แจ้งเตือน

คุยประเด็นทองคำ! จบรอบขาขึ้น! หรือลงมาให้ซื้อเพิ่ม? – FINNOMENA LIVE

FINNOMENA Reporter

ดูผ่าน Facebook:

https://www.facebook.com/finnomena/posts/1309108126101488

ดูผ่าน Youtube:

https://youtu.be/5x1m7vPYR8Y

คุยประเด็นทองคำ! จบรอบขาขึ้น! หรือลงมาให้ซื้อเพิ่ม? พิเศษ! Sector Rotation ในตลาดหุ้นสหัฐฯ บอกอะไรเรา?

ข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • มาแล้ววัคซีน Covid-19 จากรัสเซีย!!
  • UK เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย
  • ระงับแผนปล่อยกู้ “โกดัก”
  • เฟดสั่งแบงก์ใหญ่ตั้งสำรองเพิ่ม!!

ติดตาม FINNOMENA LIVE ตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

เข้าใจลูกค้าและความต้องการผ่านการวิเคราะห์แบบที่ปรึกษาทางการเงิน : Financial Advisor Podcast SS2 Ep.4

FINNOMENA Podcast

Financial Advisor SS2 Ep.4 : เข้าใจลูกค้าและความต้องการผ่านการวิเคราะห์แบบที่ปรึกษาทางการเงิน

ว่าด้วยเรื่องการวิเคราะห์ตัวลูกค้า และความต้องการของลูกค้า เราเห็นอะไรบ้างจากการที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับลูกค้า เราสามารถต่อยอดและวิเคราะห์ลูกค้าได้กว้างขึ้น ลึกขึ้น เห็นโอกาสทางธุรกิจที่มากขึ้นได้อย่างไร?

พบกับ เพชร รตะ โพอุทัย และ ดร. เมธี จันทวิมล (Managing Partner – Finnomena และ CEO beFIN Academy)

Financial Advisor PODCAST SS2 เป็นรายการที่จะมาพูดคุยกันในเรื่องของ เทคนิค ประสบการณ์ ความรู้ และอีกหลายๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานในสายอาชีพ “ที่ปรึกษาทางการเงิน” หรือ (FA – Financial Advisor) ที่คุณไม่ควรพลาด!!

“ไม่ใช่ Financial Advisor ทุกคนเป็นผู้แนะนำการลงทุนอิสระ แต่…
ผู้แนะนำการลงทุนอิสระทุกคนเป็น Financial Advisor”

สนใจร่วมเป็น “ผู้แนะนำการลงทุนอิสระ” กับ FINNOMENA สามารถติดต่อสอบถามได้ที่

https://finno.me/fa

 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

UK เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หลัง GDP ทรุด 2 ไตรมาสติดกัน

FINNOMENA Reporter

เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร หดตัวลง 20.4% ในไตรมาส 2/2563 เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

  • ทั้งนี้ เศรษฐกิจ UK ถือว่าได้เข้าสู่ภาวะถดถอย หลังผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หดตัวลง 2 ไตรมาสติดต่อกัน โดยหดตัว 2.2% ในไตรมาสแรก
  • ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษอาจพิจารณาดำเนินมาตรการ QE เพิ่มเติม หากเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรส่งสัญญาณชะลอตัว
  • พร้อมทั้งระบุว่า BoE ยังมีความสามารถเพียงพอที่จะดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมจากมูลค่า 745 พันล้านปอนด์ที่ประกาศใช้อยู่ในปัจจุบัน

ที่มา : https://www.investing.com/news/economy/boe-to-step-up-qe-if-economy-slows-again-deputy-governor-says–the-times-2261572

รู้ให้ลึก ตอน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กับ โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งปลายปี

Mr.Messenger
รู้ให้ลึก ตอน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กับ โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งปลายปี

เหลืออีกเพียงแค่ 3 เดือน หรือ เอาแบบเป๊ะ ๆ ก็คือ วันที่ 3 พ.ย. ปีนี้ ก็จะมีการเลือกตั้งทั่วไปที่สหรัฐฯ (US Election) และนี่คือ เหตุการณ์อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าจะมีความสำคัญที่สุดในช่วงครึ่งปีหลังที่จะมีผลต่อภาพการลงทุน และทำให้เราต้องเฝ้าติดตามเพื่อปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนให้ทันต่อสถานการณ์

วันนี้เลยขอพาไปดูในหลาย ๆ มุมว่า ในเชิงนโยบาย ๆ แล้ว ระหว่าง ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ คนปัจจุบัน จากพรรครีพลับรีกัน และ นายโจ ไบแดน ตัวแทนจากพรรคเดโมเครต ต่างกันอย่างไร และสุดท้าย ลองไปเดากันว่า ทิศทางตลาดหุ้น จะไปในทางไหน ไม่ว่าใครจะขึ้นมาดำรงตำแหน่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญเช่นนี้

รู้ให้ลึก ตอน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กับ โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งปลายปี

ในแง่นโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน – นายทรัมป์ ประกาศโครงการมูลค่าราว ๆ 2 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ภายใต้ชื่อโครงการ “Very Big and Bold” ขณะที่นายไบเดน มองว่า ถ้าเขาได้ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ นโยบายการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน น่าจะค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป เนื่องจากปริมาณหนี้มหาศาลที่มีอยู่เดิม โดยวงเงินลงทุนอยู่ที่ 1.3 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ และเป็นแผนการลงทุนระยะเวลา 10 ปี

นโยบายภาษี – นายทรัมป์ ยืนยันจะคงมาตรการปฏิรูปภาษีที่ลดภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลลงมาตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อนไว้ที่ระดับเดิมเหมือนปัจจุบัน ขณะที่นายไบเดน บอกว่า เขาจะปรับขึ้นภาษีนิติบุคคลจาก 21% ขึ้นเป็น 28% เก็บภาษีคนรวยเพิ่มขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงสนับสนุนการใช้ภาษีคาร์บอนเพื่อชะลอภาวะโลกร้อน

นโยบายสาธารณสุข – นายทรัมป์ มีเพียงคำสัญญาว่าจะทำให้ราคายาในภาพรวมลดลง ส่วนนายไบเดน นอกจากมองว่าราคายาควรลดลงแล้ว ยังสนับสนุนการควบคุมค่าบริการทางการแพทย์ และต้องการกลับมาใช้ Obamacare ที่นายทรัมป์ยกเลิกตั้งแต่วันแรกที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

นโยบายการค้า – นายทรัมป์ยังยืนยันใช้แนวทางกีดกันทางการค้าภายใต้คอนเซ็ปต์ American First ต่อไปค่อนข้างแน่นอน โดยศัตรูอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ ก็คือ ประเทศจีน ขณะที่นายไบเดน มีนโยบายสนับสนุนให้สหรัฐฯกลับเข้าสู่การเจรจาแบบพหุภาคี และชูสโลแกน America Must Lead Again

สุดท้าย ในแง่นโยบายต่อต้านการผูกขาด – นายทรัมป์ ยังไม่มีทีท่าชัดเจนต่อเรื่องนี้โดยเฉพาะบริษัทสัญชาติสหรัฐฯ จะมีก็บริษัทสัญชาติจีน แต่เป็นการกีดกันในเชิงนโยบายการค้ามากกว้าการผูกขาด ขณะที่นายไบเดนนั้น สนับสนุนเต็มที่ในการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดกับบริษัทเทคฯ ขนาดใหญ่

เราเห็นด้านนโยบายของแต่ละฝั่งไปแล้ว คราวนี้สำนักโพลต่าง ๆ ให้ใครคะแนนนำและมีโอกาสคว้าชัยมากกว่า ก็พบว่าร้อยทั้งร้อย หรือ ทุกสำนักเลยก็ว่าได้ คะแนนของนายโจ ไบเดน นำ นายโดนัลด์ ซึ่งเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ก่อนจะมีเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยซ้ำ และมันยิ่งห่างขึ้นไปอีก เมื่อสหรัฐฯ มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากที่สุดในโลก จนต้องมีการ Lockdown และทำให้ GDP ในไตรมาส 2/20 ที่ผ่านมา หดตัวไปถึง 32.9% ติดลบหนักสุดในรอบ 70 ปี

ในสายตาของชาวอเมริกัน ผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ส่วนหนึ่งก็คือ รัฐบาลภายใต้การบริหารของนายทรัมป์ และยิ่งการเสียชีวิตของนายจอร์จ ฟลอยด์ ที่จุดกระแสการประท้วงเดือดลามทั่วโลก ก็สะท้อนถึงการบริหารที่ล้มเหลวของรัฐบาลสหรัฐฯ เลยทำให้คะแนนจากโพลสำรวจของ Financial Times นั้น นายโจ ไบเดน มีคะแนนนำอยู่ที่ 50% ต่อ 41% ซึ่งแปลว่า ต่อให้คนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครในวันนี้ 9% เทคะแนนเลือกให้นายทรัมป์ทุกคน คะแนนก็ยังไม่สามารถแซงนายไบเดนได้

แต่คำถามที่น่าสนใจคือ นายไบเดน จะชนะตามโพลสำรวจจริง ๆ หรือ?

สิ่งนี้คือ สิ่งที่นายไบเดน และพรรคเดโมเครตต้องไม่ประมาทเหมือนการเลือกตั้งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ที่นางฮิลลารี คลินตัน พลาดท่าให้กับนายทรัมป์ในโค้งสุดท้าย ดังนั้น ผมเชื่อว่า ช่วง 3 เดือนข้างหน้า การหาเสียงจะทำให้อุณหภูมิการเมืองสหรัฐฯ ร้อนระอุ และอาจทำให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ค่อนข้างแน่นอน

แล้วตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเป็นอย่างไร?

ถ้าย้อนกลับไปนับตั้งแต่ปี 1928 มีการเลือกตั้งมาแล้ว 23 ครั้ง น่าสนใจว่า มี 20 ครั้งที่ตลาดหุ้นทายถูกว่า ใครจะได้เป็นประธานาธิบดีในสมัยต่อไป โดยหากผลตอบแทนของ S&P 500 เป็นบวกได้ในช่วงก่อนเลือกตั้ง 3 เดือน จะแปลว่า พรรคที่ประธานาธิบดีคนปัจจุบันดำรงตำแหน่งอยู่ จะได้เสียงข้างมากเข้ามาอีกครั้ง (ซึ่งมีทั้งหมด 12 ครั้ง) ขณะที่ หากผลตอบแทนของ S&P 500 ติดลบในช่วงก่อนเลือกตั้ง 3 เดือน จะแปลว่า จะมีการย้ายฝั่งจากขั้วปัจจุบัน ไปอีกขั้ว (ซึ่งมีทั้งหมด 8 ครั้ง)

ใครที่มีคำถามว่า ก่อนเลือกตั้งสหรัฐฯ เราควรทำอย่างไรกับพอร์ต คำตอบที่ได้ ก็คือ ผลตอบแทน 3 เดือนนี้เป็นอย่างไร มันถึงค่อยตัดสินได้นะครับว่า ใครจะเป็นประธานาธิบดี และหลังจากนั้นอีก 1 ปี หุ้นจะบวกหรือลบ ดังนั้น 3 เดือนนี้ เราควรไปดูปัจจัยอื่น ๆ มากกว่าจะไปเดาว่า เราจะเห็นผู้นำคนเก่า หรือผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ กันแน่

Mr.Messenger

รัสเซียรับรองวัคซีน COVID-19 ตัวแรกของโลก

FINNOMENA Reporter

กระทรวงสาธารณสุขรัสเซียรับรองวัคซีนป้องกัน COVID-19 ตัวแรกของโลก หลังมีประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันต้านเชื้อ COVID-19

  • ทั้งนี้ รัสเซียตั้งเป้าจะแจกวัคซีนตัวนี้ให้กับประชาชนที่ประสงค์จะรับวัคซีนภายในเดือน ม.ค. 2564 โดยจะให้ความสำคัญกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยและผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมีอาการหนักก่อน
  • นอกจากนี้ ผู้นำรัสเซีย ยังระบุด้วยว่า บุตรสาวของตนคนหนึ่งได้เข้าร่วมทดลองวัคซีนตัวนี้ และพบว่า มีอาการไข้ขึ้นสูงเล็กน้อยเท่านั้น
  • ขณะที่ก่อนหน้านี้องค์การอนามัยโลก (WHO) เรียกร้องให้รัสเซียปฏิบัติตามคำแนะนำและพัฒนาวัคซีนตามขั้นตอนที่จำเป็น เพื่อให้ได้วัคซีนที่ปลอดภัย

ที่มา : https://edition.cnn.com/2020/08/11/europe/russia-coronavirus-vaccine-putin-intl/index.html

3 ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจโลก สินทรัพย์ไหนยังน่าลงทุน!? – MONTHLY DIGEST EP.1

FINNOMENA Podcast

อัปเดตปัจจัยที่น่าจับตามอง พร้อมกองทุนแนะนำประจำเดือนสิงหาคม สินทรัพย์ไหนยังไปต่อ!? สินทรัพย์ไหนยังน่าลงทุน!?

พบคำตอบได้ทื่ MONTHLY DIGEST Ep นี้เลย!

สำหรับสมาชิก FINNOMENA ดาวน์โหลด PDF ฟรี!
ได้ที่ : https://finno.me/web-port-strategy-download


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

มนุษย์เงินเดือนอยากมีเงินล้าน สร้างได้ไม่ยากด้วยเงินหลักพัน

Get Wealth Soon
เงินล้าน

อยากลองสร้างแผนเก็บเงิน 1 ล้านบาทของตัวเอง และก็ดูกองทุนแนะนำ คลิกไปลองเล่นกันได้เลย >> สร้างแผน 1st Million (ฟรี! ไม่เสียตัง)

สำหรับใครหลาย ๆ คน ที่ใช้ชีวิตแบบสามัญชนปกติทั่วไป เป็นมนุษย์เงินเดือน เป็นพนักงานรับจ้างเป็นนิสิตนักศึกษาเพิ่งเรียนจบแล้วมาสานต่อธุรกิจของที่บ้าน หรือสร้างธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเอง โดยที่ไม่ได้มีเงินหนุนจากที่บ้าน เป็นการยากที่จะเก็บเงิน อย่าว่าไปถึงเงินล้านเลย แค่บริหารให้มีเงินใช้แบบไม่ต้องเดือน ชนเดือน ก็ลำบากแล้ว

แต่ก่อนที่จะมองไปถึงเงินล้าน เราอยากชวนให้กลับมามองที่ค่าใช้จ่ายของตัวเราเองกันก่อน เพราะการที่ได้รู้ว่าเราใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ทำให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่มันโตกว่าเพื่อน เราหาทางลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ไหม ซึ่งการที่เราจะรู้ได้ ก็มาจากการจดรายรับ-รายจ่าย เดี๋ยวนี้ใช้ Smartphone กันแล้ว มี Application ในการช่วยจดรายรับ-รายจ่ายเยอะเลยค่ะ (ส่วนตัวเราใช้แอป Money Manager ใช้มา 5 ปีแล้ว)

เอาล่ะ ถ้ายังไม่ได้จดไม่เป็นไรค่ะ เราจะมาช่วยบอกให้ว่าค่าใช้จ่ายหลักๆ อยู่ที่ส่วนไหนกันบ้าง คงหนีไม่พ้น 5 อย่างนี้ค่ะ

  1. ค่าอาหาร
  2. ค่าเดินทาง
  3. ค่าใช้จ่ายส่วนตัว
  4. ค่าโทรศัพท์รายเดือน
  5. ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาตัวเอง

ค่าใช้จ่ายบางอย่างก็เป็นรายจ่ายที่เราจ่ายคงที่ทุกเดือน จะไปปรับส่วนนี้อาจจะยาก แต่ค่าใช้จ่ายที่เป็นรายจ่ายแบบผันแปร จะมีหรือไม่มี จะมากจะน้อย ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง อาจจะมาลองลดส่วนนี้ดูค่ะ

สำหรับใครที่มองว่าเรื่องการเก็บเงินเป็นเรื่องยาก เรามองว่ายากในที่นี้ มีอยู่ 2 แบบ

  1. ยากที่จะทำ ทำในที่นี้ คือ การเก็บเงิน เพราะไม่มีให้เก็บจริง ๆ แบบนี้อาจจะลองลดรายจ่ายผันแปรแบบที่บอกด้านบน หรือถ้าชีวิตตอนนี้ก็ลดสุด ๆ แล้ว ไม่รู้จะไปลดตรงส่วนไหนอีก แบบนี้ต้องหารายได้เพิ่มค่ะ ดูว่าเราทำอะไรได้อีกบ้าง มีความสามารถด้านไหนอีก ซึ่งการหารายได้เพิ่ม เท่ากับว่าเป็นการทำงานเพิ่ม แลกกับเวลาพักผ่อนของเราไป อันนี้ต้องเลือกค่ะ ว่าจะเลือกเงิน หรือ เลือกการพักผ่อน แต่อยากให้เลือกแบบสมดุล เพราะถ้าทำงานมากไป ร่างกายจะแย่เอาค่ะ กลายเป็นว่าเอาเงินที่หามาไปรักษาตัวเองอีก
  2. ยากที่จะทำได้ เลยเลือกที่จะไม่ทำ เพราะตั้งเป้าหมายสูงเกินไป อย่างเป้าหมายเงินล้านที่เราพูดถึงนี่แหละค่ะ เรามองว่าเงินล้านเป็นเรื่องไกลตัว เพราะมองเงินเป็นก้อนใหญ่รึเปล่า ทางไปสู่เงินล้านมีอยู่หลายแบบ แต่หนทางสู่เงินล้านที่เราจะมาแนะนำในวันนี้ เราคิดว่าเป็นวิธีที่มนุษย์เงินเดือน หรือคนทั่วๆ ไปก็สามารถทำได้ นั่นคือการลงทุนค่ะ และเป็นการลงทุนแบบรายเดือนด้วย (DCA)

หนทางสู่การมีเงินล้าน ด้วยเงินหลักพัน

เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับแผนสร้างล้านแรกจากพอร์ต 1stM (First Million) ของ FINNOMENA ค่ะ

ที่มา https://www.finnomena.com/1stm

FINNOMENA Port 1stM  ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทุก ๆ คนที่ต้องการมีเงินเก็บล้านแรก

FINNOMENA Port 1stM มีกำหนดขั้นต่ำในการลงทุนครั้งแรก 5,000 บาท และครั้งถัด ๆ ไป 2,500 บาท ซึ่งเป็นลักษณะการลงทุนแบบรายเดือนตามที่กล่าวไว้ด้านบน เพราะมีข้อดีตรงที่สามารถสร้างวินัยในการลงทุนได้ ไม่ว่าหุ้นจะขึ้น หรือ จะลง จะมีการเข้าซื้ออย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องทุกเดือน เพื่อให้เป็นการถัวเฉลี่ยต้นทุนและกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนในตลาดได้

FINNOMENA Port 1stM มีระดับความเสี่ยงให้เลือกจากระดับ 4 (เสี่ยงปานกลาง) ไปถึงระดับ 7 (เสี่ยงสูง) ยิ่งเสี่ยงสูง หมายถึงว่ามีสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงสูง ทำให้ยิ่งมีโอกาสได้ผลตอบแทนมากขึ้นในระยะยาว

ซึ่งหากใส่เงินลงทุนตามขั้นต่ำที่กำหนด และเลือกระดับความเสี่ยงสูงสุดที่ระดับ 7 จะใช้เวลาการลงทุนอยู่ที่ 15 ปี

“อะไรนะ!!! 15 ปีเลยหรอ นานจังเลย” เราได้ยินเสียงนี้จากในใจของทุกคนค่ะ

อยากมาชวนคิดต่ออีกนิดนึง ว่าถ้าเราใส่เงินด้วยจำนวนเท่านี้ไปตลอด แน่นอนค่ะว่าจะใช้เวลาราวๆ 15 ปี แต่อย่าลืมว่ายิ่งเวลาผ่านไป รายได้ของเราก็ควรที่จะมากขึ้น เมื่อรายได้มากขึ้น เราก็จะออมเงินได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นระยะเวลาการลงทุนจะลดลงมาจาก 15 ปี ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น เราสามารถแก้ไขข้อมูลเพื่อเพิ่มจำนวนเงิน และเพิ่มเงินลงทุนเข้าพอร์ตได้ตลอดค่ะ

แต่ถ้าตอนนี้มีเท่านี้ ก็ออมเท่านี้ไปก่อน เอาเท่าที่ไหว แม้ว่าการมีเงินล้านแรกจะเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเรา แต่อย่าฝืนด้วยการนำเงินมาลงทุนจนใช้จ่ายตึงตัวไปหมด ค่อย ๆ เป็น  ค่อย ๆ ไปค่ะ ถ้าระหว่างปีมีเงินก้อน มีโบนัสเข้ามา  สามารถแบ่งเงินมาเติมเข้าพอร์ตได้ จะช่วยร่นระยะเวลาการลงทุนไปอีก

FINNOMENA Port 1stM มีการจัดพอร์ตแบบ Asset Allocation โดยกระจายการลงทุนไปลงทุนในกองทุนหุ้นไทย กองทุนหุ้นทั่วโลก และกองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง

Asset Allocation คือ การจัดสรรเงินลงทุน โดยกระจายการลงทุนไปยังหลาย ๆ สินทรัพย์เพื่อกระจายความเสี่ยง

ข้อมูลจาก Novelinvestor ได้แสดงผลตอบแทนของแต่ละสินทรัพย์ในแต่ละปี ตั้งแต่ 2006 จนถึงครึ่งปี 2020 ซึ่งจะไม่มีสินทรัพย์ใด ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในทุก ๆ ปี และไม่มีสินทรัพย์ใด ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในทุก ๆ ปีเช่นกัน มีขึ้นมีลงตามสภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น 

แต่จะเห็นว่ามีอยู่ 1 สินทรัพย์ที่ได้ผลตอบแทนอยู่กลาง ๆ ตลอด ไม่โดดเด่นที่สุด แต่ก็ไม่ได้แย่ที่สุด นั่นคือ AA ค่ะ AA ในความหมายของ Novelinvestor ย่อมาจาก Asset Allocation Portfolio เป็นการจัดพอร์ตการลงทุน โดยมีการกระจายการลงทุนทั่วโลก ทั้งใน ตราสารทุน, ตราสารหนี้ และ การลงทุนทางเลือก

และความดีงามข้อสุดท้ายของ FINNOMENA Port 1stM คือ จะมีการแจ้งเตือนปรับพอร์ต และมีการแนะนำให้ทำ Rebalancing ด้วย โดยจะมีการแจ้งเตือนผ่าน Application FINNOMENA และ E-mail ให้ฟรีด้วย

Rebalancing คือ การแนะนำให้ปรับสมดุลของพอร์ตการลงทุนให้เป็นไปตามสัดส่วนที่เรากำหนดไว้ในตอนแรก โดยขายสัดส่วนของสินทรัพย์ที่เกินกำหนดออกมา (ส่วนของกำไร) และนำเงินไปซื้อสินทรัพย์ที่มีสัดส่วนต่ำกว่ากำหนด ให้กลับมาเท่าเดิม

เห็นแล้วใช่ไหมคะ ว่าล้านแรกสามารถสร้างได้ด้วยเงินหลักพันจริงๆ หากเพื่อนๆ สนใจอยากลงทุนใน FINNOMENA Port 1stM สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม และสร้างแผนการลงทุนด้วยจำนวนเงินที่ต้องการลงทุนเองได้ที่ https://www.finnomena.com/1stm


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลตอบแทนคาดหวังจากแผนการลงทุนนี้ เป็นเพียงค่าประมาณการ ไม่ใช่การการันตีผลตอบแทน | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

คุยคริปโต Podcast EP5 : ซื้อถือยาว VS เก็งกำไรระยะสั้น กลยุทธ์ไหนเจ๋งกว่ากันในยามที่ตลาดผันผวน

Zipmex

ซื้อถือยาว VS เก็งกำไรระยะสั้น กลยุทธ์ไหนเจ๋งกว่ากันในยามที่ตลาดผันผวน

หลังจากที่ราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนทั้งมือใหม่ มือเก๋าให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งเหรียญหลักอย่าง BTC ETH XRP LTC BCH หรือเหรียญเล็ก ๆ อย่าง Altcoin บางตัวปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่า 400 % ภายในระยะเวลาอันสั้น นอกจากประเด็นเรื่องของเหรียญไหนปัง เหรียญไหนแป้กแล้ว ก็ยังมี Topic ที่ฮิตกันในกลุ่มนักลงทุนก็คือ “กลยุทธ์” ไหนที่เหมาะสมหรือสามารถทำกำไรในสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้ของซิปเม็กซ์จะมาทดสอบอะไรให้ทุกคนดูครับ

เราจึงหยิบ 2 กลยุทธ์ที่ง่ายและเป็นกลยุทธ์ที่นักลงทุนสาย Quantitative มักจะนิยมใช้ทดสอบกัน คือ Buy and Hold คือซื้อแล้วถือไปยาว ๆ ไม่ซื้อเพิ่ม ไม่ขายออกระหว่างทาง อีกกลยุทธ์หนึ่งคือการใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเพื่อเข้ามาจับจังหวะในการซื้อขาย แต่เนื่องจากเราไม่ต้องการชี้นำ เราจึงขอไม่เปิดเผยว่ากลยุทธ์ในการเข้าซื้อ ขาย มีเงื่อนไขอย่างไรเพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่เราอยากจะสื่อกับทุกคนครับ

กลยุทธ์ Buy and Hold

  • สมมุติฐาน เงินลงทุนตั้งต้น 1 ล้านบาท
  • สินทรัพย์ดิจิทัลที่หยิบมาทดสอบ คือ Bitcoin
  • ช่วงเวลาที่ทำการทดสอบ 1/1/2020 – 1/08/2020
  • มีผลการทดสอบดังต่อไปนี้ (ตามรูปประกอบด้านล่าง)

จากเงิน 1 ล้านบาทที่ลงทุนซื้อ BTC ขยับขึ้นมาเป็น 42.5 ล้านบาทภายใน 5 ปีกับ 8 เดือน คิดเป็นผลตอบแทนทั้งสิ้น 4153 % หรือเป็นต่อปี 96 % ซึ่งจากตัวเลขนี้ทุกคนคงโอเคมาก ๆ กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่ว่าจะหาสินทรัพย์เสี่ยงจากไหนก็ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนเท่านี้ได้ แต่ช้าก่อนครับ มีสิ่งหนึ่งที่อยากจะชี้ให้ทุกคนดูคือสิ่งที่เรียกว่า Max drawdown % หรือช่วงที่พอร์ตของเราลดต่ำลงมากที่สุด จากกลยุทธ์ซื้อแล้วถือยาวใน Bitcoin นั้นมีค่า Max drawdown % ถึง 83 % นั่นหมายความว่ามีบางช่วงเวลาที่พอร์ตของเราติดลบไปกว่า 83 % ก็คือช่วงสิ้นปี 2018 นั่นเองครับ เอาจริง ๆ แล้วไม่มีใครยอมรับผลขาดทุนที่ลึกแบบนี้ได้หรอกครับ เครียดกัดเล็บมือฉีกกันพอดี!! ดังนั้นสายของนักลงทุนแบบ Quantitative Investor จึงมีการเปรียบผลตอบแทนกับความเสี่ยงแบบง่าย ๆ ชื่อว่า Mar Ratio โดยผลตอบแทนต่อปี มาหารด้วย Max DD % จะมีค่าอยู่ที่ 1.16 ซึ่งเป็นค่าที่กลาง ๆ ยังไม่น่าสนใจเท่าไหร่เพราะผลตอบแทนต่อความเสี่ยงใกล้เคียงกัน ส่วนตัวเลขด้านล่างนั้นคือผลตอบแทนรายเดือนของแต่ละเดือนว่าเป็นอย่างไรบ้าง ข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจจากตัวนี้บอกเราได้ว่าผลตอบแทนของ Bitcoin ในช่วงเดือน Jan Mar Sep โดยเฉลี่ยติดลบ เดือน Jan ติดลบเฉลี่ย -6.49 % ,Mar -11.82 % ,Sep -4.49 % นั่นอาจทำให้เราอาจจะไปหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าใน 3 เดือนนี้มีอะไรพิเศษรึเปล่า จะได้หลีกเลี่ยงลงทุนในช่วงนี้ เป็นต้น

กลยุทธ์จับจังหวะซื้อขายโดยใช้ Technical Analysis

  • สมมุติฐาน เงินลงทุนตั้งต้น 1 ล้านบาท
  • สินทรัพย์ดิจิทัลที่หยิบมาทดสอบ คือ Bitcoin
  • ช่วงเวลาที่ทำการทดสอบ 1/1/2020 – 1/08/2020
  • ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย 0.2 %
  • มีผลการทดสอบดังต่อไปนี้ (ตามรูปประกอบด้านล่าง)

จากเงินทุน 1 ล้านบาทขยับเพิ่มขึ้นมาเป็น 30 ล้านบาท คิดเป็นผลตอบแทนทั้งสิ้น 2900 % หรือเป็นผลตอบแทนต่อปีที่ 84.11 % ครับ หากมองแค่นี้ก็ถือได้ว่าพอร์ตนี้โตช้ากว่ากลยุทธ์ Buy and Hold ถึง 12 ล้านบาท แต่มองแค่ผลตอบแทนโดยที่ไม่คำนึงถึงความเสี่ยงไม่ได้ครับ ด้วยความที่กลยุทธ์นี้มีการซื้อขายที่ชัดเจนทำให้ในหลาย ๆ ครั้งสามารถป้องกันพอร์ตเราจากความเสียหายได้ทันท่วงที ทำให้มีค่า Max drawdown % อยู่ที่ 39 % ต่างกับกลยุทธ์แรกถึงครึ่งหนึ่ง Mar Ratio จึงมีค่าที่สูงขึ้นเป็น 2.16 แปลว่าผลตอบแทนต่อความเสี่ยงดีขึ้นกว่าเดิม และกลยุทธ์ง่าย ๆ แบบนี้ให้ความแม่นยำในการซื้อขายถึง 62.5 % หรือก็คือ หากเทรด 100 ครั้ง จะได้กำไรประมาณ 62 ครั้งครับ และจากข้อมูลในรูปประกอบของเรา ปีที่ได้ผลตอบแทนเยอะที่สุดคือปี 2017 คือบวกไปกว่า 596.51 % ปีที่ขาดทุนมีเพียงปีเดียวคือ 2018 ขาดทุนไป 15.61 % ครับ

สำหรับผลการทดสอบย้อนหลังนี้เราไม่ได้ต้องการบอกว่าอะไรดีกว่ากันเพราะกลยุทธ์ในการซื้อขายนั้นมีมากมายเหลือเกินครับ มันอยู่ที่ว่าคุณเป็นนักลงทุนแนวไหน เชื่อมั่นในหลักการอะไร เพราะทุกกลยุทธ์ก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป เช่น กลยุทธ์ Buy and Hold ได้กำไรเยอะกว่า แต่ช่วงเวลาที่เกิดขาดทุนก็ขาดทุนหนักกว่า ส่วนการใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคมาจับจังหวะซื้อขายอาจจะได้ผลกำไรน้อยกว่า แต่ Max DD % ก็น้อยกว่า ความเครียดก็น้อยกว่า แต่คุณก็ต้องมีเวลาให้กับการเทรดพอสมควรและต้องมีวินัยในการทำตามระบบตลอด อีกหนึ่งข้อเสียคือเรื่องของค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ระบบนี้ที่ผมออกแบบมาเป็นระบบง่าย ๆ ที่ความถี่ในการซื้อขายไม่สูงมาก ไม่ใช่ซื้อเช้าขายเที่ยง ซื้อบ่ายขายเย็น จะออกแนว Short Term Trading มากกว่า ผมก็เลยอยากจะเอาผลทดสอบอีกตัวหนึ่งมาให้ดูกันครับว่า “หากใช้กลยุทธ์การซื้อขายเดียวกัน แต่คนหนึ่งเสียค่าธรรมเนียม อีกคนหนึ่งไม่เสีย” ผลลัพธ์การลงทุนของคุณจะดีขึ้นเพียงใด ไปดูกันครับ

กลยุทธ์จับจังหวะซื้อขายโดยใช้ Technical Analysis (No Fee)

  • สมมุติฐาน เงินลงทุนตั้งต้น 1 ล้านบาท
  • สินทรัพย์ดิจิทัลที่หยิบมาทดสอบ คือ Bitcoin
  • ช่วงเวลาที่ทำการทดสอบ 1/1/2020 – 1/08/2020
  • ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ไม่เสียค่าธรรมเนียมการซื้อขาย
  • มีผลการทดสอบดังต่อไปนี้ (ตามรูปประกอบด้านล่าง)

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จากเงิน 1 ล้านบาท กลายเป็น 37.5 ล้านบาท !! นั่นหมายความว่า…ค่าธรรมในการซื้อขายตลอดหลายปีนั้นกว่า 7.5 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ หลายคนเห็นตัวเลขนี้แล้วอาจสงสัยว่าใช้รึเปล่า ผมเขียน Code ถูกหรือไม่…ถูกแล้วครับ ใครที่ลงทุนมานาน ยิ่งซื้อขายบ่อย ๆ จะทราบดีว่า ค่าธรรมเนียมที่เราเสียไประหว่างทางมากมายแค่ไหนกัน อดีต Prop Trade หรือ Proprietary Trader ใน Futures อย่างผมการันตีได้เลยว่าการที่นักลงทุนแต่ละคนเสียค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันมีผลต่อการซื้อขายอย่างมาก ในอดีต Prop Trade จะถูกหมั่นไส้มาก ๆ เรื่องของการเสียค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า (แต่ก็ยังเสียนะครับ) เพราะสามารถซื้อขายเข้าออกได้ที่ราคาต้นทุนเลย เช่น ซื้อไปที่ 100 บาท ถ้าดูท่าไม่ดีก็ขายออกได้เลยเพราะต้นทุนเราต่ำ แต่นักลงทุนปกติก็ต้องรอให้เลยทุนไปหน่อยเพื่อให้หักกลบกับค่าธรรมเนียมทั้งขาซื้อและขาขาย ยิ่งถ้าราคาลงก็เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเลยครับ

แต่ในวันนี้สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เราไม่จำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียมการซื้อขายอีกต่อไปแล้วครับ เพราะเราต้องการมอบประสบการณ์ที่ดีในการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลให้กับทุกคน นั่นคือซื้อขายกับซิปเม็กซ์ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม เหมือนว่าคุณคือ Prop Trade ในสินทรัพย์ดิจิทัลดี ๆ นี่เอง ในอดีตอาชีพนี้รับคนยากมาก คุณต้องมีประสบการณ์ลงทุนมานาน มีฝีมือการเทรดแบบที่เรียกว่าจัดจ้านในย่านนี้ เพื่อที่ได้รับเงินทุนและจะเสียค่าธรรมเนียมถูกกว่า แต่ซิปเม็กซ์ของเรา…ฟรีค่าธรรมเนียมการซื้อขายเลยครับ ฉะนั้นอยากให้ทุกคนที่สนใจลองเข้ามาลงทุนซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลกับเราครับ แล้วคุณจะรู้ว่าการไม่เสียค่าธรรมเนียมมันเทรดได้สนุกแค่ไหน

สิงคโปร์เผย GDP Q2/63 หดตัว 13.2% (YoY) จากผลกระทบมาตรการล็อกดาวน์คุมโควิด

FINNOMENA Reporter

หากเทียบเป็นรายไตรมาส GDP ไตรมาส 2/2563 ของสิงคโปร์ หดตัวลง 42.9% ซึ่งเป็นการหดตัวรุนแรงกว่าตัวเลขประมาณการเบื้องต้นที่ระบุว่า GDP หดตัวลง 41.2%

  • ทั้งนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ระบุว่า ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงไม่แน่นอน เนื่องจากไวรัสโควิด-19 ยังคงแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้
  • นอกจากนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ยังได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลข GDP ตลอดปี 2563 โดยคาดว่า GDP จะหดตัวลง 5% – 7% ซึ่งย่ำแย่กว่าตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้าซึ่งระบุว่า GDP ปี 2563 จะหดตัวลง 4% – 7%
  • ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจสิงคโปร์กำลังเผชิญกับภาวะขาลงครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติ

ที่มา : https://www.cnbc.com/2020/08/11/singapore-releases-second-quarter-2020-gdp-economic-data.html

เฟดสั่งแบงก์ใหญ่ในสหรัฐตั้งสำรองเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4

FINNOMENA Reporter

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ประกาศสัดส่วน common equity tier 1 (CET1) capital requirement สำหรับธนาคารขนาดใหญ่ที่มีขนาดสินทรัพย์สูงกว่า 100 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.63

  • ซึ่งในการประกาศนั้นแต่ละธนาคารจะต้องคง minimum capital requirement ที่ร้อยละ 4.5 บวกกับ stress capital buffer (SCB) และ GSIBs surcharge ในอัตราที่แตกต่างกันไปตามผล stress test ที่ผ่านมา
  • อย่างไรก็ดี Fed จะยังนำข้อเสนอจากแต่ละฝ่ายมาปรับปรุงแบบจำลองที่ใช้ในการ stress test ในลำดับต่อไป โดยทางสถาบันการเงินต่างมองว่าการดำเนิน stress test ในปีนี้มีความเฉพาะตัวกว่าที่ผ่านมา
  • ขณะที่ในกลุ่มธนาคารต่างชาตินั้น ธนาคารที่ต้องคง CET1 capital requirement สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ Deutsche Bank (12.30%), Credit Suisse (11.40%) และ UBS (11.20%)

ที่มา : https://www.americanbanker.com/news/fed-publishes-big-bank-capital-requirements-tied-to-stress-test-buffer

รัฐบาลสหรัฐฯ ระงับแผนปล่อยกู้ “โกดัก” หลังเกิดข้อกล่าวหากระทำผิดกฎหมาย

FINNOMENA Reporter

สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาของสหรัฐฯ เผยว่าได้ระงับการปล่อยเงินกู้จำนวน 765 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้บริษัท โกดัก นำไปใช้ในการเปิดตัวบริษัทผู้ผลิตยาแห่งใหม่

  • หลังสมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตจำนวนหนึ่งยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ให้ทำการสอบสวนธุรกรรมด้านการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทแห่งนี้และทีมผู้บริหาร ในช่วงเวลาที่มีข่าวว่า โกดัก จะได้รับเงินกู้ก้อนโตจากรัฐบาล
  • ทั้งนี้ ราคาหุ้นของโกดักพุ่งขึ้นกว่า 1,000 เปอร์เซ็นต์เมื่อสัปดาห์ก่อน หลังมีรายงานข่าวการได้รับเงินกู้จากรัฐบาล และการปรับขึ้นของราคาหุ้นครั้งนี้กลายมาเป็นลาภลอยให้กับผู้บริหารของบริษัทหลายรายทันที
  • สมาชิกสภาคองเกรสที่ยื่นเรื่องให้มีการสอบสวนครั้งนี้ กล่าวว่า ธุรกรรมที่ว่านี้ทำให้เกิดความกังวลว่าจะมีการใช้ข้อมูลภายในองค์กรเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือ Insider Trading ขณะที่ โกดัก กล่าวว่า บริษัทได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิเศษที่ประกอบด้วยกรรมการอิสระ เพื่อทำการตรวจสอบเป็นการภายในด้วยเช่นกัน

ที่มา : https://edition.cnn.com/2020/08/10/investing/kodak-loan-pause/index.html

Corner หุ้น IPO

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
Corner หุ้น IPO

“วัฏจักร” ของตลาดหุ้นอย่างหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในประวัติศาสตร์ก็คือ เมื่อตลาดหรือดัชนีตกต่ำลงมาถึงจุดหนึ่ง มันก็จะปรับตัวขึ้น ตอนเริ่มต้นก็จะไปอย่างช้า ๆ และนำด้วยหุ้นขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานดีและมีกำไรที่กำลังจะฟื้นตัวดีขึ้น ต่อมาเมื่อดัชนีปรับตัวขึ้นถึงจุดหนึ่ง หุ้นขนาดกลางก็จะเริ่มปรับตัวขึ้นและจะปรับตัวขึ้นแรงกว่าหุ้นขนาดใหญ่ที่มักจะ “อุ้ยอ้าย” และโตช้ากว่า และหลังจากที่หุ้นขนาดกลางปรับตัวขึ้นไปมากและกระจายตัวออกไปก็จะมาถึงคิวหุ้นตัวเล็กที่เริ่มเห็นว่ากิจการจะมีกำไรดีขึ้นเนื่องจากภาวะทางเศรษฐกิจที่น่าจะดูดีขึ้นอย่างมั่นคงแล้ว ในขณะนี้ นักลงทุนส่วนบุคคลรายย่อยก็จะเริ่มเข้ามาเก็งกำไรซื้อขายหุ้นกันเป็นจำนวนมากเนื่องจากได้รับข่าวสารที่ว่าตลาดหุ้นทำเงินให้นักลงทุนจำนวนมาก การลงทุนสามารถ “สร้างเศรษฐี” ให้กับนักเล่นหุ้นเป็นกอบเป็นกำ ความร้อนแรงของตลาดหุ้นหรือดัชนีหุ้นเมื่อวิ่งขึ้นถึงจุดหนึ่ง หุ้นทั้งหมด เฉพาะอย่างยิ่งหุ้นตัวเล็กก็จะแพงจนเริ่มมีคนขายหุ้นทำให้หุ้นเริ่มหยุดวิ่ง ข่าวดี ๆ ที่จะขับเคลื่อนหุ้นเริ่มหมด ณ เวลานี้ก็ถึงคิว หุ้น “IPO” หรือหุ้นที่เพิ่งเข้าตลาดหุ้นครั้งแรกโดยเฉพาะที่เป็นหุ้นขนาดเล็ก หุ้นเหล่านี้ถูกนำมาขายโดย “Underwriter” และที่ปรึกษาทางการเงินที่จะประเมินราคาหุ้นโดยอิงจากผลประกอบการของบริษัทที่มักจะมีตัวเลขที่น่าเชื่อถือเพียงไม่กี่ปีหรือบางทีแค่ปีหรือสองปี โดยที่ปีสุดท้ายก่อนเข้าตลาดก็จะเป็นปีที่มักจะดีกว่าปกติ บ่อยครั้งก็จะเป็นปีที่ผลประกอบการ “ก้าวกระโดด” วาณิชธนากรก็จะใช้ตัวเลขนี้และประมาณการต่อไปข้างหน้าที่มักจะเติบโตสูงกว่าอดีตมาก หลังจากนั้นพวกเขาก็จะ “ตีมูลค่า” โดยใช้ตัวเลขเช่น ค่า PE ที่มักจะอิงจากค่า PE ของอุตสาหกรรม คูณด้วยตัวเลขกำไรของบริษัท จากนั้นก็จะมีการ “Discount” หรือปรับลดราคาลงมาซัก 10-15% เพื่อที่จะแสดงให้นักลงทุนเห็นว่าจะได้ซื้อหุ้นถูกลงซึ่งจะทำให้ “มีกำไร” เมื่อหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์

จากสถิติที่มีการศึกษาโดยเฉพาะหุ้นในตลาดของอเมริกานั้น ดูเหมือนว่าหุ้น IPO นั้นจะถูกตั้งราคาที่ “แพงเกินไป” เพราะหลังจากที่หุ้นเข้าซื้อขายในตลาดนานพอสมควรเช่น 1 ปีหลังจากซื้อขายวันแรก ราคาหุ้นมักจะต่ำกว่าราคาจองเป็นส่วนใหญ่ จนผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในแวดวงของตลาดหุ้น ชอบพูดประชดหุ้น IPO ว่าไม่ใช่มาจากคำย่อว่า “Initial Public Offering” แต่เป็น “It’s Probably Overpriced” หรือแปลว่า “ราคาหุ้นคงจะแพงเกินไป” เหตุผลก็คงเป็นเพราะว่า IPO นั้นมักจะเกิดขึ้นมากตอนหุ้นในตลาดโดยรวมร้อนแรงและราคาหุ้นส่วนใหญ่ก็มักจะแพงเกินไปอยู่แล้ว ดังนั้น หุ้น IPO ก็มักจะต้องแพงตามและแพงกว่า เนื่องจากทุกคนต้องการมันและที่ปรึกษาและเจ้าของหุ้นต่างก็มักจะมองโลกในแง่ดีและเชื่อในผลประกอบการที่มักจะสดใสกว่าความเป็นจริง

ในตลาดหุ้นไทยเองนั้น IPO ยังเป็นหุ้นที่นักเล่นหุ้นส่วนบุคคลชอบมากเนื่องจากมันสามารถเป็นเครื่องมือของการ “เก็งกำไร” ที่ทรงประสิทธิภาพเพราะว่าราคาหุ้นจะมีความผันผวนสูงกว่าหุ้นที่อยู่ในตลาดมานานแล้วมาก ราคาที่เข้าซื้อขายหุ้นในวันแรกนั้นอาจจะแตกต่างจากราคาจองเป็นหลายสิบเปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องปกติ ในประวัติศาสตร์เองนั้น หุ้นบางตัวขึ้นไปถึง 200% หรือชนเพดานก็มีอยู่บ่อย ๆ ในทางตรงกันข้าม เวลาที่เกิดการขาดทุนนั้น กลับมีการขาดทุนไม่มาก แค่ 10-20% ก็ถือว่ามากแล้ว เหตุผลก็เพราะว่า “ไม่มีใครมีต้นทุนต่ำกว่าราคาจอง” ยกเว้นแต่ผู้ถือหุ้นเดิมหรือเจ้าของที่หุ้นมักจะถูก “ล็อก” เอาไว้ไม่ให้ขายในช่วงเวลาหนึ่งหลังหุ้นเข้าตลาด ดังนั้น การจองซื้อหุ้น IPO รวมถึงการเล่นหุ้นในช่วงวันแรก ๆ ที่เข้าตลาดหุ้นจึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนส่วนบุคคลชอบมาก หลายคนอาจจะไม่สนใจเรื่องของพื้นฐานและ “ราคาหุ้นที่เหมาะสม” เกือบทุกคนเข้ามาเล่น “เก็งกำไร” ซึ่งทำให้ปริมาณการซื้อขายหุ้น IPO ในช่วงแรก ๆ ของการเข้าตลาดหุ้นสูงแบบมโหฬาร และราคาหุ้นบ่อยครั้งก็ขึ้นแบบไม่น่าเชื่อ

แต่ไม่ใช่หุ้น IPO ทุกตัวจะประสบความสำเร็จ การคาดการณ์ว่าหุ้นตัวไหนจะ “วิ่งระเบิด” นั้นผมคิดว่าน่าจะต้องมีปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเก็งกำไรมากกว่าพื้นฐานที่แท้จริงของกิจการและความถูกแพงของราคาหุ้น ซึ่งผมจะลองเสนอเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้

Corner หุ้น IPO

ข้อแรกก็คือ หุ้น IPO ที่จะประสบความสำเร็จมักจะอยู่ในอุตสาหกรรม “แห่งอนาคต” เฉพาะอย่างยิ่งเป็นอุตสาหกรรม “ไฮเท็ค” หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับ “ดิจิตอล” หรืออุตสาหกรรมที่เป็น “เมกาเทรนด์” อื่น ๆ ที่คนเชื่อว่าจะเติบโตได้อย่างรวดเร็วและต่อไปได้อีกนาน และโดยที่นักเล่นหุ้นทั่วไปนั้นมักจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องของเทคโนโลยีมากนัก ดังนั้น หุ้น IPO ที่จะเข้าตลาดก็จะต้องมีชื่อที่คนฟังแล้วจะเกิดความมั่นใจว่านี่คือบริษัทที่ “ใช่เลย” เพราะมีคำที่เกี่ยวกับ “เทคโลยีใหม่ระดับโลก” หรือมาจากแหล่งที่เป็น “ศูนย์กลางของเทคโนโลยีระดับโลก” และที่สำคัญก็คือ บริษัทมีการซื้อขายสินค้ากับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก และในกรณีที่เป็นสินค้าหรือบริการในประเทศก็จะต้องมีชื่อที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ตหรืออะไรก็ตามที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันมาก เช่น คำว่าคลาวด์หรือแพลทฟอร์ม เป็นต้น

ข้อสอง เป็นบริษัทที่กำลังได้ประโยชน์จากสถานการณ์ปัจจุบันอย่างมาก เช่น เป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าที่ใช้ในการป้องกันโควิด19 หรือเป็นธุรกิจที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคเลยและยอดขายก็ไม่ได้ตกลงมา บางทีอาจจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ กำไรของบริษัทกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจน “น่าทึ่ง” ซึ่งทำให้เกิดภาพว่าบริษัทมีความโดดเด่นมากในยามที่บริษัทอื่น ๆ ส่วนใหญ่กำลังย่ำแย่จนแทบเอาตัวไม่รอด เรื่องราวของบริษัทที่อยู่ในภาพพจน์ของนักลงทุนก็คือเป็นหุ้นเล็กที่ “เติบโตเร็ว” ซึ่งหาได้ยากในตลาดหุ้นไทยในภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจเติบโตช้าลงอย่างมาก

ข้อสามซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญมากที่จะทำให้หุ้น IPO สำเร็จในช่วงเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นในช่วงแรกก็คือ ขนาดหรือจำนวนของหุ้นที่ขายให้กับประชาชนหรือนักลงทุนทั่วไปจะต้องไม่สูงมาก ซึ่งก็หมายความว่า Free Float หรือหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดจะมีไม่มาก เช่น แค่ไม่กี่ร้อยล้านบาทหรืออย่างมากก็ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท เพราะถ้าเป็นหุ้นที่มี Free Float สูง การที่จะมีเม็ดเงินมาไล่ซื้อดันราคาหุ้นให้สูงขึ้นไปก็ทำได้ยาก หุ้นที่มีหุ้นกระจายในตลาดน้อยและเป็นหุ้นที่มีคุณสมบัติโดดเด่นสำหรับการเก็งกำไร เช่น อยู่ในอุตสาหกรรมไฮเท็คและเติบโตเร็ว นั้น จะมีโอกาสที่จะถูก “Corner” หรือถูกซื้อโดยนักเก็งกำไรหรือนักปั่นหุ้นจน “เกือบหมด” ซึ่งจะส่งผลให้ราคาหุ้น “วิ่งระเบิด” โดยที่พื้นฐานของกิจการอาจจะไม่รองรับ ตัวอย่างก็เช่น หุ้นตัวเล็กหลายตัวที่วิ่งขึ้น 200% ในการซื้อขายวันแรกในสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นต้น

ผมเชื่อว่าปรากฏการณ์ของ “ภาวะกระทิง” ของหุ้น IPO โดยเฉพาะที่เป็นหุ้นขนาดเล็กซึ่งผมคิดว่ามาจากการที่หุ้นถูก Corner นั้น อาจจะดำเนินต่อไปได้อีกระยะหนึ่งแต่ก็คงไม่นานนัก เหตุผลก็เป็นเพราะภาวะการเก็งกำไรของตลาดหุ้นไทยส่วนที่เป็นหุ้นขนาดเล็กที่กำลังเกิดขึ้นนี้ คงไปต่อไม่ได้นาน เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ความร้อนแรงของหุ้น IPO นั้น มักจะเป็นสัญญาณว่าภาวะกระทิงใกล้จะจบ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ราคาหุ้นที่ขึ้นไปสูงมากก็จะไม่สามารถดำรงอยู่ได้ นักลงทุนจะต้องเข้าใจว่า บริษัทที่เราคิดว่าเป็น “ไฮเท็ค” นั้น อาจจะไม่ใช่บริษัทไฮเท็คที่มีเทคโนโลยีระดับสูงจริง ๆ และบริษัทอื่นจำนวนมากก็สามารถทำได้ ไม่มีทางที่บริษัทจะสามารถเติบโตและทำกำไรมากมายได้ในระยะเวลาอันสั้น และสิ่งที่จะยืนยันก็คืองบการเงินที่จะทยอยออกมาทุกไตรมาศ

นักเล่นหุ้นเก็งกำไรในหุ้น IPO บางคนอาจจะคิดว่านี่คือการเก็งกำไรและจะซื้อขายหุ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ถ้าดูว่าหุ้นอาจจะไม่ขึ้นต่อแล้วก็จะขายออกไปก่อน แต่ในความเป็นจริงนั้น แทบทุกคนที่เข้ามาซื้อหุ้นก็จะคิดแบบเดียวกัน ดังนั้น ในวันที่เราคิดจะขาย คนอื่นก็อาจจะคิดแบบเดียวกัน คนที่จะซื้อมีน้อยมาก หุ้นก็อาจจะตกลงมาได้มากจนเราไม่อยากขายและในที่สุดก็จะ “ติดหุ้น” เพราะราคาหุ้นต่ำกว่าต้นทุนของเรามาก และถ้าขายก็จะขาดทุนอย่างหนัก ผมคิดว่าคนที่จะมีโอกาสกำไรได้มากในการเล่นหุ้น IPO ก็คือคนที่ “คุมเกม” คือคนที่มีเม็ดเงินมากพอที่จะ Corner หุ้น ซึ่งจะดันราคาหุ้นให้สูงขึ้นไปได้มากตามที่ต้องการ จากนั้นก็จะค่อย ๆ ทยอยขายหุ้นออกในเวลาที่เหมาะสมเป็นระยะจนหมดก่อนที่ “ความจริง” ในพื้นฐานของหุ้นจะปรากฏ

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://portal.settrade.com/blog/nivate/2020/08/10/2366

เปรียบเทียบกองทุน KFGBRAND vs T-PREMIUM BRAND: มีเงินหลักพัน ก็เป็นเจ้าของสินค้าแบรนด์ดังได้

Get Wealth Soon
กองทุน KFBRAND T-PREMIUM BRAND

ดูข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลัง และเปรียบเทียบ 2 กองทุนนี้ ได้ที่นี่ คลิกเลย!


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน I สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

คุยคริปโต Podcast EP4 : Mindset ที่ถูกต้องและจำเป็นสำหรับการลงทุน

Zipmex

Mindset ที่ถูกต้องและจำเป็นสำหรับการลงทุน

การลงทุนเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวทุกคนมากกว่าที่เราคิดซะอีกนะครับ เพราะการลงทุนไม่ใช่เพียงแค่การซื้อหุ้น ซื้อพันธบัตร ซื้อทองคำเก็บ รอให้เงินทำงานและเกษียณอายุอย่างเป็นสุข แต่การลงทุนมีองค์ประกอบที่มากกว่านั้น มากกว่าการซื้อเก็บไว้เฉย ๆ เพราะถ้ามันง่ายขนาดนั้นจริง คงไม่มีดราม่าเกี่ยวกับการลงทุนให้เราเห็นอย่างต่อเนื่องกันหรอกจริงไหมครับ และอันที่จริงสินทรัพย์ที่เราลงทุนได้ก็มีมากมายเกินกว่าที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันอีกครับ เช่น ในตลาดซื้อขายล่วงหน้าเราสามารถซื้อขายน้ำตาล กาแฟ ข้าวโพด หรือแม้กระทั่งหมูสามชั้น ! ก็ยังสามารถเปิด Long เปิด Short รับรู้กำไรขาดทุนรายวันกันได้เลยครับ อีกกรณีหนึ่งที่หลายคนยังคิดไม่ถึง นั่นก็คือเรื่องของเงินบาท การที่เราเป็นคนไทย การรับเงินจ่ายเงิน ถือครองเงินในรูปของเงินบาท ในความเป็นแล้วเท่ากับว่าเรากำลัง “เชื่อมั่น” ในเงินสกุลนี้ ก็เปรียบเหมือนกับว่าเรากำลังลงทุนในเงินบาทนั่นแหละครับ เพราะโลกของเราในตอนนี้ Globalization มากขึ้น ความมั่งคั่งในโลกเราจะเป็นในเชิงเปรียบเทียบกันหมด เช่น เรามั่งคั่งเท่าไหร่เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ค่าเงินระหว่างประเทศจึงมีผลต่อฐานะการเงินพอสมควร เห็นรึยังครับว่าการลงทุน “สำคัญและใกล้ตัวเรา” มากแค่ไหน

ในบทความนี้ของ Zipmex จึงอยากที่จะมาแชร์ “Mindset ที่ถูกต้องสำหรับการลงทุน” ซึ่งเป็นเหมือนกับ Blueprint ที่ควรพิจารณาและยึดถือเอาไว้ตลอดการลงทุน โดยอ้างอิงจากหนังสือของนักลงทุนระดับโลกที่โด่งดังมาก ๆ นั่นก็คือ Mark Minervini เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาเริ่มกันเลยนะครับ

Mindset ที่ถูกต้องสำหรับการลงทุน

1.You Can Start Small (เริ่มจากน้อย ๆ ก่อนก็ได้ครับ)

คนส่วนใหญ่มักจะมีความเชื่อว่า หากต้องการเริ่มต้นในเรื่องของการลงทุนควรจะต้องมีเงินทุนจำนวนมาก ทำให้คนส่วนใหญ่มัวแต่วางแผนเก็บเงิน เก็บเงิน เก็บเงิน จนสุดท้าย ไม่ได้ลงทุนสักที แน่นอนครับว่าการมีเงินจำนวนเยอะขึ้น อาจจะทำให้มีทางเลือกในการลงทุนที่มากกว่า สามารถกระจายเงินในสินทรัพย์ต่าง ๆ ได้หลากหลายกว่า แต่ในความเป็นจริง เราสามารถใช้เงินจำนวนน้อย หรือค่อย ๆ ทยอยลงทุนทีละนิดก็ได้ครับ ข้อดีของมันก็คือ เวลาที่เราผิดพลาด เสียหาย ขาดทุน มันจะไม่กระทบกับชีวิตเรามากนัก เพราะเป็นเพียงเงินบางส่วนของเราเท่านั้น เมื่อเรามีประสบการณ์มากขึ้น มีความรู้ความเข้าใจที่สูงขึ้น ค่อยเพิ่มจำนวนเงินลงทุนตามความมั่นใจของเราครับ

2. Do You Want to Be Right or Make Money? (คุณต้องการเป็นคนที่ทายถูก หรือต้องการเป็นคนที่ทำเงิน)

อีกหนึ่ง Mindset ที่หลากคนยังเข้าใจผิดก็คือเรื่องของการคาดการณ์อนาคต การลงทุนคือการใส่เงินในอะไรบางอย่างในวันนี้เพื่อคาดหวังผลตอบแทนในอนาคต นักลงทุนหน้าใหม่เลยมีความเชื่อว่า เขาจะต้องสามารถคาดการณ์อนาคตได้ สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกเขาจะได้สามารถ Take Action ได้อย่างถูกต้อง แต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่สำคัญในการลงทุนไม่ใช่การคาดการณ์อนาคตให้ถูกต้องอยู่เสมอ แต่คือการพยายาม Make Money ให้ได้มากที่สุดเมื่อเราเป็นฝ่ายที่ถูกและ Limit Loss ให้น้อยที่สุดเมื่อเราเป็นฝ่ายที่ผิด ดังคำกล่าวของพ่อมดการเงินชื่อดังอย่าง จอร์จ โซรอส ที่พูดเอาไว้ว่า “It’s not whether you’re right or wrong that’s important, but how much money you make when you’re right and how much you lose when you’re wrong.”

3. No One Is Going to Do It for You (ไม่มีใครสามารถทำแทนคุณได้)

แม้จะมีหลักสูตรการสอนเกี่ยวกับการลงทุนมากขนาดไหน หรือมีผู้เชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำด้านการลงทุนมากมายเท่าไหร่ แต่ก็ไม่มีใครสามารถผลักดันให้คุณประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ ได้ดีเท่ากับตัวคุณเองอีกแล้ว เพราะการเงินการลงทุนคือเรื่องส่วนบุคคล ความชอบ ความถนัด และเวลาที่เราให้กับสิ่งนี้มักจะไม่เท่ากันอยู่แล้ว นั่นทำให้ผลลัพธ์ของการลงทุนแต่ละคนในเรื่องการลงทุนมักจะไม่เท่า บางคนขาดทุน บางคนสามารถสร้างฐานะขึ้นมาได้จากการลงทุน ฉะนั้น คุณคือตัวแปรสำคัญที่สุดในเรื่องนี้ครับ
Trader or Investor? (เลือกใช้ชัด จะเป็นเทรดเดอร์หรือเป็นอินเวสเตอร์)

ข้อนี้สำคัญมากครับ คือคุณควรจะชัดเจนในแนวทางการลงทุนของคุณเอง แต่! ไม่ใช่ให้คุณเลือกในตอนนี้นะครับ หากคุณอ่านหนังสือด้านการลงทุนเบื้องต้น เขาจะบอกให้คุณ “เลือก” มาเลยจะเป็นเป็นนักลงทุนหรือนักเก็งกำไร จะแนวไหนก็ว่ามาเลย แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เราอยากแนะนำสำหรับผู้ที่เริ่มต้น คือการศึกษาให้หมดทุกอย่าง ทุกแนว ทุกกลยุทธ์ ลองผิดลองถูกในตลาดบ้าง โดยเริ่มต้นจากน้อย ๆ ก่อน เมื่อคุณมีประสบการณ์มากขึ้น คุณจะเริ่มรู้และเข้าใจตัวเองจริง ๆ ว่าเราถนัดและสบายใจในการลงทุนรูปแบบไหน เล่นสั้นเล่นยาว และในวันนั้นค่อยโฟกัสมากขึ้นกับทางที่ตัวเองชอบครับ อย่าจำกัดทางเดินของตัวเองตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเดิน เพราะถนนแห่งการลงทุนกว้างใหญ่และสนุกมากครับ เรียนรู้ไปด้วยกันครับ

4. Trading Is a Business (การลงทุนก็คือการทำธุรกิจ)

Mindset สุดท้ายที่ผมหยิบมาแชร์ก็คือข้อนี้ครับ การลงทุนคือการทำธุรกิจ หรือเหมือนกับการทำธุรกิจเลย มันไม่ใช่แค่การมีเงิน เข้ามาเปิดบัญชี ซื้อ ๆ ขาย ๆ แต่เราจะต้องวางแผน เตรียมตัว เตรียมใจ เหมือนกับการเริ่มต้นทำธุรกิจเลยครับ เราต้องเตรียมเงินทุน วางกลยุทธ์ วางแผนการเงิน ดูเรื่องการบริหารความเสี่ยง เรื่องแผนสำรอง ยกตัวอย่างเช่นคุณคือนักลงทุนเต็มเวลา สิ่งที่คุณต้องเตรียมตัวก็คือ คอมพิวเตอร์ ห้องทำงาน และอินเตอร์เน็ต ซึ่งต้องรวมถึงอินเตอร์เน็ตสำรอง คอมพิวเตอร์สำรอง เครื่องสำรองไฟกรณีไฟดับ เป็นต้น แล้วมีสิ่งอื่นอีกมากมายที่เราต้องเตรียมตัว ในอีกทางหนึ่ง วิธีคิดหรือ Mindset ของคุณต่อเรื่องการลงทุนจะต้องถูกทิศ ถูกทาง สมมุติว่าคุณเปิดบริษัทวันนี้ คุณคาดหวังว่าวันพรุ่งนี้คุณจะสำเร็จ ร่ำรวย และปิดบริษัทไปเลยไหมครับ ไม่แน่นอน คุณต้องการความยั่งยืน ต้องการให้บริษัทคุณ ยอดขายคุณ เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อาจจะมีบ้างบางครั้งที่ประสบปัญหา แต่ใน Long Term คุณคาดหวังว่าจะต้องผ่านมันไปให้ได้ การลงทุนก็เช่นเดียวกันครับ คุณต้องมีวิธีคิด มีความคาดหวังเช่นเดียวกับการทำธุรกิจครับ

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนของ Mindset ที่สำคัญในการลงทุน ความเป็นจริงยังมีอีกมากมายที่เรายังต้องศึกษาและทำความเข้าใจ Zipmex ในฐานะของการเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย เราจะมีบทความดี ๆ ความรู้ดี ๆ ให้ทุกคนอย่างต่อเนื่อง ฝากติดตามพวกเราด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

4 ความใฝ่ฝันของคนรุ่นใหม่ ที่ออฟฟิศควรให้การซัพพอร์ต I Alpha Pro EP.15

Get Wealth Soon
4 ความใฝ่ฝันของคนรุ่นใหม่ ที่ออฟฟิศควรให้การซัพพอร์ต I Alpha Pro EP.15

แรงบันดาลใจในการเขียนบทความนี้มาจาก พี่แบงค์ Co-founder ของ FINNOMENA หรือที่รู้จักกันในนาม Mr.Messenger นั่นเอง ขอเกริ่นก่อนสักนิด ว่าการทำงานที่ FINNOMENA เวลางาน เราทำงานอย่างจริงจัง เวลาเล่น เราก็เล่นอย่างจริงจังเหมือนกัน ช่วงแรก ๆ ที่เพิ่งเข้ามาทำงาน ยังอยู่ในช่วงปรับตัว เลยเกิดอาการที่เวลางานเบียดเวลาเล่น จนรู้สึกเครียด แต่ก็ยังไม่สามารถจัดการงานได้

จนวันนึงเรามีโอกาสได้เล่า (บ่น) ให้พี่แบงค์ฟัง เลยได้รับประโยคตอบกลับมาว่า

ใน 1 วันมี 24 ชั่วโมง ควรจะเป็น 8 8 8 คือ เวลาทำงาน 8 ชั่วโมง เวลานอน 8 ชั่วโมง และเวลาส่วนตัว ที่ใช้ในการเล่น รวมถึงการเดินทางอีก 8 ชั่วโมง ลองไปปรับดูนะ แล้วชีวิตจะมีความสุขขึ้น

พอเราได้รู้ว่า เราไม่ต้องทำงานเกือบทั้ง 24 ชั่วโมงก็ได้ แค่จัดการ Work Life Balance ให้ดี และรับผิดชอบงานให้เสร็จทันเวลา

นี่มันบริษัทในฝันของคนรุ่นใหม่ชัดๆ!”

แล้วนอกจากเรื่องนี้ยังมีเรื่องอะไรอีกบ้าง ที่เป็นหน้าตาบริษัทในคนรุ่นใหม่ วันนี้เรามาเล่าให้ฟัง 4 ข้อค่ะ

Work-life balance ต้องดี

ขอกลับมาพูดถึงเรื่องนี้แบบละเอียดมากขึ้น Work-life balance คือการมีชีวิตในทุก ๆ ด้านที่สมดุล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ครอบครัว สุขภาพ ความฝัน ความสัมพันธ์ ฯลฯ ซึ่งในความเป็นจริง เป็นเรื่องยากจะทำทุกอย่างให้ดีในทุกด้าน

16 ชั่วโมง ที่เป็นเวลานอนและเวลาส่วนตัว เป็นส่วนที่เราวางแผนจัดการเองได้ ดังนั้นจะดีจะแย่ขึ้นอยู่กับการจัดการของเรา ในวันที่ร่างกายล้ามากแล้ว แต่สมองยังไม่ยอมพักผ่อน การนอนในคืนนั้นจะไม่เต็มที่ ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของการทำงานในวันถัดไปอย่างแน่นอน

ส่วนอีก 8 ชั่วโมงที่เป็นเวลาทำงาน เป็นส่วนที่ปรับเปลี่ยนยาก เพราะไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไร เราก็ต้องใช้เวลานี้ในการทำงานอยู่ดี แต่ถ้าบริษัทมีข้อเสนอแบบนี้ให้ล่ะ

เวลาเข้างานยืดหยุ่น

ทำให้ไม่ต้องเร่งรีบไปทำงาน เพื่อให้เข้างานทันเวลาตอน 8.00 น. หรือ 8.30 น. และยังทำให้เราสามารถเลี่ยงเวลารถติด หรือเลี่ยงความหนาแน่นของคนบนรถไฟฟ้าในช่วงเช้าได้อีกด้วย

มีโซนผ่อนคลาย

ในบางวันเราอาจจะรู้สึกเหนื่อย เพลียจากการทำงานอย่างหนักมาเกือบทั้งวัน อยากพักผ่อนสมองบ้าง ก็สามารถไปงีบหลับที่เตียงได้ เพื่อให้ตื่นมาแล้วมีแรงทำงานต่อ หรือในช่วงพักกลางวัน รวมถึงหลังเลิกงาน มีโต๊ะพูล โต๊ะปิงปอง หรือบอร์ดเกม ให้เล่นได้ นอกจากจะได้ผ่อนคลายแล้ว ยังได้สานสัมพันธ์กับคนในบริษัทมากขึ้นอีกด้วย

มีนโยบาย Work from home

ในช่วงที่วิกฤต COVID-19 ระบาดอย่างหนัก ทำให้หลาย ๆ บริษัทมีนโยบาย Work from home ขึ้นมาเพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ซึ่ง FINNOMENA เองก็มีประกาศให้พนักงาน Work from home ถึง 2 เดือนเต็ม ๆ ก่อนจะกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ ทำให้เราได้รู้ถึงข้อดีของการทำงานที่บ้าน คือช่วยเพิ่มสมาธิในการทำงาน ทำให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น หลังจากหมดวิกฤต COVID-19 เรามองว่าหากบริษัทมีการสานต่อนโยบายนี้ คงถูกใจคนรุ่นใหม่ไม่ใช่น้อย

เรียกได้ว่า เวลางาน เราจริงจัง เวลาเล่น เราก็จริงจังเช่นกันเป็นส่วนที่ช่วยลดความตึงเครียดของ 8 ชั่วโมงในเวลางานไปได้มากเลยทีเดียว แต่ข้อสำคัญก็คือตัวเราต้องรับผิดชอบงานอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน

รู้ Career Path ชัดเจน

Work-life balance เป็นสิ่งที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่ มีความสุข สนุกกับการทำงานในทุก ๆ วัน แต่นอกจากเรื่องงานในปัจจุบัน ต้องมองในเรื่องของอนาคตด้วย การที่เราได้รู้อย่างชัดเจนว่า ปัจจุบันความสามารถเราอยู่ที่จุดนี้ แล้วในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เราจะเติบโตไปทางไหนได้บ้าง เพราะคนรุ่นใหม่มีความต้องการที่จะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด

บริษัทที่มีนโยบายการนัดประชุม 1-on-1 กับหัวหน้าเป็นประจำ อาจจะเดือนละ 1 ครั้ง หรือเดือนเว้นเดือน จะทำให้เราโฟกัสทั้งงานปัจจุบันและทิศทางในอนาคตได้ดีขึ้น สิ่งสำคัญในการ 1-on-1 คือต้องคุยกันอย่างเปิดอก ว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการ จุดไหนที่ยังเป็นปัญหา หัวหน้าเห็นเราไปอยู่ที่จุดไหนได้บ้าง แล้วจะทำอย่างไรเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น เมื่อถึงการประชุม 1-on-1 ครั้งถัดไป ก็มาทบทวนและอัปเดตสถานการณ์กันต่อว่าเรายังอยู่ในเส้นทางเดิม หรือมีจุดไหนที่อยากปรับเปลี่ยนหรือไม่ เพื่อให้ไม่หลงทาง

มีงบสำหรับ Self-Improvement

เมื่อรู้เส้นทางที่จะสามารถก้าวกระโดดในหน้าที่การงานได้ อาจพบว่ายังมีบางทักษะที่เรายังขาด หรือต้องการความรู้เพิ่มมากขึ้น หากบริษัทมีงบพัฒนาตัวเองให้พนักงานได้นำไปเสริมทักษะที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการเข้าอบรมสัมมนา การเข้า Workshop การเดินทางไปศึกษางานที่ต่างประเทศ ซื้อหนังสือพัฒนาตัวเอง ฯลฯ เป็นอีกเรื่องที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่อยากจะเรียนรู้หลาย ๆ สิ่งพร้อมกัน ทำให้พนักงานได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องใช้เงินส่วนตัว

ไม่มองข้ามความคิดเล็ก ๆ

การที่เด็กจะออกความคิดเห็น ที่แตกต่างจากความคิดของผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยก่อน หรือสมัยนี้ ก็ดูไม่ใช่เรื่องดี เพราะผู้ใหญ่จะมองว่าเป็นการข้ามหน้าข้ามตาได้ แต่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องของการทำงาน คนรุ่นใหม่จะมีความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างสูง อะไรที่ทำแล้วรู้สึกว่าติดปัญหา ก็อยากแก้ไขพัฒนาให้ดีขึ้น

การที่บริษัทมีมุมมองที่เป็นบวกต่อเรื่องนี้ เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เสนอความคิดของตัวเองได้ เป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะเสียงเล็ก ๆ จากคนรุ่นใหม่ที่ประสบการณ์การทำงานยังไม่ได้มากนัก อาจสร้างพลังที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตได้ และสิ่งนี้น่าจะทำให้พนักงานภูมิใจกับไอเดียของตัวเองไม่น้อยเลยทีเดียว

และจะดียิ่งขึ้นไปอีก หากคนในบริษัทสามารถแยกเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวออกจากกันได้ ในที่ประชุมอาจจะมีการโต้แย้งกันเมื่อมีความเห็นที่แตกต่าง แต่จะเป็นการดีหากออกจากที่ประชุมแล้ว ยังสามารถชวนกันไปทานข้าว ทานกาแฟได้ตามปกติ

นี่ก็เป็น 4 ข้อที่เป็นหน้าตาบริษัทในฝันของคนรุ่นใหม่ ขอเดาว่าใครที่กำลังทำงานอยู่ในบริษัทแบบนี้ คุณจะต้องมีความสุขกับการทำงานมาก ๆ อย่างแน่นอน ส่วนใครที่กำลังตัดสินใจเรื่องการเปลี่ยนงาน ก็สามารถดู 4 ข้อนี้ประกอบการพิจารณาได้นะ แล้วพบกันใหม่ในโอกาสหน้าค่ะ

Get Wealth Soon

ร่วมติดตาม และสื่อสารกับเราได้ทาง https://finno.me/alphapro-adB

ที่มาบทความ: https://adaybulletin.com/know-alpha-pro-good-office-for-working/

ทำไมที่ปรึกษาทางการเงินต้องการโค้ช : Financial Advisor Podcast SS2 Ep.3

FINNOMENA Podcast

Financial Advisor SS2 Ep.3 : ทำไมที่ปรึกษาทางการเงินต้องการโค้ช

พูดคุยกันในเรื่องของ เทคนิค ประสบการณ์ ความรู้ และอีกหลายๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานในสายอาชีพ “ที่ปรึกษาทางการเงิน” จากผู้มีประสบการณ์มากกว่าสิบปี

พบกับ เพชร รตะ โพอุทัย และ ดร. เมธี จันทวิมล (Managing Partner – Finnomena และ CEO beFIN Academy)

Financial Advisor PODCAST SS2 เป็นรายการที่จะมาพูดคุยกันในเรื่องของ เทคนิค ประสบการณ์ ความรู้ และอีกหลายๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานในสายอาชีพ “ที่ปรึกษาทางการเงิน” หรือ (FA – Financial Advisor) ที่คุณไม่ควรพลาด!!

“ไม่ใช่ Financial Advisor ทุกคนเป็นผู้แนะนำการลงทุนอิสระ แต่…
ผู้แนะนำการลงทุนอิสระทุกคนเป็น Financial Advisor”

สนใจร่วมเป็น “ผู้แนะนำการลงทุนอิสระ” กับ FINNOMENA สามารถติดต่อสอบถามได้ที่

https://finno.me/fa

 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

ภาพการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐ…ที่ชัดขึ้น

MacroView
ภาพการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐ…ที่ชัดขึ้น

สัปดาห์นี้ถือว่าเราเริ่มจะเห็นภาพการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐที่ชัดเจนขึ้น โดยในภาพรวมผมยังมองว่าถึงวันเลือกตั้ง โจ ไบเดน ก็ยังน่าจะมีคะแนนเสียงเหนือกว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ทว่าคงจะนำทรัมป์อยู่ไม่เกินร้อยละ 3-4 อย่างไรก็ดี ทรัมป์น่าจะออกลูกลีลาเหมือนการเมืองในแถบโลกตะวันออก ส่งผลให้ไบเดนเอาเข้าจริงในวันเลือกตั้งจริง ก็อาจจะไม่ชนะการเลือกตั้งได้ง่าย ๆ เช่นกัน ดังที่ผมจะอธิบายดังนี้

ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ต้องเข้าใจเสียก่อนว่าเพราะเหตุใดทรัมป์ถึงออกอาการแขยง ถึงขนาดย้ำหลายรอบว่าการเลือกตั้งโดยใช้ไปรษณีย์จะเกิดการโกงกันแบบมโหฬาร ซึ่งผมมองว่าการที่ทรัมป์ออกมาโวยวายในรอบนี้ เหมือนกับเป็นการโยนหินถามทางเพื่อทดสอบปฏิกิริยาของนักการเมืองพรรครีพับลิกันว่าจะมีปฏิกิริยารุนแรงมากน้อยแค่ไหน ต่อการโวยวายของเขาในครั้งนี้

ทั้งนี้ หากมาสำรวจมลรัฐที่มีแนวโน้มว่าจะใช้ไปรษณีย์ในการออกเสียงเลือกตั้งก็น่าจะได้แก่รัฐที่โควิดยังแรงอยู่ อันประกอบด้วยฟลอริดา เท็กซัส และแคลิฟอร์เนีย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นรัฐที่ทรัมป์พลาดไม่ได้ทั้งสิ้น หากคิดจะชนะไบเดน แถมคะแนนของทั้งคู่ในตอนนี้ยังสูสีอีกด้วย

หรืออาจจะตั้งคำถามอีกมุมหนึ่งว่า ณ ตอนนี้ทำไมทรัมป์ถึงเสียเปรียบไบเดนอย่างมากหากต้องโหวตกันทางไปรษณีย์?

คำตอบคือน่าจะเนื่องมาจาก 3 เหตุผล ดังนี้

1. ฐานเสียงทรัมป์มีรายได้ต่ำกว่าของไบเดน ซึ่งหลายรัฐบังคับให้ผู้ลงคะแนนเสียงต้องจ่ายค่าแสตมป์และซองเอง ตรงนี้เองน่าจะส่งผลให้สัดส่วนของฐานเสียงของทรัมป์ที่จะไปลงคะแนนเสียงลดลงมากกว่าของไบเดน

2. ผู้หญิงซึ่งตามโพลล์เลือกทรัมป์น้อยมาก โดยน้อยกว่าไบเดนหลายเท่า มีโอกาสจะใช้จดหมายในการลงคะแนนเสียงมากกว่าผู้ชาย เพราะโดยธรรมชาติ ผู้ชายมักจะไม่ชอบทำอะไรที่ขั้นตอนเยอะ ซึ่งตรงนี้ผู้หญิงน่าจะลงคะแนนเสียงกระหึ่มแน่หากใช้ไปรษณีย์ในการเลือกตั้ง

ท้ายสุดว่ากันว่าทรัมป์สามารถบังคับหรือใช้อำนาจจากภายนอกบังคับให้บริษัท Big Tech โดยเฉพาะ Social Media ทำในเรื่องต่าง ๆ นอกจากนี้บรรดา Social Media น่าจะมีแนวโน้มเขียน Algorithm เชียร์ไปทางทรัมป์ เนื่องจากถ้าไบเดนขึ้นมาเป็นผู้นำมีโอกาสที่บรรดา Big Tech เหล่านี้จะโดนภาษีหนักขึ้น อีกทั้งกฎหมาย Antitrust น่าจะส่งผลกระทบอย่างหนักเพื่อให้บริษัทเหล่านี้ลดขนาดลง

อย่างไรก็ดี ความได้เปรียบนี้ของทรัมป์จะหมดไปหากมีการทำการโหวตทางไปรษณีย์ นั่นหมายความว่าประชาชนในส่วน Offline จะออกมาโหวตทางไปรษณีย์มากขึ้น ซึ่งประชาชนเหล่านี้มักจะ Online ค่อนข้างน้อย ส่งผลต่อคะแนนเสียงของทรัมป์ที่จะลดลง

มีสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นเรื่องย้อนแย้งคือ ทรัมป์บอกว่าไม่ต้องการโหวตผ่านเมลทั้งหมด แต่ถ้าเป็นแบบ Absentee Voting หรือโหวตแบบที่ประชาชนมีธุระมาที่คูหาไม่ได้ เขาก็จะเห็นด้วย ซึ่งแสดงว่าทรัมป์ไม่ได้มีความชัดเจนในเรื่องนี้เสียทีเดียว

อย่างไรก็ดี ทรัมป์ไม่มีอำนาจที่จะเลื่อนเลือกตั้งได้ตามรัฐธรรมนูญในตอนนี้ คำถามคือทรัมป์ทำอะไรไม่ได้เลยสำหรับการป้องกันไม่ให้เกิดการโหวตทางไปรษณีย์ ใช่หรือไม่?

คำตอบคือ ทรัมป์สามารถออกลูกลีลาได้โดยอาจเรียกร้องให้มีการบล็อกไม่ให้ฐานเสียงออกไปเลือก ทั้งยังสามารถออกกฎหมายให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีความยากลำบากในการเลือกตั้งแบบทางไปรษณีย์ อาทิ หาเหตุเพื่อปิดที่ทำการไปรษณีย์รวมถึงห้ามไม่ให้มี Automatic Voter Registration หรือการที่ไม่ให้ชาวอเมริกันทุกคนสามารถโหวตได้แบบอัตโนมัติ โดยต้องมีการสกรีนกันก่อนในเบื้องต้น เพื่อไม่ให้ Minority หรือคนผิวสีสามารถเลือกตั้งได้แบบสะดวก

ทั้งนี้ ผมมองว่าในขณะนี้แม้ว่าทางไบเดนจะมีคะแนนนำทรัมป์อยู่ค่อนข้างมาก ทว่าเมื่อใกล้ถึงวันเลือกตั้งเข้ามา นักการเมืองส่วนใหญ่ของพรรครีพับลิกันก็จะมีความรู้สึกเลือดข้นกว่าน้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยแม้จะไม่ชอบทรัมป์มากขนาดไหน ก็ต้องกลับไปหาฐานเสียงที่บ้านตัวเองเพื่อไปบอกกับชาวบ้านว่ายังไงก็ต้องเลือกทรัมป์ โดยมีโอกาสสูงที่ทรัมป์จะมีคะแนนตีตื้นไบเดนเข้ามากว่าตอนนี้ค่อนข้างมาก

ซึ่งก็มาถึงสิ่งที่ทรัมป์ได้พูดไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คือหากการนับคะแนนผลการเลือกตั้งเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในครั้งนี้ (ส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งทางไปรษณีย์) ไม่เสร็จสิ้นภายในคืนวันที่ 3 พ.ย. ก็จะถือว่ามีความไม่ชอบมาพากลในการนับคะแนนเสียง ซึ่งแน่นอนว่าด้วยคะแนนของทั้งคู่ที่ไม่น่าห่างกันขนาดที่นำแบบม้วนเดียวจบ แบบที่จะสามารถนับเสร็จภายในวันเดียว โอกาสที่ทรัมป์จะกล่าวหาว่ามีความโปร่งใสในการเลือกตั้งมีสูงมาก

โดยทรัมป์จะรวบรวมหลักฐานความไม่สมบูรณ์ของการเลือกตั้งในครั้งนี้ ซึ่งแน่นอนว่าส่วนหนึ่งมาจากการออกกฎเกณฑ์โดยตัวเขาเอง

จากนั้นแล้วทำการร้องเรียนผ่านศาลว่าการเลือกตั้งไม่ชอบธรรม ซึ่งครั้งหนึ่งปี 2000 บุชเคยร้องเรียนผลการเลือกตั้งต่อศาลที่แข่งกับอัลกอร์ ให้นับคะแนนเสียงกันใหม่

ในมุมของศาลยุติธรรมถ้าเกิดการร้องเรียนจริง ๆ ผมมองว่าทรัมป์ถือว่าน่าจะได้เปรียบ เนื่องจากผู้พิพากษาระดับบน ๆ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาเขาเป็นคนเซ็นแต่งตั้งเองแทบทั้งสิ้นครับ

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/650830

มุมมองการลงทุนประจำเดือนสิงหาคม 2563 ลงทุนอะไรดี? โดย FINNOMENA Investment Team

FINNOMENA Investment Team
มุมมองการลงทุน

พิเศษ! สำหรับสามาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำเดือน”

กด “ที่นี่” เพื่อดาวน์โหลดได้เลย


อ่านบทความ “จัดพอร์ตการลงทุนสู้ทุกวิกฤต ด้วย FINNOMENA Private Wealthคลิก


แน่ใจได้อย่างไรว่ากองทุนที่ธนาคารของคุณแนะนำเป็นกองทุนที่ดีที่สุด? คุณอาจพลาดกองทุนที่ดีกว่าจากธนาคารอื่น ๆ ได้

เราขอแนะนำ FINNOMENA แพลตฟอร์มที่จะช่วยคัดเลือกกองทุน เปิดบัญชีครั้งเดียวซื้อกองทุนที่ดีที่สุดได้จากทุกธนาคาร

เปิดบัญชีลงทุนออนไลน์ ซื้อกองทุนได้เร็วสุดภายในวันทำการถัดมา ลองเลย!

คลิกที่นี่เพื่อเปิดบัญชี

คุยกันในวันประวัติศาสตร์! เมื่อราคาทองทะลุ 3 หมื่นบาทเรียบร้อย อะไรคือปัจจัยหนุน? ทองจะไปต่อได้ไกลแค่ไหน? – FINNOMENA LIVE

FINNOMENA Reporter

ดูผ่าน Facebook:
https://www.facebook.com/finnomena/posts/1303179520027682

ดูผ่าน Youtube:
https://youtu.be/rqQWySSD0jw

คุยกันในวันประวัติศาสตร์! เมื่อราคาทองทะลุ 3 หมื่นบาทเรียบร้อย อะไรคือปัจจัยหนุน? ทองจะไปต่อได้ไกลแค่ไหน?

ข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • ดาวโจนส์พุ่งทะลุแนว 27,000 รับดีล J&J
  • ไม่ใช่พระเอกอีกต่อไป! กนง. คงดอกเบี้ยตามคาด!
  • เลบานอนเหลือข้าวบริโภคเพียงครึ่งเดือน!!
  • สหรัฐประกาศแผนออกพันธบัตรวงเงินสูงสุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ติดตาม FINNOMENA LIVE ตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

ก้าวสู่ยุค “Megatrends Allocation”  

TISCO Advisory
ก้าวสู่ยุค “Megatrends Allocation”  

คุณยังจัดพอร์ตลงทุนแบบ “Asset Allocation” อยู่หรือเปล่า ? นี่เป็นแนวคิดพื้นฐานสำหรับการลงทุนที่ดี แต่ดูเหมือนว่า การกระจายการลงทุนแบบดั้งเดิมนี้ อาจไม่มีประสิทธิภาพในการลงทุนเพียงพอ หรือ อธิบายง่าย ๆ ว่า อาจจะไม่ได้สร้างผลตอบแทนดีอย่างที่คาดหวังสำหรับทุกสถานการณ์ ถึงเวลาแล้ว ที่คุณจะต้องทำความรู้จักกับการจัดพอร์ตลงทุนแบบ “Megatrends Allocation”

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ที่เกิดการระบาดของไวรัส COVID-19 ได้ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง -7.13% (อ้างอิงจากดัชนี MSCI All Country World Index) สอดคล้องกับการประเมินทิศทางเศรษฐกิจปี 2020 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) ซึ่งระบุว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) โลกอาจติดลบถึง -4.9% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

นั่นก็เป็นเพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ถูกจำกัดอย่างมาก ทั้งในด้านการค้าขายสินค้าและบริการระหว่างประเทศที่ถูกระงับ การเดินทางเพื่อธุรกิจหรือเพื่อท่องเที่ยวที่ต้องปิดทำการ จนส่งผลกระทบไปยังกลุ่ม “ธนาคารพาณิชย์” เนื่องจากลูกหนี้เกิดความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น รวมถึง “กลุ่มพลังงาน” ที่ความต้องการใช้เชื้อเพลิงเพื่อการผลิตหรือการเดินทางลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

โดยในอดีตธุรกิจ “ธนาคารพาณิชย์” และ “กลุ่มพลังงาน” ถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมาก แต่ก็ยังมีจุดอ่อนคือการพึ่งพาวงจรเศรษฐกิจมากเกินไป ดังนั้นเมื่อธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านี้ได้รับผลกระทบ ผู้ลงทุนในกองทุนรวม ที่พยายามจัดพอร์ตการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ก็อาจได้รับความเสี่ยงเช่นกัน

Asset Allocation VS Megatrends Allocation 

การเลือกกองทุนที่อ้างอิงดัชนี (Index fund) เพียงอย่างเดียวนั้น มีจุดที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจว่า ในหลายประเทศนั้น มักจะมีสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มธุรกิจ ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ว่า แม้จะมีการกระจายความเสี่ยงด้วยการ จัดพอร์ตลงทุนแบบ “Asset Allocation” ไปกี่ประเทศ ก็อาจประสบผลขาดทุนจากการลงทุนไม่มากก็น้อย ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนัก

อย่างไรก็ตาม กลับมีธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จาก Megatrends เช่น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือสังคมผู้สูงอายุที่ยังคงมีบทบาท และได้รับความนิยมอย่างก้าวกระโดด โดยเมื่อประเมินจากผลตอบแทนครึ่งปีแรกของหุ้นกลุ่มนี้ พบว่าสวนทางกับกลุ่มธุรกิจข้างต้นที่กล่าวมา เพราะสามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหายามที่เจอสถานการณ์โรคระบาดนี้ได้

ยกตัวอย่างเช่น 1) กลุ่มธุรกิจ E-Commerce ที่ช่วยลดการเดินทางไปยังร้านค้า ทำให้ร้านค้ายังคงมีรายได้ในการทำธุรกิจ ซึ่งราคาหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้น +36.82%

2) ธุรกิจ Digital Healthcare โดยการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมต่าง ๆ มาสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาวัคซีน COVID-19 ให้ผลตอบแทน +77% รวมไปถึง

3) ธุรกิจพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอย่าง Cloud Computing ก็เพิ่มขึ้น +36.08% ซึ่งได้ประโยชน์จากการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การใช้ชีวิต การเรียน หรือการทำงานที่บ้าน (Work from Home) ของประชาชนทั่วไปหรือระดับองค์กร

อันที่จริงแล้วกลุ่มธุรกิจเหล่านี้เติบโตอย่างรวดเร็วก่อนหน้าสถานการณ์ COVID-19 อยู่แล้ว เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับ Megatrends เช่น ธุรกิจ E-Commerce ที่สามารถนำเสนอและขายสินค้าหรือบริการอย่างรวดเร็วและประหยัดต้นทุนในการทำธุรกิจ ธุรกิจ Digital Healthcare สามารถวิจัยและพัฒนายารักษาโรคที่ซับซ้อนหรือโรคร้ายแรงมักเกิดกับผู้สูงอายุ

และกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี Cloud Computing ที่สามารถพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรมการผลิต ด้านธุรกิจงานบริการ หรือแม้กระทั่งด้านการศึกษาที่ช่วยให้สามารถพัฒนารูปแบบการศึกษาใหม่ ๆ แก่วัยเรียนและสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่ล้ำค่าและพัฒนาประเทศได้ในอนาคต ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่ตอบโจทย์แนวโน้มในอนาคตอย่าง Megatrends ผนวกกับได้อานิสงส์จากสถานการณ์โรคระบาดยิ่งเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจนี้มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

เจาะลึกปัญหา… “กระจายความเสี่ยงหลายประเทศทำไมยังขาดทุน?”

ในช่วงที่ผ่านมา การจัด Portfolio แบบ “Asset Allocation” ที่มีเป้าหมายการลงทุนระยะยาว มักไม่ได้ให้ความสำคัญกับธุรกิจ Megatrends เท่าที่ควร เนื่องจากมองว่ากองทุนที่เกี่ยวข้องกับ Megatrends นั้น มักเป็นลักษณะ Thematic Fund หรือ Sector Fund ซึ่งมีการลงทุนแบบกระจุกตัว อาจต้องคอยติดตามข่าวสารของอุตสาหกรรมนี้เป็นพิเศษ และจำเป็นต้องมีการปรับสัดส่วนการลงทุนบ่อยครั้ง ทำให้พิจารณาไปว่าธุรกิจแบบ Megatrends ไม่สามารถลงทุนระยะยาวได้ … แต่ทั้งหมดนี้อาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน !!!

นั่นก็เป็นเพราะ ในความเป็นจริงแล้ว Megatrends เกิดจากลักษณะพื้นฐานของสังคม หรือคุณลักษณะของประชากร ที่เราไม่สามารถหลีกหนีของจากวัฏจักรนั้นได้ และจะคงอยู่ไปอีก 20 – 30 ปี ซึ่งนั่นหมายความว่าธุรกิจที่ตอบโจทย์ด้าน Megatrends นั้น จะมีศักยภาพเติบโตได้อีกหลาย 10 ปี จึงสามารถลงทุนระยะยาวได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับพอร์ตบ่อยครั้ง

ในขณะที่การจัดพอร์ตการลงทุนแบบ Asset Allocation ดั้งเดิม กลับมีจุดอ่อนสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะมีลักษณะการกระจายการลงทุนรายประเทศเป็นหลัก ซึ่งสุดท้ายหากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวหรือหดตัวอย่างรุนแรงก็จะทำให้พอร์ตการลงทุนเสียหายได้

ดังนั้น หากเราปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นจัดพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับยุคสมัยใหม่ที่ใช้การเลือกธุรกิจที่จะได้ประโยชน์จาก Megatrends โดยมีผู้จัดการกองทุนคอยคัดสรรบริษัทที่ทำธุรกิจเติบโตควบคู่ไปกับเทรนด์ต่างๆ ย่อมช่วยให้ผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนในอนาคตเป็นที่น่าพอใจ ขณะเดียวกันไม่จำเป็นต้องปรับสัดส่วนบ่อยครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับวงจรเศรษฐกิจอีกด้วย

TISCO Advisory

ที่มา : https://www.tisco.co.th/th/advisory/megatrends-allocation.html