แจ้งเตือน

สรุป LIVE เจาะลึกตลาดหมีและเกาะติดจังหวะเข้าซื้อ

Mr. Serotonin
สรุป LIVE เจาะลึกตลาดหมีและเกาะติดจังหวะเข้าซื้อ
สรุป LIVE ในวันนี้ผมจะพาทุกคนไปเจาะลึกการลงทุนในช่วงที่ตลาดหมีเข้าจำศีล (Bear market rally) ว่ามันคืออะไร? เป็นอย่างไร? ซึ่งหากคุณเป็นคนหนึ่งที่สงสัยว่าช่วงนี้ตลาดดีดตัวขึ้นมาแรงๆเข้าซื้อได้หรือยัง สรุปในวันนี้น่าจะให้คำตอบกับหลายๆคนได้ครับ ถ้าพร้อมแล้วก็อ่านไปพร้อมๆกันได้เลยครับ!

สรุปไฮไลท์เหตุการณ์สุดพีคต่างๆ

ดัชนี Dow jones -4.4% ในเดือนเมษายน มีผลมาจากการระบาดของโควิด-19 ในอเมริกา โดยมีการประมาณการจากกรมควบคุมโรคในอนาคตว่าอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าผู้ติดเชื้ออาจเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก

ทาง Fed มีการปรับการคำนวณ SLR หรือเกณฑ์เกี่ยวกับการปล่อยกู้ต่างๆ  ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อได้คล่องตัวและสะดวกมากขึ้น อาธิเช่น สินเชื่อส่วนบุคคล SME

การจ้างงานภาคเอกชน หดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี  โดยตัวจำนวนผู้ว่างงานขอรับสิทธิ์ (Initial Jobless Claim) รวมสองอาจพุ่งสูงขึ้นถึง 10 ล้านตำแหน่ง นอกจากนั้นตัวเลขการว่างงานในสหรัฐฯ (Unemployment rate) อาจปรับขึ้นมาได้ถึง 15% ในสัปดาห์นี้

การบินไทยประกาศให้พนักงานหยุด 2 เดือน และลดเงินเดือน 10-50%

มีการเปิดตัว SSF กองทุนประหยัดภาษี ประมาณการแรงซื้อเบื้องต้นอยู่ที่ราวๆ 2.6 หมื่นล้านอาจะช่วยพยุงหุ้นระยะสั้นได้ และอาจทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นราวๆ 2% จากประมาณการของโบรคเกอร์ 

หัวข้อหลักในวันนี้จะเป็นมุมมองการลงทุนในไตรมาส 2 แต่ก่อนอื่นเรามาย้อนดูไตรมาสแรกกันก่อนครับ ว่าตลาดผ่านอะไรกันมาบ้าง

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อเป็นอย่างไร?

สรุป LIVE เจาะลึกตลาดหมีและเกาะติดจังหวะเข้าซื้อ

จำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกยังสูงขึ้น ถึงแม้ความรวดเร็วในการแพร่ระบาดจะลดลง แต่จำนวนยังเยอะอยู่ โดยอาจต้องรอแนวโน้มการติดเชื้อเปลี่ยนเป็นทรงระฆังควํ่า (เป็น slope ไหลลงเรื่อยๆ) ถึงเป็นสัญญาณเชิงบวกให้เราเข้าลงทุนได้อีกครั้ง

ประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจเขยิบปรับลงเรื่อยๆ

สรุป LIVE เจาะลึกตลาดหมีและเกาะติดจังหวะเข้าซื้อ

ทาง Goldman Sachs ได้มีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไตรมาส 2ลงอีกครั้ง โดยอาจติดลบที่ -33% จากก่อนหน้าสองสัปดาห์ที่ประมาณการไว้ที่ -24% ถือว่าปรับมุมมองแย่ลงเรื่อยๆครับ

หลายๆบริษัทอาจต้องรื้อโครงสร้างหนี้เพิ่มเติม

สรุป LIVE เจาะลึกตลาดหมีและเกาะติดจังหวะเข้าซื้อ

จำนวนตราสารหนี้หรือบริษัทต่างๆที่ต้องปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน ซึ่งโดนแรงกดดันจากราคานํ้ามันที่ลงมาตํ่ามากๆราวๆ 20 เหรียญ

สรุปมาตรการออกแรงกระตุ้นของประเทศต่างๆ

Fed ได้ทำอะไรลงไปบ้าง?

ที่ผ่านมาอย่างที่เรารู้ๆกันว่าทาง Fed ได้มีการลดอัตราดอกเบี้ยชุดใหญ่ รวมถึงทำ QE จำนวนมหาศาลถึง 700,000 ล้านเหรียญ และ 500,000 ล้านเหรียญตามลำดับ รวมถึงมาตรการการคลังอีก 2 ล้านล้านเหรียญจึงอาจทำให้ตลาดกลับมามีหวังดีดขึ้นมาได้บ้าง

จีนเริ่มออกตัว ลงไม้ลงมือกระตุ้น

สรุป LIVE เจาะลึกตลาดหมีและเกาะติดจังหวะเข้าซื้อ

หลังจากที่ทางจีนควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้เรียบร้อยแล้ว ดูเหมือนทางจีนจะเริ่มออกมาตรการกระตุ้นออกมากับเค้าบ้าง โดยที่ผ่านมามีการลดอัตราดอกเบี้ย REPO จาก 2.4% ลงมา 2.2% และอัดฉีดเงินเข้าตลาด REPO 50,000 ล้านหยวน ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดเงินและธนาคารพาณิชย์ต่างๆให้มีเงินหมุนได้คล่องมือขึ้น

ณ ตอนนี้ทั่วโลกลดดอกเบี้ยกันไปเท่าไร?

สรุป LIVE เจาะลึกตลาดหมีและเกาะติดจังหวะเข้าซื้อ

ทั่วโลกมีการปรับลดดอกเบี้ยเฉลี่ยโดยรวมที่ราวๆ 80 basis points หรือ 0.8% โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วลดลงกว่า 100 basis points หรือ 1.00% ถือว่าเยอะมากเลยทีเดียวครับ

ใครหนี้ท่วมหัว? ติดตาม Balance sheet ต่อ GDP (หนี้ต่อ GDP)

สรุป LIVE เจาะลึกตลาดหมีและเกาะติดจังหวะเข้าซื้อ

จุดนี้ผมมองว่าค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียวครับทางแบงก์ชาติญี่ปุ่น (BOJ) มีหนี้เกือบๆ 100% ต่อ GDP อาจจะค่อนข้างตึงตัวเลยทีเดียว แต่ที่น่าสนใจคือทาง Fed ครับซึ่งที่ผ่านมามีการปรับ Balance sheet แบบสุดโต่ง โดยอาจดันจำนวนหนี้เพิ่มขึ้นประมาณเกือบๆ 50% ของ GDP ได้เลยทีเดียว

ซึ่งทางตลาดอาจมีการดีดตัวกลับขึ้นมาได้จากการกระตุ้นในส่วนนี้ แต่อาจลงไปต่อในอนาคต เพราะอาจมี บริษัท ที่ประกาศหนี้สูญหรือล้มละลาย รวมถึงตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ยังพุ่งสูงอยู่หากดูในภาพรวม โดยรวมในช่วงนี้อยากให้นักลงทุนอยู่ในโหมดเซฟๆไปก่อนครับ

QE แบบเสกเงินได้ของ Fed (Unlimited QE) เพียงพอไหม?

คำตอบคืออาจจะไม่เพียงพอครับ เพราะ นโยบายกระตุ้นทางการเงินต่างๆนั้นออกมาในเชิงกว้างๆเสียมากกว่า ไม่ได้เจาะลึกไปถึงคนที่มีปัญหาจริงๆ ซึ่งอาจทำให้บางบริษัทไม่ได้รับการช่วยเหลือได้ครับ

แต่ถึงอย่างนั้นถ้ามีการเข้าไปช่วยเหลือเป็นรายตัวอาจทำให้หลายๆบริษัท เรียกร้องให้ช่วยตามๆกันมาจนอาจทำให้เกิด Moral Hazard หรือการที่คิดว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวรัฐก็ช่วยเองจนไม่ระมัดระวังควบคุมเงินสดในมือในยามวิกฤติก็เป็นได้

กลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดหมีจำศีล (Bear market rally)

การปรับฐานในเดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคมถือว่าลงลึก รวดเร็ว รุนแรงหากเทียบกับ 4 วิกฤติครั้งก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดได้รับรู้ความกังวลของสถานการณ์โควิด-19 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามตลาดหมีอาจวิ่งเข้าถํ้าพักจำศีลชั่วคราวได้หลังจากทาง Fed อัดฉีดมาตรการชุดใหญ่ จึงอาจทำให้กระทิงกลับมาวิ่งชั่วคราว และส่งหมีกลับเข้าถํ้าไปสักพัก ในช่วงนี้

ตลาดหมีจำศีล (Bear market rally) คืออะไร? และเป็นอย่างไรในวิกฤติที่ผ่านมา

สรุป LIVE เจาะลึกตลาดหมีและเกาะติดจังหวะเข้าซื้อ

ตากภาพจะสังเกตได้ว่าช่วงขาลงในวิกฤติปี 2008 มี 4 ครั้งที่ตลาดกลับมาดีดตัวได้ในช่วงขาลงโดยใช้เวลาคร่าวๆแค่ 6 วันทำการ โดยเราอาจสรุปได้ว่าการที่ตลาดดีดตัวขึ้นมาในช่วงนี้ อาจเป็นแค่ความสุขชั่วคราว (หลอกให้เราดีใจและจากไป) เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ที่ตลาดกลับมาบวกได้ 10-20% ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะ เป็นการพักเก็บแรงของหมีในตลาดนั่นเอง

แนะนำพักเงินหรือรักษาเงินสดไว้ เพื่อรอจังหวะเข้าซื้อไว้ก่อน

ในช่วงนี้เราแนะนำให้พักเงินเอาไว้ก่อนและรอจังหวะที่ใช่เพื่อกลับเข้าตลาดอีกครั้งโดยมี 2 เงื่อนไขหลักในการกลับเข้าซื้อ

1) จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตัวเลขเริ่มเป็นทรงระฆังควํ่า หรือ slope ไหลง มีตัวยารักษาออกมา ราคานํ้ามันกลับมาฟื้นตัวได้ราวๆ 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลขึ้นไป

2) เป้าราคาและค่า P/E ลดลงมาใกล้ช่วงวิกฤติครั้งก่อนๆ โดยประมาณการเป้าราคาของ S&P 500 ไว้ที่ราวๆ 1,800 จุด ทาง SET ที่ 500 จุดตํ่าสุด โดยระดับแรกที่ 900 จุด ระยะกลางๆที่ 700 จุด

Property fund สะสมได้บ้าง เพราะ กลับตัวก่อนหุ้น

สรุป LIVE เจาะลึกตลาดหมีและเกาะติดจังหวะเข้าซื้อ

ตอนนี้ yield ตัว property fund อยู่ราวๆที่ 7% แล้ว แต่ยังมีแรงกดดันระยะสั้นจากสถานการณ์โควิด อาธิเช่น ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ลดลง และอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจการบิน ห้างสรรพสินค้าที่ต้องหยุดทำการ จำนวนผู้พักในโรงแรมที่ โดย ณ ตอนนี้ราคาได้ลงมาประมาณ 30% เรียบร้อยแล้ว โดยหากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวคนอาจจะเริ่มเข้ามาลงทุน ดังนั้นการมี property fund ในพอร์ตถือว่าพอใช้ได้ในช่วงนี้

ทองคำ

สรุป LIVE เจาะลึกตลาดหมีและเกาะติดจังหวะเข้าซื้อ

ที่ผ่านมาตัว ETF ทองคำทำนิวไฮเรียบร้อย โดยช่วงนี้เราแนะนำการลงทุนในตลาดเงิน ทองคำ และอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก

ปิดท้ายกันสักนิด ด้วยการประเมินเป้าราคาน่าช้อน

SET Valuation

สรุป LIVE เจาะลึกตลาดหมีและเกาะติดจังหวะเข้าซื้อ

เป้าราคาที่ได้เกิดจากการเทียบระดับ P/E ที่ตํ่าสุดของแต่ละวิกฤติ โดยเป้าแรกจะอยู่ที่วิกฤติปี 2011 ราวๆ 900 จุด และตํ่าสุดที่ราวๆ 500 จุด 

S&P 500 Valuation

สรุป LIVE เจาะลึกตลาดหมีและเกาะติดจังหวะเข้าซื้อ

อาจอยู่ที่ราวๆ 1,800 จุด

CSI 300 Valuation

สรุป LIVE เจาะลึกตลาดหมีและเกาะติดจังหวะเข้าซื้อ

ทางจีนเป้าราคาตอนนี้อาจสูงไปนิด เพราะ ตอนนี้ราคาปัจจุบันเกือบถึงเป้าหมายที่ประเมินแล้ว

อย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ… ผมเองก็ลากยาวทุกวันเลย….

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

Introduction to VI Path: ก้าวแรกสู่วิถีนักลงทุนเน้นคุณค่า

Investment Reader
Introduction to VI Path: ก้าวแรกสู่วิถีนักลงทุนเน้นคุณค่า

การลงทุนนั้นมีหลากหลายแนวทางก็จริง แต่คนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนมักจะมีวิธีการลงทุนรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือเรียกว่าเป็นวิถีทางการลงทุนของตนเอง ในบทความนี้จะขอแนะนำวิถีการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor Path) หรือจะเรียกสั้น ๆ ว่าวิถี VI ก็ได้ครับ

เอาล่ะ เรามาเริ่มต้นในเส้นทางวิถี VI กันเลย

ก่อนจะเข้าสู่ VI Path ขอพูดถึงความแตกต่างของการลงทุน 2 แนวทางกันก่อนว่ามีวิธีการและแนวคิดในการลงทุนต่างกันอย่างไร และเราน่าจะเหมาะกับแนวทางไหนกันนะครับ

1. การลงทุนแนวเทคนิคอล Technical

สำหรับการลงทุนแนวนี้นักลงทุนจะสนใจที่การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นเป็นหลัก และเชื่อว่าเหตุการณ์และปัจจัยทุกอย่างถูกสะท้อนไว้ในราคาหุ้นแล้ว ทั้งผลประกอบการ ข่าวหรือปัจจัยต่าง ๆ ก็ล้วนสะท้อนผ่านราคาแล้ว คนที่ลงทุนแนวนี้มักจะให้ความสนใจปัจจัยพื้นฐานไม่ค่อยมากหรือถ้าจะสนใจก็ใช้เป็นข้อมูลเพื่อคัดกรองหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีมาทำการเทรด แต่การ เข้าซื้อ (Buy) ถือ (Hold) หรือ ขายทำกำไร (Sell) จะใช้กราฟ technical ในการตัดสินใจ โดยซื้อเมื่อแนวโน้มราคาเป็นเทรนด์ขาขึ้น แล้วไปขายเมื่อมีสัญญานว่าราคาจะกลับเป็นขาลง หรือว่ากลับกันอาจจะทำการขาย Shot ในช่วงที่ราคาเป็นขาลงแล้วซื้อกลับก็ได้ (Short Against Port หรือ Short Sell 2 ตัวนี้คล้าย ๆ กันแต่ไม่เหมือนกันนะครับ)

ราคาที่ซื้อไม่จำเป็นต้องเป็นราคาที่ถูก อาจจะซื้อที่ราคาแพงแล้วไปขายแพงกว่าก็ได้ จากที่ผมเคยสัมผัสมาคนที่ลงทุนเก่ง ๆ ทางด้านนี้ จะมีการฝึกฝนการเทรดและลองผิดลองถูกมาเป็นระยะเวลานานจนรู้ว่าต้องทำอะไรในจังหวะไหน  และเน้นการทำกำไรให้ได้มากกว่าการขาดทุน เช่น ในการเทรดแล้วได้กำไร 3 ครั้งแต่ขาดทุน 5 ครั้ง แต่ว่าในแต่ละครั้งที่ได้กำไรได้มากกว่าครั้งที่ขาดทุน เพราะเมื่อเทรดผิดก็รู้จักการตัดขาดทุน (Cut Loss) ทำให้จำกัดการขาดทุน แต่ครั้งที่ได้กำไรก็ปล่อยให้ราคาหุ้นวิ่งไปจนจนสุดเทรนด์ (Let Profit Run)

คนที่เหมาะกับการลงทุนแนวนี้อาจจะต้องติดตามราคาหุ้น ข่าวต่าง ๆ และใช้เวลาอยู่กับหน้าจอเทรดนาน ๆ เพราะต้องทำการการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำครับ

2. การลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือแนว VI

Introduction to VI Path: ก้าวแรกสู่วิถีนักลงทุนเน้นคุณค่า

การลงทุนแบบนี้นักลงทุนจะสนใจในปัจจัยพื้นฐานของกิจการเป็นสำคัญ โดยสิ่งที่นักลงทุน VI ให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ความคุ้มค่า ครับ

ความคุ้มค่าหมายความว่าอย่างไร?

ไม่ได้หมายถึงการซื้อหุ้นราคาถูก หรือถือหุ้นนาน ๆ เท่านั้น แต่มันหมายถึง การซื้อหุ้นในราคาที่มีส่วนลดจากมูลค่าพื้นฐาน

คำว่าส่วนลดหรือ Discount อาจจะเรียกอีกอย่างว่าซื้อแบบมีส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin Of Safety, MOS) มีคำเปรียบเปรย MOS กับการสร้างสะพานว่า สมมติว่าเราจะสร้างสะพานที่อนุญาตให้รับน้ำหนักรถบนสะพานได้ 1,000 ตัน เราอาจจะต้องออกแบบสะพานให้รับน้ำหนักได้มากถึง 1,300-1,500 ตันทีเดียวเพื่อความปลอดภัยในการเดินทางนั่นเอง

หรือเปรียบเทียบง่ายกว่านั้น คือ สมมติว่าเราจะซื้อของชิ้นหนึ่งที่เรารู้ว่ามีราคาจริง ๆ 100 บาท แต่ตอนนี้ประกาศขายที่ราคา 110 บาท เราก็จะยังไม่ซื้อใช่ไหมครับ แต่เราจะรอซื้อเมื่อของชิ้นนี้แปะป้าย Sale ที่ราคา 70-80 บาทเราถึงจะซื้อ กรณีซื้อที่ราคา 80 บาทเราจะมีส่วนลด 20% และ 30% เมื่อเราซื้อที่ 70 บาท การซื้อแบบนี้ทำให้เราได้ของดีในราคาถูกนั่นเอง

ซึ่งก็เปรียบกับการที่เราจะซื้อหุ้นสักตัว เราก็ต้องการทราบราคาที่แท้จริงของหุ้นซึ่งเรียกว่ามูลค่าพื้นฐาน (Intrinsic Value หรือ เอาแบบที่คนรู้จักกันดีคือ Fair Value นั่นเอง) โดยการที่เราจะทราบมูลค่าพื้นฐานได้เราต้องเข้าใจบริษัทมากพอถึงจะคำนวณมูลค่าพื้นฐานออกมาได้ ซึ่งวิธีคำนวณมีหลายวิธี เอาตามที่ผมเคยเขียนถึงไปก็มีวิธี DCF ตามลิ้งก์บทความข้างล่างนี้ครับ

ชำแหละองค์ประกอบของกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow)

เราจะประมาณการเติบโต (Growth) อย่างไร

อัตราคิดลด คือ อะไร?

ประเมินมูลค่าหุ้นด้วย DCF: เขาทำกันอย่างไร?

จากบทความตามลิ้งก์ จะเห็นได้ว่ามูลค่าพื้นฐานของกิจการจะมากจะน้อยขึ้นกับกำไรและกระแสเงินสดที่บริษัทผลิตได้ ดังนั้นในการลงทุนเราควรเลือกลงทุนในบริษัทที่มีกำไรเติบโตโดยลดความสนใจในราคาตลาดที่ผันผวนไป-มา ตลอดเวลาลง ตามวลีที่ว่า

“ในระยะสั้น ตลาดหุ้นเปรียบเหมือนเครื่องลงคะแนนที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดตามมุมมองของนักลงทุนที่มีต่อตลาด แต่ในระยะยาวตลาดหุ้นจะกลายเป็นเครื่องชั่งที่วัดน้ำหนักหรือมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นออกมาโดยน้ำหนักที่ชั่งได้คือผลกำไรนั่นเอง”

มูลค่าพื้นฐานเมื่อคำนวณออกมาแล้วก็อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยพื้นฐานของกิจการ ซึ่งอาจจะมากขึ้น คงที่ หรือลดลงก็ได้ โดย VI จะใช้ปัจจัยนี้เองมาตัดสินใจ ซื้อ ถือ ขาย โดยจะซื้อเมื่อราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน ถือไว้ถ้าราคายังน้อยกว่ามูลค่าพื้นฐานอยู่ และอาจจะพิจารณาขายเมื่อราคาเท่ากับหรือเกินมูลค่าพื้นฐานไปแล้ว

ดังนั้นงานของนักลงทุน VI คือ เสาะหาหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดีมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาวและราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน จากนั้นก็ซื้อหุ้นและติดตามบริษัทอย่างสม่ำเสมอเพื่อประเมินมูลค่าว่าเป็นอย่างไรยังน้อยกว่าราคาพื้นฐานไหม และทำการบริหารความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนโดยการ rebalance ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม นักลงทุนแนว VI จึงไม่จำเป็นต้องติดตามราคาหุ้นตลอดเวลาแต่ต้องติดตามปัจจัยต่าง ๆ ที่จะกระทบกับพื้นฐานของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญมากกว่า

ถามว่าแนว VI มี  Cut Loss ไหม?

ตอบว่ามีนะครับ โดยเราจะไม่ได้ดูที่ราคา แต่ดูที่ตัวกิจการเป็นหลักว่ายังมีความสามารถในการแข่งขันอยู่หรือเปล่า หรือมีปัจจัยลบอะไรที่ทำให้กิจการแย่ลงเราถึงจะขายครับ เช่น การมีคู่แข่งอยู่ในอุตสาหกรรมมากขึ้นจนบริษัทถูกแย่งส่วนแบ่งการตลาดและทำให้ยอดขายกับกำไรลดลง (กรณีเราลงทุนในหุ้นเติบโตที่ไม่ได้มีคูเมืองแข็งแกร่ง) หรือ เทรนด์ของผู้บริโภคหันไปใช้สินค้าของบริษัทอื่นอย่างมีนัยสำคัญจนยอดขายกำไรตกต่ำ (ตัวอย่าง NOKIA, KODAK) เป็นต้น

หลายคนอาจจะคิดว่านักลงทุนแนว VI จะอยู่กับแค่เรื่องหุ้นหรือกิจการเท่านั้นหรือเปล่า?

จริง ๆ นักลงทุน VI สนใจในหลากหลายศาสตร์เลยครับ ทั้งความรู้ทางการเงินการลงทุน ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ การตลาด แนวทางการบริหารกิจการ จิตวิทยาการลงทุน แม้แต่จิตวิทยาการตลาด เศรษฐศาสตร์ ภาวะตลาดการเงินตลาดทุน  การเมือง เทคโนโลยี และแนวโน้มโลกในอนาคต แม้กระทั่งเรื่องทั่ว ๆ ไปที่คนสนใจกันด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการวิเคราะห์ กิจการที่เราลงทุน การเข้าใจแนวโน้มใหญ่ของธุรกิจ รวมถึงเข้าใจสภาพต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศและโลกของเราได้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการลงทุนที่ดีขึ้นด้วย

VI อาจจะลงทุนเพื่อหวังจะมีเงินมาก ๆ ก็จริง แต่สิ่งที่ VI ตามหาจริง ๆ อาจจะไม่ใช่แค่ความร่ำรวยเท่านั้นนะครับ แต่ว่าเสาะแสวงหาความเป็นอิสระที่จะสามารถใช้ชีวิตได้ตามที่ตัวเองต้องการโดยไม่ต้องมีกังวลเรื่องการมีเงินไม่พอใช้จ่าย หรือที่เรียกว่ามีอิสระภาพทางการเงินนั่นเอง ส่วนการลงทุนเปรียบเหมือนสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่เป็น Passion มากกว่า คือมีความสุขในการลงทุนแถมได้เงินด้วย ถึงตรงนี้ใครอยากเป็น VI แล้วบ้างครับ? ยกมือขึ้น

เอาล่ะครับ อ่านมาถึงตรงนี้นักลงทุนที่อ่านอยู่คิดว่าตัวเองน่าจะเหมาะกับการลงทุนแนวไหนกัน?

ตรงนี้ไม่มีคำตอบว่าการลงทุนแบบไหนดีหรือด้อยกว่ากัน มีแต่การลงทุนที่เหมาะกับเรามากที่สุดเท่านั้นครับ การลงทุนที่เหมาะกับจริตของเราจะทำให้เราอยู่กับการลงทุนแบบนั้นได้นาน และเราก็น่าจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนแนวนั้นมากกว่าด้วย

ตอนต่อ ๆ ไปผมจะค่อย ๆ เล่าเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนแนว VI ต่อไปเรื่อย ๆ นะ ครับ ว่าการลงทุนแนวนี้หลัก ๆ ต้องสนใจอะไรบ้าง และวิธีการ กับความรู้พื้นฐานต่าง ๆ ที่ควรรู้มีอะไรบ้าง หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับนักลงทุนหลาย ๆ ท่านนะครับ

Investment Reader

5 เซอร์ไพรส์ ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19

MacroView
5 เซอร์ไพรส์ ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19

ขณะที่เรากำลังอยู่ในท่ามกลางความไม่แน่นอนของวิกฤติโควิด-19 ผมขออนุญาตมองข้ามช็อตไปสักจนถึงสิ้นปี ว่า จะมีอะไรที่เป็นเซอร์ไพรส์ต่อไปอีกที่กำลังรอเราอยู่ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 ที่หนักหนาสาหัสเหลือเกินในครั้งนี้ ดังนี้

เซอร์ไพรส์แรกคือ โดนัลด์ ทรัมป์ มีโอกาสสูงขึ้นมากที่จะพ่ายแพ้ศึกการเลือกตั้งช่วงปลายปีนี้ โดยผมมองว่ากว่าจะถึงปลายปีนี้จะมีเหตุการณ์ 3 อย่างที่จะเกิดขึ้น ได้แก่ 1.ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ของสหรัฐ น่าจะขึ้นเป็นอันดับหนึ่งหรือสองของโลก แน่นอนว่าสิ่งนี้เป็นจุดที่ทางโจ ไบเดน คู่แข่งของทรัมป์ จะนำมาใช้เป็นประเด็นในการหาเสียงได้แบบมีน้ำหนัก

2. ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐจะยังคงตกต่ำแบบที่ไม่เคยประสบมาก่อน โดยคาดว่าจะออกมาย่ำแย่กว่าสมัยวิกฤติซับไพร์มพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขคนว่างงาน จีดีพีที่มีการเติบโตแบบหดตัวมาก การไม่สามารถชำระได้ของผู้ออกตราสารหุ้นกู้ภาคเอกชน โดยเฉพาะในส่วนของอันดับเครดิตที่ต่ำกว่า Investment Grade รวมถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและผู้บริโภค

และท้ายสุดในแง่มิติทางสังคม ผมมองว่าประชาชนชาวอเมริกันจะตั้งคำถามกับทรัมป์ว่าเหตุใดเมื่อตอน ปีที่แล้ว จึงต้องตัดงบการวิจัยด้านโรคระบาดจนแทบไม่เหลือ รวมถึงจะคลางแคลงใจต่อความสามารถในการจัดการของรัฐบาลกับโควิด-19 ในสหรัฐ ว่าเหตุใดจึงทำได้ดีน้อยกว่าจีน

เซอร์ไพรส์ที่ 2 คือปัญหาเงินเฟ้อในปีหน้ามีโอกาสจะกลับมาอีกครั้งหลังห่างหายไปกว่า 20 ปี ทั้งนี้ ผมมองว่ามี ปัจจัยที่ส่งผลต่อการก่อตัวของเงินเฟ้อแบบเงียบๆ ได้แก่ 1. การหดตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกจากการกังวลต่อสุขภาพของตนเอง ในขณะที่ปริมาณเงินของธนาคารกลางทั่วโลกได้เพิ่มขึ้นจนมีมูลค่ารวมสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ อีกทั้งเม็ดเงินจากนโยบายการคลังของรัฐบาลทั่วโลก ก็ขึ้นมาสูงสุดเมื่อเทียบกับจีดีพี นับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยที่ในช่วงนี้รัฐบาลของประเทศหลัก ๆ ของโลกต่างออกแพ็คเกจงบกระตุ้นเศรษฐกิจถึงกว่า 10% ของจีดีพี ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 

และ 2.ราคาน้ำมันดิบที่ลดลงจนแตะต่ำกว่า 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในบางช่วงนั้นได้ทำให้โรงกลั่นหลายแห่งในรัสเซียและตะวันออกกลางที่มีขนาดกลางและเล็กต้องปิดตัวลงแบบถาวร เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการเปิดเครื่องจักรเพื่อกลั่นน้ำมันใหม่ หลังจากปิดตัวลงชั่วคราว ถือว่าสูงมากจนไม่คุ้ม ผมคาดว่าในปีหน้าเมื่ออุปสงค์ของการใช้น้ำมันกลับมามีมากขึ้นตามจีดีพีที่เพิ่มขึ้นหลังโควิด-19 จะส่งผลให้อุปทานของน้ำมันกลับมาเพิ่มขึ้นไม่ทันระดับอุปสงค์ที่กลับมาใหม่

ผมจึงเชื่อว่ามีโอกาสสูงที่ราคาน้ำมันดิบเมื่อจะกลับมาอยู่ในระดับที่สูงขึ้นในปลายปีนี้หรือปีหน้า จะสูงแบบ Spike up ขึ้นมาแรงอย่างที่เกินกว่าที่เราคาดการณ์ในวันนี้

เซอร์ไพรส์ที่ 3 บราซิลอาจจะเป็นม้าตีนปลายสำหรับการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในช่วงครึ่งหลังของปี โดยในช่วงนี้ หากให้ประเมินว่าผู้นำคนไหนที่น่าจะถือว่ามีนโยบายตอบโต้โควิด-19 ที่น่าจะอ่อนที่สุด ผมมองว่าหนึ่งในนั้นได้แก่บราซิล โดยเขาออกจะมองไปในแนวว่าโควิด-19 ไม่ได้รุนแรงอย่างที่ประโคมข่าวกัน ดังนั้น ในความเห็นของผม นอกจากอินเดียที่กำลังลุ้นว่าจะออกมาแบบหมู่หรือจ่าแล้ว บราซิลซึ่งเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ มีโอกาสจะเกิดกรณีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากกว่าเพื่อนในช่วงท้ายไตรมาส หรือต้นไตรมาส 3 ซึ่งตรงนี้หากเกิดขึ้นจริงจะถือว่าเป็นคลื่นลูกที่สองของวิกฤติโควิด-19

เซอร์ไพรส์ที่ 4 จีนมีโอกาสจะขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลกในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า โดยผมมองว่าด้วยความที่สหรัฐต้องแบกรับความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจเป็นอย่างหนัก รวมถึงในแง่ Soft Power ที่ต้องลดลงเป็นอย่างมากจากการสูญเสียชีวิตค่อนข้างมากของชาวอเมริกัน ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้นำคนใหม่ของสหรัฐ สิ่งที่ต้องทำคือการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศสหรัฐเองให้กลับมาใกล้เคียงเดิม โดยโฟกัสของการเป็นผู้นำโลกในทางการเมืองของสหรัฐน่าจะลดลงเป็นอย่างมาก ซึ่งผมมองว่าจีนเองมีความพร้อมเป็นอย่างสูงที่จะก้าวเข้ามาแทนที่สหรัฐ ในการเป็นผู้นำโลกทั้งในทางเศรษฐกิจและทางการเมือง

เซอร์ไพรส์สุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุดของวิกฤติรอบนี้คือ นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ มีโอกาสสูงขึ้นมากที่จะถูกธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดนำมาใช้งาน หรืออย่างน้อยนำมาเป็น candidate ของเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ ที่ให้เฟดนำมาพิจารณาแบบจริงจังสำหรับการสู้กับวิกฤติโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากวิกฤตินี้ลากยาวในสหรัฐไปจนถึงปลายไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

ทั้งนี้แม้ทางเจย์ พาวเวล ประธานเฟด จะกล่าวปฏิเสธว่านโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ ไม่ได้อยู่ในทางเลือกนโยบายของเฟดในขณะนี้ ทว่าหากวิกฤตินี้ลากยาวไปจนถึงครึ่งหลังของปีแบบไม่มีทีท่าว่าจะซาลง ผมมองว่าพาวเวลเองคงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องนำยาที่แรงที่สุดนี้มาใช้ในที่สุด เพื่อต่อลมหายใจของเศรษฐกิจสหรัฐในวันที่ทางเลือกของนโยบายใหม่อื่นๆ อาทิ Yield Curve Control ก็ดูเหมือนว่าจะแรงไม่พอสำหรับวิกฤติที่รุนแรงแบบที่มีความไม่แน่นอนสูงมากในครั้งนี้ครับ

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/649868

ไวรัสโคโรน่ากับผลกระทบต่อสินทรัพย์ดิจิทัล

Zipmex
ไวรัสโคโรน่ากับผลกระทบต่อสินทรัพย์ดิจิทัล

จากการระบาดของไวรัสชนิดใหม่ที่มีชื่อว่าไวรัสโคโรน่าหรืออีกชื่อก็คือ COVID 19 ทำให้เกิดความตื่นตระหนกไปทั่วโลกว่าอาจจะลุกลามไปกระทบธุรกิจทุกภาคส่วน นั่นอาจจะเป็นสาเหตุให้นักลงทุนเกิดความกลัวและขายตราสารทางการเงินแทบทุกชนิดที่มีเพื่อหนีตายจากการร่วงของราคาภายในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน สินทรัพย์ดิจิทัลเองอย่างเช่น Bitcoin ที่มีค่า Correlation กับตราสารทุนหรือหุ้นน้อยอยู่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านก็ออกมาบอกว่านักลงทุนเกิดความกลัวจนทำให้เทขายสินทรัพย์ทางการเงินแบบรวดเร็วนี้น่าจะไม่มีผลต่อ Bitcoin เท่าไหร่ เผลอ ๆ ราคา Bitcoin จะวิ่งขึ้นด้วยซ้ำจากปัจจัยอื่น ๆ ประกอบกัน แต่แล้วปากกาเซียนก็หักจนได้เพราะราคาสินทรัพย์ดิจิทัลก็ถูกเทขายอย่างรวดเร็วพร้อม ๆ กันกับตราสารทางการเงินอื่น ๆ

ทำให้ผู้เชี่ยวชาญหรือแม้กระทั่งนักลงทุนทั้งหลายผิดหวังกับการคาดการณ์ของตัวเองเป็นอย่างมาก แม้ในขณะที่เขียนบทความนี้ราคาจะดีดกลับมาบ้างแต่หากนับตั้งแต่เดือนที่ผ่านมา ราคานั้นได้ร่วงลงถึงกว่า 40% คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ Bitcoin ไม่ใช่หลุมหลบภัยจากวิกฤติเศรษฐกิจอย่างที่หลาย ๆ คนคิดแล้วหรือ ถ้าใช่ แล้วช่วงนี้เกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่ใช่ แล้ว Bitcoin คืออะไรกันแน่

ในขณะที่หลายคนยังขาดความเข้าใจว่า แท้ที่จริงแล้ว Positioning ของ Bitcoin ในโลกของการเงินการลงทุนควรจะอยู่ตรงไหนกันแน่ ผู้ที่ใช้นามแฝงว่า Satoshi Nakamoto ที่ถือเป็นผู้สร้าง bitcoin ขึ้นมา เคยกล่าวไว้ใน Bitcoin white paper ว่าเขาอยากจะนำเสนอการแลกเปลี่ยนในแบบ Peer-to-peer หรือคนกับคนโดยปราศจากตัวกลางต่าง ๆ ซึ่งตัวกลางเหล่านั้นล้วนแล้วแต่สร้างผลกระทบให้ระบบเศรษฐกิจวุ่นวายอย่างในทุกวันนี้

หลังจากนั้น Satoshi Nakamotoได้มีการทิ้งข้อความปริศนาเอาไว้ใน Blockchain กล่องแรกหรือ genesis block ว่า “The Times 03/Jan/2009 Chancellor on the brink of a second bailout for banks.” โดยที่เขาก็ไม่ได้อธิบายความหมายของประโยคดังกล่าวเพิ่มเติมว่าหมายถึงสิ่งใด แต่ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นได้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่มีผลกระทบในวงกว้างขึ้นทั่วโลกในปี 2008 ซึ่งเกิดจากความบกพร่องของระบบเศรษฐกิจ ความมักง่าย รวมถึงการคดโกงของผู้มีอำนาจที่ถือเป็นตัวกลางของระบบเศรษฐกิจในขณะนั้น

แม้ Bitcoin จะถูกออกแบบมาเพื่อพยายามทดแทนสกุลเงินในปัจจุบันที่ขาดเสถียรภาพแต่ในทางปฏิบัติ Bitcoin ก็ยังช้าเกินไปในการโอน Value จากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งหากเทียบกับการโอนเงินผ่านตัวกลาง เช่น ธนาคารผ่านระบบดิจิทัล หลายคนจึงมอง Bitcoin เป็นเหมือนกับทองคำดิจิทัลมากกว่า ทองคำนั้นได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานในเรื่องของความน่าเชื่อถือในเรื่องของมูลค่าและเป็นที่พักเงินชั้นดีเมื่อยามเศรษฐกิจเกิดปัญหาขึ้นมา

ทองคำถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยหรือ Safe haven ที่ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็สามารถผ่านวิกฤติเศรษฐกิจมาได้ แถมยังเป็นสินทรัพย์ที่ปกป้องความมั่งคั่งจากเงินเฟ้อหรือการด้อยค่าของสกุลเงินทั่วไปอีกด้วย ยังมีสินค้าโภคภัณฑ์อีกหลายชนิดที่ถูกมองว่ามีคุณสมบัติคล้าย ๆ กับทองคำแต่อาจไม่ดีเท่า นักลงทุนหลายคนก็มีมุมมองต่อ Bitcoin ไม่ต่างกับทองคำเท่าไร ฉะนั้นในภาวะที่เกิดความกังวลจากการถดถอยของระบบเศรษฐกิจรวมถึงโรคระบาด Bitcoin ก็น่าจะมีราคาเพิ่มสูงขึ้นใช่หรือไม่ ?

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ราคา Bitcoin กลับลดลงอย่างรวดเร็วสวนทางกับการคาดการณ์จากทุกคน Brian Armstrong ซีอีโอของศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำในสหรัฐฯ ที่มีชื่อว่า Coinbase ทวีตเมื่อวันที่ 9 มีนาคมปีนี้โดยแสดงความเห็นและคาดการทิศทาง Bitcoin และหลังจากนั้นไม่นานโศกนาฏกรรมในราคา Bitcoin ก็เกิดขึ้นคือราคาลดฮวบลงทันที 40 %

มีคำอธิบายออกมามากมายหลังจากเหตุการณ์นี้ จากเดิมที่ Bitcoin นั้นมุ่งหน้าสู่การเป็นระบบการเงินรูปแบบใหม่ที่ลดข้อจำกัดเดิม ๆ ซ้ำยังมีข้อดีกว่าสกุลเงินเดิมอีกมาก คนจึงเลือกที่จะซื้อและถือครอง Bitcoin ไว้ในระยะยาวเพื่อต้องการเติบโตไปกับอนาคตของมัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันได้รับการยอมรับจากคนจำนวนมากขึ้น ความต้องการถือครองก็มาจากผู้คนที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าเป็นนักลงทุนรายย่อย นักลงทุนสถาบัน บริษัทเอกชน หรือแม้กระทั่งเทรดเดอร์นักเก็งกำไรระยะสั้น เมื่อตราสารทางการเงินในโลกถูกเทขายไม่ว่าจะเป็น หุ้น ตราสารหนี้ กองทุนอสังหาฯ ทองคำ น้ำมัน ฯลฯ ทำให้สภาพคล่องในตลาดหดหายไปจำนวนมาก ก็อาจจะทำให้หลายคนจำเป็นต้องขายสินทรัพย์ดิจิทัลออกมาอย่างเร็วเพื่อนำเงินสดไปชำระ Margin ต่าง ๆ ที่มีอยู่ หรืออาจจะเกิดจากความตื่นตระหนกจนเทขายทุกอย่างที่มีแล้วไปถือครองเงินสดแทน สังเกตได้จากค่าเงิน USD ที่แข็งค่าขึ้นอย่างมากทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงการทำ QE อย่างต่อเนื่องนั้นควรจะทำให้ค่าเงินของสหรัฐฯ อ่อนค่าลงตามหลักเศรษฐศาสตร์

ดังนั้น ท่ามกลางความกังวลจากภาวะเศรษฐกิจก็ดี โรคระบาดก็ดี สินทรัพย์ทางการเงินไหน ๆ ก็ดูเหมือนจะไม่ปลอดภัยแทบทั้งสิ้น แต่ในบริบทอื่น ๆ เช่นในประเทศเวเนซุเอลา Bitcoin ก็ยังถือเป็นสินทรัพย์ชั้นดีที่ปลอดภัยมากสำหรับพวกเขาอยู่ดีเมื่อเทียบกับสกุลเงินในบ้านของพวกเขาเอง

แม้ราคา Bitcoin จะลดลงจากความกลัวที่มากมายในขณะนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังดีกว่าหากเปรียบเทียบกับหุ้นก็คือ เมื่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรวมถึงการแพร่ของไวรัสโคโรน่าก็อาจจะทำให้ธุรกิจต่าง ๆ หยุดชะงักไปในทันทีซึ่งนั่นจะสะท้อนกลับเข้ามาสู่กำไรของกิจการในอนาคตที่ลดลงจนถึงขั้นขาดทุนจนไปกดดันราคาหุ้นให้ฟื้นกลับขึ้นมายาก ส่วน Bitcoin นั้นมีความใกล้เคียงกับทองคำ คือราคามักถูกขับเคลื่อนจากความเชื่อมั่น เชื่อมั่นในระบบ เชื่อมั่นในอนาคตและเชื่อมั่นในความโปร่งใสของมันที่หาจากสกุลเงินอื่น ๆ ได้ยาก ยกตัวอย่างให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นก็คือ ในช่วงเวลาที่สินทรัพย์ทางการเงินทุกชนิดถูกเทขายพร้อม ๆ กัน แน่นอนว่าอาจจะเกิดจากความ “จำเป็น” บางอย่างที่ต้องขาย แต่สิ่งที่แยกได้เบื้องต้นว่าสินทรัพย์ชนิดใดถูกมองว่าแข็งแกร่งหรือมีความเชื่อมั่นมากกว่าสินทรัพย์ชนิดอื่น ๆ ราคาของมันจะวิ่งกลับขึ้นมาก่อนสินทรัพย์อื่น หากเปรียบเทียบ Bitcoin กับดัชนีหุ้นไทยหรือ SET Index หุ้นไทยถูกเทขายตั้งแต่เดือนมกราคม 2020 จนลดลงต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ส่วน Bitcoin ในช่วงเดือนมกราคม 2020 ถึงกุมภาพันธ์ 2020 ราคา Bitcoin ได้บวกไปกว่า 50 % ภายใน 1 เดือน และเพิ่งมาถูกแรงเทขายจริงจังช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์เอง หลังจากนั้นไม่นานราคา Bitcoin ก็ได้วิ่งกลับขึ้นมาจากจุดต่ำสุดช่วงต้นเดือนมีนาคมมาจนถึงปัจจุบันบวกไปกว่า 70% แต่หุ้นไทยยังไม่คงสร้างฐานราคาอยู่ด้านล่างซึ่งไม่แน่ใจว่าตรงนี้คือจุดต่ำสุดของรอบแล้วหรือยัง นี่ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า Smart Money มั่นใจในอนาคตของสินทรัพย์ใดมากกว่ากัน ฉะนั้นจึงอยากให้นักลงทุนทุกท่านเปิดใจรับโอกาสในการลงทุนกับสินทรัพย์ดิจิทัล

อนาคตต่อจากนี้ Bitcoin จะมีลักษณะอย่างไร จะมีความเหมือนหรือต่างกับทองคำและสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ๆ หรือไม่ ใครจะเป็นผู้ที่เข้ามาลงทุนและเหตุใดเขาจึงเชื่อมั่น ในวันหนึ่ง Bitcoin จะได้ชื่อว่าเป็น Safe haven หรือไม่ คงไม่มีใครรู้และตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัดเจน 100% ขนาดนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้ก็คือ เหตุผลในการถือกำเนิดของ Bitcoin คืออะไร ในปัจจุบันเหตุผลนั้นยังเหมาะสมและจำเป็นอยู่ไหม นี่ต่างหากคือปัจจัยที่แฝงอยู่เบื้องลึกในการที่จะขับเคลื่อนราคาของ Bitcoin ให้เติบโตหรือว่าถดถอยในระยะยาว

Zipmex

ที่มาบทความ: https://zipmex.co.th/2020/04/03/ไวรัสโคโรน่ากับผลกระทบ/

จุดเปลี่ยนที่ทำให้โควิด.. วิกฤตกว่าเคย?

MacroView
จุดเปลี่ยนที่ทำให้โควิด.. วิกฤตกว่าเคย?

ก่อนอื่น ผมขอบอกว่าบทความนี้เป็นภาคที่ไว้อ่านก่อนบทความเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าด้วยเบื้องหลังของการเกิดวิกฤตโควิด-19

และเหตุใดถึงดูแล้วจะเป็นวิกฤตที่แรงกว่าครั้งก่อนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

ถ้าจะเปรียบเป็นภาพยนตร์ ผมมองว่าวิกฤตซับไพร์ม ปี 2008 เหมือนหนังแอ็คชั่นฮอลลีวู้ดที่มีไคล์แมกซ์ให้ลุ้นกันแบบไม่ให้กะพริบตาในช่วงเวลาค่อนข้างสั้นระหว่างเดือน ก.ย. 2008 ถึง มี.ค. 2009 จากนั้นก็มาสู้กับปัญหาอัตราการว่างงานที่สูงกว่า 10% ต่ออีก 3-4 ปี ทว่าวิกฤตโควิด-19 เหมือนหนังเกาหลี อย่าง Train to Busan ที่จะมีซอมบี้มาคอยหลอกหลอนตลอดเรื่อง ซึ่งผมมองว่าวิกฤตรอบนี้น่าจะลากยาวกว่าซับไพร์ม เนื่องจากปัจจัยที่เป็นข้อจำกัดคือการค้นพบวัคซีนที่จะรักษา ซึ่งน่าจะใช้เวลาในการค้นพบไม่ต่ำกว่า ปี

ผมมองว่า มี 3 จุดเปลี่ยน ที่ทำให้โควิด-19 เป็นวิกฤตที่รุนแรงกว่าเคย ดังนี้

จุดเปลี่ยนแรก คือตอน โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 3 ปีกว่าที่แล้ว เผอิญไปตัดงบของหน่วยงานควบคุมโรคติดต่อของอเมริกา (U.S. CDC) ตัดงบจนเกือบหมด ทำให้ความสามารถของหน่วยงาน U.S. CDC หมดไปพร้อมกับงบที่หายไปตั้งแต่ ปีกว่าที่แล้ว ผมมองว่าตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยน ซึ่งทรัมป์ก็เข้าใจเกม เลยโยนเผือกร้อนให้กับรองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ มาคุมเรื่องนี้แทน ทั้งนี้ การที่ทรัมป์ไม่มั่นใจว่าจะคุมโควิด-19 ได้ไหม เพราะหน่วยงานที่มีความแข็งแกร่งด้านการป้องกันหรือช่วยเหลือของโควิด-19 หรือโรคอื่น ๆ ของอเมริกาไม่ได้เป็นที่หนึ่ง โดยมีอันดับด้านการต่อสู้กับวิกฤตทางด้านโรคระบาดอันดับที่ 20 กว่า ของโลก ส่งผลต่อโอกาสของสหรัฐในการคุมโควิด-19 จึงไม่ดีพอ ทำให้ตลาดหุ้น wall street กังวลเรื่องนี้มาก

อีกประเด็นคือ สมัยของบารัค โอบามานั้น ให้การสนับสนุนรัฐมนตรีคลังในยุคนั้น ทิม ไกธ์เนอร์ แต่รัฐมนตรีคลังในยุคนี้ สตีเวน มนูชิน ดูเป็นสไตล์ตามนักการเมือง คือเดินตามทรัมป์เป็นหลัก ความแข็งแกร่งในแง่ของการเยียวยาแก้ปัญหาต่างกัน อย่างไกธ์เนอร์ ดูแล้วเขามั่นใจว่าจะแก้ปัญหาได้ แต่ด้านมนูชินนั้น ผมมองว่าเขาจะเดินเกมเพื่อให้ทรัมป์พอใจมากกว่า อันนี้ต้องยอมรับว่ายุคนี้เป็นสไตล์การเมืองนำมากกว่ายุคก่อน

จุดที่ 2 คือ เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ เก่งเท่ากับ เบน เบอร์นันเก้ เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วหรือเปล่า? ในการรับมือรอบนี้ ตลาดก็ยังมีความสงสัยอยู่ แต่ที่แน่ ๆ คือความมั่นใจของตลาดต่อตัวพาวเวลต่ำกว่าเบอร์นันเก้มาก จริง ๆ แล้วต้องบอกว่าตลาดตอบรับในเชิงลบทั้งในวันที่พาวเวล ลดดอกเบี้ย 0.5% และ ในวันที่ลดดอกเบี้ยจนเหลือ 0-0.25% พร้อมทำ QE 7 แสนล้านดอลลาร์ ผมมองว่าทางพาวเวลตอบคำถามสื่อมวลชนได้ไม่ดีเท่าไหร่ คือไม่สร้างความมั่นใจเหมือนสมัยเบอร์นันเก้ที่เขาแม่นเรื่องเศรษฐศาสตร์มาก สามารถตอบได้ แต่พาวเวลตอบสั้น ๆ และดูไม่ขลัง ตลาดเลยกังวลถึงความสามารถของพาวเวลในการจัดการเรื่องนี้

โดย 2 ประเด็นหลักที่มีผลจากผู้ทรงอิทธิพลของอเมริกา ทั้งทรัมป์และพาวเวลดังกล่าว ตลาดจึงมองว่าโอกาสโควิด-19 จะเลวร้ายต่อมีโอกาสสูงมาก ตรงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของงานนี้

ข้ามมาฟากยุโรป ก็มีปัญหาคล้ายอเมริกา คือการระบาดลุกลามทั้งอิตาลี สเปน และประเทศอื่นๆ ในยุโรป ด้วยความที่ยุโรปไม่มีผู้นำอย่างเมื่อก่อนที่มี อังเจลา แมร์เคิล ของเยอรมัน ที่ตอนนั้นมีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเป็นโต้โผ ตอนนี้ยุโรปไม่มีคนที่ทรงอิทธิพลที่มีความแข็งแกร่งที่จะพูดให้ทุกคนมั่นใจในมุมการเมืองและนโยบายการคลัง 

อีกประเด็นหลักคือโชคร้ายในตอนนี้ที่เมื่อ มาริโอ ดาร์กี พ้นตำแหน่งประธาน ECB ในจังหวะที่ต้องการตัวเขามากที่สุด ส่วนคริสติน ลาการ์ด เพิ่งมารับตำแหน่งประธาน ECB แทนเมื่อกว่า เดือนที่แล้ว ซึ่งเธอยังใหม่กับตำแหน่งนี้ และลาการ์ดเองก็ยังไม่ชำนาญการร่ายมนต์ให้ตลาดเชื่อ จึงเป็นจุดอ่อนของยุโรปเข้าไปอีก

ปัญหาของยุโรปและอเมริกาคล้าย ๆ กันคือผู้ทรงอิทธิพลฝั่งการเมือง การคลัง และนโยบายการเงิน ไม่ได้มือเก๋าเหมือนสมัย 10 ปีที่แล้ว ซึ่งเบอร์นันเก้กับดาร์กี คือที่สุดของผู้ดูแลนโยบายการเงินในยุค 10 ปีให้หลัง

วันนี้พาวเวลอาจจะดูดีกว่าฝั่ง ECB ทว่าวิกฤตในวันนี้เป็นโจทย์ที่ยากกว่าสมัย 10 ปีที่แล้วอีก เพราะสมัย 10 ปีที่แล้วมันจบที่การเยียวยาตัวสภาพคล่องจากวิกฤตซับไพรม์ คือ สามารถจบที่ 4-5 เดือนแรก

ประเด็นสุดท้าย คือปัญหาครั้งนี้ไม่เหมือนในยุค 1930 คือไม่มีการลงทุน ไม่มีการบริโภคที่เพียงพอ การอัดนโยบายและการเงินเพียงเล็กน้อย ปัญหาเมื่อ 80 ปีที่แล้วใช้เวลาแก้ไขนาน แต่ปัญหาก็ไม่ได้ยุ่งยาก คือเป็นลักษณะการขาดปัจจัยด้านอุปสงค์ที่มันน้อยเกินไปและรวมถึงหุ้นดาวโจนส์ในยุคนั้นก็ตกต่ำ จริง ๆ ปัญหาเรื่องอุปสงค์ถ้าได้ยาดี ลำพังเฟดก็สามารถแก้ได้แล้ว แต่วิกฤตซับไพร์มเมื่อ 10 ปีที่แล้วเป็นลักษณะผสมกันระหว่างความเสี่ยง สภาพคล่อง เครดิต และสถาบันการเงินที่ล้ม ซึ่งเมื่อล้มไป กฎหมายที่ออกมาเพื่ออุ้มแบงก์อื่นก็สามารถบรรเทาวิกฤตได้ แต่ความรุนแรงวิกฤตช่วง 10 ปีที่แล้วมันรุนแรงกว่าตอนนี้ในช่วงจุดสูงสุดของวิกฤต

ข้อเสียของวิกฤตตอนนี้ คือหาจุดจบยากเพราะเฟดไม่ใช่พระเอกคนเดียวที่จะมาแก้ปัญหา เพราะปัญหานี้เป็นลักษณะของตัวอุปทานที่มันหายไปจากคนทั่วโลกทั้งยุโรป อเมริกา และเอเชีย ประชาชนทั่วไปไม่อยากออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน โดยเฉพาะอเมริกาจะมีปัญหาด้านบริการ ถ้าคนอเมริกาไม่ออกมาใช้บริการ ตัวเศรษฐกิจอเมริกาไปต่อยากมาก รวมถึงยุโรปคนก็ผวา คือไม่อยากออกมาทำกิจกรรมด้านเศรษฐกิจ

โดยสรุป คือ เราต้องเริ่มนับหนึ่งกับวิกฤตโควิด-19 แบบที่ผู้แก้ไขปัญหาให้เรานั้น ดูจะเก่งน้อยกว่ายุค 10 ปีก่อนครับ

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/649846

เจาะลึก ความต่าง SSF ปกติ SSF พิเศษ … ซื้ออย่างไรช่วยประหยัดภาษีได้คุ้มสุด

TISCO Advisory
เจาะลึก ความต่าง SSF ปกติ SSF พิเศษ ... ซื้ออย่างไรช่วยประหยัดภาษีได้คุ้มสุด

หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ผู้ลงทุนใน “SSF แบบพิเศษ” สามารถนำเงินที่ลงทุนมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มถึง 2 แสนบาท ก็คงสร้างความดีใจให้กับนักลงทุนหลายๆคน แต่ขณะเดียวกันนักลงทุนอีกส่วนหนึ่ง ก็น่าจะยังสงสัย และมีคำถามในใจอยู่ว่า “SSF แบบพิเศษ” จะต่างกับกองทุน “SSF แบบปกติ” อย่างไร… วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจ ในเรื่องนี้กัน

เจาะลึก ความต่าง SSF ปกติ SSF พิเศษ ... ซื้ออย่างไรช่วยประหยัดภาษีได้คุ้มสุด

ก่อนที่จะไปสู่เรื่องที่เกริ่นไว้ มาอัพเดทกันก่อนดีกว่า ว่าปัจจุบัน “กองทุนรวม” ที่ใช้สำหรับลดหย่อนภาษีได้นั้น มีแบบไหนบ้าง

1. กองทุนรวมที่ไม่สามารถซื้อลดหย่อนภาษีได้แล้ว

“กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” (Long-Term Equity Fund) หรือ ที่เราเรียกกันสั้นๆว่า “LTF” ถือเป็นกองทุนที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมีระยะเวลาถือครองไม่นานนัก (7 ปีปฏิทิน) ประกอบกับ LTF ยังเป็นกองทุนที่เสนอขายต่อเนื่องมายาวนาน จึงทำให้นักลงทุนคุ้นเคยเป็นอย่างดี จนมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร ( Asset Under management : AUM) สูงถึง 3.5 แสนล้านบาท (ข้อมูล ณ เดือน ก.พ. 2563 )

อย่างไรก็ตามปัจจุบัน เนื่องจากรัฐฯต้องการส่งเสริมให้เกิดการออมในระยะยาวยิ่งขึ้น จึงมีมติไม่ขยายระยะเวลาให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี กับนักลงทุนที่มาซื้อ LTF เพื่อสนับสนุนให้นักลงทุน เข้าไปซื้อในกองทุนประเภทใหม่ ซึ่งก็คือ SSF นั่นเอง

2. กองทุนรวมที่สามารถซื้อเพื่อลดหย่อนภาษีได้

“กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” (Retirement Mutual Fund) หรือ “RMF” เป็นกองทุนที่ยังคงสามารถใช้เพื่อลดหย่อนภาษีได้อยู่ และแน่นอนว่า หลายคนรู้จักกองทุนนี้เป็นอย่างดี ไม่แพ้กองทุน LTF

ส่วน “กองทุนรวมเพื่อการออม” (Super Savings Fund) หรือ “SSF” นั้น ถือเป็นกองทุนน้องใหม่ ที่รัฐฯหวังว่า จะช่วยให้เกิดการออมในระยะยาวมากขึ้น และสามารถลงทุนเพื่อช่วยลดหย่อนภาษีได้

เจาะลึก ความต่าง SSF ปกติ SSF พิเศษ ... ซื้ออย่างไรช่วยประหยัดภาษีได้คุ้มสุด

แม้ SSF จะเป็นกองทุนน้องใหม่ ที่ดูมีความน่าสนใจ แต่ก่อนจะซื้อกองทุน เราอยากให้คุณลองสำรวจใจตัวเองอีกนิดว่า คุณกำลังสนใจ “SSF แบบปกติ” หรือ “SSF แบบพิเศษ” กันแน่ …ว่าแต่กองทุน SSF สองแบบนี้ ต่างกันอย่างไรบ้าง ?

“SSF แบบปกติ” มีลักษณะดังนี้

  • ช่วงเวลาลงทุน : ปี 2563-2567
  • เงื่อนไขการลงทุน : 1.ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท (นับรวมกับกองเกษียณอายุอื่นๆ ไม่เกิน 500,000 บาท) 2.เริ่มลงทุนได้ตั้งแต่ปี 2563-2567 และต้องถือครองอย่างน้อย 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ
  • ลงทุนหลักทรัพย์ได้ทุกประเภท
  • ไม่ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี

“SSF แบบพิเศษ” มีลักษณะดังนี้

  • ช่วงเวลาลงทุน : 1 เม.ย.- 30 มิ.ย. 2563
  • เงื่อนไขการลงทุน : ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 200,000 บาท (ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเงินได้ และไม่นับรวมกับกองเกษียณอายุอื่นๆ)
  • ลงทุนได้เฉพาะช่วง 1 เม.ย.- 30 มิ.ย. 2563 เท่านั้น และต้องถือครองอย่างน้อย 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ
  • ลงทุนหุ้นไทย ไม่น้อยกว่า 65% ของNAV
  • ไม่ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี

เจาะลึก ความต่าง SSF ปกติ SSF พิเศษ ... ซื้ออย่างไรช่วยประหยัดภาษีได้คุ้มสุด

สำหรับคนที่ยังนึกภาพไม่ออก เราได้ลองยกตัวอย่าง “เงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี (“เงินได้”)” ให้เห็น 3 รูปแบบ ให้ลองพิจารณาดังนี้ค่ะ

กรณีเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี 700,000 บาท

ลงทุน SSF พิเศษ (สูงสุด 200,000 บาท)  : 200,000 บาท

ลงทุน SSF ปกติ (สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท) : 200,000 บาท

ลงทุน PVD หรือกองทุนเกษียณอื่นๆ (สูงสุด 15% ของค่าจ้าง) : 105,000 บาท

ลงทุน RMF (สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท) : 195,000 บาท

รวมได้สิทธิลดหย่อนกลุ่มเกษียณ 500,000 บาท และหากรวมกับ SSF แบบพิเศษ จะลดหย่อนได้สูงสุดถึง 700,000 บาท

กรณีเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี 1,000,000 บาท

ลงทุน SSF พิเศษ (สูงสุด 200,000 บาท) : 200,000 บาท

ลงทุน SSF ปกติ (สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท) : 200,000 บาท

ลงทุน PVD หรือกองทุนเกษียณอื่นๆ (สูงสุด 15% ของค่าจ้าง) : 150,000 บาท

ลงทุน RMF (สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท) : 150,000 บาท

รวมได้สิทธิลดหย่อนกลุ่มเกษียณ 500,000 บาท และหากรวมกับ SSF แบบพิเศษ จะลดหย่อนได้สูงสุดถึง 700,000 บาท

กรณีเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี 1,500,000 บาท

ลงทุน SSF พิเศษ (สูงสุด 200,000 บาท) : 200,000 บาท

ลงทุน SSF ปกติ (สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท) : 200,000 บาท

ลงทุน PVD หรือกองทุนเกษียณอื่นๆ (สูงสุด 15% ของค่าจ้าง) : 225,000 บาท

ลงทุน RMF (สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท) : 75,000 บาท

รวมได้สิทธิลดหย่อนกลุ่มเกษียณ 500,000 บาท และหากรวมกับ SSF แบบพิเศษ จะลดหย่อนได้สูงสุดถึง 700,000 บาท

**ข้อมูลข้างต้น เป็นการยกตัวอย่างเท่านั้น ตามตัวอย่างนี้ผู้ลงทุนไม่ได้ใช้สิทธิในการซื้อประกันบำนาญ ทั้งนี้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนของกองทุนรวม SSF ก่อนตัดสินใจลงทุน*

เจาะลึก ความต่าง SSF ปกติ SSF พิเศษ ... ซื้ออย่างไรช่วยประหยัดภาษีได้คุ้มสุด

มาถึงตรงนี้ บางคนอาจอยากรู้ต่อไปอีกว่า แล้วถ้าเทียบระหว่างการซื้อ SSF กับการลงทุน RMF ล่ะ ควรจะลงทุนอะไรดีกว่ากัน

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ แนะนำว่า ประเด็นนี้ให้นักลงทุนโฟกัสไปที่ “วัตถุประสงค์และความต่อเนื่อง” ของการลงทุนเป็นหลัก

เน้นการออมแต่ไม่ต่อเนื่อง : ให้เลือก SSF เพราะจะช่วยให้คุณสามารถเก็บเงินระยะยาวได้ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป แต่ไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี สามารถเลือกลงทุนในปีที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนได้

เน้นลงทุนต่อเนื่องเพื่อการเกษียณ : ให้เลือก RMF เพราะมีนโยบายกองทุนให้เลือกอย่างหลากหลาย ซึ่งนักลงทุนสามารถใช้สำหรับบริหารความเสี่ยงให้ตรงกับสไตล์ของแต่ละคนได้ และต้องลงทุนต่อเนื่องเพื่อเก็บออมเป็นเงินก้อนโตไว้ใช้ยามเกษียณได้ด้วย

ข้อมูลทั้งหมดนี้ น่าจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้นแล้วว่า ควรลงทุน SSF หรือไม่และ SSF แบบไหนที่เหมาะกับคุณ

TISCO Advisory

——————–

ที่มา : https://www.tisco.co.th/th/advisory/ssf-vs-ssfx.html

คำแนะนำพิเศษ : สำหรับลูกค้าที่ถือครอง 4 กองทุนที่ยกเลิกโครงการ กรณี DIY Port

FINNOMENA Investment Team
คำแนะนำพิเศษ : สำหรับลูกค้าที่ถือครอง 4 กองทุนที่ยกเลิกโครงการ กรณี DIY Port

จากกรณีกองทุนรวม  TMBAM Eastspring ประกาศยกเลิกโครงการกองทุน TMBABF, TMBUSB, TMBTHANAPLUS และ กองทุน TMNBBF เพื่อชำระบัญชีและคืนเงินให้กับนักลงทุน ซึ่งมีสาเหตุมาจากสภาพคล่องของตราสารหนี้ต่ำ และราคาตลาดของตราสารหนี้ผันผวนในช่วงวิกฤตการเงินที่ผ่านมา  ส่งผลให้ปริมาณการขายคืนหน่วยมีสูงมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้จัดการกองทุนของกองทุนทั้ง 4 จึงจำเป็นต้องขายตราสารหนี้ในพอร์ตกองทุนออกมาในราคาต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมทำให้ราคาหน่วยลงทุนผันผวน

ด้วยเหตุนี้ เพื่อไม่เป็นการบังคับให้ผู้จัดการกองทุนต้องขายตราสารหนี้ในราคาไม่ดี และส่งผลให้เกิดการขาดทุนกระทบกับนักลงทุนทุกรายที่ลงทุนในกองทุน ดังนั้นทาง TMBAM Eastpring ยื่นขอยกเลิกโครงการ เพื่อให้กองทุนสามารถทยอยขายสินทรัพย์ออกได้ในราคาที่สมเหตุสมผล และส่งผลให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนดีที่สุด แต่อาจจะได้รับเงินช้าลง อย่างไรก็ตามตราสารหนี้ที่กองทุนนั้นถือครอง เป็นตราสารหนี้ระดับ Investment Grade ขึ้นไป โดยที่ผ่านมาไม่ได้มีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้แต่อย่างใด นั่นหมายถึง หากถือตราสารจนครบกำหนด ผู้ลงทุนก็จะได้เงินต้นและดอกเบี้ยคืนครบถ้วน

FINNOMENA ขอเรียนแจ้งระยะเวลา และกำหนดการการขายคืนหน่วยลงทุนให้ลูกค้าที่ถือครองเบื้องต้นดังนี้

คำแนะนำพิเศษ : สำหรับลูกค้าที่ถือครอง 4 กองทุนที่ยกเลิกโครงการ กรณี DIY Port

รูปที่ 1 Timeline คาดการณ์การจ่ายคืนของกองทุน TMBABF, TMBBF, TMBUSB และ TMBTHANAPLUS l Source TMBAM As of 30/03/2020

ซึ่งทั้ง 4 กองทุนนั้นจะถูกทยอยขายหน่วยลงทุนคืนเข้าบัญชีรับเงินที่ลูกค้าได้ดำเนินการผูกบัญชีเอาไว้ ตามวันและเวลาดังกล่าว ส่งผลให้มูลค่าเงินลงทุนในส่วนนั้นเป็นจำนวนเงินที่ไม่อาจให้คำแนะนำการลงทุนได้ จากการยกเลิกโครงการและทยอยขายออก ซึ่งจะนำส่งเงินลงทุนเข้าบัญชีลูกค้าโดยตรง

FINNOMENA Investment Team


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

คำแนะนำพิเศษ : สำหรับลูกค้าที่ถือครอง 4 กองทุนที่ยกเลิกโครงการ กรณีลูกค้า Private Wealth Port, Goal Risk Level 2, 3 และ 1st Million ทุกระดับความเสี่ยง

FINNOMENA Investment Team
คำแนะนำพิเศษ : สำหรับลูกค้าที่ถือครอง 4 กองทุนที่ยกเลิกโครงการ กรณีลูกค้า Private Wealth Port, Goal Risk Level 2, 3 และ 1st Million ทุกระดับความเสี่ยง

จากคำแนะนำการปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงในตลาดตราสารหนี้ไทยในบทความนี้ (https://www.finnomena.com/finnomena-ic/urgent-call-reduce-all-risk/)

นักลงทุนบางส่วนได้รับผลกระทบจากกรณีกองทุนรวม  TMBAM Eastspring ประกาศยกเลิกโครงการกองทุน TMBABF, TMBUSB, TMBTHANAPLUS และ กองทุน TMBBF เพื่อชำระบัญชีและคืนเงินให้กับนักลงทุน ซึ่งมีสาเหตุมาจากสภาพคล่องของตราสารหนี้ต่ำ และราคาตลาดของตราสารหนี้ผันผวนในช่วงวิกฤตการเงินที่ผ่านมา  ส่งผลให้ปริมาณการขายคืนหน่วยลงทุนมีสูงมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้จัดการกองทุนของกองทุนทั้ง 4 จึงจำเป็นต้องขายตราสารหนี้ในพอร์ตกองทุนออกมาในราคาต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมทำให้ราคาหน่วยลงทุนผันผวน

ด้วยเหตุนี้ เพื่อไม่เป็นการบังคับให้ผู้จัดการกองทุนต้องขายตราสารหนี้ในราคาไม่ดี และส่งผลให้เกิดการขาดทุนกระทบกับนักลงทุนทุกรายที่ลงทุนในกองทุน ดังนั้นทาง TMBAM Eastpring ยื่นขอยกเลิกโครงการ เพื่อให้กองทุนสามารถทยอยขายสินทรัพย์ออกได้ในราคาที่สมเหตุสมผล และส่งผลให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนดีที่สุด แต่อาจจะได้รับเงินช้าลง อย่างไรก็ตามตราสารหนี้ที่กองทุนนั้นถือครอง เป็นตราสารหนี้ระดับ Investment Grade ขึ้นไป โดยที่ผ่านมาไม่ได้มีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้แต่อย่างใด นั่นหมายถึง หากถือตราสารจนครบกำหนด ผู้ลงทุนก็จะได้เงินต้นและดอกเบี้ยคืนครบถ้วน

ส่งผลให้ 4 กองทุนดังกล่าวในพอร์ตการลงทุนนั้นไม่สามารถปรับพอร์ตการลงทุนได้ตามปรกติ จากการยกเลิกโครงการ ทำให้กองทุนไม่สามารถทำรายการซื้อ ขาย หรือ สับเปลี่ยนได้ ทั้งในกรณีลูกค้า Private Wealth Port อาทิ GAR, GIF, TOP5 และ GCP, พอร์ตการลงทุน Goal Risk Level 2, 3 และ 1st Million ทุกระดับความเสี่ยง

โดยกองทุนทั้ง 4 จะมีระยะเวลา และกำหนดการการขายคืนหน่วยลงทุนให้ลูกค้าที่ถือครองเบื้องต้นดังนี้

คำแนะนำพิเศษ : สำหรับลูกค้าที่ถือครอง 4 กองทุนที่ยกเลิกโครงการ กรณีลูกค้า Private Wealth Port และ Goal Risk Level 2, 3

รูปที่ 1 Timeline คาดการณ์การจ่ายคืนของกองทุน TMBABF, TMBBF, TMBUSB และ TMBTHANAPLUS l Source TMBAM As of 30/03/2020

ซึ่งทั้ง 4 กองทุนนั้นจะถูกทยอยขายหน่วยลงทุนคืนเข้าบัญชีรับเงินที่ลูกค้าได้ดำเนินการผูกบัญชีเอาไว้ ตามวันและเวลาดังกล่าว ส่งผลให้มูลค่าเงินลงทุนในส่วนนั้นเป็นจำนวนเงินที่ไม่อาจให้คำแนะนำการลงทุนได้ ซึ่งจะนำส่งเงินลงทุนเข้าบัญชีลูกค้าโดยตรง

FINNOMENA INVESTMENT TEAM จึงเพิ่มเติมคำแนะนำพิเศษสำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากกรณีข้างต้น ให้มีการปรับสัดส่วนพอร์ตการลงทุน (Rebalance) โดยไม่คำนึงถึงจำนวนเงินลงทุนส่วนดังกล่าว และให้คำแนะนำบนพื้นฐานการคำนวณเฉพาะสินทรัพย์ที่สามารถทำรายการซื้อ ขาย หรือ สับเปลี่ยนได้เท่านั้น เพื่อให้พอร์ตการลงทุนทั้งหมดสะท้อนมูลค่าปัจจุบันที่แท้จริง ที่ยังมีสภาพคล่อง และยังอยู่ในพอร์ตการลงทุนต่อไป

โดยที่หลังจากนี้ สำหรับลูกค้า Private Wealth อาทิ GAR, GIF, GCP และ TOP5 สามารถทยอยนำจำนวนเงินดังกล่าวกลับเข้าลงทุนได้อีกครั้งตามคำแนะนำในช่วงนั้น ๆ ได้ หรืออาจขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Line ID : @FINNOMENAPORT

ในขณะที่พอร์ตการลงทุน Goal และ 1st Million ที่เป็นพอร์ตการลงทุนแบบ Dollar Cost Average จะต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติมคือ การตั้งค่า DCA ใหม่ทุกๆ รอบให้เป็นสัดส่วนการลงทุนใหม่อันประกอบไปด้วย

1st Million

คำแนะนำพิเศษ : สำหรับลูกค้าที่ถือครอง 4 กองทุนที่ยกเลิกโครงการ กรณีลูกค้า Private Wealth Port, Goal Risk Level 2, 3 และ 1st Million ทุกระดับความเสี่ยง

Goal DCA Under 20,000

คำแนะนำพิเศษ : สำหรับลูกค้าที่ถือครอง 4 กองทุนที่ยกเลิกโครงการ กรณีลูกค้า Private Wealth Port, Goal Risk Level 2, 3 และ 1st Million ทุกระดับความเสี่ยง

Goal DCA 20,000 Up

คำแนะนำพิเศษ : สำหรับลูกค้าที่ถือครอง 4 กองทุนที่ยกเลิกโครงการ กรณีลูกค้า Private Wealth Port, Goal Risk Level 2, 3 และ 1st Million ทุกระดับความเสี่ยง

FINNOMENA Investment Team


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

ไตรมาสแรก 2020 ผ่านไป ตลาดหมีจะยาวนานแค่ไหน? ปัจจัยอะไรที่ต้องจับตา? – FINNOMENA LIVE

FINNOMENA Reporter

ดูผ่าน Facebook:
https://www.facebook.com/finnomena/posts/1199599240385711

ดูผ่าน Youtube:
https://youtu.be/514Zm8Sph30

ไตรมาสแรก 2020 ผ่านไป ตลาดหมีจะยาวนานแค่ไหน? ปัจจัยอะไรที่ต้องจับตา?

พิเศษ! พบกลยุทธ์การลงทุนในเดือนเมษายน 2563 ” A crossover of fiscal and monetary policy” ลงทุนอย่างไรในสถานการณ์แบบนนี้?

คุยข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • เกิดอะไรขึ้นดาวโจนส์ดิ่งกว่า 900 จุด!?
  • ทำไม? จ้างงานสหรัฐหดตัวครั้งแรกรอบ 10 ปี!
  • ยังไง? การบินไทย ให้พนักงานหยุด 2 เดือน!
  • SSF พยุงหุ้นได้แค่ไหน?

ติดตาม FINNOMENA LIVE ย้อนหลังตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

สถานการณ์การแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโดยรวมของทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง เมื่อประกอบกับสงครามราคาน้ำมันซึ่งอยู่ในภาวะอุปทานล้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่งผลให้ความกังวลในตลาดการลงทุนเพิ่มขึ้นทั่วโลก

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 1 นโยบายการเงินที่ Fed ดำเนินการในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา l Source :  Bloomberg As of 01/04/2020

อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางและรัฐบาลทั่วโลกต่างทราบถึงปัญหาจากทั้ง 2 ปัจจัยนี้ และเริ่มดำเนินนโยบายในเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ที่ดำเนินนโยบายการเงินแบบฉุกเฉินเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนดังกล่าวถึง 7 ครั้งด้วยกัน ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลได้บางส่วน ประกอบกับการปรับตัวลงของสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้นักลงทุนเริ่มหันมาสนใจสินทรัพย์เสี่ยงในเชิงเทคนิค จึงเป็นผลให้ตลาดปรับตัวเป็นบวกได้

FINNOMENA Investment Team มีมุมมองว่าการปรับตัวขึ้นดังกล่าวเป็นการปรับตัวขึ้นในเชิงเทคนิค (Bear Market Rally) ท่ามกลางตลาดซึ่งมีแนวโน้มระยะยาวที่ยังเป็น Bear market เท่านั้น ซึ่งหมายถึงเป็นการปรับตัวขึ้นระยะสั้นเพื่อปรับตัวลงต่อ ทำให้ยังคงแนะนำกระจายความเสี่ยงเพื่อรักษาอำนาจการซื้อ และสภาพคล่องเพื่อรอคอยจังหวะที่เหมาะสมต่อไป

เชื้อไวรัสและราคาน้ำมันส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหนักหน่วง

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 2 จำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกและรายประเทศ l Source : FINNOMENA COVID As of 31/03/2020

อัตราผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป เป็นผลให้หลายประเทศในยุโรปต้องใช้มาตรการ lockdown เช่นเดียวกับภูมิภาคเอเชียที่ถึงแม้จะมีแนวโน้มที่ดีกว่า แต่หลายประเทศเริ่มใช้มาตรการ lockdown สถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อภาคเศรษฐกิจทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งห่วงโซ่อุปทานที่ชะงักงัน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งกระทบรุนแรงต่อรายได้และกำไร

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 3 จำนวนตราสารหนี้ของบริษัทที่มีการซื้อขายในตลาด ณ ปัจจุบันและเข้าข่ายต้องปรับโครงสร้าง (Distressed debt) l Source : Bloomberg As of 30/3/2020

สัญญาณความกังวลเริ่มปรากฏผ่านส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (OAS Spread) ทั้ง Investment grade และ High yield ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากความกังวลสภาพทางการเงินของบริษัท นักลงทุนเทขายหุ้นกู้เอกชนและเข้าลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว (Developed market) ล่าสุดจำนวนหุ้นกู้ของบริษัทที่เข้าข่ายต้องปรับโครงสร้าง (Distressed debt) ได้เพิ่มจำนวนขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับวิกฤติปี 2008 ด้วยจำนวน 1,595 หลักทรัพย์ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 899,200 ล้านดอลลาร์ กระจายในทุกอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพลังงานยานยนต์ บันเทิง หรือแม้กระทั่งสื่อสาร

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 4 จำนวนตราสารหนี้ของบริษัทที่มีการซื้อขายในตลาด ณ ปัจจุบันและเข้าข่ายต้องปรับโครงสร้าง (Distressed debt) รายอุตสาหกรรม l Source : Bloomberg As of 30/3/2020

เมื่อพิจารณาจำนวนหุ้นกู้ของบริษัทที่เข้าข่ายต้องปรับโครงสร้าง (Distressed debt) ที่เพิ่มขึ้นมาตลอดครึ่งหลังของเดือนมีนาคม พบว่ามีบริษัทในกลุ่มพลังงานเป็นสัดส่วนหลัก นอกจากแรงกดดันของอุปสงค์ที่น้อยลงแล้ว ยังได้รับผลกระทบจากประเด็นสงครามราคาน้ำมันที่กดดันรายได้บริษัทธุรกิจพลังงาน

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 5 ดัชนี MSCI World Index, MSCI World Energy Sector Index เทียบราคาน้ำมัน และ OAS Spread ของ Investment Grade และ High Yield ของบริษัทกลุ่มพลังงานในสหรัฐฯ l Source Bloomberg As of 27/03/2020

ส่งผลให้มีแรงเทขายหุ้นกลุ่มพลังงานในปริมาณที่สูง ปรับตัวลงต่ำที่สุดกว่า 59% สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับตราสารหนี้ในกลุ่มดังกล่าวที่มีแรงเทขายจนส่งผลให้ Option Adjust Spread (OAS) ซึ่งเป็นดัชนีบ่งชี้ความกังวลการผิดนัดชำระหนี้ปรับเพิ่มสูงขึ้นกว่า 20%

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 6  ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลเอกวาดอร์, อาร์เจนติน่า และกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ I Source : Bloomberg As of 26/3/2020

ไม่เพียงแต่บริษัทเอกชนที่ถูกกดดันจาก 2 ปัจจัยที่กล่าวมา พันธบัตรของประเทศตลาดเกิดใหม่เป็นอีกสินทรัพย์ที่ส่งสัญญาณออกมาเช่นกัน ล่าสุดประเทศเอกวาดอร์มีแนวโน้มสูงที่จะพิจารณาผิดนัดชำระหนี้จำนวน 320 ล้านดอลลาร์ ที่จะครบกำหนดชำระหนี้ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้ความสำคัญต่อปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส

แบงค์ชาติเซอร์ไพร์ส คาดเศรษฐกิจไทยปีนี้หดตัว 5.3%

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 7 อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย  l Source : Bloomberg As of 01/04/2020

เศรษฐกิจไทยยังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว การบริโภคภายใน หรือแม้กระทั่งการส่งออก ทำให้นักลงทุนทั้งในและนอกประเทศเกิดความกังวลต่อสภาพทางการเงินของบริษัทจึงเทขายทั้งหุ้นและหุ้นกู้ออกมาตลอดเดือนมีนาคม

ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) จึงมีมติลดอัตราดอกเบี้ยแบบฉุกเฉินจาก 1.00% มาที่ 0.75% พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือกองทุนตราสารหนี้หลังเผชิญแรงเทขายหน่วยลงทุนและสภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้ที่ลดลงอย่างมาก

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 8 ประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย l Source : ธนาคารแห่งประเทศไทย As of 25/03/2020

นอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยยังปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2563 จากเดิมคาดขยายตัวที่ +2.8% เป็นหดตัว -5.3% อีกทั้งยังระบุว่านโยบายการคลังจะเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้  ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษี ช่วยเหลือแรงงานนอกระบบ การพักชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจในไทยและทั่วโลกจากการแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 จะยังคงสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโดยเฉพาะการบริโภค เป็นผลไปยังภาคการส่งออกของไทย และมีแนวโน้มที่เศรษฐกิจของประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะ Technical Recession สร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงินและค่าเงินบาท

ทั่วโลกออกมาตรการกระตุ้นทั้งการเงินการคลังขนาดใหญ่

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 9 อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ  l Source : Bloomberg As of 01/04/2020

ธนาคารกลางสหรัฐฯ หันกลับมาใช้นโยบายแบบผ่อนคลายอย่างเต็มตัว เริ่มด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาแตะระดับ 0-0.25% รวมแล้วตลอดเดือนมีนาคม ลดอัตราดอกเบี้ยลงมา 1.5% พร้อมกับเพิ่มวงเงินเข้าซื้อสินทรัพย์การเงิน (QE) แบบไม่จำกัด ที่นอกจากจะเข้าซื้อพันธบัตรแล้วยังครอบคลุมไปยังหุ้นกู้เอกชน อีกทั้งกลับมาเข้าซื้อ Commercial MBS และอัดฉีดสภาพคล่องให้ภาคธนาคารผ่านตลาด Repo และลดอัตราดอกเบี้ย Repo จากระดับ 0.1% มาที่ 0%

นอกจากนี้ยังใช้มาตรการกระตุ้นที่คล้ายคลึงกับนโยบายการคลัง โดยตั้งวงเงินกู้สำหรับธุรกิจบางประเภท และเงินกู้พิเศษสำหรับประชาชน

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 10 อัตราดอกเบี้ยที่ถูกปรับลดนับตั้งแต่วันที่ 01/01/2020 (basis point) l Source : Bloomberg As of 30/03/2020

ไม่เพียงแต่ Fed ที่ใช้มาตรการการเงินชุดใหญ่ออกมาเพื่อรับมือผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส แต่ธนาคารกลางทั่วโลกเลือกใช้การผ่อนคลายนโยบายการเงินเช่นเดียวกัน เมื่อรวมการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา พบว่าโดยรวมปรับลดลงมาแล้วประมาณ 80 bps โดยเป็นธนาคารกลางของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกว่า 100 bps

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 11 PBOC Repo rate และ Net Injection l Source : Bloomberg As of 30/03/2020

ล่าสุดวันที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย Repo อายุ 7 วัน มาที่ 2.2% จาก 2.4% พร้อมอัดฉีดเงินเข้าตลาด Repo จำนวน 50,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ระบบการเงินในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัส

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 12 ขนาดมาตรการกระตุ้นทางการคลังเทียบกับขนาด GDP l Source : Goldman Sachs As of 30/03/2020

ช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา วุฒิสภาสหรัฐฯ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อนุมัติร่างมาตรการกระตุ้นครั้งใหญ่ ด้วยวงเงินกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 13 รายละเอียดมาตรการกระตุ้นทางการคลังจำนวน 2 ล้านล้านดอลลาร์ l Source Visual Capitalist As of 30/03/2020

ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินเยียวยาโดยตรงให้ประชาชน รวมไปถึงผู้ว่างงาน รวมแล้วกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์ และกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจการบินและอากาศยาน เตรียมงบประมาณไว้สำหรับเป็นสินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดเล็กประมาณ 377,000 ล้านดอลลาร์ อัดฉีดงบประมาณแก่รัฐบาลท้องถิ่นกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์ เช่นเดียวกับโรงพยาบาลกว่า 179,500 ล้านดอลลาร์

ไม่ใช่เพียงสหรัฐฯ ที่อัดฉีดมาตรการการคลังขนาดใหญ่ซึ่งมีขนาดประมาณ 7.5% ของ GDP แต่หากนับรวมทั่วโลกแล้วนโยบายการคลังที่นำมาใช้คิดเป็น 3.6% ของ GDP โลก โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วใช้นโยบายการคลังรวมกันคิดเป็น 4.7% ของตัวเลข GDP

ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวด้วยความหวังจากมาตรการกระตุ้น

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 14 ดัชนี S&P 500 ระหว่างวันที่ 01/09/2008 – 01/01/2009 l Source: Bloomberg As of 30/03/2020

ในระยะสั้นตลาดตอบรับข่าวที่มีการเปิดเผยออกมา โดยเฉพาะตัวเลขผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯ และยุโรปที่พุ่งขึ้น ซึ่ง Fed ได้รับมือต่อผลกระทบด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและหันกลับมาใช้นโยบาย QE ด้วยปริมาณที่ไม่จำกัด (Limitless QE) โดยตลาดไม่ได้คาดว่า Fed จะใช้มาตรการนโยบายการเงินขนาดใหญ่อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนขนาดนี้ เช่นเดียวกับมาตรการการคลังขนาด 2 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ผ่านการอนุมัติเป็นที่เรียบร้อย

ซึ่งเมื่อมองผ่านรูปแบบการปรับตัวลงของตลาดหุ้นในวิกฤตรอบที่ผ่านมา จะพบว่า มีแรงซื้อเข้ามาเป็นระยะ ๆทำให้เกิด Bear Market Rally ในบางช่วง ซึ่งไม่ได้ยืนยันว่า ตลาดหุ้นจะกลับมาเป็นขาขึ้น จนกว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดในวิกฤต ณ ตอนนั้นจะได้รับการแก้ไข หรือ คลายความกดดันได้อย่างแท้จริง

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 15 Fed, ECB & BOJ Balance Sheet to GDP และคาดการณ์ขนาด Fed Balance Sheet l Source : Bloomberg As of 01/04/2020

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ได้คาดการณ์ว่าขนาดสินทรัพย์ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed Balance Sheet) จะเพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าจุดสูงสุดเดิมที่เคยมีมาถึง 2 เท่า (4.5 ล้านล้านดอลลาร์) 

มาตรการชุดใหญ่ขนาดนี้ เพียงพอหรือไม่?

สำหรับมาตรการกระตุ้นที่ประกาศออกมาแล้ว FINNOMENA Investment Team มองว่ามีโอกาสที่จะไม่เพียงพอที่จะรับมือต่อผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส เนื่องจากยังไม่สามารถประเมินขอบเขตของการระบาดทั้งในแง่ของจำนวนผู้ติดเชื้อและระยะเวลา

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 16 นโยบาย Yield curve control ที่ Fed เคยดำเนินการในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 l Source : Bloomberg As of 01/04/2020

มีโอกาสที่หลังจาก Fed ใช้มาตรการทางการเงินทั้งการลดดอกเบี้ยและเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน (QE) แล้ว เฟดจะเริ่มใช้นโยบาย Yield curve control ซึ่งเป็นนโยบายที่ถูกใช้มาแล้วในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกทั้งในปัจจุบันธนาคารกลางญี่ปุ่นกำลังดำเนินนโยบายดังกล่าวเช่นเดียวกัน

โดยปกติธนาคารกลางมักจะเข้าซื้อพันธบัตรระยะสั้นเพื่อควบคุมอัตราดอกเบี้ยสำหรับการกู้ยืมเงินระหว่างสถาบันการเงิน ซึ่งมักมีความสัมพันธ์กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้น ดังนั้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยของการกู้ยืมเงินอยู่ในระดับต่ำและสามารถคาดการณ์ได้ ก็เป็นการหนุนให้นักลงทุนไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทประกันให้เข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวในลักษณะเก็งกำไรซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มสถาบันการเงิน

เมื่อภาครัฐมั่นใจได้ว่าจะมีแรงซื้อเข้ามาในพันธบัตรระยะยาวก็ทำให้ภาครัฐสามารถกู้ยืมเงินเพิ่มขึ้นได้ผ่านการออกพันธบัตรระยะยาว แล้วจึงนำเงินที่ได้จากการออกพันธบัตรไปใช้เพื่อมาตรการกระตุ้นทางการคลัง

จากสถานการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมด คาดได้ว่าจะมีอีกหลายประเทศที่ต้องใช้มาตรการ lockdown เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนทางเศรษฐกิจ  แม้จะมีมาตรการกระตุ้นออกมาเพื่อรับมือผลกระทบแต่ด้วยสถานการณ์ที่ยังไม่สามารถจำกัดขอบเขตได้ ทั้งด้านตัวเลขผู้ติดเชื้อและระยะเวลา  ส่งผลให้หลายฝ่ายคาดการณ์ในทิศทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะหดตัวอย่างน้อยในไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี (Technical Recession) ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระยะต่อไป

สินทรัพย์ทางเลือกและสินทรัพย์ปลอดภัยยังน่าจับตามอง

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 17 อัตราการปันผล, Yield Spread และ ดัชนี SEPREIT Index l Source : Bloomberg As of 01/04/2020

ผลจากการปิดอาคารและสถานที่ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า สถานที่ท่องเที่ยว หรือสำนักงาน สร้างแรงกดดันต่อดัชนี SETPREIT ที่เป็นดัชนีกองทุนรวมอสังหาฯ และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ให้ปรับตัวลงตามตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกันอัตราการปันผลเฉลี่ย 12 เดือนย้อนหลังปรับตัวขึ้นมาที่ประมาณ 7.15% สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2018

อย่างไรก็ตาม FINNOMENA Investment Team ยังติดตามสถานการณ์พร้อมประเมินผลที่จะกระทบต่ออัตราการปันผลในอนาคต เพื่อประเมินจุดที่น่าสะสม ซึ่งมักจะสร้างผลตอบแทนได้น่าสนใจหลังผ่านพ้นช่วงที่เศรษฐกิจมีภาวะหดตัว

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 18 ราคาทองคำ, ปริมาณการถือครองทองคำของกองทุน ETF และ Vix Index l  Source : Bloomberg As of 01/04/2020

ในขณะที่ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่มีความน่าสนใจในภาวะวิกฤติ แม้ราคาจะยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นไปยืนในระดับสูงสุดได้ แต่ปริมาณทองคำที่ถูกถือครองโดยกองทุน ETF ปรับตัวขึ้นทะลุระดับสูงสุดไปเรียบร้อยแล้ว พร้อมกันนั้นระดับ VIX Index พุ่งตัวขึ้นไปที่ 65.54 จุด ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงวิกฤติปี 2008 จึงนับได้ว่าเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ความกังวลของนักลงทุนในตลาดได้เป็นอย่างดี

วิกฤตย่อมเสนอโอกาสให้นักลงทุนอยู่เสมอ

FINNOMENA Investment Team คาดว่าผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่สามารถจำกัดขอบเขตได้ จึงต้องติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยในช่วง 1-3 เดือนหลังจากนี้ เราพบว่า มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยสำคัญที่ตลาดตราสารหนี้จะพบกับปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ในบริษัทต่างประเทศ ที่ประสบปัญหามาอยู่ก่อนวิกฤต Covid-19 และถูกซ้ำเติมด้วยการขาดสภาพคล่อง ณ ตอนนี้

FINNOMENA Investment Team มีมุมมองว่าตลาดการเงินโลกยังอยู้ในภาวะ Risk off ขณะเดียวกันก็ประเมินสถานการณ์พร้อมทั้งกำหนดจุดกลับเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้งเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย หรือ Valuation อยู่ในระดับที่ต่ำมาก ตามแผนการที่เรากำหนดไว้ดังนี้

1. ปัจจัยกดดันตลาดส่งสัญญาณคลี่คลาย

หากสถานการณ์เชื้อไวรัส COVID-19 เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เช่น ผู้ติดเชื้อทั่วโลกต่อวันลดลงอย่างมีนัยยะ หรือมีการค้นพบวัคซีนและยารักษาที่สามารถนำมาใช้การได้จริง

2. เมื่อระดับ Valuation ต่ำอย่างมีนัยสำคัญ

แม้สถานการณ์ COVID-19 อาจยังไม่คลี่คลาย แต่หากสินทรัพย์ทั่วโลกปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องส่งผลให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง

โดยในเบื้องต้น FINNOMENA Investment Team ประเมินจุดที่น่าสะสมสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งอยู่ในตลาดที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่าง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จีน และไทย ดังนี้

SET Index

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 19 Trailing EPS, P/E และกราฟของดัชนี SET Index  l Source Bloomberg As of 19/03/2020

ดัชนี SET มีระดับ 12 Months trailing EPS ที่ 85.99 บาทต่อหุ้น และใช้อัตราส่วน P/E จากในอดีตที่ 10.66, 10.45 และ 6.45 เท่า ทำให้ได้เป้าหมายราคาที่ 916.55, 898.59 และ 554.63 จุด ตามลำดับ

S&P 500 Index

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 20 Trailing EPS, P/E และกราฟของดัชนี S&P 500  l Source Bloomberg As of 19/03/2020

ดัชนี S&P500 มีระดับ 12 Months trailing EPS ที่ 151.88 ดอลลาร์ต่อหุ้น และใช้อัตราส่วน P/E จากในอดีตที่ 12.61 และ 12.07 เท่า ทำให้ได้เป้าหมายราคาที่ 1,915.20 และ 1,833.19 จุด ตามลำดับ

CSI300 Index

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 21 Trailing EPS, P/E และกราฟของดัชนี CSI300  l Source Bloomberg As of 19/03/2020

ดัชนี CSI300 มีระดับ 12 Months trailing EPS ที่ 281.66 หยวนต่อหุ้น และใช้อัตราส่วน P/E จากในอดีตที่ 12.17 และ 11.43 เท่า ทำให้ได้เป้าหมายราคาที่ 3,427.80 และ 3,219.38 จุด ตามลำดับ

นอกจากนั้นแล้วตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นว่า แม้ในช่วงที่ตลาดการลงทุนอยู่ในแนวโน้มขาลง ตลาดก็ยังสามารถมีจังหวะการปรับตัวขึ้นได้ในระยะสั้นที่เรียกว่า Bear Market Rally ซึ่งในส่วนนี้ FINNOMENA Investment Team จะติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อทำการแนะนำในเชิง Tactical Call เพื่อให้ลูกค้าได้รับโอกาสการลงทุนสูงสุด

พอร์ตการลงทุนแนะนำของ FINNOMENA

พอร์ตการลงทุนของ FINNOMENA ในเดือนเมษายนยังคงอยู่ในรูปแบบระมัดระวังตัวเป็นหลัก โดยมีคำแนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตการลงทุนจากกองทุนรวมตราสารหนี้ ซึ่งมีการถือครองหุ้นกู้ไปยังกองทุนตลาดเงิน หรือ ตราสารหนี้ระยะสั้นที่ลงทุนในพันธบัตรภาครัฐ และเงินฝากเป็นหลักแทน เพื่อลดผลกระทบที่อาจได้รับจากสภาวะสภาพคล่องตึงตัวในตลาดตราสารหนี้ไทย และถือเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรอจังหวะการลงทุนอีกครั้ง

โดยกองทุนที่ FINNOMENA แนะนำให้เข้าลงทุนทดแทนได้แก่ SCBTMFPLUS-I และ K-CASH ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลมากกว่า 85% ขึ้นไป มีสภาพคล่องสูง และเข้าเกณฑ์การสนับสนุนสภาพคล่องของ ธปท.และ ก.ล.ต. อีกทั้งยังคงมี Fundflow เข้าซื้ออย่างต่อเนื่อง

สัดส่วนการลงทุน

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 22 สัดส่วนการลงทุนของกองทุน SCBTMFPLUS-I และ K-CASH l Source Thaibma As of 27/03/2020

Fundflow และ ขนาดของกองทุนรวม

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 23 Asset Size และ Fundflow ของกองทุน SCBTMFPLUS-I และ K-CASH l Source Thaibma As of 27/03/2020

FINNOMENA Recommendation

พอร์ตการลงทุน GAR, TOP 5, GCP, GIF และ SET IMMUNITY

FINNOMENA Investment Team แนะนำ ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุนที่มีน้ำหนักลงทุนในหุ้นกู้เอกชน เพื่อลดความเสี่ยง และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล เพื่อรักษาสภาพคล่อง และสร้างความปลอดภัยให้กับเงินลงทุนให้มากที่สุด เพื่อเตรียมหาจังหวะการลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะสมต่อไปในอนาคต

GAR (Global Absolute Return)

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

แนะนำลดสัดส่วน PRINCIPAL DPLUS-A 20% (ทั้งหมด), แนะนำลดสัดส่วน TISCOSTF 10% (ทั้งหมด), เพิ่มสัดส่วน K-CASH 30%

แนะนำลดสัดส่วน TMBTM 30% (ทั้งหมด), เพิ่มสัดส่วน SCBTMFPLUS-I 30%

GIF (Global Income Focus)

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

แนะนำลดสัดส่วน LHSTPLUS 10% (ทั้งหมด), แนะนำลดสัดส่วน TMBTM 10% (ทั้งหมด),

เพิ่มสัดส่วน SCBTMFPLUS-I 10%

TOP5

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

แนะนำลดสัดส่วน ASP 20% (ทั้งหมด),แนะนำลดสัดส่วน SCBSFFPLUS-I 20% (ทั้งหมด)

เพิ่มสัดส่วน SCBTMFPLUS-I 40%

แนะนำลดสัดส่วน PRINCIPAL DPLUS-A 20% (ทั้งหมด) ,แนะนำลดสัดส่วน TMBTM 20% (ทั้งหมด),

 เพิ่มสัดส่วน K-CASH 40%

GCP (Global Conservative Port)

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

แนะนำลดสัดส่วน KFAFIX-A 25% (ทั้งหมด), เพิ่มสัดส่วน K-CASH 25%

แนะนำลดสัดส่วน PHATRA PLUS 10% (ทั้งหมด), แนะนำลดสัดส่วน PRINCIPAL DPLUS-A 10% (ทั้งหมด), แนะนำลดสัดส่วน TMBTM 10% (ทั้งหมด), เพิ่มสัดส่วน SCBTMFPLUS-I 30%

SET Immunity

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

แนะนำลดสัดส่วน KFAFIX-A 40% (ทั้งหมด), เพิ่มสัดส่วน SCBTMFPLUS-I 40%

Money Plus

แนะนำลดสัดส่วน TMBTM 50% (ทั้งหมด), เพิ่มสัดส่วน K-CASH 50% 

Plus

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

แนะนำลดสัดส่วน TMBTM 100% (ทั้งหมด), เพิ่มสัดส่วน K-CASH 100% 

พอร์ต GOAL & 1stM

สำหรับพอร์ต GOAL & 1stM ซึ่งเป็นพอร์ตสำหรับการลงทุนต่อเนื่องในระยะยาว เราแนะนำให้ปรับพอร์ตส่วนตราสารหนี้ไทยทั้งหมดไปที่กองทุน PHATRA MP

ทั้งนี้สำหรับกองทุน TMBABF ซึ่งล่าสุดทาง TMBAM Eastspring ตัดสินใจปิดกองทุนเพื่อชำระบัญชีนั้น ในส่วนของเงินลงทุนเดิมของนักลงทุน ทาง TMBAM Eastspring จะทยอยคืนเงินลงทุนให้ในระยะเวลาประมาณ 90 วัน ซึ่งเมื่อได้รับเงินลงทุนคืนแนะนำให้นักลงทุนต่อใน PHATRA MP

ขณะที่เงินลงทุนใหม่ และเงินลงทุนเพิ่มรายเดือนทาง FINNOMENA แนะนำให้ลงทุนใน PHATRA MP

DCA 20,000 Up

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

แนะนำลดสัดส่วน KFAFIX-A และ TMBABF ทั้งหมด เพิ่มสัดส่วน PHATRA MP แทน ในพอร์ต Goal Lv.1-3

DCA Under 20,000

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

แนะนำลดสัดส่วน KFAFIX-A และ TMBABF ทั้งหมด เพิ่มสัดส่วน PHATRA MP แทน ในพอร์ต Goal Lv.1-3 

1st Million

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

แนะนำลดสัดส่วน TMBABF ทั้งหมด เพิ่มสัดส่วน PHATRA MP แทน ในพอร์ต 1st Million ทุกระดับความเสี่ยง

Performance Review

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

รูปที่ 24 Global Asset & FINNOMENA Port Performance  l Source Bloomberg As of 26/03/2020

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาตลาดการลงทุนทั่วโลกมีความผันผวนในระดับที่สูง จากการแพร่ะกระจายของไวรัส COVID-19 ทั่วโลกในอัตราเร่งที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก่อให้เกิดแรงเทขายในทุกสินทรัพย์ ไม่เว้นแม้กระทั่งทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เพื่อแปลงสินทรัพย์เหล่านั้นเป็นเงินสด

อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการเงินจากธนาคารกลาง และนโยบายการคลังจากรัฐบาล สามารถช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้บางส่วน ส่งผลให้เกิดภาวะ Technical Rebound ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงกลับมาปรับตัวลดลงน้อยกว่าในช่วงกลางเดือนมีนาคม

ขณะที่พอร์ตการลงทุนของ FINNOMENA ได้มีการแนะนำปรับพอร์ตการลงทุนลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมดในช่วงวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา และเข้าลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นหลักแทน ส่งผลให้สามารถจำกัดผลการขาดทุนลงได้อย่างมีนัยยสำคัญ พร้อมกับคงการถือครองเงินสดเพื่อจับจังหวะการลงทุนเมื่อถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งในเชิงสถานการณ์คลี่คลาย และระดับ Valuation ที่น่าสนใจอีกครั้ง

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT

Technical View

S&P 500 (Daily Chart as of 2 Apr 2020)

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

NASDAQ (Daily Chart as of 2 Apr 2020)

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

CSI 300 (Daily Chart as of 2 Apr 2020)

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

ISHARES MSCI All Country Asia Ex Japan (Daily Chart as of 2 Apr 2020)

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

SET Index (Daily Chart as of 2 Apr 2020)

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

SET REITs & Property (Daily Chart as of 2 Apr 2020)

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

GOLD (Daily Chart as of 2 Apr 2020)

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

WTI Crude Oil (Weekly Chart as of 2 Apr 2020)

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

Dollar Index (Daily Chart as of 2 Apr 2020)

FINNOMENA PORT Strategy เดือนเมษายน 2020 : A crossover of fiscal and monetary policy

FINNOMENA Investment Team

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

ทำความรู้จัก DeFi: เมื่อโลกการเงินไร้พรมแดน

BitKub
ทำความรู้จัก DeFi: เมื่อโลกการเงินไร้พรมแดน

เกิดเป็นกระแสพูดถึงในวงกว้างถึงแนวคิด Decentralized Financial หรือ “โลกการเงินไร้ตัวกลาง” ขึ้นในงาน DeFi Summit ซึ่งเป็นงานนิทรรศการอย่างหนึ่งที่ถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2018 ที่ San Francisco โดยในนิทรรศการในครั้งนั้นได้มีการรวมตัวของนักพัฒนามากมาย

ในนิทรรศการนั้นมีกลุ่มนักพัฒนาและกลุ่มคนทั่วไปที่สนใจแนวคิดเดียวกันนี้ได้มีการพูดถึงแนวคิดของโลกการเงินในอุดมคติที่ไร้พรมแดนและความเป็นไปได้ของแพลตฟอร์มด้านการเงินที่ปราศจากตัวกลาง และได้มีการตั้งกลุ่ม DeFi Network community ขึ้นมาในที่สุด

แท้จริงแล้ว DeFi คืออะไรล่ะ?

หากพูดถึง Decentralized Financial นั้นเป็นการเรียกระบบต่างๆ ในโลกการเงินแบบไร้ตัวกลางเกือบทุกรูปแบบ  อาทิ  การค้ำประกัน การปล่อยกู้ การโอน ไปจนถึงมรดก

ทั้งนี้หากมีการกล่าวถึงระบบการเงินแบบเก่า ๆ การทำธุรกรรมดังที่กล่าวไปข้างต้นต้องมีการดำเนินการผ่านทางธนาคารหรือองค์กรต่าง ๆ ซึ่งในบางครั้งต้องใช้เวลาในการดำเนินการประมาณหนึ่งรวมไปถึงการใช้สินทรัพย์และเครดิตหลายอย่างในการยื่นกู้หรือทำธุรกรรม หรือพูดง่าย ๆ ก็คือในระบบแบบเก่า ๆ นั้นการจะทำธุรกรรมใด ๆ ก็ตามมัก “มีตัวกลางเข้ามาเกี่ยวข้อง” ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น การโอนเงินข้ามประเทศ การขอกู้เงิน การทำสัญญาค้ำประกัน

ระบบการเงินแบบเดิม

  • เมื่อมีการทำธุรกรรมผ่านตัวกลางอย่างธนาคาร นอกจากทางหน่วยงานนี้จะต้องเป็นผู้ทำธุรกรรมแล้วยังมีหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบอีกด้วย
  • เปรียบเสมือนธนาคารเป็นศูนย์กลางของข้อมูลทั้งหมดที่ทางผู้ใช้จำเป็นต้องไว้เนื้อเชื่อใจ
  • หากมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาก็จะมีการเปิดให้ตรวจสอบเท่าที่ตรวจสอบได้เท่านั้น
  • มีขั้นตอนและระบบที่ค่อนข้างละเอียดเพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ส่งและผู้รับ บางครั้งใช้ระยะเวลาในการดำเนินการมาก
  • การทำธุรกรรมบางอย่าง เช่น การขอกู้หรือค้ำประกัน ทางผู้ใช้บริการต้องมีการให้ข้อมูลส่วนตัวหรือนำหลักฐานและเครดิตจำนวนมากมาแสดง
  • ดูเผินๆ อาจรู้สึกว่าการติดต่อกับธนาคารนั้นเป็นธุระและข้อมูลส่วนตัว แต่แท้จริงแล้วข้อมูลทุกคนอยู่ในกำมือทั้งหมดของธนาคารนั่นแหละ (อย่างที่มีข่าวออกมาเป็นระยะเรื่องมีการทำธุรกรรมกับธนาคารบางแห่งได้ไม่นานแล้วจู่ๆ ก็เริ่มมีประกันโทรมา)

ระบบการเงินด้วยแนวคิด DeFi

  • ทุกคนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ (หรือใช้บริการแพลตฟอร์มที่ให้บริการ) นั้นเท่ากับทุกคนจะมีสิทธิ์เข้าถือข้อมูลในระบบอย่างเท่าเทียมกัน เช่น บัญชีและรายการธุรกรรมต่างๆ (แน่นอนว่าสิ่งที่แสดงความเป็นเจ้าของสินทรัพย์เหล่านี้คือรหัสทางอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้นไม่ได้มีข้อมูลละเอียดขนาดชื่อ ที่อยู่ของเจ้าตัวจริงๆ)
  • ตรวจสอบข้อมูลและความน่าเชื่อถือได้โดยการนำข้อมูลไปตรวจสอบกับข้อมูลที่ผู้ใช้หลายๆ คนมีอยู่ในมือ
  • ความเป็นอิสระและความยืดหยุ่นในการแลกเปลี่ยนและทำธุรกรรมที่มีความเป็นอิสระสูงมาก
  • โดยมากทางระบบแทบจะไม่ขอเครดิตหรือข้อมูลผู้ใช้มากนัก เพียงแค่คุณมีคุณสมบัติหรือจำนวนเหรียญในกระเป๋าเท่านั้น!
  • ประหยัดเวลา ใช้ระยะเวลาเพียงหลักนาทีไปถึงชั่วโมงในการยื่นทำธุรกรรม แม้กระทั่งการกู้และค้ำประกันก็ตาม

ในอีกแง่หนึ่งก็สามารถเรียกได้ว่า ระบบการเงินแบบ DeFi เป็นเสมือนการเอาข้อมูลการทำธุรกรรมที่กระจายเก็บไว้ในหลาย ๆ จุด มาตรวจสอบได้อย่างพร้อม ๆ กัน  สิ่งนี้ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยลดระยะเวลาในการทำธุรกรรมใด ๆ ลง  แถมยังช่วยชูจุดเด่นในด้านความโปร่งใสของข้อมูลชุดนึงที่มีการจดบันทึกไว้หลายที่ ทำให้สามารถตรวจสอบได้ง่ายด้วยตนเอง

DeFi กับระบบของ Ethereum

จริงๆ แล้วแนวคิด DeFi นั้น ผู้คนต่างให้ความสนใจเป็นวงกว้างและมีการนำแนวคิดตรงนี้ไปต่อยอดพัฒนาแอปพลิเคชั่นและระบบมากมาย  แต่ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหนึ่งในระบบที่มีการนำมาต่อยอดพัฒนาวงการการเงินไร้ตัวกลางหลากหลายสาขานั้นเกิดขึ้นบนบล็อคเชนของ “Ethereum” โดยหลาย ๆ แอปลิเคชั่นนั้นก็มีการปล่อยเหรียญให้กู้ยืมเป็น Stablecoin ที่ถูกค้ำประกันด้วยเหรียญหลากหลายชนิด (โดยผู้ใช้ท่านอื่นๆ ที่เอาเหรียญตัวเองมาปล่อยกู้)

ในปัจจุบันพบว่าระบบนิเวศของเหรียญ Ethereum มีเหรียญในระบบมากกว่า 2% ที่ถูกนำไปหมุนเวียนใช้ในระบบนิเวศของ DeFi (รวมถึงเหรียญอื่น ๆ ใน ERC-20 อาทิ Synthetix, MakerDAO,IDEX และอื่นๆ)

มูลค่าของระบบนิเวศ DeFi ของ Ethereum

จากภาพตัวอย่างด้านล่างจะเห็นว่าในปัจจุบันมูลค่าของระบบ DiFi นั้นพุ่งไปสูงถึง $1.13 Billion เลยทีเดียว โดยแอปพลิเคชั่นที่มีมูลค่าสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ Maker , Compound , Synthetix

ทำความรู้จัก DeFi: เมื่อโลกการเงินไร้พรมแดน

ภาพจาก https://defipulse.com/ (ถ่ายเมื่อ 19 ก.พ. 2563)

แอปพลิเคชั่นตัวท็อปมีอะไรบ้าง?

1. MakerDAO กับแนวคิดการสร้าง Stablecoin

เดิมทีการสร้าง Stablecoin หรือการสร้างสกุลเงินที่สามารถ “คงมูลค่า” และใช้เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการนั้น  ในอดีตมีเพียงรัฐบาลของแต่ละประเทศเท่านั้นที่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวการออกสกุลเงินต่างๆ ได้  โดยการใช้ทองคำ, พันธบัตร, เครดิตต่างๆ ค้ำประกัน  แต่ในโลกของระบบ Decentralized

ระบบจะแทนค่า 1 DAI = 1 ETH และแม้ราคาของ ETH จะไม่ค่อยคงที่ก็ไม่เป็นปัญหา ด้วยระบบ Smart Contract ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ

2. Compound ระบบการกู้ยืมเงินแบบ Decentralized

คล้ายกับระบบของ MakerDao แต่เป็นระบบกู้ยืมเงินที่ทางผู้ใช้สามารถนำเหรียญสกุลอะไรก็ได้ที่ทำงานอยู่บนบล็อคเชนของ ETH ไปค้ำประกันเพื่อแลกเหรียญดิจิทัลสกุลอื่นๆ ในระบบ และรายได้ของผู้ที่นำเหรียญมาปล่อยกู้จะเป็นดอกเบี้ยจะถูกคำนวนจาก Demand และ Supply ในระบบ

3.     Synthetix กับการจำลองสินทรัพย์เข้าสู่โลกของดิจิทัล

ได้มีการสร้างระบบที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถนำสินทรัพย์ (เหรียญสกุลดิจิทัล) ของตนเองมาค้ำประกันเพื่อสร้าง “สินทรัพย์จำลองขึ้นมาในโลกดิจิทัล” แต่ต้องวางเงินค้ำประกันสูงถึง 750% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่จะสร้าง (ค้ำโดยเหรียญ SNX) ถือว่าเป็นระบบที่น่าสนใจ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ค่อนข้างมาก เนื่องด้วยในปัจจุบันระบบสินทรัพย์จำลองนั้นยังไม่ถูกรองรับในแพลทฟอร์มอื่นๆ นอกจากของ Synthetix โดยตรง

ถือว่าน่าสนใจทีเดียวสำหรับจุดเริ่มต้นของระบบการเงินแห่งอนาคตนี้ แต่ก็ยังปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบหลายๆ อย่างยังต้องใช้เวลาในการพิสูจน์และพัฒนาตัวเองอีกมาก  อย่างไรก็ดีหลังจากกระแสแอปพลิเคชั่นเหล่านี้ทยอยเปิดตัวออกมาเรื่อยๆ ทั้งนี้หลังจากกระแสแอปพลิเคชั่นที่ใช้ได้จริงออกมาราคาของเหรียญ ETH ก็ฟื้นดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สำหรับใครที่อยากทดลองเทรดหรือซื้อเหรียญสกุลนี้เก็บไว้ในมือ สามารถสมัครสมาชิกและหาซื้อได้จากทางตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องจากทาง กลต. เพื่อความปลอดภัยของทรัพย์สินของผู้ลงทุนเอง

BitKub

ที่มาบทความ: https://www.bitkub.com/blogdetail/receive-pay-instantly-in-one-touch-bitkub-launches-the-new-generation-crypto-payment-51a9ed38b1a3


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

มีผลทันที! กกพ.ลดค่าไฟ 3% ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท 3 เดือน

FINNOMENA Reporter

“โฆษก กกพ.” เผย “กกพ.” ผุดแพ็กเกจเยียวยาผู้ใช้ไฟฟ้าลดค่าไฟลงอีก 3% พร้อมให้ยกเว้นการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าขั้นต่ำกับผู้ใช้ไฟรายใหญ่ มีผลทันที เริ่มรอบบิล เม.ย.- มิ.ย. 2563 รวม 3 เดือน

  • ซึ่งการลดค่าไฟฟ้าลงอีก 3% เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการลดค่าไฟฟ้า บรรเทาค่าครองชีพให้กับประชาชน และลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจในช่วงวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19
  • ทั้งนี้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน คาดว่าจะใช้เงินบริหารค่าไฟฟ้า ประมาณ 5,610 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการมาตรการดังกล่าว
  • กกพ. ย้ำว่า ยังคงติดตามประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในส่วนที่มีผลกระทบกับค่าไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการการใช้ไฟฟ้าที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ต้องพิจารณาปัจจัยทั้งในด้านของอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าตามภาวะเศรษฐกิจโลก

ที่มา : https://www.prachachat.net/economy/news-442675

“การบินไทย” ประกาศให้พนักงานหยุด 2 เดือน ลดเงินเดือน 10-50%

FINNOMENA Reporter

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้ประกาศให้พนักงานหยุดงาน 2 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 ถึง 31 พฤษภาคม 2563 พร้อมนี้จะมีการปรับลดเงินเดือนพนักงานตั้งแต่ 10-50%

  • โดยการบินไทยให้เหตุผลเนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
  • ซึ่งเงินช่วยเหลือของบริษัทนั้นจะจ่ายตามขั้นบันได นับอายุงานตามปกติ และมีเงินสบทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามปกติ
  • ขณะที่การลาออกของนายสุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) การบินไทย จะมีผลวันที่ 11 เม.ย.นี้

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/874058

มองให้ขาด! ธนาคารกลางปั๊มเงินซื้อพันธบัตรไปทำไมกัน

Mr. Serotonin
มองให้ขาด! ธนาคารกลางปั๊มเงินซื้อพันธบัตรไปทำไมกัน

ในช่วงนี้ธนาคารกลางทั่วโลกต่างประกาศเข้าซื้อพันธบัตรคืนเสริมสภาพคล่องกันถ้วนหน้า แต่คุณรู้หรือเปล่า? ว่าจริง ๆแล้วมันมีอะไรมากกว่านั้น….

หากเราดูตัวอย่างจากแบงก์ชาติของไทยเรา เราจะได้เห็นการเข้าไปควบคุมความผันผวน โดยการเข้าไปซื้อและกดตัว อัตราผลตอบแทน (Yield) ให้คงที่เพื่อไม่ให้เกิดการเทขาย

แต่ประเทศที่น่าจับตามองที่สุดในตอนนี้คือทางสหรัฐอเมริกาหรือ Fed ที่ประกาศพร้อมปล่อยกู้แบบเต็มแรง รวมถึงเข้าซื้อตราสารหนี้ในหลายๆรูปแบบอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

ในมุมหนึ่งมันอาจจะหมายถึงการก่อหนี้อย่างมหาศาล แต่เมื่อวันก่อนผมได้อ่านสรุปบทวิเคราะห์ของ Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates หรือบริษัทกองทุนชื่อดังนั่นเอง

เขาได้นำเสนอแง่มุมที่น่าสนใจของการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลและควบคุมอัตราผลตอบแทนไม่ให้ผันผวน ว่ามันคล้ายๆกับเป็นการทำความสะอาดระบบการเงินใหม่ทั้งหมด

ใช่แล้วครับ… มันเป็นการล้างเงินสำรองที่ค้างอยู่ในที่ต่างๆให้ไปอยู่ในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวให้หมด โดยที่ผ่านมาเราจะได้เห็นทาง Fed ให้แบงก์พาณิชย์ปล่อยกู้ได้ที่ 0% รวมถึงรับซื้อพวกพันธบัตรรัฐบาลต่างๆคืน ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้แบงก์พาณิชย์ได้เงินมาจำนวนมหาศาล และนำเงินไปใช้อย่างไม่บันยะบันยัง เพราะ มีทาง Fed สนับสนุนอยู่นั่นเอง

แล้วแบงก์พาณิชย์เอาเงินไปทำอะไรต่อ?

จากบทวิเคราะห์มีการกล่าวไว้ว่า การควบคุมอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไม่ให้ผันผวน จะทำให้เกิดการเก็งกำไรในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวขึ้น (ปกติตราสารหนี้ระยะสั้นจะให้ผลตอบแทนน้อยกว่าระยะยาว ดังนั้นการเข้าควบคุม yield ไม่ให้ผันผวน จะทำให้ภาวะเช่นนี้คงอยู่ไว้ได้ หรือไม่เกิด Inverted yield curve นั่นเอง) 

มองให้ขาด! ธนาคารกลางปั๊มเงินซื้อพันธบัตรไปทำไมกัน

ภาพแสดงการควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นและระยะยาวของ Fed ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

โดยเขายกตัวอย่างเป็นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ช่วงท้ายหลัง Fed ทำการกระตุ้นเชิงการเงินอย่างการเข้าช่วยซื้อตราสารหนี้จนตลาดตึงตัว จนไม่สามารถทำต่อไปได้ บทสรุปส่งท้ายเงินจะไหลเข้าไปอยู่ในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว 

มองให้ขาด! ธนาคารกลางปั๊มเงินซื้อพันธบัตรไปทำไมกัน

จากภาพจะเห็นได้ว่ามีการเข้าถือตัวพันธบัตรระยาวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

Fed ไม่เสียอะไรเลยและได้เงินฟรีๆเข้าคลัง

ฟังไม่ผิดหรอกครับ อย่างที่เรารู้กันว่าเงินดอลลาร์จะพิมพ์ออกมาเท่าไรก็ได้ไม่ต้องมีสำรอง วิธีการที่ทาง Fed ใช้ควบคุมอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ก็คือการพิมพ์เงินออกมาซื้อนั่นเอง

ถ้าพูดง่ายๆก็คือต้นทุนของ Fed นั้นเป็น 0 ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์และนักลงทุนระยะยาวต่างๆ แห่กันเข้าไปซื้อพันธบัตรระยะยาวจาก Fed จนเงินในคลังเพิ่มขึ้น

และจุดที่ผมอยากให้ทุกคนโฟกัสก็คือ “เงินที่ Fed ได้จะถูกนำไปใช้กับการกระตุ้นเชิงการคลังต่อไป”

เมื่อ Fed ได้เงินจากการที่นักลงทุนเข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวแล้ว เงินที่ว่านี่แหละ จะถูกนำไปหนุนใช้เป็นงบทางการคลัง (Fiscal) อัดฉีดเศรษฐกิจได้โดยตรง (Fiscal stimulus) และอาจทำให้เศรษฐกิจกลับคืนสู่สภาพได้โดยเร็ว

สรุปโดยรวม

ทาง Fed พิมพ์เงินมาใช้สำหรับตรึงอัตราผลตอบแทน เพื่อให้พันธบัตรรัฐบาลยะยาวน่าดึงดูดสำหรับนักเก็งกำไรให้เข้าซื้อ และการที่นักเก็งกำไรเหล่านั้นเข้ามาซื้อก็จะทำให้ Fed มีงบทางการคลังเพิ่มขึ้นนั่นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับมุมมองในวันนี้ ส่วนตัวผมมองว่ามันน่าสนใจมากๆ เพราะ เป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่เราไม่เคยได้เห็นกันมาก่อน หลายๆคนอาจจะคิดว่าการก่อหนี้มันไม่ดี และสถานการณ์ภาระหนี้ในหลายๆประเทศตอนนี้นั้นน่าเป็นห่วงเอามากๆ แต่อาจจะไม่ใช่สำหรับ Fed ครับ ที่ต้นทุนการปล่อยกู้เค้าเท่ากับ 0 เพราะ เค้าพิมพ์เงินเท่าไรก็ได้นั่นเอง

หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ… รักษาสุขภาพกันด้วย

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

References

https://www.gurufocus.com/news/1090084/ray-dalio-commentary-the-mechanics-of-the-war-economy

 

Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือน มี.ค./เม.ย. 2020: ตลาดเครดิต โอกาสเปิดกว้างกลางวิกฤต

บลจ.กรุงไทย
Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือน มี.ค./เม.ย. 2020: ตลาดเครดิต โอกาสเปิดกว้างกลางวิกฤต

เฟดจัดบุฟเฟ่ต์ QE ช่วยคลี่คลายสภาวะตึงเครียดในตลาดบอนด์ ยีลด์พันธบัตรและ credit spreads เริ่มปรับตัวลง ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นแก่ตราสารหนี้ หลากหลายกลุ่มเป็นวงกว้าง มิได้จำกัดแค่เฉพาะ investment grade ที่เฟดเข้าซื้อได้เท่านั้น เห็นได้จาก high yield spread เริ่มกลับตัวลงจากระดับ distress level (>1000 bps)

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://fred.stlouisfed.org/series/BAMLH0A0HYM2

ตลาดเครดิตเริ่มฟื้น กองทุนตราสารหนี้ที่เน้นตลาดดังกล่าวทั้ง investment grade และ high yield อาทิ KT-GCINCOME จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง ณ ราคาปัจจุบัน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการรายได้ประจำ (income) จากการลงทุน จะได้ล็อกยีลด์สูงมากในระดับที่ไม่ได้มีให้เห็นบ่อย ๆ

ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงโดยภาพรวมฟื้นตัวแรง รับมาตรการผ่อนคลายการเงินของเฟด ตลอดจนแพคเกจกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดมหึมา $2 ล้านล้านของรัฐบาลสหรัฐฯ นักลงทุนสายกระทิงทั้งหลายคงไม่สามารถรักษาอารมณ์คึกไว้ได้นานนัก เพราะปัจจัยบวกด้านนโยบายออกมามากแล้ว และระยะถัดไปคงต้องเจอสารพัดตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าประหวั่นพรั่นพรึง ซึ่งตัวอย่างก็มีให้เห็นเป็นการโหมโรง เช่น ยอดขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์ 3.3 ล้านรายนั่นอย่างไร! แม้สภาวะตึงตัวด้านสภาพคล่องอันเลวร้ายได้ผ่านพ้นไปตั้งแต่กลาง มี.ค. ทว่าตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงคงต้องพักฐานหรือปรับฐานบ้าง เมื่อเข้าสู่เดือน เม.ย.

เราคงสัดส่วนตราสารหนี้ระยะสั้นไว้ที่ 20%

ขาย KT-ESG ออกไป เนื่องจากวิกฤต COVID-19 น่าจะทำให้เกิด “ผู้ชนะ” และ “ผู้แพ้” ซึ่งอาจสร้างผลดำเนินงานที่แตกต่างกันมาก ๆ เราจึงให้ความสำคัญกับกองทุนที่บริหารแบบเชิงรุก (active) มากกว่ากองทุนที่บริหารแบบเชิงรับตามดัชนี (passive) ทั้งนี้ พอร์ตของเรามี exposure หุ้นไทยอยู่บ้างแล้วผ่านอีกกองทุนหนึ่งคือ KT-CLMVT ซึ่งตอบโจทย์ทั้งความเป็น active แถมมีหุ้นเวียดนามซึ่งศักยภาพการเติบโตสูงกว่าไทย

ซื้อ KT-GCINCOME เข้าพอร์ต ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้น

สัดส่วนการลงทุนรอบนี้

Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือนเมษายน 2020: ตลาดเครดิต โอกาสเปิดกว้างกลางวิกฤต

ตราสารหนี้ระยะสั้น = 20%
KTSTPLUS-A

ตราสารหนี้ต่างประเทศ = 10%
KT-GCINCOME-A

หุ้นตลาดเกิดใหม่่ = 10%
KT-EMEQ-A

หุ้นลุ่มน้ำโขง = 10%
KT-CLMVT-A

หุ้น Health Care = 10%
KT-HEALTHCARE-A

หุ้น AI = 10%
KT-WTAI-A

อสังหาฯ = 10%
KT-PROPERTY

ทอง = 10%
KT-GOLD

หุ้นเหมืองทองและโลหะมีค่า = 10%
KT-PRECIOUS

คำอธิบายกองทุนเข้าใหม่ KT-GCINCOME-A

https://ktam.co.th/fif-fund-detail.aspx?IdF=53

– ลงทุนในหน่วยของ Schroder International Selection Fund Global Credit Income Class C สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

– กองทุนหลักมุ่งสร้างรายได้ (Income) และการเติบโตของเงินทุน โดยเน้นตราสารที่จ่ายดอกเบี้ยคงที่และดอกเบี้ยลอยตัว ทั้ง Investment Grade และ High Yield ที่ออกโดยรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศ และบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศในตลาดเกิดใหม่

– กองทุนหลักมุ่งสร้างกระแสรายได้ที่สม่ำเสมอในแทบทุกสภาวะตลาด โดยสามารถเลือกลงทุนได้อย่างกว้างขวาง ในตลาดเครดิตทั่วทั้งโลก ทำให้พอร์ตลงทุนมีการกระจายความเสี่ยงที่ดี

– เน้นย้ำความสำคัญของการบริหารจัดการความเสี่ยง “drawdown risk” เพื่อดำรงรักษาเงินของผู้ลงทุน

– เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่เน้น “ยีลด์” เปิดโอกาสรับผลตอบแทนทั้งในรูปของ รายได้ประจำ (income) และส่วนต่างราคา (capital gains) ระยะเวลาลงทุนที่เหมาะสม 2 ปีขึ้นไปโดยประมาณ

– Yield spreads ยังคงกว้างมาก แปลว่าราคาตราสารในภาพรวมถูกมาก น่าจะพอชดเชยความเสี่ยงสำหรับพอร์ตลงทุนที่บริหารแบบเชิงรุก

– เฟดทำ QE เสริมสภาพคล่องให้แก่ตลาด ยีลด์พันธบัตรและ spread เริ่มปรับตัวลง ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนตราสารหนี้เป็นวงกว้าง

– ตลาดเครดิตเริ่มฟื้นทั้ง investment grade และ high yield กองทุน KT-GCINCOME จึงน่าสนใจลงทุนมาก ๆ เพราะซื้อตรงนี้จะได้ล็อคยีลด์สูงมาก ในระดับที่ไม่ได้มีให้เห็นกันบ่อยๆ!

Krungthai Asset Management

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

TISCO Omakase Extra Fund ปรับพอร์ตเดือน มี.ค./เม.ย. 2020: หุ้นเทคโนโลยีเริ่มน่าสนใจ

บลจ.ทิสโก้
TISCO Omakase Extra Fund ปรับพอร์ตเดือน มี.ค./เม.ย. 2020: หุ้นเทคโนโลยีเริ่มน่าสนใจ

as of 27 Mar 2020

ผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 24 มี.ค. – เนื่องจากบางกองทุน ณ วันที่ 27 มี.ค. ยังไม่มีรายงาน NAV

เริ่มปรับพอร์ตลงทุนวันที่ 27 มี.ค.

ผลดำเนินงานช่วงที่ผ่านมา (18 ก.พ. -24 มี.ค.)

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาถือว่าตลาดการเงินมีความผันผวนสูงมาก ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของกองทุนนับตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 2020 จนถึง 24 มี.ค. 2020 ปรับลดลง -22% (ในขณะที่ดัชนี MSCI All Countries World Index -28%) ถึงแม้ว่าในวันที่เริ่มต้นลงทุนวันที่ 18 ก.พ. จะมีสัดส่วนของตราสารหนี้ต่างประเทศ 23% แต่ด้วยความกังวลโรคระบาดส่งผลให้นักลงทุนต้องการถือเงินสด ส่งผลให้มีแรงเทขายออกมาในทุก ๆสินทรัพย์ ทั้งนี้หากพิจารณาผลดำเนินงานพบว่าการลงทุนในทองคำมีผลดำเนินงานดีที่สุด ส่วนกองทุนที่เป็นตัวฉุดมากที่สุดคือกลุ่มกองทุนที่ลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากในช่วงเวลาเดียวกันดัชนีตลาดหุ้นไทย หรือ SET Index -32%

ความเห็น และ มุมมองการลงทุนระยะข้างหน้า เรายังมองว่าการปรับลดลงของตลาดที่เกิดจากโรคระบาดเป็นจังหวะดีในการเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงจาก valuation โดยรวมเริ่มกลับมาอยู่ในระดับเหมาะสม ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ธนาคารกลาง และ รัฐบาลใช้ยาแรง และ เป็นมาตรการเชิงรุก ผ่านการลดดอกเบี้ย เพิ่มสภาพคล่อง จนถึงการกลับมาใช้มาตรการ QE ซึ่งเรามองว่าจะช่วยให้ตลาดลดความผันผวนลงได้ แต่ด้วยปัจจุบันการแพร่ระบาดของประเทศสาคัญทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงของการเร่งตัวขึ้น ดังนั้นอาจจะทาให้ความผันผวนยังคงมีอยู่ อย่างไรก็ดีหากประเมินมุมมองระยะกลาง – ยาว สภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูงจะเป็นปัจจัยหนุนต่อการลงทุน โดยเฉพาะหลังจากการแพร่ระบาดเริ่มเข้าสู่ช่วงชะลอ

แนวทางปรับพอร์ตการลงทุน

เรามองว่าการปรับลดลงของตลาดหุ้นส่งผลให้หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งเคยเทรดในระดับ PE สูงเริ่มมีความน่าสนใจ เมื่อเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่ในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงในหลายปัจจัย จึงเพิ่มน้ำหนักลงทุนในกองทุนเทคโนโลยี TISTECH-A 10% และ ลดน้ำหนักการลงทุนใน TISCOAGF ซึ่งมี exposure ในตลาดหุ้นไทยลง นอกจากนี้ยังมองว่าสภาพคล่องที่มีอยู่สูง และ ความกังวลการแพร่ระบาดของไวรัส อาจจะเป็นผลดีต่อราคาทองคำในระยะข้างหน้า จึงทำการปรับเพิ่มสัดส่วนทองคำเป็น 10% และ ลดสัดส่วน TGINC-A ลง 5%

สัดส่วนการปรับพอร์ตกองทุน (ณ วันที่ 27 มี.ค. 2020)

TISCO Omakase Extra Fund ปรับพอร์ตเดือนเมษายน 2020: เพิ่มสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยี ลดสัดส่วนหุ้นไทย

TISCO Asset Management

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนเมษายน 2020: ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์เสี่ยง

บลจ.กรุงศรี
Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนเมษายน 2020: ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์เสี่ยง

มุมมองตลาดปัจจุบัน

สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังคงระบาดรุนแรงในหลายประเทศ โดยจำนวนผู้ที่ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายประเทศประกาศปิดประเทศชั่วคราว เพื่อสกัดการระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นผลให้เศรษฐกิจของหลายประเทศรวมถึงประเทศที่มีความเกี่ยวข้องทางเศรษฐกิจหยุดชะงักในหลาย ๆ ด้าน ทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ  ในขณะที่รัฐบาลและธนาคารกลางของหลายประเทศพยายามลดผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยการใช้ทั้งมาตรการทางการเงินและการคลัง อาทิเช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศลดดอกเบี้ยลงรวม 1.5% ในการประชุมฉุกเฉิน 2 ครั้ง ภายใน 2 สัปดาห์ และประกาศ QE แบบไม่จำกัดวงเงิน ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบจำนวนมาก เป็นต้น

การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ขยายตัวไปในหลายภูมิภาค กอปรกับการที่กลุ่มโอเปกและรัสเซียเริ่มสงครามราคาน้ำมันหลังจากที่รัสเซียปฏิเสธที่จะปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงอย่างรุนแรง ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกกลับพุ่งขึ้นในช่วงกลางเดือนมีนาคม และราคาทองคำยังคงมีความผันผวนสูง สะท้อนว่านักลงทุนมีความไม่มั่นใจต่อสถานการณ์โดยรวม โดยนักลงทุนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงความเสี่ยงและหันมาถือเงินสดมากขึ้น

ทั้งนี้ หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าการระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นปัจจัยชั่วคราว แต่ความไม่แน่นอนว่าปัจจัยชั่วคราวจะยาวนานเพียงใด ซึ่งอาจยาวนานถึงช่วงสิ้นปีนี้ ส่งผลให้ตลาดยังคงมีความผันผวนสูง อย่างไรก็ดี การที่มีข่าวการค้นพบวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณที่ดีว่าปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 จะเบาบางลงในอนาคต

ดังนั้น การที่ตลาดหุ้นและตราสารหนี้ปรับตัวลดลงอย่างมาก โดยตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงเฉลี่ยราว 20% ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยร่วงลงถึง 30% (ณ วันที่ 27 มีนาคม 2563) ส่งผลให้ตลาดหุ้นมีความน่าสนใจมากขึ้นและมีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวมากขึ้น โดยหากปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 คลี่คลายลง ราคาหุ้นและตราสารหนี้จะกลับมาสะท้อนปัจจัยพื้นฐาน ท่ามกลางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเป็นพิเศษ  ทั้งนี้ บลจ. กรุงศรีฯ คาดว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกจะหดตัวรุนแรง และยังคงหดตัวในไตรมาส 2 และ 3 ของปีนี้

ในส่วนของตราสารหนี้ ผู้จัดการกองทุนมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อการลงทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว เนื่องจากภาวะดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำทั่วโลก และทิศทางการดำเนินนโนบายของธนาคารกลางที่ยังคงเอื้อต่อการลงทุน โดยในช่วงที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้พุ่งขึ้นแรง จึงเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าลงทุน

ในภาพรวม ทีมผู้จัดการกองทุนยังคงให้น้ำหนักการลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์เสี่ยง ที่มีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีมากขึ้น ในขณะที่โอกาสในการรับผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดี คาดว่าความผันผวนในตลาดอาจยังคงมีอยู่อีกอย่างน้อย 2 – 3 เดือน

พอร์ตการลงทุน

Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนเมษายน 2020: ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์เสี่ยง

Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนเมษายน 2020: ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์เสี่ยง

กองทุนแนะนำสำหรับการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์/ภูมิภาค

กองทุนตราสารหนี้ในประเทศ

KFAFIX-A:

  • ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาการลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลางถึงยาวได้รับประโยชน์อย่างมากจากการปรับตัวลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ภายหลังธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง นอกจากนั้นผลกระทบจากปัญหาการระบาดของไวรัสต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มจะยืดเยื้อและรุนแรงกว่าที่เคยคาดไว้ จนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ จัดประชุมวาระพิเศษเพื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ร้อยละ 5 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา บลจ.กรุงศรีมีมุมมองในช่วงเวลา 3 เดือนข้างหน้าว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั้งของสหรัฐฯ และไทยมีแนวโน้มจะลดลงได้อีก โดยเฉพาะหากปัญหาการระบาดของไวรัสยังมีแนวโน้มควบคุมไม่ได้ อย่างไรก็ดีเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยและสหรัฐฯ ได้ปรับตัวลดลงค่อนข้างมากแล้วจึงคาดว่าตลาดตราสารหนี้จะมีความผันผวนสูงขึ้นตามสถานการณ์ บลจ. จึงแนะนำให้จัดสรรเงินลงทุนในกองทุนประเภทนี้เฉพาะเงินลงทุนระยะยาวที่ไม่ต้องการสภาพคล่องในระยะสั้น
  • กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว: เพื่อโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดีขึ้นจากการลงทุนในตราสารหนี้ จึงควรลงทุนในกองทุนที่มีการบริหารเชิงรุก (Active Management) โดยการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับภาวะตลาดในแต่ละช่วง โดยแนะนำกองทุน KFAFIX ซึ่งมีนโยบายการลงทุนที่มีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น สำหรับ นักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ระดับสูง

กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ

KF-SINCOME/ KF-CSINCOM:

  • การลดลงของอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ญี่ปุ่นและอังกฤษ เช่นเดียวกันกับตราสารหนี้สหรัฐฯ ส่งผลเสียต่อสถานะขายสุทธิของกองทุนบนตราสารหนี้กลุ่มดังกล่าว เช่นเดียวกันกับ Credit spread ที่ปรับตัวกว้างขึ้นส่งผลลบต่อตราสารหนี้ภาคเอกชนในกองทุนเช่นกัน อย่างไรก็ตามทรัพย์สินคุณภาพสูงของกองทุนมีส่วนช่วยลดปัจจัยลบดังกล่าว และการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจช่วยคลายความกังวลของตลาด และอาจส่งผลทางอ้อมให้ Credit spread ปรับตัวแคบลงได้ในอนาคต
  • ขยายโอกาสการลงทุนด้วยการเพิ่มความยืดหยุ่นในการกระจายการลงทุนในตราสารหนี้หลากหลายประเภทที่มีศักยภาพทั่วโลก มุ่งเน้นรายได้ที่สม่ำเสมอจากการลงทุนเป็นตัวขับเคลื่อนผลตอบแทน ทั้งนี้กองทุนKF-SINCOME เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มองหาแหล่งสร้างผลตอบแทนในรูปแบบรายได้ประจำ และ KF-CSINCOM เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสะสมความเติบโตของผลตอบแทนไว้ในกองทุน

กองทุนตราสารทุนในประเทศ

KFENS50-A:

กองทุนเน้นการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี SET 50

กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ

Developed market equity

KFGBRAND:

  • กองทุนปรับตัวลงตามตลาดหุ้นโลก ถือเป็นโอกาสที่ดีในการซื้อ เนื่องจากความผันผวนในตลาดหุ้น ทำให้นักลงทุนต้องการถือครองสินทรัพย์ที่ปลอดภัย รวมทั้งหุ้นที่มีคุณภาพสูง ดังนั้นการลงทุนในหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกที่มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เติบโตสม่ำเสมอในระยะยาว ทนทานในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ ดูมีความน่าสนใจในตลาดที่ผันผวนแบบนี้
  • กองทุนหลักเน้นลงทุนในบริษัทชั้นนำระดับโลก โดยมุ่งเน้นการลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพสูง มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง มีแหล่งรายได้กระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการที่ผู้บริโภคมีความสามารถในการใช้จ่ายมากขึ้น             ตามเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

KF-HUSINDX:

  • การระบาดของ COVID-19 ในสหรัฐฯ ทำให้ตลาดกังวลเรื่องผลกระทบที่จะมีต่อเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ทาง FED, การลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.5% ในการประชุมในนัดพิเศษ และคาดว่าจะมีการปรับลดอีกครั้งในเดือน มี.ค. นี้ ซึ่งอาจเป็นแรงส่งให้ตลาดสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การระบาดที่สหรัฐฯ เพิ่มเริ่มขึ้นและคาดว่าจะเห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอาจเพิ่มความผันผวนให้ตลาด
  • กองทุนหลักเน้นลงทุนใน iShares Core S&P500 ETF ซึ่งจะมีผลการดำเนินงานที่ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของดัชนี โดยคาดการณ์การเติบโตยังคงมีอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยพื้นฐานที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับนโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐ เช่น การปฎิรูปภาษี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น

KF-EUROPE/ KF-HEUROPE:

  • ตลาดยุโรปได้รับแรงกดดันหลังจากที่ COVID-19 ระบาดไปในหลายพื้นที่ยุโรปซึ่งมีจุดเริ่มต้นขึ้นที่อิตาลี นักลงทุนกังวลเรื่องความสามารถของยุโรปในการควบคุมโรค อีกทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ โดยตลาดคาดว่าทางธนาคารกลางยุโรปจะมีการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือภาคเศรษฐกิจ
  • กองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของยุโรปที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยนักลงทุนอาจพิจารณาลงทุนใน KF-HEUROPE เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

Emerging market equity

KFACHINA-A:

  • การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในประเทศจีนมีทิศทางชะลอลง โดยตลาดคาดหวังว่าจะเริ่มเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากจีนมากขึ้น ทั้งการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมและกระตุ้นจากภาครัฐ ซึ่งจะเป็นเป็นผลดีต่อตลาด โดยที่ผ่านมาจีนมีการลดดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้นและระยะกลางลง อีกทั้งมาตรการเงินกู้ให้กับภาคที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19
  • กองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นจีน A-Shares ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคและภาคบริการที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและการปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาว

Multi-Asset  

KFAINCOM:

  • ในช่วงที่ภาวะตลาดทุนมีแนวโน้มผันผวนจากการระบาดของ COVID-19 การลงทุนแบบ Multi-Asset Income Fund ซึ่งเป็นกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้และสินทรัพย์ทางเลือกจะช่วยลดความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดปรับตัวผันผวน ขณะที่ยังคงได้รับผลตอบแทนในระดับที่น่าสนใจ
  • กองทุนหลักเน้นการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ โดยผู้จัดการกองทุนหลักจะมีการปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ กองทุนหลักเน้นการลงทุนในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่ประสงค์จะกระจายการลงทุนด้วยตนเอง

Krungsri Asset Management

Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนเมษายน 2020: ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์เสี่ยง


หมายเหตุ:

  • กองทุน KFGBRAND, KF-EUROPE, KFACHINA-A ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • กองทุน KF-SINCOME, KF-CSINCOM, KFAINCOM, KF-HUSINDX, และ KF-HEUROPE ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน

คำเตือน  ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต  กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน อาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน  ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้   กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน อาจมีต้นทุนสำหรับการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว โดยทำให้ผลตอบแทนของกองทุนโดยรวมลดลงเล็กน้อยจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น   กองทุนอาจลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้  (non-investment grade) หรือไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (unrated bond) ผู้ลงทุนจึงอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการไม่ได้รับชำระคืนเงินต้น และดอกเบี้ย  เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่น่าเชื่อถือได้ ณ วันที่แสดงข้อมูลแต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้องความน่าเชื่อถือ และความสมบูรณ์ของข้อมูลทั้งหมด โดยบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงข้อมูลทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด โทร  0 2657 5757

FINNOMENA Urgent Call เดือนเมษายน 2020: Reduce All Risks

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Urgent Call เดือนเมษายน 2020: Reduce All Risks

จากปัญหาการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัว สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนที่ลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยต่อสภาพคล่องของบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย ทำให้มีแรงเทขายตราสารหนี้ภายในประเทศสุทธิกว่า 106,000 ล้านบาทนับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งมากกว่าปี 2019 ที่มีการขายสุทธิเพียง 84,452 ล้านบาทเท่านั้น ส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้ไทยตึงตัว

FINNOMENA Urgent Call: Reduce All Risk

รูปที่ 1 ThaiBma Dashboard l Source Thaibma As of 27/03/2020

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการรับมือต่อสภาวะดังกล่าว ด้วยการเสริมสภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้ไทยกว่า 100,000 ล้านบาทระหว่างช่วงวันที่ 13-19 มีนาคมที่ผ่านมา พร้อมกับประกาศลดวงเงินการประมูลพันธบัตรรุ่นใหม่ เพื่อช่วยผลักดันให้เงินลงทุนในตลาดแรกเข้าสู่ตลาดรองควบคู่กัน

สอดคล้องกับท่าทีของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ที่ดำเนินมาตรการจัดตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องตลาดตราสารหนี้ไทย ด้วยวงเงิน 70,000 – 100,000 ล้านบาท และการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์สามารถนำหน่วยลงทุนในกลุ่มกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund: MMF) และกองทุนรวมตราสารหนี้ที่เป็นกองทุนเปิด (Daily fixed income fund) ที่ถือสินทรัพย์คุณภาพดีมาวางเป็นหลักประกันเพื่อขอสภาพคล่องจาก ธปท.ได้ โดยจะดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์ในตลาดการเงินจะเข้าสู่ภาวะปกติ

เป็นสัญญาณยืนยันถึงภาวะสภาพคล่องที่ตึงตัวของตลาดตราสารหนี้ เมื่อประกอบกับแรงเทขายกองทุนตราสารหนี้ในหลากหลายกลุ่มกองทุน FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำปรับลดพอร์ตการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่มีสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้เอกชนทั้งในและต่างประเทศ ไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล เพื่อสภาพคล่อง และความปลอดภัยสูงสุดของพอร์ตการลงทุน

อย่างไรก็ตาม มุมมองของ FINNOMENA ต่อตลาดตราสารหนี้ยังคงเชื่อว่า ภาวะขาดสภาพคล่องดังกล่าวเป็นภาวะชั่วคราว ซึ่งเกิดจากความกังวลเป็นหลัก ด้วยมาตรการของ ธปท. และ กลต. ที่ออกมารองรับสถานการณ์ และระดับอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มสูงขึ้นจากราคาที่ปรับลดลง จะส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้กลับสู่ภาวะปกติอีกครั้ง

กองทุนที่ FINNOMENA แนะนำให้เข้าลงทุนทดแทนได้แก่ SCBTMFPLUS-I และ K-CASH ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลมากกว่า 85% ขึ้นไป มีสภาพคล่องสูง และเข้าเกณฑ์การสนับสนุนสภาพคล่องของ ธปท.และ กลต. อีกทั้งยังคงมี Fundflow เข้าซื้ออย่างต่อเนื่อง

สัดส่วนการลงทุน

FINNOMENA Urgent Call: Reduce All Risk

Fundflow และ ขนาดของกองทุนรวม

FINNOMENA Urgent Call: Reduce All Risk

FINNOMENA Recommendation

พอร์ตการลงทุน GAR, TOP 5, GCP, GIF และ SET IMMUNITY

FINNOMENA Investment Team แนะนำ ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุนที่มีน้ำหนักลงทุนในหุ้นกู้เอกชน เพื่อลดความเสี่ยง และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล เพื่อรักษาสภาพคล่อง และสร้างความปลอดภัยให้กับเงินลงทุนให้มากที่สุด เพื่อเตรียมหาจังหวะการลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะสมต่อไปในอนาคต

GAR (Global Absolute Return)

FINNOMENA Urgent Call: Reduce All Risk

แนะนำลดสัดส่วน PRINCIPAL DPLUS-A 20% (ทั้งหมด), แนะนำลดสัดส่วน TISCOSTF 10% (ทั้งหมด), เพิ่มสัดส่วน K-CASH 30%

แนะนำลดสัดส่วน TMBTM 30% (ทั้งหมด), เพิ่มสัดส่วน SCBTMFPLUS-I 30%

GIF (Global Income Focus)

FINNOMENA Urgent Call: Reduce All Risk

แนะนำลดสัดส่วน LHSTPLUS 10% (ทั้งหมด), แนะนำลดสัดส่วน TMBTM 10% (ทั้งหมด),

เพิ่มสัดส่วน SCBTMFPLUS-I 20%

TOP5

FINNOMENA Urgent Call: Reduce All Risk

แนะนำลดสัดส่วน ASP 20% (ทั้งหมด),แนะนำลดสัดส่วน SCBSFFPLUS-I 20% (ทั้งหมด)

เพิ่มสัดส่วน SCBTMFPLUS-I 40%

แนะนำลดสัดส่วน PRINCIPAL DPLUS-A 20% (ทั้งหมด) ,แนะนำลดสัดส่วน TMBTM 20% (ทั้งหมด),

เพิ่มสัดส่วน K-CASH 40%

GCP (Global Conservative Port)

FINNOMENA Urgent Call เดือนเมษายน 2020: Reduce All Risks

แนะนำลดสัดส่วน KFAFIX-A 25% (ทั้งหมด), เพิ่มสัดส่วน K-CASH 25%

แนะนำลดสัดส่วน PHATRA PLUS 10% (ทั้งหมด), แนะนำลดสัดส่วน PRINCIPAL DPLUS-A 10% (ทั้งหมด), แนะนำลดสัดส่วน TMBTM 10% (ทั้งหมด), เพิ่มสัดส่วน SCBTMFPLUS-I 30%

SET Immunity

FINNOMENA Urgent Call เดือนเมษายน 2020: Reduce All Risks

แนะนำลดสัดส่วน KFAFIX-A 40% (ทั้งหมด), เพิ่มสัดส่วน SCBTMFPLUS-I 40%

Money Plus

FINNOMENA Urgent Call: Reduce All Risk

แนะนำลดสัดส่วน TMBTM 50% (ทั้งหมด), เพิ่มสัดส่วน K-CASH 50%

Plus

FINNOMENA Urgent Call: Reduce All Risk

แนะนำลดสัดส่วน TMBTM 100% (ทั้งหมด), เพิ่มสัดส่วน K-CASH 100%

พอร์ต GOAL & 1stM

สำหรับพอร์ต GOAL & 1stM ซึ่งเป็นพอร์ตสำหรับการลงทุนต่อเนื่องในระยะยาว เราแนะนำให้ปรับพอร์ตส่วนตราสารหนี้ไทยทั้งหมดไปที่กองทุน PHATRA MP

ทั้งนี้สำหรับกองทุน TMBABF ซึ่งล่าสุดทาง TMBAM Eastspring ตัดสินใจปิดกองทุนเพื่อชำระบัญชีนั้น ในส่วนของเงินลงทุนเดิมของนักลงทุน ทาง TMBAM Eastspring จะทยอยคืนเงินลงทุนให้ในระยะเวลาประมาณ 90 วัน ซึ่งเมื่อได้รับเงินลงทุนคืนแนะนำให้นักลงทุนต่อใน PHATRA MP

ขณะที่เงินลงทุนใหม่ และเงินลงทุนเพิ่มรายเดือนทาง FINNOMENA แนะนำให้ลงทุนใน PHATRA MP

DCA 20,000 Up

FINNOMENA Urgent Call เดือนเมษายน 2020: Reduce All Risks

แนะนำลดสัดส่วน KFAFIX-A และ TMBABF ทั้งหมด เพิ่มสัดส่วน PHATRA MP แทน ในพอร์ต Goal Lv.1-3

DCA Under 20,000

FINNOMENA Urgent Call เดือนเมษายน 2020: Reduce All Risks

แนะนำลดสัดส่วน KFAFIX-A และ TMBABF ทั้งหมด เพิ่มสัดส่วน PHATRA MP แทน ในพอร์ต Goal Lv.1-3

1st Million

FINNOMENA Urgent Call: Reduce All Risk

แนะนำลดสัดส่วน TMBABF ทั้งหมด เพิ่มสัดส่วน PHATRA MP แทน ในพอร์ต 1st Million ทุกระดับความเสี่ยง

FINNOMENA Investment Team

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

EP9 : We (World) Need More Stimulus Package – THE MARKET PODCAST

FINNOMENA Podcast

EP9 : We (World) Need More Stimulus Package – THE MARKET PODCAST

https://soundcloud.com/finnomena/ep9-the-market-podcast

“THE MARKET PODCAST” รายการที่ไม่ใช่แค่เล่าข่าว แต่เป็นการเจาะข่าว เจาะประเด็น เพื่อให้นักลงทุนรู้ก่อนเทรด!

ดำเนินรายการโดย คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือ Mr.Messenger เจ้าของเพจ Sinthorn

——————

พิเศษ! สำหรับใครที่สนใจเปิดบัญชีลงทุนครั้งแรกกับ FINNOMENA เรามีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับชาว Podcast

เพียงโหลดแอป FINNOMENA มาเพื่อเปิดบัญชี แล้วใส่ Code #PODCAST100 รับไปเลยหน่วยลงทุน TMBTM มูลค่า 100 บาท ฟรี! อ่านเงื่อนไขรายละเอียดการรับสิทธิ์ได้ที่ : finno.me/podcast100


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

FED ประกาศปรับเกณฑ์การคำนวณ SLR ของสถาบันการเงิน ชั่วคราวถึงสิ้น มี.ค. 2021

FINNOMENA Reporter

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศปรับเกณฑ์การคำนวณ Supplementary leverage ratio (SLR) ของสถาบันการเงิน ให้เป็นการชั่วคราวถึงสิ้น มี.ค. 2021

  • ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความสามารถของ สง. ในการปล่อยสินเชื่อให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ และช่วยลดความตึงตัวในตลาดพันธบัตรรัฐบาล
  • โดย Fed เห็นว่าในช่วงที่ผ่านมา งบการเงินของสถาบันการเงิน มีขนาดใหญ่ขึ้นจากการเร่งเบิกสินเชื่อของภาคธุรกิจ และมีเงินฝากกลับเข้ามาในระบบมากขึ้น พร้อมกับปริมาณเงินฝากของสถาบันการเงินที่ Fed เพิ่มขึ้นตามการเข้าซื้อสินทรัพย์ จนทำให้กระทบต่อการทำหน้าที่เป็นตัวกลาง และต่อภาวะสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
  • ดังนั้น จึงเห็นควรให้ยกเว้นการนับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และเงินฝากที่ Fed ออกจากการคำนวณ total leverage exposure ซึ่งเป็นตัวหาร (denominator) ที่ใช้ในการคำนวณ SLR (tier 1 capital/total leverage exposure) เป็นการชั่วคราว

ที่มา : https://www.reuters.com/article/us-health-coronavirus-fed-banks/federal-reserve-temporarily-eases-some-bank-leverage-requirements-idUSKBN21J6VN