แจ้งเตือน

เปิดโผ! กองทุนหุ้นผลตอบแทนเกิน 15% ใน 3 เดือน…มีตัวไหนบ้างมาดูกัน

เพื่อนผู้ใจดี
เปิดโผ! กองทุนหุ้นผลตอบแทนเกิน 15% ใน 3 เดือน...มีตัวไหนบ้างมาดูกัน

ใครว่ากองทุนทำผลตอบแทนช้า ไม่เร็วดังใจ ? วันนี้จะขอชวนมาดูกองทุนหุ้นที่ทำผลตอบแทนได้เกิน 15% ภายใน 3 เดือนเท่านั้น! มาดูกันว่ามีกองทุนหุ้นประเภทไหนบ้าง?

เปิดโผ! กองทุนหุ้นผลตอบแทนเกิน 15% ใน 3 เดือน...มีตัวไหนบ้างมาดูกัน

ข้อมูลจัดอันดับ ณ วันที่ 14 ต.ค. 2563

ทุกกองทุนอัปเดตตัวเลข ณ วันที่ 9 ต.ค. 2563 ยกเว้น TGHDIGI อัปเดตตัวเลข ณ วันที่ 8 ต.ค. 2563

กองทุนที่ไม่มีข้อมูลขาดทุนสูงสุดในรอบ 1 ปี คือกองทุนที่ยังจัดตั้งไม่ครบ 1 ปี ณ วันคำนวณผลการดำเนินงาน

สามารถกรองการจัดอันดับได้เอง พร้อมข้อมูลอัปเดตล่าสุดที่ FINNOMENA Fund Filter


Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

เจาะลึกกองทุนเปิดใหม่ Principal Global Cloud Computing Fund (PRINCIPAL GCLOUD-A)

BottomLiner
เจาะลึกกองทุนเปิดใหม่ Principal Global Cloud Computing Fund

Theme การลงทุนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตอนนี้ต้องยกให้หุ้นกลุ่ม Technology ที่นับตั้งแต่โควิดระบาดไปทั่วโลก หุ้นกลุ่มนี้เป็นผู้ที่ได้ประโยชน์อย่างชัดเจน ขณะที่หุ้นกลุ่ม Traditional อื่นอย่างห้างฯ หรือโรงแรมกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก

และถ้าเจาะลึกไปมากกว่านั้นจะพบว่าหุ้นที่เกี่ยวข้องกับระบบ Software และ Cloud สามารถสร้างรายได้มหาศาลพร้อมกับแนวโน้มเติบโตในอนาคตที่ถูกเร่งตัวขึ้น เนื่องจากการเกิดโควิดเป็นการบังคับให้เราต้องเปลี่ยนแปลงกิจกรรมที่เราเคยทำบนโลก Physical เข้าสู่โลก Digital ในเวลาเพียงไม่กี่วัน

ตัวอย่างที่ใกล้ตัวซึ่งหลายคนต้องพบเจอคือ การประชุมในทีมต้องใช้ระบบออนไลน์เท่านั้น หรือสาขาธนาคารไม่สามารถเปิดทำการได้ต้องใช้การโอนเงินออนไลน์ทดแทน

คนทั่วไปอาจจะรู้จักแค่เพียงหุ้นยอดฮิตอย่าง Zoom ระบบประชุมออนไลน์ที่กำลังเป็นที่นิยมสุด ๆ แต่ความจริงแล้วยังมีหุ้นอีกหลายตัวมากที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบริษัท Zoom หรือกำลังได้รับประโยชน์จากการเกิดโควิดไม่แพ้บริษัท Zoom เลย

เราเลยอยากพามารู้จักกองทุนเปิดใหม่ PRINCIPAL GCLOUD-A เป็นกองทุนหุ้น ลงทุนเฉพาะในอุตสาหกรรม Cloud Computing

  • ลงทุนในกองแม่ (Master Fund) ชื่อ WisdomTree Cloud Computing UCITs ETF Share Class USD Acc
  • ลงทุนแบบ Passive Fund อ้างอิงตามดัชนี BVP NASDAQ Emerging Cloud Index ที่เป็นดัชนีสำหรับบริษัทเกิดใหม่ในตลาดที่สร้างรายได้หลักจากการให้บริการระบบ Cloud และ Software
  • ธุรกิจในอุตสาหกรรม Cloud และ Software มีลักษณะเฉพาะตัวคือ บริษัทเกิดใหม่ที่สามารถให้บริการตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงจุด จะสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็วมากเนื่องจากธุรกิจทำอยู่บนโลก Digital ทั้งหมด
  • บริษัทที่กองทุน PRINCIPAL GCLOUD-A เข้าลงทุนส่วนใหญ่เป็นบริษัทเกิดใหม่ที่มีการเติบโตสูงเเละมีช่องว่างในตลาดให้เติบโตอีกมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจแบบ SaaS (Software as a Service) ทำรายได้จากการเก็บ Subscription ทำให้มีรายได้ที่มั่นคงมาก

หุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับเเรก (Source: Bloomberg ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2563)

1. Zoom Video Communications Inc (ZM:US)

Zoom คือผู้ให้บริการระบบประชุมออนไลน์ เป็นหนึ่งในธุรกิจประเภท SaaS มีจุดเด่นที่คุณภาพของเสียงเเละคุณภาพของวีดีโอที่ส่งไปถึงผู้รับนั้นอยู่ในระดับสูง เเละใช้งานง่าย ผู้ใช้งานสามารถจัดการประชุมที่มีผู้เข้าร่วมพร้อมกันสูงสุดถึง 500 คน

อยากรู้เรื่อง Zoom มากกว่านี้ ตามไปอ่านได้ที่ https://www.facebook.com/bottomlinerglobal/posts/3797698290245277

2. Anaplan Inc (PLAN:US)

Anaplan เเพลตฟอร์มด้านการวางเเผนเเละการบริหารจัดการประสิทธิภาพองค์กร (EPM) ช่วยกำหนดเเผนการดำเนินงานกลยุทธ์เเละเป้าหมายขององค์กรให้ชัดเจนสะท้อนงบประมาณที่มีอยู่ทำให้สามารถคาดการณ์ธุรกิจเเละตัดสินใจได้ดีขึ้น

ข้อมูลจาก appsruntheworld บ่งบอกว่า ลูกค้าองค์กรของ Anaplan เป็นบริษัทระดับโลก 77% เป็นองค์กรที่มีรายได้มากกว่า 3 หมื่นล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 17 มีนาคม 2020)

3. Crowdstrike Holdings Inc (CRWD:US) 

บริษัท Cyber Security ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการป้องกันความปลอดภัยทาง Cyber โดยเฉพาะในยุคที่ทุกธุรกิจล้วนอยู่บน Cloud บริษัท Crowdstrike ถือเป็นเบอร์ต้น ๆ ในเรื่อง End Point Protection ซึ่งเติบโตขึ้นสอดคล้องกับธุรกิจ Cloud-Computing ที่บูมเป็นพลุแตก

4. Salesforce Inc (CRM:US)

Salesforce เป็นแพลตฟอร์มที่จำเป็นต่อธุรกิจยุคดิจิทัล โดยปัจจุบันเป็นการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) อันดับ 1 ของโลก ช่วยในการจัดการข้อมูลของลูกค้า และการขาย รวมถึง Workflow ต่าง ๆ ของการทำงาน ก็สามารถจัดการได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว แค่นั้นยังไม่พอ บริษัทยังเติบโตอย่างมากในฝั่ง Cloud Commerce

5. Datadog Inc (DDOG:US)

Datadog นั้นคือ SaaS ในการตรวจสอบเเละวิเคราะห์ระบบสำหรับเหล่านักเขียนโปรแกรม Dev เเละฝ่าย IT เพื่อการตรวจสอบประสิทธิภาพของเเอปพลิเคชัน ทำให้ Dev สามารถรู้ว่าแอปขององค์กรทำงานช้าหรือไม่เสถียรตรงไหน หรือนำไปวิเคราะห์เพิ่มเติมได้อีก

เมื่อลองไปไล่ดูราคาหุ้นแต่ละตัวก็จะเห็นว่ากลุ่ม Cloud ทั้งหมดบูมสุด ๆ ในตอนนี้ ส่วนอนาคตจะเป็นยังไงนั้นต้องลองไปวิเคราะห์กันต่อดู !

บทความนี้ไม่ได้เชียร์ซื้อขายแต่อย่างใด เป็นเพียงการแนะนำกองทุนและหุ้นที่น่าสนใจ ใครจะลอกหุ้นไปก็ระวัง ๆ นะครับ การลงทุนมีความเสี่ยง

#เราไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ จากการเขียนบทความนี้

BottomLiner

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/bottomlinerglobal/posts/3904820346199737


Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน  | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Global Aggressive Hybrid ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2020: กำจัดจุดอ่อนที่สุดในพอร์ต

WealthGuru
Global Aggressive Hybrid ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2020: กำจัดจุดอ่อนที่สุดในพอร์ต

การปรับพอร์ตครั้งนี้จะเป็นการปรับครั้งสุดท้ายของปีนี้ เพื่อกำจัดจุดอ่อนที่สุดในพอร์ตที่ถือครองอยู่

ก่อนอื่น เรามาดูผลตอบแทนของพอร์ตกันก่อน ดังนี้

ผลตอบแทนย้อนหลัง (22 เม.ย 2562 ถึง 13 ต.ค 2563)

Global Aggressive Hybrid ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2020: กำจัดจุดอ่อนที่สุดในพอร์ต

Global Aggressive Hybrid ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2020: กำจัดจุดอ่อนที่สุดในพอร์ต

ความผันผวน

Global Aggressive Hybrid ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2020: กำจัดจุดอ่อนที่สุดในพอร์ต

ที่มา : FINNOMENA

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ผลตอบแทนตั้งแต่เริ่มตั้งพอร์ต (22 เมษายน 2562)  อยู่ที่ 9.43%  ชนะ SET TR แต่แพ้ MSCI World เนื่องจากพอร์ตถือสินทรัพย์อื่น ๆ ด้วย  อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นการจัดพอร์ตแบบ Global Multi-Asset ดังนั้น ความผันผวนจึงน้อยกว่า ทั้ง MSCI World และ SET TR

กองทุนหุ้น (1 ม.ค 2563 ถึง 12 ต.ค 2563)

Global Aggressive Hybrid ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2020: กำจัดจุดอ่อนที่สุดในพอร์ต

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ตั้งแต่ต้นปี 2563  กองทุนหุ้นต่างประเทศ จะ Outperform กว่ากองทุนหุ้นในประเทศ  นำโดย ONE-UGG-RA ซึ่งเป็นการเน้นลงทุนหุ้นเติบโตสาย Technology ผลตอบแทนอยู่ที่ 69.55% ตามด้วย  PRINCIPAL GEF-A ซึ่งลงทุนหุ้นทั่วโลกผลตอบแทนอยู่ที่ 3.08%   ในขณะที่หุ้นไทยยังคงติดลบอยู่นำโดย JB25 ซึ่งเป็นกองทุนแบบ Passive ติดลบอยู่ที่ -21.96% และ LH-Growth-A เป็นกองทุนแบบ Active ติดลบอยู่ที่ -13.24%

กองทุนตราสารหนี้ PHATRA MP (1 ม.ค 2563 ถึง 12 ต.ค 2563)

Global Aggressive Hybrid ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2020: กำจัดจุดอ่อนที่สุดในพอร์ต

ที่มา: FINNOMENA

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

กองทุนสินทรัพย์ทางเลือก (1 ม.ค 2563 ถึง 12 ต.ค 2563)

Global Aggressive Hybrid ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2020: กำจัดจุดอ่อนที่สุดในพอร์ต

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

เนื่องจาก COVID-19 กองทุนทองคำจะ outperform มากโดยทำผลตอบแทนไปที่ 26.3%

พอร์ตการลงทุน

Global Aggressive Hybrid ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2020: กำจัดจุดอ่อนที่สุดในพอร์ต

Key Highlight ในการปรับพอร์ตครั้งนี้

  • สัดส่วนของหุ้นยังคงเดิมคือ 60% แต่ทำการตัดกองทุนหุ้นไทยที่มีแนวโน้มยังคงอ่อนแอในอนาคต เปลี่ยนไปเป็นกองทุนในเอเซียที่ยังสามารถเติบโตในอนาคต
  • เลือกเปลี่ยนกองทุนไทย JB25 และ LHGROWTH-A ไปเป็น TMBAGLF ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Asia ทั้งจีน ไต้หวัน เกาหลี ฮ่องกง อินเดีย ฯลฯ โดยมี Master Fund คือ Schroder International Selection Fund Emerging Asia โดยจะมีสัดส่วนการลงทุนใน Asia – Emerging อยู่ที่ประมาณ 63% และ Asia – Developed อยู่ที่ประมาณ  31%
  • TMBAGLF ได้เพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงกอง Master fund จาก  BlackRock Global Funds – Asian Growth Leaders ไปเป็น Schroder International Selection Fund Emerging Asia  ณ ตอนปลายปี 2562 ดังนั้น เราไม่สามารถใช้ผลตอบแทนย้อนหลังมาพิจารณาได้
  • Schroder International Selection Fund Emerging Asia  มี Performance ไม่ธรรมดา อีกทั้งได้ Morningtar 5 ดาว จาก Morningstar UK อีกด้วย

Global Aggressive Hybrid ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2020: กำจัดจุดอ่อนที่สุดในพอร์ต

รูปจาก www.morningstar.co.uk

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

อย่างไรก็ตาม TMBAGLF ได้ Morningstar Rating 4 ดาวจาก Morning star Thailand  จะมี Top 5 หุ้นที่ถืออยู่คือ

Global Aggressive Hybrid ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2020: กำจัดจุดอ่อนที่สุดในพอร์ต

ข้อมูลจาก Morningstar วันที่ 13 ต.ค. 63

เปรียบเทียบกองทุน ONE-UGG-RA , PRINCIPAL GEF-A และ TMBGLF

Global Aggressive Hybrid ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2020: กำจัดจุดอ่อนที่สุดในพอร์ต

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

หลังจากเปลี่ยนเป็นกองทุน TMBAGLF แล้ว พอร์ต Global Aggressive Hybrid จะมีสัดส่วนการลงทุนทั่วโลกและ 10 ลำดับแรกที่มีสัดส่วนการถือครองมากที่สุด

Global Aggressive Hybrid ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2020: กำจัดจุดอ่อนที่สุดในพอร์ต

ข้อมูลจาก Morningstar – X-Ray Portfolio วันที่ 13 ต.ค. 63

**  ETF ถือครองโดยกองทุน PRINCIPAL  GEF-A เนื่องจากลงทุนผ่าน ETF ตาม MSCI World

Global Aggressive Hybrid ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2020: กำจัดจุดอ่อนที่สุดในพอร์ต

*ข้อมูลจาก Morningstar – X-Ray Portfolio วันที่ 13 ต.ค. 63

WealthGuru

*สนใจลงทุนในพอร์ต Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้เงินสร้างความมั่งคั่งในอนาคต สามารถสร้างแผนได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/guruport-wealthguru-hybrid-create/

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนที่ระบุนี้ลงทุนกระจุกตัวในหลักทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

“กฎแห่งกำไร” คัดกองทุนธุรกิจเปลี่ยนโลก

TISCO Advisory
“กฎแห่งกำไร” คัดกองทุนธุรกิจเปลี่ยนโลก

นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมองหาวิธีการลงทุนด้วยการอ่าน How to การเงินแบบกว้างๆ อีกต่อไปแล้ว ถ้าต้องการจะเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้เหนือตลาดตอนนี้ คุณจำเป็นต้องรู้จักกฎแห่งกำไรที่จะช่วยให้โฟกัสแผนการลงทุนในกองทุนรวมได้ดีขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายไตรมาส 4 ปี 2563

นับตั้งแต่ต้นปี 2563 ที่ผ่านมา การลงทุนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป เราต่างรู้กันดีว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ตลาดการลงทุนทั้งโลกได้รับผลกระทบอย่างมาก จนสะเทือนไปถึงธุรกิจดั้งเดิม ที่เคยเป็นดาวเด่นในพอร์ต กระทั่งถึงตอนนี้ บางธุรกิจก็ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก

และด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทฤษฎีการลงทุนแบบดั้งเดิม เช่น การจัดพอร์ตด้วยวิธี Asset Allocation หรือแม้กระทั่ง How to เพื่อสร้างความเข้าใจต่อภาวะตลาดในเชิงกว้าง จึงไม่สามารถตอบโจทย์การสร้างผลตอบแทนในยุคนี้ได้อีกต่อไป

โดย “คุณวรสินี เศรษฐบุตร” Head of  Wealth Product Development อธิบายว่า หากต้องการลงทุนในกองทุนรวม เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเหนือตลาดในเวลานี้ จำเป็นจะต้องคัดกรองด้วย กฎแห่งกำไร2 ข้อ นั่นก็คือ

กฎข้อที่ 1 เลือกธุรกิจที่อัตรากำไรขั้นต้นโตต่อเนื่อง 1-2 เท่า

“คุณวรสินี เศรษฐบุตร” ระบุว่า ในภาวะนี้ แม้หลายบริษัททั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่ก็ยังมีอีกหลายบริษัทที่สามารถสร้างอัตรากำไรขั้นต้นได้ (Gross Profit Margin) ได้ดี …แต่แค่อยู่ในระดับ “ดี” ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับเวลานี้ เพราะหากต้องการจะเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้เหนือกว่าตลาด บริษัทที่เลือกมานั้นควรจะ สร้างอัตรากำไรขั้นต้นได้ 1-2 เท่าตัว ต่อเนื่องไปในระยะ 5 ปีข้างหน้า ซึ่งปัจจัยนี้จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในระดับหนึ่งได้ว่า นักลงทุนกำลังเลือกธุรกิจที่มีอนาคต ทำให้ไม่ต้องลุ้นว่าแต่ละปี ธุรกิจที่ลงทุนไปจะมีกำไร หรือ ขาดทุน

กฎข้อที่ 2 เลือกธุรกิจที่มีความได้เปรียบทางการแข่งขัน

ธุรกิจที่มีความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage) เป็นสิ่งที่สำคัญมากในยุคนี้ เพราะนั่นหมายความว่า ธุรกิจนั้น ๆ จะเหนือกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน และมีโอกาสที่จะสร้างความได้เปรียบด้านผลประกอบการอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น

Tesla Motors, Inc.” บริษัทผลิตรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าและแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีแบบใหม่ ซึ่งปัจจุบันผู้ผลิตรายอื่นทั่วโลก ยังไม่สามารถสร้างความโดดเด่นด้านนวัตกรรมยานยนต์ประเภทนี้ได้เท่า Tesla จึงทำให้ธุรกิจนี้ มี Competitive Advantage ที่เหนือคู่แข่งอย่างมาก

ธุรกิจไหนผ่านการเข้ารอบ ?

จากการคัดกรองด้วยกฎข้อที่ 1 คือ “เลือกธุรกิจที่อัตรากำไรขั้นต้นโตต่อเนื่อง 1-2 เท่า และสแกนอีกครั้งด้วยกฎข้อที่ 2 คือ “เลือกธุรกิจที่มีความได้เปรียบทางการแข่งขันนั้น “คุณวรสินี” ระบุว่า บริษัทที่เข้ารอบการพิจารณานั้น ถือได้ว่ามีจำนวนหลายบริษัท (ตามตารางด้านล่าง)

“กฎแห่งกำไร” คัดกองทุนธุรกิจเปลี่ยนโลก

โดยบริษัทส่วนใหญ่ นับได้ว่าเป็นธุรกิจที่สร้างผลเชิงบวกต่อสังคม (Positive Impact) และช่วยให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในทั้งในด้านการศึกษา คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และสังคม

แล้วกองทุนรวมที่อยู่ในพอร์ตของคุณล่ะ พร้อมที่จะผ่านช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2563 แล้วหรือยัง ?

TISCO Advisory
———————-

ที่มา : https://www.tisco.co.th/th/advisory/2020-10-14-rule-of-profit-choose-the-technology-fund.html

อนาคตของประเทศไทย

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
อนาคตของประเทศไทย

เมื่อคืนและจนถึงนาทีที่กำลังเขียนบทความนี้ คือเช้าวันที่ 17 ตุลาคม 2563 ผมกำลังนั่ง “ร้องให้” จากเหตุการณ์ “น่าเศร้า” ของการเมืองในประเทศไทยที่กำลังเกิดขึ้น ที่จริงผมเคยร้องให้แบบนี้มาอย่างน้อยครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ที่เกิดเหตุการณ์ “มหาวิปโยค” ในวันนั้นผมกำลังนั่งอยู่บนรถเมล์เพื่อที่จะกลับบ้าน คนทั้งคันรถต่างก็ร้องให้ ผมจำได้ว่าควักเงินที่มีอยู่น้อยนิดใส่ลงในกล่องที่มีคนเดินขอรับบริจาค นั่นเป็นเวลา 47 ปีมาแล้วและผมอายุ 20 ปี เรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 ในมหาวิทยาลัย ในช่วงนั้น เหตุการณ์ต้องบอกว่ารุนแรงกว่าครั้งนี้มาก มีคนตายและบาดเจ็บจำนวนมาก หลังจากเหตุการณ์ บ้านเมืองก็ “เปลี่ยน” กลายเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ก็เป็นแค่ช่วงสั้น ๆ หลังจากนั้น ประเทศไทยก็มีการปกครองแบบ “ลุ่ม ๆ ดอน ๆ” มาตลอดจนถึงทุกวันนี้ แต่ทางด้านสังคมนั้น คนไทยก็พัฒนามาเรื่อย ๆ ตามการเปลี่ยนแปลงของโลกและการพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทย

ทางด้านเศรษฐกิจนั้น ต้องบอกว่าเราทำได้ดีมากจนถึงวันนี้ เราใกล้จะถึงจุดที่มีรายได้สูงพอที่จะเป็นประเทศร่ำรวยแล้ว ทางด้านสังคมนั้น ก็ต้องบอกว่าสังคมไทยมีความก้าวหน้าขึ้นไม่น้อย เรามีแนวความคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพในการทำอะไรหลาย ๆ อย่างได้ตามสถานะทางเศรษฐกิจ คนคิดว่าเพศสภาพนั้นเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะเลือกได้และทุกคนต่างก็ยอมรับ การนับถือศาสนานั้นก็เปิดกว้าง และแม้ว่าเรายังมีกฎหมายที่ห้ามกิจกรรมหลายอย่างเช่น การขายบริการทางเพศ แต่ในทางปฏิบัติจริงทุกคนก็รับรู้ว่าสามารถทำได้ เพียงแต่อาจจะต้องมี “ต้นทุน” บางอย่างเพิ่มขึ้นเท่านั้น สรุปก็คือ เรื่องของเศรษฐกิจและสังคมนั้น ประเทศไทยมีการพัฒนาค่อนข้างจะสอดคล้องกับระดับการพัฒนาของประเทศ แต่ทางด้านของการเมืองนั้น ไทยยัง “ล้าหลัง” มาก ซึ่งในความคิดของผมแล้ว ภาวะแบบนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะจากการสังเกตของผม ในประเทศหรือสังคมนั้น โดยปกติแล้ว การพัฒนาทุกอย่างมักจะต้อง “ไปด้วยกัน” และเราแทบสังเกตได้เพียงแต่แค่ไปเยี่ยมเยือนประเทศเหล่านั้น เราก็พอจะมองออกว่าเขาพัฒนาไปไกลแค่ไหน

เริ่มตั้งแต่ถนนหนทางและตึกรามบ้านช่อง ความสะอาดของสถานที่ คุณภาพของบริการและการต้อนรับ อาหารที่ขาย คุณภาพของบริการสาธารณะเช่นรถเมล์ แท็กซี่ และรถไฟฟ้าบนดินและใต้ดิน ในด้านของสังคมก็ดูถึงผู้คนว่ามีความคิดและมุมมองอย่างไร เคารพสิทธิและความคิดของคนอื่นแค่ไหน และแน่นอนว่าระบบการเมืองการปกครองเองนั้นก็มักจะบอกถึง “ระดับ” ของการพัฒนาของประเทศ ซึ่งในปัจจุบันนั้น การเป็น “ประชาธิปไตย” ซึ่งก็มักจะส่งผลต่อระดับของการคอร์รัปชั่นว่าประเทศมีมากน้อยแค่ไหน ก็เป็นตัววัดที่สำคัญอย่างหนึ่ง เช่น ถ้าประเทศเป็นประเทศ “พัฒนาแล้ว” ประเทศนั้นก็มักจะต้องเป็นประเทศที่ใช้ระบบ “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” ไม่มีประเทศไหนที่พัฒนาแล้วแต่ใช้ระบบ “เผด็จการ” และถ้าประเทศไหนที่เคยเป็นประเทศกำลังพัฒนาและเป็นเผด็จการมาก่อน เช่น เกาหลีใต้ เมื่อ 30 ปีก่อน แต่ตอนนี้กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เขาก็กลายเป็นประเทศประชาธิปไตยอย่างแท้จริงอย่างทุกวันนี้

เหตุผลที่ว่าทำไมระดับการพัฒนาของประเทศจึงมาเกี่ยวกับระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นน่าจะมีมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดก็คือ เวลาที่คนรวยขึ้น มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้ว สิ่งที่เขาต้องการต่อไปก็คือ เขาอยากจะมี “ศักดิ์ศรีของความเป็นคน” มากขึ้นและเท่าเทียมกับคนอื่น ๆ ในทุกด้าน และถ้าสังคมไม่สามารถให้เขาได้ เขาก็จะเรียกร้องและต่อสู้เพื่อให้ได้มา ดังนั้น เมื่อมาถึงจุดหนึ่งที่ คนส่วนใหญ่มีรายได้สูงพอก็จะออกมาเรียกร้องและก็ “ชนะ” ในที่สุด และนั่นก็ส่งผลให้คนทุกคนในประเทศหรือในสังคมนั้นต่างก็ได้อานิสงส์ คือถึงยังมีรายได้ต่ำก็จะมีสิทธิมีเสียงเท่า ๆ กับคนอื่นทุกคน และนี่ก็คือระบอบประชาธิปไตยที่จะไม่มีใครมีสิทธิเหนือกว่าคนอื่น ทุกคนจะมี 1 เสียงเท่ากันเวลาจะตัดสินอะไรต่าง ๆ ของสังคมหรือของประเทศ

ข้อสรุปของผมก็คือ “อนาคตของประเทศไทย” นั้น ถ้าเราจะพัฒนาต่อไปได้จนกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะต้องเกิดขึ้นก็น่าจะเป็นว่าเราต้องเป็นประเทศที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่ถ้าเราไม่สามารถที่จะพัฒนาต่อไปได้แล้ว ประเด็นก็จะเป็นอย่างอื่น แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ผมเองก็คิดว่าด้วย “ระดับความเป็นประชาธิปไตย” ในปัจจุบันที่ยังต่ำกว่าระดับของการพัฒนาประเทศทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ก็มีความเป็นไปได้ว่า ประชาธิปไตยของไทยก็จะต้องมีการ “ยกระดับขึ้น” และด้วยอิทธิพลของ “สื่อยุคใหม่” ก็น่าจะช่วยให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้เร่งตัวเร็วขึ้นมากอย่างที่ดูเหมือนว่ากำลังจะเกิดขึ้นในช่วงเร็ว ๆ นี้

การเป็นประชาธิปไตยนั้นเกิดขึ้นตามการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ในทางกลับกัน ผมก็คิดว่าการพัฒนาการทางเศรษฐกิจเองก็อาจจะดีขึ้นหรือเร่งตัวขึ้นได้จากการที่ประเทศเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เหตุผลนั้นคงมีมากมาย แต่เหตุผลที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ การเป็นประชาธิปไตยนั้น จะช่วย “ปลดปล่อยศักยภาพของคน” ออกมาได้เต็มที่ เพราะคนจะรู้สึกและมีแรงกระตุ้นที่จะทำงานและสร้างผลงานที่เป็นตัวตนของตนเอง ไม่ถูก “กดทับ” โดยกฎหมายหรือสังคมที่ไม่เท่าเทียมกัน นอกจากนั้น ค่าที่ว่าประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ใช้ระบอบการปกครองแบบนี้ ดังนั้น การที่ใช้ระบบเดียวกันย่อมทำให้เป็นที่ต้อนรับมากว่าในด้านของการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อาจจะมีข้อถกเถียงว่าทำไมประเทศอย่างจีน และอาจจะรวมถึงเวียตนามที่ใช้ระบอบการปกครองอื่นจึงเจริญเติบโตเร็วมากได้ ประเด็นนี้ผมขอเถียงว่าที่เขาเติบโตเร็วทางเศรษฐกิจนั้นเป็นเพราะปัจจัยทางด้านอื่น โดยเฉพาะในด้านคุณภาพและกำลังแรงงานของคนมากกว่า ที่จริงถ้าเขาเป็นประชาธิปไตยอาจจะยิ่งโตเร็วกว่านี้ และไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ผมเองคิดว่า ในที่สุดเมื่อรายได้ต่อหัวของคนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ผมคิดว่าจีนและเวียตนามก็จะต้องเป็นประชาธิปไตย แม้แต่พรรคคอมมิวนิสต์ที่แข็งแกร่งแค่ไหนก็ไม่สามารถคุมประเทศได้เมื่อคนทั้งประเทศไม่ต้องการ

การที่ผม “ร้องไห้” นั้น ไม่ใช่เพราะผมรู้สึกว่าผู้ประท้วงเป็นฝ่าย “พ่ายแพ้” การเมืองเป็นเรื่องระยะยาวที่ต้องใช้เวลาและผมก็ผ่านเวลามามาก ผมรู้ว่าการเมืองก็คล้าย ๆ กับสงคราม มี “ศึก” หรือ “สนามรบ” นับไม่ถ้วน บางทีการพ่ายแพ้ในศึกหนึ่งอาจจะนำไปสู่ชัยชนะได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการเมืองนั้น สนามรบที่แท้จริงกลับอยู่ในหัวหรือจิตใจของคน การพ่ายแพ้หรือชนะทางการเมืองนั้น ที่แท้จริงก็คือต้องดูว่า “คนจะเปลี่ยนไปอยู่ฝ่ายไหนมากขึ้น” ไม่ใช่สงครามที่จะต้องทำลายศัตรูให้ย่อยยับหรือจับเป็นเชลยได้มากกว่า แต่ที่ผมร้องไห้นั้นคงเป็นเพราะสื่อที่นำเสนอที่ทำให้เราเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นและมันประทับเข้าไปอยู่ในใจ ผมเองคิดว่าไม่ใช่ผมคนเดียวที่ร้องไห้ แม้แต่คนที่เป็นอนุรักษ์นิยมหลาย ๆ คนรุ่นราวคราวเดียวกับผมก็ร้องไห้เมื่อเห็นเด็กที่ยังแต่งเครื่องแบบนักเรียนที่ไม่ได้มีหรือสร้างความรุนแรงใด ๆ ถูกกระทำโดยไม่มีเหตุผลและไม่มีความปราณี ผมไม่รู้ว่าจะต้องร้องไห้ไปอีกกี่ครั้งก่อนที่ศึกครั้งนี้จะจบ

สภาวะการเมืองในช่วงเร็ว ๆ นี้ อาจจะกลายเป็น “Country Risk” หรือ “ความเสี่ยงของประเทศ” ในเรื่องของการลงทุนถ้ามันยังลุกลามต่อไป สื่อหลัก ๆ ของต่างประเทศต่างก็รายงานข่าวเป็นข่าวใหญ่และ “ข่าวด่วน” บางทีอาจจะมากกว่าข่าวจาก “สื่อรุ่นเก่า” ของประเทศไทยด้วยซ้ำ ข่าวที่กระจายไปทั่วโลกนั้นย่อมทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศชะลอหรือขายเงินลงทุนในประเทศไทยออกไปซึ่งจะกระทบทั้งตลาดหุ้นและพันธบัตรรวมถึงการลงทุนโดยตรง ส่งผลให้ราคาหลักทรัพย์ตกลงมาและเศรษฐกิจตกต่ำลงซ้ำเติมจากที่เป็นอยู่แล้วเนื่องจากวิกฤติโควิด-19

แต่โดยส่วนตัวผมเองก็ไม่ได้ทำอะไรกับพอร์ตของตนเอง ผมคิดว่าราคาหุ้นมันลงมามากแล้ว “ขายไม่ลง” เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ขายไปก็ต้องเก็บเป็นเงินสดที่ไม่ได้ผลตอบแทนอะไรและมีความเสี่ยงเหมือนกันถ้าประเทศเป็นอะไรไป เงินสดก็อาจจะหมดค่าเหมือนกันเพราะแท้จริงมันเป็นแค่กระดาษ เทียบกับหุ้นที่เป็นกิจการและโรงงานการผลิตต่าง ๆ ที่ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นของสังคม นอกจากนั้นแล้ว ลึก ๆ ผมเองก็ยังมีความหวังหรือความฝันว่าเรา “แย่ที่สุด” แล้ว รอไปอีกสักพัก สิ่งต่าง ๆ ก็อาจจะดีขึ้นได้ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ผมเห็นพลังและความมุ่งมั่นของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมที่จะนำพาสังคมไทยไปสู่โลกที่ดีกว่า และผมจะรอ เวลาอยู่ข้างพวกเขา หน้าที่ผมก็คือ มีชีวิตให้ยาวพอที่จะเห็นสังคมที่ก้าวหน้า เสมอภาคและ ภราดรภาพ ในประเทศไทย

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://portal.settrade.com/blog/nivate/2020/10/19/2402

มองตลาดหุ้นจีนผ่านสถิติ? 10 เรื่องที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนซื้อหุ้นจีน

BuffettCode
มองตลาดหุ้นจีนผ่านสถิติ? 10 เรื่องที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนซื้อหุ้นจีน

ตลาดหุ้นจีนเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงที่สุดตลาดหนึ่งในโลกเลยทีเดียว และเป็นตลาดหุ้นแรก ๆ ของโลกที่ฟื้นจากวิกฤต COVID-19

ตลาด Shanghai Composite Index (SHCOMP) วิ่งจากจุดต่ำสุดที่ 2,646 จุด ณ วันที่ 19 มีนาคม 2020 มาปิดที่ 3,229 จุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นผลตอบแทน 22% ในระยะเวลา 7 เดือน

ส่วนตลาด Shenzhen Component (SZSE) วิ่งจากจุดต่ำสุดที่ 9,634 จุด ณ วันที่ 24 มีนาคม 2020 มาปิดที่ 13,537 จุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นผลตอบแทน 28% ในระยะเวลา 7 เดือน

สาเหตุอะไรที่ทำให้ตลาดหุ้นจีนดีดกลับมาได้แรง และจะเป็นขาขึ้นครั้งใหม่? จะแรงแบบปี 2015 หรือไม่? เพื่อน ๆ ลองตัดสินใจจากข้อมูลที่ผมนำมาให้อ่านดูนะครับ

มองตลาดหุ้นจีนผ่านสถิติ? 10 เรื่องที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนซื้อหุ้นจีน

1. จีนเป็นประเทศแรกที่ได้รับผลกระทบหนักจาก COVID แต่ก็เป็นประเทศแรกที่ฟื้นจาก COVID เช่นกัน

ตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวแทบจะกลับไปอยู่ในระดับที่ปกติแล้ว เหมือน COVID ไม่เคยเกิดขึ้น

Industrial Product ดัชนีที่บ่งบอกถึงระดับการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งตอนนี้กลับมาเติบโตที่ 5.6% ในเดือนสิงหาคม จากจุดต่ำสุดที่ลงไป -13.5% ในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์

PMI (Purchasing Manufacturing Index) ดัชนีที่บ่งบอกถึง Sentiment มุมมองในอนาคต ของภาคการผลิตปรับตัวสูงขึ้นอยู่ที่ระดับ 51.5 ในเดือนกันยายน จากจุดต่ำสุดที่ 35.7 ในเดือนกุมภาพันธ์

Electric Consumption การเติบโตของการใช้ไฟฟ้าในประเทศจีน มีการเติบโต 7.7% ในเดือนสิงหาคม เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และสูงขึ้น 5.4% เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม การใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ของจีนมักจะอิงอยู่กับการผลิตและโรงงานอุตสาหกรรม การที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นก็หมายความว่าการผลิตสูงขึ้นด้วย

สถิติในเชิงการผลิตทุกอย่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันคือ ทุกอย่างดีขึ้นแล้วและกำลังจะดีขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง การเติบโตกำลังกลับมา

มองตลาดหุ้นจีนผ่านสถิติ? 10 เรื่องที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนซื้อหุ้นจีน

2. ในมุมของ Valuation หุ้นจีนถือว่าไม่ถูก แต่ก็ไม่ได้แพงแบบหุ้นสหรัฐฯ

ถือว่าเป็นจุดที่ยอมรับได้ ดัชนี CSI300 ที่เป็นดัชนีรวมหุ้นขนาดใหญ่ของประเทศจีน มีค่า Forward P/E อยู่ที่ราว ๆ 16.49 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 12.4 เท่า เหมือนจะสูง แต่พอไปเทียบกับตลาดอื่น ๆ อย่าง S&P 500 ที่มี P/E 26 เท่า ค่าเฉลี่ย 16 เท่า หรืออย่างฝั่งยุโรปเช่น STOXX 600 ที่มี P/E 22 เท่า ค่าเฉลี่ย 14 เท่า Valuation ตลาดจีนถูกกว่าในขณะที่กำลังกลับมาเติบโต

มองตลาดหุ้นจีนผ่านสถิติ? 10 เรื่องที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนซื้อหุ้นจีน

3. นอกจากเรื่องของ Valuation แล้ว ประเทศจีนยังถือว่าเป็นประเทศที่ใช้นโยบายอัดฉีดเศรษฐกิจน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ

ถ้าเราดูขนาดของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ มูลค่า 8.54 ล้านล้านหยวน นับเป็นสัดส่วนประมาณ 8.5% ของ GDP ตัวเลขนี้มากไหม? ถ้าเราไปดูประเทศอื่น ๆ เช่นสหรัฐฯ กระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ที่ 12.6% ของ GDP ยุโรปใช้ไป 13.3% อังกฤษใช้ไป 21% นับว่าจีนยังมีกระสุนเหลืออีกพอสมควรในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เราอาจจะเห็นนโยบายด้านอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้

มองตลาดหุ้นจีนผ่านสถิติ? 10 เรื่องที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนซื้อหุ้นจีน

4. จีนเป็นประเทศที่มีโครงสร้างด้านการเงินที่น่าสนใจมาก ๆ

คนจีนเป็นชาติที่มีเงินออมสูงถึง 47% ของ GDP ในขณะที่คนอเมริกันมีการออมเพียง 7.6% ของ​ GDP เท่านั้น ด้วยระดับดอกเบี้ยที่ต่ำเตี้ยในปัจจุบัน เป็นไปได้สูงมากว่าเงินออมเหล่านี้จะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในอนาคต ซึ่งจะเป็นตัวผลักดันหลักให้ราคาหุ้นสูงขึ้น

มองตลาดหุ้นจีนผ่านสถิติ? 10 เรื่องที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนซื้อหุ้นจีน

5. พูดถึงเรื่องการลงทุนของคนจีน 60% ของการลงทุนของคนจีนคืออสังหาริมทรัพย์

มีการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน (พวกหุ้น กองทุน ตราสารหนี้) น้อยมาก ๆ เพียง 20% ของสินทรัพย์ทั้งหมด ในขณะที่ถ้าเทียบกับสหรัฐฯ คนส่วนใหญ่มีการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินสูงถึง 43% นั่นหมายความว่าในอนาคตถ้าจีนมีการพัฒนาในทิศทางเดียวกันกับกระแสโลก คนจีนย่อมต้องลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินมากขึ้น ราคาหุ้นและกองทุนก็มีโอกาสมีพรีเมี่ยมที่สูงขึ้น

มองตลาดหุ้นจีนผ่านสถิติ? 10 เรื่องที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนซื้อหุ้นจีน

6. การขึ้นมารอบนี้ของหุ้นจีนมาจากเงินของนักลงทุนรายใหญ่และนักลงทุนสถาบัน

ในปี 2001 จีนมีวอลุ่มของกองทุนรวมอยู่ที่ 3,000 ล้านหยวน ปี 2020 คาดว่าจะสูงถึง 1.5 ล้านล้านหยวน เนื่องจากการลงทุนในกองทุนรวมที่มากขึ้นของคนจีน ยิ่งวอลุ่มกองทุนรวมสูง ความต้องการสินทรัพย์ทางการเงินก็สูงขึ้น ไปในทิศทางเดียวกันกับข้อ 5 จะส่งผลให้หุ้นและกองทุนมีพรีเมี่ยมของราคาที่สูงขึ้น

มองตลาดหุ้นจีนผ่านสถิติ? 10 เรื่องที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนซื้อหุ้นจีน

7. รอบนี้จะเหมือนปี 2015 หรือไม่? ก็มีโอกาส แต่ก็มีปัจจัย 2-3 ประเด็นที่ทำให้ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งนั้น

This Time May Be Different ! อัตราการใช้เงินกู้ในการซื้อหุ้นวัดที่ Freefloat ของ Market Cap ตลาดอยู่ที่ 2.2% ห่างจาก 4.5% ในปี 2015 ตอนตลาดถึงจุดสูงสุดพอสมควร นอกจากนั้นทางการจีนยังค่อนข้างเข้มงวดมากกับการใช้เงินกู้ซื้อหุ้น ตอนปี 2015 ที่ตลาดจีนถล่มลงมาส่วนหนึ่งเกิดจากการกวาดล้างการใช้เงินกู้ในการซื้อหุ้น ทั้งแบบถูกกฏหมาย และผิดกฏหมายของจีน

มองตลาดหุ้นจีนผ่านสถิติ? 10 เรื่องที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนซื้อหุ้นจีน

8. คนจีนที่มีเงินตอนนี้หลายคนเข็ดขยาดจากการลงทุนในหุ้นและหันมาใช้กองทุนรวมที่มีผู้จัดการกองทุนดูแลแทน

กองทุนไหนมีผู้จัดการกองทุนชื่อดัง ผลตอบแทนดีอยู่จะได้รับความนิยมมาก ส่งผลให้การขึ้นมาของหุ้นจีนรอบนี้มาจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติมากกว่าปี 2015

มองตลาดหุ้นจีนผ่านสถิติ? 10 เรื่องที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนซื้อหุ้นจีน

9. การมุ่งมั่นที่จะ Reform ตลาดการเงินและตลาดทุนของจีน ที่ต้องการเปิดกว้างสู่ตลาดโลกเทียบเท่าประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ

และด้วยภาพลักษณ์ที่เทา ๆ ของการลงทุนในหุ้นจีนในอดีต ทำให้จีนตอนนี้เข้มงวดมาก ๆ เรื่องตลาดหุ้น หุ้นที่อยู่ในตลาดสหรัฐฯ และมีการโกงเกิดขึ้นส่วนใหญ่โดนปรับหนักและติดคุก แต่ถ้าหุ้นในตลาดจีนโกง โทษไม่ใช่แค่ Delist หุ้น ปรับ และติดคุก แต่ถึงขั้นประหารชีวิตเลยทีเดียว เท่าที่ผมทราบมาต่อให้ออกจากตำแหน่งไปแล้วก็โดนลากกลับมารับโทษได้ ไม่เหมือนบางประเทศ หุ้นจีนที่เห็นว่าโกงอย่าง Luckin Coffee รอดไปได้เพราะไป Listed อยู่ในตลาด NASDAQ ของสหรัฐฯ (แต่จะรอดไปได้นานแค่ไหนนี่ต้องติดตามนะครับ เครือข่ายพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีอยู่ทั่วโลก)

มองตลาดหุ้นจีนผ่านสถิติ? 10 เรื่องที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนซื้อหุ้นจีน

10. สุดท้ายขอพูดเรื่องปัจจัยที่ผมว่าคนส่วนใหญ่รู้อยู่แล้ว คือเรื่องขนาดของ GDP และ GDP Per Capita

ตอนนี้ Nominal GDP ของจีนอยู่ที่ 14 ล้านล้านเหรียญ ของสหรัฐฯ อยู่ที่ 21 ล้านล้านเหรียญ ด้วยอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีน และการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี เราจะเห็นจีนแซงสหรัฐฯ ในไม่ช้า ผมว่าใช้เวลาไม่ถึง 10 ปี การลงทุนในจีนตอนนี้คือการลงทุนระยะยาวที่มีศักยภาพสูงมาก ๆ ที่จะเติบโต ซึ่งก็จะทำให้หุ้นหรือกองทุนของเราเติบโตตามไปด้วยง่ายขึ้นเยอะ

และนี่ก็เป็นสถิติและเหตุผลหลาย ๆ ข้อที่ผมรวบรวมมาเท่าที่จำได้ และหาข้อมูลเจอ หากข้อไหนผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ แต่คิดว่า 80-90% ไม่น่าเพี้ยนไปจากสิ่งที่ผมเขียนมากนัก ส่วนกองทุนจีนที่ผมสนใจเป็นพิเศษก็จะมี TMBCOF, ASP-EVOCHINA และน้องใหม่อย่าง WE-CHIG 3 กองนี้ต่างกันอย่างไรขอติดไว้ในบทความหน้านะครับ อยากให้เพื่อน ๆ ได้ข้อมูลเร็วที่สุด ผมมัวแต่นั่งรวบรวมให้ครบคงไม่ทันกินกันพอดี ยังไงอย่าลืมหาข้อมูลเพิ่มเติมกันด้วยนะครับ

ผลตอบแทนของคุณความเสี่ยงก็ของคุณเช่นกัน

ลงทุนด้วยความระมัดระวังครับ

BuffettCode


คำเตือน

ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน |  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด และ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

FINNOMENA LIVE – “ถึงเวลาปรับพอร์ตเพิ่มน้ำหนักหุ้น!? รับผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ!!” – พิเศษ! ดาวน์โหลด Presentation FINNOMENA LIVE

FINNOMENA Reporter
"ถึงเวลาปรับพอร์ตเพิ่มน้ำหนักหุ้น!? รับผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ!!" - FINNOMENA LIVE

ดูผ่าน Facebook: https://facebook.com/finnomena/posts/1364861637192803

ดูผ่าน Youtube: https://youtu.be/wdc8L7g9hEo

พิเศษ! สำหรับสามาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี! Presentation – FINNOMENA LIVE “ถึงเวลาปรับพอร์ตเพิ่มน้ำหนักหุ้น!? รับผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ!!”

กด “ที่นี่” เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

ถึงเวลาปรับพอร์ตเพิ่มน้ำหนักหุ้น!? รับผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ!!

พิเศษ! ย้อนรอย 28 ปี การชุมนุมกับสถิติหุ้นไทย!

ข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • จีนดันเซินเจิ้น เป็นผู้นำเทคโนโtaลยีของโลก!?
  • โรนัลโดติดโควิด! สัญญาณ Wave 2 ในยุโรป?
  • ฮ่องกงแทรกแซงค่าเงินครั้งใหญ่สุดในรอบ 11 ปี!
  • สรุปแล้ว! “ช้อปดีมีคืน

ติดตาม FINNOMENA LIVE ตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

สรุปมาตรการ “ช้อปดีมีคืน”: ลดหย่อนภาษีตามจริง สูงสุด 30,000 บาท! เริ่ม 23 ต.ค. นี้

FINNOMENA Admin
สรุปมาตรการ “ช้อปดีมีคืน”: ลดหย่อนภาษีตามจริง สูงสุด 30,000 บาท! เริ่ม 23 ต.ค. นี้

1 ใน 3 มาตรการของรัฐบาลที่ออกมาเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชนในช่วงปลายปีนี้ได้แก่ “ช้อปดีมีคืน” มาดูกันว่าเงื่อนไขเป็นอย่างไร สินค้าบริการอะไรที่ไม่เข้าร่วมบ้าง?

สรุปมาตรการ “ช้อปดีมีคืน”: ลดหย่อนภาษีตามจริง สูงสุด 30,000 บาท! เริ่ม 23 ต.ค. นี้

จุดประสงค์: 

  • กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ
  • ช่วยเหลือผู้ประกอบการและประชาชนผู้มีภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 
  • ส่งเสริมการผลิตสินค้าท้องถิ่น และส่งเสริมการอ่าน

รายละเอียด: 

  • ผู้มีเงินได้ สามารถหักลดหย่อนค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการเท่าที่ได้จ่ายให้กับผู้ประกอบการ/ร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท 
  • สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2563
  • ระยะเวลาโครงการ: 23 ตุลาคม 2563 – 31 ธันวาคม 2563
  • ต้องขอใบกำกับภาษีเต็มรูปด้วย
  • หากใช้สิทธิ์ในโครงการนี้แล้ว จะไม่สามารถใช้สิทธิ์ของอีก 2 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ นั่นคือ 1) โครงการคนละครึ่ง และ 2) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

สินค้า/บริการที่ไม่ร่วมโครงการ:

  • สุรา เบียร์ และไวน์
  • ยาสูบ
  • น้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ
  • รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ
  • หนังสือพิมพ์ & นิตยสาร
  • บริการหนังสือพิมพ์ & นิตยสารที่อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
  • บริการจัดนำเที่ยว
  • ที่พักในโรงแรม

แหล่งอ้างอิง:

https://www.thairath.co.th/news/business/1950850
https://news.thaipbs.or.th/content/297292
https://marketeeronline.co/archives/192850

คุณรู้จัก DCA ดีแค่ไหน?

Investor's Adventure

นักลงทุนหลายคนมีมุมมองที่ผิด ว่าการ DCA (Dollar-Cost Averaging) เป็นการออมที่หวังว่าวันหนึ่งจะช่วยให้เราเป็นอิสระทางการเงิน โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการลงทุน ซึ่งเป็นความเชื่อที่น่ากลัวมาก เพราะจะทำให้ไม่ระมัดระวังในการเลือกหุ้น หรือกองทุน ที่จะลงทุน ซึ่งนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ขาดทุน

ก่อนจะพูดถึงข้อดี, ข้อเสีย และสิ่งที่นักลงทุนมือใหม่มักจะเข้าใจผิด เกี่ยวกับการทำ Dollar-Cost Averaging เรามาทบทวนความเข้าใจกันสักหน่อยว่าการ DCA คืออะไร ?

การ DCA คืออีกรูปแบบหนึ่งของการลงทุน เป็นการลงทุนอย่างสม่ำเสมอในสินทรัพย์ที่เราเลือกเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น หรือกองทุนก็ตาม เป็นจำนวนเงินเท่าๆกันทุกครั้ง โดยไม่สนใจว่าทรัพย์สินที่เลือกไว้จะราคาเท่าไหร่ 

คุณรู้จัก DCA ดีแค่ไหน?

ยกตัวอย่างเช่น อย่างตัวอย่างในรูปข้างบนนี้คือ การ DCA ในกองทุน ก. เป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท ทุกๆ เดือน หรือจะเป็น การ DCA ในหลายสินทรัพย์เช่นการลงทุนใน กองทุน ข. และหุ้น ค. โดยลงทุนอย่างละ 3,000 บาท ทุกๆ 2 เดือน ก็ได้เช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่า จำนวนสินทรัพย์, ประเภทสินทรัพย์, และระยะเวลาความสม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเรา เพราะสิ่งที่สำคัญของ DCA คือการลงทุนอย่างเป็นประจำ โดยไม่สนใจเรื่องของราคา

เมื่อเริ่มเข้าใจแล้วว่าการทำ DCA เป็นอย่างไร เราก็มาดูกันเลยดีกว่า ว่าข้อดีและข้อเสีย ของ DCA มีอะไรบ้าง แล้วตบท้ายด้วยสิ่งที่ DCA ไม่ใช่ หรือสิ่งที่นักลงทุนมือใหม่จะเข้าใจผิดกับ DCA โดยเริ่มจากข้อดีก่อนเนอะ 🙂

ข้อดีของการทำ DCA

• DCA มัน D ต่อใจ

การ DCA ทำให้ช่วยปรับมุมมองของเราที่มีต่อตลาด จากการที่มองว่า ราคาสินทรัพย์ที่เราลงทุนมีการปรับตัวลดลงทำให้เราขาดทุน เป็นโอกาสที่ดีในการช้อนซื้อสินทรัพย์นั้นๆได้มากขึ้น เพราะจำนวนเงินที่ลงทุนเท่าเดิม แต่ราคาต่อหน่วยลดลง เลยทำให้ซื้อได้มากขึ้น เปลี่ยนจากนอนหลับฝันร้ายจากการขาดทุน เป็นหลับฝันดีเพราะได้ของที่ชอบเพิ่มขึ้นมา

• DCA สร้างวินัย

การ DCA เป็นการทำสัญญาใจกับตัวเราเองว่าจะลงทุนอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ใช้อารมณ์ที่เรามีต่อตลาด เป็นปัจจัยในการตัดสินใจ ซึ่งการมีวินัยเนี่ย นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เราควรมีกับการลงทุน เพราะการลงทุนอย่างไม่มีวินัยจะทำให้เราเป็นคนมักง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวินัยในการเลือกสินทรัพย์ที่จะลงทุน หรือการ cut-loss ที่อาศัยวินัยของเราในการลงมือทำจริง

ข้อเสียของการทำ DCA

• DCA ให้ผลตอบแทนน้อย

คุณรู้จัก DCA ดีแค่ไหน?

การ DCA เป็นการทยอยซื้อสินทรัพย์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของนักลงทุนมือใหม่ แต่เพราะสินทรัพย์ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมที่ราคาจะปรับตัวขึ้นในระยะยาว เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการซื้อสินทรัพย์ด้วยเงินก้อนตั้งแต่วันแรก เทียบกับการทยอยซื้อที่จะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยสูงขึ้นเนื่องจากราคาปรับตัวขึ้นตามเวลา ทำให้การซื้อด้วยเงินก้อนตั้งแต่วันแรกสร้างกำไรที่สูงกว่า

สิ่งที่ DCA ไม่ใช่

• DCA ไม่ได้ลดความเสี่ยง

คุณรู้จัก DCA ดีแค่ไหน?

นักลงทุนหลายคน หรือแม้แต่กูรูหลายท่าน มักจะมองว่าการ DCA คือวิธีการลดความเสี่ยง แต่ในความเป็นจริงนั้น DCA ช่วยลดเฉพาะความเสี่ยงด้าน Market Timing หรือการกะจังหวะในการลงทุน ไม่ใช่ความผันผวนของมูลค่าพอร์ตลงทุน และที่สำคัญคือ มันช่วยแค่ในช่วงแรกของการลงทุนเท่านั้นเนื่องจากสาเหตุที่ว่า ยิ่งจำนวนครั้งในการลงทุนเพิ่มขึ้น เงินลงทุนก็เพิ่มตาม ทำให้เปอร์เซ็นต์ความเปลี่ยนแปลงของต้นทุนในแต่ละครั้งที่ซื้อก็จะลดลง เพราะสัดส่วนของมูลค่าที่ซื้อเพิ่มมันเล็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับเงินที่ลงทุนไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ในกราฟที่ยกมานี้เป็นการ DCA บนกองทุนที่จำลองการเคลื่อนไหวของ SET50 โดยลงทุนครั้งละ 1,000 บาท ทุกๆต้นเดือน นั่นหมายความว่าพอลงทุนไปแล้ว 60 ครั้ง เราจะมีเงินที่ลงทุนไปแล้วเป็นจำนวน 60,000 บาท (1,000 บาท x 60 ครั้ง) ซึ่งมากกว่าเงินที่จะลงทุนเพิ่มถึง 60 เท่า จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยไม่เปลี่ยนแปลงเหมือนช่วงแรกของการลงทุน ซึ่งสอดคล้องกับกราฟที่ยิ่งจำนวนครั้งการลงทุนเพิ่ม เปอร์เซ็นต์ความเปลี่ยนแปลงของต้นทุนเฉลี่ยลดลงเกือบเป็น 0% และเป็นเหตุผลเดียวกันที่ว่า ทำไมตอนเรียนมหา’ลัยปี 1 เกรดเฉลี่ยเปลี่ยนง่าย ในขณะที่ตอนเรียนปี 4 เกรดเฉลี่ยไม่ค่อยเปลี่ยนแล้ว เพราะช่วงปี 1 จำนวนหน่วยกิจรวม น้อยกว่าช่วงปี 4 นั่นเอง

• DCA ไม่ได้เหมาะกับสินทรัพย์ทุกชนิด

คุณรู้จัก DCA ดีแค่ไหน?

DCA เป็นเพียงเทคนิคหนึ่งในการลงทุนเท่านั้น ซึ่งก็เหมือนกับเทคนิคอื่นๆในการลงทุน คือควรใช้บนพื้นฐานของความรู้ และความเข้าใจ การ DCA โดยที่ไม่ได้เลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับเทคนิคที่ใช้ ก็จะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มานั้น แตกต่างจากสิ่งที่เราคาดหวังไว้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ถ้าเราลงทุน DCA กับกองทุนน้ำมันแล้วล่ะก็… ดูแค่กราฟก็พอ อย่าไปพูดถึงเลยเนอะ

ถ้างั้นเราควร DCA กับอะไร ?

สงสัยแล้วหละสิ ว่าถ้างั้นสินทรัพย์อะไรที่เหมาะแก่การ DCA ? อย่างที่ได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ว่า DCA คือการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ที่ช่วยลดความเสี่ยงด้าน Market Timing ในช่วงแรกของการลงทุน นั่นหมายความว่า สินทรัพย์ ที่เหมาะกับการ DCA จะมีผลมากคือ สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงด้านจังหวะเข้าซื้อ หรือมีความผันผวนนั่นเอง และที่สำคัญคือมีพฤติกรรมที่ราคาจะปรับตัวขึ้นในระยะยาว ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็จะหนีไม่พ้น ดัชนีของประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น S&P500, DAX30, FTSE100, หรือ SET ของบ้านเราก็ตาม แต่เพราะหัวใจสำคัญของ DCA คือควรที่จะเป็นสินทรัพย์ที่ราคาจะปรับตัวขึ้นในระยะยาว กองทุนตราสารหนี้ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเช่นกัน

แล้วเราควร DCA ยังไง ?

เพราะว่าการ DCA ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงอย่างที่หลายคนเข้าใจ แปลว่าเราต้องบริหารจัดการความเสี่ยงเอง สำหรับคนที่ไม่อยากบริหารความเสี่ยงเองทั้งหมด ก็มีทางเลือกที่จะแบ่งภาระในจุดนี้ไปให้ผู้บริหารกองทุนได้ โดยการ DCA ในกองทุนนั่นเอง แต่การเลือกกองทุนที่จะลงทุนก็ไม่ควรลงทั้งหมดในกองใดกองหนึ่ง เราก็ควรจะกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในหลายๆกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ว่าไปแบ่งครึ่งหนึ่งไปลง กองทุน SET50 ของ บลจ ก. แล้วอีกครึ่งไปลง กองทุน SET50 ของ บลจ ข. เพราะสุดท้ายแล้วกองทุนทั้ง 2 นี้ ถึงจะต่าง บลจ. แต่เพราะมีนโยนายในการลงทุนเหมือนกันจึงมีการเคลื่อนไหวที่เหมือนกัน หรือ ที่เรียกว่า Correlation สูง ซึ่งการลงทุนในสินทรัพย์ที่มี Correlation สูง ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงแต่อย่างใด

สรุป แล้วถ้าอยาก DCA จะเริ่มไงดี ?

เริ่มจากการ DCA ในกองทุนตราสารหนี้ก่อน เพราะว่าเป็นกองทุนที่มีนโยบายในการลงทุนที่สามารถเข้าใจได้ง่ายที่สุด และมีความเสี่ยงต่ำ บวกกับมีพฤติกรรมที่ราคาจะปรับตัวขึ้นในระยะยาว ซึ่งเหมาะกับการเริ่ม DCA และเรียนรู้เรื่องการลงทุนไปในตัว จนกว่าจะมีความรู้และความเข้าใจในสินทรัพย์อื่นๆ จึงควรจะเริ่มปรับพอร์ตไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้นตามสมควร เช่น สินทรัพย์อย่าง หุ้น หรือกองทุนรวมตราสารทุน

เพิ่มเติม หากใครสนใจที่จะทำ DCA ทาง FINNOMENA มีบริการให้คำปรึกษาการจัดพอร์ตลงทุน ถ้าสนใจการบริการนี้ สามารถลงทะเบียนรับสิทธิได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/nter-exclusive/

ที่มาบทความ:
https://investoradventure.wordpress.com/2019/02/09/คุณรู้จัก-dca-ดีแค่ไหน/

Asset Craft Podcast Ep.11 : “MBS”

FINNOMENA Podcast

Asset Craft Podcast Ep.9 : “MBS”

MBS คืออะไร? ตายไปแล้วจริง ๆ หรือ? หาคำตอบผ่าน Asset Craft Podcast EP นี้ได้เลยครับ!

Asset Craft Podcast รายการที่จะพาคุณไปรู้จักกับสินทรัพย์ทั่วโลก!!

หัวข้อ

0:58 MBS คืออะไร

2:24 เกิดอะไรขึ้นกับ MBS ในปี 2008

4:33 Fannie Mae กับ Freddie Mac คือใคร? ทำให้ระบบล่มจริงหรือ?

6:50 ตอนนี้ Fannie Mae กับ Freddie Mac เป็นอย่างไรบ้าง? MBS น่าลงทุนหรือเปล่า?

7:37 การถือ MBS ต่างกับการถือตราสารหนี้แบบปกติอย่างไร?

8:20 หากผ่านกลยุทธ์ทดสอบย้อนหลัง MBS ดีจริงหรือ?

10:27 MBS กับหุ้น ตัวกระจายความเสี่ยง?

11:24 กองทุนแนะนำคาดไม่ถึงลงทุนใน MBS

 


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

แบงก์ชาติฮ่องกงแทรกแซงตลาด FX ครั้งใหญ่สุดในรอบ 11 ปี

FINNOMENA Reporter

ธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) ได้เข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลกในปี 2552 ด้วยการเทขายสกุลเงินดอลลาร์ฮ่องกงตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงขณะนี้

  • โดยมีเป้าหมายที่จะสกัดกั้นการแข็งค่าของดอลลาร์ฮ่องกง และยับยั้งการทำลายการผูกติดค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงกับดอลลาร์สหรัฐ
  • โดยแทรกแซงด้วยการเทขายดอลลาร์ฮ่องกงในปริมาณ 1.09 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง (1.41 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ส่งผลให้ยอดรวมการขายดอลลาร์ฮ่องกงของ HKMA ตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 2.306 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งทำลายสถิติสูงสุดที่ 2.27 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกงที่เคยทำไว้ในปี 2558
  • ทั้งนี้นักวิเคราะห์กล่าวว่า เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าสู่ฮ่องกงจำนวนมากในปี 2563 เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ นอกจากนี้ การที่บริษัทหลายแห่งเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก (IPO) ในตลาดหุ้นฮ่องกง ซึ่งรวมถึงบริษัทแอนท์ กรุ๊ปนั้น ก็ยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ความต้องการดอลลาร์ฮ่องกงอยู่ในระดับสูง

ที่มา : https://www.straitstimes.com/business/economy/hong-kong-forex-intervention-hits-highest-since-2009-financial-crisis

สี จิ้นผิง ประกาศกร้าว ให้เซินเจิ้นเร่งเป็นผู้นำเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมโลก

FINNOMENA Reporter

นาย สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนได้กล่าวผ่านงามเฉลิมฉลอง 40 ปีครบครอบการก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเสินเจิ้น ว่าตนสนับสนุนให้เซินเจิ้นสร้างเนื้อสร้างตัวผลักดันตนเองเป็นผู้นำเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมระดับโลก

  • การกล่าวสุนทรพจน์ในครั้งนี้เป็นที่จับตามองของเหล่านักลงทุนในตลาดการเงิน ที่รอสัญญาณการเปิดกว้างที่มากขึ้นของจีน
  • นาย สี จิ้นผิง ขอให้เซินเจิ้นเร่งก่อสร้างเขตอ่าวกวางตุ้ง ฮ่องกง และมาเก๊าเพื่อเชื่อมต่อ 3 ภูมิภาคนี้เข้าด้วยกัน
  • อย่างไรก็ตามมีการเรียกร้องเพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในเซินเจิ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางด้านการจ้างงาน การศึกษา ระบบประกันสังคม ที่อยู่อาศัย ความปลอดภัยของอาหารและอื่น ๆ

ที่มา: https://www.ryt9.com/s/iq29/3166807

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Risk is All Around But Remain Calm and Keep Investing

FINNOMENA Investment Team
ถึงเวลาปรับพอร์ต: Risk is All Around But Remain Calm and Keep Investing

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปี 2020 ที่ผ่านมานั้น โลกแห่งการลงทุนเต็มไปด้วยความผันผวนที่ผลัดกันเข้ามากระทบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งจากรัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ประเทศที่มีความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมากอย่างสหรัฐฯ และจีนนั้นมีอัตราการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วเหนือประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกที่มีเครื่องมือทางการเงินจำกัดกว่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ความผันผวนนั้นยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นจากความไม่แน่นอนของการแพร่ระบาดระลอกที่ 2 การเมืองระหว่างประเทศที่อาจเร่งตัวขึ้น หรือความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ตาม

FINNOMENA Investment Team มีมุมมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านั้น จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยหนุนให้สินทรัพย์เสี่ยงยังคงปรับตัวขึ้นต่อไปได้ในระยะกลาง จากความคาดหวังว่ามาตรการเหล่านั้นจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อีกครั้ง และจากสภาวะสภาพคล่องล้นระบบที่ส่งผลให้สินทรัพย์อื่น ๆ มีความน่าสนใจลดลง อย่างไรก็ตามการปรับตัวขึ้นนั้นจะเป็นการปรับตัวขึ้นอย่างเต็มไปด้วยความผันผวนจากความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เราจึงแนะนำกระจายการลงทุนอย่างหลากหลาย ทั้งในแง่ของหลากหลายสินทรัพย์ และจังหวะการลงทุนที่เราจะคอยแนะนำทยอยเข้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงเข้าลงทุนในสิ่งที่เราเชื่อว่ามีความแน่นอนสูงท่ามกลางความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้ ภายใต้ความผันผวนที่ไม่มากเกินไป

Certainty under Uncertainty

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Risk is All Around But Remain Calm and Keep Investing

รูปที่ 1 ประมาณการการขยายตัวของ GDP ภูมิภาคหลักและประเทศไทย ปี 2020 และปี 2021 I Source : Bloomberg As of 25/9/2020

ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงที่ผ่านมาก็คือ สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 นั้นประเทศในภูมิภาคเอเชียยกเว้นญี่ปุ่น (Asia Ex. Japan) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนนั้นสามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ส่งผลให้คาดการณ์ GDP ของ Asia Ex. Japan ยังเติบโต ทั้งในปี 2020 ที่เกิดการแพร่ระบาดขึ้นก็ตาม และปี 2021 อีกทั้งยังมีสามารถขยายตัวได้เหนือกว่าคาดการณ์ GDP โลกที่คาดว่าจะหดตัวที่ -4% ในปี 2020 ก่อนที่จะกลับมาขยายตัว 5% ในปี 2021

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Risk is All Around But Remain Calm and Keep Investing

รูปที่ 2 ประมาณการการขยายตัวของ EPS ภูมิภาคหลักและประเทศไทย ปี 2020 และปี 2021 I Source : Bloomberg As of 25/9/2020

สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (Earning Per Share : EPS) ของ Asia Ex. Japan ที่ถูกคาดการณ์ว่าจะหดตัว 6.8% (YoY) น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับทั่วโลกหดตัวที่ 13.5% (YoY) ในปี 2020 และสามารถขยายตัวได้ 25% (YoY) ใกล้เคียงกับทั่วโลกที่ 29% (YoY) ในปี 2021

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Risk is All Around But Remain Calm and Keep Investing

รูปที่ 3 Asia Ex. Japan GDP and Composite Weighting | Source : Bloomberg.com As of 12/10/20

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า GDP ของภูมิภาค Asia Ex. Japan นั้นจีนเป็นสัดส่วนสำคัญ โดยมีสัดส่วนถึง 78.53% ของ GDP ทั้งหมด ขณะที่ในดัชนี MSCI Asia Ex. Japan ก็มีสัดส่วนหุ้นจีนถึง 47.10% ดังนั้นจึงเปรียบได้ว่าประเทศจีนคือเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใน Asia Ex. Japan

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Risk is All Around But Remain Calm and Keep Investing

รูปที่ 4 อัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศในภูมิภาคเอเชียเดือนธันวาคม 2019 และเดือนกันยายน 2020 I Source : Bloomberg As of 25/9/2020

เมื่อประกอบกับความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกเป็นจำนวนมากทั้งในแง่ของอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับภูมิภาคและทั่วโลก ความสามารถในการปรับลดอัตราการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ และการเสริมสภาพคล่องผ่านตลาดการเงินอย่าง Open Market Operation (OMO), Medium term Lending Facility (MLF) ซึ่งธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้นำออกมาใช้อย่างต่อเนื่องในยามจำเป็น ล่าสุด PBOC ได้ปรับลดสัดส่วนการสำรองเงินในการทำธุรกรรม Forward จาก 20% เหลือ 0% เพื่อลดชะลอการแข็งค่าของเงินหยวน  ส่งผลให้จีนมีความน่าสนใจในฐานะประเทศที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดต่ำ และมีเครื่องมือทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีกมาก

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Risk is All Around But Remain Calm and Keep Investing

รูปที่ 5 Correlation Global Asset to US Equity between 11/10/2018 – 12/10/2020 | Source Bloomberg.com As of 12/10/2020

ขณะที่เมื่อพิจารณาในแง่ของพอร์ตการลงทุน ประเทศจีน ซึ่งมีอิทธิพลต่อภูมิภาค Asia Ex. Japan มากที่สุดนั้น มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นสหรัฐฯ และทั่วโลกในระดับที่ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับดัชนีหุ้นอื่น ๆ

FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนตลาดหุ้นจีนผ่านกองทุนรวมอย่าง TMBCOF และ WE-CHIG เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นจีนในอนาคต ควบคู่กับกระจายการลงทุนในฐานะที่มีความสัมพันธ์กับพอร์ตการลงทุนโดยรวมต่ำ

TMBCOF

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Risk is All Around But Remain Calm and Keep Investing

รูปที่ 6 TOP 10 Holding UBS (Lux) Equity Fund – China Opportunity | Source : UBS As of 12/10/2020

โดยกองทุน TMBCOF เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก (Master Fund) UBS (Lux) Equity Fund – China Opportunity ไม่น้อยกว่า 80% ของสินทรัพย์สุทธิ ลงทุนในหุ้นจีนที่ Listed อยู่ในตลาดหุ้นทั่วโลก เน้นการคัดเลือกหุ้นจากมุมมองของผู้จัดการกองทุนแบบ Bottom Up ไม่เน้นลงทุนตามดัชนี โดยกองทุนหลักมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากภาคการบริโภคและบริการ เทคโนโลยี และ Healthcare ซึ่งนอกจากจะเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตแล้ว ยังเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนโดยตรง จึงทำให้กองทุน TMBCOF สามารถสร้างผลตอบแทนพร้อมความผันผวน และ Maximum Drawdown ในระดับที่น่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนคล้ายคลีงกัน

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Risk is All Around But Remain Calm and Keep Investing

รูปที่ 7 TOP 10 Holding UBS (Lux) Equity Fund – China Opportunity Performance & Max Drawdown | Source : UBS, Bloomberg.com As of 02/10/2020

โดยในส่วนของหุ้นที่มีสัดส่วนการถือครองมากที่สุด 10 อันดับแรกของกองทุน TMBCOF นั้นประกอบไปด้วยกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Tencent, Tal Education  และ Netease หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคอย่าง Kweichow Moutai, Alibaba, และ CSPC Pharmaceutical ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างดีทั้งในระยะยาว และนับตั้งแต่ต้นปี 2020 ที่ผ่านมา

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Risk is All Around But Remain Calm and Keep Investing

รูปที่ 8 TOP 10 Holding UBS (Lux) Equity Fund – China Opportunity Valuation, Sales Growth & Earning Growth Estimate  | Source : UBS, Bloomberg.com As of 02/10/2020

ขณะที่ในแง่ของ Valuation เมื่อเทียบกับดัชนี MSCI China จะพบว่าอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกัน อย่างไรก็ตามระดับ Valuation ที่สูงนั้นเป็นผลมาจากคาดการณ์การเติบโตของยอดขายและกำไรที่สูงกว่าดัชนี MSCI China ในภาพรวมเช่นเดียวกัน

WE-CHIG

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Risk is All Around But Remain Calm and Keep Investing

รูปที่ 9 TOP 10 Holding Matthews Asia Funds – China Small Companies Fund Class I (USD) | Source : Matthews Asia As of 12/10/2020

กองทุน WE-CHIG เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก Matthews Asia Funds – China Small Companies Fund (กองทุนหลัก) Class I (USD)  ไม่น้อยกว่า 80% ของสินทรัพย์สุทธิ ลงทุนในหุ้นจีนที่ Listed อยู่ในตลาดหุ้นทั่วโลกขนาดเล็ก มี MSCI China Small Cap เป็นดัชนีอ้างอิง

โดยคัดเลือกหุ้นแบบ Bottom Up เน้นเลือกหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงในระยะยาวซึ่งอยู่ในกลุ่มการบริโภคและบริการ เทคโนโลยี และ Healthcare อีกทั้งยังเน้นคัดเลือกหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำด้วยอัตราส่วน D/E ต่ำกว่า 1 เท่า

นอกจากนั้นตลาดหุ้น Mid-Small Cap ของจีนมีความผันผวนในระยะหลังต่ำกว่าตลาดหุ้น Mid-Small Cap ของสหรัฐฯ และลดต่ำลงต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อมูลเชิงสถิติของกองทุนหลักที่บ่งชี้ว่ามีระดับความผันผวนในระดับเดียวกับกองทุนที่ลงทุนในหุ้นที่มีขนาดใหญ่กว่า ดังนั้นด้วยโอกาสการเติบโตพร้อมความผันผวนในระดับที่น่าสนใจ ส่งผลให้เป็นกองทุนที่มีความน่าสนใจ

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Risk is All Around But Remain Calm and Keep Investing

รูปที่ 10 TOP 10 Holding Matthews Asia Funds – China Small Companies Fund Class I (USD) Performance & Max Drawdown | Source : UBS, Bloomberg.com As of 02/10/2020

โดยในส่วนของหุ้นที่มีสัดส่วนการถือครองมากที่สุด 10 อันดับแรกของกองทุน WE-CHIG นั้นประกอบไปด้วยกลุ่มหุ้นขนาดกลางที่มีองค์ความรู้เฉพาะในธุรกิจที่ทำสูง หรือ โอกาสเติบโตแบบยั่งยืนตามทิศทางการบริโภคที่ขยายตัว เช่น

  • Kingdee ผู้ให้บริการ Cloud Service ครบวงจรทั้งในฐานะของ Data Center และ Platform ให้บริการ
  • Ever Sunshine Lifestyle Services Grp Ltd : Holding company ด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ให้บริการเพิ่มเติมในด้านบริการวางแผนและให้คำปรึกษาผู้พัฒนาอสังหาฯ รายอื่น ๆ
  • China Meidong Auto Holdings : ดีลเลอร์รถหรู ไม่ว่าจะเป็น Porsche Lexus BMW MINI ที่เน้นทำตลาดในเมืองรองซึ่งมีแนวโน้มกำลังการบริโภคขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้น

ซึ่งส่งผลให้ 10 อันดับแรกสร้างผลตอบแทนได้เหนือกว่าดัชนีเปรียบเทียบในช่วงที่ผ่านมาทั้งในแง่ของช่วงตลาดขาขึ้น และยามตลาดปรับตัวลง

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Risk is All Around But Remain Calm and Keep Investing

รูปที่ 11 TOP 10 Holding Matthews Asia Funds – China Small Companies Fund Class I (USD) Valuation, Sales Growth & Earning Growth Estimate  | Source : UBS, Bloomberg.com As of 02/10/2020

อย่างไรก็ตามในแง่ของ Valuation นั้น เมื่อความคาดหวังการเติบโตที่สูงกว่า ส่งผลให้หุ้นที่มีสัดส่วนการถือครองมากที่สุด 10 อันดับแรกของกองทุน WE-CHIG นั้น ก็มีระดับ Valuation ที่สูงกว่าด้วย แต่ก็มาพร้อมกับคาดหวังยอดขายที่เติบโตมากกว่ากว่า 4 เท่าด้วยเช่นเดียวกัน

KFAINCOM-R

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Risk is All Around But Remain Calm and Keep Investing

รูปที่ 12 ค่า Correlation ระหว่างกองทุนในพอร์ต GIF 11/10/2018 – 12/10/2020 | Source Bloomberg.com As of 12/10/2020

สำหรับ KFAINCOM-R ที่มีนโยบายการลงทุนในกองทุนหลัก Schroder Asian Income Funds ที่เน้นลงทุนตราสารทุน REITs และตราสารหนี้ในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก จากการศึกษาและติดต่อกับกองทุนหลัก FINNOMENA Investment team พบว่ากองทุนดังกล่าวมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกับกองทุนรวม SCBWINR ซึ่งเป็นอีกกองทุนในพอร์ตที่สามารถจ่ายกระแสเงินสดสม่ำเสมอได้ผ่านทาง Auto Redemption อีกทั้งมีนโยบายการลงทุนที่เปิดกว้างให้สามารถลงทุนในสินทรัพย์การเงินทั่วโลก

ซึ่งนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 กองทุนหลัก KFAINCOM-R ได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้น และสินทรัพย์อื่นที่มีมูลค่าและอัตราการปันผลที่น่าสนใจ (High Dividend) ตามนโยบายการลงทุนหลักของกองทุนที่เน้นการจ่ายกระแสเงินสด

อย่างไรก็ตาม เรามีมุมมองว่าการฟื้นตัวของสินทรัพย์กลุ่ม High Dividend ยังมีความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มเติบโตสูง จึงแนะนำปรับลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน KFAINCOM-R และปรับเข้าลงทุนในกองทุน SCBWINR ที่เปิดกว้างสำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก เพื่อรับกระแสเงินสด ควบคู่กับการปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นเพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทน

FINNOMENA Recommended

GIF (Global Income Focus)

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Risk is All Around But Remain Calm and Keep Investing

แนะนำลดสัดส่วน KFAINCOM-R 35% (ทั้งหมด)

เพิ่มสัดส่วนการลงทุน SCBWINR 25%

เพิ่มสัดส่วนการลงทุน TMBCOF 10%

FINNOMENA Investment Team แนะนำปรับลดกองทุน KFAINCOM-R ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ SCBWINR ในระดับที่สูง และย้ายเข้าลงทุนใน SCBWINR แทนเพื่อคงความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากการ Auto-Redemption ควบคู่ไปกับการลงทุนเพิ่มเติมใน TMBCOF เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนจากตลาดหุ้นจีนตามแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตามแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน

GCP (Global Conservative Port)

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Risk is All Around But Remain Calm and Keep Investing

แนะนำลดสัดส่วน KFSMART 5% ,เพิ่มสัดส่วนการลงทุน TMBCOF 5%

FINNOMENA Investment Team แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน TMBCOF เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนจากตลาดหุ้นจีน ตามแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน

TOP5

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Risk is All Around But Remain Calm and Keep Investing

แนะนำลดสัดส่วน KFSMART 30% ,เพิ่มสัดส่วนการลงทุน WE-CHIG 20%

เพิ่มสัดส่วนการลงทุน SCBGOLD 10%

FINNOMENA Investment Team แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน WE-CHIG เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนจากตลาดหุ้นจีน ตามแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน และปรับกลับเข้าลงทุนในกองทุนทองคำ SCBGOLD เพื่อกระจายความเสี่ยง ลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนโดยรวมลง

GAR (Global Absolute Return)

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Risk is All Around But Remain Calm and Keep Investing

แนะนำลดสัดส่วน KFSMART 10% ,เพิ่มสัดส่วนการลงทุน TMBCOF 10%

FINNOMENA Investment Team แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน TMBCOF เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนจากตลาดหุ้นจีน ตามแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน

FINNOMENA Investment Team

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต| ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

7 ความคิดต้องห้าม ถ้าอยากรวย

FINNOMENA Admin

หนึ่งสิ่งที่ต่างกันมาก ๆ ระหว่างคนรวยและคนธรรมดา คือ “ความคิดที่อยู่ในหัว”

หลาย ๆ คนน่าจะรู้จักคุณ Robert Kiyosaki ผู้เขียนในหนังสือการเงินชื่อดังอย่าง Rich Dad Poor Dad เขาบอกว่าพ่อที่แท้จริงของเขานั้นมีความคิดแบบ “พ่อจน” ส่วนพ่อของเพื่อนสนิทเขามีความคิดแบบ “พ่อรวย” ซึ่งเริ่มต้นด้วยเงินเพียงน้อยนิดแต่สามารถกลายเป็นหนึ่งในคนที่รวยที่สุดของฮาวายได้! ด้วยการที่เขาได้คลุกคลีกับพ่อทั้งสองท่าน คุณคิโยซากิก็ได้เรียนรู้ว่าคำพูดของพ่อทั้งสองนั้นแตกต่างกัน

เราลองมาดูกันว่า ถ้าอยากจะมี Mindset แบบคนรวย ต้องทำอย่างไร แล้วความคิดแบบไหนที่ควรหลีกเลี่ยง?

(เงินล้าน) 7 ความคิดต้องห้าม ถ้าอยากรวย

พ่อจนบอกว่า “ฉันซื้อมันไม่ได้หรอก”
พ่อรวยบอกว่า “ฉันจะซื้อมันได้อย่างไร”

ประโยคของพ่อจนนั้นเป็นเพียงประโยคบอกเล่าที่ชวนให้ท้อถอยเสียเหลือเกิน แค่พูดคำนี้สมองก็ไม่ทำงานต่อแล้ว ส่วนประโยคของพ่อรวยนั้นเป็นคำถามที่กระตุ้นสมองให้คิดหาวิธีสร้างเงินเพื่อมาซื้อสิ่งนั้น ๆ แต่เดี๋ยวก่อน! ขาช้อปอย่าเพิ่งเฮไป นี่ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะซื้อทุกอย่างที่เราปรารถนา แต่ประเด็นอยู่ที่การฝึกสมองให้คิดหาคำตอบเรื่อยๆ ต่างหาก ว่าจะหาทางสร้างเงินอย่างไร ไม่แน่ว่าพอเราได้เงินนั้นมาแล้ว เราอาจจะไม่ได้อยากได้ของชิ้นนั้นแล้วก็ได้

(เงินล้าน) 7 ความคิดต้องห้าม ถ้าอยากรวย

พ่อจนบอกว่า “ฉันทำงานเพื่อเงิน”
พ่อรวยบอกว่า “เงินทำงานให้ฉัน”

ความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนธรรมดาอย่างหนึ่งก็คือวิธีที่พวกเขาได้รับเงิน คนธรรมดาส่วนใหญ่ก็ทำงานแลกเวลาหาเงินกันไป เงินเดือนออกทีก็ชาบูที วิธีนี้แม้จะการันตีว่าได้เงินแน่นอนแต่ถ้ามัวแต่ทำงานแบบนี้อย่างเดียวโดยไม่หาทางให้เงินงอกเงยทางอื่นเลย ก็อาจจะทำให้เงินไม่พอในอนาคต และมีความเสี่ยงหากเกิดกรณีตกงานอีก ในขณะที่คนรวยนั้นส่วนใหญ่จะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ทำงานแบบมีค่าคอมมิชชั่น หรือเลือกลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ

หลายคนอาจจะบ่นว่า โห มีเงินแค่นี้ จะให้มันทำอะไรได้ ไม่พอหรอก ซึ่งเราก็ปฏิเสธ แต่ชีวิตเราไม่จำเป็นต้องเลือกทางเดียว เราสามารถทำงานไปด้วย และให้เงินทำงานแทนเราไปพร้อม ๆ กันก็ได้ ผ่านการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้น กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ หรือ สร้างธุรกิจเล็ก ๆ ที่พอจะสร้างกำไรให้เราได้ ควบคู่ไปด้วย

สำหรับใครที่สนใจต้องการให้เงินทำงานผ่านการลงทุนในกองทุนรวม สามารถทดลองสร้างแผนการลงทุนกับ FINNOMENA ได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หรือศึกษาเพิ่มเติมดูก่อนว่า FINNOMENA ช่วยให้การลงทุนง่ายขึ้นได้อย่างไรบ้าง

(เงินล้าน) 7 ความคิดต้องห้าม ถ้าอยากรวย

พ่อจนบอกว่า “เรื่องเงินทอง อย่าไปเสี่ยง”
พ่อรวยบอกว่า “จงเรียนรู้วิธีบริหารความเสี่ยง”

มีหลายคนที่กลัวความเสี่ยง จึงเก็บเงินไว้กับตัวเอง นั่นเพราะพวกเขาอาจจะไม่รู้ว่าจริง ๆ ความเสี่ยงนั้นสามารถบริหารจัดการกันได้ คนรวยส่วนใหญ่ลงเล่นเกมการเงินก็เพื่อเอาชนะ ซึ่งพวกเขาต้องมีความกล้าได้กล้าเสียระดับหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็สามารถรับความไม่แน่ไม่นอนได้ นั่นหมายความว่า พวกเขาไม่ได้แค่หลับหูหลับตาก้าวเข้าไปสู้รบแบบไม่รู้เรื่องอะไร แบบนั้นอันตราย พวกเขาต้องกล้าที่จะรับความเสี่ยงแบบชาญฉลาด ซึ่งต้องใช้ประสบการณ์และความรู้ระดับหนึ่ง

ดังนั้น เพื่อที่จะให้ได้ประสบการณ์และความรู้มากขึ้น เราก็ต้องลอง! ลองผิดลองถูกและเรียนรู้ทุกครั้งเมื่อสำเร็จหรือล้มเหลว สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้เรา และทำให้เราเข้าใจความเสี่ยงมากขึ้น

7 ความคิดต้องห้าม ถ้าอยากรวย

พ่อจนบอกว่า “บ้านของฉันคือสินทรัพย์”
พ่อรวยบอกว่า “บ้านของฉันคือหนี้สิน”

หลายคนยังไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างสินทรัพย์และหนี้สิน ให้เราอธิบายง่ายๆ ละกัน สมมติเราตกงานวันนี้ สินทรัพย์คือสิ่งที่จะยังทำเงินให้เราได้ ส่วนหนี้สินจะดึงเงินออกจากเรา ในกรณีของบ้าน ซึ่งเป็นตัวอย่างข้างต้นนั้น เป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูง แต่กลับไม่ค่อยเพิ่มมูลค่าเมื่อเวลาผ่านไปสักเท่าไรนัก แถมเราอาจจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้บ้านเรื่อยๆ ด้วย จึงทำให้บ้านกลายเป็นหนี้สินอย่างเห็นได้ชัด แต่ๆๆ ไม่ได้จะบอกว่าไม่ให้ซื้อบ้านนะ ถ้าซื้อด้วยความจำเป็นมันก็โอเค จุดสำคัญคือ เราต้องเข้าใจว่าสินทรัพย์และหนี้สินต่างกันอย่างไร

7 ความคิดต้องห้าม ถ้าอยากรวย

พ่อจนบอกว่า “เรียนให้หนักเข้าไว้ จะได้ทำงานในบริษัทดีๆ”
พ่อรวยบอกว่า “เรียนให้หนักเข้าไว้ จะได้สามารถเป็นเจ้าของบริษัทดีๆ ได้”

เหล่าคนรวยมักไม่กลัวที่จะคิดการใหญ่ พวกเขาจะตั้งความหวังไว้สูงๆ และคาดหวังว่าจะทำเงินได้เยอะๆ ในขณะที่คนธรรมดาทั่วไปคาดหวังว่าพวกเขาจะต้องลำบาก และไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้สูงมาก

7 ความคิดต้องห้าม ถ้าอยากรวย

พ่อจนบอกว่า “ฉันไม่มีวันรวยหรอก”
พ่อรวยบอกว่า “ฉันเป็นคนรวย”

แม้ว่าพ่อรวยของคุณคิโยซากิจะเจอภาวะล้มละลาย เขาก็ยังเรียกตัวเองว่า “คนรวย” โดยเสริมว่า ความแตกต่างระหว่างการล้มละลายกับความจนก็คือ การล้มละลายน่ะมันแค่ชั่วคราว แต่ความจนน่ะคือตลอดไป”

7 ความคิดต้องห้าม ถ้าอยากรวย

พ่อจนบอกว่า “ฉันไม่สนใจเรื่องเงินหรอก”
พ่อรวยบอกว่า “เงินคืออำนาจ”

พวกเราส่วนใหญ่มักถูกสอนให้เรียนดีๆ หางานดีๆ และจงพอใจในชีวิตที่เรามีอยู่เสีย จะว่าเป็นความคิดที่ดีมันก็ดี มันทำให้เราไม่โลภอยากได้อะไรเกินตัวเกินไป แต่ในขณะเดียวกัน มันก็อาจจะปิดกั้นศักยภาพบางอย่างของเราที่อาจจะเติบโตได้อีก

ในทางตรงกันข้าม คนรวยจะคิดถึงเรื่องเงินแบบเป็นขั้นเป็นตอน และมองเงินว่าเป็นเครื่องมือที่มีอำนาจซึ่งสามารถนำมาซึ่งตัวเลือกและโอกาสต่างๆ ได้ พูดง่ายๆ คือ ไม่ว่าเงินจะถูกมองไม่ดีอย่างไร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีเงินเยอะๆ ก็ถือเป็นแต้มต่อให้ชีวิตจริงๆ

Testimonial: บทสัมภาษณ์ พญ.สุมาภา ชัยอำนวย อายุ​รแพทย์​โรคข้อและรูมาติซั่ม

FINNOMENA Admin
Testimonial: บทสัมภาษณ์ พญ.สุมาภา ชัยอำนวย อายุ​รแพทย์​โรคข้อและรูมาติซั่ม

ตอนนี้คุณหมอทำอะไรอยู่บ้าง?

เป็นอาจารย์แพทย์ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ ทั้งเป็นแพทย์ตรวจรักษาคนไข้ เป็นอาจารย์ผู้สอน นักวิจัย ในส่วนของนอกเวลาราชการจะเป็นแพทย์รักษาคนไข้ที่โรงพยาบาลพระราม 9 ด้วย และมีส่วนช่วยงานของสมาคมรักกระดูกค่ะ ด้วยอาชีพของที่ทั้งเรารับราชการ เป็นผู้สอน และยังรักษาคนไข้ ทำให้เราไม่ค่อยมีเวลามากนักทำให้ไม่ค่อยมีเวลาศึกษาด้านการลงทุนเท่าไหร่

จุดเริ่มต้นแรกในการเข้ามาในแวดวงการลงทุนของคุณหมอคืออะไร?

โดยปกติแล้วตนเองมีความสนใจและชอบที่จะลงทุนตั้งแต่สมัยเรียนที่สหรัฐอเมริกา และส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ไม่ได้มีเวลาศึกษาเรื่องการลงทุนมากขนาดนั้น เพราะส่วนใหญ่ทุ่มเวลาให้กับการศึกษาด้านการแพทย์เสียมากกว่า แต่สมัยเรียนก็มีคนชักชวนให้ลงทุนในกองทุนรวมบ้าง เช่น ลงทุนใน S&P500 และ NASDAQ ซึ่งเราก็สนใจนะ ก็เลยลงทุนไป แต่ก็ลงทุนโดยไม่ได้มีความรู้ อาจเป็นเพราะเราเชื่อ คำบอกที่ว่า “ถ้าเราไม่ลงทุน มูลค่าเงินก็จะน้อยลงทุกวัน หากเรานำเงินมาลงทุนเราก็จะมีความหวังว่าสักวันเราจะมีอิสระทางการเงินได้”

เป้าหมายการลงทุนของคุณหมอคืออะไร?

อย่างที่กลาวไว้ในคำถามก่อนหน้านี้คือ “ใคร ๆ ก็อยากมีอิสระทางการเงิน” อีกทั้งส่วนตัวไม่ได้คาดหวังผลตอบแทนที่มากมายอะไรนัก ซึ่งเราต้องการผลการผลตอบแทน 7-10% ต่อปี โดยที่ความเสี่ยงไม่มาก อยู่บนความเสี่ยงที่เรารับได้ โดยเป้าหมายระยะยาวของเราก็คือ ต้องการมีอิสระทางการเงิน และระยะสั้นคือ ต้องการผลตอบแทน 7-10% ต่อปี 

คุณหมอยึดหลักการอะไรบ้าง ที่สามารถนำมาใช้กับการลงทุน?

เราไม่ได้ยึดหลักการอะไรเป็นหลัก แค่เราเห็นว่ากองไหนราคาตกก็ซื้อกองนั้นเก็บไว้ ส่วนตัวแล้วไม่ได้ขายอะไรเลย มองว่าเป็นการเก็บไว้ระยะยาว ไม่ได้ไปดูว่ากองที่ซื้อนั้นขาดทุนหรือกำไร 

เพราะอะไรคุณหมอถึงตัดสินใจเลือกลงทุนกับ FINNOMENA?

เพราะครั้งหนึ่ง เราเคยฟังคุณแบงค์ ชยนนท์พูด แล้วรู้สึกประทับใจที่ว่าด้วยเรื่อง “ความชำนาญในการประกอบอาชีพเป็นเรื่องของเราเอง ส่วนเรื่องการลงทุนและความเชี่ยวชาญให้เป็นเรื่องของ FINNOMENA ที่จะมาดูแล” เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราถนัด ไม่มีเวลา ทำให้เรารู้สึกว่าชอบคอนเซ็ปต์นี้ และชอบที่เราไม่ต้องคิดเองว่าเราต้องลงทุนอะไร และอีกแง่หนึ่งของ FINNOMENA คือการให้ความรู้ที่ดี และมีเหตุมีผลในการดูแลการลงทุนของเรา 

คุณหมอคิดว่า FINNOMENA สามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาการลงทุนในจุดไหนของคุณหมอได้บ้าง?

แต่เดิมแล้วเรามีกองทุนที่เยอะไปหมดและทั้งหลากหลายธนาคาร ซึ่งมันทำให้เราสับสนแล้วไม่รู้ว่ากองทุนที่เรามีทั้งหมดมีสัดส่วนอย่างไร ตราสารหนี้เท่าไหร่ ทองเท่าไหร่ หรืออื่น ๆ เท่าไหร่บ้าง เพราะก่อนหน้านี้เราซื้อไปเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงและผลตอบแทนที่เราได้รับเลย ช่วงหลังก็ทยอยขายและมารวมเป็นก้อนเดียว 

แต่เมื่อมาใช้ FINNOMENA ทำให้เรารู้ว่าสัดส่วนการลงทุนของเราตอนนี้เป็นอย่างไร ทั้งในแง่ของการบริหารจัดการจังหวะการลงทุน ช่วงไหนควรลงทุนอะไร ซึ่งเราสามารถฟังได้จาก FINNOMENA Podcast, FINNOMENA Live ทำให้เราเข้าใจว่าจังหวะนี้ควรลงอะไร ในส่วนต่อมาที่เราชอบก็คือ แอปพลิเคชั่นที่เข้าใจง่าย อับเดตพอร์ตให้เราดูได้ว่าเป็นไปตามเป้าหมายของเราหรือไม่ สุดท้ายคือการ Rebalance ว่าช่วงไหนกำไรช่วงไหนขาดทุนเราก็สามารถซื้อขายได้ โดยรวมแล้ว FINNOMENA มาช่วยให้ชีวิตการลงทุนในกองทุนรวมของเรามีระบบในการลงทุนมากขึ้น ลงได้หลายกอง ได้ทุก บลจ. และมีที่ปรึกษาทางการเงินในคำปรึกษาที่ดีต่อการลงทุนของเราอีกด้วย

คุณหมอมองว่า FINNOMENA แตกต่างจากการลงทุนที่อื่นอย่างไร?

ก่อนที่เราจะมาลงทุนกับ FINNOMENA เราก็เคยลงกับธนาคารแห่งหนึ่งมาก่อน ซึ่งทางธนาคารก็มีคนจัดสัดส่วนกองทุนในพอร์ตของเราให้ แต่ยังมีความรู้สึกไม่ค่อยถูกใจเราเสียเท่าไหร่ รู้สึกยังไม่ตอบโจทย์กับเป้าหมายของเรา แต่ที่ปรึกษาทางการเงิน FINNOMENA ตอบโจทย์ตามความต้องการและเป้าหมายของเราได้ถูกใจได้มากกว่า ซึ่งการให้คำปรึกษาที่มีเหตุมีผลว่าทำไมต้องกองนี้หรือเพราะอะไรถึงไม่ควรถือต่อ และตัวแอปพลิเคชั่นใช้งานง่ายมาก ธุรกรรมทำได้ง่าย สะดวกมากค่ะ

อยากให้คุณหมอฝากอะไรถึงนักลงทุนท่านอื่นสักนิด ที่เป็นผู้เริ่มต้น หรือกำลังเดินอยู่บนเส้นทางการลงทุน ควรจะต้องทำตัวอย่างไรบ้าง?

เราควรจะรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เราลงทุน ลงทุนไปด้วยเหตุผลอะไร ถ้าเราไม่ได้มีความรู้ไม่ได้มีเวลาก็ให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล เริ่มที่ FINNOMENA ก็ดีกว่า มีทั้งพอร์ตที่หลากหลายให้เลือก มีระบบแจ้งเตือน เงินไม่เยอะก็สามารถลงทุนได้ ดีกว่าไปลองผิดลองถูกเอง เหมาะกับคนที่เริ่มลงทุน และผู้ที่ลงทุนมาแล้วระดับหนึ่งก็สามารถใช้ได้

อ่านเรื่องราวความประทับใจจากนักลงทุนท่านอื่น ๆ ได้ที่ https://www.finnomena.com/testimonials/

Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือน ต.ค. 2020 : อะไรก็ดูดี = ขายทำกำไร

บลจ.กรุงไทย
Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือน ต.ค. 2020 : อะไรก็ดูดี = ขายทำกำไร

IMF ปรับประมาณการเศรษฐกิจ “แย่น้อย” กว่าคาดการณ์เดิม รายงาน World Economic Outlook (WEO) เดือน ต.ค. เผย GDP โลกน่าจะติดลบแค่ -4.4% ในปี 2020 จากที่เคยคาดไว้ -5.2% เมื่อเดือน มิ.ย. ได้ปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นขนาดมหึมาทั้งด้านการเงินและการคลังในโลกพัฒนาแล้ว ตลอดจนการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจจีน

Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือน ต.ค. 2020 : อะไรก็ดูดี = ขายทำกำไร

Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือน ต.ค. 2020 : อะไรก็ดูดี = ขายทำกำไร

หุ้นสหรัฐฟื้นต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ใกล้แตะ All-Time High บนความหวังแพคเกจเงินช่วยเหลือรอบใหม่ แถมเทรดเดอร์พลิกมุมมอง 180 องศา กลับมาตีความผลเลือกตั้ง 3 พ.ย. ว่าจะ “ดีต่อตลาดหุ้น” หาก โจ ไบเดน เป็นประธานาธิบดีพร้อมเดโมแครตยึดเสียงข้างมากได้ทั้งสองสภา (Blue Wave) เพราะน่าจะมีการอัดงบประมาณมโหฬารออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยชดเชยปัจจัยลบจากนโยบายขึ้นภาษีนิติบุคคลและ Capital Gains Tax

บริษัทอเมริกันและนักวิเคราะห์หุ้นสหรัฐยังคง “เก่งเสมอ” เรื่องบริหารความคาดหวัง ข้อมูลล่าสุดจาก Bank of America เผยจำนวนบริษัทที่บอกว่าประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์ “ต่ำเกินไป” มีมากกว่า 3 เท่าของพวกที่บอกว่า “สูงเกินไป” ดังนั้น Positive Earnings Surprises จึงเกิดได้ไม่ยากเลยในซีซั่นนี้ และหุ้นหลายตัวอาจจะวิ่งนำไปก่อนประกาศผลประกอบการเสียอีก!

นับตั้งแต่ 3 ส.ค. “ของมันต้องขึ้น” Belief Allocation มีกองทุนหุ้น 100% ไม่ได้ปรับพอร์ตมา 2 เดือนกว่าแล้ว ตลาดหุ้นขึ้น (ส.ค.) แล้วลง (ก.ย.) ก่อนกลับขึ้นมาอีกท่ามกลางบรรยากาศดี ๆ เราฉวยโอกาสที่ตลาดกำลังสดใส ขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยงบางส่วน โดยสับเปลี่ยนออกไปยังกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อสะสม “กระสุน” เอาไว้ยิงเมื่อเห็นโอกาสครั้งใหม่

สับเปลี่ยนออกบางส่วน KT-WTAI-A (5%) ไปเข้า KTSTPLUS-A

สับเปลี่ยนออกบางส่วน KT-CHINA-A (15%) ไปเข้า KTSTPLUS-A

สับเปลี่ยนออกทั้งหมด KT-ASEAN-A (20%) ไปเข้า KTSTPLUS-A

สัดส่วนการลงทุนรอบนี้

Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือน ต.ค. 2020 : อะไรก็ดูดี = ขายทำกำไร

ตราสารหนี้ระยะสั้น = 40%
KTSTPLUS-A

หุ้น AI = 15%
KT-WTAI-A

หุ้นจีน (Offshore เป็นส่วนใหญ่) = 15%
KT-CHINA-A

หุ้นจีน Onshore = 20%
KT-ASHARES-A

หุ้นอาเซียน = 0%
KT-ASEAN-A

หุ้นลุ่มแม่น้ำโขง = 10% (มีอยู่แล้วแค่เปลี่ยนชื่อ Category ให้ชัดเจน)
KT-CLMVT-A

Krungthai Asset Management

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Krungthai Belief Allocation สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA

สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน Krungthai Belief Allocation คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด มหาชน หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

โรนัลโดติดโควิด! หุ้นสโมสรยูเวนตุสตกทันที -7% สัญญาณ Wave 2 ในยุโรปยังคงน่าเป็นห่วง?

FINNOMENA Reporter

สมาคมฟุตบอลโปรตุเกสได้ออกมายืนยันว่า คริสเตียโน โรนัลโด ศูนย์หน้าวัย 35 ปีจากสโมสรยูเวนตุสตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 (แต่ยังไม่แสดงอาการ) ทำให้เจ้าตัวต้องทำการกักตัวเและจะต้องชวดการแข่งขัน Nations League กับทางสวีเดนในอาทิตย์นี้

  • เบื้องต้นทางทีมเชื่อว่าโรนัลโด อาจติดไวรัสโควิดมาจากเกมส์ที่ทีมชาติโปรตุเกสเพิ่งเตะกับทีมชาติฝรั่งเศสไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ตอนนี้ผลตรวจของนักกีฬาเพื่อนร่วมทีมชาติโปรตุเกสคนอื่นๆยังไม่พบว่ามีใครคนอื่นติดเชื้อไวรัสโควิด
  • หลังจากที่ข่าวนี้ออกมาในคืนนี้ ราคาหุ้นสโมสรยูเวนตุสโดนเทขายทันที -7% ลงมาจากราคา 0.77 ยูโรต่อหุ้น ลงมาเหลือ 0.72 ยูโรต่อหุ้น เพราะแน่นอนว่าสุขภาพร่างกายของโรนัลโดนั้นจะมีผลกระทบต่อผลงานของสโมสรอย่างแน่นอน
  • อีกทั้งผลการติดเชื้อในครั้งนี้นั้นก็เป็นอีกสัญญาณที่น่าเป็นห่วงของการระบาด Wave 2 ในยุโรป
  • ฝรั่งเศสยังเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อต่อวันสูงที่สุดในยุโรปที่ 43,663 คนต่อวันล่าสุด ทำให้ไม่แปลกใจที่ทางโรนัลโดอาจจะติดเชื้อมาจากนัดที่ลงแข่งกับทีมชาติฝรั่งเศสจริงๆ
  • ทางด้านสหราชอาณาจักร และเยอรมันเป็นอีกสองประเทศที่น่าเป็นห่วงที่มีผู้ติดเชื้อรายวันอยู่ที่ 14,000 และ 6500 คนต่อวันตามลำดับ และทวีปยุโรปกำลังกลายเป็นอีกทวีปที่มีความเสี่ยงมากๆ

ที่มา : #ทันโลกกับTraderKP https://www.facebook.com/OilTraderKP/posts/641258183094195

เผยโฉมแล้ว! iPhone 12 มีถึง 4 รุ่น ใช้ชิป A14 พร้อมรองรับเครือข่าย 5G เริ่มวางจำหน่าย 23 ตุลาคม!

FINNOMENA Reporter

ทิม คุก ซีอีโอของแอปเปิ้ล นำทีมเปิดตัวสมาร์ทโฟน 4 รุ่นได้แก่ iPhone 12,​ iPhone 12 Mini, iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max รวมถึง HomePod Mini ลำโพงอัจฉริยะ ในการแถลงแบบออนไลน์ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อเที่ยงคืนที่ผ่านมาตามเวลาประเทศไทย

ไอโฟนทั้ง 4 รุ่นมาพร้อมกับจอที่ใช้ Ceramic Shield ทนแรงตกกระทบได้มากกว่าเดิมถึง 4 เท่า, ชิป A14 Bionic ที่แรงกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นที่ดีที่สุดในท้องตลาด 50%, และรองรับระบบเชื่อมต่อแบบ 5G

– iPhone 12 และ iPhone 12 Mini กล้อง 2 เลนส์
– iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max กล้อง 3 เลนส์
– เล็กกว่า บางกว่า เบากว่า เดิม
– ใช้ชิป A14 มีสีใหม่ สีน้ำเงิน
– กล้อง 12MP , กล่องบางลง
– ชู zero waste ,wireless charger , ไม่มีที่ชาร์จมาในกล่อง

iPhone 12 (6.1”) ราคาเริ่มต้น $799
iPhone 12 Mini (5.4”) ราคาเริ่มต้น $699
iPhone 12 Pro (6.1”) ราคาเริ่มต้น $999
iPhone 12 Promax (6.7”) ราคาเริ่มต้น $1,099

เริ่มวางจำหน่าย 23 ตุลาคม ที่อเมริกา

ที่มา : https://www.cnbc.com/2020/10/13/apple-iphone-event-live-updates.html
https://www.facebook.com/workpointTODAY/posts/1430156464020294

NASDAQ กลับมาใกล้ระดับ All Time High แพงไปหรือยังที่จะซื้อกองทุนเทคฯ ตอนนี้?

Mr.Messenger
NASDAQ กลับมาใกล้ระดับ All Time High แพงไปหรือยังที่จะซื้อกองทุนเทคฯ ตอนนี้?

เมื่อคืนนี้ ดัชนี Dow Jones ปิดที่ 28,837.52 จุด เพิ่มขึ้น 250.62 จุด หรือ 0.88% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,534.22 จุด เพิ่มขึ้น 57.09 จุด หรือ 1.64% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,876.26 จุด เพิ่มขึ้น 296.32 จุด หรือ 2.56%

ที่น่าสนใจคือ ดัชนีกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีอย่าง NASDAQ นั้นกลับมาใกล้ระดับ All Time High ได้อีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่เพิ่งร่วงไปมากกว่า -10% เมื่อเดือนที่แล้ว สร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนทั่วโลกไปไม่น้อย เพราะได้ประโยชน์จาก Fund Flow ที่ไหลเข้าลงทุนหลังวิกฤตการณ์ COVID-19 ไปเต็ม ๆ

แต่ทั้งนี้ ก็มีคำถามเกิดขึ้น สำหรับนักลงทุนที่ยังลงทุนไม่เต็มพอร์ต หรือ คิดจะเริ่มต้นลงทุนเกาะกระแสเทคโนโลยีในตอนนี้ว่า มันแพงไปหรือยัง?
ผมขอตอบคำถามนี้ด้วยข้อมูล 10 อย่าง เพื่อให้นักลงทุนได้พิจารณาได้รอบด้านมากขึ้นครับ

1. สาเหตุหลักที่หุ้น NASDAQ กลับมา Outperform ได้นับตั้งแต่ย่างเข้าเดือนต.ค. เป็นต้นมา สาเหตุมาจาก ปัจจัยในภาพรวม ซึ่งสหรัฐฯ และยุโรป กำลังเผชิญกับการระบาดรอบ 2 และทำให้รัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการหลายอย่างเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อ สิ่งนี้เข้าทางหุ้นกลุ่มเทคฯ ซึ่งเราจะเห็นว่า ได้ประโยชน์จากทั้ง Lockdown และ Social Distancing มาตั้งแต่ช่วงต้นของการระบาดในเดือนมี.ค.

2. โดยล่าสุด จำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 สะสมทั่วโลก สูงถึง 38 ล้านคน และเสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 1 ล้านคน โดยในยุโรป เหมือนจะเริ่มหนักขึ้น หลังผู้ติดเชื้อรายวันในฝรั่งเศส อังกฤษ สเปน เบลเยี่ยม เพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนก.ย. ที่ผ่านมา


ตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมโควิด-19ทั่วโลก ณ วันที่ 12 ต.ค. 2020

3. ปัจจัยอีกข้อที่ทำให้หุ้นกลุ่มเทคฯ ได้ประโยชน์ก็คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐฯ ที่ล่าช้า และคุยกันไม่จบสักที โดยทั้งนี้ สภาคองเกรส ต้องการอนุมัติวงเงินช่วยเหลือจำนวน 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ทำเนียบขาวต้องการอนุมัติเพียง 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งล่าสุด ตัวเลขขยับขึ้นมาที่ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ เริ่มใกล้เคียงความเป็นไปได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ นับจากวันที่ 30 ก.ย. เป็นต้นมา มาตรการช่วยเหลือ Stimulus Bill นั้นหมดเป็นที่เรียบร้อย แปลว่า จนถึงตอนนี้ มีคนเดือดร้อนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการเงินช่วยเหลือล็อตใหม่จากรัฐบาลอยู่

4. ในส่วนของทิศทางของการเลือกตั้งสหรัฐฯ ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 3 พ.ย. คะแนนของนายโจ ไบเดน กลับมาห่าง ปธน.โดนัล ทรัมป์ อีกครั้ง หลังจากที่นายทรัมป์ติด COVID-19 ไปเมื่อสัปดาห์ก่อนและเลือกที่จะออกจากโรงพยาบาลเร็วกว่ากำหนดกลับมาทำงานที่ทำเนียบขาว โดยล่าสุด Financial Times และ BBC ให้นายโจ นำอยู่ที่ 51.7%:41.9% และ 53%:42%


Polls สำรวจคะแนนนิยมการเลือกตั้งสหรัฐฯ 2020

5. ความท้าทายของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีอยู่ไม่น้อย โดยถ้าไปดูข้อมูลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จาก Oxford Economics พบว่า หลังมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนพ.ค. – ก.ค. สัญญาณการฟื้นตัวก็ชะลอตัวลงในเดือนส.ค. จนถึงปัจจุบันชัดเจน สะท้อนว่า เศรษฐกิจโลกอาจผ่านช่วงการฟื้นตัวอย่างง่ายไปแล้ว หลังจากนี้ จะยากขึ้น และ ผู้ที่จะมีส่วนในการผลักดันเศรษฐกิจไปข้างหน้าคนสำคัญก็คือ รัฐบาลของแต่ละประเทศ (ผ่านนโยบายกระตุ้นต่าง ๆ)


การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ นับตั้งแต่ต้นปี ถึงสิ้นเดือนก.ย. 2020

6. ณ ระดับปัจจุบัน PE Ratio ของ NASDAQ อยู่ที่ 26.44x ซึ่งก็ถือว่าสูงที่สุดในรอบ 1 ปี ที่เราเห็น P/E ของ NASDAQ แพงกว่านี้ ก็มีตอนเดือนก.ย. ปี 2019 ที่อยู่ที่ระดับ 30.88x แต่ก็ลดลงมาเหลือต่ำกว่า 22.80x ได้ในสิ้นเดือนต.ค. 2019 หลังบริษัททยอยประกาศงบออกมาดีกว่าคาด เมื่อ Earnings ดีขึ้น และ Price อยู่เท่าเดิม PE ก็ลดลงโดยปริยาย


ราคาดัชนี NASDAQ เปรียบเทียบกับ PE Ratio นับตั้งแต่ปี 2008

7. ซึ่งก็หมายความว่า ถ้าเราพิจารณาแค่ PE Ratio หรือ ระดับราคาเพียงอย่างเดียว แล้วตัดสินว่า อะไรถูก อะไรแพง ก็คงจะเป็นการตัดสินที่ไม่ถูกต้องในโลกของการลงทุนยุคนี้สักเท่าไหร่ เพราะ นักวิเคราะห์ให้น้ำหนักกับกำไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมากกว่าในอดีต และหุ้นเทคฯ ยัง Deliver กำไรได้อย่างต่อเนื่องจนถึงวันนี้

8. ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ด้านดีด้านเดียว ข้อมูลจาก ตลาด Futures ที่สหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์สุดท้ายของเดือนก.ย. ที่ผ่านมา ชี้ชัดว่า นักลงทุนรายย่อยในสหรัฐฯ เปิดสัญญา Short ดัชนี Nasdaq 100 มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2006


ข้อมูล Net Position ของ NASDAQ 100 Mini Futures

แต่ถ้าถามว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนักลงทุนเปิด Short Position เยอะ ๆ ในปี 2016 ก็ต้องตอบว่า ตอนนั้น NASDAQ กลับมา All Time High อีกรอบ แต่แรงซื้อยังมากกว่าแรงขาย เลยทำให้ขา Short ต้องมอบตัวหลังจากนั้นไม่นาน และส่งผลให้ดัชนี NASDAQ ทะยานขึ้นหลังจากนั้นถึงสิ้นปีร่วม ๆ +30% ทีเดียว

9. ในด้าน Valuation คาดการณ์ EPS ของหุ้นราย Sector พบว่า หุ้นกลุ่ม Information Technology ถูกปรับเพิ่มประมาณการมากที่สุดเป็นอันดับ 3 เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น หากนับตั้งแต่สิ้นไตรมาส 2/2020 โดยถูกปรับเพิ่ม EPS Growth ถึง 6.6% เป็นรองก็แค่กลุ่ม Consumer Discretionary และ Materials ซึ่ง 2 Sector หลังนี้ ถูกปรับลดประมาณการ EPS หนักมากในไตรมาส 2/2020 มาก่อน

10. มุมมอง Technical Analysis – จุดสูงสุดเดิมของ NASDAQ ทำราคาปิดไว้ที่ 12,056 จุด ซึ่งเป็นแนวต้านสำคัญ แต่ถึงแม้จะผ่านไปแล้ว หากดูจาก Daily Chart จะพบว่า Indicator อย่าง RSI และ MACD ไม่ทำจุดสุงสุดใหม่ตามดัชนีได้แน่ ๆ บ่งชี้ว่า การปรับตัวขึ้นรอบนี้ อ่อนกำลังลงเมื่อเทียบกับรอบก่อนหน้า


กราฟราคาดัชนี NASDAQ รายวัน

ใครมีของอยู่ ถือต่อไปก่อนได้ แต่ส่วนใครคิดจะเข้าลงทุนในตอนนี้ไม้ใหญ่ๆ แนะนำว่า หาจุด Stop Loss ดี ๆ เพราะตลาดขึ้นมาเยอะแล้ว รับรู้ข่าวดีเข้าไปในราคาเยอะแล้ว จนกว่าจะมีปัจจัยกระตุ้นเป็นเรื่องใหม่ ๆ การขึ้นรอบใหม่รอบใหญ่ถึงจะมีกำลังอีกครั้ง

แหล่งที่มาข้อมูล :-
https://www.investing.com/indices/major-indices
https://www.worldometers.info/coronavirus/?utm_campaign=homeAdvegas1?
https://www.macrotrends.net/stocks/charts/NDAQ/nasdaq/pe-ratio
https://www.ft.com/content/183ca929-3cbe-4705-a92a-d65a806741b5
https://www.bbc.com/news/election-us-2020-53657174
https://www.zerohedge.com/markets/unprecedented-reversal-nasdaq-shorts-hit-second-highest-ever
https://www.tradingview.com/chart/c8MwA5Rw/

Mr.Messenger รายงาน

Flash Express ธุรกิจส่งพัสดุ ระดมทุน 3,000 ล้าน โดยกลุ่มปตท. กลุ่มกระทิงแดง และ กลุ่มกรุงศรีฯ

FINNOMENA Reporter

แฟลช เอ็กซ์เพรส ขนส่งพัสดุน้องใหม่สัญชาติไทยก็ได้ประกาศตั้งเป้ารับเงินระดมทุน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นมูลค่าราว 6,000 ล้านบาท

  • ถือเป็นการระดมทุนซีรีส์ D โดยผู้ให้เงินระดมทุนต่างเป็นกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่นำโดย บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ซึ่งบริษัทนี้กำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์เร็ว ๆ นี้
  • รวมถึงผู้ให้เงินระดมทุนรายอื่นคือ Durbell บริษัทจัดจำหน่ายในกลุ่มกระทิงแดง และ Krungsri Finnovate บริษัทที่ลงทุนในสตาร์ตอัปจากกลุ่มกรุงศรีฯ
  • ซึ่งในปี 2561 Flash Express มีรายได้ 47 ล้านบาท ขาดทุน 183 ล้านบาท และปี 2562 รายได้ 2,123 ล้านบาท ขาดทุน 1,666 ล้านบาท
  • อย่างไรก็ตามแฟลช เอ็กซ์เพรส ได้ขยายจุดขนส่งจาก 1,100 แห่ง เป็น 5,000 แห่ง ในปีเดียว และปริมาณการขนส่งพัสดุเพิ่มขึ้นจาก 50,000 ชิ้นต่อวัน เป็น 1,000,000 ชิ้นต่อวัน ภายในปีเดียวเช่นกัน

ที่มา : https://www.blockdit.com/articles/5f83f6344808cf158c2e7a0d