แจ้งเตือน

เปรียบเทียบกองทุน KFGBRAND vs T-PREMIUM BRAND: มีเงินหลักพัน ก็เป็นเจ้าของสินค้าแบรนด์ดังได้

Get Wealth Soon
กองทุน KFBRAND T-PREMIUM BRAND

ดูข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลัง และเปรียบเทียบ 2 กองทุนนี้ ได้ที่นี่ คลิกเลย!


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน I สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

คุยคริปโต Podcast EP4 : Mindset ที่ถูกต้องและจำเป็นสำหรับการลงทุน

Zipmex

Mindset ที่ถูกต้องและจำเป็นสำหรับการลงทุน

การลงทุนเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวทุกคนมากกว่าที่เราคิดซะอีกนะครับ เพราะการลงทุนไม่ใช่เพียงแค่การซื้อหุ้น ซื้อพันธบัตร ซื้อทองคำเก็บ รอให้เงินทำงานและเกษียณอายุอย่างเป็นสุข แต่การลงทุนมีองค์ประกอบที่มากกว่านั้น มากกว่าการซื้อเก็บไว้เฉย ๆ เพราะถ้ามันง่ายขนาดนั้นจริง คงไม่มีดราม่าเกี่ยวกับการลงทุนให้เราเห็นอย่างต่อเนื่องกันหรอกจริงไหมครับ และอันที่จริงสินทรัพย์ที่เราลงทุนได้ก็มีมากมายเกินกว่าที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันอีกครับ เช่น ในตลาดซื้อขายล่วงหน้าเราสามารถซื้อขายน้ำตาล กาแฟ ข้าวโพด หรือแม้กระทั่งหมูสามชั้น ! ก็ยังสามารถเปิด Long เปิด Short รับรู้กำไรขาดทุนรายวันกันได้เลยครับ อีกกรณีหนึ่งที่หลายคนยังคิดไม่ถึง นั่นก็คือเรื่องของเงินบาท การที่เราเป็นคนไทย การรับเงินจ่ายเงิน ถือครองเงินในรูปของเงินบาท ในความเป็นแล้วเท่ากับว่าเรากำลัง “เชื่อมั่น” ในเงินสกุลนี้ ก็เปรียบเหมือนกับว่าเรากำลังลงทุนในเงินบาทนั่นแหละครับ เพราะโลกของเราในตอนนี้ Globalization มากขึ้น ความมั่งคั่งในโลกเราจะเป็นในเชิงเปรียบเทียบกันหมด เช่น เรามั่งคั่งเท่าไหร่เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ค่าเงินระหว่างประเทศจึงมีผลต่อฐานะการเงินพอสมควร เห็นรึยังครับว่าการลงทุน “สำคัญและใกล้ตัวเรา” มากแค่ไหน

ในบทความนี้ของ Zipmex จึงอยากที่จะมาแชร์ “Mindset ที่ถูกต้องสำหรับการลงทุน” ซึ่งเป็นเหมือนกับ Blueprint ที่ควรพิจารณาและยึดถือเอาไว้ตลอดการลงทุน โดยอ้างอิงจากหนังสือของนักลงทุนระดับโลกที่โด่งดังมาก ๆ นั่นก็คือ Mark Minervini เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาเริ่มกันเลยนะครับ

Mindset ที่ถูกต้องสำหรับการลงทุน

1.You Can Start Small (เริ่มจากน้อย ๆ ก่อนก็ได้ครับ)

คนส่วนใหญ่มักจะมีความเชื่อว่า หากต้องการเริ่มต้นในเรื่องของการลงทุนควรจะต้องมีเงินทุนจำนวนมาก ทำให้คนส่วนใหญ่มัวแต่วางแผนเก็บเงิน เก็บเงิน เก็บเงิน จนสุดท้าย ไม่ได้ลงทุนสักที แน่นอนครับว่าการมีเงินจำนวนเยอะขึ้น อาจจะทำให้มีทางเลือกในการลงทุนที่มากกว่า สามารถกระจายเงินในสินทรัพย์ต่าง ๆ ได้หลากหลายกว่า แต่ในความเป็นจริง เราสามารถใช้เงินจำนวนน้อย หรือค่อย ๆ ทยอยลงทุนทีละนิดก็ได้ครับ ข้อดีของมันก็คือ เวลาที่เราผิดพลาด เสียหาย ขาดทุน มันจะไม่กระทบกับชีวิตเรามากนัก เพราะเป็นเพียงเงินบางส่วนของเราเท่านั้น เมื่อเรามีประสบการณ์มากขึ้น มีความรู้ความเข้าใจที่สูงขึ้น ค่อยเพิ่มจำนวนเงินลงทุนตามความมั่นใจของเราครับ

2. Do You Want to Be Right or Make Money? (คุณต้องการเป็นคนที่ทายถูก หรือต้องการเป็นคนที่ทำเงิน)

อีกหนึ่ง Mindset ที่หลากคนยังเข้าใจผิดก็คือเรื่องของการคาดการณ์อนาคต การลงทุนคือการใส่เงินในอะไรบางอย่างในวันนี้เพื่อคาดหวังผลตอบแทนในอนาคต นักลงทุนหน้าใหม่เลยมีความเชื่อว่า เขาจะต้องสามารถคาดการณ์อนาคตได้ สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกเขาจะได้สามารถ Take Action ได้อย่างถูกต้อง แต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่สำคัญในการลงทุนไม่ใช่การคาดการณ์อนาคตให้ถูกต้องอยู่เสมอ แต่คือการพยายาม Make Money ให้ได้มากที่สุดเมื่อเราเป็นฝ่ายที่ถูกและ Limit Loss ให้น้อยที่สุดเมื่อเราเป็นฝ่ายที่ผิด ดังคำกล่าวของพ่อมดการเงินชื่อดังอย่าง จอร์จ โซรอส ที่พูดเอาไว้ว่า “It’s not whether you’re right or wrong that’s important, but how much money you make when you’re right and how much you lose when you’re wrong.”

3. No One Is Going to Do It for You (ไม่มีใครสามารถทำแทนคุณได้)

แม้จะมีหลักสูตรการสอนเกี่ยวกับการลงทุนมากขนาดไหน หรือมีผู้เชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำด้านการลงทุนมากมายเท่าไหร่ แต่ก็ไม่มีใครสามารถผลักดันให้คุณประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ ได้ดีเท่ากับตัวคุณเองอีกแล้ว เพราะการเงินการลงทุนคือเรื่องส่วนบุคคล ความชอบ ความถนัด และเวลาที่เราให้กับสิ่งนี้มักจะไม่เท่ากันอยู่แล้ว นั่นทำให้ผลลัพธ์ของการลงทุนแต่ละคนในเรื่องการลงทุนมักจะไม่เท่า บางคนขาดทุน บางคนสามารถสร้างฐานะขึ้นมาได้จากการลงทุน ฉะนั้น คุณคือตัวแปรสำคัญที่สุดในเรื่องนี้ครับ
Trader or Investor? (เลือกใช้ชัด จะเป็นเทรดเดอร์หรือเป็นอินเวสเตอร์)

ข้อนี้สำคัญมากครับ คือคุณควรจะชัดเจนในแนวทางการลงทุนของคุณเอง แต่! ไม่ใช่ให้คุณเลือกในตอนนี้นะครับ หากคุณอ่านหนังสือด้านการลงทุนเบื้องต้น เขาจะบอกให้คุณ “เลือก” มาเลยจะเป็นเป็นนักลงทุนหรือนักเก็งกำไร จะแนวไหนก็ว่ามาเลย แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เราอยากแนะนำสำหรับผู้ที่เริ่มต้น คือการศึกษาให้หมดทุกอย่าง ทุกแนว ทุกกลยุทธ์ ลองผิดลองถูกในตลาดบ้าง โดยเริ่มต้นจากน้อย ๆ ก่อน เมื่อคุณมีประสบการณ์มากขึ้น คุณจะเริ่มรู้และเข้าใจตัวเองจริง ๆ ว่าเราถนัดและสบายใจในการลงทุนรูปแบบไหน เล่นสั้นเล่นยาว และในวันนั้นค่อยโฟกัสมากขึ้นกับทางที่ตัวเองชอบครับ อย่าจำกัดทางเดินของตัวเองตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเดิน เพราะถนนแห่งการลงทุนกว้างใหญ่และสนุกมากครับ เรียนรู้ไปด้วยกันครับ

4. Trading Is a Business (การลงทุนก็คือการทำธุรกิจ)

Mindset สุดท้ายที่ผมหยิบมาแชร์ก็คือข้อนี้ครับ การลงทุนคือการทำธุรกิจ หรือเหมือนกับการทำธุรกิจเลย มันไม่ใช่แค่การมีเงิน เข้ามาเปิดบัญชี ซื้อ ๆ ขาย ๆ แต่เราจะต้องวางแผน เตรียมตัว เตรียมใจ เหมือนกับการเริ่มต้นทำธุรกิจเลยครับ เราต้องเตรียมเงินทุน วางกลยุทธ์ วางแผนการเงิน ดูเรื่องการบริหารความเสี่ยง เรื่องแผนสำรอง ยกตัวอย่างเช่นคุณคือนักลงทุนเต็มเวลา สิ่งที่คุณต้องเตรียมตัวก็คือ คอมพิวเตอร์ ห้องทำงาน และอินเตอร์เน็ต ซึ่งต้องรวมถึงอินเตอร์เน็ตสำรอง คอมพิวเตอร์สำรอง เครื่องสำรองไฟกรณีไฟดับ เป็นต้น แล้วมีสิ่งอื่นอีกมากมายที่เราต้องเตรียมตัว ในอีกทางหนึ่ง วิธีคิดหรือ Mindset ของคุณต่อเรื่องการลงทุนจะต้องถูกทิศ ถูกทาง สมมุติว่าคุณเปิดบริษัทวันนี้ คุณคาดหวังว่าวันพรุ่งนี้คุณจะสำเร็จ ร่ำรวย และปิดบริษัทไปเลยไหมครับ ไม่แน่นอน คุณต้องการความยั่งยืน ต้องการให้บริษัทคุณ ยอดขายคุณ เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อาจจะมีบ้างบางครั้งที่ประสบปัญหา แต่ใน Long Term คุณคาดหวังว่าจะต้องผ่านมันไปให้ได้ การลงทุนก็เช่นเดียวกันครับ คุณต้องมีวิธีคิด มีความคาดหวังเช่นเดียวกับการทำธุรกิจครับ

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนของ Mindset ที่สำคัญในการลงทุน ความเป็นจริงยังมีอีกมากมายที่เรายังต้องศึกษาและทำความเข้าใจ Zipmex ในฐานะของการเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย เราจะมีบทความดี ๆ ความรู้ดี ๆ ให้ทุกคนอย่างต่อเนื่อง ฝากติดตามพวกเราด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

4 ความใฝ่ฝันของคนรุ่นใหม่ ที่ออฟฟิศควรให้การซัพพอร์ต I Alpha Pro EP.15

Get Wealth Soon
4 ความใฝ่ฝันของคนรุ่นใหม่ ที่ออฟฟิศควรให้การซัพพอร์ต I Alpha Pro EP.15

แรงบันดาลใจในการเขียนบทความนี้มาจาก พี่แบงค์ Co-founder ของ FINNOMENA หรือที่รู้จักกันในนาม Mr.Messenger นั่นเอง ขอเกริ่นก่อนสักนิด ว่าการทำงานที่ FINNOMENA เวลางาน เราทำงานอย่างจริงจัง เวลาเล่น เราก็เล่นอย่างจริงจังเหมือนกัน ช่วงแรก ๆ ที่เพิ่งเข้ามาทำงาน ยังอยู่ในช่วงปรับตัว เลยเกิดอาการที่เวลางานเบียดเวลาเล่น จนรู้สึกเครียด แต่ก็ยังไม่สามารถจัดการงานได้

จนวันนึงเรามีโอกาสได้เล่า (บ่น) ให้พี่แบงค์ฟัง เลยได้รับประโยคตอบกลับมาว่า

ใน 1 วันมี 24 ชั่วโมง ควรจะเป็น 8 8 8 คือ เวลาทำงาน 8 ชั่วโมง เวลานอน 8 ชั่วโมง และเวลาส่วนตัว ที่ใช้ในการเล่น รวมถึงการเดินทางอีก 8 ชั่วโมง ลองไปปรับดูนะ แล้วชีวิตจะมีความสุขขึ้น

พอเราได้รู้ว่า เราไม่ต้องทำงานเกือบทั้ง 24 ชั่วโมงก็ได้ แค่จัดการ Work Life Balance ให้ดี และรับผิดชอบงานให้เสร็จทันเวลา

นี่มันบริษัทในฝันของคนรุ่นใหม่ชัดๆ!”

แล้วนอกจากเรื่องนี้ยังมีเรื่องอะไรอีกบ้าง ที่เป็นหน้าตาบริษัทในคนรุ่นใหม่ วันนี้เรามาเล่าให้ฟัง 4 ข้อค่ะ

Work-life balance ต้องดี

ขอกลับมาพูดถึงเรื่องนี้แบบละเอียดมากขึ้น Work-life balance คือการมีชีวิตในทุก ๆ ด้านที่สมดุล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ครอบครัว สุขภาพ ความฝัน ความสัมพันธ์ ฯลฯ ซึ่งในความเป็นจริง เป็นเรื่องยากจะทำทุกอย่างให้ดีในทุกด้าน

16 ชั่วโมง ที่เป็นเวลานอนและเวลาส่วนตัว เป็นส่วนที่เราวางแผนจัดการเองได้ ดังนั้นจะดีจะแย่ขึ้นอยู่กับการจัดการของเรา ในวันที่ร่างกายล้ามากแล้ว แต่สมองยังไม่ยอมพักผ่อน การนอนในคืนนั้นจะไม่เต็มที่ ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของการทำงานในวันถัดไปอย่างแน่นอน

ส่วนอีก 8 ชั่วโมงที่เป็นเวลาทำงาน เป็นส่วนที่ปรับเปลี่ยนยาก เพราะไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไร เราก็ต้องใช้เวลานี้ในการทำงานอยู่ดี แต่ถ้าบริษัทมีข้อเสนอแบบนี้ให้ล่ะ

เวลาเข้างานยืดหยุ่น

ทำให้ไม่ต้องเร่งรีบไปทำงาน เพื่อให้เข้างานทันเวลาตอน 8.00 น. หรือ 8.30 น. และยังทำให้เราสามารถเลี่ยงเวลารถติด หรือเลี่ยงความหนาแน่นของคนบนรถไฟฟ้าในช่วงเช้าได้อีกด้วย

มีโซนผ่อนคลาย

ในบางวันเราอาจจะรู้สึกเหนื่อย เพลียจากการทำงานอย่างหนักมาเกือบทั้งวัน อยากพักผ่อนสมองบ้าง ก็สามารถไปงีบหลับที่เตียงได้ เพื่อให้ตื่นมาแล้วมีแรงทำงานต่อ หรือในช่วงพักกลางวัน รวมถึงหลังเลิกงาน มีโต๊ะพูล โต๊ะปิงปอง หรือบอร์ดเกม ให้เล่นได้ นอกจากจะได้ผ่อนคลายแล้ว ยังได้สานสัมพันธ์กับคนในบริษัทมากขึ้นอีกด้วย

มีนโยบาย Work from home

ในช่วงที่วิกฤต COVID-19 ระบาดอย่างหนัก ทำให้หลาย ๆ บริษัทมีนโยบาย Work from home ขึ้นมาเพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ซึ่ง FINNOMENA เองก็มีประกาศให้พนักงาน Work from home ถึง 2 เดือนเต็ม ๆ ก่อนจะกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ ทำให้เราได้รู้ถึงข้อดีของการทำงานที่บ้าน คือช่วยเพิ่มสมาธิในการทำงาน ทำให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น หลังจากหมดวิกฤต COVID-19 เรามองว่าหากบริษัทมีการสานต่อนโยบายนี้ คงถูกใจคนรุ่นใหม่ไม่ใช่น้อย

เรียกได้ว่า เวลางาน เราจริงจัง เวลาเล่น เราก็จริงจังเช่นกันเป็นส่วนที่ช่วยลดความตึงเครียดของ 8 ชั่วโมงในเวลางานไปได้มากเลยทีเดียว แต่ข้อสำคัญก็คือตัวเราต้องรับผิดชอบงานอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน

รู้ Career Path ชัดเจน

Work-life balance เป็นสิ่งที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่ มีความสุข สนุกกับการทำงานในทุก ๆ วัน แต่นอกจากเรื่องงานในปัจจุบัน ต้องมองในเรื่องของอนาคตด้วย การที่เราได้รู้อย่างชัดเจนว่า ปัจจุบันความสามารถเราอยู่ที่จุดนี้ แล้วในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เราจะเติบโตไปทางไหนได้บ้าง เพราะคนรุ่นใหม่มีความต้องการที่จะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด

บริษัทที่มีนโยบายการนัดประชุม 1-on-1 กับหัวหน้าเป็นประจำ อาจจะเดือนละ 1 ครั้ง หรือเดือนเว้นเดือน จะทำให้เราโฟกัสทั้งงานปัจจุบันและทิศทางในอนาคตได้ดีขึ้น สิ่งสำคัญในการ 1-on-1 คือต้องคุยกันอย่างเปิดอก ว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการ จุดไหนที่ยังเป็นปัญหา หัวหน้าเห็นเราไปอยู่ที่จุดไหนได้บ้าง แล้วจะทำอย่างไรเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น เมื่อถึงการประชุม 1-on-1 ครั้งถัดไป ก็มาทบทวนและอัปเดตสถานการณ์กันต่อว่าเรายังอยู่ในเส้นทางเดิม หรือมีจุดไหนที่อยากปรับเปลี่ยนหรือไม่ เพื่อให้ไม่หลงทาง

มีงบสำหรับ Self-Improvement

เมื่อรู้เส้นทางที่จะสามารถก้าวกระโดดในหน้าที่การงานได้ อาจพบว่ายังมีบางทักษะที่เรายังขาด หรือต้องการความรู้เพิ่มมากขึ้น หากบริษัทมีงบพัฒนาตัวเองให้พนักงานได้นำไปเสริมทักษะที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการเข้าอบรมสัมมนา การเข้า Workshop การเดินทางไปศึกษางานที่ต่างประเทศ ซื้อหนังสือพัฒนาตัวเอง ฯลฯ เป็นอีกเรื่องที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่อยากจะเรียนรู้หลาย ๆ สิ่งพร้อมกัน ทำให้พนักงานได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องใช้เงินส่วนตัว

ไม่มองข้ามความคิดเล็ก ๆ

การที่เด็กจะออกความคิดเห็น ที่แตกต่างจากความคิดของผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยก่อน หรือสมัยนี้ ก็ดูไม่ใช่เรื่องดี เพราะผู้ใหญ่จะมองว่าเป็นการข้ามหน้าข้ามตาได้ แต่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องของการทำงาน คนรุ่นใหม่จะมีความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างสูง อะไรที่ทำแล้วรู้สึกว่าติดปัญหา ก็อยากแก้ไขพัฒนาให้ดีขึ้น

การที่บริษัทมีมุมมองที่เป็นบวกต่อเรื่องนี้ เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เสนอความคิดของตัวเองได้ เป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะเสียงเล็ก ๆ จากคนรุ่นใหม่ที่ประสบการณ์การทำงานยังไม่ได้มากนัก อาจสร้างพลังที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตได้ และสิ่งนี้น่าจะทำให้พนักงานภูมิใจกับไอเดียของตัวเองไม่น้อยเลยทีเดียว

และจะดียิ่งขึ้นไปอีก หากคนในบริษัทสามารถแยกเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวออกจากกันได้ ในที่ประชุมอาจจะมีการโต้แย้งกันเมื่อมีความเห็นที่แตกต่าง แต่จะเป็นการดีหากออกจากที่ประชุมแล้ว ยังสามารถชวนกันไปทานข้าว ทานกาแฟได้ตามปกติ

นี่ก็เป็น 4 ข้อที่เป็นหน้าตาบริษัทในฝันของคนรุ่นใหม่ ขอเดาว่าใครที่กำลังทำงานอยู่ในบริษัทแบบนี้ คุณจะต้องมีความสุขกับการทำงานมาก ๆ อย่างแน่นอน ส่วนใครที่กำลังตัดสินใจเรื่องการเปลี่ยนงาน ก็สามารถดู 4 ข้อนี้ประกอบการพิจารณาได้นะ แล้วพบกันใหม่ในโอกาสหน้าค่ะ

Get Wealth Soon

ร่วมติดตาม และสื่อสารกับเราได้ทาง https://finno.me/alphapro-adB

ที่มาบทความ: https://adaybulletin.com/know-alpha-pro-good-office-for-working/

ทำไมที่ปรึกษาทางการเงินต้องการโค้ช : Financial Advisor Podcast SS2 Ep.3

FINNOMENA Podcast

Financial Advisor SS2 Ep.3 : ทำไมที่ปรึกษาทางการเงินต้องการโค้ช

พูดคุยกันในเรื่องของ เทคนิค ประสบการณ์ ความรู้ และอีกหลายๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานในสายอาชีพ “ที่ปรึกษาทางการเงิน” จากผู้มีประสบการณ์มากกว่าสิบปี

พบกับ เพชร รตะ โพอุทัย และ ดร. เมธี จันทวิมล (Managing Partner – Finnomena และ CEO beFIN Academy)

Financial Advisor PODCAST SS2 เป็นรายการที่จะมาพูดคุยกันในเรื่องของ เทคนิค ประสบการณ์ ความรู้ และอีกหลายๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานในสายอาชีพ “ที่ปรึกษาทางการเงิน” หรือ (FA – Financial Advisor) ที่คุณไม่ควรพลาด!!

“ไม่ใช่ Financial Advisor ทุกคนเป็นผู้แนะนำการลงทุนอิสระ แต่…
ผู้แนะนำการลงทุนอิสระทุกคนเป็น Financial Advisor”

สนใจร่วมเป็น “ผู้แนะนำการลงทุนอิสระ” กับ FINNOMENA สามารถติดต่อสอบถามได้ที่

https://finno.me/fa

 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

ภาพการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐ…ที่ชัดขึ้น

MacroView
ภาพการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐ…ที่ชัดขึ้น

สัปดาห์นี้ถือว่าเราเริ่มจะเห็นภาพการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐที่ชัดเจนขึ้น โดยในภาพรวมผมยังมองว่าถึงวันเลือกตั้ง โจ ไบเดน ก็ยังน่าจะมีคะแนนเสียงเหนือกว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ทว่าคงจะนำทรัมป์อยู่ไม่เกินร้อยละ 3-4 อย่างไรก็ดี ทรัมป์น่าจะออกลูกลีลาเหมือนการเมืองในแถบโลกตะวันออก ส่งผลให้ไบเดนเอาเข้าจริงในวันเลือกตั้งจริง ก็อาจจะไม่ชนะการเลือกตั้งได้ง่าย ๆ เช่นกัน ดังที่ผมจะอธิบายดังนี้

ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ต้องเข้าใจเสียก่อนว่าเพราะเหตุใดทรัมป์ถึงออกอาการแขยง ถึงขนาดย้ำหลายรอบว่าการเลือกตั้งโดยใช้ไปรษณีย์จะเกิดการโกงกันแบบมโหฬาร ซึ่งผมมองว่าการที่ทรัมป์ออกมาโวยวายในรอบนี้ เหมือนกับเป็นการโยนหินถามทางเพื่อทดสอบปฏิกิริยาของนักการเมืองพรรครีพับลิกันว่าจะมีปฏิกิริยารุนแรงมากน้อยแค่ไหน ต่อการโวยวายของเขาในครั้งนี้

ทั้งนี้ หากมาสำรวจมลรัฐที่มีแนวโน้มว่าจะใช้ไปรษณีย์ในการออกเสียงเลือกตั้งก็น่าจะได้แก่รัฐที่โควิดยังแรงอยู่ อันประกอบด้วยฟลอริดา เท็กซัส และแคลิฟอร์เนีย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นรัฐที่ทรัมป์พลาดไม่ได้ทั้งสิ้น หากคิดจะชนะไบเดน แถมคะแนนของทั้งคู่ในตอนนี้ยังสูสีอีกด้วย

หรืออาจจะตั้งคำถามอีกมุมหนึ่งว่า ณ ตอนนี้ทำไมทรัมป์ถึงเสียเปรียบไบเดนอย่างมากหากต้องโหวตกันทางไปรษณีย์?

คำตอบคือน่าจะเนื่องมาจาก 3 เหตุผล ดังนี้

1. ฐานเสียงทรัมป์มีรายได้ต่ำกว่าของไบเดน ซึ่งหลายรัฐบังคับให้ผู้ลงคะแนนเสียงต้องจ่ายค่าแสตมป์และซองเอง ตรงนี้เองน่าจะส่งผลให้สัดส่วนของฐานเสียงของทรัมป์ที่จะไปลงคะแนนเสียงลดลงมากกว่าของไบเดน

2. ผู้หญิงซึ่งตามโพลล์เลือกทรัมป์น้อยมาก โดยน้อยกว่าไบเดนหลายเท่า มีโอกาสจะใช้จดหมายในการลงคะแนนเสียงมากกว่าผู้ชาย เพราะโดยธรรมชาติ ผู้ชายมักจะไม่ชอบทำอะไรที่ขั้นตอนเยอะ ซึ่งตรงนี้ผู้หญิงน่าจะลงคะแนนเสียงกระหึ่มแน่หากใช้ไปรษณีย์ในการเลือกตั้ง

ท้ายสุดว่ากันว่าทรัมป์สามารถบังคับหรือใช้อำนาจจากภายนอกบังคับให้บริษัท Big Tech โดยเฉพาะ Social Media ทำในเรื่องต่าง ๆ นอกจากนี้บรรดา Social Media น่าจะมีแนวโน้มเขียน Algorithm เชียร์ไปทางทรัมป์ เนื่องจากถ้าไบเดนขึ้นมาเป็นผู้นำมีโอกาสที่บรรดา Big Tech เหล่านี้จะโดนภาษีหนักขึ้น อีกทั้งกฎหมาย Antitrust น่าจะส่งผลกระทบอย่างหนักเพื่อให้บริษัทเหล่านี้ลดขนาดลง

อย่างไรก็ดี ความได้เปรียบนี้ของทรัมป์จะหมดไปหากมีการทำการโหวตทางไปรษณีย์ นั่นหมายความว่าประชาชนในส่วน Offline จะออกมาโหวตทางไปรษณีย์มากขึ้น ซึ่งประชาชนเหล่านี้มักจะ Online ค่อนข้างน้อย ส่งผลต่อคะแนนเสียงของทรัมป์ที่จะลดลง

มีสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นเรื่องย้อนแย้งคือ ทรัมป์บอกว่าไม่ต้องการโหวตผ่านเมลทั้งหมด แต่ถ้าเป็นแบบ Absentee Voting หรือโหวตแบบที่ประชาชนมีธุระมาที่คูหาไม่ได้ เขาก็จะเห็นด้วย ซึ่งแสดงว่าทรัมป์ไม่ได้มีความชัดเจนในเรื่องนี้เสียทีเดียว

อย่างไรก็ดี ทรัมป์ไม่มีอำนาจที่จะเลื่อนเลือกตั้งได้ตามรัฐธรรมนูญในตอนนี้ คำถามคือทรัมป์ทำอะไรไม่ได้เลยสำหรับการป้องกันไม่ให้เกิดการโหวตทางไปรษณีย์ ใช่หรือไม่?

คำตอบคือ ทรัมป์สามารถออกลูกลีลาได้โดยอาจเรียกร้องให้มีการบล็อกไม่ให้ฐานเสียงออกไปเลือก ทั้งยังสามารถออกกฎหมายให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีความยากลำบากในการเลือกตั้งแบบทางไปรษณีย์ อาทิ หาเหตุเพื่อปิดที่ทำการไปรษณีย์รวมถึงห้ามไม่ให้มี Automatic Voter Registration หรือการที่ไม่ให้ชาวอเมริกันทุกคนสามารถโหวตได้แบบอัตโนมัติ โดยต้องมีการสกรีนกันก่อนในเบื้องต้น เพื่อไม่ให้ Minority หรือคนผิวสีสามารถเลือกตั้งได้แบบสะดวก

ทั้งนี้ ผมมองว่าในขณะนี้แม้ว่าทางไบเดนจะมีคะแนนนำทรัมป์อยู่ค่อนข้างมาก ทว่าเมื่อใกล้ถึงวันเลือกตั้งเข้ามา นักการเมืองส่วนใหญ่ของพรรครีพับลิกันก็จะมีความรู้สึกเลือดข้นกว่าน้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยแม้จะไม่ชอบทรัมป์มากขนาดไหน ก็ต้องกลับไปหาฐานเสียงที่บ้านตัวเองเพื่อไปบอกกับชาวบ้านว่ายังไงก็ต้องเลือกทรัมป์ โดยมีโอกาสสูงที่ทรัมป์จะมีคะแนนตีตื้นไบเดนเข้ามากว่าตอนนี้ค่อนข้างมาก

ซึ่งก็มาถึงสิ่งที่ทรัมป์ได้พูดไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คือหากการนับคะแนนผลการเลือกตั้งเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในครั้งนี้ (ส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งทางไปรษณีย์) ไม่เสร็จสิ้นภายในคืนวันที่ 3 พ.ย. ก็จะถือว่ามีความไม่ชอบมาพากลในการนับคะแนนเสียง ซึ่งแน่นอนว่าด้วยคะแนนของทั้งคู่ที่ไม่น่าห่างกันขนาดที่นำแบบม้วนเดียวจบ แบบที่จะสามารถนับเสร็จภายในวันเดียว โอกาสที่ทรัมป์จะกล่าวหาว่ามีความโปร่งใสในการเลือกตั้งมีสูงมาก

โดยทรัมป์จะรวบรวมหลักฐานความไม่สมบูรณ์ของการเลือกตั้งในครั้งนี้ ซึ่งแน่นอนว่าส่วนหนึ่งมาจากการออกกฎเกณฑ์โดยตัวเขาเอง

จากนั้นแล้วทำการร้องเรียนผ่านศาลว่าการเลือกตั้งไม่ชอบธรรม ซึ่งครั้งหนึ่งปี 2000 บุชเคยร้องเรียนผลการเลือกตั้งต่อศาลที่แข่งกับอัลกอร์ ให้นับคะแนนเสียงกันใหม่

ในมุมของศาลยุติธรรมถ้าเกิดการร้องเรียนจริง ๆ ผมมองว่าทรัมป์ถือว่าน่าจะได้เปรียบ เนื่องจากผู้พิพากษาระดับบน ๆ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาเขาเป็นคนเซ็นแต่งตั้งเองแทบทั้งสิ้นครับ

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/650830

คุยกันในวันประวัติศาสตร์! เมื่อราคาทองทะลุ 3 หมื่นบาทเรียบร้อย อะไรคือปัจจัยหนุน? ทองจะไปต่อได้ไกลแค่ไหน? – FINNOMENA LIVE

FINNOMENA Reporter

ดูผ่าน Facebook:
https://www.facebook.com/finnomena/posts/1303179520027682

ดูผ่าน Youtube:
https://youtu.be/rqQWySSD0jw

คุยกันในวันประวัติศาสตร์! เมื่อราคาทองทะลุ 3 หมื่นบาทเรียบร้อย อะไรคือปัจจัยหนุน? ทองจะไปต่อได้ไกลแค่ไหน?

ข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • ดาวโจนส์พุ่งทะลุแนว 27,000 รับดีล J&J
  • ไม่ใช่พระเอกอีกต่อไป! กนง. คงดอกเบี้ยตามคาด!
  • เลบานอนเหลือข้าวบริโภคเพียงครึ่งเดือน!!
  • สหรัฐประกาศแผนออกพันธบัตรวงเงินสูงสุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ติดตาม FINNOMENA LIVE ตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

ก้าวสู่ยุค “Megatrends Allocation”  

TISCO Advisory
ก้าวสู่ยุค “Megatrends Allocation”  

คุณยังจัดพอร์ตลงทุนแบบ “Asset Allocation” อยู่หรือเปล่า ? นี่เป็นแนวคิดพื้นฐานสำหรับการลงทุนที่ดี แต่ดูเหมือนว่า การกระจายการลงทุนแบบดั้งเดิมนี้ อาจไม่มีประสิทธิภาพในการลงทุนเพียงพอ หรือ อธิบายง่าย ๆ ว่า อาจจะไม่ได้สร้างผลตอบแทนดีอย่างที่คาดหวังสำหรับทุกสถานการณ์ ถึงเวลาแล้ว ที่คุณจะต้องทำความรู้จักกับการจัดพอร์ตลงทุนแบบ “Megatrends Allocation”

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ที่เกิดการระบาดของไวรัส COVID-19 ได้ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง -7.13% (อ้างอิงจากดัชนี MSCI All Country World Index) สอดคล้องกับการประเมินทิศทางเศรษฐกิจปี 2020 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) ซึ่งระบุว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) โลกอาจติดลบถึง -4.9% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

นั่นก็เป็นเพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ถูกจำกัดอย่างมาก ทั้งในด้านการค้าขายสินค้าและบริการระหว่างประเทศที่ถูกระงับ การเดินทางเพื่อธุรกิจหรือเพื่อท่องเที่ยวที่ต้องปิดทำการ จนส่งผลกระทบไปยังกลุ่ม “ธนาคารพาณิชย์” เนื่องจากลูกหนี้เกิดความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น รวมถึง “กลุ่มพลังงาน” ที่ความต้องการใช้เชื้อเพลิงเพื่อการผลิตหรือการเดินทางลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

โดยในอดีตธุรกิจ “ธนาคารพาณิชย์” และ “กลุ่มพลังงาน” ถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมาก แต่ก็ยังมีจุดอ่อนคือการพึ่งพาวงจรเศรษฐกิจมากเกินไป ดังนั้นเมื่อธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านี้ได้รับผลกระทบ ผู้ลงทุนในกองทุนรวม ที่พยายามจัดพอร์ตการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ก็อาจได้รับความเสี่ยงเช่นกัน

Asset Allocation VS Megatrends Allocation 

การเลือกกองทุนที่อ้างอิงดัชนี (Index fund) เพียงอย่างเดียวนั้น มีจุดที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจว่า ในหลายประเทศนั้น มักจะมีสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มธุรกิจ ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ว่า แม้จะมีการกระจายความเสี่ยงด้วยการ จัดพอร์ตลงทุนแบบ “Asset Allocation” ไปกี่ประเทศ ก็อาจประสบผลขาดทุนจากการลงทุนไม่มากก็น้อย ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนัก

อย่างไรก็ตาม กลับมีธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จาก Megatrends เช่น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือสังคมผู้สูงอายุที่ยังคงมีบทบาท และได้รับความนิยมอย่างก้าวกระโดด โดยเมื่อประเมินจากผลตอบแทนครึ่งปีแรกของหุ้นกลุ่มนี้ พบว่าสวนทางกับกลุ่มธุรกิจข้างต้นที่กล่าวมา เพราะสามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหายามที่เจอสถานการณ์โรคระบาดนี้ได้

ยกตัวอย่างเช่น 1) กลุ่มธุรกิจ E-Commerce ที่ช่วยลดการเดินทางไปยังร้านค้า ทำให้ร้านค้ายังคงมีรายได้ในการทำธุรกิจ ซึ่งราคาหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้น +36.82%

2) ธุรกิจ Digital Healthcare โดยการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมต่าง ๆ มาสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาวัคซีน COVID-19 ให้ผลตอบแทน +77% รวมไปถึง

3) ธุรกิจพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอย่าง Cloud Computing ก็เพิ่มขึ้น +36.08% ซึ่งได้ประโยชน์จากการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การใช้ชีวิต การเรียน หรือการทำงานที่บ้าน (Work from Home) ของประชาชนทั่วไปหรือระดับองค์กร

อันที่จริงแล้วกลุ่มธุรกิจเหล่านี้เติบโตอย่างรวดเร็วก่อนหน้าสถานการณ์ COVID-19 อยู่แล้ว เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับ Megatrends เช่น ธุรกิจ E-Commerce ที่สามารถนำเสนอและขายสินค้าหรือบริการอย่างรวดเร็วและประหยัดต้นทุนในการทำธุรกิจ ธุรกิจ Digital Healthcare สามารถวิจัยและพัฒนายารักษาโรคที่ซับซ้อนหรือโรคร้ายแรงมักเกิดกับผู้สูงอายุ

และกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี Cloud Computing ที่สามารถพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรมการผลิต ด้านธุรกิจงานบริการ หรือแม้กระทั่งด้านการศึกษาที่ช่วยให้สามารถพัฒนารูปแบบการศึกษาใหม่ ๆ แก่วัยเรียนและสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่ล้ำค่าและพัฒนาประเทศได้ในอนาคต ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่ตอบโจทย์แนวโน้มในอนาคตอย่าง Megatrends ผนวกกับได้อานิสงส์จากสถานการณ์โรคระบาดยิ่งเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจนี้มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

เจาะลึกปัญหา… “กระจายความเสี่ยงหลายประเทศทำไมยังขาดทุน?”

ในช่วงที่ผ่านมา การจัด Portfolio แบบ “Asset Allocation” ที่มีเป้าหมายการลงทุนระยะยาว มักไม่ได้ให้ความสำคัญกับธุรกิจ Megatrends เท่าที่ควร เนื่องจากมองว่ากองทุนที่เกี่ยวข้องกับ Megatrends นั้น มักเป็นลักษณะ Thematic Fund หรือ Sector Fund ซึ่งมีการลงทุนแบบกระจุกตัว อาจต้องคอยติดตามข่าวสารของอุตสาหกรรมนี้เป็นพิเศษ และจำเป็นต้องมีการปรับสัดส่วนการลงทุนบ่อยครั้ง ทำให้พิจารณาไปว่าธุรกิจแบบ Megatrends ไม่สามารถลงทุนระยะยาวได้ … แต่ทั้งหมดนี้อาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน !!!

นั่นก็เป็นเพราะ ในความเป็นจริงแล้ว Megatrends เกิดจากลักษณะพื้นฐานของสังคม หรือคุณลักษณะของประชากร ที่เราไม่สามารถหลีกหนีของจากวัฏจักรนั้นได้ และจะคงอยู่ไปอีก 20 – 30 ปี ซึ่งนั่นหมายความว่าธุรกิจที่ตอบโจทย์ด้าน Megatrends นั้น จะมีศักยภาพเติบโตได้อีกหลาย 10 ปี จึงสามารถลงทุนระยะยาวได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับพอร์ตบ่อยครั้ง

ในขณะที่การจัดพอร์ตการลงทุนแบบ Asset Allocation ดั้งเดิม กลับมีจุดอ่อนสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะมีลักษณะการกระจายการลงทุนรายประเทศเป็นหลัก ซึ่งสุดท้ายหากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวหรือหดตัวอย่างรุนแรงก็จะทำให้พอร์ตการลงทุนเสียหายได้

ดังนั้น หากเราปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นจัดพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับยุคสมัยใหม่ที่ใช้การเลือกธุรกิจที่จะได้ประโยชน์จาก Megatrends โดยมีผู้จัดการกองทุนคอยคัดสรรบริษัทที่ทำธุรกิจเติบโตควบคู่ไปกับเทรนด์ต่างๆ ย่อมช่วยให้ผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนในอนาคตเป็นที่น่าพอใจ ขณะเดียวกันไม่จำเป็นต้องปรับสัดส่วนบ่อยครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับวงจรเศรษฐกิจอีกด้วย

TISCO Advisory

ที่มา : https://www.tisco.co.th/th/advisory/megatrends-allocation.html

ดาวโจนส์พุ่งกว่า 200 จุด ทะลุแนว 27,000 ขานรับดีล J&J

FINNOMENA Reporter

ดัชนีดาวโจนส์พุ่งกว่า 200 จุด ทะลุแนว 27,000 ขานรับการทำข้อตกลงระหว่างบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) และรัฐบาลสหรัฐในการพัฒนาและส่งมอบวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19

  • นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสภาคองเกรส และทำเนียบขาวเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่
  • รวมถึงการที่ผลประกอบการออกมาสดใสของบริษัทดิสนีย์ หลังบริษัทเปิดเผยว่ามีกำไร 8 เซนต์/หุ้นในไตรมาส 3 ตามปีงบการเงินของบริษัท สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าบริษัทจะประสบภาวะขาดทุน 64 เซนต์/หุ้น
  • ขณะที่การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 167,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1 ล้านตำแหน่ง และต่ำกว่าอย่างมากจากระดับ 4.314 ล้านตำแหน่งในเดือนมิ.ย.

ที่มา : https://www.reuters.com/article/us-health-coronavirus-usa-johnsonandjohn/

สหรัฐประกาศแผนออกพันธบัตรวงเงินการประมูลรายไตรมาส สูงที่สุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

FINNOMENA Reporter

สหรัฐฯ ประกาศแผนการกู้เงินระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ซึ่งมีวงเงินการประมูลรายไตรมาสสูงที่สุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีแผนที่จะออกพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวจำนวน 112 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์หน้า

  • และวางแผนว่าจะออกมากกว่าช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จำนวนทั้งสิ้น 132 พันล้านดอลลาร์ และจะเน้นที่การออกประมูลพันธบัตรระยะ 7 – 30 ปีเป็นหลัก
  • อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังคงรอดูผลว่า Fed จะมีการปรับเพิ่มปริมาณการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวหรือไม่
  • ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะมีการประกาศภายในเดือนกันยายนหลังจากที่มีการทบทวนเป้าหมายเชิงนโยบายแล้ว

Source: BoTSS

“เลบานอน” เหลือข้าวบริโภคเพียงครึ่งเดือน หลังโกดังยักษ์กรุงเบรุต ถูกแรงระเบิดทำลาย

FINNOMENA Reporter

แรงทำลายจากเหตุการณ์าระเบิดครั้งใหญ่ได้ทำลายยุ้งฉางในกรุงเบรุต และทำลายข้าวสาลีที่เก็บอยู่ไปทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้ปริมาณข้าวสำรองในประเทศเหลือพอให้บริโภคเพียง “ครึ่งเดือน” เท่านั้น

  • นอกจากนี้ รายงาน ระบุว่า การระเบิดไม่ได้เพียงแค่ทำลายยุ้งฉางเท่านั้น แต่ยังทำลายท่าเรือกรุงเบรุตจนเหลือแต่ซากปรักหักพัง ซึ่งทำให้ไม่สามารถขนส่งอาหารมายังท่าเรือแห่งนี้ได้
  • ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจรายนี้ เปิดเผยว่า ได้ออกคำสั่งให้เรือขนส่งข้าว 25,000 ตัน จำนวน 4 ลำเดินทางไปยังท่าเรือตริโปลี ซึ่งเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของเลบานอน ในทันที
  • อย่างไรก็ตามยุ้งฉางที่ท่าเรือเมืองตริโปลีก็ยังไม่มีศักยภาพการเก็บสำรองอาหารได้เทียบเท่ากับยุ้งฉางในกรุงเบรุต

ที่มา : https://www.prachachat.net/world-news/news-501380

All Weather Strategy กรกฎาคม 2020: ทองคำทำ All-Time High ช่วยหนุนผลการดำเนินงานของพอร์ต

Andrew Stotz
All Weather Strategy กรกฎาคม 2020: ทองคำทำ All-Time High ช่วยหนุนผลการดำเนินงานของพอร์ต

รีวิว

  • ตลาดหุ้นยังคงปรับตัวขึ้น ส่วนทองคำทำจุดสูงสุดตลอดกาลในเดือนกรกฎาคม
  • กรกฎาคม 2020: ผลการดำเนินงานไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง และเรามีสัดส่วนในตราสารหนี้อยู่ 30%
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: แพ้หุ้นโลก แต่มีจุดขาดทุนสูงสุด (Drawdowns) ที่ต่ำกว่า
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: เมื่อเทียบกับความผันผวนของตลาดหุ้นโลก พอร์ต All Weather Strategy มีความผันผวนน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: พอร์ตการลงทุนนี้มีการปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นโลก ในช่วงเวลาเดียวกัน
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: AWS มักจะทำผลงานได้เหนือกว่า เมื่อหุ้นโลกเผชิญภาวะร่วงหนัก

มุมมอง

  • มุมมองต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังคงมืดมน
  • เรายังคงโฟกัสกับการปกป้องความเสี่ยงขาลง

รีวิว: ตลาดหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในเดือนกรกฎาคม

  • ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ยังปรับตัวขึ้นในเดือนกรกฎาคม
  • ยกเว้นก็แต่ตลาดยุโรปพัฒนาแล้ว และตลาดญี่ปุ่น ที่ปรับตัวลงเล็กน้อย
  • ตลาดที่แข็งแกร่งสุดคือตลาดเกิดใหม่และเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) ครับ

รีวิว: หุ้นญี่ปุ่นที่ถือเป็นสัดส่วนหลักของพอร์ตนั้น ทำผลงานได้แย่ที่สุด

  • ในการปรับพอร์ตล่าสุด เราต้องการเพิ่มสัดส่วนหุ้นเพียงเล็กน้อย แต่ให้น้ำหนักกับหุ้นสหรัฐฯ ไม่มาก
  • หุ้นเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) ยังคงทำผลงานได้ดีในเดือนกรกฎาคม 2020 เนื่องจากหลาย ๆ ประเทศสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้
  • แม้หุ้นญี่ปุ่นจะยังคงถูก แต่กลับทำผลงานได้แย่สุดในเดือนกรกฎาคม ไม่ต่างจากช่วงเดือนมิถุนายน

รีวิว: ผลตอบแทนตราสารหนี้ยังคงนิ่ง ดังที่คาดไว้ครับ

  • ตอนนี้สัดส่วนตราสารหนี้ของเราอยู่ที่ 30% ซึ่งเราก็ยังถือแค่ตราสารหนี้ภาครัฐของประเทศไทยเท่านั้น แทนที่จะถือผสมกับตราสารหนี้ภาครัฐโลก และตราสารหนี้ภาคเอกชน
  • เหตุผลหลักที่เราคงสัดส่วนตราสารหนี้ในระดับสูงก็คือเพื่อจำกัดความเสี่ยงขาลง ตั้งแต่นั้นมา ผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลไทยที่เราสับเปลี่ยนเข้าไปถือก็ยังคงนิ่ง

รีวิว: กลุ่มโภคภัณฑ์ยังคงฟื้นตัวขึ้นในเดือนกรกฎาคม

  • ก่อนหน้านี้เราได้ปรับสัดส่วนโภคภัณฑ์ออกทั้งหมด และก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
  • ในเดือนกรกฎาคม ราคาโภคภัณฑ์ยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขับเคลื่อนโดยโลหะมีค่าและโลหะอุตสาหกรรม
  • โลหะมีค่าได้รับแรงหนุนจากค่าเงินดอลล่าร์ที่อ่อนตัว และอัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ต่ำลง ในขณะที่โลหะอุตสาหกรรมนั้นได้แรงส่งจากอุปสงค์ด้านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศจีน
  • กลุ่มโภคภัณฑ์จากผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและปศุสัตว์ (Soft Commodities) ก็ได้รับผลดีเช่นกัน

รีวิว: ทองคำแตะจุดสูงสุดตลอดกาลในเดือนกรกฎาคม

  • สัดส่วนทองคำในพอร์ตของเรายังคงไว้ที่ 30% ครับ
  • ความไม่แน่นอนที่ยังดำรงต่อไปนั้นเป็นปัจจัยหนุนความต้องการการลงทุนในทองคำ
  • ทองคำแตะจุดสูงสุดตลอดกาลในเดือนกรกฎาคม 2020

กรกฎาคม 2020: ผลการดำเนินงานไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง และเรามีสัดส่วนในตราสารหนี้อยู่ 30%

All Weather Strategy กรกฎาคม 2020: ทองคำทำ All-Time High ช่วยหนุนผลการดำเนินงานของพอร์ต

รูปที่ 1: รูปเปรียบเทียบผลตอบแทน AWS กับสินทรัพย์อื่น ๆ
ข้อมูล ณ วันที่ 31 .. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • AWS: แพ้หุ้นโลกไป 4%
  • ทองคำ: ทำผลงานได้ดีที่สุด
  • ตราสารหนี้: ยังคงนิ่ง
  • เอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น): เป็นหุ้นที่ทำผลงานได้ดีอันดับสอง
  • ญี่ปุ่น: เป็นหุ้นที่ทำผลงานแย่สุดในเดือนกรกฎาคม 2020

ตั้งแต่ก่อตั้ง: แพ้หุ้นโลก แต่มีจุดขาดทุนสูงสุด (Drawdowns) ที่ต่ำกว่า

All Weather Strategy กรกฎาคม 2020: ทองคำทำ All-Time High ช่วยหนุนผลการดำเนินงานของพอร์ต

รูปที่ 2: เปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่าง AWS และ MSCI World
ข้อมูล ณ วันที่ 31 .. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • พอร์ต All Weather Strategy โดยส่วนใหญ่มีการกระจายการลงทุนในหุ้น 45-65% และลงทุนในทองคำ 25%
  • ตั้งแต่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา สัดส่วนคือหุ้น 40% ตราสารหนี้ 30% และทองคำ 30%
  • การมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่ต่ำกว่าในเชิงเปรียบเทียบ ช่วยลดความรุนแรงของการปรับตัวลงเมื่อเทียบกับกลยุทธ์ที่มีหุ้นเพียงอย่างเดียว

ตั้งแต่ก่อตั้ง: เมื่อเทียบกับความผันผวนของตลาดหุ้นโลก พอร์ต All Weather Strategy มีความผันผวนน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง

All Weather Strategy กรกฎาคม 2020: ทองคำทำ All-Time High ช่วยหนุนผลการดำเนินงานของพอร์ต

รูปที่ 3: ความผันผวนของแต่ละสินทรัพย์
ข้อมูล ณ วันที่ 31 .. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ความผันผวนของพอร์ต AWS นั้นมีน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ของความผันผวนหุ้นโลก
  • สัดส่วน 25-65% ในหุ้นช่วยลดความผันผวนลง
  • ทองคำไม่มีความสัมพันธ์กับหุ้น จึงช่วยลดความผันผวนของพอร์ต AWS

ตั้งแต่ก่อตั้ง: พอร์ตการลงทุนนี้มีการปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นโลก ในช่วงเวลาเดียวกัน

All Weather Strategy กรกฎาคม 2020: ทองคำทำ All-Time High ช่วยหนุนผลการดำเนินงานของพอร์ต

รูปที่ 4: ผลดำเนินงานของ 10 วันที่แย่ที่สุดของหุ้นโลก เทียบกับ AWS
ข้อมูล ณ วันที่ 31 .. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ลักษณะที่โดดเด่นของ AWS คือ ตั้งเป้าให้ปรับตัวลงน้อยกว่า ยามตลาดหุ้นโลกปรับตัวลง
  • นับตั้งแต่ก่อตั้งพอร์ต เมื่อดูข้อมูลของ 10 วันที่ตลาดหุ้นมีผลตอบแทนย่ำแย่ที่สุด พบว่าผลตอบแทนของ AWS ปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นโลกในวันนั้น
  • ส่วนใหญ่เป็นเพราะสัดส่วนหุ้นที่น้อย และการกระจายลงทุนในทองคำ

ตั้งแต่ก่อตั้ง: AWS มักจะทำผลงานได้เหนือกว่า เมื่อหุ้นโลกเผชิญภาวะร่วงหนัก

All Weather Strategy กรกฎาคม 2020: ทองคำทำ All-Time High ช่วยหนุนผลการดำเนินงานของพอร์ต

รูปที่ 5: เปรียบเทียบผลการดำเนินงาน AWS และ MSCI World ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
ข้อมูล ณ วันที่ 31 .. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ผลการดำเนินงานของ AWS เหนือกว่าหุ้นโลกที่สุดในช่วงเดือนมีนาคม 2020 กุมภาพันธ์ 2020 พฤษภาคม 2019 และ สิงหาคม 2019 ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นโลกร่วงหนักสุด ๆ
  • ทองคำและตราสารหนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคุมความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพในหลาย ๆ ช่วงที่ตลาดปรับตัวลง

มุมมอง: ความเสี่ยงของสหรัฐฯ ยังคงมีอยู่

  • การอัดฉีดเงินปริมาณมหาศาลของ Fed เป็นตัวสูบฉีดตลาดหุ้นสหรัฐฯ
  • การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนั้นเพิ่มความไม่แน่นอนในสหรัฐฯ
  • ดอลล่าร์สหรัฐฯ ที่อ่อนตัว สะท้อนให้เห็นภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอลง รวมถึงผลกระทบที่ได้รับจากโควิด-19 และการประท้วง
  • หากดูจากค่าเงิน เหมือนตลาดจะคาดหวังให้ยุโรปและญี่ปุ่นทำได้ดีกว่านี้ และฟื้นตัวได้เร็วกว่านี้
  • เรายังคงมุมมองเดิม ที่ว่ามูลค่าหุ้นสหรัฐฯ นั้นสูงเกินไป ทางด้านปัจจัยพื้นฐานก็ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว

มุมมอง: มุมมองต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังคงมืดมน

  • เช่นนั้นเอง เรายังคงมองว่ากลุ่มโภคภัณฑ์นั้นไม่น่าสนใจ แม้ว่าค่าเงินดอลล่าร์ที่อ่อนตัวจะช่วยหนุนสินทรัพย์ชนิดนี้ในระยะสั้นก็ตาม
  • การฟื้นตัวแบบสมบูรณ์ภายหลังการปิดตัวทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากโควิด-19 อาจใช้เวลานานมาก
  • เรามองว่าเอเชียจะเป็นภูมิภาคที่เติบโตแข็งแกร่งสุดหลังโควิด

มุมมอง: เรายังคงโฟกัสกับการปกป้องความเสี่ยงขาลง

  • เรายังคงโฟกัสในการป้องกันความเสี่ยงขาลง แม้ว่านั่นจะหมายถึงการแพ้ให้กับหุ้นโลกก็ตาม
  • แม้ว่าจะสามารถควบคุมโควิด-19 และเปิดเศรษฐกิจได้แล้ว ความกังวลมากมายก็ยังคงอยู่
  • ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การว่างงานในวงกว้าง และปัญหาหนี้ก็จะยังคงอยู่

สรุป FVMR แต่ละภูมิภาค

All Weather Strategy กรกฎาคม 2020: ทองคำทำ All-Time High ช่วยหนุนผลการดำเนินงานของพอร์ต

รูปที่ 6: สรุป FVMR หุ้นแต่ละกลุ่มประเทศ
ข้อมูล ณ วันที่ 31 .. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

  • พื้นฐาน (Fundamentals): หุ้นสหรัฐฯ มีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ROE (Return on Equity) สูงที่สุด
  • มูลค่า (Valuation): ตลาดเกิดใหม่มี PE (Price-to-Earnings) ต่ำสุด และญี่ปุ่นมี PB (Price-to-Book) ต่ำสุด
  • แนวโน้ม (Momentum): ตลาดสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นมากที่สุดภายในหนึ่งปีที่ผ่านมา
  • ความเสี่ยง (Risk): ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และญี่ปุ่น มีอัตราหนี้สินต่อทุน (Gearing) ต่ำที่สุด

สรุป รีวิวพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนกรกฎาคม 2020

  • All Weather Strategy ทำผลตอบแทนได้ต่ำกว่าหุ้นโลกในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
  • เรายังคงโฟกัสกับการป้องกันความเสี่ยงขาลงด้วยสัดส่วนตราสารหนี้ระยะสั้นที่ 30% และทองคำที่ 30%
  • ทองคำได้ช่วยสร้างผลตอบแทนให้พอร์ต และกลายเป็นสินทรัพย์ที่ทำผลงานดีสุดในเดือนกรกฎาคม

Andrew Stotz

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน All Weather Strategy สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้

ผ่านมือถือ/Tablet >>แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA

**All Weather Strategy พอร์ตกองทุนรวมจัดโดย Andrew Stotz ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาว ในขณะที่ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงภาวะตลาดขาลง หากสนใจสร้างแผนการลงทุน สามารถคลิกที่นี่ https://www.finnomena.com/guruport-andrew-all-weather-create/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลยครับ


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน  | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

ราคาทองทะลุ 3 หมื่นบาท ครั้งแรกในประวัติศาสตร์!

FINNOMENA Reporter

วันพุธที่ 5 ส.ค. 63 ราคาทองพุ่งพรวด 600 บาทในวันเดียว โดยทองรูปพรรณขาย 30,200 บาท ทะลุหลัก 30,000 บาทเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ส่วนทองแท่งขาย 29,650 บาท

  • ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นตามราคาทองคำโลกที่ปรับเพิ่มสูงเกิน 2 พันดอลลาร์ทำสถิติสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
  • ปัจจัยหลักมาจากความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกจาก COVID-19 ที่ยังยืดเยื้อ การอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบของรัฐบาลและธนาคารประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่รวมแล้วสูงกว่า 20 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. หรือกว่าร้อยละ 20 ของ GDP โลก
  • รวมทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ในระดับต่ำ และอัตราผลตอบแทน real yields ติดลบ
  • ทั้งนี้ ราคาทองคำขึ้นทะลุบาทละ 30,000 บาทเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย

ธาลัสซีเมีย รักษาหายขาดได้ เพียงแค่คุณมี 35 ล้าน !!

BottomLiner
ธาลัสซีเมีย รักษาหายขาดได้ เพียงแค่คุณมี 35 ล้าน !!

ชั่วโมงส่องเทรนด์ Disruptive Genetic ที่หาไม่ได้ในไทย

คนป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมียมีมากกว่า 5% ของประชากรโลก คิดเป็นมูลค่าตลาดกว่า 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2019 เเเละคาดว่าจะสูงถึง 3,530 ล้านเหรียญในปี 2022

การรักษา

การรักษาดั้งเดิมของธาลัสซีเมีย คือ

1.1 การให้เลือด ให้เพื่อบรรเทาภาวะโลหิตจาง ใช้เวลาหลายชั่วโมง ความถี่ในการให้เลือดขึ้นกับประเภทของธาลัสซีเมีย รุนเเรงมากก็ให้เลือดบ่อย

เมื่อได้รับเลือดบ่อย ๆ จะมีธาตุเหล็กส่วนเกิน จึงต้องได้รับยาขับธาตุเหล็ก ไม่งั้นจะก่อให้เกิดอันตรายต่อหัวใจเเละอวัยวะอื่น

1.2 การปลูกถ่าย Stem Cell ผู้ป่วยจะรับ Stem Cell ที่เข้ากันได้กับผู้บริจาค เมื่อร่างกายได้รับเซลล์ใหม่ที่ปลูกถ่าย ก็จะเริ่มผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงใหม่เเทนที่เม็ดเลือดเเดงเดิมที่มีปัญหา มีโอกาสหายขาดได้ เเต่กว่าจะเจอผู้บริจาคที่เข้ากันได้มันใช้เวลานาน เสี่ยงติดเชื้อรุนเเรงหลังจากผ่าตัด

วิธีการรักษาเเบบใหม่

การรักษาด้วยยา เป็นวิธีรักษาเเบบใหม่ล่าสุด

ZYNTEGLO เป็นยารักษา Beta-Thalassemia สำหรับคนอายุ 12 ปีขึ้นไป สร้างจาก Stem Cell ของผู้ป่วยมาปรับเเต่ง โดยเอา Beta-Globin Gene ใส่เข้าไป จากนั้นนำ Stem Cell ที่ปรับแต่งแล้วกลับเข้าตัวผู้ป่วยผ่านกระเเสเลือด เข้าสู่ไขกระดูก เพื่อสร้างเม็ดเลือดเเดงที่ดี

ปัจจุบัน Zynteglo เป็นยาตัวเเรกเเละตัวเดียวในโลก ที่รักษาธาลัสซีเมียให้หายขาดได้ ผลิตโดยบริษัท Bluebird Bio

Bluebird Bio เป็นหนึ่งในบริษัท Startup ด้าน Biotechnology ที่เน้นพัฒนา Gene Therapy และพัฒนาการรักษาโรคส่วนบุคคล เช่น โรคทางพันธุกรรม โรคมะเร็ง

ปี 2018 รายได้ 54,579 ล้านเหรียญ
ปี 2019 รายได้ 44,674 ล้านเหรียญ

เทคโนโลยีการตัดต่อยีนช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเพิ่ม ลด ปรับเเต่งยีน ให้เกิดผลลัพธ์ตามต้องการได้

วิธีรักษาที่ใช้เทคโนโลยีนี้ทำโดยเอายีนที่ไม่ต้องการออกเเล้วเเทนที่ด้วยยีนที่ต้องการ หรือใช้การได้ เกิดการรักษาโรคด้วยวิธีใหม่ เเม้เเต่โรคที่ไม่มีทางหายขาดก็มีความหวังว่าจะรักษาได้

ปัจจุบัน ยา Zynteglo มีราคาอยู่ที่ 1.17 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 35 ล้านบาท

ทางบริษัทเองก็พยายามที่จะทำให้ราคา “สมเหตุสมผลมากขึ้น”

ในงาน J.P. Morgan Healthcare Conference เดือนมกราคมที่ผ่านมา Nick Leschly, CEO บริษัท Bluebird Bio บอกว่า 80% ของราคายามาจาก “ค่าความเสี่ยง” ว่าตัวยาจะประสบความสำเร็จหรือไม่

ความเสี่ยงของบริษัทกลุ่ม Biotechnology อย่าง Bluebird Bio ขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการทำวิจัย ถ้าวิจัยสำเร็จ ใช้ได้ผล ก็กำไร เเต่ถ้าวิจัยมาเเล้วใช้ไม่ได้ ที่ลงทุนทั้งหมดก็แทบเป็นศูนย์

การผ่านมาตรฐานการรับรองเพื่อผลิตขาย อย่าง Zynteglo ถูกเลื่อนมาหลายรอบเเล้ว ต่อมา โควิดก็เเพร่ระบาดอีก คาดว่ากว่าจะผ่านการรับรองคงต้องรอปีหน้า หุ้น Bluebird Bio ก็เลยเป็นอย่างที่เห็น

ไม่ต้องตกใจเรื่องราคาไปนะครับ เพราะ วิธีการรักษามันใหม่เเละให้ผลดี เเต่ลงทุนสูง วิจัยนาน เลยใช้โมเดลที่ว่า จ่ายเท่าที่จ่ายไหว (Pay-as-You-Go Model) ไปก่อน เมื่อเทคโนโลยีการผลิตดีขึ้น หรือบริษัทเริ่มคืนทุนเเล้ว ราคายาก็จะเริ่มถูกลง

BottomLiners

เรามีกลุ่มพูดคุยเรื่องกองทุนต่างประเทศเเล้วนะ คลิ๊กเลย ห้องคุยนักลงทุน หุ้น กองทุน ต่างประเทศ

ไม่ใช่พระเอกอีกต่อไป! กนง. คงดอกเบี้ย 0.50% ตามคาด

FINNOMENA Reporter

กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ 7-0 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค และการทยอยฟื้ นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

  • คณะกรรมการเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลังจากนี้ไม่ใช่พระเอกอีกต่อไป เพราะอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันได้ลดต่ำมามากจนเต่ำป็นประวัติการณ์ และต่ำที่สุดในภูมิภาค
  • โดยทิศทางของเศรษฐกิจหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การดูแลเศรษฐกิจให้เกิดการฟื้นตัว เน้นเรื่องการจ้างงาน จำเป็นต้องประสานนโยบายทั้งมาตรการด้านการคลัง
  • ขณะที่ในส่วนนโยบายการเงินยืนยันว่ายังมีกระสุนเพียงพอ และพร้อมที่จะนำออกมาใช้ตามความจำเป็น

ที่มา : https://www.thaipost.net/main/detail/73492?fbclid=IwAR215V-1_yyYgvjdAnZ_wdkbY4qTR1zSoudJ9zDiXQitCJYjhAFMuGnkhaY

จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

WealthGuru
จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

เกษียณสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา  การวางแผนเกษียณไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีกระบวนการและความซ้บซ้อน

หนึ่งในแผนของการจัดการการเกษียณคือแบบบำเหน็จ หรือ เงินก้อนหลังเกษียณ และหนึ่งในสินค้าทางการเงินสร้างบำเหน็จเพื่อสร้างแผนเกษียณ คือ RMF

เรามาดูว่าอะไรคือ RMF กันก่อนตามตารางดังนี้

จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

วันนี้ ผมมีพอร์ตแบบ Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

การจัดพอร์ตจะใช้กลยุทธ์ดังต่อไปนี้

จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

  • กระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์และทั่วโลก
  • เน้นน้ำหนักในการลงทุนหุ้นต่างประเทศมากกว่าหุ้นไทย เนื่องจากมองว่าหุ้นต่างประเทศจะมีการเติบโตมากกว่า
  • สัดส่วนการจัดพอร์ตเป็นแบบเสี่ยงสูง ดังนั้นเหมาะกับการวางแผนเกษียณที่มีระยะเวลามากกว่า 10 ปี จนถึงอายุเกษียณ
  • จะใช้เป็นกองทุนแบบ RMF ทั้งหมดเนื่องจากสามารถปรับเปลี่ยน Switch ระหว่าง กองทุน RMF ด้วยกันได้
  • เลือก Best-in-Class ของกองทุนในแต่ละกลุ่มสินทรัพย์

กองทุนตราสารทุน

จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

    ผลตอบแทนช่วง 9 ก.ค. 2017 ถึง 7 ก.ค. 2020
ที่มา: FINNOMENA
ดูข้อมูลปัจจุบัน

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

โดยมีรายละเอียดดังนี้

จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

ข้อมูล Top หุ้น ของ TMB50RMF ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2020
ข้อมูล Top หุ้น ของ Wellington Global Quality Growth Fund ณ วันที่ 30 เม.ย. 2020
ข้อมูล Top หุ้น ของ Baillie Gifford Long Term Global Growth ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2020
ที่มา: หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ

กองทุนตราสารหนี้

จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

ผลตอบแทนช่วง 9 ก.ค. 2017 ถึง 7 ก.ค. 2020
ที่มา: FINNOMENA
ดูข้อมูลปัจจุบัน

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

ข้อมูล Top หุ้นกู้ ของ T-NFRMF ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2020
ที่มา: รายงานรายเดือน

กองทุนสินทรัพย์ทางเลือก 

จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

ผลตอบแทนช่วง 9 ก.ค. 2017 ถึง 7 ก.ค. 2020
ที่มา: FINNOMENA
ดูข้อมูลปัจจุบัน

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

ข้อมูล Top สินทรัพย์ ของ PRINCIPAL iPROPRMF ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2020
ที่มา: สรุปสาระสำคัญของกองทุน

จำลองผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี

จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ผลตอบแทนรวม 28.17%  ถ้าลงทุนตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค 2017 ถึง 7 ก.ค 2020 หรือ ผลตอบแทนต่อปีแบบทบต้น 8.62% ต่อปี

นอกจากแผน RMF ที่จะทำให้เกิดเงินก้อนแล้ว แผนเกษียณยังต้องมีแผนอื่นๆอีก ลองอ่านเพิ่มเติมได้ที่ 4 เสาหลักของแผนการเกษียณสำหรับมนุษย์เงินเดือน

“จงวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณไว้เป็นเป้าหมายหลักของชีวิตคุณ”

จงอย่ารอให้ลูกหลานเลี้ยง

จงอย่ารอให้รัฐบาลเลี้ยง

จงอย่าคิดว่าเก็บเงินแค่ 10% จะเพียงพอ

จงอย่ากลัวการลงทุน

จงอย่ากลัวการทำประกันสุขภาพ

และสุดท้าย

จงเปลี่ยนทัศนคติของคุณใหม่ “จาก เกษียณเริ่มเมื่อไรก็ได้ เป็น เกษียณต้องเริ่มเดี๋ยวนี้”

WealthGuru

หมายเหตุ: FINNOMENA จะเปิดให้บริการซื้อ SSF-RMF ได้เร็ว ๆ นี้ รอติดตามกันนะครับ…

ดูเอกสารข้อมูลกองทุนล่าสุดได้ที่

TMB50RMF: https://www.tmbameastspring.com/funds/mutual-funds/funddetails?fundcode=RF3

TMBGQGRMF:
https://www.tmbameastspring.com/funds/mutual-funds/funddetails?fundcode=RGQ

ONE-UGERMF:
https://www.one-asset.com/fund/detail/249/THB

T-NFRMF:
https://www.thanachartfundeastspring.com/tfundwebv4/infoid/idp_funddesc.aspx?fundCode=T-NFRMF

PRINCIPAL iPROPRMF:
https://www.principal.th/th/principal/iPROPRMF

SCBGOLDHRMF:
https://www.scbam.com/fund/reduce-taxes/fund-information/scbgoldhrmf

Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน I ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน และจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นจะต้องชำระเงินเพิ่ม และ/หรือเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร I ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน I สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” 


เริ่มลงทุนเพื่อเกษียณด้วยพอร์ตลงทุนแบบ Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้เงินสร้างความมั่งคั่งในอนาคต สามารถดูรายละเอียดและลงชื่อรับบริการได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/port/wealthguru/

พอร์ตเก็บเงินก้อนเพื่อลูก และเพื่อเกษียณโดย WealthGuru

ดอลลาร์กำลังเสื่อมคุณค่า หรือนี่คือเจตนาของสหรัฐฯ

FundTalk
ดอลลาร์กำลังเสื่อมคุณค่า หรือนี่คือเจตนาของสหรัฐฯ

ดอลลาร์อ่อนค่าในเดือนกรกฎาคมถึง 5% ซึ่งเป็นเดือนที่การด้อยค่ารุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี โดยเริ่มมีกระแสข่าว และบทวิเคราะห์ออกมาว่าค่าเงินดอลลาร์กำลังถูกลดบทบาทความสำคัญต่อความเป็นสกุลเงินหลักของโลก วันนี้ผู้เขียนจะมาชวนวิเคราะห์กันว่าการอ่อนค่าในครั้งนี้มีเหตุและผลอย่างไร

ดอลลาร์กำลังจะไม่ใช่เงินสกุลหลักของโลกจริงหรือ

การจะดูว่าดอลลาร์ยังเป็นเงินสกุลหลักของโลกหรือไม่ ให้เริ่มดูจากสัดส่วนของเงินดอลลาร์ในตะกร้าทุนสำรองของแต่ละประเทศในโลก ซึ่งพบว่าในปัจจุบันเงินดอลลาร์ยังคิดเป็นสัดส่วนถึงกว่า 60% ของทุนสำรองของทุกประเทศในโลกรวมกัน และไม่ได้มีแนวโน้มที่ลดลงแต่อย่างใด

อีกประเด็นคือต้องดูว่าการค้าการแลกเปลี่ยนเงินของโลกส่วนใหญ่ยังทำผ่านสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ หรือไม่ ซึ่งทุกวันนี้กว่า 80% ของธุรกรรมการแลกเปลี่ยนเงินตราของโลกยังทำผ่านสกุลดอลลาร์ และแนวโน้มตรงนี้ไม่ได้ลดลง ถ้าแนวโน้มตรงนี้ลดลงนั่นหมายความว่าการแลกเปลี่ยนเงินระหว่างประเทศไม่จำเป็นต้องใช้เงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินทางผ่านแล้วซึ่งจะสะท้อนว่าความจำเป็นของเงินดอลลาร์ในระบบเศรษฐกิจลดลง

สรุปก็คือเราคงยังไม่ได้เห็นเงินดอลลาร์หลุดจากการเป็นเงินสกุลหลักของโลกเร็ว ๆ นี้ และแต่ละประเทศก็จะยังคงใช้เงินตราของตัวเองเทียบกับเงินดอลลาร์เป็นหลักอยู่ต่อไป

แล้วทำไมดอลลาร์ถึงอ่อนค่ารุนแรงรอบนี้

นอกเหนือจากเศรษฐกิจที่ปรับลดลงรุนแรงอันเป็นผลมาจากวิกฤต COVID-19 สิ่งที่เกิดขึ้นคือมาตรการอัดฉีดเงินของสหรัฐฯ ในรอบนี้ทำให้ปริมาณเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในอัตราส่วนอย่างมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ถึง 20% ของปริมาณเงินที่มีอยู่จาก 15.5 เป็น 18 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นไปตามหลักอุปสงค์อุปทานปกติเลยว่าเมื่อปริมาณเงินเพิ่มขึ้น ค่าของเงินก็ปรับลดลง การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินนี้จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างรุนแรงในรอบนี้

ดอลลาร์กำลังเสื่อมคุณค่า หรือนี่คือเจตนาของสหรัฐฯ

รูป ปริมาณเงิน M2 ของสหรัฐฯ | ที่มา Bloomberg

การจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นนอกจากการอัดฉีดด้วยนโยบายการเงิน การคลังแล้ว ค่าเงินที่อ่อนตัวก็มีส่วนช่วยสนับสนุนเช่นกันเพราะทำให้มูลค่าการส่งออกสูงขึ้นจากราคาสินค้าที่ถูกลง รวมถึงสนับสนุนให้ต่างชาติมาท่องเที่ยวเพราะค่าเงินของประเทศถูกลง ผู้เขียนจึงมองว่าการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งน่าจะเป็นมาจากเจตนาของสหรัฐฯ เองซึ่งทำผ่านการพิมพ์เงินเพิ่มปริมาณเงินในระบบเป็นอย่างมากให้ค่าเงินอ่อนลง เพื่อช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ดอลลาร์อ่อนค่าส่งผลต่อสินทรัพย์ลงทุนอย่างไรในช่วงเศรษฐกิจขาลง

ในภาวะเศรษฐกิจปกติถ้าเงินดอลลาร์อ่อนค่าจะมาจากความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ลดลง ซึ่งจะทำให้เงินลงทุนไหลออกไปลงในสินทรัพย์ของภูมิภาคอื่น ๆ เช่นยุโรป หรือเอเชีย เพราะนักลงทุนจะได้ผลตอบแทนจากค่าเงินของประเทศอื่นที่แข็งค่าขึ้น ควบคู่ไปกับผลตอบแทนจากการลงทุน

แต่ในภาวะเศรษฐกิจขาลงอย่างในภาวะวิกฤต COVID-19 ในปัจจุบัน เม็ดเงินแม้จะมีไหลออกจาการถือครองดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ก็จะไหลเข้าไปสู่ตลาดหุ้นของประเทศอื่น ๆ ได้ในปริมาณที่จำกัด เนื่องจากนักลงทุนมีความกลัวว่าตลาดหุ้นจะตกอันเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย

เงินลงทุนจึงไหลไปหาสินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ อย่างทองคำมากขึ้น เพราะไม่อยากเสี่ยงกับตลาดหุ้น แต่ก็ไม่อยากถือครองเงินสกุลดอลลาร์เนื่องจากค่าเงินมันอ่อนลง จึงทำให้เงินถูกโยกไปซื้อทองคำมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และทำให้ราคาทองคำปรับขึ้นสูงสุดในรอบประวัติการณ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

FundTalk

Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนสิงหาคม 2020: เศรษฐกิจของหลายประเทศมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และกำลังทยอยฟื้นตัว

บลจ.กรุงศรี
Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนสิงหาคม 2020: เศรษฐกิจของหลายประเทศมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และกำลังทยอยฟื้นตัว

มุมมองตลาดปัจจุบัน

จีดีพีไตรมาส 2/63 ของสหรัฐและยูโรโซนในเบื้องต้นหดตัวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากเป็นช่วงที่หลายประเทศอยู่ในภาวะล็อคดาวน์ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก โดยจีดีพีไตรมาส 2/63 ของสหรัฐหดตัว 32.9% ต่อปี และจีดีพีของยูโรโซนในช่วงเดียวกันหดตัว 15.0% จากช่วงเดียวกันปีก่อน  อย่างไรก็ดี หลังจากที่หลายประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ ตัวเลขดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจ เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ต่างปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ PMI ภาคการผลิตของสหรัฐ ยูโรโซน และจีน ต่างบ่งชี้ว่ากิจกรรมในภาคการผลิตกลับมาขยายตัวจากแรงหนุนของคำสั่งซื้อใหม่ ในขณะที่คำสั่งซื้อใหม่เพื่อการส่งออกยังคงหดตัว เป็นสัญญาณว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศเป็นผลจากการบริโภคภายในประเทศ เนื่องจากภาคการส่งออกยังคงได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19

การที่เศรษฐกิจของหลายประเทศมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและกำลังทยอยฟื้นตัว กอปรกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของหลายประเทศอยู่ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ และหลายประเทศมีแนวโน้มใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม  อย่างไรก็ดี ความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนทั้งในแง่ความสัมพันธ์ทางการฑูตและการค้า และความล่าช้าของมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจฉบับใหม่ของสหรัฐ เป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกในเดือนที่ผ่านมา

ในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดือนมิถุนายน บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างชัดเจนหลังรัฐบาลทยอยผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ โดยตัวเลขภาคการผลิต การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าในเกือบทุกหมวด โดยธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้เลวร้ายไปกว่าที่คาด และมีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง ในขณะที่เศรษฐกิจโลกมีสัญญาณดีขึ้นเช่นกัน  ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว หลังจากหดตัวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 2/63 และมีโอกาสที่ทางธนาคารจะปรับคาดการณ์ตัวเลขจีดีพีปีนี้เป็นติดลบน้อยลง

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงมีความเสี่ยงขาขึ้นจากหลายปัจจัย ได้แก่ ข่าวความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 การทยอยปลดล็อคมาตรการล็อคดาวน์ที่มีอย่างต่อเนื่อง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ การฟื้นตัวของราคาน้ำมัน การฟื้นตัวของตัวเลขเศรษฐกิจ เป็นต้น  ในขณะที่ความเสี่ยงขาลง ได้แก่ การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสวิด-19 ซึ่งส่งผลให้บางประเทศต้องกลับมาใช้มาตรการล็อคดาวน์ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนทั้งทางการค้าและการเมือง การดำเนินนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศอื่น ๆ แต่ส่งผลบวกต่อคะแนนเสียงของนายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นต้น

การที่ความเสี่ยงขาขึ้นมีมากกว่า และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นมากกว่าความเสี่ยงขาลง การลงทุนในหุ้นจึงยังคงมีความน่าสนใจ โดยดูเหมือนว่านักลงทุนได้มองไปถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้และปีหน้า ซึ่งหากตัวเลขผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้ออกมาย่ำแย่อย่างที่นักวิเคราะห์คาด ก็อาจส่งผลให้มีการปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการ และส่งผลบวกต่อตลาดหุ้น เพราะราคาหุ้นอาจไม่ได้แพงเกินไปเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน ท่ามกลางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเป็นพิเศษ  ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกไม่ได้หดตัวรุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายคาดไว้ ในขณะที่ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/63 ของไทยก็อาจออกมาดีกว่าที่คาด เนื่องจากรัฐบาลทยอยปลดล็อค และประชาชนเริ่มออกมาใช้จ่ายมากขึ้น

ในส่วนของตราสารหนี้ ผู้จัดการกองทุนยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว เนื่องจากภาวะดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำทั่วโลก และทิศทางการดำเนินนโนบายของธนาคารกลางที่ยังคงเอื้อต่อการลงทุน โดยในช่วงที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้พุ่งขึ้นแรง จึงเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าลงทุน

ในภาพรวม ทีมผู้จัดการกองทุนยังคงให้น้ำหนักการลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์เสี่ยง ที่มีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีมากขึ้น ในขณะที่โอกาสในการรับผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดี คาดว่าความผันผวนในตลาดอาจยังคงมีอยู่

Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนเมษายน 2020: ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์เสี่ยง

Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนมิถุนายน 2020:

กองทุนแนะนำสำหรับการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์/ภูมิภาค

กองทุนตราสารหนี้ในประเทศ

KFAFIX-A:

  • ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาการลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลาง ได้รับประโยชน์บางส่วนจากการลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุไม่เกิน 5 ปี
  • อย่างไรก็ตามผลตอบแทนโดยรวมได้รับผลกระทบจากส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (Corporate Spread) ของหุ้นกู้เอกชนที่ปรับตัวสูงขึ้นตามความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ ในระยะสั้น
  • สำหรับแนวโน้มในช่วงหนึ่งเดือนข้างหน้าคาดว่าส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้เอกชนจะเริ่มทรงตัวภายหลังจากที่รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองมากขึ้นเป็นลำดับ จึงทำให้คาดการณ์ผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุนกลุ่มนี้มีความน่าสนใจโดยเฉพาะสำหรับเงินลงทุนระยะยาวที่ไม่ต้องการสภาพคล่องในระยะสั้น อาทิเช่น กองทุน KFAFIX-A (ขั้นต่ำ 1 ปี ขึ้นไป) โดยปัจจุบันกรอบ Duration เฉลี่ยของกองทุน KFAFIX-A = 2 – 3 ปี

กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ

KF-SINCOME/ KF-CSINCOM:

  • กองทุนมองว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจากสถานการณ์โรคระบาดจะค่อย ๆ ลดลง หลังจากไตรมาส 3 และ ในไตรมาส 4 จะมีความชัดเจนในเรื่องของวัคซีน และการ Lockdown จะสิ้นสุดลง ในขณะที่นโยบายการเงินยังคงเกื้อหนุนเศรษฐกิจด้วยมุมมองนี้กองทุนยังคงเห็นโอกาสการลงทุนบนตราสารหนี้ภาคเอกชนระดับลงทุนได้, ตราสารหนี้ High Yield และ Agency MBS

กองทุนตราสารทุนในประเทศ

KFENS50-A:

  • กองทุนเน้นการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี SET 50

กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ

Developed market equity

KFGBRAND-A / KFGBRAND-D:

  • กองทุนลงทุนหุ้นที่มีคุณภาพสูง เน้นหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกที่มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เติบโตสม่ำเสมอในระยะยาว ทนทานในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ ทำให้กองทุนมี Downside ที่น้อยกว่าตลาดหุ้นโลก เมื่อตลาดปรับตัวลดลง

KF-HUSINDX:

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของ FED ที่เพิ่มสภาพคล่องให้ตลาด อย่างไรก็ตาม ตลาดสหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงจากความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องฮ่องกงและสงครามการค้า โดยจีนยกเลิกการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ เองก็สั่งห้ามการค้าขายกับ Huawei และอาจห้ามบริษัทจีนมาจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะยงั คงอยู่จนถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปลายปีนี้
  • กองทุนหลักเน้นลงทุนใน iShares Core S&P500 ETF ซึ่งจะมีผลการดำเนินงานที่ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของดัชนี โดยคาดการณ์การเติบโตยังคงมีอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยพื้นฐานที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับนโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐ เช่น การปฏิรูปภาษี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น

KF-EUROPE/ KF-HEUROPE:

  • ตลาดยุโรปปรับตัวดีขึ้น หลังจากหลายพื้นที่ผ่อนคลายมาตรการ Lockdown ต่อเนื่อง นอกจากนี้ ทางธนาคารกลางยุโรปยังได้เพิ่มปริมาณการเข้าซื้อสินทรัพย์ อีก 6 แสนล้านยูโรและ ยืดระยะเวลามาตรการต่อไปจนถึงกลางปีหน้าเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ตลาดยุโรปอาจต้องระวังความเสี่ยงจากภาวะหนี้ต่อจีดีพีที่อยู่ในระดับสูงและการกลับมาระบาดรอบ 2

Emerging market equity

KFACHINA-A:

  • จีนยังคงทยอยผ่อนคลายนโยบาย Lockdown หลังสามารถควบคุมการระบาดรอบ 2 ได้รวดเร็ว โดยตัวเลขเศรษฐกิจชี้ให้เห็นถึงการฟื้นตัวต่อเนื่องทั้งในภาคการผลิตและการบริการ นอกจากนี้ทางธนาคารกลางจีนเองยังได้ลดดอกเบี้ยกู้ยืมระยะสั้นลง อย่างไรก็ตาม ตลาดจีนอาจมีความผันผวนจากความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องฮ่องกง การค้า และเทคโนโลยี โดยคาดว่าตลาดในประเทศอย่าง A-Shares จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า

Multi-Asset

KFAINCOM-A / KFAINCOM-R:

  • ในช่วงที่ภาวะตลาดทุนมีแนวโน้มผันผวน การลงทุนแบบ Multi-Asset Income Fund กระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั้ง หุ้น ตราสารหนี้และสินทรัพย์ทางเลือกที่ให้ Yield ที่ดี จะช่วยลดความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดปรับตัวผันผวนขณะที่ยังคงได้รับผลตอบแทนในระดับที่น่าสนใจ
  • กองทุนหลักเน้นการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ โดยผู้จัดการกองทุนหลักจะมีการปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ กองทุนหลักเน้นการลงทุนในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก เหมาะสำหรับ นักลงทุนที่ไม่ประสงค์จะกระจายการลงทุนด้วยตนเอง

Krungsri Asset Management

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Krungsri The Masterpiece สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA

สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน Krungsri The Masterpiece คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน


Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนมิถุนายน 2020:

หมายเหตุ:

  • กองทุน KFGBRAND-A, KFGBRAND-D, KF-EUROPE, KFACHINA-A ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • กองทุน KF-SINCOME, KF-CSINCOM, KFAINCOM-A, KFAINCOM-R, KF-HUSINDX, และ KF-HEUROPE ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน

คำเตือน  ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต  กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน อาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน  ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้   กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน อาจมีต้นทุนสำหรับการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว โดยทำให้ผลตอบแทนของกองทุนโดยรวมลดลงเล็กน้อยจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น   กองทุนอาจลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้  (non-investment grade) หรือไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (unrated bond) ผู้ลงทุนจึงอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการไม่ได้รับชำระคืนเงินต้น และดอกเบี้ย  เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่น่าเชื่อถือได้ ณ วันที่แสดงข้อมูลแต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้องความน่าเชื่อถือ และความสมบูรณ์ของข้อมูลทั้งหมด โดยบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงข้อมูลทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด โทร  0 2657 5757

TMKT EP33 – วันประวัติศาสตร์ ราคาทองทะลุ $2,000 แล้ว – THE MARKET PODCAST

FINNOMENA Podcast

TMKT EP33 – วันประวัติศาสตร์ ราคาทองทะลุ $2,000 แล้ว – THE MARKET PODCAST

“THE MARKET PODCAST” รายการที่ไม่ใช่แค่เล่าข่าว แต่เป็นการเจาะข่าว เจาะประเด็น เพื่อให้นักลงทุนรู้ก่อนเทรด!

ดำเนินรายการโดย คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือ Mr.Messenger เจ้าของเพจ Sinthorn


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

“Heavy Rotation” กับความคาดหวังแฟนคลับทุ่มเม็ดเงิน 140 ล้านบาท

Kuma Investo
“Heavy Rotation” กับความคาดหวังแฟนคลับทุ่มเม็ดเงิน 140 ล้านบาท

BNK48 ได้ปล่อย MV Single ที่ 9 เพลง “Heavy Rotation” ออกมาได้รับชมกัน ทำไมเพลงนี้ถึงเป็นเพลงที่ถูกพูดถึงและคาดหวังไว้เป็นอย่างมาก จากเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย หรือ Koisuru Fortune Cookie เป็นกระแสไว้เช่นไร Heavy Rotation ก็หวังไว้เช่นนั้น เนื่องจาก Heavy Rotation ถือเป็นเพลงที่เป็นกระแสคู่กับ Koisuru Fortune Cookie ของวงต้นตำรับที่ญี่ปุ่น AKB48และมียอมรับชมกว่า 159 ล้านวิว อีกทั้งยังมีการโปรโมทผ่าน     เซเลบริตี้ชื่อดัง อาทิ เช่น ไอซ์ อภิษฎา, ปันปัน สุทัตตา, บอย ตรัย ภูมิรัตน, DJ BOY HITZ 955 เป็นต้น

วง BNK48 เคยสร้างปรากฏการณ์ ยอดรับชม MV เพลงคุกกี้เสี่ยงทาย หรือ Koisuru Fortune Cookie ทะลุ 100 ล้านวิว ภายใน 4 เดือน และพลิกผลประกอบการของบริษัท อินดิเพนเด้นท์ อาร์ทิสท์ เมเนจเม้นท์ จำกัด (iAM) หรือชื่อเดิม บีเอ็นเค48 ออฟฟิศ จำกัด จากขาดทุนสุทธิ 22 ล้านบาท ในปี 2560 และกลับมากำไรในปี 2561 รายได้กว่า 146 ล้านบาท PLANB จึงมองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจ นอกเหนือจากการตัดสินใจซื้อหุ้น GOOD THINGSลงทุนพื้นที่สื่อบันเทิงมากขึ้น และร่วมกับบริษัท การเปิดตัว BNK48 รุ่นที่ 3 การเข้ามาร่วมทุนอีกครั้งของ Vernalossom (ชื่อเก่า AKS) จากประเทศญี่ปุ่น ต้นสังกัตของวง AKB48 วงหลักที่เป็นต้นตำรับของ BNK48 ลงทุนตั้งวงไอดอลเพิ่มจึงเลือกเปิดวงใหม่ CGM48 เพิ่มเพื่อขยายธุรกิจในจังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือ ซี่งมีกลุ่มแฟนคลับอยู่มากพอสมควร

จากปรากฏการณ์ดังกล่าว ศิลปินกลุ่มหรือที่รู้จักกันในนาม “ไอดอล” ในปัจจุบัน เกิดขึ้นมากมายไม่ต่ำกว่า 20 กลุ่ม แต่ทว่าวงไอดอลใหม่ๆ ที่ไม่ได้มีทุนหรือสร้างกระแสได้มากพอ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เหลือจำนวนไม่กี่วงที่ยังยืนอยู่ได้ และสถานการณ์ COVID-19 ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ การยกเลิกงานอีเว้นท์ต่างๆ เช่น งานจับมือ งานคอนเสิร์ท งานจ้าง Event จากสปอนเซอร์ และงานประกาศผลเลือกตั้ง BNK48 ที่เป็นรายได้หลักของวงด้วยเช่นเดียวกัน จากกระแสที่หลายๆ คนนิยามว่าเริ่มเข้าสู่ช่วง “ขาลง” แล้วธุรกิจ “ไอดอล” ของวง BNK48 และ CGM48 นั้นเป็นอย่างไรในสถานการณ์ปัจจุบัน

แต่สิ่งที่ยืนยันความนิยมของวง BNK48 ได้เกิดปรากฎการณ์แฟนคลับทุ่มเงินกว่า 140 ล้านบาท ในงานเลือกตั้งเพื่อเลือกสมาชิกของวงในซิ้งเกิ้ล Heavy Rotation เมื่อวันที่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมา จากจำนวนคะแนนโหวตกว่า 700,000  คะแนน โดยคะแนนโหวตดังกล่าวจะมาจาก 2 วิธี คือการซื้อซีดีพรีออเดอร์ซิงเกิ้ลที่ 8 “High Tension” หรือวิธีที่ 2 เป็นการซื้อโค้ดโหวตแบบดิจิตอลโดยเฉพาะ ซึ่งมีมูลค่าเฉลี่ยคะแนนละ 200 บาท

แต่ทว่า จากยอดการสั่งซื้อ CD เพื่อร่วมโหวตในงานเลือกตั้ง “BNK48 9th Single Senbatsu General Election มีจำนวนยอดขายประมาณ 180,000 แผ่น เมื่อเทียบกับงานเลือกตั้ง “BNK48 6th Single Senbatsu General Election” จำนวนยอดขาย CD 300,000 แผ่น  รวมถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจ สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของวง BNK48 ที่ถูกมองเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เห็นได้จาก พวงกุญแจ โปสเตอร์ และสินค้าอื่นๆ รวมถึงรูปสะสมของสมาชิกในวงที่ราคาในตลาดกลุ่มแฟนคลับของวงมีราคาลดลงมาอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ อีกทั้งงานจับมือของวง BNK48 ที่จัดไปแล้วถึง 17 ครั้ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อีกแล้ว

จากบทบาทของ PLANB เองเปลี่ยนแปลงจากผู้ถือหุ้นเป็นผู้บริหารหลักของวง BNK48 แทน หลังจากผู้บริหาร บริษัท iAM จำกัด ได้ลาออกไป  เริ่มมีแพลนที่จัดทำงานจับมือแบบออนไลน์ การเปิด Channel Tiktok การร่วมมือทำ Content Youtuber กับ บี้ เดอะสกา เพื่อสร้างกระแสและรักษาฐานกลุ่มแฟนคลับอย่างต่อเนื่อง

นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ PLANB เข้ามาบริหารจะทำให้ BNK48 และวงน้องใหม่อย่าง CGM48 ยังเป็นศิลปินไอดอลกรุ๊ปที่ยังยืนอยู่ต่อไปตามกระแสที่หลายคนเรียกว่า “ขาลง” ได้หรือเปล่า ….

Kuma Investo

 

รีวิวกองทุน B-INNOTECH เทคโนโลยีไม่ใช่แค่กระแส แต่คือมาตรฐานใหม่

TUM SUPHAKORN

B-INNOTECH เป็นหนึ่งในกองเด็ดของ บลจ. บัวหลวง เพิ่งตั้งกองทุนมาได้ 3 ปี แต่ผลงานถือว่าเก๋าไม่แพ้กองเก่าๆ ด้วยผลตอบแทนเกือบ 30% ในปีที่ผ่านมา (ใช่ครับ ปีที่เราร่วมกันฝ่าโควิดกองยังโตขึ้นอีก) กองนี้ดีอย่างไร? ทำไมถึงน่าสะสมลงทุนในพอร์ต? เชิญอ่านบทความรีวิวครับ

ปี 2020 ถามคนร้อยทั้งร้อยทุกคนคงตอบว่าตอนนี้ชีวิตไม่เหมือนแต่ก่อน จากเดิมที่เวลาจะโทรศัพท์ต้องเก็บเหรียญหยอดตู้ ตอนนี้เราพกโทรศัพท์ติดตัวไปได้ทุกที่ จากเดิมที่เวลาจะเดินทางไปไหนมาไหนต้องซื้อแผนที่ ต้องใช้เวลาวางแผน ตอนนี้เปิด Google Map ก็เรียบร้อย (เอาจริงๆ เดี๋ยวนี้ถ้าไม่มี Google Map ไปไหนไม่ถูกละนะ) วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนแปลงไปในเวลาไม่กี่สิบปี และคงไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม สิ่งที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ก็คือ “เทคโนโลยี” คำนี้คำเดียว

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ยุคตื่นเทคฯ


5 อันดับบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดสหรัฐอเมริกาในปี 2009 และ 2018
ที่มา: apnews.com

จากข้อมูลของ FactSet ในปี 2009 ใน 5 อันดับแรกของบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดสหรัฐมีแค่ 1 บริษัทเท่านั้นที่เป็นบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยี นั่นก็คือ Microsoft แต่ผ่านมาไม่ถึงสิบปี ในปี 2018 กลายเป็นว่า 5 อันดับบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดมีบริษัทเทคโนโลยีถึง 4 บริษัท แถมเป็นบริษัทหน้าใหม่ทั้งนั้นที่กระโดดขึ้นมาแทนที่ธุรกิจเก่าๆ

ในอดีตบริษัท Exxon Mobil ที่ทำธุรกิจครบวงจรเกี่ยวกับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเคยเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ปัจจุบันลิสต์ TOP 10 ยังไม่ได้แตะ จากข้อมูลตรงนี้ทำให้เห็นว่า เทคโนโลยีคือของจริง มันเข้ามาเปลี่ยนชีวิตประจำวันของเราจริงๆ ไม่ใช่กระแสที่ผ่านมาแล้วผ่านไป เทคโนโลยีเปลี่ยนจากสิ่งที่มีก็ดี (nice to have) กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีไม่ได้ (must have) เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนเศรษฐกิจ เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างต่างๆ และยังเติบโตอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้

ในฐานะนักลงทุน นี่คือโอกาส ถ้าอยากเข้าไปอยู่ในกระแสของตลาดปัจจุบัน วิธีที่คนไทยอย่างเราๆ จะเข้าไปลงทุนในบริษัทระดับโลกได้ก็คือ “การซื้อกองทุน” และถ้าจะพูดถึงกองทุนที่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีและนวัตกรรม กองทุน B-INNOTECH ของ บลจ.บัวหลวง เป็นหนึ่งในกองทุนที่โดดเด่นในกลุ่มนี้

B-INNOTECH ลงทุนในบริษัทอะไรบ้าง?

B-INNOTECH ชื่อเต็มคือ กองทุนเปิดบัวหลวงโกลบอลอินโนเวชั่นและเทคโนโลยี เป็นกองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม (เจาะหุ้นเฉพาะกลุ่ม มีความเสี่ยงกองทุนระดับ 7) ลงทุนในหุ้นบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก โดยกอง B-INNOTECH ลงทุนตามกองแม่ (Feeder Fund) คือ Fidelity Funds – Global Technology Fund Y-Acc-USD ถ้าเราต้องการจะรู้ว่ากองทุนนี้ลงทุนในบริษัทอะไร ก็ต้องแงะไส้กองออกมาดู

บริษัท Top 10 ที่ Fidelity Funds – Global Technology Fund Y-Acc-USD เข้าไปลงทุน
ที่มา: morningstar.co.uk (ข้อมูลวันที่ 30/06/2020)

ชัดเลยว่ากองนี้ถือหุ้นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำเป็นส่วนใหญ่ หลายบริษัททุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น Apple ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าเกิน 1 ล้านล้านเหรียญเป็นบริษัทแรกของสหรัฐฯ และตอนนี้ก็ยังอยู่ในตำแหน่งต้นๆ ของบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก เรียกได้ว่าโตวันโตคืน, Samsung Electronics บริษัทที่ทุกคนรู้ว่าผลิตมือถือ แต่รายได้จากการขายมือถือมีสัดส่วนไม่ถึงครึ่ง รายได้ส่วนใหญ่มาจาก Semiconductor ต่างหาก, Alphabet ทุกวันนี้เว็บไซต์ที่คนเข้าเยอะสุดทุกวัน 2 อันดับแรกคือ Google และ Youtube ซึ่งทั้งสองเว็บเป็นของ Alphabet ทั้งหมด และตัวอย่างบริษัทอื่นๆ ที่เราอาจจะไม่คุ้นชื่อ เช่น Xilinx, KLA, Analog Devices, Texas Instruments บริษัทเหล่านี้ทำธุรกิจเกี่ยวกับ Semiconductor และการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ซึ่งอุปกรณ์ไอทีที่เราใช้อยู่ทุกวันล้วนต้องอาศัยชิ้นส่วนเหล่านี้ทั้งนั้น

ถามว่าทำไมบริษัทเทคฯ อย่างบริษัทสตาร์ทอัพต่างๆ ถึงโตไว คำว่า “Scalability” คือคำตอบของคำถามนี้ บริษัทเทคโนโลยีมีความสามารถในการขยายกิจการได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้ต้นทุนที่น้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่น ลองนึกถึงธุรกิจเชนร้านอาหาร ถ้าอยากจะขยายสาขาก็ต้องหาพื้นที่ใหม่ ตั้งร้านใหม่ ทำโปรโมชั่นเรียกลูกค้าใหม่ ต้องใช้ต้นทุนมากมาย กลับกันถ้าเป็นบริษัทที่อยู่บนออนไลน์ ลูกค้าสามารถใช้บริการได้จากทั่วโลกเพียงแค่มีอินเตอร์เน็ต ทำให้บริษัทที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เติบโตได้อย่างรวดเร็วจนกลายเป็นกลุ่มบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกอย่างที่เห็นกัน

ซึ่งเราสามารถเป็นเจ้าของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกทั้งหมดตามตารางด้านบนได้ง่ายๆ เพียงแค่เรามีกองทุน B-INNOTECH อยู่ในพอร์ต ซึ่งกองทุน B-INNOTECH จะไปลงทุนในกอง Fidelity Funds – Global Technology Fund Y-Acc-USD อีกที ซึ่งกองนี้จะไปคัดเลือกและซื้อหุ้นเทคโนโลยีคุณภาพมาสะสมไว้อย่างที่เห็นในตาราง

กองทุนใช้วิธีอะไรในการเลือกหุ้น

ถามว่าแล้วหุ้นเทคโนโลยีพวกนี้เลือกมาโดยใช้เกณฑ์อะไร? รู้ได้ไงว่าดี? อันนี้เราสามารถเข้าไปอ่านใน Fund Factsheet ของกองแม่ได้ ซึ่งในนั้นจะบอกข้อมูลที่นักลงทุนจำเป็นต้องรู้หมดเลยว่าใครเป็นผู้จัดการกองทุน นโยบายการลงทุนเป็นอย่างไร ผลการดำเนินงานในอดีตดีหรือไม่ ตรงนี้ขอสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับหลักการที่กองแม่กองนี้ใช้คัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ตก่อนว่าเค้าคิดมาจากอะไร

กลยุทธ์ในการคัดเลือกหุ้นของกองนี้แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Growth, Cyclical และ Special Situation

1. Growth

หุ้นบริษัทที่เน้นการสร้างนวัตกรรมที่ทันสมัย หรือสร้างเทคโนโลยีที่เข้ามา disrupt วงการ หุ้นกลุ่มนี้มีแน้วโน้มที่จะเติบโตอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่นบริษัทที่เคยเป็นสตาร์ทอัพมาก่อน

2. Cyclical

หุ้นกลุ่มที่เติบโตเป็นวัฏจักรตามสภาพเศรษฐกิจ อย่างเช่นหุ้นที่เกี่ยวกับการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยหุ้นนั้นต้องเป็นผู้นำในตลาด

3. Special Situation

สุดท้ายเป็นกรณีพิเศษเมื่อกองทุนเห็นบริษัทคุณภาพที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่มันควรจะเป็น ถ้ากองทุนมองว่าบริษัทนั้นมีโอกาสฟื้นตัวได้สูงก็จะลงทุนเก็บสะสมไว้

กองทุนหลักกองนี้เป็นกอง Active Fund กลยุทธ์การลงทุนต่างๆ มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำผลตอบแทนให้สูงกว่าดัชนีชี้วัด เป็นการลงทุนเชิงรุก แถมเป็นการลงทุนเจาะเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมด้วย เพราะฉะนั้น B-INNOTECH ถือว่าเป็นกองทุนที่เสี่ยงสูง อาจมีความผันผวนได้มาก นอกจากผู้ลงทุนควรเข้าใจลักษณะการลงทุนของกองนี้แล้ว ผู้ลงทุนควรเข้าใจตัวเองว่าสามารถรับความเสี่ยงได้แค่ไหนด้วย

Performance ของกอง B-INNOTECH เป็นอย่างไร?

กราฟราคา NAV ของกองทุน B-INNOTECH
ที่มา: finnomena.com (ข้อมูลวันที่ 24/07/2020)

ผลตอบแทนย้อนหลังและ Max Drawdown ของกองทุน B-INNOTECH
ที่มา: finnomena.com (ข้อมูลวันที่ 24/07/2020)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ถึงจะมีกลยุทธ์ดูดีแค่ไหน ผลลัพธ์ก็วัดกันที่ผลตอบแทน สำหรับ B-INNOTECH จากสถิติ 1 ปีที่ผ่านมา กองทุนนี้สร้างผลตอบแทนสูงถึง 27.44% หรือคิดเป็นผลตอบแทน 17.72% ต่อปีในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนอยู่ในเกณฑ์โดดเด่นเมื่อเทียบกับกองทุนในกลุ่มเดียวกัน

สำหรับค่า Max Drawdown หรือตัวเลขการขาดทุนสูงสุดในอดีต กอง B-INNOTECH ถือว่าบริหารได้เป็นอย่างดีเพราะ Max Drawdown ต่ำเมื่อเทียบกับกองทุนอื่นๆ ในกลุ่ม ค่า Max Drawdown นี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารของผู้จัดการกองทุนซึ่งสามารถบริหารความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี สังเกตจากกราฟช่วงที่เกิดวิกฤต COVID-19 ราคา NAV สามารถฟื้นตัวกลับมาที่เดิมอย่างรวดเร็วและทะลุทำ New High ขึ้นไปได้

ถึงแม้ว่ากองทุนจะเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน (กองทุนนี้เพิ่งเปิดเมื่อปี 2017) แต่ตัวเลขผลการดำเนินการต่างๆ ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า กองทุน B-INNOTECH เป็นกองเด็ดกองหนึ่งในบรรดากองทุนกลุ่มเทคโนโลยี

กองทุน B-INNOTECH เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่สนใจอยากลงทุนและเติบโตไปกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
  • ผู้ที่สามารถลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว โดยคาดหวังผลตอบแทนระยะยาวที่ดีกว่าการลงทุนในตราสารหนี้
  • ผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงการลงทุนในพอร์ตไปยังต่างประเทศ
  • ผู้ที่สามารถรับความผันผวนที่เกิดจากความเสี่ยงของอุตสาหกรรมและความเสี่ยงของค่าเงินได้

กองทุน B-INNOTECH ไม่เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่ต้องการได้รับผลตอบแทนในจำนวนที่แน่นอน
  • ผู้ที่ต้องการรักษาเงินต้นให้อยู่ครบไม่ผันผวน

สนใจลงทุนในกองทุน B-INNOTECH

ถ้าหากว่าผู้ลงทุนศึกษาข้อมูลกองทุนมาอย่างดีแล้ว สำรวจตัวเองแล้วว่ามีเงินเย็นที่สามารถลงทุนในระยะยาวได้ และสำรวจตัวเองแล้วว่าสามารถรับความเสี่ยงได้สูง กองทุน B-INNOTECH ถือว่าเป็นตัวเลือกการลงทุนที่ดี เพราะเทรนด์ของเทคโนโลยีมาแล้วจริงๆ ยิ่งพอผ่านพ้นวิกฤตไวรัสแพร่ระบาดยิ่งยืนยันให้เห็นว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีคือหุ้นกลุ่มผู้ชนะในตลาด

สำหรับผู้ที่สนใจลงทุน สามารถเปิดบัญชีลงทุนกับ FINNOMENA ได้ที่ เปิดบัญชีลงทุน ใช้เวลาเพียง 1 วันก็สามารถเริ่มลงทุนได้เลย และสามารถซื้อกองทุนเด่นๆ จาก บลจ. ต่างๆ มาสะสมในพอร์ตได้ด้วย เปิดบัญชีที่เดียวซื้อได้พร้อมกันทั้งหมด 19 บลจ.

สำหรับผู้ที่มีบัญชีของ FINNOMENA อยู่แล้วสามารถสร้างพอร์ต DIY แล้วเลือกลงทุนผ่านหน้ากองทุน B-INNOTECHได้เลยครับ

เขียนโดย TUM SUPHAKORN

References:

https://apnews.com/bb69a7acc60f43d0946729c2aa0b196d
https://www.bblam.co.th/application/files/3515/9532/4498/Professional_Factsheet_FF_-_Global_Technology_Fund_Y-ACC-USD_062020.pdf
https://www.morningstar.co.uk/uk/funds/snapshot/snapshot.aspx?id=F00000YJZO&tab=3
https://www.finnomena.com/fund/B-INNOTECH
https://www.bblam.co.th/application/files/1115/9558/2232/BINNOTECH_FactSheet_Th.pdf

Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม  ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”