่องราวอื่นๆ

10 เรื่องที่ต้องรู้กับกองทุนหุ้นเทคฯ KF-GTECH

BuffettCode
10 เรื่องที่ต้องรู้กับกองทุนหุ้นเทคฯ KF-GTECH

วิกฤต COVID-19 กำลังจะผ่านไปในไม่ช้า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกโดนผลกระทบอย่างหนัก แต่มีอยู่ตลาดหุ้นหนึ่งที่แม้จะมีการปรับฐานกับเขาบ้างแต่ก็เป็นการปรับฐานที่ไม่แรงเท่าไหร่นัก นอกจากนั้นยังดีดตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว ตอนนี้กำลังจะทำจุดสูงสุดใหม่ในไม่ช้า

ตลาดหุ้นนั้นคือตลาด NASDAQ ที่เต็มไปด้วยหุ้นเทคโนโลยีสมัยใหม่นั่นเอง !

10 เรื่องที่ต้องรู้กับกองทุนหุ้นเทคฯ KF-GTECH

V-Shape ที่แท้ทรูต้อง NASDAQ เท่านั้น !
ข้อมูล ณ วันที่: 27 พฤษภาคม 2563
ที่มา: Bloomberg

คำถามต่อมาคือถ้าเราอยากหากำไรจากการกลับตัวของ NASDAQ ที่เรียกได้ว่าเอาชนะตลาดหุ้นอื่นแบบถล่มทลาย เราสามารถทำอย่างไรได้บ้างล่ะ?

  • เราสามารถลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยตรงได้กับโบรกเกอร์ แต่นั่นหมายความว่าเราจะต้องเปิดบัญชีใหม่ ทำเอกสารใหม่ โอนเงินออกนอกประเทศ เลือกหุ้นต่างประเทศที่ข้อมูลก็ไม่ค่อยรู้ แถมโดนค่าธรรมเนียมการเทรด ไม่ก็ขั้นต่ำในการลงทุนหลักแสน ! ตัวเลือกนี้ดูยากไป
  • เราสามารถลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในดัชนี NASDAQ ได้ อันนี้หลาย ๆ ท่านมีบัญชีกองทุนรวมอยู่แล้ว ขั้นต่ำก็ไม่สูง อันนี้ง่ายขึ้นเยอะ แต่ผมต้องขอบอกว่าแม้ดัชนี NASDAQ จะดีดตัว แต่หุ้นในดัชนีที่ขึ้นมามีความไม่เท่าเทียมกันอยู่ บางตัวขึ้นเยอะ ขึ้นน้อย โดนผลกระทบ COVID-19 มากน้อยไม่เท่ากัน มันคงดีไม่น้อยถ้าเรามีข้อมูลและเลือกเองได้ จึงนำมาสู่ตัวเลือกที่ 3 ครับ
  • เลือกลงทุนในกองทุน Active ใน Sector เทคโนโลยี ที่มีผู้จัดการกองทุนที่รู้ข้อมูลมากกว่านักลงทุนทั่ว ๆ ไป มาเลือกหุ้นให้ ซึ่งตัวเลือกนี้ก็ไม่ยากเพราะตอนนี้เรามีกองทุนเทคโนโลยีในประเทศไทยให้เลือกอยู่เยอะพอสมควรเช่น ONE-UGG-RA, KF-GTECH, TMBGQG, B-INNOTECH, SCBDIGI และอีกมากมายหลายกอง หลากบลจ. ซึ่งแต่ละกองก็มีความแตกต่างของนโยบายการลงทุน สัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีที่แตกต่างกันไป

ในช่วงเวลาที่ความผันผวนสูง ผนวกกับ Sector ที่ต้องลงทุนมีความซับซ้อนเกินคนธรรมดาเข้าใจ ตัวเลือกที่ 3 น่าจะ Make Sense ที่สุด ซึ่งแต่ละคนก็คงเลือกกองทุนที่แตกต่างกันไป สำหรับตัวผมเองขอเลือกกองทุน Technology กองหนึ่งที่ปิดการซื้อขายไปซักพักใหญ่ ๆ และตอนนี้เริ่มกลับมาเปิดให้นักลงทุนสามารถซื้อขายได้ตามปกติแล้ว นั่นคือกองทุน KF-GTECH จาก บลจ.กรุงศรีครับ มาเป็นกรณีศึกษาว่ากองทุนนี้น่าสนใจอย่างไร สรุปเป็นข้อ ๆ ให้เข้าใจง่าย ๆ กัน 10 ข้อครับ

เปิดบัญชี FINNOMENA ซื้อกองทุน KF-GTECH ผ่านทางออนไลน์
เปิดไว เปิดง่าย ใน 1 วัน พิเศษ! เปิดวันนี้รับรางวัลขวัญถุง 100 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม https://finno.me/oa1190

1. KF-GTECH คือกองทุนที่มีกองทุนแม่คือ T. Rowe Price Funds Sicav – Global Technology Equity Fund ซึ่งมีนโยบายการลงทุนคือ การมุ่งเน้นเพิ่มคุณค่าของหน่วยลงทุนในระยะยาว ผ่านการเติบโตของการลงทุน กองทุนเน้นลงทุนในหุ้นที่มีธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาด้านเทคโนโลยี หรือบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องโดยตรงกับเทคโนโลยี นโยบายการลงทุนแบบนี้ถือว่าชัดเจนมาก ว่าเน้นเติบโตจากเทคโนโลยีตรง ๆ

2. ตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนในปี 2015 กองทุน T. Rowe Price Funds Sicav – Global Technology Equity Fund สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีได้สูงถึง 14.42% ถ้าดูในมุมของในไทย KF-GTECH ก็จะเห็นว่าทำผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีระยะสั้น ในช่วงเวลา 1 ปีที่ 21.4% 3 ปีที่ 9.01% และเมื่อมองเปรียบเทียบกับกองทุนอื่น ๆ ในหมวดอุตสาหกรรมเดียวกันแล้วถือว่ากองทุนทำผลตอบแทนได้ในระดับ “ดีมาก”

10 เรื่องที่ต้องรู้กับกองทุนหุ้นเทคฯ KF-GTECH

ผลตอบแทนของ KF-GTECH
ข้อมูล ณ วันที่ : 22 พฤษภาคม 2563
ที่มา: FINNOMENA

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

3. ข้อควรระวังในกองทุนนี้คือความผันผวนครับ ถ้าดูในทางด้านขวาของรูปด้านบนจะเห็นว่า Standard Deviation ของ KF-GTECH ทั้งในระยะ 1 ปีและ 3 ปี สูงกว่าเฉลี่ยของกลุ่ม กล่าวโดยสรุปคือถ้าจะลงทุนในกองทุนก็ต้องเป็นนักลงทุนที่ทนความผันผวนได้ระดับหนึ่งนะครับ

4. การลงทุนในกองทุนจะดูแต่ผลตอบแทนหรือความผันผวนไม่ได้ แต่ควรศึกษาลงลึกไปถึงหุ้นที่กองทุนเข้าลงทุนด้วยครับ ในกรณีของ KF-GTECH จะเห็นว่าหุ้นหลัก 10 ตัวแรกที่ใหญ่ที่สุดที่กองทุนลงทุนมีสัดส่วนรวมกันมากถึง 48.6% ของกองทุน ดังนั้นถ้าเลือกได้ไม่ดี โอกาสที่กองทุนนี้จะทำผลตอบแทนได้ดีกว่าเพื่อน ๆ ก็ยากมากครับ กองทุนนี้ลงทุนในอะไรบ้างผมขอสรุปให้ฟังแบบสั้น ๆ ตามนี้ครับ (ข้อมูลการถือหุ้นเป็นข้อมูลวันที่ 31 มีนาคม 2563)

Alibaba 8.7%

ตัวนี้มากที่สุดในพอร์ตการลงทุน เป็นบริษัท E-commerce ที่ทุกคนคงรู้จักกันดีอยู่แล้ว ปัจจุบัน Alibaba มี Gross Merchandise Value (GMV) หรือ มูลค่าสินค้าที่บริษัทจัดจำหน่ายไปมากที่สุดในโลก มากกว่า Amazon และ Ebay รวมกัน ผมเพิ่งได้ยินข่าวมาสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อกี้นี้ว่า (วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 เวลา 13:28) บริษัทตั้งเป้าจะทำให้ GMV ของบริษัทโตขึ้นไปถึงระดับ 1 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งจะเป็นระดับเดียวกันกับประเทศที่มี GDP ใหญ่ที่สุดอันดับที่ 22 ของโลก คือใกล้ ๆ กับ Argentina มาถึงจุดนี้คงไม่ต้องอธิบายแล้วว่า Alibaba ยิ่งใหญ่ขนาดไหน นอกจาก E-commerce แล้ว Alibaba ยังมีธุรกิจ Cloud ที่ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก และธุรกิจ E-Payment ที่ใหญ่ที่สุดอย่าง Alipay อีกด้วย

Salesforce.com 7% บริษัทนี้อาจเป็นบริษัทที่คนไทยไม่รู้จัก คนทั่ว ๆ ไปไม่เคยคุ้นชื่อ ธุรกิจของบริษัทคือการให้บริการ SaaS (Software as a Service) เช่น ระบบ CRM ระบบวิเคราะห์ข้อมูล Big Data และระบบทำการตลาดออนไลน์อัตโนมัติ ให้กับบริษัทใหญ่ ๆ มากมาย พูดง่าย ๆ คือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจัดการงานหลาย ๆ อย่างของบริษัทนั่นเอง เมื่อเร็ว ๆ นี้บริษัทเพิ่ง Takeover บริษัทจัดการข้อมูล Big Data ชื่อดังอย่าง Tableau ไป

ว่ากันว่า Marc Benioff ผู้ร่วมก่อตั้งของ Salesforce เคยได้รับคำแนะนำสุดโหด 3 ข้อจาก Steve Jobs จนเขาประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ คำแนะนำนั้นคือ ….

10 เรื่องที่ต้องรู้กับกองทุนหุ้นเทคฯ KF-GTECH

รูป Marc Benioff กับ Steve Jobs สมัยที่เขายังมีชีวิตอยู่
ที่มา: Twitter ของ Marc Benioff

“หนึ่ง Salesforce ต้องใหญ่กว่านี้ 10 เท่าให้ได้ใน 24 เดือน หรือเลิกธุรกิจไปซะ สองนายต้องมุ่งเป้าไปที่ลูกค้ายักษ์ใหญ่ สาม Salesforce ต้องสร้าง Application Economy ขึ้นมาให้ได้”

สุดท้าย Salesforce ใหญ่ขึ้นมาได้และได้สร้าง Application Economy ขึ้นมาจริง ๆ โดยเรียกมันว่า App Store และจดลิขสิทธิ์ไว้ สุดท้าย Marc ให้ชื่อ App Store กับ Steve Jobs เป็นของขวัญที่ Jobs ให้คำแนะนำกับเขาจนเขาประสบความสำเร็จ

Amazon.com 6.5%

บริษัท E-commerce อีกบริษัทหนึ่งที่คงไม่มีใครไม่รู้จัก ปัจจุบันครองตำแหน่งบริษัทที่มีมูลค่าแม้คนจะคิดว่าธุรกิจของ Amazon คือร้านขายของออนไลน์ แต่กำไรของบริษัทส่วนใหญ่มาจากธุรกิจ Cloud ซึ่ง Amazon ถือเป็น Pioneer แรก ๆ ในธุรกิจนี้เลย ด้วยวิสัยทัศน์ของ Jeff Bezos เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ในตอนนั้นไม่มีใครคิดว่าธุรกิจ Cloud จะใหญ่อย่างในปัจจุบัน Jeff Bezos ถือเป็น CEO คนหนึ่งที่มีวิสัยทัศน์ที่สุดยอด การได้ลงทุนใน Amazon ที่ Jeff Bezos บริหารและติดตามการเติบโตของบริษัท เป็นความฟินของนักลงทุนแฟนคลับของ Jeff หลาย ๆ คน

แม้แต่ Warren Buffett และ Charlie Munger แม้ไม่ได้ลงทุนใน Amazon แต่ก็ชื่นชม Jeff Bezos อย่างมาก Warren Buffett เคยกล่าวไว้ว่า “เขาเป็นคนที่ความสามารถสูงมาก ๆ ผมประเมินเขาต่ำไปหน่อยตอนพบเขาเป็นครั้งแรก … ผมเห็น Amazon มาตั้งแต่ตอนเริ่มธุรกิจ สิ่งที่ Jeff Bezos สร้างขึ้นมาไม่ต่างกับปาฏิหาริย์”

Netflix 5.6%

บริษัทนี้ไม่พูดทุกคนก็รู้กันอยู่แล้วว่าเป็นยังไง ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา นอกจาก Amazon แล้วก็มี Netflix ที่แทบไม่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 แถมยังได้ประโยชน์จากวิกฤตครั้งนี้อีกด้วย จำนวนผู้ใช้รายใหม่ของ Netflix เพิ่มขึ้น 15.8 ล้านราย มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 7.2 ล้านคน เหตุผลหลักมาจากการ Lockdown ที่ทำให้คนมีเวลาอยู่บ้านและดูหนังมากขึ้น ปัจจุบัน Netflix มีผู้ใช้งานรวมกันทั้งหมด 182 ล้านรายทั่วโลก นับเป็นสัดส่วน 2.6% ของคนทั้งโลก ถ้าเราคิดว่าทุก ๆ คนชอบดูหนัง ดูซีรีส์ ก็อาจจะพอบอกได้ว่าการเติบโตของ Netflix น่าจะไม่จบลงแค่ผู้ใช้ 182 ล้านราย

Facebook 4.5%

บริษัทโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ที่มีผู้ใช้กว่า 3,000 ล้านคนทั่วโลก บริษัทเป็นเจ้าของ App ชั้นนำอย่าง Facebook, WhatApps, Messenger และ Instagram ในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมาจำนวนผู้ใช้งานของแอปฯ ต่าง ๆ ของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากที่เคยทรง ๆ และไม่โตเท่าไหร่นัก รายได้จากการโฆษณาของ Facebook มีโอกาสได้รับผลกระทบจากการปิดของธุรกิจต่าง ๆ อย่างไรก็ตามผลกระทบที่ว่าจะเป็นเรื่องชั่วคราว ณ เวลาที่ผมเขียนบทความนี้เริ่มมีข่าวการเปิดเมืองของประเทศต่าง ๆ เข้ามาเรื่อย ๆ ดังนั้นรายได้การโฆษณาของ Facebook น่าจะกลับมาเติบโตได้ในอนาคต

Workday 3.5%

บริษัทนี้ทำ SaaS เช่นกันแต่เน้นเรื่องการเงินและทรัพยากรบุคคล (น่าจะคล้าย ๆ HUMAN ที่อยู่ในตลาดหุ้นบ้านเรา)

ServiceNow 3.3%

เป็นบริษัท Software ประเภท Platform as a Service ดูแลเรื่องการบริหารจัดการปัญหาทางด้าน IT เก็บเงินเป็นจำนวน User

Visa 3.2%

ผู้ให้บริการเป็นตัวกลางเกี่ยวกับการชำระเงินบัตรเครดิตรายใหญ่ 1 ใน 2 รายคู่กับ Mastercard อันนี้คนไทยน่าจะคุ้นเคยอยู่แล้ว

Intuit 3.2%

บริษัท Software บริหารจัดการการเงินและภาษี โปรแกรมที่คนไทยที่ทำงานด้านภาษีน่าจะได้ยินชื่อบ้างก็เช่น TurboTax และ Quicken บริษัทนี้ถือเป็นตำนานอีกบริษัทหนึ่ง เพราะเคยเอาชนะ Microsoft มาแล้วในตลาด Software ด้านภาษี

Atlassian 3.1%

บริษัท SaaS ด้านการบริหารจัดการกระบวนการทำงานของ Software Developer ที่น่าจะได้ยินบ่อย ๆ ก็เช่น Jira และ Trello

จะเห็นว่าที่เพื่อน ๆ อ่านบทความใน 5 นาทีที่ผ่านมา ผมเขียนคำว่า Software บ่อยมาก ๆ ซึ่งก็เป็นเพราะกองทุนนี้โฟกัสมาก ๆ เรื่อง Technology และก็ลงทุนหนัก ๆ ในประเภทธุรกิจ Software

5. สิ่งที่ผมไม่ค่อยเห็นในกองทุนนี้คือไม่ค่อยมีบริษัทสายที่เน้นพวก Hardware สักเท่าไหร่ พวก Tesla, Xiaomi, TSMC, ASML แก๊งชิปประมวลผลอย่าง AMD, Nvidia ก็ไม่ได้เห็นใน Top Holding ดังนั้น ถ้าอยากได้สายชิปประมวลผล KF-GTECH อาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ แต่ถ้าอยากได้สาย SaaS, Tech ที่เน้น Consumer / B2B Software KF-GTECH ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีตัวหนึ่ง

6. อีกอย่างที่ผมสังเกตได้คือ การลงทุนส่วนใหญ่ของกองทุนอยู่ในสหรัฐอเมริกาเสียเยอะ ประมาณ 72% แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะสหรัฐฯ ถือเป็นแหล่งรวมหุ้น Technology ที่ดีและหลากหลายที่สุดแล้ว จีนก็เริ่มมีหุ้น Technology เยอะแต่ก็ไม่ได้มากเท่าสหรัฐฯ และก็อุตสาหกรรมก็ไม่ได้ใหญ่เท่า นอกจากนั้นกองนี้ยังมี Alibaba อยู่ 8.7% ซึ่งก็ถือว่าเป็นหุ้น Tech จีนที่ดีที่สุดตัวหนึ่งในสัดส่วนที่มีนัยมาก ๆ

7. กองทุนถือหุ้นทั้งสิ้น 46 ตัว 70% ของการลงทุนอยู่ในหุ้น 20 ตัวแรก ตรงนี้ผมชอบเพราะถือว่าผู้จัดการกองทุนขยันดี ถ้าผู้จัดการกองทุนไม่ขยันเราจะเจอกับการกระจายความเสี่ยงแบบถือหุ้นเป็น 100 ตัวซึ่งส่วนตัวผมว่ามันมากเกินความจำเป็น และไม่คุ้มค่า Fee ที่ต้องเสียไป (ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูด้วยนะว่าถือหุ้นน้อย Focus มากกว่ากองอื่น ๆ แล้วผลตอบแทนดีไหม ซึ่งในมุมของ KF-GTECH ถือว่าผลตอบแทนดี ก็นับว่าผ่าน) กองที่มีการถือหุ้น Focus ในระดับนี้ที่ผมเห็นก็จะมี ONE-UGG-RA อีกกองหนึ่งครับ

8. การเปิดเผยข้อมูลใน Factsheet ของ T. Rowe Price Funds Sicav – Global Technology Equity Fund ละเอียดดีผมชอบ มีข้อมูลเช่น P/E ของกองทุนอยู่ที่ 31.7 เท่า เมื่อเทียบกับ Benchmark ที่ 19.9 เท่า ก็ถือว่าสูงกว่าพอสมควร แต่มันก็มีเหตุผลของมันเพราะเมื่อปรายตาลงมาอีกนิดจะเห็นว่าการเติบโตของกำไรจะเติบโตสูงกว่า Benchmark ด้วยเช่นกัน แม้ปัจจุบัน ROE จะต่ำกว่าซึ่งดูไม่ค่อยดี แต่ถ้าหุ้นที่เลือกมาโตได้ตามเป้าก็น่าจะช่วยให้ ROE ดีขึ้นในอนาคตได้ครับ

10 เรื่องที่ต้องรู้กับกองทุนหุ้นเทคฯ KF-GTECH

ข้อมูลกองทุนจาก Fund Factsheet
ข้อมูล ณ วันที่: 31 มีนาคม 2563
ที่มา: T. Rowe Price

9. เทคโนโลยีเป็นกลุ่มหนึ่งที่ไม่เพียงแต่โดนผลกระทบจาก COVID-19 น้อย นอกจากนั้นหุ้นเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันนี้ยังมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งมาก ๆ ถึงแม้โดนผลกระทบก็สามารถประคองตัวเองผ่านไปได้ไม่ยากนัก การเติบโตก็ดี หุ้นตัวใหญ่ ๆ มักจะเป็นบริษัทที่มีรายได้และมีกำไรแล้วแทบจะทั้งหมด ยังมีขาดทุนบ้างประปรายบางครั้งก็เพราะบริษัทยังมีการลงทุนหนักอย่างต่อเนื่องทำให้ไม่มีกำไร หรือขาดทุน ก็ต้องขอบอกว่าหุ้นเทคโนโลยียุคนี้ ต่างจากยุคปี 2000 Dot-Com Bubble มากมายมหาศาล

10. ความเสี่ยงของเทคโนโลยีที่ผมเห็นอย่างชัดเจนคือ แม้ตัวหุ้นจะแข็งแกร่ง มีการเติบโต แต่หลาย ๆ ครั้งด้วยความซับซ้อนของ Business Model และข้อมูลที่เข้าถึงได้ยากแม้แต่คนในอุตสาหกรรมเอง ทำให้หลาย ๆ ครั้งแม้แต่มืออาชีพยังพลาดพลั้งได้ ดังนั้นการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีเพื่อคาดหวังผลตอบแทนระยะสั้นจึงเป็นเรื่องที่มีความยากมากกว่าการลงทุนในหุ้นทั่ว ๆ ไป

ดังนั้นถ้าอยากลงทุนในเทคโนโลยี ผมจึงคิดว่าน่าจะต้องลงทุนแนว ๆ เป็นการเติบโตไปกับเทรนด์ระยะยาว สะสมกองทุนไปเรื่อย ๆ ลักษณะคล้าย ๆ DCA น่าจะช่วยลดความผันผวน และเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาวกับการลงทุนแห่งอนาคตอย่างเทคโนโลยีครับ

BuffettCode

ดูหนังสือชี้ชวนฉบับล่าสุดของกองทุนได้ที่ https://www.krungsriasset.com/TH/FundDetail.html?fund=KF-GTECH

เปิดบัญชี FINNOMENA ซื้อกองทุน KF-GTECH ผ่านทางออนไลน์
เปิดไว เปิดง่าย ใน 1 วัน พิเศษ! เปิดวันนี้รับรางวัลขวัญถุง 100 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม https://finno.me/oa1190

Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ


คำเตือน

ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน I กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมเทคโนโลยี  ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย |  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด และ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

วิวัฒนาการของชีวิตนักลงทุน

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
วิวัฒนาการของชีวิตนักลงทุน

เวลาที่คนเรามีอายุมากขึ้นนั้น เรามักจะมองกลับไปในอดีตรำลึกถึงความหลังมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะนั่นเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ไม่ต้องใช้เงินและพลังงาน ผมเองก็เป็นอย่างนั้น แต่ในฐานะที่เป็นนักลงทุนแบบ VI ผมก็อดที่จะเปรียบเทียบไม่ได้ว่าชีวิตในอดีตกับชีวิตในปัจจุบันของผมมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง ปรัชญาและความคิดสมัยก่อนกับสมัยนี้ของผมเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน ทั้งหมดนี้ผมก็ดูด้วยว่าสังคมไทยเองมีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหนด้วยเพื่อจะได้เปรียบเทียบกับชีวิตและความคิดของตนเอง ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นโดยเฉพาะที่สนใจในการลงทุน เพราะชีวิตผมเองนั้น ถ้าจะนิยามในวันที่ผมไม่อยู่แล้วคงต้องบอกว่าเป็น “ชีวิตของนักลงทุน VI” คนหนึ่ง

และเรื่องแรกที่ผมคิดว่ามีความเปลี่ยนแปลงหรือเป็นวิวัฒนาการของผมจากช่วงเยาว์วัยมาเป็นคนสูงอายุก็คือ เดิมผมจะมองเรื่องต่าง ๆ ในโลกและในชีวิตแบบสัมบูรณ์หรือ Absolute แต่เมื่ออายุมากขึ้นผมก็รู้สึกตัวหรือคิดว่าชีวิตหรือแทบทุกอย่างในโลกนี้นั้นเป็นเรื่องสัมพัทธ์หรือ Relative พูดง่าย ๆ เรื่องต่าง ๆ ในโลกนี้เป็นเรื่องของการเปรียบเทียบ ตัวอย่างเช่น เมื่อเราพูดว่าใครเป็น “คนรวย” ถ้าเราพูดว่าต้องมีเงินเป็นตัวเลขเท่านั้นเท่านี้ นี่คือการพูดแบบสัมบูรณ์ แต่ผมคิดว่าวิธีที่จะกำหนดว่าใครเป็นคนรวยควรจะเป็นเรื่องของการเปรียบเทียบว่าในสังคมนั้น ใครคือคนที่มีเงินมากที่สุดและลดหลั่นกันลงไป ถ้าเพื่อนของคุณส่วนใหญ่มีเงินมากกว่าคุณ คุณเองก็อาจจะไม่ใช่ “คนรวย” เมื่อ 50 ปีก่อนสมัยที่ผมยังเรียนมัธยม คนที่มีเงิน 20 ล้านบาทถือว่าเป็น “มหาเศรษฐี” แต่ 20 ล้านบาทถ้านำมาลงทุนแบบทบต้นและได้ผลตอบแทนปีละ 5% จะเท่ากับเงิน 230 ล้านบาทในวันนี้ ซึ่งสำหรับผมแล้วน่าจะเป็นแค่เศรษฐีหรือคนรวยธรรมดา—เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่มีเงินมาก ๆ ในวันนี้ของสังคมไทย เพราะเรื่องของเงินทองนั้น เป็นเรื่องของการเปรียบเทียบ

การมองความเก่งหรือศักยภาพของคนเองนั้น สมัยก่อนผมคิดแบบสัมบูรณ์ คนที่ทำ “คะแนนสอบ” รวมสูงก็คือคนเก่งและจะเป็นผู้ชนะในการทำงานและในความก้าวหน้าในวิชาชีพรวมถึงเรื่องของเงินทอง แต่เมื่อผ่านชีวิตมามากและพบเห็นผู้คนในแวดวงต่าง ๆ แล้วผมคิดว่า “ชีวิตคือการแข่งขัน” ธุรกิจคือการแข่งขัน คุณจะเก่งแค่ไหนไม่สำคัญ ที่สำคัญคือคุณเป็น ผู้ชนะหรือผู้แพ้ “ในสนามที่คุณแข่ง” ถ้าคุณเป็นคนที่ “เก่งมาก” ในเรื่องไฮเท็ค แต่ต้องเข้าไปแข่งกับ “อัจฉริยะ” ในซิลิคอนวัลเลย์ คุณก็อาจจะเป็น “หมู” ดี ๆ นั่นเอง เช่นเดียวกับเรื่องของธุรกิจที่บริษัทอาจจะเป็นผู้นำอันดับต้น ๆ ของไทย แต่เมื่อไปแข่งกับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ใน “สนาม” ต่างประเทศ บริษัทก็อาจจะแพ้อย่างหมดรูปได้ เพราะ โดยเปรียบเทียบแล้ว เราอาจจะด้อยกว่าเขาในแทบทุกด้าน

ความคิดอีกอย่างหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากจากเมื่อเป็นเด็กกลายเป็นคนสูงวัยก็คือการเป็น “นักเลือก” จากที่เคยเป็น “นักสู้” มาครึ่งชีวิต นักสู้นั้นเป็นนิสัยที่ติดมากับยีนของมนุษย์ทุกคน ในอดีตอันยาวไกลของมนุษยชาตินั้น มนุษย์ทุกคนต้อง “ต่อสู้” กับภัยธรรมชาติที่โหดร้าย โรคภัยที่รุนแรง และศัตรูที่เป็นสิ่งมีชีวิตอื่น คนที่ “ไม่สู้” นั้นค่อย ๆ ตายหรือสูญพันธุ์ไปหมด คนที่เหลือในปัจจุบันต่างก็เป็น “นักสู้” แต่ในยุคสมัยของเรานั้น คนสามารถเอาตัวรอดได้และบ่อยครั้งเป็นอย่างดีได้โดยไม่ต้องสู้กับอะไรมากมาย เราแค่ “เลือก” ให้เป็นหรือเลือกให้ถูกว่าจะอยู่หรือทำอะไรและอย่างไรเราก็สามารถประสบความสำเร็จได้ และในแวดวงของ “นักลงทุน” แล้ว นี่คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการประสบความสำเร็จ และก็เช่นเดียวกัน ในอีกหลายวงการและในชีวิต การ “เลือก” ให้ดีว่าจะ “สู้” อย่างไร ก็เป็นปัจจัยสำคัญมากที่จะทำให้เรา “ชนะ” ดังนั้น หลังจากที่กลายเป็นนักลงทุนแบบ “VI” เต็มตัว ผมก็ปรับการคิดและการใช้ชีวิตมาเป็น “นักเลือก” ผมจะไม่ยอมทำอะไรที่ผมจะไม่ชนะถ้าไม่จำเป็น

นิสัยชอบคิดชอบสังเกตของผมนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยตั้งแต่เด็กและนั่นก็ทำให้ผมเห็นคนที่ประสบความสำเร็จและโดดเด่นในทุกวงการ เห็นการ “ล่มสลาย” ของชื่อเสียงและความมั่งคั่งของพวกเขา ในสมัยที่ยังมีความคิดแบบเดิม ผมคิดว่า คนที่ประสบความสำเร็จเหล่านั้นเป็นคนที่เก่งและมีความสามารถสูงเหนือคนอื่นมาก เป็นแนว “ซุปเปอร์แมน” ซึ่งดูเหมือนว่าตนเองจะไม่มีวันทำได้โดยเฉพาะถ้าคิดถึงความเสียเปรียบเนื่องจากฐาน “ต้นทุนต่ำ” ของตนเองด้วย อย่างไรก็ตาม ในที่สุด ผมเองก็กลายเป็นคนที่น่าจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จคนหนึ่งในสังคม แต่เมื่อวิเคราะห์ย้อนหลังโดยไม่ลำเอียงแล้วก็พบว่าความสำเร็จนั้น แท้ที่จริงไม่ได้มาจากการเป็น “ซุปเปอร์แมน” อะไรเลย แต่น่าจะเป็นเพราะมีโอกาสที่ “เอื้ออำนวย” เกิดขึ้นในช่วงปี 2540 ที่เกิดวิกฤติและเรา “ฉวยโอกาส” นั้นเข้าไปลงทุนและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนแบบ Value Investments ที่แพร่หลายอยู่แล้วในตลาดหุ้นอเมริกา หลังจากนั้น ผมก็เชื่อว่า “วีรบุรุษ” หรือซุปเปอร์แมนจำนวนไม่น้อยก็อาจจะเป็นแบบผม คือ เกิดขึ้นเนื่องจากสถานการณ์และการเข้ามาในจังหวะที่ถูกต้องมากกว่าความสามารถที่ผมรู้สึกว่าคนเรานั้นมีไม่ต่างกันมาก

การศึกษาและเรื่องที่ชอบที่จะเรียนรู้นั้น สำหรับผมก็คือ “วิวัฒนาการ” ที่นึกไม่ถึง ในช่วงที่เป็นเด็กและต่อมาอีกครึ่งชีวิตนั้น ผมเป็นคนที่ชอบคำนวณ ชอบวิชาวิทยาศาสตร์ ชอบพิสูจน์สิ่งที่เป็นจริงแท้แน่นอนอย่างวิชาเรขาคณิตที่ต้องเขียนตอนสุดท้ายว่า “ซ.ต.พ” ซึ่งน่าจะแปลว่า “ซึ่งต้องพิสูจน์” อะไรก็ตามที่ไม่รู้ว่าจริงแท้แน่นอนหรือไม่หรือแบบ “เบลอ ๆ” เช่นวิชาเกี่ยวกับศิลปศาสตร์ทั้งหลายและรวมทั้งวิชาที่ต้องท่องจำมาก ๆ อย่างวิชาชีววิทยาผมก็จะไม่ชอบเลย แต่แล้วหลังจากกลายมาเป็นนักลงทุนเต็มตัวผมกลับสนใจและชอบอ่านเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านั้นมาก ประวัติศาสตร์กลายเป็นเรื่องที่ผมอ่านมากที่สุดในช่วงหลัง ๆ นี้ รองลงมาก็จะเป็นเรื่องของวิชาที่เกี่ยวกับมนุษย์และสังคมที่อิงกับชีววิทยาโดยเฉพาะเรื่องของยีนซึ่งเป็นสิ่งที่คุมพฤติกรรมทั้งหมดของมนุษย์ การอ่านทำให้ผมสามารถวิเคราะห์เรื่องราวต่าง ๆ ของมนุษย์และโลกได้ดีขึ้นมาก และนั่นก็คือสิ่งที่จำเป็นสำหรับการลงทุนในระยะยาว

วิวัฒนาการอีกเรื่องหนึ่งที่ตามมาก็คือ ความคิดทางสังคมที่เคยเป็น “อนุรักษ์นิยม” และทำอะไรตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีของสังคมไทยและไม่ “ออกนอกแถว” ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปเป็น “เสรีนิยม” มากขึ้นเรื่อย ๆ มีความคิดเรื่องของความ “เสมอภาค” ของคนและรวมถึงสัตว์ต่าง ๆ ที่อยู่ในโลกนี้ เชื่อในความเป็น “สากล” มากกว่าท้องถิ่นนิยม แม้แต่เรื่องของศาสนาเองก็ดูเหมือนว่าจะเอนเอียงไปทางด้านที่ยอมรับ “แนวทางที่ดี” ของทุกศาสนามากกว่าที่จะยึดศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ผมเองไม่รู้ว่านี่คือแนวทางของพวก Atheist หรือไม่นับถือหรือไม่มีศาสนาหรือไม่

ว่าที่จริงผมเองก็รู้สึกตัวว่าตนเองมีความคิดที่ “อิสระ” มากขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นคนที่ชอบมอง “สวนกระแส” กับคนในสังคม เป็นคนที่ขี้สงสัยในทุกเรื่อง ทำอะไรหรืออย่างน้อยก็คิดแตกต่างจากคนอื่น อย่างไรก็ตาม ผมไม่ใช่คนที่แสดงออกแนวท้าทายหรือ “ปฎิวัติ” สังคม ผมแค่ชอบสังเกตและคิด ไม่ใช่นักปฎิบัติหรือนักปฎิวัติ ผมคิดเพื่อนำมาใช้ในการ “เลือก” ทั้งเลือกลงทุนและเลือกใช้ชีวิตที่จะทำให้มีความสุขและปลอดภัยในโลกที่ดูสับสนและเสี่ยงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://portal.settrade.com/blog/nivate/2020/06/01/2330