แจ้งเตือน

รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMICON: ลงทุนในแก่นแท้ของโลกยุคใหม่

Mr. Serotonin
รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMICON: ลงทุนในหัวใจของโลกยุคใหม่

เซมิคอนดักเตอร์กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมโลกยุคใหม่ กองทุนไหนคือกองทุนที่ใช่จาก FINNOMENA Investment Team สำหรับการลงทุนในช่วงนี้ ติดตามได้ผ่านบทความนี้เลยครับ

โลกยุคใหม่ต้องขับเคลื่อนด้วย “ชิป” 

เซมิคอนดักเตอร์ หรือ พวกชิปต่าง ๆ ถือได้ว่าเป็นมันสมองของโลกอิเล็คทรอนิกส์ในปัจจุบัน และเป็นกำลังหลักสำคัญของหลาย ๆ อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น เฮลท์แคร์ การสื่อสาร คอมพิวเตอร์ การทหาร การขนส่ง พลังงานสะอาด อีกทั้งยังเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีในอนาคตอย่าง AI ควอนตัมคอมพิวเตอร์ และ ระบบเครือข่ายไร้สายอีกด้วย

และหากจะยกตัวอย่างง่าย ๆ ให้เห็นภาพก็คงจะเป็นนวัตกรรม “รถยนต์ไฟฟ้า” ที่กำลังมาแรง

หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่าเซมิคอนดักเตอร์ ก็ถือเป็นหัวใจสำคัญของนวัตกรรมนี้เช่นกัน และอยู่ใกล้ตัวเรามาก ๆ เริ่มตั้งแต่จอสื่อสารต่าง ๆ บนรถที่ต้องใช้ชิปในการขับเคลื่อน อีกทั้งยังมีความสำคัญกับพลังงานและเเบตเตอรี่ของรถอีกด้วย อีกทั้งยังมีส่วนสำคัญกับรถรุ่นใหม่ ๆ ที่ต้องใช้ระบบชิปในการควบคุมระบบเบรคและระบบพลังงาน

และยิ่งมองไปที่การพัฒนาระบบรถยนต์ไร้คนขับ เซมิคอนดักเตอร์ยิ่งมีความสำคัญเข้าไปใหญ่ เพราะ เป็นหัวใจในการควบคุมระบบดังกล่าว

นอกจากนั้นปรากฎการณ์ชิปขาดตลาด ในช่วงล่าสุดยังเป็นเครื่องบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า ชิปเป็นชิ้นส่วนมาแรง ยกตัวอย่าง เช่น Apple ที่ในช่วงล่าสุดผลิตสินค้าเรือธงอย่างโทรศัพท์ iPhone ออกมาไม่ได้จากการที่ชิปขาดตลาด

หรือจะเป็นบริษัทรถยนต์ยอดฮิตในสหรัฐฯ อย่าง Ford ที่ได้ออกมาคาดการณ์ว่ากำไรจากการดำเนินงานจะหดหายไป 2.5 พันล้านเหรียญ หากไม่สามารถผลิตแผงวงจรสำหรับระบบวัดความเร็วและระบบเบรคซึ่งใช้ชิปในการควบคุมได้

หากมือถือเป็นอวัยวะที่ 33 ของมนุษย์ เซมิคอนดักเตอร์คงเปรียบได้กับอวัยวะที่ 33 ของอุตสาหกรรมในอนาคตก็ว่าได้

รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMICON: ลงทุนในหัวใจของโลกยุคใหม่

เจาะลึก 3 กองทุนเซมิคอนดักเตอร์มาแรง

รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMICON: ลงทุนในหัวใจของโลกยุคใหม่

รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMICON: ลงทุนในแก่นแท้ของโลกยุคใหม่

SCBSEMI

คอนเซปต์การลงทุน

ลงทุนใน ETF ต่างประเทศ VanEck Vectors Semiconductor UCITS ETF ซึ่งลงทุนในบริษัทเกี่ยวกับเซมิคอนดักเตอร์ที่มีสภาพคล่องสูง ลงทุนผ่านบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ และนอกสหรัฐฯ และมีสัดส่วนรายได้จากการผลิตเซมิคอนดักเตอร์อย่างน้อย 50% ของรายได้ทั้งหมด เน้นการสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงดัชนี MVIS US Listed Semiconductor 10% Capped Index ซึ่งเป็นดัชนีที่ประกอบไปด้วยบริษัทที่ทำการผลิตเซมิคอนดักเตอร์เป็นหลัก 

มีนโยบายการลงทุนในกองทุนต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว  (Feeder Fund)  ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ระดับความเสี่ยงของกองทุน ระดับ 7

ภูมิภาคหลักที่ลงทุน

รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMI: ลงทุนในหัวใจของโลกยุคใหม่

ภาพแสดงสัดส่วนภูมิภาคที่ลงทุน ที่มา: vaneck.com วันที่: 31 พฤษภาคม 2021

เน้นลงทุนในสหรัฐฯ ประเทศที่ส่งออกเซมิคอนดักเตอร์เป็นสินค้าหลัก และเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี และยังประกอบไปด้วยภูมิภาคอื่น ๆ ที่เน้นเซมิคอนดักเตอร์ไม่แพ้กันอย่างยุโรป และไต้หวัน

หุ้นหลักที่ลงทุน

รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMI: ลงทุนในหัวใจของโลกยุคใหม่

ภาพแสดงสัดส่วนหุ้นที่ลงทุน ที่มา: vaneck.com วันที่: 31 พฤษภาคม 2021

NVIDIA (11.64%)

บริษัท การ์ดจอชื่อดังในสหรัฐฯ ที่เหล่าเกมเมอร์ โปรแกรมเมอร์และผู้ทำงานกราฟฟิคต้องรู้จัก ผู้ทำการรวมเทคโนโลยี AI เข้ากับ 5G  สำหรับปฏิวัติระบบต่าง ๆ ที่สำคัญบนโลก เช่น ระบบรักษษความปลอดถัยและค้าปลีกอัจฉริยะ เป็นต้น อีกทั้งยังทำงานร่วมกับ Tesla ในการฝึกฝนและพัฒนาระบบ AI

ASML (11.53%)

บริษัท ผลิตชิปรายใหญ่ในยุโรป ให้บริการครบครันจบงานทั้งหมดได้ด้วยตนเองตั้งแต่การพัฒนา การผลิต การขายด้วยตนเอง มีผลิตภัณฑ์อย่างเครื่อง Photolitography ที่ใช้สำหรับการผลิตชิปคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของโลกยุคใหม่

TSMC (9.21%)

ผู้ผลิตและจัดจำนหน่ายชิปมาแรงจากไต้หวัน ผู้ผลิตชิปสำหรับคอมพิวเตอร์ ระบบเครือข่ายไร้สาย เกมส์คอนโซล และทีวี อีกทั้งยังมีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Apple ที่ให้ความไว้วางใจ ให้ TSMC ผลิตชิปให้ตนเองอีกด้วย ถือว่าแข็งแกร่งมาก ๆ และยังเป็นหนึ่งในบริษัทที่เข้ามาขับเคี่ยวกับ Intel จนทำให้ Intel ต้องพ่ายแพ้

ผลตอบแทนย้อนหลัง

รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMI: ลงทุนในหัวใจของโลกยุคใหม่

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลัง ที่มา: vaneck.com วันที่: 31 พฤษภาคม 2021

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

มีผลการดำเนินงานใกล้เคียงกับดัชนีเทียบเคียง MVIS US Listed Semiconductor 10% Capped Index ซึ่งเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้สำหรับกองทุนแนว Passive

WE-EVOSEMI

คอนเซปต์การลงทุน

ลงทุนในกองทุนรวม ETF ต่างประเทศที่ทำธุรกิจทางตรงและทางอ้อมจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ลงทุนในกองทุน Invesco Dynamic Semiconductors ETF ซึ่งลงทุนในดัชนี Dynamic Semiconductor IntellidexSM Index ที่เป็นดัชนีคัดเลือกหุ้นและประเมินมูลค่าบริษัทผ่าน หลักการต่าง ๆ เช่น โมเมนตัมราคา แนวโน้มกำไร คุณภาพ การบริหารจัดการ และมูลค่า บริษัทที่ทำธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ 30 บริษัท ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ โดยจะลงทุนในกองทุนนี้เป็นน้ำหนัก 70%

นอกจากนั้นยังลงทุนใน VanEck Vectors Semiconductor ETF ซึ่งคล้ายกับตัวกองทุน SCBSEMI และมีน้ำหนักคิดเป็น 30%

ถึงแม้จะลงในกองทุนต่างประเทศที่ดูเป็น Passive แต่ตัวกองทุนไทยก็จัดการบริหารแบบ Active และเน้นการสร้างผลตอบแทนให้เหนือดัชนีชี้วัด

ในส่วนถัดไปขอเน้นไปที่การลงลึกสัดส่วนของ Invesco Dynamic Semiconductors ETF เป็นหลัก เพราะ มีน้ำหนักค่อนข้างมาก

ภูมิภาคหลักที่ลงทุน

รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMI: ลงทุนในหัวใจของโลกยุคใหม่

ภาพแสดงสัดส่วนภูมิภาคที่ลงทุน ที่มา: Invesco Fund Factsheet วันที่: 31 มีนาคม 2021

เน้นลงทุนในสหรัฐฯ พระเอกทางด้านเซมิคอนดักเตอร์เช่นเดียวกัน

หุ้นหลักที่ลงทุน

รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMI: ลงทุนในหัวใจของโลกยุคใหม่

ภาพแสดงสัดส่วนหุ้นหลักที่ลงทุน ที่มา: Invesco Fund Factsheet วันที่: 31 มีนาคม 2021

TSMC (14.69%)

ยังคงหนีไม่พ้น TSMC ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิปแบบครบวงจรที่มาแรงมาก ๆ ในตอนนี้

NVIDIA (8.62%)

บริษัท การ์ดจอเรือธงผู้ขับเคี่ยวกับ AMD แต่มูลค่าทางการตลาด (Market Capitalisation) ต่างกันเห็น ๆ โดย Nvidia มี market cap อยู่ที่ราว ๆ 5 แสนล้านเหรียญ ในขณะที่ AMD มี market cap อยู่ที่ราว ๆ 1 แสนล้านเหรียญ

ASML (6.10%)

ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ในยุโรป มีผลิตภัณฑ์อย่างเครื่องมือที่ใช้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์

จากสัดส่วนด้านบนก็จะเห็นได้ว่า หลัก ๆ แล้วสัดส่วนหุ้นหลัก ไม่ได้แตกต่างกันมากนักกับกองทุน SCBSEMI แต่ดู ๆ แล้วตัวกองทุน {WE-EVOSEMI} จะเน้นหนักไปทาง TSMC ในฝั่งเอเชียเสียมากกว่า ซึ่งช่วงหลัง ๆ เค้าก็มาแรงจริง ๆ

ผลตอบแทนย้อนหลัง

รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMI: ลงทุนในหัวใจของโลกยุคใหม่

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลัง ที่มา: Invesco Fund Factsheet วันที่: 31 มีนาคม 2021

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ในส่วนของผลการดำเนินงานย้อนหลังเราก็จะเห็นได้ว่าผลการดำเนินงานนั้นใกล้เคียงกับตัว underlying index อย่าง Dynamic Semiconductor IntellidexSM Index และยังอยู่เหนือกับดัชนีเทียบเคียงอย่าง S&P Composite 1500 Semiconductor Index หรือดัชนีที่รวบรวมหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรม Semiconductor มาไว้ด้วยกัน

F{LHSEMICON}

คอนเซปต์การลงทุน

เน้นลงทุนใน iShares Semiconductor ETF ซึ่งบริหารจัดการโดย BlackRock บริษัท จัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตัวกองทุนแม่จะเน้นการบริหารแบบ Passive เช่นเดียวกับกองทุนหลัก โดยเน้นสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี ICE Semiconductor Index ซึ่งเป็นดัชนีที่ประกอบไปด้วยหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่มีมูลค่าทางการตลาดมากที่สุด 30 อันดับแรกในสหรัฐฯ นึกง่าย ๆ ก็คงเหมือนดัชนีดาวโจนส์ในเวอร์ชั่นของเซมิคอนดักเตอร์นั่นเอง (เน้นหุ้นใหญ่) 

กองทุนมีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ (หรือ “กองทุนหลัก (Master fund)”) ที่มีนโยบายลงทุนใน บริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านการออกแบบ การจัดจำหน่าย การผลิต และการขายเซมิคอนดักเตอร์ โดยจะลงทุนในกองทุนหลักเฉลี่ย ในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ระดับความเสี่ยงของกองทุน ระดับ 7

สัดส่วนการลงทุน

เน้นลงทุนในสหรัฐฯ เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากตัวกองทุนเน้นทำผลการดำเนินงานให้ใกล้เคียงกับดัชนี ICE Semiconductor Index ซึ่งเป็นดัชนีที่อิงหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ

หุ้นหลักที่ลงทุน

รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMI: ลงทุนในหัวใจของโลกยุคใหม่

ภาพแสดงสัดส่วนหุ้นหลักที่ลงทุน ที่มา: iShares Fund Factsheet วันที่: 31 มีนาคม 2021

TEXAS INSTRUMENT (14.69%)

บริษัทผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่เน้นการผลิตชิ้นส่วนดังกล่าวในราคาที่จับต้องได้เพื่อที่จะลดราคาของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ให้กับทุกคน เน้นพัฒนาเทคโนโลยีให้ชิปมีขนาดเล็ก มีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือและมีราคาที่ย่อมเยา มีลูกค้า 100,000 รายทั่วโลก และมีผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ถึงราว ๆ 80,000 ชนิด

INTEL (8.62%)

บริษัท ผลิตและออกแบบชิปชื่อดัง คุ้นหูทุกคนแน่นอน เพราะ อยู่ในคอมพิวเตอร์ใกล้ตัวทุกคน ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ตอบโจทย์ในหลาย ๆ อุตสาหกรรม เช่น Data Center, IoT, และชิปความจำต่าง ๆ เป็นต้น ดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนาน มีความมั่นคง กระแสเงินสดต่อเนื่อง

BROADCOM (6.10%)

ผู้ผลิตชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์สัญชาติอเมริกันสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับเครือข่ายไร้สาย (Wireless) รวมไปถึงอุตสาหกรรมบรอดแบนด์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของโลกทุกวันนี้ เพราะ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราคงไม่เลิกใช้อินเทอร์เน็ตในเร็ววัน

สรุปง่าย ๆ ได้ว่า Broadcom เปรียบเสมือหัวใจในหัวใจของโลกยุคใหม่

ผลตอบแทนย้อนหลัง

รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMICON: ลงทุนในหัวใจของโลกยุคใหม่

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลัง ที่มา: iShares Fund Factsheet วันที่: 31 มีนาคม 2021

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

จากภาพก็จะเห็นได้ว่ากองทุนจะเน้นไปที่การสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีเทียบเคียงหลักเช่นเดียวกัน

ส่องมูลค่า (Valuation) ของทั้งสามกองทุน

รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMICON: ลงทุนในหัวใจของโลกยุคใหม่

ภาพแสดงสัดส่วนทางการเงินที่สำคัญของกองทุน WE-EVOSEMI, LHSEMICON, และ SCBSEMI ที่มา: FINNOMENA Investment Team วันที่: 21 มิถุนายน 2021

หากลองมาสำรวจในแง่ของความน่าสนใจในเชิงมูลค่าของทั้ง 3 กองทุน เราจะเห็นได้ว่าในตอนนี้ กองทุน WE-EVOSEMI มีความน่าสนใจในเชิงมูลค่ามากที่สุด ในหลาย ๆ ด้านดังนี้

1. ค่า P/E ที่ดูแล้ว ถูกกว่ากองอื่น ๆ

2. P/CF หรือราคาหุ้นเทียบกระแสเงินสดที่เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจหากเทียบกับราคา

3. P/B  หรือสัดส่วนราคาหุ้นเทียบกับมูลค่าทางบัญชีหรือสินทรัพย์ของบริษัท

4. Current ratio หรือสัดส่วนของทรัพย์สินหมุนเวียนเทียบกับหนี้สินหมุนเวียนที่ใช้วัดสภาพคล่องของบริษัทและความปลอดภัย ที่มีระดับมากกว่าอีก 2 กองทุน

5. ค่า Beta หรือค่าที่ใช้วัดว่าสินทรัพย์ชนิดนั้น ๆ มีความสอดคล้องกับอีกสินทรัพย์มากเพียงใด ซึ่งหากนำค่า Beta ของกองทุน WE-EVOSEMI เราก็จะเห็นได้ว่าค่า Beta อยู่ที่ 1.0 หากเทียบกับ S&P 500 หรือพูดได้ว่ามีความผันผวนเท่ากับ S&P 500 เทียบกับอีกสองกองทุนที่มีความผันผวนมากกว่า

ดังนั้นเมื่อเห็นดังนี้แล้ว เราอาจจะสรุปได้ว่า ณ จุด ๆ นี้กองทุน WE-EVOSEMI มีความผันผวนที่ต่ำกว่าอีกสองกองทุน อีกทั้งยังมีความน่าสนใจในเชิงมูลค่าที่มากกว่าอีกด้วย

เทียบประมาณการ Upside กองทุนไหนมีแนวโน้มทำผลตอบแทนได้มากที่สุด

รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMICON: ลงทุนในหัวใจของโลกยุคใหม่

ภาพแสดงประมาณการผลตอบแทน 12 เดือนข้างหน้าของหุ้นในพอร์ตกองทุน SCBSEMI ที่มา: FINNOMENA Investment Team วันที่ 21 มิถุนายน 2021

รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMICON: ลงทุนในหัวใจของโลกยุคใหม่

ภาพแสดงประมาณการผลตอบแทน 12 เดือนข้างหน้าของหุ้นในพอร์ตกองทุน WE-EVOSEMI ที่มา: FINNOMENA Investment Team วันที่ 21 มิถุนายน 2021

รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMICON: ลงทุนในหัวใจของโลกยุคใหม่

ภาพแสดงประมาณการผลตอบแทน 12 เดือนข้างหน้าของหุ้นในพอร์ตกองทุน LHSEMICON ที่มา: FINNOMENA Investment Team วันที่ 21 มิถุนายน 2021

ดู Valuation อย่างเดียวก็คงจะไม่พอ เราลองมาดูศักยภาพทางด้านผลตอบแทนประกอบควบคู่กันไปด้วย

ถ้าเรามาสำรวจประมาณการ Upside ถึงโอกาสในการสร้างผลตอบแทนของหุ้นในพอร์ตของแต่ละกองทุน เราก็จะสังเกตได้ว่าในตอนนี้ หุ้นในพอร์ตโดยรวมของกองทุน WE-EVOSEMI สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ดีที่สุดที่ 21.97% ตามมาด้วยกองทุน SCBSEMI ที่ 19.40% และ LHSEMICON ที่ 15.42% หรือเรียกได้ว่าในจังหวะนี้หุ้นในพอร์ตกองทุน WE-EVOSEMI มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้สูงที่สุดในระยะ 12 เดือนข้างหน้า

โอกาสในกองทุน WE-EVOSEMI

รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMICON: ลงทุนในหัวใจของโลกยุคใหม่

จากปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้น เราจึงอาจสรุปได้ว่าตอนนี้ โอกาสอาจอยู่ในกองทุน WE-EVOSEMI ที่มีความน่าสนใจ สมเหตุสมผลทั้งในแง่ของเชิงมูลค่าหรือ Valuation มีความผันผวนที่ต่ำกว่ากองทุนอื่น ๆ อีกทั้งยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้สูงกว่ากองทุนอื่น ๆ ในหมวดหมู่เดียวกันอีกด้วย

เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมทั้ง 3 กองทุน

รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMICON: ลงทุนในหัวใจของโลกยุคใหม่

ภาพแสดงตารางสรุปค่าธรรมเนียม ที่มา: FINNOMENA Investment Team วันที่: 21 มิถุนายน 2021

หากสังเกตจากตารางข้างต้น เราอาจสรุปได้ว่า WE-EVOSEMI มีค่าธรรมเนียมทั้งในส่วนของค่าธรรมเนียมรวมรายปี (%) และ ค่าธรรมเนียมการขาย (%) ที่สูงที่สุดหากเทียบกับทั้งสามกองทุน ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่ตัวกองทุน มีนโยบายจัดการแบบ Active แต่ถึงอย่างนั้นหากเทียบกับปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้น WE-EVOSEMI ก็ถือได้ว่ามีความได้เปรียบอยู่ค่อนข้างมากเลยทีเดียว

(1) SCBSEMI(A) สามารถซื้อผ่าน Application FINNOMENA ได้แล้ว (2) WE-EVOSEMI สามารถซื้อผ่าน FINNOMENA ตั้งแต่ 25 มิ.ย. 64 (ไปที่หน้าพอร์ต > คำสั่งซื้อ > ค้นหากองทุน> กดซื้อตามปกติ) 3. LHSEMICON อยู่ระหว่าง IPO ถึงวันที่ 28 มิ.ย. 64 สามารถโทรเข้ามาทำรายการซื้อได้ที่เบอร์ 02-026-5100 ก่อนเวลา 14.00 น. ของแต่ละวันทำการ

รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMICON: ลงทุนในหัวใจของโลกยุคใหม่

Mr. Serotonin

References

https://fortune.com/2021/05/09/chip-semiconductor-shortage-global-end/

https://www.azom.com/article.aspx?ArticleID=20351

https://www.ishares.com/us/literature/fact-sheet/soxx-ishares-phlx-semiconductor-etf-fund-fact-sheet-en-us.pdf

https://www.semiconductors.org/wp-content/uploads/2020/03/2021_SIA_Industry-Facts_5-19-2021.pdf

https://www.vaneck.com/nl/en/library/fact-sheets/smh-fact-sheet

https://www.weasset.co.th/downloads/fund/WE-EVOSEMI/WE-EVOSEMI_Masterfund.pdf?v=2

ข้อมูลส่วนหนึ่งจาก FINNOMENA Investment Team

Morning Brief 24/06/2021 “ARK สวนตลาดใช้จังหวะย่อเก็บ Bitcoin เข้าพอร์ตเพิ่ม” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA CHANNEL

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 24/06/2021

ARK สวนตลาดใช้จังหวะย่อเก็บ Bitcoin เข้าพอร์ตเพิ่ม

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones -71.34 จุด (-0.21%) S&P500 -4.6 จุด (-0.11%) Nasdaq +18.5 จุด (+0.13%) Small Cap 2000 +7.83 จุด (+0.34%) VIX index อยู่ที่ 16.32 (-2.04%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 -47.19 จุด (-1.14%) Dax เยอรมัน +179.94 จุด (-1.15%) CAC 40 ฝรั่งเศส +60.43 จุด (+0.91%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 24 มิ.ย. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเคลื่อนไหวในทิศทางลบ ขณะที่ตลาดหุ้นจีน และฮ่องกงปรับตัวลบเล็กน้อย และ SET Index ปิดตลาด 23 มิ.ย. 64 1,592.08 จุด (-0.45%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 24 มิ.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,775.25 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 25.9 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 73.03 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 75.16 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 24 มิ.ย. 2564) Bitcoin 33,066 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,929.26 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 290.49 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.227755 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ประธาน Fed สาขาดัลลัส ให้ความเห็นว่ามีสัญญาณที่จะปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในปีหน้า และ QE Trapping อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

สถานการณ์ท่องเที่ยวในเอเชียอาจฟื้นตัวช้ากว่าฝั่งยุโรป และอเมริกาเหนือ เนื่องจากฝั่งเอเชียจำนวนประชากรที่ได้รับวัคซีนอยู่ประมาณ 20%

สัดส่วนการจ้างงานของวัยแรงงาน (ช่วงอายุ 25 – 54) ล่าสุดของญี่ปุ่น อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนนาดา และสหรัฐ อยู่ที่ 85.4% 84.39% 80.12% 79.49% และ 75.63 ตามลำดับ

“Too Big To Save” จีนจะไม่อุ้มตลาดตราสารหนี้ของบริษัทใหญ่ โดยจะยอมปล่อยให้ตราสารหนี้ default เพื่อเสถียรภาพในระยะยาว โดยบริษัทที่มีหนี้ 3 อันดับแรก คือ Sipone 6% Tencent 4% และ Alibaba 4%

ARK สวนตลาดใช้จังหวะ Bitcion ย่อเข้าเก็บ COINBASE GLOBAL INC เพิ่ม 0.266% ผ่าน ARKK และเข้าเก็บ GRAYSCALE BITCOIN TRUST BTC เพิ่ม 0.5062% ผ่าน ARKW

วอร์เรน บัฟเฟตต์ แห่งอินเดีย “Jhunjhuwala” มองว่าหุ้นอินเดียระยะยาวยังคงเติบโตสดใส โดยดัชนี Nifty 50 ปรับตัวขึ้นจากต้นปีกว่า 12% คาดการณ์เศรษฐกิจของอินเดียในปีนี้โต 7 – 10% แม้ว่าจะเจอวิกฤตโควิค โดยรัฐบาลมีนโยบายเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจเพื่อเสริมสร้างการเติบโตระยะยาว

วอร์เรน บัฟเฟตต์ บริจาคหุ้น Berkshire Hathaway ให้กับ 5 มูลนิธิ มูลค่า 41,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในระยะเวลา 16 ปี โดยวอร์เรน บัฟเฟตต์ มีสินทรัพย์ 104,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

กนง. คงดอกเบี้ย 0.5% และหั่นเป้า GDP ปีนี้เหลือ 1.8% โดยมีการปรับคาดการณ์ นักท่องเที่ยวต่างประเทศลดลงจาก 3 ล้านคน เหลือเพียง 0.7 ล้านคน เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิดรอบ 3

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในไทยอยู่ที่ 4,108 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 3,879 จากในเรือนจำ 229 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 31 คน ผู้หายป่วยกลับบ้าน 1,578 ราย หายป่วยสะสม 163,929

The Opportunity

WE-CHIG เป็นกองทุนที่ลงทุนหุ้นจีน A-Shares ที่เน้นลงทุนหุ้นขนาดเล็ก และขนาดกลางที่มีการเติบโตสูง บริษัทขนาดเล็กที่ลงทุนมีศักยภาพในการแข่งขัน คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ มียอดจดสิทธิบัตรสูงถึง 65% และ GDP จีนมาจากบริษัทขนาดเล็กถึง 60% ซึ่งกองทุนหลัก คือ Matthews Fund – China Small Companies Fund สัดส่วนการลงทุน 5 อันดับแรก คือ KWG Living Group Holdings 3.5% KWG Group Holdings ENN Natural Gas 3% Times China Holdings 2.9% และ China Yuhua Education Corp 2.7%

News Update: Ark สวนตลาด ใช้จังหวะย่อ เก็บ Bitcoin เข้าพอร์ตเพิ่ม

FINNOMENA Reporter
News Update: Ark สวนตลาด ใช้จังหวะย่อ เก็บ Bitcoin เข้าพอร์ตเพิ่ม

Ark Invest เปิดเผยว่า เมื่อวันอังคาร บริษัทได้ใช้ประโยชน์จากการลดลงของราคา Bitcoin ครั้งใหญ่ ในการซื้อหุ้น Coinbase (COIN) เข้าพอร์ต Ark Innovation ETF (ARKK) เพิ่มอีก 214,718 หุ้น ทำให้สัดส่วนการถือหุ้น COIN  ของ Ark ปัจจุบันมีมูลค่า 1.05 พันล้านดอลลาร์ที่จำนวนประมาณ 4.7 ล้านหุ้น

นอกจากนี้ Ark Invest ยังเข้าซื้อ Grayscale Bitcoin Trust (GBTC) ซึ่งเป็นกองทุน Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุด เข้าพอร์ต Ark Generation Internet ETF (ARKW) เพิ่มอีก 1 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณ 29.3 ล้านดอลลาร์ ทำให้สัดส่วนการถือ GBTC ของ Ark ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 238.8 ล้านดอลลาร์ ที่จำนวนประมาณ 8.5 ล้านหุ้น

กองทุน ETF ของ Ark Invest เป็นกองทุนที่มีผลงานดีที่สุดใน Wall Street เมื่อปีที่แล้ว แต่ในปี 2564 กลับทำผลงานได้ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากนักลงทุนหมุนเวียนเงินทุนออกจากหุ้นที่มีการเติบโตสูง เข้าสู่หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ที่มา: Thestreet

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

สรุป 5 สิ่งที่ต้องรู้ เพื่อปะทะความผันผวนในตลาดลงทุน

เพื่อนผู้ใจดี
สรุป 5 สิ่งที่ต้องรู้ เพื่อปะทะความผันผวนในตลาดลงทุน

ในเรื่องของการลงทุนนั้น ความผันผวนดูจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย แต่ถึงอย่างนั้นความผันผวนก็อาจจะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด วันนี้เราเลยจะขอนำสรุปเปเปอร์ที่น่าสนใจจาก Franklin Templeton มาให้อ่านกัน ในหัวข้อ 5 THINGS YOU NEED TO KNOW TO RIDE OUT A VOLATILE STOCK MARKET มาดูกันว่า เราควรรู้อะไรบ้าง ก่อนจะเริ่มต้นลงทุนและเผชิญกับตลาดที่ผันผวน

สรุป 5 สิ่งที่ต้องรู้ เพื่อปะทะความผันผวนในตลาดลงทุน

1. มองตลาดอยู่ห่าง ๆ ระวังจะเสียโอกาส

หลายคนเวลาเห็นตลาดเริ่มผันผวน อาจจะตัดสินใจขายหุ้นออกหรือโยกไปเงินฝากแทน กะเอาไว้ช้อนหุ้นตอนที่มันตกลงมาสุด ๆ แต่ก็นั่นแหละ เอาเข้าจริงเราไม่รู้เลยว่า “จุดต่ำสุด” นั้นอยู่ตรงไหน (พอ ๆ กับที่เราไม่รู้ว่าตลาดพุ่งไปสูงเกินมูลค่า และกำลังจะตกลงมาในไม่ช้านั่นแหละ) ทาง Franklin Templeton เขาเลยเสนอมุมมองว่า ถ้าอย่างนั้นก็ Stay Invested ไปดีกว่าไหม ลงทุนต่อไปเรื่อย ๆ อย่าออกจากตลาดเลย เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสแม้แต่วันเดียว

ผลการจำลองของทาง Franklin Templeton ได้แสดงให้เห็นว่า ในระยะเวลา 20 ปี (สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2020) หากลงทุนในดัชนี S&P 500 มาตลอด ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีจะอยู่ที่ 7.47% แต่ถ้าหากมีการถอนเงินออกไป แล้วกลับมาลงทุนใหม่ โดยพลาดเข้าซื้อในช่วงที่ตลาดลงหนัก ๆ ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีก็จะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

สรุป 5 สิ่งที่ต้องรู้ เพื่อปะทะความผันผวนในตลาดลงทุน

2. การ DCA ช่วยให้ผ่านพ้นความผันผวนไปได้ง่ายขึ้น

ในทางทฤษฎีแล้ว ใคร ๆ ก็รู้แหละว่า เมื่อตลาดตก ก็จะเป็นโอกาสให้เราเข้าซื้อ แต่ถามจริง ๆ พอเวลาตลาดตกเข้าจริง ๆ มีใครกล้าเข้าซื้อบ้าง? มีใครไม่กลัวหนทางข้างหน้าบ้าง?

การ DCA (Dollar-Cost Averaging) เป็นแนวทางหนึ่งที่จะมาช่วยบรรเทาความว้าวุ่นใจนี้ เพราะการ DCA จะช่วยให้เรามีวินัยกับการลงทุนอย่างสม่ำเสมอไม่ว่าสถานการณ์ตลาดจะเป็นอย่างไร เรากำหนดความถี่ไปเลย เช่น ลงทุนทุกเดือนในวันที่ 25 ด้วยเงินจำนวน 1,000 บาท เป็นต้น เมื่อเราทำอย่างนี้ไปทุกเดือน เราก็จะได้ราคาค่าเฉลี่ยของหุ้นหรือกองทุนนั้น ๆ ซึ่งไม่แน่ว่าสุดท้ายอาจจะต่ำกว่าราคาตลาด ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งก็เป็นได้

ถึงอย่างนั้น DCA ก็ไม่ใช่ยาพิเศษครอบจักรวาล ไม่ใช่ว่า DCA แล้วจะไม่ขาดทุน ต้องเข้าใจว่า DCA เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยบริหารความเสี่ยง สร้างวินัย แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เราต้องคำนึง ซึ่งอาจส่งผลกับผลตอบแทนที่จะได้รับเหมือนกัน เช่น ประเภทของสินทรัพย์ที่ลงทุน เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DCA

สรุป 5 สิ่งที่ต้องรู้ เพื่อปะทะความผันผวนในตลาดลงทุน

3. หมั่นตรวจสอบสัดส่วนพอร์ตของเรา

ลงทุนไปนาน ๆ วันเราอาจจะไม่ทันได้ตรวจสอบว่าสัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ตนั้นขยับเขยื้อนเพิ่มมากขึ้นหรือน้อยลงอย่างไรบ้าง เช่น สัดส่วนหุ้นจากเดิม 60% อาจเพิ่มเป็น 70% ส่วนตราสารหนี้จากเดิมเป็น 40% อาจจะเหลือ 30% จึงเป็นการดีที่จะคอยตรวจสอบและปรับพอร์ตให้ตรงตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เรารับได้อยู่เสมอ เพื่อให้กระบวนการนี้ง่ายขึ้น อาจจะลองหาที่ปรึกษาทางการเงินมาช่วยดูแลให้คำปรึกษาก็จะดีนะ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ Portfolio Rebalancing

เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมเราถึงควรปรับพอร์ตเรื่อย ๆ ต้องลองมาดูตารางนี้จาก Franklin Templeton จะเห็นได้ว่า ไม่มีสินทรัพย์ใดทำผลงานได้ดี-แย่ที่สุดตลอดกาล ทุกสินทรัพย์ล้วนผันเปลี่ยนไปตามเวลา

สรุป 5 สิ่งที่ต้องรู้ เพื่อปะทะความผันผวนในตลาดลงทุน

4. ตัดเสียงรบกวนออกไป โฟกัสที่แผนระยะยาว

ทุกวันนี้เรามีเครื่องมือสื่อสารมากมายที่จะมอบข้อมูลข่าวสารด้านการลงทุนให้แบบไม่เว้นวันเว้นชั่วโมง สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา มีรายงานให้อ่านไม่รู้กี่เล่มต่อกี่เล่ม ซึ่งจริง ๆ ก็ถือเป็นข้อดี แต่โดยส่วนใหญ่แล้วรายงานเหล่านี้มักจะโฟกัสแค่มุมมองระยะสั้นอย่างเดียว ซึ่งก็อาจจะทำให้เราเขวจากเป้าหมายระยะยาวของเราได้หากเราให้ข้อมูลเหล่านั้นมามีอิทธิพลกับเรามากเกินไป

หนึ่งวิธีที่จะช่วยให้การลงทุนของเรายังเป็นไปตามแผนระยะยาว คือการลองย้อนดูผลตอบแทนของพอร์ตโฟลิโอแต่ละประเภท เช่น หุ้น 100% เทียบกับหุ้น ตราสารหนี้ และเงินสด ในสัดส่วนที่ต่างกันไป อย่างในตารางจาก Franklin Templeton ก็แสดงให้เห็นว่าในระยะเวลา 20 ปีนั้น พอร์ตหุ้น 100% ให้ผลตอบแทนดีที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องตระหนักว่าความเสี่ยงก็สูงที่สุดเช่นกัน

สรุป 5 สิ่งที่ต้องรู้ เพื่อปะทะความผันผวนในตลาดลงทุน

5. เชื่อในแผนการระยะยาว ตั้งคำถามต่อข้อสงสัยในระยะสั้น

จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้มีกลเม็ดเคล็ดลับอะไรพิเศษนักสำหรับบริหารความผันผวนสำหรับพอร์ตการลงทุน เราทุกคนรู้ดีว่าเราจะต้องมีเป้าหมายระยะยาวที่ชัดเจน และมีพอร์ตการลงทุนที่กระจายความเสี่ยง แต่สิ่งนี้ก็พูดง่ายทำยาก พอถึงเวลาจริง บางทีเราอาจจะเริ่มสงสัยว่า เอ๊ะ เรายังควรเชื่อในแผนการลงทุนระยะยาวอยู่ไหม และอาจจะเริ่มหวั่นไหวกับคำแนะนำระยะสั้นต่าง ๆ ที่ประดังประเดเข้ามาทำให้เขวไขวไปจากเส้นทางเดิม

ทางที่ดี เพื่อให้มุมมองของเรายังคงสมดุลไม่โน้มเอียง การมีที่ปรึกษาด้านการเงินที่ดีก็จะช่วยให้เราตัดสินใจทำการต่าง ๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินระดับโลก และพอร์ตการลงทุน “สุดเอ็กซ์คลูซีฟ”

ทาง FINNOMENA ได้มีการร่วมมือกับ Franklin Templeton บริษัทจัดการการลงทุนระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดสรรสินทรัพย์มามากกว่า 70 ปี เพื่อออกแบบพอร์ตการลงทุนสุดพิเศษ ที่เหมาะสมกับการลงทุนในทุกสภาวะตลาดอย่างพอร์ต GOR (Global Optimized Return)

พอร์ต GOR เกิดจากการผสมผสานระบบคัดเลือกกองทุนที่ดีที่สุดจาก FINNOMENA รวมถึงเทคโนโลยีและกลยุทธ์จัดพอร์ตการลงทุนระดับโลกจาก Franklin Templeton

ทำให้นักลงทุนสามารถลงทุนสามรถสร้างผลตอบแทนในะระยาวได้อย่างมั่นใจผ่านผู้เชี่ยวชาญ ที่ช่วยอัปเดตสถานการณ์การลงทุนแบบใกล้ชิด เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาสำหรับการติดตามโลกการลงทุนที่มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่เสมอ เหมาะสำหรับผู้ที่สามารถลงทุนขั้นต่ำได้ 10 ล้านบาทขึ้นไป

สนใจบริการออกแบบพอร์ตการลงทุน โดยทีมงาน Investment Strategist จาก Franklin Templeton อ่านรายละเอียดได้ที่ https://franklintempleton.finnomena.com/index.html

เนื้อหาต้นฉบับโดย Franklin Templeton

เรียบเรียงโดย เพื่อนผู้ใจดี

ข้อสงวนสิทธิ์

1. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ให้บริการการให้คำแนะนำทั่วไปแก่ FINNOMENA ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน (Asset Allocations)

2. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น

3. ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/forms-literature/download/GOF-FL5VL

The Power of Asset Allocation

Morning Brief 23/06/2021 “Bitcoin มูลค่าหายเกินครึ่งจากจุดสูงสุด ต่ำกว่า $30,000 ครั้งแรกรอบ 6 เดือน” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA CHANNEL
Morning Brief 23/06/2021 “Bitcoin มูลค่าหายเกินครึ่งจากจุดสูงสุด ต่ำกว่า $30,000 ครั้งแรกรอบ 6 เดือน” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 23/06/2021

Bitcoin มูลค่าหายเกินครึ่งจากจุดสูงสุด ต่ำกว่า $30,000 ครั้งแรกรอบ 6 เดือน”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones +68.61 จุด (+0.20%) S&P500 +21.64 จุด (+0.51%) Nasdaq +111.80 จุด (+0.79%) Small Cap 2000 +9.27 จุด (+0.41%) VIX index อยู่ที่ 16.66 (-6.88%) Nasdaqทำ All time high

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +10.80 จุด (+0.26%) Dax เยอรมัน +33.09 จุด (+0.21%) CAC 40 ฝรั่งเศส +8.96 จุด (+0.14%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 23 มิ.ย. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดซื้อขายในแดนบวกเล็กน้อย ขณะที่ตลาดหุ้นจีน CSI300 และฮ่องกงปรับตัวเคลื่อนไหวในแดนบวก และ SET Index เปิดปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 0.4%

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 23 มิ.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,782.55 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 26.02 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 73.17 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 75.23 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 23 มิ.ย. 2564) Bitcoin 33,773 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,001.11 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 285.98 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.21 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ตัวเลขยอดขายบ้านใหม่ของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 4 สาเหตุจากราคาบ้านที่แพงขึ้นมาจากต้นทุนการก่อสร้างปรับเพิ่มขึ้น

Joe Biden เตรียมประกาศอิสรภาพจาก COVID-19 ในวันชาติของสหรัฐฯ ในวันที่ 4 กรกฎาคม อย่างไรก็ตาม จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์ Delta (20% ของผู้ป่วยใหม่ของสหรัฐฯ) ทำให้เกิดความกังวลและความเสี่ยงที่อาจจะไม่สามารถฉีดวัคซีนให้เกิด herd immunity ได้ทันวันที่ 4 กรกฎาคม

ประธาน FED ออกมายอมรับว่าเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นเร็วกว่าคาดการณ์ แต่ยังมองเป็นปัจจัยชั่วคราว และมั่นใจว่าไม่ใช่ Hyperinflation มีประชาชนบางส่วนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่มองว่าสถานการณ์นี้จะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น สถานการณ์การจ้างงานนอกภาคการเกษตรค่อยๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงที่ COVID-19 เริ่มระบาด

Fear & Greed Index ของตลาด Cryptocurrency อยู่ที่ 10 แสดงให้เห็นถึงความกลัว ความกังวลที่มากในตลาด โดยต้องย้อนหลังไปถึงประมาณมีนาคม – เมษายน 2020 ที่ระดับความกลัวปรับเพิ่มขึ้นมาถึงระดับนี้

รายงานจาก Credit Suisse พบว่าในยุค COVID-19 มีเศรษฐีเพิ่มขึ้นประมาณ 5.2 ล้านคน แต่ความมั่งคั่งเฉลี่ยของครอบครัวทั้งโลกปรับลดลง ความมั่งคั่งของโลกจะกระจุกตัวที่อเมริกาเหนือ ยุโรป รวมถึงออสเตรเลีย โดยสินทรัพย์ทางการเงินมีสัดส่วนในความั่งคั่งเพิ่มมากขึ้น ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ชนชั้นกลางใหม่ เช่น จีน อินเดีย มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ชนชั้นกลางเก่าในยุโรปและสหรัฐฯ ได้รับประโยชน์จากระบบทุนนิยมแบบเปิดน้อยมาก

Microsoft มูลค่า Market Cap. เพิ่มขึ้นใกล้แตะ 2 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ แซง Saudi Aramco แล้ว ไตรมาสล่าสุด รายได้ Microsoft เติบโต 19.1% EPS เติบโต 35.5%

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในไทยอยู่ที่ 3,174 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 3,138 จากในเรือนจำ 36 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 51 คน ผู้หายป่วยกลับบ้าน 1,941 ราย หายป่วยสะสม 162,351 ราย ยอดฉีดวัคซีน 227,639 โดส ในวันที่ 21 มิถุนายน เป็นเข็มที่ 1 จำนวน 152,809 ราย เข็มที่ 2 จำนวน 74,830 ราย ส่วนการประชุม กนง. วันนี้ คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงินในระดับ 0.5% ต่อไป และต้องติดตามมุมมองเศรษฐกิจต่อการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ยังน่าเป็นห่วง

The Opportunity

กองทุนเวียดนามในไทย ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปี ทั้งผลตอบแทนและ Sharpe ratio คือ PRINCIPAL VNEQ-I (สำหรับนักลงทุนสถาบัน) และ PRINCIPAL VNEQ-A Benchmark คือ VN30 Total Return Index ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามี Max Drawdown อยู่ที่ -49.88% มีค่า S.D. อยู่ที่ประมาณ 18% หุ้น 5 ตัวแรก คือ HPG VN (10.57%), TCB VN (10.29%), FUESSVFL (9.78%), FPT VN (7.87%) และ FUEVFVND VN (6.80%) (หมายเหตุ: กองทุนนี้ซื้อขายได้เฉพาะวันทำการแรกของสัปดาห์ การซื้อผ่าน FINNOMENA ต้องทำรายการก่อน 11 โมงเช้า)

News Update: Bitcoin มูลค่าหายเกินครึ่งจากจุดสูงสุด ต่ำกว่า $30,000 ครั้งแรกรอบ 6 เดือน

FINNOMENA Reporter
News Update: Bitcoin มูลค่าหายเกินครึ่งจากจุดสูงสุด ต่ำกว่า $30,000 ครั้งแรกรอบ 6 เดือน

Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่องในวันอังคาร โดยร่วงลงต่ำกว่าระดับแนวรับสำคัญที่ 30,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคม และลดลงกว่า 50% จากระดับสูงสุดตลอดการณ์เมื่อกลางเดือนเมษายนที่มูลค่าเกือบ 65,000 ดอลลาร์

Mike Novogratz ซีอีโอของ Galaxy Digital ได้ตั้งข้อสังเกตในรายการ Squawk Box ของ CNBC เมื่อเช้าวันอังคารว่า Bitcoin ยังคงสามารถฟื้นตัวได้หลังจากการลดลงในช่วงต้นและหากยังไม่ฟื้นตัว 25,000 ดอลลาร์ จะเป็นแนวรับในระดับถัดไป

Novogratz ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า แม้จะมีการไหลออกของเงินทุนครั้งก่อน แต่โครงสร้างพื้นฐานของตลาด cryptocurrency ก็มีความเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ซึ่งเป็นแรงหนุนให้สถาบันการเงินต่าง ๆ หันมาสนใจ cryptocurrency มากขึ้นในปีที่ผ่านมา โดยผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์รายใหญ่ กองทุนบำเหน็จบำนาญ และธนาคารก็ต่างมุ่งเข้าสู่ตลาด cryptocurrency

Bitcoin พยายามดิ้นรนเพื่อกลับคืนสู่ระดับราคาสูงสุดจากช่วงต้นไตรมาส มูลค่าของมันลดลงอย่างมากในเดือนพฤษภาคมหลังจาก Elon Musk กล่าวผ่านทวิตเตอร์ของเขาเกี่ยวกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin และยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ความกลัวเกี่ยวกับการใช้ cryptocurrency ถูกทับถมจากการโจมตีของ Colonial Pipeline ransomware ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Bitcoin ผันผวนเป็นอย่างมาก ราคา Bitcoin แตะ 40,000 ดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อนและลดลงอีกครั้งในวันจันทร์

ราคาของ Bitcoin เพิ่มขึ้นเกือบ 500% จากช่วงกลางเดือนกันยายนถึงจุดสูงสุดตลอดการณ์ในเดือนเมษายน แม้ว่าจะมีการลดลงเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่สกุลเงินดิจิทัลก็ยังคงเพิ่มขึ้นมากกว่า 200% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

ที่มา: CNBC, Bloomberg

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

คิดอย่างไรไม่ลำเอียง

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
คิดอย่างไรไม่ลำเอียง

ในโลกปัจจุบันที่ “ต้นทุนในการสื่อสาร” ลดลงมาต่ำมากจนแทบเป็นศูนย์  เราก็ได้เห็น  Content หรือข้อมูลข่าวสารถูกส่งออกไปมากมายมหาศาลจน “รับไม่ไหว”  บางเรื่องก็เป็นเรื่องจริง  จำนวนพอ ๆ  กันก็เป็นเรื่องไม่จริงหรือที่เราเรียกว่า “Fake News” แต่ที่จริงแล้วคนที่ส่งออกไปก็ไม่รู้ว่าข่าวต่าง ๆ  นั้นจริงหรือไม่  ถ้าเขาชอบข่าวหรือข้อมูลนั้น  เขาก็เพียงแต่ส่งมันต่อไป  เพื่อที่จะให้คนอื่นรู้และเห็นด้วย  นี่คงเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากให้คนอื่นคิดและเห็นเหมือนกับตนเอง  เพราะคนที่มีความคิดความเห็นเหมือนกันจะช่วยส่งเสริมให้ “ยีน” ของพวกเขาสามารถเอาตัวรอดและเผยแพร่เผ่าพันธุ์ได้ดีขึ้น

ผมเอง  หรือที่จริงน่าจะเกือบทุกคนต่างก็มี “กลุ่มไลน์”  หลาย ๆ  กลุ่ม  เช่น กลุ่มเพื่อนโรงเรียนเก่า  กลุ่มชมรมกิจกรรม  กลุ่มคนทำงานในแผนกหรือในโครงการ  กลุ่มนักลงทุน  และกลุ่มสนใจการเมือง  เป็นต้น   ข้อมูลข่าวสารแต่ละวันที่ผมได้รับนั้น  ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้และความคิดเห็นโดยเฉพาะในเรื่องที่ผมสนใจและ “เห็นด้วย”  ผมก็มักจะดูหรืออ่านแบบตั้งใจมากกว่าเรื่องที่ผมไม่สนใจหรือไม่เห็นด้วย  นี่ก็เป็นเรื่องปกติ  เป็นธรรมชาติของยีน  เวลาทำไปมาก ๆ  นาน  ๆ  ความรู้และความคิดเหล่านั้นก็จะถูก “ย้ำ” เข้าไปในสมองซึ่งอาจทำให้ความรู้ของเรามากขึ้น  แต่ถ้าเป็นความคิดเห็นมันก็มักจะ “แรง” ขึ้น  และเราก็จะปฎิเสธความคิดเห็นที่ “แตกต่าง” มากขึ้น  ซึ่งในที่สุดก็อาจจะนำไปสู่  “ความขัดแย้งกัน” รุนแรงขึ้น  และนี่ก็คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น  “ทั่วโลก” โดยเฉพาะในด้านของการเมืองซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความรู้หรือความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ  ของเราในวันนี้  ผมคิดว่ามีโอกาสที่จะเกิด Bias หรือเกิด “ความลำเอียง” มากขึ้น  เรากำลังถูก  “ล้างสมอง” ทุกวันอย่างไม่รู้ตัว  เราอาจจะรู้สึกว่าความคิดเห็นของเรานั้นถูกต้องและคนส่วนใหญ่ต่างก็คิดและทำแบบนั้น  เพราะเพื่อนส่วนใหญ่และคนรู้จักที่เข้ามาอ่านหรือพูดคุยในไลน์ต่างก็เห็นด้วย  คิดและทำแบบนั้นทั้งนั้น  อาจจะมีบ้างบางคนที่ “เพี้ยน” หรือเป็นคน “นอกคอก” หรือ “มีผลประโยชน์”  หรือ  “ไม่รู้ข้อมูลจริง” เพราะ “ไม่ได้ศึกษา” และไปหลงเชื่อ “เฟคนิวส์” จากคนอื่นที่มี “เจตนาที่เลวร้าย”  ไม่ประสงค์ดีต่อสังคมหรือประเทศชาติ  “โลก” ของคนเราที่คิดว่าจะ “กว้าง” ขึ้นเพราะอินเตอร์เน็ตที่แพร่หลายซึ่งทำให้ข้อมูลความรู้และความคิดเห็นกระจายไปทุกที่อย่างไม่มีข้อจำกัดนั้น  อาจจะไม่กว้างขึ้นอย่างที่คิด  สำหรับหลายคนแล้ว  โลกของเขาอาจจะ “แคบลง”  เพราะสมองไม่ยอมรับความคิดใหม่และที่แตกต่างจากพื้นฐานความคิดเดิมของตนเองที่ “ถูกย้ำ” ทุกวัน

แต่นักลงทุนโดยเฉพาะแบบ VI นั้น  เราจะปล่อยให้ความรู้  ความคิดและความเห็นของเราต่อโลกและต่อทุกสิ่งมีความ “ลำเอียง” ไม่ได้  เราอาจจะมีความคิดเห็นแบบหนึ่งที่เราเห็นด้วยและเราชอบ  แต่เราต้องรู้ว่าโลกและคนอื่นคิดและรู้สึกอย่างไร  คน “ส่วนใหญ่” เขาคิดอย่างไร  คนแต่ละกลุ่มคิดอย่างไร  อนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงไปไหม  เราต้องมีภาพโดยเฉพาะ  “ภาพใหญ่”  ในแต่ละเรื่องที่ถูกต้องจริง ๆ  ไม่ใช่ถูกต้องในความคิดของเราหรือที่เราอยากเห็น  แน่นอนว่าคนทั่วไปที่เป็น  “นักสู้” นั้น  เมื่อเขาคิดและอยากให้คนอื่นเห็นด้วย  เขาก็อาจจะ “สู้” โดยการส่งข้อมูลความคิดเห็นของเขาเข้าสู่ระบบสื่อสารมวลชน  แต่คนที่เป็น “นักเลือก” ซึ่งกลุ่มหนึ่งก็คือนักลงทุนนั้น  ก็จะต้องคอยสังเกตว่าอะไรคือความรู้หรือความคิดเห็นของคนส่วนมากหรือคนกลุ่มไหน  เพื่อที่จะนำมาวิเคราะห์ว่าจะ “เลือกลงทุน” อย่างไรโดยที่ “ไม่มีความลำเอียง”

ตัวอย่างเล็ก ๆ  ที่ผมเห็นก็คือการลงทุนในตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะที่เวียตนามซึ่งผมก็เห็นมีการ Debate หรือโต้เถียงกันในเว็บไซต์เกี่ยวกับการลงทุนว่าเศรษฐกิจและตลาดหุ้นเวียตนามดีจริงหรือ?  โดยที่มักจะเปรียบเทียบกับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่เราอยู่และเรารักและรู้สึกดีมาตลอดชีวิต  ดังนั้น  เรามี Bias อยู่แล้วโดยธรรมชาติ  ดังนั้น  เวลาคนนำเสนอข้อเปรียบเทียบ  เขาก็จะนำสิ่งที่ดีกว่าทั้งหลายของไทยมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่แย่กว่าของเวียตนาม  อาทิเช่น  ระบบการคมนาคมขนส่งเช่น  รถไฟฟ้าและใต้ดินที่เรามีไม่รู้กี่สายแล้วในขณะที่เวียตนามนั้นสร้างมาไม่รู้กี่ปีก็ยังไม่เสร็จซักแห่งเดียว เป็นต้น   นอกจากนั้น  ถ้าจะว่าไป  สาธารณูปโภคเกือบทุกอย่างของเวียตนามก็  “แพ้ไทย” อย่างไม่เห็นฝุ่น  รวมไปถึง “ดัชนี” ความก้าวหน้าทั้งหลาย เช่นการสาธารณสุข การพัฒนาด้านคนและอื่น ๆ  ไทยก็ชนะทั้งนั้น  ส่วนที่ไทย “แพ้” เช่น  เรื่องของการลงทุนจากต่างประเทศหรือการส่งออกซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในประเด็นของการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตก็จะไม่พูดถึง เป็นต้น

ประเด็นก็คือ  ถ้าจะเปรียบเทียบ  ระดับ  ของการพัฒนาประเทศหรือการพัฒนาทางเศรษฐกิจแล้ว  ไทยก็เหนือกว่าเวียตนามค่อนข้างมากอย่างแน่นอนในขณะนี้  ดังนั้น  แทบทุกอย่างที่วัดว่าประเทศไหน “รวย” หรือดีกว่ากันไทยก็ชนะแน่นอน  แต่ในด้านของการลงทุนในตลาดหุ้นนั้นเราไม่ได้วัดกันที่ “ระดับ”  แต่เราวัดกันที่ “การเติบโต” ของเศรษฐกิจ  เพราะถ้าเศรษฐกิจโตเร็ว  หุ้นก็มักจะโตไปตามเศรษฐกิจในระยะยาว  นี่เป็นเรื่องที่ไม่มี Bias และถ้าเวียตนามโตเร็วต่อไปเรื่อย ๆ  วันหนึ่งเขาก็จะมีรถไฟฟ้าหรือสาธารณูปโภคอย่างที่ไทยมีในวันนี้

การแก้ปัญหาหรือวิธีคิดที่จะทำให้เราไม่ลำเอียงนั้น  ประเด็นแรกก็คือ  เราต้องรู้ว่าเราอาจจะลำเอียงได้ในเรื่องที่เรากำลังคิด  ความลำเอียงนั้นเกิดขึ้นเมื่อจิตใจเรามีความชอบหรือความรักหรือมีความคุ้นเคยในสิ่งที่เรากำลังพิจารณา  นอกจากนั้น  การที่เราอยู่ในวัฒนธรรมของประเทศไทยก็ทำให้เราเกิดความลำเอียงได้ไม่น้อย  เพราะนั่นคือสิ่งที่เราประสบพบเห็นตั้งแต่เกิด  ไม่มีทางที่เราจะแก้หรือ “Unlearn” มันได้ง่าย  ดังนั้น  เราจึงควรจะรู้ว่าวัฒนธรรมไทยนั้นมีความแตกต่างจากประเทศอื่นอย่างไรบ้าง

ความรักหรือความชอบนั้น  จะทำให้เรารู้สึกดีและดังนั้น  เราก็จะมีความลำเอียงว่ามันจะดีกว่าความเป็นจริง  ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือเรื่องของหุ้น  ถ้าเราเป็นเจ้าของถือหุ้นมานานพอสมควรและมันให้ผลตอบแทนที่ดีเราก็จะ “รัก” มันและคิดว่านี่คือบริษัทที่ดี  มีการบริหารงานที่ดี  มากกว่ามองข้อเสียที่อาจจะมีมากกว่า  และอาจจะทำให้เราไม่ขายมันทั้ง ๆ ที่มันไม่คุ้มค่าแล้ว  นี่ก็ทำให้ในวงการนักลงทุนมีคำเตือนว่าเราไม่ควรจะ  “รักหุ้น” มากเกินไป  เพราะเราจะ Bias

วิธีการคิดหรือวิเคราะห์ที่จะหลีกเลี่ยงความลำเอียงที่ผมมักใช้เป็นประจำก็คือการ  “คิดแบบใช้สถิติ” คือแทนที่จะมองเป็น “รายตัว”  ว่ามันดี  หรือโตเร็ว  หรืออะไรก็ตาม  ผมจะดูว่าโดยปกติค่าเฉลี่ยของเรื่องนั้นหรือสิ่งนั้นในระยะยาวถ้ามี เป็นอย่างไร  และค่าความผันผวนโดยธรรมชาติจะทำให้ค่าสูงและค่าต่ำประมาณไหน  แล้วนำข้อมูลนั้นมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เรากำลังพิจารณา  ถ้าเราให้คุณค่ากับสิ่งที่เรากำลังดูนั้นสูงกว่าค่าทางสถิติมากหรือแย่กว่ามาก  บางทีเราก็อาจจะกำลัง “ลำเอียง” ก็ได้  และถ้าเป็นแบบนั้น  เราก็อาจจะต้องทบทวนดูอีกครั้ง  ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็อาจจะรวมถึงการตั้งผลตอบแทนคาดหวังจากการลงทุนในตลาดหุ้นที่คนมักจะลำเอียงในทางสูงเช่น  ตั้งผลตอบแทนคาดหวังปีละ 20-25% ต่อปีแบบทบต้นในระยะยาวอย่างน้อย 5-10 ปี  ซึ่งถ้าดูจากสถิติในอดีตแล้ว  เป็นไปได้ยากมาก  เพราะแม้แต่เซียนหุ้นระดับโลกเอง  ถ้าลงทุนแบบ “ไม่เสี่ยงเกินไป” และพอร์ตมีขนาดใหญ่พอสมควร   การได้ผลตอบแทนปีละ 15-18% ต่อปีก็ถือว่าสุดยอดแล้ว

อีกวิธีหนึ่งที่จะลดความลำเอียง  โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคมหรือการเมืองก็คือ  การศึกษาหรือใช้ข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์ทั่วโลก  วิธีนี้จะทำให้เราลำเอียงน้อยลงเวลาวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย  แนวทางของผมก็คือ  สังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่มีการพัฒนาระดับกลางค่อนไปทางสูงเล็กน้อย  และผมเชื่อว่าการพัฒนานั้นก็สะท้อน  “คนไทย”  โดยรวมว่าเรามีความสามารถระดับเดียวกันเมื่อเทียบกับโลกนั่นคือ  เราไม่ได้เก่งหรือเด่นมากแต่ก็ไม่เลวนักในด้านต่าง ๆ  รวมถึงการจัดการกับปัญหาหรือวิกฤติ  ดังนั้น  ผมก็มักจะไม่เชื่อคำพูดที่ว่า  “เราดีที่สุดในโลก”  หรือ  “เราแย่มากที่สุด” โดยที่คำพูดดังกล่าวนั้นมักจะมาจากคนที่ลำเอียงทั้งทางด้านดีและร้ายขึ้นอยู่กับมุมมองของเขาต่อรัฐไทยหรือรัฐบาล  เป็นต้น

ที่พูดมาทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถคิดแบบไม่ลำเอียงเลย  นั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราเพียงแต่ลดมันลงเพื่อทำให้สามารถคิดและวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องมากขึ้นในโลกที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยข่าวสารที่ทำให้เราเกิดความลำเอียงมากขึ้น

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://blog.settrade.com/blog/nivate/2021/06/21/2522

Market Think Tank EP 4 : ตามติดมุมมองเงินเฟ้อ แค่ชั่วคราว หรือยืนยาว?

FINNOMENA Podcast

Market Think Tank EP 4 : ตามติดมุมมองเงินเฟ้อ แค่ชั่วคราว หรือยืนยาว?

“Market Think Tank รายการที่จะนำแหล่งความรู้จากสถาบันการเงินระดับโลกมาให้นักลงทุนชาวไทยฟัง แบบเข้าใจง่าย สไตล์ FINNOMENA”


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

Morning Brief 22/06/2021 “Moody’s เตือนหุ้นสหรัฐฯ ปรับฐาน 10%-20% Invesco มองเป็นโอกาสซื้อ” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA CHANNEL
Morning Brief 22/06/2021 “Moody's เตือนหุ้นสหรัฐฯ ปรับฐาน 10%-20% Invesco มองเป็นโอกาสซื้อ” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 22/06/2021

Moody’s เตือนหุ้นสหรัฐฯ ปรับฐาน 10%-20% Invesco มองเป็นโอกาสซื้อ”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones +586.89 จุด (+1.76%) S&P500 +58.34 จุด (+1.40%) Nasdaq +111.10 จุด (+0.79%) Small Cap 2000 +47.65 จุด (+2.13%) VIX index อยู่ที่ 17.89 (-13.57%) sector ที่ปรับตัวได้ดีของ S&P500 เมื่อวาน คือ Energy, Financials และ Industrials ขณะที่ผลตอบแทน 1 เดือน Real Estate, Info Tech และ Energy เป็น sector ที่ทำผลงานได้ดีที่สุด โดยกลุ่มที่มีการปรับประมาณการกำไรเพิ่มสูงที่สุด คือ Energy, Consumer Discretionary, Materials และ Industrials

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +28.69 จุด (+0.71%) Dax เยอรมัน +155.20 จุด (+1.00%) CAC 40 ฝรั่งเศส +33.38 จุด (+0.51%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 22 มิ.ย. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดซื้อขายในแดนบวกประมาณเกือบ 3% ขณะที่ตลาดหุ้นจีน CSI300 เคลื่อนไหวในแดนบวก ตลาดหุ้นฮ่องกงติดลบเล็กน้อย และ SET Index เปิดปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5%

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 22 มิ.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,788.30 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 26.04 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 73.20 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 75.15 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน แต่เริ่มมีการย่อตัวลง

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 22 มิ.ย. 2564) Bitcoin 32,860.7 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,967.9 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 287.65 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.20 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

คาดการณ์เงินเฟ้อ 5 ปี ลดลงจากจุดสูงสุงช่วงกลางเดือนพฤษภาคมจากประมาณ 2.72 มาอยู่ที่ 2.41 สอดคล้องกับ Bond Yield 10 ปีที่ลดลงจากประมาณ 1.6 มาอยู่ที่ 1.47

American Airlines ประกาศยกเลิกเที่ยวบินในประเทศในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากมีพนักงานไม่พอ

ส่วนต่างสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของน้ำมัน WTI 3 และ 4 เพิ่มขึ้นมากที่สุดตั้งแต่ปี 2013 มีการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันอาจจะขึ้นไปแตะ 80 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในไตรมาส 3 – 4 ปีนี้

ประธาน FED มีมุมมองว่าเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นปัจจัยชั่วคราว โดยยังคงระมัดระวัง COVID-19 ว่ายังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ

Ray Dalio ออกมาแสดงกังวลถึงแนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดในอนาคต ว่าอาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อตลาดหุ้นได้ โดยคาดการณ์เงินเฟ้อของสหรัฐฯ จะค่อยๆ ปรับตัวลดลงในระยะยาว

Moody’s Analytics เตือนว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ โอกาสปรับฐาน 10 – 20% ขณะที่ Invesco ออกมาให้ความเห็นว่า ถ้าเกิดการปรับฐานมาจริง จะเป็นโอกาสในการเข้าไปลงทุน

Max drawdown ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ สูงที่สุดตั้งแต่ปี 1980 คือ -48% ในปี 2008 และ 34% ในปี 2020 สำหรับปีที่ไม่เกิดวิกฤติ ค่า Max drawdown อยู่ที่ประมาณ 6 – 10%

นโยบายการเงินของสหรัฐฯ กดดันตลาดหุ้นญี่ปุ่น ญี่ปุ่นจะไม่ยกเลิกการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กำลังจะเกิดขึ้น ปัจจุบัน ตลาดหุ้นญี่ปุ่น (Nikkei225) ปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดในเดือนมีนาคม 2020 ประมาณ 82%

Sector ในดัชนี TOPIX ที่ปรับตัวได้ดีที่สุดในรอบ 1 เดือน คือ Transportation Equip และ Land Trans กลุ่มที่ปรับตัวลดลงมากที่สุด คือ Banks และ Insurance หากนับตั้งแต่ต้นปีกลุ่มที่ปรับตัวได้ดีที่สุด คือ Transport Equip และ Bank และมีติดลบเพียงกลุ่มเดียว คือ Pharmaceutical กลุ่มที่มีการปรับประมาณกำไรเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ Land Trans และ Transportation Equip ขณะที่ Relative P/E ของ TOPIX ยังดูถูกเมื่อเทียบกับ S&P500 ตัวเลข Citi Economics Surprise Index ปรับตัวขึ้นสูงมาก ส่วนเงื่อนไขในการดำเนินนโยบายทางการเงินอยู่ในทิศทางผ่อนคลาย

คาดการณ์ GDP ของญี่ปุ่นไตรมาส 2 จะปรับตัวขึ้นดีกว่าไตรมาส 1 และระยะยาวจะอยู่ที่ประมาณ 2 – 3%

ทางการจีนยังคงควบคุม cryptocurrency อย่างต่อเนื่อง โดยเรียกผู้ให้บริการทางการเงินเข้าพบ เพื่อขอความร่วมมือไม่ให้ให้ความช่วยเหลือหรือทำธุรกรรมเกี่ยวข้องกับ cryptocurrency ส่งผลลบต่อราคา cryptocurrency

ธนาคารระดับโลกโดยภาพรวม ยังไม่ได้เปิดให้การทำธุรกรรมเกี่ยวกับ cryptocurrency มากเท่าไหร่ โดย Morgan Stanley เปิดให้ลูกค้า wealth สามารถลงทุนผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ cryptocurrency ได้ และมี 4 ธนาคาร ประกอบด้วย JPMorgan, Goldman Sachs, Morgan Stanley และ Citigroup ที่เปิดให้สามารถทำการลงทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าบน cryptocurrency ได้ ส่วน Credit Suisse, BNP Paribas และ HSBC ยังไม่ได้เปิดทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ cryptocurrency ณ ปัจจุบัน

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในไทยอยู่ที่ 4,059 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 3,984 จากในเรือนจำ 75 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 35 คน ผู้หายป่วยกลับบ้าน 2,047 ราย หายป่วยสะสม 160,410 ราย ยอดฉีดวัคซีนรายวัน 20 มิ.ย. ลดลงต่ำกว่า 1 แสนราย คาดการณ์ว่ากนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายต่อไป และน่าจะคงอัตราดอกเบี้ยถึงปีหน้า ตัวเลขการส่งออกและนำเข้าเริ่มฟื้นตัว การฟื้นตัว GDP รายไตรมาสจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากไตรมาส 3 ปี 2021 เป็นต้นไป

The Opportunity

PRINCIPAL APDI  ภูมิภาค Developing Asia มีความน่าสนใจเพราะ GDP จะเติบโต 7.3% ในปี 2021 และ 5.3% ในปี 2022 กองทุนนี้ลงทุนในกองทุนหลัก คือ Principal Asia Pacific Dynamic Income Fund หุ้นที่มีสัดส่วนมากที่สุด 5 อันกับแรก TSMC (5.98%) Samsung Electronics (5.81%) LG Chem (4.48%) Tencent Hldg (4.20%) และ Alibaba Group Holding (3.38%) สัดส่วน sector สูงที่สุด คือ Information Technology รองลงมาคือ Industrials ภูมิภาคที่ไปลงทุนมีสัดส่วนในฮ่องกงมากที่สุด รองลงมาคือไต้หวัน และเกาหลีใต้ ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ +36.79% ทำได้ดีกว่า MSCI Asia Pacific ที่ +28.42% จุดเด่น คือ มุ่งหาผลตอบแทนส่วนเกิน Alpha และตั้งใจจะสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 8% จะมีความ active ในการปรับพอร์ต ไม่ยึดตามดัชนี และมีลักษณะ balance ระหว่างความมั่นคงและการเติบโต 3D Diagram ค่อนข้างเด่นในเรื่อง Max Drawdown และ Risk Adjusted Return

News Update: Moody’s Analytics เตือนโอกาสหุ้นสหรัฐฯ ปรับฐาน 10%-20% ด้าน Invesco มองหากลงจริงเป็นโอกาสซื้อ

FINNOMENA Reporter
News Update: Moody's Analytics เตือนโอกาสหุ้นสหรัฐฯ ปรับฐาน 10%-20% ด้าน Invesco มองหากลงจริงเป็นโอกาสซื้อ

Mark Zandi หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Moody’s Analytics คาดการณ์ว่า นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะจุดชนวนให้เกิดปรับฐานของหุ้นสหรัฐฯ 10% ถึง 20%

กระแสลมกำลังก่อตัวสำหรับตลาดตราสารทุน” Zandi กล่าวในรายการ Trading Nation ของ CNBC เมื่อวันศุกร์ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องปรับนโยบายเนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมากเขากล่าวเสริมว่าเศรษฐกิจกำลังอยู่ในภาวะแข็งแกร่ง ซึ่งจะส่งผลให้การว่างงานต่ำ การเติบโตของค่าจ้างก็จะแข็งแกร่งขึ้น

หุ้นและพันธบัตรไม่ใช่สินทรัพย์เสี่ยงเพียงอย่างเดียวที่ดึงดูดความสนใจของเขา Zandi ยังเห็นปัญหาในการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์และการถูกเทขายของสกุลเงินดิจิทัลมากขึ้น นอกจากนี้เขายังกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของตลาดที่อยู่อาศัยท่ามกลางอัตราการจำนองที่สูงขึ้นอัตราเงินเฟ้อจะสูงกว่าก่อนเกิดโรคระบาด” Zandi กล่าวเฟดต้องดิ้นรนอย่างเพื่อให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น และฉันคิดว่าพวกเขาจะสามารถทำเช่นนั้นได้

ด้าน Kristina Hooper จาก Invesco หากหุ้นสหรัฐฯ มีการปรับฐานลงไปถึง 10% ถึง 15% นั้นเป็นจังหวะเข้าซื้อ โดยเธอกล่าวว่า ตลาดในวงกว้างมีความเสี่ยงที่จะปรับฐาน 10% ถึง 15% พร้อมกล่าวเสริมว่านี่อาจเป็นโอกาสที่สำคัญ และเป็นโอกาสที่นักลงทุนรอคอย

Hooper ยังเห็นประโยชน์จากการเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหุ้นบิ๊กเทค โดยเธอให้เหตุผลว่า ดูเหมือนว่าองค์กรขนาดใหญ่ในอเมริกาหลายแห่งจะใช้โมเดลการทำงานแบบไฮบริดสำหรับการทำงานที่บ้านอย่างถาวรหลังจากการระบาดใหญ่ในระยะยาว ฉันตื่นเต้นมากเกี่ยวกับภาคส่วนเทคโนโลยีเธอกล่าวเสริมมีตัวเร่งที่แข็งแกร่งมากมายในภาคส่วนนี้ และฉันคิดว่ามันจะออกมาดีกว่าหากเรามองในระยะยาวที่หนึ่งถึงสามปี

ในวันจันทร์ ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งจากถูกเทขายอย่างต่อเนื่องในสัปดาห์ที่แล้ว ดาวโจนส์ปิดบวก 586.89 จุด หรือ 1.8% S&P 500 ก็ได้รับแรงหนุนเช่นกัน โดยปิดบวกที่ 1.40% ในขณะที่ Nasdaq ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีปิดบวกที่ 0.79%

ที่มา: CNBC

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ATMX ยักษ์จีนท้าชนสหรัฐ EP1: Meituan รายได้ยังโตแรง CEO บอกปัญหารัฐบาลเคลียร์กันได้ ไม่มีปัญหา

BottomLiner
ATMX ยักษ์จีนท้าชนสหรัฐ EP1: Meituan รายได้ยังโตแรง CEO บอกปัญหารัฐบาลเคลียร์กันได้ ไม่มีปัญหา

ก่อนหน้านี้ CEO ของ Meituan โพสน้อยใจบ่นรัฐบาลบน Social Media พานักลงทุนขวัญเสียเทขายหุ้นแหลก ทำมูลค่าบริษัทหายไป 2 แสนล้าน HKD (ประมาณ 8 แสนล้านบาท) ภายใน 2 วัน

แต่ล่าสุดหลังประกาศงบ CEO พูดปลอบใจได้เยอะ เชื่อว่าปัญหากับรัฐบาลไม่ได้มีอะไรน่ากลัว ปรับอารมณ์พาหุ้นลอย บวกเกือบ 20% ใน 2 วัน (ตกรถกันใช่ไหม สารภาพได้)

รู้จัก Meituan ให้มากขึ้นก่อนจะตัดสินใจว่าควรซื้อเพิ่มดีไหม

Meituan Dianping แอปพลิเคชั่นที่รวมการใช้ชีวิตทุกอย่างในจีน ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการและสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงดีลดี ๆ และวอยเชอร์เยี่ยม ๆ จากทั่วทุกมุมโลกมาไว้สำหรับคนจีนโดยเฉพาะ

ในปัจจุบันจะพูดว่า Meituan Dianping ถือว่าเป็น แอปฯ ไลฟ์สไตล์ของคนจีนเลยก็ถือว่าไม่ผิด เพราะแทบจะมีทุกอย่างที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น Meituan Waimai (สั่งอาหาร) และ Maoyan (จองตั๋วหนัง) ยังรวมถึง การจองร้านนวด ร้านทำเล็บ จนถึงบริการรับล้างรถถึงที่ ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานมากถึง 500 ล้านคน และมีร้านค้าในระบบเกือบ 7 ล้านเจ้า ก็ไม่แปลกที่มีผู้ใช้งานมากขนาดนี้ เพราะจุดเด่นเดิมของทั้งสอง เมื่อนำมารวมกันก็ถือว่าตอบโจทย์กับผู้บริโภคและพ่อค้าแม่ค้าได้มากเลยทีเดียว

ล่าสุด Meituan Dianping ก็ได้ครองสัดส่วนตลาดมากถึง 65% ในขณะที่ Ele.me ของ Alibaba นั้นครองสัดส่วนเพียง 27% เท่านั้น และตลาด Food Delivery จีนถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย เท่ากับว่า Meituan คือเบอร์ 1 ของโลกด้านนี้ !

ปีที่แล้ว Meituan Dianping ก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากไวรัส COVID-19 แต่ในเรื่องร้ายก็ยังมีเรื่องดี เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมแบบ New Normal นี้ก็จะทำให้รูปแบบการบริโภคเข้าทางกับการดำเนินธุรกิจแบบ Delivery ของ Meituan Dianping มากยิ่งขึ้น

Meituan ประกาศรายได้ไตรมาส 1 โตเกิน 100% YoY เหตุผลหลักเพราะฐานปีที่แล้วต่ำจากโควิดระบาดหนักในจีน แม้ดูโตแรงมากแต่บริษัทก็ขาดทุนอย่างหนักจากการเติบโตครั้งนี้ เนื่องจาก Meituan กำลังสาดเงินเข้าลุยธุรกิจ Community Group Buying (ให้ผู้บริโภครวมกลุ่มกันสั่งซื้อของทีละเยอะ ๆ เพื่อกดราคาสินค้า)

ต้องบอกว่า Community Group Buying ในจีนกำลังเป็นทะเลเดือด บริษัทใหญ่ทุกเจ้าลงมาแข่งกันหมด ทั้ง Meituan, Alibaba, Pinduoduo และทุกเจ้าพูดเหมือนกันว่าพร้อมจะลงทุนมหาศาล

เห็นตัวเลขการเงิน Meituan ในธุรกิจนี้ (อยู่ใน New Initiatives and Others) ก็หวั่น ๆ ทีเดียว รายได้ 9.8 พันล้าน ขาดทุนไป 8 พันล้าน แสดงให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายคิดเป็นเกือบ 2 เท่าของรายได้ !

และ CEO ยังประกาศพร้อมขาดทุนอีกยาว ๆ เพื่อให้ชนะ !!

New Initiatives and Others ประกอบด้วย 3 ธุรกิจใหม่ในเครือที่ Meituan หวังปั้นเป็น S-Curve ตัวใหม่ 1. Meituan Select = Group Buying ที่เล่าไปข้างบน, 2. Meituan Instashopping = สั่งของออนไลน์แล้วได้ภายในวันนั้นเลย, 3. Meituan Grocery = ร้านสะดวกซื้อ

Meituan Select คือส่วนที่บริษัทเทเงินเข้าไปเยอะมาก โดยธุรกิจเพิ่งเริ่มต้นแค่เพียงปีที่แล้ว แต่ด้วยการอัดงบทำให้ Meituan ขยายบริการครอบคลุม 90% ในจีนแล้ว และผู้บริหารยังประกาศจะลุยต่อซึ่งมีแนวโน้มว่าบริษัทจะต้องขาดทุนอีกหลายไตรมาสต่อจากนี้

ผู้บริหารยืนยันว่านี่คือปรัชญาของบริษัทที่มอง Long-Term Growth เป็นหลัก และจำเป็นต้องขยายธุรกิจบริการให้กว้างขึ้นเพื่อให้เกิด Retention Effect บนแพลตฟอร์ม และตัวเลขที่วัดความสำเร็จให้ดูที่ Sales Volume Per Day กับ Retention Rate

แม้ราคาดูจะบวกแรง แต่ถ้าวัดจากจุดสูงสุดยัง -30% ห่างจากยอดอีกเยอะ ถือเป็นโอกาสไหมนะ ?!

BottomLiner

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/bottomlinerglobal/posts/4591675284180903

ทองคำและบิทคอยน์วิ่งสวนกันตลอดในปี 2021 สาเหตุเกิดจากอะไร?

Zipmex
ทองคำและบิทคอยน์วิ่งสวนกันตลอดในปี 2021 สาเหตุเกิดจากอะไร?

ใกล้จะจบไตรมาสที่สองประจำปี 2021 กันแล้ว ซึ่งไตรมาสสองนี้ลักษณะของ Fund Flow มีลักษณะการเคลื่อนย้ายไปตามปัจจัยบวกลบของแต่ละสินทรัพย์ ไม่ได้มีลักษณะขึ้นยกแผงเหมือนเช่นปี 2020 ที่ผ่านมา นั่นทำให้นักลงทุนที่ Rotation พอร์ตตามหลังราคาเกิดความสับสนพอสมควร ย้ายเข้าหุ้น หุ้นนิ่ง เห็นคริปโท ฯ ขึ้นก็หมุนเงินเข้าคริปโท ฯ สักพักราคาลงแรงก็ย้ายเงินเข้าทองคำเพราะทองคำขึ้น ไม่นานราคาทองคำก็ลงอีก คริปโทกับตลาดหุ้นกลับเริ่มสดใส สรุปว่าราคา Bitcoin กับทองคำจะวิ่งสวนทางกันตลอดเวลาหรืออย่างไร ? บทความนี้ของเราจะนำเสนอข้อมูลให้ทุกท่านได้ศึกษากันครับ

ปัจจัยกดดันราคาทองคำในปัจจุบัน

1. แรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด

2. แรงกดดันจากความเข้มงวดของนโยบายหลังประธานเฟดแถลงว่ากรรมการเฟดได้เริ่มหารือเกี่ยวกับการปรับลดวงเงินในมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)

ทำให้ราคาทองคำปรับตัวลงทันที ในขณะเดียวกันราคา Bitcoin ก็สามารถยืนได้และขยับขึ้นเล็กน้อย ทำให้หลายท่านเกิดความสงสัยว่า 2 สินทรัพย์นี้วิ่งสวนทางกันหรืออย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ มีกระแสการพูดถึงคุณสมบัติของทองคำกับ Bitcoin ว่าใกล้เคียงกัน เรียก Bitcoin ว่าเป็น Gold Digital ฉะนั้นราคาสองสินทรัพย์นี้ควรจะขึ้นหรือลงในทิศทางเดียวกัน แต่ในความเป็นของปี 2021 ที่เราพบกลับตรงกันข้ามเพราะว่า ราคาทองคำและ Bitcoin วิ่งสวนทางกันตลอดในปี 2021 นี้

ทองคำและบิทคอยน์วิ่งสวนกันตลอดในปี 2021 สาเหตุเกิดจากอะไร?

ศัพท์ทางการเงินมีการวิเคราะห์ค่า Correlation ที่บอกถึงค่าความสัมพันธ์ของสินทรัพย์ 2 ชนิดว่ามีลักษณะการเคลื่อนไหวเป็นอย่างไร ในทิศทางเดียวกัน ทิศทางต่างกัน หรือไม่มีความสัมพันธ์กัน ส่วนราคาทองคำและ Bitcoin มีนักวิเคราะห์นำเสนอเรื่อง Correlation เป็นตัวเลขกันพอสมควรแล้ว แต่เราอยากให้นักลงทุนเห็นภาพมากขึ้น ด้วยการดูที่ราคาแบบง่าย ๆ เลย

จากภาพประกอบด้านบนคือกราฟราคาทองคำ (เส้นสีส้ม) และ Bitcoin (เส้นสีฟ้า) ตั้งแต่ต้นปี 2021 จนถึงเดือนมิถุนายน เพียงมองด้วยตาเปล่าก็จะเห็นว่า เมื่อราคา Bitcoin สูงขึ้นเรื่อย ๆ ราคาทองคำก็วิ่งลงเรื่อย ๆ จุดสุดสูงของ Bitcoin ก็กลายเป็นจุดต่ำสุดขององคำเช่นเดียวกัน อย่างในไตรมาสสองนี้ เมื่อ Bitcoin ปรับฐาน ราคาทองคำก็ฟื้นกลับมาจดโดดเด่น

นั่นแปลว่าเราสามารถพิจารณาทิศทางของสินทรัพย์หนึ่งในเบื้องต้น ด้วยการดูอีกสินทรัพย์หนึ่งประกอบ เช่น เราลงทุนในทองแต่ไม่สนใจ Bitcoin เราก็สามารถดู Bitcoin ประกอบการตัดสินใจเพื่อเข้าซื้อขายทองคำได้เช่นเดียวกัน

ความสัมพันธ์ของทองคำและ Bitcoin ในระยะยาว

จากงานวิจัยของ Morgan Stanley ล่าสุดมีการกล่าวถึงความสัมพันธ์ของทองคำและ Bitcoin ย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2018-2021 หากดูจากกราฟราคาอาจจะเห็นภาพไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แต่เมื่อดูค่า Correlation (กราฟสีเทาด้านล่าง) จะเป็นบวกเสียส่วนใหญ่ แปลว่ามีความสัมพันธ์ของทิศทางราคาที่คล้ายกัน คือทองคำขึ้น Bitcoin ขึ้น เป็นต้น แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2021 ความสัมพันธ์นี้เริ่มหมดลงและเคลื่อยนไหวในทิศทางตรงกันข้ามมากขึ้น

ทองคำและบิทคอยน์วิ่งสวนกันตลอดในปี 2021 สาเหตุเกิดจากอะไร?

(ที่มา Morgan Stanley Research)

สาเหตุที่ความสัมพันธ์เริ่มหมดลง

สาเหตุใหญ่ที่ความสัมพันธ์สองสินทรัพย์เริ่มหมดลงในปี 2021 นี้ เพราะการตีความและให้นิยามของสินทรัพย์ดิจิทัลจากสถาบันการเงิน รวมถึงสถาบันการลงทุนขนาดใหญ่ ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลคือสินทรัพย์ทางเลือก เป็นสินทรัพย์เสี่ยงชนิดใหม่ ไม่ใช่สินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อเหมือนทองคำอีกแล้ว เมื่อนิยามเปลี่ยนไป Fund Flow จะ Rotation ในทิศทางที่ตรงข้ามกัน พูดง่าย ๆ ว่าสถาบันมองสินทรัพย์ดิจิทัลเป็น Risk Asset ส่วนทองคำมองเป็น Safe Haven จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ทองคำและ Bitcoin วิ่งสวนทางกันตลอดในปี 2021 แม้คุณสมบัติจะคล้ายคลึงกันแค่ไหนก็ตาม เพราะฉะนั้นในช่วงครึ่งปีหลังอยากให้ลองจับตาดูการเคลื่อนไหวว่าจะเริ่มกลับมาวิ่งในทิศทางดียวกันได้หรือไม่ครับ

Zipmex

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร่วงหนัก กังวลท่าที Fed ขึ้นดอกเบี้ย

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร่วงหนัก กังวลท่าที Fed ขึ้นดอกเบี้ย

ดัชนี Nikkei225 ร่วงแรงกว่า 4% ท่ามกลางการปรับตัวลงของตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ นับเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดในรอบ 4 เดือน เนื่องจากความกังวลท่าทีของ Fed ที่ Hawkish มากกว่าที่คาดไว้ ส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวขึ้นอย่างแรงทันทีเมื่อสัปดาห์ก่อน

Uniqlo และ Tokyo Electron ซึ่งต่างปรับตัวลงกว่า 3% เป็นสองบริษัทที่ส่งผลต่อการปรับตัวลงของดัชนี Nikkei มากที่สุด โดยกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมเคมีเป็นกลุ่มที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลงมากที่สุดในวันนี้

ขณะที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ย Loan Prime Rate (LPR) อายุ 1 ปี ไว้ที่ 3.85% ส่วนอายุ 5 ปี อยู่ที่ 4.65% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้

เช้าวันนี้ตลาดหุ้นเอเชียต่างซื้อขายในแดนลบ ดังนี้

CSI 300 อยู่ที่ 5,073.36 จุด -0.57%

Taiwan Weighted อยู่ที่ 17,050.04 จุด -1.54%

Kospi อยู่ที่ 3,226.55 จุด -1.30%

VNI อยู่ที่ 1,377 จุด -0.04%

Set Index อยู่ที่ 1,596.79 จุด -1.00%

Morning Brief 21/06/2021 “หุ้นร่วง! หลังประธาน Fed เซนต์หลุยส์มองขึ้นดอกเบี้ยเร็วสุดในปีหน้า” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA CHANNEL
Morning Brief 21/06/2021 “หุ้นร่วง! หลังประธาน Fed เซนต์หลุยส์มองขึ้นดอกเบี้ยเร็วสุดในปีหน้า” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 21/06/2021

หุ้นร่วง! หลังประธาน Fed เซนต์หลุยส์มองขึ้นดอกเบี้ยเร็วสุดในปีหน้า

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones -533.37 จุด (-1.58%) S&P500 -55.41 จุด (-1.31%) Nasdaq -130.97 จุด (-0.92%) Small Cap 2000 -46.93 จุด (-2.05%) VIX index อยู่ที่ 20.70 (+16.62%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 -74.77 จุด (-1.80%) Dax เยอรมัน -279.63 จุด (-1.78%) CAC 40 ฝรั่งเศส -97.10 จุด (-1.46%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 21 มิ.ย. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดซื้อขายในแดนลบกว่า 3.5% ขณะที่ตลาดหุ้นจีน CSI300 ปรับตัวลดลงเล็กน้อย ตลาดหุ้นฮ่องกงเคลื่อนไหวในแดนลบ ปรับตัดลดลงเกือบ 1% และ SET Index เปิดปรับตัดลดลงมากกว่า 10 จุด ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวทำ All time high ได้ในวันศุกร์ที่ผ่านมา

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 21 มิ.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,775.55 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 26 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 71.94 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 74.13 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Bond Yield 10 ปี ปรับลดลงอยู่ที่ 1.41 ขณะที่ Bond Yield 2 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 21 มิ.ย. 2564) Bitcoin 35,019.8 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,184.78 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 332.24 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.26 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา Sector Finance ปรับตัวลดลงมากที่สุดที่ -5.2% ตามมาด้วย Materials -5.1% และ Energy ที่ -4.8% ส่วน Sector ที่ปรับตัวลดลงน้อย คือ Consumer Discretionary -0.2% Health Care -0.8% และ Information Technology -0.9% ขณะที่ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีของทุก Sector ยังอยู่ในแดนบวก

ขณะที่รายประเทศ ในสัปดาห์ที่แล้วมีเวียดนามกับไต้หวันที่ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ ขณะที่ Dow Jones ปรับตัดลงเยอะสุดที่ -3.2% China A-Shares และ MSCI World -2.2% โดย S&P500 หลุดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 50 วันลงมา ขณะที่ Dow Jones หลุดเส้น uptrend line ขาขึ้นตั้งแต่มีนาคม 2020 กำลังทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน ขณะที่ Nasdaq ปรับตัวได้ดีกว่าอีก 2 ดัชนี

ยอดค้าปลีกของอังกฤษ -1.4% ในเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีผู้ผลิตของเยอรมันปรับตัวขึ้นมาประมาณ 1.5%

ประธาน FED สาขาเซนต์หลุย คุณ Jim Bullard มองว่า อาจจะเห็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ เร็วที่สุดภายในปีหน้า ซึ่งปกติ คุณ Bullard มีมุมมองค่อนข้างสนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

UBS คาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนยังปรับตัวได้ดี แม้จะมีการลดขนาดวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ

จากข้อมูลในอดีต พบว่ามีบางช่วงที่เวลาที่ตลาดไม่ได้ปรับตัวลดลงแม้จะมีการขึ้นดอกเบี้ย เช่น ปี 1993 ตลาด sideways, ปี 2020 ตลาดปรับตัวลดลงใน  6 เดือนแรก และฟื้นตัวได้, ปี 2004 – 2005 ตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อได้ และ ปี 2015 – 2019 ตลาดยังฟื้นตัวได้

CEO ของ Meituan ถูกทางการจีนเพ่งเล็งอย่างหนักและมีข่าวว่าถูกเรียกเข้าพบ หลังมีการโพสต์กลอนวิจารณ์รัฐบาล ทำให้ไม่สามารถออกมาแสดงความเห็นได้ในช่วงนี้

จีนยังคงเดินหน้ากวาดล้างการขุดเหมือง Bitcoin ต่อเนื่อง ในมณฑลเสฉวนถูกปิดเหมืองแล้วกว่า 90% คิดเป็นกว่า 35% ของโลก โดยเหมืองในเสฉวนต้องปิดทั้งหมดภายในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ โดย Hashrate ของ Bitcoin ปรับตัวลดลงต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนเมษายน และราคาของ Bitcoin เกิด death cross เส้นค่าเฉลี่ย 50 วันปรับลดลงต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน

กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของนอร์เวย์ ออกมาเตือนบริษัทในอุตสาหกรรมโกโก้ ว่าอาจจะมีการถอนการลงทุน เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้แรงงานเด็ก โดยสัดส่วนหุ้นที่กองทุนความมั่งคั่งนี้ถือมากที่สุด คือ Nestle, P&G และ Starbucks

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในไทยอยู่ที่ 3,175 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 3,035 จากในเรือนจำ 140 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 29 คน ผู้หายป่วยกลับบ้าน 2,030 ราย หายป่วยสะสม 158,363 ราย จังหวัดที่พบผู้ติดเชื้อสูงสุด คือ กรุงเทพ และสมุทรปราการ ข้อมูล ณ วันที่ 19 มิถุนายน มีผู้ฉีดวัคซีนแล้ว 7.58 ล้านคน เข็มแรก 5.48 ล้านคน ครบทั้ง 2 เข็ม 2.10 ล้านคน

WHO กล่าวว่าไวรัส COVID-19 สายพันธุ์ delta ซึ่งพบครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย กำลังกลายสายพันธุ์ที่ระบาดไปทั่วโลก และมีโอกาสระบาดเป็นอันดับหนึ่งของโลก ตอนนี้ตรวจพบแล้วกว่า 80 ประเทศ โดยจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ในสหรัฐฯ เป็นสายพันธุ์นี้ราว 10% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 6% ในสัปดาห์ก่อน อังกฤษพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นสายพันธุ์นี้ค่อนข้างมาก และสายพันธุ์นี้ยังพบการแพร่ระบาดที่ไวกว่าสายพันธุ์ alpha ราว 60%

The Opportunity

PRINCIPAL GCLOUD-A ทำธุรกิจเกี่ยวกับ Cloud ซึ่งธุรกิจนี้แบ่งออกเป็น 3 layer คือ SaaS, PaaS และ IaaS กองทุนหลัก คือ WisdomTree Cloud Computing UCITs ETF เลียนแบบ BVP Nasdaq Emerging Cloud Index สัดส่วนรายได้รายประเทศส่วนใหญ่อยู่ที่สหรัฐฯ ประมาณ 71% หุ้นที่มีสัดส่วนมากที่สุด 5 อันกับแรก Salesforce.com (2.3%) Anaplan (2.2%) Workday (2.1%) Zuora (2.0%) และ Blackline (2.0%) โดยวิธีการในการคัดเลือกบริษัทที่สำคัญ คือ ต้องมีรายได้จาก 2 ธุรกิจ คือ Cloud delivery model และ Cloud economic model มีมูลค่าบริษัทอย่างน้อย 500 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ไม่เป็นบริษัทที่ล้มละลาย สัดส่วนการถือครองหุ้นแต่ละตัวเท่ากัน (Equally-weight) โดยมีการ Re-Balance ทุกรอบครึ่งปี ผลการดำเนินงานกองทุนหลักย้อนหลังอยู่ที่ 41.18% (ช่วงเวลาที่ปรับลง ลดลงมากกว่า Nasdaq และขาขึ้นเพิ่มขึ้นแรงกว่าเช่นกัน) Nasdaq 38.69% ขณะที่ ARKK อยู่ที่ 66.78%

News Update: ประธาน Fed สาขาเซนต์หลุยส์คาด อาจเห็นการขึ้นดอกเบี้ยเร็วสุดในปีหน้า

FINNOMENA Reporter
News Update: ประธาน Fed สาขาเซนต์หลุยส์คาด อาจเห็นการขึ้นดอกเบี้ยเร็วสุดในปีหน้า

นายเจมส์ บุลลาร์ด ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แห่งเซนต์หลุยส์ กล่าวกับ CNBC เมื่อวันศุกร์ว่า เขาคาดการณ์ว่าอาจได้เห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในช่วงปลายปี 2565 เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ 

การประมาณการนั้นเร็วกว่าการคาดการณ์ของคณะกรรมการตลาดกลางแห่งสหพันธรัฐ (FOMC) ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินเป็นวงกว้าง

บุลลาร์ดอธิบายว่า การเคลื่อนไหวของเฟดในสัปดาห์นี้เป็นการสนับสนุนนโยบายการเงินที่เข้มงวดกว่าที่เคยมีมา นับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโควิด-19

สำหรับปี 2564 คณะกรรมการฯ ได้เพิ่มการคาดการณ์สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานโดยวัดจากดัชนีราคาที่คำนวณจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เป็น 3% จากประมาณการในเดือนมีนาคมที่ 2.2% นอกจากนี้คณะกรรมการฯ ยังได้ปรับเพิ่มแนวโน้มการเติบโตของ GDP เป็น 7% จาก 6.5%

โดยรวมแล้วถือเป็นข่าวดีบุลลาร์ดกล่าวถึงการเปิดเศรษฐกิจอีกครั้งหลังจากการระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าการเติบโตดังกล่าวทำให้เกิดอัตราเงินเฟ้อที่เร็วกว่าที่คาดการณ์ โดยเสริมว่าคุณอาจเห็นความเสี่ยงจากตลาดขาขึ้นต่อแรงกดดันด้านราคา ซึ่งมาตรการบางอย่างกำลังดำเนินการอยู่ที่ระดับเข้มงวดที่สุดนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 นั่นเป็นเหตุผลที่เขาคิดว่าควรเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยเร็วที่สุดในปีหน้า

ที่มา: CNBC

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด (จำนวนจำกัด)

FINNOMENA Investment Team
ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด (จำนวนจำกัด)

     Weekly Market Insight ประจำสัปดาห์ 21 – 25 /06/64

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์”

(ถ้าเปิดจากโทรศัพท์แล้วดูแบบ preview ไม่ได้ ให้กดดาวน์โหลดมุมขวาบน)

แพ้วัคซีน รัฐจ่ายเท่าไหร่? ประกันคุ้มครองมั้ย? I POCKET MONEY EP15

FINNOMENA CHANNEL
แพ้วัคซีน รัฐจ่ายเท่าไหร่? ประกันคุ้มครองมั้ย? I POCKET MONEY EP15

สิ่งที่อาจสร้างความกังวลใจให้กับคนไทยที่กำลังทยอยได้รับวัคซีน นั่นก็คือผลข้างเคียงของวัคซีนแต่ละยี่ห้อ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้รับวัคซีนว่าจะมีสวัสดิการรองรับและการชดเชยความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นอย่างเหมาะสม ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสชจึงได้ออกมายืนยันสิทธิของคนไทยทุกคน ในการได้รับเงินช่วยเหลือกรณีแพ้วัคซีน 

เงินช่วยเหลือ แบ่งตามระดับความรุนแรงของอาการ

  • กรณีเสียชีวิต ทุพพลภาพถาวร หรือเจ็บป่วยเรื้อรังที่ต้องรักษาตลอดชีวิต จะได้รับวงเงินช่วยเหลือสูงสุด 400,000 บาท
  • กรณีเสียอวัยวะหรือพิการที่มีผลกระทบกับการดำเนินชีวิต ได้รับสูงสุด 240,000 บาท
  • กรณีบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่อเนื่อง ได้รับสูงสุด 100,000 บาท 
  • เงินช่วยเหลือส่วนนี้จะไม่ใช่การช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล แต่เน้นชดเชยการขาดรายได้ ซึ่งก็ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ความรุนแรงของอาการ ระยะเวลาที่ต้องหยุดทำงานเพื่อสังเกตอาการ เป็นต้น 

การยื่นร้องคำขอรับเงินชดเชย

  • ผู้ที่แพ้วัคซีนสามารถยื่นร้องคำขอรับเงินชดเชยได้ด้วยตัวเอง ผ่านสถานที่ที่ให้บริการวัคซีน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือสำนักงาน สปสชในเชตพื้นที่
  • หรือจะให้ทายาท หรือผู้อุปการะ หรือโรงพยาบาลที่ให้บริการวัคซีนเป็นผู้ยื่นคำร้องแทนก็ได้
  • ระยะเวลาในการยื่นคำร้องไม่เกิน ปีนับจากวันที่รับรู้ความเสียหาย 

ยื่นคำร้องเสร็จแล้วเกิดอะไรขึ้นต่อ?

  • เมื่อยื่นคำร้องแล้วคณะอนุกรรมการ สปสชจะเป็นผู้พิจารณาอนุมัติวงเงินช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบแต่ละราย โดยไม่รอพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากวัคซีนหรือไม่
  • เพราะจุดประสงค์ของเงินช่วยเหลือคือเพื่อบรรเทาผลกระทบ ไม่ใช่กลไกทางการแพทย์ในการพิสูจน์หาสาเหตุที่แท้จริงของอาการ
  • เมื่อมีมติอนุมัติเงินช่วยเหลือแล้ว ผู้เสียหายก็จะได้รับเงินช่วยเหลือภายใน วันทำการ และถ้าไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการก็สามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน  

ประเด็นที่น่าสนใจ

  • เงินชดเชยส่วนนี้จะไม่ครอบคลุมกรณีวัคซีนทางเลือกที่ให้บริการโดยสถานบริการของเอกชนซึ่งเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้รับบริการ
  • นอกจากนี้ประกันสุขภาพบริษัทเอกชนที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลทั่วไปก็ไม่ครอบคลุมการรักษาโรคหรืออาการจากการแพ้วัคซีน ยกเว้นกรณีที่บริษัทประกันนั้นออกมาขยายความคุ้มครองให้เป็นกรณีพิเศษแล้ว
  • ดังนั้นผู้ที่มีความกังวลเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลกรณีแพ้วัคซีน โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งใจรับวัคซีนทางเลือก ก็อาจต้องวางแผนทำประกันที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษา หรือค่าชดเชยกรณีแพ้วัคซีนเพิ่มเติมไว้ด้วย  

ประกันการแพ้วัคซีนของแต่ละบริษัทประกันอาจมีเงื่อนไขและรายละเอียดแตกต่างกัน

  • เช่น จะจ่ายต่อเมื่อมีอาการแพ้และได้รับการรักษาในโรงพยาบาลเท่านั้น หรือจะจ่ายต่อเมื่อวัคซีนที่ได้รัเป็นวัคซีนที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาเท่านั้น
  • ก่อนที่จะสมัครทำประกันการแพ้วัคซีน ก็อย่าลืมตรวจสอบรายละเอียดและเงื่อนไขให้ดีก่อนสมัครทำประกัน และตรวจสอบอีกครั้งเมื่อได้รับเล่มกรมธรรม์แล้ว

สุดท้ายแล้ว WHO ฝากย้ำเตือนมา

  • เมื่อได้รับวัคซีนแล้ว ไม่ได้แปลว่าจะมีภูมิคุ้มกันในทันที และไม่ได้หมายถึงการป้องกันการติดหรือการแพร่เชื้อได้ 100%
  • ดังนั้นการสวมหน้ากาก ล้างมือ และการเว้นระยะห่างยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องปฏิบัติอยู่นั่นเอง 

สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (12 มิ.ย. – 18 มิ.ย. 64)

FINNOMENA
กองทุนผลตอบแทนเด่น 12-18 มิ.ย. 2564

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (12 มิ.ย. – 18 มิ.ย. 64) กองทุนไหนทำผลตอบแทนได้โดดเด่น และเป็นกองทุนยอดนิยมที่มีผู้ค้นหามากที่สุดบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน FINNOMENA
บทความนี้จะขอพาผู้อ่านไปดูกันครับ

1.10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นประจำสัปดาห์ (12 มิ.ย. – 18 มิ.ย. 64)

กองทุนผลตอบแทนเด่นประจำสัปดาห์ 12-18 june 2021

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 18 มิ.ย. 2564)

1.PRINCIPAL GCLOUD-A กองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลบอล คลาวด์ คอมพิวติ้ง ชนิดสะสมมูลค่า

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +6.79%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +0.84%

2.K-GPE19A-UI กองทุนเปิดเค โกลบอลไพรเวทอิควิตี้ 19A

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +6.67% (19/04/64)

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): N/A

3.LHTPROP กองทุนเปิด แอล เอช ไทย พร็อพเพอร์ตี้

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +4.02 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -2.40%

ดูรายละเอียดกองทุนทั้ง 10 อันดับเพิ่มเติม : PRINCIPAL GCLOUD-A, K-GPE19A-UI, LHTPROP, LHPROP-I, SCBUSAP, SCBUSAA, M-Property, LHPROPINFRA-E, LHPROPINFRA-D, KF-GTECH

หมายเหตุ: ข้อมูลกองทุน อัปเดตล่าสุด เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2564 ข้อมูลผลตอบแทนบางกองทุนในหน้า 10 อันดับ อาจมีการแสดงผลตอบแทนที่แตกต่างจากแต่ละหน้ากองทุน เนื่องจากการดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน (ซึ่งนับวันที่ในรอบสัปดาห์แตกต่างกัน)

2. 10 อันดับกองทุนที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในรอบสัปดาห์บนแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ FINNOMENA (12 มิ.ย. – 18 มิ.ย. 64)

กองทุนยอดนิยมบนเว็บไซต์ 12-18 June 2021

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 18 มิ.ย. 2564)

1.ONE-UGG-RA : กองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +0.32 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD) : +5.57 %

2.K-VIETNAM – กองทุนเปิดเค เวียดนาม หุ้นทุน

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +1.89 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +34.93 %

3.TMBGQG : กองทุนเปิดทหารไทย Global Quality Growth

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +0.08 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +9.25 %

ดูรายละเอียดกองทุนยอดนิยมเพิ่มเติม : ONE-UGG-RAK-VIETNAM, TMBGQG, TMBCOF,  K-CHINA-A(D), ONE-GECOM, PRINCIPAL VNEQ-AB-INNOTECH, K-CHINA-A(A), K-USA-A(A)

3. 10 อันดับกองทุนยอดนิยมบนเว็บไซต์ FINNOMENA : บน Social Media กองทุนไหนได้รับการพูดถึงมากที่สุด ? (12-18 มิ.ย. 64)

 เปรียบเทียบการพูดถึงบน social media 12-18 june 2021 เปรียบเทียบ 10 อันดับกองทุนยอดนิยมบนเว็บไซต์ FINNOMENA ที่ได้รับการพูดถึงบน Social Media มากที่สุด
ข้อมูลและวิเคราะห์โดยทีมงาน FINNOMENA ผ่านเครื่องมือ ZOCIAL EYE ณ วันที่ 18 มิ.ย. 2564

บนเว็บไซต์ FINNOMENA กองทุนยอดนิยมที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดคือ ONE-UGG-RA และในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา  ONE-UGG-RA ก็เป็นกองทุนที่มีการพูดถึงมากที่สุดบน Social Media เช่นเดียวกัน โดยที่อันดับสองและสามคือ K-USA-A(A) และ K-CHINA-A(A)

เปรียบเทียบแต่ละ Channel 12-18 June 2021

 เปรียบเทียนแต่ละช่องทาง Social Media ที่มีการพูดถึง 10 อันดับกองทุนยอดนิยมบนเว็บไซต์ FINNOMENA มากที่สุด
ข้อมูลและวิเคราะห์โดยทีมงาน FINNOMENA ผ่านเครื่องมือ ZOCIAL EYE ณ วันที่ 18 มิ.ย. 2564

ขณะที่ในส่วนของช่องทาง Social Media จะพบว่า K-USA-A มีการพูดถึงบนช่องทาง Forum (เว็บบล็อค เช่น Pantip) มากที่สุด ขณะที่ช่องทางอื่นๆ จะเป็นกองทุน ONE-UGG-RA

หมายเหตุ
1.ข้อมูลบน Social Media ที่จัดเก็บได้แก่ Facebook, Twitter, Instagram, YouTube, Forum, News, Blog โดยในส่วนของ Facebook จะไม่นับรวมการพูดถึงบน Facebook Group

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 19 บลจ. สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากกองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงบางส่วน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 4: ส่องพอร์ต Hedge Fund ด้วย TipRanks

WealthGuru
5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 4: ส่องพอร์ต Hedge Fund ด้วย TipRanks

คุณอยากรู้พอร์ตของ Hedge Fund หรือไม่

คุณอยากรู้ไหม ว่านักวิเคราะห์คนไหนวิเคราะห์หุ้นได้ถูกต้องที่สุด

คุณอยากรู้มุมมองของ Hedge Fund Manager ต่อหุ้นแต่ละตัวไหม

ถ้าอยากรู้  www.tipranks.com พร้อมจะตอบให้คุณ

TipRanks ก่อตั้งขึ้นในเดือนมิถุนายน ค.ศ 2012 โดย Uri Gruenbaum และ Gilad Gat โดยพวกเขาร่วมมือกับ Roni Michaely ศาสตราจารย์ด้านการเงินที่ Cornell University

TipRanks ชนะการประกวด Finovate Spring ในปี ค.ศ 2012

Features ของ TipRanks มีอยู่มาก แต่ผมสามารถ Share สิ่งที่น่าสนใจบางส่วนได้

การวิเคราะห์ของหุ้นแต่ละตัว

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 4: ส่องพอร์ต Hedge Fund ด้วย TipRanks

รูป 1 จาก TipRanks วันที่ 16 June 2021

สามารถดู Upside และ Rating ที่นักวิเคราะห์ให้ความเห็นไว้ว่าจะ Buy, Hold หรือ sell

เราสามารถ Drill Down ลงไปในนักวิเคราะห์แต่ละคนได้ว่าหุ้นที่เขาวิเคราะห์ไว้ มี % การถูกและผิดแค่ไหน

ตัวอย่างในรูปเป็นหุ้น Apple  มีนักวิเคราะห์ 2 คนคือ  Jeff Kvaal จาก Wolfe Research ให้ Rating SELL ส่วน Amit Daryanani จาก Evercore ISI ให้ Rating BUY  เราสามารถเข้าไปดูข้างในได้ ตัวอย่างตามรูป

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 4: ส่องพอร์ต Hedge Fund ด้วย TipRanks

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 4: ส่องพอร์ต Hedge Fund ด้วย TipRanks

รูป 2 จาก TipRanks วันที่ 16 June 2021

จากรูปจะเห็น % ของ Success Rate และ Average Profit ของหุ้นที่วิเคราะห์ไว้ ถ้าดูในตามผลงานที่ผ่านมา Amit Daryanani ทำได้ดีกว่า Jeff Kvaal

ส่องผลงานของ Hedged Fund

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 4: ส่องพอร์ต Hedge Fund ด้วย TipRanks

รูป 3 จาก TipRanks วันที่ 16 June 2021

ยกตัวอย่าง กองทุน Tiger Global Management LLC ที่เป็น Hedge Fund ชื่อดัง ถือหุ้นพวกนี้อยู่ แต่อย่างไรต้องเข้าใจว่า สัดส่วนหุ้นพวกนี้ เขารายงาน ณ วันที่ 31 Mar 2021 โดยจะต้องรายงานกับ ก.ล.ต ของที่อเมริกาเป็นรายไตรมาส ดังนั้นเราไม่สามารถรู้ต้นทุนที่แน่นอนได้

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 4: ส่องพอร์ต Hedge Fund ด้วย TipRanks

รูป 4 จาก TipRanks วันที่ 16 June 2021

ส่องผลงานของนักวิเคราะห์

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 4: ส่องพอร์ต Hedge Fund ด้วย TipRanks

รูป 5 จาก TipRanks วันที่ 16 June 2021

จะเรียงลำดับตามผลงาน และสามารถกดเข้าไปดูรายละเอียดข้างในได้

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 4: ส่องพอร์ต Hedge Fund ด้วย TipRanks

รูป 6 จาก TipRanks วันที่ 16 June 2021

TipRanks เป็นเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลที่น่าสนใจมาก แต่อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจะต้องศึกษาหุ้นแต่ละตัวให้ดี มิใช่จะซื้อตามที่นักวิเคราะห์บอกให้ซื้อ หรือ ซื้อตาม Hedge Fund Manager ที่เขาลงทุน

WealthGuru

อ่านบทความชุด 5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ ตอนก่อน ๆ

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 5: Koyfin ดีและฟรียังมีอยู่จริง


**สนใจลงทุนในพอร์ต Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณ สามารถดูรายละเอียดและลงชื่อรับบริการได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/port/wealthguru/

อัตราเงินเฟ้อ…เฟดใช้วิธีใดในการวัดบ้าง

MacroView
อัตราเงินเฟ้อ...เฟดใช้วิธีใดในการวัดบ้าง

ข่าวคราวอัตราเงินเฟ้อสหรัฐ เป็นที่สนใจของหลายท่านที่ติดตามว่า เฟดจะดำเนินนโยบายอย่างไรต่อไป บทความนี้จะกล่าวถึงวิธีที่ใช้คำนวณอัตราเงินเฟ้อ

การประชุมคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนนั้น ได้เริ่มมีความเห็นว่าอาจจะขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปี 2023 เลย ยิ่งทำให้ช่วงต่อไป ข่าวคราวเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อสหรัฐจะเป็นที่สนใจของหลายท่านที่ติดตามว่าเฟดจะดำเนินนโยบายอย่างไรต่อไป บทความนี้ จะขอกล่าวถึงการคำนวณอัตราเงินเฟ้อว่าวิธีที่ได้รับความนิยมมีอะไรบ้าง และแตกต่างกันอย่างไร

วิธีการคิดอัตราเงินเฟ้อที่ได้รับความนิยมมีอยู่ 2 วิธี ได้แก่ วิธี Consumer Price Index (CPI)  และ  Personal Consumption Expenditure (PCE) โดยวิธี CPI  ซึ่งจัดทำโดย Bureau of Labor Statistics (BLS) จะทำการวัดระดับราคาที่เปลี่ยนแปลงไป จากการเช็กหรือตรวจสอบต้นทุนค่าครองชีพ หรือ Cost of Living ที่ออกจากกระเป๋าของคนอเมริกันโดยเฉลี่ย

ส่วน วิธี PCE ซึ่งจัดทำโดย Bureau of of Economic Analysis (BEA) จะทำการวัดระดับราคาที่เปลี่ยนแปลงไป จากการเช็กหรือตรวจสอบราคาของสินค้าและบริการทุกอย่างที่บริโภคโดยภาคครัวเรือน ไม่ว่าใบเสร็จดังกล่าว จะถูกจ่ายโดยใครก็ตาม หรือ ไม่ว่าจะมีใบเสร็จรับเงินหรือไม่ก็ตามที

ทั้งนี้ คาดกันว่า ในช่วงปลายปีนี้ ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่วัดโดยวิธี CPI น่าจะสูงกว่าที่วัดโดยวิธี PCE ประมาณร้อยละ 1 จากการประเมินระดับอัตราเงินเฟ้อที่แตกต่างระหว่าง 2 วิธีดังกล่าว จากสินค้าในหมวดที่อยู่อาศัย รถมือสองกับรถบรรทุก และประกันสุขภาพ

หากพิจารณาให้ละเอียดลงไป จะพบว่า การคำนวณอัตราเงินเฟ้อด้วยวิธี CPI ให้น้ำหนักที่น้อยกว่าต่อระดับราคาของกิจกรรมอย่างการไปหาหมอ ไปโรงพยาบาล และไปซื้อยาตามร้านขายยา เนื่องจากชาวอเมริกันสามารถดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ โดยที่ไม่ต้องควักเงินจากกระเป๋าของตนเอง โดยประกันของนายจ้างและรัฐบาลเป็นผู้จ่ายให้ อย่างไรก็ดี ตามวิธี PCE นั้น บริการประกันสุขภาพและไปซื้อยาตามร้านขายยา มีน้ำหนักต่อการคำนวณอัตราเงินเฟ้อประมาณร้อยละ 20 ของทั้งหมดในการวิเคราะห์ด้วยวิธี PCE

นอกจากนี้ การคำนวณอัตราเงินเฟ้อด้วยวิธี CPI ยังให้น้ำหนักที่น้อยกว่าเล็กน้อยต่อบริการทางการเงิน เนื่องจากไม่ได้คิดค่าบริการที่แฝงอยู่ในผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ในขณะที่วิธีการคิดเงินเฟ้อแบบ PCE คำนวณต้นทุนแฝงดังกล่าว อาทิ ผ่านการปล่อยเงินสดแช่ไว้ในบัญชีโดยไม่มีการจ่ายอัตราดอกเบี้ย

ในทางกลับกัน วิธี CPI ให้น้ำหนักที่มากกว่าต่อสินค้าในหมวดที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค และน้ำมันสำเร็จรูป ในสัดส่วนที่มากกว่าวิธีการคิดเงินเฟ้อแบบ PCE นอกจากนี้ CPI  ยังให้น้ำหนักที่มากกว่าต่อการประกันด้านที่อยู่อาศัยและประกันรถยนต์มากกว่าวิธี PCE เนื่องจากใช้ในส่วนพรีเมี่ยมของประกัน  ไม่ใช่คิดจากมูลค่าที่บริษัทประกันจ่ายเมื่อได้รับความเสียหายที่ใช้ในการคำนวณอัตราเงินเฟ้อแบบ CPI นอกจากนี้ วิธี CPI ไม่ได้รวมประกันชีวิตในการคำนวณอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากมองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนไม่ใช่เข้าข่ายหมวดบริการ

ที่สำคัญ วิธี CPI ให้น้ำหนักต่อหมวดรถมือสองและรถบรรทุกมากกว่าวิธี PCE เนื่องจากวิธี CPI ไม่ได้พิจารณาถึงราคาที่สูงขึ้นของรถมือสองที่ผู้บริโภคจะได้รับเงินเพิ่มเติม เมื่อขายให้กับดีลเลอร์

นอกจากนี้ PCE จะคำนวณเงินเฟ้อในบัญชีเช็คกิ้งจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ส่วน CPI ใช้ค่า Fee ในการคำนวณ ในส่วนของ CPI วัดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสำหรับเส้นทางการบินในเวลาที่แตกต่างกัน ส่วน PCE วัดโดยใช้การเปลี่ยนแปลงของค่าเฉลี่ยของรายได้ต่อผู้โดยสารต่อไมล์ที่เดินทาง

สำหรับจุดที่แตกต่างกันมากที่สุดสำหรับวิธีทั้งสอง มาจากการวัดราคาของการประกันสุขภาพ โดย CPI วัดจากจำนวนเงินที่ผู้บริโภคจ่ายตรงให้กับบริษัทประกัน ส่วน PCE วัดจากรายได้รวมที่ทางประกันได้รับ ในลักษณะเดียวกัน ค่าประกันสุขภาพสำหรับวิธี PCE ใช้การจ่ายพรีเมี่ยมแบบสุทธิหักด้วยมูลค่าการบริการที่ได้รับ ส่วนวิธี CPI วัดจากการพิจารณากำไรสุทธิหลังหักเงินปันผลของบริษัทประกัน

ความแตกต่างทั้งหมดดังกล่าว ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อการวัดอัตราเงินเฟ้อในช่วงโควิด เริ่มจาก เดือนมกราคม 2020 ก่อนเหตุการณ์โควิดเล็กน้อย อัตราเงินเฟ้อแบบ CPI ที่ร้อยละ 2.3 ต่อปี ในขณะที่แบบ PCE ที่ร้อยละ 1.5 จากนั้น ในเดือนกุมภาพันธ์ 2020 อัตราเงินเฟ้อแบบ CPI ที่ร้อยละ 1.3 ต่อปี ในขณะที่แบบ PCE ที่ร้อยละ 1.4 แม้ว่าตามวิธี CPI ดูเหมือนว่าอัตราเงินเฟ้อชะลอลงมาก ทว่าวิธีที่ธนาคารกลางสหรัฐใช้มากกว่า คือ วิธี PCE

อัตราเงินเฟ้อ...เฟดใช้วิธีใดในการวัดบ้าง

อัตราเงินเฟ้อแบบ CPI ในช่วงโควิด ที่มา: BLS

อัตราเงินเฟ้อ...เฟดใช้วิธีใดในการวัดบ้าง

อัตราเงินเฟ้อแบบ PCE ในช่วงโควิด 

ทั้งนี้ การคำนวณแบบ CPI ให้อัตราเงินเฟ้อที่ลดลงไม่มาก เมื่อเทียบกับวิธี PCE เนื่องจาก หนึ่ง วิธี CPI ใช้ภาคที่อยู่อาศัยซึ่งโดนกระทบเยอะในการคำนวณเงินเฟ้อ สอง CPI ใช้วิธีการวัดเงินเฟ้อในภาคประกันภัยจากอัตราส่วนกำไรสุทธิที่ลดลงมาก และ สาม สำหรับวิธี PCE เงินเฟ้อที่วัดไม่กระทบมากในภาคประกันสุขภาพ เนื่องจากใช้เม็ดเงินการช่วยเหลือจากภาครัฐในการคำนวณด้วย

โดยเมื่อปี 2020 การที่อัตราเงินเฟ้อซึ่งวัดโดย CPI ลดลงมาแบบค่อนข้างผันผวนมากกว่าเงินเฟ้อโดย PCE น่าจะทำให้ในปีนี้ อัตราเงินเฟ้อแบบที่วัดโดย CPI น่าจะขึ้นมาแบบผันผวนมากกว่าที่วัดแบบ PCE เช่นกัน ซึ่งน่าจะส่งผลให้เฟดกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อน้อยกว่าคาดเล็กน้อย เนื่องจากชอบใช้วิธี PCE เป็นหลักมากกว่า

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/652716