แจ้งเตือน

การตัดสินใจในวันพุธนี้ของกลุ่มโอเปก จะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาน้ำมัน!?

KP

กลุ่มโอเปก = ธนาคารกลางแห่งตลาดน้ำมันโลก

ราคาน้ำมันดิบโลกได้ทยอยปรับขึ้นมาเรื่อยๆตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนมาจนถึงช่วงกลางเดือนมิถุนายน โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ดีดตัวขึ้นมาเกือบ 2 เท่า จากราคา 25 เหรียญต่อบาร์เรลมาจนถึงระดับ 40 เหรียญต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตามราคาในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนจนถึงปัจจุบันนั้น ราคาน้ำมันดิบ Brent กลับขยับตัวอยู่ในกรอบแคบๆแค่ที่ 40-44 เหรียญต่อบาร์เรลเท่านั้น #ยังไม่เคยหลุดกรอบนี้ มาตลอดเป็นเวลากว่า 25 วันแล้ว

ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจครับ เพราะทั้งตลาดนั้นกำลังรอผลการประชุมของกลุ่มโอเปกที่จะมีขึ้นในวันพุธที่ 15 กรกฎาคมนี้ ในการประชัม Joint Ministerial Monitoring Committee (JMMC) หรือการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าในการลดปริมาณการผลิตน้ำมันของประเทศสมาชิก #ถึงแม้จะไม่ใช่การประชุมใหญ่ แต่ตราบใดที่ธนาคารกลางแห่งตลาดน้ำมันโลกยังไม่ตัดสินใจที่จะประกาศมาตรการต่อไปของทางกลุ่มออกมา #นักลงทุนและเทรดเดอร์น้ำมันในตลาดก็ยังไม่กล้าที่จะดันหรือกดราคาให้หลุดออกจากกรอบนี้ ไปได้

การที่ราคาน้ำมันนิ่งอยู่ในกรอบ 4 เหรียญมาตลอด 1 เดือนก่อนการประชุมโอเปกนั้นแสดงให้เห็นถึง #อิทธิพลของกลุ่มโอเปกต่อตลาดน้ำมัน อย่างชัดเจน

ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้เกิดเรื่องราวอะไรขึ้นในตลาดเลยนะครับ ราคาจึงไม่ได้ขยับ แต่จริงๆแล้วยังมีความเคลื่อนไหวมากมายในตลาด ไม่ว่าจะเป็น การระบาดของไวรัสโควิดทั่วโลกที่ยังคงลุกลามอยู่ การใช้น้ำมันที่เริ่มทยอยกลับมาในหลายๆภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงของสต็อกน้ำมันในสหรัฐที่ผันผวนในช่วงฤดูการขับรถ (Driving Season) รวมไปถึงปริมาณการผลิตในลิเบียที่เจอปัญหาการเมืองภายในประเทศรบกวนอยู่ตลอดเวลา

แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในตลาด ก็ยังไม่สามารถมีปัจจัยไหนดันหรือกดราคาน้ำมันออกจากกรอบราคาที่กล่าวไปได้ เพราะการตัดสินใจของโอเปกนั้นมีความสำคัญต่อตลาดมากกว่าปัจจัยเหล่านี้เยอะ

OPEC นั้นไม่ใช่กลุ่มที่สามารถกำหนดราคาขายร่วมกันได้ตามใจอยากอีกต่อไปแล้ว แต่บทบาทกำลังจะเปลี่ยนเป็นในแบบของ #ธนาคารกลาง แทน

ในสมัยเริ่มต้นของการรวมกลุ่มโอเปกนั้น ประเทศผู้ผลิตน้ำมันต่างๆมีส่วนแบ่งตลาดที่สูงและแทบจะสามารถกำหนดราคาน้ำมันที่เท่าไหร่ก็ได้ (หากต้องการ) การที่ทางกลุ่มสามารถที่จะทำแบบนั้นทำให้ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่ม #Cartel ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามทางกลุ่มไม่ได้ต้องการจะกำหนดราคาน้ำมันที่สูงเกินไป เพราะอาจทำให้ความต้องการใช้หดตัวลงและอาจทำให้มีคนพัฒนาพลังงานทดแทนอื่นๆมาแย่งตลาดได้…

และฝันร้ายของกลุ่มโอเปกก็กลายเป็นจริงตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ที่นวัตกรรมเชลออยล์ของสหรัฐนั้นมีต้นทุนการขุดที่ถูกลงเรื่อยๆ และในที่สุดก็สามารถผลิตออกมาแย่งส่วนแบ่งตลาดของโอเปกได้เป็นจำนวนมาก ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ลดลง #กลุ่มโอเปกจึงไม่สามารถกำหนดราคาตลาดได้อีกแล้ว โดยที่ไม่เสียสละการลดกำลังการผลิตของตัวเองมากเกินไปจนประเทศสมาชิกนั้น อาจอยู่ไม่ได้เพราะขาดรายได้จากการขายน้ำมัน

บทบาทของกลุ่มโอเปกจึงเปลี่ยนไปเป็นแค่ #ธนาคารกลางของตลาดน้ำมัน ผู้ซึ่งไม่ได้กำหนดราคาน้ำมันแต่เป็นเพียงผู้ควบคุมสภาพคล่องให้ตลาด ว่าจะมีน้ำมันโลกล้นเกินไปหรือตึงตัวเกินไปเท่านั้น

บทบาทและความยากของธนาคารกลาง

หน้าที่ของธนาคารกลางทั่วโลกคือการกำกับและดูแลนโยบายการเงินของแต่ละประเทศเพื่อให้เศรษฐกิจนั้นเดินหน้าไปได้อย่างสมดุล ทางธนาคารกลางนั้นไม่ได้เป็นผู้ตั้งว่า อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศจะเป็นเท่าไหร่ หรือ GDP ของแต่ละประเทศจะโตที่เท่าไหร่ ? แต่ #ธนาคารกลางนั้นเป็นเพียงผู้ที่รักษาสมดุลย์ของตลาดผ่านการกำหนดสภาพคล่องเท่านั้น ผลลัพท์ต่างๆจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับกลไกของตลาดเอง ทางธนาคารกลางไม่สามารถเข้าไปกำหนดได้

หากเศรษฐกิจโลกนั้นเติบโตเร็วเกินไปและเงินเฟ้อกำลังสูง ทางธนาคารกลางก็จะทำหน้าที่เพิ่มดอกเบี้ยเพื่อดึงสภาพคล่องกลับมาในระบบ ในทางตรงกันข้ามกันหากเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวลงมากเกินไป เช่นวิกฤตไวรัสโควิดที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ ธนาคารกลางก็จะทำหน้าที่อัดฉีดสภาพคล่องเข้าตลาดแทน

และในปีนี้ #ธนาคารกลางทั่วโลกก็อาจทำได้สำเร็จ (ในเบื้องต้น) หลังจากร่วมมือกันลดดอกเบี้ยอย่างน้อยธนาคารกลางทั่วโลกก็สามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มดีดกลับขึ้นไปในไตรมาสที่ 2 #แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่ก้าวแรก เพราะภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Sector) นั้นจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ดีแค่ไหนนั้นคงต้องติดตามกันต่อไป

เช่นเดียวกันกับธนาคารกลางต่างๆ เมื่อการใช้น้ำมันทั่วโลกหดหายไปเกือบ 30% ทั่วโลกในช่วงปลายเดือนมีนาคมและสภาพคล่อง (อุปทาน) น้ำมันนั้นยังล้นตลาดอยู่ ทางกลุ่มโอเปกจึงต้องรีบเข้ามาร่วมกันลดกำลังการผลิตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันไว้

และ… พวกเขาก็ทำได้สำเร็จในเบื้องต้น… #แต่ …

ความยากของธนาคารกลางไม่ได้อยู่ที่การช่วยรักษาตลาด… #แต่อยู่ที่การถอนการช่วยเหลือออก โดยตลาดไม่ล้มต่างหาก

หากถามเหล่าผู้ว่าธนาคารกลางทั่วโลก พวกเขาจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า #การเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาดนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ยากกว่าคือ #การเลือกจังหวะในการที่จะถอนออก โดยไม่ทำให้ตลาดที่กำลังฟื้นขึ้นมานั้นล้มไปอีกครั้ง

อย่างที่เราเคยเห็นตัวอย่างจากวิกฤต Subprime หรือ Hamburger Crisis เมื่อปี 2007

ทันทีที่ทาง FED รู้ตัวแล้วว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังจะชะลอตัวลง FED จึงได้เร่งลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจากระดับ 5% ลงมาเหลือเกือบ 0% ภายในระยะเวลาปีเดียว แต่กว่าทาง FED จะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยได้อีกครั้งนั้น ต้องใช้อีกกว่า 6 ปีจึงเริ่มมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในปี 2015 และกว่าจะขึ้นมาได้เพียงครึ่งนึงของอัตราที่ลดไป หรือกว่าจะปรับดอกเบี้ยขึ้นมาที่ 2.5% นั้นยังต้องกินเวลาไปอีกถึง 4 ปี ทำให้โดยรวมนั้น ต่อให้ FED ใช้เวลาทั้งหมดอีก 11 ปีแล้ว ก็ยังไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยกลับไปที่เดิมได้ (กราฟแนบในคอมเม้นท์)

นี่แสดงให้เห็นถึงความยากกว่าในการถอนการช่วยเหลือ (Support) ของตลาดออกที่ชัดเจนกว่าการให้ความช่วยเหลือเยอะมาก

ในวิกฤตไวรัสโควิดนี้ ทางโอเปกจะต้องเผชิญการตัดสินใจที่ยากลำบากนี้ก่อนใคร

ในขณะที่ทาง FED นั้นบอกชัดเจนแล้วว่าตลาดการเงินสหรัฐยังต้องการสภาพคล่องไปอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2022 เป็นอย่างน้อย และจะยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยแน่ๆ ทางกลุ่มโอเปกนั้นกำลังจะต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่เร็วกว่านั้นเยอะ

ด้วยการใช้น้ำมันของแต่ละประเทศที่ปลดคลาย Lock Down เริ่มจะกลับมาเป็นปกติแล้ว เหลือแค่เพียงน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) เท่านั้นที่ยังไม่กลับมามากนัก แต่การใช้น้ำมันดีเซลและเบนซินนั้นแทบจะกลับมาเป็นปกติแล้ว 100% แล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่ ฝรั่งเศส เกาหลี และ รัสเซีย ทางด้านเยอรมันนั้นการใช้กลับมาโตกว่าเก่าด้วยซ้ำ ส่วนทางจีนและสหรัฐนั้นการใช้ก็กลับมาอยู่ที่ระดับ 90% แล้ว #ทำให้ทางกลุ่มโอเปกนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องคงการลดกำลังการผลิตน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์นี้อีกต่อไป

แต่ทางโอเปกจะปรับเพิ่มการผลิตเท่าไหร่ดี ? นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย

ในวันพุธนี้เราคงรู้กันว่าทางโอเปกจะตัดสินใจอย่างไร โดยหากโอเปกจะคงตามแผนที่คิดไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน (ทั้งๆที่ตอนนั้นยังไม่แน่ใจเลยว่าการใช้น้ำมันจะกลับมามากน้อยเช่นไรในอนาคต) นั้นคือการปรับลดการลดการผลิตลงมาจาก 9.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ให้กลายมาเป็น ลดเพียง 7.7 ล้านบาร์เรลต่อวันไปจนถึงสิ้นปีนี้ หรือเรียกง่ายๆว่า #จะทำการเพิ่มอุปทานน้ำมันเข้าไปในตลาดอีก 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวันนั้นเอง

ความยากนั้นอยู่ที่ว่า การลดกำลังการผลิตครั้งนี้นั้นได้ผลที่ดีมากๆ ! ตอนนี้กำลังมีหลายประเทศในกลุ่มโอเปกที่ต้องการอยากให้ทางกลุ่มขยายนโยบายนี้ต่อไปจะได้สามารถขายน้ำมันได้ที่ราคาแพงไปเรื่อยๆ ในขณะที่บางประเทศกลับมองว่าอยากจะเร่งเพิ่มการผลิต #ให้มากกว่าแผนที่กำหนดไว้เมื่อ3เดือนก่อนอีก เพื่อที่จะได้หารายได้เพิ่มจากปริมาณการผลิตที่ลดไปในช่วงเดือนที่ผ่านมา เพราะประเทศเหล่านี้เชื่อว่าการใช้ที่กลับคืนมาแล้วคงไม่ทำให้ราคาตกลงมาหรอก ตราบใดที่ Demand ยังดีราคาน่าจะยืนได้

ในขณะที่ทางพี่ใหญ่ของกลุ่มโอเปกอย่างซาอุดิอาระเบียและรัสเซียนั้นยังมองว่าโอเปกควรทำตามแผนที่ได้วางไว้เมื่อ 3 เดือนก่อน ถึงแม้ว่าการใช้น้ำมันจะดีดตัวกลับขึ้นมาเร็วกว่าที่คิดไว้ตอนแรกก็ตาม ก็ควรคงแผนเดิมต่อไปก่อน

การตัดสินใจครั้งนี้ หากไม่ตัดสินใจให้ถี่ถ้วนนั้น ต่อให้คงการผลิตไว้ตามแผนก็อาจส่งผลให้ราคานั้นลดลงมาได้อยู่ดี #เพราะการถอนการช่วยเหลือออกอย่างไม่ระวัง ตลาดอาจจะมองว่าเป็นผลลบ ขึ้นอยู่กับการรับรู้ของตลาด นั้นจึงเป็นความยากที่โอเปกต้องเผชิญในฐานะธนาคารกลาง

ที่สำคัญ ตอนนี้คงยังไม่มีใครทราบว่าผลและมติการประชุมโอเปกจะเป็นเช่นไร ถึงแม้จะเป็นแค่การประชุมย่อย

ตราบใดที่ผลประชุมยังไม่ออกมา #ก็ยังไม่มีอะไรแน่นอน เราเคยเห็นทางซาอุและรัสเซียเสียงแตกกันมาก่อนแล้วในช่วงการประชุมเดือนมีนาคม และผลที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเช่นไร… เกิดสงครามราคาน้ำมันขึ้นอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน แม้แต่ทางซาอุผู้เป็นคนเริ่มสงครามเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้น สงครามราคาประกอบกับไวรัสระบาดทำให้ราคาน้ำมันทั่วโลกหล่นลงไปหนักสุดในรอบเกือบ 20 ปี และราคาในบางแห่งถึงกับติดลบด้วยซ้ำ

นี่คือเหตุผลที่ทำไมราคาในตลาดถึงยังนิ่งมาตลอดเป็นเวลา 1 เดือนแล้ว แต่เชื่อได้เลยว่าหากมีการตัดสินใจอันใดที่เซอร์ไพรส์ตลาด ไม่ว่าจะเป็นการยืดเวลาลดกำลังการผลิตออกไป หรือการเพิ่มปริมาณเพิ่มขึ้นกว่าที่คาด #ราคาน้ำมันในอาทิตย์หน้านั้นจะไม่นิ่งอยู่อย่างนี้แน่ๆ

การประชุมโอเปกในวันพุธนี้จึงมีความสำคัญมากต่อทิศทางราคาน้ำมัน และท่านใดไม่อยากพลาดผลอัพเดทของการประชุมและความเคลื่อนไหวในตลาดต่างๆ ที่ทางทีมเราพยายามนำมาให้คุณให้เป็นที่แรกให้ได้

KP

ที่มาบทความ : https://www.facebook.com/OilTradingkp/photos/a.109714799581872/580197605866920/

5 สัญญาณการล่มสลายของธุรกิจครอบครัว

WealthGuru

หลายคนคงเคยได้ดูละครเลือดข้นคนจาง ซึ่งเกี่ยวกับการแย่งมรดกกันในธุรกิจครอบครัว

ละครสะท้อนชีวิตจริง!  มีข่าวมากมายที่เกี่ยวกับการแย่งมรดกธุรกิจครอบครัว

ขณะเดียวกันนั้น  ละครสะท้อนชีวิตจริง!

ผลการสำรวจธุรกิจครอบครัว ของ Price Waterhouse ในปี พ.ศ.  2555 พบว่า ธุรกิจครอบครัวมีอัตราการอยู่รอดไปถึงรุ่นที่ 2 คิดเป็น 30% ของรุ่นที่ 1 อัตราการอยู่รอดของธุรกิจครอบครัวรุ่นที่ 3 และ 4 จะคิดเป็น 12% และร้อยละ 3% (ตามลำดับ)

อะไรบ้างที่เป็นสัญญาณในการบ่งบอกการล่มสลายของธุรกิจครอบครัว

1) ขาดความชัดเจนในการทำงานร่วมกัน

การทำงานร่วมกันไม่ง่าย ยิ่งเป็นญาติพี่น้องก็ยิ่งยาก ดังนั้นการขาดความชัดเจนความชัดเจนในกฎกติกาย่อมนำมาซึ่งปัญหา เช่น

  • ขาดการจัดการโครงสร้างของธุรกิจและหุ้น  ถ้าไม่ชัดเจนว่าใครถือหุ้นเท่าไร ใครมีหน้าที่ทำให้ในธุรกิจ
  • ขาดการจัดการเรื่องเอกสารทางกฏหมาย  แม้ว่าจะมีการกำหนดชัดเจนใครถือหุ้นเท่าไร แต่ถ้าขาดข้อบังคับตามกฏหมายก็ไม่มีประโยชน์  เช่น ข้อบังคับของบริษัทสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นเกี่ยวกับการจัดการหุ้นหรือ แม้แต่พินัยกรรมก็ต้องชัดเจน เช่น  หุ้นที่สามีถือจะตกเป็นของภรรยา(คนนอกครอบครัว) หรือไม่ถ้าสามีเสียชีวิต
  • ขาดการจัดการเมื่อนำคนให้ครอบครัวมาทำงานในธุรกิจ  จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนในครอบครัวนำลูกมาทำงานในธุรกิจได้โดยไม่มีการคัดเลือก  ธุรกิจครอบครัวอาจจะพังด้วยเรื่องเล็กๆ แบบนี้  ดังนั้นจะต้องระบบการคัดเลือกเข้าทำงานเช่นเดียวกับพนักงานและลูกจ้างคนอื่นๆ

ยิ่งความชัดเจนในการทำงานร่วมกันน้อยเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้เกิดปัญหามากขึ้นเท่านั้น

2) ขาดกลไกจัดการเกี่ยวกับผลประโยชน์

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าลูกชายคนโตได้รับหุ้นมากกว่า ลูกคนอื่นๆ หรือ กลุ่มเขยและสะใภ้ที่เป็นสมาชิกในครอบครัว ไม่มีหุ้นแต่เข้ามาช่วยเงินในกิจการโดยได้แค่ผลตอบแทน แต่ไม่ได้เงินปันผล  สิ่งสำคัญคือ จะจัดสรรผลประโยชน์ให้เป็นไปอย่างเที่ยงธรรมได้อย่างไร เที่ยงธรรมไม่ได้หมายถึงเท่ากันแต่ต้องเหมาะสมและยุติธรรม และต้องจัดการสื่อสารระหว่างสมาชิกให้เข้าใจได้มากน้อยเพียงใด

3) ขาดการสื่อสารที่ดี

จากการวิจัยพบว่า ความเสื่อมถอยของธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่เกิดจาก การสื่อสารระหว่างเจ้าของรุ่นส่งมอบกับสมาชิกรุ่นที่รับมอบ และโดยเฉพาะการสื่อสารกันระหว่างสมาชิกต่างรุ่นกันก็จะทำให้มีปัญหาได้  โดยเฉพาะวัฒนธรรมของไทยจะมีเรื่องของอาวุโส ซึ่งทำให้มักจะมีปัญหาเรื่องนี้ค่อนข้างมาก  ถ้าธุรกิจครอบครัว ใดมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร  โอกาสการมีปัญหาเรื่องการทำธุรกิจครอบครัวมาก

4) ขาดการวางแผนสืบทอดธุรกิจ

ปัญหาของธุรกิจครอบครัวของไทยคือ รุ่นที่ 1 ก่อตั้งธุรกิจมักจะทำงานคนเดียวจนถึงแก่ความตาย โดยไม่ยอมปล่อยให้รุ่นลูกเข้ามาร่วมตัดสินใจในกิจการ  การขาดซึ่งกระบวนการบ่มเพาะคนรุ่นใหม่และการคัดเลือกผู้ทำหน้าสืบทอดธุรกิจ จะนำมาซึ่งปัญหาในอนาคต

5) ขาดกลยุทธ์การเติบโตทางธุรกิจ

ในสมัยก่อน ธุรกิจมีวงจรชีวิตที่ยาวนานกว่า อัตราการเติบโตของไทยยังอยู่ที่สูง  แต่โลกเข้าสู่ยุค internet ยุค digital ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป เกิดสิ่งที่เรียกกว่า Business Disruption หรือ การทำลายล้างของธุรกิจ  สมัยก่อนพ่อค้าของกลางจำเป็น แต่เดี๋ยวนี้มีช่องทาง Online ตัดพ่อค้าคนกลางไม่จำเป็นออก   มีหลากหลายธุรกิจครอบครัวที่โดน  Business Disruption เช่น ธุรกิจการเดินรถ ธุรกิจการรับจ้างทำของต่อ  หรือ ธุรกิจสิ่งทอ

ดังนั้นธุรกิจครอบครัวจะไปต่อได้ก็จะต้องมีกลยุทธ์การเติบโตทางธุรกิจที่ดีมีแผนการระยะยาว และแค่กลยุทธ์อย่างเดียวไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดจริงได้ก็ต้องได้รับความร่วมมือกันภายในครอบครัว

ถ้าเจ้าของธุรกิจท่านใด มีปัญหาขาดอย่างใดอย่างหนึ่งใน 5 ข้อนี้แล้ว

ท่านก็อาจจะพบกับ “สัญญาณการล่มสลายของธุรกิจครอบครัว” ได้

ก่อตั้งสร้างธุรกิจครอบครัวว่ายากแล้ว  แต่การรักษาและส่งต่อธุรกิจครอบครัวกลับยากกว่า

วางแผนธุรกิจครอบครัววันนี้ ดีกว่าปล่อยจนเสียเกินไป

WealthGuru


เริ่มลงทุนเพื่อเกษียณด้วยพอร์ตลงทุนแบบ Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้เงินสร้างความมั่งคั่งในอนาคต สามารถดูรายละเอียดและลงชื่อรับบริการได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/port/wealthguru/

พอร์ตเก็บเงินก้อนเพื่อลูก และเพื่อเกษียณโดย WealthGuru

สรุป LIVE: หุ้นเทคฯจะไปถึงไหน หุ้นจีนยังไหวหรือเปล่า? (13 ก.ค. 63)

TUM SUPHAKORN

หายหน้าหายตากันไป 2 สัปดาห์เนื่องจากติดวันหยุดเข้าพรรษา สัปดาห์นี้รายการ THE OPPORTUNITY กลับมาอัปเดตตลาดและแนะนำกองทุนที่น่าสนใจกันเหมือนเดิม ตลาดช่วงนี้ก็ถือว่าหวือหวา หุ้นเทคฯ สหรัฐเด้ง หุ้นจีนเด้ง ตลาดเด้งสวนทางกับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจที่ดูท่าจะไม่ดีเท่าไร แล้วในจังหวะแบบนี้มีกองทุนอะไรที่น่าลงทุนบ้าง ติดตามได้ในสรุป LIVE ประจำวันที่ 13 ก.ค. ครับ

Market Update

  • ผู้ติดเชื้อ COVID-19 ทั่วโลกยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ยอดรวมทะลุ 12 ล้านคน โดยยอดที่เพิ่มขึ้นมานี้เป็นประเทศกลุ่ม Emerging Market เป็นส่วนใหญ่ ส่วนในยุโรปชะลอตัวแล้ว
  • ช่วงเดือนที่ผ่านมาเริ่มเห็นผลกระทบที่เกิดกับภาคธุรกิจชัดเจนขึ้น Muji ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ เพิ่งยื่นแผนฟื้นฟูกิจการ Chapter 11 ไป รวมถึงมีการคาดการณ์ว่าบริษัทน้ำมันในสหรัฐฯ กว่า 240 แห่งจะล้มละลายในปี 2021
  • ถึงแม้ว่าภาพเศรษฐกิจจะดูไม่ดี IMF คาดการณ์เศรษฐกิจโลกจะติดลบ 3% ในปีนี้ แต่ตลาดหุ้นโลกกลับไม่เป็นเช่นนั้น บวกขึ้นสวนทางเศรษฐกิจจากจุดต่ำสุดขึ้นมาแล้ว 20% ตาม MSCI World
  • หุ้นกลุ่มที่ดันตลาดขึ้นไปในรอบนี้คือกลุ่มหุ้นเทคฯ อย่างที่เคยพูดไว้หลายครั้งที่ผ่านมา สังเกตจาก S&P500 ที่เริ่มชะลอตัว แต่ NASDAQ ยังขึ้นสูงได้เรื่อยๆ
  • ณ ตอนนี้ NASDAQ ถึงราคาเป้าหมายระยะสั้นตอนเข้า Tactical Call แล้ว (จังหวะเข้าอ่านได้ที่บทความนี้ และจังหวะออกอ่านได้ที่บทความนี้) และยังคงอยู่ใน Uptrend Channel ราคาเป้าหมายระยะสั้นถัดไปอยู่ที่ 11,000 จุด ภายในปลายเดือนนี้
  • สำหรับการทยอยสะสมลงทุนหุ้นกลุ่มเทคฯ ในระยะยาวสามารถทำได้ โดยมีข้อควรระวังตรงที่ตลาดขึ้นมาค่อนข้างแรงและขึ้นไปสูงแล้ว ควรเข้าทยอยสะสมด้วยสัดส่วนตามความเสี่ยงที่รับได้เท่านั้น
  • ส่วนประเด็นร้อนแรงเรื่องกองทุนจีนในสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทุนจีนขึ้นมากว่า 20% ในสัปดาห์เดียว โดยหุ้นกลุ่มหลักที่ดันตลาดก็คือกลุ่ม Financial Service หุ้นกลุ่มที่เติบโตเป็นวัฏจักร (Cyclical)
  • ปัจจัยที่ดันตลาดจีนขึ้นมารอบนี้ส่วนหนึ่งมาจากผลตอบแทนพันธบัตรจีนที่สูงขึ้น คุ้มค่ามากกว่าพันธบัตรสหรัฐฯ มาก (ดอกเบี้ยฝั่งสหรัฐฯ แทบจะแตะศูนย์แล้ว) ทำให้เงินลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาในจีน และไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นด้วยบางส่วน
  • อีกปัจจัยหนึ่งคือปริมาณเงินกู้มาลงทุน (China Margin Trading Debt) สูงขึ้นอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี ซึ่งสังเกตว่า CSI300 มี Correlation ที่สอดคล้องกับตัวเลขนี้มาก หมายความว่านักลงทุนราย่อยของจีนนี่แหละที่มีส่วนดันตลาดจีนขึ้นไปในรอบนี้ อย่างไรก็ตามตัวเลขนี้ยังถือว่าต่ำกว่าจุดสูงสุดในปี 2015 อีกเยอะ สะท้อนว่าโอกาส Upside ในตลาดจีนยังมีอีกมาก

กองทุนน่าลงทุนในตอนนี้

กองทุนแนะนำในสัปดาห์นี้เป็นไปตามมุมมองจากทีม Investment ของ FINNOMENA ตามบทความนี้ครับ Tactical Call : ตลาดหุ้นจีนถูกจุดพลุ จังหวะ Follow Buy ระยะสั้นเกิดขึ้น ประกอบด้วยกองทุนที่ลงทุนในหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่หรือ A-Share ทั้งหมด 2 กองด้วยกัน คือ TMB-ES-CHINA-A และ TMBCHEQ และนี่คือสัดส่วนไส้ข้างในของกองทุนทั้ง 2 กอง

นักลงทุนโปรดอ่านข้อความด้านล่างอย่างละเอียดก่อนลงทุน

เราแนะนำเข้าลงทุนเก็งกำไร เน้นรอบระยะสั้นไม่เกิน 3 เดือน ในกองทุน TMB-ES-CHINA-A และ TMBCHEQ ซึ่งมีการลงทุนหลัก ๆ ในตลาดหุ้นจีน A-Share

เป็นที่ทราบกันว่า หากจบรอบของตลาดหุ้นขาขึ้นของจีน การปรับฐานที่เกิดขึ้นในอดีตค่อนข้างรุนแรงและรวดเร็วมากกว่าดัชนีตลาดหุ้นภูมิภาคอื่น ๆ ดังนั้นนักลงทุนที่เหมาะกับ Tactical Call นี้ควร…

  1. เป็นนักลงทุนที่มีเงินสด หรือสภาพคล่องส่วนเกิน และรับความผันผวนได้สูง
  2. ใช้เงินลงทุนในสัดส่วนไม่เกิน 10-15% ของภาพรวมพอร์ตการลงทุนทั้งหมด
  3. นักลงทุนที่รับความผันผวนได้ คาดหวังผลกำไร 10%-12%
  4. นักลงทุนต้องยอมรับการ Limit Loss หรือ การตัดขาดทุนได้ทันที ในกรณีที่ NAV ลงมา ณ จุด Stop Loss > 7% จากต้นทุน
  5. จุดที่เราแนะนำให้พิจารณาชะลอการเข้าซื้อภายใต้ Tactical Call คือ ดัชนี CSI300 ยืนเหนือระดับ 4,900 จุด เนื่องจากอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk/Reward Ratio) จะสูงกว่า 50% หรือ 0.5

สำหรับสรุป LIVE ก็จบเพียงเท่านี้ครับ นักลงทุนสามารถดู LIVE เต็มๆ ได้ที่ลิงก์วิดิโอบนหัวบทความได้เลยครับ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุนครับ

เขียนโดย TUM SUPHAKORN


แน่ใจได้อย่างไรว่ากองทุนที่ธนาคารของคุณแนะนำเป็นกองทุนที่ดีที่สุด? คุณอาจพลาดกองทุนที่ดีกว่าจากธนาคารอื่น ๆ ได้

เราขอแนะนำ FINNOMENA แพลตฟอร์มที่จะช่วยคัดเลือกกองทุน เปิดบัญชีครั้งเดียวซื้อกองทุนที่ดีที่สุดได้จากทุกธนาคาร

เปิดบัญชีลงทุนออนไลน์ ซื้อกองทุนได้เร็วสุดภายในวันทำการถัดมา ลองเลย! https://finno.me/oa1326

สัญญาณเก็งกำไรในตลาดหุ้น

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn

ผมสังเกตมานานแล้วว่าตลาดหุ้นไทยนั้นเป็นตลาดที่มีการเก็งกำไรสูงมากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นของประเทศอื่น ๆ ที่ผมรู้จัก การเก็งกำไรของนักลงทุนส่วนบุคคลของไทยนั้น ว่าที่จริงแทบไม่เคยหายไปเลยยกเว้นก็แต่ในช่วงหลังวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่ เศรษฐกิจไทยแทบจะล่มสลายและคนที่บาดเจ็บหนักที่สุดก็คือผู้ประกอบการและนักธุรกิจที่มีเงินมากพอที่จะเล่นหุ้นหรือลงทุนได้ในช่วงเวลานั้น ซึ่งก็ทำให้การ “เก็งกำไร” ในตลาดหุ้นหายไปอย่างสิ้นเชิงเป็นเวลาหลายปีก่อนที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวและเกิด “นักลงทุนรุ่นใหม่” ที่มีความหลากหลายมากขึ้นและรวมถึง คนชั้นกลางที่ “กินเงินเดือน” และเริ่มสะสมเงินหรือความมั่งคั่งเพื่อการเกษียณ นักลงทุนรุ่นใหม่เหล่านั้นมีจำนวนมากขึ้นมากเมื่อเทียบกับนักลงทุนรุ่นเก่า พวกเขานอกจากจะมีเงินแล้วก็ยังมี “ความรู้” ในการลงทุนมากขึ้นมาก พวกเขารู้ว่าในการเลือกหุ้นลงทุน เราจะต้องวิเคราะห์และประเมินหามูลค่าที่แท้จริงและเปรียบเทียบกับราคาหุ้น ถ้าหุ้นราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากหรือที่เรียกว่ามี Margin Of Safety สูง เขาก็จะซื้อ ถ้าราคาหุ้นแพงกว่าก็ต้องขาย นี่คือหลักการที่เรียกว่า “Value Investing” ที่กลายเป็น “กระแสหลัก” ของการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมาจนถึงทุกวันนี้

แต่การเก็งกำไรในตลาดหุ้นเองนั้น นอกจากจะไม่หายไปแล้ว มันยังเฟื่องฟูมากและอาจจะมากกว่าการเก็งกำไรในอดีตด้วยซ้ำ เหตุผลนั้นน่าจะมีหลายอย่าง ประการแรกนั้น การเก็งกำไรเป็นเรื่องที่อยู่ใน “ยีน” ของคนตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของมนุษย์ที่เรียกว่า “Homo Sapiens” โดยที่คนที่ไม่กล้าหรือไม่ชอบเสี่ยงนั้นมักจะเอาตัวรอดและเผยแพร่เผ่าพันธุ์ได้ยากและน้อยกว่าคนที่ชอบเสี่ยง ประการต่อมาก็คือ ระบบที่เอื้ออำนวยให้กับการเล่นเก็งกำไร นั่นก็คือ ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้นที่ต่ำมากและการที่ไม่เสียภาษีกำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ ดังนั้น การซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้นและ “ทำกำไร” ได้อย่างรวดเร็วจึงเป็นสิ่งที่คนอยากทำ และสุดท้ายก็คือ “ทางเลือก” ในการเก็งกำไรอย่างอื่นในประเทศไทยนั้นดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผลตอบแทนดีเท่ากับการ “เล่นหุ้น” ในภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันโดยเฉพาะสำหรับคนที่มีเงินเหลือเก็บเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อการเกษียณ

การเก็งกำไรที่สูงมากนั้น ทำให้หุ้นที่ถูกเก็งกำไรมีราคาปรับตัวสูงกว่าปกติ ยิ่งมีคนเข้ามาซื้อขายมากก็ยิ่งทำให้ราคาปรับตัวสูงเพิ่มขึ้น และนั่นทำให้หุ้นมักจะมีราคาแพงกว่ามูลค่าพื้นฐานมาก ถ้าเราเข้าไปซื้อหุ้นเหล่านั้นและเก็บไว้ยาวนาน โอกาสที่หุ้นจะปรับตัวลงมาตามพื้นฐานที่ควรจะเป็นก็จะสูง เราก็อาจจะขาดทุนได้มาก ดังนั้น VI ที่มุ่งมั่นและระมัดระวังจึงควรจะรู้ว่าตลาดหุ้นหรือหุ้นกลุ่มไหนหรือหุ้นตัวไหนกำลังมีการเก็งกำไรสูงมากน้อยแค่ไหน อะไรคือ “สัญญาณ” ที่แสดงว่ามีการเก็งกำไรที่ร้อนแรงอยู่ในตลาดหุ้นซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นบางกลุ่มหรือบางตัวแพงผิดปกติและเราควรที่จะหลีกเลี่ยง

สัญญาณการเก็งกำไรข้อแรกก็คือ ปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันของตลาดหุ้น นับเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปีมาแล้วที่ปริมาณการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของไทยสูงลิ่วเทียบกับตลาดในประเทศเพื่อนบ้านที่มีระดับการพัฒนาที่ใกล้เคียงกัน ล่าสุดในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ทั้ง ๆ ที่มีปัญหาโควิด-19 ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ต่อวันก็ยังสูงถึง 6 ถึง 7 หมื่นล้านบาท สูงที่สุดในอาเซียนและสูงกว่าตลาดหุ้นอย่างเวียตนามถึง 10 เท่า ดังนั้น ถ้าดูจากข้อมูลนี้ก็แสดงว่าตลาดหุ้นไทยโดยรวมมีการเก็งกำไรสูงมาก ซึ่งนั่นมักจะนำไปสู่สัญญาณข้อสองก็คือ

ค่า PE ของตลาดโดยรวมนั้นสูงเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณเกือบ 20 เท่าและสูงกว่าของประเทศในอาเซียนที่ประมาณ 15-16 เท่าทั้ง ๆ ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนนั้นต่ำเกือบที่สุดที่ประมาณ 3% ต่อปีในระยะหลายปีที่ผ่านมาเทียบกับการเติบโตของประเทศรอบบ้านที่อยู่ที่ประมาณ 5-7% ต่อปี

การเก็งกำไรนั้น มักจะทำกับหุ้นขนาดเล็กหรือกลางที่มีหุ้น Free Float หรือหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดน้อย เพราะนั่นมักจะทำให้หุ้นวิ่งขึ้นได้เร็วและมากในระยะเวลาอันสั้น การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นเหล่านี้มักจะสูง บางทีเป็น 10% ในวันเดียวโดยไม่ได้มีข่าวดีเป็นพิเศษ การเปลี่ยนแปลงในระดับวันละ 4-5% กลายเป็นเรื่องปกติ ดังนั้น การที่เราเห็นหุ้นขนาดเล็กและกลางที่มีหุ้นหมุนเวียนในตลาดน้อย มีราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรง นั่นก็เป็นสัญญาณว่าการเก็งกำไรของนักลงทุนรายย่อยนั้นสูงมาก ราคาของหุ้นตัวเล็กจำนวนมากก็คงแพงกว่าปกติ

สัญญาณตัวที่สี่ที่จะชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีการเก็งกำไรในหุ้นตัวเล็กหรือกลางที่มี Free Float น้อยก็คือ การที่ปริมาณการซื้อขายหุ้นสูงที่สุด 10 อันดับประจำวันนั้นประกอบไปด้วยหุ้นดังกล่าวหลายตัวทุกวัน ลองคิดดูว่าคนเข้ามาเล่นเก็งกำไรในหุ้นเหล่านั้นมากน้อยแค่ไหนถ้าหุ้นเหล่านั้นมีมูลค่าหุ้นหมุนเวียนในตลาดเพียง 2-3 พันล้านบาท แต่เพียงวันเดียวกลับมีคนซื้อขายหุ้น 2-3 พันล้านบาทไปแล้ว ซึ่งนั่นเท่ากับว่าหุ้นทุกหุ้นถูกซื้อและอาจจะขายทันทีภายในวันเดียวกัน และปริมาณการซื้อขายนั้นมีมูลค่าเท่ากับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดหลายแสนล้านบาท และนี่ก็คือหุ้นที่เก็งกำไรกันอย่างสุดเหวี่ยง ถ้าเราไม่ใช่นักเก็งกำไรก็ควรหลีกเลี่ยงหุ้นเหล่านี้

ช่วงที่ตลาดหุ้นมีการเก็งกำไรสูงมากนั้น บางทีดัชนีตลาดโดยรวมก็ไม่ได้ปรับตัวขึ้นสูง สาเหตุก็เพราะว่าพื้นฐานโดยรวมของเศรษฐกิจและบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะขนาดใหญ่นั้นอาจจะไม่ดีเลย ในสถานการณ์แบบนี้ นักเก็งกำไรที่มีจำนวนมากในตลาดหุ้นไทยก็มักจะต้องมองหาหุ้นบางกลุ่มหรือบางตัวที่จะนำมาเล่นเก็งกำไร หุ้นที่เขามักใช้เป็นเครื่องมือก็คือหุ้นที่ยังดูดีในแง่ผลประกอบการอยู่และมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเก็งกำไรได้นั่นก็คือ มันเป็นหุ้นขนาดเล็กหรือกลางที่มี Free Float ต่ำที่สามารถถูกลากหรือ “ต้อนเข้ามุม” เพื่อดันราคาให้สูงขึ้นไปได้มากได้ ดังนั้น เมื่อเราพบว่าในภาวะที่ตลาดหุ้นไม่ดีอย่างในปัจจุบันแต่กลับมีหุ้นบางกลุ่มหรือบางตัวที่ยังวิ่งเอาวิ่งเอา เหตุผลหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะว่ามีนักเก็งกำไรกลุ่มใหญ่ที่ต้องหาหุ้นมาเล่นเก็งกำไรและเข้ามา “รุมเล่น” ในหุ้นตัวนั้นหรือกลุ่มนั้น

สัญญาณที่หกที่มักจะบอกว่าการเก็งกำไรกำลังขึ้นสู่จุดสูงสุดก็คือการที่เราพบว่ามีหุ้นที่มีราคาพุ่งไปสู่จุดที่เรียกว่าเป็นหุ้น “Impossible” เพราะราคาหุ้นขึ้นไปสูงแบบ “เป็นไปไม่ได้” ในระยะยาวต่อไปอีกซัก 2-3 ปี ตัวอย่างเช่น เป็นหุ้นที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์เช่นสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกี่ยวข้อง หรือบริการที่เป็นโภคภัณฑ์เช่น การเดินเรือหรือแม้แต่การบิน หุ้นเหล่านี้ ในภาวะที่ตลาดดีสินค้ามีราคาแพงก็จะได้กำไรมาก แต่ในยามตกต่ำ ราคาก็จะร่วงลงมามากจนทำให้ขาดทุนได้ ประเด็นก็คือ ในยามที่ดีนั้น คนก็มักจะเข้ามา “เก็งกำไร” ซื้อหุ้นกันมากจนราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปสูงลิ่วซึ่งจะดึงดูดให้คนเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ โดยไม่ได้สนใจความถูกแพงและไม่คิดว่าอนาคตกำไรจะต้องลดลงมาก แต่ในไม่ช้าราคาโภคภัณฑ์นั้นจะต้องตกต่ำลงเพราะจะมีการผลิตเพิ่มขึ้นมาก คำว่า “Impossible” ของผมก็คือ ราคาหุ้นอาจจะสูงกว่ามูลค่าพื้นฐานที่ควรจะเป็นในภาวะปกติเกิน 4-5 เท่าขึ้นไป

สุดท้ายที่เป็นสัญญาณการเก็งกำไรในตลาดหุ้นก็คือเรื่องของปริมาณและจำนวนของหุ้น IPO หรือหุ้นเข้าตลาดใหม่ ถ้ามีจำนวนมากและราคาหุ้นที่เข้าไปซื้อขายในวันแรกวิ่งขึ้นไปสูงมาก บวกไปหลายสิบหรือเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ขึ้นไปจากราคา IPO นั่นก็แปลว่าการเก็งกำไรในช่วงนั้นของตลาดหรือกลุ่มหุ้นหรือตัวหุ้นนั้นสูง ราคาของหุ้นก็มักจะแพงกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น

การวิเคราะห์ระดับของการเก็งกำไรในตลาดหุ้นหรือกลุ่มหุ้นหรือตัวหุ้นนั้น นักลงทุนที่ระมัดระวังควรจะต้องสังเกตและติดตามเป็นระยะ การดูปริมาณและโดยเฉพาะการปรับตัวขึ้นลงของราคาหุ้นเป็นสัญญาณเบื้องต้นที่มักจะชี้ว่าหุ้นหรือกลุ่มหุ้นนั้นมีการเก็งกำไรสูงมากน้อยแค่ไหน หลังจากนั้น เราก็ต้องดูข้อมูลเชิงคุณภาพว่า กิจการเป็นอย่างไร เป็นสินค้าโภคภัณฑ์หรือเป็นสินค้าที่คนเลือกซื้อเพราะปัจจัยที่ไม่ใช่ราคามากน้อยแค่ไหน บริษัทเป็นผู้นำหรือไม่และโดดเด่นแค่ไหน สุดท้ายก็มาถึง Story หรือเรื่องราวการเติบโตในอนาคตที่ถูกนำมา “ขาย” ให้กับนักลงทุน เราต้องดูว่าสมเหตุผลและเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน อย่าเชื่ออะไรง่าย ๆ โดยเฉพาะที่คนพูดมีผลประโยชน์อยากให้หุ้นวิ่งขึ้นไปมาก ๆ ในหลาย ๆ กรณีผมเองก็มักจะเลี่ยงลงทุนในหุ้นที่ดูแล้วมีสัญญาณของการเก็งกำไรสูงผิดปกติซึ่งทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปสูงผิดปกติ ผมอาจจะเป็น VI รุ่นเก่าที่ไม่ยอมซื้อหุ้นแพงหรือแพงจัดไม่ว่าบริษัทจะดูดีแค่ไหนซึ่งในบางครั้งก็ทำให้พลาดการลงทุนในหุ้นที่ทำกำไรได้เร็วและง่ายไปบ่อย ๆ แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่ผมเลือกที่จะเป็น

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://portal.settrade.com/blog/nivate/2020/07/13/2353

รีวิวพอร์ต Long Term Defensive Plus และมุมมองครึ่งปีหลัง 2020

Daddy trader

ปี 2020 ผ่านมาได้ครึ่งทางแล้วนะครับ ต้องยอมรับจริง ๆ ครับว่า ปี 2020 หลังจากเกิดเหตุการณ์ COVID-19 ต้องบอกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไทยสร้างผลตอบแทนได้ไม่ดีเท่าไรนัก เมื่อพิจารณาจากดัชนี SET TR จะเห็นได้ว่า มีการปรับตัวลงถึง 10.37 % จากต้นปี 

เราลองมาดูผลการดำเนินงานของพอร์ต Lon Term Defensive Plus กันว่าเป็นอย่างไรบ้าง

 รูปแสดงผลการดำเนินงานของพอร์ต Lon Term Defensive Plus ข้อมูล ณ วันที่ 07/07/2020 ที่มา: www.finnomena.com
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

 รูปแสดงผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปี ข้อมูล ณ วันที่ 04/07/2020 ที่มา: www.finnomena.com
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

จากตารางผลการดำเนินงานของพอร์ต Long Term Defensive Plus ในแต่ละช่วงเวลา จะเห็นได้ว่าพอร์ต Long Term Defensive Plus มีผลการดำเนินงานเป็นไปตามที่ออกแบบไว้ คือ

  1. ผลตอบแทนเมื่อเปรียบเทียบกับดัชนี SET TR จะเห็นได้ว่า มูลค่าพอร์ตล้อไปกับ SET TR (ดูจากกราฟ) เนื่องจาก 50% ของพอร์ตมีการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทย ในกรณีที่ SET TR มีการปรับตัวลดลง มูลค่าพอร์ตจะปรับตัวลดลงน้อยกว่า และในกรณีที่ SET TR มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น มูลค่าพอร์ตก็จะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าด้วยเช่นเดียวกัน
  1. ในส่วนของความผันผวนเมื่อเปรียบเทียบกับดัชนี SET TR จะเห็นได้ว่าพอร์ต Long Term Defensive Plus จะมีความผันผวนน้อยกว่าในทุกช่วงเวลา เนื่องจากอีกครึ่งหนึ่งของพอร์ตมีการกระจายประเภทสินทรัพย์ไปลงทุนใน กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และหุ้นกู้ด้วย การที่พอร์ตมีความผันผวนน้อยส่งผลดีให้เราสามารถถือพอร์ตได้อย่างสบายใจ

ช่วงก่อนหน้านี้ในจังหวะที่ตลาดหุ้นมีการปรับตัวลดลง มีคำถามหนึ่งที่ถูกถามมากพอสมควรว่า สถานการณ์ตลาดและการลงทุนในอนาคตจะเป็นอย่างไร และควรจะมีวิธีการรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้อย่างไร ผมขอให้มุมมองเกี่ยวกับการลงทุนในพอร์ต Long Term Defensive Plus ไว้อย่างนี้ครับ

การคาดการณ์สถานการณ์ครึ่งปีหลังของปี 2020 ผมยังมีมุมมองว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะยังไม่ฟื้นตัวในระยะอันใกล้ และมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งปัจจัยนี้เป็นปัจจัยที่ส่งผลอย่างมากต่อผลการดำเนินงานของพอร์ต Long Term Defensive Plus ในระยะสั้น เนื่องจากพอร์ตมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้น 50%  

แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในระยะสั้นจะออกมาในทางไหนผมยังเห็นว่าไม่กระทบต่อการลงทุนในพอร์ต Long Term Defensive Plus เนื่องจาก การลงทุนในพอร์ต Long Term Defensive Plus แนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในระยะยาวด้วยการกระจายเงินลงทุนในทรัพย์สินที่หลากหลาย (Asset Allocation) และใช้กลยุทธ์ในการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) ซึ่งเป็นการทยอยการลงทุนแบบต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ 

วัฏจักรทางเศรษฐกิจนั้นมีการปรับตัวขึ้นลงเป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ในช่วงเศรษฐกิจไม่ดีจะเป็นช่วงเวลาที่มูลค่าของพอร์ตมีการปรับตัวลดลงได้ ในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี  แต่ถ้าเราดูจากมุมมองระยะยาว (10-20 ปีขึ้นไป) จะพบว่าเศรษฐกิจและตลาดหุ้นมีแนวโน้มที่เติบโตมาโดยตลอด 

ผมจึงมีข้อแนะนำสำหรับการลงทุนในพอร์ต Long Term Defensive Plus อีกอย่างหนึ่ง คือ ผู้ลงทุนไม่ควรให้ความสำคัญการการจับจังหวะในการลงทุนมากนัก และให้มีวินัยในการทยอยลงทุนต่อไปเรื่อย ๆ เนื่องจากในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ราคาทรัพย์สินมีการปรับตัวลดลง ส่งผลดีในการลงทุนระยะยาวที่ทำให้การลงทุนในช่วงเวลาดังกล่าวมีต้นทุนที่ต่ำลง และเมื่อเศรษฐกิจกลับมาเติบโตอีกครั้ง เชื่อว่าต้นทุนเฉลี่ยของพอร์ตจากการลงทุนแบบ DCA จะทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดี

อย่างไรก็ตามพอร์ตการลงทุน Long Term Defensive Plus ยังมีใช้เทคนิคการ Rebalance เพื่อปรับพอร์ตให้สมดุลขึ้น ในกรณีที่ทรัพย์สินประเภทใดประเภทหนึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงมาก ๆ ซึ่งวิธีการนี้ช่วยในการปรับต้นทุนของทรัพย์สินประเภทต่าง ๆ ให้มีความสมดุลได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงที่ผ่านมาที่ทรัพย์สินประเภทหุ้นและกองทุนอสังหาริมทรัพย์มีการปรับตัวลดลงอย่างมาก ก็จะมีการปรับพอร์ตโดยขายทรัพย์สินประเภทหุ้นกู้บางส่วนเพื่อมาซื้อกองทุนหุ้นและกองทุนที่ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้สัดส่วนของทรัพย์สินแต่ละประเภทเป็นไปตามที่กำหนดไว้แต่แรก

โดยสรุป การลงทุนตามพอร์ต Long Term Defensive Plus ที่เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวแบบ DCA  แนะนำให้ผู้ลงทุนมีวินัยในการลงทุนแบบต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันจะเป็นอย่างไรก็ตาม เนื่องจากการขึ้นลงของภาวะเศรษฐกิจนั้นเป็นเรื่องปกติ และเชื่อว่าในระยะยาวพอร์ตจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี

DaddyTrader


หากสนใจลงทุนใน Long Term Defensive Plus พอร์ตกองทุนรวมเน้นลงทุนระยะยาวที่จัดโดย DaddyTrader สามารถคลิกที่ https://www.finnomena.com/port/daddytrader/

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต / ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

สรุป Global Aggressive Hybrid ประจำครึ่งปี 2020 ยังคงสัดส่วนเดิมและเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด

WealthGuru

ปี 2019 ถือเป็นปีที่ท้าทายในการลงทุนเพราะสงครามการค้าระหว่าง อเมริกาและจีน  แต่กลับเป็นว่าสู้ความท้าทายในปี 2020 ซึ่งเกิดจาก COVID-19 ไม่ได้. ผลกระทบของ COVID-19 ยังไม่หมดไป พอร์ตการลงทุนก็ปรับให้เข้ากับสภาวะของตลาด

ผลตอบแทนของพอร์ตตั้งแต่เปิดกองคือ วันที่ 23-April-2019 ถึง 6-July-2020

รูปแสดงผลตอบแทนของพอร์ต ข้อมูล ณ วันที่ 23-April-2019 ถึง 6-July-2020 ที่มา: www.finnomena.com
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

พอร์ต 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี ตั้งแต่เริ่มตั้งพอร์ต
Global Aggressive Hybrid 23.36% -0.03% 0.16% 3.51%
SET TR 22.09% -10.37% -17.75% -14.33%
MSCI World 19.30% -2.79% 5.08% 7.93%

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลัง ที่มา: www.finnomena.com
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ตั้งแต่เริ่มพอร์ตลงทุน ผลตอบแทนของ MSCI World อยู่ที่ 7.93% และ SET TR อยู่ที่ -14.33% ในขณะที่ พอร์ต global aggressive hybrid อยู่ที่ 3.51%   แต่มี Max Drawdown น้อยกว่าทั้ง SET TR และ MSCI World

GURU PORT Performance ณ วันที่ 6-July-2020

ภาพแสดงผลตอบแทนรายสัปดาห์ as of 06/07/2020
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

กองทุนหุ้น ( 7 ก.ค 2562 ถึง 3 ก.ค 2563)

รูปแสดงผลตอบแทนย้อนหลัง ข้อมูล ณ วันที่ 7 ก.ค 2562 ถึง 3 ก.ค 2563 ที่มา: www.finnomena.com
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา  กองทุนหุ้นต่างประเทศ จะ outperform กว่า กองทุนหุ้นในประเทศ  โดยเฉพาะเหตุการณ์ COVID-19 กองทุนหุ้น ONE-UGG ที่มีกลุ่ม technology outperform กว่าตลาดมาก

กองทุนตราสารหนี้ ( 7 ก.ค 2562 ถึง 3 ก.ค 2563)

รูปแสดงผลตอบแทนย้อนหลัง ข้อมูล ณ วันที่ 7 ก.ค 2562 ถึง 3 ก.ค 2563 ที่มา: www.finnomena.com
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

กองทุนสินทรัพย์ทางเลือก ( 7 ก.ค 2562 ถึง 3 ก.ค 2563)

รูปแสดงผลตอบแทนย้อนหลัง ข้อมูล ณ วันที่ 7 ก.ค 2562 ถึง 3 ก.ค 2563 ที่มา: www.finnomena.com
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ตั้งแต่ปี 2562 เกิดสงครามการค้าระหว่างอเมริกาและจีน ต่อถึง เหตุการณ์ COVID-19 ทำให้ กองทุนทองคำ Outperform มาก และคิดว่ายังคงจะ outperform ไปจนกว่าเหตุการณ์ COVID-19 จะหายไป

อย่างไรก็ตามธนาคารต่างๆลดดอกเบี้ยลงมาทำให้ กองทุน REIT ยังคงน่าสนใจ แม้ว่า จะกระทบกับรายได้ของกอง REIT โดยเฉพาะ กอง REIT ที่เป็นประเภทโรงแรมและศูนย์แสดงสินค้า  แต่ กอง REIT ประเภทอาคารสำนักงานให้เช่า โดยมากจะโดน lock ด้วยสัญญาเช่า ทำให้ผู้เช่ายังจะต้องจ่ายเงินอยู่

พอร์ตการลงทุน

ประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดในหลายประเทศมีภาพรวมที่ดีขึ้น หลายประเทศเริ่มจะมีการผ่อนคลายมาตรการ Lockdown  อีกทั้งนโยบายของธนาคารประเทศต่างๆ อัดฉีดเงินเข้าระบบมากเพื่อช่วยประชาชนและภาคธุรกิจ   ดังนั้นยังคงให้สัดส่วนการลงทุนยังคงเหมือนเดิม  

สรุป Key Highlight ในการปรับพอร์ตสำหรับปี 2020 

ปรับเปลี่ยนกองทุนหุ้นทั่วโลกแบบ Growth จาก TMBGQG ไปเป็น ONE-UGG-RA

ตั้งแต่ต้นปี กองทุน ONE-UGG-RA แข็งแกร่งกว่าตลาดและ TMBGQG มาก ดังนั้นจะเลือก ลงทุนตัวที่แข็งแกร่งในยาม COVID-19 เช่นนี้  ทำไม ONE-UGG-RA ถึงแข็งแกร่งมาก เพราะว่า มีสัดส่วนในการลงทุนในหุ้น technology และมีการกระจายการลงทุนไปทั่วโลกมากกว่า  TMBGQG

เพิ่มสัดส่วนทองคำ

เหตุการณ์ Trade war ระหว่างจีนและอเมริกา ทำให้เกิดความไม่แน่นอนของการลงทุนทั่วโลก ทองคำเริ่มปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว   ปีนี้ 2020 มาเจอ COVID-19 อีก ทำให้มองว่าทองคำจะ outperform ต่อไปตราบใดที่ยังมี COVID-19 อยู่ และ ปัญหาระหว่างจีนและอเมริกายังไม่จบ

ลดสัดส่วนหุ้นไทย

พอร์ตจะมีการลดสัดส่วนของกองทุนหุ้นไทยลง ตลอดการปรับพอร์ตที่ผ่านมา   เนื่องด้วยมองว่า ประเทศจะเข้าสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลง ไม่มีบริษัทจดทะเบียนที่มี innovative ในตลาด  ซ้ำร้ายยังโดนผลกระทบจาก COVID-19 มากเนื่องจากพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวสูง  ในตอนนี้สัดส่วนหุ้นไทยเหลือ 10% เท่านั้น

WealthGuru

*สนใจลงทุนในพอร์ต Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้เงินสร้างความมั่งคั่งในอนาคต สามารถสร้างแผนได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/guruport-wealthguru-hybrid-create/

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT


คำเตือน
ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนที่ระบุนี้ลงทุนกระจุกตัวในหลักทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือน ก.ค. 2020 ครั้งที่ 2 : MMT is coming to ASEAN

บลจ.กรุงไทย

ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) จะซื้อพันธบัตรรัฐบาล 574.4 ล้านล้านรูเปียห์ ในจำนวนนี้มียอดที่รัฐบาลขายให้แบงก์ชาติเท่านั้น (private placements) 397.56 ล้านล้านรูเปียห์ กำหนดดอกเบี้ยต่ำเท่ากับ reverse repo อายุ 7 วัน รวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ BI จะกว้านซื้อพันธบัตรที่ขายไม่หมด แล้วยังจะคืนดอกเบี้ยให้รัฐบาล แถมร่วมแบกภาระบางส่วน โดยช่วยจ่ายดอกเบี้ยแก่ผู้ถือพันธบัตรรายอื่นๆด้วย สรุป…พี่นี้มีแต่ให้!!!

BI ซื้อพันธบัตรตลาดแรกมาสักพักแล้ว แต่ครั้งนี้ล้ำหน้าไปอีกขั้น เพราะกำหนดดอกเบี้ยต่ำติดดินไว้ก่อนเลย การที่แบงก์ชาติพิมพ์เงินออกมาปล่อยกู้แก่รัฐบาลโดยตรง (debt monetization) หากมองตามหลักวิชาการอาจทำให้เงินเฟ้อเร่งขึ้นจนคุมไม่อยู่ และสกุลเงินเสี่ยงที่จะอ่อนค่าลงมาก โดยเฉพาะเมื่อนโยบายทำนองนี้ถูกนำมาใช้ใน emerging markets

ทว่าการตอบสนองเบื้องต้นของตลาด กลับมิได้สะท้อนความกังวลเช่นนั้น เงินรูเปียห์แข็งค่าขึ้นเทียบกับดอลลาร์ ยีลด์พันธบัตร 10 ปีของอินโดฯก็ปรับตัวลงหลังจาก BI ประกาศ สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งเพราะมาตรการผ่อนคลายรอบใหม่ ไม่สุดโต่งเท่ากับที่ตลาดคาดไว้ก่อนหน้าว่า BI อาจซื้อพันธบัตรแบบไร้ดอกเบี้ย (ความจริงรับดอกเบี้ยมาแล้วคืนกลับไปให้รัฐบาลมันก็คือ???)

เรามองตลาดการเงินในเชิงเปรียบเทียบ จะตีความว่าอะไรสูงหรือต่ำ มากหรือน้อย ต้องเทียบกับอีกสิ่งหนึ่งหรือค่ามาตรฐานบางอย่างเสมอ หากตั้งสมมุติฐานว่า สหรัฐ คือ benchmark ในหลากแง่หลายมุม เช่นจะหา yield spreads ของตราสารหนี้ก็ต้องเทียบกับพันธบัตรสหรัฐ ขณะ USD เปรียบเสมือนสเกล 0 วัดค่าเงินทั่วโลกว่าอ่อนหรือแข็ง เป็นต้น ปัจจุบันสหรัฐเป็นเสือลำบาก โควิดระบาดหนักกว่าใคร จนเฟดต้องลดดอกเบี้ยเหลือ 0% พิมพ์เงินกระหน่ำเข้าซื้อพันธบัตรและหุ้นกู้ปริมาณมากเป็นประวัติการณ์ รัฐบาลทรัมป์ต้องจัดงบขาดดุลมหาศาล ลดภาษี เพิ่มการใช้จ่าย ระดมปล่อยสินเชื่ออุดหนุนธุรกิจ แจกเงินประชาชนรอบแล้วรอบเล่า สภาวะดังกล่าวจึงเปิดทางให้ประเทศอื่นๆสร้างสรรค์นโยบายการเงินการคลังเชิงรุกมากขึ้นได้อีกเยอะ ตัวอย่างชัดเจนคือ อินโดนีเซีย แม้อยู่ในตลาดเกิดใหม่ซึ่งแต่ก่อนอย่าได้คิดฝันว่าจะทำแบบนี้ แต่นี่คือยุค new normal เราเลยได้เห็นแบงก์ชาติ emerging markets จับมือรัฐบาลดำเนินนโยบายแนว MMT (Modern Monetary Theory) เพื่อเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เรื่องนี้เข้าสูตร “นโยบายกระตุ้นขนาดใหญ่หลังผ่านจุดต่ำสุดของวิกฤต” ซึ่งเคยนำหน้าการฟื้นตัวแรงๆของตลาดหุ้นหลายแห่งมาแล้ว คราวนี้น่าจะถึงทีของ “อาเซียน” เราเลือก 2 กองทุนเพื่อรับโอกาสดังกล่าวได้แก่ KT-ASEAN-A ลงทุนในหน่วยของ JPMorgan ASEAN Equity (กองทุนหลัก) ซึ่งได้รับการจัดอันดับจาก Morningstar 5 ดาว Gold Analyst Rating (31 พ.ค. 63) และ KT-CLMVT-A ซึ่งเน้นลงทุนหุ้นในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ณ สิ้นเดือน พ.ค. ลงทุนในเวียดนาม 61.91% ส่วนที่เหลือเป็นหุ้นไทยและสภาพคล่อง

***สับเปลี่ยนเป็นคู่ๆเพื่อความง่ายและรวดเร็วในทางปฏิบัติ***

สับเปลี่ยนออก KTFIX-1Y3Y ทั้งหมด (20%) แล้วสับเปลี่ยนเข้า KT-ASEAN-A

สับเปลี่ยนออก KTSTPLUS ทั้งหมด (10%) แล้วสับเปลี่ยนเข้า KT-CLMVT-A

สัดส่วนการลงทุนรอบนี้

ตราสารหนี้ระยะสั้น = 0%

ตราสารหนี้ระยะกลาง = 0%

ตราสารหนี้ต่างประเทศ = 40% แบ่งเป็น
KT-GCINCOME-A = 20%
KT-BOND = 20%

หุ้นจีน = 30%

KT-CHINA-A

หุ้นอาเซียน = 30% แบ่งเป็น
KT-ASEAN-A = 20%
KT-CLMVT-A = 10%

Krungthai Asset Management

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Krungthai Belief Allocation สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA

สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน Krungthai Belief Allocation คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด มหาชน หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Openspace Ventures รับเงินลงทุน เข้ากองที่สาม 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

FINNOMENA Reporter

Openspace Ventures กองทุนชั้นนำจากประเทศสิงคโปร์ได้รับเงินระดมทุนเพิ่มอีก 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากกองทุนที่ 3 ในรอบล่าสุด

  • โดยเงินลงทุนรอบก่อนหน้านี้มาจาก Temasek Holdings และ Stepstone Group เมื่อปี 2018 มูลค่ารวม 135 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • Openspace Ventures ถือเป็น VC ที่มีความเคลื่อนไหวอันดับต้นๆ ของภูมิภาคเอเซีย โดยได้ลงทุนใน Startup ไปแล้วกว่า 29 ราย รวมไปถึงการเป็น Lead investor ของการระดมทุนรอบ Series A ของ GoJek
  • สำหรับในเมืองไทย Openspace Ventures ได้ลงทุนครั้งแรกเมื่อต้นปีที่ผ่านมาโดยเป็น Lead investor ของ การระดมทุนรอบ Series B มูลค่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้แก่ FINNOMENA

ที่มา : https://www.dealstreetasia.com/stories/openspace-third-sea-fund-196372/

GDP คืออะไร? สอนดูเศรษฐกิจโลกแบบง่ายๆ

FINNOMENA CHANNEL

ดูเศรษฐกิจโลกแบบง่ายๆ เริ่มจากอะไร – รู้จัก GDP

หากพูดถึงภาพรวมเศรษฐกิจในภาพรวม มักจะดูที่ GDP กัน คงจะได้ยินคำนี้กันบ่อยๆ แต่ GDP คืออะไร สำคัญยังไง เราจะเล่าให้ฟัง


ติดตาม Video Content ของ FINNOMENA ทาง Youtube
ที่ https://finno.me/LifestylePlaylist

คุยคริปโต Ep.1 : พ้นจากวิกฤติหนี้ท่วมโลกและเศรษฐกิจฝืดเคือง ด้วย Money Velocity

Zipmex

คุยคริปโต Ep.1 : พ้นจากวิกฤติหนี้ท่วมโลกและเศรษฐกิจฝืดเคือง ด้วย Money Velocity

เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมาซึ่งดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แล้วยังโชคร้ายคือเกิดการระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะลากยาวไปถึงสิ้นปี ทำให้มีการหยุดชะงักในทุกปัจจัยของการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ตัวเลข GDP ของไทยในไตรมาส 1 จากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ออกมาจะค้านสายตาประชาชนไปพอสมควร คือติดลบเพียง 1.8 % เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เพราะนักวิชาการและนักวิเคราะห์ รวมไปถึงนักธุรกิจส่วนใหญ่ คิดว่าตัวเลขน่าจะออกมาติดลบมากกว่านี้ แต่ในความเป็นจริงไตรมาสที่ 1/2563 นี้ Cover ผลกระทบของพิษเศรษฐกิจจาก COVID-19 เพียงแค่ครึ่งเดียวของช่วงเวลาเท่านั้นเพราะว่าช่วงเดือนมกราคม 2563 ไล่ไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ทุกภาคส่วนยังสามารถดำเนินกิจกรรมของตัวเองได้อย่างปกติ แต่ตัวเลขไตรมาส 2/2563 นี่สิของจริง ซึ่งทุกท่านไม่ต้องกังวลไปครับเพราะกระทรวงการคลังนั้นประกาศออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่าจะงดการแถลงตัวเลข GDP ไตรมาส 1-2 ชั่วคราว เพื่อลดความแตกตื่นและวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้น หลายท่านที่ลงทุนมานานจะทราบดีว่ากองทุนขนาดใหญ่สาย Macroeconomic มีหลักการในการวิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจมากมายเพื่อเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาเข้าถือครองหรือขายออกของสินทรัพย์ในประเทศนั้น ๆ หลักการเบื้องต้นข้อหนึ่งก็คือหาก GDP ลบ 2 ไตรมาสติดกันเท่ากับเศรษฐกิจที่ประเทศนั้นเข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นที่เรียบร้อย ทำให้อาจจะมีการลดน้ำหนักการลงทุนเกิดขึ้นครับ แต่เราไม่ประกาศ เลยรอดตัวไป…

ในขณะเดียวกันประเทศมหาอำนาจ 2 แห่งอย่างจีนและสหรัฐฯ ก็เหมือนกับว่ากำลังแข่งกันทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเงินสกุลดิจิทัล จนประชาชนที่เดือดร้อนเริ่มเรียกร้องถึงการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจแก้ไขปัญหาปากท้องมากกว่าที่จะไปแข่งกันเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยี ก่อนหน้านี้ที่ทาง Facebook พยายามจะสร้างเหรียญ “Libra” ขึ้นมาเพื่อเป็น Global Digital Assets หรือสกุลเงินที่ใช้ร่วมกันทั่วโลก เพื่อทำลายข้อจำกัดในการแลกเปลี่ยนเงินระหว่างประเทศและลดค่าธรรมเนียมจากการแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้น แต่หลังจากที่คุณ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ได้นำเรื่องนี้เข้าแถลงต่อสภาคองเกรสเพราะต้องการให้สหรัฐฯ ยอมรับเรื่องนี้อย่างทั่วถึงกัน แต่แน่นอนว่า Libra นั้นถูกสับเละไม่มีชิ้นดีเลย อีกด้านหนึ่งก็คือมหาอำนาจอย่างจีนที่ประกาศอย่างชัดเจนว่าไม่สนับสนุน Crypto Digital Assets แต่ก็ซุ่มทำวิจัยอะไรบางอย่างเป็นเวลานาน จนได้ฤกษ์เปิดตัวสิ่งที่เรียกกันว่า ดิจิทัลหยวน หรือ Digital Assets Electronic Payment (DCEP) ซึ่งสร้างความฮือฮาไปทั่วโลก จนทำให้ทางสหรัฐฯ ทนไม่ไหวหยิบ Libra ขึ้นมาปัดฝุ่นเขียน Whitepaper ใหม่ที่เรียกว่า Libra 2.0

คำถามที่สำคัญก็คือทำไมแต่ละประเทศถึงได้ให้ความสนใจในการสร้าง Central Bank Digital Assets (CBDA) หรือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง ในวันนี้ ZIPMEX จะมาเล่าให้ฟังครับ

GDP คืออะไรและทำไมจึงมีความสำคัญ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) หมายถึง มูลค่าตลาดของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตในประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ โดยไม่คำนึงว่าผลผลิตนั้นจะผลิตขึ้นมาด้วยทรัพยากรของชาติใด ซึ่งมีสูตรการคำนวณดังนี้

GDP = C + I + G + (X-M)

C = Consumption คือ การบริโภคของภาคเอกชนและประชาชน

I = Investment คือ การลงทุนของภาคเอกชน

G = Government Spending คือ การใช้จ่ายของรัฐบาล หรือ การลงทุนภาครัฐ

X = Export คือ การส่งออก

M = Import คือ การนำเข้า

แต่มีการคำนวณ GDP ในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเราเชื่อว่านี่คือสิ่งที่ธนาคารกลางหลายแห่งกำลังโฟกัสเรื่องนี้อยู่นั่นก็คือสูตรนี้ครับ

GDP = M * V

M = Money Supply (M1 หรือ M2)

V = Velocity of Money (การหมุนของเงิน)

ผมขออธิบายง่าย ๆ แบบนี้ครับเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพมากขึ้น สมมติว่าผมเปิดร้านกาแฟสักหนึ่งร้านโดยมีโต๊ะให้ลูกค้านั่ง 10 โต๊ะ นั่งโต๊ะละหนึ่งคนแล้วกันเพราะช่วงนี้ต้อง Social Distancing โดยที่ผมขายกาแฟแก้วละ 100 บาท ถ้าในวันนั้นลูกค้านั่งครบ 10 คน สั่งกาแฟคนละ 1 แก้วแล้วนั่งแช่ไปทั้งวันจนร้านปิด นั่นเท่ากับว่าวันนั้นผมมีรายได้ 1,000 บาทยังไม่หักค่าใช้จ่าย แต่ในทางกลับกัน ลูกค้ามาซื้อกาแฟที่ร้านนั่งเพียง 10 นาทีแล้วออก ๆ แบบนี้จนร้านปิด สมมติขายได้ 100 แก้ว เท่ากับว่าวันนั้นผมมีรายได้ 10,000 บาทยังไม่หักค่าใช้จ่าย สังเกตหรือไม่ครับ ขนาดร้านเท่าเดิม โต๊ะเท่าเดิม แต่อัตราการหมุนหรือ Velocity มีมากกว่า รายได้ของร้านก็มีมากกว่า

มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ

หากกลับมาที่ประเด็นของเศรษฐกิจโลก นับตั้งแต่เกิดวิกฤติทางการเงินในปี 2551 ธนาคารกลางในแต่ละประเทศก็ได้ทำการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงิน (เพิ่ม M) เพื่อพยุงเศรษฐกิจและเร่งการเติบโตให้คงอยู่ต่อไปอย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว (ดังรูปภาพประกอบ)

พ้นจากวิกฤติหนี้ท่วมโลกและเศรษฐกิจฝืดเคือง ด้วย Money Velocity

(ที่มา https://tradingeconomics.com/ )

ปัญหาของการเพิ่มเงินในมาตรการดังกล่าวนั้นได้ก่อให้เกิดปัญหาใหม่คือหนี้ขนาดใหญ่ที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน เช่น หนี้ของภาครัฐ ภาคเอกชน ลงมาถึงภาคครัวเรือน แต่ทุกคนก็ยังคงเฉย ๆ ในสิ่งที่เกิดขึ้นกับปัญหาหนี้ครั้งนี้หรือ (Big Debt Crisis) เพราะ 2 สาเหตุหลักก็คือ

  1. ราคาสินทรัพย์ทั่วโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากสภาพคล่องที่ล้นระบบ ไม่ว่าหุ้น ทองคำ ที่ดิน สินทรัพย์ดิจิทัล ฯลฯ
  2. ตัวเลขเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ไม่น่ากลัว ซึ่งสิ่งนี้ขัดกับการคาดการณ์ของหลายคนเป็นอย่างมาก เพราะการพิมพ์เงินออกอย่างต่อเนื่องทั่วโลก แต่เงินเฟ้อกลับพุ่งขึ้นนิดเดียว นั่นก็เพราะ การหมุนของเงิน (Velocity of Money) มันต่ำนั่นเอง ประกอบกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตอยู่ในระดับต่ำด้วย

ในช่วง 10 ปีของการอัดฉีดเงินจากธนาคารกลางทั่วโลก จำนวนเงินที่ใส่เข้ามานั้นเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว แต่กลับส่งผลทำให้การเติบโตของ GDP เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2551 ตัวเลขโดยเฉลี่ยของ Money Velocity อยู่ที่ 1 รอบโดยประมาณ จีนเองก็มี Money Velocity เพียง 0.5 รอบโดยเฉลี่ย แม้ทางธนาคารกลางจะทราบดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแต่ก็คอนโทรล Velocity ได้ยากมาก จึงมาเล่นกับตัวแปรอย่าง M หรือ Money Supply ง่ายกว่า ยกตัวอย่างเช่น หากรัฐบาลแจกเงินประชาชนเพื่อให้มีการจับจ่ายใช้สอยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่หากประชาชนเลือกที่จะเก็บเงินไว้ในกระเป๋าบางส่วน ใช้จ่ายบางส่วนก็แปลว่าประสิทธิผลที่ได้ไม่ 100 % ตามที่คาดหวัง แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

Central Bank Digital Assets (CBDA) แนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่

นับตั้งแต่ปี 2551 ที่มีการถือกำเนิดสินทรัพย์ดิจิทัลขึ้นมาตัวแรกนั่นก็คือ Bitcoin อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีอีกมากมายที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เช่น Blockchain , Smart Contract ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้ทุกคนตื่นตัวเป็นอย่างมาก ไม่ว่าภาครัฐหรือภาคเอกชน แต่อีกหนึ่งไอเดียที่บางกลุ่มมองเป็นเรื่องดี บางกลุ่มก็มีความกังวล คือแนวคิดการกระจายอำนาจของส่วนกลางหรือตัวกลาง (Decentralization) อย่างจีนเองมีการกีดกันสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างมากตั้งแต่แรก อาจจะเป็นเพราะระบบการปกครองของจีนที่เน้นการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางซึ่งขัดกับแนวคิด Decentralization อย่างสิ้นเชิง แต่จีนนั้นเล็งเห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่มาคู่กับ Crypto Digital Assets และที่สำคัญคือเล็งเห็นหนทางในการเร่ง Velocity of Money เพื่อที่จะสามารถเร่งการเติบโตของขนาดเศรษฐกิจขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของโลกแทนสหรัฐฯ เพราะหลังจากนี้การจะพิมพ์เงินตรง ๆ เข้าระบบเริ่มจะไปต่อไม่ไหวแล้ว แต่หากเราเปลี่ยนจากเงินกระดาษอย่างเช่นทุกวันนี้เป็นเงินดิจิทัล จีนเชื่อมั่นว่าการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนจะเพิ่มขึ้นแน่นอน ยกตัวอย่างในช่วงที่ผ่านมาก็ได้ครับ เราคิดว่าการทำงานที่บ้าน (Work From Home) จะทำให้เราประหยัดขึ้นใช่หรือไม่…เปล่าเลยครับ เราเสียเงินกับการ Shop Online การสั่งอาหาร Online เยอะกว่าไปทำงานที่ออฟฟิศด้วยซ้ำ

ดิจิทัลหยวน ไม่ใช่ Crypto Digital Assets

ดิจิทัลหยวนของจีนนั้นไม่ใช่ Crypto Digital Assets อย่าง Bitcoin หรือเหรียญอื่น ๆ เพราะในความเป็นจริง ดิจิทัลหยวนคือเงินหยวนธรรมดานั่นเอง แต่มาในรูปแบบดิจิทัล มีลักษณะเป็น Stablecoin ที่ดำเนินการโดยภาครัฐ ต่างจาก Tether หรือ Rupiah Token ที่ดำเนินการโดยเอกชน โดยธนาคารกลางจีน (PBOC) มีการสำรองเงินหนุนค่าเงินเหมือนเงินหยวนปกติทั่วไป ด้วยการผูกค่าดิจิทัลหยวนกับ RMB แบบ 1: 1 และใช้ระบบ Blockchain คลุมทั้งหมด การใช้งานเงินดิจิทัลหยวนจะถูกทดลองใช้ใน 4 เมืองแรกของจีน คือ เซินเจิ้น ซูโจว สงอัน และเฉิงตู โดยการทดลองใช้งานนี้จะมีระยะเวลา 6-12 เดือน ซึ่งร้านค้าหลาย ๆ ราย เช่น McDonald’s, Starbucks และ Subway ก็อยู่ในระหว่างการพิจารณาการร่วมทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลนี้ รวมถึงยังมีการนำเข้าไปใช้ในระบบของภาครัฐโดยเงินเดือนพนักงานของรัฐจะถูกจ่ายผ่านทางดิจิทัลหยวน เริ่มในเดือนพฤษภาคมนี้ ลองดู Prototype System ของดิจิทัลหยวนได้ตามรูปภาพด้านล่างนี้ครับ

พ้นจากวิกฤติหนี้ท่วมโลกและเศรษฐกิจฝืดเคือง ด้วย Money Velocity

โครงการอินทนนท์

โครงการอินทนนท์เป็นหนึ่งในโครงการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มขึ้น ร่วมกับสถาบันการเงินอีก 8 แห่ง และบริษัท R3 (ผู้พัฒนา DLT ใน Corda Platform) ในการทดสอบความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ DLT กับระบบการชำระเงินของประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินมีความเข้าใจเทคโนโลยี โดยผู้เข้าร่วมโครงการทั้งสถาบันการเงินและธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันออกแบบโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) รวมทั้งยังให้นักพัฒนาระบบ (System Developer) จากสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการร่วมกันพัฒนาระบบการชำระเงินต้นแบบเพื่อเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนาระบบการเงินของไทยในอนาคตนั่นเอง ซึ่งขอบเขตของโครงการอินทนนท์จะแบ่งเป็น 3 ระยะ ตามรูปภาพประกอบด้านล่างนี้ครับ

พ้นจากวิกฤติหนี้ท่วมโลกและเศรษฐกิจฝืดเคือง ด้วย Money Velocity

ที่มา (https://www.bot.or.th/broadcast/BOTMagazine/2562/BOT3_62/mobile/index.html#p=9)

ทุกวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นบนโลกนั้นให้ผลดีกับเราเสมอครับ ไม่ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลหรือสกุลเงินดิจิทัลต่อจากนี้จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดก็ตาม ตัวเราเองในฐานะของสิ่งมีชีวิตที่มีวิวัฒนาการและมีการเรียนรู้ไม่สิ้นสุด มีหน้าที่ปรับตัวให้ทันต่อเหตุการณ์ ทันต่อการเปลี่ยนแปลง หมดยุคของปลาใหญ่กินปลาเล็ก หรือยุคปลาเร็วกินปลาช้าอีกต่อไป แต่เป็นยุคของปลาที่ใช่เท่านั้น ใช่สำหรับลูกค้าและตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคได้ทันท่วงทีหรือไม่ ฉะนั้น ปลาที่ใช่ต้องปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีนะครับ

Zipmex

ที่มาบทความ : https://zipmex.co.th/2020/06/01/add-money-velocity-using-digital-currency/


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

เราควรตามกลิ่นของเงินในตอนนี้จริง ๆ หรือ

Mr. Serotonin
เราควรตามกลิ่นของเงินในตอนนี้จริง ๆ หรือ

เราควรตามกลิ่นของเงินในตอนนี้จริง ๆ หรือ

ภาพแสดงราคาดัชนี China A50 วันที่ 8 กรกรฎาคม 2020

เห็นภาพข้างต้นแล้วรู้สึกอย่างไรครับ บางคนอาจจะเริ่มแคลงใจคิดกันไปว่าจีนนี่ต้องเป็นหุ้นแห่งอนาคตหรือโมเมนตัมถัดไปเป็นแน่

ถ้าว่ากันทางเทคนิคอลการ Breakout จากกรอบราคาขนาดใหญ่นี้คงเป็นที่ล่อตาล่อใจ นักลงทุนสายเก็งกำไรกันเป็นแน่ แต่คำถามถัดไปก็คือหากว่ากันถึงระยะกลางที่จะถึง ท่ามกลางราคาของตลาดหุ้นที่พุ่งขึ้นแบบไม่สนคำว่ามูลค่านี้มันใช่จังหวะหรือไม่?

ในระยะยาวแล้วการเก็บตัวของราคาหุ้นจีนในตอนนี้ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นพี่ ๆ ของทองคำช่วงก่อนหน้าเลยก็ว่าได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าหุ้นจีนอาจจะมาได้จริง ๆ หลังเก็บตัวมานานหลายปี (ราว ๆ 5 ปี)

จริงอยู่ที่การไหลของเงินไปหาที่ ๆ มีผลตอบแทนเป็นเคสที่มีความเป็นไปได้สูงในช่วงนี้ หลังภาวะดอกเบี้ยตำ่ กดดันให้ผลตอบแทนของพันธบัตรแทบจะไม่มีที่ยืนอีกต่อไป จนอาจทำให้คนโยกย้ายไปหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนได้สูงขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้นนี่อาจจะยังไม่ใช่จุดประสงค์หลักของบทความนี้ หลังหุ้นในหลาย ๆ ตลาดช่วงนี้อาจจะอยู่ในช่วงของ “การเก็งกำไร” ก็ว่าได้ จากเหตุผลในเรื่องของการที่เงินไหลไปหาที่ ๆ มีผลตอบแทนข้างต้น 

กลิ่นของเงิน (Smart Money) ความคิดของที่มีเหตุผล

หากว่ากันในเรื่องของ Smart money หรือโมเมนตัมของเงินที่เข้าหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่มากกว่าได้เป็นพวกแรก ๆ ก็ดูเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล หากมนุษย์ทุกคนเชื่อว่า สินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งกำลังให้ผลตอบแทนที่มากกว่าและจะโยกย้ายไปที่นั้น ๆ

แต่ความเป็นจริงก็คือ เราคงเหมารวมไม่ได้ว่า คนทุก ๆ คนจะคิดเช่นนั้น เนื่องด้วยลึก ๆ มนุษย์ทุกคนมีส่วนที่ไร้เหตุผลอย่าง “อารมณ์” ด้วยกันทั้งสิ้น

ยังมีคนมากมายเข้าซื้อหลัง Smart Money ด้วยความกลัวว่าพลาดโอกาส หลังราคาวิ่งไปสูงลิบตา จนอาจทำให้ความเสี่ยง ณ จุดที่เข้าซื้อเทียบกับผลตอบแทนอาจจะไม่คุ้มค่าเท่าไรนัก

และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมตลาดหุ้นถึงไม่วิ่งตามมูลค่าที่แท้จริง ซึ่งหากเรามาดูมูลค่าที่แท้จริงในช่วงนี้แล้ว ผมเองส่วนตัวก็ไม่แน่ใจนักว่าการเล่นกับ Smart money ถึงเวลาแล้วหรือยัง ในช่วงนี้

สภาวะหาผลตอบแทน (Seeking for Yield) อาจกำลังอยู่ในช่วงแห่งความ “เปราะบาง”

ภาวะ “Seeking for yield” หรือการหาผลตอบแทนนี้จะวิ่งวนโยกย้ายไปได้อีกนานแค่ไหนคงจะไม่มีใครรู้

แต่คงไม่มีใครปฏิเสธว่ามูลค่าของตลาดหุ้นตอนนี้อยู่ในระดับที่เรียกได้ว่า “เปราะบาง” จนหากเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น ก็อาจจะส่งผลให้ราคาปรับตัวลงอย่างรุนแรงก็เป็นได้

เราควรตามกลิ่นของเงินในตอนนี้จริง ๆ หรือ

ภาพแสดงค่า CAPE หรือ P/E ปรับเงินเฟ้อ วันที่ 7 กรกฎาคม 2020

และคงไม่มีใครปฏิเสธว่าโลกแห่งการลงทุนเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่คาดคิดเสมอ ๆ และอยู่เหนือความสามารถของพวกเราที่จะประเมินปัจจัยทุกอย่างให้ครบถ้วนได้หมด

“ในวันพรุ่งนี้ Fed อาจจะออกท่าใหม่ อัดเงินนับล้านเข้าตลาด หรือ อาจจะเกิดการ Lockdown อย่างไม่คาดฝันขึ้นมาก็เป็นได้” ซึ่งมันก็อาจจะดีหากสถานการณ์ออกมาเป็นในส่วนของเคสที่ 1 และอาจจะแย่หากออกมาเป็นเคสที่ 2 แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่เราควรถามกับตัวเองก็คือ ราคาที่ไร้เหตุผลจากความคาดหวังของคนว่า Fed จะพิมพ์เงินเข้าตลาดเรื่อย ๆ จะอยู่กับเราไปได้อีกนานแค่ไหน? 

เรายืนอยู่บนจุดไหนของตลาด?

หากถามถึงจุดยืนของเรา ณ ตอนนี้ อาจจะเรียกได้ว่า มูลค่าได้ปีนป่ายใกล้เคียงกับยุควิกฤติดอทคอมเข้าไปทุกที ซึ่งคำว่า “ระมัดระวัง” หรือ “Stay cautious” อาจเป็นสิ่งที่เราควรทำมากที่สุดในตอนนี้

เราควรตามกลิ่นของเงินในตอนนี้จริง ๆ หรือ

ภาพแสดงการคาดการณ์ค่า P/E 12 เดือนล่วงหน้าของดัชนีหุ้นโลก (MSCI AC World Index) ที่เข้าใกล้ช่วงวิกฤติดอทคอม

ศิลปะแห่งการ “รอคอย”

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การลงทุนที่ดีนั้น คือ “การรอจังหวะที่ใช่” และมีโอกาสที่จะสำเร็จมากที่สุด แต่การรอคอยนั้นจะเรียกได้ว่าเป็นศิลปะอีกแขนงหนึ่งของการลงทุนก็ว่าได้ เพราะ นอกจากเราจะต้องใช้เหตุผลในการคิดวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้ว ศิลปะแห่งการบริหารจิตใจหรือ “Mindset” ก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องให้ความสำคัญ ในภาวะที่ตลาดหุ้นหลาย ๆ ตลาดปรับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และอาจจะจำเป็นอย่างมากในช่วงนี้ 

ว่ากันด้วยเรื่องของ Smart Money ในตอนนี้

ที่ผ่านมา Warren Buffett เองก็เริ่มเปิดเกมเข้าลงทุน หลังกำเงินสดมาสักพักในช่วงวิกฤติ โดยเข้าซื้อทรัพย์สินกักเก็บและลำเลียงก๊าสธรรมชาติของ “Dominion Energy” ซึ่งอยู่ในกลุ่มพลังงาน (ไม่ใช่ซื้อหุ้นซะทีเดียว) ที่ฟังดูแล้วอาจจะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากช่วงวิกฤติที่ผ่านมาจากทั้ง COVID-19 และสงครามราคานํ้ามัน

แต่ถึงอย่างนั้น Dominion Energy เองก็มีความแตกต่างและไม่ใช่ธุรกิจพลังงานทั่ว ๆ ไปที่พึ่งพาเพียงแต่นํ้ามัน แต่เป็นพลังงานทางเลือกโดยใช้ก๊าสธรรมชาติเป็นหลักถึง 32% และใช้นํ้ามันเพียง 9% ของสัดส่วนในการผลิตพลังงานไฟฟ้า

นี่ก็ถือว่าเป็นอีกตัวอย่างของ Smart money ก็ว่าได้หลังหุ้นกลุ่มพลังงานทำผลงานอย่างยํ่าแย่ในช่วงที่ผ่านมา แต่ในความยํ่าแย่นั้นก็หมายถึงการได้ผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้นเช่นกัน หากวิกฤติผ่านพ้นไป อีกทั้งท่ามกลางความยํ่าแย่ก็ยังอาจมีบางธุรกิจซึ่งอาจมีศักยภาพในการเติบโตและถูกมองข้ามไปเช่นกัน

นอกจากนั้นก็ยังพิสูจน์ให้เห็นว่านักลงทุนระดับโลกยังคงให้ความสำคัญกับการประเมินการเชิงมูลค่า อีกทั้งยังวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผลด้วยตนเอง ท่ามกลางความไม่แน่นอน และยังเดินหน้าลงทุนต่อไป ท่ามกลางความกังวลของผู้คน

คงไม่มีใครบอกได้ว่าวิกฤตินี้จะจบลงเมื่อไร เราจะตกรถหรือไม่หาก Fed ทำ QE ไปเรื่อย ๆ แต่สิ่ง ๆ หนึ่งที่บอกเราได้ก็คือความไม่สมเหตุสมผลของตลาดและมูลค่าที่เกินจริง แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีคนมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่เช่นเดียวกัน 

ดังนั้นสิ่งที่ควรทำที่สุดในตอนนี้ อาจเป็นการตัดสินด้วยเสียงของตนเอง หาใช่คนอื่นไม่

แต่สำหรับผมเอง ผมขอเลือกที่จะรอก่อนละกัน…

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

Mr. Serotonin

เคยไหม? ซื้อกองทุนตามคำแนะนำจนมีเต็มพอร์ต สุดท้ายรู้ตัวอีกทีก็ติดดอยขาดทุน

เราขอนำเสนอ FINNOMENA แพลตฟอร์มที่จะแนะนำกองทุนที่ตรงกับความต้องการของคุณ มีระบบแจ้งเตือนปรับเปลี่ยนกองทุน และ Tactical Call จับจังหวะซื้อขายระยะสั้น

เปิดบัญชีลงทุนออนไลน์ ซื้อกองทุนได้เร็วสุดภายในวันทำการถัดมา ลองเลย!

คลิกที่นี่เพื่อเปิดบัญชี

References

https://www.bloomberg.com/news/articles/2020-06-23/-everything-is-expensive-as-global-stock-valuation-debate-rages

 

ลุกช้าจ่ายรอบวง? กับตลาดที่เล่นบนความหวัง

AKN Blog
ลุกช้าจ่ายรอบวง? กับตลาดที่เล่นบนความหวัง

จากที่เล่าก่อนไว้หน้านี้ว่า เรานั้นกำลังอยู่ในภาวะ Inverted Taper Tantrum ที่เป็นภาวะตลาดวิ่งเพราะสภาพคล่องล้นระบบ วิ่งเพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ที่มาอย่างรวดเร็ว สวนทางตัวเลขทางเศรษฐกิจชนิดที่ผิดฝาผิดตัว ซึ่งนำมาสู่คำถามต่อมาก็คือ แล้วตลาดนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป

ต้องย้อนไปก่อนนิดว่าการปรับตัวขึ้นในครั้งนี้นั้น เป็นการวิ่งบนความคาดหวัง (Expect) ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว หรือ หากแย่ก็อาจจะน้อยกว่าคาด ประกอบกับอคติ (Bias) ที่บังตา ที่มองว่าความเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจจะเข้ามากระทบนั้นไม่มีอยู่ หรือมีอยู่แต่มาตรการทั้งหลายที่ออกมาก็จะเอาได้อยู่ ส่งผลให้เกิดการลงมือ (Action) ก็คือการเข้าลงทุนในสินทรัพย์นั้น ๆ เพื่อเก็งกำไรและเป็นผลักดันราคาสินทรัพย์ไปในตัว

ซึ่งจุดจบของเหตุการณ์นี้ หลัก ๆ น่าจะมีออกมาได้ 3 แบบด้วยกันก็คือ

1. ปัจจัยพื้นฐานฟื้นตัวมากพอที่จะป้องกันความเสี่ยงในการปรับตัวลง (Downside) (ปัจจัยพื้นฐานปรับตัวขึ้นหาตลาดหุ้น) จนส่งผลให้ตลาดวิ่งไปได้ต่อเหมือนม้าเมาม้าต่อไป

2. ตลาดพังลงมาหาปัจจัยพื้นฐานที่ไม่ฟื้นตัว (ตลาดหุ้นปรับตัวลงมาหาปัจจัยพื้นฐาน)

3. ปัจจัยพื้นฐานทยอยฟื้นตัว ขณะเดียวกันตลาดก็ปรับตัวลงมาหาครึ่งทาง

ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วทาง #แอดลุง มองว่า โอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ค่อนข้างสูงนั้นคือข้อ 2 และ 3 เป็นหลัก

เพราะอย่างที่กล่าวว่าตลาดนั้นวิ่งบนมาตรการกระตุ้น ซึ่งมาตรการกระตุ้นนั้นก็ออกมาเพื่อทำให้ปัจจัยพื้นฐานฟื้น

ฉะนั้นแล้ว เมื่อปัจจัยพื้นฐานฟื้นเมื่อใด ธนาคารกลางหลัก ๆ ของโลกอย่างธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ก็จะทยอยลดมาตรการของตนเข้าสู่ภาวะปกติ

ทำให้เมื่อใดก็ตามที่ตัวเลขเศรษฐกิจฟื้นตัวมาก ๆ ตลาดอาจจะปรับตัวลงก็เป็นได้ เพราะสาเหตุหลักในการวิ่งครั้งนี้ก็คือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหายไปจากสารบบ ซึ่งค่อนข้างแน่นอนว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว “ใครลุกช้า อาจจะต้องจ่ายรอบวง” หรือเสียกำไรทั้งหมดก็เป็นได้

คำถามคือแล้วอย่างไรต่อไป

ก็นำไปสู่การประกาศตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อทั้งภาคอุตสาหกรรมและบริการจากสถาบัน ISM ของสหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประกาศออกมาที่ระดับ 52.6 และ 57.1 จุดตามลำดับ ดีกว่าการคาดการณ์ชนิดผิดหูผิดตาทั้ง 2 ดัชนีที่ระดับ 49.5 และ 50.1 ตามลำดับ ซึ่งเป็นการปรับตัวพุ่งขึ้นแรงเสียกว่าช่วงหลังวิกฤติซับไพรม์เสียอีก

เมื่อประกอบกับดัชนีอื่น ๆ ที่ประกาศออกมาดีกว่าคาดเช่นกัน ทั้งอัตราการว่างงานที่ 11% เหนือกว่าการคาดการณ์ที่ 12.3% การจ้างงานนอกภาคการเกษตรที่ 4.8 ล้านตำแหน่ง เหนือกว่าการคาดการณ์ที่ 3.0 ล้านตำแหน่ง และอื่น ๆ อีกหลายดัชนี

ลุกช้าจ่ายรอบวง? กับตลาดที่เล่นบนความหวัง

รูปที่ 1 ดัชนี CITI Economic Surprise Index (US) และ อัตราผลตอบแทนรายเดือนของดัชนี S&P 500 l Source : Bloomberg As of 08/07/2020

ก็ส่งผลให้ดัชนี CITI ECONOMIC Surprise Index ซึ่งเป็นดัชนีที่เปรียบเทียบระหว่างตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศออกมากับตัวเลขเศรษฐกิจที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ซึ่งต่ำกว่า 0 หมายถึงแย่กว่าคาด มากกว่า 0 หมายถึงดีกว่าคาด ก็ปรับตัวขึ้นเป็นบั้งไฟพญานาค ทำจุดสูงสุดที่ 221.30 จุด สูงที่สุดนับตั้งแต่มีดัชนีนี้มาในปี 2002

แล้วยังไงต่อ?

จุดนี้ดัชนี CITI ECONOMIC Surprise Index สะท้อนออกมาว่านักวิเคราะห์สำนักต่าง ๆ เองนั้น ยังมีมุมมองที่ระวังพอสมควร สวนทางภาคธุรกิจที่มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้น ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจประกาศออกมาทั้งดัชนีชี้นำอย่าง PMI และ ดัชนีตามอย่างอัตราการว่างงานดีกว่าคาดได้มโหฬารขนาดนี้

ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อผิดคาดไปขนาดนี้ มีหรือที่ครั้งต่อ ๆ ไป นักวิเคราะห์จะกล้าออกมาคาดการณ์ตัวเลขที่ต่ำอีก หรือในอีกนัยหนึ่ง เมื่อเศรษฐกิจฟื้นจากภาวะแย่ คนก็เริ่มหวังไปข้างหน้าว่าจะดีขึ้น ๆ เรื่อย ๆ ทำให้ท้ายที่สุดแล้วตัวเลขเศรษฐกิจเอง อาจจะประกาศออกมา “ดีกว่าคาด” ได้น้อยลงเรื่อย ๆ ในอนาคต

ทำให้แม้เศรษฐกิจจะฟื้น แต่ก็มีโอกาสประกาศออกมาค่อย ๆ ทยอยดีกว่าคาดน้อยลง ๆ จนไปสู่ระดับแย่กว่าการคาดการณ์ก็เป็นได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว อย่างที่เราทราบกัน และเขียนไว้ด้านบนว่าตลาดหุ้นนั้นเล่นบนความคาดหวัง ในวันนั้นแม้ Fed ไม่ได้ประกาศหยุดมาตรการทั้งหลาย ตลาดหุ้นก็อาจจะ “ย่อแรง ๆ” ตอบรับความผิดหวังก็เป็นได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ ดูปัจจัยอื่น ๆ ประกอบ เช่น กรณีสงครามการค้าที่แม้อาจจะไม่แรงตามที่เราให้เหตุผลไว้ก่อนหนจากในโพสนี้และโพสนี้ แต่หากมีท่าทีจะกระทบต่อเศรษฐกิจจริง ก็มีแนวโน้มที่ตลาดจะตกใจได้เช่นกัน

รวมไปถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังจะใกล้เข้ามา ที่ทรัมป์เองเริ่มมีความเป็นไปได้น้อยลงที่จะชนะ สวนทางนายโจ ไบเดนคู่แข่งที่ดูหล่อขึ้นทุก ๆ วัน

ซึ่งหนึ่งในนโยบายของนายโจ ไบเดนที่ชูเอาไว้ก็คือ การปฏิรูปโครงสร้างภาษีเสียใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีของบริษัทจดทะเบียน ที่จะปรับขึ้นจาก 21% เป็น 28% นอกจากนั้นยังมีนโยบาย ภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำ การเรียกเก็บภาษีผู้มีรายได้สูงเพิ่มเติม และการปรับขึ้น GILTI Tax ซึ่งทาง Goldman Sachs ได้ออกมาคาดการณ์ว่า หาก 4 นโยบายนั้นถูกผลักดันได้สำเร็จ อาจทำให้กำไรต่อหุ้น S&P500 หายไปได้ถึง 12% ในภาพรวม

รวมไปถึงท่าทีต่อยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีอย่าง Facebook, Apple, Google, Amazon และ Microsoft ที่ไบเดนระบุชัดว่าอยากที่จะเรียกร้องให้ตรวจสอบความเป็นธุรกิจผูกขาดของกลุ่มเหล่านี้เหลือเกิน

ก็ส่งผลให้หากคะแนนนิยมในโพลล์ของไบเดน ยังดูดีต่อไป ก็จะยิ่งกดดันตลาดให้ผันผวนได้ตาม ๆ กัน

ดังนั้นแล้ว หากนักลงทุนท่านใดมีสถานะในหุ้นอยู่ตอนนี้ ไม่ได้แนะนำให้ขายหนีแต่อย่างใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว มาตรการกระตุ้นที่กล่าวถึงข้างต้น แอดลุงเองยังเชื่อว่าน่าจะมากพอที่จะหนุนตลาดได้อีกระยะ เพียงแต่อาจจะเริ่มมองหาทางหนีทีไล่ กระจายการลงทุน หรือ วางแผนล่วงหน้า รับความผันผวนที่อาจจะมาถึงก็คงดีไม่น้อย ไม่เช่นนั้นแล้ว หากความผันผวนมาถึง หากไม่มีแผน เราอาจจะเป็นผู้จ่ายรอบวงโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้…..

#แอดลุง

Source : Bloomberg, Investing.com, Goldman Sachs, Mentalfloss

ที่มาบทความ: AKN Blog

เฟ้นหาหุ้นเติบโตในภาวะวิกฤติ … “ลักษณะของหุ้นที่จะเติบโตในภาวะวิกฤติ”

นายแว่นลงทุน
เฟ้นหาหุ้นเติบโตในภาวะวิกฤติ ... “ลักษณะของหุ้นที่จะเติบโตในภาวะวิกฤติ”

ในยามปกติ การที่เราจะมองหาหุ้นเติบโต หลายครั้งเราต้องเริ่มต้นจากหุ้นขนาดกลาง จนถึงขนาดใหญ่ … สำหรับผมแล้ว คำว่า “หุ้นขนาดกลาง” หมายถึงหุ้นที่มีขนาดกิจการตั้งแต่ 5,000 – 10,000 ล้านบาทขึ้นไป และหุ้นขนาดใหญ่ ต้องมีขนาดกิจการหลักหมื่นล้าน จนถึงแสนล้าน

เมื่อเราลงทุนในหุ้นที่มีขนาดกิจการที่ใหญ่มาก ๆ โอกาสที่หุ้นจะเติบโตแบบเป็น “เด้ง ๆ” หมายถึง 1 เท่า 2 เท่า หรือแม้แต่ 3 เท่าตัว เป็นอะไรที่ไม่ง่ายเลยครับ แต่สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ในหุ้นขนาดเล็ก

หุ้นขนาดเล็กหลายตัวเติบโตเป็นเด้ง ๆ ในด้านราคาหุ้น เนื่องจากในช่วงปี 2020 ราคาหุ้นหลายตัวตกหล่นลงมาอย่างมาก ทำให้ผมเองจากที่เคยหาหุ้นลงทุนยากมาก ๆ กลับกลายเป็นง่ายขึ้นมาก เหมือนปลากำลังว่ายน้ำเข้ามาในแหอวนของผม ที่หว่านเอาไว้ตั้งนาน

ลักษณะของหุ้นที่จะเติบโตในภาวะวิกฤติเป็นอย่างไร ?

ประการแรก … “ต้องเป็นกิจการที่ไม่ได้รับผลจากวิกฤติโควิด”

สิ่งที่เราต้องสำรวจตรวจสอบเป็นลำดับแรก ๆ ในการเลือกซื้อหุ้นในช่วงภาวะวิกฤติก็คือ “ต้องเป็นกิจการที่ไม่ได้รับผลจากวิกฤติโควิด” กวาดตามองไป ผมก็พบกับหลายกิจการที่อาจจะคิดไม่ถึง เช่น กิจการอินเตอร์เน็ต เกมออนไลน์ เครื่องดื่มในร้านสะดวกซื้อ สินเชื่อรถแลกเงิน ประกันภัยโควิด และอื่น ๆ อีกมากมาย

พอเราตั้งสติได้ และเริ่มมองหาความเป็นจริงจากวิกฤติ ก็ทำให้เราพบว่า แท้จริงแล้วเรามองข้ามอะไรไปตั้งหลายอย่างเลยนะครับ และนั่นทำให้เราอาจจะพลาดโอกาสทองครั้งสำคัญไปอย่างไม่น่าเชื่อ

ประการที่สอง … “กำไรควรจะโตระเบิด”

ในช่วงภาวะวิกฤติแบบนี้ ผมลงทุนในหุ้นรถแลกเงินตัวหนึ่ง (ขอไม่เปิดเผยนะครับเพื่อไม่เป็นการชี้นำหุ้น) ซึ่งผมคำนวณดูแล้ว กำไรที่เขาจะทำได้จะเติบโตจากปีที่แล้วหลายสิบเปอร์เซ็นต์ แต่พองบไตรมาสแรกของปี 2020 ออกมา กำไรกับ “โตระเบิด” กว่าที่คิด

ทำไมผมจึงคิดลงทุนหุ้นแบบนี้ เพราะหุ้นตัวที่ผมลงทุนเป็นหุ้นขนาดเล็ก ในขณะที่กิจการรถแลกเงินเจ้าใหญ่ ๆ กำลังสะดุด เนื่องจากเจ้าใหญ่ปล่อยสินเชื่อไว้เยอะมาก ๆ แค่รักษาไม่ให้ลูกค้าเบี้ยวหนี้ก็ยากยิ่งแล้ว ความกังวลเรื่อง NPL หรือ หนี้เสียเพิ่มขึ้น ทำให้ไม่กล้ารุกหนัก และนั่นคือโอกาสของหุ้นรถแลกเงิน “ตัวเล็ก ๆ”

ประการที่สาม … “กำไรต้องยั่งยืน”

สิ่งที่ผมพิจารณาต่อมาก็คือ การทำกำไรของกิจการนั้น ๆ ต้องยั่งยืน มิใช่ฉาบฉวย และนั่นทำให้ราคาหุ้นสามารถขึ้นแล้วขึ้นเลย คือ ไม่ใช่ขึ้นชั่วคราว และตกถล่มลงมาอย่างไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น แบบนี้ไม่ดีแน่ครับ

สิ่งที่ผมตรวจสอบตามมาก็คือ ความสามารถในการทำกำไรควรจะเติบโตยั่งยืน ว่าที่จริงผมให้ความสำคัญกว่ากำไรที่จะโตระเบิดเสียอีก เพราะเราต้องการลงทุนระยะยาว

ประการสุดท้าย … “ราคายังไม่ตอบรับ”

สิ่งสำคัญอีกประการก็คือ ราคาหุ้นต้องยังไม่ตอบรับ หากเราซื้อหุ้นดีแต่ราคาแพง นั่นเป็นการลงทุนที่ไม่ดีแน่ ๆ ตอนผมซื้อหุ้นตัวเล็ก ผมคำนวณแล้วคำนวณอีก ประเมินมูลค่าซ้ำไปซ้ำมา จนแน่ใจว่า หุ้นที่สนใจนั้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง หรือ Under Value พอรู้แบบนี้ก็ซัดเต็มเหนี่ยวทันที !

ข้อสรุป และข้อคิดก็คือ …​

การมองหาหุ้นลงทุนในภาวะวิกฤติเป็นอะไรที่ทำได้จริง ๆ ครับ ในวิกฤติมีโอกาสอยู่จริง ๆ แต่เราต้องตรวจสอบให้แน่ใจ อย่าไปซื้อของเทียม แต่ควรมองหากิจการที่เก่งจริง เติบโตได้แม้มีวิกฤตินะครับ

#นายแว่นลงทุน


**สนใจลงทุนในพอร์ต RUNNING for Growth พอร์ตกองทุนรวมหุ้นซึ่งจัดโดยนายแว่นลงทุน คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียดเลย https://www.finnomena.com/port/naiwaen

ความจริงของตลาดหุ้นจีนกลางปี 2020

MacroView
ความจริงของตลาดหุ้นจีนกลางปี 2020

*บทความ ณ วันที่ 8 กรกฎาคม 2563

จะว่าไปตลาดหุ้นจีนที่ขึ้นมาเมื่อวันจันทร์และวานนี้รวมกว่า 7% ดูแล้วไม่ใช่เรื่องแปลก เนื่องจากจีนเป็นประเทศหลักเพียงหนึ่งเดียว ที่ล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ เพิ่มประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจากในช่วงเดือนเมษายน ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ และเซิ่นเจิ้น ก็ถือว่ายังได้เปรียบตลาดอื่น โดยเฉพาะส่วนของตลาดหลังจากการที่มีสัดส่วนของหุ้นเทคโนโลยีอยู่สูงมากแห่งหนึ่งในโลก ซึ่งได้รับอานิสงส์เชิงบวกในดัชนี จาก Social Distancing ของโควิดในดัชนี

ทว่าความแปลกของการขึ้นมาสำหรับตลาดหุ้นจีนในรอบนี้ มาจากการที่บทบรรณาธิการของนิตยสาร ด้านการลงทุนที่จัดทำโดยหน่วยงานภาครัฐของจีนออกมาเขียนเชียร์หุ้นจีนเสียเอง โดยแนะนำให้ชาวจีนลงทุนในตลาดหุ้น เนื่องจากคาดว่าจะมีคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ดี

ซึ่งผมมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นการถ่วงดุลของข่าวที่รัฐบาลจีนออกมาเคลื่อนไหวค่อนข้างเข้มข้น ทั้งทางด้านการเมืองและการทหารระหว่างประเทศ อาทิ ในส่วนของชายแดนอินเดีย/จีน และด้านทะเลจีนใต้ อีกทั้งเป็นการบลัฟกลับต่อโดนัลด์ ทรัมป์ แบบกลาย ๆ ว่า ไม่ใช่แค่ตลาดหุ้นสหรัฐขึ้นมาเยอะมาก ๆ ตั้งแต่เขาขึ้นมาเป็นผู้นำสหรัฐ

อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่าหากพิจารณาจากผลตอบแทน YTD ของตลาดหุ้นเซิ่นเจิ้นและตลาดเซี่ยงไฮ้ ที่ร้อยละ 12 และ 9 ตามลำดับ ในขณะที่ส่วนของปัจจัยพื้นฐานที่อัตราการเติบโตของผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน ในไตรมาสแรกปีนี้ของหุ้นที่ไม่ใช่สถาบันการเงินที่ -51% และคาดว่าจะโตร้อยละ 6 ในปีนี้ จะพบว่าน่าจะเป็นผลมาจากส่วนของ Liquidity และการคาดหวังของการกระตุ้นของทางการมากกว่า

เมื่อพิจารณาค่า P/E ในช่วงนี้เทียบกับช่วงปี 2015 จะพบว่าหากแยกเป็นตลาดต่าง ๆ ให้ชัดเจนจะพบว่า ตลาดหุ้นที่ถือว่ามีฟองสบู่อยู่มากสักหน่อย ได้แก่ ตลาดหุ้นเซิ่นเจิ้น ที่คล้าย ๆ กับ Nasdaq ในอเมริกาที่เน้นหุ้น Hi-Tech และหุ้นที่อยู่ในภายในเศรษฐกิจจีนจริง ๆ โดยในปี 2015 มีค่า P/E กว่า 72 เท่าสำหรับรอบนี้มาอยู่ที่ 52 เท่าในตอนนี้ ส่วนหุ้นที่เริ่มขยับออกมาใกล้ชิดกับหุ้นในตลาดฮ่องกงอาจจะมีฟองสบู่อยู่บ้าง ได้แก่ ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ซึ่งในปี 2015 มีค่า P/E ที่ 24 เท่าโดยหุ้นประเภท Big-Cap หรือขนาดใหญ่จริง มีค่า P/E เพียง 12-13 เท่านั้น สำหรับตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ในรอบนี้ มาอยู่ที่ 17.2 เท่า ณ ตอนนี้ถือว่าค่อนข้างสูง ทว่าก็ไม่ได้เกินเลยถึงจุดที่ถือว่าลงทุนไม่ได้เลย

ซึ่งบทเรียนของการขึ้นมาของตลาดหุ้นจีน ในรอบปี 2015 ที่ยังจดจำกันได้คือ การเก็งกำไรของรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มชาวบ้านที่เมื่อเห็นตลาดหุ้นจีนขึ้นมา ก็ต่างพากันลงทุนในหุ้นจีนกันแบบเมามัน และไม่สนใจปัจจัยพื้นฐานจนตลาดหุ้นจีนขึ้นสูงมาก และลดลงแบบหนักมากในเวลาต่อมาของปี 2015

โดยความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นจีนจะลงหนัก ๆในช่วงต่อไปหลังจากขึ้นมาพอสมควรในรอบนี้น่าจะมาจากสองปัจจัยหลักคือ

ปัจจัยแรก หากการประท้วงของชาวฮ่องกงกลับพลิกล็อคออกมาเยอะมากและรุนแรงกว่าคาด แม้จะมีกฎหมาย National Security Law ออกมาบังคับใช้แล้วก็ตาม ผสมโรงกับสหรัฐที่ออกมาตรการทางการเมืองและเศรษฐกิจออกมาตอบโต้ช่วยเสริมโมเมนตัมเข้าไปอีก

ปัจจัยที่สอง มาตรการช่วงนาทีสุดท้ายต่อจีนของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะเป็นสไตล์ทุบหม้อข้าวเนื่องจากทรัมป์เองไม่มีอะไรจะเสีย การทุ่มอัดจีนสุดตัวในช่วงสุดท้ายดูจะคุ้มค่าในการจัดเต็มและหากมีมาตรการที่แรงกกว่าคาดต่อจีนตรงนี้น่าจะส่งผลต่อตลาดหุ้นจีนในเชิงลบได้

ความจริงของตลาดหุ้นจีนกลางปี 2020

อย่างไรก็ดี จากการที่หุ้นหลัก 10 ตัวแรกของตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ของจีนในรอบนี้ มีผลตอบแทนที่ติดลบเฉลี่ยร้อยละ 12 ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับปี 2015 ที่ร้อยละ 20 ดังรูป หมายความว่า ราคาหุ้นจีนที่ขึ้นแรง ๆ ในตอนนี้ไปอยู่ที่หุ้นเทคโนโลยีและการบริโภคภายในประเทศเสียส่วนใหญ่

คราวนี้หากมองในมุมของ  Sentiment ของตลาดจีนแยกเป็นประเด็นดังนี้

หนึ่งอะไรที่แย่หรือดีเกินจริงจากพื้นฐาน

1. ผมมองว่าอุปสงค์ของเศรษฐกิจจีนมีความเข้มแข็งกว่าที่คาดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาจริง

2. เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วชะลอตัวลงในไตรมาส 2 ของปีนี้อย่างค่อนข้างชัดเจนเมื่อเทียบกับจีน

3. ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป ที่ส่งออกเป็นหลักหรือ Export Play แย่กว่าที่คาดการณ์จากการค้าที่หดตัวรุนแรงกว่า Domestic Play

สองอะไรที่ดูดีหรือแย่จากอารมณ์หรือ Sentiment

1. ดัชนีของตลาดหุ้นสหรัฐ ณ ตอนนี้อยู่ในระดับสูงที่พอจะอ่อนไหวต่อแรงกระเพื่อมจากข่าวร้ายทั้งในและนอกประเทศ

2. เศรษฐกิจยุโรปโดยภาพรวมดีขึ้นเล็กน้อยกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า ทว่าความอ่อนแอของสภายุโรป ในการกระตุ้นด้านนโยบายการคลังกลบข่าวดีนี้ไปเกือบหมด

ท้ายสุดตรวจสอบแนวรบของทางการจีนว่าอาวุธยังครบมืออยู่หรือไม่? 

เมื่อพิจารณาอาวุธหมวด ‘การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย’ จะเห็นว่าระดับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงหรือส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยกับอัตราเงินเฟ้อในตอนนี้ของเศรษฐกิจจีนมีอยู่ถึงร้อยละ 2-4 (แล้วแต่ว่าจะใช้ตัวแปรดัชนีราคาผู้บริโภค CPI หรือดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เป็นตัวแทนของอัตราเงินเฟ้อ) นับว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง หากพิจารณาอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรปว่าเท่ากับติดลบ ส่วนไทย เกาหลีใต้ และไต้หวันเท่ากับศูนย์และติดลบ

ซึ่งตรงนี้ถือว่าจีนมีอาวุธหมวดดอกเบี้ยยังมีอยู่ครบมือ

นอกจากนี้ อัตราส่วนกันสำรองของแบงก์ที่เรียกกันว่า Required Reseve Ratio (RRR) ตอนนี้ของจีนก็ลดลงเหลือร้อยละ 11 และ 6 สำหรับแบงก์ขนาดใหญ่และขนาดเล็กตามลำดับ เพื่อที่ปริมาณเงินในระบบของเศรษฐกิจจีนเติบโตขึ้นในตอนนี้ กระนั้นก็ดี จีนก็ยังมี Room เหลือพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกไม่ว่าจะผ่านการเพิ่มเงินเข้าระบบโดยตรงหรือลดค่า RRR

คำถามคือ แล้วทำไมจีนถึงไม่จัดเต็ม กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการอัดเงินเข้าระบบให้ตลาดหุ้นเลิกแกว่งเสียที คำตอบน่าจะคือ จีนเข็ดจากการกระตุ้นเกินตัวในส่วนของการคลังจากวิกฤติโลกเมื่อ 10 ปีก่อนครับ

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/650622

เจาะประเด็น ตลาดหุ้นจีนจุดพลุ ทองคำทะลุนิวไฮ!! – FINNOMENA LIVE

FINNOMENA Reporter

ดูผ่าน Facebook:

https://www.facebook.com/finnomena/posts/1280027085676259/

ดูผ่าน Youtube:

https://youtu.be/3ldPRYj4PY8

เจาะประเด็น ตลาดหุ้นจีนจุดพลุ ทองคำทะลุนิวไฮ!! โดย FundTalk และ Mr. Messenger ห้ามพลาด!

ข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • ฝรั่งเศส อังกฤษ แบน Huawei ?!
  • ทรัมป์เริ่มออกจาก WHO
  • Buffett ขยับซื้อท่อก๊าซธรรมชาติ
  • เงินทุนไหลเข้า ETFs สูงสุดประวัติการณ์

ติดตาม FINNOMENA LIVE ตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

ออกเดินทาง…สู่เส้นทางที่ปรึกษาทางการเงิน – Financial Advisor SS2 Ep.1

FINNOMENA Podcast

Financial Advisor SS2 Ep.1 : ออกเดินทาง…สู่เส้นทางที่ปรึกษาทางการเงิน

Stage ของที่ปรึกษาทางการเงินมีกี่ Stage และคุณรู้ไหมว่าตัวเองอยู่ใน Stage ไหน? และต้องขยับตัวเองไป Stage ไหน เพื่อยกระดับคุณภาพการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินมืออาชีพ

พบกับ เพชร รตะ โพอุทัย และ ดร. เมธี จันทวิมล (Managing Partner – Finnomena และ CEO beFIN Academy)

Financial Advisor PODCAST SS2 เป็นรายการที่จะมาพูดคุยกันในเรื่องของ เทคนิค ประสบการณ์ ความรู้ และอีกหลายๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานในสายอาชีพ “ที่ปรึกษาทางการเงิน” หรือ (FA – Financial Advisor) ที่คุณไม่ควรพลาด!!

“ไม่ใช่ Financial Advisor ทุกคนเป็นผู้แนะนำการลงทุนอิสระ แต่…
ผู้แนะนำการลงทุนอิสระทุกคนเป็น Financial Advisor”

สนใจร่วมเป็น “ผู้แนะนำการลงทุนอิสระ” กับ FINNOMENA สามารถติดต่อสอบถามได้ที่

https://finno.me/fa

 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

FINNOMENA Tactical Call : ตลาดหุ้นจีนถูกจุดพลุ จังหวะ Follow Buy ระยะสั้นเกิดขึ้น

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Tactical Call : ตลาดหุ้นจีนถูกจุดพลุ จังหวะ Follow Buy ระยะสั้นเกิดขึ้น

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นแรงซื้อเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ ในตลาดหุ้นจีนทั้งในตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ (A-Share) ซึ่งการขึ้นมาครั้งนี้ ก็ขึ้นมาท่ามกลางความสับสนว่า ขึ้นมาได้อย่างไร เพราะ World Bank ก็เพิ่งคาดการณ์ GDP ของจีนปีนี้อาจขยายตัวที่ระดับ 1% เท่านั้น แถมทางด้าน Bloomberg Economist มีการคาดการณ์ว่า ปริมาณหนี้ของจีนกำลังเพิ่มสัดส่วนขึ้นสูงมากกว่า 300% เมื่อเทียบกับ GDP ภายในปี 2022 ซึ่งจะมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้เสียจำนวนมหาศาลในอนาคต ขณะที่ระยะสั้น ๆ เราก็เห็นข่าวอยู่ว่า จีนกำลังประสบอุทกภัยครั้งใหญ่สุดในรอบ 80 ปี

ข้อมูลที่น่าสนใจของตลาดหุ้นจีน ที่คุณจำเป็นต้องรู้คือ

  1. เพียงระยะเวลาแค่ 7 วันทำการที่ผ่านมา ดัชนี CSI 300 ของจีน บวกขึ้นมาได้มากกว่า 16% การใช้ระยะเวลาเพียงสั้น ๆ และบวกได้ขนาดนี้ เคยเกิดขึ้นครั้งล่าสุด ก็ต้องย้อนกลับไปเมื่อไตรมาสสุดท้ายของปี 2014 หรือเมื่อ 6 ปีที่แล้วเลย โดยการบวก 5% วันเดียวเมื่อวานนี้ (วันจันทร์ที่ 6 ก.ค.) เคยเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว ก่อนฟองสบู่ปี 2015 จะแตกลง
  2. ที่น่าสนใจคือ ในช่วง 7 วันทำการที่ผ่านมา มูลค่าการซื้อขายของตลาดหุ้นจีนทะลุขึ้นมาเกิน 1.5 ล้านล้านหยวน หรือคิดเป็น 2 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อวัน ซึ่งก็เป็นมูลค่าการซื้อขายต่อวันที่สูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.ปี 2015 เลยทีเดียว
  3. Volume ที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นจีนในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า มาจากนักลงทุนรายย่อยแทบทั้งนั้น สาเหตุจากบทบรรณาธิการสื่อรัฐบาลจีน China Securities Journal ที่ชี้นำว่า นักลงทุนควรตั้งตารอ Wealth Effect ของตลาดทุนในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่เข้าสู่ New Normal ในช่วงนี้ และยังชี้นำว่า ตลาดกระทิงอาจจะกำลังกลับมาอีกครั้ง ทำให้นักลงทุนรายย่อยมองว่า สัญญาณดังกล่าว เหมือนกับว่ารัฐบาลเปิดไฟเขียว ผ่อนปรนข้อกฏหมาย และนำมาซึ่งการกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้นรอบใหญ่ที่สุดในรอบ 6 ปี

เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดกระทิงของตลาดหุ้นจีนในอดีต เราจะพบว่า เกิดจากการโยกย้ายสินทรัพย์เสี่ยงต่ำมาลงทุนในตลาดหุ้นโดยนักลงทุนในประเทศเองแทบทั้งนั้น ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากกฏเกณฑ์และข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาดสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจากข้อมูลของ Bloomberg เราพบว่า เงินกู้มาร์จิ้นในจีนในขณะนี้ อยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีทีเดียว แต่ทั้งนี้ หากเทียบกับช่วงปี 2015 เราพบว่า การเพิ่มขึ้นของเงินกู้มาร์จิ้นครั้งนี้ยังต่ำกว่าระดับสูงที่สุดช่วงกลางปี 2015 เกือบครึ่งหนึ่ง

FINNOMENA Tactical Call : ตลาดหุ้นจีนถูกจุดพลุ จังหวะ Follow Buy ระยะสั้นเกิดขึ้น

รูปที่ 1 China Margin Trading l Source : Bloomberg As of 09/07/20

ดังนั้น FINNOMENA Investment Team ก็ประเมินแล้วว่า การปรับตัวขึ้นในสัปดาห์นี้ ยังไม่น่าจะใช่จุดสิ้นสุดของหุ้นขาขึ้น หากแต่เป็นการจุดพลุเริ่มต้นเรียกแขกรอบใหม่มากกว่า เพราะสาเหตุดังนี้

มุมมองทางเทคนิค (Technical Analysis)

กราฟของดัชนี CSI 300 รายสัปดาห์ (Weekly Chart) ดัชนีสามารถผ่านจุดสูงสุดเดิมเมื่อต้นปี 2018 ซึ่งถือเป็นแนวต้านระยะยาวที่สำคัญ ขณะที่ MACD ให้สัญญาณซื้อ (Buy Signal) มาตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมาแล้ว ทำให้ในมุมมองทางเทคนิค มีแนวโน้มที่ดัชนีจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้อีกไปทดสอบ Fibonacci Retracement 161.80% ซึ่งใกล้เคียงกับจุดสูงสุดเดิมเมื่อปี 2015 ที่ระดับ 5,300 จุด (มี Upside Potential จากราคาปิดวันพุธประมาณ 12%)

FINNOMENA Tactical Call : ตลาดหุ้นจีนถูกจุดพลุ จังหวะ Follow Buy ระยะสั้นเกิดขึ้น

รูปที่ 2 กราฟดัชนี CSI 300 (TF Week) l Source : TradingView As of 09/07/20

กราฟของดัชนี CSI 300 รายวัน (Daily Chart) รอบนี้ ความยาวของคลื่นขาขึ้นทำให้สมมติฐานว่าอยู่ใน Wave 3 ภาพระยะสั้น ตามทฤษฎี Elliott Wave เนื่องจาก ระยะทางของคลื่นลูกนี้ (นับจากจุดต่ำสุดของเดือนมี.ค. จนถึงปัจจุบัน) มากกว่า Wave 1 เป็นที่เรียบร้อย จึงมองว่า มีโอกาสที่ดัชนีจะขึ้นไปทดสอบ Fibonacci Retracement 161.80% ที่ระดับ 5,400 จุด

FINNOMENA Tactical Call : ตลาดหุ้นจีนถูกจุดพลุ จังหวะ Follow Buy ระยะสั้นเกิดขึ้น

รูปที่ 3 กราฟดัชนี CSI 300 (TF Day)  l Source : TradingView As of 09/07/20

เมื่อพิจารณาจากทั้งภาพระยะกลางและระยะยาว จึงทำให้เราเชื่อว่าดัชนี CSI 300 ยังมี Upside Potential จากราคาปิดวันพุธประมาณ 12%-14%

ข้อมูลสถิติสนับสนุน

ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีน CSI 300 เคยเป็นขาขึ้นที่สร้างผลตอบแทนมากกว่า 30% มาแล้วทั้งหมด 9 ครั้ง โดยทั้ง 9 ครั้ง ไม่มีการปรับฐานระหว่างทางมากกว่า 10% และถึงแม้รอบนี้ดัชนี CSI 300 จะขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมเมื่อปี 2015 ได้จริงตามการคาดการณ์ เราพบว่า ในมุมมองด้าน Valuation นั้น ก็ยังถูกกว่าตอนที่ดัชนีทำจุดสูงสุดในปี 2015 และ Forward P/E ณ ระดับปัจจุบัน ก็ต่ำกว่า ดัชนี S&P500 มากกว่า 40% ทีเดียว

FINNOMENA Tactical Call :

เราแนะนำเข้าลงทุนเก็งกำไร เน้นรอบระยะสั้นไม่เกิน 3 เดือน ในกองทุน TMB-ES-CHINA-A และ TMBCHEQ ซึ่งมีการลงทุนหลัก ๆ ในตลาดหุ้นจีน A-Share

เป็นที่ทราบกันว่า หากจบรอบของตลาดหุ้นขาขึ้นของจีน การปรับฐานที่เกิดขึ้นในอดีตค่อนข้างรุนแรงและรวดเร็วมากกว่าดัชนีตลาดหุ้นภูมิภาคอื่น ๆ ดังนั้นนักลงทุนที่เหมาะกับ Tactical Call นี้ควร…

  1. เป็นนักลงทุนที่มีเงินสด หรือสภาพคล่องส่วนเกิน และรับความผันผวนได้สูง
  2. ใช้เงินลงทุนในสัดส่วนไม่เกิน 10-15% ของภาพรวมพอร์ตการลงทุนทั้งหมด
  3. นักลงทุนที่รับความผันผวนได้ คาดหวังผลกำไร 10%-12%
  4. นักลงทุนต้องยอมรับการ Limit Loss หรือ การตัดขาดทุนได้ทันที ในกรณีที่ NAV ลงมา ณ จุด Stop Loss > 7% จากต้นทุน
  5. จุดที่เราแนะนำให้พิจารณาชะลอการเข้าซื้อภายใต้ Tactical Call คือ ดัชนี CSI300 ยืนเหนือระดับ 4,900 จุด เนื่องจากอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk/Reward Ratio) จะสูงกว่า 50% หรือ 0.5

รายละเอียดกองทุน TMB-ES-CHINA-A และ TMBCHEQ

กองทุน TMB-ES-CHINA-A

เน้นลงทุนในกองทุนรวม UBS (Lux) IS – China A Opportunity (กองทุนหลัก) ซึ่งลงทุนหุ้น China A Shares (จีนแผ่นดินใหญ่) มีกลยุทธ์ในการบริหารแบบเชิงรุก (Active) โดยมีดัชนีอ้างอิง คือ MSCI China A Onshore โดยกองทุนคัดเลือกหุ้นแบบ Bottom-Up โดยเน้นบริษัทที่ได้รับผลดีจากการบริโภคภายในและสังคมผู้สูงอายุ นอกจากนี้หากพิจารณาสัดส่วนราย Sector แล้ว พบว่ากองทุนมีสัดส่วนหลักใน Financial Services ซึ่งเป็น Sector หลักที่หนุนตลาดในช่วงที่ผ่านมา และจะได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐที่ยังเหลือช่องว่างอีกมาก หากเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลก

Sector Exposure & Top 10 Holding

FINNOMENA Tactical Call : ตลาดหุ้นจีนถูกจุดพลุ จังหวะ Follow Buy ระยะสั้นเกิดขึ้น

รูปที่ 4 Sector Exposure & Top 10 Holding UBS (Lux) IS – China A Opportunity l Source : UBS As of 31/05/20

ในส่วนกองทุน TMB-ES-CHINA-A แม้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจ แต่จากการตรวจสอบกับทีมงานการลงทุนของ TMBAM Eastspring พบว่ากองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนในระดับมากกว่า 95% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

กองทุน TMBCHEQ

เน้นลงทุนใน iShares FTSE A50 China Index ETF ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นกองทุน ETF ที่มีกลยุทธ์การบริหารแบบ Passive ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี FTSE China A 50 Net Total Return Index โดยมิได้ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งลักษณะของกองทุนดังกล่าวจะทำให้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีดังกล่าวประกอบกับผลจากอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินบาทไทยเพิ่มเติมเข้าไปอีกต่อหนึ่ง

Sector Exposure & Top 10 Holding

FINNOMENA Tactical Call : ตลาดหุ้นจีนถูกจุดพลุ จังหวะ Follow Buy ระยะสั้นเกิดขึ้น

รูปที่ 5 Sector Exposure & Top 10 Holding iShares FTSE A50 China Index ETF l Source : Blackrock As of 31/05/20

FINNOMENA Investment Team

สำหรับลูกค้าปัจจุบันของ FINNOMENA เข้าสู่แอปเพื่อสร้างแผน DIY และซื้อขายได้ทันที ส่วนผู้ที่ยังไม่มีบัญชีซื้อขายกับ FINNOMENA >>คลิกที่นี่<< เพื่ออ่านวิธีการเปิดบัญชีภายใน 1 วัน

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

เงินทุนไหลเข้า ETFs ครึ่งปีแรกสูงสุดเป็นประวัติการณ์

FINNOMENA Reporter

World Gold Council เปิดเผยตัวเลขเงินทุนไหลเข้ามายัง gold-backed exchange-traded funds (ETFs) ที่ 39.5 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าจำนวนในปีที่แล้วทั้งปี

  • ส่งผลให้ยอดคงค้าง gold ETFs สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ เช่นเดียวกับการปรับขึ้นของราคาทองคำ Gold futures ที่ปรับสูงขึ้นมากแตะระดับสูงที่สุดในรอบ 9 ปี
  • ทำให้การปรับขึ้นของราคา Gold Future คิดเป็นการปรับขึ้นประมาณร้อยละ 20 ในปีนี้
  • ทั้งนี้ในปีนี้ผลการดำเนินงานของ Gold miners ส่วนใหญ่ออกมาดีมาก สูงถึงประมาณร้อยละ 50 ในปีนี้

ที่มา : https://finance.yahoo.com/news/gold-etfs-hit-record-inflows-123512650.html

EP 30 : ตลาดหุ้นจีนถูกจุดพลุ จังหวะ Follow Buy ทำได้ไหม? – THE MARKET PODCAST

FINNOMENA Podcast

THE MARKET PODCAST EP 30 : ตลาดหุ้นจีนถูกจุดพลุ จังหวะ Follow Buy ทำได้ไหม?

“THE MARKET PODCAST” รายการที่ไม่ใช่แค่เล่าข่าว แต่เป็นการเจาะข่าว เจาะประเด็น เพื่อให้นักลงทุนรู้ก่อนเทรด!

ดำเนินรายการโดย คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือ Mr.Messenger เจ้าของเพจ Sinthorn


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

บาทอ่อนเหนือ 31 หวั่นโควิดกลับมาระบาดรอบสอง

FINNOMENA Reporter

เปิดไตรมาสใหม่ เงินบาทปรับอ่อนค่า กลับมายืนเหนือ 31 บาทอีกครั้ง หลังสถานการณ์ Covid-19 กลับมาระบาดในหลายประเทศ

  • โดยให้ค่าเงินบาทปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 31.24 คิดเป็นการปรับอ่อนค่าลงกว่า 4% จากต้นปี
  • ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเป็นอับดับ 2 รองจาก INR (รูปีอินเดีย) ที่ปรับอ่อนค่าลงไป 5% ขณะที่บางสกุลอย่าง PHP (ฟิลิปปินส์เปโซ) และ TWD (ดอลลาร์ไต้หวัน) ปรับแข็งค่าขึ้นไปกว่า 2%
  • ทั้งนี้ความหวังที่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาจากโครงการ Travel Bubble กับหลายประเทศอาจต้องชะงักไปก่อนชั่วคราว

Source: page FX insight