แจ้งเตือน

SET VS VN Index

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
SET VS VN Index

ในฐานะที่เป็นนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยและเวียตนาม ผมเองได้ติดตามดูผลงานของตลาดทั้งสองแห่ง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ ดัชนีตลาดหุ้น และตัวหุ้นที่จดทะเบียนในตลาด และก็แน่นอนว่า ก็เปรียบเทียบผลงานพอร์ตหุ้นทั้งสองของผมว่าพอร์ตไหนมีผลตอบแทนดีกว่ากันและมองด้วยว่าอนาคตพอร์ตไหนน่าจะมีโอกาสเติบโตมากกว่าด้วย ในการเปรียบเทียบนั้น ผมจะดูดัชนีหุ้นของทั้งสองแห่งเป็นหลัก

ตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินของเวียตนามเพิ่งจะเปิดเมื่อปี 2000 ปี และเนื่องจากเป็นตลาดเปิดใหม่ การ “เก็งกำไร” จึงน่าจะรุนแรงมาก ดัชนีตลาดวิ่งจาก 100 จุด ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่ประมาณ 1,140 จุดหรือ 11 เท่าภายใน 7 ปีและนั่นเกิดขึ้นตอนต้นปี 2007 ซึ่งก็ถือเป็น “ฟองสบู่ลูกแรก” ของเวียตนาม ในช่วงเวลาเดียวกัน ดัชนีตลาดหุ้นของไทยเอง ก็ปรับตัวขึ้นสูงสุด จากประมาณ 200 จุด ซึ่งเป็นดัชนีต่ำสุดหลังวิกฤติปี 2540 หรือปี 1997 กลายเป็นประมาณ 910 จุดในช่วงปลายปี 2007 เหมือนกัน

จากปี 2007 ซึ่งเป็นปีที่ดัชนีตลาดหุ้นทั้งไทยและเวียตนามปรับตัวขึ้นเป็นจุดสูงสุดหลังวิกฤติปี 1997 ดัชนีตลาดหุ้นทั้งสองแห่งก็ประสบกับวิกฤติปี 2008 หรือวิกฤติซับไพร์มที่เกิดขึ้นในอีกประมาณ 10 ปีต่อมาหลังวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ดัชนีของตลาดหุ้นไทยตกลงมาต่ำสุดที่ประมาณ 400 จุดในปลายปี 2008 และตลาดหุ้นเวียตนามก็ตกลงมาเหลือเพียงประมาณ 250 จุดในต้นปี 2009 เช่นเดียวกัน การตกลงมาของตลาดหุ้นไทยนั้นคิดแล้วประมาณ 50% จากช่วงก่อนเกิดวิกฤติ แต่ถ้าคิดจากจุดสูงสุดก็ประมาณ 56% แต่ในกรณีของเวียตนามนั้น เนื่องจากตกลงมาจากจุดสูงสุดที่เป็น “ฟองสบู่” ดัชนีตลาดจึงตกลงมาแรงถึงประมาณเกือบ 80% อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของตลาดทั้งสองแห่งก็รวดเร็วมาก เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่าวิกฤติครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะเป็น “วิกฤติเทียม” ที่เกิดจากวิกฤติของอเมริกาและส่งผลต่อเศรษฐกิจของไทยและเวียตนามไม่มาก ดังนั้น ดัชนีของทั้งสองตลาดก็ปรับตัวขึ้นแบบ “V-Shape” คือขึ้นมาอย่างรวดเร็วภายในเวลาแค่ไม่กี่เดือน

ดัชนีตลาดหุ้นไทยวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องนับจากปี 2009 จนถึงต้นปี 2018 เป็นเวลาเกือบ 10 ปี ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับตัวขึ้นถึงจุดสูงสุดใหม่ หรือ All Time High ที่ประมาณ 1,840 จุด ในเวลาใกล้เคียงกัน คือห่างกันแค่ 1-2 เดือน ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามก็ทำ High ใหม่ที่ประมาณ 1,180 จุด ถ้าคิดเป็นผลตอบแทนแล้ว ดัชนีหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นประมาณ 3.6 เท่าในเวลาประมาณ 9 ปี หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นประมาณ 17.9% ต่อปี ในขณะที่ตลาดเวียตนามให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นประมาณ 3.8 เท่า หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นประมาณปีละ 18.8% ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่า ผลตอบแทนระยะยาวในช่วงหลังซับไพร์มของทั้งสองตลาดนั้นดีพอ ๆ กันและดีเลิศ- ในประวัติศาสตร์

และเมื่อ “ครบรอบ 10 ปี” ของวิกฤติครั้งก่อน วิกฤติครั้งใหม่ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง นั่นก็คือวิกฤติโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2020 หรือประมาณ 12 ปีนับจากซับไพร์ม ก่อนที่จะเกิดวิกฤตินั้น ทั้งตลาดหุ้นไทยและเวียตนามต่างก็อยู่ในช่วงเหงาหงอย และหุ้นที่ขึ้นสู่จุดสูงสุดก็ทยอยตกลงมาประมาณ 2 ปีแล้ว ดัชนีตลาดช่วงสิ้นปี 2019 ของหุ้นไทยนั้นอยู่ที่ประมาณ 1,580 จุด ในขณะที่ดัชนีหุ้นเวียตนามนั้นอยู่ที่ประมาณ 965 จุด โดยที่ดัชนีหุ้นไทยนั้นลดลงจากจุดสูงสุดประมาณ 14% ในขณะที่ดัชนีหุ้นเวียตนามลดลงประมาณ 18% และเมื่อเกิดโควิด-19 ตอนต้นปี 2020 พอถึงเดือนมีนาคม ดัชนีตลาดหุ้นทั้งของไทยและเวียตนามก็ตกลงมาแบบ “วิกฤติ” ดัชนีหุ้นไทยลดลงมาต่ำสุดที่ประมาณ 1,034 จุดหรือลดลงประมาณ 35% จากสิ้นปีก่อนในขณะที่ดัชนีเวียตนามลดลงมาเหลือ 663 จุดหรือลดลงประมาณ 31% ในเวลาเดียวกัน

ก็เป็นอย่างที่รู้กัน ดัชนีตลาดหุ้นของไทย Rebound หรือฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วคล้าย ๆ กับจะเป็น V-Shape ภายในไม่กี่เดือน ดัชนีขึ้นไปที่ประมาณ 1,439 จุด หรือเท่ากับการติดลบจากปลายปีก่อนแค่ประมาณ 8.9% ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนปีนี้ เช่นเดียวกัน ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามก็ปรับตัวขึ้นมาเป็นประมาณ 900 จุดหรือเท่ากับติดลบประมาณแค่ 6.7% จากปลายปีก่อน การปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นครั้งนั้นทำให้นักลงทุนต่างก็มีความหวังว่าทั้งไทยและเวียตนามคงจะผ่านเรื่องของโควิด-19 ไปอย่างดีและก็เป็นไปในแนวทางเดียวกับตลาดหุ้นในสหรัฐที่ดัชนีทุกตัวต่างก็ปรับตัวขึ้นกันหมดเนื่องจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นดิจิตอลและไฮเท็คที่กำลังมีรายได้เพิ่มขึ้นมากอานิสงค์จากโควิดที่ทำลายเศรษฐกิจยุคเก่าแต่เอื้อประโยชน์แก่เศรษฐกิจยุคใหม่ การปรับตัวขึ้นของหุ้นรอบสั้น ๆ นี้ ถ้าคิดว่าคนเริ่มเข้าตลาดในช่วงต่ำสุดของวิกฤติโควิดในตลาดหุ้นไทย พวกเขาจะได้กำไรเฉลี่ยถึงประมาณ 39% ในเวลาแค่ 2-3 เดือน ในตลาดหุ้นเวียตนามตัวเลขก็จะเป็นประมาณ 36% ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าทำไมตัวเลขการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นของนักลงทุนใหม่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงนี้

แต่แล้ว ก็เช่นเดียวกับทุกครั้งในประวัติศาสตร์ หุ้นที่ปรับตัวขึ้นไปแรงมากก็ปรับตัวลงอย่าง “ไม่คาดคิด” ดัชนีตลาดหุ้นไทยลดลงมาต่อเนื่องนับจากเดือนมิถุนายนจนเหลือ 1,245 จุด ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2563 หรือเท่ากับว่าดัชนีลดลงจากสิ้นปีก่อนประมาณ 21% และหลายคนอาจจะกำลังกลัวว่ามันอาจจะลดลงอีกเนื่องจากตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจและปัญหาหลายอย่างรวมถึงการเมืองไทยกำลังถาโถมเข้ามากระทบกับตลาดหุ้น ตรงกันข้าม ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามนั้น แม้ว่าช่วงแรกจะปรับตัวลงบ้างแบบเดียวกับดัชนีหุ้นไทย แต่ในที่สุดก็ปรับตัวขึ้นกลับมาเป็น “ขาขึ้น” ที่ 908 จุดในวันเดียวกันนี้ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจของเวียตนามถูกคาดการณ์ดีว่าจะเติบโต 3-4% ในปีนี้และทุกอย่างดูสดใส

ข้อสรุปของผมจากการมองและวิเคราะห์ดัชนีตลาดหุ้นไทยและเวียตนามมาตลอดและโดยเฉพาะหลังจากวิกฤติซับไพร์มนั้น ผมมีความรู้สึกว่าดัชนีตลาดทั้งสองแห่งนั้นมีความคล้ายกันมากจนแทบไม่น่าเชื่อ ระดับและผลตอบแทนของดัชนีรวมถึงเวลาที่เกิดขึ้นนั้นแทบจะตรงกัน ความแตกต่างที่พอเห็นได้บ้างก็คือ ผลตอบแทนของเวียตนามวัดจากดัชนีนั้นที่ผ่านมาดีกว่าของไทยเล็กน้อย แต่ในระยะไม่กี่เดือนหลังการเกิดขึ้นของโควิด-19 ดูเหมือนว่าดัชนีหุ้นของเวียตนามจะเริ่ม “ฉีก” ออกจากตลาดหุ้นไทยนั่นก็คือ หุ้นเวียตนามสามารถทนทานต่อวิกฤติได้ในขณะที่หุ้นไทยเองนั้นอาจจะ “ไปไม่รอด” ทั้งหมดนั้น สาเหตุก็อาจจะเป็นเพราะว่า เศรษฐกิจของเวียตนามและไทยในอดีตที่ผ่านมานั้น มีความละม้ายคล้ายคลึงกันมากในแง่ที่ว่าต่างก็โตขึ้นมาด้วยการลงทุนจากต่างประเทศและอาศัยการส่งออกเป็นหลัก ผู้คน สังคม จำนวนประชากรและภูมิประเทศเองก็คล้าย ๆ กัน เพียงแต่ว่าไทยเริ่มต้นก่อน ดังนั้น ดัชนีตลาดหุ้นจึงสะท้อนออกมาในรูปแบบที่สอดคล้องกันมาก

อย่างไรก็ตาม มาจนถึงเมื่อเร็ว ๆ นี้ บางสิ่งบางอย่างกำลังเกิดขึ้นซึ่งทำให้สองประเทศนี้อาจจะกำลัง “แยก” ออกจากกัน นั่นก็คือ คนไทยกำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วและก่อให้เกิด “ปัญหา” สารพัดจนทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถโตอย่างที่เคยเป็นมาได้ ตรงกันข้าม เวียตนามกำลังอยู่ในช่วง “Prime” นั่นก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงเรื่องอายุของประชากรกำลังเอื้ออำนวยอย่างที่สุดต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งไม่มีอะไรมาขวางได้รวมถึงเรื่องของโควิด-19

ประมาณ 5 ปีมาแล้วที่ผมเขียนบทความชื่อ “The Next Thailand And Beyond” ซึ่งกล่าวถึงเวียตนาม และส่วนตัวก็เริ่มไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนาม โดยวิธีการซื้อหุ้น “ทั้งตลาด” เพราะผมเชื่อว่าถ้าเวียตนามเติบโต หุ้นของผมก็จะเติบโตไปด้วย อย่างไรก็ตาม ผ่านไป 4 ปีครึ่ง ดูเหมือนว่าพอร์ตหุ้นเวียตนามผมจะ “ไม่ไปไหน” ผมคิดว่าเรื่องเกี่ยวกับเวียตนามที่ผมคิดไว้นั้น “ไม่ผิดเลย” เพราะประเทศดีขึ้นต่อเนื่อง ดัชนีก็ปรับเพิ่มขึ้น “พอไปได้” สิ่งที่ผิดก็อาจจะเป็นการเลือกหุ้นลงทุนที่ผมเลือกหุ้นตัวเล็กและไม่ได้เลือกเป็นรายตัว อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เริ่มโควิด-19 จนถึงปัจจุบันนั้น พอร์ตเวียตนามของผมกลับดีขึ้นมาก ทุกพอร์ตมีผลตอบแทนดีและเป็นบวกเมื่อเทียบกับต้นทุน ไม่ได้เป็นผลตอบแทนที่ดีเลิศเมื่อคิดถึงระยะเวลาที่ลงไป แต่ก็ดีพอที่จะทำให้ “ความผิดหวัง” ของผมลดลงไปมาก ว่าที่จริง ลึก ๆ แล้วผมกลับเริ่มมีความหวังกับตลาดหุ้นเวียตนามอีกครั้งหนึ่ง เพราะดู ๆ แล้ว หุ้นเวียตนามรวมถึงหุ้นที่มีศักยภาพสูงมากในตลาดยังมีราคาที่ “ถูกมาก” ถ้าวันไหนคนเวียตนามหันมาลงทุนในตลาดหุ้นมากเหมือนอย่างในตลาดหุ้นไทย และ/หรือวันไหนที่ตลาดหุ้นเวียตนามได้รับการยอมรับจากสถาบันการลงทุนระดับโลก ก็มีโอกาสว่าหุ้นจะปรับตัวขึ้นไปได้สูงกว่านี้อีกมาก

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://portal.settrade.com/blog/nivate/2020/09/28/2392

‘ทองคำ’ เมื่อสู่ท้ายปี 2020 ยังน่าจะดูดีขึ้น

MacroView
‘ทองคำ’ เมื่อสู่ท้ายปี 2020 ยังน่าจะดูดีขึ้น

ถ้าพูดถึงโฟกัสของเศรษฐกิจโลก ณ วันนี้ คงหนีไม่พ้นสหรัฐ ซึ่งจากนี้ไปอีกราว 3 เดือนก่อนสิ้นปี

ปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐ คือการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 3 พ.ย. 2020

มาถึงตรงนี้ แม้คะแนนของโดนัลด์ ทรัมป์จะตามหลังโจ ไบเดน เกือบ 8% ตามโพลล์ แต่ในภาพรวมแล้ว หลาย ๆ คนก็ไม่ได้มองว่าไบเดนจะนอนมาแบบม้วนเดียวจบ เพราะจะต้องมีการดีเบตหรือการโต้วาทีกันระหว่างโจ ไบเดนกับโดนัลด์ ทรัมป์ อีก ครั้ง ก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้งจริง

ถ้ามาพิจารณาการปะทะกันในเรื่องของการดีเบต ว่าใครจะเหนือกว่ากัน หากเทียบง่าย ๆ ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์กับฮิลลารี คลินตัน เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ทรัมป์ยังดูดีกว่านิดหน่อย แม้คลินตันเป็นมือดีในการโต้วาที ที่แพ้ก็เพียงคนเดียวคือบารัก โอบามา แต่เธอก็ถือว่าเป็นรองทรัมป์เล็ก ๆ เช่นกัน ส่วนทางไบเดนนั้น เป็นคนที่ขึ้นชื่อว่าไม่ถนัดในเรื่องการดีเบต

แท้จริงแล้ว ไบเดนถือว่าค่อนข้างโชคดีที่รอบนี้มาเจอโควิด-19 เพราะถ้าไม่เจอโควิด แล้วไปรณรงค์หาเสียงแบบเต็มรูปแบบ ไบเดนอาจจะพลาดง่าย ๆ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยมาก และการดีเบต 3 ครั้ง จนกระทั่งปลายเดือน ต.ค. นี้ มีโอกาสเหมือนกันที่คะแนนของไบเดนจะโดนเบียดให้ใกล้เคียงกันด้วยความผิดพลาดทางการโต้วาทีของเขา

ดังนั้นสถานการณ์ทั้งโดนัลด์ ทรัมป์และโจ ไบเดน จากนี้ไปจนถึงอีกประมาณ 40 วัน ขอบอกว่าผลความนิยมน่าจะสูสีกันขึ้นเรื่อย ๆ โดยการสูสีกันนี้ จะทำให้โมเมนตัมของตลาดในสหรัฐจะแปรผันตามกลยุทธ์ใหม่ ๆ ของทั้งคู่

สมมติว่าเมื่อใกล้วันเลือกตั้งแล้ว โจ ไบเดนดูมีโอกาสที่จะชนะ ทางทรัมป์ อาจจะมีหมัดเด็ด อาทิ รีบอนุมัติวัคซีนของสหรัฐให้ผ่านตัว FDA หรือองค์กรว่าด้วยอาหารและยาสหรัฐ ที่ว่าจะเป็นตัวผ่านวัคซีนสามารถฉีดกับคนอเมริกันได้ ให้ผ่านได้ภายในวันที่ 3 พ.ย. เพื่อที่จะเอาคะแนนเสียง

แต่หากโพลล์เกิดให้ว่าทรัมป์มีโอกาสชนะขึ้นมา ในทางกลับกันฝั่งของไบเดนก็อาจจะเล่นเกมลักษณะแรงกับโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยเหมือนกัน ก็จะสร้างความไม่แน่นอนให้กับทรงเศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐได้เช่นกัน

มาถึงผลการเลือกตั้งจริงในกรณีที่หากทาง โจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งขึ้นมาจริง ๆ

ตลาดก็จะกังวลมากว่า หากไบเดน ขึ้นมาแล้วจะเก็บภาษีตลาดทุน จะเก็บภาษีคนชั้นกลางและบน ตรงนี้อาจจะทำให้เกิดความไม่แน่นอนของตลาดหุ้นสหรัฐ ก็ยังต้องบอกว่า ณ วันนี้ ไบเดนมีโอกาสชนะหรือดีกว่าทรัมป์นิดหน่อย โดยโอกาสน่าจะอยู่ที่ 55%

ทว่าปัจจัยเสี่ยงเรื่องการเมืองของสหรัฐที่น่าห่วงที่สุด คือการฟ้องร้องกัน โดยทรัมป์จะฟ้องร้องไบเดน ถ้าชนะกันแบบสูสีมาก นั่นคือถ้าทรัมป์เกิดแพ้ แล้วประเด็นเรื่องการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์โดยไม่ต้องเข้าคูหา ซึ่งทรัมป์บอกว่าถ้าการเลือกตั้งสหรัฐใช้การลงคะแนนทางไปรษณีย์ เกิดผลออกมาคะแนนสูสีแล้วการนับคะแนนไม่เสร็จภายใน 1 คืน ตัวเขาจะทำเรื่องฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมของศาลสหรัฐ

แล้วทีนี้ ผู้พิพากษาที่อยู่ในศาลสูงสุดชุดนี้ ส่วนใหญ่ก็ได้รับการอนุมัติตำแหน่งท้ายสุดจากทรัมป์ ตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งโอกาสที่ทรัมป์จะชนะการฟ้องร้องดังกล่าวจึงมีอยู่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ล่าสุด การเสียชีวิตของผู้พิพากษาศาลสูงสุดคนดังอย่าง รูธ บาเดอร์ กินสเบิร์ก ซึ่งทรัมป์กำลังเตรียมจะแต่งตั้งผู้พิพากษาสูงสุดท่านใหม่ขึ้นมาแทนก่อนวันเลือกตั้ง ยิ่งเพิ่มความได้เปรียบให้ทรัมป์ในเรื่องนี้มากขึ้นอีก

ถ้าเกิดกรณีมีการฟ้องร้องกันแล้วจบที่ทรัมป์ชนะคดี ตลาดหุ้นก็ยังจะปั่นป่วนมาก ๆ ค่าเงินดอลลาร์จะผันผวนมาก ตรงนี้เป็นความเสี่ยงใหญ่ที่สองในปีนี้ และตรงนี้ถือเป็นจุดเสี่ยงที่เปราะบางในตลาดหุ้นของสหรัฐและค่าเงินดอลลาร์ ทว่าเป็นผลดีต่อราคาทองคำ

สำหรับคำถามที่ว่า เศรษฐกิจตลาดหุ้นโลกก่อนการเลือกตั้งสหรัฐกับหลังเลือกตั้ง จะต่างกันไหม?

ในภาพรวม จากสภาพเศรษฐกิจสหรัฐและโลกในตอนนี้ มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐจากวันนี้ไปจนถึง 3 พ.ย. ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นเล็กน้อย โดยน่าจะยังประคองตัวไปได้ แม้จะมีย่อลงเป็นพัก ๆ เพราะถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าตลาดหุ้นสหรัฐ ทั้งดัชนีหุ้นดาวโจนส์ หุ้นเอสแอนด์พี และหุ้นแนสแด็ก คืออาวุธหลักในการหาเสียงของทรัมป์ โดยเขาโจมตีว่าถ้าไบเดนชนะ ตลาดหุ้นสหรัฐจะต้องตกแน่นอน ซึ่งกลยุทธ์เด็ดของทรัมป์ก็คือพยุงตัวตลาดหุ้นไว้จนกระทั่งอย่างน้อยก่อนเลือกตั้งใหญ่สหรัฐ แล้วมาลุ้นกันอีกทีว่าจะชนะหรือแพ้

อย่างไรก็ดี หลังวันที่ 3 พ.ย. ตลาดหุ้นของสหรัฐก็น่าจะอยู่ในสภาพที่ไม่แน่นอนสูง และสมมติว่าเกิดการฟ้องร้องเรื่องผลการเลือกตั้งขึ้นมาจริง ๆ ตลาดหุ้นก็คงจะลงค่อนข้างแรง ซึ่งตรงนี้จะเป็นผลบวกต่อราคาทองคำ

ดังนั้นหลังวันที่ 3 พ.ย. โดยส่วนตัวผมมองว่าทองคำจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจกว่าในตอนนี้

เนื่องจาก 1. ถึงแม้ว่าไบเดนชนะ คนก็จะต้องมองหาสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยเข้ามามีไว้ในพอร์ต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักลงทุนสถาบันจะต้องหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัยเพื่อกันความไม่แน่นอนจากนโยบายของไบเดนต่อตลาดทุน ดังนั้น จึงจะน่าจะมีการช้อนซื้อทองคำกันมากขึ้น และ 2. แน่นอนว่าทรัมป์เองคงจะไม่ยอมให้ไบเดนชนะง่าย ๆ โอกาสฟ้องร้องจึงมีโอกาสสูงมากที่จะเกิดขึ้นถ้าเกิดว่าไบเดนชนะขึ้นมา และการฟ้องร้องย่อมจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์ดิ่งลง จากการที่ขาดความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง และราคาทองคำก็น่าจะขึ้นมาเพื่อรองรับความไม่แน่นอนนี้

ดังนั้น ช่วงหลัง 3 พ.ย. ผมจึงมองว่ามีโอกาสสูงที่ทองคำจะดูน่าสนใจ ในแง่ของโอกาสของการลงทุน

โดยสรุป สำหรับในภาพใหญ่จนถึงสิ้นปีนี้ ผมมองว่าจากนี้ไปจนถึงต้นเดือน พ.ย.นี้ ตลาดหุ้นสหรัฐจะเป็นหัวหอกของตลาดหุ้นโลก จากปัจจัยขับเคลื่อนพื้นฐานคือการเลือกตั้งสหรัฐ ตั้งแต่การดีเบตทั้ง ครั้งจนถึงวันที่ พ.ย. โดยถ้าทรัมป์นำในโพลล์หุ้นก็น่าจะขึ้น ในขณะที่หากทรัมป์ตามไบเดน หุ้นก็อาจจะลงนิด ๆ และทองคำขึ้นเล็กน้อย 

ทว่าหลัง 3 พ.ย.ถ้าโดนัลด์ ทรัมป์ แพ้เชื่อว่ามีการฟ้องร้อง ตลาดหุ้นสหรัฐอาจจะมีการโครมลงมา และดอลลาร์อาจจะอ่อนค่าลงค่อนข้างเยอะ และราคาทองคำน่าจะกลับมาขึ้นอีกรอบ

จึงน่าจะพอฟันธงได้ว่า ยกเว้นกรณีเดียวเท่านั้นที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งแบบเด็ดขาด ซึ่งดูแล้วมีโอกาสอยู่ไม่มากนัก จะเห็นได้ว่า Scenario ที่เหลือ ล้วนแล้วแต่จะบอกกับเราว่า “ทองคำ” กำลังจะเป็นสินทรัพย์ที่ดูน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ในช่วงท้ายของปี 2020 ครับ

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/651187

จุดเข้ารับตลาดหุ้นไทยอยู่ตรงไหน อนาคตอยู่ที่ใด – FINNOMENA LIVE

FINNOMENA Reporter
จุดเข้ารับตลาดหุ้นไทยอยู่ตรงไหน อนาคตอยู่ที่ใด - FINNOMENA LIVE

ดูผ่าน Facebook:

https://facebook.com/finnomena/posts/1345873472424953

ดูผ่าน Youtube:

https://youtu.be/fRh7oPe4mIo

จุดเข้ารับตลาดหุ้นไทยอยู่ตรงไหน อนาคตอยู่ที่ใด

ข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • กนง. คงดอกเบี้ย! ที่ 0.5%
  • หนีไม่พ้น! Sizzler ยื่นล้มละลาย
  • Johnson & Johnson เริ่มทดลองวัคซีนเฟส 3!
  • ประกันสังคมไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ SRIPANWA! ส่งผลแค่ไหน?

ติดตาม FINNOMENA LIVE ตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

Club Fund Day SS2 – EP14 วิธีวางแผนการเงินแบบง่ายๆ เริ่มต้นยังไงดี

FINNOMENA Podcast
Club Fund Day SS2 EP14 วิธีวางแผนการเงินแบบง่ายๆ เริ่มต้นยังไงดี

“อยากถึงที่หมายต้องมีแผนที่ อยากมีชีวิตดีๆ ต้องมีเป้าหมายทางการเงิน”

เรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ควรเสี่ยงโดยการไม่วางแผนไว้ล่วงหน้า Club Fund Day ตอนนี้เลยจะมาแนะนำวิธีวางแผนการเงินง่ายๆ ที่ไม่ต้องจบสายการเงินมาก็สามารถทำได้


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

ASML บริษัทต้นกำเนิดชิปมือถือและคอมพิวเตอร์ทั้งโลก

BottomLiner
ASML บริษัทต้นกำเนิดชิปมือถือและคอมพิวเตอร์ทั้งโลก

เราต้องเข้าใจก่อนว่ากระบวนการผลิตชิป 1 อันมีขั้นตอนซับซ้อนมากในโรงงาน โดยเป็นการเปลี่ยนแผ่นซิลิคอน (วัตถุดิบตั้งต้น) ให้กลายเป็นชิปคุณภาพสูงนำไปประมวลผลในคอมพิวเตอร์หรือมือถือได้ จะใช้ระยะเวลาในการผลิตทั้งหมดประมาณ 3 – 4 เดือน

กระบวนการดังกล่าวล้วนต้องการเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เครื่องทำความสะอาดแผ่นซิลิคอน เครื่องตรวจสอบจุดบกพร่อง และไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ “เครื่องฉายแสงลงบนแผ่นชิป” ที่เป็นตัวช่วยให้โรงงานสามารถผลิตชิปขนาดเล็กลง (ประสิทธิภาพสูงขึ้น) สำเร็จ ซึ่งเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับการผลิตในอนาคตมีเพียงบริษัทเดียวที่สร้างได้ บริษัทดังกล่าวก็คือ “ASML” ตัวแทนอุตสาหกรรมไฮเทคจากเนเธอร์แลนด์

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีเครื่องฉายแสงลงบนแผ่นชิปมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง เนื่องจากเครื่องจักรนี้เป็นตัวกำหนดว่าชิปรุ่นใหม่จะสามารถผลิตให้เล็กลง (ประสิทธิภาพสูงขึ้น) ได้หรือไม่

3 บริษัทเจ้าใหญ่ที่ครองตลาดคือ ASML, Canon, Nikon ซึ่ง 2 เจ้าหลังก็คือบริษัทญี่ปุ่นที่ผลิตกล้องถ่ายรูปนั่นเอง

แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ภาพยิ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเทคโนโลยี EUV ที่จำเป็นต่อเครื่องฉายแสงของการผลิตชิปให้ขนาดเล็กลง (ประสิทธิภาพสูงขึ้น) มีเพียง ASML เท่านั้นที่สามารถคิดค้นได้สำเร็จ และพร้อมเข็นเครื่องจักรออกให้ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง TSMC (Taiwan Semiconductor Manufacturing Company) นำไปทดสอบได้ก่อน

เมื่อสถานการณ์ชัดเจนว่าเครื่องจักรนี้ใช้งานได้จริง จำเป็นต่อกระบวนการผลิตชิปในอนาคต และมี ASML เท่านั้นที่สามารถสร้างได้ บริษัทจึงเริ่มแผนการดันราคาขายเครื่องจักรทันที !

ช่วงปี 2018 บริษัทตั้งราคาเครื่องจักร EUV เครื่องละ 3,700 ล้านบาท แต่กลับบอกว่าราคานี้บริษัทยังขายขาดทุนอยู่ ! ขอขึ้นราคาเป็น 4,800 ล้านบาทในปีนี้ และไม่พอบอกราคาปีหน้าขอขึ้นเป็นเครื่องละ 6,000 ล้านบาท ตามคุณภาพที่เพิ่มขึ้นของมัน !!!

โรงงานจำนวนมากต้องปิดตัวในช่วงวิกฤตโควิด แต่ ASML โรงงานผลิตเครื่องจักรโตสวนกระแสเศรษฐกิจโลก !

ยอดขายไตรมาส 2 (เดือนเมษายน – มิถุนายน) ออกมาที่ 1.2 แสนล้านบาท เติบโต 30% YoY ขณะที่การขึ้นราคาเครื่องจักร EUV ส่งผลบวกชัดเจนต่ออัตรากำไรขั้นต้นของบริษัท (ต้นทุนเท่าเดิมแต่ขายของได้แพงขึ้น) พา Gross Profit Margin จาก 43% ในปีก่อนมาที่ 48% ในไตรมาสล่าสุด ดัน EPS พุ่ง 58% YoY

ราคาเครื่องจักรขึ้นเอา ๆ แล้วอย่างนี้ลูกค้ายังจะยอมจ่ายแพงขึ้นเรื่อย ๆ ใช่ไหม ?

เรื่องนี้ต้องมองไปที่ลูกค้าปลายทางของ Supply Chain เช่น ผู้บริโภคทั่วไปที่ซื้อมือถือและ Data Center ที่ซื้อชิปคุณภาพสูงไปประมวลผลและเก็บข้อมูล

ตราบใดที่ผู้บริโภคต้องการมือถือคุณภาพสูงขึ้น เช่น ใช้งานเครือข่าย 5G ได้ หรือถ่ายรูปชัดสุด ๆ (กล้องหลัง 5 ตัว) ย่อมต้องการชิปคุณภาพสูงขึ้นเพื่อรองรับรูปแบบการใช้งานดังกล่าว เช่นเดียวกันกับ Data Center ที่ต้องปรับตัวเข้ายุคธุรกิจ Big Data ต้องการชิปตัวโหด ๆ มาประมวลผลและเก็บข้อมูลที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นมหาศาลในอนาคตอันใกล้ !!

เรื่องดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคปลายทางยังมีแนวโน้มจะจ่ายแพงขึ้นเพื่อได้ชิปคุณภาพสูงขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วโรงงานผลิตชิปจึงยังสามารถซื้อเครื่องจักรราคาแพง มาผลิตให้ได้ต่อไป !

BottomLiners

สนใจศึกษาหุ้น AI & Chips ก็มาพบกันได้ที่งาน expert bootcamp AI & Semiconductor คลิก https://bottomliner.co/bottomliner-expert-bootcamp-ai-semiconductors/

ที่มาบทความ: https://bottomliner.co/2020/09/23/asml-1/

Johnson & Johnson เริ่มทดลองวัคซีนเฟส 3

FINNOMENA Reporter

Johnson & Johnson เริ่มทดลองวัคซีนในเฟส 3 โดยเริ่มทดลองผ่านกลุ่มผู้ใหญ่ 60,000 คน 215 สถานที่ในอเมริกาและทั่วโลก

  • การทดลองจะเกิดขึ้นในวันพุธผ่านกลุ่มทดลองกลุ่มแรก
  • Johnson & Johnson เป็นบริษัทที่สี่ต่อจาก Moderna, Pfizer/BioNTech, และ AstraZeneca ที่เริ่มทำการทดลองวัคซีนโควิดในกลุ่มผู้รับการทดสอบขนาดใหญ่
  • ผลจากการทดลองเฟส 1 และ 2 ในอเมริกาและเบลเยียม แสดงให้เห็นว่าวัคซีนหนึ่งโดสสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยได้และปลอดภัยพอที่จะนำไปทดลองในกลุ่มผู้ทดสอบขนาดใหญ่
  • อาจมีการทดสอบในเด็กต่อเนื่อง หากพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยต่อผู้ใหญ่

ที่มา: https://edition.cnn.com/2020/09/23/health/johnson–johnson-coronavirus-vaccine-trial-begins/index.html

กนง. คงดอกเบี้ย คาดการณ์เศรษฐกิจเจ็บน้อยลง แต่ขยายตัวช้า

FINNOMENA Reporter

กนง. ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.50% พร้อมปรับมุมมองเศรษฐกิจว่าอาจฟื้นตัวช้ากว่าคาดในปีหน้า แต่อาจหดตัวน้อยลง

  • ในปี 2563 เศรษฐกิจมีแนวโน้มหดตัวน้อยลง
  • ในปี 2564 เศรษฐกิจอาจขยายตัวช้ากว่าประมาณการเดิม จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้า และความเสี่ยงจากโรคระบาดระลอกสอง
  • ตลาดคาดการณ์ว่าเหตุที่ กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% อาจเป็นการเก็บดอกเบี้ยนโยบายไว้ใช้ในอนาคต ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่

ที่มา: https://www.prachachat.net/finance/news-526287

 

ผู้ก่อตั้ง Nikola ลาออกส่งหุ้นร่วง 30% ในวันจันทร์

FINNOMENA Reporter

Trevor Milton CEO บริษัทผลิตรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า Nikola ลงจากตำแหน่งส่งไม้ต่อให้ Stephen Girsky อดีตประธาน General Motors หรือสมาชิกบอร์ดบริหารของ Nikola ในปัจจุบัน

  • Trevor Milton กล่าว “Nikola จะอยู่ในสายเลือดของผมตลอดไป และความสนใจทั้งหมดควรมุ่งไปที่บริษัทและภารกิจเปลี่ยนโลก ไม่ใช่ผม”
  • Nikola มีจุดประสงค์หลักที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนายานยนต์ให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงช่วยปกป้องโลกจากภาวะโลกร้อน
  • อย่างไรก็ตามบริษัทวิจัย Hiddenburg ได้มีการกล่าวหาว่าเทคโนโลยีของ Nikola เป็นการหลอกลวง จากคลิปวิดิโอแสดงสมรรถภาพรถบรรทุก
  • ราคาหุ้น Nikola ร่วงลงถึง 30% ในวันจันทร์ก่อนปรับตัวขึ้นเล็กน้อย

ที่มา:https://www.cnbc.com/2020/09/21/nikola-founder-trevor-milton-to-voluntarily-step-down-as-executive-chairman.html?__source=iosappshare%7Ccom.apple.UIKit.activity.CopyToPasteboard

หนีไม่พ้น! ร้านสเต็กชื่อดัง Sizzler ยื่นล้มละลาย

FINNOMENA Reporter

ร้านสเต็กชื่อดัง Sizzler ยื่นกระบวนการล้มละลายภายใต้ Chapter 11 หรือกระบวนการปรับองค์กรเพื่อให้ธุรกิจคงอยู่และสามารถชำระหนี้ได้ต่อไป

  • Sizzler เป็นธุรกิจล่าสุดที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19
  • ทาง Sizzler ยื่นเข้ากระบวนการล้มละลายอย่างสมัครใจ
  • จะมีการปรับโครงสร้างใหม่เพื่อลดหนี้สินและเจรจาสัญญาการเช่าที่อีกครั้ง
  • Chris Perkins ประธานและหัวหน้าฝ่ายบริการของ Sizzler กล่าวว่า “สถานะการเงินที่มีปัญหาในตอนนี้มีผลมาจากการ Lockdown และจากการที่ผู้เช่าปฏิเสธที่จะให้การผ่อนผัน”

ที่มา: https://www.usatoday.com/story/money/2020/09/22/sizzler-files-chapter-11-bankruptcy-citing-impact-pandemic/3493634001/

 

ธนาคารไทยติดโผทำธุรกรรมต้องสงสัย

FINNOMENA Reporter

หน่วยงานต่อต้านการฟอกเงิน (Amlo) กำลังตรวจสอบรายงานสากลโลกที่ระบุถึงธนาคารไทย 4 แห่งว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกรรมการเงินที่น่าสงสัยมาเกือบ 20 ปี

  • นาย ปรีชา เจริญสหายานนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เปิดเผยว่า “รายงานดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการหารือรวมถึงตรวจสอบอีกครั้งกับทางแบงก์ชาติและองค์การการเงินต่าง ๆ”
  • รายงานดังกล่าวมาจาก International Consortium of Investigative Journalists’ (ICIJ)
  • จากรายงานมีการระบุถึงธุรกรรมการเงินที่น่าสงสัย 92 รายการผ่านธนาคาร 4 แห่งในไทยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 41.31 หมื่นล้านเหรียญ โดยมีรายการโอนเข้า 9.56 พันล้านบาทและรายการโอนออก 31.75 หมื่นล้านบาท

ที่มา:https://www.bangkokpost.com/business/1989807/thai-banks-probed-over-dirty-money

 

ประกันสังคมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ SRIPANWA ส่งผลกับการลงทุนแค่ไหน?

FINNOMENA Reporter
ประกันสังคมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ SRIPANWA ส่งผลกับการลงทุนแค่ไหน?

ถือเป็นข่าวใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา หลังสำนักงานประกันสังคมได้ถือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โรงแรม SRIPANWA คิดเป็นสัดส่วน 22.6% ของจำนวนหน่วยลงทุนของ SRIPANWA ทั้งหมด หรือ ราว ๆ 505 ล้านบาท อีกทั้งยังเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ของกองทรัสต์ (มูลค่า ณ วันที่ 16 ก.ย. 2563)

โดยอาจเรียกได้ว่าสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ถือหุ้นหลักของ SRIPANWA

แต่ถึงอย่างนั้นเรามาดูกันว่าแท้จริงแล้วกองทรัสต์ SRIPANWA ส่งผลกับพอร์ตการลงทุนประกันสังคมมากน้อยเพียงใด

SRIPANWA มีสัดส่วนคิดเป็น 0.3% ของการลงทุนในตราสารทุนไทย

ซึ่งถือได้ว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่มาก และอาจเรียกได้ว่าแท้จริงแล้ว SRIPANWA อาจไม่ได้ส่งผลต่อพอร์ตการลงทุนโดยรวมมากนัก

ทั้งนี้นางพิศมัย นิธิไพบูลย์ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ในฐานะโฆษกสำนักงานประกันสังคม ได้มีการชี้แจงเพิ่มเติมว่า การลงทุนใน SRIPANWA ได้มีการวิเคราะห์ในหลาย ๆ ด้าน โดยผู้จัดการกองทุนและนักวิเคราะห์การลงทุน และเป็นไปตามหลักเกณฑ์กำหนดของสำนักงานอย่างเคร่งครัด

จึงขอให้ผู้ประกันตนไว้วางใจ ในการวิเคราะห์และการปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ก่อนที่จะนำเงินกองทุนประกันสังคมของท่านไปลงทุน

Goldilocks หรือ Deadlock ?

FundTalk
Goldilocks หรือ Deadlock ?

เริ่มมีนักวิเคราะห์ออกมามองว่าสถานการณ์ตลาดทุนโลก ใน 1 – 2 ปีข้างหน้าจะอยู่ในภาวะ Goldilocks ซึ่งคำ ๆ หมายถึงภาวะที่เอื้อต่อราคาหุ้น คือเศรษฐกิจอยู่ในแนวโน้มเติบโต การว่างงานลดลง เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งการประชุม FED ล่าสุดในเดือนกันยายน 2563 ที่ผ่านมาก็เพิ่งออกมาให้มุมมองว่าดอกเบี้ยสหรัฐฯ น่าจะคงอยู่ต่ำใกล้ศูนย์เปอร์เซ็นต์อย่างต่อเนื่องในอีก 3 ปีข้างหน้า

สำหรับภาครัฐ วิธีการรักษาสภาะวะเศรษฐกิจให้อยู่ใน Goldilocks Economy ก็คือการอัดฉีดนโยบายการคลังอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการลงทุน หรือการลดภาษี ขณะที่เหล่าธนาคารกลางก็มีบทบาทสำคัญคือการควบคุมปริมาณเงินในระบบผ่านนโยบายการเงิน ซึ่งในกรณีของสหรัฐฯ คือการลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการปล่อยกู้ และทำให้คนที่ออมเงินอยู่ในเงินฝากหันเอาเงินออกมาลงทุนกันมากขึ้น

สำหรับภาวะ Goldilocks ของตลาดหุ้นมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวจากภาวะถดถอยและกำลังจะเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตครั้งใหม่ ซึ่งกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะอยู่ในภาวะเติบโตดี ขณะที่เงินเฟ้อและดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งยิ่งกระตุ้นให้เม็ดเงินในระบบไหลเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น

แล้วปี ค.ศ. 2021 ตลาดทุนกำลังจะเข้าสู่ภาวะ Goldilocks ใช่หรือไม่ ? นี่คือคำถามสำคัญ ถ้าเรามองย้อนกลับไปในปี 2018 – 2019 จะพบว่าเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มโตช้าลง อัตราการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน (Profit Margin) เริ่มปรับลดลง ขณะที่บริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ มักจะใช้วิธีการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) ในการทำให้กำไรต่อหุ้น (EPS) ยังเติบโตต่อไปได้

Goldilocks หรือ Deadlock ?

เมื่อดูที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED เราจะพบว่า FED นั้นได้ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยจาก 0.5% มาที่ 2.5% ในช่วงปลายปี 2016 ต่อเนื่องถึงปลายปี 2018 เพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องมานับตั้งแต่หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

ขณะที่ FED กลับมาลดดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงกลางปี 2019 รวมถึงกลับมาเพิ่มขนาดงบดุล (FED Balance Sheet) อีกครั้งในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2019 นั่นแสดงว่า FED เองก็เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจจึงปรับลดดอกเบี้ยไปล่วงหน้า

จนกระทั่งโลกมาเจอกับวิกฤตโควิด ซึ่งทำเกิดการว่างงานนับสิบล้านตำแหน่ง เศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอยรายไตรมาสถึงหลัก 30% FED ก็ได้ทำการปรับลดดอกเบี้ยมาสู่ระดับ 0.25% แบบรวดเดียว ดูไปแล้วคล้าย ๆ ช่วงปี 2008 – 2009 และ FED ก็ได้ให้สัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ต่ำแบบนี้ไปอีก 3 ปี ภาพก็จะคล้าย ๆ ช่วงปี 2010 – 2012

สิ่งที่ต่างคือในวิกฤตรอบที่แล้วตลาดหุ้นใช้เวลาประมาณ 4 – 5 ปีจากจุดสูงสุดก่อนวิกฤตในการทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในรอบวิกฤตครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 4 – 5 เดือนเท่านั้นก็ทำจุดสูงสุดใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว

สิ่งที่ต่างในเชิงพื้นฐานที่เห็นได้ชัดอีกข้อหนึ่งคือโลกยุค Digital เพิ่งจะมาสุกงอมกันอย่างเต็มที่ในช่วงหลังนี้เอง หลังจากโลกได้รู้จักกับ iPhone 1 ในปี 2007 ขณะที่บริการ Cloud Service ต่าง ๆ อย่าง AWS ของ Amazon ก็เพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วงปี 2006 และมาเติบโตอย่างมาในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ ทำให้โครงสร้างของตลาดหุ้นในรอบวิกฤตครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนอย่างสิ้นเชิง

นั่นคือกว่าครึ่งหนี่งของมูลค่าตลาดหุ้นโลกมาจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ในรอบวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์นั้นมูลค่าตลาดหุ้นกว่าครึ่งโลกจะเป็นหุ้นวัฏจักรอย่างกลุ่มพลังงานหรือธนาคาร

ซึ่งทุกวันนี้อดีตหุ้นกลุ่มมหาอำนาจอย่างพลังงานก็กำลังถูกท้าทายจากพลังงานทางเลือก เช่นพลังงานแสงอาทิตย์ รถพลังงานไฟฟ้า ส่วนกลุ่มธนาคารก็กำลังถูกท้าทายจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่เริ่มเข้ามาตัดตัวกลางอย่างสถาบันการเงิน และเล่นบทบาทธนาคารเสียเองอย่างเช่น Ant Financial ของ Alibaba ที่มีมูลค่ากิจการเท่ากับธนาคารยักษ์ใหญ่หลาย ๆ ธนาคารรวมกัน

โลกจากที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยบริการทำให้อัตราเงินเฟ้อของโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคงอยู่ในระดับต่ำ ประเด็นสำคัญคือภาคบริการ ภาคการบริโภค และภาคเทคโนโลยีนี้เองจะเป็นตัวทำให้เศรษฐกิจและการลงทุนคงอยู่ในภาวะ Goldilocks ได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่

นั่นหมายถึงว่า เมื่อวิกฤตโควิดจบลงเราจะเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ที่ภาคอุตสาหกรรมไม่ใช่ภาคส่วนเศรษฐกิจหลักอีกต่อไป แต่เป็นการบริโภค การท่องเที่ยว การจับจ่ายใช้สอยผ่านระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า

หาไม่แล้วถ้าเศรษฐกิจไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องเราจะกลับไปเจอกับภาวะ Deadlocks คือ Double Dip Recession คือเศรษฐกิจโลกกลับมาถดถอยซ้ำอีกรอบใน 1 – 2 ปีข้างหน้า ซึ่งเท่ากับว่าเงินอัดฉีดทั้งการเงินการคลังที่ทำในรอบนี้ไม่ขลังอีกต่อไป คือไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอย่างยั่งยืนได้ และเป็นเศรษฐกิจถดถอยบนภาวะหนี้ท่วมโลกทั้งหนี้ภาครัฐ หนี้ของธนาคารกลาง และหนี้ภาคเอกชน

คุณล่ะครับคิดว่าโลกเรากำลังจะเข้าสู่ Goldilocks หรือ Deadlocks ในอีก 1 – 2 ปีข้างหน้า นี่คือสิ่งที่เราจะได้ทุกคนจะได้เจอกับบทสรุปร่วมกันในอีกไม่ช้านี้

FundTalk รายงาน

TMKT EP35 – ตลาดยุโรปดิ่งหนัก เราต้องหลบออกมาก่อนไหม? – THE MARKET PODCAST

FINNOMENA Podcast

TMKT EP35 – “ตลาดยุโรปดิ่งหนัก เราต้องหลบออกมาก่อนไหม?” – THE MARKET PODCAST

“THE MARKET PODCAST” รายการที่ไม่ใช่แค่เล่าข่าว แต่เป็นการเจาะข่าว เจาะประเด็น เพื่อให้นักลงทุนรู้ก่อนเทรด!

ดำเนินรายการโดย คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือ Mr.Messenger เจ้าของเพจ Sinthorn


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

Super Stock ใน 10 ปีข้างหน้า

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
Super Stock ใน 10 ปีข้างหน้า

เมื่อประมาณเกือบ 20 ปีที่แล้วในตลาดหุ้นไทย มีนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าเป็น Value Investor ก่อกำเนิดขึ้น พวกเขาเป็นนักลงทุน “หน้าใหม่” ในตลาดหุ้น ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นนักลงทุน “รายย่อย” และเป็น “คนกินเงินเดือน” ที่มีรายได้ค่อนข้างดีเนื่องจากจบการศึกษาสูง หลายคนเรียนจบจากต่างประเทศและมีตำแหน่งหน้าที่การงานในบริษัทชั้นนำของประเทศหรือบริษัทข้ามชาติ และก็แน่นอนว่าบางคนก็มีฐานะทางบ้านที่ดีหรือดีมากและเป็นนักธุรกิจอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เหมือนกันหมดก็คือทุกคนมีความมุ่งมั่นในการลงทุนโดยเฉพาะในตลาดหุ้นตามแนวทางการลงทุนของ “VI” อย่างที่เรียกกันในปัจจุบันนั่นก็คือ การมองว่าหุ้นก็คือธุรกิจและเราสามารถประเมินมูลค่าของมันได้ และจะซื้อก็ต่อเมื่อมูลค่านั้นสูงกว่าราคาหุ้นมากพออย่างที่เรียกว่ามี Margin of Safety สูง และจะขายต่อเมื่อราคาหุ้นสูงเกินพื้นฐานหรือ “มูลค่าที่แท้จริง” นั้น

ผมคงไม่ต้องพูดว่า VI กลุ่มนั้นต่างก็ทำผลงานการลงทุนได้ดีเยี่ยม หลายคนเป็นเศรษฐีหรือมหาเศรษฐี ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ คนที่เคยกินเงินเดือนต่างก็ “เกษียณตัวเอง” ตั้งแต่อายุยังน้อยและกลายเป็นนักลงทุนเต็มตัวจนถึงวันนี้ แต่ VI “รุ่นใหม่” ที่เพิ่งจะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยไม่เกิน 6-7 ปีนั้น จำนวนมากก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ หลายคนพยายามเสาะแสวงหาหุ้น “VI” ที่จะทำกำไรได้งดงามและเจริญรอยตาม VI รุ่นก่อนที่เป็น “ไอดอล” แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่ประสบความสำเร็จนัก และอาจจะไม่ประสบความสำเร็จเลยก็ได้ ปัญหาที่ผมเห็นก็คือ เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยในภาวะปัจจุบันและอาจจะต่อเนื่องไปอีกนานนั้น ไม่เอื้ออำนวยที่จะทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นไทยสร้างผลตอบแทนที่ดีเลิศอย่างที่เคยเป็นเมื่อเกือบ 10 หรือ 20 ปีก่อน เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เราจะหาหุ้น “VI” หรือหุ้นที่จะเป็น “Super Stock” ในอีก 10 ปีข้างหน้าได้ยากมาก

วิธีหนึ่งที่จะลงทุนระยะยาวแล้วร่ำรวยเหมือน VI รุ่นก่อนนั้น ผมคิดว่าเราจำเป็นที่จะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เอื้ออำนวยมาก เพราะแม้ว่าผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ทำผลงานได้ดีเป็นสิบ ๆ ปีจนเปลี่ยนชีวิตได้นั้น ผมก็คิดว่าส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือ “โชคดี” ที่ผมลงทุนในประเทศไทยในยุคนั้นซึ่งเป็นยุคที่เศรษฐกิจไทยก้าวหน้าเร็วมากและคนไทยเริ่มต้องเก็บเงินเพื่อรองรับการเกษียณของคนที่กำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้มีบริษัทหรือกิจการที่แข็งแกร่งและโตเร็ว ขณะเดียวกันก็มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่เข้ามาแย่งซื้อหุ้นที่มีคุณภาพดีเหล่านั้น ทำให้หุ้นเหล่านั้นมีมูลค่าสูงขึ้นมหาศาล

ด้วยวิธีง่าย ๆ ที่ผมใช้ซึ่งก็คือ การซื้อหุ้นของกิจการที่ “ดีสุดยอด” นั่นก็คือ บริษัทที่มีความแข็งแกร่งเพราะมีความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนและโตเร็วด้วย ในราคาหุ้นที่ถูกหรือราคายุติธรรม แล้วถือไว้อย่างยาวนานนับ 10 ปี และได้รับผลตอบเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 10 เท่า ซึ่งผมเรียกว่าเป็น “Super Stock” วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายและไม่ต้องใช้เวลาและความพยายามมาก สิ่งที่ต้องทำก็คือการวิเคราะห์ “ภาพใหญ่” ให้ถูกต้อง เลือกหุ้นที่มีศักยภาพที่จะแข็งแกร่งและเติบโตได้อีกนานในราคาหุ้นที่ถูกหรือยุติธรรมซัก 5- 6 ตัว เสร็จแล้วก็ติดตามดูผลประกอบการและสถานะของกิจการไปเรื่อย ๆ เปลี่ยนตัวเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้มันหมดสภาพของซุปเปอร์สต็อก ถ้าทำได้แบบนี้ ในเวลา 10 ปี เราก็จะ “เห็นหน้าเห็นหลัง” เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยเมื่อ 10-20 ปีก่อน ปัญหาก็คือ แล้วที่ไหนล่ะที่เราจะทำอย่างนั้นได้ในวันนี้

คำตอบของผมก็คือ “เวียตนาม” ข้อแรกก็คือ สภาวะทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของเวียตนามในวันนี้คล้ายคลึงกับประเทศไทยเมื่อ 10-20 ปี ก่อนมาก ในขณะเดียวกัน ตัวหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นจำนวนไม่น้อยก็มี Business Model หรือวิธีทำธุรกิจที่คล้ายกับตลาดหุ้นไทยในเวลานั้น เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ มีธุรกิจ “ใหม่ ๆ” ที่กำลังเติบโตอย่างแรงตามฐานะทางเศรษฐกิจของเวียตนามที่โตเร็วมาก ซึ่งทำให้คนชั้นกลางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและหันมาใช้สินค้าหรือบริการแบบใหม่ ๆ นั้น ตัวอย่างเช่น ธุรกิจ “Modern Trade” ทั้งหลายไล่ตั้งแต่ห้างที่เป็นช็อปปิ้งมอล Mega Store ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ ธุรกิจขนส่งสินค้า การเดินทางและท่องเที่ยวเช่น ท่าเรือ สนามบินและโรงแรม ธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานทั้งเรื่องของไฟฟ้าและน้ำมัน ธุรกิจธนาคารและการเช่าซื้อรถยนต์รวมถึงการปล่อยกู้บ้านและบัตรเครดิต นอกจากนั้นก็ยังมีธุรกิจเกี่ยวกับสาธารณูปโภคที่ยังขาดแคลนมาก เช่น ทางด่วนและน้ำประปาที่บริษัทเอกชนเข้ามารับสัมปทานกับรัฐ ทั้งหมดนั้น ได้รับการพิสูจน์ในประเทศไทยแล้วว่าเป็นบริษัทที่มีศักยภาพสูงที่จะกลายเป็นบริษัทที่แข็งแกร่งและเติบโตได้ในระยะยาว

ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือ บริษัทจดทะเบียนเหล่านั้นส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด ยังมีราคาหรือ Market Cap. ต่ำมากเมื่อเทียบกับบริษัทที่กลายเป็นซุปเปอร์สต็อกในตลาดหุ้นไทยแล้ว ตัวอย่างหุ้นตัวที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มที่ผมคิดว่ามีมูลค่าตลาดต่ำจนแทบไม่น่าเชื่อเมื่อเปรียบเทียบกับของไทยก็เช่น

หุ้น A ที่ทำสัมปทานทางด่วนที่จะมีระยะเป็นร้อยกม. และยังมีโครงการอื่น ๆ อีกมากและถือว่าเป็นบริษัทที่ทำสัมปทานเกี่ยวกับสาธารณูปโภคที่ใหญ่ที่สุดในเวียตนามนั้น มี Market Cap. เพียง 5-6,000 ล้านบาท ค่า PE 4-5 เท่า PB 1 เท่า เศษ ๆ และราคาหุ้นขณะนี้เท่ากับครึ่งหนึ่งของราคาสูงสุดที่เกิดขึ้นเมื่อ 3-4 ปีก่อน แน่นอนว่าบริษัทก็มีปัญหามากมายและมีหนี้ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม มูลค่าบริษัทก็ดูเหมือนว่าจะไม่สมศักดิ์ศรีกับความใหญ่โตและสำคัญของบริษัทเลย

หุ้น B ที่ขายโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดเวียตนามค่อนข้างเด็ดขาด ซึ่งต่อมาขยายเข้าไปขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่โดดเด่น และช่วงหลังเข้าไปทำซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กภายในชุมชนซึ่งเติบโตเร็วมาก มียอดขายสิ้นปีที่แล้วกว่า 130,000 ล้านบาท มีสาขาทั่วประเทศนับเป็นพัน ๆ สาขา มีการเติบโตปีละ 20-30% ต่อเนื่อง แต่ค่า PE เพียง 9-10 เท่า Market Cap. ประมาณ 47,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับยอดขายและกำไรแล้ว ศักยภาพของบริษัทสามารถเป็นซุปเปอร์สต็อกได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตาม นี่คือบริษัทที่นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นเต็มเพดานและต้องจ่ายราคาเพิ่มอย่างน้อย 40-50% จากราคาตลาด

หุ้น C ที่เป็น “จ้าวพ่อ” ด้านของเทคโนโลยีของเวียตนามในแง่ที่ว่าสามารถขายบริการเขียนโปรแกรมให้บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ทำคอนเทนต์ทางด้านดิจิตอล นอกจากนั้นยังให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ตแก่องค์กรและประชาชนทั่วไป และล่าสุดก็ยังเปิดสถาบันการศึกษาทางด้านดิจิตอลที่มีนักศึกษาเรียนกันจนล้น ส่วนหนึ่งเพื่อป้อนบุคลากรให้บริษัทด้วย ค่า PE ของหุ้นแค่ 11 เท่า Market Cap. 48,000 ล้านบาท พอ ๆ กับบริษัทที่ขายมือถือ และก็มี Premium หรือราคาหุ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติเหมือนกันแม้จะไม่มากเท่าคือประมาณ 20-30% และนี่ก็เป็นบริษัทที่โดดเด่นและมีความแข็งแกร่งที่ไม่เหมือนใครในตลาดหุ้นเวียตนามที่ไม่มีในประเทศไทย

หุ้น D ซึ่งเป็นบริษัทสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงนั้น เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าทั้งเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดและโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินและอื่น ๆ จำนวนมาก นอกจากนั้นก็ยังมีธุรกิจเดิมที่ทำระบบปรับอากาศที่น่าจะใหญ่ที่สุดในเวียตนาม รวมถึงยังมีการทำออฟฟิสราคาไม่แพงให้เช่า ที่น่าสนใจก็เพราะว่าทรัพย์สินที่บริษัทถืออยู่โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าทั้งหลายนั้นมีมูลค่ามากและทำกำไรได้สม่ำเสมอ แต่ Market Cap. ของบริษัทมีเพียง 14,000 ล้านบาท ค่า PE 7 เท่า ค่า PB ต่ำกว่า 1 เท่า และปันผลหรือ Dividend Yield ก็มากกว่า 5% ต่อปี

ทั้งหมดนี้ก็เป็นแค่ “ตัวอย่าง” หุ้นที่มีศักยภาพเป็น ซุปเปอร์สต็อกในอีก 10 ปีข้างหน้า ความจริงก็คือ ยังมีหุ้นอีกหลาย ๆ ตัวที่มีความแข็งแกร่งเพราะมีความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจที่ยั่งยืนและมีการเติบโตเร็วมาก แต่อาจจะมีราคาหุ้นที่สูงขึ้นพอสมควรแล้วและอาจจะไม่สามารถสูงขึ้นต่ออีก 10 เด้งใน 10 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของตลาดหุ้นไทยเมื่อ 10-20 ปีก่อนนั้น ผมพบว่าเรามีหุ้นที่กลายเป็นซุปเปอร์สต็อกกว่า 10 ตัว ดังนั้น ผมคิดว่าตลาดหุ้นเวียตนามในวันนี้ก็น่าจะสามารถสร้างหุ้นที่จะกลายเป็นซุปเปอร์สต็อกใน 10 ปีข้างหน้าไม่น้อยกว่า 10 ตัวเหมือนตลาดหุ้นไทยในอดีต อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ว่าหุ้นตัวไหนจะกลายเป็นซุปเปอร์สต็อกก็อาจจะผิดพลาดได้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือการลงทุนเป็น “พอร์ต” ของซุปเปอร์สต็อก ซัก 5-6 ตัวและถือหุ้นไว้ให้นานเป็น 10 ปี โดยที่อาจจะต้องมีการปรับพอร์ตบ้างเป็นระยะเมื่อมีข้อมูลของบริษัทเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ด้วยวิธีนี้ VI รุ่นใหม่ก็อาจจะสามารถร่ำรวยได้เหมือน VI รุ่นก่อน

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://portal.settrade.com/blog/nivate/2020/09/21/2386

Asset Craft Podcast Ep.9 : “ค่าเงิน”

FINNOMENA Podcast
Asset Craft Podcast Ep.8 : "ค่าเงิน"

Asset Craft Podcast Ep.9 : “ค่าเงิน”

หากคุณกำลังอยากดูค่าเงินมาประกอบการดูกองทุน รวมถึงสนใจกลยุทธ์เชิง Quant ในค่าเงิน มาสำรวจไปพร้อม ๆ กันกับ Asset Craft EP นี้ได้เลยครับ

Asset Craft Podcast รายการที่จะพาคุณไปรู้จักกับสินทรัพย์ทั่วโลก!!

หัวข้อ

01:09 ค่าเงินคืออะไร?

01:30 นักลงทุนชื่อดังทางด้านค่าเงินคือใคร?

03:36 ปัจจัยพื้นฐานคร่าว ๆ ในการดูค่าเงิน

06:49 วิกฤติเงินเฟ้อและวิกฤตเงินฝืดส่งผลต่อค่าเงินอย่างไร? ปรับใช้กับการลงทุนได้อย่างไรบ้าง?

11:00 สถานการณ์ค่าเงินบาทไทยเรา

12:10 ค่าเงินในมุมมองของ Trader

20:32 กองทุนแนะนำระยะยาวแบบป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedge)

PPP คืออะไร?

คลิกที่นี่ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับ PPP ได้เลยครับ

ตัวอย่างกลยุทธ์ PPP และผลตอบแทน

Asset Craft Podcast Ep.8 : "ค่าเงิน"

Asset Craft Podcast Ep.8 : "ค่าเงิน"

Big Mac Index คืออะไร?

คลิกที่นี่


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

TUM SUPHAKORN
K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

“Never bet against America.”
– Warren Buffett, 2020

เป็นคำพูดที่ Warren Buffett พูดไว้ในงาน Berkshire Hathaway Annual Meeting ปี 2020 และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักลงทุนระดับตำนานกล่าวแบบนี้ เพราะ Warren Buffett ก็เคยย้ำถึงความเชื่อนี้ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ Berkshire Hathaway ในปี 2016 เช่นกัน

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

“For 240 years it’s been a terrible mistake to bet against America, and now is no time to start.”
– Warren Buffett, 2016

ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมาประเทศอเมริกาแทบจะเป็น “ขาขึ้น” มาโดยตลอด มีหลายช่วงที่ประเทศนี้เดินสะดุดวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ทุกครั้งก็ลุกขึ้นมาได้ และไม่ใช่แค่ลุกขึ้นมาเดินต่อ แต่เป็นการลุกขึ้นแล้ววิ่งเลย

ไม่ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของอเมริกาจะเป็นเพราะปรัชญาแบบอเมริกันที่หล่อหลอมผู้คน หรือเป็นเพราะชาตินิยม หรือเพราะอะไรก็ตาม ไม่มีใครปฏิเสธว่าอเมริกาเป็นประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็วอย่างแท้จริงในประวัติศาสตร์เพียงไม่กี่ร้อยปี

และถ้าเราอยู่ที่ประเทศไทย แต่ต้องการร่วมวงเติบโตไปกับอเมริกา การลงทุนผ่านกองทุนรวมก็เป็นทางเลือกที่สะดวกสบายและมีการกระจายความเสี่ยงให้เราโดยอัตโนมัติ

ลงทุนใน K-USA-A = ลงทุนในอเมริกา

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

กองทุนที่ลงทุนในหุ้นอเมริกาชั้นนำจริงๆ มีอยู่หลายกองทุน แต่กองทุนที่ทำผลงานได้โดดเด่นฉีกออกมาจากกองอื่นในช่วงที่ผ่านมา ทั้งเรื่องผลตอบแทนและการควบคุมความผันผวน คือกอง K-USA-A

กอง K-USA-A หรือ กองทุนเปิดเค ยูเอสเอ หุ้นทุน บริหารจัดการโดย บลจ. กสิกรไทย มีให้เลือก 2 คลาส ได้แก่

  1. K-USA-A(D) เป็นชนิดจ่ายปันผล (Dividend) เริ่มเปิดกองมาตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย. 55
  2. K-USA-A(A) เป็นชนิดสะสมมูลค่า (Accumulation) เปิดกองตามมาทีหลังเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 62 เพื่อเป็นอีกทางเลือกให้กับนักลงทุน

ทั้ง 2 กองมีนโยบายการลงทุนเหมือนกันทุกประการ ต่างกันแค่ชื่อกับชนิดหน่วยลงทุน โดยทั้ง 2 กองเป็น กองทุนประเภท Feeder Fund (กองทุนที่ไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศอีกต่อหนึ่ง) ซึ่งกองทุนหลักที่กองนี้เข้าไปลงทุนคือกอง Morgan Stanley US Advantage Fund – I Shares

กลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจของกองนี้

วิธีศึกษากองประเภท Feeder Fund ที่ดีที่สุดคือไปศึกษาข้อมูลของตัวกองแม่ ซึ่งกลยุทธ์การลงทุนของ K-USA-A ก็เป็นไปตามชื่อของกองแม่เลยว่า กองนี้เน้นการลงทุนเฉพาะในหุ้นอเมริกาที่มี “ความได้เปรียบ (Competitive Advantage)” ในวงการธุรกิจของตัวเอง โดยเฟ้นหาจากหุ้น “ทั่วประเทศ” ดังนั้นการลงทุนในกอง K-USA-A เลยเหมือนกับการได้ลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกาไปในตัว

หลักการเลือกหุ้นจะใช้วิธีการเลือกหุ้นแบบ Bottom-up Approach คือ วิเคราะห์หาบริษัทที่ดีก่อนที่จะไปดูภาพใหญ่ เพราะหลักการนี้เชื่อว่า ถ้าบริษัทแข็งแกร่ง ไม่ว่าวัฏจักรเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรบริษัทก็ยังจะสามารถเติบโตได้

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา
รายชื่อหุ้นหลักที่กอง Morgan Stanley US Advantage Fund – I Shares ถืออยู่
(
พอร์ตทั้งหมด
มีหุ้นอยู่ประมาณ 43 ตัว)
ที่มา: www.morganstanley.com  ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2563

ในการวิเคราะห์บริษัทที่จะลงทุน นอกจากบริษัทนั้นจะต้องมีความได้เปรียบทางธุรกิจแล้ว ก็จะต้องเป็นที่จดจำในทางที่ดีของผู้บริโภค และมีกระแสเงินสดหมุนเวียนอยู่เสมอด้วย เพราะหมายความว่าบริษัทนั้นสามารถสร้างกำไรได้เพียงพอที่จะกลบค่าใช้จ่ายและหนี้สินทั้งหมดได้

จากหลักการคัดเลือกหุ้นทั้งหมดที่ทีมผู้จัดการกองทุนใช้ ทำให้ได้หุ้นที่มีความเป็น Growth Stock ที่สามารถเติบโตในระยะยาว เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของกองทุนนี้ที่เขียนไว้บนหน้าเว็บของกองแม่ว่า “Long term growth of your investment.” สั้นๆ แต่ชัดเจน

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา
นี่คือรูปทีมผู้จัดการกองทุน Morgan Stanley US Advantage Fund ประสบการณ์โชกโชนพอสมควร
ที่มา: www.morganstanley.com  ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2563

ผลตอบแทนย้อนหลัง

ลองมาดูผลการดำเนินการย้อนหลังกันบ้าง เริ่มจากกองแม่ก่อน เนื่องจากกองนี้ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ แบบคละกลุ่มอุตสาหกรรม ดัชนีที่ใช้เป็น Benchmark เปรียบเทียบผลการดำเนินงานเลยใช้เป็นดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นหุ้นขนาดใหญ่สุด 500 ตัวแรกในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา
ที่มา: www.morganstanley.com  ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2563
*ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

กราฟเปรียบเทียบว่าถ้าเอาเงิน 100 ดอลลาร์ลงทุนตั้งแต่ปี 2005 พอถึงปี 2020 เงินลงทุนจะโตเป็นเท่าไร เทียบกับการลงทุนใน S&P 500 จากกราฟถือว่ากองทุนนี้เติบโตได้อย่างสม่ำเสมอตามนโยบายการลงทุนที่บอกไว้ และสามารถ Outperform ตัวดัชนี S&P 500 ได้อย่างสม่ำเสมอด้วย

ทีนี้กลับมาดูที่ผลตอบแทนกอง K-USA-A ซึ่งเป็นกองที่ไปลงทุนในกองทุน Morgan Stanley US Advantage Fund อีกที

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา
ข้อมูล Performance ของกองทุน K-USA-A(D)
ที่มา: www.finnomena.com/fund ข้อมูล ณ วันที่ 15 กันยายน 2563
*ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ขอใช้ข้อมูลของกอง K-USA-A(D) เพราะเปิดกองมานานกว่าทำให้เห็นข้อมูลย้อนหลังมากกว่า ผลตอบแทนย้อนหลังถือว่าดีมาก ถ้าดูกันที่การลงทุนระยะยาว 5 ปี ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีถึง 19.46% ส่วนหนึ่งเพราะได้อานิสงส์จากหุ้นเทคโนโลยีในพอร์ตที่พุ่งพรวดในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อย้อนดูผลการดำเนินในช่วงก่อนหน้าก็ถือว่าโตขึ้นแบบสม่ำเสมอ และในช่วงที่เกิด Drawdown แต่ละครั้ง กองทุนสามารถแก้เกมและกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ได้ เป็นการพิสูจน์ว่ากองทุนสามารถควบคุมความเสี่ยงและอยู่รอดได้แม้เจอวิกฤตหนัก

สำหรับกอง K-USA-A(A) ซึ่งเป็นชนิดสะสมมูลค่า ถึงจะเปิดตามมาทีหลังแต่ก็ใช้นโยบายการลงทุนเหมือนกันเป๊ะ เมื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับกอง K-USA-A(D) ก็เลยออกมาใกล้เคียงกัน ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนชื่นชอบกองทุนที่จ่ายปันผลระหว่างลงทุนหรือชอบกองทุนที่สะสมมูลค่าให้เติบโตยาวๆ ทีเดียว

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา
ที่มา: www.finnomena.com/fund ข้อมูล ณ วันที่ 17 กันยายน 2563
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

จุดที่นักลงทุนมักเข้าใจผิดระหว่างการเลือกกองปันผลกับไม่ปันผลคือ กองที่ไม่ปันผลถ้าราคาลงมาเราขาดทุน แต่สำหรับกองแบบปันผลเราจะยังได้ปันผลอยู่ ความจริงก็คือในกรณีที่กองทุนเป็นขาลงจริงๆ กองทุนปันผลก็จะไม่จ่ายปันผลให้เราอยู่ดี สรุปแล้วผลตอบแทนของกองทุนแบบปันผลกับไม่ปันผลถือว่าไม่ต่างกันมาก

สำหรับนักลงทุนรู้สไตล์การลงทุนของตัวเองแล้วว่าชอบกองปันผล กอง K-USA-A(D) ก็เป็นกองที่น่าสนใจกองหนึ่งเพราะมีประวัติการจ่ายปันผลดี สม่ำเสมอ แทบจะจ่ายเต็มโควตา 4 ครั้งต่อปี ทุกปีในช่วงที่ผ่านมา

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา
ที่มา: www.finnomena.com/fund ข้อมูล ณ วันที่ 15 กันยายน 2563

สรุป: คำแนะนำสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในกองทุนนี้

1. K-USA-A(D) และ K-USA-A(A) เหมาะกับนักลงทุนที่อยากกระจายการลงทุนไปยังหุ้นอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่ง มีบุคลากรคุณภาพ เติบโตไว และพิสูจน์มาแล้วว่าเป็นประเทศที่เอาอยู่ในทุกสถานการณ์

2. กองทุนนี้เป็นกองทุนตราสารทุน มีความเสี่ยงระดับ 6 ดังนั้นจะมีความผันผวนค่อนข้างสูง เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่สูงขึ้น

3. ควรลงทุนตามสัดส่วนที่เรารับความเสี่ยงได้ ไม่ลงทุนมากเกินกำลัง

4. กองทุนนี้ไม่เหมาะกับผู้ที่เน้นการได้รับผลตอบแทนที่แน่นอน หรือรักษาเงินต้นให้อยู่ครบ

5. เหมาะกับการลงทุนระยะยาว โดยผู้ลงทุนควรมีเงินเย็นลงทุนในระยะยาวได้ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป

6. ถ้าศึกษากองทุนนี้อย่างละเอียดและมั่นใจแล้ว สามารถเปิดบัญชีลงทุนกับ FINNOMENA เพื่อลงทุนได้เลยครับ

เขียนโดย TUM SUPHAKORN

References:

https://www.morganstanley.com/im/en-lu/institutional-investor/funds-and-performance/morgan-stanley-investment-funds/equity/us-advantage.shareClass.I.html
https://www.morganstanley.com/im/en-lu/institutional-investor/funds-and-performance/morgan-stanley-investment-funds/equity/us-advantage.xlsDownload.fullHoldings.html?fundId=33917&teamId=1006
https://kasikornasset.com/th/mutual-fund/fund-template/Pages/K-USA-A(D).aspx
https://www.msn.com/en-us/money/smallbusiness/warren-buffett-dont-bet-against-america/vi-BB18uStf
https://www.fool.com/investing/general/2016/03/09/warren-buffett-dont-bet-against-america.aspx
https://www.youtube.com/watch?v=kbJ5XZJHBAg&ab_channel=FINNOMENA


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนหลักลงทุนในสหรัฐอเมริกา ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

BuffettCode
คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

ปัญหาใหญ่ของผู้มีรายได้ทุกคนคงหนีไม่พ้นการต้องจ่ายภาษีเป็นจำนวนมาก กองทุนลดหย่อนภาษีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ตัวผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องซื้อกองทุนลดหย่อนเหล่านี้ทุกปี …. ไม่ใช่ไม่อยากจ่ายภาษี แต่ถ้ามันมีวิธีลดหย่อนได้ทำไมจะไม่ทำ? 

ปีนี้มีความพิเศษเล็กน้อยคือกองทุน LTF หมดสิทธิ์ลดหย่อนภาษีแล้ว กลายเป็น SSF แทน เลยทำให้หลาย ๆ คนอาจจะงงนิดหน่อย วันนี้ผมเลยอยากสรุปข้อมูลทั้งหมดที่ผมหามา Cross-Check เรียบร้อยแล้วว่าข้อมูลอัปเดตล่าสุดแน่นอนในแต่ละส่วน

กองทุน SSF คืออะไร? 

SSF หรือ Super Savings Fund คือกองทุนรวมประเภทหนึ่ง ซึ่งมีสิทธิพิเศษมากกว่ากองทุนรวมทั่วไปตรงที่รัฐบาลอนุญาตให้สามารถนำจำนวนเงินที่ซื้อกองทุน SSF มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ครับ

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

SSF ต่างกับ RMF อย่างไร?

ในความเป็นจริง SSF และ RMF (Retirement Fund) ถือเป็นกองทุนรวมตระกูลลดหย่อนภาษีทั้ง 2 ประเภท แต่มันมีความแตกต่างหลัก ๆ อยู่ตรงเงื่อนไขระยะเวลาตอนที่ขายกองทุนได้ ส่วนที่เหลือคล้าย ๆ กับ SSF ผมสรุปข้อแตกต่างของทั้ง 2 กองทุนให้ในตารางด้านล่างนี้ครับ

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

เงื่อนไขแบบไหนควรซื้อ SSF?

  • ถ้าคุณเป็นคนมีเงินได้เมื่อหักลบกับค่าลดหย่อนแล้วมากกว่า 150,000 บาท คุณต้องจ่ายภาษีแต่ไม่อยากจ่าย (หรือจ่ายไปแล้วแต่อยากขอคืน)
  • ต้องการให้เงินลงทุนเติบโตในระยะยาวแบบไม่เสียโอกาส
  • อยากลดหย่อนภาษีด้วยการลงทุน เพราะในความเป็นจริงคือเราลดหย่อนภาษีได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการซื้อประกัน, Provident Fund (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ), ดอกเบี้ยกู้บ้าน หรือกองทุน RMF
  • อยากลงทุนแต่ไม่อยากซื้อ RMF เพราะใช้เวลานานกว่าจะขายได้ สำหรับคนที่อายุน้อยกว่า 45 ปี ซื้อ SSF จะขายได้เร็วกว่า SSF ใช้เวลาถือ 10 ปี
  • เป็นคนที่ฐานภาษีสูง ๆ เช่น 20% ขึ้นไป เพราะการลดหย่อนของคุณจะมีนัยมากกว่าคนที่ฐานภาษี 5% ครับ
  • ต้องการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ อันนี้เหมาะมาก ๆ เพราะ SSF มีการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งปกติจะทำแบบนี้ได้ต้องซื้อ RMF เท่านั้น
  • สุดท้ายคือทำที่พูดมาข้างบนหมดแล้วจนเต็มโควตา ยังลดหย่อนภาษีไม่หนำใจอยากลดหย่อนเพิ่ม SSF ก็เป็นทางเลือกที่ดีครับ

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

แล้วเงื่อนไขแบบไหนบ้างล่ะที่ ไม่ควร ซื้อ SSF

  • กำลังชักหน้าไม่ถึงหลัง สภาพคล่องเหือดหาย แบบนี้ยอมจ่ายภาษีเถอะครับ การทุ่มซื้อ SSF หรือ RMF เพื่อให้ได้ลดหย่อนภาษี แต่ต้องไปนั่งกู้เงินมาใช้จ่ายอันนี้เสี่ยงมาก
  • รู้สึกว่าการลงทุนมันเสี่ยง แล้วคุณเป็นคนที่ฐานภาษีไม่สูง เช่นจ่าย 5% หรือ 10% ซื้อไปแล้วนั่งจ้องทุกวัน พอมันเหวี่ยงแล้วถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ การลงทุนไม่ได้มีแค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของจิตใจด้วย แบบนี้ไม่ยอมจ่ายภาษี ก็ไปซื้อพวกประกันออมทรัพย์แทนจะดีกว่าครับ
  • หรือคุณอาจจะเป็นอภิมหาโคตรเซียนหุ้นที่เทพมาก ๆ สามารถทำผลตอบแทนได้ 50% ต่อปีต่อเนื่องหลายปีชัวร์ ๆ ซึ่งดีกว่าเอาเงินไปประหยัดภาษีกับ SSF 10-20% + กำไรที่คาดหวังแน่นอน แบบนี้ก็ไม่ต้องซื้อครับ ยอมจ่ายภาษีแล้วเอาเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นเองได้กำไรเยอะกว่า แต่เคสนี้ยากนะเซียนหุ้นรายใหญ่ที่ผมรู้จักยังซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีเต็มโควต้าอยู่เลย

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

ซื้อ SSFX แล้วควรต้องซื้อ SSF อีกหรือไม่?

SSFX เป็นกองทุนลดหย่อนภาษีที่เรียกได้ว่า “เฉพาะกิจ” ซื้อได้ตั้งแต่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2563 เข้าไปซื้อตอนนี้ก็ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีไม่ได้แล้ว ถ้าซื้อ SSFX ไปจนปีนี้คุณไม่ต้องจ่ายภาษีแล้วก็ไม่ต้องซื้อ SSF แล้วครับ … แต่ !!! ถ้าคุณยังต้องจ่ายภาษีอยู่ การซื้อ SSF เพิ่มเติมจะช่วยให้คุณลดหย่อนภาษีเพิ่มได้ โดยไม่ต้องไปคิดวงเงินที่ซื้อ SSFX เพราะวงเงินมันแยกกัน เอาเป็นว่าถ้ายังมีภาษีที่ต้องจ่ายหลังจากหักค่าลดหย่อนจาก SSFX แล้ว และยังอยากลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมก็ซื้อ SSF โลด ไม่ต้องกังวลกับ SSFX ที่ซื้อไปแล้วครับ

โดยสรุปแล้วผมว่า 99% ของคนที่หลุดเข้ามาอ่านบทความ และอ่านมาถึงตรงนี้ได้ ผมว่า … คุณคือคนที่มีรายได้ถึงระดับที่ต้องจ่ายภาษี คุณต้องการลดหย่อนภาษี คุณอาจจะมีการลดหย่อนด้วยวิธีอื่น แต่คุณก็ยังอยากลดหย่อนเพิ่มเติม และที่สำคัญคือคุณมีเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายสามารถลงทุนระยะยาว 10 ปีได้ แบบนี้ต้องซื้อ SSF แล้วครับ !

เลือก SSF อย่างไรดี?

หมายเหตุ: เป็นมุมมองกองทุนของ BuffettCode ซึ่งจะไม่เกี่ยวข้องกับ FINNOMENA นะครับ
ใครอยากทราบกองทุน SSF RMF แนะนำโดย FINNOMENA รอติดตามกันเร็ว ๆ นี้ครับ…

จากข้อมูลของ MorningStar ณ ตอนนี้เรามี SSF อยู่ทั้งสิ้น 80 กองภายใต้การดูแลของ 11 บลจ. (ข้อมูลอัปเดตวันที่ 31 สิงหาคม 2563) ซึ่ง SSF แต่ละประเภทมีจุดเด่น และสิ่งที่น่าสนใจแตกต่างกันไป การจะบอกแบบฟันธงว่าใครควรลงทุนแบบไหนคงไม่ได้เพราะแต่ละคนมี “วัตถุประสงค์” ในการลงทุนแตกต่างกัน ดังนั้นผมจะขอแยกข้อมูลของ SSF แต่ละประเภทมาอธิบายไว้ในแต่ละข้อแบบนี้ครับ

เลือกหุ้น หรือตราสารหนี้ดี?

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

SSF สำหรับสายเสี่ยงต่ำ

ถ้าคุณเป็นคนที่ซื้อ SSF เพราะต้องการลดหย่อนภาษีเป็นหลัก ไม่ได้แคร์มากมายว่าผลตอบแทนต้องโตเท่านู้นเท่านี้ นอกจากนั้นคุณยังเป็นคนที่กลัวขาดทุนด้วย ถ้าเป็นแบบนี้คุณจะเหมาะกับ SSF สายตราสารหนี้ครับ เพราะกองทุนตราสารหนี้เหล่านี้ค่อนข้างมีความผันผวนต่ำ สิ่งที่ต้องระวังคืออาจจะต้องดูเครดิตเรทติ้งดี ๆ เลือกกองตราสารหนี้ที่เป็น Investment Grade (IG) เป็นหลัก 

กองที่ผมชอบที่สุดคือกอง K-FIXEDPLUS-SSF เพราะมีสัดส่วนของเงินฝากประจำ พันธบัตรและตราสารหนี้รัฐบาล กระทรวงการคลังค้ำประกันสูงกว่ากองอื่น ๆ แบบมีนัย ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงน้อยลงมาก (ค่าความเสี่ยงของกองทุนอยู่ในระดับ 4)

นอกจากนั้นถ้าคุณกลัวมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่เอาความเสี่ยงเลย ตราสารหนี้ก็ยังรู้สึกว่าเสี่ยง งั้นผมขอแนะนำกองที่ลงทุนในตราสารเงิน KFCASHSSF ซึ่งลงทุนหลักในพันธบัตรรัฐบาลของธนาคารแห่งประเทศไทย 95.8% (ค่าความเสี่ยงของกองทุนอยู่ในระดับ 1 ปลอดภัยกว่านี้ไม่มีอีกแล้วจ้า

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

SSF สำหรับสายลุย

แต่ถ้าคุณเป็นสายผลตอบแทน ลดหย่อนภาษีแล้วก็คาดหวังผลตอบแทนด้วย แบบนี้เลือกหลากหลายเลยครับ ขั้นแรกคุณต้องดูก่อนว่าคุณอยากลงทุนในไทยหรือต่างประเทศ?

ถ้าคุณเป็นคนที่เล่นหุ้น มีหุ้นไทยอยู่เยอะ ผมอยากแนะนำให้กระจายความเสี่ยงลงทุน SSF ที่ลงทุนในต่างประเทศครับ ลงทุนกองหุ้นต่างประเทศมีข้อดีคือได้ลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีในตลาดหุ้นไทย ซึ่งแต่ละบริษัทโหด ๆ ทั้งนั้น กองหุ้นต่างประเทศที่ผมชอบในแต่ละหมวดก็จะมี …

  • KFGBRANSSF กองนี้เน้นลงทุนในธุรกิจที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง เช่น Visa, Microsoft, Philip Morris และ P&G
  • ONE-UGG-ASSF กองนี้เน้นหุ้นเติบโต (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยี) เช่น Tesla, Amazon, Tencent, Alibaba, Facebook และ Netflix
  • K-CHANGE-SSF กองนี้เน้นหุ้นที่เกาะกระแสการเปลี่ยนแปลงเทรนด์ของโลกเช่น พลังงานสะอาด เทคโนโลยีการแพทย์ใหม่ ๆ ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ หุ้นที่กองทุนนี้ลงทุนก็เช่น Tesla, Moderna ที่ผลิตวัคซีน COVID-19, ASML ผู้ออกแบบเครื่องผลิตชิป และ TSMC โรงงานผลิตชิปอยู่เบื้องหลังบริษัทใหญ่ ๆ เช่น Apple
  • ONE-ALLCHINA-ASSF กองนี้ลงทุนในจีนครับ ใครเป็นแฟนคลับจีนก็จัดกองนี้ได้เลย ถ้าไม่เอากองนี้ก็ต้องไปกอง RMF อย่าง TMBCORMF หรือ KFCHINARMF ซึ่งกว่าจะขายได้อายุ 55 นู่น
  • SCBS&P500-SSF กองนี้ลงทุนใน ETF และ Index Fund ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ S&P 500 

ผมขอไม่อธิบายลงลึกในกองทุนแต่ละกองนะครับ แต่เชื่อว่าข้อมูลตรงนี้น่าจะให้ไอเดียได้ระดับนึงสำหรับคนที่ต้องการซื้อ SSF เพื่อผลตอบแทนระยะยาว

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

อีกทางเลือกหนึ่งกับกองทุนรวมผสม 

ถ้าคุณกลัวความเสี่ยงแต่ก็ยังอยากได้ผลตอบแทน …. การซื้อกองทุนรวมมีข้อดีอย่างหนึ่งคือไม่จำเป็นเสมอไปที่เราต้องเลือกที่จะ “เสี่ยง” หรือ “ไม่เสี่ยง” เพราะกองทุนรวมบางกองมีการรวมเอาสินทรัพย์หลาย ๆ อย่างไว้ในกองเดียว เช่นมีทั้งหุ้น ตราสารหนี้และกองทุนอสังหาฯ เป็นต้น เราเรียกกองทุนประเภทแบบนี้ว่า “กองทุนรวมผสม” ซึ่งเป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่อยากเดินทางสายกลาง ไม่เสี่ยงเกินไป แต่ก็ได้ผลตอบแทนที่ไม่ขี้เหร่นัก

ถ้าจะเลือกกองทุนผสมผมอยากให้เน้นเป็นกองทุนผสมที่ผสมจริง ๆ คือไม่เพียงแค่ผสมประเภทสินทรัพย์ที่ลงทุนแต่ควรจะต้องผสมภูมิภาคด้วย คือลงทุนไปหลาย ๆ ประเทศ ในหมวดนี้กองแนะนำขอยกให้ PHATRA SG-AA-SSF ซึ่งเป็นกองที่เปิดมาแล้วระยะหนึ่ง มี Performance ให้เห็นชัดเจนดี มีการกระจายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ 

ส่วนอีกกองที่อาจจะเป็นม้ามืดคือ UROCK-SSF ของ UOB กองเพิ่งตั้งมาไม่นาน แต่เห็นไส้ในมีกองที่ผมชอบ UGQG ซึ่งลงทุนใน Apple, Microsoft, Amazon อยู่ด้วย และกองนี้ไม่มีหุ้นไทย ถ้าใครหุ้นไทยเยอะอยู่แล้วก็อาจจะลองพิจารณาดูได้ครับ

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

ปันผลหรือไม่ปันผลดีกว่ากัน

คำถามโลกแตกของการเลือก SSF อีกคำถามคือจะเอาแบบปันผลหรือไม่ปันผลดีนะ? จริง ๆ ทั้ง 2 ทางเลือกมีข้อดีข้อเสียต่างกันพอสมควร

ข้อดีของการเอาแบบไม่ปันผลคืออะไร

ไม่ต้องจ่ายภาษีปันผลครับ ส่วนใหญ่อยู่ประมาณ 10% นอกจากนั้นยังได้เก็บเงินและผลกำไรไปลงทุนต่อได้เต็ม ๆในกอง SSF เดิม เรียกได้ว่าถ้าเลือกกองมาดีแล้วผลตอบแทนที่ได้น่าจะดีกว่าเอาปันผลออกมาระดับหนึ่งเลยครับ

แล้วข้อดีของการปันผลล่ะ

สิ่งที่ผมเห็นชัดที่สุดคือการได้เงินกลับคืนมาก่อนส่วนหนึ่งครับ ต้องอย่าลืมว่า SSF เป็นการลงทุนระยะยาว 10 ปี กว่าจะได้เงินคืนคืออีก 10 ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นจะดีกว่าไหมถ้าเลือกแบบปันผลและได้เงินกลับมาบางส่วนก่อน 10 ปี? แต่แน่นอนก็ต้องแลกมาด้วยภาษีที่ต้องจ่าย และถ้าเอาเงินมาไม่รู้จะไปทำอะไรไปฝากออมทรัพย์ผมก็อยากแนะนำว่าอย่าเอาแบบปันผลเลยครับ ถ้าไม่ได้ต้องการใช้เงินจริง ๆ เอาเงินไปลงทุนต่อดีกว่า

ข้อดีก็ประมาณนี้ ส่วนข้อเสียก็ตรงข้ามกับข้อดีที่เขียนไปครับ ลองพิจารณากันดู ซึ่งถ้าใครอยากได้กอง SSF แบบปันผลผมรวบรวมรายชื่อมาให้ไว้แล้วครับ มีทั้งหมด 7 กองคือ LHSMARTDSSF-SSF, LHPROPA-DSSF, KFDIVSSF, SCBDV-SSF, SCBLT1-SSF, MPDIVSSF และ I-SEQS-DSSF

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

ลงทุนในไทยหรือไปต่างประเทศ

ถ้าถามคำถามนี้ก็ต้องบอกตรง ๆ ว่าผมเอียงไปทางลงทุนหุ้นต่างประเทศมากกว่าครับ เพราะนักลงทุนไทยส่วนใหญ่มักจะมีหุ้นไทยอยู่แล้ว คนเล่นกองทุน 95% ทุกคนมีพอร์ตหุ้น ดังนั้นก็ควรจะกระจายความเสี่ยงไปลงต่างประเทศด้วย เรื่องความเสี่ยงประเทศไทยมีหลายเรื่องด้วยกัน ที่เห็นไม่ค่อยชัดมีเยอะผมไม่ขอพูดถึง 555 

แต่ที่เห็นชัด ๆ คือสินทรัพย์ในการลงทุนบ้านเราไม่ค่อยหลากหลายเหมือนต่างประเทศ หุ้นหลาย ๆ ตัวที่บ้านเราบอกว่าแข็งแกร่งแล้ว ใหญ่แล้ว พอไปเทียบกับตลาดหุ้นโลกกลายเป็นกระต่ายน้อยท่ามกลางเสือสิงห์กระทิงแรด หุ้น Technology ดี ๆ หุ้นแบรนด์ดัง ๆ หุ้นธุรกิจ Model ใหม่ ๆ กอง Infrastructure จี๊ด ๆ กองทุน Data Center โหด ๆ ประเทศไทยไม่มีกับเขาครับ

กองที่อยากแนะนำถ้าเป็นหุ้นก็ตามที่ผมเขียนไปแล้วใน SSF สายลุยข้างบน แต่ถ้าไม่เอาหุ้นล่ะ? งั้นผมขอแนะนำกองในตำนานกองนี้ครับ PRINCIPAL IPROPEN-SSF ปกติจะลงกองนี้ต้องลงกองทุนรวมธรรมดาไม่ก็ RMF ตอนกองนี้ประกาศออก SSF ผมดีใจมาก เพราะมันหมายความว่าผมสามารถลงทุนในพวกกองทุนอสังหาฯ กอง Infrastructure ดี ๆ ในเอเชียได้แล้วโดยไม่ต้องซื้อ RMF แล้วรอถึงอายุ 55 ถึงจะขายได้

อย่างไรก็ตาม คนที่สนใจซื้อต้องรู้นะครับว่ากองนี้มันไม่ได้ลงทุนในกองอสังหาฯ ที่เหมือนกับ PRINCIPAL iPROP เป๊ะ ๆ PRINCIPAL IPROPEN-SSF เน้นลงทุนใน ETF อสังหาฯ ของออสเตรเลีย และญี่ปุ่น มีหมดทั้งออฟฟิศ ศูนย์การค้า คลังสินค้า และโรงแรม แต่ถ้าอยากได้แบบกอง PRINCIPAL iPROP แบบเป๊ะ ๆ เลยต้องไปลง PRINCIPAL IPROPRMF ครับ

กรณีไหนถึงจะซื้อ SSF หุ้นไทย

การลงทุนทุกอย่างมีเงื่อนไขและข้อยกเว้นที่ต้องศึกษาครับ แม้ผมเองจะไม่ค่อยอินกับ SSF หุ้นไทย (เพราะส่วนตัวก็มี LTF หุ้นไทยเยอะอยู่แล้ว) แต่ก็อาจจะมีเพื่อน ๆ หลายท่านที่เพิ่งซื้อ SSF ไม่ได้ลงทุนเองนอกเหนือจากกองทุนลดหย่อนเลย และเชื่อว่าในระยะยาวอย่างน้อย ๆ 10 ปีประเทศไทยยังเติบโตได้ ถ้าเงื่อนไขแบบนี้ SSF หุ้นไทยจะดูเหมาะสมกับความต้องการมากครับ กองหุ้นไทยที่ผมอยากแนะนำมี 2-3 กองด้วยกัน

  • เน้นหุ้นใหญ่ไป SET50 แนะนำ PHATRA SET50 ESG-SSF ครับด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่ากอง SET50 จาก บลจ. อื่นแบบมีนัย
  • แต่ถ้าอยากได้หุ้นเล็กซิ่ง ๆ ต้อง ASP-SME-SSF ครับ ตอนนี้มี บลจ. เดียวที่ออกสไตล์นี้
  • อยากให้ ผจก. กองทุนเลือกหุ้นให้แบบเน้น ๆ จริง ๆ ไม่มีกองที่ผมชอบเป็นพิเศษ แต่ถ้าอยากได้จริง ๆ ผมว่า PRINCIPAL TDIF-SSF น่าสนใจตรงการลงทุนที่ค่อนข้างมีเอกลักษณ์เมื่อเปรียบเทียบกับกองอื่น ๆ หรือ BEQSSF ที่ถือกลุ่มพลังงานน้อยกว่าเพื่อน แต่มีการลงทุนในกลุ่มค้าปลีก ขนส่ง และอาหารที่ปีนี้ค่อนข้าง Defensive

ข้อสังเกตถ้าอยากลงทุน SSF หุ้นไทยคือ ทุก ๆ คนคงรู้กันอยู่แล้วว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี เราเจอกับความท้าทายหลากหลายมาก ๆ เมื่อต้นปีโดนเรื่อง COVID-19 เข้าไปอีก ผมว่าการลงทุนในหุ้นไทยตอนนี้ไม่ใช่การคาดหวังการเติบโตแต่เป็นการคาดหวังการฟื้นตัวในระยะยาว 5-10 ปี ดังนั้นถ้าเข้าไปลงทุนตอนนี้ก็ต้องรอกันหน่อยครับ แล้วอย่าไปอิง Performance ย้อนหลังมาก เพราะตัวเลขมันจะไม่สวยแน่ ๆ และการลงทุนเป็นเรื่องของมุมมองในอนาคต ถ้าคุณมองว่าดีก็สามารถลงทุนได้ครับ

สิ่งที่ต้องระวังก่อนซื้อ SSF

การลงทุนและลดหย่อนภาษีถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ยังมีบางกรณีที่อาจจะไม่ควรซื้อ SSF และเงื่อนไขที่เราต้องมั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขด้วยเช่นกัน

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

อายุ 45 แล้วซื้อ SSF หรือ RMF ดีกว่า

  • เนื่องจากถ้าคุณอายุ 45 ขึ้นไปจำนวนปีที่คุณต้องถือ SSF กับ RMF จะไล่เลี่ยกันมาก ๆ คือ 10 ปี ถ้าแบบนี้จะซื้อ SSF หรือ RMF ก็ได้ครับ 
  • แต่ถ้าคุณอายุแถวๆ 50 การซื้อ RMF ไปเลยจะดีกว่าเพราะคุณถือแค่ 5 ปีครับ แล้วถ้าเงินเหลืออยากลดหย่อนเพิ่มค่อยเติม SSF เอา RMF เป็นหลักก่อน
  • ถ้าอายุเกิน 55 แล้วยังทำงานอยู่ก็สามารถซื้อ RMF มาลดหย่อนภาษีได้นะครับและถือแค่ 5 ปีเท่านั้น
  • อย่าลืมเงื่อนไขของ RMF ว่าต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปีนะครับ ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไปไม่มีขั้นต่ำในการลงทุนครับ ซื้อขั้นต่ำตามกองทุนที่ท่านไปลงได้เลย
  • และอย่าลืมว่าปีนี้ RMF ปรับสัดส่วนการลดหย่อนเป็น 30% ของเงินได้พึงประเมินแล้วครับ (จากเดิม 20%)

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

ซื้อ SSF บลจ.ไหนสะดวกสุด?

เนื่องจากการซื้อ SSF สามารถเปลี่ยนกองทุนได้ในกรณีที่เราไม่พอใจในผลตอบแทน การจัดการหรืออะไรก็ตาม โดยสามารถเริ่มเปลี่ยนได้ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2564 (ปีหน้า) เป็นต้นไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งอาจมีค่าธรรมเนียม และมีช่วงระยะเวลาในการสับเปลี่ยนระดับหนึ่ง ถ้าคุณสับเปลี่ยนข้าม บลจ. 

ดังนั้นเพื่อความสะดวกสบายในการสับเปลี่ยน การซื้อ SSF ของ บลจ. ที่มีกองทุนหลากหลายจะทำให้ได้เปรียบกว่า SSF ของ บลจ. ที่มีกองทุนน้อย ๆ ไม่หลากหลาย

ในจำนวน บลจ. ทั้งหมดผมชอบของ Krungsri มากที่สุด เพราะมีกอง SSF ที่ลงทุนในตราสารเงิน ตราสารหนี้ ตราสารทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงกอง Asset Allocation และกองทุนแบบปันผล

นอกจากนี้แอบได้ข่าวแว่ว ๆ FINNOMENA จะมีเปิดบัญชีให้ซื้อกองทุนประหยัดภาษีทั้ง SSF RMF ได้ด้วยกว่า 5 บลจ. ช่วยเลือกกองเด็ด ๆ มาให้ด้วย กดเปิดจากที่บ้าน ทีเดียวซื้อได้หมด ไม่ต้องส่งเอกสาร สับเปลี่ยนกองทุนได้อีกด้วยนะ ใครไม่รีบ ก็รอดูของเขาก่อนก็ได้ครับ

สรุปการลงทุนใน SSF

จากข้อมูลที่ผมสรุปมาให้ทั้งหมดจะเห็นว่าการลงทุนใน SSF จะว่าง่ายมันก็ง่าย จะว่ายากมันก็อยาก ขึ้นอยู่ที่ความต้องการของแต่ละคน และความจริงจังในการลงทุน แต่ที่แน่ ๆ เลยคือเงื่อนไขของกองมันยุบยิบมาก ๆ ทำเอาหลาย ๆ คนกลัวและมึนงงกันไป โดยเฉพาะเพื่อน ๆ ที่เพิ่งเคยลดหย่อนภาษีเป็นครั้งแรก ผมหวังว่าข้อมูลครั้งนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อน ๆ ทุกคน ลงทุนและลดหย่อนภาษีกันอย่างถูกต้องนะครับ ^_^

May the Tax “Not” be with you.
Happy Investing krub.
BuffettCode


Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน และจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นจะต้องชำระเงินเพิ่ม และ/หรือเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน I สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” 

Brexit ฉบับอินดี้ ของบอริส จอห์นสัน

MacroView
Brexit ฉบับอินดี้ ของบอริส จอห์นสัน

ยังคงเป็น ทอล์คออฟเดอะทาวน์ แม้สภาล่างอังกฤษได้ผ่านร่าง Brexit ของ “บอริส จอห์นสัน” นายกฯอังกฤษ ด้วยคะแนนเสียง 340-263 จันทร์ที่ผ่านมา

เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ 4 ท่าน อันประกอบด้วย จอห์น เมเจอร์-โทนี แบลร์-เดวิด แคเมรอน และเทเรซา เมย์ ได้ต่างออกมากล่าวโจมตีร่าง Brexit นี้ว่าถือเป็นสิ่งที่จะขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงจะทำให้สังคมโลกขาดความเชื่อถือและความเคารพต่อสหราชอาณาจักร เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น มาติดตามกันได้ในบทความนี้

ประเด็นที่ร่าง Brexit ของ บอริส จอห์นสัน” ฉบับแหวกแนวนี้ ต้องทำให้อดีตผู้นำลุกขึ้นมาคัดค้าน มาจาก ประเด็นหลัก ได้แก่

หนึ่งประเด็นใน Article 10 ของข้อตกลง Brexit ของอังกฤษที่นายจอห์นสันไปลงนามไว้กับทางสหภาพยุโรป หรืออียู เมื่อช่วงสิ้นปีที่แล้ว โดยเนื้อหาหลักคือ การใช้งบประมาณจากรัฐบาลอังกฤษเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมใด ๆ หรือกลุ่มใดก็ตามในสหราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ไอร์แลนด์เหนือ สกอตแลนด์ และเวลส์ ทางอังกฤษต้องแจ้งให้ทางอียูรับทราบและให้ความเห็นประกอบ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ทางนายจอห์นสันมองว่าผิดหลักการความเป็นเอกราชของประเทศอังกฤษ (Sovereignity)

ทางแก้ของนายจอห์นสันสำหรับประเด็นนี้คือการเขียนร่างกฎหมายที่มีชื่อว่า Internal Market Bill ไว้ในร่าง Brexit ใหม่ที่ได้ทำการโหวตผ่านในสภาล่าง (House of Commons) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้ โดยในร่างใหม่นี้ได้มีการทำให้เงื่อนไขของ Article 10 ของกฎหมายของอียูเดิมกลายเป็นโมฆะไป เนื่องจากขัดกับหลักการความเป็นเอกราชของอังกฤษ เสมือนเป็นการร่างกฎหมาย Internal Market Bill เพื่อให้ผ่านทั้งสองสภาของอังกฤษเพื่อฆ่ากฎหมาย Brexit เดิมที่นายจอห์นสันไปเซ็นกับทางอียูไว้เมื่อปลายปีที่แล้วนั่นเอง

ตรงนี้ผมมองเป็น 2 ส่วนคือ 1. มูลเหตุของการใช้ Internal Market Bill นี้มาจากความเชื่อของนายจอห์นสันและทีมงานเปลี่ยนไปจากแนวทางของพรรค Tory เดิมที่เชื่อในหลักการการค้าแบบเสรีกลายมาเป็นว่าเชื่อในแนวทางแบบที่เป็น “Britain First” หรืออังกฤษต้องมาก่อน ซึ่งถือว่ากึ่ง ๆ เลียนแบบแนวทางของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ของสหรัฐ โดยที่ทางการอังกฤษจะขอเป็นผู้เลือกอุตสาหกรรมที่คิดว่าอังกฤษโดดเด่นเป็นพิเศษในการชูเป็นพระเอกของเศรษฐกิจประเทศ รวมถึงการห้ามไม่ให้ต่างชาติเข้ามาโดดเด่นในอุตสาหกรรมดังกล่าว

ที่เป็นตัวอย่างได้แก่กรณี TikTok ของสหรัฐ ที่ทรัมป์บังคับไม่ให้ทำธุรกิจเองอีกต่อไปในสหรัฐ ซึ่งต้องยอมรับว่าแม้แต่ในวงการวิชาการก็ยังมีความเชื่อในหลักการการค้าเสรีที่ลดลงจากเดิม จึงไม่น่าแปลกใจที่นายจอห์นสันจะเชื่อในแนวทาง “Britain First” นี้

2. การแก้กฎหมายเดิมที่เซ็นไปแล้วด้วยการผ่านกฎหมายใหม่เพื่อฆ่ากฎหมายเดิมนั้น ถือเป็นสิ่งที่นักการเมืองแบบสไตล์เมืองผู้ดีอังกฤษแท้ ๆ ไม่เคยทำกัน ซึ่งนายจอห์นสันนั้นถือเป็นนักการเมืองที่เติบโตมาจากรากหญ้า ซึ่งการคิดทำอะไรที่แปลกไปจากเดิม ถือเป็นสิ่งที่เขาเองทำบ่อยจนกลายเป็นธรรมชาติไปเสียแล้ว

ประเด็นที่สอง การที่ต้องมีการเตรียมให้เกิดขั้นตอนและกระบวนการแบบค่อนข้างมากในการตรวจสอบสินค้าและบริการเพื่อผ่านด้านศุลกากรระหว่างชายแดนของไอร์แลนด์เหนือและอังกฤษ ตามกฎหมาย Brexit เดิมนั้น ทางนายจอห์นสันได้เขียนในร่างกฎหมาย Internal Market Bill ว่าสิ่งนี้ถือว่าขัดกับหลักการ “Unfettered Access” ของประเทศไอร์แลนด์เหนือ ที่ระบุว่าทางไอร์แลนด์เหนือสามารถติดต่อกันซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างชายแดนอย่างเสรีกับอังกฤษ ซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้ข้างต้นตามกฎหมายอียู หรือฉบับ Brexit ที่นายจอห์นสันไปเซ็นไว้นั้นไม่สามารถส่งผลจริงทางกฎหมายได้

Brexit ฉบับอินดี้ ของบอริส จอห์นสัน

ที่มา : BBC

คำถามในตอนนี้คือทางนายจอห์นสัน ต้องการที่จะเอาจริงกับความเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายนี้ ซึ่งทางยุโรปคงไม่เล่นด้วยและอังกฤษน่าจะออกจากยุโรปด้วย No Deal หรือไม่มีข้อตกลงทางกฎหมายการค้าใด ๆ เกิดขึ้นระหว่างกันในสิ้นปีนี้ ดังรูป หรือว่านายจอห์นสันเพียงจะใช้สิ่งนี้เพื่อเป็นเครื่องต่อรองกับอียูเพื่อให้ได้ข้อตกลง Brexit ที่ทางอังกฤษมีความได้เปรียบมากขึ้นต้องอดใจรอดูกันอีกนิด

ทั้งนี้ร่างกฎหมาย Internal Market Bill ของนายจอห์นสันนี้ขั้นตอนต่อไปต้องผ่านการโหวตของสภาบน หรือ House of Lords จากนั้นถึงจะมาถึงขั้นตอนลงพระปรมาภิไธยโดยราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งก็มีโอกาสไม่ผ่านฉลุยเช่นกันครับ

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/651112

Club Fund Day SS2 – EP13 อย่าเพิ่งซื้อกองทุน! ถ้ายังไม่รู้เรื่องค่าธรรมเนียม

FINNOMENA Podcast
Club Fund Day SS2 : EP13 อย่าเพิ่งซื้อกองทุน! ถ้ายังไม่รู้เรื่องค่าธรรมเนียม

หลายคนกลัวค่าธรรมเนียม เลยพาลไม่กล้าลงทุน หรือบางคนลงทุนไปเลยโดยที่ไม่สนใจเรื่องค่าธรรมเนียม ซึ่งทั้งสองกรณีไม่ใช่เรื่องที่ควรทำทั้งคู่

จริงๆ ค่าธรรมเนียมไม่ใช่เรื่องที่ต้องกลัวหรือมองข้าม แต่เป็นเรื่องที่ต้อง “ทำความเข้าใจ” เพราะมันส่งผลโดยตรงต่อผลตอบแทนที่เราจะได้จากการลงทุน


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

คุยคริปโต Podcast EP9 : Diversification หรือ All In ในคริปโต อันไหนรุ่ง อันไหนร่วง

Zipmex


คุยคริปโต Podcast EP9 : Diversification หรือ All In ในคริปโต อันไหนรุ่ง อันไหนร่วง

ก่อนหน้านี้เรามีงานวิจัยและผลทดสอบออกมามากมายเกี่ยวกับการเปรียบเทียบผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลกับสินทรัพย์ชนิดอื่น ๆ ในกลยุทธ์และรูปแบบการลงทุนที่แตกต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้และมุมมองต่าง ๆ สามารถหาอ่านได้ในบทความเก่า ๆ ของเรา แต่ในวันนี้เราอยากจะนำเสนอมุมมองที่แตกต่างออกไปรวมถึงนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาเปรียบเทียบกันเองโดยใช้กลยุทธ์การลงทุนเหมือนกันแต่แตกต่างที่การวางพอร์ตโฟลิโอ คือ การทุ่มเงินทั้งหมดในเหรียญตัวเดียวกับการกระจายเงินลงทุนแบบเป็นพอร์ต แบบไหนที่จะรุ่งแบบไหนที่จะร่วง

สำหรับนักลงทุนที่มีประสบการณ์มาระยะหนึ่งจะมีความเชื่อที่ว่าการทุ่มเงินลงทุนทั้งหมดลงในหุ้นตัวเดียวสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงได้อย่างมหาศาล ทำให้มีหลายคนเวลาที่ลงทุนจะโฟกัสในการหา “สินทรัพย์เปลี่ยนชีวิต” แล้ว All in ไปกับมัน เสมือนเป็นการฝากชีวิตทั้งหมดของเราหลังจากนี้ไว้กับสินทรัพย์นั้น ๆ เลย อีกแนวคิดคือการเลือกที่จะแบ่งเงินลงทุนออกเป็นสัดส่วนแล้วกระจายเงินไปไว้ในหุ้นที่แตกต่างกัน กับสินทรัพย์อย่างหุ้นผมเชื่อว่ามีนักวิจัยออกมาทำ Research ให้เราดูกันเยอะแล้ว แต่ในสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง BTC ETH และเหรียญอื่น ๆ ยังไม่เห็นงานวิจัยทำนองนี้ออกมาบ้างเลย ผมจึงอยากที่จะทำการทดสอบและเปิดเผยผลลัพธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้แฟน ๆ ที่ติดตามอ่านบทความของเรา กับบางท่านที่ยังใหม่หรือไม่มีประสบการณ์ในการลงทุนอาจจะมองว่าบทความนี้ Value น้อย แต่หากเราลงทุนมาสักระยะหนึ่งจะทราบดีว่าข้อมูลดังกล่าวนี้มีมูลค่าที่จะสามารถนำไปต่อยอดให้ตัวเองได้มากแค่ไหน อีกอย่างหนึ่งก็คือ สถาบันการเงินยักษ์ยอดเสียเงินและทรัพยากรเพื่อหากลยุทธ์หรือข้อมูลที่จะสร้างความแตกต่างในการลงทุนได้ แต่ในครั้งนี้ “ฟรี” สำหรับแฟน ๆ เราเท่านั้นครับ

Diversification หรือ All In ในคริปโต อันไหนรุ่ง อันไหนร่วง

กลยุทธ์การลงทุนที่เราหยิบมาใช้ในวันนี้คือ Turtle Trading System ที่เราทำการทดสอบให้ดูแล้วในครั้งก่อน ๆ สมมติฐานอื่น ๆ ก็เหมือนเดิมครับ

All In Strategy

คือการที่เราจะลงทุนในสินทรัพย์ชนิดเดียวอย่าง Bitcoin โดยใช้สัญญาณซื้อขายตามระบบข้างต้นด้วยเงิน 100 % เรามาดูกันว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรครับ

จากรูปเส้นสีฟ้าด้านบนคือสิ่งที่เรียกว่า Equity Curve หรือกราฟเงินทุน จะสังเกตุได้ว่าการใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบนี้ให้ผลลัพธ์ที่มาก ๆ กราฟเงินทุนเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเพราะ Bitcoin เป็นขาขึ้นยาวนานแม้จะมีการปรับตัวลงบ้างระหว่างทาง แต่ด้วยความที่เราจุดขายที่ชัดเจน เราจึงสามารถเอาตัวรอดจากความเสียหายได้

CAGR ตลอด 6 ปีที่ผ่านมานั้นกว่า 115 % ต่อปี Max DD % 49 % คิดเป็น Mar Ratio 2.3 ซึ่งถือว่าเยอะกว่าสินทรัพย์เสี่ยงชนิดอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด หากเราแค่อ่านหรือดูราคาย้อนหลังของ BTC เราก็จะตีความว่า หากเราทุ่มเทเงินทุน 100 % ลงใน BTC แต่มีกลยุทธ์การซื้อขายที่ดีก็คงเพียงแล้ว แต่ในความเป็นจริงที่เราอยากจะนำเสนอไม่ใช่เลยครับ เพราะผลการทดสอบที่เราพบ มีวิธีการที่อาจจะเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากกว่า นั่นก็คือการลงทุนเป็นพอร์ตหรือการกระจายเงินลงทุนนั่นเองครับ

Diversification Strategy

โดยเราจะคัดเหรียญมาทดสอบทั้งหมด 5 เหรียญ คือ BTC ETH XRP LTC BCH แล้วแบ่งเงินออกเป็น 5 ก้อน คือก้อนละ 20 % เท่า ๆ กัน ตัวไหนมีสัญญาณซื้อก็ซื้อ ตัวไหนมีสัญญาณขายก็ขาย หากไม่มีสัญญาณอะไรเงิน 20 % ที่กันไว้เพื่อเหรียญนั้น ๆ ก็จะเอาวางไว้เฉย ๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือแบบนี้ครับ

จากเงินลงทุน 1 ล้านกลายเป็น 236 ล้าน มากกว่าการ All In ถึง 3.3 เท่า ! สถิติต่าง ๆ ก็ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดขัดกับความเชื่อที่หลายคนคิด ตัวผมเองจากที่ทำวิจัยระบบการลงทุนมานานพอจะทราบว่าการลงทุนเป็นพอร์ตให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าแน่นอนแค่นึกไม่ถึงว่าจะแตกต่างกันมากขนาดนี้ สิ่งที่ “คิดไปเอง” กับสิ่งที่เกิดขึ้นมักจะเป็นแบบนี้แหละครับ ฉะนั้นหากเราสงสัยในสิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องการลงทุน ห้ามคิดเองเออเองเด็ดขาดเลยนะครับ
CAGR 166 % ต่อปี Max DD % ลดลงเหลือ 38 % คิดเป็น Mar Ratio 4.3 เท่า !!! หากซูมเข้าไปดูผลลัพธ์รายเดือนของการลงทุนเป็นพอร์ตก็ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ

สรุปผลการทดสอบ Diversification หรือ All In ในคริปโต อันไหนรุ่ง อันไหนร่วง

1. การกระจายเงินลงทุนคือการกระจายความเสี่ยงและ “การกระจายโอกาส”

การแบ่งเงินสามารถลดความผันผวนของสินทรัพย์ที่จะสร้างกับพอร์ตเราได้แน่นอน แต่อีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไป นั่นคือการกระจายโอกาสของเงินเราเพื่อไปหาอะไรที่อาจจะดีกว่าในอนาคต เพราะบางทีสินทรัพย์ที่เราเลือกตอนแรกอาจจะไม่ได้ดีขนาดนั้น หรืออาจจะไม่ได้ดีทุกช่วงเวลา การแบ่งเงินจึงเท่ากับการซื้อโอกาสในการลงทุนใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นครับ

2. กลยุทธ์การลงทุนสำคัญมากหากเราต้องการสร้างกำไรอย่างยั่งยืน

พูดง่าย ๆ มันก็คือแผนการที่เราวางเอาไว้นั่นแหละครับ จะกลยุทธ์แบบไหนก็สร้างสร้างผลกำไรได้ทั้งนั้น ขอเพียงแต่เราศึกษามันอย่างจริงจัง ทำการบ้านให้เยอะ และที่สำคัญคือ ทำตามวินัย ตามกลยุทธ์ ตามระบบการลงทุนที่เราออกแบบเอาไว้อย่าง “สม่ำเสมอ” ครับ

3. นักลงทุนที่ดีคือผู้ที่มีความเข้าใจในประวัติศาสตร์

ทุกผลการทดสอบของเราก่อนหน้านี้ รวมถึง Research ชิ้นนี้ด้วย มาจากการรื้อ การเจาะ การค้นคว้าข้อมูลที่เป็นประวัติศาสตร์ ออกมาเป็นข้อมูล เป็นข้อสังเกตุ เป็นข้อเตือนใจ การเข้าใจประวัติศาสตร์ในที่นี้ไม่ใช่เหมือนการเรียนประวัติศาสตร์แบบท่องจำนะครับ แต่มันคือการทำความเข้ามนุษย์ เข้าใจวิธีคิด เข้าใจวิธีการที่นักลงทุนคนอื่น ๆ ตีความและ Action ออกมาผ่านราคา จนกลายเป็น Data ให้เรามาศึกษาต่อ ก็เหมือนที่ AI ทุกวันนี้ที่เรียนรู้ข้อมูล เอามาวิเคราะห์ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็คือวิเคราะห์พฤติกรรมของเราทุกคนผ่านกระบวนการคอมพิวเตอร์นี่แหละครับ หวังว่าบทความนี้จะสร้าง Value ให้กับทุกคนในการนำไปต่อยอดในอนาคตได้นะครับ

Zipmex


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast