แจ้งเตือน

เจาะลึกมหาอำนาจแห่งนวัตกรรมการแพทย์

TISCO Advisory
เจาะลึกมหาอำนาจแห่งนวัตกรรมการแพทย์

บทความโดย : ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ที่ปรึกษาการลงทุนทิสโก้เวลธ์ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) และ วรสินี เศรษฐบุตรผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุน และสื่อสารการตลาด สายธุรกิจธนบดี ธนาคารทิสโก้

มหาอำนาจแห่ง ธุรกิจนวัตกรรมการแพทย์ไม่ใช่ฉายา ที่ สหรัฐอเมริกาและ จีนจะได้มาแบบง่าย ๆ อะไรที่ทำให้ทั้งสองประเทศ ก้าวขึ้นสู่จุดที่ควรค่าแก่การยอมรับ บทความนี้มีคำตอบ

ในช่วงปลายปี 2020 จนถึงไตรมาส 2/2021 เศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวค่อนข้างชัดเจน ตลาดหุ้นถูกขับเคลื่อนจากความหวังด้านการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ก็ใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) ระยะยาว ปรับตัวขึ้นเร็วกว่าระยะสั้น Yield curve ชันขึ้นแบบ Bear steepening ซึ่งตลาดหุ้นมักจะให้ผลตอบแทนสูงมาก

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เพราะหลังจากไตรมาส 2 ของปีนี้ เศรษฐกิจโดยรวมทั่วโลกน่าจะผ่านจุดสูงสุด และเข้าสู่โหมดที่เรียกว่า ชะลอตัวลง” …ถ้าเป็นแบบนี้ สหรัฐฯ กับ จีนจะมีสถานการณ์เป็นอย่างไร ?

เจาะลึกเศรษฐกิจ จีนสหรัฐฯ มหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก

ในสภาวการณ์นี้ ทั้งสหรัฐฯ และจีน ซึ่งนับว่าเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก ก็มีทิศทางชะลอตัวทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกับประเทศอื่น โดยจะเห็นได้จากคาดการณ์ของ  Bloomberg Consensus และ TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU) ที่ระบุว่า 1

สหรัฐฯ : ซึ่งเป็นประเทศที่มีส่วนแบ่งใน GDP โลก 24% นั้น คาดการณ์ว่าไตรมาส 2/2021 จะขยายตัวสูงที่ 8.1% และหลังจากนั้นจะเริ่มชะลอตัวลงในไตรมาส 3/2021 อยู่ที่ 7% และไตรมาส 4/2021 อยู่ที่ 4.6%

จีน : ซึ่งมีส่วนแบ่งใน GDP โลก 16% ในไตรมาส 2/2021 ขยายตัวไปอยู่ที่ 7.9% หลังจากนั้นในไตรมาส 3/2021 คาดการณ์ว่าจะเริ่มขยายตัวลดลงมาอยู่ที่ 5.2% และ ไตรมาส 4/2021 อยู่ที่ 5.6%

ไม่ใช่เพียงตัวเลขคาดการณ์ GDP เท่านั้น คุณณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ที่ปรึกษาการลงทุนทิสโก้เวลธ์ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) อธิบายเพิ่มว่า ยังมีสัญญาณที่สะท้อนถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งพบได้จากหลายประเด็น

ยกตัวอย่างเช่น การปรับตัวเพิ่มขึ้นของ Bond yield อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 1.4-1.5% ซึ่งแสดงถึงการตอบรับต่อประเด็นด้านการลดการอัดฉีดสภาพคล่องจากมาตรการทางการเงินเชิงปริมาณ (QE) เรียบร้อยแล้ว โดยหลังจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ต่อไปอีกว่า ช่วงปี 2022 Fed อาจมีการทยอยปรับลด QE อย่างต่อเนื่อง จากระดับปัจจุบันที่ 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จนเหลือศูนย์ ในไตรมาส 1/2023

นอกจากนี้ยังมีประเด็นด้าน ข้อมูลตัวเลขภาคการผลิต (ISM) ของสหรัฐในเดือนมี.. ซึ่งทำจุดสูงสุดในรอบเกือบ 40 ปี  และกำลังเริ่มตัวปรับลดลง ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนถึงการปรับตัวลดลงทางเศรษฐกิจเช่นกัน

โดยจากภาวะที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลง (ดัชนี ISM สูงกว่า 50 จุดแต่เป็นขาลง) ตลาดหุ้นมักให้ผลตอบแทนลดลง และหุ้นกลุ่ม Defensives หรือ กลุ่มที่ผลประกอบการค่อนข้างเสถียร และไม่แปรผันตามวัฏจักร เศรษฐกิจ ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี (Info Tech) กลุ่มธุรกิจการทางการแพทย์ (Health Care) และกลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities) จะเป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด2

2 มหาอำนาจแห่งนวัตกรรมการแพทย์

องค์การอนามัยโลกได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่าประเทศสหรัฐฯ และจีน มีอัตราการเติบโตของกลุ่มธุรกิจการทางการแพทย์ ในช่วง 5 ปี และ 10 ปีเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

และทั้งสองประเทศ ยังใช้งบประมาณลงทุนในเรื่องการวิจัยยาใหม่ เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกเช่นกัน โดยที่สหรัฐฯ ถือเป็นอันดับ 1 ที่มีเม็ดเงินลงทุนในการวิจัยยาตัวใหม่ ๆ สูงถึงเกือบ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ขณะที่จีนก็กำลังตามมาติด ๆ ด้วยเม็ดเงินลงทุน ส่วนของการวิจัยยากลุ่มใหม่อยู่ที่ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี4

“คุณณัฐกฤติ”  กล่าวว่า การวิจัยที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลให้ทั้งสองประเทศมีโอกาสเพิ่มตัวยา และวัคซีนใหม่ ๆ ออกสู่ท้องตลาดได้มากขึ้นด้วย โดยจะเห็นได้จากที่ผ่านมา ทั้งสหรัฐฯ และ จีน ถือสิทธิบัตรยาด้านไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

ซึ่งหากเจาะลึกในรายละเอียดเพิ่มขึ้น จะพบว่าในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา (1999-2017) ประเทศจีนมีความก้าวหน้าด้านการสร้างยาชนิดใหม่ออกสู่ตลาดต่อเนื่อง โดยปี 2013 นับเป็นปีที่จีนมีสิทธิบัตรยาใหม่เพิ่มขึ้นสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 7 พันรายการ ขณะที่สหรัฐฯได้ก็เดินหน้าผลิตตัวยาใหม่เช่นกัน  โดยในปี 2017 เป็นปีที่มีสิทธิบัตรยาใหม่เพิ่มขึ้นสูงสุดประมาณ 6 พันรายการ5

ทีนี้ คุณอาจจะยังมีคำถามต่อว่า แล้วกลุ่ม Biotechnology” มีความน่าสนใจแค่ไหนเมื่อเทียบกับกลุ่ม Healthcare ?

ในประเด็นนี้ “คุณณัฐกฤติ” ได้ยกตัวอย่าง อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ระหว่าง Biotech และHealthcare ในสหรัฐฯ ขึ้นมาเปรียบเทียบให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ซึ่งจากข้อมูล จะพบได้ว่ากลุ่มธุรกิจด้าน Biotech มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 84% มากกว่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยอัตราผลตอบแทน Healthcare ทั้งกลุ่ม ซึ่งอยู่ที่ 58%6

…มาถึงตอนนี้ ข้อมูลที่เล่ามาทั้งหมด ทำให้คุณพร้อมที่จะลงลึกกับธุรกิจ Biotechnology ในสหรัฐฯ และจีนแล้วหรือยัง

เจาะธุรกิจนวัตกรรมการแพทย์ฝั่งสหรัฐฯ

เพื่อให้เห็นภาพของธุรกิจนวัตกรรมการแพทย์ในสหรัฐฯมากยิ่งขึ้น “คุณวรสินี เศรษฐบุตร” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุน และสื่อสารการตลาด สายธุรกิจธนบดี ธนาคารทิสโก้ ได้ยกตัวอย่างบริษัทที่น่าสนใจ ซึ่งเคยเป็นกระแสข่าวโด่งดังในช่วงก่อนหน้านี้ ได้แก่

Biogen บริษัทผู้คิดค้นยาอัลไซเมอร์ ที่ชื่อว่า Aduhelm ซึ่งได้รับอนุมัติจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) แล้ว เป็นยาตัวแรกในรอบเกือบ 20 ปี7 ไม่เพียงเท่านี้ Biogen ยังมียาอีกหลายชนิด เช่น ยารักษาหลอดเลือด รวมถึงยาที่เกี่ยวข้องกับประสาทวิทยาอีกมากที่อยู่ในขึ้นตอนทดลอง

นอกจากนี้ ในฝั่งของสหรัฐฯ ยังมีบริษัทที่ชื่อว่า Regeneron ซึ่งเป็นบริษัทที่มีตัวยารักษาเกี่ยวกับโรคตา ความดันตา และเบาหวานขึ้นตา รวมถึงยารักษาเกี่ยวกับโรคผิวหนัง ผื่นคัน โรคหอบหืด ริดสีดวงใจจมูก ซึ่งเป็นที่ต้องการของชาวอเมริกัน และบริษัทนี้ยังเป็นบริษัทยาที่นาย โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เลือกใช้ในช่วงติดเชื้อโควิดอีกด้วย 8

ธุรกิจเด่นนวัตกรรมการแพทย์ประเทศจีน

ในฟากฝั่งของมหาอำนาจทางซีกโลกตะวันออก อย่างประเทศจีน “คุณวรสินี” ได้ยกตัวอย่างบริษัทที่น่าสนใจ คือ บริษัท Cansino Biologics ผู้ผลิตวัคซีนโควิดแบบเข็มเดียว และแบบชนิดสูดดม ซึ่งจะเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการฉีด เพราะสามารถเข้าไปในเรื่องระบบทางเดินหายใจได้โดยตรง และยังทำให้ใช้ปริมาณวัคซีนน้อยกว่าการฉีดถึง 5 เท่า

นอกจากนี้บริษัทยังมีการพัฒนาวัคซีนอีก 16 ชนิด ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ไข้สมองอักเสบ ปอดอักเสบ และที่สำคัญก็คือ บริษัทนี้มีจุดโดดเด่นในเรื่องสภาพคล่อง เพราะสามารถจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สองแห่ง (Dual Listing) คือ ตลาด A-Share และ H-Share ได้9

อีกบริษัทหนึ่งก็คือ Shenzhen Mindray Bio-Medical Electronic ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ของจีน ซึ่งมีผลิตภัณฑ์เด่นก็คือ เครื่องช่วยหายใจ “Mindray” ที่ได้รับการยอมรับจนสามารถจำหน่ายในโรงพยาบาลชั้นนำของสหรัฐฯ ได้ โดยปัจจุบัน บริษัทมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ 40% ส่วนอีก 60% ขายในประเทศ10

และทั้งหมดนี้ คือความน่าสนใจของมหาอำนาจแห่งนวัตกรรมการแพทย์ ด้าน Biotech อย่างจีน และสหรัฐฯ มีเหตุผลอะไรอีก ที่จะปล่อยให้ตัวเองตกขบวน

TISCO Advisory

ข้อมูลอ้างอิง

1.Bloomberg Consensus , TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

2.TIPS ฉบับที่ June 2021 Issue o71 หน้า 10

3.The World Health Organization “Growth rate of top 5 largest Healthcare market” , as of 12/31/2018/ update on 04/07/2020 , retrieved 03/31/2021

4.IMS Market Prognosis “Global top 10 Pharmaceutical Spending in 2018” , Retrieved on 03/31/2021

5.World Intellectual Property Organization , as of 12/31/2018, Retrieved on 03/31/2021

6.Ycharts

7.https://www.fda.gov › news-events › press-announcements , June 07, 2021

8.https://www.cnbc.com/2020/11/21/covid-treatment-fda-authorizes-regeneron-drug-used-by-trump.html

9. บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนยูโอบี (ประเทศไทย)

10. บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนยูโอบี (ประเทศไทย)

ที่มาบทความ: https://www.tiscowealth.com/article/chinausinnovativehealthcare.html

Semiconductor the Series I 3 ทหารเสือแห่งวงการเครื่องจักร EP3: Lam Research

BottomLiner
Semiconductor the Series I 3 ทหารเสือแห่งวงการเครื่องจักร EP3: Lam Research

Lam Research คือ เจ้าของเทคโนโลยีการผลิตชิปขั้นสุดยอด

กระบวนการผลิตชิปที่เราใช้กันในมือถือมีขั้นตอนซับซ้อนมากในโรงงาน และยิ่งเป็นชิปรุ่นใหม่ที่เล็กระดับนาโนเมตรก็ยิ่งซับซ้อน

โพสนี้เราจะพามารู้จักหุ้น Lam Research (NASDAQ: LRCX) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรสัญชาติสหรัฐ

แน่นอนว่าเทรนด์อนาคตของชิปยังจะเติบโตได้อีกเยอะ ผ่านการทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ กลายเป็น smart___ เช่น ช่วงที่ผ่านมาเรามี smartphone ต่อจากนี้จะเกิด smart car, smart home ทั้งหมดมีชิปเป็นส่วนประกอบที่ช่วยให้อุปกรณ์ทำงานตอบสนองผู้บริโภคได้มากขึ้น

กระบวนการดังกล่าวต้องการเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงมาผลิตชิป และ Lam Research เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเครื่องทำความสะอาดแผ่นซิลิคอนและตัดส่วนที่ไม่ต้องการออก (ทั้งหมดต้องทำในความละเอียดที่เล็กกว่าขนาดของเส้นผม)

คู่แข่งโดยตรงของ Lam Research จะมี Applied Materials, Tokyo Electron ซึ่งใช้กลยุทธ์เหมือนกันด้วยการไล่ซื้อบริษัทเล็ก ๆ แล้วเก็บเทคโนโลยีเข้าพอร์ตและขยายส่วนแบ่งตลาด ทำให้ปัจจุบันมีเพียงแค่ 4 บริษัทผลิตเครื่องจักร Lam Research, Applied Materials, Tokyo Electron, ASML ที่ครองส่วนแบ่งไป 80% แล้ว

ด้วยการผูกขาด Lam Research จึงเลือกหาเงินด้วยการเก็บค่าบริการเพิ่มจากลูกค้าด้วย เช่น ค่าติดตั้งเครื่องจักร ค่าซ่อม ซึ่งรายได้ส่วนนี้ก็เติบโตเร็วมากและมี margin สูงกว่าแค่การขายเครื่องจักร

สอดคล้องกับรายได้ของ Lam Research ช่วงไตรมาส 1 อยู่ที่ $3.85 bn ซึ่ง 33% มาจากรายได้ค่าบริการ แน่นอนว่าลูกค้าหลัก ๆ ก็เป็นโรงงานชื่อดังที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง TSMC, Samsung, Micron และที่น่าสนใจคือบริษัทมีรายได้ 32% จากจีน ทั้งที่บริษัทชิปในจีนโดนแบนกันไปเยอะแล้ว (ปัจจุบันก็ยังส่งของให้ SMIC ไม่ได้)

ช่วงนี้เป็นนาทีทองของ Lam Research เพราะโรงงานต่างเร่งสั่งเครื่องจักรเพิ่มเพราะกำลังการผลิตในปัจจุบันเต็มหมด (ตามข่าวชิปขาด) นอกจากนี้ยังได้โชคสองต่อเพราะรัฐบาลสหรัฐและจีนได้ใส่เงินเข้าสนับสนุนผู้ผลิตชิปให้เร่งขยายโรงงานเร็วขึ้นอีกทาง กลายเป็นว่าล่าสุดเครื่องจักรของ Lam Research ก็ผลิตไม่ทันแล้วเช่นกัน (สั่งวันนี้รับสินค้าปีหน้า)

ขอเกาะกระแส กองทุนชิปเปิดเพียบนะครับ นอกจาก SCBSEMI จะมี WE-EVOSEMI, LH-SEMICON จะเขียนรีวิวให้เรื่อย ๆ

BottomLiner

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/bottomlinerglobal/posts/4640287579319673

อ่านบทความชุด “Semiconductor the Series I 3 ทหารเสือแห่งวงการเครื่องจักร” ตอนก่อนหน้า

Semiconductor the Series I 3 ทหารเสือแห่งวงการเครื่องจักร EP1: ASML

Semiconductor the Series I 3 ทหารเสือแห่งวงการเครื่องจักร EP2: Applied Materials

กองทุนหุ้นจีนใด… พอจะรอดจาก Sell-off รอบนี้

MacroView
กองทุนหุ้นจีนใด… พอจะรอดจาก Sell-off รอบนี้

นับตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เราคงได้เห็นรัฐบาลจีนภายใต้การนำของสี จิ้น ผิง ค่อนข้างที่จะเล่นบทแข็งกร้าวกับบรรดาบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของจีนเอง

เริ่มจากการระงับการออกขายหุ้น Ant Financial ที่ตลาดฮ่องกง ด้วยเหตุผลที่คาดกันว่า แจ็ค หม่า ของ Alibaba ไปวิจารณ์การทำงานของทางการในประเด็นการกำกับสถาบันการเงินภาคเอกชนจีนว่าไม่ทันสมัย ในงานสัมมนาที่มีผู้ใหญ่ของรัฐบาลจีนร่วมเป็นวิทยากรด้วย จากนั้น  รัฐบาลจีนก็ดำเนินนโยบายที่ถือว่าพยายามจะลดการผูกขาดของบรรดาธุรกิจบริษัทเทคโนโลยีจีนขนาดใหญ่ ไล่มาตั้งแต่

Meituan Danping ธุรกิจ Food Delivery อันดับหนึ่งของจีน ที่รัฐบาลจีนขอให้เลิกการบังคับให้บรรดา rider เลือกใช้บริการ Meituan เพียงเจ้าเดียวเท่านั้น รวมถึงให้เปิดเผยข้อมูลอื่น ๆ ที่เหมือนจะเปิดทางให้ตนเองได้เปรียบเหนือคู่แข่งจนกลายเป็นพฤติกรรมเหมือนธุรกิจผูกขาด

รายต่อมา Tencent นั้น เมื่อ 2-3 ปีก่อน ทางการจีนได้จำกัดชั่วโมงการเล่นเกมของเด็ก ๆ ชาวจีนที่ติดเกมของ Tencent กันอย่างงอมแงม นอกจากนี้ ล่าสุด ทางการจีนก็ได้สั่งให้ Tencent ไม่สามารถมีสิทธิ์ขาดแต่เพียงผู้เดียวในลิขสิทธิ์เพลงของ Tencent Music รวมถึงยังได้ห้ามมิให้ Tencent ทำการควบรวมกิจการด้าน Video game streaming กับ 2 ยักษ์ใหญ่ Huya และ DouYu ในวงการ ด้วยเหตุผลด้าน Antitrust

และล่าสุด ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ยักษ์ใหญ่อย่าง Didi ที่เคยสกัด Uber ไม่ให้สามารถมาเป็นขาใหญ่ในธุรกิจ ride-hailing ในจีน ได้ออกไปทำ IPO หุ้นที่ตลาดนิวยอร์ค เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ทว่ารัฐบาลจีนได้ประกาศทันควันว่า Didi ทำผิดกฎของรัฐบาลจีนที่ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลที่เก็บได้จากลูกค้าให้กับทางการตามที่เคยร้องขอไป จึงได้สั่งปรับและสั่งให้ถอดแอพพลิเคชั่น Didi ออกจาก App store ในประเทศจีน

จนกระทั่งเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ทางการจีนมีนโยบายที่ต้องการให้ธุรกิจติวเตอร์ทั้งหมดในจีน เปลี่ยนมาเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร เพื่อที่จะช่วยครอบครัวคนจีนทั่วประเทศให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ รวมถึงไม่สร้างความกดดันให้กับเยาวชนจีนเรียนหนังสือเกินเวลาและหันมาทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้มากขึ้น ส่งผลให้หุ้นธุรกิจติวเตอร์จีนที่ใหญ่ที่สุดอย่าง TAL มีราคาลดลงกว่าร้อยละ 80 ภายใน 2 วันนับจากประกาศดังกล่าว

คำถามตอนนี้ คือ กองทุนหุ้นจีนในบ้านเราตอนนี้ ราคาลดลงมากน้อยแค่ไหน มีกองทุนไหนที่ลดลงน้อยกว่าเพื่อนบ้าง?

หากเริ่มจากกองทุนต้นทาง (Feeder Fund) ว่ากองทุนต่างประเทศใด ที่บลจ. บ้านเราไปซื้อมาเพื่อนำมาขายให้ชาวไทย ที่ซื้อกันเยอะที่สุด ปรากฏว่า มีอยู่ 2 กอง ได้แก่ กองทุน Allianz A Share Opportunities Fund ซึ่งมีกองทุน B-CHINE-EQ, KT-ASHARES-A และ MCHINAGA ของบ้านเรา ใช้เป็นกองทุนต้นทาง และ  กองทุน  UBS (Lux) Equity Fund – China Opportunity ซึ่งมีกองทุน T-ES-CHINA A, TMB-ES-CHINA-A, KFACHINA-A และ TMBCOF

ของบ้านเรา ใช้เป็นกองทุนต้นทาง นอกจากนี้ ยังมีกองทุน FSSA Greater China Fund ซึ่งมีกอง KF-HCHINAD ของบ้านเรา ใช้เป็นกองทุนต้นทาง

ลองมาดูกันว่า กองไหนจะเด่นกว่ากันในยามหุ้นจีนอยู่ในช่วงขาลงแรง แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น ต้องลองไปส่องดูว่าดัชนีหุ้นจีนที่ใช้อ้างอิงกันบ่อย ๆ ในช่วง 10 วันที่ผ่านมา (ถึง 27 กรกฎาคม 2021) เป็นอย่างไรบ้าง? ปรากฏว่า ดัชนีหุ้นจีนอย่าง H-Share ลดลงราวร้อยละ 10 ส่วนดัชนีหุ้น CSI300 ที่วัดตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้โดยรวมนั้น ปรากฏว่าลดลงราวร้อยลงส่วนดัชนีหุ้นจีน A50 ปรากฏว่าลดลงร้อยลง  9

ขอเริ่มจากกองทุน Allianz A Share Opportunities Fund กันก่อน ปรากฏว่า ในช่วง 10 วันที่ผ่านมา (ถึง 27 กรกฎาคม 2021) ลดลงราวร้อยละ 9 ซึ่งถือว่าไม่เลวทีเดียว เนื่องจากกองทุนหุ้นขนาดใหญ่โดยทั่วไป มักจะเลือกหุ้นที่ค่อนข้างเด่น ซึ่งมีโอกาสจะไปเลือกเอาหุ้นที่ถูกผลกระทบจากนโยบายรัฐบาลจีนอยู่ไม่น้อย ทว่ากองทุนนี้ถือหุ้นเซกเตอร์ Industrial ค่อนข้างเยอะ โดยที่เซกเตอร์นี้ ถึงตรงนี้ ไม่ค่อยโดนผลกระทบจากรัฐบาลจีนในรอบนี้

คราวนี้ หันมาพิจารณากองทุน UBS (Lux) Equity Fund – China Opportunity ปรากฏว่า ในช่วง 10 วันที่ผ่านมา (ถึง 27 กรกฎาคม 2021) ลดลงราวร้อยละ  14  ซึ่งถือว่าออกจะเยอะกว่าดัชนี สาเหตุคือ กองทุนนี้ ถือหุ้นเทคโนโลยีจีนอยู่หลายตัว ซึ่งบางตัวถือครองในน้ำหนักที่สูงกว่าดัชนีก็โดนผลกระทบจากผลกระทบจากนโยบายรัฐบาลจีน ดังรูป ไม่ว่าจะเป็น Tencent, TAL หรือ Alibaba ที่ได้รับผลกระทบแบบเต็ม ๆ  นอกจากนี้ ยังมีน้ำหนักของหุ้นกลุ่มสื่อสารอยู่ค่อนข้างมาก

กองทุนหุ้นจีนใด… พอจะรอดจาก Sell-off รอบนี้

หุ้น 10 อันดับแรก ของกองทุน UBS (Lux) Equity Fund – China Opportunity

ท้ายสุด กองทุน FSSA Greater China Fund ปรากฏว่า ในช่วง 10 วันที่ผ่านมา (ถึง 27 กรกฎาคม 2021) ลดลงราวร้อยละ 7.8% ซึ่งถือว่าดีกว่าดัชนีหุ้นจีนเล็กน้อย เนื่องจากกองทุนนี้ เป็นแบบที่นอกจากลงทุนในตลาดหุ้นจีน แล้วยังลงทุนหุ้นในตลาดไต้หวัน สิงคโปร์ และสหรัฐ ซึ่งตลาดนอกเมืองจีนจะไม่โดนผลกระทบจากนโยบายรัฐบาลจีน โดยกองทุนนี้ถือหุ้นในตลาดหุ้นไต้หวันในสัดส่วนมากที่สุดอีกด้วย

โดยสรุป คือ ภายใต้ช่วงที่ตลาดหุ้นจีนถูกผลกระทบจากความเสี่ยงด้านนโยบายของรัฐ ควรมองหากองทุนที่เน้นอุตสาหกรรมที่ทางการจีนน่าจะไม่ได้ดำเนินนโยบายพาดพิงถึง รวมถึงควรสนใจลงทุนในกองทุนจีนที่รวมตลาดหุ้นนอกเมืองจีนในสัดส่วนที่สูงสักหน่อยเข้ามาอยู่ด้วย

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/652975

News Update: Fitch Solutions แนะนำ 3 ปัจจัยที่ต้องพิจารณา เพื่อเลือกหุ้นจีนที่ปลอดภัยจากความผันผวน

FINNOMENA Reporter
News Update: Fitch Solutions แนะนำ 3 ปัจจัยที่ต้องพิจารณา เพื่อเลือกหุ้นจีนที่ปลอดภัยจากความผันผวน

Fitch Solutions มองว่า แม้มีความผันผวนของตลาดหุ้นจีนในสัปดาห์นี้หลังทางการจีนคุมเข้มกฎระเบียบมากขึ้นในหลายบริษัท แต่นักลงทุนสามารถตั้งหลักท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ได้

Cedric Chehab หัวหน้าฝ่ายความประเมินความเสี่ยงระดับโลก จาก Fitch Solutions ชี้ว่า บริษัทในจีนต้องกำหนดแนวทางเพื่อรับมือต่อกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นจากรัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแล

ส่วนนักลงทุนอาจเผชิญกับความท้าทายเพิ่มขึ้น เพราะไม่รู้ว่าอุตสาหกรรมไหนจะเป็นอุตสาหกรรมต่อไปที่ถูกคุมเข้มจากทางการ

ตลาดหุ้นจีนสัปดาห์ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวอย่างผันผวน หลังทางการจีนประกาศกฎระเบียบคุมเข้มหลายฉบับ ในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่กลุ่มเทคโนโลยี ธุรกิจการศึกษา ไปจนถึงธุรกิจส่งอาหาร

การปราบปรามดังกล่าวส่งผลให้ช่วงต้นสัปดาห์ ดัชนี Hang Seng ปรับลงมามากกว่า 8% ใน 2 วัน ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับในวันพุธและพฤหัสบดีที่ผ่านมา

Cedric Chehab ระบุว่ามี 3 เรื่อง ที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญเพราะอาจช่วยลดความผันผวนได้

อย่างแรก แนะนำให้สนใจบริษัทหรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เพราะธุรกิจเหล่านี้ช่วยปกป้องพอร์ตการลงทุนได้

อย่างต่อมา นักลงทุนควรสนใจอุตสาหกรรมที่รัฐบาลจีนไม่ได้เข้มงวดเรื่องกฎระเบียบมากนักในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา

สุดท้าย แนะให้สนใจธุรกิจที่รัฐบาลจีนมองว่าไม่ได้มีความสำคัญเป็นพิเศษในมุมมองด้านความมั่นคงของชาติ

ความผันผวนของตลาดหุ้นจีนในสัปดาห์ที่แล้วเริ่มต้นจากรายงานของ Bloomberg เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ทางการจีนกำลังวางแผนลงโทษหนักแก่ Didi บริษัทรถโดยสารรายใหญ่ ซึ่งอาจมีการปรับจำนวนมาก ไปจนถึงการเพิกถอนจากตลาดหุ้น

ไม่กี่วันต่อมา ในวันศุกร์ (23 ก.ค.) หน่วยงานกำกับดูแลจีนสั่งห้ามไม่ให้ธุรกิจสถาบันการศึกษาแสวงหากำไรหรือระดมทุน และในวันถัดมา (24 ก.ค.) ทางการจีนสั่งให้ Tencent ยกเลิกการผูกขาดลิขสิทธิ์เพลง พร้อมปรับเงินจำนวนหนึ่งหลังเข้าข่ายผูกขาดธุรกิจ 

Cedric Chehab กล่าวว่า สิ่งที่เห็นคือนโยบายแทรกแซงจากทางการจีนที่มากขึ้นในตลาดทุน ไม่ว่าจะเป็นข่าวการ IPO Ant Group ของ Alibaba เมื่อหลายเดือนก่อน หรือความกังวลเกี่ยวกับใช้ข้อมูลส่วนตัวของ Didi และล่าสุดคือ การสั่งห้ามไม่ให้ธุรกิจการศึกษาแสวงหากำไร

ที่มา: CNBC

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

Cryptolingo รวมคำศัพท์ในวงการ Blockchain

Blockchain Review
Cryptolingo รวมคำศัพท์ในวงการ Blockchain

สวัสดีครับทุกท่านผู้อ่านทุกท่าน ไม่ว่าจะมือใหม่หรือมือเก่าที่เข้ามาในวงการ Blockchain ก็คงจะพบกับคำศัพท์แปลก ๆ มากมายซึ่งทำให้หลายคนอาจจะงงว่ามันคืออะไรกันแน่ เราจึงขอนำเสนอ Cryptolingo ซีรีส์ที่จะไปแนะนำให้คุณรู้จักกับคำศัพท์ในวงการ Blockchain ครับ ว่าแล้วก็ไปกันเลยครับ

Cryptolingo รวมคำศัพท์ในวงการ Blockchain

Fiat

Cryptolingo รวมคำศัพท์ในวงการ Blockchain

Fiat (ฟีอาท) เป็นหนึ่งในคำศัพท์ที่สำคัญและเราควรทราบเป็นอย่างยิ่งในวงการเงิน, การธนาคาร, และในวงการคริปโตด้วยเหมือนกันครับ คำ ๆ นี้หาใช่ “แบรนด์” รถยนต์สัญชาติอิตาเลียนแต่อย่างใดครับผม Fiat ที่ผมจะกล่าวถึงในทีนี้หากแปลกันในความหมายตรง ๆ ตัวแล้วจะได้ความว่า คำสั่ง, พระราชกฤษฎีกา, พระบรมราชโองการ หรือ คำพิพากษา ครับ

Fiat Money ในความหมายของเราคือ “เงินที่ไม่ได้มีคุณค่าในตัวเอง” หรือเงินกระดาษที่ไม่ได้มีเครื่องการันตีมูลค่าจากสิ่งอื่นใด นอกเหนือจาก “คำสั่งของรัฐบาล” ที่กำหนดให้เงินกระดาษเหล่านี้มีมูลค่าและสามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

ต้นเรื่องมันมีอยู่ว่า ในสมัยก่อนนั้นเงินจะได้รับการตีมูลค่าจากทองคำซึ่งเรียกว่าระบบมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) มันเป็นระบบมาตรฐานการเงินระหว่างประเทศระบบแรกในโลก ตัวอย่างเช่น ในช่วง 1970 ทองคำ 1 ออนซ์ = $35 รัฐบาลจะต้องมีทองคำคงคลัง 1 ออนซ์ ถึงจะสามารถพิมพ์เงินมูลค่า $35 ออกมาใช้ในระบบได้

ระบบนี้ (Gold Standard) ถูกใช้งานจริงประมาณ 50 ปีก่อนที่จะถูกยกเลิกไปเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2514 โดย นาย ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) ประธานาธิบดีคนที่ 37 แห่งสหรัฐอเมริกาได้ออกคำสั่งว่า เงินดอลลาร์สหรัฐจะไม่ใช้ระบบมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) เป็นตัวค้ำประกันการพิมพ์ธนบัตรอีกต่อไป สั่งกันดื้อ ๆ แบบ นี้แหละ

Ethereum

Cryptolingo รวมคำศัพท์ในวงการ Blockchain

Ethereum (อี-เธอะ-เรี่ยม) แปลตามความหมายได้โดยแยกออกเป็น 2 คำ คือ “Ether” หมายความว่า ฟ้า, อากาศธาตุ หรือ สารประกอบอินทรีย์ประเภทหนึ่ง มีสูตรทั่วไปเป็น R-O-R โดยทั่วไปมักหมายถึง ไดเอทิลอีเทอร์ ซึ่งมีสูตร C2H5-O-C2H5 ลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี เป็นวัตถุไวไฟมาก

และคำว่า “-eum” ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีความหมาย โดยส่วนตัวแอดมินเข้าใจว่า คำ ๆ นี้น่าจะใช้คำพ้องเสียงกับ (สะกดไม่เหมือนกัน) “-ium” เป็นคำต่อท้ายของธาตุหลาย ๆ ชนิดใน Periodic table ตัวอย่างเช่น ไอน์สไตเนียม (Einsteinium)

Ethereum (ETH) ถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงต้นปี 2014 โดย Vitalik Buterin ชาวรัสเซีย ที่วัยไม่ถึง 20 ปีและเคยเป็นหนึ่งในทีมพัฒนา Bitcoin Core โดยจุดมุ่งหมายของทีมพัฒนาคือต้องการให้ Ethereum สามารถใช้งานได้ไม่ต่างกับ Bitcoin แต่แก้ไขข้อบกพร้องต่าง ๆ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถของ ETH ให้หลากหลายขึ้น ทำอะไรได้มากกว่า Bitcoin และมันก็ทำได้จริง ๆ เนื่องจากในปัจจุบัน ETH เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับธุรกิจประเภทต่าง ๆ ได้หลากหลาย

Smart Contract หรือเจ้า “สัญญาอัจฉริยะ” มันเป็นความความสามารถเฉพาะตัวของ Ethereum ที่อนุญาตให้ผู้ใช้งาน เขียนคำสั่งลงไปในระบบของเหรียญได้ ตัวอย่างเช่น การสร้างเงื่อนไขขึ้นตามที่เรากำหนดไว้ เมื่อมีใครทำตามเงื่อนไขนั้นสำเร็จก็จะได้รางวัลที่เรากำหนดไว้เป็นการตอบแทน ทำให้นักพัฒนาจำนวนมากหันมาสนใจ Ethereum และนำระบบ Smart Contract ไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจทั่วโลก

Cryptolingo รวมคำศัพท์ในวงการ Blockchain

Fork

Cryptolingo รวมคำศัพท์ในวงการ Blockchain

Fork (โฟร์ค) แปลกันตามความหมาย เป็น “คำนาม” จะได้ความว่า ส้อม, คราด หรือ ไม้ง่าม หากแต่ถ้าแปลเป็น “คำกริยา” จะแปลได้ว่า แบ่งแยกออกจากกัน

เราคงจะพอได้ยินผ่านหูกันมาบ้างแล้วในวงการคริปโตสำหรับคำ ๆ นี้ เจ้า Fork ที่ว่านี้ก็คือการแยก “โซ่หลัก” ของ Blockchain ของเหรียญออกมา ซึ่งสาเหตุของการแยกโซ่นี้ก็มีมากมายหลายหลายเหตุผล ตัวอย่างเช่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบให้เร็วขึ้น หรือ การเพิ่มมาตราการรักษาความปลอดภัยของระบบ เป็นต้น

ไอ้เจ้าส้อมที่ว่ามานี้ยังถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ Soft Fork และ Hard Fork

  • Soft Fork หรือ เจ้าส้อมนิ่ม คือการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดต่าง ๆ แบบเบา ๆ ตามที่เคยถูกใช้ใน Blockchain โซ่เดิม แต่อาจจะมีการเพิ่มขนาด Block หรือเปลี่ยนคำสั่ง Protocol ใหม่บางตัว แต่ Block เดิมก็ยังคงสามารถใช้งานได้ตามปกติไม่ได้กระทบคำสั่งหลักของระบบ
  • Hard Fork หรือเจ้าส้อมแข็ง ค่อนข้างจะดุร้าย และโหดสักหน่อย มันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่แบบเต็มรูปแบบของทั้งระบบ จะคล้าย ๆ กับการสร้างระบบขึ้นมาใหม่ที่ไม่สามารถทำงานร่วมกับระบบเดิมได้ โดยการแก้ไข SOURCE CODE ของระบบเดิมและสร้างระบบคำสั่งใหม่แยกออกมาเป็นของตัวเอง กลายเป็นเหรียญตัวใหม่เลยในทันที ตัวอย่างเช่น Bitcoin Cash และ Ethereum Classic นะครับ

Decentralized

Cryptolingo รวมคำศัพท์ในวงการ Blockchain

Decentralized (ดี-เซ็น-ทรัล-ไลซ์) แปลความได้ว่า การกระจาย หรือ แบ่งแยกอำนาจออกจากศูนย์กลาง ซึ่งมีความหมายตรงกันข้ามกับ Centralized (เซ็น-ทรัล-ไลซ์) ซึ่งแปลว่าการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง

“Decentralized” ได้กลายมาเป็นคำที่ได้ยินติดหูผู้คนในวงการคริปโตมากขึ้นนับตั้งแต่ Bitcoin ได้ก้าวเข้ามาเป็นแม่ทัพในการปฏิวัติระบบการเงินใหม่ โดยใช้ Decentralized เป็นหัวหอกสำคัญที่จะใช้ทำลายโล่ของระบบการเงินแบบเดิมที่เป็นแบบ Centralized โดยมีธนาคารเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของระบบเดิม

โดยเดิมทีนั้นธนาคารจะเป็นผู้มีอำนาจเต็มในการบริหารจัดการระบบการเงินหรือสามารถแม้กระทั้งตั้งราคาค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้ตามต้องการ ในทางกลับกัน Blockchain Technology นั้นกลับใช้ระบบการกระจายอำนาจตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินโดยใช้พยานการตรวจสอบเป็นผู้ใช้งานในระบบเองช่วยกันดูแล ซึ่งทำให้มีต้นทุนที่ต่ำกว่ามากและเป็นการกำจัดตัวกลางของการทำธุรกรรมอย่างเช่น ธนาคาร ออกจากระบบเสียอีกด้วย

เราคงต้องมาตามดูกันยาว ๆ ว่าในท้ายที่สุดแล้ว หอกที่ชื่อว่า “Decentralized” จะสามารถทำลาย โล่ของธนาคารและสถาบันการเงินอย่าง “Centralized” ลงได้หรือไม่

Cryptolingo รวมคำศัพท์ในวงการ Blockchain

Altcoin

Cryptolingo รวมคำศัพท์ในวงการ Blockchain

Altcoin (อัล-คอยน์) คำ ๆ นี้เกิดจากการผสมคำกันระหว่าง Alternative (อัล-เทอร์-เน-ทีฟ) ซึ่งแปล ว่าทางเลือกอื่น ๆ กับคำว่า Coin (คอยน์) ซึ่งแปลว่าเหรียญ รวมกันแล้วได้ความว่า “เหรียญทางเลือก”

ซึ่ง “เหรียญทางเลือก” หรือ Alternative Coin จะเรียกกันย่อ ๆ ว่า “Altcoin” เจ้าอัลคอยน์ ที่ว่านี้ จะหมายถึงเหรียญทุก ๆ เหรียญที่ไม่ใช่ Bitcoin ซึ่งถือกันว่าเป็นเหรียญ Master ของวงการคริปโต Ethereum, Ripple, Bitcoin Cash, Litecoin, Stellar, NEO และเหรียญอื่น ๆ อีกกว่าพันเหรียญล้วนเป็น เหรียญ Altcoin (อัล-คอยน์) ทั้งสิ้น

Blockchain

Cryptolingo รวมคำศัพท์ในวงการ Blockchain

Blockchain (บล็อก-เชน) เกิดจากการรวมคำกัน 2 คำ ระหว่าง Block (บล็อก) = กล่อง และ Chain (เชน) = ห่วงโซ่

ในความหมายแล้วคือ ระบบเครือข่ายการจัดเก็บบัญชีธุรกรรมทางออนไลน์ที่สามารถเก็บสถิติการทำธุรกรรมต่าง ๆ ไว้ภายใน “กล่อง” ที่เชื่องโยงระบบบนเครือข่ายกันในลักษณะเรียงต่อ ๆ กันคล้ายกับห่วงโซ่

ข้อมูลธุรกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินจะถูกบันทึกใน “กล่อง” ที่ว่านี้ เมื่อถูกบันทึกลงกล่องแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลใด ๆ ได้อีกเลย เพราะทุกคนจะมี Copy ข้อมูลการทำธุรกรรมทั้งหมดอยู่กับตัวเองอยู่แล้ว จึงเป็นไปไม่ได้ที่คนอื่นจะมาแก้ไขปลอมแปลงข้อมูลของเราได้ โดยปราศจากการตรวจสอบ นอกจากนี้ระบบ Blockchain ยังถือเป็นระบบ Decentralized โดยเป็นการทำธุรกรรมที่จะไม่ผ่านตัวกลางหรือไม่มีตัวกลางในระบบ เช่น ธนาคาร หรือ สถาบันการเงิน อย่างที่เคยเป็นมาในอดีตอีกต่อไป

Cryptolingo รวมคำศัพท์ในวงการ Blockchain

Bounty

Cryptolingo รวมคำศัพท์ในวงการ Blockchain

Bounty (เบ้าน์-ทิ) = คือ เงินรางวัลหรือผลประโยชน์อื่นใด โดยรางวัลนี้จะแลกเปลี่ยนกับการทำงานให้กับทางเจ้าของโปรเจกต์นั้น ๆ ตามข้อตกลงที่ระบุไว้

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณสามารถช่วยเจ้าของโปรเจกต์แปล White Paper หรือเอกสารอื่น ๆ เป็นภาษาไทยได้ คุณก็จะได้รับ Bounty เป็นรางวัลจากเจ้าของ Project นั้น ๆ ซึ่งจะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ตกลงนะครับ

ด้วยจำนวน Project ICO ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีเยอะมาก และรางวัลจาก Bounty ก็ได้ไม่น้อยในแต่ละงาน จึงทำให้มีหลาย ๆ คน กลายเป็น “Bounty Hunter” กันเลยทีเดียวครับ

Airdrop

Cryptolingo รวมคำศัพท์ในวงการ Blockchain

Airdrop (แอร์-ดร็อป) = แปลกันตรง ๆ ตัวได้ความว่า การทิ้งสิ่งของจากเครื่องบินโดยใช้ร่มชูชีพ หรือให้เข้าใจกันง่าย ๆ คือ ของที่ทิ้งลงมาให้เราสามารถเก็บไปได้ฟรี ๆ นั่นเอง มันเป็นวิธีการง่าย ๆ วิธีหนึ่งที่เจ้าของ Project ทำการกระจายเหรียญของตนเองออกสู่ตลาดในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว โดยการแจกเหรียญอาจมีเงื่อนไขบางประการ เช่น จะแจกเหรียญนั้น ๆ ให้กับผู้ที่กดติดตาม หรือลงทะเบียนรับข่าวสารของตัว Project ไว้ แล้วก็สามารถรับรางวัลเหรียญกันไปได้แบบฟรี ๆ

ตัวอย่างเช่น เหรียญ Ont (Ontology) ซึ่งแจก Airdrop ออกมาเที่ยบมูลค่าได้นับแสนบาทเลยทีเดียวครับ

Cryptolingo รวมคำศัพท์ในวงการ Blockchain

Crypto Currency

Cryptolingo รวมคำศัพท์ในวงการ Blockchain

Crypto Currency (คริปโต-เคอร์-เรน-ซี่) มาจากการผสมคำระหว่าง Crypto Graphy (คริปโต-กราฟฟี่) แปลว่า วิทยาการการเข้ารหัสครับ ซึ่งเป็นคนละคำกับแร่ “Kryptonite” (คริป-โต-ไนท์) จากดาวบ้านเกิดของ ซูเปอร์แมน ที่ชื่อว่า Krypton (คริป-ตอน) เข้ากับ Currency (เคอร์-เรน-ซี่) แปลว่า สกุลเงิน รวมความแล้วหมายถึง เงินในสกุลดิจิทัลที่ทำการเข้ารหัสไว้ และทำงานอยู่ในระบบ decentralized ซึ่งไม่ผ่านตัวกลางนั้นเองครับผม

Token

Cryptolingo รวมคำศัพท์ในวงการ Blockchain

Token (โท-เค่น) แปลได้ตามความในภาษาไทยว่า สิ่งที่ใช้แทนสัญลักษณ์, ของที่ระลึก หรือ เหรียญพลาสติกหรือโลหะที่สมมุติมูลค่าขึ้นมาแทนเงิน

Token มีรากศัพท์มาจากภาษาอังกฤษโบราณที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาเยอรมันต่อมา เป็นคำว่า “tacen” ซึ่งแปลว่าเครื่องหมาย, สัญลักษณ์ หรือ ชิ้นของเหรียญโลหะ คำ ๆ นี้ถูกพบหลักฐานการใช้ครั้งแรกตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1590

สำหรับความหมายในวงการคริปโตแล้วก็มีความหมายใกล้เคียงกันคือ สิ่งสมมติแทนมูลค่าของโปรเจกต์นั้น ๆ (Virtual Currency) ตัวอย่าง คุณเอาเงินมาให้ผม $10,000 ผมจะให้ Token คุณไป 10 Tokens เป็นเครื่องสมมติมูลค่า $10,000 ซึ่งคุณและผมยอมรับมูลค่าตามนั้น ณ วันซื้อขาย โดยเจ้า Token นี้สามารถแบ่งออกเป็นประเภทตามลักษณะการใช้งานได้ดังต่อไปนี้

  • Utility token หรือโทเคนที่จะใช้ประโยชน์ได้เท่าที่ผู้เป็นเจ้าของโปรเจกต์โทเคนกำหนดเอาไว้เท่านั้น ซึ่งโทเคนประเภทนี้จะใช้ในการเข้าถึงแพลตฟอร์ม, แอปพลิเคชัน หรือ Ecosystem บางอย่างที่ถูกกำหนดเอาไว้ตั้งแต่ต้น เช่น token ที่ใช้ซื้อขาย items ในวงการเกมส์ หรือ Esport เป็นต้น
  • Payment token เป็นโทเคนที่ใช้ชำระหนี้ โทเคนประเภทนี้จะมีจุดประสงค์หลักเพื่อใช้ในการชำระราคาสินค้าและบริการแทนเงินสด ตัวอย่างของโทเคนประเภทนี้ที่สำคัญคือ บิตคอยน์ (Bitcoin) และอีเธอเรียม (Ethereum) ครับ
  • Asset token เป็นโทเคนที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ “ทรัพย์สิน” โดยโทนเคน ประเภทนี้จะมีลักษณะของการเป็นเจ้าของ หรือเจ้าหนี้ต่อผู้ที่เสนอขายโทเคน ยกอย่างอย่างเช่น ผู้ถือโทเคนนี้ อาจมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากผลกำไรในอนาคตของโปรเจคผู้ออกเหรียญ ซึ่ง Asset token จะคล้าย ๆ กับตราสารหนี้

Blockchain Review

ที่มาบทความ: https://blockchain-review.co.th/blockchain-review/cryptolingo-ep-1/


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 30/07/2021 “GDP สหรัฐฯ ไตรมาส 2 โต 6.5% ต่ำคาด เหตุลงทุนภาคเอกชนชะลอ” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA CHANNEL

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 30/07/2021

GDP สหรัฐฯ ไตรมาส 2 โต 6.5% ต่ำคาด เหตุลงทุนภาคเอกชนชะลอ”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones +153.6  จุด (+0.44%) S&P 500 +18.51  จุด (+0.42%) Nasdaq +15.7  จุด (+0.11%) Small Cap 2000 +15.98  จุด (+0.72%) VIX Index อยู่ที่ 17.7 จุด -0.61  จุด (-3.33%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +13.74  จุด (+0.33%) Dax เยอรมัน +70.11  จุด (+0.45%) CAC 40 ฝรั่งเศส +24.46  จุด (+0.37%) FTSE 100 อังกฤษ +61.79  จุด (+0.88%) 

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 30 ก.ค. 2564) Nikkei 225 ญี่ปุ่น Hang Seng ฮ่องกง ปรับตัวลง 1.25% SET Index ไทย เปิดล่าสุดที่ 1,529.30  จุด -8.48  จุด (-0.53%) VN เวียดนาม ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 30 ก.ค. 2564) ราคาทองคำ 1,828.95 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 25.665 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 73.22 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 74.68 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 30 ก.ค. 2564) Bitcoin 40,076.5 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,434.98 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.206355 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 322.93 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

GDP สหรัฐฯ ไตรมาส 2 โต 6.5% ต่ำกว่าคาด เหตุลงทุนภาคเอกชนชะลอ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำ Q 2/2021 เศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัว 6.5%  น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดที่จะขยายตัว 8.5% เเต่มากว่า Q1/2021 เล็กน้อยที่ขยายตัว  6.4% การ การบริโภคของผู้บริโภคขยายตัวโดดเด่น เพิ่มขึ้น 11.8% ผลจากการอัดฉีดเม็ดเงินทางเศรษฐกิจ ผ่านโครงการสวัสดิการต่างๆ ขณะที่สำนักข่าว Bloomberg คาดการณ์ GDP Q3 เเละ Q4 ของปี 2021 ขยายตัวที่ 7.1% เเละ 5% ตามลำดับ การบริโภคของผู้บริโภคยังคงเป็นเครื่องจักรหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสหรัฐในครึ่งปีหลัง 

ทั่วโลกกังวล ประเทศยากจนเข้าไม่ถึงวัคซีน เหลื่อมล้ำ-กระทบทางเศรษฐกิจ ด้าน CDC สหรัฐเเนะนำ ให้ประชาชนควรใส่หน้ากาก หลังผู้ป่วยโควิด-19 จากเชื้อสายพันธุ์เดลต้าเพิ่มขึ้น ด้าน โจ ไบเดน กำลังเสนอให้รัฐบาลในระดับมลรัฐและระดับท้องถิ่น จ่ายเงินกระตุ้นให้คนอเมริกันไปฉีดวัคซีนโควิด-19 คนละ 100 ดอลลาร์ ขณะที่อังกฤษยอดผู้ติดเชื้อ โควิด-19 ลดลง ถึงแม้ทางการเพิ่งยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ทั้งหมดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2021 โควิด-19 ทำให้ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสาธารณสุข สะท้อนผ่านตัวเลขสัดส่วนผู้ได้รับวัคซีนอย่างน้อย  1โดส ของ Our World in Data ในประเทศรายได้สูง ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 50 % ของประชากรทั้งหมด กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง ประมาณ 37 % กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ ประมาณ 18 % กลุ่มประเทศรายได้ต่ำ น้อยกว่า 5% 

Reuters รายงาน Didi ปฏิเสธข่าวลือ เตรียมออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ – หลังจาก ก่อนหน้านี้ Wall Street journal  อ้างแหล่งข่าวว่า Didi เตรียมตัวออกจากตลาดหุ้นสหรัฐ หลังจากDidi  ปรึกษาวาณิชธนกิจเกี่ยวกับราคาที่เหมาะสมในการออกจากตลาด ทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นสูงอย่างมีนัยยะ 

Robinhood เทรดวันแรก -8% จากราคา IPO นักลงทุนรายย่อยเมิน ไม่เชื่อใจ CEO Robinhood เเพรตฟอร์มซื้อขายหุ้น ที่คิดค่าธรรมเนียมต่ำ เสนอราคา IPO ที่  38 ดอลลาร์สหรัฐฯ มูลค่า 32,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เปิดตลาดวันแรกลดลง 8 % ปิดที่ 34.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากนักลงทุนมองว่าบริษัทยังมีความไม่ชัดเจนในการดำเนินธุรกิจในอนาคต ด้านรายได้ Q1/2021 ทำได้ 522.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 309% เมื่อเทียบกับ Q1/2020

Amazon  หุ้นร่วง -7% หลังปิดตลาด จากงบต่ำกว่าคาด รายได้ Q2/2021  อยู่ที่ 113,080 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 27 % เมื่อเทียบกับ Q1/2021 เเต่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดที่ 115,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ EPS อยู่ที่ 15.12 เหรียญสหรัฐ มากกว่าที่ตลาดคาด 12.30 เหรียญสหรัฐ ด้านราคาหุ้นปรับตัวลดลง จากความผิดหวังการเติบโตของรายได้ 

สถานการณ์โควิด-19  วันที่30 ก.ค. 2564 มีผู้ป่วยผู้ติดเชื้อรายใหม่ 17,345 ราย แยกเป็นทั่วไป 16,664 ราย และจากเรือนจำ/ที่ต้องขัง 681 ราย ทำให้มีผู้ป่วยสะสม (ตั้งแต่ 1 เม.ย. 2564) จำนวน 549,512 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 117 ศพ.

คลังหั่นจีดีพีไทยล่าสุดเหลือโต1.3% โฆษกกระทรวงการคลังแถลงข่าวประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2564 ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2564คาดว่าจะขยายตัวที่ 1.3% (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 0.8 ถึง 1.8%) เมื่อเทียบกับประมาณการครั้งก่อน ณ เดือนเมษายน 2564 ที่ 2.3%เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 ที่เริ่มต้นในเดือนเมษายน  ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยการเดินทางระหว่างประเทศและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดได้แก่ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และ ข้อจำกัดในการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ

The Opportunity 

กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี ไชน่า เอโวลูชั่น : MFC China Evolution Fund (MCHEVO)

IPO การเสนอขายหนวยลงทุนครั้งแรก : ระหว่างวันที่ 2- 10 สิงหาคม 2564

กองทุนจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ และ/หรือ กองทุนรวมอีทีเอฟตราสารทุน ต่างประเทศ ที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่เกี่ยวของหรือได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง ทางเศรษฐกิจและสังคมของสาธารณรัฐประชาชนจีน เช่น การขยายตัวของสังคมเมือง (Urbanization) การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม (clean energy) นวัตกรรมด้านเทคโนโลยี หรือการพัฒนา ด้านสาธารณสุขและการแพทย์ รวมถึงเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น 

กองทุนรวมต่างประเทศที่คาดว่าจะไปลงทุนได้แก่

1.กองทุน Global X China Innovator ETF ซึ่งเปนกองทุนรวมอีทีเอฟที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพยฮ่องกง กองทุนมีวัตถุประสงค์ เพื่อแสวงหาการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว ใน สาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง 

2.กองทุน T.Rowe Price China Evolution Equity Fund ซึ่งเป็นกองทุนรวมภายใต้กลุ่มกองทุนของ T.Rowe Price Funds SICAV Class กองทุนมีวัตถุประสงคเพื่อแสวงหาการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว โดยมีการบริหารจัดการ แบบเชิงรุก และกระจายการลงทุนในหุนจีน รวมถึงอาจมีการลงทุนในหุนจีนขนาดเล็กอยางมีนัยสําคัญ

News Update: Didi ยืนยันไม่ออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปฏิเสธข่าว บริษัทเตรียมซื้อหุ้นคืนจากตลาด ราคาหุ้น จาก +40% ปิดตลาดเหลือ +11%

FINNOMENA Reporter
News Update: Didi ยืนยันไม่ออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปฏิเสธข่าว บริษัทเตรียมซื้อหุ้นคืนจากตลาด ราคาหุ้น จาก +40% ปิดตลาดเหลือ +11%

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า Didi Global ปฏิเสธรายงานของ Wall Street Journal ที่กล่าวว่าบริษัทกำลังพิจารณาซื้อหุ้นคืน เพื่อออกจากตลาดหุ้น และเปลี่ยนกลับเป็นบริษัทเอกชนเพื่อให้ทางการจีนพอใจ รวมถึงเพื่อชดเชยการขาดทุนของนักลงทุน

Didi แอปพลิเคชันเรียกรถโดยสารสาธารณะได้ IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ด้วยมูลค่ากว่า 4,400 ล้านดอลลาร์  แต่ไม่กี่วันหลังจาก IPO ได้ถูกรัฐบาลจีนสั่งให้ลบแอปพลิเคชันออกจาก App stores เนื่องจากมีการเก็บและใช้ข้อมูลส่วนตัวผู้บริโภคอย่างผิดกฎหมาย 

รายงานของ WSJ กล่าวว่า Didi มีแผนซื้อหุ้นคืน และถอนบริษัทออกจากตลาดหุ้น เนื่องจากการปราบปรามในจีนที่ขยายวงกว้าง 

Didi ได้ออกมาปฏิเสธรายงานจากสื่อข้างต้นว่าไม่เป็นความจริง พร้อมกล่าวว่าบริษัทกำลังให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเต็มที่ในการตรวจสอบความปลอดภัยทางไซเบอร์ของบริษัท

รายงานของ WSJ ทำให้ราคาหุ้นของ Didi ปรับตัวขึ้นมาถึง 40% ก่อนเปิดตลาด ภายหลังจากการปฏิเสธของ Didi ทำให้ราคาหุ้นปิดที่ $9.86 โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 11.2%  (29 ก.ค.)

มาตรการของทางการจีนต่อ Didi เกิดขึ้นในช่วงที่มีการปราบปรามอินเทอร์เน็ตครั้งยิ่งใหญ่ของจีนตลอด 1 เดือน เพื่อป้องกันการผูกขาด, คุ้มครองข้อมูลผู้บริโภค และป้องกันการละเมิดอื่น ๆ ซึ่งการปราบปรามดังกล่าวส่งผลกระทบต่อนักลงทุนมาก

ต้นเดือนที่ผ่านมา จีนเผยว่ามีหน่วยงานจากรัฐอย่างน้อย 7 แห่ง กำลังดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยทางไซเบอร์ เช่น หน่วยงานบริหารไซเบอร์สเปซของจีน (CAC), กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานกำกับดูแลการผูกขาดตลาดของจีน (SAMR) เป็นต้น

CAC กำลังตรวจสอบถึงความเป็นไปได้ที่ข้อมูลของบริษัทบางส่วนจะตกไปอยู่ในมือของหน่วยงานต่างประเทศหรือไม่

รายงานของ WSJ ที่ Didi ได้ออกมาปฏิเสธนั้น กล่าวว่า Didi กำลังเจรจากับธนาคาร หน่วยงานกำกับดูแล และนักลงทุนหลัก เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น หลังจากจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กได้ไม่นาน 

และได้ขอให้ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ประเมินมุมมองของนักลงทุนต่อแผนออกจากตลาดหุ้น รวมถึงช่วงราคาที่พวกนักลงทุนยอมรับได้ และอาจมีการ Tender Offer หรือการเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ เพื่อทำให้สถานะบริษัทกลับเป็นบริษัทเอกชนนอกตลาดหลักทรัพย์

บริษัทจีนอยู่ภายใต้การตรวจสอบที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐฯ โดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ของสหรัฐฯ ได้กล่าวเมื่อวันที่ 26 ก.ค. ว่า บริษัทจีนที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ จะต้องเปิดเผยความเสี่ยงในการถูกรัฐบาลจีนเข้าแทรกแซงธุรกิจ

โดยในเดือน มี.ค. กลต. ของสหรัฐฯ มีมาตรการถอดบริษัทต่างประเทศออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ หากบริษัทเหล่านั้นไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการตรวจสอบของสหรัฐฯ

ที่มา: Reuters

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

สรุปกองทุน LHSEMICON: LIVE โอกาสการลงทุนใน Semiconductors แบบ 100% I Market Talk

Mr. Serotonin
สรุปกองทุน LHSEMICON: LIVE โอกาสการลงทุนใน Semiconductors แบบ 100% I Market Talk

ในทุก ๆ วันนี้ ทุก ๆ กิจกรรมที่เราทำตอนนี้ อุปกรณ์ต่าง ๆ ล้วนมีเซมิคอนดักเตอร์เป็นส่วนประกอบ ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจซึ่งกองทุน LHSEMICON เป็นกองทุนที่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่เห็นโอกาสในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังเติบโต เซมิคอนดักเตอร์ใกล้ตัวเราแค่ไหน ลงทุนได้เลยหรือไม่ แพงไปหรือเปล่า โอกาสเติบโตมากแค่ไหน ติดตามผ่านสรุป LIVE จาก LH Fund ได้เลยครับ

เซมิคอนดักเตอร์คืออะไร

เซมิคอนดักเตอร์ คือ ชิ้นส่วนของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน สำหรับใช้ผลิตแผงวงจรไฟฟ้า ใช้ในโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า เครื่องจักรอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นสารกึ่งตัวนำ มีคุณสมบัตินำไฟฟ้า อยู่ระหว่างตัวนำไฟฟ้าและตัวฉนวน มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ

สรุป "LHSEMICON” LIVE โอกาสการลงทุนใน Semiconductors แบบ 100% I Market Talk

เซมิคอนดักเตอร์ใกล้ตัวแค่ไหน เติบโตได้หรือไม่

  • หากยกตัวอย่างง่าย ๆ ถึงผลิตภัณฑ์ทั่วไปที่มีเซมิคอนดักเตอร์ประกอบอยู่ด้วย ก็จะมีผลิตภัณฑ์ เช่น หม้อหุงข้าว เครื่องปรับอากาศ ตู้ ATM เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราและใช้กันในชีวิตประจำวัน อีกทั้งเซมิคอนดักเตอร์ยังอยู่ในวงจรของการพัฒนาเทคโนโลยีข้างหน้า และสอดคล้องไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของโลก
  • เซมิคอนดักเตอร์สามารถเติบโตล้อไปกับแนวคิดรักษ์โลกได้ เช่น ในกลุ่มโลจิสติกส์ ที่ต้องใช้เซมิคอนดักเตอร์มาพัฒนาระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • มีปัจจัยหนุนจากภาครัฐ เช่น มาตรการซีโร่คาร์บอนของ โจ ไบเดน หรือ ญี่ปุ่นที่มีมาตรการในการพัฒนาระบบรถยนต์ไร้คนขับ ซึ่งต้องใช้เซมิคอนดักเตอร์ในการขับเคลื่อน

สรุป "LHSEMICON” LIVE โอกาสการลงทุนใน Semiconductors แบบ 100% I Market Talk

ปัจจัยหนุนสตอรี่การขาดแคลนชิปในระยะสั้น-กลาง

  • Intel เปิดเผยว่า การขาดแคลนชิปในตอนนี้จะรุนแรงกว่าที่คิด และใช้เวลาอีกหลายปีกว่าปัญหาจะจบลง อีกทั้งยังมีแรงหนุนจากแนวโน้ม Work From Home และการเรียนออนไลน์ ที่เน้นย้ำความต้องการของคอมพิวเตอร์
  • TSMC มีการคาดการณ์ว่า แนวโน้มการขาดแคลนชิปจะยังคงอยู่ไปถึงปี 2022
  • SIA เปิดเผยถึงกระบวนการว่าการผลิตชิป ดังนี้
    • การผลิตชิปนั้นนั้นต้องใช้ความซับซ้อนสูง ใช้เงินลงทุนมหาศาล
    • การผลิตใช้กระบวนการผลิตที่ซับซ้อนถึง 1,400 ขั้นตอน
    • การเพิ่มกำลังการผลิตแต่ละครั้งต้องใช้เวลาสูงถึง 12 สัปดาห์
    • กระบวนการผลิตต่อ 1 รอบ ใช้เวลาประมาณ 12 สัปดาห์
    • ระยะเวลาในการผลิตชิป ในรูปแบบสั่งทำตามความต้องการของลูกค้า อาจใช้เวลาถึง 20 หรือ 26 สัปดาห์ และต้องผ่านกระบวนการทดสอบและบรรจุ อีก 6 สัปดาห์
    • ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า เวลาที่ต้องใช้ทั้งหมดกว่ากระบวนการต่าง ๆ จะเสร็จสิ้นจะอยู่ที่ราว ๆ 26 สัปดาห์ จึงอาจมีผลให้ภาวะการขาดแคลนดำเนินต่อไปจากการผลิตที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก
  • EEI เปิดเผยถึงสาเหตุที่ทำให้ชิปขาดตลาดดังนี้
    • การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อไลน์การผลิตของอุตสาหกรรมชิป
    • ความต้องการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าสูงขึ้นจากแนวโน้ม Work From Home
    • วิกฤติโควิด-19 ทำให้ออเดอร์การผลิตรถยนต์ค้างเต่อจากการปิดโรงงานอีกทั้งยังมี demand หลังการเปิดประเทศเป็นแรงหนุน
    • แผ่นดินไหวและภัยแล้งในไต้หวันส่งผลให้ TSMC ไม่สามารถผลิตชิปได้ พร้อมแรงกดดันจากทางรัฐที่กดดันให้ใช้น้ำซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของการผลิตชิปน้อยลง
  • ผลกระทบจาก Tradewar กับ Huawei ทำให้ Huawei ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้
  • การขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตชิปอย่างทรายซึ่งเป็น Wafer (แผ่นเซมิคอนดักเตอร์แบบบาง) Substrate ในการผลิตชิป ถูกเทไปทางการผลิตขวดวัคซีนโควิด-19

สรุป "LHSEMICON” LIVE โอกาสการลงทุนใน Semiconductors แบบ 100% I Market Talk

ปัจจัยด้านคู่แข่ง

  • ธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์มีต้นทุนในการ set up ธุรกิจที่สูง ตัวอย่างเช่น การตั้งโรงงานขนาดใหญ่หนึ่งโรงใช้เงินทุนถึง 2 หมื่นล้านเหรียญ และต้องใช้เวลาในการสร้างอีก 1-3 ปี มีลูกค้าที่ทำธุรกิจที่มีการจดสิทธิบัตร เพราะฉะนั้น ด้วย Barrier to Entry ที่สูง การที่ผู้เล่นรายใหญ่จะเข้ามาแข่งขันในอุตสาหกรรมจึงเป็นไปได้ยากในระยะเวลาอีก 4-5 ปีข้างหน้า

ปัจจัยกดดันอุตสาหกรรม

  • หลายประเทศมหาอำนาจ มีแผนลงทุนสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ จึงอาจทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้น และในระยะยาวการขาดแคลนอาจถูกปรับสมดุล
  • ทางด้านของปัจจัยระยะกลาง หากคนกลับมาใช้ชีวิตดังเดิม คนอาจหยุดการบริโภคสินค้าลง และภาคการบริการอาจกลับมาสร้างสมดุล

คอนเซปต์กองทุน LHSEMICON 

  • LHFUND เลือกกองทุนที่ลงทุนใน ETF เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งประกอบไปด้วยบริษัท ที่มีความสามารถในการทำกำไรสูง โดยธรรมชาตินั้นกำไรของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ จะไปกระจุกกับ ผู้ออกแบบและผู้ผลิตเป็นส่วนใหญ่ และผูกขาดอยู่กับไม่กี่บริษัท เช่น บริษัทผู้ออกแบบอย่าง Apple, Nvidia และ Intel ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูง ถึง 50%
  • ต่อมาผู้ออกแบบจะส่งต่อแบบการผลิตมาให้กับผู้ผลิต เช่น Samsung และ TSMC ซึ่งยังมีกำไรขั้นต้นที่สูงอยู่ดังเดิม
  • แต่ในส่วนของขั้นตอนสุดท้ายอย่างการประกอบที่มี บริษัท อย่างเช่น HANA, SVI, Delta จะเป็นส่วนที่มีอัตรากำไรขั้นต้นน้อยที่สุด
  • ดังนั้นเราจึงอาจสรุปได้ว่าในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การลงทุนในผู้ผลิตและออกแบบ จะได้กำไรสูงที่สุด เพราะ อยู่ส่วนบนของห่วงโซ่ธุรกิจ (ธุรกิจต้นน้ำ) ซึ่งทางกองทุน LHSEMICON ได้คัดเลือกมาให้เรียบร้อยแล้ว

กองทุน ETF ที่กองทุน LHSEMICON ลงทุน

สรุป "LHSEMICON” LIVE โอกาสการลงทุนใน Semiconductors แบบ 100% I Market Talk

  • ทาง LHFUND เลือก ETF ที่ให้ผลตอบแทนเทียบความเสี่ยงที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นกองทุนของ BlackRock (SOXX) ชื่อ iShares Semiconductor ETF ซึ่งมีนโยบายลงทุนในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ล้วน ๆ
  • ปัจจุบัน กองทุนมีค่า PE ของหุ้นที่ราว ๆ 22 เท่า ซึ่งถือได้ว่าไม่แพง หากเทียบกับดัชนี S&P 500 มี PE ราว ๆ 22 เท่า และหากพูดถึงเรื่องการเติบโตของกำไรในอีก 3 ปีข้างหน้า ที่มีตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 26.3% อาจจะสรุปได้ว่าถ้าตัวเลขที่คาดการณ์เกิดขึ้นจริง อีก 3 ปี กำไรอาจเติบโตเกือบเท่าตัว
  • กองทุนดังกล่าว แนะนำให้มีติดพอร์ตไว้ในสัดส่วน 10%-15% ของพอร์ต เพราะเป็นหุ้นเติบโตสูง มีความผันผวน และไม่ควรเกินสัดส่วนดังกล่าว และกระจายการลงทุนให้เหมาะสม

ผลตอบแทนย้อนหลังของ iShares Semiconductor ETF

สรุป "LHSEMICON” LIVE โอกาสการลงทุนใน Semiconductors แบบ 100% I Market Talk

  • ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 70% ในขณะที่แนวโน้มราคาอยู่ในช่วงขาขึ้นชัดเจน โดยราคาระยะสั้นยังเป็นระยะสะสม และรอสตอรี่ผลักดัน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาในการสะสมที่ดี
  • ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ 33% ต่อปี ในขณะที่ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี อยู่ที่ 37% ต่อปี
  • ข้อมูลผลตอบแทนทำให้เราเห็นภาพรวมในการเติบโต EPS Growth ของกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ยังเติบโตสองหลักถึง 20 กว่าเปอร์เซนต์ เทียบกับการเติบโตของหุ้นทั่วโลกที่ 10%
  • ค่าความผันผวนที่ 25% ถือได้ว่าอยู่ในระดับที่ไม่สูงจนเกินไป หากเทียบกับกองทุนอื่น ๆ

รีวิวตัวอย่างหุ้นในกองทุน iShares Semiconductor ETF

สรุป "LHSEMICON” LIVE โอกาสการลงทุนใน Semiconductors แบบ 100% I Market Talk

Qualcomm

  • เจ้าของโมเดมและชิ้นส่วนประมวลผลในอุปกรณ์มือถือระบบ 3G 4G และ 5G มีผู้ใช้ชื่อดังอย่าง Samsung
  • มือถือเป็นอุปกรณ์ที่ต้องเปลี่ยนทุก 2 ถึง 3 ปี จึงอาจทำให้สร้างรายได้ ได้ต่อเนื่อง
  • ปัจจุบันสัดส่วนการใช้มือถือ 5G ทั่วโลกอยู่ที่ 5% ซึ่งหมายถึงพื้นที่การเติบโตอีก 95%

สรุป "LHSEMICON” LIVE โอกาสการลงทุนใน Semiconductors แบบ 100% I Market Talk

NVIDIA

  • การคาดการณ์ CAGR 3 ปี อยู่ที่ราว ๆ 50% หรือ มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละราว ๆ 50% อีกนัยหนึ่ง
  • บริษัทรถยนต์ชั้นนำ อาทิ Ford, Mercedes Benz กำลังวิ่งหาคนทำระบบรถยนต์ไร้คนขับ ซึ่ง NVIDIA เป็นตัวเลือกชั้นนำในการพัฒนาระบบดังกล่าว
  • การพัฒนา Supercomputer หรือคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลได้ด้วยความเร็วสูง NVDIA ยังเป็นอันดับ 1 ของโลก มีตัวอย่างเป็นคอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกทางด้าน AI อย่าง Perlmutter ที่เป็นของ NVDIA

สรุปประเด็นหลักกองทุน LHSEMICON

  • เป็นกองทุนที่ลงทุนในกองทุนต่างประเทศอย่าง BlackRock (SOXX) ซึ่งมีนโยบายการลงทุนในเซมิคอนดักเตอร์ล้วน ๆ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนแบบ Thematic
  • มีสัดส่วนลงทุนในธุรกิจต้นน้ำ มีกำไรขั้นต้นที่สูง เป็นผู้นำตลาด
  • มีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจ คาดการณ์ EPS Growth ใน 3 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มเติบโตถึงสองหลัก และชี้ให้เห็นว่าระดับราคาในตอนนี้ยังไม่แพงเกินไป
  • เซมิคอนดักเตอร์ กลายเป็นสิ่งที่แฝงอยู่ในข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันเป็นที่เรียบร้อย ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญและความมั่นคงทางกระแสเงินสด
  • ผลตอบแทนย้อนหลังโดดเด่น โดยมีผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 70%, 3 ปี อยู่ที่ 33% ต่อปี, 5 ปี อยู่ที่ 37% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยผลตอบแทนหุ้นโลกที่ 10%

สำหรับนักลงทุนที่สนใจกองทุน LHSEMICON

  • กองทุน LHSEMICON เป็นกองทุนที่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่เห็นโอกาสในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังเติบโต หากต้องการลงทุน สามารถดาวน์โหลดหนังสือชี้ชวนข้อมูลสำคัญเพื่อศึกษาดูก่อนได้ โดยหากต้องการซื้อสามารถติดต่อได้ที่ บลจ. LHFund โทร 02 286 3484 หรือติดต่อเข้ามาที่ FINNOMENA โทร 02 026 5100
  • พิเศษ! นอกจากกองทุน LHSEMICON-A (คลาส A ชนิดสะสมมูลค่า) และ LHSEMICON-D (คลาส D ชนิดจ่ายปันผล) ทาง บลจ. LHFund ยังเปิดขายกอง LHSEMICON-E (คลาส E) ด้วย สำหรับนักลงทุนที่ติดต่อซื้อกองทุนเข้ามาโดยตรงโดยไม่ผ่านผู้แนะนำ โดยคลาส E จะละเว้นค่าธรรมเนียม Front-End ให้กับนักลงทุน เหมาะกับนักลงทุนอิสระที่เลือกลงทุนด้วยตนเองครับ

​​คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน |

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโดยตรงกับทาง LHFund โทร 02 286 3484  หรือ www.lhfund.co.th

FINNOMENA ตอบโจทย์การลงทุนวิถีใหม่ครึ่งแรกปี 2564 เผยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารโต 90%

FINNOMENA
FINNOMENA ตอบโจทย์การลงทุนวิถีใหม่ครึ่งแรกปี 2564 เผยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารโต 90%

FINNOMENA ตอบโจทย์การลงทุนวิถีใหม่ครึ่งแรกปี 2564 เผยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารโต 90%

เร่งเดินหน้ากลยุทธ์ Top of Mind สร้างความประทับใจแก่ลูกค้า

พร้อมมองปี 64 เติบโตอย่างต่อเนื่อง 

กรุงเทพฯ 29 กรกฎาคม 2564 – FINNOMENA (ฟินโนมีนา) แพลตฟอร์มบริหารเงินลงทุนครบวงจรสำหรับนักลงทุนและที่ปรึกษาการลงทุน โชว์ผลงานฝ่าวิกฤตโควิด-19  ด้วยกลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นและพัฒนาแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง พร้อมออกผลิตภัณฑ์พอร์ตการลงทุนใหม่ที่พัฒนาร่วมกับ Franklin Templeton องค์กรบริหารสินทรัพย์ระดับโลก ทำให้ครึ่งปีแรกของปี 2564 มียอดเงินลงทุนใหม่ในแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นกว่า 14,000 ล้านบาท เติบโต 90% โดยปัจจุบัน FINNOMENA มียอดเงินที่เป็นสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมูลค่ารวมกว่า 30,000 ล้านบาท   พร้อมเผยพอร์ตการลงทุน Global Optimized Return (GOR) ที่ร่วมมือกับ Franklin Templeton เจาะกลุ่มลูกค้า Private banking กระแสตอบรับดีเกินคาด

นายเจษฏา สุขทิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FINNOMENA Group กล่าวว่า ความท้าทายของสถานการณ์โควิด-19 เป็นตัวแปรสำคัญที่ได้สร้างความผันผวนให้กับตลาดการลงทุนทั่วโลก แต่ในทางกลับกันก็ถือเป็นหนึ่งในแรงกระตุ้นให้เกิดนักลงทุนหน้าใหม่มากมายในประเทศไทย โดยคนไทยเริ่มเห็นความสำคัญของการลงทุนมากขึ้น สะท้อนได้จากกระแสการลงทุนในสินทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นหุ้น กองทุนรวม หรือสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง คริปโตเคอร์เรนซี

โดยผลงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2564 FINNOMENA มีการเติบโตที่เหนือความคาดหมาย จากความมุ่งมั่นในการยกระดับดิจิทัลโซลูชันด้านการลงทุนกองทุนรวม ที่ใช้งานง่าย และตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุน  ทำให้มูลค่าการลงทุนผ่านแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นจาก 16,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 เพิ่มขึ้นทะลุ 30,000 ล้านบาท ภายใน 6 เดือน หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 90%   โดยบริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องการสร้าง engagement กับนักลงทุนผ่าน content ด้านการลงทุน และพัฒนาแพลตฟอร์มให้แตกต่าง และตอบโจทย์การสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าสำหรับนักลงทุน  เป้าหมายหลักคือติดอาวุธให้นักลงทุนไทย ให้สามารถปลดล็อคศักยภาพการลงทุนของตัวเอง

นอกจากนี้หนึ่งในความสำเร็จของครึ่งปีที่ผ่านมาของ FINNOMENA  คือ กระแสตอบรับที่ดีเกินคาดจากกลุ่มลูกค้า Private Banking ต่อพอร์ตการลงทุน Global Optimized Return (GOR) ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง FINNOMENA และ Franklin Templeton องค์กรการบริหารจัดการสินทรัพย์ระดับโลก จัดเป็นพอร์ตการลงทุนกองทุนรวมที่ใช้ Global expertise ของ Franklin Templeton มาจัดพอร์ต GOR ให้กับนักลงทุนระดับ Private Banking โดยตรงเหมือนกับบริการ Offshore Private Banking ในต่างประเทศ    โดยนักลงทุนไทยให้ความเชื่อมั่นและลงทุนในพอร์ตนี้ กว่า 1,000 ล้านบาท หลังจากเปิดตัวผลิตภัณฑ์

“นับเป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะเราเปิดตัวแผนลงทุน GOR ที่ร่วมกันออกแบบกับ Franklin Templeton ซึ่งเป็นแผนการลงทุนระยะยาว 3 – 5 ปี ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตลาดโลกค่อนข้างผันผวน ด้วยอัตราการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังมีอยู่ทั่วโลก และการค้นพบเชื้อโควิดกลายพันธุ์และเกิดวิกฤตในอินเดีย  ทำให้ตลาดกลับเข้าสู่สถานการณ์เปราะบางอีกครั้งหลังจากสถานการณ์ในยุโรปและสหรัฐฯ เริ่มดีขึ้นเมื่อตอนต้นปี     แต่ด้วยความมั่นใจในความเชี่ยวชาญของสถาบันระดับโลกอย่าง Franklin Templeton  และความเชื่อมั่นในทีมงาน FINNOMENA  ทำให้ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนดีเกินคาด  โดยในช่วงแรก เราเปิดรับเฉพาะลูกค้า FINNOMENA Private Banking เพียง 100 ท่านแรกเท่านั้น เพื่อให้การบริการมีความ exclusive และทั่วถึง เนื่องด้วยนักลงทุนกลุ่มนี้ ได้รับข้อมูลการวิเคราะห์การลงทุนเชิงลึก และการดูแลปรับพอร์ตจากทีมงาน Franklin Templeton โดยตรง  เราจึงอยากดูแลลูกค้าเป็นกลุ่มย่อยก่อน” นายเจษฎา กล่าว

นอกจากกลุ่ม Private Banking แล้ว FINNOMENA ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนทั่วไปด้วยเช่นกัน โดยมีนักลงทุนให้ความสนใจลงทุนผ่านแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา โดย FINNOMENA ได้เปิดตัวบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล (FINNOMENA Personal Advisor) อย่างเป็นทางการ  โดยที่ปรึกษาการลงทุนนี้ จะทำหน้าที่ช่วยแนะนำการวางแผนการลงทุนกองทุนรวมสำหรับนักลงทุนที่ต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นที่ 500,000 บาท  โดยตั้งแต่หลังการเปิดตัวบริการ มีการกระแสตอบรับที่ดีจากตลาดเป็นจำนวนมาก  ปัจจุบันมีลูกค้าใช้บริการแล้วกว่า 1,500 ล้านบาท

FINNOMENA แพลตฟอร์มบริหารเงินลงทุนครบวงจรสำหรับนักลงทุนและที่ปรึกษาการลงทุน มีเป้าหมายหลักเพื่อปลดล็อกศักยภาพของนักลงทุนไทย ให้สามารถบรรลุเป้าหมายทางเงินได้ตามที่คาดหวัง โดยยึดหัวใจสำคัญคือ การเพิ่มความรู้และมุมมองการลงทุนตั้งแต่ระดับเบื้องต้นไปจนถึงเชิงลึก เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดให้กับนักลงทุน โดยปัจจุบัน FINNOMENA มีจำนวน Subscribers ที่ติดตามความรู้และมุมมองการลงทุนบนแพลตฟอร์มกว่า 400,000 ราย และมีจำนวน Impressions ของ audience กว่า 80 ล้านครั้งต่อเดือน โดย ความประทับใจในแพลตฟอร์มยังสะท้อนได้จากจำนวนผู้ชมและผู้ติดตามรายการของ FINNOMENA ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น รายการ Morning Brief ช่วง 8.00 – 9.00 น. เป็นหนึ่งในรายการที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยมียอดชมรายการสด (Live Concurrent view) ประมาณ 4,000 คน

ทั้งนี้ FINNOMENA มุ่งมั่นที่จะพัฒนารายการและคอนเทนต์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนทุกประเภท ตั้งแต่มือใหม่ สาย Tactical Call และการลงทุนระยะยาว

“ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา FINNOMENA เรามุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการปลดล็อคศักยภาพให้กับนักลงทุนไทยได้เข้าถึงความรู้ และมุมมองการลงทุนจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมืออาชีพเกือบร้อยชีวิต โดยในปีนี้นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของเราที่จะสร้างโอกาสให้กับนักลงทุน ผ่านมุมมองการลงทุนที่ถูกนำเสนอให้เข้าใจง่าย โดยเรายังคงเดินหน้ากลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นและความประทับใจแก่ผู้ที่สนใจเรื่องการลงทุนทุกคนต่อไป  ” นายเจษฎา กล่าวทิ้งท้าย


เกี่ยวกับ FINNOMENA

FINNOMENA เป็นหนึ่งในผู้นำด้านแพลตฟอร์มบริหารเงินลงทุนครบวงจรสำหรับนักลงทุน และที่ปรึกษาการลงทุน โดยเป้าหมายหลักขององค์กรคือ เพื่อปลดล็อกศักยภาพของนักลงทุนไทย ให้สร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด และบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ตามที่คาดหวัง ปัจจุบัน FINNOMENA ดูแลนักลงทุน ด้วยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 30,000 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564)  การให้บริการของ FINNOMENA ประกอบด้วย แพลตฟอร์มความรู้การลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญที่มียอด impressions  80 ล้านครั้งต่อเดือน แพลตฟอร์มการให้คำปรึกษาการลงทุน และแพลตฟอร์ม Fund Supermart ของบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม finnomena.com

News Update: UBS เตือน หุ้นจีนลงต่อ อย่าเพิ่งรีบซื้อ มองยังไม่ใช่จุดต่ำสุด แนะนำรอ 2-3 สัปดาห์ ให้นักลงทุนสถาบันตัดสินใจ เห็นแนวโน้ม “ลดน้ำหนักการลงทุน”

FINNOMENA Reporter
News Update: UBS เตือน หุ้นจีนลงต่อ อย่าเพิ่งรีบซื้อ มองยังไม่ใช่จุดต่ำสุด แนะนำรอ 2-3 สัปดาห์ ให้นักลงทุนสถาบันตัดสินใจ เห็นแนวโน้ม “ลดน้ำหนักการลงทุน”

Kelvin Tay หัวหน้าฝ่ายการลงทุนระดับภูมิภาคจาก UBS Global Wealth Management เตือน นักลงทุนให้ระมัดระวังการช้อนซื้อหุ้นจีนที่ปรับตัวลงมาในช่วงนี้ เพราะมีแนวโน้มปรับลงอีก และตอนนี้ยังไม่ใช่จุดต่ำสุดของตลาดหุ้นจีน

ปลายสัปดาห์ก่อน ดัชนี Hang Seng ปรับตัวลงกว่า 8% ในเวลาเพียง 2 วัน ทำให้ตลาดหุ้นจีนมีผลการดำเนินงานแย่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นับตั้งแต่ต้นปี 

Kelvin Tay กล่าวว่า นักลงทุนสถาบันหลายแห่งกำลังประเมินความเสี่ยงในตลาดหุ้นจีนอีกครั้ง หลังกฎระเบียบทางการจีนเริ่มมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยี และโรงเรียนกวดวิชามากขึ้น

การประเมินความเสี่ยงนี้อาจใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ ก่อนที่เหล่านักลงทุนสถาบันจะตัดสินใจว่าจะลด หรือ เพิ่มการสะสมหุ้นจีน โดยมีแนวโน้มที่จะลดน้ำหนักการลงทุนมากกว่า เพราะมองว่านี่ยังไม่ใช่จุดต่ำสุดของตลาด

Kelvin Tay ชี้ว่า การปราบปรามด้านกฎระเบียบของจีน เกิดขึ้นพร้อมกับโอกาสที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวจากการระบาดใหญ่

การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้มีแนวโน้มที่ดี จากทั้งฝั่งสหรัฐฯ ที่เศรษฐกิจเติบโต 7% และฝั่งยูโรโซนที่เศรษฐกิจฟื้นตัว 4.3% ซึ่งมีแนวโน้มที่จะดึงให้เศรษฐกิจจีนฟื้นตามไปด้วย

Kelvin Tay มองว่ามี 3 ตัวเร่งที่จะช่วยลดความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบของทางการจีนได้

ตัวเร่งแรกอาจเกิดในสัปดาห์นี้ หรือหลังการประชุมคณะกรรมการกรมการเมือง แห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Politburo) เดือน ก.ค. โดยการประชุมดังกล่าวจะถูกนักลงทุนจับตามองอย่างใกล้ชิดเพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับกฎระเบียบเพิ่มเติม

ตัวเร่งถัดมาคือการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่ง Kelvin Tay มองว่าแนวโน้มดังกล่าวเป็นไปได้ยาก แต่หากเศรษฐกิจชะลอตัวลง ทางการจีนจำเป็นต้องยอมลดความเข้มงวดด้านกฎระเบียบลง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

และตัวเร่งสุดท้ายที่เป็นไปได้ยากสุด คือการที่ทั้ง สหรัฐฯ และจีน จะมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นในชั่วข้ามคืน ซึ่งมีโอกาสส่งผลให้สภาวะตลาดโดยรวมดีขึ้นได้   

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ยังคงตึงเครียด เมื่อไม่นานมานี้ รมช. กระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่า ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ กำลังเผชิญทางตัน สะท้อนให้เห็นความตึงเครียดที่ยังคงมีอยู่

ที่มา: CNBC 

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

Global Aggressive Hybrid อัปเดตมุมมองประจำเดือนก.ค. 2021: ยังคงผสมระหว่าง Growth และ Value ต่อไป

WealthGuru
ยังคงผสมระหว่าง Growth และ Value ต่อไป

ผ่านไปเกือบ 7 เดือนแล้วสำหรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid

ผมขอทบทวนแนวคิดการสร้างพอร์ต Global Aggressive Hybrid ลงทุนในปีนี้คือ

  • หลักการเดิม จะเป็นกองทุนแบบ Passive ผสมกองทุนแบบ Active
  • ในปีนี้ จะผสมหุ้นแบบ Value ผสมหุ้น Growth
  • ต้องเน้นหุ้นวัฏจักร รับการ Re-Open เมือง

ผลการดำเนินของพอร์ต Global Aggressive Hybrid ที่ผ่านมา

ยังคงผสมระหว่าง Growth และ Value ต่อไป

จากรูป performance จะเห็นได้ว่า   performance ยังไม่พ้น high เดิมที่ทำไว้ เนื่องจากเจอตลาดจีนและ growth stock ปรับฐาน

ผลตอบแทนแบบ Cumulative (แบบสะสม)

ยังคงผสมระหว่าง Growth และ Value ต่อไป

ผลตอบแทนแบบ Annualized (แบบต่อปี)

ยังคงผสมระหว่าง Growth และ Value ต่อไป

ความผันผวนยังมีต่อไป โดยมีความเสี่ยงหลักๆ คือ

1. Inflation เงินเฟ้อ

ยังคงผสมระหว่าง Growth และ Value ต่อไป

รูป 1 เงินเฟ้อของ USA ในรอบ 1 ปีทีผ่านมา

ยังคงผสมระหว่าง Growth และ Value ต่อไป

รูป 2 เงินเฟ้อระยะยาว

กระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม โดยอยู่ที่ 5% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาดที่ 4.7% และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 13 ปี  อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังเชื่อว่า ตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงนี้เกิดจากปัจจัยชั่วคราว ซึ่งจะคลายตัวลงในช่วงที่เหลือของปี นอกจากนี้ยังมองว่าตัวเลขเงินเฟ้อที่ดูสูงนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฐานที่ต่ำในช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจถูกจำกัดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

เงินเฟ้ออ่อนๆ เป็นสิ่งที่ดีต่อการลงทุนในหุ้น  ถ้ามีมากเกินไปจะไม่ดีต่อตลาดหุ้น

2. COVID-19 Pandemic สายพันธุ์ใหม่ยังคงระบาดอยู่ต่อเนื่อง

ยังคงผสมระหว่าง Growth และ Value ต่อไป

รูป 3 ข้อมูลจาก Public Health ของ LA USA

รายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของเขตลอส แอนเจลิส เคาน์ตี้ ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 ที่ผ่านมา โดยวันนี้ตัวเลขมากถึง 2,551 คน กระโดดจากเมื่อวานนี้ ที่มีตัวเลข 1,821 คน เสียชีวิต 5 คน

โดยรายงานในช่วงเดือนกรกฎาคมตั้งแต่วันที่ 7 ถึง 14 ในช่วงหลังวันฉลองวันชาติ พบว่าอัตราใน 100,000 คนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนจะมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 13 คน , ส่วนผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดส แล้วพบติดเชื้อเพียงแค่ 2 คน โดยเปอร์เซ็นต์ในการติดเชื้อเพิ่มสูงถึง 5.2% เทียบกับเดือนที่แล้วพบเพียง 0.7% จากประชากร 10 ล้านคนในแอลเอเคาน์ตี้

ตัวอย่างที่นำมาเป็นเพียง 1 รัฐใน USA เท่านั้น แต่จะเห็นได้ว่า เริ่มมีคนติดมากขึ้น แม้อัตราการเสียชีวิตยังต่ำอยู่

3. QE taperingการปรับลดเม็ดเงินที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการ QE

ปัจจุบันตลาดเริ่มคาดการณ์ว่า Fed จะประกาศลดการอัดฉีดเงินผ่านมาตรการ QE อย่างไรก็ตาม การระบาดของCOVID-19 รอบใหม่และการกระจายวัคซีน อาจจะฉุดให้ศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าคาด ดังนั้น การทำ QE Tapering อาจจะไม่ได้เร็วอย่างทิ่คิด

มุมมองการลงทุน

ยังคงผสมระหว่าง Growth และ Value ต่อไป

จากรูปข้างบน ตอนนี้ GDP ของแต่ละประเทศ ได้ Recovery กลับมา และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น  ประกอบการดอกเบี้ยต่ำ

ดังนั้น ยังให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้น และ Commodity และลดน้ำหนักลงทุนในตราสารหนี้

สัดส่วนพอร์ตการลงทุนยังเหมือนเดิม ยังไม่มีปรับพอร์ตแต่อย่างไร  โดยยังคงผสม หุ้นที่เป็นคุณค่า และหุ้นเติบโต เข้าด้วยกันผ่านกองทุนที่เลือกมาให้ ดังตารางข้างล่าง

ยังคงผสมระหว่าง Growth และ Value ต่อไป

จากรูปข้างบนข้อมูลจาก Morningstar วันที่ 23 July 2021   พอร์ตลงทุนมีกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนเน้นไปที่หุ้นเติบโตถึง 60% จาก 100% ของกองทุนหุ้นทั้งหมด คือ กองทุน ONE-UGG-RA , TMBGQG และ T-Premium Brand  แบ่งกันคนละ 13.333% โดยที่เหลือจะเน้นไปที่นโยบายแบบผสมคือ กองทุน PRINCIPAL GEF-A 26.7% , TMBAGLF 20% และ SCBDJIA อีก 13.3%  ในการผสมจะเน้นเรื่องจัดการความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน

สัดส่วนการลงทุนตามตารางข้างล่าง ยังไม่มีการปรับพอร์ตแต่อย่างใด

ยังคงผสมระหว่าง Growth และ Value ต่อไป

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านผ่านพ้นช่วง COVID-19 ระบาดอย่างหนักที่เมืองไทย และ Keep Investing อย่างต่อเนื่อง

เพราะสุดท้าย ผมเชื่อว่า มนุษย์จะสามารถเอาชนะ Virus ได้ และการเติบโตของโลกยังคงมีต่อไปในอนาคต

WealthGuru

*สนใจลงทุนในพอร์ต Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้เงินสร้างความมั่งคั่งในอนาคต สามารถสร้างแผนได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/guruport-wealthguru-hybrid-create/

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

หุ้นจีนเด้งแรงหลังภาครัฐชี้แจงไม่มุ่งทำลายพื้นฐานบริษัท

FINNOMENA Investment Team
หุ้นจีนเด้งแรงหลังภาครัฐชี้แจงไม่มุ่งทำลายพื้นฐานบริษัท

คืนที่ผ่านมาคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของจีนจัดการประชุมออนไลน์ ร่วมกับธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อชี้แจงถึงท่าทีของทางการจีนว่าดำเนินการอย่างมีเป้าหมาย และไม่ได้มุ่งที่จะทำลายปัจจัยพื้นฐานของบริษัท

สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับท่าทีของสื่อภายใต้การควบคุมของรัฐบาลจีนที่ออกบทความระบุว่า หุ้นเทคโนโลยีของจีนนั้นอยู่ในระดับที่น่าสนใจเพื่อการลงทุน และคาดว่าแนวโน้มความกดดันดังกล่าวมีโอกาสที่จะจบลงแล้วสูง และมีนักวิเคราะห์บางส่วนคาดการณ์ว่ากองทุนจากสถาบันการเงินหรือธนาคารที่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือที่เรียกว่า ทีมชาติ เริ่มเข้าซื้อเพื่อหนุนตลาดหุ้น

พร้อมกันนั้นในวันนี้ธนาคารกลางจีน (PBOC) ยังได้ดำเนินการเสริมสภาพคล่องผ่านทาง 7 Days Reverse Repurchase Agreement จำนวน 30,000 ล้านหยวน (4,600 ล้านดอลลาร์) เข้าสู่ตลาดการกู้ยืมระหว่างธนาคาร

ส่งผลให้ตลาดหุ้นฮ่องกงและจีนปรับตัวขึ้นแรง นำโดย Hang Seng Index ที่ปรับตัวขึ้นกว่า 3.29% และ Hang Seng Tech Index ที่ปรับตัวขึ้นถึง 7.35%

โดยหุ้นเทคโนโลยีชื่อดังอย่าง Alibaba, Tencent, Meituan สามารถปรับตัวขึ้นได้ 7.04%, 9.39% และ 9.15% ตามลำดับ

ขณะที่ดัชนีอื่นของประเทศจีนต่างปรับตัวขึ้นเช่นกัน

  • CSI300 ปรับตัวชึ้น 1.96%
  • China A50 ปรับตัวขึ้น 0.87%
  • SZSE Component ปรับตัวขึ้น 2.71%

Source: Bloomberg.com

รีวิวกองทุน WE-EUROPE: เปิดรับโอกาสการเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุโรปยุคใหม่

planet 46
รีวิวกองทุน WE-EUROPE: เปิดรับโอกาสการเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุโรปยุคใหม่

กองทุน WE-EUROPE อยู่ระหว่าง IPO วันที่ 27 ก.ค. – 5 ส.ค. 64 ลูกค้า FINNOMENA สามารถโทรเข้ามาทำรายการซื้อได้ที่เบอร์ 02-026-5100 ก่อนเวลา 14.00 น. ของแต่ละวันทำการ

หลังจากที่แต่ละประเทศเดินหน้าเร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อให้ประชากรสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติและเศรษฐกิจกลับมาเปิดใหม่ได้อีกครั้ง ทำให้เศรษฐกิจยุคหลังโควิด-19 มีความน่าสนใจในหลาย ๆ ประเทศ และ “ยุโรป” ก็เป็นอีกหนึ่งในเศรษฐกิจโลกที่น่าจับตามองเช่นกัน ในบทความนี้เราจึงขอนำกองทุน WE-EUROPE กองทุนหุ้นยุโรปจากบลจ.วี มาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกัน หากใครที่มองหาโอกาสในการเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุโรปยุคใหม่อยู่ก็บอกได้เลยว่าห้ามพลาดบทความนี้

ทำไมต้องลงทุนในยุโรป?

รีวิวกองทุน WE-EUROPE: เปิดรับโอกาสการเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุโรปยุคใหม่

รีวิวกองทุน WE-EUROPE: เปิดรับโอกาสการเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุโรปยุคใหม่

แนวโน้มการฟื้นตัวของยุโรปสดใสมากขึ้น

  • แม้ว่าจะมีความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์เดลต้า แต่ด้วยคุณภาพของวัคซีนและการฉีดวัคซีนที่ทำได้ค่อนข้างรวดเร็ว ทำให้ประเทศในยุโรปหลายประเทศกลับมาเปิดเมืองได้ และมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • นักเศรษฐศาสตร์ได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP growth) ของยุโรปขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะฟื้นตัวกลับมาใกล้เคียงช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เร็ว ๆ นี้

รีวิวกองทุน WE-EUROPE: เปิดรับโอกาสการเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุโรปยุคใหม่

Euro area real GDP level
ที่มา: Haver, Credit Suisse

แนวโน้มการใช้จ่ายการบริโภคที่เพิ่มขึ้นเป็นแรงผลักดันที่สำคัญของเศรษฐกิจยุโรป

ภาคธุรกิจในยุโรปและอังกฤษส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เห็นได้จากดัชนียอดคำสั่งซื้อผู้จัดการ (PMI) ที่ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 60 จุด ขณะที่ตัวเลข PMI ภาคบริการหลังจากการเปิดเมืองและเปิดเศรษฐกิจหลายประเทศในยุโรปก็เริ่มฟื้นตัวเช่นเดียวกัน

รีวิวกองทุน WE-EUROPE: เปิดรับโอกาสการเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุโรปยุคใหม่

PMI ภาคบริการ US, Eurozone และ UK (ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 01/01/2018 – 31/05/2021)
ที่มา: Markit

นโยบายการคลังและการเงินยุโรปยังสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว

  • ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังคงมีโครงการเข้าซื้อสินทรัพย์ (QE) ในโครงการ Asset Purchase Programme (APP) เดิมที่ซื้อสินทรัพย์เดือนละ 2 หมื่นล้านยูโร ทำให้ประเมินได้ว่าสภาพคล่องต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดยังคงมีเพียงพอ
  • NextGenerationEU (NGEU) ที่เป็นเครื่องมือชั่วคราวที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัว เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในยุโรป ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจยุโรปหลังโควิด-19 ให้เป็นยุโรปที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นดิจิทัลมากขึ้น และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

โครงสร้างเศรษฐกิจยุโรปเปลี่ยนไปในเชิงเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีมากขึ้น

ช่วงปี 2014-2020 เศรษฐกิจยุโรปมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจนเพื่อมุ่งสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) จำนวนบริษัทด้านเทคโนโลยีขนาดกลางและขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า การระดุมทุนของบริษัทเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นกว่า 13 เท่า และมูลค่าของบริษัทด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า

เปิดรับโอกาสเติบโตในเศรษฐกิจยุโรปยุคใหม่ไปพร้อมกับกองทุน WE-EUROPE

รีวิวกองทุน WE-EUROPE: เปิดรับโอกาสการเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุโรปยุคใหม่

กองทุน WE-EUROPE หรือ WE EUROPE OPPORTUNITY FUND มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟต่างประเทศที่มีนโยบายการลงทุนในหลักทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้น หรือดำเนินธุรกิจ หรือได้รับประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคยุโรปเป็นหลัก โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

ทั้งนี้ บริษัทจัดการจะลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟต่างประเทศ ที่มีนโยบายการลงทุนข้างต้นตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป โดยมีสัดส่วนการลงทุนในแต่ละกองทุนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีกองทุนละไม่เกินร้อยละ 79 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

จุดเด่นของกองทุน WE-EUROPE

  • เป็นกองทุนประเภท Fund of Funds เน้นคัดเลือกหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของยุโรปยุคใหม่
  • กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุนเป็นแบบ Active Management คัดเลือกผู้จัดการกองทุนต่างประเทศที่แข็งแกร่งในการคัดเลือกหุ้นยุโรป
  • ปรับสัดส่วนการลงทุนในหลักทรัพย์ตามความเหมาะสมกับภาวะตลาด

กองทุน WE-EUROPE ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

กองทุน WE-EUROPE จัดเป็นกองทุนประเภท Fund of Funds โดยกองทุนรวมต่างประเทศที่กองทุน WE-EUROPE ไปลงทุน 2 กองทุนหลัก ได้แก่

Berenberg European Focus Fund

กองทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาวให้สูงกว่าดัชนี MSCI Europe Index ในช่วงการลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว โดยเน้นคัดเลือกบริษัทที่มีการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวและมีผล กำไรสูงที่จัดตั้งในยุโรปและดำเนินกิจการทั่วโลก โดยกองทุน WE-EUROPE จะลงทุนในกองทุนดังกล่าวในสัดส่วนการลงทุน ประมาณ 70% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีวัด (Active Management)

รีวิวกองทุน WE-EUROPE: เปิดรับโอกาสการเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุโรปยุคใหม่

Top 10 Countries และ Sector Allocation ของ Berenberg European Focus Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564)
ที่มา: Berenberg European Focus Fund Factsheet

รีวิวกองทุน WE-EUROPE: เปิดรับโอกาสการเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุโรปยุคใหม่

รีวิวกองทุน WE-EUROPE: เปิดรับโอกาสการเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุโรปยุคใหม่

Top 10 Holdings ของ Berenberg European Focus Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564)
ที่มา: Berenberg European Focus Fund Factsheet

  • Teleperformance (4.55%) — เป็นผู้ให้บริการขายและแนะนำผลิตภัณฑ์ทางโทรศัพท์ (telemarketing) ในประเทศฝรั่งเศส บริการของบริษัทยังรวมไปถึงบริการสารสนเทศ ความช่วยเหลือด้านเทคนิค การจัดหาลูกค้า และบริการติดตามหนี้ บริษัทให้บริการในหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร นอร์เวย์ ตูนิเซีย กรีซ สหรัฐอเมริกา และอื่น ๆ
  • ASML Holding (3.92%) — เป็นบริษัทในประเทศเนเธอแลนด์ที่เชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาและผลิตระบบโฟโตลิโธกราฟี (การพิมพ์หินด้วยแสง) สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยดำเนินธุรกิจหลักในประเทศเนเธอร์แลนด์ สหรัฐฯ และเอเชีย
  • HelloFresh (3.86%) — บริษัทในเยอรมนี ผู้ให้บริการชุดอาหารพร้อมปรุง (Meal Kit) ชั้นนำของโลก บริษัทส่งมอบชุดอาหารให้กับลูกค้าในภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งในสหรัฐฯ ออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยียม แคนาดา เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร

Janus Henderson Horizon Pan European Smaller Companies Fund

กองทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนให้แก่เงินลงทุนในระยะยาว โดยกองทุน จะลงทุนอย่างน้อย 75% ของสินทรัพย์ในหุ้นและหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุนของบริษัท ขนาดเล็กในทุกอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) หรือสหราชอาณาจักร (หากไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ EEA) ซึ่งบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนอยู่ใน EEA หรือสหราชอาณาจักร โดยกองทุน WE-EUROPE จะลงทุนในกองทุนดังกล่าวในสัดส่วนการลงทุน ประมาณ 30% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน 

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีวัด (Active Management)

รีวิวกองทุน WE-EUROPE: เปิดรับโอกาสการเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุโรปยุคใหม่

Top 10 Countries และ Sector Breakdown ของ Janus Henderson Horizon Pan European Smaller Companies Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564)
ที่มา: Janus Henderson Horizon Pan European Smaller Companies Fund Factsheet

รีวิวกองทุน WE-EUROPE: เปิดรับโอกาสการเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุโรปยุคใหม่

รีวิวกองทุน WE-EUROPE: เปิดรับโอกาสการเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุโรปยุคใหม่

Top 10 Holdings ของ Janus Henderson Horizon Pan European Smaller Companies Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564)
ที่มา: https://www.janushenderson.com/en-gb/adviser/product/janus-henderson-horizon-pan-european-smaller-companies-fund/ 

  • Van Lanschot Kempen (2.76%) — เป็นสถาบันการเงินอิสระที่เก่าแก่ที่สุดในเนเธอร์แลนด์ บริการของบริษัท ได้แก่ บริการทางการเงินการลงทุน จำนอง ประกัน การจัดการสินทรัพย์ และบริการสำหรับลูกค้าที่มีสินทรัพย์สูง (private banking)
  • TKH Group (2.17%) — เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ตั้งอยู่ในเนเธอร์แลนด์ มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาและส่งมอบระบบและเครือข่ายสำหรับการให้ข้อมูล โทรคมนาคม วิศวกรรมไฟฟ้า และการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยดำเนินการใน 3 ส่วนงาน ได้แก่ Telecom Solution, Building Solutions และ Industrial Solutions
  • Dfds (2.07%) — เป็นบริษัทขนส่งและโลจิสติกส์แบบบูรณาการในเดนมาร์ก โดยการดำเนินงานของบริษัทแบ่งออกเป็น 2 ส่วนงาน คือส่วนงานเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากและส่วนงานโลจิสติกส์ที่ให้บริการทั้งในยุโรปและตุรกี

ผลการดำเนินงานย้อนหลัง

รีวิวกองทุน WE-EUROPE: เปิดรับโอกาสการเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุโรปยุคใหม่

ผลการดำเนินงานของกองทุนตั้งแต่จัดตั้งเทียบกับดัชนี และผลการดำเนินงาน 12 เดือนของ Berenberg European Focus Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564)
ที่มา: Berenberg European Focus Fund Factsheet

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

มาเริ่มกันที่ Berenberg European Focus Fund อย่างที่บอกไปในช่วงต้นว่า กองทุนนี้มีกลยุทธ์ในการบริหารจัดการแบบ Active Management ซึ่งหากดูจากภาพด้านซ้ายที่เป็นกราฟแสดงผลการดำเนินงานของกองทุนตั้งแต่จัดตั้งเทียบกับ  Benchmark อย่าง MSCI Europe Index จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมากองทุนสามารถสร้างผลการดำเนินงานได้แบบทิ้งห่าง Benchmark อย่างต่อเนื่อง

รีวิวกองทุน WE-EUROPE: เปิดรับโอกาสการเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุโรปยุคใหม่

ผลการดำเนินงานของ Janus Henderson Horizon Pan European Smaller Companies Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564)
ที่มา: Janus Henderson Horizon Pan European Smaller Companies Fund Factsheet

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ต่อกันที่ Janus Henderson Horizon Pan European Smaller Companies Fund ที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดเล็กใน EEA จะเห็นว่า แม้ว่ากองทุนจะลงทุนในหุ้นขนาดเล็กแต่ก็บอกได้เลยว่าจิ๋วแต่แจ๋วจริง ๆ เพราะกองทุนนี้ทำผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีไปได้ถึง 60.5% ในขณะที่ Benchmark อย่าง EMIX Smaller European Companies Index ทำผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีไปได้เพียง 45.1%

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุน WE-EUROPE

กองทุน WE-EUROPE จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของผลการดำเนินงาน (SD): 15-25%
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน (ภาวะปกติประมาณ 80% ของพอร์ตการลงทุน)
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: ไม่มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศและหมวดอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนสามารถกระจายความเสี่ยงได้ด้วยการจัดพอร์ตการลงทุนโดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดพอร์ตการลงทุนจากฟินโนมีนาได้ที่ https://www.finnomena.com/port/

ค่าธรรมเนียมต่างๆ ของกองทุน WE-EUROPE

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมการขายและ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.95275%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน WE-EUROPE

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1 บาท (ช่วง IPO 5,000 บาท)
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

กองทุน WE-EUROPE เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นของบริษัทในยุโรปทุกกลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจยุโรปยุคใหม่
  • ผู้ที่ต้องการกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังต่างประเทศหรือยุโรป
  • ผู้ที่สามารถลงทุนในระยะกลางถึงยาวได้ รวมถึงสามารถรับความเสี่ยงได้สูงเพื่อสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น

สำหรับใครที่อยากฟังคุณแบงค์และคุณปั๊ปรีวิวและวิเคราะห์กองทุน WE-EUROPE ในรายการ Morning Brief เพิ่มเติมก็สามารถกดรับชมคลิปด้านล่างได้เลย

หรือใครอยากมองหาโอกาสลงทุนในหุ้นยุโรปเพิ่มเติมนอกเหนือจากกองทุน WE-EUROPE แล้ว เรายังมีอีกหนึ่งกองทุนแนะนำ (FINNOMENA Pick) นั่นคือกองทุน K-EUSMALL ซึ่งเป็นกองทุนที่อยู่ใน FINNOMENA Port ด้วย และแน่นอนว่าเราก็มีบทความรีวิวสำหรับกองทุน K-EUSMALL เช่นกัน สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่

รีวิวกองทุน K-EUSMALL: โอกาสเติบโตผ่านหุ้นมูลค่าท่ามกลางความผันผวนของหุ้นเติบโต

— planet 46. 

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 29/07/2021 “ผลประกอบการเติบโตเกินคาด Apple, Microsoft, Google, Facebook และ Pfizer” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA CHANNEL

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 29/07/2021

ผลประกอบการเติบโตเกินคาด Apple, Microsoft, Google, Facebook และ Pfizer”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones -127.59 จุด (-0.36%) S&P500 -0.82 จุด (-0.02%) Nasdaq +102 จุด (+0.7%) Small Cap 2000 +33.12 จุด (+1.51%) VIX index อยู่ที่ 18.31 (-5.42%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +38.2 จุด (+0.94%) Dax เยอรมัน +51.23 จุด (+0.6%) CAC 40 ฝรั่งเศส +77.39 จุด (+1.19%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 29 ก.ค. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวบวกเล็กน้อย ตลาดหุ้นจีน CSI 300 และตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวบวกแรง หลังมีแรงซื้อกลับ และ SET Index เมื่อวานนี้ปิด 1,541.8 จุด (+0.27%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 29 ก.ค. 2564) ราคาทองคำ 1,815.9 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 25.302 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 72.75 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 74.22 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 29 ก.ค. 2564) Bitcoin 39,841.5 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,287.36 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.202555 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 505.75 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

Fed ส่งสัญญาณคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอยู่ไม่รีบร้อนในการขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องแม้เผชิญโควิด

ส.ว.สหรัฐฯ เห็นชอบร่างกฎหมายลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน $2.6 ล้านล้าน ในฉบับแรกที่ผ่าน $5.5 แสนล้าน ในฉบับถัดไปที่รอพิจารณาประกอบด้วย R&D $5.56 แสนล้าน Housing $3.87 แสนล้าน Clean energy $3.63 แสนล้าน Home and community based care $4 แสนล้าน

ทางการจีนเรียกประชุมสถาบันการเงินด่วน หวังลดความกังวลในตลาดหุ้นจีนหลังตลาดปรับตัวลงรุนแรง ล่าสุดเริ่มมีแรงซื้อกลับในตลาดหุ้นจีน

Apple ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 โตทุบสถิติจากยอดขาย Iphone โต 49.8% รายได้อยู่ที่ 81,400 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์รายได้ที่ 73,000 ล้านเหรียญสหรัฐและกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 1.3 ดอลล่าร์

Microsoft ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 รายได้โตถึง 21% อยู่ที่ 46,152 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 47% โดยรายได้ฝั่ง Azure โตสูงถึง 50%

Alphabet ประกาศผลประกอบการรายได้เกินคาดจากธุรกิจโฆษณาถึง 69% รายได้อยู่ที่ 61,880 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

Facebook ประกาศผลประกอบการไตรมาสล่าสุดกำไรอยู่ที่ 3.6 ดอลล่าร์ โตกว่าตลาดที่คาไว้ที่ 3 เหรียญ โดยรายได้โตเกินคาด แต่ส่งสัญญาณชะลอตัวครึ่งปีหลัง

Pfizer ปรับเป้ายอดขายวัคซีน 2021 เป็น 33,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯจาก 26,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการแพร่ระบาดโควิดระลอกใหม่

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 17,669 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 17,408 ราย จากในเรือนจำ 261 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 165 ราย หายป่วยกลับบ้าน 9,798 ราย หายป่วยสะสม 343,066 ราย ผู้ป่วยสะสม 532,167 ราย ยอดผู้ติดเชื้อใหม่ และผู้เสียชีวิตในวันนี้พุ่งทำจุดสูงสุด

News Update: ไฟเซอร์ จำเป็นต้องฉีดเข็ม 3 บริษัทเตือน ประสิทธิภาพลดลงเหลือ 84% ใน 4 เดือน คาดปีนี้ผลิตวัคซีนได้ 3 พันล้านโดส

FINNOMENA Reporter
News Update: ไฟเซอร์ จำเป็นต้องฉีดเข็ม 3 บริษัทเตือนประสิทธิภาพลดลงเหลือ 84% ใน 4 เดือน คาดปีนี้ผลิตวัคซีนได้ 3 พันล้านโดส

ไฟเซอร์ ผู้ผลิตยาและเวชภัณฑ์รายใหญ่ของโลก เผยว่า ผู้คนจำเป็นต้องฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสสายพันธุ์ใหม่ โดยบริษัทเตรียมยื่นขออนุมัติการใช้งานฉุกเฉินสำหรับเข็มบูสเตอร์ อย่างเร็วที่สุดในเดือน ส.ค.

ข้อมูลชี้ว่า การฉีดวัคซีน 3 เข็ม สร้างแอนติบอดี้ที่ลบล้างไวรัสมากกว่าการฉีดวัคซีน 2 เข็ม ถึง 11 เท่าในกลุ่มผู้ใหญ่  5 เท่าในกลุ่มเด็ก และ 2 เท่าในกลุ่มผู้สูงอายุ

ไมเคิล ดอลสเทน หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ของไฟเซอร์ กล่าวว่า การฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในการป้องกันการติดเชื้อ และลดการแพร่กระจายเชื้อไวรัส โดยระดับแอนติบอดี้อาจเพิ่มสูงสุดถึง 100 เท่า เทียบกับก่อนการฉีดเข็มที่ 3

ไฟเซอร์เผยว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลงเมื่อเวลาผ่านไป โดยหลังฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ประสิทธิภาพวัคซีนลดจากระดับสูงสุด 96% เหลือเพียง 84% ในเวลา 4 เดือน

ในขณะที่สหรัฐฯ เริ่มพิจารณาการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 แต่ประชากรหลายพันล้านคนในประเทศอื่น ๆ ยังไม่ได้รับวัคซีนแม้แต่เข็มเดียว

ขณะเดียวกัน ไฟเซอร์ได้ปรับคาดการณ์ตัวเลขยอดขายของวัคซีนโควิด-19 ปีนี้ ที่ทำร่วมกับบริษัทไบออนเท็ค สู่ 33,500 ล้านดอลลาร์ (1.1 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิม 29%

การปรับเพิ่มประมาณการยอดขายวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์ อ้างอิงจากตัวเลขการสั่งซื้อเพิ่มเติมจำนวน 2,100 ล้านโดส ทั้งนี้บริษัทอาจปรับเพิ่มตัวเลขอีกครั้งหากมีข้อตกลงสั่งซื้อเพิ่มเติม

นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. ไฟเซอร์นำส่งวัคซีนไปแล้วกว่า 1,000 ล้านโดส และบริษัทคาดว่ายอดผลิตวัคซีนตลอดทั้งปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านโดส

ไฟเซอร์มียอดขายวัคซีนที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญอย่างโมเดอร์น่า และ จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน โดย โมเดอร์น่า ประมาณการยอดขายทั้งปีที่ 19,200 ล้านดอลลาร์ (630,000 ล้านบาท) ส่วน จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ประมาณการยอดขายทั้งปีที่ 2,500 ล้านดอลลาร์ ( 82,000 ล้านบาท)

ในเดือนหน้า ไฟเซอร์เตรียมทดสอบวัคซีนรุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนามาเพื่อรับมือการสายพันธุ์เดลตาโดยเฉพาะ สายพันธ์เดลตานั้นแพร่กระจายได้เร็วและเป็นสายพันธุ์หลักของทั่วโลกในขณะนี้ โดยวัคซีนรุ่นใหม่ผลิตล็อตแรกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 ที่มา: VOA Thai และ MGR Online

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

กองทุนรวมดัชนีหรือ ETF ตัวไหนถือหุ้นมากที่สุด

Andrew Stotz
กองทุนรวมดัชนีหรือ ETF ตัวไหนถือหุ้นมากที่สุด

กองทุนรวมดัชนีหรือ ETF ตัวไหนถือหุ้นมากที่สุด

ตามข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ของ Vanguard Group Vanguard Total World Stock Index Fund หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Vanguard Total World Stock ETF ถือครองหุ้นทั้งหมดเป็นจำนวน 9,045 หุ้น ณ ปัจจุบัน

แต่พวกเรายังต้องค้นหาทางเลือกอื่น ๆ เพื่อที่จะได้พอร์ตการลงทุนที่กระจายไปทั่วโลกมากขึ้น

การกระจายกระลงทุนเป็นการลดความเสี่ยง

มันเป็นเรื่องที่รู้กันโดยทั่วไปว่าการคาดเข็มขัดในรถ ช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุได้ และการกระจายการลงทุนในพอร์ตโฟลิโอในหุ้นที่หลากหลายก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ใกล้เคียงกับความรู้พื้นฐานเช่นเดียวกัน และเป็นการลดความเสี่ยงที่หุ้นใด ๆ ก็ตามจะมาฆ่าผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุน

คุณกระจายการลงทุนมากเกินไปหรือไม่?

ประโยชน์ที่ผู้ผลิตรถยนต์ได้รับจากการเพิ่มเข็มขัดนิรภัยอีก 5 จุด นั้นอาจน้อยมากจนไม่คุ้มกับต้นทุน เช่นเดียวกันกับหุ้น

การเพิ่มหุ้นเข้าไปในพอร์ตนั้นมีจุดที่เหมาะสมที่สุดและหากเพิ่มเกินจุด ๆ นั้น ศักยภาพในการลดความเสี่ยงจะมีผลน้อยมาก ๆ และมีข้อเสียหลักอย่างต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

แต่ความก้าวหน้าในโลกการเงินยุคปัจจุบันทำให้เราเพิ่มหุ้นเข้าไปในพอร์ตโดยที่ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมได้ ซึ่งสิ่งที่ว่าเกิดขึ้นจริงกับกองทุน Vanguard Total World Stock Index Fund ที่มีหุ้นจำนวนมากกว่า 9,000 หุ้น และมีค่าธรรมเนียมที่ 0.10% (Vanguard Total World Stock ETF มีค่าธรรมเนียมเพียงแค่ 0.08%)

Footsie กับ Vanguard

กองทุน VT อธิบายถึงการทำผลงานตามดัชนี FTSE Global All Cap Index ไว้ดังนี้

“FTSE Global All Cap Index คือดัชนีที่อิงน้ำหนักตามมูลค่าทางการตลาดที่แสดงถึงผลการดำเนินงานของหุ้นขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กทั่วโลก ตัวดัชนีครอบคลุมตลาดหุ้นพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมีความเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์การลงทุนต่าง ๆ เช่น กองทุน อนุพันธ์และ ETFs”

FTSE Global All Cap Index มีหุ้นทั้งหมด 9,231 หุ้น ในขณะที่กองทุน VT ของ Vanguard มีหุ้นจำนวน 9,045 หุ้น มีผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปีที่ 14.3% ในขณะที่เกณฑ์เทียบเคียงมีผลตอบแทนอยู่ที่ 14.2% ต่อปี ซึ่งชี้ให้เห็นถึงค่า Tracking error ที่ต่ำเพียงพอ และแสดงให้เห็นว่าข้อมูลใด ๆ จากดัชนี FTSE นั้น สะท้อนไปยังกองทุน VT อย่างสมบูรณ์

กระจายการลงทุนไปยังเศรษฐกิจและประชากรโลก

เราได้ทำการจัดอันดับประเทศในดัชนีโดย GDP และ GDP ต่อหัวเพื่อให้เข้าใจถึงการมีส่วนร่วมของแต่ละประเทศกับโลก จากข้อมูลของ FTSE รายชื่อ 20 ประเทศนั้นประกอบไปด้วย:

  • สหรัฐฯ, จีน, ญี่ปุ่น, เยอรมนี, และอังกฤษ เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด
  • จีน, อินเดีย, สหรัฐฯ, บราซิล, รัสเซีย และญี่ปุ่น มีประชากรมากที่สุด
  • GDP ต่อหัวในสวิตเซอร์แลนด์, สหรัฐฯ, ออสเตรเลีย, สวีเดน, เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี นั้นสูงที่สุด

กองทุนรวมดัชนีหรือ ETF ตัวไหนถือหุ้นมากที่สุด

กระจายการลงทุนใน Sector ที่หลากหลาย

FTSE เปิดเผย ถึงการแบ่ง Sector ในดัชนี ซึ่งเรานำมาตั้งสมมติฐานได้ว่ามันเหมือนกับ VT

สิ่งแรกที่มีความโดดเด่นก็คือ 21% ของมูลค่าทางการตลาด จากหุ้นทั้งหมด 9,231 หุ้น ที่ได้รับการลงทุนมากที่สุดทั่วโลกคือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งเป็น Sector ที่ผมแทบไม่ได้ยินใครพูดถึงในตอนที่ผมเริ่มทำงานในตลาดหุ้นเมื่อปี 1993

Sector ที่มีสัดส่วนมากที่สุดเป็นอันดับสองก็คือ กลุ่มบริษัท สินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งบริษัทเหล่านี้ สินค้าที่ขายส่วนใหญ่ไม่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่เป็นสินค้ายอดนิยม เช่น เครื่องอบผ้า รถยนต์ โทรทัศน์ และอื่น ๆ ในขณะที่สัดส่วนในกลุ่มอุตสาหกรรมและการเงินนั้นเกือบเท่ากัน และกลุ่มพลังงาน อสังหาริมทรัพย์ โทรคมนาคม และสาธารณูปโภค เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนน้อยที่สุดที่ 3-4% ในแต่ละกลุ่ม

บริษัทในกลุ่มโทรคมนาคมและสาธารณูปโภคมีจำนวนที่น้อย เพราะ ต้องจัดตั้งผ่านการอนุญาตของรัฐและโดยทั่วไปนั้นรัฐจะจำกัดจำนวนคู่แข่งที่ต้องเผชิญ

แต่ไม่ว่าคุณจะเลือก VT หรือ FTSE Index นักลงทุนจะได้รับการกระจายการลงทุนไม่ใช่แค่ในเชิงภูมิภาค แต่ใน Sector ต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจทั่วโลกอีกด้วย

กองทุนรวมดัชนีหรือ ETF ตัวไหนถือหุ้นมากที่สุด

กระจายการลงทุนในลำดับขั้นของการพัฒนาที่หลากหลาย

FTSE จัดลำดับประเทศ ผ่านลำดับขั้นของการพัฒนา ซึ่งแตกต่างจากการจัดลำดับประเทศผ่านลำดับขั้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เพราะ ให้ความสำคัญถึงการพัฒนาของตลาดทุนในประเทศด้วย

ตัวอย่างเช่น ไต้หวันอาจเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่นโยบายการควบคุมของภาครัฐที่จำกัดการ short หุ้นและไม่อนุญาตการซื้อขายแลกเปลี่ยนโดยตรง อาจไม่ถูกจัดในหมวด พัฒนาแล้ว ของ FTSE ซึ่งหลักการของ FTSE ประกอบไปด้วย:

  • ความเอื้ออำนวยของตลาดและการควบคุม
  • ตลาดฟอเร็กซ์
  • ตลาดทุน
  • การชำระราคา ระยะเวลาชำระราคา และการส่งมอบหลักทรัพย์

ตลาดพัฒนาแล้วที่ใหญ่ที่สุดประกอบไปด้วย สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ในขณะที่ไต้หวันและบราซิลคือกลุ่มที่ล้ำหน้าในตลาดเกิดใหม่ ในขณะที่จีนและอินเดียคือกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในตลาดรองของตลาดเกิดใหม่

FTSE และ VT มีสัดส่วนการลงทุนในกองทุนในตลาดพัฒนาแล้วที่ 89%, ตลาดรองของตลาดเกิดใหม่ 7%, และ 4% ในตลาดเกิดใหม่ที่มีความล้ำหน้า

กองทุนรวมดัชนีหรือ ETF ตัวไหนถือหุ้นมากที่สุด

นึกถึงการกระจายการลงทุน นึกถึงกองทุน VT

Vanguard Total World Stock Index Fund และ Vanguard Total World Stock ETF ถือครองหุ้นทั้งหมด 9,045 หุ้น ในตอนนี้ และครอบคลุมถึงตลาดหุ้นหลักและเศรษฐกิจหลักของโลก ผู้ที่เป็นเจ้าของกองทุนนี้ได้รับการกระจายการลงทุนทั่วโลกมากที่สุดพร้อมต้นทุนที่ต่ำที่สุด

Andrew Stotz

ที่มาบทความ: https://becomeabetterinvestor.net/what-index-fund-or-etf-holds-the-largest-number-of-stocks/


**All Weather Strategy พอร์ตกองทุนรวมจัดโดย Andrew Stotz ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาว ในขณะที่ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงภาวะตลาดขาลง หากสนใจสร้างแผนการลงทุน สามารถคลิกที่นี่ https://www.finnomena.com/guruport-andrew-all-weather-create/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลยครับ

News Update: งานวิจัยเกาหลีใต้เผย ฉีด AstraZeneca ตามด้วย Pfizer ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ดีกว่า

FINNOMENA Reporter
News Update: งานวิจัยเกาหลีใต้เผย ฉีด AstraZeneca ตามด้วย Pfizer ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ดีกว่า

งานวิจัยจากเกาหลีใต้ เผยว่า การฉีดวัคซีน AstraZeneca เข็มแรก แล้วตามด้วยวัคซีน Pfizer เข็มสอง ช่วยกระตุ้นการเกิดภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโควิดได้มากกว่าการฉีดวัคซีน AstraZeneca อย่างเดียว 2 โดส ถึง 6 เท่า

งานวิจัยดังกล่าวมีบุคลากรทางแพทย์ร่วมทดลอง 499 ราย โดย 100 ราย ได้รับวัคซีนแบบผสม 200 รายได้รับวัคซีน Pfizer 2 โดส และที่เหลือได้รับ วัคซีน AstraZeneca 2 โดส

ผลการทดลองพบว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนแบบผสม (AstraZeneca ตามด้วย Pfizer) มีปริมาณแอนติบอดี้หรือภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโควิดไม่แตกต่างจากผู้ที่ได้รับวัคซีน Pfizer 2 โดส

ผลปรากฎว่า ผู้ทดลองทุกกลุ่มมีภูมิคุ้มกันต่อโควิดสายพันธุ์อัลฟ่า แต่ประสิทธิภาพภูมิคุ้มกันลดลง 2.5 – 6 เท่า ในโควิดสายพันธุ์เบต้า แกมมา และเดลตา 

สอดคล้องกับวิจัยจากสหราชอาณาจักร ช่วงปลายเดือน มิ.ย. รายงานว่า การฉีด AstraZeneca แล้วตามด้วย Pfizer ช่วยกระตุ้นการเกิดภูมิต้านทานได้มากกว่า การฉีด Pfizer แล้วตามด้วย AstraZeneca

งานวิจัยนี้มีผู้ร่วมทดลอง 830 ราย โดยเว้นระยะห่างการฉีดเข็มแรกและเข็มสองต่างกัน ผลการทดลองชี้ว่า การใช้ AstraZeneca ร่วมกับ Pfizer ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันสูงกว่าการฉีด AstraZeneca 2 เข็ม ไม่ว่าจะเว้นระยะห่างระหว่าง 4 ถึง 12 สัปดาห์ 

Matthew Snape หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย Oxford แนะนำว่า การทดลองช่วยให้แผนการแจกจ่ายวัคซีนยืดหยุ่นขึ้น แต่ไม่ได้เป็นแผนแนะนำให้เปลี่ยนแปลงวิธีการฉีดวัคซีนเดิม ที่ผ่านการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิกของบริษัทผู้ผลิต

Matthew Snape กล่าวเสริมว่า “การฉีดวัคซีนยี่ห้อเดียวกันทั้งสองเข็มเป็นสิ่งที่ควรยึดไว้ เว้นแต่มีเหตุผลจำเป็นจริงๆ”

งานวิจัยดังกล่าวช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของหลายประเทศที่เริ่มหาวัคซีนตัวอื่นเป็นเข็มที่ 2 แทนวัคซีน AstraZeneca หลังจากมีรายงานปัญหาการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในผู้ที่ฉีด AstraZeneca ครบ 2 โดส

ที่มา: Reuters

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นจีนร่วง 3 วันติดต่อ หลังรัฐคุมโรงเรียนกวดวิชา

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นจีนร่วง 3 วันติดต่อ หลังรัฐคุมโรงเรียนกวดวิชา

ดัชนี Hang Seng และ CSI 300 ปิดตลาดปรับตัวลง 4.42% และ 3.53% ตามลำดับ โดยดัชนี Hang Seng ได้รับแรงกดดันโดยตรง ท่ามกลางแรงเทขายจากความกังวลประเด็นหน่วยงานกำกับดูแลมาตรการควบคุมสถาบันกวดวิชา

การสั่งปรับ Tencent กรณีควบรวมกิจการเข้าข่ายการผูกขาดตลาด รวมไปถึงมีคำสั่งไปยัง Meituan ให้สร้างความเป็นธรรมต่อคนขับรถขนส่งอาหาร นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า KE Holdings โดนเรียกสอบสวนจากทางการจีน กรณีผูกขาดทางการค้าด้วยการบังคับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ให้ลงข้อมูลเฉพาะแพลตฟอร์มของ KE Holdings เท่านั้น

ดัชนี CSI 300 แม้จะได้รับแรงกดดันทางอ้อมจากเหตุการณ์นี้ แต่ด้วยการกำกับดูแลหลายภาคส่วนในเวลาเดียวกันส่งผลให้นักลงทุนกังวลต่อทิศทางการกำกับดูแลของทางการ จีงมีแรงเทขายออกมาเช่นกัน

FINNOMENA Investment Team มีมุมมองว่าปัจจัยดังกล่าวสร้างความไม่แน่นอนสูงในระยะสั้น จึงมีคำแนะนำสำหรับนักลงทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนในจีนแล้วให้คงสัดส่วนตามสัดส่วนในพอร์ตการลงทุนแนะนำ ส่วนนักลงทุนที่ยังไม่มีสัดส่วนการลงทุนในจีนแนะนำให้ทยอยสะสมตามตามสัดส่วนในพอร์ตการลงทุนแนะนำ ทั้งนี้ควรพิจารณาประกอบกับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ โดยมาตรการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อการแข่งขันและพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจีนในระยะยาว และ FINNOMENA Investment Team จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

Roku หุ้นเด็ดของ Cathie Wood เจ้าของกล่อง Streaming TV เบอร์ 1 ในสหรัฐ

BottomLiner
Roku หุ้นเด็ดของ Cathie Wood เจ้าของกล่อง Streaming TV เบอร์ 1 ในสหรัฐ

จากข้อมูลกอง ARKK ถือหุ้น Roku ประมาณ 6.3% มากเป็นอันดับ 2 ของพอร์ต แสดงให้เห็นว่า Cathie Wood ค่อนข้างมั่นใจในหุ้นตัวนี้มาก

Roku เป็น Streaming Devices ซึ่งเป็นที่นิยมมากในสหรัฐ ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึง Streaming Video และเนื้อหาบนแพลตฟอร์มดัง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Netflix, Youtube, Disney+, ESPN+ หรือ Amazon Prime Video

ระบบมี Function ที่เหมือนกับ Apple TV แต่ในเชิงราคา Roku ถือว่าถูกกว่ามาก รวมถึงช่องรายการที่หลากหลายกว่า

ยอดผู้ใช้งานพุ่งกระฉูดในปีโควิด

Active Account

2018 : 27.1 ล้านคน

2019 : 36.9 ล้านคน

2020 : 51.2 ล้านคน

ลักษณะการทำงานของ Roku จะเป็นเหมือนกล่องแบบ Stand Alone เพียงแค่เสียบสาย HDMI และเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตก็จะสามารถเข้าถึง Platform ที่ต้องการรับชมได้ผ่าน Roku OS ด้วยการที่เป็นเพียง Device ทำให้ไม่จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนทีวีเครื่องใหม่

รวมทั้งยังตอบโจทย์ของนักท่องเที่ยวหากต้องการเดินทางไปต่างเมืองและไม่รู้ว่าที่พักนั้น ๆ จะมีช่องรายการที่อยากดูหรือไม่ เราสามารถพก Roku Streaming Stick ไปต่อกับ TV ในห้องพักแล้วทำการเชื่อม Wifi ก็สามารถเข้าถึง Streaming Platform และช่องรายการที่คุณอยากดูได้ทันที

ยังมี Roku TV เป็น Solution รูปแบบ All-in-one ที่ไม่ต้องต่อ Box เนื่องจากมี Roku OS อยู่ในทีวีแล้ว สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้เลย โดยทีวีในสาย Product นี้จะมียี่ห้อ Hisense, Hitachi, Sharp และ TCL (บอกใบ้เล็ก ๆ ตลาดนี้ในจีน Xiaomi ครอง นำเสนอทั้งทีวีและ Mi Box)

รายได้ของ Roku

จะแบ่งออกเป็นสองส่วนคือจาก Platform (กิน % จากการที่ผู้ใช้งานไปสมัครสมาชิก Streaming service และโฆษณา) และ Player (ขายกล่อง)

2018 : 742 ล้านดอลลาร์

2019 : 1128 ล้านดอลลาร์

2020 : 1778 ล้านดอลลาร์

Average Revenue Per User

2018 : 17.95 ดอลลาร์

2019 : 23.14 ดอลลาร์

2020 : 28.76 ดอลลาร์

การดู Traditional TV แบบเดิมเริ่มหมดความน่าสนใจ ทำให้คนเริ่มหันมาหา Connected TV เพิ่มมากขึ้นประกอบกับสถานการณ์การระบาดโควิดอย่างรุนแรงในปีที่ผ่านมาทำให้เกิดการ Lockdown และเป็นตัวเร่งการเติบโตของตลาด CTV ส่งผลให้ Roku ได้รับผลประโยชน์ไปเต็ม ๆ

Streaming Hours

2018 : 23.7 ล้านชั่วโมง

2019 : 38.2 ล้านชั่วโมง

2020 : 58.7 ล้านชั่วโมง

ในปัจจุบัน Roku เป็นที่นิยมอย่างมากในสหรัฐ และกำลังมีความคิดที่จะเจาะตลาดในต่างประเทศให้มากขึ้น ในปี 2020 ที่ผ่านมา Roku TV เป็น OS ที่ขายดีที่สุดในแคนาดาโดยมี Market Share อยู่ที่ 31% และยังคงเริ่มลุยในประเทศอื่น ๆ ต่ออย่างเช่น บราซิล แม็กซิโก และในปี 2020 Roku ได้ประกาศว่าสามารถรับชม BT Sport ในสหราชอาณาจักรบนแพลตฟอร์มของ Roku ได้แล้ว (กีฬาดังอย่างเช่นฟุตบอล Premier League)

รวมถึงการขยายฐานลูกค้าให้หลากหลายมากขึ้น ด้วยการปิดดีลซื้อลิขสิทธิ์ของ Quibi เป็นที่เรียบร้อยเรียบร้อยแล้ว โดยเนื้อหา Content หลัก จะเป็นรายการและสารคดี รวมทั้งยังได้สิทธิเผยแพร่เนื้อหาของ Quibi ที่ผลิตเเล้วแต่ยังไม่ได้ออกอากาศอีกด้วย

ในสหรัฐกินเรียบแล้วแถมยังหวังลุยตลาดต่างประเทศอีก ดู Story ดีทีเดียว

สิ่งที่ต้องติดตามคือคืนนี้ Roku มีกำหนดประกาศงบไตรมาส 1 โดยถูกคาดว่ารายได้จะโตถึง 50+% YoY เป็นตัวเลขที่สูงทีเดียว และเราก็เห็นหลายเคสแล้วในไตรมาสนี้ที่เมื่อหุ้นงบผิดคาด ราคาก็ถล่มเละเทะทันที !

BottomLiner

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/bottomlinerglobal/posts/4700897716591992

ภาพเศรษฐกิจ & การลงทุน ครึ่งหลังปี 2021

MacroView
ภาพเศรษฐกิจ & การลงทุน ครึ่งหลังปี 2021

เมื่อก้าวมาถึงกลางปี 2021 ได้เวลามาพิจารณาภาพเศรษฐกิจและการลงทุนของโลกสำหรับในช่วงครึ่งหลังปี 2021

หลังจากที่ผมเคยคาดการณ์เมื่อต้นปีนี้ ว่าตลาดของประเทศพัฒนาแล้วน่าจะดูดีกว่าตลาดเกิดใหม่ ในครึ่งแรกของปี 2021 ซึ่งก็เป็นจริงในเวลาต่อมา

เริ่มจากการพิจารณาว่าภูมิภาคไหนน่าจะดี ผมมองว่าครึ่งหลังปี 2021 การขีดเส้นแบ่งระหว่าง ตลาดของประเทศพัฒนาแล้ว กับ ตลาดเกิดใหม่ ว่าอะไรจะดีหรือแย่กว่าแบบชัดเจน น่าจะทำได้ยากขึ้น โดยมองว่าช่วงเริ่มต้นของกลางปีนี้ น่าจะมีตลาดเกิดใหม่บางแห่งดูดีขึ้น

ทว่าด้วยแรงกระเพื่อมของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดที่มีท่าทีจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายและการเริ่มต้นสงคราม Cyber War ของโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐต่อทางการจีน จะส่งผลให้ตลาดหุ้นโดยรวม ๆ แกว่งตัวในเชิงลบ และค่าเงินดอลลาร์น่าจะแข็งเป็นพัก ๆ ซึ่งจะเป็นผลเชิงลบต่อประเทศในตลาดเกิดใหม่ โดยหากพิจารณาเป็นรายภูมิภาคหลัก จะเป็นดังนี้

สหรัฐ

มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะมีอัตราการเติบโตสูงสุด ในช่วงปลายปีนี้ โดยจีดีพีน่าจะเติบโตสูงสุดราวร้อยละ 6-7 รวมถึงอัตราเงินเฟ้อน่าจะขึ้นไปสูงกว่าร้อยละ 4 จากนั้น จีดีพีจะลดลงมาเหลือร้อยละ 3-4 ในปีหน้า

สำหรับเงินเฟ้อคาดว่าจะลดลงมาเหลือประมาณร้อยละ 2.5-3 ทั้งนี้ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจสหรัฐแม้โอกาสจะไม่มากนัก ทว่ามีจุดอ่อนอยู่ตรงที่อัตราเงินเฟ้อไม่ลดลงอย่างที่คาด รวมถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงมากกว่าคาด จนกระทั่งเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยก็ทำไม่ได้เต็มมือนัก ซึ่งตรงนี้ จะทำให้ทั้งดัชนีตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ย่ำแย่กันไป

อย่างไรก็ดี สำหรับกรณีฐาน ยังมองว่าเป็นสถานการณ์ที่เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวแบบ soft landing โดยที่อัตราเงินเฟ้อลดลงมาในระดับหนึ่ง นั่นคือเฟดสามารถค่อยๆลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณและทยอยขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้ ทว่ามาถึงตรงนี้ เริ่มเห็นแววว่าอาจจะมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย ว่าเอาเข้าจริงแล้ว ก็อาจจะไม่เป็นเช่นนี้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์เช่นกัน

นอกจากนี้ ตลาดจะสามารถจับจังหวะว่าเจย์ พาวเวล ประธานเฟด ว่าน่าจะประกาศลดปริมาณการซื้อพันธบัตรสำหรับมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE ในช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากเป็นช่วงของการสิ้นสุดของวาระแรกในฐานะประธานเฟดพอดิบพอดี ซึ่งประธานเฟดสองท่านก่อนหน้า ก็ได้กระทำในลักษณะเช่นนี้

ทั้งหมดนี้ น่าจะทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐน่าจะพอไปได้อีกสักระยะ ทว่ายังมีโอกาสพอสมควรที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากความคาดหวังของเฟดต่อนโยบายการเงินสหรัฐที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ มากบ้างน้อยบ้าง ผ่านช่วงสำคัญ ๆ อย่างเช่นหลังการประชุมเฟดครั้งต่าง ๆ ในบางจังหวะเวลา

ยุโรป

หลังการเปิดเมืองจากโควิดที่ชะลอลง กิจกรรมทางเศรษฐกิจของยุโรปจะค่อย ๆ กลับมา รวมถึงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายค่อนข้างมากของธนาคารกลางยุโรป กับนโยบายการคลังจากกองทุน Next generation ของคณะกรรมการยุโรป มูลค่า 5 แสนล้านยูโร ที่ถือว่าเป็นครั้งแรกของยุโรปที่ออกกองทุนในลักษณะนี้ น่าจะทำให้ตลาดหุ้นยุโรปที่มาได้ค่อนข้างดีในปีนี้ น่าจะยังพอจะไปต่อได้แบบเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ดี ช่วงปลายไตรมาส 3 ปีนี้ อาจจะต้องจับตาการเลือกตั้งผู้นำเยอรมันท่านใหม่ต่อจากอังเจล่า แมร์เคิล ว่าจะได้ผู้นำจากพรรค CDU ของแมร์เคิลหรือไม่ หากไม่ใช่ ก็น่าจะทำให้ความเป็นเอกภาพของสหภาพยุโรปอ่อนแอลง ซึ่งแน่นอนว่าน่าจะส่งผลเชิงลบต่อตลาดหุ้นของยุโรป

สำหรับตลาดหุ้นไทยนั้น

มีโอกาสที่น่าจะประคองไปได้แม้จะไม่ได้ดีมาก ด้วยอานิสงส์ของการส่งออกที่ดีขึ้น จากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ทว่าความเสี่ยงที่สูงขึ้นมากในบ้านเรา มาจากปัจจัยโควิดที่รุนแรงมากกว่าคาดรวมถึงปัจจัยด้านการเมืองในบางส่วน ทั้งนี้ การลงทุนในตลาดเกิดใหม่ในช่วงต่อไปนั้น ต้องระวังปัจจัยค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าจากนโยบายการเงินของเฟด ที่กำลังเปลี่ยนโทนให้เข้มข้นขึ้น รวมถึงการไม่ลงรอยกัน อาทิ ในประเด็น Cyber War และการแย่งชิงความเป็นผู้นำด้านดิจิตอลระหว่างรัฐบาลสหรัฐและจีนที่จะค่อย ๆ ปรากฎชัดเจนมากและรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ

สำหรับด้านค่าเงินบาท

ก็ยังน่าจะอ่อนค่าจนถึงปลายปีนี้ หรืออาจจะนานกว่านั้น ด้วยอัตราดอกเบี้ยบ้านเราที่ยังน่าจะต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ไปอีกพักใหญ่ รวมถึงความเชื่อมั่นจากต่างประเทศที่ค่อนข้างต่ำต่อการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจในบ้านเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากประเด็นวิกฤตโควิดของไทยยังไม่สามารถจบได้แบบเบ็ดเสร็จในเร็ว ๆ นี้

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/652915