แจ้งเตือน

News Update: HSBC แนะนำ ‘เพิ่มน้ำหนัก’ หุ้นจีน มองหุ้นจีนไม่เคยถูกเท่านี้มาก่อน อสังหาฯ – เฮลท์แคร์ – การเงิน มูลค่าน่าสนใจ

THE OPPORTUNITY
News Update: HSBC แนะนำ ‘เพิ่มน้ำหนัก’ หุ้นจีน มองหุ้นจีนไม่เคยถูกเท่านี้มาก่อน อสังหาฯ - เฮลท์แคร์ - การเงิน มูลค่าน่าสนใจ

HSBC เพิ่มมุมมองบวกตลาดหุ้นจีนเป็น ‘Overweight’ หรือ ‘เพิ่มน้ำหนัก’ การลงทุน หลังมองเห็นมูลค่าที่น่าสนใจในภาคอสังหาฯ เฮลท์แคร์ และ ธนาคารบางแห่ง ชี้นักลงทุนมีมุมมองลบต่อตลาดหุ้นจีนมากไป

เมื่อวานนี้ (26 ต.ค.) Herald van der Linde หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตราสารทุนในเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า แม้ตอนนี้จีนกำลังดิ้นรนต่อการเติบโตที่ชะลอตัวและค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า แต่ตลาดรับรู้ข่าวลบและได้สะท้อนไปในราคาหุ้นแล้ว

หลายสถาบันการเงินทั้ง HSBC, BlackRock, UBS และ Fidelity ต่อต้านมุมมองที่ว่า หุ้นจีนไม่สามารถลงทุนได้ในปีนี้ จากความกังวลเรื่องการคุมเข้มบริษัทเอกชนของรัฐบาลจีน ที่ส่งผลให้ในไตรมาสที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนมีผลการดำเนินงานแย่ที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ

HSBC กล่าวว่า การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนที่จัดขึ้นทุก 5 ปี ซึ่งจะมีการประชุมอีกครั้งในปีหน้า มีแนวโน้มที่รัฐบาลจีนจะออกมาตรการเพื่อรับรองการเติบโตของเศรษฐกิจจีน แต่ทว่ากองทุนรวมส่วนใหญ่ยังคง Underweight หุ้นจีนอยู่

นักลงทุนส่วนใหญ่กำลังสนใจในการคุมเข้มด้านกฎระเบียบของรัฐบาลจีน รวมถึงวิกฤติสภาพคล่อง Evergrande ในขณะที่ HSBC กำลังให้ความสนใจกับ P/E ratio ในรอบ 12 เดือนของหุ้นจีน ซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.9 เท่า เมื่อเทียบกับ 17 เท่า เมื่อตอนต้นปี

HSBC กล่าวว่า หุ้นจีนไม่แพง และไม่เคยถูกขนาดนี้มาก่อน หากเทียบกับตลาดหุ้นอินเดียในตอนนี้ที่ดัชนี FTSE India แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยระบุว่า ภาคอสังหาฯ จีนมีมูลค่ามหาศาล และมีคำแนะนำซื้อหุ้น Shimao Group, China Resources Land และ Longfor Group

ดัชนี MSCI China ปรับตัวลงถึง 1 ใน 3 จากจุดสูงสุดในเดือน ก.พ. มาสู่จุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 6 ต.ค. ก่อนจะปรับขึ้นมาประมาณ 10% ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-10-26/hsbc-upgrades-china-stocks-to-overweight-in-rebuff-to-pessimists?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเวียดนามวิ่งแรง +2.26% หลังมีข่าวรัฐบาลเตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจ

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเวียดนามวิ่งแรง +2.26% หลังมีข่าวรัฐบาลเตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจ

ดัชนี VNI ปรับตัวขึ้นและปิดตลาดที่ 2.26% ทดสอบระดับ All time high หลังมีข่าวว่ารัฐบาลจะอัดฉีดมาตรการกระตุ้นครั้งใหญ่ ซึ่งนักลงทุนในตลาดคาดว่าจะมีขนาดถึง 35,000 ล้านดอลลาร์ มาตรการกระตุ้นครั้งนี้ครอบคลุมถึงการใช้นโยบายการคลัง การลดภาษี พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะกลุ่มขนส่ง มากไปกว่านั้นยังอุดหนุนธุรกิจและกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19

แม้ข่าวดังกล่าวจะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ FINNOMENA Investment Team มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นเวียดนามและได้มีคำแนะนำเพิ่มสัดส่วนกองทุนหุ้นเวียดนามในพอร์ตแนะนำ ซึ่งประกอบกับการฟื้นตัวหลังควบคุมการแพร่ระบาดได้ ส่งให้การปรับประมาณการ EPS ช่วยหนุนมูลค่าที่น่าสนใจของตลาดหุ้นเวียดนามให้น่าสนใจยิ่งขึ้น

ที่มา: Bloomberg

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Alphabet บริษัทแม่ Google งบ Q3 ดีเกินคาด แต่รายได้โฆษณาบน YouTube เริ่มชะลอ ธุรกิจคลาวด์ ยังตามหลัง Amazon-Microsoft

THE OPPORTUNITY
News Update: Alphabet บริษัทแม่ Google งบ Q3 ดีเกินคาด แต่รายได้โฆษณาบน YouTube เริ่มชะลอ ธุรกิจคลาวด์ ยังตามหลัง Amazon-Microsoft

Alphabet บริษัทแม่ของ Google รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด แต่รายได้จาก YouTube และ Google Cloud ที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลงเล็กน้อยที่ 1% หลังเวลาทำการซื้อขาย

รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3 เทียบกับคาดการณ์โดยนักวิเคราะห์

  • กำไรต่อหุ้น (EPS): $27.99 สูงกว่าคาดการณ์ที่ $23.48
  • รายได้: 65,120 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์ที่ 63,340 ล้านดอลลาร์
  • รายได้จากการโฆษณาบน YouTube: 7,200 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 7,400 ล้านดอลลาร์
  • รายได้จากการโฆษณาบน Google: เพิ่มขึ้น 43% จากปีที่แล้ว อยู่ที่ 53,130 ล้านดอลลาร์
  • รายได้ Google Cloud: 4,990 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 5,070 ล้านดอลลาร์
  • ค่าใช้จ่ายในการเพิ่มทราฟฟิคบนเว็บไซต์ (TAC): 11,500 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์ที่ 11,160 ล้านดอลลาร์

Sundar Pichai CEO ของ Alphabet พยายามรักษารายได้ของบริษัทโดยให้ความสำคัญกับ 3 ด้านหลัก ได้แก่ E-commerce, YouTube และ ธุรกิจคลาวด์ อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานของบริษัทขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคที่ควบคุมไม่ได้ เช่น วิกฤติห่วงโซ่อุปทานที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ค้าปลีกและบริษัทโฆษณาซึ่งเป็นลูกค้าหลักของ Alphabet

แม้ธุรกิจ Google Cloud ภายใต้การบริหารงานของ Thomas Kurian จะเติบโตขึ้นจากปีที่แล้ว แต่ยังคงตามหลังผู้นำอย่าง Amazon และ Microsoft อย่างไรก็ดี Sundar Pichai แสดงความเชื่อมั่นและกล่าวว่า Google Cloud มีโมเมนตัมในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ผู้บริหารกล่าวเพิ่มเติมว่า ยอดขายจาก Google Play Store ได้รับผลกระทบจากการลดค่าคอมมิชชั่นลง หลังบริษัทได้รับแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแลและผู้พัฒนาซอฟต์แวร์

ในขณะที่ Facebook และ Snap ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงระบบปฏิบัติการ iOS 14 ของ Apple แต่ Google ไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมากนัก เพราะบริษัทเป็นเจ้าของระบบปฏิบัติการ Android

ราคาหุ้น Alphabet เพิ่มขึ้นกว่า 58% ตั้งแต่ต้นปี หลังนักลงทุนเดิมพันว่า Google มีความสามารถในการดำเนินธุรกิจช่วงการกลับมาเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง และมีศักยภาพรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบที่อาจเกิดขึ้น

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/10/26/alphabet-goog-earnings-q3-2021.html
https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-10-26/alphabet-sales-top-estimates-after-ads-e-commerce-fuel-growth?srnd=premium-asia&sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Microsoft เติบโตแข็งแกร่ง รายได้เพิ่ม 22% กำไรพุ่ง 48% ยอดขาย Azure ธุรกิจคลาวด์ โต 50%

THE OPPORTUNITY
News Update: Microsoft เติบโตแข็งแกร่ง รายได้เพิ่ม 22% กำไรพุ่ง 48% ยอดขาย Azure ธุรกิจคลาวด์ โต 50%

เช้านี้ (27 ต.ค.) ราคาหุ้น Microsoft ปรับเพิ่มขึ้น 2% หลังเวลาทำการซื้อขาย ตอบรับรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2022 ดีกว่าคาด โดยเฉพาะธุรกิจคลาวด์ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

รายได้ของ Microsoft เติบโต 22% จากปีที่แล้ว อยู่ที่ 45,320 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์ที่ 43,970 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 48% อยู่ที่ 20,500 ล้านดอลลาร์ โดยมีกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ $2.27 สูงกว่าคาดการณ์ที่ $2.07

รายได้จากธุรกิจคลาวด์ ซึ่งประกอบด้วย Azure public cloud, ธุรกิจบริการองค์กร, GitHub, SQL Server, System Center, Visual Studio และ Windows Server เติบโต 31% อยู่ที่ 16,960 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์ที่ 16,510 ล้านดอลลาร์

Satya Nadella CEO ของ Microsoft กล่าวถึงความสำเร็จของบริษัทในด้านการประมวลผลบนคลาวด์ (Cloud Computing) ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Azure บริการระบบคลาวด์สำหรับองค์กร ที่ยอดขายเติบโต 50% จากปีที่แล้ว ในขณะที่ยอดขาย Office 365 สำหรับลูกค้าธุรกิจเพิ่มขึ้น 23% จากความต้องการใช้ฟีเจอร์ขั้นสูงเพิ่มขึ้น

Amy Hood ประธานฝ่ายการเงินของ Microsoft กล่าวว่า บริษัทคาดหวังการเติบโตที่แข็งแกร่งในไตรมาสหน้าของ Azure ที่มีแนวโน้มการใช้งานสูงขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่บริษัทยังคงได้รับประโยชน์จากโมเมนตัมของ Office 365 แม้จะเริ่มมีอัตราการเติบโตที่ลดลง จากฐานการติดตั้งที่เพิ่มขึ้น

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นของ Microsoft แตะระดับสูงสุดตลอดกาล สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนมีมุมองบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของบริษัท โดยราคาหุ้นปรับตัวขึ้น 39% ตั้งแต่ต้นปี เทียบกับ ดัชนี S&P500 ที่ปรับเพิ่มขึ้น 22%

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/10/26/microsoft-msft-earnings-q1-2022.html
https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-10-26/microsoft-s-cloud-computing-strength-fuels-sales-profit-growth?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 27/10/2021 “รายงานงบไตรมาส 3 Microsoft – Alphabet – Twitter – Robinhood” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 27/10/2021

“รายงานงบไตรมาส 3 Microsoft – Alphabet – Twitter – Robinhood”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 35,756.02 +15.73 จุด (+0.04%) S&P500 ปิดที่ 4,574.79 +8.31 จุด (+0.18%) Nasdaq 15,235.7 ปิดที่ +9.0 จุด (+0.06%) Small Cap 2000 ปิดที่ 2,297.85 -14.79 จุด (-0.64%) VIX index อยู่ที่ 15.98 (+4.86%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 4,223.97 +35.66 จุด (+0.85%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 15,757.06 +157.83 จุด (+1.01%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 6,766.51 +53.64 จุด (+0.80%) 

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 29,105.79 + 505.45 จุด (+1.77%) ดัชนี CSI 300 ปิดที่ 4,963.1 -16.42 จุด (-0.33%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 26,038.27 -93.76 จุด (-0.36%) และ SET Index ปิดที่ 1,635.97 +1.77 จุด (+0.11%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 27 ต.ค. 2564) ราคาทองคำ 1,793.75 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 24.157 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 84.27 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 85.31 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 27 ต.ค. 2564) Bitcoin 60,727.2 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 4,161.13 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.259243 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 480.99 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

จีนใช้ยาแรงควบคุมโควิด ประกาศล๊อคดาวน์เมืองหลานโจวซึ่งมีประชากร 4 ล้านคน ห้ามออกจากบ้านยกเว้นมีเหตุจำเป็น หลังจากจีนที่ตรวจพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมา 29 ราย โดยมี 6 รายอยู่ในเมืองหลานโจว

FDA ของสหรัฐฯ เตรียมอนุมัติวัคซีนไฟเซอร์สำหรับเด็กอายุ 5 – 11 ปี

สหรัฐฯ แบน China Telecom ที่ให้บริการในสหรัฐฯ เหตุจากบริษัทอยู่ภายใต้การควบคุมของทางการจีน ทำให้สหรัฐฯ กังวลความมั่นคงทางข้อมูล และการสื่อสารโทรคมนาคม โดย China Telecom เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในจีน มีสัดส่วนการให้บริการถึง 1 ใน 3 ของจีน มีการกระจายทำธุรกิจในหลากหลายประเทศถึง 110 ประเทศทั่วโลก

HSBC เพิ่มมุมมองตลาดหุ้นจีนเป็น Overweight เล็งกลุ่มอสังหาฯ อุตสาหกรรม สุขภาพ และการเงิน น่าสนใจลงทุน เนื่องจากตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงมากกว่า 30% จากจุดสูงสุด สะท้อนแรงกดดัน ความย่ำแย่จากเศรษฐกิจไปแล้ว

Microsoft ประกาศผลประกอบการรายได้อยู่ที่ 45,320 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โตถึง 22% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 43,970 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 2.27 เหรียญ สูงกว่าตลาดคาดการณ์ที่ 2.07 เหรียญ จากการเติบโตธุรกิจคลาวด์ที่แข็งแกร่ง

Alphabet ประกาศผลประกอบการรายได้อยู่ที่ 65,120 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สูงกว่าตลาดคาดการณ์ที่ 63,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 27.99 เหรียญ สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 23.9 เหรียญ แต่ในด้านรายได้ Youtube และ Google cloud เริ่มชะลอตัว

Twitter ประกาศผลประกอบการรายได้อยู่ที่ 1,284 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.18 เหรียญ สูงกว่าตลาดคาดการณ์ที่ 0.15 เหรียญ ล่าสุดตัวเลขผู้ใช้งานแตะระดับ 211 ล้านราย ซึ่งเติบโตใกล้เคียงกับนักวิเคราะห์คาดการณ์

Robinhood ประกาศผลประกอบการรายได้อยู่ที่ 267 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รายได้พลาดเป้า เนื่องจากยอดเทรดคริปโทฯต่ำกว่าคาด

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด คาดการณ์ GDP ไทย ปีนี้โต 0% และปีหน้าโต 3%

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 8,452 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 8,292 ราย จากในเรือนจำ 160 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 57 ราย หายป่วยกลับบ้าน 8,449 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,875,315 ราย หายป่วยสะสม 1,758,297 ราย

งานสัมมนารวมพลคนลงทุน 2021 วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน 2564 เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป “นักรบ DIY สายเทคโนโลยี นี่คือ กองทุนคุณต้องไม่พลาด” ลงทะเบียนรับชมได้ที่ https://www.finnomena.com/event-calendar/

News Update: สหรัฐฯ แบน China Telecom บริษัทโทรคมนาคมชั้นนำของจีน เหตุกังวลความมั่นคงของชาติ

THE OPPORTUNITY
News Update: สหรัฐฯ แบน China Telecom บริษัทโทรคมนาคมชั้นนำของจีน เหตุกังวลความมั่นคงของชาติ

สหรัฐฯ เพิกถอนใบอนุญาตของ China Telecom บริษัทโทรคมนาคมชั้นนำของจีน โดยอ้างความกังวลเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ ส่งสัญญาณความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นของ 2 มหาอำนาจ

คณะกรรมการการสื่อสารแห่งสหพันธรัฐของสหรัฐฯ (FCC) มีมติเป็นเอกฉันท์ 4 ต่อ 0 เสียง ให้ China Telecom หยุดให้บริการในสหรัฐฯ ภายใน 60 วัน โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลจีนมีความสามารถในการควบคุมบริษัท ทำให้มีโอกาสเข้าถึง จัดเก็บ หรือ ขัดขวาง การสื่อสารของสหรัฐฯ และอาจนำไปสู่การสอดแนม หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อสหรัฐฯ

โฆษกของ China Telecom ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมในสหรัฐฯ มาเกือบ 20 ปี กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้ของสหรัฐฯ นั้นน่าผิดหวัง โดยบริษัทวางแผนที่จะปฏิบัติตามตัวเลือกที่มีอยู่ทั้งหมด ในขณะที่ยังคงให้บริการลูกค้าต่อไป

China Telecom คือ 1 ใน 3 บริษัทที่เป็นผู้นำในตลาดโทรคมนาคมของจีน มีลูกค้ามากกว่า 100 ล้านราย ในกว่า 110 ประเทศ ด้วยบริการหลากหลายตั้งแต่ อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ไปจนถึง เครือข่ายโทรศัพท์

การตัดสินใจเพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าวเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ Janet Yellen รวม.คลังสหรัฐฯ พูดคุยกับ Liu He รองนายกฯ จีน เกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจโลก

ก่อนหน้านี้ FCC ได้เตือนว่าจะปิดบริษัท China Telecom Americas ในเดือน เม.ย. 2020 เนื่องจากบริษัทอยู่ภายใต้การแสวงหาประโยชน์ และถูกควบคุมโดยรัฐบาลจีน

Derek Scissors จาก American Enterprise Institute กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวของ FCC ค้างคามานานแล้ว เพราะบริษัทโทรคมนาคมของจีนเป็นอาวุธของรัฐบาลจีนมากกว่าองค์กรการค้า

China Telecom เป็นบริษัทโทรคมนาคมแห่งล่าสุดของจีนที่ตกเป็นเป้าของสหรัฐฯ เกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงของชาติ หลังเมื่อปีที่แล้ว FCC ประกาศว่า Huawei และ ZTE เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ

ในปี 2019 FCC ได้เพิกถอนใบอนุญาตของ China Mobile และกำลังดำเนินการเช่นเดียวกันกับบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนอีก 2 แห่ง ได้แก่ China Unicom Americas และ Pacific Networks

ซึ่งในทุกกรณี สหรัฐฯ อ้างถึงเหตุผลเดียวกันคือ ความเสี่ยงที่รัฐบาลจีนอาจใช้บริษัทเหล่านี้สอดแนมหรือทำลายผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

John Byrne นักวิเคราะห์จาก GlobalData กล่าวว่า แม้จะไม่มีหลักฐานในการกระทำผิด แต่เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่าบริษัทโทรคมนาคมเหล่านี้สามารถกระทำความผิดหรือสอดแนมตามคำสั่งของรัฐบาลจีน และตอนนี้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานกำกับดูแลสหรัฐฯใด ที่จะเข้าข้างรัฐบาลจีน

อ้างอิง: https://www.bbc.com/news/business-59055360
https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-10-26/china-telecom-s-permission-to-operate-in-u-s-revoked-by-fcc?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

หุ้นใหญ่หลบไป หุ้นเล็กกำลังจะกลับมา

FINNOMENA x Franklin Templeton
หุ้นใหญ่หลบไป หุ้นเล็กกำลังจะกลับมา

หุ้นใหญ่หลบไป หุ้นเล็กกำลังจะกลับมา

เกิดอะไรขึ้นกับหุ้นขนาดเล็ก (small cap) ในช่วงที่ผ่านมา

ไตรมาสที่ 3 ปี 2021 เป็นไตรมาสแรกนับตั้งแต่ปี 2020 ที่หุ้นขนาดเล็กในดัชนี Russell 2000 ให้ผลตอบแทนเป็นลบที่ -4.4% ซึ่งเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกันแล้ว ที่หุ้นขนาดเล็กให้ผลตอบแทนต่ำกว่าหุ้นขนาดใหญ่ (large cap) โดยเราเชื่อว่า สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการจำกัดความเสี่ยงของนักลงทุน ทั้งจากการแพร่ระบาดอีกครั้งของ COVID-19 การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และความเชื่อว่าวัฏจักรเศรษฐกิจได้ผ่านจุดสูงสุดแล้วในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งผลักดันให้เม็ดเงินการลงทุนเข้าไปยังหุ้นขนาดใหญ่มากกว่า

หุ้นใหญ่หลบไป หุ้นเล็กกำลังจะกลับมา

หุ้นขนาดเล็กได้ผ่านช่วงปรับฐานไปแล้ว และน่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการกลับเข้าไปลงทุน

ผลตอบแทนที่เป็นลบของหุ้นขนาดเล็กใน 2 ไตรมาสล่าสุดไม่ได้ทำให้เราเปลี่ยนมุมมองในระยะยาวโดยเรายังเชื่อว่าการปรับฐานได้ผ่านไปแล้ว และหุ้นขนาดเล็กน่าจะค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้ การปรับฐานที่ผ่านมาถือว่าค่อนข้างแรง และมีนัยสำคัญ แม้ว่าดัชนี Russell 2000 จะลดลงเพียง -6.1% จากระดับสูงสุดในช่วงกลางเดือนมีนาคม แต่เราพบว่าการปรับตัวลงเฉลี่ยของหุ้นรายตัวในดัชนี Russell 2000 อยู่ในระดับ -24.2% จากระดับสูงสุด ซึ่งเรามองว่าการปรับฐานน่าจะสิ้นสุดแล้ว และเป็นโอกาสที่ดีในการกลับเข้าไปลงทุนอีกครั้ง

หุ้นใหญ่หลบไป หุ้นเล็กกำลังจะกลับมา

เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เราพบว่าหุ้นขนาดเล็กสร้างผลตอบแทนได้ดี

ในช่วงที่ผ่านมา ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปีปรับตัวเพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดในเดือนมีนาคม 2021 และค่อย ๆ เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา สร้างความกังวลให้นักลงทุน และกดดันราคาหุ้นในภาพรวม อย่างไรก็ดี จากสถิติที่ผ่านมา เราพบว่าหุ้นขนาดเล็กกลับให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในช่วงที่ผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงปกติของหุ้นขนาดเล็กเอง และเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่ ซึ่งเรามองว่าแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรนี้ น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีในการกลับมาลงทุนหุ้นขนาดเล็กอีกครั้ง

หุ้นใหญ่หลบไป หุ้นเล็กกำลังจะกลับมา

 ลงทุนในหุ้นขนาดเล็กแบบไหนดี

  • หุ้นวัฏจักร (cyclical) ให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นเชิงรับ (defensive)

จากดัชนี Russell 2000 ในไตรมาสที่ 3 ปี 2021 เราพบว่าหุ้นวัฏจักร แม้ว่าจะให้ผลตอบแทนเป็นลบ (-2.8%) แต่ยังให้ผลตอบแทบที่ดีกว่าหุ้นเชิงรับ หรือหุ้นกลุ่มหลุมหลบภัย ซึ่งปรับตัวลง -7.5% โดยผลงานของหุ้นวัฏจักรดีกว่าหุ้นเชิงรับมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2020 นำโดยหุ้นพลังงาน และหุ้นสถาบันการเงิน ซึ่งได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.9% และ 1.4% ตามลำดับ ในทางกลับกัน หุ้นที่เกี่ยวข้องกับโทรคมนาคม และสาธารณสุข ที่เป็นหุ้นเชิงรับกลับปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา โดยปรับตัวลง -14.5% และ -10.4% ตามลำดับ

จากที่เราได้หารือกับผู้บริหารของบริษัทต่าง ๆ เราพบว่าผู้บริหารค่อนข้างให้มุมมองที่เป็นบวกเกี่ยวกับการฟื้นตัวของบริษัท อย่างไรก็ดี เราพบว่าหลายครั้งข่าวและบรรยากาศของการลงทุนอาจไม่ได้สะท้อนสถานการณ์ที่แท้จริง เป็นผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงเกินกว่าที่ควรจากความกังวลต่าง ๆ ซึ่งเรามองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และมุมมองที่เป็นบวกจากผู้บริหารควรจะเป็นปัจจัยผลักดันราคาหุ้นขนาดเล็กในกลุ่มวัฏจักรอีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องจักร ค้าปลีก และเซมิคอนดักเตอร์

  • หุ้นคุณค่า (value stock) ให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นเติบโต (growth stock)

ในช่วงที่ดอกเบี้ยกำลังปรับตัวเป็นขาขึ้น เราพบว่าหุ้นคุณค่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นเติบโต กอปรกับทิศทางเศรษฐกิจในอนาคตที่ยังไม่แน่นอน และการเติบโตที่คาดว่าจะต่ำกว่าประมาณการน่าจะเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมต่อหุ้นเติบโตอีกนัยหนึ่ง

เมื่อมองย้อนกลับไป เราพบว่าในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงปลายปี 2020 จนถึงปัจจุบัน หุ้นคุณค่าให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นเติบโต ทั้งในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในไตรมาสที่ 1 และ 2 และช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวในไตรมาสที่ 3 ปี 2021 ซึ่งเราเชื่อว่าการที่ผลตอบแทนของหุ้นคุณค่าที่สามารถเอาชนะหุ้นเติบโต ทั้งในไตรมาสที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว และไตรมาสที่เริ่มชะลอตัว น่าจะเป็นเครื่องชี้วัดที่ทำให้เราเชื่อว่าหุ้นคุณค่าน่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นเติบโตในระยะถัดไปด้วย

อนึ่ง แม้ว่าหุ้นคุณค่าจะปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าหุ้นเติบโตในช่วงที่ผ่านมา แต่มูลค่าหุ้นของหุ้นคุณค่าก็ยังถือว่าถูกกว่าหุ้นเติบโตอยู่ โดยระดับราคาปัจจุบันก็ถือว่าถูกที่สุดในรอบ 20 ปี เมื่อเทียบกับราคาหุ้นเติบโต ซึ่งเราเห็นว่ามูลค่าที่ถูกกว่านี้น่าจะเป็นแรงจูงใจอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนกลับมาสนใจในหุ้นคุณค่าอีกครั้ง

หุ้นใหญ่หลบไป หุ้นเล็กกำลังจะกลับมา

หุ้นใหญ่หลบไป หุ้นเล็กกำลังจะกลับมา

สรุปมุมมองต่อหุ้นขนาดเล็ก

เราเชื่อว่าหุ้นขนาดเล็กน่าจะกลับมาให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต โดยจากสถิติที่ผ่านมา เมื่อหุ้นขนาดเล็กทรงตัวเป็นระยะเวลาสักพักหนึ่ง อีก 6 เดือนข้างหน้า จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกทั้งหมด (ตั้งแต่ 6 เดือนที่ผ่านมาจนถึงปลายเดือนกันยายน 2564 จุดต่ำสุดและจุดสูงสุดของดัชนี Russell 2000 ห่างกันเพียง 9.1% และดัชนี Russell 2000 ปรับตัวลง 0.3%) ซึ่งเหตุการณ์ในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นทั้งหมด 19 ครั้งใน 40 ปี ซึ่งใน 19 ครั้งนั้น หุ้นขนาดเล็กให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 11.6% ใน 6 เดือนถัดไป ซึ่งเราค่อนข้างมั่นใจว่าปรากฎการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นอีกครั้ง และการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กน่าจะเป็นโอกาสดีของนักลงทุน

หุ้นใหญ่หลบไป หุ้นเล็กกำลังจะกลับมา

เนื้อหาต้นฉบับโดย 

Francis Gannon

Co-Chief Investment Officer, Managing Director, Royce Investment Partners

ข้อสงวนสิทธิ์

  1. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ให้บริการการให้คำแนะนำทั่วไปแก่ FINNOMENA ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน (Asset Allocations)
  2. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น
  3. ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/articles/clearbridge-investments/the-long-view-the-peak-in-peaks

จัดกลุ่มกองทุนลดหย่อนภาษี SSF&RMF

เด็กการเงิน DekFinance

[ประโยชน์ 2-in-1 ลดหย่อนภาษี และลงทุนต่างประเทศ]

อัพเดท 15 ต.ค. 2564

วันนี้ เด็กการเงิน ขอรวบรวมจักรวาลกองทุน SSF & RMF เฉพาะที่เป็นการลงทุนในต่างประเทศ สามารถเลือกชอปปิ้งกันสำหรับคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ ได้ทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี และจัดพอร์ตลงทุนต่างประเทศให้เงินได้เติบโตงอกเงยกัน

ไม่ต้องรอซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีปลายปี ศึกษาและเลือกให้ถูกใจ 

ซื้อเฉลี่ยต้นทุนสบาย ๆ จนจบปี

เราจัดกลุ่มให้เลือกเปรียบเทียบดังนี้

  1. Global Equity กลุ่มหุ้นโลก
  2. Global Thematic กลุ่มธีมเมกะเทรนด์ จากหุ้นทั่วโลก
  3. USA Equity หุ้นอเมริกา
  4. Europe Equity หุ้นภูมิภาคยุโรป
  5. Japan Equity หุ้นญี่ปุ่น
  6. Emerging Market Equity หุ้นประเทศเกิดใหม่
  7. Asia Pacific Ex. Japan หุ้นภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ยกเว้น ญี่ปุ่น
  8. ASEAN Equity กลุ่มหุ้นในอาเซียน
  9. China Equity หุ้นจีน มีตัวเลือกเยอะมากๆ
  10. India Equity หุ้นอินเดีย
  11. Vietnam Equity หุ้นเวียดนาม
  12. REIT and Infrastructure กองทุนรีทและโครงสร้างพื้นฐาน
  13. Healthcare กองทุนกลุ่มแพทย์และสุขภาพ
  14. Technology + Disruptive Technology กองทุนรวม บ. เทคยักษ์ใหญ่ และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงโลก

จัดกลุ่มกองทุนลดหย่อนภาษี SSF&RMF

จัดกลุ่มกองทุนลดหย่อนภาษี SSF&RMF

อนึ่ง อันนี้เป็นการจัดกลุ่มโดยเด็กการเงินเท่านั้น สามารถนำไปเปรียบเทียบระหว่างกองในได้อีกหลายมิติ กองทุนหลัก กลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นหนัก เป็นต้น

หากตกกองไหนไป แจ้งเราด้วยนะ จริง ๆ มีกองทุนผสม (Multi-Asset) ด้วย ไว้เรารวบรวมให้ครั้งหน้า !!

เด็กการเงิน DekFinance

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/DekFinance101/posts/274888421195295


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: Facebook รายได้โต สวนกระแสข่าวลบ เจอ Tiktok เป็นคู่แข่ง แย่งผู้ใช้งานวัยรุ่น เตรียมพัฒนา Metaverse สร้างการเติบโตในอนาคต

THE OPPORTUNITY
News Update: Facebook รายได้โต สวนกระแสข่าวลบ เจอ Tiktok เป็นคู่แข่ง แย่งผู้ใช้งานวัยรุ่น เตรียมพัฒนา Metaverse สร้างการเติบโตในอนาคต

เช้านี้ (26 ต.ค.) ราคาหุ้น Facebook ปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 2% หลังเวลาทำการซื้อขาย นักลงทุนตอบรับรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ที่สดใส โดยไม่สนข่าวด้านลบของบริษัท

📊 รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ของ Facebook

  • กำไรต่อหุ้น (EPS): $3.22 สูงกว่าคาดการณ์ที่ $3.19
  • รายได้: เพิ่มขึ้น 35% อยู่ที่ 29,010 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 29,570 ล้านดอลลาร์
  • จำนวนผู้ใช้งานต่อวัน: 1,930 ล้านคน เท่ากับที่คาดการณ์
  • จำนวนผู้ใช้งานต่อเดือน: เพิ่มขึ้น 6% อยู่ที่ 2,910 ล้านคน ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 2,930 ล้านคน
  • รายได้ต่อผู้ใช้: $10 ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ $10.15

📊 อดีตพนักงานเดินหน้าแฉ Facebook ต่อเนื่อง

Frances Haugen อดีตพนักงานเผยว่า Facebook รับรู้ถึงเนื้อหาเชิงลบที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้งานโดยเฉพาะเด็กผู้หญิง แต่กลับเพิกเฉยและใช้อัลกอริทึมขยาย Hate Speech เพื่อสร้าง engagement แทน ซึ่งคาดว่าจะมีการเผยแพร่เอกสารอื่นๆ เพิ่มเติมตลอดช่วงสัปดาห์นี้

Mark Zuckerberg ออกมาโต้แย้งว่า มีความพยายามร่วมกันในการทำให้ภาพลักษณ์ของ Fcebook เสียหาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว โซเชียลมีเดียไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนหลักของปัญหาเหล่านั้น ดังนั้น โซเชียลมีเดียไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวมันเอง

📊 วัยรุ่นใช้งานน้อยลง เตรียมเน้นฟีเจอร์ Reels

เอกสารอีกฉบับที่เผยแพร่โดย Frances Haugen รายงานว่า วัยรุ่นในสหรัฐฯ ใช้ Facebook ลดลง 13% จากปี 2019 ซึ่งคาดว่าจะลดลงถึง 45% ในอีก 2 ปีข้างหน้า และคาดว่ากลุ่มผู้ใช้อายุ 20-30 ปี จะลดลง 4% ในช่วงเวลาเดียวกัน

TikTok คือคู่แข่งสำคัญของ Facebook โดยข้อมูลในเดือน มี.ค. รายงานว่า ผู้บริโภคใช้เวลาบน TikTok นานกว่า Facebook ถึง 2 เท่า และยังมีรายงานว่าวัยรุ่นใช้เวลาบน TikTok มากกว่า Instagram 2-3 เท่า แม้จะมีฟีเจอร์ Reels ที่เลียนแบบ Tiktok แล้วก็ตาม

Mark Zuckerberg กล่าวว่า บริษัทเตรียมการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในปีหน้า โดยจะเน้นไปที่ฟีเจอร์ Reels วิดีโอแบบเต็มหน้าจอ ซึ่งแข่งขันโดยตรงกับ TikTok เพื่อดึงดูดผู้ใช้งานที่มีอายุระหว่าง 18-29 ปี

อีกความท้าทายที่ Facebook และบริษัทต่างๆ ต้องเผชิญ คือ ระบบปฏิบัติการ iOS 14 ของ Apple ที่ปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภคมากขึ้น ทำให้แบรนด์ต่างๆ เข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งานและกำหนดเป้าหมายในการโฆษณาได้ยากขึ้น

📊 Facebook เตรียมเข้าสู่โลก Metaverse

Facebook มีแผนเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่ โดยการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะทำให้ Facebook กลายเป็นเพียงหนึ่งผลิตภัณฑ์ของบริษัทเหมือนกับ Instagram หรือ Messenger ซึ่ง Facebook จะไม่ใช่เพียงธุรกิจแพลตฟอร์มอย่างเดียวอีกต่อไป

Facebook ได้จัดตั้งทีม Metaverse ขึ้นมาโดยเฉพาะ โดย Metaverse คือโลกดิจิทัลที่ผู้คนจำนวนมากสามารถโต้ตอบได้ในสภาพแวดล้อม 3 มิติ และมอบหมายให้ Andrew Bosworth หัวหน้าฝ่าย AR และ VR ดำรงตำแหน่ง CTO ในปี 2022

Mark Zuckerberg กล่าวว่า เป้าหมายของ Facebook คือการทำให้ Metaverse เข้าถึงผู้คนนับพันล้านคนรวมถึงร้านค้าดิจิทัลมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ ภายในทศวรรษหน้า

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/10/25/facebook-fb-q3-earnings-report.html
https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-10-25/facebook-files-show-growth-struggles-as-young-users-in-u-s-decline?sref=e4t2werz
https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-10-25/facebook-posts-robust-growth-warns-of-fourth-quarter-headwinds?sref=e4t2werz
https://www.bbc.com/news/business-59046002

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

จุดเปลี่ยน US Dollar

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
จุดเปลี่ยน US Dollar

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้ลงนามบังคับใช้กฎหมายเพิ่มเพดานหนี้ของรัฐบาลสหรัฐเป็นการชั่วคราวแล้ว ซึ่งจะช่วยให้สหรัฐสามารถหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ไปเมื่อวันที่ 15 ต.ค. ที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่า US Dollar จะรับรู้ข่าวดีนี้ไปหมดแล้ว และเริ่มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องจากระดับ 94.50 ล่าสุด (20 ต.ค.64) มาอยู่ที่ระดับ 93.84

ดูเหมือนว่าดอลลาร์ได้ผ่านจุด Peak ในระยะสั้นไปแล้ว และมีแววว่าจะอ่อนค่าย้อนกลับลงมาต่ำกว่าระดับ 93 หรือระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 1 เดือน

แม้หนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนดอลลาร์อย่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ จะยังคงพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องล่าสุด US 10Y Bond Yield ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 6 เดือนที่ 1.65% แต่ช่องว่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐกับประเทศอื่น ๆ นั้น กลับเริ่มที่จะแคบเข้าหากันมากขึ้น

ส่วนต่างของพันธบัตรที่แคบเข้าหากันมากขึ้น เพราะสภาวะเงินเฟ้อมันไม่ได้เกิดขึ้นแค่เฉพาะที่สหรัฐ แต่มันลามเฟ้อไปกันทั้งโลก โดยเฉพาะฝั่งยุโรป เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี ล้วนกำลังเผชิญปัญหาเงินเฟ้อพุ่งขึ้นรุนแรงกันทั้งหมด

เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นย่อมตามมาด้วยการคาดการณ์การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่าง ๆ ดั่งเช่น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของรัฐบาลอังกฤษ GB 10Y Bond Yield ขึ้นมาอยู่ที่ 1.15% เนื่องจากกระแสคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางอังกฤษ BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินทั้งในเดือน พ.ย. และ ธ.ค. รวมทั้งจะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นต่อไปในปีหน้า หลังจากที่ นายแอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการ BoE ให้สัมภาษณ์พร้อมสัญญาณบ่งชี้ว่า BoE มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น

ทั้งนี้ การซื้อขายสัญญาอัตราดอกเบี้ยในตลาดฟิวเจอร์บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่า BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.15% ในเดือนพ.ย. และ 0.25% ในเดือน ธ.ค. รวมทั้งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในปี 2565 ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ BoE พุ่งแตะระดับ 1.25%

เช่นเดียวกับ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมัน DE 10Y Bond Yield ล่าสุดขึ้นมาที่ -0.1205% ใกล้ระดับสูงที่สุดในรอบ 3 ปี และเป็นที่น่าสังเกตว่า อัตราผลตอบแทนระยะสั้นของรัฐบาลเยอรมัน อย่าง DE 2Y Bond Yield ซึ่งมักเป็นตัวสะท้อนถึงโอกาสการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางยุโรปนั้น มีการปรับเพิ่มมาอยู่ที่ระดับ -0.646% สูงที่สุดในรอบ 8 เดือน

เมื่อทำการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนระยะสั้นระหว่างสหรัฐและเยอรมันกับสกุลเงินยูโร จะพบว่ามีความสัมพันธ์ไปในทิศทางตรงกันข้ามกันชัดเจนมาก กล่าวคือหากส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนสหรัฐและเยอรมัน (Spread US – DE 2Y Bond Yield) ลดลง สกุลยูโรจะมีแนวโน้มแข็งค่ามากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามกลไกการโยกย้ายเงินทุนที่ย่อมไหลเข้าหาที่ ๆ จะมีอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เป็นเรื่องปกติ

ทีนี้นอกจากสกุลยูโรที่กำลังมีแนวโน้มแข็งค่าแล้ว ในเอเชียหยวนกำลังเริ่มแข็งค่ามากขึ้นอีกเช่นกัน หลังจากตลาดคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้ของ Evergrande บวกกับกระแสเงินที่จะไหลเข้าจีนตามการเก็งว่าจีนจะเริ่มอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอการเติบโต ซึ่งการแข็งค่าของหยวนกลายเป็นตัวนำให้สกุลเงินอื่น ๆ ในเอเชียปรับแข็งค่าขึ้นตาม ดั่งจะเห็นได้จาก Bloomberg JPMorgan Asia Dollar Index ปรับแข็งค่าสู่ระดับ 108 จุด สูงที่สุดในรอบ 3 เดือน

มีเพียงแค่สกุลเงินเยนของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสกุลหลักในกลุ่มประเทศ G-10 ที่ยังคงอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์อยู่ ซึ่งมีสาเหตุจากความวิตกกังวลต่อความอ่อนไหวทางการเมืองของญี่ปุ่น แม้จะมีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 31 ต.ค. แต่ตลาดมองว่าปัญหาเสถียรภาพการเมืองยังคงมีอยู่และจะทำให้รัฐบาลใหม่ทำงานได้ยากลำบากไม่แตกต่างไปจากเดิม อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการเก็งกำไรต่อการอ่อนค่าของเงินเยนมีโอกาสที่จะมาถึงจุด peak แล้ว หลังการถือครองสถานะในตลาดล่วงหน้าของญี่ปุ่นมีการ Net Short สูงทีสุดในรอบ 6 ปีที่ระดับใกล้ 6 หมื่นสัญญา เมื่อย้อนกลับไปดูภาพสถิติจะพบว่ามาถึงจุดนี้ทีไร เยนมักจะพลิกกลับมาแข็งค่าได้เกือบทุกครั้ง

ประเมินภาพรวมทั้งหมดแล้ว ขอคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า US Dollar มีโอกาสที่จะมาถึงทางตันแล้ว และน่าจะเริ่มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีความเป็นไปได้ที่จะกลับลงไปที่ 93 และ 92 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 5 เดือนได้ในเร็ว ๆ นี้

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์

บิทคอยน์ทำ All Time High หลังเปิดตัว ETF ในสหรัฐฯ

Zipmex
บิทคอยน์ทำ All Time High หลังเปิดตัว ETF ในสหรัฐฯ

กระแสสินทรัพย์ดิจิทัลในปีนี้ยังคงร้อนแรงต่อเนื่องโดยเฉพาะเหรียญขนาดใหญ่ที่สุดอย่างบิทคอยน์ จากช่วงต้นปีที่มีการเข้ามาถือครองบิทคอยน์จากสถาบันขนาดใหญ่ทั่วโลก มีการตั้ง ETF ETP ในที่ต่าง ๆ มากมาย รวมไปถึงการมี Bitcoin Futures, Bitcoin Options และ Crypto Hedge Fund เพื่อให้นักลงทุน/เก็งกำไรเข้ามาแสวงหาผลตอบแทนจากบิทคอยน์อย่างต่อเนื่อง

แล้วในไตรมาสที่ 4 ก็มีข่าวใหญ่ของบิทคอยน์อีกครั้งคือมีการตั้ง ETF Bitcoin ที่สามารถซื้อขายได้ในตลาดสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ

ProShares Bitcoin Futures

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2021 ที่ผ่านมามีการเปิดตัว กองทุน ProShares Bitcoin Strategy Fund ชื่อย่อว่า BITO ที่ตลาด The New York Stock Exchange เป็นกองทุนที่อ้างอิงกับราคา Bitcoin Futures และมีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก ทำให้ในวันแรกที่เปิดตลาดอย่างเป็นทางการมีปริมาณการซื้อขายประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นั่นทำให้เป็น ETF ตัวใหม่ที่มีการซื้อขายสูงเป็นอันดับสองเป็นประวัติการณ์ (ข้อมูลจาก Bloomberg)

NAV เริ่มต้นวันแรกที่ 40 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากเปิดตลาดก็ขยับขึ้นไป 4.85% ไปอยู่ที่ 41.94 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทาง  ProShares ETF นี้เข้าถือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าบิทคอยน์ในตลาด Chicago-based CME จึงทำให้มีความแตกต่างในเรื่องของราคา EFT และราคา Bitcoin ในตลาด Spot ในบางช่วงแต่ก็อาจจะเป็นโอกาสให้นักเก็งกำไรเข้าทำ Arbitrage หรือการแสวงหากำไรจากส่วนต่างระหว่างตลาดหนึ่งกับตลาดหนึ่ง ที่สำคัญต้องไม่ลืมเรื่องต้นทุนในการ Rollover หรือการต่ออายุสัญญาก็จะมีผลให้ราคาผันผวนหรือแตกต่างจากราคา Bitcoin Spot

บิทคอยน์ทำ All Time High หลังเปิดตัว ETF ในสหรัฐฯ

(กราฟการเคลื่อนไหวของ EFT (BITO) กับ Bitcoin Spot ในวันแรกที่เปิดการซื้อขาย)

Bitcoin Futures ETF ของ Valkyrie

Bitcoin Strategy ETF ของ Valkyrie เปิดตัวบนตลาด Nasdaq หลังจาก ProShares Bitcoin Strategy Fund ภายใต้สัญลักษณ์ BTF เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2021 มีมูลค่าการซื้อขายในวันแรกของการเปิดตัวที่ 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คุณ Leah Wald CEO ของ Valkyrie กล่าวว่า Bitcoin Strategy ETF เป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดของสินทรัพย์ประเภทนี้ ซึ่งจะทำให้นักลงทุนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่มีความโปร่งใสและมีการกำกับดูแล ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในการซื้อขายแลกเปลี่ยนมากขึ้น

ราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องหลังข่าวดี ETF

ราคา Bitcoin ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากความชัดเจนเรื่อง ETF ซึ่งปัจจุบัน (26/10/2021) ราคา Bitcoin ทำ All Time High เป็นที่เรียบร้อย ราคาล่าสุดในสกุลเงินบาทอยู่ที่ 2,080,000 บาทต่อหนึ่งบิทคอยน์ ส่วนราคาต่อดอลลาร์อยู่ที่ 62,720 หลายท่านจึงเห็นกระแสการพูดถึงราคาบิทคอยน์กันเยอะมากในช่วงนี้ ไม่เพียงเท่านั้น นักลงทุนสถาบันก็เริ่มคุยกันถึงโอกาสและความเป็นไปได้ในการแบ่งสัดส่วนเงินในพอร์ตมาใน Bitcoin ETF เพราะก่อนหน้านี้ยังติดเรื่องข้อกำหนดในการลงทุน แต่เมื่อ ETF ของบิทคอยน์เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ข้อกำหนดตรงนี้ก็อาจจะหมดไป

บิทคอยน์ทำ All Time High หลังเปิดตัว ETF ในสหรัฐฯ

(กราฟราคา Bitcoin จาก Zipmex Exchange)

วิเคราะห์บิทคอยน์ด้วย On-Chain Analysis

ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลนอกจากจะวิเคราะห์ราคาจากเทคนิคอลแล้ว ยังสามารถนำข้อมูลธุรกรรมทั้งหมดที่อยู่ใน Blockchain มาวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจได้ระดับหนึ่ง เมื่อราคาบิทคอยน์ทำ All Time High เช่นนี้ลองมาวิเคราะห์กันว่ามีข้อมูลอะไรน่าสนใจและการขึ้นครั้งนี้เป็นการปั่นราคาหรือเป็น Fund Flow ของจริง

In/Out of The Money Around Price

ข้อมูลชุดแรกของมาดูว่าในช่วงเวลาและช่วงราคาที่ผ่านมานักลงทุน/นักเก็งกำไรในบิทคอยน์มีสถานะพอร์ตเป็นอย่างไรกันบ้าง มีกำไร ขาดทุน เสมอตัว และเป็นสัดส่วนเท่าไหร่กัน ในภาษาการเงินก็คือ In The Money, At The Money, Out of The Money ซึ่งอาจจะนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจและหาแนวรับแนวต้านในอนาคตได้

บิทคอยน์ทำ All Time High หลังเปิดตัว ETF ในสหรัฐฯ

จากภาพจะเห็นว่าในช่วงราคาตั้งแต่ 53,253-65,262 กว่า 90.41% มีสถานะกำไร 9.56% เสมอตัว 0.03% ขาดทุน สาเหตุที่ยังมีคนขาดทุนทั้ง ๆ ที่ราคาทำ All Time High ก็เพราะว่าราคามีการ Pull Back กลับมาเล็กน้อยหลังจากทำจุดสูงสุดใหม่ แต่เราจะเห็นว่านักลงทุน/เก็งกำไรส่วนใหญ่ตอนนี้มีกำไร เพราะฉะนั้นอาจจะมีการขายกำไรได้ตลอดหากราคาบิทคอยน์เริ่มผันผวนหรือมีปัจจัยเสี่ยงเข้ามาอีกครั้ง สิ่งที่จะต้องวิเคราะห์ต่อไปก็คือมีนักเก็งกำไรหน้าใหม่เข้ามาเยอะหรือไม่ เพราะหากมีการไล่ราคาจากเทรดเดอร์ที่มีกลยุทธ์หวังกำไรระยะสั้นซื้อบิทคอยน์ไปเยอะ เมื่อราคาเริ่มผันผวนก็อาจจะมีแรงเทขายจากเทรดเดอร์ระยะสั้นได้

Ownership by Held

บิทคอยน์ทำ All Time High หลังเปิดตัว ETF ในสหรัฐฯ

Ownership by Held คือเครื่องมือที่ดูว่าคนที่ถือบิทคอยน์อยู่นั้น (คำนวณจาก Address Bitcoin ทั่วโลก) ถือมายาวเท่าไหร่โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงเวลาคือ ถือมากกว่า 1 ปี, ถือระหว่าง 1 เดือน – 1 ปี, ถือน้อยกว่า 1 เดือน

ในช่วงที่ราคาบิทคอยน์ขึ้นมา Peak ช่วงเดือนเมษายน 2021 และปรับฐานลงมากว่า 50% Ownership by Held แสดงข้อมูลชัดเจนว่ามีนักลงทุน/นักเก็งกำไรเข้าซื้อบิทคอยน์กันสูงมาก หลังจากนั้นราคาก็ถดถอยลงทันที แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน การถือครองของเทรดเดอร์ที่น้อยกว่า 1 เดือนยังอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำ จึงอาจจะเบาใจได้ระดับหนึ่ง หากยังเห็นภาพไม่ชัด สามารถดูอีกประกอบอีกภาพด้านล่างที่เราคัดมาแต่เฉพาะข้อมูลสัดส่วนการถือครองของเทรดเดอร์ที่น้อยกว่า 1 เดือน

บิทคอยน์ทำ All Time High หลังเปิดตัว ETF ในสหรัฐฯ

Total Address Bitcoin สูงขึ้นต่อเนื่อง

การวิเคราะห์การเติบโตและความสนใจของบิทคอยน์สามารถวิเคราะห์ได้หลายมุม มุมหนึ่งคือการวิเคราะห์ Bitcoin Address ว่าเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะสังเกตว่า Total Address ของบิทคอยน์จากภาพนี้อยู่ที่ประมาณ 38 ล้านทั่วโลกและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จากช่วงปี 2009 ที่ถือกำเนิดบิทคอยน์ขึ้นในปีแรกและมีการคาดการณ์กันว่ามีโอกาสเติบโตขึ้นได้อีกพอสมควรในอนาคต

บิทคอยน์ทำ All Time High หลังเปิดตัว ETF ในสหรัฐฯ

โดยสรุปแล้วราคาบิทคอยน์ที่ปรับตัวขึ้นมานั้น มาจาก Fund Flow จริงรวมกับการเก็งกำไรด้วย แต่ยังอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำ แม้ Bitcoin ETF จะอ้างอิงราคา Futures ทำให้ความต้องการบิทคอยน์จริงอาจไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นมาก แต่ในนัยหนึ่งก็คือรัฐบาลก็ดี หน่วยงานกำกับก็ดี สถาบันการลงทุนก็ดี โฟกัสมาที่สินทรัพย์ชนิดนี้มากขึ้น ต้องคอยติดตามกันต่อไปว่าในปีหน้าจะมีความเปลี่ยนแปลง ความท้าทายอะไรบ้าง ในสินทรัพย์ชนิดใหม่ ที่เรียกว่าสินทรัพย์ดิจิทัล

Zipmax

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 26/10/2021 “Tesla มูลค่าทะลุ $1 ล้านล้าน ครั้งแรก หลัง Hertz สั่งซื้อรถ 1 แสนคัน” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 26/10/2021

“Tesla มูลค่าทะลุ $1 ล้านล้าน ครั้งแรก หลัง Hertz สั่งซื้อรถ 1 แสนคัน”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones 35,741.15 +64.13  จุด (+0.18%) S&P 500 4,566.48 +21.58  จุด (+0.47%) Nasdaq 15,226.70 +136.5  จุด (+0.9%) Small Cap 2000 2,311.18 +19.92  จุด (+0.87%) VIX Index อยู่ที่ 15.24 จุด -0.19  จุด (-1.23%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 4,188.31 -0.5  จุด (-0.01%) Dax เยอรมัน 15,599.23 +56.25  จุด (+0.36%) CAC 40 ฝรั่งเศส 6,712.87 -20.82  จุด (-0.31%) FTSE 100 อังกฤษ 7,222.82  +18.27  จุด (+0.25%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (ราคาปิดล่าสุด)  Nikkei 225 ญี่ปุ่น  28,600.41 -204.4 จุด -0.71% CSI 300 จีน 4,979.52 +19.79 จุด +0.40% Hang Seng ฮ่องกง 26,132.03 +5.1 จุด 0.02%  SET Index ไทย ปิดล่าสุดที่ 1,634.2 จุด -9.22  จุด (-0.56%) VN เวียดนาม 1,476.97 -11.74 จุด -0.79%

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 26 ต.ค. 2564 ) ราคาทองคำ 1,789.85 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 22.997 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 80.98 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 83.76 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 26 ต.ค. 2564 )  Bitcoin 58,065.8 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,630.42 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.237811 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 466.99 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

จีนเร่งคุมการแพร่ระบาด ‘โควิดเป็นศูนย์’ สั่งล็อกดาวน์พื้นที่ตอนเหนือ เจ้าหน้าที่รายงาน โควิดที่พบ เป็นสายพันธุ์ เดลตา ทั้งนี้ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ขณะนี้อยู่ในพื้นที่ทางภาคเหนือซึ่งกำลังมีการตรวจคัดกรองประชาชนใน 11 มณฑล ด้านเจ้าหน้าที่สั่งระงับกรุ๊ปทัวร์ข้ามมณฑลใน 5 พื้นที่ที่ตรวจพบผู้ติดเชื้อเเล้ว

Cathie Wood ไม่เชื่อเกิด Hyperinflation คาดเงินเฟ้อลด หลังเทศกาล ระบุเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นเรื่องชั่วคราว เนื่องจากการกลับมาเปิดเมืองของหลายประเทศ  ในระยะยาวคาดว่าโลกจะเผชิญภาวะเงินฝืด เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง 

Tesla มูลค่าทะลุ $1 ล้านล้าน ครั้งแรก หลัง Hertz สั่งซื้อรถ 1 แสนคัน คิดเป็นมูลค่า 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับเป็นดีลที่มีมูลค่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ส่งผลให้ Tesla มีมูลค่าตลาดเเซงหน้า Facebook เเล้ว ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 5  ด้าน Elon Musk กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เเซงหน้า Jeff Bezos เเห่ง Amazon 

Facebook รายงานงบไตรมาส 3 ทำได้ที่ 2.90 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าที่ตลาดคาดที่ 2.96 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ  กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 3.22 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่ตลาดคาดที่ 3.19 ดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขผู้ใช้งานอยู่ที่ 1,930 ล้านคนต่อวัน พร้อมกับประกาศ ซื้อหุ้นคืน มูลค่า 50,000 ล้านดออลาร์ ขณะที่พบว่าวัยรุ่นใช้งานน้อยลง อายุเฉลี่ยของผู้ใช้งานสูงขึ้น 

ไทยพร้อมร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน เตรียมคุยเศรษฐกิจ “เราห่วงใย เราเตรียมพร้อม เรารุ่งเรือง” เตรียมพร้อมรับมือความท้าทายในทุกมิติทั้งจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และสถานการณ์ในภูมิภาค โดยเฉพาะ สถานการณ์ในเมียนมา ด้านปธน.ไบเดน เตรียมร่วมประชุมอาเซียน เพื่อเน้นย้ำความสำคัญกลุ่มด้านยุทธศาสตร์ค้านอำนาจจีน

สถานการณ์ “โควิด-19” ล่าสุด มีผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ 7,706 ราย แยกเป็นทั่วไป 7,578 ราย และจากเรือนจำ/ที่ต้องขัง 128 ราย หายป่วยกลับบ้าน 9,532 ราย กำลังรักษา 98,150 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 66 ศพ 

The Opportunity

KTAM China A Shares Equity Fund : KT-ASHARES-A 

กองทุนมีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Allianz Global Investors Fund – Allianz China A-Shares  เพียงกองเดียว

-เน้นลงทุนในหุ้นจีนที่มีการเติบโตสูงคุณภาพดี มีมูลค่าที่สมเหตุสมผลและคัดเลือกหุ้นแบบ High Conviction  โดยผ่านกระบวนการวิเคราะห์เชิงลึก 

-เน้นกลยุทธ์การสร้างพอร์ตการลงทุนที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของการบริโภคภายในประเทศจีน 

-ตลาดหุ้น  China A-Shares เป็นตลาดหลักทรัพย์ที่สำคัญในประเทศจีนมีมูลค่าขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งมีขนาดอยู่ที่ประมาณ  8.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่ากับขนาดของกลุ่ม ยูโรโซน ทั้งหมด 

-นักลงทุนต่างชาติลงทุนในตลาด China A-Shares มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึง 3.8 % ในเดือน ก.พ. 2020 เมื่อเทียบกับปี 2015 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 1.1% 

Allianz China A-Shares’s Performance (as of 21 Oct 21) 

YTD 0.73% ,1 M 4.87% , 3M -5.00% , 6M 4.5% , 1Y 18.11% 2Y 95.79% 

Top 5 Holdings (as of 30 Sep 21)

CONTEMPORARY AMPEREX TECHN-A  5.28 %

EAST MONEY INFORMATION CO-A        3.41 %

SHANXI XINGHUACUN FEN WINE-A      3.32 %

YUNNAN ENERGY NEW MATERIAL-A     3.23 %

CITIC SECURITIES CO-A                           3.10 %

พบกันวันนี้ 

รวมพลคนลงทุน 2021

“เจาะกลุ่มกองทุน Baillie Gifford ทั้งตลาด”

Baillie Gifford บริษัทจัดการกองทุน ระดับโลก มีแนวทางการลงทุนอย่างไร กองไหนที่น่าจับตามอง ? อยากรู้ต้องดู ! จัดโดย FINNOMENA และบรรยายโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทางด้านการวิเคราะห์กองทุน อันได้แก่ คุณวีรพล บางแวก Portfolio Specialist FINNOMENA และ คุณอธินชา ชินวรนนท์ Portfolio Specialist FINNOMENA

วันเวลา-สถานที่

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม 2564

เวลา 19:00 น. เป็นต้นไป

ลงทะเบียนเเละเข้าชม ที่  FINNOMENA Website 

https://www.finnomena.com/live-seminar-26-oct-2021-online/?ex_id=1777&utm_source=wa&utm_medium=FINNOMENA&utm_campaign=FINNOMENA_PORT&utm_content=FINNOMENA_PORT&utm_term=WA

News Update: Tesla มูลค่าทะลุ $1 ล้านล้าน ครั้งแรก ยืนหนึ่งบริษัทรถยนต์ใหญ่ที่สุดในโลก หลัง Hertz สั่งซื้อรถ 1 แสนคัน

THE OPPORTUNITY
News Update: Tesla มูลค่าทะลุ $1 ล้านล้าน ครั้งแรก ยืนหนึ่งบริษัทรถยนต์ใหญ่ที่สุดในโลก หลัง Hertz สั่งซื้อรถ 1 แสนคัน

เมื่อวานนี้ (25 ต.ค.) มูลค่าบริษัท Tesla ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก กลายมาเป็นบริษัทที่ 5 ของโลกที่สามารถมีมูลค่าเกินล้านล้านดอลลาร์ได้สำเร็จ หลังบริษัทได้รับคำสั่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 1 แสนคัน จาก Hertz

Tesla ใช้เวลาน้อยที่สุดเพียง 18 ปี ในการก้าวมาเป็นบริษัทมูลค่าล้านล้านดอลลาร์ต่อจาก Apple, Microsoft, Amazon และ Alphabet ตอกย้ำความทะเยอทะยานของ Tesla ในการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์

Elon Musk ผู้ก่อตั้งบริษัท Tesla ทวีตข้อความ “Wild $T1mes!” ฉลอง Tesla มีมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์

ราคาหุ้น Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งขึ้น 12.66% ปิดที่ราคา $1,024.86 หลังบริษัทปิดดีลขายรถยนต์ Model 3s จำนวน 100,000 คันกับ Hertz บริษัทผู้ให้เช่ารถยนต์ได้สำเร็จ

ดีลดังกล่าวทำให้ความเชื่อมั่นต่อ Tesa เพิ่มขึ้น โดย Hertz จะชำระเงินจำนวน 4,200 ล้านดอลลาร์ในอีก 14 เดือนข้างหน้า และ Hertz จะสร้างสถานีสำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าด้วย

Tesla สามารถเดินทางได้ 200 ไมล์ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จรถไฟฟ้าในสหรัฐฯ ยังไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายบริหารของปธน.โจ ไบเดน ต้องการเปลี่ยนแปลง

Mark Fields ผู้บริหารชั่วคราวของ Hertz กล่าวว่า ตอนนี้รถยนต์ไฟฟ้าคือกระแสหลัก โดยเริ่มเห็นความต้องการและความสนใจจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Tesla เป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่มีมูลค่าบริษัทมากที่สุดในโลกมาระยะหนึ่งแล้ว โดยเผชิญอุปสรรคในการเพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์มาตลอดหลายปี ทำให้นักลงทุนบางกลุ่มคาดการณ์ว่า Tesla อาจประสบความล้มเหลว

ทิศทางของ Tesla เริ่มสดใสในปีที่ผ่านมา หลังสามารถยกระดับโดยการทำกำไรได้เป็นครั้งแรก กระตุ้นให้ราคาหุ้นของ Tesla พุ่งทะยานต่อเนื่อง

Elon Musk ตั้งเป้าหมายการเติบโตของยอดขายเฉลี่ย 50% ต่อปี โดยคาดว่ายอดขายจะแตะ 20 ล้านคันต่อปี ซึ่งนั่นจะมากกว่าสองเท่าของผู้นำด้านยอดขายรถยนต์ในปัจจุบันอย่าง Volkswagen และ Toyota

JATO Dynamics บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ รายงานว่า ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไปในตลาดหลักของโลก โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา Tesla Model 3 กลายมาเป็นรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดในภูมิภาคยุโรป

Morgan Stanley ปรับราคาเป้าหมายของหุ้น Tesla ขึ้น 33% อยู่ที่ $1,200 โดยคาดการณ์ว่า Tesla จะมียอดส่งมอบรถยนต์เกิน 8 ล้านคัน ในปี 2030

อ้างอิง: https://www.bbc.com/news/business-59045100
https://www.reuters.com/business/autos-transportation/hertz-orders-100000-tesla-cars-bloomberg-news-2021-10-25/

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

เจาะลึกกองทุน ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

planet 46
เจาะลึกกองทุน ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

หากพูดถึงหนึ่งใน ETF ที่กำลังเป็นกระแสมาแรงตอนนี้ก็คงจะหนีไม่พ้น “ARK” อย่างแน่นอน ใครที่กำลังสนใจใน ARK และอยากรู้จัก ARK ให้มากขึ้นกว่าเดิมว่าทำไม ARK ถึงเป็นผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ ในบทความนี้เราจะพาไปสำรวจจักรวาล ARK พร้อมหาคำตอบไปพร้อมกันว่าทำไมถึงต้องลงทุนใน ARK และ ARK มีกองทุนอะไรบ้าง แต่ละกองทุนลงทุนในนวัตกรรมอะไร รวมถึงพาไปดูว่ามีกองทุนไทยใดบ้างที่มีนโยบายลงทุนใน ARK

สำหรับบทความนี้ มีเนื้อหาบางส่วนที่มาจากงานสัมมนาออนไลน์ รวมพลคนลงทุน 2021 หัวข้อ “ทุกเรื่องที่นักลงทุนสาย ARK ต้องรู้” ที่จัดขึ้นในวันที่ 15 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา แม้ว่างานสัมมนานี้จะผ่านไปแล้ว แต่ FINNOMENA ก็ยังคงจัดงานสัมมนาดี ๆ จัดเต็มต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2021 ติดตามงานสัมมนาครั้งต่อไปได้ที่ รวมพลคนลงทุน 2021

สารบัญ

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

ผลกระทบของนวัตกรรม
ที่มา: ark-invest.com

ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้เกิด 3 นวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตมนุษย์โลกในเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นคือ โทรศัพท์, รถยนต์ และระบบไฟฟ้า โดย ARK เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากเกิดการพัฒนาของนวัตกรรมพร้อมกันถึง 5 นวัตกรรม ได้แก่ Energy Storage, AI, Robotics, Genome Sequencing และ Blockchain Technology 

แล้วทำไมจึงต้องเป็นนวัตกรรม? ทาง ARK ได้นิยามการลงทุนในนวัตกรรมเอาไว้ว่าเป็น “หัวใจสำคัญในการเติบโต” โดยนวัตกรรมนั้นควรที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิม สามารถลดต้นทุนพร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และได้รับส่วนแบ่งการตลาดเป็นจำนวนมาก ซึ่ง ARK เชื่อว่าในระยะยาวแล้วนวัตกรรมเหล่านี้จะสามารถสร้าง “โอกาสการลงทุน” ให้กับนักลงทุนได้อย่างมหาศาล

ทำไมถึงต้องลงทุนใน ARK?

  1. เต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพในการเติบโต เน้นการลงทุนในระยะยาว
  2. เป็นเครื่องมือสำหรับการกระจายความเสี่ยง
  3. วิจัยอย่างมีพื้นฐานโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์ทั้งแบบ Top-down และ Bottom-up ในการจัดพอร์ตการลงทุน เพื่อระบุบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากนวัตกรรม
  4. มีความคุ้มค่าในต้นทุน เลือกต้นทุนที่ต่ำกว่าเสมอด้วยการบริหารจัดการแบบ Active ใน ETF ที่ลงทุนในธีมนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ขั้นตอนการลงทุนของ ARK

การวิเคราะห์การลงทุนของ ARK จะใช้ทั้งแบบ Top-down และ Bottom-up ในการตรวจหานวัตกรรม โดย ARK มีจุดมุ่งหมายเพื่อระบุหานวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำ รวมถึงใช้ประโยชน์จากโอกาสเพื่อให้คุณค่าการลงทุนในระยะยาวแก่นักลงทุน

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

ขั้นตอนการลงทุนของ ARK
ที่มา: ark-invest.com

เริ่มจากการวิเคราะห์แบบ Top-down ในการตรวจสอบว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรและกำลังมุ่งหน้าไปในที่ใดเพื่อทำความเข้าใจกับนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดย ARK จะใช้ “Open Research Ecosystem” เพื่อทำการรวมรวบข้อมูล รวมถึงช่วยในการกำหนดและปรับแต่งกระบวนการวิจัยต่าง ๆ พร้อมปรับขนาด “โอกาส” หาจุดที่ดีที่สุดที่จะได้รับประโยชน์จากการลงทุน

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

Open Research Ecosystem ของ ARK
ที่มา: ark-invest.com

ส่วนการวิเคราะห์แบบ Bottom-up จะเริ่มจากปรับแต่งกลุ่มการลงทุนที่มีศักยภาพ โดย ARK จะประเมินการลงทุนที่มีศักยภาพตามเมตริกหลักเพื่อค้นหาบริษัทสำหรับการลงทุนในบริบทของ “โอกาส” ซึ่งรวมไปถึงการสร้างรูปแบบการประเมินมูลค่าและรายได้ของแต่ละบริษัทในช่วงอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อจัดพอร์ตการลงทุนและบริหารความเสี่ยงพอร์ตการลงทุน

ARK Innovation ETF (ARKK)

เจาะลึกกองทุน ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

เริ่มจากกองทุนแรกในจักรวาล ARK ที่ทาง ARK ได้กล่าวไว้ว่าเป็น “ธีมรากฐานสำคัญของ Disruptive Innovation” นั่นคือกองทุน ARK Innovation ETF หรือ “ARKK” โดยกองทุน ARKK จะเน้นลงทุนในบริษัทที่มุ่งเน้นและได้รับประโยชน์จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ รวมไปถึงการปรับปรุงทางเทคโนโลยีและความก้าวหน้าในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งประกอบไปด้วย 4 ธีมหลัก ได้แก่ Genomic Revolution, Industrial Innovation, Next Generation Internet และ Fintech Innovation ซึ่ง ARKK จะมีการกระจายการลงทุนในองค์ประกอบของ Disruptive Innovation ทั้ง 4 ธีมหลัก ตามสัดส่วนดังนี้

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

Technology Breakdown ของ ARKK (ข้อมูล ณ วันที่ 30/06/2021)
ที่มา: ARK Innovation ETF (ARKK) Fact Sheet

4 ธีมรากฐานสำคัญของ Disruptive Innovation

จากที่ได้กล่าวไปว่ากองทุน ARKK จะเน้นลงทุนใน 4 ธีมนวัตกรรมหลักที่ทาง ARK เชื่อว่านวัตกรรมทั้ง 4 ธีมนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์โลกและสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ เราขอพาทุกคนไปเจาะลึกทั้ง 4 ธีมว่าแต่ละธีมมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง

Industrial Innovation

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

Investment Focus ของ Industrial Innovation
ที่มา: ark-invest.com/

3D Printing เป็นกระบวนการสร้างวัตถุสามมิติที่สามารถจับต้องและนำไปใช้งานได้จริง ๆ แม้ว่านวัตกรรม 3D Printing จะยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่มีความใหม่ในตลาด แต่ก็มีการพัฒนาที่สำคัญหลายอย่างเกิดขึ้นในทุกปี โดยมีแนวโน้มที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่การนำมาประยุกต์ใช้ในทางการแพทย์ เช่น การสร้างอวัยะเทียมสำหรับผู้ป่วยที่ต้องปลูกถ่ายอวัยวะ ใช้ในการทำขาเทียมต้นทุนต่ำกว่า $100 ไปจนถึงการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ในการสร้างต้นแบบได้อย่างรวดเร็ว 

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

การประยุกต์ใช้นวัตกรรม 3D Printing ในอุตสาหกรรม Health Care
ที่มา: idtechex.com/

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

ยอดขายของบริษัทในอุตสาหกรรม 3D Printing
ที่มา: ARK Research

แม้ว่ารายได้จากการพิมพ์ 3D ในปี 2020 จะลดลง แต่ก็มีผู้ใช้รายใหม่จำนวนไม่น้อยที่นำประโยชน์จากเทคโนโลยี 3D Printing มาประยุกต์ใช้ในการผลิตสำหรับช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 เช่น Face Shield, Face Masks, เครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น โดย ARK เชื่อว่าอุตสาหกรรม 3D Printing ทั่วโลกจะขยายตัวในอัตรา 60% ต่อปีในช่วง 5 ปีข้างหน้าจาก 12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นประมาณ 120 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2025

Next Generation Internet

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

Investment Focus ของ Next Generation Internet
ที่มา: ark-invest.com/

Digital Media – เป็นสื่อโสตทัศน์และแอปพลิเคชันที่เผยแพร่โดยตรงผ่านทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งรวมถึง Digital Video เช่น ภาพยนตร์ ซีรีส์ และรายการทีวี Digital Music ที่ให้ดาวน์โหลดหรือสตรีมมิง ตลอดจน Digital Game สำหรับอุปกรณ์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีเนื้อที่เผยแพร่ทางอิเล็กทรอนิกส์อย่าง ePublishing เช่น eBooks, eMagazines หรือ ePapers โดยการคาดการณ์อัตราการใช้จ่ายของผู้ใช้บริการ Digital Media ประเภทต่าง ๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเภท Video Games และ VoD

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

ARPU ของ Digital Media ประเภทต่าง ๆ (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2021)
ที่มา: statista.com/

Genomic Revolution

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

Investment Focus ของ Genomic Revolution
ที่มา: ark-invest.com/

Gene Therapy – เป็นวิทยาการทางการแพทย์ที่ใช้ในการรักษาโรค หรือ ความผิดปกติทางพันธุกรรม โดยการผ่าตัดเปลี่ยนยีนที่ผิดปกติและถ่ายยีนที่ปกติเข้าไปแทนที่ หรือใส่ยีนที่ปกติเข้าไปโดยไม่ต้องตัดเอายีนที่ผิดปกติออก เพื่อรักษาโรคที่เกิดจากการผิดปกติของสารพันธุกรรม เช่น โรคมะเร็ง โรคธาลัสซีเมีย เป็นต้น โดยคาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้การรักษาแบบ Gene Therapy นี้จะเป็นการรักษามาตรฐานในโรคหลายชนิดได้ โดยเฉพาะในโรคที่รักษาไม่ได้ผลในปัจจุบัน รวมถึงจะถูกนำมาใช้ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ให้มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้น

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

ภาพรวมกระบวนการทำงานของ Gene Therapy
ที่มา: ib.bioninja.com.au/ 

Fintech Innovation

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

Investment Focus ของ Fintech Innovation
ที่มา: ark-invest.com/

Digital Wallet หรือ e-wallet เป็นระบบที่ใช้ซอฟต์แวร์จัดเก็บข้อมูลการชำระเงินและรหัสผ่านของผู้ใช้อย่างปลอดภัย ด้วยการใช้กระเป๋าเงินดิจิทัล ผู้ใช้สามารถดำเนินการชำระค่าสินค้าหรือบริการได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว กระเป๋าเงินดิจิทัลสามารถใช้ร่วมกับระบบชำระเงินผ่านมือถือ (Mobile Payment) ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถชำระเงินสำหรับการซื้อสินค้าด้วยสมาร์ทโฟนของตนเองได้ พร้อมสร้างรหัสผ่านที่รัดกุมขึ้นได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะจำได้ในภายหลังหรือไม่ด้วยระบบ Face ID หรือ Touch ID นอกจากนี้ยังสามารถใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลเพื่อเก็บข้อมูลบัตรสะสมคะแนนและคูปองดิจิทัล โดยในปัจจุบันกระเป๋าเงินดิจิทัลมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ซึ่งสถาบันการเงินต่าง ๆ ก็ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองกับความต้องการของผู้ใช้บริการและตอบรับกับโลกสังคมไร้เงินสดในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

มูลค่าการชำระเงินผ่านมือถือในจีน เปรียบเทียบกับ GDP จีน
ที่มา: ARK Research

ในประเทศจีนปริมาณการชำระเงินผ่านมือถือเพิ่มขึ้นมากกว่า 15 เท่าในระยะเวลาเพียง 5 ปี จากประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2015 เป็นประมาณ 36 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า GDP ของจีนในปี 2020 เกือบ 3 เท่า

กระเป๋าเงินดิจิทัลกำลังเข้าสู่ตลาดการให้กู้ยืมที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งบ่งชี้ว่าการให้กู้ยืมของธนาคารแบบเดิมไม่น่าจะฟื้นตัวถึงจุดสูงสุดในปี 2019 ตามประมาณการของ ARK รายได้ด้านดอกเบี้ยของธนาคารจากบัตรเครดิตลดลงมากกว่า 10% หรือประมาณ 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2020 และมีแนวโน้มที่จะลดลงมากกว่า 25% จาก 130 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2019 เป็น 95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2025 นอกจากนี้การลงมาเล่นในตลาดการให้กู้ยืมของผู้ให้กู้ดิจิทัลเช่น Square, PayPal, Affirm, Klarna และ LendingClub ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับส่วนแบ่งจากธนาคารแบบดั้งเดิมมากขึ้น

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

กราฟแสดงการเพิ่มขึ้นของผู้ใช้ Digital Wallet ในสหรัฐฯ (รูปซ้าย) และกราฟแสดงการประเมินมูลค่าที่เป็นไปได้ต่อผู้ใช้งาน Digital Wallet (รูปขวา)
ที่มา: ARK Research

ซึ่งในสหรัฐอเมริกาผู้ใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลมีจำนวนมากกว่าผู้ถือบัญชีเงินฝากในสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุด โดยจากการวิจัยของ ARK ได้ระบุไว้ว่าหากผู้ใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลประมาณ 230 ล้านคนในสหรัฐฯ มีมูลค่า 19,900 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025 จะเป็นโอกาสที่กระเป๋าเงินดิจิทัลของสหรัฐฯ จะมีมูลค่าถึง 4.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการคาดการณ์การเติบโตของธุรกรรมไร้เงินสดทั่วโลก World Payments Report ได้รายงานว่าธุรกรรมไร้เงินสดทั่วโลกในปี 2019-2023 จะมีอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 12% ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 14% ตั้งแต่ปี 2018-2019 ถึง 708.5 พันล้านธุรกรรม ถือเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดที่บันทึกไว้ในทศวรรษที่ผ่านมา

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

การเติบโตของธุรกรรมไร้เงินสดที่ขับเคลื่อนโดย Mobile Payment ในปี 2019-2023
ที่มา: paymentscardsandmobile.com/

ARKK ลงทุนในบริษัทไหนบ้าง ?

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

Top 10 Holdings กองทุน ARKK (ข้อมูล ณ วันที่ 06/10/2021)
ที่มา: ark-funds.com/

หากดูจากสัดส่วน Top 10 Holdings จะเห็นได้ว่ากองทุน ARKK มีการกระจายการลงทุนตามองค์ประกอบของ Disruptive Innovation ทั้ง 4 ธีมหลักได้อย่างหลากหลาย ในที่นี้จึงจะนำ Top 10 Holdings ของกองทุน ARKK บางบริษัทมาจัดหมวดหมู่ตามธีมการลงทุน 4 ธีมหลัก เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น พร้อมเจาะลึกกันว่าบริษัทแต่ละบริษัทประกอบธุรกิจอะไรกันบ้าง

Industrial Innovation

  • Tesla — ผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์และผลิตภัณฑ์กักเก็บพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบพัฒนา ผลิต จำหน่าย และให้เช่า โดย Tesla ได้ก้าวขึ้นมาอยู่หนึ่งใน 10 อันดับของบริษัทที่ Market Cap สูงที่สุดในโลก หลังจากราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2020 ที่ผ่านมา ถือเป็นการสร้างปรากฎการณ์ครั้งใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์และตลาดหุ้นทั่วโลก 

เจาะลึกกองทุน ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

Tesla Business Model
ที่มา: https://www.garyfox.co/tesla-business-model/ 

สำหรับราคาหุ้น Tesla นั้น ARK คาดการณ์ไว้ว่า ในปี 2025 ราคาหุ้น Tesla จะพุ่งขึ้นไปสูงถึง 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหุ้น และในกรณีที่ตลาดหุ้นอยู่ในภาวะตลาดกระทิง (Bull Market) ราคาหุ้น Tesla จะสามารถพุ่งไปสูงถึง 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหุ้น แต่หากตลาดหุ้นอยู่ในภาวะตลาดหมี (Bear Market) ราคาจะอยู่ในประมาณ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหุ้น

เจาะลึกกองทุน ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

การคาดการณ์ราคาหุ้น Tesla ในปี 2025 ของ ARK
ที่มา: https://ark-invest.com/articles/analyst-research/tesla-price-target-2/ 

ดูคลิปเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Tesla ได้ที่ Alpha Investor: EP01 “เจาะลึก Tesla บริษัทยานยนต์มูลค่าสูงสุดในโลก”

Next Generation Internet

  • Roku — ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม Streaming Television พร้อมผลิตเครื่องเล่นมีเดียสตรีมมิงหลายประเภทสำหรับ Video Streaming ที่มีความแตกต่างจาก Home Theater PC, Game Consoles หรืออุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอื่น ๆ เครื่องเล่นมีเดียสตรีมมิงของ Roku จะมุ้งเน้นไปที่การนำเสนอการเข้าถึง Video Content ด้วยวิธีที่ง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น Netflix, Youtube, Amazon Prime Video หรือบริการอื่น ๆ อีกหลายร้อยรายการ นอกจากการเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม Streaming Television แล้ว Roku ยังมีธุรกิจโฆษณา และการให้ใบอนุญาตฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แก่บริษัทอื่น ๆ ซึ่ง ณ ไตรมาสที่ 2 ปี 2021 Roku มี Active Accounts กว่า 55.1 ล้านคน โดย Roku ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 เนื่องจากผู้คนทั่วโลกใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น

Genomic Revolution

  • Teladoc Health — ผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพด้วยระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) โดยมีความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ภาวะทางการแพทย์ที่ไม่เร่งด่วน เช่น ไข้หวัด ไปจนถึงภาวะทางการแพทย์ที่เรื้อรังและซับซ้อน เช่น โรคมะเร็ง และภาวะหัวใจล้มเหลว ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงคำแนะนำและการแก้ไขปัญหาด้านการดูแลสุขภาพที่หลากหลายได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่จะช่วยให้ผู้รับบริการสามารถจัดการเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของตนเองได้ ซึ่งได้แก่ Teladoc, Advance Medical, Best Doctors, BetterHelp และ HealthiestYou โดยในปัจจุบัน Teladoc Health พร้อมให้บริการมากกว่า 175 ประเทศ และ 40 ภาษาทั่วโลก

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

การแพทย์แบบ Telemedicine
ที่มา: vohrawoundcare.com/

โดยคาดว่าการแพทย์แบบ Telemedicine จะเติบโตจาก 38.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2020 เป็น 191.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2025 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ต่อปีอยู่ที่ 37.7% ซึ่งการเติบโตที่รวดเร็วนี้มาจากปัจจัยการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรและความจำเป็นในการขยายการเข้าถึงการรักษาพยาบาล การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ รวมไปถึงความก้าวหน้าในการสื่อสารโทรคมนาคม

Fintech Innovation

  • Coinbase – บริษัทเทคโนโลยีทางการเงินที่ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีทางการเงินแบบ end-to-end สำหรับสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ซึ่งเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่สร้างขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) เน้นสร้าง cryptoeconomy ซึ่งเป็นระบบการเงินที่โปร่งใส โดยโมเดลธุรกิจของ Coinbase มีความหลากหลายด้านรายได้ ทั้งรายได้ที่มาจาก Transaction ซึ่งได้แก่ การลงทุน การรับ-ส่ง และใช้สกุลเงินดิจิทัล รวมถึงรายได้ที่มาจาก Subscription and Services เช่น การจ่าย สร้าง เก็บรักษา การให้ยืมสกุลเงินดิจิทัล เป็นต้น ให้บริการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลทั้งผู้ใช้รายย่อยและสถาบัน แพลตฟอร์มของ Coinbase มีผู้ใช้รายย่อยกว่า 68 ล้านยูสเซอร์ และสถาบันอีกกว่า 9,000 แห่ง

เจาะลึกกองทุน ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

Coinbase’s Total Revenues

ซึ่งแม้ว่าจะมีคู่แข่งในตลาดหลายเจ้า แต่ Coinbase ก็ยังมี Competitive Advantage ในการเติบโตเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในตลาด ไม่ว่าจะเป็นตัวแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่าย ระบบความปลอดภัยสูง เป็นที่น่าเชื่อถือ การบริการที่ครอบคลุมความต้องการของผู้ใช้งาน รวมถึง Brand Value ที่แข็งแกร่ง

เจาะลึกกองทุน ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

Competitive Matrix of Coinbase vs alternative on-ramps to cryptoeconomy
ที่มา: https://opensourcefinance.substack.com/p/coinbase-deep-dive-part-1

ซึ่งทาง Cathie Wood ก็เชื่อว่า Bitcoin จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตของนักลงทุน พร้อมกล่าวว่า Bitcoin จะถูกยอมรับให้เป็น Asset Class ใหม่ในอีกไม่นาน

ดูคลิปเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Coinbase ได้ที่ Alpha Investor: EP13 “coinbase ประตูสู่โลกคริปโต กับการเติบโตครั้งใหญ่”

ARK Next Generation Internet ETF (ARKW)

เจาะลึกกองทุน ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

กองทุนที่สองของจักรวาล ARK คือ ARK Next Generation Internet ETF หรือ “ARKW” ที่เน้นการลงทุนในบริษัทที่มุ่งเน้นและคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี เช่น บริษัทที่พึ่งพาหรือได้รับประโยชน์จากการใช้งานที่เพิ่มขึ้นในเทคโนโลยีของระบบร่วมกัน โครงสร้างพื้นฐานและการบริการ ผลิตภัณฑ์และบริการบนอินเตอร์เน็ต วิธีการชำระเงินแบบใหม่ สื่อดิจิตัล เป็นต้น

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

Technology Breakdown ARKW (ข้อมูล ณ วันที่ 30/06/2021)
ที่มา: ARK Next Generation Internet ETF (ARKW) Fact Sheet

ARKW ลงทุนในบริษัทไหนบ้าง?

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

Top 10 Holdings กองทุน ARKW (ข้อมูล ณ วันที่ 06/10/2021)
ที่มา: ark-funds.com/

  • Spotify — ผู้ให้บริการ Music Streaming Platform ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเลือกใช้งานทั้งแบบ Spotify Free หรือ Spotify Premium ที่สามารถใช้งานผ่านระบบปฏิบัติการทั้ง Windows, macOS ในคอมพิวเตอร์ และ iOS, Android ในสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต โดย Spotify มีผู้ใช้บริการกว่า 320 ล้านคนต่อเดือน (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2020) พร้อมเปิดให้บริการใน 92 ประเทศทั่วโลก และกำลังจะเปิดให้บริการในประเทศเกาหลีใต้เป็นประเทศที่ 93 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2021

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

ส่วนแบ่งการตลาดของ Music Streaming Platform แบบชำระเงิน ไตรมาสที่ 1 ปี 2021
ที่มา: https://www.midiaresearch.com/blog/global-music-subscriber-market-shares-q1-2021 

โดยมีข้อมูลจาก Statista ที่คาดการณ์ว่ารายได้ในกลุ่ม Digital Music จะพุ่งขึ้นสูงถึง 25.069 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2021 นี้ โดยมีอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) ของปี 2021-2025 ที่ 8.8% ส่งผลให้คาดการณ์ปริมาณตลาด 35.679 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2025 ส่วนอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ใช้บริการคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 17.7% ภายในปี 2025 เช่นกัน

ARK Autonomous Technology & Robotics ETF (ARKQ)

เจาะลึกกองทุน ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

กองทุน ARK Autonomous Technology & Robotics ETF หรือ “ARKQ” มากับแนวคิด “การปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่” บริษัทต่าง ๆ ที่มีสัดส่วนการลงทุนภายใต้ ARKQ จึงเป็นบริษัทที่มุ่งเน้นและคาดว่าจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ รวมไปถึงการปรับปรุงเทคโนโลยีและความก้าวหน้าในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ระบบอัตโนมัติในการผลิต วัสดุอุปกรณ์ ไปจนถึงการขนส่ง

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

Technology Breakdown ของ ARKQ (ข้อมูล ณ วันที่ 30/06/2021)
ที่มา: ARK Autonomous Technology & Robotics ETF (ARKQ) Fact Sheet

ARKQ ลงทุนในบริษัทไหนบ้าง?

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

Top 10 Holdings กองทุน ARKQ (ข้อมูล ณ วันที่ 06/10/2021)
ที่มา: ark-funds.com/

  • UiPath – บริษัทซอฟต์แวร์ระบบอัตโนมัติสำหรับองค์กรที่ให้บริการในสหรัฐอเมริกา โรมาเนีย และญี่ปุ่นเป็นหลัก บริษัทนำเสนอแพลตฟอร์มแบบ end-to-end สำหรับระบบอัตโนมัติ ซึ่งรวมโซลูชัน Robotic Process Automation (RPA) ที่ช่วยให้ทุกองค์กรสามารถปรับขนาดการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลได้ แพลตฟอร์มของบริษัทออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของมนุษย์ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้าง จัดการ ดำเนินการ วัดผล และควบคุมระบบอัตโนมัติในแผนกต่าง ๆ ภายในองค์กรได้ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) โซลูชันของบริษัทถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เช่น Business Process Outsourcing (BPO) การเงินและการธนาคาร ประกันภัย การดูแลสุขภาพ ฯลฯ
  • JD.com – ผู้ให้บริการด้านอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีนที่เปิดให้บริการทั่วโลก โดยบริษัทได้มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น ระบบสมาร์ทโลจิสติกส์ สมาร์ทซับพลายเชน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ AR/VR ความก้าวหน้าในนวัตกรรมต่าง ๆ นี้ทำให้ JD.com กลายเป็นผู้ให้บริการด้านอีคอมเมิร์ซระดับต้น ๆ ของโลก โดยได้ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซที่มีมูลค่าตลาดสูงเป็นอันดับที่ 7 ของโลก หลังจากธุริจมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการเกิดโรคระบาด COVID-19

ARK Fintech Innovation ETF (ARKF)

เจาะลึกกองทุน ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

ARK ได้นิยามคำว่า ‘Fintech Innovation’ ว่าเป็นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมการเงินเพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของอุตสาหกรรมการเงิน บริษัทที่อยู่ภายในกองทุน ARK Fintech Innovation ETF หรือ “ARKF” จึงเป็นบริษัทที่มีส่วนร่วมในรูปแบบของนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech)เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

Technology Breakdown ของ ARKF (ข้อมูล ณ วันที่ 30/06/2021)
ที่มา: ARK Fintech Innovation ETF (ARKF) Fact Sheet

ARKF ลงทุนในบริษัทไหนบ้าง?

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

Top 10 Holdings กองทุน ARKF (ข้อมูล ณ วันที่ 06/10/2021)
ที่มา: ark-funds.com/

  • Square — บริษัทชำระเงินออนไลน์ที่ให้บริการโซลูชัน ณ จุดขาย (POS) ซึ่งผู้ขายสามารถเปลี่ยนอุปกรณ์สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์เป็นระบบรับชำระเงินได้ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทประกอบด้วย Square Stand, Square Magstripe Reader, Square Terminal, Cash App และอื่น ๆ โดยผู้ขายสามารถรับชำระเงินได้ผ่าน Europay, MasterCard, Visa, Europay, NFC หรือผ่านระบบออนไลน์ต่าง ๆ นอกจากนี้ผู้ขายยังสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและคุณสมบัติที่หลากหลาย ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการขาย เช่น การรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูล ใบแจ้งหนี้และใบเสร็จดิจิทัล เป็นต้น

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

เครื่อง Square Stand สำหรับ iPad
ที่มา: squareup.com/shop/

โดยรายงานการศึกษาตลาด POS ของ Mordor Intelligence คาดว่าตลาด POS จะมีอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 20% สำหรับปี 2021-2026 ซึ่งตลาด POS มีการเติบโตอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเนื่องจากความสามารถในการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมสำหรับธุรกิจต่าง ๆ ทั้งธุรกิจขนาดเล็กและขนาดใหญ่

  • PayPal Holdings — ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ Paypal จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างผู้ซื้อและผู้ค้าออนไลน์ทั่วโลก ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถชำระค่าสินค้าและบริการ ตลอดจนการโอนเงินและถอนเงิน สำหรับด้านผู้ค้าช่วยให้ผู้ค้าสามารถรับชำระเงินจากผู้ซื้อได้ ผู้ใช้บริการสามารถทำธุรกรรมได้สะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยสามารถใช้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ทำธุรกรรมได้กว่า 23 สกุลเงินทั่วโลก โดยในเดือนตุลาคม 2021 PayPal มี Market Cap มูลค่า 310.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ PayPal กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดอันดับที่ 28 ของโลก

ARK GENOMIC REVOLUTION ETF (ARKG)

เจาะลึกกองทุน ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

สำหรับกองทุนที่ห้าในจักรวาล ARK จะเป็นการผสมผสานประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับอุตสาหกรรม Healthcare นั่นคือกองทุน ARK Genomic Revolution ETF หรือ “ARKG” ที่เน้นลงทุนในบริษัทที่มุ่งเน้นและคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการยืดอายุขัย และการยกระดับ คุณภาพชีวิตของมนุษย์ รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่น โดยการผสมผสานการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เข้ากับด้านจีโนมิกส์ในธุรกิจ

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

Technology Breakdown ของ ARKG (ข้อมูล ณ วันที่ 30/06/2021)
ที่มา: ARK Genomic Revolution ETF (ARKG) Fact Sheet

ARKG ลงทุนในบริษัทไหนบ้าง?

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

Top 10 Holdings กองทุน ARKG (ข้อมูล ณ วันที่ 06/10/2021)
ที่มา: ark-funds.com/

  • Exact Sciences – ผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์ตรวจคัดกรองและวินิจฉัยโรคมะเร็งในสหรัฐฯ และต่างประเทศ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการทดสอบ Cologuard ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรอง DNA ในอุจจาระเพื่อตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ รวมถึง Oncotype DX ซึ่งเป็นการตรวจสอบการแสดงออกของยีนจากชิ้นเนื้อมะเร็งเต้านม ต่อมลูกหมาก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้บริษัทยังมีบริการตรวจโควิด-19 และพัฒนาการทดสอบเลือดและของเหลวอื่น ๆ อีกด้วย
  • Vertex Pharmaceuticals – บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ ที่มุ่งเน้นที่การพัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับการรักษาโรคซิสติกไฟโบรซิส (CF) และการพัฒนาโครงการวิจัยและพัฒนาในสิ่งบ่งชี้อื่น ๆ ผลิตภัณฑ์ยาของบริษัท ได้แก่ TRIKAFTA/KAFTRIO, SYMDEKO/SYMKEVI, ORKAMBI และ KALYDECO

ARK Space Exploration & Innovation ETF (ARKX)

เจาะลึกกองทุน ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

และแล้วก็มาถึงกองทุนสุดท้ายของจักรวาล ARK กองทุนนี้เป็นกองทุน ETF น้องใหม่ของ ARK ที่เพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2021 ที่ผ่านมา นั่นคือ ARK Space Exploration & Innovation ETF หรือ “ARKX” เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่มีส่วนร่วมในนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอวกาศและการสำรวจอวกาศ โดยเป็นผู้นำหรือได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นนอกเหนือพื้นผิวของโลก เช่น จรวดที่นำกลับมาใช้ใหม่ โดรน ดาวเทียม ฯลฯ

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

Investment Focus ของ Space Exploration
ที่มา: ark-invest.com/

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

Technology Breakdown ของ ARKX (ข้อมูล ณ วันที่ 30/06/2021)
ที่มา: ARK Space Exploration & Innovation ETF (ARKX) Fact Sheet

ARKX ลงทุนในบริษัทไหนบ้าง?

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

Top 10 Holdings กองทุน ARKX (ข้อมูล ณ วันที่ 06/10/2021)
ที่มา: ark-funds.com/

  • Trimble –  ผู้ให้บริการโซลูชันเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานนอกสถานที่สามารถยกระดับกระบวนการทำงานให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น บริษัทดำเนินการผ่านสี่ส่วนงาน ได้แก่ 1) อาคารและโครงสร้างพื้นฐาน ให้บริการลูกค้าที่ทำงานในด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม การก่อสร้าง และการดำเนินงานและการบำรุงรักษาเป็นหลัก 2) ภูมิสารสนเทศ ให้บริการลูกค้าที่ทำงานสำรวจ วิศวกรรม และรัฐบาลเป็นหลัก 3) ทรัพยากรและสาธารณูปโภค ให้บริการลูกค้าที่ทำงานในภาคเกษตร ป่าไม้ และสาธารณูปโภคเป็นหลัก และ 4) การขนส่ง ให้บริการลูกค้าที่ทำงานในอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้าทางรถบรรทุกและการขนส่งสินค้าทางไกลเป็นหลัก
  • L3Harris Technologies – บริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการผลิตภัณฑ์ ระบบ และบริการที่มีการใช้งานในด้านการทหารและพลเรือน ตลอดจนแอปพลิเคชันเชิงพาณิชย์ โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการแก่ภาครัฐและลูกค้าองค์กรเป็นหลัก บริษัทดำเนินการผ่านสี่ส่วนงาน ได้แก่ 1) ระบบสื่อสาร ให้บริการเกี่ยวกับการสื่อสารทางยุทธศาสตร์และเครือข่ายความปลอดภัยสาธารณะ 2) ระบบอวกาศและข่าวกรอง ให้บริการการสังเกตการณ์โลกและโซลูชันอัจฉริยะ ตลอดจนการประมวลผลภาคพื้นดินและการวิเคราะห์ข้อมูล 3) Electronic Systems ซึ่งนำเสนอโซลูชันต่าง ๆ ในด้านการสงครามอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงระบบไร้สาย และอื่น ๆ และ 4) Critical Networks ให้บริการด้านการสนับสนุนการจัดการจราจรทางอากาศ

ARK’s TOP 10 Holding Characteristic

เจาะลึกกองทุน ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

ARK’s Estimate Financial Ratio 2021
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

อย่างที่ทราบกันว่า ARK เลือกลงทุนหุ้นเติบโตเป็นหลัก จากภาพตารางด้านบนเป็นการคาดการณ์ Financial Ratio ของกองทุน ARK ในปี 2021 จาก Bloomberg ซึ่งคำนวณจากหุ้น 10 อันดับแรกที่แต่ละกองทุนในจักรวาล ARK ลงทุน พบว่าตัวเลข Sale Growth (SG) และ Earning Growth (EG) ของกองทุน ARKW มีความโดดเด่นในบรรดากองทุน ARK นอกจากนี้ยังมี ARKF ที่ตัวเลขการคาดการณ์โดดเด่นเช่นกัน

เจาะลึกกองทุน ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

ARK’s Return (%)
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

และหากดูต่อกันที่ผลตอบแทนย้อนหลัง จากภาพตารางด้านบนเป็นการนำข้อมูลผลตอบแทนของหุ้น 10 อันดับแรกที่แต่ละกองทุนในจักรวาล ARK ลงทุนมาคำนวณเป็นผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน ARK ในแต่ละช่วงเวลา เช่นเดียวกับ Financial Ratio พบว่า ARKW สามารถสร้างผลตอบแทนได้ค่อนข้างโดดเด่นในทุกช่วงเวลาหากเทียบกับกองทุนอื่นในจักรวาล ARK ซึ่งสอดคล้องกับ Financial Ratio ที่ทาง Bloomberg ได้คาดการณ์ไว้

กองทุนไทยที่ลงทุนในจักรวาล ARK

หากใครที่เริ่มสนใจในจักรวาลแห่งนวัตกรรมอย่าง ARK แล้วแต่ยังมีคำถามอยู่ว่า “กองทุนไทยกองทุนไหนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน ARK?” ก็ไม่ต้องไปหาข้อมูลที่ไหนไกล เพราะเราได้รวบรวมกองทุนไทยที่มีสัดส่วนลงทุนใน ARK มาไว้ที่นี่แล้ว

เจาะลึกกองทุน ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

ARKK

SCBINNO (90.12%), PWIN (25.13%), LHINNO (74.43%)

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน PWIN: กองทุนนวัตกรรม Active เอาใจสายซิ่งแบบ “สมดุล”

ARKW

TMB-ES-INTERNET (86.12%), TNEXTGEN (99.25%), WE-CYBER (94.16%), SCBNEXT (94.45%)

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน WE-CYBER และ ARKW: ลงทุนใน Next Generation Internet ที่จะเติบโตในโลกยุคใหม่

ARKQ

TMB-ES-AUTOMATION (73.32%), SCBAUTO (75.94%)

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน TMB-ES-AUTOMATION: เมื่อระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์กำลังจะเปลี่ยนแปลงโลก

ARKG

TMB-ES-GENOME (94.36%), SCBGENOME (101.84%), TGENOME (101.29%), BCAP-XHEALTH (10.14%), WE-GIHEALTH (20.06%), LHINNO (12.35%)

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน TGENOME และ ARKG: เมื่อสุขภาพและเทคโนโลยีถึงคราวมาบรรจบกัน

ARKF

TMB-ES-FINTECH (72.38%), MFTECH (73.67%), SCBFINTECH (58.66%), WE-OSHOP (44.65%)

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน MFTECH: ก้าวไปอีกขั้นกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมการเงิน

ARKX

ยังไม่มีกองทุนไทยกองทุนใดที่มีนโยบายลงทุนใน ARKX

Nikko AM ARK

TMB-ES-GINNO (98.03%), T-ES-GINNO (98.01%), KFINNO (103.13%)

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน TMB-ES-GINNO: กองทุนแห่งนวัตกรรมสู่การใช้ชีวิตรูปแบบใหม่

อัปเดตข้อมูลวันที่ 30 มิ.ย. 2564: TNEXTGEN, BCAP-XHEALTH, TGENOME, T-ES-GINNO
อัปเดตข้อมูลวันที่ 31 ส.ค. 2564: TMB-ES-INTERNET, TMB-ES-AUTOMATION, TMB-ES-GENOME, TMB-ES-FINTECH, MFTECH, TMB-ES-GINNO
อัปเดตข้อมูลวันที่ 30 ก.ย. 2564: SCBINNO, PWIN, LHINNO, WE-CYBER, SCBNEXT, SCBAUTO, SCBGENOME, WE-GIHEALTH, SCBFINTECH, WE-OSHOP, KFINNO

หากผู้ใดสนใจกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในจักรวาล ARK ก็สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในหนังสือชี้ชวนกองทุน หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก www.finnomena.com/fund/ ส่วนผู้ที่ศึกษาข้อมูลของกองทุนโดยละเอียดแล้วและพร้อมที่จะเติบโตไปกับผู้นำ ETF แห่งทศวรรษอย่าง ARK แล้ว ก็สามารถเปิดบัญชีกับ FINNOMENA เพื่อเริ่มลงทุนได้เลย

อ่านเพิ่มเติม สรุป Big Ideas 2021 จาก ARK: รวมเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาแรง!

.

อย่างที่บอกไปในช่วงต้นบทความว่า FINNOMENA เรามีมหกรรมงานสัมมนาออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี “รวมพลคนลงทุน 2021” ที่จัดเต็มต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2021 มอบเป็นของขวัญตอบแทนนักลงทุนฟินโนมีนาและผู้ที่สนใจเรื่องการลงทุน โดยงานสัมมนาทุกงาน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ใครไม่อยากพลาดสัมมนาดี ๆ รีบมาจองที่นั่งกันได้ที่ https://finno.me/ruamphol-2021-wb4

เนื่องจากแต่ละงานรับผู้เข้าร่วมจำนวนจำกัด สนใจงานสัมมนาในหัวข้อไหน กดลงทะเบียนได้เลย รับรองได้ว่าแต่ละงานสัมมนาที่ FINNOMENA จัด เราคัดหัวข้อมาเน้น ๆ เนื้อหาแน่น ๆ ตอบโจทย์นักลงทุนครบทุกมุม ไม่ผิดหวังแน่นอน!

เจาะลึกกองทุน ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

— planet 46. 

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Analysis: รู้จัก TINA Effect พร้อมตรวจจับสัญญาณฟองสบู่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

FINNOMENA Investment Team
Analysis: รู้จัก TINA Effect พร้อมตรวจจับสัญญาณฟองสบู่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ย้อนกลับไปช่วงทศวรรษที่ 90 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเยอรมนี อยู่ที่ระดับ 6-8% ก่อนที่เวลาจะพรากผลตอบแทนไป จนปัจจุบันผลตอบแทนได้ติดลบ หรือได้อย่างมากแค่ 1-2% เมื่อคิดมูลค่าตราสารหนี้ทั่วโลกที่ให้ผลตอบแทนติดลบ ปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 12 ล้านล้านดอลลาร์

ผลตอบแทนที่ลดลงถึงขั้นติดลบส่งผลกระทบมากมายต่อโลกการเงิน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ต้องกำหนดผลตอบแทนในระยะยาวด้วยผลตอบแทนจากพันธบัตร เช่น พอร์ตกองทุนบำนาญ พอร์ตบริษัทประกันชีวิต ในขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรลดลง แต่ภาระกองทุนหรือภาระของบริษัทประกันยังเท่าเดิม กองทุนจึงต้องนำเงินไปลงทุนสินทรัพย์อื่น เป็นเหตุให้เกิด TINA Effect

📈 กองทุนบำนาญปรับพอร์ต ลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น

สินทรัพย์แรกที่เงินลงทุนเข้าหาก็เป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนมากขึ้นแต่ใกล้เคียงกับพันธบัตรมากที่สุด ก็คือหุ้นกู้เอกชน ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านส่วนต่างอัตราผลตอบแทนระหว่างหุ้นกู้เอกชนและพันธบัตร (Yield Spread) ของสหรัฐฯ ปัจจุบันอยู่ที่ 0.93% ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ไม่เว้นแม้กระทั่งกลุ่ม High yield ซึ่ง Spread ก็ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2009

ลองไปดูสัดส่วนการลงทุนของกองทุนบำนาญที่ใหญ่ที่สุดในโลกของประเทศญี่ปุ่น ชื่อว่า GPIF เมื่อปี 2014 มีพันธบัตรเป็นสัดส่วนลงทุนหลักที่ 60% แต่ปี 2020 ลดลงเหลือ 25% ขณะที่สัดส่วนหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 24% มาที่ 50% และในอนาคตก็จะมีเงินเข้ามาในกองทุนบำนาญมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

📈 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่แพงจนเกินไป เมื่อเทียบกับก่อนวิกฤติ Dot-com

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนชัดเจนว่าเม็ดเงินลงทุนไม่มีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากหันไปลงทุนในหุ้น ประเด็นที่ต้องติดตามต่อก็คือ ภาพยาวหุ้นโดยเฉพาะสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะฟองสบู่แล้วหรือยัง?

ก่อนอื่นขอพาไปรู้จักกับ CAPE คืออัตราส่วน P/E ที่ใช้ค่าเฉลี่ยกำไร (EPS) ในอดีต 10 ปี โดยมีการปรับผลของเงินเฟ้อ เพื่อช่วยตัดความผันผวนระยะสั้นเพื่อให้เห็นแนวโน้มระยะยาว ซึ่งหากเป็นตลาดหุ้นที่มีการเติบโตสูง เช่น Nasdaq และ S&P 500 จะมีค่า CAPE สูงกว่าอัตราส่วน P/E ซึ่ง CAPE มีชื่อเสียงในการทำนายฟองสบู่ตลาดหุ้นโดยเฉพาะในวิกฤติ Dot-com

ในปัจจุบันค่า CAPE ของดัชนี S&P 500 อยู่ที่ 38.43 เท่า สูงที่สุดตั้งแต่ปี 2002 แต่ยังต่ำกว่าช่วง Dot-com ซึ่งอยู่ที่ 44.20 เท่า แต่ต้องไม่ลืมว่าอัตราดอกเบี้ยสมัย 20 ปีที่แล้วแตกต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง จึงมีการนำปัจจัยด้านดอกเบี้ยเข้ามาคำนวณระดับมูลค่าด้วย Earnings Yield Gap สำหรับอัตราส่วน trailing P/E คิดจากอัตราส่วน P/E ลบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และ Excess CAPE Yield สำหรับ CAPE โดยส่วนกลับของ CAPE ลบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ (Real yield)

ที่นี้ลองนำหลักการนี้ไปใช้กับดัชนี S&P 500 ก็จะพบว่า Earnings Yield Gap อยู่ที่ 2.5% และ Excess CAPE Yield อยู่ที่ 3.2% ส่วนตอน Dot-com ทั้ง Earnings Yield Gap และ Excess CAPE Yield ติดลบ เรียกได้ว่าในตอนนั้นระดับมูลค่าไม่สมเหตุสมผลเลย ส่วนในปัจจุบันยังอยู่ในช่วงที่ไม่แพงจนเกินไป

📈 ระวัง Fed ทำ QE Tapering แต่จะไม่เลวร้ายเหมือนปี 2013

กลับมาดูสัญญาณระยะสั้นอย่างผลประกอบการที่ทยอยเปิดเผยออกมาแล้ว ในตอนนี้บริษัทในดัชนี S&P 500 เปิดเผยผลประกอบการออกมาแล้ว 69 บริษัท โดยรวมแล้วทำรายได้ดีกว่าคาดการณ์ 1.8% ส่วนกำไรดีกว่าคาด 13% ด้าน STOXX 600 ของยุโรป เปิดเผยแล้ว 47 บริษัท รายได้ดีกว่าคาด 2.2% และกำไรดีกว่าคาด 8.5% ทำให้คาดว่าต่อจากนี้นักวิเคราะห์ก็จะปรับประมาณการขึ้น ส่งให้ upside เพิ่มขึ้นอีก

อย่างไรก็ตามการลงทุนย่อมมาพร้อมความเสี่ยง โดยเฉพาะ QE Tapering อันเป็นปัจจัยเกี่ยวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ย้อนไปปี 2013 เมื่อครั้งที่เกิด Taper Tantrum แสดงให้เห็นว่าหลังการทำ Taper ทั้งหุ้นและตราสารหนี้กลับมาสู่ระดับเดิมได้ เพียงแต่ตราสารหนี้จะใช้เวลานานกว่า ดังนั้นสะท้อนชัดว่าการทำ Taper จะไม่ได้ส่งผลกระทบมากนัก ยิ่งในปัจจุบัน Fed เรียนรู้จากอดีตมาก เลือกใช้วิธีบริหารความรู้สึกตลาด จึงไม่น่าเกิดความรุนแรงเหมือนปี 2013 แน่นอน

📈 เชื่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมี Upside ไปต่อได้

Fed เปลี่ยนกรอบนโยบายเงินเฟ้อจากเดิมตั้งเป้า (Target) ไว้ที่ 2% เป็นค่าเฉลี่ยเป้าหมายเงินเฟ้อ (Average) ที่ 2% FINNOMENA Investment Team จึงลองหาค่าเฉลี่ย 1 ปี 3 ปี และ 5 ปี ของดัชนี PCE พบว่าค่าเฉลี่ย 3 และ 5 ปี ยังต่ำกว่า 2% ส่วนค่าเฉลี่ย 1 ปี อยู่ที่ 3.62% ดังนั้นแนวทางนโยบายนี้ของ Fed เปิดช่องให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นสูงได้ เน้นให้เศรษฐกิจเติบโตมากขึ้น ในอีกมุมหนึ่งนโยบายนี้ก็ช่วยไม่ให้รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้ที่มีอยู่มหาศาลมากขึ้นไปอีก

ด้าน Margin debt ที่สะท้อนพฤติกรรมการกู้ยืมเงินมาลงทุนในตลาดหุ้น เมื่อเทียบกับขนาดตลาด (Market capitalization) ของดัชนี S&P 500 อยู่ที่ประมาณ 2.5% ต่ำกว่าช่วงวิกฤต Subprime 1% และต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2018 ก็ยังไม่ได้เป็นประเด็นที่น่ากังวล

โดยรวมแล้วเมื่อพิจารณาระดับมูลค่าด้วย Earnings Yield Gap และ Excess CAPE Yield ก็ยังอยู่ในช่วงที่มูลค่าไม่ได้แพงมากเกินไป ด้านผลประกอบการก็ยังเปิดเผยออกมาสูงกว่าคาดการณ์ ส่วนความเสี่ยงจากนโยบายการเงินก็เรียกได้ว่ามีจำกัด เช่นเดียวกับการก่อหนี้เพื่อลงทุนก็ยังอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นภาพรวมตลาดหุ้นยังมี upside ให้ไปต่อได้

 ——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

DCA คืออะไร? ดีสำหรับเราจริงหรือ? I POCKET MONEY EP7

Investor's Adventure
DCA ดีสำหรับเรา จริงหรือ? I POCKET MONEY EP7

นักลงทุนหลายคนมีมุมมองที่ผิด ว่าการ DCA (Dollar-Cost Averaging) เป็นการออมที่หวังว่าวันหนึ่งจะช่วยให้เราเป็นอิสระทางการเงิน โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการลงทุน ซึ่งเป็นความเชื่อที่น่ากลัวมาก เพราะจะทำให้ไม่ระมัดระวังในการเลือกหุ้น หรือกองทุน ที่จะลงทุน ซึ่งนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ขาดทุน

ก่อนจะพูดถึงข้อดี, ข้อเสีย และสิ่งที่นักลงทุนมือใหม่มักจะเข้าใจผิด เกี่ยวกับการทำ Dollar-Cost Averaging เรามาทบทวนความเข้าใจกันสักหน่อยว่าการ DCA คืออะไร ?

DCA คืออะไร?

การ DCA คืออีกรูปแบบหนึ่งของการลงทุน ซึ่งจะลงทุนอย่างสม่ำเสมอในสินทรัพย์ที่เราเลือกเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น หรือกองทุนก็ตาม เป็นจำนวนเงินเท่า ๆ กันทุกครั้ง โดยไม่สนใจว่าทรัพย์สินที่เลือกไว้จะราคาเท่าไหร่ ด้วยเหตุนี้ราคาของสินทรัพย์ที่เราได้ในภาพรวมนั้นก็จะเฉลี่ย ๆ กันไป ซึ่งโดยปกติแล้วความถี่ของการ DCA ของหลาย ๆ คนก็มักจะอยู่ที่รายเดือน เป็นอีกหนึ่งวิธียอดนิยมที่ใช้สร้างวินัยการลงทุนกัน

คุณรู้จัก DCA ดีแค่ไหน?

ยกตัวอย่างเช่น อย่างตัวอย่างในรูปข้างบนนี้คือ การ DCA ในกองทุน ก. เป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท ทุกๆ เดือน หรือจะเป็น การ DCA ในหลายสินทรัพย์เช่นการลงทุนใน กองทุน ข. และหุ้น ค. โดยลงทุนอย่างละ 3,000 บาท ทุกๆ 2 เดือน ก็ได้เช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่า จำนวนสินทรัพย์, ประเภทสินทรัพย์, และระยะเวลาความสม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเรา เพราะสิ่งที่สำคัญของ DCA คือการลงทุนอย่างเป็นประจำ โดยไม่สนใจเรื่องของราคา

เมื่อเริ่มเข้าใจแล้วว่าการทำ DCA เป็นอย่างไร เราก็มาดูกันเลยดีกว่า ว่าข้อดีและข้อเสีย ของ DCA มีอะไรบ้าง แล้วตบท้ายด้วยสิ่งที่ DCA ไม่ใช่ หรือสิ่งที่นักลงทุนมือใหม่จะเข้าใจผิดกับ DCA โดยเริ่มจากข้อดีก่อนเนอะ 🙂

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 22 บลจ. สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

ข้อดีของการทำ DCA

• DCA มัน D ต่อใจ

การ DCA ทำให้ช่วยปรับมุมมองของเราที่มีต่อตลาด จากการที่มองว่า ราคาสินทรัพย์ที่เราลงทุนมีการปรับตัวลดลงทำให้เราขาดทุน เป็นโอกาสที่ดีในการช้อนซื้อสินทรัพย์นั้นๆได้มากขึ้น เพราะจำนวนเงินที่ลงทุนเท่าเดิม แต่ราคาต่อหน่วยลดลง เลยทำให้ซื้อได้มากขึ้น เปลี่ยนจากนอนหลับฝันร้ายจากการขาดทุน เป็นหลับฝันดีเพราะได้ของที่ชอบเพิ่มขึ้นมา

• DCA สร้างวินัย

การ DCA เป็นการทำสัญญาใจกับตัวเราเองว่าจะลงทุนอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ใช้อารมณ์ที่เรามีต่อตลาด เป็นปัจจัยในการตัดสินใจ ซึ่งการมีวินัยเนี่ย นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เราควรมีกับการลงทุน เพราะการลงทุนอย่างไม่มีวินัยจะทำให้เราเป็นคนมักง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวินัยในการเลือกสินทรัพย์ที่จะลงทุน หรือการ cut-loss ที่อาศัยวินัยของเราในการลงมือทำจริง

ข้อเสียของการทำ DCA

• DCA ให้ผลตอบแทนน้อย

คุณรู้จัก DCA ดีแค่ไหน?

การ DCA เป็นการทยอยซื้อสินทรัพย์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของนักลงทุนมือใหม่ แต่เพราะสินทรัพย์ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมที่ราคาจะปรับตัวขึ้นในระยะยาว เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการซื้อสินทรัพย์ด้วยเงินก้อนตั้งแต่วันแรก เทียบกับการทยอยซื้อที่จะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยสูงขึ้นเนื่องจากราคาปรับตัวขึ้นตามเวลา ทำให้การซื้อด้วยเงินก้อนตั้งแต่วันแรกสร้างกำไรที่สูงกว่า

สิ่งที่ DCA ไม่ใช่

• DCA ไม่ได้ลดความเสี่ยง

คุณรู้จัก DCA ดีแค่ไหน?

นักลงทุนหลายคน หรือแม้แต่กูรูหลายท่าน มักจะมองว่าการ DCA คือวิธีการลดความเสี่ยง แต่ในความเป็นจริงนั้น DCA ช่วยลดเฉพาะความเสี่ยงด้าน Market Timing หรือการกะจังหวะในการลงทุน ไม่ใช่ความผันผวนของมูลค่าพอร์ตลงทุน และที่สำคัญคือ มันช่วยแค่ในช่วงแรกของการลงทุนเท่านั้นเนื่องจากสาเหตุที่ว่า ยิ่งจำนวนครั้งในการลงทุนเพิ่มขึ้น เงินลงทุนก็เพิ่มตาม ทำให้เปอร์เซ็นต์ความเปลี่ยนแปลงของต้นทุนในแต่ละครั้งที่ซื้อก็จะลดลง เพราะสัดส่วนของมูลค่าที่ซื้อเพิ่มมันเล็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับเงินที่ลงทุนไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ในกราฟที่ยกมานี้เป็นการ DCA บนกองทุนที่จำลองการเคลื่อนไหวของ SET50 โดยลงทุนครั้งละ 1,000 บาท ทุกๆต้นเดือน นั่นหมายความว่าพอลงทุนไปแล้ว 60 ครั้ง เราจะมีเงินที่ลงทุนไปแล้วเป็นจำนวน 60,000 บาท (1,000 บาท x 60 ครั้ง) ซึ่งมากกว่าเงินที่จะลงทุนเพิ่มถึง 60 เท่า จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยไม่เปลี่ยนแปลงเหมือนช่วงแรกของการลงทุน ซึ่งสอดคล้องกับกราฟที่ยิ่งจำนวนครั้งการลงทุนเพิ่ม เปอร์เซ็นต์ความเปลี่ยนแปลงของต้นทุนเฉลี่ยลดลงเกือบเป็น 0% และเป็นเหตุผลเดียวกันที่ว่า ทำไมตอนเรียนมหา’ลัยปี 1 เกรดเฉลี่ยเปลี่ยนง่าย ในขณะที่ตอนเรียนปี 4 เกรดเฉลี่ยไม่ค่อยเปลี่ยนแล้ว เพราะช่วงปี 1 จำนวนหน่วยกิจรวม น้อยกว่าช่วงปี 4 นั่นเอง

• DCA ไม่ได้เหมาะกับสินทรัพย์ทุกชนิด

คุณรู้จัก DCA ดีแค่ไหน?

DCA เป็นเพียงเทคนิคหนึ่งในการลงทุนเท่านั้น ซึ่งก็เหมือนกับเทคนิคอื่นๆในการลงทุน คือควรใช้บนพื้นฐานของความรู้ และความเข้าใจ การ DCA โดยที่ไม่ได้เลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับเทคนิคที่ใช้ ก็จะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มานั้น แตกต่างจากสิ่งที่เราคาดหวังไว้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ถ้าเราลงทุน DCA กับกองทุนน้ำมันแล้วล่ะก็… ดูแค่กราฟก็พอ อย่าไปพูดถึงเลยเนอะ

ถ้างั้นเราควร DCA กับอะไร ?

สงสัยแล้วหละสิ ว่าถ้างั้นสินทรัพย์อะไรที่เหมาะแก่การ DCA ? อย่างที่ได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ว่า DCA คือการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ที่ช่วยลดความเสี่ยงด้าน Market Timing ในช่วงแรกของการลงทุน นั่นหมายความว่า สินทรัพย์ ที่เหมาะกับการ DCA จะมีผลมากคือ สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงด้านจังหวะเข้าซื้อ หรือมีความผันผวนนั่นเอง และที่สำคัญคือมีพฤติกรรมที่ราคาจะปรับตัวขึ้นในระยะยาว ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็จะหนีไม่พ้น ดัชนีของประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น S&P500, DAX30, FTSE100, หรือ SET ของบ้านเราก็ตาม แต่เพราะหัวใจสำคัญของ DCA คือควรที่จะเป็นสินทรัพย์ที่ราคาจะปรับตัวขึ้นในระยะยาว กองทุนตราสารหนี้ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเช่นกัน

แล้วเราควร DCA ยังไง ?

เพราะว่าการ DCA ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงอย่างที่หลายคนเข้าใจ แปลว่าเราต้องบริหารจัดการความเสี่ยงเอง สำหรับคนที่ไม่อยากบริหารความเสี่ยงเองทั้งหมด ก็มีทางเลือกที่จะแบ่งภาระในจุดนี้ไปให้ผู้บริหารกองทุนได้ โดยการ DCA ในกองทุนนั่นเอง แต่การเลือกกองทุนที่จะลงทุนก็ไม่ควรลงทั้งหมดในกองใดกองหนึ่ง เราก็ควรจะกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในหลายๆกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ว่าไปแบ่งครึ่งหนึ่งไปลง กองทุน SET50 ของ บลจ ก. แล้วอีกครึ่งไปลง กองทุน SET50 ของ บลจ ข. เพราะสุดท้ายแล้วกองทุนทั้ง 2 นี้ ถึงจะต่าง บลจ. แต่เพราะมีนโยนายในการลงทุนเหมือนกันจึงมีการเคลื่อนไหวที่เหมือนกัน หรือ ที่เรียกว่า Correlation สูง ซึ่งการลงทุนในสินทรัพย์ที่มี Correlation สูง ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงแต่อย่างใด

สรุป แล้วถ้าอยาก DCA จะเริ่มไงดี ?

เริ่มจากการ DCA ในกองทุนตราสารหนี้ก่อน เพราะว่าเป็นกองทุนที่มีนโยบายในการลงทุนที่สามารถเข้าใจได้ง่ายที่สุด และมีความเสี่ยงต่ำ บวกกับมีพฤติกรรมที่ราคาจะปรับตัวขึ้นในระยะยาว ซึ่งเหมาะกับการเริ่ม DCA และเรียนรู้เรื่องการลงทุนไปในตัว จนกว่าจะมีความรู้และความเข้าใจในสินทรัพย์อื่นๆ จึงควรจะเริ่มปรับพอร์ตไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้นตามสมควร เช่น สินทรัพย์อย่าง หุ้น หรือกองทุนรวมตราสารทุน

เพิ่มเติม หากใครสนใจที่จะทำ DCA ทาง FINNOMENA มีบริการให้คำปรึกษาการจัดพอร์ตลงทุน ถ้าสนใจการบริการนี้ สามารถลงทะเบียนรับสิทธิได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/nter-exclusive/

ที่มาบทความ:
https://investoradventure.wordpress.com/2019/02/09/คุณรู้จัก-dca-ดีแค่ไหน/

กองทุนดัชนีต่างประเทศอะไรที่แข็งแกร่งที่สุด?

WealthGuru
กองทุนดัชนีต่างประเทศอะไรที่แข็งแกร่งที่สุด?

ช่วงนี้มีหลาย บลจ. นำกองทุนดัชนีออกมาขายมากมายหลายกองทุน  แต่กองทุนดัชนีไหนกันที่แข็งแกร่งมากที่สุด

ถ้าคุณต้องการลงทุนกองทุนดัชนี นาน 10 ปี หรือ 20 ปี กองทุนดัชนีอะไรที่แข็งแกร่งที่สุด

ถ้าคุณต้องสร้าง Core portfolio กองทุนดัชนีอะไรที่แข็งแกร่งเหมาะแก่การเป็น Core ไม่เปลี่ยนแปลง

ผมขอเปรียบเทียบกองทุนดัชชีต่างประเทศที่ บลจ. ไทยนำมาเป็น Master fund เพื่อนำเสนอกับนักลงทุน ดังนี้

กองทุนดัชนีต่างประเทศอะไรที่แข็งแกร่งที่สุด?

  • ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 20 ปี

กองทุนดัชนีต่างประเทศอะไรที่แข็งแกร่งที่สุด?

 

Top 3 Performance ได้แก่ QQQ , 2823 และ SPY

  • ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 10 ปี

กองทุนดัชนีต่างประเทศอะไรที่แข็งแกร่งที่สุด?

 

Top 3 Performance ได้แก่ QQQ , SPY และ 1329

  • ผลดำเนินงานย้อนหลัง 5 ปี

กองทุนดัชนีต่างประเทศอะไรที่แข็งแกร่งที่สุด?

 

Top 3 Performance ได้แก่ QQQ, SPY และ DIA

จากผลตอบแทนย้อนหลัง ผมขอเลือกให้ QQQ และ SPY เป็น กองทุนดัชนีที่แข็งแกร่งที่สุด

อ่านข้อมูลของ QQQ เพิ่มเติมได้ที่ บทความ “รุ่นพี่ปะทะรุ่นน้อง QQQ ETF กับ QQQJ ETF”

  • ข้อมูลเชิงปริมาณของ QQQ

กองทุนดัชนีต่างประเทศอะไรที่แข็งแกร่งที่สุด?

กองทุนดัชนีต่างประเทศอะไรที่แข็งแกร่งที่สุด?

กองทุนดัชนีต่างประเทศอะไรที่แข็งแกร่งที่สุด?

จากผลตอบแทนในอดีตที่ผ่านมา QQQ ชนะ ได้ทั้งกองทุนในกลุ่มเดียวกัน ( Large Growth) และ Index ( Russell 1000 Growth)         แต่ Sharpe Ratio จะใกล้เคียงกับ กลุ่มเดียวกัน ( Large Growth) และ Index ( Russell 1000 Growth) ซึ่งถึงแม้จะมีผลตอบแทนมากกว่า แต่ความผันผวนก็มากขึ้นตามไปด้วย

  • ข้อมูลเชิงปริมาณของ SPY

กองทุนดัชนีต่างประเทศอะไรที่แข็งแกร่งที่สุด?

กองทุนดัชนีต่างประเทศอะไรที่แข็งแกร่งที่สุด?

กองทุนดัชนีต่างประเทศอะไรที่แข็งแกร่งที่สุด?

กองทุนดัชนีต่างประเทศอะไรที่แข็งแกร่งที่สุด?

กองทุนดัชนีต่างประเทศอะไรที่แข็งแกร่งที่สุด?

จากผลตอบแทนในอดีตที่ผ่านมา SPY  ชนะกองทุนในกลุ่มเดียวกัน ( Large Blend) และผลตอบแทนเท่ากับ Index ( Russell 1000 )     แต่ Sharpe Ratio จะใกล้เคียงกับ กลุ่มเดียวกัน (Large Blend) และ Index ( Russell 1000)

ผมมักบอกภรรยาผมว่า ให้ลงทุนไปยัง QQQ และ SPY แล้วถือไปยาว 10 ปี ตราบเท่าที่ USA ยังเป็นชาติมหาอำนาจเป็นผู้นำด้าน technology” 

ดังนั้นข้อแนะนำคือ  QQQ และ SPY ควรจะเป็น Core Portfolio ในสัดส่วน 40-60% ตามแต่กลยุทธ์ของแต่ละคน  ส่วนสัดส่วนระหว่าง QQQ และ SPY  ส่วนตัวจะใช้ 60:40  ซึ่งเป็นการผสมระหว่างหุ้นเติบโตและหุ้นคุณค่า

WealthGuru


**สนใจลงทุนในพอร์ต Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณ สามารถดูรายละเอียดและลงชื่อรับบริการได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/port/wealthguru/

ข่าวดี…คนไทยใกล้อายุยืน 100 ปี ข่าวร้าย…หลังเกษียณอาจมีเงินไม่พอใช้

TISCO Advisory
ข่าวดี…คนไทยใกล้อายุยืน 100 ปี ข่าวร้าย…หลังเกษียณอาจมีเงินไม่พอใช้

นวัตกรรมทางการแพทย์ กำลังจะทำให้คนไทยอายุยืนขึ้นเกือบถึง 100 ปี ซึ่งแม้จะเป็นข่าวดี แต่ขณะเดียวกัน นี่เป็นประเด็นที่น่าตกใจอย่างมากเพราะหากต้องใช้ชีวิตหลังเกษียณยาวนานขึ้นขนาดนี้ ก็หมายถึงต้องใช้เงินจำนวนมากเช่นกันแล้วจะทำอย่างไรดี  ?!?

นวัตกรรมการแพทย์ที่ก้าวล้ำ ได้ทำให้ประชากรโลก รวมถึงประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) รวดเร็วขึ้น  ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีการแพทย์ด้านการบำบัดด้วยยีน เทคโนโลยีการฟื้นฟูเซลล์ การพัฒนาอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ช่วยเหลือ ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่ช่วยยืดอายุประชากรให้มีชีวิตยาวนานมากขึ้นกว่าในอดีต

โดยสำหรับคนไทยนั้น ปัจจุบันมีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 77 ปี แต่ด้วยนวัตกรรมการแพทย์ที่ก้าวหน้าตามที่ได้เล่ามานั้น จึงส่งผลให้อายุขัยของประชากรไทยเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 4.4 เดือนต่อปี ดังนั้นด้วยทิศทางการมีชีวิตที่ยืนยาวนี้เอง สำนักงานสถิติแห่งชาติ จึงได้คาดการณ์ไว้ว่า ในปี 2568 คนไทยที่อายุยืนมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จะมีสัดส่วนสูงถึง 20% ของประชากรประเทศ1

 และยังนำไปสู่ปรากฏการณ์สำคัญด้านอายุของกลุ่มคนซึ่งเกิดตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป หรือที่รู้จักกันใน Gen Alpha ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า มีแนวโน้มที่จะอยู่ได้นาน 100 ปีเลยทีเดียว2

ข่าวดี…คนไทยใกล้อายุยืน 100 ปี ข่าวร้าย…หลังเกษียณอาจมีเงินไม่พอใช้

อายุยืนแต่เงินอาจไม่พอใช้ ?!?3

แม้คนไทยจะมีอายุที่ยืนยาวขึ้น แต่ชีวิตหลังเกษียณของคนส่วนหนึ่งก็อาจไม่สะดวกสบายนัก เห็นได้จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2564 ที่ระบุว่า โครงสร้างของผู้สูงอายุประมาณ 96% ของประเทศไทย อาศัยอยู่บ้านหลังเดิมอย่างยากลำบาก และมีเพียงสวัสดิการแห่งรัฐฯ เท่านั้นที่มาหล่อเลี้ยงชีวิต

และหากเจาะลึกผลสำรวจที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 2560 ก็จะพบว่าคนไทยกว่า 19% มีเงินไม่เพียงพอสำหรับการเกษียณอีกด้วย!!

ข่าวดี…คนไทยใกล้อายุยืน 100 ปี ข่าวร้าย…หลังเกษียณอาจมีเงินไม่พอใช้

ข้อมูลเหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่า หลังเกษียณที่มีอายุยืนยาวขึ้น ก็อาจไม่ใช่ปลายทางที่มีความสุขนัก หากมีเงินไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย

ประกันบำนาญ Living Benefit สูงช่วยให้มีเงินใช้ในวัยเกษียณดีขึ้น ?

คุณณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการอาวุโสที่ปรึกษาการลงทุนทิสโก้เวลธ์ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) แนะนำให้เลือกประกันบำนาญเพื่อใช้เป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยให้ชีวิตหลังเกษียณมีรายได้สม่ำเสมอยิ่งขึ้น

พร้อมทั้งย้ำว่า ควรเลือกประกันบำนาญที่เน้นเรื่องของผลประโยชน์ขณะดำรงชีวิต (Living Benefit) สูง ซึ่งผู้เอาประกันฯ จะได้รับผลประโยชน์กรณีที่มีอายุยืนยาว โดยจะช่วยให้ได้รับเงินคืนอย่างสม่ำเสมอตลอดอายุขัยหรือจนครบสัญญาฯ ทำให้สามารถใช้ชีวิตได้ตามไลฟ์สไตล์ที่ตั้งใจ 

“Living Benefit ที่สูงจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตในวัยเกษียณอย่างมาก ซึ่งเวลาเลือกประกันบำนาญ ก็อยากให้เน้นตรงนี้ และแยกการพิจารณาออกจากผลประโยชน์หลังจากเสียชีวิต (Death Benefit) ซึ่งก็คือ ผลประโยชน์ที่ผู้เอาประกันจะได้รับกรณีเสียชีวิตก่อนอายุที่ระบุในสัญญาฯ โดยจะถูกส่งมอบให้ผู้รับผลประโยชน์ตามที่ระบุในสัญญาฯ 

นอกจากนี้ ยังได้แนะนำเทคนิคการเลือกประกันบำนาญ ดังนี้ 1.อายุการจ่ายเงินบำนาญ ยิ่งนาน ยิ่งมีโอกาสได้ประโยชน์คุ้มค่า 2.เปอร์เซ็นต์การจ่ายเงินบำนาญ ยิ่งสูงยิ่งดี 3.ความมั่นคงด้านฐานะทางการเงินของบริษัทประกัน เพราะประกันบำนาญเป็นแบบประกันที่มีระยะเวลายาวนาน ก็ต้องดูความมั่นคงของบริษัทประกันด้วย 

เพราะประกันบำนาญ ไม่ใช่แค่มีก็เพียงพอกับการเกษียณแล้ว แต่ต้องให้ความสำคัญกับรายละเอียดในเรื่อง Living Benefit ด้วย จึงจะช่วยให้สามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณดีไม่แพ้ตอนทำงาน 

ข้อมูลอ้างอิง

1. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ปี 2562, บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน), United Nations – World Population Prospects (Thailand Life Expectancy 1950-2021)

2. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ปี 2562, บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  

3. สำนักงานสถิติแห่งชาติ, มูลนิธิสถาบันพัฒนาและวิจัยผู้สูงอายุไทย ปี 2564  

TISCO Advisory

ที่มาบทความ: https://www.tiscowealth.com/article/retirement-advisory/thais-live-longer-but-may-not-have-money-to-live.html

โนเบลเศรษฐศาสตร์ : แนวคิดบริหารพอร์ตหุ้น&กองทุนรวม

MacroView
โนเบลเศรษฐศาสตร์ : แนวคิดบริหารพอร์ตหุ้น&กองทุนรวม

ก่อนอื่น ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้คว้ารางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ ในปี 2021 ทั้ง 3 ท่าน อันประกอบด้วย โจชัว แองกริสต์, กุยโด อิมเบนส์ และเดวิด คาร์ด

โจชัว แองกริสต์และกุยโด อิมเบนส์ เป็นสองนักเศรษฐมิติชั้นนำ ที่เน้นการประมวลผลข้อมูลแบบเน้นหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ  ส่วน เดวิด คาร์ด นักเศรษฐศาสตร์แรงงานที่เน้นการประมวลผลเชิงเศรษฐมิติ ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

หากมาพิจารณาในแวดวงการลงทุนทุกวันนี้ คงแทบจะไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินคำว่าเบต้า CAPM หรือ อัลฟ่า โดยแนวคิดของศัพท์ทางการเงินทั้งหมดดังกล่าว มาจากไอเดีย ‘แนวคิดการบริหารพอร์ตโฟลิโอของหุ้นและกองทุนรวม’ ที่ว่ากันว่า การสร้างสรรค์แนวคิดยอดนิยมนี้ ส่งผลโดยตรงต่อการคว้ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ สำหรับนักวิชาการอย่างน้อยถึง 6 ท่าน ตามรายละเอียดดังนี้

ท่านแรก นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล นามว่า เจมส์ โทบิน ที่คว้ารางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ในปี 1981 ซึ่งคนดังในวันนี้ หลายท่าน อาทิ เจเน็ต เยลเลน ถือเป็นศิษย์ก้นกุฏิของโทบิน

ว่ากันว่า หากไม่นับ จอห์น เมย์นาด เคนส์ และ เฟเดริค ฮาเยค ผมมองว่าโทบินคือนักเศรษฐศาสตร์มหภาคที่ทรงอิทธิพลต่อวงการมากที่สุด ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

หากใครได้เคยเรียนวิชาด้านการลงทุนเกี่ยวกับการบริหารพอร์ตโฟลิโอคงจะเคยได้ยินคำว่า “Separation Theorem” หรือการตัดสินใจว่าจะถือครองสินทรัพย์เสี่ยง ณ จุดตรงที่มีอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงตรงจุดไหน สำหรับคน ๆ หนึ่งนั้น ถือเป็นการตัดสินใจครั้งแรก จากนั้น จะเลือกถือครองสินทรัพย์เสี่ยงดังกล่าวหรือสินทรัพย์ปราศจากความเสี่ยงในสัดส่วนเท่าใด ถือเป็นการตัดสินใจครั้งที่สอง ซึ่งการตัดสินใจในทั้งสองครั้ง ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า“เราไม่ควรจัดเก็บไข่ไว้ในตะกร้าเดียวกัน” ทว่าควรจัดเก็บไว้ใน 2 ตะกร้า คือ ตะกร้าสินทรัพย์เสี่ยง และ ตะกร้าสินทรัพย์ปราศจากความเสี่ยง ซึ่งเราเลือกสเปคไข่ในตะกร้าแรกให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยเลือกว่าจะซื้อไข่ทั้งสองแบบอย่างละกี่ใบอีกทีหนึ่ง

แนวคิดที่สำคัญมาก ๆ ดังกล่าวในวิชาด้านการลงทุน คือ ผลงานของ เจมส์ โทบิน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจว่าเขาจะเป็นคนแรก ๆ ในบรรดากลุ่มผู้คิดค้น ‘แนวคิดการบริหารพอร์ตโฟลิโอของหุ้นและกองทุนรวม’ ที่ได้รับรางวัลโนเบลด้านเศรษฐศาสตร์ก่อนเพื่อน

ท่านที่สองและสาม ได้แก่ แฮรี มาร์โควิซ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก้ และ วิลเลี่ยม ชาร์ป จากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด โดยทั้งคู่พร้อมกับเมอร์ตัน มิลเลอร์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 1990

มาร์โควิซเป็นหนึ่งในชื่อนักวิชาการด้านการเงินที่เราคงได้ยินบ่อยมาก สาเหตุคือวงการลงทุนใช้หลักการกระจายความเสี่ยง หรือ diversification ในการลดความเสี่ยงของพอร์ต โดยมาร์โควิซเป็นคนแรก ๆ ที่กล่าวว่าไม่ใช่ว่าจะถือครองหลักทรัพย์เยอะ ๆ ตัวแล้วระดับความเสี่ยงรวมของพอร์ตโฟลิโอจะลดลง ทว่าจะต้องถือครองหลักทรัพย์ที่ราคาขึ้นหรือลงแบบที่สวนทางกัน หรือมีค่าสัมประสิทธิ์ของความแปรปรวนร่วมที่ติดลบ จึงจะทำให้ระดับความเสี่ยงรวมของพอร์ตโฟลิโอจะลดลง อันเป็นที่มาของเส้น Efficient Frontier ของพอร์ตโฟลิโอที่จะหาชุดของหุ้นซึ่งทำให้ระดับความเสี่ยงลดต่ำลง ด้วยระดับผลตอบแทนที่ยังใกล้เคียงกับเดิม หากถือพอร์ตที่มีหลักทรัพย์ต่างๆที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเพียงพอ

ด้านวิลเลี่ยม ชาร์ป ก็เป็นเจ้าของชื่ออัตราส่วนชาร์ป หรืออัตราส่วนผลตอบแทนส่วนที่เกินอัตราดอกเบี้ยปราศจากความเสี่ยงหารด้วยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทน ซึ่งเป็นดัชนีอัตราส่วนด้านการลงทุนที่ได้รับความนิยมเกือบจะสูงที่สุด ในแวดวงการลงทุน ณ ปัจจุบัน

ท่านที่สี่ ได้แก่ โรเบิร์ต ลูคัส จากมหาวิทยาลัยชิคาโก  ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 1995   โดย ‘แนวคิดการบริหารพอร์ตโฟลิโอของหุ้นและกองทุนรวม’ ที่เราใช้ในวงการการลงทุนนั้น  อ้างอิงมาจากทฤษฎีที่ผู้คนมีความคาดหวังที่มีความสมเหตุสมผล

ซึ่งตัวลูคัสเอง คือผู้ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการนำเสนอแนวทางดังกล่าวต่อวงการเศรษฐศาสตร์และการเงิน กล่าวคือ การที่นักลงทุนจะใช้ค่าเบต้าในการตัดสินใจว่าหุ้นตัวนั้นเสี่ยงกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์โดยรวมนั้น ต้องยอมรับสมมติฐานที่ว่าความเสี่ยงเฉพาะตัวสามารถถูกขจัดออกไปได้โดยการถือครองกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีความหลากหลายเพียงพอ จนกระทั่งเหลือเพียงส่วนของความเสี่ยงที่เป็นระบบในการพิจารณาซึ่งก็คือค่าเบต้า

สิ่งนี้สามารถที่จะเป็นจริงได้ ก็ต่อเมื่อพฤติกรรมของผู้ลงทุนเป็นไปตาม ‘แนวคิดการบริหารสินทรัพย์แบบกลุ่ม’ ซึ่งสามารถดำเนินไปได้เมื่อตั้งอยู่บน สมมติฐานของทฤษฎีที่ผู้คนมีความคาดหวังที่มีความสมเหตุสมผล จากผลงานของโรเบิร์ต ลูคัส

สองท่านสุดท้ายที่จะขอกล่าวถึง คือ เอ็ดเวิร์ด เพรสคอตต์ จากมหาวิทยาลัยมินเนสโซต้า และคู่หู ฟินน์ คีดแลนด์ เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2004 โดยในทุกวันนี้ วงการลงทุนมักจะใช้สมมติฐานที่ว่ามนุษย์ทุกคนที่มีความกังวลต่อความเสี่ยงใกล้เคียงกัน จะตัดสินใจลงทุนบนพื้นฐานของการชดเชย (trade-off) ระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยงที่คล้ายคลึงกัน

แนวทางการวิเคราะห์นี้ นำมาจากพื้นฐานการวิเคราะห์ที่ใช้แบบจำลองซึ่งมีตัวแทนในแบบจำลองที่คิดในแบบที่คล้ายกัน ทั้งนี้ ผู้ทำหน้าที่บุกเบิกแนวทางนี้ จนสามารถขยายขอบเขตการวิเคราะห์ให้ตัวแปรทางเศรษฐกิจและการเงินดำเนินไปสู่จุดที่มีความเป็นพลวัตด้านเวลาตามช่วงต่าง ๆ ในอนาคต คือ เอ็ดเวิร์ด เพรสคอตต์  ซึ่ง ‘แนวคิดการบริหารพอร์ตโฟลิโอของหุ้นและกองทุนรวม’ ได้ใช้ประโยชน์จากแนวทางนี้ในการพัฒนาวิชาการสาขานี้ไปอีกหลายแขนงของวิชาด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์ในเวลาต่อมา

และทั้งหมดคือเรื่องราวว่า ทำไม ‘แนวคิดการบริหารพอร์ตโฟลิโอของหุ้นและกองทุนรวม’ ถึงทำให้นักวิชาการสามารถคว้ารางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์อย่างน้อย ๆ ถึง 6 ท่าน

MacroView

ที่มาบทความ: http://www.macroviewblog.com/blog/economics/portmgtfornobel/

ถึงคิวหุ้นอสังหาริมทรัพย์?

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
ถึงคิวหุ้นอสังหาริมทรัพย์?

การประกาศผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ของแบงก์ชาติให้คนสามารถกู้เงินเต็ม 100% ของราคาบ้านได้จากเดิมที่กู้ได้ตั้งแต่ 70-90% ทำให้หุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นการสร้างบ้านหรือคอนโดขายปรับตัวขึ้นกันจำนวนมากโดยเฉพาะบริษัทที่เป็นผู้นำและมีขนาดใหญ่ ปรากฏการณ์ครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าจับตามองสำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่แทบจะเลิกสนใจในหุ้นกลุ่มนี้มานานมากแล้วเพราะมันเป็นหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ “อิ่มตัว” ยอดขายทั้งอุตสาหกรรมน่าจะไม่เพิ่มมาหลายปีและน่าจะลดลงไปเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆ ในอนาคต  บริษัทจดทะเบียนต่างก็มียอดขาย “เท่าเดิม” มาไม่น้อยกว่า 4-5 ปีขึ้นไป เช่นเดียวกับกำไรที่ทรง ๆ อยู่เท่าเดิมในช่วงเวลาเดียวกัน  รายที่ดีขึ้นก็เป็นข้อยกเว้นและก็น่าจะเป็นเรื่องชั่วคราว  อนาคตก็คงโตต่อไปไม่ไหว  หลาย ๆ  บริษัทเริ่มหันไปทำอย่างอื่นเพิ่ม เช่น  ทำห้างสรรพสินค้า หรือทำโรงพยาบาล เป็นต้น

ในส่วนของเจ้าของหุ้นหรือผู้บริหารเองนั้นก็ดูเหมือนว่าจะไม่สนใจและอาจจะ “ถอดใจ” ที่จะ “ดูแลหุ้น” ที่ส่วนใหญ่ก็ “ไม่ไปไหน” มาหลายปี  พวกเขาคงเลิกคิดที่จะได้เงินจากราคาหุ้นแต่ใช้วิธีรับเงินจากการจ่ายปันผลโดยการประกาศจ่ายปันผลที่ดีเมื่อเทียบกับราคาหรือมูลค่าหุ้นของบริษัทมากกว่า  ดังนั้น  สำหรับนักเก็งกำไรแล้ว  หุ้นอสังหาจึงอยู่ “นอกสายตา” แต่สำหรับ VI อย่างผม นี่อาจจะเป็นหุ้นที่ “ลงทุนได้” ถ้าราคาหุ้นถูกพอที่จะเก็บลงทุนระยะยาวเพื่อ “กินปันผล” ที่คุ้มค่า

เหตุผลก็เพราะหุ้นขายบ้านจัดสรรโดยเฉพาะที่มีขนาดใหญ่และอยู่มานานมากนั้น มีคุณสมบัติที่จะทำรายได้และกำไรที่สม่ำเสมอและในระดับสูงและน่าจะนานพอสมควรต่อไปในอนาคต เหตุผลก็เพราะว่าการแข่งขันโดยรายใหม่ ๆ จะมีน้อยมากและในขณะเดียวกัน  ผู้เล่นนอกตลาดหลักทรัพย์ก็จะค่อย ๆ “ตาย” ไปหมด  นอกจากนั้น  อัตราการทำกำไรคิดจากผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ ROE ก็อยู่ในเกณฑ์ดี  ส่วนใหญ่สูงกว่า 10% ต่อปีและที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ  ปัจจัยในการผลิตเช่น  ที่ดินและ “โรงงานหรืออุปกรณ์” ที่อาจจะล้าสมัยหรือถูก “Disrupt” โดยเทคโนโลยีใหม่ก็แทบจะไม่มี

ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ มันคล้าย ๆ กับธุรกิจที่ “ซื้อมาขายไป” ที่มีต้นทุนคงที่ค่อนข้างน้อย เพราะมักจะมีพนักงานจำนวนน้อย การผลิตก็ใช้วิธีจ้างคนภายนอกมารับเหมาทำงานต่อเมื่อมีการขายแล้ว สินทรัพย์ “ถาวร” หลักที่ใช้ในการผลิตก็มักเป็นที่ดินซึ่งไม่มีการเสื่อมค่าและดังนั้นก็จะไม่มีรายจ่าย “ค่าเสื่อมราคา”  สรุปก็คือ  ถ้าไม่มียอดขายหรือรายได้ ต้นทุนก็ไม่เกิดขึ้น นี่เป็นข้อดีที่ทำให้ในยามตลาดซบเซา บริษัทสามารถ “อยู่เฉย ๆ  ได้”  ซึ่งผมเรียกว่า “จำศีล” เหมือนกบที่อยู่ได้นานและไม่ได้บาดเจ็บหรือเสียหายอะไรมาก  พอถึง “ฤดูฝน” หรือภาวะตลาดดีแล้ว  ก็กลับมาทำมาหากินใหม่ได้

ประเด็นสุดท้ายก็คือ  หุ้นขนาดใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกรวมกัน  ซึ่งถ้าคิดตามมูลค่าของหุ้นหรือ Market Cap. นั้นคงจะสูงมาก  อาจจะเกิน 90% ของอุตสาหกรรม  ต่างก็มีราคาที่ “ถูกมาก” ค่า PE เฉลี่ยไม่น่าจะเกิน 10 เท่า หุ้นตัวใหญ่ ๆ มากบางตัวอาจจะแค่ 6-7 เท่า ค่า PB หรือราคาเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชีซึ่งเป็นราคาในอดีตของทรัพย์สิน เช่น ที่ดินที่อาจจะซื้อมานานก็มีค่าไม่เกิน 1 เท่า  ซึ่งแปลว่าถ้าเราซื้อหุ้น  เราอาจจะได้เป็นเจ้าของที่ดินในราคาที่ถูกมากก็ได้  และสุดท้ายที่สำคัญมากก็คือ ค่า Dividend Yield หรือปันผลที่จะได้รับเมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่ซื้อส่วนใหญ่แล้วน่าจะไม่น้อยกว่า 4-5% ขึ้นไป บางตัวถึง 10% ติดต่อกันหลายปีก็มี ทั้งหมดนี้ทำให้ผมคิดว่าหุ้นกลุ่มพัฒนาสร้างบ้านขายนั้นเป็นหุ้น “Value” หรือกลุ่มหุ้นที่มีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับพื้นฐานของกิจการ  ซื้อแล้วก็เก็บรอให้ราคาปรับตัวขึ้นไปจนถึงพื้นฐานที่ควรจะเป็น  แต่ถ้าราคาไม่ปรับตัวขึ้นไปเร็วอย่างที่คิด  ก็ยังสามารถเก็บกินปันผลปีละประมาณ 5% ไปได้เรื่อย ๆ ซึ่งก็คุ้มค่ามากเมื่อเปรียบเทียบกับการฝากเงินที่ให้ผลตอบแทนไม่เกิน 1% หรือการลงทุนในหุ้นกู้ที่ปลอดภัยที่ให้ผลตอบแทนไม่เกิน 3%

ผลตอบแทนที่ผมคิดนั้น คงจะมีโอกาสเป็นไปได้ค่อนข้างสูงถ้าเรามี “กองทุนหุ้นขายบ้าน” ที่กระจายความเสี่ยงไปในหุ้นหลัก ๆ ทั้งหมด แต่เราไม่มีกองทุนแบบนี้ ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว เราอาจจะต้องซื้อหุ้นเป็นรายตัวเพื่อลงทุน และต่อไปนี้คือหลักเกณฑ์หรือแนวทางในการเลือกหุ้นพัฒนาอสังหาที่เน้นการขายบ้าน

  1. เลือกหุ้นที่มีขนาดใหญ่อย่างน้อยระดับ Top Ten หรือใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรก  หุ้นในกลุ่มนี้จะสามารถรักษาระดับยอดขายและกำไรที่สม่ำเสมอเพราะมักจะมีโครงการกระจายไปทั่วกรุงเทพและอาจจะรวมถึงจังหวัดหลัก ๆ ของประเทศเช่นเดียวกับระยะเวลาขายและโอนโครงการก็จะกระจายระยะเวลาไม่เสร็จพร้อมกัน  ทำให้รายได้และกำไรแต่ละปีจะไม่ผันผวนนัก
  2. มีผลกำไรสม่ำเสมอและดี วัดจากมาร์จินหรือกำไรต่อยอดขายไม่ต่ำกว่า 10% ขึ้นไป  หุ้นหลายตัวนั้นสูงถึง 20% ก็มี  ส่วนกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ ROE ก็ควรจะประมาณ 10% ต่อปีขึ้นไป  ทั้งหมดนี้ควรเป็นตัวเลขของ “ปีปกติ” ที่ไม่ได้มีเหตุการณ์พิเศษที่อาจจะรวมถึงปีโควิด-19 ด้วย  ในส่วนของฐานะทางการเงินนั้น  จะต้องไม่มีหนี้สูงเกินไปจนอาจจะเสี่ยงต่อการล้มละลายได้ในกรณีที่สถานการณ์เลวร้ายที่สุด
  3. เป็นบริษัทเก่าแก่หรือผู้บริหารมีบรรษัทภิบาลที่น่าเชื่อถือ ยิ่งถ้าได้ “ผ่านร้อนผ่านหนาว” เช่น  เคยผ่านวิกฤตมาหลายครั้งก็ยิ่งดี เพราะธุรกิจนี้มีโอกาสที่จะเกิดการฉ้อฉลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้อทรัพย์สิน เช่น ที่ดินหรืออาคารที่เป็นรายการใหญ่ที่อาจจะสามารถต่อรอง “เงินทอน” ได้ นอกจากนั้น ยังทำให้ผู้บริหารมีการบริหารความเสี่ยงจากวิกฤตได้ดีขึ้น เพราะธุรกิจแบบนี้อาจจะประสบปัญหาได้อย่างเช่นที่เกิดกับกรณี Evergrande ที่จีน เป็นต้น
  4. ถ้าบริษัทมีทรัพย์สินดี ๆ เช่น มีหุ้นของบริษัทอื่นหรือมีธุรกิจที่อาจจะมีศักยภาพที่จะทำเงินซึ่งรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ เช่น อาคารสำนักงานให้เช่า ช็อปปิ้งมอล โรงพยาบาลหรือสถานที่ดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุ  เป็นต้น  สิ่งต่าง ๆ  เหล่านี้จะเป็นผลบวกกับบริษัทและอาจจะเป็นตัวที่ทำให้บริษัทสามารถเติบโตขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญในอนาคต
  5. ราคาหุ้นต้องไม่แพง ค่า PE ปกติต้องไม่เกิน 10 เท่า  และมีปันผลตอบแทนปีละไม่ต่ำกว่า 4-5% ขึ้นไป โดยที่ปันผลนี้น่าจะต้องสามารถจ่ายได้ต่อไปในอนาคตอย่างน้อย 3-4 ปีข้างหน้า แบบเดียวกับที่เคยจ่ายได้ในอดีตหลายปีที่ผ่านมา

คุณสมบัติทั้งหมดนั้น แน่นอนว่าไม่ใช่เป็นสิ่งที่เด็ดขาดยกเว้นไม่ได้ เพียงแต่เป็นสิ่งที่พึงประสงค์และเราจะให้น้ำหนักกับแต่ละข้อไม่เท่ากัน แน่นอนว่าบางบริษัทอาจจะไม่เข้าเกณฑ์ทุกข้อแต่ก็ดีพอใช้ ตัวอย่างเช่น เรื่องของขนาดนั้นอาจจะต่ำกว่าที่กำหนดแต่ถ้ามีปัจจัยอื่นที่ดีมากจนชดเชยได้ เราก็อาจจะเลือกลงทุนในหุ้นตัวนั้นก็ได้ และนี่ก็คือศิลปะในการเลือกหุ้นที่ทุกคนก็จะไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะอนุรักษ์นิยมและกลัวความเสี่ยงมากกว่า  เขาก็ควรจะเลือกปัจจัยที่จะส่งเสริมให้เป็นหุ้นที่มีความมั่นคงมากกว่าปัจจัยในด้านของการเติบโต  เป็นต้น

เมื่อตัดสินใจเลือกลงทุนในหุ้นอสังหาที่เน้นการสร้างบ้านขายแล้ว  สิ่งที่ตามมาก็คือ  จิตใจของเราจะต้องมั่นคงว่าเราไม่ได้เลือก “หุ้นโตเร็ว” เรากำลังเลือกหุ้นแนว “Deep Value” หรือหุ้นแบบ VI ดั้งเดิมที่เน้นเรื่องราคาที่ถูกมาก โอกาสที่หุ้นจะวิ่งขึ้นไปรวดเร็วก็จะน้อยแต่การที่จะแพ้ในระยะยาวก็จะต้องต่ำมาก แต่ในขณะเดียวกัน นี่ก็ไม่ใช่การลงทุนในตราสารหนี้ที่จะได้ผลตอบแทนแน่นอนในระดับต่ำ แต่เป็นการลงทุนในหุ้นที่ยังมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนได้  เช่นเดียวกันก็ไม่ตัดโอกาสที่จะได้กำไรงดงามแม้ว่าการวิเคราะห์แบบไม่มีความลำเอียงและไม่ได้มองโลกในแง่ดีจะบอกว่ามันคงไม่ใช่  พูดง่าย ๆ ลงทุนหุ้นแนวนี้ “อย่าหวังมาก” ถ้าราคาหุ้นไม่ขึ้นเลยทั้งปี  เราก็ได้ปันผลคุ้มค่าอยู่แล้ว  แต่ถ้าหุ้นตกลงไปมากล่ะ?  นั่นก็เป็นไปได้และเราก็ต้องยอมรับ  แต่ก็เช่นเดียวกัน  มันก็มีโอกาสที่หุ้นอาจจะขึ้นไปงดงามได้เช่นกัน  และเราก็ต้องบอกว่านั่นก็เป็นความ “โชคดี”  นี่ก็จะเป็นสิ่งที่เราควรจะต้องเรียนรู้ก่อนที่จะเป็น  “VI พันธุ์แท้” ที่ต้องจัดการกับความโลภ ความกลัว และความลำเอียงมากกว่านักลงทุนแบบอื่น

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://blog.settrade.com/blog/nivate/2021/10/25/2578