แจ้งเตือน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 01/12/2022 “สรุปผลตอบแทนตลาดหุ้น พ.ย. ฟื้นตัวสนใส ประธาน Fed ส่งสัญญาณเชิงบวก สหรัฐฯ เตรียมชะลอขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้า” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

 

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 01/12/2022

“สรุปผลตอบแทนตลาดหุ้น พ.ย. ฟื้นตัวสนใส ประธาน Fed ส่งสัญญาณเชิงบวก สหรัฐฯ เตรียมชะลอขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้า”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 34,589.77 จุด +737.24 จุด (+2.18%) S&P500 ปิดที่ 4,080.11 จุด +122.48 จุด (+3.09%)  Nasdaq  ปิดที่ 11,468.0 จุด +484.22 จุด (+4.41%) Small Cap 2000 ปิดที่ 1,881.61 จุด +45.06 จุด (+2.45%) VIX index ปิดที่ 20.58 จุด +1.31 จุด (+5.98%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 3,964.72 จุด +30.28 จุด (+0.77%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 14,397.04 จุด +41.59 จุด (+0.29%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 6,738.55 จุด +69.58 จุด (+1.04%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 27,968.92 จุด -58.85 จุด (-0.21%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 18,597.24 จุด +392.56 จุด (+2.16%)  ดัชนี CSI300 ปิดที่ 3,853.03 จุด +4.61 จุด (+0.12%)  และ SET Index ปิดที่ 1,635.36 จุด +10.97 จุด (+0.68%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 1 ธ.ค. 2565) ทองคำ 1,788.55 ดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 22.453 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 80.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 86.87 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 1 ธ.ค. 2565) Bitcoin 17,108.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,284.4 ดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.104060 ดอลลาร์สหรัฐฯ BNB Coin 296.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ

สรุปข่าวประจำวัน

ประธาน Fed ส่งสัญญาณ ชะลอขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้า แม้สงครามเงินเฟ้อยังไม่จบ คาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ย 50 bps ในการประชุม Fed วันที่ 13 – 14 ธันวาคม สู่ระดับ 4.25% – 4.5% โดยประธาน Fed มองว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 4.6% และจะคงดอกเบี้ยจนกว่าเงินเฟ้อจะปรับลดลง (ที่มา bloomberg)

จีนผู้ติดเชื้อใหม่ลดลงเป็นวันที่ 2 คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีนออกมาส่งเสริมให้ผู้สูงอายุฉีดวัคซีน และรณรงค์ให้ประชาชนฉีดวัคซีนเข็มบูสเตอร์ ด้านทางการเตรียมผ่อนคลายคุมโควิด 2 เมืองใหญ่ แต่ก็ยังมีการประท้วงของชาวจีนที่ไม่พอใจมาตรการโควิดของทางการลุกลามหลายพื้นที่ทั่วประโลก ด้านหุ้นจีนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ‘Nasdaq Golden Dragon China’ เดือน พ.ย. ทุบสถิติ พุ่ง 42% รับความหวังเปิดเมือง (ที่มา bloomberg)

อดีตประธานาธิบดีจีน ‘เจียง เจ๋อหมิน’ ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 96 ปี ที่นครเซี่ยงไฮ้ เมื่อวันพุธ ด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและอวัยวะภายในล้มเหลว อดีตประธานาธิบดี เจียง เจ๋อหมิน ผู้นำพาจีนออกจากการโดดเดี่ยวหลังกองทัพจีนเข้าปราบปรามผู้ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อปี 1989 และเป็นผู้สนับสนุนการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนจนนำพาเศรษฐกิจประเทศขยายตัวอย่างก้าวกระโดด (ที่มา voathai)

BlackRock เผยกลยุทธ์ลงทุนปี 2023 แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มแบงก์ – กลุ่มพลังงาน เนื่องจากหุ้นทั้ง 2 กลุ่มจะมีผลประกอบการที่ดี และลดน้ำหนักบอนด์ระยะยาวของยุโรป เนื่องจากบอนด์ระยะยาวยังเผชิญกับแรงกดดันการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง (ที่มา ryt9)

Elon Musk พบ Tim Cook เจรจาสงบศึกระหว่าง Twitter และ Apple เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลัง Apple ขู่ว่าจะตัดแพลตฟอร์มออกจาก App Store และกล่าวว่าได้หยุดโฆษณาส่วนใหญ่บนเว็บไซต์ ด้านสหภาพยุโรปก็ขู่แบน Twitter เนื่องจากไม่ปฎิบัติตามกฎความเข้มงวดในการกลั่นกรองเนื้อหา (ที่มา reuters)

กนง. มีมติขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.00% เป็น 1.25% ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจหลายสำนักคาดต้นปีหน้าจ่อปรับเพิ่มอีก ด้านคณะกรรมการประเมินเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่องจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภค โดยปรับอัตราการขยายของ GDP ปีนี้อยู่ที่ 3.2% จาก 3.3% ปี 2566 อยู่ที่ 3.7% จาก 3.8% และในปี 2567 อยู่ที่ 3.9% ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ที่ 6.3% , 3.0% และ 2.1% ในปี 2565 , 2566 และ 2567 ตามลำดับ โดยผ่านจุดสูงสุดในไตรมาสที่ 3 ปี 2565  (ที่มา prachachat)

สัมมนา

สัมมนาพิเศษ เปิดตัวกองทุนใหม่ MEGA10 แนวคิดการลงทุนแบบ MEGAPOLY กับโอกาสดีๆ ในกองทุน MEGA10 วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2565 เวลา 18.00 น. ผ่าน ZOOM ลงทะเบียนได้ที่ https://www.finnomena.com/event-calendar/

News Update: ประธาน Fed ส่งสัญญาณชะลอขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้า แม้สงครามเงินเฟ้อยังไม่จบเร็วๆ นี้ มอง Soft Landing ยังเป็นไปได้

THE OPPORTUNITY
News Update: ประธาน Fed ส่งสัญญาณชะลอขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้า แม้สงครามเงินเฟ้อยังไม่จบเร็วๆ นี้ มอง Soft Landing ยังเป็นไปได้

‘เจอโรม พาวเวลล์’ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งสัญญาณว่า Fed อาจจชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. นี้ แม้สงครามเงินเฟ้อจะยังคงไม่จบลงในเร็วๆ นี้ก็ตาม

ประธาน Fed กล่าวที่ Brookings Institution ว่า ถึงเวลาแล้วที่ Fed ต้องชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในขณะที่เรากำลังเข้าใกล้ระดับที่เพียงพอกับการทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงแล้ว โดยการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นอย่างเร็วในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้

พาวเวลล์ย้ำว่า การต่อสู้กับเงินเฟ้อยังคงไม่จบลงเร็ว ๆ นี้ และยังคงไม่สามารถตอบได้ว่า ในที่สุดแล้วอัตราดอกเบี้ยจะต้องสูงแค่ไหนและนานเท่าไร โดยาจจะอยู่ที่ระดับสูงกว่า 4.6% ซึ่งเป็นระดับที่สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ คาดการณ์ไว้เมื่อเดือน ก.ย.

ประธาน Fed ระบุว่า การแก้ปัญหาเงินเฟ้อต้องอาศัยนโยบายดอกเบี้ยที่แน่นอนและต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และว่าหาทางในการต่อสู้กับเงินเฟ้อนั้นยังคงยาวไกล และแม้ Fed ได้ใช้นโยบายรัดเข็มขัดเพื่อชะลอการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงไม่เห็นสัญญาณชัดเจนว่าเงินเฟ้อเริ่มลดลงแต่อย่างใด

สัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ยส่งผลให้เมื่อคืนนี้ (30 พ.ย.) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก โดย Dow Jones +2.18%, S&P 500 +3.09% และ Nasdaq +4.41% ส่วนอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี ปรับลดลง

สำหรับมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่นักเศรษฐศาสตร์มองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดมากกว่าไม่เกิดในอีก 12 เดือนข้างหน้านั้น พาวเวลล์มองว่า Soft Landing ยังคงเป็นไปได้อย่างมาก และยังคงทำได้ แต่ยอมรับว่าโอกาสในการไปสู่ Soft Landing นั้นน้อยลง

“การชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในตอนนี้เป็นวิธีที่ดีในการปรับสมดุลความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจจากอัตราเงินเฟ้อและการเติบโตที่ช้าลง” พาวเวลล์กล่าว

ด้านตลาดมองว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยเพียง 0.5% ในการประชุมวันที่ 13-14 ธ.ค. นี้ หลังจากการขึ้นดอกเบี้ย 0.75% มา 4 ครั้งติดต่อกัน ซึ่งจะทำให้ระดับดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ขึ้นไปอยู่ที่ 4.25 – 4.5% และคาดว่า Fed อาจเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ขณะที่ FedWatch Tool ของ CME Group แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 75.8% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 50 bps และให้น้ำหนัก 24.2% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 75 bps ในการประชุมสัปดาห์หน้า

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: เนต้าขึ้นราคา ‘เนต้า V’ อีก 3-5 หมื่น จาก 5.49 แสนบาท แจงปัญหาต้นทุนผลิตพุ่ง มีผลตั้งแต่ 1 ธ.ค. นี้เป็นต้นไป

THE OPPORTUNITY
News Update: เนต้าขึ้นราคา ‘เนต้า V’ อีก 3-5 หมื่น จาก 5.49 แสนบาท แจงปัญหาต้นทุนผลิตพุ่ง มีผลตั้งแต่ 1 ธ.ค. นี้เป็นต้นไป

เนต้าขึ้นราคา ‘เนต้า V’ อีก 30,000-50,000 บาท แจงปัญหาต้นทุนผลิต แบตเตอรี่ ค่าขนส่ง รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนพุ่ง

ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า นายอเล็กซ์ เป่า จ้วงเฟย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยถึงปัญหาต้นทุนการผลิต เช่น วัตถุดิบในการผลิตแบตเตอรี่ ค่าขนส่ง อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาสูงขึ้น ทำให้บริษัทมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาขายเบื้องต้นคาดว่าราคาจำหน่ายจะเพิ่มขึ้นอีก 30,000-50,000 บาท

โดยลูกค้าที่จะซื้อรถตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมเป็นต้นไปจะต้องซื้อในราคาใหม่ส่วนลูกค้าที่ซื้อรถไปก่อนหน้านี้ จะได้รับราคาเดิม

บริษัทมียอดจองรถอีวี เนต้าV ไปแล้ว 7,000 คัน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการส่งมอบ โดยภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 บริษัทจะส่งมอบรถ ให้ครบจำนวน 3,000 คัน ซึ่งล่าช้ากว่าตามแผนงานเดิมไปเล็กน้อย

ภายใต้การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่สูงมากตอนนี้ถือว่า เนต้ามั่นใจในการทำตลาดสูงมาก ซึ่งล่าสุดค่ายเอ็มจี เพิ่งเปิดราคาขาย MG4 ไฟฟ้า 100% ในราคา 869,000 บาท และยังมีคู่แข่งในระดับราคาใกล้เคียงอีกหลายแบรนด์

อ้างอิง: https://www.prachachat.net/breaking-news/news-1134751 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

มอบของขวัญสุดพิเศษให้ตัวคุณเองและคนที่คุณรัก ด้วยกิจกรรม FINT Winter Box

FINT
มอบของขวัญสุดพิเศษให้ตัวคุณเองและคนที่คุณรัก ด้วยกิจกรรม FINT Winter Box

ลมหนาวใกล้เข้ามาพร้อมเทศกาลแห่งความสุขสำหรับมอบของขวัญให้ตัวคุณเองและคนที่คุณรัก ซึ่งปีนี้ก็มีกิจกรรมใหม่เอี่ยมมาให้เพื่อน ๆ นักลงทุนได้ร่วมสนุกกันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ครั้งนี้มาในชื่อกิจกรรม FINT Winter Box ที่มาพร้อมของขวัญสุดพิเศษมากมาย ใครกำลังมองหาของขวัญอยู่ห้ามพลาด! เรามาดูกันเลยว่ารายละเอียดกิจกรรมนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง

มอบของขวัญสุดพิเศษให้ตัวคุณเองและคนที่คุณรัก ด้วยกิจกรรม FINT Winter Box

ก่อนอื่น มาทบทวนก่อนว่า FINT คืออะไร?

FINT คือ โทเคนดิจิทัลเพื่อการใช้ประโยชน์ (Utility Token) ของ FINNOMENA ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2565 ที่ผ่านมา โดยโทเคนนี้จะมอบสิทธิประโยชน์สุดพิเศษต่าง ๆ ให้กับผู้ที่ถือครอง ตัวอย่างเช่น แลกเป็นส่วนลดค่าธรรมเนียม หรือแลกสินค้าและบริการ

ที่ผ่านมา เราสามารถครอบครอง FINT ได้ด้วยหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบัญชีสำหรับลูกค้าใหม่ การซื้อกองทุนถึงจำนวนที่กำหนด รวมถึงร่วมเล่นกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดตามได้ที่เพจ FINT

อ่านเพิ่มเติม FINT คืออะไร? 5 เรื่องไม่รู้ไม่ได้ กับเหรียญ FINT โดย FINNOMENA พร้อมคุณประโยชน์จุก ๆ สำหรับนักลงทุน

แนะนำกิจกรรม FINT Winter Box

FINT Winter Box ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมพิเศษสำหรับผู้ถือครอง FINT โดยเฉพาะ โดยใครที่ตอนนี้มี FINT อยู่ในมือ สามารถนำมาลุ้นแลกรับกล่องของขวัญในช่วงเทศกาลนี้ได้ ไล่ตั้งแต่คริสต์มาส สิ้นปี ไปจนถึงปีใหม่เลย ซึ่งขอบอกว่าคุ้มมาก ๆ เพราะใช้เพียง 2 FINT ก็สามารถลุ้นแลกกล่องของขวัญ 1 กล่องได้แล้ว โดยจะแลกได้สูงสุด 5 กล่องต่อคน

ของขวัญมีอะไรบ้าง?

มาถึงตรงนี้หลายคนน่าจะอยากรู้แล้วว่าของขวัญพิเศษที่ว่านี้มีอะไรบ้าง เราขอลิสต์มาให้ตรงนี้ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลแล้วนับรวมเป็น 30,000 รางวัลเลย! ได้แก่:

  • iPhone 14 Pro 128 GB จำนวน 1 รางวัล
  • Voucher ที่พักโรงแรม Movenpick พัทยา จำนวน 2 รางวัล
  • Ledger Nano S จำนวน 10 รางวัล
  • หมอนรองคอ FINNOMENA จำนวน 10 รางวัล
  • หมวก FINNOMENA จำนวน 20 รางวัล
  • เสื้อ FINNOMENA จำนวน 30 รางวัล
  • E-Voucher มูลค่า 100 บาท จำนวน 30 รางวัล
  • K-CASH มูลค่า 50 บาท จำนวน 300 รางวัล
  • K-CASH มูลค่า 25 บาท จำนวน 600 รางวัล
  • K-CASH มูลค่า 10 บาท จำนวน 900 รางวัล
  • K-CASH มูลค่า 5 บาท จำนวน 1,200 รางวัล
  • K-CASH มูลค่า 1 บาท จำนวน 26,897 รางวัล

วิธีเข้าร่วมกิจกรรม

ใครที่พร้อมร่วมกิจกรรม สามารถทำตามขั้นตอนด้านล่างได้เลย

  1. ดาวน์โหลดแอปฯ FINNOMENA ใน App Store หรือ Google Play Store โดยอัปเดตแอปฯ ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
  2. เข้าหน้ากิจกรรม FINT Winter Box บนแอปฯ FINNOMENA เพื่อใช้ FINT ลุ้นรับของขวัญในหน้ากิจกรรม โดยผู้ร่วมกิจกรรมทุกคนมีสิทธิ์ได้รับของขวัญทุกครั้งที่ใช้สิทธิ์

กติกาและเงื่อนไขเพิ่มเติม

  • ระยะเวลาเข้าร่วมกิจกรรม: 19 ธันวาคม 2022 – 22 มกราคม 2023
  • ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับของขวัญภายใน 30 วันหลังจากสิ้นสุดกิจกรรม

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็คือของขวัญปีใหม่สำหรับนักลงทุนทุกท่านที่อยู่เคียงข้างกันมาตลอดทั้งปี ดังนั้นใครที่มี FINT อยู่ในมือ ก็อย่ารอช้า รีบนำ FINT มาใช้แลกรับของขวัญปีใหม่ให้ตัวคุณเองและคนที่คุณรักกันนะ ของรางวัลมีมากมายเลย พลาดไม่ได้แล้ว!


ข้อกำหนดและเงื่อนไข

  1. ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมจะต้องเป็นผู้ถือ FINT ที่เปิดบัญชีกองทุนรวมโดยตรงกับ FINNOMENA และมีผู้ดูแลสังกัด FINNOMENA เท่านั้น
  2. บริษัท ฟินท์ จำกัด (“บริษัท”) ขอสงวนสิทธิ์ ในการแลกของขวัญแก่ผู้ร่วมกิจกรรมที่ปฏิบัติตามกฎกติกาและเงื่อนไขการร่วมกิจกรรม ภายใต้ระยะเวลาที่กิจกรรมกำหนดเท่านั้น โดยระยะเวลาเข้าร่วมกิจกรรม คือ 19 ธันวาคม 2022 – 22 มกราคม 2023
  3. ของขวัญแต่ละประเภทมีจำนวนตามที่บริษัทกำหนด หากของขวัญประเภทใดถูกรับสิทธิ์จนเต็มจำนวน ผู้ได้รับของขวัญจะได้ของขวัญประเภทอื่นตามรายการในรายละเอียดของขวัญแทน
  4. เงื่อนไขการใช้ FINT ให้เป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
  5. กรณีของขวัญที่ได้รับมีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป บริษัทขอสงวนสิทธิในการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าของขวัญ ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ 101/2544 กรณีมีค่าใช้จ่ายอื่นใด อันนอกเหนือจากของขวัญดังกล่าว เช่น ค่าเดินทาง ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น ผู้ได้รับของขวัญจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายใด ๆ และรับของขวัญด้วยตนเองทั้งสิ้น
  6. FINT และของขวัญต่างๆ ไม่สามารถซื้อ ขาย โอนสิทธิการรับของขวัญให้แก่ผู้อื่น หรือแลกเปลี่ยนเป็นของขวัญอื่น หรือแลกเป็นเงินสด และไม่มีการจ่ายเงินเป็นส่วนประกอบ โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับของขวัญภายใน 30 วันหลังจากสิ้นสุดกิจกรรม
  7. ผู้ได้รับของขวัญยินยอมที่จะให้บริษัทและบริษัทในกลุ่มบริษัทฟินโนมีนาใช้รูปภาพ ภาพถ่ายรวมถึงข้อมูลของผู้ได้รับขวัญ สำหรับการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ การโฆษณา และการทำการตลาดโดยไม่มีค่าตอบแทนเพิ่มเติม
  8. บริษัทจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหาย การสูญหาย หรือการถูกโจรกรรมข้อมูลของผู้เข้าร่วมกิจกรรม อันเนื่องจากปัญหาของระบบเทคนิค หรือการกระทำผิดของบุคคลที่สาม
  9. บริษัทจะไม่รับผิดต่อความเสียหายใด ๆ รวมถึงความเสียหาย สูญเสีย และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม อันเกิดจากคุณภาพและการใช้งานของของขวัญดังกล่าว
  10. บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและข้อกำหนดต่างๆ หรือทำการยุติกิจกรรมดังกล่าว โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า กรณีที่มีข้อขัดแย้งหรือข้อพิพาท ให้คำตัดสินชี้ขาดของบริษัทถือเป็นที่สุด
  11. บริษัทถือว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้อ่านและทำความเข้าใจเงื่อนไขของกิจกรรม รวมถึงข้อกำหนดและเงื่อนไขของกิจกรรม วิธีการเล่น รายการของขวัญและรายละเอียดเพิ่มเติมนี้แล้วพร้อมยินยอมที่จะปฎิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุไว้ข้างต้นทุกประการ
  12. สอบถามข้อมูล และตรวจสอบเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ connect@fint.finance

News Update: ‘เจ มาร์ท’ ปิดดีล ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ควัก 1,200 ล้านบาท ถือหุ้น 30% ลุยขยายสาขาทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด

THE OPPORTUNITY
News Update: ‘เจ มาร์ท’ ปิดดีล ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ควัก 1,200 ล้านบาท ถือหุ้น 30% ลุยขยายสาขาทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด

‘เจ มาร์ท’ ปิดดีล 1,200 ล้านบาท ถือหุ้น ‘สุกี้ตี๋น้อย’ 30% พร้อมเดินหน้า Synergy สร้างการเติบโต ลุยขยายสาขาทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด

วันนี้ (30 พ.ย.) บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เปิดเผยว่าบริษัทได้ปิดดีลการเข้าลงทุน และลงนามสัญญาผู้ถือหุ้น ในบริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด (BNN) ซึ่งประกอบธุรกิจร้านอาหารภายใต้แบรนด์ ‘สุกี้ ตี๋น้อย’ จำนวน 352,941 หุ้น คิดเป็น 30% ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด มูลค่าลงทุนรวมไม่เกิน 1,200 ล้านบาท เสร็จสิ้นแล้วในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565

นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART เปิดเผยว่า การเข้าลงทุนกับ BNN ถือเป็น Strategic Partner ที่มีศักยภาพการเติบโตระดับสูง โดยเฉพาะผู้ก่อตั้ง คุณนัทธมน พิศาลกิจวนิช ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจให้เติบโต มีกลยุทธ์การตลาดที่โดดเด่น ตอบโจทย์ผู้บริโภค พร้อมกับเป้าหมายนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใน 2-3 ปีจากนี้

ขณะเดียวกัน BNN มีทิศทางผลประกอบการเติบโตในระดับที่ดี จากปี 2562 มีรายได้ 499 ล้านบาท กำไร 15 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสู่ปี 2564 มีรายได้ 1,564 ล้านบาท กำไร 148 ล้านบาท รวมทั้งมีอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) สูงถึง 55.80% และจากการลงทุนดังกล่าวจะทำให้ BNN ได้เทคโนโลยีจาก JMART Group รวมถึงการ Synergy เพื่อสร้างการเติบโตแบบ J-Curve ไปด้วยกัน

“เรามองว่าสิ่งที่จะเข้าไปเสริม BNN ได้ทันที คือนำระบบ และมาตรฐาน เตรียมความพร้อมเรื่องการขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น จากปัจจุบันมีสุกี้ตี๋น้อยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 42 สาขาเท่านั้น คาดว่าในปี 2566 จะขยายไปต่างจังหวัดตามกระแสเรียกร้อง โดยตั้งเป้าว่าในปีหน้าจะขยายเพิ่มอีกกว่า 10 สาขาเป็นอย่างน้อย ด้วยการนำเทคโนโลยี ระบบ CRM และการบริหารจัดการภายในมาใช้ ทำให้ BNN ก้าวสู่การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ในอนาคต”

อ้างอิง: https://www.prachachat.net/ict/news-1134537 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 30/11/2022 “ตลาดหุ้นฮ่องกง พ.ย. สดใสสุดรอบเกือบ 20 ปี นักลงทุนหวังจีนเร่งเปิดประเทศ ผู้ติดเชื้อใหม่ลด-รัฐเร่งฉีดวัคซีน” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

 

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 30/11/2022

“ตลาดหุ้นฮ่องกง พ.ย. สดใสสุดรอบเกือบ 20 ปี นักลงทุนหวังจีนเร่งเปิดประเทศ ผู้ติดเชื้อใหม่ลด-รัฐเร่งฉีดวัคซีน”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ  Dow Jones ปิดที่  33,852.53 จุด +3.07  จุด  (+0.01%) S&P 500 ปิดที่ 3,957.63 จุด -6.31  จุด (-0.16%) Nasdaq ปิดที่ 10,983.78 จุด -65.72  จุด (-0.59%) Small Cap 2000 ปิดที่ 1,836.72 จุด +5.75  จุด (+0.31%) VIX Index อยู่ที่ 21.89 จุด -0.32  จุด (-1.44%)

ตลาดหุ้นยุโรป  Euro Stoxx 50 ปิดที่  3,934.05 จุด -1.46  จุด  (-0.04%) Dax เยอรมัน ปิดที่  14,353.65 จุด -29.71  จุด  (-0.21%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่  6,668.97 จุด +3.77  จุด  (+0.06%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่  7,513.77 จุด +39.75  จุด  (+0.53%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่  28,027.84 จุด -134.99  จุด  (-0.48%) CSI 300 จีน ปิดที่  3,848.42  จุด +115.18 จุด  (+3.09%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่  18,204.68 จุด +906.74  จุด  (+5.24%) SET Index ไทย ปิดที่  1,624.39 จุด +7.48  จุด  (+0.46%) VN30 เวียดนาม ปิดที่  1,029.04 จุด +24.7  จุด  (+2.46%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565) ราคาทองคำ 1,749.7 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 21.23 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 78.92 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 85.04 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565)  Bitcoin 17,044 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,275.28 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.10751 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 303.91 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

สรุปข่าวประจำวัน

จีนผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ชะลอตัว โดยมีผู้ติดเชิ้อรายใม่ 38,645 รายในวันจันทร์ ลดลงจากระดับ 40,347 รายในวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้านรัฐบาลประกาศเร่งฉีดวัคซีนโควิดให้ผู้สูงอายุ ปูทางสู่การเปิดประเทศ

ความหวังเปิดประเทศ หนุนตลาดหุ้นฮ่องกง พ.ย. สดใสที่สุดรอบเกือบ 20 ปี ปรับเพิ่มขึ้น 26% ในหนึ่งเดือน จากความหวังที่จีนจะเปิดประเทศในต้นปีหน้า รวมถึงมาตราการกระตุ้นจากทั้งนโยบายการเงินเเละการคลัง เช่น การประกาศลด RRR และผ่อนคลายมาตราด้านอสังหาริมทรัพย์

พันธบัตรโลกผกผัน เกิด Inverted Yield Curve ชี้สัญญาณเศรษฐกิจถดถอย ในช่วงกลาง-ปลายปี 2023 ด้าน Morgan Stanley เตือนหุ้นสหรัฐฯ ลงต่อ หาก Fed ใช้นโยบายเข้มงวด โดยเฉพาะ การใช้มาตราการ Quantitative Tightening (QT)

Goldman Sachs ชี้โอกาส OPEC ลดกำลังการผลิต 2 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือนธันวาคม เนื่องจากคาดการณ์อุปสงค์โลกที่มีเเนวโน้มลดลง โดยเฉพาะจีน โดยคาดราคาน้ำมันปีหน้าแตะ $110 

ครม.ไฟเขียว เก็บภาษีขายหุ้นแล้ว ปีแรกเริ่มเก็บอัตรา 0.055% ต่อไปเพิ่มเป็น 0.1% ในปี 2567 เพื่อให้ผู้ลงทุนในตลาด มีระยะเวลาเพียงพอแก่การปรับตัวรับผลกระทบจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ต่อการลงทุนก่อนจะเริ่มเสียภาษี (ที่มา : prachachat.net)

The Opportunity 

FINNOMENA Tactical Call: ดัชนี VN30 หลังดัชนีส่งสัญญาณกลับตัวในระยะสั้น

แนะนำเข้าลงทุนที่ระดับราคาไม่เกิน 1,065 จุด (+6.03% จากระดับราคาปิดตลาดวันที่ 28/11/2022) ซึ่งเป็นระดับราคาที่เราแนะนำให้พิจารณาชะลอการเข้าซื้อ (หยุดซื้อ) ภายใต้คำแนะนำ Tactical Call เนื่องจากทำให้ Risk/Reward ratio เข้าใกล้ระดับ 1:1 

แนะนำ Take Profit เมื่อดัชนีปรับตัวขึ้นถึง 1,160 จุด (Upside 15.50%) ซึ่งเท่ากับระดับ Fibonacci 38.2% ของแนวโน้มขาลงปัจจุบัน

แนะนำ Limit Loss หรือตัดขาดทุนทันที เมื่อดัชนีปิดตลาดต่ำกว่า 969 จุด (Downside 3.52%) ซึ่งเป็นระดับที่ดัชนีกลับมาปรับตัวหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 20 วัน

รายละเอียดเพิ่มเติม : 

https://www.finnomena.com/finnomena-ic/tactical-call-vn-nov-2022

สัมมนา

Tax Saving Fund Day สัมมนารวมกองทุนน้ำดีประหยัดภาษีปี 65 วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2022 เวลา 14.00 – 16.00 น. ณ Finnomena Office (BLOCK 28 สามย่าน ชั้น 2) ลงทะเบียนได้ที่ finno.me/event-8dec

 

News Update: IMF อาจหั่น GDP จีน จากมอง 3.2% ปีนี้ และ 4.4% ปีหน้า จากข้อจำกัดโควิด – วิกฤติภาคอสังหาฯ

THE OPPORTUNITY
News Update: IMF อาจหั่น GDP จีน จากมอง 3.2% ปีนี้ และ 4.4% ปีหน้า จากข้อจำกัดโควิด - วิกฤติภาคอสังหาฯ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อาจต้องหั่นคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีน จากขยายตัว 3.2% ในปีนี้และ 4.4% ในปี 2023 เนื่องจากข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับโควิด รวมถึงวิกฤติภาคอสังหาฯ

Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการของ IMF กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวานนี้ (29 พ.ย.) ว่า ความเสี่ยงของจีนอยู่ในด้านลบ ดังนั้นในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนสูงแบบนี้จึงมีความเป็นไปได้ที่ IMF อาจจะต้องปรับประมาณการ GDP ของจีนลง

ความไม่พอใจของชาวจีนต่อนโยบายโควิดเป็นศูนย์กำลังมาถึงจุดที่รัฐบาลต้องทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะการล็อกดาวน์ การตรวจหาโควิดเป็นวงกว้าง และข้อจำกัดอื่นๆ ได้กระตุ้นให้เกิดการประท้วงครั้งประวัติศาสตร์ทั่วประเทศ

ขณะที่ผู้พัฒนาอสังหาฯ ในจีนผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์จำนวนมากจนเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ แต่ธนาคารขนาดใหญ่ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของกำลังเสนอสินเชื่อใหม่อย่างน้อย 2.7 แสนล้านหยวน ให้กับผู้พัฒนาอสังหาฯ เพื่อบรรเทาความวุ่นวายในตลาดอสังหาฯ

Kristalina Georgieva กล่าวว่า จีนยังมีพื้นที่ในการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและตอบโต้แรงกดดันใดๆ ที่ทำให้การเติบโตลดลง โดยทาง IMF สนับสนุนนโยบายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งต่อจีนเองและต่อบทบาทของจีนในเศรษฐกิจโลก

ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อโควิดในจีนชะลอตัวครั้งแรกในรอบกว่าสัปดาห์ ทางการจีนรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 38,421 รายในวันจันทร์ (28 พ.ย.) ลดลงจากยอดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันอาทิตย์ (27 พ.ย.) ที่ 40,052 ราย

ตัวเลขผู้ติดเชื้อดังกล่าวเป็นผู้ติดเชื้อที่แสดงอาการ 3,624 ราย และไม่แสดงอาการ 35,021 ราย ครั้งล่าสุดที่ยอดผู้ติดเชื้อลดลงจากวันก่อนหน้าคือวันที่ 19 พ.ย. นอกจากนี้จีนยังไม่พบผู้เสียชีวิตจากโควิดติดต่อกันเป็นวันที่ 2 ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมยังคงอยู่ที่ระดับ 5,233 ราย

ยอดผู้ติดเชื้อลดลงในมณฑลกวางตุ้งและฉงชิ่ง ซึ่งเป็น 2 มณฑลที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในการระบาดโควิดครั้งล่าสุด แต่ในปักกิ่งพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า เช่นเดียวกับเซี่ยงไฮ้ แม้ว่าจะมีขนาดเล็กกว่ามากก็ตาม

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ประหยัดภาษี Festival เทศกาลกองภาษี กองไหนน่าซัด มาดูกัน!

Mr. Serotonin
ประหยัดภาษี Festival เทศกาลกองภาษี กองไหนน่าซัด มาดูกัน!

ช่วงนี้คอนเสิร์ตเยอะมาก ๆๆๆ จนสายเสพดนตรีอาจถึงขั้นล้มละลายกันเลยทีเดียว

แต่ทัวร์คอนเพลิน ๆ กับศิลปินชั้นนำกันแล้วก็อย่าลืมมาออมเงินในเทศกาลกองภาษีกันด้วยล่ะ

แต่ ๆๆ กองไหนที่น่าซื้อโดนใจเราลองมาดูกัน!

ประหยัดภาษี Festival เทศกาลกองภาษี กองไหนน่าซัด มาดูกัน!

คลิกที่ชื่อกองทุนด้านล่างเพื่อดูรายละเอียดกองทุน

SSF

KFGGSSF

K-CHANGE-SSF

KT-ASHARES-SSF

K-CHINA-SSF

ABPCAP-SSF

K-USA-SSF

SCBVIET(SSFA)

K-STAR-SSF

B-INNOTECHSSF

K-FIXEDPLUS-SSF

UGIS-SSF

PRINCIPAL IPROPEN-SSF

RMF

KFGGRMF

KCHANGERMF

KT-ASHARES RMF

KFCHINARMF

KUSARMF

KVIETNAMRMF

KSTARRMF

B-INNOTECHRMF

KGARMF

B-IR-FOFRMF

UGISRMF

KFIRMF

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

Mr. Serotonin

References

https://markets.ft.com/data/funds/tearsheet/holdings?s=LU0101689882:USD

https://www.businessinsider.com/cost-of-missing-10-best-days-in-sp-500-2015-3

https://www.investopedia.com/articles/investing/060116/5-companies-huge-cash-flow-aaplvzmsftwmt.asp#:~:text=Apple%20(APPL)%2C%20Verizon%20(,free%20cash%20flow%20(FCF).

https://www.reuters.com/markets/companies/AAPL.O/key-metrics/financial-strength


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม  ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: ครม.ไฟเขียวเก็บภาษีขายหุ้น ปีแรกเก็บ 0.055% หลังจากนั้นเก็บ 0.1% มีผลใน 90 วัน หรือไตรมาส 2 ปีหน้า หลังเว้นใช้กฎหมายมานานกว่า 30 ปี

THE OPPORTUNITY
News Update: ครม.ไฟเขียวเก็บภาษีขายหุ้น ปีแรกเก็บ 0.055% หลังจากนั้นเก็บ 0.1% มีผลใน 90 วัน หรือไตรมาส 2 ปีหน้า หลังเว้นใช้กฎหมายมานานกว่า 30 ปี

ครม.ไฟเขียวเก็บภาษีขายหุ้น 0.1% หลังเว้นใช้กฎหมายมานานกว่า 30 ปี โดยจะมีผล 90 วันหลังประกาศใช้หรือประมาณไตรมาส 2 ปี 2566 โดยในปีแรกเก็บ 0.055% เมื่อรวมภาษีท้องถิ่น คาดจัดเก็บรายได้เพิ่มไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท

รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เปิดเผยว่าที่ประชุม ครม. ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วันนี้ (29 พ.ย.) เห็นชอบ ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะและกำหนดกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ฉบับที่… พ.ศ…(การจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์) การเก็บภาษีขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามที่กระทรวงการคลังเสนอในอัตรา 0.10% โดยเก็บภาษีจากธุรกรรมการขายหุ้น (Transaction Tax) ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งคำนวณจากรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ ทั้งสิ้น โดยจะต้องเสียภาษีในอัตรา 0.10% (อัตราตามมาตรา 91/6(1)) ของมูลค่าที่ขาย

ทั้งนี้กฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ภายใน 90 วันหลังประกาศใช้เพื่อให้นักลงทุนรับทราบข้อมูลอย่างทั่วถึง โดยคาดว่าจะเริ่มใช้ในไตรมาส 2 ปี 2566 โดยในปีแรกจะเก็บอัตรา 0.055% เมื่อรวมภาษีท้องถื่น แบ่งเป็นภาษีขายหุ้น 0.050% และภาษีท้องถิ่น 0.005%

กระทรวงการคลัง รายงาน ครม.ว่าภาษีดังกล่าวได้รับการยกเว้นมาตั้งแต่ปี 2534 ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 240) พ.ศ.2534 จนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่าการจัดเก็บรายได้ส่วนนี้จะทำให้ภาครัฐได้รายได้เพิ่มขึ้น 1 – 2 หมื่นล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้การเก็บภาษีขายหุ้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปโครงสร้างภาษีของกระทรวงการคลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การจัดเก็บรายได้ของภาครัฐให้มีความยั่งยืน โดยหนึ่งในแผนคือการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หรือ Financial Transaction tax ซึ่งจะเริ่มในปี 2565 หลังจาก ภาษีดังกล่าวที่ถูกยกเว้นมานานกว่า 30 ปี เพื่อส่งเสริมการลงทุนในตลาดหุ้น

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง มีความจำเป็นต้องเก็บภาษีดังกล่าวเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับภาครัฐ หลังจากที่ได้มีการยกเว้นการจัดเก็บมาอย่างยาวนาน โดยการนำกฎหมายภาษีตัวใดออกมาใช้ในประเทศนั้น จำเป็นต้องพิจารณาถึงสภาพเศรษฐกิจในช่วงนั้นๆว่า มีการฟื้นตัวแล้วหรือยังด้วย

อ้างอิง: https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1040438

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

จาก BRICS สู่ BECII ในปี 2023

MacroView
จาก BRICS สู่ BECII ในปี 2023

เมื่อกว่า 20 ปีก่อน ได้มีการตั้งคำย่อเรียกกลุ่มประเทศที่มาแรงซึ่งมีศักยภาพสูงพอที่พร้อมจะเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกภายในปี 2050 ที่ชื่อว่า BRICS ซึ่งประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ มาถึงวันนี้ หลายท่านคงเห็นแล้วว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มประเทศดังกล่าวก็ไม่ได้เติบโตตามที่คาดไว้ในวันนั้น โดยมาถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่ามีเพียงบราซิล อินเดีย และ จีนเท่านั้น ในกลุ่ม BRICS ที่ยังจะไปต่อได้

ผมมองว่ามีอีก 2 ประเทศที่น่าจะมาเสริมทีม ได้แก่ อังกฤษ และ อินโดนีเซีย ซึ่งในรายของอังกฤษนั้น คงต้องยอมรับว่าการออกจากสหภาพยุโรปมาเป็นศิลปินเดี่ยวนั้น กลายเป็นว่าอังกฤษได้กลายเป็นประเทศที่ถือว่าเป็นน้องใหม่ของกลุ่มประเทศดาวรุ่งที่มีศักยภาพในเชิงเศรษฐกิจในอนาคตไปโดยปริยาย ซึ่งผมขอเรียกกลุ่มใหม่นี้ว่ากลุ่ม BECII ซึ่งประกอบด้วย บราซิล อังกฤษ จีน อินเดีย และ อินโดนีเซีย ดังนี้

บราซิล – หลังจากที่ลูลา ดา ซิลวา หรือ เรียกกันติดปากว่า ลูล่า ชนะการเลือกตั้งใหญ่และก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีบราซิล มีผลเริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม ปีหน้า ความคาดหวังของบราซิลในเวทีเศรษฐกิจโลกก็กลับมาดูสดใสอีกครั้ง โดยบราซิลภายใต้การนำของลูล่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศหลัก ๆทั่ วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ โจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ ที่ร่วมแสดงความยินดีกับชัยชนะของลูล่า รวมถึงเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ช่วงที่ลูล่าเคยเป็นผู้นำบราซิลนั้น ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐ นอกจากนี้ สหภาพยุโรปมีแผนเตรียมจะลงนามสัญญาการค้าฉบับใหม่กับบราซิล หลังจากที่ติดขัดในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมกรณีป่าอเมซอนในสมัยผู้นำ แจร์ โบซาเนโร่ อีกทั้งจีนเองยังแสดงความเป็นมิตรกับบราซิลมากขึ้นในยุคของลูล่า โดยเตรียมหารือทางการค้าด้วยความแน่นแฟ้นมากกว่าในช่วงที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลูล่ายังแสดงความชัดเจนในการประชุม COP27 ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่าบราซิลจะกลับมาจริงจังในเวทีอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของโลกอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปแบบสิ้นเชิงในสมัยของโบซาเนโร่ ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลดีต่อบราซิล ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดละตินอเมริกา รวมถึงมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

อังกฤษ – ต้องบอกว่าหลังจากที่ ริซิ ซูนัค นายกรัฐมนตรีอังกฤษท่านใหม่ ที่เหมือนจะมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับจีน พร้อมกับ เจเรมี ฮันท์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ได้ประกาศมาสเตอร์แพลนด้านการคลังของประเทศฉบับใหม่ ที่เรียกกันว่า Autumn Statement นั้น ปรากฏว่าสามารถหยุดเลือดที่เกิดจากความผันผวนของฝั่งตลาดพันธบัตรและตลาดเงินได้อย่างสิ้นเชิง อย่างน้อยก็ในช่วงเวลานี้

โดยฮันท์วางแผนให้มีการขึ้นภาษีคนรวย บริษัทเอกชน และกำไรจากตลาดทุน ทว่าให้ไปอยู่หลังปี 2024 ซึ่งคาดว่าจะมีการเลือกตั้งใหญ่อังกฤษ โดยที่ประเมินว่าอังกฤษจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2023 ซึ่งในส่วนของผลกระทบด้านราคาพลังงานต่อภาคครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยของอังกฤษจากสงครามในยูเครนนั้น จะมีการตั้งอัตราสูงสุดที่ชาวอังกฤษจะต้องจ่ายค่าพลังงานไว้ไม่เกิน 3 พันปอนด์ต่อปี โดยที่อัตราส่วนหนี้ภาครัฐต่อจีดีพีอังกฤษจะลดลงมาจากจุดสูงสุดในปี 2027 ตามแผนของรัฐบาลใหม่อังกฤษ ซึ่งตลาดเห็นว่าก็มีความน่าเชื่อถือพอสมควร

โดยหากเปรียบเทียบกับบรรดาทั้ง 5 ประเทศในกลุ่มนี้ อังกฤษมีจุดเด่นอยู่ 3 ประการดังนี้

  • ซอฟต์พาวเวอร์ จะเห็นได้ว่าฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เป็นแบรนด์ที่ชาวโลกพูดถึงหากจะเอ่ยถึงกีฬาที่ฮิตที่สุดในโลก อย่างฟุตบอล ทางด้านสื่อที่ชาวโลกให้ความเชื่อถือในระดับที่ค่อนข้างสูงอย่าง ก็เป็นบีบีซีของอังกฤษ หรือแม้แต่เรื่องราวราชวงศ์อังกฤษซึ่งเป็นที่สนใจของชาวโลก อย่างซีรีส์ the Crown ทางเน็ตฟลิกซ์ ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดต่อเนื่องมากว่า 6 ปี
  • เทคโนโลยีที่โดดเด่นมากในบางเซกเมนต์ อาทิ การออกแบบชิพคอมพิวเตอร์อย่างบริษัท ARM และ อุปกรณ์ดักจับมลพิษคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งอังกฤษมีความล้ำหน้าด้านเทคโนโลยีนี้เป็นอันมาก
  • ระบบการบริหารจัดการเกี่ยวกับการวิจัยและการศึกษาในระดับโลก จะเห็นได้ว่าในช่วงโควิดที่ผ่านมา วัคซีนแอสตร้าซิเนก้า ที่โดดเด่นมาก นับเป็นผลผลิตของระบบการจัดการเกี่ยวกับการวิจัยและการศึกษาในระดับโลก อย่างมหวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ร่วมกับบริษัทเอกชนของอังกฤษ

จีน –  คงไม่ต้องพูดถึงจีนว่ามีพัฒนาการอย่างไรนับจากการเริ่มคำย่อ BRICS ในขณะนี้ จีนถือเป็นมหาอำนาจอันดับ 2 ของโลก แม้จะมีอุปสรรคจากสถานการณ์โควิด ทว่ามองไปในระยะยาว จีนก็ยังจะก้าวเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งได้อย่างไม่ยากเย็น

อินเดีย – แม้ว่า นเรนดรา โมดิ ผู้นำอินเดีย ดูจะมีประเด็นภายในประเทศกับกลุ่มชาวอิสลามอยู่บ้าง ทว่าในเวทีเศรษฐกิจ อินเดียถือว่ามีความชัดเจนและสดใสมาก โดยเศรษฐกิจอินเดียถูกคาดหมายว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงสุดในอีก 10 ปีข้างหน้าในบรรดาประเทศดาวรุ่งทั้งหลาย โดยอินเดียจะก้าวเป็นผู้ส่งออกด้านอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดอีกประเทศของโลก ซึ่งเห็นได้ชัดจากการตั้งโรงงานผลิตไอโฟนแห่งใหม่ในอินเดียของแอปเปิล รวมถึงมีการตกลงสัญญาการค้ากับทั้งออสเตรเลีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แน่นอนว่าต้องรวมถึงอังกฤษด้วย ในอีกไม่นานนี้ ซึ่งจุดดีอีกอย่างของอินเดีย คือ ริซิ ซูนัค นายกฯอังกฤษท่านใหม่ มีเชื้อสายอินเดียแบบเต็มตัว ซึ่งตอนนี้ ซูนัคถือเป็นไอดอลอันดับหนึ่งของชาวอินเดียในขณะนี้

อินโดนีเซีย – ณ ขณะนี้ ยักษ์ใหญ่ทุกประเทศของโลกล้วนแต่อยากจะเป็นมิตรกับอินโดนีเซียทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง จึงไม่ต้องพูดถึงศักยภาพของเศรษฐกิจอินโดนีเซียในอนาคต

MacroView

ที่มาบทความ: http://www.macroviewblog.com/blog/brics2becii/

ความมั่งคั่งในตลาดหุ้น(อาจ)เป็นภาพลวงตา

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
ความมั่งคั่งในตลาดหุ้น(อาจ)เป็นภาพลวงตา

การตกลงมาของหุ้นเมตาหรือเฟซบุ๊คในช่วงประมาณ 1 ปี เศษ ๆ ที่ผ่านมานั้น เป็นสิ่งที่เตือนให้นักลงทุนตระหนักว่า มูลค่าของหุ้นนั้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้มหาศาลไม่ว่าหุ้นอาจจะดูว่าดีหรือแข็งแกร่งแค่ไหน ราคาของหุ้นเมตาตกลงมาจากจุดสูงสุดเมื่อต้นเดือนส.ค.ปีที่แล้วที่ประมาณ 380 ดอลลาร์ เหลือเพียง 110 ดอลลาร์ หรือตกลงมาประมาณ 70% และนั่นทำให้มาร์กซักเคอร์เบิร์ก ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้ก่อตั้ง ตกอันดับจากคนที่รวยที่สุดอันดับ 5 ของโลกในปีที่แล้ว และเหนือกว่าวอร์เรนบัฟเฟตต์ที่อยู่อันดับ 6 กลายเป็นอันดับที่ 27 ของโลก ในขณะที่บัฟเฟตต์ก็ยังอยู่ประมาณ Top 5 หรือ 1 ใน 5 อันดับแรกของโลก ตามที่เขาก็อยู่มาหลายสิบปีแล้ว

เมื่อเร็ว ๆนี้ หุ้น MORE ที่มีราคาซื้อขายประมาณ 2.9 บาทต่อหุ้น ได้ตกลงมาเหลือเพียง 58 สตางค์ภายในเวลาไม่กี่วัน หรือลดลงถึง 80% เมื่อเกิดเรื่องการซื้อขายหุ้นที่ “ผิดปกติ” และกำลังถูกตรวจสอบจากทางการว่าอาจจะผิดกฎหมาย ผลก็คือ ความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นใหญ่หลายคน หรือหลายครอบครัวหดหายไป “หลายพันล้านบาท” ในชั่วข้ามคืน

มาซาโยชิ ซัน เป็นคนที่ “รวยที่สุดของญี่ปุ่น” มาเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นดิจิทัลและไฮเทคของโลกร้อนแรงมากในช่วงโควิด-19 ระบาด เหตุผลก็เพราะว่าเขาคือ “นักลงทุนในหุ้นสตาร์ตอัป-ไฮเทคบันลือโลก” แต่เมื่อ “ฟองสบู่แตก” ความมั่งคั่งของเขาก็ตกลงมากว่าครึ่ง  และเหลือเพียงประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์พอ ๆ กับคนที่รวยที่สุดของไทยที่ทำธุรกิจ “Old Tech” หรือธุรกิจที่มีการ “ผูกขาด” ด้วยปัจจัยบางอย่างและความมั่งคั่งก็ยังคงอยู่แบบนั้นมานานหรือยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งหมดนั้นก็เป็นกรณีที่โด่งดังและเห็นได้ชัดว่า ความมั่งคั่งของคนหรือนักลงทุนในตลาดหุ้นนั้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้มากและเกิดขึ้นได้เร็วมาก บางครั้งอาจจะชั่วข้ามคืน เพราะราคาหุ้นในตลาด โดยเฉพาะหุ้นที่ขึ้นไปแรงมากจน “แทบจะเป็นไปไม่ได้” มองจากพื้นฐานของธุรกิจ

โดยเฉพาะจากนักลงทุนแบบ “VI พันธุ์แท้” สไตล์วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ Conservative และมีหลักการลงทุนสำคัญที่ว่า ต้องซื้อเฉพาะหุ้นของกิจการที่ดีในราคาถูกหรือยุติธรรม และลงทุนอะไรก็คิดว่าจะต้องไม่ขาดทุนและมีมาร์จินออฟเซฟตี้เสมอ นอกจากนั้นจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงของการลงทุนเพียงพอ ไม่ลงทุนในกิจการหรือหุ้นเพียงตัวหรือสองตัวหรืออุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียวเช่นเฉพาะพวกดิจิทัลเป็นต้น

ผมเองมีความเชื่อว่า ความมั่งคั่งของเราที่อยู่ในหุ้นหรือในตลาดหุ้นนั้น ส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่ของจริง แต่เป็น “Illusion” หรือ “ภาพลวงตา” เพราะมันมีโอกาสเปลี่ยนแปลงไป บางครั้งมากจนทำให้สถานะเปลี่ยนได้ เช่น จากเศรษฐีเป็นคนธรรมดาหรือยาจกได้ คำว่า “คนเคยรวย” หรือ “เจ้าสัวเยสเตอร์เดย์” ที่พูดกันมากในยุควิกฤติปี 2540 นั้น เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและแม้แต่ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจปกติและโดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นบางกลุ่มหรือตลาดหุ้นร้อนแรงซึ่งก็น่าจะรวมถึงช่วงเร็ว ๆ นี้ที่หุ้นเก็งกำไรหรือหุ้นปั่นทั้งตัวเล็กและใหญ่ได้สร้างเซียนหรือเศรษฐีหุ้นขึ้นมากมาย

กรณีของหุ้น MORE ที่ทำให้ความมั่งคั่งสูญสลายไปใน “ชั่วข้ามคืน” นั้น ผมคิดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นอีกไม่น้อย เมื่อคำนึงถึงหุ้นที่มีธุรกิจขนาดเล็ก แต่ราคาหุ้นขึ้นไปสูงมากเป็นหลายเท่า หรือเป็นสิบเท่าในเวลาบางทีไม่ถึงปี จนทำให้หุ้นแพงมากแบบเหลือเชื่อ คือมีค่า P/E เกิน 50 เท่า จาก “กำไรปกติ”

ซึ่งมักจะทำให้ธุรกิจที่มีขนาดเล็กก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ กลายเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าเป็น “หมื่นล้านบาท” และทำให้เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่กลายเป็น “มหาเศรษฐี” วัดจากราคาหรือมูลค่าหุ้นนั้น ควรจะต้องตระหนักว่า นี่อาจจะเป็น “ภาพลวงตา” ที่อาจจะหายไปได้ง่าย ๆ

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ถ้าเราอยากจะ “คว้า” ความมั่งคั่งที่เราคิดว่ามันมีอยู่จริงนั้นไว้ ก็อาจจะพบว่า เราไม่ได้มีเงินหรือความมั่งคั่งขนาดนั้น เพราะเมื่อเราขายหุ้นออกไปเพื่อที่จะ Realized หรือแปลงให้เป็นเงินสดจริง ราคาหุ้นก็อาจจะร่วงลงมาอย่างแรง และถ้ายิ่งขายออกมามาก ราคาหุ้นก็อาจจะถล่มจนแทบจะไม่เหลือค่าอย่างที่เกิดขึ้นในกรณีหุ้น MORE หรือหุ้นอีกมากมายในประวัติศาสตร์ที่เคยสูงจนสุดฟ้าแล้วก็ตกจากสวรรค์  และคนก็ลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งเราเคยมีหุ้นแบบนี้ในตลาดหลักทรัพย์ และบางทีเราก็อาจจะเคยเล่นด้วย

การตระหนักว่าความมั่งคั่งในหุ้นหรือตลาดหุ้นเป็นภาพลวงตานั้น ผมคิดว่าควรเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งของ “VI พันธุ์แท้” ที่เน้นการลงทุนระยะยาวเพื่อชีวิตที่มั่นคงหรือชีวิตที่มั่งคั่ง เพราะการตระหนักในสิ่งนี้จะทำให้เราทบทวนเสมอว่าพอร์ตการลงทุนของเราใหญ่เพียงพอหรือไม่ที่จะดูแลชีวิตและครอบครัวของเราได้อย่างมั่นคงและโอกาสที่จะผิดพลาดนั้นต่ำและอยู่ในระดับที่ยอมรับได้

ในระดับของหุ้นแต่ละตัวนั้น “ภาพลวงตา” ของมูลค่าหุ้นจะสูงมากถ้าหุ้นตัวนั้นมีราคาแพงมาก เช่น เป็นหุ้นที่มีค่า P/E 50 70 เท่า หรือ 100 เท่าจากกำไรปกติ ซึ่งก็คือกำไรที่เกิดจากธุรกิจปกติไม่ใช่กำไรพิเศษ และไม่เป็นกำไรในสถานการณ์อุตสาหกรรมที่ดีผิดปกติหรือแย่ผิดปกติ และในกรณีที่พบว่ากำไรของบริษัทในปีนั้นไม่ปกติ ก็สามารถหา “กำไรปกติ” โดยใช้กำไรต่อยอดขายเฉลี่ยหลาย ๆ ปีของบริษัทหรือของอุตสาหกรรมคูณด้วยยอดขายของบริษัท จากนั้นจึงนำไปหารราคาหุ้น ก็จะได้ค่า P/E ที่ต้องการ

นักลงทุนจำนวนไม่น้อยคิดว่าค่า P/E ที่สูงนั้นไม่สำคัญ เพราะบริษัท “โตเร็วมาก” และนี่ก็คือสิ่งที่ VI โดยเฉพาะที่เป็นคนหนุ่มสาวยุคใหม่เชื่อ ดังนั้น เขาก็อาจจะไม่รู้สึกว่าหุ้นที่มีราคาวิ่งขึ้นไปเร็วมากและค่า P/E สูงสุดกู่จะเป็นหุ้นที่อาจจะตกลงมาได้แรงมาก พวกเขาคิดว่านี่คือหุ้นที่ดีและแข็งแกร่งและจะวิ่งขึ้นไปอีกมาก และนี่อาจจะเป็นหุ้น “เปลี่ยนชีวิต” ของเขา ซึ่งผมเองกลับคิดว่ามันมีโอกาสที่จะ “เปลี่ยนชีวิตให้จนลง” ได้เช่นเดียวกัน

ในระดับของพอร์ตโฟลิโอซึ่งเป็นตัวบอกว่าตอนนี้เรารวยหรือมีความมั่งคั่งแค่ไหนแล้ว พร้อมที่จะเป็นอิสระทางการเงินหรือยัง ก็เป็นสิ่งที่ VI ผู้มุ่งมั่นจะต้องประเมินอยู่ตลอดเวลา ผมเองยังจำได้ว่าในช่วงของการสร้างเนื้อสร้างตัวจากการลงทุน ทุกครั้งที่ภรรยาถามว่าเรามีเงินหรือหุ้นเท่าไรแล้ว

ผมจะ “Discount” หรือลดมูลค่าพอร์ตลงประมาณ 25-30% เพื่อไม่ให้เขารู้สึกว่าเรามีเงินมากพอแล้วและอาจจะย่ามใจเกินไป แต่จริง ๆ แล้วผมเองก็เชื่อว่าโอกาสที่เราจะจนลงไป 20-30% จากที่เราเห็นนั้นมีความเป็นไปได้สูงแม้ว่าหุ้นที่ถืออยู่จะมีพื้นฐานเต็มเปี่ยม ไม่ใช่หุ้นเก็งกำไรที่มีค่า P/E สูงเลย ผมคิดจริง ๆ ว่าความมั่งคั่งในหุ้นนั้น เป็น “ภาพลวงตา”

วิธีลดภาพลวงตาลงหรือทำให้เราปลอดภัยว่าเงินจะไม่น้อยไปกว่านั้นมากก็คือ การกระจายความเสี่ยง โดยการไม่ถือหุ้นในอุตสาหกรรมหรือหุ้นตัวใดตัวหนึ่งที่ใหญ่เกินไป หุ้นใหญ่ที่สุดไม่ควรจะเกิน 30-40% ของพอร์ต หุ้นใหญ่ที่สุด 5-6 ตัวรวมกันต้องไม่เกิน 75% ของพอร์ต เป็นต้น  นอกจากนั้นก็จะต้องดูว่าหุ้นแต่ละตัวต้องเป็นหุ้นที่เป็น “Value” จริง ๆ ที่มีความแข็งแกร่งของกิจการและมีค่า P/E ไม่สูงเกินไป

VI บางคนที่ผมรู้จักดูถึงขนาดว่าค่า P/E เฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของพอร์ตนั้นไม่เกินกี่เท่า เช่น  ไม่เกิน 12 -15 เท่าอะไรทำนองนั้น ซึ่งการทำแบบนี้เองก็ไม่ได้หมายความว่าความมั่งคั่งของเขาจะเป็นจริงตามที่เห็น 100% แต่อย่างน้อยมูลค่าหุ้นก็มีความมั่นคงพอสมควร ไม่เป็น “ภาพลวงตา”  และนั่นก็คงคล้าย ๆ กับความมั่งคั่งของวอเร็นบัฟเฟตต์ที่มีเสถียรภาพมากต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี และไม่เหมือนเจ้าของบริษัทที่มักจะ “ถือหุ้นตัวเดียว” และราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงมากมายจนแทบจะหามูลค่าความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ได้

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

News Update: จีนผ่อนคลาย ‘กฎเหล็กโควิด’ โยนความผิด ‘กลุ่มพลังแฝง’ ปลุกกระแสต่อต้าน รัฐบาลคุมได้ ไม่มีสัญญาณการประท้วงใหม่แล้ว

THE OPPORTUNITY
News Update: จีนผ่อนคลาย 'กฎเหล็กโควิด' โยนความผิด ‘กลุ่มพลังแฝง’ ปลุกกระแสต่อต้าน รัฐบาลคุมได้ ไม่มีสัญญาณการประท้วงใหม่แล้ว

ทางการจีนผ่อนคลายมาตรการควมคุมการระบาดของโควิด-19 บางส่วน แต่ยังรักษายุทธศาสตร์ ‘โควิดเป็นศูนย์’ ในภาพรวม หลังประชาชนประท้วงและเรียกร้องให้ปธน. สี จิ้นผิง ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นการเเสดงการต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี

องค์กรบริหารของกรุงปักกิ่งประกาศว่า จะไม่ตั้งรั้วกั้นทางเข้าออกอาคารที่อยู่อาศัยประชาชน แม้ว่าพบการติดโควิดของผู้พักอาศัย ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า รัฐบาลจีนน่าจะยังไม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์โควิดเป็นศูนย์ในภาพรวม และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่จีนมีความถนัดในการกำราบเสียงต่อต้าน

เมื่อวานนี้ (28 พ.ย.) รัฐบาลจีนกล่าวหา ‘กลุ่มพลังที่มีแรงจูงใจแฝง’ ใน​​โลกออนไลน์ ที่พยายามโยงอัคคีภัยคราวนี้เข้ากับมาตรการสกัดโควิด ถึงแม้เจ้าหน้าที่รับผิดชอบที่อุรุมชีจะพยายามอธิบายข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน และหักล้างการใส่ร้ายป้ายสีดังกล่าวแล้วก็ตามที

“สิ่งที่คุณอ้างถึงนั้น ไม่ได้สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นมาจริงๆ เราเชื่อว่าด้วยการนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และความร่วมมือและความสนับสนุนของประชาชนจีน การต่อสู้กับโควิด-19 ของเราจะประสบความสำเร็จ” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ‘เจ้า ลี่เจียน’ พูดถึงสภานการณ์ประท้วงดังกล่าว

ในวันเดียวกันนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ไม่มีสัญญาณใดๆ ของการประท้วงใหม่ๆ ทั้งในปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ ทว่ามีตำรวจหลายสิบคนอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่ชุมนุมเมื่อ 1-2 วันก่อน โดยตำรวจได้เรียกตรวจโทรศัพท์มือถือของผู้คนในบริเวณเหล่านี้ เพื่อเช็กว่ามีการใช้เครือข่าย VPN และแอปเทเลแกรมหรือไม่

ขณะที่เอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวานนี้มีตำรวจจำนวนมากได้ไปตั้งรั้วตลอดแนวฟุตบาธเพื่อป้องกันไม่ให้คนเข้าไปชุมนุมอีก และมีผู้ถูกจับกุม 3 คน นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายยังห้ามไม่ให้ผู้คนที่ผ่านไปมาถ่ายภาพหรือวิดีโอการประท้วง

ก่อนหน้านี้มีข้อความบนโลกออนไลน์ทั้งในจีน และต่างประเทศต่างอ้างว่า มาตรการล็อกดาวน์คุมเข้มโควิด-19 ในอุรุมชี ได้ขัดขวางความพยายามในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุไฟไหม้อาคารแห่งหนึ่งเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (24 พ.ย.) จนมีผู้เสียชีวิต 10 ราย

โดยล่าสุด จีนรายงานยอผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่อีก 40,347 ราย ในวันอาทิตย์ (27 พ.ย.) ซึ่งเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ติดเชื้อที่แสดงอาการ 3,822 ราย และไม่แสดงอาการ 36,525 ราย

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

Top Picks: รวมกองทุนปันผลที่น่าสนใจ ตลาดและธีมแข็งแกร่ง เน้นสร้างกระแสเงินสด

เด็กการเงิน DekFinance
Top Picks: รวมกองทุนปันผลที่น่าสนใจ ตลาดและธีมแข็งแกร่ง เน้นสร้างกระแสเงินสด

วันนี้เด็กการเงินจะพาทุกคนไปรู้จักกับกองทุนปันผลที่อยู่ในตลาดหุ้นหรือธีมที่แข็งแกร่ง สามารถลงทุนและสร้างกระแสเงินสดได้ โดยการเลือกลงทุนรายตัวหรือจัดเป็นพอร์ตให้กระจายตัวดี เช่น ประเทศหรือธีมละไม่เกิน 15-20%

Top Picks: รวมกองทุนปันผลที่น่าสนใจ ตลาดและธีมแข็งแกร่ง เน้นสร้างกระแสเงินสด

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: SCBS&P500, K-EUSAGE, KFGBRAND-D, T-PREMIUM BRAND, KWI HCARE-D, KFHHCARE-D, KKP GHC, ONE-STOXXASEAN, ONE-SETHD, KKP DIVIDEND, K-GINFRA-A(D), B-IR-FOF

หมายเหตุ: เป็นกองทุนที่น่าสนใจตามความคิดเห็นของเด็กการเงิน ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

คำถามยอดฮิต

1. หุ้นปันผล vs. กองทุนปันผล เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?

ปกติแล้วหุ้นจะมีอัตราเงินปันผล หรือ Dividend Yield บอก ซึ่งก็คำนวณมาจาก เงินปันผลต่อหุ้น/ราคา แต่ในส่วนของกองทุนปันผลนั้นจะบอกแค่ว่า กองทุนปันผลคิดเป็นกี่บาทต่อหน่วยในแต่ละครั้ง ดังนั้นนักลงทุนจะไม่ทราบว่า Dividend Yield เป็นเท่าไร
วิธีการคาดการ Dividend Yield คือการนำปันผลรวมย้อนหลัง (เช่น 3-5 ปี) มาหารด้วย NAV ล่าสุด (อย่างไรก็ตามผลงานในอดีตไม่ได้ยืนยันผลตอบแทนในอนาคตได้)

2. กองทุนปันผลเหมาะกับใคร? ควรเลือกกองทุนปันผลอย่างไร? และมีข้อควรระวังอย่างไร?

กองทุนปันผลเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการ Cash flow ไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน หรือถ้าหากในสภาวะตลาดขาลง การได้รับปันผลมาเก็บไว้ก่อน ก็จะช่วยให้มูลค่าเงินรวมของเราขาดทุนน้อยลงนั่นเอง
ถ้าวัตถุประสงค์ของเราคือต้องการ Cash flow อย่างต่อเนื่องแล้ว เราก็ต้องพิจารณาเลือกกองทุนปันผลที่มี Dividend Yield สูง มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ

ทั้งนี้การที่กองทุนจ่ายปันผลออกมามากก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะเงินปันผลนั้นถูกจ่ายออกมาจากกำไรที่กองทุนทำได้ เสมือนกำไรที่จ่ายออกมาจากหุ้น ถ้าหากบริษัทใดจ่ายปันผลมาก ก็จะมีเงินที่นำกลับไปลงทุนเพื่อขยายกิจการน้อยลง เช่นเดียวกันกับกองทุน ถ้ากองทุนจ่ายปันผลออกมามาก เงินที่เหลือในกองทุนก็จะน้อยลง และส่งผลให้มีโอกาสที่เงินจะทบต้นในกองทุนน้อยลงนั่นเอง

นอกจากนี้ต้องไม่ลืมว่าปันผลที่เราได้ออกมานั้นต้องเสียภาษี 10% ด้วย และเงินปันผลที่เอาออกมานั้นเป็นส่วนที่จะไม่ได้ทำให้เงินต้นเรางอกเงยเพิ่มจากกฎการทบต้นอย่างที่กล่าวไปแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของการเลือกกองทุนปันผลแล้วว่าเราต้องการอะไร ก็จะเข้าใจว่าต้องได้อย่างเสียอย่าง

เมื่อเข้าใจวัตถุประสงค์เป็นอย่างดีแล้ว การเลือกสร้างกระแสเงินสดจากกองทุนเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

เด็กการเงิน DekFinance

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/DekFinance101/photos/a.110145077669631/541293424554792/


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 29/11/2022 “จีนพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ 40,347 ราย สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทางการคุมเข้ม ‘ประท้วงต้านล็อกดาวน์’” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

 

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 29/11/2022

“จีนพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ 40,347 ราย สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทางการคุมเข้ม ‘ประท้วงต้านล็อกดาวน์’”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ  Dow Jones ปิดที่  33,849.46 จุด -497.57  จุด  (-1.45%) S&P 500 ปิดที่ 3,963.94 จุด -62.18  จุด (-1.54%) Nasdaq ปิดที่ 11,049.5 จุด -176.86  จุด (-1.58%) Small Cap 2000 ปิดที่ 1,830.31 จุด -38.89  จุด (-2.08%) VIX Index อยู่ที่ 22.21 จุด 0  จุด (0%)

ตลาดหุ้นยุโรป  Euro Stoxx 50 ปิดที่  3,935.51 จุด -26.9  จุด  (-0.68%) Dax เยอรมัน ปิดที่  14,383.36 จุด -158.02  จุด  (-1.09%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่  6,665.2 จุด -47.28  จุด  (-0.7%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่  7,474.02 จุด -12.65  จุด  (-0.17%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่  28,162.83 จุด -120.2  จุด  (-0.42%) CSI 300 จีน ปิดที่  3,733.24  จุด -42.54 จุด  (-1.13%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่  17,297.94 จุด -275.64  จุด  (-1.57%) SET Index ไทย ปิดที่  1,616.91 จุด -3.93  จุด  (-0.24%) VN30 เวียดนาม ปิดที่  1,004.34 จุด +36.85  จุด  (+3.81%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565) ราคาทองคำ 1,752.7 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 21.34 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 78.82 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 85.92 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565)  Bitcoin 16,515 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,211.4 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.10503 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 303.72 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

จีนพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ 40,347 ราย สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เเต่ขณะเดียวกันจีนไม่พบผู้เสียชีวิตรายใหม่ ด้านทางการคุมเข้ม ‘ประท้วงต้านล็อกดาวน์’ มาตราการล็อกดาวน์ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และการดำเนินชีวิตของประชาชน ขณะที่ผู้ประท้วงบางกลุ่มเรียกร้องให้ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ลาออกจากตำแหน่ง (ที่มา : bangkokbiznews.com)

ประท้วงเจิ้งโจว กระทบยอดผลิต ‘ไอโฟน 14 โปร’ 6 ล้านเครื่องปีนี้ ส่งผลต่อรายได้ของ Apple โดยเป้าหมายที่จะส่งมอบ Iphone ที่ 90 ล้านเครื่อง ยังเป็นสื่งท้าทาย ด้าน‘ฟ็อกซ์คอนน์’ เร่งจ่ายโบนัสพนักงานสูงสุด 6.5 หมื่นบาทต่อเดือน โดยหวังคงจำนวนพนักงานเอาไว้ให้ได้มากพอที่จะฟื้นสายการผลิตกลับสู่ภาวะปกติ

กรรมการ Fed คาด สหรัฐฯ อาจเริ่มลดดอกเบี้ยในปี 2024 หลังอาจจะเห็นสัญญาณเงินเฟ้อลดลง ในช่วงปี 2023-2024 ขณะเดียวกันเตือนตลาดอย่าประมาทดอกเบี้ยขาขึ้น เนื่องจากเเนวโน้มดอกเบี้ยจะยังคงเดินหน้าปรับตัวขึ้นต่อไป เพื่อเเก้ปัญหาเงินเฟ้อ 

ประธาน ECB คาด เงินเฟ้อยุโรปยังไม่เจอจุดสูงสุด เนื่องจากปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาพลังงานเเละอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นมา โดยเงินเฟ้อล่าสุด ปรับขึ้นเหนือ 10% เเละตั้งเเต่ต้นปีปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกเดือน ประธาน ECB คาดเงินเฟ้อยุโรป ยังคงเพิ่มขึ้น ต่างจากสหรัฐที่มีทิศทางชะลอตัวลง

บิตคอยน์ร่วงใกล้หลุด $16,000 หลัง BlockFi ประกาศล้มละลายหลังจากก่อนหน้านี้ BlockFi ประกาศระงับการถอนเงินของลูกค้า โดยยอมรับว่าธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการล้มละลายของ FTX โดยบริษัทมีเจ้าหนี้มากกว่า 100,000 ราย รวมทั้งมีหนี้สินและทรัพย์สินราว 1 พันล้านดอลลาร์ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ที่มา : ryt9.com)

Pinduoduo งบไตรมาส 3 ดีเกินคาด หลังโควิดกดดันประชาชนแห่ช็อปออนไลน์ โดยผลประกอบการ Q3/2022 รายได้อยู่ที่ $4.99 พันล้าน เพิ่มขึ้น 65% มาจาก ผลิตภณฑ์การเกษตร อุปกรณ์ IT  เครื่องสำอาง โดยผลประกอบการของ JD.com , Alibaba เป็นไปในทางทิศทางเดียวกัน

The Opportunity 

FINNOMENA Tactical Call: ดัชนี VN30 หลังดัชนีส่งสัญญาณกลับตัวในระยะสั้น

แนะนำเข้าลงทุนที่ระดับราคาไม่เกิน 1,065 จุด (+6.03% จากระดับราคาปิดตลาดวันที่ 28/11/2022) ซึ่งเป็นระดับราคาที่เราแนะนำให้พิจารณาชะลอการเข้าซื้อ (หยุดซื้อ) ภายใต้คำแนะนำ Tactical Call เนื่องจากทำให้ Risk/Reward ratio เข้าใกล้ระดับ 1:1 

แนะนำ Take Profit เมื่อดัชนีปรับตัวขึ้นถึง 1,160 จุด (Upside 15.50%) ซึ่งเท่ากับระดับ Fibonacci 38.2% ของแนวโน้มขาลงปัจจุบัน

แนะนำ Limit Loss หรือตัดขาดทุนทันที เมื่อดัชนีปิดตลาดต่ำกว่า 969 จุด (Downside 3.52%) ซึ่งเป็นระดับที่ดัชนีกลับมาปรับตัวหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 20 วัน

รายละเอียดเพิ่มเติม : 

https://www.finnomena.com/finnomena-ic/tactical-call-vn-nov-2022

 

Enhance S&P 500 Index โดยใช้กลยุทธ์ Growth-Value Rotation

WealthGuru
Enhance S&P 500 Index โดยใช้กลยุทธ์ Growth-Value Rotation

Enhance S&P500 Index โดยใช้กลยุทธ์ Growth-Value Rotation

เราจะเพิ่มผลตอบแทนของดัชนี S&P500 ได้อย่างไรบ้าง

จากบทความที่ผมเคยนำเสนอไป กลยุทธ์แบบ Growth and Value Rotation 

และ เลือกแบบไหนดี กองทุนหุ้น Growth หรือ Value

วันนี้ผมจะใช้กลยุทธ์ Growth-Value Rotation เพื่อพัฒนาการเพิ่มผลตอบแทนของดัชนี S&P500

กองทุนที่ใช้คือ IVW (S&P500 Growth ETF) และ IVE (S&P500 Value ETF) 

เลือกตาม momentum โดยจะทำการ rebalance ทุกเดือน

Enhance S&P 500 Index โดยใช้กลยุทธ์ Growth-Value Rotation

 

Figure 1 จาก portfoliovisualizer วันที่ 28-Nov-2022

จากการทดสอบจะเห็นได้ว่า ผลการทดสอบ ( Momentum Model) จะได้ผลตอบแทน 8.26% ต่อปี จากการทดสอบ(Jan 2001 – Oct 2022)  Sharpe Ratio อยู่ที่ 0.5 ในขณะที่ ดัชนี S&P500 ได้ผลตอบแทน 7.05% ต่อปี  Sharpe Ratio 0.44 

จะเห็นได้ว่า Growth-Value Rotation Strategy สามารถเพิ่มผลตอบแทนของดัชนี S&P500 แต่ Max-Drawdown ของ กลยุทธ์ Growth-Value Rotation  อาจจะมีมากกว่า

ถัดไปลองใช้กลยุทธ์ Growth-Value Rotation พร้อมกับกลยุทธ์แบบ Dual Momentum (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ป้องกัน Drawdown ด้วย Dual Momentum Strategy

Enhance S&P 500 Index โดยใช้กลยุทธ์ Growth-Value Rotation

Figure 2 portfoliovisualizer วันที่ 28-Nov-2022

จากการทดสอบจะเห็นได้ว่า ผลการทดสอบ (Dual Momentum Model) พร้อมกับ Growth-Value Rotation โดยใช้ การ rotation ระหว่าง IVW (S&P500 Growth ETF) และ IVE(S&P500 Value ETF)  

จะได้ผลตอบแทน 7.63% ต่อปี จากการทดสอบ(Jan 2001 – Oct 2022)  Sharpe Ratio อยู่ที่ 0.65 ในขณะที่ ดัชนี S&P500 ได้ผลตอบแทน 7.05% ต่อปี  Sharpe Ratio 0.44

จากผลคือ กลยุทธ์แบบ Growth-Value Rotation ผสม Dual Momentum  จะทำให้ Max Drawdown ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ 

WealthGuru

เปิดบัญชีซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี ล่าสุด! ซื้อเพิ่มได้เป็น 21 บลจ. แล้ว

FINNOMENA
เปิดบัญชีซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี ล่าสุด! ซื้อเพิ่มได้เป็น 21 บลจ. แล้ว

สารบัญ

  1.   ปัญหาปวดใจของคนซื้อกองทุนประหยัดภาษี
  2.   Solution ของปัญหานี้จาก FINNOMENA
  3.   Segregated Account คืออะไร? ทำไมต้องมี?
  4.   ใครควรซื้อกองทุนรวมประหยัดภาษี
  5.   แผน Tax Saving Fund ของ FINNOMENA ลงทุนอะไรบ้าง
  6.   ขั้นตอนการเปิดบัญชี Tax Saving Fund
        – เปิดบัญชีผ่าน Application
        – เปิดบัญชีผ่าน Website
        – เปิดบัญชีผ่านการส่งเอกสาร
        – สำหรับลูกค้า FINNOMENA ที่ใช้บัญชีของ Nomura
  7.   วิธี ซื้อ-ขาย-สับเปลี่ยน กองทุนประหยัดภาษี
  8.   หน้าจอแสดงข้อมูลพอร์ตใน Website / Application
  9.   อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

ปัญหาปวดใจของคนซื้อกองทุนประหยัดภาษี

ถ้ายังไม่ถึงวัยทำงาน ไม่ค่อยมีใครนึกถึงเรื่องเสียภาษีกันหรอกครับ แต่พอมีรายได้และเริ่มมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย จังหวะนั้นแหละที่เราจะเริ่มมองหาช่องทางการลดหย่อนภาษี เพื่อลดทอนภาระการเสียภาษีที่เราโดนหักจากรายได้ไป

ทำให้หลายคนรีบเร่งเข้ามาซื้อกองทุนประหยัดภาษี โดยที่ไม่ได้ทำการศึกษาให้ดีก่อน ถึงจะเป็นการซื้อกองทุนเพื่อเอาไปลดหย่อนภาษี มันก็เป็น “การลงทุน” ประเภทหนึ่งอยู่ดี ซึ่งต้องมีเรื่องของ “ความเสี่ยง” ตามมาแน่นอน

จุดนี้เป็นเรื่องอันตราย เพราะถ้าเราเข้ามาลงทุนทั้ง ๆ ที่ความรู้ยังไม่พร้อม บางทีเงินที่เราขาดทุนจากกองทุนประหยัดภาษี อาจจะเยอะกว่าเงินที่เราต้องควักไปจ่ายภาษีก็ได้ ขาดทุนแถมยังถอนออกมาก่อนไม่ได้ ไม่มีอะไรจะเสียสุขภาพจิตไปมากกว่านี้แล้วจริงไหมครับ

Solution ของปัญหานี้จาก FINNOMENA

ปัญหาการขาดทุนจากกองทุนประหยัดภาษีเป็นปัญหาที่ FINNOMENA อยากแก้ไข จึงเป็นที่มาของการเปิดตัวระบบใหม่ “Segregated Account” ซึ่งสามารถซื้อขายกองทุนประหยัดภาษีทั้ง SSF และ RMF จากหลากหลาย บลจ. ได้ในที่เดียว มีความเป็นกลางในการคัดสรรกองทุนมาแนะนำให้กับนักลงทุน สรุปสิ่งที่นักลงทุนจะได้เมื่อลงทุนกับ FINNOMENA ก็คือ

  • พอร์ตกองทุนประหยัดภาษีแนะนำที่มีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว แบ่งตามระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้ เพิ่มโอกาสในการทำกำไรไปพร้อมกับการลดหย่อนภาษี 
  • ระบบการเปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชัน ไม่ต้องใช้เอกสาร ไม่ต้องเปิดบัญชีหลายรอบ
  • ซื้อขายกองทุนได้พร้อมกันหลาย บลจ. เพิ่มความเป็นกลางในการเลือกกองทุนที่ดีที่สุด
  • เช็กพอร์ตได้ตลอดเวลาทั้งบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน หน้าจอแสดงผลสวยงาม เข้าใจง่าย
  • ความปลอดภัยของเงินลงทุนระดับเดียวกันกับธนาคาร

สิทธิประโยชน์แต่ละข้อจะอธิบายอย่างละเอียดในส่วนต่อ ๆ ไปของบทความ แต่ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกันก่อนว่า ระบบ Segregated Account คืออะไร? ทำไมถึงต้องใช้ระบบนี้?

Segregated Account คืออะไร? ทำไมต้องมี?

Segregated Account คือ บัญชีที่แยกทรัพย์สินของผู้ลงทุนออกจากทรัพย์สินของบริษัท ทำให้เงินลงทุนไม่สามารถถูกแทรกแซงได้ เช่นเดียวกันกับระบบบัญชีประเภท Omnibus Account ที่ FINNOMENA ใช้ในการซื้อขายกองทุนทั่วไป

บัญชีทั้ง 2 ประเภทผู้ลงทุนจะทำรายการผ่านคนกลาง (ในที่นี้คือ FINNOMENA) คนกลางมีหน้าที่แค่ส่งรายการคำสั่งและเงินลงทุนต่อให้ บลจ. โดยไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งอะไรกับเงินและคำสั่งนั้น

จุดที่แตกต่างคือ Omnibus Account เป็นบัญชีที่ไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้ถือหน่วยลงทุน การดำเนินการซื้อขายจะใช้เป็นเลขประจำตัวผู้ถือหน่วย แต่ Segregated Account เป็นบัญชีที่ระบุชื่อผู้ถือหน่วยลงทุนในการซื้อขาย ซึ่งตรงนี้ทำให้บัญชีแบบ Segregated Account สามารถใช้ซื้อขายกองทุนประหยัดภาษี เช่น SSF หรือ RMF ได้ และสามารถนำไปยื่นลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมาย เพราะมีการระบุชื่อผู้ถือหน่วยไว้ชัดเจน

โดยสรุป ในการซื้อขายกองทุนทั่วไป ใช้แค่บัญชีแบบ Omnibus Account ก็เพียงพอ แต่ในกรณีกองทุนประหยัดภาษีที่ต้องออกเอกสารไปยื่นลดหย่อน ต้องใช้บัญชีแบบ Segregated Account ที่มีการระบุชื่อผู้ลงทุนนั่นเอง

สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนกองประหยัดภาษีแล้ว ข้ามไปดูขั้นตอนการเปิดบัญชีด้านล่างบทความได้เลย ส่วนคนที่ยังไม่แน่ใจว่ากองภาษีเหมาะกับเราหรือเปล่า ลองอ่านไปเรื่อย ๆ ก่อนนะครับ

ใครควรซื้อกองทุน SSF-RMF

ไม่ใช่ทุกคนที่จำเป็นต้องซื้อ SSF หรือ RMF ถึงมันจะใช้ลดหย่อนภาษีได้เยอะก็จริง แต่ก็มีเงื่อนไขที่จำกัดเราอยู่พอสมควร เงื่อนไขสำคัญที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนลงทุนพวกกอง SSF/RMF ได้แก่

เงื่อนไขของ SSF

  • ต้องถือเป็นเวลา 10 ปีขึ้นไป (นับจากวันที่ซื้อ) ถ้าขายออกก่อนต้องคืนเงินภาษีที่เคยได้รับการลดหย่อนของปีนั้น และต้องจ่ายค่าเสียภาษีล่าช้าเพิ่มด้วย
  • ใช้ลดหย่อนภาษีได้ในปีภาษี 2563-2567 หลังจากนั้นจะมีการพิจารณาอีกครั้งว่าจะมีการต่ออายุหรือไม่
  • ลงทุนปีไหน ได้ลดหย่อนปีนั้น และไม่มีเงื่อนไขลงทุนต่อเนื่อง
  • ไม่สามารถขายคืนก่อนกำหนดได้ แต่สามารถสับเปลี่ยนได้ในกอง SSF ด้วยกันได้

เงื่อนไขของ RMF

  • ต้องถือเป็นเวลา 5 ปีขึ้นไป (นับจากวันที่ซื้อ) และขายได้หลังอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ถ้าขายออกก่อนต้องคืนเงินภาษีที่เคยได้รับการลดหย่อนในปีนั้น และต้องจ่ายค่าเสียภาษีล่าช้าเพิ่มด้วย
  • ลงทุนปีไหน ได้ลดหย่อนปีนั้น และต้องลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อยปีเว้นปี (ไม่มีขั้นต่ำในการลงทุน) หากผิดเงื่อนไขลงทุนต่อเนื่อง ต้องคืนภาษีที่ได้รับยกเว้น 5 ปีย้อนหลัง
  • ไม่สามารถขายคืนก่อนกำหนดได้ แต่สามารถสับเปลี่ยนได้ในกอง RMF ด้วยกันได้

ซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี
ที่มา: tisco.co.th

พอรู้เงื่อนไขแล้ว แล้วใครบ้างที่เหมาะกับการซื้อกองประหยัดภาษี ลองเช็กตัวเองเบื้องต้นกันก่อน

ใครควรซื้อ

  • ถ้าเกิดคำนวณเงินได้ของตนเองที่หักลบกับค่าลดหย่อนแล้วมากกว่า 150,000 บาท เราจะต้องเสียภาษี ถ้าไม่อยากเสียส่วนนี้สามารถซื้อกองทุน SSF-RMF เป็นวิธีในการลดหย่อนภาษีได้
  • คนที่มีฐานภาษีสูง ๆ เช่น 20% ขึ้นไป เหมาะกับการซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี เพราะสามารถลดได้เยอะ ซึ่ง SSF-RMF สามารถซื้อรวมกันและลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 500,000 บาท
  • คนที่ต้องการออมเงินให้เติบโตในระยะยาว ซึ่งตรงตาม Concept ของ SSF และ RMF ที่อยากให้คนไทยออมเงิน

ใครไม่ควรซื้อ

  • คนที่มีปัญหาสภาพคล่องยังไม่มั่นคง ไม่ควรซื้อ SSF-RMF เพราะมีเงื่อนไขที่จำกัดการถอนเงินออกมาใช้อยู่ กรณีควรยอมจ่ายภาษีหรือเลือกลดหย่อนด้วยวิธีอื่นไปก่อน
  • คนที่ไม่สามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้เลย ถ้าซื้อแล้วก็เกิดขาดทุนจะเครียด นอนไม่หลับ แบบนี้ไม่ควรซื้อ SSF-RMF
  • คนที่ฐานภาษียังต่ำ เช่น 5% หรือ 10% เพราะเมื่อเทียบเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามกับเงินที่จะได้ลดหย่อน อาจไม่คุ้มกัน

แผน Tax Saving Fund ของ FINNOMENA ลงทุนอะไรบ้าง

ถ้าสำรวจตัวเองตามหัวข้อข้างบนแล้วคิดว่าเราเหมาะกับการซื้อกอง SSF-RMF เพื่อประหยัดภาษี ขั้นต่อไปก็คือการเลือกว่าเราจะลงทุนกองไหนดี

FINNOMENA เปิดให้ซื้อกองทุน SSF-RMF ทั้งแบบซื้อรายกองและแบบซื้อเป็นชุดกองทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง สามารถเลือกซื้อกองทุนได้พร้อมกัน 21 บลจ. รายชื่อ บลจ. ที่ FINNOMENA เปิดให้บริการตอนนี้ ได้แก่

  1. บลจ. กรุงศรี (KSAM)
  2. บลจ. กรุงไทย (KTAM)
  3. บลจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHFUND)
  4. บลจ. คิง ไว (KWIAM)
  5. บลจ. เอ็มเอฟซี (MFC)
  6. บลจ. วรรณ (ONEAM)
  7. บลจ. เกียรตินาคินภัทร (KKPAM)
  8. บลจ. ไทยพาณิชย์ (SCBAM)
  9. บลจ. ทาลิส (TALISAM)
  10. บลจ. อีสท์สปริง (EASTSPRING)
  11. บลจ. ทิสโก้ (TISCOAM)
  12. บลจ. ยูโอบี (UOBAM)
  13. บลจ. ดาโอ จำกัด (DAOLINV)
  14. บลจ. อเบอร์ดีน (ABERDEEN)
  15. บลจ. แอสเซท พลัส (ASSETFUND)
  16. บลจ. บัวหลวง จำกัด (BBLAM)
  17. บลจ. พรินซิเพิล (PRINCIPAL)
  18. บลจ. กสิกรไทย (KAsset)
  19. บลจ. ฟิลลิป (PAMC)
  20. บลจ. เอ็กซ์สปริง (XSpring AM)
  21. บลจ. บางกอกแคปปิตอล (BCAP)

หมายเหตุ: การทำรายการซื้อ/ขายคืน/สับเปลี่ยนหน่วยลงทุนของ บลจ. ทิสโก้ (TISCOAM) และ บลจ. บางกอกแคปปิตอล (BCAP) จะต้องดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ผ่านทางโทรศัพท์เท่านั้น ที่หมายเลข 02-026-5100 โดยสามารถทำรายการได้ทุกวันทำการ ตามเวลาและเงื่อนไขในการทำรายการ ตามที่ระบุในหนังสือชี้ชวนของแต่ละกองทุน

รายชื่อกองทุนที่ FINNOMENA แนะนำ

สำหรับการลงทุนในกองทุนประหยัดภาษี แนะนำให้ลงทุนเป็นชุดกองทุนแบบกระจายความเสี่ยง เนื่องจากเป็นการลงทุนระยะยาว การลงทุนกองเดียวจะเสี่ยงเกินไป เพราะถ้าได้ก็ได้ไปเลย ถ้าเสียก็เสียไปเลย ถ้าลงทุนหลาย ๆ กองเพื่อกระจายความเสี่ยงไว้จะมีโอกาสกำไรในระยะยาวมากกว่า

กองทุนที่ FINNOMENA แนะนำจะแบ่งตามระดับความเสี่ยง โดยจะไม่มีการปรับพอร์ตเหมือนแผนการลงทุนทั่วไปเนื่องจากต้องถือยาว ทุกกองเลยต้องมีศักยภาพที่จะเติบโตในระยะยาวได้ ซึ่ง FINNOMENA Investment Team ได้ทำการคัดสรรกองทุนที่ดีที่สุดมาแล้ว รายชื่อชุดกองทุนแนะนำมีอยู่ 6 แผนด้วยกัน โดยสามารถอ่านรายละเอียดของแต่ละแผนได้ที่ โพยกองทุนจัดชุด SSF & RMF จัดเต็มสำหรับนักลงทุนทุกประเภท

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่สนใจกองทุนบางตัวโดยเฉพาะ ก็สามารถเลือกลงทุนเองได้เช่นกันครับ ไม่จำกัดว่าต้องลงทุนเป็นชุดกองทุนเท่านั้น โดยสามารถอ่านรายละเอียดโพย SSF และ RMF รายกองได้ที่ คัดเน้นที่เดียวจบ! รวมโพย SSF RMF รายกอง

หรือจะลองใช้งาน FINNOMENA Tax Saving Guru ดูก็ได้ เป็นโปรแกรมคำนวณมูลค่ากองทุนที่ซื้อได้ พร้อมกองทุนและสัดส่วนแนะนำ คำนวณมาให้เสร็จสรรพว่าซื้อ SSF หรือ RMF เท่าไรจะคุ้มที่สุด

ขั้นตอนการเปิดบัญชี Tax Saving Fund

1. เปิดบัญชีผ่าน Application (เปิดบัญชีแบบไม่ใช้เอกสาร) → Recommended !!

นักลงทุนที่เปิดบัญชีใหม่ (Single Form) หลังวันที่ 2 ก.ค. 2564 สามารถเปิดบัญชี Tax Saving Fund ได้เพียง 5 คลิกเท่านั้น !!! ทำตามขั้นตอนในรูปด้านล่างได้เลย โดยนักลงทุนต้องอัปเดตแอปพลิเคชันก่อน จึงจะสามารถใช้งานส่วนเปิดบัญชี Tax Saving Fund ได้

ซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

ส่วนนักลงทุนที่มีบัญชีกับ FINNOMENA อยู่แล้ว แต่ตอนเปิดบัญชี เปิดผ่านเอกสาร หรือเปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชันก่อนใช้ Single Form ในวันที่ 2 ก.ค. 2564 เมื่อเปิดบัญชี Tax Saving Fund จะต้องมีการกรอกข้อมูลเพิ่มเพียงเล็กน้อย ซึ่งได้แก่ ข้อมูลประเทศที่มาของรายได้และข้อมูลคู่สมรส, FATCA, รูปถ่ายบัตรประชาชน, แบบประเมินความเสี่ยง และลายเซ็น (ทั้งนี้ แต่ละท่านอาจจะกรอกเพิ่มไม่เท่ากัน แล้วแต่ความสมบูรณ์ของข้อมูลเดิม) โดยต้องอัปเดตแอปพลิเคชันก่อนเช่นกัน จึงจะสามารถใช้งานส่วนเปิดบัญชี Tax Saving Fund ได้

และสำหรับนักลงทุนที่ไม่เคยมีบัญชีซื้อขายกองทุนกับ FINNOMENA และต้องการเปิดบัญชี Tax Saving Fund สามารถทำตามขั้นตอนดังนี้

     1)   ก่อนเปิดบัญชี Segregated Account นักลงทุนต้องเปิดบัญชีแบบปกติ (Omnibus Account) ให้เสร็จก่อน ทำการผูก ATS ให้เรียบร้อย แล้วจึงจะเปิดบัญชีเพื่อลงทุนกองทุนประหยัดภาษีต่อได้ ดูขั้นตอนการเปิดบัญชีแบบปกติได้ ที่นี่ หรือดูในคลิปวิดีโอด้านล่าง โดยใช้เวลาอนุมัติการเปิดบัญชีประมาณ 1-2 วันทำการ

** ข้อควรระวังในการเปิดบัญชีผ่าน Application: ตรวจสอบว่าข้อมูลบนภาพถ่ายหน้าบัตรประชาชนมีความชัดเจน และที่อยู่บนบัตรประชาชนตรงกับที่อยู่ตามทะเบียนบ้านที่กรอกเข้ามา เพื่อความรวดเร็วในการเปิดบัญชี

อ่านเพิ่มเติม วิธีสร้างแผนการลงทุนพร้อมเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนกับ FINNOMENA แบบ Step by Step

อ่านเพิ่มเติม พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

อ่านเพิ่มเติม พาซื้อกองทุนรวมผ่าน FINNOMENA พร้อมความพิเศษต่าง ๆ ที่หาไม่ได้จากที่อื่น

     2)   หลังเปิดบัญชีปกติเสร็จสมบูรณ์ สามารถทำการเปิดบัญชี Segregated Account ต่อได้ในแอปฯ FINNOMENA ผ่าน 2 ช่องทาง

ช่องทางแรก เข้าไปที่หน้าพอร์ตแล้วกดปุ่ม “เพิ่มบัญชี Tax Saving”

ช่องทางที่สอง เข้าไปที่หน้าพอร์ต ที่แผนการลงทุนจะเห็นคำว่า Tax Saving ให้กดปุ่ม “+ เพิ่มบัญชี Tax Saving”

ซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

     3)   ขั้นตอนต่อไป ระบบจะให้กรอกข้อมูลบางส่วนเพิ่ม เพื่อใช้สำหรับเปิดบัญชีสำหรับลงทุนกองทุนประหยัดภาษีโดยเฉพาะ

     4)   เมื่อกรอกทุกอย่างเรียบร้อย ระบบจะขึ้นว่า “รออนุมัติบัญชี” ซึ่งจะใช้เวลาอนุมัติประมาณ 1-2 วันทำการ โดยจะผูก ATS กับบัญชีธนาคารเดียวกันกับบัญชีปกติ

     5)   เมื่อบัญชีพร้อมลงทุน นักลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลกองทุนแนะนำ และเริ่มลงทุนได้ทันที

2. เปิดบัญชีผ่าน Website

ณ ตอนนี้การเปิดบัญชี Segregated Account ยังไม่สามารถเปิดผ่าน Website ได้ ทั้งนี้แนะนำให้นักลงทุนเปิดบัญชีผ่าน Application แทน

3. เปิดบัญชีผ่านการส่งเอกสาร

ขณะนี้การเปิดบัญชี Tax Saving Fund ผ่านการส่งเอกสาร ปิดระบบชั่วคราว หากมีการเปิดระบบจะมีการแจ้งให้ทราบอีกครั้ง โปรดติดตามข่าวสารอัปเดตทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ทั้งนี้แนะนำให้นักลงทุนเปิดบัญชีผ่าน Application เพื่อความรวดเร็วในการเปิดบัญชี

4. สำหรับลูกค้า FINNOMENA ที่ใช้บัญชีของ Nomura

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนผ่านบัญชีของ Nomura ดูขั้นตอนการเปิดบัญชีได้ ที่นี่

วิธี ซื้อ-ขาย-สับเปลี่ยน กองทุน SSF-RMF

ซื้อ

นักลงทุนสามารถส่งคำสั่งซื้อได้ทุกช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน โทรศัพท์ และช่องทางเอกสาร การหักเงินจะหักผ่านช่องทางบัญชีธนาคารที่ผูก ATS ไว้ (ณ ปัจจุบันสังไม่สามารถซื้อผ่านบัตรเครดิตได้)

ขาย

ขั้นตอนการขายจะมีความซับซ้อนกว่าตอนซื้อ เพราะมีเรื่องเงื่อนไขระยะเวลาในการถือ และหลักการ FIFO (First in First out: ซื้อตัวไหนก่อน ตัวนั้นจะถูกขายออกไปก่อน)

อธิบายคือ ถ้าหากเราอยากขายกองทุนส่วนที่เผลอซื้อเกินและยังไม่ได้ใช้ลดหย่อนภาษี ส่วนที่ขายจะไม่ใช่ส่วนล่าสุดที่ซื้อ แต่เป็นส่วนแรกสุดที่เราซื้อไว้ ซึ่งถ้าส่วนแรกสุดยังถือไม่ครบเวลาตามเงื่อนไข เราจะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง

เบื้องต้นการขายกองทุนประหยัดภาษีจึงไม่อยากให้นักลงทุนทำรายการเอง แนะนำให้ติดต่อทาง FINNOMENA ที่เบอร์โทรศัพท์ 02 026 5100 เพื่อส่งคำสั่งขาย หรือทำการขอเลข Unitholder เพื่อใช้ส่งคำสั่งขายกับ บลจ. ต้นทางโดยตรง

สับเปลี่ยน

สามารถสับเปลี่ยนกองภาษีได้ภายใน บลจ. เดียวกัน และต้องเป็นกองประเภทเดียวกัน เช่น กอง SSF สับเปลี่ยนได้เฉพาะกอง SSF ด้วยกัน กอง RMF สับเปลี่ยนได้เฉพาะกอง RMF ด้วยกัน

หน้าจอแสดงข้อมูลพอร์ตใน Website / Application

เมื่อลงทุนไปแล้ว การติดตามพอร์ตก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน นักลงทุนที่สร้างแผน “Tax Saving Fund” แล้ว สามารถเข้าไปดูพอร์ตของตนเองได้ทั้งบน Website และใน Application ได้ตลอดเวลา เป็นอีกบริการที่ FINNOMENA จัดให้นักลงทุนทุกท่านใช้กันครับ

หน้าแสดงข้อมูลพอร์ตบน Website

ซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

หน้าแสดงข้อมูลพอร์ตบน Application

ซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

ซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

สรุป

ถ้าอ่านบทความนี้แล้วรู้สึกว่า กองทุน SSF-RMF เป็นทางเลือกการลดหย่อนภาษีที่เหมาะกับเรา และเรามีสภาพคล่องเพียงพอที่จะทำตามเงื่อนไขของ SSF-RMF ได้อย่างครบถ้วน ก็สามารถเริ่มต้นลงทุนได้ทันที โดยอิงจากพอร์ตกองทุนแนะนำที่ FINNOMENA แนะนำให้ก็ได้ หรือจะเลือกลงทุนเองเป็นรายตัวก็ทำได้เช่นกัน

ถ้ายังอ่านบทความยังไม่ละเอียด อยากให้อ่านและศึกษาให้ดีก่อนครับ โดยเฉพาะเงื่อนไขต่าง ๆ เพราะการซื้อ SSF-RMF เป็นการตัดสินใจในระยะยาว กรอบเวลา 10 ปีขึ้นไป หากตัดสินใจพลาดมันจะกวนใจเราไปตลอด การลงทุนพร้อมกับความรู้จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ส่วนการลงทุนพร้อมกับความไม่รู้จะทำให้ชีวิตเราลำบากขึ้นอีกเยอะ

หากพร้อมแล้วก็สามารถเปิดบัญชีลงทุนกองทุน SSF-RMF กับ FINNOMENA ได้ทันที เปิดบัญชีและดูรายละเอียดได้เลย

สำหรับลูกค้าใหม่ อ่านวิธีเปิดบัญชีซื้อกองทุน Tax Saving เพิ่มเติม คลิก
‍‍‍‍‍‍ ‍‍
สำหรับลูกค้าเก่า เปิดแอปพลิเคชั่น แล้วเลือกสร้างแผน “Tax Saving” ได้เลย

หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Facebook Inbox:    FINNOMENA
LINE:    @FINNOMENAPORT
เบอร์โทรศัพท์:   02 026 5100


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน และจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นจะต้องชำระเงินเพิ่ม และ/หรือเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน |  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” 

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวขึ้น 3.4% แม้สถานการณ์การระบาดของโควิดและการเมืองในประเทศยังไม่คลี่คลาย

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวขึ้น 3.4% แม้สถานการณ์การระบาดของโควิดและการเมืองในประเทศยังไม่คลี่คลาย

เช้าวันนี้ 29 พย. 65 ตลาดหุ้นฮ่องกงและจีน ทั้งดัชนี Hang Seng และ China A50 ปรับตัวขึ้นแรงกว่า 3.4% และ 2.5% ตามลำดับ นำโดยกลุ่มประกันภัยที่ปรับตัวขึ้น 4.81% กลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้น 2.41% กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้น 4.80% หลังคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของจีน ได้ผ่อนคลายข้อห้ามในการระดมทุนของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ผ่านตลาดทุนที่ถูกบังคับใช้เป็นเวลาหลายปี เพื่อให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายย่อยสามารถนำเงินมาชำระคืนตราสารหนี้ที่ครบกำหนด ผ่านการระดมทุนและการควบรวมกิจการได้ ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมมีความแข็งแรงและมีเสถียรภาพมากขึ้น และส่งผลให้แรงกดดันด้านสภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้ดูดีขึ้น

ท่าทีดังกล่าวสอดคล้องกับการลด RRR(reserve requirement ratio) 0.25% ลงมาสู่ระดับ 7.8% ในอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งถูกคาดว่าจะเสริมสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจได้มากถึง 500,000 ล้านหยวนด้วยกัน จากความสามารถในการปล่อยกู้เพิ่มเติมของธนาคารพาณิชย์

โดยการปรับตัวขึ้นดังกล่าว เป็นการปรับตัวขึ้นในสองกลุ่มที่ได้รับแรงกดดันทางตรงทั้งกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ที่ถูกกดดันจากมาตรการควบคุมมานับตั้งแต่ต้นปี และกลุ่มประกันภัยจากความกังวลเรื่องแนวทางการรับมือกับสถานการณ์การระบาดของ Covid-19 ซึ่งส่งผลให้เกิดการประท้วงของประชาชนจำนวนมากในหัวเมืองใหญ่จากความไม่พอใจต่อนโยบาย Zero Covid ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนการคลายความกังวลต่อสถานการณ์ได้

FINNOMENA Investment Team มองว่าจะตลาดหุ้นจีนยังเผชิญความผันผวนจากปัจจัยของแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศและความไม่แน่นอนของการใช้มาตรการควบคุม Covid-19 หลังเผชิญกับความไม่พอใจของประชาชนต่อนโยบายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม Valuation ของหุ้นจีนหลาย ๆ ดัชนีอยู่ในระดับที่ถูก โดยเฉพาะในดัชนี Hang Seng Index ที่อยู่ในระดับ Deep Discount แต่จากสถิติในอดีตมักเป็นจุดสะสมที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ทั้งนี้ในระยะสั้นแนะนำให้ให้รอปัจจัยบวก เนื่องจากตลาดหุ้นจีนยังคงมีความผันผวน จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการดำเนินมาตรการ Zero Covid หลังจากนี้ ส่วนการลงทุนระยะยาว ที่เน้นพิจารณาจากปัจจัยเชิงมูลค่า สามารถทยอยสะสมได้ ในกองทุนหุ้นจีนต่าง ๆ ซึ่งมักมีค่า Correlation กับดัชนี Hang Seng อาทิ K-CHINA-A(A), P-CGREEN

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA Tactical Call: ดัชนี VN30 หลังดัชนีส่งสัญญาณกลับตัวในระยะสั้น

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Tactical Call: ดัชนี VN30 หลังดัชนีส่งสัญญาณกลับตัวในระยะสั้น

นับตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาตลาดหุ้นเวียดนามเจอมรสุมอย่างหนัก จากความกังวลด้านปัญหาสภาพคล่อง (liquidity crunch) ของระบบธนาคาร จนทำให้เกิดความกังวลว่าจะเกิด Bank Run ซึ่งต่อมาธนาคารกลางเวียดนาม (SBV) ได้เสริมสภาพคล่องเพื่อแก้ไขความกังวลดังกล่าว จนทำให้ปัญหาจบลงได้ในระยะเวลาอันสั้น และ ความกังวลต่อความสามารถในการไถ่ถอนหุ้นกู้ให้แก่$นักลงทุนได้ตามกำหนดเวลาของบริษัท No Va Land Investment Group Corporation ซึ่ง FINNOMENA Investment Team ประเมินว่า เป็นปัจจัยเสี่ยงเฉพาะตัว และจะไม่ลุกลามจนกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ (systematic risk) 

แต่หากพิจารณาตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาหุ้นในกลุ่มธนาคารและประกันภัย กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งเป็นอีกสองอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของตลาดหุ้นเวียดนาม สามารถปรับตัวขึ้นสวนทางกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ได้ จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ สวนทางกับแรงขายของนักลงทุนรายย่อยที่ค่อยๆชะลอลง เมื่อประกอบกับการกลับเข้าเป็นสมาชิกของ WFE (World Federation of Exchanges) ของตลาดหุ้นเวียดนาม

รูปที่ 1 กราฟดัชนี VN30 TF Day Source: Tradingview as of 28/11/22

หนุนให้ ดัชนี VN30 ซึ่งทดสอบจุดต่ำสุดที่ระดับ 905 จุด ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีโอกาสที่จะเป็นจุด Bottom ในระยะสั้น จากสัญญาณDivergence ของ RSI ในช่วงกลางเดือน ณ ช่วงเวลาที่ดัชนีทำจุดต่ำสุดที่ 905 จุด เมื่อประกอบกับการปรับตัวขึ้นผ่านเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน (MA 20 Days) สู่ระดับ 983 จุด  พร้อมด้วยการตัดขึ้นของ MACD เหนือ Signal Line สะท้อน Momentum ที่ดีในระยะสั้น

FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำลงทุนภายใต้คำแนะนำ Tactical Call ในกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A ซึ่งมีค่า Correlation กับดัชนี VN30 0.959 สะท้อนการเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันในระดับที่สูง สำหรับการเก็งกำไรในดัชนี VN30 โดยมีคำแนะนำดังนี้

  1. แนะนำเข้าลงทุนที่ระดับราคาไม่เกิน 1,065 จุด (+6.03% จากระดับราคาปิดตลาดวันที่ 28/11/2022) ซึ่งเป็นระดับราคาที่เราแนะนำให้พิจารณาชะลอการเข้าซื้อ (หยุดซื้อ) ภายใต้คำแนะนำ Tactical Call เนื่องจากทำให้ Risk/Reward ratio เข้าใกล้ระดับ 1:1 

และหากหลังจาก FINNOMENA Investment Team แนะนำ Tactical Call แล้ว ดัชนี VN30 ปรับตัวลงต่ำกว่า 1,065 จุด และปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 1,065 จุดอีกครั้ง FINNOMENA Investment Team ยังคงแนะนำให้ชะลอการเข้าซื้อ (หยุดซื้อ) ภายใต้คำแนะนำ Tactical Call เนื่องจากปัจจัยทางเทคนิคอาจเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงที่ให้คำแนะนำครั้งแรก

อย่างไรก็ตาม สำหรับการลงทุนระยะยาวตามคำแนะนำ Long Term Call ซึ่งพิจารณาจากการเติบโตของปัจจัยพื้นฐานเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ ประชากรและการบริโภค (Structural Growth) ยังมีความน่าสนใจในระยะยาว เมื่อประกอบกับ Valuation อยู่ในระดับ Deep Discount ที่ซื้อขายกันที่ระดับ PE 8.2x หรือเท่ากับ -3SD เมื่อเทียบกับตัวเองในอดีตช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เราจึงยังคงแนะนำลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้ดัชนี VN30 จะปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 1,065 จุดตาม Tactical call ในครั้งนี้ก็ตาม เนื่องจาก 

ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของรูปแบบการลงทุน อาทิ

  • วัตถุประสงค์การลงทุน : Long Term Call เป็นไปเพื่อลงทุนจากปัจจัยพื้นฐานที่ดี Valuation ที่เหมาะสม เพื่อสะสมลงทุนในระยะยาว ขณะที่ Tactical Call เป็นไปเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น
  • เงื่อนไขการลงทุน : Long Term Call เป็นการเข้าลงทุนเพื่อสะสมสินทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ซึ่งลดความเสี่ยงผ่านการซื้อเมื่อดัชนีมีมูลค่าถูกเมื่อเทียบกับการเติบโตในระยะยาว ขณะที่ Tactical Call เป็นการเข้าลงทุนตามสัญญาณทางเทคนิค(Technical Analysis) และคุมความเสี่ยงโดยการ Stop Loss
  1. แนะนำ Take Profit เมื่อดัชนีปรับตัวขึ้นถึง 1,160 จุด (Upside 15.50%) ซึ่งเท่ากับระดับ Fibonacci 38.2% ของแนวโน้มขาลงปัจจุบัน
  2. และแนะนำ Limit Loss หรือตัดขาดทุนทันที เมื่อดัชนีปิดตลาดต่ำกว่า 969 จุด (Downside 3.52%) ซึ่งเป็นระดับที่ดัชนีกลับมาปรับตัวหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 20 วัน

นักลงทุนที่เหมาะกับ Tactical Call ระยะสั้นนี้ควร…

  1. เป็นนักลงทุนที่มีเงินสด หรือสภาพคล่องส่วนเกิน และรับความผันผวนได้สูง
  2. ใช้เงินลงทุนในสัดส่วนไม่เกิน 10% ของภาพรวมพอร์ตการลงทุนทั้งหมด
  3. นักลงทุนต้องยอมรับการ Limit Loss หรือ การตัดขาดทุนได้ทันที

PRINCIPAL VNEQ-A

FINNOMENA Tactical Call: ดัชนี VN30 หลังดัชนีส่งสัญญาณกลับตัวในระยะสั้น

รูปที่ 2 Top 5 Holding of PRINCIPAL VNEQ-A | Source: PRINCIPAL.th. as of 28/11/22

กองทุนเป็นกองทุนความเสี่ยงสูง (ระดับ 6) มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือมีธุรกิจหลัก ในประเทศเวียดนามที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต รวมทั้งตราสารทุนอื่นใดที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องและ/หรือที่ได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ และ/หรือกองทุนรวม

อื่นที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารแห่งทุน และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟตราสารทุนต่างประเทศ ที่เน้นลงทุนในตราสารทุนประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

FINNOMENA Investment Team

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT

News Update: ส่องราคาโมเดล Y แต่ละประเทศ สิงคโปร์แพงสุด จีนแผ่นดินใหญ่ถูกสุดในโลก จากภาษี – ใบอนุญาต – การแข่งขันในตลาด

THE OPPORTUNITY
News Update: ส่องราคาโมเดล Y แต่ละประเทศ สิงคโปร์แพงสุด จีนแผ่นดินใหญ่ถูกสุดในโลก จากภาษี - ใบอนุญาต - การแข่งขันในตลาด

โมเดล Y ของ Tesla ได้รับความนิยมทั่วโลก จนเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเดียวที่ติดอันดับ 1 ใน 5 รถยนต์ที่ขายดีที่สุดในโลก โดยแค่ 9 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทส่งมอบรถยนต์ไปแล้วกว่า 500,000 คัน แต่ในส่วนของ ‘ราคา’ ขึ้นอยู่กับว่าซื้อที่ประเทศไหน เพราะราคาขายที่สิงคโปร์สามารถซื้อในจีนแผ่นดินใหญ่ได้ 2 คัน แถมมีเงินเหลือด้วย

จีนแผ่นดินใหญ่เป็นสถานที่ที่สามารถซื้อโมเดล Y ได้ถูกที่สุดในโลกในราคาเริ่มต้น 288,900 หยวน หรือประมาณ $40,500 แต่ถ้าซื้อรุ่นเดียวกันในสิงคโปร์จะต้องจ่ายเงินสูงถึง 142,471 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ $103,800 ซึ่งต่างกันถึง $62,717 เท่ากับประมาณ 2.23 ล้านบาท

News Update: ส่องราคาโมเดล Y แต่ละประเทศ สิงคโปร์แพงสุด จีนแผ่นดินใหญ่ถูกสุดในโลก จากภาษี - ใบอนุญาต - การแข่งขันในตลาด

ราคารถยนต์ Tesla โมเดล Y ในแต่ละประเทศ ที่มา: Bloomberg

Seth Goldstein นักกลยุทธ์หุ้นของ Morningstar Research Services และประธานคณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้า กล่าวว่า รถยนต์ในบางประเทศ เช่น สิงคโปร์และอิสราเอล แพงกว่าเนื่องจากภาษีและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนที่สูงกว่าจีนและยุโรป นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่กำหนดราคา ทั้งซัพพลาย-ดีมานด์ และการแข่งขันในตลาด

การซื้อ Tesla ในสิงคโปร์มีราคาพอๆ กับซื้ออพาร์ตเมนต์ ซึ่งอีกสาเหตุเป็นเพราะใบอนุญาตในการเป็นเจ้าของรถยนต์มีจำนวนจำกัดเพื่อควบคุมการจราจรของแระเทศที่มีลักษณะเป็นเกาะขนาดเล็ก

ใบอนุญาตดังกล่าวจะถูกประมูลสองครั้งต่อเดือนและอนุญาตให้ผู้ขับขี่เป็นเจ้าของรถเป็นเวลา 10 ปี สำหรับ Tesla นั้น ราคาใบอนุญาตเพิ่มขึ้นเป็น 116,577 ดอลลาร์สิงคโปร์ในเดือน พ.ย. หรือเกือบเท่าราคาโมเดล Y ในสิงคโปร์

แตกต่างจากจีนซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีการแข่งขันที่รุนแรง Tesla ต้องเผชิญกับคู่แข่งท้องถิ่นตั้งแต่ BYD ไปจนถึง Nio โดยผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในจีนครองส่วนแบ่งตลาดในประเทศถึงเกือบ 80% ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ การแข่งขันที่ดุเดือดทำให้ Tesla ต้องหั่นราคาขายในจีนลงเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา

ลูกค้าอาจจะได้เห็นกลยุทธ์ลดราคาเดียวกันนี้ในสหรัฐฯ และยุโรป โดย Elon Musk เคยส่งสัญญาณไว้เมื่อตอนต้นปีว่า ราคารถยนต์ Tesla สามารถถูกได้มากกว่านี้ถ้าเงินเฟ้อชะลอตัวลง ตามคาดการณ์ของ BloombergNEF ระบุว่า จากข่าวการส่งมอบรถยนต์ที่ไม่แน่นอนคาดว่า Tesla จะส่องมอบรถยต์โมเดล Y ปีนี้อยู่ที่ทั้งหมด 760,000 คัน

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-11-27/where-in-the-world-is-a-tesla-model-y-the-cheapest?sref=e4t2werz 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

แนวคิดจากเอเปค 2022 สู่ทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

Bitkub Exchange
แนวคิดจากเอเปค 2022 สู่ทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

ช่วงสัปดาห์ของการจัดประชุม APEC 2022 Thailand ที่ผ่านมา หลายคนอาจได้ยินคำว่า BCG Economy Model กันมากขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงและฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังยุคโควิด-19 ตามแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green) สะท้อนให้เห็นว่าผู้นำและรัฐบาลจาก 21 เขตเศรษฐกิจพร้อมส่งเสริมผลักดันเรื่องเหล่านี้มากน้อยเพียงใด

แนวคิดจากเอเปค 2022 สู่ทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

ที่มา : apec2022.prd.go.th

และจากผลการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค (APEC Finance Ministers’ Meeting: APEC FMM) ครั้งที่ 29 ที่ผ่านมา ได้มีการเน้นย้ำในประเด็นการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Finance) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อมุ่งสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล (Digitalization for Digital Economy) ภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล มุ่งสู่การเงินการคลังยั่งยืน” ที่มีแนวทางการสร้างระบบนิเวศให้เอื้อต่อการให้บริการทางการเงินดิจิทัลที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนให้มากยิ่งขึ้นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

(1) การพัฒนาระบบข้อมูลเปิดที่เชื่อมโยงกัน (Inter-operable Open Data) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

(2) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของตลาดดิจิทัลสำหรับสินเชื่อหมุนเวียน (Supply Chain Finance) เพื่อช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และ

(3) การส่งเสริมการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางที่เชื่อมโยงกัน (Inter-Operable Central Bank Digital Currencies (CBDCs) เพื่อสนับสนุนสกุลเงินในรูปแบบดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางสำหรับการทำธุรกรรมในอนาคต

โดยภาคเอกชนก็มีความพร้อมในการพัฒนาตามแนวคิดดังกล่าวอีกทั้งภาครัฐเองยังมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนทั้งเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อสร้างความยั่งยืนต่อไปทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค เป็นไปได้ว่าในอนาคตอันใกล้เราอาจจะได้เห็นความก้าวหน้าและประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิทัลได้ในเร็ววัน

รวมถึงสนับสนุนภาคเอกชน และสตาร์ทอัปด้วย ส่วนภาคประชาชนก็ต้องปรับตัวให้ทันกับเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้ง e-Commerce, Fintech และ Bitcoin เพราะสิ่งนี้จะสร้างจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 เลยทีเดียว

อ้างอิง Thaipublica, Apec2022, Thansettakij

Bitkub.com


คำเตือน

คริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ | สินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ | ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีตหรือผลการดําเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทน ของสินทรัพย์ดิจิทัลหรือผลการดําเนินงานในอนาคต