แจ้งเตือน

TMKT EP35 – ตลาดยุโรปดิ่งหนัก เราต้องหลบออกมาก่อนไหม? – THE MARKET PODCAST

FINNOMENA Podcast

TMKT EP35 – “ตลาดยุโรปดิ่งหนัก เราต้องหลบออกมาก่อนไหม?” – THE MARKET PODCAST

“THE MARKET PODCAST” รายการที่ไม่ใช่แค่เล่าข่าว แต่เป็นการเจาะข่าว เจาะประเด็น เพื่อให้นักลงทุนรู้ก่อนเทรด!

ดำเนินรายการโดย คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือ Mr.Messenger เจ้าของเพจ Sinthorn


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

Super Stock ใน 10 ปีข้างหน้า

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
Super Stock ใน 10 ปีข้างหน้า

เมื่อประมาณเกือบ 20 ปีที่แล้วในตลาดหุ้นไทย มีนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าเป็น Value Investor ก่อกำเนิดขึ้น พวกเขาเป็นนักลงทุน “หน้าใหม่” ในตลาดหุ้น ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นนักลงทุน “รายย่อย” และเป็น “คนกินเงินเดือน” ที่มีรายได้ค่อนข้างดีเนื่องจากจบการศึกษาสูง หลายคนเรียนจบจากต่างประเทศและมีตำแหน่งหน้าที่การงานในบริษัทชั้นนำของประเทศหรือบริษัทข้ามชาติ และก็แน่นอนว่าบางคนก็มีฐานะทางบ้านที่ดีหรือดีมากและเป็นนักธุรกิจอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เหมือนกันหมดก็คือทุกคนมีความมุ่งมั่นในการลงทุนโดยเฉพาะในตลาดหุ้นตามแนวทางการลงทุนของ “VI” อย่างที่เรียกกันในปัจจุบันนั่นก็คือ การมองว่าหุ้นก็คือธุรกิจและเราสามารถประเมินมูลค่าของมันได้ และจะซื้อก็ต่อเมื่อมูลค่านั้นสูงกว่าราคาหุ้นมากพออย่างที่เรียกว่ามี Margin of Safety สูง และจะขายต่อเมื่อราคาหุ้นสูงเกินพื้นฐานหรือ “มูลค่าที่แท้จริง” นั้น

ผมคงไม่ต้องพูดว่า VI กลุ่มนั้นต่างก็ทำผลงานการลงทุนได้ดีเยี่ยม หลายคนเป็นเศรษฐีหรือมหาเศรษฐี ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ คนที่เคยกินเงินเดือนต่างก็ “เกษียณตัวเอง” ตั้งแต่อายุยังน้อยและกลายเป็นนักลงทุนเต็มตัวจนถึงวันนี้ แต่ VI “รุ่นใหม่” ที่เพิ่งจะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยไม่เกิน 6-7 ปีนั้น จำนวนมากก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ หลายคนพยายามเสาะแสวงหาหุ้น “VI” ที่จะทำกำไรได้งดงามและเจริญรอยตาม VI รุ่นก่อนที่เป็น “ไอดอล” แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่ประสบความสำเร็จนัก และอาจจะไม่ประสบความสำเร็จเลยก็ได้ ปัญหาที่ผมเห็นก็คือ เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยในภาวะปัจจุบันและอาจจะต่อเนื่องไปอีกนานนั้น ไม่เอื้ออำนวยที่จะทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นไทยสร้างผลตอบแทนที่ดีเลิศอย่างที่เคยเป็นเมื่อเกือบ 10 หรือ 20 ปีก่อน เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เราจะหาหุ้น “VI” หรือหุ้นที่จะเป็น “Super Stock” ในอีก 10 ปีข้างหน้าได้ยากมาก

วิธีหนึ่งที่จะลงทุนระยะยาวแล้วร่ำรวยเหมือน VI รุ่นก่อนนั้น ผมคิดว่าเราจำเป็นที่จะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เอื้ออำนวยมาก เพราะแม้ว่าผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ทำผลงานได้ดีเป็นสิบ ๆ ปีจนเปลี่ยนชีวิตได้นั้น ผมก็คิดว่าส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือ “โชคดี” ที่ผมลงทุนในประเทศไทยในยุคนั้นซึ่งเป็นยุคที่เศรษฐกิจไทยก้าวหน้าเร็วมากและคนไทยเริ่มต้องเก็บเงินเพื่อรองรับการเกษียณของคนที่กำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้มีบริษัทหรือกิจการที่แข็งแกร่งและโตเร็ว ขณะเดียวกันก็มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่เข้ามาแย่งซื้อหุ้นที่มีคุณภาพดีเหล่านั้น ทำให้หุ้นเหล่านั้นมีมูลค่าสูงขึ้นมหาศาล

ด้วยวิธีง่าย ๆ ที่ผมใช้ซึ่งก็คือ การซื้อหุ้นของกิจการที่ “ดีสุดยอด” นั่นก็คือ บริษัทที่มีความแข็งแกร่งเพราะมีความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนและโตเร็วด้วย ในราคาหุ้นที่ถูกหรือราคายุติธรรม แล้วถือไว้อย่างยาวนานนับ 10 ปี และได้รับผลตอบเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 10 เท่า ซึ่งผมเรียกว่าเป็น “Super Stock” วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายและไม่ต้องใช้เวลาและความพยายามมาก สิ่งที่ต้องทำก็คือการวิเคราะห์ “ภาพใหญ่” ให้ถูกต้อง เลือกหุ้นที่มีศักยภาพที่จะแข็งแกร่งและเติบโตได้อีกนานในราคาหุ้นที่ถูกหรือยุติธรรมซัก 5- 6 ตัว เสร็จแล้วก็ติดตามดูผลประกอบการและสถานะของกิจการไปเรื่อย ๆ เปลี่ยนตัวเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้มันหมดสภาพของซุปเปอร์สต็อก ถ้าทำได้แบบนี้ ในเวลา 10 ปี เราก็จะ “เห็นหน้าเห็นหลัง” เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยเมื่อ 10-20 ปีก่อน ปัญหาก็คือ แล้วที่ไหนล่ะที่เราจะทำอย่างนั้นได้ในวันนี้

คำตอบของผมก็คือ “เวียตนาม” ข้อแรกก็คือ สภาวะทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของเวียตนามในวันนี้คล้ายคลึงกับประเทศไทยเมื่อ 10-20 ปี ก่อนมาก ในขณะเดียวกัน ตัวหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นจำนวนไม่น้อยก็มี Business Model หรือวิธีทำธุรกิจที่คล้ายกับตลาดหุ้นไทยในเวลานั้น เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ มีธุรกิจ “ใหม่ ๆ” ที่กำลังเติบโตอย่างแรงตามฐานะทางเศรษฐกิจของเวียตนามที่โตเร็วมาก ซึ่งทำให้คนชั้นกลางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและหันมาใช้สินค้าหรือบริการแบบใหม่ ๆ นั้น ตัวอย่างเช่น ธุรกิจ “Modern Trade” ทั้งหลายไล่ตั้งแต่ห้างที่เป็นช็อปปิ้งมอล Mega Store ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ ธุรกิจขนส่งสินค้า การเดินทางและท่องเที่ยวเช่น ท่าเรือ สนามบินและโรงแรม ธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานทั้งเรื่องของไฟฟ้าและน้ำมัน ธุรกิจธนาคารและการเช่าซื้อรถยนต์รวมถึงการปล่อยกู้บ้านและบัตรเครดิต นอกจากนั้นก็ยังมีธุรกิจเกี่ยวกับสาธารณูปโภคที่ยังขาดแคลนมาก เช่น ทางด่วนและน้ำประปาที่บริษัทเอกชนเข้ามารับสัมปทานกับรัฐ ทั้งหมดนั้น ได้รับการพิสูจน์ในประเทศไทยแล้วว่าเป็นบริษัทที่มีศักยภาพสูงที่จะกลายเป็นบริษัทที่แข็งแกร่งและเติบโตได้ในระยะยาว

ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือ บริษัทจดทะเบียนเหล่านั้นส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด ยังมีราคาหรือ Market Cap. ต่ำมากเมื่อเทียบกับบริษัทที่กลายเป็นซุปเปอร์สต็อกในตลาดหุ้นไทยแล้ว ตัวอย่างหุ้นตัวที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มที่ผมคิดว่ามีมูลค่าตลาดต่ำจนแทบไม่น่าเชื่อเมื่อเปรียบเทียบกับของไทยก็เช่น

หุ้น A ที่ทำสัมปทานทางด่วนที่จะมีระยะเป็นร้อยกม. และยังมีโครงการอื่น ๆ อีกมากและถือว่าเป็นบริษัทที่ทำสัมปทานเกี่ยวกับสาธารณูปโภคที่ใหญ่ที่สุดในเวียตนามนั้น มี Market Cap. เพียง 5-6,000 ล้านบาท ค่า PE 4-5 เท่า PB 1 เท่า เศษ ๆ และราคาหุ้นขณะนี้เท่ากับครึ่งหนึ่งของราคาสูงสุดที่เกิดขึ้นเมื่อ 3-4 ปีก่อน แน่นอนว่าบริษัทก็มีปัญหามากมายและมีหนี้ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม มูลค่าบริษัทก็ดูเหมือนว่าจะไม่สมศักดิ์ศรีกับความใหญ่โตและสำคัญของบริษัทเลย

หุ้น B ที่ขายโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดเวียตนามค่อนข้างเด็ดขาด ซึ่งต่อมาขยายเข้าไปขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่โดดเด่น และช่วงหลังเข้าไปทำซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กภายในชุมชนซึ่งเติบโตเร็วมาก มียอดขายสิ้นปีที่แล้วกว่า 130,000 ล้านบาท มีสาขาทั่วประเทศนับเป็นพัน ๆ สาขา มีการเติบโตปีละ 20-30% ต่อเนื่อง แต่ค่า PE เพียง 9-10 เท่า Market Cap. ประมาณ 47,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับยอดขายและกำไรแล้ว ศักยภาพของบริษัทสามารถเป็นซุปเปอร์สต็อกได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตาม นี่คือบริษัทที่นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นเต็มเพดานและต้องจ่ายราคาเพิ่มอย่างน้อย 40-50% จากราคาตลาด

หุ้น C ที่เป็น “จ้าวพ่อ” ด้านของเทคโนโลยีของเวียตนามในแง่ที่ว่าสามารถขายบริการเขียนโปรแกรมให้บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ทำคอนเทนต์ทางด้านดิจิตอล นอกจากนั้นยังให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ตแก่องค์กรและประชาชนทั่วไป และล่าสุดก็ยังเปิดสถาบันการศึกษาทางด้านดิจิตอลที่มีนักศึกษาเรียนกันจนล้น ส่วนหนึ่งเพื่อป้อนบุคลากรให้บริษัทด้วย ค่า PE ของหุ้นแค่ 11 เท่า Market Cap. 48,000 ล้านบาท พอ ๆ กับบริษัทที่ขายมือถือ และก็มี Premium หรือราคาหุ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติเหมือนกันแม้จะไม่มากเท่าคือประมาณ 20-30% และนี่ก็เป็นบริษัทที่โดดเด่นและมีความแข็งแกร่งที่ไม่เหมือนใครในตลาดหุ้นเวียตนามที่ไม่มีในประเทศไทย

หุ้น D ซึ่งเป็นบริษัทสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงนั้น เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าทั้งเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดและโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินและอื่น ๆ จำนวนมาก นอกจากนั้นก็ยังมีธุรกิจเดิมที่ทำระบบปรับอากาศที่น่าจะใหญ่ที่สุดในเวียตนาม รวมถึงยังมีการทำออฟฟิสราคาไม่แพงให้เช่า ที่น่าสนใจก็เพราะว่าทรัพย์สินที่บริษัทถืออยู่โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าทั้งหลายนั้นมีมูลค่ามากและทำกำไรได้สม่ำเสมอ แต่ Market Cap. ของบริษัทมีเพียง 14,000 ล้านบาท ค่า PE 7 เท่า ค่า PB ต่ำกว่า 1 เท่า และปันผลหรือ Dividend Yield ก็มากกว่า 5% ต่อปี

ทั้งหมดนี้ก็เป็นแค่ “ตัวอย่าง” หุ้นที่มีศักยภาพเป็น ซุปเปอร์สต็อกในอีก 10 ปีข้างหน้า ความจริงก็คือ ยังมีหุ้นอีกหลาย ๆ ตัวที่มีความแข็งแกร่งเพราะมีความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจที่ยั่งยืนและมีการเติบโตเร็วมาก แต่อาจจะมีราคาหุ้นที่สูงขึ้นพอสมควรแล้วและอาจจะไม่สามารถสูงขึ้นต่ออีก 10 เด้งใน 10 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของตลาดหุ้นไทยเมื่อ 10-20 ปีก่อนนั้น ผมพบว่าเรามีหุ้นที่กลายเป็นซุปเปอร์สต็อกกว่า 10 ตัว ดังนั้น ผมคิดว่าตลาดหุ้นเวียตนามในวันนี้ก็น่าจะสามารถสร้างหุ้นที่จะกลายเป็นซุปเปอร์สต็อกใน 10 ปีข้างหน้าไม่น้อยกว่า 10 ตัวเหมือนตลาดหุ้นไทยในอดีต อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ว่าหุ้นตัวไหนจะกลายเป็นซุปเปอร์สต็อกก็อาจจะผิดพลาดได้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือการลงทุนเป็น “พอร์ต” ของซุปเปอร์สต็อก ซัก 5-6 ตัวและถือหุ้นไว้ให้นานเป็น 10 ปี โดยที่อาจจะต้องมีการปรับพอร์ตบ้างเป็นระยะเมื่อมีข้อมูลของบริษัทเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ด้วยวิธีนี้ VI รุ่นใหม่ก็อาจจะสามารถร่ำรวยได้เหมือน VI รุ่นก่อน

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://portal.settrade.com/blog/nivate/2020/09/21/2386

Asset Craft Podcast Ep.9 : “ค่าเงิน”

FINNOMENA Podcast
Asset Craft Podcast Ep.8 : "ค่าเงิน"

Asset Craft Podcast Ep.9 : “ค่าเงิน”

หากคุณกำลังอยากดูค่าเงินมาประกอบการดูกองทุน รวมถึงสนใจกลยุทธ์เชิง Quant ในค่าเงิน มาสำรวจไปพร้อม ๆ กันกับ Asset Craft EP นี้ได้เลยครับ

Asset Craft Podcast รายการที่จะพาคุณไปรู้จักกับสินทรัพย์ทั่วโลก!!

หัวข้อ

01:09 ค่าเงินคืออะไร?

01:30 นักลงทุนชื่อดังทางด้านค่าเงินคือใคร?

03:36 ปัจจัยพื้นฐานคร่าว ๆ ในการดูค่าเงิน

06:49 วิกฤติเงินเฟ้อและวิกฤตเงินฝืดส่งผลต่อค่าเงินอย่างไร? ปรับใช้กับการลงทุนได้อย่างไรบ้าง?

11:00 สถานการณ์ค่าเงินบาทไทยเรา

12:10 ค่าเงินในมุมมองของ Trader

20:32 กองทุนแนะนำระยะยาวแบบป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedge)

PPP คืออะไร?

คลิกที่นี่ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับ PPP ได้เลยครับ

ตัวอย่างกลยุทธ์ PPP และผลตอบแทน

Asset Craft Podcast Ep.8 : "ค่าเงิน"

Asset Craft Podcast Ep.8 : "ค่าเงิน"

Big Mac Index คืออะไร?

คลิกที่นี่


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

TUM SUPHAKORN
K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

“Never bet against America.”
– Warren Buffett, 2020

เป็นคำพูดที่ Warren Buffett พูดไว้ในงาน Berkshire Hathaway Annual Meeting ปี 2020 และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักลงทุนระดับตำนานกล่าวแบบนี้ เพราะ Warren Buffett ก็เคยย้ำถึงความเชื่อนี้ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ Berkshire Hathaway ในปี 2016 เช่นกัน

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

“For 240 years it’s been a terrible mistake to bet against America, and now is no time to start.”
– Warren Buffett, 2016

ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมาประเทศอเมริกาแทบจะเป็น “ขาขึ้น” มาโดยตลอด มีหลายช่วงที่ประเทศนี้เดินสะดุดวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ทุกครั้งก็ลุกขึ้นมาได้ และไม่ใช่แค่ลุกขึ้นมาเดินต่อ แต่เป็นการลุกขึ้นแล้ววิ่งเลย

ไม่ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของอเมริกาจะเป็นเพราะปรัชญาแบบอเมริกันที่หล่อหลอมผู้คน หรือเป็นเพราะชาตินิยม หรือเพราะอะไรก็ตาม ไม่มีใครปฏิเสธว่าอเมริกาเป็นประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็วอย่างแท้จริงในประวัติศาสตร์เพียงไม่กี่ร้อยปี

และถ้าเราอยู่ที่ประเทศไทย แต่ต้องการร่วมวงเติบโตไปกับอเมริกา การลงทุนผ่านกองทุนรวมก็เป็นทางเลือกที่สะดวกสบายและมีการกระจายความเสี่ยงให้เราโดยอัตโนมัติ

ลงทุนใน K-USA-A = ลงทุนในอเมริกา

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

กองทุนที่ลงทุนในหุ้นอเมริกาชั้นนำจริงๆ มีอยู่หลายกองทุน แต่กองทุนที่ทำผลงานได้โดดเด่นฉีกออกมาจากกองอื่นในช่วงที่ผ่านมา ทั้งเรื่องผลตอบแทนและการควบคุมความผันผวน คือกอง K-USA-A

กอง K-USA-A หรือ กองทุนเปิดเค ยูเอสเอ หุ้นทุน บริหารจัดการโดย บลจ. กสิกรไทย มีให้เลือก 2 คลาส ได้แก่

  1. K-USA-A(D) เป็นชนิดจ่ายปันผล (Dividend) เริ่มเปิดกองมาตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย. 55
  2. K-USA-A(A) เป็นชนิดสะสมมูลค่า (Accumulation) เปิดกองตามมาทีหลังเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 62 เพื่อเป็นอีกทางเลือกให้กับนักลงทุน

ทั้ง 2 กองมีนโยบายการลงทุนเหมือนกันทุกประการ ต่างกันแค่ชื่อกับชนิดหน่วยลงทุน โดยทั้ง 2 กองเป็น กองทุนประเภท Feeder Fund (กองทุนที่ไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศอีกต่อหนึ่ง) ซึ่งกองทุนหลักที่กองนี้เข้าไปลงทุนคือกอง Morgan Stanley US Advantage Fund – I Shares

กลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจของกองนี้

วิธีศึกษากองประเภท Feeder Fund ที่ดีที่สุดคือไปศึกษาข้อมูลของตัวกองแม่ ซึ่งกลยุทธ์การลงทุนของ K-USA-A ก็เป็นไปตามชื่อของกองแม่เลยว่า กองนี้เน้นการลงทุนเฉพาะในหุ้นอเมริกาที่มี “ความได้เปรียบ (Competitive Advantage)” ในวงการธุรกิจของตัวเอง โดยเฟ้นหาจากหุ้น “ทั่วประเทศ” ดังนั้นการลงทุนในกอง K-USA-A เลยเหมือนกับการได้ลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกาไปในตัว

หลักการเลือกหุ้นจะใช้วิธีการเลือกหุ้นแบบ Bottom-up Approach คือ วิเคราะห์หาบริษัทที่ดีก่อนที่จะไปดูภาพใหญ่ เพราะหลักการนี้เชื่อว่า ถ้าบริษัทแข็งแกร่ง ไม่ว่าวัฏจักรเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรบริษัทก็ยังจะสามารถเติบโตได้

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา
รายชื่อหุ้นหลักที่กอง Morgan Stanley US Advantage Fund – I Shares ถืออยู่
(
พอร์ตทั้งหมด
มีหุ้นอยู่ประมาณ 43 ตัว)
ที่มา: www.morganstanley.com  ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2563

ในการวิเคราะห์บริษัทที่จะลงทุน นอกจากบริษัทนั้นจะต้องมีความได้เปรียบทางธุรกิจแล้ว ก็จะต้องเป็นที่จดจำในทางที่ดีของผู้บริโภค และมีกระแสเงินสดหมุนเวียนอยู่เสมอด้วย เพราะหมายความว่าบริษัทนั้นสามารถสร้างกำไรได้เพียงพอที่จะกลบค่าใช้จ่ายและหนี้สินทั้งหมดได้

จากหลักการคัดเลือกหุ้นทั้งหมดที่ทีมผู้จัดการกองทุนใช้ ทำให้ได้หุ้นที่มีความเป็น Growth Stock ที่สามารถเติบโตในระยะยาว เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของกองทุนนี้ที่เขียนไว้บนหน้าเว็บของกองแม่ว่า “Long term growth of your investment.” สั้นๆ แต่ชัดเจน

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา
นี่คือรูปทีมผู้จัดการกองทุน Morgan Stanley US Advantage Fund ประสบการณ์โชกโชนพอสมควร
ที่มา: www.morganstanley.com  ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2563

ผลตอบแทนย้อนหลัง

ลองมาดูผลการดำเนินการย้อนหลังกันบ้าง เริ่มจากกองแม่ก่อน เนื่องจากกองนี้ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ แบบคละกลุ่มอุตสาหกรรม ดัชนีที่ใช้เป็น Benchmark เปรียบเทียบผลการดำเนินงานเลยใช้เป็นดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นหุ้นขนาดใหญ่สุด 500 ตัวแรกในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา
ที่มา: www.morganstanley.com  ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2563
*ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

กราฟเปรียบเทียบว่าถ้าเอาเงิน 100 ดอลลาร์ลงทุนตั้งแต่ปี 2005 พอถึงปี 2020 เงินลงทุนจะโตเป็นเท่าไร เทียบกับการลงทุนใน S&P 500 จากกราฟถือว่ากองทุนนี้เติบโตได้อย่างสม่ำเสมอตามนโยบายการลงทุนที่บอกไว้ และสามารถ Outperform ตัวดัชนี S&P 500 ได้อย่างสม่ำเสมอด้วย

ทีนี้กลับมาดูที่ผลตอบแทนกอง K-USA-A ซึ่งเป็นกองที่ไปลงทุนในกองทุน Morgan Stanley US Advantage Fund อีกที

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา
ข้อมูล Performance ของกองทุน K-USA-A(D)
ที่มา: www.finnomena.com/fund ข้อมูล ณ วันที่ 15 กันยายน 2563
*ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ขอใช้ข้อมูลของกอง K-USA-A(D) เพราะเปิดกองมานานกว่าทำให้เห็นข้อมูลย้อนหลังมากกว่า ผลตอบแทนย้อนหลังถือว่าดีมาก ถ้าดูกันที่การลงทุนระยะยาว 5 ปี ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีถึง 19.46% ส่วนหนึ่งเพราะได้อานิสงส์จากหุ้นเทคโนโลยีในพอร์ตที่พุ่งพรวดในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อย้อนดูผลการดำเนินในช่วงก่อนหน้าก็ถือว่าโตขึ้นแบบสม่ำเสมอ และในช่วงที่เกิด Drawdown แต่ละครั้ง กองทุนสามารถแก้เกมและกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ได้ เป็นการพิสูจน์ว่ากองทุนสามารถควบคุมความเสี่ยงและอยู่รอดได้แม้เจอวิกฤตหนัก

สำหรับกอง K-USA-A(A) ซึ่งเป็นชนิดสะสมมูลค่า ถึงจะเปิดตามมาทีหลังแต่ก็ใช้นโยบายการลงทุนเหมือนกันเป๊ะ เมื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับกอง K-USA-A(D) ก็เลยออกมาใกล้เคียงกัน ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนชื่นชอบกองทุนที่จ่ายปันผลระหว่างลงทุนหรือชอบกองทุนที่สะสมมูลค่าให้เติบโตยาวๆ ทีเดียว

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา
ที่มา: www.finnomena.com/fund ข้อมูล ณ วันที่ 17 กันยายน 2563
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

จุดที่นักลงทุนมักเข้าใจผิดระหว่างการเลือกกองปันผลกับไม่ปันผลคือ กองที่ไม่ปันผลถ้าราคาลงมาเราขาดทุน แต่สำหรับกองแบบปันผลเราจะยังได้ปันผลอยู่ ความจริงก็คือในกรณีที่กองทุนเป็นขาลงจริงๆ กองทุนปันผลก็จะไม่จ่ายปันผลให้เราอยู่ดี สรุปแล้วผลตอบแทนของกองทุนแบบปันผลกับไม่ปันผลถือว่าไม่ต่างกันมาก

สำหรับนักลงทุนรู้สไตล์การลงทุนของตัวเองแล้วว่าชอบกองปันผล กอง K-USA-A(D) ก็เป็นกองที่น่าสนใจกองหนึ่งเพราะมีประวัติการจ่ายปันผลดี สม่ำเสมอ แทบจะจ่ายเต็มโควตา 4 ครั้งต่อปี ทุกปีในช่วงที่ผ่านมา

K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา
ที่มา: www.finnomena.com/fund ข้อมูล ณ วันที่ 15 กันยายน 2563

สรุป: คำแนะนำสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในกองทุนนี้

1. K-USA-A(D) และ K-USA-A(A) เหมาะกับนักลงทุนที่อยากกระจายการลงทุนไปยังหุ้นอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่ง มีบุคลากรคุณภาพ เติบโตไว และพิสูจน์มาแล้วว่าเป็นประเทศที่เอาอยู่ในทุกสถานการณ์

2. กองทุนนี้เป็นกองทุนตราสารทุน มีความเสี่ยงระดับ 6 ดังนั้นจะมีความผันผวนค่อนข้างสูง เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่สูงขึ้น

3. ควรลงทุนตามสัดส่วนที่เรารับความเสี่ยงได้ ไม่ลงทุนมากเกินกำลัง

4. กองทุนนี้ไม่เหมาะกับผู้ที่เน้นการได้รับผลตอบแทนที่แน่นอน หรือรักษาเงินต้นให้อยู่ครบ

5. เหมาะกับการลงทุนระยะยาว โดยผู้ลงทุนควรมีเงินเย็นลงทุนในระยะยาวได้ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป

6. ถ้าศึกษากองทุนนี้อย่างละเอียดและมั่นใจแล้ว สามารถเปิดบัญชีลงทุนกับ FINNOMENA เพื่อลงทุนได้เลยครับ

เขียนโดย TUM SUPHAKORN

References:

https://www.morganstanley.com/im/en-lu/institutional-investor/funds-and-performance/morgan-stanley-investment-funds/equity/us-advantage.shareClass.I.html
https://www.morganstanley.com/im/en-lu/institutional-investor/funds-and-performance/morgan-stanley-investment-funds/equity/us-advantage.xlsDownload.fullHoldings.html?fundId=33917&teamId=1006
https://kasikornasset.com/th/mutual-fund/fund-template/Pages/K-USA-A(D).aspx
https://www.msn.com/en-us/money/smallbusiness/warren-buffett-dont-bet-against-america/vi-BB18uStf
https://www.fool.com/investing/general/2016/03/09/warren-buffett-dont-bet-against-america.aspx
https://www.youtube.com/watch?v=kbJ5XZJHBAg&ab_channel=FINNOMENA


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนหลักลงทุนในสหรัฐอเมริกา ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

BuffettCode
คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

ปัญหาใหญ่ของผู้มีรายได้ทุกคนคงหนีไม่พ้นการต้องจ่ายภาษีเป็นจำนวนมาก กองทุนลดหย่อนภาษีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ตัวผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องซื้อกองทุนลดหย่อนเหล่านี้ทุกปี …. ไม่ใช่ไม่อยากจ่ายภาษี แต่ถ้ามันมีวิธีลดหย่อนได้ทำไมจะไม่ทำ? 

ปีนี้มีความพิเศษเล็กน้อยคือกองทุน LTF หมดสิทธิ์ลดหย่อนภาษีแล้ว กลายเป็น SSF แทน เลยทำให้หลาย ๆ คนอาจจะงงนิดหน่อย วันนี้ผมเลยอยากสรุปข้อมูลทั้งหมดที่ผมหามา Cross-Check เรียบร้อยแล้วว่าข้อมูลอัปเดตล่าสุดแน่นอนในแต่ละส่วน

กองทุน SSF คืออะไร? 

SSF หรือ Super Savings Fund คือกองทุนรวมประเภทหนึ่ง ซึ่งมีสิทธิพิเศษมากกว่ากองทุนรวมทั่วไปตรงที่รัฐบาลอนุญาตให้สามารถนำจำนวนเงินที่ซื้อกองทุน SSF มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ครับ

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

SSF ต่างกับ RMF อย่างไร?

ในความเป็นจริง SSF และ RMF (Retirement Fund) ถือเป็นกองทุนรวมตระกูลลดหย่อนภาษีทั้ง 2 ประเภท แต่มันมีความแตกต่างหลัก ๆ อยู่ตรงเงื่อนไขระยะเวลาตอนที่ขายกองทุนได้ ส่วนที่เหลือคล้าย ๆ กับ SSF ผมสรุปข้อแตกต่างของทั้ง 2 กองทุนให้ในตารางด้านล่างนี้ครับ

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

เงื่อนไขแบบไหนควรซื้อ SSF?

  • ถ้าคุณเป็นคนมีเงินได้เมื่อหักลบกับค่าลดหย่อนแล้วมากกว่า 150,000 บาท คุณต้องจ่ายภาษีแต่ไม่อยากจ่าย (หรือจ่ายไปแล้วแต่อยากขอคืน)
  • ต้องการให้เงินลงทุนเติบโตในระยะยาวแบบไม่เสียโอกาส
  • อยากลดหย่อนภาษีด้วยการลงทุน เพราะในความเป็นจริงคือเราลดหย่อนภาษีได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการซื้อประกัน, Provident Fund (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ), ดอกเบี้ยกู้บ้าน หรือกองทุน RMF
  • อยากลงทุนแต่ไม่อยากซื้อ RMF เพราะใช้เวลานานกว่าจะขายได้ สำหรับคนที่อายุน้อยกว่า 45 ปี ซื้อ SSF จะขายได้เร็วกว่า SSF ใช้เวลาถือ 10 ปี
  • เป็นคนที่ฐานภาษีสูง ๆ เช่น 20% ขึ้นไป เพราะการลดหย่อนของคุณจะมีนัยมากกว่าคนที่ฐานภาษี 5% ครับ
  • ต้องการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ อันนี้เหมาะมาก ๆ เพราะ SSF มีการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งปกติจะทำแบบนี้ได้ต้องซื้อ RMF เท่านั้น
  • สุดท้ายคือทำที่พูดมาข้างบนหมดแล้วจนเต็มโควตา ยังลดหย่อนภาษีไม่หนำใจอยากลดหย่อนเพิ่ม SSF ก็เป็นทางเลือกที่ดีครับ

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

แล้วเงื่อนไขแบบไหนบ้างล่ะที่ ไม่ควร ซื้อ SSF

  • กำลังชักหน้าไม่ถึงหลัง สภาพคล่องเหือดหาย แบบนี้ยอมจ่ายภาษีเถอะครับ การทุ่มซื้อ SSF หรือ RMF เพื่อให้ได้ลดหย่อนภาษี แต่ต้องไปนั่งกู้เงินมาใช้จ่ายอันนี้เสี่ยงมาก
  • รู้สึกว่าการลงทุนมันเสี่ยง แล้วคุณเป็นคนที่ฐานภาษีไม่สูง เช่นจ่าย 5% หรือ 10% ซื้อไปแล้วนั่งจ้องทุกวัน พอมันเหวี่ยงแล้วถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ การลงทุนไม่ได้มีแค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของจิตใจด้วย แบบนี้ไม่ยอมจ่ายภาษี ก็ไปซื้อพวกประกันออมทรัพย์แทนจะดีกว่าครับ
  • หรือคุณอาจจะเป็นอภิมหาโคตรเซียนหุ้นที่เทพมาก ๆ สามารถทำผลตอบแทนได้ 50% ต่อปีต่อเนื่องหลายปีชัวร์ ๆ ซึ่งดีกว่าเอาเงินไปประหยัดภาษีกับ SSF 10-20% + กำไรที่คาดหวังแน่นอน แบบนี้ก็ไม่ต้องซื้อครับ ยอมจ่ายภาษีแล้วเอาเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นเองได้กำไรเยอะกว่า แต่เคสนี้ยากนะเซียนหุ้นรายใหญ่ที่ผมรู้จักยังซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีเต็มโควต้าอยู่เลย

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

ซื้อ SSFX แล้วควรต้องซื้อ SSF อีกหรือไม่?

SSFX เป็นกองทุนลดหย่อนภาษีที่เรียกได้ว่า “เฉพาะกิจ” ซื้อได้ตั้งแต่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2563 เข้าไปซื้อตอนนี้ก็ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีไม่ได้แล้ว ถ้าซื้อ SSFX ไปจนปีนี้คุณไม่ต้องจ่ายภาษีแล้วก็ไม่ต้องซื้อ SSF แล้วครับ … แต่ !!! ถ้าคุณยังต้องจ่ายภาษีอยู่ การซื้อ SSF เพิ่มเติมจะช่วยให้คุณลดหย่อนภาษีเพิ่มได้ โดยไม่ต้องไปคิดวงเงินที่ซื้อ SSFX เพราะวงเงินมันแยกกัน เอาเป็นว่าถ้ายังมีภาษีที่ต้องจ่ายหลังจากหักค่าลดหย่อนจาก SSFX แล้ว และยังอยากลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมก็ซื้อ SSF โลด ไม่ต้องกังวลกับ SSFX ที่ซื้อไปแล้วครับ

โดยสรุปแล้วผมว่า 99% ของคนที่หลุดเข้ามาอ่านบทความ และอ่านมาถึงตรงนี้ได้ ผมว่า … คุณคือคนที่มีรายได้ถึงระดับที่ต้องจ่ายภาษี คุณต้องการลดหย่อนภาษี คุณอาจจะมีการลดหย่อนด้วยวิธีอื่น แต่คุณก็ยังอยากลดหย่อนเพิ่มเติม และที่สำคัญคือคุณมีเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายสามารถลงทุนระยะยาว 10 ปีได้ แบบนี้ต้องซื้อ SSF แล้วครับ !

เลือก SSF อย่างไรดี?

หมายเหตุ: เป็นมุมมองกองทุนของ BuffettCode ซึ่งจะไม่เกี่ยวข้องกับ FINNOMENA นะครับ
ใครอยากทราบกองทุน SSF RMF แนะนำโดย FINNOMENA รอติดตามกันเร็ว ๆ นี้ครับ…

จากข้อมูลของ MorningStar ณ ตอนนี้เรามี SSF อยู่ทั้งสิ้น 80 กองภายใต้การดูแลของ 11 บลจ. (ข้อมูลอัปเดตวันที่ 31 สิงหาคม 2563) ซึ่ง SSF แต่ละประเภทมีจุดเด่น และสิ่งที่น่าสนใจแตกต่างกันไป การจะบอกแบบฟันธงว่าใครควรลงทุนแบบไหนคงไม่ได้เพราะแต่ละคนมี “วัตถุประสงค์” ในการลงทุนแตกต่างกัน ดังนั้นผมจะขอแยกข้อมูลของ SSF แต่ละประเภทมาอธิบายไว้ในแต่ละข้อแบบนี้ครับ

เลือกหุ้น หรือตราสารหนี้ดี?

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

SSF สำหรับสายเสี่ยงต่ำ

ถ้าคุณเป็นคนที่ซื้อ SSF เพราะต้องการลดหย่อนภาษีเป็นหลัก ไม่ได้แคร์มากมายว่าผลตอบแทนต้องโตเท่านู้นเท่านี้ นอกจากนั้นคุณยังเป็นคนที่กลัวขาดทุนด้วย ถ้าเป็นแบบนี้คุณจะเหมาะกับ SSF สายตราสารหนี้ครับ เพราะกองทุนตราสารหนี้เหล่านี้ค่อนข้างมีความผันผวนต่ำ สิ่งที่ต้องระวังคืออาจจะต้องดูเครดิตเรทติ้งดี ๆ เลือกกองตราสารหนี้ที่เป็น Investment Grade (IG) เป็นหลัก 

กองที่ผมชอบที่สุดคือกอง K-FIXEDPLUS-SSF เพราะมีสัดส่วนของเงินฝากประจำ พันธบัตรและตราสารหนี้รัฐบาล กระทรวงการคลังค้ำประกันสูงกว่ากองอื่น ๆ แบบมีนัย ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงน้อยลงมาก (ค่าความเสี่ยงของกองทุนอยู่ในระดับ 4)

นอกจากนั้นถ้าคุณกลัวมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่เอาความเสี่ยงเลย ตราสารหนี้ก็ยังรู้สึกว่าเสี่ยง งั้นผมขอแนะนำกองที่ลงทุนในตราสารเงิน KFCASHSSF ซึ่งลงทุนหลักในพันธบัตรรัฐบาลของธนาคารแห่งประเทศไทย 95.8% (ค่าความเสี่ยงของกองทุนอยู่ในระดับ 1 ปลอดภัยกว่านี้ไม่มีอีกแล้วจ้า

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

SSF สำหรับสายลุย

แต่ถ้าคุณเป็นสายผลตอบแทน ลดหย่อนภาษีแล้วก็คาดหวังผลตอบแทนด้วย แบบนี้เลือกหลากหลายเลยครับ ขั้นแรกคุณต้องดูก่อนว่าคุณอยากลงทุนในไทยหรือต่างประเทศ?

ถ้าคุณเป็นคนที่เล่นหุ้น มีหุ้นไทยอยู่เยอะ ผมอยากแนะนำให้กระจายความเสี่ยงลงทุน SSF ที่ลงทุนในต่างประเทศครับ ลงทุนกองหุ้นต่างประเทศมีข้อดีคือได้ลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีในตลาดหุ้นไทย ซึ่งแต่ละบริษัทโหด ๆ ทั้งนั้น กองหุ้นต่างประเทศที่ผมชอบในแต่ละหมวดก็จะมี …

  • KFGBRANSSF กองนี้เน้นลงทุนในธุรกิจที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง เช่น Visa, Microsoft, Philip Morris และ P&G
  • ONE-UGG-ASSF กองนี้เน้นหุ้นเติบโต (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยี) เช่น Tesla, Amazon, Tencent, Alibaba, Facebook และ Netflix
  • K-CHANGE-SSF กองนี้เน้นหุ้นที่เกาะกระแสการเปลี่ยนแปลงเทรนด์ของโลกเช่น พลังงานสะอาด เทคโนโลยีการแพทย์ใหม่ ๆ ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ หุ้นที่กองทุนนี้ลงทุนก็เช่น Tesla, Moderna ที่ผลิตวัคซีน COVID-19, ASML ผู้ออกแบบเครื่องผลิตชิป และ TSMC โรงงานผลิตชิปอยู่เบื้องหลังบริษัทใหญ่ ๆ เช่น Apple
  • ONE-ALLCHINA-ASSF กองนี้ลงทุนในจีนครับ ใครเป็นแฟนคลับจีนก็จัดกองนี้ได้เลย ถ้าไม่เอากองนี้ก็ต้องไปกอง RMF อย่าง TMBCORMF หรือ KFCHINARMF ซึ่งกว่าจะขายได้อายุ 55 นู่น
  • SCBS&P500-SSF กองนี้ลงทุนใน ETF และ Index Fund ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ S&P 500 

ผมขอไม่อธิบายลงลึกในกองทุนแต่ละกองนะครับ แต่เชื่อว่าข้อมูลตรงนี้น่าจะให้ไอเดียได้ระดับนึงสำหรับคนที่ต้องการซื้อ SSF เพื่อผลตอบแทนระยะยาว

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

อีกทางเลือกหนึ่งกับกองทุนรวมผสม 

ถ้าคุณกลัวความเสี่ยงแต่ก็ยังอยากได้ผลตอบแทน …. การซื้อกองทุนรวมมีข้อดีอย่างหนึ่งคือไม่จำเป็นเสมอไปที่เราต้องเลือกที่จะ “เสี่ยง” หรือ “ไม่เสี่ยง” เพราะกองทุนรวมบางกองมีการรวมเอาสินทรัพย์หลาย ๆ อย่างไว้ในกองเดียว เช่นมีทั้งหุ้น ตราสารหนี้และกองทุนอสังหาฯ เป็นต้น เราเรียกกองทุนประเภทแบบนี้ว่า “กองทุนรวมผสม” ซึ่งเป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่อยากเดินทางสายกลาง ไม่เสี่ยงเกินไป แต่ก็ได้ผลตอบแทนที่ไม่ขี้เหร่นัก

ถ้าจะเลือกกองทุนผสมผมอยากให้เน้นเป็นกองทุนผสมที่ผสมจริง ๆ คือไม่เพียงแค่ผสมประเภทสินทรัพย์ที่ลงทุนแต่ควรจะต้องผสมภูมิภาคด้วย คือลงทุนไปหลาย ๆ ประเทศ ในหมวดนี้กองแนะนำขอยกให้ PHATRA SG-AA-SSF ซึ่งเป็นกองที่เปิดมาแล้วระยะหนึ่ง มี Performance ให้เห็นชัดเจนดี มีการกระจายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ 

ส่วนอีกกองที่อาจจะเป็นม้ามืดคือ UROCK-SSF ของ UOB กองเพิ่งตั้งมาไม่นาน แต่เห็นไส้ในมีกองที่ผมชอบ UGQG ซึ่งลงทุนใน Apple, Microsoft, Amazon อยู่ด้วย และกองนี้ไม่มีหุ้นไทย ถ้าใครหุ้นไทยเยอะอยู่แล้วก็อาจจะลองพิจารณาดูได้ครับ

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

ปันผลหรือไม่ปันผลดีกว่ากัน

คำถามโลกแตกของการเลือก SSF อีกคำถามคือจะเอาแบบปันผลหรือไม่ปันผลดีนะ? จริง ๆ ทั้ง 2 ทางเลือกมีข้อดีข้อเสียต่างกันพอสมควร

ข้อดีของการเอาแบบไม่ปันผลคืออะไร

ไม่ต้องจ่ายภาษีปันผลครับ ส่วนใหญ่อยู่ประมาณ 10% นอกจากนั้นยังได้เก็บเงินและผลกำไรไปลงทุนต่อได้เต็ม ๆในกอง SSF เดิม เรียกได้ว่าถ้าเลือกกองมาดีแล้วผลตอบแทนที่ได้น่าจะดีกว่าเอาปันผลออกมาระดับหนึ่งเลยครับ

แล้วข้อดีของการปันผลล่ะ

สิ่งที่ผมเห็นชัดที่สุดคือการได้เงินกลับคืนมาก่อนส่วนหนึ่งครับ ต้องอย่าลืมว่า SSF เป็นการลงทุนระยะยาว 10 ปี กว่าจะได้เงินคืนคืออีก 10 ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นจะดีกว่าไหมถ้าเลือกแบบปันผลและได้เงินกลับมาบางส่วนก่อน 10 ปี? แต่แน่นอนก็ต้องแลกมาด้วยภาษีที่ต้องจ่าย และถ้าเอาเงินมาไม่รู้จะไปทำอะไรไปฝากออมทรัพย์ผมก็อยากแนะนำว่าอย่าเอาแบบปันผลเลยครับ ถ้าไม่ได้ต้องการใช้เงินจริง ๆ เอาเงินไปลงทุนต่อดีกว่า

ข้อดีก็ประมาณนี้ ส่วนข้อเสียก็ตรงข้ามกับข้อดีที่เขียนไปครับ ลองพิจารณากันดู ซึ่งถ้าใครอยากได้กอง SSF แบบปันผลผมรวบรวมรายชื่อมาให้ไว้แล้วครับ มีทั้งหมด 7 กองคือ LHSMARTDSSF-SSF, LHPROPA-DSSF, KFDIVSSF, SCBDV-SSF, SCBLT1-SSF, MPDIVSSF และ I-SEQS-DSSF

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

ลงทุนในไทยหรือไปต่างประเทศ

ถ้าถามคำถามนี้ก็ต้องบอกตรง ๆ ว่าผมเอียงไปทางลงทุนหุ้นต่างประเทศมากกว่าครับ เพราะนักลงทุนไทยส่วนใหญ่มักจะมีหุ้นไทยอยู่แล้ว คนเล่นกองทุน 95% ทุกคนมีพอร์ตหุ้น ดังนั้นก็ควรจะกระจายความเสี่ยงไปลงต่างประเทศด้วย เรื่องความเสี่ยงประเทศไทยมีหลายเรื่องด้วยกัน ที่เห็นไม่ค่อยชัดมีเยอะผมไม่ขอพูดถึง 555 

แต่ที่เห็นชัด ๆ คือสินทรัพย์ในการลงทุนบ้านเราไม่ค่อยหลากหลายเหมือนต่างประเทศ หุ้นหลาย ๆ ตัวที่บ้านเราบอกว่าแข็งแกร่งแล้ว ใหญ่แล้ว พอไปเทียบกับตลาดหุ้นโลกกลายเป็นกระต่ายน้อยท่ามกลางเสือสิงห์กระทิงแรด หุ้น Technology ดี ๆ หุ้นแบรนด์ดัง ๆ หุ้นธุรกิจ Model ใหม่ ๆ กอง Infrastructure จี๊ด ๆ กองทุน Data Center โหด ๆ ประเทศไทยไม่มีกับเขาครับ

กองที่อยากแนะนำถ้าเป็นหุ้นก็ตามที่ผมเขียนไปแล้วใน SSF สายลุยข้างบน แต่ถ้าไม่เอาหุ้นล่ะ? งั้นผมขอแนะนำกองในตำนานกองนี้ครับ PRINCIPAL IPROPEN-SSF ปกติจะลงกองนี้ต้องลงกองทุนรวมธรรมดาไม่ก็ RMF ตอนกองนี้ประกาศออก SSF ผมดีใจมาก เพราะมันหมายความว่าผมสามารถลงทุนในพวกกองทุนอสังหาฯ กอง Infrastructure ดี ๆ ในเอเชียได้แล้วโดยไม่ต้องซื้อ RMF แล้วรอถึงอายุ 55 ถึงจะขายได้

อย่างไรก็ตาม คนที่สนใจซื้อต้องรู้นะครับว่ากองนี้มันไม่ได้ลงทุนในกองอสังหาฯ ที่เหมือนกับ PRINCIPAL iPROP เป๊ะ ๆ PRINCIPAL IPROPEN-SSF เน้นลงทุนใน ETF อสังหาฯ ของออสเตรเลีย และญี่ปุ่น มีหมดทั้งออฟฟิศ ศูนย์การค้า คลังสินค้า และโรงแรม แต่ถ้าอยากได้แบบกอง PRINCIPAL iPROP แบบเป๊ะ ๆ เลยต้องไปลง PRINCIPAL IPROPRMF ครับ

กรณีไหนถึงจะซื้อ SSF หุ้นไทย

การลงทุนทุกอย่างมีเงื่อนไขและข้อยกเว้นที่ต้องศึกษาครับ แม้ผมเองจะไม่ค่อยอินกับ SSF หุ้นไทย (เพราะส่วนตัวก็มี LTF หุ้นไทยเยอะอยู่แล้ว) แต่ก็อาจจะมีเพื่อน ๆ หลายท่านที่เพิ่งซื้อ SSF ไม่ได้ลงทุนเองนอกเหนือจากกองทุนลดหย่อนเลย และเชื่อว่าในระยะยาวอย่างน้อย ๆ 10 ปีประเทศไทยยังเติบโตได้ ถ้าเงื่อนไขแบบนี้ SSF หุ้นไทยจะดูเหมาะสมกับความต้องการมากครับ กองหุ้นไทยที่ผมอยากแนะนำมี 2-3 กองด้วยกัน

  • เน้นหุ้นใหญ่ไป SET50 แนะนำ PHATRA SET50 ESG-SSF ครับด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่ากอง SET50 จาก บลจ. อื่นแบบมีนัย
  • แต่ถ้าอยากได้หุ้นเล็กซิ่ง ๆ ต้อง ASP-SME-SSF ครับ ตอนนี้มี บลจ. เดียวที่ออกสไตล์นี้
  • อยากให้ ผจก. กองทุนเลือกหุ้นให้แบบเน้น ๆ จริง ๆ ไม่มีกองที่ผมชอบเป็นพิเศษ แต่ถ้าอยากได้จริง ๆ ผมว่า PRINCIPAL TDIF-SSF น่าสนใจตรงการลงทุนที่ค่อนข้างมีเอกลักษณ์เมื่อเปรียบเทียบกับกองอื่น ๆ หรือ BEQSSF ที่ถือกลุ่มพลังงานน้อยกว่าเพื่อน แต่มีการลงทุนในกลุ่มค้าปลีก ขนส่ง และอาหารที่ปีนี้ค่อนข้าง Defensive

ข้อสังเกตถ้าอยากลงทุน SSF หุ้นไทยคือ ทุก ๆ คนคงรู้กันอยู่แล้วว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี เราเจอกับความท้าทายหลากหลายมาก ๆ เมื่อต้นปีโดนเรื่อง COVID-19 เข้าไปอีก ผมว่าการลงทุนในหุ้นไทยตอนนี้ไม่ใช่การคาดหวังการเติบโตแต่เป็นการคาดหวังการฟื้นตัวในระยะยาว 5-10 ปี ดังนั้นถ้าเข้าไปลงทุนตอนนี้ก็ต้องรอกันหน่อยครับ แล้วอย่าไปอิง Performance ย้อนหลังมาก เพราะตัวเลขมันจะไม่สวยแน่ ๆ และการลงทุนเป็นเรื่องของมุมมองในอนาคต ถ้าคุณมองว่าดีก็สามารถลงทุนได้ครับ

สิ่งที่ต้องระวังก่อนซื้อ SSF

การลงทุนและลดหย่อนภาษีถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ยังมีบางกรณีที่อาจจะไม่ควรซื้อ SSF และเงื่อนไขที่เราต้องมั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขด้วยเช่นกัน

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

อายุ 45 แล้วซื้อ SSF หรือ RMF ดีกว่า

  • เนื่องจากถ้าคุณอายุ 45 ขึ้นไปจำนวนปีที่คุณต้องถือ SSF กับ RMF จะไล่เลี่ยกันมาก ๆ คือ 10 ปี ถ้าแบบนี้จะซื้อ SSF หรือ RMF ก็ได้ครับ 
  • แต่ถ้าคุณอายุแถวๆ 50 การซื้อ RMF ไปเลยจะดีกว่าเพราะคุณถือแค่ 5 ปีครับ แล้วถ้าเงินเหลืออยากลดหย่อนเพิ่มค่อยเติม SSF เอา RMF เป็นหลักก่อน
  • ถ้าอายุเกิน 55 แล้วยังทำงานอยู่ก็สามารถซื้อ RMF มาลดหย่อนภาษีได้นะครับและถือแค่ 5 ปีเท่านั้น
  • อย่าลืมเงื่อนไขของ RMF ว่าต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปีนะครับ ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไปไม่มีขั้นต่ำในการลงทุนครับ ซื้อขั้นต่ำตามกองทุนที่ท่านไปลงได้เลย
  • และอย่าลืมว่าปีนี้ RMF ปรับสัดส่วนการลดหย่อนเป็น 30% ของเงินได้พึงประเมินแล้วครับ (จากเดิม 20%)

คัมภีร์มหากาพย์กองทุน SSF กองไหนดี ต้องซื้อไหม ซื้อได้เท่าไร? สุดยอดกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2563

ซื้อ SSF บลจ.ไหนสะดวกสุด?

เนื่องจากการซื้อ SSF สามารถเปลี่ยนกองทุนได้ในกรณีที่เราไม่พอใจในผลตอบแทน การจัดการหรืออะไรก็ตาม โดยสามารถเริ่มเปลี่ยนได้ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2564 (ปีหน้า) เป็นต้นไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งอาจมีค่าธรรมเนียม และมีช่วงระยะเวลาในการสับเปลี่ยนระดับหนึ่ง ถ้าคุณสับเปลี่ยนข้าม บลจ. 

ดังนั้นเพื่อความสะดวกสบายในการสับเปลี่ยน การซื้อ SSF ของ บลจ. ที่มีกองทุนหลากหลายจะทำให้ได้เปรียบกว่า SSF ของ บลจ. ที่มีกองทุนน้อย ๆ ไม่หลากหลาย

ในจำนวน บลจ. ทั้งหมดผมชอบของ Krungsri มากที่สุด เพราะมีกอง SSF ที่ลงทุนในตราสารเงิน ตราสารหนี้ ตราสารทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงกอง Asset Allocation และกองทุนแบบปันผล

นอกจากนี้แอบได้ข่าวแว่ว ๆ FINNOMENA จะมีเปิดบัญชีให้ซื้อกองทุนประหยัดภาษีทั้ง SSF RMF ได้ด้วยกว่า 5 บลจ. ช่วยเลือกกองเด็ด ๆ มาให้ด้วย กดเปิดจากที่บ้าน ทีเดียวซื้อได้หมด ไม่ต้องส่งเอกสาร สับเปลี่ยนกองทุนได้อีกด้วยนะ ใครไม่รีบ ก็รอดูของเขาก่อนก็ได้ครับ

สรุปการลงทุนใน SSF

จากข้อมูลที่ผมสรุปมาให้ทั้งหมดจะเห็นว่าการลงทุนใน SSF จะว่าง่ายมันก็ง่าย จะว่ายากมันก็อยาก ขึ้นอยู่ที่ความต้องการของแต่ละคน และความจริงจังในการลงทุน แต่ที่แน่ ๆ เลยคือเงื่อนไขของกองมันยุบยิบมาก ๆ ทำเอาหลาย ๆ คนกลัวและมึนงงกันไป โดยเฉพาะเพื่อน ๆ ที่เพิ่งเคยลดหย่อนภาษีเป็นครั้งแรก ผมหวังว่าข้อมูลครั้งนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อน ๆ ทุกคน ลงทุนและลดหย่อนภาษีกันอย่างถูกต้องนะครับ ^_^

May the Tax “Not” be with you.
Happy Investing krub.
BuffettCode


Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน และจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นจะต้องชำระเงินเพิ่ม และ/หรือเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน I สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” 

Brexit ฉบับอินดี้ ของบอริส จอห์นสัน

MacroView
Brexit ฉบับอินดี้ ของบอริส จอห์นสัน

ยังคงเป็น ทอล์คออฟเดอะทาวน์ แม้สภาล่างอังกฤษได้ผ่านร่าง Brexit ของ “บอริส จอห์นสัน” นายกฯอังกฤษ ด้วยคะแนนเสียง 340-263 จันทร์ที่ผ่านมา

เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ 4 ท่าน อันประกอบด้วย จอห์น เมเจอร์-โทนี แบลร์-เดวิด แคเมรอน และเทเรซา เมย์ ได้ต่างออกมากล่าวโจมตีร่าง Brexit นี้ว่าถือเป็นสิ่งที่จะขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงจะทำให้สังคมโลกขาดความเชื่อถือและความเคารพต่อสหราชอาณาจักร เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น มาติดตามกันได้ในบทความนี้

ประเด็นที่ร่าง Brexit ของ บอริส จอห์นสัน” ฉบับแหวกแนวนี้ ต้องทำให้อดีตผู้นำลุกขึ้นมาคัดค้าน มาจาก ประเด็นหลัก ได้แก่

หนึ่งประเด็นใน Article 10 ของข้อตกลง Brexit ของอังกฤษที่นายจอห์นสันไปลงนามไว้กับทางสหภาพยุโรป หรืออียู เมื่อช่วงสิ้นปีที่แล้ว โดยเนื้อหาหลักคือ การใช้งบประมาณจากรัฐบาลอังกฤษเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมใด ๆ หรือกลุ่มใดก็ตามในสหราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ไอร์แลนด์เหนือ สกอตแลนด์ และเวลส์ ทางอังกฤษต้องแจ้งให้ทางอียูรับทราบและให้ความเห็นประกอบ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ทางนายจอห์นสันมองว่าผิดหลักการความเป็นเอกราชของประเทศอังกฤษ (Sovereignity)

ทางแก้ของนายจอห์นสันสำหรับประเด็นนี้คือการเขียนร่างกฎหมายที่มีชื่อว่า Internal Market Bill ไว้ในร่าง Brexit ใหม่ที่ได้ทำการโหวตผ่านในสภาล่าง (House of Commons) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้ โดยในร่างใหม่นี้ได้มีการทำให้เงื่อนไขของ Article 10 ของกฎหมายของอียูเดิมกลายเป็นโมฆะไป เนื่องจากขัดกับหลักการความเป็นเอกราชของอังกฤษ เสมือนเป็นการร่างกฎหมาย Internal Market Bill เพื่อให้ผ่านทั้งสองสภาของอังกฤษเพื่อฆ่ากฎหมาย Brexit เดิมที่นายจอห์นสันไปเซ็นกับทางอียูไว้เมื่อปลายปีที่แล้วนั่นเอง

ตรงนี้ผมมองเป็น 2 ส่วนคือ 1. มูลเหตุของการใช้ Internal Market Bill นี้มาจากความเชื่อของนายจอห์นสันและทีมงานเปลี่ยนไปจากแนวทางของพรรค Tory เดิมที่เชื่อในหลักการการค้าแบบเสรีกลายมาเป็นว่าเชื่อในแนวทางแบบที่เป็น “Britain First” หรืออังกฤษต้องมาก่อน ซึ่งถือว่ากึ่ง ๆ เลียนแบบแนวทางของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ของสหรัฐ โดยที่ทางการอังกฤษจะขอเป็นผู้เลือกอุตสาหกรรมที่คิดว่าอังกฤษโดดเด่นเป็นพิเศษในการชูเป็นพระเอกของเศรษฐกิจประเทศ รวมถึงการห้ามไม่ให้ต่างชาติเข้ามาโดดเด่นในอุตสาหกรรมดังกล่าว

ที่เป็นตัวอย่างได้แก่กรณี TikTok ของสหรัฐ ที่ทรัมป์บังคับไม่ให้ทำธุรกิจเองอีกต่อไปในสหรัฐ ซึ่งต้องยอมรับว่าแม้แต่ในวงการวิชาการก็ยังมีความเชื่อในหลักการการค้าเสรีที่ลดลงจากเดิม จึงไม่น่าแปลกใจที่นายจอห์นสันจะเชื่อในแนวทาง “Britain First” นี้

2. การแก้กฎหมายเดิมที่เซ็นไปแล้วด้วยการผ่านกฎหมายใหม่เพื่อฆ่ากฎหมายเดิมนั้น ถือเป็นสิ่งที่นักการเมืองแบบสไตล์เมืองผู้ดีอังกฤษแท้ ๆ ไม่เคยทำกัน ซึ่งนายจอห์นสันนั้นถือเป็นนักการเมืองที่เติบโตมาจากรากหญ้า ซึ่งการคิดทำอะไรที่แปลกไปจากเดิม ถือเป็นสิ่งที่เขาเองทำบ่อยจนกลายเป็นธรรมชาติไปเสียแล้ว

ประเด็นที่สอง การที่ต้องมีการเตรียมให้เกิดขั้นตอนและกระบวนการแบบค่อนข้างมากในการตรวจสอบสินค้าและบริการเพื่อผ่านด้านศุลกากรระหว่างชายแดนของไอร์แลนด์เหนือและอังกฤษ ตามกฎหมาย Brexit เดิมนั้น ทางนายจอห์นสันได้เขียนในร่างกฎหมาย Internal Market Bill ว่าสิ่งนี้ถือว่าขัดกับหลักการ “Unfettered Access” ของประเทศไอร์แลนด์เหนือ ที่ระบุว่าทางไอร์แลนด์เหนือสามารถติดต่อกันซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างชายแดนอย่างเสรีกับอังกฤษ ซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้ข้างต้นตามกฎหมายอียู หรือฉบับ Brexit ที่นายจอห์นสันไปเซ็นไว้นั้นไม่สามารถส่งผลจริงทางกฎหมายได้

Brexit ฉบับอินดี้ ของบอริส จอห์นสัน

ที่มา : BBC

คำถามในตอนนี้คือทางนายจอห์นสัน ต้องการที่จะเอาจริงกับความเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายนี้ ซึ่งทางยุโรปคงไม่เล่นด้วยและอังกฤษน่าจะออกจากยุโรปด้วย No Deal หรือไม่มีข้อตกลงทางกฎหมายการค้าใด ๆ เกิดขึ้นระหว่างกันในสิ้นปีนี้ ดังรูป หรือว่านายจอห์นสันเพียงจะใช้สิ่งนี้เพื่อเป็นเครื่องต่อรองกับอียูเพื่อให้ได้ข้อตกลง Brexit ที่ทางอังกฤษมีความได้เปรียบมากขึ้นต้องอดใจรอดูกันอีกนิด

ทั้งนี้ร่างกฎหมาย Internal Market Bill ของนายจอห์นสันนี้ขั้นตอนต่อไปต้องผ่านการโหวตของสภาบน หรือ House of Lords จากนั้นถึงจะมาถึงขั้นตอนลงพระปรมาภิไธยโดยราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งก็มีโอกาสไม่ผ่านฉลุยเช่นกันครับ

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/651112

Club Fund Day SS2 – EP13 อย่าเพิ่งซื้อกองทุน! ถ้ายังไม่รู้เรื่องค่าธรรมเนียม

FINNOMENA Podcast
Club Fund Day SS2 : EP13 อย่าเพิ่งซื้อกองทุน! ถ้ายังไม่รู้เรื่องค่าธรรมเนียม

หลายคนกลัวค่าธรรมเนียม เลยพาลไม่กล้าลงทุน หรือบางคนลงทุนไปเลยโดยที่ไม่สนใจเรื่องค่าธรรมเนียม ซึ่งทั้งสองกรณีไม่ใช่เรื่องที่ควรทำทั้งคู่

จริงๆ ค่าธรรมเนียมไม่ใช่เรื่องที่ต้องกลัวหรือมองข้าม แต่เป็นเรื่องที่ต้อง “ทำความเข้าใจ” เพราะมันส่งผลโดยตรงต่อผลตอบแทนที่เราจะได้จากการลงทุน


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

คุยคริปโต Podcast EP9 : Diversification หรือ All In ในคริปโต อันไหนรุ่ง อันไหนร่วง

Zipmex


คุยคริปโต Podcast EP9 : Diversification หรือ All In ในคริปโต อันไหนรุ่ง อันไหนร่วง

ก่อนหน้านี้เรามีงานวิจัยและผลทดสอบออกมามากมายเกี่ยวกับการเปรียบเทียบผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลกับสินทรัพย์ชนิดอื่น ๆ ในกลยุทธ์และรูปแบบการลงทุนที่แตกต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้และมุมมองต่าง ๆ สามารถหาอ่านได้ในบทความเก่า ๆ ของเรา แต่ในวันนี้เราอยากจะนำเสนอมุมมองที่แตกต่างออกไปรวมถึงนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาเปรียบเทียบกันเองโดยใช้กลยุทธ์การลงทุนเหมือนกันแต่แตกต่างที่การวางพอร์ตโฟลิโอ คือ การทุ่มเงินทั้งหมดในเหรียญตัวเดียวกับการกระจายเงินลงทุนแบบเป็นพอร์ต แบบไหนที่จะรุ่งแบบไหนที่จะร่วง

สำหรับนักลงทุนที่มีประสบการณ์มาระยะหนึ่งจะมีความเชื่อที่ว่าการทุ่มเงินลงทุนทั้งหมดลงในหุ้นตัวเดียวสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงได้อย่างมหาศาล ทำให้มีหลายคนเวลาที่ลงทุนจะโฟกัสในการหา “สินทรัพย์เปลี่ยนชีวิต” แล้ว All in ไปกับมัน เสมือนเป็นการฝากชีวิตทั้งหมดของเราหลังจากนี้ไว้กับสินทรัพย์นั้น ๆ เลย อีกแนวคิดคือการเลือกที่จะแบ่งเงินลงทุนออกเป็นสัดส่วนแล้วกระจายเงินไปไว้ในหุ้นที่แตกต่างกัน กับสินทรัพย์อย่างหุ้นผมเชื่อว่ามีนักวิจัยออกมาทำ Research ให้เราดูกันเยอะแล้ว แต่ในสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง BTC ETH และเหรียญอื่น ๆ ยังไม่เห็นงานวิจัยทำนองนี้ออกมาบ้างเลย ผมจึงอยากที่จะทำการทดสอบและเปิดเผยผลลัพธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้แฟน ๆ ที่ติดตามอ่านบทความของเรา กับบางท่านที่ยังใหม่หรือไม่มีประสบการณ์ในการลงทุนอาจจะมองว่าบทความนี้ Value น้อย แต่หากเราลงทุนมาสักระยะหนึ่งจะทราบดีว่าข้อมูลดังกล่าวนี้มีมูลค่าที่จะสามารถนำไปต่อยอดให้ตัวเองได้มากแค่ไหน อีกอย่างหนึ่งก็คือ สถาบันการเงินยักษ์ยอดเสียเงินและทรัพยากรเพื่อหากลยุทธ์หรือข้อมูลที่จะสร้างความแตกต่างในการลงทุนได้ แต่ในครั้งนี้ “ฟรี” สำหรับแฟน ๆ เราเท่านั้นครับ

Diversification หรือ All In ในคริปโต อันไหนรุ่ง อันไหนร่วง

กลยุทธ์การลงทุนที่เราหยิบมาใช้ในวันนี้คือ Turtle Trading System ที่เราทำการทดสอบให้ดูแล้วในครั้งก่อน ๆ สมมติฐานอื่น ๆ ก็เหมือนเดิมครับ

All In Strategy

คือการที่เราจะลงทุนในสินทรัพย์ชนิดเดียวอย่าง Bitcoin โดยใช้สัญญาณซื้อขายตามระบบข้างต้นด้วยเงิน 100 % เรามาดูกันว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรครับ

จากรูปเส้นสีฟ้าด้านบนคือสิ่งที่เรียกว่า Equity Curve หรือกราฟเงินทุน จะสังเกตุได้ว่าการใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบนี้ให้ผลลัพธ์ที่มาก ๆ กราฟเงินทุนเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเพราะ Bitcoin เป็นขาขึ้นยาวนานแม้จะมีการปรับตัวลงบ้างระหว่างทาง แต่ด้วยความที่เราจุดขายที่ชัดเจน เราจึงสามารถเอาตัวรอดจากความเสียหายได้

CAGR ตลอด 6 ปีที่ผ่านมานั้นกว่า 115 % ต่อปี Max DD % 49 % คิดเป็น Mar Ratio 2.3 ซึ่งถือว่าเยอะกว่าสินทรัพย์เสี่ยงชนิดอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด หากเราแค่อ่านหรือดูราคาย้อนหลังของ BTC เราก็จะตีความว่า หากเราทุ่มเทเงินทุน 100 % ลงใน BTC แต่มีกลยุทธ์การซื้อขายที่ดีก็คงเพียงแล้ว แต่ในความเป็นจริงที่เราอยากจะนำเสนอไม่ใช่เลยครับ เพราะผลการทดสอบที่เราพบ มีวิธีการที่อาจจะเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากกว่า นั่นก็คือการลงทุนเป็นพอร์ตหรือการกระจายเงินลงทุนนั่นเองครับ

Diversification Strategy

โดยเราจะคัดเหรียญมาทดสอบทั้งหมด 5 เหรียญ คือ BTC ETH XRP LTC BCH แล้วแบ่งเงินออกเป็น 5 ก้อน คือก้อนละ 20 % เท่า ๆ กัน ตัวไหนมีสัญญาณซื้อก็ซื้อ ตัวไหนมีสัญญาณขายก็ขาย หากไม่มีสัญญาณอะไรเงิน 20 % ที่กันไว้เพื่อเหรียญนั้น ๆ ก็จะเอาวางไว้เฉย ๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือแบบนี้ครับ

จากเงินลงทุน 1 ล้านกลายเป็น 236 ล้าน มากกว่าการ All In ถึง 3.3 เท่า ! สถิติต่าง ๆ ก็ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดขัดกับความเชื่อที่หลายคนคิด ตัวผมเองจากที่ทำวิจัยระบบการลงทุนมานานพอจะทราบว่าการลงทุนเป็นพอร์ตให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าแน่นอนแค่นึกไม่ถึงว่าจะแตกต่างกันมากขนาดนี้ สิ่งที่ “คิดไปเอง” กับสิ่งที่เกิดขึ้นมักจะเป็นแบบนี้แหละครับ ฉะนั้นหากเราสงสัยในสิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องการลงทุน ห้ามคิดเองเออเองเด็ดขาดเลยนะครับ
CAGR 166 % ต่อปี Max DD % ลดลงเหลือ 38 % คิดเป็น Mar Ratio 4.3 เท่า !!! หากซูมเข้าไปดูผลลัพธ์รายเดือนของการลงทุนเป็นพอร์ตก็ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ

สรุปผลการทดสอบ Diversification หรือ All In ในคริปโต อันไหนรุ่ง อันไหนร่วง

1. การกระจายเงินลงทุนคือการกระจายความเสี่ยงและ “การกระจายโอกาส”

การแบ่งเงินสามารถลดความผันผวนของสินทรัพย์ที่จะสร้างกับพอร์ตเราได้แน่นอน แต่อีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไป นั่นคือการกระจายโอกาสของเงินเราเพื่อไปหาอะไรที่อาจจะดีกว่าในอนาคต เพราะบางทีสินทรัพย์ที่เราเลือกตอนแรกอาจจะไม่ได้ดีขนาดนั้น หรืออาจจะไม่ได้ดีทุกช่วงเวลา การแบ่งเงินจึงเท่ากับการซื้อโอกาสในการลงทุนใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นครับ

2. กลยุทธ์การลงทุนสำคัญมากหากเราต้องการสร้างกำไรอย่างยั่งยืน

พูดง่าย ๆ มันก็คือแผนการที่เราวางเอาไว้นั่นแหละครับ จะกลยุทธ์แบบไหนก็สร้างสร้างผลกำไรได้ทั้งนั้น ขอเพียงแต่เราศึกษามันอย่างจริงจัง ทำการบ้านให้เยอะ และที่สำคัญคือ ทำตามวินัย ตามกลยุทธ์ ตามระบบการลงทุนที่เราออกแบบเอาไว้อย่าง “สม่ำเสมอ” ครับ

3. นักลงทุนที่ดีคือผู้ที่มีความเข้าใจในประวัติศาสตร์

ทุกผลการทดสอบของเราก่อนหน้านี้ รวมถึง Research ชิ้นนี้ด้วย มาจากการรื้อ การเจาะ การค้นคว้าข้อมูลที่เป็นประวัติศาสตร์ ออกมาเป็นข้อมูล เป็นข้อสังเกตุ เป็นข้อเตือนใจ การเข้าใจประวัติศาสตร์ในที่นี้ไม่ใช่เหมือนการเรียนประวัติศาสตร์แบบท่องจำนะครับ แต่มันคือการทำความเข้ามนุษย์ เข้าใจวิธีคิด เข้าใจวิธีการที่นักลงทุนคนอื่น ๆ ตีความและ Action ออกมาผ่านราคา จนกลายเป็น Data ให้เรามาศึกษาต่อ ก็เหมือนที่ AI ทุกวันนี้ที่เรียนรู้ข้อมูล เอามาวิเคราะห์ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็คือวิเคราะห์พฤติกรรมของเราทุกคนผ่านกระบวนการคอมพิวเตอร์นี่แหละครับ หวังว่าบทความนี้จะสร้าง Value ให้กับทุกคนในการนำไปต่อยอดในอนาคตได้นะครับ

Zipmex


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

ดอกเบี้ยจะต่ำแบบนี้อีก 3 ปี หุ้น ทองคำ ตราสารหนี้ จะไปทางใด? – FINNOMENA LIVE

FINNOMENA Reporter

ดูผ่าน Facebook:

https://www.facebook.com/finnomena/posts/1339654466380187

ดูผ่าน Youtube:

https://youtu.be/yzn2V2ukRZE

ดอกเบี้ยจะต่ำแบบนี้อีก 3 ปี หุ้น ทองคำ ตราสารหนี้ จะไปทางใด?

ข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • ยังไงดี? เปิดรับต่างชาติเที่ยวไทยอยู่ยาวไป 9 เดือน!
  • เฟดส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยต่ำอีก 3 ปี!
  • Ray Dalio ลูกค้ารายใหญ่ถอนเงินออก!
  • WTO เตือนอเมริกาแหกกฎการค้าโลก!

ติดตาม FINNOMENA LIVE ตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

SCGP หุ้นจ่อ IPO ไฟแรง ผู้นำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในอาเซียน

Mr. Serotonin
SCGP หุ้นจ่อ IPO ไฟแรง ผู้นำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในอาเซียน

SCGP หุ้นจ่อ IPO ไฟแรง ผู้นำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในอาเซียน

หากจะเลือกหุ้นเติบโตสักตัวที่มีความน่าเชื่อถือ และมีรายได้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง SCGP ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่มองข้ามไม่ได้ ด้วยศักยภาพและความพร้อมต่าง ๆ มากมาย เรามาสำรวจผ่านบทความนี้กันว่าทำไมหุ้นจ่อ IPO ไฟแรงอย่าง SCGP ถึงคู่ควรกับนักลงทุนเช่นคุณ

สรุปจุดเด่น SCGP

  • ผู้ให้บริการโซลูชันด้านกระดาษบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน
  • เติบโตอย่างต่อเนื่องตอบรับจากการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และธุรกิจอื่น ๆ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของ Mega trends ที่สำคัญ
  • ผลการดำเนินงานเป็นเลิศ รายได้จากการขาย และกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง
  • SCGP ถือเป็นหุ้นเติบโตหรือ Growth Stock ซึ่งการเข้า IPO จะทำให้ SCGP สามารถไปลงทุนขยายธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่งและเต็มรูปแบบทั้งการเพิ่มกำลังการผลิต (Organic) และการควบรวมกิจการ (Inorganic)
  • พร้อมเติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืนไปกับ Circular Economy (หลักเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน) ตอบโจทย์แนวคิดคนรุ่นใหม่ไฟแรง
  • อยู่ในหมวดธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ธุรกิจที่เติบโตในภูมิภาคอาเซียน

คุณกำลังจะเติบโตไปกับอะไร?

บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (“SCGP” หรือ “บริษัทฯ”) เป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีรายได้จากการขายโตแบบปีต่อปีอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดเด่นอย่างการผสานเทคโนโลยีกับสินค้าบรรจุภัณฑ์ให้มีความลํ้าหน้าและทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยยืดอายุอาหารและผัก หรือบรรจุภัณฑ์สำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ อีกทั้งยังมีฐานลูกค้าเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งในและนอกประเทศ ไปจนถึงกลุ่ม SMEs

หรือสรุปแล้วคุณกำลังจะเติบโตไปกับธุรกิจที่มียอดขายเติบโตต่อเนื่อง พร้อมฐานลูกค้าที่มีความแข็งแกร่ง!

เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว ทุกคนคงอยากจะรู้ตัวอย่างสินค้ากัน เพราะฉะนั้น ผมจึงขอหยิบยกสินค้าบางส่วนของ SCGP มาให้ทุกคนได้รับชมและตัดสินใจในศักยภาพ รวมถึงจะได้เข้าใจธุรกิจกันมากขึ้นนะครับ

หลัก ๆ แล้ว SCGP มีธุรกิจอยู่ 2 ธุรกิจ คือ (1) สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร และ (2) สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ ซึ่งมีสินค้าและจุดเด่นต่าง ๆ ดังนี้…

1) ธุรกิจจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร

  • บรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ
  • กระดาษบรรจุภัณฑ์
  • บรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงและพอลิเมอร์

มีบรรจุภัณฑ์หลากหลาย อาทิ บรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง บรรจุภัณฑ์อาหารต่าง ๆ ที่สามารถนำไปอุ่นร้อนเข้าไมโครเวฟหรือจะแช่เย็นก็ยังได้ รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

SCGP หุ้นจ่อ IPO ไฟแรง ผู้นำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในอาเซียน

ภาพแสดงบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ของ SCGP ที่มา: scgpackaging.com

อีกทั้งยังมีบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยยืดอายุผักและผลไม้สดต่าง ๆ ที่จะช่วยลดการเกิดของเสียในระหว่างขนส่ง หรือจะเป็นบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับอาหารที่ผ่านการอบและสินค้าอื่นที่ไวต่อออกซิเจน ช่วยคงความสดและยืดอายุการเก็บรักษาของสินค้าที่เชื่อมโยงต่อยอดมายังธุรกิจการแพทย์

2) สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ คือ จำหน่ายภาชนะบรรจุอาหาร และผลิตภัณฑ์เยื่อและกระดาษ ได้แก่ บรรจุภัณฑ์อาหารแบรนด์ “เฟสท์” และผลิตภัณฑ์เยื่อและกระดาษ รวมถึงกระดาษถ่ายเอกสารแบรนด์ไอเดียด้วย

SCGP หุ้นจ่อ IPO ไฟแรง ผู้นำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในอาเซียน

ภาพแสดงบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ของ SCGP ที่มา: scgpackaging.com

จากที่เล่ามาแล้ว จึงกล่าวได้ว่า SCGP เป็นผู้พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่มีการพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์การใช้งานและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่มีความหลากหลาย

พื้นฐานธุรกิจแข็งแรง ลูกค้าทั้งในประเทศและนอกประเทศต่างมั่นใจในคุณภาพ

SCGP หุ้นจ่อ IPO ไฟแรง ผู้นำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในอาเซียน 

ภาพแสดงรายได้จากการขายตามประเทศที่ตั้งของลูกค้าสำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2563

ที่มา: แบบแสดงรายการและร่างหนังสือชี้ชวนของ SCGP

SCGP มีฐานรายได้ทั้งจากในและนอกประเทศ โดยหลัก ๆ แล้วจะเป็นในประเทศไทย รวมไปถึงกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศมาเลเซีย

อีกทั้งยังมีฐานลูกค้าที่เป็นบริษัทชั้นนำของประเทศหรือจะเรียกได้ว่ามีพันธมิตรธุรกิจที่มีพื้นฐานแข็งแรง ทำให้ไว้วางใจได้ว่าจะมีการสั่งซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้ที่เติบโตอย่างยั่งยืน

ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียนกำลังมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง รวดเร็ว

1) ตลาดบรรจุภัณฑ์สำหรับอีคอมเมิร์ซกำลังเติบโตอย่างร้อนแรง

SCGP หุ้นจ่อ IPO ไฟแรง ผู้นำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในอาเซียน

ภาพแสดงการเติบโตของตลาดบรรจุภัณฑ์อีคอมเมิร์ซของประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศฟิลิปปินส์ ในปี 25612567E หน่วยเป็นล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มา: Frost & Sullivan ณ สิงหาคม 2563

ณ จุด ๆ นี้คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าอีคอมเมิร์ซยังสามารถเติบโตได้อีกมาก และหากว่ากันถึงตลาดบรรจุภัณฑ์สำหรับอีคอมเมิร์ซที่ SCGP กำลังดำเนินธุรกิจอยู่นั้นก็ถือได้ว่ามีอัตราเติบโตที่น่าทึ่งเช่นกัน จึงถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ธุรกิจแห่งอนาคตที่น่าจับตามองสำหรับธุรกิจบรรจุภัณฑ์

2) ยอดการใช้งานบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ กำลังเติบโต

SCGP หุ้นจ่อ IPO ไฟแรง ผู้นำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในอาเซียน

ภาพแสดงปริมาณการใช้งานสินค้ากลุ่มบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ที่มา: Frost & Sullivan ณ เดือนสิงหาคม 2563

นอกจากการเติบโตในตลาดใหญ่อย่างอีคอมเมิร์ซแล้ว ยอดการใช้งานสินค้ากลุ่มบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มประเทศที่ SCGP ทำธุรกิจด้วย ก็มีการเติบโตต่อเนื่องเช่นกัน แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่ต่อเนื่องไม่ขาดสาย โดยการเติบโตเฉลี่ยต่อปีในปี 2562-2567 นั้นอยู่ที่ 5.87%

และในช่วง COVID-19 ทำให้ผู้คนอยู่บ้านและใช้บริการอีคอมเมิร์ซ ซื้อของออนไลน์กันมากขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่เคยทดลองใช้บริการได้เรียนรู้ และคุ้นชินกับการจับจ่ายออนไลน์ จึงอาจทำให้อีคอมเมิร์ซเติบโตมากกว่าที่เคยเป็น

3) ยอดผู้ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกและกระดาษเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 หากลงรายละเอียดลึกลงมาอีกหน่อย ในส่วนของการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกและกระดาษ บรรจุภัณฑ์กระดาษถือเป็นรายได้ส่วนใหญ่ของ SCGP ยอดการใช้ต่อหัวในไทยนั้นอยู่ที่ 50 กิโลกรัมต่อคนต่อปี แซงหน้าจีนที่ 35 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ในส่วนของบรรจุภัณฑ์พลาสติกเองศักยภาพการเติบโตของ GDP ที่ 5.1% ณ ปี 2562 รวมกับปริมาณประชากรในอาเซียนที่ 650 ล้านคนแล้ว ก็ถือได้ว่ากลุ่มคนในภูมิภาคอาเซียนขนาดใหญ่กำลังมีการเติบโตทางฐานรายได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการจับจ่ายใช้สอย และนำไปสู่การบริโภคสินค้า ที่จะส่งผลบวกสอดคล้องไปกับกลุ่มบรรจุภัณฑ์ที่เป็นเหมือนชิ้นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในสินค้าต่าง ๆ

SCGP หุ้นจ่อ IPO ไฟแรง ผู้นำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในอาเซียน

ภาพแสดงปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษต่อประชากรของประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศฟิลิปปินส์

เทียบกับประเทศเทียบเคียงอื่นๆ ในปี 2562 หน่วยเป็นกิโลกรัม/ประชากร/ปี ที่มา: Frost & Sullivan ณ เดือนสิงหาคม 2563

Circular Economy ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ไฟแรง

 SCGP ถือว่ามีศักยภาพการเติบโตในระยะยาวจากรุ่นสู่รุ่นอย่างยั่งยืน”

Circular Economy หรือหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นแนวทางที่เน้นการนำสินค้าและพลังงานกลับมาใช้ใหม่แบบไม่รู้จบ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ที่ SCGP ให้ความสำคัญโดยการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่

จึงถือได้ว่ามีศักยภาพการเติบโตในระยะยาวจากรุ่นสู่รุ่นอย่างยั่งยืน

โอกาสลงทุนในหุ้นเติบโตหรือ Growth Stock

เป็นธรรมดาที่หากเราลงทุนในธุรกิจอะไรสักธุรกิจหนึ่ง เราย่อมต้องการโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนและเติบโตไปกับธุรกิจนั้น ซึ่ง SCGP เองก็มีการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งแบบ Organic คือการเพิ่มกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ และแบบ Inorganic ผ่านกลยุทธ์การควบรวมกิจการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งการเข้าระดมทุนในครั้งนี้ จะทำให้ SCGP มีเงินไปลงทุนต่อยอดธุรกิจได้อย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น จึงถือเป็นหุ้นเติบโตหรือ Growth Stock อีกหนึ่งตัวที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนสายคุณค่าหรือ Value Investor (VI)

รายได้จากการขายเติบโตต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด

SCGP หุ้นจ่อ IPO ไฟแรง ผู้นำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในอาเซียน

ภาพแสดงรายได้จากการขาย

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน

มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ในส่วนของรายได้จากการขายหากย้อนไปดูสัก 4 ปีก่อนหน้าตามภาพด้านบนก็ถือได้ว่าเติบโตต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและความสามารถของผู้บริหาร ที่สามารถผลักดันยอดขายให้เติบโตต่อเนื่องได้แบบปีต่อปีไม่มีถอย โดยสัดส่วนกว่า 69% ของรายได้จากการขายของ SCGP มาจากธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รายได้สามารถไปต่อได้เรื่อย ๆ ไม่ค่อยผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ

การเติบโตไม่หยุดยั้งแต่เพียงเท่านี้ SCGP พร้อมขยายธุรกิจเสริมสร้างรายได้ให้แข็งแกร่ง

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเติบโตทางรายได้ ยอดขายหรือกำไรของบริษัทเป็นสิ่งที่นักลงทุนให้ความคาดหวังกันเป็นอันดับแรก ๆ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ราคาหุ้นและเงินปันผลที่ได้รับเติบโตตาม ๆ กันไป

การขยายธุรกิจเป็นวิถีทางหนึ่ง ที่จะช่วยเสริมสร้างราคาหุ้นให้เติบโตยิ่ง ๆ ขึ้นไป ดังนั้นในส่วนถัดไป เราจะมาดูกันว่าหลัก ๆ แล้ว SCGP กำลังจะขยายโครงการอะไรในอนาคต

โครงการขยายกำลังการผลิต

หลัก ๆ แล้ว SCGP มีโครงการที่จะเพิ่มฐานการผลิตในอนาคต สอดคล้องกับความต้องการสินค้าบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นในอาเซียน ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้า โดยจะมีการขยายกำลังการผลิต ทั้งในประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศฟิลิปปินส์

โดยจะมีการขยายกำลังการผลิตทั้งในส่วนของกระดาษบรรจุภัณฑ์ลูกฟูก กระดาษกล่องเคลือบขาว (Duplex Paper) และบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว

หรือสรุปรวม ๆ ได้ว่าเป็นการต่อยอดการผลิตสินค้าที่ทาง SCGP มีความชำนาญเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเพิ่มความมั่นใจได้ว่า การขยายการผลิตดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างรายได้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในอนาคต

ขยายธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น SCGP มาพร้อมศักยภาพในการควบรวมกิจการ

หากเป็นธุรกิจทั่ว ๆ ไปหลาย ๆ คนคงอาจนึกถึงการปั้นธุรกิจเองขยายสาขา เพิ่มกำลังการผลิตไปเรื่อย ๆ

แต่ SCGP นั้นมีศักยภาพที่เหนือไปกว่านั้น ที่ผ่านมา SCGP ได้ใช้กลยุทธ์ขยายธุรกิจผ่านการควบรวมกิจการในธุรกิจที่มีศักยภาพสูงและมีความโดดเด่น เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายฐานลูกค้า ตัวอย่างเช่น การเข้าซื้อหุ้นบริษัทผู้นำธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซีย รวมไปถึงการเข้าซื้อหุ้นบริษัทผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารสุดลํ้าระดับโลก

แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการขยายกิจการ สร้างการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

ความเสี่ยงที่ควรพึงระวัง

1) ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย

เนื่องจากในช่วงล่าสุดทาง SCGP มีค่าใช้จ่ายในส่วนของดอกเบี้ย ซึ่งเป็นต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤติ COVID-19 อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการคงอัตราดอกเบี้ยและปรับมุมมองเศรษฐกิจเป็นบวกมากขึ้น ทำให้ความผันผวนในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยนั้นลดลง

2) ความเสี่ยงทางด้านค่าเงิน

ในช่วงที่ผ่านมาเงินบาทมีการแข็งค่าค่อนข้างมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้ากับต่างประเทศ

3) ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น

ตั้งแต่กลางปี 2562 ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก เนื่องจากการเข้าควบรวมกิจการ แต่การระดมทุนจาก IPO ครั้งนี้ จะทำให้ฐานะการเงินของ SCGP แข็งแกร่งขึ้น เพราะจะมีการนำเงินบางส่วนไปชำระหนี้ ทำให้มีอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง

สรุปโดยรวมแล้ว SCGP เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับจองและจับตามอง ด้วยศักยภาพทางพื้นฐานธุรกิจที่มีความมั่นคง และรายได้ที่มีการเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงตอบโจทย์ในระยะยาวต่อคนรุ่นใหม่ด้วยการให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

หมายเหตุ บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาชี้นำหรือแนะนำให้ซื้อ ถือหรือขายหุ้นแต่อย่างใด ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

References

https://investor.scgpackaging.com/th/financial-information/financial-highlights

https://investor.scgpackaging.com/storage/content/downloads/shareholders-meetings/2020/ar2019-th.pdf

https://marketeeronline.co/archives/145801

https://scgnewschannel.com/th/scg-news/scgp-packaging-solutions/

เฟดส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยต่ำอีก 3 ปี ขณะใช้นโยบายเงินเฟ้อยืดหยุ่น

FINNOMENA Reporter

คณะกรรมการ FOMC มีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.25% และส่งสัญญาณว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยจนถึงปี 2566

  • โดยจะรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับ 0.00-0.25% จนกว่าการจ้างงานจะเข้าสู่ระดับการจ้างงานสูงสุด
  • รวมถึงให้อัตราเงินเฟ้อปรับเข้าสู่เป้าหมายที่ 2% และมีแนวโน้มสูงกว่าเป้าหมายในระดับ “moderate” เป็นระยะเวลาหนึ่ง
  • นอกจากนี้ ยังจะรักษาอัตราการถือพันธบัตรรัฐบาลและ Agency mortgage-backed securities ไม่ต่ำกว่าปัจจุบัน

ที่มา : https://www.cnbc.com/2020/09/16/fed-picks-its-side-in-inflation-debate-and-sends-market-a-message-no-rate-hikes-for-years.html

“โยชิฮิเดะ ซูกะ” นั่งเก้าอี้แทน “ชินโซ อาเบะ” ลั่นสานต่อ “อาเบะโนมิกส์”

FINNOMENA Reporter

นาย “โยชิฮิเดะ ซูกะ” ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมาตรีญี่ปุ่นแทนนาย “ชินโซ อาเบะ” ซึ่งลงจากตำแหน่งเนื่องจากโรคลำไส้อักเสบโดยเหลือวาระดำรงตำแหน่งอีก 1 ปี ที่เพิ่งยื่นลาออกอย่างเป็นทางการพร้อมกับคณะรัฐมนตรีของเขา

  • นาย ซูกะ วัย 71 ปี ซึ่งทำหน้าที่มือขวาของอาเบะมายาวนาน ได้รับการโหวตจากรัฐสภาประเทศถึง 70% เอาชนะคู่แข่งสำคัญคืออดีตรัฐมนตรีกลาโหม ชิเกรุ อิชิบะ และหัวหน้าฝ่ายนโยบายของ LDP ฟูมิโอะ กิชิดะ ไปอย่างง่ายดาย
  • ซูกะให้คำมั่นไว้ว่า เขาจะสานต่อนโยบายของอาเบะให้ลุล่วง รวมถึงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ “อาเบะโนมิกส์” และจะก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ที่รวมถึงการผ่อนคลายกฎระเบียบและยุติข้อพิพาทรุนแรงในระบบราชการ
  • ทั้งนี้ราวครึ่งหนึ่งของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของซูกะเป็นหน้าเดิมจากรัฐบาลอาเบะ โดยมีรัฐมนตรีหญิงเพียง 2 ราย และอายุเฉลี่ยของคณะรัฐมนตรีที่รวมถึงตัวเขาด้วย อยู่ที่ 60 ปี

ที่มา: https://edition.cnn.com/2020/09/16/asia/yoshihide-suga-japan-prime-minister-intl-hnk/index.html

 

 

One Up on Balance Sheet ทำไมงบดุล Fed เองก็ไม่เคยเหลียวหลังเช่นตลาดหุ้น

Mr. Serotonin
One Up on Balance Sheet ทำไมงบดุล Fed เองก็ไม่เคยเหลียวหลังเช่นตลาดหุ้น

หากตลาดหุ้นไม่เคยเหลียวหลังหันกลับไปมองในระยะยาว Balance Sheet (งบดุล) ของ Fed เองก็ดูจะเป็นเช่นนั้นไม่ต่างกัน บทความนี้จะพาทุกคนไปสำรวจกันว่า เพราะ อะไร Fed ถึงขยายงบดุลได้แบบไม่จำกัดและทำ QE ได้แบบไม่หยุดยั้ง รวมถึงจุดสิ้นสุดของการพองงบดุลนี้ด้วย

ทำไม Balance Sheet ของ Fed ถึงเพิ่มขึ้นแบบไม่สิ้นสุด

One Up on Balance Sheet ทำไมงบดุล Fed เองก็ไม่เคยเหลียวหลังเช่นตลาดหุ้น

วงสีแดงวงแรกเป็นการขยายตัวของ Balance Sheet ช่วงปี 2008 โดยวงที่สองเป็นการขยายตัวช่วงล่าสุด แสดงให้เห็นถึงการเข้าซื้อสินทรัพย์เพื่ออัดฉีดเงินเข้าระบบจำนวนมาก ที่มา: federalreserve.gov

ถ้าถามว่าทำไมก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อช่วงปี 2008 ที่ Balance Sheet ของ Fed เองขยายตัวขึ้นมาค่อนข้างโดดเด่น และถ้าถามว่าเป็นเพราะอะไร? ก็คงเป็นเพราะว่าเจ้าตัว Fed เองเหลือกระสุนสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างจำกัด (ดอกเบี้ยยิ่งตำ่ยิ่งหนุนการกู้ยืม ให้คนนำเงินทุนที่กู้ไปขยายธุรกิจเพิ่มเติม และทำให้เศรษฐกิจเติบโต รวมถึงลดแรงกดดันในการชำระหนี้ของลูกหนี้ด้วย) จึงทำให้ทาง Fed ต้องใช้การทำ QE หรือการซื้อสินทรัพย์ต่าง ๆ เพื่อคืนเงินให้กับผู้ถือพันธบัตรเอาไปจับจ่ายใช้สอยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่องต่อไป

หรือจะพูดง่าย ๆ ว่าการใช้ดอกเบี้ยอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอเพราะ มันเหลือน้อยมาก ๆ ทาง Fed จึงต้องอัดเงินเพิ่มอีกแรงก็ว่าได้

ทำไม Balance Sheet ของ Fed ถึงขยาย (พองโต) ได้เรื่อย ๆ

One Up on Balance Sheet ทำไมงบดุล Fed เองก็ไม่เคยเหลียวหลังเช่นตลาดหุ้น

จากภาพจะเห็นได้ว่าสัดส่วนเงินดอลลาร์มีผู้ถือครองจำนวนมาก ที่มา:share.america.gov

หลาย ๆ คนคงรู้ ๆ กันอยู่แล้วว่าไม่ว่าเราจะซื้อของหรือไปโต๊ะแลกเงินที่ต่างประเทศเอง ส่วนใหญ่เค้าก็ใช้หรืออยากได้เงินดอลลาร์กันทั้งนั้น หรือจะเรียกได้ว่าเงินดอลลาร์ เป็นสกุลเงินที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก และเป็นที่ยอมรับอย่างมากก็ว่าได้

ส่วนเหตุผลว่าเพราะอะไรค่าเงินดอลลาร์ถึงได้สถานะสุดพิเศษนี้มา ก็คงมาจากช่วงสงครามโลกที่อเมริกาชนะสงคราม และเป็นผู้ถือครองทองคำในจำนวนมาก ซึ่งในตอนช่วงสงครามนั้นหลาย ๆ ประเทศต่างก็พิมพ์เงินออกมาเพื่อสนับสนุนภาวะสงครามจนค่าเงินอ่อนค่าตาม ๆ กันไป จนทำให้ทองคำถือว่าเป็นสิ่งที่ลํ้าค่ามาก ๆ ในช่วงนั้นทางสหรัฐจึงใช้โอกาสให้หลาย ๆ คน นำเงินดอลลาร์มาแลกกับทองคำ จึงทำให้ผู้คนใช้เงินดอลลาร์กันอย่างแพร่หลาย

จนมาถึงจุดหนึ่งที่อเมริกาแทบไม่เหลือทองคำให้แลกเปลี่ยนอีกต่อไป ในช่วงถัดมาทางอเมริกาจึงตัดสินใจเปลี่ยนระบบให้เงินดอลลาร์สามารถพิมพ์ออกมาได้เรื่อย ๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ เพราะ ตอนนั้นใคร ๆ ก็ใช้ดอลลาร์ไปเรียบร้อยแล้ว

และการที่ค่าเงินดอลลาร์เป็นที่ยอมรับและนำมาสู่การพิมพ์ได้แบบไร้ขีดจำกัดนี้เอง ก็เป็นเหตุผลที่มาที่ไป ที่ทำให้ Fed ขยาย Balance Sheet ได้เรื่อย ๆ แบบไม่มีหยุดพัก

จุดสิ้นสุดของ Fed’s Balance Sheet อยู่ที่ตรงไหน? 

ทุกอย่างมีจุดเริ่มต้นก็ย่อมมีจุดจบ มนุษย์เราเองก็ต้องมีช่วงที่เกิดมาอยู่ในโลกแห่งความฝัน (วัยเด็ก) โตมาทำงานใช้ชีวิต มีครอบครัว (วัยกลางคน) ไปจนถึงจุดอิ่มตัว (วัยชรา)

ธุรกิจเองก็ไม่ต่างกันมีช่วงที่เติบโตได้อย่างรวดเร็ว มาจนถึงช่วงที่ไม่สามารถขยายได้อีกต่อไปและก็ถึงจุดอิ่มตัวที่ไปเรื่อย ๆ แบบเนือย ๆ

ส่วนความเป็นมหาอำนาจเองก็มีจุดจบเช่นกัน หากเราลองมาคิดดูง่าย ๆ เมื่อวันที่เราถึงจุดอิ่มตัว จนมีทุกอย่างเพรียบพร้อมสะดวกสบาย เราก็คงไม่อยากดิ้นรนอะไรมาก ใช้ชีวิตสบาย ๆ แต่การผ่อนแรงนี้เองก็เปิดโอกาสให้ประเทศที่มีความฝัน ความทะเยอทะยาน อยากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแทรกตัวขึ้นมาได้ ซึ่งหากประเทศเหล่านี้แซงหน้าอเมริกาขึ้นมาและค่อย ๆ แทรกแซงความยิ่งใหญ่ของสกุลเงินดอลลาร์ก็อาจจะจบลงเช่นกัน

อีกหนึ่งเรื่องที่บอกใบ้ถึงจุดจบได้ก็คือ การที่อัตราดอกเบี้ยของทาง Fed เองแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ลดอีกต่อไป และหากการถดถอยครั้งต่อไปกลับเข้ามา หรือมีปัจจัยที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นอีกครั้ง การลดดอกเบี้ยก็อาจไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และอาจทำให้ Fed ต้องซื้อสินทรัพย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อไป เพราะ คงไม่มีรัฐบาลชุดไหน ยอมเฉือนเนื้อตัวเองไม่ออกมาตรการกระตุ้นใด ๆ ปล่อยให้เศรษฐกิจยํ่าแย่ และเปิดพื้นที่ให้ดอกเบี้ยกลับมาขึ้นอีกครั้งเพื่อเก็บกระสุน

One Up on Balance Sheet ทำไมงบดุล Fed เองก็ไม่เคยเหลียวหลังเช่นตลาดหุ้น

จากภาพจะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายของ Fed แทบไม่เหลืออีกต่อไป จึงอาจเป็นเหตุผลที่ต้องใช้การทำ QE จำนวนมาก ที่มา: fred.stlouisfed.org

หรืออาจจะพูดได้ว่าทางเลือกของ Fed ตอนนี้มีเพียงแต่ “พิมพ์และซื้อเท่านั้น”

และการทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ก็อาจทำให้ Fed มีฐานะการเงินอันน่าสงสัย และหากในจุด ๆ หนึ่งที่หนี้สินของ Fed มีจำนวนมากเกินตัวที่จะจ่ายไหว เรื่องที่น่าตั้งคำถามถัดไปก็คือ ประเทศอื่น ๆ จะยังไว้ใจใน ดอลลาร์สหรัฐอีกหรือไม่? และค่าเงินมหาอำนาจแห่งยุคนั้นถึงเวลาที่ต้องลงจากตำแหน่งสละบัลลังก์แล้วหรือยัง? ผมก็ขอฝากคำถามเหล่านี้ไว้ให้ทุกคนลองคิดดูกันครับ

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

Mr. Serotonin

References

https://www.federalreserve.gov/monetarypolicy/bst_recenttrends.htm

https://www.principles.com/the-changing-world-order/#chapter2AppendixCountryPatterns

https://share.america.gov/world-counts-on-dollar/

 

 

Ray Dalio เจอปีที่ยากลำบาก ผลตอบแทนติดลบ! ลูกค้ารายใหญ่ถอนเงินออก!

FINNOMENA Reporter

ผลตอบแทนกองทุน Pure Alpha II กองทุนเรือธงของ Ray Dalio ทำผลตอบแทนติดลบที่ -18.6% ในเดือนสิงหาคม ในขณะที่ลูกค้ารายใหญ่เริ่มถอนเงินทุนออก รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 3.5 หมื่นล้านเหรียญในช่วง 7 เดือนแรกของปี

  • Bridgewater กำลังมีผลตอบแทนตามหลังคู่แข่งอย่าง Caxton Associates และ Brevan Howard Asset Management ที่ทำผลตอบแทนเป็นบวกสองหลักเป็นที่เรียบร้อย
  • ขณะนี้ทีมงาน Investment ของ Bridgewater กำลังทำการปรับเปลี่ยนโมเดลการลงทุนอีกครั้ง หลังธนาคารกลางทั่วโลกอัดฉีดสภาพคล่องจำนวนมาก โดยใช้เวลามากกว่า 1 เดือนเพื่อหยุดพักการใช้กลยุทธ์เดิมที่อาจไม่สามารถใช้งานได้ในภาวะตลาดปัจจุบัน
  • ทั้งนี้นับเป็นปีที่สองต่อเนื่องที่ระบบ Computer model ของ Bridgewater คาดการณ์ตลาดผิดพลาด
  • อย่างไรก็ตาม Dalio ได้พยายามมองสถานการณ์ในแง่ดีว่า “มนุษย์มีแนวโน้มที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดมากกว่าความสำเร็จ และในปีนี้เรากำลังได้เรียนรู้มากมาย”

ที่มา: https://finance.yahoo.com/news/ray-dalio-losses-withdrawals-uneasy-090000462.html

 

 

รู้จัก Snowflake บริษัทที่ปู่ Buffett ต้องซื้อ IPO

BottomLiner
รู้จัก Snowflake บริษัทที่ปู่ Buffett ต้องซื้อ IPO

Berkshire Hathaway ของปู่บัฟเฟต เสนอซื้อ IPO ของบริษัท Cloud Computing ชื่อ Snowflake กว่า 4 ล้านหุ้น จำนวน 250 ล้านดอลลาร์ เช่นเดียวกับ Saleforce Venture ที่เสนอซื้อหุ้น Snowflake ด้วย

เเล้ว Snowflake ทำอะไร ทำไมกองทุนใหญ่ 2 กองถึงสนใจซื้อ

ในยุคดิจิทัลที่เกิด Data มหาศาล ที่เรียกว่า Data is The New Oil แต่ผู้คนยังขาดความสามารถในการจัดการกับ Data และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ จึงต้องใช้ Solution ต่าง ๆ เข้ามาช่วยในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่การเก็บข้อมูล ไปจนถึงการนำไปแสดงผลเป็นกราฟที่สวยงาม หรือการนำข้อมูลไปให้ AI ใช้งาน

หากพูดภาษาชาวบ้าน Solution หลัก ๆ มี 3 อย่างคือ

1. จัดการฐานข้อมูลให้เป็นระบบระเบียบ ใช้งานต่อได้

2. นำข้อมูลไปแสดงผล มีการ Monitor ดูข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้น

3. นำข้อมูลไปประมวลผลใน AI ช่วยตัดสินใจ ช่วยนู่นนี่นั่นโน่น

Snowflake ดีอย่างไร? 

SNOW เป็นบริษัทที่เน้นจัดการฐานข้อมูล โดยมีรายได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดเกิน 100% เสียอีก

Fiscal Year End January

ปี 2019 มีรายได้ 96 ล้านดอลลาร์

ปี 2020 มีรายได้ 264 ล้านดอลลาร์

ในการสร้าง Data Pipeline ของธุรกิจทั่ว ๆ ไปนั้น ปัญหาจะอยู่ที่การเก็บข้อมูลครับ ตั้งแต่เตรียมข้อมูล จัดการข้อมูลให้เรียบร้อย ไหนจะแปลงให้เข้ากับ Data Warehouse ของบริษัทได้ เพื่อนำไปต่อยอดวิเคราะห์หรือแสดงผลต่อไป แบ่งเป็น 3 Layer: Storage, Computing, Cloud Service

Snowflake ชูจุดแข็งที่ Data Warehouse เข้ามาช่วยลดโหลดงานของ Data Engineer สร้าง Single Source of Truth ให้แก่บริษัท และรวมข้อมูลเข้าสู่จุดศูนย์กลาง ทำให้แต่ละหน่วยงาน นำข้อมูลไปใช้ต่อได้ ต่อได้อย่างง่ายดาย

และยังใช้ภาษา SQL ในการจัดการ เนื่องจาก SQL เป็นภาษาสากลอยู่แล้ว สำหรับการจัดการ Database ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มมาก ในขณะที่บริการด้าน Datalake สำหรับ Unstructured data ก็มีนะ

รู้จัก Snowflake บริษัทที่ปู่ Buffett ต้องซื้อ IPO

คู่แข่ง?

โดยปกติแล้วเราจะเห็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Data มีมากมายหลายตัว โดยมีความเข้าใจผิดสำคัญคือ UX/UI ต่างกันรึเปล่า? จริง ๆ แล้ว แต่ละบริษัทมีจุดแข็งที่ต่างกัน โดยมีฐานลูกค้าเป็นคนละกลุ่มอุตสาหกรรม หรือกลุ่มผู้ใช้งาน

Snowflake จะเน้นไปที่การจัดการ Data เพื่อให้พร้อมไปใช้งานเสียมากกว่า เรียกได้ว่าเป็นแกนกลางของการจัดการ Data เลยก็ว่าได้

คู่แข่งสำคัญจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก Big 3 Cloud Titan: AWS Azure GCP นั่นเอง (แอดเห็นแล้วยังอยากย้ายไปใช้บ้างเลย) หรืออย่าง Alteryx ที่มาช่วยเรื่อง Data Pipeline

Snowflake เป็นหนึ่งในบริษัท Cloud Computing and Data Analytic ที่เพิ่ง IPO เเละได้รับความสนใจอย่างมากเพราะ Business Model ที่ไม่เหมือนบริษัท Cloud  อื่น ๆ

บริษัทที่ให้บริการด้าน Cloud ไม่ว่าจะเป็นการเก็บข้อมูล การประมวลผล การใช้ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ มักจะมีรูปแบบการเก็บเงินที่เหมือนกัน คือ คิดราคาตามจำนวน User เเต่ Snowflake เป็นบริษัทที่คิดราคาตามการใช้งาน (Consumption-Based) ไม่ว่าบริษัทลูกค้าจะมี User กี่ Account ก็ตาม เช่น ใช้งานพื้นที่เก็บข้อมูลไปเท่าไหร่ ใช้การประมวลผลเท่าไหร่ โอนย้ายข้อมูลกี่ครั้ง หรือใช้บริการของบริษัท Snowflake กี่ครั้ง

ถ้าให้เปรียบเทียบง่าย ๆ คือ บริษัท Cloud อื่นจะคิดราคาเเบบเหมา ตามจำนวน User แต่ Snowflake จะคิดราคาตามการใช้งานจริงนั่นเอง เป็นผลดีกับลูกค้าที่ไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่เเบบเหมารายปีก่อน

ส่งผลให้ Snowflake มี Net Retention Rate ถึง 158% ในเดือนมิถุนายน ปี 2020

Retention Rate คืออัตราการกลับมาใช้บริการของ User เป็นหนึ่งใน Metric ที่เเสดงให้เห็นว่า User ชอบบริกาารของบริษัทนั้น

บทความนี้ไม่ได้เชียร์ซื้อขายหุ้นเเต่อย่างใดนะจ๊ะ

BottomLiners

ที่มาบทความ: https://bottomliner.co/2020/09/16/snowflake-buffett-ipo/

รวมโพย “กองทุนสุดโดดเด่น” ในแต่ละประเภท I Powered by FINNOMENA Best-in-Class

เพื่อนผู้ใจดี

ใครกำลังสนใจลงทุนในกองทุนหุ้น Asia ex-Japan หุ้นเทค หุ้นไทย อสังหาฯ หรือ Healthcare บ้าง? มาดูกันว่า 3 กองทุนที่โดดเด่นในแต่ละประเภทคือกองอะไร ? เรานำโพยจากระบบ FINNOMENA Best-in-Class อัปเดตเวอร์ชั่นล่าสุด (กันยายน 2563) มาฝากกัน ซึ่งกองทุนดังกล่าวนั้นผ่านขั้นตอนการคัดกรองด้วยระบบ AI ที่ใช้มากกว่า 200 ปัจจัยในเชิงคุณภาพและปริมาณ เพื่อคัดเลือก 3 กองทุนที่ดีที่สุด จาก 19 บลจ. ในประเภทสินทรัพย์เดียวกัน ลองดูข้อมูลโดยคร่าวของแต่ละกองได้ข้างล่างนี้เลย

*หมายเหตุ: ข้อมูลในเว็บอาจมีการอัปเดต ทำให้ไม่ตรงกับในรูป หากสนใจกองไหนเป็นพิเศษ อย่าลืมศึกษารายละเอียดกองทุนจากหนังสือชี้ชวนโดยละเอียด หรือสอบถามจากเจ้าหน้าที่อีกทีนะ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FINNOMENA Best-in-Class

Asia ex-Japan

KT-AASIA-A

อ้างอิงจาก
หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 และ Factsheet กองทุนหลัก ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2563

ดูผลการดำเนินงานในปัจจุบันได้ที่:
https://www.finnomena.com/fund/KT-AASIA-A

ดูเอกสารฉบับล่าสุดของกองทุน และ กองทุนหลัก ได้ที่:
https://www.ktam.co.th/etf-fund-detail.aspx?IdF=26&lang=th

Fund Shopping Day โปรโมชั่นกองทุนรวม “สุดปัง” ร้อนแรงที่สุด ปี 2563
ซื้อกองทุนรวมตั้งแต่วันนี้ – 30 ก.ย. 2563 รับของรางวัลพิเศษมากถึง 1,300 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 10,000,000 บาท  กดรับสิทธิ์โปรโมชั่น >> คลิกเลย <<

B-ASIA

อ้างอิงจาก
หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ข้อมูล ณ วันที่ 1 กันยายน 2563 และ ข้อมูลกองทุนหลักรายเดือน ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2563

ดูผลการดำเนินงานในปัจจุบันได้ที่:
https://www.finnomena.com/fund/B-ASIA

ดูเอกสารฉบับล่าสุดของกองทุน และ กองทุนหลัก ได้ที่:
https://www.bblam.co.th/products/mutual-funds/foreign-investment-fund/b-asia/summary

TMBAGLF

อ้างอิงจาก
หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ และ Fund Insight (TH) ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 และ หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญกองทุนหลัก ณ วันที่ 30 เมษายน 2563

ดูผลการดำเนินงานในปัจจุบันได้ที่:
https://www.finnomena.com/fund/TMBAGLF

ดูเอกสารฉบับล่าสุดของกองทุน และ กองทุนหลัก ได้ที่:
https://www.tmbameastspring.com/funds/mutual-funds/funddetails?fundcode=I13

หุ้นเทคโนโลยีโลก

B-INNOTECH

อ้างอิงจาก
ส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ (Factsheet) ข้อมูล ณ วันที่ 18 สิงหาคม 2563 และ ข้อมูลกองทุนหลักรายเดือน ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2563

ดูผลการดำเนินงานในปัจจุบันได้ที่:
https://www.finnomena.com/fund/B-INNOTECH

ดูเอกสารฉบับล่าสุดของกองทุน และ กองทุนหลัก ได้ที่:
https://www.bblam.co.th/products/mutual-funds/foreign-investment-fund/b-innotech/summary

SCBDIGI

อ้างอิงจาก
หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ (Fact Sheet) และ เอกสารกองทุนหลักที่ลงทุนในต่างประเทศ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563

ดูผลการดำเนินงานในปัจจุบันได้ที่:
https://www.finnomena.com/fund/SCBDIGI

ดูเอกสารฉบับล่าสุดของกองทุน และ กองทุนหลัก ได้ที่:
https://www.scbam.com/fund/interesting-fund/fund-information/scbdigi

TISTECH-A

อ้างอิงจาก
หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ณ วันที่ 1 กันยายน 2563

ดูผลการดำเนินงานในปัจจุบันได้ที่:
https://www.finnomena.com/fund/TISTECH-A

ดูเอกสารฉบับล่าสุดของกองทุน และ กองทุนหลัก ได้ที่:
https://www.tiscoasset.com/th/mf/fund_info/fund-info.jsp

หุ้นไทย

BKIND

อ้างอิงจาก
หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ณ วันที่ 1 กันยายน 2563 และ Monthly Fund Update ณ วันที่ 31 ก.ค. 2563

ดูผลการดำเนินงานในปัจจุบันได้ที่:
https://finnomena.com/fund/BKIND

ดูเอกสารฉบับล่าสุดของกองทุนได้ที่:
https://www.bblam.co.th/products/mutual-funds/equity-fund/bkind/summary

K-MVEQ

อ้างอิงจาก
หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2563

ดูผลการดำเนินงานในปัจจุบันได้ที่:
https://finnomena.com/fund/K-MVEQ

ดูเอกสารฉบับล่าสุดของกองทุนได้ที่:
https://www.kasikornasset.com/th/mutual-fund/fund-template/Pages/K-MVEQ.aspx

LHEQD-A

อ้างอิงจาก
หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2563

ดูผลการดำเนินงานในปัจจุบันได้ที่:
https://finnomena.com/fund/LHEQD-A

ดูเอกสารฉบับล่าสุดของกองทุนได้ที่:
https://www.lhfund.co.th/MutualFund/FundDetail/LHEQD-A

อสังหาฯ & REITs

LHPROP-I

อ้างอิงจาก
หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2563

ดูผลการดำเนินงานในปัจจุบันได้ที่:
https://finnomena.com/fund/LHPROP-I

ดูเอกสารฉบับล่าสุดของกองทุนได้ที่:
https://www.lhfund.co.th/MutualFund/FundDetail/LHPROP-I

T-PropInfraFlex

อ้างอิงจาก
หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 และ รายงานรายเดือน ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2563

ดูผลการดำเนินงานในปัจจุบันได้ที่:
https://finnomena.com/fund/T-PropInfraFlex

ดูเอกสารฉบับล่าสุดของกองทุนได้ที่:
https://www.thanachartfundeastspring.com/tfundwebv4/infoid/idp_funddesc.aspx?fundCode=T-PropInfraFlex

PRINCIPAL iPROP-A

อ้างอิงจาก
สรุปสาระสำคัญของกองทุน ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2563

ดูผลการดำเนินงานในปัจจุบันได้ที่:
https://finnomena.com/fund/PRINCIPAL%20iPROP-A

ดูเอกสารฉบับล่าสุดของกองทุนได้ที่:
https://www.principal.th/th/principal/iPROP-A

Healthcare

K-GHEALTH(UH)

อ้างอิงจาก
หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2563

ดูผลการดำเนินงานในปัจจุบันได้ที่:
https://finnomena.com/fund/K-GHEALTH(UH)

ดูเอกสารฉบับล่าสุดของกองทุนได้ที่:
https://www.kasikornasset.com/th/mutual-fund/fund-template/Pages/K-GHEALTH(UH).aspx

TGHSTARP

อ้างอิงจาก
หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ณ วันที่ 1 กันยายน 2563 และ รายงานการลงทุน ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2563

ดูผลการดำเนินงานในปัจจุบันได้ที่:
https://www.finnomena.com/fund/TGHSTARP

ดูเอกสารฉบับล่าสุดของกองทุน และ กองทุนหลัก ได้ที่:
https://www.tiscoasset.com/th/mf/fund_info/fund-info.jsp

SCBGHC

อ้างอิงจาก
หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563

ดูผลการดำเนินงานในปัจจุบันได้ที่:
https://www.finnomena.com/fund/SCBGHC

ดูเอกสารฉบับล่าสุดของกองทุน และ กองทุนหลัก ได้ที่:
https://www.scbam.com/th/fund/interesting-fund/fund-information/scbghc


ดูข้อมูลเกี่ยวกับ Best-in-Class (BIC) เพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/bic/

หากนักลงทุนสนใจลงทุนในพอร์ต Best-in-Class (BIC) สามารถสร้างแผนการลงทุนได้ตามช่องทางดังนี้

BIC Property Fund & REITs: https://www.finnomena.com/bic-property-create/
BIC Thai Equity Large-Cap: https://www.finnomena.com/bic-thai-eq-create/
BIC Global Healthcare: https://www.finnomena.com/bic-healthcare-create/
BIC Global Technology: https://www.finnomena.com/bic-tech-create/
BIC Asia ex-Japan: https://www.finnomena.com/bic-asia-ex-jap-create/

สำหรับผู้ที่ต้องการทราบเบื้องลึกเบื้องหลังของระบบ Best-in-Class แบบละเอียด สามารถอ่านได้ที่ https://www.finnomena.com/bic-whitepaper


Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนกลุ่มนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมต่าง ๆ  ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย |  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

องค์การการค้าโลก (WTO) เตือนอเมริกาแหกกฎการค้าโลก!

FINNOMENA Reporter

WTO วินิจฉัยว่าภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้าจีนในปี 2018 เป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกดำเนินมาตรการการค้าระหว่างประเทศโดยไม่เลือกปฏิบัติ และให้การปฏิบัติต่อสินค้าจากประเทศสมาชิกอย่างเท่าเทียมกัน

  • ถึงแม้สหรัฐ และจีนจะมีการทำข้อตกลงทางการค้าเมื่อเดือนมกราคม แต่การขึ้นภาษีของทรัมป์ส่งผลกระทบต่อการส่งออกจีนไปยังสหรัฐ มากกว่าครึ่ง
  • ทั้งนี้ทางสหรัฐฯ ได้อ้างว่าภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บมีความชอบธรรมตามกฏหมายสหรัฐฯ เนื่องจากจีนได้กระทำการค้าที่ไม่เป็นธรรมโดยการบังคับให้บริษัทสหรัฐฯ ต้องส่งข้อมูลด้านเทคโนโลยีที่ละเอียดอ่อนให้ทางการ รวมทั้งจีนอาจมีการจารกรรมข้อมูลและละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
  • อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าคำตัดสินครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลต่อสหรัฐฯ มากนัก และเห็นว่าการตัดสินในครั้งนี้น่าจะเป็นการเพิ่มความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับ WTO

ที่มา : nytimes.com/2020/09/15/business/economy/wto-trade-china-trump.html

เทียบกองทุนสุดยอดหุ้นเติบโต KFHTECH-A และ ONE-UGG-RA

Mr. Serotonin
เทียบกองทุนสุดยอดหุ้นเติบโต KFHTECH-A และ ONE-UGG-RA

ในช่วงนี้ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหุ้นใด ๆ ก็ตาม การลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีดูจะได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก จากศักยภาพการเติบโตอันเหนือชั้น และความสามารถในการสร้างรายได้กลางวิกฤติ เรามาดูกันว่าสองกองทุนที่เน้นหนักลงทุนในหุ้นเทคอย่าง KFHTECH-A กับ ONE-UGG-RA มีข้อแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

สรุปจุดเด่น KFHTECH-A

  • เน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
  • ลงทุนผ่าน BlackRock บริษัทจัดการสินทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก*
  • มีการกระจายการลงทุนไปยังหุ้นเทคโนโลยีในจีนที่แข็งแกร่งอย่าง Alibaba และ Tencent 
  • เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบและเชื่อมั่นว่าจีนจะก้าวมาเป็นมหาอำนาจในอนาคตได้ เพราะกองทุนกระจายการลงทุนในจีนเป็นสัดส่วนที่มากกว่าปกติ

สรุปจุดเด่น ONE-UGG-RA

  • เลือกหุ้นได้แบบไร้ขีดจำกัดทั่วโลก ทำให้ไม่พลาดโอกาสจากหุ้นเติบโตในประเทศต่าง ๆ
  • เลือกหุ้นผ่านผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ที่มีความเข้าใจธุรกิจอย่างดีเยี่ยม
  • เน้นลงทุนใน “หุ้นเด้ง” หรือ “หุ้นเติบโตหลายเท่า” ที่สร้างผลตอบแทนได้สูง
  • ผลการดำเนินงานย้อนหลังโดดเด่นเหนือดัชนีชี้วัดหุ้นโลก** (MSCI AC World Index) เป็นอย่างมาก

*ที่มา: mutualfunddirectory.org วันที่: 30 มิถุนายน 2020

**ที่มา: bailliegifford.com วันที่: 31 สิงหาคม 2020

รับคำปรึกษาจาก Investment Advisor สำหรับผู้ที่สนใจลงทุน 1 ล้านบาทขึ้นไป กรอกแบบฟอร์มได้ที่ >>กดเลย<< หรือโทร 02 026 5100 กด 8 (จันทร์ – ศุกร์ เวลา 9:00 – 17:30 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)

หากลงทุนใน KFHTECH-A คุณจะเติบโตไปกับอะไร?

หากคุณตัดสินใจเลือก KFHTECH-A คุณก็กำลังเลือกที่จะเติบโตไปกับหุ้นเทคโนโลยี หุ้นที่มาพร้อมกับศักยภาพเติบโตสูงในระยะยาว และมีแนวโน้มเป็น “ปรากฎการณ์” ใหม่ของโลก

ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งในด้านพื้นฐานที่ทำให้ทำกำไรได้แม้ยามวิกฤติ หรือจะเป็นพฤติกรรมของผู้คนที่กำลังจะเปลี่ยนไปหลังยุค COVID-19 ที่ทำให้ผู้คนได้มาทดลองใช้ชีวิตแบบ “ออนไลน์ ปลายนิ้ว” 

แต่ก่อนเราตั้งชื่อยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงว่า “Globalisation” (โลกาภิวัฒน์) ยุคต่อไปก็คงจะเป็น “Technologicalisation” หรือ เทคโนโลยีภิวัฒน์ นี่แหละครับ

โดย KFHTECH-A ลงทุนผ่านกองทุนต่างประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง BlackRock World Technology Fund ที่ได้รับการการันตี 5 ดาวจาก Morningstar เว็บไซต์ค้นหากองทุนชั้นนำสำหรับทุกครัวเรือน

“การันตีคุณภาพ 5 ดาวจาก Morningstar”

เทียบกองทุนสุดยอดหุ้นเติบโต KFHTECH-A และ ONE-UGG-RA

*ข้อมูลการให้ Ratings ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2020

“ผลตอบแทนย้อนหลังล่าสุดโดดเด่น”

เทียบกองทุนสุดยอดหุ้นเติบโต KFHTECH-A และ ONE-UGG-RA

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน BGF World Technology Fund ที่มา: blackrock.com วันที่: 31 สิงหาคม 2020

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

หากลงทุนใน ONE-UGG-RA คุณจะเติบโตไปกับอะไร? 

คงไม่ต้องพูดกันเยอะสำหรับกองทุน ONE-UGG-RA กองทุนผลตอบแทนเหลือเชื่อ ที่มาพร้อมกับสไตล์การลงทุนอันเป็นเอกลักษณ์จาก Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund ที่ปลดตัวเองจากข้อจำกัดในการเลือกหุ้นเฉพาะภูมิภาคชั้นนำ และเลือกที่จะเฟ้นหาหุ้นเติบโตทั่วโลกที่ทางกองทุนเชื่อว่าจะสร้างการเติบโตได้หลายเท่าหรือเป็น “หุ้นเด้ง”

แต่ถึงอย่างนั้นกองทุนแบบนี้อาจอาศัยฝีมือในการจัดการค่อนข้างมาก เพราะ หากเลือกหุ้นผิดพื้นฐานเปลี่ยนก็ต้องพร้อมที่จะหาโอกาสใหม่ ๆ เสมอ ๆ แต่ถึงอย่างไร ONE-UGG-RA ก็ได้พิสูจน์ตัวเองมาเป็นระยะเวลานานพอสมควรว่า ทางกองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างยอดเยี่ยมและเหนือดัชนีหุ้นโลกอย่าง (MSCI ACWI Net GBP Index)  

เทียบกองทุนสุดยอดหุ้นเติบโต KFHTECH-A และ ONE-UGG-RA

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund (เส้นสีนํ้าเงิน) เทียบกับดัชนีหุ้นโลก MSCI ACWI (เส้นสีแดง) ที่มา: morningstar.com วันที่: 13 กันยายน 2020

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

KFHTECH-A กับ ONE-UGG-RA แตกต่างกันอย่างไร? 

ข้อแตกต่างสำคัญระหว่าง ONE-UGG-RA กับ KFHTECH-A ก็คือ ตัวกองทุน ONE-UGG-RA ไม่ได้จำกัดตัวเองแค่ในหุ้นหมวดเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ตัวกองทุนสามารถเฟ้นหาหุ้นเติบโตได้ทั่วโลกและทุกภูมิภาค เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ซึ่งก็จะแตกต่างกับตัวกองทุน KFHTECH-A ที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นหลัก

แต่ถึงอย่างนั้นหากนำผลงานของกองทุนเทคโนโลยี มาเทียบกับกองทุนหุ้นโลกก็คงจะไม่สมเหตุสมผลเท่าไรนัก ดังนั้นเอาเป็นว่าหากใครที่ชอบและสนใจลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีก็ให้เป็นหน้าที่ของกองทุน KFHTECH-A ส่วนใครที่ชอบการเฟ้นหาหุ้นเติบโตทั่วโลกและเชื่อมั่นในฝีมือผู้จัดการกองทุนและทีมงานก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกองทุน ONE-UGG-RA ครับ

พาไปขุดกองทุน KFHTECH-A

สรุปสัดส่วนการลงทุนและแนวโน้มในอนาคต

  • มีสัดส่วนการลงทุนในหมวดธุรกิจฮาร์ดแวร์ค่อนข้างน้อย
  • เน้นหนักการลงทุนในหมวดธุรกิจซอฟต์แวร์ที่เป็นธุรกิจที่เติบโตได้อย่างรวดเร็ว
  • ธุรกิจฮาร์ดแวร์บางส่วนอาจตกยุคไปบ้างแล้ว เช่น เครื่องสแกนบาร์โค้ด หรือ เครื่องแคชเชียร์คิดเงิน
  • ธุรกิจซอฟต์แวร์ไม่ต้องเผชิญปัญหาเรื่องการผลิต ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญหลัง COVID-19

สัดส่วนการลงทุนและแนวโน้มในอนาคต

เทียบกองทุนสุดยอดหุ้นเติบโต KFHTECH-A และ ONE-UGG-RA

ภาพแสดงสัดส่วน Sector การลงทุนของกองทุน BGF World Technology Fund ที่มา: blackrock.com วันที่: 31 สิงหาคม 2020

จุดสังเกตที่เห็นได้ชัดคือทางกองทุนเองถือครอง Sector อย่าง ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ค่อนข้างน้อยหากเทียบกับดัชนีหุ้นเทคโนโลยี ที่เป็นดัชนีเทียบเคียงหลักของกองทุน 

โดยอาจมีสาเหตุมาจากการที่หมวดอุตสาหกรรมในธุรกิจส่วนนี้ ดูเหมือนจะเป็นอุตสาหกรรมที่ดูรวม ๆ แล้วอาจไม่ได้มีความโดดเด่นเท่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมอุปกรณ์สำหรับการสื่อสาร (Communications Equipment) ที่ผลิต routers อินเทอร์เน็ตหรือระบบโครงข่ายต่าง ๆ หรือจะเป็นอุตสาหกรรมอย่าง เครื่องมือเครื่องใช้อิเล็คทรอนิกส์ (Electronic Equipment & Instruments) ที่ผลิตเครื่องสแกนบาร์โค้ด หรือ เครื่องคิดเงินต่าง ๆ ที่ดูแล้วอาจจะตกยุคไปในอนาคต

ซึ่งข้อแตกต่างของธุรกิจเหล่านี้กับธุรกิจซอฟต์แวร์ก็คือ ธุรกิจดังกล่าวอาจต้องใช้เวลาในการขยายธุรกิจ ต่างจากธุรกิจประเภทซอฟต์แวร์ที่หากทำสำเร็จก็สามารถขยายธุรกิจ ส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้ผู้ใช้ดาวน์โหลด หรืออัปเดตผ่านทางระบบ Cloud ที่เป็นระบบเก็บข้อมูลออนไลน์

นอกจากนั้นความไม่แน่นอนเกี่ยวกับฐานการผลิตหลัง COVID-19 ก็อาจส่งผลให้ธุรกิจเหล่านี้อาจต้องมีการยกเครื่องปรับเปลี่ยน กลยุทธ์การผลิตกันไปบ้างหลังการ Lockdown ทำให้เห็นชัดแล้วว่าธุรกิจเหล่านี้ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งการปรับเปลี่ยนก็อาจทำให้ต้นทุนของบริษัทเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทไปบ้างในระยะสั้น ๆ

ผลตอบแทนย้อนหลัง

เทียบกองทุนสุดยอดหุ้นเติบโต KFHTECH-A และ ONE-UGG-RA

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน BGF World Technology Fund ที่มา: blackrock.com วันที่: 31  สิงหาคม 2020

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ทางด้านของผลตอบแทนย้อนหลังทางกองทุน BlackRock World Technology Fund ก็ถือว่าทำได้โดดเด่นในระยะกลาง-ยาวช่วงล่าสุดไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี, 6 เดือน, 1 ปี, 3 ปี, 5 ปี, และ นับตั้งแต่จัดตั้ง หรืออาจจะเรียกได้ว่ากองทุน BlackRock World Technology Fund เป็นอีกหนึ่งกองทุนที่น่าจับตามองเป็นอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา

พาไปขุดกองทุน ONE-UGG-RA

สรุปสัดส่วนการลงทุนและแนวโน้มในอนาคต

  • ลงทุนหนักไปทางกลุ่มธุรกิจสินค้าฟุ่มเฟือยที่เติบโตไปพร้อมกับรายได้ของผู้คน
  • เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวอาจทำให้ธุรกิจกลุ่มนี้กลับมาทำกำไร พร้อมดันราคาหุ้นต่อไปได้

สัดส่วนการลงทุนและแนวโน้มในอนาคต

เทียบกองทุนสุดยอดหุ้นเติบโต KFHTECH-A และ ONE-UGG-RA

ภาพแสดงสัดส่วน Sector การลงทุนของกองทุน Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund ที่มา: morningstar.com วันที่: 30 มิถุนายน 2020

มีการลงทุนเน้นหนักไปยังกลุ่มสินค้าที่เติบโตตามภาวะเศรษฐกิจหรือ Consumer Cyclical ที่ในตอนนี้มีความเป็นได้ว่า จะเติบโตสอดคล้องไปกับสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นยอดค้าปลีก หรือการฟื้นตัวของภาคการผลิตและภาคการบริการ (PMI) โดยสินค้าที่อยู่ในหมวดวัฎจักรนั้นจะมีการใช้จ่ายในส่วนนี้เพิ่มเติม หลังผู้คนเริ่มกลับมามีรายได้อีกครั้งหนึ่ง

ผลตอบแทนย้อนหลัง

“ผลตอบแทนย้อนหลังโดดเด่นทุกช่วงเวลา!”

เทียบกองทุนสุดยอดหุ้นเติบโต KFHTECH-A และ ONE-UGG-RA

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund (เส้นสีนํ้าเงิน) เทียบกับดัชนีหุ้นโลก MSCI ACWI (เส้นสีแดง) ที่มา: morningstar.com วันที่: 13 กันยายน 2020

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

สำหรับตัวกองทุน ONE-UGG-RA ที่ลงทุนใน Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund ก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากเพราะ เป็นหนึ่งในกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ทุกช่วงเวลา ตั้งแต่ที่มีการจัดตั้ง ดังนั้นการเลือกหุ้นแบบไร้กฎเกณฑ์ใด ๆ มาจำกัดของกองทุน ก็ได้พิสูจน์ผ่านผลตอบแทนแล้วว่าช่วงที่ผ่านมา ทางกองทุนทำได้จริง ๆ

ทั้ง ONE-UGG-RA และ KFHTECH-A น่าลงทุนแล้วหรือยัง?

หากพูดถึงสถานการณ์ในตอนนี้ทั้งสองกองทุนไม่ว่าจะเป็นกองทุนอมตะอย่าง ONE-UGG-RA หรือ KFHTECH-A ก็ถือได้ว่าเป็นกองทุนที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะยาวทั้งสิ้น และยิ่งเป็นสถานการณ์ในตอนนี้ที่ตลาดหุ้น ลงมาพักเก็บแรง ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย สำหรับการลงทุนเพิ่ม เพื่อเป้าหมายในการสร้างผลตอบระยะยาว

แต่จุดสำคัญอาจจะเป็นดังที่กล่าวไปครับ เพราะ หากว่ากันยาว ๆ แล้ว KFHTECH-A อาจต้องจำกัดการลงทุนอยู่ในหมวดหมู่เทคโนโลยี เทียบกับตัว ONE-UGG-RA ที่เปิดโอกาสให้ตัวเองลงทุนได้ทั่วโลก 

ถึงอย่างนั้นท้ายที่สุดแล้วการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีดู ๆ แล้วก็ยังเป็นแนวโน้มหลักในระยะยาว และในตอนนี้ทั้งสองกองเองก้เน้นหนักไปที่การลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีไม่ต่างกัน

ก็จบกันไปนะครับสำหรับการรีวิวกองทุนหุ้นเทคโนโลยี และหากใครที่สนใจลงทุนในสองกองทุนที่ว่าก็อย่ารอช้าครับ เปิดบัญชีกับเราได้เลย เปิดครั้งเดียวซื้อ-ขายได้ถึง 19 บลจ. ชั้นนำ!

รับคำปรึกษาจาก Investment Advisor สำหรับผู้ที่สนใจลงทุน 1 ล้านบาทขึ้นไป กรอกแบบฟอร์มได้ที่ >>กดเลย<< หรือโทร 02 026 5100 กด 8 (จันทร์ – ศุกร์ เวลา 9:00 – 17:30 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)

References

https://www.blackrock.com/americas-offshore/literature/fact-sheet/bgf-world-technology-fund-class-d2-usd-factsheet-lu0724618946-lm-es-individual.pdf

https://www.blackrock.com/sg/en/literature/key-fact-statement/bgf-world-technology-fund-product-highlights-sheet-sg.pdf

https://www.morningstar.co.uk/uk/funds/snapshot/snapshot.aspx?id=F00000YU3W

https://www.morningstar.co.uk/uk/funds/snapshot/snapshot.aspx?id=F00000YU3W&tab=13

Jessada Sookdhis

Investment Analyst (IA)

ตรวจทานบทความ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน I ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ I สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด I  บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด และ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

รู้ให้ลึก ตอน หุ้นเทคย่อจากจุดสูงสุด หรือปาร์ตี้จะหยุดแล้ว

Mr.Messenger
รู้ให้ลึก ตอน หุ้นเทคย่อจากจุดสูงสุด หรือปาร์ตี้จะหยุดแล้ว

สัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนี NASDAQ ปรับฐานโดยย่อจากจุดสูงสุดถึง -10% นำโดยหุ้นกลุ่ม FAANG (Facebook, Apple, Amazon, Netflix, Alphabet) นักลงทุนหลายคนเริ่มนึกในใจกันขึ้นมาทันทีว่า นี่ไงในที่สุดความจริงก็ปรากฏแล้วว่า ที่ตลาดหุ้นมันปรับตัวขึ้นมา สาเหตุก็เพราะว่า ปั่นกัน ลากกันจน Valuation แพงขนาดนี้ มันน่าจะจบแล้ว ฟองสบู่จะแตกอีกรอบซ้ำรอยตอนเดือนมี.ค. รึเปล่า?

ก่อนจะไปตอบคำถามนั้น ผมพาไปดูนะครับ ต้นปี 2020 ที่ผ่านมา สัดส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐฯ มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 18% แต่มา ณ วันนี้ สัดส่วนขยับขึ้นไปแตะที่ระดับ 25% ทั้ง ๆ ที่ดัชนี S&P 500 เพิ่งจะขยับขึ้นมาแตะระดับสูงสุดเดิมได้เมื่อสิ้นเดือนส.ค.ที่ผ่านมา สิ่งนี้สะท้อนว่า มุมมอง เพราะหุ้นเทคโนโลยีทั้งหลาย มีแรงซื้อดันเข้ามาเยอะมาก อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ การที่หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ เจอกับวิกฤตไปเต็ม ๆ ในช่วงที่เจอการแพร่ระบาดของโควิด-19

กลุ่มหุ้นเทคฯ หนุนดัชนีขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันมีเหตุผลสนับสนุนหลายข้อเลย และข้อที่สำคัญมาก ๆ ข้อหนึ่งก็คือ การปรับตัวขึ้นในช่วงนับตั้งแต่ไตรมาส 2/2020 ที่ผ่านมา ถือว่าสอดคล้องกับคาดการณ์กำไรที่จะขยายตัวทั้งปี 2020 และ 2021 ส่วนหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบในปีนี้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ รายงานจาก Bloomberg Consensus คาดว่าจะฟื้นตัวกลับมาไ่ด้ในปี 2021 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการควบคุมสถานการณ์ และความมั่นใจในเศรษฐกิจ

วิกฤตครั้งนี้ ในแง่ของภาคธุรกิจจริง (Real Sector) จะพบว่า ปัญหานั้นหยั่งรากลึกและมีแนวโน้มว่าจะทำร้าย ทำลายเศรษฐกิจไม่ใช่แค่เพียงปีนี้ แต่มีแนวโน้มกินระยะเวลามากกว่า 2-3 ปีขึ้นไป โดยทั้งนี้ IMF ได้คาดการณ์ GDP Growth ของโลกไว้ ณ เดือนมิ.ย. ว่าปี 2020 นี้จะติดลบที่ระดับ -4.9% และกลับมาเป็นบวกในปีหน้าที่ 5.4% ก็จริง แต่ เราก็เห็นมานักต่อนักที่ระหว่างทาง GDP Growth ถูกปรับประมาณการตามสถานการณ์และแนวโน้มในอนาคต และยิ่งยุคเศรษฐกิจหลังโควิด-19 มุมมองของผม เชื่อว่า เราจะยิ่งอ่านทิศทางและอนาคตยากขึ้นไปอีก ดังนั้น ความเสี่ยงจะถูกปรับประมาณการ ยังคงมีอยู่นะครับ

และด้วยความที่อนาคตมันอ่านยากมาก เราเลยเห็นขนาดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากทั้งฝั่งนโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง ออกมาในปริมาณที่มากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เพื่อที่จะเข้าไปต่อสู้กับผลกระทบของการ Lockdown และการทำ Social Distancing ก่อนที่ใครก็ตามจะพบวัคซีนต้านโรคและทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาเป็นปกติ

นายเรย์ ดาลิโอ ผู้จัดการกองทุน Hedge Fund ที่ชื่อ Bridgewater ซึ่งเป็นหนึ่งในกูรูด้านการลงทุนที่ผมยกย่องมากคนหนึ่งได้เคยให้ความเห็นไว้ว่า นโยบายการเงินหลังจากนี้ไป จะมีบทบาทและความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจน้อยลง แต่ด้านนโยบายการคลังนั้น จะมีความสำคัญมากขึ้น

สิ่งที่เราเคยอยู่ตอนนี้ ผมว่า ความจริงค่อย ๆ ปรากฏออกมาเรื่อย ๆ ว่าเรย์ ดาลิโอ พูดถูก เพราะเมื่อกางแผนที่โลกออกมา จะพบว่า นโยบายการคลังกลายเป็นอีกมาตรการสำคัญที่ภาครัฐ ต้องดำเนินควบคู่กันไปอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งต่างมีสถานะทางการเงินที่สามารถใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุลได้ โดยพิจารณาจากปริมาณทุนสำรองระหว่างประเทศหรือความเชื่อมั่นของตลาดการเงินต่อสกุลเงินในระดับที่สูง ไม่ว่าจะเป็นประเทศเยอรมนีที่อัดฉีดมาตรการกระตุ้นออกมาถึง 33.0% ของ GDP หรือญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ที่ใช้มาตรการด้วยปริมาณ 21.0% และ 12.1% ของ GDP ตามลำดับ อีกทั้งยังมีขนาดสูงกว่าเมื่อครั้งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2008 อย่างชัดเจน

ซึ่งมาตรการดังกล่าวถูกนำไปใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน หนุนค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือนและตลาดแรงงาน และเพิ่มสภาพคล่องหรือรับรองหนี้สินให้ภาคธุรกิจเอกชนในประเทศ

กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ยังเป็นกลุ่มที่มีความน่าเป็นกังวล เนื่องจากภาพรวมสถานะทางการเงินไม่มีความแกร่งเพียงพอที่จะใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุล เพราะการมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับต่ำ ความอ่อนไหวของอัตราเงินเฟ้อสูง รวมไปถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง สร้างข้อจำกัดในการใช้มาตรการกระตุ้นซึ่งสะท้อนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนตลอดช่วงที่ผ่านมา

ที่จะบอกก็คือ ผู้กำหนดนโยบายของโลกเพิ่งจะกางตำราเล่มใหม่ในการกำหนดทิศทางข้างหน้าของเศรษฐกิจโลก เป็นธรรมดาครับ ที่เราซึ่งอยู่ในโลกเก่า ที่ยังแคร์กับความถูกแพงของราคาหุ้นแบบเดิม ๆ จะรู้สึกไม่สบายใจ (ซึ่งผมก็ไม่สบายใจ) แต่ด้วยสถานการณ์ข้างหน้าที่มองไกล ๆ ลำบาก ประกอบกับการถลำตัวลึกเข้ามาเล่นเกมส์เสี่ยงอัดฉีดสภาพคล่องปริมาณมหาศาลตั้งแต่ยกแรก ๆ ผมเชื่อว่า ในมุมมองของผู้มีอำนาจ ไม่อยากจะให้ปาร์ตี้มันจบลงภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหรอกครับ

ถ้าคิดว่า ปาร์ตี้หลังการระบาดโควิด มันเริ่มตอน 3 ทุ่ม และจะเลิกตอนเที่ยงคืน มุมมองผม ตอนนี้ยังไม่ถึง 4 ทุ่มด้วยซ้ำไปครับ

Mr.Messenger

ปัญหาที่จะเกิดขึ้น ถ้ารวมเงินทุกอย่างไว้ในพอร์ตเดียว

FINNOMENA Admin
finnomena สร้างแผนการลงทุน

ลองจินตนาการดูว่าถ้าคุณเอา “เงินใช้จ่ายประจำวัน” กับ “เงินออม” ใส่รวมในบัญชีเดียวกัน วันหนึ่งคุณจะเผลอหยิบส่วนของเงินออมไปใช้หรือเปล่า?

ถ้าคำตอบคือใช่ แสดงว่าคุณควรจะแยกบัญชีอย่างเร่งด่วน! รวมถึงบัญชีลงทุนของคุณด้วย

การรวมเงินทุกอย่างไว้ในที่เดียวทำให้เราสับสนและยากต่อการจัดการ ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องของเงินออมเท่านั้น ในเรื่องของการลงทุนก็เช่นกัน ถ้าไม่ได้มีการแบ่งสัดส่วนให้ชัดเจนก็อาจทำให้เกิดปัญหาเช่นกัน

การรวมทุกอย่างไว้ในพอร์ตเดียว อาจทำให้คุณไม่สำเร็จในการลงทุน

การไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน คือ การที่เรามีเงินสะสมไม่พอใช้ในเวลาที่ต้องการ

ปัจจัยที่ทำให้การลงทุนของเราไม่สำเร็จ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการที่เราลงทุนผิดที่ ทำให้ไม่ได้ผลตอบแทนที่ต้องการ กรณีนี้จะควบคุมยากหน่อย เพราะบางทีก็ไม่ได้เกี่ยวกับว่าความรู้เราไม่มากพอ แต่ขึ้นอยู่กับสภาพตลาดช่วงนั้นไม่เอื้ออำนวย

อีกปัจจัยหนึ่ง คือ การที่เราผิดวินัยในการลงทุนของตัวเอง เช่น เราเผลอถอนเงินลงทุนในพอร์ตที่ตั้งใจจะลงทุนเพื่อเป้าหมายระยะยาวออกมาใช้ก่อน หรือเราลืมติดตามว่าเงินสะสมเราพอใช้หรือยัง เพราะแยกไม่ออกว่าเงินส่วนไหนใช้ทำอะไร จนทำให้พอถึงเวลาที่จำเป็นต้องใช้เงิน เรากลับเพิ่งรู้ตัวว่ามีเงินไม่พอใช้

ปัจจัยหลังนี่แหละ คืออันตรายที่จะเกิดจากการรวมเงินทุกอย่างไว้ในแผนการลงทุนเดียว ซึ่งอาจจะทำให้เราบริหารจัดการเงินลงทุนของเราผิดพลาดได้ ปัจจัยแรกเรื่องตลาดเราควบคุมไม่ได้ แต่ปัจจัยหลังเรื่องวินัยในการลงทุน สามารถแก้ได้ด้วยการแบ่งแผนการลงทุนตามเป้าหมาย

การแบ่งแผนการลงทุนมีข้อดีอย่างไร

1. เป็นการแบ่งเงินตามวัตถุประสงค์

แต่ละคนมีหลากหลายเป้าหมายในชีวิต และเกือบทุกเป้าหมายก็จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากน้อยไม่เท่ากัน และความด่วนก็ไม่เท่ากันด้วย เช่นเป้าหมายในการซื้อบ้านก็ต้องใช้เงินไวหน่อย ส่วนเป้าหมายในการเก็บเงินส่งลูกเรียนสูงๆ ก็อาจจะไม่ต้องรีบใช้ในตอนนี้

ถ้าเราไม่แบ่งเงินลงทุนให้ชัดเจนว่าเงินส่วนไหนใช้ทำอะไร จับมากองรวมกันในที่เดียว รับรองว่ามึนแน่นอน

finnomena สร้างแผนเพิ่ม
ตัวอย่างการตั้งเป้าหมายทางการเงิน

การสร้างแผนการลงทุนแบ่งตามแต่ละวัตถุประสงค์ จะเป็นเหมือนการ “แปะป้าย” ไว้ว่าเงินส่วนนี้เราตั้งใจจะเอาไปทำอะไรในอนาคต เพื่อที่เราจะได้บริหารเงินส่วนนั้นได้อย่างถูกต้อง (บริหารทั้งเรื่องความเสี่ยงในการลงทุนและปริมาณเงินในการลงทุน) ยกตัวอย่างการแบ่งแผนตามวัตถุประสงค์เช่น แผนสำหรับเก็บเงินเกษียณ แผนเก็บเงินซื้อรถซื้อบ้าน แผนเก็บเงินส่งลูกเรียน แผนลงทุนเก็งกำไรระยะสั้น แผนออมเงินฉุกเฉิน ฯลฯ

ถ้าเกิดว่าแผนนี้แปะป้ายว่าเป็นแผนการลงทุนระยะยาว แผนนี้อาจจะเสี่ยงได้มากขึ้นหน่อย และถ้ามีความผันผวนในระยะสั้นเราก็ไม่ควรเสียวินัย ให้ทำตามแผนที่วางเอาไว้ต่อ หรือถ้าแผนนี้แปะป้ายว่าเป็นการลงทุนระยะสั้น แสดงว่าต้องบริหารแบบรัดกุมมากขึ้น เน้นการลงทุนเป็นไม้ๆ ไม่ลงทีเดียวหมด และอาจมีการ Cut Loss หากว่าลงทุนผิดทาง หรือถ้าเป็นแผนที่แปะป้ายว่าเป็นเงินสำรองฉุกเฉินหรือเงินเก็บให้ลูก ก็ไม่ควรเผลอถอนออกมาใช้เลย เป็นต้น

2. ติดตามพอร์ตได้ง่ายขึ้น

พอเรารู้แล้วว่าแต่ละพอร์ตลงทุนเพื่อวัตถุประสงค์อะไร เราก็จะสามารถประมาณได้ว่าพอร์ตนั้นควรมีมูลค่าเท่าไรในวันที่จำเป็นต้องใช้เงิน ยกตัวอย่างเช่น เราอยากเกษียณตอนอายุ 60 และต้องการมีเงินเกษียณประมาณ 10 ล้านบาท ตอนที่อายุ 50 เราก็ควรมีเงินในพอร์ตใกล้ถึง 10 ล้านบาทแล้ว

การแยกพอร์ตจะทำให้เรารู้ล่วงหน้าว่าเงินเราพอใช้หรือกำลังจะไม่พอใช้ และถ้าไม่พอใช้ควรแก้ไขอย่างไร ควรเพิ่มสัดส่วนการลงทุนหรือเปล่า หรือถ้าอาศัยแค่ผลตอบแทนจากการลงทุนไม่น่าจะพอแล้ว ก็ต้องหารายได้เพิ่มอีกทางเพื่อให้เรายังคงบรรลุเป้าหมายในเวลาที่กำหนด การติดตามแยกเป็นแต่ละพอร์ตแบบนี้จะช่วยให้เราสามารถแก้เกมและปรับกลยุทธ์การลงทุนได้ทันท่วงที มีเงินใช้ทันเวลาตามแผนพอดี

3. เป็นโอกาสในการฝึกออกแบบพอร์ตด้วยตนเอง

กรณีนี้สำหรับนักลงทุนที่รู้เรื่องการลงทุนและอยากลองเลือกกองทุนเข้าพอร์ตด้วยตนเองเอง การแยกออกมาเป็นอีกแผนสำหรับทดสอบแผนการลงทุนโดยเฉพาะจะทำให้เราเห็น Performance ของพอร์ตที่เราออกแบบชัดเจนขึ้น และสามารถกันเงินส่วนที่จะเอามาทดลองแยกกับเงินส่วนที่ลงทุนพอร์ตระยะยาว เพื่อที่จะได้ไม่เผลอนำเงินส่วนใหญ่มาเสี่ยง

นักลงทุนที่ลงทุนในแผนของ FINNOMENA มาซักพัก และอยากลองเลือกกองทุนเองดูบ้าง ก็สามารถสร้างแผน DIY แยกมาเป็นอีกพอร์ตได้ ถือว่าเป็นการลองฝึกการลงทุนด้วยตัวเอง บริหารพอร์ตในสไตล์ของตัวเอง

วิธีสร้างแผนเพิ่ม

สำหรับใครที่มีหลายเป้าหมายการลงทุนและยังรวมเงินทุกอย่างไว้ในแผนเดียวอยู่ อยากแนะนำให้เริ่มสร้างแผนเพิ่มและจัดสรรเงินลงทุนแยกกันตามวัตถุประสงค์ดู  พอร์ตจะได้มีความชัดเจนและบริหารง่ายขึ้น

สำหรับนักลงทุนที่ไม่เคยลงทุนกับ FINNOMENA มาก่อน การสร้างแผนการลงทุนมากกว่า 1 แผนต้องมีการลงทุนในแผนแรกให้เรียบร้อยก่อนถึงจะสร้างแผนเพิ่มได้ ส่วนนักลงทุนที่เคยลงทุนกับ FINNOMENA อยู่แล้ว สามารถสร้างแผนเพิ่มได้ตามขั้นตอนนี้

finnomena สร้างแผนเพิ่ม

นักลงทุนสามารถสร้างแผนเพิ่มได้ทั้งบนแอปพลิเคชั่นและเว็บไซต์โดยเข้าไปที่หน้า พอร์ต (Port) ซึ่งปัจจุบัน FINNOMENA มีแผนการลงทุนให้เลือกทั้งหมด 28 แผน (รวมพอร์ต DIY) ซึ่งแต่ละแผนก็จะออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน แล้วแผนไหนเหมาะกับเป้าหมายไหนของคุณ? สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดแต่ละแผนได้ที่ https://finno.me/add-plan

เรื่องเงินถ้าบริหารดีๆ ทุกคนก็สามารถประสบความสำเร็จได้ ไม่มีคำว่าฟลุคแน่นอนครับ

เขียนโดย FINNOMENA Admin