แจ้งเตือน

News Update: พฤติกรรมนักลงทุนรายย่อยเปลี่ยน มองตลาดหุ้นเจอจุดต่ำสุดปี 2023 รอเก็บหุ้นเทคฯ ยักษ์ใหญ่เข้าพอร์ต

THE OPPORTUNITY
News Update: พฤติกรรมนักลงทุนรายย่อยเปลี่ยน มองตลาดหุ้นเจอจุดต่ำสุดปี 2023 รอเก็บหุ้นเทคฯ ยักษ์ใหญ่เข้าพอร์ต

ผลวิจัยล่าสุดของ ‘ฟินิไมซ์’ รายงานว่า นักลงทุนรายย่อยเชื่อตลาดหุ้นเจอจุดต่ำสุดปี 2023 วางแผนลงทุนในปริมาณเท่าเดิมหรือมากขึ้นในปี 2023 แม้ตกอยู่ภายใต้วิกฤติค่าครองชีพสูงก็ตาม

แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลการลงทุนเชิงลึกในลอนดอน ‘ฟินิไมซ์’ รายงานว่า มีนักลงทุนรายย่อยเพียง 1% เท่านั้นที่วางแผนจะขายสินทรัพย์ที่ลงทุนไว้ในปีหน้า ในขณะที่ 65% เลือกที่จะลงทุนต่อไปตามเดิม และ 29% วางแผนที่จะเพิ่มการลงทุน

Max Rofagha ซีอีโอของฟินิไมซ์กล่าวว่า ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ตลาดตกอยู่ภายใต้ภาวะแวดล้อมปัจจุบัน แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังมองว่า ความผันผวนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวงจรทางเศรษฐกิจเท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายขึ้นและประสบการณ์จากการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น

ซีอีโอของฟินิไมซ์เสริมว่า นี่เห็นได้ชัดว่าพฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อยกำลังเปลี่ยนไป เช่น เมื่อก่อนนี้ที่โฟกัสไปแค่พฤติกรรมของนักเทรดรายวันกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น

การสำรวจดังกล่าวนั้นเป็นการเก็บข้อมูลจากนักลงทุนรายย่อย 2,000 คน จากยุโรป เอเชีย และสหรัฐฯ ซึ่งกว่า 80% ของนักลงทุนเหล่านี้มองว่า ตลาดหุ้นจะผ่านพ้นภาวะตกต่ำที่สุดภายในระยะเวลา 6 เดือน

นักลงทุน 72% วางแผนว่าจะลงทุนในหุ้นรายตัวในปีหน้า ขณะที่ 64% ให้ความสนใจในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Apple, Microsoft, Google และ Meta ส่วนอีก 38% เลือกที่จะลงทุนในคริปโทฯ แม้การล้มลายของเอฟทีเอ็กซ์ (FTX) บริษัทซื้อขายคริปโทฯ รายใหญ่ ได้สร้างผลกระทบแบบเป็นวงกว้าง

55% ของนักลงทุนรายย่อยมีความกังวลที่ใหญ่ที่สุดเหมือนกันคือ ปัญหาค่าครองชีพที่แพงขึ้น ส่วนอีก 28% กังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด

บทบาทของนักลงทุนรายย่อยเริ่มมีอิทธิพลมากขึ้นในตลาดหุ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งเกิดปรากฏการณ์ ‘หุ้นมีม’ นอกจากนี้สัดส่วนสินทรัพย์ของนักลงทุนรายย่อยทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 61% ในปี 2030 จาก 52% ในปี 2021

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (3 – 9 ธ.ค. 65)

premiums
สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (3 - 9 ธ.ค. 65)

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 3 – 9 ธ.ค. 2565 มีกองทุนไหนทำผลตอบแทนได้โดดเด่น และเป็นกองทุนยอดนิยมที่มีผู้ค้นหามากที่สุดบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน FINNOMENA บทความนี้จะขอพาผู้อ่านไปดูกันครับ

5 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดีประจำสัปดาห์ (3 – 9 ธ.ค. 65)

สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (3 - 9 ธ.ค. 65)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 9 ธ.ค. 2565)

1. BCAP-CTECH – กองทุนเปิดบีแคป ไชน่า เทคโนโลยี

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +18.93%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -23.23%

ซื้อกองทุน BCAP-CTECH คลิก

2. TCHCON – กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า คอนซูเมอร์

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +11.47%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -20.85%

ซื้อกองทุน TCHCON คลิ

3. TMB-ES-VIETNAM – กองทุนเปิดทีเอ็มบี อีสท์สปริง Vietnam Active Equity

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +10.82%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -34.55%

ซื้อกองทุน TMB-ES-VIETNAM คลิก

ดูรายละเอียดกองทุนทั้ง 5 อันดับเพิ่มเติม: BCAP-CTECH, TCHCON, TMB-ES-VIETNAM, TCHTECH-A, TVIETNAM

หมายเหตุ: ข้อมูลหน่วยราคากองทุน อัปเดตล่าสุด เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2565 ข้อมูลผลตอบแทนบางกองทุนในหน้าจัดอันดับกองทุน อาจมีการแสดงผลตอบแทนที่แตกต่างจากแต่ละหน้ากองทุน เนื่องจากการดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน (ซึ่งนับวันที่ในรอบสัปดาห์แตกต่างกัน)

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิกhttps://finno.me/cheat-sheet-update

10 อันดับกองทุนที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในรอบสัปดาห์บนแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ FINNOMENA (3 – 9 ธ.ค. 65)

สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (3 - 9 ธ.ค. 65)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 9 ธ.ค. 2565)

1. PRINCIPAL VNEQ-A : กองทุนเปิดพรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ ชนิดสะสมมูลค่า

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +4.13%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -30.93%

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

ซื้อกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A คลิก

2. ONE-UGG-RA : กองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +1.35%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -43.65%

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-UGG-RA : กองทุนหุ้นเติบโตทั่วโลก คว้าโอกาสแห่งอนาคต

ซื้อกองทุน ONE-UGG-RA คลิก

2. K-VIETNAM : กองทุนเปิดเค เวียดนาม หุ้นทุน

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +3.56%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -26.26%

ซื้อกองทุน K-VIETNAM คลิก

ดูรายละเอียดกองทุนยอดนิยมเพิ่มเติม : PRINCIPAL VNEQ-A, ONE-UGG-RA, K-VIETNAM, TMBGQG, KT-ENERGY, B-INNOTECH, K-CHINA-A(A), SCBS&P500, K-CHANGE-SSF, KFGGSSF

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิก: https://finno.me/cheat-sheet-update


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

รวมโพย SSF RMF รายกอง: คัดเน้นที่เดียวจบ!

FINNOMENA
รวมโพย SSF RMF รายกอง: คัดเน้นที่เดียวจบ!

คัดเน้นที่เดียวจบ! คัมภีร์รวมโพย SSF RMF ทีเด็ดรายกอง สำหรับนักลงทุนสายพึ่งพาตนเอง

แฟนพันธุ์แท้ FINNOMENA ห้ามพลาด!! ดูโพยกองทุนประหยัดภาษีแบบจัดชุด ได้ที่ลิ้งก์

https://www.finnomena.com/z-admin/ssf-rmf-series-package/

ปๆคุ้มฟินฟิน ประหยัดภาษีกับ FINNOMENA
คุ้มที่ 1 เปิดบัญชี รับฟรี! 100 FINT
คุ้มที่ 2 เปิดบัญชีกองทุนลดหย่อนภาษี รับฟรี! KCASH 100 บาท
👉 รับสิทธิ์โปรโมชั่น คลิก >>> https://finno.me/tax-super-khum-promotion

ขั้นตอนการคัดเลือกกองทุนแบบพิถีพิถันที่สุดให้กับนักลงทุน 

กองทุนที่ทาง FINNOMENA เลือกสรรให้กับทุกท่านจะผ่านการคัดกรองมาอย่างเข้มข้น ด้วยทีมงานการลงทุนที่มากความสามารถและประสบการณ์ โดยมีรายละเอียดขั้นตอนดังนี้

1. กรองข้อมูลเชิงสถิติในเบื้องต้น ในแต่ละหมวดกองทุน

  • กองทุนที่มี Calendar Year Performance รายปีติด Top 30 Percentile สม่ำเสมอในหลายปีปฏิทิน เหนือค่าเฉลี่ยกลุ่ม จะนำมาเป็น Candidate กองทุน หรือ
  • กรองด้วย 3D Score Model โดยคำนวณคะแนน 3 ด้าน ด้วยการให้น้ำหนักที่เท่ากัน ได้แก่
    • Max Drawdown (ย้อนหลัง 1,3, และ 5 ปี)
    • Sharpe Ratio (ย้อนหลัง 1,3, และ 5 ปี)
    • Total Return (ย้อนหลัง 1,3, และ 5 ปี)
    • โดยกองทุน 20 กองทุนที่มีคะแนนสูงสุด และเป็นกองทุนที่มี 3D Score Model สูงกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่ม จะถูกเลือกมาเป็น Candidate ต่อไป หรือ
  • กองทุนที่เคยอยู่ในแผนการลงทุนประหยัดภาษีเดิมจะถูกนำมาพิจารณาเป็น Candidate ในการลงทุน
  • หมวดที่มี Candidate น้อย เช่น เวียดนาม จะติดเข้าการพิจารณาทุกกองทุน

2. พิจารณาความสม่ำเสมอของกองทุนรวมที่สะท้อนออกมาผ่าน Performance

  • บนสมมติฐานที่ว่าการลงทุน SSF/RMF คือการลงทุนระยะยาว ความสม่ำเสมอเป็นเรื่องสำคัญ

3. ข้อมูลเชิง Qualitative 

  • พิจารณาความต่อเนื่องของ Fund Manager ในการบริหารกองทุน เพื่อความสม่ำเสมอของผลตอบแทนในระยะยาว
  • พิจารณาการปรับพอร์ตการลงทุนในอดีตที่ผ่านมา และสถานะปัจจุบัน ว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์มากน้อยแค่ไหน

4. พิจารณาค่าธรรมเนียมหากมีการลงทุนที่เหมือนกัน

5. กรณีที่ 4 ข้อข้างต้นไม่ได้โดดเด่นอย่างมีนัย

  • จะยึดจากกองทุนเดิมเป็นหลัก เพื่อป้องกันการลงทุนที่กระจายในหลายกองทุนมากเกินไปในระยะยาว ซึ่งจะยากต่อการดูแล

สารบัญ

SSF รายกอง

  1. KFGGSSF
  2. K-CHANGE-SSF
  3. MEGA10-SSF
  4. K-USA-SSF
  5. K-CHINA-SSF
  6. KT-Ashares-SSF
  7. K-STAR-SSF
  8. SCBVIET(SSFA)
  9. B-INNOTECHSSF
  10. ABPCAP-SSF
  11. UGIS-SSF
  12. K-FIXEDPLUS-SSF
  13. PRINCIPAL iPROPEN-SSF

RMF รายกอง

  1. KFGGRMF
  2. KCHANGERMF
  3. MEGA10RMF
  4. KUSARMF
  5. KFCHINARMF
  6. KT-Ashares RMF
  7. KSTARRMF
  8. KVIETNAMRMF
  9. B-INNOTECHRMF
  10. KGARMF
  11. KFIRMF
  12. UGISRMF
  13. B-IR-FOFRMF

โพยรวม SSF รายกอง

หุ้น

รวมโพย SSF RMF รายกอง: คัดเน้นที่เดียวจบ!

หุ้นโลก

KFGGSSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนมีกลยุทธ์การบริหารแบบไม่อิงกับ Benchmark เลือกหุ้นแบบ Bottom Up เน้นหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงในระยะยาว เน้นการซื้อและถือเป็นหลัก ในหุ้นที่ยังมีโอกาสเติบโตสูง 

จุดเด่น

  • บริหารโดย Baillie Gifford หนึ่งในผู้บริหารกองทุนหุ้นเติบโตอันดับต้น ๆ ของโลก ที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน
  • คัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ตการลงทุนอย่างเข้มข้น เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีโอกาสเติบโต 2 เท่าใน 5 ปี
  • กลยุทธ์ Buy & Hold เพิ่มความมั่นใจในการไม่พลาดโอกาส และลดค่าใช่จ่ายในการทำธุรกรรมในระยะยาว

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ไม่เรียกเก็บ

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ไม่เรียกเก็บ

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.1342%

สัดส่วนหุ้น 5 ดันดับแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2565)

Meituan 6.40%

Amazon.com 6.00%

Tesla 6.00%

Tencent 5.40%

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth Fund, Class B USD Acc โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

ที่มา: KFGGSSF Fund Fact Sheet วันที่: 27 กรกฎาคม 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.krungsriasset.com/DataWeb/AYFWeb/th/pdf/FFS_KFGGSSF_TH.pdf?rnd=20220818105633

K-CHANGE-SSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมหุ้นตามแนวคิด ESG ที่สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนทั่วโลก แบบ Active

จุดเด่น

  • บริหารโดย Baillie Gifford หนึ่งในผู้บริหารกองทุนหุ้นเติบโตอันดับต้น ๆ ของโลก ที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน
  • คัดเลือกหุ้นที่มีโอกาสเติบโต 2 เท่าใน 5 ปี และเป็นไปตามมาตรฐาน ESG แบบเข้มข้น
  • กลยุทธ์ Buy & Hold เพิ่มความมั่นใจในการไม่พลาดโอกาส และลดค่าใช่จ่ายในการทำธุรกรรมในระยะยาว

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.3736%

สัดส่วนหุ้น 5 อันดับแรก 

ASML 8.52%

TSMC 8.17%

Moderna 5.69%

Deere & Co 5.10%

Orsted 4.63%

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ Baillie Gifford Positive Change Fund – Class B accumulation (GBP) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

ที่มา: K-CHANGE-SSF Fund Fact Sheet วันที่: 30 มิถุนายน 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/K-CHANGE-SSF.pdf

MEGA10-SSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนที่ลงทุนในหุ้นบริษัทที่มีแบรนด์แข็งแกร่งทั่วโลกโดยกระจายการลงทุนในหุ้น 10 ตัว สัดส่วนเท่าๆ กัน

จุดเด่น

  • ใช้หลักการเลือกหุ้นเข้ามาในพอร์ตแบบ Rule Based Investing Approach ทำให้มีหลักการที่ชัดเจนในการเลือกหุ้นเข้ามาไม่มี Bias ของผู้จัดการกองทุน
  • แบรนด์ชั้นนำระดับโลกเป็นที่รู้จักในวงกว้างและเป็นบริษัทที่ทุกคนให้การยอมรับโดยการจัดอันดับแบรนด์เหล่านี้มีการใช้งบการเงินของบริษัทมาเป็นส่วนหนึ่งของการเลือกด้วย ทำให้ได้หุ้นที่ดีมีคุณภาพ และมีงบการเงินที่แข็งแรง

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1,000 บาท

ครั้งถัดไป: 1 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.4980%

สัดส่วนหุ้น 10 อันดับแรก 

Apple                   9.5%

Microsoft            9.5%

Alphabet             9.5%

Amazon               9.5%

Tesla                    9.5%

Visa                      9.5%

J.P. Morgan        9.5%

P&G                     9.5%

Mastercard         9.5%

Meta                     9.5%

นโยบายการลงทุน

ลงทุนในตราสารทุนเป็นหลักโดยเฉลี่ยใน รอบปีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

ที่มา: MEGA10-SSF Fund Fact Sheet วันที่: 8 ธันวาคม 2022

ที่มาสัดส่วนหุ้นหลัก: Bloomberg วันที่: 18 พฤศจิกายน 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/K-CHANGE-SSF.pdf

รวมโพย SSF RMF รายกอง: คัดเน้นที่เดียวจบ!

หุ้นสหรัฐ

K-USA-SSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนหุ้นเติบโตสหรัฐฯ ที่เน้นการเลือกหุ้นที่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ชัดเจน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

จุดเด่น

  • กองทุนบริหารแบบ Active และยืดหยุ่น สามารถปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์
  • กองทุนเน้นการลงทุนแบบ High Conviction เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว บนหุ้นเติบโตที่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน (Compettitive Advantage) ชัดเจน

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.3889%

สัดส่วนหุ้น 5 อันดับแรก 

Royalty Pharma 7.34%

Snowflake 7.08%

ASML 6.23%

Uber Technologies 5.89%

Veeva Systems 5.77%

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ Morgan Stanley Investment Funds US Advantage Fund – I Shares โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

ที่มา: K-USA-SSF Fund Fact Sheet วันที่: 30 มิถุนายน 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/K-USA-SSF.pdf

รวมโพย SSF RMF รายกอง: คัดเน้นที่เดียวจบ!

หุ้นจีน

K-CHINA-SSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนหุ้นจีน All China แบบ Active

จุดเด่น

  • เน้นการลงทุนบนเป้าหมายการเติบโตในระยะ 5 ปีขึ้นไป จากการวิเคราะห์อย่างเข้มข้น เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
  • ใช้ชุดคำถาม Checklist กว่า 100 ข้อ ในการคัดเลือกหุ้นเข้าสู่พอร์ตการลงทุน เพื่อสร้างความมั่นใจบนมุมมองที่แข็งแกร่ง

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.1803%

สัดส่วนหุ้น 5 อันดับแรก 

Tencent 8.70%

Meituan 7.40%

Alibaba 5.40%

JD.com 4.80%

China Merchants Bank 3.10%

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ JPMorgan Funds – China Fund, Class JPM China I (acc) – USD โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

ที่มา: K-CHINA-SSF Fund Fact Sheet วันที่: 30 มิถุนายน 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/K-CHINA-SSF.pdf

KT-ASHARES-SSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนหุ้นจีน A Shares แบบ Active พร้อมกลยุทธ์ลงทุนแบบ High Conviction

จุดเด่น

  • ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ High Conviction ซึ่งผ่านกระบวนการวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
  • เน้นลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของกำลังการบริโภคภายในประเทศจีน เพื่อล้อไปกับโอกาสการเติบโตของเศรษฐกิจจีน
  • บริหารโดยทีมงาน Allianz ที่มีความเชี่ยวชาญในประเทศจีนมาอย่างยาวนาน

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: ไม่กำหนด

ครั้งถัดไป: ไม่กำหนด

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ยังไม่เรียกเก็บ

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยังไม่เรียกเก็บ

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.3100%

สัดส่วนหุ้น 5 อันดับแรก

KWEICHOW MOUTAI CO LTD-A                   3.53%
CITIC SECURITIES CO-A                                  3.52%
CONTEMPORARY AMPEREX TECHN-A      3.09%
LONGI GREEN ENERGY TECHNOL-A          2.88%
SHENZHEN MINDRAY BIO-MEDIC-A          2.68%

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Allianz Global Investors Fund – Allianz China A-Shares (class PT (USD)) (กองทุนหลัก) เพียงกองเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

ที่มา: KT-Ashares-SSF Fund Fact Sheet และ Allianz’s Structure วันที่: 31 ตุลาคม 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.ktam.co.th/document_fund/fundfactsheet/Factsheet_th_KT-Ashares-SSF.pdf

https://lu.allianzgi.com/en-gb/our-funds/funds/list/allianz-china-a-shares-pt-usd?nav=structure

หุ้นไทย

K-STAR-SSF

รายละเอียดกองทุน

ลงทุนในตราสารทุนเป็นหลัก โดยเฉลี่ยในรอบปีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV เน้นลงทุนหุ้นไทยพื้นฐานดีที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว เพื่อมุ่งหวังสร้างผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอ พร้อมทั้งจับจังหวะในการปรับเปลี่ยนสัดส่วนน้ำหนักรายกลุ่มอุตสาหกรรมและสัดส่วนการถือครองเงินสดในสถานการณ์ตลาดที่อำนวย เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในระยะสั้น

จุดเด่น

  • หาหุ้นที่มีการเติบโตในระยะยาว ทำให้เหมาะกับการถือครองแบบกองประหยัดภาษี
  • กองทุนสร้างผลตอบแทนได้มีความสม่ำเสมอและยังสามารถคุมความเสี่ยงได้ดี
  • การปรับเปลี่ยนสัดส่วนในรายอุตสาหกรรมยังคงช่วยในการหาโอกาสการลงทุนจากสถานการณ์ระยะสั้นได้ด้วย ทำให้ไม่เสียโอกาสจากการลงทุน

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 2.0530%

สัดส่วนสินทรัพย์ 5 อันดับแรก

หุ้น บมจ.ท่าอากาศยานไทย 6.99% 

หุ้น บมจ. กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ 5.89% 

หุ้น บมจ.ธนาคารกสิกรไทย 5.39% 

หุ้น บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส 4.93% 

หุ้น บมจ.ซีพี ออลล์ 4.85%

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนในตราสารทุน โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV เน้นลงทุนหุ้นไทยพื้นฐานดีที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว เพื่อมุ่งหวังสร้างผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอ พร้อมทั้งจับ จังหวะในการปรับเปลี่ยนสัดส่วนน้ำหนักรายกลุ่มอุตสาหกรรมและสัดส่วนการถือครองเงินสดในสถานการณ์ตลาดที่อำนวย เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในระยะสั้น

ที่มา: K-STAR-SSF Fund Fact Sheet วันที่: 31 กรกฎาคม 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/K-STAR-SSF.pdf

รวมโพย SSF RMF รายกอง: คัดเน้นที่เดียวจบ!

หุ้นเวียดนาม

SCBVIET(SSFA)

รายละเอียดกองทุน

ลงทุนในประเทศเวียดนามผ่านสินทรัพย์ที่หลากหลาย ทั้ง ETF, Active Fund และลงหุ้นโดยตรง มีนโยบายลงทุนแบบ Active เพื่อหาโอกาสทำกำไรในช่วงเวลาต่าง ๆ

จุดเด่น

  • รับโอกาสการเติบโตล้อไปกับเศรษฐกิจเวียดนามที่มีโอกาสเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2045 ท่ามกลางการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติจำนวนมาก
  • กองทุนเน้นสำรองสภาพคล่องไว้อย่างเพียงพอเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากตลาด Frontier Market
  • มุ่งเน้นหาผลตอบแทนในระยะยาวให้กับกองทุน

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1,000 บาท

ครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ยกเว้นไม่เรียกเก็บ

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยกเว้นไม่เรียกเก็บ

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.8000%

สัดส่วนหุ้น 5 อันดับแรก 

หน่วยลงทุน VIETNAM EQUITY (UCITS) FUND 25.03%

หน่วยลงทุน LUMEN VIETNAM FUND -USD- I.  10.13%

หน่วยลงทุน DCVFMVN DIAMOND ETF 8.88%

หน่วยลงทุน DCVFMVN30 ETF FUND 8.04%

หน่วยลงทุน SSIAM VNFIN LEAD ETF 7.67%

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศเวียดนาม และ/หรือ บริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องหรือได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือทรัพย์สินส่วนใหญ่มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

ที่มา: SCBVIET(SSFA) Fund Fact Sheet วันที่: 31 ตุลาคม 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.scbam.com/medias/fund-doc/summary-prospectus/SCBVIET(SSFA)_SUM.pdf

หุ้นเทคโนโลยี

B-INNOTECHSSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก บริหารแบบ Active เน้นการปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อรับโอกาสการเติบโตที่ดีภายใต้ความผันผวนที่ต่ำกว่าในระยะยาว

จุดเด่น

  • กองทุนหุ้นเทคโนโลยีแนวหน้า ที่มีผลการดำเนินงานติดอันดับต้น ๆ สม่ำเสมอ
  • บริหารแบบ Active ด้วยกลยุทธ์ที่หลากหลาย อาทิ เข้าลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีตามวัตถุประสงค์ พร้อมทั้งจัดสรรเข้าลงทุนในหุ้นวัฏจักร หรือ หุ้นสถานการณ์พิเศษ (Special Situation) ได้บางส่วน เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทน หรือ กระจายความเสี่ยง
  • ผู้จัดการกองทุนหลักบริหารมาอย่างยาวนาน ส่งผลถึงความสม่ำเสมอของผลตอบแทนกองทุนในอดีต และความต่อเนื่องในอนาคต

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ไม่เรียกเก็บ

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): 

  • ถือครองน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 ปี: ไม่เกิน 1.00% (ขั้นต่ำ 50 บาท)
  • ถือครองมากกว่า 1 ปี: 50 บาทต่อรายการ

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 0.1538%

สัดส่วนหุ้น 5 อันดับแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. 2565)

MICROSOFT CORP 6.60%

APPLE INC 5.20%

AMAZON.COM 3.60%

ALPHABET 3.20%

SALESFORCE 3.10%

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ Fidelity Funds – Global Technology Fund, Class Y-ACC-USD โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

ที่มา: B-INNOTECHSSF Fund Fact Sheet วันที่: 30 มิถุนายน 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.bangkokbank.com/-/media/files/personal/save-and-invest/mutual-funds/fund-information/b-innotechssf/b-innotechssf_factsheet_th.pdf?la=th-th&hash=D774A625F28D7045F3FA83EF097AB924BE94D398

Global Private Equity

ABPCAP-SSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนที่ลงทุนใน Private Capital ทั่วโลก

จุดเด่น

  • ลงทุนในบริษัทที่ยังไม่ได้เข้าสู่ตลาด ซึ่งบริษัทมักจะมีการเติบโตที่สูงกว่าบริษัทที่เข้าตลาดและถึงจุด Mature แล้ว
  • เป็น Asset ที่เข้าไปลงทุนเองโดยตรงได้ยากและใช้เงินลงทุนเยอะ กองทุนที่ลงทุนในบริษัทที่คัดสรรมาแล้วทำให้มีการกระจายความเสี่ยงด้วยเงินลงทุนที่ไม่สูงมาก
  • ลงทุนตรงทั้งใน Private Equity โดยตรง และลงทุนใน Asset Manager ที่มีความเชี่ยวชาญในการคัดเลือกบริษัทลงทุน

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1,000 บาท

ครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): 0.00%

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): 0.00%

ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.8725%

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวมสูงสุดไม่เกิน: 2.6750%

สัดส่วนหุ้น 5 อันดับแรก

3i Group PLC 7.31%

KKR & Co Inc 6.87%

Oakley Capital Investments Ltd 6.54%

Apollo Global Management Inc 6.39%

Sixth Street Specialty Lendi 6.18%

นโยบายการลงทุน

ลงทุนในตราสารทุนเป็นหลักโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 80

ที่มา: ABPCAP-SSF Fund Fact Sheet วันที่: 31 ตุลาคม 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.abrdn.com/docs?editionid=1d50b880-89f5-400b-8d07-a37aa831d7f6

รวมโพย SSF RMF รายกอง: คัดเน้นที่เดียวจบ!

ตราสารหนี้

UGIS-SSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วโลก ลงทุนแบบเชิงรุก เพื่อสร้างผลตอบแทนเป็นรายได้ที่สม่ำเสมอ

จุดเด่น

  • บริหารแบบ Active ปรับสัดส่วนให้เหมาะสมกับสถานการณ์
  • ผลตอบแทนย้อนหลังเอาชนะดัชนีเปรียบเทียบได้สม่ำเสมอ ภายใต้ความผันผวนที่ต่ำ
  • บริหารโดย PIMCO บลจ. เฉพาะด้านตราสารหนี้ทั่วโลก

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: ไม่กำหนด

ครั้งถัดไป: ไม่กำหนด

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 0.9969%

สัดส่วนสินทรัพย์หลัก 5 อันดับแรก

FNMA TBA 3.5% JUN 30YR 7.75%

FNMA TBA 3.5% MAY 30YR 7.59%

FNMA TBA 3.0% JUN 30YR 4.40%

FNMA TBA 4.0% APR 15YR 4.13%

FNMA PASS THRU 30YR #SD7543 2.62%

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ PIMCO GIS Income Fund (Class I) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

ที่มา: UGIS-SSF Fund Fact Sheet วันที่: 30 มิถุนายน 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.uobam.co.th/srcm/fund_mapping/mm2st1w1n/t1/w1/o0x0/UGISSSF_Factsheet_20220630.pdf

K-FIXEDPLUS-SSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะกลางถึงยาวคุณภาพดี ลงทุนกระจายทั้งในตราสารหนี้ภาครัฐ ภาคเอกชน ทั้งไทยและต่างประเทศ

จุดเด่น

  • กองทุนตราสารหนี้ระยะยาวลงทุนในตราสารหนี้อายุเฉลี่ย 1-5 ปี แบบ Active
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างผลตอบแทนเหนือเงินฝากและเงินเฟ้อภายใต้ความผันผวนที่ต่ำ
  • เหมาะแก่การกระจายการลงทุนเพื่อลดความผันผวนให้พอร์ต

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ไม่มี

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ไม่มี

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 0.6049%

สัดส่วนสินทรัพย์หลัก 5 ดันดับแรก

หุ้นกู้ (TMB22NA) 5.88%

หุ้นกู้ (TBEV266A) 3.94%

เงินฝาก ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 3.81%

หุ้นกู้ (GULF269A) 3.81%

หุ้นกู้ (NTUC000008) 3.81%

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยไม่จำกัดอัตราส่วนในเงินฝากหรือตราสารเทียบเท่าเงินฝาก ตราสารหนี้ภาครัฐ และเอกชน

ที่มา: K-FIXEDPLUS-SSF Fund Fact Sheet วันที่: 27 กรกฎาคม 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/K-FIXEDPLUS-SSF.pdf

REITs

PRINCIPAL IPROPEN-SSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมกลุ่ม REITs และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานไทย และต่างประเทศ

จุดเด่น

  • ลงทุนใน REITs ประเทศไทยและสิงคโปร์ ซึ่งช่วยกระจายการลงทุนไม่กระจุดตัวในตลาดเดียว
  • เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีอยู่ในภาคส่วนที่มั่นคง มีการเติบโต เน้นความผันผวนต่ำ
  • เน้นคัดเลือกรายสินทรัพย์โดยมอง Valuation เป็นหลัก ไม่เร่งซื้อ สะสมเมื่อราคาปรับตัวลง

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1,000 บาท

ครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.601%

สัดส่วนสินทรัพย์หลัก 5 อันดับแรก 

Real Estate – AUD : GOODMAN GROUP : GMG AU 9.06%

Real Estate – Domestic : CENTRAL PATTANA PLC. : CPNREIT 3.42%

Infrastructure Fund : TRUE CORPORATION PLC.. : DIF 3.39%

Unit Trust – Real Estate – SGD : Capital Mall Trust : CICT SP 3.11%

Real Estate – AUD : SCENTRE GROUP : SCG AU 2.96%

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึง Exchange Traded Fund (ETF) และ/หรือหน่วยของกองทุน private equity ที่เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์หรือทรัสต์เพื่อการลงทุน ในอสังหาริมทรัพย์(REITs) หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือเน้นลงทุนในตราสารที่เกี่ยวข้องกับ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หรือโครงสร้างพื้นฐาน และ/หรือตราสารของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์/ตรา สารของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

ที่มา: PRINCIPAL iPROPEN-SSF Fund Fact Sheet วันที่: 31 กรกฎาคม 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.principal.th/sites/default/files/fund-documents/Thailand%20Site/th_PRINCIPAL_iPROPEN_FFS.pdf

โพยรวม RMF รายกอง

รวมโพย SSF RMF รายกอง: คัดเน้นที่เดียวจบ!

หุ้น

รวมโพย SSF RMF รายกอง: คัดเน้นที่เดียวจบ!

หุ้นโลก

KFGGRMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนมีกลยุทธ์การบริหารแบบไม่อิงกับ Benchmark เลือกหุ้นแบบ Bottom Up เน้นหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงในระยะยาว เน้นการซื้อและถือเป็นหลัก ในหุ้นที่ยังมีโอกาสเติบโตสูง

จุดเด่น

  • บริหารโดย Baillie Gifford หนึ่งในผู้บริหารกองทุนหุ้นเติบโตอันดับต้น ๆ ของโลก ที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน
  • คัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ตการลงทุนอย่างเข้มข้น เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีโอกาสเติบโต 2 เท่าใน 5 ปี
  • กลยุทธ์ Buy & Hold เพิ่มความมั่นใจในการไม่พลาดโอกาส และลดค่าใช่จ่ายในการทำธุรกรรมในระยะยาว

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: ขั้นต่ำ 500 บาท สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท

ครั้งถัดไป: ขั้นต่ำ 500 บาท สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ไม่เรียกเก็บ

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ไม่เรียกเก็บ

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.3420%

สัดส่วนหุ้น 5 อันดับแรก

Tesla Inc 6.60%

Amazon.com 6.50%

Meituan 5.90%

NVIDIA 5.50%

ASML 5.40%

นโยบายการลงทุน

ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศชื่อ Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth Fund, Class B USD Acc (กองทุนหลัก) ซึ่งบริหาร จัดการโดยบริษัท Baillie Gifford Worldwide Funds PLC โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80 ของ NAV

ที่มา: KFGGRMF Fund Fact Sheet วันที่: 30 มิถุนายน 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.krungsriasset.com/DataWeb/AYFWeb/th/pdf/FFS_KFGGRMF_TH.pdf?rnd=20220818022444

KCHANGERMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมหุ้นตามแนวคิด ESG ที่สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนทั่วโลก แบบ Active

จุดเด่น

  • บริหารโดย Baillie Gifford หนึ่งในผู้บริหารกองทุนหุ้นเติบโตอันดับต้น ๆ ของโลก ที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน
  • คัดเลือกหุ้นที่มีโอกาสเติบโต 2 เท่าใน 5 ปี และเป็นไปตามมาตรฐาน ESG แบบเข้มข้น
  • กลยุทธ์ Buy & Hold เพิ่มความมั่นใจในการไม่พลาดโอกาส และลดค่าใช่จ่ายในการทำธุรกรรมในระยะยาว

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ไม่มี

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.3666%

สัดส่วนหุ้น 5 ดันดับแรก 

ASML 8.52%

TSMC 8.17%

Moderna 5.69%

Deere & Co 5.10%

Orsted 4.63%

นโยบายการลงทุน

ลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Positive Change Fund – Class B accumulation (GBP) (กองทุนหลัก) ที่มีนโยบาย ลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือมีพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบเชิงบวก (Positive Impact) ต่อสังคมโดยรวม หรือสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ เช่น การศึกษา ความเท่าเทียมทางสังคม คุณภาพของระบบการ ดูแลสุขภาพ และด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น โดยมีการลงทุนแบบกระจุกตัวในหุ้นของบริษัททั่วโลกประมาณ 25 – 50 หุ้น

ที่มา: KCHANGERMF Fund Fact Sheet วันที่: 30 มิถุนายน 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/KCHANGERMF.pdf

MEGA10RMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนที่ลงทุนในหุ้นบริษัทที่มีแบรนด์แข็งแกร่งทั่วโลก โดยกระจายการลงทุนในหุ้น 10 ตัว สัดส่วนเท่า ๆ กัน

จุดเด่น

  • ใช้หลักการเลือกหุ้นเข้ามาในพอร์ตแบบ Rule Based Investing Approach ทำให้มีหลักการที่ชัดเจนในการเลือกหุ้นเข้ามาไม่มี Bias ของผู้จัดการกองทุน
  • แบรนด์ชั้นนำระดับโลกเป็นที่รู้จักในวงกว้างและเป็นบริษัทที่ทุกคนให้การยอมรับโดยการจัดอันดับแบรนด์เหล่านี้มีการใช้งบการเงินของบริษัทมาเป็นส่วนหนึ่งของการเลือกด้วย ทำให้ได้หุ้นที่ดีมีคุณภาพ และมีงบการเงินที่แข็งแรง

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1,000 บาท

ครั้งถัดไป: 1 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.7120%

สัดส่วนหุ้น 10 อันดับแรก 

Apple                   9.5%

Microsoft            9.5%

Alphabet             9.5%

Amazon               9.5%

Tesla                    9.5%

Visa                      9.5%

J.P. Morgan        9.5%

P&G                     9.5%

Mastercard         9.5%

Meta                     9.5%

นโยบายการลงทุน

ลงทุนในตราสารทุนเป็นหลักโดยเฉลี่ยใน รอบปีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

ที่มา: MEGA10RMF Fund Fact Sheet วันที่: 8 ธันวาคม 2022

ที่มาสัดส่วนหุ้นหลัก: Bloomberg วันที่: 18 พฤศจิกายน 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.talisam.co.th/wp-content/uploads/2022/11/FFS-MEGA10RMF.pdf

รวมโพย SSF RMF รายกอง: คัดเน้นที่เดียวจบ!

หุ้นสหรัฐฯ

KUSARMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนหุ้นเติบโตสหรัฐฯ ที่เน้นการเลือกหุ้นที่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ชัดเจน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

จุดเด่น

  • กองทุนบริหารแบบ Active และยืดหยุ่น สามารถปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์
  • กองทุนเน้นการลงทุนแบบ High Conviction เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว บนหุ้นเติบโตที่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ชัดเจน

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ไม่มี

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.3866%

สัดส่วนหุ้น 5 ดันดับแรก

Royalty Pharma plc 7.34%

Snowflake Inc 7.08%

Asml Holding NV 6.23%

Uber Technologies Inc 5.89%

Veeva Systems Inc 5.77%

นโยบายการลงทุน

ลงทุนในกองทุน Morgan Stanley Investment Funds US Advantage Fund – Z Shares (กองทุนหลัก) ที่มีนโยบายลงทุนส่วนใหญ่ในตราสารทุนของบริษัทในสหรัฐอเมริกา

ที่มา: KUSARMF Fund Fact Sheet วันที่: 30 มิถุนายน 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/KUSARMF.pdf

หุ้นจีน

KFCHINARMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนหุ้นจีน All China แบบ Active

จุดเด่น

  • เน้นการลงทุนบนเป้าหมายการเติบโตในระยะ 5 ปีขึ้นไป จากการวิเคราะห์อย่างเข้มข้น เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
  • ใช้ชุดคำถาม Checklist กว่า 100 ข้อ ในการคัดเลือกหุ้นเข้าสู่พอร์ตการลงทุน เพื่อสร้างความมั่นใจ บนมุมมองที่แข็งแกร่ง

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: ขั้นต่ำ 500 บาท สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท

ครั้งถัดไป: ขั้นต่ำ 500 บาท สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ไม่เรียกเก็บ

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ไม่เรียกเก็บ

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.0030%

สัดส่วนหุ้น 5 อันดับแรก

Taiwan Semiconductor (TSMC) 8.40%

Tencent Holdings Ltd. 5.70%

AIA Group Limited 5.40%

Midea Group 4.30%

China Merchants Bank Co., Ltd.Class H 4.20%

นโยบายการลงทุน

ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศชื่อ FSSA Greater China Growth Fund (Class I – USD) (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV 

ที่มา: KFCHINARMF Fund Fact Sheet วันที่: 30 มิถุนายน 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.krungsriasset.com/DataWeb/AYFWeb/th/pdf/FFS_KFCHINARMF_TH.pdf?rnd=20220818023708

KT-ASHARES RMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนหุ้นจีน A Shares แบบ Active พร้อมกลยุทธ์ลงทุนแบบ High Conviction

จุดเด่น

  • ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ High Conviction ซึ่งผ่านกระบวนการวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
  • เน้นลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของกำลังการบริโภคภายในประเทศจีน เพื่อล้อไปกับโอกาสการเติบโตของเศรษฐกิจจีน
  • บริหารโดยทีมงาน Allianz ที่มีความเชี่ยวชาญในประเทศจีนมาอย่างยาวนาน

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ยังไม่เรียกเก็บ

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยังไม่เรียกเก็บ

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.1200%

สัดส่วนหุ้น 5 ดันดับแรก

CITIC SECURITIES CO LTD ORD 3.64%

SHANXI XINGHUACUN FEN WINE FACTORY CO LTD ORD 3.36%

WULIANGYE YIBIN CO LTD ORD 3.04%

LONGI GREEN ENERGY TECHNOLOGY CO LTD ORD 2.93%

CONTEMPORARY AMPEREX TECHNOLOGY CO LTD ORD 2.92%

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Allianz Global Investors Fund – Allianz China A-Shares (class PT (USD)) (กองทุนหลัก) เพียงกองเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยกองทุนมีวัตถุประสงคการลงทุนโดยเน้นการเติบโตของมูลค่าเงินทุนระยะยาวจาก การลงทุนในตลาดหุ้น A-Shares ของสาธารณรัฐประชาชนจีน

ที่มา: KT-Ashares RMF Fund Fact Sheet วันที่: 30 มิถุนายน 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.ktam.co.th/document_fund/fundfactsheet/Factsheet_th_KT-Ashares%20RMF.pdf

รวมโพย SSF RMF รายกอง: คัดเน้นที่เดียวจบ!

หุ้นเวียดนาม

KVIETNAMRMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนลงทุนในเวียดนามในหุ้นรายตัวและหน่วยลงทุนต่าง ๆ เช่น Diamond ETF โดยมุ่งหวังผลตอบแทนให้ชนะดัชนี MSCI Vietnam Net Total Return USD Index

จุดเด่น

  • มี track record ในการบริหารมายาวนาน จัดตั้งกองมาตั้งแต่ปี 2561 
  • มี Performance สม่ำเสมอชนะดัชนีชี้วัดในระยะยาว
  • สามารถคุม Drawdown ได้ดีกว่าดัชนี

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: ขั้นต่ำ 500 บาท

ครั้งถัดไป: ขั้นต่ำ 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ไม่มี

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.7334%

สัดส่วนสินทรัพย์ 5 อันดับแรก

หุ้น Mobile World Investment Corp 8.65%

หุ้น FPT Corp 6.85%

หุ้น Masan Group Corp 6.74%

VFMVN DIAMOND ETF 6.71%

หุ้น JSC Bank for Foreign Trade of Vietnam 6.42%

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศเวียดนามและ/หรือที่ดำเนินธุรกิจหรือได้รับผล ประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือทรัพย์สินส่วนใหญ่มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเวียดนาม และ/ หรือตราสารทุนของผู้ประกอบการเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอื่น รวมทั้งหน่วย CIS หน่วย property หน่วย infra ที่เกี่ยวข้องกับประเทศเวียดนาม และ/หรือกองทุน ETF ที่เน้นลงทุนในตราสารทุนประเทศเวียดนามตามที่ ประกาศ ก.ล.ต. กำหนด หรือที่จะประกาศเพิ่มเติมในภายหลัง

ที่มา: KVIETNAMRMF Fund Fact Sheet วันที่: 30 มิถุนายน 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/KVIETNAMRMF.pdf

หุ้นไทย

KSTARRMF

รายละเอียดกองทุน

  • เน้นลงทุนในหุ้นไทยพื้นฐานดีที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว เพื่อมุ่งหวังสร้างผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอ พร้อมทั้งจับจังหวะในการปรับเปลี่ยนสัดส่วนน้ำหนักรายกลุ่มอุตสาหกรรม และสัดส่วนการถือครองเงินสดในสถานการณ์ตลาดที่อำนวยเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในระยะสั้น

จุดเด่น

  • หาหุ้นที่มีการเติบโตในระยะยาว ทำให้เหมาะกับการถือครองแบบกองประหยัดภาษี
  • กองทุนสร้างผลตอบแทนได้มีความสม่ำเสมอและยังสามารถคุมความเสี่ยงได้ดี
  • การปรับเปลี่ยนสัดส่วนในรายอุตสาหกรรมยังคงช่วยในการหาโอกาสการลงทุนจากสถานการณ์ระยะสั้นได้ด้วย ทำให้ไม่เสียโอกาสจากการลงทุน

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก 500 บาท

ครั้งถัดไป 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ไม่มี

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 2.0409%

สัดส่วนสินทรัพย์ 5 อันดับแรก

หุ้น บมจ.ท่าอากาศยานไทย   6.64%

หุ้น บมจ. กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์   6.27%

หุ้น บมจ.ธนาคารกสิกรไทย   4.84%

หุ้น บมจ.ซีพี ออลล์   4.76%

หุ้น บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ   4.68%

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนในตราสารทุน โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV เน้นลงทุนหุ้นไทยพื้นฐานดีที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว เพื่อมุ่งหวังสร้างผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอ พร้อมทั้งจับ จังหวะในการปรับเปลี่ยนสัดส่วนน้ำหนักรายกลุ่มอุตสาหกรรมและสัดส่วนการถือครองเงินสดในสถานการณ์ตลาดที่อำนวย เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในระยะสั้น

ที่มา: KSTARRMF Fund Fact Sheet วันที่: 31 ตุลาคม 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/KSTARRMF.pdf

หุ้นเทคโนโลยี

B-INNOTECHRMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก บริหารแบบ Active เน้นการปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อรับโอกาสการเติบโตที่ดีภายใต้ความผันผวนที่ต่ำกว่าในระยะยาว

จุดเด่น

  • กองทุนหุ้นเทคโนโลยีแนวหน้า ที่มีผลการดำเนินงานติดอันดับต้น ๆ สม่ำเสมอ
  • บริหารแบบ Active ด้วยกลยุทธ์ที่หลากหลาย อาทิ เข้าลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีตามวัตถุประสงค์ พร้อมทั้งจัดสรรเข้าลงทุนในหุ้นวัฏจักร หรือ หุ้นสถานการณ์พิเศษ (Special Situation) ได้บางส่วน เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทน หรือ กระจายความเสี่ยง
  • ผู้จัดการกองทุนหลักบริหารมาอย่างยาวนาน ส่งผลถึงความสม่ำเสมอของผลตอบแทนกองทุนในอดีต และความต่อเนื่องในอนาคต

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: ขั้นต่ำ 500 บาท

ครั้งถัดไป: ขั้นต่ำ 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ไม่เรียกเก็บ

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ค่าธรรมเนียมการขาย บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิเรียกเก็บไม่เกิน 1.00% โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.3270%

สัดส่วนสินทรัพย์ 5 อันดับแรก

MICROSOFT CORP 6.60%

APPLE INC 5.20%

AMAZON.COM INC 3.60%

ALPHABET INC 3.20%

SALESFORCE INC 3.10%

นโยบายการลงทุน

ลงทุนโดยเฉพาะเจาะจงในตราสารทุนเพียงบางหมวดอุตสาหกรรม โดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

ที่มา: B-INNOTECHRMF Fund Fact Sheet วันที่: 30 มิถุนายน 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.bangkokbank.com/-/media/files/personal/save-and-invest/mutual-funds/fund-information/b-innotechrmf/b-innotechrmf_factsheet_th.pdf?la=th-th&hash=BDCEE04E66E4C67E200CFA3479A44E7C1B30455D

รวมโพย SSF RMF รายกอง: คัดเน้นที่เดียวจบ!

สินทรัพย์ผสม

KGARMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมผสมทั่วโลก มุ่งเน้นหาผลตอบแทนสูงสุดให้กับกองทุน ลงทุนในตราสารหลากหลายประเภททั่วโลก

จุดเด่น

  • ลงทุนในหลากหลาย Asset Class ช่วยลดความผันผวนของกอง 
  • บริหารกองโดย บลจ. Blackrock ที่เป็น บลจ. ชั้นนำระดับโลก
  • กอง allocation มีการปรับเปลี่ยนสัดส่วนแต่ละ asset class ตามสถานการณ์หาโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: ขั้นต่ำ 500 บาท

ครั้งถัดไป: ขั้นต่ำ 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ไม่มี

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.2405%

สัดส่วนสินทรัพย์ 5 อันดับแรก

MICROSOFT CORP 1.85%

APPLE INC 1.56%

ALPHABET INC CLASS C 1.35%

AMAZON COM INC 0.98%

UNITEDHEALTH GROUP INC 0.88%

นโยบายการลงทุน

ลงทุนในกองทุน BGF Global Allocation Fund A2 USD (กองทุนหลัก) ที่มุ่งลงทุนในตราสารทุน ตราสารหนี้ และ ตราสารระยะสั้นทั่วโลกทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนน้อยกว่า 80% ของ NAV

ที่มา: KGARMF Fund Fact Sheet วันที่: 30 มิถุนายน 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/KGARMF.pdf

ตราสารหนี้

KFIRMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมตราสารหนี้ไทยระยะยาวแบบ Active ลงทุนกระจายทั้งในตราสารหนี้ภาครัฐและภาคเอกชน

จุดเด่น

  • กองทุนตราสารหนี้ระยะยาวลงทุนในตราสารหนี้อายุเฉลี่ย 1-3 ปี แบบ Active
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างผลตอบแทนเหนือเงินฝากและเงินเฟ้อภายใต้ความผันผวนที่ต่ำ
  • เหมาะแก่การกระจายการลงทุนเพื่อลดความผันผวนให้พอร์ต

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: ขั้นต่ำ 500 บาท

ครั้งถัดไป: ขั้นต่ำ 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ไม่มี

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 0.6499%

สัดส่วนสินทรัพย์ 5 อันดับแรก

หุ้นกู้ (MPSC236A) 5.66%

หุ้นกู้ (TIDLOR244B) 5.15%

หุ้นกู้ (LH244B) 4.98%

พันธบัตร (LB249A) 4.29%

หุ้นกู้ (BJC259A) 3.96%

นโยบายการลงทุน

ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้เอกชน โดยมีตราสาร non-investment grade/unrated ไม่เกิน 20% ของ NAV

ที่มา: KFIRMF Fund Fact Sheet วันที่: 30 มิถุนายน 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/KFIRMF.pdf

UGISRMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วโลก ลงทุนแบบเชิงรุก เพื่อสร้างผลตอบแทนเป็นรายได้ที่สม่ำเสมอ

จุดเด่น

  • บริหารแบบ Active ปรับสัดส่วนให้เหมาะสมกับสถานการณ์
  • ผลตอบแทนย้อนหลังเอาชนะดัชนีเปรียบเทียบได้สม่ำเสมอ ภายใต้ความผันผวนที่ต่ำ
  • บริหารโดย PIMCO บลจ. เฉพาะด้านตราสารหนี้ทั่วโลก

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: ไม่กำหนด

ครั้งถัดไป: ไม่กำหนด

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.0051%

สัดส่วนสินทรัพย์ 5 อันดับแรก

FNMA TBA 3.5% JUN 30YR 7.75%

FNMA TBA 3.5% MAY 30YR 7.59%

FNMA TBA 3.0% JUN 30YR 4.40%

FNMA TBA 4.0% APR 15YR 4.13%

FNMA PASS THRU 30YR #SD7543 2.62%

นโยบายการลงทุน

ลงทุนในกองทุน PIMCO GIS Income Fund (Class I) กรณีกองทุนรวมตราสารหนี้ที่มี net exposure ในตราสาร non-investment grade/unrated เกินกว่า ร้อยละ 20 ของ NAV แต่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของ NAV

ที่มา: UGISRMF Fund Fact Sheet วันที่: 30 มิถุนายน 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.uobam.co.th/srcm/fund_mapping/mm2st1veo/t1/ve/o0x0/UGISRMF_Factsheet_20220630.pdf

รวมโพย SSF RMF รายกอง: คัดเน้นที่เดียวจบ!

REITs

B-IR-FOFRMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ไทยและต่างประเทศ บริหารแบบ Active เพื่อเป้าหมายการสร้างผลตอบแทนทั้งปันผล และส่วนต่างราคา (Capital Gain) ที่ดีในระยะยาว

จุดเด่น

  • มีความผันผวนต่ำกว่ากองทุนในประเภทเดียวกัน แต่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า (ระยะเวลาตั้งแต่ปี 2020) ซึ่งนับว่าเป็นคุณสมบัติที่ดีของกองทุนสินทรัพย์ทางเลือก
  • อสังหาฯ ไทยและสิงคโปร์ ยังมีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง แต่กลับมาเปิดเมืองอย่างเต็มที่แล้ว ดังนั้นจึงมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อจากนี้
  • ผู้จัดการกองทุนมีระบบและจุดชี้วัดที่ใช้ในการกำหนดกลยุทธ์การลงทุนที่ชัดเจน

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: ขั้นต่ำ 500 บาท

ครั้งถัดไป: ขั้นต่ำ 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ไม่เรียกเก็บ

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิเรียกเก็บไม่เกิน 1.00% โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.4227%

สัดส่วนสินทรัพย์ 5 อันดับแรก

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน โทรคมนาคม ดิจิทัล 7.78%

CapitaLand Integrated Commercial Trust 7.11%

ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่า อสังหาริมทรัพย์ CPN รีเทล โกรท 6.46%

Ascendas Real Estate Investment Trust 6.18%

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน 5.60%

นโยบายการลงทุน

ลงทุนในทรัพย์สินทางเลือก ได้แก่ หน่วย Property/ REITs/ หน่วย Infra/ ETF ที่เน้นลงทุนในหน่วย Property/ REITs/ หน่วย Infra โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

ที่มา: B-IR-FOFRMF Fund Fact Sheet วันที่: 30 มิถุนายน 2022

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.bangkokbank.com/-/media/files/personal/save-and-invest/mutual-funds/fund-information/b-ir-fofrmf/b-ir-fofrmf_factsheet_th.pdf?la=th-th&hash=364A84FB64705DA63661F3A4FD98B2BA0F83A9B4

แฟนพันธุ์แท้ FINNOMENA ห้ามพลาด!! ดูโพยกองทุนประหยัดภาษีแบบจัดชุด ได้ที่ลิ้งก์

https://www.finnomena.com/z-admin/ssf-rmf-series-package/

รับบริการผู้แนะนำการลงทุนกองภาษีส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนกองภาษี 200,000 บาทขึ้นไป
👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/taxplanner-services

รวมโพย SSF RMF รายกอง: คัดเน้นที่เดียวจบ!

News Update: ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกำลังแก่ นักลงทุนส่วนใหญ่อายุมากกว่า 70 ปี คนรุ่นใหม่หนีไปลงทุนต่างประเทศ

THE OPPORTUNITY
News Update: ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกำลังแก่ นักลงทุนส่วนใหญ่อายุมากกว่า 70 ปี คนรุ่นใหม่หนีไปลงทุนต่างประเทศ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกำลัง ‘แก่’ เพราะ 41% ของนักลงทุนรายย่อยในญี่ปุ่นคือ ‘นักลงทุนที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป’ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 15% ในปี 1989 ขณะที่นักลงทุนรุ่นใหม่หนีไปลงทุนต่างประเทศ

ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า ปัญหาสังคมสูงอายุของญี่ปุ่นกำลังส่งสัญญาณดังขึ้นในทุกๆ ด้าน โดยล่าสุด ‘ผู้สูงวัยญี่ปุ่น’ กลายมาเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นญี่ปุ่นเมื่อเทียบกับนักลงทุนวัยอื่น นกลายเป็นความเสี่ยงต่อบริษัทญี่ปุ่น

จากการสำรวจพบว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ใหญ่ที่สุดในหุ้นญี่ปุ่นได้เปลี่ยนจากผู้ที่มีอายุ 50 ปี ในปี 1989 เป็นผู้มีอายุ 60 ปีในปี 1999 และเป็นผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปในปี 2019 ผลจากการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างประชากรของญี่ปุ่น

อีกเหตุผลนึงคือ หนุ่มสาวญี่ปุ่นให้ความสนใจกับการลงทุนหุ้นต่างประเทศมากขึ้น จากทั้งโบรกเกอร์ที่ให้บริการจัดการตราสารทุนต่างชาติและกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น และการลงทุนขั้นต่ำของ ‘หุ้นต่างชาติ’ ที่ต่ำกว่าหุ้นญี่ปุ่น

อย่างเช่น การลงทุนใน ‘ฟาสต์ รีเทลลิ่ง’ บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของญี่ปุ่น ขณะที่หุ้น ‘แอปเปิล’ ใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 20,000 เยนเท่านั้น

ข้อมูลจาก ‘โมเนกซ์’ บริษัทโบรกเกอร์ออนไลน์ในญี่ปุ่น ระบุว่า ข้อมูลใน ต.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนญี่ปุ่นช่วงอายุ 30 ปีมีการซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ ในสัดส่วนถึง 58% ขณะที่การลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ​ของนักลงทุนช่วงอายุ 20 ปี และ 40 ปี ก็มีสัดส่วนสูงกว่า 40% สวนทางกับผู้ที่มีอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไปที่มีการลงทุนในหุ้นสหรัฐไม่ถึง 10%

การลงทุนหุ้นในบริษัทญี่ปุ่นเฟื่องฟูในหมู่คนวัยทำงานนับแต่ช่วงทศวรรษ 1980 เช่น ‘นิปปอน เทเลกราฟ แอนด์ เทเลโฟน’ ( NTT) บริษัทโทรคมนาคมใหญ่ของญี่ปุ่นมีผู้ถือหุ้นรายย่อยสนใจเข้าลงทุนมากถึง 700,000 ราย ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 30-40 ปี แต่ 35 ปีผ่านไป ผู้ถือหุ้นใหญ่ของเอ็นทีที สัดส่วนกว่า 80% กลายเป็นนักลงทุนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

ปัจจุบันบริษัทญี่ปุ่นพยายามจูงใจนักลงทุนด้วยการจ่ายเงินปันผลที่สูงมาต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลก็มีมาตรการสนับสนุนการลงทุนหุ้นด้วยการยกเว้นภาษี เพื่อจูงใจนักลงทุนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ให้มา ลงทุนหุ้นในประเทศมากขึ้น

อ้างอิง: ttps://www.prachachat.net/world-news/news-1140413 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ดอกเบี้ยขาขึ้น ลงทุนอย่างไร? I POCKET MONEY EP60

FINNOMENA CHANNEL
ดอกเบี้ยขาขึ้น ลงทุนอย่างไร? I POCKET MONEY EP60

รับชมบน YouTube: https://youtu.be/cgLMbr1mI44

จากที่ไทยอยู่ในยุคดอกเบี้ยต่ำมาเป็นเวลานาน ในปี 2565 นี้ก็นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ดอกเบี้ยนโยบายถูกปรับขึ้น ในสถานการณ์แบบนี้สินทรัพย์ลงทุนแบบไหนจะได้ประโยชน์กันบ้าง ติดตามในคลิปนี้

ภาพรวมของการขึ้นดอกเบี้ย

  • เงินเฟ้อและการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในนานาประเทศทั่วโลกสร้างแรงกดดันให้ประเทศไทยต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจนได้
  • ในสถานการณ์เช่นนี้ นอกเหนือจากผู้ที่อยู่ระหว่างการผ่อนสินเชื่อที่คิดดอกเบี้ยแบบลอยตัวจะต้องหันมาทบทวนแผนจัดการหนี้สินให้รัดกุมและเหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้นแล้ว นักลงทุนเองก็ควรทบทวนแผนการลงทุนและทำความเข้าใจว่าสินทรัพย์การลงทุนอะไรบ้างที่ได้ประโยชน์จากเทรนด์ดอกเบี้ยขาขึ้นครั้งนี้

ดอกเบี้ยขาขึ้น แปลว่าอะไร?

  • อธิบายให้เห็นภาพกันง่าย ๆ ว่าช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นแปลว่าสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนสูงขึ้น แม้กระทั่งการฝากเงินในบัญชีธนาคารเฉย ๆ ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้นแล้ว
  • พันธบัตร ตราสารหนี้ที่ออกใหม่ รวมถึงตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยแบบลอยตัวก็มีแนวโน้มจะให้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นด้วย
  • อย่างไรก็ตามในช่วงที่ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นเช่นนี้ ราคาของตราสารหนี้ที่มีอายุยาวก็มักจะมีความผันผวนกว่าตราสารหนี้ที่มีอายุสั้น การถือครองตราสารหนี้อายุสั้นจึงยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นในสถานการณ์นี้  

สำหรับการซื้อหุ้น

  • ต้องทำความเข้าใจว่าในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น เท่ากับต้นทุนของกิจการที่อาจเพิ่มขึ้นด้วย
  • เป็นที่มาที่ทำให้การลงทุนหุ้นในช่วงเวลานี้มีความน่าสนใจน้อยลง
  • อย่างไรก็ตามยังมีบางกลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นต้องเป็นธุรกิจธนาคาร เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีโอกาสรับรายได้เพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น 
  • นอกจากนี้เราอาจยังมองหาโอกาสลงทุนได้จากธุรกิจที่มีอำนาจในการกำหนดราคา (Pricing Power) นั่นคือถึงแม้ธุรกิจจะเพิ่มราคาสินค้าหรือบริการของตัวเอง ก็จะยังคงมีความต้องการในการบริโภคจำนวนมากอยู่ดี เช่น ธุรกิจ Healthcare, ธุรกิจที่มีความสามารถแข่งขันในตลาดที่สูง และธุรกิจที่คิดค่าบริการแบบ Subscription
  • หรือสังเกตธุรกิจที่มีเงินสดสำรองจำนวนมาก เนื่องจากมีโอกาสรับรายได้มากขึ้นจากดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น หรือมองหาธุรกิจที่มีอัตราหนี้สินต่ำ เนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนกิจการที่ต่ำตามไปด้วย

การลงทุนในสินทรัพย์นอกเหนือจากหุ้น

  • นอกเหนือจากหุ้นแล้ว สินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Tangible Assets) อย่างอสังหาริมทรัพย์ก็มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนมากขึ้น ทั้งด้วยราคาของอสังหาริมทรัพย์และค่าเช่า
  • สินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ทองคำ ก็มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากเทรนด์ดอกเบี้ยขาขึ้นด้วยเช่นกัน

ข้อแนะนำสำหรับนักลงทุน

  • อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่านักลงทุนจะต้องเปลี่ยนสินทรัพย์ที่ลงทุนอยู่เดิมให้มาเป็นสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นทั้งหมด
  • เพียงแต่ควรทบทวนเป้าหมายและแผนการลงทุนของตัวเองให้เหมาะสมกับสถานการณ์
  • การปรับพอร์ตการลงทุนจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องใช้เงินลงทุนในช่วงเวลาอันใกล้ เช่น ผู้เข้าสู่วัยเกษียณ 

สถานการณ์การปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายในไทย

  • ถึงแม้จะมีถูกปรับขึ้นแล้วก็ยังนับว่าอยู่ในระดับต่ำมาก
  • โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้าที่จะมีการปรับขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 0.5 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในไทย
  • ขณะที่ตามค่าเฉลี่ยของอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอด 20 กว่าปีนั้นอยู่ที่ร้อยละ 2 ต่อปี
  • การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายให้เท่าทันสถานการณ์จึงอาจส่งผลดีต่อเศรษฐกิจกว่าการคงดอกเบี้ยที่อัตราต่ำมากเช่นนั้นไปเรื่อย ๆ
  • เพียงแต่จะต้องปรับขั้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป คู่กับการออกมาตรการรองรับกลุ่มลูกหนี้ที่มีความเปราะบาง

พบความสุดพิเศษสำหรับคุณได้ในทุกวัน ทั้งบทความให้ความรู้เกี่ยวกับกองทุนรวม หุ้น คริปโตฯ และการบริการ โปรโมชั่น ของรางวัลต่างๆ ที่คัดสรรมาเพื่อมอบให้กับสมาชิก FINNOMENA เท่านั้น
👉 สมัครสมาชิกเว็บไซต์ FINNOMENA https://finno.me/register-website


มือใหม่ห้ามพลาด! คอร์สเรียนพิเศษจาก FINNOMENA U "กองทุนรวม 101 สำหรับมือใหม่"

News Update: จับตา Fed-ECB-BoE คาดพร้อมใจกันขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ส่งท้ายการประชุมครั้งสุดท้ายของปี

THE OPPORTUNITY
News Update: จับตา Fed-ECB-BoE คาดพร้อมใจกันขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ส่งท้ายการประชุมครั้งสุดท้ายของปี

ธนาคารกลางชั้นนำของโลกทั้งธนาคารกลางสหรัฐฯ​ (Fed), ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จัดการประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์หน้า ซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ นักวิเคราะห์คาดทั้ง 3 แห่ง พร้อมใจขึ้นดอกเบี้ยเพียง 0.50%

🇺🇸การประชุม Fed วันที่ 13-14 ธ.ค.

อินโฟเควสท์รายงานว่า นักวิเคราะห์คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.50% สู่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมรอบนี้ หลังจากปรับขึ้น 0.75% เป็นจำนวน 4 ครั้งติดต่อกัน ด้านตลาดจับตาถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ซึ่งจะบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปี 2566

นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทะลุ 5.00% ในกลางปีหน้า หลังการเปิดเผยรายงานการจ้างงานที่แข็งแกร่ง ซึ่งบ่งชี้ว่าการคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟดในช่วงที่ผ่านมายังคงไม่สามารถสกัดความร้อนแรงของตลาดแรงงาน ทำให้มีการคาดการณ์ว่าเฟดจะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปในปีหน้าเพื่อทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงและสกัดการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ

FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า ขณะนี้นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่กรอบ 5.00-5.25% ในเดือนพ.ค.2566 หลังจากก่อนหน้านี้คาดการณ์ที่ระดับ 4.75-5.00%

🇪🇺การประชุม ECB วันที่ 15 ธ.ค

นักวิเคราะห์คาดว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.50% ในการประชุมรอบนี้ หลังจากที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม 2.00% ในปีนี้ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ ECB ต่างส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยระบุว่า เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มใกล้แตะจุดสูงสุด

นายฟิลิป เลน หัวหน้านักวิเคราะห์ของ ECB กล่าวว่า เขาเชื่อว่าเงินเฟ้อใกล้แตะจุดสูงสุดแล้ว แม้ว่า ECB ยังมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปเพื่อควบคุมแรงกดดันจากราคา ส่วนนายคอนสแตนตินอส เฮโรโดตู สมาชิกคณะกรรมการ ECB กล่าวว่า ECB มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป แต่ก็ใกล้สู่ระดับเป็นกลางแล้ว

สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยตัวเลขเบื้องต้นของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของยูโรโซนชะลอตัวสู่ระดับ 10.0% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 10.6% ในเดือน ต.ค. การปรับตัวของดัชนี CPI ในเดือนพ.ย.มีสาเหตุจากการชะลอตัวของราคาพลังงาน โดยดีดตัวขึ้น 34.9% ในเดือนพ.ย. แต่ต่ำกว่าระดับ 41.5% ในเดือนต.ค

🇬🇧การประชุม BoE วันที่ 15 ธ.ค

ผลการสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดว่า BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.50% สู่ระดับ 3.50% ในการประชุมรอบนี้

ก่อนหน้านี้ BoE ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% สู่ระดับ 3.0% ในการประชุมวันที่ 3 พ.ย. ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 33 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2532 และเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 8 นับตั้งแต่เดือนธ.ค.2564

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์คาดว่า BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.50% ในไตรมาสแรกของปี 2566 และอีก 0.25% ในไตรมาส 2 ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ BoE แตะเพดานสูงสุดที่ 4.25%

อ้างอิง: https://www.ryt9.com/s/iq27/3380983 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 09/12/2022 “ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกำลังแก่ นักลงทุนส่วนใหญ่อายุมากกว่า 70 ปี คนรุ่นใหม่หนีไปลงทุนต่างประเทศ” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

 

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 09/12/2022

“ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกำลังแก่ นักลงทุนส่วนใหญ่อายุมากกว่า 70 ปี คนรุ่นใหม่หนีไปลงทุนต่างประเทศ”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 33,781.48 จุด +183.56 จุด (+0.55%) S&P500 ปิดที่ 3,963.51 จุด +29.59 จุด (+0.75%)  Nasdaq  ปิดที่ 11,082.0 จุด +123.45 จุด (+1.13%) Small Cap 2000 ปิดที่ 1,813.92 จุด +7.02 จุด (+0.39%) VIX index ปิดที่ 22.29 จุด -0.39 จุด (-1.72%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 3,921.27 จุด +0.37 จุด (+0.01%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 14,264.56 จุด +3.37 จุด (+0.02%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 6,647.31 จุด -13.28 จุด (-0.2%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 27,574.36 จุด -111.97 จุด (-0.4%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 19,450.24 จุด +635.41 จุด (+3.38%)  ดัชนี CSI300 ปิดที่ 3,959.17 จุด +0.73 จุด (+0.02%)  และ SET Index ปิดที่ 1,620.49 จุด -1.79 จุด (-0.11%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 8 ธ.ค. 2565) ทองคำ 1,806.05 ดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 23.407 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 72.34 ดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 76.97 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 8 ธ.ค. 2565) Bitcoin 17,245.6 ดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,281.13 ดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.098636 ดอลลาร์สหรัฐฯ BNB Coin 290.29 ดอลลาร์สหรัฐฯ

สรุปข่าวประจำวัน

สัปดาห์หน้า คาด Fed – ECB – BoE พร้อมใจขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ส่งท้ายปี 65 Fed จะจัดการประชุมในวันที่ 13-14 ธ.ค. นักวิเคราะห์คาดว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.50% สู่ระดับ 4.25 – 4.50% ในการประชุมรอบนี้ หลังจากปรับขึ้น 0.75% เป็นจำนวน 4 ครั้งติดต่อกัน และ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทะลุ 5.00% ในกลางปีหน้า  ด้าน ECB จะจัดการประชุมในวันที่ 15 ธ.ค. นักวิเคราะห์คาดว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.50% ในการประชุมรอบนี้ หลังจากที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม 2.00% ในปีนี้ นอกจากนี้ยังส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยระบุว่า เงินเฟ้อใกล้แตะจุดสูงสุด และด้าน BoE จะจัดการประชุมในวันที่ 15 ธ.ค. นักวิเคราะห์คาดว่า BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.50% สู่ระดับ 3.50% ในการประชุมรอบนี้ (ที่มา ryt9)

จีนเสี่ยงผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น หลังผ่อนคลายมาตรการคุมโควิดลง ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้ยอดผู้เสียชีวิตอาจพุ่งถึง 1.3 – 2.1 ล้านราย เนื่องจากสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุที่ได้รับวัคซีนยังอยู่ในระดับต่ำ (ที่มา bloomberg)

Morgan Stanley ชี้เปิดเมือง หนุนตลาดหุ้นจีนชนะตลาดหุ้นเกิดใหม่และตลาดหุ้นโลก มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันสำหรับดัชนี ChiNext ของจีนและหุ้น A-Shares ที่ซื้อขายบนแผ่นดินใหญ่โดยรวมเพิ่มขึ้น 25% และ 19% ตามลำดับ ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา (ที่มา bloomberg)

American Express Global Business Travel คาดการณ์ว่าการเปิดเมืองทำสายการบินคึกคัก และต้นทุนน้ำมันสูงขึ้น ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินทั่วโลก พุ่ง 10% – 12% ปี 2023 โดยเที่ยวบินอเมริกาเหนือ – เอเชีย เพิ่มขึ้น 10% เส้นทางยุโรป-เอเชีย เพิ่มขึ้น 12% (ที่มา bloomberg)

ผลสำรวจนักลงทุนรายย่อย 2,000 คน สัดส่วน 80% เชื่อว่าตลาดหุ้นเจอจุดต่ำสุดปี 2023 เชื่อรอเก็บหุ้นเทคฯ ยักษ์ใหญ่เข้าพอร์ต และมีเพียง 1% วางแผนจะขายหุ้นออกของพวกเขาในปี 2023 (ที่มา cnbc)

โจทย์ท้าทาย “ตลาดหุ้นญี่ปุ่น” นักลงทุนส่วนใหญ่อายุมากกว่า 70 ปี ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกำลังเผชิญความท้าทาย เนื่องจากปัจจุบัน “นักลงทุนรายย่อย” กลุ่มใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นญี่ปุ่น กลายเป็นนักลงทุนที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทในตลาดหุ้นญี่ปุ่นมากถึง 41% ของนักลงทุนรายย่อยทั้งหมด ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากสัดส่วน 15% เมื่อปี 1989 (ที่มา prachachat)

สารัชถ์ รัตนาวะดี แชมป์เศรษฐีหุ้นไทย 4 ปีซ้อน รวย 2.19 แสนล้าน รวยขึ้น 4.58 หมื่นล้านบาท ครองแชมป์ 4 ปีซ้อน ด้าน “ปณิชา ดาว” กลุ่มทุนจาก สปป.ลาว ครองอันดับ 2 ถือหุ้น PSG รวมมูลค่า 8.16 หมื่นล้านบาท ฟาก “หมอเสริฐ” นั่งเบอร์ 3 ถือหุ้น BA-BDMS มูลค่า 6.27 หมื่นล้านบาท (ที่มา prachachat)

FINNOMENA Tactical Call: ดัชนี CSI 300 หลังดัชนีทำ Inverted Head and Shoulders pattern

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Tactical Call: ดัชนี CSI 300 หลังดัชนีทำ Inverted Head and Shoulders pattern

ท่าทีของทางการจีนที่ผ่อนคลายต่อมาตรการควบคุม COVID-19 อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่แนวทางการควบคุม Covid-19 ฉบับใหม่ 20 ข้อ ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน และ 10 มาตรการล่าสุดในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีมาตรการผ่อนคลาย อาทิ  การลดจำนวนวันในการกักตัวสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสามารถกักตัวที่บ้านแทนการกักตัวในสถานที่ที่รัฐจัดหาให้ได้ และการสนับสนุนให้ฉีดวัคซีนเข็ม booster โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ, การล็อกดาวน์ จะต้องทำในรูปแบบ “ล็อกและยกเลิกอย่างรวดเร็ว” ส่งผลให้ดัชนี CSI 300 ปรับตัวขึ้นกว่า 13% จากจุดต่ำสุดในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งแม้การผ่อนคลายมาตรการดังกล่าวกลับทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากที่สุดติตด่อกันในอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่อัตราผู้ติดเชื้อที่มีอาการหนักกลับพบเพียง 0.025%

โดยดัชนี CSI 300 เคลื่อนไหวเป็นลักษณะ Inverted Head and Shoulders pattern ซึ่งเป็นรูปแบบที่มักพบได้ในช่วงตลาดขาลงใกล้สิ้นสุดและมีการกลับตัว โดยทำจุดต่ำสุดของรอบในระยะสั้นที่ 3,508 จุดในวันที่ 30 ตุลาคม และปรับตัวขึ้นผ่านแนว Shoulder ก่อนที่จะทดสอบเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วัน (MA 100) ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา พร้อมด้วย เส้นค่าเฉลี่ย 20, 50 วันที่ตัดกัน(MA cross 20,50) สะท้อน Momentum ที่ดีในระยะสั้น

FINNOMENA Tactical Call: ดัชนี CSI 300 หลังดัชนีทำ Inverted Head and Shoulders pattern

รูปที่ 1 กราฟดัชนี CSI 300 TF Day Source: Tradingview as of 09/12/22

FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำลงทุนภายใต้คำแนะนำ Tactical Call ในกองทุน SCBCHAA  ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนใน ChinaAMC CSI 300 Index ETF ที่มีนโยบายการลงทุนแบบ Passive ให้ผลการดำเนินงานเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับดัชนี CSI300 และกองทุน KT-Ashares-A ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนใน Allianz China A-Shares ที่มีนโยบายการลงทุนแบบ Active พร้อมด้วยค่า Correlation กับดัชนี CSI300  0.900 และค่า BETA ที่ 1.13  สะท้อนการเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันในระดับที่สูงและโอกาสมี Outperform ได้ในช่วง Momentum ที่ดี สำหรับการเก็งกำไรในดัชนี CSI300 โดยมีคำแนะนำดังนี้

  1. แนะนำเข้าลงทุนที่ไม่เกินระดับ 4,135 จุด (+4.53% จากระดับราคาปิดตลาดวันที่ 08/12/2022) ซึ่งเป็นระดับราคาที่เราแนะนำให้พิจารณาชะลอการเข้าซื้อ (หยุดซื้อ) ภายใต้คำแนะนำ Tactical Call เนื่องจากทำให้ Risk/Reward ratio เข้าใกล้ระดับ 1:1 

และหากหลังจาก FINNOMENA Investment Team แนะนำ Tactical Call แล้ว ดัชนี CSI 300 ปรับตัวลงต่ำกว่า 4,135 จุด และปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 4,135 จุดอีกครั้ง FINNOMENA Investment Team ยังคงแนะนำให้ชะลอการเข้าซื้อ (หยุดซื้อ) ภายใต้คำแนะนำ Tactical Call เนื่องจากปัจจัยทางเทคนิคอาจเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงที่ให้คำแนะนำครั้งแรก

  1. แนะนำ Take Profit เมื่อดัชนีปรับตัวขึ้นถึง 4,430 จุด (Upside 11.78%) ซึ่งเท่ากับระดับ Fibonacci 38.2% ของแนวโน้มขาลงปัจจุบัน
  2. แนะนำ Limit Loss หรือตัดขาดทุนทันที เมื่อดัชนีปิดตลาดต่ำกว่า 3,850 จุด (Downside 2.89%) ซึ่งเป็นระดับที่เป็น Shoulder ของรูปแบบในรอบนี้ และใกล้เคียงกับเส้นค่าเฉลี่ย 20 วัน (MA 20) ซึ่งเป็นเส้นค่าเฉลี่ยที่สะท้อนถึงแนวโน้มระยะสั้น

นักลงทุนที่เหมาะกับ Tactical Call ระยะสั้นนี้ควร…

  1. เป็นนักลงทุนที่มีเงินสด หรือสภาพคล่องส่วนเกิน และรับความผันผวนได้สูง
  2. ใช้เงินลงทุนในสัดส่วนไม่เกิน 10% ของภาพรวมพอร์ตการลงทุนทั้งหมด
  3. นักลงทุนต้องยอมรับการ Limit Loss หรือ การตัดขาดทุนได้ทันที

SCBCHAA

FINNOMENA Tactical Call: ดัชนี CSI 300 หลังดัชนีทำ Inverted Head and Shoulders pattern

รูปที่ 2 สัดส่วนการลงทุนของกองทุน ChinaAMC CSI 300 Index ETF (กองทุนหลัก) | Source: chinaamc.com.hk. as of 31/10/22

กองทุนเป็นกองทุนความเสี่ยงสูง (ระดับ 6) มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน ChinaAMC CSI 300 Index ETF (กองทุนหลัก) สกุลเงินนหยวน (RMB) ซึ่งกองทุนหลักลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี CSI300 เพื่อให้ผลการดำเนินงานของกองทุนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี CSI300 ดังกล่าว และป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าทรัพย์สินที่ลงทุนในต่างประเทศ

KT-ASHARES-A

FINNOMENA Tactical Call: ดัชนี CSI 300 หลังดัชนีทำ Inverted Head and Shoulders pattern

รูปที่ 3 สัดส่วนการลงทุนของกองทุน Allianz China A-Shares (กองทุนหลัก) | Source: ktam.co.th as of 31/10/22

กองทุนมีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Allianz Global Investors Fund – Allianz China A-Shares (กองทุนหลัก) เพียงกองเดียว ในชนิดหน่วยลงทุน (share class) “PT” ในสกุลเงินเหรียญดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม หรือตามอัตราส่วนที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. จะประกาศกำหนด

FINNOMENA Investment Team

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT

News Update: ‘สารัชถ์ รัตนาวะดี’ ครองแชมป์เศรษฐีหุ้น 4 ปีซ้อน กลุ่มทุนลาว PSG ปาดขึ้นเบอร์ 2

THE OPPORTUNITY
News Update: ‘สารัชถ์ รัตนาวะดี’ ครองแชมป์เศรษฐีหุ้น 4 ปีซ้อน กลุ่มทุนลาว PSG ปาดขึ้นเบอร์ 2

สำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานผลการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยปี 2565 โดยวารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยวัดจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ประเภทบุคคลธรรมดาในประเทศที่ถือหุ้นสูงสุด 10 อันดับแรกของ SET และ mai ตามการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นล่าสุดก่อนวันที่ 30 ก.ย. ระบุว่า

อันดับ 1 แชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 2565 ยังคงเป็นของ สารัชถ์ รัตนาวะดี กรรมการ รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ซึ่งเป็นการครองแชมป์ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แล้ว โดยถือหุ้นมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 1 รวม 218,981.58 ล้านบาท รวยเพิ่มขึ้น 45,881.86 ล้านบาท หรือ 26.51% ซึ่ง สารัชถ์ ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ของ GULF ในสัดส่วน 35.55%

สารัชถ์ก้าวเข้ามาเป็นแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยครั้งแรกเมื่อปี 2562 โดยถือหุ้นมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 1 มีความมั่งคั่งรวม 120,959.99 ล้านบาท ต่อมาในปีที่ 2 ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเป็น 115,289.99 ล้านบาท และทะยานสู่ 173,099.73 ล้านบาท ในปีนี้ความมั่งคั่งของสารัชถ์พุ่งทะลุไปถึง 218,981.58 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยคนแรกที่มีความมั่งคั่งในระดับ 2 แสนล้านบาท

​​อันดับ 2 ได้แก่ ปณิชา ดาว ผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 1 ของ บมจ.พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น (PSG) ในสัดส่วน 80% รวมมูลค่าหุ้นที่ถือครอง 81,630.58 ล้านบาท

PSG เดิมชื่อ บมจ.ที เอ็นจิเนียริ่ง คอร์ปอเรชั่น (T) ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอาคารโรงงาน คลังสินค้า อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า อาคารที่พักอาศัย โรงพยาบาล รวมถึงงานสาธารณูปโภค และงานติดตั้งเครื่องจักรต่างๆ มากว่า 40 ปี ต่อมาในวันที่ 12 ตุลาคม 2564 บริษัทเพิ่มทุนจดทะเบียนครั้งใหญ่ โดยออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 54,044 ล้านหุ้น ขายนักลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง (PP) ในราคาหุ้นละ 0.02 บาท

กลุ่มทุนจาก สปป.ลาว นำโดย ปณิชา ดาว ภรรยาของ เดวิด แวน ดาว ผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท พีที จำกัดผู้เดียว (PTS) ที่ถือหุ้นในบริษัท หลวงพระบาง พาวเวอร์ จำกัด ผู้พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง ที่ สปป.ลาว เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มใหม่ แล้วเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บมจ.พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น (PSG) มี แวน ฮวง ดาว นั่งเป็นประธานกรรมการ และ เดวิด แวน ดาว เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

อันดับ 3 ได้แก่ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือ หมอเสริฐ เจ้าของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพและสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ตกจากอันดับ 2 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือครองหุ้นมูลค่ารวม 62,735.68 ล้านบาท รวยเพิ่มขึ้น 4,517.85 ล้านบาท หรือ 7.76% หุ้นที่หมอเสริฐถือครอง ประกอบด้วย บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) เจ้าของเครือข่ายโรงพยาบาล อาทิ โรงพยาบาลกรุงเทพ, สมิติเวช, บีเอ็นเอช, พญาไท, เปาโล ในสัดส่วน 12.77% และ บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) เจ้าของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส 11.38%

อันดับ 4 ได้แก่ นิติ โอสถานุเคราะห์ นักลงทุนรายใหญ่ ทายาทอาณาจักรโอสถสภา ลดจากอันดับ 3 เมื่อปีที่แล้ว โดยนิติเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 10 อันดับแรกใน 8 บริษัท รวมมูลค่าหุ้นที่ถือครอง 58,124.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,870.84 ล้านบาท หรือ 3.33%

อันดับ 5 ได้แก่ สมโภชน์ อาหุนัย เจ้าของ บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) กิจการธุรกิจพลังงาน จำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล และจำหน่ายกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ลดจากอันดับ 4 เมื่อปีที่แล้ว โดยหุ้น EA ที่ถือครองในสัดส่วน 11.05% มีมูลค่ารวม 36,366.27 ล้านบาท รวยลดลง 16,660.08 ล้านบาท หรือ 31.42%

อันดับ 6 ได้แก่ ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม 1 บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ ทายาทหมอเสริฐ กลับเข้ามาติดทำเนียบ TOP 10 เศรษฐีหุ้นไทย จากอันดับ 21 เมื่อปีที่แล้ว

นอกเหนือจากหุ้น BDMS ที่ถือในสัดส่วน 5.08% และ BA 6.49% แล้ว ปีนี้ปรมาภรณ์ยังถือหุ้น บมจ.เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ONEE) หุ้นน้องใหม่ IPO ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 เพิ่มขึ้นอีก โดยถือหุ้น ONEE สูงเป็นอันดับ 1 ในสัดส่วน 40.04% ส่งผลให้ปีนี้ความมั่งคั่งของปรมาภรณ์ มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 35,001.87 ล้านบาท รวยเพิ่มขึ้น 20,950.06 ล้านบาท หรือ 149.09%

อันดับ 7 และ 8 ได้แก่ สองเศรษฐีหุ้นเจ้าของ บมจ.เมืองไทยแคปปิตอล (MTC) หรือชื่อเดิมคือ เมืองไทยลิสซิ่ง โดย ชูชาติ เพ็ชรอำไพ อยู่ในอันดับ 7 ตกจากอันดับ 6 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือครองหุ้น MTC ในสัดส่วน 33.49% และหุ้นของอีก 5 บริษัทรวมมูลค่าทั้งสิ้น 26,518.07 ล้านบาท ลดลง 15,133.90 ล้านบาท หรือ 36.30% ส่วน ดาวนภา เพ็ชรอำไพ ปีนี้อยู่ในอันดับ 8 จากอันดับ 5 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือหุ้น MTC ในสัดส่วน 33.96% มูลค่า 26,100 ล้านบาท ลดลง 15,840.00 ล้านบาท หรือ 37.77%

อันดับ 9 ได้แก่ อนันต์ อัศวโภคิน บิ๊กอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่แบรนด์ “แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์” โดยขยับขึ้นมาจากอันดับ 12 เมื่อปีที่แล้ว โดยอนันต์ถือหุ้น บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) ในสัดส่วน 23.93% มูลค่า 25,454 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,717 ล้านบาท หรือ 11.95%

อันดับ 10 ได้แก่ คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) โดยหุ้นที่คีรีถือครองมีมูลค่ารวม 22,702.45 ลดลง 1,929.78 ล้านบาท หรือ 7.83% ประกอบด้วย หุ้น BTS 20.23% กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSGIF) 2.14% และ บมจ.เนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเทนเมนท์ (NINE) 4.31%

สำหรับแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทย ปีนี้ ตระกูลรัตนาวะดี ก้าวขึ้นเป็น แชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยปี 2565 ด้วยการทำสถิติใหม่มีความมั่งคั่งสูงถึง 218,981.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45,881.85 หรือ 26.51% จากการถือหุ้น GULF ของสารัชถ์ รัตนาวะดี แชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปีนี้

อ้างอิง: https://www.infoquest.co.th/2022/257073

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: กูเกิลเผยคำค้นหายอดฮิตปี 2022 แชมป์คือ ‘Wordle’ เกมทายคำ 5 ตัวอักษร คนไทยเสิร์ช ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ มากสุด

THE OPPORTUNITY
News Update: กูเกิลเผยคำค้นหายอดฮิตปี 2022 แชมป์คือ ‘Wordle’ เกมทายคำ 5 ตัวอักษร คนไทยเสิร์ช ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ มากสุด

BBC ไทยรายงานคำที่คนทั่วโลกค้นหาในกูเกิลมากที่สุดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาคือคำว่า ‘Wordle’ ส่วนข่าวยูเครน คือข่าวที่ถูกค้นหามากที่สุด เมื่อดูเฉพาะประเทศไทย ปรากฏว่า คำค้นหายอดนิยมคือ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ตามมาด้วย ‘แตงโม นิดา’

🌎 คำที่คนทั่วโลกค้นหามากที่สุดในปี 2022

จนถึงวันที่ 7 ธ.ค. คำที่คนทั่วโลกค้นหามากที่สุดในปี 2022 คือคำว่า ‘Wordle’ ซึ่งเป็นเกมทายคำ 5 ตัวอักษร โดยผู้เล่นจะได้รับโอกาสในการทายคำที่ถูกต้อง 5 ครั้ง

ขณะที่คำว่า ‘India VS England’ คือคำที่ถูกค้นมากเป็นอันดับที่ 2 คาดว่า น่าจะเกี่ยวกับการแข่งขันคริกเก็ตชิงแชมป์โลกระหว่างทีมชาติอินเดียและทีมชาติอังกฤษ โดยกีฬาคริกเก็ตเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมใน 2 ชาตินี้

ตามมาด้วยคำว่า ‘Ukraine’ ซึ่งหมายถึงประเทศยูเครนที่กำลังสู้รบกับรัสเซียที่ยกทัพบุกยูเครนตั้งแต่ 24 ก.พ. และคำว่า ‘Queen Elizabeth’ ซึ่งหมายถึงสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ ซึ่งสวรรคตเมื่อ 8 ก.ย. ที่ผ่านมา ขณะมีชนมพรรษา 96 พรรษา

📰 5 อันดับข่าวที่คนทั่วโลกสนใจค้นหามากที่สุด

2 อันดับแรก สอดคล้องกับคำค้นหายอดนิยมคือ ข่าวสถานการณ์สงครามในยูเครน และข่าวการสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

ตามมาด้วยข่าวผลการเลือกตั้ง ซึ่งปีนี้มีการจัดการเลือกตั้งขึ้นหลายประเทศ รวมถึงการเลือกตั้งในบราซิล, ฟิลิปปินส์, ออสเตรเลีย, มาเลเซีย และการเลือกตั้งกลางสมัยในสหรัฐฯ

อันดับ 4 เป็นข่าวเลขพาวเวอร์บอลล์ ซึ่งเป็นลอตเตอรี่ในสหรัฐฯ โดยเมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมีผู้ถูกรางวัลแจ็กพอต ได้รับเงินรางวัล 2,040 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 71,600 ล้านบาท) ถือเป็นเงินรางวัลล็อตเตอรีที่สูงที่สุดในโลก

อันดับ 5 คือข่าวฝีดาษลิง ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสฝีดาษลิง อยู่ในตระกูลเดียวกับไวรัสที่ทำให้เกิดฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ แต่มีอาการรุนแรงน้อยกว่าฝีดาษธรรมดามาก และสามารถใช้วัคซีนป้องกันฝีดาษในการป้องกันการติดเชื้อฝีดาษลิงได้

🇹🇭5 คำค้นหายอดนิยมในไทย

ส่วนคำค้นหายอดนิยมในประเทศไทย 5 อันดับแรกคือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, แตงโม นิดา, คนละครึ่ง เฟส 5, ใต้หล้าและ คังคุไบ

โครงการของรัฐบาลติดอันดับคำค้น 2 โครงการคือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเปิดให้ประชาชนที่มีรายได้ไม่ถึง 100,000 บาทต่อปี และมีคุณสมบัติอื่น ๆ เข้าเกณฑ์ลงทะเบียนตั้งแต่ช่วงกลางปี และโครงการคนละครึ่ง เพื่อกระตุ้นให้คนจับจ่ายใช้สอยโดยรัฐบาลช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ครึ่งหนึ่ง ไม่เกินวันละ 150 บาท หรือสูงสุดไม่เกิน 800 บาท ตลอดโครงการ โดยได้มีการเปิดรับลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งเฟส 5 เมื่อช่วงเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา

ส่วนชื่อ ‘แตงโม นิดา’ ดาราสาวที่เสียชีวิตขณะล่องเรือพร้อมกับกลุ่มเพื่อนในแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นคำค้นหายอดนิยมมากเป็นอันดับ 2 ของไทย เพราะการเสียชีวิตที่มีข้อน่าสงสัยหลายอย่างของเธอ ทำให้สื่อและประชาชนให้ความสนใจติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด และแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องกับแตงโมก็ติดอันดับในทวิตเตอร์มาแล้วหลายครั้ง

ขณะที่อันดับ 4 ‘ใต้หล้า’ เป็นละครที่ออกอากาศทางช่องวัน 31 นำแสดงโดย ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร และอันดับ 5 ‘คังคุไบ’ เป็นชื่อของภาพยนตร์อินเดียที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียกร้องสิทธิ์ของโสเภณี ความนิยมของภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งมีชื่อเต็มว่า ‘Gangubai Kathiawadi’ หรือชื่อภาษาไทย ‘หญิงแกร่งแห่งมุมไบ’ ทำให้มีคนไทยจำนวนมากแต่งกายเลียนแบบตัวละครนำหญิงในเรื่อง

อ้างอิง: https://www.bbc.com/thai/international-63892391 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวเพิ่มขึ้น 3% จากแนวโน้มการเปิดเมือง พร้อมกันกับตลาดเวียดนามได้รับแรงหนุนจากนักลงทุนต่างชาติ

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวเพิ่มขึ้น 3% จากแนวโน้มการเปิดเมือง พร้อมกันกับตลาดเวียดนามได้รับแรงหนุนจากนักลงทุนต่างชาติ

วันนี้ 8 ธ.ค. 65 ตลาดหุ้นฮ่องกงดัชนี Hang Seng ปรับตัวขึ้น 3% ตอบรับข่าวการผ่อนปรนนโยบายปิดเมืองเพื่อคุมเชื้อโควิด-19 ส่งผลให้กลุ่มบริษัทต่างๆ ที่ได้ประโยชน์เรื่องของการเปิดประเทศปรับตัวขึ้นทันที แหล่งข่าวในฮ่องกงรายงานว่ารัฐบาลฮ่องกงกำลังทบทวนนโยบายการผ่อนปรมเพิ่มเติม เพื่อเตรียมตัวเปิดประเทศและต้อนรับนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ สอดคล้องกับท่าทีของทางการจีนวานนี้ที่ออก 10 มาตรการผ่อนคลายความเข้มงวด การควบคุมโควิด-19 เช่นเดียวกัน โดยทางการฮ่องกงจะเริ่มทบทวนมาตรการการบังคับการสวมใส่หน้ากากอนามัย และผ่อนปรนการตรวจเชื้อสำหรับนัทท่องเที่ยวภายในประเทศ สร้างความมั่นใจเพิ่มเติมให้แก่นักลงทุนถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของประเทศที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

ด้านตลาดหุ้นเวียดนาม ดัชนี VN30 ปรับตัวขึ้น 3.1% โดยการปรับตัวขึ้นของดัชนีได้รับแรงหนุนมากที่สุดจากกลุ่มธนาคารและการเงินที่ปรับตัวขึ้น 3.66% กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวขึ้น 1.65% และกลุ่มค้าปลีกที่ปรับตัวขึ้น 3.4% โดยหุ้นกลุ่มธนาคารได้รับปัจจัยเชิงบวกจากธนาคารกลางเวียดนามประกาศเพิ่มเพดานสินเชื่อในระบบการธนาคารขึ้น 1.5-2% ในวันจันทร์ที่ผ่านมา(เพิ่ม Credit Quota ให้กับธนาคารที่มีสภาพคล่องมากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยังอยู่ในระดับต่ำ) เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและสาร้างการเติบโตให้กับภาคธุรกิจที่เป็นส่วนหลัก เช่น เกษตรกรรม ภาคการผลิต การส่งออก อีกทั้งแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติสะสมเป็นวันที่ 14 ติดต่อกัน โดยมูลค่าการซื้อขายสะสมตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมาจากฝั่งนักลงทุนต่างชาติมีมูลค่าเกิน 6 พันล้านดองแล้ว

FINNOMENA Investment Team มองว่าการผ่อนคลายการควบคุมโควิดของจีนครั้งนี้ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกจากปัจจัยภายในประเทศ แต่ตลาดหุ้นจีนยังมีความเสี่ยงระยะสั้นจากตลาดหุ้นโลกที่เริ่มมีความผันผวนก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ในวันที่ 14-15 ธ.ค. รวมถึงยังมีความเสี่ยงจากแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศจีนจากความไม่พอใจของประชาชนต่อนโยบายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม Valuation ของหุ้นจีนหลาย ๆ ดัชนีอยู่ในระดับที่ถูก โดยเฉพาะในดัชนี Hang Seng Index ที่อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี (P/E 12M 9.16x, -1.58 S.D.) จากสถิติในอดีตมักเป็นจุดสะสมที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว โดยสามารถทยอยสะสมได้ ในกองทุนหุ้นจีนต่าง ๆ ซึ่งมักมีค่า Correlation กับดัชนี Hang Seng อาทิ K-CHINA-A(A), P-CGREEN

และมองว่าตลาดหุ้นเวียดนามยังมีทิศทางเชิงบวกในระยะสั้น จากการผ่อนคลายแรงกดดันในหลากหลายปัจจัยเสี่ยง ขณะที่ในเชิง Valuation ซึ่งเป็นปัจจัยที่เหมาะแก่การพิจารณาสำหรับการลงทุนในระยะยาว ยังอยู่ในระดับที่ถูกเมื่อเทียบกับหุ้นโลก โดยปัจจุบัน P/E 12M ของตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ที่ 10.9 เท่า หรือ -1.23 S.D. ในรอบ 10 ปี รวมไปถึงแรงเข้าซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนผ่านทาง Foreign Fund Flow ของตลาดหุ้นเวียดนาม และศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง จึงแนะนำทยอยสะสมเพื่อการลงทุนระยะยาว

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

รีวิวกองทุน MEGA10: โอกาสลงทุนใน 10 บริษัท ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

Mr. Serotonin
รีวิวกองทุน MEGA10: กองทุนหุ้นบิ๊กแบรนด์ บิ๊กไซส์ ดีไซน์โดยลงทุนแมน

ก่อนอื่นอยากให้ทุกคนดูวิดีโอด้านล่างนี้ก่อนครับ

นี่คือพลังแห่งอารมณ์ และ แบรนด์ ซึ่งไม่ได้สร้าง 2-3 เดือนเสร็จ แต่นี่คือการปูเส้นทางอันสุดยอดยาวนานของสุดยอด Designer และ Innovator แห่งวงการเทคโนโลยีอย่าง Steve Jobs

หากพูดถึง Steve Jobs หลายคนคงนึกถึง Super นวัตกรรมอย่างไอโฟนหรือคอมพิวเตอร์ iMac ที่ปฏิวัติวงการมือถือและคอมพิวเตอร์แบบเดิม ๆ ไปอย่างสิ้นเชิง

ความสุดยอดของสินค้าเหล่านี้ก็คือ ถึงคนจะต้องบุกน้ำลุยไฟ ราคาแพงแค่ไหน แต่เพื่อให้ได้มาซึ่งไอโฟนแล้ว ผมเชื่อว่าไม่มีใครยอมแพ้แน่นอน

นี่คือพลังแห่งแบรนด์ในแง่ของธุรกิจซึ่งเปรียบเสมือนพลังและคูเมืองอันยิ่งใหญ่ เพราะอะไร? เพราะธุรกิจที่มีแบรนด์ไม่จำเป็นต้องง้อลูกค้า แต่ลูกค้าต้องตามง้อจึงทำให้ขึ้นราคาสินค้าได้อย่างอิสระสร้างรายได้และกำไรที่เหนือธุรกิจและหุ้นทั่ว ๆ ไป

ในเชิงของการลงทุนแล้ว หุ้นเหล่านี้หากเป็นสินค้าที่คนซื้อเรื่อยไปไม่มีหยุดหรือขึ้นราคาได้เรื่อย ๆ ถือว่าเป็น Superstock ที่ยากจะล้มหายตายจาก อีกทั้งนับวันหากแตกไลน์สินค้าเพิ่มเติมลูกบอลหิมะ (snowball) ลูกนี้มีแต่จะยิ่งมีรายได้ที่แข็งแกร่งทบกันไปเรื่อย ๆ เป็นก้อนใหญ่

นี่จึงเป็นที่มาแห่งสุดยอดกองทุน กองทุนที่สุดแห่งแบรนด์จากบริษัทยักษ์ใหญ่ สร้างคูเมืองรายได้ที่แข็งแกร่ง กลายเป็นกองทุนหุ้นที่รวมที่สุดแห่งหุ้นแบรนด์ชั้นนำของบริษัทที่จดทะเบียนในอเมริกาน่าลงทุนในระยะยาว

รีวิวกองทุน MEGA10: กองทุนหุ้นบิ๊กแบรนด์ บิ๊กไซส์ ดีไซน์โดยลงทุนแมน

รีวิวกองทุน MEGA10: กองทุนหุ้นบิ๊กแบรนด์ บิ๊กไซส์ ดีไซน์โดยลงทุนแมน

กองทุน MEGA10 กองทุนที่ลงทุนในหุ้นที่สุดแห่งแบรนด์ ในประเทศมหาอำนาจอันดับ 1

หากพูดถึงประเทศมหาอำนาจของโลก อเมริกา ต้องเป็นประเทศแรกแน่ ๆ ที่ทุกคนนึกขึ้นมาในหัว ไม่ว่าจะด้วยระบบระเบียบการปกครอง แนวคิดทุนนิยมที่อาจจะเรียกได้ว่ามีความสมบูรณ์แบบที่สุด ส่งผลให้อเมริกาเป็นประเทศที่มีอะไรใหม่ ๆ พัฒนาตลอดเวลา และมีตลาดหุ้นที่เป็นผู้นำโลก สร้างผลตอบแทนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

รีวิวกองทุน MEGA10: กองทุนหุ้นบิ๊กแบรนด์ บิ๊กไซส์ ดีไซน์โดยลงทุนแมน

ภาพแสดงผลตอบแทนดัชนี S&P500 เทียบดัชนีหุ้นตลาดเกิดใหม่และอื่น ๆ ที่มา: seekingalpha.com วันที่: 23 เมษายน 2020

กองทุน MEGA10 จะทำการคัดเลือกสุดยอดหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศอเมริกา โดยจะคัดเลือกหุ้นที่มีแบรนด์แข็งแกร่งและมี market cap หรือความใหญ่ของหุ้นเป็นอันดับต้น ๆ

ส่วนเหตุผลว่าทำไมเราต้องมีการคัด market cap เรื่อย ๆ เหตุผลที่ว่าอาจจะเป็นตามภาพนี้ครับ

รีวิวกองทุน MEGA10: กองทุนหุ้นบิ๊กแบรนด์ บิ๊กไซส์ ดีไซน์โดยลงทุนแมน

ภาพแสดงประวัติศาสตร์หุ้นที่มี Market cap ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มา: visualcapitalist.com วันที่: 21 มิถุนายน 2019

เราจะเห็นได้ว่าสุดยอดหุ้น Big cap ในโลกนี้เปลี่ยนไปไม่มีที่สิ้นสุด

ความยิ่งใหญ่อาจอยู่เพียงช่วงยุคสมัยหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นการหมุนพอร์ต monitor ไว้บ้าง อาจช่วยป้องกันความเสี่ยงที่ว่าได้บ้างครับ

กองทุนนี้คัดหุ้นเลือกหุ้นอย่างไร?

รีวิวกองทุน MEGA10: กองทุนหุ้นบิ๊กแบรนด์ บิ๊กไซส์ ดีไซน์โดยลงทุนแมน

ภาพแสดงการคัดเลือกหุ้นตามแบบฉบับกองทุน MEGA10 ที่มา: เอกสารนำเสนอการขาย บลจ. ทาลิส เดือนพฤศจิกายน 2022

กองทุน MEGA10 จะทำการคัดเลือกหุ้นผ่านตัวชูโรงของกองซึ่งหนีไม่พ้นบริษัทที่มีแบรนด์แข็งแกร่งสะท้อนความสามารถในการแข่งขันที่ยากจะเลียนแบบ จากนั้นจึงค่อยมาตัดเลือกหุ้นตาม market cap เพื่อลดความเสี่ยง ตามมาด้วยตัวกรองตามมาตรฐานอย่างสภาพคล่อง จากนั้นจึงคัดกรองอีกชั้นว่าหุ้นมีมูลค่าที่เหมาะสมหรือไม่? เพราะบางทีหุ้นดีสุดยอดแต่ราคาแพงหูฉี่ก็อาจจะสร้างผลตอบแทนได้ไม่ดีนักและมีความเสี่ยงที่สูงขึ้น และท้ายที่สุดแล้วหลังจากผ่านกระบวนการข้างต้นทั้งหมดหุ้นแต่ละตัวจะถูกนำมาจัดน้ำหนักการลงทุนที่เหมาะสมต่อไป

กองทุนนี้คัดหุ้นแบรนด์เด่นอย่างไร?

เป็นที่รู้กันว่าแบรนด์เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้และเป็นสิ่งที่ติดอยู่ในหัวคนเพียงเท่านั้น

ดังนั้นคำถามที่อาจผุดขึ้นมาในหัวหลาย ๆ คนก็อาจจะเป็น…

แล้วกองทุนนี้มีวิธีคัดเลือกสุดยอดหุ้นที่มีแบรนด์อย่างไร? (แบบไม่มโน)

รีวิวกองทุน MEGA10: กองทุนหุ้นบิ๊กแบรนด์ บิ๊กไซส์ ดีไซน์โดยลงทุนแมน

ภาพแสดงการประเมินวิธีการประเมินมูลค่าแบรนด์ของกองทุน MEGA10 ที่มา: เอกสารนำเสนอการขาย บลจ. ทาลิส เดือนพฤศจิกายน 2022

จากภาพเราจะเห็นได้ว่ากองทุนนี้คัดเลือกหุ้นที่มีแบรนด์จากการจัดอันดับของหน่วยงานชั้นนำ เช่น Forbes ที่มีกระบวกการประเมินทางด้านมูลค่าทางการเงินของแบรนด์รวมถึงมูลค่าของตัวแบรนด์ อาทิ คนรู้จักมากแค่ไหนเป็นต้น รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ เช่น Interbrand BrandZ Brand Finance ซึ่งการจัดอันดับเหล่านี้เป็นสาธารณะและตรวจสอบได้

ดังนั้นจึงหายห่วงได้ว่าการจิ้มหุ้นแบรนด์ต่าง ๆ จะมาจากการที่ใครชอบหุ้นตัวไหนไม่ชอบหุ้นตัวไหนมี bias

นโยบายการลงทุนของกองทุน MEGA10

  • ลงทุนในตราสารทุนที่เป็นผู้นําด้านตราสินค้า (Brand Value) ของบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลกที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศสหรัฐอเมริกาโดยผู้จัดการกองทุนจะเลือกลงทุนจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) สูงสุด และมีสภาพคล่อง 10 บริษัทแรก โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนมีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 6

รีวิวกองทุน MEGA10: กองทุนหุ้นบิ๊กแบรนด์ บิ๊กไซส์ ดีไซน์โดยลงทุนแมน

สัดส่วนอุตสาหกรรมหลักที่ลงทุน

รีวิวกองทุน MEGA10: กองทุนหุ้นบิ๊กแบรนด์ บิ๊กไซส์ ดีไซน์โดยลงทุนแมน

ภาพแสดงสัดส่วนอุตสาหกรรมหลักที่ลงทุนของกองทุน MEGA10 ที่มา: Bloomberg วันที่: 18 พฤศจิกายน 2022

เน้นหนักลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นที่สุดแห่งการเติบโตอย่างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีซึ่งถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นผู้นำแห่งยุค มีโมเดลธุรกิจที่เติบโตได้ไวไม่แพ้ราคาหุ้น

รีวิวกองทุน MEGA10: กองทุนหุ้นบิ๊กแบรนด์ บิ๊กไซส์ ดีไซน์โดยลงทุนแมน

สัดส่วนหุ้นหลักที่ลงทุน

รีวิวกองทุน MEGA10: กองทุนหุ้นบิ๊กแบรนด์ บิ๊กไซส์ ดีไซน์โดยลงทุนแมน

ภาพแสดงสัดส่วนหุ้น 10 อันดับแรกของกองทุน MEGA10 ที่มา: Bloomberg วันที่: 18 พฤศจิกายน 2022

หุ้น 10 อันดับแรกเป็นหุ้นที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีมีทั้งตัวที่เป็น Super stock และตัวที่มีศักยภาพสูง มีสตอรี่ความสำเร็จอันสุดยอดผ่านมือการสรรค์สร้างโดยผู้บริหารระดับท็อป ๆ ของยุคมาก่อน

ผลตอบแทนย้อนหลัง

รีวิวกองทุน MEGA10: กองทุน Supermoat Superbrand ของลงทุนแมน x Talis

ผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน MEGA10 ที่มา: เอกสารนำเสนอการขาย บลจ. ทาลิส เดือนพฤศจิกายน 2022

รีวิวกองทุน MEGA10: โอกาสลงทุนใน 10 บริษัท ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

ค่าธรรมเนียมและเงินลงทุนขั้นต่ำของกองทุน MEGA10

MEGA10-A

  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end fee): 1.00%
  • ค่าธรรมเนียมรับซื้อคืน (Back-end fee): ยกเว้น
  • ค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนเข้า (Switching in fee): 1.00%
  • ค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนออก (Switching out fee): ยกเว้น
  • ค่าธรรมเนียมรวมรายปี: 1.7120%
  • เงินลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก: 1,000 บาท
  • เงินลงทุนขั้นต่ำครั้งถัดไป: 1 บาท

MEGA10-SSF

  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end fee): ยกเว้น
  • ค่าธรรมเนียมรับซื้อคืน (Back-end fee): ยกเว้น
  • ค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนภายใน บลจ. 
    • กองทุนปกติ → SSF: ยกเว้น 
    • SSF → SSF: ไม่เรียกเก็บ 
  • ค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนระหว่าง บลจ. 
    • กรณีเป˞นกองทุนต้นทาง: 200 บาท / Transaction 
    • กรณีเป็˞นกองปลายทาง: ยกเว้น
  • ค่าธรรมเนียมรวมรายปี: 1.7120%
  • เงินลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก: 1,000 บาท
  • เงินลงทุนขั้นต่ำครั้งถัดไป: 1 บาท

MEGA10RMF

  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end fee): ยกเว้น
  • ค่าธรรมเนียมรับซื้อคืน (Back-end fee): ยกเว้น
  • ค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนภายใน บลจ. 
    • กองทุนปกติ → RMF: ยกเว้น
    • RMF → RMF: ไม่เรียกเก็บ 
  • ค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนระหว่าง บลจ. 
    • กรณีเป˞นกองทุนต้นทาง: 200 บาท / Transaction
    • กรณีเป็˞นกองปลายทาง: ยกเว้น
  • ค่าธรรมเนียมรวมรายปี: 1.7120%
  • เงินลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก: 1,000 บาท
  • เงินลงทุนขั้นต่ำครั้งถัดไป: 1 บาท

ที่มา: เอกสารนำเสนอการขาย บลจ. ทาลิส เดือนพฤศจิกายน 2022

สรุปจุดเด่นกองทุน MEGA10

  • เป็นกองทุนที่คัดเลือกหุ้นบน Top of mind ของผู้บริโภค มีการปกป้องแข็งแกร่งในเชิงธุรกิจ
  • มีการปรับเปลี่ยนหุ้นตาม market cap ช่วยลดความเสี่ยงหากอันดับหุ้นชั้นนำมีการเปลี่ยนแปลงไป
  • คัดเลือกหุ้นที่มีมูลค่าเหมาะสม เพราะ หุ้นที่ดีหากลงทุนในจังหวะเวลาที่แพงไป อาจกลายเป็นการลงทุนที่แย่

หากจะทิ้งท้ายสั้น ๆ ใครเป็น FC หรือผู้หลงใหลการลงทุนในหุ้นที่มีสุดยอดป้อมปราการ กองทุน MEGA10 ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกองทุนที่นักลงทุนไม่ควรพลาดจริง ๆ ครับ

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

Mr. Serotonin

MEGA10 กองทุนที่ลงทุนในหุ้นของ 10 บริษัทแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ลงทุนเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท เสนอขายครั้งแรก วันที่ 8 ธ.ค. – 20 ธ.ค. 2565
👉 ลงทุนในกองทุน MEGA10 คลิก >>> https://finno.me/mega10-fund

รับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น
👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service

  • โปรโมชั่นพิเศษ! Fund back* เงินลงทุนทุก 25,000 บาท ผ่านกองทุน MEGA10-SSF และ MEGA10RMF รับฟรีหน่วยลงทุน TLMMF 50 บาท (สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท)
  • ลูกค้าใหม่เปิดบัญชีสำเร็จ รับ 100 FINT
  • เปิดบัญชีลงทุนกองทุนลดหย่อนภาษีครั้งแรก รับกองทุนมูลค่า 100 บาท วันนี้ – 31 ธันวาคม 2565

**Fund back คือ ได้รับหน่วยลงทุนกองทุนเปิดทาลิสตลาดเงิน (TLMMF) (เป็นกองทุนรวมตลาดเงิน ระดับความเสี่ยง 1) โดยอัตโนมัติสําหรับลูกค้าที่มียอดเงินลงทุนสะสมสุทธิระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 – 30 ธันวาคม 2565 เท่านั้นผู้ลงทุนต้องถือหน่วยลงทุนที่ได้ลงทุนภายในช่วงเวลาส่งเสริมการขายจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2566 บลจ.ทาลิส จะทําการโอนหน่วยลงทุนกองทุนเปิดดทาลิสตลาดเงินให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนที่ได้รับสุทธิภายใน วันที่ 31 พฤษภาคม 2566 

 คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต |  ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน |  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

References

https://www.visualcapitalist.com/a-visual-history-of-the-largest-companies-by-market-cap-1999-today/

https://seekingalpha.com/article/4370311-s-and-p-500-vs-international-markets

เอกสารนำเสนอการขาย บลจ. ทาลิส

ปรับพอร์ต Optimal Megatrend Opportunities ประจำเดือนธันวาคม: ปรับพอร์ตรับเศรษฐกิจจีนฟื้นตัว

BottomLiner
ปรับพอร์ต Optimal Megatrend Opportunities ประจำเดือนธันวาคม: ปรับพอร์ตรับเศรษฐกิจจีนฟื้นตัว

ปรับมุมมองพอร์ต OMO ย้ายเข้าหุ้น Semiconductor คาดจีนกระตุ้นเศรษฐกิจปีหน้า

ตลาดหุ้นสหรัฐกำลังก้าวเข้าสู่ช่วง Recession?

ผลกระทบหลังจาก FED ขึ้นดอกเบี้ยแรงตั้งแต่กลางปี 2022 จะส่งผลให้เศรษฐกิจของสหรัฐ​กำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยหลักการเมื่อ FED ขึ้นดอกเบี้ยแรงจะทำให้อัตราการกู้บ้านลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว และทำให้ตลาดบ้านเริ่มแย่ก่อน โดยวัฏจักรนี้จะตามมาต่อด้วยผลประกอบการของบริษัทภาคเอกชนอย่าง ยอดขาย การสั่งซื้อใหม่ และรวมถึงกำไร ที่จะแย่ลงตามไปด้วย สุดท้ายจะไปจบที่ยอดคนตกงานพุ่งสูง การจ้างงานที่ลดลง และเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ และนั้นคือการเข้าสู่ Recession เต็มตัว

ซึ่งเมื่อมาไล่ดูตัวเลขตลาดบ้านในสหรั​ฐนั้นแย่ลงมากเมื่อเทียบกับในช่วงต้นปี 2022 ทั้งการอนุญาตก่อสร้าง ราคาบ้าน และ ยอดขายบ้านมือ 1 และ มือ 2 แสดงให้เห็นว่าตลาดบ้านนั้นได้แย่ไปแล้ว

ปรับพอร์ต Optimal Megatrend Opportunities ประจำเดือนธันวาคม: ปรับพอร์ตรับเศรษฐกิจจีนฟื้นตัว

Figure 1-4: Tradingeconomics.com (2022)

ในฝั่งตัวเลขผลประกอบการของภาคเอกชนก็แย่ลงมาแล้วเช่นกัน โดยยอดสั่งซื้อสินค้าใหม่นั้นดูจากตัวเลข ISM Manufacturing PMI และ Manufacturing New Orders ที่มีค่าดัชนีตกลงจาก 60 เป็น 50 ตั้งแต่ช่วงสิ้นปี 2021 แสดงให้เห็นว่าฝั่งภาคการผลิตกำลังมองเศรษฐกิจแย่ลง

ปรับพอร์ต Optimal Megatrend Opportunities ประจำเดือนธันวาคม: ปรับพอร์ตรับเศรษฐกิจจีนฟื้นตัว

Figure 5-6: Investing.com (2022)

เมื่อไปดู​รายได้และการเติบโตของบริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐ​ Big 5 ได้แก่ Alphabet, Amazon, Apple, Meta, Microsoft  จะเห็นว่าการเติบโตของรายได้ตกลงจากระดับเติบโต 40% ต่อปีในไตรมาส 1 ปี 2021 เหลือเพียงหลักหน่วยในไตรมาส 3 ปี 2022 และมองเราว่าจะแย่ลงอีกในไตรมาสหน้า

ปรับพอร์ต Optimal Megatrend Opportunities ประจำเดือนธันวาคม: ปรับพอร์ตรับเศรษฐกิจจีนฟื้นตัว

Figure 7-8: BottomLiner (2022)

ในทางกลับกันตลาดแรงงานนั้นยังเป็นตลาดเดียวที่ยังแข็งแกร่งอยู่ จากตัวเลขของ initial Jobless Claims (ยื่นขอสวัสดิการว่างงาน) และ Unemployment rate (อัตราการว่างงาน) ที่ออกมาไม่ได้พุ่งสูงนัก

ปรับพอร์ต Optimal Megatrend Opportunities ประจำเดือนธันวาคม: ปรับพอร์ตรับเศรษฐกิจจีนฟื้นตัว

Figure 9-10: Tradingeconomics.com (2022)

แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเศรษฐกิจมาถึงจุดที่บริษัทเอกชนมีรายได้และกำไรลดลง บริษัทพวกนั้นจะเริ่มลดต้นทุนลงโดยการปลดพนักงานออก อย่างที่เราได้ยินข่าวปลดพนักงานกันมากมายตั้งแต่ช่วงกลางปี

และเมื่อดูจากรูปภาพด้านล่างจะเห็นได้ว่าในเดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนที่ Big tech อย่าง Amazon Meta เริ่มปลดพนักงานออกเยอะที่สุด ทั้งๆที่ไตรมาส 4 นั้นเป็นช่วง High Season ของกลุ่มนี้

ปรับพอร์ต Optimal Megatrend Opportunities ประจำเดือนธันวาคม: ปรับพอร์ตรับเศรษฐกิจจีนฟื้นตัว

Figure 11: Trueup.io/layoffs (2022)

เป็นสัญญาณที่ไม่ดีและแสดงให้เห็นว่าตลาดแรงงานสหรัฐกำลังอ่อนแอลงเรื่อยๆ

ดังนั้นจึงมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีโอกาสสูงที่จะเกิด Recession ในไม่ช้า ซึ่งจะตามมาด้วยการลดลงของเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญและจะทำให้ Fed เลือกที่จะหยุดขึ้นหรือลดดอกเบี้ยได้หลังจากนั้น (Fed Pivot) .

แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเกิดการ Recession แต่ก็ยังมีกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจและสามารถลงทุนได้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้ผลประโยชน์จากทั้ง Fed Pivot และการเปิดเมืองของประเทศจีนอย่าง กลุ่ม Semiconductor

โดย Bottomliner มองว่าประเทศจีนมีโอกาสผ่อนคลาย Zero Covid เพิ่ม และจะวางแผนกระตุ้นเศรษฐกิจปีหน้า ถึงแม้ว่าตอนนี้ยอดผู้ติดเชื้อโควิดในจีนจะสูงขึ้น

ทางด้านจีนอาจออกนโยบายใหม่ๆเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2023 พร้อมตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงประชุม Politburo และ Central Economic Work Conference ในเดือนธันวาคมนี้

สุดท้ายแล้วด้วยการกดดันของประชาชนทำให้จีนจะยอมใช้วัคซีนตะวันตกหรือแจกจ่ายวัคซีนของตัวเองที่ประสิทธิภาพสูงกว่านี้

ดังนั้นจึงมองว่าถึงเวลาที่จะต้องปรับสัดส่วนพอร์ตกองทุน OMO โดยการลดสัดส่วนกองทุนตราสารหนี้อิงเงินเฟ้อ KTILF ลง ไปเพิ่มลงในกองทุน semiconductors 10% KKP SEMICON-H

ปรับพอร์ต Optimal Megatrend Opportunities ประจำเดือนธันวาคม: ปรับพอร์ตรับเศรษฐกิจจีนฟื้นตัว

Figure 12: BottomLiner (2022)

การเพิ่มกองทุน Semiconductor เข้าไปเนื่องจาก จีนเป็นประเทศที่ใช้ semiconductor เป็นสัดส่วนกว่า 60% ของทั้งโลก ดังนั้นเมื่อจีนกลับมาเปิดประเทศจะทำให้ Demand ของสินค้าอย่าง โทรศัพท์มือถือ หรือ รถยนต์โดยเฉพาะ EV จะฟื้นขึ้นมาได้ ส่งผลให้ Supply Chain ของเทคโนโลยีนั้นจะฟื้นตามไปด้วย

ปรับพอร์ต Optimal Megatrend Opportunities ประจำเดือนธันวาคม: ปรับพอร์ตรับเศรษฐกิจจีนฟื้นตัว

Figure13: Statista.com (2019)

ลงทุนใน Megatrend เด่น กับกองทุนที่ใช่ พร้อม Optimize ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ได้รับ โดย BottomLiner ดูรายละเอียดพอร์ต >>> https://finno.me/guruport-bottomliner

BottomLiner

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต / ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 08/12/2022 “ฮือฮา! Tesla เปิดจองในไทยอย่างเป็นทางการ รุ่น MODEL 3 และ MODEL Y ราคาเริ่มเต้น 1.759 ล้าน พร้อมส่งมอบไตรมาส 1/2566” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

 

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 08/12/2022

“ฮือฮา! Tesla เปิดจองในไทยอย่างเป็นทางการ รุ่น MODEL 3 และ MODEL Y ราคาเริ่มเต้น 1.759 ล้าน พร้อมส่งมอบไตรมาส 1/2566”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 33,597.92 จุด +1.58 จุด (+0.00%) S&P500 ปิดที่ 3,933.92 จุด -7.34 จุด (-0.19%)  Nasdaq  ปิดที่ 10,959.55 จุด -56.34 จุด (-0.51%) Small Cap 2000 ปิดที่ 1,807.83 จุด -4.75 จุด (-0.26%) VIX index ปิดที่ 22.68 จุด -0.51 จุด (-2.3%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 3,920.9 จุด -18.29 จุด (-0.46%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 14,261.19 จุด -82 จุด (-0.57%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 6,660.59 จุด -27.2 จุด (-0.41%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 27,686.33 จุด -199.47 จุด (-0.72%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 18,814.83 จุด -626.36 จุด (-3.22%)  ดัชนี CSI300 ปิดที่ 3,958.44 จุด -9.75 จุด (-0.25%)  และ SET Index ปิดที่ 1,622.28 จุด -10.69 จุด (-0.65%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 8 ธ.ค. 2565) ทองคำ 1,793.75 ดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 22.740 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 72.61 ดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 77.67 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 8 ธ.ค. 2565) Bitcoin 16,812.6 ดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,225.78 ดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.095378 ดอลลาร์สหรัฐฯ BNB Coin 283 ดอลลาร์สหรัฐฯ

สรุปข่าวประจำวัน

จีนผ่อนคลายมาตรการคุมโควิดขนานใหญ่ ประชาชนที่อาการไม่รุนแรงสามารถกักตัวที่บ้านได้  ยกเลิกแสดงผลตรวจเป็นลบเพื่อเดินทางในประเทศ ยกเว้นเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงสูง เช่น บ้านพักคนชรา โรงเรียนประถม และคลินิกสุขภาพ ด้านDan Wang หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ  Hang Seng China กล่าวว่าจีนจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ สามารถเกิดขึ้นได้จริงภายใน 6 เดือนหน้า (ที่มา bloomberg)

ผู้บริหาร Wells Fargo และ BofA เตือนเศรษฐกิจส่งสัญญาณชะลอตัวในปีหน้า จากการบริโภคถดถอย ด้านธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2.00% ในปีหน้า หากสหรัฐฯ เผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย (ที่มา ryt9)

Cathie Wood ชี้ตลาดตราสารหนี้เตือน Fed กำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่ เนื่องจากตลาดตราสารหนี้กำลังส่งสัญญาณเศรษฐกิจถดถอยจากการเกิด inverted yield curve อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรระยะยาวอายุ 10 ปี น้อยกว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรระยะยาวอายุ 2 ปี อยู่ 80 bps (ที่มา bloomberg)

‘ปูติน’ ย้ำรัสเซียจะปักหลักต่อสู้ในยูเครนไปอีกนาน แต่จะยังไม่เพิ่มกำลังทหารในตอนนี้ ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 10 ในยูเครน และยืนยันจะไม่ใช้นิวเคลียร์ในการโจมตีก่อน รัสเซียเห็นว่านิวเคลียร์ที่มีนั้นเป็นเครื่องมือในการตอบโต้ ไม่ใช่การชิงโจมตีก่อน (ที่มา voathai)

นิตยสารฟอร์บส์รายงาน ‘อิลอน มัสก์’ เสียแชมป์บุคคลร่ำรวยที่สุดในโลกให้ ‘เบอร์นาร์ด อาร์โนลด์’ เจ้าของ ‘หลุยส์ วิตตอง’ หลังจากมูลค่าหุ้นเทสลาที่ร่วงลงอย่างมากจากต้นปีกว่า 56% และมหากาพย์ดีลทวิตเตอร์ 44,000 ล้านดอลลาร์ (ที่มา voathai)

Tesla เปิดจอง 2 รุ่น MODEL 3 และ MODEL Y ในไทยอย่างเป็นทางการ ราคาเริ่มต้น 1.759 ล้าน และ 1.959 ล้าน ตามลำดับ พร้อมส่งมอบไตรมาส 1/2566 (ที่มา prachachat)

เงินเฟ้อไทยชะลอตัวลงต่อเนื่อง 3 เดือน ล่าสุด พ.ย. 65 สูงขึ้น 5.55% จากราคาผักผลไม้ เนื้อสัตว์ เมื่อเทียบกับเงินเฟ้อของต่างประเทศ จะพบว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าหลายประเทศ โดยสหรัฐฯ เงินเฟ้อขยายตัวอยู่ที่ 7.7% สหราชอาณาจักรเงินเฟ้อขยายตัวอยู่ที่ 11.1% อินเดียเงินเฟ้อขยายตัวอยู่ที่ 6.77% สปป.ลาวเงินเฟ้อขยายตัวอยู่ที่ 36.75% ฟิลิปปินส์เงินเฟ้อขยายตัวอยู่ที่ 7.7% และสิงคโปร์ เงินเฟ้อขยายตัวอยู่ที่ 6.7% (ที่มา prachachat)

สัมมนา

สัมมนาพิเศษ เปิดตัวกองทุนใหม่ MEGA10 แนวคิดการลงทุนแบบ MEGAPOLY กับโอกาสดีๆ ในกองทุน MEGA10 วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2565 เวลา 18.00 น. ผ่าน ZOOM ลงทะเบียนได้ที่ https://www.finnomena.com/event-calendar/

News Update: Cathie Wood เตือน Fed ทำพลาดครั้งใหญ่ สะท้อนในตลาดตราสารหนี้ ย้ำเงินฝืดเสี่ยงกว่าเงินเฟ้อ

THE OPPORTUNITY
News Update: Cathie Wood เตือน Fed ทำพลาดครั้งใหญ่ สะท้อนในตลาดตราสารหนี้ ย้ำเงินฝืดเสี่ยงกว่าเงินเฟ้อ

Cathie Wood กล่าวว่า ตลาดตราสารหนี้กำลังแสดงให้เห็นว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กำลัง ‘ทำผิดพลาดอย่างร้ายแรง’ เกี่ยวกับนโยบายการเงิน

ซีอีโอของ Ark Investment กล่าวผ่านทาง Twitter ว่า เงินฝืดเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าเงินเฟ้อ ตอนนี้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และส่วนลดจำนวนของค้าปลีกกำลังตอกย้ำมุมมองของเธอ

ผู้จัดการกองทุนชื่อดังกล่าวว่า ตลาดตราสารหนี้เหมือนจะจะส่งสัญญาณว่า Fed กำลังทำผิดพลาดอย่างร้ายแรง โดยส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เทียบกับ 2 ปี อยู่ที่ระดับ -80 bps บ่งชี้ถึงการเกิด Inverted Yield Curve มากสุดนับตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 80 ที่อัตราเงินเฟ้อเป็นตัวเลขสองหลัก

Cathie Wood สงสัยว่าทำไมนักเศรษฐศาสตร์ไม่โฟกัสการผกผันของเส้นอัตราผลตอบแทนที่ระดับ -80 bps ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าอันตรายสำหรับ Fed ยิ่งกว่าตอนต้นทศวรรษที่ 80 เสียอีก ซึ่งโดยปกติแล้ว Inverted Yield Curve จะชี้ไปที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรืออัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

Cathie Wood กล่าวว่า ที่น่าแปลกใจคือ ราคากลุ่มพลังงานของ S&P (XLE) อยู่ไม่ไกลจากระดับสูงสุดตลอดกาล แม้ว่าราคาน้ำมันจะลดลงจาก 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็น 74 ดอลลาร์ก็ตาม ในขณะเดียวกัน หุ้นนวัตกรรมระยะเริ่มต้นที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์หรือบริการเฉพาะหลายตัวได้ลดลงต่ำกว่าระดับต่ำสุดตั้งแต่โควิด

“ความจริงจะถูกค้นพบในที่สุดและหลีกเลี่ยงไม่ได้” Cathie Wood ทิ้งท้าย

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-12-07/bond-market-shows-fed-making-serious-mistake-cathie-wood-says?sref=e4t2werz 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

เสือ 2 ตัวในเอเชีย: ถึงเวลาของหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้แล้ว

FINNOMENA x Franklin Templeton
เสือ 2 ตัวในเอเชีย: ถึงเวลาของหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้แล้ว

เราเชื่อว่าเทรนด์การเติบโตของเซมิคอนดักเตอร์ (chips) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กอปรกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งจะเป็นตัวผลักดันให้ตลาดหุ้นไต้หวัน และเกาหลีใต้สร้างผลตอบแทนที่ดี ให้กับนักลงทุน โดยที่ในไตรมาสล่าสุด ทั้งสองตลาดเริ่มแสดงสัญญาณที่เป็นบวกกว่าตลาดอื่น ๆ ซึ่งการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะช่วยส่งเสริมให้หุ้นในกลุ่มประเทศส่งออกเหล่านีสร้างรายได้ได้มากขึ้น เมื่อพิจารณาควบคู่กับมูลค่าของหุ้นที่ยังน่าสนใจ เราจึงเชื่อว่าในระยะยาวน่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดี

เสือ 2 ตัวในเอเชีย: ถึงเวลาของหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้แล้ว

หุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้สร้างผลตอบแทนได้ดีในไตรมาสที่ 4 ปี 2022

ตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 12% และ 17% ตามลำดับ ในไตรมาสที่ 4 เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาอย่างรวดเร็วอีก 2 ประเทศในเอเชีย (เรียกรวมว่า “4 เสือแห่งเอเชีย”) ได้แก่ สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นได้เพียง 2% และ 9% ตามลำดับเท่านั้น

ทั้งนี้ เรามองว่า มี 3 ปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริมการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นของไต้หวันและเกาหลีใต้ในระยะยาว ประกอบด้วย

มูลค่าของหุ้นมีความน่าสนใจ

ตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมามากแล้ว ทำให้เรามองว่าเป็นโอกาสในการฟื้นตัว โดยหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวลง 40% จากจุดสูงสุด ขณะที่หุ้นไต้หวันปรับตัวลง 28% จากจุดสูงสุด อย่างไรก็ดี การปรับตัวลงในครั้งนี้ ยังน้อยกว่าในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 แต่ถือว่าเทียบเคียงได้กับวิกฤตฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของจีนในปี 2015-2016 และสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐในปี 2018

เราเชื่อว่าเทรนด์การเติบโตของเซมิคอนดักเตอร์ (chips) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กอปรกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งจะเป็นตัวผลักดันให้ตลาดหุ้นไต้หวัน และเกาหลีใต้สร้างผลตอบแทนที่ดี ให้กับนักลงทุน โดยที่ในไตรมาสล่าสุด ทั้งสองตลาดเริ่มแสดงสัญญาณที่เป็นบวกกว่าตลาดอื่น ๆ ซึ่งการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะช่วยส่งเสริมให้หุ้นในกลุ่มประเทศส่งออกเหล่านีสร้างรายได้ได้มากขึ้น เมื่อพิจารณาควบคู่กับมูลค่าของหุ้นที่ยังน่าสนใจ เราจึงเชื่อว่าในระยะยาวน่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดี หุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้สร้างผลตอบแทนได้ดีในไตรมาสที่ 4 ปี 2022 ตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 12% และ 17% ตามลำดับ ในไตรมาสที่ 4 เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาอย่างรวดเร็วอีก 2 ประเทศในเอเชีย (เรียกรวมว่า “4 เสือแห่งเอเชีย”) ได้แก่ สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นได้เพียง 2% และ 9% ตามลำดับเท่านั้น ทั้งนี้ เรามองว่า มี 3 ปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริมการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นของไต้หวันและเกาหลีใต้ในระยะยาว ประกอบด้วย 1. มูลค่าของหุ้นมีความน่าสนใจ ตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมามากแล้ว ทำให้เรามองว่าเป็นโอกาสในการฟื้นตัว โดยหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวลง 40% จากจุดสูงสุด ขณะที่หุ้นไต้หวันปรับตัวลง 28% จากจุดสูงสุด อย่างไรก็ดี การปรับตัวลงในครั้งนี้ ยังน้อยกว่าในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 แต่ถือว่าเทียบเคียงได้กลับวิกฤตฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของจีนในปี 2015-2016 และสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐในปี 2018 Figure 1 การปรับตัวลงของตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ถือว่าใกล้เคียงกับวิกฤตเศรษฐกิจต่าง ๆ ในครั้งก่อนหน้า แต่น้อยกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 ระดับของการปรับตัวลงของตลาดหุ้นไต้หวัน และเกาหลีใต้ ไม่ใช่เหตุผลเพียงอย่างเดียวของเรา ที่ทำให้เรามองว่าตลาดหุ้นทั้งสองมีความน่าสนใจ แต่เรามองว่าความเสี่ยงด้านลบ และความน่าจะเป็นในการปรับตัวลงอีก เริ่มอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และน่าสนใจ เมื่อเทียบกับผลตอบแทนในระยะยาวจากการฟื้นตัว โดยเมื่อเทียบจากอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ของตลาดต่าง ๆ เราพบว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวันมี P/E เพียง 10 เท่า และ 11 เท่าตามลำดับ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าตลาดสหรัฐฯ มาก ซึ่งมี P/E ที่ 18 เท่า นอกจาก P/E แล้ว อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B) ของตลาดเกาหลีใต้ และไต้หวันก็ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับตลาดอื่นเช่นกัน Figure 2 อัตราส่วน P/E และ P/B ที่ต่ำกว่าของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และไต้หวันทำให้ทั้งสองตลาดมีมูลค่าที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ ทำให้นักลงทุนที่มีชื่อเสียง เช่น วอเรน บัฟเฟตต์ ให้ความสนใจ โดยได้ซื้อหุ้นในบริษัท TSMC ซึ่งเป็นบริษัทผลิต chips ที่มีกำลังการผลิตอันดับ 1 ของโลกในไต้หวัน ทั้งนี้ คาดว่าบริษัทอุตสาหกรรมในทั้งสองประเทศในภาพรวม น่าได้รับประโยชน์จากการกีดกันด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีน ทำให้บริษัทในไต้หวัน และเกาหลีใต้น่าจะได้รับคำสั่งซื้อ หรือคำสั่งการผลิตที่มากขึ้น (หลีกเลี่ยงการสั่งจากจีน แต่ไปสั่งจากไต้หวัน และเกาหลีใต้แทน เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกสหรัฐฯ จับตามอง) นอกจากนั้น การผ่านกฎหมาย US Inflation Reduction Act ซึ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสหรัฐฯ สรรหาชิ้นส่วนการผลิตจากกลุ่มประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ น่าจะช่วยเพิ่มบทบาทของบริษัทในเกาหลีใต้และไต้หวันได้อีกทางหนึ่งด้วย 2. เทรนด์ของตลาด chips และ EV จะเป็นเทรนด์ระยะยาวของตลาด ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และไต้หวันมีหุ้นที่น่าสนใจ และเป็นเทรนด์ระยะยาวของตลาดอยู่หลายตัว เช่น หุ้นเทคโนโลยี หุ้นเหมืองแร่ และอุตสาหกรรมที่สำคัญต่อการพัฒนายุคใหม่ ตลอดจนหุ้นที่เกี่ยวกับการเดินเรือ ซึ่งปัจจุบันการค้าของโลกอาศัยการเดินเรือกว่า 80% อย่างไรก็ดี สิ่งที่เราให้ความสนใจมาก คือตลาด chips และตลาด EV ตลาด chips ประสบกับปัญหาสภาวะขาดแคลนในช่วงปี 2020 และ 2021 อย่างไรก็ดี ในปี 2022 ปัญหาอยู่ในทิศตรงกันข้าม กล่าวคือมี chips ล้นตลาด ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องลดกำลังการผลิตลง อย่างไรก็ดี เรามองว่าการลดกำลังการผลิตน่าจะทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นในที่สุด และสร้างเสถียรภาพต่อราคาหุ้นเหล่านี้ ซึ่ง chips ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของอุปกรณ์ และเครื่องจักรสมัยใหม่ ตลาด EV ซึ่งรวมถึงส่วนประกอบของรถยนต์ EV เช่น แบตเตอรี่ ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าตลาดแบตเตอรี่ EV จะเติบโตปีละ 20% จนถึงปี 2030 ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทปิโตรเคมีในเกาหลีใต้ เนื่องจากสินแร่ที่ผลิตได้ จะเป็นส่วนประกอบสำคัญของห่วงโซ่การผลิตแบตเตอรี่ EV 3. ไต้หวัน และเกาหลีใต้มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เรามองว่าเศรษฐกิจไต้หวัน และเกาหลีใต้ค่อนข้างจะได้เปรียบในระยะยาว โดยจะได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และแม้ว่าการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะเริ่มชะลอลง แต่เราพบว่าเงินวอนเกาหลีใต้ และเงินดอลลาร์ไต้หวันยังถือว่าอ่อนค่าอย่างมีนัยเมื่อเทียบกับระดับในช่วงต้นปี อย่างไรก็ดี การที่ทั้งสองประเทศเป็นผู้นำเข้าสินค้าประเภทพลังงาน อาจถูกกดดันจากราคาพลังงานที่แพงขึ้นในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ว่าการปรับตัวลงประมาณ 20% ของราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมา น่าจะช่วยลดแรงกดดันได้บ้าง ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศไม่มีปัญหาเกี่ยวกับภาระหนี้ โดยเกาหลีใต้และไต้หวันมีระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP เพียงแค่ 30% เท่านั้น และยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่จำนวนมาก ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันเศรษฐกิจเกาหลีใต้โตได้ที่ระดับประมาณ 3% ต่อปี และประมาณการว่าปีหน้าจะโตได้ที่ระดับ 2% แม้จะเป็นระดับที่ไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ แต่ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว โดยอุตสาหกรรมเกษตรขั้นสูง (agritech) ถือเป็นอุตสาหกรรมที่เกาหลีใต้มีชื่อเสียงอย่างมาก จากการส่งเสริมของรัฐบาล เพื่อให้เกาหลีใต้มีความมั่นคงด้านอาหาร นอกจากนั้น ในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล รัฐบาลเกาหลีใต้ส่งเสริมให้ประชาชนมี digital IDs ไว้ในโทรศัพท์มือถือ แทนใช้ระบบบัตรประชาชน ซึ่งจะช่วยให้การทำธุรกรรมมีความสะดวกรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น Figure 3 การแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะช่วยส่งเสริมการส่งออกของเกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญของอุตสาหกรรม chips และ EV มุมมองโดยสรุปของเรา เรามองว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไต้หวัน และเกาหลีใต้มีความน่าสนใจ จากมูลค่าที่ยังต่ำกว่าตลาดอื่น ๆ อุตสาหกรรมที่เป็นอนาคตในระยะยาว เช่น อุตสาหกรรมสีเขียว และการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจ และปัจจัยพื้นฐานของทั้งสองประเทศ น่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดีในระยะยาวให้กับนักลงทุน

Figure 1 การปรับตัวลงของตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ถือว่าใกล้เคียงกับวิกฤตเศรษฐกิจต่าง ๆ ในครั้งก่อนหน้า แต่น้อยกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008

ระดับของการปรับตัวลงของตลาดหุ้นไต้หวัน และเกาหลีใต้ ไม่ใช่เหตุผลเพียงอย่างเดียวของเรา ที่ทำให้เรามองว่าตลาดหุ้นทั้งสองมีความน่าสนใจ แต่เรามองว่าความเสี่ยงด้านลบ และความน่าจะเป็นในการปรับตัวลงอีก เริ่มอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และน่าสนใจ เมื่อเทียบกับผลตอบแทนในระยะยาวจากการฟื้นตัว โดยเมื่อเทียบจากอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ของตลาดต่าง ๆ เราพบว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวันมี P/E เพียง 10 เท่า และ 11 เท่าตามลำดับ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าตลาดสหรัฐฯ มาก ซึ่งมี P/E ที่ 18 เท่า นอกจาก P/E แล้ว อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B) ของตลาดเกาหลีใต้ และไต้หวันก็ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับตลาดอื่นเช่นกัน

เราเชื่อว่าเทรนด์การเติบโตของเซมิคอนดักเตอร์ (chips) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กอปรกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งจะเป็นตัวผลักดันให้ตลาดหุ้นไต้หวัน และเกาหลีใต้สร้างผลตอบแทนที่ดี ให้กับนักลงทุน โดยที่ในไตรมาสล่าสุด ทั้งสองตลาดเริ่มแสดงสัญญาณที่เป็นบวกกว่าตลาดอื่น ๆ ซึ่งการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะช่วยส่งเสริมให้หุ้นในกลุ่มประเทศส่งออกเหล่านีสร้างรายได้ได้มากขึ้น เมื่อพิจารณาควบคู่กับมูลค่าของหุ้นที่ยังน่าสนใจ เราจึงเชื่อว่าในระยะยาวน่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดี หุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้สร้างผลตอบแทนได้ดีในไตรมาสที่ 4 ปี 2022 ตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 12% และ 17% ตามลำดับ ในไตรมาสที่ 4 เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาอย่างรวดเร็วอีก 2 ประเทศในเอเชีย (เรียกรวมว่า “4 เสือแห่งเอเชีย”) ได้แก่ สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นได้เพียง 2% และ 9% ตามลำดับเท่านั้น ทั้งนี้ เรามองว่า มี 3 ปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริมการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นของไต้หวันและเกาหลีใต้ในระยะยาว ประกอบด้วย 1. มูลค่าของหุ้นมีความน่าสนใจ ตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมามากแล้ว ทำให้เรามองว่าเป็นโอกาสในการฟื้นตัว โดยหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวลง 40% จากจุดสูงสุด ขณะที่หุ้นไต้หวันปรับตัวลง 28% จากจุดสูงสุด อย่างไรก็ดี การปรับตัวลงในครั้งนี้ ยังน้อยกว่าในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 แต่ถือว่าเทียบเคียงได้กลับวิกฤตฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของจีนในปี 2015-2016 และสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐในปี 2018 Figure 1 การปรับตัวลงของตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ถือว่าใกล้เคียงกับวิกฤตเศรษฐกิจต่าง ๆ ในครั้งก่อนหน้า แต่น้อยกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 ระดับของการปรับตัวลงของตลาดหุ้นไต้หวัน และเกาหลีใต้ ไม่ใช่เหตุผลเพียงอย่างเดียวของเรา ที่ทำให้เรามองว่าตลาดหุ้นทั้งสองมีความน่าสนใจ แต่เรามองว่าความเสี่ยงด้านลบ และความน่าจะเป็นในการปรับตัวลงอีก เริ่มอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และน่าสนใจ เมื่อเทียบกับผลตอบแทนในระยะยาวจากการฟื้นตัว โดยเมื่อเทียบจากอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ของตลาดต่าง ๆ เราพบว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวันมี P/E เพียง 10 เท่า และ 11 เท่าตามลำดับ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าตลาดสหรัฐฯ มาก ซึ่งมี P/E ที่ 18 เท่า นอกจาก P/E แล้ว อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B) ของตลาดเกาหลีใต้ และไต้หวันก็ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับตลาดอื่นเช่นกัน Figure 2 อัตราส่วน P/E และ P/B ที่ต่ำกว่าของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และไต้หวันทำให้ทั้งสองตลาดมีมูลค่าที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ ทำให้นักลงทุนที่มีชื่อเสียง เช่น วอเรน บัฟเฟตต์ ให้ความสนใจ โดยได้ซื้อหุ้นในบริษัท TSMC ซึ่งเป็นบริษัทผลิต chips ที่มีกำลังการผลิตอันดับ 1 ของโลกในไต้หวัน ทั้งนี้ คาดว่าบริษัทอุตสาหกรรมในทั้งสองประเทศในภาพรวม น่าได้รับประโยชน์จากการกีดกันด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีน ทำให้บริษัทในไต้หวัน และเกาหลีใต้น่าจะได้รับคำสั่งซื้อ หรือคำสั่งการผลิตที่มากขึ้น (หลีกเลี่ยงการสั่งจากจีน แต่ไปสั่งจากไต้หวัน และเกาหลีใต้แทน เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกสหรัฐฯ จับตามอง) นอกจากนั้น การผ่านกฎหมาย US Inflation Reduction Act ซึ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสหรัฐฯ สรรหาชิ้นส่วนการผลิตจากกลุ่มประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ น่าจะช่วยเพิ่มบทบาทของบริษัทในเกาหลีใต้และไต้หวันได้อีกทางหนึ่งด้วย 2. เทรนด์ของตลาด chips และ EV จะเป็นเทรนด์ระยะยาวของตลาด ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และไต้หวันมีหุ้นที่น่าสนใจ และเป็นเทรนด์ระยะยาวของตลาดอยู่หลายตัว เช่น หุ้นเทคโนโลยี หุ้นเหมืองแร่ และอุตสาหกรรมที่สำคัญต่อการพัฒนายุคใหม่ ตลอดจนหุ้นที่เกี่ยวกับการเดินเรือ ซึ่งปัจจุบันการค้าของโลกอาศัยการเดินเรือกว่า 80% อย่างไรก็ดี สิ่งที่เราให้ความสนใจมาก คือตลาด chips และตลาด EV ตลาด chips ประสบกับปัญหาสภาวะขาดแคลนในช่วงปี 2020 และ 2021 อย่างไรก็ดี ในปี 2022 ปัญหาอยู่ในทิศตรงกันข้าม กล่าวคือมี chips ล้นตลาด ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องลดกำลังการผลิตลง อย่างไรก็ดี เรามองว่าการลดกำลังการผลิตน่าจะทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นในที่สุด และสร้างเสถียรภาพต่อราคาหุ้นเหล่านี้ ซึ่ง chips ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของอุปกรณ์ และเครื่องจักรสมัยใหม่ ตลาด EV ซึ่งรวมถึงส่วนประกอบของรถยนต์ EV เช่น แบตเตอรี่ ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าตลาดแบตเตอรี่ EV จะเติบโตปีละ 20% จนถึงปี 2030 ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทปิโตรเคมีในเกาหลีใต้ เนื่องจากสินแร่ที่ผลิตได้ จะเป็นส่วนประกอบสำคัญของห่วงโซ่การผลิตแบตเตอรี่ EV 3. ไต้หวัน และเกาหลีใต้มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เรามองว่าเศรษฐกิจไต้หวัน และเกาหลีใต้ค่อนข้างจะได้เปรียบในระยะยาว โดยจะได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และแม้ว่าการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะเริ่มชะลอลง แต่เราพบว่าเงินวอนเกาหลีใต้ และเงินดอลลาร์ไต้หวันยังถือว่าอ่อนค่าอย่างมีนัยเมื่อเทียบกับระดับในช่วงต้นปี อย่างไรก็ดี การที่ทั้งสองประเทศเป็นผู้นำเข้าสินค้าประเภทพลังงาน อาจถูกกดดันจากราคาพลังงานที่แพงขึ้นในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ว่าการปรับตัวลงประมาณ 20% ของราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมา น่าจะช่วยลดแรงกดดันได้บ้าง ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศไม่มีปัญหาเกี่ยวกับภาระหนี้ โดยเกาหลีใต้และไต้หวันมีระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP เพียงแค่ 30% เท่านั้น และยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่จำนวนมาก ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันเศรษฐกิจเกาหลีใต้โตได้ที่ระดับประมาณ 3% ต่อปี และประมาณการว่าปีหน้าจะโตได้ที่ระดับ 2% แม้จะเป็นระดับที่ไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ แต่ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว โดยอุตสาหกรรมเกษตรขั้นสูง (agritech) ถือเป็นอุตสาหกรรมที่เกาหลีใต้มีชื่อเสียงอย่างมาก จากการส่งเสริมของรัฐบาล เพื่อให้เกาหลีใต้มีความมั่นคงด้านอาหาร นอกจากนั้น ในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล รัฐบาลเกาหลีใต้ส่งเสริมให้ประชาชนมี digital IDs ไว้ในโทรศัพท์มือถือ แทนใช้ระบบบัตรประชาชน ซึ่งจะช่วยให้การทำธุรกรรมมีความสะดวกรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น Figure 3 การแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะช่วยส่งเสริมการส่งออกของเกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญของอุตสาหกรรม chips และ EV มุมมองโดยสรุปของเรา เรามองว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไต้หวัน และเกาหลีใต้มีความน่าสนใจ จากมูลค่าที่ยังต่ำกว่าตลาดอื่น ๆ อุตสาหกรรมที่เป็นอนาคตในระยะยาว เช่น อุตสาหกรรมสีเขียว และการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจ และปัจจัยพื้นฐานของทั้งสองประเทศ น่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดีในระยะยาวให้กับนักลงทุน

Figure 2 อัตราส่วน P/E และ P/B ที่ต่ำกว่าของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และไต้หวันทำให้ทั้งสองตลาดมีมูลค่าที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ

ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ ทำให้นักลงทุนที่มีชื่อเสียง เช่น วอเรน บัฟเฟตต์ ให้ความสนใจ โดยได้ซื้อหุ้นในบริษัท TSMC ซึ่งเป็นบริษัทผลิต chips ที่มีกำลังการผลิตอันดับ 1 ของโลกในไต้หวัน ทั้งนี้ คาดว่าบริษัทอุตสาหกรรมในทั้งสองประเทศในภาพรวม น่าได้รับประโยชน์จากการกีดกันด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีน ทำให้บริษัทในไต้หวัน และเกาหลีใต้น่าจะได้รับคำสั่งซื้อ หรือคำสั่งการผลิตที่มากขึ้น (หลีกเลี่ยงการสั่งจากจีน แต่ไปสั่งจากไต้หวัน และเกาหลีใต้แทน เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกสหรัฐฯ จับตามอง) นอกจากนั้น การผ่านกฎหมาย US Inflation Reduction Act ซึ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสหรัฐฯ สรรหาชิ้นส่วนการผลิตจากกลุ่มประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ น่าจะช่วยเพิ่มบทบาทของบริษัทในเกาหลีใต้และไต้หวันได้อีกทางหนึ่งด้วย

เทรนด์ของตลาด chips และ EV จะเป็นเทรนด์ระยะยาวของตลาด

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และไต้หวันมีหุ้นที่น่าสนใจ และเป็นเทรนด์ระยะยาวของตลาดอยู่หลายตัว เช่น หุ้นเทคโนโลยี หุ้นเหมืองแร่ และอุตสาหกรรมที่สำคัญต่อการพัฒนายุคใหม่ ตลอดจนหุ้นที่เกี่ยวกับการเดินเรือ ซึ่งปัจจุบันการค้าของโลกอาศัยการเดินเรือกว่า 80% อย่างไรก็ดี สิ่งที่เราให้ความสนใจมาก คือตลาด chips และตลาด EV

ตลาด chips ประสบกับปัญหาสภาวะขาดแคลนในช่วงปี 2020 และ 2021 อย่างไรก็ดี ในปี 2022 ปัญหาอยู่ในทิศตรงกันข้าม กล่าวคือมี chips ล้นตลาด ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องลดกำลังการผลิตลง อย่างไรก็ดี เรามองว่าการลดกำลังการผลิตน่าจะทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นในที่สุด และสร้างเสถียรภาพต่อราคาหุ้นเหล่านี้ ซึ่ง chips ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของอุปกรณ์ และเครื่องจักรสมัยใหม่

ตลาด EV ซึ่งรวมถึงส่วนประกอบของรถยนต์ EV เช่น แบตเตอรี่ ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าตลาดแบตเตอรี่ EV จะเติบโตปีละ 20% จนถึงปี 2030 ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทปิโตรเคมีในเกาหลีใต้ เนื่องจากสินแร่ที่ผลิตได้ จะเป็นส่วนประกอบสำคัญของห่วงโซ่การผลิตแบตเตอรี่ EV

ไต้หวัน และเกาหลีใต้มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

เรามองว่าเศรษฐกิจไต้หวัน และเกาหลีใต้ค่อนข้างจะได้เปรียบในระยะยาว โดยจะได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และแม้ว่าการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะเริ่มชะลอลง แต่เราพบว่าเงินวอนเกาหลีใต้ และเงินดอลลาร์ไต้หวันยังถือว่าอ่อนค่าอย่างมีนัยเมื่อเทียบกับระดับในช่วงต้นปี อย่างไรก็ดี การที่ทั้งสองประเทศเป็นผู้นำเข้าสินค้าประเภทพลังงาน อาจถูกกดดันจากราคาพลังงานที่แพงขึ้นในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ว่าการปรับตัวลงประมาณ 20% ของราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมา น่าจะช่วยลดแรงกดดันได้บ้าง ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศไม่มีปัญหาเกี่ยวกับภาระหนี้ โดยเกาหลีใต้และไต้หวันมีระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP เพียงแค่ 30% เท่านั้น และยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่จำนวนมาก

ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันเศรษฐกิจเกาหลีใต้โตได้ที่ระดับประมาณ 3% ต่อปี และประมาณการว่าปีหน้าจะโตได้ที่ระดับ 2% แม้จะเป็นระดับที่ไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ แต่ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว โดยอุตสาหกรรมเกษตรขั้นสูง (agritech) ถือเป็นอุตสาหกรรมที่เกาหลีใต้มีชื่อเสียงอย่างมาก จากการส่งเสริมของรัฐบาล เพื่อให้เกาหลีใต้มีความมั่นคงด้านอาหาร

นอกจากนั้น ในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล รัฐบาลเกาหลีใต้ส่งเสริมให้ประชาชนมี digital IDs ไว้ในโทรศัพท์มือถือ แทนใช้ระบบบัตรประชาชน ซึ่งจะช่วยให้การทำธุรกรรมมีความสะดวกรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เราเชื่อว่าเทรนด์การเติบโตของเซมิคอนดักเตอร์ (chips) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กอปรกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งจะเป็นตัวผลักดันให้ตลาดหุ้นไต้หวัน และเกาหลีใต้สร้างผลตอบแทนที่ดี ให้กับนักลงทุน โดยที่ในไตรมาสล่าสุด ทั้งสองตลาดเริ่มแสดงสัญญาณที่เป็นบวกกว่าตลาดอื่น ๆ ซึ่งการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะช่วยส่งเสริมให้หุ้นในกลุ่มประเทศส่งออกเหล่านีสร้างรายได้ได้มากขึ้น เมื่อพิจารณาควบคู่กับมูลค่าของหุ้นที่ยังน่าสนใจ เราจึงเชื่อว่าในระยะยาวน่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดี หุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้สร้างผลตอบแทนได้ดีในไตรมาสที่ 4 ปี 2022 ตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 12% และ 17% ตามลำดับ ในไตรมาสที่ 4 เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาอย่างรวดเร็วอีก 2 ประเทศในเอเชีย (เรียกรวมว่า “4 เสือแห่งเอเชีย”) ได้แก่ สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นได้เพียง 2% และ 9% ตามลำดับเท่านั้น ทั้งนี้ เรามองว่า มี 3 ปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริมการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นของไต้หวันและเกาหลีใต้ในระยะยาว ประกอบด้วย 1. มูลค่าของหุ้นมีความน่าสนใจ ตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมามากแล้ว ทำให้เรามองว่าเป็นโอกาสในการฟื้นตัว โดยหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวลง 40% จากจุดสูงสุด ขณะที่หุ้นไต้หวันปรับตัวลง 28% จากจุดสูงสุด อย่างไรก็ดี การปรับตัวลงในครั้งนี้ ยังน้อยกว่าในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 แต่ถือว่าเทียบเคียงได้กลับวิกฤตฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของจีนในปี 2015-2016 และสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐในปี 2018 Figure 1 การปรับตัวลงของตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ถือว่าใกล้เคียงกับวิกฤตเศรษฐกิจต่าง ๆ ในครั้งก่อนหน้า แต่น้อยกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 ระดับของการปรับตัวลงของตลาดหุ้นไต้หวัน และเกาหลีใต้ ไม่ใช่เหตุผลเพียงอย่างเดียวของเรา ที่ทำให้เรามองว่าตลาดหุ้นทั้งสองมีความน่าสนใจ แต่เรามองว่าความเสี่ยงด้านลบ และความน่าจะเป็นในการปรับตัวลงอีก เริ่มอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และน่าสนใจ เมื่อเทียบกับผลตอบแทนในระยะยาวจากการฟื้นตัว โดยเมื่อเทียบจากอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ของตลาดต่าง ๆ เราพบว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวันมี P/E เพียง 10 เท่า และ 11 เท่าตามลำดับ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าตลาดสหรัฐฯ มาก ซึ่งมี P/E ที่ 18 เท่า นอกจาก P/E แล้ว อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B) ของตลาดเกาหลีใต้ และไต้หวันก็ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับตลาดอื่นเช่นกัน Figure 2 อัตราส่วน P/E และ P/B ที่ต่ำกว่าของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และไต้หวันทำให้ทั้งสองตลาดมีมูลค่าที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ ทำให้นักลงทุนที่มีชื่อเสียง เช่น วอเรน บัฟเฟตต์ ให้ความสนใจ โดยได้ซื้อหุ้นในบริษัท TSMC ซึ่งเป็นบริษัทผลิต chips ที่มีกำลังการผลิตอันดับ 1 ของโลกในไต้หวัน ทั้งนี้ คาดว่าบริษัทอุตสาหกรรมในทั้งสองประเทศในภาพรวม น่าได้รับประโยชน์จากการกีดกันด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีน ทำให้บริษัทในไต้หวัน และเกาหลีใต้น่าจะได้รับคำสั่งซื้อ หรือคำสั่งการผลิตที่มากขึ้น (หลีกเลี่ยงการสั่งจากจีน แต่ไปสั่งจากไต้หวัน และเกาหลีใต้แทน เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกสหรัฐฯ จับตามอง) นอกจากนั้น การผ่านกฎหมาย US Inflation Reduction Act ซึ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสหรัฐฯ สรรหาชิ้นส่วนการผลิตจากกลุ่มประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ น่าจะช่วยเพิ่มบทบาทของบริษัทในเกาหลีใต้และไต้หวันได้อีกทางหนึ่งด้วย 2. เทรนด์ของตลาด chips และ EV จะเป็นเทรนด์ระยะยาวของตลาด ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และไต้หวันมีหุ้นที่น่าสนใจ และเป็นเทรนด์ระยะยาวของตลาดอยู่หลายตัว เช่น หุ้นเทคโนโลยี หุ้นเหมืองแร่ และอุตสาหกรรมที่สำคัญต่อการพัฒนายุคใหม่ ตลอดจนหุ้นที่เกี่ยวกับการเดินเรือ ซึ่งปัจจุบันการค้าของโลกอาศัยการเดินเรือกว่า 80% อย่างไรก็ดี สิ่งที่เราให้ความสนใจมาก คือตลาด chips และตลาด EV ตลาด chips ประสบกับปัญหาสภาวะขาดแคลนในช่วงปี 2020 และ 2021 อย่างไรก็ดี ในปี 2022 ปัญหาอยู่ในทิศตรงกันข้าม กล่าวคือมี chips ล้นตลาด ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องลดกำลังการผลิตลง อย่างไรก็ดี เรามองว่าการลดกำลังการผลิตน่าจะทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นในที่สุด และสร้างเสถียรภาพต่อราคาหุ้นเหล่านี้ ซึ่ง chips ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของอุปกรณ์ และเครื่องจักรสมัยใหม่ ตลาด EV ซึ่งรวมถึงส่วนประกอบของรถยนต์ EV เช่น แบตเตอรี่ ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าตลาดแบตเตอรี่ EV จะเติบโตปีละ 20% จนถึงปี 2030 ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทปิโตรเคมีในเกาหลีใต้ เนื่องจากสินแร่ที่ผลิตได้ จะเป็นส่วนประกอบสำคัญของห่วงโซ่การผลิตแบตเตอรี่ EV 3. ไต้หวัน และเกาหลีใต้มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เรามองว่าเศรษฐกิจไต้หวัน และเกาหลีใต้ค่อนข้างจะได้เปรียบในระยะยาว โดยจะได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และแม้ว่าการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะเริ่มชะลอลง แต่เราพบว่าเงินวอนเกาหลีใต้ และเงินดอลลาร์ไต้หวันยังถือว่าอ่อนค่าอย่างมีนัยเมื่อเทียบกับระดับในช่วงต้นปี อย่างไรก็ดี การที่ทั้งสองประเทศเป็นผู้นำเข้าสินค้าประเภทพลังงาน อาจถูกกดดันจากราคาพลังงานที่แพงขึ้นในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ว่าการปรับตัวลงประมาณ 20% ของราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมา น่าจะช่วยลดแรงกดดันได้บ้าง ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศไม่มีปัญหาเกี่ยวกับภาระหนี้ โดยเกาหลีใต้และไต้หวันมีระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP เพียงแค่ 30% เท่านั้น และยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่จำนวนมาก ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันเศรษฐกิจเกาหลีใต้โตได้ที่ระดับประมาณ 3% ต่อปี และประมาณการว่าปีหน้าจะโตได้ที่ระดับ 2% แม้จะเป็นระดับที่ไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ แต่ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว โดยอุตสาหกรรมเกษตรขั้นสูง (agritech) ถือเป็นอุตสาหกรรมที่เกาหลีใต้มีชื่อเสียงอย่างมาก จากการส่งเสริมของรัฐบาล เพื่อให้เกาหลีใต้มีความมั่นคงด้านอาหาร นอกจากนั้น ในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล รัฐบาลเกาหลีใต้ส่งเสริมให้ประชาชนมี digital IDs ไว้ในโทรศัพท์มือถือ แทนใช้ระบบบัตรประชาชน ซึ่งจะช่วยให้การทำธุรกรรมมีความสะดวกรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น Figure 3 การแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะช่วยส่งเสริมการส่งออกของเกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญของอุตสาหกรรม chips และ EV มุมมองโดยสรุปของเรา เรามองว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไต้หวัน และเกาหลีใต้มีความน่าสนใจ จากมูลค่าที่ยังต่ำกว่าตลาดอื่น ๆ อุตสาหกรรมที่เป็นอนาคตในระยะยาว เช่น อุตสาหกรรมสีเขียว และการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจ และปัจจัยพื้นฐานของทั้งสองประเทศ น่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดีในระยะยาวให้กับนักลงทุน

Figure 3 การแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะช่วยส่งเสริมการส่งออกของเกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญของอุตสาหกรรม chips และ EV

มุมมองโดยสรุปของเรา

เรามองว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไต้หวัน และเกาหลีใต้มีความน่าสนใจ จากมูลค่าที่ยังต่ำกว่าตลาดอื่น ๆ อุตสาหกรรมที่เป็นอนาคตในระยะยาว เช่น อุตสาหกรรมสีเขียว และการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจ และปัจจัยพื้นฐานของทั้งสองประเทศ น่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดีในระยะยาวให้กับนักลงทุน

ข้อสงวนสิทธิ์

  1. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ให้บริการการให้คำแนะนำทั่วไปแก่ FINNOMENA ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน (Asset Allocations)
  2. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น
  3. ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/articles/blogs/asian-tigers-south-korea-and-taiwan

News Update: จีนผ่อนคลายคุมโควิด ใช้พื้นที่สาธารณะไม่ต้องโชว์ผลตรวจแล้ว แต่การกลับสู่สภาวะปกติยังต้องใช้เวลา

THE OPPORTUNITY
News Update: จีนผ่อนคลายคุมโควิด ใช้พื้นที่สาธารณะไม่ต้องโชว์ผลตรวจแล้ว แต่การกลับสู่สภาวะปกติยังต้องใช้เวลา

รัฐบาลจีนประกาศผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด ประชาชนไม่จำเป็นต้องแสดงผลตรวจเป็นลบเพื่อเดินทางระหว่างส่วนต่างๆ ของประเทศอีกต่อไปแล้วในวันนี้ (7 ธ.ค.)

ประกาศบนเว็บไซต์ของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการควบคุมโควิดเมื่อไม่นานมานี้ เช่น การอนุญาตให้ชาวจีนจำนวนมากขึ้นสามารถกักตัวอยู่ที่บ้านได้

โดยมาตรการควบคุมโควิดใหม่ยังระบุด้วยว่า นอกเหนือจากบ้านพักคนชรา โรงเรียนประถมถึงมัธยมต้น และคลินิกสุขภาพแล้ว สถานที่ต่างๆ ไม่กำหนดให้มีผลตรวจเป็นลบเพื่อเข้าไปใช้สถานที่แล้ว

ก่อนหน้านี้ ทางการจีนเข้มงวดในการควบคุมโควิดอย่างมาก เช่น เมืองหลวงอย่างปักกิ่งกำหนดให้ผู้คนต้องสแกน ‘รหัสสุขภาพ’ ด้วยแอปสมาร์ตโฟนเพื่อเข้าไปในสถานที่สาธารณะ ซึ่งรหัสสุขภาพดังกล่าวต้องแสดงผลตรวจเป็นลบในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา

หากมีการสัมผัสกับการติดเชื้อหรือพื้นที่เสี่ยง แอปจะแสดงหน้าต่างป็อปอัปทำให้ไม่สามารถเข้าสู่พื้นที่สาธารณะ หรือขึ้นรถไฟหรือเครื่องบินได้ ซึ่งปักกิ่งได้ผ่อนคลายข้อกำหนดการสแกนรหัสสุขภาพในวันอังคาร (6 ธ.ค.)

แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการโควิดทั่วประเทศในช่วงกลางเดือน พ.ย. แต่จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นและการใช้นโยบายโควิดอย่างเข้มงวดได้สร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชนจนเกิดการประท้วงในช่วงสุดสัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ย.

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หน่วยงานท้องถิ่นทั่วประเทศได้ยกเลิกข้อกำหนดการทดสอบไวรัสหลายข้อ

Dan Wang หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Hang Seng China กล่าวกับ CNBC ว่า เมื่อพูดถึงการนำไปปฏิบัติ มีความไม่สอดคล้องกันมากมายระหว่างแผนกและภูมิภาคต่างๆ ทำให้ไม่รู้ว่า ‘การกลับสู่สภาวะปกติ’ สามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ภายใน 6 เดือนข้างหน้า หรือไม่ เห็นได้จากการควบคุมโควิดเมืองเล็กๆ อย่าง ไท่หยวนและซีอา ยังคงตามหลังปักกิ่งอยู่มาก

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/12/07/china-eases-covid-restrictions-on-travel-and-production.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

Factor Investing ตอนที่ 1: เลือก Factor ก่อนเลือก Fund

WealthGuru
Factor Investing ตอนที่ 1: เลือก Factor ก่อนเลือก Fund

คุณเลือกกองทุนโดยดูจาก Sharpe ratio ก่อนหรือไม่

คุณเลือกกองทุนตามการจัดลำดับจาก Morningstar หรือไม่

ถ้าใช่ คุณอาจจะเรียงลำดับผิด

ดังนั้นเราควรจะเลือกอะไรก่อน?

เราควรเริ่มต้นจากกำหนดกลยุทธ์ด้วย Factor Investing  ก่อนแล้วจึงเลือกกองทุน

อะไรคือ Factor Investing

Factor Investing ถูกศึกษามาอย่างยาวนานเกือบ 40 ปีมาแล้ว ว่าอะไรคือปัจจัยของการลงทุนเพื่อจะได้ alpha หรือจะหาผลตอบแทนสูงกว่าตลาดได้อย่างไร

Factor Investing ตอนที่ 1: เลือก Factor ก่อนเลือก Fund

Figure 1 www.msci.com

Factor Investing ตอนที่ 1: เลือก Factor ก่อนเลือก Fund

Figure 2  Invesco

จะเห็นได้ว่ามาหลากหลายนักวิจัยทำการศึกษาแล้วนำมาแยกประเภทว่า อะไรคือ Factor ที่ทำให้สามารถชนะตลาดได้

แต่ละค่ายการลงทุนก็มีการศึกษาแตกต่างกันไป แต่หลักๆ Factor Investing จะประกอบด้วย

Macroeconomic Factors

  1. Unemployment rates อัตราว่างงาน
  2. Inflation เงินเฟ้อ
  3. Interest rates อัตราดอกเบี้ย
  4. GDP Growth rate อัตราการเติบโตของ GDP
  5. PMI Purchasing Managers Index

Style Factors

  1. Size โดยแบ่งเป็นขนาดใหญ่ กลาง และ เล็ก
  2. Value โดยใช้ตัววัด เช่น PB , PE Ratio หรือ Cashflow yield เป็นต้น
  3. Quality โดยใช้ตัววัด เช่น ROE , รายได้และกำไรที่มั่นคง หรือ ความแข็งแกร่งของงบการเงิน เป็นต้น
  4. Momentum โดยใช้ตัววัดเป็น price-Momentum ภายใน 3 หรือ 6 เดือน เป็นต้น
  5. Risk volatility โดยใช้ตัววัดเป็นความผันผวนของสินทรัพย์ที่ลงทุน

Factor Investing อะไรดีที่สุด

ผลทดสอบจาก MSCI

Factor Investing ตอนที่ 1: เลือก Factor ก่อนเลือก Fund

Figure 3 จาก MSCI OCTOBER 2018

Factor Investing ตอนที่ 1: เลือก Factor ก่อนเลือก Fund

Figure 4 จาก MSCI โดยใช้ MSCI World 5-Dec-2022

ผลทดสอบจาก S&P Global

Factor Investing ตอนที่ 1: เลือก Factor ก่อนเลือก Fund

Factor Investing ตอนที่ 1: เลือก Factor ก่อนเลือก Fund

Figure 5  ภาพจาก S&P Global  22-Nov-2022

Factor Investing ตอนที่ 1: เลือก Factor ก่อนเลือก Fund

Figure 6 ภาพจาก S&P Global  วันที่ 22-Nov-2022

สรุปโดยรวม

  • ไม่มี Factor อะไรมีผลตอบแทนเป็น the best ทุกปี
  • ในระยะยาว Factor ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาด คือ Momentum และ Quality
  • เมื่อเกิด Criss ทางการเงิน หรือ Economic Cycle อยู่ในช่วงชะลอตัว Factor ที่จะ outperform ได้คือ Low volatility และ Value อย่างเช่นในปี 2022 ดูผลตอบแทนตามรูปข้างล่างได้ จะทำให้ชัดเจนมาก

 

Factor Investing ตอนที่ 1: เลือก Factor ก่อนเลือก Fund

Figure 7  ภาพจาก S&P Global  วันที่ 22-Nov-2022

กลยุทธ์แบบ multi-factor

ในปัจจุบันแทนที่จะใช้ แค่ Factor ตัวเดียว ได้มีการพัฒนากลยุทธ์ให้ใช้หลาย Factor ได้ เราเรียกกว่า Multi-Factor ยกตัวอย่าง  S&P500 QVM multi-factor  หรือ S&P500 Quality , Value & Momentum Multi-Factor โดยจะใช้ Factor ทั้ง 3 ตัว คือ Quality , Value และ Momentum เป็นปัจจัยเลือกหุ้นในการลงทุน

 

Factor Investing ตอนที่ 1: เลือก Factor ก่อนเลือก Fund

Figure 8 จาก S&P Global วันที่  September 14, 2021

จะเห็นได้ว่า ผลตอบแทนของ S&P500 QVM สามารถชนะ S&P500 ได้ และมีความผันผวนน้อยกว่าด้วย

Factor Style ใน Fund

นักลงทุนสามารถเข้าไปดู Factor Style ได้จาก  www.morningstarthailand.com โดยจะได้ข้อมูลดังรูป โดยผมจะเปรียบเทียบกองทุน 2 กองทุน คือ TISCO Global Consumer และ T-Premium Brand

Factor Investing ตอนที่ 1: เลือก Factor ก่อนเลือก Fund

Figure 9 จาก Morningstartthailand.com วันที่ 6-Dec-2022

จะเห็นได้ว่า การเลือกกองทุนมีอะไรมากกว่านั้น  คุณจะได้กำหนดกลยุทธ์ก่อน กลยุทธจะใช้ Factor ไหนในการลงทุนจะเป็นแบบ Single Factor หรือ Multi Factors  หลังจากนั้นค่อยมาเลือกกองทุนที่เหมาะกับ Factor ของกลยุทธ์อีก

พบกันอีกครั้งในตอนนี้เกี่ยวกับการสร้างกลยุทธ์แบบ Multi-Factors

WealthGuru

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวลดลง 3.22% หลังจีนรายงานดุลการค้าอ่อนแอกว่าคาด

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวลดลง 3.22% หลังจีนรายงานดุลการค้าอ่อนแอกว่าคาด

วันนี้ 7 ธ.ค. 65 ตลาดหุ้นฮ่องกงดัชนี Hang Seng ปรับตัวลดลง 3.22% นำโดยกลุ่ม Technology ปรับตัวลง 3.39% กลุ่ม Real Estate ปรับตัวลง 4.39% และกลุ่มธนาคารและการเงิน ปรับตัวลง 2.55% หลังจากจีนรายงานตัวเลขดุลการค้าเดือนพ.ย. ที่ 69.84 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แย่กว่าตลาดคาดที่ระดับ 79.05 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยตัวเลขการส่งออกหดตัว 8.7%(YoY) ต่ำกว่าตลาดคาดที่หดตัว 3.6%(YoY) ขณะที่ตัวเลขการนำเข้าหดตัว 10.6%(YoY) แย่กว่าตลาดคาดที่หดตัว 5.0% (YoY) นอกจากนี้ดัชนี Hang Seng ยังได้รับ Sentiment ลบตามตลาดหุ้นโลกจากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย (Recession) หลังผู้บริหารธนาคารแห่งใหญ่อย่าง JP morgan และ Goldman Sachs ออกมาเตือนว่าแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯที่แย่ลง อาจนำมาซึ่งเศรษฐกิจถดถอย

ขณะที่ตลาดหุ้นจีน (CSI300) ปรับตัวลงเล็กน้อย 0.25% จากปัจจัยลบดังกล่าว แต่ก็มีปัจจัยหนุนชดเชยจากรัฐบาลจีนเริ่มผ่อนคลายการควบคุมโควิดรอบ 3 ปี ส่งผลให้หุ้นจีนในกลุ่ม Consumer Discretionary และ Industrials ปรับตัวขึ้น 1.2% และ 0.75% ซึ่งช่วยพยุงให้ตลาดหุ้นปรับลงเพียงเล็กน้อยในวันนี้

FINNOMENA Investment Team การผ่อนคลายการควบคุมโควิดของจีนครั้งนี้ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกจากปัจจัยภายในประเทศ แต่ตลาดหุ้นจีนยังมีความเสี่ยงระยะสั้นจากตลาดหุ้นโลกที่เริ่มมีความผันผวนก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ในวันที่ 14-15 ธ.ค. รวมถึงยังมีความเสี่ยงจากแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศจีนจากความไม่พอใจของประชาชนต่อนโยบายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม Valuation ของหุ้นจีนหลาย ๆ ดัชนีอยู่ในระดับที่ถูก โดยเฉพาะในดัชนี Hang Seng Index ที่อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี (P/E 12M 9.16x, -1.58 S.D.) จากสถิติในอดีตมักเป็นจุดสะสมที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว โดยสามารถทยอยสะสมได้ ในกองทุนหุ้นจีนต่าง ๆ ซึ่งมักมีค่า Correlation กับดัชนี Hang Seng อาทิ K-CHINA-A(A), P-CGREEN

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

RMF กองไหนดี? 10 อันดับกองทุน RMF ผลตอบแทนดีในรอบ 11 เดือน

FINNOMENA
RMF กองไหนดี? 10 อันดับกองทุน RMF ผลตอบแทนดีในรอบ 11 เดือน

“RMF กองไหนดี?” ใครที่อยากวางแผนซื้อกองทุนประหยัดภาษีกันตั้งแต่ครึ่งปีห้ามพลาด! เพราะในบทความนี้ FINNOMENA Admin จัดอันดับ 10 กองทุน RMF ผลตอบแทนดีในรอบ 11 เดือน มาไว้ให้เอาไปใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อกองทุน RMF แล้ว

คุ้มฟินฟิน ประหยัดภาษีกับ FINNOMENA
คุ้มที่ 1 เปิดบัญชี รับฟรี! 100 FINT
คุ้มที่ 2 เปิดบัญชีกองทุนลดหย่อนภาษี รับฟรี! KCASH 100 บาท
👉 รับสิทธิ์โปรโมชั่น คลิก >>> https://finno.me/tax-super-khum-promotion

10 อันดับกองทุน RMF ผลตอบแทนดีในรอบ 11 เดือน

RMF กองไหนดี? 10 อันดับกองทุน RMF ผลตอบแทนดีในรอบ 11 เดือน

1. IN-RMF (+6.54%)

ลงทุนในหุ้นของบริษัทซึ่งทําธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจไทย เช่น บริษัทในกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง สินค้าอุตสาหกรรม ขนส่งและโลจิสติกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นต้น

ระดับความเสี่ยง: 6

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 500 บาท

ซื้อกองทุน IN-RMF คลิก

2. BGOLDRMF (+3.58%)

ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน SPDR Gold Trust (กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียว โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในทองคำแท่งเพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุนหลังหักค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการจัดการทั้งหมดของกองทุนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของราคาทองคำ

ระดับความเสี่ยง: 8

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 500 บาท

ซื้อกองทุน BGOLDRMF คลิก

3. PMIXRMF (+3.51%)

ลงทุนในหุ้น และ/หรือ ตราสารแห่งหนี้ และ/หรือ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุนที่มีความมั่นคงและมีพื้นฐานดี โดยเน้นความมั่นคงของผู้ออกตราสารเป็นหลัก โดยสัดส่วนการลงทุนจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบริษัทจัดการตามความเหมาะสมกับสภาวะการณ์ในแต่ละขณะ

ระดับความเสี่ยง: 5

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 5,000 บาท

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 2,000 บาท

ซื้อกองทุน PMIXRMF คลิก

4. TGOLDRMF-UH (+3.50%)

ลงทุนโดยตรงในทองคำแท่ง (Physical gold หรือ Gold bullion) ในต่างประเทศเป็นหลัก โดยเป็นทองคำแท่งที่มีมาตรฐาน และจะไม่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนของกองทุน

ระดับความเสี่ยง: 8

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท

ซื้อกองทุน TGOLDRMF-UH คลิก

5. T-SET50RMF (+3.19%)

ลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี SET50 เป็นหลัก โดยบลจ.จะพยายามดำรงค่าความผันผวนของส่วนต่างของผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนรวม และผลตอบแทนของดัชนีชี้วัด (tracking error:TE) 3% ต่อปี

ระดับความเสี่ยง: 6

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ซื้อกองทุน T-SET50RMF คลิก

6. KSRMF (+3.16%)

ลงทุนในหุ้นที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกตามหลักศาสนาอิสลามที่มีผลประกอบการและมีแนวโน้มการเจริญเติบโตอยู่ในเกณฑ์ดี

ระดับความเสี่ยง: 6

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 500 บาท

ซื้อกองทุน KSRMF คลิก

7. JB25RMF (+3.12%)

ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) 25 บริษัทแรกที่เข้าหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกหลักทรัพย์

ระดับความเสี่ยง: 6

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท

ซื้อกองทุน JB25RMF คลิก

8. SCBRMS50 (+3.04%)

ลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี SET50 ซึ่งจะจำลองการเคลื่อนไหวของดัชนี SET50 เพื่อให้อัตราผลตอบแทนของกองทุนใกล้เคียงกับอัตราผลตอบแทนของดัชนี SET50 มากที่สุด

ระดับความเสี่ยง:

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ซื้อกองทุน SCBRMS50 คลิก

9. KTSET50RMF (+2.99%)

ลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีราคา SET50 ซึ่งรวมถึงหลักทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการเข้าหรือออก จากการเป็นหลักทรัพย์ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีราคา SET50 ด้วย เพื่อสร้างอัตราผลตอบแทนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายให้ใกล้เคียงกับอัตราผลตอบแทนของดัชนีผลตอบแทนรวม SET50 (Index Tracking) โดยใช้กลยุทธ์การบริหารกองทุนเชิงรับ (Passive Management Strategy)

ระดับความเสี่ยง:

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 500 บาท

ซื้อกองทุน KTSET50RMF คลิก

10. KS50RMF (+2.95%)

ลงทุนหุ้นในดัชนี SET50 เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนีผลตอบแทนรวม SET50 โดยใช้กลยุทธ์การบริหารกองทุนเชิงรับ (Passive Management Strategy)

ระดับความเสี่ยง: 6

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 500 บาท

ซื้อกองทุน KS50RMF คลิก

ข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลังจาก FINNOMENA FUND Filter จัดอันดับ ณ วันที่ 1 ธ.ค. 2565 อัปเดตตัวเลข ณ วันที่ 30 พ.ย. 2565

สามารถกรองการจัดอันดับได้เอง พร้อมข้อมูลอัปเดตล่าสุดที่ FINNOMENA Fund Filter

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SSF-RMF

ส่วนใครยังลังเลอยู่ว่าจะซื้อกองทุน SSF และ RMF กองไหนดี FINNOMENA มีจัดโพยกองทุนประหยัดภาษีมาให้แล้ว ทั้งแบบกองเดี่ยว ๆ และกองชุดแบบ Combo ให้นักลงทุนทุกท่านได้เลือกกันเต็มที่ อ่านรายละเอียดได้ที่

และใครที่ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับ SSF และ RMF พร้อมมีกองทุนในดวงใจแล้วก็สามารถ คลิกที่นี่ เพื่อเปิดบัญชีกองทุน Tax Saving กับ FINNOMENA แล้วเริ่มลงทุนได้เลย! ซึ่งวันนี้ทาง FINNOMENA ก็มีความคุ้มแบบฟินฟินมานำเสนอให้ลูกค้าใหม่เช่นกัน เปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA วันนี้ คุ้มที่ 1 รับฟรี! 100 FINT โดยสามารถนำ 100 FINT มาแลกรับ Cashback เป็นส่วนลดค่าธรรมเนียมการซื้อกองทุนได้สูงสุดถึง 2,000 บาท คุ้มต่อที่ 2 หากเปิดบัญชีกองทุนลดหย่อนภาษี SSF-RMF ด้วย วันนี้ รับฟรี! หน่วยลงทุนกองทุน KCASH เพิ่มอีกมูลค่า 100 บาท โปรโมชันคุ้ม ๆ แบบนี้มีถึงแค่วันที่ 31 ธันวาคม 2565 เท่านั้นนะ ดูรายละเอียดโปรโมชันเพิ่มเติมได้ ที่นี่

คุ้มฟินฟิน ประหยัดภาษีกับ FINNOMENA
คุ้มที่ 1 เปิดบัญชี รับฟรี! 100 FINT
คุ้มที่ 2 เปิดบัญชีกองทุนลดหย่อนภาษี รับฟรี! KCASH 100 บาท
👉 รับสิทธิ์โปรโมชั่น คลิก >>> https://finno.me/tax-super-khum-promotion

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปิดบัญชี FINNOMENA ได้ที่

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”