แจ้งเตือน

ฟินโนมีนาจัดงาน FINNOMENA FA Summit 2022 “Conquer the Leading Edge” เปิดประตูสู่การเป็นที่ปรึกษาการลงทุนแห่งอนาคต

FINNOMENA
ฟินโนมีนาจัดงาน FINNOMENA FA Summit 2022 “Conquer the Leading Edge” เปิดประตูสู่การเป็นที่ปรึกษาการลงทุนแห่งอนาคต

กรุงเทพฯ – ฟินโนมีนากลับมาอีกครั้งกับงาน FINNOMENA FA Summit 2022 “Conquer the Leading Edge” เปิดประตูพาคุณมุ่งสู่การเป็นที่ปรึกษาการลงทุนแห่งอนาคต ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 24 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน 

งานนี้จัดขึ้นเพื่อผู้ที่กำลังมองหาอาชีพที่ตอบโจทย์ทุกปัญหา ทั้งไลฟ์สไตล์ การเงิน เวลา และความก้าวหน้า โดยฟินโนมีนาจะจับมือพาเปิดประตูก้าวเดินสู่การเป็น “ที่ปรึกษาการลงทุนแห่งอนาคต” อาชีพที่จะนำพาสู่อิสรภาพทางการเงินและเวลา ไม่ว่าจะเป็นใคร มาจากสายอาชีพใด ฟินโนมีนาก็พร้อมพาก้าวเดินสู่ความสำเร็จร่วมกัน พร้อมเปิดประตูเพื่อยกระดับให้การบริการลูกค้าของที่ปรึกษาการลงทุนมุ่งสู่มาตรฐานสากลด้วยระบบที่ทันสมัย 

ดร. เมธี จันทวิมล Managing Partner ของฟินโนมีนา กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่องานประจำที่เคยมั่นคง การที่มีแค่หนึ่งอาชีพ มีรายได้ทางเดียว อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป อาชีพที่ปรึกษาการลงทุน หรือ Financial Advisor ถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพทางเลือกที่หลายคนหันมาให้ความสนใจ เนื่องจากมีความอิสระคล่องตัว ด้วยระบบของฟินโนมีนาเป็นออนไลน์ทั้งหมด ที่ปรึกษาการลงทุนจึงสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา จะทำเป็นอาชีพเสริมก็ได้ หรืออาชีพหลักเลยก็ได้เช่นกัน

“สำหรับท่านที่สนใจแต่ไม่ได้เรียนจบสายการเงิน หรือประกอบอาชีพในแวดวงการเงิน ก็ไม่ต้องเป็นกังวลไป เพราะที่จริงแล้วที่ปรึกษาการลงทุนของฟินโนมีนาหลายท่านก็ล้วนแล้วแต่มาจากต่างสายงานต่างอาชีพ ทางฟินโนมีนาพร้อมดูแลและให้ความสนับสนุนในทุก ๆ ด้าน ตั้งแต่หลักสูตรพื้นฐานถึงหลักสูตรพัฒนาทักษะเฉพาะสำหรับที่ปรึกษา เพื่อเสริมสร้างความรู้และเพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจในการทำงาน เปิดโอกาสให้ได้เจอกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ รวมถึงมีระบบ Digital Creation Platform ที่จะช่วยให้ทำงานได้สะดวกขึ้น สามารถดูแลทั้งลูกค้าจำนวนมากและดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ มั่นใจได้เลยว่าฟินโนมีนาจะเป็นเพื่อนร่วมทางที่จะช่วยให้ท่านอุ่นใจแน่นอน”

ภายในงาน ได้มีการเปิดตัวเทคโนโลยีการจัดพอร์ตระดับโลกอย่าง “FINNOMENA Goals Navigator™” ที่ทางฟินโนมีนาได้พัฒนาร่วมกับ Franklin Templeton องค์กรบริหารสินทรัพย์ระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนมายาวนานกว่า 70 ปี โดยเป็นเครื่องมือที่ออกแบบเพื่อตอบโจทย์การใช้งานสำหรับที่ปรึกษาการลงทุนโดยเฉพาะ ทำให้สามารถสร้างฐานลูกค้าได้ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะทำงานจากที่ไหน เมื่อไร

นายกวิน ติระบริสุทธิ์ Chief Product Officer ของฟินโนมีนา เปิดเผยว่า โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้เทคโนโลยีสามารถเพิ่มมาตรฐานการดูแลลูกค้าของที่ปรึกษาการลงทุน ไปพร้อม ๆ กับรับความต้องการของลูกค้าที่มีมากขึ้น 

“เราเชื่ออย่างยิ่งว่าการดูแลการลงทุน ต้องเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง Human Touch และ Technology จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ วันนี้ด้วยประสบการณ์และเทคโนโลยีระดับโลกของ Franklin Templeton ร่วมกับทีมงานของฟินโนมีนา เราพร้อมที่จะติดอาวุธให้ที่ปรึกษาการลงทุนเพื่อสร้างความสำเร็จให้แก่คนไทย”

นอกจากนี้ฟินโนมีนายังสนับสนุนการทำงานของที่ปรึกษาการลงทุนด้วยคอร์สเรียนพัฒนาทักษะการเป็นที่ปรึกษาการลงทุนมืออาชีพกับ BeFin Academy ซึ่งเป็นสถาบันสำหรับที่ปรึกษาการลงทุนโดยเฉพาะ มุ่งหวังให้ที่ปรึกษาการลงทุนก้าวเดินบนสายอาชีพแห่งอนาคตได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ พร้อมหลักสูตรที่หลากหลายเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็น ทั้งด้าน Soft skills และ Investment skills  เริ่มตั้งแต่ขั้นพื้นฐานไปจนถึงมืออาชีพ ออกแบบโดย ดร.เมธี จันทวิมล นักปั้นที่ปรึกษาการลงทุนของฟินโนมีนาที่มาพร้อมทีมดูแลอย่าง FINNOMENA FA Support ทีมที่ปรึกษาและโค้ชมืออาชีพซึ่งจะร่วมก้าวเดินไปกับคุณตลอดเส้นทางสายอาชีพที่ปรึกษาการลงทุน

ดร. เมธี จันทวิมล กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทางฟินโนมีนาได้จับมือกับ Befin Academy ในการสร้างหลักสูตรพัฒนาที่ปรึกษาการลงทุน ซึ่งพิเศษมาก ๆ เพราะเป็นหลักสูตรที่มีแค่ที่นี่ทีเดียว เป็นหลักสูตรที่ผมกลั่นออกมาจากประสบการณ์การทำงานกว่า 18 ปีในสายอาชีพที่ปรึกษาการลงทุน ตัวหลักสูตรจะตอบโจทย์รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมทักษะ การมี Framework ในการทำงาน ขั้นตอนการติดต่อพูดคุยและดูแลลูกค้าอย่างละเอียด ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ จะช่วยให้ที่ปรึกษาการลงทุนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ก้าวกระโดดในสายอาชีพนี้ได้อย่างมั่นใจ สำหรับผู้ที่สนใจ ทางฟินโนมีนายินดีต้อนรับครับ อยากให้คิดไว้ก่อนเลยว่าเราทำได้ ไม่ต้องกังวล เพราะฟินโนมีนาพร้อมผลักดันให้ท่านได้เป็นที่สุดของที่ปรึกษาทางการเงิน มาตัวเปล่า ๆ กรอกใบสมัคร แล้วเดินเข้ามาเลยครับ ฟินโนมีนาจะช่วยท่านเอง”

ผู้ที่สนใจเป็นที่ปรึกษาการลงทุนกับฟินโนมีนา สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ https://www.finnomena.com/fa/ รวมทั้งสามารถดูรายละเอียดหลักสูตรจาก Befin Academy ได้ที่ https://www.befin.academy/

News Update: WFH แล้วทำงานดีขึ้นหรือแย่ลง? Microsoft เผย พนักงานรู้สึกว่าทำได้เหมือนเดิมหรือดีขึ้น แต่มุมมองเจ้านายรู้สึกไม่เห็นด้วย

THE OPPORTUNITY
News Update: WFH แล้วทำงานดีขึ้นหรือแย่ลง? Microsoft เผย พนักงานรู้สึกว่าทำได้เหมือนเดิมหรือดีขึ้น แต่มุมมองเจ้านายรู้สึกไม่เห็นด้วย

ผลสำรวจล่าสุดของ Microsoft ที่มีกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่กว่า 20,000 ราย ใน 11 ประเทศ พบว่า พนักงานและเจ้านายมีมุมมองไม่ตรงกันเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานเมื่อทำงานที่บ้าน (WFH)

โดย 87% ของพนักงานรู้สึกว่า การทำงานที่บ้านนั้นมีประสิทธิภาพเท่ากับหรือมากกว่าการทำงานที่ออฟฟิสด้วยซ้ำ ขณะที่ 80% ของเจ้านายกลับรู้สึกไม่เห็นด้วย

Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า ความตึงเครียดนี้ควรได้รับการแก้ไข เพราะสถานที่ทำงานมีแนวโน้มที่จะไม่กลับมาเป็นเหมือนตอนก่อนเกิดโควิดแล้ว

โดยซีอีโอของ Microsoft บอกว่า เราต้องก้าวผ่าน ‘ความหวาดระแวง’ เกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงาน เพราะเกิน 80% ของคนทำงานรุ้สึกว่าพวกเขาทำงานได้มีประสิทธิภาพดี แต่ดันสวนทางกับมุมมองของเจ้านาย นั้นหมายความว่า ‘สิ่งที่รู้สึกจริงๆ’ ของพนักงาน กับ ‘ความคาดหวัง’ ของเจ้านายนั้นไม่เชื่อมโยงกัน

ตอนนี้วัฒนธรรมการทำงานที่ไหนก็ได้ (Remote Working) กลายเป็นเรื่องปกติ โดย Ryan Roslansky ซีอีโอของ LinkedIn บริษัทในเครือ Microsoft ระบุว่า จากงานทั้งหมด 14-15 ล้านตำแหน่ง ก่อนหน้าการระบาดของโควิด มีงานที่เสนอการ Remote Working อยู่ที่เพียง 2% แต่ในเดือนนี้มีสัดส่วนอยู่ที่ 15% และในช่วงก่อนๆ ที่ผ่านมา นั้นสูงถึง 20%

Satya Nadella ระบุว่า มีพนักงาน 70,000 คน ที่มาร่วมงานกับ Microsoft ในช่วงการระบาดของโควิด โดยตอนนี้พนักงานของบริษัทสามารถทำงานที่บ้านได้ 50% ของเวลาทำงานทั้งหมด แต่หากต้องการมากกว่านั้น จะต้องได้รับการอนุมัติจากผู้บริหาร หรือไม่ก็ต้องเปลี่ยนสัญญาเป็นการจ้างแบบ Part-Time แทน

อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องเตรียมปรับตัวเพื่อรับมือกับ Gen Z หรือคนที่เกิดในปี 1997 เพราะผลการศึกษาพบว่า ในช่วงพีคนั้น ผู้ใช้งาน LinkedIn เปลี่ยนงานเพิ่มขึ้นถึง 50% จากปีที่แล้ว และเพิ่มขึนถึง 90% ในกลุ่ม Gen Z

ซีอีโอของ LinkedIn ระบุว่า ในปี 2030 กลุ่ม Gen Z จะกลายมาเป็นสัดส่วน 30% ของแรงงานทั้งหมด ดังนั้นเจ้านายหรือคนที่มีตำแหน่งสูงกว่าต้องเข้าใจความต้องการของพวกเขา

อ้างอิง: https://www.bbc.com/news/business-62980639

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Cathie Wood ลงจากตำแหน่ง ‘ผู้จัดการกองทุน’ ARK 3D Printing และ ARK Israel แล้ว หลังถูกวิจารณ์มีกองทุนที่รับผิดชอบมากเกินไป ส่วน ARKK ร่วงเกือบ 60% YTD

THE OPPORTUNITY
News Update: Cathie Wood ลงจากตำแหน่ง ‘ผู้จัดการกองทุน’ ARK 3D Printing และ ARK Israel แล้ว หลังถูกวิจารณ์มีกองทุนที่รับผิดชอบมากเกินไป ส่วน ARKK ร่วงเกือบ 60% YTD

ตามรายงานที่ยื่นต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ‘Cathie Wood’ ซีอีโอของ Ark Invest ที่เคยทำผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นในปี 2020 ได้ลงจากตำแหน่ง ‘ผู้จัดการกองทุน’ ใน 2 กองทุนของ Ark เรียบร้อยแล้ว

โดย William Scherer ผู้จัดการฝ่ายเทรดของบริษัทตั้งแต่ปี 2014 จะมารับหน้าที่เป็นผู้จัดการกองทุนของกอง ARK 3D Printing ETF (PRNT) and ARK Israel Innovative Technology ETF (IZRL) แทน มีผลตั้งแต่ ก.ย.

กองทุน PRNT ที่เน้นการลงทุนในเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 196.7 ล้านดอลลาร์ ส่วนกองทุน IZRL มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 115.4 ล้านดอลลาร์

ผลการดำเนินงานของ 2 กองทุนดังกล่าวค่อนข้างย่ำแย่ โดยตั้งแต่ต้นปี PRNT ติดลบไปเกือบ 41% ขณะที่ ARK Israel ETF ปรับตัวลงมาเกือบ 38% ส่วนกองทุนเรือธงของบริษัทอย่าง ARKK ร่วงลงมาแล้วเกือบ 60%

ก่อนหน้านี้ Ark ถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความรับผิดชอบของ Cathie Wood ในวัย 66 ปี ที่มากเกินไปในการรับผิดชอบเป็นผู้จัดการกองทุนถึง 9 กองทุน

อย่างไรก็ตาม Cathie Wood ยังดำรงตำแหน่ง CEO และ CIO ของบริษัท รวมถึงยังคงเป็น ‘ผู้จัดการกองทุน’ ในกองทุน Active หลักของบริษัทเช่นเดิม

อ้างอิง: https://finance.yahoo.com/news/ark-invest-cathie-wood-gives-up-portfolio-manager-roles-173059783.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: อนาคตหุ้นยุโรปไม่สดใส?! HSBC เตือน ‘หุ้นคุณค่า’ ยุโรปไม่คุ้มเสี่ยงแม้จะถูก ส่วน BlackRock แนะเลี่ยงหุ้นผันผวนต่ำที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงราคาพลังงาน

THE OPPORTUNITY
News Update: อนาคตหุ้นยุโรปไม่สดใส?! HSBC เตือน ‘หุ้นคุณค่า’ ยุโรปไม่คุ้มเสี่ยงแม้จะถูก ส่วน BlackRock แนะเลี่ยงหุ้นผันผวนต่ำที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงราคาพลังงาน

สถาบันการเงินชื่อดังทั้ง HSBC และ BlackRock เตือนนักลงทุนเลี่ยงหุ้นยุโรป จากความเสี่ยงวิกฤติพลังงาน สงครามในยูเครน และการหยุดชะงักด้านอุปทาน

🇪🇺HSBC เตือนการลงทุนหุ้นคุณค่าในยุโรปไม่คุ้มที่จะเสี่ยง

HSBC เตือนนักลงทุนให้หลีกเลี่ยงการลงทุนหุ้นคุณค่าในยุโรป เพราะวิกฤติพลังงานทำให้ไม่คุ้มความเสี่ยงที่จะลงทุนในภูมิภาคดังกล่าว

โดยส่วนใหญ่แล้ว นักลงทุนที่เลือกลงทุนในหุ้นยุโรปนั้นต้องการมองหาหุ้นคุณค่า (Value Stock) หรือหุ้นที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน เพื่อต่อสู้กับความผันผวนโดยการลงทุนในหุ้นที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่มั่นคงกว่า

นั่นต่างจากการลงทุนในสหรัฐฯ ที่หุ้นส่วนใหญ่มันเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง เติบโตอย่างก้าวกระโดด (Growth Stock) ที่มักถูกคาดการณ์ว่ากำไรจะเติบโตได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม

แต่ ‘Willem Sels’ CIO ของ HSBC มองว่า แม้หุ้นยุโรปจะถูกเมื่อเทียบกับหุ้นสหรัฐฯ​ แต่ P/E หรือราคาหุ้นที่ถูกนั้นไม่สามารถชดเชยความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องเจอได้

แนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคในยุโรปมืดมนจากการหยุดชะงักด้านอุปทาน ขณะที่สงครามระหว่างยูเครนและรัสเซียที่ส่งผลกระทบต่อราคาอาหารและพลังงานได้กดดันการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และทำให้ธนาคารกลางต้องลดดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ

HSBC ระบุว่า สิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือ ‘คุณภาพ’ ไม่ใช่ ‘สไตล์การลงทุน’ โดยแนะนำให้พิจารณาจากความแตกต่างของคุณภาพหุ้นระหว่างหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นยุโรป มากกว่าจะไปสนใจว่ามันเป็นหุ้นเติบโตหรือหุ้นคุณค่า

โดย HSBC ไม่แนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงโดยแบ่งตามภูมิภาค แต่ควรดูแนวโน้มของเศรษฐกิจและกำไรในอนาคตมากกว่า รวมถึงไม่แนะนำให้ซื้อหุ้นยุโรปหากเหตุผลคือแค่มูลค่าที่ถูกและการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ย

🇪🇺BlackRock แนะเลี่ยงหุ้นผันผวนต่ำ ที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงราคาพลังงาน

‘Nigel Bolton’ Co-CIO ของ BlackRock แนะนำให้พิจารณาผลกระทบของการขาดแคลนพลังงานที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทต่างๆ โดยวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับบริษัทที่มีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสูง และไม่ใช่พลังงานหมุนเวียนคือ ให้คำนวณค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นสัดส่วนของรายได้

โดยหลายบริษัทขนาดใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เพราะได้ป้องกันความเสี่ยงไว้ก่อนแล้วและสามารถซื้อได้ถูกกว่าราคา spot แต่บริษัทเล็กๆ ที่ไม่ได้ทำการป้องกันความเสี่ยงอาจต้องเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก

หุ้นที่ BlackRock แนะนำให้ระมัดระวังเป็นพิเศษคือ หุ้นผันผวนต่ำ (Defensive Stock) ที่สามารถทำรายได้ได้แม้เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบ เพราะบริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงในราคาพลังงาน

ขณะที่ Blackrock มองเห็นโอกาสในบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติทำงานเพราะสามารถลดต้นทุนแรงงานได้ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าและการเปลี่ยนผ่านมาสู่พลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้ยังมองว่าความต้องการในเซมิคอนดักเตอร์และวัตถุดิบอย่างทองแดง จะพุ่งสูงขึ้นตามกระแสรถยนต์ไฟฟ้าที่บูม

อ้างอิง:

https://www.cnbc.com/2022/09/23/hsbc-warns-investors-to-avoid-european-stocks-in-the-search-for-value.html  

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

เมื่อ Bitcoin กลายเป็นสกุลเงินหลักของประเทศ! I CRYPTO DAY EP12

FINNOMENA CHANNEL
เมื่อ Bitcoin กลายเป็นสกุลเงินหลักของประเทศ! I CRYPTO DAY EP12

รับชมบน YouTube: https://youtu.be/wTvxAUcdNvM

ถึงจะถูกเรียกว่าเป็น Currency แต่ความผันผวนอย่างหนักก็ทำให้เป็นเรื่องยากที่ใครสักคนจะเต็มใจใช้คริปโตฯ เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนในชีวิตประจำวัน แต่แล้วก็มีประเทศหนึ่งที่กล้าประกาศให้คริปโตฯ เป็นสกุลเงินหลักสกุลหนึ่งของประเทศมาหนึ่งปีแล้ว และประเทศที่ว่านั้นก็คือเอลซัลวาดอร์นั่นเอง

ทำความรู้จักเอลซัลวาดอร์

  • เอลซัลวาดอร์ หรือชื่อทางการก็คือสาธารณรัฐเอลซัลวาดอร์ เป็นประเทศเล็ก ๆ ประเทศหนึ่งในทวีปอเมริกากลาง
  • มีประชากรเพียงประมาณ 7 ล้านคน แต่ก็นับว่ามีความหนาแน่นของประชากรมากที่สุดในทวีป
  • อีกทั้งเป็นประเทศที่ไม่ได้ร่ำรวย รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรอยู่ที่ประมาณ 4,000 ดอลลาร์ซึ่งน้อยกว่าประเทศไทย
  • เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในฐานะสวรรค์ของนักเล่นเซิร์ฟ มีเมล็ดกาแฟหอมอร่อยขึ้นชื่อ
  • ประเทศแรกของโลกที่รับรองให้ Bitcoin เป็นหนึ่งในสกุลเงินหลักของประเทศร่วมกันกับดอลลาร์สหรัฐ

จุดเริ่มต้นของการใช้ BTC เป็นสกุลเงินหลักของเอลซัลวาดอร์

  • เอลซัลวาดอร์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี Nayib Bukele เริ่มต้นประกาศให้ BTC เป็นหนึ่งในสกุลเงินหลักของประเทศตั้งแต่กันยายน ปี 2021 ที่ผ่านมา
  • นับว่าเรียกเสียงฮือฮาทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยจากผู้คนทั่วทั้งโลก
  • และไม่ว่าใครจะมีความคิดเห็นอย่างไร แต่อย่างน้อยที่สุดก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นห้องทดลองใช้งานคริปโตฯ ในชีวิตประจำวันครั้งสำคัญที่น่าศึกษาและจับตามองที่สุด 

แนวคิดเบื้องหลังของการรับรอง BTC เป็นสกุลเงินของประเทศเอลซัลวาดอร์

  • มาจากการเล็งเห็นว่าค่าธรรมเนียมที่จ่ายทิ้งไปในการโอนเงินข้ามประเทศระหว่างเอลซัลวาดอร์และประเทศอื่น คิดเป็นมูลค่าถึง 400 ล้านดอลลาร์ต่อปี คิดเป็นประมาณ 20% ของ GDP ของประเทศ
  • ประชากรเอลซัลวาดอร์จำนวนมากเป็นแรงงานต่างด้าวในประเทศอื่นที่ต้องส่งเงินไปมาข้ามประเทศอยู่บ่อย ๆ
  • นอกจากนี้ประมาณ 70% ของประชากรเอลซัลวาดอร์ยังเข้าไม่ถึงระบบการเงินการธนาคารดั้งเดิมของประเทศ
  • การผุดไอเดียรองรับ BTC จึงทำให้ได้ประโยชน์ทั้งจากการประหยัดค่าธรรมเนียมและส่งเสริมให้ประชากรเข้าถึงระบบการเงินการธนาคารของประเทศได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น  

กระบวนการที่เกิดขึ้นหลังจากเอลซัลวาดอร์รับรอง BTC เป็นสกุลเงินหลัก

  • เริ่มต้นจากรัฐบาลเอลซัลวาดอร์เข้าซื้อ BTC จำนวน 400 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าขณะนั้นประมาณ 21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • โดยที่รัฐบาลจะแจก BTC มูลค่า 30 ดอลลาร์สหรัฐผ่านแอปฯ ที่มีชื่อว่า Chivo ซึ่งมีความหมายว่า เจ๋งให้กับชาวเอลซัลวาดอร์ที่ลงทะเบียนผ่านแอปฯ
  • นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งตู้ ATM สำหรับ BTC โดยเฉพาะไม่น้อยกว่า 200 จุดทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นและอำนวยความสะดวกในการใช้ BTC ในฐานะสกุลเงินหลักของประเทศอีกด้วย
  • ซึ่งในปัจจุบันก็มีกลุ่มผู้ใช้ BTC จับจ่ายใช้สอยในประเทศไม่น้อยกว่า 50,000 คน
  • หลายคนก็รู้สึกว่าการใช้ BTC นั้นช่างสะดวก และช่วยประหยัดค่าธรรมเนียมในการโอนเงินข้ามประเทศได้จริง 

ปัญหาของการใช้ BTC เป็นสกุลเงินหลักในเอลซัลวาดอร์

  • ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือความผันผวนของราคาซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการถือครอง BTC
  • โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งไม่อาจทนรับความเสี่ยงต่อการสูญเสียมูลค่าสินทรัพย์ในระดับหลายสิบเปอร์เซ็นต์ภายในชั่วข้ามคืนได้
  • นอกจากนี้ก็ไม่ใช่ว่าประชากรเอลซัลวาดอร์ทุกคนจะเข้าถึงอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญในใช้งานแอป Chivo และ Blockchainได้อย่างเท่าเทียม
  • ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังถูกวิจารณ์ต่อไปว่าการบังคับให้ร้านค้าต้องรับชำระเงินด้วย BTC อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญของประเทศ
  • IMF ก็เป็นอีกองค์กรที่ไม่สนับสนุนการรับรอง BTC เป็นสกุลเงินหลักของเอลซัลวาดอร์อย่างชัดเจน
  • ด้วยเหตุผลว่าความผันผวนของ BTC จะส่งผลต่อความมั่นคง ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการบริหารหนี้สินของของเอลซัลวาดอร์ โดยเฉพาะเมื่อเอลซัลวาดอร์มีแผนที่จะออกตราสารหนี้ที่ใช้ BTC เป็นหลักประกัน
  • นอกจากนี้ IMF ยังได้คาดการณ์ไว้ด้วยว่าหนี้สาธารณะของเอลซัลวาดอร์จะเพิ่มขึ้นเป็น 96% ของ GDP ภายในปี 2026 อีกด้วย 

พบความสุดพิเศษสำหรับคุณได้ในทุกวัน ทั้งบทความให้ความรู้เกี่ยวกับกองทุนรวม หุ้น คริปโตฯ และการบริการ โปรโมชั่น ของรางวัลต่างๆ ที่คัดสรรมาเพื่อมอบให้กับสมาชิก FINNOMENA เท่านั้น
👉 สมัครสมาชิกเว็บไซต์ FINNOMENA https://finno.me/register-website


มือใหม่ห้ามพลาด! คอร์สเรียนพิเศษจาก FINNOMENA U "กองทุนรวม 101 สำหรับมือใหม่"

มุมมองการลงทุน BottomLiner Optimal Megatrend Opportunities (OMO) ประจำไตรมาส

BottomLiner
มุมมองการลงทุน BottomLiner Optimal Megatrend Opportunities (OMO) ประจำไตรมาส

เป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าสถานการณ์ปัญหาพลังงานไฟฟ้าในยุโรปกำลังบีบให้รัฐบาลต้องเร่งลงทุนเพิ่ม โดยเฉพาะไฟฟ้าพลังงานสะอาดซึ่งตรงกับแผนระยะยาวของ EU 

นอกจากนี้ราคา ก๊าซ ถ่านหิน ที่พุ่งขึ้นมากเพราะตะวันตกรุมแบนไม่ซื้อจากผู้ผลิตรายใหญ่อย่างรัสเซีย ทำให้ปัญหานี้ถูกกระจายไปทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเยอะ (ไทยเป็นหนึ่งในนั้น)

เรื่องเหล่านี้เป็นตัวเร่งให้รัฐบาลทั่วโลกต้องลงทุนด้านพลังงานเพิ่มขึ้น เน้นไปยังกลุ่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ก๊าซธรรมชาติ แผงโซลาร์ กังหันลม 

ผลประโยชน์จึงมาตกกับกองทุนหุ้น Clean energy (กองทุน MRENEW-A) ซึ่งลงทุนตั้งแต่ โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด ผู้ผลิตแผงโซลาร์หรือกังหันลม แบตเตอรี่สำหรับเก็บไฟฟ้าจากการผลิตส่วนเกินของแผงโซลาร์หรือกังหันลม 

ในขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น เป็นโอกาสของกองทุนหุ้นรถยนต์ไฟฟ้า EV (กองทุน UEV) ที่เน้นเลือกหุ้นชิ้นส่วนรถยนต์เพราะได้ประโยชน์จากการแข่งขันของทุกแบรนด์ในการแย่งชิงตลาดรถยนต์ไฟฟ้า หุ้นในพอร์ทจึงมีทั้ง ชิพรถยนต์ แบตเตอรี่ แร่ลิเทียมสำหรับแบต 

ทางด้านรัฐบาลสหรัฐพึ่งมีการอีดฉีดเงินให้ฝั่งคนที่ต้องการเปลี่ยนจากรถน้ำมันเป็นรถยนต์ EV จากการให้เครดิตทางภาษี $7,500 คือซื้อแล้วลดราคาได้เลย $7,500 ประมาณ 2 แสนกว่าบาท

โดยกลุ่มรถยนต์ EV นั้นสามารถมองได้ทั้งระยะสั้นตามนโยบายรัฐหรือมองเป็นการเติบโตในระยะยาวก็ได้ เพราะเมื่อปี 2021 ยอดขายมีอยู่เพียง 6.6 ล้านคัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปถึง 36 ล้านคันใน 2030 

โดยเมื่อเรามาดูธุรกิจในกลุ่มนี้ทั้ง Supply chain ตั้งแต่เหมือง Lithium, semiconductor, Battery, ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด หรือ ผู้ผลิตรถยนต์ จะเห็นได้ว่ากลุ่มพวกนี้ราคาหุ้นกำลังอยู่ใกล้ๆกับ High เดิมเมื่อต้นปี 2021

ฝั่งจีนซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของรถยนต์ไฟฟ้า เราเลือกกองทุน P-CGREEN รอโอกาสที่จีนกลับมาเปิดเมือง เพิ่มความต้องการซื้อรถยนต์ โดยรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นรออยู่แล้ว เช่น ลดภาษีสำหรับการซื้อรถยนต์ Hybrid หรือไฟฟ้า 100% รวมทั้งยังเพิ่มโควต้าให้คนซื้อรถยนต์ไฟฟ้าได้ทันทีต่างจากรถน้ำมันซึ่งต้องรอโควต้าในแต่ละปี

BottomLiner มองภาพรถยนต์ EV ที่ไกลกว่ารถบ้าน 4 ล้อเป็นการเปลี่ยนไปสู่ภาค Commercial เช่น รถกระบะ รถเมล์ เป็นต้น เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ทางรัฐบาลสามารถเข้ามาอัดเงินลงทุนได้สูง เช่น แท่นชาร์จสำหรับรถใหญ่โดยเฉพาะ

ล่าสุดเราพึ่งเพิ่มกองทุน TCLOUD เข้าพอร์ท เพราะมีโอกาสเติบโตมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มเทคอื่น เพราะถ้านับตั้งแต่โควิดทำให้เกิดการทดลองใช้ และปัจจุบันอยู่ในช่วงการใช้จริงแล้ว (Land&Expand)

ซึ่งหุ้นเทค B2C นั้นได้รับประโยชน์จาก demand ช่วงปิดเมืองจำนวนมาก จึงเร่งตัวได้อย่างรวดเร็ว เช่น e-commerce หรือ TV Streaming แต่หลังเปิดเมือง demand นั้นได้ลดลงไปแล้ว

กลับกันธุรกิจ Cloud ซึ่งเป็น B2B นั้น Adoption ยังทยอยมาเรื่อย ๆ และลักษณะการเก็บเงินส่วนใหญ่เป็น Subscription Service ลูกค้าใช้มากขึ้นต้องจ่ายมากขึ้น ทำให้เมื่อลูกค้าเริ่มเห็นประโยชน์จึงเร่งขยายการใช้งานในหน่วยงานของตัวเอง

ยกตัวอย่างเช่น ก่อนหน้านี้บริษัท A อาจจะทดลองใช้ Cloud database เพื่อเก็บข้อมูลแผนก 2 User พอใช้งานแล้ว ได้ผลดีปัจจุบันจึงเริ่มขยายเป็น 20 User หรือเพิ่มการจ่ายเงินเป็นระดับ (plan) ที่สูงขึ้นเป็นต้น

เมื่อรวมทั้ง 2 อย่าง อุตสาหกรรม cloud จึงเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ กว่าหุ้นเทค Mid-Small Cap อื่น ๆ ที่ลงไปแรง ๆ ในระยะสั้น เพราะน่าจะฟื้นตัวได้ดี ในขณะที่การเติบโตนั้นค่อนข้างชัวร์กว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ

พอร์ตนี้เหมาะกับผู้ที่…

  • ต้องการลงทุนในหุ้น Megatrend ทั่วโลก และมีการคุมความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
  • อยากได้ผลตอบแทนจากภูมิภาคอื่น นอกเหนือจากหุ้นไทย
  • ไม่รู้จะลงทุนอะไรดี อยากลงอะไรที่มันได้กำไร รับความเสี่ยงขาดทุนได้ พร้อมลงทุนระยะยาวเกิน 1 ปีขึ้นไป

การปรับพอร์ต

ปรับแบบ Dynamic พิจารณาเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ไม่มีระยะเวลาตายตัว

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ ลงทุนใน Megatrend เด่น กับกองทุนที่ใช่ พร้อม Optimize ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ได้รับ Optimal Megatrend Opportunities (OMO) by BottomLiner

ลงทุนใน Megatrend เด่น กับกองทุนที่ใช่ พร้อม Optimize ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ได้รับ โดย BottomLiner ดูรายละเอียดพอร์ต >>> https://finno.me/guruport-bottomliner

BottomLiner

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต / ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (17 – 23 ก.ย. 65)

premiums
สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (17 - 23 ก.ย. 65)

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 17 – 23 .2565 มีกองทุนไหนทำผลตอบแทนได้โดดเด่น และเป็นกองทุนยอดนิยมที่มีผู้ค้นหามากที่สุดบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน FINNOMENA บทความนี้จะขอพาผู้อ่านไปดูกันครับ

5 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดีประจำสัปดาห์ (17 – 23 .. 65)

สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (17 - 23 ก.ย. 65)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 23 ก.ย. 2565)

1. SCBCP1Y1 – กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ มุ่งรักษาเงินต้น 1 ปี 1

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +2.30%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +18.48%

2. SCBCP6M1 – กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ มุ่งรักษาเงินต้น 6 เดือน 1

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +2.30%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +2.57%

3. SCBQUALITYA – กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Thai Equity Quality Portfolio ชนิดสะสมมูลค่า

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +2.19%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +2.70%

ดูรายละเอียดกองทุนทั้ง 5 อันดับเพิ่มเติม: SCBCP1Y1, SCBCP6M1, SCBQUALITYA, SCBCP1Y2, SCBCP6M2

หมายเหตุ: ข้อมูลหน่วยราคากองทุน อัปเดตล่าสุด เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2565 ข้อมูลผลตอบแทนบางกองทุนในหน้าจัดอันดับกองทุน อาจมีการแสดงผลตอบแทนที่แตกต่างจากแต่ละหน้ากองทุน เนื่องจากการดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน (ซึ่งนับวันที่ในรอบสัปดาห์แตกต่างกัน)

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิกhttps://finno.me/cheat-sheet-update

10 อันดับกองทุนที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในรอบสัปดาห์บนแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ FINNOMENA (17 – 23 .. 65)

สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (17 - 23 ก.ย. 65)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 23 ก.ย. 2565)

1. ONE-UGG-RA : กองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: -2.93%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -41.65%

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-UGG-RA : กองทุนหุ้นเติบโตทั่วโลก คว้าโอกาสแห่งอนาคต

ซื้อกองทุน ONE-UGG-RA คลิก

2. TMBGQG : กองทุนเปิดทหารไทย Global Quality Growth

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: -3.68%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -26.82%

ซื้อกองทุน TMBGQG คลิก

3. PRINCIPAL VNEQ-A : กองทุนเปิดพรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ ชนิดสะสมมูลค่า

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: -2.28%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -16.73%

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

ซื้อกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A คลิก

ดูรายละเอียดกองทุนยอดนิยมเพิ่มเติม : ONE-UGG-RA, TMBGQG, PRINCIPAL VNEQ-A, K-VIETNAM, TMBAGLF, UGIS-N, KT-ENERGY, B-INNOTECH, K-CASH, K-USXNDQ-A(D)

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิก: https://finno.me/cheat-sheet-update


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 23/09/2022 “ญี่ปุ่นเปิดประเทศเต็มรูปแบบ 11 ต.ค. นี้ ฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว รวมคนไทย เงินเยนอ่อนค่าหนัก รัฐบาลเเทรกเเซงครั้งเเรกรอบ 24 ปี” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 23/09/2022

“ญี่ปุ่นเปิดประเทศเต็มรูปแบบ 11 ต.ค. นี้ ฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว รวมคนไทย เงินเยนอ่อนค่าหนัก รัฐบาลเเทรกเเซงครั้งเเรกรอบ 24 ปี”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ  Dow Jones ปิดที่  30,076.68 จุด -107.1  จุด  (-0.35%) S&P 500 ปิดที่ 3,757.99 จุด -31.94  จุด (-0.84%) Nasdaq ปิดที่ 11,066.8 จุด -153.39  จุด (-1.37%) Small Cap 2000 ปิดที่ 1,728.67 จุด -33.49  จุด (-1.9%) VIX Index อยู่ที่ 27.35 จุด -0.64  จุด (-2.29%)

ตลาดหุ้นยุโรป  Euro Stoxx 50 ปิดที่  3,427.14 จุด -64.73  จุด  (-1.85%) Dax เยอรมัน ปิดที่  12,531.63 จุด -235.52  จุด  (-1.84%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่  5,918.5 จุด -112.83  จุด  (-1.87%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่  7,159.52 จุด -78.12  จุด  (-1.08%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น (ปิดทำการ) CSI 300 จีน ปิดที่  3,869.34  จุด -34.39 จุด  (-0.88%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่  18,147.95 จุด -296.67  จุด  (-1.61%) SET Index ไทย ปิดที่  1,645.29 จุด +11.84  จุด  (+0.72%) VN30 เวียดนาม ปิดที่  1,228.94 จุด +0.74  จุด  (+0.06%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 23 กันยายน 2565 ) ราคาทองคำ 1,678.45 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 19.648 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 83.2 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 90.12 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 23 กันยายน 2565)  Bitcoin 19,312 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,324.36 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.06 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 274.3 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ญี่ปุ่นเปิดประเทศเต็มรูปแบบ 11 ต.ค.นี้ ฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว รวมคนไทย ให้เข้าไปเที่ยวได้เองไม่ต้องผ่านบริษัททัวร์ และยกเลิกการจำกัดจำนวน 50,000 คนต่อวัน ด้านไต้หวัน ประกาศฟรีวีซ่าให้คนไทย นานถึง 14 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย.นี้ 

ธนาคารกลางญี่ปุ่นคงนโยบายการเงินผ่อนคลาย ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด แต่สวนทางกับธนาคารกลางอื่น ๆ ทั่วโลกที่พากันใช้นโยบายคุมเข้มด้านการเงินเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ด้านรัฐบาลประกาศแทรกแซงค่าเงินเยนครั้งแรกรอบ 24 ปี เพื่อแก้ปัญหาเงินเยนร่วงหนัก

ธนาคารกลางอังกฤษขึ้นดอกเบี้ย 7 ครั้งติดต่อกัน ล่าสุดขึ้นอีก 50 bps สู่ระดับ 2.25% สูงสุดในรอบ 14 ปี รับมือเงินเฟ้อ คาดเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว  

ธนาคารกลางทั่วโลกแห่เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกัน แต่เงินเฟ้อยังไม่ยอมลง โดยธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% สู่ระดับ 0.50% จาก -0.25% ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 3.5% สูงสุดรอบ 30 ปี ด้านธนาคารกลางตุรกีสร้างเซอร์ไพรส์หั่นดอกเบี้ย 1% สู่ระดับ 12% จาก 13% แม้เงินเฟ้อพุ่งทะลุ 80%

1 ต.ค. นี้ ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั่วประเทศ ยุบ ศบค. ,ศปก.ศบค และศูนย์ที่เกี่ยวข้องกับโควิด อีก 9 ศูนย์ โดยคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะเป็นคนดูแลโดย พ.ร.บ.โรคติดต่อ

ค่าเงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 16 ปี เเตะระดับ 37 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เอกชนชี้บาทอ่อน ส่งผลดีต่อส่งออก-ท่องเที่ยว ในขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อการนำเข้าวัตถุดิบของไทยที่สำคัญคือ น้ำมัน เวชภัณฑ์ยา วัตถุดิบ เเนะทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน

กิจกรรมที่น่าสนใจ 

งาน FA Summit จัดขึ้นวันที่ 24 กันยายน 2565 (วันพรุ้งนี้) เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ โรงละครเคแบงค์สยามพิฆเนศลงทะเบียนได้ที่ https://www.finnomena.com/fa-summit-2022/

 

News Update: เก็บกระเป๋าเตรียมเที่ยวญี่ปุ่น ข่าวดีคนไทย! ฟรีวีซ่า ไม่มีเงื่อนไขวัคซีน ไม่ต้องกักตัว และไม่ต้องตรวจโควิด เริ่ม 11 ต.ค. นี้

THE OPPORTUNITY
News Update: เก็บกระเป๋าเตรียมเที่ยวญี่ปุ่น ข่าวดีคนไทย! ฟรีวีซ่า ไม่มีเงื่อนไขวัคซีน ไม่ต้องกักตัว และไม่ต้องตรวจโควิด เริ่ม 11 ต.ค. นี้

ญี่ปุ่นเปิดประเทศเต็มรูปแบบ ไม่มีลิมิตจำนวนคนเข้าประเทศ พร้อมฟรีวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ รวม ‘คนไทย’ ด้วย มีผล 11 ต.ค. นี้

เมื่อวานนี้ (22 ก.ย.) ‘ฟูมิโอะ คิชิดะ’ นายกฯ ของญี่ปุ่น แถลงว่า ญี่ปุ่นจะยกเลิกการจำกัดจำนวนผู้เดินทางเข้าประเทศ กลับมาอนุญาตให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเข้าประเทศ โดยไม่ต้องผ่านบริษัททัวร์และรับฟรีวีซ่าท่องเที่ยวอีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค. นี้ เป็นต้นไป

นักท่องเที่ยวจากประเทศที่สามารถเดินทางเข้าญี่ปุ่นได้ โดยไม่ต้องขอวีซ่า (ฟรีวีซ่า) ก่อนเกิดการระบาดของโควิด จะได้กลับมาใช้มาตรการอำนวยความสะดวกดังกล่าวเหมือนเดิม และหนึ่งในนั้นก็คือนักท่องเที่ยวไทย

ทางกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น ประกาศรายชื่อ 3 กลุ่มประเทศ ตามสถิติการพบผู้ติดเชื้อที่สนามบิน พบว่า ประเทศไทย จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 (สีน้ำเงิน) ไม่มีเงื่อนไขเรื่องวัคซีน ไม่ต้องกักตัว และไม่ต้องตรวจโควิด-19 ที่สนามบิน

สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีน 3 เข็มขึ้นไปตามเกณฑ์ที่รัฐบาลญี่ปุ่นกำหนด ได้แก่ Pfizer, AstraZeneca, Moderna, Johnson & Johnson, Bharat Biotech และ Novavax สามารถเดินทางเข้าญี่ปุ่นได้โดยไม่ต้องแสดงเอกสารรับรองผลตรวจหาเชื้อโควิดด้วยวิธี RT-PCR ซึ่งเรื่องนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย.

ส่วนใครที่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือรับวัคซีนแล้วแต่ยังไม่ครบ 3 เข็มตามเกณฑ์ที่รัฐบาลญี่ปุ่นกำหนด ยังสามารถเดินทางเข้าญี่ปุ่นได้ แต่ต้องมีเอกสารรับรองผลตรวจ RT-PCR เป็นลบ ภายใน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง

ตอนนี้เงินเยนอ่อนค่าจนอยู่ในระดับเกิน 145 เยนต่อดอลลาร์ จนธนาคารกลางญี่ปุ่นต้องแทรกแซงค่าเงินเยนครั้งแรกในรอบ 24 ปี สำหรับใครที่เตรียมแลกเงินไปเที่ยวญี่ปุ่นนั้นล่าสุด (23 ก.ย.) 100 เยน เท่ากับ 26.24 บาท

นอกจากญี่ปุ่นแล้ว เมื่อวานนี้ (22 ก.ย.) ‘ไต้หวัน’ ประกาศฟรีวีซ่าให้คนไทยนานถึง 14 วัน เริ่มตั้งแต่ 29 ก.ย.นี้ เบื้องต้นจะมีผลบังคับใช้ไปถึงวันที่ 31 ก.ค. 2566 ซึ่งเป็นการต่อนโยบายฟรีวีซ่า พิจารณาเป็นรายปีเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

นอกจากนี้ไต้หวันยังมีแผนจะยกเลิกการกักตัวนักท่องเที่ยว และยกเลิกการไม่รับกรุ๊ปทัวร์ จะมีผลบังคับใช้ประมาณวันที่ 13 ต.ค.นี้เป็นต้นไป

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: เปิดตัว ‘สมาคมผู้ผลิตยานยนต์จีน’ รวมกลุ่มค่ายรถจีนในไทย หนุนกลุ่ม ‘ซี.พี.’ นั่งนายกสมาคม

THE OPPORTUNITY
News Update: เปิดตัว ‘สมาคมผู้ผลิตยานยนต์จีน’ รวมกลุ่มค่ายรถจีนในไทย หนุนกลุ่ม ‘ซี.พี.’ นั่งนายกสมาคม

ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า ค่ายรถยนต์ มอเตอร์ไซค์และผู้ผลิตชิ้นส่วนชาวจีนที่ประกอบกิจการในประเทศไทย รวมกันราว 50 ราย เตรียมจัดแถลงข่าวเปิดตัว ‘สมาคมผู้ผลิตยานยนต์จีน’ อย่างเป็นทางการ โดยเตรียมหนุนกลุ่ม ‘ซี.พี.’ เป็นโต้โผใหญ่หรือ ‘นายกสมาคม’

เป้าหมายสำหรับการจัดตั้งสมาคมผู้ผลิตยานยนต์จีนเพื่อใช้เป็นเวทีสำหรับกลุ่มนักลงทุนจีนในอุตสาหกรรมยานยนต์ แลกเปลี่ยน แบ่งปัน พัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงแนวทางการขยายตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ โดยตอนนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนขอจดทะเบียนตั้งเป็นสมาคม ซึ่งน่าเรียบร้อยในเร็วๆ นี้

นี่ยังถือเป็นการเตรียมความพร้อมของกลุ่มค่ายรถยนต์-มอเตอร์ไซค์และชิ้นส่วนจากจีน ที่จะผงาดใน ‘อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า’ ตอบรับเทรนด์โลกที่กำลังขยับจากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าแบบเต็มตัว และหากนับรวมเม็ดเงินลงทุนในประเทศไทยของกลุ่มนักลงทุนจีนในอุตหากรรมยานยนต์ทั้งระบบน่าจะทะลุแสนล้านบาท

โดยภายในสมาคมได้หนุนกลุ่ม ‘ซี.พี.’ ซึ่งมีรถยนต์แบรนด์จีนในมือถึง 3 ยี่ห้อ ได้แก่ เอ็มจี, แม็คซัส และโฟตอน เป็นนายกสมาคม โดยกำลังทาบทาม ‘จาง ไห่โป’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือไม่ก็เป็น ‘ธนากร เสรีบุรี’ ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป

ขณะที่สมาชิกผู้ผลิตรายใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเอ็มจี, แม็คซัส, โฟตอน, เกรท วอลล์ฯ, บีวายดี, เนต้า, ดีเอฟเอสเค, เซเรส, และโวล์ท ตอบรับเข้าร่วมกันเรียบร้อย นอกจากนี้ในกลุ่มรถจีนที่ยังไม่พร้อมเปิดตัวในไทย ทั้งฉางอัน, เฌอรี่, จิลลี่ ก็ได้รับการทาบทามเพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกด้วย

รวมถึงยังได้ทาบทามผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยอีก 3 ราย ได้แก่ ไทยซัมมิท ของกลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจ, ซัมมิท ออโต บอดี้ ของกลุ่มจุฬางกูร และอาปิโก้ ไฮเทค ของกลุ่มนายเย็บ ซู ชวน เข้าร่วมเป็นสมาชิกด้วย เนื่องจากเป็นเจ้าใหญ่ในตลาดประเทศไทย ซึ่งผู้ผลิตยานยนต์จีนแทบทุกรายต้องใช้ชิ้นส่วนจาก 3 บริษัทนี้เป็นหลัก

คาดว่าเร็วๆ นี้จะเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวของสมาชิกและการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ อนาคตจะได้เห็นสมาชิกที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากจีน รวมทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยรายใหญ่ๆ เข้าร่วมเพิ่มมากขึ้นด้วย

อ้างอิง:

https://www.prachachat.net/motoring/news-1054880 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

มือใหม่เทรดคริปโตฯ ควรเริ่มอย่างไร?

Bitkub.com
มือใหม่เทรดคริปโตฯ ควรเริ่มอย่างไร?

เมื่อพูดถึงคริปโตเคอร์เรนซี ทุกคนก็น่าจะทราบกันดีถึงความผันผวนของราคาที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ และยังเป็นเรื่องยากในการคาดการณ์อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ทั้งผู้ลงทุนรายย่อยและผู้ลงทุนสถาบันก็ต่างเข้ามาเล่นในตลาดคริปโตฯ โดยในปีที่ผ่านมาการเติบโตของมูลค่าตลาดคริปโตฯ สูงถึง 193% ซึ่งหลัก ๆ มาจากผู้ลงทุนสถาบันที่เพิ่มมากขึ้น คริปโตฯ ถูกมองเป็นสินทรัพย์ที่ทำผลกำไรได้รวดเร็ว จึงเกิดเป็นกระแสที่ถูกให้ความสนใจและพูดถึงเป็นอย่างมาก และนั่นก็ส่งผลให้หลาย ๆ ท่านได้เข้าไปลงทุน ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ศึกษาข้อมูลดีพอก่อนการตัดสินใจลงทุน ซึ่งนักวิเคราะห์ก็ได้มีการเตือนถึงความเสี่ยงสูงของสินทรัพย์ดิจิทัลนี้อยู่เสมอ 

หากคุณเป็นผู้ลงทุนมือใหม่ในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี และอยากเริ่มลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลนี้ บทความนี้จะช่วยคุณประกอบการตัดสินใจได้ดีขึ้น เราจะมาดูถึงสิ่งที่ควรทำก่อนการเริ่มซื้อขายคริปโตฯ รวมไปถึงข้อควรระวังเพื่อการลงทุนที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

1. ศึกษาหาข้อมูลสิ่งที่คุณจะลงทุน

มือใหม่เทรดคริปโทฯ ควรเริ่มอย่างไร?

(Source: MarketReview.com)

ไม่ว่าคุณจะลงทุนในสินทรัพย์อะไรก็ตาม สิ่งแรกที่คุณควรทำก็คือศึกษาข้อมูลให้เพียงพอ เช่นเดียวกันกับคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งปัจจุบันก็มีเหรียญคริปโตฯ กว่า 10,000 เหรียญ และยังมีเหรียญใหม่ ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นอยู่ทุกวัน ก่อนที่คุณจะเลือกลงทุนในสักเหรียญ การเข้าใจเรื่องราวของเหรียญ ว่าเกิดมาอย่างไร ทำงานอย่างไร อะไรทำให้เหรียญมีมูลค่าสูงนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการลงทุนต่างมีความเสี่ยง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็สามารถหาได้จาก Whitepaper หรือเอกสารที่ผู้สร้างเหรียญได้รวบรวมข้อมูลของเหรียญไว้นั่นเอง

นอกจากนี้ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการขึ้นลงของราคาก็เป็นสิ่งที่ผู้ลงทุนควรรู้ รวมไปถึงศัพท์ต่าง ๆ ในโลกคริปโตฯ และการวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค เพื่อมองหาจังหวะการเข้าซื้อและขายออกที่ดีที่สุด 

อีกหนึ่งข้อสำคัญ ก็คือการเข้าใจและยอมรับถึงลักษณะความเสี่ยงที่อยู่ในระดับสูงมากจากความผันผวนของตลาด วันนี้คุณอาจได้กำไรมหาศาล แต่วันพรุ่งนี้คุณอาจขาดทุนหนักก็เป็นได้ ดังนั้นคุณต้องถามตัวเองว่าการลงทุนในคริปโตฯ เหมาะกับคุณหรือไม่ และที่สำคัญ ถามตัวเองว่าทำไมคุณถึงเลือกลงทุนในสิ่งนี้ อย่าลงทุนเพียงเพราะการตามกระแส หรือการถูกชักจูง โดยที่คุณยังไม่ได้ศึกษาหาข้อมูลเองเลย

คริปโตเคอร์เรนซี คืออะไร

คริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) คือ สกุลเงินดิจิทัลที่ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน โดยจะทำธุรกรรมอยู่บนเครือข่ายบล็อกเชน (Blockchain) หรือเทคโนโลยีบัญชีแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ไม่สามารถจับต้องได้ และมีการเข้ารหัสเพื่อรักษาความปลอดภัย จึงทำให้ระบบซื้อขายคริปโตฯ โปร่งใส ปลอดภัย และยากต่อการปลอมแปลงข้อมูล

ทั้งนี้ทั้งนั้น คริปโตฯมี 2 ประเภท คือ เหรียญ (Coin) และโทเคน (Token) ที่มักจะถูกเรียกรวม ๆ ว่าเหรียญ โดยความแตกต่างหลักของทั้งสอง คือ เหรียญทำงานอยู่บนเครือข่ายบล็อกเชนของตัวเอง แต่โทเคนไม่จำเป็นต้องมีเครือข่ายบล็อกเชนเป็นของตัวเอง โดยผู้สร้างสามารถเลือกเครือข่ายที่จะสร้างโทเคนเหล่านี้ได้ ผ่านการเขียนสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) นั่นเอง

ทำไมคริปโตเคอร์เรนซี่ถึงมีความเสี่ยงสูง

ปัจจัยที่กำหนดการขึ้นลงของราคาคริปโตเคอร์เรนซีก็คือ Supply และ Demand การซื้อขายเหรียญในตลาดล้วน ๆ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นการเก็งกำไรนั่นเอง และด้วยความที่คริปโตฯ ไม่ได้มีกฏเกณฑ์ในการควบคุมราคา หรือเรียกได้ว่าไม่มีเพดานราคา และนักลงทุนก็สามารถเทรดกันได้ทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีการปิดของตลาด จึงส่งผลให้มูลค่าเหรียญผันผวนได้ตลอด และมีความเหวี่ยงสูงมาก อีกทั้งยังไม่มีมาตรการระงับการซื้อขายชั่วคราว ในกรณีที่เกิดความผันผวนรุนแรงและกะทันหันในตลาดอีกด้วย นอกจากนี้ คริปโตฯ ก็ไม่ได้ถูกหนุนด้วยสินทรัพย์พื้นฐานหรือกระแสเงินสดของกิจการใด ๆ เหมือนหุ้น เลยทำให้การคาดการณ์ทิศทางการเติบโตของมูลค่านั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก 

ด้วยความที่คริปโตเคอร์เรนซีมีความผันผวนสูง มูลค่าสามารถเคลื่อนไหวรวดเร็วภายในวัน ๆ นึง อีกหนึ่งอย่างที่ผู้ลงทุนต้องทำ คือการหมั่นติดตามราคาเหรียญอยู่เสมอ และการที่คุณสามารถดำเนินการซื้อขายได้รวดเร็วเมื่อถึงจังหวะที่เห็นควร ไม่ว่าจะเพื่อโอกาสในการทำกำไรที่มากขึ้นหรือเพื่อป้องกันพอร์ตจากการขาดทุนย่อยยับ ก็จะเป็นข้อได้เปรียบของคุณด้วย และอีกสิ่งหนึ่งที่อาจตามมาจากการถือสินทรัพย์ที่ไม่มีความมั่นคง ก็คือการกระทบถึงสุขภาพจิต เช่น ความเครียด ดังนั้นการลงทุนในคริปโตฯ จึงไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน

2. กลยุทธ์การลงทุนแบบไหนเหมาะกับคุณ

มือใหม่เทรดคริปโทฯ ควรเริ่มอย่างไร?

เมื่อคุณตัดสินใจที่จะลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีแล้ว คุณก็ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าจุดประสงค์ในการลงทุนของคุณคืออะไร ต้องการผลตอบแทนในระดับไหนและระยะเวลาเท่าไหร่ ยอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน แล้วจึงเลือกกลยุทธ์การลงทุนเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของคุณ ซึ่งก็สามารถแบ่งออกได้หลายประเภท และเราก็ได้รวบรวมมาให้คุณพิจารณาดูดังนี้

  • การซื้อขายแบบถลกหนัง (Scalping) – เป็นการเทรดที่เน้นเก็งกำไรในระยะสั้นจากการเคลื่อนไหวเล็กน้อยของราคา กำไรจากการเทรดแต่ละครั้งจะไม่มาก แต่สามารถทำได้ถี่ในหนึ่งวัน และจะทำการขายทันทีเมื่อราคาตกถึงจุดนึง หรือการทำ Stop Loss นั่นเอง กลยุทธ์นี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนแบบรวดเร็วและแน่นอน และยังต้องมีเวลาคอยจับตามองความเคลื่อนไหวของตลาดอยู่ตลอด นอกจากนี้คุณต้องมีความรู้ทางเทคนิค เข้าใจเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์ชาร์ต เพื่อใช้ในการคาดการณ์ราคา และยังต้องสามารถตัดสินใจได้รวดเร็วอีกด้วย
  • การซื้อขายรายวัน (Day Trading) – เป็นการซื้อและขายภายในวันเดียวกัน ทำกำไรจากการผันผวนของราคาระหว่างวัน และเป็นกลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกับ Scalping แต่จะมีความแตกต่างตรงจำนวนการเทรด โดยส่วนใหญ่ Day Trading จะเทรดไม่กี่ครั้งต่อวัน เน้นการเก็งกำไรในระยะทางที่กว้างกว่า เพราะผู้ลงทุนจะคำนึงถึงความคุ้มค่าของ Risk/Reward ด้วย
  • การซื้อขายแบบสวิง (Swing Trading) – เป็นการเทรดในระยะสั้นถึงระยะกลาง ช่วงเวลามากกว่าหนึ่งวันจนถึงหลายสัปดาห์ เน้นเก็งกำไรในช่วงสวิงของราคาเป็นรอบ ๆ รอบการสวิงจะมีทั้งจุดสูงสุด (Swing Highs) และจุดต่ำสุด (Swing Lows) โดยผู้ลงทุนก็จะเข้าซื้อตอนที่ราคาทำ Swing Lows และขายตอน Swing Highs นั่นเอง กลยุทธ์นี้ต้องอาศัยความรู้ทางเทคนิค และใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ต่าง ๆ เพื่อหาสัญญาณการกลับตัวของแนวโน้ม ผู้ลงทุนสายนี้จะไม่ได้มองหากำไรก้อนใหญ่ และรับได้ถึง Risk/Reward ที่ต่ำ ส่วนข้อดีก็คือมีโอกาสในทำกำไรสูง ได้ผลตอบแทนในระยะที่ค่อนข้างสั้น และยังไม่ต้องมาเฝ้าจอคอมเช็คราคาอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย
  • การซื้อและถือยาว (HODL) – เป็นการเทรดที่เน้นถือระยะยาว เลยถูกให้ชื่อว่าเป็นกลยุทธ์แบบ “Hold on for dear life” ผู้ลงทุนจะถือนานนับเดือนหรือปี และทำการขายเมื่อมูลค่าถึงจุดที่พึงพอใจ ซึ่งผู้ลงทุนแนวนี้ จะศึกษาข้อมูลพื้นฐานของสินทรัพย์ก่อนลงทุน และเห็นถึงศักยภาพการเติบโตของมูลค่าในระยะยาว ดังนั้นผู้ลงทุนจะไม่ต้องหมั่นจับตาดูกราฟอยู่ตลอดเวลาเหมือนกลยุทธ์อื่น และไม่ได้กังวลใจจากความผันผวนในระยะสั้น กลยุทธ์นี้สามารถทำให้คุณได้ผลตอบแทนที่สูง แต่ก็มีความเสี่ยงที่อาจขาดทุนสูงได้เช่นกัน

3. ลงทุนในระดับที่พอเหมาะ

มือใหม่เทรดคริปโตฯ ควรเริ่มอย่างไร?

(Source: blog.lendary.net)

มาถึงจุดนี้ ทุกคนก็น่าจะตะหนักได้ถึงความเสี่ยงในระดับสูงของคริปโตเคอร์เรนซี คุณอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน การประเมินความเสี่ยงและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้นั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก อย่าลงทุนไปมากเกินกว่าที่คุณจะยอมสูญเสียได้ และเช่นเดียวกันกับการลงทุนในทุก ๆ สินทรัพย์ การกระจายความเสี่ยงก็เป็นสิ่งที่จำเป็น อย่าทุ่มเงินทั้งหมดไปกับเหรียญ ๆ เดียว มือใหม่ที่จะเริ่มก้าวลงไปในตลาดคริปโตฯ ก็ควรเริ่มจากจำนวนที่พอเหมาะก่อน เมื่อคุณเข้าใจถึงหลักการและจับทิศทางได้ดีขึ้น คุณค่อยเพิ่มสัดส่วนการลงทุน และเริ่มเทรดเหรียญที่หลากหลายมากขึ้นในพอร์ตของคุณ 

นอกจากนี้ การเงินของคุณนั้นก็ควรมีความมั่นคง ไม่มีภาระหนี้สินหรือมีในระดับที่จัดการได้ และยังมีเงินพอสำหรับยามฉุกเฉิน เพราะคุณจะไม่สามารถนำเงินออกมาจากการเทรดคริปโตฯ มาใช้ในเวลาที่คุณต้องการได้ หากต้องเผชิญกับช่วงที่ราคาเหรียญร่วงหนัก ดังนั้นเงินที่นำมาลงทุนในคริปโตฯ ควรจะมาจากเงินที่คุณเหลือเก็บจริง ๆ และไม่เป็นภาระแก่ตัวเองและครอบครัว

บทสรุป

คริปโตเคอร์เรนซี เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีหลากหลายฟีเจอร์ที่น่าสนใจ ทำให้เป็นอีกทางเลือกในการลงทุน ที่มีการเติบโตสูงมากในปีที่ผ่าน ๆ มา และนับได้ว่าเป็นกระแสที่ทำให้หลายคนพากันมาลงทุน แต่คริปโตฯเป็นเหมือนดาบสองคม ที่สามารถทำผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนได้มากมายและรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับความเสี่ยงในระดับสูง ผู้ลงทุนทุกท่านจึงควรศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตัวเองก่อนเริ่มก้าวเข้าไปในโลกคริปโตฯ และลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสมเท่านั้น

อ้างอิง Manager Daily, Bankrate, Investopedia, N26, Bitkub, Bitkub, The Matter, World News Network, Admiral Markets, Lucid TraderZenledger

Bitkub.com


คำเตือน

คริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ | สินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ | ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีตหรือผลการดําเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทน ของสินทรัพย์ดิจิทัลหรือผลการดําเนินงานในอนาคต

บัญญัติ 10 ประการ ของ เฟด ปลายปี 2022

MacroView
บัญญัติ 10 ประการ ของ เฟด ปลายปี 2022

สัปดาห์นี้ ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดมีการประชุมนโยบายการเงินนัดสำคัญ บทความนี้ จะขอแชร์ความเห็นว่ามีอะไรบ้างที่น่าจะสามารถเป็นข้อสรุปของท่าทีและมุมองจากเฟดต่อกลยุทธ์การลงทุน ณ ตรงนี้

หนึ่ง อาจจะต้องเลิกหวังว่าเฟดจะผ่อนการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้: หลังจากการประชุมเฟดเดือนกันยายนนี้ ในปีนี้ จะมีการประชุมเฟดเหลืออีก 2 ครั้ง มีแนวโน้มว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งที่เหลือ และน่าจะขึ้นอีกทั้งหมดประมาณร้อยละ 0.75-1.25 ดังนั้น หากใครที่หวังว่าเฟดจะหยุดขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ก็อาจต้องเลิกความคิดนี้ไปเสียก่อน นอกจากนี้ หากใครคิดว่าเฟดจะกลับทิศมาลดดอกเบี้ยในช่วงต้นปีหน้า ก็อาจต้องลดความหวังดังกล่าวลงให้เหลือน้อยลงเข้าไว้

สอง เหมือนต้องทำใจว่าอาจจะต้องเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐสำหรับช่วงต่อจากนี้ในที่สุด: จากตัวเลขเงินเฟ้อ CPI สหรัฐที่ออกมาเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้น่าจะประเมินได้ว่าอัตราเงินเฟ้อสหรัฐยังไม่เข้าสู่จุดสูงสุดในตอนนี้ ดังนั้น การที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีกสักพักใหญ่เพียงอย่างเดียว น่าจะไม่เพียงพอที่จะกดเงินเฟ้อให้ลดลงกลับมาที่ร้อยละ 2 ดังนั้น อาจมีความจำเป็นที่เฟดต้องไม่ยั้งมือในการขึ้นดอกเบี้ยแม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงมาจนใกล้จะเกิดหรือว่าเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยจริง ๆ จึงจะเพียงพอที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงมาที่ร้อยละ 2 ตามเป้าหมายได้

สาม อัตราการว่างงานน่าจะกลับมาสูงถึงร้อยละ 5 ค่อนข้างแน่ในรอบนี้: การที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยไปอีกค่อนข้างเยอะจนกระทั่งอาจเกิดหรือเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐ สิ่งหนึ่ง ที่ถือว่าเป็นผลกระทบแบบเลี่ยงไม่ได้ คืออัตราการว่างงานจะขึ้นไปจนน่าจะสูงเกินร้อยละ 5 ในที่สุด สำหรับรอบนี้

สี่ แม้สถานการณ์อุปทานติดขัด หรือ Supply Chain Disruption จะเริ่มซาลง และมีแนวโน้มว่าอัตราเงินเฟ้อที่เกิดจากสินค้าจะลดลงอย่างค่อนข้างรวดเร็ว ทว่าก็ยังมีอัตราเงินเฟ้อที่เกิดจากภาคบริการ หลังจากสหรัฐเปิดเมืองแบบเต็มตัว ที่จะยังขึ้นมาอย่างรวดเร็วและแรง ชดเชยกับอัตราเงินเฟ้อที่เกิดจากฝั่งสินค้าที่ลดลง

ห้า เจย์ พาวเวล ประธานเฟด จะสวมบทบาทพอล โวลก์เกอร์ อดีตประธานเฟดในยุค 80s ในการต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อสหรัฐที่ถือว่าสูงมากในประวัติศาสตร์ สำหรับวัฏจักรเศรษฐกิจในรอบนี้ โดยพาวเวลพูดชื่นชมความกล้าหาญในการต่อสู้กับเงินเฟ้อของโวลก์เกอร์ ในการกล่าวเปิดประชุมที่แจ็คสันโฮลครั้งที่ผ่านมา โดยเขาถือโวลก์เกอร์เป็นต้นแบบของการทำหน้าที่ประธานเฟดในการต่อสู้กับเงินเฟ้อในครั้งนี้

หก อัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงสุดของสหรัฐหรือ Terminal Rate ในรอบนี้ น่าจะไม่ต่ำกว่าร้อยละ 4.5 มาถึงตรงนี้ แม้เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยไปชุดใหญ่และอัตราดอกเบี้ยก็ขึ้นมาที่ประมาณระดับร้อยละ 3 แล้วหลังการประชุมเฟดในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทว่าอัตราเงินเฟ้อยังไม่มีท่าทีเข้าสู่จุดสูงสุดเสียที ดังนั้น Terminal Rate ที่ว่ากันว่าจะไม่เกินร้อยละ 4 น่าจะต้องขยับให้สูงขึ้นมาเป็นที่ร้อยละ 4.5 เป็นอย่างน้อย

เจ็ด ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐน่าจะยังไม่ได้แตะระดับต่ำที่สุด ณ ตรงจุดนี้ หากพิจารณาค่า P/E ณ ตรงนี้ ซึ่งอยู่ในระดับเท่ากับช่วงเดือนมกราคม 2020 หรือก่อนโควิด ประกอบกับภาพกำไรสุทธิของบริษัททั้งหมดในตลาดหุ้นสหรัฐซึ่งผลสำรวจส่วนใหญ่มีมุมมองที่ค่อนข้างไม่สดใส คงยากที่จะปฏิเสธว่าดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐ ณ ตรงจุดนี้ น่าจะยังไม่ได้แตะระดับต่ำที่สุดของรอบนี้

แปด  ควรอาจจะต้องห่าง ๆ หุ้น Growth Stock หรือ หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐไปก่อนในตอนนี้: ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่ยังมีอยู่ต่อไป จึงมีความเป็นไปได้ว่าดัชนีหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ ณ ตรงนี้ น่าจะไม่ใช่อยู่ในระดับจุดต่ำที่สุดเช่นกัน

เก้า ถ้าคิดว่าจะลงทุนในระยะยาว ๆ ในความเห็นส่วนตัว มีมุมมองว่าเอาไว้ปลายปีนี้หรือปีหน้า ถึงจะค่อย ๆ ทยอยสะสมซื้อหุ้นสหรัฐโดยคิดว่าน่าจะดีกว่าทุ่มซื้อแบบหมดน่าตักในช่วงเวลานี้

สิบ ยังมีมุมมองว่าการต่อสู้หรือสงครามกับเงินเฟ้อของเฟดในรอบนี้ น่าจะเจ็บแต่จบ ทว่าคำถามคือจะต้องเจ็บมากน้อยแค่ไหนกันแน่

MacroView

ที่มาบทความ: http://www.macroviewblog.com/blog/investment/fedtautology2022/

News Update: BOJ คงอัตราดอกเบี้ยที่ -0.1% ส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าสุดในรอบ 24 ปี แตะระดับ 144.81 เยนต่อดอลลาร์ คาดญี่ปุ่นเป็นประเทศสุดท้ายที่ใช้ดอกเบี้ยติดลบ

THE OPPORTUNITY
News Update: BOJ คงอัตราดอกเบี้ยที่ -0.1% ส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าสุดในรอบ 24 ปี แตะระดับ 144.81 เยนต่อดอลลาร์ คาดญี่ปุ่นเป็นประเทศสุดท้ายที่ใช้ดอกเบี้ยติดลบ

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติเป็นเอกฉันท์คงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษ โดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ -0.1% และ 0% สำหรับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี สวนทางกระแสการงธนาคารกลางทั่วโลกที่ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ

นโยบายการเงินที่สวนทางกับทั่วโลกส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าสุดในรอบ 24 ปี แตะระดับ 144.81 เยนต่อดอลลาร์ ตอกย้ำถึงภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของญี่ปุ่นที่ต้องพยายามสนับสนุนเศรษฐกิจที่เปราะบางด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก โดยไม่ทำให้เยนอ่อนค่ามากเกินจนกระทบต้นทุนการนำเข้า

ตลาดกำลังจับตาท่าทีของผู้ว่าแบงก์ชาติญี่ปุ่น ‘ฮารุฮิโกะ คุโรดะ’ ในแถลงการณ์หลังผลการประชุม สำหรับมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อและผลกระทบจากการอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วของเงินเยน

นอกจากนี้ BOJ ยังตัดสินใจยุติโครงการเงินกู้เพื่อบรรเทาโรคระบาด และไปขยายการดำเนินงานด้านสภาพคล่องโดยกำหนดเป้าหมายไปที่ความต้องการเงินทุนขององค์กรที่กว้างขึ้น

โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นระบุว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นและระยะยาวจะยังคงอยู่ที่ระดับปัจจุบันหรือต่ำกว่า

BOJ สวนกระแสการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกที่ได้ดำเนินการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มว่า BOJ จะกลายเป็นผู้มีอำนาจทางการเงินรายใหญ่รายสุดท้ายในโลกที่มีอัตราดอกเบี้ยนโยบายติดลบ

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นในเดือน ส.ค. เพื่มขึ้น 2.8% ซึ่งเกินระดับเป้าหมาย 2% ของ BOJ มาเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกันแล้ว จากแรงกดดันด้านราคาจากวัตถุดิบและเงินเยนอ่อนค่า

แต่ผู้ว่าฯ คุโรดะ ให้เหตุผลที่ญี่ปุ่นไม่ถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นจากมุมมองว่าค่าแรงจำเป็นต้องเพิ่มขึ้นมากกว่านี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% อย่างยั่งยืน

สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นในฐานะประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกนั้น GDP ขยายตัว 3.5% ในไตรมาสที่ 2 โดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ข้อจำกัดด้านอุปทาน และต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น

อ้างอิง:

https://www.reuters.com/markets/asia/boj-keep-ultra-low-rates-remain-global-outlier-despite-weak-yen-2022-09-21/ 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Fed ขึ้นดอกเบี้ย 75 bps สู่ระดับ 3% – 3.25% ตามคาด พร้อมส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อจนถึงระดับ 4.6% พาวเวลล์ยอมรับว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นไปได้

THE OPPORTUNITY
News Update: Fed ขึ้นดอกเบี้ย 75 bps สู่ระดับ 3% - 3.25% ตามคาด พร้อมส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อจนถึงระดับ 4.6% พาวเวลล์ยอมรับว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นไปได้

ธนาคารกลางสหรัฐฯ​ (Fed) ขึ้นดอกเบี้ย 75 bps ตามคาด พร้อมส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อจนถึงระดับ 4.6% เพื่อรับมือเงินเฟ้อ พร้อมเตือนภาวะเศรษฐกิจถดถอย

นี่เป็นการขึ้นดอกเบี้ย 75 bps ครั้งที่ 3 ติดต่อกัน ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับ 3% – 3.25% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 ผลจากความพยายามลดเงินเฟ้อที่ใกล้ระดับสูงสุดตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980

ประธาน Fed ‘เจอโรม พาวเวลล์’ กล่าวว่า ใจความสำคัญยังไม่เปลี่ยนแปลงจากการประชุม Jackson Hole ที่ระบุว่า คณะกรรมการ Fed กำลังทำงานอย่างแข็งขันเพื่อลดเงินเฟ้อลงสู่ระดับเป้าหมายที่ 2% และจะทำจนกว่าสำเร็จ

การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เริ่มต้นในเดือน มี.ค. จากระดับใกล้ 0% ซึ่งถือว่าเป็นการใช้นโยบายเข้มงวดที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่เริ่มใช้การขึ้นดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือหลักในปี 1990 สถานการณ์ล่าสุดที่ใกล้เคียงคือในปี 1994 ที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ยรวมแล้ว 2.25% และเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ค. ของปีถัดไป

นอกจากนี้ Fed ยังส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อไปจนถึงอัตราเป้าหมายปลายทาง (Terminal Rate) ที่ 4.6% ในปี 2023 นั่นหมายถึงการขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ในปีหน้า แต่ยังจะไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยลง

ขณะที่กราฟ Dot Plot ประมาณการการปรับอัตราดอกเบี้ยของ Fed ที่สำรวจความเห็นจากคณะกรรมการไม่ได้บ่งชี้ถึงการลดดอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะถึงปี 2024 นอกจากนี้ทาง Fed ได้เน้นยำในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ว่า ไม่น่าเป็นไปได้ที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นในปีหน้า

สำหรับการอัปเดตข้อมูลเศรษฐกิจรายไตรมาสนั้น Fed คาดการณ์ว่า อัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.4% ในปี 2023 จาก 3.7% ในปัจจุบัน ซึ่งระดับการเพิ่มขึ้นขนาดนั้นมักมากับภาวะถดถอย

สำหรับประมาณการเศรษฐกิจ Fed คาดว่า การเติบโตของ GDP ชะลอตัวลงเหลือ 0.2% ในปีนี่ และจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปีต่อๆ ไป สู่อัตราระยะยาวที่ 1.8% ลดลงจากประมาณการ 1.7% ในเดือน มิ.ย. หลังการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ติดลบใน 2 ไตรมาสติด ซึ่งถือว่าเป็นภาวะถดถอยทางเทคนิค

พาวเวลล์ยอมรับว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเฟดต้องใช้นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครรู้ว่ากระบวนการนี้จะนำไปสู่ภาวะถดถอยหรือไม่ หรือหากเป็นเช่นนั้น ภาวะถดถอยจะมีนัยสำคัญเพียงใด

อ้างอิง:

https://www.cnbc.com/2022/09/21/fed-rate-hike-september-2022-.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 22/09/2022 “Fed ขึ้นดอกเบี้ย 75 bps 3 ครั้งติดต่อกันสู่ระดับ 3% – 3.25% ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อถึง 4.6% เพื่อรับมือเงินเฟ้อ เตือนเศรษฐกิจถดถอย” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 22/09/2022

“Fed ขึ้นดอกเบี้ย 75 bps 3 ครั้งติดต่อกันสู่ระดับ 3% – 3.25% ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อถึง 4.6% เพื่อรับมือเงินเฟ้อ เตือนเศรษฐกิจถดถอย”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 30,183.78 จุด -522.45จุด (-1.7%) S&P500 ปิดที่ 3,789.93 จุด -66.0 จุด (-1.71%)  Nasdaq  ปิดที่ 11,220.19 จุด -204.86 จุด (-1.79%)  Small Cap 2000 ปิดที่ 1,764.82 จุด -22.69 จุด (-1.27%) VIX index ปิดที่ 27.99 จุด (+3.06%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 3,491.87 จุด +24.78 จุด (+0.71%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 12,767.15 จุด +96.32 จุด (+0.76%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 6,031.33 จุด +51.86 จุด (+0.87%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 27,313.06 จุด -375.29 จุด (-1.36%) ดัชนี CSI 300 ปิดที่ 3,903.73 จุด -29.1 จุด (-0.74%)  ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 18,444.63 จุด -336.8 จุด (-1.79%)  และ SET Index ปิดที่ 1,633.45 จุด -5.14 จุด (-0.31%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 22 ก.ย. 2565) ทองคำ 1,666.15 ดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 19.273 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 82.81 ดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 89.73 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 22 ก.ย. 2565) Bitcoin 18,462.2 ดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,250.16 ดอลลาร์สหรัฐฯ BNB Coin 265.39 ดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.057091 ดอลลาร์สหรัฐฯ

Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 75 bps 3 ครั้งติดต่อกัน สู่ที่ระดับ 3% – 3.25% พร้อมส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้จนถึง 4.25% – 4.5% และต่อเนื่องจนถึงปีหน้าที่ระดับ 4.6% เพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ระดับเป้าหมายที่ 2% พร้อมเตือนระวังเศรษฐกิจถดถอย

รัสเซียระดมกำลังพลจำนวน 300,000 นาย เริ่มตั้งแต่ 21 กันยายน เพื่อยกระดับการทำสงครามกับยูเครน ปูตินพร้พร้อมประกาศจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องประเทศ ในวันที่ 23 กันยายน รัสเซียจะมีการลงประชามติเพื่อแยกดินแดนของยูเครนที่รัสเซียยึดครอง ๆด้แก่ โดเนตส์ ลูฮันสก์ เคอร์ซอน และซาปอริซเซีย

ไบเดน ชี้ รัสเซียก่อภัยคุกคามนิวเคลียร์ – ละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ ด้านยูเครน เรียกร้องนานาชาติลงโทษรัสเซีย พร้อมทั้งเรียกร้องให้สมาชิก UN 40 ประเทศช่วยความช่วยเหลือด้านอาวุธ และเงินทุนแก่ยูเครน

ครั้งแรกรอบ 32 ปี จีนเสียแชมป์ประเทศกำลังพัฒนาที่โตเร็วสุดในเอเชีย ADB หั่นเป้า GDP จีน เหลือเติบโต 3.3% ปีนี้ จาก 5% ผลจากมาตรการโควิดที่เข้มงวด และปัญหาภาคอสังหาฯ และ ปรับคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้เติบโต 2.9% จาก 3% ด้านเงินเฟ้อในประเทศกำลังพัฒนาฝั่งเอเชีย ADB คาดการณ์ที่ระดับ 4.5% ในปีนี้ และ 4% ในปีหน้า

ประวิตร สั่งกระทรวงการคลังหารือแบงก์ชาติ รับอยากเห็นบาทแข็งค่าชี้ 35 บาทต่อดอลลาร์เป็นระดับที่เหมาะสม ด้าน กกต. ประกาศวันเลือกตั้งใหญ่ 7 พ.ค.

กิจกรรมที่น่าสนใจ

งาน FA Summit จัดขึ้นวันที่ 24 กันยายน 2565 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ โรงละครเคแบงค์สยามพิฆเนศลงทะเบียนได้ที่ https://www.finnomena.com/fa-summit-2022/

 

News Update: จับตาประชุม Fed รู้ผล 1:00 น. คืนนี้ ตลาดคาดขึ้นดอกเบี้ย 75 bps สู่ระดับ 3% – 3.25% รับมือเงินเฟ้อ แต่มีประเด็นสำคัญกว่าที่ต้องรู้

THE OPPORTUNITY
News Update: จับตาประชุม Fed รู้ผล 1:00 น. คืนนี้ ตลาดคาดขึ้นดอกเบี้ย 75 bps สู่ระดับ 3% - 3.25% รับมือเงินเฟ้อ แต่มีประเด็นสำคัญกว่าที่ต้องรู้

สิ่งที่ต้องจับตาในผลการประชุม Fed เวลา 1:00 น. คืนนี้ ไม่ใช่แค่การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed แต่ยังมีตัวเลขคาดการณ์ของ Fed รวมถึงแนวทางดำเนินนโยบายในอนาคต

ถ้าเป็นไปตามที่ตลาดคาด Fed น่าจะขึ้นดอกเบี้ย 75 bps ในการประชุมครั้งนี้ซึ่งจะป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน สู่ระดับ 3% – 3.25% นอกจากนี้ยังมีการรายงานคาดการณ์ตัวเลขเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจรายไตรมาส รวมถึงแนวทางของอัตราดอกเบี้ยในอนาคตที่ต้องจับตา

การคาดการณ์ของ Fed มีความสำคัญเสมอ แต่รอบนี้สำคัญกว่าเดิม เพราะนักลงทุนกำลังเดิมพันว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยสูงแค่ไหน แล้วมันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด

นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า ท่าทีของ ‘เจอโรม พาวเวลล์’ จะเหมือนกับการประชุมใน Jackson Hole โดย ประธาน Fed น่าจะเน้นย้ำว่า Fed จะทำทุกอย่างเพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ และไม่มีแผนลดอัตราดอกเบี้ยเร็วๆ นี้

Fed ได้ขึ้นดอกเบี้ยมาเป็นระยะเวลา 7 เดือนแล้ว และจะเตรียมเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายให้อยู่เหนือระดับที่ถือว่า ‘เป็นกลาง’ โดยตอนนี้ Fed พิจารณาระดับเป็นกลางอยู่ที่ 2.5%

นักวิเคราะห์มองว่า สหรัฐฯ​ กำลังเข้าสู่เขตนโยบายเข้มงวดเต็มรูปแบบแล้ว โดยสหรัฐฯ​ ไม่ได้ใช้นโยบายเข้มงาดเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1980

ตอนนี้ Fed Fund Futures ส่งสัญญาณว่า อัตราดอกเบี้ยในเดือน เม.ย. ปีหน้า จะสูงถึง 4.5% เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่ 4% ส่วนการคาดการณ์ล่าสุดของ Fed ในเดือน มิ.ย. นั้น Fed คาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ระดับ 3.8% ในปี 2023

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ KPMG มองว่า ความเจ็บปวดบางส่วนดังกล่าวจะทำให้อัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้นเป็นระดับ 5% ภายในสิ้นปีหน้า ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ของ Fed ก่อนหน้านี้ในเดือน มิ.ย. ที่คาดว่า อัตราการว่างงานจะอยู่ที่ระดับ 3.7% ในปีนี้, 3.9% ในปี 2023 และ 4.1% ในปี 2024

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/09/20/fed-expected-to-hike-rates-by-three-quarters-of-a-point-again-but-its-forecast-may-matter-most.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: ครั้งแรกรอบ 32 ปี จีนเสียแชมป์ประเทศกำลังพัฒนาที่โตเร็วสุดในเอเชีย ADB หั่นเป้า GDP จีน เหลือ 3.3% ปีนี้ ผลจากมาตรการโควิด และปัญหาภาคอสังหาฯ

THE OPPORTUNITY
News Update: ครั้งแรกรอบ 32 ปี จีนเสียแชมป์ประเทศกำลังพัฒนาที่โตเร็วสุดในเอเชีย ADB หั่นเป้า GDP จีน เหลือ 3.3% ปีนี้ ผลจากมาตรการโควิด และปัญหาภาคอสังหาฯ

แม้จะส่งสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย เนื่องจากนโยบายควบคุมโควิดที่ยืดเยื้อของจีน

อย่างไรก็ตาม นี่จะเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี ที่เราจะได้เห็นประเทศกำลังพัฒนาที่เหลือในเอเชียเติบโตเร็วกว่าจีน ซึ่งครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นคือในปี 1990 ตอนนั้นการเติบโตของจีนชะลอตัวเหลือ 3.9% ขณะที่ GDP ของประเทศที่เหลือในภูมิภาคอยู่ที่ 6.9%

ADB คาดว่า ในปี 2022 ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียไม่รวมจีนจะเติบโตอยู่ที่ 5.3% ขณะที่เศรษฐกิจจีนจะโตเพียง 3.3% ผลจากการล็อกดาวน์ตามนโยบายโควิดเป็นศูนย์ ปัญหาภาคอสังหาฯ ​และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากอุปสงค์ภายนอกที่อ่อนแอ

โดยสำหรับปี 2023 ADB ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนเหลือ 4.5% ลดลงจากคาดการณ์เดิมในเดือน เม.ย. ที่ 4.8% ผลจากอุปสงค์ภายนอกที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจนไปชะลอการลงทุนในภาคการผลิต

สำหรับการเติบโตทั้งภูมิภาคเอเชียนั้น ADB ระบุว่า ทิศทางทั่วโลกกำลังชะลอการเติบโตโดยรวม แม้ภูมิภาคเอเชียจะส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการท่องเที่ยวก็ตาม โดยคาดว่าการเติบโตจะอยู่ที่ 4.3% ในปี 2022 และ 4.9% ในปี 2023

นอกจากนี้ ADB ยังปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ โดย ADB คาดว่าการเติบโตของราคาจะอยู่ที่ 4.5% ในปี 2022 และ 4% ในปี 2023 ผลจากต้นทุนด้านอาหารและพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่ง ธนาคารกลางในภูมิภาคกำลังปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ นั่นทำให้เกิดภาวะทางการเงินที่ตึงตัวขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มการเติบโตที่ลดลงและนโยบายการเงินที่เข้มงวดของ Fed

โดยจีนเป็นข้อยกเว้นใหญ่ จาการล็อกดาวน์เป็นระยะแต่เข้มงวดเพื่อขจัดการระบาดของโควิด อย่างไรก็ตาม การผ่อนคลายข้อจำกัดการแพร่ระบาด การเพิ่มภูมิคุ้มกัน อัตราการตายที่ลดลง และผลกระทบด้านสุขภาพที่รุนแรงน้อยกว่า จะเป็นรากฐานของความคล่องตัวที่ดีขึ้นในภูมิภาคส่วนใหญ่

อ้างอิง:

https://www.cnbc.com/2022/09/21/adb-asias-developing-economies-are-set-to-grow-faster-than-chinas.html?

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ก่อนจะมาเป็นนักวิเคราะห์การเงินอันดับ 1 ของประเทศไทย “ผมพ่ายแพ้เป็นเวลา 14 ปีติด”

Andrew Stotz
ก่อนจะมาเป็นนักวิเคราะห์การเงินอันดับ 1 ของประเทศไทย "ผมพ่ายแพ้เป็นเวลา 14 ปีติด"

ตั้งแต่เรียนมัธยมจนผมอายุ 27 ผมตามหาอาชีพในฝันมาตลอด ในที่สุดผมก็หามันเจอในปี 1993 ที่กรุงเทพ ฯ ประเทศไทย ในตอนนั้นผมได้เป็นนักวิเคราะห์การเงินในตลาดหลักทรัพย์

สิ่งที่ผมชอบในอาชีพนี้คือมันมีหลายอย่างให้เรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับการเงิน ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ เป็นสิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้ตลอดไม่สิ้นสุด ผมทำงานสายนี้มามากกว่า 20 ปีแล้ว ผมก็ยังรู้สึกว่าผมรู้อะไรน้อยมาก ช่วงแรกที่ผมเริ่มทำอาชีพนี้ ผมแทบจะไม่มีความรู้อะไรเลย ถึงแม้ผมจะเรียนจบด้านการเงินมา ความจริงก็คือยิ่งคุณได้เรียนรู้อะไรมากเท่าไหร่ คุณจะยิ่งรู้สึกว่าจริง ๆ แล้วความรู้ที่คุณมีนั้นน้อยมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่คุณยังไม่รู้

ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน ผมมั่นใจว่านี่คืออาชีพในฝันของผม ผมตั้งใจไปทำงานก่อนเวลาทุกวัน เพื่อที่จะไปอ่านข่าวที่น่าสนใจของวันนั้น ๆ จดสรุป และพรีเซนต์ให้ฝ่ายขายฟัง ในตอนนั้นผมยังไม่มีความรู้เรื่องหุ้น เพราะผมยังใหม่กับงานมาก

คนที่รับผมเข้าทำงาน เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของตลาดหุ้น ผมโชคดีมากที่ได้เจอหัวหน้าที่มีความรู้ และต้องการที่จะถ่ายทอดความรู้ที่เขามีให้กับคนอื่น ตั้งแต่วันแรกที่ผมได้ทำงานกับหัวหน้าของผม เขาสอนผมให้เป็นนักวิเคราะห์ทางการเงิน และแน่นอนว่าผมกับหัวหน้าก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่จนถึงทุกวันนี้

ก่อนจะมาเป็นนักวิเคราะห์การเงินอันดับ 1 ของประเทศไทย "ผมพ่ายแพ้เป็นเวลา 14 ปีติด"

ผมยังจำได้ดีว่าช่วงเดือนแรก ๆ ที่ผมทำงานกับเขา ผมบอกเขาว่าผมอยากจะเป็นนักวิเคราะห์ทางการเงินอันดับ 1 ของประเทศไทย เขายิ้มให้ผมและบอกว่า “คุณทำได้แน่” ผมยังจำคำพูดนั้นได้ดี

ในทุก ๆ ปี จะมีการจัดอันดับนักวิเคราะห์การเงินโดยผู้จัดการกองทุน ชื่อของผมไม่เคยติดอันดับเลยเป็นเวลาหลายปีด้วยกัน เพราะในตอนนั้นผมยังขาดประสบการณ์ ผมไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก และผมยังไม่รู้จักผู้จัดการกองทุน เมื่อเวลาผ่านไป ชื่อของผมเริ่มปรากฏขึ้นในรายชื่ออันดับล่าง ๆ จนกระทั่งปี 2008 ผมได้รับเลือกให้เป็นนักวิเคราะห์การเงินอันดับ 1 ของประเทศไทย ในที่สุดผมก็ทำได้ หลังจากผ่านไป 15 ปีแห่งการทำงานหนัก

สิ่งที่สำคัญที่สุดกลับไม่ใช่การที่ผมได้รับเลือกให้เป็นนักวิเคราะห์การเงินอันดับ 1 ในปี 2008 แต่มันคือการที่ผมพ่ายแพ้มาตลอด 14 ปี แต่ผมไม่เคยยอมแพ้ จนกระทั่งในปีที่ 15 ปีที่ผมได้รับชัยชนะที่ผมต่อสู้มานาน

สำหรับผมสิ่งที่ผมเรียนรู้จากเรื่องนี้คือ การตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เชื่อมั่นว่าคุณต้องทำได้ โฟกัสกับมัน ทำซ้ำ ๆ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป้าหมายได้ถ้าจำเป็น และต้องทำให้ดีขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เตรียมพร้อมที่จะล้มเหลว แต่ไม่ว่าคุณจะล้มสักกี่ครั้ง จงอย่ายอมแพ้ เพราะยิ่งคุณล้มมากเท่าไหร่ คุณก็ใช้มันเป็นแรงผลักดันให้คุณก้าวต่อไป ให้คุณพร้อมที่จะล้มต่อไป แต่จงอย่าหยุดที่จะเรียนรู้จากมัน

ก่อนจะมาเป็นนักวิเคราะห์การเงินอันดับ 1 ของประเทศไทย "ผมพ่ายแพ้เป็นเวลา 14 ปีติด"

ประสบการณ์ในครั้งนั้นสอนให้ผมรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ และไม่ยอมแพ้ ยิ่งไปกว่านั้นมันยังสอนให้ผมเป็นนักลงทุนที่ดีกว่าเดิม เพราะการลงทุนมันคือการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องโดยมีกลยุทธ์และเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งในการลงทุน แน่นอนว่าเราต้องขาดทุนบ้างบางครั้ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทำอย่างไรก็ได้ให้ขาดทุนน้อยที่สุด และเรียนรู้จากมันให้ได้มากที่สุด

ในความเป็นจริง คุณสามารถขาดทุนได้ 9 ใน 10 ครั้งในการลงทุน ตราบใดที่ 9 ครั้งนั้นเป็นการขาดทุนเพียงเล็กน้อย แต่ครั้งที่ 10 เป็นครั้งที่ได้กำไรเยอะ ทั้งหมดที่เล่ามานั้นไม่ใช่กลยุทธ์หรืออะไร แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือมูลค่าผลตอบแทนที่ได้รับเมื่อครบกำหนดระยะเวลาลงทุน (terminal wealth) ไม่ใช่กลยุทธ์ในการลงทุน หลาย ๆ กลยุทธ์การลงทุนนั้นทำผลงานได้ไม่ดีนัก

คุณคงเคยได้ยินมาบ่อยแล้ว แต่น้อยคนนักที่สามารถมองการณ์ไกล คิดในระยะยาว ที่จะทำตามกลยุทธ์ในการลงทุนที่ว่าไว้ แม้ว่าพอร์ตของคุณดูจะไปได้ไม่สวยนัก จงอย่าลืมว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการเรียนรู้จากมัน ถ้าคุณทำได้มันก็จะไม่ยากเลยที่จะเป็นนักลงทุนที่เก่งขึ้น

อยากเรียนรู้มากกว่านี้ ต้องทำอย่างไร ?

ผมมีคอร์สที่จะสอนคุณทุกอย่างในการประเมินมูลค่าหุ้น ไปจนถึงการเริ่มต้นอาชีพในสายการเงิน มาเรียนคอร์ส Valuation Master Class Boot Camp กันได้เลย

พิมพ์ FINNOMENA เพื่อเป็นส่วนลดพิเศษได้ถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐ

ที่มาบทความ: https://becomeabetterinvestor.net/i-lost-for-14-years-in-a-row/

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 21/09/2022 “Dr. Doom ทำนายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอย ยาวนานและน่าเกลียด บริษัท ‘ซอมบี้’ กำลังตายจากดอกเบี้ยขาขึ้น ชี้โอกาส S&P 500 ร่วงอีก 40%” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 21/09/2022

“Dr. Doom ทำนายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอย ยาวนานและน่าเกลียด บริษัท ‘ซอมบี้’ กำลังตายจากดอกเบี้ยขาขึ้น ชี้โอกาส S&P 500 ร่วงอีก 40%

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 30,706.23 จุด -313.45จุด (-1.01%) S&P500 ปิดที่ 3,855.93 จุด -43.96 จุด (-1.13%)  Nasdaq  ปิดที่ 11,425.05 จุด -109.97 จุด (-0.95%)  Small Cap 2000 ปิดที่ 1,788.26 จุด -24.58 จุด (-1.36%) VIX index ปิดที่ 27.16 จุด (+5.43%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 3,467.09 จุด -32.4 จุด (-0.93%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 12,670.83 จุด -132.41 จุด (-1.03%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 5,979.47 จุด -82.12 จุด (-1.35%) 

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 27,688.35 จุด +120.77 จุด (+0.44%) ดัชนี CSI 300 ปิดที่ 3,932.83 จุด +4.8 จุด (+0.12%)  ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 18,781.43 จุด +215.45 จุด (+1.16%)  และ SET Index ปิดที่ 1,661.09 จุด -4.65 จุด (-0.28%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 21 ก.ย. 2565) ทองคำ 1,673.05 ดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 19.302 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 84.16 ดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 90.93 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 21 ก.ย. 2565) Bitcoin 19,033.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,342.16 ดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.059402 ดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 267.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ

จับตาผลประชุม Fed คืนนี้ ตลาดคาดขึ้นดอกเบี้ย 75 bps จนแตะระดับ 4.26% ในเดือนมีนาคมปีหน้า และการปรับดอกเบี้ยครั้งนี้จะเป็นในรูปแบบขึ้นดอกเบี้ยแล้วคงไว้ในระดับเกิน 4% ต่อเนื่องประมาณ 11 เดือน พร้อมปรับประมาณการณ์เงินเฟ้อ อัตราว่างงานสูงขึ้น และคาดการณ์ว่ามีแนวโน้ม 52% ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยในอีก 12 เดือนข้างหน้า

Nouriel Roubini เจ้าของฉายา Dr. Doom ผู้เคยทำนายวิกฤติ 2008 คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอย ‘ยาวนานและน่าเกลียด’ ชี้โอกาส S&P500 ร่วงอีก 40% จากการที่ Fed พยายามควบคุมเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับ 8% – 9% ให้ลดลงสู่ระดับเงินเฟ้อเป้าหมายที่ 2% โดยการขึ้นดอกเบี้ยที่รวดเร็ว ทำให้บริษัทกำลังตายจากต้นทุนด้านดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

นักเศรษฐศาตร์คาด BOJ จะคงดอกเบี้ย และใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป แม้จะทำให้เงินเยนอ่อนค่า และเงินเฟ้อสูงสุดรอบ 31 ปี อยู่ที่ระดับ 2.8% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 2.7%

ผู้ผลิตรถยนต์ Ford หุ้นร่วง 12% แรงสุดรอบ 11 ปี หลังต้นทุนการผลิตพุ่ง $1,100 ล้าน จากภาวะเงินเฟ้อ และการขาดแคลนชิ้นส่วนอุปกรณ์การผลิต

เจพี มอร์แกน มอง ไทย ญี่ปุ่น เป็นจุดอ่อนในเอเชีย รองลงคือ เกาหลีใต้ อินเดีย เมื่อพิจารณาจากดุลบัญชีเดินสะพัด และทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่ปรับลดลง ด้านเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศในกลุ่ม Emerging Markets มีมูลค่ารวมกันอยู่ที่ $2.6 ล้านล้าน

กิจกรรมที่น่าสนใจ

งาน FA Summit จัดขึ้นวันที่ 24 กันยายน 2565 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ โรงละครเคแบงค์สยามพิฆเนศลงทะเบียนได้ที่ https://www.finnomena.com/fa-summit-2022/

News Update: Dr. Doom ผู้เคยทำนายวิกฤติปี 2008 ได้แม่นยำ เตือนเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะถดถอยอย่าง ‘รุนแรง ยาวนาน และน่าเกลียด’ ชี้โอกาส S&P 500 ร่วงถึง 40%

THE OPPORTUNITY
News Update: Dr. Doom ผู้เคยทำนายวิกฤติปี 2008 ได้แม่นยำ เตือนเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะถดถอยอย่าง ‘รุนแรง ยาวนาน และน่าเกลียด’ ชี้โอกาส S&P 500 ร่วงถึง 40%

‘Nouriel Roubini’ นักเศรษฐศาสตร์ฉายา ‘Dr. Doom’ ผู้เคยทำนายวิกฤติการเงินปี 2008 ไว้อย่างแม่นยำ เตือน เศรษฐกิจสหรัฐฯ และทั่วโลกจะถดถอยอย่าง “ยาวนานและน่าเกลียด” ในช่วงปลายปี 2022 และอาจลากยาวไปตลอดปี 2023 ชี้โอกาส S&P 500 ร่วงถึง 40%

Roubini ให้สัมภาษณ์ในวันจันทร์ (19 ก.ย.) ว่า แม้ในภาวะถดถอยแบบธรรมดา ดัชนี S&P 500 ก็สามารถลดลงได้ 30% ซึ่งในภาวะที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง (Hard Landing) นั้น S&P 500 อาจลดลงได้ถึง 40%

เจ้าของฉายา Dr. Doom ยังเตือนคนที่คาดว่าเศรษฐกิจจะถดถอยในระยะสั้นให้ดูอัตราส่วนหนี้สินขนาดใหญ่ของบริษัทและรัฐบาล เพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้เพิ่มขึ้น พวกสถาบัน บ้าน บริษัท องค์กร ธนาคาร ธนาคารเงา และประเทศ ที่อยู่ในสภาวะ “ซอมบี้” หรือที่กำลังย่ำแย่อยู่กำลังจะตาย

Roubini มองว่า การบรรลุอัตราเงินเฟ้อที่ 2% โดยไม่ทำให้เกิด Hard Landing นั้น เป็น ‘ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้’ สำหรับธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และคาดว่า Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 75 bps ในการประชุมครั้งนี้ และ 50 bps ทั้งในเดือน พ.ย. และ ธ.ค. ซึ่งนั่นจะทำให้ดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้อยู่ที่ 4% – 4.25%

Dr. Doom ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อที่คงอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านค่าจ้างและภาคบริการ หมายถึง การที่ Fed อาจ ‘ไม่มีทางเลือกอื่น’ นอกจากปรับขึ้นดอกเบี้ยให้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัญหาซัพพลายติดลบ สงครามยูเครน นโยบายโควิดในจีน ที่นำมาซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลง

หากโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยจริง Roubini ก็ไม่ได้คาดหวังจะเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังจากภาครัฐ​ เพราะรัฐบาลที่มีหนี้มากเกินไปกำลังหมดกระสุนทางการเงิน และอัตราเงินเฟ้อที่สูงยังหมายความว่า หากกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไป จะทำให้ดีมานด์โดยรวมร้อนเกินไป

Roubini มองเห็น Stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและมีเงินเฟ้อแบบในศตวรรษ 1970 และปัญหาหนี้สินจำนวนมากเช่นเดียวกับวิกฤติการเงินโลก เขากล่าวว่า มันจะไม่เป็นภาวะถดถอยในระยะสั้นและตื้น แต่มันจะรุนแรง ยาวนาน และน่าเกลียด

คำแนะนำสำหรับนักลงทุน Roubini แนะให้ลดสัดส่วนหุ้นและถือเงินสดมากขึ้น แม้เงินสดจะถูกกัดเซาะโดยอัตราเงินเฟ้อ แต่หุ้นและสินทรัพย์อื่นๆ สามารถลดลงได้ 10%, 20%, 30% โดยแนะนำให้หลีกเลี่ยงพันธบัตรระยะยาวและเพิ่มการป้องกันเงินเฟ้อจากพันธบัตรระยะสั้นหรือพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-09-20/roubini-sees-stocks-sinking-40-us-in-a-long-ugly-recession?sref=e4t2werz 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน