แจ้งเตือน

News Update: Elon Musk ถูกใจสิ่งนี้ อวยจีน ‘ผู้นำระดับโลกด้านดิจิทัล’ ยอมทุกอย่าง หวังขายรถยนต์ไฟฟ้า

THE OPPORTUNITY
News Update: Elon Musk ถูกใจสิ่งนี้ อวยจีน ‘ผู้นำระดับโลกด้านดิจิทัล’ ยอมทุกอย่าง หวังขายรถยนต์ไฟฟ้า

Elon Musk ยืนยันความมุ่งมั่นของ Tesla ที่จะขยายการลงทุนในประเทศจีน ในงาน World Internet Conference ที่จัดโดยสำนักงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์สเปซของจีน (CAC)

Elon Musk ชื่นชมจีนในฐานะผู้นำระดับโลกด้านดิจิทัล ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ Elon Musk ได้ยกย่องว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าจีนมีความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดในโลก

Elon Musk ตั้งข้อสังเกตว่า จีนทุ่มเทความพยายามและทรัพยากรจำนวนมากเพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยมาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมรถยนต์ ทำให้จีนกลายเป็นผู้นำโลกด้านดิจิทัล และ Tesla ยืนยันที่จะขยายการลงทุน รวมถึงการวิจัยและพัฒนาในประเทศจีนต่อไป

Tesla พยายามปรับปรุงชื่อเสียงในประเทศจีน หลังเผชิญข่าวเชิงลบจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ บริษัทต้องรับมือกับการตรวจสอบด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวผู้บริโภค และยังมีรายงานว่าทางการจีนสั่งห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐและทหารใช้รถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla

Elon Musk อธิบายถึงการป้องกันข้อมูลของ Tesla พร้อมทั้งระบุประเภทข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ในอุปกรณ์ และ กล่าวว่า Tesla รู้สึกยินดีที่ได้เห็นกฎหมายและข้อบังคับ ที่เสริมสร้างให้การจัดการข้อมูลแข็งแกร่งขึ้น

Tesla ได้จัดตั้งศูนย์ข้อมูลในประเทศจีน เพื่อจัดการข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศจีน ให้ถูกรักษาความปลอดภัยภายในประเทศจีนเท่านั้น ทั้งการผลิต, การขาย, การบริการ และการชาร์จไฟฟ้า รวมถึงข้อมูลส่วนตัวที่สามารถระบุตัวตนได้ทั้งหมด แต่จะมีเพียงกรณีพิเศษที่ข้อมูลจะถูกอนุมัติให้โอนไปต่างประเทศ เช่น การสั่งซื้ออะไหล่จากต่างประเทศ

เมื่อปี 2019 Tesla ได้ก่อตั้งโรงงานขนาดใหญ่ในเมืองเซี่ยงไฮ้ โดยเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา Tesla มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนทั้งหมด 44,264 คัน (31,379 คัน ผลิตเพื่อการส่งออก) เพิ่มขึ้นจากจำนวน 32,968 คัน ในเดือน ก.ค. และ 33,155 คัน ในเดือน มิ.ย.

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/09/26/musk-praises-china-says-tesla-will-expand-investments-in-country.html

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: รัฐบาลจีนไม่หยุด เดินหน้าคุมภาคพลังงานต่อ สั่งปิดโรงงานสร้างมลพิษ ทำเศรษฐกิจชะงัก ผู้เชี่ยวชาญเตือน ความเสี่ยงใหม่ ต่อจาก Evergrande

THE OPPORTUNITY
รัฐบาลจีนกำลังเดินหน้าคุมเข้มการใช้พลังงานในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจจีน นักวิเคราะห์เตือนอย่าสนใจแต่วิกฤติ Evergrande จนลืมภัยคุกคามครั้งใหม่

รัฐบาลจีนกำลังเดินหน้าคุมเข้มการใช้พลังงานในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจจีน นักวิเคราะห์เตือนอย่าสนใจแต่วิกฤติ Evergrande จนลืมภัยคุกคามครั้งใหม่

มาตรการคุมเข้มการใช้พลังงานได้รับแรงผลักดันมาจากทั้งความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ราคาถ่านหินและก๊าซที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงเป้าหมายการลดมลพิษของรัฐบาล

ทางการจีนเริ่มต้นด้วยการควบคุมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในประเทศ ตั้งแต่โรงถลุงอะลูมิเนียม ผู้ผลิตสิ่งทอ ไปจนถึงโรงงานแปรรูปถั่วเหลือง โดยโรงงานต่างๆ ถูกสั่งให้ลดการผลิตลง หรือในกรณีที่เลวร้ายกว่านั้นคือถูกปิดตัวถาวร

เกือบครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 23 มณฑลในจีน ไม่สามารถปฏิบัติตามเป้าหมายด้านพลังงานของรัฐบาลได้ โดยเฉพาะมณฑลเจียงซู เจ้อเจียง และกวางตุ้ง 3 มณฑลแห่งอุตสาหกรรมที่ครองสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจจีน

Ting Lu นักวิเคราะห์จาก Nomura เตือนว่า ตลาดกำลังมุ่งเน้นความสนใจไปที่วิกฤติ Evergrande และการควบคุมธุรกิจอสังหาฯ ทำให้มองข้ามการจัดระเบียบด้านพลังงานไป

เหตุการณ์ Evergrande บดบังวิกฤติด้านพลังงานในจีนที่กำลังเลวร้ายลงเรื่อยๆ การคุมเข้มด้านพลังงานของจีนสะท้อนให้เห็นว่าอุปทานพลังงานทั่วโลกกำลังตึงตัว เพราะการฟื้นตัวเศรษฐกิจจากการล็อกดาวน์ ได้เพิ่มความต้องการใช้พลังงานจากทั้งภาคครัวเรือนและธุรกิจ

นอกจากนี้ วิกฤติพลังงานจีนยังเกิดขึ้นจากความพยายามของปธน.สี จิ้นผิง ที่ต้องการเห็นท้องฟ้าอันปราศจากมลพิษในโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่งในเดือน ก.พ. ปีหน้า เพื่อให้ทั่วโลกเห็นถึงความจริงจังของจีนในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

ประเทศจีนต้องใช้พลังงานจำนวนมากในฤดูหนาว และตอนนี้จีนกำลังขาดแคลนถ่านหิน และก๊าซอย่างรุนแรงในฤดูหนาวที่จะถึงนี้ ท่ามกลางราคาเชื้อเพลิงทั่วโลกที่อยู่ในระดับสูงแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ราคาฟิวเจอร์สของถ่านหินเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่า ในเดือนที่ผ่านมา จากความกังวลเรื่องความปลอดภัยของเหมือง การจำกัดการผลิตในประเทศเพื่อลดมลพิษ และการห้ามนำเข้าจากซัพพลายเออร์ชั้นนำของออสเตรเลีย ในขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติทั่วยุโรปและเอเชีย พุ่งสู่ระดับสูงสุดตามฤดูกาล เนื่องจากปัญหาขาดแคลนด้านอุปทาน

Zeng Hao หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญจาก Shanxi Jinzheng Energy กล่าวว่า ปีที่แล้วผู้คนเปลี่ยนไปใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลเนื่องจากราคาไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นในฤดูหนาว แต่ความท้าทายของปีนี้คือ นโยบายภาครัฐที่จำกัดศักยภาพการผลิตของอุตสาหกรรมพลังงาน ท่ามกลางความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น

ข้อมูลจาก Nikkei รายงานว่า ซัพพลายเออร์ของ Apple และ Tesla หยุดการผลิตที่โรงงานบางแห่งในประเทศจีน ในขณะที่โรงงาน Foxconn หลายแห่งในจีน ซึ่งเป็นศูนย์การผลิต iPhone ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยังคงไม่ได้รับผลกระทบจากการจำกัดการใช้พลังงาน

บริษัทขนาดเล็กหลายแห่งเริ่มรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ว่าถูกสั่งให้ระงับการผลิตลง แม้นักลงทุนต่างชาติจะไม่ได้ลงทุนในบริษัทเหล่านี้ แต่ปัญหาการขาดแคลนทุกอย่างตั้งแต่สิ่งทอไปจนถึงส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ จะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน และส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทข้ามชาติหลายแห่ง

Ting Lu กล่าวว่า การควบคุมพลังงานของจีนจะส่งผลกระทบต่อตลาดโลก อีกไม่นานทั่วโลกจะเผชิญปัญหาขาดแคลนด้านอุปทานในทุกอุตสาหกรรม

นี่เป็นภัยคุกคามครั้งใหม่ของเศรษฐกิจจีนที่เผชิญกับแรงกดดันหลายอย่างตั้งแต่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากโควิด-19 ในปีที่ผ่านมา และเป็นความท้าทายของผู้กำหนดนโยบายที่จะบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมโดยไม่ทำลายเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง

Larry Hu หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนจาก Macquarie Group กล่าวว่า ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องยอมรับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจหากต้องการบรรลุเป้าหมายสิ่งแวดล้อม โดยเป้าหมายเศรษฐกิจเติบโตที่ 6% ในปี 2021 ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การบรรลุเป้าหมายสิ่งแวดล้อมทำได้ยาก จากการเติบโตที่แข็งแกร่งถึง 12.7% ในช่วงครึ่งปีแรก

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-09-25/china-s-power-crunch-is-next-economic-shock-beyond-evergrande?sref=e4t2werz  

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

‘Evergrande’ จะเป็น ‘Lehman Brother 2’ หรือไม่?

MacroView
‘Evergrande’ จะเป็น ‘Lehman Brother 2’ หรือไม่?

บทความนี้ จะขอกล่าวถึงกรณี China Evergrande ว่าเหตุใด ถึงเกิดวิกฤติสภาพคล่องในช่วงนี้ และทางการจีนน่าจะจัดการกับปัญหาในครั้งนี้อย่างไร และท้ายสุดแล้ว ปัญหาจะรุนแรงไปถึงขนาดไหน

เริ่มต้นจากนโยบายของทางการจีนที่จะสกัดการกู้ยืมเงินของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2020 ที่มีชื่อว่า Three red lines อันประกอบด้วย

  1. อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อสินทรัพย์ ต้องไม่เกินร้อยละ 70
  2. อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อเงินทุน ต้องไม่เกิน 1 เท่า
  3. เงินสดจะต้องมีเพียงพอไว้จ่ายหนี้สินระยะสั้น

นับจากนั้น เป็นต้นมา บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ของจีนกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมด ซึ่งรวมถึง Evergrande ด้วย ได้ทำการลดหนี้สินรวมของตนเอง โดยที่ Evergrande ได้ลดหนี้สินของตนเองจากราว 1.1 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว มาอยู่ในระดับราว 9 หมื่นล้านดอลลาร์ในตอนนี้ ทว่าล่าสุดทาง Evergrande ก็ยังไม่ผ่านเกณฑ์ทั้งสามข้อนี้

อย่างไรก็ดี บริษัทอสังหาริมทรัพย์จีน ส่วนหนึ่งก็ได้ใช้เทคนิคทางการบริหารเงิน ทำการออกตราสารหนี้แบบ Off-balance sheet  สกุลเงินดอลลาร์ เพื่อให้ตราสารที่ออกมาดังกล่าวจัดชั้นเป็นตราสารทุน ซึ่งปีที่ผ่านมา จากการสำรวจของหน่วยงานการจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำ พบว่ามีบริษัทอสังหาริมทรัพย์จีนทำในลักษณะนี้ สูงขึ้นจากร้อยละ 14 เมื่อปีก่อน มาเป็นร้อยละ 39 ของทั้งหมดในปีนี้

นอกจากนี้ ในส่วนการซื้อที่ดินซึ่งมีราคาแพงขึ้นเรื่อย ๆ จากรัฐบาลท้องถิ่นของจีนนั้น พบว่า บริษัทอสังหาริมทรัพย์จีนบางแห่ง ก็เข้าไปถือหุ้นกับบริษัทที่เป็นพรรคพวกของตนเองในรูปแบบของหุ้นส่วนเพื่อเข้าไปซื้อที่ดินดังกล่าว โดยเม็ดเงินดังกล่าว ถือว่าจัดชั้นเป็นตราสารทุนมิใช่ตราสารหนี้แต่อย่างใด

ก่อนที่จะไปตอบคำถาม Evergrande ว่าจะไปอย่างไรต่อ ต้องมาทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จีนมีลักษณะเฉพาะตัวที่ออกจะแตกต่างจากประเทศอื่นอยู่ 3 ประการ ได้แก่

  1. บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ของจีน ส่วนใหญ่มีความเป็น conglomerate กล่าวคือประกอบธุรกิจหลาย ๆ อย่างไปพร้อมกัน อาทิ Evergrande ยังทำธุรกิจน้ำดื่ม ทีมฟุตบอล และรถยนต์ ซึ่งทำให้การกู้ยืมกันระหว่างกันข้ามสายธุรกิจสามารถที่จะทำได้ รวมถึงมีการออกตราสาร Wealth Management Product หรือหน่วยลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของแบงก์ชาติจีนเพื่ออกขายให้ชาวจีนทั่วไป
  2. รัฐบาลท้องถิ่นตามมลรัฐและเมืองต่าง ๆ ของจีน ได้รับรายได้ก้อนใหญ่จากการขายที่ดินให้กับบรรดาบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ของจีน
  3. ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา นอกจาก Evergrande ที่ถือเป็นสปอตไลท์ของงานนี้ ยังมีบริษัทอสังหาฯ จีนขนาดกลางแห่งหนึ่ง ที่มีบริษัทตรวจสอบบัญชี Big 4 ขอเอกสารเพิ่มเติมในส่วนของการถือหุ้นกับบริษัทที่เป็นพรรคพวกของตนเองในรูปแบบของหุ้นส่วน โดยที่รายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทนั้น มาจากบริษัทหุ้นส่วนมากกว่าของตนเอง นอกจากนี้ ยังมีบริษัทบริษัทอสังหาฯ จีนขนาดกลางที่หุ้นกู้ในรูปแบบสกุลเงินดอลลาร์มูลค่า 350 ล้านดอลลาร์ ที่ถูกเทขายจนราคาเกิดส่วนลดลงไปราวร้อยละ 15  ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา

ในช่วงนี้ รัฐบาลจีนจึงเข้มกับการตรวจสอบการออกตราสารหนี้ในรูปแบบ Off-balance sheet รวมถึงการถือหุ้นในส่วนของการร่วมทุนกับบริษัทอื่น ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของจีนเป็นพิเศษ ทำให้การออกหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์ของบริษัทเหล่านี้ในฮ่องกงทำได้ยากขึ้น

คราวนี้ ก็มาถึงกรณี Evergrande ว่าเหตุใด ถึงเกิดวิกฤติสภาพคล่องในช่วงนี้? คำตอบคือ Evergrande ใช้โมเดลธุรกิจแบบเงินต่อเงิน นั่นคือ บริษัทจะเปิดธุรกิจหรือโครงการใหม่ที่มีขนาดใหญ่อยู่ตลอด โดยที่เม็ดเงินลงทุนมาจากแหล่งต่อไปนี้

  1. ลูกค้าชาวจีนที่ลงทุนโครงการของ Evergrande ทั้งเพื่ออยู่อาศัยเองและเก็งกำไร
  2. การออกหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์ของบริษัทเหล่านี้ในฮ่องกง
  3. การเข้าไปถือหุ้นกับบริษัทที่เป็นพรรคพวกของตนเองในรูปแบบของหุ้นส่วนเพื่อเข้าไปซื้อที่ดินจากรัฐบาลท้องถิ่นของจีนเพื่อนำมาพัฒนาโครงการเพื่อขายให้ลูกค้าชาวจีน
  4. ยืมจากมหาเศรษฐีของจีน ที่ตอนนี้ถูกผู้นำจีนเพ่งเล็งดังที่ทราบกัน
  5. การขายสินทรัพย์ของธุรกิจอื่นของตนเอง ซึ่งตรงนี้ เกิดจากนโยบายของรัฐบาลจีนเมื่อปีที่แล้ว ที่ต้องการให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของจีนลดภาระหนี้ของตนเองลง

จะเห็นได้ว่าแหล่งเงินทั้งห้าของ Evergrande ได้ถูกปิดลงเกือบหมดในช่วงนี้ ซึ่งทำให้การคืนหนี้แบงก์และจ่ายคืนภาระหนี้ของตราสารหนี้ในช่วงต่อจากนี้ของ Evergrande จะต้องถูกทดสอบเป็นอย่างมาก

คำถามต่อไปคือ แล้วทางการจีนน่าจะจัดการกับปัญหาในครั้งนี้อย่างไรก่อนจะตอบคำถามนี้ มาเข้าใจ mindset ของรัฐบาลจีนกันก่อน ผมมองว่ามีอยู่ 2 แนวทางที่เศรษฐกิจจีนกำลังจะก้าวต่อไปจากจุดนี้ ดังนี้

แนวทางแรก เป็นแนวที่ถือว่าเป็นกรณีฐาน ซึ่งเศรษฐกิจจีนก่อนกรณี Evergrande ดูจะเดินทางไปในแนวทางนี้ นั่นคือทางการจีนสามารถที่จะทำให้มูลค่าหนี้อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ โดยที่พยายามจะสร้างให้รายได้หรือจีดีพีเพิ่มเร็วกว่าภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เศรษฐกิจจีนเข้าสู่ดุลยภาพในระยะยาวในที่สุด

แนวทางที่สอง ถือเป็นกรณีที่เสี่ยงขึ้นสำหรับเศรษฐกิจจีน นั่นคือ การเกิดวิกฤติการเงินขนาดย่อม ๆ หรือผ่านการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อให้มีการ Default ในบางส่วนเพื่อให้เกิดการลดมูลหนี้  อย่างไรก็ดี การเติบโตทางเศรษฐกิจในกรณีนี้จะลดลงเร็วกว่ากรณีแรกจากระดับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทว่าก็สามารถลดความเสี่ยงของภาคอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตได้ดีกว่า

ณ ตรงนี้ เหมือนกับว่าทางการจีน จะขอเลือกเดินตามแนวทางที่สองในสัดส่วนที่มากขึ้น โดยที่พยายามจะกันความเสียหายให้เกิดเฉพาะกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นต้นตอของปัญหาเท่านั้น

และท้ายสุดแล้ว ปัญหานี้จะรุนแรงไปถึงขนาดไหน? ก่อนอื่น ผมขอตัดประเด็นการลามไปสู่ตลาดการเงินต่างประเทศไปก่อน เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทต่างชาติน่าจะมีอยู่ราว  4-5 พันล้านดอลลาร์ ไม่น่าจะส่งผลในเชิงขยายเป็นวงกว้างในระดับโลก แม้ว่าจะก่อให้เกิดความกังวลในส่วนของการลงทุนในกองทุนบางกองบ้างในระยะสั้น ทว่าก็เป็นไปตามกลไกของตลาดที่เราเห็นกันในบางช่วงเวลา

คราวนี้ มาถึงขอบเขตในประเทศจีน ด้วยขนาดความเสียหายของ Evergrande เองไม่น่าเกินร้อยละ 2 ของจีดีพีจีน ผมมองว่าทางการจีน น่าจะการันตีรับผิดชอบความเสียหายให้กับลูกค้ารายย่อยของ Evergrande ทว่าในส่วนของบริษัท Evergrande และลูกค้าสถาบันนั้น ผมมองว่าต้องมีการแบ่งรับความเสียหายในบางส่วน เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายอื่น ๆ ในอนาคต ว่าจะต้องรับความเสียหายหากเกิดความผิดพลาดทางธุรกิจขึ้น เพื่อที่จะแก้ปัญหา ‘ล้มบนฟูก’ หรือ Moral Hazard ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ ทางการจีน ค่อนข้างมีความจัดเจนในการจัดการกับปัญหาด้านการเงินทำนองนี้ โดยสังเกตได้จากกรณีวิกฤติธนาคารเปาซางของจีนเมื่อปี 2019 ด้วยระดับความเสียหายที่น้อยกว่านี้ไม่มากนัก ทางการจีนก็สามารถเคลียร์ได้ในระยะเวลาไม่นาน

ผมจึงมองว่า กรณี Evergrande จะเป็นวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ในระดับประเทศด้านการเงินของจีนครั้งที่ทุกคนต้องจดจำ ซึ่งน่าจะใช้เป็นตัวอย่างของการลดระดับของปัญหา  ‘ล้มบนฟูก’ ­ของวงการอสังหาริมทรัพย์จีนในอนาคต

MacroView

ที่มาบทความ: http://www.macroviewblog.com/blog/market/evergrande/

Big Bank-Big Bang

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn

การประกาศปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของธนาคารไทยพาณิชย์โดยการแยกธุรกิจแบงก์และธุรกิจอื่น ๆ รวมถึงการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล ธุรกิจหลักทรัพย์  ธุรกิจที่เกี่ยวกับ “ฟินเทค” ที่เป็นเรื่องของ “แพลตฟอร์ม” และธุรกิจเวนเจอร์แคปปิตอลที่ลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งหลายออกจากกันและทุกบริษัทอยู่ภายใต้บริษัทใหม่ชื่อ SCBX ซึ่งจะเป็น “ยานแม่” หรือเป็น Holding Company แทนธนาคารไทยพาณิชย์ที่จะถูกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ไปนั้น  ก่อให้เกิด “แรงกระเพื่อม” ในตลาดหุ้นอย่างแรง  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  หุ้น SCB ปรับตัวขึ้นไปประมาณ 20% หุ้นแบงก์ขนาดใหญ่เกือบทั้งหมดปรับตัวขึ้นไล่ตั้งแต่แบงก์ที่มีการพัฒนาทางด้านเกี่ยวกับฟินเทคมากที่ปรับตัวขึ้นประมาณ 7-8% และแบงก์ที่ไม่ได้เน้นการพัฒนาสู่การเป็นดิจิทัลมากนักก็ยังปรับตัวขึ้น 3-4%

นอกจากแบงก์แล้ว  หุ้นที่เกี่ยวข้องหรืออยู่ในเกมการแข่งขันทางด้านของฟินเทคในตลาดหลักทรัพย์ก็มีการปรับตัวสะท้อนต่อการก้าวเข้ามาสู่การเป็นบริษัท “เทคคอมปะนี” เต็มตัวของไทยพาณิชย์ด้วย  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  บริษัทปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลขนาดใหญ่ทุกบริษัทที่มี Market Cap. สูงในระดับ “แสนล้านบาท” อานิสงค์จากการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ถูกกระทบด้วย  ราคาหุ้นตกลงมาประมาณ 4-5%  เช่นเดียวกับหุ้นที่ติดตามหนี้เสียส่วนบุคคลที่มีมูลค่าตลาดสูงลิ่วก็ตกลงมาในระดับเดียวกัน  นอกจากนั้น  หุ้นของบริษัทขนาดเล็ก-กลางหลายแห่งที่ทำเรื่องของฟินเทคหรือได้ประกาศเข้ามาในธุรกิจนี้ทั้งที่ไม่ได้เป็นสถาบันการเงินก็ตกลงมาประมาณ 4% เช่นเดียวกัน

นักลงทุนในตลาดหุ้นคงเชื่อว่าการปรับโครงสร้างครั้งนี้จะทำให้ธนาคารขนาดใหญ่โดยเฉพาะไทยพาณิชย์เปลี่ยนแปลงตัวเองแบบ “ปฎิวัติ” จากแบงก์เป็นบริษัทฟินเทคหรือเทคโนโลยีทางการเงินและธุรกิจอื่น ๆ  ที่เกี่ยวข้อง  และนี่เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วที่แบงก์ดั้งเดิมกำลังตกอยู่ในฐานะลำบากเนื่องจากการแข่งขันจากบริษัทเทคคอมปะนีขนาดใหญ่ที่เข้ามาให้บริการธุรกรรมทางการเงินแข่งกับแบงก์โดยอาศัยเครื่องมือดิจิทัลสมัยใหม่ซึ่งรวมถึงแพลตฟอร์มต่าง ๆ  ที่สามารถเชื่อมตรงระหว่างผู้ที่ต้องการให้เงินกู้หรือโอนเงินกับคนที่ต้องการกู้เงินหรือรับเงิน  เป็นต้น และนี่ก็คือสิ่งที่อาจจะทำลายแบงก์ได้ในที่สุด

ดังนั้น  ไทยพาณิชย์จึงตัดสินใจที่จะ “Disrupt” ตัวเองก่อนที่จะถูกทำลายโดยบริษัทเทคทั้งหลายที่อาจจะมาจากทั้งภายในและต่างประเทศ  โดยที่ภายในก็อาจจะรวมถึงบริษัทที่ทำธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลและบริษัทอื่น ๆ ที่กำลังเริ่มเข้ามาให้บริการโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่กล่าวถึง  และนั่นก็คือเหตุผลที่หุ้นเหล่านั้นตกลงมาเมื่อ SCB ประกาศเข้ามาแข่งขันด้วย  ส่วนหุ้นแบ้งค์ขนาดใหญ่ที่ปรับตัวขึ้นนั้นน่าจะเป็นเพราะนักลงทุนเชื่อว่าในไม่ช้าแบงก์อื่นก็คงต้องทำตามไทยพาณิชย์ในแง่ที่ต้องก้าวเข้ามาทำฟินเท็คแทนที่การทำแบงก์แบบดั้งเดิม  แม้ว่าอาจจะไม่ถึงกับปรับโครงสร้างกิจการหรือบริษัททั้งหมด

คำถามสำคัญก็คือ  ไทยพาณิชย์จะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองจากการเป็น “นายแบงก์” มาเป็นผู้ประกอบการที่ทำ “สตาร์ทอัพ” ตามแผนที่วางไว้ได้หรือไม่?

ข้อได้เปรียบของไทยพาณิชย์ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ  บริษัทมีธุรกิจแบงก์ขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรมากมายและมี “กำไรปกติ” ถึงปีละ 40,000 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถใช้ในการรองรับการทำธุรกิจแนวสตาร์ทอัพที่มักจะต้องขาดทุนหนักในช่วงหลายปีแรก  เงินจำนวนมากขนาดนี้และมีความมั่นคงสูงระดับนี้ผมคิดว่าสามารถที่จะเข้ามาเล่นในระดับภูมิภาคเช่นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีประชากรระดับ 600 ล้านคนได้  และนี่ก็คือเป้าหมายของไทยพาณิชย์ที่ประกาศว่าอยากจะมีลูกค้าเพิ่มจาก 16 ล้านรายในประเทศไทยเป็นประมาณ 200 ล้านคนในย่านอาเซียน เฉพาะอย่างยิ่งจากอินโดนีเซียและเวียตนามที่มีคนจำนวนมากและเศรษฐกิจกำลังโตเร็วมาก

ข้อได้เปรียบเรื่องที่สองก็คือ  การที่เป็น “ผู้นำ” ที่ประกาศบุกธุรกิจยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวรวมถึงการปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทเพื่อให้พร้อมที่จะทำธุรกิจเหล่านั้นทำให้สามารถจับ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ที่เป็นผู้นำที่ให้บริการระบบโทรศัพท์มือถือและ/หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและให้บริการเกี่ยวกับฟินเทคหรือธุรกิจดิจิตอลอื่น ๆ อยู่แล้วแต่ยังมีขนาดเล็กในตลาดเป้าหมาย  เป็นต้น  อย่าลืมว่า ในธุรกิจสตาร์ทอัพทั้งหลายนั้น  การเป็นผู้นำและการบุกอย่างรวดเร็วนั้น  เป็นปัจจัยสำคัญมากต่อความสำเร็จในธุรกิจ

ข้อเสียเปรียบของไทยพาณิชย์หรือว่าที่จริงก็คือแบ้งค์แบบดั้งเดิมทุกแบงก์ในการเข้ามาทำธุรกิจสตาร์ทอัพก็คือเรื่องของวัฒนธรรมขององค์กรและของพนักงาน  ประเด็นแรกก็คืออายุของผู้บริหารนั้นน่าจะค่อนข้างสูงค่าที่ว่าเป็นธนาคารที่เก่าแก่และผู้บริหารส่วนใหญ่นั้นอยู่กับธนาคารมานาน  การที่จะคิดหรือตัดสินใจต่าง ๆ  ก็อาจจะ  “ตามของใหม่ไม่ทัน”  นอกจากนั้น  นายแบงก์ส่วนใหญ่นั้นมักจะมีความคิดแบบอนุรักษ์นิยมและกลัวความเสี่ยงมากกว่าคนที่ทำสตาร์ทอัพซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัลมากกว่า รวมถึงกล้าที่จะรับความเสี่ยงมากกว่าปกติ

ทางแก้ของแบงก์ก็คือการนำบุคลากรรุ่นใหม่เข้ามาทำงานแบบใหม่ จากภายนอก  แต่นี่จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนโดยเฉพาะถ้าพนักงานส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นพนักงานแบงก์เดิมที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมเดิม  ทางแก้อีกทางหนึ่งก็คือการ “เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม” ในด้านของความคิดและการทำงานผ่านผู้นำใหม่ที่จะต้อง  “ปฏิวัติ”  องค์กรใหม่  แต่นี่จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนผมก็ยังสงสัย  เพราะการเปลี่ยนแปลงสำหรับคนที่มีอายุและประสบการณ์ในชีวิตมากซึ่งก็มักจะมีภาระต่าง ๆ  เช่นเรื่องของครอบครัวซึ่งต้องรับผิดชอบมากกว่าคนรุ่นใหม่  ความเคยชินที่ทำแบบเดิมมาตลอดชีวิต  จะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร  เอาง่าย ๆ  แค่ว่าจะให้คนที่ทำงาน 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นมาตลอดแต่ต้องมาทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำแบบธุรกิจสตาร์ทอัพนั้นจะทำได้แค่ไหน?

จากประสบการณ์ทั่วโลกนั้น  บริษัทสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จแทบทั้งหมดมักเกิดจากผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทที่จะได้รับผลประโยชน์มหาศาลเมื่อกิจการประสบความสำเร็จ  การทำงานในฐานะลูกจ้างในบริษัทใหญ่ที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นที่มีนัยสำคัญนั้นน่าจะเป็นไปได้ยากมาก  เหนือสิ่งอื่นใด  ในสมัยนี้ถ้าคุณเก่งก่อตั้งสตาร์ทอัพและมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ  การหาเงินหรือระดมเงินมาสนับสนุนกิจการโดยการขายหุ้นก็ทำได้ไม่ยาก  ดังนั้น  การเป็นบริษัทขนาดใหญ่จึงอาจจะไม่เป็นข้อได้เปรียบที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการสร้างผลิตภัณฑ์ดิจิทัลยุคใหม่จริง ๆ  และนี่ก็คงเป็นเหตุผลว่าทำไมแม้แต่บริษัทเทคคอมปะนีขนาดใหญ่ของโลกนั้น  จึงต้องอาศัยการซื้อบริษัทและผลิตภัณฑ์ที่สร้างขึ้นโดยบริษัทสตาร์ทอัพขนาดเล็กเพื่อนำไปขยายงานหรือขยายลูกค้าต่อไปแทนที่จะเข้าไปแข่งขันกับผู้ประกอบการขนาดเล็กที่มีความคิดสร้างสรรค์และความทุ่มเทที่สูงกว่า

ข้อเสียเปรียบประเด็นสุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือ  ในหลาย ๆ  ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่แบงก์ต้องการจะสร้างฟินเทคมาแทนที่ผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมของแบงค์นั้น  ผลกระทบแรกก็คือ  ทำให้แบงก์เสียประโยชน์  มันเหมือนกับว่าแบงก์จะ Disrupt ตัวเอง  หรือในกรณีที่มีการแตกบริษัทออกมาก็เป็นเหมือนกับการพยายามทำลาย “บริษัทพี่น้อง” ของตนเอง  นี่เป็นเรื่องที่ทำให้บริษัท  “แม่”  ทำใจได้ยากและจึงทำให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้น “ไม่เกิด” ตัวอย่างเช่น  บริษัทที่ทำ E-Commerce ที่เป็นผู้ชนะนั้น  มักไม่ได้มาจากบริษัทที่ขายสินค้าแบบดั้งเดิมที่ใหญ่โต  เหตุผลน่าจะเป็นว่า  เวลาพวกเขาคิดจะทำ  เขาก็จะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้มัน “กินตนเอง”  ในขณะที่บริษัทที่ไม่เคยทำค้าขายแบบดั้งเดิมนั้น  พวกเขาจะคิดแต่ว่าจะ  “ฆ่า” การทำธุรกิจแบบเก่าได้อย่างไรและเขาก็ทำออกมาและก็ชนะ

โดยส่วนตัวนั้น  ผมคาดไม่ได้ว่าการเปลี่ยนไปเป็น เทคคอมปะนี ของ SCB ครั้งนี้จะประสบความสำเร็จแค่ไหน แต่ก็รู้สึกชื่นชมบริษัทที่ กล้าที่จะทำ” และในอนาคตถ้าสำเร็จ ประเทศไทยก็จะสามารถพัฒนาต่อไปได้อีกขั้นหนึ่งและกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้ จากเดิมที่ผมเกรงว่าเราจะก้าวต่อไปไม่ไหวเพราะบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของไทยหลังโควิด-19 แล้วก็ยังเป็นบริษัทเดิม ๆ และทำแบบเดิม

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://blog.settrade.com/blog/nivate/2021/09/27/2566

News Update: ลุ้นผลเลือกตั้งเยอรมนีดุเดือด SPD พรรคกลางซ้ายหนุนขึ้นภาษี คะแนนนำ Angela Merkel เตรียมอำลาตำแหน่ง หลังอยู่มา 16 ปี

THE OPPORTUNITY
News Update: ลุ้นผลเลือกตั้งเยอรมนีดุเดือด SPD พรรคกลางซ้ายหนุนขึ้นภาษี คะแนนนำ Angela Merkel เตรียมอำลาตำแหน่ง หลังอยู่มา 16 ปี

ผลการนับคะแนนเลือกตั้งเยอรมนีกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด โดยผลหยั่งเสียงนอกคูหา หรือ Exit Poll ออกมาว่าพรรคกลางซ้าย SDP ที่นำโดย Olaf Scholz จะชนะพรรคอนุรักษ์นิยม CDU ที่นำโดย Armin Laschet พรรคของ Angela Merkel นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ด้วยคะแนนเฉียดฉิว

ผลการนับคะแนนล่าสุด สำนักข่าว BBC รายงานว่า พรรค SPD มีคะแนนนำอยู่ที่ 25.8% ในขณะที่พรรค CDU มีคะแนนตามหลังมาอยู่ที่ 24.1%

Olaf Scholz กล่าวว่า พรรค SPD มีอำนาจในการปกครองอย่างชัดเจน และประชาชนต้องการมอบหมายให้เขาจัดตั้งรัฐบาลที่ดีและปฏิบัติได้จริงสำหรับเยอรมนี

นี่เป็นครั้งแรกที่พรรค CDU ได้รับคะแนนเสียงต่ำที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และอาจเป็นชัยชนะครั้งแรกของพรรค SPD ในรอบ 16 ปี

นโยบายหาเสียงของพรรค SPD เรียกร้องให้ปรับขึ้นภาษีสำหรับคนร่ำรวย รวมถึงปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ในขณะที่พรรค CDU ไม่สนับสนุนให้มีการปรับขึ้นภาษีในช่วงที่ประเทศกำลังฟื้นตัวจากโควิด-19

สำหรับการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับภูมิอากาศ พรรค SPD เสนอให้ปรับขึ้นภาษีก๊าซเรือนกระจก และยุติการการใช้ถ่านหินให้เร็วกว่าที่รัฐบาลเคยประกาศไว้ พร้อมทั้งสนับสนุนตำแหน่งงานให้ชาวเยอรมนีระหว่างที่ประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านไปพึ่งพาพลังงานสะอาดมากขึ้น ในขณะที่พรรค CDU แสดงความเห็นว่าควรพึ่งพาวิทยาศาสตร์และวิธีการด้านการตลาดในการแก้ไขปัญหา

ผู้ที่ได้รับชัยชนะจะรับตำแหน่งต่อจาก Angela Merkel นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันที่ดำรงตำแหน่งมากว่า 16 ปี

ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้มีโอกาสสูงที่จะเกิดการจับขั้วพรรคการเมืองเพื่อตั้งรัฐบาล เหมือนการเลือกตั้งครั้งก่อน เพราะพรรคที่ได้รับชัยชนะไม่สามารถครองเสียงข้างมากได้ โดยพรรครัฐบาลจะต้องร่วมมือกับ พรรค Greens และ พรรค FDP ที่มีคะแนนเสียงรวมกันคิดเป็นเกือบ 25%

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า เยอรมนีอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

ที่มา: https://www.bbc.com/news/world-europe-58698806

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 27/09/2021 “หุ้นอินเดียทำจุดสูงสุดใหม่ Sensex ปิดเหนือ 60,000 เป็นครั้งแรก” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 27/09/2021 “หุ้นอินเดียทำจุดสูงสุดใหม่ Sensex ปิดเหนือ 60,000 เป็นครั้งแรก” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 27/09/2021

“หุ้นอินเดียทำจุดสูงสุดใหม่ Sensex ปิดเหนือ 60,000 เป็นครั้งแรก”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones +33.18 จุด (+0.10%) S&P500 +6.50 จุด (+0.15%) Nasdaq -4.54 จุด (-0.03%) Small Cap 2000 -5.16 จุด (-0.23%) VIX index อยู่ที่ 17.75 (-4.72%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 -36.41 จุด (-0.87%) Dax เยอรมัน -112.22 จุด (-0.72%) CAC 40 ฝรั่งเศส -63.52 จุด (-0.95%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 27 ก.ย. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ตลาดหุ้นจีน CSI 300 และ ตลาดหุ้นฮ่องกงเคลื่อนไหวในทิศทางบวก และ SET Index วันทำการล่าสุดปิดตลาดที่ 1,631.15 (+0.71%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 27 ก.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,760.30 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 22.70 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 75 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 78.24 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 27 ก.ย. 2564) Bitcoin 44,152 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,145.12 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.208112 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 354.10 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ภาพรวมสินทรัพย์ทั่วโลกที่ปรับตัวบวกและลบสูงที่สุดในรอบ 1 สัปดาห์ 3 อันดับแรก กลุ่มที่ปรับตัวในทิศทางบวก – น้ำมัน (+6.4%), ดัชนี S&P500 (+2.3%) หุ้นยุโรปและหุ้นสหราชอาณาจักร (+2.1%) ปรับตัวในทิศทางลบ – ตราสารหนี้ตลาดกำลังพัฒนา (-1.1%), พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (-0.9%) และ ตราสารหนี้ investment grade สหรัฐฯ (-0.7%)

ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวบวกและลบสูงที่สุดในรอบ 1 สัปดาห์ 3 อันดับแรก กลุ่มที่ปรับตัวในทิศทางบวก – บราซิล IBOVA (+4.4%), เยอรมัน Dax (+2.6%) และ อินเดีย Sensex (+2.6%) ปรับตัวในทิศทางลบ – จีน H-Shares (-2.9%), เกาหลีใต้ (-0.9%) และ ญี่ปุ่น Nikkei 225 (-0.2%)

ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้น ยืนเหนือระดับ 1.4

โพลคาดการณ์การเลือกตั้งของเยอรมัน – SPD 25.8%, CDU-SDU 24.1%, Greens 14.6%, FDP 11.5%, AfD 10.5% และ Left 4.9% โดยพรรค SPD (สนับสนุนการขึ้นภาษีสำหรับผู้มีรายได้สูง ปรับขึ้นรายได้ขั้นต่ำ และสนับสนุนพลังงานสะอาด) มีคะแนนนำพรรค CDU (ไม่สนับสนุนการขึ้นภาษี) เล็กน้อย ซึ่งคะแนนเสียงที่สูสี มีโอกาสนำไปสู่การเจรจาที่ยืดเยื้อกว่าที่จะจัดตั้งพรรครัฐบาลได้สำเร็จ ขณะที่พรรค CDU ผลการเลือกตั้งครั้งนี้น่าผิดหวัง เป็นการเลือกตั้งที่ได้รับคะแนนน้อยที่สุด ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

คาดการณ์ GDP ของเยอรมันจาก Bloomberg consensus เติบโต +3.1% ในปี 2021 และ +4.5% ในปี 2022

จีนเตรียมเข้ามาควบคุมอุตสาหกรรมพลังงาน จากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นสูง รวมถึงการขาดแคลนไฟฟ้า และตั้งใจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งปัจจุบันสภาวะอากาศของปักกิ่งอยู่ในทิศทางที่ดี ค่า PM 2.5 ปรับลดลงมาก

ดัชนี China Li Keqiang (ดูการขนส่งทางราง การใช้พลังงาน และการปล่อยกู้) ปรับลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ล่าสุดอยู่ที่ 5.9 ดัชนี CPI อยู่ที่ 0.8% และ PPI อยู่ที่ 9.5% คาดการณ์ GDP จีน จาก Bloomberg consensus เติบโต +8.35% ในปี 2021 และ +5.5% ในปี 2022

ดัชนีการซื้อขายล่วงหน้าของแร่เหล็กลดลงมาอยู่ที่ 100 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน จากที่ช่วงเดือนพฤษภาคมปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดที่มากกว่า 200 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน

ธนาคารกลางจีนประกาศทำการแบน cryptocurrency อีกครั้ง ซึ่งทำให้มีการปรับฐานช่วงสั้น ก่อนที่ราคาเริ่มฟื้นตัว

หุ้นอินเดียทำจุดสูงสุดใหม่ ดัชนี Sensex ปิดเหนือ 60,000 จุด มีเงินไหลเข้าตลาดินเดียในปีนี้กว่า 9,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ นโยบายการเงินยังอยู่ในทิศทางผ่อนคลาย การเติบโตของธุรกิจในอินเดียยังเป็นไปในทิศทางที่ดี สถานการณ์ COVID-19 อยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น

หุ้นอินเดียมี Premium กว่าตลาดเกิดใหม่เกือบ 1.9 เท่า สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 เริ่มมีผู้จัดการกองทุนออกมาเตือนการถึงการเข้าลงทุนตอนนี้ เช่น UBS ที่ปรับมุมมองจาก overweight เป็น neutral

P/E เปรียบเทียบของ Sensex และ Nifty 50 เทียบกับ S&P500 ปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ +1 S.D. ขณะที่ประมาณการ EPS ของ Sensex และ Nifty 50 ทำได้ดีกว่า S&P500

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 10,288 ราย จากเรือนจำ 127 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 101 ราย หายป่วยกลับบ้าน 12,494 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,571,926 ราย หายป่วยสะสม 1,435,620 ราย

สถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดกระทบกว่า 14 จังหวัด และยังต้องระมัดระวังน้ำท่วมเฉลียบพลัน

ติดตามการประชุมของธปท. วันที่ 29 กันยายนนี้ เพื่อดูมุมมองต่อเศรษฐกิจรวมถึงนโยบายการเงิน

FINNOMENA Pick I วิเคราะห์กองทุนหุ้นนวัตกรรมแห่งอนาคต

FINNOMENA x Franklin Templeton
FINNOMENA Pick I วิเคราะห์กองทุนหุ้นวัตกรรมแห่งอนาคต
พบกับ Session พิเศษ FINNOMENA Pick วิเคราะห์กองทุนหุ้นวัตกรรมแห่งอนาคต
ผ่านมุมมองของ FINNOMENA และ Franklin Templeton
โดยจิรัฐิติ ขันติพะโล และธัชพล ปาละบรรจง Portfolio Specialist FINNOMENA

รายละเอียดเพิ่มเติม ความร่วมมือระหว่าง FINNOMENA x Franklin Templeton

FINNOMENA x Franklin Templeton : https://finno.me/ftxfinnomena​

FINNOMENA x Franklin Templeton Investor Base : https://finno.me/investorbase​

ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด

FINNOMENA Investment Team
ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด (จำนวนจำกัด)

     Weekly Market Insight ประจำสัปดาห์ 27/09 – 01/10/64

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์”

(ถ้าเปิดจากโทรศัพท์แล้วดูแบบ preview ไม่ได้ ให้กดดาวน์โหลดมุมขวาบน)

FINNOMENA x Franklin Templeton I 5 ธีมต้องรู้ ก่อนลงทุนหุ้นวัตกรรมแห่งอนาคต ตอนที่ 2

FINNOMENA x Franklin Templeton
FINNOMENA x Franklin Templeton I 5 ธีมต้องรู้ ก่อนลงทุนหุ้นวัตกรรมแห่งอนาคต ตอนที่ 2
พบกับ Session พิเศษ 5 ธีมต้องรู้ ก่อนลงทุนหุ้นวัตกรรมแห่งอนาคต ตอนที่ 2
ผ่านมุมมองของ FINNOMENA และ Franklin Templeton ในเวอร์ชั่นภาษาไทย
โดยจิรัฐิติ ขันติพะโล และธัชพล ปาละบรรจง Portfolio Specialist FINNOMENA

รายละเอียดเพิ่มเติม ความร่วมมือระหว่าง FINNOMENA x Franklin Templeton

FINNOMENA x Franklin Templeton : https://finno.me/ftxfinnomena​

FINNOMENA x Franklin Templeton Investor Base : https://finno.me/investorbase​

FINNOMENA x Franklin Templeton I 5 ธีมต้องรู้ ก่อนลงทุนหุ้นวัตกรรมแห่งอนาคต ตอนที่ 1

FINNOMENA x Franklin Templeton
FINNOMENA x Franklin Templeton I 5 ธีมต้องรู้ ก่อนลงทุนหุ้นวัตกรรมแห่งอนาคต ตอนที่ 1

พบกับ Session พิเศษ Franklin Templeton Insights: 5 ธีมต้องรู้ ก่อนลงทุนหุ้นวัตกรรมแห่งอนาคต ตอนที่ 1

คุณ George Russell, CFA, Institutional Portfolio Manager, Franklin Equity Group

รายละเอียดเพิ่มเติม ความร่วมมือระหว่าง FINNOMENA x Franklin Templeton

FINNOMENA x Franklin Templeton : https://finno.me/ftxfinnomena​

FINNOMENA x Franklin Templeton Investor Base : https://finno.me/investorbase​

กบข. คืออะไร? ทำความรู้จักระบบออมเกษียณภาคบังคับที่เลิศที่สุด! I POCKET MONEY EP25

FINNOMENA CHANNEL
กบข. คืออะไร? ทำความรู้จักระบบออมเกษียณภาคบังคับที่เลิศที่สุด! I POCKET MONEY EP25

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. เป็นระบบออมเกษียณภาคบังคับสำหรับข้าราชการโดยเฉพาะ ซึ่งนี่อาจเป็นระบบออมเกษียณภาคบังคับที่ดีที่สุดในทุกระบบของประเทศไทยเลย เพราะอะไร ตามมาดูกันในคลิปนี้

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) คืออะไร?

  • กบข. ก็เป็นหนึ่งในระบบออมเกษียณภาคบังคับในประเทศไทย นอกเหนือไปจากการออมในกองทุนชราภาพประกันสังคม และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างฝั่งบริษัทเอกชน
  • ในภาพรวมแล้ว ทั้ง กองทุนนี้ก็มีลักษณะคล้าย ๆ กันเลย คือเป็นการออมภาคบังคับ ที่เมื่อฝั่งลูกจ้างออมปุ๊บ จะมีนายจ้างหรือรัฐบาลช่วยออมให้ด้วยปั๊บ และเงินที่สะสมแต่ละปีก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้

รายละเอียดของ กบข. ที่แตกต่างไปจากกองทุนอื่น 

  • ฝั่งของลูกจ้างจะต้องสะสมเงินอย่างน้อย 3% ของเงินเดือน และสามารถขอสะสมเงินเพิ่มได้อีกไม่เกิน 12% รวมเป็นเงินสะสมสูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินเดือน
  • แต่ในฝั่งของนายจ้างหรือรัฐบาล จะช่วยสมทบเพิ่มให้ที่เพดาน 3% เท่านั้น ไม่สมทบเพิ่มให้ตามการสะสมเงินเพิ่มของลูกจ้าง
  • นอกจากนี้ก็จะมีการสมทบให้อีก 2% เรียกว่าเงินชดเชย ซึ่งลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับเงินชดเชยนี้ ต่อเมื่อตอนเกษียณเลือกรับเงินบำนาญเท่านั้น

รูปแบบการรับเงินเกษียณของข้าราชการ

  • เมื่อถึงอายุเกษียณตามเกณฑ์ โดยที่ได้ทำงานมาแล้วอย่างน้อย 10 ปี ก็จะมีสิทธิเลือกได้ว่าจะรับเงินส่วนแรกจากกระทรวงการคลังในรูปแบบบำเหน็จ หรือบำนาญ
  • ถ้าเลือกรับเงินบำเหน็จ ก็จะแปลว่าในส่วนของเงินที่ได้ออมใน กบข. สมาชิกท่านนั้นก็จะได้รับเฉพาะส่วนที่เป็นเงินสะสม เงินสมสมทบ และผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุน กบข.
  • ส่วนถ้าเลือกรับบำนาญ ก็ได้รับเงินชดเชยเพิ่มมาด้วยนั่นเอง

ทำไมถึงมองว่า กบข. เป็นระบบออมเกษียณภาคบังคับที่เลิศที่สุด

  • เพราะ กบข. มีแผนการลงทุนให้สมาชิกเลือกลงทุนได้หลากหลาย เรียกได้ว่าเยอะกว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพของพนักงานบริษัทเอกชนเสียอีก
  • ปัจจุบันมีให้เลือกได้ถึง แผน ไม่รวมแผนที่ ซึ่งเป็นแผนที่ให้อิสระกับสมาชิกในการจัดสรรสัดส่วนสินทรัพย์ลงทุนด้วยตัวเอง
  • แผนการลงทุนของข้าราชการทุกคนจะเริ่มต้นจากแผนแรกที่ชื่อว่าแผนหลัก และจะลงทุนในแผนนั้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าสมาชิกจะเป็นผู้ขอเปลี่ยนแผนการลงทุนด้วยตัวเอง

ส่วนการบริการข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการตัดสินใจลงทุน

  • ในหน้าเว็บไซต์ของ กบข. จะมีบริการข้อมูล Fund fact sheet รายแผนการลงทุน มีการชี้แจงสถานะและสัดส่วนการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ของแต่ละแผนการลงทุนอย่างละเอียด รวมถึงการอัปเดตผลตอบแทนการลงทุนย้อนหลังของแต่ละกองเอาไว้ค่อนข้างเป็นปัจจุบัน
  • แผนที่ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง ปีสูงสุด ณ สิ้นปี 2563  เป็นแผนผสมหุ้นทวี ซึ่งให้ผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 5.24% ต่อปี 

รายละเอียดของแผนผสมหุ้นทวี

  • เป็นแผนการลงทุนใน กบข. แผนหนึ่งที่เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นกว่ากองหลัก
  • มีสัดส่วนการลงทุนคร่าว ๆ แบ่งเป็น
    • ตราสารหนี้ 51%
    • ตราสารทุนหรือหุ้นประมาณ 35% บวกลบได้ประมาณ 10%
    • สินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ เช่น อสังหา ทองคำ น้ำมัน อีกประมาณ 14% บวกลบได้ประมาณ 4%
  • แผนการลงทุนนี้เหมาะกับผู้ที่มีความเข้าใจการลงทุน สามารถรับความเสี่ยงการลงทุนได้ค่อนข้างมาก และอาจไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาเงินต้น อย่างเช่นสมาชิกที่ใกล้เกษียณแล้ว

ฟังก์ชั่นต่าง ๆ ในแอปพลิเคชั่น และเว็บไซต์ของ กบข.

  • บริการนัดหมายบริการข้อมูลการเงิน โดยสมาชิกสามารถนัดวางแผนการเงินกับผู้เชี่ยวชาญที่ได้จัดไว้ให้ด้วยการจองเวลาผ่านแอปได้เลย
  • มีการจัดทำสื่อที่ให้ความรู้การเงินการลงทุนแก่สมาชิก
  • มีสิทธิประโยชน์ร้านค้าต่าง ๆ มากมาย เช่น ส่วนลดค่าน้ำมัน ส่วนลดค่าตั๋วเครื่องบิน
  • มีฟังก์ชั่นคำนวณเงินเกษียณ โดยจะดึงข้อมูลเงินสะสม เงินสมทบ ผลตอบแทนย้อนหลังของแผนการลงทุนที่เลือกอยู่มาคำนวณให้ เพื่อหาส่วนต่างของเงินที่ควรออมเพิ่ม

คำแนะนำ สำหรับใครที่ยังมีเงินส่วนต่างให้ออมเพิ่ม

  • สามารถเลือกลงทุนผ่านสินทรัพย์อื่น ๆ อย่างเช่นกองทุนรวมก็ได้เช่นกัน
  • ในแอป FINNOMENA เอง ก็มีฟังก์ชั่นแผนการลงทุนสำเร็จรูปตามเป้าหมายหรือพอร์ต Goal ซึ่งจะมี Investment team ช่วยกำหนดโมเดลพอร์ตที่เหมาะสมตามความเสี่ยงที่รับได้เอาไว้ให้ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกองหรือสัดส่วนกองทุนที่ลงทุน ก็จะมีบริการขึ้น Notification แจ้งเตือนให้ปรับพอร์ตตามคำแนะนำอีกด้วย

Fund Update: รวมรายชื่อกองทุน ลงทุนใน Evergrande พร้อมความเห็น บลจ. ต่อผลกระทบเศรษฐกิจจีน

THE OPPORTUNITY
Fund Update: รวมรายชื่อกองทุน ลงทุนใน Evergrande พร้อมความเห็น บลจ. ต่อผลกระทบเศรษฐกิจจีน

***หมายเหตุ: The Opportunity รวบรวมความเห็นจากข้อมูลของ บลจ. ต่อกรณีวิกฤติ Evergrande ที่มีการเผยแพร่เป็นสาธารณะ ตั้งแต่วันที่ 17-22 ก.ย.

🇨🇳 บลจ.กรุงศรี (KSAM)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนตราสารหนี้: KFAHYBON-A มีสัดส่วน 1.70%
⁃ กองทุนผสม: KFMINCOM มีสัดส่วน 0.32%
⁃ กองทุนหุ้น: KFCMEGA-A มีสัดส่วน 0.26%
⁃ กองทุนหุ้น: KF-CHINA มีสัดส่วน 0.07%

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุน

ผู้จัดการกองทุนคาดว่าผลกระทบจากวิกฤติ Evergrande มีไม่มากนัก เพราะปัจจุบันราคาหุ้นกู้ซื้อขายที่ 20-30 % ของราคาพาร์ (Par) เท่านั้น เป็นระดับราคาที่สะท้อนถึงการ Default ไปแล้ว มีโอกาสที่อัตราการเรียกคืนหนี้ (Recovery Rate) อาจมากกว่าระดับปัจจุบันได้ ในขณะที่กองทุนหุ้นมีน้ำหนักการลงทุนไม่มากนัก พร้อมทั้งราคาหุ้นลงมากว่า 80% นับตั้งแต่ต้นปีแล้ว

สำหรับทิศทางระยะสั้น ตราสารหนี้ High Yield อาจถูกกดดันจากข่าวที่รุนแรงมาก แต่ตลาด HY ในจีนเองได้รับรู้ข่าว Evergrande มาโดยตลอด อีกทั้งหลังประกาศงบไตรมาส 2/2021 China Property HY มี Balance Sheet ที่ดีขึ้น จึงไม่ได้ไม่ดีทั้งระบบ จะเป็นเพียงบางตัวเท่านั้น ผู้ลงทุนที่รับความผันผวนระยะสั้นได้สูงให้ถือต่อไปเพื่อรับดอกเบี้ยของพอร์ตที่สูง 11.85% (ณ 31 ก.ค. 2021) แต่หากผู้ลงทุนรับความผันผวนที่อาจจะสูงมากในระยะสั้นไม่ได้ แนะนำให้ลดการถือครองลง

ที่มา: https://www.krungsriasset.com/TH/Market-View/Flash-Update/41294.aspx

🇨🇳 บลจ. ทีเอ็มบี อีสท์สปริง (TMBAM Eastspring)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนตราสารหนี้: TMB-E-ES-APlus มีสัดส่วน 0.19%
⁃ กองทุนตราสารหนี้: TMB Asian Bond มีสัดส่วน 0.84%

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุน

จากการคาดการณ์กรณี base case คือ รัฐบาลจีนช่วยประสานงานในระดับบริหารเพื่อส่งผลให้เกิด “การแก้ไขอย่างเป็นระเบียบ” มีแนวโน้มที่ราคาตราสารหนี้จะสูงกว่าที่ขายกันอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น บลจ.จะยังคงถือไว้เหมือนเดิมในตอนนี้ และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป รวมถึงจะหารือกับที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อประเมินเส้นทางการปรับโครงสร้างที่มีโอกาสเป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม หากมุมมองเกี่ยวกับมูลค่าเปลี่ยนแปลงไป หรือหากกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้มีแนวโน้มยืดเยื้อและไม่เป็นระเบียบ ทางบลจ.จะพิจารณาปรับการถือครอง

บลจ. เชื่อว่ายังมีโอกาสในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน และยังคงมีแนวโน้มที่สดใสหากมองข้ามความผันผวนในระยะสั้น ด้วยเหตุนี้ บลจ.จึงมองว่าความกลัวที่เกิดขึ้นในวงกว้างจาก Evergrande เป็นสิ่งที่เกินจริงไปหน่อย อย่างไรก็ตาม การดูเครดิตของผู้ออกตราสารมีความสำคัญสูงสุด เนื่องจากบรรยากาศเชิงลบและนโยบายของรัฐบาลได้เพิ่มความเสี่ยงในการรีไฟแนนซ์ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่มีงบดุลที่อ่อนแอ ดังนั้น บลจ. จะยังคงเลือกเฟ้นหาบริษัทในส่วนนี้ต่อไป โดยมุ่งเน้นที่ไปที่สินเชื่อคุณภาพดีสำหรับการเพิ่มผลตอบแทน

ที่มา: https://www.tmbameastspring.com/insights/look-at-the-case-of-china-evergrande

🇨🇳 บลจ. ไทยพาณิชย์ (SCBAM)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนหุ้น: SCBCEH และ SCBCE มีสัดส่วน 0.09%
⁃ กองทุนผสม: SCBWIN มีสัดส่วน 0.05%

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุน SCBWIN

ผู้จัดการกองทุน SCBWIN มีความเชื่อมั่นในการลงทุน โดยเชื่อว่าอัตราผลตอบแทนในปัจจุบัน และ ส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (Spread) อยู่ในระดับสมเหตุสมผล และอยู่ในระดับที่ชดเชยกับความเสี่ยงในปัจจุบัน

จากการประเมิน Base Case มองว่าน่าจะมีผลลัพธ์ที่หลากหลาย โดยในระยะสั้นมองว่า Spread ในอุตสาหกรรมอสังหาฯ ไม่น่าจะลดหรือแคบลง และมีความเป็นไปได้ที่จะมีความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยปัจจุบัน กองทุนมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารนี้จีนที่ 3.7% และหุ้นจีนที่ 2.5% ณ วันที่ 31 ส.ค. 64

ที่มา: https://www.facebook.com/scbam.official/photos/a.544313966089561/1189411284913156

🇨🇳 บลจ. บัวหลวง (BBLAM)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนตราสารหนี้: B-ENHANCED มีสัดส่วน 0.00349%
⁃ กองทุนผสม: B-SENIOR-X มีสัดส่วน 0.00196%
⁃ กองทุนผสม: B-INCOME มีสัดส่วน 0.0013%

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุน

จากประเด็นสถานการ์ณของ China Evergrande Group มี 3 กองทุนของบัวหลวงที่เข้าไปลงทุนในหน่วยลงทุนของ Fidelity Asian Bond Fund ซึ่งลงทุนในตราสารหนี้ของ China Evergrande Group สัดส่วนเพียง 0.1% ของ NAV เท่านั้น จึงไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้ง 3 กองทุน ประกอบด้วย B-INCOME, B-SENIOR-X และ B-ENHANCED

ทั้งนี้กองทุนบัวหลวงจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยยึดมั่นในผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยเป็นสำคัญ

ที่มา: https://www.facebook.com/BualuangFund.Fanpage/photos/a.114473288596934/4809692765741606/

🇨🇳 บลจ. กรุงไทย (KTAM)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนตราสารหนี้: KT-CHINABOND มีสัดส่วน 0.14%

➢ มุมมองจาก Blackrock ผู้จัดการกองทุน BGF China Bond Fund ซึ่งเป็นกองทุนหลักของ KT-CHINABOND

BlackRock มองว่าแรงเทขายที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นแรงเทขายอย่างรุนแรงในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น และมองว่ายังมีบริษัทอสังหาริมทรัพย์เกรด B อีกหลายบริษัทที่มีสถานะการเงินที่ดี และไม่มีปัญหาทางสภาพคล่องแต่อย่างใด

ทั้งนี้ทาง BlackRock จะจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของ BlackRock มีการกระจายความเสี่ยงเป็นอย่างดี โดยอาจพิจารณาปรับสัดส่วนการลงทุนที่มีอยู่อย่างน้อยนิดในตราสารหนี้ของ Evergrande เพิ่มเติม หากมีมุมมองที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ที่มา: https://www.ktam.co.th/upload/tb_article_358_1632121467.21478_file1.pdf

🇨🇳 บลจ.ฟิลลิป (PAMC)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนหุ้น: P-CGREEN มีสัดส่วนน้อยกว่า 1%
⁃ กองทุนหุ้น: PWIN และ PWINRMF มีสัดส่วนน้อยกว่า 0.1%

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุน

บลจ. เชื่อว่า เหตุการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบกับตลาดการเงินของจีนโดยรวม ทั้งนี้กองทุน PWIN, PWINRMF และ PWINRMF มีการลงทุนใน Evergrande ในสัดส่วนที่น้อย หากเหตุการณ์เกี่ยวกับบริษัทมีแนวโน้มแย่ลง และกองทุนต่างประเทศไม่ได้ทำการลดสัดส่วนเพิ่มเติม กองทุนยังคงได้รับผลกระทบจำกัด

การที่ราคากองทุนปรับตัวลงช่วงนี้ ไม่ได้มีสาเหตุหลักจากสัดส่วนหุ้นของ Evergrande แต่เป็น sentiment ของตลาดในสถานการณ์ที่มีข่าวเชิงลบ บลจ. มองว่าการกระจายการลงทุน และการเน้นลงทุนในธีมที่ได้ประโยชน์ระยะยาว ยังสามารถทำให้กองทุนไปต่อได้

ที่มา: https://www.facebook.com/phillipasset/photos/a.111377747646798/212172887567283/

🇨🇳 บลจ. วรรณ (ONEAM)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนหุ้น: ONE-CHINA มีสัดส่วน 0.06%

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุน

สำหรับกองทุน ONE-CHINA กองทุนลงทุนใน H-shares ETF ซึ่งเป็นกองทุนรวมดัชนี จึงมีการลงทุนในหุ้น Evergrande โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 17 ก.ย. 64 กองทุนถือครองหุ้น Evergrande อยู่ 0.06% หรือประมาณ 4,500 บาท จากมูลค่ากองทุน 7.45 ล้านบาท ซึ่งไม่มีนัยสำคัญโดยตรงต่อพอร์ตการลงทุน

ที่มา:https://www.one-asset.com/th/fundrecomm/detail/45?fbclid=IwAR1UjKoiHuDS49YXEN8MTIyinPq7OcI8zbz6fZ9fqvm2FXQy8SEdtmVZNdY

🇨🇳 บลจ. เอ็มเอฟซี (MFC)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนผสม: MCBOND มีสัดส่วน 0.14%

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุนหลัก BGF China Bond Fund

แม้จะมีข่าวเชิงลบกรณีของ Evergrande ออกมาในช่วงต้นเดือน แต่ผลการดำเนินงานของกองทุนตั้งแต่ต้นเดือนยังค่อนข้างทรงตัว จากการที่กองทุนได้ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกู้ภาคอสังหาริมทรัพย์ ฝั่งตลาดนอกประเทศจีน (Offshore High Yield Property) ในช่วงครึ่งแรกของปีจากระดับ 30% เป็น 20% ช่วยลดผลกระทบจากการขาดทุนในตลาดนอกประเทศจีน (Offshore) ได้บางส่วน นอกจากนี้กองทุนมีสถานะการลงทุนใน Evergrande ไม่มาก จึงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ค่อนข้างจำกัด

BGF มองเหตุการณ์ sell-off เพื่อลดความเสี่ยงของสถาบันการเงินในวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับตราสารหนี้ตัวอื่น ๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์มากนัก และหากเกิดกรณีเลวร้ายขึ้นเชื่อว่าจะมีแรงเทขายออกมาอย่างรวดเร็วและกินระยะเวลาเพียงแค่สั้น ๆ ไม่ได้ยืดเยื้อ BGF มองหุ้นกู้อสังหาริมทรัพย์ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับ B ในบางบริษัทยังมีสภาพคล่องที่ดีอยู่ และมีกระแสเงินสดเพียงพอที่จะชำระคืนหนี้ แต่อย่างไรก็ตาม BGF ยังคงระมัดระวังในการลงทุนหุ้นกู้เหล่านี้อย่างใกล้ชิด

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุน

ประเด็นปัญหาหนี้ของ Evergrande เป็นความเสี่ยงเฉพาะตัวของบริษัทไม่ใช่ ความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อตลาดทั้งระบบ (Systematic Risk) ประกอบกับราคาหุ้นกู้ของ Evergrande ที่ปรับตัวลงมาค่อนข้างมาก ได้สะท้อนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้ไปในระดับหนึ่งแล้ว รวมถึงการที่กองทุนหลักมีสถานะการลงทุนใน Evergrande เพียงแค่ 0.14% ( ณ วันที่ 9 ก.ย.) จึงมองผลกระทบมีค่อนข้างจำกัด

🇨🇳 บลจ. ทิสโก้ (TISCO)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนหุ้น: TISCOH มีสัดส่วน 0.1%

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุน

เบื้องต้นหุ้น Evergrande มีองค์ประกอบอยู่ในดัชนี HSCEI ราว 0.1% ซึ่งเป็นดัชนีที่กองทุน TISCOCH ใช้เป็นเกณฑ์การลงทุน บลจ.มองว่ามีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะเข้ามา Bailout บางส่วน เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิด Spillover Effect ที่จะกระทบต่อประชาชนทั่วไปในวงกว้าง โดยอย่างน้อยอาจเลือกช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชน และด้วยน้ำหนักการลงทุนที่น้อยอยู่แล้ว ทำให้ส่งผลกระทบต่อกองทุนในวงจำกัด

🇨🇳 บลจ. บีแคป (BCAP)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนหุ้น: BCAP-CLEAN มีสัดส่วน 0.14%

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุน

กองทุน BCAP-CLEAN มีการถือครองหุ้น Evergrande ผ่านการลงทุนในกองทุน KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF จากธุรกิจก่อสร้าง Green Building ของ Evergrande แต่สัดส่วนของหุ้น Evergrande มีอยู่เพียง 0.14% ทำให้การปรับลดลงของราคาหุ้นไม่มีนัยสำคัญกับผลตอบแทนของกองทุน BCAP-CLEAN ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำหรับกองทุน BCAP-GMA และ BCAP-GMA Plus ที่เพิ่งสิ้นสุดช่วง IPO และจะเริ่มเข้าลงทุนในสัปดาห์หน้าจะไม่มีการลงทุนในหุ้นกู้และหุ้นสามัญของบริษัท Evergrande ที่มีนัยสำคัญเกิน 0.01% ของพอร์ตการลงทุน

กองทุนรวมของบลจ. ไม่มีการลงทุนในหุ้นกู้บริษัทในเครือ Evergrande หรือหุ้นกู้เอกชนภาคอสังหาริมทรัพย์จีนอื่นๆ ทำให้ความเสี่ยงของการปรับตัวลงและโอกาสผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ในเครือ Evergrande ไม่มีผลกระทบต่อกองทุนของ บลจ. โดยตรง

🇨🇳 บลจ. กสิกรไทย (K Asset)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนหุ้น: K-ASIAX มีสัดส่วน 0.00844%
⁃ กองทุนหุ้น: K-WORLDX มีสัดส่วน 0.00844%
⁃ กองทุนหุ้น: K-GLOBE มีสัดส่วน 0.0005%
⁃ กองทุนผสม: K-GA มีสัดส่วนน้อยกว่า 0.02%

➢ มุมมองบลจ.

ในระยะสั้น ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นในกลุ่มอสังหาฯจากการที่สภาพคล่องมีความตึงตัวและความกังวลของนักลงทุน ทั้งนี้ภาคอสังหาฯคิดเป็น 3.8% ของดัชนี MSCI China ขณะที่ Evergande แม้จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่แต่ก็มีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 4% เท่านั้น เพราะตลาดอสังหาในจีนค่อนข้างกระจายตัวอย่างมาก

คำแนะนำการลงทุน: ยังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อหุ้นจีนอยู่ เนื่องจากมองว่าปัญหาในระยะสั้นที่น่าจะสามารถควบคุมผลกระทบได้ และความพยายามในการลด leverage ลงจะเป็นผลดีกับเศรษฐกิจในระยะยาว

➢ มุมมองผู้บริหาร

นายวศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) มองว่าปัญหาหนี้สินของ Evergrande จะไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อกองทุนในไทย เนื่องจาก กองทุนไทยมีการลงทุนในตราสารหนี้ของ Evergrande ค่อนข้างน้อย คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% และทุกกองทุนมีการกระจายการลงทุนค่อนข้างมาก โดยกองทุนของบลจ.กสิกรไทย ไม่มีการลงทุนในตราสารหนี้ของ Evergrande เลย

ที่มา: https://www.facebook.com/kasikornasset/photos/a.265572630314697/1876231085915502/ 

🇨🇳 บลจ. ยูโอบี (UOBAM)

➢ ไม่มีกองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

➢ มุมมองบลจ.

สำหรับพอร์ตการลงทุนตราสารหนี้ บลจ.ได้ใช้แนวทางการลงทุนอย่างระมัดระวังโดยเฉพาะในส่วนของผู้ออกตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง (High Yield) ที่ไม่ได้ออกหรือจัดตั้งขึ้นในประเทศสิงคโปร์

นอกจากนี้ บลจ. ได้ทยอยปรับลดสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้จีนเพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนของตลาดที่เพิ่มขึ้น แม้ว่ากลุ่มตราสารหนี้ดังกล่าวจะมีอันดับความน่าเชื่อถือในการลงทุนอยู่ในระดับสูงก็ตาม ความผันผวนที่กล่าวมารวมถึง มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่อผู้ออกตราสารที่มีความเกี่ยวข้องกับทางการทหารของจีน และการที่ทางการจีนมีมาตรการในการสร้าง “ความมั่งคั่งส่วนรวม (Common Prosperity)” ซึ่งก่อให้เกิดความไม่แน่นอนต่อการดำเนินธุรกิจในบรรดากลุ่มบริษัทและกลุ่มอุตสาหกรรมบางกลุ่ม

สัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทจีน รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนได้ถูกปรับลดลงตามลำดับ และทาง บลจ.จะยังคงมองหาโอกาสการลงทุนที่เหมาะสมในจีนเมื่อสถานการณ์การลงทุนเอื้ออำนวย

🇨🇳 บลจ. วี (We Asset)

➢ ไม่มีกองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุน WE-CHIG

อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบจากกรณี Evergrande โดยมีการเทขายหุ้นกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาฯ ในวงกว้าง ทำให้หุ้น KWG ที่กองทุนถือปรับตัวลงเช่นกัน และฟื้นตัวกลับมาเล็กน้อย ทั้งนี้ KWG เป็นอสังหาฯ คุณภาพสูงอยู่ใน Greater Bay Area (Silicon Valley of China) ซึ่ง ผจก. กองทุนเชื่อว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ยังเติบโตได้ดี รวมถึง Trade Valuation ที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับ High Single Digit ยังสามารถรองรับผลกระทบจากตลาดในช่วงนี้ได้

ในพอร์ตของกองทุน ผจก. กองทุนเน้นเลือกหุ้นที่มีธุรกิจสอดคล้องกับนโนบายการสนับสนุนของภาครัฐ โดยหุ้นขนาดเล็กเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากความกังวลด้านกฎระเบียบที่รัฐบาลจีนมุ่งเป้าไปยังหุ้นขนาดใหญ่

สำหรับการปรับตัวลงของตลาด ผจก. กองทุนคาดว่าไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ earning growth บริษัทในตลาด โดยพอร์ตการลงทุนของกองทุนมีระดับ estimated EPS growth 20-30% ในระยะ 3-5 ปี โดยยังเน้นหุ้น themes : technology upgrade, consumer, healthcare, clean energy

🇨🇳 บลจ. อเบอร์ดีน (Aberdeen)

➢ กองทุน ABAPAC และ ABCG ไม่มีกองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

➢ มุมมองบลจ.

บลจ. มองว่า การปรับโครงสร้างหนี้ของ Evergrande เป็นตัวแปรหลักในการขับเคลื่อนความเชื่อมั่นของตลาดในวงกว้าง นักลงทุนจะมีปฏิกิริยาตอบสนองในทางที่ดี หากการปรับโครงสร้างใหม่เป็นไปอย่างมีระเบียบและแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ตั้งแต่เนิ่นๆ

ความเป็นไปได้มากสุดคือ การปรับโครงสร้างบริษัทให้เกิดระเบียบในหลายๆ ด้าน เพราะ Evergrande เป็นบริษัทขนาดใหญ่ในจีน ดังนั้นรัฐบาลจีนน่าจะต้องการหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจแพร่กระจายเป็นวงกว้างจากการจัดการที่ไม่เป็นระเบียบ

🇨🇳 บลจ. พรินซิเพิล (PRINCIPAL)

➢ ไม่มีกองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

ที่มา: https://www.principal.th/th/China-Equity-Market-and-PRINCIPAL-CHEQ-Portfolio-Update

🇨🇳 บลจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHFUND)

➢ ไม่มีกองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

ที่มา: https://www.facebook.com/LHFundAM/photos/a.1088253337899808/4504915736233534/

🇨🇳 บลจ. แอสเซท พลัส (Asset Plus)

➢ ไม่มีกองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

ที่มา: https://www.facebook.com/aspfund/photos/a.129242758837501/382966546798453/

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Cathie Wood ขับรถไฟฟ้าจนไม่ได้เข้าปั๊มมา 3 ปี Ark พร้อมขายหุ้น Tesla ปีหน้า หากราคาถึงเป้า $3,000

THE OPPORTUNITY
News Update: Cathie Wood ขับรถไฟฟ้าจนไม่ได้เข้าปั๊มมา 3 ปี Ark พร้อมขายหุ้น Tesla ปีหน้า หากราคาถึงเป้า $3,000

Cathie Wood เตรียมขายหุ้น Tesla ในปีหน้า หากราคาพุ่งแตะ $3,000 ซึ่งเป็นราคาเป้าหมาย 5 ปีที่เคยคาดการณ์ไว้ จากราคาปัจจุบันที่ประมาณ $750 

ในงานประชุม Morningstar Investment Conference เมื่อวานนี้ (22 ก.ย.) Cathie Wood ซีอีโอของ Ark Invest ตอบโต้กับ Rob Arnott ประธาน Research Affiliates ผู้ไม่เชื่อการลงทุนในหุ้นเติบโตที่มีมูลค่าสูงอย่าง Tesla

Rob Arnott ตั้งคำถามว่า ผู้จัดการกองทุนควรตัดสินใจอย่างไรเมื่อต้องการลดสัดส่วนการลงทุน? อะไรคือวินัยการขายที่ปกป้องผลกำไร? และ อะไรคือวินัยในการขายที่ทำให้ Ark สามารถย้ายไปลงทุนหุ้นเปลี่ยนโลกตัวใหม่? 

Cathie Wood ตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นการขายหุ้น Tesla พร้อมทั้งกล่าวปกป้องหุ้น Tesla ซึ่งเป็นหุ้นที่ Ark มีสัดส่วนเดิมพันที่สูง

Cathie Wood ระบุถึงข้อดีหลายอย่างของรถยนต์ไฟฟ้า เช่น รถยนต์ไฟฟ้าทำให้เธอไม่ต้องไปที่ปั๊มน้ำมันตั้งแต่ ก.ย. ปี 2018 และกล่าวว่าราคาแบตเตอรี่ที่ลดลง จะทำให้ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ไฟฟ้าต่ำกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันภายในปีหน้า โดยคาดว่าในปี 2025 ราคารถยนต์ไฟฟ้าจะอยู่ที่ $18,000 ในขณะที่ราคารถยนต์ทั่วไปอยู่ที่ประมาณ $25,000-$26,000

ปีนี้เป็นปีที่อยากลำบากของ Ark เพราะกองทุนเด่นอย่าง ARKK ที่สร้างผลตอบแทนเกือบ 150% ในปีที่แล้ว กลับมีผลตอบแทน -5% นับตั้งแต่ต้นปี

Cathie Wood ยังคงเชื่อมั่นการลงทุนใน Disruptive Technology และคาดว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนรวมที่ 30% ต่อปี และมั่นใจว่าตลาดไม่ได้อยู่ในสภาวะฟองสบู่

กองทุน Ark ได้เทขายหุ้น Tesla บางส่วน หลังราคาหุ้น Tesla ปรับตัวขึ้น ตามกลยุทธ์ ‘ขายผู้ชนะบางส่วน เพื่อลงทุนในเป้าหมายอื่น’ โดยตั้งแต่เดือน ก.ย. Ark ได้เทขายหุ้น Tesla ออกไปกว่า 350,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่า 226 ล้านดอลลาร์

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-09-23/cathie-wood-would-sell-tesla-next-year-if-it-reached-3-000?srnd=premium-asia

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ดอย Evergrande เขย่าตลาดทุน รับมืออย่างไรดี?

BottomLiner
ดอย Evergrande เขย่าตลาดทุน รับมืออย่างไรดี?
นาน ๆ จะมีเรื่องกระทบภาพใหญ่ ที่เป็นได้ทั้ง วิกฤต และ โอกาส ให้เขียนกันอีกครั้ง !! จั่วหัวแบบนี้ คงจะเดาคำใบ้ออก แต่คำถามแรกที่ต้องถามในใจของผู้อ่านทุกท่านคือ คุณติดดอยจีน หรือดอยหุ้นนอกจีน

ดอยจีนอ่านตรงนี้ เราจะคุยสั้น ๆ ว่า เพราะอะไร จึงต้องทำอะไร

หลายคนบอกว่านี่เรื่องเก่า เล่าใหม่ เราไม่กลัว แต่เรื่องเก่า เหล้าใหม่ แบบนี้ ขอเหล้าเข้ม ๆๆ (ใจเย็น ๆๆๆ) มาพร้อมหลังจากท่าน Xi ทุบหุ้นจีนแล้วทุบอีก กดหุ้นเทคจีน อย่าง Alibaba จนจมดิน กดทั้งตลาดจีนที่ไม่เกี่ยวแต่ก็ยังลงไปด้วย เพราะว่า ณ จุด ๆ นี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Evergrande จะไม่กระทบเศรษฐกิจจีน แต่ว่านี่ไม่ถึงขั้น subprime เพราะมันไม่ได้ซับซ้อนซ่อนซุกระเบิดไว้

แล้วผลกระทบเป็นอย่างไร?

คิดกันแบบง่าย ๆ คือ
ไม่มีเงินจ่ายหนี้ → ขายสินทรัพย์ทอดตลาด ทั้งอสังหา ทีมบอล บลาาๆๆ → ราคาอสังหารูด → นักลงทุนอสังหาเจ๊ง → คนที่มีบ้าน หรือกู้มาซื้อแล้วไม่ได้บ้าน จนลงทันที → ซึม
ส่วนอีกเส้นคือ
พนักงาน 200,000 คนตกงาน → รวมถึงลูกจ้าง บ.ที่ได้ผลกระทบ ตกงาน → ซึม → ถ้าลุกลาม ก็จะไปถึง consumer credit ซึ่งกู้กันสูงมาก ๆ ที่จีน ตรงนี้ “ล้ม” ได้เลย แต่คาดว่ายังไม่ถึง รัฐจะมาช่วยก่อน
ที่ผ่านมารัฐทำอะไร?? ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ … อัดสภาพคล่องเข้าระบบ แต่ไม่ได้แจก Evergrande … ผมว่ามันค่อนข้างชัดนะ ถ้าคุณเข้าไปอุ้ม Evergrande ก็ไม่ต่างกับการส่งเสริม ดังนั้นต้องปล่อยเนื้อร้ายตาย แล้วคุ้มกันรอบ ๆ เท่าที่ทำได้ (เหมือนจัดการมะเร็งยังไง ๆ ไม่รู้) เจ็บแต่จบ และใช้เวลาฟื้นฟูตัวเอง
อสังหาจีนร้อนแรงมาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีอะไรขึ้นทุกวัน มันต้องมี Slow down บ้างซึ่งจีนนี่ชอบมาก ที่จะยอม slowdown ดีกว่าปล่อยร้อนแรงสุด ๆ แล้วล้มครืน ทางภาครัฐก็บีบเรื่องอสังหามาสักระยะแล้ว ลองหาอ่านกันได้ครับ มีคนเขียนไว้เยอะแยะ

แล้วมันจะไม่บึ้ม ๆ เหรอครับ?

เวลานี้ยังไม่มีข้อสรุป แต่โอกาสสูงจบที่ไล่ไปปรับโครงสร้างหนี้ และหากดูหนี้ของ Evergrande จะพบว่าเป็นธนาคาร เป็นส่วนมาก ส่วนพวกหนี้จำพวกที่เรากังวลกันว่าทำให้เกิด subprime รวมถึงในช่วง shadow banking จีน หรือ Wealth Management Products (WMPs) (เหมาเข่ง Chinese Mortgage Backed Securities ก็ว่าได้) จัดว่าน้อยนิด
หากดูในอดีตปี 2013 จะเห็นว่าหลายครั้งที่รัฐอุ้ม WMPs แต่ปล่อยธนาคารซวย
ในรอบนี้ ธนาคารก็ดูจะซวย เช่นกัน และจะใช้เวลาพอตัวในการจัดการ เรื่องค้างคาต่าง ๆ ตั้งแต่การตั้งหนี้เสีย ต่อรองจัดการโครงสร้างหนี้ การเข้าไปอุ้มช่วยเหลือของภาครัฐและนโยบายต่าง ๆ เพื่อควบคุมสถาบันการเงินให้เข้มไปอีก และในฝั่ง credit tech ก็คงโดนด้วย กระทบหุ้นเทคโนโลยีบางตัว
ดัชนีหุ้นจีน ไม่ว่าจะ A-Share หรือ H-Share ล้วนมีกลุ่มธนาคาร และการกลุ่มสถาบันการเงินอื่น ๆ เป็นสัดส่วนหลัก
ดังนั้น สรุปก็คือ เราอาจได้เห็นภาพหุ้นจีนซึม นานกว่าที่หลายคนคิด รอดูการประชุมจีน เผื่อลมเปลี่ยนทิศ ได้ครับ

ดอยนอกจีนอ่านตรงนี้

ถ้าคุณเชื่อว่าเป็น Contagion แต่ไม่ถึง global crisis ก็เป็นโอกาสแล้วครับ (ขึ้นกับปัจจัยของตลาดนั้น ๆ ด้วยนะ) รอฝุ่นตลบหน่อย แต่ดูดี ๆ นะ ต้องเป็นหุ้นที่เลี่ยงจีน (ลองอ่านบทความของท่านอื่น ๆ จะพบว่าหลายคนบอกว่า ปัญหา Evergradne มันจบในจีน หนี้ดอลลาร์น้อย)
ปล. บ้างโยงไปถึง USD Tether ของ โลก Cryptocurrency ว่ามีไปลงทุนในตราสารหนี้จีนนะ เดี๋ยวจะเจ๊งได้
เรื่องนี้ ขอเล่าติดตลกนิด ว่าไม่ต้องกังวลหรอก เพราะปัญหาคือไม่รู้มันมีเงินจริงให้ไปเจ๊งรึเปล่า !! หรือมีก็อาจจะน้อยมากเทียบกับส่วนที่ งง ๆ ว่ามีหรือไม่มี เวลาแบบนี้ควรโดนจับ audit ได้แล้ว ที่ผ่านมามีเพียง attestation เท่านั้น เหตุการณ์นี้อาจบังคับให้ regulator ต้องเข้มงวดมากขึ้น และเป็นเรื่องซีเรียสถึงขั้นคอขาดบาดตายได้เช่นกัน หากพบว่าเป็นเงินเสก ก็จะแห่กันถอนเงินจนล้มครืนได้
BottomLiner

ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

Bitcoin Addict
ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

บทความนี้ Bitcoin Addict ขอชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับ My Defi Pet เกม NFT จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม เกมนี้จะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง ติดตามได้เลย

My DeFi Pet คืออะไร?

ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

My DeFi Pet คือ NFT Game แนวจำลองการเลี้ยงสัตว์ที่ถูกพัฒนาขึ้นอยู่บน Cross-chain อย่าง Binance Smart Chain และ Kardia Chain

ตัวเกมนั้นมาในรูปแบบของ Play-2-Earn หมายความว่านอกจากการที่เราจะเล่นเพื่อความสนุกเพียงอย่างเดียวแล้วเรายังจะสามารถสร้างรายได้จากการเล่นเกมขึ้นอีกด้วย จากการขายสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ภายในเกม ที่อาจจะมาจากการประมูล หรือจาก Event ต่าง ๆ ภายในเกม

ระบบต่าง ๆ ภายในเกม

ระบบหลัก ๆ ที่อยู่บนตัวเกมส์นั้นจะแบ่งออกเป็น 6 ส่วนด้วยกันคือ Collect, Breed, Evolve, Season and Event, Battle, Trading-Ranking & Social Features

เจาะลึกกันทีละส่วน

Collect

ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

ระบบการผลิตสัตว์เลี้ยง: สัตว์เลี้ยงต่าง  ๆ นั้นจะเกิดในทุก ๆ ชั่วโมง และจะมีการประมูลสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ขึ้น โดยสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวจะมีเวลาประมูลเพียง 24 ชั่วโมงเพียงเท่านั้น ใครที่ชนะการประมูลก็จะได้สัตว์เลี้ยงตัวนั้นไป

Breed

ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

ระบบการผสมพันธ์ุสัตว์เลี้ยง: ใช้สัตว์เลี้ยง 2 ตัวเพื่อให้เกิดเป็นสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ยิ่งพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่นำมาผสมนั้นมีความหายากมากเท่าไหนก็จะส่งผลสัตว์เลี้ยงที่เราจะได้เช่นกัน

Evolve

ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

ระบบการวิวัฒนาการสัตว์เลี้ยง: เราสามารถที่จะพัฒนาสัตว์เลี้ยงของเราให้เก่งขึ้นเพื่อที่จะสู้กับผู้เล่นคนอื่น ๆ ได้ดีขึ้น เพิ่มทั้งค่า Stat และความสามารถต่าง ๆ รวมถึงรูปร่างหน้าตา

Season and Events

ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

โอกาสสำหรับใครก็ตามที่ต้องการที่จะได้รับสัตว์เลี้ยงในตำนานก็คือการเข้าร่วม Event ต่าง ๆ นอกจากนั้นยังอาจจะได้รับรางวัลต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย

Battle

ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

ระบบการต่อสู้กับผู้เล่นคนอื่น ๆ: เพื่อแข่งขันกันเป็นที่หนึ่งผู้ที่ชนะนั้นก็จะได้รับรางวัลเป็นการตอบแทน

Trading, Ranking & Social Features

ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

ระบบการซื้อขายบน Market place เพื่อที่จะเก็บสะสมสัตว์เลี้ยงต่างๆ, แข่งขันกับเพื่อนและผู้เล่นคนอื่นเพื่อชิงการเป็นที่ 1, ระบบสังคมที่มีการติดต่อกับผู้คนต่าง ๆ

DPET Token คืออะไร?

ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

DPET Token คือ โทเคนหลักที่จะถูกใช้เป็นค่าเงินภายในเกมใช้สำหรับการซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนไอเทมต่าง ๆ รวมถึงสัตว์เลี้ยง, ใช้สำหรับการพัฒนาสัตว์เลี้ยงรวมถึงความสามารถพิเศษของสัตว์เลี้ยงของเรา

นอกจากการที่ใช้ภายในเกมแล้วตัว DPET โทเคนยังสามารถที่จะใช้การ Staking บน pool เพื่อรับผลตอบแทนเป็น ไอเทมใหม ไข่สัตว์เลี้ยง และ DPET โทเคนเพิ่มเติมได้อีกด้วย

Investor & Partner 

ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

Bitcoin Addict

News Update: Fed ส่งสัญญาณ QE Tapering เริ่ม พ.ย. ปีนี้ สิ้นสุดกลางปีหน้า กรรมการส่วนใหญ่ หนุนขึ้นดอกเบี้ยปีหน้า

THE OPPORTUNITY
News Update: Fed ส่งสัญญาณ QE Tapering เริ่ม พ.ย. ปีนี้ สิ้นสุดกลางปีหน้า กรรมการส่วนใหญ่ หนุนขึ้นดอกเบี้ยปีหน้า

ในการประชุมเมื่อวานนี้ (22 ส.ค.) ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประกาศคงนโยบายการเงิน โดยระบุคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการใกล้ 0% เช่นเดิม แต่ระบุว่าอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด และได้ปรับลดแนวโน้มเศรษฐกิจของปีนี้ลงเล็กน้อย

คณะกรรมการ Fed ระบุว่า จะเริ่มถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วนที่ Fed ดำเนินไว้ในช่วงวิกฤติการเงิน แต่ไม่ได้ระบุเวลาที่แน่ชัด

Fed เปิดเผยหลังการประชุมว่า หากการเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อไปในวงกว้างตามที่คาดไว้ คณะกรรมการอาจเริ่มชะลอการซื้อสินทรัพย์ในเร็วๆ นี้ โดยผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่คาดว่า Fed จะประกาศ QE Tapering ในเดือน พ.ย. และเริ่มดำเนินการในเดือน ธ.ค.

Jerome Powell ประธาน Fed แถลงหลังการประชุมว่า ตอนนี้ยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ จนกว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวในทิศทางที่ควรจะเป็น โดยจะดำเนินการ Tapering อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งคาดว่าจะเริ่มต้นในเดือน พ.ย. และสิ้นสุดมาตรการช่วงกลางปีหน้า

สมาชิก Fed มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ใกล้ 0% แต่เริ่มมีสมาชิกจำนวนมากขึ้นที่มองว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกควรเกิดขึ้นในปีหน้า

Jerome Powell กล่าวว่า Fed ใกล้บรรลุเป้าหมายความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมในด้านอัตราเงินเฟ้อและการจ้างงาน โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่ก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

ตลาดตอบรับผลประชุม Fed หุ้นขนาดใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวผสมผสาน

ในการประชุมครั้งนี้ Fed ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจจากการประชุมเดือน มิ.ย. อย่างมีนัยสำคัญ โดยปรับลดแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจ และปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อขึ้น

คณะกรรมการ Fed ปรับลดคาดการณ์ GDP ปีนี้ เหลือเพียง 5.9% จาก 7% ในขณะที่ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2022 สู่ 3.8% จาก 3.3% และคาดการณ์ GDP ปี 2023 ที่ 2.5%

Fed เพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปีนี้สู่ 3.7% จาก 3% และเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2022 สู่ 2.3% จาก 2.1% ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในปี 2023 อยู่ที่ 2.2%

สำหรับตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่รวมหมวดอาหารและพลังงาน Fed คาดว่าจะอยู่ที่ 4.2% จากคาดการณ์ก่อนหน้าที่ 3.4% และคาดว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะลดลงเหลือ 2.2%

ในการประชุมแจ็คสันโฮล เดือน ส.ค. ที่ผ่านมา Jerome Powell กล่าวว่าได้ Fed บรรลุเป้าหมายด้านเงินเฟ้อ และจะเริ่มลดมาตรการซื้อพันธบัตรมูลค่า 120,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน

แม้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือน ก.ค. พุ่งสู่ 3.6% สูงสุดในรอบ 10 ปี แต่ Jerome Powell มองว่าแรงกดดันด้านราคาจะลดลงเนื่องจากปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทาน, การขาดแคลนสินค้า และอุปสงค์ที่สูงผิดปกติจะเริ่มกลับสู่ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาด

ในขณะที่ตัวเลขคาดการณ์การว่างงานไม่ดีนัก โดยคาดว่าอัตราการว่างงานในสิ้นปีจะอยู่ 4.8% จาก 5.3% ในปัจจุบัน หลังตัวเลขการจ้างงานในเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้นเพียง 235,000 ตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม Jerome Powell ไม่ได้ต้องการเห็นตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่ง เพื่อเริ่มดำเนินนโยบายแบบเข้มงวด 

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/09/22/federal-reserve-holds-interest-rates-steady-says-tapering-of-bond-buying-coming-soon.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 23/09/2021 “Fed คงนโยบายการเงิน ส่งสัญญาณ QE Tapering เริ่ม พ.ย. นี้ สิ้นสุดกลางปีหน้า” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 23/09/2021

Fed คงนโยบายการเงิน ส่งสัญญาณ QE Tapering เริ่ม พ.ย. นี้ สิ้นสุดกลางปีหน้า”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones +388.48 จุด (+1.00%) S&P500 -41.45 จุด (+0.95%) Nasdaq +150.4 จุด (+1.02%) Small Cap 2000 +33.12 จุด (+1.51%) VIX index อยู่ที่ 20.87 (-14.33%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +52.58 จุด (+1.29%) Dax เยอรมัน +158.21 จุด (+1.03%) CAC 40 ฝรั่งเศส +84.27 จุด (+1.29%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 23 ก.ย. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นหยุดทำการ ตลาดหุ้นจีน CSI 300 และตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวบวก และ SET Index เมื่อวานนี้ปิด 1,619.59 จุด (%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 23 ก.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,762.95 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 22.578 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 72.42 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 76.44 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 23 ก.ย. 2564) Bitcoin 43,652.4 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,071.78 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.223379 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 376.5 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

Credit Suisse คาดการณ์ ดัชนี S&p500 ปี 2021 อยู่ที่ 4,600 จุด ปี 2022 อยู่ที่ 5,000 จุด และ EPS ของ S&P500 ปี 2021 อยู่ที่ $210 ปี 2022 อยู่ที่ $230 ปี 2023 อยู่ที่ $250

Fed ประกาศคงนโยบายการเงิน ส่งสัญญาณ QE Tapering เริ่ม พย. ปีนี้ สิ้นสุดกลางปีหน้า โดยนโยบายการเงินปัจจุบันก็คือ อัตราดอกเบี้ยต่ำที่ระดับ 0% – 0.25% และ Fed ปรับคาดการณ์ GDP สหรัฐฯ ในปี 2021 อยู่ที่ 5.9% ปี 2022 อยู่ที่ 3.8% ปี 2023 อยู่ที่ 2.5%

Evergrande รอดตัวสัปดาห์นี้เนื่องจากเจรจาเจ้าหนี้สำเร็จในงวด 23 กย. มูลค่า 83.5 ล้านดอลลาร์ แต่สัปดาห์หน้า มีกำหนดต้องจ่ายหนี้ 47.5 ล้านดอลลาห์ และในปีนี้มีวงเงินต้องจ่ายอีก 650 ล้านดอลลาร์

สหรัฐฯ อนุญาติวัคซีน ไฟเซอร์เข็มสามให้ผู้สูงอายุในประเทศ และประกาศบริจาควัคซีนให้กับประเทศที่กำลังพัฒน 500 ล้านโดสในปีหน้า

ADB หั่นเป้า GDP ไทยปีนี้จาก 3% เหลือ 0.8% GDP อินโดนีเซียปีนี้จาก 4.5% เหลือ 3.5% GDP เวียดนามปีนี้จาก 6.7% เหลือ 3.8%  เนื่องจากภาวะโควิดระบาดหนัก

ไต้หวันสมัครเข้าร่วมข้อตกลงทางการค้า CPTPP ตามหลังจีนตัดหน้าเข้าร่วมไม่ถึงสัปดาห์

SCB ประกาศถอนหุ้นออกจากตลาดหุ้น ตั้งบริษัทแม่ SCBX เข้าจดทะเบียนในตลาดแทน เพื่อเข้าสู่ธุรกิจการเงินในทุกแพลตฟอร์ม และประกาศจ่ายปันผลกรณีพิเศษ 70,000 ล้านบาท SCBX แบ่งสร้างใหม่เป็น 2 ธุรกิจหลักๆ คือ Cash Cow (ธุรกิจธนาคาร ประกัน) และ New Growth (ธุรกิจ Fin Tech)

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 13,256 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 12,778 ราย จากในเรือนจำ 478 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 131 ราย หายป่วยกลับบ้าน 13,829 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,495,750 ราย หายป่วยสะสม 1,352,936 ราย

Breaking News: SCB เปิดตลาด +20% รับข่าวยานแม่ SCBX ขยายธุรกิจ เน้นการเติบโตใหม่ในเทคโนโลยี

THE OPPORTUNITY
Breaking News: SCB เปิดตลาด +20% รับข่าวยานแม่ SCBX ขยายธุรกิจ เน้นการเติบโตใหม่ในเทคโนโลยี

เช้านี้ (23 ก.ย.) ราคาหุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เปิดตลาดปรับตัวบวก 21.50 บาท หรือ +19.63% มาอยู่ที่ราคา 131 บาท จากราคาปิดเมื่อวานนี้ที่ 109.5 บาท โดยระหว่างการซื้อขาย ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปที่จุดสูงสุดของวันที่ราคา 137 บาท หรือ +25% จากราคาปิดเมื่อวานนี้

หลังจากเมื่อวานนี้ SCB Group ได้ประกาศจัดตั้งบริษัทแม่ภายใต้ชื่อ “SCBX” เพื่อยกระดับธุรกิจสู่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีระดับภูมิภาคภายในปี 2025 โดย SCB จะไม่ใช่แค่ธนาคารในรูปแบบเดิมอีกต่อไป แต่จะกลายมาเป็นกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงินที่มีธุรกิจธนาคารเป็นเพียงส่วนหนึ่ง โดยแต่ละธุรกิจ SCB จะร่วมมือกับพันธมิตรระดับประเทศ ที่จะเริ่มเปิดตัวในอนาคตอันใกล้นี้

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหารของธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การเกิดขึ้นของเทคโนโลยี DeFi, การขยายตัวของแพลตฟอร์มระดับโลกเข้าสู่ธุรกิจทางการเงิน, พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปหลังโควิด และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ทำให้การทำธุรกิจของธนาคารในรูปแบบดั้งเดิมจะถูกลดบทบาทและไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อีกต่อไป

ช่วงเวลา 3 ปีจากนี้ เป็นบททดสอบสำคัญของ SCB ที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างคุณค่าใหม่แก่ผู้บริโภคและผู้ถือหุ้น โดยจะเร่งขยายธุรกิจเชิงรุกสู่ธุรกิจการเงินประเภทอื่นที่ตลาดต้องการ และบริหารจัดการแพลตฟอร์มทางเทคโนโลยีขนาดใหญ่ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งระดับโลก

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

จัดกลุ่มกองทุน Emerging Market มีเยอะแค่ไหนก็ไม่งง

เด็กการเงิน DekFinance
จัดกลุ่มกองทุน Emerging Market มีเยอะแค่ไหนก็ไม่งง

[มารู้จัก Emerging Market, BRIC, LATAM และ Emerging Eastern Europe]

วันนี้ เด็กการเงิน ขอพาทุกคนมารู้จักกองทุนของฝั่ง Emerging Market กันบ้าง นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม BRIC, LATAM และ Emerging Eastern Europe ซึ่งถือเป็นประเทศกลุ่ม EM เหมือนกัน แต่มีความเฉพาะเจาะจงประเทศมากกว่า

ก่อนอื่นเราต้องรู้ว่า Emerging Market มักจะมีความผันผวนจากราคาหุ้นขึ้นลงได้มาก มีประสิทธิภาพน้อยกว่า Developed Market แต่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ และมีนักลงทุนสถาบันเข้าลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีปริมาณเงินหมุนเวียนเยอะขึ้น โดยที่สภาพคล่องยังรองรับได้ และค่าเงินเป็นที่ยอมรับในการแลกเปลี่ยนรองลงมาจากตลาด Developed Market ซึ่งประเทศในกลุ่มนี้ เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย ไต้หวัน ไทย เป็นต้น

อ้างอิงตาม MSCI Emerging Markets Index, MSCI BRIC Index, MSCI Emerging Markets Latin America Index และ MSCI Emerging Markets Eastern Europe Index ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2564

  • Emerging Market ประกอบด้วยประเทศจีน 34.62% ไต้หวัน 14.55% เกาหลีใต้ 13.42% อินเดีย 10.72% บราซิล 5.27% และประเทศอื่น ๆ ที่เหลืออีก 21.41% จะเห็นว่าจีนมีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 และ Sector หลัก ๆ ได้แก่ IT 21.19% Financials 18.4% และ Consumer discretionary 16.26%
  • BRIC ย่อมาจาก Brazil, Russia, India, China ประกอบด้วยจีน 63.96% อินเดีย 19.81% บราซิล 9.74% และรัสเซีย 6.5% จะเห็นว่าจีนมีสัดส่วนประมาณเกือบ 2 ใน 3 และ Sector หลัก ๆ ได้แก่ Consumer Discretionary 23.79% Financials 17.57% และ Communication Services 12.81%
  • LATAM หรือ กลุ่ม Latin America ประกอบด้วยประเทศบราซิล 65.15% เม็กซิโก 23.62% ชิลี 5.45% เปรู 2.19% โคลัมเบีย 1.85% และประเทศอื่น ๆ 1.74% ซึ่งบราซิลมีสัดส่วนประมาณเกือบ 2 ใน 3 และ Sector หลัก ๆ ได้แก่ Materials 24.91% Financials 23.07% และ Consumer staples 14.89%
  • Emerging Markets Eastern Europe ประกอบด้วยประเทศรัสเซีย 76.15% โปแลนด์ 16.28% ฮังการี 5.2% และสาธารณรัฐเช็ค 2.37% ซึ่งรัสเซียมีสัดส่วนประมาณ 3 ใน 4 และ Sector หลักๆ ได้แก่ Energy 37.53% Financials 26.67% และ Materials 16.43%

เราได้รู้จักกับ Emerging Market ไปพอสมควรแล้ว ไปดูกันว่ากองทุนในไทยอยู่ในกลุ่มไหนบ้างจากในรูปได้เลย

จัดกลุ่มกองทุน Emerging Market มีเยอะแค่ไหนก็ไม่งง

กลุ่ม Emerging Market แม้ว่าจะฟื้นตัวช้ากว่า Developed Market แต่สาย Contrarian สามารถใช้โอกาสนี้สะสมได้ โดยส่วน Emerging Market สามารถมีได้ 15-20% ของพอร์ต ร่วมกับกองทุนหุ้นจีน H-Share หุ้นอินเดีย หุ้นเกาหลีใต้ และอาเซียน มากน้อยขึ้นอยู่กับความเสี่ยง ทั้งนี้ก็ต้องระวังในกลุ่มของ BRIC, LATAM และ Emerging Eastern Europe ที่จะมีความผันผวนมากกว่ากลุ่ม Emerging Market ซึ่งมีการกระจายการลงทุนในหลายประเทศมากกว่า

Ref: MSCI Emerging Markets Index, MSCI BRIC Index, MSCI Emerging Markets Latin America Index และ MSCI Emerging Markets Eastern Europe Index

เด็กการเงิน DekFinance

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/DekFinance101/posts/231053458912125 


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

ย้อนดู 5 เหตุการณ์สำคัญของภาคอสังหาจีน ก่อนเกิดปัญหาหนี้ Evergrande

BottomLiner

ย้อนดู 5 เหตุการณ์สำคัญของภาคอสังหาจีน ก่อนเกิดปัญหาหนี้ Evergrande ทั้งหมดอาจสรุปได้ว่ารัฐบาลจงใจปล่อยให้ Evergrande ล้ม !!!

อสังหาริมทรัพย์จีนขึ้นชื่อเรื่องการลงทุนเกินตัวมานาน ถ้าย้อนกลับไป หลายคนต้องเคยได้ยินเรื่อง “เมืองร้าง” เนื่องจากผู้พัฒนาไปลงทุนพยายามสร้างเมืองใหม่เกาะกระแสการเติบโตที่ร้อนแรงของ GDP ประเทศ แต่กลายเป็นว่าหาผู้ซื้อมาไม่พอจึงต้องปล่อยกลายเป็นเมืองร้างไป (โครงการใหญ่เกินกว่าจะเรียกว่าตึกร้าง)
ในช่วงแรกรัฐบาลจีนเห็นชอบการลงทุนสร้างเมืองใหม่ เพราะมันหมายถึง GDP ประเทศที่เพิ่มขึ้น แต่พอผ่านไปก็พบความจริงว่านี่เป็นเนื้อร้ายและพยายามออกนโยบายลดความร้อนแรงของภาคอสังหา
จนกระทั่งมาเกิดปัญหาวิกฤตตลาดหุ้นจีนปี 2015-2016 ตลาดหุ้นจีนถล่มเกือบ -50% ภายในระยะเวลา 6 เดือน ทำให้รัฐบาลต้องออกคำสั่งมากมายเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนกลับมาซื้อสินทรัพย์อีกครั้ง ขณะเดียวกันก็ไล่ทุบกลุ่ม short-seller และสั่งห้ามผู้ถือหุ้นรายใหญ่ขายหุ้นออกมา (ฝรั่งแค้นมาถึงวันนี้)
พอเป็นแบบนี้ราคาสินทรัพย์ทั้งหมดก็ฟื้น รวมถึงอสังหา (รัฐสนับสนุนให้ซื้อ แถมขัดขวางการขาย เม่าชอบ !!)
หลังจากตลาดหุ้นและเศรษฐกิจจีนฟื้นกลับมาเป็นปกติ รัฐบาลรู้ตัวแล้วว่าเป้าหมายเน้น GDP โตแรงๆแบบในอดีตคงไม่รอด จึงเริ่มเปลี่ยนเป็นเป้าหมายนโยบายเป็น “การเติบโตอย่างมีคุณภาพ” ซึ่งเริ่มลดการสนับสนุนการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เกิดประโยชน์ และบีบไม่ให้ธนาคารปล่อยกู้ง่ายเหมือนเดิม
พอเป็นแบบนี้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่การเงินไม่ดีก็ออกอาการแย่ จากข้อมูลพบว่าการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ปี 2018 การผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่แค่ 5.8% ของการผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด
  • ปี 2019 เพิ่มเป็น 8.6%
  • ปี 2020 เพิ่มเป็น 16.5%
ครึ่งปีนี้ 2021 พุ่งไปแล้วถึง 27% และถ้าย้อนไปดู 5 เหตุการณ์สำคัญก็เหมือนรัฐบาลจีนจงใจให้เป็นเช่นนั้น

1. บีบธนาคารให้ลดการปล่อยกู้เก็งกำไร (เมษายน 2020)

รัฐบาลจีนเห็นปัญหา สั่งธนาคารลดการปล่อยกู้อสังหาเพื่อการเก็งกำไรด้วยการกำหนดเงื่อนไขว่า หากผู้ขอกู้จะขอวงเงินเพิ่มจะได้ไม่เกินที่เคยกู้ในปีที่แล้ว ห้ามเพิ่มหนี้ต่ออีกนั่นเอง

2. สร้างกฏ 3 เส้นแดงที่อสังหาจีนห้ามผ่าน (ตุลาคม 2020)

เพื่อป้องกันการกู้ยืมที่มากเกินไปสำหรับพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลจีนได้ออกการมาตรการสำหรับระดมทุนของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องผ่านเกณฑ์ประเมิน 3 ข้อ
  • (i) เพดานหนี้ต่อทรัพย์สินไม่เกิน 70%
  • (ii) อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิไม่เกิน 100%
  • (iii) อัตราส่วนเงินสด : เงินกู้ ต้องไม่เกิน 1

3. ธนาคารกลางจีนกำหนดสัดส่วนสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยกู้ให้ภาคอสังหาได้ (ธันวาคม 2020)

สำหรับธนาคารขนาดใหญ่ห้ามปล่อยกู้เกิน 40% ให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์และห้ามปล่อยกู้เกิน 32.5% ให้ผู้กู้ซื้อบ้านสำหรับธนาคารขนาดกลาง สัดส่วนจะเหลือ 27.5% และ 20% ตามลำดับ

4. รองนายกรัฐมนตรีจีนประกาศ “บ้านเป็นที่อยู่อาศัย ไม่ใช่ที่เก็งกำไร” (กรกฎาคม 2021)

รัฐบาลออกมาตรการลดความร้อนแรงของอสังหาริมทรัพย์หลายทาง เช่น เพิ่มดอกเบี้ยการกู้ซื้อบ้าน, ระงับการประมูลที่ดินในเมืองใหญ่ชั่วคราว, ห้าม บริษัทบางกลุ่มหยุดการระดมทุนเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และจัดการ Beike แพลตฟอร์มอสังหาเบอร์ 1 ในจีน ในข้อหาผูกขาด

5. ดันให้เรื่องการลดหนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นประเด็นสำคัญลำดับต้น ๆ ที่รับจีนจับตาจนถึงปี 2023

ดูท่าทีหลายอย่างของรัฐบาลแล้ว ราวกับจงใจให้ Evergrande ล้ม ๆ ไปเพื่อรักษามะเร็งร้ายที่กัดกินสังคมจีนมานาน
BottomLiner