แจ้งเตือน

Asset Craft Podcast Ep.2: “ตราสารหนี้เอกชน”

FINNOMENA Podcast

Asset Craft Podcast Ep.2 : “ตราสารหนี้เอกชน”

ช่วงที่ผ่านมา “ตราสารหนี้เอกชน” เป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์หลักที่ถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง ในช่วงที่ผ่านมา Asset Craft Podcast EP.2 นี้จะพาทุกคนไปสำรวจเจาะลึกว่า “ตราสารหนี้เอกชน” ที่ดูเข้าใจยากและลึกลับซับซ้อนนั้นคืออะไรและทำงานอย่างไร  EP นี้เรามาพร้อมกับแขกรับเชิญสุดพิเศษอีกด้วย จะเป็นใครนั้นติดตามกันได้เลย!

Asset Craft Podcast รายการที่จะพาคุณไปรู้จักกับสินทรัพย์ทั่วโลก!!

Credit Spread (ส่วนต่างความเสี่ยง) ตราสารหนี้ทั่วโลกเกรดลงทุนและเกรดตำ่

ภาพแสดง Credit Spread ของตราสารหนี้เอกชนเกรดลงทุน (เส้นสีขาว) กับตราสารหนี้เกรดตำ่ (เส้นสีนำ้เงิน)

ความสัมพันธ์ระหว่าง Credit Spread กับหุ้น

ภาพแสดง Credit Spread ของตราสารหนี้เอกชนเกรดลงทุน (เส้นสีขาว) และตราสารหนี้เกรดตำ่ (เส้นสีนำ้เงิน) กับดัชนีหุ้น S&P 500 (เส้นสีส้ม)

*Credit spread ลงหุ้นขึ้น

เกณฑ์แบ่งเกรดตราสารหนี้จาก Moody’s, S&P และ Fitch 

References

https://www.anupghosal.com/how-moodys-rating-is-going-to-change-your-business-strategies-moodys-rating/corporate-credit-rating-scales-by-moodys-sp-and-fitch/


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

เงินเท่าเดิม จะใช้อย่างไรให้มีความสุขมากขึ้น? I สรุปเคล็ดลับจากหนังสือ Happy Money – Alpha Pro EP.9

tanhnanchya
เงินเท่าเดิม จะใช้อย่างไรให้มีความสุขมากขึ้น? I สรุปเคล็ดลับจากหนังสือ Happy Money – Alpha Pro EP.9

โดยปกติแล้ว เวลาเราพูดถึงศาสตร์แห่งการเงิน เราก็มักจะนึกถึงวิธีการหาเงินและบริหารเงินเสียเป็นส่วนใหญ่ คนมากมายใช้บริการที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อช่วยบริหารความมั่งคั่งให้เติบโต และมีอีกมากมายที่แสวงหาโอกาสด้านการงานต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ ทั้งหมดทั้งมวลตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า หากมีเงินมากขึ้น เราจะยิ่งมีความสุข

ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงแล้ว มันก็สมเหตุสมผลดี มีเงินมากขึ้นก็สบายใจขึ้น จับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น แต่ว่างานวิจัยในยุคสมัยใหม่ได้ให้คำตอบอันน่าทึ่งว่า รายได้ที่มากขึ้นเป็นเท่าตัวนั้น ส่งผลให้ความสุขเพิ่มขึ้นเพียงน้อยนิด และเมื่อรายได้สูงถึงจุดหนึ่งเมื่อไร การเพิ่มขึ้นของรายได้ก็จะไม่ส่งผลกับความสุขมากเท่าที่ควร หรือเผลอ ๆ อาจจะไม่ส่งผลเลยก็ได้

แค่นี้ยังเซอร์ไพรส์ไม่พอ ล่าสุดเราได้อ่านหนังสือ Happy Money ซึ่งยังฉีกแนวหนังสือการเงินทั่วไป จากปกติเรามักจะเห็นหนังสือที่บอกวิธีหาเงินให้มากขึ้น หนังสือเล่มนี้จะเบนเข็มไปโฟกัสเรื่องการใช้เงินที่เรามีอยู่ให้เกิดความสุขที่สุดมากกว่า… อ่านคอนเซ็ปต์แค่นี้เราก็เริ่มสนใจละว่ามันจะทำได้จริง ๆ หรือ

ผู้เขียนหนังสือคือ Elizabeth Dunn และ Michael Norton ทั้งคู่เป็นนักวิชาการที่ศึกษาด้านพฤติกรรมของมนุษย์ พวกเขาเริ่มทำงานวิจัยร่วมกันบนข้อสงสัยที่ว่า ผู้บรรลุนิติภาวะจะจัดการกับเงินของตัวเองอย่างไร พวกเขาอยากรู้ว่าคนจะสามารถเลือกใช้เงินไปในทางที่ต่างออกไปแต่ให้ความสุขมากกว่าได้ไหม ผลลัพธ์ออกมาน่าชื่นใจ เพราะพวกเขาเจอว่าคนเราสามารถเปลี่ยนวิธีใช้เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเพิ่มความสุขได้ แม้ว่าจะเป็นเงินเพียงน้อยนิดก็ตาม

งานวิจัยของพวกเขาได้รับการเผยแพร่ในสื่อมากมาย ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ทุกคนที่ปลาบปลื้มยินดีกับสิ่งที่พวกเขาค้นพบ ผู้ที่อ้างตัวว่ามีความรู้หลายคนกล่าวเยาะเย้ย บ้างก็บอกว่าถ้าตัวเองมีเงิน จะโปรยมันให้สาแก่ใจบ้างละ พาตัวเองหนีออกจากผู้คนบ้างละ ซึ่งทางเลือกที่ว่ามานั้นไม่มีอันไหนที่ฟังดูมีความสุขจริง ๆ สักอัน

หนังสือเล่มนี้จะมุ่งไปที่หลัก 5 ประการที่จะช่วยให้เราใช้เงินเพิ่มความสุขได้ แก่นสำคัญคือ ก่อนที่เราจะใช้เงิน เราควรไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อนว่า สิ่งที่เรากำลังจะจ่ายไปนั้นจะสร้างความสุขให้เราจริง ๆ ไหม หรือแค่ความสุขชั่วครั้งคราว แต่อย่างว่าเถอะ พอถึงสถานการณ์จริง คนเราก็มักหลงระเริงไปกับสัญชาตญาณมากกว่า ฉะนั้นจึงเป็นการดีที่เราจะลองมาแกะหลัก 5 ประการนี้ดู

1. ซื้อประสบการณ์

เงินที่เราจ่ายไปนั้นแลกเป็นของได้สองประเภท อย่างแรกคือวัตถุ อย่างที่สองคือประสบการณ์

การซื้อวัตถุนั้นเป็นอะไรที่ค่อนข้างแพร่หลายและเป็นที่นิยม อีกทั้งยังให้ความสุขแบบรวดเร็วฉับไว ลองนึกถึงความตื่นเต้นเวลาเดินช็อปปิ้ง เข้าร้านโปรด หรือเข้า Shopee ดูสิ ไหนจะช่วงเวลาที่เพิ่งได้รับสิ่งของมาหมาดๆ ความรู้สึกมันตื้นตันมากเลยใช่ไหม

แต่ความสุขของวัตถุนั้นมักจะอยู่ได้ไม่นาน เราน่าจะคุ้นเคยกับสิ่งของต่าง ๆ มากมายที่เราหลงลืม เลิกเห่อ หรือไม่ได้หยิบมาใช้อีกเลย บางทีไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าหายไปไหน หายไปเมื่อไร นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะผู้คนส่วนใหญ่ระบุว่าความสุขที่ได้จากวัตถุนั้นเลือนหายไปตามกาลเวลา ตัวอย่างเช่น เด็กที่เพิ่งได้ของเล่นมาจากตู้เกม ช่วงแรก ๆ ก็จะยังเห่อของเล่นชิ้นนั้นอยู่ แต่ไม่นานนักพวกเขาก็ละเลยของเล่น ปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้พกติดตัว

นอกจากนั้น งานวิจัยจากฮาร์วาร์ดยังบอกอีกว่าวัตถุไม่ใช่ตัวบ่งบอกความสุขเสมอไป นักศึกษาฮาร์วาร์ดที่ได้อยู่ในบ้านพักสวย ๆ แม้จะมีความสุขมากกว่านักศึกษาที่อยู่ในบ้านด้อยลงมาอยู่บ้าง แต่ปัจจัยเรื่องที่อยู่ไม่ใช่ตัววัดความสุขโดยรวม สิ่งที่ช่วยเสริมสร้างความสุขคือปัจจัยอื่น ๆ เช่น สังคมภายในบ้าน ต่างหาก

ถ้าวัตถุไม่ตอบโจทย์ความสุขของเราอย่างยั่งยืน แล้วอะไรกันล่ะที่จะช่วย? คำตอบคือประสบการณ์

เคยไหมที่ย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่ได้ไปเที่ยวที่แปลก ๆ ได้ใช้เวลาทำกิจกรรมกับคนที่รัก ได้ดูภาพยนตร์หรืออ่านหนังสือดี ๆ เราจะรู้สึกมีความสุข เวลาเล่าให้ใครฟังเราก็จะสนุกสนานไปกับมัน อันที่จริงไม่ใช่แค่ประสบการณ์สุขอย่างเดียว ประสบการณ์ที่เราเคยทุกข์กับมันอย่างการไปเข้าค่ายทรหด ก็ทำให้เราสุขได้เมื่อเราย้อนกลับไปเล่าถึงมันอีกครั้ง (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกประสบการณ์ทุกข์จะมอบความสุขยามหวนนึกถึงนะ)

ในภาพรวมนั้น ประสบการณ์เป็นสิ่งที่เพิ่มความสุขได้ในระยะยาว มันอยู่ทนติดตรึงในใจเรามากกว่า นอกจากนี้มันยังหล่อหลอมตัวตนของเราอีกด้วย การซื้อประสบการณ์จึงเป็นทางเลือกที่ดีหากคิดจะใช้เงินไปกับอะไรสักอย่าง

ทีนี้อาจจะมีคำถามว่า เส้นแบ่งระหว่างวัตถุกับประสบการณ์อยู่ตรงไหน? เพราะบางอย่างมันก็คลุมเครือมาก หนังสือเล่มหนึ่งจัดเป็นหมวดหมู่ไหน? คำตอบคือต้องดูว่าจุดประสงค์ที่เราซื้อมาคืออะไร ถ้าเห็นแค่ปกสวย อยากได้มาประดับชั้นวางหนังสือ นี่คือวัตถุ และอีกไม่นานเราก็จะเลิกเห่อ แต่ถ้าซื้อมาเพื่อดื่มด่ำเนื้อหา ใช้เวลาซึมซาบ นั่นคือประสบการณ์ที่จะติดตัวเราไป

2. เปลี่ยนความสุขเล็กน้อยให้กลายเป็นรางวัล

หลายครั้งเราน่าจะเคยสังเกตว่า เรามักจะเฉย ๆ กับอะไรที่เรามีอยู่แล้ว หรืออะไรที่เราต้องใช้ทุกวัน กินทุกวัน มันกลายเป็น Routine ไปแล้ว และนั่นก็ทำให้สิ่งต่าง ๆ ดูจะไม่พิเศษเอาเท่าไร ดูเหมือนว่าอะไรที่มันซ้ำซากเกินไป เราก็ชิน ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ก็ตาม

ก็เหมือนการที่เรามักจะไม่ได้ทานอาหารในร้านละแวกแถวบ้าน แล้วชอบไปหาของกินนอกบ้านไกล ๆ มากกว่า หรือการที่เราไปอยู่เมืองเมืองหนึ่งเป็นปี จนรู้สึกว่ามันจำเจไปแล้ว ทั้งที่จริง ๆ ยังมีสถานที่ต่าง ๆ ให้เราไปเสาะหาอีกเยอะ ให้เราถ่ายรูปเก็บไว้ เมื่อมองย้อนกลับไป ก็รู้สึกเสียดายที่ยังใช้เวลาดื่มด่ำกับมันไม่คุ้มค่าพอ

เมื่อเทียบความซ้ำซากจำเจกับอาหารมื้อพิเศษในร้านหรูที่นาน ๆ จะได้กินที ทริปต่างจังหวัดที่ได้ไปกับเพื่อนแค่ปีละไม่กี่หน หรือรายการทีวีที่มาแค่ทีละตอนสองตอน เราจะรู้สึกเลยว่าอะไรที่มีจำกัด มาไม่บ่อยนั้นทำให้เราอิ่มเอมได้มากกว่า

สมมติว่าให้เรากินร้านหรู ๆ ทุกวัน ไปเที่ยวทุกวัน หรือดูซีรีส์แบบติดต่อกัน ความตื่นเต้นก็จะอยู่แค่ครั้งแรก แต่ครั้งต่อ ๆ ไปก็จะจางลงเรื่อย ๆ คือก็ยังมีความสุขอยู่ แต่น้อยลงกว่าครั้งแรกที่ได้สัมผัส (ตรงกับทฤษฎี Diminishing Marginal Utility ในวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาค)

นี่รวมถึงความสัมพันธ์เหมือนกัน ลองคิดดูว่าสำหรับคู่รัก ช่วงข้าวใหม่ปลามันก็จะอยากเจอหน้ากันทุกวัน อยากอยู่ด้วยกัน อะไร ๆ ก็สวยงามไปหมด แต่เมื่ออยู่ด้วยกันนาน ๆ เข้า ก็จะเริ่มชินชาต่อกัน

เมื่อเรารู้แบบนี้ การจำกัดการเข้าถึงความสุข จะช่วยให้เรารู้สึกว่ามันพิเศษ และทำให้เราดื่มด่ำกับมันมากขึ้น แทนที่เราจะซื้อกาแฟทุกวัน เราอาจจะตั้งเป้าไว้ว่าจะซื้อกาแฟแค่วันศุกร์ แล้ววันอื่น ๆ จะชงกินเอง เราก็จะดื่มด่ำกับกาแฟที่ใช้เงินแลกมามากขึ้น หรือถ้าในแง่ความสัมพันธ์ ก็อาจจะใช้เงินไปกับกิจกรรมที่แปลกใหม่ร่วมกันบ้าง ไม่ใช่ทำอะไรเดิม ๆ ซ้ำ ๆ

ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายกับการเตือนตัวเองว่าในระยะยาวสิ่งที่เราได้มานั้นจะจืดจางไปตามกาลเวลา เพราะเมื่อสิ่งนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม และเรามีกำลังคว้าไว้ เราก็มักจะถูกกิเลสโน้มน้าวให้ใช้เงินเข้าแลกโดยทันที

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ให้เราหักห้ามใจ บังคับตัวเองว่าห้ามซื้อนู่นซื้อนี่ตามอำเภอใจนะ แบบนั้นก็จะฝืนไปหน่อย (และเผลอ ๆ อาจจะยิ่งทำให้อยากมากขึ้น เหมือนการไดเอตที่ห้ามกินขนม) อันที่จริง วิธีการที่จะทำให้สำเร็จในระยะยาวคือการตระหนักรู้ว่าชีวิตเรามีความสุขได้จากสิ่งเรียบง่ายในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องมีของหวือหวาหรือสิ่งยั่วยุเลย เผลอ ๆ สิ่งเหล่านั้นอาจจะนำมาซึ่งทุกข์มากกว่า เพราะจะทำให้เราอยากได้อยากมีไม่รู้จักจบสิ้น

3. ซื้อเวลาว่างให้ตัวเอง

เราน่าจะเคยเห็นกรณีที่ว่า คนมีเงินเยอะมาก ๆ แต่ไม่มีเวลาพักผ่อนเลย สุดท้ายก็ล้มป่วย แล้วก็มานึกเสียดายว่าทำไมไม่ผ่อนคลายหรือใช้เวลากับครอบครัวมากกว่านี้ กลายเป็นว่ามีเงินมากมายแต่ไม่มีเวลาให้กับความสุข ก็เหมือนชีวิตไม่สมบูรณ์ ขาดสีสันไป แล้วเราจะมีเงินเยอะ ๆ ไปทำไมถ้าไม่ได้ใช้เพื่อความสุขของตัวเองและคนรอบข้าง?

ในฝั่งของงานวิจัยเอง ก็ระบุว่าคนที่รวยไม่ได้มีเวลาที่สุขมากขึ้น กลับกัน จะเครียดกว่าเดิม เพราะมัวแต่กังวลเรื่องจะใช้เงินไปทำอะไร จะหาเงินมากขึ้นอย่างไร จะรักษาความมั่งคั่งอย่างไร พวกเขามีสิ่งให้ยึดติดมากมายจนไม่สามารถปล่อยวางได้

ปัญหานี้เกิดจากมุมมองต่อเวลาและเงิน คนส่วนใหญ่มักเห็นทุกอย่างเป็นเงินเป็นทอง แม้กระทั่งเวลา มีงานวิจัยหนึ่งน่าสนใจค่ะ เขาแบ่งผู้ทดลองเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกได้ลองคำนวณว่ารายได้ต่อชั่วโมงของตัวเองนั้นคิดเป็นเท่าไร ส่วนกลุ่มที่สองไม่ต้อง ผลก็คือคนกลุ่มแรกจะรู้สึกมีความสุขน้อยกว่าเมื่อถูกปล่อยให้นั่งฟังเพลงเฉย ๆ ในขณะที่กลุ่มสองมีความสุขผ่อนคลายกว่า นั่นเป็นเพราะกลุ่มแรกรู้สึกว่าการนั่งฟังเพลงเฉย ๆ เป็นเรื่องเสียเวลา เอาเวลาไปทำมาหากินดีกว่า

การมองว่าเวลามีค่ามาก ตีความเวลาในรูปแบบของเงิน ก็จะยิ่งทำให้เราไม่กล้าใช้เวลาไปกับเรื่องที่สร้างความสุขโดยที่ไม่สร้างรายได้ เราต้องเปลี่ยนมุมมองว่าเวลานั้นไม่เกี่ยวข้องกับเงิน เวลาสามารถผลิตความสุขได้โดยที่ไม่ต้องผลิตเงิน และการเบนโฟกัสเรื่องการใช้เงินเพื่อสร้างเวลาแห่งความสุขก็จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เงินที่เราใช้นั้น เพิ่มความสุขมากขึ้น

การจะพิจารณาว่า ของสิ่งนี้จะส่งผลกระทบกับการเวลาใช้ชีวิตของเรามากแค่ไหน ในหนังสือมีคำถามง่าย ๆ ให้ลองตอบ นั่นก็คือ ก่อนจะซื้ออะไรสักอย่าง ให้คิดว่าสิ่งนี้จะเข้ามามีผลกับชีวิตในวันอังคาร (หรือวันอะไรก็ได้) ของเรามากน้อยแค่ไหน บางทีเราอาจจะคิดว่าการมีบ้านชานเมืองที่มีสระว่ายน้ำนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่เราลืมไปว่าเราต้องไปทำงานในเมือง กว่าจะเดินทางกลับก็ค่ำแล้ว คงไม่มีเวลามาว่ายน้ำ ในทางกลับกัน หากเราเลี้ยงสุนัข เราต้องพามันออกไปวิ่งตอนเย็น การมีอยู่ของสุนัขจะช่วยเพิ่มเวลาแห่งความสุขในเย็นวันอังคารขึ้น เป็นต้น

4. จ่ายก่อนใช้

ลองนึกถึงการเที่ยวครั้งล่าสุด ความสุขเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน? สำหรับหลาย ๆ คน มันไม่ได้เริ่มต้นตอนที่เดินทาง แต่เริ่มต้นตั้งแต่วางแผนเที่ยว หาข้อมูล และจินตนาการถึงสถานที่แล้วต่างหาก

สำหรับข้อนี้ หลักสำคัญคือการยื้อเวลาของการรอคอยให้นานขึ้นอีกนิด เพราะความสุขของเรามักจะเกิดขึ้นตอนคาดหวังถึงสิ่งดี ๆ ที่กำลังจะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นของชิ้นใหม่หรือประสบการณ์แปลกใหม่ การชะลอการกินการใช้ของเรานั้น จึงช่วยเพิ่มความสุขมากขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้น นี่ไม่ใช่สิ่งที่ทำกันได้ง่าย ๆ เท่าไร หากเราต้องเลือกระหว่างได้รับของตอนนี้ หรือรับของอีก 3 เดือนข้างหน้า ส่วนใหญ่ก็ยังคงขอเลือกวันนี้ เพราะเราให้น้ำหนักกับ “ปัจจุบัน” มากกว่า เราให้คุณค่ากับความสุขในปัจจุบันมากกว่าอนาคต สิ่งนี้ก็ตรงกับหลักการทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเหมือนกัน

เมื่อคนเราให้น้ำหนักกับปัจจุบัน สุขหรือทุกข์ในปัจจุบันก็ดูจะกระทบกระเทือนจิตใจอย่างสูง คนเราพอใจกับความสุขฉับพลัน ขณะเดียวกันก็ทุกข์ใจฉับพลันเมื่อต้องจ่ายเงินออกไปทันที ด้วยเหตุนี้ ทุนนิยมจึงคิดค้น “บัตรเครดิต” ขึ้นมา เพื่อลดความเจ็บปวดของการต้องจ่ายเงินตอนนี้ ชะลอการจ่ายเงินออกไปแทน เราจะได้เพลิดเพลินกับการอุปโภคบริโภค กล้าซื้อของมากขึ้น

แต่จริง ๆ แล้ว การใช้ก่อน จ่ายทีหลังนั้นก็มีผลข้างเคียงเหมือนกัน เพราะการชะลอความเจ็บปวดออกไปนั้น นอกจากจะกระตุ้นให้เราใช้จ่ายเกินตัว จนอาจเกิดหนี้ตามมาทีหลังแล้วนั้น มันยังทำให้เราไม่สามารถเอ็นจอยกับการอุปโภคบริโภคในปัจจุบันได้เต็มที่ เพราะเราก็จะรู้สึกว่า เดี๋ยวเราจะต้องจ่ายเงินให้สิ่งนี้… ถ้านึกภาพไม่ออก ลองจินตนาการถึงตอนขึ้นแท็กซี่ ตัวอย่างนี้ทำให้เราเห็นภาพชัดดี หากเราขึ้นแท็กซี่มิเตอร์แบบที่ตัวเลขขึ้นตามระยะทาง เสียง “ติ๊ดๆๆ” บ่งบอกว่าราคาขึ้นตลอดเวลานั้นทำให้เราไม่สามารถดื่มด่ำกับการชมวิวหรือผ่อนคลายได้เท่าที่ควร

ในทางกลับกัน เมื่อเราจ่ายเงินค่าทริปไปเที่ยวเรียบร้อยแล้ว (หรือแม้กระทั่งว่าใช้บัตรเครดิตรูด แล้วมันตัดบัตรแล้วก็ตาม) หลายเดือนต่อมาเราก็สามารถไปเที่ยวได้อย่างไร้กังวล และสามารถมีความสุขกับมันได้อย่างเต็มที่ การจ่ายล่วงหน้านาน ๆ ยังจะให้ความรู้สึกเหมือนว่าเราได้ของสิ่งนั้นมาแบบ “ฟรีๆ” ยังจะว่าได้เลย จุดสำคัญจึงเป็นระยะเวลาระหว่างการจ่ายเงินกับการได้รับของ ช่วงระยะเวลาตรงนั้นแหละคือความสุขที่เราสามารถสร้างได้จากการคาดหวังว่าเรากำลังจะได้รับสิ่งที่จ่ายเงินไป

นอกจากนี้ ความไม่แน่ไม่นอนของสิ่งที่กำลังจะได้รับ ก็อาจเพิ่มความสุขแบบตื่นเต้น ๆ ได้ด้วย ตัวอย่างคือ Birchbox ซึ่งเป็น Subscription Service ที่เมื่อเราจ่ายเงินค่าสมาชิกไป เราก็จะได้รับกล่องซึ่งบรรจุเครื่องสำอางแบบ Tester ในทุก ๆ เดือน เพียงแต่เราจะไม่รู้เลยว่าทาง Birchbox จะให้อะไรเรามาบ้าง เราต้องลุ้นเอง ซึ่งตรงนี้แหละช่วยเพิ่มความรื่นรมย์ระหว่างรอได้ อันนี้เห็นด้วยว่าจริง เพราะเราก็เคยสมัครสมาชิก Subscription Service ที่จะจัดขนมส่งมาให้เรา โดยที่เราไม่รู้เลยว่าจะได้ขนมอะไร ระหว่างรอมันเป็นอะไรที่สนุก และตอนที่ได้รับของนี่จะรู้สึกตื่นเต้นเหมือนได้ของขวัญวันคริสต์มาสเลย

5. บริจาค / ให้คนอื่น

ข้อนี้อาจจะฟังดูแปลก แตกต่างจากข้ออื่น ๆ ที่เป็นการใช้จ่ายเพื่อตัวเอง แต่ข้อนี้นั้นบอกเราว่า การแบ่งปันเงินให้กับผู้อื่น จะช่วยสร้างความสุขได้ยิ่งกว่าการใช้เงินกับตัวเองเสียอีก ซึ่งการให้ที่ว่านี้อาจจะเป็นการบริจาคเพื่อสังคม การซื้อของขวัญให้คนใกล้ตัว หรือการซื้อของมาแบ่งปันเพื่อน ก็ได้ทั้งนั้น

มีงานทดลองหลายชิ้นชี้ผลลัพธ์ไปในทางเดียวกัน กลุ่มที่ใช้เงินไปกับการแบ่งปันผู้อื่นนั้นมักจะให้คะแนนความสุขตัวเองมากกว่า หากเป็นในองค์กรที่มีการแบ่งปันกัน ก็จะช่วยส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น สะท้อนไปถึงผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นเช่นกัน

บางคนอาจจะเถียงในใจ “พวกเขามีความสุขกับการให้เพราะพวกเขารวยน่ะสิ!” ซึ่งก็อาจจะจริงบางส่วน หากเราต้องหาเช้ากินค่ำก็อาจจะไม่ค่อยอยากให้เงินหรืออาหารกับใครเท่าไร เพราะแค่ตัวเองยังจะไม่รอด แต่การทดลองหนึ่งก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ว่าคนจะมีรายได้มากน้อยแค่ไหน ก็มีความสุขกับการให้ได้ แต่การให้นั้นอาจจะมีรูปแบบต่างออกไป เช่น คนรวยอาจจะมีความสุขกับการให้ของขวัญกัน แต่คนจนนั้นแค่ช่วยเหลือกันให้รอดยามวิกฤตก็ทำให้พวกเขามีความสุขแล้ว

ถึงอย่างนั้น การที่เราจะมีความสุขจากการให้ได้นั้น ก็ไม่ได้ไร้กฎเกณฑ์เสียทีเดียว หนังสือบอกว่าต้องมี 3 องค์ประกอบ การให้นั้นถึงจะสร้างความสุขที่สุดได้ นั่นคือ…

  1. การให้ต้องเป็นทางเลือก นั่นหมายความว่าผู้ให้จะต้องไม่รู้สึกถูกบังคับว่าต้องให้ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็คงไม่มีความสุขเท่าไร ลองคิดถึงการถูกอาสาสมัครบุกรุกตอนเดินถนนดูก็ได้ เราจะรู้สึกได้ถึงการกดดันบางอย่าง แต่ถ้าการให้นั้นเป็นสิ่งที่เราเลือกเองจริง ๆ คือเรายินยอมพร้อมใจจะให้ นี่แหละถึงจะสร้างความสุขได้
  2. การให้จะต้องอิงกับความผูกพัน สมมติว่าเราให้เงินไปกับคนแปลกหน้าโดยที่เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะเอาเงินนั้นไปทำอะไร เราก็คงเฉย ๆ ไม่ได้รู้สึกอะไร (อาจจะรู้สึกเสียดายด้วยซ้ำ) แต่หากเราแบ่งปันเงินให้กับครอบครัว เพื่อนฝูง คนรัก หรือคนอื่น ๆ ที่เราอยากจะผูกสัมพันธ์ยาว ๆ ด้วย การให้ก็จะเป็นการเสริมสร้างความแข็งแรงให้ความสัมพันธ์มากขึ้น
  3. การให้ควรจะสร้างผลกระทบที่เรารับรู้ ลองคิดดูว่าเราบริจาคเงินให้องค์กรใหญ่ ๆ ที่มีระบบซับซ้อนหลายขั้นตอน เราไม่รู้เลยว่าเงินที่เราให้ไปนั้นส่งผลกระทบกับใครอย่างไรบ้าง เหมือนให้ไปแล้วลอยไปกับสายลม จริงอยู่ว่าเราควรมีความสุขกับการแค่คิดว่าขอเพียงได้ให้ แต่ถ้าเราได้เห็นผลกระทบที่เกิดจากการให้ของเราด้วยแล้วนั้น มันก็จะยิ่งทำให้เราปลาบปลื้มมากขึ้น ลองคิดว่าเราบริจาคเงินให้เด็กคนหนึ่ง แล้วเราได้เห็นเด็กคนนั้นยิ้ม สุขภาพแข็งแรง ได้เรียนหนังสือสิ

อย่างไรก็ดี มีอีกกรณีหนึ่งที่น่าสนใจค่ะ คือกรณีที่มีการขายของเข้ามาเกี่ยวข้อง หลายคนอาจจะรู้สึกว่า สมมติถ้าเราซื้อของที่มีการหักกำไรบางส่วนไปทำบุญ เราก็คงมีความสุขจากการให้ด้วยเช่นกันใช่หรือไม่ อันที่จริงอาจจะไม่ใช่นะ เพราะเมื่อมีสิ่งของมาล่อตา เราก็มักจะโดนกิเลสครอบงำให้สนใจแค่สิ่งของนั้นมากกว่าว่าเงินเราจะไปบริจาคเพื่อใครที่ไหน มันกลับกลายมาเป็นการซื้อของให้ตัวเองมากกว่า

หลักการเหล่านี้ควรนำไปปรับใช้อย่างไรดี?

เมื่อเราได้รู้หลักการทั้ง 5 ไปแล้ว อีกสิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ เราสามารถนำหลักการทั้ง 5 มาผสมเข้ากันสำหรับการใช้จ่ายครั้งหนึ่งได้ ตัวอย่างเช่น เราไปสตาร์บัคส์ ซื้อกาแฟให้ตัวเองและเพื่อน (ข้อ 5) ซึ่งการดื่มกาแฟในสตาร์บัคส์ก็ถือเป็นประสบการณ์ (ข้อ 1) ทำให้ได้ใช้เวลาว่างร่วมกับเพื่อน (ข้อ 3) อีกทั้งกาแฟแก้วนี้ยังเป็นแก้วพิเศษหลังไม่ได้ดื่มกาแฟมาหนึ่งสัปดาห์ (ข้อ 2) และเราอาจจะเติมเงินในบัตรสตาร์บัคส์ก่อนหน้าการใช้จ่ายมาแล้ว (ข้อ 4)

ความท้าทายคือ การที่คนเราจะเพิ่มความสุขจากการใช้เงินได้นั้น ก่อนอื่นก็ต้องมีเงินก่อน (แหงล่ะ) นอกจากนั้นยังอาจต้องมีเวลาเพิ่มเข้ามาด้วย สิ่งนี้อาจจะเป็นความท้าทายของปัจเจกบุคคล แต่จริง ๆ แล้ว มันก็เป็นความท้าทายของภาครัฐด้วยเช่นกัน

ในหลาย ๆ ครั้ง พฤติกรรมการใช้จ่ายของเรา อ้างอิงกับพื้นฐานของระบบในแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในด้านกฏหมาย ความเท่าเทียม หรือผังเมือง งานสำรวจบ่งบอกว่าผู้คนจะรู้สึกมีความสุขมากกว่าหากมีการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น อาจจะไม่ต้องเท่ากัน 100% แต่อยากให้คนรวยรวยน้อยลงอีกนิด คนจนมีเงินมากขึ้นอีกหน่อย ยิ่งมีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้มากเท่าไร ในภาพรวมคนก็มีความสุขน้อยลง ต้องอย่าลืมว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศมักเป็นคนที่มีรายได้น้อยกว่า ไม่ใช่คนรวย และผลกระทบด้านลบย่อมส่งผลต่อคนจนมากกว่า ตัวอย่างเช่น หากคนมีเงินไม่มากพอที่จะซื้อที่พักใกล้ที่ทำงาน ก็ต้องออกไปซื้อที่พักตรงชานเมือง ซึ่งทำให้เสียเวลาการเดินทาง ลดทอนความสุขลงไปอีก

แล้วถ้าสมมติว่าประชาชนมีเงินใช้ รัฐบาลจะสามารถออกนโยบายอะไรบ้างเพื่อกระตุ้นให้คนใช้เงินอย่างมีความสุข? ลองมาดูตัวอย่างกันค่ะ

  • ในสหรัฐฯ ผู้คนเสียตังค์ไปกับค่าที่อยู่อาศัยเยอะมาก แถมวิกฤต Subprime ยังมีต้นตอมาจากการแห่ไปซื้ออสังหาฯ และการปล่อยกู้แบบด้อยคุณภาพอีกต่างหาก การที่คนอเมริกันบ้าซื้อบ้านก็เพราะถูกรัฐปลูกฝังว่านี่เป็นการซื้อครั้งยิ่งใหญ่ เป็นสินทรัพย์ชิ้นสำคัญเพื่อให้ American Dream สมบูรณ์แบบ ลองคิดดูว่าถ้ารัฐไม่ได้สนับสนุนการซื้อบ้าน คนก็อาจจะไม่ต้องกระเสือกกระสนใช้เงินของตัวเองไปกับที่พักมากเกินไป
  • รัฐบาลหลายประเทศมีงบสนับสนุนสถานที่อย่างพิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ หรือสถาบันด้านวัฒนธรรมอื่น ๆ ซึ่งเอื้ออำนวยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการซื้อประสบการณ์ได้ แต่การจะทำแบบนั้นได้ ประชาชนก็ต้องมีเวลา บางประเทศอย่างเดนมาร์กจึงมีวันพักร้อนถึง 5 สัปดาห์ต่อปี!
  • การเก็บภาษีก็ช่วยให้ประชาชนเลือกใช้จ่ายได้ดีขึ้น รัฐมิสซูรีที่เก็บภาษีบุหรี่ต่ำกว่ารัฐนิวยอร์กนั้นมีอัตราการสูบบุหรี่ที่สูงกว่า บางภูมิภาคมีการจำกัดเวลาการขายเหล้า หรือจำกัดสถานที่การขายน้ำอัดลม ก็ช่วยให้การเข้าถึงของพวกนี้ยากขึ้น แปรเปลี่ยนให้พวกมันกลายเป็นรางวัลที่นาน ๆ ทีจะได้รับ
  • เมืองใหญ่ ๆ หลายเมืองใช้วิธีเก็บค่าบริการทางด่วนสูงขึ้นในช่วงที่มีการจราจรแออัด ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ประชาชนค้นหาวิธีการเดินทางแบบอื่นแทน บางเมืองอย่างสตอร์กโฮมก็มีนโยบายที่เอื้อให้คนอยากใช้จักรยานในการสัญจรมากกว่า
  • การจ่ายภาษีอาจทำให้น่าอภิรมย์ขึ้นได้ หากผู้จ่ายรู้สึกว่าเงินที่จ่ายนั้นได้นำไปใช้ประโยชน์จริง ๆ มีการทดลองหนึ่งได้ให้ผู้เสียภาษีลองวางดูว่าเงินภาษีจะไปอยู่ในโครงการอะไรบ้าง กิจกรรมนี้ช่วยให้พวกเขามีความสุขกับการจ่ายภาษีมากขึ้น

พอได้ยินคำว่าความสุข ๆ หลายครั้ง หลายคนอาจจะเริ่มกังขาว่า จริง ๆ แล้วการวิ่งตามความสุขตลอดเวลาแบบนี้เป็นผลดีจริงหรือ? อาจจะไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์เท่าไร และอาจจะส่งผลลบกว่าด้วยซ้ำกับการตามหาความสุขตลอดเวลา หนังสือไม่ได้มุ่งหวังจะให้เราทำแบบนั้น แต่แค่นำเสนอวิธีการใช้เงินที่เราสามารถเลือกเองได้ว่าจะปรับใช้อย่างไรให้เกิดความสุขมากขึ้น บนพื้นฐานของเงินที่เรามีอยู่ หลาย ๆ กรณีหนังสือแนะว่า ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะเลย บางทีแค่บริจาคไม่กี่บาทก็ช่วยให้เรามีความสุขแล้ว

โดยรวมแล้ว Happy Money เป็นหนังสือที่ช่วยเปิดมุมมองเรื่องการใช้เงิน โดยปกติหากพูดถึงเรื่องการเงิน เราจะไม่ค่อยได้ยินทฤษฎีที่อิงกับความสุขเท่าไร ส่วนใหญ่จะเน้นที่การประหยัดและความคุ้มค่ามากกว่า แต่หนังสือเล่มนี้อธิบายให้เห็นภาพชัดเจนดีผ่านการทดลองและงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยสนับสนุนว่ามันมีวิธีการใช้เงินที่ช่วยเพิ่มความสุขได้จริง ๆ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินเยอะเลย เพียงแค่ปรับเปลี่ยนความคิด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้เราหาเงินเพิ่มนะ การหาเงินได้มากขึ้นเป็นเรื่องที่ดี และจะช่วยให้เรามีกำลังใช้จ่ายมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการหาสมดุลให้ชีวิตค่ะ

tanhnanchya
Alpha Pro EP.9

อ่านบทความอื่น ๆ จากคอลัมน์ Alpha Pro ได้ที่ https://www.finnomena.com/alphapro/

ที่มาบทความ: https://adaybulletin.com/know-alpha-pro-happy-money/

การทดสอบภาวะวิกฤตโควิดของแบงก์สหรัฐ

MacroView
การทดสอบภาวะวิกฤตโควิดของแบงก์สหรัฐ

ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของตัวเลขเศรษฐกิจและการเงินที่จำเป็นต้องทราบกัน สำหรับผลการทดสอบภาวะวิกฤติโควิด-19 ของแบงก์พาณิชย์ สหรัฐ

โดยธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดที่เพิ่งประกาศผลไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ปรากฎว่าอัตราความเสียหายจากภาวะวิกฤติของสินทรัพย์แบงก์ขนาดใหญ่ 18 แห่ง โดยรวมก่อนโควิด-19 อยู่ที่  6.3% โดยเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2008 ที่อัตราความเสียหายของสินทรัพย์ที่ 9.1% ดังรูปที่ 1

รูปที่ 1 อัตราความเสียหายของสินทรัพย์แบงก์ขนาดใหญ่ 18 แห่ง ในการทดสอบภาวะวิกฤติในรูปแบบต่าง ๆ และวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2008

การทดสอบภาวะวิกฤตโควิดของแบงก์สหรัฐ

อย่างไรก็ดี เนื่องจากเหตุการณ์โควิด-19 ที่รุนแรงขึ้นมากในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา จึงส่งผลให้ทางเฟดได้เสริมผลการทดสอบในครั้งนี้ ด้วยการเสริมการวิเคราะห์ แบบ Sensitivity Analysis อีก 3 สถานการณ์ได้แก่ 1. การฟื้นตัวแบบ V-Shaped 2. แบบ U-Shaped และ 3. แบบ W-Shaped

โดยหากรวมผลจากวิกฤติโควิด-19 จะพบว่าอัตราความเสียหายแย่ลงเป็นติดลบ 8.2-10.3%

ด้านปริมาณความเสียหายจากการทดสอบภาวะวิกฤติในรอบนี้ สำหรับแบงก์ใหญ่ 18 แห่งเท่ากับ 4.33 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งยังถือว่าต่ำกว่าเงินกองทุนของแบงก์ราว 2-3 เท่า

สำหรับตัวแปรทางเศรษฐกิจที่ใช้ในการทดสอบภาวะวิกฤติ มีตั้งแต่ จีดีพี อัตราการว่างงาน อัตราเงินเฟ้อ ดัชนีตลาดทุน และอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐ อายุ 10 ปี ทั้งนี้ สำหรับสมมติฐานแบบ V-Shaped นั้น มองว่าในไตรมาส 2 ปีนี้อัตราการหดตัวของจีดีพีสหรัฐที่ -31.5% และอัตราการว่างงานที่ 19.5% จากนั้นในช่วงครึ่งปีหลัง 2020 เป็นต้นไป ทั้งจีดีพีและอัตราการว่างงานก็จะกลับมาเติบโตได้ดีกว่าตัวเลขในไตรมาสแรกของ ปี 2020

ด้านสมมติฐานแบบ U-Shaped นั้นจะให้อัตราการว่างงานสูงสุดอยู่ที่ 15.5% จากนั้นจะมีค่าคงที่ในช่วงครึ่งปีหลัง 2020 เป็นต้นไป ท้ายสุดสำหรับสมมติฐานแบบ W-Shaped นั้น ทั้งนี้ในไตรมาส 2 ปีนี้อัตราการหดตัวของจีดีพีสหรัฐที่ -37.5% และอัตราการว่างงานที่ 16% จากนั้นจะปรับตัวดีขึ้นจนเท่ากับช่วงก่อนวิกฤติโควิด-19 และท้ายสุดเศรษฐกิจกลับมาหดตัวอีกครั้ง โดยอัตราการหดตัวของจีดีพีสหรัฐที่ -12% และอัตราการว่างงานที่ 14% ในไตรมาสแรกของปี 2021 เป็นต้นไป ดังรูปที่ 2

การทดสอบภาวะวิกฤตโควิดของแบงก์สหรัฐ

มีข้อสังเกตจากการทดสอบสภาวะวิกฤติโควิด-19 ของสถานการณ์ต่าง ๆ ดังนี้

1. เป็นไปได้ว่าระดับและอัตราความเสียหายของสินทรัพย์แบงก์ จากภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจของสถานการณ์ U-Shaped อยู่ในระดับสูงสุด อย่างไรก็ดี อัตราส่วนเงินกองทุนขั้นที่หนึ่งต่อสินทรัพย์เสี่ยงนั้นสถานการณ์ W-Shaped มีค่าที่ต่ำที่สุด เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างระดับความเสี่ยงกับระดับเงินกองทุนเป็นแบบ Concavity ส่งผลให้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับความเสี่ยงของเศรษฐกิจอย่างสถานการณ์ W-Shaped ส่งผลให้ระดับเงินกองทุนมีปริมาณที่สูงกว่ากรณีระดับความเสี่ยงที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนักอย่าง V-Shaped และ U-Shaped

2. เมื่อเปรียบเทียบวิกฤติโควิด-19 กับวิกฤติซับไพร์มจะพบว่า ความเสียหายของโควิด-19 ไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่าวิกฤติซับไพร์ม ทว่าการที่แบงก์สหรัฐเข้าสู่วิกฤติโควิด-19 ด้วยปริมาณเงินกองทุนกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ระบบแบงก์สหรัฐในตอนนี้ดูดีกว่าช่วงวิกฤตซับไพร์มค่อนข้างมาก

3. การที่เฟดได้สั่งให้แบงก์สหรัฐห้ามทำการซื้อหุ้นคืนในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ และให้จ่ายเงินกองทุนในปริมาณที่ไม่ให้มากกว่าไตรมาสที่แล้ว และให้พิจารณาการจ่ายเงินปันผลในอนาคตตามผลกำไรของตัวแบงก์สหรัฐเองในอนาคตถือว่า เฟดได้เข้ามาในโหมดการกำกับสถาบันการเงินที่เราไม่ค่อยได้เห็นเหมือนในอดีต อย่างไรก็ดี การที่ยังยอมให้แบงก์จ่ายเงินปันผลอยู่ถือว่ายังรอดูเหตุการณ์โควิด-19 ในอนาคตต่ออีกเล็กน้อย ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการในเรื่องนี้ต่อ

อย่างไรก็ดี มีประเด็นที่ทำให้การทดสอบในครั้งนี้ดูมีจุดอ่อนอย่างน้อย 3 ประการได้แก่

1. การผสมระหว่าง Stress Test กับ Sensitivity Analysis เหมือนเอาส้มมาผสมกับแอปเปิ้ล โดยจากการที่สมมติฐานการทดสอบ ได้ทำเสร็จในเดือน ก.พ. ซึ่งวิกฤติโควิด-19 ยังไม่เป็นที่ถูกจับตาโดยที่เฟดไม่ยอมชะลอการประกาศผลการทดสอบด้วยการเปลี่ยนสมมติฐานใหม่ในช่วงเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา หลังเกิดโควิด-19 แต่เลือกใช้วิธีการเติมส่วน Sensitivity Analysis เพิ่มเติมในส่วนของวิกฤติโควิด-19 ที่กระทบต่อเศรษฐกิจเข้าไปแทน

นอกจากนี้ ผลของ Sensitivity Analysis ไม่ได้แยกตามรายแบงก์ แต่ผลการทดสอบภาวะวิกฤติในส่วนก่อนโควิค-19 แยกตามรายแบงก์ ทำให้เกิดความสับสนในการนำไปใช้งานต่อเพื่อกันเงินกองทุน รวมถึงการตีความเพื่อใช้ประโยชน์ต่อ

2. การให้แบงก์กลับไปทำแผนเงินกองทุนใหม่แล้วกลับมาส่งช่วงปลายปี ทำให้เกิดความล่าช้าต่อการเตรียมพร้อมของระบบสถาบันการเงินต่อวิกฤติโควิด-19

3. การ cap เงินปันผลให้มูลค่าที่จ่ายในไตรมาส 3 ต้องไม่เกินมูลค่าในไตรมาส 2 เหมือนกับเอากำไรปีก่อนเป็นตัวตั้งในการจ่ายเงินปันผลของผลประกอบการปลายปีนี้ ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงมุมมองในอนาคตอย่างเต็มที่

ในภาพรวม ผมมองว่าการทดสอบภาวะวิกฤติแบงก์สหรัฐดูค่อนข้างจะออกมาแบบไม่สมบูรณ์และตีความต่อได้ยาก หวังว่าในครั้งต่อไปการทดสอบน่าจะมีความเสียหายที่ชัดเจนขึ้นและอาจจะให้ภาพที่ดูแล้วมีน้ำหนักที่เข้มข้นและสมบูรณ์ขึ้นกว่าในครั้งนี้ครับ

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/650580

รีวิวประสบการณ์ Work from Home: ทำอย่างไรให้ (ยัง) มีประสิทธิภาพ I Alpha Pro EP.12

tanhnanchya
รีวิวประสบการณ์ Work from Home: ทำอย่างไรให้ (ยัง) มีประสิทธิภาพ I Alpha Pro EP.12

ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อยู่มาวันหนึ่ง บริษัทก็ประกาศให้ทุกคนทำงานจากบ้าน (Work from Home)

ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ ก็คงจะเซอร์ไพรส์อยู่หรอก แต่เพราะตอนนั้นอยู่ในช่วงบรรยากาศการคุกคามของไวรัส COVID-19 ซึ่งนับวันจะยิ่งร้ายแรง การประกาศนโยบาย Work from Home จึงไม่ใช่อะไรที่น่าแปลกใจขนาดนั้น (อันที่จริง ทุกคนคาดหวังว่ามันจะต้องเกิดขึ้นแล้วละ ณ จุดนั้น)

ซึ่งเมื่อประกาศมาจริง ๆ ทุกคนก็ตื่นเต้นดีใจ เราคนหนึ่งละที่อยากรู้ว่ามันจะเป็นอย่างไร เพราะไม่เคยทำงานที่บ้านมาก่อนในชีวิตนี้

เราจะยังทำงานได้ดีเหมือนเดิมไหม
จะคุยกับเพื่อนร่วมงานได้สะดวกหรือเปล่า
เวลาประชุมกันจะวุ่นวายไหม
จะเผลอวอกแวกไปทำอย่างอื่นหรือเปล่า
จะเหงาแล้วพาลไหม
ฯลฯ

พอได้มาทำจริง ๆ ก็พบว่ามันกลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ถ้าไม่เกิด COVID-19 ก็คงมีโอกาสประสบพบเจอได้ยาก (หากไม่กลายเป็นฟรีแลนซ์ไปเสียก่อน) โดยระยะเวลาการทำงานที่บ้านของเรานั้นกินเวลาไปประมาณ 2 เดือนเต็ม ๆ เมื่อผ่านพ้นช่วงเวลาดังกล่าวมาแล้ว เลยอยากจะขอบันทึกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่พบจากการทำงานจริง รวมถึงการไปอ่านเจอบทความจากที่อื่น ๆ รวม ๆ กันมา ว่าต้องทำอย่างไร การทำงานที่บ้านถึงจะยังมีประสิทธิภาพ ไม่เผลอยอมแพ้ให้กับเตียงนอนได้

1. จริง ๆ แล้ว ถ้าวางแผนดี ๆ การทำงานที่บ้านนั้นมีประสิทธิภาพกว่าการมาทำงานที่ออฟฟิศอีกนะ

แค่คิดว่าเราไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทาง จิตใจก็เหมือนหลุดพ้นจากโซ่ตรวนแล้ว การทำงานที่บ้านช่วยให้เรามีเวลาเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเวลาที่เพิ่มตรงนี้ เราจะเอาไปใช้ทำงานเพิ่มก็ได้ หรือจะไปพักผ่อนเพิ่มก็ได้ ดู ๆ ไปแล้วก็เหมือนจะทำให้เวลาชีวิตโดยรวมของเราเพิ่มมากขึ้น

แน่นอนว่าหลายคนก็คงเอาไปใช้ทำงานเพิ่มขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็มีผลการสำรวจของ AirTasker[i] ออกมาระบุเหมือนกันว่าคนทำงานที่บ้านนั้นจะทำงานมากกว่าชาวออฟฟิศ 1.4 วันต่อเดือน ถ้าคิดเป็นรายปี คนอยู่บ้านทำงานได้มากกว่าคนออฟฟิศถึง 3 สัปดาห์ และโดยเฉลี่ยแล้ว คนอยู่บ้านใช้เวลา “เอื่อยเฉื่อย” น้อยกว่าคนอยู่ออฟฟิศประมาณ 10 นาที

ในทางกลับกัน คนอยู่บ้านก็จัดเวลาพักให้ตัวเองมากกว่าคนอยู่ออฟฟิศประมาณ 5 นาที ซึ่งการพักนี้คือการพักแบบตั้งใจพักน่ะ (คนละแบบกับการแสร้งว่าทำงานแต่ใจลอยไปที่อื่น) ซึ่งการพักอย่างสม่ำเสมอแบบมีระบบนั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การทำงานยิ่งขึ้น

โดยส่วนตัว รู้สึกเหมือนกันว่าการทำงานที่บ้านนั้นให้ประสิทธิภาพที่ดี เนื่องด้วยเนื้องานของเราเป็นการโฟกัสจดจ่อกับการทำคอนเทนต์ด้วยแล้ว การอยู่บ้านเงียบ ๆ แล้วจดจ่อกับงานนี่จะช่วยให้งานเดินเร็วมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำงานที่ออฟฟิศมันไม่ดีนะ เราว่าดีคนละแบบ อยู่ออฟฟิศอาจจะไม่ได้จดจ่อมากเท่าที่บ้าน เพราะอาจจะต้องไปพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานบ้าง มีงานแทรกบ้าง แต่อยู่ออฟฟิศก็ช่วยให้ได้ไอเดียใหม่ ๆ จากเพื่อนร่วมงานมากขึ้น

2. แต่บางที ก็จดจ่อกับงานมากเกินไป จนไปกระทบกับสมดุลชีวิต

โดยเฉพาะช่วงแรก ๆ ของการทำงานที่บ้าน รู้สึกได้เลยว่าทุกคนตื่นตัวมาก แทบจะอยู่กันหามรุ่งหามค่ำ ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะสถานการณ์การทำงานตอนนั้นต้องการความตื่นตัวเป็นพิเศษ แต่อีกส่วนหนึ่งก็เดาว่าทุกคนน่าจะยังไม่คุ้นชิน เลยตื่นตัวไว้ก่อนเพื่อไม่ให้มีอะไรผิดพลาด

การทำงานมากเกินไป ถ้าไม่บ่อยก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าทำบ่อย ๆ จนติดเป็นนิสัย ก็อาจจะกระทบกับสมดุลชีวิตเหมือนกัน ถึงแม้จะอยู่บ้านก็เถอะ แทนที่จะได้พัก แต่บางคนอาจจะรู้สึกเหมือนอยากทำงานตลอดเวลา คอมพิวเตอร์ก็อยู่ที่บ้าน แค่เปิดคอมฯ ก็ทำงานได้แล้ว ความง่ายตรงนี้แหละที่จะส่งผลให้เราเผลอทำงานมากเกินไปจนลืมใช้เวลากับเรื่องอื่น ๆ เช่น ใช้เวลากับครอบครัว ออกกำลังกาย พักผ่อน ฯลฯ ซึ่งพอไม่ได้ผ่อนคลายมากพอ ก็ส่งผลกับสุขภาพกายและใจ สุดท้ายก็ส่งผลกับการทำงาน ทำให้ทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้นเราจึงต้อง…

3. พักบ้างก็ดี โฟกัสนาน ๆ เดี๋ยวจะล้า

พูดไปก็จะหาว่าอ้าง แต่เขามีการศึกษาออกมานานแล้วว่าการพักอย่างเป็นระบบสม่ำเสมอนั้นจะช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น[ii] ว่าง่าย ๆ คือทำงานน้อยลงแต่ได้ผลมากขึ้น เปรียบไปก็เหมือนการหยุดพักดื่มน้ำระหว่างการวิ่งนั่นละ การทำงานนานเกินไปก็ทำให้ร่างกายล้า ต้องหาเวลาผ่อนคลายให้กลับมากระปรี้กระเปร่าบ้าง อะ ว่าแล้วก็ไปพักกัน ก่อนกลับมาอ่านต่อ

….

….

ถ้าใครรู้สึกว่าการพักเมื่อกี้นานไป นั่นอาจจะเพราะเราไม่ได้ตั้งเวลาชัดเจนว่าเราจะพักกี่นาที อันนี้มีวิธีนึงที่จะมาแนะนำคือเทคนิค Pomodoro[iii] เราได้ยินแนวคิดนี้ครั้งแรกจากน้องในทีม เลยลองไปหาข้อมูลเพิ่มดู หน้าตามันจะประมาณนี้

  1. เลือกงานที่อยากทำให้เสร็จ
  2. ตั้งเวลาไว้ 25 นาที
  3. ทำงานไปจนกว่าสัญญาณครบ 25 นาทีจะดัง จากนั้นก็ไปติ๊กใน To-Do List ว่าทำเสร็จแล้ว
  4. พัก 5 นาที (ถึงตรงนี้คือจบ 1 รอบ Pomodoro แล้ว)
  5. ทำแบบนี้วนไป เมื่อครบ 4 รอบ Pomodoro ก็หยุดพักให้นานขึ้น

เบื้องหลังวิธีนี้ มันก็คือการตั้งเดดไลน์ให้ตัวเอง ถ้าเราทำงานไปเรื่อย ๆ แบบไม่มีเดดไลน์ เราก็จะอยากเอื่อยเฉื่อย ในเมื่อไม่มีอะไรมากดดันนี่ แต่พอตั้งเดดไลน์ปุ๊บ เราจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้เสร็จงานทัน จึงเป็นผลให้เราโฟกัสกับงานได้มากขึ้น พอทำงานเสร็จก็ได้พัก ฟื้นฟูร่างกาย ให้รางวัลกับตัวเอง เราก็จะมีแรงไปสู้กับเดดไลน์ต่อไป

4. ตั้ง To-Do List, ตั้งตารางงานในปฏิทิน จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น

เราเป็นคนค่อนข้างโฟกัสกับงานก็จริง แต่เราก็มักจะหลุดบ่อย ๆ ว่าเอ๊ะ วันนี้ต้องทำอะไรนะ บางทีก็ใช้วิธีจำเอา ไม่ได้จดลงไปให้เป็นลายลักษณ์อักษร ผลก็คือบางทีก็ลืม เบื้องต้นเราเลยสร้าง To-Do List ขึ้นมาว่าวันนี้อยากทำอะไรให้สำเร็จบ้าง ทำเสร็จก็ติ๊กออก แบบนี้ก็จะทำให้เราโฟกัสได้ง่ายขึ้นว่าควรจดจ่อกับอะไร

แต่…แต่ บางทีการทำ To-Do List ก็กว้างเกินไป ถ้าใครรู้สึกว่าสร้างลิสต์แล้วแต่ไม่สามารถบังคับให้ตัวเองทำตามนั้นได้ เราขอแนะนำอีกวิธีคือ ใส่งานแต่ละอย่างลงไปในปฏิทินเลย วางสล็อตเวลาให้งานนั้น ๆ ว่าจะทำกี่นาที (ส่วนใหญ่เราตั้งว่าหนึ่งชั่วโมง) การตั้งในปฏิทินนั้นดีอย่างตรงที่มันจะแจ้งเตือนเวลาที่สล็อตงานนั้น ๆ กำลังจะมาถึง และบวกกับช่วงเวลาที่เราจัดสรรให้มัน เราก็จะมีประสิทธิภาพเป็นพิเศษเวลาเร่งทำงานให้เสร็จทันสล็อตเวลานั้น ๆ

จริง ๆ วิธีนี้เราก็ดัดแปลงมาจากการ Timeboxing อีกที แค่อาจจะไม่ได้ละเอียดเท่า Timeboxing เราแค่โฟกัสเป็นชิ้น ๆ งานไป อันนี้จริง ๆ ไม่ต้องรอทำงานที่บ้านก็ได้ ทำงานที่ออฟฟิศก็ทำได้เช่นกัน

5. จัดมีตติ้งกับทีมบ่อย ๆ ทุกวันได้ยิ่งดี

อยู่บ้านคนเดียวอาจจะเหงา ต้องหาเพื่อนคุยบ้าง… ไม่ใช่สิ อยู่บ้านคนเดียวอาจจะหลง ๆ ลืม ๆ ว่าคนอื่น ๆ ในทีมทำงานอะไรกันอยู่บ้าง ตอนอยู่ในออฟฟิศก็ง่ายดีอยู่หรอก แค่เดินไปคุยก็รู้เรื่องแล้ว แต่พอต่างคนต่างอยู่ การสื่อสารก็ยากขึ้น ดังนั้น เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกัน ช่วงทำงานที่บ้านนั้นทีมเราจึงจัดมีตติ้งทุกวัน (ช่วงแรก ๆ ถึงขั้นเช้าเย็นกันเลยทีเดียว) ซึ่งก็เป็นเรื่องดีเพราะช่วยให้เรารู้ว่าทุกคนกำลังทำอะไร มีงานไหนที่ทำร่วมกันได้บ้าง ทำให้เข้าใจตรงกันว่าอ้อ เรากำลังไปทางเดียวกันนะ ตอนนี้เราโฟกัสในสิ่งเดียวกันอยู่นะ

แต่ถึงจะวิดีโอคอลล์คุยกันแค่ไหน ในหลาย ๆ ครั้งมันก็ไม่สามารถทดแทนการพูดคุยต่อหน้าต่อตาได้ การคุยผ่านวิดีโอคอลล์นั้นบางทีเราก็ไม่ได้สัมผัสอวัจนภาษาแบบเต็ม 100% เพราะหลาย ๆ ครั้งคนหลังกล้องก็ไม่ได้เปิดกล้องคุย ทำให้ได้ยินแค่เสียง การไม่เห็นท่าทางและหน้าตานี่จริง ๆ ก็มีผลกับการสื่อสารค่อนข้างเยอะเหมือนกัน อย่างที่งานวิจัยบอกมาว่า ส่วนใหญ่นั้นเราจะรับสารจาก 55% สิ่งที่เราเห็น (ภาษากาย) 38% น้ำเสียง ส่วนที่เหลืออีก 7% คือสารในการพูด[iv]

ครั้นจะให้ทุกคนเปิดกล้อง ก็ดูเผด็จการไปหน่อย คงต้องไปเน้นการพูดคุยสื่อสารให้มากขึ้นแทน ถ้าเริ่มรู้สึกว่าห่างเหินกับเพื่อนร่วมงาน ก็อาจจะจัดสัก Session หนึ่งให้แต่ละคนเข้าร่วมวิดีโอคอลล์ แล้วทำงานไปพร้อม ๆ กัน ใครมีอะไรก็ทักขึ้นมาได้ หรือจัดสัก Session สร้างความผ่อนคลาย เช่น พูดคุยกันสบาย ๆ เล่นเกมออนไลน์ เปิดเพลงฟัง ก็ว่ากันไป

6. จัดบรรยากาศการทำงานให้ผ่อนคลาย

ไหน ๆ ได้อยู่บ้านแล้ว ก็ใช้โอกาสนี้ให้เต็มที่ เคยคิดฝันอยากให้บรรยากาศโต๊ะทำงานเป็นอย่างไร โอกาสนี้แหละที่จะได้สานฝัน โอเคว่ามันอาจจะไม่ได้สวยหรู 100% แต่ก็คงยืดหยุ่นกว่าที่ออฟฟิศละ อย่างตอนเราทำที่บ้าน เราก็ได้นั่งติดหน้าต่างตามที่ต้องการ ซึ่งงานวิจัยต่าง ๆ ก็ระบุว่าการมีแสงธรรมชาติเข้ามาก็ให้ประโยชน์หลายอย่าง ทั้งในแง่สุขภาพและประสิทธิภาพการทำงาน[v]

อีกอย่างหนึ่งเราได้เปิดเพลงฟังแบบไม่ต้องใส่หูฟัง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็ช่วยให้โฟกัสกับงานได้ดีขึ้น

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็เป็นทริคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราได้จากการทำงานที่บ้านจริง และจากการอ่านเพิ่มเติม ซึ่งจะเห็นได้ว่าถ้ามีการจัดสรรวางแผนดี ๆ การทำงานที่บ้านนั้นก็ให้ประสิทธิภาพไม่แพ้ออฟฟิศ เผลอ ๆ อาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ ถ้าใครมีเคล็ดลับอะไรที่อยากแชร์ ก็มาแบ่งปันกันได้ที่ https://finno.me/alphapro-adB นะ 🙂

tanhnanchya

ข้อมูลอ้างอิง

[i] https://www.airtasker.com/blog/the-benefits-of-working-from-home/

[ii] https://www.forbes.com/sites/kevinkruse/2017/02/06/want-to-get-more-done-try-taking-more-breaks/#62feebf56db4

[iii] https://blog.trello.com/the-pomodoro-technique-for-better-productivity

[iv] https://institute.uschamber.com/what-makes-a-good-first-impression/#:~:text=We%20have%20all%20heard%20the,words%20you%20say%20(verbal).

[v] https://www.newdayoffice.com/blog/benefits-of-natural-light-in-the-workplace

อ่านบทความอื่น ๆ จากคอลัมน์ Alpha Pro ได้ที่ https://www.finnomena.com/alphapro/

ที่มาบทความ: https://adaybulletin.com/know-alpha-pro-work-from-home/

พยากรณ์งบหุ้นเทคฯ ไตรมาส 2 พร้อมเปรียบเทียบ “Tesla” ทำไมถึงใหญ่กว่า “Toyota” – FINNOMENA LIVE

FINNOMENA Reporter

ดูผ่าน Facebook:
https://www.facebook.com/finnomena/posts/1274442396234728

ดูผ่าน Youtube:
https://youtu.be/6C4T5WhColA

พยากรณ์งบหุ้นเทคโนโลยี ไตรมาส 2 พร้อมเปรียบเทียบ “Tesla” ทำไมถึงใหญ่กว่า “Toyota”

ข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • สหรัฐกว้านซื้อยา “เรมเดซิเวียร์” หมดตลาด!
  • แท็กทีม! พาเวลล์-มนูชิน!
  • แอร์บัส จ่อเลิกจ้าง 15,000 ตำแหน่ง!
  • อินเดียเล็งแบน “หัวเว่ย”

ติดตาม FINNOMENA LIVE ตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

ราคาที่ล่วงเกิน… ในวันที่ตลาดหุ้นไร้เหตุผล

Mr. Serotonin
ราคาที่ล่วงเกิน... ในวันที่ตลาดหุ้นไร้เหตุผล

การมองเห็นความเป็นจริงเป็นสิ่งที่ทำได้ยากเสมอ ไม่ว่าจะกับเรื่องอะไรก็ตาม อาจจะเป็นเพราะว่ามันเจ็บปวด ทำใจได้ยาก รวมถึงคนที่รู้ความเป็นจริงก่อนคนอื่นมักจะเป็นคนที่ถูกมองว่าแปลกประหลาดและแตกต่าง

กับการลงทุนก็เช่นกัน การมองเห็นความเป็นจริง ความแตกต่างและข้อผิดพลาด เป็นเหมือนของขวัญลํ้าค่าสุดพิเศษสำหรับนักลงทุน แต่การที่จะยืนหยัดอยู่กับความเป็นจริงที่ว่าท่ามกลางเสียงของคนส่วนใหญ่นั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่าย

หากว่ากันในเรื่องของความเป็นจริงในตอนนี้ สิ่งที่เราน่าจะมองเห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องของราคาหุ้นที่วิ่งทะลุแบบไม่บันยะบันยัง โดยมีตัวช่วยอย่าง Fed ที่พร้อมจะเข้าช่วยทุก ๆ อย่าง

แต่แท้จริงแล้วมันใช่จริง ๆ หรือที่ราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นได้โดยการอัดเงินเข้าไปในตลาด? และแท้จริงแล้วเรายืนอยู่บนจุดไหนของคลื่นแห่งความคาดหวังลูกนี้กันแน่?

ปกติแล้วราคาหุ้นหนุนนำโดยใคร

หลาย ๆ คนจะรู้อยู่แล้วว่าการที่ราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นไปได้ ต้องมาจากสิ่งที่เรียกว่า “กำไร” รวมถึงสัญญาณเชิงบวกทาง “เศรษฐกิจ” และมันมักจะถูกสะท้อนไปในราคาก่อนเสมอ ๆ สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะให้ทุกคนคิดก็คือ “ช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นถีบตัวเองขึ้นไปจากความคาดหวังกำไรและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หรือจากการอัดฉีดเงินของ Fed แล้วคุณคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้มัน Make sense หรือไม่?”

ภาพแสดงการปรับตัวของ Balance sheet (QE) ของ Fed (เส้นสีฟ้า) เทียบกับราคาดัชนี S&P 500 (เส้นสีขาว) และดัชนี Core CPI (เส้นสีส้ม) ในปี 2008 (ราคาหุ้นมาหลังการอัดฉีดและหลังเศรษฐกิจฟื้นตัว)

ราคาที่ล่วงเกิน... ในวันที่ตลาดหุ้นไร้เหตุผล

ภาพแสดงการปรับตัวของ Balance sheet (QE) ของ Fed (เส้นสีนำ้เงิน) เทียบกับราคาดัชนี S&P 500 (เส้นสีขาว) และดัชนี Core CPI (เส้นสีส้ม) ในปัจจุบัน (ราคาหุ้นมาพร้อมการอัดฉีดและก่อนเศรษฐกิจฟื้นตัว)

หรือเราอาจจะอยู่ในช่วงที่ตลาดหุ้นดันขึ้นไปจากการเก็งกำไรกันเป็นแน่ เพราะ หากเรามาพูดถึงการทำ QE จริง ๆ แล้วเงินทั้งหมดทุกส่วนคงไม่ได้ไปถึงบริษัทต่าง ๆ อย่างตรงจุดเท่ากับมาตรการกระตุ้นทางการคลัง และเงินที่ว่านั้นอาจกำลังเดินเข้าสู่ตลาดหุ้น สินทรัพย์ที่ปัจจุบันนี้ยังมีพื้นที่เหลืออยู่ก็เป็นได้ ซึ่งหมายความว่า “มันอาจเป็นการเก็งกำไรนำเงินเข้าไปในสินทรัพย์ที่ยังมีผลตอบแทนเหลืออยู่ มากกว่าการเล่นไปตามเกมพื้นฐานจริง ๆ”

ราคาที่ล่วงเกิน... ในวันที่ตลาดหุ้นไร้เหตุผล

ภาพแสดงอัตราผลตอบแทน (Earning yields) ของหุ้น (เส้นสีขาว) ที่ 4.5845% เทียบกับ ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล (เส้นสีนำ้เงิน) ที่ 0.66%

ราคาที่ล่วงเกิน... ในวันที่ตลาดหุ้นไร้เหตุผล

ภาพแสดงอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้เอกชนเกรดตำ่ (เส้นสีขาว) ที่ 6.44% เทียบกับตราสารหนี้เอกชนเกรดลงทุน (เส้นสีฟ้า) ที่ 3.55%

ซึ่งหากเรามาคิดดูดี ๆ ในตอนนี้แล้วทั้งพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้เอกชนในบางส่วน หรือแม้แต่เงินฝากเองก็ให้ผลตอบแทนที่น้อยมาก ๆ จากภาวะอัตราดอกเบี้ยตำ่ เพราะฉะนั้นทางเลือกที่เหลืออยู่ก็อาจจะเป็นแค่ “หุ้น” หรือ “ตราสารหนี้เอกชนเกรดตํ่า” (และหากมีการเข้าซื้อตราสารหนี้เอกชนเกรดตํ่าก็ยิ่งหนุนนำราคาหุ้นขึ้นไปอีก เพราะ อาจทำให้บริษัทต่าง ๆ ที่เป็นส่วนนึงของดัชนีหุ้นมีความเสี่ยงลดลง)

ตัวเลขเศรษฐกิจฟื้นตัวจริง แต่ราคาหุ้นวิ่งตามสัญญาณนี้จริงหรือ?

ในหลาย ๆ บทความที่ผ่านมา ผมเชื่อมาตลอดว่าตัวเลขเศรษฐกิจก็คงจะดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะ หากเราไม่ได้หาเหตุผลอะไรที่มันซับซ้อน การเปิดเมืองก็ควรจะทำให้ผู้คนกลับมาจับจ่ายใช้สอยกันได้ ซึ่งก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อไปทีละเล็กทีละน้อยในอนาคต

ดังนั้นหากเทียบกับช่วงที่ปิดไปเลย ความแตกต่างมันก็น่าจะเกิดขึ้น

แต่นับต่อไปหลังจากนี้ยังมีสิ่งที่เราไม่รู้ในอนาคต อย่างเช่น ราคาหุ้นที่นำมูลค่าที่แท้จริงไปมาก ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีทีท่าที่ชัดเจนว่าในอนาคต กำไรของบริษัทต่าง ๆ จะออกมาเป็นเช่นไร แต่เราก็กลับให้เหตุผลกันไปต่าง ๆ นา ๆ ว่าหุ้นบางส่วนมีการเติบโตที่เหนือชั้น มีแรงทนทานต่อฟองสบู่มากกว่าหุ้นกลุ่มอื่น ๆ อย่าง หุ้นเทคเป็นต้น

ซึ่งหากมาคิดดูดี ๆ แล้วหากเราจะพูดถึงการเติบโตเราควรจะสื่อมันไปในเชิงระยะยาว มากกว่าระยะสั้นหรือเปล่า? และผมเองก็คงไม่ปฏิเสธกับศักยภาพรวมถึงความคาดหวังของผู้คนที่มีต่อหุ้นเทคโนโลยีในระยะยาว

แต่ถึงอย่างนั้นสภาวะตลาดในตอนนี้อาจจะเรียกได้ว่าเปราะบางมาก ๆ ก็ว่าได้ และหากมีอะไรที่มาสะกิดแรงตึงผิวที่ล้นเอ่อของฟองสบู่เก็งกำไร (เชิงมูลค่า) มันก็อาจจะแตกได้โดยง่าย เนื่องจากมันอาจไม่อยู่บนพื้นฐานที่แท้จริง

FOMO (Fear of Missing Out)* กำลังกัดกินจิตใจ

ในช่วงนี้เราอาจจะได้เห็นหลาย ๆ ที่เริ่มเข้าลงทุนในหุ้นกันบ้าง แต่คำถามก็คือ เหตุผลที่เขาเข้าลงทุนเป็นเพราะอะไร?

ซึ่งเหตุผลหลัก ๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการมองว่า Fed จะเป็นเหมือนแรงหนุนดันตลาดไปเรื่อย ๆ และนับสิ่ง ๆ นี้เป็น Tailwind กันไป ก็คงต้องย้อนกลับไปเรื่องเดิมอีกว่า Tailwind ที่แท้จริงของตลาดหุ้นไม่ใช่การเติบโตทางกำไรของธุรกิจหรือ?

คำถามที่อยากจะฝากไว้ก็คือ จริง ๆ แล้วเราเข้าซื้อหุ้น โดยให้เหตุผลตามเป็น QE ของ Fed ซึ่งเหมือนกับ Moral hazard (ความเชื่อมั่นในบางสิ่ง จนลืมนึกถึงความเสี่ยงของมันไป) ที่ว่าไม่ว่าตลาดจะลงซักกี่ครั้ง เดี๋ยวเขาก็จะเข้ามาช่วยใช่หรือไม่? ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราควรจะคิดวิเคราะห์หาเหตุผลในเรื่องของกำไร บริษัท รวมถึงปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่แท้จริง (น่าจะฟื้นตัวขึ้น แต่ราคาน่าจะวิ่งนำจนเกินเลย)

*Fear of Missing Out หากพูดง่าย ๆ ก็คือการ “กลัวตกรถ”

ราคาที่ล่วงเกิน… ในวันที่ตลาดหุ้นไร้เหตุผล

เราอาจจะกำลังเฉลิมฉลองและดื่มดํ่ากับนิยามของ Playbook เล่มใหม่ของตลาดหุ้น ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วมูลค่าที่สะท้อนอยู่เบื้องหลังช่างเปราะบาง ซึ่งหากเรามาดูค่า P/E ของตลาดหุ้นก็อาจจะเห็นได้ว่า อาจจะดูแพงแต่ก็ไม่เท่าไร

ราคาที่ล่วงเกิน... ในวันที่ตลาดหุ้นไร้เหตุผล

ภาพแสดงค่า P/E แบบปกติของดัชนี S&P 500

แต่หากเรามาลองใช้ค่า Shiller P/E (P/E ปรับตามเงินเฟ้อ CPI) ที่อาจจะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงได้สมเหตุสมผลกว่า เราก็จะเห็นได้ว่าเรากำลังอยู่ในจุดที่ค่า P/E แพงเป็นอันดับที่ 2 นับตั้งแต่ยุควิกฤติดอทคอม

ราคาที่ล่วงเกิน... ในวันที่ตลาดหุ้นไร้เหตุผล

ภาพแสดงค่า Shiller P/E ของดัชนี S&P 500

ราคาที่ล่วงเกิน... ในวันที่ตลาดหุ้นไร้เหตุผล

ภาพแสดงราคาดัชนี S&P500 แบบปรับเงินเฟ้อ

จังหวะและจุดเข้าซื้อที่ได้เปรียบอาจจะผ่านพ้นไปแล้ว

คนที่ได้ลองศึกษาศาสตร์การลงทุนมาหลาย ๆ รูปแบบ ก็คงจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า ช่วงขาลง เป็นช่วงที่ควรจะซื้อ ในเชิงมูลค่าแล้วก็จะสื่อถึงการที่สินทรัพย์ได้สินทรัพย์หนึ่งอาจจะถูกเทขายลงมาจนมูลค่าตํ่ากว่ามูลค่าตามจริงที่มันควรจะเป็น

หรือแม้จะเป็นมุมมองทางเทคนิคเอง ที่จังหวะย่อหรือพักตัวของราคาเป็นจังหวะที่ดีและเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ เพราะ นอกจากการที่ราคาจะวิ่งได้ต่อเนื่องมากกว่าการซื้อแบบกลางหรือปลายของแนวโน้มแล้ว อีกทั้งจุดเข้าเทียบความเสี่ยงกับผลตอบแทน (Risk:Reward) ยังถือว่าได้เปรียบกว่าอีกด้วย

ในช่วงที่ผ่านมาผมเองก็สนับสนุนการเข้าซื้อหุ้น แต่การเพิ่มขึ้นของราคาที่ร้อนแรงเกินกว่าที่มันควรจะเป็นในตอนนี้ (จากเชิงมูลค่าข้างต้น) เห็นแบบนี้แล้วก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดในตอนนี้ดูเปราะบางมาก ๆ ซึ่งหากเหตุการณ์อันไม่คาดคิดเกิดขึ้นเราอาจจะไม่ต้องการเข็มในการเจาะฟองสบู่ลูกนี้ แต่เพียงแค่สะกิดเบา ๆ มันก็คงจะแตกออก

Tendencies (แรงสนับสนุนโน้มเอียง) ที่ไม่ใช่

หากว่ากันในเชิงเทคนิคแล้ว Tendencies ก็คงจะเป็นการเกาะและไหลไปกับแนวโน้มของเทรนด์ พร้อมหาจุดเข้าที่ได้เปรียบ และหากเรามาว่ากันในเชิงพื้นฐานแล้ว Tendency ในตอนนี้ที่ว่าก็คงก็คงจะเป็น Fed ที่ตั้งนิยามอย่างการอัด QE จนกว่าจะฟื้น รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจที่ค่อย ๆ ฟื้นตัว

แต่กลับกันแล้วหากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและ Fed เลิกทำ QE ผมอยากให้ทุกคนลองคิดกันเล่น ๆ ว่า ตลาดที่เสพติดเงินตรานี้จะไปต่อได้อีกหรือ? และหากตัวเลขเศรษฐกิจบางส่วนฟื้นตัวได้จริงแต่ตำ่กว่าคาด กำไรของบริษัทถูกประกาศออกมาตํ่ากว่าที่ควรจะเป็น ตลาดจะผิดหวังและฟองสบู่ที่ว่าจะถูกสกิดออกหรือไม่?

“มูลค่าของตลาดหุ้นในตอนนี้อาจจะร้อนแรงและมากที่สุดเป็นอันดับสอง ตั้งแต่ที่เคยมีมาหลังวิกฤติดอทคอม” – David Tepper

“ในตอนนี้ผลตอบแทนเทียบความเสี่ยง (Risk:reward) ของหุ้นอาจจะอยู่ในจุดที่เรียกได้ว่า “แย่” จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้อยู่ในวงการนี้มา ” – Stanley Druckenmiller

“เราอาจจะกำลังภาวนาให้ Fed เพิ่มเงินต่อไป มากกว่ามองสัญญาณเชิงพื้นฐานที่แท้จริง” – Mr. Serotonin

ขอให้ทุกคนโชคดีครับและอย่าลืมที่จะมีความสุขกับทุก ๆ วันด้วย

Mr. Serotonin

References

https://www.oaktreecapital.com/docs/default-source/memos/the-anatomy-of-a-rally.pdf

https://www.multpl.com/shiller-pe

https://www.multpl.com/s-p-500-pe-ratio

https://www.spglobal.com/spdji/en/indices/fixed-income/sp-us-high-yield-corporate-bond-index/#overview

 

 

 

สหรัฐกว้านซื้อยา “เรมเดซิเวียร์” เกือบหมดทั้งโลก

FINNOMENA Reporter

ทรัมป์ ซื้อยา “เรมเดซิเวียร์” สำรองภายในประเทศมากกว่า 500,000 ชุด เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งปริมาณที่ซื้อถือว่า “เกือบทั้งหมด” ของที่ผู้ผลิตมีอยู่ตอนนี้

  • กระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐออกแถลง ซื้อยาต้านเชื้อไวรัส “เรมเดซิเวียร์” ( Remdesivir ) มากกว่า 500,000 ชุด ที่ตอนนี้มีผู้ผลิตเพียงรายเดียว คือบริษัทจิเลียด ไซเอนเซส (Gilead Sciences) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองฟอสเตอร์ซิตี ในรัฐแคลิฟอร์เนีย
  • ทั้งนี้ รายงานของกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐประเมินในเบื้องต้นว่า ปริมาณยาที่ซื้อมาสำรองไว้ทั้งหมดน่าจะเพียงพอสำหรับรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในประเทศได้จนถึงเดือนก.ย.นี้ โดยการรักษา “1 คอร์ส” ต้องใช้ยาไม่ต่ำกว่า 6 หลอด

ที่มา : https://www.rte.ie/news/coronavirus/2020/0701/1150676-us-remdesivir/

พาเวลล์-มนูชิน ประสานเสียง เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อ ให้ผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19

FINNOMENA Reporter

นายพาวเวล และนายมนูชิน ร่วมแถลงการณ์ ให้คำมั่นเดินหน้าพยุงเศรษฐกิจสหรัฐให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ด้านสาธารณสุขในครั้งนี้ให้ได้

  • โดยนายมนูชินกล่าวว่า กระทรวงการคลัง และเฟด กำลังหาลู่ทางที่จะขยายโครงการเงินกู้ฉุกเฉิน 11 โครงการที่จัดตั้งขึ้น
  • ขณะที่นายพาวเวลย้ำว่า เป้าหมายของโครงการเงินกู้ของเฟดนั้น คือการช่วยเหลือประชาชนราว 25 ล้านคนที่ตกงานในช่วงโควิด-19 ระบาด ให้สามารถกลับมาทำงานได้อีกครั้ง
  • นอกจากนี้ นายพาวเวลยังเรียกร้องให้สภาคองเกรสเร่งพิจารณาความช่วยเหลือเพิ่มเติมให้กับภาคครัวเรือน บริษัทเอกชน รัฐบาลของรัฐต่างๆ เพื่อพยุงเศรษฐกิจให้รอดพ้นจากความเสียหายในระยะยาว

ที่มา : https://www.courthousenews.com/fed-chair-warns-recovery-will-be-slow-until-virus-is-contained/

รีวิว 3 กองทุนหุ้นสหรัฐ ฯ ปรับตัวอย่างโดดเด่น

ฟันด์กำไร
รีวิว 3 กองทุนหุ้นสหรัฐ ฯ ปรับตัวอย่างโดดเด่น

หลังหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงมาอย่างรุนแรง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดหุ้นอเมริกายังคงเป็นตลาดที่ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและโดดเด่นหลังวิกฤติ รวมถึงเป็นผู้นำในการสร้างผลตอบแทนที่มองข้ามไม่ได้ ในระยะยาวพิสูจน์ผ่านช่วงหลายปีที่ผ่านมา

คำถามถัดมาที่ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะสงสัยก็คือหลังช่วงวิกฤติที่ผ่านมามีกองทุนที่ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ กองไหนบ้างที่โดดเด่นวันนี้จึงถือว่าเป็นโอกาสอันดี ที่ผมจะมาทำกันรีวิวกองทุนหุ้นสหรัฐ ฯ ที่ดีดตัวจากวิกฤติที่ผ่านมาได้อย่างโดดเด่น

เปิดบัญชีกองทุน FINNOMENA วันนี้ รับฟรี! กองทุนมูลค่า 100 บาท

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม https://finno.me/oa1190

1) K-USA-A (A) หรือ K-USA-A (D)

กองทุนแรกที่ทำผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นหลังวิกฤติคงหนีไม่พ้นกองทุนอย่าง K-USA-A (A) ผู้ชนะในกองทุนกลุ่มหุ้นอเมริกาที่สร้างผลตอบแทนไปได้ถึง 50.99%! (นับจาก 3 เดือนย้อนหลังในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2020 โดยหุ้นเริ่มฟื้นตัวจากจุดตํ่าที่สุดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2020) เฉลี่ยเทียบกับกองทุนในกลุ่มเดียวกันที่ 32.13% ซึ่งเรียกได้ว่าถึงแม้จะนับผลตอบแทนย้อนหลังมา 5 วันก็ยังฟื้นตัวกลับมาได้อย่างน่าทึ่งและเหลือเชื่อ 

รีวิว 3 กองทุนหุ้นสหรัฐ ฯ ปรับตัวอย่างโดดเด่น

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน K-USA-A (A) ที่มา: www.finnomena.com

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

รีวิว 3 กองทุนหุ้นสหรัฐ ฯ ปรับตัวอย่างโดดเด่น

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน K-USA-A (D) ที่มา: www.finnomena.com

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ข้อแตกต่างระหว่าง K-USA-A (A) กับ K-USA-A (D)

ข้อแตกต่างเพียงหนึ่งเดียวระหว่างสองกองทุนนี้ก็คือ K-USA-A (D) นั้นมีการจ่ายปันผลให้กับนักลงทุนระหว่างที่ถือครองอยู่ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรับกระแสเงินสดระหว่างการลงทุนออกมาบ้าง 

ในขณะที่ K-USA-A (A) นั้นไม่มีการจ่ายปันผลออกมา เหมาะสำหรับสายสะสมเงินทุนเติบโตแบบเน้น ๆ 

ส่วนอันไหนดีกว่าอีกอันยังไง ก็คงต้องบอกว่าดีคนละแบบครับ อยู่ที่ความต้องการของแต่ละ คนว่าชอบแบบไหนมากกว่ากัน แต่ก็ต้องบอกก่อนว่า K-USA-A (D) อาจมีผลตอบแทนที่ต่างกันเล็กน้อยจากการที่แบ่งส่วนมาจ่ายปันผล

รีวิว 3 กองทุนหุ้นสหรัฐ ฯ ปรับตัวอย่างโดดเด่น

ภาพแสดงประวัติการปันผลย้อนหลังกองทุน K-USA-A (D) ที่มา: www.finnomena.com

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ปันผลมาเรื่อย ๆ สร้างกระแสเงินสดต่อเนื่องหรือจะเรียกเป็นภาษาสุดคูลว่า “Passive Income!!”

K-USA-A (A) / K-USA-A (D) ลงทุนในอะไร?

ลงทุนใน Morgan Stanley US Advantage Fund ซึ่งเน้นไปที่การลงทุนในหุ้นอเมริกา ที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว 

โดยมีปรัชญาหลักในการลงทุนอย่างการเฟ้นหาหุ้นหรือบริษัทที่มีความโดดเด่นเหนือคู่แข่งในหมวดหมู่ธุรกิจเดียวกัน มีแบรนด์ที่แข็งเเกร่ง มีกระแสเงินสดหมุนเวียนอย่างเข้มแข็ง แสดงถึงศักยภาพในการขยับขยายธุรกิจเพิ่มเติมรวมถึงสภาพคล่องที่ต่อเนื่อง และมีผลตอบแทนอยู่ในหมวดหมู่หุ้นกลุ่มผู้นำ

ผลตอบแทนในระยะยาว

รีวิว 3 กองทุนหุ้นสหรัฐ ฯ ปรับตัวอย่างโดดเด่น

ผลตอบแทนย้อนหลังของ Morgan Stanley US Advantage Fund เทียบเคียงดัชนี S&P 500

ที่มา: เอกสารสรุปข้อมูลกองทุน www.morganstanley.com

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ตัวกองทุนเน้นการเทียบเคียง (Benchmark) กับดัชนี S&P 500 เป็นหลัก ซึ่งช่วงล่าสุดเองก็เน้นหนักการลงทุนไปหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่สอดคล้องล้อไปกับปรัชญาการเลือกหุ้นของกองในการเลือกหุ้นที่โดดเด่นและแข็งแกร่งที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีนั้นได้รับผลกระทบในช่วงขาลงที่ค่อนข้างน้อย และสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นกว่าหุ้นกลุ่มอื่น ๆ

แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือหากเทรนด์ธุรกิจในอนาคตมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไป (อาจไม่ใช่กลุ่มเทคโนโลยี) ทางกองทุนเองก็ไม่จำเป็นต้องยึดติดและรุกหนักในกลุ่มเทคโนโลยีอย่างเดียว และพร้อมที่จะโยกย้ายไปลงทุนในกลุ่มธุรกิจกระแสใหม่ในอนาคตที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำหรับการลงทุนในระยะยาว เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เหนือชั้น

ซึ่งหากจะเปรียบเทียบง่าย ๆ การลงทุนใน K-USA-A ก็คงจะเหมือน…

“การที่ผู้จัดการกองทุนเป็นนักชิมที่เลือกและสรรหาการทานอาหารรสเลิศ วัตถุดิบคุณภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการในร้านอาหารดี ๆ แต่ก็ยังมีการเปิดโอกาสให้ร้านอาหารเล็ก ๆ ที่อาจเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นร้านอาหารชั้นยอดได้ในอนาคต” (ความเห็นส่วนตัวผู้เขียน)

รีวิว 3 กองทุนหุ้นสหรัฐ ฯ ปรับตัวอย่างโดดเด่น

สัดส่วนหมวดธุรกิจหลักที่ลงทุนในปัจจุบัน  ที่มา: เอกสารสรุปข้อมูลกองทุน www.morganstanley.com

“เน้นหนักกลุ่มเทคโนโลยี หุ้นกลุ่มผู้นำที่แท้จริง”

2) SCBBLN หรือ SCBBLNP

มาถึงกองทุนที่สองที่กลับตัวมาได้อย่างยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ซึ่งกองทุนนั้นก็คือ… SCBBLN หรือ SCBBLNP นั่นเอง ซึ่งที่ผ่านมาก็พลิกโผกลับมาได้ด้วยการสร้างผลตอบแทนแบบไม่ธรรมดาเช่นกัน และสร้างผลงานไว้ที่ 48.03% สำหรับ SCBBLNP ตามมาด้วย SCBBLN ที่สร้างผลตอบแทนได้ 47.59% เทียบเคียงกับกองทุนในกลุ่มเดียวกันที่ทำผลตอบแทนได้อยู่ที่ 30.28%

รีวิว 3 กองทุนหุ้นสหรัฐ ฯ ปรับตัวอย่างโดดเด่น

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน SCBBLN  ที่มา: www.finnomena.com

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

รีวิว 3 กองทุนหุ้นสหรัฐ ฯ ปรับตัวอย่างโดดเด่น

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน SCBBLNP  ที่มา: www.finnomena.com

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ข้อแตกต่างระหว่าง SCBBLN กับ SCBBLNP

ความจริงหนึ่งเดียวของข้อแตกต่างระหว่างสองกองทุนนี้ก็คือ SCBBLNP เป็นกองทุนที่ขายให้กับ Provident fund หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งหากเรา ๆ เป็นนักลงทุนรายย่อยจะไม่สามารถซื้อขายได้ เพราะฉะนั้น คำตอบเดียวของเราก็คือ SCBBLN ซึ่งไส้ในกองก็เหมือนกัน เป๊ะ ๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงวางใจได้

SCBBLN/SCBBLNP ลงทุนในอะไร?

SCBBLN เป็นกองทุนที่มีนโยบายเน้นหนักไปที่การลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ เช่นกัน แต่ SCBBLN มีจุดพิเศษอย่างการกระจายการลงทุนไปในหลาย ๆ Sector และที่สังเกตุได้ก็คือ Sector หลักของกองทุนตามข้อมูลล่าสุดล้วนเป็นกลุ่มผู้นำทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Healthcare หรือจะเป็นกลุ่ม Software & Services ที่จัดว่าอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งคงไม่เป็นที่น่ากังขาสำหรับผลตอบแทนที่สามารถกลับมาได้อย่างโดดเด่น

SCBBLN หรือ SCBBLNP จึงถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกองทุนที่มีการกระจายการลงทุนในหลาย ๆ ภาคส่วนอย่างทั่วถึงเพื่อกระจายความเสี่ยงรวมถึงผลตอบแทน โดยเลือกตัวชูโรงเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง

รีวิว 3 กองทุนหุ้นสหรัฐ ฯ ปรับตัวอย่างโดดเด่น

ภาพแสดงสัดส่วนการลงทุนหลักของ SCBBLN ข้อมูล ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 

ที่มา:  เอกสารข้อมูลสรุปของกองทุน เว็บไซต์ scbam.com

ผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้ง

เนื่องด้วยการลงทุนแบบยั่งยืนที่แท้จริง อาจจะเป็นการลงทุนในระยะยาว ดังนั้นในส่วนนี้จะขอย้อนผลตอบแทนกลับไปตั้งแต่จัดตั้งกันเลย

แต่จะเรียกว่าผลตอบแทนระยะยาว ก็คงจะไม่ใช่ เพราะ ทางกองทุนเองจัดตั้งมาได้ราว ๆ 3 ปีกับอีกนิดหน่อย ดังนั้นใช้วิจารณญาณประกอบการตัดสินใจกันด้วยนะครับ

รีวิว 3 กองทุนหุ้นสหรัฐ ฯ ปรับตัวอย่างโดดเด่น

ภาพแสดงผลการดำเนินงานกองทุน SCBBLN ข้อมูล ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 

ที่มา: เอกสารข้อมูลสรุปของกองทุน เว็บไซต์ scbam.com

*เกณฑ์มาตรฐานอิงจากดัชนี Solactive US Top Billionare Investors Index (ดัชนีรวมหุ้น 30 ตัวจากพอร์ตโฟลิโอ ของผู้มีเงินทุนระดับหมื่นล้านขึ้นมาได้จากการลงทุนหรือการจัดการสินทรัพย์)

ต่อไปก็มาถึงกองทุนอันดับ 3 ที่ใคร ๆ หลาย ๆ คนอาจจะไม่ได้คิดว่าหุ้นในกลุ่มนี้จะมีการพลิกโผติดอันดับของเราขึ้นมาได้ 

กองทุนนั้นก็คือ! SCBUSSM หรือ SCBUSSMP กองทุนหุ้นกลุ่ม Small cap หรือหุ้นที่มีขนาดเล็กนั่นเอง

3) SCBUSSM หรือ SCBUSSMP

ในช่วงที่ผ่านมาทางกองทุนหุ้นจิ๋วแต่แจ๋ว ก็สร้างผลตอบแทนกลับมาได้ไม่แพ้สองกองทุนข้างต้น และติดโผเป็นอันดับที่ 3 

โดยทั้ง SCBUSSM/SCBUSSMP ทำผลตอบแทนไว้ที่ 43.25% เทียบกับกองทุนในกลุ่มเดียวกันที่ 25.80% นับจากรอบขาลงเมื่อเดือนมีนาคม

รีวิว 3 กองทุนหุ้นสหรัฐ ฯ ปรับตัวอย่างโดดเด่น

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน SCBUSSM ที่มา: www.finnomena.com

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ข้อแตกต่างระหว่าง SCBUSSM กับ SCBUSSMP

เป็นข้อแตกต่างเช่นเดียวกับกองทุน SCBBLN โดยการเติม P เข้าไปสื่อถึงว่า สำหรับกองทุน  Provident fund  ซึ่งถ้าหากเราเป็นนักลงทุนรายย่อย ก็จะลงทุนใน SCBUSSM แทน

เจาะลึก SCBUSSM/SCBUSSMP ลงทุนในอะไร?

ในส่วนนี้อาจจะค่อนข้างพิเศษกว่ากองทุนต่าง ๆ ข้างต้นด้วยความที่กองทุนลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก และถ้าถามว่าความพิเศษของหุ้นขนาดเล็กคืออะไร? คำตอบก็คือในบางช่วงเวลาหุ้นขนาดเล็กอาจเป็นหุ้นที่ทุกคนมองข้าม ซึ่งก็หมายความว่าหากถึงช่วงเวลาที่มูลค่าของมันน้อยกว่าที่ควรจะเป็น หุ้นขนาดเล็กจะกลับมาซิ่งเพื่อคืนมูลค่าเดิมของมันนั่นเอง!

มาเจาะกันต่อในส่วนของไส้กองทุนที่มีการบริหาร / ลงทุนใน Dimensional funds plc – us small companies fund ซึ่งเป็นกองทุนที่คัดหุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็ก แต่คุณภาพคับแก้ว โดยเน้นการเติบโตในระยะยาว

ผลตอบแทนในระยะยาว

ในส่วนของผลตอบแทนในระยะยาวหากย้อนหลังนับไปตั้งแต่จัดตั้งราว ๆ 10 ปี ก็อาจจะดูไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่ทางกองทุนเองก็ยังจัดการให้ผลตอบแทนยืนหยัดอยู่เหนือ Benchmark (ดัชนี Russell 2000 ได้) โดยทำผลตอบแทนไว้ที่ 9.23% นับตั้งแต่จัดตั้งเทียบกับเกณฑ์ที่ 8.46%

รีวิว 3 กองทุนหุ้นสหรัฐ ฯ ปรับตัวอย่างโดดเด่น

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน Dimensional funds plc – us small companies นับตั้งแต่จัดตั้ง  ที่มา: www.us.dimensional.com

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

หากถามความเห็นส่วนตัวผู้เขียนกองทุนกลุ่มนี้เล่นรอบน่าจะดีกว่า ลงทุนแบบระยะยาวนะครับ…

ก็จบกันไปนะครับ สำหรับรีวิว 3 กองทุนที่ลงทุนในสหรัฐฯ เป็นหลักและปรับตัวได้โดดเด่น ยังไงก็ลองนำไปปรับใช้ประกอบการตัดสินใจกันดูได้ครับ

เปิดบัญชีกองทุน FINNOMENA วันนี้ รับฟรี! กองทุนมูลค่า 100 บาท

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม https://finno.me/oa1190

Jessada Sookdhis

Investment Analyst (IA)

ตรวจทานบทความ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ 

References

https://www.morganstanley.com/im/en-ch/intermediary-investor/funds-and-performance/morgan-stanley-investment-funds/equity/us-advantage.shareClass.A.html

https://www.scbam.com/medias/fund-doc/fund-summary-aimc/SCBBLN_FUNDSUM.pdf

https://solactive.com/downloads/Solactive_US_Top_Billionaire_Investors_Index_Guideline.pdf

https://us.dimensional.com/funds/us-small-cap

 

รู้จักกับ Befin Academy “อยากเป็น FA มืออาชีพ ห้ามพลาด!” – Financial Advisor SS2 Ep.0

FINNOMENA Podcast

Financial Advisor SS2 Ep.0 : รู้จักกับ Befin Academy “อยากเป็น FA มืออาชีพ ห้ามพลาด!”

พบกับ เพชร รตะ โพอุทัย และ ดร. เมธี จันทวิมล (Managing Partner – Finnomena และ CEO beFIN Academy)

Financial Advisor PODCAST SS2 เป็นรายการที่จะมาพูดคุยกันในเรื่องของ เทคนิค ประสบการณ์ ความรู้ และอีกหลายๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานในสายอาชีพ “ที่ปรึกษาทางการเงิน” หรือ (FA – Financial Advisor) ที่คุณไม่ควรพลาด!!

“ไม่ใช่ Financial Advisor ทุกคนเป็นผู้แนะนำการลงทุนอิสระ แต่…
ผู้แนะนำการลงทุนอิสระทุกคนเป็น Financial Advisor”

สนใจร่วมเป็น “ผู้แนะนำการลงทุนอิสระ” กับ FINNOMENA สามารถติดต่อสอบถามได้ที่

https://finno.me/fa

 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

ETF ผู้ชนะกลุ่ม Technology สำหรับปี 2020

WealthGuru
ETF ผู้ชนะกลุ่ม Technology สำหรับปี 2020

COVID-19 ทำให้หุ้นตกทั่วโลก แต่มีกลุ่มอุตสาหกรรมหนึ่งที่หุ้นพุ่งสวนกระแส คือ กลุ่ม Technology ที่มีความแข็งแกร่งมาก ซึ่งสามารถ Outperform ตลาดได้ในช่วงที่ผ่านมา

ข้อมูลจาก Franklin Templeton วันที่ 13 เมษายน 2020 แสดงให้เห็นถึง Relative Sector Performance ตั้งแต่ พฤศจิกายน 2019 ถึง 13 เมษายน 2020 จะเห็นได้ว่า S&P Tech index จะ Outperform ที่สุดถ้าเทียบกับ Sector อื่น ๆ ในตลาด S&P

ETF ผู้ชนะกลุ่ม Technology สำหรับปี 2020

ทำไมกลุ่ม Technology จึงแข็งแกร่ง ? เป็นเพราะว่า ตัว Earnings-Per-Share (กำไรต่อหุ้น) ของกลุ่ม Technology สูงกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่มต่าง ๆ ในตลาด S&P ดังรูปข้างล่าง

ETF ผู้ชนะกลุ่ม Technology สำหรับปี 2020

ETF  ผู้ชนะได้แก่  ARK Next Generation Internet ETF (ARKW)

ETF ผู้ชนะกลุ่ม Technology สำหรับปี 2020

ARKW จะเน้นลงทุนในกลุ่ม Technology มีสัดส่วนดังนี้

ETF ผู้ชนะกลุ่ม Technology สำหรับปี 2020

โดยมีหุ้น 10 ตัวแรกที่ ETF ถือมากที่สุดคือ

ETF ผู้ชนะกลุ่ม Technology สำหรับปี 2020

ผมขอยกตัวอย่างหุ้น

TESLA

คือรถยนต์แห่งอนาคต Tesla คือบริษัทผู้ผลิต “รถยนต์ไฟฟ้า” ก่อตั้งโดยนักธุรกิจชื่อดัง “Elon Musk” โดยมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปี 2019 บริษัทก็ยังสามารถส่งมอบรถยนต์ไปแล้วกว่า 350,000 คัน มีรายได้ทะลุ 6 แสนล้านบาทรายได้เพิ่มเกือบ 15% และมีผลขาดทุนที่น้อยลง  ถึงเป็นหุ้นที่นักลงทุนในราคาไปในอนาคตโดยคาดว่าจะมีเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมรถยนต์

SPLUNK

ผลิตภัณฑ์ผู้นำวงการการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล Machine Data ด้วยการนำแนวคิดของ Big Data Analytics มาพัฒนาเป็นระบบสำเร็จรูป เพื่อให้ทุก ๆ องค์กรสามารถสร้างระบบ Big Data สำหรับจัดเก็บข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อธุรกิจหรือระบบ IT และนำไปวิเคราะห์เพื่อประยุกต์ใช้ในงานต่าง ๆ ได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งการนำข้อมูลที่มีอยู่แล้วในองค์กรมาวิเคราะห์ประมวลผล เพื่อสร้างประโยชน์หรือมูลค่าทางธุรกิจ

การประยุกต์การใช้งาน SPLUNK ในด้าน IT เช่น การทำการวิเคราะห์ข้อมูลที่จะให้ในงาน Network Operation Center, Security Operation Center และ SIEM

หรือ Splunk เองยังสามารถตอบโจทย์ของทีม Sales และ Marketing ได้ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลการเข้าใช้งานและซื้อขายผ่านระบบ E-Commerce หรือการเข้าเยี่ยมชมหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ทำให้ Sales และ Marketing สามารถเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าได้ดีขึ้น ในขณะที่ทีม IT ก็สามารถตรวจสอบความถูกต้องในการทำงานของระบบ E-Commerce หรือ Website ได้อย่างใกล้ชิด ทำให้รู้ได้ทันทีที่ลูกค้ารายใดมีปัญหาในการใช้งานระบบ หรือไม่สามารถทำการซื้อขายได้สำเร็จ (ข้อมูลจาก techtalkthai.com และ stelligence.com)

ลองมาดู Performance ในปี 2020 กันดูในปีนี้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2020 ถึง 26 มิถุนายน 2020 ได้ผลตอบแทนไปแล้ว 40.7%

ETF ผู้ชนะกลุ่ม Technology สำหรับปี 2020

ในยามที่การเติบโตของบริษัท์ในตลาดของประเทศไม่เติบโตและได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เราก็ควรแสวงหาการลงทุนใหม่ ๆ ที่น่าสนใจและเป็นอนาคตได้ ซึ่งการลงทุนใน ETF ก็มีความน่าสนใจมาก นักลงทุนสามารถเลือกกลุ่มอุตสาหกรรม เลือกประเทศ หรือ เลือกกลุ่มสินทรัพย์ได้มากมาย วันนี้ถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องสนใจ ETF แล้ว !!

อ้างอิงบทความจาก  Best Technology ETFs for Q3 2020 จาก investopedia.com

WealthGuru


เริ่มลงทุนเพื่อเกษียณด้วยพอร์ตลงทุนแบบ Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้เงินสร้างความมั่งคั่งในอนาคต สามารถดูรายละเอียดและลงชื่อรับบริการได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/port/wealthguru/

พอร์ตเก็บเงินก้อนเพื่อลูก และเพื่อเกษียณโดย WealthGuru

กลยุทธ์การทำกำไรโดยปราศจากความเสี่ยง (Arbitrage) กับสินทรัพย์ดิจิทัล

Zipmex
กลยุทธ์การทำกำไรโดยปราศจากความเสี่ยง (Arbitrage) กับสินทรัพย์ดิจิทัล

ในโลกของสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น การเข้ารหัสถือเป็นสิ่งที่ใหม่แถมยังมีประสิทธิภาพที่สูงมาก หลายคนจึงต้องการเข้ามาสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมชนิดใหม่นี้โดยที่พวกเขามักจะเข้าใจเพียง 2 วิธีในการทำเงินจากสินทรัพย์ดิจิทัล 1 คือการ Mining หรือการขุด 2 คือการ Trading หรือซื้อขายเก็งกำไร แต่ในความเป็นจริงมีอีก 1 วิธี นั่นก็คือการทำ Arbitrage

การทำ Arbitrage คือการซื้อของชนิดเดียวกันในราคาที่แตกต่างกัน อาจเป็นเพราะซื้อมาจากคนละที่ราคาจึงไม่เท่ากัน แล้วนำไปขายทำกำไรต่อโดยปราศจากความเสี่ยง

ลักษณะของการ Arbitrage นั้นจะต้องใช้ความรวดเร็วพอสมควร หากคุณไม่เคยรู้จักหรือไม่เคยแม้กระทั่งได้ยินชื่อ Arbitrage ในวันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกับเรื่องนี้กันครับ

การทำ Arbitrage คืออะไร ?

ในการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น นักลงทุนหนึ่งคนสามารถซื้อขายกับศูนย์ซื้อขายแห่งใดก็ได้ตามแต่ที่เราจะพอใจ ส่วนราคาซื้อขายของแต่ละที่ก็จะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับ Demand & Supply และนี่จึงเป็นที่มาของโอกาสในการแสวงหากำไรจากความแตกต่างของราคา นักลงทุนทุกคนจึงควรให้ความสนใจและพยายามมองหาโอกาสดี ๆ แบบนี้อยู่ตลอดเวลา

สมมติว่านักลงทุนท่านนั้นต้องการซื้อ 1 Bitcoin ด้วยสกุลเงิน AUD เขาจะต้องใช้เงิน 11,832.50 ในขณะเดียวกันที่ศูนย์ซื้อขายในอินโดนีเซีย 1 Bitcoin ต้องใช้ AUD ถึง 12,073.82 เท่ากับว่ามีความแตกต่างกันถึง 241.32 คุณอาจจะซื้อในตลาดออสเตรเลียแล้วไปขายในตลาดอินโดนีเซีย แต่อย่าลืมคำนึงถึงเรื่องของค่า Commission และ Bid/Ask Spread ด้วยนะครับ

คุณสามารถทำแบบนี้กับเหรียญอื่น ๆ ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Ethereum, Bitcoin Cash, Litecoin, Ripple ทำให้โอกาสของคุณจะมีมากขึ้นและมีอยู่ตลอดเวลา ขอเพียงแค่คุณมีศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่น่าเชื่อถือและมีตลาดที่หลากหลาย

ในการจะซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น ราคาของแต่ละที่จะไม่เท่ากันซะทีเดียว อาจจะมีความแตกต่างกันมากน้อยขึ้นอยู่กับช่วงเวลา นั่นแปลว่าสินทรัพย์ดิจิทัล จะไม่ได้มีแค่ราคาเดียวเหมือนเราซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ให้เราคิดภาพว่าเราเดินเข้าธนาคารเพื่อเอาเงินบาทไปแลกเป็นสกุลอื่น ๆ เวลาคุณต้องการจะไปต่างประเทศนั่นแหละครับ ด้วยค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมที่ต่างกัน แถมบางธนาคาร Rate ก็ต่างกันอีก

ในการทำ Arbitrage นั้นคุณใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถทำกำไรได้แล้ว แต่ด้วยความที่กำไรในแต่ละครั้งอาจจะได้ประมาณ 1% หรือต่ำกว่า ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสนใจมันเท่าไหร่นัก แต่ในมุมกลับกันหากเราทำมันได้อย่างสม่ำเสมอ รวม ๆ แล้วก็ถือเป็นโอกาสในการลงทุนที่น่าสนใจเลยทีเดียว

การมองหาโอกาสจากกลยุทธ์ Arbitrage ในสินทรัพย์ดิจิทัล

ทฤษฎีการทำ Arbitrage ดูเหมือนจะง่ายมาก ๆ เพียงแค่ซื้อในตลาดที่ราคาต่ำแล้วนำไปขายในตลาดที่ราคาสูงกว่า แต่ในความเป็นจริงโอกาสในการเกิดช่องว่างหรือ Error แบบนี้มีได้ไม่ค่อยบ่อยนัก พอเกิดช่องว่างขึ้นแต่ละที Smart Money ที่เฝ้าดูตลาดอย่างใกล้ชิดก็มักจะหยิบฉวยโอกาสไปได้ก่อน จนราคากลับมามีประสิทธิภาพจนไม่สามารถทำกำไรจากการ Arbitrage ได้

หากคุณยังเป็นมือใหม่ในเรื่องการลงทุน หากเกิดช่องว่างของราคาขึ้นเมื่อไหร่ คุณจะใช้เวลานานมากในการคำนวณว่า โอกาสที่เกิดขึ้นหักต้นทุนต่าง ๆ แล้ว คุ้มค่าหรือไม่ที่จะทำ ยิ่งคุณคำนวณได้ช้ามากเท่าไหร่ ช่องว่างของการทำกำไรก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น ฉะนั้น สิ่งที่สำคัญก็คือ ประสบการณ์ในการมองหาโอกาส ความรวดเร็วและแม่นยำในการคำนวณต้นทุนค่าใช้จ่าย สุดท้ายคือความเร็วในการประเมินความคุ้มค่าและ Take Action ไปตามกลยุทธ์ที่วางไว้

เราจะสามารถฉวยโอกาสจากช่องว่างของราคาในการทำ Arbitrage Trading ได้อย่างไรบ้าง

เราจะยกตัวอย่างไว้ 2 วิธี ดังนี้

Simple Arbitrage

กลยุทธ์นี้คือกลยุทธ์ที่เรายกตัวอย่างไปในตอนต้น คือซื้อสินทรัพย์ชนิดเดียวกันในตลาดและราคาที่แตกต่างกัน เราซื้อในราคาที่ต่ำเพื่อไปขายต่อทันทีในตลาดและราคาที่สูงกว่า หักค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมก็จะเป็นกำไรที่เข้ากระเป๋าของนักลงทุนแล้ว นี่เป็นกลยุทธ์ที่คนส่วนใหญ่รู้และทำกำไรกันมายาวนาน

Triangular Arbitrage

ในการทำ Arbitrage กับสินทรัพย์การเงินทั่วไป เช่น หุ้น คุณอาจจะทำได้แค่ 2 ตลาด และความเสี่ยงก็ไม่ได้เป็นศูนย์ตามทฤษฎีขนาดนั้น แต่ในการทำ Arbitrage ของตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา มีการทำ Arbitrage ระหว่างสกุลเงินถึง 3 สกุลเงินมาอย่างยาวนาน แต่ด้วยความซับซ้อนในการคำนวณทำให้ไม่เป็นที่แพร่หลายในหมู่นักลงทุนรายย่อยมากนักจะใช้กันในกลุ่มสถาบันการเงินขนาดใหญ่หรือ Inter Bank ที่มีเครื่องมือการในคำนวณหรืออาจจะเป็นลักษณะของการทำ Auto Trading เลยด้วยซ้ำหากเห็นช่องว่างของการทำ Arbitrage ยกตัวอย่างเช่น เรามีอยู่ 1 Bitcoin เราเห็นความผิดพลาดของราคาใน 3 สกุลเงินดิจิทัล เราจึงทำการขาย Bitcoin แล้วไปถืออีกสกุลหนึ่ง เช่น LTC ในขณะเดียวกันเราก็แปลง LTC มาเป็น USD ได้ USD มาทั้งหมดเท่าไหร่ เราก็นำจำนวนเงินทั้งหมดนั้นมาซื้อ Bitcoin คืนในทันที หักค่าใช้จ่ายแล้วเราจะได้ Bitcoin ในจำนวนหน่วยที่มากขึ้น กลยุทธ์คร่าว ๆ จะเป็นประมาณนี้ครับเพราะไม่สามารถอธิบายอย่างละเอียดได้ทั้งหมดจริง ๆ เนื่องจากมันเกี่ยวข้องในการคำนวณสลับไปมาหลายขั้นตอนเพียงแต่อยากให้ทุกคนพอที่จะมีไอเดียเพื่อนำไปทำการบ้านเพิ่มเติมกันต่อจะได้มีกลยุทธ์ในการทำกำไรมากขึ้นในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลครับ

ความเสี่ยงในการใช้กลยุทธ์ Arbitrage

แม้ในทางทฤษฎีการทำ Arbitrage จะบอกว่าคือการแสวงหากำไรโดยปราศจากความเสี่ยงแต่ในโลกของความเป็นจริง การลงทุนนั้นมีความเสี่ยงเสมอไม่มีข้อยกเว้น

การคำนวณผลตอบแทนที่จะได้รับผิดพลาด

การทำกำไรจากช่องว่างหรือ Error ของราคานั้นมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ และมักจะได้กำไรต่อครั้งไม่มาก ความผิดพลาดที่หลายคนเคยเจอก็คือ กำไรที่ได้มาหักลบกับต้นทุนในการทำธุรกรรมนั้น เกิดการติดลบขึ้น นั่นก็แปลว่า เกิดผลขาดทุนจากการทำ Arbitrage นั่นเอง

ความผันผวนของราคา

ด้วยความที่สินทรัพย์ดิจิทัลนั้นมีความผันผวนสูงมาก ในบางเวลาผันผวนอย่างรวดเร็ว การทำ Arbitrage ก็จำเป็นต้องอาศัยความรวดเร็วเช่นเดียวกัน จึงอาจทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะพลาดจาก Human Error หรือในขณะที่ทำธุรกรรมราคากลับผันผวนรุนแรง ก็อาจเกิดการขาดทุนได้เช่นเดียวกัน

สุดท้ายนี้ อยากจะให้นักลงทุนทุกท่านศึกษากลยุทธ์การทำ Arbitrage ให้ลึกซึ้ง รวมถึงพยายามมองหาโอกาสจากความผิดพลาดของตลาดและความผิดพลาดของราคาอยู่เสมอ ทางเราเชื่อว่าการเก็บเล็กผสมน้อยจากวิธีการนี้จะสามารถทำให้นักลงทุนมีผลการลงทุนที่ดีขึ้นได้ ไม่แพ้การเก็งกำไรแบบซื้อมาขายไปเลยทีเดียว

Zipmex

ที่มาบทความ: https://zipmex.co.th/crypto-arbitrage

แอร์บัส จ่อเลิกจ้าง 15,000 คนทั่วโลก! ตามโบอิ้งมาติดๆ

FINNOMENA Reporter

แอร์บัส เตรียมเลิกจ้างพนักงาน 15,000 คนทั่วโลก ภายในอีก 12 เดือนนับจากนี้ หลังคู่แข่งจากสหรัฐคือโบอิ้ง ประกาศเลิกจ้างงานครั้งใหญ่ในอเมริกา

  • เหตุว่าวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 สร้างความเสียหายให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบินโลก โดยแอร์บัสสูญเสียรายได้ไปแล้ว 40% ในธุรกิจที่ในปีงบประมาณล่าสุดมีการลงทุนไปแล้ว 55,000 ล้านยูโร
  • เบื้องต้นแอร์บัสคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมการบิน “จะเริ่มเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวได้อย่างเร็วที่สุด” คือภายในปี 2566 หรือ “หากสถานการณ์เลวร้ายที่สุด” อาจต้องรอจนถึงปี 2568
  • ทั้งนี้ความเคลื่อนไหวของแอร์บัสเกิดขึ้นประมาณ 1 เดือน หลังบริษัทโบอิ้ง ผู้ผลิตอากาศยานรายใหญ่ที่สุดของโลกจากสหรัฐ ประกาศเมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา เตรียมเลิกจ้างพนักงาน 12,290 ตำแหน่งในอเมริกา

ที่มา : https://www.forbes.com/sites/chrisobrien/2020/06/30/airbus-to-cut-15000-jobs-amid-gravest-crisis-this-industry-has-ever-experienced/

Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนกรกฎาคม 2020: ทีมผู้จัดการกองทุนยังคงให้น้ำหนักการลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์เสี่ยง

บลจ.กรุงศรี
Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนกรกฎาคม 2020: ทีมผู้จัดการกองทุนยังคงให้น้ำหนักการลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์เสี่ยง

มุมมองตลาดปัจจุบัน

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงสู่ -4.9% ก่อนที่จะกลับมาโต 5.4% ในปีหน้า เนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลลบรุนแรงต่อเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกมากกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้  ในขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และหลายประเทศเริ่มกลับมาใช้มาตรการล็อคดาวน์ในบางพื้นที่ ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจยังคงมีความไม่แน่นอน

อย่างไรก็ดี ข้อมูลเศรษฐกิจเดือนพฤษภาคมของหลายประเทศปรับตัวดีขึ้น และมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องในเดือนมิถุนายน หลังจากที่หลายประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ ตัวเลขดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจ เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ต่างปรับตัวดีขึ้น ในขณะที่จำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลงในหลายประเทศ เป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัว และผู้บริโภคยังมีความสามารถในการใช้จ่าย ถึงแม้ยังอยู่ในระดับที่ไม่แข็งแกร่งก็ตาม

การที่เศรษฐกิจของหลายประเทศมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและกำลังทยอยฟื้นตัว กอปรกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของหลายประเทศอยู่ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ และหลายประเทศมีแนวโน้มใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม  นักลงทุนจึงกลับเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น

ทั้งนี้ ถึงแม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ราคาหุ้นทั้งในและต่างประเทศได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานไปแล้ว แต่ตลาดหุ้นยังคงมีความเสี่ยงขาขึ้นจากหลายปัจจัย ได้แก่ ข่าวความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 การทยอยปลดล็อคมาตรการล็อคดาวน์ที่มีอย่างต่อเนื่อง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ การฟื้นตัวของราคาน้ำมัน การฟื้นตัวของตัวเลขเศรษฐกิจ เป็นต้น  ในขณะที่ความเสี่ยงขาลง ได้แก่ การะบาดของไวรัสวิด-19 รอบสอง และส่งผลให้บางประเทศต้องกลับมาใช้มาตรการล็อคดาวน์ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนทั้งทางการค้าและการเมือง การดำเนินนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศอื่น ๆ แต่ส่งผลบวกต่อคะแนนเสียงของนายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นต้น

การที่ความเสี่ยงขาขึ้นมีมากกว่า และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นมากกว่าความเสี่ยงขาลง การลงทุนในหุ้นจึงมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยดูเหมือนว่านักลงทุนได้มองข้ามตัวเลขเศรษฐกิจที่คาดว่าจะออกมาย่ำแย่ในไตรมาส 2/63 ไปแล้ว (เพราะเป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้และคาดไว้แล้ว) และมองไปถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้และปีหน้า ซึ่งหากตัวเลขผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้ออกมาย่ำแย่อย่างที่นักวิเคราะห์คาด ก็อาจส่งผลให้มีการปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการ และส่งผลบวกต่อตลาดหุ้น เพราะราคาหุ้นอาจไม่ได้แพงเกินไปเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน ท่ามกลางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเป็นพิเศษ  ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกไม่ได้หดตัวรุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายคาดไว้ และเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มค่อยฟื้นตัว เนื่องจากรัฐบาลทยอยปลดล็อค และประชาชนเริ่มออกมาใช้จ่ายมากขึ้น โดย ธปท. คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะหดตัว 8.1% และกลับมาขยายตัว 5.0% ในปีหน้า

ในส่วนของตราสารหนี้ ผู้จัดการกองทุนยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว เนื่องจากภาวะดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำทั่วโลก และทิศทางการดำเนินนโนบายของธนาคารกลางที่ยังคงเอื้อต่อการลงทุน โดยในช่วงที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้พุ่งขึ้นแรง จึงเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าลงทุน

ในภาพรวม ทีมผู้จัดการกองทุนยังคงให้น้ำหนักการลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์เสี่ยง ที่มีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีมากขึ้น ในขณะที่โอกาสในการรับผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดี คาดว่าความผันผวนในตลาดอาจยังคงมีอยู่

Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนเมษายน 2020: ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์เสี่ยง

Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนมิถุนายน 2020:

กองทุนแนะนำสำหรับการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์/ภูมิภาค

กองทุนตราสารหนี้ในประเทศ

KFAFIX-A:

  • ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาการลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลาง ได้รับประโยชน์จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุไม่เกิน 5 ปี ปรับตัวลดลง ส่วนสภาพคล่องในตลาดรองของตราสารหนี้ภาครัฐปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นกู้เอกชนยังคงมีความผันผวนโดยถูกผลกระทบตามข่าวการเข้าสู่แผนฟื้นฟูของบริษัทการบินไทย
  • สำหรับแนวโน้มในช่วงหนึ่งเดือนข้างหน้า ตลาดให้ความสำคัญเรื่องแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายหลังเริ่มผ่อนคลายมาตรการจำกัดเพื่อป้องกันโรคโควิด 19 มากขึ้นทั่วโลก จึงอาจทำให้ความผันผวนเพิ่มสูงขึ้นได้ บลจ. ยังคงแนะนำให้จัดสรรเงินลงทุนในกองทุนประเภทนี้สำหรับเงินลงทุนระยะยาวที่ไม่ต้องการสภาพคล่องในระยะสั้น
  • กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว: เพื่อโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดีขึ้นจากการลงทุนในตราสารหนี้ จึงควรลงทุนในกองทุนที่มีการบริหารเชิงรุก (Active Management) โดยการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับภาวะตลาดในแต่ละช่วง โดยแนะนำกองทุน KFAFIX ซึ่งมีนโยบายการลงทุนที่มีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น สำหรับ นักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ระดับสูง

กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ

KF-SINCOME/ KF-CSINCOM:

  • กองทุนเน้นลงทุนบนพันธบัตรสหรัฐฯ ระยะกลางอย่างระมัดระวังจาก Yield ที่ลดลงมามาก และมีมุมมองเชิงบวกกับ Agency MBS และประเทศในตลาดเกิดใหม่ที่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูง และมีหนี้สินระหว่างประเทศต่อ GDP ในระดับที่เหมาะสมเช่น บราซิล รัสเซีย และซาอุดิอาระเบีย
  • ขยายโอกาสการลงทุนด้วยการเพิ่มความยืดหยุ่นในการกระจายการลงทุนในตราสารหนี้หลากหลายประเภทที่มีศักยภาพทั่วโลก มุ่งเน้นรายได้ที่สม่ำเสมอจากการลงทุนเป็นตัวขับเคลื่อนผลตอบแทน ทั้งนี้กองทุน KF-SINCOME เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มองหาแหล่งสร้างผลตอบแทนในรูปแบบรายได้ประจำ และ KF-CSINCOM เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสะสมความเติบโตของผลตอบแทนไว้ในกองทุน

กองทุนตราสารทุนในประเทศ

KFENS50-A:

กองทุนเน้นการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี SET 50

กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ

Developed market equity

KFGBRAND-A / KFGBRAND-D:

  • กองทุนลงทุนหุ้นที่มีคุณภาพสูง เน้นหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกที่มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เติบโตสม่ำเสมอในระยะยาว ทนทานในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ ทำให้กองทุนมีความน่าสนใจในตลาดที่ผันผวนแบบนี้
  • กองทุนหลักเน้นลงทุนในบริษัทชั้นนำระดับโลก โดยมุ่งเน้นการลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพสูง มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง มีแหล่งรายได้กระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการที่ผู้บริโภคมีความสามารถในการใช้จ่ายมากขึ้น ตามเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

KF-HUSINDX:

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของ FED ที่เพิ่มสภาพคล่องให้ตลาด อย่างไรก็ตาม ตลาดสหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงจากความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องฮ่องกงและสงครามการค้า โดยจีนยกเลิกการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ เองก็สั่งห้ามการค้าขายกับ Huawei และอาจห้ามบริษัทจีนมาจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะยังคงอยู่จนถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปลายปีนี้
  • กองทุนหลักเน้นลงทุนใน iShares Core S&P500 ETF ซึ่งจะมีผลการดำเนินงานที่ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของดัชนี โดยคาดการณ์การเติบโตยังคงมีอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยพื้นฐานที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับนโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐ เช่น การปฎิรูปภาษี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น

KF-EUROPE/ KF-HEUROPE:

  • ยุโรปเริ่มทยอยผ่อนคลายนโยบาย Lockdown หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อมีทิศทางชะลอลง อย่างไรก็ตามภาพเศรษฐกิจและรายได้บริษัทจดทะเบียนยังคงน่ากังวล โดยตลาดมองว่า EPS ปีนี้ของตลาดยุโรปจะหดตัวลงกว่า 30% ทั้งนี้ ECB เพิ่มการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเพิ่มการเข้าซื้อสินทรัพย์และต่ออายุมาตรการไปจนถึงกลางปีหน้า แต่ยังต้องระวังความเสี่ยงจากประเทศที่มีระดับหนี้สูงอย่างอิตาลีซึ่งอาจทำให้เกิดความกังวลเรื่องวิกฤตหนี้ในยุโรปอีกครั้ง
  • กองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของยุโรปที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยนักลงทุนอาจพิจารณาลงทุนใน KF-HEUROPE เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

Emerging market equity

KFACHINA-A:

  • จีนยังคงทยอยผ่อนคลายนโยบาย Lockdown โดยตัวเลขเศรษฐกิจชี้ให้เห็นถึงภาคการผลิตที่เริ่มกลับมาดีขึ้น ขณะที่ภาคบริการฟื้นตัวช้ากว่า อย่างไรก็ตาม ทางธนาคารกลางจีนและรัฐบาลยังคงออกมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศต่อเนื่อง ทั้งนี้ ตลาดจีนอาจมีความผันผวนจากความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องฮ่องกงและสงครามการค้า โดยคาดว่าตลาดในประเทศอย่าง A-shares จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า
  • กองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นจีน A-Shares ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคและภาคบริการที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและการปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาว

Multi-Asset

KFAINCOM-A / KFAINCOM-R:

  • ในช่วงที่ภาวะตลาดทุนมีแนวโน้มผันผวน การลงทุนแบบ Multi-Asset Income Fund กระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั้ง หุ้น ตราสารหนี้และสินทรัพย์ทางเลือกที่ให้ Yield ที่ดี จะช่วยลดความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดปรับตัวผันผวนขณะที่ยังคงได้รับผลตอบแทนในระดับที่น่าสนใจ
  • กองทุนหลักเน้นการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ โดยผู้จัดการกองทุนหลักจะมีการปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ กองทุนหลักเน้นการลงทุนในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่ประสงค์จะกระจายการลงทุนด้วยตนเอง

Krungsri Asset Management

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Krungsri The Masterpiece สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA

สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน Krungsri The Masterpiece คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน


Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนมิถุนายน 2020:

หมายเหตุ:

  • กองทุน KFGBRAND-A, KFGBRAND-D, KF-EUROPE, KFACHINA-A ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • กองทุน KF-SINCOME, KF-CSINCOM, KFAINCOM-A, KFAINCOM-R, KF-HUSINDX, และ KF-HEUROPE ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน

คำเตือน  ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต  กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน อาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน  ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้   กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน อาจมีต้นทุนสำหรับการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว โดยทำให้ผลตอบแทนของกองทุนโดยรวมลดลงเล็กน้อยจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น   กองทุนอาจลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้  (non-investment grade) หรือไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (unrated bond) ผู้ลงทุนจึงอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการไม่ได้รับชำระคืนเงินต้น และดอกเบี้ย  เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่น่าเชื่อถือได้ ณ วันที่แสดงข้อมูลแต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้องความน่าเชื่อถือ และความสมบูรณ์ของข้อมูลทั้งหมด โดยบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงข้อมูลทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด โทร  0 2657 5757

อินเดียเล็งห้าม “หัวเว่ย” ร่วมพัฒนาเครือข่าย 5G อ้างความมั่นคง 

FINNOMENA Reporter

“หัวเว่ย” อาจถูกรัฐบาลอินเดียห้ามไม่ให้ร่วมการเปิดตัวเครือข่าย 5G ของอินเดีย เพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่หัวเว่ยเคยได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมในการทดลองเทคโนโลยี 5G ในอินเดีย

  • ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่อินเดียได้สั่งแบนแอปพลิเคชันจากจีน 59 แอปรวมถึง TikTok และ Wechat โดยอ้างถึงภัยคุกคามต่ออธิปไตย ความมั่นคง และความสงบเรียบร้อยของประชาชน
  • ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา อินเดียประกาศอนุญาตให้ผู้จัดจำหน่ายทุกรายเข้าร่วมการทดลองเทคโนโลยี 5G รวมถึงบริษัทจีน
  • ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของอินเดียมีขึ้นหลังจากความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและจีนตึงเครียด นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารสองฝ่ายซึ่งส่งผลให้ทหารอินเดียเสียชีวิต 20 นาย

ที่มา : https://www.rt.com/business/493325-india-huawei-5g-ban/

บริหารความเสี่ยง สร้างโอกาส สู่อิสระภาพทางการเงิน (เขียนโดย Nurse Investor)

FINNOMENA STORY

บริหารความเสี่ยง สร้างโอกาส สู่อิสระภาพทางการเงิน

เขียนโดย Nurse Investor

การลงทุนในหุ้นของพยาบาลวิชาชีพ มนุษย์เงินเดือนธรรมดาคนหนึ่ง เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 8 ปีที่แล้ว เป้าหมายในการลงทุนในตอนนั้นแค่อยากมีรายได้เสริม เล็กเล็กน้อยน้อย  จึงสนใจลงทุนหุ้นเป็นงานอดิเรก คู่ไปกับการทำงานประจำ เริ่มอ่านหนังสือและศึกษาเกี่ยวกับการการลงทุนด้วยตัวเองอย่างจริงจัง ลองผิดลองถูก

ที่เลือกลงทุนในหุ้นเพราะเชื่อว่าหุ้นให้ผลตอบแทนมากที่สุดเทียบกับการลงทุนใน asset อื่น ถ้าเราสามารถลงทุนนานเกิน 10 ปีขึ้นไปได้ หุ้นเป็นตัวเลือกที่จะสร้างความมั่งคั่งให้เราได้ในอนาคตได้  จากวันนั้นถึงวันนี้ การลงทุนได้ให้ประสบการณ์มากมากมาย เคยมีคนเคยกล่าวไว้ว่าถ้าอยากประสบความสำเร็จ ให้เรียนรู้จากคนที่สำเร็จแล้ว หนึ่งในนั้นคือ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ไอดอลของนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า ที่ตัวเองยึดเป็นแนวทางในการลงทุน และการใช้ชีวิต นำมาปรับใช้ให้เหมาะกับสไตส์การลงทุนของตัวเอง ไม่เล่นหุ้นปั่น เลือกหุ้นพื้นฐานดี เลือกหุ้นที่เรารู้จักสินค้า และเคยใช้บริการ  คิดว่าการซื้อหุ้นคือการซื้อธุรกิจดีดี และเชื่อในพลังดอกเบี้ยทบต้น นำเงินที่ได้จากเงินปันผลไปลงทุนต่อ ค่อยค่อยสะสมหุ้นไปเรื่อย เรื่อย มุ่งมั่น และศรัทธาในแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่เลือก

สำหรับตัวเองใช้เวลา 6 ปีเต็ม port การลงทุนเล็กเล็กในวันนั้น ค่อยค่อยโตขึ้นเป็นเลขหลักล้าน เงินล้านแรกเขาว่ายากที่สุด จริงค่ะ แต่ถ้าเราทำได้ล้านต่อไปจะมาเอง ความรู้สึกตอนนั้น ทำให้เรามั่นใจว่าเราได้เดินมาถูกทางแล้ว ไม่ได้รวยเร็ว แต่คิดว่าในอนาคตเงินปันผลจากหุ้น จะเป็น passive income เลี้ยงเราได้ ยังไม่ได้ลงทุนเก่ง  แต่ชอบ และสนุกในการพัฒนาตัวเองในการลงทุนในทุกทุกวัน  เพราะการลงทุนแนวนี้ ไม่ได้ทำให้เรารวยเร็ว รวยเปลี่ยนชีวิต แต่เชื่อว่าทำให้เรารวยได้ รวยแบบยั่งยืน และเสี่ยงน้อยถ้าเราบริหารความเสี่ยงดีดี

ในการดูแลผู้ป่วยให้ปลอดภัย สิ่งที่พยาบาลต้องทำอยู่เสมอคือ พัฒนาองค์ความรู้ พัฒนาทักษะอยู่ตลอดเวลาให้ทันต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน  สิ่งสำคัญอีกอย่างที่เราต้องเรียนรู้ควบคู่กันไปคือ คือ การบริหารความเสี่ยงในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงทั่วไป หรือ ความเสี่ยงในการดูแลผู้ป่วยเฉพาะโรค พวกเราจะถูกสอนให้คาดการณ์สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หรือ worst case scenario เพื่อให้เรามีมุมมอง มองความเสี่ยงได้กว้างขึ้น เพื่อให้เราเตรียมการรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายได้ดี  ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมแผนในการดูแล การทบทวนแผน เตรียมคนเตรียมทีม เตรียมเครื่องมือแพทย์ เตรียมยา เตรียมเวชภัณฑ์  เพื่อดูแลผู้ป่วยให้ปลอดภัย และเมื่อมีเหตุการณ์จริงเกิดขึ้น เราสามารถตั้งรับ และสามารถจัดการได้โดยไม่ติดขัด หลังจากนั้นสิ่งที่เราต้องทำต่อคือ ทบทวนกระบวนการทำงานของเรา มองหาจุดผิดพลาด และหาวิธีแก้ไข ปิดจุดอ่อน เพื่อพัฒนากระบวนการดูแลให้ดียิ่งขึ้น  หรือแม้แต่โรคอุบัติใหม่ อย่าง COVID -19

ที่หลายคนกลัว แต่สำหรับพยาบาลวิชาชีพอย่างพวกเรา ถึงเรารู้ว่าเสี่ยงมากแค่ไหน แต่เราก็มั่นใจว่าสามารถบริหารจัดการ ได้  ด้วยองค์ความรู้  ทักษะ และ ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา  

ในด้านการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนก็เช่นกัน ประโยคที่คุ้นหูใครหลายคนคือ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนการลงทุน การลงทุนในตลาดหุ้น มีความเสี่ยงหลายอย่างที่นักลงทุนจะต้องเจอ แต่สำหรับพยาบาล พวกเราเคยชินกับการทำงานกับความเสี่ยงมาตลอดชีวิต จึงไม่ได้กลัวความเสี่ยงในตลาดหุ้น แต่กลับเชื่อว่าเราสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ ด้วยความรู้และกลยุทธ์ที่ถูกต้องในการลงทุน  เริ่มจากก่อนเริ่มลงทุนกันเงินออมไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินเผื่อไว้ 6 เดือน สำรองไว้ในกรณีขาดรายได้หรือรายได้ลดลงจากจากการทำงาน เราจะได้ไม่ต้องรีบขายหุ้นเพื่อนำเงินมาใช้ และนำเงินเย็นที่เราออมไว้มาลงทุน เพราะในกรณีตลาดหุ้นตกหนัก จะได้ไม่จำเป็นต้องรีบขายหุ้น  หลังจากเตรียมเงินแล้วเราจะต้องเตรียมความรู้ในการลงทุน ถ้าเราอยากเป็นนักลงทุนระยะยาว เราจะต้องชัดเจน และศรัทธาในแนวทางที่เลือก ไม่เผลอไปเล่นหุ้นปั่น ต้องเลือกหุ้นที่เราเข้าใจธุรกิจ เคยใช้สินค้าและบริการ  การเลือกหุ้นเองจากความชอบและความเข้าใจจะทำให้เราอดทนถือหุ้นยาวได้ เพราะการถือหุ้นยาวนานได้นานกว่า 10 ปี เท่ากับลดความเสี่ยงจากการผันผวนของราคาหุ้นได้

การพัฒนาความรู้ในการเลือกหุ้นก็สำคัญมาก เพราะวิธีการที่เราใช้เลือกหุ้นใน 5 ปี ที่แล้ว อาจใช้ไม่ได้กับการเลือกหุ้นในสถานการณ์ที่โลกเปลี่ยนไวเหมือนในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้น เราจะต้อง up date ความรู้ของเราตลอดเวลา ต่อไปเป็นการเลือกวิธีการลงทุน ที่เหมาะกับตัวเอง เลือกลงทุนแนวสะสมหุ้นหรือ DCA  เพราะไม่ต้องใช้เงินเริ่มต้นจำนวนมา คู่กับการรอซื้อหุ้นในภาวะวิกฤติ เพราะเราจะได้หุ้นที่มีส่วนต่างความปลอดภัย เลือกหุ้น 4-5 บริษัท เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง โดยให้หุ้นที่เลือกกระจายหลายอุตสาหกรรม ตามคำกล่าวของวอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนระดับโลกว่า “เราไม่ควรเอาไข่ใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว” เพราะถ้ามีความผิดพลาดในการลงทุน เราจะได้ไม่สูญเสียเงินลงทุนไปทั้งหมด และกระจายไปลงทุนในบ้านเช่าคู่กันไป เพื่อกระจายความเสี่ยง ของเงินลงทุน สุดท้ายต้องทบทวน การลงทุนของเราเสมอ เพื่อมองหาข้อผิดพลาดนำมาแก้ไข ปิดจุดอ่อน นำมาพัฒนากระบวนการลงทุนของเรา หาสไตส์ที่เสี่ยงน้อยที่สุดใบแบบที่เหมาะกับเรา และ เราสบายใจในการลงทุน  วันนี้ถึงแม้ยังไม่ได้มีอิสระภาพทางการเงินแต่เดินมาได้มากกว่าครึ่งทางแล้ว  และยังคงมุ่งมั่นในการลงทุนและการทำงานประจำต่อไป

ขอบคุณอาชีพพยาบาลที่มาของรายได้ให้เราได้ทำตามความฝัน ในวันที่ดอกเบี้ยเงินฝากน้อยนิด ผู้หญิงธรรมดาอย่างเรานี้แหละทำได้ และทำได้ดีด้วย

ส่งต่อเรื่องราวการเงินการลงทุนของคุณ

อ่่านเรื่องราวอื่นๆ

ไปเก็บตังค์ที่…CANADA (เขียนโดย เงินเดือนจ๋าพี่มาแล้วจ้า)

FINNOMENA STORY

ไปเก็บตังค์ที่…CANADA

เขียนโดย เงินเดือนจ๋าพี่มาแล้วจ้า

เมื่อพูดถึงช่องทางการหารายได้พิเศษในช่วงปิดเทอม หรือ Gap Year ในต่างประเทศ หลายๆคนอาจจะนึกถึง โปรแกรม Work&Travel ซึ่งมีระยะเวลาประมาณ 1-3 เดือนที่เราจะสามารถใช้ชีวิตและเก็บตังค์ได้ในต่างประเทศซึ่งพอหักลบกลบหนี้กับค่าโครงการและค่า Shopping แล้ว คิดว่าน่าจะเก็บตังค์ไม่ค่อยได้เท่าไหร่ วันนี้เราเลยมาแนะนำ โครงการ Working Holiday ที่มีระยะนานถึง 1 ปี ให้ได้ใช้ชีวิตและเก็บตังค์กันได้อย่างเต็มที่

วันนี้เราก็จะมาแชร์การทำงานและการใช้ชีวิตในต่างแดน ซึ่งเราไปอยู่มา 3 เมือง ก็จะแบ่งเป็น 3 part เพื่อความไม่ยาวนะคะ

1. Vancouver (Raincouver, Vancity)

เริ่มจากการหาบ้าน -> หลังจากย้ายออกมาจากบ้านโฮส เราก็มาหาบ้านเช่าอยู่เองซึ่งที่นี่เขาจะเรียกว่า share house เราก็จะใช้เว็บนี้ในการหาบ้าน http://www.kijiji.ca ซึ่งแรกๆเคยมีคนแนะนำอีกเว็บหนึ่งแต่เว็บนี้ต้องระวังตัวมากๆถ้าจะไปดูบ้านควรชวนเพื่อนผู้ชายไปด้วย -> https://vancouver.craigslist.ca/ ซึ่งราคาบ้านที่เราพออยู่ได้ก็จะเรทประมาณ 425$-550$ มากกว่านี้ก็คือแพงล่ะ

หลังจากนั้นเราก็มาดูเรื่องหางานกัน -> คือเรามีพี่ที่รู้จักมาอยู่ที่เมืองนี้ก่อน เขาก็พาเราเดินส่ง resume ตามร้านต่างๆใน downtown เลย ซึ่งบางร้านจะมีป้ายประกาศ Help Wanted!! หรือถ้าไม่มีเราก็สามารถเดินเข้าไปถามเขาได้ว่า Are you hiring? ตอนนั้นเราโชคดีมากที่ไปส่งใบสมัครที่ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งแล้วเขาขาดคนพอดี เขาเลยโทรมาเย็นวันนั้นเลย แล้วเราก็ได้ลองไปทำงานในครัว ตอนแรกๆที่พี่เขาสอนก็สนุกดี แต่หลังๆที่ต้องทำคนเดียวคือต้องจำทุกอย่างให้ได้ หั่นผักแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน แล้วเราก็ต้องทำแกง ทำยำ ส่วนผสมแต่ละแกงก็ต้องจำได้ แล้วก็ยังต้องล้างจานอีก ใช้คุ้มมากทีเดียวทำทุกอย่าง การเข้างานของที่นี่จะเป็น shift 7 hrs. ซึ่งเขาจะจ่าย paycheck 2 ครั้งต่อเดือน เราก็ทำงานประมาณ 2-3 วันต่อสัปดาห์หลังเลิกเรียน ถือว่าหนักมากตอนนั้นเพราะไม่สบายบ่อยมากด้วยสภาพอากาศที่ต่างกันมาก และงานในครัวซึ่งเป็นงานหนักทำให้ตอนแรกๆ รู้สึกว่าทำไมต้องมาทำอะไรแบบนี้ เราเคยล้มในครัวก้นไถลไปกับพื้นเลย แล้วคว้าที่เปิดเครื่องล้างจานไว้ ดีนะไม่ได้ดึงแรงมาก ถ้าเครื่องเปิด หัวกระแทกกับประตูเครื่องล้างจานเสร็จแน่เรา งานแรกก็อยากกลับบ้านละ  แต่เราก็มีเป้าหมายตั้งแต่ก่อนมาอยู่แล้วว่าจะไม่กลับก่อนเวลาแน่นอนเพราะเสียตังค์มาแล้ว พอเริ่มปรับตัวได้มากขึ้น เราก็ได้ไปทำงานเสิร์ฟที่ร้านไทยอีกร้านหนึ่งแต่ได้แค่สัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง เราก็ถือว่าไปฝึกงานในขณะที่ยังเรียนอยู่ละกัน พอเรียนจบเราก็ต้องเริ่มงานอย่างจริงจังว่าจะทำที่ไหนดี? ทำอะไรดี? ย้ายเมืองดีไหม? ถ้าทำร้านไทยก็จะไม่ได้ภาษาแน่เลย เลยตัดสินใจย้ายไปเป็น housekeeping @ Banff ถือว่าไปทำงานและได้เที่ยวไปในตัว

2. Banff (My Banff เมืองที่สวยดั่งภาพวาด)

เมืองที่สามารถเดินจากที่พักไปทำงานเพียงแค่ 2 นาที ไป hiking ไปดูน้ำตก ไปทะเลสาบ ไปตกปลา บลาๆๆๆๆ ทำทุกอย่างได้เพียงแค่เดินเท่านั้น!! ซึ่งตอน summer เราสามารถขี่จักรยานแทนการเดิน (เขามีเลนจักรยานให้เฉพาะเลยด้วย) ดื่มด่ำกับธรรมชาติ สูดออกซิเจนให้เต็มปอด สุดยอดอ่ะ สะดวกสบายมากๆ

ก่อนจะย้ายมาเมืองนี้มีแต่คนบอกว่าอย่ามาเลย เพราะจะเบื่อ ไม่มีอะไรทำมากเพราะเป็นเมืองเล็กๆ มี ถนน downtown แค่เส้นเดียว แต่ไม่เลย เราคิดว่าเราเลือกถูกแล้ว ตอนเรามาอยู่ที่นี่เดือนแรกเราไม่เคยเจอคนไทยเลยจนกระทั่งมีเพื่อนไปทำงานร้านอาหารจีนและมีเชฟเป็นคนไทยจึงได้เจอคนไทยครั้งแรกที่เมืองนี้แค่ 2 คน สำหรับเพื่อนๆที่อยากมาเก็บตังค์ควรเลือกเมืองเล็กๆแบบนี้ใช่เลย ตอนอยู่ที่แวนเก็บมาก็จ่ายค่าบ้าน ค่ารถค่าสังคมเมืองหมดพอดีเลย ไม่พอด้วยเพราะยังเรียนอยู่ทำงานไม่ได้มาก

งานแรกที่ทำที่เมืองนี้-> housekeeping ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เราก็ได้พักที่ staff accommodation ซึ่งราคาถูกมาก มี staff meals ให้ ซึ่งก็ราคาไม่แพงดีกว่าเราไปซื้ออาหารข้างนอกกินเอง เราไม่เคยคิดอยากจะทำงานนี้มาก่อนเลยแต่พอทำๆไปมันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด แค่ไม่ชอบตอนโดนเร่งให้เร็วขึ้นงี้ จริงๆเขามีพักเบรกให้ ซึ่งเราแทบไม่เคยพักเพราะจะทำให้เราทำงานได้ช้าลง ไม่ทันคนอื่น แต่เพื่อนต่างชาติเขาไม่แคร์เขาถือว่าพักก็คือพัก มีแต่เอเชียอย่างเราๆนี่แหละ ไต้หวัน ฟิลิปปินส์เขาก็จะทำกันอยู่

พอ Job 1 ลงตัวแล้ว ต่อมาเราก็มาเริ่มหา Job 2 เพราะเพื่อนส่วนมากทำ 2 Job กันทั้งนั้น แต่พอไปสมัครเขากลับต้องการคนพูดภาษาจีนและญี่ปุ่นได้ เพราะนักท่องเที่ยวจีนและญี่ปุ่นเยอะมาก ซึ่งเราก็พูดไม่ได้ แต่เราก็ยื่นใบสมัครทุกร้านอ่ะนะ 1 เดือนผ่านไปยังไม่ได้งานจนกระทั่งเราไปสมัครร้านอาหารจีนที่ food court แห่งหนึ่ง ก็คิดว่าเขาจะรับไหม พูดจีนก็ไม่ได้ แต่สุดท้ายเขาก็ให้มาเริ่มงานได้เลย เพราะเขาขาดคนพอดี แค่นี้ก็ดีใจแล้ว และหลังจากนั้นก็มีงานที่เราเคยส่งใบสมัครไว้ติดต่อเข้ามาอีก เราก็อยากรู้ว่างานจะเป็นยังไงเราเลยขอเขาทำแค่อาทิตย์ละ 2 วันพอ เพื่อนๆอาจจะเคยได้ยิน Beaver Tail เป็น Sweets ที่ขึ้นชื่อของแคนาดา คนที่มาแคนาดาที่พลาดไม่ได้เลยคือ Poutine และ Beaver Tail

ร้าน Beaver Tail เราก็เป็น Sale assistance อยู่ที่นี่ จริงๆแล้ว Beaver Tail ก็แนวๆโรตีอาบังที่เลือกหน้าได้เอง

ซึ่งที่นี่มีแต่เพื่อนต่างชาติที่พูดอังกฤษหมดเลย เราชอบที่นี่เลยไม่อยากออก ถึงแม้ต้องทำ 3 Job ก็เถอะ เพราะงานแม่บ้านพูดแต่กับเฟอร์นิเจอร์ในห้อง –“ ร้านจีนเขาก็พูดแต่ภาษาจีนกัน แต่เป้าหมายของเราคือมาฝึกภาษาอังกฤษ พอต่อมาเรารู้สึกเหนื่อยกับงานแม่บ้านแล้วและไม่ได้ช่วยให้ภาษาเราดีขึ้นเลย เลยเปลี่ยนมาเป็น sale assistance ที่ร้านขายของฝากแทน ตอนนั้นก็ดีใจที่สมัครได้แสดงว่าภาษาเราพัฒนาขึ้นบ้างแล้ว ซึ่งต่อมาร้านจีนที่เราทำอยู่เจ้าของเขาจะเกษียณแล้วย้ายไปอยู่อีกเมือง ทำให้เราต้องหา Job 2 ใหม่อีก ซึ่งก็ได้เป็น Busser ที่ร้าน pizza เป็นร้านที่ขึ้นชื่อเรื่อง Poutine อันดับ 1 ของ Banff เลย

ร้าน pizza ที่เราไปทำงานอยู่ในโรงแรมแห่งนี้ ได้ pizza กลับบ้านไปแบ่งรูมเมทตลอดๆ ฟิน

แล้วเจ้าของก็ใจดีมากๆ รับเราด้วย ทั้งๆที่คิดว่าไม่ได้แหละ เพราะทุกคนดูคล่องกันมากแล้วเราก็ไม่เคยทำงานร้านอาหารฝรั่งมาก่อน แต่เพื่อนร่วมงานก็ดีมากๆคอยช่วยเหลือเราตลอด คือว่าร้านฝรั่งเนี่ยเขาชอบวางทุกอย่างไว้สูงๆเพราะเขาหยิบกันถึงอะเนอะแต่เอเชียอย่างเราเนี่ยหยิบไม่ค่อยจะถึงก็ต้องวานเขาตลอด เศร้าแปป หลังจากที่ทำงานมาได้สักพักเราคิดว่าเราชอบทุกงานที่เราทำ แล้วเราสนุกกับมัน ถึงแม้จะเหนื่อยกาย แต่เราคิดว่าเราไม่เหนื่อยใจ เราคิดว่าการทำงาน ได้พบปะพูดคุยเหมือนกับได้พบเจอคนใหม่ๆได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้สนุกไปกับทุกๆวัน ทำให้เวลาผ่านไปเร็วมาก ซึ่งช่วงนี้พีคมากเป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างงานใหม่ งานเก่าก็ยังทำอยู่ งานใหม่ก็ต้องเทรนว่าเราจะโอเครไหม แล้วเขาจะโอเครกับเราไหม มีสัปดาห์หนึ่งเคยทำถึง 5 Job ด้วยกัน เป็นตารางที่วุ่นมาก เหมือนรถไฟจะชนกัน แต่คนนะไม่ใช่แฟน มีแต่งาน 555 ซึ่งเป็นชีวิตที่สนุกมาก เห็นเราทำงานเยอะๆแบบนี้ได้เที่ยวเยอะเหมือนกันน้า แล้วที่เมืองนี้ยังดีมากมีบัตรให้เที่ยวสถานที่ต่างๆได้ฟรีด้วย เขาเรียกว่าบัตร Ambassador เรียนโยคะฟรี  พายเรือ canoe ฟรี บัตรผ่าน Columbia Icefield ก็ฟรี และอื่นๆอีกมากมาย สุดยอดจริงๆ ซึ่งที่เขามีโครงการแบบนี้เพราะเขาเห็นว่าเรามาทำงานที่เมืองเขาเป็นเหมือน Ambassador ของเมือง เวลามีแขกมาถามถึงสถานที่ต่างๆเราจะได้อธิบายและแนะนำให้เขาฟังได้นั่นเอง

ต่อมาเราก็ต้องคิดเรื่องย้ายเมืองเพราะจะเข้าฤดูหนาวแล้ว ลืมบอกเราได้เห็นหิมะเป็นครั้งแรกก็เมืองนี้แหละ ตื่นเช้ามาแบบหิมะตกสวยมาก แต่ก็จะหนาวมากเช่นกัน เราว่าเราไม่ไหว เพราะขนาดยังไม่เข้าฤดูหนาวมือเราก็แตกแล้ว ต้องแปะพลาสเตอร์ทุกวันอยุ่แล้ว จึงตัดสินใจย้ายเมือง เอาไงไปไหนต่อดี? รัฐที่อบอุ่นที่สุดก็มีแค่ BC แล้วกระเป๋าเราก็ยังอยู่ Vancouver อีกใบ ตัดสินใจกลับไป BC ก็ต้องรีบหางานใหม่ให้ได้ก่อนจะลาออกจากงานเก่าเพราะว่าวีซ่าเราก็เหลือน้อยแล้วด้วย เพราะฉะนั้นร้านต่างชาติคงยากที่จะรับ โอกาสที่พอมีอยู่น่าจะเป็นร้านไทยหรือร้านเอเชียสักที่ แล้วก็ต้องการเป็นแค่ server เท่านั้นเพราะคิดว่าภาษาเราโอเครในระดับหนึ่งแล้ว ด้วยเงื่อนไขที่เยอะทำให้ต้องทำงานหนักกับการหางานมากๆ แล้วสุดท้ายสวรรค์ก็บันดาลให้มาอยู่ที่ Keremeos

3. Keremeos, BC เงียบ สงบ เหมาะแก่การเก็บตังค์ค่าตั๋วเครื่องบินกลับบ้าน อิอิ

และแล้วก็มาถึงการผจญภัยครั้งใหม่ ที่คิดว่าไม่มีทางหนีไปไหนได้แน่ๆถ้าเกิดอะไรขึ้น เรานั่งรถ bus ซึ่งที่นี่ จะเรียกว่า greyhound (https://www.greyhound.ca/) ซึ่งถ้าเรามีบัตรstudent ก็จะขอส่วนลดได้ด้วย ตอนจาก Vancouver ไป Banff เราก็นั่ง Greyhound ไปเหมือนกัน ประมาณ 12 ชั่วโมงได้เกือบจะนั่งกลับไทยได้หละ 555 จาก Banff มา Keremeos ก็ประมาณเกือบ 10 ชั่วโมงได้ นั่งตูดบานกันเลยทีเดียว เรามาถึงที่ Keremeos ประมาณเที่ยงคืน แล้วทางเจ้าของร้านก็จะมารอรับที่สถานี ดีนะที่เขามารับจิงๆ ก่อนมานี่เราก็ไหว้พระ สวดมนต์ทุกคืนขอให้เจอคนดีๆ ขอให้เจอคนที่เขาสอนเราเหมือนเราเป็นส่วนนึงของครอบครัวเขาที่คิดแบบนี้เหมือนเป็นปมด้อยมาจากโฮสเลย ที่เราไม่เคยได้รับการเลี้ยงดูหรือความเป็นครอบครัวจากเขาเลย เราเลยอยากได้อะไรแบบนี้ก่อนกลับไทยสักครั้ง แล้วเราก็ได้อย่างที่เราคิดไว้จริงๆ เราก็ได้ทำงานเป็น Server ที่ร้านอาหารไทยที่นี่ ต้องเรียนรู้การผสมแอลกอฮอร์หลายๆอย่าง ถือเป็นงานที่ท้าทายงานหนึ่งเลยเพราะเราต้อง Face กับลูกค้าโดยตรง ถ้าลูกค้าเมามา หรืออารมณ์ไม่ดี เราก็ต้องไปรับมือ อยู่ที่นี่เราก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างมากๆ เราได้ผัดข้าวผัดเองครั้งแรกก็ที่นี่ ได้ไปดูการเลือกซื้อวัตถุดิบ การบริหารจัดการต่างๆ ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก แล้วเราก็อาศัยอยู่กับครอบครัวเจ้าของร้าน ตรงนี้ก็ประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของที่พัก และค่าอาหารไปได้มากเลยทีเดียวแลกกับการที่เราทำงานบ้านให้เขาก็โอเคร

ปล. ส่วนมากเราจะเลือกทำงานร้านอาหารเพราะทำให้ประหยัดค่าข้าวได้เยอะ แถมเราก็ไม่ต้องทำเอง และยังเอามาแบ่งเพื่อนได้อีกด้วย

ปล. 2 ก่อนที่เราจะตัดสินใจมาที่ร้านนี้เราเช็คประวัติของร้านมาพอสมควรเหมือนกัน ร้านนี้ถือว่าดังในระดับหนึ่งเลยที่เดียว -> แสดงว่ารสชาติดี เราก็กินได้ อยู่รอดหละ เพราะบางร้านถ้าไม่อร่อย แล้วเวลาที่เหลือเราก็ต้องกินอาหารร้านเขาทุกวันมันก็ไม่ใช่แล้วป่ะ 555 แล้วก็ไม่ใช่แค่ทางเราที่เช็คประวัติ ทางร้านเขาก็ต้องเช็คประวัติเหมือนกัน ที่แคนาดา Reference สำคัญมากๆ เกือบทุกที่เขาจะขอ Reference และโทรไปถามจริงๆด้วย

มาอยู่ที่เมืองนี้เราก็ไม่ค่อยได้เที่ยวไหนมากมายเพราะจะเก็บตังค์ซื้อตั๋วเครื่องบินกลับบ้านหละ ก็ได้เที่ยว รอบๆเมือง เมืองนี้เล็กมากมีประชากรแค่พันกว่าคนซึ่งเล็กกว่าโรงเรียนบางโรงอีกนะเนี่ย แต่ก่อนกลับเราก็ได้ไป real rock climbing เป็นการปีนเขาจริงๆครั้งแรกในชีวิต

สรุปแล้วการมา Working Holiday ครั้งนี้หักค่าใช้จ่ายต่างๆรวมถึงค่าเรียนภาษาแล้ว เราเหลือตังค์เก็บเท่าๆกับเงินเดือนทั้งปีที่ไทยเลย ซึ่งผลพวงที่ได้มานอกเหนือจากการมาเก็บตังค์นั้นประเมินค่าไม่ได้เลย หวังว่า Content นี้จะเป็นแรงบันดาลใจสำหรับใครบางคน และเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆที่อยากไปลองใช้ชีวิต และตามหาความฝัน และเก็บตังค์ในต่างแดนกันนะคะ

ขอบคุณทุกๆคนที่อ่านมาถึงจุดนี้นะ สำหรับเพื่อนๆที่สนใจอ่านฉบับเต็ม

สามารถติดตามกันได้ที่ Link นี้เลยนะคะ https://pantip.com/topic/36503207

…Let’s catch your dreams…

เงินเดือนจ๋าพี่มาแล้วจ้า
facebook.com/SalaryImComing/

ส่งต่อเรื่องราวการเงินการลงทุนของคุณ

อ่่านเรื่องราวอื่นๆ

ก้าวแรก…การเงินแม่เลี้ยงเดี่ยว (เขียนโดย เศรษฐีวงใน)

FINNOMENA STORY

ก้าวแรก...การเงินแม่เลี้ยงเดี่ยว

เขียนโดย เศรษฐีวงใน

“รองเท้าคู่นี้…ราคาเท่าไหร่คะ?”

หากประโยคนี้ถูกถามเพื่อต้องการจ่ายเงินซื้อเลยในทันที ชีวิตก็คงไม่มีอะไรที่ซับซ้อนหรือต้องครุ่นคิดมากเป็นพิเศษ เนื่อง “การใช้จ่าย” เป็นส่วนหนึ่งของการตอบสนองทางด้านอารมณ์นั่นเอง

ในทางกลับกัน…ถ้าประโยคนี้เกิดขึ้นกับผู้หญิงที่ต้องรับผิดชอบชีวิตของลูกน้อยโดยลำพัง เบื้องหลังของเจ้าของคำถามนี้ คงเต็มไปด้วยอารมณ์อ่อนไหว ไม่แน่ใจถึงการเงินในกระเป๋าอย่างแน่นอน

การที่จะรับผิดชอบชีวิตลูกน้อยไม่ใช่ภาระหนักของชีวิตเท่าไหร่ แต่การที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายสารพัดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี่ล่ะเป็นเรื่องยากแสนสาหัสเหลือเกินสำหรับผู้หญิงตัวคนเดียว จริงไหมคะ?

เรื่องของหัวใจที่แตกร้าวต่างก็ไม่มีใครอยากให้เกิด ถ้าความรู้สึกต่างฝ่ายต่างไปด้วยกันไม่ได้จริงๆ ก็เป็นเหตุที่ทำให้เราต้องตัดสินใจแบบนี้ หากยังปล่อยให้อดีตเข้ามาทำร้ายความรู้สึกในวันนี้ ด้วยความรู้สึกท้อแท้เสียใจ  หมดพลัง อาจทำให้เราและลูกน้อยจมอยู่ห้วงทุกข์แบบนี้ ทั้งๆที่ชีวิตตอนนี้มีทางเดียว คือเราต้องเดินต่อไปข้างหน้าเท่านั้น

จากนี้เราก็ต้องหัดกลับมารับผิดชอบชีวิตตัวเองและลูกค่ะ ยิ่งการเงินในกระเป๋าแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างเรา

เราก็ต้องตั้งสติมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนหลายเท่าตัว จะกิน จะใช้จ่ายอะไรก็ต้องคิดให้รอบคอบ ยิ่งมีลูกมากกว่า 1 คน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ต้องคูณจำนวนหนูน้อยที่มีในสังกัดไปค่ะ

ก้าวแรกของการเป็น Super Single Mom ที่มีความมั่นคงทางด้านการเงินด้วยตัวเราเองนั้น ก่อนอื่นเลยต้องเริ่มจาก…

  1. หัดคิดและมองทุกอย่างในแง่บวก : ถึงแม้กระทั่งตอนนี้เงินในกระเป๋าเราอาจติดศูนย์อยู่ก็ตาม อาจจะดูยากสักนิดที่ต้องมองบวกไปซะทุกสิ่ง แต่สิ่งนี้จะช่วยในเราเข้มแข็งขึ้น เพราะอนาคตที่จะเดินไปต่อจากนี้อยู่ที่ศักพภาพในตัวเราเองเท่านั้นค่ะ เราอาจจะลืมไปว่า…เรื่องการเงินและเรื่องของใจคือเรื่องเดียวกัน  เมื่อใจเข้มแข็ง การเงินเราจะมั่นคงค่ะ

  2. ฉลาดใช้เงิน : หมายถึง คิดอย่างรอบคอบทุกการจ่ายออกไป นิสัยใช้เงินแบบเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย ไม่ควรมี เพราะจะทำให้เรามีเรื่องต้องจ่ายออกมากขึ้นไปอีก หากนิยามชีวิตว่าคือการเลือก เราก็ต้องเลือกจ่ายในสิ่งที่คุ้มค่าและได้ใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด ถ้าเกรงว่าสติจะหลุดไปกับการรายจ่ายแบบนี้  เราควรทำบัญชีรายรับจ่ายร่วมด้วยค่ะ

  3. เปิดใจเรียนรู้การลงทุน : ไม่จำเป็นว่าไม่ได้มีเงินไปลงทุนแล้วจะเรียนรู้ไม่ได้ สิ่งนี้เราสามารถเริ่มได้เลย เพราะการเรียนรู้การลงทุนอย่างสม่ำเสมอ   จะทำให้เราลงทุนอย่างถูกที่และถูกเวลาเมื่อเราพร้อมสำหรับวันนั้น ถ้าเราสามารถบริหารเงินก้อนเล็กได้ให้เติบโตได้ อนาคตข้างหน้าเมื่อเรามีเงินก้อนใหญ่ เราจะบริหารให้เงินก้อนนี้เติบโตได้เช่นกัน เพราะความสำเร็จสามารถทำซ้ำได้ค่ะ

  4. พัฒนาทักษะในการสร้างรายได้ โดยเริ่มที่ต้นทุน 0 บาท :  ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเริ่มจากต้นทุนเท่านี้ เพราะแท้จริงแล้วเราทุกคนมีมูลค่าที่ไม่สามารถตีราคาได้ เพียงแต่เราคุ้นเคยกับการเสาะแสวงหาสิ่งที่อยู่ภายนอกกันมากกว่า ลองเริ่มหันกลับมาค้นหาความสามารถในตัวเอง ว่าเราถนัด หรือชอบอะไรที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้   และควรตระหนักว่าประสบการณ์ของแต่ละคนเราไม่สามารถเลียนแบบกันได้ซึ่งถือเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่เรามีและเราเป็นคนคนนี้

  5. เริ่มออมเงินอย่างมีวินัยขั้นเด็ดขาด : ในที่นี้คือเราต้องออมเงินอย่างมีวัตถุประสงค์ในทุกบัญชีที่ออม เช่น บัญชีออมสำหรับการศึกษาลูก บัญชีค่าใช้จ่ายในการเรียน เพื่อที่เราจะไม่นำเงินส่วนนี้มาใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์ อย่าคิดเพียงว่า…ขอเอาออกมาใช้ก่อน เดี๋ยวค่อยออมใหม่ก็ได้ แบบนี้จะทำให้เราล้มเหลวในการออมเงินจากตัวเราเองไม่ใช่ใครอื่นใด ใจแข็งๆ ให้ถูกเรื่องเข้าไว้เพื่ออนาคตอันมั่งคั่งค่ะ

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนดีต่อเราทั้งนั้น จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ หรือเสียงห่วงใยจากคนรอบข้างในเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เหตุผลของการเป็น “แม่เลี้ยงเดี่ยว” ของแต่ละบ้านต่างมีความคล้ายกันในสถานะที่ถูกเรียกว่า “คุณแม่” จากเด็กน้อยที่อยู่ข้างกาย จากนี้หัวใจที่ยิ่งใหญ่คงไม่มีอะไรมาหยุดได้ถ้าเราเห็นคุณค่าในตัวเอง ใช่ไหมคะ?

ส่งต่อเรื่องราวการเงินการลงทุนของคุณ

อ่่านเรื่องราวอื่นๆ

วิกฤตครั้งแรกของนักลงทุนวัย 2X (เขียนโดย ChoCooLism)

FINNOMENA STORY

วิกฤตครั้งแรกของนักลงทุนวัย 2X

เขียนโดย ChoCooLism

“ต้มยำกุ้ง 1997” “แฮมเบอร์เกอร์ 2007-2008” “COVID-19 2020” วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องได้เจอในชั่วชีวิตหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณคงเคยได้ยินนักลงทุนที่มีชื่อเสียงเล่าถึงประสบการณ์ที่ตนเองผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมาได้ สำหรับบางคนวิกฤตครั้งที่ผ่าน ๆ มาทำให้ขาดทุนอย่างมหาศาล กลายเป็นคนมองการลงทุนในแง่ลบ แต่สำหรับคนที่คิดต่าง วิกฤต คือ โอกาสดีที่ไม่ได้มีบ่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่มีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดี และวิกฤตก็ยังเป็นบทเรียนสำคัญหน้าหนึ่งในชีวิตคนเราอีกด้วย

ตัวผมเองตั้งแต่เริ่มเข้าวงการ (การลงทุน) มายังไม่เกิดวิกฤตใหญ่ขึ้นสักครั้งเดียว ก็มีบ้างที่หุ้นบางกลุ่มบางตัวตกแรง ๆ ด้วยสาเหตุต่าง ๆ นานา แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต จนกระทั่งมาถึงปี 2020 (วิกฤต) ครั้งแรกของผมก็เกิดขึ้นจนได้และวิกฤตครั้งนี้ก็ส่งผลกระทบต่อเรื่องการเงินของผมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

1.เงินเก็บที่เอาออกมาใช้ไม่ได้

ก่อนหน้านี้ผมจะเก็บเงินที่มีแผนอาจจะใช้ในเวลาอันใกล้ (ที่ไม่เกี่ยวกับเงินสำรองฉุกเฉิน) ไว้กับกองทุนรวมตราสารหนี้หลายกองโดยแยกตามเป้าหมาย (เช่น เที่ยวต่างประเทศ ซื้อของที่อยากได้ ฯลฯ) ด้วยความหวังว่าจะได้ผลตอบแทนดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก แต่ทว่าสิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น ซึ่งก็คือ การประกาศเลิกกองทุนรวมตราสารหนี้ ของ บลจ. แห่งหนึ่ง ตั้งแต่ลงทุนในกองทุนรวมมาผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนเลย 

ความโชคร้ายก็คือ ผมต้องรอทางกองทุนทยอยคืนเงินทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าจะครบซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาสักแค่ไหน โชคยังดีที่ผมไม่ได้มีเหตุต้องรีบใช้เงินในส่วนนี้และยังมีเงินสำรองฉุกเฉินอยู่พอสมควร ผมก็เลยแค่เซ็ง ๆ และรู้สึกเสียดายกองทุนดี ๆ ที่จำเป็นต้องประกาศเลิกไปอย่างน่าเสียดาย เหตุการณ์นี้ตอกย้ำให้ผมรู้ซึ้งในคำเตือนที่ว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” ซึ่งก็มีความเสี่ยงจริง ๆ แม้จะความเสี่ยงต่ำอย่างกองทุนตราสารหนี้ก็ไม่เว้น อะไรก็เกิดขึ้นได้

2. Panic Sell: ไม่เจอกับตัวคงไม่รู้สึก

ผมเคยคิดว่าตัวเองก็อยู่ในตลาดหุ้นมาพอสมควร น่าจะใจนิ่งพอ แต่ในช่วงแย่ที่สุดของวิกฤตในไตรมาสแรกของปีนี้ผมก็รู้สึกถึงความไม่แน่นอนของสภาวะตลาดจนห้ามใจไม่ไหวไปสั่งสับเปลี่ยนกองทุนหุ้น อสังหาริมทรัพย์ (fund of property fund) และตราสารหนี้ต่างประเทศ ส่วนหนึ่งออกไปยังกองทุนความเสี่ยงต่ำสุด ๆ ด้วยความกลัวขาดทุนหนัก

ผลของความกระต่ายตื่นตูมของผมในครั้งนี้ปรากฎว่า หลังจากผ่านช่วงที่แย่ที่สุดไปได้จากที่ติดตัวแดงหลายเปอร์เซ็นต์ จนน่าใจหาย บางกองก็ฟื้นตัวกลับเป็นเขียวได้ แต่บางกองก็ยังติดตัวแดงอีกเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้ผมเข้าใจเลยว่าถ้าไม่ได้เจอกับตัวเองก็คงไม่เข้าใจ กลายเป็นเรื่อง “รู้งี้ไม่น่าทำแบบนั้นเลย” เพิ่มมาอีกหนึ่งเรื่องในชีวิต

หลังจากผ่านเรื่องที่ได้เล่าไปข้างต้นมาแล้ว ผมรู้สึกว่าเหมือนตัวเองได้เติบโตไปอีกขั้นหนึ่ง ได้เลื่อนเป็นนักลงทุน level สูงขึ้นจากการโต้คลื่นลูกแรกในฐานะนักลงทุนตัวเล็ก ๆ แม้ว่าอาจจะยังรับมือได้ไม่ดีนักเพราะมันเป็นครั้งแรก แต่เชื่อว่าผ่านครั้งนี้ไปก็คงมีภูมิต้านทานที่จะรับมือได้ดีขึ้นหากมีอะไรไม่คาดคิดเกิดขึ้นอีกในภายภาคหน้า 

บทเรียนที่ผมได้รับในครั้งนี้ก็คือ 

1. ของมันต้องมีที่ทุกคนจำเป็นต้องมีจริง ๆ คือ เงินสำรองฉุกเฉินที่พร้อมใช้ทุกเวลา และเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากคือ ดีที่สุดแล้ว ผลตอบแทนน้อยหน่อยไม่เป็นไรขอแค่ใช้ได้ทุกเมื่อก็พอ

2. การลงทุนต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ถ้ามีแล้วก็ควรทำตามแผน ในกรณีตัดสินใจปรับพอร์ตกะทันหันแบบผมส่วนหนึ่งก็เกิดจากการไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะทำอะไรกับเงินส่วนนั้นกันแน่ ประกอบกับตกใจกับสภาวะตลาด เพราะฉะนั้นอย่าลืมตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนการลงทุนทุกครั้งนะครับ 

ส่งต่อเรื่องราวการเงินการลงทุนของคุณ

อ่่านเรื่องราวอื่นๆ

Milk Tea Factor ชานมดูดเงิน (เขียนโดย JK Money Stories)

FINNOMENA STORY

Milk Tea Factor ชานมดูดเงิน

เขียนโดย JK Money Stories

ปัจจุบันกระแสของชานมไข่มุกเป็นเทรนด์เครื่องดื่ม

ไม่ได้บอกว่าเป็นเครื่องดื่มชูกำลัง แต่ทุกครั้งที่ดื่ม

ก็ทำให้เรารู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า

อะไรก็ตามที่นำเทรนด์มักจะมาพร้อมราคาที่สูงเช่นกัน

เริ่มต้นตั้งราคา 30 45 60 80  ไต่ระดับไปถึงแก้วละ 140 160  ฿

แล้วเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องการเงิน?

สิ่งที่ยกตัวอย่างได้ง่ายที่สุดก็คงหนีไม่พ้น Latte Factor

(ลาเต้ แฟคเตอร์)

ซึ่งคือการลดรายจ่ายที่เราอาจจะคิดว่าไม่จำเป็น

ที่ต้องย้ำว่า “ลด”  เพราะการเปลี่ยนแปลงแบบกะทันหัน อาจทำให้หลายๆคน ไม่ทันได้ปรับตัว

ที่มาที่ไป มาจากหนังสือ The Automatic Millionaire ของ David Bach

ที่เปลี่ยนเงินที่ใช้ซื้อกาแฟ มาเป็นเงินออม นั่นเอง

 

JK money stories จึงขอแชร์ในมุม ‘สายชานมไข่มุก’

หากเราต้องการเงินเก็บที่เพิ่มขึ้น ก็เริ่มต้นที่จะลดบางสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง ย้ำว่า “ลด” มาดูตัวอย่างกันเลย

ยกตัวอย่าง ชานม แก้วละ 45฿

ชานม everyday กินทุกวัน

ส่งต่อเรื่องราวการเงินการลงทุนของคุณ

อ่่านเรื่องราวอื่นๆ