แจ้งเตือน

จัดกลุ่มกองทุน Commodities สำหรับ Asset Allocation

เด็กการเงิน DekFinance
จัดกลุ่มกองทุน Commodities สำหรับ Asset Allocation

[รู้จักกับกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ เอาไว้จัดพอร์ตกระจายความเสี่ยง]

จากที่เด็กการเงินได้มีโอกาส Live กับคุณ Andrew Stotz ในเรื่อง Asset Allocation เราพบว่า Commodities หรือสินค้าโภคภัณฑ์ มีหลายประเภท และสามารถนำมาจัดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงได้อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่อัตราเงินเฟ้อสูง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง น้ำมัน สินค้าเกษตร โลหะมีค่า ฯลฯ มักจะเคลื่อนไหวสอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ
จัดกลุ่มกองทุน Commodities สำหรับ Asset Allocation
ที่มา: เพจเด็กการเงิน DekFinance
ข้อมูล ณ วันที่ 2 พ.ค. 2021

ประโยชน์ของสินทรัพย์ Commodities:

1. ใช้กระจายความเสี่ยงของพอร์ต (Diversification) เนื่องจากมี correlation ไม่สัมพันธ์กับหุ้นโดยตรง ใช้ทำ Tactical Asset Allocationได้

2. ใช้ปกป้องเงินเฟ้อ (Inflation Protection) ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มักจะขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้นการมี commodities จะลดการด้อยค่าของเงินได้

กองทุนที่ลงทุนใน Commodities ในไทย แบ่งออกได้ 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1. ทองคำ (Gold)

มีทั้งกองทุนที่ลงใน Gold Trust หรือสิทธิ์ในการถือ และทองคำแท่ง (Bullion) ทองคำมักจะเป็นตัวกระจายความเสี่ยงในพอร์ตที่ทุกคนรู้จักกันดี โดยทองคำเคลื่อนไหว เบื้องต้นดังนี้ครับ

สภาวะสภาพคล่องเพิ่ม เพิ่ม Money Supply หรือมี QE
…ราคาทองคำขึ้น

สภาวะสภาพคล่องลด ลด Money Supply หรือลด QE
…ราคาทองคำลด

สภาวะ Risk Off หุ้นตก หรือมีข่าวความมั่นคง
…ราคาทองคำขึ้น

สภาวะ Risk On หุ้นขึ้น สภาวะน่าลงทุน
…ราคาทองคำลด

เพราะคนเชื่อว่าทองคำเก็บสะสมมูลค่าได้ และถือเป็น safe asset แบบหนึ่งครับ มักจะขึ้นลงไม่สอดคล้อง หรือ ตรงข้ามกับราคาหุ้น

ในกลุ่มนี้ยังมีกองทุนที่ลงทุนในธุรกิจเหมือง Precious metal ทั้งทองคำและแร่เงิน แม้ว่าไม่ใช่กอง commodity โดยตรง ราคาค่อนข้างเคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคา commodity ที่ตัวเองขุดเลยทีเดียว

2. พลังงาน (Energy)

กองทุนในไทยลงทุนใน WTI Crude Futures หรือสัญญาส่งน้ำมันล่วงหน้าของ West Texas Intermediate ดัชนีราคาน้ำมันดิบในฝั่ง USA แม้ว่ามีแบบเดียว ราคาน้ำมันดังกล่าวค่อนข้างเคลื่อนไหวไปทางเดียวกับ Brent และ Dubai โดยภาวะเศรษฐกิจ และ demand-supply ส่งผลกับราคาน้ำมัน ทำให้มีความผันผวนสูง

3. สินค้าเกษตร (Agriculture)

มีอยู่กองเดียวในไทย มักจะขึ้นดีเมื่อมีข่าว Global Warming ครับ เพราะช่วงนั้นราคา Corn, Sugar จะปรับตัวสูง แต่ถ้าไม่ถนัดอาจจะต้องลงทุนอย่างระมัดระวัง

4. รวมสินค้าโภคภัณฑ์

รวม Energy, โลหะมีค่า และสินค้าเกษตรรวมกันไว้ในตะกร้าลงทุน

กลุ่มนี้เราแนะนำให้มีติดพอร์ตไว้ ถ้าต้องการทำ Tactical Asset Allocation ในช่วงเวลาเศรษฐกิจเติบโต เพราะราคาสินค้าเหล่านี้มักจะขึ้น แถมมีการขึ้นลงไม่สอดคล้องกับหุ้น อย่างไรก็ตามเมื่อเศรษฐกิจเติบโตสุดขีด ราคา commodities อาจจะปรับตัวลง แต่ราคาหุ้นขึ้นจะขึ้นไปต่อได้ (ไม่ได้เป็นเช่นนี้เสมอไปนะ) …ดังนั้นเรายังคงแนะนำให้ใช้ commodities กับ asset allocation เพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ต

บางกองทุนไม่ได้ปกป้องความเสี่ยงค่าเงินนะครับ ถ้าคิดว่าต้องการปิดความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน เลือกแบบมีนโยบาย Hedge จะดีกว่าครับ

ย้ำ!! สินค้า commodities มีไว้ใช้กระจายความเสี่ยงตามสถานการณ์ ต้องจัดพอร์ต ทำ Asset Allocation ควบคู่กันไป เพราะลำพัง ราคา Commodities เองมีความเสี่ยงขึ้นลงผันผวน ขึ้นอยู่กับ Market Demand-Supply เป็นหลัก

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

เด็กการเงิน DekFinance

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/DekFinance101/posts/169769391707199

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลของกองทุนรวมโดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการลงทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุนรวม โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้ขายหน่วยลงทุนก่อนการตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนเหล่านี้ลงทุนกระจุกตัวในกลุ่มโภคภัณฑ์ จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

มหาสมุทร DeFi สู่ Digital Financial Market

FundTalk
มหาสมุทร DeFi สู่ Digital Financial Market

เราอยู่ในต้นทศวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของระบบการเงินโลก เมื่อ DeFi ย่อมาจาก Decentralized Finance แปลว่าระบบการเงินไร้ตัวกลางกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วสุดขีดในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งดูเหมือนตลาดการเงินโลก (Global Financial Market) บน Blockchain ได้เกิดขึ้นแล้วในวันนี้ สิ่งนี้น่าสนใจอย่างไร ไปดูกัน

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากการเกิดขึ้นของ Bitcoin และ Blockchain ซึ่งขอไม่กล่าวรายละเอียดเชิงลึกในบทความนี้ โดย Bitcoin เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการเกิดขึ้นของระบบ Blockchain ที่ทำหน้าที่ในการส่งมอบ Bitcoin กันในช่วงเริ่มแรก

จากนั้นก็เกิด ETH (Ethereum) ขึ้นซึ่งเป็น Blockchain Protocol ในการถ่ายทอด Value กันบน Blockchain โดยสามารถเขียน smart contract กำกับทำให้เกิด Token ขึ้นมากมายบนโลก

นำมาซึ่งการเกิด ICO (Initial Coin Offering) เมื่อสองสามปีก่อน เป็นปรากฏการณ์ว่า ICO จะมาแทนที่ IPO หรือไม่ และมีการเสนอเหรียญครั้งแรกเกิดขึ้นทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย เช่น JFIN Coin, Six Network, OMG เป็นต้น

หนึ่งในโครงการ ICO ที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ก็คือการ ICO เหรียญ BNB ซึ่งนำทุนที่ได้ไปสร้าง Binance ซึ่งเป็น Exchange ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดในทุกวันนี้นั่นเอง (ที่สนุกคือสุดท้าย Binance ก็สร้างโปรโตคอล BEP-20 มาแข่งกับ ERC-20 ของ Ethereum เข้าตำรา “ลูกศิษย์คิดล้างครู”)

ขณะที่ Bitcoin และ Ethereum เป็นแกนนำในตลาด Cryptocurrencies เหล่านักลงทุน และธนาคาร Investment Bank ชั้นนำทั่้วโลกต่างดูแคลนว่าทั้งหมดนี้เป็นมหากาพย์ Pump and dump ไม่ต่างอะไรกับราคาดอกทิวลิปของประเทศฮอลแลนด์ หรือกระแสจตุคามรามเทพที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเรา

มหาสมุทร DeFi สู่ Digital Financial Market

ฟองสบู่ดอกทิวลิปในช่วงปี 1636–37

และแล้วก็เหมือนจะเป็นตามคำแช่งเมื่อราคา Bitcoin ปรับฐานอย่างรุนแรงจาก $20,000 เหลือเพียง $5,000 ในปี 2018 และพักฐานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่าสองปี เช่นเดียวกับราคาเหรียญ ICO นับร้อยที่ตกต่ำ และมีหลายโครงการที่ต้องปิดตัวไป รวมถึงหลายโครงการก็ถูกครหาว่าเป็น Fraud หรือการหลอกเอาเงินนักลงทุน

แต่แล้วในครึ่งหลังของปี 2020 ราคา Cryptocurrencies ยกแผงก็ปรับตัวขึ้นอีกครั้ง โดยที่ครั้งนี้มีองค์ประกอบที่เพิ่มขึ้นหลัก ๆ สองตัว ซึ่งทำให้ระบบนิเวศน์ของ Crytocurriencies สมบูรณ์กว่าที่เคย

สิ่งแรกคือ Stable coin ซึ่งผู้เขียนมองว่าสิ่งนี้แหละคือ Digital currencies ของจริง เหรียญอื่นไม่อยากให้ใช้คำว่า Currencies เลย น่าจะเหมาะกับคำว่า token หรือ coin มากกว่า

Stable coin คอนเซปท์นั้นก็คือเหรียญที่ราคาผูกกับเงินตราในโลก CeFi (Centralized Finance) หรือโลกการเงินปัจจุบันนั่นเอง โดยเหรียญแรกที่เกิดขึ้นคือ USDT หรือ Tether และตามมาด้วยหลายเหรียญอีกมากมายเช่น USDC, BUSD, DAI

ที่ผู้เขียนมองว่า Stable coin เหมาะกับคำว่า Digital currencies เนื่องจากมันสามารถทำหน้าที่ในการเก็บรักษามูลค่า (Store of value) ได้ ซึ่งต่างจากบิทคอยน์ที่ราคาผันผวนมาก เก็บรักษามูลค่าได้ไม่ดีเพราะความผันผวนของมัน

มหาสมุทร DeFi สู่ Digital Financial Market

มูลค่าของ USDT (Tether) ณ 2 พ.ค. 64

Stable Coin นี้เองที่เป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญของตลาดการเงินบนบล็อคเชน เพราะทำให้นักลงทุนทั่วโลกมีที่สำหรับพักเงินได้ เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่แพร่หลายเพราะไม่ผันผวน ราคาผันแปรตามค่าเงิน Fiat Currency

นำมาสู่การเกิดขึ้นของ DeFi (Decentralized Finance) แปลว่า “ระบบการเงินไร้ตัวกลาง” ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นมหาสมุทรแห่งโลกการเงินแทนที่ระบบการเงินที่ใช้ตัวกลาง (CeFi หรือ Centralized Finance) ในปัจจุบัน

ย้อนกลับไปที่คอนเซปท์เบื้องต้นของตลาดการเงิน นั่นคือเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้มีเงินออม (Saver) และผู้ต้องการเงินทุน (Borrower) โดยเงินตราที่ใช้เป็นสื่อกลางก็คือ Fiat Currencies เช่นเงินบาท เงินดอลลาร์ที่เราคุ้นเคยกันนั่นเอง

บนโลก DeFi นั้นก็ไม่ต่างกันคือการเป็นสือกลางที่เชื่อมระหว่าง Saver และ Borrower เพียงแต่ไม่ต้องมีสถาบันการเงินเป็นตัวกลางแต่มี Smart Contract Protocol หรือ “โค้ด” เป็นตัวกลางนั้นเอง

การตัดตัวกลางนี้เองทำให้เกิดประโยชน์กับทั้งผู้ปล่อยกู้ที่ได้ดอกเบี้ยมากขึ้น และผู้กู้ที่จ่ายดอกเบี้ยถูกลง

ในรอบปีที่ผ่านมาได้มี Defi Protocol เกิดขึ้นขนตัวมากทั้งบน Ethereum Blockchain (ERC-20) และ Binance Smart Chain (BSC-20) ซึ่งหลัก ๆ ก็คือโปรโตคอลที่ให้ผู้ต้องการเงินทุนบนบล็อคเชนสามารถกู้เงินได้ และให้ผู้มีเงินทุนสามารถปล่อยกู้หรือฟาร์มได้นั่นเอง เช่น Maker, Aave, Pancake Swap, Venus และอื่น ๆ อีกมากมาย

ซึ่งการเติบโตของ DeFi นั้นวัดมูลค่าได้จาก TVL (Total Value Locked) หรือมูลค่าของคริปโตที่นักลงทุนนำไปฝาก นำไปฟาร์ม ก็คือการนำไปปล่อยกู้บน Defi Protocol ต่าง ๆ นั่นเอง

มหาสมุทร DeFi สู่ Digital Financial Market

Total Value Locked ของ Defi ณ 2 พ.ค. 64

ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า DeFi อีกคำหนึ่งก็คือ Digital Financial Market คือตลาดการเงินดิจิทัล ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะกลายเป็นระบบการเงินหลักของโลกในอนาคตอันใกล้นี้

ที่น่าสนใจมากก็คือในโลกการเงินที่ไร้ตัวกลางนี้ทำให้ผู้ลงทุน หรือผู้ปล่อยกู้ในปัจจุบันสามารถปล่อยกู้เงินตรา (Stable Coin) ได้ระดับผลตอบแทนสูงกว่า 10% เมื่อเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยโนโลก CeFi ที่ต่ำกว่า 1% ในปัจจุบันนั้นคู่ควรต่อการศึกษาของทุกคนเป็นอย่างยิ่ง

และผู้ที่มีความรู้ในสิ่งเหล่านี้อย่างถ่องแท้จะเป็นผู้ได้เปรียบในโลกของการลงทุนแน่นอนครับ

FundTalk รายงาน

ที่มาบทความ: https://blog.finnomena.com/d1d15d424fd

ความฝันของ (หัว) กะทิ

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
ความฝันของ (หัว) กะทิ 

สัปดาห์ก่อนเกิด “ปรากฏการณ์” ทางสังคมที่  “ประหลาด” ซึ่งทำให้เกิดความงงงวยโดยเฉพาะกับคน “รุ่นเก่า” ที่มักจะเป็นผู้สูงอายุ  นั่นก็คือ  เกิดกระแสในทวิตเตอร์  “#ย้ายประเทศกันเถอะ” เพราะมีคนตั้งกลุ่มในเฟซบุ๊กในชื่อเดียวกัน  และหลังจากนั้นภายในเวลาไม่กี่วันก็มีสมาชิกเกือบล้านคนแล้ว  คนที่เข้าไปเป็นสมาชิกของกลุ่มนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็น “คนรุ่นใหม่”  อายุน่าจะประมาณ 24-30 ปี บางส่วนก็ยังเป็นเด็กนักเรียนมัธยมอายุ 15-18 ปี  พวกเขาตั้งกลุ่มและเข้าเป็นสมาชิกเพื่อหาข้อมูลและให้ความช่วยเหลือคนที่ต้องการย้ายไปอยู่ประเทศอื่นแบบ  “ถาวร” หรือ “ยาวนาน” ด้วยเหตุผลที่ว่า  ประเทศไทย  “ไม่มีอนาคต”  สำหรับ “คนรุ่นใหม่” ที่อายุยังน้อยและต้องการสร้างอนาคตที่ดีให้กับตนเอง  ก่อนหน้านี้พวกเขาคือคนที่ประท้วงและเรียกร้องให้มีการปฏิรูปทางการเมืองและสังคมที่พวกเขาเห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตย  ไม่มีสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคและไม่ฟังเสียงของประชาชน  พวกเขาเห็นว่า  ด้วยระบบที่เป็นอยู่  ประเทศจะไม่พัฒนาและล้าหลังและคนที่จะรับผลอันนั้นในอนาคตก็คือพวกเขาเอง  การเรียกร้องและ “ต่อสู้” ของพวกเขานั้น  ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับการตอบรับอย่างสิ้นเชิง  ตรงกันข้าม  กลับถูก  “ปราบปราม” จนหลายคน  “สิ้นหวัง”  และถอดใจจนเกิดความคิดใหม่ว่า  ถ้าอย่างนั้น  น่าจะย้ายไปอยู่ประเทศอื่นจะดีกว่า

การย้ายไปอยู่ต่างประเทศแบบถาวรหรือไม่มีกำหนดเรื่องระยะเวลากลับนั้น  ไม่เหมือนกับการไปเรียนหรือการทำงานหาเงินและเก็บเงินเพื่อที่จะกลับมาอยู่เมืองไทยอย่างคนที่มีสถานะ  มีเงิน  และมีความก้าวหน้าขึ้น  ซึ่งจะนำไปสู่การมีชีวิตที่มีความสุข  นี่เป็นส่วนหนึ่งของ  “ความฝัน” ซึ่งคน “ชั้นนำ” หรือคนที่ “มีศักยภาพสูง” ในสังคมไทยมีมาตลอดจนถึงเมื่อเร็ว ๆ  นี้   ในคน “รุ่นเก่า” รวมถึงผมเองนั้น  เราถูกปลูกฝังและเชื่อว่า  “ไม่มีที่ไหนที่จะมีความสุขเท่าเมืองไทย” ทั้ง ๆ  ที่เราไม่เคยไป “อยู่” ในประเทศอื่นเลย  พอผมโตขึ้นและได้มีโอกาสไปเรียนหรือ “อยู่” ในสหรัฐอเมริกาประมาณ 4 ปี  ผมก็รู้สึกว่า  ที่จริงการอยู่ในอเมริกาก็มีความสุขเหมือนกับการอยู่ในเมืองไทย  อย่างไรก็ตาม  ผมก็กลับ “บ้าน” เมื่อเรียนจบเพราะความสามารถที่มีโดยเฉพาะด้านภาษาไม่ดีพอที่เขาจะจ้างให้ทำงานดี ๆ ได้   ผมไม่ดิ้นรนที่จะสู้เพื่อที่จะให้อยู่ในอเมริกาต่อไป  ผมกลับบ้านเพราะคิดว่าประเทศไทยในปี 2528 หรือเมื่อประมาณ 36 ปีที่แล้วนั้น “มีอนาคต” และผมก็ “คิดถูก” เพราะผมเจริญก้าวหน้ามาตลอดตามการเจริญเติบโตและความก้าวหน้าของประเทศที่ดีขึ้นจนเป็นเป็น  “ดารา” และเป็น  “แบบอย่าง” ให้แก่ประเทศ “ล้าหลัง” ทั้งหลาย  และนี่ก็รวมไปถึงเรื่องของประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ  ที่แม้ว่าจะไม่เต็มร้อยแต่ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

ที่จริงหลังจากที่ผมกลับบ้านนั้น  ประเทศไทยก็เริ่ม “เปิดประเทศ” โดยเฉพาะทางด้านการเงินและการลงทุนอย่างกว้างขวาง  รวมถึงการ “เปิดเสรีทางการเงิน” ในปี 2533 ซึ่งทำให้ต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นได้อย่างสะดวก  ผลจากการนั้นทำให้ดัชนีตลาดหุ้นขึ้นไปกว่า 4 เท่าในเวลา 3 ปีครึ่งคือจากประมาณ 200 จุดเป็น 1,100 จุด จากต้นปี 2530 –กลางปี 2533   ประเทศไทยมีความก้าวหน้าทุกด้าน  ในด้านการเมืองนั้น  ในปี 2531 พลเอกชาติชาย  ชุณหะวัณ ในฐานะ “นักการเมือง” และหัวหน้าพรรคการเมืองก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี  จากเดิมที่นายกมักจะต้องเป็นทหารหรือมาจากทหารเป็นหลัก  นั่นเป็นความก้าวหน้าของประชาธิปไตย  ในด้านของเศรษฐกิจ  นั้น  GDP ของไทยเติบโตเป็นเลข 2 หลักติดต่อกันถึง 3 ปี  สุภาษิตของพลเอกชาติชายในช่วงนั้นก็คือ  “จะเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า” เพราะช่วงก่อนหน้านั้นเรามีปัญหาการสู้รบกับประเทศเพื่อนบ้าน  อนาคตของไทยสดใสมากเสียจนเกิดความคิดและมีการรณรงค์ให้คนไทยที่ “ย้ายประเทศ” ไปอยู่ประเทศก้าวหน้าเช่นอเมริกาให้เดินทางกลับมาอยู่และทำงานในประเทศไทยในชื่อโครงการ  “สมองไหลกลับ” อย่างไรก็ตาม  หลังจากพวกเขาเดินทางกลับมา “ดูลาดเลา” และพบกับความเป็นจริงโดยเฉพาะระบบต่าง ๆ  ของ  “รัฐไทย” แล้ว  พวกเขาก็เลิกล้มความตั้งใจ  ทุกวันนี้ผมก็ยังเห็นเพื่อนที่เป็นอาจารย์ในสหรัฐบางคนกลับมาเยี่ยมเยือนและสอนคอร์สเป็นครั้ง ๆ แต่เขาไม่พูดเรื่องกลับมาอยู่ประเทศไทยอีกเลยแม้ว่าอายุจะใกล้ 70 ปีแล้ว

ประเทศไทยคงจะยังมีอนาคตและเป็นที่ ๆ “อยู่แล้วมีความสุขที่สุด” ในสายตาของคนไทยโดยเฉพาะที่เป็นคนชั้นนำหรือคนที่มีศักยภาพจนถึงอย่างน้อยปี 2549 หรือ 15 ปีมาแล้ว  นั่นเพราะว่าปีนั้นเป็นปีที่หนังสือชื่อ  “ความสุขของกะทิ” เขียนโดย งามพรรณ เวชชาชีวะ ได้รับรางวัลซีไรต์  หนังสือพรรณนาถึงความสุขของเด็กหญิงอายุ 9 ขวบชื่อกะทิที่มีครอบครัวเป็น “คนชั้นนำ” แต่ได้ใช้ชีวิตในพื้นเพชนบทที่งดงาม  “โรแมนติก” และทั้ง ๆ  ที่มีแม่ที่เจ็บป่วยอย่างหนักจนเสียชีวิตแต่ก็มีความสุขแบบไทย ๆ  ที่อยู่รวมกันเป็นครอบครัวตั้งแต่ตายายพี่ป้าน้าอาทุกคนใช้ชีวิต “อย่างพอเพียง” และเต็มไปด้วยความรัก  คนที่อายุไล่ ๆ  กับผู้เขียนและเป็นคนชั้นนำหรือมีศักยภาพที่จะเป็น  ถ้ามาอ่านและรำลึกถึงภาพเก่า ๆ  แบบนี้ก็คงจะรู้สึกได้ถึง “ความสุข” ของการอยู่ในประเทศไทย  อย่างไรก็ตาม  ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าคนไทยทั่ว ๆ  ไปโดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในชนบทมาก่อนจะรู้สึกแบบนั้นหรือไม่โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงว่าช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมานั้น  คนชนบทโดยเฉพาะที่เป็นคนหนุ่มสาวต่างก็  “ย้ายเข้าเมือง” แสวงหา “อนาคต” กันจนแทบจะทำให้ชนบทร้างเหลือแต่คนแก่และเด็กเล็กอย่างในปัจจุบัน

ความสุขและความฝันของคนไทยรุ่นใหม่หรือรุ่นหนุ่มสาวในวันนี้คงจะเปลี่ยนไปมากอานิสงส์จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการแพร่กระจายของข่าวสารข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ตที่ทำให้โลกไร้พรมแดนทำให้คนไทยได้เห็นและเรียนรู้จากคนอื่นทั่วโลก   ความคิดและวัฒนธรรมใหม่ ๆ  ที่คนไทยรุ่นก่อนไม่เห็นด้วยไม่คุ้นเคยและไม่เคยถูกสอนให้รู้จักหรือถูกบอกว่าไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมกับสังคมไทย  กลายเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่เห็นชอบสมาทาน  ความเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษบุญบารมีชาติก่อนที่กำหนดให้คนแต่ละคนได้ดีมีอำนาจบารมีในชาตินี้ไม่เป็นที่ยอมรับ  ความ “งดงาม” ของสังคมที่มีชนชั้นลดหลั่นกันไปและทุกคนรู้ในบทบาทหน้าที่ของตนเองเสมือนดังร่างกายที่ต้องมีหัวใจมีสมองมีมือมีเท้ามีนิ้วหรือมีเส้นผมนั้นไม่เป็นที่ยอมรับ  คนรุ่นใหม่เชื่อว่าทุกคนควรที่จะสามารถมีความคิดและความเชื่อเป็นของตนเองและทำตามสิ่งนั้นได้โดยไม่ควรมีใครมาบังคับ  สิทธิมนุษยชนนั้นเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุด  ทุกคนต้องมีความเท่าเทียมกันตามกฎหมายและการตัดสินอะไรที่เกี่ยวกับส่วนรวมจะต้องเป็นแบบ “ประชาธิปไตย” คือ 1 คนก็มี 1 สิทธิในการโหวต  เป็นต้น  และด้วยวิธีการแบบนี้โลกหรือประเทศก็จะอยู่กันอย่างสงบและมีความก้าวหน้า  คนที่อยู่ในสังคมก็จะ  “มีอนาคต” ที่ดีและมีความสุข

“ความฝัน” ของคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะที่เป็น “คนชั้นนำ” หรือคนที่มีศักยภาพสูง  ซึ่งผมอยากจะตั้งชื่อเลียนแบบ “ความสุขของกะทิ” ก็คือ  “ความฝันของ(หัว)กะทิ” ก็คือ  การเปลี่ยนแปลงสังคมให้ตอบสนองกับ “โลกใหม่” ของพวกเขาเพื่อที่ว่าพวกเขาจะสามารถอยู่ในประเทศที่ทำให้พวกเขาก้าวหน้าและมีความสุข  พวกเขาเห็นว่าสิ่งที่เป็นอยู่และที่กำลังจะเป็นต่อไปนั้น  เป็นสิ่งที่ “กดขี่” เอารัดเอาเปรียบและฉ้อฉลโดยที่ไม่มีใครทำอะไรได้  ครั้นพวกเขาพยายามที่จะทำก็ถูกปราบปรามลงโทษ  ดังนั้น  พวกเขาจึงต้องการย้ายไปจากสังคมแบบนี้  และด้วยสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป  ประเทศที่ก้าวหน้าขาดแคลนแรงงานเพราะคนเกิดน้อยลงและประชากรแก่ตัวลงจึงต้องการแรงงานโดยเฉพาะที่มีคุณภาพจากต่างประเทศ  นี่จึงทำให้กลุ่มเฟซบุ๊กย้ายประเทศเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและทำให้คนที่มีหน้าที่บริหารประเทศรวมถึงนักลงทุนอย่างผมต้องจับตามอง  เพราะนี่อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นในระยะยาวได้อย่างรุนแรง

สำหรับผมแล้ว  ปรากฏการณ์อยากย้ายประเทศของคนรุ่นใหม่นั้น  เป็นเพียงอีกอาการหนึ่งของปัญหาที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยที่เริ่มเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ  ตั้งแต่ 6-7 ปีก่อน  เริ่มตั้งแต่การเกิดที่น้อยลงและคนที่แก่ตัวลงอย่างรวดเร็วทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจต่ำลง  สิ่งนี้ประกอบกับระบบการปกครองประเทศที่ค่อนข้างจะล้าหลังทำให้ไม่สามารถปรับตัวเพื่อที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้  โควิด-19 ทำให้คนตกงานและทำให้ปัญหาเศรษฐกิจหนักขึ้นไปอีกและนี่ส่งผลกระทบกับคนรุ่นใหม่อย่างแรง  “อนาคต” สำหรับพวกเขา “มืดมน วิธีที่จะนำอนาคตของพวกเขากลับมาก็คือ  “ต่อสู้ เพื่อให้เกิดการปฏิรูปทางการเมืองเพื่อที่จะได้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ  หรือไม่ก็ “หนี ไปหาอนาคตในประเทศใหม่ที่สดใสกว่า  ผมเองก็ไม่รู้ว่าถ้าผมยังเป็นหนุ่มอยู่  ผมจะเลือกแบบไหน  แต่ถ้าเป็นเรื่องของการลงทุน  ผมคิดว่าคนจำนวนไม่น้อยรวมทั้งผมเองได้เริ่ม “ย้ายประเทศลงทุน กันไปแล้ว  เพราะนักลงทุนนั้นเป็น “นักเลือก ไม่ค่อยอยากเป็น  “นักสู้ โดยเฉพาะถ้าคิดว่าจะแพ้

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://blog.settrade.com/blog/nivate/2021/05/10/2503

อัปเดตปัจจัยที่น่าจับตามอง พร้อมกองทุนแนะนำประจำเดือนพฤษภาคม 2564 – MONTHLY DIGEST PODCAST EP.9

FINNOMENA Podcast

MONTHLY DIGEST PODCAST EP.9 อัปเดตปัจจัยที่น่าจับตามอง พร้อมกองทุนแนะนำประจำเดือนพฤษภาคม 2564

อัปเดตปัจจัยที่น่าจับตามอง พร้อมกองทุนแนะนำประจำเดือนกันยายน สินทรัพย์ไหนยังไปต่อ!? สินทรัพย์ไหนยังน่าลงทุน!?

พบคำตอบได้ทื่ MONTHLY DIGEST Ep นี้เลย!

สำหรับสมาชิก FINNOMENA ดาวน์โหลด PDF ฟรี!
ได้ที่ : https://finno.me/web-port-strategy-download


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

ตลาดปรับฐานหรือไม่? หาก โจ ไบเดน ขึ้นภาษี

FINNOMENA x Franklin Templeton
ตลาดปรับฐานหรือไม่? หาก โจ ไบเดน ขึ้นภาษี

ไม่ว่าจะเป็นการกระทำไปเพื่อความเท่าเทียมหรือการทำไปเพื่อปรับสมดุลงบประมาณของรัฐที่ขาดดุล การปรับขึ้นภาษีของประธานาธิบดีโจ ไบเดน คงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้เกิดการถกเถียงในโลกการลงทุนทั่วโลก

และไม่ว่าโจ ไบเดน จะสามารถรวบรวมเสียงข้างมากและปรับขึ้นภาษีบุคคลและภาษีจากการลงทุนได้หรือไม่? คำถามที่ติดอยู่ในใจทุกคนก็คือ หากการขึ้นภาษีเกิดขึ้นจริง จะเกิดอะไรขึ้นกับโลกการลงทุน ติดตามมุมมองได้ผ่านบทความนี้เลยครับ

ตลาดปรับฐานหรือไม่? หาก โจ ไบเดน ขึ้นภาษี

หาก โจ ไบเดน ปรับขึ้นภาษีตลาดหุ้นจะลงหรือไม่?

  • ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เริ่มเป็นที่นิยมและเฉิดฉายตั้งแต่การทำงานช่วง 100 วันแรก ผ่านแนวคิดการปรับขึ้นภาษีเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้กับประชาชน ซึ่งเหตุการณ์ถือได้ว่ามีแนวโน้มเกิดขึ้นได้สูง
  • สำหรับผลกระทบของการขึ้นภาษีกับตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงสหรัฐ ดูเหมือนว่าการขึ้นภาษีจากการลงทุนอาจไม่ส่งผลกระทบกับหุ้นทุกส่วนในตลาด และการปรับขึ้นภาษีอาจสร้างผลกระทบอันใหญ่หลวงกับบางภาคธุรกิจและหุ้นบางตัว เช่น หุ้นเทคโนโลยีกลุ่ม FAANG [Facebook, Apple, Amazon, Netflix และ Alphabet(Googgle)] มากกว่าทั้งตลาด
  • ผลจากการการปรับภาษีอาจทำให้นักลงทุนบางคนอาจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกี่ยวกับการคิดภาษีให้ถี่ถ้วนมากขึ้น พวกเขาอาจเริ่มครุ่นคิดถึงการขายทำกำไรก่อนการปรับภาษี ในขณะที่บางคนอาจคิดถึงการ “จัดการกำไร” มากขึ้น เพื่อให้รายได้ของตนอยู่ในระดับฐานภาษีที่ไม่ถูกปรับระดับภาษี รวมถึงหาทางลดหย่อนเพื่อให้ระดับกำไรของพวกเขาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 1 ล้านเหรียญต่อปี 
  • การปรับขึ้นภาษีไม่ใช่เรื่องที่เป็นที่รับรู้มาก่อนหน้า ตัวแทนฝ่ายประชาธิปไตยและสิทธิส่วนบุคคลสายกลางอาจไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว ในขณะที่ตัวแทนในฝ่ายอื่น ๆ อาจมีเสียงสนับสนุนและไม่สนับสนุนปะปนกันไปเกี่ยวกับการปรับลดภาษีภาครัฐและท้องถิ่น (SALT)
  • การปรับภาษีจากการลงทุนอาจไม่ได้ทำให้เกิดการเทขายอย่างทันทีทันใด คนอเมริกันที่มีรายได้สูงมีสภาพคล่องอยู่กับตัวอยู่แล้ว และยังสามารถกู้ยืมเงินได้เพิ่มจากเครดิตที่ดี
  • คำถามอื่น ๆ เช่น การขึ้นภาษีการลงทุนจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในภาคการผลิตหรือไม่? จะทำให้การทำธุรกิจย้ายออกไปนอกประเทศหรือเปล่า? แน่นอนว่ามันอาจส่งผล แต่อย่างที่จอห์น เมนาร์ด เคน ได้กล่าวไว้เมื่อนานมาแล้วว่า การลงทุนในภาคธุรกิจขึ้นอยู่กับ “สัญชาตญานเบื้องลึกในตัวคน” ไม่ใช่ต้นทุนในด้านของปัจจัยทุน

ดังนั้นถ้าเศรษฐกิจดี การลงทุนในภาคธุรกิจก็จะเกิดขึ้นตามกันไปเอง การปรับภาษีบุคคลยังมีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจนว่าส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเงินทุนอย่างแน่นอน เทียบกับการปรับภาษีนิติบุคคลที่สามารถส่งผลกระทบไปได้ทั่วโลก

หากสนใจมุมมองการลงทุนและผลกระทบเกี่ยวกับการปรับภาษีบุคคล นโยบายและปัจจัยทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั่วโลก สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่บทความ 

“America’s U-Turn” โดย Francis Scotland, Director of Global Macro Research, Brandywine Global; Dr. Sonal Desai’s
“On My Mind”—A Tale of Two Recoveries”; and Western Asset’s “Second Quarter 2021 Global Outlook.”

เนื้อหาต้นฉบับโดย Stephen Dover, CFA

Chief Market Strategist, Head of Franklin Templeton Investment Institute

เรียบเรียงโดย FINNOMENA Admin

ข้อสงวนสิทธิ์

แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น

ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/investor/article?contentPath=html/ftthinks/common/blogs/emerging-markets/bridging-esg-gap-china.html

Slide มุมมองการลงทุนประจำเดือนพฤษภาคม 2564 ลงทุนอะไรดี? โดย FINNOMENA Investment Team

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำเดือน”

กด “ที่นี่” เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity


อ่านบทความ “จัดพอร์ตการลงทุนสู้ทุกวิกฤต ด้วย FINNOMENA Private Wealthคลิก

 

News Update: Ark -35% จากจุดสูงสุด ราคาต่ำสุดรอบ 6 เดือน

FINNOMENA Reporter
News Update: Ark -35% จากจุดสูงสุด ราคาต่ำสุดรอบ 6 เดือน
Ark Innovation ETF กองทุนเรือธงของ Cathie Wood แตะจุดต่ำสุดของปีในวันจันทร์ท่ามกลางแรงขายหุ้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
การลดลงกว่า 5.2% ของ ARK Innovation ETF ในวันจันทร์ทำให้ “disruptive innovation” ETF ต่ำกว่าระดับต่ำสุดในเดือนมีนาคม
ตอนนี้ ARKK ลดลงเกือบ 35% จากระดับสูงสุดล่าสุด: $159.70 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ETF หลักของ Wood ลดลงมากกว่า 13% ในเดือนนี้ และลดลงมากกว่า 16% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
หุ้นที่ ARKK มีสัดส่วนถือครองอันดับต้น ๆ มูลค่าลดลงอย่างมากในวันจันทร์ เนื่องจาก Nasdaq Composite ลดลงมากกว่า 2.5% โดยหุ้น Tesla ลดลง 6.4% Teladoc Health ลดลง 6.6% ในขณะที่ Square และ Roku ลดลง 7.3% และ 4.9% ตามลำดับ ส่วน DraftKings ลดลง 6.4% และ Zillow ลดลง 5.1%
กระแสเงินทุนมากกว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์ได้ไหลออกจาก Ark Innovation ETF ในเดือนนี้ Ark Invest ซึ่งรวมถึง ETF อื่น ๆ ของ Ark อีก 5 กองทุน ได้สูญเสียมูลค่าไปเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคมตามข้อมูลจาก FactSet
ที่มา: CNBC

สรุปเนื้อหา Live: ส่องหุ้นเกาหลีใต้ทำ All-time high กลุ่มการเงินสหรัฐฯ ยังน่าสนใจหรือไม่? – The Opportunity (10/05/2564)

FINNOMENA
สรุปเนื้อหา Live: ส่องหุ้นเกาหลีใต้ทำ All-time high กลุ่มการเงินสหรัฐฯ ยังน่าสนใจหรือไม่?

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ทำ All Time High ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารและการเงินสหรัฐฯ ก็ยังสร้างผลตอบแทนได้ต่อเนื่อง นอกจากนี้เมื่อตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ก็ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอีกครั้ง

บทความนี้ จะขอพาผู้อ่าน มาสรุปเนื้อหา Live The Opportunity “ส่องหุ้นเกาหลีใต้ทำ All-time high กลุ่มการเงินสหรัฐฯ ยังน่าสนใจหรือไม่? เมื่อวันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม 2564 กันครับ

1. Market Highlights

1.1 Eye on Fear & Greed Index

Fear and greed index เป็นดัชนีที่จัดทำขึ้นโดย CNN Money เพื่อบ่งชี้สภาวะของตลาดหุ้น ณ ขณะนี้ว่ามีความโลภหรือกลัวในระดับใด

ในช่วงสัปดานห์ที่ผ่าน ดัชนี Fear and Greed ลดลง  6 จุด จาก 61 มาอยู่ที่ 55 (ยังอยู่ในช่วง Greed ที่ตลาดยัง risk on) 

fear and greed 10 may 2021

รูปภาพที่ 1 Fear and Greed index source: FINNOMENA as of 10/05/2564

1.2 Zoom In Performance

หุ้นกลุ่มการเงิน ผลตอบแทน

รูปภาพที่ 2 S&P500 Sector Performance  Source: Bloomberg As of 09/05/2021

  • ในส่วนของสินทรัพย์ทั่วโลก สัปดาห์ที่ผ่านมา ทองคำสามารถสร้างผลตอบแทนได้ 2.1% เนื่องจากตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าที่คาด
  • ขณะที่กลุ่มการเงินในดัชนี S&P500 สร้างผลตอบแทนได้ถึง 3.7% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา
  • นอกจากนั้นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจคือ ตลาดหุ้นเกาหลี ซึ่งสัปดาห์ที่แล้วทำผลตอบแทนได้ 2.4%

2. Zoom in Assets: เจาะลึกสินทรัพย์

2.1 KOSPI

ตลาดหุ้นเกาหลี EPS

รูปภาพที่ 3 KOSPI Index normalized relative index  Source: Bloomberg As of 23/04/2021

  • ตลาดหุ้นเกาหลีมีการปรับประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ดีกว่าดัชนี S&P500 เนื่องจากที่ผ่านมา เศรษฐกิจฟื้นตัว โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการกิจกรรมการเปิดเมือง กลุ่มอุตสาหกรรมและวัสดุ
  • ขณะที่หุ้นกลุ่มที่ยัง underperform อยู่คือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี อาทิ Samsung Electronics, SK Hynix ซึ่งในปี 2020 ราคาได้ปรับตัวขึ้นมาแล้วในช่วงโควิด-19
  • อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่ม Semiconductor อย่าง Samsung ที่เป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่อันดับสองของโลก รองลงมาจาก TSMC ของไต้หวัน ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อจากอานิสงส์ของการขาดแคลนชิปทั่วโลก
  • นอกจากนี้ จาก MSCI South Korea หรือตลาดหุ้นเกาหลี หุ้น Samsung Electronics มีสัดส่วนในดัชนีถึง 20% ของตลาด และในไตรมาสที่สองนี้ ถูกคาดการณ์ว่ารายได้ Samsung Electronics จะโต 26.5%  และกำไรต่อหุ้นโต 39.1% (YoY)
  • ดังนั้นแล้ว หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเกาหลีที่ยัง underperform อยู่ จึงมีความน่าสนใจ และรอการปรับประมาณการในอนาคต ทำให้มี Upside เหลือที่น่าสนใจ

2.2 Gold

รูปภาพที่ 4 U.S. Economy added only 266,000 jobs in April Source: Bloomberg As of 10/05/2021

  • สัปดาห์ที่ผ่านมา ทองคำปรับตัวขึ้นมา 2.4% เนื่องจากตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ เดือนเมษายนออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาด โดยอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ (คาดการณ์ที่ 5.8% แต่ตัวเลขออกมาที่ 6.1%)
  • ตลาดมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่ได้ฟื้นตัวมากถึงขนาดที่ทาง FED จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ ณ ขณะนี้
  • ส่งผลให้ bond yield ไม่ปรับตัวขึ้น แต่ตลาดคาดว่าอัตราเงินเฟ้อยังจะเกิดขึ้น ทำให้ความคาดหวังเงินเฟ้อ (Breakeven Inflation) ยังเพิ่มขึ้นอยู่
  • ส่งผลให้ Real yield (อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง) ปรับลดลง ซึ่งหนุนให้ทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น
  • ในระยะยาวเรามองว่า bond yield มีแนวโน้มเป็นขาขึ้น และจะส่งแรงกดดันราคาทองคำต่อเนื่อง

2.3 FINANCE

กลุ่มธนาคาร EPS

รูปภาพที่ 5 S&P 500 EPS Revision Source: Bloomberg As of 10/05/2021

  • ผลประกอบการของหุ้นกลุ่มธนาคารสหรัฐฯ ที่ออกมาดีในไตรมาส 1 ได้รับแรงหนุนจากการตั้งสำรองหนี้เสียที่ลดลง ตลาดการเงินคึกคัก และการเกิดขึ้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเมือง
  • ทำให้จนถึงตอนนี้ หุ้นกลุ่มธนาคารและการเงิน ได้รับการปรับประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) อย่างต่อเนื่อง อาทิตย์ที่ผ่านมา มีการปรับ EPS ขึ้น 0.9% และ EPS ปัจจุบันอยู่ที่ 27%
  • จากมุมมองของเราที่มองว่า bond yield ยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น และความสัมพันธ์ของตลาดหุ้นในออดีต ทำให้คาดว่าหุ้นกลุ่ม value ยังคงเหนือกว่าหุ้นกลุ่ม growth ต่อไป
  • ด้วยการปรับประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) และมุมมองด้าน Bond yield ส่งผลให้หุ้นกลุ่มธนาคารและการเงิน จึงยังเป็นกลุ่มที่มีความน่าสนใจ ณ ขณะนี้

3. Opportunity Fund: แนะนำกองทุนประจำสัปดาห์

KT FINANCE

ด้วยความน่าสนใจของหุ้นกลุ่มธนาคารและการเงิน ในช่วง Opportunity Fund สัปดาห์นี้ของรายการ จึงแนะนำให้ทยอยสะสมกองทุน KT-FINANCE ซึ่งลงทุนในกองทุนหลัก Fidelity Funds – Global Financial Services Fund (Class A) มีนโยบายการลงทุนทั่วโลกในบริษัทที่ให้บริการด้านการเงิน 

โดยกลุ่มการเงินนั้นมีรายได้หลักจากหลากหลายช่องทาง อาทิ การปล่อยสินเชื่อ, บริการด้านการซื้อขายหลักทรัพย์ ตราสารหนี้ รวมไปถึงการออกหลักทรัพย์ใหม่ ซึ่งจัดอยู่ในรูปแบบของ Non-interest income ซึ่งเป็นส่วนที่กลุ่มการเงินขนาดใหญ่อย่าง Goldman Sachs, JPMorgan, BofA ทำรายได้ดีกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้เมื่อพิจารณาสัดส่วนการลงทุนพบว่าหุ้นไม่ได้มีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว และมีรายได้จากทั่วโลกประมาณ 50% ช่วยกระจายสัดส่วนรายได้ของพอร์ตการลงทุนของกองทุน

4. Long Term Opportunity

สรุป LIVE

Long Term Opportunity เป็นกองทุนแนะนำจาก FINNOMENA ที่มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว สอดคล้องกับ Mega Trend ทางเศรษฐกิจ และ Sector ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในอนาคต และเหมาะกับการลงทุน 3-5 ปี

โดยกองทุนที่เราแนะนำได้แก่: ONE-UGG-RA, K-USA-A(A), TMBCOF / K-CHINA, WE-CYBER, K-CHANGE-A (A), MRENEW, UESG, WE-GESECURE

4.1 ผลตอบแทน Long Term Opportunity

performance กองทุนแนะนำ

 

สำหรับผู้อ่านที่อยากจะรับชมย้อนหลัง The Opportunity Live แบบเต็ม ๆ พร้อมรับชมช่วงตอบคำถาม Q&A กองทุนที่น่าสนใจ สามารถคลิกเพื่อรับชมได้ที่ : https://youtu.be/-ekANnrzUbc

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 19 บลจ. สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://link.finnomena.com/open-plan-live

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากกองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงบางส่วน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT

MediaTek แบรนด์ชิปไต้หวันผู้ท้าชิงบัลลังก์จาก Qualcomm

BottomLiner
MediaTek แบรนด์ชิปไต้หวันผู้ท้าชิงบัลลังก์จาก Qualcomm

MediaTek ผู้ผลิต processor สัญชาติไต้หวัน เจ้าของแบรนด์ Helio, Dimensity กำลังได้ประโยชน์จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-จีนอย่างเงียบ ๆ เนื่องจากมือถือค่ายจีนพยายามกระจายความเสี่ยงลดการพึ่งพา Qualcomm Snapdragon ที่อาจโดนรัฐบาลสหรัฐแบนห้ามใช้วันไหนก็ได้

ในอดีต MediaTek มักเลือกทำตลาดแค่ส่วนมือถือ low-end แต่ช่วงหลังเทคโนโลยีพัฒนาดีขึ้น หันมาจับตลาด mid-end มากขึ้น ตัวอย่างเช่น Dimensity 1000 ก็ถูกใช้ในมือถือรุ่น realme X7, Redmi K30, OPPO Reno5, Honor V40 (จับตา Honor ให้ดีเพราะเป็นแบรนด์ลูก Huawei ที่ถูกขายออกมาเพื่อให้ซื้อชิปใช้งานได้)

ขณะที่ล่าสุด MediaTek ประกาศเปิดตัวชิป Dimensity 1100, 1200 ที่มีแนวโน้มจะใช้ในทุกแบรนด์มือถือจีนตัวหลัก

รายได้ MediaTek ไตรมาส 4 เติบโต 49% YoY ซึ่งการเปิดตัวชิป 5G ก็ช่วยให้บริษัทขายได้ราคาแพงขึ้น ดันกำไรบวกเกิน 100% YoY

ล่าสุดชิป 5G ของ MediaTek มีส่วนแบ่งการตลาดถึง 40% แล้ว เรียกได้ว่าสู้กับ Qualcomm Snapdragon ได้สูสีเลย

บริษัทคาดว่าปีนี้จะมีมือถือ 5G ขายได้ทั้งหมด 500 ล้านเครื่องทั่วโลก และจะขายได้สัดส่วนมากกว่า 4G ตั้งแต่ไตรมาส 1 เลย โดยตลาด 60% อยู่ในจีน ประเทศที่มีการวางระบบ 5G พร้อมที่สุดในโลก

คาดรายได้ไตรมาส 1 นี้จะโตระหว่าง 58-71% YoY แต่ก็หนีไม่พ้นปัญหาชิปผลิตไม่ทันที่คาดว่าจะต้องเจอไปอีก 2 ไตรมาส

MediaTek วางตัวได้อยู่ในจุดที่น่าสนใจ เนื่องจากไม่ต้องไปโฆษณาเองให้อลังการ ปล่อยหน้าที่นั้นให้เป็นของแบรนด์มือถือ เช่น Xiaomi, Oppo, Vivo, Realme ทำไป ส่วน MediaTek จะคอยป้อนชิปให้ทุกแบรนด์ไปทำการตลาดแข่งกันเอง (เสือนอนกินชัด ๆ)

อีกหนึ่งผู้ได้ประโยชน์จากการเริ่มต้นใช้งาน 5G

BottomLiner

ที่มาบทความ: https://bottomliner.co/stock/mediatek-taiwan-chip-maker/

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

สนใจรับคำแนะนำการลงทุน Monthly Port Strategy เพิ่มเติมจาก Investment Advisor
>>คลิกที่นี่<<

Bond yield ลด สวนทางเศรษฐกิจฟื้นตัว

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

รูปที่ 1 การเปลี่ยนแปลงของ Bond yield, Real yield และ Breakeven inflation Sources: FINNOMENA, Bloomberg; Data as of 26/04/2021

เดือนที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond yield) อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง หลังจากที่ดีดตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความคาดหวังในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดีการหดตัวลงของ Bond yield อายุ 10 ปี ในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากการปรับตัวลดลงของอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real yield) ขณะที่ความคาดหวังเงินเฟ้อ (Breakeven inflation) ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนี S&P500 ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น และถ้าหากอิงจากสถิติในอดีตจะพบว่าสภาวะเช่นนี้เป็นช่วงที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนดีที่สุด

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

รูปที่ 2 ผลตอบแทนตลาดหุ้นสหรัฐฯ และการเปลี่ยนแปลงของ Real yield และ Breakeven inflation Sources: FINNOMENA, Goldman Sachs; Data as of 26/04/2021

ทั้งนี้ การปรับตัวลดลงของอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมานั้นเกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบผ่านการเข้าซื้อสินทรัพย์ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนผ่านขนาดงบดุล (Fed Balance Sheet) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำใกล้เคียง 0% ต่อไป กดดันให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

รูปที่ 3 Fed Balance sheet Sources: FINNOMENA, Bloomberg; Data as of 26/04/2021

นอกจากนี้ ขนาดการถือครองพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อหรือ Treasury Inflation-Protected Securities (TIPs) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่เพิ่มมากขึ้น และการแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังเป็นปัจจัยนอกเหนือจากที่กล่าวไปแล้วข้างต้นที่ทำให้ Real yield ลดต่ำลง ขณะเดียวกันเรามองว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะลดลงอย่างต่อเนื่องภายหลังจากที่มีการแจกจ่ายวัคซีนอย่างทั่วถึงแล้ว

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

รูปที่ 4 ความเคลื่อนไหวของ Real yield และจำนวนผู้ติดเชื้อ Sources: FINNOMENA, Bloomberg; Data as of 26/04/2021

ดังนั้น เรามีมุมมองว่า Bond yield จะเพิ่มสูงขึ้นตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยการอัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงผ่านนโยบายการคลังจะส่งผลต่อความกังวลต่อเงินเฟ้อที่จะเร่งตัวขึ้นในระยะข้างหน้า แต่เรายังมีมุมมองว่าการปรับตัวเพิ่มขึ้นของความคาดหวังเงินเฟ้อที่มากกว่าการเพิ่มขึ้นของ Bond yield จนทำให้ Real yield ยังคงอยู่ในระดับต่ำหรือติดลบ จะยังทำให้ตลาดหุ้นสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อไปได้

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน: การฉีดวัคซีน

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

รูปที่ 5 จำนวนการฉีดวัคซีนและสัดส่วนต่อประชากรของสหรัฐฯ Sources: FINNOMENA, Bloomberg; Data as of 05/05/2021

การแจกจ่ายและฉีดวัคซีนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปิดเมืองอย่างเต็มที่และการกลับมาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าหากอิงจากตัวเลขการฉีดวัคซีนในสหรัฐฯ ในปัจจุบันที่ระดับมากกว่า 3 ล้านโดสต่อวันแล้ว เราพบว่าผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบทั้งหมด 2 โดสแล้ว (Fully vaccinated) ครอบคลุมประชากรกว่า 30% ของประชากรทั้งหมดในสหรัฐฯ โดยคาดว่าสหรัฐฯ จะสามารถเข้าสู่สภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd immunity) หลังจากฉีดวัคซีนให้ประชากรครบ 75% ได้อย่างเร็วสุดในอีก 3 เดือนข้างหน้า

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

รูปที่ 6 ดัชนี CPI และ PPI Sources: FINNOMENA, Bloomberg; Data as of 26/04/2021

อย่างไรก็ตาม เราเริ่มเห็นสัญญาณของเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่เร่งตัวขึ้น (Demand pull inflation) ผ่านการบริโภคที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ปรับตัวขึ้น โดย PPI เป็นดัชนีชี้นำ (Leading indicator) ของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งสะท้อนภาวะเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจโดยรวม บ่งชี้ให้เห็นว่ายังคงมีแรงผลักดันให้เงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อจากนี้

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

รูปที่ 7 ดัชนี S&P 500, Bond yield และ S&P 500 Earnings yield Sources: FINNOMENA, Bloomberg; Data as of 26/04/2021

สุดท้ายนี้ เรามองว่าหุ้นกลุ่ม Value และ Cyclical จะกลับมา Outperform อีกครั้ง โดยปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหนุนการขยายตัวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต่อจากนี้นั้น ได้แก่ 1.) สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง 2.) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ภายใต้รัฐบาลไบเดน 3.) การฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลังการแจกจ่ายวัคซีน และ 4) อัตราผลตอบแทนของตลาดหุ้น (Earnings yield) ที่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

รูปที่ 8 S&P 500 Earnings yield gap และดัชนี S&P 500 Sources: FINNOMENA, Bloomberg; Data as of 26/04/2021

โดยสรุปแล้วเรายังคงมุมมองการลงทุนแบบ “Reflationary Trade” ถึงแม้ว่า Valuation ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ณ ปัจจุบันจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างตึงตัว แต่ยังถือว่ามีความน่าสนใจมากกว่าตราสารหนี้ ซึ่งถ้าหากพิจารณาในแง่ของ Earning Yield Gap ดูแล้วจะพบว่ายังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับในอดีตที่อยู่ในระดับ -2SD อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มมี Upside จำกัด หลังมีความเสี่ยงจากการที่ Fed อาจปรับลดการกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วกว่าที่คาด หากตลาดแรงงานและเงินเฟ้อฟื้นตัวขึ้นเข้าใกล้ระดับ Pre-covid รวมถึงนโยบายการขึ้นภาษีนิติบุคคล (Corporate tax) ของไบเดนที่คาดว่าจะปรับขึ้นจากระดับปัจจุบันที่ 21% เป็น 28% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในตลาดอย่างแน่นอน

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

รูปที่ 9 ระดับดัชนีและคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้น STOXX 600 Sources: FINNOMENA, Bloomberg; Data as of 26/04/2021

ด้านตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่และผู้เสียชีวิตในภูมิภาคยุโรปปรับตัวลดลงอย่างมีนัยยะ จากการแจกจ่ายวัคซีนในวงกว้างส่งผลให้ตลาดมีมุมมองว่าการเปิดเมืองจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาต่อจากนี้ ซึ่งสะท้อนผ่านการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี STOXX 600 สอดคล้องกับดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผู้ชนะคนต่อไป

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

รูปที่ 10 อัตราส่วน P/E Ratio ของดัชนี STOXX 600 และ S&P 500 Sources: FINNOMENA, Bloomberg; Data as of 26/04/2021

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาระดับมูลค่าเทียบกับดัชนี S&P 500 เราพบว่าอัตราส่วน P/E Ratio อยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งเป็นช่วงที่ยุโรปเผชิญกับวิกฤติหนี้สินประเทศกรีซ สะท้อนให้เห็นว่าในปัจจุบันตลาดหุ้นยุโรปมีมูลค่าที่น่าสนใจมากกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ เชิงเปรียบเทียบ ขณะเดียวกันค่าเงินยูโรที่แข็งค่าขึ้นแสดงให้เห็นว่ามีเงินลงทุนไหลเข้าภูมิภาคยุโรปตลอดเดือนที่ผ่านมา

ส่องโอกาสระดับทศวรรษ

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

รูปที่ 11 ผลตอบแทนดัชนีตลาดหุ้นที่สำคัญทั่วโลกตั้งแต่ต้นปี (YTD) และปี 2020 Sources: FINNOMENA, Bloomberg; Data as of 26/04/2021

ด้านตลาดเกิดใหม่ (Emerging market) ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวกในปี 2021 แต่หากเปรียบเทียบผลตอบแทนกับดัชนีที่สำคัญทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นดัชนี S&P 500, STOXX 600, Nasdaq และ TOPIX แล้วกลับให้ผลตอบแทนต่ำที่สุด โดยสาเหตุหลักเกิดจากการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นจีนไม่ว่าจะเป็น A-Shares ที่ได้รับแรงกดดันจากการลดการเสริมสภาพคล่องของทางการจีน และ H-Shares ซึ่งมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นส่วนใหญ่ และกำลังถูกกดดันจากการตรวจสอบด้วยประเด็นการผูกขาดตลาดจากหน่วยงานกำกับดูแลของจีน

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

รูปที่ 12 สัดส่วนของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ต่อการเติบโตของ GDP โลก และสัดส่วนในดัชนีหุ้นโลก Sources: Franklin Templeton; Data as of 26/04/2021

อย่างไรก็ดี กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่คิดเป็นสัดส่วนถึง 75% ของการเติบโตของเศรษฐกิจโลก (Global GDP growth) โดยมีประเทศจีน อินเดีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ เป็นประเทศสำคัญที่หนุนการเติบโต สวนทางกับสัดส่วนในดัชนี MSCI World ที่มีอยู่เพียง 13% ขณะที่ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา กลุ่มประเทศในเอเชียได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญมากขึ้นต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ทั้งบริษัท TSMC และ Samsung ที่ขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน semiconductor ของโลก เช่นเดียวกับบริษัทเทคโนโลยีจากจีนซึ่งพบว่ามีสัดส่วนในดัชนีตลาดหุ้นโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ แม้ว่าในภาพรวมกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะยังถูกกดดันจากประเด็นจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่กลับมาเพิ่มขึ้น การบังคับใช้ Antitrust law กับบริษัทเทคโนโลยีจีนเพื่อลดการผูกขาด และการเพิ่มสภาพคล่องที่ลดลงของประเทศจีน แต่เรามองว่าผลกระทบนั้นมีค่อนข้างจำกัด โดยคาดว่าตลาดจะให้ความสำคัญกับตัวเลขผู้ติดเชื้อที่จะเริ่มลดลงต่อจากนี้หลังจากที่มีการแจกจ่ายวัคซีนอย่างทั่วถึง เช่นเดียวกัน เรามองว่าการบังคับใช้ Antitrust law จะช่วยหนุนให้เกิดการแข่งขันที่มากขึ้น รวมถึงหนุนการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีขนาดเล็ก ด้านการเพิ่มสภาพคล่องที่ลดลง เรามองว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจจีนเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากศักยภาพการพัฒนาและเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว เรามองว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียนั้นยังมีความน่าสนใจ

ตลาดหุ้นไทยอาจมีเซอร์ไพรส์

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

รูปที่ 13 การปรับตัวลงสูงสุดของกองทุนอสังหาฯ และ Reits ไทย ในระหว่างเกิดการแพร่ระบาดระลอกที่ 1 และ 3  Sources: FINNOMENA, Bloomberg; Data as of 26/04/2021

ตลาดหุ้นไทยถูกกดดันด้วยการแพร่ระบาดของ COVID-19 เป็นระลอกที่ 3 แต่ตลาดหุ้นไทยรวมไปถึงกองทุนอสังหาฯ และ Reits ไม่ได้ปรับตัวลงอย่างหนักเหมือนการระบาดระลอกที่ 1 และ 2 เนื่องจากตลาดมองข้ามผลกระทบในระยะสั้นไปแล้ว อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยยังเป็นลักษณะ side way เพราะยังขาดปัจจัยหนุน เรามองว่าวัคซีนและการเปิดการท่องเที่ยวจะเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยกลับมาฟื้นตัว

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

รูปที่ 14 จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่และดัชนี ASE ของประเทศกรีซ Sources: FINNOMENA, Bloomberg; Data as of 26/04/2021

ซึ่งมีประเทศกรีซเป็นตัวอย่างที่สะท้อนผลของการเปิดการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี โดยแม้กรีซจะเผชิญการระบาดระลอกที่ 2 เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่มีการเปิดการท่องเที่ยวในรูปแบบ travel bubble ส่งผลให้ตลาดหุ้นกรีซ (ASE Index) ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสวนทางการแพร่ระบาด

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

รูปที่ 15 การเปลี่ยนแปลงของ Real yield และราคาทองคำ Sources: FINNOMENA, Bloomberg; Data as of 26/04/2021

จากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond yield) อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ประกอบกับความคาดหวังเงินเฟ้อ (Breakeven inflation) ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real yield) ปรับตัวลดลง จึงหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาเมื่อเดือนที่แล้ว อย่างไรก็ตามเรายังมองว่าอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในช่วงเวลาต่อจากนี้ ซึ่งจะส่งผลกดดันราคาทองคำและมีความน่าสนใจลดลง

สรุปมุมมอง

เรายังคงมุมมอง Reflationary trade โดยหุ้นในกลุ่ม Cyclical ได้รับประโยชน์จากการเปิดเมืองและการค้าโลกที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นยังอยู่ในภาวะ Risk-on ขณะเดียวกันเรายังคงมองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อ ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อตราสารหนี้และทองคำให้มีความน่าสนใจน้อยลง

ด้านหุ้นตลาดเกิดใหม่ (Emerging market) มีผลตอบแทนที่ต่ำกว่าดัชนีที่สำคัญทั่วโลก เนื่องจากตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงจากความกังวลต่อการเสริมสภาพคล่องและการตรวจสอบการผูกขาดตลาดของหุ้นเทคโนโลยีจีน เรามองว่าเป็นเพียงปัจจัยรบกวนระยะสั้น โดยตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในเอเชียมีศักยภาพในการเติบโตอย่างโดดเด่นในระยะยาว

ส่วนกองทุนอสังหาฯ และ Reits ปรับตัวลงน้อยกว่าการแพร่ระบาดระลอกที่ 1 และ 2 ทำให้เรามองว่าราคาปรับตัวรับข่าวร้ายและตลาดมองข้ามปัจจัยรบกวนระยะสั้นไปแล้ว วัคซีนและการเปิดการท่องเที่ยวจะเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยกลับมาฟื้นตัว

FINNOMENA Recommended

GCP

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

แนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหนุนการปรับตัวขึ้นของความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในอนาคต สร้างแรงกดดันต่อกองทุนรวมตราสารหนี้ให้อาจ Underperform ได้ในระยะต่อไป

FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุน Multi-Asset อย่าง SCBWINA ซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 25% และหุ้นโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 40% เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนตามแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ภายใต้ความผันผวนที่ต่ำกว่าการลงทุนในหุ้นซึ่งเป็นสินทรัพย์เสี่ยงโดยตรง

GAR

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

แนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหนุนการปรับตัวขึ้นของความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในอนาคต สร้างแรงกดดันต่อกองทุนรวมตราสารหนี้ให้อาจ Underperform ได้ในระยะต่อไป

FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุนหุ้น SCBDJI(A) เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนตามแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งลงทุนใน SPDR Dow Jones Industrial Average ETF เป็นหลัก และมีโอกาสได้รับผลเชิงบวกจากการปรับตัวขึ้นของความคาดหวังเงินเฟ้อ

TOP5

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

แนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหนุนการปรับตัวขึ้นของความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในอนาคต หนุนให้ Real Yield มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น สร้างแรงกดดันต่อแนวโน้มราคาทองคำ

FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุนหุ้น SCBDJI(A) เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนตามแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งลงทุนใน SPDR Dow Jones Industrial Average ETF เป็นหลัก และมีโอกาสได้รับผลเชิงบวกจากการปรับตัวขึ้นของความคาดหวังเงินเฟ้อ

GIF

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจช่วยหนุนให้การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมีความน่าสนใจเพิ่มเติมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง FINNOMENA Investment Team แนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน TMBGQG ซึ่งลงทุนในหุ้นคุณภาพดี ที่มีสัดส่วนการลงทุนทั้งในกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และ กลุ่มวัฏจักรบางส่วน เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับพอร์ตการลงทุนในภาพรวม

ขณะที่กองทุนตราสารหนี้อย่าง UDB-A แม้ถูกกดดันโดยแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในอนาคต แต่ FINNOMENA Investment Team ยังคงแนะนำถือครองในพอร์ตการลงทุนต่อไป จากความสอดคล้องต่อวัตถุประสงค์ของพอร์ตการลงทุนที่ต้องการสร้างกระแสเงินสด 3-5% ต่อปี ภายใต้ความผันผวนระดับที่เหมาะสม

RIS

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

FINNOMENA Investment Team แนะนำคงสัดส่วนการลงทุนในพอร์ต RIS จากความสามารถในการจ่ายกระแสเงินสด อัตราผลตอบแทน และความผันผวนที่ใกล้เคียงกับวัตถุประสงค์ของพอร์ตการลงทุนและสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว

All Balance

FINNOMENA PORT Strategy เดือนพฤษภาคม 2021: Road to Herd Immunity

All Balance Port ซึ่งเป็นพอร์ตการลงทุนแบบ Strategic Asset Allocation ที่จัดสัดส่วนการลงทุนด้วย  Black-Litterman Model หัวใจของ FINNOMENA Robo-Advisor ที่ผสมผสานระหว่างโมเดลทางคณิตศาสตร์ที่ช่วยคำนวณค่าสถิติในอดีต กับ มุมมองการลงทุนในอนาคตจากผู้แนะนำการลงทุนมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำคงสัดส่วนการลงทุน

FINNOMENA Investment Team

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT

—————————-

เปิดบัญชีซื้อกองทุนรวมกับ FINNOMENA ผ่านทางออนไลน์ เปิดไว เปิดง่าย ไม่ต้องใช้เอกสารให้ยุ่งยาก หมดปัญหาการเปิดบัญชีหลาย บลจ. ปรับเปลี่ยนกองทุนได้ทันท่วงที ทุกสถานการณ์การลงทุน เปิดครั้งเดียวซื้อ-ขายได้ 19 บลจ. ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อเริ่มเปิดบัญชีได้เลย !!

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน FINNOMENA เพื่อเริ่มต้นเปิดบัญชี

Google Play Store: https://link.finnomena.com/android-download

App Store: https://link.finnomena.com/ios-download

—————————-

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัว ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

BREAKING NEWS: เงินติดล้อ “TIDLOR” เทรดวันแรก ราคาเปิด 53.50 บาท เหนือจอง 46.58% ‍‍‍‍‍‍

FINNOMENA Reporter
BREAKING NEWS: เงินติดล้อ “TIDLOR" เทรดวันแรก ราคาเปิด 53.50 บาท เหนือจอง 46.58% ‍‍‍‍‍‍
‍‍บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันแรก มีราคาเปิดที่ 53.50 บาท เพิ่มขึ้น 17 บาท หรือ 46.58% จากราคาจอง 36.50 บาท
เงินติดล้อ อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน หมวดเงินทุนและหลักทรัพย์ ให้บริการสินเชื่อ, บริการเช่าซื้อ, บริการนายหน้าประกันวินาศภัย, นายหน้าประกันชีวิต และบริการที่เกี่ยวเนี่องอื่น
เงินติดล้อ มีจำนวนหุ้นที่เสนอขายต่อประชาชนทั่วไป (IPO) จำนวน 907.428 ล้านหุ้น และหุ้นสำหรับการจัดสรรส่วนเกิน (กรีนชู) อีก 136.114 ล้านหุ้น ในราคาเสนอขายที่ 36.50 บาท มีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคาไอพีโอ 84,642.94 ล้านบาท
โดยมีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ 1.BAY ถือหุ้น 30.00% 2.SACA ถือหุ้น 25.00% และ 3. UBS SECURITIES PTE LTD. ถือหุ้น 8.11%

News Update: Baillie Gifford เทขายหุ้น Tesla จากพอร์ต 40% ในไตรมาส 1

FINNOMENA Reporter
News Update: Baillie Gifford เทขายหุ้น Tesla จากพอร์ต 40% ในไตรมาส 1
Baillie Gifford บริษัทจัดการลงทุนระดับโลกได้ลดสัดส่วนการถือครองหุ้นในผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Tesla Inc และ Nio Inc ในไตรมาสแรกและซื้อหุ้นเพิ่มในบริษัท ผู้ผลิตวัคซีนอย่าง Moderna Inc
Baillie Gifford บริษัทบริหารสินทรัพย์อายุ 110 ปี และเป็นนักลงทุนรายแรก ๆ ที่ลงทุนใน Tesla ได้ขายหุ้นกว่า 11.1 ล้านหุ้นหรือ 40% ของพอร์ตการลงทุน โดยได้ลดสัดส่วนการถือครองมาระยะหนึ่งแล้ว
Baillie Gifford ซื้อหุ้น Tesla 2.3 ล้านหุ้นครั้งแรกในต้นปี 2556 เมื่อตอนที่หุ้น Tesla ยังมีราคาซื้อขายต่ำกว่า $8 ต่อหุ้น โดยในวันพฤหัสบดี หุ้น Tesla ปิดตลาดที่ 663.54 ดอลลาร์ด้วยมูลค่าที่ลดลง 1.10% และลดลงกว่า 6% ในปีนี้
สำหรับหุ้น Nio บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าของจีน Baillie Gifford ขายหุ้นประมาณ 15.9 ล้านหุ้น ลดการถือครองลง 14% และยังคงถือหุ้นอยู่ที่ 7.12% โดย Nio เพิ่งประกาศแผนที่จะเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของนอร์เวย์ซึ่งเป็นการตีตลาดต่างประเทศครั้งแรกของ Nio หุ้น Nio ปิดลดลง 2.73% ที่ 36.68 ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี
Baillie Gifford เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นของบริษัทผู้ผลิตวัคซีนอย่าง Moderna โดยซื้อหุ้นประมาณ 21 ล้านหุ้น เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 11.3% หุ้น Moderna ปิดลดลง 1.44% ที่ 160.50 ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดีหลังจากบริษัทรายงานผลกำไรประจำไตรมาสแรก โดยได้รับแรงหนุนจากการขายวัคซีนโควิด
หุ้นอื่น ๆ นอกเหนือจาก Tesla และ Nio ที่ Baillie Gifford ลดสัดส่วนการลงทุนลงในไตรมาสแรก ได้แก่ Amazon.com Inc, Alphabet Inc และ Facebook Inc
ส่วนหุ้นที่ Baillie Gifford เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในไตรมาสแรก ได้แก่ Illumina Inc, Shopify Inc, Spotify Technology, Clover Health Investments Corp, Snap Inc., และ Li Auto Inc.
ที่มา: BENZINGA

Hello! IPO Ep.10 : ONE-UJE และ LHMOBILITY

FINNOMENA Podcast

Hello! IPO Ep.10 : ONE-UJE และ LHMOBILITY

“Hello! IPO รายการที่จะพาทุกคนพบกับกองทุนเปิดใหม่แกะกล่องประจำสัปดาห์ พร้อมแนะนำกองทุน IPO ที่น่าสนใจ”


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (1-7 พ.ค. 64)

FINNOMENA
กองทุนผลตอบแทนเด่น 1-7 พ.ค. 64

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 1-7 พ.ค. 2564 ตลาดหุ้นหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาที่มีแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีออกมาเนื่องจากความกังวลเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ย กองทุนไหนยังทำผลตอบแทนได้โดดเด่น และเป็นกองทุนยอดนิยมที่มีผู้ค้นหามากที่สุดบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน FINNOMENA
บทความนี้จะขอพาผู้อ่านไปดูกันครับ

1.10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นประจำสัปดาห์ (1-7 พ.ค. 64)

top return 1-7 may

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 07 พ.ค. 2564)

1.KT-ENERGY – กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ เอ็นเนอร์จี ฟันด์

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +3.89%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +28.31%

2.PRINCIPAL iGOLD-X  – กองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลด์ อินคัม ชนิดผู้ลงทุนพิเศษ

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +3.14%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): – 2.91%

3.KF-GOLD – กองทุนเปิดกรุงศรีโกลด์

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +3.10 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +0.35%

ดูรายละเอียดกองทุนทั้ง 10 อันดับเพิ่มเติม : KT-ENERGY, PRINCIPAL IGOLD-X, PRINCIPAL IGOLD-E, KF-GOLD, KF-HGOLD, TGOLD, LHGOLDH-E, LHGOLDH-A, I-SEQS-IA, I-SEQS-RA

หมายเหตุ: ข้อมูลกองทุน อัปเดตล่าสุด เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2564 ข้อมูลผลตอบแทนบางกองทุนในหน้า 10 อันดับ อาจมีการแสดงผลตอบแทนที่แตกต่างจากแต่ละหน้ากองทุน เนื่องจากการดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน (ซึ่งนับวันที่ในรอบสัปดาห์แตกต่างกัน)

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 19 บลจ. สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

2. 10 อันดับกองทุนที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในรอบสัปดาห์บนแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ FINNOMENA (1-7 พ.ค. 64)

top view fund 01- 07 may

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 07 พ.ค. 2564)

1.ONE-UGG-RA : กองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: -5.26 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD) : +1.01 %

2.TMBGQG : กองทุนเปิดทหารไทย Global Quality Growth

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: -1.76 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +7.26 %

3.ONE-GECOM : กองทุนเปิด วรรณ โกลบอล อีคอมเมิร์ซ

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: -6.91 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +0.94 %

ดูรายละเอียดกองทุนยอดนิยมเพิ่มเติม : ONE-UGG-RA, TMBGQG, ONE-GECOM, TMBCOF, K-USA-A(A), B-INNOTECH, K-VIETNAM, K-CHANGE-A(A), TMB-ES-GINNO, K-CHINA-A(D)

3. 10 อันดับกองทุนยอดนิยมบนเว็บไซต์ FINNOMENA : บน Social Media กองทุนไหนได้รับการพูดถึงมากที่สุด ? (1-7 พ.ค. 64)

fund social media 01-07 May

เปรียบเทียบ 10 อันดับกองทุนยอดนิยมบนเว็บไซต์ FINNOMENA ที่ได้รับการพูดถึงบน Social Media มากที่สุด
ข้อมูลและวิเคราะห์โดยทีมงาน FINNOMENA ผ่านเครื่องมือ ZOCIAL EYE ณ วันที่ 7 พ.ค. 2564

บนเว็บไซต์ FINNOMENA กองทุนยอดนิยมที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดคือ ONE-UGG-RA แต่ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทุน K-USA-A กลับเป็นกองทุนที่มีการพูดถึงมากที่สุดบน Social Media โดยที่อันดับสองและสามคือ ONE-UGG-RA และ K-CHINA-A

fund social media channel 01-07 May

 

 เปรียบเทียนแต่ละช่องทาง Social Media ที่มีการพูดถึง 10 อันดับกองทุนยอดนิยมบนเว็บไซต์ FINNOMENA มากที่สุด
ข้อมูลและวิเคราะห์โดยทีมงาน FINNOMENA ผ่านเครื่องมือ ZOCIAL EYE ณ วันที่ 7 พ.ค. 2564

ขณะที่ในส่วนของช่องทาง Social Media จะพบว่า K-USA-A มีการพูดถึงบนช่องทาง Forum (เว็บบล็อค เช่น Pantip) มากที่สุด ขณะที่ช่องทาง Facebook จะเป็นกองทุน ONE-UGG-RA และ TMBGQG ในช่องทาง YouTube

หมายเหตุ
1.ข้อมูลบน Social Media ที่จัดเก็บได้แก่ Facebook, Twitter, Instagram, YouTube, Forum, News, Blog โดยในส่วนของ Facebook จะไม่นับรวมการพูดถึงบน Facebook Group

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 19 บลจ. สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากกองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงบางส่วน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT

รู้จักผู้คิดค้นวัคซีน Pfizer: อูเกอร์ ซาฮิน

MacroView
รู้จักผู้คิดค้นวัคซีน Pfizer: อูเกอร์ ซาฮิน

บางครั้งสถานการณ์ก็สามารถสร้างวีรบุรุษ วลีนี้ดูจะไม่เกินเลยที่จะกล่าวถึง อูเกอร์ ซาฮิน ผู้อยู่เบื้องหลังการคิดค้นวัคซีนโควิด Pfizer/BioNTech

ดร.อูเกอร์ ซาฮิน เจ้าของบริษัท BioNTech เป็นชาวเยอรมันที่พ่อแม่อพยพมาจากตุรกี เริ่มต้นจากการเรียนด้านแพทย์ แล้วมาเป็นคุณหมอในคลีนิคเหมือนหมอทั่วไปในเยอรมัน ทว่าด้วยความชื่นชอบแบบคลั่งไคล้มาก ทั้งในคณิตศาสตร์ การวิจัยในห้องทดลอง และ ชีววิทยา จึงหันเหจากการเป็นหมอมาเป็นนักวิทยาศาสตร์แนวประยุกต์ที่เน้นการคิดค้นวิธีใหม่ ๆ สำหรับการรักษาโรคร้าย โดยในช่วงทศวรรษ 1990-2000 เขาเน้นไปที่การรักษาโรคมะเร็ง จากนั้นก็เริ่มพางานวิจัยเข้าไปสู่โลกแห่งธุรกิจผ่านกองทุนเวนเจอร์แคปิตอล และผ่านมหาเศรษฐีชาวเยอรมันในเวลาต่อมา

จุดที่ทำให้ซาฮินแตกต่างนักวิจัยอื่น ๆ คือการเป็นคนที่มีเซนส์ดีมากในการมองว่า อะไรจะเป็นสิ่งที่ต้องจับตาแบบใกล้ชิดเพราะว่ากำลังเป็นสิ่งจำเป็นในอนาคต โดยซาฮินเคยคิดจะพัฒนาแนวทางเทคโนโลยี mRNA ไว้รักษาโรคร้ายต่าง ๆ เมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งต้องยอมรับว่าเขามาถูกทาง ทว่าเวลาในช่วงนั้นยังไม่สุกงอมเพียงพอ แม้ mRNA จะเป็นการสร้างโปรตีนให้กับ DNA เพื่อไว้รักษาโรคต่าง ๆ ได้ ทว่าจะถูกเอนไซน์ทำลายลงภายในไม่กี่วินาที ซึ่งเทคโนโลยีของชีววิทยาในห้องทดลอง ณ ช่วงเวลานั้น ยังไม่ก้าวหน้าพอที่จะเอาชนะข้อจำกัดดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ซาฮินก็ยังคงจับตาและพัฒนา mRNA ต่อไปแบบเงียบ ๆ จนกระทั่งปี 2008 ก็สามารถที่จะได้แหล่งเงินในการพัฒนาแนวทาง mRNA นี้แบบจริงจังจากมหาเศรษฐีชาวเยอรมัน โดยการพัฒนาวัคซีนด้วย mRNA นับว่าได้เปรียบกว่าวิธีที่ใช้ Antigen เนื่องจากสามารถทำได้เร็วกว่าในการที่จะพัฒนาจนถึงจุดที่ฉีดกับมนุษย์ได้ รวมถึงค่อนข้างมีความยุ่งยากน้อยกว่า เนื่องจากใช้วิธีการปรับ DNA ของมนุษย์ในการสู้กับไวรัสโคโรนา แทนที่จะกระตุ้นแบบสร้างภูมิด้วยเม็ดเลือด

แล้วช่วงต้นปี 2020 การเป็นคนที่มีเซนส์ดีของซาฮินในการมองภาพอนาคต ก็ปรากฏชัดขึ้นอีกครั้ง เมื่อทันทีที่เหตุการณ์โควิดที่เมืองอู่ฮั่น ของจีนเกิดขึ้น ได้ทำให้ซาฮินรู้ทันทีว่า มหันตภัยโรคระบาดครั้งใหม่ของโลกได้เกิดขึ้นอีกครั้งแล้ว และมุ่งมั่นว่าจะพัฒนาเทคโนโลยี mRNA เพื่อทำเป็นวัคซีนรักษาโควิด โดยได้โน้มน้าวให้บอร์ดของ BioNTech ทุ่มทรัพยากรทั้งหมดของบริษัทเพื่องานช้างดังกล่าว โดยได้ร่วมมือกับ Pfizer เพื่อให้สามารถผลิตแบบล็อตใหญ่ ๆ ในเวลาต่อมา

อย่างที่เราทราบกันว่า ณ วันนี้ วัคซีนต้านโควิดของ Pfizer/BioNTech เป็นที่ต้องการของชาวโลกมากกว่ายี่ห้ออื่นอีกหลายเจ้า ก็ด้วยฝีมือ ความพยายาม และที่สำคัญ ความเป็นคนที่มองอนาคตได้เก่งมากของซาฮิน โดยมีเกร็ดส่วนตัวของซาฮินที่จะขอเล่าให้ฟังดังนี้

  • แม้ซาฮินจะเป็นเจ้าของบริษัท BioNTech ทว่าเขาเองไม่เคยที่จะมาเช็คว่าราคาหุ้นของบริษัทขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหนแล้ว งานหลักของเขาคือการเตรียมและเขียนรายงานการวิจัยเพื่อส่งให้กับทางการและสถาบันการเงิน เพื่อตรวจสอบในการที่จะรับรองโครงการทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ของบริษัท
  • ซาฮินยังคงทำงานในตึกที่มีห้องปฏิบัติการ แม้ว่าเขาจะเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัทแล้วก็ตาม ซึ่งไม่เคยมีใครที่ทำเช่นนี้มาก่อน
  • แม้เขาจะเป็นนักวิทยาศาสตร์และเป็นหมอโดยสายเลือด ทว่าเขาก็เรียนรู้การทำธุรกิจด้วยตนเอง ในเวลาต่อมา ซาฮินเก่งด้านธุรกิจขึ้นมากจนกระทั่งสามารถหาเงินเข้าบริษัทได้ถึง 5 พันล้านดอลลาร์จากการขายธุรกิจด้านพันธุกรรมให้กับบริษัท Novartis
  • ซาฮินทุ่มเทเวลาไปกับการคิดค้นวิธีเอาชนะโรคมะเร็งตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทว่าความพยายามนั้น แม้จะไม่บรรลุผลแบบเต็มที่ ทว่าความชำนาญและประสบการณ์ดังกล่าว ก็ทำให้เขาสามารถต่อสู้กับโควิดได้ดีกว่านักวิทยาศาสตร์เกือบทุกคนในโลกนี้
  • หากมองย้อนกลับไป คงจะไม่มีบริษัทยาแห่งไหนในโลก ที่มีความเร็วในการพัฒนานวัตกรรมวัคซีนโควิด ความเร็วในการตัดสินใจ ความกล้าเสี่ยงด้วยระดับขนาดนี้ และปราศจากการเมืองในองค์กร เท่ากับ BioNTech ของซาฮิน
  • รัฐบาลเยอรมันก็มีส่วนไม่น้อยในการพัฒนาวัคซีนโควิด โดยได้ทุ่มเงิน 4 หมื่นล้านยูโร เพื่อพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ไว้ป้อนให้กับห้องทดลองของภาคเอกชน รวมถึง BioNTech

จะเห็นได้ว่าเมื่อ 1 ปีที่แล้ว แทบไม่มีใครรู้จักกับ BioNTech เลย ทว่าด้วยมหันตภัยโควิด จึงได้ทำให้ทุกคนมารู้จักกับวัคซีนของ Pfizer/BioNTech แบบโด่งดังในบ้านเราในเวลานี้

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/652469

Thematic ผู้ชนะในไตรมาส 1 ปี 2021

WealthGuru
Thematic ผู้ชนะในไตรมาส 1 ปี 2021

การลงทุนแบบ Thematic อันสุด HOT

ตอนต้นปี หลาย ๆ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ออกกองทุนใหม่ที่ลงทุนแบบ Thematic  มากมาย

เช่น E-Com, Game, AI, Clean Energy, Electric Vehicles และ Disruptive Technology

ใครเป็นผู้ชนะ สำหรับ ไตรมาส 1 ปี 2021 ที่ผ่านไป?

ผมได้เลิอก ETF ตาม Thematic ดังนี้

Thematic ผู้ชนะในไตรมาส 1 ปี 2021

Thematic ผู้ชนะในไตรมาส 1 ปี 2021

จาก Koyfin วันที่ 4-Jan-2021 to 31 Mar 2021

Thematic ผู้ชนะในไตรมาส 1 ปี 2021

จากผลประกอบจะเห็นได้ว่า มี เพียง 4 ETF ที่ชนะ QQQ เท่านั้นคือ

  • SMH VanEck Vectors Semiconductor 11.51%
  • DRIV – Global X Autonomous & Electric Vehicles 10.72%
  • IBUY – Amplify Online Retail 8.62%
  • ARKF – ARK Fintech Innovation 2.8%

แบบนี้ เราจะลงทุน Thematic อย่างไร?

ผมแนะนำลงทุนแบบ Core-Satellite Strategy รายละเอียดกลับไปดูที่ https://www.finnomena.com/wealthguru/turtle-investment/

ลองจัดพอร์ตแบบนี้

QQQ เป็น Core สัดส่วน 25%

ที่เหลือเป็น Thematic อย่างละ 15% จำนวน thematic 5 ตัว  โดยแนะนำให้ลงทุนใน Thematic ที่มีความแข็งแกร่งในอนาคต เช่น

  • SMH VanEck Vectors Semiconductor
  • IBUY – Amplify Online Retail
  • ARKF – ARK Fintech Innovation
  • CLOU – Global X Cloud Computing
  • ARKF – ARK Fintech Innovation

การลงทุนใน ETF ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ต้องใช้เวลาศึกษาและทำความเข้าใจ อย่าซื้อเป็นกอง ๆ แยกชิ้น ให้จัดเป็นพอร์ตตามกลยุทธ์แล้วเลือก ETF ที่ดีเข้ามาให้พอร์ต

WealthGuru

**สนใจลงทุนในพอร์ต Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณ สามารถดูรายละเอียดและลงชื่อรับบริการได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/port/wealthguru/

Fiverr หุ้นเจ้าอาณาจักรฟรีแลนซ์ กับ Gen Millennial Workforce

BottomLiner
Fiverr หุ้นเจ้าอาณาจักรฟรีแลนซ์ กับ Gen Millennial Workforce

ด้วยความ Bullish ของนักลงทุน ลากหุ้น Fiverr ปรับตัวขึ้นไปมากกว่า 700% ในปี 2020

Fiverr เป็น E-commerce Platform จากประเทศอิสราเอล แต่ที่จะแปลกกว่าทั่วไป คือ เป็นบริษัทตัวกลางเพื่อเชื่อมโยงระหว่าง บุคคลที่ทำงานแบบฟรีแลนซ์ (Freelancer) กับลูกค้า บริษัทเรียกว่า Service-as-a-Product model ตัวอย่างบริการ เช่น ออกแบบโลโก้  ออกแบบเว็บไซต์ ตัดต่อวิดีโอ แต่งเพลง และมีบริการอื่น ๆ อีกมากกว่า 300 รูปแบบ

ชื่อของ Fiverr ได้มาจากตอนเริ่มก่อตั้งเว็บไซต์ ทุก ๆ คำสั่งซื้อจะมีราคาตั้งไว้ที่ 5 เหรียญ เลยทำให้คำสั่งซื้อส่วนมากในตอนแรกจะเป็นเกี่ยวกับการออกแบบโลโก้หรือ งานตัดต่อภาพ แต่งภาพ เพราะเป็นงานที่ไม่ซับซ้อนมากนัก แต่ภายหลังเมื่อมีสินค้ามากขึ้นบริษัทจึงเปลี่ยนให้ Freelancer สามารถตั้งราคา Gig ของตัวเองได้แบบเสรี ปัจจุบันราคา Gig สูงเป็นหลักแสนบาทก็มี เพราะมีหลาย ๆ บริษัทที่มีชื่อเสียงเริ่มมาหาลูกค้าเพิ่มเติมใน Fiverr เช่นกัน

แล้วตลาด Freelance ใหญ่แค่ไหน ?

ในปี 2020 Freelancer ในอเมริกา ทำรายได้รวมกันไปมากกว่า 36 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 5% ของ GDP ประเทศ เติบโตมากกว่า 22% เมื่อเทียบกับปี 2019

Fiverr ทำรายได้เติบโตมากกว่า 89% YoY ใน Q4 2020 ซึ่งดูไม่มีทีท่าว่าจะชะลอลงเลยจากเทรนด์ Work from Home ปัจจุบัน

ผลจากจำนวนผู้ซื้อ Gig เติบโตได้ดี จาก 2.5 ล้านคนใน Q1 2020, 2.8 ล้านคน Q2 2020 และ 3.1 ล้านคน Q3 2020 คิดเป็นการเติบมากกว่า 24% เลยทีเดียวในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2020

จำนวนเงินที่ลูกค้าจ่ายต่อการซื้อก็สูงขึ้นเช่นกันจาก 177 เหรียญ, 184 เหรียญ และ 195 เหรียญ ใน Q1-Q3 2020 ตามลำดับ หรือมากกว่าเดิม 10% ในแค่ 3 ไตรมาส

Platform ของ Fiverr ช่วยแก้ปัญหาให้ทั้ง ฝ่ายที่จะ Gig และฝ่ายที่ต้องการขาย Gig

ฝ่ายซื้อ ได้ประโยชน์การราคาที่เป็นธรรม มีบริการจากหลายเจ้าให้เปรียบเทียบ และ มี Reviews ของ Freelancer บนเว็บไซต์ประกอบการตัดสินใจ

ฝ่ายขาย ไม่ต้องประมูลงานหรือต่อรอง ไม่ต้องกังวลปัญหาเรื่องการเก็บเงิน ไม่ต้องวิ่งหางานถ้ามีคุณภาพงานจะเข้ามาหาเอง

ส่วน Fiverr ทำเงินจากการแก้ปัญหานี้ โดยยกตัวอย่างเช่น ถ้าผู้ขายตั้งราคา Gig ไว้ 100 บาท ผู้ซื้อจะต้องจ่ายที่ราคา 105 บาท ซึ่งเงินที่ได้มา Fiverr จะนำไปจ่ายผู้ขาย 80 บาท และเก็บไว้เองประมาณ 25 บาท

โอกาสเติบโตของ Fiverr ในอนาคต โดยหลักจะมาจากการขยายรูปแบบ Gig Catalog ให้มากขึ้น บริษัทจะเริ่มขยายฐานประเทศตามภูมิภาค (ด้านภาษา) ต่อไป เพื่อแข่งขันกับเว็บไซต์ที่ครองตลาดในประเทศหรือภาษานั้น ๆ

โอกาสในการขยายตลาดในกลุ่มองค์กรและงานที่มีคุณภาพสูงขึ้น จากเดิมลูกค้าจะเป็นกลุ่มรายย่อย โดยล่าสุด Fiverr เพิ่งซื้อกิจการ Working Not Working ที่เป็น platform ที่ขึ้นชื่อเรื่องงาน creative คุณภาพสูงที่ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทใหญ่ ๆ อย่าง Google, Netflix และ Spotify

ส่วนอีกเรื่องที่น่าจับตามองที่สุดของการเติบโต คือ การที่กลุ่มคนยุค Gen Millennial กำลังจะเข้ามาสู่ระบบการทำงาน ซึ่งจากการสำรวจในหลายสำนัก การทำงานแบบฟรีแลนซ์ค่อนข้างตอบโจทย์การใช้ชีวิตคนรุ่นดังกล่าว

Fiverr เป็นบริษัทที่โอกาสในอนาคตดูค่อนข้างสดใส โดยวิธีการทำงานในยุคการระบาดของโควิดที่เปลี่ยนแปลงไป มีโอกาสที่เราจะได้เห็นการทำงานแบบนี้ต่อ ๆ ไปในโลกหลังการระบาด ซึ่ง Fiverr ได้พยากรณ์ไว้ว่า

โลกจะเปลี่ยนจากการจ้างงานระยะยาว เป็นการจากงานแบบ Freelance

โลกจะเปลี่ยนจากการนั่งทำงานในออฟฟิศ เป็นการทำงานจากที่ไหนก็ได้

โลกจะเปลี่ยนจากการทำงานกับกลุ่มคนในพื้น เป็นการทำงานจากกลุ่มคนทุกเชื้อชาติแบบระยะไกล

โลกจะเปลี่ยนจากการทำงาน Offline เป็นการทำงานบนโลก Digital

โลกจะเปลี่ยนจาการทำงานเต็มเวลา รับเงินเดือน เป็นการทำงานและได้รับผลตอบแทนจากการกระทำและผลลัพธ์ที่ได้

โลกจะเปลี่ยนจากการเรียนรู้เฉพาะตอนเด็ก และทำงานแบบทั่วไป เป็นการเรียนรู้แบบไม่รู้จบและทำงานในสายงานเฉพาะ

เพื่อน ๆ คิดอย่างไรกับสิ่งที่ Fiverr คาดการณ์ หรือใครพอจะมีเวลาว่างสัก 2-3 ชั่วโมงต่อวันอยากหารายได้เสริม เราเชิญมาขาย… เอ้ยไม่ใช่ ลองไปเปิดบัญชี Fiverr หางานที่ถนัดแล้วทดลองขาย Gig ดูได้เลยครับ

อ่านแล้วว้าวก็อย่าเพิ่งไปซื้อหุ้นเลยนะครับ ลองไปศึกษาเพิ่มก่อน เราเพียงเขียนเล่าบริษัทเท่านั้น

BottomLiner

ที่มาบทความ: https://bottomliner.co/stock/fiverr-freelancer-plaatform/

News Update: Ark ร่วงหนัก สัปดาห์นี้ -10% ราคาใกล้จุดต่ำสุดของปี

FINNOMENA Reporter
News Update: Ark ร่วงหนัก สัปดาห์นี้ -10% ราคาใกล้จุดต่ำสุดของปี
กองทุนหลักของ Cathie Wood ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนดาวรุ่งแห่งยุค กำลังประสบกับแรงเทขายมหาศาลพร้อมกับการไหลออกของนักลงทุนรายใหญ่ในช่วงสัปดาห์นี้
มูลค่าของ Ark Innovation ETF (ARKK) ลดลงประมาณ 3% ในวันพฤหัสบดี ส่งผลให้มูลค่าลดลงมากกว่า 10% ในรอบสัปดาห์ เงินทุนกว่า 770 ล้านดอลลาร์ได้ไหลออกจาก Ark Innovation โดยในสัปดาห์ที่แล้ว ARK Invest ซึ่งรวมถึง ETF หลัก 5 กองทุน ได้สูญเสียมูลค่าไปประมาณ 1.1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมาตามข้อมูลจาก FactSet
มูลค่าของ Ark Innovation ETF ลดลงมากกว่า 32% จากระดับสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2564 หุ้นที่ Ark Innovation ETF ถือครองเป็นอันดับต้นๆ มูลค่าลดลงอย่างมากในวันพฤหัสบดี โดย Teladoc Health ลดลง 3.2% Square และ Roku ลดลง 3.4% และ 6.6% ตามลำดับ ส่วน DraftKings ลดลง 7.6%
ด้าน Wood ยังคงยึดมั่นในปรัชญาการลงทุนระยะยาวของเธอและใช้ประโยชน์จากความผันผวนเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดย Ark Innovation ETF ได้เข้าซื้อ DraftKings, Twilio, Teladoc Health และ Invitae เพิ่มในวันพุธ ส่วน Ark Next Generation Internet ETF เข้าซื้อ Peloton จำนวน 140,000 หุ้นในวันพุธเช่นเดียวกันหลังจากที่มูลค่าหุ้นลดลงประมาณ 15% เนื่องจากปัญหาการเรียกคืนลู่วิ่ง
ETF อื่น ๆ ของ Wood ก็ประสบกับแรงขายที่รุนแรงในวันพฤหัสบดี โดย Ark Next Generation ETF (ARKW) มูลค่าลดลง 2.75% ส่งผลให้มูลค่าลดลงมากกว่า 9% ในรอบสัปดาห์ Ark Genomic Revolution ETF (ARKG) และ Ark Autonomous Technology and Robotics ETF (ARKQ) ลดลง 2.7% และ 0.3% ตามลำดับ ส่งผลให้มูลค่าของทั้งกองทุนลดลง 10.2% และ 4.4% ในรอบสัปดาห์นี้ ด้าน Ark Fintech Innovation ETF (ARKF) ลดลง 2% ส่งผลให้มูลค่าลดลงมากกว่า 6.5% ในรอบสัปดาห์
ที่มา: CNBC

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

เพื่อนผู้ใจดี
กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 19 บลจ. สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีสุดแห่งปี 2020

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีสุดแห่งปี 2020

ข้อมูลจัดอันดับ ณ วันที่ 28 ธ.ค. 2563

อัปเดตตัวเลข ณ วันที่ 23 ธ.ค. 2563: TGHDIGI, KT-WTAI-A, K-USA-A(A), K-USA-A(D)

อัปเดตตัวเลข ณ วันที่ 24 ธ.ค. 2563: ONE-GECOM, PWIN, ONE-UGG-RA, ONE-DISC-RA, KFHTECH-A, K-CHANGE-A(A)

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-GECOM: เมื่อ E-Commerce กำลังเติบโตแบบสองหลัก

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-UGG-RA : กองทุนหุ้นเติบโตทั่วโลก คว้าโอกาสแห่งอนาคต

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน K-CHANGE-A (A) กองทุนผลตอบแทนเยี่ยมที่ให้คุณ “ช่วยโลก” ได้ เพียงแค่ลงทุน

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: TUSOIL, TOIL6, TMBOIL, KT-OIL, KF-OIL, TISCOOIL, SCBOIL, ASP-OIL, I-OIL, K-OIL

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนมีนาคม 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: MIDSMALLMF, M-MIDSMALL, M-FOCUS, HAPPY D5, MBT-G, MFX, THMO1, M-ACTIVE, M-PROPERTY, MPDIVMF

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนเมษายน 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: PRINCIPAL GHEALTH-A, TGHDIGI, PRINCIPAL GCLOUD-A, UCHI, SCBUSAP, SCBUSAA, KF-GTECH, KF-US, K-USA-A(D), K-USA-A(A)

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน PRINCIPAL GHEALTH-A: ลงทุนครอบคลุมทุกภาคส่วนของ Health Care รับแรงหนุนจากเทคโนโลยี

อ่านเพิ่มเติม เจาะลึกกองทุนเปิดใหม่ Principal Global Cloud Computing Fund (PRINCIPAL GCLOUD-A)

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

สามารถกรองการจัดอันดับได้เอง พร้อมข้อมูลอัปเดตล่าสุดที่ FINNOMENA Fund Filter


Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Quality Mega Theme ปรับพอร์ตเดือนพฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนอสังหาฯ

บลจ.ทหารไทย
Quality Mega Theme ปรับพอร์ตเดือนพฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนอสังหาฯ

Growth to Value and Value to Growth Again ในช่วงต้นปี 2021 นั้นภาพรวมการลงทุนโดยเฉพาะหุ้นโลกในกลุ่มเทคโนโลยี และ กลุ่มเติบโต ถูกกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้นถึงประมาณ 1.8% ซึ่งช่วงต้นปีอยู่ที่ประมาณ 0.90% รวมถึงวัคซีนที่เริ่มมีการกระจายได้ดีกว่าคาดในสหรัฐฯ และยุโรป ทำให้นักลงทุนมองถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะกลับมาดำเนินได้ปกติ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มดังกล่าวถูกขายทำกำไร และมีการเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มที่เป็นไปตามวัฏจักรที่ยังมีระดับราคาไม่แพง ทำให้เกิดเป็นภาพของ Sector Rotation จากกลุ่ม Growth ไปยังกลุ่ม Value ด้วย Story ของการเปิดประเทศและราคาที่ถูกอยู่

เมื่อของถูกเริ่มไม่ถูก และเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เริ่มสะดุดจากการระบาดของโควิด19 ในฝั่งเอเชีย รวมถึงงบของกำไรกลุ่มเทคโนโลยีที่ประกาศออกมาในไตรมาสที่ 1 ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด ประกอบกับที่ราคาปรับตัวลงไปก่อนหน้านี้ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคฯและกลุ่มเติบโตมีแรงซื้อกลับเข้ามา ซึ่งหากเราย้อนดูในอดีตที่ผ่านมาเมื่อวิเคราะห์ถึง Growth-Value Ratio ที่เป็นตัวบอกว่าหุ้นกลุ่ม Growth เทื่อเทียบกลับกลุ่ม Value กลุ่มใดสามารถทำได้ดีกว่าจะพบว่าการ Rotation เป็นเรื่องปกติของนักลงทุน แต่ในระยะยาวกลุ่ม Growth สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าโดยเปรียบเทียบ

Quality Mega Theme ปรับพอร์ตเดือนพฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนอสังหาฯ

Source : Bloomberg as of 29 Apr 2021

ผลตอบแทนและมุมมองการลงทุนของพอร์ต

Quality Mega Theme ปรับพอร์ตเดือนพฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนอสังหาฯ

Source : Bloomberg as of 28 Apr 2021

โดยภาพรวมของพอร์ตการลงทุนซึ่งประกอบไปด้วยหุ้นทั่วโลก คือ TMBGQG และหุ้นสหรัฐฯ คือ TMBUSBLUECHIP ที่เน้นกลุ่มเติบโตสามารถสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นในปีที่ผ่านมา รวมถึงช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้  โดยที่ทั้งทาง FED และทาง Bloomberg Consensus ต่างประเมินว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะเติบโตกว่า 6% โดยล่าสุด GDP สหรัฐฯในไตรมาสที่ 1 ปี 2021 ขยายตัวได้ถึง 6.4%

Quality Mega Theme ปรับพอร์ตเดือนพฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนอสังหาฯ

Source : Bloomberg as of 27 Mar 21

ขณะที่ในส่วนของกองทุนจีนอย่าง TMBCOF ถึงแม้จะสร้างผลตอบแทนได้ไม่โดดเด่นเหมือนปีที่ผ่านมาแต่ทั้งนี้เป็นเพราะทางการจีนเลือกที่จะลดความร้อนแรงและลดความคาดหวังของนักลงทุนในวันที่เศรษฐกิจจีนมีความแข็งแกร่ง ด้วยการประเมินการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ประมาณ 6% Bloomberg Consensus ต่างประเมินว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะเติบโตกว่า 8% รวมถึงการลดสภาพคล่องที่ใส่มาในระบบ Open Market Operation (OMO) เพื่อลดความร้องแรงของเศรษฐกิจและการลงทุนเพื่อไม่ให้เกิดภาวะฟองสบู่ดังเช่นที่เคยเกิดในจีนปี 2015 ซึ่งเราประเมินว่าการเป็นการบริหารที่ทำให้มีการเติบโตแบบมีเสถียรภาพในระยะยาว

Quality Mega Theme ปรับพอร์ตเดือนพฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนอสังหาฯ

Source : Bloomberg as of 27 Mar 21

ในส่วนของพอร์ตที่เป็น Defensive และเป็นกลุ่ม Income Theme ที่อยู่ในพอร์ตได้แก่ TMBGINFRA ที่เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกที่มีสัดส่วนหลักอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างยุโรปและสหรัฐฯ เป็นหลักก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากการกระจายวัคซีนในสหรัฐฯ และยุโรปทำได้ค่อนข้างดีทำให้ภาพของกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานมีแนวโน้มที่น่าสนใจต่อจากนี้ และอีกกองทุนคือ TMBPIPF ที่ลงทุนใน REITs ไทยและสิงคโปร์เป็นหลัก ถึงแม้ปีที่ผ่านมาผลตอบแทนจะทำได้ไม่ดีเท่ากองทุนอื่นเมื่อเทียบกับกองทุนต่าง ๆ ในพอร์ต แต่หากประเมินจากสถานการณ์แล้วเรามองว่า Downside ค่อนข้างจำกัดแล้วแต่อาจจะใช้ระยะเวลาฟื้นตัวอีกสักระยะทำให้ในทาง Tactical ทางทีมจึงมีการปรับพอร์ตเพื่อตอบภาวะ Risk On ของตลาด

Quality Mega Theme ปรับพอร์ตเดือนพฤษภาคม 2021: เพิ่มสัดส่วนหุ้น ลดสัดส่วนอสังหาฯ

โดยในส่วนของสัดส่วนการลงทุนใหม่เราให้น้ำหนักของ TMBGQG และ TMBUSBLUECHIP เพิ่มขึ้นและลดสัดส่วนของกองทุน TMBPIPF ลงทั้งนี้เราประเมินว่าในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 หุ้นกลุ่มเติบโตในประเทศพัฒนาแล้วมีแนวโน้มที่น่าสนใจจากการกระจายวัคซีน การประกาศงบของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อาจทำได้ดีกว่าในกลุ่มเอเชีย และกลุ่ม Defensive อาจจะเป็นเฟสถัดมาที่รับอานิสงส์ โดยสัดส่วนใหม่เริ่มใช้ในเดือนพฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป

บลจ. ทหารไทย

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Quality Mega Theme สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA

สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน Quality Mega Theme คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”