แจ้งเตือน

ไม่รู้ไม่ไหว! 5 เหตุผล ทำไมเรื่องลงทุน “เริ่มเร็ว” ชนะ “เงินเยอะ”

FINNOMENA
ไม่รู้ไม่ไหว! 5 เหตุผล ทำไมเรื่องลงทุน "เริ่มเร็ว" ชนะ "เงินเยอะ"

หลายคนคงเคยได้ยินกันบ่อย ๆ ว่าการลงทุนต้องใช้เวลาหรือต้องเป็นผู้ที่มีทักษะแกร่งกล้าระดับสุดยอด 180 IQ++ เท่านั้นถึงจะลงทุนได้ ซึ่งเรื่องที่ว่าก็มีทั้งส่วนที่จริงและไม่จริง 

แล้วแบบนี้เราที่เห็นข่าวแสนน่ากลัว คนเจ๊งจากการลงทุน ล้างพอร์ตกันเป็นแถบ ๆ หรือติดดอยอันสูงลิบต้องทำอย่างไรกันดีล่ะ เพราะ ใจหนึ่งก็อยากลงทุนเผื่อแก่ตัวไปจะได้ไม่ลำบากและได้แตะเงินล้านกับเขาบ้าง แต่อีกใจหนึ่งก็แอบกลัว

บทความนี้มีคำตอบเรื่องที่ว่าให้กับทุกคนครับ!

ระยะเวลา เงินต้น อัตราผลตอบแทน หลักการสู่ความสำเร็จ

ก่อนอื่นมาเริ่มต้นกันที่ 3 หลักสำคัญสู่ความสำเร็จในเส้นทางการลงทุนซึ่งก็คือ ระยะเวลา เงินต้น และอัตราผลตอบแทน 

ทั้ง 3 อย่างนี้หากเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ก็จะช่วยให้เราลงทุนได้ดี ถือเป็นแก้ว 3 ประการของ Warren Buffett เมืองไทยอย่าง ดร. นิเวศน์ 

การลงทุนที่ดีเราไม่จำเป็นต้องรวยฟ้าผ่าใน 5 นาทีเหมือนซื้อหวย (แต่เป็นไปได้นะถ้ามองขาด ลงทุนในสิ่งที่เข้าใจจริง ๆ เช่น คนที่หาหุ้น 10 20 เด้งเจอในช่วงที่ผ่านมาก็เกษียณไวเกษียณสุขกันไปหลายคนแล้วแต่ก็ต้องใช้ความมุ่งมั่น ความรู้ความเข้าใจแบบสูงสุด ๆ) ไม่ดูถูกเงินที่เริ่มน้อย ๆ (เดี๋ยวจะพาไปสำรวจว่าทำไม) และเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับเป้าหมายที่เราตั้งไว้

และอย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้น ผู้เขียนมองว่าเรื่องของ “ระยะเวลา” เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดมากกว่าความอัจฉริยะใช้ศัพท์เซียนขั้นเทพเสียอีกนะ

ต่อไปนี้เป็นเราจะพามาดูถึงสาเหตุว่าทำไมการเริ่มให้ไวถึง Savage และสำคัญกว่ามันสมองอัจฉริยะที่ทุกคนว่ามา

5 ข้อได้เปรียบของคนเริ่มเร็ว

1.  เป็นการสร้างนิสัยการเงินที่ดีตั้งแต่เนิ่น ๆ

ไม่รู้ไม่ไหว! 5 เหตุผล ทำไมเรื่องลงทุน "เริ่มเร็ว" ชนะ "เงินเยอะ"

การลงทุนก็ยังต้องใช้สิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกทุนนิยมซึ่งก็คือ “เงิน” ซึ่งถ้าบอกอย่างตรงไปตรงมาเนี่ยคนที่มีรายได้เยอะ ๆ บ้านรวย มีเงินต้น หรือมรดกตกทอดส้มหล่นจากที่บ้านก็ต้องได้เปรียบกว่าอยู่แล้ว เช่น พี่แวน ธิติพงษ์ นักธุรกิจอายุน้อยพันล้านสุดโด่งดังในช่วงที่ผ่านมา

แต่ถึงอย่างนั้นนิสัยเก็บหอมรอมริบ มีวินัยทางการเงิน ก็อาจจะสำคัญยิ่งกว่าและเป็นสิ่งที่พาคนพลิกชีวิตมานัดต่อนัด! สังเกตง่าย ๆ ได้จากเซียนหุ้นชื่อดังหลาย ๆ คน ไปดูจริง ๆ นี่เงินต้นเขาไม่ได้เยอะเลย 1 สมอง 2 มือ ใช้ความสามารถ + เวลาที่นานพอ มิหนำซ้ำหลายคนยังเน้นย้ำเรื่องเวลามากกว่าอีกด้วย

ดังนั้นการฝึกออมเงิน ประหยัดค่าใช้จ่าย หรือเก็บเงินเพื่อลงทุน จนกลายเป็นธรรมชาติและนิสัยที่ดีจึงเป็นเรื่องที่เราไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด!

เรื่องลงทุน “เริ่มเร็ว” ชนะ “เงินเยอะ”
การสร้างนิสัยเหมือนโดมิโน่ ต้องล้มตัวแรกให้ได้ก่อน แล้วตัวอื่นก็จะล้มตามมา

ทั้งหมดที่พูดมาจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราไม่เริ่มทำ เราต้องรีบสร้างนิสัยที่ดีไว้หนึ่งอย่าง แล้วนิสัยที่ดีอื่นๆ ก็จะตามมาเอง

2.  แค่มีเวลาก็ลดความเสี่ยงในการลงทุนได้

ไม่รู้ไม่ไหว! 5 เหตุผล ทำไมเรื่องลงทุน "เริ่มเร็ว" ชนะ "เงินเยอะ"

คนที่เคยลงทุนหลาย ๆ คนน่าจะคุ้นเคยกับ “แบบประเมินความเสี่ยง” ที่ต้องทำก่อนเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น ฟิวเจอร์ต่าง ๆ ซึ่งคำถามข้อแรกที่แบบทดสอบจะถามคือ “ปัจจุบันคุณอายุเท่าไร?”

เรื่องลงทุน “เริ่มเร็ว” ชนะ “เงินเยอะ”
ที่มา: www.sec.or.th

คำถามนี้เหมือนจะเป็นคำถามที่ถามข้อมูลส่วนตัวเฉย ๆ แต่จริง ๆ มันมีนัยสำคัญซ่อนอยู่ ในการคิดคะแนนความเสี่ยง ยิ่งคุณอายุมากเท่าไร (เช่นตัวเลือกแรก อายุมากกว่า 55 ปี) คะแนนการรับความเสี่ยงจะต่ำ ในขณะที่ยิ่งคุณอายุน้อยเท่าไร (เช่นตัวเลือกสุดท้าย อายุน้อยกว่า 35 ปี) คะแนนการรับความเสี่ยงจะสูง

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? คำตอบมีอยู่ 2 เหตุผล เหตุผลแรกเป็นเพราะว่าในการลงทุนหากยิ่งมองไปในระยะยาวความผันผวนก็ยิ่งต่ำลง ดัง 2 ภาพนี้

ไม่รู้ไม่ไหว! 5 เหตุผล ทำไมเรื่องลงทุน "เริ่มเร็ว" ชนะ "เงินเยอะ"

ที่มา: https://www.tradingview.com/chart/?symbol=SP%3ASPX ณ วันที่ 19 มกราคม 2022 เวลา 17:04 นาฬิกา

ใครลงทุนช่วงนี้นี่หัวจะปวดหุ้นวิ่งเป็นก้อนเลย

ไม่รู้ไม่ไหว! 5 เหตุผล ทำไมเรื่องลงทุน "เริ่มเร็ว" ชนะ "เงินเยอะ"

ที่มา: https://www.tradingview.com/chart/?symbol=SP%3ASPX ณ วันที่ 19 มกราคม 2022 เวลา 17:04 นาฬิกา

แต่พอซูมออกมาเราจะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นในระยะยาวนี่มีแต่ขึ้นเอา ๆ ยิ่งช่วงหลังนี่วิ่งเป็นม้าเลย

ซึ่งภาพทั้งหมดก็จะมาอธิบายเหตุผลในข้อที่สองซึ่งก็คือ คนอายุน้อยจะได้เปรียบจากการที่ยังไม่ต้องรีบใช้เงินมากนัก (ยังไม่ร้อนเงินนั่นแหละ) ทำให้มีเวลาในการปล่อยให้เงินทำงานไปยาว ๆ อีกทั้งยังมีเวลามากกว่าในการเผชิญกับความผันผวน เช่น ใครจะไปรู้ว่าอีก 10 ปีต่อไปหลังจากนี้หุ้นมันไม่เห็นจะขึ้นเลยวิ่งเป็นกรอบ ๆ เก็บแรงวนไปทำเอาเราหัวใจแทบวาย แต่ในปีที่ 12-13 ดันวิ่งอย่างกับม้าซะอย่างนั้น 

ซึ่งคนอายุน้อยเนี่ยจะได้เปรียบตรงที่มีเวลาให้ทน ให้เจ็บ ให้รองอกเงย ต่างจากคนอายุเยอะที่แบบอีกไม่กี่ปีเราก็เกษียณแล้วเจอตลาดวิ่งวนไปที่เดิมนี่จะถอนหรือปรับพอร์ตทีก็ลำบากใจเอามาก ๆ

ดังนั้น ไม่ว่าตอนนี้เราจะอายุเท่าไรก็ตาม การเริ่มเร็วได้เปรียบเสมอ

3.  ผลตอบแทนทบต้นทำงานได้อย่างเต็มที่

ไม่รู้ไม่ไหว! 5 เหตุผล ทำไมเรื่องลงทุน "เริ่มเร็ว" ชนะ "เงินเยอะ"

 

ผลตอบแทนแบบทบต้นจะทำงานได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อมันมีเวลาที่มากพอ ถามว่าพอมันได้ทำงานแล้วผลลัพธ์จะเป็นยังไง ให้ภาพด้านล่างช่วยตอบน่าจะชัดเจนมากขึ้น

เรื่องลงทุน “เริ่มเร็ว” ชนะ “เงินเยอะ”

ที่มา: https://www.finnomena.com/z-story/time-is-key/

จากภาพเราจะเห็นได้ว่า อ้วนเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 21 ปี ลงทุน 12,000 บาททุกปีจนถึงอายุ 30 ปี (รวมต้นทุน 120,000 บาท) ส่วนผอมเริ่มลงทุนตอนอายุ 31 ปี ลงทุนปีละ 12,000 บาทเหมือนกันไปจนถึงอายุ 60 ปี (รวมต้นทุน 360,000 บาท) คิดอัตราผลตอบแทนทบต้นที่ 8% ต่อปี ให้ทายว่าอ้วนที่ลงทุน 120,000 บาท กับผอมที่ลงทุน 360,000 บาท พออายุ 60 ใครจะมีเงินเยอะกว่ากัน?

คำตอบคือ อ้วนมีเงินเยอะกว่าถึง 400,000 บาท! โดยสาเหตุหลักที่ปรากฎการณ์มหัศจรรย์นี้เกิดขึ้นก็คือ อ้วนแช่อิ่มเงินไว้แล้วไปใช้ชีวิตให้เงินได้ใช้เวลาและดอกเบี้ยทบต้นทำงานได้แบบเต็มสูบ

4.  ได้เรียนรู้เรื่องการลงทุนผ่านประสบการณ์จริง

ไม่รู้ไม่ไหว! 5 เหตุผล ทำไมเรื่องลงทุน "เริ่มเร็ว" ชนะ "เงินเยอะ"

 

ทุกเรื่องถ้าอยากชำนาญต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ คำว่าไม่มีใครเก่งเลยตั้งแต่เกิดยังใช้ได้เสมอ การลงทุนก็เป็นทักษะอย่างหนึ่ง ที่ต้องเรียนรู้ให้มาก (หรือไม่ต้องก็ได้ถ้าไม่ได้สนใจให้เวลาเป็นตัวช่วยอย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้า) และต้องลองเจ็บจริงถึงจะเข้าใจ

ดังนั้น ยิ่งเราเริ่มลงทุนเร็ว เรายิ่งได้เจอกับ “ของจริง” ได้เร็วขึ้น ของจริงที่ไม่เหมือนในตำราหรือคำบอกเล่าจากคนอื่น เช่น เจอการติดดอย ขายหมู และอื่น ๆ อีกมากมายที่ถ้าไม่ก้าวเข้ามาลงทุนก็ไม่มีวันได้สัมผัส 

นักลงทุนที่เก่ง ๆ ทุกคนล้วนแล้วแต่ใช้เวลาอยู่ในตลาดมานาน อาจจะมีบ้างกับคนที่ดวงดีและประสบความสำเร็จตั้งแต่ปีแรก ๆ ที่เข้ามาลงทุน แต่ในระยะยาวแล้วนักลงทุนทุกคนที่อยู่รอดในตลาด “ไม่มีคำว่าฟลุค” แน่นอน ทุกอย่างพิสูจน์ได้ด้วยฝีมือที่ขัดเกลาจากประสบการณ์ตรงล้วน ๆ

เรื่องลงทุน “เริ่มเร็ว” ชนะ “เงินเยอะ”
Warren Buffett ลงทุนตั้งแต่อายุ 11 ตอนนี้อายุ 90 ก็ยังอยู่ในตลาด ตัวจริงไม่มีคำว่าฟลุค
ที่มารูปภาพ: www.businessinsider.com

 

 

5.  เป็นอิสระจากภาระทางการเงินได้ไวกว่า

ไม่รู้ไม่ไหว! 5 เหตุผล ทำไมเรื่องลงทุน "เริ่มเร็ว" ชนะ "เงินเยอะ"

 

ประโยชน์ข้อสุดท้ายค่อนข้างตรงไปตรงมา ไม่ต้องอธิบายเยอะ การลงทุนไม่ใช่การรวยเร็ว แต่เป็นการค่อยๆ รวย ดังนั้นใครเริ่มก่อนก็จะได้ดอกผลจากการลงทุนก่อน

เรื่องนี้เอาจริง ๆ พูดง่ายแต่ทำยากเพราะธรรมชาติมนุษย์เนี่ยต้องมีอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง เข้ามาทุก ๆ วันอยู่แล้วยิงถ้าวันไหนมีมู้ดพวกนี้แล้วเข้ามาเปิดพอร์ตและตัดสินใจทำอะไรในตอนนั้นละก็ผลลัพธ์ที่ได้น่าจะจบไม่สวยแน่ ๆ

ดังนั้นการมีที่ปรึกษาช่วยดูแลให้คุณเอาเงินฝังตุ่ม ไปใช้ชีวิตแล้วกลับมาดูอีกทีในอีก 5-10 ปีข้างหน้าก็น่าจะเป็นวิธีที่ไม่เลว เพราะ ตอบโจทย์ทั้ง เงินต้น (เงินต้นเพิ่มขึ้นได้เพราะคุณมีเวลาไปโฟกัสอย่างอื่นตั้งใจทำงานหารายได้) และก็อัตราผลตอบแทน (ได้ผู้เชี่ยวชาญมาดูแลช่วยให้สบายใจแต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับผลงานด้วยนะ) 

เริ่มมาก็ได้กฎเหล็กมา 2 ข้อแล้วได้เปรียบสุด ๆ ไปเลย ส่วนเรื่องเวลาก็ให้คุณและโชคชะตานำพามารู้จักกับการลงทุนไว ๆ ละกันครับ

ทิ้งท้ายสำหรับคนที่ยังไม่มั่นใจที่จะเข้ามาลงทุน

สำหรับคนที่รู้สึกว่าสนใจจะเริ่มลงทุนแล้ว แต่ยังขาดความมั่นใจ ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี การมีที่ปรึกษาเรื่องการลงทุนคอยดูแลนั้นจะช่วยได้มาก เพราะที่ปรึกษาจะช่วยเข้ามาดูแลแบบมืออาชีพตอบคำถามแก้ว 3 ประการแบบครบสูตร ซึ่งเรื่องที่ว่า FINNOMENA ก็ได้เล็งเห็นถึงจุดนี้เป็นอย่างดีจนเกิดเป็น!!!

บริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น

👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-begin-web

ขอบคุณครับ

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: Tesla มูลค่าหาย 1 แสนล้านดอลลาร์ หุ้นร่วงวันเดียว 11% ตลาดผิดหวัง ไม่ออกรถยนต์รุ่นใหม่ปีนี้ อีลอน มัสก์ ชูแผนใหม่ เน้นพัฒนาหุ่นยนต์ ‘Optimus’

THE OPPORTUNITY
News Update: Tesla มูลค่าหาย 1 แสนล้านดอลลาร์ หุ้นร่วงวันเดียว 11% ตลาดผิดหวัง ไม่ออกรถยนต์รุ่นใหม่ปีนี้ อีลอน มัสก์ ชูแผนใหม่ เน้นพัฒนาหุ่นยนต์ ‘Optimus’

เมื่อวานนี้ (28 ม.ค.) หุ้น Tesla ร่วงแรงกว่า 11% มูลค่าตลาดหาย 109,000 ดอลลาร์ หลังบริษัทเผยว่าจะไม่ผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ออกมาในปี 2022 แม้ผลประกอบการไตรมาส 4 จะออกมาดีกว่าคาดก็ตาม

Elon Musk เผยว่า Tesla ยังคงเผชิญกับปัญหาขาดแคลนชิปอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าปัญหาดังกล่าวจะยังไม่หมดไปในปีนี้ ทำให้นักลงทุนเริ่มหมดหวังที่จะได้เห็น Tesla ส่งมอบรถกระบะไฟฟ้า Cybertruck ที่เปิดตัวในเดือน พ.ย. 2019 และ Semi รถบรรทุกไฟฟ้าที่เปิดตัวในเดือน พ.ย. 2017 ที่ผ่านมา

Tesla ระบุว่า บริษัทเตรียมมุ่งเน้นไปที่การปรับขนาดการผลิตทั้งในโรงงานใหม่และโรงงานเดิม รวมถึงหันไปปรับปรุงเทคโนโลยี Full Self-Driving ของ Tesla ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม

Elon Musk กล่าวว่า เทคโนโลยี Full Self-Driving ของ Tesla ควรจะถูกพัฒนาอย่างถึงที่สุด จนสามารถผลักดันยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่มีอยู่จนสูงกว่าคาดการณ์ และจะไม่มีโมเดลใหม่ในราคาที่ต่ำกว่าออกมา

ตอนนี้ Full Self-Driving ของ Tesla ยังไม่ถือว่าเป็นระบบไร้คนขับตามมาตรฐาน SEA ระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับที่รถยนต์สามารถจัดการการขับขี่ได้ในทุกสภาวะโดยไม่มีการแทรกแซงของมนุษย์ ขณะที่ Tesla อยู่ที่เพียงระดับ 2

นอกจากนี้ Elon Musk กล่าวว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดในปีนี้คือ Optimus หุ่นยนต์อัจฉริยะเสมือนมนุษย์เพื่อมาทำงานในโรงงานต่างๆ ของบริษัท ซึ่งเขามองว่าสิ่งนี้มีความสำคัญมากกว่าธุรกิจยานยนต์เมื่อเวลาผ่านไป

Elon Musk กล่าวว่า รากฐานของเศรษฐกิจคือแรงงาน นั่นจึงทำให้ Optimus สำคัญมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ในเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว Elon Musk กล่าวว่า Optimus จะช่วยจัดการงานที่ซ้ำซาก น่าเบื่อ และอันตรายเกินไปสำหรับมนุษย์

แม้ว่าราคาหุ้น Tesla จะร่วงแรง แต่นักวิเคราะห์หลายคนยังคงเชื่อมั่นต่อ Tesla ในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตและการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยทั้ง Goldman Sachs และ Deutsche Bank ตั้งราคาเป้าหมายของหุ้น Tesla ที่ $1,200 จากราคาปัจจุบันที่ $829

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/01/27/tesla-stock-investors-digest-new-vehicle-delays.html?__source=androidappshare 

https://www.cnbc.com/2022/01/27/musk-tesla-robot-top-priority-for-new-product-development-this-year.html

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 28/01/2022 “Apple รายได้ทุบสถิติ ยอดขายโตเกือบทุกสินค้า iPhone โต 9% ปัญหาซัพพลายขาดแคลนเริ่มดีขึ้น” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 28/01/2022 “Apple รายได้ทุบสถิติ ยอดขายโตเกือบทุกสินค้า iPhone โต 9% ปัญหาซัพพลายขาดแคลนเริ่มดีขึ้น” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 28/01/2022

“Apple รายได้ทุบสถิติ ยอดขายโตเกือบทุกสินค้า iPhone โต 9% ปัญหาซัพพลายขาดแคลนเริ่มดีขึ้น”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 34,160.78 -7.31 จุด (-0.02%) S&P500 ปิดที่ 4,326.51 -23.42 จุด (-0.54%) Nasdaq 13,352.79 ปิดที่ -189.33 จุด (-1.40%) Small Cap 2000 ปิดที่ 1,932.23 -44.24 จุด (-2.24%) VIX index อยู่ที่ 30.49 (-4.60%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 4,184.97 +20.37 จุด (+0.49%) Dax เยอรมนี ปิดที่ 15,524.27 +64.88 จุด (+0.42%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 7,023.80 +41.84 จุด (+0.60%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่ 7,554.31 จุด +84.53 จุด (+1.13%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่ 26,170.30 จุด -841.03 จุด (-3.11%) CSI 300 จีน ปิดที่ 4,619.88 จุด -92.43 จุด (-1.96%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่ 23,807.00 จุด -482.90 จุด (-1.99%) SET Index ไทย ปิดที่ 1,634.17 จุด -9.27 จุด (-0.56%) VN30 เวียดนาม ปิดที่ 1,516.57 จุด -8.74 จุด (-0.57%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 28 ม.ค. 2565) ราคาทองคำ 1,798.00 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 22.775 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 86.95 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 88.40 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 28 ม.ค. 2565) Bitcoin 37,253.5 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,439.82 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และ Binance Coin 388.6 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

LG Energy Solution บริษัทผลิตแบตเตอรี่ของเกาหลีใต้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นหุ้น IPO ใหญ่ที่สุดที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ โดยมีบางช่วงของการซื้อขาย ราคาปรับขึ้นไปเท่าตัว ก่อนปิดทำการซื้อขายวันแรก +65% การเข้าจดทะเบียนครั้งนี้ได้เงินประมาณ 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไตรมาสที่ 4 เติบโต 6.9% YoY มากกว่าคาดการณ์จากนักเศรษฐศาสตร์ที่ 5.5% และช่วยให้เศรษฐกิจรายปีเติบโตสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1984 (ปี 2021 GDP สหรัฐฯ เติบโต 5.7%) ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตมาจากการบริโภคของภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาคธุรกิจ นอกจากนี้การเปิดรับตำแหน่งงานใหม่เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คาดการณ์ GDP สหรัฐฯ ปี 2022 จาก Bloomberg อยู่ที่ 3.8%

Morgan Stanley’s คาดการณ์ว่า real yield (ผลตอบแทนพันธบัตรหักด้วยเงินเฟ้อ) มีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มขึ้นจากระดับติดลบ สู่ระดับปกติก่อนวิกฤติ COVID-19 ซึ่งจะกดดันหุ้นที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย เช่น หุ้นเทคโลยี

ประธานาธิบดี Joe Biden ออกมาเตือนยูเครน ว่ามีโอกาสที่รัสเซียจะทำการบุกรุกยูเครนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่ทางรัสเซียออกมาตอบโต้คำขู่ของทางสหรัฐฯ และต้องการให้ทาง NATO ถอนกำลังทหารและอาวุธออกจากประเทศที่มีรัสเซียเป็นพรมแดน ขณะที่ทางยุโรปออกมาขู่ที่จะปิดท่อขนส่ง Nord Stream 2 หากรัสเซียทำการบุกรุกยูเครน

ราคาหุ้นเกี่ยวกับการศึกษาจีนปรับตัวลดลง จากความกังวลว่าทางการจีนจะเข้ามาควบคุมเข้มงวดอีกครั้ง ดัชนี Bloomberg Intelligence index of Chinese education ปรับตัวลดลงมากถึง -27% ในช่วงระยะเวลา 3 วัน อยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2015 โดยมีข่าวว่าทางการจีนอาจจะสั่งห้ามไม่ให้บริษัทการศึกษาจีนจัดตั้งตัวแทนเพื่อเสนอขายหุ้นในต่างประเทศ รวมถึงอาจจะมีกฎระเบียบเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินทรัพย์ของบริษัทการศึกษา การควบควมกิจการ รวมถึงการขึ้นค่าเรียน

ราคาหุ้น Tesla ปรับตัวลดลง -11% หลังจากบริษัทเปิดเผยว่าจะยังไม่เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในปี 2022 ประกอบกับปัญหาขาดแคนชิพเซทที่อาจจะกระทบต่อการผลิตรถยนต์ นอกจากนี้ Elon Musk CEO ของบริษัทกล่าวว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ที่เรียกว่า Optimus ในตอนนี้มากกว่าการผลิตรถยนต์ นักวิเคราะห์ให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยของ Tesla อยู่ที่ 952.37 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคาหุ้น Apple ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5% ในช่วง after-hours บริษัทรายงานรายได้ไตรมาสที่ 1 ปี 2022 เพิ่มขึ้น 11% สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ดีกว่าตลาดคาดการณ์ และรายงาน EPS ดีกว่าที่คาดการณ์เช่นกัน ยอดขาย Mac เพิ่มขึ้น 25% ยอดขาย iPhone เพิ่มขึ้น 9% รายได้จาก Services เพิ่มขึ้น 24% มีแค่ iPad มียอดขายลดลง -14% จากปัญหาชิพเซท ยอดขายในประเทศจีนเติบโต 21% คาดการณ์รายได้และ EPS ของ Apple ในไตรมาสต่อไป มีแนวโน้มเติบโตลดลง ส่วนหนึ่งจากผลของฤดูกาล นักวิเคราะห์ให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยของ Tesla อยู่ที่ 178.60 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

McDonald’s รายงานผลประกอบการพลาดเป้าจากที่คาดการณ์ สาเหตุมาจากต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งในส่วนของต้นทุนอาหารและพนักงาน โดยต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 14% ยอดขายในลาตินอเมริกาและญี่ปุ่นยังเติบโต แต่ยอดขายในจีนลดลงมาก จากมาตรการล็อคดาวน์

Visa และ Mastercard รายงานผู้ใช้บัตรเครดิตของบริษัทสูงมากในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2021 จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มเปลี่ยนไป มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แม้จะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน

ราคาหุ้น Robinhood แพลตฟอร์มในการซื้อขายหุ้นลดลงต่อเนื่อง บริษัทรายงานรายได้ -35% เปรียบเทียบกับปี 2021 และต่ำกว่าคาดการณ์จาก Wall Street จำนวนผู้ใช้งานลดลงจาก 18.9 ล้านราย เหลือ 17.3 ล้านราย

เงินเฟ้อ vs. เฟด: ไม่ยากมาก แต่ต้องแยบคาย

MacroView
เงินเฟ้อ vs. เฟด: ไม่ยากมาก แต่ต้องแยบคาย

ภาพที่เจย์ พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดส่ายหัวเล็กน้อยหลังจากตอบคำถามเรื่องเงินเฟ้อที่ถามในมุมของการเมืองของวุฒิสมาชิกท่านหนึ่ง ตอนให้การต่อคณะกรรมการสถาบันการเงิน สภาคองเกรส เพื่อการรับรองการเข้ารับตำแหน่งเป็นวาระที่สองเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้สะท้อนถึงความจริงข้อหนึ่งที่ว่า ปัญหาเงินเฟ้อที่ผมเขียนถึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แท้จริงแล้ว ไม่ใช่เป็นเพียงปรากฏการณ์ด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ทว่าได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองและสังคมของสหรัฐไปด้วยเสียแล้ว ซึ่งจะทำให้การแก้ปัญหานี้ มีมิติในการพิจารณามากขึ้นกว่าเดิมอีก

ก่อนอื่น ผมขอวิเคราะห์ในมุมเศรษฐศาสตร์ก่อนว่า ในปีนี้ ทิศทางของตัวปัญหาและการแก้ปัญหานี้ จะออกมาในรูปแบบใด รวมถึงน่าจะมีผลอย่างไรต่อตลาดเงิน ค่าเงินดอลลาร์ และตลาดทุน ดังนี้

ขอเริ่มจากตัวปัญหาก่อน นั่นคือ ‘เงินเฟ้อ’ ณ ตรงนี้ ขอใช้ตัวเลข Headline Inflation (ซึ่งรวมราคาอาหารและพลังงานเข้าไปด้วย) ที่สูงขึ้นมาเรื่อยๆเป็นลำดับ จากประมาณร้อยละ 4 เมื่อกลางปีก่อน ขึ้นมาเป็นร้อยละ 7 ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ถือว่าสูงที่สุดในรอบ 40 ปี แน่นอนว่าทั้งระดับและความเร็วในการขึ้นมาถือว่าสูงมากจนเฟดต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน

ก่อนอื่น ขอตอบข้อสงสัยของหลายคนก่อนว่า เพราะเหตุใด ‘เงินเฟ้อสูง’ จึงน่ากังวล รวมถึงชาวสหรัฐส่วนใหญ่มีความกังวลเรื่องนี้เป็นอย่างมาก? คำตอบคือในยุคทศวรรษ 70 อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐเคยขึ้นไปแบบรวดเร็วและเนิ่นนานพอสมควร จนไปแตะระดับตัวเลขสองหลัก ส่งผลให้รายได้ของชาวสหรัฐหลายภาคส่วนในตอนนั้น ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายระดับขั้นต่ำของของประชาชน โดยกว่าจะเอาเงินเฟ้อลงมาได้ เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยไปในระดับสูงมาก จนเกิดสถานการณ์เศรษฐกิจถดถอยไปหลายไตรมาสเลยทีเดียวในตอนนั้น

อย่างไรก็ดี อาจจะมีสิ่งที่ทำให้เฟดมีความหวังว่า “สิ่งที่เห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น… ไปเสียทั้งหมด” เนื่องจากในช่วงตั้งแต่เกิดโควิด มีสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ คือ “อุปทานถูกทำให้ติดขัด” หรือ Supply Disruption ที่เห็นกันง่าย ๆ คือ ท่าเรือของจีนถูกปิดไปหลายส่วนเนื่องจากนโยบาย zero-covid ของรัฐบาลจีน เลยทำให้ระดับอุปทานสินค้าของโลกและสหรัฐลดลง โดยอุปทานในส่วนนี้ หลายฝ่ายรวมทั้งเฟดคาดการณ์ว่ากลางปีนี้ น่าจะสามารถกลับมาได้ตามปกติ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น อัตราเงินเฟ้อสหรัฐที่สูงขึ้นมาเยอะในตอนนี้ น่าจะสามารถลดลงได้ในบางส่วนจากอุปทานที่ผ่อนคลายลงมาด้วยสถานการณ์โควิดที่น่าจะค่อย ๆ ดีขึ้นเป็นลำดับ

แน่นอนว่าเป็นการยากที่จะประมาณระดับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมาจากปัจจัยดังกล่าว เมื่อเทียบกับขนาดเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากฝั่งอุปสงค์ที่สูงขึ้นมา ที่สำคัญ ไม่มีใครรู้แน่นอนว่าสถานการณ์โควิดจะปรับตัวดีขึ้นมากน้อยแค่ไหนและเร็วช้าแค่ไหนในช่วงถัดไปนี้

มาถึง การแก้ปัญหา ‘เงินเฟ้อ’ ณ ตรงนี้ มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ หนึ่ง เฟดขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งตอนนี้อยู่ในระดับศูนย์ โดยจำนวนครั้งที่คณะกรรมการเฟดให้ความเห็นส่วนใหญ่มองว่า 3 ครั้งในปีนี้ สำหรับการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก คาดว่าเฟดน่าจะขึ้นในเดือนมีนาคมนี้ หลังจากจบโครงการลดปริมาณซื้อพันธบัตรหรือ QE Tapering เนื่องจากในทางทฤษฎี เมื่อเห็นเงินเฟ้อชัดเจนแล้ว เฟดควรจะทำนโยบายการเงินตึงตัวให้เร็วที่สุด

วิธีที่สอง การลดขนาดงบดุลของเฟด ซึ่งเฟดก็กำลังพิจารณาว่าจะลดในช่วงปีนี้ดีหรือไม่ รวมถึงจะลดอย่างไรดี ระหว่างปล่อยให้พันธบัตรในงบดุลหมดอายุไปเอง หรือ จะขายพันธบัตรในงบดุลออกไปด้วย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความเร็วในการลดงบดุลของเฟดว่าต้องการให้เร็วช้าแค่ไหน ซึ่งเฟดอาจเลือกลดดอกเบี้ยอย่างเดียวหรือลดงบดุลไปด้วยพร้อมกัน ขึ้นกับสถานการณ์เงินเฟ้อในช่วงถัดไปว่าจะขยับขึ้นเร็วและแรงจากตรงจุดนี้มากน้อยแค่ไหน

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาของเฟด ก็อาจจะได้รับอิทธิพลในบางส่วนส่งผลมาจากฝั่งการเมือง ในปีนี้ที่มีการเลือกตั้งกลางเทอมในช่วงปลายปีเช่นกัน ซึ่งตรงนี้ ทำให้เฟดต้องพิจารณาหลาย ๆ มิติไปพร้อมกัน สำหรับการแก้ปัญหาเงินเฟ้อในรอบนี้

ท้ายสุด สำหรับปฏิบัติการณ์ดังกล่าวของเฟด น่าจะมีผลอย่างไรต่อตลาดเงินและตลาดทุนนั้น คาดว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี น่าจะขยับไปที่ระดับร้อยละ 2 กลาง ๆ ในปีนี้ รวมถึงสภาพคล่องของตลาดน่าจะค่อย ๆ ลดลง ส่วนค่าเงินดอลลาร์น่าจะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเป็นลำดับในปีนี้

โดยที่ในส่วนของตลาดหุ้นสหรัฐ มีแนวโน้มว่า ในตลาดหุ้นเทคโนโลยีหรือนาสแด็คนั้น หุ้นขนาดกลางและเล็ก รวมถึงหุ้นที่ไม่ได้เป็นผู้นำตลาดในเซกเมนต์ของตนเอง น่าจะมีราคาลดลง รวมถึงตราสารพันธบัตรน่าจะมีแนวโน้มมีความน่าสนใจลดลง ในขณะที่หุ้นในกลุ่มธนาคาร พลังงาน พลังงานทางเลือก รวมถึงหุ้นในกลุ่มค้าปลีก น่าจะได้รับผลดีในบางส่วนจากปฏิบัติการของเฟดในปีนี้

MacroView

ที่มาบทความ: http://www.macroviewblog.com/blog/economics/inflationvsfed/

News Update: Apple ทุบสถิติรายได้สูงสุดตลอดกาล ยอดขายโต 11% กำไรพุ่ง 25% ไอโฟนขายดีขึ้น แต่ไอแพดผลิตไม่ทัน

THE OPPORTUNITY
News Update: Apple ทุบสถิติรายได้สูงสุดตลอดกาล ยอดขายโต 11% กำไรพุ่ง 25% ไอโฟนขายดีขึ้น แต่ไอแพดผลิตไม่ทัน

Apple ทุบสถิติรายได้สูงสุดตลอดกาล ยอดขายรวมไตรมาส 4 โต 11% ขณะที่กำไรพุ่ง 25% จากปีที่แล้ว แม้เผชิญความท้าทายด้านซัพพลายเชนขาดแคลน รวมถึงผลกระทบจากการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ที่ยังคงมีอยู่

ยอดขายในทุกผลิตภัณฑ์ของ Apple โตจากปีที่ผ่านมาและสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ยกเว้น iPad ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาซัพพลายขาดแคลน ด้านซีอีโอ Tim Cook กล่าวว่า ปัญหาด้านอุปทานของบริษัทกำลังดีขึ้น ส่งผลให้เมื่อคืนนี้ (27 ม.ค.) ราคาหุ้น Apple พุ่ง 5% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ

Apple รายงานผลกำไรของบริษัทโต 25% จากปีที่แล้ว โดยกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ $2.10 ขณะที่ยอดขายรวมโต 11% อยู่ที่ 123,900 ล้านดอลลาร์ ซึ่งยอดขายในผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีดังนี้

➢ iPhone: 71,630 ล้านดอลลาร์ (+9%)
➢ Mac: 10,850 ล้านดอลลาร์ (+25%)
➢ iPad: 7,250 ล้านดอลลาร์ (-14%)
➢ ผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น Apple Watch และ AirPods: 14,700 ล้านดอลลาร์ (+13%)
➢ บริการ: 19,520 ล้านดอลลาร์ (+24%)

Apple ยังคงไม่ระบุถึงตัวเลขคาดการณ์ของผลประกอบการในไตรมาสปัจจุบันเช่นเดิม ซึ่งบริษัทไม่ได้คาดการณ์มาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการแพร่ระบาดใหญ่โดยอ้างถึงความไม่แน่นอน

Tim Cook กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของ Apple คือการจัดหาชิป Legacy Nodes แต่บริษัทยังคงทำได้ดีในการจัดหาชิป Leading Edge ซึ่งเป็นตัวประมวลผลที่ทรงพลังและเป็นหัวใจสำคัญของโทรศัพท์ ขณะที่ Legacy Nodes เป็นชิปที่มีความซับซ้อนน้อยกว่าสำหรับใช้ในฟังก์ชันต่างๆ เช่น การแสดงผล หรือการจัดการพลังงาน

นอกจากนี้ Tim Cook ยังกล่าวกับ CNBC ว่า Apple กำลังเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งเขาคิดว่าทุกๆ คนก็เห็นแรงกดดันนั้น และไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/01/27/apple-aapl-earnings-q1-2022.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

แจกสไลด์ รายการ FINNOMENA LIVE – “FED จะขึ้นดอกเบี้ย เปรยพร้อมทำ QT ลงทุนอะไรได้บ้าง? ความเสี่ยงหรือโอกาส?”

FINNOMENA

 

รับชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่ >>> https://youtu.be/Qwo9W5aHxcQ

News Update: หุ้นการศึกษาจีนร่วงหนัก รัฐบาลจีนส่อแววคุมเข้มอีกครั้ง นักลงทุนหวั่น แรงกดดันหุ้นจีนยังไม่หมด

THE OPPORTUNITY
News Update: หุ้นการศึกษาจีนร่วงหนัก รัฐบาลจีนส่อแววคุมเข้มอีกครั้ง นักลงทุนหวั่น แรงกดดันหุ้นจีนยังไม่หมด

หุ้นธุรกิจการศึกษาจีนร่วงหนัก นักลงทุนหวั่นรัฐบาลจีนเดินหน้าคุมเข้มอุตสาหกรรมดังกล่าวอีกครั้ง

ดัชนี Bloomberg Intelligence ของหุ้นกลุ่มการศึกษาจีนร่วงแรง 27% ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา จนอยุ่ในจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2015 และเป็นการปรับลดลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ทางจีนประกาศยกเครื่องธุรกิจการศึกษาในเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว

วันนี้ (27 ม.ค.) หุ้น China Education Group ร่วงแล้ว 21% โดยราคาหุ้นปรับตัวลงมาแล้วถึง 54% ในสัปดาห์นี้

การร่วงแรงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีการเผยแพร่เอกสารที่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากกระทรวงศึกษาธิการจีนในวันอังคาร (25 ม.ค.) ที่ระบุว่า ทางการจีนอาจสั่งห้ามไม่ให้บริษัทการศึกษาจีนจัดตั้งตัวแทนนอกประเทศ (VIE) เพื่อเสนอขายหุ้นในต่างประเทศ รวมถึงอาจออกกฎระเบียบเพิ่มเติมเกี่ยวกับทรัพย์สินของสถาบันการศึกษา การควบรวมกิจการ และการขึ้นราคาค่าเล่าเรียน

นักวิเคราะห์ระบุว่า ยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการในประเด็นดังกล่าว และบริษัทต่างๆ ก็ยังไม่ได้ตระหนักถึงกฎเกณฑ์ใดๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ทางการจีนไม่ได้ออกมาปฏิเสธเรื่องดังกล่าวจนเป็นเหตุให้การเทขายในหุ้นกลุ่มดังกล่าวยิ่งรุนแรงขึ้น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันในตลาดหุ้นจีนยังคงมีอยู่ ซึ่งก่อนหน้านี้นักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่า รัฐบาลจีนจะเริ่มผ่อนปรนมาตรการคุมเข้มในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การศึกษา เทคโนโลยี อสังหาฯ และคาสิโน

ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ต่างๆ รวมถึง Societe Generale และ BlackRock มีมุมมองที่เป็นบวกมากขึ้นต่อตลาดหุ้นจีน จนทำให้ดัชนี Hang Seng China Enterprises พุ่งขึ้นเกือบ 10% จากระดับต่ำสุดในเดือนนี้

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-01-27/china-s-education-stocks-crushed-by-renewed-panic-over-crackdown?srnd=premium-asia&sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ลงทุนในหุ้นสาธารณูปโภคเวียดนาม

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
ลงทุนในหุ้นสาธารณูปโภคเวียดนาม

ประเทศที่กำลังพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นเวียดนาม หรือว่าที่จริงทุกประเทศที่เติบโตเร็วมากนั้น สิ่งหนึ่งที่มักจะขาดแคลนมากที่สุดในระบบเศรษฐกิจก็คือ “สาธารณูปโภค” ทั้งหลายเช่น ไฟฟ้า น้ำประปา ถนนหนทางและสนามบิน ทั้งนี้เพราะว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหลายต่างก็ต้องใช้บริการจากสาธารณูปโภคเหล่านั้นและต้องการใช้มากขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ประเด็นก็คือ สาธารณูปโภคเหล่านั้นคนที่สามารถจะสร้างได้มีเพียงรายเดียวคือรัฐบาลซึ่งต้องอาศัยเงินงบประมาณที่มักจะไม่เพียงพอ ดังนั้น วิธีที่จะทำเพิ่มให้เร็วพอที่จะรับกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ก็คือการให้สัมปทานและให้เอกชนเข้ามารับภาระแทนพร้อมกับการให้ “ผลตอบแทนที่เหมาะสม” กับภาระและความเสี่ยงของเงินลงทุนในขณะนั้น

รัฐบาลเวียดนามใช้หลักการให้สัมปทานและ/หรือให้เอกชนเข้ามาสร้างสาธารณูปโภคค่อนข้างมากและทำมานานพอสมควรโดยเฉพาะในด้านของไฟฟ้าที่มีความต้องการเพิ่มมากและเร็วที่สุด น้ำใช้ในอุตสาหกรรมและน้ำประปา ทางด่วนเก็บเงินและสนามบินซึ่งเพิ่งจะ “โอนเป็นเอกชน” และนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อไม่กี่ปีมานี้ อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของสารสาธารณูปโภคก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่พอและความต้องการน่าจะยังโตต่อไปอีกมากเมื่อคำนึงถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมในประเทศ  การย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองของคนที่เคยทำงานอยู่ในชนบท และการเติบโตของคนชั้นกลางที่มีรายได้มากขึ้นที่ต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์ซึ่งต้องอาศัยพลังงานไฟฟ้าและถนนหนทางมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น สาธารณูปโภคจึงน่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วและยาวนานที่สุดอย่างหนึ่งในระบบเศรษฐกิจเวียดนามนับจากวันนี้ไปอีกอย่างน้อย 10 ปีข้างหน้า พูดง่าย ๆ เป็น “เมกาเทรนด์”

ข้อจำกัดของธุรกิจสาธารณูปโภคก็คือ มันเป็นธุรกิจที่มักจะถูกควบคุมอย่างใกล้ชิดจากรัฐโดยเฉพาะในด้านของการกำหนดราคาขายที่ไม่สามารถทำกำไร “เกินกว่าปกติ” ได้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มีข้อดีที่ว่ารัฐมักจะ “การันตีผลตอบแทน” ที่จะได้รับในระดับหนึ่งที่เหมาะสมกับการลงทุนหรือต้นทุนของคนที่นำเงินมาลงทุน ตัวอย่างเช่น ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สามารถขายบริการได้ตามเป้าหมายบวกลบไม่เกิน 20% คนที่ลงทุนก็จะได้ผลตอบแทน 12-15% ต่อปีเป็นเวลา 25 ปี เป็นต้น และนั่นก็เป็นสิ่งที่กิจการสาธารณูปโภคในตลาดหลักทรัพย์ทำหลาย ๆ ปีมาแล้ว และก็ยังจะทำต่อไปโดยที่เงื่อนไขก็คงต้องเปลี่ยนไปบ้างโดยเฉพาะในเรื่องของผลตอบแทนหรือที่ในวงการสัมปทานเรียกว่า IRR ของโครงการอาจจะต้องลดลงเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงมากของเวียดนาม

เมื่อผมเริ่มเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว หุ้นกลุ่มแรกที่ผมเลือกนั้น นอกจากหุ้นที่ใช้วิธี “กรอง” จากหุ้นที่มีราคาถูกมากแบบ VI แล้ว ผมก็ยังซื้อหุ้นสาธารณูปโภคจำนวนมาก โดยเหตุผลก็คือ ผมไม่รู้จักหุ้นในตลาดเลย และนั่นก็คือความเสี่ยงที่สำคัญ แต่ผมคิดว่าหุ้นที่ทำสาธารณูปโภคน่าจะมีความปลอดภัยและให้ผลตอบแทนที่ดีระดับหนึ่ง ที่สำคัญ ราคาหุ้นค่อนข้างถูก ค่า PE ไม่เกิน 10 เท่า PB ไม่เกิน 1 เท่า บางตัวจ่ายปันผลถึงปีละเกือบ 10% และแทบทั้งหมดนั้นมี Market Cap. ต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับหุ้นแบบเดียวกันในตลาดหุ้นไทย เช่น หุ้นโรงไฟฟ้าที่มีกำลังผลิต 1,500 เมกะวัตต์ ในเวียดนามนั้นอาจจะมีมูลค่าตลาดแค่ไม่กี่พันล้านบาทเทียบกับหุ้นไทยก็คงจะเป็นหมื่นล้านบาทขึ้นไป เป็นต้น

ผลการลงทุนในหุ้นสาธารณูปโภคเวียดนามของผมในช่วงที่ผ่านมานั้นน่าจะเรียกว่าแค่ “พอไปได้” และด้อยกว่าพอร์ตเวียดนามโดยรวมของผม ถ้ามองเฉพาะกำไรจากราคาหุ้นก็ต้องถือว่าผิดหวัง สิ่งที่เข้ามาช่วยน่าจะเป็นเรื่องของปันผลที่ค่อนข้างจะงดงามและเฉลี่ยน่าจะเกิน 5% ต่อปีขึ้นไป หุ้นโรงไฟฟ้าบางตัวจ่ายถึงเกือบ 10% ต่อปี ถึงวันนี้ผมคิดว่าหุ้นสาธารณูปโภคของเวียดนามนั้นจะเป็น “ซุปเปอร์สต็อก” ค่อนข้างยากแม้ว่ามันจะเป็นกลุ่มที่โตเร็วมาก เหตุผลของผมก็คือ เกณฑ์ของรัฐบาลเวียดนามไม่เหมือนกับเกณฑ์ในประเทศไทย คนที่ทำสาธารณูปโภคในไทยนั้นมีโอกาสที่จะได้กำไรเกินกว่าปกติหรือเกินกว่าที่ประมาณการไว้ได้ นั่นก็คือ ถ้ามีคนใช้บริการมากกว่าที่ตั้งเป้าไว้ บริษัทของไทยสามารถเก็บกำไรนั้นได้ทั้งหมด แต่ถ้าขาดทุนก็ต้องรับไปเอง ในขณะที่ของเวียดนามนั้น กำไรเกินก็ต้องคืน แต่ขาดทุนก็ได้รับการชดเชย ดูแล้วจะคล้าย ๆ กับพันธบัตรประเภท “ดอกเบี้ยผันแปร” ตามผลประกอบเสียมากกว่า

แต่ถ้าถามว่าหุ้นสาธารณูปโภคของเวียดนามในวันนี้น่าลงทุนหรือไม่ ผมคิดว่ามันก็น่าลงทุนเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตเพื่อลดความผันผวน เหตุผลก็เพราะว่ามันน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีใช้ได้ไปอีกนานเนื่องจากกิจการมีความมั่นคงสูง มีกำไรและปันผลที่ดีและยังมีราคาที่ไม่แพงเลย เพราะแม้ว่าดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามจะปรับตัวขึ้นมากแต่หุ้นสาธารณูปโภคกลับขึ้นน้อยกว่ามาก ในความคิดของผม การที่ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวขึ้นมากในปีสองปีที่ผ่านมานั้น นอกจากเรื่องของการเติบโตของกำไรของบริษัทจดทะเบียนแล้ว ยังน่าจะเป็นเพราะว่าอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดหรือต้นทุนเงินทุนนั้นลดลงมาอย่างรวดเร็วซึ่งส่งผลให้คนย้ายเงินออมจากสถาบันการเงินเข้าสู่การลงทุนในตลาดหุ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เพราะ “ส่วนต่าง” ระหว่างการลงทุนในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากค่อนข้างมาก

ในด้านของหุ้นสาธารณูปโภคเองนั้น ผมก็คิดว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในสาธารณูปโภคเช่น การทำโครงการไฟฟ้าหรือน้ำประปาหรือทางด่วนเองนั้น ก็ได้ “ล็อค” ผลตอบแทนเป็น IRR ไว้ที่ค่อนข้างสูงเป็นกว่า 10% ต่อปีขึ้นไปตามอัตราดอกเบี้ยที่สูงถึงกว่า 7-8% ในช่วงเวลานั้น เมื่อถึงวันนี้ที่อัตราดอกเบี้ยลดต่ำลงมามากแต่ก็ไม่ได้มีการปรับ IRR ลง  ผลก็คือ กิจการก็น่าสนใจมากขึ้น มันเหมือนกับว่าเรามีพันธบัตรเก่าที่ให้ดอกเบี้ยปีละ 12% อยู่ ในขณะที่ดอกเบี้ยในท้องตลาดตอนนี้เหลือ 2-3% เราจะอยากขายพันธบัตรนี้ไหม? เก็บไว้กินยาวต่อไปไม่ดีกว่าหรือ? ในความเป็นจริงของตลาดหลักทรัพย์ที่พัฒนาแล้ว จะมีคนสนใจซื้อพันธบัตรนี้มากขึ้นมากซึ่งจะทำให้ราคาพันธบัตรพุ่งขึ้นไปสูงเป็นเท่าตัวได้เลย แต่ในตลาดหุ้นเวียดนามดูเหมือนว่าคนจะไม่ตระหนักในประเด็นนี้ ราคาของหุ้นสาธารณูปโภคซึ่งคล้าย ๆ กับ “พันธบัตร” ที่จ่าย “ดอกเบี้ย” สูงมากนี้คนไม่รู้และอาจจะไม่ต้องการ ทำให้ราคาพันธบัตรหรือหุ้นอาจจะถูกกว่าความเป็นจริง เป็นไปได้ว่าวันหนึ่งตลาดจะตระหนักและให้คุณค่าหุ้นสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้น—แบบที่หุ้นสาธารณูปโภคของไทยเคยเป็น ที่ในอดีตหุ้นสาธารณูปโภคนั้นไม่ค่อยปรับตัวขึ้นเลยเป็นเวลายาวนาน แต่แล้ว ถึงวันนี้ หุ้นสาธารณูปโภคหลายตัวก็วิ่งขึ้นไปราวกับซุปเปอร์สต็อก

หุ้นสาธารณูปโภคที่น่าสนใจในตลาดหุ้นเวียดนามนั้น นอกจากหุ้นโรงไฟฟ้าสารพัดที่รวมถึงที่ใช้ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ น้ำจากเขื่อน โซลาร์ และลมแล้ว ยังมีกิจการที่ผลิตน้ำอุตสาหกรรมและน้ำประปาที่กำลังเติบโตเร็วมาก โครงการทางด่วนซึ่งกำลังจะเปิดและใกล้จะเปิดจำนวนมากพร้อม ๆ กับปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นมากในเวียดนาม และหุ้นสนามบิน ที่มีราคาไม่แพงนักโดยเฉพาะที่วัดโดย Market Cap. เทียบกับหุ้นคล้าย ๆ กันในตลาดหุ้นไทย นี่ยังไม่ได้พูดถึงหลายกิจการที่ธุรกิจ “เพิ่งจะเริ่มต้น” และกำลังโตอย่างรวดเร็วในขณะที่ไทยนั้นส่วนใหญ่น่าจะ “อิ่มตัวแล้ว”

เป้าหมายผลตอบแทนต่อปีของการลงทุนหุ้นสาธารณูปโภคในตลาดหุ้นเวียดนามนั้น ผมคิดว่าเราควรตั้งไว้ไม่เกินปีละ 10-15% ต่อปีในช่วงประมาณ 5 ปีข้างหน้า สิ่งที่ดีก็คือ ผมคิดว่านี่เป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำและมีความมั่นคงของธุรกิจสูงและในปัจจุบันราคาไม่แพง ที่สำคัญ หุ้นมีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีจำนวนมากพอสำหรับคนที่ต้องการลงทุนในปริมาณที่มากและไม่ต้องการรับความเสี่ยงมากเกินไปในตลาดหุ้นเวียดนามที่ยังไม่ได้พัฒนามากและมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เพื่อเลือกหุ้นลงทุนก็เป็นสิ่งที่จำเป็น หรือไม่อย่างนั้นก็ควรจะเลือกหุ้นที่เป็นตัวหลัก ๆ ของสาธารณูปโภคนั้น ๆ ไม่จำเป็นต้องเลือกตัวเล็กเพื่อหวังว่ามันจะโตเร็วกว่า

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://blog.settrade.com/blog/nivate/2022/01/24/2621

หาหุ้นงบเด่น

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
หาหุ้นงบเด่น

ฤดูกาลการประกาศงบกำลังเริ่มขึ้น ด้วยภาพการฟื้นตัวของหลาย ๆ บริษัทจะเป็นตัวช่วยหนุนให้ SET Index ยังคงรักษาแนวโน้มและขึ้นทดสอบ 1,750 จุดได้ภายในไตรมาส 1 ของปี 2565 โดยกลุ่มหุ้นที่มีผลประกอบการงวด 4Q64 โดดเด่นน่าจะเคลื่อนไหวได้ดีกว่าตลาด

จากการสำรวจการคาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการงวด 4Q64 ของ Consensus จำแนกออกมาได้ดังนี้

1. กลุ่มหุ้นที่จะมีการรายงานผลประกอบการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 4Q63 (+YoY) และ เติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาส 3Q64 (+QoQ) ประกอบไปด้วย

กลุ่มธนาคารฯ TISCO* TTB* กลุ่มวัสดุก่อสร้าง DCC SCC* DRT* กลุ่มปิโตรเคมี IVL* PTTGC* กลุ่มพลังงาน UBE* BAFS BANPU* BCP* ESSO* IRPC* PTT* SPRC* กลุ่มค้าปลีก COM7* HMPRO* HUMAN* MAKRO* SINGER* กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ DELTA HANA* KCE* กลุ่มการเงิน BAM* JMT* TIDLOR* KTC* MTC* SAWAD* ASK* AUCT* กลุ่มอาหาร MINT* OSP RBF SAPPE* ZEN* TU* กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม AMATA* WHA* กลุ่มอสังหาฯ AP* ORI* AWC กลุ่มขนส่ง AAV AOT BEM BTS DMT กลุ่มสื่อสาร JMART* SYNEX* กลุ่มโรงแรม ERW* CENTEL* SHR* กลุ่มยานยนต์ SAT* กลุ่มบรรจุภัณฑ์ SMPC* BGC* กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค SABINA TOG* กลุ่มกระดาษ UTP กลุ่มประกัน BLA* THRE THREL TQM* กลุ่มโรงไฟฟ้า BGRIM* GPSC* GULF* กลุ่ม MAI IIG* NETBAY* SFT* TNP* SPA TACC* XO* LEO* IP* FSMART WINNER

2. กลุ่มหุ้นที่จะมีการรายงานผลประกอบการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 4Q63 (+YoY) แต่หดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาส 3Q64 (-QoQ) ประกอบไปด้วย

กลุ่มธนาคาร BBL* KKP* KTB* SCB* TCAP* กลุ่มพลังงาน PTTEP กลุ่มค้าปลีก DOHOME* GLOBAL* กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ SVI กลุ่มอาหาร SUN กลุ่มโรงพยาบาล BDMS BCH* BH CHG* EKH* LPH* RJH* IMH* กลุ่มบันเทิง BEC* PLANB* RS* VGI* กลุ่มขนส่ง KEX AMA PSL* TTA* WICE* กลุ่มสื่อสาร INTUCH กลุ่มการเงิน CHAYO* ECL* กลุ่มบรรจุภัณฑ์ SFLEX* กลุ่มเหล็ก MCS* TMT* กลุ่มวัสดุก่อสร้าง SKN* TPIPL*VNG* กลุ่มสินค้าวัสดุ SNC* กลุ่มสาธารณูปโภค TTW* กลุ่ม MAI HL* VCOM

3. กลุ่มหุ้นที่จะมีการรายงานผลประกอบการ หดตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 4Q63 (-YoY) แต่เติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาส 3Q64 (+QoQ) ประกอบไปด้วย

กลุ่มรับเหมาฯ STEC กลุ่มอสังหา LALIN ANAN* LH LPN PSH QH SF SPALI* กลุ่มสื่อสาร ADVANC DTAC THCOM กลุ่มปิโตรเคมี GGC* กลุ่มค้าปลีก CPALL BJC CPN* MC CRC กลุ่มพลังงาน PTG TOP* กลุ่มอาหาร CBG CPF* GFPT M* TKN กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค TSR KISS กลุ่มเกษตร STA* กลุ่มบรรจุภัณฑ์ AJ กลุ่มบันเทิง MONO* กลุ่มขนส่ง NYT* กลุ่มอาหาร TFG NRF กลุ่มการเงิน THANI กลุ่ม MAI SMD

4. กลุ่มหุ้นที่จะมีการรายงานผลประกอบการ หดตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 4Q63 (-YoY) และหดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาส 3Q64 (-QoQ) ประกอบไปด้วย

กลุ่มการเงิน AEONTS กลุ่มธนาคาร KBANK* กลุ่มค้าปลีก OR* KAMART* กลุ่มบันเทิง MAJOR* กลุ่มสื่อสาร TRUE AMR SIS*กลุ่มบริการ SISB กลุ่มยานยนต์ AH* กลุ่มอสังหา ALL กลุ่มพลังงาน AI SGP* กลุ่มวัสดุก่อสร้าง COTTO* EPG* เกษตร NER* กลุ่มโรงพยาบาล VIBHA* กลุ่มบรรจุภัณฑ์SCGP

* คือบริษัทที่จะมีการรายงานผลประกอบการปี 2564 เติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2563 (+YoY)

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเอเชียร่วงหนักรับการประชุม Fed

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเอเชียร่วงหนักรับการประชุม Fed

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลง หลังรับรู้ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0-0.25% แต่เปิดเผยมุมมองว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ พร้อมกล่าวถึงการลดขนาดงบดุลด้วยนโยบาย QT โดยไม่มีการเปิดเผยกำหนดการที่แน่นอนทั้งการขึ้นดอกเบี้ยและการใช้นโยบาย QT เมื่อพิจารณาถ้อยแถลงจากนาย Jerome Powell ในกรณีการขึ้นดอกเบี้ยและกำหนดการที่ไม่ชัดเจน ตลาดมองว่ามีท่าที Hawkish มากกว่าคาดการณ์เล็กน้อย

ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ (11.20) จึงปรับตัวลง ดังนี้

  • Nikkei 225 ปรับตัวลง 3.0%
  • Hang Seng ปรับตัวลง 2.7%
  • KOSPI ปรับตัวลง 3.39%
  • CSI 300 ปรับตัวลง 0.99%
  • SET ปรับตัวลง 1.03%

FINNOMENA Investment Team มองว่าการประชุม Fed รอบนี้มีภาพรวมท่าทีเป็นไปตามที่ตลาดคาด แต่มีสัญญาณไปทาง Hawkish มากขึ้น ดังนั้นตลาดอาจถูกกดดันด้วยความกังวลดังกล่าวในระยะสั้นสลับกับการฟื้นตัวของหุ้นในกลุ่มที่มีผลประกอบการแข็งแกร่ง ซึ่งในเชิงพื้นฐานกำไรหุ้นใน S&P500 ไตรมาส 4 ที่กำลังทยอยประกาศออกมา (119 จาก 500 บริษัท) ยังดีกว่าคาดราว 5% และเติบโตกว่า 23% เมื่อเทียบกับปีก่อน (ข้อมูล ณ วันที่ 27/01/2022)

FINNOMENA Investment Team เห็นว่านี่ไม่ใช่จังหวะที่จะลดความเสี่ยงหรือตัดขายหุ้น แม้ในระยะสั้น (3-6 เดือน) อาจจะยังมีแรงกดดันจาก Fed และเงินเฟ้อ ในระยะยาวผลประกอบการที่ยังคงเติบโตจะสนับสนุนให้หุ้นปรับตัวขึ้นได้หลังแรงกดดันประเด็น Fed ลดลงไป จึงมองว่าเป็นจังหวะทยอยลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงแนว Secular Growth ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เช่น กลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ที่ยังมีโอกาสเติบโตได้ในระยะยาว

Source: Bloomberg, CNBC

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ส่องบทวิเคราะห์เงินเฟ้อ เศรษฐกิจและมุมมองการลงทุนในปี 2022 โดย Franklin Templeton

FINNOMENA x Franklin Templeton
ส่องบทวิเคราะห์เงินเฟ้อ เศรษฐกิจและมุมมองการลงทุนในปี 2022 โดย Franklin Templeton

จากมาตรการเยียวยาระหว่างการแพร่ระบาดของ COVID-19 (เช่น เงินอุดหนุน และเงินชดเชยการว่างงาน) และการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ทั่วโลก (เช่น การเร่งเบิกจ่าย และการลงทุนภาครัฐ) ทำให้เม็ดเงินจำนวนมากไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ สร้างการเติบโต จนเศรษฐกิจหลายประเทศกลับเข้าสู่ระดับที่ใกล้เคียงเดิม หรือเกินกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดของ COVID-19

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งนี้เอง ทำให้กำลังซื้อ และความต้องการสินค้าและบริการที่คั่งค้างตั้งแต่ช่วง COVID-19 (Pent-up demand) เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน เมื่อการผลิตสินค้าและบริการไม่ทันกับความต้องการ จากการชะงักชะงันของห่วงโซ่การผลิต (Supply chain) จึงเป็นเหตุให้ราคาสินค้า และบริการปรับตัวขึ้น และเกิดเป็นภาวะเงินเฟ้อในที่สุด อย่างไรก็ดี เรายังเชื่อว่าเศรษฐกิจจะยังเติบโตได้ต่อเนื่องท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งในรายงานฉบับนี้ เราจะวิเคราะห์ถึงบทบาทของเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น ภาพเศรษฐกิจภาพใหญ่ และมุมมองการลงทุนของเราในปี 2022 ดังนี้

ส่องบทวิเคราะห์เงินเฟ้อ เศรษฐกิจและมุมมองการลงทุนในปี 2022 โดย Franklin Templeton

1. เงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นสู่ระดับสูงที่สุดในรอบ 40 ปี และค่าแรงกำลังปรับตัวขึ้นตาม

ล่าสุด เงินเฟ้อสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นสูงแตะระดับ 7% ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ในขณะที่กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปอยู่ที่ระดับใกล้ 5% ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดในรอบ 40 และ 30 ปี ตามลำดับ โดยราคาสินค้าและบริการต่างปรับตัวขึ้นในวงกว้าง และครอบคลุมสินค้าหลายชนิด (แม้ว่าในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปจะยังมาจากกลุ่มพลังงานเป็นส่วนใหญ่อยู่ แต่ก็เริ่มแสดงสัญญาณวงกว้างมากขึ้น) ในขณะที่ค่าแรงค่อย ๆ เริ่มปรับตัวขึ้นมา ซึ่งยังช้ากว่าการปรับขึ้นของราคาสินค้าและบริการ

เราเชื่อว่า ราคาสินค้าและบริการในระดับสูง ประกอบกับแรงกดดันจากค่าแรงที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้เราเห็นภาวะเงินเฟ้อในระยะสั้นต่อไปอีก แต่เรายังมองว่าเศรษฐกิจน่าจะยังเติบโตได้ดี จากปัจจัยด้านการบริโภคในประเทศเป็นสำคัญ โดยเราเชื่อมั่นว่าตัวเลขด้านการจ้างงานน่าจะออกมาน่าพอใจ และตัวเลขการผลิตสินค้า เพื่อมาแทนสินค้าคงคลังจะยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ส่องบทวิเคราะห์เงินเฟ้อ เศรษฐกิจและมุมมองการลงทุนในปี 2022 โดย Franklin Templeton

 

Figure 1 ตารางแสดงอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐฯ โดยจะเห็นว่าตัวเลขค่อย ๆ ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และตัวเลขล่าสุด (7% ในเดือนธันวาคม 2564) ถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 40 ปี

ส่องบทวิเคราะห์เงินเฟ้อ เศรษฐกิจและมุมมองการลงทุนในปี 2022 โดย Franklin Templeton

Figure 2 กราฟแสดงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาสินค้ากลุ่มพลังงานในยุโรป โดยราคาสินค้ากลุ่มพลังงานที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญของอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป

 2. มุมมองของเราต่อเศรษฐกิจภาพใหญ่ในปี 2022 จะมีธีมที่น่าสนใจ ประกอบด้วย

  • เงินเฟ้อจะเป็นปัจจัยสำคัญ และอาจคงอยู่เป็นระยะเวลานานกว่าที่ตลาดคาด โดยเราพบว่าราคาสินค้าและบริการต่างปรับตัวขึ้นในวงกว้าง และการที่ตลาดแรงงานยังค่อนข้างตึงตัว ทำให้หลายบริษัทต้องเพิ่มค่าแรง เพื่อดึงดูดแรงงานคุณภาพให้เข้ามาทำงาน ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เร่งอัตราเงินเฟ้อ และทำให้อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์เพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากผู้ประกอบการก็ไม่ต้องการแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และอยากผลักต้นทุนที่เพิ่มส่วนนี้ให้กับผู้บริโภคในรูปแบบการเพิ่มราคาสินค้า ในขณะที่แรงงาน เมื่อเห็นราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ก็จะเรียกร้องค่าแรงเพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกัน

ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการคาดว่าเงินเฟ้อในอนาคตจะสูงขึ้นตามตัวอย่างข้างต้น ก็จะปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการล่วงหน้า เพื่อเตรียมการรองรับเงินเฟ้อที่จะเพิ่มสูงขึ้นเหล่านี้ และทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นเป็นวัฏจักรต่อเนื่องกันไป และคงอยู่เป็นระยะเวลานานกว่าปกติ

ส่องบทวิเคราะห์เงินเฟ้อ เศรษฐกิจและมุมมองการลงทุนในปี 2022 โดย Franklin Templeton

Figure 3 อัตราตำแหน่งงานว่าง (Openings) ที่มากกว่าอัตราการลาออก (Quit) แสดงให้เห็นว่าตลาดต้องการแรงงานเข้ามาเพิ่ม แต่มีแรงงานไม่เพียงพอ ทำให้ต้องเพิ่มค่าแรงเป็นแรงจูงใจ ดึงดูดแรงงาน ซึ่งการเพิ่มค่าแรงเป็นปัจจัยสำคัญ ส่งผลต่อต้นทุนของผู้ประกอบการ และจะผลักดันทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นในที่สุด

ส่องบทวิเคราะห์เงินเฟ้อ เศรษฐกิจและมุมมองการลงทุนในปี 2022 โดย Franklin Templeton

Figure 4 กราฟแสดงการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างที่เร่งตัวสูงขึ้นในช่วงหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 สะท้อนให้เห็นว่าตลาดแรงงานตึงตัว และบริษัทต้องเพิ่มค่าแรง เพื่อดึงดูดแรงงานมากขึ้น

  • การเติบโตของเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง ซึ่งจะขับเคลื่อนจากความต้องการสินค้าและบริการ ประกอบกับการบริโภคภาคครัวเรือนเป็นสำคัญ จากสถานะทางการเงินของครัวเรือนที่ดีขึ้นมาก (จากมาตรการการเยียวยา และการอัดฉีดจากภาครัฐ) ซึ่งเรายังเชื่อมั่นต่อการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งในสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป แม้ว่าการแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์โอมิครอนยังมีให้เห็น แต่เราเชื่อว่าความรุนแรงของโอมิครอนที่น้อยกว่าเดลต้า และการเร่งควบคุมของภาครัฐ จะไม่ทำให้การแพร่ระบาดดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ

ส่องบทวิเคราะห์เงินเฟ้อ เศรษฐกิจและมุมมองการลงทุนในปี 2022 โดย Franklin Templeton

Figure 5 สถานภาพทางการเงิน และอัตราการออมที่ดีขึ้นของครัวเรือนในช่วง COVID-19 จากเม็ดเงินเยียวยา และการอัดฉีดจากภาครัฐทำให้ครัวเรือนมีกำลังจับจ่ายใช้สอยสูง และจะเป็นปัจจัยบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

  • การเริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายของธนาคารกลางจะทำให้ตลาดผันผวน โดยเฉพาะหากเป็นการดำเนินนโยบายที่เหนือความคาดหมายของตลาด โดยเราจะเห็นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ เริ่มแผนการควบคุมเงินเฟ้อ ด้วยการลดวงเงินการซื้อสินทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมา และส่งสัญญาณว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยหลายครั้งในปี 2022 ตลอดจนการลดขนาดงบดุลในที่สุด ในขณะที่ธนาคารกลางสหภาพยุโรปก็เริ่มส่งสัญญาณลดวงเงินการเข้าซื้อสินทรัพย์แล้วเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าเงินเฟ้อจะเป็นปัจจัยที่กดดันการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางในปี 2022 โดยเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น อาจกดดันให้ธนาคารกลางต้องเร่งดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัว (quantitative tightening) ให้เร็วและแรงขึ้นอีก ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจจะสร้างความผันผวนให้ตลาดในระยะต่อไปได้ โดยเราคิดว่าตลาดยังไม่ได้ให้น้ำหนักการเร่งตัวของเงินเฟ้อในระยะต่อไปมากเท่าที่ควร ซึ่งอาจทำให้การดำเนินนโยบายของธนาคารกลาง ในลักษณะที่สร้างความแปลกใจกับตลาด (surprise) เช่น การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วขึ้น หรือหลายครั้งกว่าที่ตลาดคาดการณ์ จะทำให้ตลาดผันผวนมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง

3. มุมมองต่อการลงทุนของเรา

  • การลงทุนในระยะต่อไปจะมีความผันผวนสูง โดยปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพฤติกรรมของตลาด (ทั้งตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตร) ต่างเคลื่อนไหวตามสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น จากการอัดฉีดของธนาคารกลาง และการทำนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลาย (Quantitative easing) ซึ่งการปรับเปลี่ยนนโยบายจากนโยบายการผ่อนคลาย เป็นตึงตัวมากขึ้น น่าจะสร้างแรงกดดันต่อตลาด และทำให้ตลาดผันผวนได้ โดยเฉพาะหากการทำนโยบายดังกล่าวนั้น เหนือกว่าการคาดหมายของตลาด หรือรุนแรงกว่าที่ตลาดคาดไว้
  • การจัดพอร์ตเชิงรุก (Active management) จะเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด โดยเรามองว่าปี 2022 จะเป็นปีที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 และการตอบสนองทางนโยบายของธนาคารกลาง ซึ่งการจัดพอร์ตโดยการเลือกเฟ้นสินทรัพย์ด้วยความละเอียดรอบคอบ มีข้อมูลสนับสนุนรอบด้าน น่าจะเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนได้ดีที่สุด เมื่อเทียบกับการลงทุนเชิงรับ หรือการลงทุนกับดัชนีในภาพรวม
  • การประเมินมูลค่า (Valuation) ยังเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อราคาของสินทรัพย์หลาย ๆ อย่างปรับตัวขึ้นในวงกว้าง นักลงทุนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประเมินมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์นั้น ๆ โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานประกอบ และเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่ยังไม่เต็มมูลค่า (undervalued) ทั้งนี้ จากแนวโน้มการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย เรามีมุมมองเชิงลบต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US treasury) ซึ่งเราคิดว่าจะถูกกดดันด้วยอัตราดอกเบี้ยในอนาคตที่สูงขึ้น และการเร่งระดมทุนเพื่อเป็นแหล่งเงินของโครงการต่าง ๆ

ส่องบทวิเคราะห์เงินเฟ้อ เศรษฐกิจและมุมมองการลงทุนในปี 2022 โดย Franklin Templeton

Figure 6 สรุปมุมมองของเราต่อสินทรัพย์ต่าง ๆ

เนื้อหาต้นฉบับโดย 

Sonal Desai, 

Chief Investment Officer

Franklin Templeton

Nikhil Mohan

Economist,
Research Analyst

Angelo Formiggini

Economist,
Research Analyst

David Yuen

Director of Multi-Sector Strategy, Franklin Templeton

John Beck

Director of Global Fixed Income, Franklin Templeton

David Zahn

Head of European Fixed Income, Franklin Templeton

ข้อสงวนสิทธิ์

  1. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ให้บริการการให้คำแนะนำทั่วไปแก่ FINNOMENA ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน (Asset Allocations)
  2. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น
  3. ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/articles/fixed-income-views/year-3-and-counting

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 27/01/2022 “Fed ส่งสัญญาณชัดเจน เตรียมยุติ QE พร้อมขึ้นดอกเบี้ย มี.ค. นี้” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 27/01/2022

“Fed ส่งสัญญาณชัดเจน เตรียมยุติ QE พร้อมขึ้นดอกเบี้ย มี.ค. นี้”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 34,168.09 จุด -129.64 จุด (-0.38%)  S&P500 ปิดที่ 4,349.33 จุด -6.52 จุด (-0.15%)  Nasdaq ปิดที่ 13,542.1 จุด +2.8 จุด (+0.02%)  Small Cap 2000 ปิดที่ 1,971.72 จุด -32.32 จุด (-1.61%) VIX index ปิดที่ 31.96 จุด (+2.57%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 4,164.6 จุด +86.34 จุด (+2.12%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 15,459.39 จุด +335.52 จุด (+2.22%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 6,981.96 จุด +144 จุด (+2.11%) 

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 27,011.11จุด -120.01 จุด (-0.44%) ดัชนี CSI 300 ปิดที่ 4,712.311 จุด +33.85 จุด (+0.72%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 24,289.91 จุด +46.31 จุด (+0.19%) และ SET Index ปิดที่ 1,643.44 จุด +4.35 จุด (+0.27%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 27 ม.ค. 2565) ทองคำ 1,816.3 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 23.332 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 86.76 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 88.16 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 27 ม.ค. 2565) Bitcoin 35,967.2 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,385.99 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.140313 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 363.49 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

Scenario ของผลการประชุม FOMC และสินทรัพย์น่าสนใจ 3 กรณี

กรณีแรก More Dovish เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาด และส่งสัญญาณยังไม่เดินหน้าทำ QT สินทรัพย์ที่น่าสนใจ ONE-UGG-RA , KFGG

กรณีที่สอง Base case เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเท่ากัยที่ตลาดคาด และเริ่มส่งสัญญาณยังอาจทำ QT สินทรัพย์ที่น่าสนใจ TMBGQG , AFMOAT-HA

กรณีที่สาม More Hawkish เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาด และกำหนดการทำ QT ชัดเจนภายในกลางปี สินทรัพย์ที่น่าสนใจ KFSMART (พักเงินไว้เพื่อรอหาจังหวะกลับมาลงทุน)

ซึ่งการประชุม Fed ออกมาเป็น กรณีที่สอง Base case

Fed ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0 -0.25% ในรอบนี้ พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนเตรียมยุติ QE ขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก มี.ค. นี้ และยืนยันจะมีการลดขนาดงบดุล (QT) เริ่มภายในปีนี้

มุมมองของ Goldman Sachs และ Citi ชี้ ตอนนี้เป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นแล้ว เนื่องจากพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนยังคงดีอยู่ มีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง การปรับตัวเพราะความกังวลเรื่องนโยบายการเงินของ Fed และความกังวลเรื่องปัญหายูเครน เป็นโอกาสในการเข้าซื้อ

สถานการณ์ตึงเครียด รัสเซียกำลังสะสมกองกำลังทหารใกล้พรมแดนของยูเครนมากกว่า 100,00 นาย ซึ่งสหรัฐฯ ย้ำจุดยืนหนุนยูเครนเข้า NATO พร้อมสนับสนุนกำลังด้านทหาร ปัจจัยดังกล่าวส่งผลทำให้ราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติพุ่งขึ้น

ราคาน้ำมันแตะ $90 ครั้งแรกใน 8 ปี โดย OPEC ยังคงแผนการผลิตน้ำมันต่อไปตามแผนเดิม

Tesla รายงานผลประกอบการดีเกินคาด แม้เผชิญปัญหาซัพพลายขาดแคลน ในปี 2021 Tesla ส่งมอบรถยนต์ไปได้ 940,000 คัน โดยรายได้อยู่ที่ 17,720 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้าน EPS อยู่ที่ 2.52 เหรียญ ตลาดคาดไว้ที่ 2.36 เหรียญ

Intel รายงานผลประกอบการดีเกินคาด รายได้อยู่ที่ 20,528 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้าน EPS อยู่ที่ 1.09 เหรียญ ตลาดคาดไว้ที่ 0.91 เหรียญ

Deim เหรียญของ Meta เตรียมขายสินทรัพย์ทอดตลาดคืนเงินนักลงทุนทั้งหมด หลังถูกธนาคารกลางกดดัน

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 8,078 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 7,853 ราย จากในเรือนจำ 225 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 22 ราย หายป่วยกลับบ้าน 6,595 ราย ผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค. 65 183,587 ราย หายป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค. 65  133,670 ราย

News Update: ตามคาด! Fed ส่งสัญญาณชัดเจน เตรียมยุติ QE พร้อมขึ้นดอกเบี้ย มี.ค. นี้ ชี้ ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น

THE OPPORTUNITY
News Update: ตามคาด! Fed ส่งสัญญาณชัดเจน เตรียมยุติ QE พร้อมขึ้นดอกเบี้ย มี.ค. นี้ ชี้ ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น

เมื่อวานนี้ (26 ม.ค.) Fed ส่งสัญญาณว่าพร้อมขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มี.ค. ซึ่งจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี ท่ามกลางตลาดการเงินที่ปั่นป่วนและอัตราเงินเฟ้อในระดับสูง

‘เจอโรม พาวเวลล์’ ประธาน Fed กล่าวว่า Fed พร้อมที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน มี.ค. เพื่อจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อในระดับสูงกว่า 2% แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทุกครั้งที่มีการประชุมใหญ่

พาวเวลล์ ระบุว่า ตอนนี้ Fed สามารถดำเนินนโยบายที่เข้มงวดมากขึ้นได้แล้ว และยังมีช่องว่างมากพอในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยไม่คุกคามตลาดแรงงาน อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น

เมื่อคืนนี้ (26 ม.ค.) ดัชนี Dow Jones ปรับตัวลงมา 0.38% หลังแถลงการณ์ของ Fed ขณะที่ S&P 500 ลดลง 0.2% และดัชนี Nasdaq ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.02% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นเหนือ 1.8%

Fed ระบุว่า แผนยุติมาตรการการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล (QE) จะสิ้นสุดตามกำหนดเวลาในต้นเดือน มี.ค. และ Fed คาดว่า กระบวนการลดขนาดงบดุลมูลค่า 8.9 ล้านล้านดอลลาร์ จะเริ่มขึ้นหลังการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ ในการประชุมครั้งนี้ว่าจะเริ่มเมื่อไร และความเร็วในการลดคือเท่าใด

พาวเวลล์ กล่าวว่า ขนาดงบดุลใหญ่กว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก ดังนั้นการลดขนาดเป็นสิ่งที่ต้องทำและใช้เวลาพอสมควร โดย Fed ต้องการให้กระบวนการดังกล่าวเป็นระเบียบและคาดเดาได้ ขณะที่ Goldman Sachs คาดว่า Fed จะเริ่มลดขนาดงบดุลในเดือน มิ.ย. ที่ระดับ 100,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน

นี่จะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2018 โดยนักวิเคราะห์หลายคนคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในเดือน มี.ค. และอีก 3 ครั้งในปีนี้ ขณะที่นักวิจารณ์กล่าวว่า Fed ใช้นโยบายการเงินเข้มงวดช้าเกินไป จนไม่สามารถรับมือกับเงินเฟ้อที่พุ่งสูงได้

เจ้าหน้าที่ Fed เริ่มแสดงความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่คงอยู่อย่างต่อเนื่อง หลังที่ผ่านมายืนยันว่าราคาที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงแค่เรื่องชั่วคราว โดยเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 7% จากปีที่แล้ว สูงสุดในรอบ 39 ปี ทำให้ Fed ต้องหลับมาทบทวนการใช้นโยบายเงินผ่อนคลายครั้งประวัติศาสตร์

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-01-26/fed-signals-liftoff-soon-sees-asset-reduction-start-afterward?srnd=premium-asia&sref=e4t2werz

https://www.cnbc.com/2022/01/26/fed-decision-january-2022-.html

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: IMF เตือนเอลซัลวาดอร์ เลิกใช้ Bitcoin ชำระหนี้ตามกฎหมาย เสี่ยงเศรษฐกิจพัง ประชาชนเดือดร้อน

THE OPPORTUNITY
News Update: IMF เตือนเอลซัลวาดอร์ เลิกใช้ Bitcoin ชำระหนี้ตามกฎหมาย เสี่ยงเศรษฐกิจพัง ประชาชนเดือดร้อน

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เรียกร้องให้รัฐบาลเอลซัลวาดอร์เลิกใช้ Bitcoin เป็นสื่อกลางชำระหนี้ตามกฎหมาย พร้อมปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเหลือ 4.4% ผลจากโอมิครอนและเงินเฟ้อ

🇸🇻 IMF เรียกร้องให้เอลซัลวาดอร์เลิกใช้ Bitcoin เป็นเงินถูกกฎหมาย

คณะกรรมการ IMF ย้ำว่าการอนุญาตให้ Bitcoin สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมายของเอลซัลวาดอร์มีความเสี่ยงมหาศาลต่อทั้งเสถียรภาพทางการเงิน ความมั่นคงทางการเงิน และการคุ้มครองผู้บริโภค

เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา เอลซัลวาดอร์กลายเป็นประเทศแรกของโลกที่ประกาศให้ Bitcoin เป็นเงินถูกกฎหมาย และสามารถใช้ทำธุรกรรมได้ทุกประเภทเช่นเดียวกับดอลลาร์สหรัฐฯ

ด้าน ปธน.นายิบ บูเคเล ของเอลซัลวาดอร์ได้เพิ่ม Bitcoin จำนวนหลายร้อย BTC เข้าไปในงบดุลของประเทศ ซึ่งล่าสุด (21 ม.ค.) ประกาศว่าเขาได้ซื้อ Bitcoin ที่มีราคาถูกมากเพิ่มอีก 15 ล้านดอลลาร์ หลังราคา Bitcoin ร่วงลงมาประมาณ 50% จากจุดสูงสุดในเดือน พ.ย.

นอกจากนี้ IMF ยังได้แสดงความกังวลต่อความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนออกพันธบัตร Bitcoin มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ที่รัฐบาลร่วมมือกับ Blockstream บริษัทโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัล

แม้จะเห็นด้วยกับระบบการชำระเงินด้วยกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ Chivo ที่ออกโดยรัฐบาลเอลซัลวาดอร์ เพราะมองว่าเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชน แต่ IMF เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการควบคุมและกำกับดูแลที่เข้มงวด

รายงานข่าวระบุว่า ความกังวลของ IMF เกี่ยวกับ Bitcoin ส่งผลต่อการเจรจาขอเงินกู้มูลค่า 1,300 ล้านดอลลาร์จาก IMF ที่รัฐบาลเอลซัลวาดอร์พยายามมาตั้งแต่ต้นปี 2021

🌎 IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลก

นอกจากนี้ IMF ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกเหลือ 4.4% จากระดับ 4.9% ในการคาดการณ์เดือน ต.ค. ซึ่งเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโอมิครอน ราคาพลังงานที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อในระดับสูง รวมถึงภาพรวมของเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอย่างจีนและสหรัฐฯ

IMF คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัวที่ 4% จาก 5.2% ตามคาดการณ์เดิม ขณะที่เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวอยู่ที่ 4.8% จากคาดการณ์เดิมที่ 5.6% และคาดว่าตัวเลขเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ก่อนชะลอตัวลงในปี 2023 โดยคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อสำหรับประเทศพัฒนาแล้วที่ 3.9% และสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่ 5.9%

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/01/25/drop-bitcoin-as-legal-tender-imf-urges-el-salvador.html 

https://www.voathai.com/a/imf-world-economic-2022/641228

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: ‘ไบเดน’ ขู่คว่ำบาตร ‘ปูติน’ หากรุกรานยูเครน รัสเซียชี้ ความวุ่นวายเกิดจากนาโต้และสหรัฐฯ ยูเครนเรียกร้องทุกฝ่ายอย่าตื่นตระหนกเกินไป

THE OPPORTUNITY
News Update: ‘ไบเดน’ ขู่คว่ำบาตร ‘ปูติน’ หากรุกรานยูเครน รัสเซียชี้ ความวุ่นวายเกิดจากนาโต้และสหรัฐฯ ยูเครนเรียกร้องทุกฝ่ายอย่าตื่นตระหนกเกินไป

สหรัฐฯ ขู่คว่ำบาตรปูตินหากรัสเซียรุกรานยูเครน ด้านผู้นำยูเครนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอย่าตื่นตระหนกเกินไป โดยโอกาสที่จะเกิดภัยคุกคามมีอยู่จริงแต่ไม่น่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้

เมื่อวานนี้ (25 ม.ค.) ปธน.โจ ไบเดนระบุว่า สหรัฐฯ เตรียมพิจารณามาตรการคว่ำบาตรส่วนบุคคลต่อปธน.วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย หากรัสเซียเคลื่อนกองกำลังบุกรุกยูเครน พร้อมเตือนให้รัสเซียนึกถึงผลกระทบมหาศาลที่จะตามมา

ขณะที่รัสเซียตอบโต้ว่าไม่ได้มีแผนโจมตีใดๆ และความวุ่นวายในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความเคลื่อนไหวของนาโต้และสหรัฐฯ โดยรัสเซียได้ยื่นขอคำสัญญาจากนาโต้ว่าจะไม่รับยูเครนเป็นรัฐสมาชิกตลอดกาล เนื่องจากรัสเซียมองยูเครนเป็นแนวกันชนระหว่างรัสเซียและประเทศสมาชิกนาโต้

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวว่ารัสเซียได้ระดมกองกำลังทหารกว่า 1 แสนนายเข้าใกล้ชายแดนยูเครน โดยปธน.โจ ไบเดน กล่าวว่า หากรัสเซียรุกรานยูเครนจริง มันจะกลายเป็นการรุกรานครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และจะส่งผลกระทบอย่างมหาศาลแก่ทั่วโลก

สหรัฐฯ เคยคว่ำบาตรโดยตรงต่อผู้นำชาติอื่นๆ มาบ้างแล้ว โดยผู้นำที่ถูกคว่ำบาตรก่อนหน้านี้คือ นิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา, บาชาร์ อัล อัสซาด ปธน.ซีเรีย และมูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย

ขณะที่ยูเครนเรียกร้องทุกฝ่ายอยู่ในความสงบและอย่าตื่นตระหนกเกินไป เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยปธน.โวโลดีเมียร์ เซเลนสเกีย ของยูเครนออกมายืนยันว่าสถานการณ์ยังควบคุมได้อยู่

ด้านรมว.กลาโหมของยูเครนออกมาระบุว่า ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ว่ารัสเซียเตรียมบุกยูเครนในเร็วๆ นี้ และยังไม่มีการจัดตั้งกองกำลังที่สามารถรุกข้ามพรมแดนมาได้ ดังนั้นตอนนี้ขอให้ทุกฝ่ายยังไม่ต้องกังวล

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยูเครนยอมรับว่าโอกาสที่จะเกิดภัยคุกคามจากรัสเซียมีอยู่จริง และเตรียมรับการนำส่งอาวุธทางทหารจากสหรัฐฯ เพื่อเสริมสร้างกำลังทัพป้องกันประเทศ

อ้างอิง: https://www.bbc.com/news/world-europe-60134295  

https://mgronline.com/around/detail/9650000008266  

https://www.voathai.com/a/ukraine-calm-russia-invasion-imminent/6412019.html

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 26/01/2022 “เเบงก์ชาติ-ก.ล.ต.เตรียมห้าม ใช้คริปโทฯ ชำระค่าสินค้า หวั่นกระทบระบบเศรษฐกิจ – การเงินในประเทศ” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 26/01/2022

“เเบงก์ชาติ-ก.ล.ต.เตรียมห้าม ใช้คริปโทฯ ชำระค่าสินค้า หวั่นกระทบระบบเศรษฐกิจ – การเงินในประเทศ” 

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ  Dow Jones ปิดที่  34,297.73 จุด -66.77  จุด  (-0.19%) S&P 500 ปิดที่ 4,356.45 จุด -53.68  จุด (-1.22%) Nasdaq ปิดที่ 13,539.3 จุด -315.8  จุด (-2.28%) Small Cap 2000 ปิดที่ 2,004.8 จุด -28.71  จุด (-1.41%) VIX Index อยู่ที่ 31.16 จุด +1.26  จุด (+4.21%)

ตลาดหุ้นยุโรป  Euro Stoxx 50 ปิดที่  4,078.26 จุด +23.9  จุด  (+0.59%) Dax เยอรมัน ปิดที่  15,123.87 จุด +112.74  จุด  (+0.75%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่  6,837.96 จุด +50.17  จุด  (+0.74%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่  7,371.46 จุด +74.31  จุด  (+1.02%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่  27,131.34 จุด -457.03  จุด  (-1.66%) CSI 300 จีน ปิดที่  4,678.45 จุด -108.29 จุด  (-2.26%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่  24,437 จุด +193.39  จุด  (+0.8%) SET Index ไทย ปิดที่  1,639.09 จุด -1.45  จุด  (-0.09%) VN30 เวียดนาม ปิดที่  1,517.6 จุด +1.44  จุด  (+0.09%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 26 มกราคม 2565) ราคาทองคำ 1,847.75 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 23.808 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 85.36 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 87.03 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 26 มกราคม 2565)  Bitcoin 36,952 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,451.11 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.1438 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 378.92 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ไบเดนขู่คว่ำบาตร ‘ส่วนบุคคล’ ปูติน พร้อมเตรียมมาตรการลงโทษด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี หากรัสเซียบุกรุกยูเครน ท่ามกลางข้อมูลว่ารัสเซียระดมกองกำลังราว 100,000 นายใกล้ชายแดนยูเครน ด้านชาติยุโรปเตรียมความพร้อมจากความเป็นไปได้ที่อาจต้องเผชิญวิกฤตอุปทานพลังงาน

IMF หั่นเป้า GDP โลก 2022 เหลือ 4.4% 2023 เติบโต 3.8% ปัจจัยกดดันเศรษฐกิจเนื่องจาก การเเพร่ระบาดของโอมิครอน เเละเงินเฟ้อที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นในปีนี้ก่อนที่จะค่อย ๆ ลดลงในปี 2023

ไฟเซอร์ เริ่มทดลองวัคซีนสำหรับไวรัสโอมิครอนโดยเฉพาะ โดยทดสอบวัคซีนทั้งสำหรับโดสตั้งต้นและบูสเตอร์กับอาสาสมัครที่มีอายุตั้งแต่ 18 ถึง 55 ปีและมีสภาพร่างกายสมบูรณ์จำนวนกว่า 1,400 คน ด้าน WHO เตือนไวรัสมีโอกาสกลายพันธุ์ ติดต่อง่ายขึ้น

Microsoft ผลประกอบการไตรมาสล่าสุดดีเกินคาด รายงานผลประกอบการ Q4/2021 EPS อยู่ที่ $2.48  มากกว่าคาดที่ $2.31 รายได้อยู่ที่ $51.73 หมื่นล้าน มากกว่าคาดที่ $50.88 พันล้าน แต่ธุรกิจคลาวด์ Azure มีเเนวโน้มชะลอตัว พร้อมจับตาพัฒนาการของธุรกิจเกม Activision Blizzard ที่เพิ่งประกาศเข้าซื้อกิจการ 

แบงก์ชาติ-ก.ล.ต.ถกปมภาษีคริปโท เตรียมประกาศ ห้ามใช้ชำระค่าสินค้า สกัดปัญหาลามเป็นลูกโซ่ พร้อมงัดข้อกฎหมายจำกัดขอบเขตผู้รับใบอนุญาตธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินและระบบเศรษฐกิจของประเทศ ด้านกรมสรรพากรจะประกาศข้อกำหนดแนวทางคำนวณภาษีตามกฎหมาย ภายในสิ้นเดือน ม.ค. 2565

News Update: Cathie Wood ชี้ Bitcoin มาแน่ คาดปี 2030 ราคาทะลุ $1 ล้าน มองตอนนี้เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของคริปโตฯ

THE OPPORTUNITY
News Update: Cathie Wood ชี้ Bitcoin มาแน่ คาดปี 2030 ราคาทะลุ $1 ล้าน มองตอนนี้เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของคริปโตฯ

Cathie Wood คาดราคา Bitcoin พุ่งทะลุ 1 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030 ชี้การใช้งานสกุลเงินดิจิทัลตอนนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น

Yassine Elmandjra นักวิเคราะห์ของ ARK ระบุในรายงาน ‘Big Ideas 2022’ ว่า มูลค่าตลาดของ Bitcoin ตอนนี้คิดเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของสินทรัพย์ทั่วโลก ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีก หาก Bitcoin ได้รับการยอมรับให้เป็นสกุลเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายจากรัฐบาล

ARK เสริมว่า Bitcoin กำลังชิงส่วนแบ่งตลาดในฐานะเครือข่ายการตั้งถิ่นฐานระดับโลก (Global Settlement Network) โดยจากการวิจัยของบริษัท Bitcoin มีปริมาณการโอนเงินสะสมเพิ่มขึ้น 463% ในปี 2021 และมีปริมาณการชำระบัญชีรายปีแซงหน้า Visa แล้ว

นอกจากนี้ ARK ยังมองว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างเช่น การอัพเกรด Taproot หรือ Lightning Network จะยิ่งช่วยขยายตลาด Bitcoin นอกจากนี้จะยังได้เห็นการเข้าถึง Bitcoin มากขึ้นของเหล่านักลงทุนสถาบันอีกด้วย

อ้างอิง: https://www.coindesk.com/business/2022/01/25/cathie-woods-ark-invest-predicts-bitcoin-could-exceed-1m-by-2030/

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: แบงก์ชาติไม่สนับสนุนใช้สินทรัพย์ดิจิทัลชำระค่าสินค้าและบริการ ชี้การใช้เงินหลายสกุลส่งผลต่อเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจการเงิน

THE OPPORTUNITY
News Update: แบงก์ชาติไม่สนับสนุนใช้สินทรัพย์ดิจิทัลชำระค่าสินค้าและบริการ ชี้การใช้เงินหลายสกุลส่งผลต่อเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจการเงิน

ธนาคารแห่งประเทศไทยแถลงจุดยืนไม่สนับสนุนการไม่สนับสนุนการนําสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้จับจ่ายใช้สอยซื้อของ โดยให้เหตุผลว่าการที่ประเทศใช้เงินหลายสกุลจะส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศ แต่แบงก์ชาติย้ำว่าไม่ได้ปิดกั้นการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล และยังสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีที่จะช่วยพัฒนาระบบการเงิน เพื่อให้ผู้ใช้บริการทางการเงินได้รับบริการที่สะดวก มีคุณภาพ ในต้นทุนที่ต่ำลง

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกระทรวงการคลัง (กค.) ได้หารือร่วมกันถึงประโยชน์และความเสี่ยงของสินทรัพย์ดิจิทัล และเห็นความจำเป็นในการกำกับดูแลและควบคุมการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการ (Means of Payment) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินและระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ปัจจุบัน ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลได้ขยายขอบเขตการประกอบธุรกิจในลักษณะให้บริการ ชักชวนหรือแสดงตน ว่าพร้อมจะให้บริการแก่ร้านค้าและผู้ประกอบการในธุรกิจต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น จัดทำระบบและโฆษณาเชิญชวนร้านค้า ซึ่งการที่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในลักษณะดังกล่าว อาจส่งผลให้เกิดการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง นอกเหนือไปจากวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจโดยรวม รวมถึงเป็นความเสี่ยงต่อประชาชนและธุรกิจ อาทิ ความเสี่ยงจากการสูญมูลค่าที่เกิดจากความผันผวนของราคา ความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมทางไซเบอร์ ความเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล หรือการถูกใช้เป็นเครื่องมือของการฟอกเงิน

หน่วยงานกำกับดูแลต่างตระหนักถึงความเสี่ยงและผลกระทบดังกล่าว จึงพิจารณาใช้อำนาจตามกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าหรือบริการในวงกว้าง และจะมีแนวทางกำกับดูแลที่เหมาะสม สำหรับบริการที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภทที่เป็นประโยชน์ต่อนวัตกรรมทางการเงินและไม่สร้างความเสี่ยงเชิงระบบที่กล่าวถึงข้างต้น โดยคำนึงถึงทั้งการเพิ่มศักยภาพของระบบการเงินของประเทศ และประโยชน์ของผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ ทั้งนี้ หน่วยงานกำกับดูแลจะรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องและประชาชนต่อไป

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ธปท. คำนึงถึงทั้งความเสี่ยงและประโยชน์ของสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงเทคโนโลยีเบื้องหลัง และมองว่า ณ ขณะนี้การนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการอย่างแพร่หลายจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศ จึงควรมีการกำกับดูแลที่ชัดเจน ขณะที่เทคโนโลยีและสินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภทที่ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงดังกล่าวก็ควรได้รับการสนับสนุนโดยมีกลไกดูแลที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดนวัตกรรมและประโยชน์ต่อประชาชน

นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า จากการหารือร่วมกันกับ ธปท. และ กค. ก.ล.ต. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลควบคู่ไปกับการคุ้มครองผู้ซื้อขายอย่างเหมาะสม และให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ* เพื่อประกอบการพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ต่อไป

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเอเชียร่วง หลังกังวลประชุมเฟดและประเด็นรัสเซีย-ยูเครน

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเอเชียร่วง หลังกังวลประชุมเฟดและประเด็นรัสเซีย-ยูเครน

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลงท่ามกลางความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ เดินหน้าใช้นโยบายการเงินตึงตัว นอกจากนี้สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนหนุนราคาน้ำมันซึ่งสร้างความกังวลต่อประเด็นอัตราเงินเฟ้อ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นทั่วเอเชียเคลื่อนไหวในแดนลบ ดังนี้

  • ดัชนี Nikkei 225 ลดลง 1.66%
  • ดัชนี Hang Seng ลดลง 1.95%
  • ดัชนี CSI 300 ลดลง 2.26%
  • ดัชนี KOSPI ลดลง 2.56%
  • ดัชนี VNI เพิ่มขึ้น 2.77%

FINNOMENA Investment Team มองว่าตลาดยังถูกกดดันด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากความไม่แน่นอน แต่การที่ตลาดรับข่าวไปแล้วจะช่วยลดผลกระทบหาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยตามที่คาดไว้ ดังนั้นเราจึงติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดเพื่อหาโอกาสในช่วงเวลาที่ตลาดปรับตัวลง

Source: Bloomberg

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Nasdaq 100 มีโอกาสร่วง 20% จากจุดสูงสุด Siegel ศาสตราจารย์ด้านการเงินจาก Wharton เตือน เงินเฟ้อลากยาว Fed ขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 4 ครั้ง

THE OPPORTUNITY
News Update: Nasdaq 100 มีโอกาสร่วง 20% จากจุดสูงสุด Siegel ศาสตราจารย์ด้านการเงินจาก Wharton เตือน เงินเฟ้อลากยาว Fed ขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 4 ครั้ง

Jeremy Siegel ศาสตราจารย์ด้านการเงินจาก Wharton School กล่าวว่า ขาลงของหุ้นสหรัฐฯ ยังอยู่ห่างไกลจากจุดจบ คาดดัชนี Nasdaq 100 อาจร่วง 20% จากจุดสูงสุดเดือน พ.ย. หรือมากกว่า 7% จากระดับปัจจุบัน จากนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น Fed

“ผมมองว่าความเจ็บปวดยังไม่จบ” Jeremy Siegel ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg โดยเขายังคงมีมุมมองเป็นบวกอย่างมากต่อตลาดหุ้นในระยะยาว แต่เขามองว่าตลาดยังไม่พร้อมสำหรับการที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 4 ครั้งในปีนี้

นอกจากนี้ Jeremy Siegel ในวัย 76 ปี ยังคาดว่าดัชนี S&P 500 จะติดหล่มอยู่ในการปรับฐานที่ประมาณ 10% เนื่องจาก Fed ต้องหยุดการเติบโตของสภาพคล่องที่มากเกินไป โดยคาดว่าพรุ่งนี้ (26 ม.ค.) จะได้เห็นทิศทางนโยบายที่มุ่งมั่นและแข็งแกร่งมากขึ้นของเจอโรม พาวเวลล์

ตลาดคาดว่าในการประชุม Fed วันที่ 25-26 ม.ค. คณะกรรมการ Fed จะส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน มี.ค. และเตรียมปรับลดขนาดงบดุลในช่วงปลายปีเพื่อต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อในระดับสูง โดย Fed จะเดินหน้าใช้นโยบายเข้มงวดต่อเนื่องแม้จะส่งผลกระทบสินทรัพย์เสี่ยงก็ตาม

Jeremy Siegel มองว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อไปตลอดทั้งปี โดยคาดว่าระดับเงินเฟ้อจะขยายตัวที่ 7% เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในปี 2021

Jeremy Siegel กล่าวว่า มีสัญญาณทางเทคนิคจำนวนมากที่ชี้ให้เห็นถึงความผันผวนในตลาดหุ้น โดยนอกจากความท้าทายจากนโยบายที่เข้มงวดขึ้นของ Fed ตลาดยังต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโอมิครอนที่ไปขัดขวางการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสแรกอีกด้วย

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-01-24/wharton-s-jeremy-siegel-says-nasdaq-will-fall-into-bear-market?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน