แจ้งเตือน

Range : ต้องหลากหลาย…แล้วค่อยลุ่มลึก

MacroView
Range : ต้องหลากหลาย...แล้วค่อยลุ่มลึก

ในวันตรุษจีนของทุกปี ผมจะทำการรีวิวหนังสือที่ผมชื่นชอบในปีนั้นๆ โดยปี 2020 จะขอเลือกหนังสือที่ชื่อ Range ผลงานของ “เดวิด เอปสตีน”

ด้วยเหตุผลที่ว่าเมื่อลองได้อ่านไปเพียงไม่กี่หน้า ก็ไม่อยากจะวางหนังสือเล่มนี้ลง โดยสามารถที่จะอ่านได้รวดเดียวจนเกือบจบเล่มได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

สำหรับตัวอย่างต่างๆ ที่ยกมาสนับสนุนความเชื่อของ เอปสตีน” ที่ว่าในโลกที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญในสายงานต่างๆ นั้น Generalist หรือผู้ที่รู้หลายๆ เรื่องจะสามารถทำผลงานได้ดีกว่าผู้ที่ชำนาญเพียงเรื่องหรือสาขาเดียวนั้น เขาได้เลือกสรรมาอย่างพิถีพิถันและสะท้อนถึงความน่าเชื่อถือของประเด็นที่เขาต้องการให้ผู้อ่านคล้อยตามได้เป็นอย่างดี

จริงๆ แล้ว นี่ไม่ใช่หนังสือเล่มแรกที่ทำให้ผมรู้จักเดวิส เอปสตีน เขาเคยมีผลงานหนังสือที่ชื่อว่า Sports Gene เมื่อหลายปีก่อนซึ่งผมชื่นชอบในระดับหนึ่ง โดยปัจจุบันเขาเป็นคอลัมนิสต์ให้กับนิตยสาร Sports Illustrated จึงมีความชำนาญเรื่องเกี่ยวกับกีฬาเป็นอย่างดี

หากท่านผู้อ่านชื่อชอบหนังสือแนวของมัลคอม แกลดเวลอย่าง Outliers หรือของแฟรค์ พาร์ตนอย อย่าง Wait : The Art and Science of Delay ที่เขียนถึง “โนวัค โจโควิช” ว่าช็อตการตีเทนนิสของเขามีการชะลอการเหวี่ยงแร็คเกตให้กระทบโดนลูกให้ช้าลงไปครึ่งจังหวะ ทำให้ได้เปรียบน่าจะชอบ Range ค่อนข้างแน่

ก่อนที่จะลงไปถึงเนื้อหาของ Range ผมขอเล่าถึงแนวคิดหลักของหนังสือเล่มนี้ที่ว่า การเลือกที่จะหาสายงานหรือสาขาที่เชี่ยวชาญตั้งแต่เด็กโดยไม่ไปทดลองทำงานในสาขาอื่นๆ สักพักหนึ่งก่อนแล้วจึงเลือกสิ่งที่ต้องการมุ่งไปนั้น เอปสตีน เชื่อว่าท้ายสุดแล้วจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดี

ถ้าจะยกตัวอย่างคำถามที่เหมือนกับสิ่งที่หนังสือเล่มนี้ชวนให้คิดเห็นจะเป็นเมื่อสมัย 20 กว่าปีที่แล้ว ผมจำได้ว่าปรัชญาการสอนของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ จะมาแนวเดียวกับที่เอปสตีนเชื่อ คือให้ผู้เรียนศึกษาแบบกว้างๆ ทุกสาขาแล้ว จึงเลือกสาขาเฉพาะจริงๆ ในปี 4 ในขณะที่คณะวิศวกรรมศาสตร์พระจอมเกล้าลาดกระบัง จะเลือกโฟกัสไปในสาขาที่เฉพาะเจาะจง ตั้งแต่ปี 1 ซึ่งท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูว่าแบบไหนดีกว่ากันเอาเอง

มาถึงเนื้อหาของ Range เริ่มต้นที่การเปรียบเทียบระหว่าง ไทเกอร์ วู้ดส์ กับ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ว่าวู้ดส์หัดตีกอลฟ์ตั้งแต่ยังเดินไม่ได้และได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่ให้เล่นกอลฟ์อย่างเดียวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในขณะที่เฟเดอเรอร์กว่าจะเล่นเทนนิสอย่างจริงจังก็เมื่อเขาเป็นวัยรุ่นแล้ว โดยก่อนหน้านั้นเฟดเดกซ์เล่นกีฬามาเกือบทุกชนิด ทำให้เมื่อเข้าใกล้วัยที่ทั้งคู่เข้าสู่จุดสูงสุดของอาชีพ เฟดเดอร์เรอร์ยืนระยะในการเล่นได้ดีกว่าด้วยความสมบูรณ์แบบของกล้ามเนื้อที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสไตล์การเล่นเมื่ออายุมากขึ้น ในขณะที่วู้ดส์เข้าสู่จุดสูงสุดของกีฬากอลฟ์เมื่ออายุไม่ถึง 30 ปีเสียด้วยซ้ำ

ซึ่งทางเอปสตีนพยายามจะสื่อว่าการเลือกที่จะฝึกฝนจนชำนาญในกีฬากอลฟ์ตั้งแต่วัยเด็กมากๆ ส่งผลที่ดีน้อยกว่าเฟดเดกซ์ ที่ลองผิดลองถูกจนกระทั่งเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ตรงนี้ผมมองว่าน่าจะเป็นเพราะวู้ดส์มีพฤติกรรมที่มีวินัยในการซ้อมและชีวิตส่วนตัวที่น้อยกว่าเฟดเดอเรอร์เมื่อเป็นผู้ใหญ่ด้วย จึงทำให้เฟดเดกซ์ยืนระยะได้นานกว่าวู้ดส์ สำหรับแนวคิดในหนังสือเล่มนี้ที่ถือว่าใหม่และน่าสนใจได้แก่

1. Cognitive Entrenchment 

หรือยิ่งคุณชำนาญด้านไหนไปแบบสุดๆ แล้วจะปรับตัวต่อสิ่งใหม่ๆ ได้ยาก หรือช้ากว่าผู้ที่ยังใหม่ในสาขาดังกล่าว

ยกตัวอย่างนักบัญชีที่เชี่ยวชาญในมาตรฐานบัญชีเดิมมานานกว่า 30 ปี เมื่อมาตรฐานบัญชีใหม่ที่แตกต่างจากเดิมเริ่มต้นขึ้น ผู้ที่เพิ่งจบด้านบัญชีจะสามารถเรียนรู้มาตรฐานบัญชีใหม่ดังกล่าวได้เร็วกว่านักบัญชีที่ทำงานมานาน

รวมถึงการที่พบว่านักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล ส่วนใหญ่จะมีงานอดิเรกที่แตกต่างจากสาขาวิชาด้านวิทยาศาสตร์ที่ทำวิจัยอยู่ไปแบบสุดขั้ว ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วไปมักจะมีงานอดิเรกที่ใกล้เคียงกับงานที่ตนเองทำอยู่

นอกจากนี้ สตีฟ จ็อบส์ ยังกล่าวว่าตนเองไม่มีทางที่จะสร้างคอมพิวเตอร์แมคอินทอชขึ้นมาได้เลย หากไม่ได้เรียนวิชาด้านการสร้างอักษรอย่าง Calligraphy รวมถึง คลาวน์ แชนนอน สามารถสร้างทฤษฎีที่เป็นต้นกำเนิดของคอมพิวเตอร์จากการผสมระบบดิจิทัลของจอร์จ บูลล์ หรือ Boolean System กับระบบโทรศัพท์ของ AT&T

2. Desirable Difficulty 

หรือแนวคิดที่ว่าหากคุณเรียนวิชาพื้นฐานอะไรก็ตามที่ซับซ้อนและหลากหลาย แม้คุณจะทำคะแนนในการสอบได้ไม่ดี ทว่าเมื่อคุณไปเรียนวิชาดังกล่าวในระดับสูงขึ้นคุณจะสามารถเข้าใจวิชาดังกล่าวได้ดีและทำคะแนนได้ดีกว่าผู้ที่เรียนวิชาพื้นฐานในแบบง่ายๆ และทำคะแนนได้ดี

ตรงจุดนี้เอปสตีนยกตัวอย่างวิชาแคลคูลัส 1 ว่าหากเรียนแบบยากๆ จะดีกว่าเรียนแบบง่ายๆ เมื่อต้องเรียนวิชาในระดับที่สูงขึ้น หรือในยุคหนึ่งที่วิชา MBA เฟื่องฟู ผู้ที่จบปริญญาตรีด้านแพทย์หรือวิศวกรรมศาสตร์มักจะมีผลการเรียนที่ดีกว่าผู้ที่จบมาทางด้านสังคมศาสตร์

3. Match Quality 

หรือการที่ค่อยๆ เรียนรู้จากการทำงานเพื่อค้นหาตัวตนของตัวเอง น่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเป็นส่วนใหญ่ อย่างไมเคิล คลินช์ตัน ที่เขียนหนังสือ Jurassic Park จบด้านการแพทย์มาหรือแพทริคโรทฟัส ผู้เขียนหนังสือที่ซีรีส์ดัง Game of Thrones นำมาดัดแปลงให้เป็นบทในซีรีส์ดังทางทีวีสตรีมมิง จริงๆ แล้วเขาจบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์เคมี

นอกจากนี้ ตัวตนของคุณเองเปลี่ยนไปจากเดิมแบบที่คุณคาดไม่ถึง หรือ End of History illusion โดยหากมีคนถามว่าคุณจะไปดูคอนเสิร์ตศิลปินที่ชื่นชอบเมื่อ 10 ปีก่อน จากการสำรวจของนักจิตวิทยาแดน กิลเบอร์ต พบว่ายอมจ่ายตั๋วเพียง 80 ดอลลาร์ในขณะที่ยอมจ่ายตั๋ว 129 ดอลลาร์ในรอบการแสดงในอีก 10 ปีข้างหน้าเพื่อไปดูศิลปินที่ตนชื่นชอบในวันนี้

ดังนั้น ไม่น่าแปลกว่างานที่คุณเคยทำแล้วโดนใจเมื่อในอดีตส่วนใหญ่คุณจะไม่ชื่นชอบแล้วในวันนี้

โดย Range แม้ว่าจะเป็นหนังสือที่ไม่ได้ดีที่สุดในปีที่แล้ว แต่อ่านแล้วสนุกที่สุดสำหรับผมครับ

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/649464

การลงทุนในหุ้นกับความรัก เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

Investment Reader
การลงทุนในหุ้นกับความรัก เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

เคยมีคนเปรียบเทียบว่าการลงทุนก็เหมือนการปลูกต้นไม้ที่เราต้องคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ มาปลูกคอยดูแล รดน้ำ พรวนดิน กำจัดวัชพืช จนต้นไม้เติบโตและให้ผลมาทาน ซึ่งสำหรับการลงทุนระยะยาวตามปัจจัยพื้นฐานก็อาจจะเปรียบได้กับการปลูกต้นไม้จริงๆ แต่เนื่องจากเดือนนี้คือเดือนแห่งความรัก ผมก็จะขอเปรียบเทียบการลงทุนเป็นเหมือนการเลือกคู่ชีวิตดีกว่านะครับ

ถ้าเปรียบเทียบการลงทุนกับความรัก การเลือกหุ้นสักตัวอาจจะเหมือนการเลือกคนรักที่เราจะอยู่ด้วยไปตราบนานเท่านาน การซื้อแล้วถือหุ้นเหมือนการแต่งงาน จะต่างกันตรงที่ในการแต่งงานจริงเราแต่งแล้วอยู่ด้วยกันตลอดไป แต่สำหรับหุ้นเราจะขายเมื่อพื้นฐานเปลี่ยน เราคาดผิด หรือเราเจอหุ้นที่ดีกว่าแล้วมีเงินไม่พอ ดังนั้นถ้าเปรียบเทียบการลงทุนเหมือนกับความรักแล้ว การเลือกหุ้นสักตัวเราก็ควรศึกษาให้เข้าใจบริษัทในทุกแง่ทุกมุม เหมือนเราคบหาดูใจกับคนรักให้รู้จักกันจริงๆ ก่อนจะแต่งงาน อาจจะต้องใช้เวลา ความพยายามและความอดทนมาก แต่ก็จะทำให้เรามั่นใจจริงๆ และสามารถถือหุ้นบริษัทได้อย่างสบายใจเหมือนกับการอยู่กับคนที่เราเลือกมาแล้วอย่างดีนั่นเอง

เอาล่ะ ขั้นตอนแรก เวลาเราจะเลือกใครสักคนเราก็ต้องไปจีบเขาถูกไหมครับ แต่ก่อนจะจีบเราก็น่าจะมีจุดที่เราประทับใจคนคนนั้นก่อน การที่เราประทับใจใครสักคนก็อาจจะมาจากหลายๆ สาเหตุ เช่น เราไปเที่ยวกับเพื่อนเราแล้วเจอเพื่อนของเพื่อนที่สวยน่ารักมากแล้วเราถูกใจ เราเจอสาวสวยน่ารักคนหนึ่งตอนเรากำลังขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้านทุกวันจนอยากจะรู้จักกัน เราถูกใจสาวดาวคณะที่ใครๆ ก็อยากจีบ หรือสำหรับบางคนอาจจะเริ่มจากการเป็นเพื่อนกันมาแล้ววันหนึ่งเราพบว่าเราไม่ได้อยากจะเป็นแค่เพื่อนแล้วก็ เลยตัดสินใจขอเปลี่ยนสถานะ

สำหรับหุ้น การที่เรารู้จักหุ้นสักตัวอาจจะมาจากการที่เราถามเพื่อนแล้วเพื่อนแนะนำหุ้นเด็ดมาให้ การค้นพบหุ้นจากกิจการที่เราใช้บริการทุกวันแล้วพบว่าคนซื้อของเขาเยอะมาก เราเลยสนใจว่าบริษัทอยู่ในตลาดหุ้นไหม ไม่ก็อาจจะเป็นหุ้นดังที่ใครต่อใครพูดถึง หรือเราทำงานแล้วพบว่าเรามีความสุขในการทำงานดี กิจการบริษัทก็ดีวันดีคืน แล้วพอดีบริษัทเราเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีก แบบนี้เราก็อาจจะอยากเปลี่ยนสถานะจากแค่พนักงานเป็นเจ้าของกิจการบางส่วน ผ่านการถือหุ้นของบริษัทก็ได้

เมื่อเริ่มประทับใจแล้วก็ต้องทำความรู้จักกันเพิ่มขึ้น ปกติเวลาเราอยากรู้จักใครมากขึ้นก็อาจจะหาทางเข้าไปทำความรู้จัก อาจจะให้เพื่อนแนะนำให้ เดินเข้าไปลองถามเวลาหรือเส้นทางแล้วหาทางคุยยาวๆ ต่อ ไปซื้อบัตรจับมือ (อันนี้ได้เฉพาะน้องๆ BNK เท่านั้นนะครับ 555) หรือเริ่มคุยแบบเพื่อนไปก่อนแต่ก็ดูท่าทีและแสดงออกบ้างว่าเราสนใจเขา เป็นต้น

สำหรับหุ้นเวลาเราอยากจะทำความรู้จักมากขึ้นอาจจะง่ายกว่านั้นมากครับ เพราะสามารถดูข้อมูลบริษัทหลายๆอย่างได้จาก Factsheet  ที่รวบรวมข้อมูลโดยสรุปในหน้าเดียวของหุ้นไว้ ทั้งลักษณะธุรกิจ รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ รายชื่อคณะกรรมการบริษัท วันที่เข้า IPO ราคา PAR งบการเงินแบบสรุป (แต่ก็สามารถดูตัวเต็มเพิ่มได้ด้วย) อัตราส่วนทางการเงินแบบคร่าวๆ และข้อมูลเบื้องต้นอื่นๆ พอจะทำให้เราได้ทำความรู้จักกับบริษัทที่เราสนใจได้ดีมากขึ้น

พอเริ่มทำความรู้จักแล้วขั้นต่อไปคือทำความคุ้นเคยและศึกษากันในเชิงลึกมากขึ้น ถ้าเป็นคนที่เราจีบก็อาจจะลองคุยกันบ่อยๆ หาเวลาไปทานข้าว ดูหนัง หรือไปเที่ยวด้วยกัน เป็นต้น สำหรับหุ้นการรู้จักกันในเชิงลึกขึ้นก็อย่างเช่น

  • ลองหารายงานประจำปี หรือ แบบ 56-1 มาลองอ่านดู ในนี้บอกเรื่องราวทุกอย่างของบริษัท เช่น ลักษณะของธุรกิจ รายได้และกำไรในปีล่าสุดเทียบกับปีก่อนหน้า อัตราส่วนรายได้และกำไรของบริษัทตามธุรกิจที่มี เช่น บริษัทสร้างบ้านก็มีรายได้จากการสร้างบ้านขาย แต่ก็มีรายได้จากส่วนที่ทำเซอร์วิสอพาร์ทเมนต์ให้เช่าด้วย เป็นต้น ส่วนนี้จะบอกถึงว่าบริษัทมีการกระจายความเสี่ยงของรายได้หรือไม่ และรายได้ส่วนไหนส่งผ่านมาเป็นกำไรมากกว่ากัน ตรงนี้จะมาขยายความในโอกาสหน้าแล้วกันครับ
  • การเข้าร่วม Opportunity day ก็ทำให้เรารู้จักกับบริษัทในแง่มุมที่ลึกซึ้งขึ้น อันนี้เหมือนกับไปรู้จักพ่อแม่คนที่เราสนใจเลยทีเดียว เพราะใน Opportunity day จะมีผู้บริหารมาให้ข้อมูลบริษัทและพูดคุยตอบคำถามเรา โอกาสแบบนี้หาได้ยากสำหรับบริษัททั่วไป แต่เป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่ลงทุนในบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ
  • การลองเดินสำรวจกิจการหรือเข้าเยี่ยมชมกิจการ (Company Visit) อันนี้เหมือนไปเที่ยวบ้านคนที่เราสนใจเลยทีเดียวครับ

เมื่อศึกษากันจนรู้ใจกันดีแล้วก็อาจจะถึงเวลาคบเป็นแฟนหรือตกลงปลงใจจะแต่งงานกันแล้วครับ ตรงนี้สำหรับหุ้นเหมือนการที่เราตั้ง Bid (ซื้อ) เพื่อซื้อแล้วมีคนตั้ง Offer (ขาย) มา Match กัน พอ Match กันแล้วเท่ากับเราเป็นเจ้าของหุ้นแล้วครับ ตรงนี้เหมือนการใช้ชีวิตร่วมกันของคู่รัก แต่จะต่างกันตรงในการแต่งงานจริงเราแต่งแล้วอยู่ด้วยกันตลอดไป และแต่งงานกับคนแค่เพียงคนเดียว แต่สำหรับหุ้นเราอาจจะขายในวันใดวันหนึ่ง และเราสามารถถือหุ้นได้มากกว่า 1 ตัวเพื่อกระจายความเสี่ยง

หลังจากแต่งงานแล้วเราก็ต้องมาใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน และคอยติดตามเอาใจใส่คนรักของเรา ดูแลกันและกันถูกไหมครับ เหมือนกับเมื่อเราซื้อหุ้นของบริษัทไหนมาแล้วเราก็ต้องคอยติดตามข่าวคราว และผลประกอบการของบริษัทอย่างต่อเนื่องทุกไตรมาส ประชุมผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ เดินสำรวจกิจการบ้าง ติดตามข่าวคราวทั้งทางเศรษฐกิจ กฎเกณฑ์ของรัฐ ภาวะในอุตสาหกรรม และปัจจัยอื่นๆ เพื่อให้รู้ว่าตอนนี้มีอะไรเกิดขึ้น เกิดจากสาเหตุใดและจะมีผลต่อบริษัทอย่างไรในอนาคต เพื่อนำมาประเมินว่าพื้นฐานบริษัทจะเป็นแบบเดิมไหม เป็นต้น

ในการลงทุนเมื่อเราค้นพบว่าบริษัทที่เราลงทุนไม่เป็นอย่างที่เราคิดไว้ เราก็อาจจะพิจารณาขายหรือลดสัดส่วนการลงทุนลง แต่ในเรื่องความรักเมื่อเราตัดสินใจร่วมชีวิตกันแล้ว เราก็ควรอยู่ร่วมกันไปตลอดไม่ว่าจะเป็นอย่างไร คอยช่วยเหลือและสนับสนุนให้เขาดีขึ้น หรือว่าดีเหมือนเดิมไปตลอดถูกไหมครับ

สิ่งที่ต่างกันระหว่างการลงทุนกับความรักอีกอย่างคือการลงทุนเราต้องคิดทุกอย่างด้วยเหตุและผล หลีกเลี่ยงการใช้อารมรณ์มาตัดสินใจ แต่ในเรื่องความรักเราอาจจะต้องใช้อารมณ์และความรู้สึกร่วมกับเหตุผล เพื่อทำให้ชีวิตรักมีความสุขและอยู่ยาวนาน

จบไปแล้วสำหรับความรักกับการลงทุนที่มีทั้งส่วนเหมือนและต่างกัน สุดท้ายนี้หวังว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จทั้งในเรื่องการลงทุนและชีวิตรักนะครับ

Happy Valentine’s day

Investment Reader

All Weather Strategy มกราคม 2020: ทองคำยังเป็นสินทรัพย์หลบภัยที่ดีจากความผันผวน

Andrew Stotz
All Weather Strategy มกราคม 2020: ทองคำยังเป็นสินทรัพย์หลบภัยที่ดีจากความผันผวน

รีวิว

  • ไวรัสโคโรน่ายังคงเป็นปัจจัยฉุดตลาดหุ้นลง
  • ความไม่แน่นอนเป็นตัวผลักดันทองคำขึ้น
  • เดือนมกราคม 2020: ชนะหุ้นโลก อันเนื่องมาจากสัดส่วน 25% ในทองคำ รวมถึงตลาดหุ้นที่ทำผลงานได้ดี 2 อันดับแรก
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: พอร์ต A.Stotz All Weather Strategy มีผลการดำเนินงานที่ต่ำว่าหุ้นโลกอยู่ 0.7%
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลก พอร์ต A.Stotz All Weather Strategy มีความผันผวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของความผันผวนตลาดหุ้นโลกเล็กน้อย
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: พอร์ตการลงทุนนี้มีการปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นโลก ในช่วงเวลาเดียวกัน

มุมมองอนาคต

  • ตลาดสหรัฐฯ ใกล้ถึงจุดสูงสุดแล้ว
  • ความตึงเครียดที่สหรัฐฯ มีกับจีนและอิหร่านยังคงอยู่ แต่ช่วงนี้จะเงียบไป
  • ไวรัสโคโรน่าส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งตรงนี้ทองคำสามารถป้องกันความเสี่ยงขาลงได้

รีวิว: ไวรัสโคโรน่ายังคงเป็นปัจจัยฉุดตลาดหุ้นลง

  • หุ้นยังคงมีมูลค่าที่สูง และปัจจัยพื้นฐานได้แตะระดับสูงสุดเรียบร้อยแล้ว
  • ตั้งแต่การปรับพอร์ตเมื่อเดือนธันวาคม 2019 พอร์ตได้ลงทุนในทองคำ หุ้นสหรัฐฯ และหุ้นญี่ปุ่น ด้วยสัดส่วน 25% ในแต่ละสินทรัพย์
  • เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอันเกิดมาจากไวรัสโคโรน่าได้ฉุดดึงตลาดหุ้นทั้งหมดลง
  • อย่างไรก็ดี หุ้นสหรัฐฯ และญี่ปุ่นทำผลงานได้ดีที่สุด

รีวิว: ความไม่แน่นอนเป็นตัวผลักดันทองคำขึ้น

  • ผลการดำเนินงานของโภคภัณฑ์เมื่อเดือนมกราคมสะท้อนสถานการณ์ไวรัสระบาดในประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ราคาน้ำมันและโลหะอุตสาหกรรมร่วงลงในขณะที่มุมมองการเติบโตในอนาคตก็แย่ลงเช่นกัน
  • ความไม่แน่นอนที่เพิ่มมากขึ้นผลักดันให้นักลงทุนตามหา “สินทรัพย์หลบภัย” ทองคำจึงมีผลการดำเนินงานที่ดี

เดือนมกราคม 2020: ชนะหุ้นโลก อันเนื่องมาจากสัดส่วน 25% ในทองคำ รวมถึงตลาดหุ้นที่ทำผลงานได้ดี 2 อันดับแรก

All Weather Strategy มกราคม 2020: ทองคำยังเป็นสินทรัพย์หลบภัยที่ดีจากความผันผวน

รูปที่ 1: รูปเปรียบเทียบผลตอบแทน AWS กับสินทรัพย์อื่น ๆ
ข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • พอร์ต A.Stotz All Weather Strategy มีผลการดำเนินงานที่ดีกว่าหุ้นโลก 0.8% โดยเราได้ให้สัดส่วน 25% กับทองคำ ซึ่งกลายเป็นสินทรัพย์ที่ทำผลตอบแทนได้ดีสุดในเดือนมกราคม 2020
  • นอกจากนี้ เรายังวางสัดส่วนอย่างละ 25% ในหุ้นสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดหุ้นสองแห่งที่ทำผลตอบแทนได้ดีที่สุด

ตั้งแต่ก่อตั้ง: พอร์ต A.Stotz All Weather Strategy มีผลการดำเนินงานที่ต่ำว่าหุ้นโลกอยู่ 0.7%

All Weather Strategy มกราคม 2020: ทองคำยังเป็นสินทรัพย์หลบภัยที่ดีจากความผันผวน

รูปที่ 2: เปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่าง AWS และ MSCI World
ข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • พอร์ต A.Stotz All Weather Strategy มีการกระจายการลงทุนในหุ้น 45% ตั้งแต่จัดตั้ง จนถึงเดือนกันยายน 2019 ได้เพิ่มสัดส่วนเป็น 65% หลังจากนั้น
  • การมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่ต่ำกว่าในเชิงเปรียบเทียบ ช่วยลดความรุนแรงของการปรับตัวลงเมื่อเทียบกับกลยุทธ์ที่มีหุ้นเพียงอย่างเดียว

ตั้งแต่ก่อตั้ง: เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลก พอร์ต A.Stotz All Weather Strategy มีความผันผวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของความผันผวนตลาดหุ้นโลกเล็กน้อย

All Weather Strategy มกราคม 2020: ทองคำยังเป็นสินทรัพย์หลบภัยที่ดีจากความผันผวน

รูปที่ 3: ความผันผวนของแต่ละสินทรัพย์
ข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

  • ความผันผวนของพอร์ต A.Stotz All Weather Strategy คิดเป็นประมาณ 64% ของความผันผวนตลาดหุ้นโลก
  • สัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ที่ 25% จนกระทั่งเดือนกันยายน 2019 ช่วยให้ความผันผวนของพอร์ต A.Stotz All Weather Strategy ต่ำ
  • ทองคำไม่มีความสัมพันธ์กับหุ้น จึงช่วยลดความผันผวนของ พอร์ต A.Stotz All Weather Strategy

ตั้งแต่ก่อตั้ง: พอร์ตการลงทุนนี้มีการปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นโลก ในช่วงเวลาเดียวกัน

All Weather Strategy มกราคม 2020: ทองคำยังเป็นสินทรัพย์หลบภัยที่ดีจากความผันผวน

รูปที่ 4: ผลดำเนินงานของ 10 วันที่แย่ที่สุดของหุ้นโลก เทียบกับ AWS
ข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ลักษณะที่โดดเด่นของ A.Stotz All Weather Strategy คือ ตั้งเป้าให้ปรับตัวลงน้อยกว่า ยามตลาดหุ้นโลกปรับตัวลง
  • นับตั้งแต่ก่อตั้งพอร์ต เมื่อดูข้อมูลของ 10 วันที่ตลาดหุ้นมีผลตอบแทนย่ำแย่ที่สุด พบว่าผลตอบแทนของ A.Stotz All Weather Strategy ปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นโลกในวันนั้น

มุมมองอนาคต: ตลาดสหรัฐฯ ใกล้ถึงจุดสูงสุดแล้ว

  • ประเด็นหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ และประเด็นค่าเงิน เป็นผลบวกต่อทองคำ แต่เป็นความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ
  • การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในสหรัฐฯ อาจยังไม่เกิดขึ้น และหากมีการลดอัตราดอกเบี้ยน่าจะเกิดขึ้นช่วงสิ้นปี 2020 มีโอกาสประมาณ 65% ที่จะมีการลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน 2020
  • อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรที่ต่ำ และการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยหนุนสินทรัพย์ที่เสี่ยงขึ้นอย่างหุ้น ในปี 2020 นี้
  • เมื่อพิจารณาไปที่บริษัทเอกชน พบว่าปัจจัยพื้นฐานถึงจุดสูงสุดไปแล้ว ซึ่งอาจส่งผลให้ Upside ของราคามีจำกัด

มุมมองอนาคต: ความตึงเครียดที่สหรัฐฯ มีกับจีนและอิหร่านยังคงอยู่ แต่ช่วงนี้จะเงียบไป

  • การเจรจาการค้า “ขั้นแรก” (Phase one) ของสหรัฐฯ และจีน น่าจะสนับสนุนให้ผลการดำเนินงานของหุ้นแข็งแกร่ง ในระยะสั้น
  • แม้ว่าการเจรจาการค้า “ขั้นแรก” (Phase one) จะหาข้อสรุปได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสงครามการค้าจะจบ และยังคงมีความไม่แน่นอนต่อไป
  • แม้ว่าการที่สหรัฐฯ สังหารนายทหารระดับสูงของอิหร่าน และการตอบโตของอิหร่าน จะไม่ได้เพิ่มระดับความขัดแย้ง แต่ความตึงเครียดยังคงอยู่

มุมมองอนาคต: ไวรัสโคโรน่าส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งตรงนี้ทองคำสามารถป้องกันความเสี่ยงขาลงได้

  • หากจีนไม่สามารถจำกัดการแพร่เชื้อของไวรัสโคโร่น่าไปสู่ประเทศอื่นๆ การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอาจแย่ลงอย่างรวดเร็ว
  • กระทั่งตอนนี้ ไวรัสโคโรน่าก็ได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่ออุปสงค์ อุปทาน และการท่องเที่ยวของโลก
  • ความตึงเครียดด้านภูมิศาสตร์การเมือง และประเด็นไวรัสโคโรน่า ส่งผลลบต่อมุมมองการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและหุ้น เป็นไปได้ว่านักลงทุนจะยังคงสับเปลี่ยนไปสู่ “สินทรัพย์หลบภัย” ในระยะสั้นนี้

สรุป FVMR แต่ละภูมิภาค

All Weather Strategy มกราคม 2020: ทองคำยังเป็นสินทรัพย์หลบภัยที่ดีจากความผันผวน

รูปที่ 5: สรุป FVMR หุ้นแต่ละกลุ่มประเทศ
ข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Thomson Reuters)

  • พื้นฐาน (Fundamentals): หุ้นสหรัฐฯ มีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ROE (Return on Equity) สูงที่สุด
  • มูลค่า (Valuations): ตลาดเกิดใหม่มีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) ต่ำที่สุด และญี่ปุ่นมีอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B ratio) ต่ำที่สุด
  • แนวโน้ม (Momentum): หุ้นมีผลตอบแทนที่ดีในปี 2019 และคาดว่า EPS จะฟื้นตัวในปี 2020
  • ความเสี่ยง: ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีอัตราหนี้สินต่อทุน (Gearing) ต่ำที่สุด

สรุป รีวิวพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนมกราคม 2020

  • พอร์ต A.Stotz All Weather Strategy มีผลการดำเนินงานต่ำกว่าตลาดหุ้นโลกเล็กน้อย แต่มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่ามาก
  • หุ้นมีปัจจัยหนุนในระยะสั้น และเรามีเป้าหมายสัดส่วนการลงทุนที่ 65% ในหุ้น โดยให้น้ำหนัก (Overweight) ที่หุ้นญี่ปุ่นด้วย
  • ความตึงเครียดด้านภูมิศาสตร์การเมือง และการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า ส่งผลให้เรายังสนใจทองคำอยู่

Andrew Stotz


**สนใจลงทุนพอร์ต All Weather Strategy พอร์ตกองทุนรวมจัดโดย Andrew Stotz ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาว ในขณะที่ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงภาวะตลาดขาลง หากสนใจดูข้อมูลและลงทุนในพอร์ตนี้ สามารถคลิกที่นี่ https://www.finnomena.com/port/andrew/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลยครับ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน  | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้

อีสท์สปริง ฉลองความสำเร็จควบรวม บลจ. ธนชาต รวมมูลค่าทรัพย์สิน 668,000 ล้านบาท

FINNOMENA Reporter

อีสท์สปริง อินเวสท์เมนกส์ บริษัทจัดการลงทุนในภูมิภาคเอเชียของกลุ่มบริษัทพรูเด็นเชียล จัดงานฉลองความสำเร็จอย่างเป็นทางการในการเข้าซื้อหุ้น บลจ.ธนชาต จำนวน 50.1% จากธนาคารธนชาต และธนาคารออมสิน

  • ทำให้หลังการควบรวมจะเปลี่ยนชื่อเป็น “Thanachart Fund Eastspring” เพื่อสะท้อนการผสานความแข็งแกร่งของทั้งสององค์กร
  • โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนธนชาต จำกัดมีจุดแข็งในด้านการลงทุนเชิงรุกในหุ้นสินทรัพย์ผสม ตลาดเงิน และตราสารหนี้ ในขณะที่ TMBAM Eastspring มีความสามารถด้านการลงทุนเชิงรับในหุ้น อสังหาริมทรัพย์ตราสารหนี้ และกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ
  • ทั้งนี้การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะทำให้อีสท์สปริงก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุนที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาด 12% และมีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการสุทธิ 668,000 ล้านบาท (ประมาณ 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

ดาวน์โหลดฟรี! FINNOMENA PORT Strategy เดือนกุมภาพันธ์ 2563 : Fight The Coronavirus Outbreak

FINNOMENA Investment Team

พิเศษ! สำหรับสามาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำเดือน”

กด “ที่นี่” เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

FTC ตรวจสอบ Amazon, Apple, Facebook, Microsoft และ Alphabet หลังมีการควบรวมกิจการที่อาจสร้างความเสียหายต่อการแข่งขันทางการค้า และเอาเปรียบผู้บริโภค

FINNOMENA Reporter

คณะกรรมาธิการการค้าของรัฐบาลกลางสหรัฐ (FTC) เพิ่มการตรวจสอบด้านการผูกขาดการค้า ไปยังบริษัทเทคฯ ขนาดใหญ่ เพื่อตรวจสอบว่าการควบรวมกิจการคู่แข่งขนาดเล็กที่ผ่านมา สร้างความเสียหายต่อการแข่งขันทางการค้า และเอาเปรียบผู้บริโภคหรือไม่ รวมถึงพิจารณาว่าเป็นการหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากภาครัฐหรือไม่

  • FTC ได้สั่งให้ Amazon, Apple, Facebook, Microsoft และ Alphabet เตรียมรายละเอียดการควบรวมกิจการขนาดเล็กในรอบทศวรรษที่ผ่านมาให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบ
  • ซึ่งการตรวจสอบในครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับธุรกรรมจำนวนมากซึ่งไม่เคยได้รับการตรวจสอบมาก่อน เนื่องจากมูลค่าต่ำกว่าเกณฑ์สำหรับ Antitrust review ที่ปรับเพิ่มขึ้นในปี 2563 มาอยู่ที่ 94 ล้านดอลลาร์ สรอ.
  • ทั้งนี้ข้อมูลของ blue-ribbon antitrust panel ของสหราชอาณาจักร ระบุว่าในทศวรรษที่ผ่านมาบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยี 5 รายใหญ่ได้มีการควบรวมกิจการไปมากกว่า 400 รายการ

ที่มา : https://www.cnbc.com/2020/02/11/ftc-will-examine-prior-acquisitions-by-big-tech-companies.html

รู้ให้ลึก ตอน ไวรัสโคโรน่าและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

Mr.Messenger
รู้ให้ลึก ตอน ไวรัสโคโรน่าและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

บทความใน 2 สัปดาห์ก่อน ผมเขียนเล่าถึงการบริโภคภายในประเทศที่กำลังเจอกับความท้าทาย แต่ไม่น่าเชื่อนะครับ ภายในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เราเจออีก 1 เหตุการณ์ที่กลายเป็นความเสี่ยงภาพใหญ่น่าสนใจว่าจะกระทบกับเศรษฐกิจขนาดไหน นั้นก็คือ การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า ซึ่งตัวผมเองคงไม่ขอเล่ารายละเอียด เพราะเราคงหาอ่านกันได้ไม่ยากว่า แพร่ได้อย่างไร ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นขนาดไหนนะครับ

แต่ที่น่าสนใจก็คือ การแพร่ระบาดครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลจีนตัดสินใจประกาศปิดเมืองอู่ฮั่น และยกเลิกทัวร์จีนทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส แอคชั่นครั้งนี้ของรัฐบาลจีนนี่เอง ทำให้นักลงทุนกังวลหนักขึ้นไปอีก แต่มันก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จีนต้องเร่งมือ ไม่เช่นนั้นหากการแพร่ระบาดลุกลาม และจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็นทวีคูณไปเรื่อยๆ มันหมายถึงชีวิตของประชาชนเลยทีเดียว

เมื่อเทียบกับช่วงที่โรค SARS ระบาดเมื่อปี 2003 และพยายามนำมาเปรียบเทียบกับ Coronavirus ในครั้งนี้ หากไม่ได้ดูที่ความรุนแรงของโรคระบาด ซึ่ง SARS นั้นรุนแรงกว่ามาก ในแง่ของอัตราการเสียชีวิต แต่ในแง่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจนั้น เมื่อผมได้ดูตัวเลขแล้ว ก็พบว่า เจ้าโคโรน่าไวรัสนี้ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีน และเศรษฐกิจโลกสูงกว่าโรคระบาดอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตทีเดียว

อย่างแรก เมื่อปี 2002-2003 ภาคการบริโภคยังคิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 40% ของ GDP ของจีนในภาพรวม

แต่ ณ วันนี้ ไม่ใช่ เพราะจีนปรับสมดุลทางเศรษฐกิจจากโตด้วยการส่งออกมาเป็นการบริโภคมากขึ้นเรื่อยๆในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้ภาคการบริโภคภายในประเทศคิดเป็นสัดส่วนสูงมากกว่า 54% ของขนาด GDP จีนในปัจจุบัน  ดังนั้น ความกลัวโรคระบาดที่ทำให้ประชาชนในประเทศจีนเอง ชะลอการจับจ่ายใช้สอย เที่ยวน้อยลง ใช้ชีวิตในบ้าน เน้นความปลอดภัยมากขึ้น ย่อมทำให้การบริโภคชะลอลงแน่ๆ ในช่วงนี้ คำถามคือ จะกินเวลาอีกนานเท่าไหร่?

อย่างที่สอง ขนาดเศรษฐกิจจีนในวันนี้ คิดเป็น 18% ของ GDP ทั้งโลก เป็นรองก็แค่สหรัฐฯ

ไม่เหมือนในอดีตเมื่อปี 2002-2003 ที่ขนาดของ GDP คิดเป็นสัดส่วนแค่ 4% เท่านั้น ดังนั้น หาก GDP Growth ของจีนหล่นลงแค่เพียงเล็กน้อย ย่อมมีผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และ ปัจจุบันนี้ สินค้าส่งออกสำคัญของจีน กลับไม่ใช่สินค้าอีกต่อไป แต่คือ “คน” หรือ นักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของภาคการท่องเที่ยวในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากนะครับว่า พอมีเหตุการณ์โรคระบาดเกิดขึ้น กลายเป็นหลายประเทศมีนโยบายไม่รับนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งเอาจริงๆ ก็เข้าใจได้นะครับว่าเพราะกลัวการแพร่กระจายของโคโรน่า แต่ก็หวังลึกๆ ว่า มันจะไม่ลุกลามจนกลายเป็นการกีดกันทางเชื้อชาติบานปลายเกินไป

อย่างที่สาม ในปี 2018 ประเทศจีนนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่าประเทศอื่นในโลก

โดยยักษ์ใหญ่ในเอเชียประเทศนี้ มีการนำเข้าคิดเป็น 2 ใน 3 ของความต้องการน้ำมันใหม่ทั้งหมดทั่วโลก แต่หลังจากการปิดประเทศเพื่อกำจัดโคโรน่าไวรัส มีการคาดการณ์กันว่า ความต้องการจะลดลงเป็นอย่างมากในไตรมาส 1/20 ซึ่งมีผลทำให้ราคาน้ำมันดิบร่วงแรงในปัจจุบัน ตรงนี้ ก็เป็นผลกระทบเชิงลบต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานไปแล้ว ทั้งนี้ช่วงต้นเดือนม.ค. นักวิเคราะห์ยังคาดการณ์กันอยู่เลยว่า ราคาน้ำมันดิบ WTI อาจจะขึ้นไปได้ถึงระดับ $65-$70 ในครึ่งปีแรก จากเหตุการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

เมื่อคนรู้สึกไม่ปลอดภัย ก็จะชะลอหรือหยุดการใช้จ่ายของตัวเองลง สาเหตุก็เพราะ เราวาดภาพความกลัวในใจของเราไว้แล้ว นี่ละครับ ที่น่ากลัวกว่าโรคระบาด ตอนที่เราวาดภาพเศรษฐกิจในอนาคตไว้ดี แม้แต่เงินในอนาคต เราก็กล้าหยิบออกมาใช้ก่อนตั้งแต่วันนี้ แต่วันที่เราวาดภาพเศรษฐกิจในอนาคตไว้แย่ แม้จะมีเงินเก็บเยอะ เราก็ไม่กล้าหยิบออกมาใช้สักบาท ตอนนี้สถานการณ์เศรษฐกิจไทยเรา เป็นอย่างนั้น และนั้นก็นำมาซึ่งการที่ กนง. ตัดสินใจลดดอกเบี้ยลงไปเหลือ 1.0% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เรามาดูกันต่อด้วยใจเป็นกลางนะครับ แล้วเราจะเห็นโอกาสที่อยู่ในโรคระบาดครั้งนี้

Mr.Messenger

Ray Dalio เตือนผลกระทบจากโคโรนา ทำราคาสินทรัพย์ผันผวนเกินความเป็นจริง!

FINNOMENA Reporter

Ray Dalio แสดงความเห็นว่า ไวรัสโคโรนา ที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 1,018 คน และป่วยมากกว่า 43,000 คนใน 28 ประเทศ “อาจจะมีผลกระทบเกินจริงเล็กน้อย ต่อการกำหนดราคาสินทรัพย์”

  • เรย์กล่าวว่า ผลกระทบจากโคโรนาไวรัสนั้นคงจะเหมือนกับโรคระบาดอื่นๆ ที่เป็นเพียง “ผลกระทบระยะสั้น” ซึ่งอีกสักพักก็คงจะเห็นการฟื้นขึ้นของสินทรัพย์
  • โดยสิ่งที่เรย์กังวลมากกว่า “โรคระบาด” คือการที่ตลาดเป็นภาวะกระทิงมานานกว่า 11 ปี เพราะไม่มีใครรู้เลย ว่า ตลาดจะไปได้อีกแค่ไหน อาจจะได้อีก 2 ปี และ 3 ปี
  • นอกจากนี้ปัจจัยความเหลื่อมล้ำ และปัญหาการเมือง คือสิ่งที่เรย์ กังวลว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยยะสำคัญมากกว่า ไวรัสโคโรนาเสียอีก

ที่มา : https://www.cnbc.com/2020/02/11/ray-dalio-thinks-the-coronavirus-hit-to-global-markets-is-probably-exaggerated.html
https://www.facebook.com/Tam.eig/photos/a.313249625438052/2724852077611116/

พาวเวล ชี้เศรษฐกิจสหรัฐยังคงขยายตัว ขณะเฟดจับตาไวรัสโคโรนา

FINNOMENA Reporter

เฟด เผย เศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัวปานกลาง และปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน ยังคงมีความแข็งแกร่ง ขณะที่ตลาดแรงงานมีการจ้างงานจำนวนมาก

  • พาวเวลเตือนว่า ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีนได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ
  • โดยในแถลงการณ์ระบุว่า เฟดกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และผลกระทบที่มีต่อจีน และการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก
  • ทั้งนี้นายพาวเวลเชื่อมั่นว่านโยบายของเฟดยังคงมีความเหมาะสม หลังจากที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งในปีที่แล้ว แม้มีความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของไวรัส

ที่มา : https://www.infoquest.co.th/2020/4395

ผู้ลงทุน ‘บิตคอยน์’ รายใหญ่ชี้ ฐานการขุดอาจย้ายจากจีนไปอเมริกา

FINNOMENA Reporter

เกรย์สเกล อินเวสต์เม้นท์ บริษัทผู้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิตอล เผยว่าแหล่งศูนย์กลางการขุดบิตคอยน์อาจเกิดการย้ายฐานจากจีนยังทวีปอเมริกา โดยปัจจุบันจีนเป็นศูนย์กลางการขุดสินทรัพย์ดิจิตอลดังกล่าวของโลก

  • “แบรี่ ซิลเบิร์ท” ผู้ก่อตั้งบริษัทซึ่งลงทุนกว่า 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเงินสกุลดิจิทัล กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 3-6 เดือนที่ผ่านมา มีความพยายามมากขึ้นจากฝ่ายต่าง ๆ ในการย้ายฐานกำลังการขุดบิตคอยน์จากจีนไปยังทวีปอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐและแคนาดา”
  • ทั้งนี้การเป็นศูนย์กลางการขุดเงินสกุลดิจิตอลส่งผลให้จีนกลายเป็นผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องรายใหญ่ของโลก ซึ่งจากการเปิดเผยข้อมูลของ “คอยน์แชร์” ระบุว่า จีนครอบครองแรงคอมพิวเตอร์ในสัดส่วนถึง 66% ของเครือข่ายการขุดบิตคอยน์ทั่วโลก
  • อย่างไรก็ตามธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเงินสกุลดิจิทัลยังคงมีความคลุมเครือและเข้าใจยาก อีกทั้งปัจจุบันนักลงทุนกระแสหลักยังคงหลีกเลี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้เนื่องจากความผันผวน, ความปลอดภัย และตลาดการซื้อขายที่ขาดความโปร่งใส

ที่มา : https://www.aljazeera.com/ajimpact/crypto-boss-sees-bitcoin-mining-shift-china-americas-200211192800474.html

“กองสลาก” ครองแชมป์นำส่งรายได้เข้ารัฐสูงสุด 1.87 หมื่นล้าน

FINNOMENA Reporter

“กองสลาก” ครองแชมป์นำส่งรายได้เข้ารัฐสูงสุด 1.87 หมื่นล้าน รองมาคือ กฟผ. และ ปตท. จำนวน 1.83 หมื่นล้านบาท และ 1.31 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ

  • คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เผยการจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินจากรัฐวิสาหกิจ และกิจการที่กระทรวงการคลังถือหุ้นต่ำกว่า 50% ในเดือนม.ค. 2563 ว่า สามารถจัดเก็บได้รวม 6,762 ล้านบาท หรือคิดเป็น 106% ของประมาณการที่ตั้งไว้
  • ส่งผลให้มีเงินนำส่งรายได้แผ่นดินสะสม 4 เดือนแรก ( 1 ต.ค.62- 31 ม.ค.63 ) จำนวน 79,149 ล้านบาท คิดเป็น 109% ของประมาณการที่ตั้งไว้ และเงินนำส่งรายได้แผ่นดินสะสม หรือคิดเป็น 42% ของเป้าหมายปี 2563 (เดือนต.ค. 2562 – เดือนก.ย. 2563) จำนวน 188,800 ล้านบาท
  • 10 อันดับแรก ประกอบด้วย สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลนำส่งรายได้รวม 18,717 ล้านบาท, กฟผ. จำนวน 18,301 ล้านบาท, ปตท. 13,139 ล้านบาท, กฟภ. 5,733 ล้านบาท, ธ. ออมสิน 5,409 ล้านบาท,  กสท 3,891 ล้านบาท, การทางพิเศษแห่งประเทศไทย 3,839 ล้านบาท, ธอส. 2,414 ล้านบาท, กฟน. 2,350 ล้านบาท, การท่าเรือแห่งประเทศไทย 2,100 ล้านบาท และ อื่นๆ 3,256 ล้านบาท รวม 79,149 ล้านบาท

ที่มา : https://www.thansettakij.com/content/money_market/421403

“ญี่ปุ่น” เตรียมใช้งบสำรองสู้ “โคโรน่า” เพิ่มเทคโนฯ คัดกรอง-ชดเชยอุตฯท่องเที่ยว

FINNOMENA Reporter

ญี่ปุ่นเตรียมพิจารณาใช้มาตรการฉุกเฉินในสัปดาห์หน้า เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของการคัดกรองผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรน่า และเตรียมที่จะจัดสรรงบประมาณสำรองเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมท่องเที่ยวภายในประเทศ

  • โดยมาตรการดังกล่าว รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมจะเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกในการคัดกรองผู้ติดเชื้อด้วยวิธี Polymerase chain reaction test (PCR) ที่สามารถตรวจจับไวรัสได้ด้วยความแม่นยำสูง ซึ่งพัฒนาให้ทราบผลการตรวจได้เร็วขึ้น
  • สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวภายในประเทศ รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมจะออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการโรงแรมขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงบริษัทต่าง ๆ ในภาคการท่องเที่ยวที่ประสบปัญหาทางการเงินจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดน้อยลง
  • นอกจากนี้ ทางการญี่ปุ่นยังกำลังพิจารณาจัดตั้งสำนักงานประสานงานเพื่อให้การดำเนินงานของกระทรวงต่าง ๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วทันท่วงทีอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกจัดตั้งโดยใช้งบสำรองในงบประมาณปี 2019

ที่มา : https://www.prachachat.net/world-news/news-420071

เครียด คลั่ง

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
เครียด คลั่ง

ผมลองพิมพ์ “เครียด คลั่ง” บนกูเกิ้ล และกดไปที่รูปภาพ สิ่งที่พบนอกจากจะเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญล่าสุดที่โคราชแล้ว ยังพบภาพอีกหลายๆเหตุการณ์ ซึ่งล้วนเป็นเหตุการณ์คล้ายกันตรงที่ เครียด และคลั่งจนถึงทำร้ายตัวเอง หรือไม่ก็ทำร้ายคนอื่น

สาเหตุของเหตุการณ์ต่างๆ อันดับหนึ่งมาจากคำว่า “พิษเศรษฐกิจ” รองลงมาคือปัญหาสุขภาพ และต่อด้วยปัญหาโดนโกง

ผมเข้าใจว่าคนเราทุกคนสามารถเครียดได้จากหลายๆ สาเหตุ แต่การคลั่งจนทำร้ายตัวเองหรือหนักเข้าจนไปทำร้ายคนอื่นอันนี้ไม่ขอเข้าใจหรือเห็นใจใดๆ ทั้งสิ้น

แล้วเราจะแก้ปัญหาให้เรื่องแบบนี้ลดลง หรือไม่มีอีกเลยได้ไหม

การคลั่งอาจไม่ได้มีต้นตอจากความเครียดเพียงอย่างเดียว อุปนิสัยพื้นฐาน ความคิด จิตใจ ความผิดปกติของร่างกาย สภาพแวดล้อม สังคมรอบตัว ผมคิดว่าล้วนมีผลกันทั้งหมด

เราอาจไม่สามารถไปแก้หรือเปลี่ยนอะไรได้ทั้งหมด แต่สิ่งหนึ่งที่อาจช่วยให้ปัญหาลดลงนั้นคือ การจัดการกับความเครียด

ผมเองก็ไม่ได้แตกต่างไปจากทุกคนที่มีความเครียดสะสมจากหลายๆ อย่าง ทั้งจากปัญหาการทำงานและปัญหาอื่นๆ

ผมอยู่ในอาชีพที่มีความเครียดสูง งานของผมมีแต่ความผันผวน บางคนที่ต้องทำงานร่วมกับผม ต้องเสียน้ำตาร้องไห้เวลาเจอปัญหาก็บ่อยมากๆ แม้ผมจะบอกว่าทุกๆ งานมีความเครียดด้วยกันทั้งนั้น มันต่างกันแค่ระดับของความเครียด ซึ่งมันก็จะสัมพันธ์กับรายได้ด้วย

หากคุณไปทำงานง่ายๆ ความเครียดต่ำ รายได้คุณก็มีโอกาสน้อยลง และก็หนีไม่พ้นจะต้องมาเครียดเรื่องปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายอยู่ดี

แต่คนคนนั้นมักจะบอกผมว่า ไม่ชอบเลยความเครียดแบบนี้ มันเป็นความเครียดที่เป็นความทุกข์ มันมีงานอื่นที่แม้จะเครียดแต่ก็มีความสุข

ผมฟังความคิดของเขาแล้ว ผมคิดว่าเค้าเข้าใจความเครียดผิดไปมากๆ เพราะขึ้นชื่อว่าความเครียดแล้วมันมีแต่ความทุกข์ มันไม่มีหรอกความเครียดที่เป็นความสุข

เพราะแก่นของความสุข มันคือการอยู่ในสภาวะไร้กังวล

ความเครียดมันไม่สามารถแบ่งได้ว่า เครียดแบบมีความสุข หรือเครียดแบบมีความทุกข์

สำหรับผมความเครียดคือส่วนหนึ่งของความทุกข์ และมันมีแต่ความเครียดที่จัดการได้ กับความเครียดที่จัดการไม่ได้

ครั้งหนึ่งผมเคยเขียนบทความ กฎ 20 : 80 กับคำว่าช่างแม่ง สิ่งที่ผมอยากสื่อสารในบทความนั้นคือ ชีวิตมีสิ่งที่ควบคุมได้เพียงแค่ 20% อีก 80% คือสิ่งที่คุมไม่ได้ ดังนั้นสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตส่วนใหญ่นั้นคือสิ่งที่เราไม่อยากเจอ

เราจึงทำได้เพียงจัดการในส่วน 20% ให้ดีที่สุด เพื่อเตรียมรับมือกับสิ่งที่ไม่แน่นอนอีก 80%

เวลาเจอปัญหาและมันสร้างความเครียดให้กับผม สิ่งที่ผมจะทำอย่างแรกคือจำแนกว่าปัญหานั้น ผมสามารถจัดการมันได้ไหม ถ้าจัดการได้ก็ไม่ต้องไปเครียดมาก ผมต้องมาจัดการความคิดต่อ มาวางแผนการแก้ปัญหา และควบคุมความคิดว่า ไม่ต้องไปเครียดให้ดูกันไปทีละขั้นว่าจะต่องแก้อะไร ก็เครียดเป็นเรื่องๆ ไป

แต่เมื่อไหร่ที่เจอปัญหาที่มันแก้ไม่ค่อยได้ ต้องรอเวลากว่าจะแก้ได้ หรืออาจแก้ไม่ได้เลย มันจะสร้างความเครียดให้กับผมเป็นอย่างสูง ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมค้นพบว่าการฝังอยู่กับความเครียดนานๆ มันไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย

ผมจึงมักมีเวลาให้กับความเครียดที่ผมจัดการไม่ได้จนถึงขนาดทำให้ผมนอนไม่หลับ อยู่กับผมเพียงแค่ 1 วันเท่านั้น

เมื่อผ่านไป 1 วัน ใช่ว่าผมจะจัดการมันได้ อย่างที่บอกไปมันคือสิ่งที่จัดการไม่ได้และมันสร้างความเครียดอย่างรุนแรง แต่ในเมื่อมันจัดการไม่ได้ และมันอยู่กับผมมา 1 วันแล้ว

มันควรพอได้แล้ว

ผมจึงเลือกที่จะ “ช่างแม่ง” มันครับ

เวลามีปัญหามันก็มีแค่ 3 แนวทางเท่านั้น

1. แก้ 2. นิ่ง 3. ปล่อย

แก้ไม่ได้ก็นิ่ง นิ่งไม่ไหวก็ปล่อย มันมีแค่นั้นครับ

ความเครียดมันสามารถมีได้ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่จะต้องอยู่กับเราเสมอ หากมันจะมากจนถึงขนาดจะมาทำร้ายเรา มาทำให้เรานอนไม่หลับ มาทำให้คนรอบข้างต้องเครียดตามไปด้วย แบบนั้นมันไม่ใช่แล้ว

เราควรเลือกที่จะปล่อย เลือกที่จะช่างแม่ง

บางคนอาจแย้งขึ้นมาว่า เราไม่สามารถปล่อยปัญหาหรือช่างแม่งกับมันได้ทุกครั้ง บางปัญหามันก็ใหญ่และหนัก จนไม่สามารถจัดการความคิดและความเครียดได้

ผมยอมรับว่าใช่ครับ แต่อย่างที่บอกไปครับว่า 80% ในชีวิตที่เราเจอคือเรื่องที่คุมไม่ได้ ในเมื่อรู้ว่าชีวิตมันหนักแบบนั้น เราจึงไม่ควรประมาทกับการใช้ชีวิตแต่แรก

เราควรระมัดระวัง เราควรเตรียมชีวิต และเราไม่ควรพาตัวเองเข้าไปสู่ปัญหา แค่นี้มันก็จะลดความเสี่ยงที่จะทำให้เราเจอปัญหาใหญ่ๆ แล้ว

เช่น ถ้าเราไม่อยากเจอปัญหาด้านการเงิน เราก็ควรวางแผนในการสร้างรายได้ จำกัดค่าใช้จ่าย และไม่สร้างภาระผูกพันอย่างการเป็นหนี้ หรือ ถ้าเราไม่อยากโดนโกง เราก็ควรระมัดระวังการทำธุรกรรมต่างๆ และต้องละเอียดรอบคอบในการมอบเงินให้กับคนอื่น

เราอาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาได้ทุกเรื่อง แต่เราลดความเสี่ยงที่จะเจอมันได้ และแน่นอนความเครียดในชีวิตมันก็จะน้อยลงด้วย

มาช่างแม่งกันครับ

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

ประกิต สิริวัฒนเกตุ

FOCUS หัวใจของความสำเร็จ

Stock Vitamins (วิตามินหุ้น)

ครั้งแรกที่ Bill Gates พบกับ Warren Buffett มีคำถามหนึ่งบนโต๊ะอาหารค่ำ ถามทั้งคู่ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จมาถึงจุดนี้คืออะไร

ทั้งคู่ตอบตรงกันว่า “FOCUS” หรือ ถ้าจะแปลง่ายๆ ก็คือ การมุ่งมั่นจดจ่อในสิ่งที่เราต้องการ สิ่งที่เหมาะสมกับตัวเอง แล้วทำให้ดีที่สุด

ในเรื่องของการลงทุน เรามาลองคิดกันดูว่า เราโฟกัสแค่ไหน

เป้าหมายชัดเจนแค่ไหน

เราเคยตั้งเป้าหมายไหมว่า แต่ละปีต้องมีผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์ อีก 5 ปี เป็นอย่างไร อีก 10 ปี เป็นอย่างไร สุดท้ายที่ปลายทาง เราคาดหวังจะมีเงินเท่าไหร่ และทำไมต้องเป็นเท่านั้น

แผนการลงทุนเป็นอย่างไร

ก่อนซื้อหุ้นแต่ละตัว เราวางแผนอย่างไร หลักการในการซื้อคืออะไร จะซื้อราคาเท่าไหร่ จะขายราคาเท่าไหร่ มีเกณฑ์อะไรเป็นตัววัดว่าเรามาถูกทาง แล้วถ้าเกิดผิดทางจะจัดการแก้ไขอย่างไร เราต้องมีแผนเพื่อโฟกัสวิธีการลงทุนให้ชัดเจน

ดูหุ้นได้กี่ตัวไหว

หลายคนซื้อหุ้นที 40-50 ตัว เห็นข่าวตัวไหนดี เห็นใครพูดตัวไหนน่าสนใจ เราก็ซื้อหมด บางทีตัวไหนแดง เราเก็บไว้ก่อน ซื้อตัวใหม่มาเพิ่มเผื่อมันจะเขียวบ้าง ไปๆ มาๆ จากที่ตั้งใจถือไม่กี่ตัว กลายเป็นหลายสิบตัว ผมอยากแนะนำให้โฟกัสเอาจำนวนเท่าที่เราดูไหว ติดตามข่าวสารความคืบหน้าของบริษัทไหว เช่น 10 ตัว พอ มากกว่านี้ดูไม่ทัน ก็โฟกัสแค่นี้

นอกเหนือไปจากการลงทุนแล้ว ผมคิดว่า การงาน สุขภาพ และครอบครัว ก็เป็นสิ่งที่คุณต้องโฟกัสด้วยเช่นกัน

แต่ถ้าคุณเลือกไม่ถูกว่าจะโฟกัสอย่างไรดี เพราะมีอะไรหลายอย่างที่อยากทำไปหมด อาจจะลองทำตามคำแนะนำของ Steve Jobs ที่บอกว่า

ความหมายของ โฟกัส ไม่ใช่การตอบว่า ‘YES’ กับสิ่งที่ต้องโฟกัส

แต่คือการตอบว่า ‘NO’ ให้กับร้อยไอเดียดีๆ ที่มีอยู่

สรุปผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ประกิต สิริวัฒนเกตุ

สรุปผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

1. ศาลมีมติ 5:4 ให้พรบ.งบประมาณ 63 ไม่เป็นโมฆะ โดยการพิจารณาวาระ 2 และ 3 พบการกระทำอันไม่สุจริต ทำให้ผลการลงมติในวันเวลาดังกล่าว ขัด รธน

2. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 5 เสียงข้างมากมีมติให้สภาผู้แทนราษฎรโหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ใหม่ ในวาระ 2-3 ส่วน 4 เสียงข้างน้อย เห็นว่า “ให้ผ่านไปเลย” ไม่ต้องโหวตใหม่ แต่ให้ตัดคะแนนไม่สุจริตที่เสียบบัตรแทนกันออกไป แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ

ดังนั้นใจความหลักของผลการวินิจฉัยคือ พรบ.งบประมาณปี63 ไม่เป็นโมฆะนั้น ถือเป็นการลงมติอย่างเอกฉันท์ (ไม่ใช่อย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจว่า 5 เสียงให้ไม่เป็นโมฆะ และ 4 เสียงให้เป็นโมฆะ)

3. ศาลมองคดีการลงคะแนนแทนใน พรบ งบปี 63 แตกต่างจากคดีแก้ไข รธน เมื่อ 2556 และ พรบ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาทเมื่อปี 2557 เนื่องจาก คดี พรบ งบปี 63 ไม่ปรากฎข้อความที่มีสาระสำคัญอันเป็นเหตุ พรบ งบปี 63 ขัด รธน แต่มีปัญหาที่กระบวนการตรา พรบ เท่านั้น

4. ศาลมองการลงมติรับร่าง พรบ งบปี 63 และการพิจารณาของ กมธ ก่อนเสนอให้สภาฯพิจารณาในวาระ 2 เป็นไปโดยชอบของ รธน

5. ศาลมองว่า มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่ พรบ งบปี 63 จะไปแก้ปัญหาการเบิกจ่ายที่ล่าช้า ศาลจึงอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการพิจารณาของศาล รธน ม.74 กำหนดให้ สภาฯดำเนินการให้ถูกต้องในวาระ 2 และ 3 (โดยวาระ 1 และการพิจารณาของ กมธ ชอบด้วยกฎหมายไปแล้ว) หลังจากนั้นให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ พร้อมให้สภาฯรายงานผลการปฎิบัติตามคำสั่งภายใน 30 วันนับตั้งแต่ 7 กพ

6. การออกคำสั่งต้องทำทุกอย่างให้เสร็จใน 30 วัน เท่ากับล็อกให้สภาฯต้องเร่งพิจารณา พรบ งบปี 63 ให้ทันภานในสมัยการประชุมสภาฯปัจจุบันที่จะปิดประชุม 29 กพ นี้

7. ล่าสุดประธานสภาฯ ชวน หลีกภัย กำหนดให้พิจารณา พรบ.งบปี 63 ในวันที่ 13 กพ คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน 1-2 วัน หลังจากนั้นส่งให้วุฒิสภา และส่งกลับมาให้รัฐบาล ซึ่งมีเวลา 5 วันก่อนนำขึ้นทูลเกล้า ภายใน กพ

8. คาดว่าจะมีการโปรดเกล้างบปี 63 ในช่วงต้น มีค. เท่ากับว่า ประเด็นการเสียบบัตรแทนทำให้การบังคับใช้ พรบ ล่าช้าไปจากเดิมราว 1 เดือน ถือว่าดีกว่าที่ตลาดคาดไว้มากๆ (จากเดิมคาดไว้ว่าต้องล่าช้าไปอีก 2-3 เดือน)

9. คาดว่ารัฐบาลจะเร่งเบิกจ่าย โดยเฉพาะงบลงทุนแบบเร่งด่วนในช่วงเดือน มีค (ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของงวดไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ) และเร่งเบิกจ่ายอย่างเต็มที่ในงวดไตรมาส 3 (เมย-มิย)

10. ถือเป็นบวกต่อกลุ่มรับเหมา นิคม จากงบลงทุนกว่า 6 แสนล้านบาท และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการใช้งบกลางกว่า 5 แสนล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ศาลฯท่านเมตตาและเร่งทุกอย่างให้แล้ว ได้แต่หวังใจว่าสภาฯจะเห็นแก่ประเทศ และเดินหน้าพิจารณาให้แล้วเสร็จ เพื่อที่การเบิกจ่ายงบจะได้มาช่วยเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่ในตอนนี้

ประกิต สิริวัฒนเกตุ

จาก ‘Black Swan’ สู่ ‘Green Swan’

MacroView
จาก ‘Black Swan’ สู่ ‘Green Swan’

ในการประชุม World Economic Forum เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่เมืองดาวอส หรือ Davos 2020 ได้เกิดการปะทะคารมของคู่กัดต่างวัย

ระหว่าง รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สตีเฟน มนูชิน กับ นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมวัย 17 ปี นามว่า เกรธา ธันเบิร์ก โดยนายมนูชินได้ให้ความเห็นว่าการที่ธันเบิร์กพยายามรณรงค์ให้ชาวโลกลดการปล่อยควันพิษเข้าสู่บรรยากาศนั้น แท้จริงแล้ว เธอยังไม่เข้าใจถึงวิชาเศรษฐศาสตร์อย่างแท้จริง โดยแนะนำให้เธอเลิกทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมแล้วกลับไปเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ในโรงเรียนน่าจะดีกว่า โดยเขามองว่าอนาคตในระยะยาวการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศยังมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้งยังอาจมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้ดีขึ้น การที่เริ่มมาตรการอย่างการตั้งราคาคาร์บอนหรือ Carbon pricing ในวันนี้ เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ

โดยนายมนูชินมองว่า เทคโนโลยีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเอกชน จะค่อยๆ พัฒนาขึ้นสามารถแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนได้

ก่อนที่ผมจะให้ความเห็นว่าความเชื่อของเขาถูกหรือไม่ จะขอพาท่านผู้อ่านมารู้จักแนวคิดล่าสุด กับการจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมของโลก ดังนี้

เริ่มจากคำว่าความเสี่ยงด้านกายภาพ หรือ Physical Risks หมายถึงความเสี่ยงที่เกิดจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างอันตรายจากภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงกับสภาพที่อ่อนแอของมนุษย์และระบบธรรมชาติโดยใช้ความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจและการเงิน เป็นมาตรวัดจากความถี่และความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นของเหตุการณ์ที่อากาศมีสภาพความแปรปรวนมากขึ้น

รวมถึงผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ อาทิ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของระดับปริมาณน้ำฝน ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งมูลค่าของตราสารทางการเงินและอสังหาริมทรัพย์

คาดกันว่า ยังมีความเสี่ยงและความเสียหายดังกล่าว ที่ยังไม่ได้มีการทำประกันไว้ถึง 70% อันเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติทั้งทางตรงและทางอ้อม

โดยภายใต้บรรยากาศที่ทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ใต้ดิน อาทิ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ได้ถูกต่อต้านจากกลุ่ม Green ไม่ให้ถูกนำขึ้นมาใช้ เนื่องด้วยจะทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น จึงเกิดส่วนของทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่สามารถนำขึ้นมาใช้นี้ ที่เรียกกันว่า Stranded Asset ซึ่งส่วนของสินทรัพย์นี้ แม้จะเป็นสินทรัพย์ในงบดุลของบริษัทที่เป็นเจ้าของสัมปทาน ทว่าไม่สามารถนำมาใช้ได้ จนบางส่วนจะด้อยค่าลง รวมถึงอาจกลายเป็นส่วน Liabilities ในที่สุดเนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำลาย

โดยค่าใช้จ่ายดังกล่าว คาดว่าอาจมีมูลค่าถึง 1-15 ล้านล้านดอลลาร์เลยทีเดียว โดยความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย หรือ Transition Risks คือความเสี่ยงที่เกิดจากการความเสียหายของเศรษฐกิจในทุกอุตสาหกรรมจาก Stranded Asset ดังกล่าว

ทั้งนี้ หากเราไม่สนใจประเด็นปัญหาสภาวะโลกร้อนหรือ Climate Change ในตอนนี้ โดยเห็นว่าจะสามารถมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในอนาคตอันใกล้ในการจัดการปัญหาโลกร้อน โดยยอมให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นถึง 4 °C หรือกรณี Business-as-usual ดังเช่นกรณีด้านขวาดังรูป ในกรณีนี้ จะมีระดับความเสี่ยง Physical Risk อยู่สูง ขณะที่จะมีระดับความเสี่ยง Transition Risk ที่ต่ำ

จาก ‘Black Swan’ สู่ ‘Green Swan’

ในทางกลับกัน หากเราเข้มกับปัญหาภาวะโลกร้อน จนยอมให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเพียง 1.5 °C หรือกรณี Rapid Transition ในกรณีนี้ จะมีระดับความเสี่ยง Physical Risk อยู่ต่ำ ในขณะที่จะมีระดับความเสี่ยง Transition Risk ที่สูง

ทั้งนี้ ความคิดของนายมนูชินตรงกับกรณี Business-as-usual ที่จะไม่จำกัดวงจำกัดของปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ในอนาคตโลกเราจะมีสิ่งแวดล้อมที่จะค่อยๆ แย่ลงไป และจะมีความเสี่ยงด้านกายภาพที่มีระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

ทั้งนี้ งานศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ ได้ศึกษาผลกระทบของภาวะที่โลกเราร้อนขึ้น 4 °C จะส่งผลต่อจีดีพีสหรัฐในเชิงลบระหว่าง 1.5% ถึง 5.6% ซึ่งจะเกิดขึ้นแบบต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน

โดยแม้ว่างานศึกษาดังกล่าว จะกล่าวว่ายังต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าวันนั้นจะมาถึง ทว่าความเห็นของนายมนูชินที่จะปล่อยให้เป็นปัญหาในอนาคตแล้วค่อยแก้ไขในตอนนั้น ก็ถือว่าน่าจะไม่ถูกต้อง

แล้วก็มาถึงศัพท์คำใหม่ที่ชื่อ Green Swan ซึ่งหมายถึง Black Swan หรือ เหตุการณ์ใหญ่ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นแต่มาเกิดแบบฉับพลันและรุนแรง ซึ่งเรารู้จักกันดีจากหนังสือปี 2007 ของ นาซิม นิโคลัส ทาเลปในยุคที่เกิดจากสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการ ดังนี้

1. ปฏิกิริยาระหว่าง Physical Risk และ Transition Risk ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนที่จะเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงสุดๆ หรือ Extreme Events แบบไม่เป็นเชิงเส้นหรือ Non-linearity โดยที่ข้อมูลในอดีตไม่สามารถนำมาคาดการณ์ Green Swan ได้

2. ระดับความเสียหาย อยู่ในระดับที่มากกว่าความเสียหายทางการเงินโดยอาจทำให้ถึงกับสูญเสียซึ่งมนุษยชาติได้

3. ความซับซ้อนของ Climate Change อยู่ในระดับที่เป็นทวีคูณทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ สังคม และเศรษฐกิจ

โดยสรุป ผมมองว่า ปี 2020 เป็นจุดเปลี่ยนที่ประเด็นสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง หรือ Climate Change ได้กลายเป็นประเด็นหลักที่ทุกคนต้องช่วยกันแก้ไขปัญหานี้ครับ

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/649386

แชร์ประสบการณ์ “ขาดทุน” หุ้นหลักสิบล้าน!!

BuffettCode
(เงินล้าน) แชร์ประสบการณ์ “ขาดทุน” หุ้นหลักสิบล้าน!!

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเห็นมากับตัว กับเพื่อนของผมเองซึ่งเป็นนักลงทุนที่เริ่มต้นมาก็คล้ายๆ กับทุกคนคือ เป็นนักลงทุนที่มีความ “ฝัน” เข้าตลาดหุ้นมาเพราะอยากรวยเร็ว แต่แล้วเหตุการณ์มักจะไม่เป็นไปตามที่คาดคิด เหมือนนักลงทุนส่วนใหญ่ที่จะเข้ามาในวงการก็ต้องจ่าย “ค่าครู” ก่อนที่จะได้พบกับความสำเร็จ

ค่าครูรอบนั้นเป็นเงินหลักสิบล้านที่ขาดทุนจากการเล่นหุ้นสื่อฯ ตัวหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน หุ้นสื่อฯ ตัวนั้นเป็นหุ้นที่กำลังร้อนแรงจาก Story การ Turnaround ธุรกิจ มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารใหม่ และผลประกอบการก็กำลังอยู่ในขาขึ้น

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หุ้นตัวนั้น ประกาศเข้าลงทุนธุรกิจทีวีดิจิตอล ส่งผลให้ราคาหุ้นตกลงมาอย่างหนัก จากเลข 2 หลัก ลงไปเหลือ 1 หลัก และสุดท้ายลงไปเหลือหลัก “สตางค์”

เพื่อนสนิทของผมคนนี้เราปรึกษากันตลอด สุดท้ายตัวเขารอดชีวิตมาจากหุ้นตัวนี้ได้ ไม่ถึงกับ “หมดตัว” แต่ก็ต้องรับความผิดพลาดจากความ “โลภ” และความ “ไม่รู้” ของตนเอง จ่ายค่าครูเป็นจำนวนเงินมหาศาล

บทเรียนในครั้งนั้นเป็นความจำที่เพื่อนผมไม่มีวันลืม และได้สร้างเป็นกฎเหล็กของการลงทุนไว้ให้ตัวเอง … ผมขอนำมาแชร์ไว้ในพื้นที่ตรงนี้เพื่อเป็นประโยชน์กับนักลงทุนคนอื่นๆ เรียนรู้จากความผิดพลาด และไม่ตกลงใน “กับดัก” ของตลาดทุนอันโหดร้าย

1. อย่ายุ่งกับไฟ

หุ้นตัวนั้นมีผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เรียกได้ว่าเป็น “ตัวพ่อ” ในวงการ ชื่อเสียงโด่งดังมาตั้งแต่วิกฤตปี ’40 เขาเอาตัวรอดมาได้ แต่หุ้นที่เขาเคยถือนั้นปัจจุบันแทบไม่มีใครเคยได้ยินชื่อ นักลงทุนหลายคนต้องจบชีวิตเพราะเขา ในวันแถลงข่าวเขาคนนั้นก็อยู่ในงานด้วย รูปที่เพื่อนผมถ่ายกับเขาคนนั้นยังเก็บไว้อย่างดี ถึงกระนั้นด้วยความโลภที่บังตา นักลงทุนยังเชื่อว่า “เขาคนนั้น” ได้กลับตัวแล้ว … แต่ผลก็เป็นอย่างที่เห็น บทเรียนแรกของบทความนี้คือ อย่ายุ่งกับไฟ เพราะต่อให้คุณจะเก่งแค่ไหนก็อาจจะพลาดได้เสมอ แต่ถ้าคุณไม่เก่งคุณอาจจะถูกไฟคลอกตายทั้งเป็น

2. มีสติ อย่าโลภ

คนเรามักจะมั่นใจในตัวเองมากเกินไป เมื่อเราประสบความสำเร็จหลายๆ ครั้ง ติดต่อกัน ซึ่งในความเป็นจริงมันอาจจะเป็นเพียงโชคชะตาที่เล่นตลก แค่ชั่วคราวก็เป็นได้ อย่าให้โชคชะตาแปรเปลี่ยนเป็นความหายนะ การลงทุนต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา และมองโลกด้วยความเป็นจริง หุ้นเมื่อมีขึ้นย่อมต้องมีลง ความเก่งกาจของนักลงทุนหลายๆ ครั้งไม่ได้วัดกันที่ “ขาขึ้น” ว่าได้ไปเท่าไหร่ แต่วัดกันที่ “ขาลง” ว่าเสียไปเท่าไหร่มากกว่า คุณอาจกำไร 100% ใน 3 ปี แต่ถ้าคุณขาดทุน 80% ในปีถัดมา คุณจะแทบไม่มีอะไรเหลือเลย ต้องทำกำไร 150% เพื่อให้เท่าทุน และต้องทำกำไรถึง 400% เพื่อให้กลับอยู่ที่เดิมที่เคยกำไร ซึ่งมันเป็นไปได้ยากมาก

3. อย่าซื้อหุ้นด้วยอารมณ์ และตัดสินใจถือต่อด้วยหลักการ

หลายคนซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไรโดยไม่ได้ศึกษาข้อมูล แต่พอติดดอยเมื่อไหร่ เป็น “วีไอ” ขึ้นมาทันที มีเซียนคนหนึ่งเคยบอกผมว่า เราซื้อหุ้นด้วยเหตุผลอะไร ก็ควรขายด้วยเหตุผลเดียวกัน ซื้อเพื่อเก็งกำไร ถ้าขาดทุนก็ควรต้อง Cut loss ไม่ใช่ถือต่อแล้วก็บอกว่าพื้นฐานยังดี รอจนสายไปก็โดนไปหลายล้าน

4. เหนือฟ้ายังมีฟ้า

อย่าคิดว่าตนเองรู้ อย่าคิดว่าเราเข้าใจทุกอย่างดีทั้งหมด เพราะในบางครั้งแม้แต่ตัวผู้บริหารบริษัทซึ่งรู้ข้อมูลบริษัทตัวเองดี ยังบอกไม่ได้ว่าราคาหุ้นควรเป็นเท่าไหร่ เราเป็นนักลงทุนข้างนอก ไม่ได้มีข้อมูลภายใน แต่กลับบอกได้ว่าหุ้นควรจะวิ่งไปราคาเท่าไหร่? มันแปลกไปไหม … สุดท้ายตลาดนี่แหละที่เป็นคนตัดสินว่าใครควรแพ้ไป และใครควรได้ไปต่อ

5. ไม่ขาย ไม่ขาดทุน มีแค่ในฝัน

หุ้นที่ดีซื้อแล้วต้องขึ้น แต่คนมักจะถือหุ้นที่ลงเก็บไว้ แล้วขายหุ้นที่ขึ้นทำกำไรทิ้งไป แล้วก็มาบอกว่าไม่ขาย ยังไม่ขาดทุน แน่นอนถ้าหุ้นตัวนั้นดีอาจจะกลับมาได้และไม่ขาดทุนจริงๆ ประเด็นอยู่ที่ว่า แล้วหุ้นในตลาดไทยมี “หุ้นดี” แบบนั้นมากแค่ไหน? จะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นที่เราถืออยู่ถือหุ้นดี ถ้าไม่ได้มีข้อมูลมากเพียงพอ ตัดใจขายแล้วยอมรับขาดทุน เพื่อมาเริ่มต้นใหม่ ดีกว่าต้องช้ำใจอยู่กับหุ้นแย่ๆ ไปอีกแรมปี

นี่เป็นเพียงบทเรียนสั้นๆ ที่ผมกับเพื่อนแลกเปลี่ยนกัน ในช่วงเย็นวันหนึ่ง หลายคนอาจจะคิดว่าการเสียเงินหลักสิบล้านเป็นเรื่องเลวร้ายขั้นสุด แต่มาถึงวันนี้เพื่อนผมกลับบอกว่า “ดีใจที่ตัดขาดทุนไป” และกลับมาเริ่มต้นใหม่ เพราะถ้ายังถือจนถึงทุกวันนี้ไม่เพียงแต่เขาจะยังไม่กำไร แต่จะขาดทุนมากกว่าเดิมจนเกือบหมดตัว

การลงทุนมีความเสี่ยง และความเสี่ยงที่มากที่สุดอาจจะเป็น “ใจ” ของตนเอง การศึกษาประสบการณ์ของนักลงทุนอื่นๆ คือ “ส่วนสำคัญ” ของความสำเร็จเพื่อที่จะได้ไม่ต้องขาดทุนซะเอง แต่เรียนรู้จากคนอื่น

ในอาทิตย์​หน้าผมจะเล่าเรื่องและแชร์ประสบการณ์ของการโดนหุ้น Floor (ตก 30%) ในวันเดียวว่าผมแก้ไขปัญหาได้อย่างไร (อันนี้คือโดนแบบไม่ทันได้เตรียมตัวเลย แถมรู้ก่อน 1 คืนว่าจะโดน ไม่ต้องนอนกันเลยทีเดียว) ….

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของคอลัมน์ “ไอเดียสร้างเงินล้าน” ใน LINE TODAY แล้ว ขอบคุณทุกคนที่ติดตามครับ

เพื่อนๆ ยังสามารถติดตามอ่านเรื่องราวแบบนี้ได้ใน บ้านใหม่ของเรา FINNOMENA Money

แล้วพบกันใหม่ ในวันที่ตลาดหุ้นสดใสครับ ^^

BuffettCode

รีวิวซีรีส์ Inside Bill’s Brain

TUM SUPHAKORN
รีวิวซีรีส์ Inside Bill’s Brain

ถ้าจะแก้ปัญหาอะไรให้โลกซักอย่าง คุณอยากจะทำอะไร?

หลายคนคงนึกถึงภาวะโลกร้อน โรคระบาด การก่อการร้าย ความเหลื่อมล้ำทางสังคม แต่คงมีน้อยคนที่จะนึกถึงการแก้ปัญหาเรื่อง “ห้องน้ำ”

บิล เกตส์ เป็นหนึ่งในน้อยคนนั้น

ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก ห้องน้ำดูจะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สุดที่ทุกที่ต้องมี เราไม่เคยรู้สึกเลยว่ามันเป็นปัญหาเพราะเรามี “ระบบการจัดการของเสีย” ที่ดี อะไรที่เรามีอยู่แล้ว เราก็มักจะลืมนึกถึงความสำคัญของมัน

รีวิวซีรีส์ Inside Bill’s Brain

แต่ถ้าลองจินตนาการว่าถ้าเกิดชักโครกที่เราใช้อยู่ทุกวัน “ไม่มีท่อ” ล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น? นั่นเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายๆพื้นที่ในแอฟริกา ที่ไม่มีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานใดๆ ไม่มีท่อ ไม่มีระบบการจัดการของเสีย มีแค่ส้วมกับหลุม วิธีการที่เค้าใช้กำจัดของเสียก็ทำได้เพียงแค่ ทยอยตักใส่ถังไปทิ้งในแม่น้ำ เท่านั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ มีเด็กที่เสียชีวิตจากอาการ “ท้องเสีย” เป็นเรื่องปกติ จากการดื่มน้ำที่ปนเปื้อนจากสิ่งปฏิกูล ในปัจจุบันที่เราอยู่อย่างสุขสบาย ในมุมเล็กๆของโลกที่ยังไม่พัฒนา ยังมีคนที่เสียชีวิตจากเรื่องทั่วไปอย่างแค่อาการท้องเสีย ที่เรารักษาแค่แป๊บเดียวก็หาย

มุมมองที่ลึกและกว้างในการมองเห็นปัญหาเหล่านี้ ทั้งหมดเกิดขึ้นในสมองของ บิล เกตส์ อัจฉริยะผู้ก่อตั้ง Microsoft และผู้ริเริ่ม Bill & Melinda Gates Foundation มูลนิธิที่สร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาให้กับคนที่ต้องการมันที่สุด และเรื่องราวการช่วยเหลือของเศรษฐีใจบุญคนนี้ คือเรื่องราวที่สารคดี Inside Bill’s Brain เล่าออกมาได้เป็นอย่างดี

ถ่ายทอดเรื่องราวโดยทีมงานคุณภาพ

Inside Bill’s Brain เป็นสารคดีจาก Netflix โดยผู้กำกับชื่อ Davis Guggenheim ซึ่งผู้กำกับคนนี้ คือคนที่เคยทำสารคดีที่โด่งดังมาแล้วทั้ง An Inconvenient Truth และ He Named Me Malala เพราะฉะนั้นรับประกันคุณภาพเรื่องการถ่ายทำและการถ่ายทอด ไม่ใช่เฉพาะปัญหาเรื่องห้องน้ำเท่านั้นที่ถูกนำเสนอในสารคดีเรื่องนี้ แต่รวมไปถึงโปรเจกต์อื่นๆของ Bill & Melinda Gates Foundation ทั้งวัคซีนโปลิโอและพลังงานสะอาดด้วย ทั้งหมดถูกเล่าผ่านการพูดคุยกับตัว บิล เกตส์ เอง และผ่านการพูดคุยกับผู้คนรอบๆตัว สุดท้ายจากบทสนธนาต่างๆที่เกิดขึ้น ทำให้เราเข้าใจว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้ บิล เกตส์ เป็นแบบ บิล เกตส์ ทุกวันนี้ และอะไรกันแน่ที่อยู่ในสมองของเค้า

รีวิวซีรีส์ Inside Bill’s Brain

ถ้าจะให้สรุปสิ่งที่ได้จากการดูสารคดีเรื่องนี้ก็คือ คนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เค้าไม่เจอปัญหา แต่มันคือวิธีที่เค้าตอบสนองต่อปัญหาต่างหากที่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป บิล เกตส์ เจอปัญหามาโดยตลอดตั้งแต่ก่อนออกจาก Microsoft จนถึงตอนทำ Bill & Melinda Gates Foundation ก็เจอปัญหามากมาย ซึ่งบางปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวเค้าเองด้วยซ้ำ แต่เป็นปัญหาที่คนอื่นเอามาให้ (ปัญหาอะไรต้องไปดูในซีรีส์กันเอาเอง)

บิล เกตส์มีสิทธิ์ที่จะหยุดแล้วพอแค่นี้ เค้าทำให้สังคมมาเยอะแล้ว เมื่อเจอปัญหาที่ไปต่อไม่ได้จริงๆ คงไม่มีใครกล้าว่าถ้าหากเค้าจะล้มเลิก แต่ทุกครั้งที่เจอปัญหา ไม่ว่าปัญหาจะหนักและยากแค่ไหน บิล เกตส์ จะตอบสั้นๆ เพียงแค่ว่า

“I need to work harder.”

สิ่งที่อยู่ในสมองของ บิล เกตส์ คงประมาณนี้แหละ

ขอบคุณภาพจากซีรีส์ Netflix เรื่อง “Inside Bill’s Brain: Decoding Bill Gates”

เขียนโดย TUM SUPHAKORN

จิตวิทยาการเทรดคืออะไร? เล่น “หุ้น” ยังไงให้ไม่เจ๊ง ด้วยจิตวิทยาการเทรด

Mr. Serotonin
จิตวิทยาการเทรดคืออะไร? เล่น "หุ้น" ยังไงให้ไม่เจ๊ง ด้วยจิตวิทยาการเทรด

จิตวิทยาการเทรดคืออะไร?

จิตวิทยาการเทรด คือ สภาพอารมณ์หรือจิตใจซึ่งมีผลต่อผลลัพธ์ในการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ (ง่ายๆก็คือ ตัวชี้วัดตัวหนึ่งว่าจะ “เจ๊งหรือไม่เจ๊ง”) โดยจิตวิทยาการเทรดมีความสำคัญไม่แพ้กันกับความรู้ ประสบการณ์หรือทักษะต่างๆ

ถ้ามีอารมณ์กับการลงทุนจะเกิดอะไรขึ้น? 

อารมณ์หลักที่จะเกิดขึ้นในระหว่างลงทุนมีอยู่ 2 อารมณ์หลักๆด้วยกัน ประกอบไปด้วย

1) ความโลภ

ความโลภจะทำให้เรากล้าที่จะเสี่ยงมากเกินไป และอาจทำให้เราตัดสินใจไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง

2)ความกลัว

ความกลัวจะทำให้เรากลัวที่จะเสี่ยง จนทำให้ได้ผลตอบแทนที่น้อยเกินไป หรือบางรายอาจจะกลัวจนไม่กล้าลงทุนไปเลย

5 เคล็ดลับจิตวิทยาการเทรด 

จิตวิทยาการเทรดคืออะไร? เล่น "หุ้น" ยังไงให้ไม่เจ๊ง ด้วยจิตวิทยาการเทรด

การตื่นตระหนกจนเกินเหตุอาจจะทำให้เรากลัวหรือโลภเกินไป ตัวอย่างก็ตามรูปเลย ประธานาธิบดีตัวจี๊ด สุดร้อนแรง ใน พศ. นี้ เจ้าพ่อทวิตเตอร์ที่ปั่นตลาดมานักต่อนัก โดยตัวอย่างข้างต้นเป็นตัวอย่างที่อาจจะทำให้เรา “โลภเกินไป” และแห่เข้าไปซื้อหุ้นอเมริกาตามคุณประธานาธิบดี เพราะฉะนั้น คิดดูดีๆ ก่อนจะตัดสินใจ!!

จิตวิทยาการเทรดคืออะไร? เล่น "หุ้น" ยังไงให้ไม่เจ๊ง ด้วยจิตวิทยาการเทรด

การลงทุนไม่ใช่การแทง “ไฮ-โล” , “แทงบอล” หรือ “แทงหวย” การบิ้วท์อารมณ์เชียร์ตามราคา หรือ ผลลัพธ์ แบบเรียลไทม์ไม่ได้ช่วยอะไรคุณเลย นอกจากให้ “ความบันเทิง” กับ “ความเจ๊ง” เพราะฉะนั้น ตอนเราลงทุนควรจะมีแผนการที่แน่ชัดจากการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน

 

จิตวิทยาการเทรดคืออะไร? เล่น "หุ้น" ยังไงให้ไม่เจ๊ง ด้วยจิตวิทยาการเทรด

คุณอาจจะเคยเห็นภาพในหนังที่เทรดเดอร์หรือนักลงทุนนั่งอยู่หน้าคอมทั้งวัน เปิดจอเป็นสิบๆจอ อย่างกับ supercomputer แต่ความเป็นจริงแล้วเราไม่ควรนั่งเฝ้าราคาทั้งวันทั้งคืนแบบนั้นยิ่งเป็นการลงทุนในระยะยาวด้วยแล้วอาจจะทำให้เราหวั่นไหว ไปกับราคาที่ผันผวนร้อนแรงได้ แต่หากคุณเป็นนักเทรดเก็งกำไรระยะสั้นการเฝ้าจอก็อาจจะไม่ผิดอะไร เพราะฉะนั้น คิดดูดีๆเลือกเอาซักทางจะ “สั้น” หรือ “ยาว”

จิตวิทยาการเทรดคืออะไร? เล่น "หุ้น" ยังไงให้ไม่เจ๊ง ด้วยจิตวิทยาการเทรด

การศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองเป็นอีกวิธีที่จะเสริมสร้างจิตใจเราให้แข็งแกร่ง เพราะหากเรารู้ลึก รู้จริง เราจะเกิดความมั่นใจ และหากไม่รู้จะเริ่มยังไงกดที่ลิ้งก์ด้านล่างสิ! คลังความรู้ฟรีจากกูรูชั้นนำมากมายโดย FINNOMENA

คลังความรู้: https://www.finnomena.com/category/knowledge/

จิตวิทยาการเทรดคืออะไร? เล่น "หุ้น" ยังไงให้ไม่เจ๊ง ด้วยจิตวิทยาการเทรด

บางทีเราศึกษามามาก คิดว่ารู้จริงหมดแล้ว จนคิดว่าเราเอาชนะตลาดได้แล้ว แต่สุดท้ายเจ้าใหญ่ก็กินเราหมดอยู่ดี เพราะ เราไม่สามารถควบคุมจิตใจได้จาก “ความโลภ” อีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุนก็คือ การลงทุนตามผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อถือได้ ซึ่งทาง FINNOMENA ก็ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญชั้นนำไว้ให้คุณแล้วใน FINNOMENA Guru สนใจคนไหนเข้าไปเลือกติดตามได้ที่ลิ้งก์ข้างล่างเลย

FINNOMENA Guru: https://www.finnomena.com/guruport/

จิตวิทยาการเทรดคืออะไร? เล่น "หุ้น" ยังไงให้ไม่เจ๊ง ด้วยจิตวิทยาการเทรด

ลิ้งก์คลังความรู้และ FINNOMENA Guru

คลังความรู้: https://www.finnomena.com/category/knowledge/

FINNOMENA Guru: https://www.finnomena.com/guruport/

 

Sources: https://www.investopedia.com/terms/t/trading-psychology.asp

ลงทุนอะไรดี? เมื่อ กนง. ลดดอกเบี้ยต่ำที่สุดในประวัติการณ์!! ขณะที่ “Inverted Yield Curve” กลับมาอีกครั้ง! – FINNOMENA LIVE

FINNOMENA Reporter

ดูผ่าน Facebook:
https://www.facebook.com/finnomena/posts/1154519481560354

ดูผ่าน Youtube:
https://www.youtube.com/watch?v=AJpPiupfHcY

เดือนกุมภาพันธ์ ลงทุนอะไรดี? เมื่อ กนง. ลดดอกเบี้ยต่ำที่สุดในประวัติการณ์!! ขณะที่ “Inverted Yield Curve” กลับมาอีกครั้ง! ส่วน “ไวรัสโคโรนา” ก็ยังต้องระวัง!!

พบกลยุทธ์การลงทุนเดือนล่าสุดจาก FINNOMENA “Healthy Correction But Wise To Stay Alert”

  • กนง. ลดดอกเบี้ยต่ำที่สุด!
  • เมื่อโคโรนา กระทบน้ำมัน!
  • ทรัมป์พ้นจากการยื่นถอดถอน!
  • CRC เข้าตลาดน่าสนไหม?

ติดตาม FINNOMENA LIVE ย้อนหลังตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl