แจ้งเตือน

News Update: จีนเปิดโหมดระวังภัยขั้นสูง เรียกตรวจโควิด คนมีประวัติซื้อยาลดไข้ ก่อนโอลิมปิกฤดูหนาวสัปดาห์หน้า

THE OPPORTUNITY
News Update: จีนเปิดโหมดระวังภัยขั้นสูง เรียกตรวจโควิด คนมีประวัติซื้อยาลดไข้ ก่อนโอลิมปิกฤดูหนาวสัปดาห์หน้า

จีนคุมเข้มสั่งชาวปักกิ่งทุกคนที่มีประวัติซื้อยาลดไข้ตรวจหาเชื้อโควิด-19 หวังควบคุมการแพร่ระบาดโดยไม่ต้องล็อกดาวน์กรุงปักกิ่งที่เตรียมเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในสัปดาห์หน้า

เมื่อวานนี้ (23 ม.ค.) ชาวปักกิ่งที่มีประวัติการซื้อยาลดไข้ ยาต้านไวรัส รวมถึงยาบรรเทาอาการไอและเจ็บคอ จะได้รับการแจ้งเตือนบนแอปที่ทางการจีนใช้ติดตามผู้เสี่ยงติดเชื้อและใช้ตรวจสอบเพื่ออนุญาตให้ผู้ใช้งานเดินทางไปยังพื้นที่สาธารณะว่า ต้องทำการตรวจหาเชื้อโควิดภายใน 72 ชั่วโมง ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งจะถูกจำกัดการเดินทาง

จีนเร่งใช้มาตรการเข้มงวดขึ้นเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของทั้งเดลต้าและโอมิครอนในกรุงปักกิ่งที่รัฐบาลจีนไม่สามารถสั่งล็อกดาวน์ได้แบบเมืองเล็กๆ อย่างซีอาน เพราะตัวแทนระดับสูงและนักกีฬาจากทั่วโลกกำลังเดินทางเข้าร่วมงานโอลิมปิกฤดูหนาวที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า

รายงานระบุว่า ผู้ที่จะมาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในปักกิ่งมีผลตรวจโควิดเป็นบวกมากกว่า 70 คน ซึ่งรัฐบาลจีนได้เตรียมแนวทางสำหรับผู้ติดเชื้อดังกล่าวให้เดินทางไปมาระหว่างโรงแรมและสถานที่ต่างๆ ในระบบปิดที่ไม่สัมผัสกับส่วนที่เหลือของเมือง

ตอนนี้ยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดว่าโอมิครอนเข้าสู่ประเทศจีนที่ใช้มาตรการโควิดเป็นศูนย์อย่างเข้มงวดได้อย่างไร โดยสมมติฐานเบื้องต้นคาดว่ามาจากการปนเปื้อนของพัสดุระหว่างประเทศแต่ก็ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ

อีกหนึ่งความเป็นไปได้คืออาหารแช่แข็งซึ่งเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลต้า แม้ว่ายังไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีผู้ติดเชื้อโอมิครอนจากอาหารแช่แข็ง แต่ประชาชนได้เพิ่มความระมัดระวังกันอย่างมากในการเลือกซื้ออาหาร

นอกจากนี้ทางการจีนยังขอความร่วมมือให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังก่อนวันหยุดตรุษจีนที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่เดินทางกลับบ้านเพื่อไปเฉลิมฉลองกับครอบครัว โดยแนะให้ชาวปักกิ่ง 20 ล้านคน งดการเดินทางไปยังส่วนอื่นๆ ของประเทศก่อนถึงวันตรุษจีน

ล่าสุด (24 ม.ค.) จีนพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศ 23 คน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในปักกิ่ง และพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในเมืองเทียนจินที่อยู่ติดกันเพียง 1 ราย นอกจากนี้รัฐบาลยังได้ประกาศยกเลิกการล็อกดาวน์ในเมืองซีอานหลังไม่พบผู้ติดเชื้อใหม่เป็นเวลา 3 วัน

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-01-24/beijing-tests-shoppers-buying-fever-drugs-to-root-out-covid?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นอินเดีย-เวียดนาม ร่วงแรง นำตลาดหุ้นเอเชีย จากความกังวล Fed ขึ้นดอกเบี้ย

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นอินเดีย-เวียดนาม ร่วงแรง นำตลาดหุ้นเอเชีย จากความกังวล Fed ขึ้นดอกเบี้ย

วันนี้ (24 ม.ค.) ดัชนี Nifty 50 ของตลาดหุ้นอินเดียปรับตัวลงมา 2.54% ขณะที่ดัชนี Sensex ปรับตัวลงมา 2.43% เช่นเดียวกับดัชนี VNI ของตลาดหุ้นเวียดนามที่ร่วงมา 2.25% ส่วนตลาดหุ้นทั่วเอเชียต่างปรับตัวลงเช่นกัน เป็นไปตามแนวโน้มความกังวลประเด็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งจะมีการประชุมในสัปดาห์นี้ ซึ่งปัจจุบันตลาดคาดว่า Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนมีนาคมนี้ ส่วนทั้งปีคาดว่าจะปรับขึ้นทั้งหมด 4 ครั้ง ด้านการปรับลดขนาดงบดุลด้วยมาตรการ QT เป็นประเด็นใหม่ที่ถูกจับตามองในการประชุมครั้งนี้

FINNOMENA Investment Team มองว่าตลาดยังถูกกดดันด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากความไม่แน่นอน แต่การที่ตลาดรับข่าวไปแล้วจะช่วยลดผลกระทบหาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยตามที่คาดไว้ ดังนั้นเราจึงติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดเพื่อหาโอกาสในช่วงเวลาที่ตลาดปรับตัวลง

Source: Bloomberg

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: ระทึก! สหรัฐฯ สั่งอพยพด่วน ให้ครอบครัวทูตอเมริกันออกจากยูเครน หวั่นความไม่สงบ รัสเซียเตรียมทหารประชิดชายแดนแล้ว

THE OPPORTUNITY
News Update: ระทึก! สหรัฐฯ สั่งอพยพด่วน ให้ครอบครัวทูตอเมริกันออกจากยูเครน หวั่นความไม่สงบ รัสเซียเตรียมทหารประชิดชายแดนแล้ว

สหรัฐฯ สั่งครอบครัวนักการทูต เจ้าหน้าที่รวมถึงพลเมืองย้ายออกจากยูเครน หวั่นสถานการณ์ความไม่สงบในยูเครนเริ่มบานปลาย หลังพบความเคลื่อนไหวของกองทัพรัสเซียบริเวณชายแดน

กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ยังเตือนให้ประชาชนงดเดินทางเข้ายูเครนและรัสเซีย เพราะอาจถูกละเมิดสิทธิในฐานะพลเมืองสหรัฐฯ หลังได้รับรายงานว่ารัสเซียกำลังวางแผนใช้กำลังทางทหารครั้งใหญ่กับยูเครน

เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า สถานทูตสหรัฐฯ ในยูเครนยังคงเปิดทำการอยู่ แม้ได้รับคำเตือนจากทำเนียบขาวมาหลายครั้งว่าการบุกรุกจากรัสเซียอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ความไม่สงบในยูเครนเริ่มมาตั้งแต่ปี 2014 จาก ‘วิกฤตการณ์ไครเมีย’ ที่รัสเซียได้ยึดดินแดนในคาบสมุทรไครเมียของยูเครนมาเป็นของตัวเอง และยังหนุนหลังกลุ่มกบฎแบ่งแยกดินแดนที่ยึดพื้นที่วงกว้างทางภาคตะวันออกของประเทศ (ดอนบัส) อีกด้วย

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กองทัพของยูเครนถูกขังอยู่ในสงครามที่ต้องต่อสู้กับกลุ่มกบฏที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 14,000 คนในพื้นที่ดอนบัส

สถานการณ์ในยูเครนเริ่มน่ากังวลมากขึ้นเมื่อกระทรวงกลาโหมของยูเครนคาดการณ์เมื่อวันเสาร์ (22 ม.ค.) ที่ผ่านมาว่า ตอนนี้รัสเซียได้เสริมกองกำลังทหารแล้วกว่า 127,000 นายเข้าประชิดชายแดนยูเครนแล้ว

หลังรายงานดังกล่าว สหรัฐฯ ได้ส่งการสนับสนุนทางทหารน้ำหนักรวมกว่า 90 ตันแก่ยูเครน ซึ่งรวมถึงเครื่องกระสุนสำหรับป้องกันในแนวหน้า ซึ่งอาวุธดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสนับสนุนความมั่นคงในยูเครนมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ ที่ปธน.โจ ไบเดน อนุมัติเมื่อเดือนที่แล้ว

ด้านแอนโทนี บลิงเคน รมว.ต่างประเทศของสหรัฐฯ ออกโรงเตือนรัสเซียว่า หากมีความเคลื่อนไหวใดๆ จากกองกำลังรัสเซียในยูเครนด้วยวิธีการอันก้าวร้าว รัสเซียจะต้องเผชิญกับการตอบสนองอย่างรวดเร็ว รุนแรง และเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสหรัฐฯ และยุโรป

ขณะที่รัฐบาลอังกฤษได้ออกมาเตือนเช่นกันว่า รัสเซียอาจต้องเผชิญกับผลกระทบร้ายแรงหากดำเนินการบุกรุกยูเครน หลังกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษได้รับรายงานว่า ปธน.ปูติน กำลังวางแผนแต่งตั้งบุคคลสำคัญจากรัสเซียมานำรัฐบาลยูเครน

อ้างอิง: https://www.bbc.com/news/world-europe-60106416 

https://edition.cnn.com/2022/01/21/politics/us-embassy-ukraine-nonessential-personnel/index.html 

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2294676 

https://www.cnbc.com/2022/01/23/secretary-of-state-blinken-warns-of-severe-response-if-a-single-russian-force-enters-ukraine-in-an-aggressive-way.html

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

หมูแพง..แล้วทองจะแพงด้วยไหม

Intergold
หมูแพง..แล้วทองจะแพงด้วยไหม
ถ้าเราย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นปีที่แล้ว และบอกว่าราคาสันคอหมูจะมีราคากิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 200 บาท ทุกคนคงไม่เชื่อแน่ ๆ แต่มันเกิดขึ้นแล้วครับในปัจจุบัน คำถามก็คือมันเกิดอะไรขึ้นกับราคาหมูและมันเกี่ยวอะไรกับทองคำ วันนี้อินเตอร์โกลด์จะมาเล่าให้ฟัง…

ถ้าหลาย ๆ คนได้ตามข่าวเรื่องราคาหมูบ้านเรามาบ้างก็จะรับรู้ว่าเหตุผลหลักก็คือเรื่องของโรคระบาดที่เกิดขึ้นในหมู ทำให้ปริมาณเนื้อหมูเกิดภาวะขาดตลาด ซึ่งจริง ๆ แล้วนั่นเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งครับ แต่ถ้าเราสังเกตราคาสินค้าอื่น ๆ ด้วยเราก็จะพบว่า ราคามันก็ขึ้นเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นราคารถไฟฟ้า ราคาทางด่วน  ราคาผัก ราคาไข่ ฯลฯ เราอาจจะพูดได้เลยว่า 1 ปีที่ผ่านมาสินค้าแทบทุกชนิดมีราคาสูงขึ้นมาก สถานการณ์แบบนี้กำลังเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้กันแน่

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจกฎเหล็กสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าเคลื่อนไหวก่อนครับ สิ่งนั้นก็คือ Demand (ความต้องการ) และ Supply (ปริมาณ) อะไรที่มีความต้องการมากย่อมต้องมีราคาที่สูง เช่นกันกับ อะไรที่มีปริมาณน้อย ๆ ก็ต้องมีราคาสูงเช่นเดียวกัน กฎเหล็กนี้ใช้ได้กับทุกสินค้ารวมไปถึง เงิน (Money) ด้วยเช่นกัน ถ้าปริมาณเงินมีจำนวนมากขึ้นในระบบย่อมทำให้เงินด้อยค่าลง

แล้วทุกคนรู้มั้ยครับว่าปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาระหว่างเกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 มีปริมาณมากขนาดไหน.. ดูได้ที่รูปด้านล่าง

หมูแพง..แล้วทองจะแพงด้วยไหม

รูปแสดงปริมาณเงินในระบบในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น 2 ปีล่าสุด ( 2020-2021 ) หลังจากเกิด Covid-19 เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าจากปริมาณเงินทั้งหมดที่โลกสะสมมาก่อนเกิดวิกฤต  Covid-19

ไม่ต้องแปลกใจเลยครับที่ราคาของทุกอย่างจะขึ้น ความจริงแล้วนั้นเราต้องบอกว่าเงินที่อยู่ในรูป Fiat (เงินที่เราใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็น บาท ดอลลาร์ ยูโร) นั้นด้อยค่าลงมากกว่า และข่าวร้ายก็คือนี่มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น

ดังนั้นอย่าคิดว่าการถือเงินสดในมือนั้นจะปลอดภัยในเมื่อมันกำลังด้อยค่าลงด้วยความเร็วสูงไม่ว่าจะเป็นสกุลเงินใดก็ตาม และเมื่อถึงจุดที่ทุกคนเริ่มตระหนักได้ สิ่งแรกๆที่พวกเขานึกถึงและจะเอาเงินหนีเข้ามาย่อมต้องไม่พ้นทองคำซึ่งถือได้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่พิสูจน์ตัวเองผ่านกาลเวลามากว่า 1000 ปีที่จะทำให้คุณป้องกันความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อที่กำลังขึ้นอย่างรวดเร็วได้อย่างแน่นอน น่าคิดนะครับว่า เมื่อมูลค่าของเงินเริ่มด้อยค่าลงเมื่อไหร่ ทองคำก็จะสามาถดันตัวเองเป็นขาขึ้นได้อีกครั้ง….หรือไม่

Intergold

ที่มาบทความ: https://www.intergold.co.th/investor_core/หมูแพง-แล้วทองจะแพงด้วย/

ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด

FINNOMENA Investment Team
ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด (จำนวนจำกัด)

     Weekly Market Insight ประจำสัปดาห์ 24 – 30/01/65

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์”

(ถ้าเปิดจากโทรศัพท์แล้วดูแบบ preview ไม่ได้ ให้กดดาวน์โหลดมุมขวาบน)

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 24/01/2022 “ฟองสบู่ใกล้แตกแล้ว! Grantham ตำนานนักลงทุนเตือนหายนะระวัง S&P 500 ถล่ม 48% เเนะหนีหุ้นสหรัฐฯ” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 24/01/2022

“ฟองสบู่ใกล้แตกแล้ว! Grantham ตำนานนักลงทุนเตือนหายนะระวัง S&P 500 ถล่ม 48% เเนะหนีหุ้นสหรัฐฯ”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ  Dow Jones ปิดที่  34,265.37 จุด -450.02  จุด  (-1.3%) S&P 500 ปิดที่ 4,397.93 จุด -84.8  จุด (-1.89%) Nasdaq ปิดที่ 13,768.9 จุด -385.1  จุด (-2.72%) Small Cap 2000 ปิดที่ 1,987.92 จุด -36.12  จุด (-1.78%) VIX Index อยู่ที่ 28.85 จุด +3.26  จุด (+12.74%)

ตลาดหุ้นยุโรป  Euro Stoxx 50 ปิดที่  4,229.56 จุด -70.05  จุด  (-1.63%) Dax เยอรมัน ปิดที่  15,603.88 จุด -308.45  จุด  (-1.94%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่  7,068.59 จุด -125.57  จุด  (-1.75%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่  7,494.13 จุด -90.88  จุด  (-1.2%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่  27,522.26 จุด -250.67  จุด  (-0.90%) CSI 300 จีน ปิดที่  4,779.31 จุด -44.2 จุด  (-0.92%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่  24,965.55 จุด +13.2  จุด  (+0.05%) SET Index ไทย ปิดที่  1,652.73 จุด -4.23  จุด  (-0.26%) VN30 เวียดนาม ปิดที่  1,502.16 จุด +9.35  จุด  (+0.63%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 24 มกราคม 2565) ราคาทองคำ 1,833.35 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 24.223 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 85.81 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 87.75 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 24 มกราคม 2565)  Bitcoin 36,000.7 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,496.41 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.1406 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 378.61 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

Goldman Sachs คาดเงินเฟ้อพุ่ง กดดัน Fed ขึ้นดอกเบี้ยเกิน 4 ครั้งในปีนี้ ปัญหาอุปทานขาดเเคลนยังคงเป็นปัจจัยผลักดันเงินเฟ้อ ร่วมกับอุปสงค์ที่ฟื้นตัวจากการคลายมาตรการปิดเมือง โดยคาดว่าเฟดจะลดขนาดงบดุลใน Q4/22 

ฟองสบู่ใกล้แตกแล้ว ระวัง S&P 500 ถล่ม 48% Grantham ตำนานนักลงทุนเตือนหายนะ ซึ่งจะเป็นวิกฤตการเงินครั้งที่ 4 ในรอบทศวรรษ ตามรอยวิกฤตปี 1929 2000 และ 2008 โดยพฤติกรรมบ้าระห่ำของนักลงทุน อย่างกระแสหุ้นมีม ความคลั่งไคล้ในการซื้อหุ้นรถยนต์ไฟฟ้า กระแสเหรียญ Dogecoin NFTs เป็นสัญญาณเตือนสำคัญ เเนะหนีหุ้นสหรัฐฯ ไปญี่ปุ่นและสินทรัพย์ปลอดภัย

จีนเพิ่มมาตรการคุมโควิดที่ปักกิ่ง คุมเข้ม ’โอมิครอน’ ก่อนโอลิมปิกฤดูหนาว โดยใช้มาตรการ ‘ฟองอากาศทางสังคม’ เเยกนักกีฬาออกจากผู้ชม เเละ คนท้องถิ่น โดยทัพนักกีฬาและผู้ติดตามทุกคนจะต้องฉีดวัคซีนครบโดสตามที่ประเทศของตนเองกำหนด

สหรัฐฯ สั่งอพยพเจ้าหน้าที่สถานทูตและครอบครัวออกจากยูเครน พร้อมเเนะนำประชาชนชาวอเมริกันพิจารณาเดินทางออกจากยูเครน ขณะที่ยังมีเที่ยวบินปกติ พร้อมเตือนตอบโต้อย่างรวดเร็วและรุนแรง หากรัสเซียบุกรุกยูเครน 

ตลาดคริปโทฯ ร่วงหนัก Bitcoin แตะ $34,000 มูลค่าหายเกินครึ่งจากจุดสูงสุด ข้อมูลจาก Coinglass.com ระบุมีนักลงทุนกว่า 239,000 คน ถูกปิดสถานะมูลค่าราว $874 ล้านในหนึ่งวัน ล่าสุด ไบเดนเตรียมเปิดเเผนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับคริปโทฯ ภายในเดือนหน้า โดยคำนึงถึงความเสี่ยงเเละโอกาสเป็นสำคัญ

News Update: Bitcoin มูลค่าหายเกือบครึ่ง เหลือ $35,000 จากจุดสูงสุดเดือน พ.ย. ท่าที Fed เข้มงวด ทำสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกดิ่ง

THE OPPORTUNITY
News Update: Bitcoin มูลค่าหายเกือบครึ่ง เหลือ $35,000 จากจุดสูงสุดเดือน พ.ย. ท่าที Fed เข้มงวด ทำสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกดิ่ง

Bitcoin ร่วงหนักจนมูลค่าหายเกือบครี่งจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือน พ.ย. ขณะที่สกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ปรับตัวลดลงเช่นกัน

ล่าสุด (24 พ.ย.) ราคา Bitcoin อยู่ที่ประมาณ $35,600 โดยราคาปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง และลดลงถึงเกือบ 50% จากจุดสูงสุดในเดือน พ.ย. ที่ $68,900 ขณะที่ Ether ปรับตัวลงเช่นกัน ราคาล่าสุดอยู่ที่ประมาณ $2,400

สัญญาณเตรียมถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ Fed ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก จนทำให้ Bitcoin ร่วงลงมาสู่จุดต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. ของปีที่แล้ว โดยการร่วงลงดังกล่าวได้กวาดมูลค่าตลาด Bitcoin จากจุดสูงสุดไปถึง 6 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าตลาดคริปโทฯ โดยรวมหายไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สินทรัพย์ดิจิทัลกำลังตอบสนองแบบเดียวกับสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก แต่ความโชคร้ายคือ Bitcoin มีความสัมพันธ์ (Correlation) กับเหรียญอื่น จนทำให้ Altcoins ต่างๆ ปรับลดลงตามและขยายเป็นวงกว้าง

หุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับคริปโทฯ ก็ปรับตัวลงเช่นกัน โดยในวันศุกร์ที่ผ่านมา (21 พ.ย.) หุ้น Coinbase ร่วงแรงเกือบ 16% สู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เข้าสู่ตลาดหุ้นเมื่อปี 2021

นอกจากแรงกดดันจากสัญญาณนโยบายการเงินเข้มงวดของ Fed ตลาดคริปโทฯ ยังได้รับแรงกดดันจากกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นของรัฐบาลทั่วโลก

ผู้ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวรายงานว่า ฝ่ายบริหารของปธน.โจ ไบเดน เตรียมเผยแพร่กฎระเบียบสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเร็วที่สุดในเดือนหน้า และมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางประเมินความเสี่ยงและโอกาสของคริปโทฯ

นอกจากนี้ ธนาคารกลางรัสเซียเพิ่งพิจารณาเตรียมแบนคริปโทฯ ซึ่งรวมถึงการห้ามขุด ห้ามซื้อขาย และเตรียมแบนกระดานซื้อขาย โดยให้เหตุผลว่าสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นภัยต่อความมั่นคงทางการเงินของชาติ และสร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-01-22/bitcoin-extends-slide-and-has-fallen-than-50-from-record-high?sref=e4t2werz 

https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-01-21/crypto-meltdown-erases-more-than-1-trillion-in-market-value?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: ฟองสบู่ใกล้แตกแล้ว ระวัง S&P 500 ถล่ม 48% Grantham ตำนานนักลงทุนเตือนหายนะ หนีหุ้นสหรัฐฯ ไปญี่ปุ่นและสินทรัพย์ปลอดภัย

THE OPPORTUNITY
News Update: ฟองสบู่ใกล้แตกแล้ว ระวัง S&P 500 ถล่ม 48% Grantham ตำนานนักลงทุนเตือนหายนะ หนีหุ้นสหรัฐฯ ไปญี่ปุ่นและสินทรัพย์ปลอดภัย

Jeremy Grantham นักลงทุนระดับตำนานและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทจัดการสินทรัพย์ GMO ที่เคยทำนายฟองสบู่ตลาดหุ้นแตกมาแล้วหลายครั้ง กล่าวว่าภาวะฟองสบู่ที่เขาเคยคาดการณ์ไว้เมื่อปีก่อนกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว และนี่จะเป็นการล่มสลายครั้งประวัติศาสตร์ที่ตลาดหุ้นมีโอกาสปรับตัวลงถึง 50% ที่แม้กระทั่งการแทรกแซงจาก Fed ก็ไม่สามารถหยุดยั้งได้

เมื่อวานนี้ (20 ม.ค.) Jeremy Grantham กล่าวว่า หุ้นสหรัฐฯ กำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ขั้นรุนแรง และจะกลายเป็นวิกฤตการเงินครั้งที่ 4 ในรอบทศวรรษ ตามรอยวิกฤตปี 1929 2000 และ 2008 โดยฟองสบู่ที่กำลังจะแตกจะพาดัชนีอ้างอิงที่อยู่ในระดับสูงเกินไปกลับสู่สภาวะปกติ

ตัวเลขคาดการณ์ของ Jeremy Grantham คือดัชนี S&P 500 จะปรับตัวลงมา 48% จากจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 4 ม.ค. สู่ระดับ 2500 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq ซึ่งปรับตัวลงมาแล้ว 8.3% ในเดือนนี้จะร่วงแรงกว่านี้อีก ซึ่งตอนนี้เขารู้สึกมั่นใจมากกว่าตอนที่คาดการณ์ไว้เมื่อปีที่แล้วเสียอีก

สัญญาณแรกของฟองสบู่เกิดขึ้นในช่วงปลาย ก.พ. ปี 2021 หลังหุ้นเก็งกำไรจำนวนมากเริ่มปรับตัวลงมา เริ่มจากกองทุน ARKK ของ Cathie Wood ที่ปรับตัวลงมาแล้ว 52% ตามมาด้วยการลดลงของดัชนีหุ้นขนาดกลางอย่าง Russell 2000 ที่มักมีผลการดำเนินงานโดดเด่นในช่วงตลาดกระทิง

ปัจจัยที่ Jeremy Grantham มองว่าคือนี่ระยะสุดท้ายของฟองสบู่คือ พฤติกรรมบ้าระห่ำของนักลงทุน อย่างกระแสหุ้นมีม ความคลั่งไคล้ในการซื้อหุ้นรถยนต์ไฟฟ้า กระแสเหรียญ Dogecoin หรือการประมูลเงินจำนวนหลายล้านดอลลาร์ใน NFTs

“เช็คลิสต์ครบทุกข้อแล้ว ดังนั้นฟองสบู่สามารถแตกได้ทุกเมื่อ” Jeremy Grantham เสริมว่า เมื่อมุมมองลบของนักลงทุนกลับสู่ตลาด สหรัฐฯ จะเผชิญกับการร่วงแรงครั้งประวัติศาสตร์

Jeremy Grantham ยังกล่าวอีกว่าภาวะฟองสบู่ไม่ได้อยู่แค่ในตลาดหุ้น แต่ยังอยู่ในตลาดตราสารหนี้อีกด้วย นอกจากนี้ตลาดอสังหาฯ​ ทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ที่ขยายวงกว้างที่สุด ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยคาดว่าแค่การสูญเสียในสหรัฐฯ ประเทศเดียวก็อาจแตะ 35 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว

ภายใต้สถานการณ์นี้ พอร์ตการลงทุนที่ประกอบด้วยสัดส่วนหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40% แทบจะไม่มีประโยชน์เลย โดยคำแนะนำของ Jeremy Grantham คือขายหุ้นสหรัฐฯ แล้วไปลงทุนในหุ้นมูลค่าต่ำกว่าอย่างหุ้นญี่ปุ่นและตลาดเกิดใหม่ รวมถึงแนะนำให้ถือทองคำและซิลเวอร์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ และถือเงินสดไว้บางส่วนเพื่อรอจังหวะซื้อเมื่อราคาน่าสนใจ

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-01-20/grantham-doubles-down-on-crash-call-says-selloff-has-started?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

planet 46

ใครกำลังมองหากองทุน Healthcare ที่ล้อไปกับ Megatrend ของโลกขอให้มารวมตัวกันตรงนี้! เพราะบทความนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับกองทุน Thematic สาย Healthcare ที่มีกลยุทธ์การลงทุนรับกระแส Megatrend ที่หลากหลายของโลก อย่างกองทุน ONE-MEDTECH กองทุนน้องใหม่ป้ายแดงจากบลจ.วรรรณ ที่เน้นลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์ชั้นนำของสหรัฐฯ เราลองมาดูกันดีกว่าว่ากองทุน ONE-MEDTECH จะมีความน่าสนใจอย่างไร และเกี่ยวข้องอย่างไรกับ Megatrend ของโลกในตอนนี้บ้าง

ทำไมต้องลงทุนใน MedTech?

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

  • ประชากรโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) เป็นอีกหนึ่ง Megatrend ที่จะช่วยส่งเสริมกลุ่มอุตสาหกรรม Healthcare ในภาพรวม โดยมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนธุรกิจในอุตสาหกรรม Healthcare ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

World Population 65 and Over
ที่มา: https://mercercapital.com/article/five-trends-to-watch-in-the-medical-device-industry/

  • มูลค่าตลาดเครื่องมือทางการแพทย์ของโลกอยู่ที่ประมาณ 4.23 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2020 โดยสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีรายได้จากการจำหน่ายเครื่องมือทางการแพทย์มากที่สุดในโลกด้วยสัดส่วนมูลค่าตลาดประมาณ 40% ของมูลค่าตลาดเครื่องมือทางการแพทย์โลก
  • สังคมที่กำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัลทำให้ห่วงโซ่อุปทานในทุกอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงไป โดยมีเทคโนโลยีที่จะเข้ามาทำให้อุปกรณ์ทางการแพทย์และแพลตฟอร์มบนอินเทอร์เน็ตเกิดการเชื่อมต่อระหว่างกัน ส่งผลให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ป่วยได้ในระยะเวลาอันสั้น ทั้งการวัดประสิทธิภาพของอุปกรณ์ การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ตลอดจนการพบความต้องการใหม่ ๆ ที่เร็วขึ้นกว่าเดิม

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

Traditional vs. Digital supply networks
ที่มา: https://www2.deloitte.com/th/en/pages/operations/articles/digital-transformation-medical-device-industry.html

  • การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในอุตสาหกรรม Healthcare มีมูลค่ากว่า 10.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2021 และคาดว่าในปี 2022-2030 จะมีการเติบโตต่อปี (CAGR) ที่อัตรา 38.4% โดยความต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และแนวโน้มความต้องการการรักษาแบบเฉพาะบุคคลกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ตลาด AI ในอุตสาหกรรม Healthcare เติบโต

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

Global AI in Healthcare Market (ข้อมูล ณ เดือนมกราคม 2022)
ที่มา: https://www.grandviewresearch.com/industry-analysis/artificial-intelligence-ai-healthcare-market

  • จากการวิจัยของ ACS Nano พบว่าการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ทำให้สามารถตรวจหาเชื้อในที่ใดก็ได้ส่งผลให้เกิดความต้องการใหม่จากผู้บริโภคที่เรียกว่า POC (point-of-care) โดยเป็นพฤติกรรมที่ผู้บริโภคมีความต้องการรับบริการทางการแพทย์จากที่ใดก็ได้ ไม่เพียงแต่ในสถานพยาบาล
  • ผลจากการล็อกดาวน์ในช่วงเริ่มต้นการระบาดของโควิด-19 ทำให้จำนวนการผ่าตัดและศัลยกรรมที่ไม่จำเป็นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของอุตสาหกรรม Healthcare ในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 ซึ่งจะนำไปสู่การฟื้นตัวของกลุ่มอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องเช่นเดียวกัน

3 ปัจจัยที่ทำให้ ‘MedTech’ เติบโตอย่างต่อเนื่อง

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

  • Aging Society – แนวโน้มการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประชากรโลก เป็น Megatrend ที่สนับสนุนการเติบโตของกลุ่มธุรกิจเครื่องมือทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง
  • Digitalization – ปัจจุบันแนวโน้มสังคมดิจิทัลเข้ามา disrupt ในหลาย ๆ อุตสาหกรรม เทคโนโลยีทำให้อุปกรณ์ทางการแพทย์กับแพลตฟอร์มบนอินเทอร์เน็ตที่ทันสมัยเกิดการเชื่อมต่อระหว่างกัน
  • Decentralized Healthcare – การล็อกดาวน์และ WFH เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ทําให้เกิดความต้องการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ในทุกสถานที่ ไม่เพียงแต่ในสถานพยาบาล

คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech ด้วยกองทุน ONE-MEDTECH

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

กองทุน ONE-MEDTECH หรือ ONE Medical Technology Fund จาก บลจ.วรรณ (ONEAM) มีนโยบายลงทุนใน iShares U.S. Medical Devices ETF เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน ONE-MEDTECH จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

กองทุนหลักมีนโยบายการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนก่อนหักค่าใช้จ่ายให้ใกล้เพียงกับดัชนี Dow Jones U.S. Select Medical Equipment Index ซึ่งเป็นตัววัดผลการดําเนินงานของกลุ่มอุตสาหกรรมภาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical Equipment Sector) ในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาที่ประกอบไปด้วยหุ้นของบริษัทเครื่องมือทาง การแพทย์ ซึ่งรวมผู้ผลิตและผู้จําหน่ายเครื่องมือทางการแพทย์ เช่น เครื่องถ่ายภาพด้วยสนามแม่เหล็ก (MRI) สแกนเนอร์ ขาเทียม เครื่องกระตุ้นหัวใจ เครื่อง X-ray รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ไม่ใช่อุปกรณ์ใช้แล้วทิ้งอื่น ๆ

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัด (Passive Management / Index Tracking)

จุดเด่นของกองทุน ONE-MEDTECH

  • ใช้กระบวนการคัดเลือกของบริษัท S&P Global ตามธุรกิจที่แท้จริงของบริษัท ไม่อ้างอิงกลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไปตาม GICS
  • เน้นลงทุนในธุรกิจผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น  MRI-scanners, Prosthetics, Pacemakers, เครื่อง X-ray ฯลฯ โดยหลีกเลี่ยงอุปกรณ์จำพวกใช้แล้วทิ้ง
  • เปิดโอกาสรับผลตอบแทนจากการเติบโตของเทคโนโลยีการแพทย์ จากหลากหลาย Megatrend เช่น สังคมผู้สูงอายุ สังคมดิจิทัล ฯลฯ

สัดส่วนอุตสาหกรรมของกองทุน ONE-MEDTECH

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

Sector Breakdown ของ iShares U.S. Medical Devices ETF (ข้อมูล ณ วันที่ 14/01/2022)
ที่มา: https://www.ishares.com/us/products/239516/ishares-us-medical-devices-etf

กองทุน iShares U.S. Medical Devices ETF ที่เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เน้นลงทุนในหมวดเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Health Care Equipment) โดยให้น้ำหนักการลงทุนที่ 80.13% และหมวดเครื่องมือและบริการด้านชีววิทยาศาสตร์ (Life Sciences Tools & Services) มีสัดส่วนการลงทุนรองลงมา โดยให้น้ำหนักที่ 19.38% ของพอร์ตการลงทุน

รีวิวหุ้นที่กองทุน ONE-MEDTECH ลงทุน

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

Top 10 Holdings ของ iShares U.S. Medical Devices ETF (ข้อมูล ณ วันที่ 14/01/2022)
ที่มา: https://www.ishares.com/us/products/239516/ishares-us-medical-devices-etf

  • Thermo Fisher Scientific (16.04%) – บริษัทผู้จัดหาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ รีเอเจนต์ วัสดุสิ้นเปลืองสำหรับการวิจัยทางชีววิทยาและการแพทย์ การคิดค้นและผลิตยาและวัคซีน การวินิจฉัยการติดเชื้อและโรคต่าง ๆ ตลอดจนบริการทางด้านซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในห้องปฏิบัติการ
  • Abbott Laboratories (15.51%) – ผู้พัฒนา ผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพที่หลากหลาย ทั้งผลิตภัฒฑ์ยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยมีความเชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์การแพทย์ขนาดเล็กที่ใช้ติดตาม ป้องกัน และรักษาโรคเกี่ยวกับเลือด เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และโรคเบาหวาน
  • Medtronic (10.00%) – บริษัทเทคโนโลยีและบริการทางการแพทย์ ผู้ผลิต และพัฒนา อุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลทั่วโลก โดยมีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตอุปกรณ์สนับสนุนการผ่าตัดและอุปกรณ์วัดการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ
  • Becton, Dickinson (5.05%) – ผู้พัฒนา ผลิต และจัดจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ครอบคลุมทุกสาขาการแพทย์ โดยปัจจุบันยังเป็นผู้ผลิตกระบอกและเข็มฉีดยาที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย
  • Boston Scientific (4.99%) – ผู้พัฒนา และผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะทาง สำหรับการรักษาและผ่าตัดโรคหัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ระบบทางเดินปัสสาวะ เชิงกราน ฯลฯ

ผลการดำเนินงานย้อนหลัง

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของ iShares U.S. Medical Devices ETF (ข้อมูล ณ วันที่ 31/12/2021)
ที่มา: https://www.ishares.com/us/products/239516/ishares-us-medical-devices-etf

รีวิวกองทุน ONE-MEDTECH: คว้าโอกาสลงทุนใน MedTech รับกระแส Megatrend ระดับโลก!

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

การเติบโตของเงิน $10,000 เมื่อลงทุนใน iShares U.S. Medical Devices ETF ตั้งแต่เริ่มจัดตั้ง (ข้อมูล ณ วันที่ 17/01/2022)
ที่มา: https://www.ishares.com/us/products/239516/ishares-us-medical-devices-etf

เนื่องจากกองทุน ONE-MEDTECH เป็นกองทุนน้องใหม่ป้ายแดงที่เพิ่งจดทะเบียนกองทุนในวันที่ 24 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา ดังนั้นในบทความนี้จึงขอหยิบยกผลการดำเนินงานย้อนหลังของ iShares U.S. Medical Devices ETF ที่เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) มาพูดถึงกัน จากรูปด้านบนจะเห็นได้ว่ากองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับดัชนี Dow Jones U.S. Select Medical Equipment Index ที่เป็น Benchmark ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุนของกองทุนที่เป็นแบบ Passive Management ตามที่ได้กล่าวไปในช่วงต้นบทความ

ความเสี่ยงของกองทุน ONE-MEDTECH

กองทุน ONE-MEDTECH จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 7 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน 
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐฯ  และหมวดอุตสาหกรรม Personal Products และ Pharmaceuticals

อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนสามารถกระจายความเสี่ยงได้ด้วยการจัดพอร์ตการลงทุน โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดพอร์ตการลงทุนจากฟินโนมีนาได้ที่ https://www.finnomena.com/port/

ค่าธรรมเนียมของกองทุน ONE-MEDTECH

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.2840%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.4231%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน ONE-MEDTECH

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

กองทุน ONE-MEDTECH เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่สนใจหรือต้องการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับเครื่องมือทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่เป็นผู้คิดค้น พัฒนา ผลิต และจัดจำหน่ายอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์
  • ผู้ที่ต้องการกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังต่างประเทศ และอุตสาหกรรม Healthcare ด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ (MedTech)
  • ผู้ที่สามารถลงทุนในระยะกลางถึงยาวได้ และสามารถรับความเสี่ยงได้สูงเพื่อสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น

— planet 46.

ใส่ ONE-MEDTECH เข้าพอร์ตเท่าไรดี? รับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น

👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

NASDAQ เข้าสู่สภาวะ Correction น่ากลัวหรือไม่

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
NASDAQ เข้าสู่สภาวะ Correction น่ากลัวหรือไม่

เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐลงต่อเนื่อง NASDAQ ปรับลดลงจากจุดสูงสุดเมื่อ พ.ย.64 กว่า -10% เข้าสู่สภาวะปรับฐานหรือ Correction เรียบร้อยโรงเรียนเม้งกวง ความน่าหวาดเสียวชักมีมากขึ้นเรื่อย ๆ

การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น เราจะแบ่ง stage การปรับฐานออกเป็น 3 ระดับคือ

ระดับที่ 1 คือการพักฐาน (consolidation) คือการลงจากจุดสูงสุดไม่เกิน 10%

ระดับที่ 2 การปรับฐาน (correction) การลงในระดับเกิน 10% แต่ไม่เกิน 20%

ระดับที่ 3 เข้าสู่ขาลงเต็มตัว (Bear Market) คือลงมากกว่า 20%

ตั้งแต่เกิด Panic จาก COVID-19 เมื่อ มี.ค.63 ที่ NASDAQ เป็นขาลง -30% หลังจากตอนนั้นดัชนียังไม่เคยปรับฐานลึกเกินกว่า -15%

2 ปีที่ผ่านมารอบการพักตัวหรือปรับฐานจะเกิดตอน ก.ย.63 มี.ค.64 พ.ค.64 และ ก.ย.64 ทั้ง 5 จะอยู่ในช่วง -8% ถึง -15% และหลังจากปรับฐานจะตามมาด้วยการทำ All Time High ได้ทุกครั้ง

รอบนี้ลงมาแล้ว -10% จัดเป็นการปรับฐานลึกอันดับ 3 ในรอบ 2 ปี ดูน่ากลัวแต่ไม่ง่ายที่จะลงไปจนถึง -15%

จุดเปลี่ยนจะเกิดขึ้นเมื่อไร?
FOMC Meeting 26 ม.ค.65 นี้ คาดหลังผลประชุม ตลาดหุ้นสหรัฐจะฟื้นแรง

เพราะตอนนี้ตลาดกำลังตอบรับต่อผลการประชุมสุดโหดหรือ Price in ไปเยอะแล้ว และถ้าผลการประชุม มันไม่ได้เหี้ยมไปกว่า การยุติ QE ใน มี.ค. และเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในเดือนเดียวกัน ก่อนจะขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องรวม 4 ครั้งในปี 2565 มันไม่มีอะไรแย่ไปกว่าตลาดคาด หุ้นสหรัฐก็ควรฟื้นตัว

แต่ถ้าเกิด Fed ซาดิสต์ ประกาศขึ้นดอกเบี้ยเร็วทีเดียว 0.5% ใน มี.ค. อันนี้ก็ ชิก หาย ทันที ซึ่งผมเชื่อว่ามันเกิดขึ้นได้ยาก

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์

News Update: หุ้น Netflix ร่วงกว่า 20% หลังปิดตลาด เหตุผู้ใช้งานชะลอตัวลงใน Q4/2021 โดนคู่แข่ง Apple และ Disney ชิงคนดู

THE OPPORTUNITY
News Update: หุ้น Netflix ร่วงกว่า 20% หลังปิดตลาด เหตุผู้ใช้งานชะลอตัวลงใน Q4/2021 โดนคู่แข่ง Apple และ Disney ชิงคนดู

หุ้น Netflix ร่วงแรงกว่า 20% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ หลังบริษัทเผยการชะลอตัวลงของสมาชิกใหม่ แม้รายได้และผลกำไรจะดีกว่าคาดก็ตาม

รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ของ Netflix

– กำไรต่อหุ้น (EPS): $1.33 สูงกว่าคาดการณ์โดย Refinitive ที่ $0.82
– รายได้: 7,710 ล้านดอลลาร์ เท่ากับที่ Refinitive คาดการณ์
– การเพิ่มขึ้นของสมาชิกแบบชำระเงินทั่วโลก: 8.28 ล้านบัญชี สูงกว่าคาดการณ์โดย StreetAccount ที่ 8.18 ล้านบัญชี

แม้การเพิ่มขึ้นของผู้สมัครสมาชิกจะสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก็จริง แต่ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าในไตรมาส 4 ของปี 2020 ที่มีสมาชิกเพิ่มขึ้นถึง 8.5 ล้านบัญชี สะท้อนว่าการเติบโตของผู้ใช้บริการที่ชะลอตัวลง

Netflix คาดว่าจะมีการสมัครสมาชิกเพิ่มขึ้น 2.5 ล้านบัญชีในช่วงไตรมาสแรกของปี 2022 ซึ่งต่ำกว่า 3.98 ล้านบัญชี ในไตรมาสแรกของปี 2021 ขณะที่ StreetAccount คาดการณ์สูงถึง 6.93 ล้านบัญชี

บริษัทกล่าวว่ามีแผนสำหรับรายการใหม่ๆ เตรียมออกในช่วงไตรมาสแรกของปีมากขึ้น โดยเตรียมรอบปฐมทัศน์ครั้งใหญ่ในเดือน มี.ค. แต่นั่นเป็นแผนเดียวกับช่วงปลายปีที่แล้วซึ่ง Netflix ได้เผยแพร่ซีรีส์และภาพยนตร์ฮิตอย่าง Emily in Paris, Don’t Look Up, Red Notice และ You เพื่อดึงดูดผู้ใช้บริการ

Netflix กล่าวว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเติบโตของผู้ใช้งานชะลอตัวลงเกิดจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากสตรีมมิ่งเจ้าอื่น ซึ่งก่อนหน้านี้ Netflix เคยกล่าวว่า Apple และ Disney จะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการเติบโตของบริษัท

Netflix รายงานจำนวนสมาชิกทั้งหมดในไตรมาส 4 ที่ 222 ล้านบัญชี โดย Reed Hastings ซีอีโอของบริษัทกล่าวว่า นี่เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังสำหรับบริษัทจากการเติบโตที่ช้าลงในปัจจุบัน

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา Netflix ประกาศขึ้นราคาในสหรัฐฯ และแคนาดา โดยแผน Basic เพิ่มขึ้น $1 เป็น $9.99 แผน Standard เพิ่มขึ้นเป็น $15.49 จาก $13.99 และแผน Premium เพิ่มขึ้นเป็น $19.99 จาก $17.99

กลยุทธ์ของ Netflix คือการเพิ่มราคาเนื่องจากมีลูกค้าที่ชื่นชอบรายการพิเศษของบริษัทมากขึ้น ซึ่งการเพิ่มราคาจะช่วยให้บริษัทสามารถชดเชยจากการเติบโตของผู้ใช้งานที่ลดลงได้

นอกจากนี้บริษัทยังอัปเดตนักลงทุนเกี่ยวกับการผลักดันเกม โดยได้เปิดตัวเกมตามรายการที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งาน ซึ่งการเปิดตัวเกมใหม่จะช่วยทำให้บริษัทเข้าใจว่าตัวละครใดได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานมากที่สุด

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/01/20/netflix-nflx-earnings-q4-2021.html

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

รีวิวกองทุน MCONT: เมื่อของมันต้องใช้ ทำไมถึงจะไม่โต!

Mr. Serotonin
รีวิวกองทุน MCONT: เมื่อของมันต้องใช้ ทำไมถึงจะไม่โต!

ที่ผ่านมาเราเห็นกองทุนเน้น Growth หนักจัดเต็มกันมามากพอสมควร ในวันนี้เรามาลองดูกองทุน MCONT กองทุนที่เติบโตล้อไปกับแนวโน้มของผู้คนกันบ้างว่าจะน่าสนใจสักแค่ไหน

3 เทรนด์หลักของมันต้องใช้ของกองทุน MCONT

  • Digital Transformation of Consumption (การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของการบริโภค): ธีมการบริโภคยุคใหม่ที่เห็นได้ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็น E-commerce ตัวช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าราคาถูกและใช้จ่ายได้อย่างง่ายดายสะดวกสบายทั่วโลก Sharing economy หรือเศรษฐกิจแบบแบ่งปันที่อาจจะไม่ได้เป็นที่นิยมนักในบ้านเราแต่ต่างประเทศก็มีบริษัทเลื่องชื่ออย่าง AirBnb ที่เปิดโอกาสให้คนเข้าถึงที่พักวิวสุดอลังหรือใช้ในเชิงประหยัดก็ได้ที่สำคัญยังสร้างรายได้ให้กับผู้มีที่พักอาศัยแต่ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรอีกด้วย ซึ่งแนวโน้มต่าง ๆ ที่ว่าก็มีแนวโน้มที่จะมีมูลค่าถึงกว่า 2 ล้านล้านเหรียญขึ้นไปในปี 2025 เลยทีเดียว
  • Emerging Middle Class (การเติบโตของชนชั้นกลาง): ถือเป็นอีกหนึ่งแนวโน้มด้านการเติบโตที่เราเห็นกันมาช้านาน การสปีดตัวเองเร่งพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเป็นเรื่องที่จะพ้นใครไปไม่ได้นอกจาก “จีน” ประเทศผู้มีการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างน่าทึ่ง ผู้คนขยันขันแข็งทำงานจนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก อีกทั้งยังมีการบริโภคสินค้าโภคภัณฑ์เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกซึ่งเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งสินค้าและบริการที่สามารถเอาตนเองเข้าไปอยู่ในใจกลุ่มผู้บริโภคท้องถิ่นนั้น ๆ ได้ก็จะมีโอกาสเติบโตอย่างก้าวกระโดด เช่น Alibaba, JD, Pinduoduo เป็นต้น
  • Health & Well-being: สุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้คนเป็นสิ่งที่อยู่กับผู้คนมาช้านาน เป็นแนวโน้มที่จางหายไปได้ยาก เพราะ ทุก ๆ คนต้องมีร่างกายเหมือนกันหมด ตัวอย่างหุ้นชื่อดังในหมวดนี้ก็เช่น Lululemon หุ้นกางเกงโยคะกว่า 20 เด้ง Nike ผู้จำหน่ายชุดกีฬาและรองเท้าชื่อดัง รวมไปถึงบริษัทผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กินใช้ทุกวันอย่าง Nestle อีกด้วย

รีวิวกองทุน MCONT: เมื่อของมันต้องใช้ ทำไมถึงจะไม่โต!

รู้จักกองทุนหลัก Robeco Global Consumer Trends

  • เน้นลงทุนในหุ้นที่มีสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มต้องใช้
  • ลงทุนใน 3 แนวโน้มหลักที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาว
  • คัดเลือกหุ้นแบบเชื่อมั่นสูงผ่านปัจจัยพื้นฐาน Active เน้นลงทุนในบริษัทที่มีโมเดลทางธุรกิจที่มีคุณภาพและมีศักยภาพในการเติบโต
  • ลงทุนในบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitve Advantage) ซึ่งบริษัทเหล่านี้มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนได้เหนือกว่าหุ้นอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันในระยะกลาง
  • คว้าโอกาสลงทุนในหุ้นทั่วโลกทั้งตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่

รีวิวกองทุน MCONT: เมื่อของมันต้องใช้ ทำไมถึงจะไม่โต!

สัดส่วนภูมิภาคและอุตสาหกรรมหลักที่ลงทุน

รีวิวกองทุน MCONT: เมื่อของมันต้องใช้ ทำไมถึงจะไม่โต!

ภาพแสดงสัดส่วนภูมิภาคหลักที่ลงทุนของกองทุน Robeco Global Consumer Trends I USD ที่มา: Robeco Fund Fact Sheet วันที่: 31 ธันวาคม 2021

รีวิวกองทุน MCONT: เมื่อของมันต้องใช้ ทำไมถึงจะไม่โต!

ภาพแสดงสัดส่วนอุตสาหกรรมหลักที่ลงทุนของกองทุน Robeco Global Consumer Trends I USD ที่มา: Robeco Fund Fact Sheet วันที่: 31 ธันวาคม 2021

  • สัดส่วนเซ็กเตอร์หลัก ๆ ที่ลงทุนอาจจะค่อนข้างแปลกตาจากกองทุนปกติทั่วไปที่เน้นหุ้นเทคหุ้นเฮลธ์แคร์เป็นเบอร์ 1 โดยกองทุนนี้เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มความงาม สินค้าหรูหราและสื่อสิ่งทอเป็นหลักซึ่งน่าจะมีหุ้นเด่น ๆ อย่าง Nike ผู้ผลิตรองเท้าชื่อดังรวมไปถึงกลุ่มข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวอย่าง Estee Lauder ผู้ผลิตเครื่องสำอางค์และสกินแคร์ต่าง ๆ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนต้องใช้ในทุก ๆ วันและมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง
  • สัดส่วนรองลงมาก็จะเป็นกลุ่มบริการด้านไอทีรวมไปถึงค้าปลีกออนไลน์ซึ่งน่าจะเป็นหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เราต้องใช้และมีแนวโน้มชัดเจนมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เช่น Amazon ที่การช้อปออนไลน์เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของชีวิตมนุษย์อย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่ผ่านมา รวมไปถึงมีหุ้นเน้นหนักอย่าง Intuit ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ด้านการเงินต่าง ๆ เช่น สำหรับจัดการภาษีที่มีผู้ใช้กว่า 100 ล้านรายทั่วโลก
  • เห็นดังนี้แล้วจุดเด่นของกองทุนนี้ก็คือการลงทุนในเซ็กเตอร์ที่มีแบรนด์ชั้นนำซึ่งมีความยั่งยืน โดดเด่น

รีวิวกองทุน MCONT: เมื่อของมันต้องใช้ ทำไมถึงจะไม่โต!

รีวิวหุ้นหลักที่ลงทุน

รีวิวกองทุน MCONT: เมื่อของมันต้องใช้ ทำไมถึงจะไม่โต!

 

ภาพแสดงสัดส่วนหุ้นหลักที่ลงทุนของกองทุน Robeco Global Consumer Trends I USD ที่มา: Robeco Fund Fact Sheet วันที่: 31 ธันวาคม 2021

  • Intuit (สัดส่วน 3.75%): บริษัทผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ทางด้านการเงิน มีผู้ใช้กว่า 100 ล้านรายทั่วโลก โดยมีซอฟต์แวร์ที่โดดเด่นเกี่ยวกับการจัดการทางด้านภาษีต่าง ๆ เป็นหลักรวมไปถึงซอฟต์แวร์ด้านการทำ Marketing ผ่านอีเมลล์อย่าง Mailchimp
  • Alphabet (สัดส่วน 3.70%): บริษัทผู้ฉีกข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลผู้พัฒนา Search engine อันเลื่องชื่ออย่าง Google ที่ฉีกข้อจำกัดด้านการเรียนรู้ทิ้งออกไป เปิดโอกาสให้ผู้คนมากมายเข้าถึงแหล่งความรู้ได้โดยง่าย มีการขยายขอบเขตเพิ่มเติมไปในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น Waymo โปรเจกต์รถยนต์ไร้คนขับ เป็นต้น
  • Nike (สัดส่วน 3.52%): คงไม่มีใครไม่รู้จักรองเท้า Nike แบรนด์รองเท้าชั้นนำมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบหลายราคาตั้งแต่หลักพันไปยันหลักแสนไปจนถึงหลักล้านในบางรุ่น เช่น ตระกูล Air Jordan อีกทั้งยังมีสินค้าอื่น ๆ เช่น เสื้อผ้าและอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เลือกสรรอีกด้วย
  • Netflix (สัดส่วน 3.35%): ผู้ปฏิวัติอุตสาหกรรมภาพยนตร์ Netflix ถือเป็นหนึ่งใน Disruptor แห่งทศวรรษที่ยกการชมภาพยนตร์แบบคมชัดมาไว้ที่บ้านในราคาย่อมเยา อีกทั้งยังเป็นผู้สร้างภาพยนตร์และซีรีย์ชั้นนำ Talk of the Town ชั้นเยี่ยมอีกมากมาย
  • VISA (สัดส่วน 3.07%): คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากสำหรับบริษัทนี้ เพราะแค่คุณเปิดกระเป๋าตังหยิบบัตรเครดิตหรือเดบิตก็จะเห็นโลโก้ของ VISA ในทันที VISA คือผู้เชื่อมโลกการโอนเงินใช้จ่ายเอาไว้ด้วยกัน อีกทั้งยังมียอดการทำธุรกรรมบัตรเครดิตสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในหมู่แบรนด์บัตรเครดิตของสหรัฐฯ ด้วยกัน

ผลตอบแทนย้อนหลัง

รีวิวกองทุน MCONT: เมื่อของมันต้องใช้ ทำไมถึงจะไม่โต!

 

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน Robeco Global Consumer Trends I USD ที่มา: Morningstar วันที่: 16 มกราคม 2022

จากภาพจะเห็นได้ว่ากองทุนมีผลตอบแทนในระยะยาวโดดเด่นเหนือดัชนีหุ้นโลก

MCONT เหมาะกับนักลงทุนแบบไหน

  • เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นที่น่าจะล้มหายตายจากได้ยากจากการลงทุนในแนวโน้มที่ล้อไปกับความต้องการของผู้คน
  • เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ชอบสไตล์การจัดการแบบ Active ที่อาจสร้างผลตอบแทนได้เหนือตลาด
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจับจังหวะตลาดการลงทุนในเชิงรับเนื่องจากอุตสาหกรรมหลักที่ลงทุนอยู่ในหมวดหุ้นที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง และอาจเป็นสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันซึ่งหลีกเลี่ยงได้ยาก

รีวิวกองทุน MCONT: เมื่อของมันต้องใช้ ทำไมถึงจะไม่โต!

นโยบายการลงทุนของกองทุน MCONT

  • ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว (Feeder Fund) คือ Robeco Global Consumer Trends (กองทุนหลัก) ในชนิดหน่วยลงทุน (share class) I USD โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV กองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่ได้ประโยคจากแนวโน้มการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตโดยกองทุนมีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 6

ค่าธรรมเนียมและเงินลงทุนขั้นต่ำของกองทุน MCONT

  • ค่าธรรมเนียมซื้อ: 1.00000% (ช่วง IPO), 1.50000% (ช่วงหลัง IPO)
  • ค่าธรรมเนียมขาย: ไม่มี
  • ค่าธรรมเนียมรวมรายปี: 1.9581% (ยังไม่รวมค่าใช่จ่ายอื่น)
  • ลงทุนขั้นต่ำ: 1,000 บาท

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

Mr. Serotonin

  จัดพอร์ตผ่านกองทุน MCONT อย่างไรดี? รับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น

👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service

คำเตือน
ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

References

http://reports.weforum.org/digital-transformation/consumer-industries-keeping-up-with-digital-consumers/

https://reports.weforum.org/digital-transformation/consumer-industries-keeping-up-with-digital-consumers-to-unlock-10-trillion-for-industry-and-society/

https://www.robeco.com/doca/CGF_CONSU_I-fact-202112-profgloben.pdf

https://www.robeco.com/doca/CGF_CONSU_I-twop-202111-profgloben.pdf

https://www.morningstar.co.uk/uk/funds/snapshot/snapshot.aspx?id=F00000Q1YC&tab=13

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 21/01/2022 “Bitcoin หลุด $40,000 อีกครั้ง พร้อมข่าวเเบงก์ชาติรัสเซีย เตรียมเเบน เหมือง-ธุรกรรม คริปโทฯ” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 21/01/2022

“Bitcoin หลุด $40,000 อีกครั้ง พร้อมข่าวเเบงก์ชาติรัสเซีย เตรียมเเบน เหมือง-ธุรกรรม คริปโทฯ” 

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ  Dow Jones ปิดที่  34,715.39 จุด -313.26  จุด  (-0.89%) S&P 500 ปิดที่ 4,482.73 จุด -50.03  จุด (-1.1%) Nasdaq ปิดที่ 14,154 จุด -186.2  จุด (-1.3%) Small Cap 2000 ปิดที่ 2,024.79 จุด -37.99  จุด (-1.84%) VIX Index อยู่ที่ 25.59 จุด +1.74  จุด (+7.3%)

ตลาดหุ้นยุโรป  Euro Stoxx 50 ปิดที่  4,299.61 จุด +31.33  จุด  (+0.73%) Dax เยอรมัน ปิดที่  15,912.33 จุด +102.61  จุด  (+0.65%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่  7,194.16 จุด +21.18  จุด  (+0.3%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่  7,585.01 จุด -4.65  จุด  (-0.06%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่  27,772.93 จุด +305.7  จุด  (+1.11%) CSI 300 จีน ปิดที่  4,823.51 จุด +43.13 จุด  (+0.90%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่  24,952.35 จุด +824.5  จุด  (+3.42%) SET Index ไทย ปิดที่  1,656.96 จุด -1.28  จุด  (-0.08%) VN30 เวียดนาม ปิดที่  1,492.81 จุด +10.26  จุด  (+0.69%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 21 มกราคม 2565) ราคาทองคำ 1,837.85 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 24.43 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 83.06 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 86.02 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 21 มกราคม 2565)  Bitcoin 4,0690 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,987.77 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.1549 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 433.81 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

Bloomberg คาดราคาน้ำมันมีโอกาสถึง $100 เนื่องจากอุปทานของนำ้มันที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ด้าน Goldman Sachs คาดราคาน้ำมันมีโอกาสถึง $100 ใน Q3/2022 พร้อมระบุความเสี่ยงที่ราคาอาจจะไม่ถึง $100 คือ อุปสงค์ที่ลดลงหากจีนมีการเเพร่ระบาดของโอมิครอน จนต้องปิดเมือง รวมถึงการเพิ่มขึ้นของอุปทานน้ำมันในสหรัฐฯ 

Netflix หุ้นร่วง 20% หลังปิดตลาด เหตุรายงานของบริษัท ระบุยอดผู้ใช้งานจะชะลอตัวใน Q1/2022 โดยเพิ่มขึ้น 2.5 ล้านราย เมื่อเทียบกับ 3.98 ล้านรายใน Q1/2021 เเละน้อยกว่าที่ตลาดคาดอย่างมาก ที่จะเพิ่มขึ้น 6.93 ล้านรายใน Q1/2022 ด้านผลประกอบการ EPS อยู่ที่ $1.33 มากกว่าคาดที่  $0.82 ด้านรายได้เเละจำนวนผู้ใช้งานใกล้เคียงกับที่คาด 

ดัชนี Hang Seng บวกแรงกว่า 3% หุ้นเทคฯ-อสังหา พุ่ง หลังแบงก์ชาติจีนลดดอกเบี้ยเงินกู้ (LPR) ระยะเวลา 1 ปี ลง 10 bps เหลือ 3.7% จาก 3.8% และยังได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะเวลา 5 ปี เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2020 เหลือ 4.6% จาก 4.65% ส่งให้นักลงทุนคลายความกังวลต่อมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวด

ไบเดนย้ำ สหรัฐฯ จะตอบโต้ทางเศรษฐกิจเเละทางการฑูต หากรัสเซียบุกยูเครน เพื่อให้รัสเซียต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายทางการเมือง เศรษฐกิจและทางทหารที่สูงขึ้น ด้านไบเดนกล่าวว่าการส่งทหารอเมริกันเข้าร่วมความขัดเเย้งระดับสงคราม “ไม่น่าจะเกิดขึ้น”

แบงก์ชาติรัสเซีย เตรียมแบน ‘ซื้อ-ขาย’ และ ‘ขุดเหมือง’ Bitcoin ในประเทศ ด้านนักวิเคราะห์ ประเมินมีผลกระทบระยะสั้น เนื่องจากเหมืองขุด Bitcoin จะมีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อครั้งรัฐบาลจีนประกาศห้ามทำเหมืองเเละธุรกรรม คริปโทฯ

ศบค. ผ่อนคลายมาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยว เปิดลงทะเบียนระบบเทสต์แอนด์โกอีกครั้ง 1 ก.พ. นี้ พร้อมตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR จำนวน 2 ครั้ง เเละปรับลด “พื้นที่สีส้ม” หรือ “พื้นที่ควบคุม” จาก 69 จังหวัด เหลือ 44 จังหวัด โดยอนุญาตให้รวมกลุ่มกันได้ไม่เกิน 500 คน และใช้อาคารสถานศึกษาเพื่อจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติ

News Update: Bitcoin หลุดระดับ $40,000 ต่ำสุดรอบ 6 เดือน ร่วงแล้วเกือบ 5% ตลาดกังวลสินทรัพย์เสี่ยง ด้านรัสเซียเตรียมแบน เหมือง-ธุรกรรม คริปโทฯ

THE OPPORTUNITY
News Update: Bitcoin หลุดระดับ $40,000 ต่ำสุดรอบ 6 เดือน ร่วงแล้วเกือบ 5% ตลาดกังวลสินทรัพย์เสี่ยง ด้านรัสเซียเตรียมแบน เหมือง-ธุรกรรม คริปโทฯ

Bitcoin ร่วงแรงหลุดระดับ $40,000 สู่ระดับต่ำสุดรอบ 6 เดือน หลังพุ่งขึ้นเหนือ $43,000 ในช่วงสั้นๆ เมื่อไม่ถึง 24 ชั่วโมงที่แล้ว ขณะที่ Ether และเหรียญอื่นๆ ปรับตัวลงมาเช่นกัน

ล่าสุด (21 ม.ค.) ราคา Bitcoin ร่วงแล้วเกือบ 5% อยู่ที่ราคาประมาณ $39,900 ขณะที่ Ether ร่วงกว่า 6.5% อยู่ที่ราคาประมาณ $2,900

การร่วงแรงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองลบของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจและปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง รวมถึงการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหลังดัชนี Nasdaq ลดลงมา 1.1% สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นเชิงลบต่อสินทรัพย์เสี่ยง

นอกจากนี้ความผันผวนของราคา Bitcoin เกิดขึ้นหลังธนาคารกลางรัสเซียประกาศพิจารณาเตรียมแบนคริปโทฯ ซึ่งรวมถึงการห้ามขุด ห้ามซื้อขาย และเตรียมแบนกระดานซื้อขาย โดยให้เหตุผลว่าสินทรัพย์ดิจอทัลเป็นภัยต่อความมั่นคงทางการเงินของชาติ และสร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการประกาศแบนดังกล่าวของรัสเซียนั้นส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อตลาดคริปโทฯ แต่คาดว่าจะได้เห็นภัยคุกคามมากขึ้นจากรัฐบาลของหลายประเทศในการจำกัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโทฯ

อ้างอิง: https://www.coindesk.com/markets/2022/01/20/first-mover-asia-bitcoin-altcoins-rise-and-then-sink/ 

https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-01-20/bitcoin-s-tech-correlation-strengthens-as-risk-appetite-returns?srnd=premium-asia&sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

แจกสไลด์ รายการ FINNOMENA LIVE – “ราคาน้ำมันทะยาน เงินเฟ้อลากยาว สินทรัพย์อะไรได้ประโยชน์?”

FINNOMENA

 

รับชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่ >>> https://youtu.be/Qwo9W5aHxcQ

ถึงเวลาของเงินบาท

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
ถึงเวลาของเงินบาท

ปี 2021 ถือเป็นปีที่ค่าเงินบาทอ่อนแอและผันผวนหนัก โดยอ่อนค่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับสกุลหลักอื่น ๆ ในเอเชีย -10.34% อันดับสองเป็นเยนญี่ปุ่นอ่อนค่า -10.28% และอันดับสามเป็นวอนเกาหลีใต้อ่อนค่า -8.63%

สกุลเงินในเอเชียส่วนใหญ่จะอ่อนค่ากันยกเว้นแค่หยวนของจีนที่แข็งค่าขึ้น 2.69%

การอ่อนค่าอย่างหนักของเงินบาทในปี 2021 จนมาถึงระดับ 33.99 บาท ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 ปัจจัยหลักมาจาก “การขาดดุลแฝด” หรือ “การขาดดุลบัญชีคลังและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในขณะเดียวกัน” เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2013 โดยครั้งนั้น เกิดจากการที่ปี 2011 ไทยเกิดน้ำท่วมใหญ่ กระทบกับกำลังการผลิตและส่งออก ขณะที่รัฐบาลต้องใช้นโยบายประชานิยม จึงเป็นการกดดันสถานะการคลังอย่างต่อเนื่อง

สำหรับในปี 2021 ด้วยสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดรุนแรง การท่องเที่ยวระหว่างประเทศหยุดชะงัก รัฐบาลต้องใช้มาตรการปิดเมืองตลอดไตรมาส 3 ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจติดขัด ทำให้รายได้ของภาครัฐหดหาย และจำเป็นต้องเพิ่มรายจ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และรายจ่ายด้านสาธารณสุข รวมไปถึงนโยบายช่วยผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

ทั้งหมดล้วนส่งผลให้สถานการคลังของรัฐบาลต้องเป็นขาดดุลรุนแรง ส่วนการส่งออกของไทยแม้จะขยายตัวได้ 16.4% แต่ยังเป็นการขยายตัวที่ต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย อีกทั้งดัชนีค่าระวางเรือโลกที่อยู่ในระดับสูงโดยเฉลี่ยที่ 7,374 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2021 สูงกว่าระดับเฉลี่ยในปี 2020 ที่ 2,171 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นอีกปัจจัยที่กดดันภาคการส่งออก และแม้ว่าจะเกินดุลการค้าได้ 3.92 พันล้านเหรียญ แต่ก็ต้องเจอกับการขาดดุลบัญชีบริการตลอดปี 2021 เกือบ 5 หมื่นล้านบาท จึงทำให้ไทยต้องประสบกับสภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรังเกือบ 1 หมื่นล้านบาท

ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอ และการเกิด “การขาดดุลแฝด” ทำให้เกิดแรงขายบาทตลอดปี 2021 รวมถึงมีแรงกดดันจากการแข็งค่าของ US Dollar ตามแรงหนุนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ เหล่านี้ล้วนเป็นเป็นเหตุที่ทำให้บาทอ่อนค่าเกินกว่าที่ควรจะเป็น

อย่างไรก็ตาม ในปี 2022 คาดว่าเงินบาทมีโอกาสพลิกฟื้นกลับมาแข็งค่าในระดับ 32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้ จากแรงหนุนต่าง ๆ ดังนี้

1. การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย แม้ว่าจะมีการระบาดของสายพันธุ์โอไมครอน แต่ด้วยประชาชนได้รับวัคซีนครบโดสมากกว่า 60% ของประชากรทั้งหมด และโอไมครอนไม่ได้ส่งผลให้เกิดอาการป่วยรุนแรง คาดว่ารัฐบาลจะไม่ใช้มาตรการเข้มงวดในการควบคุมโรค กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีโอกาสที่จะกลับมาใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดวิกฤติโควิด

2. การขาดดุลการคลังของรัฐบาลจะดีขึ้น จากค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่ลดลง ขณะที่การจัดเก็บรายได้น่าจะเริ่มมากขึ้น โดยรวมสถานการณ์การคลังของรัฐบาลจึงน่าจะดีขึ้นในปี 2022

3. ดุลบัญชีบริการจะขาดดุลลดลง จำนวนนักท่องเที่ยวที่จะมากขึ้น แม้จะยังไม่มีนักท่องเที่ยวจากจีน ซึ่งเป็นรายใหญ่ของไทย (11 ล้านคนในปี 2562) เนื่องจากรัฐบาลจีนจะยังคงเข้มงวดต่อการเดินทางออกนอกประเทศ โดยภาพรวมธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาในระดับ 5-6 ล้านคน ด้านรายการในดุลบริการด้านอื่น ๆ ทั้งค่าระวางเรือ คาดว่าจะชะลดลงตามสภาวะความต้องการตู้คอนเทนเนอร์ที่ใกล้สมดุลมากขึ้น

4. ดุลบัญชีเดินสะพัดจะพลิกกลับมาเป็นเกินดุล โดยดุลการค้าจะยังคงเกินดุลต่อเนื่องจากการส่งออกที่ยังคงแนวโน้มขยายตัวตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก โดย IMF ประเมินการค้าโลกในปี 2022 จะเติบโต 7% ขณะที่คาดการณ์การส่งออกของไทยปี 2022 จะขยายตัวได้อีกราว 5% เมื่อเทียบกับปี 2021 เมื่อรวมกับดุลบัญชีบริการที่ขาดดุลน้อยลง ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะสามารถพลิกมาเป็นเกินดุลได้ที่ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามคือ แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารกลางหลาย ๆ แห่งเพื่อสกัดเงินเฟ้อ อาจทำให้เกิดส่วนต่างกับอัตราดอกเบี้ยของไทย เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงที่ ธปท. จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.50% ไปจนถึงสิ้นปี 2022 อาจเป็นผลให้เกิดกระแสเงินไหลออกและกดดันค่าเงินบาทได้

กระนั้นการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed คาดว่าน่าจะเริ่มได้เร็วที่สุดคือ มี.ค. ก่อนจะถึงเวลานั้น ด้วยปัจจัยสนับสนุนต่าง ๆ จะเป็นตัวกระตุ้นให้กระแสเงินไหลกลับเข้าเก็งกำไรในเงินบาท ล่าสุด Goldman Sachs ได้ออกบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจว่าปี 2022 จะเป็นปีแห่งการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวหลังโควิด-19 มีแนวโน้มจะกลายเป็นเพียงแค่โรคระบาดประจำถิ่น ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวอย่างไทย โดย Goldman Sachs เชื่อว่าจะเริ่มมีเม็ดเงินเข้าเก็งกำไรในเงินบาทจากนี้ยาวไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2022

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์

เรียนรู้จากวิกฤติ ตอนที่ 2: Dot-com Bubble อินเทอร์เน็ตมหัศจรรย์กับเงินนักลงทุนที่หายไป

BottomLiner
เรียนรู้จากวิกฤติ ตอนที่ 2: Dot-com Bubble อินเทอร์เน็ตมหัศจรรย์กับเงินนักลงทุนที่หายไป
อย่างที่เราได้พูดปิดท้ายไว้ในตอนที่ 1
ฟองสบู่มักจะเกิดขึ้นจาก 2 สิ่ง คือ
  • เทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ (เช่น ฟองสบู่ Tronics และ ฟองสบู่ Biotech)
  • โอกาสในการทำธุรกิจใหม่ ๆ (เช่น ฟองสบู่ South Sea และ ฟองสบู่ดอกทิวลิป)
Internet เป็นทั้ง 2 อย่างในเวลาเดียวกัน มันเป็นทั้งเทคโนโลยีใหม่และโอกาสในการทำธุรกิจแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งเป็นการปฏิวัติการสื่อสาร เข้าถึงข้อมูล รวมถึงรูปแบบการซื้อ-ขาย สินค้าและบริการต่าง ๆ
Web browser แรกที่เป็นที่นิยมในโลกคือ “Mosaic” ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1993 ก่อนที่ Microsoft จะซื้อ license ของ Mosaic มาพัฒนาเป็น Internet Explorer บน window 95 และปล่อยออกสู่สาธารณะในปี 1995
Internet มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้ computer ส่วนบุคคลได้รับความนิยม เพราะมันช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลได้เป็นอย่างดี โดยพบว่าจำนวนของบ้านที่มี computer ส่วนบุคคลในสหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 35% ในช่วง 1990-1997 เท่านั้น
การเข้ามาของเทคโนโลยี internet ในช่วงแรกดูจะเป็นที่ถกเถียงกันเป็นวงกว้าง บ้างก็ว่าเป็นแค่กระแสชั่วคราวเท่านั้น แต่กระแสถกเถียงดังกล่าวก็เงียบลงเรื่อย ๆ เมื่อดัชนี NASDAQ ที่เป็นตัวแทนของหุ้นเทคได้วิ่งขึ้นมากกว่า 3 เท่าในเวลาไม่ถึง 2 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ดัชนี NASDAQ ก็เป็นขาขึ้นมาอย่างยาวนาน และทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ราว ๆ 15% ต่อปี (1974-1998) แต่นั้นเทียบไม่ได้เลยกับผลตอบแทน 3 เด้งใน 1 ปีนิด ๆ ระหว่างช่วง ต.ค. ปี 1998 – มี.ค. ปี 2000
จริง ๆ แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นในยุค “ฟองสบู่ Internet” นี้ ก็เหมือนฉายหนัง “ฟองสบู่ Tronics” ให้เราดูอีกรอบ เพียงแต่รอบนี้ หนังเรื่องนี้ระเบิดตูมตาม อลังการกว่าเดิมมาก
เดาได้ไม่ยาก ถ้าฟองสบู่ Tronics ในยุค 60 นั้น มาจากบริษัทจำนวนมากตั้งชื่อเกี่ยวกับ “Tronics” (แม้บริษัทอาจจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับอุตสาหกรรม Electronics ก็ตาม)
ฟองสบู่ Dot-com ก็มาจากความบ้าคลั่งใน Internet ที่ทุกบริษัทไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้หรือไม่ หันมาเปลี่ยนชื่อให้เข้ากับกระแส เช่นคำว่า Dot-com, Dot-net, Internet, Network แค่ปี 1998 ปีเดียว มีบริษัทในตลาดเปลี่ยนชื่อให้มีนัยยะกับเว็บไซต์ของบริษัทกว่า 63 บริษัท

พอกันที่การประเมินมูลค่า

บริษัทยุค Dot-com ส่วนใหญ่มักใช้กลยุทธ์ยอมขาดทุนต่อเนื่อง เร่งทำการตลาด โฆษณาและโปรโมชั่น เพื่อให้เกิด Network Effect และได้ market share ให้มากและเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ใช้การ burn cash จาก VC) สื่อโหมกระหน่ำทำข่าวหุ้นเทค นักวิเคราะห์ขยับเป้าราคาขึ้นรัว ๆ และมีนักลงทุนรายใหม่เข้าสู่ตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องในปี 1999-2000 ทำให้ราคาของหุ้นเทคในยุคนั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็วมาก ประกอบกับความมั่นใจในเทคโนโลยีว่าสิ่งเหล่านี้จะมา disrupt ธุรกิจแบบเดิม ๆ ทำให้นักลงทุนยอมซื้อหุ้นเทคในทุกราคา ไม่ว่าจะแพงแค่ไหน ละเลยการประเมินมูลค่า พื้นฐานบริษัท อัตราส่วนวัดความถูกแพงเช่น P/E, P/BV Ratio ไปเลย เพราะมันใช้ไม่ได้ผล บางบริษัทที่แพงมาก ๆ แต่ราคาก็ยังพุ่งสูงต่อไปให้แพงขึ้นไปอีก จนแทบจะรู้สึกว่าการมานั่งประเมินพื้นฐานเหล่านี้ ได้กำไรน้อยกว่าการสุ่มซื้อหุ้นที่มีเรื่องราวที่น่าสนใจเสียอีก นักลงทุนกวาดซื้อหุ้นเทคกันอย่างบ้าคลั่งและพา NASDAQ ทะยานสู่จุดที่แพงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดย NASDAQ ในปี 2000 มี P/E ถึง 175 เท่า (ณ ปัจจุบันที่คนบอกหุ้นเทคแพงเกินไป ซื้อไม่ไหว NASDAQ P/E 30 เท่า)

ยุคทองของ VC

แน่นอนบริษัทเทค Dot-com เหล่านี้จะเอาเงินทุนมาจากไหน ที่จะทำให้ขาดทุนได้นาน ๆ หนึ่งตัวละครที่เร่งให้เกิดการเก็งกำไรอย่างรุนแรงก็คือเหล่า VC ที่ให้ทุนบริษัท dot-com ต่าง ๆ และผลักดันเข้า IPO ในตลาดนั้นเอง เมื่อเหล่า VC กลุ่มแรกพาบริษัท dot-com เข้าตลาดและได้กำไรมหาศาล ทำให้ธุรกิจ VC ได้รับความสนใจอย่างมาก และ VC ก็เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นดอกเห็ด ในปี 2000 นั้น VC ในสหรัฐลงทุนในบริษัทต่าง ๆ ไปกว่า $66.4B เกิดดีลซื้อขายกว่า 4,500 ครั้ง (ถ้าหักเงินเฟ้อไป จะยังมากกว่าปี 2020 ที่ VC ให้ทุนเป็นจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์เสียอีก)

End Game

ในเดือน มกราคม ปี 2000 ทุกอย่างดูดีไปหมด เหล่าบริษัท Dot-com จำนวนมาก ยังมีเงินเหลือเฝือถึงขนาดซื้อเวลาโฆษณาใน Super Bowl ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นโฆษณาระดับ hi-end สุดตระการตาและมีค่าใช้จ่ายแพงถึง $2m ต่อ 30 วินาที (ประมาณ 100 ล้านบาทในปัจจุบัน)
ระเบิดถูกจุดขึ้นในวันที่ 13 มี.ค. เมื่อญี่ปุ่นประกาศว่ากำลังเข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเผชิญกับ Lost Decade ตั้งแต่ช่วง 1990 เป็นต้นมา ทำให้เกิดแรงเทขายรุนแรงทั่วโลก และกระทบกับหุ้นเทคเต็ม ๆ วันที่ 14 มี.ค. ตลาด NASDAQ ถล่มกว่า -6% แต่นั้นก็อาจจะเบาไปเลย หากเทียบกับ วันที่ตลาดมีการเคลื่อนไหวรุนแรงที่สุดในฟองสบู่รอบนี้ อย่าง 4 เม.ย. 2000 ที่ตลาดเคลื่อนไหวแดนลบสูงสุดในวันมากกว่า -15% จากการบริษัท Microsoft โดนตัดสินผิดกฎหมายผูกขาดบนตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลใน 2 รัฐ และศาลสั่งให้เหล่าผู้ผลิตและผู้ใช้งานลบแอป Internet Explorer ทิ้ง และสัปดาห์ต่อมาตลาด NASDAQ ลงต่ออีกกว่า -25%
ถ้าระเบิดคือ ญี่ปุ่น ตัวจุดระเบิดก็คือการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่เกิดขึ้นตลอด 1 ปีก่อนหน้า โดยขึ้นดอกเบี้ย 6 ครั้ง จาก 4.75% เป็น 6 % ซึ่งแม้การขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวจะไม่ได้กระทบสหรัฐโดยตรง แต่มันส่งผลอย่างมากต่อประเทศที่ค่าเงินเกี่ยวข้องกับ US Dollar โดยเฉพาะญี่ปุ่น
นอกจากนี้การขึ้นดอกเบี้ยก็เป็นอีกเหตุผลให้ เหล่า VC ไม่สามารถหาเงินมาให้บริษัท Dot-com ต่าง ๆ Burn Cash ได้อีกต่อไป แม้หลายบริษัทจะยังมีผู้ใช้บริการอยู่ แต่ไม่สามารถทนขาดทุนต่อเนื่องได้ เมื่อขาดสภาพคล่อง จึงยอมแพ้และล้มละลายไปในที่สุด
ไม่ใช่แค่บริษัท Dot-com เท่านั้นที่ล้มตาย ยังมีบริษัทที่วางระบบ infrastructure สำหรับ internet และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ขาดทุนมหาศาล เพราะ demand ไม่ได้มาตามนัดและหายไปอย่างฉับพลัน หลังจากฟองสบู่ dot-com แตก
เหตุการณ์ฟองสบู่ dot-com ใช้เวลากว่า 940 วัน จากจุดสูงสุดถึงจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 02 ตลาด NASDAQ ปรับตัวลงทั้งสิ้นกว่า -78% ซึ่งเป็นมูลค่าตลาดที่หายไปกว่า $2.26T หรือราว ๆ 75 ล้านล้านบาท มีบริษัทเทค IPO ทั้งสิ้น 2,288 บริษัทตั้งแต่ปี1996-2000 แต่มีเพียง 80 บริษัทจากจำนวนดังกล่าวที่ยังอยู่ในตลาดในปี 2001 (คิดเป็น 3.5% ที่รอด)
สถานการณ์ปัจจุบันแม้จะไม่ได้เหมือนกับเหตุการณ์ฟองสบู่ Dot-com เป๊ะ ๆ แต่ก็เป็นอะไรที่น่าคิดเหมือนกัน เพราะ Asset ต่าง ๆ ทั่วโลกวิ่ง Rally มาตั้งแต่ มี.ค. ปี 20 แล้วถ้ามันมีอะไรที่เป็นตัวจุดระเบิดลูกต่อไปขึ้นมา ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่เราลงทุนจะสามารถอยู่รอดได้หรือไม่? จากสถิติ 3.5% ที่เหลือรอดในฟองสบู่ dot-com ทรัพย์สินของเราจะอยู่ใน 3.5% นั้นหรือเปล่า ?
BottomLiner

News Update: ครบรอบ 1 ปีกับ ปธน.โจ ไบเดน ความนิยมตกฮวบ คนอเมริกันกว่าครึ่งไม่พอใจผลงาน จากประเด็นโควิด-เงินเฟ้อ–ขั้วการเมือง

THE OPPORTUNITY
News Update: ครบรอบ 1 ปีกับ ปธน.โจ ไบเดน ความนิยมตกฮวบ คนอเมริกันกว่าครึ่งไม่พอใจผลงาน จากประเด็นโควิด-เงินเฟ้อ–ขั้วการเมือง

ครบรอบ 1 ปีของปธน.โจ ไบเดนกับการดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่พอใจของชาวอเมริกันจากการรับมือต่อโควิด-19 การแบ่งขั้วทางการเมือง รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 40 ปี

โจ ไบเดน ยอมรับว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ชาวอเมริกันจำนวนมากหมดกำลังใจ แต่ยืนยันว่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารสามารถรับมือกับโควิดได้ดีกว่าที่คาดหวัง อย่างไรก็ดี ผลสำรวจจาก Ipsos ระบุว่า ชาวอเมริกันราว 50% ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของปธน.ไบเดน

สอดคล้องกับรายงานของ BBC ที่ระบุว่า คะแนนความนิยมของเขาร่วงลงเหลือ 42% โดยคะแนนความนิยมเริ่มลดลงหลังสหรัฐฯ ถอนกองกำลังออกจากอัฟกานิสถานในช่วงเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว และร่วงลงมาอีกหลังการระบาดของโควิด-19 กลับมาพุ่งสูงขึ้น ขณะที่คะแนนความไม่พอใจต่อผลงานของไบเดนที่พุ่งขึ้นจาก 35% ไปเป็น 52%

แม้ในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะส่งสัญญาณฟื้นตัวได้ดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ทำให้ทั้งการจ้างงานเติบโต อัตราว่างงานอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงการเติบโตของธุรกิจใหม่ๆ แต่นั่นมาพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงสุดในรอบ 39 ปี

Ipsos รายงานว่า เหตุผลหลักที่ชาวอเมริกันไม่พอใจคือ ปัญหาเศรษฐกิจและโควิด-19 ที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดลง ขณะที่ โจ ไบเดน กล่าวว่า นี่เป็นงานที่ยังไม่แล้วเสร็จ โดยมั่นใจว่าฝ่ายบริหารสามารถทำอะไรได้มากกว่าการรับมือกับโควิด-19

นอกจาก 2 ประเด็นข้างต้นแล้ว ยังมีประเด็นการแบ่งขั้วทางการเมืองในสภาคองเกรส โดยก่อนหน้านี้ ไบเดนกล่าวว่า ความท้าทายอย่างหนึ่งที่เขาประเมินต่ำเกินไปคือการต่อต้านอย่างเด็ดขาดของรีพับลิกัน และได้กล่าวถึง Mitch McConnell วุฒิสภารีพับลิกันที่ทำทุกอย่างเพื่อคัดค้านมาตรการของเขา

ที่ผ่านมา พรรคเดโมแครตพยายามผลักดันร่างกฎหมายมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ด้วยคะแนนเสียงของเดโมแครตที่มีมากกว่ารีพับลิกันเพียงเล็กน้อยในนโยบายต่างๆ เช่น การสร้างหลักประกันทางสังคม การฟื้นฟูสภาพแวดล้อม และการสร้างที่อยู่อาศัยราคาไม่แพง

ความพยายามดังกล่าวของเดโมแครตสร้างความไม่พอใจแก่ผู้อนุรักษ์นิยมบางคนที่มองว่า ไบเดนควรมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเงินเฟ้อ การขาดแคลนแรงงาน รวมถึงปัญหาห่วงโซ่อุปทานก่อนที่ปัญหาดังกล่าวจะยืดเยื้อ และนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในที่สุด

นักวิเคราะห์ด้านการเมืองมองว่า ความผิดพลาดของพรรคเดโมแครตคือการเน้นร่างกฎหมายที่ไม่สามารถผลักดันให้ลุล่วงโดยอ้างถึงความขัดแย้งในพรรคตัวเองซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ต้องการฟัง และนั่นทำให้เดโมแครตพลาดโอกาสในการหยิบยกกฎหมายที่ผลักดันจนสำเร็จขึ้นมาพูด

ความนิยมของโจ ไบเดน ลดลงอย่างมาก ซึ่งนี่อาจส่งผลต่อการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 8 พ.ย. อย่างไรก็ตามโจ ไบเดน ยังคงเชื่อมั่นว่าจะสามารถจัดการกับปัญหาที่ยังค้างคาได้เสร็จสิ้นก่อนการเลือกตั้งเพื่อรักษาคะแนนเสียงจากผู้สนับสนุน

อ้างอิง: 

https://www.reuters.com/world/us/biden-address-skeptics-presidency-nears-one-year-mark-wednesday-2022-01-19/ 

https://www.bbc.com/news/world-us-canada-60044270 

https://www.voathai.com/a/joe-biden-tepid-anniversary-year-two-pandemic-year-three/6403881.html

https://www.matichon.co.th/foreign/news_3140776

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

planet 46
รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

ใครที่กำลังมองหาโอกาสในการรับผลตอบแทนที่เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจเวียดนามแล้วละก็ต้องอ่านบทความนี้เลย เพราะในบทความนี้เราจะจับกองทุนไทยของทุกบลจ.ที่มีนโยบายลงทุนในประเทศเวียดนามมามัดรวมกันไว้ที่นี่

สารบัญ

ทำไมเวียดนามถึงน่าลงทุน?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 22 บลจ. ครอบคลุมทุกบลจ. ในประเทศไทย สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

GDP เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

แม้ว่าจะต้องประสบกับการระบาดของโควิด-19 แต่เศรษฐกิจของเวียดนามยังคงมีความยืดหยุ่น โดยในปี 2020 GDP ของเวียดนามขยายตัว 2.9% ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตของ GDP ที่สูงที่สุดในโลก การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ฟื้นตัวและตัวเลขการส่งออกที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งออกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นผลจากความต้องการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นจากมาตการทำงานที่บ้าน

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

GDP Growth (%)
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

ตั้งแต่ปี 2015-2019 GDP ของประเทศเวียดนามเฉลี่ยอยู่ที่ 6.8% โดย Bloomberg คาดการณ์ว่า GDP ของเวียดนามในปี 2021 และ 2022 จะกลับมาเติบโตที่ 5.1% และ 7.0% ตามลำดับ นอกจากนี้ Asian Delovepment Bank ยังระบุว่า โมเมนตัมการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามยังคงแข็งแกร่งในปีนี้และปีหน้า การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของจีนและสหรัฐฯ จะช่วยขยายโอกาสทางการค้าและการเติบโตของเวียดนามอย่างมีนัยสำคัญ

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

GDP Per Capita
ที่มา: Our World in Data

เวียดนามยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตของ GDP Per Capita เร็วที่สุดในอาเซียน และยังมี Upside อีกมาก โดยได้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในช่วงสองถึงสามทศวรรษที่ผ่านมา ในปี 2000 เวียดนามเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 60 ของโลก และไต่ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 44 ในปี 2019 โดยมีการคาดการณ์ว่า เวียดนามจะกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 20 ของโลกภายในปี 2050

สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวอย่างก้าวกระโดด

เวียดนามเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของหลาย ๆ ประเทศ โดยคู่ค้าที่สำคัญของเวียดนามได้แก่ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งมีสินค้ากลุ่มโทรศัพท์มือถือ และกลุ่มวงจรไฟฟ้า (IC) ที่เติบโตดีที่สุดในบรรดาสินค้าส่งออกของเวียดนาม โดยเติบโตมากกว่า 400% ในรอบ 5 ปี

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

ที่มา: OECD, ข้อมูล ปี 2019

ทำเลที่ตั้งของประเทศเอื้อต่อการค้าและธุรกิจ

ที่ตั้งของประเทศเวียดนามเอื้อต่อการทำค้าและธุรกิจ โดยเวียดนามตั้งอยู่ในที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ที่ตั้งของประเทศยังตั้งใกล้อยู่กับตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอย่างประเทศจีน ลักษณะของชายฝั่งทะเลที่ยาวของเวียดนามช่วยให้สามารถเข้าถึงทะเลจีนใต้และเส้นทางเดินเรือหลักของโลกได้

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

ภูมิศาสตร์ของประเทศเวียดนาม
ที่มา: https://www.itourvn.com/blog/vietnam-s-geography 

เมืองหลวงของเวียดนามอย่างกรุงฮานอยที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอยู่ในตำแหน่งที่สะดวกสำหรับการค้า ในขณะที่นครโฮจิมินห์ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดและถือเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในเมืองที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียอีกด้วย การมีเมืองใหญ่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของประเทศทำให้ง่ายต่อการทำธุรกิจทั้งในและนอกประเทศ

การสนับสนุนจากภาครัฐเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

  • ข้อตกลงทางการค้า — รัฐบาลเวียดนามมีการทำข้อตกลงทางการค้าที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การเป็นหนึ่งในสมาชิกอาเซียนและเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ข้อตกลงทางการค้าทวิภาคี (BTA) กับสหรัฐฯ และ ข้อตกลงการค้าเสรีกับญี่ปุ่นและเกาหลี เป็นต้น
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน — รัฐบาลเวียดนามมีนโยบายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยมีการระดุมทุนเพื่อสร้างและปรับปรุงทางด่วน สนามบิน และท่าเรือทั่วประเทศ ซึ่งการคมนาคมขนส่งที่สะดวกจะทำให้การทำธุรกิจในเวียดนามง่ายขึ้น
  • เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ — ในเวียดนาม อุตสาหกรรมส่วนใหญ่อนุญาตให้มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยรัฐบาลได้ทำการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและเพิ่มนโยบายเพื่อดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ เช่น ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือยกเว้นภาษีสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ยกเว้นอากรขาเข้าในบางประเภทสินค้า เช่น วัตถุดิบ ลดหรือยกเว้นภาษีการเช่าที่ดินหรือภาษีการใช้ที่ดิน เป็นต้น

ทรัพยากรมนุษย์มีคุณภาพและอยู่ในวัยแรงงานเป็นส่วนใหญ่

ในปี 2020 เวียดนามมีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับที่ 15 ของโลกด้วยจำนวนประชากรมากกว่า 97 ล้านคน โดยคิดเป็นประมาณ 1.25% ของประชากรโลก ซึ่งในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ประชากรเวียดนามเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 1% และคาดว่าประชากรเวียดนามจะเพิ่มสูงถึง 104 ล้านคนภายในปี 2030 ตามแผนยุทธศาสตร์ ‘เวียดนาม 2030’ การเติบโตของประชากรที่คงที่บ่งชี้ถึงอนาคตที่สดใสสำหรับกำลังแรงงานของประเทศ ที่มักมาพร้อมกับการพัฒนาเมืองและการพัฒนาเศรษฐกิจ พร้อมกับช่วยหนุนการบริโภคในประเทศให้เติบโตอีกด้วย

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กราฟแท่งแสดงการคาดการณ์จำนวนประชากรของประเทศเวียดนาม ปี 2015-2050
ที่มา: Statista

ซึ่งจากข้อมูลของ Worldometers ระบุไว้ว่า อายุมัธยฐานของประชากรเวียดนามคือ 32.5 ปี ตามรายงานของ World Bank ระบุไว้ว่าประชากรเวียดนามประมาณ 70% มีอายุต่ำกว่า 35 ปี เวียดนามมีอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labour Force Participation Rate) เป็นอันดับสามในเอเชียที่ 68.5% รองจากประเทศคูเวต และเกาหลีเหนือ นอกจากนี้รัฐบาลเวียดนามยังมีการจัดสรรงบประมาณประจำปีประมาณ 20% สำหรับภาคการศึกษา ด้วยเหตุนี้เวียดนามจึงมีแรงงานที่อายุน้อยและมีการศึกษาสูง

อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตสูง หนุน Start-up เกิดง่าย

อย่างที่ได้เกริ่นไปก่อนหน้านี้ว่าประชากรของประเทศเวียดนามอยู่ในวัยแรงงานจำนวนมาก จึงส่งผลให้อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศเวียดนามสูงตามไปด้วย ซึ่งปัจจัยนี้จะช่วยหนุนให้เกิดธุรกิจ Start-up ที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในอนาคต

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Internet Penetration Rate และ Internet Economy GMV
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

ระยะสั้น-กลาง เวียดนามยังน่าลงทุนอยู่ไหม?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

เวียดนามเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2021 โดยดัชนี VNI ทำผลการดำเนินงานไปได้ 24.8% ซึ่งเป็นอันดับสองรองจากอินเดียเพียงประเทศเดียว (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2564) เห็นผลตอบแทนงามขนาดนี้ หลาย ๆ คนที่ยังไม่มีกองทุนเวียดนามอยู่ในพอร์ต หรือแม้แต่คนที่มีกองทุนเวียดนามอยู่ในพอร์ตแล้วแต่อยากลงทุนเพิ่ม ก็คงต้องมีคำถามแน่ ๆ ว่า ตอนนี้เวียดนามแพงไปหรือยัง? ยังสามารถซื้อลงทุนได้อยู่ไหม? ในบทความนี้ จะพาไปหาคำตอบให้ทุกคนได้นำไปประกอบการตัดสินใจในการลงทุนกองทุนเวียดนามกัน

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

VNI Index YTD Performance by Sector และ VNI Index Weight by Sector
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

จากภาพกราฟด้านบนจะเห็นได้ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมของเวียดนาม เช่น กลุ่มสื่อสาร เทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถทำผลตอบแทนได้โดดเด่น Outperform และมีเพียงกลุ่ม Defensive อย่างสาธารณูปโภค พลังงาน สุขภาพ และสินค้าจำเป็น ที่ Underperform ในภาพรวม ซึ่งหากดูจากสัดส่วนอุตสาหกรรมของดัชนี VNI ตามรูป Pie Chart ด้านขวาก็จะพบว่า สัดส่วนของกลุ่ม Defensive มีน้ำหนักไม่มากในดัชนี 

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Bloomberg estimate P/E
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

ด้าน Valuation ของตลาดหุ้นเวียดนามอย่างดัชนี VN30 และ MSCI Vietnam ยังมีมูลค่าที่ถูกกว่าตลาดหุ้นไทยทั้งดัชนี SET50 และ MSCI Thailand และหากเทียบกันในประเทศเวียดนามกันเองจะพบว่า Valuation ของดัชนี VN30 จะมีมูลค่าถูกกว่าดัชนี MSCI Vietnam

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Relative PE: Vietnam Ho Chi Minh Stock Index vs. S&P 500 Index
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

และถ้าพิจารณาจาก Relative PE ของ Vietnam Ho Chi Minh Stock Index เทียบกับ S&P 500 Index จะพบว่า ค่า Standard Deviation (SD) ณ วันที่ 11 ต.ค. 2021 จะอยู่ที่ -1 โดยขึ้นมาจาก -2 ในช่วงปี 2020 ดังนั้นหากมองในภาพรวมแล้ว เวียดนามยังเห็น Upside และมีโอกาสที่จะได้ Premium เพิ่ม

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Monthly EPS Revision
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

ขณะที่การปรับประมาณการกำไรสุทธิรายเดือนปี 2021 (Monthly EPS Revision) ของดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกจะพบว่า ค่า EPS ของดัชนี VNI อยู่อันดับต้น ๆ เสมอเมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหุ้นอื่น ๆ ทั่วโลก แม้ว่าจะถูกปรับลดประมาณการลงในช่วงเดือนกันยายนก็ตาม

ความเสี่ยงของเวียดนาม

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

เวียดนามยังเป็นหนึ่งตลาดที่มีอัตราความผันผวนในระดับที่สูง

ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ติดตามหุ้นเวียดนามก็น่าจะพอคุ้นกันดีว่าตลาดหุ้นเวียดนามนั้นค่อนข้างผันผวน และหากดูจากค่าเฉลี่ยความผันผวนระหว่างวัน (Average Absolute Daily Change) ของดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามเทียบกับดัชนีตลาดหุ้นอื่น ๆ ก็จะพบว่า ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามมีค่าเฉลี่ยความผันผวนสูงกว่าดัชนีตลาดหุ้นอื่น ๆ ทั้ง MSCI World, MSCI Emerging รวมถึง MSCI Frontier

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Average Absolute Daily Change in Index (%)
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

ปัญหาการคอรัปชันยังเป็นสิ่งต้องระวัง

เวียดนามถูกจัดเป็นประเทศที่ 104 ของดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ด้วยคะแนน 36 คะแนนในปี 2020 ซึ่งดัชนี CPI เป็นดัชนีที่สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่มีคะแนนตั้งแต่ 0 (คอร์รัปชันมากที่สุด) ไปจนถึง 100 (คอร์รัปชันน้อยที่สุด) เนื่องจากเดิมทีแล้วเศรษฐกิจของประเทศเวียดนามถูกขับเคลื่อนโดยรัฐวิสาหกิจ จึงมีเรื่องของสัมปทานที่ดินและโครงการต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เวียดนามก็ได้มีการกวาดล้างการคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Corruption Perceptions Index (CPI) และ Global Corruption Barometer (GCB) ของเวียดนาม
ที่มา: https://www.transparency.org/en/cpi/2020/index/

เห็นความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจของประเทศเวียดนามแล้วหลายคนก็คงเริ่มสนใจที่จะลงทุนในประเทศเวียดนามกันแล้ว แต่มีกองทุนไทยกองทุนไหนบ้างละที่มีนโยบายลงทุนในประเทศเวียดนาม? แล้วแต่ละกองทุนลงทุนในหลักทรัพย์อะไรในเวียดนามบ้าง? ติดตามในหัวข้อถัดไปได้เลย

กองทุนไทยที่มีนโยบายลงทุนในเวียดนาม

PRINCIPAL VNEQ-A

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กองทุนเปิดพรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ ชนิดสะสมมูลค่า (PRINCIPAL VNEQ-A) มีนโยบายลงทุนในตราสารแห่งทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือมีธุรกิจหลัก ในประเทศเวียดนามที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต รวมทั้งตราสารทุนอื่นใดที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องและ/หรือที่ได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ ทรัพย์สินส่วนใหญ่มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศดังกล่าว และ/หรือตราสารทุนของผู้ประกอบการเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอื่น และ/หรือกองทุนรวมอื่นที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารแห่งทุน และ/หรือกองทุนรวม ETF ตราสารทุนต่างประเทศที่เน้นลงทุนในตราสารทุนประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ลงทุนใน PRINCIPAL VNEQ-A แล้วจะได้ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

รายชื่อทรัพย์สินที่ PRINCIPAL VNEQ-A ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2021)
ที่มา: PRINCIPAL VNEQ-A Fund Fact Sheet

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ PRINCIPAL VNEQ-A ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2021)
ที่มา: https://www.principal.th/sites/default/files/fund-documents/Thailand%20Site/th_IVPRINCIPAL%20VNEQ.pdf

  • SSIAM VNFIN LEAD ETF (8.76%) — กองทุน ETF ที่มีกลยุทธ์การลงทุนมุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามดัชนี Vietnam Leading Financial (VNFIN LEAD) ซึ่งเป็นดัชนีที่รวมหุ้นของบริษัทอย่างน้อย 10 แห่งจากดัชนี VNAllshare Financials (VNFIN)
  • Vinhomes (7.06%) — ดำเนินงานในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย บริษัท มีส่วนร่วมในการก่อสร้างและบริหารอาคารที่พักอาศัย สำนักงาน และอาคารพาณิชย์ ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ได้แก้ บ้าน อพาร์ตเมนต์ วิลล่า ตลอดจนสำนักงานขาย และให้เช่า บริษัทลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทั้งเวียดนาม
  • Masan Group (7.00%) — เป็นบริษัทโฮลดิ้ง (holding company) ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มผ่านบริษัทในเครือ ไม่ว่าจะเป็น ซีอิ๊ว น้ำปลา เครื่องปรุงรส น้ำพริก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กสำเร็จรูป กาแฟสำเร็จรูป ซีเรียลสำเร็จรูป เครื่องดื่มบรรจุขวด เนื้อสัตว์แปรรูป และเบียร์ นอกจากนี้ยังมีประกอบธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ การขุดและแปรรูปแร่ ซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ และยังเป็นผู้ถือหุ้นใน Techcombank อีกด้วย
  • Vingroup (6.56%) — ดำเนินธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ พัฒนาและก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ อาคารพาณิชย์ อาคารสำนักงาน ที่พักอาศัย และวิลล่า สำหรับเช่าและขาย นอกจากนี้บริษัทยังให้บริการด้านสุขภาพผ่าน Vinmec International Hospital ตลอดจนบริการด้านการศึกษาผ่านการดำเนินงานของสถาบัน Vinschool และ VinUniversity ด้านการผลิตรถยนต์ดำเนินการผ่าน VinFast และโทรศัพท์มือถือ VinSmart รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีผ่านกลุ่มบริษัท VinTech
  • Hoa Phat Group (6.26%) — บริษัทประกอบธุรกิจด้านเหล็กเป็นหลัก โดยมีการดำเนินธุรกิจผ่าน 4 ภาคส่วน ได้แก่ 
    1. เหล็กและเหล็กกล้า: ผลิตเหล็กและเหล็กหล่อในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แผ่น แท่ง ม้วนและท่อ ตลอดจนวัสดุที่ใช้ทำเหล็กและเครื่องจักรขึ้นรูปเหล็ก รวมถึงท่อเหล็กและเหล็กกัลวาไนซ์
    2. เกษตรกรรม: ดำเนินธุรกิจด้านการเลี้ยงสุกรและสัตว์ปีก การแปรรูปเนื้อสัตว์ ตลอดจนการผลิตอาหารสัตว์ ปุ๋ย และอุปกรณ์การเกษตร
    3. อสังหาริมทรัพย์: พัฒนาและสร้างอาคารที่พักอาศัย รวมถึงอาหารสำนักงานสำหรับให้เช่าและขาย
    4. การผลิตในภาคอุตสาหกรรมอื่น: ผลิตและจัดจำหน่ายยานยนต์และอุปกรณ์สำหรับงานก่อสร้างและเหมืองแร่ พร้อมด้วยเครื่องใช้ในครัวเรือน ตู้เย็น และเฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้านและสำนักงาน 

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 2.345%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน PRINCIPAL VNEQ-A:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ซื้อกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A คลิก

ASP-VIET

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กองทุนเปิด แอสเซทพลัส เวียดนาม โกรท ฟันด์ (ASP-VIET) มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือมีธุรกิจหลักในประเทศเวียดนาม ที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตและ/หรือมีแนวโน้มการเจริญเติบโตในอนาคต รวมทั้งตราสารทุนอื่นใดที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องและ/หรือที่ได้รับ ผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือทรัพย์สินส่วนใหญ่ มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเวียดนาม และ/หรือตราสารทุนของผู้ประกอบการเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอื่น และ/หรือหน่วย CIS ที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุน และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) ตราสารทุนที่เน้นลงทุนในตราสารทุนประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน ASP-VIET จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ลงทุนใน ASP-VIET แล้วจะได้ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

รายชื่อหลักทรัพย์ที่ ASP-VIET ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2021)
ที่มา: Morningstar 

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Top 5 Sectors ของ ASP-VIET (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2021)
ที่มา: Morningstar

สำหรับในบทความนี้ขอนำ Top Holdings ของ Vietnam Equity (UCITS) Fund ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่มีสัดส่วนลงทุนสูงสุดของกองทุน ASP-VIET มาเจาะลึกไปถึงหุ้นที่ลงทุนกัน

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Top 10 Holdings ของ Vietnam Equity (UCITS) Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2021)
ที่มา: https://www.dragoncapital.com/vef/

  • Mobile World (9.38%) — บริษัทค้าปลีกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ให้บริการทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทเน้นไปที่เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน เช่น โทรทัศน์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งรวมถึงแท็บเล็ต แล็ปท็อป และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ
  • MB Bank (8.09%) — สถาบันการเงินผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่ลูกค้า ทั้งลูกค้าบุคคลและลูกค้าองค์กร นอกจากนี้ยังเป็นตัวแทนประกันภัย และให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ ทองคำแปรรูป รวมถึงการจัดพอร์ตการลงทุนผ่านบริษัทย่อยและบริษัทในเครือ
  • VNDIRECT Securities (6.15%) — บริษัทหลักทรัพย์ผู้ให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์  การให้คำปรึกษาด้านการลงทุน การควบรวมกิจการ การจัดพอร์ตการลงทุน ตลอดจนให้คำปรึกษาด้านการเงินขององค์กรและการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) โดยให้บริการในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งเวียดนาม ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ ไทย เกาหลี และญี่ปุ่น

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม และหมวดอุตสาหกรรม Finance, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน ASP-VIET:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.610%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.25%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 3.0484%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน ASP-VIET:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ซื้อกองทุน ASP-VIET คลิก

UVO

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กองทุนเปิด ยูไนเต็ด เวียดนาม ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ (UVO) มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) ที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้ บริษัทจัดการจะลงทุนในหน่วย CIS และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) ต่างประเทศที่มีนโยบายการลงทุนดังกล่าวอย่างน้อย 2 กองทุน ในสัดส่วนกองทุนละไม่เกินร้อยละ 79 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน UVO จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management) ซึ่งบริหารงานโดยผู้จัดการกองทุนชาวเวียดนามที่มีประสบการณ์ในตลาดหุ้นเวียดนามมายาวนาน รวมถึงกองทุนที่บริหารโดยผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญระดับสากล 

ลงทุนใน UVO แล้วจะได้ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

รายชื่อหลักทรัพย์ที่ UVO ลงทุน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2021)
ที่มา: UVO Fund Factsheet

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Top 5 Sectors ของ UVO (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2021)
ที่มา: Morningstar

เนื่องจากกองทุน UVO ให้น้ำหนักการลงทุนใน Vietnam Equity (UCITS) Fund ในสัดส่วนที่มากที่สุด ซึ่งจะเหมือนกับกองทุน ASP-VIET เราได้เจาะลึกหุ้นที่กองทุน Vietnam Equity (UCITS) Fund ลงทุนไว้แล้ว สามารถไปดูได้ในส่วนของกองทุน ASP-VIET ได้เลย

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน UVO:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.9110%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน UVO:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

ซื้อกองทุน UVO คลิก

ONE-VIETNAM-RA

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กองทุนเปิด วรรณ เวียดนาม อิควิตี้ ชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป (ONE-VIETNAM-RA) มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนตราสารทุนต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวม ETF ต่างประเทศที่มีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนในประเทศเวียดนามหรือได้ประโยชน์จากการประกอบธุรกิจในประเทศเวียดนามเป็นหลัก โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน ONE-VIETNAM-RA จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ลงทุนใน ONE-VIETNAM-RA แล้วจะได้ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

รายชื่อหลักทรัพย์ที่ ONE-VIETNAM-RA ลงทุน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2021)
ที่มา: ONE-VIETNAM-RA Fund Factsheet

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Top 5 Sectors ของ ONE-VIETNAM-RA (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2021)
ที่มา: Morningstar

สำหรับในบทความนี้ขอนำ Top Holdings ของ JPMorgan Vietnam Opportunities ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่มีสัดส่วนลงทุนสูงสุดของกองทุน ONE-VIETNAM-RA มาเจาะลึกไปถึงหุ้นที่ลงทุนกัน 

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Top 10 Holdings ของ JPMorgan Vietnam Opportunities (ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม 2021)
ที่มา: https://am.jpmorgan.com/hk/en/asset-management/per/products/jpmorgan-vietnam-opportunities-acc-usd-hk0000055811#/portfolio

  • Masan Group (9.80%) — เป็นบริษัทโฮลดิ้ง (holding company) ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มผ่านบริษัทในเครือ ไม่ว่าจะเป็น ซีอิ๊ว น้ำปลา เครื่องปรุงรส น้ำพริก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กสำเร็จรูป กาแฟสำเร็จรูป ซีเรียลสำเร็จรูป เครื่องดื่มบรรจุขวด เนื้อสัตว์แปรรูป และเบียร์ นอกจากนี้ยังมีประกอบธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ การขุดและแปรรูปแร่ ซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ และยังเป็นผู้ถือหุ้นใน Techcombank อีกด้วย
  • Hoa Phat Group (9.60%) — บริษัทประกอบธุรกิจด้านเหล็กเป็นหลัก โดยมีการดำเนินธุรกิจผ่าน 4 ภาคส่วน ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า เกษตรกรรม อสังหาริมทรัพย์ และการผลิตในภาคอุตสาหกรรมอื่น
  • Vingroup (8.40%) — ดำเนินธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ พัฒนาและก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ อาคารพาณิชย์ อาคารสำนักงาน ที่พักอาศัย และวิลล่า สำหรับเช่าและขาย นอกจากนี้บริษัทยังให้บริการด้านสุขภาพผ่าน Vinmec International Hospital ตลอดจนบริการด้านการศึกษาผ่านการดำเนินงานของสถาบัน Vinschool และ VinUniversity ด้านการผลิตรถยนต์ดำเนินการผ่าน VinFast และโทรศัพท์มือถือ VinSmart รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีผ่านกลุ่มบริษัท VinTech

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม และหมวดอุตสาหกรรม Real Estate และ Consumer Staples, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน ONE-VIETNAM-RA:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.7441%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน ONE-VIETNAM-RA:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 5,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ซื้อกองทุน ONE-VIETNAM-RA คลิก

K-VIETNAM

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กองทุนเปิดเค เวียดนาม หุ้นทุน (K-VIETNAM) มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศเวียดนามและ/หรือที่ดำเนินธุรกิจหรือได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือทรัพย์สินส่วนใหญ่มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเวียดนาม และ/หรือตราสารทุนของผู้ประกอบการเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอื่น รวมทั้งหน่วย CIS หน่วย property หน่วย infra ที่เกี่ยวข้องกับประเทศเวียดนาม และ/หรือกองทุน ETF ที่เน้นลงทุนในตราสารทุนประเทศเวียดนามตามที่ประกาศ ก.ล.ต. กำหนด หรือที่จะประกาศเพิ่มเติมในภายหลังโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน K-VIETNAM จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ลงทุนใน K-VIETNAM แล้วจะได้ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

รายชื่อหลักทรัพย์และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ K-VIETNAM ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2021)
ที่มา: K-VIETNAM Fund Factsheet

  • Masan Group (9.46%) — เป็นบริษัทโฮลดิ้ง (holding company) ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มผ่านบริษัทในเครือ ไม่ว่าจะเป็น ซีอิ๊ว น้ำปลา เครื่องปรุงรส น้ำพริก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กสำเร็จรูป กาแฟสำเร็จรูป ซีเรียลสำเร็จรูป เครื่องดื่มบรรจุขวด เนื้อสัตว์แปรรูป และเบียร์ นอกจากนี้ยังมีประกอบธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ การขุดและแปรรูปแร่ ซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ และยังเป็นผู้ถือหุ้นใน Techcombank อีกด้วย
  • Vinhomes (7.54%) — ดำเนินงานในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย บริษัท มีส่วนร่วมในการก่อสร้างและบริหารอาคารที่พักอาศัย สำนักงาน และอาคารพาณิชย์ ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ได้แก้ บ้าน อพาร์ตเมนต์ วิลล่า ตลอดจนสำนักงานขาย และให้เช่า บริษัทลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทั้งเวียดนาม
  • Vingroup (6.49%) — ดำเนินธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ พัฒนาและก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ อาคารพาณิชย์ อาคารสำนักงาน ที่พักอาศัย และวิลล่า สำหรับเช่าและขาย นอกจากนี้บริษัทยังให้บริการด้านสุขภาพผ่าน Vinmec International Hospital ตลอดจนบริการด้านการศึกษาผ่านการดำเนินงานของสถาบัน Vinschool และ VinUniversity ด้านการผลิตรถยนต์ดำเนินการผ่าน VinFast และโทรศัพท์มือถือ VinSmart รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีผ่านกลุ่มบริษัท VinTech
  • Mobile World (6.40%) – บริษัทค้าปลีกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ให้บริการทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทเน้นไปที่เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน เช่น โทรทัศน์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งรวมถึงแท็บเล็ต แล็ปท็อป และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ
  • FPT Telecom (5.10%) — หนึ่งในผู้ให้บริการโทรคมนาคมและอินเตอร์เน็ตในเวียดนามและภูมิภาคอื่น ๆ ซึ่งได้แก่ กัมพูชา และเมียนมาร์ ผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัท เช่น FPT Internet, FPT Television, กล่องแอนดรอยทีวี FPT Playbox, กล้องวงจรปิด FPT Camera และเซ็นเซอร์ประตู FPT iHome เป็นต้น

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม และหมวดอุตสาหกรรม Real Estate, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน K-VIETNAM:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 2.22622%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน K-VIETNAM:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 500 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 500 บาท

ซื้อกองทุน K-VIETNAM คลิก

KFVIET-A

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กองทุนเปิดกรุงศรีเวียดนามอิควิตี้ ชนิดสะสมมูลค่า (KFVIET-A) มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟต่างประเทศที่มีนโยบายการลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนในประเทศเวียดนาม และ/หรือมีธุรกิจหลักหรือได้ประโยชน์จากการประกอบธุรกิจในประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน KFVIET-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ลงทุนใน KFVIET-A แล้วจะได้ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Portfolio Breakdown ของ KFVIET-A (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2021)
ที่มา: KFVIET-A Fund Factsheet

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Top 5 Sectors ของ KFVIET-A (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2021)
ที่มา: Morningstar

ผสานกลยุทธ์การลงทุนเชิงรุกในกองทุน JPMorgan Vietnam Opportunities Fund ในสัดส่วนการลงทุนไม่เกิน 79% ของ NAV และเพิ่มความยืดหยุ่นเชิงรับจากการลงทุนใน ETF ซึ่งได้แก่ VanEck Vectors Vietnam ETF และ Xtrackers FTSE Vietnam Swap UCITS ETF ในสัดส่วนการลงทุนประมาณ 0% – 30% ของ NAV เพื่อโอกาสการลงทุนที่ดีที่สุดในทุกภาวะตลาด

เนื่องจากกองทุน KFVIET-A ให้น้ำหนักการลงทุนใน JPMorgan Vietnam Opportunities Fund ในสัดส่วนที่มากที่สุด ซึ่งจะเหมือนกับกองทุน ONE-VIETNAM-RA เราได้เจาะลึกหุ้นที่กองทุน JPMorgan Vietnam Opportunities Fund ลงทุนไว้แล้ว สามารถไปดูได้ในส่วนของกองทุน ONE-VIETNAM-RA ได้เลย

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม และหมวดอุตสาหกรรม Financials และ Real Estate, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนีมต่าง ๆ ของกองทุน KFVIET-A:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 0.8025%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.0005%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน KFVIET-A:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 500 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 500 บาท

ซื้อกองทุน KFVIET-A คลิก

TMB-ES-VIETNAM

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กองทุน ทีเอ็มบี อีสท์สปริง Vietnam Active Equity (TMB-ES-VIETNAM) มีนโยบายการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ หรือ กองทุนรวม ETF ต่างประเทศ ที่มีนโยบายมุ่งเน้นลงทุนในหุ้นของ บริษัทที่อยู่ในประเทศเวียดนามหรือบริษัทเกี่ยวข้องกับประเทศเวียดนาม ทั้งนี้ กองทุนจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมข้างต้น ตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน TMB-ES-VIETNAM จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ลงทุนใน TMB-ES-VIETNAM แล้วจะได้ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

กองทุนรวมที่กองทุน TMB-ES-VIETNAM ไปลงทุนเกิน 20% ของ NAV ได้แก่

1. Vietnam Equity (UCITS) Fund, Class A

ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่อยู่ ในประเทศเวียดนามหรือบริษัทเกี่ยวข้องกับประเทศเวียดนามที่คัดสรรแล้วว่ามีศักยภาพในการเติบโตสูง ทั้งนี้ หลักทรัพย์ที่กองทุนลงทุนจะเป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โฮจิมิน, ตลาดหลักทรัพย์ฮานอย, Unlisted Public Company Market (UPCoM) หรือตลาดหลักทรัพย์ใด ๆ โดยจะมีการ ลงทุนในหลักทรัพย์ที่ซื้อขายนอกตลาดหรือหลักทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียนในสัดส่วนไม่เกิน 10% ของ NAV

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Sector Allocation ของ Vietnam Equity (UCITS) Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2021)
ที่มา: Vietnam Equity (UCITS) Fund Factsheet

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Top 10 Holdings ของ Vietnam Equity (UCITS) Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2021)
ที่มา: https://www.dragoncapital.com/vef/

เนื่องจากกองทุน TMB-ES-VIETNAM ให้น้ำหนักการลงทุนใน Vietnam Equity (UCITS) Fund ในสัดส่วนที่เกิน 20% ของ NAV ซึ่งจะเหมือนกับกองทุน ASP-VIET เราได้เจาะลึกหุ้นที่กองทุน Vietnam Equity (UCITS) Fund ลงทุนไว้แล้ว สามารถไปดูได้ในส่วนของกองทุน ASP-VIET ได้เลย

2. Lumen Vietnam UCITS Fund, Class I (USD)

ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศเวียดนาม หรือมีธุรกิจหลักที่เกี่ยวข้องกับประเทศเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และใช้ปัจจัยทางด้าน ESG และธรรมาภิบาลของบริษัทเข้ามาร่วมพิจารณาการลงทุน เพื่อมุ่งหวังให้การลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Sector Allocation ของ Lumen Vietnam Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2021)
ที่มา: Lumen Vietnam Fund Factsheet

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Top 10 Holdings ของ Lumen Vietnam Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2021)
ที่มา: Lumen Vietnam Fund Factsheet

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม และหมวดอุตสาหกรรม Financials และ Real Estate, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน TMB-ES-VIETNAM:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.6050%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.7935%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน TMB-ES-VIETNAM:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

ประชันผลตอบแทน 6 กองทุนเวียดนาม

การจะเลือกซื้อกองทุนสักกองแน่นอนว่าหนึ่งในปัจจัยที่เราต้องนำมาประกอบในการตัดสินใจซื้อก็คงจะหนีไม่พ้น “ผลตอบแทน” เพราะมันเป็นปัจจัยที่แสดงให้เราเห็นถึงศักยภาพในการดำเนินงานของกองทุนได้

ในหัวข้อนี้เราจึงนำผลการดำเนินงานของแต่ละกองทุนมาเปรียบเทียบกันแบบชัด ๆ ให้ผู้อ่านบทความนี้ทุกคนนำไปข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อกองทุนได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

เปรียบเทียบผลการดำเนินงาน 6 กองทุนเวียดนามย้อนหลัง 3 ปี (ข้อมูล ณ วันที่ 14 มกราคม 2022)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/compare/

กราฟเส้นสีม่วงแสดงถึงผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปีของกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A, สีน้ำเงิน ASP-VIET, สีส้ม UVO, สีเทา ONE-VIETNAM-RA, สีเหลือง K-VIETNAM และสีแดง KFVIET-A จากกราฟจะเห็นได้ว่ากองทุน PRINCIPAL VNEQ-A สามารถทำผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปีได้ที่ 74.64% ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่โดดเด่นที่สุดในบรรดากองทุนไทยที่มีนโยบายลงทุนในเวียดนาม

แต่อย่าลืมว่าผลตอบแทนไม่ใช่คำตอบของทุกอย่างในการลงทุนกองทุนรวม ดังนั้นเราควรพิจารณาปัจจัยอื่น เช่น นโยบายการลงทุน ปัจจัยความเสี่ยงต่าง ๆ ค่าธรรมเนียม ฯลฯ ควบคู่กันไปด้วยนะ

ซึ่งหากใครอยากดูข้อมูลเปรียบเทียบของ 6 กองทุนเวียดนามแบบอัปเดตล่าสุดก็สามารถ คลิกที่นี่ เพื่อดูข้อมูลได้เลย

กองทุนเวียดนามแนะนำจาก FINNOMENA

จากการวิเคราะห์ทั้งในเชิงปริมาณ (Quantitative) และในเชิงคุณภาพ (Qualitative) ในบรรดากองทุนเวียดนามทั้ง 6 กองทุนนี้ FINNOMENA Investment Team แนะนำลงทุนในกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A ที่เป็นกองทุนที่อยู่ใน Long Term Call ของ FINNOMENA ซึ่งกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A จะลงทุนแบบ Direct Investment บนดัชนี VN30 (Benchmark) ที่มี Valuation ถูกกว่าดัชนีอื่น

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

Returns และ Maximum Drawdown ของกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A เทียบกับ 3 ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนาม
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

และหากดูจากภาพกราฟด้านซ้ายที่แสดงอัตราผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A เทียบกับดัชนีตลาดหุ้นของเวียดนาม 3 ดัชนี ใน 4 ช่วงเวลา จะพบว่ากองทุน PRINCIPAL VNEQ-A สามารถสร้างผลการดำเนินได้อย่างโดดเด่น Outperform เหนือกว่าทั้ง 3 ดัชนี

ซื้อกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A คลิก

— planet 46. 

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 22 บลจ. ครอบคลุมทุกบลจ. ในประเทศไทย สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

FINNOMENA Market Alert: ดัชนี Hang Seng บวกแรงกว่า 3% หลังแบงก์ชาติจีนลดดอกเบี้ย

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ดัชนี Hang Seng บวกแรงกว่า 3% หลังแบงก์ชาติจีนลดดอกเบี้ย

ธนาคารกลางจีน (PBoC) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (LPR) ระยะเวลา 1 ปี ลง 10 bps เหลือ 3.7% จาก 3.8% และยังได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะเวลา 5 ปี เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2020 เหลือ 4.6% จาก 4.65%

ส่งให้ดัชนี Hang Seng ปรับตัวขึ้นมากว่า 3.34% เช่นเดียวกับดัชนี Hang Seng China Enterprises ที่พุ่งขึ้น 3.6% นำโดยกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและอสังหาฯ

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ของธนาคารกลางจีนส่งให้นักลงทุนคลายความกังวลต่อมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดและเป็นการสะท้อนว่าธนาคารกลางจีนเริ่มเข้ามามีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยคลายความกังวลยิ่งขึ้น

ด้านดัชนี CSI 300 ก็รับอานิสงส์ปรับตัวขึ้น 0.9% เช่นเดียวกับดัชนี A50 ที่ปิดตลาดบวกไป 1.77%

FINNOMENA Investment Team มีมุมมองว่าทางการจีนจะดำเนินนโยบายเชิงผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจะส่งผลในเชิงบวกต่อตลาดหุ้นจีนทั้ง A-Share และ All China จึงแนะนำทยอยสะสมกองทุน KT-Ashares-A และ K-CHINA-A(A) ตามสัดส่วนในพอร์ตแนะนำ

Source: Bloomberg

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน