แจ้งเตือน

อยากซื้อหุ้นแมนยูสวนตารางอันดับ ซัดกองทุนไหนดี

Mr. Serotonin
อยากซื้อหุ้นแมนยูสวนตารางอันดับ ซัดกองทุนไหนดี

เอริค เทน ฮาก กุนซือไซตามะ สุดเท่ห์ สไตล์การเล่นเข้มข้น กำลังเผชิญศึกหนักและความท้าทายอันใหญ่ยิ่งในการเปลี่ยนทีม ประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ยาวนานอย่าง Manchester United ให้กลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง

หากเราเชื่อว่า เอริค เทน ฮาก จะมาเป็นผู้เปลี่ยนเกม กอบกู้ความสำเร็จของ Manchester United ดังเช่นยุคของ Sir Alex Firguson อีกครั้ง เราลงกองทุนไหนได้บ้างมาติดตามไปพร้อม ๆ กันเลย!

อยากซื้อหุ้นแมนยูสวนตารางอันดับ ซัดกองทุนไหนดี

หุ้นสโมสรฟุตบอลวิเคราะห์อย่างไรดี? (ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก บลจ. พาย ด้วยครับ)

  • ความสามารถในการทำกำไร: ดูศักยภาพกำไร ดู ROE ตรวจสอบผลตอบแทนผู้ถือหุ้น
  • ฐานะการเงิน: งบแข็งแกร่งไปซื้อนักเตะเก่ง ๆ ผลงานดีตาม ขายซื้อโปรโมต เป็นสปอนเซอร์หารายได้ให้กับสโมสรได้เพิ่ม
  • ชื่อเสียงนักเตะ: อย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้า นักเตะดี ๆ มีชื่อเสียง ช่วยให้สโมสรหารายได้จากตั๋วเข้าชม การแข่งขัน และการขายของที่ระลึกได้เพิ่มเติม
  • สปอนเซอร์: การได้สปอนเซอร์ดี ๆ ทุนหนา อาจทำให้บริษัทได้รับเงินสนับสนุนที่สูงขึ้นเป็นรายได้ต่อเนื่อง

สถิติที่น่าสนใจ 

  • ในฤดูกาล 1992/93 เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน ยอดกุนซือระดับตำนานสโมสร เคยพ่ายแพ้เกมลีคเปิดฤดูกาลถึง 2 นัดติด และพลิกคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีคได้ในท้ายที่สุด
  • ราคาหุ้นของ Manchester United ถึงแม้จะมีผลตอบแทน  -12.67% (YTD) แต่ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 เดือน กลับเป็นพลิกฟื้น +16.33% โดยอาจมีสาเหตุมาจากการฟื้นตัวของหุ้นโลก จากสถานการณ์เงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง

ไม่ว่าสถานการณ์ตอนนี้จะเป็นอย่างไรประวัติศาสตร์อันยาวนาน คุณภาพของแฟนบอลและ “แบรนด์” จากการที่แมนฯ ยู เป็นหนึ่งในสโมสรแรก ๆ ที่มีชื่อแวบเข้ามาในหัว (ไม่ว่าจะคุณผู้ชายหรือคุณผู้หญิง) อาจช่วยผลักดันให้ Manchester United ไม่หายตายจากไปในเร็ววัน และมุ่งหาความสำเร็จอยู่เสมอ

​​#ข่าว #แมนยู #ManchesterUnited #กองทุน

——————-  

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity

เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

Facebook: https://finno.me/the-opp-fb                               

Youtube: https://finno.me/youtube-channel 

ลงทุนกองทุนที่มีหุ้นแมนฯยู อยู่ได้เลยไหม!? ลองกรอกรายละเอียดเพื่อรับคำแนะนำที่ลิ้งก์ด้านล่างได้เลยครับ

รับบริการผู้แนะนำการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น

👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service

รับบริการผู้แนะนำการลงทุนกองภาษีส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนกองภาษี 200,000 บาทขึ้นไป

👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/taxplanner-services

References

https://money.cnn.com/quote/shareholders/shareholders.html?symb=MANU&subView=institutional

https://web.facebook.com/pisecurities/photos/pcb.5283483271729664/5283477448396913

https://www.invesco.com/us-rest/contentdetail?contentId=922407c649400410VgnVCM10000046f1bf0aRCRD&dnsName=us

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: รำลึก ‘ราเกช จุนจุนวาลา’ ฉายา “บัฟเฟตต์แห่งอินเดีย” เสียชีวิตในวัย 62 ปี จากเงิน $100 ที่ยืมพี่เขย สู่ความมั่งคั่ง $5,800 ล้าน ผู้มี วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นไอดอล

THE OPPORTUNITY
News Update: รำลึก ‘ราเกช จุนจุนวาลา’ ฉายา “บัฟเฟตต์แห่งอินเดีย” เสียชีวิตในวัย 62 ปี จากเงิน $100 ที่ยืมพี่เขย สู่ความมั่งคั่ง $5,800 ล้าน ผู้มี วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นไอดอล

‘ราเกช จุนจุนวาลา’ มหาเศรษฐีเจ้าของฉายา “วอร์เรน บัฟเฟตต์แห่งอินเดีย” เสียชีวิตแล้วในวัย 62 ปี ด้วยความมั่งคั่ง 5,800 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 203,000 ล้านบาท มาดูกันว่าเขาเริ่มต้นเส้นทางและมีกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร

จุนจุนวาลาเริ่มหลงใหลในหุ้นตั้งแต่ยังเด็ก หลังจากเฝ้าดูพ่อของเขาผู้ทำอาชีพเจ้าหน้าที่ภาษี ที่พยายามลงทุนในตลาดหุ้น

แต่จุดเริ่มต้นที่แท้จริงคือปี 1985 เมื่อจุนจุนวาลาวัย 25 ปี หลังเรียนจบจากวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์และเศรษฐศาสตร์แห่ง Sydenham ด้วยเกียรตินิยม เขาเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินเพียง $100 ที่ยืมมาจากพี่เขย

การเดิมพันในหุ้น Titan ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 คือการลงทุนที่ทำกำไรได้มากสุดของเขา ในตอนนั้น Titan บริษัทในเครือ Tata Group ยังเป็นเพียงบริษัทที่ผลิตนาฬิกาเป็นหลักและประสบปัญหาด้านแรงงาน

แต่ปัจจุบัน Titan กลายมาเป็นบริษัทเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย ที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 26,000% นับตั้งแต่ปี 2005 โดยในเดือน มิ.ย. จุนจุนวาลาและภรรยาของเขาถือหุ้น Titan อยู่ประมาณ 4%

จุนจุนวาลาถือว่าเป็นนักลงทุนที่สร้างตัวเองขึ้นมาเองจนกลายมาเป็นนักลงทุนรุ่นเก๋าและทรงอิทธิพลในตลาดหุ้นอินเดีย ชื่อเสียงของเขามาจากการเลือกหุ้นเพื่อการลงทุนระยะยาว และปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์จากการเปิดเศรษฐกิจของอินเดียในปี 1991

เขาได้ก่อตั้งบริษัทที่ชื่อว่า Rare Enterprises ซึ่งมาจากตัวอักษรสองตัวแรกของชื่อเขาและภรรยา Rekha นอกจากนี้ยังได้ลงทุนในธุรกิจและสตาร์ทอัพหลายแห่ง ทั้ง Star Health and Allied Insurance, บริษัทเกม Nazara Technologies Ltd และล่าสุด Akasa Air สายการบินใหม่ของอินเดีย

ในปี 2005 จุนจุนวาลาให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่า เขามีมหาเศรษฐีผู้ใจบุญอย่าง ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ เป็นบุคคลต้นแบบส่วนกลยุทธ์การเลือกหุ้นก่อนที่หุ้นนั้นจะเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตนั้นได้รับแรงบันดาลใจมากจากมหาเศรษฐีชาวอเมริกัน ‘จอร์จ โซรอส’ และนักลงทุนชาวฮ่องกง ‘มาร์ค เฟเบอร์’

ถึงแม้จะได้รับฉายาว่าเป็นบัฟเฟตต์แห่งอินเดียและมีบัฟเฟตต์เป็นต้นแบบ แต่เขาเคยให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วว่า เขาไม่ชอบถูกเรียกแบบนั้น เพราะเขายังตามหลังซีอีโอของ Berkshire Hathaway อยู่มาก และที่สำคัญเขาไม่ใช่ร่างโคลนของใคร แต่เขาคือ ‘ราเกช จุนจุนวาลา’

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 15/08/2022 “ส่อวุ่นอีก! คณะส.ว. – ส.ส. สหรัฐฯ ชุดใหม่ เดินทางไปถึงไต้หวันอีกครั้ง หลังการมาเยือนของ แนนซี เพโลซี” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 15/08/2022 “ส่อวุ่นอีก! คณะส.ว. – ส.ส. สหรัฐฯ ชุดใหม่ เดินทางไปถึงไต้หวันอีกครั้ง หลังการมาเยือนของ แนนซี เพโลซี” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 15/08/2022

 

“ส่อวุ่นอีก! คณะส.ว. – ส.ส. สหรัฐฯ ชุดใหม่ เดินทางไปถึงไต้หวันอีกครั้ง หลังการมาเยือนของ แนนซี เพโลซี”

 

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Dow Jones ปิดที่ 33,761.05 +424.38 จุด (+1.27%) S&P500 ปิดที่ 4,280.15 +72.88 จุด (+1.73%) Nasdaq 13,047.19 ปิดที่ +267.27 จุด (+2.09%) Small Cap 2000 ปิดที่ 2,013.09 +37.84 จุด (+1.92%) VIX index อยู่ที่ 19.53 (-3.32%)

 

ตลาดหุ้นยุโรป (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) EURO STOXX 50 ปิดที่ 3,776.81 +19.76 จุด (+0.53%) Dax เยอรมนี ปิดที่ 13,795.85 +101.34 จุด (+0.74%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 6,553.86 +9.19 จุด (+0.14%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่ 7,500.89 จุด +34.98 จุด (+0.47%)

 

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่ 28,546.98 จุด +727.65 จุด (+2.62%) CSI 300 จีน ปิดที่ 4,191.15 จุด -2.39 จุด (-0.06%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่ 20,175.62 จุด +93.19 จุด (+0.46%) SET Index ไทย ปิดที่ 1,622.26 จุด +5.05 จุด (+0.31%) VN30 เวียดนาม ปิดที่ 1,280.96 จุด +8.63 จุด (+0.68%)

 

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 15 ส.ค. 2565) ราคาทองคำ 1,812.00 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 20.677 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 91.20 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 97.25 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 15 ส.ค. 2565) Bitcoin 24,968.7 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,001.25 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และ Binance Coin 326.30 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ภาพรวมสินทรัพย์ทั่วโลกที่ปรับตัวบวกและลบสูงที่สุดในรอบ 1 สัปดาห์ 3 อันดับแรก กลุ่มที่ปรับตัวในทิศทางบวก – ดัชนี S&P500 และ Global REIT (+3.4%), หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว (+2.8%) และหุ้นโลก (+2.7%) ปรับตัวในทิศทางลบ – ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (-0.7%), พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (-0.5%) และหุ้นกู้สหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับน่าลงทุน (-0.4%)

 

ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวบวกที่สุดในรอบ 1 สัปดาห์ 3 อันดับแรก – ดัชนี PCOMP ฟิลิปปินส์ (+4.3%), ดัชนี S&P500 (+3.4%) และดัชนี Nasdaq (+3.2%)

 

ภาพรวม sector ใน S&P500 ที่ปรับตัวบวกสูงที่สุดในรอบ 1 สัปดาห์ 3 อันดับแรก – Energy (+7.0%), Financials (+5.7%) และ Materials  (+4.6%)

 

ผลตอบแทนของดัชนี MSCI แบ่งตามสไตล์การลงทุนในรอบ  1 สัปดาห์ –MSCI World Small Cap (+3.0%), MSCI World Value Index (+2.9%), MSCI World Large Cap (+2.7%), MSCI World Growth Index (+2.7%), MSCI World Momentum Index (+2.4%) และ MSCI World Quality Index (+2.1%)

 

ผลตอบแทนตามธีมต่างๆ ในรอบ  1 สัปดาห์ – Blockchain (+11.3%), Cybersecurity (+3.8%), Clean Energy (+3.6%), Semiconductor (+2.2%), Global Luxury (+1.6%), Esport (+1.4%), Sustainable Energy (+1.1%) และ Health Care (+0.6%)

 

สรุปข่าวประจำวัน

ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ให้ผลตอบแทน 13.1% และ 17.9% ตามลำดับนับจากต้นไตรมาสที่ 3 ถ้าดูจากช่วงต้นปียังติดลบ -20.1% และ -29.7% ตามลำดับ

 

คณะส.ว. และส.ส. สหรัฐฯ ชุดใหม่ เดินทางถึงไต้หวันอีกครั้ง หลังจากการมาเยือนของแนนซี เพโลซี ก่อนหน้านี้งง ตลาดหุ้นไต้หวันเช้านี้ ยังเปิดในแดนบวก

 

ญี่ปุ่นรานงาน GDP ไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 2.2% ได้รับผลบวกจากการบริโภคในประเทศ แต่เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าคาด ประมาณการ GDP ญี่ปุ่นรวบรวมโดย Bloomberg ปี 2022 ขยายตัว 1.6% และปี 2023 ขยายตัว 1.7%

 

จับตาผลผลิตภาคอุตสาหกรรมจีนที่คาดว่าจะประกาศออกมาหดตัว สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจโลกถดถอย ประมาณการ GDP จีนรวบรวมโดย Bloomberg ปี 2022 ขยายตัว 3.8% และปี 2023 ขยายตัว 5.24%

 

แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนใน CSI300 ยังไม่ได้ดีกว่าหุ้นโลก

 

Saudi Aramco ประกาศกำไรเพิ่มขึ้นทำสถิติใหม่ เติบโต 90% สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่เดินหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

มีรายงานว่า จอร์จ โซรอส เดินหน้าเก็บหุ้นเทคโนโลยี อาทิ Amazon, Google และ Tesla เข้าพอร์ต

 

ราเกช จุนจุนวาลา มหาเศรษฐีฉายา วอร์เรน บัฟเฟตแห่งอินเดีย เสียชีวิตในวัย 62 ปี มีความมั่งคั่ง 5,800 ล้านดอลลาร์ หรือ 203,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2021

 

จับตาการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ดีเดย์ 1 ต.ค. นี้ คาดว่ามีสูตรการปรับขึ้น 5% และ 8% แต่ยังต้องรอดูผลการเจรจา ข้อมูลจากหลักทรัพย์เอเซีย พลัส พบว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ได้มีนัยยะต่อการปรับตัวของ SET Index อย่างมีนัยยะ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ คือ รับเหมาก่อสร้าง การเกษตร อสังหาริมทรัพย์ และชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์

Breaking News: GDP ไทยไตรมาสสอง โต 2.5% ต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดที่ 3.1% สภาพัฒน์คาดทั้งปี 65 ขยายตัว 2.7% – 3.2% เพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อสู่ 6.3% – 6.8%

THE OPPORTUNITY
สภาพัฒน์คาดทั้งปี 65 ขยายตัว 2.7% - 3.2% เพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อสู่ 6.3% - 6.8%

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สองของปี 2565 ขยายตัวร้อยละ 2.5 ปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 2.3 ในไตรมาสก่อนหน้า (%YoY) และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สอง ของปี 2565 ขยายตัวจากไตรมาสแรกของปี 2565 ร้อยละ 0.7 (QoQ_SA) รวมครึ่งแรกของปี 2565 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.4

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสอง ที่ขยายตัวร้อยละ 2.5 ถือว่าต่ำกว่าประมาณการของผลสำรวจความคิดเห็นจาก Bloomberg ที่ให้ค่ากลางการเติบโตไว้ที่ ร้อยละ 3.1

ด้านการใช้จ่าย การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกบริการขยายตัวเร่งขึ้น ร้อยละ 6.9 การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาล ขยายตัวร้อยละ 2.4 การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 2.3 ขณะที่การลงทุนภาครัฐปรับตัวลดลงต่อเนื่องร้อยละ 6.8 รวมครึ่งแรกของปี 2565 การลงทุนรวมลดลงร้อยละ 0.1

ด้านการผลิต สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร ขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 44.9 สาขาการขายส่ง ขายปลีก และการซ่อมฯ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ร้อยละ 3.1 และสาขาขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ร้อยละ 5.3 สาขาเกษตรกรรมและสาขาการไฟฟ้าและก๊าซฯ ชะลอตัว ในขณะที่สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและสาขาการก่อสร้างปรับตัวลดลง

เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 1.37 ต่ำกว่าร้อยละ 1.53 ในไตรมาสก่อนหน้าและต่ำกว่าร้อยละ 1.89 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 6.5 และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.3

สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 8.6 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (29.75 หมื่นล้านบาท) คิดเป็นการขาดดุลร้อยละ 7.0 ของ GDP

ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน มิถุนายน 2565 อยู่ที่ 2.2 แสนล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2565 มีมูลค่าทั้งสิ้น 10,204,305.4 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 61.1 ของ GDP

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2565 คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.7 – 3.2 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของการบริโภคภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยว รวมทั้งการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ สรอ. จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.9 การอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 4.4 และ ร้อยละ 3.1 ตามลำดับ ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ 6.3 – 6.8 และดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลร้อยละ 1.6 ของ GDP

ที่มา: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ตลาดวิ่งครั้งนี้ Bear Market Rally, Fake Bull หรือ จุดเริ่มต้นขาขึ้นรอบใหม่

AKN Blog
ตลาดวิ่งครั้งนี้ Bear Market Rally, Fake Bull หรือ จุดเริ่มต้นขาขึ้นรอบใหม่
ต่อจากวานนนี้ Bear Market Rally หรือ Fake Bull หรือ Bull Market รอบใหม่
เริ่มต้นจากสรุปก่อนเลยละกัน
ผู้เขียนให้ความน่าจะเป็นไว้ดังนี้
– 50% Fake Bull / 30% Bear Market Rally / 20% New Bull Run
– 100% Higher Volatile
ทำไม?
เพราะมองว่าส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิด New Bull Run รอบใหม่จริงๆ ชนิดที่ว่าสามารถขึ้นมากกว่า 20% ตามมาด้วยการพักฐาน และสามารถทำ Higher High อีกรอบได้่นั้น จะต้องมาจากปัจจัยที่สำคัญก็คือ ท่าทีที่ Dovish (ไม่ใช่ Less Hawkish) และถ้าจะให้่ตลาดนั้นวิ่งไปได้อย่างยั่งยืนจะต้องพร้อมกับเศรษฐกิจที่เกิด Mild Recession ตามที่ Fed คาดไว้ พร้อมๆ กับเงินเฟ้อที่กลับลงสู่เป้าหมาย
เพราะปัจจุบันนั้นตลาดตอบรับต่อ Fed มากที่สุด หาก Fed ไม่เปลี่ยนท่าทีแล้ว ค่อนข้างยากที่ตลาดจะวิ่งไปได้ไกล
ขณะเดียวกันแม้ Fed จะเปลี่ยนท่าที แต่หากเศรษฐกิจไม่ใช่ Mild Recession ตามที่คาด กำไรของบริษัทจดทะเบียนทั้งหลายก็มีโอกาสที่จะแย่สูงกดดันตลาดอีกต่อ
แต่ขณะเดียวกัน หากเศรษฐกิจชะลอกว่าที่คาดจริง แต่เงินเฟ้อยังสูงก็อาจกดดันให้ Fed ดันคันเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่เต็มที่
แต่ขณะเดียวกันนั้นสาเหตุที่ผู้เขียนนั้นเชื่อว่าจะเกิด Fake Bull ก็เพราะ ปัจจัยทั้งหลายดูเกื้อหนุนให้ตลาดคลายกังวลเสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็น
1. ท่าทีของ Fed ที่ตลาดดูจะเชื่อว่า Less Hawkish ซึ่งตรงนี้จริงๆ ก็ไม่แปลก เพราะ อาวุธที่สำคัญของ Fed ไม่ใช่แค่นโยบายการเงิน แต่ยังมีความพยายามชี้นำตลาดด้วย ซึ่ง ณ ตรงนี้ดูเหมือนว่า Fed จะทยอย “มอบตัว” มากขึ้นเรื่อยๆ ว่า การเอาเงินเฟ้อให้อยู่ในครั้งนี้ อาจเลี่ยง Recession ไม่ได้ (แต่ Fed ก็จะพยายามนะ)
ซึ่งทำให้ Fed เองต้องผ่อนท่าทีลง เพื่อผ่อนคลายความกังวลดังกล่าว ชี้นำตลาดทั้งการลงทุน และการบริโภคให้ไม่ชะลอเพราะความกังวลดังกล่าว
2. เงินเฟ้อที่แลดูจะผ่านจุดพีคไปแล้ว ทั้งการที่รัสเซีย กับยูเครน ตกลงกับประเทศอื่นๆ ว่าจะส่งออกสินค้าการเกษตร (ไม่ได้ตกลงระหว่างกัน แต่ต่างฝ่ายต่างตกลงกับประเทศที่ 3) รวมไปถึงการที่ประเทศที่บริโภคน้ำมันสูงอย่างอินเดีย และจีน สามารถนำเข้าพลังงานราคาถูกจากรัสเซียได้ ทำให้ Supply Disruption ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ก็คลายตัวลง
3. Earning ของบริษัทต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝั่งสหรัฐฯ ยังประกาศออกมาดูสดใส นำโดยกลุ่มเทคโนโลยีทั้งหลาย ที่มี Guidance เหมือนจะไม่ได้แย่มากอย่างที่คาด (แม้จะชะลอการจ้างงานใหม่หลายบริษัทก็ตาม)
4. QT เองยังดูเหมือนทำให้ตลาดดีใจได้ ด้วยตัวเลขการทำที่ต่ำกว่าที่ประกาศไว้ โดยนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนมานั้นลดลงสุทธิเพียง 31,000 ล้าน USD เท่านั้น (แบ่งเป็น Treasury 41,000 ล้านดอลลาร์ และ MBS เพิ่มขึ้น 10,000 ล้านดอลลาร์ Source : FINNOMENA & CrisisMan
5. Event Risk ใหม่ล่าสุด อย่างรักสามเศร้า จีน – ไต้หวัน – สหรัฐฯ นั้น ไม่น่าลุกลามไปมากกว่าแค่การซ้อมรบ และการที่พี่จีนแดงของคุณสี ตบสั่งสอนน้องจีนขาวผ่านการค้า พร้อมกับแสดงแสนยานุภาพให้รู้ว่า “อั๊วเอาจริง” เท่านั้น (ยกเว้นแต่สหรัฐฯ หรือ จีนจะเดินหน้าทำอะไรแปลกๆ ใหญ่ๆ อีกครั้ง)
ซึ่งทั้งหมดนี้นั้นมากพอที่จะผลักดันให้ตลาด “มีความหวัง” และคิดว่าที่เคย Discount มูลค่าของหุ้นจำนวนมากไว้แบบ “ถูกเป็นขี้” นั้นต่ำเกินไป เพราะประเมินการขึ้นดอกเบี้ยแรงไป ทำให้ต้องกลับมาซื้ออีกครั้ง เพื่อไม่ให้พลาดโอกาส
แต่ต้องอย่าลืมว่า 5 ข้อข้างต้นนี้ ล้วนแต่มีจุดเสี่ยงทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น
1. Fed แค่เปิดช่องแบบ Less Hawkish เท่านั้นไม่ได้ Dovish และยังย้ำอีกว่า Fed นั้นถือ Dual Mandate คือ การทำให้ Max Employment (จ้างงานเต็มที่) พร้อมกับคุมให้ Price Stability (ราคามีเสถียรภาพ หรือ เงินเฟ้อในระดับที่เหมาะสม) ซึ่งหมายถึงเงินเฟ้อยังสำคัญนะ
2. เงินเฟ่อแม้จะผ่านจุดพีคไปแล้ว แต่ยังมีโอกาสอ้อยอิ่งอยู่กับเราอีกนาน เพราะมันฝังอยู่ในราคาสินค้าทั้งหลายจำนวนมากแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดแรงงานที่ดูเหมือน Feedback Loop เรื่องเงินเฟ้อมา ต้องขึ้นค่าจ้าง พอค่าจ้างขึ้น เงินเฟ้อก็มาอีก เริ่มทำงานได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตลาดแรงงานร้อนแรงหลัง COVID-19 จาก The Great Resignation ที่เกิดขึ้น
3. Earning แม้จะดูดี แต่หากพิจารณาให้ดี งบลงทุน และการจ้างงานก็ชะลอ รวมไปถึงกลุ่มธนาคารเองก็เริ่มตั้งสำรองเพิ่มขึ้นแล้ว หลังจากกังวลหนี้เสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากข้อมูลของ BofA และ BIS ที่ข้อมูลค่อนข้างสอดคล้องกันว่า ชาวสหรัฐฯ มีเงินเก็บลดลงต่ำกว่่าช่วงก่อน COVID-19 และวงเงินคงเหลือในสินเชื่อหมุนเวียนนั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง (ใช้เยอะมากขึ้นเรื่อยๆ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่รายต่ำในช่วง 33% ล่าง
และก็สอดคล้องอีกเช่นกัน กับใช้จ่ายของชาวสหรัฐฯ ที่แม้ตัวเลขจะโตขึ้นต่อเนื่อง แต่หากลงไปดูให้ดี ก็จะพบว่าเป็นการเพิ่มขึ้นจากภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจำนวนมาก ทำให้ในอนาคตนั้นการบริโภคสหรัฐฯ มีโอกาสที่จะหวังพึ่งได้น้อยลง
ครั้นจะไปหวังนอกประเทศ กวาดตาไปทางไหน ก็มีแต่ถูกปรับคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจลงทั้งสิ้น
4. QT ที่น้อยกว่าที่ประกาศไว้ ในเดือนหน้านี้ (กันยายน) ก็จะเบิ้ลเป็น 2 เท่า (จาก 45Billion เป็น 90 Billion) อีกทั้ง จากข้อมูลที่ @crisisman ได้เจาะลึกเอาไว้ ก็พบว่า การที่ตัวเลขน้อยกว่าคาดในช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นปัญหาจากการ Settle ของกลุ่ม MBS เสียมากกว่า
อีกทั้ง ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่าตลาดยังไม่ได้พูดถึง QT เสียด้วยซ้ำ!!! ทำให้หากรายงานออกมาว่าทำมากกว่าคาด หรือ ทำเต็มที่ประกาศไว้ ก็อาจมากพอที่จะกดดันตลาดได้พอดู
5. Event Risk กรณีไต้หวัน แม้ดูเหมือนจะไม่ลุกลาม แต่ก็อย่าลืมว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีใครยอมใคร และ สหรัฐฯ มีพันธะสัญญาในการช่วยไต้หวัน + จีนเองก็มีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพะอย่างยิ่งในปีที่พี่สี จะขึ้นรับตำแหน่งจักรพรรดิปลายปีนี้ ทำให้มีโอกาสสูงอีกเช่นเดียวกัน ที่จะเป็นหนังยาวมากกว่าที่จะจบๆ กันไป ขึ้นอยู่กับว่าจะแรงมากน้อยแค่ไหน
5 ปัจจัยนี้มีโอกาสสูงที่หากผิดคาดไป จะกลับมากดดันตลาดให้ลงได้อีกครั้ง
ซึ่งแน่นอนว่าระหว่างที่ภาพยังไม่เคลีย ย่อมทำให้เกิดความผันผวนได้สูงตลอดเวลา ยังไม่รวมไปถึง การประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่พร้อมจะมากดดันและหนุนตลาดได้อย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขที่ดีกว่าคาด ที่ตลาดจะคาดไปต่อว่า มันคือใบผ่านให้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยได้มากกว่าที่คาดเอาไว้ว่าจะ Less Hawkish
สำหรับพอร์ตการลงทุนจะทำอย่างไรดี?
วันนี้เขียนมายาวมาก ขอจบสั้นๆ ว่า หากใจกล้าพออาจไหลตามลมบนได้ แต่เหนืออื่นใด อย่าลืมมองหาเสื้อกันหนาวขณะที่ยังมีเวลา เพราะผู้เขียนเชื่อว่า Winter is Coming….

AKN Blog

โพยพอร์ตกองทุนคุณชัชชาติ ถืออะไร? แข็งแกร่งแค่ไหนกัน!?

FINNOMENA
โพยพอร์ตกองทุนคุณชัชชาติ ถืออะไร? แข็งแกร่งแค่ไหนกัน!?

พอร์ตกองทุนคุณชัชชาติ สุดแกร่ง สุดปังแค่ไหน? (ใบ้ให้ว่าตลาดผันผวนยังเอาอยู่ ถ้าอิงจากสัดส่วนหลัก!!)

ถ้าพร้อมแล้วมาดูไปพร้อมกันได้เลย มีข้อมูลอัปเดตสถานการณ์แถมให้ด้วยนะ!!

โพยพอร์ตกองทุนคุณชัชชาติ ถืออะไร? แข็งแกร่งแค่ไหนกัน!?

อัปเดตข่าว

News Update: เปิดพอร์ตกองทุนของ ‘ชัชชาติ’ พบซื้อทุนกองทุนรวม 4.34 ล้านบาท มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 42.85 ล้านบาท

วันที่ 11 สิงหาคม 2565 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) กรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2565

พบว่า นายชัชชาติมีทรัพย์สินทั้งสิ้น 42,852,349 บาท ไม่มีหนี้สิน แบ่งเป็นรายการดังต่อไปนี้
โพยพอร์ตกองทุนคุณชัชชาติ ถืออะไร? แข็งแกร่งแค่ไหนกัน!?

ที่มา: https://asset1.nacc.go.th/dcs-app/DeclDownloadServlet?tokenId=ieNNqKPdXMd6UdSG3s5eV9s3okVpO4HgkMUkJaVB2NfdWooY%2BLHKFfqYjvbIMhQvTXZJtPDoeRy%2BkpTifwg2CcVJg09dCPBiFXFYZUKkpHlDiex2vcuHsNn%2FsuowvXts8E2q%2FPJLZCkLJB%2FTimKawfmTgoq8fCroDVOm5HLSLsyw0qB%2F1bwS3m5mfu10kanY4CKW%2FesoHgDDTQg7IqKuIsojGA%2FmbMdUwZ9wr3efASc289NYZBfg1zHHxeDS4WgVfjyUgSHMJw1m7AULEqE%2Bzg%3D%3D&fbclid=IwAR0rnfAK2vPwTIXTV3xStp-DgnfXypzAsn4ZiTfxzXniBdlvTi5Iy1Kp0QA&fs=e&s=cl

ในส่วนของเงินลงทุน กองทุนที่นายชัชชาติถือครอง ตามรายการแสดงทรัพย์สิน มีรายการดังต่อไปนี้

1.กองทุนเปิด แอสเซทพลัส สมอล แอนด์ มิด แคป อิควิตี้ ชนิดเพื่อการออก ASP-SME-SSF มูลค่า 198,191.46 บาท

2.กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลเทคโนโลยีอิควิตี้เพื่อการเลี้ยงชีพ 10,426.6588 มูลค่า 101,756.89 บาท

3.กองทุนเปิดกรุงศรีตราสารเงิน-สะสมมูลค่า 29.9331 มูลค่า 400.08 บาท

4.SCBLT1 หุ้นระยะยาวปันผล 70/30 จำนวน 141,267.4150 มูลค่า 2,480,345.02 บาท

5.RGHC โกลบอลเฮลธ์แคร์ เพื่อการเลี้ยงชีพ 113,233.8312 มูลค่า 1,550,680.70 บาท

6.SCBSFF ตราสารหนี้ระยะสั้น 296.7747 มูลค่า 6,173.92 บาท

7.GOLDH โกลด์ THB เฮดจ์ 109.6539 มูลค่า 1,075.80 บาท

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังเปิดเผยรายได้ต่อปี รวม 1,362,720 บาท ประกอบด้วย รายได้ประจำ เงินเดือนผู้ว่าฯ กทม. 864,720 บาท เงินเพิ่มตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. 498,000 บาท

รายจ่ายต่อปี รวม 1,072,595 บาท ประกอบด้วย ค่าอุปโภคบริโภค 960,000 บาท ค่าเบี้ยประกันชีวิต 112,595 บาท และข้อมูลการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีภาษีที่ผ่านมา 1,805,000 บาท

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

​​#ข่าว #เศรษฐกิจ #ชัชชาติ #กองทุน

——————-  

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity

เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

Facebook: https://finno.me/the-opp-fb                               

Youtube: https://finno.me/youtube-channel 

หากใครอยากได้คำแนะนำจัดพอร์ตโดยผู้แนะนำการลงทุนที่มีหรือวางแผนลงทุนกองภาษีทั้งแบบกองภาษีและไม่ภาษีกับเค้าบ้าง ลองกรอกรายละเอียดที่ลิ้งก์ด้านล่างได้เลยครับ

รับบริการผู้แนะนำการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น

👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service

รับบริการผู้แนะนำการลงทุนกองภาษีส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนกองภาษี 200,000 บาทขึ้นไป

👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/taxplanner-services

References

https://www.prachachat.net/politics/news-1011263

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

กองทุนเติบโตสูงแบบไหน สู้เศรษฐกิจถดถอยได้เวิร์ค?

TISCO Advisory
กองทุนเติบโตสูงแบบไหน สู้เศรษฐกิจถดถอยได้เวิร์ค?

ทั่วโลกเริ่มกังวลมากขึ้นถึงความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจถดถอย ที่มีโอกาสเกิดขึ้นทั้งในยุโรป และ สหรัฐฯ แรงกดดันนี้ส่งผลให้หลายกองทุนราคาปรับตัวลดลงจนน่าเข้าซื้อ แต่กองทุนแบบไหนกันแน่ ที่น่าลงทุนในรอบนี้? กองทุนไหนที่จะเป็นความหวังช่วยให้ฝ่าด่านเศรษฐกิจถดถอย และเติบโตระยะยาวได้?!?

หลังจากที่เศรษฐกิจสหรัฐฯส่งสัญญานเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค (US Technical Recession) ไปเรียบร้อยแล้ว จากการที่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน โดยไตรมาส 1/2565 ติดลบ 1.6% และไตรมาส2/2565 ติดลบ 0.9%1

จนส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นสหรัฐฯให้ปรับตัวลดลงไปอย่างมาก เห็นได้จากค่า Forward P/E ของ S&P500 นับตั้งแต่ต้นปี ได้ปรับลดลงมาแล้วถึง -28%แต่ในขณะเดียวกัน การปรับตัวลดลงดังกล่าวก็ถือว่าเป็นระดับที่ค่อนข้างมากแล้ว และอาจมีโอกาสร่วงลงอีกอย่างจำกัด2  

ดังนั้นภาวะแบบนี้ ธนาคารทิสโก้ จึงมองว่า เป็นโอกาสที่นักลงทุนจะเลือกซื้อกองทุนที่ราคาปรับตัวลดลง และมีแนวโน้มโตสูงในระยะยาว จึงจะสามารถสู้กับเศรษฐกิจถดถอยได้เวิร์ค ซึ่งสำหรับเดือน ส.ค. มีหลายธีมกองทุนที่น่าสนใจ

เทคโนโลยีแห่งอนาคต : ธุรกิจที่โลกขาดไม่ได้

ธนาคารทิสโก้ ได้แนะนำให้ลงทุนในธีมเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพราะมองว่า ธีมการลงทุนนี้ได้พิสูจน์ตัวเองให้เห็นแล้วว่าสามารถผ่านวิกฤตต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี โดยจะเห็นได้จากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2012 –2022) หุ้นกลุ่ม Technology สามารถให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นสูงถึง 18.56% ต่อปี (วัดจากดัชนี MSCI World Information Technology Index) ซึ่งด้วยผลตอบแทนในระดับนี้จะทำให้เงินลงทุนมีโอกาสเติบโตเป็น 2 เท่าในราว 4 ปี เลยทีเดียว3

ดังนั้นนักลงทุนจึงสามารถเลือกลงทุน โดยเน้นกองทุนที่กระจายการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ที่ราคาปรับตัวลดลงมามากแล้ว หรือจะเลือกกองทุนที่เน้นลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เป็นดาวรุ่งไปเลยก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น กองทุนที่เน้นลงทุนในธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ธุรกิจความปลอดภัยด้านไซเบอร์ (Cyber Security) กองทุนที่เน้นลงทุนในธุรกิจ Cloud Computing ซึ่งเป็นธุรกิจเบื้องหลังความสำเร็จของ Metaverse ประกอบด้วย Software as a Service, Platform as a Service, Infrastructure as a Service เป็นต้น

โดยข้อดีของการลงทุนในกองทุนที่เน้นลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เป็นดาวรุ่งไปประเภทใดประเภทหนึ่งไปเลย จะช่วยให้นักลงทุนสามารถเลือกแบบตรงจุดในธุรกิจเทคโนโลยีที่ชอบและมั่นใจว่ามีศักยภาพการเติบโตได้ดียิ่งขึ้น เพราะธุรกิจในกลุ่มเทคโนโลยีเอง ก็มีหลากหลายรูปแบบ และบางธุรกิจก็มีแนวโน้มเติบโตที่โดดเด่นกว่าธุรกิจอื่น ๆ ในกลุ่มอย่างชัดเจน

นวัตกรรมการแพทย์ : รับสังคมสูงวัย

สังคมสูงวัย ที่เกิดขึ้นจากการที่ประชากรโลกมีอายุยืนขึ้น ได้ส่งผลให้ความต้องการด้านนวัตกรรมทางการแพทย์สูงขึ้น ธุรกิจนี้จึงมีแนวโน้มเติบโตสูง

ในอดีตค่าเฉลี่ยด้านอายุของคนไทยโดยภาพรวมไม่ได้มีอายุยืนนัก เห็นได้จากเมื่อปี 2493 อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่เพียง 48 ปีเท่านั้น แต่ในปี 2565 คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 78 ปี ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเราอาจมีอายุยืนกว่าคนรุ่นทวดถึง 30 ปี แถมในอนาคตเด็กรุ่นใหม่ก็อาจมีอายุขัยถึง 100 ปี4

และไม่ใช่แค่เพียงในประเทศไทยเท่านั้น หลายประเทศทั่วโลกก็กำลังมีจำนวนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากนวัตกรรมทางการแพทย์ที่พัฒนา ดังนั้นธุรกิจด้าน Healthcare ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2555-2565) จึงเป็นที่ต้องการของประชากรโลก และทำให้ธุรกิจเติบโตจนสามารถให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นกว่า 13% ต่อปี5

ไม่ใช่แค่เพียงให้ผลตอบแทนที่สูงในอดีตเท่านั้น ธุรกิจด้านนวัตกรรมการแพทย์ มีโอกาสจะสร้างการเติบโตที่ดีในระยะยาวอีก 5-10 ปีข้างหน้าด้วย เพราะเมื่อโลกเข้าสู่ยุคสังคมสูงวัยความต้องการทางนวัตกรรมการแพทย์ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น นอกจากนี้นวัตกรรมการแพทย์ยังมีเสน่ห์จากโอกาสเกิดขึ้นระหว่างดำเนินธุรกิจด้วย ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจในกลุ่มไบโอเทค ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดการควบรวมกิจการ (M&A) โดยในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า กลุ่มธุรกิจไบโอเทคฯ มีโอกาสจะเกิด M&A เพราะราคาหุ้นทั้งกลุ่มเล็กและใหญ่ ปรับตัวลงมาค่อนข้างมาก ประกอบกับเป็นช่วงที่เพิ่งผ่าน COVID-19 มา หลายบริษัทไม่ได้มีการลงทุนมากทำให้ยังมีกระแสเงินสดดี จึงมีโอกาสที่จะซื้อหุ้นที่ราคาปรับลดลง ทำให้การเกิด M&A ระหว่างบริษัทมีความเป็นไปได้ยิ่งขึ้น6

ดังนั้นธนาคารทิสโก้ จึงแนะนำให้เลือกกองทุนภายใต้ธีมนวัตกรรมการแพทย์ ได้แก่

  1. กองทุนที่เน้นลงทุนธุรกิจไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) ซึ่งเป็นธุรกิจวิจัยและพัฒนายา-วัคซีนรักษารวมถึงป้องกันโรค
  2. กองทุนที่เน้นลงทุนในธุรกิจ Digital Health ที่เกี่ยวข้องกับบริการ Telehealth การใช้ระบบ Cloud ในการจัดเก็บข้อมูลผู้ป่วย รวมถึงบริษัทที่ผลิตเครื่องมือการตรวจโรค หุ่นยนต์ผ่าตัดและอุปกรณ์ทางการแพทย์สมัยใหม่ประเภทต่าง ๆ
  3. กองทุนที่กระจายการลงทุนในหลากหลายธุรกิจนวัตกรรมการแพทย์

From west to East : จากตลาดตะวันตก สู่ตลาดเอเชีย  

ขณะที่ในฝั่งยุโรปและสหรัฐฯ มีความน่ากังวลจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ในฟากของประเทศแถบเอเชีย กลับมีหลายประเทศเติบโตดี โดยที่ผ่านมา ธนาคารทิสโก้ ได้แนะนำให้นักลงทุนเลือกซื้อกองทุน โดยโฟกัสไปที่ประเทศจีน และเวียดนาม ซึ่งทั้งสองประเทศนี้มีความน่าสนใจทั้งในเชิงของเศรษฐกิจ ราคาหุ้น นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และการได้แรงหนุนจากนโยบายรัฐฯ

และนอกจากนี้ ในรอบเดือน ส.ค. ธนาคารทิสโก้ ได้เพิ่มคำแนะนำการลงทุนในประเทศอินโดนีเซียด้วย เพราะมองว่าเป็นประเทศที่น่าสนใจ ทั้งในแง่ของจำนวนประชากรที่มีสูงถึง 272.2 ล้านคน และจากการที่ประชากรวัยแรงงานเติบโตต่อเนื่องนี่เอง ก็ยิ่งช่วยผลักดันรายได้ต่อหัวของประชากรในประเทศสูงขึ้น ไม่เพียงเท่านี้อินโดนีเซียยังมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของประเทศ จากการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การถือหุ้นในธุรกิจสำคัญ ซึ่งส่งผลให้การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เติบโตต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังมีความสามารถในการสร้างรายได้การส่งออกที่ดีจากทรัพยากรธรรมชาติทั้ง น้ำมันปาล์ม ถ่านหิน ทองคำ ฯลฯ7 อีกด้วย

ถึงเวลาสู้กับเศรษฐกิจถดถอยแล้ว ธีมกองทุนที่เราแนะนำ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้คุณผ่านวิกฤตนี้ไปได้

==================

ที่มา

  1. “เศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าโหมด “ถดถอย” แล้วธ.ทิสโก้ชี้ จังหวะทองช้อนซื้อของดีราคาถูก หุ้นเทคฯสหรัฐ – จีน และหุ้นเติบโตสูง” ,Press Release ,ส.ค.2565
  2. “Executive Summary” TIPS, ส.ค. 2565
  3. MSCI World Information Technology Index, www.msci.com, ก.ค.2565
  4. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย:TDRI
  5. MSCI World Healthcare Index (USD), www.msci.com ก.ค.2565
  6. “Which HC subsector is going to see the most M&A activity in 2H22” Goldman Sachs, มิ.ย.2565
  7. “การเติบโตของประชากรวัยแรงงาน”Fidelity International, United Nations Population Division, World Population Prospects 2019, PWC Report.

TISCO Advisory

ที่มาบทความ: https://www.tiscowealth.com/article/investment-advisory/which-growth-stocks-can-fight-recession.html

ปรับกลยุทธ์การลงทุนให้มีโอกาสชนะตลาด

DR.JITIPOL PUKSAMATANAN
ปรับกลยุทธ์การลงทุนให้มีโอกาสชนะตลาด

ช่วงที่ตลาดการเงินเปลี่ยนทิศ มักเป็นช่วงที่นักลงทุนมีความลังเลที่จะปรับกลยุทธ์การลงทุนที่สุด 

เพราะทุกการกลับตัว มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงมากมาย เช่นแนวโน้มเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน หรือความเสี่ยงการเมือง และต่อให้เรารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผลกระทบกับตลาดก็ผสมไปด้วยอารมณ์และ Market Position ที่คาดเดาได้ยาก

สำหรับนักลงทุนระยะยาว ทางเลือกที่ตรงที่สุดคือ “อยู่กับตลาด” หรือ Stay Invested ให้ได้ก่อน ด้วยการลงทุนเท่ากับดัชนี อย่างน้อยก็จะทำให้เราได้ผลตอบแทนเท่ากับค่าเฉลี่ย 

แต่ถ้าอยาก “ชนะตลาด” ก็ต้องไม่ลังเลที่จะปรับกลยุทธ์ในช่วงที่ตลาดการเงินกำลังเปลี่ยนทิศ

สำหรับผมมี 3 แนวทางที่นักลงทุนต้องคิดถึงและตัดสินใจ ถ้าต้องการสร้างผลตอบแทนที่ฉีกออกจากค่าเฉลี่ย

หนึ่งคือ Asset Allocation เลือก Overweight หรือ Underweight สินทรัพย์ลงทุนให้ถูกต้อง

ไม่ต้องมองไกลถึงสินทรัพย์ทุกชนิดในโลก เราสามารถเริ่มได้เลยแค่ออกจากเงินสดไปที่หุ้น 60% บอนด์ 40% เพื่อเกาะผลตอบแทนเท่าเฉลี่ยให้ได้ก่อน

หลังจากนั้น เลือก “ปรับเพิ่ม” สัดส่วนสินทรัพย์ที่คิดว่าจะให้ผลตอบแทนดี พร้อมกับ “ปรับลด” สัดส่วนสินทรัพย์ที่คิดว่าจะให้ผลตอบแทนแย่ ในกรอบ 10-30% ของพอร์ต

ต่อด้วยการสร้างความแตกต่างจาก Thematic Investing ที่ถูกต้อง

เพราะคำถามที่สำคัญไม่แพ้สัดส่วนการลงทุนคือ Diversify or Concentrate หรือควร “กระจาย” หรือ “กระจุก” ที่จุดไหน

ถ้าเรายังไม่มีมุมมองเฉพาะเจาะจง ง่ายที่สุดคือกระจายการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนใกล้ดัชนีที่สุด

หลังจากนั้นค่อย ๆ ศึกษา เลือก 3-5 ธีมลงทุนที่คาดว่ามีโอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือตลาดได้ และแบ่งสินทรัพย์หลักมาลงทุนในแต่ละธีม 5-15% ของพอร์ต

กลยุทธ์สุดท้ายคือ Optimization เลือกที่จะ “ถือต่อ” หรือ “ขอเปลี่ยน” การลงทุนให้ถูก

คำตอบว่าจะ Holding หรือ Switching เกิดจากการเปรียบเทียบ Expected Returns และ Risks ของแต่ละการลงทุนในพอร์ตกับทางเลือกกับตลาด ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

ขั้นตอนนี้มักเป็นการปรับเปลี่ยนส่วนที่มีความเสี่ยงต่ำเช่นบอนด์ไปเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่ให้พอร์ตโดยรวมสมดุล หรือลดความเสี่ยงบน Risk Scenario บางอย่างเช่นเศรษฐกิจถดถอย หรือตลาดปรับฐานระยะสั้น

อ่านมาถึงตรงนี้ นักลงทุนหลายท่านมักมีคำถามขึ้นในใจว่า

ถ้ากลยุทธ์มีแค่นี้ ทำไมนักลงทุนส่วนใหญ่ถึงเอาชนะตลาดไม่ได้

สำหรับผม กลยุทธ์ที่จะทำให้เรามีโอกาสชนะไม่ได้ซับซ้อน แต่ต้องถูกต้อง และมีวินัย 

เช่น ช่วงก่อนหน้านี้ที่ตลาดปรับฐาน หลายท่านเลือกถือเงินสดซึ่งถือว่าถูกต้อง แต่ส่วนใหญ่กลับถือเงินสดนานเกินไป ไม่มีวินัยที่จะกลับมาลงทุน จึงมักแพ้ตลาดในระยะยาว

นั่นคือเหตุผลว่าเราควร Stay Invest, Diversify และ Holding ด้วยสัดส่วนปรกติให้ได้ เพื่อให้เราไม่หลุดจนเสียวินัย หลังจากนั้นจึงค่อยหาจังหวะเอาชนะในเวลาที่เหมาะสม

กลยุทธ์ไหนควรใช้เมื่อไร

คำตอบสำหรับผม แต่ละกลยุทธ์มีเวลาในการตัดสินใจ และจุดเปลี่ยนที่ต่างกัน

Asset Allocation เป็นมุมมองระยะยาว จะเปลี่ยนเมื่อผลตอบแทนคาดหวังหรือ Expected Returns ของสินทรัพย์เปลี่ยนไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ โครงสร้างตลาดการเงิน หรือนโยบายเศรษฐกิจ

Thematic Investing สะท้อนมุมมองระยะกลาง การเปลี่ยนธีมจะเกิดจากการเปรียบเทียบ ว่ามีธีมลงทุนอื่นที่น่าสนใจกว่าหรือไม่ในแต่ละช่วงเวลาลงทุน

ขณะที่ Optimization คือการรับมือกับความเสี่ยงระยะสั้นที่มักมี Noise มากกว่า Signal ใช้ควบคู่ไปกับ Scenario Analysis

แต่ละกลยุทธ์ในปัจจุบันมีจุดอ่อนอย่างไร และตอนนี้ควรปรับกลยุทธ์แบบไหน

สำหรับ Asset Allocator สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ Regime Shift หรือการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและมุมมองของตลาด 

ปัจจุบันการที่ตลาดมองว่าเงินเฟ้อจะอยู่สูงไปนาน อาจทำให้ Expected Returns ของทั้งหุ้นและบอนด์ไม่นิ่ง คาดการณ์ได้ยาก ถ้าไม่แน่ใจ อาจคงสัดส่วนการส่งทุนเท่าตลาดไว้ก่อน

ส่วน Thematic Investing สำหรับผม จุดอ่อนหลักคือ Over-Diversify เนื่องจากทุกธีมมักมีจุดเด่นแตกต่าง เปรียบเทียบลำบาก แต่ยิ่งกระจายมาก ค่าใช้จ่ายและค่าเสียโอกาสจะยิ่งสูง จุดอ่อนนี้แก้ไขด้วยการเปรียบเทียบ Probability of Positive Returns แทนที่ Expected Returns

ในกรณี Optimization ความยากในปัจจุบันคือมักมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสงคราม หรือความขัดแย้งทางการเมือง ผลกระทบกับตลาดการเงินยิ่งคาดเดายาก 

จุดอ่อนนี้ควรเน้นไปที่การเตรียมพร้อม ด้วยการมองหาการลงทุนที่เคลื่อนไหวสวนทางพอร์ตหลักของเราไว้เสมอ เมื่อภัยมาอย่างน้อยจะรู้ทันทีว่าควรหลบไปลงทุนที่ไหน  

สุดท้ายนักลงทุนมักถามว่า กลยุทธ์ไหนดีที่สุด และอะไรจะทำให้เราชนะตลาดได้สม่ำเสมอ

สำหรับผมจะใช้ Multi-Strategy หรือใช้ทั้งหมดไปพร้อมกัน เพราะแต่ละกลยุทธ์สร้างมาด้วยเหตุผลและเป้าหมายที่แตกต่าง ทุกกลยุทธ์จึงใช้ได้หรือไม่ได้ในจังหวะของตลาดที่แตกต่างกันไป ไม่มีกลยุทธ์ลงทุนแบบไหนจะทำกำไรเหนือตลาดได้ตลอดเวลา 

และท้ายที่สุด การจะชนะตลาดได้สม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ “มีกลยุทธ์ที่ดี” แต่เราต้อง “เป็นนักลงทุนที่ดี” ด้วย เมื่อกำหนดกลยุทธ์ลงทุนของเราเองแล้ว ต้องลงมือทำอย่างมีวินัย และไม่หยุดที่จะเรียนรู้ครับ

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์

ทำความรู้จัก Web 3.0: อินเทอร์เน็ตแห่งโลกอนาคต I CRYPTO DAY EP9

FINNOMENA CHANNEL
ทำความรู้จัก Web 3.0: อินเทอร์เน็ตแห่งโลกอนาคต I CRYPTO DAY EP9

รับชมบน YouTube: https://youtu.be/CttbbIRT0GY

เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลาเราเข้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ถึงจะต้องมีป๊อบอัปขอจัดเก็บ Cookies หรือข้อมูลส่วนบุคคลของเรา ถ้าเราไม่อนุญาตก็อาจเข้าเว็บไซต์นั้นไม่ได้ หรืออาจใช้งานเว็บไซต์ได้ไม่สะดวกเท่าที่ควร นี่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในโลกอินเทอร์เน็ตยุคปัจจุบันที่ยิ่งกระตุ้นให้ผู้คนหันมาสนใจอินเทอร์เน็ตแห่งโลกอนาคตอย่าง Web 3.0 กันมากขึ้น ในคลิปนี้จะชวนมาทำความรู้จัก Web 3.0 กัน

Web 3.0 คืออะไร

  • Web 3.0 หรือที่ถูกขนานนามกันว่าเป็น “The Future of the Internet” เป็นแนวคิดเกี่ยวกับโลกอินเทอร์เน็ตแห่งอนาคตที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของเจ้าของข้อมูล การประมวลผลและคัดกรองเนื้อหาให้ตรงใจผู้ใช้งาน
  • ไม่ยึดติดรูปแบบว่าจะต้องใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเท่านั้น

ยุคสมัยของอินเทอร์เน็ต 3 ยุค

  • เพื่อให้เห็นภาพว่า Web 3.0 ต่างจากอินเทอร์เน็ตที่เราใช้งานกันอยู่อย่างไร ก็อาจจะต้องขยายความไปถึงยุคสมัยของอินเทอร์เน็ตในช่วงที่ผ่านมา
  • เราอาจแบ่งยุคสมัยของอินเทอร์เน็ตได้เป็น 3 ยุค ไล่มาจาก Web 1.0, 2.0 และ 3.0
  • ยุค Web 1.0 จะเป็นยุคเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ต เรียกว่าเป็น Static Web นั่นคือรองรับการสื่อสารแบบ One-way จากผู้ผลิตคอนเทนต์สู่ผู้บริโภคเท่านั้น ไม่เน้นการโต้ตอบซึ่งกันและกัน
  • ยุค Web 2.0 คืออินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน เรียกว่าเป็น Dynamic Web เกิด Two-way communication ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคคอนเทนต์ หรือเรียกได้ว่าเป็นยุคเฟื่องฟูของ social media อย่าง Facebook นั่นเอง
  • อย่างไรก็ตามเห็นได้ว่าในการใช้งานเว็บไซต์ จะมีผู้ที่ทำหน้าที่จัดเก็บและใช้งานข้อมูลที่แลกเปลี่ยนกันอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ต อย่างที่เราจะเห็นได้ว่าเมื่อจะเข้าใช้งานเว็บไซต์ก็จะมีการขอความยินยอมจัดเก็บข้อมูลของเรา ซึ่งเป็นการขอความยินยอมที่ผูกขาดนิด ๆ คือถ้าไม่ให้ความยินยอมเราก็อาจจะใช้งานเว็บไซต์ไม่ได้ ทั้งที่ในหลายครั้งเราก็ได้ยินข่าวข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเรารั่วไหล ถูกนำไปขายต่อ หรือนำไปใช้งานในทางที่ผิด
  • Web 3.0 จึงเป็นคอนเซ็ปต์ของอินเทอร์เน็ตที่เราไม่ต้องพึ่งพาตัวกลางในการจัดเก็บข้อมูลของเราอีกต่อไป แต่ใช้วิธีกระจายศูนย์
  • Blockchain ก็เป็นหนึ่งใน Infrastructure ของ Web 3.0 ที่ทำให้การใช้บริการอินเทอร์เน็ตโดยไม่พึ่งพาตัวกลางเป็นสิ่งที่เป็นไปได้นั่นเอง

เทคโนโลยีอื่น ๆ ที่อยู่เบื้องหลัง Web 3.0

  • ยังมีอีกหลายเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง Web 3.0 เช่น Semantic Web, Machine Learning และ AI
  • Web 3.0 จะเป็นประสบการณ์บนโลกอินเทอร์เน็ตที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงข้อมูลที่ถูก Personalized ให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้งานแต่ละคน การที่เราสามารถใช้อัตลักษณ์เดียวกับทุกแพลตฟอร์มได้ ไม่ต้องคอยอัปรูปโปรไฟล์ใหม่เองทีละเว็บไซต์เหมือนอย่างที่ทำอยู่ในปัจจุบัน การท่องโลกอินเทอร์เน็ตจะรวดเร็วยิ่งขึ้น
  • และที่เป็นจุดแข็งของ Web 3.0 ก็คือความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวของเรา จากนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลเราจะถูกใครเอาไปขาย กลับกันถ้าใครอยากได้ข้อมูลของเรา เขาก็อาจจะต้องจ่ายเงินให้เราก่อน
  • นอกจากนี้การใช้งานอินเทอร์เน็ตก็จะไม่ถูกจำกัดเฉพาะบนคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่อาจอยู่ในตู้เย็นที่บ้าน เครื่องซักผ้า หรือกระจกโต๊ะเครื่องแป้งก็ได้

ตัวอย่างของ Web 3.0 ที่เป็นที่รู้จักกว้างขวางในปัจจุบัน

  • เช่น Siri ที่ถูกเปิดตัวครั้งแรกผ่าน iPhone 4s
  • จะเห็นได้ว่า Siri เป็นอีกรูปแบบการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีความเจาะจงเฉพาะผู้ใช้งาน เมื่อเราพูดกับ Siri ว่าเย็นนี้ทานอาหารที่ไหนดี ก็จะได้คำตอบที่ไม่ใช่แค่ร้าน
    ที่ได้คะแนนรีวิวสูงสุด แต่อาจเป็นร้านที่ใกล้โลเคชั่นของเรามากที่สุดหรือเป็นร้านที่เราไปกินบ่อยที่สุดด้วย ซึ่งนี่เป็นความสามารถหนึ่งที่ Web 3.0 ให้กับเราได้ 

ข้อจำกัดของ Web 3.0

  • อย่างแรกที่เป็นปัญหาใหญ่แน่นอนคือการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ Web 3.0 บนโลกที่ไม่มีพรมแดนอีกต่อไป
  • เช่น หากเกิดอาชญากรรมบนโลกอินเทอร์เน็ต ก็อาจจะมีประเด็นว่าเราควรจะบังคับใช้กฎหมายของประเทศไหน เป็นต้น
  • หรือบางเนื้อหาบนโลกออนไลน์ที่ควรถูก Censor เช่น คอนเทนต์ที่มีเนื้อหาลามกอนาจาร หรือ Cyberbullying ที่แต่เดิมก็เป็นเรื่องยากที่จะควบคุมบนโลกอินเทอร์เน็ตยุคปัจจุบัน ก็อาจยิ่งทำได้ยากขึ้นในอินเทอร์เน็ตที่อาศัยระบบกระจายศูนย์กลางเช่นนี้
  • คงต้องติดตามกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้วการใช้งาน Web 3.0 ในโลกความเป็นจริงจะออกมาในรูปแบบไหน และจะมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับเราได้อย่างไร
    บ้าง

พบความสุดพิเศษสำหรับคุณได้ในทุกวัน ทั้งบทความให้ความรู้เกี่ยวกับกองทุนรวม หุ้น คริปโตฯ และการบริการ โปรโมชั่น ของรางวัลต่างๆ ที่คัดสรรมาเพื่อมอบให้กับสมาชิก FINNOMENA เท่านั้น
👉 สมัครสมาชิกเว็บไซต์ FINNOMENA https://finno.me/register-website


มือใหม่ห้ามพลาด! คอร์สเรียนพิเศษจาก FINNOMENA U "กองทุนรวม 101 สำหรับมือใหม่"

News Update: Disney+ เตรียมขึ้นราคา 38% ใครอยากจ่ายเท่าเดิม ต้องทนดูโฆษณาเพิ่ม ผู้ใช้งานทั่วโลกทะลุ 152 ล้านราย Disney เผยงบดีกว่าคาด ดันหุ้นพุ่ง 6.85% หลังปิดตลาด

THE OPPORTUNITY
News Update: Disney+ เตรียมขึ้นราคา 38% ใครอยากจ่ายเท่าเดิม ต้องทนดูโฆษณาเพิ่ม ผู้ใช้งานทั่วโลกทะลุ 152 ล้านราย Disney เผยงบดีกว่าคาด ดันหุ้นพุ่ง 6.85% หลังปิดตลาด

Disney เตรียมขึ้นราคาทั้ง Disney+, Hulu และ ESPN+ พร้อมเพิ่มแพ็กเกจแบบมีโฆษณา หวังทำกำไรในธุรกิจสตรีมมิ่งที่ยังขาดทุนมาโดยตลอด

Disney+ ในสหรัฐฯ จะปรับราคาแพ็กเกจใหม่ เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค. ดังนี้

➢ แพ็กเกจพร้อมโฆษณา อยู่ที่ $7.99 ต่อเดือน (ราคาปัจจุบันของแพ็กเกจแบบไม่มีโฆษณา)
➢ แพ็กเกจเดิมแบบไม่มีโฆษณา อยู่ที่ $10.99 ต่อเดือน (เพิ่มขึ้น 38%)

ด้าน Hulu จะขึ้นราคาตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค. เป็นต้นไป โดยแพ็กเกจแบบไม่มีโฆษณาเพิ่มขึ้นจาก $12.99 เป็น $14.99 และแพ็กเกจแบบมีโฆษณาจะเพิ่มขึ้นจาก $6.99 เป็น $7.99 ขณะที่ ESPN+ พร้อมโฆษณาจะเพิ่มขึ้น 43% เป็น $9.99 ต่อเดือน

กลยุทธ์การขึ้นราคาเกิดขึ้นหลังบริการสตรีมมิ่งของ Disney ทั้ง Disney+, Hulu และ ESPN+ ขาดทุนรวมกัน 1,100 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งมากกว่าคาดการณ์ว่าจะขาดทุนเพียง 300 ล้านดอลลาร์ แม้ยอดผู้สมัครสมาชิกใหม่ของ Disney+ จะเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดที่ 15 ล้านราย มากกว่าคาดการณ์ที่ 5 ล้านรายก็ตาม

เมื่อวานนี้ (10 ส.ค.) Walt Disney รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ของปีงบประมาณดีเกินคาด โดยได้รับแรงหนุนหลักจากรายได้ของสวนสนุกในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น ดันราคาหุ้นพุ่งขึ้น 6.85% หลังปิดตลาด

➢ กำไรต่อหุ้น: $1.09 สูงกว่าคาดการณ์ที่ $0.96
➢ รายได้: 21,500 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์ที่ 20,960 ล้านดอลลาร์
➢ ยอดรวมสมาชิก Disney+ ทั้งหมด: 152.1 ล้านราย สูงกว่าคาดการณ์ที่ 147.76 ล้านราย
➢ รายได้จากธุรกิจสวนสนุก: 7,400 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 72% จากปีที่แล้ว)

Disney ปรับลดคาดการณ์ยอดสมาชิก Disney+ ลงเหลือ 215 – 245 ล้านรายในปี 2024 ลดลงคาดการณ์เดิมของบริษัทที่ 230 – 260 ล้านราย แต่บริษัทยังคงแสดงความเชื่อมั่นว่าธุรกิจ Disney+ จะทำกำไรได้ภายในสิ้นปีงบประมาณ 2024

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

Bear Market Rally เกิดขึ้นเสมอ

AKN Blog
Bear Market Rally เกิดขึ้นเสมอ
นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ที่โลกของเราได้รู้กันแล้วว่าเงินเฟ้อนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ “เรื่องชั่วคราว” แบบที่ Fed เคยประกาศเอาไว้ ซึ่งนำไปสู่การดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวของ Fed ทั้งขึ้นดอกเบี้ย และการทำ QT
ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นปรับตัวลงต่อเนื่อง จนกระทั่งพบจุดต่ำสุดในวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา (อิงจาก S&P500) คิดเป็นการปรับตัวลงกว่า 24% นับว่าเป็นการเข้าสู่ตลาดขาลง (Bear Market) อย่างเต็มรูปแบบ
ตลาดวิ่งครั้งนี้ Bear Market Rally, Fake Bull หรือ จุดเริ่มต้นขาขึ้นรอบใหม่
รูปที่ 1 S&P500 timeframe day Source Tradingview as of 01/08/2022
แต่ถึงอย่างนั้นเราก็จะได้เห็นการปรับตัวขึ้น (รีบาวน์) ที่มากกว่า 5% เป็นครั้งคราว ขึ้นไป จนเป็นความหวังให้นักลงทุนว่า หรือจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
– นับตั้งแต่ครั้งแรกในช่วงการประชุม FOMC ต้นปีที่ปรับตัวขึ้นประมาณ 6.1%
– การปรับตัวขึ้นหลังผ่อนคลายว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครนไม่ลุกลามในช่วงกลางมีนาคม อีก 11.2%
– การปรับตัวขึ้นหลังประชุม FOMC อีกครั้งช่วงกลางพฤษภาอีก 7.2%
– และครั้งล่าสุดที่เริ่มรอบตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมาที่ปรับตัวขึ้นอีก 13% แล้วในช่วงที่ผ่านมา บนท่าทีของ Fed ที่ดูเหมือนจะ Less Hawkish คือ อย่างน้อยๆ ก็ไม่ขึ้นดอกเบี้ยเยอะกว่าคาด อีกทั้งเปิดช่องเอาไว้ว่าจะพิจารณาตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แต่ก็ย้ำว่าจะเอาเงินเฟ้อลงสู่ระดับ 2% ที่เป็นเป้าหมายสำคัญให้ได้
ซึ่งจะเห็นได้ว่า 3 ใน 4 ครั้งนั้นเป็นการปรับตัวขึ้นตอบรับต่อท่าทีของ Fed ทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครั้งล่าสุดที่หลังการประชุม Fed นั้น ตามมาด้วยการประกาศตัวเลขสำคัญ 3 ตัวด้วยกันคือ
– GDP สหรัฐฯ ที่เข้าสู่ Technical Recession เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจุดที่น่าสนใจคือการลดลงของการลงทุนและ Inventory อย่างมีนัย สะท้อนว่าคนกังวลว่าเศรษฐกิจจะหนักกว่านี้
– PCE ที่สูงกว่าคาด แต่ก็เหมือนคาดเอาไว้แล้วว่าจะสูง
– US Nonfarm Payrolls ที่ดีกว่าคาดถึง 2 เท่า
ซึ่งตลาดตอบรับได้อย่างน่าสนใจ ด้วยการปรับตัวขึ้นใน 2 เหตุการณ์แรกที่แลดูเหมือนจะสะท้อนว่าเศรษฐกิจกำลังน่าเป็นห่วง แต่ปรับตัวลงกับเหตุการณ์สุดท้าย ที่ชี้ว่าเศรษฐกิจแข็งแกร่ง
นั่นเป็นเพราะปัจจุบันคนกำลังกลัว Fed มากกว่ากลัวเศรษฐกิจ
กล่าวคือ กลัวว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่คิดว่าจะ Less Hawkish เอาไว้ เพราะฉะนั้นยิ่งเศรษฐกิจแย่เท่าไหร่ยิ่งดีต่อตลาดมากกว่า กลับกัน หากเศรษฐกิจดีจะหมายถึงการอนุญาตให้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อไป
ทำให้ปัจจุบันเราอยู่ในภาวะที่ Market Dance on Recession Hope เสียมากกว่า เรียกได้ว่าหวังว่าจะเกิด Mild Recession ขึ้น มากกว่าที่จะหวังให้เศรษฐกิจร้อนแรง
หากแต่การปรับตัวขึ้นในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของขาขึ้น (Bull Market) รอบใหม่ ตามนิยามที่ว่าปรับตัวขึ้นมากกว่า 20% หรือไม่ หรือจะเป็นเพียง Bear Market Rally (ขึ้นชั่วคราวแต่ไม่ถึง 20%) หรือจะเป็นเพียง Fake Bull (ขึ้นมากกว่า 20% แต่กลับมาลงต่อในที่สุด)ที่หลอกให้เม่าทั้งหลายได้เริ่งร่ากันชั่วคราว ก่อนที่จะเชื่อดนิ่มๆ อีกครั้งในอนาคต
ย้อนกลับไปก่อนที่ Bear Market Rally นั้นเกิดขึ้นเสมอ
ไม่ว่าจะใน Bear Market ใดก็ตาม มักจะมีการรีบาวน์ หรือ การปรับตัวขึ้นในช่วงสั้นๆ โดยไม่ได้เปลี่ยนแนวโน้มหลักให้เป็นขาขึ้น เรียกว่า Bear Market Rally
ตลาดวิ่งครั้งนี้ Bear Market Rally, Fake Bull หรือ จุดเริ่มต้นขาขึ้นรอบใหม่
รูปที่ 2 สถิติ Bear Market Rally S&P500 ระหว่างปี 1950 – 01/08/2022
ซึ่งนับตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมานั้นเกิดภาวะตลาดหมีมาแล้วทั้งสิ้น 12 ครั้งไม่นับรวมปัจจุบัน ผลปรากฏว่ามีเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้นที่ไม่เกิด Bear Market Rally คือในช่วงวิกฤติ COVID-19 ปี 2020 แต่นอกจากนั้นแล้วมักเกิด Bear Market Rally เสมอ เฉลี่ย 3 ครั้ง สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อครั้ง 8.4% และมีการรีบาวน์ที่สูงที่สุดคือ 19.1% ในช่วงวิกฤติ Dot Com ปี 2000
Bear Market Rally เกิดขึ้นเสมอ
รูปที่ 3 S&P500 timeframe day ช่วงวิกฤติ Dot Com Source Tradingview
อย่างไรก็ตาม ในวิกฤติ 2 ครั้งใหญ่ อย่าง Dot Com และ Subprime ปี 2008 นั้นจะถูกแบ่ง Bear Market ออกเป็น 2 ช่วงด้วยกัน เนื่องจากมีการรีบาวน์ขึ่นมากกว่า 20% (นับเป็น Bull Market รอบใหม่) แต่กลับไม่สามารถเป็นขาขึ้นที่แท้จริงได้และปรับตัวลงต่อ สะท้อนว่าในขาลงใหญ่ อาจเกิด Fake Bull ได้ เพราะมีปัจจัยที่พร้อมจะให้ความหวังนักลงทุนเข้ามาอยู่เสมอ
แล้วในครั้งนี้จะเป็นกรณีไหน Bear Market Rally?, Fake Bull หรือ New Bull Run ติดตามอ่านต่อได้วันพรุ่งนี้ครับ

AKN Blog

Source : FINNOMENA, Bloomberg As of 01/08/2022

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

Andrew Stotz
อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

คอนเซปต์หลักพอร์ต All Weather Strategy (AWS)

  • Global: ลงทุนทั่วโลก ไม่จำกัดแค่ในประเทศไทย
  • Long-term: สร้างผลตอบแทนระยะยาวจากหุ้น และจำกัดการขาดทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นพักฐาน
  • Diversified: กระจายการลงทุนทั่วโลกผ่าน 4 สินทรัพย์

ผลการดำเนินงาน AWS

  • AWS ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าพอร์ต 60/40 อยู่ 3% ในเดือนกรกฎาคม 2022
  • ผลตอบแทนที่ต่ำกว่ามาจากน้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่น้อย และน้ำหนักการลงทุนในทองคำที่มาก
  • ตั้งแต่จัดตั้ง AWS สร้างผลตอบแทนเหนือกว่าพอร์ต 60/40 อยู่4% นับจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2022

ประเด็นที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับ AWS

  • เกิดอะไรขึ้นกับตลาดโลกในเดือนกรกฎาคม 2022
  • รีวิวผลการดำเนินงานของ AWS
  • มุมมองของตลาดโลกต่อการจัดสรรสินทรัพย์เพื่อการลงทุน
  • น้ำหนักการลงทุนปัจจุบัน และความเสี่ยงของ AWS

ประเด็นที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับ AWS

  • เกิดอะไรขึ้นกับตลาดโลกในเดือนกรกฎาคม 2022
  • รีวิวผลการดำเนินงานของ AWS
  • มุมมองของตลาดโลกต่อการจัดสรรสินทรัพย์เพื่อการลงทุน
  • น้ำหนักการลงทุนปัจจุบัน และความเสี่ยงของ AWS

รีวิว: ผลตอบแทนของดัชนีต่าง ๆ ทั่วโลก

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นยุโรปฟื้นตัวในเดือนที่ผ่านมา
  • ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลง

รีวิว: นโยบายเพื่อความยั่งยืนกลับสร้างปัญหา

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

รีวิว: ศรีลังกาเจอการประท้วงครั้งใหญ่

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

 

รีวิว: เกิดการประท้วงในกานาเนื่องจากราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้น

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

รีวิว: ชาวนาเนเธอร์แลนด์ประท้วงนโยบายของรัฐที่ให้ลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจน

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

 

  • ศรีลังกา กานา และเนเธอร์แลนด์ เป็นตัวอย่างประเทศที่ต้องเผชิญกับการประท้วง
  • มีอีกปลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่เผชิญกับการประท้วงเช่นกัน เพราะราคาสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

รีวิว: ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างด้านแนวคิดระหว่างนักการเมืองและประชาชน

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

รีวิว: ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75%

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • เป็นที่น่าสนใจว่า การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น
  • ตลาดอาจจะคาดการณ์ว่า75% ไม่เพียงพอที่จะชะลออัตราเงินเฟ้อ หรืออาจจะมองว่าการที่ FED ขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรง อาจจะทำให้ FED ผ่อนปรนท่าทีลงในอนาคต

รีวิว: GDP สหรัฐฯ หดตัวและเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยในไตรมาส 2 ปี 2022

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

รีวิว: สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้วหรือยัง

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

รีวิว: ทำเนียบขาวตัดสินใจเปลี่ยนนิยามเศรษฐกิจถดถอย

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

รีวิว: เยลเลนมีมุมมองเป็นบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • เยลเลนเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ในสภาวะถดถอย
  • โดยเป็นความเห็นภายใต้นิยามใหม่

รีวิว: อย่างหนึ่งที่เรารู้คือ เราไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการหลีกเลี่ยงมัน

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

รีวิว: ประธาน FED นายพาวเวลล์ยอมรับว่าเขามองผิดพลาดอีกครั้ง

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

รีวิว: พวกเขาทั้งสองเจตนาคาดการณ์ผิดพลาดหรือไม่

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • FED มองผิดเกี่ยวกับเงินเฟ้อ
  • FED ต้องการที่จะบริหารความคาดหวังผ่านการสื่อสารหรือไม่
  • FED จะประสบความสำเร็จในการทำให้เศรษฐกิจกลับมาสู่ภาวะปกติแบบนุ่มนวล (soft landing) ได้หรือไม่ หรือ FED จะทำให้ตลาดหุ้นตกลงอย่างรุนแรง

รีวิว: ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ซึ่งสร้างความแปลกใจให้ตลาดมากกว่า FED

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

รีวิว: เครื่องมือใหม่ของ ECB ยังใช้ไม่ได้ผล

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • เครื่องมือเพื่อลดความแตกต่างด้านผลตอบแทนพันธบัตรระหว่างประเทศ (anti-fragmentation) ใช้ไม่ได้ผล

รีวิว: นโยบาย anti-fragmentation ทำให้ยุโรปขัดแย้งกันเอง

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

รีวิว: กลุ่มประเทศในยุโรปขัดแย้งเรื่องนโยบายพลังงานเช่นกัน

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

รีวิว: เยอรมนีหยุดการนำเข้าถ่านหินและน้ำมันจากรัสเซีย

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

รีวิว: รัสเซียหยุดส่งก๊าซให้ยุโรป

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • รัสเซียตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของยุโรปด้วยการหยุดส่งก๊าซผ่านโครงการ Nord Stream

รีวิว: หรือว่าน้ำมันจะถูกส่งผ่านไปยังซาอุดิอาระเบียก่อนแทน

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

รีวิว: เยอรมนีกำลังก้าวเข้าสู่วิกฤตพลังงาน

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

รีวิว: นักการเมืองปล่อยให้ประชาชนจัดการกันเอง

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

รีวิว: ปัจจัยพื้นฐานเริ่มเปลี่ยนเป็นของฟุ่มเฟือย

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

รีวิว: GDP จีนรายงานออกมาต่ำกว่าคาดการณ์

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

รีวิว: มีรายงานการแห่ถอนเงินในจีน

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

รีวิว: อย่างไรก็ตามยังมีการพิมพ์เงินมากขึ้น

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

รีวิว: ขนาดสินทรัพย์ของอสังหาริมทรัพย์ในจีนใหญ่มาก

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

ข้อสรุปที่สำคัญ

  • เกิดความวุ่นวายจากนโยบายเพื่อความยั่งยืน
  • FED ขึ้นดอกเบี้ย75% และเปลี่ยนนิยามสภาวะเศรษฐกิจถดถอย
  • ECB ขึ้นดอกเบี้ย50% และมีความขัดแย้งภายในยุโรป
  • วิกฤตพลังงานของเยอรมนีดูแล้วน่าจะหลีกเลี่ยงได้ยาก
  • จีนรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจค่อนข้างอ่อนแอ และทำให้ตลาดกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

ประเด็นที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับ AWS

  • เกิดอะไรขึ้นกับตลาดโลกในเดือนกรกฎาคม 2022
  • รีวิวผลการดำเนินงานของ AWS
  • มุมมองของตลาดโลกต่อการจัดสรรสินทรัพย์เพื่อการลงทุน
  • น้ำหนักการลงทุนปัจจุบัน และความเสี่ยงของ AWS

รีวิว: หุ้นโลกปรับตัวลงในปี 2022

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • หุ้นโลกปรับตัวขึ้น 0% ในปี 2021 แต่ตั้งแต่ต้นปี 2022 ปรับตัวลง 14.4%
  • ในเดือนกรกฎาคม 2022 หุ้นโลกปรับขึ้น0%
  • AWS ให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นเพียง 25%

รีวิว: ตลาดตราสารหนี้ไทยทรงตัว

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • เราให้น้ำหนัก 25% กับตราสารหนี้ไทย (แทนที่จะเป็นตราสารหนี้ต่างประเทศ) ซึ่งทรงตัวในช่วงที่ผ่านมา
  • วัตถุประสงค์หลักของการลงทุนในตราสารหนี้ เพื่อป้องกันความเสี่ยง

รีวิว: ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัวในเดือนกรกฎาคม 2022

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • เราให้น้ำหนัก 25% กับสินค้าโภคภัณฑ์
  • ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เป็นขาขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายน 2020 และปรับตัวขึ้น 8% ในเดือนกรกฎาคม 2022

รีวิว: การปศุสัตว์เท่านั้นที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนติดลบ

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ FED เพื่อชะลอเงินเฟ้อ แต่อาจจะก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้
  • ธนาคารกลางอื่น ๆ ก็มีแนวโน้มทำตาม FED ซึ่งกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์
  • ราคาน้ำมัน WTI ปิดตลาดเดือนกรกฎาคม 2022 ที่ 98 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

รีวิว: ทองคำปรับตัวลง

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • เราให้น้ำหนัก 25% ในทองคำ
  • ราคาทองคำอยู่ที่ 1,765 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ในเดือนกรกฎาคม หรือปรับตัวลง 1%
  • ทองคำควรเป็นสินทรัพย์เพื่อป้องกันเงินเฟ้อ อย่างไรก็ดี เมื่อดอกเบี้ยถูกปรับสูงขึ้น ราคาทองคำจึงถูกกดดัน และปรับตัวลง

เดือนกรกฎาคม 2022: AWS สร้างผลตอบแทนต่ำกว่าพอร์ตการลงทุนดั้งเดิมแบบ 60/40

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • AWS ทำผลงานได้แย่กว่า เนื่องจากมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นน้อย และมีสัดส่วนการลงทุนในทองคำมาก
  • พันธบัตร: ทรงตัว
  • ทองคำ: ทำผลงานได้แย่ที่สุด
  • สินค้าโภคภัณฑ์: ทำผลงานได้ดีที่สุดเป็นอันดับ 3

ตั้งแต่จัดตั้ง AWS สร้างผลตอบแทนเหนือพอร์ตการลงทุนดั้งเดิมแบบ 60/40

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • ตั้งแต่จัดตั้ง AWS สร้างผลตอบแทนมากกว่าพอร์ตการลงทุนดั้งเดิมแบบ 60/40 อยู่ 4% นับจนถึงเดือนกรกฎาคม 2022

AWS สร้างผลตอบแทนได้ดี

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • AWS ให้ผลตอบแทนสูงกว่าพอร์ตการลงทุนดั้งเดิมแบบ 60/40 ในทุก ๆ ช่วงเวลา ยกเว้นใน 1 เดือน และ 3 เดือนที่ผ่านมา
  • เมื่อหุ้นอยู่ในช่วงปรับฐาน AWS ก็ยังให้ผลตอบแทนสูงกว่าเช่นกัน ยกเว้นใน 1 เดือน และ 3 เดือนที่ผ่านมา

AWS มีความผันผวนต่ำกว่าพอร์ตการลงทุนดั้งเดิมแบบ 60/40

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • สัดส่วนการลงทุนในหุ้น 25-65% ช่วยลดความผันผวน
  • ทองคำช่วยลดความผันผวนโดยรวมของพอร์ต เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีความสัมพันธ์กับหุ้น

AWS ขาดทุนน้อยกว่าพอร์ตการลงทุนดั้งเดิมแบบ 60/40 9 ครั้งจาก 10 ครั้งในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงมากที่สุด

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • จุดเด่นสำคัญของ AWS คือ การจำกัดการขาดทุนเมื่อตลาดหุ้นโลกปรับตัวลง
  • นับตั้งแต่จัดตั้ง AWS ขาดทุนน้อยกว่าพอร์ตการลงทุนดั้งเดิมแบบ 60/40 90% ใน 10 วันที่หุ้นโลกทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุด

AWS ทำผลงานเหนือพอร์ตการลงทุนดั้งเดิมแบบ 60/40 ใน 61% ของเดือนทั้งหมด

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • ในช่วง 25 เดือนจาก 41 เดือน AWS สามารถเอาชนะพอร์ตการลงทุนดั้งเดิมแบบ 60/40

ข้อสรุปที่สำคัญ

  • AWS ทำผลงานได้ต่ำกว่าพอร์ต 60/40 อยู่ 3% ในเดือนกรกฎาคม 2022
  • ผลงานที่ต่ำกว่า เกิดจากการให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นน้อย และน้ำหนักการลงทุนในทองคำที่มาก
  • ตั้งแต่จัดตั้ง AWS สร้างผลตอบแทนเหนือกว่าพอร์ต 60/40 อยู่4% นับจนถึงปลายเดือนกรกฎาคม 2022

ประเด็นที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับ AWS

  • เกิดอะไรขึ้นกับตลาดโลกในเดือนกรกฎาคม 2022
  • รีวิวผลการดำเนินงานของ AWS
  • มุมมองของตลาดโลกต่อการจัดสรรสินทรัพย์เพื่อการลงทุน
  • น้ำหนักการลงทุนปัจจุบัน และความเสี่ยงของ AWS

มุมมอง: ราคาน้ำมันเป็นตัวผลักดันเงินเฟ้อ

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • น้ำมันเป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับการเกษตร การผลิต และการคมนาคม
  • ด้วยเหตุนี้ แนวทางที่ยุโรปจัดการเรื่องพลังงาน อาจจะทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอีก

มุมมอง: แนวทางการแก้ไขปัญหาของแพง ก็คือราคาที่แพงนั่นเอง

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • ราคาสินค้าและบริการที่แพงขึ้น เมื่อถึงจุดหนึ่งจะทำให้ความต้องการลดลง
  • ฐานเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จะแสดงระดับอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง
  • ดังนั้น เงินเฟ้ออาจเข้าใกล้จุดสูงสุดแล้ว แม้ว่าธนาคารกลางยังไม่ได้เข้าแทรกแซง

มุมมอง: FED ขึ้นดอกเบี้ย แต่ไบเดนพูดถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

มุมมอง: soft landing คือเป้าหมายของ FED

  • “เราไม่คิดว่าสหรัฐฯ อยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย และยังไม่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย”
  • “เราต้องการเห็นการชะลอตัวของความต้องการสินค้าและบริการ ให้น้อยกว่าปกติสักระยะหนึ่ง โดยเราจะดำเนินนโยบายในระดับที่พอดี และไม่พยายามให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย”

มุมมอง: FED ดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนแนวทางสื่อสารกับตลาด

  • “เราเชื่อว่าถึงเวลาแล้ว ที่เราจะประเมินสถานการณ์ในการประชุมเป็นครั้ง ๆ ไป และไม่ให้แนวทางที่ชัดเจนล่วงหน้า ในการปรับเข้าสู่ภาวะสมดุล”

มุมมอง: ยังไม่มีการทำ QT เท่าไรนัก

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

มุมมอง: การขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนได้ถูกตลาดคาดการณ์ไว้แล้ว (priced in)

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • ตลาดมั่นใจ 100% ว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป
  • โดยเชื่อมั่น5% ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ย 0.50% เข้าสู่ระดับ 2.75-3.00%

มุมมอง: ตั้งแต่เดือนมีนาคม ตลาดคาดว่า FED จะดำเนินนโยบายเข้มงวดมากขึ้น

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • อย่างไรก็ดี ตลาดคิดว่า FED จะผ่อนคลายนโยบายการเงินในปี 2023
  • FED จำเป็นต้องหาสมดุลระหว่างการชะลออัตราเงินเฟ้อ กับการหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย

มุมมอง: การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลลบต่อตลาดเกิดใหม่

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • การขึ้นดอกเบี้ยของ FED น่าจะทำให้เงินเหรียญสหรัฐฯ แข็งค่า สภาพคล่องในระบบลดลง และทำให้ตลาดเกิดใหม่ได้รับผลกระทบเชิงลบได้
  • เงินเหรียญสหรัฐฯ ถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven) ซึ่งนักลงทุนอาจใช้พักเงินในช่วงที่สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอนสูง

มุมมอง: เราอาจจะเห็นการขึ้นดอกเบี้ยของยุโรปอีก

 

  • การขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคม 2022 ทำให้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 0% แทนที่จะติดลบ ซึ่งเป็นสถานการณ์ตั้งแค่ปี 2014
  • ECB ไม่ได้ให้ทิศทางการดำเนินนโยบายไปข้างหน้า โดยจะใช้ข้อมูลในการประชุมเป็นครั้ง ๆ ไป คล้ายกับ FED
  • อย่างไรก็ดี นางลาการ์ด ประธาน ECB ยืนยันว่าเงินเฟ้อควรอยู่ที่ระดับ 2%

มุมมอง: เราเชื่อว่าธนาคารกลางจะกลับทิศนโยบายในอนาคต

  • ธนาคารกลางสื่อสารว่าจะควบคุมให้เงินเฟ้อลดลง และนักลงทุนดูเหมือนว่าจะเชื่อเช่นนั้น
  • เราเชื่อว่าธนาคารกลาง และนักการเมืองพร้อมที่จะเปลี่ยนนโยบาย หากมีความเสียหายเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ

มุมมอง: สินค้าคงคลังของสหรัฐฯ มีปริมาณเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งสัญญาณถึงการบริโภคที่ลดลง

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

มุมมอง: การกลับทิศของกราฟอัตราส่วนผลตอบแทนพันธบัตร (inverted yield-curve) เป็นเครื่องมือคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ดี

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • แม้ว่าหลายปัจจัยจะเข้ามากดดันตลาดหุ้น แต่เรามองเห็นโอกาสในการลงทุนในบางอุตสาหกรรม และบางตลาด ผ่านสินทรัพย์บางชนิด

มุมมอง: พันธบัตรมักจะเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยในช่วงนี้

  • ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย การลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาลมักให้ผลตอบแทนดี
  • อย่างไรก็ดี ในช่วงที่เงินเฟ้อสูง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ต่ำ อาจทำให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real return) ติดลบ
  • เรามองว่าพันธบัตรสามารถป้องกันความเสี่ยงได้ดี

มุมมอง: สินค้าโภคภัณฑ์ยังมีความน่าสนใจ

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • ปริมาณน้ำมันคงเหลือยังสนับสนุนราคาที่สูงต่อไป

มุมมอง: ราคาพลังงานจะทรงตัวในระดับสูง โดยราคาน้ำมันตลาด WTI ปิดที่ 98 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในเดือนกรกฎาคม 2022

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • การที่ยุโรปพึ่งพิงพลังงานจากรัสเซียจะมีผลต่อราคาพลังงานในตลาด

มุมมอง: ปัจจัยพื้นฐานยังสนับสนุนราคาน้ำมัน

  • สงครามในยูเครนน่าจะก่อให้เกิดปัญหาการชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานต่อไปอีกระยะหนึ่ง
  • ราคาพลังงานน่าจะอยู่ในระดับสูงต่อไป จากการลงทุนที่ไม่เพียงพอในโครงการใหม่ ๆ
  • นอกจากพลังงานแล้ว รัสเซียยังเป็นผู้ส่งออกโลหะอุตสาหกรรมหลายชนิด รวมถึงรัสเซีย และยูเครนยังเป็นผู้ส่งออกสำคัญของสินค้าทางการเกษตร
  • การเปิดเมืองอีกครั้งของจีนอาจทำให้ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขี้น

มุมมอง: ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลต่อราคาอาหาร

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • ก๊าซธรรมชาติใช้ในการทำปุ๋ย และราคาที่เพิ่มขึ้นของปุ๋ยทำให้เมล็ดพันธุ์ต้องปรับราคาขึ้นตามไปด้วย
  • ข้าวโพดถูกใช้เป็นอาหารของสัตว์ ซึ่งราคาข้าวโพดที่แพงขึ้นทำให้ราคาเนื้อสัตว์ปรับขึ้นตาม

มุมมอง: รัสเซียและยูเครนมีส่วนแบ่งการตลาดเกือบ 25% ของการค้าธัญพืชโลก

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

มุมมอง: ดัชนีราคาอาหารโลกปรับขึ้นสูงที่สุดในเดือนมีนาคม 2022 ที่ 160 และปัจจุบันอยู่ที่ 154 ในเดือนมิถุนายน 2022

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • การห้ามการส่งออกอาหารของอินเดียและอินโดนีเซียทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารและทำให้ราคาอาหารสูงขึ้น

มุมมอง: ราคาสินค้าโภคภัณฑ์น่าจะยังปรับขึ้นต่อได้

  • การฟื้นตัวของความต้องการ (อาหารและพลังงาน) ภาวะเงินเฟ้อ และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับสงครามจะผลักดันให้สินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น

มุมมอง: ทองคำจะเป็นเหมือนหลักประกันป้องกันความเสี่ยง

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • สงครามในยูเครนทำให้เกิดความไม่แน่นอน ผลักดันความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อ ทำให้สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ ได้รับความสนใจมากขึ้น
  • อย่างไรก็ดี ความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ย และภาวะเศรษฐกิจถดถอยอาจกดดันราคาทองคำ

ข้อสรุปที่สำคัญ

  • ธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มถดถอย เพื่อชะลอภาวะเงินเฟ้อ
  • ความต้องการสินค้าจำเป็น (อาหารและพลังงาน) เงินเฟ้อ และการชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานทำให้ราคาสินทรัพย์หลายประเภทปรับตัวขึ้น
  • พันธบัตรและทองคำใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการสูญเสียเงินต้น

ประเด็นที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับ AWS

  • เกิดอะไรขึ้นกับตลาดโลกในเดือนกรกฎาคม 2022
  • รีวิวผลการดำเนินงานของ AWS
  • มุมมองของตลาดโลกต่อการจัดสรรสินทรัพย์เพื่อการลงทุน
  • น้ำหนักการลงทุนปัจจุบัน และความเสี่ยงของ AWS

สัดส่วนน้ำหนักสินทรัพย์นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • เราไม่ได้ปรับสัดส่วนน้ำหนักสินทรัพย์

สัดส่วนน้ำหนักหุ้นตามภูมิภาคนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022

อัปเดตพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนสิงหาคม 2022: หุ้นฟื้นตัวได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

  • เราไม่ได้ปรับน้ำหนักหุ้นตามภูมิภาค
  • เราให้น้ำหนักอย่างน้อย 5% ในภูมิภาคต่าง ๆ

ความเสี่ยง: เงินเฟ้อถูกควบคุมได้อย่างรวดเร็ว

  • AWS ถูกปรับให้ได้รับประโยชน์จากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น จากการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์
  • ถ้าธนาคารกลางสร้างความแปลกใจให้กับตลาดด้วยการขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรง พร้อมกับการดึงสภาพคล่องออกจากตลาด อาจจะทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงอย่างรุนแรง
  • เศรษฐกิจจีนที่อ่อนแออาจลดความต้องการของสินค้าโภคภัณฑ์ กดดันทำให้ราคาต่ำลงได้
  • ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นอาจปรับตัวลงพร้อมกับราคาพลังงาน เนื่องจากพลังงานเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการผลิต

Andrew Stotz

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน All Weather Strategy สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้

ผ่านมือถือ/Tablet >>แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA

**All Weather Strategy พอร์ตกองทุนรวมจัดโดย Andrew Stotz ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาว ในขณะที่ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงภาวะตลาดขาลง หากสนใจสร้างแผนการลงทุน สามารถคลิกที่นี่ https://www.finnomena.com/guruport-andrew-all-weather-create/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลยครับ


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน  | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

มองเงินเฟ้อเทียบอดีต แรงกว่า! น่ากังวลกว่า! กระจุกตัวกว่า!

FINNOMENA x Franklin Templeton
มองเงินเฟ้อเทียบอดีต แรงกว่า! น่ากังวลกว่า! กระจุกตัวกว่า!

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเงินเฟ้อเป็นปัจจัยกดดันทุกภาคส่วน ทั้งระดับประชาชน ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ กล่าวคือ ในระดับรายย่อย แรงงานจะรู้สึกว่าเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ถูกนำมาชดเขยกับราคาสินค้าและบริการที่แพงขึ้น ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบธุรกิจก็จะรู้สึกว่าต้นทุนของวัตถุดิบที่นำมาผลิตสินค้าและบริการก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน และถ้าไม่สามารถเพิ่มราคาสินค้าและบริการได้ในระดับที่เท่ากัน จะกดดันให้อัตรากำไร และผลประกอบการในอนาคต ซึ่งหากเราพิจารณาสถานการณ์เงินเฟ้อในปัจจุบันเทียบกับในอดีต เราพบว่า เงินเฟ้อในปัจจุบันเป็นปัญหาที่ “แรงกว่า” “น่ากังวลกว่า” และ “กระจุกตัวมากกว่า” เมื่อเทียบกับภาวะเงินเฟ้อในอดีต

มองเงินเฟ้อเทียบอดีต แรงกว่า! น่ากังวลกว่า! กระจุกตัวกว่า!

ปัญหาเงินเฟ้อกลับมากระทบกับเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอีกครั้งในปี 2022 ซึ่งเรามองว่าอยู่ในระดับที่ “แรงกว่าเดิม” โดยในปี 2022 เราพบว่า แม้ว่าสินค้าและบริการจะปรับราคาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่รายได้ที่แท้จริงต่อคน (real per-worker incomes ซึ่งปรับตามอัตราเงินเฟ้อ) กลับทรงตัว และในบางช่วงปรับตัวลงเล็กน้อย ถึงแม้ว่าตลาดแรงงานในช่วงนี้จะถือว่าเป็นช่วงที่ตลาดตึงตัว และร้อนแรงมากที่สุดในหลายทศวรรษก็ตาม ซึ่งทำให้แรงงานได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากรายจ่ายเพิ่ม แต่รายได้ที่แท้จริงไม่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเงินเฟ้อสูงในช่วงกลางทศวรรษปี 1960 ถือว่า “แรงกว่า” เนื่องจาก เราพบว่า นอกจากราคาสินค้าและบริการจะปรับตัวสูงขึ้นแล้ว รายได้ที่แท้จริงต่อคนในช่วงดังกล่าวยังปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบของเงินเฟ้อได้ในระดับหนึ่ง ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความเดือนร้อนมากนัก เมื่อเทียบกับปัจจุบัน

มองเงินเฟ้อเทียบอดีต แรงกว่า! น่ากังวลกว่า! กระจุกตัวกว่า!

Figure 1 กราฟแสดงรายได้ที่แท้จริงต่อคนที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวในช่วงกลางทศวรรษ 1960 ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความเดือดร้อนมากนัก เนื่องจากรายได้เพิ่มขึ้นไปตามอัตราเงินเฟ้อ

มองเงินเฟ้อเทียบอดีต แรงกว่า! น่ากังวลกว่า! กระจุกตัวกว่า!

Figure 2 กราฟแสดงรายได้ที่แท้จริงต่อคนที่ทรงตัว หรือปรับลดลงในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวในปัจจุบัน ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่รายได้ไม่เพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ

นอกจาก “แรงกว่าเดิม” แล้ว เรามองว่าปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ถือว่า “น่ากังวลกว่า” ในอดีต โดยที่ผ่านมา เมื่อเศรษฐกิจเติบโตร้อนแรงเป็นระยะเวลานาน ก็จะตามมาด้วยภาวะซบเซา เช่น ภาวะเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษปี 1960 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจร้อนแรง จนถึงทศวรรษปี 1970 ซึ่งเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย จากนโยบายการควบคุมราคาสินค้าและบริการ และวิกฤตน้ำมันในภูมิภาคอาหรับ ซึ่งเรามองว่าสามารถเทียบเคียงได้กับวิกฤตห่วงโซ่อุปทานในปัจจุบัน ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยดังกล่าวในทศวรรษปี 1970 เกิดขึ้นหลังจากที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ โตต่อเนื่องเกือบ 10 ปี

อย่างไรก็ดี ถ้าพิจารณาเทียบกับปัจจุบัน สิ่งที่สหรัฐฯ เผชิญอยู่ก็คล้ายกับในอดีต แต่กลับกลายเป็นว่าก่อนหน้าที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยดังเช่นตอนนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตร้อนแรงได้เพียงแค่ 1-2 ปีก่อนหน้าเท่านั้น ซึ่งอาจแปลความได้ว่านโยบายที่รัฐบาล และธนาคารกลางสหรัฐฯ กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง COVID-19 นั้น ไม่ได้ผล หรือไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ ปัญหาเงินเฟ้อในปัจจุบันยัง “กระจุกตัว” มากกว่าในอดีต กล่าวคือ เงินเฟ้อในช่วงทศวรรษปี 1960 ทำให้ราคาสินค้าและบริการปรับเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ภาคส่วนใกล้เคียงกัน ไม่ได้กระจุกตัวที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะถ้าเทียบระหว่างราคาสินค้ากับบริการ อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อในปัจจุบันกระจุกตัวในส่วนของสินค้าเป็นส่วนมาก โดยราคาสินค้าปรับตัวขึ้นมากกว่าราคาบริการ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญจากการปิดเมืองที่ทำให้การให้บริการหลายอย่างไม่สามารถทำได้ และต้องหยุดชะงักลง แต่ในทางกลับกันสินค้ายังสามารถขายได้บ้างตามความจำเป็น กอปรกับในช่วงที่ผ่านมา มีปัจจัยหลากหลายช่วยผลักดันราคาสินค้า ทั้งจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และสงครามในยูเครน ทั้งนี้ เรามองว่าราคาสินค้าจะค่อยๆ ชะลอการปรับขึ้นในที่สุด เมื่ออุปทานของสินค้าเริ่มเพิ่มขึ้น แต่สำหรับภาคบริการน่าจะใช้เวลาสักพักหนึ่ง เพื่อค่อย ๆ ปรับตัวให้เข้าใกล้แนวโน้มราคาสินค้า เนื่องจากภาวะขาดแคลนแรงงานยังคงมีอยู่

มองเงินเฟ้อเทียบอดีต แรงกว่า! น่ากังวลกว่า! กระจุกตัวกว่า!

Figure 3 กราฟแสดงราคาสินค้าและบริการในช่วงปี 1960-1970 ที่ราคาสินค้าและบริการต่างปรับขึ้นหรือลงไปพร้อม ๆ กัน และผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อกระจายตัวไปในทุก ๆ ภาคส่วนใกล้เคียงกัน

มองเงินเฟ้อเทียบอดีต แรงกว่า! น่ากังวลกว่า! กระจุกตัวกว่า!

Figure 4 กราฟแสดงราคาสินค้าและบริการในปัจจุบัน ที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าราคาบริการอย่างมีนัยสำคัญ สืบเนื่องมาจากการปิดเมืองในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และภาวะสงครามที่กระทบกับสินค้าและบริการแตกต่างกัน

สรุปมุมมองของเรา

เรามองว่าภาวะเงินเฟ้อในปัจจุบันมีปัจจัยพื้นฐานที่แตกต่างจากในช่วงทศวรรษที่ 1960 โดยเรามองว่าปัจจุบันมีความรุนแรง น่ากังวล และกระจุกตัวมากกว่า ซึ่งภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงนี้เอง จะเป็นตัวผลักดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องเร่งแก้ปัญหาด้วยการดำเนินนโยบายแบบตึงตัว ซึ่งน่าจะทำให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับความเปราะบาง และความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่อาจเข้าสู่ภาวะถดถอยมากขึ้น ซึ่งการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงก่อนหน้าไม่ได้แข็งแกร่งมาก เมื่อเทียบกับในปี 1960 เราคาดการณ์ว่าแรงกดดันที่มีต่อราคาสินค้า และบริการจะมีมากขึ้นด้วย

ข้อสงวนสิทธิ์

  1. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ให้บริการการให้คำแนะนำทั่วไปแก่ FINNOMENA ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน (Asset Allocations)
  2. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น
  3. ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/articles/western-asset/inflation-now-versus-1960s-1970s-experience

ปรับพอร์ต Optimal Megatrend Opportunities ประจำเดือนสิงหาคม: ลดสัดส่วนกองทุนพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ และเพิ่มสัดส่วนกองทุนหุ้น

BottomLiner
ปรับพอร์ต Optimal Megatrend Opportunities ประจำเดือนสิงหาคม: ลดสัดส่วนกองทุนพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ และเพิ่มสัดส่วนกองทุนหุ้น

BottomLiner คาดว่าดอกเบี้ยไทยจะปรับเพิ่มขึ้นตามดอกเบี้ยสหรัฐเพื่อลดช่องว่างในช่วงที่ผ่านมา และเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มไม่เพิ่มแรงในอนาคต ทำให้ OMO เลือกลดสัดส่วน KTILF (กองทุนเปิดกรุงไทยอ้างอิงเงินเฟ้อ)

ขณะที่มุมมองตลาดหุ้นปรับเป็นเชิงบวกมากขึ้น เนื่องจากการประกาศผลกำไรหุ้นในช่วงไตรมาส 2 บางกลุ่มยังมีทิศทางที่ดีท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว แสดงให้เห็นว่าหุ้นไม่ได้แย่ทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่ม Cloud Computing ซึ่งยังมีรายได้เติบโตแรงตามเทรนด์ Digital Transformation ที่บริษัททั่วโลกย้ายธุรกิจเข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้นและจะเกิดขึ้นต่อไปแม้การระบาดของโควิดผ่านไปแล้ว

ทางด้านหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาดซึ่ง OMO มีสัดส่วนลงทุนเยอะอยู่แล้ว ทีม BottomLiner ยังคงเห็นปัจจัยบวกเพิ่มขึ้น ล่าสุดรัฐบาลสหรัฐเตรียมผ่านนโยบายช่วยเหลือให้คนซื้อรถยนต์ไฟฟ้าและติดตั้งแผงโซลาร์ได้ในราคาที่ถูกลง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อหุ้นหลายตัวในกลุ่มพลังงานสะอาด

จากมุมมอง BottomLiner จึงเลือกลดสัดส่วนกองทุน KTILF มาเข้าลงทุนเพิ่มในกองทุนหุ้น และปรับสัดส่วนใหม่ตามระบบ Risk Budgeting ของ BottomLiner ได้ตามรูปด้านล่าง

ปรับพอร์ต Optimal Megatrend Opportunities ประจำเดือนสิงหาคม: ลดสัดส่วนกองทุนพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ และเพิ่มสัดส่วนกองทุนหุ้น

ที่มา:BottomLiner วันที่ 8 สิงหาคม 2565

ลงทุนใน Megatrend เด่น กับกองทุนที่ใช่ พร้อม Optimize ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ได้รับ โดย BottomLiner
ดูรายละเอียดพอร์ต >>> https://finno.me/guruport-bottomliner

BottomLiner


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด มหาชน หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

ปรับพอร์ต MRI ประจำเดือนสิงหาคม: ทำไม “หุ้นแบงก์ไทย” น่าจะใกล้ถึงหนึ่งในจุดพีคตรงช่วงนี้?

MacroView
ปรับพอร์ต MRI ประจำเดือนสิงหาคม: ทำไม “หุ้นแบงก์ไทย” น่าจะใกล้ถึงหนึ่งในจุดพีคตรงช่วงนี้?

ปรับพอร์ต MRI ประจำเดือนสิงหาคม: ทำไม “หุ้นแบงก์ไทย” น่าจะใกล้ถึงหนึ่งในจุดพีคตรงช่วงนี้?

ที่มาสัดส่วน: MacroView วันที่: 8 สิงหาคม 2022

ท่ามกลางกระแสข่าวเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดในช่วงกลางปี 2022 ได้กลายเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนท่าทีจาก ‘โหมดการคงดอกเบี้ย’ มาสู่ ‘โหมดก่อนการขึ้นดอกเบี้ย’ ผ่านการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 8 มิถุนายน 2022 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อของไทยที่สูงขึ้นจนแตะร้อยละ 7.7 ในเดือนมิถุนายน 2022 รวมถึงค่าเงินบาทที่อ่อนลงอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนที่ผ่านมาจนเกือบแตะ 37 บาทต่อดอลลาร์นั้น  ได้ส่งผลให้กนง. จำเป็นต้องปรับแนวทางนโยบายการเงินของไทยให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับเฟด นั่นคือ แบงก์ชาติเตรียมใช้มาตรการการขึ้นดอกเบี้ยแบบจริงจังเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ

โดยการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของแบงก์ชาติจะส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากของสถาบันการเงินของไทยสูงขึ้น นั่นคืออัตราส่วน Interest Margin หรือส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้กับเงินฝากซึ่งหมายถึงอัตราส่วนกำไรของแบงก์ต่อการปล่อยกู้หนึ่งรายจะสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในมิติปริมาณสินเชื่อของไทยเมื่อเทียบกับของเพื่อนบ้านแถบอาเซียนในช่วง 2 -3 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าอัตราการเติบโตของปริมาณสินเชื่อของไทยสูงกว่าเพื่อนบ้าน สาเหตุหนึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยบ้านเราต่ำกว่าเพื่อนบ้าน รวมถึงยังส่งผลให้อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ จากภาระหนี้จากดอกเบี้ยของสินเชื่อรายย่อยต่อมูลค่าหนี้ของประชาชนที่น้อยกว่าเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยต่ำหมายถึงต้นทุนที่ต่ำสำหรับธุรกิจภาคเอกชน จึงส่งผลให้ภาคเอกชนไทยมีความได้เปรียบประเทศอื่นๆในอาเซียน

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสหรัฐกับไทยในอดีตที่ผ่านมา พบว่าการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของแบงก์ชาติจากร้อยละ 0.5 ในวันนี้ น่าจะขึ้นไปสู่ระดับร้อยละ 2.5 ในช่วงกลางปีหน้า

อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว มีโอกาสสูงที่จะจะทำให้อัตราการเติบโตของสินเชื่อของไทยอาจจะไม่สามารถเติบโตได้ดีกว่าชาติอื่นในอาเซียนในปีหน้า นอกจากนี้ NPL ของไทยในปีหน้า ก็อาจจะขยับสูงขึ้นทั้งจากภาระหนี้ของผู้กู้ที่สูงขึ้นในบางส่วน รวมถึงดอกเบี้ยที่สูงจะไปชะลอการเติบโตของจีดีพีบ้านเราในบางส่วน

คำถามคือ แล้วเราควรจะขายหุ้นแบงก์ไทยออกในช่วงเวลาใดดี? คำตอบในเชิงอุดมคติ คือ ขายตอน Interest Margin สูงสุด และ อัตราการเพิ่มปริมาณสินเชื่อสูงสุด ซึ่งถือว่าไม่ง่ายที่จะหาช่วงเวลานั้นแบบตรงพอดิบพอดี

อย่างไรก็ดี คำตอบแบบในเชิงปฏิบัติ คือ ควรจะขายหุ้นแบงก์ในช่วงเวลาครั้งหนึ่งครั้งใด ดังนี้ หนึ่ง ขายตอนแบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก หรือ สอง ขายตอนแบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่เป็นช่วงกลางๆของการขึ้นดอกเบี้ย หรือ สาม ขายตอนแบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยครั้งท้ายๆ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน โดย

  1. เหตุผลที่ขายตอนขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก มีข้อด้อย คือ Interest Margin เริ่มกว้างขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ดี มีความคาดหวังว่าแบงก์ชาติจะขึ้นดอกเบี้ยต่ออีกหลายครั้งเป็นตัวช่วย ทว่ามีข้อดีคือผลกระทบเชิงลบจากการขึ้นดอกเบี้ยต่อการเติบโตของจีดีพียังเกิดขึ้นน้อย
  2. เหตุผลที่ขายตอนขึ้นดอกเบี้ยครั้งเป็นช่วงกลางๆของการขึ้นดอกเบี้ย มีข้อด้อยคืออัตราการเติบโตของจีดีพีเริ่มได้รับผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้นกว่าตอนแรกๆ ทว่ามีข้อดี คือ Interest Margin เริ่มกว้างขึ้นกว่าตอนขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก
  3. เหตุผลที่ขายตอนแบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยครั้งท้ายๆ มีข้อด้อยคืออัตราการเติบโตของจีดีพีเริ่มได้รับผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยมากเกือบจะที่สุด ทว่ามีข้อดี คือ Interest Margin กว้างที่สุดเช่นกัน

โดยระยะเวลาที่คาดว่าแบงก์ชาติจะขึ้นดอกเบี้ยทั้งสิ้น น่าจะกินเวลารวมทั้งหมดประมาณ 1 ปี เริ่มจากเดือนสิงหาคม 2022 โดยสำหรับขนาดของการขึ้นดอกเบี้ยทั้งหมดในครั้งนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณว่าจะขึ้นอีกร้อยละ 2

ในมุมมองของเรา คาดว่าการขายหุ้นแบงก์ไทยตรงช่วงการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก (วันที่ 10 สิงหาคม 2022) น่าจะเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐและชาติตะวันตกอื่นๆมีโอกาสสูงขึ้นที่จะเกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอยในต้นปี 2023 ซึ่งมีผลกระทบเชิงลบจะส่งมาถึงบ้านเรา

นอกจากนี้ เรามองว่าท่ามกลางกระแสสถานการณ์จีนกับไต้หวันในขณะนี้ แม้ว่าโควิดจะบรรเทาเบาบางลงในจีน ทว่าภาวะความตรึงเครียดในแถบเอเชียตะวันออก อาจทำให้นักท่องเที่ยวจีนยังไม่ออกมาเมืองไทยในปีหน้า ซึ่งจะส่งผลเชิงลบต่อจีดีพีช่วงปลายปีในบ้านเราอีกด้วย

ด้วยภาพรวมทั้งหมด เราจึงตัดสินใจ

Action: ขาย SCBBANKINGA ทั้งหมด (5% ของพอร์ต) ในวันที่ 11 สิงหาคม 2022

สแกนกองทุนผ่านปัจจัยเชิง Macro และวิเคราะห์แบบ Induction MRI Portfolio โดย MacroView
ดูรายละเอียดพอร์ต >>> https://finno.me/guruport-macroview

MacroView

ที่มา: http://www.macroviewblog.com/blog/investment/inside-mri-by-macroview/


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด มหาชน หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

ธุรกิจแฟรนไชส์อย่าง Yum! Brands อาจรับมือต่อเงินเฟ้อได้ดี?

Pawon
ธุรกิจแฟรนไชส์อย่าง Yum! Brands อาจรับมือต่อเงินเฟ้อได้ดี?

ภาวะเงินเฟ้อในปี 2022 ทำให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นทั้งหมด โดยเฉพาะอาหารซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มนุษย์ขาดไม่ได้ แต่รู้หรือไม่? ร้านอาหารในเครือ Yum! Brands อย่าง KFC, Pizza Hut, และ Taco Bell ถูกบริหารโดยเจ้าของแฟรนไชส์ถึง 98 % ! ฉะนั้นรายได้จากการขายในแต่ละประเทศทั่วโลกย่อมแตกต่างกันไปตามระดับเงินเฟ้อของแต่ละประเทศ

แล้วสิ่งนี้ดีต่อธุรกิจหรือไม่? บทความนี้จะพามารู้จัก ยัมแบรนด์ (Yum! Brands) พร้อมวิเคราะห์ว่าทำไมธุรกิจแฟรนไชส์อาจรับมือต่อเงินเฟ้อได้ดี ดังที่เห็นได้จาก Yum! Brands

Yum! Brands ทำธุรกิจอะไร?

Yum! Brands (YUM) เป็นบริษัทร้านอาหารจานด่วนชื่อดังระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น KFC, Pizza Hut, และ Taco Bell เป็นต้น ก่อตั้งในปี 2003 จุดเริ่มต้นของบริษัท มาจาก PepsiCo ได้หันหลังให้ธุรกิจร้านอาหาร หลังจากที่เคยทำการไล่ซื้อแบรนด์ร้านอาหารมากมาย ในปี 1997 ธุรกิจส่วนร้านอาหารของ PepsiCo ถูกแยกออกมาเป็นบริษัทใหม่ มีชื่อว่า “Tricon Global Restaurants” ซึ่งในภายหลังได้เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Yum! Brands นั่นเอง

Yum! มีหน้าที่ พัฒนา ดำเนินการ ขายแฟรนไชส์ และออกใบอนุญาติร้านอาหารจานด่วนทั่วโลก ปัจจุบัน Yum! สำนักงานใหญ่ในเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนตักกี้ สหรัฐอเมริกา ในปี 2021 Yum! มีจำนวนร้านอาหารถึง 53,424 สาขา ใน 295 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ Yum! มีมูลค่าทางตลาด
ในอุตสาหกรรมร้านอาหารสูงเป็นอันดับ 3 รองจาก McDonalds และ Starbucks ตามข้อมูลของ Yahoo! Finance

Yum! Brands ในประเทศไทย

ในประเทศไทยจำนวนร้านอาหารเครือ Yum! ในปี 2020 มีถึง 1,030 สาขา โดยแบ่งเป็น KFC 853 สาขา Pizza Hut 169 สาขา และ Taco Bell จำนวน 8 สาขา ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ของ Yum!

โดย บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแล และบริหารแบรนด์ ทั้ง KFC, Pizza Hut และ Taco Bell ในประเทศไทย ขณะที่การบริหารหน้าร้านให้เป็นหน้าที่ของผู้ซื้อแฟรนไชส์

เช่น KFC มีผู้ซื้อสิทธ์บริหารแฟรนไชส์ทั้งหมด 3 บริษัท ได้แก่
บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (บริษัทเครือไทยเบฟ)
บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
และ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์กรุ๊ป จำกัด (บริษัทเครือเซ็นทรัล) เป็นต้น

กลยุทธ์ แฟรนไชส์ คือคำตอบเพื่อสู้เงินเฟ้อ?

อย่างที่ทราบกันดี แฟรนไชส์ของบริษัทคือลูกค้ารายใหญ่ ผู้ซื้อสิทธิบริหารแฟรนไชส์จากบริษัทจะต้องแบกรับภาระต้นทุน โดยการซื้อหรือให้เช่าที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ ป้าย ที่นั่ง และ สินค้าคงคลัง เมื่อการดำเนินงานเป็นของแฟรนไชส์แทบจะทั้งหมด การตั้งราคาตามต้นทุนและเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นเรื่องที่แฟรนไชส์ต้องแบกรับเอง ในขณะที่ Yum! เพียงแค่เก็บส่วนแบ่งของยอดขายร้านอาหาร ตามข้อมูลของ Yum! KFC และ Pizza Hut เป็นร้านของแฟรนไชส์ถึง 99% และ Taco Bell อยู่ที่ 95% นั่นทำให้ Yum! แทบจะไม่ได้รับความเสี่ยงจากเงินเฟ้อเลย

เกือบหกปีที่แล้ว แบรนด์ต่างๆ ของ Yum ภายในจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว จนต้องแยกตัวมาจดทะเบียนเองเป็น Yum! Brand China (YUMC) เพื่ออิสระในการบริหารและทำตลาดภายในจีนเอง ทั้งนี้บริษัทแม่อย่าง Yum! ก็ได้ค่าธรรมเนียม 3% ของยอดขายในเครือข่ายธุรกิจ YUMC

แม้แนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อจะเป็นเรื่องยากที่จะมองข้ามในทุกวันนี้ และต้นทุนอาหารและแรงงานที่สูงขึ้นจะมีผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของ Yum! แต่ Yum! อาจเป็นผู้รับประโยชน์จากโครงสร้างต้นทุนที่เพิ่มขึ้นภายใต้การดำเนินงานแบบแฟรนไชส์ ​​เพราะแฟรนไชส์ต้องปรับราคาเพื่อเพิ่มยอดขาย Yum จึงได้รับส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมสูงขึ้นตามเงินเฟ้อที่สูงลิ่วหากแฟรนไชส์สามารถรอดพ้นจากการบังคับขายหรือล้มละลายได้ ภาวะเงินเฟ้ออาจส่งผลดีต่อ Yum!

ผลประกอบการที่ผ่านมาของ Yum!

ผลประกอบการล่าสุด Q1 2022 Yum! Brands ตํ่ากว่าที่คาดการณ์ โดย
กำไรต่อหุ้น(EPS) : $1.05 เทียบกับ $1.07 ที่คาดไว้
รายได้: 1.55 พันล้านดอลลาร์เทียบกับ 1.59 พันล้านดอลลาร์ ที่คาดไว้
นักวิเคราะห์ประเมินว่าสาเหตุหลักมาจากการล็อกดาวน์ของจีนและการยกเลิกกิจการในรัสเซีย

ทั้งนี้หากลองขยายภาพให้กว้างขึ้น จากข้อมูลของWSJ ผลประกอบการของ Yum! ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า

ธุรกิจแฟรนไชส์อย่าง Yum! Brands อาจรับมือต่อเงินเฟ้อได้ดี?

แม้ในปี 2019-2020 บริษัทได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากโรคระบาดโควิด-19 แต่ในปี 2021 ก็สามารถฟื้นตัวจนมีผลทางรายได้ที่สูงกว่าในช่วงก่อนโควิด ยอดขายที่ทะลุ 6 พันล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี และมีกำไรต่อหุ้นมากกว่า $5  

ขณะที่ราคาหุ้นในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีราคาสูงกว่าราคาดัชนี S&P 500 และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ธุรกิจแฟรนไชส์อย่าง Yum! Brands อาจรับมือต่อเงินเฟ้อได้ดี?

และเมื่อลองเปรียบเทียบ ผลตอบแทนย้อนหลัง(ไม่รวมเงินปันผล) ระหว่าง Yum! กับ ตลาดค้าปลีกอาหารและร้านอาหาร ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พบว่า Yum! ให้ผลตอบแทนน้อยลง 4.2% แต่ยังเป็นตัวเลขที่ดี เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมค้าปลีกและร้านอาหารที่ลดลงถึง 20.5%

ธุรกิจแฟรนไชส์อย่าง Yum! Brands อาจรับมือต่อเงินเฟ้อได้ดี?

นอกจากนี้ Yum! ยังมีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ โดยแทบจะจ่ายปันผลทุก ๆ ไตรมาสตลอดทั้งปี และยังจ่ายในอัตราที่สูงขึ้นนับตั้งแต่ปี 2004 แม้ในยามวิกฤติ เช่นในปี 2020 ที่ราคาหุ้น YUM ร่วงลงถึง 37% นับตั้งแต่ต้นปี แต่บริษัทยังคงจ่ายปันผล ที่ราคา $ 0.47 ต่อหุ้น ซึ่งสูงกว่าปีก่อนๆ และยกเว้นการจ่ายปันผลในไตรมาสแรกปี 2020 เท่านั้น จากข้อมูลของ Streetinsider

ธุรกิจแฟรนไชส์อย่าง Yum! Brands อาจรับมือต่อเงินเฟ้อได้ดี?

ธุรกิจแฟรนไชส์อย่าง Yum! Brands อาจรับมือต่อเงินเฟ้อได้ดี?

ทั้งกลยุทธ์แฟรนไชส์ที่ทำให้ Yum! รับความเสี่ยงได้น้อยลงจากภาวะเงินเฟ้อ และผลประกอบการของ Yum! ที่อยู่ในเกณฑ์ดี อาจเป็นตัวอย่างที่แสดงว่า ธุรกิจแฟรนไชส์อย่าง Yum! Brands จะสามารถรอดจากภาวะเงินเฟ้อที่กำลังร้อนระอุในขณะนี้ได้ ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สามารถอนุมานได้ว่าจะรอดได้อย่างแน่นอน ซึ่งต้องเฝ้าดูสถานการณ์เศรษฐกิจโลกต่อไป

ที่มา : https://investors.yum.com/corporateprofile/default.aspx 

https://www.longtunman.com/24375

https://seekingalpha.com/article/4520301-yum-brands-franchised-business-model-well-positioned-elevated-inflation 

https://www.wsj.com/market-data/quotes/YUM/financials/annual/income-statement

https://www.cnbc.com/2022/05/04/yum-brands-yum-q1-2022-earnings.html 

https://www.streetinsider.com/dividend_history.php?q=yum 

https://finance.yahoo.com/news/heres-why-retain-yum-brands-152003511.html?guccounter=1&guce_referrer=aHR0cHM6Ly93d3cuZ29vZ2xlLmNvbS8&guc 

เปิดโพย HOW-TO ล่าเหรียญ FINT มาไว้ในครอบครองแบบเร็วจี๋

FINT
เปิดโพย HOW-TO ล่าเหรียญ FINT มาไว้ในครอบครองแบบเร็วจี๋

ใครอยากได้เหรียญ FINT ไว้ในครอบครอง เชิญทางนี้! เราได้รวบรวมและสรุปกลเม็ดเคล็ด (ไม่) ลับในการสะสมเหรียญ FINT มาให้แล้ว มาดูกันว่าสามารถเก็บได้ทางไหนบ้าง?

เหรียญ FINT คืออะไร? มีประโยชน์อันใด?

เหรียญ FINT คือ Utility token ใหม่ล่าสุดจาก FINNOMENA ที่พร้อมมอบสิทธิประโยชน์สุดพิเศษให้กับผู้ที่ถือครอง ไม่ว่าจะเป็นการนำเหรียญมาแลกเพื่อเป็นส่วนลดค่าธรรมเนียม แลกสินค้าและบริการ เข้าถึงฟังก์ชั่นส่องกองทุนแบบเจาะลึกและการวิเคราะห์สุดพิเศษ และอื่น ๆ 

โดยเหรียญจะถูกนำมาเบิร์นหรือทำลายทิ้งเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ถูกนำมาแลกคืนเพื่อลดอุปทาน ช่วยให้เหรียญเกิดการขาดแคลน (Scarcity) และอาจหนุนนำมูลค่าของเหรียญให้เพิ่มขึ้น

เปิดโพย HOW-TO ล่าเหรียญ FINT มาไว้ในครอบครองแบบเร็วจี๋

HOW-TO ล่าเหรียญ FINT แบบเร็วจี๋ 

HOW-TO NO.1 ล่าเหรียญผ่านการ Airdrop

*มีแนวโน้มพร้อมใช้งานภายในเดือนสิงหาคมนี้

ข้อนี้หากอธิบายง่าย ๆ ก็คือ การที่คุณจะได้รับเหรียญ FINT แบบฟรี ๆ (Airdrop) หากคุณมีเงื่อนไขครบ 2 ข้อดังต่อไปนี้

3.3.1) มียอดเงินลงทุนตามจำนวนขั้นต่ำที่กำหนด (รวมทุกแผนการลงทุนในบัญชีเดียวกัน)

3.3.2) จำนวนระยะเวลาที่มียอดเงินในบัญชีครั้งแรกจนถึงวันที่ snapshot (เติมเงินลงทุนกับ FINNOMENA มานาน)

หลังผ่านการ snapshot และทางทีมงานตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว นักลงทุนจะต้องกดรับเหรียญ FINT ซึ่งแสดงอยู่ในเมนู FINT Wallet บนแอปพลิเคชั่น FINNOMENA ภายในระยะเวลา 180 วัน ซึ่งหากไม่ได้กดรับตามเวลาที่กำหนดจะถือว่าเป็นการสละสิทธิ์

HOW-TO NO.2 ล่าเหรียญผ่าน Gleam

*มีแนวโน้มพร้อมใช้งานภายในเดือนสิงหาคมนี้ 

เห็นข้อนี้แล้วหลายคนอาจจะมีคำถามว่า Gleam คืออะไร? อธิบายง่าย ๆ Gleam ก็คล้าย ๆ กับการที่เราเล่นเกมกิจกรรมเก็บ Quest เพื่อรับรางวัล โดยในที่นี่คนที่ทำ Quest ได้สำเร็จจะได้เหรียญ FINT ไปครอบครองตอบแทนจำนวน 10 เหรียญ!

เท่านั้นยังไม่พอคนที่เชิญชวนเพื่อน ๆ มาร่วมทำ Quest ไปด้วยกันมากที่สุดจนติด Top 10 สูงสุดก็รับเหรียญ FINT จำนวน 30 เหรียญกันไปเลยแบบจุก ๆ !!!

ติดตามกิจกรรมรับเหรียญ FINT ผ่าน Gleam ได้ที่ลิ้งก์ด้านล่างเลย!

https://gleam.io/w3Rq9/fint-giveaway?l=https%3A%2F%2Fwww.fint.finance%2Fgiveaway&r=

HOW-TO อื่น ๆ Upcoming!!!

ยังไม่หมดแค่นั้นนักลงทุนทุกท่านสามารถล่าเหรียญ FINT เพิ่มเติมผ่านช่องทางอื่น ๆ ได้อีก ไม่ว่าจะผ่านการซื้อกองทุนรวม เปิดบัญชี แนะนำเพื่อน และอื่น ๆ 

ศึกษารายละเอียดวันเวลาออกสตาร์ทได้ที่ลิ้งก์ด้านล่างเลย!!

https://www.finnomena.com/fint/what-is-fint/

*เหรียญ FINT มีแนวโน้มพร้อมใช้งานในเดือนนี้

References

https://docs.fint.finance/fint-token/overview

ข้อสงวนสิทธิ

  1.   บริษัท ฟินท์ โทเคนส์ จำกัด (“บริษัท“) เป็นผู้ออกเหรียญ FINT โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ถือเหรียญที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมของบริษัท หรือกิจกรรมอื่นใดตามเงื่อนไขที่บริษัทระบุเท่านั้น
  2.   เหรียญ FINT ไม่มีมูลค่าเป็นเงินตรา ไม่อาจก่อตั้งสิทธิในทรัพย์สินของผู้ถือและไม่สามารถซื้อ ขาย โอน หรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ ไม่ว่าภายใต้เหตุการณ์ใดเหรียญ FINT จะไม่สามารถซื้อ ขาย โอน แลกเปลี่ยนหรือให้แก่ผู้ใช้ สำหรับการให้ที่มีมูลค่า เป็นเงินตรา หรือการกระทำอื่นใดในลักษณะเดียวกัน 3.   ผู้ถือจะต้องดำเนินการศึกษาข้อมูลของเหรียญ FINT ชนิดดังกล่าวก่อนการดำเนินการรับ หรือใช้สิทธิประโยชน์อย่างใดก็ตามอย่างครบถ้วน ทั้งนี้หากเกิดข้อบกพร่อง ผิดพลาด จากการกรณีที่ศึกษาข้อมูล หรือเข้าใจวัตถุประสงค์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญบิดเบือนจากข้อเท็จจริงดังกล่าว บริษัทจะไม่รับผิดชอบในความประมาทของผู้ถือแต่อย่างใด
  3.   บริษัทขอสงวนสิทธิในการยกเลิก แก้ไขเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข หรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และให้ถือว่าการตัดสินใจใดๆ ของบริษัทถือเป็นที่สุด

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 11/08/2022 “เงินเฟ้อสหรัฐฯ ลงแล้ว CPI ก.ค. อยู่ที่ 8.5% เพิ่มนิอยกว่าคาดลดแรงกดดัน Fed ขึ้นดอกเบี้ย” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 11/08/2022

“เงินเฟ้อสหรัฐฯ ลงแล้ว CPI ก.ค. อยู่ที่ 8.5% เพิ่มนิอยกว่าคาดลดแรงกดดัน Fed ขึ้นดอกเบี้ย”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 33,308.51 จุด +535.1 จุด (+1.63%) S&P500 ปิดที่ 4,210.24 จุด +87.77 จุด (+2.13%)  Nasdaq  ปิดที่ 12,854.8 จุด +360.88 จุด (+2.89%)  Small Cap 2000 ปิดที่ 1,969.25 จุด +56.36 จุด (+2.95%) VIX index ปิดที่ 19.74 จุด (+2.95%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 3,748.35 จุด +33.98 จุด (+0.91%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 13,700.93 จุด +165.96 จุด (+1.23%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 6,523.44 จุด +33.44 จุด (+0.91%) 

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 27,819.26 จุด -180.63 จุด (-0.65%) ดัชนี CSI 300 ปิดที่ 4,109.73 จุด -46.55 จุด (-1.12%)  ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 19,610.85 จุด -392.6 จุด (-1.96%)  และ SET Index ปิดที่ 1,617.21 จุด -1.59 จุด (-0.1%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 11 ส.ค. 2565) ทองคำ 1,799.95 ดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 20.448 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 91.7 ดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 97.09 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 11 ส.ค. 2565) Bitcoin 24,253.7 ดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,875.28 ดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.070979 ดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 330.51 ดอลลาร์สหรัฐฯ

เงินเฟ้อสหรัฐฯ ลดลงแล้ว CPI ก.ค. อยู่ที่ 8.5% เพิ่มน้อยกว่าที่คาดการณ์ 8.7% ลดลงแรงกดดันเรื่อง Fed ขึ้นดอกเบี้ย เงินเฟ้อที่ลดลงปรับตัวลงจากราคาพลังงานที่ลดลง 4.6% โดยเฉพาะราคาน้ำมันหน้าปั้มลดลง 7.7% แต่เงินก็ยังคงอยู่ในระดับที่สูงเนื่องจากราคาอาหารยังปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 1.1% ด้านเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI สูงขึ้น 5.9% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 6.1%

เงินเฟ้อจีน CPI ก.ค. อยู่ที่ 2.7% สูงสุดรอบ 2 ปี แต่ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 2.9% สาเหตุสำคัญจากราคาอาหารพุ่งแรง โดยราคาเนื้อหมูพุ่ง 20% ด้านธนาคารกลางจีนจะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง

จีนยุติการซ้อมรบรอบเกาะไต้หวัน กลับไปลาดตระเวนตามปกติ ด้านไต้หวันจะมีการจัดการด้านกองทัพเพื่อตรึงพื้นที่ไว้

Elon Musk เทขายหุ้น Tesla ครั้งประวัติการณ์ ทั้งหมด 7.92 ล้านหุ้น มูลค่ากว่า 2.45 แสนล้านบาท เพื่อเตรียมเงินสดซื้อ Twitter ในกรณีที่ดีล Twitter ผ่านลุล่วงไปได้ แต่ถ้าดีลล่มจะกลับมาซื้อ Tesla ใหม่

Disney เผยผลประกอบการดีเกินคาด กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ $1.09 ตลาดคาดไว้ที่ $0.96 เนื่องจากผู้ใช้งาน Disney+ ทะลุ 152 ล้านราย รายได้ธุจกิจนี้เติบโต 11% โดยธุรกิจด้าน Media เป็นรายได้หลักของบริษัทสัดส่วนถึง 65.6% และด้านธุรกิจ Disney Park สวนสนุกก็กลับมาดำเนินการตามปกติ รายได้คิดเป็นสัดส่วน 34.4% รายได้จากธุรกิจนี้สูงขึ้นกว่า 70%

กนง. มีมติ 6 : 1 ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 0.75% เพื่อรับมือเงินเฟ้อ ไทยขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี กนง. มองว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างชัดเจน คาดว่าจะเข้าสู่ระดับปกติได้ภายในสิ้นปีนี้ และฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

News Update: เงินเฟ้อสหรัฐฯ ลงแล้ว CPI ก.ค. อยู่ที่ 8.5% เพิ่มน้อยกว่าคาด หลังราคาพลังงานปรับตัวลง ลดแรงกดดัน Fed ขึ้นดอกเบี้ย

THE OPPORTUNITY
News Update: เงินเฟ้อสหรัฐฯ ลงแล้ว CPI ก.ค. อยู่ที่ 8.5% เพิ่มน้อยกว่าคาด หลังราคาพลังงานปรับตัวลง ลดแรงกดดัน Fed ขึ้นดอกเบี้ย

เงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือน ก.ค. อยู่ที่ 8.5% (YoY) เพิ่มน้อยกว่าคาด ลดแรงกดดัน Fed ขึ้นดอกเบี้ย หลังราคาน้ำมันปรับตัวลงต่อเนื่อง

เงินเฟ้อทั่วไปหรือดัชนี CPI ของสหรัฐฯ ทรงตัวจากเดือนที่แล้ว (MoM) เนื่องจากราคาพลังงานที่ลดลง 4.6% และราคาน้ำมันเบนซินที่ลดลง 7.7% ไปชดเชยการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารที่ 1.1% และค่าที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนที่แล้ว

ก่อนหน้านี้ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์คาดว่า เงินเฟ้อทั่วไปจะเพิ่มขึ้น 8.7% (YoY) และ 0.2% (MoM)

สำหรับเงินเฟ้อพื้นฐานที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น 5.9% (YoY) ต่ำกว่าคาดที่ 6.1% และเพิ่มขึ้น 0.3% (MoM) ต่ำกว่าคาดที่ 0.5%

ดัชนีราคาอาหารเพิ่มขึ้น 10.9% (YoY) ซึ่งเป็นอัตราที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ เม.ย. 1979 ด้านราคาไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 1.6% (MoM) และเพิ่มขึ้น 15.2% (YoY) ขณะที่ดัชนีราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 32.9% (YoY) และทรงตัวจากเดือนที่แล้ว

ราคารถยนต์ใช้แล้วลดลง 0.4% (MoM) ด้านราคาเครื่องนุ่งห่มก็ลดลง 0.1% ขณะที่บริการขนส่งลดลง 0.5% เนื่องจากค่าโดยสารสายการบินลดลง 1.8% (MoM) และ 7.8% (YoY)

รายงานเงินเฟ้อที่เพิ่มน้อยกว่าคาดเป็นข่าวดีสำหรับตลาดแรงงาน เพราะค่าแรงที่แท้จริงเพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนที่แล้ว อย่างไรก็ตาม รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงที่ปรับอัตราเงินเฟ้อแล้วยังคงลดลง 3% (YoY)

ช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ขึ้นดอกเบี้ยและใช้นโยบายการเงินเข้มงวดเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมายระยะยาวที่ 2% โดย Fed ได้ขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว 225 bps หรืออีก 2.25% ในปี 2022 ซึ่งรายงานตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดอาจลดแรงกดดัน Fed ในการขึ้นดอกเบี้ย

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการ Fed ได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ย 75 bps ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 ในการประชุมเดือน ก.ย. แต่ตอนนี้นักลงทุนในตลาดคาดการณ์ว่า มีโอกาสมากขึ้นที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยน้อยกว่า 50 bps

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/08/10/consumer-prices-rose-8point5percent-in-july-less-than-expected-as-inflation-pressures-ease-a-bit.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Elon Musk เทขายหุ้น Tesla ครั้งประวัติการณ์ มูลค่า 2.45 แสนล้านบาท เตรียมเงินซื้อ Twitter แต่ถ้าดีลล่มจะกลับมาซื้อ Tesla ใหม่

THE OPPORTUNITY
News Update: Elon Musk เทขายหุ้น Tesla ครั้งประวัติการณ์ มูลค่า 2.45 แสนล้านบาท เตรียมเงินซื้อ Twitter แต่ถ้าดีลล่มจะกลับมาซื้อ Tesla ใหม่

Elon Musk เทขายหุ้น Tesla ครั้งใหญ่ที่สุด ทั้งหมด 6,900 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.45 แสนล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าเขาไม่ต้องการขายในนาทีสุดท้าย ในกรณีที่ถูกบังคับให้ซื้อกิจการ Twitter ที่พยายามล้มดีลไปเมื่อเดือนที่แล้ว

ตามรายงานเมื่อวานนี้ (9 ส.ค.) Elon Musk ซีอีโอของ Tesla ได้ขายหุ้นออกไปประมาณ 7.92 ล้านหุ้นในวันที่ 5 ส.ค.

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่า หากดีลซื้อ Twitter ไม่ผ่าน Elon Musk จะนำเงินกลับมาซื้อหุ้น Tesla อีกหรือไม่? Elon Musk ตอบว่าใช่

ก่อนหน้านี้ประมาณ 4 เดือน มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอย่าง Elon Musk เพิ่งออกมาบอกว่า เขาไม่มีแผนขายหุ้น Tesla อีกแล้ว หลังจากขายหุ้นมูลค่าประมาณ 8,500 ล้านดอลลาร์ในช่วงที่เสนอดีลซื้อ Twitter เป็นครั้งแรก

ตั้งแต่นั้นมา ราคาหุ้น Tesla ก็สามารถดีดตัวขึ้นมาจากระดับต่ำสุดในเดือน พ.ค. โดยได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นเป็นวงกว้างของหุ้นสหรัฐฯ ด้วย

Charu Chanana จาก Saxo Capital Markets ในสิงคโปร์กล่าวว่า Elon Musk ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าเขากำลังหาเงินสำหรับดีล Twitter จังหวะการขายของเขาบอกอะไรบางอย่าง นี่อาจหมายถึงความเจ็บปวดที่มากขึ้นสำหรับหุ้นในอนาคต โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี

หุ้น Tesla ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 35% จากระดับต่ำสุดในปีนี้ แต่ยังลดลงประมาณ 20% ตั้งแต่ต้นปี

เมื่อเดือน พ.ค. Elon Musk ได้ประกาศล่มดีลซื้อ Twitter แต่ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาได้ทวีตข้อความว่า หาก Twitter สามารถอธิบายวิธีการสุ่มตัวอย่างในการนับจำนวนบัญชีบอทได้อย่างชัดเจน ข้อตกลงก็อาจป็นไปตามเงื่อนไขเดิม

Gene Munster จาก Loup Ventures กล่าวว่ามีโอกาส 75% ที่ Musk จะซื้อทวิตเตอร์ โดยเขารู้สึกตกใจมาก และมองว่านี่จะเป็นอุปสรรคในระยะสั้นสำหรับ Tesla แต่สำหรับระยะยาวนั้น สิ่งสำคัญคือ การส่งมอบและอัตรากำไรขั้นต้น

ผู้ถือหุ้นของ Tesla เพิ่งอนุมัติการแตกพาร์หุ้นแบบ 3 ต่อ 1 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อดึงดูดนักลงทุนรายย่อย หลังผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของบริษัทออกมาดีเกินคาด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการออกกฎหมายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมาตรการจูงใจด้านภาษีต่างๆ ของรัฐบาลสหรัฐฯ

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-08-10/elon-musk-sells-4-3-billion-of-tesla-shares-first-since-april?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน