แจ้งเตือน

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 5: Koyfin ดีและฟรียังมีอยู่จริง

WealthGuru
5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 5: Koyfin ดีและฟรียังมีอยู่จริง

หลายคนอยากจะลงทุนต่างประเทศโดยตรง แต่ก็กลัวไม่รู้จะหาข้อมูลจากไหน

บทความชุดนี้ ผมจะขอแชร์  5 เว็บไซต์คู่ใจของผมที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน โดยเรียงลำดับจากชอบน้อยสุดคือลำดับที่ 5 ไปยังชอบมากที่สุดคือลำดับที่ 1

โดยวันนี้จะเป็นลำดับที่ 5  คือ www.koyfin.com

ลองมาดูว่ามีอะไรน่าสนใจบ้างในเว็บไซต์ ผมขอยก  Feature ที่ผมชอบมาเล่าให้ฟัง

Market Scatter

เราสามารถภาพเปรียบเทียบแกน X และ แกน Y ได้ตามที่เราต้องการ

ยกตัวอย่างในรูปเป็นการเปรียบเทียบหุ้นในกลุ่ม Nasdaq 100 โดยใช้ ROE และ PEG คือหาหุ้นที่ในผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสูง และ PEG  ไม่สูงมาก

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 5: Koyfin ดีและฟรียังมีอยู่จริง

รูป 1 จาก www.koyfin.com วันที่ 14 June 2021

ตัวเลือกของ Market Scatter มีให้เลือกมากเช่น  คุณอาจจะอยากเลือก Valuation ดังรูปข้างล่าง

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 5: Koyfin ดีและฟรียังมีอยู่จริง

Price Target

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 5: Koyfin ดีและฟรียังมีอยู่จริง

รูป 2 www.koyfin.com วันที่ 14 June 2021

รูปข้างบนเป็นตัวอย่างของ Price Target ของหุ้น Apple ที่นักวิเคราะห์ได้ในราคาเป้าหมายไว้ คุณจะเห็น Price Target แบบสูง เฉลี่ย และ ต่ำ จะมี rating ที่นักวิเคราะห์ให้กับหุ้นด้วยว่าให้ซื้อ ถือ หรือขายอีกด้วย

Estimate Trend

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 5: Koyfin ดีและฟรียังมีอยู่จริง

รูป 3  www.koyfin.com วันที่ 14 June 2021

จะมีข้อมูลการคาดการของนักวิเคราะห์เกี่ยวกับ Sale, EBIDA, EBIT และ EPS ให้ โดยรวบรวมเป็น Trend ให้ดูง่าย ๆ

เราสามารถพอจะประเมินได้ว่า หุ้นจะมีโอกาสเติบโตไปข้างหน้าหรือไม่ ตามมุมมองของนักวิเคราะห์

Financial Analysis

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 5: Koyfin ดีและฟรียังมีอยู่จริง

รูป 4  www.koyfin.com วันที่ 14 June 2021

ในส่วนของ Financial Analysis อัดแน่นไปด้วยข้อมูลเกี่ยวกับการเงินของหุ้น ไม่ว่าจะเป็น งบกำไรขาดทุน งบดุล และงบกระแสเงินสด และมีตัวเลข ratio ทางการเงินให้ดูอีกมากมาย ไม่ว่าจะอยู่ในส่วน Enterprise Value, Profitability หรือ Solvency

News & Filings

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 5: Koyfin ดีและฟรียังมีอยู่จริง

ในส่วนของ News & Filings จะทำให้ไม่ผ่านโอกาสในรับรู้ข่าวสารต่าง ๆ โดยทาง Koyfin จะรวบรวมมาให้ทีเดียว มี Sec Filings ซึ่งเป็นข้อมูลดิบให้ download กันได้

Performance

เป็นอีก feature หนึ่งที่ผมชอบ ซึ่งสามารถเปรียบเทียบ performance กับหุ้น หรือ ETF ได้

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 5: Koyfin ดีและฟรียังมีอยู่จริง

สำหรับคนที่เพิ่งจะเริ่มลงทุนต่างประเทศ www.koyfin.com ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการศึกษาเพราะทั้ง ฟรีและดี

WealthGuru

**สนใจลงทุนในพอร์ต Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณ สามารถดูรายละเอียดและลงชื่อรับบริการได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/port/wealthguru/

Market Think Tank EP 3: เศรษฐกิจฟื้นจริงหรือหลอก? ตลาดหุ้นกับเศรษฐกิจสัมพันธ์กันหรือไม่?

FINNOMENA Podcast
Market Think Tank EP 3: เศรษฐกิจฟื้นจรืงหรือหลอก? ตลาดหุ้นกับเศรษฐกิจสัมพันธ์กันหรือไม่?

Market Think Tank EP 3: เศรษฐกิจฟื้นจรืงหรือหลอก? ตลาดหุ้นกับเศรษฐกิจสัมพันธ์กันหรือไม่?

“Market Think Tank รายการที่จะนำแหล่งความรู้จากสถาบันการเงินระดับโลกมาให้นักลงทุนชาวไทยฟัง แบบเข้าใจง่าย สไตล์ FINNOMENA”


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

Yield Curve มีเทคนิคดูอย่างไร? การเปลี่ยนแปลงสื่ออะไร?

BottomLiner
Yield Curve มีเทคนิคดูอย่างไร? การเปลี่ยนแปลงสื่ออะไร?

จากบทความก่อนเราได้กล่าวไว้ว่า Yield Curve มี 3 แบบคือ

1. Normal curve : Yield ของพันธบัตรระยะสั้น น้อยกว่า Yield ของพันธบัตรระยะยาว

2. Inverted curve : Yield ของพันธบัตรระยะสั้น มากกว่า Yield ของพันธบัตรระยะยาว

3. Flat curve : Yield ของพันธบัตรระยะสั้น เท่ากับ Yield ของพันธบัตรระยะยาว

ต่อจากนี้ มารู้จักคำศัพท์เพื่อเรียกย่อ ๆ กัน

Yield พันธบัตรระยะสั้น เราเรียก Yield ตัวสั้น ส่วนยาวก็เรียก ตัวยาว

จะ US Government Bond หรือ Treasury หรืออะไรก็ตาม ถ้าไม่ระบุให้ชัดเจน ตลาดมักหมายถึง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล + ประเทศที่ระบุ เช่น US Bond Yield 10Y ก็คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี

สำหรับบทความนี้ เราจะมาดูกันว่าการเปลี่ยนแปลงของ Yield Curve แต่ละรูปแบบบอกอะไรกับเราได้บ้าง เค้าจะดูคู่ 2 ปี และ 10 ปี เป็นหลัก

Yield Curve มีเทคนิคดูอย่างไร?

หากพิจารณาแบบง่าย ๆ การเปลี่ยนความชันของ Yield curve จะมี 2 ลักษณะ คือ

1. Steepening Curve (ชันขึ้น) หรือส่วนต่างระหว่าง Yield ตัวสั้นและตัวยาวเพิ่มขึ้น

โดยปกติจะแสดงถึง การเริ่มต้นการเติบโตของเศรษฐกิจ

2. Flattenning Curve (ชันลง) หรือส่วนต่างระหว่าง Yield ตัวสั้นและตัวยาวลดลง

ซึ่งปกติมักจะเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจเติบโตเต็มที่ (มีโอกาสเกิดการถดถอยในอนาคต)

หากพิจารณาจากการเคลื่อนไหวของราคา Bond ที่เทรดกันอยู่ในตลาดรอง ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างราคา (Price) และอัตราผลตอบแทน (Yield) ของ Bond นั้นจะมีความสันพันธ์แบบผกผันกันเสมอ พูดง่าย ๆ คือ

หากราคาขึ้น ⇒ อัตราผลตอบแทนจะลดลง เราเรียกกันว่า “Bull”

ในทางกลับกัน หากราคาลง ⇒ อัตราผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้น เราเรียกกันว่า “Bear”

Noted: “Bull หรือ Bear” นั้นเราพิจารณากันตามทิศทางราคา หาใช่ Yield อย่าสับสนงวยงงกันละ

ทีนี้ถ้าเราพิจารณาลึกขึ้นจากการนำทิศทางการเคลื่อนไหวของทั้งสองอย่าง (ราคาและความชัน) มารวมร่างกัน เราจะ Unlocked รูปแบบการเคลื่อนไหวของ Yield Curve ที่นักลงทุนมือฉมังใช้ดูกันได้ 4 รูปแบบดังนี้

1. Bull Flattening Yield Curve (Yield ตัวยาวลงลึกกว่าตัวสั้น)

ในภาวะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวดีไปแล้ว แน่นอนย่อมมี Noise ให้ตกใจ ทำให้มีเงินไหลเข้า Safe Haven เช่นขายหุ้นเข้า Bond

แต่รอบใหญ่ของรูปแบบนี้จะเกิดขึ้นในช่วงเริ่มแรกของการเข้าสู่ Cycle ลดดอกเบี้ย เราจะเห็นคนกำไรจาก Bonds กันหลัก 10% ง่าย ๆ ในขณะที่หุ้นถล่มทลาย หรือมีการทำ QE

2. Bull Steepening Yield Curve (Yield ตัวสั้นลงลึกกว่าตัวยาว)

ส่วนมากจะเกิดจากการเก็งว่าจะมีการลดดอกเบี้ย ซึ่งโดยมากก็จะ Shift ทั้ง Curve แต่ในบางครั้งตัวยาวก็จะลงมาช้ากว่า ก็จะมีเหตุผลของมันในแต่ละครั้ง (เช่นเพิ่งผ่านแบบที่ 1 มา)

3. Bear Steepening Yield Curve (Yield ตัวยาวเพิ่มขึ้นสูงกว่าตัวสั้น)

รูปแบบนี้มักเกิดในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่ดอกเบี้ยขาขึ้นอีกครั้ง หลังจากการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ เมื่อตลาดมั่นใจกับเศรษฐกิจมากขึ้นก็จะเริ่มขาย Bond ออก (Yield ดีดขึ้น) และนำเงินไปลงทุนอย่างอื่น หรือ Fund Flow ไหลออก

แต่สิ่งสำคัญคือหากดอกเบี้ยกลับเป็นขาขึ้นอย่างแรงและเร็ว จะขาดทุนหนัก กรณีมียกเลิก QE ร่วมด้วย แต่ดอกเบี้ยตรึงต่ำ ก็จะชันเป็นพิเศษ เช่นช่วงที่ทำ QE ที่ผ่านมา และจะทำให้เกิดแบบสุดท้าย (Bear Flattening) ในเวลาถัดมา

4. Bear Flattening Yield Curve (Yield ตัวสั้นเพิ่มขึ้นสูงกว่าตัวยาว)

หากไม่มีเรื่องอะไรเป็นพิเศษ จะเกิดขึ้นหลังรูปแบบที่ 3 คือในช่วงขึ้นดอกเบี้ย หากคงดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำนาน ๆ จนเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว แน่นอนว่าก็จะต้องมีการเก็งกำไรผสมโรงด้วย หากทิ้งไว้นาน จะทำให้เกิดฟองสบู่ได้ และในช่วงเศรษฐกิจบูม เงินเฟ้อมา ธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

อาจจะแลดูซับซ้อน ซ่อนเงื่อน แต่ก็น่าจะพอช่วยให้เราเดาได้นะครับว่าทิศทางตราสารหนี้ในภาพใหญ่และเศรษฐกิจไปทางไหน ที่สำคัญต่อจากนี้คือการดูนโยบาย และเราจะสังเกตได้ว่า ทำไม Fed ไม่ยอมขึ้นดอกเบี้ย ทั้ง ๆ ที่เงินเฟ้อมา

คำตอบสำคัญที่ ทาง Fed ให้ คือ ยังไม่ถึงเวลา และเงินดูเฟ้อมากส่วนหนึ่งเพราะฐานต่ำ ในระดับสินค้ายังไม่ได้แพงขึ้นขนาดนั้น (ก็ต้องรอดูกันไปนะครับ เงินเฟ้อจาก Supply หายมันควรจะแก้กันด้วยทางอื่นมากกว่าแค่ขึ้นดอกเบี้ย)

ในช่วงเวลาที่หุ้นตกแบบนี้เราควรหาความรู้เพิ่มจะเป็นประโยชน์ต่อเงินลงทุนเรามากกว่าการเลี่ยงทำเป็นไม่รับรู้ตัวเลขขาดทุน (เผชิญปัญหาดีกว่าหนีปัญหา นี่เป็นพื้นฐานการประสบความสำเร็จในระยะยาว)

อ่านต่อ Bond Yield สำคัญไฉน Yield Curve คืออะไร? ทำไมถึงต้องรู้จัก?

BottomLiner

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/bottomlinerglobal/posts/4537880629560369

ยุคสมัยของนักลงทุนไทย

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
ยุคสมัยของนักลงทุนไทย

ตั้งแต่ปี 2518 ที่มีการจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมาจนถึงวันนี้เป็นเวลา 46 ปี  Profile หรือคุณสมบัติโดยทั่วไปของนักลงทุนไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก  ส่วนตัวผมเองนั้น  แม้ว่าจะเพิ่งเริ่มลงทุนอย่างจริงจังประมาณปี 2538-39 หรือ 26 ปีมาแล้วแต่ก็ได้เห็นและรับรู้ถึงความเป็นไปของนักลงทุนในตลาดหุ้นมาโดยตลอด  ส่วนหนึ่งเพราะเริ่มเข้าทำงานในแวดวงการเงินที่เกี่ยวกับ  “ตลาดทุน” ตั้งแต่ปี 2528 หรือ 36 ปีมาแล้ว  หรือพูดได้ว่า  ผมทำงานเกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์หลังจากที่ตลาดเปิดไปแล้วประมาณ 10 ปี  งานที่ทำนั้นเริ่มตั้งแต่ในสายของ  “วิชาการ” ต่อด้วย  “การระดมทุน” ซึ่งก็คือ การทำ IPO ให้กับบริษัท  และสุดท้ายก็คือ  “การลงทุน” ด้วยเงินของสถาบัน  ก่อนที่จะกลายเป็น “นักลงทุน” อย่างเต็มตัว  สิ่งที่ผมเห็นและจะพูดถึงในวันนี้ก็คือการเปลี่ยนแปลงของนักลงทุนที่แทบจะเรียกว่า  “สิ้นเชิง”  ตาม “ยุคสมัย” ที่เปลี่ยนไปของตลาดหลักทรัพย์หรือตลาดทุน

ช่วงเปิดตลาดหลักทรัพย์ใหม่ ๆ  โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีแรกนั้นน่าจะเป็นการ “ลองระบบ” การซื้อขายหุ้นซึ่งเป็นสิ่งใหม่ในระบบเศรษฐกิจของไทยที่เริ่มจำเป็นที่จะต้องมีแหล่งระดมทุนระยะยาวในการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ  คนที่รู้เรื่องและเข้ามาซื้อขายหุ้นหรือ  “นักลงทุน” ก็คือนักธุรกิจหรือคนที่มีประสบการณ์จากต่างประเทศจำนวนเพียงหยิบมือเดียว  ปริมาณการซื้อขายน้อยมากและเนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเกิด “วิกฤติ” ทางการเมืองและอยู่ท่ามกลางสงครามเย็นระหว่างกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์และโลกเสรี  อย่างไรก็ตาม  หลังจากนั้น  ตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงและดึงดูดคนที่สนใจในเรื่องของการเก็งกำไรและการพนันเข้ามาเล่นกันมาก  ผมยังจำได้ว่าในขณะนั้นเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่กำลังเรียนปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจด้วยกันที่นิด้าที่มีพ่อเป็นนักการธนาคารคุยให้ฟังว่าตนเองเล่นหุ้นด้วยเงินหลักหมื่นบาทแต่ได้กำไรเดือนละเป็นพันบาทซึ่งในสมัยนั้นถือว่ามาก  เพราะเงินเดือนทั้งเดือนของผมก็แค่ 3,000 บาท  ผมเองรู้สึกทึ่งอยู่เหมือนกัน  แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากกว่านั้นแม้ว่าตนเองกำลังเรียน MBA  ผมคิดว่าการ “เล่นหุ้น” เป็นเรื่องของการ “เก็งกำไรหรือการพนัน” ที่ในชีวิตและครอบครัวผมจะไม่ยอมเกี่ยวข้องเลย

“ยุคแรก” ของตลาดหุ้นไทยนั้น  ผมคิดว่าดำเนินมาจนถึงปี 2540 ที่ตลาดหุ้นถล่มทลายเนื่องจากเกิดวิกฤติการลดค่าเงินบาทไทยหรือ  “ต้มยำกุ้ง” นักลงทุนไทยในช่วงนั้นส่วนใหญ่แล้วก็คือ “นักเก็งกำไรหรือนักการพนัน” ที่ย้ายเงินจากการทำธุรกิจขนาดย่อมหรือจากสนามม้าหรือคาสิโนเข้ามาเล่นในตลาดหุ้น  นี่คือนักเล่นหุ้น  “ขาใหญ่” ในตลาดที่บางคนก็กลายเป็น  “นักปั่นหุ้น” โดยการปล่อยข่าวดี  ซื้อ-ขายหุ้นต่อเนื่องเพื่อสร้างราคาและปริมาณการซื้อขาย  ในบางครั้งก็ทำถึงขนาดจะเทคโอเวอร์กิจการขนาดใหญ่ได้โดยอาศัยการกู้เงินซื้อหุ้นแบบมาร์จินจากบริษัทหลักทรัพย์ที่ตนเองควบคุมอยู่ก็มี  เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีกฎหมายหรือกลต. ที่จะห้ามหรือป้องกัน  และนั่นก็คือ “เซียน” หรือที่ในยุคนั้นเรียกว่า  “เสี่ย” ที่ทุกคนในตลาดหุ้นกล่าวขวัญถึงโดยเฉพาะว่าจะเข้าไปเล่นหุ้นตัวไหน

นักลงทุนรายย่อยหรือนักเล่นหุ้นส่วนใหญ่ในยุคแรกของตลาดหลักทรัพย์นั้น  จำนวนไม่น้อยเป็นผู้หญิงอายุกลางคนที่ชอบเล่นการพนันในวงไพ่ที่มีอยู่ทั่วไปในประเทศไทยในยุคนั้น  พวกเธอคงจะเริ่มเห็นว่าการเล่นหุ้นนั้นสนุกกว่าและได้กำไรมากกว่าแถมมีเครื่องดื่มและอาหารบริการฟรีตามห้องค้าของแต่ละโบรกเกอร์ที่ติดเครื่องปรับอากาศและอยู่ได้เกือบทั้งวันกับเพื่อนที่คุยกันได้ถูกคอเพราะนี่เป็นตลาดที่ไม่มีใครเป็นฝ่ายตรงข้าม  ทุกคนได้กันหมดในบางวันและก็เสียกันหมดในอีกวันหนึ่ง   ในส่วนของผู้ชายเองนั้น  จำนวนมากก็มักจะมีอายุที่สูงกว่าคนทั่วไปและเป็นเจ้าของธุรกิจหรือร้านเล็ก ๆ  ที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างและมีเวลาเข้ามาเล่นหุ้นในห้องค้า  อย่าลืมว่าในสมัยนั้นระบบการซื้อขายหุ้นยังไม่สมบูรณ์และยังต้องสั่งซื้อขายตรงหน้าเค้าน์เตอร์หรือผ่านทางโทรศัพท์  การติดตามราคาหุ้นนาทีต่อนาทีจากห้องค้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักเล่นหุ้นซึ่งแทบทั้งหมดเป็นแนว “เก็งกำไร” แทบจะไม่มีข้อมูลพื้นฐานอะไรเลยเพราะยังไม่มีการวิเคราะห์หุ้นเป็นเรื่องเป็นราว

เมื่อเกิดวิกฤติปี 2540 ที่ทำให้ดัชนีตลาดตกลงมาเกือบ 90% จากจุดสูงสุด  นักลงทุนซึ่งก็คือนักเก็งกำไรในตลาดหุ้นที่ไม่ได้ซื้อขายหุ้นอิงปัจจัยพื้นฐานแทบทั้งหมดต่างก็  “เจ๊ง” พร้อม ๆ  กับธุรกิจและความมั่งคั่งส่วนตัว  พวกเขา “สาปส่ง” ตลาดหุ้นและไม่กลับมาอีกเลย  เหลือแต่เซียนบางคนที่เอาตัวรอดมาได้และปรับตัวเข้ากับ “ยุคใหม่ของการลงทุน” นั่นก็คือยุคแห่ง “Value Investment” ที่มองว่าการลงทุนในหุ้นก็เหมือนกับการทำธุรกิจ  หุ้นที่ดีก็คือหุ้นที่สามารถทำกำไรได้ดี  มีความสามารถในการแข่งขันสูง  มีการเติบโต และที่สำคัญที่สุด  ต้องมีราคาที่ถูกหรือไม่แพงเมื่อเทียบกับพื้นฐานของมัน  ต้องมีส่วนเผื่อความปลอดภัยที่เรียกว่า Margin of Safety ซื้อแล้วก็มักจะถือไว้นาน  ขายต่อเมื่อพื้นฐานเปลี่ยนแปลงและราคาหุ้นสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงแล้ว  “ทศวรรษของ VI” เริ่มตั้งแต่ปี 2540 ต่อเนื่องมาประมาณ 10 ปีจนถึงปี 2551 หรือปี 2008 ที่เกิดวิกฤติ “ซับไพร์ม” ทำให้ดัชนีหุ้นตกลงมาเกือบครึ่งหนึ่ง

นักลงทุนยุคที่สองหรือยุค VI นั้น  เปลี่ยนแปลงไปมาก  พวกเขามักเป็นคนที่อยู่ในวัยประมาณ 30 ถึง 40 ปี ขึ้นไปและเป็นคนกินเงินเดือนที่มีรายได้ดีและมีเงินเก็บบ้าง  ที่สำคัญพวกเขาเป็นคนคิดถึงอนาคตที่จะเกษียณก่อนกำหนดและมีความมั่งคั่งสูง  บางทีขนาดเศรษฐีจากการลงทุนในหุ้น  ซึ่งก็ถือว่าเป็นธุรกิจที่ไม่ได้มีความเสี่ยงอย่างที่นักเล่นหุ้นในยุคก่อนกลัวกัน   นักลงทุนยุคนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนที่มีการศึกษาที่ดี  ทำงานวิชาชีพที่มีรายได้สูงเช่นวิศวกรรม  การแพทย์  หรือเป็นผู้บริหารระดับกลางที่กำลังก้าวหน้า  ส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย  ที่สำคัญพวกเขาต่างก็ขวนขวายหาความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจและบริษัทที่น่าสนใจ  และนำมาแลกเปลี่ยนและวิเคราะห์ถึงความเหมาะสมของการลงทุนและตัดสินใจซื้อขาย  ซึ่งนั่นทำให้  “หุ้น VI” ในตลาดมีราคาปรับตัวขึ้นมากส่งผลให้คนลงทุนมีกำไรงดงามซึ่งก็ดึงดูดให้คนเข้ามาลงทุนเพิ่มในแนวของ VI และทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นไปอีก

หลังจากวิกฤติปี 2551 ที่ดัชนีตกลงมาเหลือเพียงประมาณ 400 จุดแล้ว  ดัชนีก็ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องอานิสงส์จากการที่บริษัทจดทะเบียนต่างก็ฟื้นตัว  ทำกำไรได้ดีและหุ้นมีราคาถูกมากโดยมีค่า PE เริ่มในช่วงปีแรกของการฟื้นตัวเพียง 7 เท่า  นั่นส่งผลให้นักลงทุนแนว VI “รุ่นใหม่” ที่มีอายุน้อยลงเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นจำนวนมาก  นอกจากนั้น  การที่อัตราดอกเบี้ยตกต่ำลงมามากอานิสงค์จากการทำ QE หรือการอัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาในระบบของสหรัฐทำให้คนมีเงินรวมถึงลูกหลานของเศรษฐีจำนวนมาก  แห่กันเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น  ผลักดันให้หุ้นโดยเฉพาะที่มีคุณภาพที่ดีแนว VI ปรับตัวขึ้นมหาศาลจนมีค่า PE สูงถึง 30-40 เท่า นอกจากนั้น  VI รุ่นใหม่เหล่านั้นยังมักจะใช้มาร์จินสูง  ซื้อหุ้นน้อยตัว  และเทรดหุ้นบ่อยเพื่อที่จะเพิ่มรอบของกำไรมากขึ้น  ผลก็คือ พวกเขาทำผลตอบแทนได้มหาศาลในระยะเวลาอันสั้นเพียงไม่กี่ปี  และนี่คือยุคที่ผมอยากจะเรียกว่า “Speculative VI” พอถึงสิ้นปี 2560 ก็ดูเหมือนว่าหุ้นดี ๆ  ที่มีราคาไม่แพงก็หมดไป  และสำหรับผมก็เป็นจุด “สิ้นสุดยุคทองของ VI”

นักลงทุนที่เข้ามาตั้งแต่ปี 2561 และเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดโรคระบาดโควิด-19 นั้น  น่าจะเป็นกลุ่มที่เข้าตลาดในช่วงอายุน้อยที่สุด  พวกเขามักจะเป็นคน Gen Y อายุส่วนใหญ่อาจจะไม่ถึง 30-35 ปีและเป็นลูกของคนรุ่นเบบี้บูมที่มั่งคั่ง  จำนวนคนที่เข้ามาในตลาดหุ้นนั้นมีสูงมากกว่ายุคใด ๆ  นอกจากนั้น  ความคิดของคนยุคนี้ก็แตกต่างจากยุคเดิมมาก  พวกเขาเกิดและเติบโตในยุคดิจิตอลที่ชอบอะไรที่เร็ว  ต้องการเห็นผลทันใจ  โควิดทำให้พวกเขาบางคนตกงาน  บางคนก็หางานที่เหมาะสมทำไม่ได้  เกือบทั้งหมดไม่ได้สนใจงานประจำที่น่าเบื่อและไม่สนองตอบความคิดที่เป็นอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ที่จะประสบความสำเร็จ  ดังนั้น  เมื่อพวกเขาเข้าลงทุนในตลาด  สิ่งที่ต้องการก็คือผลตอบแทนที่รวดเร็วไม่ว่าความเสี่ยงจะมากน้อยแค่ไหน  และหุ้นหรือหลักทรัพย์ที่จะตอบโจทย์นั้นได้ก็คือหุ้นที่มีสตอรี่ที่งดงามและการเติบโตที่สุดโต่ง  ดังนั้น  พวกเขาจึงสนใจแต่หุ้น Growth หรือหุ้นเติบโตเร็วที่มักจะมีราคาสูงเสียดฟ้า  หรือเครื่องมือลงทุนอย่างเหรียญคริปโตที่ปรับตัวขึ้นเป็นหลาย ๆ  สิบหรือร้อยเปอร์เซ็นต์ในเวลาไม่กี่เดือน  และนี่ก็คือยุคของนักลงทุนแนว Growth ที่ครอบงำตลาดในช่วงนี้และยังไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไร

ในประวัติศาสตร์ระยะยาวของตลาดนั้น  “หุ้น VI” ดูเหมือนว่าจะให้ผลตอบแทนแบบทบต้นดีที่สุด  อย่างไรก็ตาม  ในระยะสั้น ๆ  อาจจะแค่ 5-10 ปี บ่อยครั้งหุ้นแนว Growth ก็ให้ผลตอบแทนดีกว่ามาก  เช่นเดียวกัน  ช่วงที่การเก็งกำไรร้อนแรงเป็นไฟหรือเป็นฟองสบู่ การเล่นหุ้นแบบ  “เก็งกำไร” ซึ่งรวมถึงการเล่นบิตคอยน์ก็อาจจะทำให้คนรวยไปได้เลยในระยะเวลาแค่  “ข้ามคืน”

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://blog.settrade.com/blog/nivate/2021/06/14/2519

Morning Brief 15/06/64 “CEO JPMorgan แนะถือเงินสด รอจังหวะลงทุนหลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ย” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA CHANNEL
Morning Brief 15/06/64 “CEO JPMorgan แนะถือเงินสด รอจังหวะลงทุนหลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ย” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 15/06/2021

“CEO JPMorgan แนะถือเงินสด รอจังหวะลงทุนหลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ย

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones -85.85 จุด (-0.25%) S&P500 +7.71 จุด (+0.18%) Nasdaq +104.72 จุด (+0.74%) Small Cap 2000 -12.23 จุด (-0.52%) VIX index อยู่ที่ 16.39 (+4.73%) S&P500 และ Nasdaq ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +5.97 จุด (+0.14%) Dax เยอรมัน -19.63 จุด (-0.13%) CAC 40 ฝรั่งเศส +15.69 จุด (+0.24%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 15 มิ.ย. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดซื้อขายในแดนบวก ขณะที่ตลาดหุ้นจีน  และฮ่องกงเคลื่อนไหวในแดนลบ และ SET Index เคลื่อนไหวในกรอบแคบ

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 15 มิ.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,862.55 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 27.71 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 70.91 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 72.91 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 15 มิ.ย. 2564) Bitcoin 40,349.8 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,584.12 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 371.79 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.32 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

NATO มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับกลุ่ม G-7 ระบุว่าจีนและรัสเซีย คือ ความท้าทายของโลก โดยจีนมีจำนวนกำลังพลเพิ่มขึ้นสูง ขณะที่ Joe Biden ประกาศว่าสหรัฐฯ กำลังจะกลับมา

คาดการณ์ GDP ของสหราชอาณาจักรอยู่ที่ 6.4%, 5.5% และ 1.8% ในปี 2021, 2022 และ 2023

ราคทองแดงเคลื่อนไหวอยู่ประมาณ 10,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ต่ำกว่าจุดสูงสุดของปีนี้ที่ประมาณ 10,500 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ เล็กน้อย

จำนวนผู้ที่ต้องการซื้อบ้านปรับตัวลดลงในจุดต่ำสุดตั้งแต่ปี 2015 ขณะที่ราคาไม้ปรับตัวลดลงเกือบ 30% จากจุดสูงสุดในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม

ราคาข้าวโพดปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากจุดสูงสุดช่วงเดือนเมษายน

ในรอบ 1 ปี ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เกือบทุกชนิดปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ แต่ในรอบ 5 วันที่ผ่านมา เริ่มมีสินค้าบางชนิดที่ปรับตัวให้ผลตอบแทนติดลบ เช่น ถั่วเหลือง เมล็ดกาแฟ ทองคำ น้ำตาล ข้าวสาลี เป็นต้น

แนวโน้มของงบดุล FED คาดการณ์จาก Reuters ว่าจะมีการปรับลดลงเรื่อยๆ โดย CEO ของ JPMorgan แนะนำให้นักลงทุนเริ่มถือเงินสด เพื่อรอจังหวะลงทุน หลัง FED เตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต

คาดการณ์รายได้ของ JPMorgan ในไตรมาส 2 ปี 2021 จะลดลง -14.4% ขณะที่ EPS ในช่วงเดียวกันจะเติบโตถึง 120.7% โดยจำนวนนักวิเคราะห์ที่แนะนำซื้อ ถือ และขายหุ้น JPMorgan อยู่ที่ 18, 7 และ 3 ราย ตามลำดับ ราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ 165.73 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

Paul Tudor Jones มองเงินเฟ้อเป็นปัจจัยหนุน Bitcoin ล่าสุดราคาปรับตัวขึ้นเหนือ 40,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในไทยอยู่ที่ 3,000 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,360 จากในเรือนจำ 640 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 19 คน ผู้หายป่วยกลับบ้าน 4,774 ราย หายป่วยสะสม 162,718 ราย แผนกระจายการฉีดวัคซีนเดือนมิถุนายนอยู่ที่มากกว่า 6 ล้านโดส

WHO ออกมาเตือนว่าแนวโน้มการฉีดวัคซีนทั่วโลกล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ ทำให้หลายประเทศเลื่อนการ lock down ออกไป เช่น อังกฤษ รวมถึงอินโดนีเซียที่ยังคงมาตรการที่เข้มงวดต่อไป

โดยสถานการณ์การฉีดวัคซีนของอังกฤษ เมื่อเทียบกับเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม % ของผู้ที่ฉีดวัคซีน 1 โดส อยู่ที่ 79% เทียบกับคาดการณ์ 89% เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ขณะที่ % ของผู้ฉีดวัคซีน 2 โดส อยู่ที่ 57% เทียบกับคาดการณ์ 76% เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม

วัคซีนของ Novavax รายงานว่าประสิทธิภาพการป้องกันอยู่ที่ 90.4% ทำให้อาจจะสามารถเป็นวัคซีนทางเลือกได้อีกยี่ห้อ

The Opportunity

All Balance เป็นแผนที่มีการจัดพอร์ตแบบสมดุล เน้นสร้างผลตอบแทนระยะยาว โดยจะมีการวิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์โลก เพื่อค้นหาสินทรัพย์แต่ละประเภทรอบโลกใน 3 ปัจจัย คือ ปัจจัยพื้นฐาน การเคลื่อนย้ายของเงินทุน และปัจจัยทางเทคนิค ออกแบบพอร์ตลงทุนโดยใช้ Black-litterman Model โดยคำนึงถึงโอกาสการลงทุนควบคู่ไปกับมาตรการควบคุมความเสี่ยง แผนนี้เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง คาดหวังผลตอบแทนประมาณ 7 – 9% ต่อปี และมีความผันผวนต่ำกว่าตลาดหุ้น พอร์ตปัจจุบันมีตราสารทุนสัดส่วน 50% ตราสารหนี้ 25% และสินทรัพย์ทางเลือก 25%

News Update: นักลงทุนมองเงินเฟ้อเป็นปัจจัยหนุน ดัน Bitcoin ยืนเหนือ $40,000 อีกครั้ง

FINNOMENA Reporter
News Update: นักลงทุนมองเงินเฟ้อเป็นปัจจัยหนุน ดัน Bitcoin ยืนเหนือ $40,000 อีกครั้ง

ราคาของ Bitcoin พุ่งขึ้นกว่า 40,000 ดอลลาร์ในวันจันทร์หลังจากผู้จัดการกองทุน Hedge Fund มหาเศรษฐีอย่าง Paul Tudor Jones แสดงความเห็นของเขาที่มีต่อ Bitcoin

ผมชอบ Bitcoin ในฐานะที่มันเป็นตัวกระจายการลงทุนของพอร์ต ทุกคนถามผมว่าเขาควรทำอย่างไรกับ bitcoin ที่เขาถืออยู่? ซึ่งสิ่งเดียวที่ผมรู้อย่างแน่นอนคือ ในพอร์ตการลงทุนของผมต้องมีทองคำ 5%, Bitcoin 5%, เงินสด 5%, สินค้าโภคภัณฑ์ 5%” Tudor Jones กล่าวในรายการ Squawk Box ของ CNBC เมื่อวันจันทร์

สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดอย่าง Bition เริ่มกลับตัวขึ้นอีกครั้งในวันอาทิตย์หลังจาก Elon Musk กล่าวว่า Tesla จะกลับมารับ Bitcoin สำหรับการทำธุรกรรมอีกครั้งในอนาคต ตั้งแต่ต้นปี มูลค่าของ Bitcoin ได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 30% แม้ว่าจะเกิดความผันผวนของราคาอย่างรุนแรง โดยพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 64,829.14 ดอลลาร์ในเดือนเมษายน และแตะระดับต่ำสุดใกล้ระดับ 30,000 ดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม

ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา ความสนใจของนักลงทุนสถาบันใน Bitcoin เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากและเป็นแรงผลักดันให้เกิดภาวะตลาดกระทิงครั้งล่าสุด  เมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา Tudor Jones เปิดเผยครั้งแรกผ่าน CNBC ว่าเขาถือครอง Bitcoin “เกือบ 2%” สำหรับพอร์ตการลงทุนของเขา ตั้งแต่นั้นมา Stanley Druckenmiller, Bill Miller และ Ray Dalio ก็กลายเป็นผู้ที่ให้ความคิดเห็นต่อ Bitcoin อย่างเปิดเผยมากขึ้น

สถาบันต่างๆ ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงผลักดันดังกล่าว โดยมีธนาคารอย่าง BNY Mellon และ State Street ที่ต้องการให้บริการสกุลเงินดิจิทัลแก่ลูกค้าและสถาบันการเงินรายใหญ่ เช่น BlackRock, Morgan Stanley และ Goldman Sachs เพื่อค้นหาวิธีให้ลูกค้าได้รับ Bitcoin อย่างปลอดภัย ที่ก่อนหน้านี้มีความเสี่ยงด้านอาชีพ (career risk) อย่างมากสำหรับสถาบันการลงทุนที่พยายามเพิ่ม Bitcoin เข้าในพอร์ตการลงทุน

การเพิ่มขึ้นของ Bitcoin ในช่วงสุดสัปดาห์เกิดขึ้นหลังจาก Elon Musk กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า Tesla จะกลับมาอนุญาตให้ทำธุรกรรมต่างๆ ด้วย Bitcoin อีกครั้งเมื่อมีความชัดเจนในการใช้พลังงานสะอาดสำหรับการขุด Bitcoin

เงินหลายแสนล้านดอลลาร์ไหลออกจากตลาดคริปโตเคอร์เรนซี หลังจากที่ Elon Musk ทวีตเมื่อเดือนพฤษภาคมเกี่ยวกับการระงับการซื้อรถยนต์ของ Tesla ด้วย Bitcoin โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสภาพอากาศจากการขุดสกุลเงินดิจิทัล ด้าน Tudor Jones ยังกล่าวอีกว่า เขากังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการขุด Bitcoin และถ้าเขาเป็นราชาของโลก เขาจะสั่งห้ามการขุด Bitcoin”

การขุดสกุลเงินดิจิทัลต้องใช้พลังงานจำนวนมหาศาลเพื่อเป็นการเติมเชื้อเพลิงให้คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการขุดการขุด Bitcoin ใช้พลังงานมากกว่าการใช้พลังงานของทั้งประเทศ เช่น ฟินแลนด์และเบลเยียม ตามดัชนีการใช้ไฟฟ้าของ Cambridge Bitcoin

ในฐานะส่วนหนึ่งของการปราบปราม Bitcoin ภูมิภาคมองโกเลียในของจีน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขุด bitcoin ที่สำคัญ ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมได้เสนอมาตรการลงโทษบริษัทและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการขุดสกุลเงินดิจิทัล มาตรการนี้เกิดขึ้นหลังจากรองนายกรัฐมนตรี Liu He ของจีนกล่าวว่าจำเป็นต้องปราบปรามการขุดและการซื้อขาย Bitcoin”

ด้านรัฐบาลของอิหร่านในเดือนพฤษภาคมประกาศห้ามการขุด Bitcoin และ สกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ จนถึงวันที่ 22 กันยายน หลังจากเจ้าหน้าที่กล่าวว่า สาเหตุของการเกิดไฟดับในเมืองหลวงของประเทศเตหะรานและเมืองใหญ่อื่นๆ อีกส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกิจกรรมที่ใช้พลังงานจำนวนมาก

ที่มา: CNBC

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

Morning Brief 14/06/64 “กฎหมายใหม่จีน ให้อำนาจสี จิ้นผิง ปิด-ปรับ-ยึดใบอนุญาต บ.เทคโนโลยี” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA CHANNEL
Morning Brief 14/06/64 “กฎหมายใหม่จีน ให้อำนาจสี จิ้นผิง ปิด-ปรับ-ยึดใบอนุญาต บ.เทคโนโลยี” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 14/06/2021

กฎหมายใหม่จีน ให้อำนาจสี จิ้นผิง ปิด-ปรับ-ยึดใบอนุญาต บ.เทคโนโลยี

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones +13.36 จุด (+0.04%) S&P500 +8.26 จุด (+0.19%) Nasdaq +49.09 จุด (+0.35%) Small Cap 2000 +19.16 จุด (+0.83%) VIX index อยู่ที่ 15.65 (-2.80%) S&P500 ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ต่ออีกวัน

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +30.63 จุด (+0.75%) Dax เยอรมัน +122.05 จุด (+0.78%) CAC 40 ฝรั่งเศส +54.17 จุด (+0.83%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 14 มิ.ย. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดซื้อขายในแดนบวก ขณะที่ตลาดหุ้นจีน  และฮ่องกงปิดทำการซื้อขาย และ SET Index ล่าสุดติดลบเล็กน้อย

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 14 มิ.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,865.05 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 27.94 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 71.31 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 73.10 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 14 มิ.ย. 2564) Bitcoin 38,828.3 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,471.55 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 357.84 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.31 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

สภาอิสราเอลรับรอง Naftali Bennett เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ถือเป็นการปิดฉากการดำรงตำแหน่งกว่า 12 ปี ของ Benjamin Netanyahu

กลุ่ม G7 (สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, เยอรมัน, แคนาดา, ฝรั่งเศส, อิตาลี, ญี่ปุ่น) มีขนาด GDP ประมาณ 40% ของ GDP โลก และมีประชากรประมาณ 1 ใน 10 ของประชากรโลก โดยการประชุมที่จบลงไปนั้น กลุ่มผู้นำมีความเห็นร่วมกันในเรื่องการสนับสนุนวัคซีนแก่ประเทศยากจน การปฏิรูปอัตราภาษีขั้นต่ำ 15% และการรับมือกับจีน

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า FED จะมีการประกาศการเริ่มกระบวนการลดมาตรการอัดฉีดทางการเงิน (Taper) ในช่วงเดือนกันยายนหรือธันวาคม 2021 และจะมีการขึ้นดอกเบี้ยในปี 2023 และยังคาดการณ์ว่า Jerome Powell น่าจะได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธาน FED อีกสมัย ขณะที่คาดการณ์ GDP จะอยู่ที่ประมาณ 6% ในปีนี้ และค่อนๆ ปรับตัวลดลงในอนาคตมาอยู่ที่ประมาณ 2% ในระยะยาว อีกตัวเลขที่น่าสนใจ คือ ตัวเลขวงเงิน reverse repo ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีสภาพคล่องส่วนเกินในระบบสูงมาก

เตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อ 5 ปี และ 10 ปี ปรับตัวลดลงทั้งคู่ โดยตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อ 5 ปี ปรับลดลงในอัตราส่วนที่มากกว่า

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน ออกมาเตือนนักลงทุนรายย่อย ให้ระวังความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงการลงทุนในอนุพันธ์ หลังจากมีนักลงทุนรายย่อยแห่เข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยมีธนาคารหลายแห่งเริ่มเช่น Bank of China, Commercial Bank of China และ Bank of Communication เข้ามาระงับการเปิด position ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ถั่วเหลือง ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ตัวเลขบัญชี margin ในจีนปรับตัวขึ้นสูงที่สุดตั้งแต่ปี 2015

กฎหมายใหม่จีน ให้อำนาจประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในการสั่งปิด ปรับ รวมถึงยึดใบอนุญาตบริษัทเทคโนโลยี นอกจากนี้ ยังรวมถึงการใช้มาตราการตอบโต้ประเทศต่างๆ ที่ใช้การเลือกปฏิบัติรวมถึงกระทำผิดกฎหมายเรื่องข้อมูลในจีนได้ด้วย

ราคาหุ้น TSMC เคลื่อนไหว sideway หลังมีข่าวจะเข้าไปตั้งโรงงานในญี่ปุ่นใกล้กับโรงงานของ Sony ซึ่งจะช่วยให้การขนส่งสินค้าให้กับลูกค้าที่ญี่ปุ่นทำได้สะดวกขึ้น แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ยังอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ (62%)

Elon Musk ออกมากล่าวว่า Tesla อาจจะกลับมาพิจารณารับ Bitcoin ในการทำธุรกรรมอีกครั้ง หากเหมืองขุด Bitcoin สามารถใช้พลังงานสะอาด 50% ในการขุด Bitcoin และ Tesla เองมีการขาย Bitcoin ออกมาเพียงแค่ 10% เท่านั้น ประเทศที่ใช้พลังงานในการทำเหมืองสูงที่สุดในโลก คือ จีน และรองลงมา คือ ทวีปอเมริกาเหนือ

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในไทยอยู่ที่ 3,355 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,571 จากในเรือนจำ 784 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 19 คน ผู้หายป่วยกลับบ้าน 3,530 ราย หายป่วยสะสม 130,518 ราย โครงการ “คนละครึ่งเฟส 3” เปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 6.00 น. ในวันนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ เมื่อคืนยังมีการประกาศเลื่อนการฉีดวัคซีนของผู้ที่ลงทะเบียนในโครงการ “ไทยร่วมใจ” ที่จะได้รับวัคซีนตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน ออกไปก่อน

The Opportunity

WE-EVOSEMI บลจ. วี IPO วันที่ 17 – 23 มิถุนายน ภาพรวมของตลาด semiconductor เป็นองค์ประกอบสำคัญใน supply chain ของหลายอุตสาหกรรม โดยแบ่งผู้เล่นออกเป็น 4 กลุ่ม คือ IDM (คิดค้น ออกแบบ วิจัย ประกอบและขาย), Fabless Design (ออกแบบแต่ไม่ได้ผลิต), Foundries (ผลิตอย่างเดียว ไม่ได้ออกแบบ) และ Assembly & Testing (ตรวจสอบและประกอบผลิตภัณฑ์) สัดส่วนรายได้จากโรงหล่อเกือบครึ่งหนึ่งมาจาก TSMC รองลงมาคือ Samsung Electronics ปัจจัยบวกมาจากนโยบายของ Joe Biden (CHIPS for America Act) และกำลังการผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากเทคโนโลยี AI รวมถึง 5G ที่ต้องใช้ semiconductor เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยหลัง COVID-19 ในปี 2024 จะเห็นการเติบโตในกลุ่มต่างๆ ประมาณ 8 – 10% กองทุน WE-EVOSEMI เป็น Fund of Funds ลงทุนในกองทุน 2 คือ Invesco Dynamic Semiconductor ETF 70% และ VanEck Vectors Semiconductor ETF 30% สัดส่วนหุ้น 5 ตัวแรกจากการรวมสัดส่วนของทั้ง 2 กอง คือ Lam Research Corp. (5.37%) Texas Instruments (5.37%) Applied Materials (5.23%) Qualcomm (4.88%) และ Broadcom (4.87%) โดย TSMC อยู่ในอันดับ 7 กองทุนนี้มีการป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน (ภาวะปกติอยู่ประมาณ 80% ของพอร์ต) โดยผลการดำเนินงานย้อนหลังของ 2 กองนี้ ปรับตัวได้ดีกว่ากอง QQQ ETF และ CQQQ ETF มากทั้งคู่

News Update: กฎหมายใหม่จีน ให้อำนาจสี จิ้นผิง ปิด-ปรับ-ยึดใบอนุญาต บ.เทคโนโลยี เพื่อดูแลความปลอดภัยของข้อมูล

FINNOMENA Reporter
News Update: กฎหมายใหม่จีน ให้อำนาจสี จิ้นผิง ปิด-ปรับ-ยึดใบอนุญาต บ.เทคโนโลยี เพื่อดูแลความปลอดภัยของข้อมูล

กฎหมายการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลแบบใหม่ของจีนทำให้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีอำนาจในการปิด ปรับ หรือยึดใบอนุญาตบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งกฎหมายนี้เป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดันของเขาในการควบคุมข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ครอบครองโดยยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba Group Holding Ltd. และ Tencent Holdings Ltd.

บริษัทต่างๆ ที่ถูกพบว่ามีการจัดการข้อมูลไม่ถูกต้อง อาจถูกบังคับให้หยุดดำเนินการ เพิกถอนใบอนุญาตในการดำเนินงาน หรือปรับสูงถึง 10 ล้านหยวน (1.6 ล้านดอลลาร์) ภายใต้กฎหมายที่ออกโดยองค์กรนิติบัญญัติของประเทศเมื่อวันพฤหัสบดี

บริษัทที่เปิดเผยข้อมูลสำคัญในต่างประเทศอาจถูกปรับและลงโทษเช่นเดียวกัน และบริษัทที่ให้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แก่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษโดยการเสียค่าปรับสูงถึง 5 ล้านหยวนรวมถึงการระงับธุรกิจ ตามกฎหมายที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ สภาประชาชนแห่งชาติ โดยกฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กันยายน นี้

ฝ่ายบริหารของสี จิ้นผิงได้ควบคุมการกักตุนข้อมูลของบริษัทเทคโนโลยีในประเทศอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการกำหนดให้จีนเป็นผู้นำในด้านข้อมูลขนาดใหญ่ ปักกิ่งทุ่มเงินลงในศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอื่นๆ เพื่อทำให้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และช่วยสนับสนุนความชอบธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์

กฎหมายดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญด้านกฎระเบียบด้านการคุ้มครองข้อมูลโดยรวมในประเทศจีน” Carolyn Bigg ทนายความที่เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยีเกี่ยวกับ DLA Piper ในฮ่องกง กล่าว บริษัทต่างๆ ยังคงต้องรอคำแนะนำและมาตรฐานทางเทคนิคเกี่ยวกับมาตรการเชิงปฏิบัติที่พวกเขาต้องปฏิบัติตามสำหรับกรอบการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นี้ยังคงเป็นสิ่งที่ซับซ้อนและเป็นภาระมากขึ้นสำหรับธุรกิจระหว่างประเทศที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมายนี้” Carolyn Bigg กล่าวเสริม

ราคาหุ้นเทคโนโลยีของจีน Alibaba ลดลง 1.2% และ Tencent ลดลง 0.8% ขณะที่ Meituan เพิ่มขึ้น 3.1%

เศรษฐกิจดิจิทัลของจีนเติบโตเร็วกว่า GDP ในปี 2019 มาก ตามข้อมูลของสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศจีน ประเทศจีนจะถือครองข้อมูลประมาณหนึ่งในสามของข้อมูลทั่วโลกภายในปี 2568 ซึ่งมากกว่าโครงการวิจัยตลาดของ IDC ของสหรัฐฯ ประมาณ 60%

ที่มา: Bloomberg

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด (จำนวนจำกัด)

FINNOMENA Investment Team
ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด (จำนวนจำกัด)

     Weekly Market Insight ประจำสัปดาห์ 14 – 18 /06/64

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์”

(ถ้าเปิดจากโทรศัพท์แล้วดูแบบ preview ไม่ได้ ให้กดดาวน์โหลดมุมขวาบน)

ถอดคำศัพท์จาก The Uptrend “ตอบคำถามคาใจนักลงทุนกองทุนรวม ตอนที่ 6” I REPEAT AFTER ME EP4

FINNOMENA CHANNEL
ถอดคำศัพท์จาก The Uptrend "ตอบคำถามคาใจนักลงทุนกองทุนรวม ตอนที่ 6" I REPEAT AFTER ME EP4

“The UpTrend” [Q&A] ตอน “ตอบคำถามคาใจนักลงทุนกองทุนรวม ตอนที่ 6” ประจำวันที่ 10 มี.ค. 64

Sector Rotation

  • เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การลงทุน ที่ใช้หลักการ Top-down มองจากภาพใหญ่ก่อน คือสภาวะเศรษฐกิจ และค่อยเจาะลงมาที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์ในสภาวะเศรษฐกิจนั้น แล้วค่อยเลือกตัวหุ้นที่จะลงทุนเป็นลำดับถัดไป 
  • โดยที่สภาวะเศรษฐกิจมีการหมุนเวียนเป็นวัฏจักร ขยายตัว –รุ่งเรือง –ถดถอย –ตกต่ำ ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์ในแต่ละช่วงของวัฏจักรเศรษฐกิจก็แตกต่างกัน อย่างช่วงขยายตัวกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์ก็อย่างเช่น กลุ่มการเงิน เพราะคนเริ่มกู้เงินเอาเงินมาลงทุนในกิจการ ช่วงถดถอย กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นกว่ากลุ่มอื่นก็อย่างเช่น กลุ่มสินค้าจำเป็น กลุ่มสาธารณูปโภค เพราะถึงเศรษฐกิจจะแย่ แต่คนยังจำเป็นต้องกินต้องใช้ เป็นต้น 
  • นักลงทุนก็อาจจะใช้กลยุทธ์ sector rotation โดยการเพิ่มสัดส่วนหุ้นที่น่าจะให้ผลตอบแทนดี หรือลดสัดส่วนหุ้นที่น่าจะให้ผลตอบแทนน้อยลง ตามที่เหมาะสมกับวงจรเศรษฐกิจขณะนั้น 

DCF

  • DCF หรือ Discounted cash flow หรือการคิดลดกระแสเงินสด เป็นวิธีการประเมินความถูกแพงของกิจการ จากมุมมองที่ว่ามูลค่าแท้จริงของกิจการ ก็คือมูลค่าของกระแสเงินสดที่จะทำได้ในอนาคตคิดลดมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน 
  • เพื่อให้เข้าซื้อในราคาถูก และขายออกในราคาแพง เราควรหาให้ได้ว่าแล้วมูลค่าที่แท้จริงคือเท่าไหร่ อย่างถ้าเรามองออกว่ามูลค่าของสิ่งที่เรากำลังจะซื้อ ประเมินออกมาแล้วเป็น บาท แต่ราคาปัจจุบันของมันอยู่ที่ บาท แบบนี้เราคงจะรีบซื้อทันที เพราะเห็นชัด ๆ ว่าราคากำลังถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าแท้จริงที่จะได้ 
  • ซึ่งถ้าจะให้เข้าใจประเด็นมูลค่าปัจจุบัน/อนาคตนี้ได้ เราอาจจะต้องเข้าใจหลัก Time value of money ก่อน นั่นก็คือเงินจำนวนเท่ากัน จากระยะเวลาที่ไม่เท่ากัน จะมีมูลค่าไม่เท่ากัน เช่น ได้เงิน 100 บาทวันนี้ กับได้เงิน 100 บาทในอีก ปีข้างหน้า มูลค่าปัจจุบันของ 100 บาทแรกจะมากกว่า 100 บาทหลัง เพราะสำหรับ 100 บาทที่ได้ทีหลัง ถึงจะดูเหมือนได้เป็นจำนวนที่เท่ากันก็จริง แต่เราได้เสียโอกาสในการนำเงิน 100 บาทที่ควรจะได้ตั้งแต่แรกไปสร้างประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นนั่นเอง 
  • สรุปคร่าว ๆ ก็คือ การประเมินมูลค่ากิจการด้วย DCF เป็นวิธีการประเมินที่มีมุมมองว่าบริษัทจะมีมูลค่าสูงต่อเมื่อมีศักยภาพที่จะสร้างกระแสเงินสดจำนวนมากและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเติบโตต่อเนื่องมากเท่าไหร่มูลค่าก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
  • อ่านเพิ่มเติม ประเมินมูลค่าหุ้นด้วย DCF: เขาทำกันอย่างไร?

Megatrend / Thematic 

  • Thematic หรือ Thematic investment เป็นแนวทางการลงทุนที่เน้นลงทุนในกระแสหรือแนวโน้มใดแนวโน้มหนึ่ง แล้วจึงเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีความเกี่ยวข้องและล้อไปกับ theme การลงทุนนั้น ๆ ซึ่งจะต่างกับการลงทุนตามกลุ่มอุตสาหกรรมหรือ sector ตรงที่ใน theme นึงอาจประกอบด้วยหุ้นจากหลายอุตสาหกรรมก็ได้ เช่น ESG Thematic Investment ก็อาจประกอบไปด้วยหุ้นสินค้าอุตสาหกรรม หุ้นอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภค หุ้นเทคโนโลยี เป็นต้น
  • อย่างไรก็ตาม ก็นับว่าเป็นการลงทุนที่กระจุกตัวในแต่ละอุตสาหกรรมค่อนข้างมาก และมีความผันผวนมากกว่ากองทุนทั่วไป จึงจัดเป็นรูปแบบการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงมาก จึงไม่เหมาะกับการลงทุนเป็นสัดส่วนใหญ่ของพอร์ต
  • Megatrend เป็นหนึ่งใน theme การลงทุนที่ได้รับความสนใจในปัจจุบัน โดย Megatrend จะหมายถึงสิ่งที่สร้างแรงผลักดันระดับเศรษฐศาสตร์มหภาคของโลก ที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจ สังคม วัฒนธรรม และการดำรงชีวิตของมนุษย์ได้เลยทีเดียว สิ่งที่เป็น Megatrend ในปัจจุบันก็อย่างเช่น วิถีชีวิตยุคดิจิทัล สังคมสูงวัย และการดำเนินธุรกิจแบบคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม เช่น สิ่งแวดล้อม

Risk Premium

  • ผลตอบแทนที่ชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เช่น สมมติเราเอาเงินซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งถือว่าไม่มีความเสี่ยงเพราะลูกหนี้คือรัฐบาล น่าเชื่อถือที่สุดแล้ว 
  • ถ้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลแล้วได้ผลตอบแทน หรือ Bond yield 2% ในขณะที่นำเงินไปลงทุนหุ้น ซึ่งมีความเสี่ยง คาดหวังผลตอบแทนได้ 8
    Risk premium หรือส่วนชดเชยความเสี่ยงที่ว่านี้ก็คือ – 2= 6% ซึ่งถ้านักลงทุนมองว่าส่วนต่างที่ 6% เป็นส่วนต่างที่คุ้มค่ากับความเสี่ยง
    เค้าก็ยอมลงทุนหุ้น
  • แต่สมมติดอกเบี้ยธนาคารปรับเพิ่มขึ้น กลายเป็น 4Risk premium ก็จะเหลือแค่ 4% นักลงทุนก็อาจมองว่าความเสี่ยงที่ต้องรับมือ ไม่คุ้มกันเมื่อเทียบกับการเอาเงินไปซื้อพันธบัตรแล้วได้ผลตอบแทนที่แน่นอนกว่ากลับมา เค้าก็จะสนใจลงทุนในหุ้นกันน้อยลง
  • จริง ๆ แล้วก็คือตัวเดียวกันกับ Earning yield gap นั่นเอง

MONTHLY DIGEST PODCAST EP.10 อัปเดตปัจจัยที่น่าจับตามอง พร้อมกองทุนแนะนำประจำเดือนมิถุนายน 2564

FINNOMENA Podcast

 

MONTHLY DIGEST PODCAST EP.10 อัปเดตปัจจัยที่น่าจับตามอง พร้อมกองทุนแนะนำประจำเดือนมิถุนายน 2564

อัปเดตปัจจัยที่น่าจับตามอง พร้อมกองทุนแนะนำประจำเดือนกันยายน สินทรัพย์ไหนยังไปต่อ!? สินทรัพย์ไหนยังน่าลงทุน!?

พบคำตอบได้ทื่ MONTHLY DIGEST Ep นี้เลย!

สำหรับสมาชิก FINNOMENA ดาวน์โหลด PDF ฟรี!
ได้ที่ : https://finno.me/web-port-strategy-download


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

FINNOMENA x Franklin Templeton เจาะมุมมองเงินเฟ้อ มาจริงหรืออิงกระแส

FINNOMENA x Franklin Templeton
FINNOMENA x Franklin Templeton เจาะมุมมองเงินเฟ้อ มาจริงหรืออิงกระแส

พบกับ Session พิเศษ เจาะมุมมองเงินเฟ้อ มาจริงหรืออิงกระแส

คุณ ศดิศกฤษฏิ์ ศิริสมภพ สัมภาษณ์คุณ Subash Pillai, Managing Director, Regional Head of Client Investment Solutions – APAC, Franklin Templeton Investment Solutions

รายละเอียดเพิ่มเติม ความร่วมมือระหว่าง FINNOMENA x Franklin Templeton

FINNOMENA x Franklin Templeton : https://finno.me/ftxfinnomena​

FINNOMENA x Franklin Templeton Investor Base : https://finno.me/investorbase​

Portfolio Rebalancing คืออะไร สำคัญยังไง I POCKET MONEY EP14

FINNOMENA CHANNEL
Portfolio Rebalancing คืออะไร สำคัญยังไง I POCKET MONEY EP14

เมื่อเรากำหนดสัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ตแล้วเรียบร้อย แต่แน่นอนว่าแต่ละสินทรัพย์ในพอร์ตก็ไม่ได้เติบโตในอัตราเท่า ๆ กันคู่กันไปในทุกช่วงเวลา แบบนี้สัดส่วนพอร์ตที่เคยกำหนดไว้แต่แรก ต่อมาก็คงบิดเบี้ยวไปจนแทบจะจำหน้าตาของพอร์ตเดิมไม่ได้ ถึงเวลาต้องทำการ Portfolio Rebalancing ว่าแต่กระบวนการนี้คืออะไร สำคัญอย่างไร ไปดูกัน

Portfolio Rebalancing คืออะไร

  • Portfolio Rebalancing คือการปรับสมดุลของสัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ตการลงทุนให้คงสถานะเดิมตามที่เคยได้วางไว้
  • ทำได้ด้วยการขายสินทรัพย์ที่เกินสัดส่วนจากเดิม ไปเข้าซื้อสินทรัพย์ที่สัดส่วนต่ำกว่าเดิม หรือจะใช้วิธีเติมเงินเข้าซื้อสินทรัพย์ที่สัดส่วนต่ำกว่าสัดส่วนเดิมเพียงอย่างเดียว จนกว่าจะทำให้สัดส่วนของสินทรัพย์ในพอร์ตกลับมาเป็นอย่างเดิมตามที่เคยออกแบบเอาไว้
  • ผลลัพธ์ของการทำ Rebalancing แบบนี้ ก็มีหลาย ๆ งานวิจัย รวมถึงรายงานจาก Franklin Templeton ยืนยันว่าเมื่อเปรียบเทียบพอร์ตการลงทุน ระหว่างพอร์ตที่ Rebalanced และไม่ Rebalanced ในช่วงระยะเวลาการลงทุน 10 ปี พบว่า พอร์ตที่ Rebalanced ทุกเดือน ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ภายใต้ความผันผวนที่น้อยกว่า และมีจุดขาดทุนสูงสุดในระดับที่น้อยกว่า 

แล้วเราควรทำ Rebalancing บ่อยแค่ไหน

  • ถ้าราคาสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงทุกวัน อย่างงี้ต้องปรับพอร์ตทุกวันเลยมั้ย คำตอบคือไม่ ไม่อย่างนั้นเงินของเราจะไม่ทันได้หายใจ ไม่ทันได้สร้างผลตอบแทนทบต้นอะไรเลย
  • ที่สำคัญคือการซื้อขายเพื่อ Rebalance บ่อย ๆ ก็ต้องคำนึงถึงค่าธรรมเนียมการซื้อ/ขายอีกด้วย 

3 แนวทาง การ Rebalancing ที่ได้รับความนิยม

  • แนวทางที่ 1: Calendar-based หรือ Rebalance พอร์ตทันทีเมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ เช่น จะปรับพอร์ตทุก เดือน ทุก ปี
  • แนวทางที่ 2: Range-based หรือ Rebalance พอร์ตเมื่อสินทรัพย์เริ่มมีสัดส่วนแตกต่างไปจากเดิมตาม % ที่กำหนด เช่น เมื่อสินทรัพย์เริ่มมีสัดส่วนเบี้ยวไปจากเดิม 5% ก็จะทำการ Rebalance ทันที แนวทางนี้มักใช้สำหรับนักลงทุนสถาบัน หรือผู้ที่วางแผนการลงทุนไว้อย่างเคร่งครัด
  • แนวทางที่ 3: CPPI ย่อมาจาก Constant Proportion Portfolio Insurance เป็นแนวทางที่ซับซ้อนหน่อยแต่มีประสิทธิภาพสูง มาจากหลักการที่ว่าเมื่อมูลค่าพอร์ตยิ่งโตขึ้น เราก็อาจจะยิ่งรับความเสี่ยงการลงทุนได้สูงขึ้น สัดส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงก็ควรต้องขยายเพิ่ม ในขณะเดียวกันก็จะกำหนด floor เอาไว้ว่ามูลค่าของส่วนที่เป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำเสมอจะต้องไม่น้อยกว่าเท่าไหร่ เหมือนเป็นการ set เบาะรองพอร์ตเอาไว้นั่นเอง

เราเหมาะกับแนวทางไหน

  • ถ้าเป็นผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุน หรือทำงานประจำเป็นงานหลัก ไม่ได้มีเวลาติดตามพอร์ตเท่าไหร่นัก ก็อาจจะแนะนำแนวทางแรก อย่างถ้าเป็นแผนลงทุนระยะยาว อาจกำหนด ปี รีวิวพอร์ตตัวเองดูสักครั้ง ถ้าเกินสัดส่วนมาก ก็ Rebalance ให้เข้าที่เข้าทาง
  • ถ้าเป็นผู้ที่มีเวลา สามารถติดตามพอร์ตการลงทุนถี่ ๆ ได้โดยไม่รบกวนชีวิตประจำวัน จะปรับตามแนวทางที่ ก็ได้ หรือถ้ามีประสบการณ์การลงทุน เข้าใจการรับความเสี่ยงของตัวเองมากขึ้นแล้ว ก็อาจเลือกใช้แนวทางที่ 3

อีกสิ่งสำคัญที่อย่าลืมทำควบทำคู่กันกับการ Rebalancing

  • คือการสำรวจประสิทธิภาพของสินทรัพย์ที่ลงทุนด้วยว่า ยังคงมีปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลดีต่อแผนการลงทุนเหมือนเดิมอยู่รึเปล่า
  • เพราะการทำ Rebalancing ในมุมนึงก็อาจเป็นการขายสินทรัพย์ที่กำลังมีผลการดำเนินงานที่ดี มาเข้าซื้อสินทรัพย์ที่กำลังมีผลการดำเนินงานที่ด้อยกว่าได้
  • ดังนั้นการรีวิวแผน และคัดกรองสินทรัพย์ลงทุนให้เหมาะสมกับแผนการลงทุนอยู่เสมอ ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน 

อ่านเพิ่มเติม ปรับพอร์ตแบบไหนดีที่สุด? เผยผลวิจัยย้อนหลัง 80 ปี จาก Vanguard

Defensive + Quality = รีเทิร์นชนะตลาด?

TISCO Advisory
Defensive + Quality = รีเทิร์นชนะตลาด?

คุณกำลังสนใจหุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock) อยู่หรือเปล่า ??? ถ้าใช่ เราอยากให้คุณหยุด และอ่านบทความนี้ก่อน ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะตอนนี้มีสัญญาณว่า หุ้นกลุ่มนี้กำลังจะเริ่มแผ่วลง ซึ่งนั่นหมายความว่า คุณจำเป็นต้องหาพระเอกหน้าใหม่เข้าพอร์ตแล้ว … !!!

“คุณวรสินี เศรษฐบุตร” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุน และสื่อสารการตลาด สายธุรกิจธนบดี ธนาคารทิสโก้ อธิบายว่า นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2021 ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าหุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclical) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีผลประกอบการตามทิศทางเดียวกับสภาพเศรษฐกิจ อย่าง กลุ่มธุรกิจการเงิน (Financials) พลังงาน (Energy) อุตสาหกรรม (Industrials) ฯลฯ ได้กลายเป็นดาวเด่นอย่างมาก หลังจากที่นักวิเคราะห์ต่างแนะนำให้เข้าลงทุน นั่นก็เป็นเพราะหุ้นกลุ่มนี้จะได้รับอานิสงส์ทางตรง จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวนั่นเอง

แต่…รู้หรือเปล่าว่า สัญญาณการใกล้จบรอบของหุ้น Cyclical เกิดขึ้นแล้ว !!!

โดย ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ระบุว่า เป็นผลมาจาก 3 ประเด็นสำคัญ คือ

1. เศรษฐกิจที่ขยายตัวใกล้ถึงจุดสูงสุด

2. อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) ที่อาจปรับเพิ่มขึ้นอีกไม่มากนัก

3. กำไรของบริษัทในกลุ่ม  Cyclicals บางกลุ่มมีความเสี่ยงที่จะถูกกดดันจากต้นทุน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

จาก 3 ประเด็นข้างต้น ทำให้คาดการณ์ได้ว่า หุ้นกลุ่มCyclicals จะเริ่ม underperform ในระยะข้างหน้า ดังนั้น  “คุณวรสินี” จึงแนะนำให้นักลงทุนลดน้ำหนักการลงทุนในกลุ่ม Cyclicals ลง แล้วหันมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง สามารถป้องกันผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจ (Defensive) ทนทานต่อความเปลี่ยนแปลงทุกสภาพตลาด และธุรกิจแบรนด์ชั้นนำ คุณภาพระดับโลก (Quality)

….ว่าแต่ทำไมเราจึงแนะนำให้ลงทุนหุ้น Defensive ที่มีคุณภาพ และธุรกิจแบรนด์ระดับโลก?!?!?

Defensive + Quality = รีเทิร์นชนะตลาด?

สาเหตุที่แนะนำให้เลือกหุ้นกลุ่ม Defensive นั้น “คุณวรสินี” อธิบายว่า ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจระยะข้างหน้า มีแนวโน้มชะลอตัวลง (เห็นได้จากดัชนี ISM สูงกว่า 50 จุดแต่เป็นขาลง) ตลาดหุ้นมักให้ผลตอบแทนลดลง (เฉลี่ย 0.9% ต่อเดือน)

แต่หุ้นกลุ่ม Defensive หรือ กลุ่มที่ผลประกอบการค่อนข้างเสถียร และไม่แปรผันตามวัฏจักรเศรษฐกิจ อย่างเช่น กลุ่มเทคโนโลยี (Info Tech) กลุ่มกิจการทางการแพทย์ (Health Care) และกลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities) จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด

Defensive + Quality = รีเทิร์นชนะตลาด?

และถ้ายิ่งหุ้น Defensive ที่เลือกมานั้น เป็นหุ้นที่มีคุณภาพ (Quality) มีความแข็งแกร่งในเชิงผลิตภัณฑ์ – บริการ ที่โดดเด่น ก็จะยิ่งช่วยส่งเสริมให้หุ้น Defensive ซึ่งมีแนวโน้มที่จะกลับมานำตลาดในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ สามารถสร้างผลตอบแทนได้ยั่งยืนขึ้น

ลงทุนแบบไหน ได้ทั้งหุ้น Defensive + Quality ?

ถ้าคุณเห็นตรงกับเราว่า ควรเลือกหุ้นที่มีทั้งคุณสมบัติโดดเด่น ทั้งในแง่การเป็นหุ้น Defensive และมี Quality เพื่อรับมือกับ “ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว” และเพิ่มสัดส่วนธุรกิจที่มีโอกาส Outperform เข้าพอร์ต “คุณวรสินี”  ได้คัดเลือก 2 Theme กองทุนดาวเด่นที่น่าสนใจ ดังนี้

1. กองทุนธุรกิจนวัตกรรมการแพทย์ (Innovative Healthcare) : ต้องยอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมาหลายประเทศทั่วโลกได้เห็นถึงความสำคัญของนวัตกรรมด้านการแพทย์มากขึ้น โดยเฉพาะจีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งอัดฉีดงบประมาณสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเพื่อพัฒนาในเรื่องนี้ และยังมีทีท่าว่าทั้งสองประเทศนี้ จะเดินหน้าทุ่มงบวิจัยและพัฒนายา และวัคซีนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดเพียงแค่วัคซีนโควิด-19 เท่านั้น แต่จะต่อยอดไปยังโรคอื่นๆ เช่น ไข้สมองอักเสบ อัลไซเมอร์ ฯลฯ ด้วย

ดังนั้น จึงหมายความว่าธุรกิจนวัตกรรมการแพทย์ กำลังผลิตในสิ่งที่มีคุณภาพ และเป็นที่ต้องการของคนทั่วโลก ทำให้กองทุนรวมที่ลงทุนในธุรกิจเหล่านี้ น่าสนใจนั่นเอง

Defensive + Quality = รีเทิร์นชนะตลาด?

2. กองทุนหุ้นแบรนด์ระดับโลก : “แบรนด์” คือ ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน คำกล่าวนี้ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริง เพราะจะเห็นได้ว่าตามปกติแล้ว คนเรามักจะเลือกใช้สินค้า หรือ บริการจากแบรนด์ที่คุ้นเคยเป็นหลัก ซึ่งเมื่อใช้เป็นเวลานาน ก็ทำให้ยากที่จะเปลี่ยนแปลงไปใช้แบรนด์อื่น

ยกตัวอย่างเช่น การใช้งานโปรแกรมของ Microsoft ซึ่งเชื่อว่าหลายคนก็จะยังคงใช้งานซอฟท์แวร์นี้อยู่ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้ปรับเปลี่ยนโดยไม่มีสาเหตุในทันทีทันใดได้อย่างดาย เป็นต้น

ด้วยคุณสมบัตินี้เอง จึงทำให้แบรนด์ระดับโลกที่มีคุณภาพสูง สร้างความรู้สึกผูกพันธ์ในตราสินค้าได้ดี มีความจงรักภักดีของลูกค้า มีโอกาสในการขยายกิจการ มีความแข็งแกร่งทั้งในด้านอำนาจต่อรอง มีระดับกำไรที่สูง

หากคุณสนใจเทรนด์การลงทุนหุ้นแนว Defensive + Quality ที่มีนโยบายการลงทุนในแบบที่เราแนะนำ การเลือกกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ ก็เป็นทางเลือก ที่จะเพิ่มโอกาสให้กับพอร์ตได้เช่นกัน

TISCO Advisory

ที่มาบทความ : https://tisco.co.th/th/advisory/invest-defensive-quality-stock.html

เลือกเป้าหมาย Optimize Portfolio แบบไหนดี: Information Ratio หรือ Sharpe Ratio ?

WealthGuru
เลือกเป้าหมาย Optimize Portfolio แบบไหนดี: Information Ratio หรือ Sharpe Ratio ?

นอกจากการเลือก ETF แล้ว ความท้าทายของการจัดพอร์ตคือ กำหนดสัดส่วนของ ETF

ถ้ากำหนดน้อยไป เวลาหุ้นขาขึ้น ก็จะไม่ได้กำไรมาก ในขณะที่ ถ้ากำหนดมากไป เวลาหุ้นขาลง ก็จะขาดทุนมาก

นอกจากนี้ ความท้าทายอีกอย่างคือ จะทำให้พอร์ตมีผลตอบแทนต่อความเสี่ยงดีที่สุดอย่างไร เพราะแม้ว่าผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนจะดีที่สุด แต่ถ้าความเสี่ยงมากเกินไป ผลตอบแทนต่อความเสี่ยงก็จะลดลงมา

ผมได้ใช้ 9 US Sector ETF  และ Gold ETF เป็นตัวทดสอบ โดยตอนแรกให้สัดส่วนเท่ากัน 10% หมด

หลังจากนั้นใช้การ Optimize Goal เป็น Information Ratio และ Sharpe Ratio

โดยการทำเครื่องมือ www.portfoliovisualizer.com

อะไรคือ Information Ratio และ Sharpe Ratio

ผมว่า Sharpe Ratio นักลงทุนคงเห็นกันทั่วไป มันคือการวัดการมีประสิทธิภาพของพอร์ตลงทุน

Sharpe Ratio คือ ผลตอบแทน ต่อ ความเสี่ยง พูดง่าย ๆ คือ ถ้า Sharpe Ratio ยิ่งสูง ยิ่งดี

ดังนั้นการ optimize goal สำหรับ Sharpe Ratio คือ ต้องการสัดส่วนพอร์ตลงทุนที่มีค่า Sharpe Ratio สูงที่สุด

แต่ optimize goal สำหรับ Information Ratio กลับมีแนวคิดอีกแบบ โดยจะเทียบกับ Benchmark ในกรณีคือ Index S&P500 ถ้า Information Ratio พอร์ตลงทุนสูง ยิ่งดี หมายถึงการชนะ Benchmark มากนั้นเอง

ผลการ optimize ออกมาดังนี้

เลือกเป้าหมาย Optimize Portfolio แบบไหนดี: Information Ratio หรือ Sharpe Ratio ?

ผลการดำเนินการ

เลือกเป้าหมาย Optimize Portfolio แบบไหนดี: Information Ratio หรือ Sharpe Ratio ?

Figure 1 Performance Summary จาก www.portfoliovisualizer.com/ โดยทดสอบ ปี 2010 – 2020
** Provided Portfolio คือ Equal Weighted

Max Drawdown

เลือกเป้าหมาย Optimize Portfolio แบบไหนดี: Information Ratio หรือ Sharpe Ratio ?

Figure 2 Max Drawdown จาก www.portfoliovisualizer.com/ โดยทดสอบ ปี 2010 – 2020
** Provided Portfolio คือ Equal Weighted

Efficient Frontier

เลือกเป้าหมาย Optimize Portfolio แบบไหนดี: Information Ratio หรือ Sharpe Ratio ?

Figure 3 Efficient Frontier จาก www.portfoliovisualizer.com/ โดยทดสอบ ปี 2010 – 2020
** Provided Portfolio คือ Equal Weighted

จากผลการ Optimized Portfolio เราสรุปได้ว่า 

  • พอร์ตที่มุ่งเน้น Information Ratio จะผลมีตอบแทนมากกว่า Benchmark เนื่องจากมุ่งเน้นการชนะตลาด จะเน้นลงทุนแบบ Focus มาก ไม่กระจายหลากหลายเหมือนกับ Sharpe Ratio ดังนั้นถ้าคุณอยากจะชนะตลาดจง Focus อย่ากระจาย
  • พอร์ตที่มุ่งเน้น Sharpe Ratio อาจจะมีผลตอบแทนไม่ได้เหนือกว่า Benchmark มาก แต่ กลับมีความเสี่ยง (ความผันผวน) น้อยกว่า ถ้าสังเกตจะมี Max Drawdown ต่ำกว่าทั้ง  Information Ratio มาก
  • ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี ซึ่งจะเห็นว่าพอร์ตมุ่งเน้น Sharpe Ratio จะมีทองคำ แต่พอร์ตมุ่งเน้น Information Ratio กลับไม่มี

อย่างไร การใช้ tool นี้จะใช้ข้อมูลในอดีตมาทำการ optimize ซึ่งสัดส่วนที่ได้ อาจจะใช้ในอนาคตไม่ได้เสมอไป

WealthGuru

**สนใจลงทุนในพอร์ต Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณ สามารถดูรายละเอียดและลงชื่อรับบริการได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/port/wealthguru/

7 หุ้นปันผลเด่นของตลาดสหรัฐ

MacroView
7 หุ้นปันผลเด่นของตลาดสหรัฐ

ในช่วงนี้ เริ่มมีแนวคิดใหม่ในการกระจายสินทรัพย์ของนักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นวัตถุประสงค์เพื่อการเกษียณ ที่แนวทางการลงทุนเปลี่ยนไปจากเดิม

แนวคิดการลงทุนใหม่นี้มักจะแนะนำให้มีการแบ่งเงินลงทุนเป็นสองส่วน ได้แก่ หุ้น และ บอนด์หรือหุ้นกู้ อย่างไรก็ดี จากปรากฏการณ์บรรยากาศอัตราดอกเบี้ยต่ำทั่วโลก ส่งผลให้ผู้ที่กระจายเงินลงทุนตามแนวทางดังกล่าว ได้รับผลตอบแทนที่ติดลบกว่าร้อยละ 2 ณ ช่วงกลางปีนี้

จึงเริ่มมีผู้เชี่ยวชาญหลายสำนัก เริ่มจะแนะนำให้นักลงทุนที่เน้นการออมเพื่อการเกษียณ มาถือครองหุ้นคุณภาพดีที่เน้นการจ่ายเงินปันผลมากกว่า โดยที่จะได้รับทั้งรายได้จากเงินปันผลไว้เพื่อเป็นเงินใช้จ่ายประจำ และได้ผลประโยชน์จากการเติบโตของราคาหุ้น หรือนั่นเป็นการเพิ่มขนาดก้อนเค้กเงินออมของตนเองอีกด้วย

ทางสื่อของดาวน์โจนส์ได้แนะนำ 7 หุ้นปันผลเด่นของตลาดหุ้นสหรัฐ ที่เหมาะสำหรับวัตถุประสงค์ในการออมเพื่อเกษียณในรูปแบบใหม่ดังกล่าว ตามนี้

1. AT&T

โดยหุ้นกลุ่มสื่อสารและบันเทิงรายนี้ ถือว่ามีเรื่องราวมากมายให้พูดถึง อาทิ ล่าสุด การเข้าซื้อ Discovery สื่อดังของสหรัฐ พร้อมกับเตรียมแยกกลุ่มธุรกิจบันเทิงของตนเองออกมา พร้อมตั้งเป็นบริษัทใหม่ที่ประกอบด้วย Discovery และ WarnerMedia  มูลค่า 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่มี Content ของภาพยนตร์และสารคดีพร้อมอยู่อย่างมากมาย

หุ้น AT&T เป็นที่สนใจของนักลงทุนที่ชอบปันผล เนื่องจากจ่ายเงินปันผลเฉลี่ยถึงร้อยละ 7 โดยแม้ว่าจะเป็นบริษัทที่มีปริมาณหนี้อยู่ในระดับหนึ่ง ทว่าด้วยกระแสเงินสดอิสระหลังหักการลงทุนด้านเงินทุนหรือ Capex ถึง 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้หุ้น AT&T ยังคงจะเป็นหุ้นเด่นแนวที่เน้นปันผล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จอห์น แสตนคีย์ CEO ของบริษัทย้ำว่าการเน้นจ่ายเงินปันผลที่ดีจะเป็นแนวทางของบริษัทในระยะยาว

2. Coca-Cola

ถือเป็นหุ้นที่วอเรน บัฟเฟต์ ชื่นชอบมาหลายสิบปี และล่าสุดก็ได้ออกแคมเปญโฆษณา ‘Coke adds life’ ซึ่งได้นำมาแพร่ภาพในบ้านเราด้วยในช่วงนี้ โดยแม้ว่า Coke จะมีรายได้และกำไรต่อหุ้นลดลงร้อยละ 11 และ 8 ในปี 2020 เมื่อเทียบกับปีที่แล้วซึ่งเป็นช่วงก่อนโควิด ทว่าในปีนี้ คาดว่ารายได้จะเพิ่มจนมีมูลค่าที่ใกล้เคียงกับปี 2019 จะเห็นได้ว่าราคาหุ้นของ Coke ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ได้สะท้อนการคาดการณ์ดังกล่าว โดยขึ้นมาราวร้อยละ 7 จากเมื่อ 3 เดือนก่อน

 ทั้งนี้ Coke ยังได้ประกาศให้การจ่ายเงินปันผลมีความสำคัญเป็นอันดับ 2 รองจากการลงทุนกลับไปยังธุรกิจหลักของตนเอง

3. IBM

ในปีนี้ ราคาหุ้น IBM ได้ขึ้นไปราวร้อยละ 18 จากต้นปี มากกว่า ผลตอบแทนของ S&P 500 ประมาณร้อยละ 4 อย่างไรก็ดี หากมองในระยะยาวขึ้นมา หุ้น IBM ก็ยังมีผลประกอบการที่ไม่ได้โดดเด่นมาก เพราะมีอัตราการเติบโตของรายได้ที่ค่อนข้างอ่อนแอ

อย่างไรก็ดี เริ่มจากเมื่อปีที่แล้ว ทาง IBM  ได้เริ่มเปลี่ยนรูปแบบโมเดลในการทำธุรกิจใหม่ ได้ทำการซื้อ Red Hat บริษัทที่ทำธุรกิจให้บริการแพลตฟอร์ม Cloud แบบลูกผสมด้วยรูปแบบของเงินสดและหนี้ มูลค่า 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่ง Red Hat ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ยอดขายในปี 2020 มีการเติบโตถึงร้อยละ 18 ซึ่งย่อมส่งผลต่อยอดขายของผลิตภัณฑ์ของ IBM เดิมเองให้มีการเติบโตตามด้วยเช่นกัน

ที่สำคัญ IBM จ่ายเงินปันผลด้วยอัตราผลตอบแทนเงินปันผลล่าสุดที่ร้อยละ 5 ซึ่งผู้บริหารของ IBM ยังยืนยันในการดำรงนโยบายดังกล่าว

4. Johnson & Johnson

ที่ถึงในตอนนี้ คงจะเป็นที่รู้จักและติดปากในบ้านเรา จากการที่กำลังเป็นวัคซีนโควิดที่สามารถฉีดเพียงเข็มเดียวแบรนด์แรก ๆ โดยจุดเด่นของ Johnson & Johnson คือ หนึ่ง การที่มีแหล่งรายได้จากธุรกิจที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ในหมวดบริโภคทั่วไปและยารักษาโรคในร้านขายยา สอง มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆอยู่อย่างสม่ำเสมอ ที่กำลังพัฒนาในห้องแล็บเพื่อรอการรับรองจากทางการเพื่อที่จะขายต่อประชาชน และท้ายสุด มีกระแสเงินสดอิสระที่ผลิตออกมาอย่างสม่ำเสมอ  โดยเมื่อปีที่แล้ว จ่ายเงินสด 1.05 หมื่นล้านดอลลาร์ในรูปของเงินปันผล หรือเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่ากระแสเงินสดอิสระ

5. Kellogg’s

หากจะหาหุ้นที่ขายผลิตภัณฑ์ที่มีแบรนด์อาหารซึ่งผูกพันกับครอบครัวในห้องครัวและหน้าทีวี มาอย่างยาวนาน หนึ่งในชื่อแรกๆที่ผุดขึ้นมาในหัวของหลายคน ได้แก่ Kellogg’s ไม่ว่าจะเป็น Special K หรือ Pringles โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก 4 ประเภท ได้แก่ ของทานเล่น ซีเรียล อาหารแช่แข็ง และบะหมี่สำเร็จรูป

ในส่วนของมูลค่าหุ้นของ Kellogg’s ล่าสุด มีกำไรต่อหุ้น ที่ 4.01 ดอลลาร์ คิด P/E เป็น 15.3 เท่า ซึ่งน่าจะถือว่าราคาที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับพอร์ตโฟลิโอของบริษัทที่ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ต่างๆที่หลากหลายและติดตลาดมาอย่างยาวนาน โดยมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ร้อยละ 3.7

6. Procter & Gamble หรือ P&G

ชื่อนี้ คงไม่ต้องพูดถึงความแข็งแกร่งของตัวแบรนด์ เชื่อว่าในบ้านของแทบทุกท่าน ต้องเคยซื้อผลิตภัณฑ์ของ P&G ไม่น้อยกว่า 1 ชิ้น โดย P&G  ยังคงเป็นหุ้นที่จ่ายเงินปันผลแบบไม่มีแผ่วลง แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์โควิดก็ตาม รวมถึงยังได้ประโยชน์บางส่วนจากมาตรการล็อกดาวน์ในช่วงโควิด เนื่องจากมีการกักตุนสิ่งจำเป็นของประชาชนในที่อยู่อาศัย อาทิ กระดาษชำระหรือทิชชู่ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของ P&G โดยที่กำไรต่อหุ้นยังคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5.7 ดอลลาร์ต่อหุ้น ในครึ่งปีแรกของปี 2021 เทียบกับ 5.12 ดอลลาร์ต่อหุ้น เมื่อปีที่แล้ว

7. U.S. Bancorp

Bancorp ถือเป็นหุ้นแบงก์แนว Regional Bank หรือแบงก์ท้องถิ่นที่แข็งแกร่งมาก ไม่ว่าจะมองในมุมของพอร์ตสินเชื่อหรือคุณภาพของสินเชื่อก็ตามที โดยหากเศรษฐกิจสหรัฐที่หลายคนมองว่าน่าจะเติบโตร้อนแรงที่สุดในช่วงปลายปีนี้ รวมถึงระดับความชันของเส้นโค้งอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่สูงขึ้น น่าจะเป็นผลดีต่อประโยชน์ต่อธุรกิจของ Bancorp ซึ่งมีพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลาย อันประกอบด้วยธุรกิจสินเชื่อลูกค้าขนาดใหญ่ สินเชื่อลูกค้ารายย่อย Wealth Management และบริการการชำระจ่ายเงิน รวมถึงธุรกิจบัตรเดบิตและเครดิต

โดยหุ้น Bancorp จ่ายเงินปันผล 42 เซนต์ต่อหุ้นในไตรมาสที่ผ่านมา หรือให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ร้อยละ 3 โดยคาดว่าผลประกอบการของ Bancorp ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังน่าจะดีขึ้นกว่าในช่วงที่ผ่านมาได้อีก

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/652670

มนต์ขลัง FANGMAN หมดแล้วจริงหรือ? EP3: Facebook โซเชียลเน็ตเวิร์คที่เชื่อมคนทั้งโลก

BottomLiner
มนต์ขลัง FANGMAN หมดแล้วจริงหรือ? EP3: Facebook โซเชียลเน็ตเวิร์คที่เชื่อมคนทั้งโลก

“Social Media อันดับ 1 ของโลกแสดงพลังการโตระเบิด กำไรเพิ่มขึ้นเกือบ 100% !!”

แพลตฟอร์ม Social Media อย่าง Facebook ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้วอย่างปฏิเสธไม่ได้ และ Facebook ยังเป็นเจ้าของ Platform อื่น ๆ อย่างเช่น Instagram WhatsApp และ Messenger ซึ่งมีคนใช้งานไปแล้วกว่า 1 ใน 3 ของโลก (ประมาณ 2,800 ล้านคน)

หุ้น Facebook นั้นเริ่มเข้าตลาดเมื่อปี 2012 ที่ราคาประมาณ 38 ดอลลาร์ และในปัจจุบันแตะจุดสูงสุดของหุ้นใหม่ไปได้เรื่อย ๆ ทั้งหมดใช้เวลาเพียงแค่ 9 ปีเท่านั้น !

รายได้ของ Facebook ในปี 2020 สูงถึง 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และเติบโตมา +21% YoY (แต่จัดว่าจืดสำหรับพวกหา high growth) โดยรายได้หลักยังคงมาจากโฆษณาที่เราเห็น ๆ กัน โดย Q4 2020 นี้มี MAUs (Monthly active user) ทั่วโลกเกือบ 2,800 ล้านคน โดยคนในโซนเอเชียคือผู้ใช้ส่วนใหญ่ รองลงมาคือยุโรป และสหรัฐ ถือว่าเป็นบริษัทขนาดใหญ่แต่ยังโตได้ดี

ประเด็นที่น่าจับตาอีกเรื่องของ Facebook คือใน Q4 2020 บริษัทซื้อหุ้นคืนเพียงแค่ 6,300 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าทำให้บริษัทมีกระแสเงินสด แบบเหลือ ๆ (ไม่รู้เตรียมไว้จ่ายค่าปรับรึเปล่า 555 อาจจะเตรียมซื้อกิจการรัว ๆ ก็ได้นะ)

รายได้ของ Facebook

รายได้รวม 2018 : 55,838 ล้านดอลลาร์

รายได้รวม 2019 : 70,697 ล้านดอลลาร์

รายได้รวม 2020 : 85,965 ล้านดอลลาร์

ARPU (Average revenue per user)

2018 : 24.96 ดอลลาร์

2019 : 29.25 ดอลลาร์

2020 : 32.03 ดอลลาร์

และหากไปดูในรายละเอียด ARPU ในแต่ละภูมิภาคจะพบว่ามีโอกาสอยู่อีกมาก

US and Canada : 53.56 ดอลลาร์

Europe : 16.87 ดอลลาร์

Asia Pacific 4.05 ดอลลาร์

Worldwide : 10.14 ดอลลาร์

Rest of world : 2.77 ดอลลาร์

จะเห็นได้ว่าตัวเลขที่สูงในปัจจุบันอยู่ที่สหรัฐ ในฝั่ง Asia Pacific ยังอยู่แค่ 4.05 ดอลลาร์เท่านั้น (ต่างกันเกิน 10 เท่า) จะเห็นได้ว่าโอกาสนอกสหรัฐยังมีอยู่อีกเยอะมาก ถ้าหากสามารถตีตลาดนี้ได้จะทำให้ ARPU เพิ่มขึ้นอีกมหาศาล

ทั้งตัวเลขการเติบโตที่ดีและมีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้แพลตฟอร์มของตัวเองอีก ทุกอย่างฟังดูดีไปหมด….แต่ใช่ว่าปัญหาจะไม่มี

จากการครอบครองสื่อ Social Media มากขนาดนี้ ทำให้ Facebook กำลังเจอปัญหาถูกมองว่าผูกขาดจากรัฐบาลและยังเป็นปัญหาค้างคาอยู่ในปัจจุบัน

ปัญหาต่อมาก็คือเรื่องที่ Apple ได้ใช้งาน iOS 14 เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ User และส่งผลให้ Facebook เริ่มเกิดปัญหาในเรื่องของการยิง Ads ทำให้ Facebook ถอยหลาย Features ออกไปเลยทีเดียว โดยเฉพาะในส่วนของงาน Analytics ทำให้คน Optimized ads ได้ยากขึ้น ตรงนี้มีผลต่อรายได้แน่ ๆ

Next S – Curve ใหม่ที่น่าจับตาของ Facebook มีอะไรบ้าง?

Facebook Shop – ดูจืด ๆ ไงไม่รู้

Facebook มีฟีเจอร์ที่ช่วยเรื่องการทำธุรกิจอย่างแถบ Shop บนหน้าเพจหรือ Marketplace ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับคนธรรมดาได้ไม่น้อย จนปัจจุบันได้มีการใช้ Facebook Shop เครื่องมือทำธุรกิจที่ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กหรือ SME ได้มีพื้นที่ขายสินค้าบนแพลตฟอร์มของ Facebook

โดย Facebook Shop สามารถออกแบบร้านค้าได้เองตามใจชอบ โดยสินค้าในหน้า Facebook Shop จะถูกจัดให้อยู่ในรูปแบบของ Catalog เพื่อง่ายต่อการเลือกซื้อ มีฟีเจอร์ที่ช่วยติดตามสถานะการจัดส่งสินค้าได้อีก และไฮไลท์จะอยู่ที่เมื่อเรา Live ขายของสามารถ Tag สินค้าขณะ Live ได้ โดยคนที่เข้ามาดู Live ก็จะเห็นสินค้าและเลือกซื้อสินค้าชิ้นนั้นพร้อมชำระเงินได้เลย แต่เสียใจด้วยสำหรับคนไทย เพราะปัจจุบันฟีเจอร์นี้ยังมีให้ใช้แค่ในสหรัฐเท่านั้น !!

Facebook Pay – นี่มีลุ้นหน่อย

เมื่อมีการขายของก็ต้องมีวิธีการชำระเงิน Facebook ได้เปิดตัวฟีเจอร์ Facebook Pay ที่ร้านค้าสามารถเรียกเก็บเงินได้ใน Messenger เพื่อให้ User สามารถซื้อขายผ่านแชทได้เลย เพื่อลดขั้นตอนที่ยุ่งยากให้กับลูกค้าและทำให้สามารถปิดการขายได้เร็วขึ้น

Quick Fact – รู้หรือไม่ Facebook Market Place + Group จัดว่าเป็นตลาดสินค้ามือสองที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากทำระบบชำระเงินมาเชื่อมตรงนี้ จะเป็นยังไงกันนะ ๆ

VR เรื่องตื่นเต้นขายฝันนักลงทุน ดัน PE แต่กำไรต่อให้โต๊โต ก็มีผลสักต่อ growth สักปีละ 3-5%

เมื่อเทคโนโลยีของ 5G เริ่มใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ เทคโนโลยีที่เกิดได้เป็นลำดับต้น ๆ ก็คือ AR และ VR และ Facebook ไม่รอช้าได้ทำการ Take Over บริษัท Oculus VR เเละเริ่มลุยด้วย

ในปี 2019 Facebook ได้เปิดตัว Facebook Horizon ที่เป็นโลกเสมือนที่ผู้ใช้งานสามารถออกแบบตัวตนได้ตามใจชอบ (เหมือน The Sims) สามารถสร้างโลกของตัวเองขึ้นมาได้ตามต้องการ เพียงแค่ใส่แว่น Oculus

บริษัทก็ยังไม่หยุดพัฒนาต่อ ปีที่เเล้วเปิดตัว Oculus Quest 2 ให้มีน้ำหนักเบากว่าเดิมและเพิ่มความละเอียดหน้าจอให้มากขึ้น แถมยังลดราคาลงอีก 100 ดอลลาร์ แต่การใช้งานจะต้องใช้บัญชี Facebook ในการ Log in เข้า

จะเห็นว่า Facebook นั้นมีฐาน User ที่เยอะอยู่แล้วและพยายามให้ User สามารถทำทุกอย่างอยู่บนแพลตฟอร์มของตัวเอง สามารถเลือกทำอะไรก็ได้ จะคุยแชท เสพสื่อ ทำธุรกิจ ซื้อขายของหรือแม้กระทั่งเล่นเกม ก็ทำได้ครบจบในแอพเดียว นี่อาจจะเป็น S-Curve ใหม่ของ Facebook ที่จะสร้างรายได้และการเติบโตให้กับ Facebook ในวันข้างหน้า

และ Doubted s-curve

ล่าสุดหลังจากมีกระแสของ Clubhouse เริ่มเป็นที่โด่งดัง Facebook ก็ไม่รอช้าเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ ใหม่ Social Audio ในรายละเอียดของฟีเจอร์นี้ก็จะมี Live Audio Rooms หรือห้องพูดคุยสดแบบ Clubhouse รวมทั้งเครื่องมือในการจัด Podcast ที่สามารถเข้าฟังผ่าน Facebook ได้เลย ฟีเจอร์ที่น่าสนใจต่อมาคือ Soundbites ที่ผู้ใช้สามารถอัดเสียงสั้น ๆ และนำมาแชร์ลงบนแพลตฟอร์มได้เลย โดยความได้เปรียบคือผู้ที่มี User ของ Facebook อยู่แล้วสามารถเข้าถึงแพลต์ฟอร์มเหล่านี้ได้เลย

ล่าสุด Facebook ประกาศรายได้และจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นแบบดึงไม่หยุดฉุดไม่อยู่ พากำไรโตเกือบ 100% จากปีที่แล้ว ลากราคาหุ้นปิด All-time high ไปแล้ว

BottomLiner

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/bottomlinerglobal/posts/4487298091285290

อ่านบทความชุด มนต์ขลัง FANGMAN หมดแล้วจริงหรือ? ตอนก่อนหน้า

มนต์ขลัง FANGMAN หมดแล้วจริงหรือ? EP 1: Google ผู้เป็นอาจารย์ของคนทั้งโลก

มนต์ขลัง FANGMAN หมดแล้วจริงหรือ? EP2: Microsoft เจ้าพ่อธุรกิจแพลตฟอร์มระดับโลก

กองทุนผลตอบแทนดีในรอบ 6 เดือนจาก 6 หมวดกองทุน

planet 46
กองทุนผลตอบแทนดีในรอบ 6 เดือนจาก 6 หมวดกองทุน

เผลอแปปเดียวก็เข้าสู่ช่วงเดือนสุดท้ายของไตรมาส 2 ปี 2021 แล้ว ในบทความนี้จึงขอทำคอนเทนต์สำหรับเดือน 6 สักหน่อย โดยการจับ กองทุนที่มีผลตอบแทนดีในรอบ 6 เดือนจาก 6 หมวดกองทุน มามัดรวมกันไว้ที่นี่ จะมีกองทุนไหนบ้าง? และจะใช่กองทุนที่คุณมีอยู่รึเปล่า? เชิญทุกท่านติดตามได้ในบทความนี้

กองทุนผลตอบแทนดีในรอบ 6 เดือนจาก 6 หมวดกองทุน

กลุ่มหุ้นสหรัฐฯ

1. MN-USBANK-A (+42.08%)

MN-USBANK-A มีนโยบายลงทุนในกองทุน Manulife Advanced Fund SPC – U.S. Bank Equity Segregated Portfolio (the “U.S. Bank Equity Fund”) (Class AA USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน MN-USBANK-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

สำหรับกองทุน Manulife Advanced Fund SPC – U.S. Bank Equity Segregated Portfolio (the “U.S. Bank Equity Fund”) (Class AA USD) ที่เป็นกองทุนหลัก มีนโยบายเน้นลงทุนในตราสารทุน และ/หรือตราสารทางการเงินที่อ้างอิงกับตราสารทุนที่ออกโดยบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจธนาคาร และ/หรือสถาบันการเงินที่จัดตั้งหรือดำเนินธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรมธนาคาร, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 10,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

2. TUSFIN-A (+33.57%)

TUSFIN-A มีนโยบายลงทุนในกองทุน Financial Select Sector SPDR Fund เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน TUSFIN-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

สำหรับกองทุน Financial Select Sector SPDR Fund ที่เป็นกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์ในการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี Financial Select Sector ซึ่งเป็นดัชนีที่มีส่วนประกอบเป็นหลักทรัพย์ซึ่งถูกจัดกลุ่มให้อยู่ในหมวดอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน (Financial) ที่อยู่ในดัชนี S&P 500

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในผู้ออกตราสารรายใดรายหนึ่ง, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

3. ABAGS (+23.88%)

ABAGS มีนโยบายลงทุนในกองทุน Aberdeen Standard SICAV I – North American Smaller Companies Fund Class Z เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน ABAGS จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

สำหรับกองทุน Aberdeen Standard SICAV I – North American Smaller Companies Fund Class Z ที่เป็นกองทุนหลักมีการลงทุนอย่างน้อยสองในสามของพอร์ตการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้ง หรือประกอบกิจการในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือบริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว โดยบริษัทข้างต้นมีขนาดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดน้อยกว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ณ วันที่ลงทุน

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

กลุ่มหุ้นจีน

1. UCI (+21.79%)

UCI มีนโยบายลงทุนในกองทุน United China A-Shares Innovation Fund – Class T USD Acc เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน UCI จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

สำหรับกองทุน United China A-Shares Innovation Fund – Class T USD Acc ที่เป็นกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์การลงทุนเพื่อแสวงหาผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนส่วนใหญ่ในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศจีน (A-Shares) ได้แก่ Shanghai Stock Exchange (SSE) และ Shenzhen Stock Exchange (SZSE) ซึ่งกองทุนหลักคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีนวัตกรรม และแนวโน้มการเติบโตในด้านต่าง ๆ (trends)

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศจีน, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

2. KT-Ashares-A (+16.17%)

KT-ASHARES-A มีนโยบายลงทุนในกองทุน Allianz Global Investors Fund – Allianz China A-Shares เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน KT-Ashares-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

สำหรับกองทุน Allianz Global Investors Fund – Allianz China A-Shares ที่เป็นกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์การลงทุนโดยเน้นการเติบโตของมูลค่าเงินทุนระยะยาวจากการลงทุนในตลาดหุ้น A-Shares ของสาธารณรัฐประชาชนจีน

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศจีน, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

3. MCHINAGD (+15.78%)

MCHINAGD (ชนิดผู้ลงทุนทั่วไปที่รับเงินปันผล) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Allianz Global Investors Fund – Allianz China A-Shares เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน MCHINAGD จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

สำหรับกองทุน Allianz Global Investors Fund – Allianz China A-Shares ที่เป็นกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนในตลาดหุ้น A-shares ของสาธารณรัฐประชาชนจีน

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศจีน, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

กลุ่มหุ้นเวียดนาม

1. PRINCIPAL VNEQ-A (+54.09%)

PRINCIPAL VNEQ-A — มีนโยบายลงทุนในตราสารแห่งทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือมีธุรกิจหลัก ในประเทศเวียดนามที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต รวมทั้งตราสารทุนอื่นใดที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องและ/หรือที่ได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ ทรัพย์สินส่วนใหญ่มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศดังกล่าว และ/หรือตราสารทุนของผู้ประกอบการเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอื่น และ/หรือกองทุนรวมอื่นที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารแห่งทุน และ/หรือกองทุนรวม ETF ตราสารทุนต่างประเทศที่เน้นลงทุนในตราสารทุนประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

2. ASP-VIET (+39.99%)

ASP-VIET — มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือมีธุรกิจหลักในประเทศเวียดนาม ที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตและ/หรือมีแนวโน้มการเจริญเติบโตในอนาคต รวมทั้งตราสารทุนอื่นใดที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องและ/หรือที่ได้รับ ผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือทรัพย์สินส่วนใหญ่ มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเวียดนาม และ/หรือตราสารทุนของผู้ประกอบการเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอื่น และ/หรือหน่วย CIS ที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุน และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) ตราสารทุนที่เน้นลงทุนในตราสารทุนประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน ASP-VIET จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Finance, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 5,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 5,000 บาท

3. K-VIETNAM (+34.08%)

K-VIETNAM — มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศเวียดนามและ/หรือที่ดำเนินธุรกิจหรือได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือทรัพย์สินส่วนใหญ่มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเวียดนาม และ/หรือตราสารทุนของผู้ประกอบการเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอื่น รวมทั้งหน่วย CIS หน่วย property หน่วย infra ที่เกี่ยวข้องกับประเทศเวียดนาม และ/หรือกองทุน ETF ที่เน้นลงทุนในตราสารทุนประเทศเวียดนามตามที่ประกาศ ก.ล.ต. กำหนด หรือที่จะประกาศเพิ่มเติมในภายหลังโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน K-VIETNAM จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Real Estate-Vietnam, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 500 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 500 บาท

กลุ่มหุ้นเทคโนโลยี

1. B-INNOTECH (+22.91%)

B-INNOTECH มีนโยบายลงทุนในกองทุน Fidelity Funds – Global Technology Fund ชนิดหน่วยลงทุน Class Y-ACC-USD เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน B-INNOTECH จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

สำหรับกองทุน Fidelity Funds – Global Technology Fund ชนิดหน่วยลงทุน Class Y-ACC-USD ที่เป็นกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่มีการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ กระบวนการ หรือบริการ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์อย่างสูงจากความก้าวหน้าและการพัฒนาทางเทคโนโลยี

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Information Technology, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 500 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 500 บาท

2. KKP TECH-H-F (+12.97%)

KKP TECH-H-F (ชนิด F) มีนโยบายลงทุนในกองทุน iShares Expanded Tech Sector ETF เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน KKP TECH-H-F จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

สำหรับกองทุน iShares Expanded Tech Sector ETF ที่เป็นกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยี รวมถึงหุ้นของบริษัทในกลุ่มบริการสื่อสาร (communication service) และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (consumer discretionary) ในประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Technology), ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 90% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

3. KKP TECH-H (+12.78%)

KKP TECH-H (ชนิดทั่วไป) มีนโยบายลงทุนในกองทุน iShares Expanded Tech Sector ETF เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน KKP TECH-H จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

สำหรับกองทุน iShares Expanded Tech Sector ETF ที่เป็นกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยี รวมถึงหุ้นของบริษัทในกลุ่มบริการสื่อสาร (communication service) และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (consumer discretionary) ในประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Technology), ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 90% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

กลุ่มหุ้นตลาดเกิดใหม่

1. MS-EE EURO (+22.85%)

MS-EE EURO มีนโยบายลงทุนในกองทุน Manulife Global Fund-Emerging Eastern Europe Fund (Share Class A) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน MS-EE EURO จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

สำหรับกองทุน Manulife Global Fund-Emerging Eastern Europe Fund (Share Class A) ที่เป็นกองทุนหลักมีเป้าหมายที่จะสร้างมูลค่าเงินลงทุนให้เติบโตโดยการลงทุนในตราสารทุนและหลักทรัพย์ที่อ้างอิงกับตราสารทุนซึ่งมีการจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศในแถบยุโรปตอนกลางและตะวันออก โดยรวมถึงแต่ไม่จำกัดในประเทศเหล่านี้ ออสเตรีย บัลแกเรีย โครเอเชีย สาธารณรัฐเชค เอสโทเนีย กรีซ ฮังการี ลัตเวีย ลิธัวเนีย โปแลนด์ โรมาเนีย รัสเซีย สาธารณรัฐสโลวัค สโลเวเนีย และตุรกี โดยตราสารทุนและหลักทรัพย์ที่อ้างอิงกับตราสารทุนนั้นรวมถึงหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิและใบสำคัญแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิง

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดการเงิน (Financials) และพลังงาน (Energy), ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศรัสเซีย, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 10,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

2. ABGEM (+14.95%)

ABGEM มีนโยบายลงทุนในกองทุน Aberdeen Standard SICAV I – Emerging Markets Equity Fund เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน ABGEM จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

สำหรับกองทุน Manulife Global Fund-Emerging Eastern Europe Fund (Share Class A) ที่เป็นกองทุนหลักจะลงทุนอย่างน้อยสองในสามของพอร์ตการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งหรือมีสัดส่วนรายได้จากการประกอบกิจการหรือมีสัดส่วนของทรัพย์สินอยู่ในประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก (emerging markets) หรือบริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Information Technology, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศจีน, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

3. TMBEMEQ (+12.80%)

TMBEMEQ มีนโยบายลงทุนในกองทุน iShares MSCI Emerging Markets ETF เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน TMBEMEQ จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

สำหรับกองทุน iShares MSCI Emerging Markets ETF ที่เป็นกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในตราสารที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี MSCI Emerging Markets ซึ่งกระจายการลงทุนในประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Information Technology, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศจีน, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (ไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

กลุ่มหุ้น Healthcare

1. TBIOTECH (+12.46%)

TBIOTECH มีนโยบายลงทุนในกองทุน Polar Capital Funds plc – Biotechnology ชนิดหน่วยลงทุน I US Dollar เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน TBIOTECH จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

สำหรับกองทุน Polar Capital Funds plc – Biotechnology ที่เป็นกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนอย่างน้อย 51% ของ มูลค่าทรัพย์สินในหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) การวินิจฉัยโรค (Diagnostics) และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต (Life Sciences Tools) ทั่วโลก

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Healthcare, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

2. MS-HCARE-A (+12.32%)

MS-HCARE-A (ชนิดสะสมมูลค่า) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Manulife Global Fund – Healthcare Fund (Share Class AA) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน MS-HCARE-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

สำหรับกองทุน Manulife Global Fund – Healthcare Fund (Share Class AA) ที่เป็นกองทุนหลักจะลงทุนส่วนใหญ่ในหุ้นของกลุ่มบริษัทวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ (Health sciences companies) โดยบริษัทเหล่านี้จะได้รับรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งจากกิจกรรมทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์หรือพึ่งพากิจกรรมทางธุรกิจเหล่านี้มากกว่าครึ่งหนึ่งของสินทรัพย์

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Healthcare, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 10,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

3. MS-HCARE-D (+7.81%)

MS-HCARE-D (ชนิดจ่ายเงินปันผล) — มีนโยบายลงทุนในกองทุน Manulife Global Fund – Healthcare Fund (Share Class AA) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน MS-HCARE-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

สำหรับกองทุน Manulife Global Fund – Healthcare Fund (Share Class AA) ที่เป็นกองทุนหลักจะลงทุนส่วนใหญ่ในหุ้นของกลุ่มบริษัทวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ (Health sciences companies) โดยบริษัทเหล่านี้จะได้รับรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งจากกิจกรรมทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์หรือพึ่งพากิจกรรมทางธุรกิจเหล่านี้มากกว่าครึ่งหนึ่งของสินทรัพย์ 

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Healthcare, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 10,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

ข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือนจาก FINNOMENA FUND Filter จัดอันดับ ณ วันที่ 31 .. 2564

อัปเดตตัวเลข วันที่ 25 .. 2564: B-INNOTECH, TBIOTECH

อัปเดตตัวเลข วันที่ 27 .. 2564: MN-USBANK-A, TUSFIN-A, ABAGS, UCI, KT-Ashares-A, MCHINAGD, ASP-VIET, KKP TECH-H-F, KKP TECH-H, MS-EE EURO, ABGEM, TMBEMEQ, MS-HCARE-A, MS-HCARE-D

อัปเดตตัวเลข วันที่ 28 .. 2564: PRINCIPAL VNEQ-A, K-VIETNAM

สามารถกรองการจัดอันดับได้เอง พร้อมข้อมูลอัปเดตล่าสุดที่ FINNOMENA Fund Filter

— planet 46. 

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม  จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Morning Brief 11/06/64 “เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งเกินคาดECB คงนโยบานการเงินผ่อนคลาย” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA CHANNEL
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 11/06/2021 “เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งเกินคาดECB คงนโยบานการเงินผ่อนคลาย”

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 11/06/2021

เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งเกินคาดECB คงนโยบานการเงินผ่อนคลาย

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones +19.10 จุด (+0.06%) S&P500 +19.63 จุด (+0.47%) Nasdaq +108.58 จุด (+0.78%) Small Cap 2000 -15.21 จุด (-0.65%) VIX index อยู่ที่ 16.10 (-10.01%) S&P500 ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 -0.78 จุด (-0.02%) Dax เยอรมัน -9.92 จุด (-0.06%) CAC 40 ฝรั่งเศส +16.96 จุด (-0.26%) ในปีนี้ หุ้นยุโรปปรับตัวได้ดีกว่าหุ้นโลก แต่ถ้าดูตั้งแต่ปี 2020 ยังปรับตัวได้ต่ำกว่า

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 11 มิ.ย. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเคลื่อนไหวผันผวนสลับบวกและลบ ขณะที่ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลง ฮ่องกงปรับตัวบวกได้ และ SET Index เปิดตลาด ขณะนี้ปรับตัวบวกประมาณ 7 จุด

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 11 มิ.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,902.35 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 28.23 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 69.94 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 72.16 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจัยหนุนทองระยะสั้น คือ Real Yield ที่ยังปรับตัวติดลบเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อราคาทองคำ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 11 มิ.ย. 2564) Bitcoin 36,742.5 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,464.43 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 355.78 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.32 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

วันนี้จะมีการเริ่มประชุมของกลุ่ม G7 อย่างเป็นทางการที่อังกฤษ โดยกลุ่ม G7 เตรียมบริจาควัคซีนประมาณ 1,000 ล้านโดส เพื่อช่วยเหลือประเทศยากจน ในการประชุมครั้วนี้จะมีการหารือกันทั้งในเรื่องของอัตราภาษีรวมถึงภาวะโลกร้อน

Bond Yield ปรับตัวลดลงต่ำกว่า 1.5 อยู่ที่ 1.44 เป็นการปรับตัวลดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2020

Jerome Powell และ Janet Yellen ออกมาให้ความเห็นว่าเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้น เป็นการเกิดชั่วคราว ทำให้ FED ยังมีแนวโน้มที่จะใช้นโยบายผ่อนคลายต่อไปอีกระยะ

เงินเฟ้อทั้งทั้ง Headline และ Core Inflation (ไม่รวมอาหารและพลังงาน) ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งคู่อยู่ที่ 5% และ 3.8% ตามลำดับ หากดูในรายกลุ่มอุตสาหกรรมพบว่า กลุ่มพาหนะให้เช่ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.1% ในเดือนพฤษภาคม รถยนต์และรถบรรทุกมือ 2 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.3% ราคาตั๋วเครื่องบินเพิ่มขึ้น 7%

ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการแรงงานยังปรับลดลงต่อเนื่องอยู่ที่ 258,000 ตำแหน่ง

งบดุลของ FED ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 8 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จาก Dot Plot ชี้ว่าโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยน่าจะอยู่ในปี 2023

ผลการประชุม ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยและนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป้าการเติบโตของเศรษฐกิจยูโรโซน ปี 2021 +4.6% ปี 2022 +4.7% คาดการณ์เงินเฟ้อปี 2021 อยู่ที่ 1.9% ส่วนปี 2022 อยู่ที่ 1.5% จากข้อมูลในอดีตพบว่า ECB มักจะลดการเข้าซื้อพันธบัตรในช่วงเดือนสิงหาคม ล่าสุด ECB มีการเพิ่มขนาดการซื้อพันธบัตรในอัตราที่เร็วที่สุดตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 งบดุลของ ECB ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านยูโร

Didi แอพพลิเคชั่นเรียกรถแท็กซี่จากจีน เตรียมเข้า IPO ในตลาดหุ้นอเมริกา โดยมีดำเนินการอยู่ใน 15 ประเทศ และมีผู้ใช้งานทั้วโลกประมาณ 493 ล้านคน มีคนขับรถที่ลงทะเบียนประมาณ 15 ล้านคน

ธุรกิจการกวดวิชาในจีน ถูกทางการเข้ามาตรวจสอบควบคุมจากการโฆษณาเกินจริง ทำให้ราคาหุ้นหลายตัวปรับตัวลดลงต่อเนื่อง บางบริษัทปรับตัวลดลงประมาณ -80% โดยในปี 2020 มีการลงทุนจาก VC ในธุรกิจนี้กว่า 10,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

Basel Committee (การรวมตัวกันของธนาคารกลางประมาณ 10 ประเทศ) อาจจะเริ่มผ่อนคลายการทำธุรกรรมหรือการถือครอง cryptocurrency แต่จะต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกันในสัดส่วนที่สูงหากต้องการทำธุรกรรมดังกล่าว

ทางการจีนมีการจับกุมผู้กระทำธุรกรรม cryptocurrency ผิดกฎหมายประมาณ 1,100 ราย

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในไทยอยู่ที่ 2,290 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,996 จากในเรือนจำ 294 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 27 คน ผู้หายป่วยกลับบ้าน 5,711 ราย หายป่วยสะสม 117,572 ราย ศบค. กำหนดเปิดเรียน 14 มิถุนายนนี้ แต่บางจังหวัดที่มีการระบาดเยอะ ยังให้เรียนผ่านระบบออนไลน์อยู่

ตัวเลขการฉีดวัคซีนของสหราชอาณาจักรทั้งหมดอยู่ที่ 69.25 ล้านโดส ผู้ที่ได้รับวัคซีน 1 โดส 40.71 ล้านโดส และผู้ที่ได้รับวัคซีน 2 โดส 28.54 ล้านโดส

The Opportunity

SCBWINR (มีทั้ง Class ปกติและจ่าย Auto Redemption) บลจ. ไทยพาณิชย์ ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี +12.75% กองทุนหลัก คือ BlackRock Global Multi-Asset Income Fund โดยสัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็นตราสารหนี้ 27.7% ตราสารทุน 20.6% สินทรัพย์ เช่น หุ้นบุริมสิทธิ ตราสาหนี้ตลาดเกินใหม่ Bank loans 48.3% และเงินสด 3.4% ซึ่งสัดส่วนนี้สามารถปรับได้ตามความเหมาะสม การจัดพอร์ตลักษณะนี้สามารถช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ สินทรัพย์ที่ถือสูงสุด 3 อันดับ iShares $ High Yield CRP BND ETF$ (3.23%), ISH ED MSCI USA VAL FCTR ETF (2.38%) และ BGF USD High Yield BD X6 USD (1.09%) โดย Top 10 Holdings มีสัดส่วนประมาณ 9.3% สัดส่วนแบ่งตามประเทศลงทุนในสหรัฐฯ ประมาณ 62% ยุโรป 15% สัดส่วนการลงทุนในปัจจุบัน ตราสารหนี้สหรัฐฯ (35.92%) หุ้นสหรัฐฯ (22.76%) ตราสารหนี้นอกเหนือจากสหรัฐฯ (20.82%) หุ้นนอกเหนือจากสหรัฐฯ (17.14%) เงินสด (0.10%) ในส่วนของตราสารหนี้ Credit ratings ส่วนใหญ่อยู่ที่อันดับ BB และ B โดยมีตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับจัดอันกับความน่าเชื่อถือประมาณ 10% ผลตอบแทนของกองทุนหลักจะต่ำกว่าหุ้นโลก (Lyxor MSCI World UCITS ETF) และสูงกว่าตราสารหนี้ (Barclays Global Agg Corporate Total Return Index Value Unhedged USD) สำหรับ Class ที่มีการจ่าย Auto Redemption มีการจ่ายออกแล้วรวม 45 ครั้ง คิดเป็นจำนวนเงินรับซื้อคืน 2.0166 บาท

Blockchain กับการปฏิวัติตัวกลางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

Coinman
Blockchain กับการปฏิวัติตัวกลางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

บทความวันนี้คอยน์แมนจะมาอธิบายการทำงานของเทคโนโลยี Blockchain ที่เป็นแก่นของ Cryptocurrency และเหตุผลที่มันจะมาปฏิวัติโลกของเรา แบบเข้าใจง่าย ๆ กันนะครับ

จุดกำเนิดของ Blockchain

เมื่อปี 2008 ในช่วงวิกฤตเศษฐกิจครั้งใหญ่ที่เราเรียกว่า Global Financial Crisis บุคคลนิรนามที่ใช้ชื่อว่า Satoshi Nakamoto ได้ให้กำเนิดสิ่งที่เรียกว่าบิทคอยน์ขึ้นมา โดยออกแบบให้บิทคอยน์เป็นเงินดิจิทัลสกุลแรกในประวัติศาสตร์ที่ใครๆก็สามารถใช้ได้ ทุกคนสามารถถือเงินและโอนเงินหากันได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางใด ๆ เช่นธนาคาร และที่สำคัญ มันไม่ได้ถูกสร้างหรือควบคุมโดยรัฐหรือองค์กรใด ๆ

ณ วันนั้น ไม่ใช่เพียงบิทคอยน์ แต่เทคโนโลยีที่เรียกว่า Blockchain ก็ถือกำเนิดขึ้นด้วย 

ซึ่ง Blockchain นี่แหละ คือเทคโนโลยีที่ทำให้บิทคอยน์ทำในสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน

** บางคนอาจจะคิดว่า Blockchain นั้นมีไว้สร้างสกุลเงิน จริง ๆ แล้วสกุลเงินนั้นก็เป็นเพียงหนึ่งใน Application ของ Blockchain เท่านั้นเองครับ

หลัก ๆ แล้ว Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถสร้างระบบที่ไม่ต้องพึ่งพาตัวกลางอีกต่อไป หรือที่เรียกว่า Trustless System ซึ่ง Bitcoin Network ถือว่าเป็นระบบแรก โดยมีตัว Bitcoin ที่เป็นสกุลเงินใช้งานบนนั้น

ไม่มี Bitcoin ก็ไม่มี Blockchain

อาจเป็นเพราะโจทย์ของ Satoshi Nakamoto คือ ทำยังไงถึงจะสร้างสกุลเงินที่ไร้ตัวกลาง ไร้คนควบคุม เขาก็เลยคิดเทคโนโลยีที่เรียกว่า Blockchain ขึ้นมาเพื่อทำให้เขาสร้างบิทคอยน์ได้สำเร็จ

ถ้าเรานึกกลับกันว่า Satoshi Nakamoto ไม่ได้ต้องการสร้างสกุลเงินบิทคอยน์นี้ เราอาจไม่เห็นเทคโนโลยี Blockchain กันก็เป็นได้ครับ

โลกที่ต้องพึ่งพาตัวกลาง กับธุรกิจที่เกิดขึ้นจากคำว่า Trust

คอยน์แมนขอยกตัวอย่างตัวกลางที่ทุกคนคุ้นเคยที่สุดก่อน ซึ่งก็คือเรื่องการโอนเงินนั้นเอง

Blockchain กับการปฏิวัติตัวกลางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

จากรูปข้างบนนี้ เราจะเห็นได้ว่า A และ B ฝากเงินกับ Bank 1 ในขณะที่ C และ D ฝากเงินกับ Bank 2 ดังนั้น

  • A โอนหา B โดยผ่าน Bank 1
  • ถ้า A จะโอนหา D โดยผ่านทั้ง Bank 1 และ Bank 2

ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกคนต้องพึ่งธนาคารตัวกลางในการโอนเงินหากัน

ธนาคารนั้นมีหน้าที่ทำอะไร

1. ธนาคารจดบันทึกว่าใครมีเงินเท่าไหร่ ในตัวอย่างนี้ Bank 1 ก็จะบันทึกว่า A มี 100 บาท B มี 100 บาท

Blockchain กับการปฏิวัติตัวกลางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

2. ธนาคารช่วยทำธุรกรรมให้เรา ในตัวอย่างนี้ สมมุติว่า A อยากโอนเงิน 50 บาท ให้ D ทาง Bank 1 จะเชคว่า A มีเงินจริงไหม ก่อนที่จะไปคุยกับ Bank 2 หลังจากนั้น A จะถูกหักเงิน 50 บาท และ Bank 2 ก็จะเครดิตเงิน 50 บาทให้กับ D

Blockchain กับการปฏิวัติตัวกลางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

สรุปแล้ว เราต้องใช้ธนาคารเพราะ

  • เราไม่สามารถแสดงความเป็นเจ้าของเงินในรูปแบบดิจิทัลได้
  • เราไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของเงินที่โอนมาได้

พูดง่าย ๆ ก็คือ เราทำธุรกรรมในรูปแบบดิจิทัลที่น่าเชื่อถือกันเองไม่ได้นั้นแหละ

มันก็เลยเป็นโอกาสทางด้านธุรกิจขึ้นมา โดยที่ธุรกิจเหล่านี้เป็นเสมือนตัวกลางที่น่าเชื่อถือให้ทั้งสองฝ่าย โดยที่เราต้องเชื่อใจว่า ตัวกลางนั้นจะซื่อสัตย์ จะอัพเดทดูแลบัญชีให้ทุกคนอย่างถูกต้องเสมอ

ผลของการมีตัวกลาง

  • เวลาเราจะทำธุรกรรมอะไร ไม่ว่าจะเช็คเงินในบัญชี โอนเงินให้ใคร ถอนเงิน เราก็ต้องขออนุญาตธนาคาร ไม่ว่าจะผ่านแอป ทำจาก ATM หรือทำหน้าเคาท์เตอร์ สิ่งนี้เรียกได้ว่า Server-Client Architecture
  • แน่นอนว่าธุรกิจตัวกลางต้องทำกำไร มันทำให้ cost นั้นสูง ยิ่งเราผ่านตัวกลางหลายที่ มันยิ่งแพง แต่แพงไม่พอ มันทำให้เกิดความล่าช้าขึ้นด้วย นึกภาพเราโอนเงินไปต่างประเทศว่าทั้งแพงและนานขนาดไหน (เงินเราอยู่ไหนแล้ว จะหายไปไหมก็ไม่รู้)
  • ที่สำคัญที่สุด เราต้องเชื่อใจเสมอว่าตัวกลางนี้จะไม่โกงเรา จะไม่แอบแก้ข้อมูล หรือไม่มีการให้เอื้อประโยชน์ลูกค้าคนอื่น

Blockchain ทำงานอย่างไร?

เรารู้กันแล้วว่าความเชื่อใจคือแก่นของธุรกิจตัวกลางต่าง ๆ โดยเฉพาะธนาคาร

Blockchain นั้นเป็นเทคโนโลยีที่จะสามารถมาสร้างระบบที่กระจายอำนาจความเชื่อใจของตัวกลาง ทำให้เราไม่จำเป็นต้องเชื่อตัวกลางคนใดคนนึงอีกต่อไป หรือทำให้เราทำธุรกรรมกันแบบ Peer-to-Peer ได้นั้นเอง

การกระจายบัญชีให้ทุกคนถือ

ที่นี้มาดูกันว่า เราจะทำยังไงให้ A B C และ D โอนเงินหากันได้โดยไม่ต้องผ่านธนาคาร

ซึ่งคอนเซปของ Blockchain เนี่ยบอกว่า แทนที่จะให้ธนาคารเก็บข้อมูลบัญชีพวกเรา ทำไมเราไม่ให้ทุกคนใช้บัญชีเล่มเดียวกัน แล้วให้ทุกคนนั้นได้ก๊อปปี้อันเดียวกันไปเก็บหละ?

มาดูกันครับว่าเป็นยังไง

Blockchain กับการปฏิวัติตัวกลางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

Blockchain กับการปฏิวัติตัวกลางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ดูจากรูปข้างบนแล้ว ถ้าทุกคนมีข้อมูลบัญชีอันเดียวกัน

  • เราสามารถเช็คได้เลยว่าใครมีเงินเท่าไหร่ เราก็ไม่ต้องเป็นห่วงแล้วใช่ไหมครับว่าคนนี้มีเงินจริงไม่จริง ถ้าสมมติ B แอบแก้บัญชีตัวเอง จากมี 100 เป็น 1000 บัญชีของ B ก็จะไม่ตรงกับ A C และ D ทุกคนก็จะรู้ว่า B นั้นโกงนั้นเอง
  • เวลามีการโอน เช่น A โอนให้ D ข้อมูลธุรกรรมก็จะถูก Broadcast ประกาศให้ทุกคนรู้และอัพเดทบัญชีตามกัน ดังนั้นถ้าโอนแล้วมาบอกทีหลังว่าไม่ได้โอน ก็ไม่ได้ใช่ไหมละครับ

ทำไมถึงเรียกว่า Blockchain ?

Blockchain คือวิธีการเก็บข้อมูลบัญชีรูปแบบหนึ่ง นึกภาพง่าย ๆ ว่า พอมีธุรกรรม Transaction ใหม่ ๆ เข้ามา มันก็จะถูกกองรวม ๆ กันไว้ พอได้จำนวนหนึ่งเราก็จะจัดบรรจุธุรกรรมเหล่านั้นลงกล่องบัญชี (Block) และทำการปิดกล่อง พอเราปิดกล่องเสร็จ เราก็จะได้กล่องใหม่หรือ Block ใหม่ขึ้นมานั้นเอง

Blockchain กับการปฏิวัติตัวกลางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

สิ่งที่ทำให้ Blockchain ต่างจากการเก็บบัญชีแบบอื่นคือ เราไม่ได้กลับไปเปิดกล่องบัญชีเก่าเพื่อแก้หรืออัพเดทข้อมูลธุรกรรม แต่กล่องธุรกรรมใหม่จะถูกสร้างขึ้นเรื่อยๆไปในทางเดียว โดยจะเชื่อมและอ้างอิง reference กับกล่องเก่าอยู่เสมอ ในลักษณะของกล่องหลายๆกล่องที่มีโซ่เชื่อมกัน มันถึงเรียกว่า Blockchain นั้นเอง

ยกตัวอย่างจากรูปข้างบน พอเราสร้าง Block 4 แล้ว เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ข้อมูลใน Block 1 2 หรือ 3 ได้ ผลก็คือข้อมูลธุรกรรมจะถูกเก็บถาวร

** ข้อมูลธุรกรรมของ Block ก่อนหน้าจะถูก Cryptographic Hash ไว้ (การเข้ารหัสทางเดียว ไว้เพื่อแค่เช็คว่าข้อมูลนั้นเป็นต้นฉบับจริง ไม่ถูกใครเปลี่ยนแปลง)โดยที่ Block ใหม่ที่ถูกสร้างก็จะมี Hash ของ Block เก่าระบุอยู่ด้วย (จึงอ้างอิงกลับได้ว่า Block ก่อนหน้าคืออันไหน) ถ้าหากมีคนแอบไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลธุรกรรม Block เก่า แม้แต่เพียงนิดเดียว Hash ก็จะเปลี่ยน ทำให้เรารู้ว่ามีการแอบแก้ไข ตัวอย่างเช่นรูปข้างล่าง เราจะเห็นได้ว่าประโยค “How are you” ถ้าแค่เติมเครื่องหมายคำถาม “?” เข้าไป ผลลัพท์ Hash ก็จะเปลี่ยนไปทันที

Blockchain กับการปฏิวัติตัวกลางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ประโยชน์ที่ได้จากการตัดตัวกลาง

Blockchain กับการปฏิวัติตัวกลางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

มาถึงตอนนี้ ทุกคนน่าจะทราบกันแล้วว่า Blockchain ทำงานอย่างไร ทำไมมันถึงตัดตัวกลางออกไปได้ ทีนี้เรามาดูดีกว่าว่า เราได้อะไรจากการตัดตัวกลางออก

  1. Ownership ความเป็นเจ้าของ จากที่เราต้องฝากเงินฝากชีวิตให้กับตัวกลางเป็นคนดูแล ต้องขออนุญาตทุกครั้งไม่ว่าจะดูหรือโอนเงินในบัญชี มาตอนนี้ Blockchain ทำให้เราสามารถเก็บทรัพย์สินหรือเงินนี่แหละกับตัวเองได้จริง ๆ ตอนโอนก็โอนเลยแบบ Peer-to-Peer ไม่ต้องขอใคร
  2. Open & Neutral ความเป็นระบบเปิดและเท่าเทียม ไม่ว่าเราจะเป็นใคร อายุเท่าไหร่ ทำงานอะไร ระบบไม่สนใจหรอกครับ ทุกคนมีสิทธิเข้ามาใช้อย่างเท่าเทียม ไม่มีลำเอียงหรือสองมาตรฐาน
  3. Transparency & Immutability ความโปร่งใสและข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้ ซึ่งข้อมูลบน Blockchain นั้นจะเชื่อถือได้โดยทุกฝ่าย เพราะเรารู้ว่าไม่มีบริษัทไหนหรือใครแอบเข้าไปแก้ข้อมูลย้อนหลังได้ อีกทั้งมันจะอยู่อย่างถาวรอีกด้วย
  4. Security ความปลอดภัย ถ้าเซิฟเวอร์กลางมันมีไม่กี่ที่ Hacker ก็รู้เป้าโจมตี และทำจนว่ามันจะสำเร็จใช่ไหมละครับ แค่พลาดครั้งเดียวข้อมูลบัญชีก็อาจถูกแก้ไขได้ แต่ถ้าเรากระจายบัญชีไปทั่วโลกละ จะแก้ทีก็ต้องแฮกคอมพิวเตอร์นับไม่ถ้วนพร้อม ๆ กันเลยทีเดียว ไม่งั้นก็ถูกจับได้ว่าข้อมูลผิด
  5. Borderless ความไร้พรมแดน ปกติแล้วเราจำเป็นต้องพึ่งตัวกลางในแต่ประเทศ ยกตัวอย่างเช่นการเปิดบัญชีธนาคาร แต่ระบบนี้มันไม่จำกัดประเทศ หรือพูดง่าย ๆ ว่ามันไม่รู้ด้วยว่าเราอยู่ที่ไหน เพียงแค่เรามีอินเตอร์เน็ต เราสามารถใช้งานระบบได้ทุกเมื่อ
  6. Cut Cost ลดค่าใช้จ่าย แน่นอนว่าพอไม่มีธุรกิจตัวกลางที่มากินกำไรแล้ว ค่าใช้จ่ายของการทำธุรกรรมนั้นลดลงแน่นอน

** ที่ยกมานี้เป็นคุณสมบัติหลัก ๆ ของ Permissionless / Public Blockchain นะครับ ซึ่งถ้าเป็น Permissioned / Private Blockchain อาจจะไม่ได้มีคุณสมบัติครบแบบนี้ ไว้โอกาสหน้าคอยน์แมนจะมาเจาะลึกถึงประเภท Blockchain ว่ามันต่างกันยังไงนะครับ

การปฏิรูปไม่ได้หยุดแค่เรื่องการเงิน

อย่างที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ สกุลเงินนั้นเป็นเพียง 1 ในแอปพลิเคชันของ Blockchain เท่านั้น

เราสามารถนำระบบ Trustless System ที่ถูกสร้างด้วย Blockchain มาปฏิรูปธุรกิจที่เราต้องพึ่งพาตัวกลางในปัจจุบันได้อีกด้วย เช่น

  • Social Network:Facebook, Twitter
  • Marketplace: Uber, Airbnb
  • eCommerce:Amazon, eBay

ซึ่งในอดีต เราคงนึกไม่ออกเลยใช่ไหมละครับว่าเราจะใช้สิ่งเหล่านี้ได้ยังไงถ้าไม่มีบริษัทตัวกลางพวกนี้ ธุรกิจเหล่านี้ก็เลยผุดขึ้นมาเต็มไปหมดจนพวกเราเคยชินกับมัน แต่ตอนนี้คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เราไม่ต้องพึ่งองค์กรเหล่านี้อีกต่อไปแล้ว

ไม่ว่าธุรกิจอะไรที่เป็นตัวกลาง หรืออยู่ได้เพราะความน่าเชื่อถือ มันกำลังจะโดน disrupt อย่างแน่นอน

ปิดท้าย

ตอนนี้เพื่อน ๆ คงเข้าใจ Blockchain และศักยภาพของมันเบื้องต้นกันแล้วนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วแค่ Blockchain มันไม่พอที่จะมาสร้าง Trustless System ที่ตัดตัวกลางได้ มันต้องขึ้นอยู่กับการออกแบบด้วย โดยเฉพาะการนำ Cryptocurrency มาใช้ และการเลือก Consensus ที่เหมาะสม (บางคนอาจจะเห็นว่าคอยน์แมนยังไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ ไม่ได้ลืมครับ ติดตามกันได้ที่บทความหน้า)

ครั้งหน้า คอยน์แมนจะขอมานำเสนอถึงความสำคัญของ Cryptocurrency ว่า ทำไมมันถึงไม่ควรแยกกับ Blockchain ทำไมมันถึงจำเป็นในการสร้างระบบ Trustless System นะครับ (องค์กรส่วนมากจะชอบพูดว่า จะเอา Blockchain แต่ไม่เอา Crytocurrency ซึ่งเหมือนกับทำลายจุดประสงค์ของ Blockchain เลยทีเดียว)

ขอบคุณที่ติดตามครับ

Coinman

ที่มาบทความ: https://coinman.co/2018/05/17/blockchain-101/