แจ้งเตือน

News Update: สถาบันการเงิน 10 แห่งทั่วโลก หั่นเป้า GDP จีน 2021 คาดการณ์ต่ำสุดที่ 7.7% สูงสุดที่ 8.8%

THE OPPORTUNITY
News Update: สถาบันการเงิน 10 แห่งทั่วโลก หั่นเป้า GDP จีน 2021 คาดการณ์ต่ำสุดที่ 7.7% สูงสุดที่ 8.8%

สถาบันการเงิน 10 แห่งทั่วโลก ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจจีนปี 2021 หลังจีนเผชิญปัญหาไฟฟ้าขาดแคลน รวมถึงการตกต่ำของภาคอสังหาฯ

สำนักข่าว CNBC รวบรวมตัวเลขประมาณการจากสถาบันการเงิน 13 แห่งทั่วโลก โดยมีสถาบันฯ 10 แห่ง ที่เริ่มปรับลดประมาณการตั้งแต่เดือน ส.ค.

ค่า Median ของตัวเลขประมาณการ GDP จีน อยู่ที่ 8.2% ลดลง 0.3% จากคาดการณ์ก่อนหน้า โดย Nomura คาดการณ์ต่ำสุดที่ 7.7% ในขณะที่ DBS คาดการณ์สูงสุดที่ 8.8%

🇨🇳 สถาบันฯ ที่ปรับลดคาดการณ์ในเดือน ส.ค.
• ANZ: เหลือ 8.3% จาก 8.5%
• Morgan Stanley: เหลือ 7.9% จาก 8.2%

🇨🇳 สถาบันฯ ที่ปรับลดคาดการณ์ในเดือน ก.ย.
• Bank of America: เหลือ 8% จาก 8.23%
• Citi: เหลือ 8.2% จาก 8.7%
• Deutsche Bank: เหลือ 8.4% จาก 8.9%
• Goldman Sachs: เหลือ 7.8% จาก 8.2%
• HSBC: เหลือ 8.3% จาก 8.5%
• Nomura: เหลือ 7.7% จาก 8.2%

🇨🇳 สถาบันฯ ที่ปรับลดคาดการณ์ในเดือน ต.ค.
• Standard Chartered: เหลือ 8.2% จาก 8.8%
• JPMorgan: เหลือ 8.3% จาก 8.7%

🇨🇳 สถาบันฯ ที่ไม่ได้ปรับคาดการณ์
• Credit Suisse: 8.2%
• DBS: 8.8%
• UBS: 8.2%

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/10/15/china-economy-gdp-forecasts-by-goldman-jpmorgan-citi-stanchart.html

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

เมื่อโรคระบาด นโยบาย และระบบการเงิน เดินทางมาถึงจุดจบ

DR.JITIPOL PUKSAMATANAN
เมื่อโรคระบาด นโยบาย และระบบการเงิน เดินทางมาถึงจุดจบ

2021 เป็นปีที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว และตลาดแทบไม่หยุดเปลี่ยนแปลง

ยิ่งช่วงนี้หลายสำนักเริ่มพูดถึงแนวโน้มตลาดปี 2022 กันแล้ว เพราะทันทีที่ปีนี้จบลง ตลาดการเงินก็จะก้าวผ่านวิกฤตโควิดอย่างเป็นทางการ คาดว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสินทรัพย์การเงินได้มากกว่าปรกติ

ผมเห็นด้วยว่าท้ายปีนี้เหมาะสมที่จะมอง “จุดจบ” ของแนวโน้มในตลาดการเงิน และหา “จุดเริ่มต้น” ของแนวโน้มใหม่ โดยผมมองว่ามี “สามจุดจบ” ของเรื่องราวในตลาดที่เราต้องรู้ให้ทัน เพื่อเตรียมพร้อมปรับพอร์ตลงทุนรับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นในไตรมาสนี้และปีหน้า

The End of Pandemic (and Pandemic Stimulus)

การระบาดใหญ่ของโควิด เป็นจุดจบแรกที่ทั้งตลาดอยากเห็นและน่าจะได้เห็นในไตรมาสสุดท้ายของปี

ทั่วโลกจะได้รับมือกับหน้าหนาวที่สองของวิกฤตขณะที่มีวัคซีนพร้อม

ถ้าเราผ่านไตรมาสนี้ได้ ผมเชื่อว่าความกลัวการระบาดใหญ่ทั่วโลกหรือ Pandemic จะลดลงเหลือเพียงระดับโรคประจำถิ่น (Endemic) กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีโอกาสฟื้นชัดเจนในปีหน้า

แต่ Good News for the Economy อาจเป็น Bad News for the Markets

เมื่อไม่มีโรคระบาด รัฐบาลทั่วโลกก็ควรลดการอัดฉีดทางการคลังลง เพราะไม่ใช่แค่ใน EM ที่มีหนี้รวมสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1970 เกินกว่า 200% ของจีดีพี ฝั่ง DM ก็มีหนี้รวมสูงเป็นประวัติศาสตร์กว่า 3 เท่าของจีดีพี ผลข้างเคียงของหนี้จะเข้ามาเป็นตัวแปรในสมการเศรษฐกิจ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้ม “ภาษี” ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดการเงินไม่อยากได้เห็น

The End of Ultra-Loose Policy (and Deflation)

แม้จะไม่มีสำนักวิเคราะห์ไหนกล้าพยากรณ์ว่าเงินเฟ้อทั่วโลกจะสูงเหมือนทศวรรษ 1970s แต่แทบทุกที่เชื่อว่าโลกจะไม่กลับสู่ภาวะเงินฝืดอย่างน้อยในปีหน้า

ด้วยระดับดอกเบี้ย 0% วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ บวกกับเงินเฟ้อ ทั้งหมดบอกเราว่ายุคสมัยของนโยบายการเงินผ่อนคลายสุดโต่งใกล้ถึงจุดอวสานแล้ว

ธนาคารกลางในกลุ่ม G10 เช่น Norges Bank ของนอร์เวย์เริ่มขึ้นดอกเบี้ย BoE ของอังกฤษประกาศหยุด QE ปลายปี และ Fed ก็กำลังจะประกาศลด QE ในไม่กี่วันข้างหน้า

แม้จุดจบของนโยบายการเงินผ่อนคลายอาจไม่ได้หมายความว่าต้อง “เข้มงวด” ทันที แต่ก็ถือเป็นจังหวะเริ่มต้นของยุค “เงินเฟ้อ” ที่เข้ามาแทนที่เงินฝืด ในอดีตมักส่งผลให้เกิด Asset Rotation ถี่ขึ้น การปรับฐานของสินทรัพย์เสี่ยงจึงอาจเป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยครั้งในอนาคต

The End of Fiat Currency System (and Unregulated Crypto)

เมื่อแรงหนุนของสินทรัพย์หลักกำลังหมดลง นักลงทุนก็จับตาไปที่สินทรัพย์ทางเลือก

มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นจุดเริ่มต้นใหม่ของระบบการเงินโลกในปี 2022 หลังจากที่ใช้ Fiat currency system มานานกว่า 50ปี

แม้จุดจบของ currency system ในอดีต เป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าทศวรรษ เพราะเกี่ยวข้องทั้งกับความเชื่อมั่น การเมือง ไปจนถึงระบบที่จะเข้ามาแทนที่

แต่ในปัจจุบัน โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี บริษัทระดับโลกที่แข็งแกร่ง และการตอบรับของตลาดกับ Decentralized Finance ก็เพิ่มเร็วกว่าที่โลกนี้เคยพบ

ในปี 2022 ผมเชื่อว่าเราจะเห็นความพยายามของทั่วโลกที่จะสร้างระบบขึ้นมาเป็นทางเลือกใหม่ อย่างไรก็ดี การที่ Crypto จะก้าวขึ้นมาทัดเทียมระบบการเงินหลักได้ ไม่ใช่แค่เพราะมีสถาบันสนใจหรือมีบทบาทกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ต้องหาจุดจบความ “ไร้กฎเกณฑ์” ให้ได้ด้วย

ในอดีตช่วงเปลี่ยนผ่านจาก Bretton Woods System มาเป็น Fiat Currency ในปี 1973 ก็สร้างความผันผวนมากในช่วงแรก ก่อนที่จะมีกฎชัดเจนเป็นจุดเริ่มต้นของการประยุกต์ใช้ในวงกว้าง เราจึงไม่ควรประมาทกับความผันผวนช่วงเริ่มต้นของยุค DeFi เช่นกัน

ทั้งสามจุดจบนี้ส่งสัญญาณให้เราต้องเตรียมพร้อมในหลายอย่าง

The End of Pandemic บอกเราว่าสิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดในตลาดไม่ใช่ไวรัส แต่เป็นนโยบายที่ใช้รับมือและผลข้างเคียง

The End of Ultra-Loose Policy บอกเราว่าสภาพคล่องที่ดูไร้ขีดจำกัด ก็อาจไม่มีความหมายเมื่อมุมมองความเสี่ยงเปลี่ยนแปลง

และสุดท้าย The End of Fiat currency system บอกเราว่า ในระยะยาว ทุกอย่างก็อาจเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว ระบบการเงินก็เช่นกัน

สำหรับการลงทุน เราจึงควรเปิดใจให้กว้าง เรียนรู้จากอดีต มองไปข้างหน้า กระจายการลงทุนไปในหลายสินทรัพย์ในสัดส่วนที่เหมาะสม

ในเดือนหน้า ผมจะขยายความต่อว่าอะไรคือเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในตลาดการเงินจากทั้งสามจุดจบนี้กันครับ

ค่ากลางเงินเฟ้อโลก (Log Scale) ชี้ว่าจุดจบของวิกฤติ สงคราม หรือระบบการเงินมักเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับเงินเฟ้อ

ที่มา: GFD, DB, และ UOBAM Thailand

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์

‘เงินเฟ้อ’ ช็อตต่อไป… ในมุมของไอเอ็มเอฟ

MacroView
‘เงินเฟ้อ’ ช็อตต่อไป… ในมุมของไอเอ็มเอฟ

หากไม่นับศึกช้างชนช้างคู่หยุดโลกระหว่างจีนกับสหรัฐแล้วนั้น ในปี 2022 คงไม่มีปัจจัยใดที่น่าจะมีความสำคัญต่อตลาดหุ้นและตลาดการเงินทั่วโลกได้ เท่ากับประเด็นของแนวโน้มเงินเฟ้อโดยเฉพาะอย่างยิ่งของสหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของโลกในขณะนี้

บทความนี้ ขอนำงานวิจัยล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ โดยโฟกัสไปที่ประเด็นอัตราเงินเฟ้อในยุคนี้ ว่ามีพัฒนาการต่างไปจากเดิมมากน้อยแค่ใด เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการตัดสินใจสำหรับผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย ดังนี้

หนึ่ง จากกรณีศึกษาของประเทศสำคัญของโลกในช่วงกว่า 10 ปีย้อนหลัง จะพบว่า การยึดเหนี่ยวของความคาดหวังของอัตราเงินเฟ้อในระยะเวลาปานกลาง (Inflation Anchoring) มีความสำคัญต่อสถานการณ์เงินเฟ้อโดยรวมมากที่สุด โดยหากตัวเลขที่วัดได้ออกมาไม่ดี สถานการณ์ของอัตราเงินเฟ้อของประเทศนั้น ก็จะเลวร้ายลงอย่างรวดเร็วแบบที่อัตราเงินเฟ้อขึ้นทะยานอย่างรุนแรง ในทางปฏิบัติ วิธีการวัดดัชนีดังกล่าว ได้แก่ การสำรวจความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อเมื่อมองไปข้างหน้า (forward-looking surveys) ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดและดัชนีวัดด้านการคลังของรัฐบาล รวมถึงการขึ้นลงของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและฉับพลัน

ดังนั้น บรรดานายธนาคารกลางจึงไม่สามารถพิจารณาเพียงตัวเลขอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันเท่านั้น ต้องพิจารณาดัชนีหรือตัวแปรที่เกี่ยวกับความคาดหวังของอัตราเงินเฟ้อในระยะเวลาปานกลางดังกล่าวข้างต้นประกอบด้วย  มิเช่นนั้นแล้ว สถานการณ์เงินเฟ้ออาจจะเลวร้ายลง แม้ตัวเลขเงินเฟ้อในระยะสั้นจะออกมาค่อนข้างดีก็ตามที

สอง ช่องทางหรือกระบวนการสื่อสารที่มีความน่าเชื่อถือ (credible communication) ระหว่างนายธนาคารกลางกับตลาดก็มีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดการยึดเหนี่ยวของความคาดหวังของอัตราเงินเฟ้อในระยะเวลาปานกลาง ทั้งนี้ สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว การให้มุมมองไปข้างหน้าว่าด้วยระดับความผ่อนคลายของนโยบายการเงินของนายธนาคารกลาง หรือ Foreword Guidance ถือเป็นเครื่องมือหลักที่จะทำให้การดำเนินนโยบายการเงินมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยที่ไม่ต้องเสริมเครื่องมือด้วยนโยบายการเงินเพิ่มเติมแต่อย่างใด ในทางกลับกัน หากต้องการจะลดการกระตุ้นด้านนโยบายการเงิน Foreword Guidance ก็เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินการออกจากโหมดดังกล่าวเช่นกัน

สาม นายธนาคารกลางต้องยืนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความสมดุลระหว่าง 2 ปัจจัย ได้แก่ หนึ่ง การมองข้ามตัวเลขอัตราเงินเฟ้อระยะสั้นที่สูงขึ้นมาแบบชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงการลดระดับการผ่อนคลายนโยบายการเงินก่อนเวลาอันควร จนกระทั่งเห็นสัญญาณการเพิ่มขึ้นของระดับราคาสินค้าและบริการแบบเป็นระบบ และ สอง การเตรียมพร้อมขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายโดยทันท่วงทีเมื่อตัวเลขอัตราเงินเฟ้อขึ้นมาแบบต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นโยบายการคลังต้องทำหน้าที่ทำให้กรอบการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะเวลาปานกลางเป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการ โดยเฉพาะเพื่อให้ระดับอัตราการเติบโตที่เต็มศักยภาพทางเศรษฐกิจ (Potential Output)  มีความยั่งยืน อย่างไรก็ดี ด้วยความเปราะบางของโลกแห่งความเป็นจริงทางการเมืองต่อผู้ดำเนินการนโยบายการคลังทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลสหรัฐ ทำให้นายธนาคารกลางต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบขึ้นสำหรับการดำเนินการ เพื่อให้กรอบเงินเฟ้อทั้งในระยะสั้นและระยะเวลาปานกลางเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้

สี่ ลักษณะเฉพาะตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ มีส่วนเป็นอย่างสูงในการกำหนดระดับและแนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อในภูมิภาคนั้น ๆ จะสังเกตได้ว่า หากว่าเป็นเศรษฐกิจสหรัฐแล้ว ด้วยความพร้อมของเงินทุนและเครื่องจักรที่มีอยู่แล้ว เมื่อมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นหลังโควิด-19 เริ่มซาลง ย่อมส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างค่อนข้างรวดเร็ว ในขณะที่ในยุโรปและญี่ปุ่น การขยับขึ้นของอัตราเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นได้ช้ากว่า ดังนั้น การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางต้องพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ประกอบด้วย ในขณะที่สำหรับตลาดเกิดใหม่ ด้วยความที่มีภาระหนี้ต่างประเทศในสกุลเงินดอลลาร์ค่อนข้างมาก และการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ จึงทำให้ปัจจัยต่างประเทศส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อในระยะสั้นและระยะปานกลางค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในส่วนหลัง

สำหรับแนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อนับต่อจากช่วงนี้ ในมุมมองของไอเอ็มเอฟ เป็นดังนี้

‘เงินเฟ้อ’ ช็อตต่อไป… ในมุมของไอเอ็มเอฟ

ภาพแสดงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

จากการคาดการณ์ของไอเอ็มเอฟ ประเมินว่า ณ ต้นเดือนธันวาคม ปี 2021 สำหรับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จะพบว่าอัตราเงินเฟ้อในแบบที่รวมหมวดอาหารและน้ำมัน หรือ Headline Inflation จะสูงสุดที่ร้อยละ 3.6 และลดลงมาที่ร้อยละ 3.2 ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2021 จากนั้นจะลดลงมาที่ร้อยละ 2 ณ กลางปี 2022 โดยที่มีโอกาสร้อยละ 10 ที่อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าร้อยละ 3.4 ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2021 ด้านกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ จะพบว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ที่ราวร้อยละ 4 ณ กลางปี 2022

ด้านการคาดหวังอัตราเงินเฟ้อ จะพบว่าสำหรับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ยังการยึดเหนี่ยวของความคาดหวังของอัตราเงินเฟ้อในระยะเวลาปานกลาง (Inflation Anchoring) ได้ดี โดยจะค่อย ๆ กลับเข้าสู่ร้อยละ 2 ในช่วงกลางปีหน้า ในขณะที่ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ จะเข้าสู่ร้อยละ 2 ช้ากว่า โดยจะเข้าสู่จุดดังกล่าวปลายปี 2023

หากพิจารณาในกรณีที่เลวร้ายสุดหรือ tail-risk scenario ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นไม่เกินร้อยละ 0.01 จะพบว่าในอีก 12 เดือนข้างหน้า อัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นสูงสุดเฉลี่ยที่ร้อยละ 4.4 ในช่วงกลางปีหน้า สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว และร้อยละ 8.4 สำหรับกลุ่มตลาดเกิดใหม่ โดยที่อัตราเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่ระดับปกติภายในต้นปี 2024

โดยสรุป ไอเอ็มเอฟ มีโอกาสสูงมาก ๆ ที่อัตราเงินเฟ้อซึ่งทะยานขึ้นมาในช่วงนี้ จะเข้าสู่จุดสูงสุดที่ร้อยละ 3.6 ในต้นเดือนธันวาคม ปี 2021 จากนั้นจะลดลงมาที่ร้อยละ 2 ในกลางปี 2022 สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนด้านกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ จะพบว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ที่ราวร้อยละ 4 ณ กลางปี 2022

MacroView

ที่มาบทความ: http://www.macroviewblog.com/blog/economics/imfinfl21/

รู้จักคริปโทเคอร์เรนซี 7 กลุ่มหลัก ก่อนเลือกลงทุน

Bitkub.com
รู้จักคริปโทเคอร์เรนซี 7 กลุ่มหลัก ก่อนเลือกลงทุน

นักลงทุนมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล มักจะสับสนกับจำนวนสินทรัพย์ที่มีให้เลือกมากมายที่ Bitkub ซึ่งมีให้เลือกกว่า 47 รายการ

สงสัยกันหรือไม่ ว่าคริปโทเคอร์เรนซีแต่ละสกุลมีความแตกต่างกันอย่างไร ในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับคริปโทเคอร์เรนซี 7 กลุ่มหลักที่ทุกคนสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับการเลือกลงทุนได้!

1. กลุ่มรักษามูลค่า (Store of Value)

เช่น Bitcoin (BTC), Litecoin (LTC), Bitcoin Cash (BCH)

จุดเด่นของเหรียญในกลุ่มนี้คือจำนวนเหรียญที่มีจำกัด โดยเฉพาะ Bitcoin ที่มีจำนวนจำกัดเพียง 21 ล้านเหรียญ ประกอบกับเครือข่ายของ Bitcoin ที่ได้รับการยอมรับว่าเครือข่ายที่น่าเชื่อถือและปลอดภัยที่สุดเครือข่ายหนึ่ง ทำให้นับวัน Bitcoin เริ่มมีสถานะใกล้เคียงกับ “ทองคำ” เข้าไปใหญ่ แต่เป็นทองคำดิจิทัลที่สามารถซื้อสะสมได้ง่ายกว่าทองคำจริง ๆ เสียอีก

มูลค่าของเหรียญในกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและข่าวสารต่าง ๆ นอกจากนี้ Bitcoin ยังเป็นคริปโทเคอร์เรนซีที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในปัจจุบัน การเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin จึงมักจะส่งผลให้เหรียญอื่น ๆ ให้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับ Bitcoin

2. กลุ่มสัญญาอัจฉริยะ (Smart contract)

เช่น Ethereum (ETH), Cardano (ADA), Polkadot (DOT), Kusama (KSM) ฯลฯ

จุดเด่นของเหรียญกลุ่มนี้คือการเป็นเครือข่ายบล็อกเชนที่สามารถใช้ Smart contract ได้ ทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ (Dapp) รวมถึง DeFi ขึ้นบนเครือข่ายเหล่านี้

สำหรับมูลค่าเหรียญในกลุ่มนี้ หลัก ๆ มักจะมาจากความต้องการของตลาดเช่นเดียวกับคริปโทเคอร์เรนซีสกุลอื่น ๆ และในบางครั้งที่เหรียญเหล่านี้มีการอัปเกรด หรือมี DeFi ที่น่าสนใจเกิดขึ้นบนเครือข่าย มูลค่าก็อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน การติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องจะมีประโยชน์มากสำหรับการลงทุนในเหรียญกลุ่มนี้

3. กลุ่ม DeFi (Decentralized Finance)

เช่น Uniswap (UNI), Maker (MKR), AAVE และอีกมากมาย

เหรียญกลุ่ม DeFi มักจะถูกสร้างขึ้นบนเครือข่ายบล็อกเชนที่มี Smart contract อย่าง Ethereum ทำให้เหรียญในกลุ่มนี้ถูกจัดเป็นโทเคน (Token) ซึ่งแต่ละเหรียญก็จะมีการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป และมักจะใช้ได้เฉพาะแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องเท่านั้น เช่น UNI จะใช้ได้กับ Uniswap หรือ AAVE ที่ใช่ร่วมกับแพลตฟอร์ม AAVE เป็นต้น

มูลค่าของเหรียญในกลุ่มนี้ นอกจากจะมาจากความนิยมในตัว DeFi หรือแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องแล้ว บางครั้งมูลค่าเหรียญ DeFi ก็ผันผวนตามเครือข่ายที่เหรียญนั้นถูกสร้างขึ้นได้ด้วยเช่นกัน

4. กลุ่มส่งต่อมูลค่า (Value Transfer)

เช่น Ripple (XRP), Stellar (XLM)

เหรียญในกลุ่มนี้เป็นเหรียญของเครือข่ายที่ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับการส่งต่อมูลค่าผ่านอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วและมีค่าธรรมเนียมถูกโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน

จุดที่แตกต่างกันระหว่าง XRP กับ XLM คือ XRP เป็นเหรียญของเครือข่าย RippleNet ที่สร้างโดยบริษัท Ripple ใช้เพื่อเชื่อมต่อระบบชำระเงินของแต่ละธนาคารเข้าด้วยกันเป็นหลัก ทำให้เราสามารถเงินจากธนาคารหนึ่งไปอีกธนาคารหนึ่งที่อยู่ต่างประเทศได้อย่างรวดเร็วและมีค่าธรรมเนียมถูก

ขณะที่ XLM เกิดขึ้นจากองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร อย่าง Stellar Development Foundation โดย Stellar เป็นเครือข่ายที่มีพื้นฐานมาจาก RippleNet แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบการโอนเงินที่รวดเร็วและมีค่าธรรมเนียมต่ำ ไม่ใช่แค่ธนาคาร 

5. กลุ่ม Oracle

เช่น Chainlink (LINK), Band Protocol (BAND)

Oracle ในวงการบล็อกเชน คือผู้คอยป้อนข้อมูลจากโลกแห่งความจริงเข้าสู่บล็อกเชน เพื่อให้ Dapp หรือ DeFi สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้งานต่อได้ ซึ่งข้อมูลที่ Oracle คอยป้อนให้บล็อกเชน มีตั้งแต่ ราคาเหรียญ ราคาสินทรัพย์ ไปจนถึงข้อมูลทั่วไปอย่าง สภาพอากาศ หรือผลการแข่งขัน

Oracle นับเป็นอีกส่วนประกอบสำคัญที่วงการบล็อกเชนขาดไม่ได้ ขณะที่เหรียญในกลุ่ม Oracle ก็มักจะถูกใช้เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการของ Oracle มูลค่าของเหรียญก็เลยมาจากความนิยมใน Oracle แต่ละตัวนั่นเอง

6. กลุ่ม Stablecoin

เช่น USDT, USDC, DAI

เหรียญในกลุ่มนี้มีมูลค่าที่ค่อนข้างคงที่ เพราะได้ทำการผูกมูลค่าเข้ากับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในอัตรา 1:1 จึงเหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบความผันผวนของมูลค่า หรือผู้ที่ต้องกระจายพอร์ตการลงทุน รวมถึงเหมาะสำหรับใช้แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ

อย่างไรก็ตาม แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นเหรียญที่มีมูลค่าคงที่ แต่เหรียญเหล่านี้ก็มีมูลค่าที่ใกล้เคียงกับเงินดอลลาร์ ดังนั้น ทิศทางเศรษฐกิจทั้งของไทยและสหรัฐอเมริกาต่างส่งผลต่อมูลค่าเหรียญเหล่านี้ได้ เหมือนกับการอ่อนค่า/แข็งค่าของเงินดอลลาร์เมื่อตอบรับกับข่าวเศรษฐกิจนั่นเอง

7. กลุ่มมีม (Meme)

เช่น Dogecoin (DOGE)

เหรียญในกลุ่มมีมอย่าง Dogecoin ส่วนใหญ่จะถูกสร้างขึ้นสนุก ๆ แต่เนื่องจากชื่อเสียงที่โด่งดังของ Dogecoin ทำให้เหรียญนี้สามารถใช้แทนการให้ทิปบนโซเชียล รวมถึงการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการจากร้านค้าที่รองรับได้

การลงทุนในเหรียญกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มักจะเป็นการเก็งกำไรระยะสั้น ๆ จากความผันผวนของราคาที่สูงกว่าเหรียญกลุ่มอื่น ๆ หากสนใจการลงทุนในเหรียญกลุ่มนี้ก็ต้องพอมีประสบการณ์ด้านการเทรดมาบ้าง เช่นรู้ว่าจังหวะไหนควรเข้าซื้อหรือเทขาย สามารถวิเคราะห์ทางเทคนิคได้ และที่สำคัญคือการใช้เงินเย็น หรือเงินที่สามารถเสียได้โดยไม่กระทบการใช้ชีวิตในการลงทุนเท่านั้น

อ้างอิง Coinmarketcap, Coingecko, General Knowledge

Bitkub.com


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

รวมมาให้แล้ว! โปรโมชั่นกองทุน SSF RMF จาก บลจ. ชั้นนำ ซื้อได้เลยผ่าน FINNOMENA

FINNOMENA
รวมมาให้แล้ว! โปรโมชั่นกองทุน SSF RMF จาก บลจ. ชั้นนำ ซื้อได้เลยผ่าน FINNOMENA

สำหรับหลาย ๆ คนที่กำลังวางแผนลดหย่อนภาษีผ่านกองทุน SSF RMF ในปีนี้ทาง บลจ. ต่าง ๆ ก็ออกโปรโมชั่นมากันอย่างคึกคัก ข่าวดีคือซื้อกองทุนผ่าน FINNOMENA ก็ได้รับโปรโมชั่นจาก บลจ. เช่นเดียวกัน เราไปดูกันเลยว่าแต่ละบลจ. มีรายละเอียดโปรโมชั่นเป็นอย่างไรบ้าง

*หมายเหตุ: โปรโมชั่น SSF RMF ของบลจ. เหล่านี้ ไม่เข้าร่วมโปรโมชั่น 10.10 ของ FINNOMENA โดยกองทุน SSF RMF ที่เข้าร่วมโปรโมชั่น 10.10 ของ FINNOMENA มีเพียงบลจ. กสิกรไทย (KAsset) เท่านั้น ดูรายละเอียดโปรโมชั่น 10.10 เพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/z-admin/campaign-10-10-double-happiness/ 

โปรโมชั่นกองทุนประหยัดภาษีจาก บลจ.

โปรโมชั่นกองทุนประหยัดภาษี บลจ.ทหารไทย (TMBAM)

โปรโมชั่นกองทุนประหยัดภาษี บลจ. วรรณ (ONEAM)

โปรโมชั่นกองทุนประหยัดภาษี บลจ. พรินซิเพิล (PRINCIPAL)

โปรโมชั่นกองทุนประหยัดภาษี บลจ. กรุงศรี (KSAM)

โปรโมชั่นสำหรับลูกค้า DCA กองทุนประหยัดภาษี บลจ. กรุงศรี (KSAM)

โปรโมชั่นกองทุนประหยัดภาษี บลจ. ยูโอบี (UOBAM)

โปรโมชั่นกองทุนประหยัดภาษี บลจ. ไทยพาณิชย์ (SCBAM)

โปรโมชั่นกองทุนประหยัดภาษี บลจ. เอ็มเอฟซี (MFC)

โปรโมชั่นกองทุนประหยัดภาษี บลจ. แอสเซทพลัส (ASP)

โปรโมชั่นกองทุนประหยัดภาษี บลจ. กรุงไทย (KTAM)

โปรโมชั่นสำหรับลูกค้า DCA กองทุนประหยัดภาษี บลจ. กรุงไทย (KTAM)

ศึกษาโปรโมชั่นเรียบร้อยแล้ว ก็วางแผนเลือกซื้อกองทุน SSF RMF ที่ชอบกันได้เลย หรือถ้าใครยังไม่ได้เปิดบัญชี Tax Saving ทาง FINNOMENA เปิดรับบัญชีใหม่แล้ว สามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://port.finnomena.com/tax-saving-fund ครับ


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (9 – 15 ต.ค. 64)

FINNOMENA
สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (9 - 15 ต.ค. 64)

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 9 – 15 ต.ค. 2564 มีกองทุนไหนทำผลตอบแทนได้โดดเด่น และเป็นกองทุนยอดนิยมที่มีผู้ค้นหามากที่สุดบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน FINNOMENA บทความนี้จะขอพาผู้อ่านไปดูกันครับ

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นประจำสัปดาห์ (9 – 15 ต.ค. 64)

สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (9 - 15 ต.ค. 64)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 15 ต.ค. 2564)

1.BCAP-CTECH – กองทุนเปิดบีแคป ไชน่า เทคโนโลยี

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +8.88%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -26.84%

2.TCHTECH-A – กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า เทคโนโลยี อิควิตี้ ชนิดหน่วยลงทุน A

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +6.41 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -19.41%

3.TCHCON – กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า คอนซูเมอร์

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +6.38%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -32.04% (เริ่มนับ NAV วันที่ 10/02/2021)

ดูรายละเอียดกองทุนทั้ง 10 อันดับเพิ่มเติม: BCAP-CTECH, TCHTECH-A, TCHCON, TNEWENGY, KT-PRECIOUS, WE-TENERGY, ASP-VIET, SCBCLEANA, SCBCTECHE, SCBCTECHA

หมายเหตุ: ข้อมูลหน่วยราคากองทุน อัปเดตล่าสุด เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2564 ข้อมูลผลตอบแทนบางกองทุนในหน้า 10 อันดับ อาจมีการแสดงผลตอบแทนที่แตกต่างจากแต่ละหน้ากองทุน เนื่องจากการดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน (ซึ่งนับวันที่ในรอบสัปดาห์แตกต่างกัน)

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิกhttps://finno.me/cheat-sheet-update

10 อันดับกองทุนที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในรอบสัปดาห์บนแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ FINNOMENA (9 – 15 ต.ค. 64)

สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (9 - 15 ต.ค. 64)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 15 ต.ค. 2564)

1.ONE-UGG-RA : กองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +0.68%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +6.43%

2.TMBGQG : กองทุนเปิดทหารไทย Global Quality Growth

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +0.61%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +9.74%

3.K-CASH : กองทุนเปิดเค บริหารเงิน

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +0.01%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +0.19%

ดูรายละเอียดกองทุนยอดนิยมเพิ่มเติม : ONE-UGG-RA, TMBGQG, K-CASH, K-VIETNAM, PRINCIPAL VNEQ-A, K-CHANGE-A(A), KFGG-A, B-INNOTECH, TMBAGLFTMBCOF

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิก: https://finno.me/cheat-sheet-update


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: Bitcoin ใกล้แตะ $60,000 สหรัฐฯ เตรียมอนุมัติกองทุน Bitcoin ฟิวเจอร์ส ProShares และ Invesco เตรียมขายสัปดาห์หน้า

THE OPPORTUNITY
News Update: Bitcoin ใกล้แตะ $60,000 สหรัฐฯ เตรียมอนุมัติกองทุน Bitcoin ฟิวเจอร์ส ProShares และ Invesco เตรียมขายสัปดาห์หน้า

ก.ล.ต. สหรัฐฯ เตรียมอนุมัติกองทุนซื้อขาย Bitcoin ฟิวเจอร์ส ในช่วงเวลาที่กระแสคริปโทฯ กำลังร้อนแรง ขณะที่ ราคา Bitcoin ล่าสุด ขึ้นไปทำจุดสูงสุดของวันที่ $59,961 ใกล้แตะ $60,000

ผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้กล่าวว่า ก.ล.ต. สหรัฐฯ จะไม่ขัดขวางกองทุน Bitcoin ฟิวเจอร์ส เหมือนที่ทำกับกองทุน Bitcoin เพราะกองทุนของ ProShares และ Invesco ที่เตรียมอนุมัติในสัปดาห์หน้า จะอยู่ภายใต้กฎหมายที่ Gary Gensler ประธาน ก.ล.ต. ต้องการให้เน้นคุ้มครองผู้ลงทุน

อย่างไรก็ตาม โฆษก ก.ล.ต. สหรัฐฯ และ ProShares ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้

การเปิดตัวกองทุน Bitcoin ฟิวเจอร์ส จะเป็นความพยายามที่ยาวนานเกือบทศวรรษในอุตสาหกรรม ETF มูลค่า 6.7 ล้านล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่การยื่นขออนุมัติกองทุน Bitcoin ครั้งแรกในปี 2013 โดย ฝาแฝด Winklevoss มหาเศรษฐี Bitcoin ที่เคยฟ้องร้องคดีกับ Facebook

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผู้ออก ETF พยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลายรูปแบบเพื่อให้กองทุนผ่านอนุมัติ โดยต้องลดความผันผวนที่เกิดจากราคา Bitcoin ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ไม่อนุมัติ

ก.ล.ต. สหรัฐฯ ให้เหตุผลว่า ราคาคริปโทฯ ผันผวนเกินไปสำหรับนักลงทุนรายย่อย โดยราคาอาจถูกควบคุมและมีสภาพคล่องไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังมีคำถามว่าเกี่ยวกับการตรวจสอบความเป็นเจ้าของเหรียญที่ถือโดยกองทุน รวมทั้งการคุกคามจากแฮกเกอร์

นักลงทุนคริปโทฯ หลายคนรู้สึกยินดีเมื่อ Gary Gensler รับตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. เพราะ Gary Gensler มีความสนใจในคริปโทฯ อยู่แล้ว โดยก่อนหน้านี้ เขาเคยสอนเรื่องบล็อกเชนและการเงินที่ Sloan School of Management ของ MIT อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Gary Gensler ส่งสัญญาณว่าเขาต้องการกำกับดูแลตลาดอย่างเข้มงวดมากขึ้น

สถานการณ์เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นในเดือน ส.ค. หลัง Gary Gensler กล่าวว่า จะเปิดกว้างมากขึ้นในการอนุมัติ Bitcoin Futures ETF ที่ซื้อขายผ่านตลาด CME ภายใต้กฎหมายการลงทุนปี 1940 ที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ลงทุน

ทำให้ผู้ออก ETF จำนวนมากแห่จดทะเบียน Bitcoin Futures ETF ส่งผลให้ในสัปดาห์นี้ราคา Bitcoin พุ่งแตะระดับสูงสุดตั้งแต่เดือน พ.ค. ใกล้แตะ $60,000 โดยราคาเพิ่มขึ้นสองเท่าจากระดับต่ำกว่า $30,000 ในปลายเดือน ก.ค.

โดยจะมี 4 กองทุน Bitcoin Futures ETF ที่สามารถเริ่มซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ภายในเดือนนี้ จากผู้ออก ETF ดังนี้ ProShares, Valkyrie, Invesco และ VanEck

สำหรับกองทุน ARKA ของ Cathie Wood ที่ยื่นอนุมัติในกลางสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น คาดว่าจะผ่านอนุมัติในช่วงปลายเดือน ธ.ค.

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-10-15/bitcoin-futures-etf-said-not-to-face-sec-opposition-at-deadline?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 15/10/2021 “สถาบันการเงิน 10 แห่งทั่วโลก หั่นเป้า GDP จีน 2021” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 15/10/2021 “สถาบันการเงิน 10 แห่งทั่วโลก หั่นเป้า GDP จีน 2021” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 15/10/2021

“สถาบันการเงิน 10 แห่งทั่วโลก หั่นเป้า GDP จีน 2021”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones +534.75 จุด (+1.56%) S&P500 +74.43 จุด (+1.71%) Nasdaq +251.79 จุด (+1.73%) Small Cap 2000 +28.47 จุด (+1.27%) VIX index อยู่ที่ 16.86 (-9.55%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +65.78 จุด (+1.61%) Dax เยอรมัน +213.34 จุด (+1.40%) CAC 40 ฝรั่งเศส +87.83 จุด (+1.33%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 15 ต.ค. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเคลื่อนไหวในแดนบวกประมาณ +1.3% ตลาดหุ้นจีน CSI 300 เคลื่อนไหวในแดนบวก +0.3% และตลาดหุ้นฮ่องกงเคลื่อนไหวในแดนบวก +0.4% และ SET Index วันทำการล่าสุดปิดตลาดที่ 1,640.97 (-0.16%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 15 ต.ค. 2564) ราคาทองคำ 1,795.85 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 23.54 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 81.84 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 84.61 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 15 ต.ค. 2564) Bitcoin 59,204 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,801.12 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.232227 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 464 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ตัวเลข Profit margin ของ S&P500 เพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ ที่ประมาณ 11%

นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 ดัชนี S&P500 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกครั้งในช่วงประกาศผลประกอบการ ประมาณการ EPS ต่อหุ้นของ S&P500 ปี 2020 อยู่ที่ 200 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหุ้น ปี 2021 อยู่ที่ 215 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหุ้น

Microsoft ทำการปิด LinkedIn ในประเทศจีน ท่ามกลางการควบคุมบริษัทเทคโนโลยีของทางการจีน และจะเปิด application ใหม่ชื่อ InJobs แทน โดยจะมีลักษณะการใช้งานคล้ายกัน แต่จะไม่มีรูปแบบการแชร์บทความ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการถูกตรวจสอบ

เมืองซิดนีย์เตรียมยกเลิกมาตรการกักตัว นักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนครบแล้วและมีหลักฐานยืนยัน สามารถเดินทางเข้าซิดนีย์ได้ เริ่มตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน นี้

ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ เดือนกันยายน ต่ำกว่าคาดการณ์ เป็นการชะลอตัวมากที่สุดในรอบปี

ตัวเลขขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐฯ ประกาศออกมาอยู่ที่ 2.93 แสนราย ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 3.18 แสนราย นับเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขต่ำกว่าระดับ 3 แสนราย นับตั้งแต่ช่วงแรกของการเกิดวิกฤติ COVID-19

ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของจีน เดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 10.7% สูงสุดในรอบ 26 ปี สูงกว่าคาดที่ 10.5% จากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยทางฝั่งผู้ผลิตยังไม่ได้ผลักภาระด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปสู่ผู้บริโภค

เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณชะลอตัว ทำให้สถาบันการเงินทั่วโลก 10 แห่ง ทำการปรับลดเป้าหมาย GDP ปี 2021 ตัวเลขยอดขายบ้านในหลายเมืองปรับตัวลดลงกว่า 20% เมื่อเทียบกับเดือนกันยายนปีก่อน ตัวเลขการใช้ไฟฟ้าของจีนทั้งในครัวเรือนและโรงงานปรับตัวลดลงแรงตั้งแต่ช่วงต้นปี 2021 ก่อนที่จะมีการฟื้นตัวเล็กน้อยในเดือนตุลาคม จำนวนทริปการท่องเที่ยวรวมถึงรายได้จากการท่องเที่ยวชะลอตัวลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีนี้

คาดการณ์ GDP จีน จาก Bloomberg consensus ปี 2021 อยู่ที่ +8.3% ปี 2022 อยู่ที่ +5.5%

ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียออกมากล่าวยอมรับบทบาทของ cryptocurrency ในการทำธุรกรรม ขณะที่เจ้าหน้าที่จากธนาคารอังกฤษมองว่า cryptocurrency อาจจะก่อให้เกิดวิกฤติการทางการเงินเหมือนปี 2008 หากปราศจากการควบคุมที่เข้มงวด และประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่าราคาน้ำมันที่ 100 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ มีความเป็นไปได้

TSMC ประกาศงบ รายงานกำไรสุทธิ +13% YoY และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยบริษัทคาดการณ์ยอดขายทั้งปีเติบโต +24% และประเมินสถานการณ์ชิปขาดแคลนลากยาวถึงปีหน้า ข้อมูล ณ ต้นเดือนกันยายน พบว่าระยะเวลาในการสั่งซื้อจนได้รับชิป ใช้ระยะเวลากว่า 21.7 สัปดาห์

Fast Retailing ประกาศรายได้ในรอบ 12 เดือน สิ้นสุดสิงหาคม 2021 มีกำไรสุทธิ +88% YoY การฟื้นตัวของตลาดอื่นในเอเชีย อเมริกาเหนือ และยุโรป เข้ามาชดเชยการชะลอตัวของธุรกิจในญี่ปุ่น

Citigroup ประกาศกำไรสุทธิเติบโต +48% ปัจจัยสนุบสนุนมาจาก ทั้งการซื้อขายหลักทรัพย์ การทำ M&A

BofA ประกาศทั้งรายได้และกำไรสุทธิสูงกว่าที่ตลาดการณ์ ปัจจัยสนับสนุนมาจากรายได้จากธุรกิจ wealth และธุรกิจการให้คำปรึกษามีการเติบโตขึ้น

Well Fargo กำไรเติบโต +60% สูงกว่าตลาดคาดการณ์ เป็นหนึ่งในธนาคารที่ได้รับผลบวกจากการเปิดเมือง

JP Morgan ประกาศรายได้และกำไรสุทธิดีกว่าคาดการณ์ ส่วนหนึ่งมาจากรายได้การซื้อขายหลักทรัพย์ +24% รวมทั้งการทำ M&A การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 10,486 ราย จากเรือนจำ 167 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 94 ราย หายป่วยกลับบ้าน 10,711 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,762,190 ราย หายป่วยสะสม 1,636,461 ราย

ติดตามงานสัมมนารวมพลคนลงทุน 2021 จำนวน 2 สัมมนา วันนี้เวลา 19.00 น. “ทุกเรื่องที่นักลงทุนสาย ARK ต้องรู้” และวันเสาร์ที่ 16 ต.ค. เวลา 14.00 น. “เจาะลึก Tax Saving Fund กองไหนดีที่สายลดหย่อนต้องรู้”

News Update: เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณชะลอตัว จากล็อกดาวน์ ภาคอสังหาฯ และวิกฤติพลังงาน บริโภคในประเทศ และการส่งออกคือความหวัง

THE OPPORTUNITY
News Update: เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณชะลอตัว จากล็อกดาวน์ ภาคอสังหาฯ และวิกฤติพลังงาน บริโภคในประเทศ และการส่งออกคือความหวัง

เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณชะลอตัวหลังได้รับผลกระทบจากทุกด้าน ตั้งแต่ อสังหาฯ ตกต่ำ วิกฤตพลังงาน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคอ่อนแอ ไปจนถึง ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ซึ่งตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึง GDP ในไตรมาส 3 จะรายงานในวันจันทร์หน้า (18 ต.ค.)

ผลสำรวจจาก Bloomberg คาดการณ์ว่า การเติบโตของ GDP จีนในไตรมาส 3 จะชะลอตัวลงจาก 7.9% ในไตรมาสก่อนหน้า เหลือโตเพียง 5% และคาดว่าตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในเดือน ก.ย. จะอ่อนแอลง แต่ตัวเลขค้าปลีกจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากฟื้นตัวจากการระบาดครั้งใหญ่

แนวโน้มเศรษฐกิจจีนแย่ลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลังตลาดอสังหาฯ ถดถอย รวมถึงการขาดแคลนไฟฟ้าที่ทำให้โรงงานต่างๆ ต้องลดการผลิตหรือปิดตัวลง ทำให้สถาบันการเงินต่างๆ ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP จีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

Liu Peiqian นักเศรษฐศาสตร์จีนจาก Natwest Markets Plc กล่าวว่า ภาพการเติบโตในไตรมาส 3 ไม่สดใส เพราะทางการจีนให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเป้าหมายระยะยาว มากกว่าเป้าหมายการเติบโตในระยะสั้น

5 ประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 3

📌 อสังหาฯ ชะลอตัว: ทางการจีนเพิ่มความเข้มงวดในตลาดอสังหาฯ เพื่อลดความเสี่ยงทางการเงิน จนเกิดวิกฤติสภาพคล่อง Evergrande ที่ส่งผลต่อกระทบต่อทั้งอุตสาหกรรม

ยอดขายรวมของนักพัฒนาอสังหาฯ​ 100 อันดับแรกของจีน ในเดือน ก.ย. ลดลง 36% (YoY) ซึ่งเป็นฤดูกาลที่มียอดขายบ้านสูงสุด ซึ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนในวงกว้าง เพราะ Goldman Sachs ประมาณการว่าภาคอสังหาฯ ของจีนคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 4 ของ GDP จีน

📌 วิกฤตพลังงาน: โรงงานต่างๆ ถูกบังคับให้ลดหรือหยุดการผลิตจากปัญหาขาดแคลนไฟฟ้า เป็นผลให้ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อต่ำกว่า 50 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การระบาดใหญ่ในปีที่แล้ว แต่ตัวเลขการส่งออกที่แข็งแกร่งและการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในเดือนที่ผ่านมา ชี้ว่าผลกระทบจากวิกฤตไฟฟ้าต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรมอาจไม่เลวร้ายมากนัก

ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในอุตสาหกรรมทุติยภูมิเพิ่มขึ้น 6% (YoY) แสดงถึงกิจกรรมการผลิตที่แข็งแกร่งแม้เผชิญวิกฤตไฟฟ้าดับ โดยผลสำรวจจาก Bloomberg คาดการณ์ว่าการเติบโตการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ย. จะชะลอตัวเหลือ +3.9% (YoY) ใกล้เคียงกับตัวเลขในเดือน เม.ย. 2020

📌 การบริโภคอ่อนแอ: จีนต้องรับมือกับการแพร่ระบาดครั้งใหญ่นับตั้งแต่ปลายปี 2019 และอีกครั้งในกลางเดือน ก.ค. 2021 จากการแพร่ระบาดของเดลต้า โดยแม้เจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเดลต้าได้ภายในสิ้นเดือน ก.ย. แต่การล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดของทางการจีนส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศอย่างรุนแรง

📌 การท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว: รัฐบาลท้องถิ่นจีนเริ่มผ่อนคลายการควบคุมไวรัสในปลายเดือน ส.ค. ทำให้กิจกรรมภาคบริการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งอาจส่งผลดีต่อตัวเลขค้าปลีกในเดือน ก.ย. โดยผลสำรวจจาก Bloomberg คาดการณ์ว่าตัวเลขค้าปลีกในเดือน ก.ย. มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 3.5% จาก 2.5% ในเดือนก่อนหน้า

📌 การส่งออกเฟื่องฟู: ตัวเลขส่งออกที่แข็งแกร่งกว่าคาดเป็นข่าวดีของเศรษฐกิจจีนท่ามกลางมรสุมข่าวร้าย ความต้องการสินค้าจีนในประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หลังประเทศเกิดใหม่ เช่น เวียดนาม ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเดลต้า นอกจากนี้ ผู้ซื้อจำนวนมากได้สั่งตุนสินค้าสำหรับช่วงคริสต์มาสล่างหน้า เพื่อรับมือกับปัญหาห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-10-14/china-s-economy-is-showing-strain-from-property-to-energy-crises?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

รวมโพย SSF RMF รายกอง: คัดเน้นที่เดียวจบ!

FINNOMENA
รวมโพย SSF RMF รายกอง: คัดเน้นที่เดียวจบ!

คัดเน้นที่เดียวจบ! คัมภีร์รวมโพย SSF RMF ทีเด็ดรายกอง สำหรับนักลงทุนสายพึ่งพาตนเอง

แฟนพันธุ์แท้ FINNOMENA ห้ามพลาด!! ดูโพยกองทุนประหยัดภาษีแบบจัดชุด ได้ที่ลิ้งก์

https://www.finnomena.com/z-admin/ssf-rmf-series-package/

ขั้นตอนการคัดเลือกกองทุนแบบพิถีพิถันที่สุดให้กับนักลงทุน 

กองทุนที่ทาง FINNOMENA เลือกสรรให้กับทุกท่านจะผ่านการคัดกรองมาอย่างเข้มข้น ด้วยทีมงานการลงทุนที่มากความสามารถและประสบการณ์ โดยมีรายละเอียดขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: รวบรวมกองทุนในแต่ละหมวด

ขั้นตอนแรกทีมงานการลงทุนของ FINNOMENA จะทำการรวบรวมกองทุนทั้งหมดในแต่ละประเภทสินทรัพย์ (Asset Class) เช่น หุ้น ตราสารหนี้และสินทรัพย์ทางเลือก โดยอาจมีการจำแนกไปในแต่ละหมวดหมู่ประเทศ อย่าง

ละเอียดเพิ่มเติม เช่น หุ้นอาจมีการแบ่งตามภูมิภาคเป็น หุ้นสหรัฐฯ หรือหุ้นเอเชีย เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 2: คัดสรรปัจจัยการคัดเลือกที่คู่ควรสำหรับกองทุนที่ดีที่สุด

ขั้นตอนนี้ FINNOMENA Investment Team จะมีการใช้เกณฑ์การคัดเลือกต่าง ๆ มาประกอบการคัดเลือก เช่น ค่าธรรมเนียม ผลตอบแทน จุดขาดทุนสูงสุด (Max Drawdown) และความเสี่ยงเทียบผลตอบแทนที่เหมาะสม เพื่อให้ได้กองทุนที่ดีที่สุดทั้งในแง่ของความเสี่ยง ค่าธรรมเนียม โมเมนตัมและผลตอบแทนที่ได้รับ 

ขั้นตอนที่ 3: ให้น้ำหนักกับเกณฑ์คัดเลือก

ปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้นในแต่ละส่วน เช่น ค่าธรรมเนียม ผลตอบแทน จุดขาดทุนสูงสุด และความเสี่ยงเทียบผลตอบแทน จะถูกนำมาให้น้ำหนักตามหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมโดย FINNOMENA Investment Team เพื่อประกอบการให้คะแนนและนำมาจัดอันดับต่อไป

ขั้นตอนที่ 4: เลือกกองทุน Top Pick ในแต่ละหมวด

เราคัดเลือกกองทุนที่เป็น “ที่สุด” ของแต่ละหมวด ผ่านผลคะแนนที่ได้จากการคัดเลือก โดยเราจะเลือกกองทุนที่ทำคะแนนได้เป็นอันดับต้น ๆ ในแต่ละหมวด คล้ายกับการเลือกนักเรียนหรือพนักงานที่มีศักยภาพสูงสุดมาทำงานให้กับเงินลงทุนของคุณ

ขั้นตอนที่ 5: ตัดสินอย่างเป็นกลางโดยทีมงานการลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญ

ในส่วนของขั้นตอนสุดท้ายกองทุนต่าง ๆ จะถูกคัดกรองและคัดเลือกอย่างเข้มข้นโดยทีมงานการลงทุนของเราอีกหนึ่งชั้น เพื่อให้แน่ใจว่านักลงทุนทุกท่านจะได้ลงทุนใน “กองทุนประหยัดภาษีที่ดีที่สุด อย่างเป็นกลาง”

สารบัญ

SSF รายกอง

  1. ONE-UGG-ASSF
  2.   K-USA-SSF
  3.   SCBS&P500-SSF
  4.   K-CHINA-SSF
  5.   MCHINASSF
  6.   ONE-ALLCHINA-ASSF
  7.   K-CHANGE-SSF
  8.   KFAFIXSSF
  9.   UGIS-SSF
  10.   K-FIXEDPLUS-SSF

RMF รายกอง

     11. ONE-UGERMF-A

     12. KUSARMF

     13. SCBRMS&P500

     14. KCHINARMF

     15. KFCHINARMF

     16. KCHANGERMF

     17. SCBRMPOP

     18. KFLRMF

     19. KTMUNG-RMF

     20. KGARMF

     21. KFIRMF

     22. KFMTFIRMF

     23. UGISRMF 

โพยรวม SSF รายกอง

หุ้น

คัดเน้นที่เดียวจบ! รวมโพย SSF RMF รายกอง

หุ้นโลก

ONE-UGG-ASSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนมีกลยุทธ์การบริหารแบบไม่อิงกับ Benchmark เลือกหุ้นแบบ Bottom Up เน้นหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงในระยะยาว เน้นการซื้อและถือเป็นหลัก ในหุ้นที่ยังมีโอกาสเติบโตสูง 

FINNOMENA’s View

สร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงที่ผ่านมา และมีแนวโน้มเติบโตต่อไปในอนาคต

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 2,000 บาท

ครั้งถัดไป: 2,000 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมขาย: ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.4766%

สัดส่วนหุ้น 5 ดันดับแรก

Moderna 6.37%

Amazon 5.64%

Tesla 5.55%

ASML 5.47%

Illumina 4.91%

ที่มา: ONE-UGG-ASSF Fund Fact Sheet วันที่: 1 ตุลาคม 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.one-asset.com/doc_fund/Fund%20Summary%20Prospectus/ONE-UGG-ASSF_summary_prospectus.pdf

หุ้นสหรัฐ

K-USA-SSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมหุ้นสหรัฐอเมริกา ลงทุนในกองทุนหลัก Morgan Stanley US Advantage Fund มีนโยบายการลงทุนในหุ้นทีดำเนินธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว

FINNOMENA’s View

กองทุนหลักใช้วิธีเลือกหุ้นแบบ Bottom Up เน้นลงทุนในบริษัทที่มีชื่อเสียงโด่งดังมีคุณภาพ มีโอกาสการเติบโตสูง กระแสเงินสดดีสม่ำเสมอ และมีความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งอย่างยั่งยืน เพื่อมุ่งหวังโอกาสเติบโตระยะยาวมากกว่าเหตุการณ์ในระยะสั้น

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมขาย: ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 0.8900%

สัดส่วนหุ้น 5 ดันดับแรก

Shopify 6.37%

Square 5.64%

Snowflake 5.55%

Twitter 5.47%

Veeva Systems 4.91%

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ Morgan Stanley Investment Funds US Advantage Fund – I Shares โดยลงทุนในหุ้นของบริษัทในสหรัฐฯ ไม่น้อยกว่า 70% ของ NAV

ที่มา: K-USA-SSF Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/K-USA-SSF.pdf

SCBS&P500-SSF

รายละเอียดกองทุน

เน้นลงทุนในกองทุน iShares Core S&P 500 ETF กองทุนดัชนีแบบ Passive ซึ่งบริหารโดย BlackRock

FINNOMENA’s View

กองทุนหุ้นดัชนี S&P 500 ยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุนในระยะยาว จากการเป็นดัชนีตลาดหุ้นของประเทศเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐฯ ซึ่งรวบรวมบริษัทชั้นดีมีคุณภาพ และ เป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกในทุกด้าน

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1,000 บาท

ครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ยกเว้นไม่เรียกเก็บ

ค่าธรรมเนียมขาย: ยกเว้นไม่เรียกเก็บ

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.1200%

สัดส่วนหุ้น 5 ดันดับแรก

Apple 5.90%

Microsoft 5.60%

Amazon 4.05%

Facebook (Class A) 2.29%

Alphabet (Class A) 2.02%

ที่มา: SCBS&P500-SSF Fund Fact Sheet วันที่: 23 สิงหาคม 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.scbam.com/medias/fund-doc/summary-prospectus/SCBSP500-SSF_SUM.pdf

คัดเน้นที่เดียวจบ! รวมโพย SSF RMF รายกอง

หุ้นจีน

K-CHINA-SSF

รายละเอียดกองทุน

เน้นลงทุนในกองทุน JPMorgan – China Fund เน้นลงทุนในหุ้นที่ตั้งถิ่นฐานหรือดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่ในจีน

FINNOMENA’s View

การเติบโตของเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดในจีน พร้อมด้วยเทคโนโลยี และการกระจายความมั่งคั่งที่ดีมากขึ้นส่งผลให้การใช้จ่ายของประชาชนกำลังกลายเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นให้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมขาย: ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.1903%

สัดส่วนหุ้น 5 ดันดับแรก

Tencent 9.50%

Alibaba 7.10%

Meituan 5.40%

WuXi Biologics 3.70%

Ping An Insurance 3.50%

ที่มา: K-CHINA-SSF Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/K-CHINA-SSF.pdf

MCHINASSF

รายละเอียดกองทุน

ลงทุนในหุ้นจีน A-shares หุ้นจีนในแผ่นดินใหญ่ ซึ่งค่อนข้างมีความเฉพาะตัวมีความสัมพันธ์กับหุ้นในภูมิภาคอื่นที่ต่ำ กองทุนมีการจัดสัดส่วนพอร์ตแบบ Sector Neutral อ้างอิงกับดัชนี MSCI China A Onshore Total Return มีการเลือกหุ้นแบบ Bottom-up เพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้กับพอร์ตการลงทุน

FINNOMENA’s View

การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ อีกทั้งจีนยังเป็นประเทศที่มีการเติบโตสูงในอนาคตอีกด้วย

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1,000 บาท

ครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ไม่มี

ค่าธรรมเนียมขาย: 

  • ถือครองต่ำกว่า 10 ปี: 0.50%
  • ถือครองครบ 10 ปี: ไม่เก็บ

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.7441%

สัดส่วนสินทรัพย์ 5 ดันดับแรก

Allianz China A Shares 100.08%

ที่มา: MCHINASSF Fund Fact Sheet วันที่: 29 มิถุนายน 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.mfcfund.com/Web/FundFiles/FundFactSheetPDFs/ffs/th/MCNSSF.pdf

ONE-ALLCHINA-ASSF

รายละเอียดกองทุน

เน้นลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จีนหรือมีธุรกิจหลักในประเทศจีน

FINNOMENA’s View

การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนทั้งจากกำลังการบริโภค การเติบโตของโลกออนไลน์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการแพทย์ เป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดหุ้นจีนมีความน่าสนใจลงทุนในระยะยาว

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 2,000 บาท

ครั้งถัดไป: 2,000 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมขาย: ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.1903%

สัดส่วนหุ้น 5 ดันดับแรก

Alibaba 6.90%

Tencent 2.70%

China Jushi 2.60%

China Pacific Insurance 2.30%

Thunder Software Technology 2.20%

ที่มา: ONE-ALLCHINA-ASSF Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.one-asset.com/doc_fund/Fund%20Summary%20Prospectus/ONE-ALLCHINA-ASSF_summary_prospectus.pdf

คัดเน้นที่เดียวจบ! รวมโพย SSF RMF รายกอง

หุ้นธีม ESG

K-CHANGE-SSF

รายละเอียดกองทุน

คัดเลือกหุ้นแบบ Bottom Up โดย Baillie Gifford ผู้บริหารกองทุนหลัก ที่เน้นการเลือกหุ้นเติบโต มีโอกาสเปลี่ยนแปลงโลกได้ในอนาคต 

FINNOMENA’s View

ESG คือธีมการลงทุนที่ถูกให้น้ำหนักมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ช่วยเพิ่มโอกาสการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมขาย: ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 0.5300%

สัดส่วนหุ้น 5 ดันดับแรก

Moderna 8.30%

ASML 8.20%

TSMC 6.20%

MercadoLibre 5.70%

Tesla 4.70%

ที่มา: K-CHANGE-SSF Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/K-CHANGE-SSF.pdf

ตราสารหนี้

คัดเน้นที่เดียวจบ! รวมโพย SSF RMF รายกอง

ตราสารหนี้ระยะกลาง

KFAFIXSSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนตราสารหนี้ระยะกลางแบบ Active สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ยังคงสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีเหนือเงินฝาก และเงินเฟ้อได้ในระยะยาว 

FINNOMENA’s View

เหมาะกับผู้ที่รับความผันผวนได้ต่ำ หรือ ต้องการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ไม่มี

ค่าธรรมเนียมขาย: ไม่มี

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 0.4130%

สัดส่วนสินทรัพย์หลัก 5 ดันดับแรก

พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ครั้งที่ 1 11.57%

พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ครั้งที่ 12 6.35%

พันธบัตรรัฐบาลธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่ 2/2 ปี/2563 5.83%

หุ้นกู้ของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ครั้ง 1/2562 ชุดที่ 4 4.66%

ตั๋วเงินคลัง งวดที่ (DM)20/183/64 4.17%

ที่มา: KFAFIXSSF Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.krungsriasset.com/DataWeb/AYFWeb/th/pdf/FFS_KFAFIXSSF_TH.pdf?rnd=20211007051712

ตราสารหนี้ระยะยาว

UGIS-SSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนหลักบริหารโดย PIMCO บลจ.ที่เชี่ยวชาญด้านตราสารหนี้ทั่วโลก ซึ่งมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน มีนโยบายบริหารแบบ Active และปรับสัดส่วนให้เหมาะสมกับสถานการณ์

FINNOMENA’s View

สามารถสร้างผลตอบแทนในแต่ละสภาวะเศรษฐกิจได้อย่างโดดเด่น ภายใต้ความผันผวนที่ต่ำ

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: ไม่กำหนด

ครั้งถัดไป: ไม่กำหนด

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมขาย: ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 0.9966%

สัดส่วนสินทรัพย์หลัก 5 ดันดับแรก

FNMA TBA 2.5% MAY 30 YR 5.20%

FNMA TBA 3.0% MAY 30 YR 4.30%

FNMA TBA 3.5% MAY 30 YR 3.30%

FNMA TBA 3.0% JUN 30 YR 3.10%

FNMA TBA 3.5% APR 30 YR 2.90%

ที่มา: UGIS-SSF Fund Fact Sheet วันที่: 30 มิถุนายน 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.uobam.co.th/srcm/fund_mapping/mlqhnra80/nr/a8/o0x0/UGISSSF_Factsheet_20210630.pdf

K-FIXEDPLUS-SSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนตราสารหนี้ระยะยาวลงทุนในตราสารหนี้อายุเฉลี่ย 3-5 ปี ลงทุนทั้งในตราสารหนี้ภาครัฐและตราสารหนี้ภาคเอกชนภายในประเทศที่เป็น Investment Grade ขึ้นไป โดยมีสไตล์การลงทุนแบบ Active 

FINNOMENA’s View

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างผลตอบแทนเอาชนะเงินฝากและเงินเฟ้อภายใต้ความผันผวนที่ต่ำ และเหมาะแก่การกระจายความเสี่ยงเพื่อลดความผันผวนให้พอร์ตการลงทุนรวม

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ไม่มี

ค่าธรรมเนียมขาย: ไม่มี

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 0.5449%

สัดส่วนสินทรัพย์หลัก 5 ดันดับแรก

พันธบัตรรัฐบาล (AAA) 25.42%

บมจ. ไทยเบฟเวอเรจ (AA(tha)) 6.78%

พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย (AAA) 5.28%

บมจ. ซีพี ออลล์ (A+) 4.69%

บมจ. โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (AA-) 4.36%

ที่มา: K-FIXEDPLUS-SSF Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/K-FIXEDPLUS-SSF.pdf

โพยรวม RMF รายกอง

หุ้น

คัดเน้นที่เดียวจบ! รวมโพย SSF RMF รายกอง

หุ้นโลก

ONE-UGERMF-A

รายละเอียดกองทุน

กองทุนมีกลยุทธ์การบริหารแบบไม่อิงกับ Benchmark เลือกหุ้นแบบ Bottom Up เน้นหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงในระยะยาว เน้นการซื้อและถือเป็นหลัก ในหุ้นที่ยังมีโอกาสเติบโตสูง 

FINNOMENA’s View

สร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงที่ผ่านมา และมีแนวโน้มเติบโตต่อไปในอนาคต

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1 บาท

ครั้งถัดไป: 1 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมขาย: ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 2.28445%

สัดส่วนหุ้น 5 ดันดับแรก

Moderna 5.80%

Amazon 5.50%

Tesla 4.80%

ASML 4.60%

Illumina 4.60%

ที่มา: ONE-UGGRMF-A Fund Fact Sheet วันที่: 1 ตุลาคม 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.one-asset.com/doc_fund/Fund%20Summary%20Prospectus/ONE-UGERMF-A_summary_prospectus.pdf

หุ้นสหรัฐ

KUSARMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมหุ้นสหรัฐอเมริกา ลงทุนในกองทุนหลัก Morgan Stanley US Advantage Fund มีนโยบายการลงทุนในหุ้นทีดำเนินธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว

FINNOMENA’s View

กองทุนหลักใช้วิธีเลือกหุ้นแบบ Bottom Up เน้นลงทุนในบริษัทที่มีชื่อเสียงโด่งดังมีคุณภาพ มีโอกาสการเติบโตสูง กระแสเงินสดดีสม่ำเสมอ และมีความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งอย่างยั่งยืน เพื่อมุ่งหวังโอกาสเติบโตระยะยาวมากกว่าเหตุการณ์ในระยะสั้น

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ไม่มี

ค่าธรรมเนียมขาย: ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.3466%

สัดส่วนหุ้น 5 ดันดับแรก

Shopify 6.37%

Square 5.64%

Snowflake 5.55%

Twitter 5.47%

Veeva Systems 4.91%

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ Morgan Stanley Investment Funds US Advantage Fund – I Shares โดยลงทุนในหุ้นของบริษัทในสหรัฐฯ ไม่น้อยกว่า 70% ของ NAV

ที่มา: KUSARMF Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/KUSARMF.pdf

SCBRMS&P500

รายละเอียดกองทุน

เน้นลงทุนในกองทุน iShares Core S&P 500 ETF กองทุนดัชนีแบบ Passive ซึ่งบริหารโดย BlackRock

FINNOMENA’s View

กองทุนหุ้นดัชนี S&P 500 ยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุนในระยะยาว จากการเป็นดัชนีตลาดหุ้นของประเทศเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐฯ ซึ่งรวบรวมบริษัทชั้นดีมีคุณภาพ และ เป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกในทุกด้าน

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1,000 บาท

ครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ยกเว้นไม่เรียกเก็บ

ค่าธรรมเนียมขาย: ยกเว้นไม่เรียกเก็บ

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 0.8700%

สัดส่วนหุ้น 5 ดันดับแรก

Apple 5.90%

Microsoft 5.60%

Amazon 4.05%

Facebook (Class A) 2.29%

Alphabet (Class A) 2.02%

ที่มา: SCBRMS&P 500 Fund Fact Sheet วันที่: 23 สิงหาคม 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.scbam.com/medias/fund-doc/summary-prospectus/SCBSP500-SSF_SUM.pdf

คัดเน้นที่เดียวจบ! รวมโพย SSF RMF รายกอง

หุ้นจีน

KCHINARMF

รายละเอียดกองทุน

เน้นลงทุนในกองทุน JPMorgan – China Fund เน้นลงทุนในหุ้นที่ตั้งถิ่นฐานหรือดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่ในจีน

FINNOMENA’s View

การเติบโตของเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดในจีน พร้อมด้วยเทคโนโลยี และการกระจายความมั่งคั่งที่ดีมากขึ้นส่งผลให้การใช้จ่ายของประชาชนกำลังกลายเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นให้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ไม่มี

ค่าธรรมเนียมขาย: ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.1903%

สัดส่วนหุ้น 5 ดันดับแรก

Tencent 9.50%

Alibaba 7.10%

Meituan 5.40%

WuXi Biologics 3.70%

Ping An Insurance 3.50%

ที่มา: KCHINARMF Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/KCHINARMF.pdf

KFCHINARMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนหุ้นจีน All China ลงทุนในกองทุนหลัก FSSA Greater China Growth Fund บริหารแบบ Active 

FINNOMENA’s View

เน้นเลือกหุ้นที่มีรายได้หลักจากประเทศจีนและมีโอกาสเติบโตสูง เพื่อมุ่งหวังผลตอบแทนชนะ MSCI Golden Dragon Net Index ในระยะยาว สอดคล้องกับแนวโน้มการก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเคียงคู่กับประเทศสหรัฐอเมริกา

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 2,000 บาทไม่เกิน 500,000 บาท

ครั้งถัดไป: 2,000 บาทไม่เกิน 500,000 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ไม่เรียกเก็บ

ค่าธรรมเนียมขาย: ไม่เรียกเก็บ

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.0214%

สัดส่วนหุ้น 5 ดันดับแรก

TSMC 8.70%

Tencent 5.70%

China Merchants Bank 4.20%

AIA 4.00%

Midea Group 3.80%

ที่มา: KFHINARMF Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/KCHINARMF.pdf

คัดเน้นที่เดียวจบ! รวมโพย SSF RMF รายกอง

หุ้น ESG

KCHANGERMF

รายละเอียดกองทุน

คัดเลือกหุ้นแบบ Bottom Up โดย Baillie Gifford ผู้บริหารกองทุนหลัก ที่เน้นการเลือกหุ้นเติบโต มีโอกาสเปลี่ยนแปลงโลกได้ในอนาคต 

FINNOMENA’s View

ESG คือธีมการลงทุนที่ถูกให้น้ำหนักมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ช่วยเพิ่มโอกาสการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ไม่มี

ค่าธรรมเนียมขาย: ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.3666%

สัดส่วนหุ้น 5 ดันดับแรก

Moderna 8.30%

ASML 8.20%

TSMC 6.20%

MercadoLibre 5.70%

Tesla 4.70%

ที่มา: KCHANGERMF Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/KCHANGERMF.pdf

คัดเน้นที่เดียวจบ! รวมโพย SSF RMF รายกอง

กองทุนรวมผสม

SCBRMPOP

รายละเอียดกองทุน

กองทุน SCBRMPOP มีผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว และยังควบคุมความผันผวนได้ดี ไม่มีข้อจำกัดในการลงทุน สามารถลงทุนในหุ้นที่สนใจได้ในสัดส่วนที่มาก 

FINNOMENA’s View

มีโอกาสในการหาผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้กับการลงทุนจากคุณสมบัติตามรายละเอียดกองทุนก่อนหน้า

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1,000 บาท

ครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ยกเว้นไม่เรียกเก็บ

ค่าธรรมเนียมขาย: ยกเว้นไม่เรียกเก็บ

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.1900%

สัดส่วนสินทรัพย์หลัก 5 ดันดับแรก

Microsoft 4.80%

Alphabet 3.60%

LVMH 3.20%

Amazon 3.10%

TSMC 3.00%

ที่มา: SCBRMPOP Fund Fact Sheet วันที่: 30 มิถุนายน 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.scbam.com/medias/fund-doc/summary-prospectus/SCBRMPOP_SUM.pdf

KFLRMF

รายละเอียดกองทุน

หุ้นและตราสารหนี้ไทย เป็นสินทรัพย์หนึ่งที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวที่ผ่านมา เมื่อประกอบกับการบริหารแบบ Active และความเข้าใจได้ง่ายจากการเป็นสินทรัพย์ใกล้ตัว 

FINNOMENA’s View

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการลงทุนความเสี่ยงปานกลาง หรือต้องกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ไม่มี

ค่าธรรมเนียมขาย: ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 2.0309%

สัดส่วนสินทรัพย์หลัก 5 ดันดับแรก

KCE 7.30%

MINT 7.03%

AOT 5.87%

KBANK 3.98%

ADVANC 3.93%

ที่มา: KFLRMF Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/KFLRMF.pdf

KTMUNG-RMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมผสมหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือกทั่วโลก ผ่านการลงทุนบนกองทุนที่แนะนำของบลจ.กรุงไทย รับโอกาสการสร้างผลตอบแทนจากกองทุนชั้นดี และ ตราสารหนี้ เพื่อควบคุมความเสี่ยงในระยะยาว

FINNOMENA’s View

กองทุนรวมผสมทั่วโลก มีนโยบายการลงทุนในหลากหลาย Asset Class ผ่านกองทุนของบลจ.กรุงไทย โดยมีการปรับเปลี่ยนสัดส่วนแต่ละ Asset Class ตามสถานการณ์ เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนและเพื่อมุ่งเน้นผลตอบแทนสูงสุดในระยะยาว

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ปัจจุบันไม่เรียกเก็บ

ค่าธรรมเนียมขาย: ปัจจุบันไม่เรียกเก็บ

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.5678%

สัดส่วนสินทรัพย์หลัก 5 ดันดับแรก

กองทุนเปิดเคแทม ยูเอส โกรท อิควิตี้ ฟันด์-A   15.63%

กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ เทคโนโลยี อาร์ทิฟิเชียล อินเทลลิเจนซ์ อิควิตี้ ฟันด์-A   15.51%

กองทุนเปิดเคแทม ยูโรเปี้ยน อิควิตี้ ฟันด์   10.12%

กองทุนเปิดเคแทม ไชน่า เอแชร์ อิควิตี้ ฟันด์ (ชนิดสะสมมูลค่า)   9.51%

กองทุนเปิดกรุงไทย สมาร์ท อิควิตี้ ฟันด์   8.13%

ที่มา: KTMUNG-RMF Fund Fact Sheet วันที่: 30 มิถุนายน 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.ktam.co.th/document_fund/fundfactsheet/Factsheet_th_KTMUNG-RMF.pdf

KGARMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมผสมทั่วโลก ลงทุนในกองทุนหลัก BGF Global Allocation Fund บริหารกองโดย บลจ. Blackrock ที่เป็น บลจ. ชั้นนำระดับโลก 

FINNOMENA’s View

มีนโยบายการลงทุนในหลากหลาย Asset Class มีการปรับเปลี่ยนสัดส่วนตามสถานการณ์ เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนและเพื่อมุ่งเน้นผลตอบแทนสูงสุดในระยะยาว

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ไม่มี

ค่าธรรมเนียมขาย: ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.2605%

สัดส่วนสินทรัพย์หลัก 5 ดันดับแรก

Microsoft 2.35%

Alphabet Class C 1.91%

Apple 1.78%

Amazon 1.22%

Johnson & Johnson 1.04%

ที่มา: KGARMF Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/KGARMF.pdf

คัดเน้นที่เดียวจบ! รวมโพย SSF RMF รายกอง

ตราสารหนี้

ตราสารหนี้ระยะกลาง

KFIRMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนตราสารหนี้ระยะยาวลงทุนทั้งในตราสารหนี้ภาครัฐและตราสารหนี้ภาคเอกชนภายในประเทศที่เป็น Investment Grade ขึ้นไป มีสไตล์การลงทุนแบบ Active 

FINNOMENA’s View

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างผลตอบแทนเอาชนะเงินฝากและเงินเฟ้อภายใต้ความผันผวนที่ต่ำ และเหมาะแก่การกระจายความเสี่ยงเพื่อลดความผันผวนให้พอร์ตการลงทุนรวม

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ไม่มี

ค่าธรรมเนียมขาย: ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 0.6499%

สัดส่วนสินทรัพย์หลัก 5 ดันดับแรก

พันธบัตรรัฐบาล (GOVERNMENT BOND) (AAA) 10.18%

บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) (NTL) (A) 6.63%

บมจ. ไทยเบฟเวอเรจ (TBEV) (AA(tha)) 6.51%

บมจ. เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) (A) 6.48%

พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT BOND) (AAA) 6.01%

ที่มา: KFIRMF Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/KFIRMF.pdf

KFMTFIRMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนตราสารหนี้ระยะกลางแบบ Active สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ยังคงสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีเหนือเงินฝาก และเงินเฟ้อได้ในระยะยาว 

FINNOMENA’s View

เหมาะกับผู้ที่รับความผันผวนได้ต่ำ หรือ ต้องการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 2,000 บาทไม่เกิน 500,000 บาท

ครั้งถัดไป:  2,000 บาทไม่เกิน 500,000 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ไม่เรียกเก็บ

ค่าธรรมเนียมขาย: ไม่เรียกเก็บ

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 0.4226%

สัดส่วนสินทรัพย์หลัก 5 ดันดับแรก

พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ครั้งที่ 1 8.26%

พันธบัตรรัฐบาลธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่ 1/3 ปี/2563 6.46%

พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ครั้งที่ 12 5.55%

พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ (พรก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ พ.ศ. 2552) ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ครั้งที่ 1 5.17%

ตั๋วเงินคลัง งวดที่ (DM)17/182/64 3.83%

ที่มา: KFMTFIRMF Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.krungsriasset.com/DataWeb/AYFWeb/th/pdf/FFS_KFMTFIRMF_TH.pdf?rnd=20211007101111

ตราสารหนี้ระยะยาว

UGISRMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนหลักบริหารโดย PIMCO บลจ.ที่เชี่ยวชาญด้านตราสารหนี้ทั่วโลก ซึ่งมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน มีนโยบายบริหารแบบ Active และปรับสัดส่วนให้เหมาะสมกับสถานการณ์

FINNOMENA’s View

สามารถสร้างผลตอบแทนในแต่ละสภาวะเศรษฐกิจได้อย่างโดดเด่น ภายใต้ความผันผวนที่ต่ำ

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: ไม่กำหนด

ครั้งถัดไป: ไม่กำหนด

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมขาย: ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.0364%

สัดส่วนสินทรัพย์หลัก 5 ดันดับแรก

FNMA TBA 2.5% NOV 30YR 8.70%

FNMA TBA 2.0% DEC 30YR 7.40%

FNMA TBA 3.0% NOV 30 YR 7.40%

FNMA TBA 3.5% NOV 30 YR 4.50%

BNP PARIBAS ISSUANCE BV SR SEC **ABS** 2.90%

ที่มา: UGISRMF Fund Fact Sheet วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.uobam.co.th/srcm/fund_mapping/mlqhnr9g9/nr/9g/o0x0/UGISRMF_Factsheet_20210228.pdf

แฟนพันธุ์แท้ FINNOMENA ห้ามพลาด!! ดูโพยกองทุนประหยัดภาษีแบบจัดชุด ได้ที่ลิ้งก์

https://www.finnomena.com/z-admin/ssf-rmf-series-package/

รวมโพย SSF RMF รายกอง: คัดเน้นที่เดียวจบ!

รวมโพย SSF RMF รายกอง: คัดเน้นที่เดียวจบ!

โพยกองทุนจัดชุด SSF และ RMF ประจำปี 2564: จัดเต็มสำหรับนักลงทุนทุกประเภท

FINNOMENA
โพยกองทุนจัดชุด SSF และ RMF ประจำปี 2564: จัดเต็มสำหรับนักลงทุนทุกประเภท

พลาดไม่ได้! โพยจัดชุด SSF & RMF สำหรับนักลงทุนทุกประเภท (สายประหยัดภาษีห้ามพลาด!!) ใครอยากกระจายความเสี่ยง จัดชุด SSF RMF ให้ตัวเองตามความเสี่ยงที่รับได้ มาดูกันเลยว่า FINNOMENA แนะนำกองไหน สำหรับชุดไหนบ้าง ที่สำคัญ! สามารถซื้อ SSF & RMF แต่ละชุดได้ผ่าน FINNOMENA แล้วครับ

นักรบ DIY ห้ามพลาด!! ดูโพยกองทุนประหยัดภาษีแนะนำรายกองสำหรับสายพึ่งพาตนเอง ได้ที่ลิ้งก์

https://www.finnomena.com/z-admin/ssf-rmf-for-diy/

ขั้นตอนการคัดเลือกกองทุนแบบพิถีพิถันที่สุดให้กับนักลงทุน 

กองทุนที่ทาง FINNOMENA เลือกสรรให้กับทุกท่านจะผ่านการคัดกรองมาอย่างเข้มข้น ด้วยทีมงานการลงทุนที่มากความสามารถและประสบการณ์ โดยมีรายละเอียดขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: รวบรวมกองทุนในแต่ละหมวด

ขั้นตอนแรกทีมงานการลงทุนของ FINNOMENA จะทำการรวบรวมกองทุนทั้งหมดในแต่ละประเภทสินทรัพย์ (Asset Class) เช่น หุ้น ตราสารหนี้และสินทรัพย์ทางเลือก โดยอาจมีการจำแนกไปในแต่ละหมวดหมู่ประเทศ อย่าง

ละเอียดเพิ่มเติม เช่น หุ้นอาจมีการแบ่งตามภูมิภาคเป็น หุ้นสหรัฐฯ หรือหุ้นเอเชีย เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 2: คัดสรรปัจจัยการคัดเลือกที่คู่ควรสำหรับกองทุนที่ดีที่สุด

ขั้นตอนนี้ FINNOMENA Investment Team จะมีการใช้เกณฑ์การคัดเลือกต่าง ๆ มาประกอบการคัดเลือก เช่น ค่าธรรมเนียม ผลตอบแทน จุดขาดทุนสูงสุด (Max Drawdown) และความเสี่ยงเทียบผลตอบแทนที่เหมาะสม เพื่อให้ได้กองทุนที่ดีที่สุดทั้งในแง่ของความเสี่ยง ค่าธรรมเนียม โมเมนตัมและผลตอบแทนที่ได้รับ 

ขั้นตอนที่ 3: ให้น้ำหนักกับเกณฑ์คัดเลือก

ปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้นในแต่ละส่วน เช่น ค่าธรรมเนียม ผลตอบแทน จุดขาดทุนสูงสุด และความเสี่ยงเทียบผลตอบแทน จะถูกนำมาให้น้ำหนักตามหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมโดย FINNOMENA Investment Team เพื่อประกอบการให้คะแนนและนำมาจัดอันดับต่อไป

ขั้นตอนที่ 4: เลือกกองทุน Top Pick ในแต่ละหมวด

เราคัดเลือกกองทุนที่เป็น “ที่สุด” ของแต่ละหมวด ผ่านผลคะแนนที่ได้จากการคัดเลือก โดยเราจะเลือกกองทุนที่ทำคะแนนได้เป็นอันดับต้น ๆ ในแต่ละหมวด คล้ายกับการเลือกนักเรียนหรือพนักงานที่มีศักยภาพสูงสุดมาทำงานให้กับเงินลงทุนของคุณ

ขั้นตอนที่ 5: ตัดสินอย่างเป็นกลางโดยทีมงานการลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญ

ในส่วนของขั้นตอนสุดท้ายกองทุนต่าง ๆ จะถูกคัดกรองและคัดเลือกอย่างเข้มข้นโดยทีมงานการลงทุนของเราอีกหนึ่งชั้น เพื่อให้แน่ใจว่านักลงทุนทุกท่านจะได้ลงทุนใน “กองทุนประหยัดภาษีที่ดีที่สุด อย่างเป็นกลาง”

สารบัญ

    1.   โพย SSF Series 7 (ความเสี่ยงสูง)
    2.   โพย SSF Series 5 (ความเสี่ยงปานกลาง)
    3.   โพย SSF Series 3 (ความเสี่ยงต่ำ)
    4.   โพย RMF Series 7 (ความเสี่ยงสูง)
    5.   โพย RMF Series 5 (ความเสี่ยงปานกลาง)
    6.   โพย RMF Series 3 (ความเสี่ยงต่ำ)

โพย SSF Series 7 (ความเสี่ยงสูง)

โพยกองทุนจัดชุด SSF และ RMF ประจำปี 2564: จัดเต็มสำหรับนักลงทุนทุกประเภท

ONE-UGG-ASSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมหุ้นเติบโตทั่วโลก กองทุนหลักคือ Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund บริหารโดย Baillie Gifford เน้นลงทุนในหุ้นบริษัทที่มีนวัตกรรมและการเติบโตสูง เน้นในการเฟ้นหาหุ้นจำนวน 20 ถึง 30 ตัว โดยมีแนวคิดว่า บริษัทที่เข้าลงทุน จะต้องมาเปลี่ยนและปฏิรูปอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมได้

จุดเด่น

  • เลือกหุ้นที่ลงทุนได้อย่างอิสระไม่ต้องอ้างอิงกับดัชนีชี้วัด ทำให้หาโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า
  • เลือกหุ้นลงทุนแบบ Bottom Up โดยคัดเลือกหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงในระยะยาว
  • ใช้หลักการลงทุนซื้อและถือ สะท้อนมุมมองการลงทุนที่มองไปในอนาคตระยะยาว

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 2,000 บาท

ครั้งถัดไป: 2,000 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.one-asset.com/doc_fund/Fund%20Summary%20Prospectus/ONE-UGG-ASSF_summary_prospectus.pdf

K-USA-SSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมหุ้นสหรัฐอเมริกา เลือกหุ้นแบบ Bottom Up เน้นลงทุนในบริษัทที่มีโอกาสการเติบโตสูง มีมูลค่าที่เหมาะสม งบการเงินและงบกระแสเงินสดดี ได้เปรียบทางการแข่งขันอยู่เสมอ

จุดเด่น

  •  ลงทุนหุ้นที่มีคุณภาพ มีแบรนด์ที่คนรู้จัก และมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงกว่าคู่แข่งอย่างยั่งยืน
  • มุ่งหวังโอกาสเติบโตระยะยาวมากกว่าเหตุการณ์ในระยะสั้น
  • ลงทุนในกองทุน Morgan Stanley US Advantage Fund ลงทุนในหุ้นทีดำเนินธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกาจริง ๆ

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/K-USA-SSF.pdf

K-CHINA-SSF

รายละเอียดกองทุน

เน้นลงทุนในกองทุน JPMorgan – China Fund เน้นลงทุนในหุ้นที่ตั้งถิ่นฐานหรือดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่ในจีน

FINNOMENA’s View

การเติบโตของเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดในจีน พร้อมด้วยเทคโนโลยี และการกระจายความมั่งคั่งที่ดีมากขึ้นส่งผลให้การใช้จ่ายของประชาชนกำลังกลายเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นให้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมขาย: ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.1903%

สัดส่วนหุ้น 5 ดันดับแรก

Tencent 9.50%

Alibaba 7.10%

Meituan 5.40%

WuXi Biologics 3.70%

Ping An Insurance 3.50%

ที่มา: K-CHINA-SSF Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/K-CHINA-SSF.pdf

PRINCIPAL IPROPEN-SSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมกลุ่ม REITs และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานไทย และต่างประเทศ

จุดเด่น

  • ลงทุนใน REITs ประเทศไทยและสิงคโปร์ ซึ่งช่วยกระจายการลงทุนไม่กระจุดตัวในตลาดเดียว
  • เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีอยู่ในภาคส่วนที่มั่นคง มีการเติบโต เน้นความผันผวนต่ำ
  • เน้นคัดเลือกรายสินทรัพย์โดยมอง Valuation เป็นหลัก ไม่เร่งซื้อ สะสมเมื่อราคาปรับตัวลง

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1,000 บาท

ครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.principal.th/sites/default/files/fund-documents/Thailand%20Site/en_PRINCIPAL_iPROPEN_FFS.pdf

โพย SSF Series 5 (ความเสี่ยงปานกลาง)

โพยกองทุนจัดชุด SSF และ RMF ประจำปี 2564: จัดเต็มสำหรับนักลงทุนทุกประเภท

ONE-UGG-ASSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมหุ้นเติบโตทั่วโลก กองทุนหลักคือ Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund บริหารโดย Baillie Gifford เน้นลงทุนในหุ้นบริษัทที่มีนวัตกรรมและการเติบโตสูง เน้นในการเฟ้นหาหุ้นจำนวน 20 ถึง 30 ตัว โดยมีแนวคิดว่า บริษัทที่เข้าลงทุน จะต้องมาเปลี่ยนและปฏิรูปอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมได้

จุดเด่น

  • เลือกหุ้นที่ลงทุนได้อย่างอิสระไม่ต้องอ้างอิงกับดัชนีชี้วัด ทำให้หาโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า
  • เลือกหุ้นลงทุนแบบ Bottom Up โดยคัดเลือกหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงในระยะยาว
  • ใช้หลักการลงทุนซื้อและถือ สะท้อนมุมมองการลงทุนที่มองไปในอนาคตระยะยาว

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 2,000 บาท

ครั้งถัดไป: 2,000 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.one-asset.com/doc_fund/Fund%20Summary%20Prospectus/ONE-UGG-ASSF_summary_prospectus.pdf

K-USA-SSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมหุ้นสหรัฐอเมริกา เลือกหุ้นแบบ Bottom Up เน้นลงทุนในบริษัทที่มีโอกาสการเติบโตสูง มีมูลค่าที่เหมาะสม งบการเงินและงบกระแสเงินสดดี ได้เปรียบทางการแข่งขันอยู่เสมอ

จุดเด่น

  •  ลงทุนหุ้นที่มีคุณภาพ มีแบรนด์ที่คนรู้จัก และมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงกว่าคู่แข่งอย่างยั่งยืน
  • มุ่งหวังโอกาสเติบโตระยะยาวมากกว่าเหตุการณ์ในระยะสั้น
  • ลงทุนในกองทุน Morgan Stanley US Advantage Fund ลงทุนในหุ้นทีดำเนินธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกาจริง ๆ

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/K-USA-SSF.pdf

K-CHINA-SSF

รายละเอียดกองทุน

เน้นลงทุนในกองทุน JPMorgan – China Fund เน้นลงทุนในหุ้นที่ตั้งถิ่นฐานหรือดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่ในจีน

FINNOMENA’s View

การเติบโตของเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดในจีน พร้อมด้วยเทคโนโลยี และการกระจายความมั่งคั่งที่ดีมากขึ้นส่งผลให้การใช้จ่ายของประชาชนกำลังกลายเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นให้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมซื้อ: ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมขาย: ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.1903%

สัดส่วนหุ้น 5 ดันดับแรก

Tencent 9.50%

Alibaba 7.10%

Meituan 5.40%

WuXi Biologics 3.70%

Ping An Insurance 3.50%

ที่มา: K-CHINA-SSF Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2021

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/K-CHINA-SSF.pdf

PRINCIPAL IPROPEN-SSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมกลุ่ม REITs และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานไทย และต่างประเทศ

จุดเด่น

  • ลงทุนใน REITs ประเทศไทยและสิงคโปร์ ซึ่งช่วยกระจายการลงทุนไม่กระจุดตัวในตลาดเดียว
  • เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีอยู่ในภาคส่วนที่มั่นคง มีการเติบโต เน้นความผันผวนต่ำ
  • เน้นคัดเลือกรายสินทรัพย์โดยมอง Valuation เป็นหลัก ไม่เร่งซื้อ สะสมเมื่อราคาปรับตัวลง

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1,000 บาท

ครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.principal.th/sites/default/files/fund-documents/Thailand%20Site/en_PRINCIPAL_iPROPEN_FFS.pdf

KTMEE-SSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมผสมทั่วโลก จัดสรรสัดส่วนโดย บลจ. KTAM มุ่งเน้นความเสี่ยงปานกลางลงทุนในหุ้นสัดส่วนประมาณ 50%

จุดเด่น

  • มีอัตราผลตอบแทนที่ 7% ต่อปีเป็นตัวชี้วัด มุ่งหวังให้ทำผลตอบแทนได้สูงกว่าตัวชี้วัด
  • ลงทุนกระจายในหลากหลาย Asset Class ลดความผันผวนให้กับพอร์ต
  • บริหารกองแบบ Allocation ควบคุมความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนในผลตอบแทนเป้าหมาย

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: ไม่กำหนด

ครั้งถัดไป: ไม่กำหนด

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.ktam.co.th/document_fund/fundfactsheet/Factsheet_th_KTMEE-SSF.pdf

โพย SSF Series 3 (ความเสี่ยงต่ำ)

โพยกองทุนจัดชุด SSF และ RMF ประจำปี 2564: จัดเต็มสำหรับนักลงทุนทุกประเภท

UGIS-SSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วโลก ลงทุนแบบเชิงรุก จุดมุ่งหมายสร้างผลตอบแทนเป็นรายได้สม่ำเสมอ

จุดเด่น

  • บริหารแบบ Active ปรับสัดส่วนให้เหมาะสมกับสถานการณ์
  • ผลตอบแทนย้อนหลังเอาชนะดัชนีเปรียบเทียบได้สม่ำเสมอ ภายใต้ความผันผวนที่ต่ำ
  • บริหารโดย PIMCO บลจ.เฉพาะด้านตราสารหนี้ทั่วโลก

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: ไม่กำหนด

ครั้งถัดไป: ไม่กำหนด

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.uobam.co.th/srcm/fund_mapping/mlqhnra80/nr/a8/o0x0/UGISSSF_Factsheet_20210630.pdf

K-FIXEDPLUS-SSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมตราสารหนี้ไทยระยะยาวแบบ Active ลงทุนกระจายทั้งในตราสารหนี้ภาครัฐและภาคเอกชน

จุดเด่น

  • กองทุนตราสารหนี้ระยะยาวลงทุนในตราสารหนี้อายุเฉลี่ย 3-5 ปี แบบ Active
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างผลตอบแทนเหนือเงินฝากและเงินเฟ้อภายใต้ความผันผวนที่ต่ำ
  • เหมาะแก่การกระจายการลงทุนเพื่อลดความผันผวนให้พอร์ต

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/K-FIXEDPLUS-SSF.pdf

PRINCIPAL IPROPEN-SSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมกลุ่ม REITs และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานไทย และต่างประเทศ

จุดเด่น

  • ลงทุนใน REITs ประเทศไทยและสิงคโปร์ ซึ่งช่วยกระจายการลงทุนไม่กระจุดตัวในตลาดเดียว
  • เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีอยู่ในภาคส่วนที่มั่นคง มีการเติบโต เน้นความผันผวนต่ำ
  • เน้นคัดเลือกรายสินทรัพย์โดยมอง Valuation เป็นหลัก ไม่เร่งซื้อ สะสมเมื่อราคาปรับตัวลง

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1,000 บาท

ครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.principal.th/sites/default/files/fund-documents/Thailand%20Site/en_PRINCIPAL_iPROPEN_FFS.pdf

ONE-UGG-ASSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมหุ้นเติบโตทั่วโลก กองทุนหลักคือ Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund บริหารโดย Baillie Gifford เน้นลงทุนในหุ้นบริษัทที่มีนวัตกรรมและการเติบโตสูง เน้นในการเฟ้นหาหุ้นจำนวน 20 ถึง 30 ตัว โดยมีแนวคิดว่า บริษัทที่เข้าลงทุน จะต้องมาเปลี่ยนและปฏิรูปอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมได้

จุดเด่น

  • เลือกหุ้นที่ลงทุนได้อย่างอิสระไม่ต้องอ้างอิงกับดัชนีชี้วัด ทำให้หาโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า
  • เลือกหุ้นลงทุนแบบ Bottom Up โดยคัดเลือกหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงในระยะยาว
  • ใช้หลักการลงทุนซื้อและถือ สะท้อนมุมมองการลงทุนที่มองไปในอนาคตระยะยาว

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 2,000 บาท

ครั้งถัดไป: 2,000 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.one-asset.com/doc_fund/Fund%20Summary%20Prospectus/ONE-UGG-ASSF_summary_prospectus.pdf

SCBGOLDH-SSF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมทองคำ ลงทุนแบบ Passive มุ่งหวังให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับราคาทองคำในตลาดโลก

จุดเด่น

  • มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมากกว่า 90% 
  • ลงทุนในกองทุน SPDR Gold Trust ETF ซึ่งเป็น ETF ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  • ค่าธรรมเนียมต่ำกว่ากองทุนที่ลงทุนในกองเดียวกัน

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1,000 บาท

ครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.scbam.com/medias/fund-doc/summary-prospectus/SCBGOLDH-SSF_SUM.pdf

โพย RMF Series 7 (ความเสี่ยงสูง)

โพยกองทุนจัดชุด SSF และ RMF ประจำปี 2564: จัดเต็มสำหรับนักลงทุนทุกประเภท

ONE-UGERMF-A

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมหุ้นเติบโตทั่วโลก กองทุนหลักคือ Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund บริหารโดย Baillie Gifford เน้นลงทุนในหุ้นบริษัทที่มีนวัตกรรมและการเติบโตสูง เน้นในการเฟ้นหาหุ้นจำนวน 20 ถึง 30 ตัว โดยมีแนวคิดว่า บริษัทที่เข้าลงทุน จะต้องมาเปลี่ยนและปฏิรูปอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมได้

จุดเด่น

  • เลือกหุ้นที่ลงทุนได้อย่างอิสระไม่ต้องอ้างอิงกับดัชนีชี้วัด ทำให้หาโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า
  • เลือกหุ้นลงทุนแบบ Bottom Up โดยคัดเลือกหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงในระยะยาว
  • ใช้หลักการลงทุนซื้อและถือ สะท้อนมุมมองการลงทุนที่มองไปในอนาคตระยะยาว

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1 บาท

ครั้งถัดไป: 1 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.one-asset.com/doc_fund/Fund%20Summary%20Prospectus/ONE-UGERMF-A_summary_prospectus.pdf

KUSARMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมหุ้นสหรัฐอเมริกา เลือกหุ้นแบบ Bottom Up เน้นลงทุนในบริษัทที่มีโอกาสการเติบโตสูง มีมูลค่าที่เหมาะสม งบการเงินและงบกระแสเงินสดดี ได้เปรียบทางการแข่งขันอยู่เสมอ

จุดเด่น

  • ลงทุนหุ้นที่มีคุณภาพ มีแบรนด์ที่คนรู้จัก และมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงกว่าคู่แข่งอย่างยั่งยืน
  • มุ่งหวังโอกาสเติบโตระยะยาวมากกว่าเหตุการณ์ในระยะสั้น
  • ลงทุนในกองทุน Morgan Stanley US Advantage Fund ลงทุนในหุ้นทีดำเนินธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกาจริง ๆ

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/KUSARMF.pdf

KCHINARMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนหุ้น All China แบบ Active ที่เน้นลงทุนในหุ้นเติบโตทั้ง Technology และ Healthcare ซึ่งมีโอกาสเติบโตสูง

จุดเด่น

  • กองทุนหุ้นจีน All China บริหารแบบ Active ไม่ยึดติดสัดส่วนการลงทุนกับดัชนีอ้างอิง
  • ลงทุนแบบ High Conviction ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลคอบแทนส่วนเกินให้กับพอร์ตการลงทุน
  • เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มหุ้นเติบโตทั้ง Technology และ Healthcare ซึ่งมีโอกาสเติบโตสูง

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/KCHINARMF.pdf

ASP-VIETRMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนลงทุนในหุ้นเวียดนามผ่านกอง ETF มากกว่า 1 กองทุน และมีการเลือกลงทุนในหุ้นที่น่าสนใจเพื่อเพิ่มผลตอบแทน

จุดเด่น

  • มีการลงทุนตรงใน ETF เวียดนามและลงทุนผ่านกองทุนเวียดนามต่างประเทศ 
  • ตลาดหุ้นเวียดนามมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องทำให้ประสิทธิภาพของตลาดมีมากขึ้น
  • นักลงทุนรายย่อยในประเทศเปิดบัญชีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมสภาพคล่องของตลาด

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 5,000 บาท

ครั้งถัดไป: 5,000 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.assetfund.co.th/home/assetplus/upload_otherdocs/ASP-VIETRMF_fundfactsheet.pdf

KFGTECHRMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกแบบ Active กระจายการลงทุนในหลากหลายธุรกิจ เพื่อรับโอกาสการเติบโต คู่กับความผันผวนที่เหมาะสม

จุดเด่น

  • ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีหลากหลายหมวดหมู่ ทั้งเล็ก กลางและใหญ่
  • เลือกลงทุนทั้งหุ้นผู้สร้างนวัติกรรม และต่อยอดเทคโนโลยีเหล่านั้นชั้นนำของโลก
  • ผลการดำเนินงานโดดเด่นจากการเลือกหุ้นแบบ Bottom Up

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 2,000 บาทไม่เกิน 500,000 บาท

ครั้งถัดไป: 2,000 บาทไม่เกิน 500,000 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.krungsriasset.com/DataWeb/AYFWeb/th/pdf/FFS_KFGTECHRMF_TH.pdf?rnd=20211007060156

โพย RMF Series 5 (ความเสี่ยงปานกลาง)

โพยกองทุนจัดชุด SSF และ RMF ประจำปี 2564: จัดเต็มสำหรับนักลงทุนทุกประเภท

 

ONE-UGERMF-A

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมหุ้นเติบโตทั่วโลก กองทุนหลักคือ Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund บริหารโดย Baillie Gifford เน้นลงทุนในหุ้นบริษัทที่มีนวัตกรรมและการเติบโตสูง เน้นในการเฟ้นหาหุ้นจำนวน 20 ถึง 30 ตัว โดยมีแนวคิดว่า บริษัทที่เข้าลงทุน จะต้องมาเปลี่ยนและปฏิรูปอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมได้

จุดเด่น

  • เลือกหุ้นที่ลงทุนได้อย่างอิสระไม่ต้องอ้างอิงกับดัชนีชี้วัด ทำให้หาโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า
  • เลือกหุ้นลงทุนแบบ Bottom Up โดยคัดเลือกหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงในระยะยาว
  • ใช้หลักการลงทุนซื้อและถือ สะท้อนมุมมองการลงทุนที่มองไปในอนาคตระยะยาว

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1 บาท

ครั้งถัดไป: 1 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.one-asset.com/doc_fund/Fund%20Summary%20Prospectus/ONE-UGERMF-A_summary_prospectus.pdf

KUSARMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมหุ้นสหรัฐอเมริกา เลือกหุ้นแบบ Bottom Up เน้นลงทุนในบริษัทที่มีโอกาสการเติบโตสูง มีมูลค่าที่เหมาะสม งบการเงินและงบกระแสเงินสดดี ได้เปรียบทางการแข่งขันอยู่เสมอ

จุดเด่น

  • ลงทุนหุ้นที่มีคุณภาพ มีแบรนด์ที่คนรู้จัก และมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงกว่าคู่แข่งอย่างยั่งยืน
  • มุ่งหวังโอกาสเติบโตระยะยาวมากกว่าเหตุการณ์ในระยะสั้น
  • ลงทุนในกองทุน Morgan Stanley US Advantage Fund ลงทุนในหุ้นทีดำเนินธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกาจริง ๆ

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/KUSARMF.pdf

TMBAGLRMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมหุ้นเอเชีย แบบ Active เน้นลงทุนหุ้นเติบโตมุ่งหวังให้ผลตอบแทนชนะ MSCI AC Asia Ex Japan ในระยะเวลา 3-5 ปี

จุดเด่น

  • บริหารการลงทุนแบบเชิงรุกให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าดัชนีชี้วัด
  • ลงทุนในหุ้นเกินกว่า 2 ใน 3 ในบริษัทที่ดำเนินงานในประเทศตลาดเกิดใหม่
  • มุ่งหวังผลตอบแทนในระยะยาว

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1 บาท

ครั้งถัดไป: 1 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.tmbameastspring.com/THDocs/FS/RAG_03.pdf

KT-PROPERTY RMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก บริหารแบบ Active ลงทุนแบบ High Conviction มุ่งหวังให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าดัชนีชี้วัด

จุดเด่น

  • ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก มีการกระจายความเสี่ยงไปทั่วโลก
  • ลงทุนแบบ High Conviction บนการตัดสินใจที่ดีที่สุด เพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากการลงทุน
  • บริหารแบบ Active ปรับสัดส่วนให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.ktam.co.th/document_fund/fundfactsheet/Factsheet_th_KT-PROPERTY%20RMF.pdf

KGARMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมผสมทั่วโลก มุ่งเน้นหาผลตอบแทนสูงสุดให้กับกองทุน ลงทุนในตราสารหลากหลายประเภททั่วโลก

จุดเด่น

  • ลงทุนในหลากหลาย Asset Class ช่วยลดความผันผวนของกอง 
  • บริหารกองโดย บลจ. Blackrock ที่เป็น บลจ. ชั้นนำระดับโลก
  • กอง allocation มีการปรับเปลี่ยนสัดส่วนแต่ละ asset class ตามสถานการณ์หาโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/KGARMF.pdf

โพย RMF Series 3 (ความเสี่ยงต่ำ)

โพยกองทุนจัดชุด SSF และ RMF ประจำปี 2564: จัดเต็มสำหรับนักลงทุนทุกประเภท

UGISRMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วโลก ลงทุนแบบเชิงรุก จุดมุ่งหมายสร้างผลตอบแทนเป็นรายได้สม่ำเสมอ

จุดเด่น

  • บริหารแบบ Active ปรับสัดส่วนให้เหมาะสมกับสถานการณ์
  • ผลตอบแทนย้อนหลังเอาชนะดัชนีเปรียบเทียบได้สม่ำเสมอ ภายใต้ความผันผวนที่ต่ำ
  • บริหารโดย PIMCO บลจ.เฉพาะด้านตราสารหนี้ทั่วโลก

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: ไม่กำหนด

ครั้งถัดไป: ไม่กำหนด

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.uobam.co.th/srcm/fund_mapping/mlqhnr9g9/nr/9g/o0x0/UGISRMF_Factsheet_20210228.pdf

KFIRMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมตราสารหนี้ไทยระยะยาวแบบ Active ลงทุนกระจายทั้งในตราสารหนี้ภาครัฐและภาคเอกชน

จุดเด่น

  • กองทุนตราสารหนี้ระยะยาวลงทุนในตราสารหนี้อายุเฉลี่ย 3-5 ปี แบบ Active
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างผลตอบแทนเหนือเงินฝากและเงินเฟ้อภายใต้ความผันผวนที่ต่ำ
  • เหมาะแก่การกระจายการลงทุนเพื่อลดความผันผวนให้พอร์ต

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/KFIRMF.pdf

KT-PROPERTY RMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก บริหารแบบ Active ลงทุนแบบ High Conviction มุ่งหวังให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าดัชนีชี้วัด

จุดเด่น

  • ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก มีการกระจายความเสี่ยงไปทั่วโลก
  • ลงทุนแบบ High Conviction บนการตัดสินใจที่ดีที่สุด เพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากการลงทุน
  • บริหารแบบ Active ปรับสัดส่วนให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.ktam.co.th/document_fund/fundfactsheet/Factsheet_th_KT-PROPERTY%20RMF.pdf

ONE-UGERMF-A

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมหุ้นเติบโตทั่วโลก กองทุนหลักคือ Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund บริหารโดย Baillie Gifford เน้นลงทุนในหุ้นบริษัทที่มีนวัตกรรมและการเติบโตสูง เน้นในการเฟ้นหาหุ้นจำนวน 20 ถึง 30 ตัว โดยมีแนวคิดว่า บริษัทที่เข้าลงทุน จะต้องมาเปลี่ยนและปฏิรูปอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมได้

จุดเด่น

  • เลือกหุ้นที่ลงทุนได้อย่างอิสระไม่ต้องอ้างอิงกับดัชนีชี้วัด ทำให้หาโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า
  • เลือกหุ้นลงทุนแบบ Bottom Up โดยคัดเลือกหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงในระยะยาว
  • ใช้หลักการลงทุนซื้อและถือ สะท้อนมุมมองการลงทุนที่มองไปในอนาคตระยะยาว

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1 บาท

ครั้งถัดไป: 1 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.one-asset.com/doc_fund/Fund%20Summary%20Prospectus/ONE-UGERMF-A_summary_prospectus.pdf

SCBGOLDHRMF

รายละเอียดกองทุน

กองทุนรวมทองคำ ลงทุนแบบ Passive มุ่งหวังให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับราคาทองคำในตลาดโลก

จุดเด่น

  • มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมากกว่า 90% 
  • ลงทุนในกองทุน SPDR Gold Trust ETF ซึ่งเป็น ETF ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  • ค่าธรรมเนียมต่ำกว่ากองทุนที่ลงทุนในกองเดียวกัน

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1,000 บาท

ครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ศึกษารายละเอียด นโยบาย ข้อมูล และความเสี่ยงของกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.scbam.com/medias/fund-doc/summary-prospectus/SCBGOLDHRMF_SUM.pdf

นักรบ DIY ห้ามพลาด!! ดูโพยกองทุนประหยัดภาษีแนะนำรายกองสำหรับสายพึ่งพาตนเอง ได้ที่ลิ้งก์

https://www.finnomena.com/z-admin/ssf-rmf-for-diy/

โพยกองทุนจัดชุด SSF และ RMF ประจำปี 2564: จัดเต็มสำหรับนักลงทุนทุกประเภท

โพยกองทุนจัดชุด SSF และ RMF ประจำปี 2564: จัดเต็มสำหรับนักลงทุนทุกประเภท

ยืนยันตัวตนเพื่อเปิดบัญชีลงทุนกองทุนรวมที่ เคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven รับ M-Coupon 100 บาท ฟรี!

FINNOMENA

ยืนยันตัวตนเพื่อเปิดบัญชีลงทุนกองทุนรวมที่ เคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven รับ M-Coupon 100 บาท ฟรี!

  • ลูกค้าจะต้องไม่เคยเปิดบัญชีซี้อขายหน่วยลงทุนมาก่อนวันที่ 15 ต.ค. 64 จึงจะได้รับสิทธิ์โปรโมชั่น
  • โปรโมชั่นเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. – 31 ธ.ค. 64

ขั้นตอนในการรับสิทธิ์โปรโมชั่น

1. เปิดบัญชีลงทุนผ่านแอปพลิเคชัน FINNOMENA

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน FINNOMENA และทำตามขั้นตอนการเปิดบัญชี

2. เลือกยืนยันตัวตนผ่านช่องทาง “เคาน์เตอร์ เซอร์วิส”

นำ QR Code จากที่ได้รับไปที่ 7-Eleven พร้อมบัตรประชาชน เพื่อดำเนินการยืนยันตัวตนให้สมบูรณ์ (ได้รับใบเสร็จจากเคาน์เตอร์ เซอร์วิส)

3. ใส่ PIN ที่แอปพลิเคชัน FINNOMENA

รับบาร์โค้ด M-coupon คูปองเงินสดมูลค่า 50 บาท ภายใน 7 วันผ่านทางอีเมลที่ใช้ในการเปิดบัญชีลงทุน และ Notification ในแอปพลิเคชัน FINNOMENA

ขั้นตอนการยืนยันตัวตน

  • ลูกค้าจะต้องไม่เคยเปิดบัญชีซื้อขายหน่วยลงทุนมาก่อน วันที่ 15 ต.ค. 64 จึงจะได้รับสิทธิ์โปรโมชั่น 
  • ในขั้นตอนการเลือกช่องทางการยืนยันตัวตน 
  1. ลูกค้าจะต้องเลือกผ่านช่องทาง “เคาน์เตอร์เซอร์วิส” เท่านั้น 
  2. ลูกค้าจะต้องนำ QR Code จากที่ได้รับในแอปพลิเคชั่น FINNOMENA และไปที่ 7-Eleven พร้อมบัตรประชาชน เพื่อดำเนินการยืนยันตัวตนให้สมบูรณ์ (ได้รับใบเสร็จจากเคาน์เตอร์เซอร์วิส) 
  3. ลูกค้าต้องกลับมาใส่ PIN ที่แอปพลิเคชั่น FINNOMENA เพื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการยืนยันตัวตน
  • ลูกค้าที่ทำครบถ้วนทั้ง 3 ขั้นตอนในการยืนยันตัวภายใน วันที่ 31 ธ.ค. 2564 จะได้รับ Bar Code M-coupon คูปองเงินสดรวมมูลค่า 100 บาท (50 บาท 2 ใบ) ภายใน 7 วัน ผ่านทางอีเมลและ Notification ที่ใช้ในการเปิดบัญชีลงทุน
  • จำกัดสิทธิ์รับรางวัล ลูกค้า 1 ท่าน ต่อ 1 สิทธิ์เท่านั้น
  • คูปองสามารถใช้ได้ถึงวันที่ 31 ม.ค. 65
  • ผู้ลงทุนที่ได้รับสิทธิประโยชน์ในโปรโมชันนี้ จะไม่สามารถรับสิทธิประโยชน์ในรายการโปรโมชันอื่น ๆ สำหรับลูกค้าใหม่ในช่วงเวลาเดียวกัน 
  • บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงระยะเวลาของแคมเปญ ของกำนัลที่มีมูลค่าเทียบเท่า เงื่อนไข รวมทั้งข้อกำหนดอื่นของรายการส่งเสริมการขายนี้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

planet 46
รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

ใครที่กำลังมองหาโอกาสในการรับผลตอบแทนที่เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจเวียดนามแล้วละก็ต้องอ่านบทความนี้เลย เพราะในบทความนี้เราจะจับกองทุนไทยของทุกบลจ.ที่มีนโยบายลงทุนในประเทศเวียดนามมามัดรวมกันไว้ที่นี่

สำหรับบทความนี้ มีเนื้อหาบางส่วนที่มาจากงานสัมมนาออนไลน์ รวมพลคนลงทุน 2021 หัวข้อ “เจาะกองทุนเวียดนาม จังหวะแบบนี้ ต้องใส่กองไหน?” ที่จัดขึ้นในวันที่ 12 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา แม้ว่างานสัมมนานี้จะผ่านไปแล้ว แต่ FINNOMENA ก็ยังคงจัดงานสัมมนาดี ๆ จัดเต็มต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2021 ติดตามงานสัมมนาครั้งต่อไปได้ที่ รวมพลคนลงทุน 2021

สารบัญ

ทำไมเวียดนามถึงน่าลงทุน?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 22 บลจ. ครอบคลุมทุกบลจ. ในประเทศไทย สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

GDP เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

แม้ว่าจะต้องประสบกับการระบาดของโควิด-19 แต่เศรษฐกิจของเวียดนามยังคงมีความยืดหยุ่น โดยในปี 2020 GDP ของเวียดนามขยายตัว 2.9% ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตของ GDP ที่สูงที่สุดในโลก การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ฟื้นตัวและตัวเลขการส่งออกที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งออกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นผลจากความต้องการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นจากมาตการทำงานที่บ้าน

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

GDP Growth (%)
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

ตั้งแต่ปี 2015-2019 GDP ของประเทศเวียดนามเฉลี่ยอยู่ที่ 6.8% โดย Bloomberg คาดการณ์ว่า GDP ของเวียดนามในปี 2021 และ 2022 จะกลับมาเติบโตที่ 5.1% และ 7.0% ตามลำดับ นอกจากนี้ Asian Delovepment Bank ยังระบุว่า โมเมนตัมการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามยังคงแข็งแกร่งในปีนี้และปีหน้า การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของจีนและสหรัฐฯ จะช่วยขยายโอกาสทางการค้าและการเติบโตของเวียดนามอย่างมีนัยสำคัญ

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

GDP Per Capita
ที่มา: Our World in Data

เวียดนามยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตของ GDP Per Capita เร็วที่สุดในอาเซียน และยังมี Upside อีกมาก โดยได้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในช่วงสองถึงสามทศวรรษที่ผ่านมา ในปี 2000 เวียดนามเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 60 ของโลก และไต่ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 44 ในปี 2019 โดยมีการคาดการณ์ว่า เวียดนามจะกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 20 ของโลกภายในปี 2050

ทำเลที่ตั้งของประเทศเอื้อต่อการค้าและธุรกิจ

ที่ตั้งของประเทศเวียดนามเอื้อต่อการทำค้าและธุรกิจ โดยเวียดนามตั้งอยู่ในที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ที่ตั้งของประเทศยังตั้งใกล้อยู่กับตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอย่างประเทศจีน ลักษณะของชายฝั่งทะเลที่ยาวของเวียดนามช่วยให้สามารถเข้าถึงทะเลจีนใต้และเส้นทางเดินเรือหลักของโลกได้

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

ภูมิศาสตร์ของประเทศเวียดนาม
ที่มา: https://www.itourvn.com/blog/vietnam-s-geography 

เมืองหลวงของเวียดนามอย่างกรุงฮานอยที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอยู่ในตำแหน่งที่สะดวกสำหรับการค้า ในขณะที่นครโฮจิมินห์ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดและถือเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในเมืองที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียอีกด้วย การมีเมืองใหญ่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของประเทศทำให้ง่ายต่อการทำธุรกิจทั้งในและนอกประเทศ

การสนับสนุนจากภาครัฐเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

  • ข้อตกลงทางการค้า — รัฐบาลเวียดนามมีการทำข้อตกลงทางการค้าที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การเป็นหนึ่งในสมาชิกอาเซียนและเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ข้อตกลงทางการค้าทวิภาคี (BTA) กับสหรัฐฯ และ ข้อตกลงการค้าเสรีกับญี่ปุ่นและเกาหลี เป็นต้น
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน — รัฐบาลเวียดนามมีนโยบายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยมีการระดุมทุนเพื่อสร้างและปรับปรุงทางด่วน สนามบิน และท่าเรือทั่วประเทศ ซึ่งการคมนาคมขนส่งที่สะดวกจะทำให้การทำธุรกิจในเวียดนามง่ายขึ้น
  • เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ — ในเวียดนาม อุตสาหกรรมส่วนใหญ่อนุญาตให้มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยรัฐบาลได้ทำการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและเพิ่มนโยบายเพื่อดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ เช่น ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือยกเว้นภาษีสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ยกเว้นอากรขาเข้าในบางประเภทสินค้า เช่น วัตถุดิบ ลดหรือยกเว้นภาษีการเช่าที่ดินหรือภาษีการใช้ที่ดิน เป็นต้น

ทรัพยากรมนุษย์มีคุณภาพและอยู่ในวัยแรงงานเป็นส่วนใหญ่

ในปี 2020 เวียดนามมีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับที่ 15 ของโลกด้วยจำนวนประชากรมากกว่า 97 ล้านคน โดยคิดเป็นประมาณ 1.25% ของประชากรโลก ซึ่งในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ประชากรเวียดนามเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 1% และคาดว่าประชากรเวียดนามจะเพิ่มสูงถึง 104 ล้านคนภายในปี 2030 ตามแผนยุทธศาสตร์ ‘เวียดนาม 2030’ การเติบโตของประชากรที่คงที่บ่งชี้ถึงอนาคตที่สดใสสำหรับกำลังแรงงานของประเทศ ที่มักมาพร้อมกับการพัฒนาเมืองและการพัฒนาเศรษฐกิจ พร้อมกับช่วยหนุนการบริโภคในประเทศให้เติบโตอีกด้วย

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กราฟแท่งแสดงการคาดการณ์จำนวนประชากรของประเทศเวียดนาม ปี 2015-2050
ที่มา: Statista

ซึ่งจากข้อมูลของ Worldometers ระบุไว้ว่า อายุมัธยฐานของประชากรเวียดนามคือ 32.5 ปี ตามรายงานของ World Bank ระบุไว้ว่าประชากรเวียดนามประมาณ 70% มีอายุต่ำกว่า 35 ปี เวียดนามมีอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labour Force Participation Rate) เป็นอันดับสามในเอเชียที่ 68.5% รองจากประเทศคูเวต และเกาหลีเหนือ นอกจากนี้รัฐบาลเวียดนามยังมีการจัดสรรงบประมาณประจำปีประมาณ 20% สำหรับภาคการศึกษา ด้วยเหตุนี้เวียดนามจึงมีแรงงานที่อายุน้อยและมีการศึกษาสูง

อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตสูง หนุน Start-up เกิดง่าย

อย่างที่ได้เกริ่นไปก่อนหน้านี้ว่าประชากรของประเทศเวียดนามอยู่ในวัยแรงงานจำนวนมาก จึงส่งผลให้อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศเวียดนามสูงตามไปด้วย ซึ่งปัจจัยนี้จะช่วยหนุนให้เกิดธุรกิจ Start-up ที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในอนาคต

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Internet Penetration Rate และ Internet Economy GMV
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

ระยะสั้น-กลาง เวียดนามยังน่าลงทุนอยู่ไหม?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

เวียดนามเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2021 โดยดัชนี VNI ทำผลการดำเนินงานไปได้ 24.8% ซึ่งเป็นอันดับสองรองจากอินเดียเพียงประเทศเดียว เห็นผลตอบแทนงามขนาดนี้ หลาย ๆ คนที่ยังไม่มีกองทุนเวียดนามอยู่ในพอร์ต หรือแม้แต่คนที่มีกองทุนเวียดนามอยู่ในพอร์ตแล้วแต่อยากลงทุนเพิ่ม ก็คงต้องมีคำถามแน่ ๆ ว่า ตอนนี้เวียดนามแพงไปหรือยัง? ยังสามารถซื้อลงทุนได้อยู่ไหม? ในบทความนี้ก็ขอนำข้อมูลจากงานสัมมนาออนไลน์ รวมพลคนลงทุน 2021 ในหัวข้อ “เจาะกองทุนเวียดนาม จังหวะแบบนี้ ต้องใส่กองไหน?” มาสรุปให้ทุกคนได้นำไปประกอบการตัดสินใจในการลงทุนกองทุนเวียดนามกัน

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

VNI Index YTD Performance by Sector และ VNI Index Weight by Sector
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

จากภาพกราฟด้านบนจะเห็นได้ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมของเวียดนาม เช่น กลุ่มสื่อสาร เทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถทำผลตอบแทนได้โดดเด่น Outperform และมีเพียงกลุ่ม Defensive อย่างสาธารณูปโภค พลังงาน สุขภาพ และสินค้าจำเป็น ที่ Underperform ในภาพรวม ซึ่งหากดูจากสัดส่วนอุตสาหกรรมของดัชนี VNI ตามรูป Pie Chart ด้านขวาก็จะพบว่า สัดส่วนของกลุ่ม Defensive มีน้ำหนักไม่มากในดัชนี 

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Bloomberg estimate P/E
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

ด้าน Valuation ของตลาดหุ้นเวียดนามอย่างดัชนี VN30 และ MSCI Vietnam ยังมีมูลค่าที่ถูกกว่าตลาดหุ้นไทยทั้งดัชนี SET50 และ MSCI Thailand และหากเทียบกันในประเทศเวียดนามกันเองจะพบว่า Valuation ของดัชนี VN30 จะมีมูลค่าถูกกว่าดัชนี MSCI Vietnam

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Relative PE: Vietnam Ho Chi Minh Stock Index vs. S&P 500 Index
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

และถ้าพิจารณาจาก Relative PE ของ Vietnam Ho Chi Minh Stock Index เทียบกับ S&P 500 Index จะพบว่า ค่า Standard Deviation (SD) ณ วันที่ 11 ต.ค. 2021 จะอยู่ที่ -1 โดยขึ้นมาจาก -2 ในช่วงปี 2020 ดังนั้นหากมองในภาพรวมแล้ว เวียดนามยังเห็น Upside และมีโอกาสที่จะได้ Premium เพิ่ม

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Monthly EPS Revision
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

ขณะที่การปรับประมาณการกำไรสุทธิรายเดือนปี 2021 (Monthly EPS Revision) ของดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกจะพบว่า ค่า EPS ของดัชนี VNI อยู่อันดับต้น ๆ เสมอเมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหุ้นอื่น ๆ ทั่วโลก แม้ว่าจะถูกปรับลดประมาณการลงในช่วงเดือนกันยายนก็ตาม

ความเสี่ยงของเวียดนาม

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

เวียดนามยังเป็นหนึ่งตลาดที่มีอัตราความผันผวนในระดับที่สูง

ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ติดตามหุ้นเวียดนามก็น่าจะพอคุ้นกันดีว่าตลาดหุ้นเวียดนามนั้นค่อนข้างผันผวน และหากดูจากค่าเฉลี่ยความผันผวนระหว่างวัน (Average Absolute Daily Change) ของดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามเทียบกับดัชนีตลาดหุ้นอื่น ๆ ก็จะพบว่า ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามมีค่าเฉลี่ยความผันผวนสูงกว่าดัชนีตลาดหุ้นอื่น ๆ ทั้ง MSCI World, MSCI Emerging รวมถึง MSCI Frontier

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Average Absolute Daily Change in Index (%)
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

ปัญหาการคอรัปชันยังเป็นสิ่งต้องระวัง

เวียดนามถูกจัดเป็นประเทศที่ 104 ของดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ด้วยคะแนน 36 คะแนนในปี 2020 ซึ่งดัชนี CPI เป็นดัชนีที่สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่มีคะแนนตั้งแต่ 0 (คอร์รัปชันมากที่สุด) ไปจนถึง 100 (คอร์รัปชันน้อยที่สุด) เนื่องจากเดิมทีแล้วเศรษฐกิจของประเทศเวียดนามถูกขับเคลื่อนโดยรัฐวิสาหกิจ จึงมีเรื่องของสัมปทานที่ดินและโครงการต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เวียดนามก็ได้มีการกวาดล้างการคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Corruption Perceptions Index (CPI) และ Global Corruption Barometer (GCB) ของเวียดนาม
ที่มา: https://www.transparency.org/en/cpi/2020/index/

เห็นความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจของประเทศเวียดนามแล้วหลายคนก็คงเริ่มสนใจที่จะลงทุนในประเทศเวียดนามกันแล้ว แต่มีกองทุนไทยกองทุนไหนบ้างละที่มีนโยบายลงทุนในประเทศเวียดนาม? แล้วแต่ละกองทุนลงทุนในหลักทรัพย์อะไรในเวียดนามบ้าง? ติดตามในหัวข้อถัดไปได้เลย

กองทุนไทยที่มีนโยบายลงทุนในเวียดนาม

PRINCIPAL VNEQ-A

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กองทุนเปิดพรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ ชนิดสะสมมูลค่า (PRINCIPAL VNEQ-A) มีนโยบายลงทุนในตราสารแห่งทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือมีธุรกิจหลัก ในประเทศเวียดนามที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต รวมทั้งตราสารทุนอื่นใดที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องและ/หรือที่ได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ ทรัพย์สินส่วนใหญ่มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศดังกล่าว และ/หรือตราสารทุนของผู้ประกอบการเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอื่น และ/หรือกองทุนรวมอื่นที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารแห่งทุน และ/หรือกองทุนรวม ETF ตราสารทุนต่างประเทศที่เน้นลงทุนในตราสารทุนประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ลงทุนใน PRINCIPAL VNEQ-A แล้วจะได้ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

รายชื่อทรัพย์สินที่ PRINCIPAL VNEQ-A ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2021)
ที่มา: PRINCIPAL VNEQ-A Fund Fact Sheet

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ PRINCIPAL VNEQ-A ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2021)
ที่มา: https://www.principal.th/sites/default/files/fund-documents/Thailand%20Site/th_IVPRINCIPAL%20VNEQ.pdf 

  • Hoa Phat Group (9.80%) — บริษัทประกอบธุรกิจด้านเหล็กเป็นหลัก โดยมีการดำเนินธุรกิจผ่าน 4 ภาคส่วน ได้แก่ 
    1. เหล็กและเหล็กกล้า: ผลิตเหล็กและเหล็กหล่อในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แผ่น แท่ง ม้วนและท่อ ตลอดจนวัสดุที่ใช้ทำเหล็กและเครื่องจักรขึ้นรูปเหล็ก รวมถึงท่อเหล็กและเหล็กกัลวาไนซ์
    2. เกษตรกรรม: ดำเนินธุรกิจด้านการเลี้ยงสุกรและสัตว์ปีก การแปรรูปเนื้อสัตว์ ตลอดจนการผลิตอาหารสัตว์ ปุ๋ย และอุปกรณ์การเกษตร
    3. อสังหาริมทรัพย์: พัฒนาและสร้างอาคารที่พักอาศัย รวมถึงอาหารสำนักงานสำหรับให้เช่าและขาย
    4. การผลิตในภาคอุตสาหกรรมอื่น: ผลิตและจัดจำหน่ายยานยนต์และอุปกรณ์สำหรับงานก่อสร้างและเหมืองแร่ พร้อมด้วยเครื่องใช้ในครัวเรือน ตู้เย็น และเฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้านและสำนักงาน 
  • FPT Group (7.64%) — หนึ่งในผู้ให้บริการโทรคมนาคมและอินเตอร์เน็ตในเวียดนามและภูมิภาคอื่น ๆ ซึ่งได้แก่ กัมพูชา และเมียนมาร์ ผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัท เช่น FPT Internet, FPT Television, กล่องแอนดรอยทีวี FPT Playbox, กล้องวงจรปิด FPT Camera และเซ็นเซอร์ประตู FPT iHome เป็นต้น
  • Vingroup (6.60%) — ดำเนินธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ พัฒนาและก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ อาคารพาณิชย์ อาคารสำนักงาน ที่พักอาศัย และวิลล่า สำหรับเช่าและขาย นอกจากนี้บริษัทยังให้บริการด้านสุขภาพผ่าน Vinmec International Hospital ตลอดจนบริการด้านการศึกษาผ่านการดำเนินงานของสถาบัน Vinschool และ VinUniversity ด้านการผลิตรถยนต์ดำเนินการผ่าน VinFast และโทรศัพท์มือถือ VinSmart รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีผ่านกลุ่มบริษัท VinTech

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.6066%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 2.3296%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน PRINCIPAL VNEQ-A:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ASP-VIET

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กองทุนเปิด แอสเซทพลัส เวียดนาม โกรท ฟันด์ (ASP-VIET) มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือมีธุรกิจหลักในประเทศเวียดนาม ที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตและ/หรือมีแนวโน้มการเจริญเติบโตในอนาคต รวมทั้งตราสารทุนอื่นใดที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องและ/หรือที่ได้รับ ผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือทรัพย์สินส่วนใหญ่ มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเวียดนาม และ/หรือตราสารทุนของผู้ประกอบการเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอื่น และ/หรือหน่วย CIS ที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุน และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) ตราสารทุนที่เน้นลงทุนในตราสารทุนประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน ASP-VIET จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ลงทุนใน ASP-VIET แล้วจะได้ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

รายชื่อหลักทรัพย์ที่ ASP-VIET ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2021)
ที่มา: Morningstar 

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Top 5 Sectors ของ ASP-VIET (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2021)
ที่มา: Morningstar 

สำหรับในบทความนี้ขอนำ Top Holdings ของ JPMorgan Vietnam Opportunities ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่มีสัดส่วนลงทุนสูงสุดของกองทุน ASP-VIET มาเจาะลึกไปถึงหุ้นที่ลงทุนกัน 

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Top 10 Holdings ของ JPMorgan Vietnam Opportunities (ข้อมูล ณ เดือนกรกฏาคม 2021)
ที่มา: https://am.jpmorgan.com/hk/en/asset-management/per/products/jpmorgan-vietnam-opportunities-acc-usd-hk0000055811#/portfolio

  • Masan Group (10.50%) — เป็นบริษัทโฮลดิ้ง (holding company) ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มผ่านบริษัทในเครือ ไม่ว่าจะเป็น ซีอิ๊ว น้ำปลา เครื่องปรุงรส น้ำพริก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กสำเร็จรูป กาแฟสำเร็จรูป ซีเรียลสำเร็จรูป เครื่องดื่มบรรจุขวด เนื้อสัตว์แปรรูป และเบียร์ นอกจากนี้ยังมีประกอบธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ การขุดและแปรรูปแร่ ซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ และยังเป็นผู้ถือหุ้นใน Techcombank อีกด้วย
  • Vingroup (9.00%) — ดำเนินธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ พัฒนาและก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ อาคารพาณิชย์ อาคารสำนักงาน ที่พักอาศัย และวิลล่า สำหรับเช่าและขาย นอกจากนี้บริษัทยังให้บริการด้านสุขภาพผ่าน Vinmec International Hospital ตลอดจนบริการด้านการศึกษาผ่านการดำเนินงานของสถาบัน Vinschool และ VinUniversity ด้านการผลิตรถยนต์ดำเนินการผ่าน VinFast และโทรศัพท์มือถือ VinSmart รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีผ่านกลุ่มบริษัท VinTech
  • Vinamilk (8.80%) — บริษัทดำเนินการผลิตและจัดจำหน่ายทั้งแบบค้าส่งและค้าปลีกในผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับนม เช่น นมสด นมผง นมข้นหวาน โยเกิร์ต ไอศครีม ชีส อาหารสำหรับทารก รวมถึงนมถั่วเหลือง นมข้าว กาแฟบรรจุขวด น้ำตาล น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์ นอกจากนี้บริษัทยังให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์และโลจิสติกส์ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนด้านเทคนิคสำหรับกระบวนการทำฟาร์มและเพาะพันธุ์

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Financials, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน ASP-VIET:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.610%
  • ค่าธรรมเนียมการขายและ Switching-in: 1.25%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 3.0484%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน ASP-VIET:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 5,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 5,000 บาท

UVO

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กองทุนเปิด ยูไนเต็ด เวียดนาม ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ (UVO) มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) ที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้ บริษัทจัดการจะลงทุนในหน่วย CIS และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) ต่างประเทศที่มีนโยบายการลงทุนดังกล่าวอย่างน้อย 2 กองทุน ในสัดส่วนกองทุนละไม่เกินร้อยละ 79 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน UVO จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management) ซึ่งบริหารงานโดยผู้จัดการกองทุนชาวเวียดนามที่มีประสบการณ์ในตลาดหุ้นเวียดนามมายาวนาน รวมถึงกองทุนที่บริหารโดยผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญระดับสากล 

ลงทุนใน UVO แล้วจะได้ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

ายชื่อหลักทรัพย์ที่ UVO ลงทุน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2021)
ที่มา: UVO Fund Factsheet

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Top 5 Sectors ของ UVO (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2021)
ที่มา: Morningstar

เนื่องจากกองทุน UVO ให้น้ำหนักการลงทุนใน JPMorgan Vietnam Opportunities Fund ในสัดส่วนที่มากที่สุด ซึ่งจะเหมือนกับกองทุน ASP-VIET เราได้เจาะลึกหุ้นที่กองทุน JPMorgan Vietnam Opportunities Fund ลงทุนไว้แล้ว สามารถไปดูได้ในส่วนของกองทุน ASP-VIET ได้เลย

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน โดยคิดเป็น 85.29% ของเงินลงทุนต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน UVO:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมการขายและ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.911%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน UVO:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

ONE-VIETNAM-RA

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กองทุนเปิด วรรณ เวียดนาม อิควิตี้ ชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป (ONE-VIETNAM-RA) มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนตราสารทุนต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวม ETF ต่างประเทศที่มีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนในประเทศเวียดนามหรือได้ประโยชน์จากการประกอบธุรกิจในประเทศเวียดนามเป็นหลัก โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน ONE-VIETNAM-RA จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ลงทุนใน ONE-VIETNAM-RA แล้วจะได้ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

รายชื่อทรัพย์สินที่ ONE-VIETNAM-RA ลงทุนสูงสุด 5 อันดับ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2021)
ที่มา: ONE-VIETNAM-RA Fund Factsheet

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Top 5 Sectors ของ ONE-VIETNAM-RA (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2021)
ที่มา: Morningstar

เนื่องจากกองทุน ONE-VIETNAM-RA ให้น้ำหนักการลงทุนใน JPMorgan Vietnam Opportunities Fund ในสัดส่วนที่มากที่สุด ซึ่งจะเหมือนกับกองทุน ASP-VIET เราได้เจาะลึกหุ้นที่กองทุน JPMorgan Vietnam Opportunities Fund ลงทุนไว้แล้ว สามารถไปดูได้ในส่วนของกองทุน ASP-VIET ได้เลย

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Real Estate และ Consumer Staples, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน ONE-VIETNAM-RA:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.7441%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน ONE-VIETNAM-RA:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 5,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

K-VIETNAM

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กองทุนเปิดเค เวียดนาม หุ้นทุน (K-VIETNAM) มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศเวียดนามและ/หรือที่ดำเนินธุรกิจหรือได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือทรัพย์สินส่วนใหญ่มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเวียดนาม และ/หรือตราสารทุนของผู้ประกอบการเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอื่น รวมทั้งหน่วย CIS หน่วย property หน่วย infra ที่เกี่ยวข้องกับประเทศเวียดนาม และ/หรือกองทุน ETF ที่เน้นลงทุนในตราสารทุนประเทศเวียดนามตามที่ประกาศ ก.ล.ต. กำหนด หรือที่จะประกาศเพิ่มเติมในภายหลังโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน K-VIETNAM จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ลงทุนใน K-VIETNAM แล้วจะได้ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

รายชื่อหลักทรัพย์และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ K-VIETNAM ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2021)
ที่มา: K-VIETNAM Fund Factsheet

  • Masan Group (7.75%) — เป็นบริษัทโฮลดิ้ง (holding company) ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มผ่านบริษัทในเครือ ไม่ว่าจะเป็น ซีอิ๊ว น้ำปลา เครื่องปรุงรส น้ำพริก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กสำเร็จรูป กาแฟสำเร็จรูป ซีเรียลสำเร็จรูป เครื่องดื่มบรรจุขวด เนื้อสัตว์แปรรูป และเบียร์ นอกจากนี้ยังมีประกอบธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ การขุดและแปรรูปแร่ ซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ และยังเป็นผู้ถือหุ้นใน Techcombank อีกด้วย
  • Vinhomes (6.71%) — ดำเนินงานในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย บริษัท มีส่วนร่วมในการก่อสร้างและบริหารอาคารที่พักอาศัย สำนักงาน และอาคารพาณิชย์ ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ได้แก้ บ้าน อพาร์ตเมนต์ วิลล่า ตลอดจนสำนักงานขาย และให้เช่า บริษัทลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทั้งเวียดนาม
  • Hoa Phat Group (6.19%) — บริษัทประกอบธุรกิจด้านเหล็กเป็นหลัก โดยมีการดำเนินธุรกิจผ่าน 4 ภาคส่วน ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า เกษตรกรรม อสังหาริมทรัพย์ และการผลิตในภาคอุตสาหกรรมอื่น
  • FPT Group (5.86%) — หนึ่งในผู้ให้บริการโทรคมนาคมและอินเตอร์เน็ตในเวียดนามและภูมิภาคอื่น ๆ ซึ่งได้แก่ กัมพูชา และเมียนมาร์ ผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัท เช่น FPT Internet, FPT Television, กล่องแอนดรอยทีวี FPT Playbox, กล้องวงจรปิด FPT Camera และเซ็นเซอร์ประตู FPT iHome เป็นต้น
  • Vinamilk (5.65%) — บริษัทดำเนินการผลิตและจัดจำหน่ายทั้งแบบค้าส่งและค้าปลีกในผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับนม เช่น นมสด นมผง นมข้นหวาน โยเกิร์ต ไอศครีม ชีส อาหารสำหรับทารก รวมถึงนมถั่วเหลือง นมข้าว กาแฟบรรจุขวด น้ำตาล น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์ นอกจากนี้บริษัทยังให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์และโลจิสติกส์ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนด้านเทคนิคสำหรับกระบวนการทำฟาร์มและเพาะพันธุ์

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน K-VIETNAM:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.8862%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน K-VIETNAM:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 500 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 500 บาท

KFVIET-A

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

กองทุนเปิดกรุงศรีเวียดนามอิควิตี้ ชนิดสะสมมูลค่า (KFVIET-A) มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟต่างประเทศที่มีนโยบายการลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนในประเทศเวียดนาม และ/หรือมีธุรกิจหลักหรือได้ประโยชน์จากการประกอบธุรกิจในประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน KFVIET-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ลงทุนใน KFVIET-A แล้วจะได้ลงทุนในหลักทรัพย์อะไรบ้าง?

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Portfolio Breakdown ของ KFVIET-A (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2021)
ที่มา: KFVIET-A Fund Factsheet

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

Top 5 Sectors ของ KFVIET-A (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2021)
ที่มา: KFVIET-A Fund Factsheet

ซึ่งผสานกลยุทธ์การลงทุนเชิงรุกในกองทุน JPMorgan Vietnam Opportunities Fund ในสัดส่วนการลงทุนไม่เกิน 79% ของ NAV และเพิ่มความยืดหยุ่นเชิงรับจากการลงทุนใน ETF ซึ่งได้แก่ VanEck Vectors Vietnam ETF และ Xtrackers FTSE Vietnam Swap UCITS ETF ในสัดส่วนการลงทุนประมาณ 0% – 30% ของ NAV เพื่อโอกาสการลงทุนที่ดีที่สุดในทุกภาวะตลาด

เนื่องจากกองทุน KFVIET-A ให้น้ำหนักการลงทุนใน JPMorgan Vietnam Opportunities Fund ในสัดส่วนที่มากที่สุด ซึ่งจะเหมือนกับกองทุน ASP-VIET เราได้เจาะลึกหุ้นที่กองทุน JPMorgan Vietnam Opportunities Fund ลงทุนไว้แล้ว สามารถไปดูได้ในส่วนของกองทุน ASP-VIET ได้เลย

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Consumer Staples และ Real Estate, ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน เฉลี่ย 90% ของเงินลงทุนต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน KFVIET-A:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 0.8025%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.0005%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน KFVIET-A:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 2,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 2,000 บาท

ประชันผลตอบแทน 6 กองทุนเวียดนาม

การจะเลือกซื้อกองทุนสักกองแน่นอนว่าหนึ่งในปัจจัยที่เราต้องนำมาประกอบในการตัดสินใจซื้อก็คงจะหนีไม่พ้น “ผลตอบแทน” เพราะมันเป็นปัจจัยที่แสดงให้เราเห็นถึงศักยภาพในการดำเนินงานของกองทุนได้

ในหัวข้อนี้เราจึงนำผลการดำเนินงานของแต่ละกองทุนมาเปรียบเทียบกันแบบชัด ๆ ให้ผู้อ่านบทความนี้ทุกคนนำไปข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อกองทุนได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

เปรียบเทียบผลการดำเนินงาน 6 กองทุนเวียดนามย้อนหลัง 1 ปี (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ตุลาคม 2021)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/compare/ 

กราฟเส้นสีน้ำเงินแสดงถึงผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปีของกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A, สีส้ม ASP-VIET, สีเทา UVO, สีเหลือง ONE-VIETNAM-RA, สีแดง K-VIETNAM และสีม่วง KFVIET-A จากกราฟจะเห็นได้ว่ากองทุน PRINCIPAL VNEQ-A สามารถทำผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีได้ที่ 76.88% ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่โดดเด่นที่สุดในบรรดากองทุนไทยที่มีนโยบายลงทุนในเวียดนาม

แต่อย่าลืมว่าผลตอบแทนไม่ใช่คำตอบของทุกอย่างในการลงทุนกองทุนรวม ดังนั้นเราควรพิจารณาปัจจัยอื่น เช่น นโยบายการลงทุน ปัจจัยความเสี่ยงต่าง ๆ ค่าธรรมเนียม ฯลฯ ควบคู่กันไปด้วยนะ

ซึ่งหากใครอยากดูข้อมูลเปรียบเทียบของ 6 กองทุนเวียดนามแบบอัปเดตล่าสุดก็สามารถ คลิกที่นี่ เพื่อดูข้อมูลได้เลย

กองทุนเวียดนามแนะนำจาก FINNOMENA

จากการวิเคราะห์ทั้งในเชิงปริมาณ (Quantitative) และในเชิงคุณภาพ (Qualitative) ในบรรดากองทุนเวียดนามทั้ง 6 กองทุนนี้ FINNOMENA Investment Team แนะนำลงทุนในกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A ที่เป็นกองทุนที่อยู่ใน Long Term Call ของ FINNOMENA ซึ่งกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A จะลงทุนแบบ Direct Investment บนดัชนี VN30 (Benchmark) ที่มี Valuation ถูกกว่าดัชนีอื่น

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

Returns และ Maximum Drawdown ของกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A เทียบกับ 3 ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนาม
ที่มา: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11/10/2021

และหากดูจากภาพกราฟด้านซ้ายที่แสดงอัตราผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A เทียบกับดัชนีตลาดหุ้นของเวียดนาม 3 ดัชนี ใน 4 ช่วงเวลา จะพบว่ากองทุน PRINCIPAL VNEQ-A สามารถสร้างผลการดำเนินได้อย่างโดดเด่น Outperform เหนือกว่าทั้ง 3 ดัชนี

.

อย่างที่บอกไปในช่วงต้นบทความว่า FINNOMENA เรามีมหกรรมงานสัมมนาออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี “รวมพลคนลงทุน 2021” ที่จัดเต็มต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2021 มอบเป็นของขวัญตอบแทนนักลงทุนฟินโนมีนาและผู้ที่สนใจเรื่องการลงทุน โดยงานสัมมนาทุกงาน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ใครไม่อยากพลาดสัมมนาดี ๆ รีบมาจองที่นั่งกันได้ที่ https://finno.me/ruamphol-2021-wb3

เนื่องจากแต่ละงานรับผู้เข้าร่วมจำนวนจำกัด สนใจงานสัมมนาในหัวข้อไหน กดลงทะเบียนได้เลย รับรองได้ว่าแต่ละงานสัมมนาที่ FINNOMENA จัด เราคัดหัวข้อมาเน้น ๆ เนื้อหาแน่น ๆ ตอบโจทย์นักลงทุนครบทุกมุม ไม่ผิดหวังแน่นอน!

รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

— planet 46. 

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 22 บลจ. ครอบคลุมทุกบลจ. ในประเทศไทย สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: Fed เตรียม Tapering กลาง พ.ย.- ธ.ค. สรุปประเด็นสำคัญในรายงานการประชุม Fed QE Tapering – เงินเฟ้อ – ดอกเบี้ย

THE OPPORTUNITY
News Update: Fed เตรียม Tapering กลาง พ.ย.- ธ.ค. สรุปประเด็นสำคัญในรายงานการประชุม Fed QE Tapering - เงินเฟ้อ - ดอกเบี้ย

รายงานการประชุม Fed เดือน ก.ย. ที่เผยแพร่ในวันพุธ (13 ต.ค.) ระบุ เจ้าหน้าที่ Fed ส่วนใหญ่สนับสนุนให้เริ่ม QE Tapering กลางเดือน พ.ย. หรือ ธ.ค. ยาวจนถึงกลางปีหน้า ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ

ตลาดตอบรับรายงานดังกล่าวของ Fed โดยหุ้นและผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี ปรับตัวขึ้น ในขณะที่ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ปรับตัวลง

🏦 QE Tapering ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ

รายงานระบุว่า QE Tapering เริ่มต้นท่ามกลางข้อจำกัดหลายอย่าง โดยเจ้าหน้าที่ Fed หารือกันว่า อุปทานแรงงานจะกลับมาสู่ระดับปี 2019 หรือไม่ และเดิมพันว่าอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นในตอนนี้จะลดลงตามข้อจำกัดด้านการผลิต ซึ่งการตัดสินใจ QE Tapering ในปีนี้ เป็นการจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ผิดพลาดของ Fed

อัตราเงินเฟ้อยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสูงกว่าระดับเงินเฟ้อเป้าหมายของ Fed ที่ 2% โดยเงินเฟ้อในเดือน ก.ย. เพิ่มขึ้น 5.4% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเจ้าหน้าที่ Fed กล่าวว่า ปัญหาด้านการผลิตทำให้เกิดแรงกดดันด้านราคานานกว่าที่คาดการณ์

Michael Pond ผู้เชี่ยวชาญด้านเงินเฟ้อจาก Barclays กล่าวว่า มีจุดพลิกผันเล็กน้อยที่ทำให้เกิดความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อชั่วคราวอาจเปลี่ยนไปเป็นเงินเฟ้อที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอุปสงค์และอุปทาน (Structural Inflation) โดยแม้แต่เจ้าหน้าที่ Fed สายพิราบ ยังต้องการให้แน่ใจว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อและสภาวะทางการเงินจะไม่ทำให้ตลาดตื่นตระหนก

🏦 แนวทางการ QE Tapering

Fed ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ใกล้ 0 แต่เริ่มส่งสัญญาณว่าจะปรับลดการซื้อสินทรัพย์รายเดือนมูลค่า 120,000 ล้านดอลลาร์ โดย Jerome Powell ประธาน Fed กล่าวหลังการประชุมเดือน ก.ย. ว่า QE Tapering อาจเริ่มในเดือน พ.ย. และสิ้นสุดช่วงกลางปีหน้า

Anna Wong และ Andrew Husby นักเศรษฐศาสตร์จาก Bloomberg มองว่า รายงานการประชุมเดือน ก.ย. ชี้ชัดว่า ตอนนี้ค่าใช้จ่ายของนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณไม่คุ้มกับผลประโยชน์ที่ได้รับ นั่นหมายความว่า Fed จะพิจารณาตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอในเดือน ก.ย. และจะประกาศ QE Tapering ในการประชุม FOMC วันที่ 2-3 พ.ย. ซึ่งอาจเริ่มได้เร็วสุดในเดือนนั้นเลย

แนวทางการ QE Tapering ตามรายงานการประชุม คือ Fed จะทยอยลดการซื้อสินทรัพย์ลงทุกๆ เดือน โดยลดการซื้อพันธบัตรรัฐบาลลง 10,000 ล้านดอลลาร์ ต่อเดือน และลดการซื้อตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันลง 5,000 ล้านดอลลาร์ ต่อเดือน

🏦 เจ้าหน้าที่ Fed เสียงแตก เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

เจ้าหน้าที่ Fed กล่าวว่า ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเริ่มแย่ลง และมีความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะยาวจะปรับสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตามรายงานการประชุมเดือน ก.ย. เจ้าหน้าที่ Fed คาดการณ์ว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะผ่อนคลายลง และใกล้เคียงกับระดับเป้าหมายในปีหน้า โดยมีเจ้าหน้าที่ Fed จำนวน 9 จาก 18 เสียง ต้องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2022 เพิ่มขึ้นจาก 7 เสียง ในการประชุมเดือน มิ.ย.

เจ้าหน้าที่ Fed ส่วนใหญ่ต้องการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ใกล้ 0 ไปอีก 1-3 ปีข้างหน้า จนกว่าตลาดแรงงานจะอยู่ในระดับการจ้างงานสูงสุด และมีอัตราเงินเฟ้อใกล้เคียงระดับเป้าหมาย ในขณะที่เจ้าหน้าที่ Fed บางส่วน ต้องการให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในสิ้นปีหน้า

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-10-13/fed-officials-saw-taper-starting-in-mid-november-or-mid-december?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ถึงเวลาปรับพอร์ต: ปรับพอร์ตหา Alpha รับโอกาสการลงทุนในเวียดนาม

FINNOMENA Investment Team
ถึงเวลาปรับพอร์ต: ปรับพอร์ตหา Alpha รับโอกาสการลงทุนในเวียดนาม

ตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวลงประมาณ 13% เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทางการเวียดนามได้ใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดขั้นสูงสุดจนตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่องจากจุดสูงสุดที่วันละ 13,000 ราย เหลือเพียง 3,500 ราย

เมื่อภาพรวมปัญหาดังกล่าวอันเป็นสาเหตุให้ตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวลงเริ่มคลี่คลาย FINNOMENA Investment Team ได้ติดตามสถานการณ์เพื่อหาโอกาสที่เหมาะสมมาโดยตลอด และพบว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีความน่าสนใจมากขึ้นซึ่งหนุนด้วยปัจจัยต่างๆ ดังนี้

ถึงเวลาปรับพอร์ต: ปรับพอร์ตหา Alpha รับโอกาสการลงทุนในเวียดนาม

เวียดนามเผชิญกับปัญหาดังกล่าวระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนส่งให้ตลาดหุ้นปรับตัวลง อย่างไรก็ตามกลับพบว่าประมาณการ EPS (กำไรต่อหุ้น) ถูกปรับลดลงเพียงเล็กน้อยสวนทางสถานการณ์ ขณะเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบการปรับประมาณการ EPS กับดัชนี S&P 500 พบว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีการปรับประมาณการ EPS ที่โดดเด่นไม่แพ้ดัชนี S&P 500 และเมื่อปลายเดือนกันยายนในขณะที่รัฐบาลเวียดนามเรื่มคลายมาตรการควบคุมโรค ตัวเลข EPS ก็ถูกปรับเพิ่มประมาณการขึ้นอีกครั้งสะท้อนสัญญาณเชิงบวก

ถึงเวลาปรับพอร์ต: ปรับพอร์ตหา Alpha รับโอกาสการลงทุนในเวียดนาม

ด้านตัวเลข Manufacturing PMI ซึ่งสะท้อนมุมมองการเติบโตในอนาคตของภาคอุตสาหกรรมเวียดนาม ปรับตัวลงเข้าสู่แดนหดตัวพร้อมแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี ที่ 40.2 จุด FINNOMENA Investment Team มองว่าทั้งตัวเลขนี้และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจได้แตะจุดต่ำสุดไปแล้ว และกำลังมีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัว 

ถึงเวลาปรับพอร์ต: ปรับพอร์ตหา Alpha รับโอกาสการลงทุนในเวียดนาม

เนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมจะส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว Google Mobility สะท้อนชัดเจนว่าการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น (Retail, Grocery) เช่นเดียวกับการเดินทาง (Transit Stations) รวมไปถึงภาคอุตสาหกรรม จากข้อมูลข้างต้นพบว่าปัจจัยในเชิงโมเมนตัมของตลาดหุ้นเวียดนามเริ่มฟื้นตัว

ถึงเวลาปรับพอร์ต: ปรับพอร์ตหา Alpha รับโอกาสการลงทุนในเวียดนาม

ในแง่ระดับมูลค่าของตลาดหุ้นเวียดนามยังต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ยเมื่อเทียบกับดัชนี S&P 500 รวมไปถึงอัตราส่วน P/E ของดัชนี VN30 อยู่ที่12.45 เท่า ต่ำกว่า MSCI Vietnam ที่ 14.76 เท่า เรียกได้ว่าปัจจัยเชิงโมเมนตัมช่วยให้ระดับมูลค่าลดลงพร้อมมีช่องว่างให้มูลค่าเพิ่มขึ้นได้อีก

ถึงเวลาปรับพอร์ต: ปรับพอร์ตหา Alpha รับโอกาสการลงทุนในเวียดนาม

เมื่อประกอบกับการที่สัดส่วนหลักของตลาดหุ้นเวียดนามคือนักลงทุนภายในประเทศ ส่งผลให้ตลาดหุ้นเวียดนามมีความสัมพันธ์และมีความอ่อนไหวต่อการเคลื่อนไหวของ Dollar Index ซึ่งเป็นตัวแทนของสกุลเงินดอลลาร์ต่ำ ทำให้การทำ QE Tapering ของสหรัฐฯ ในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลให้ Dollar Index ปรับตัวสูงจากการไหลออกของ Fundflow มีผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามจำกัดมากกว่าตลาดหุ้นในกลุ่ม Emerging Market และ Frontier Market ในภาพรวม

FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามผ่านกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A ที่เน้นลงทุนในหุ้นรายตัวโดยตรง และมีดัชนี VN30 เป็นดัชนีอ้างอิงที่มีระดับ Valuation ต่ำกว่าดัชนี MSCI Vietnam อีกทั้งดัชนี VN30 ยังมีสัดส่วนอุตสาหกรรมการเงินถึง 42% ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ผลตอบแทนมีทิศทางเดียวกับวัฏจักรเศรษฐกิจ

FINNOMENA Recommended

GAR

ถึงเวลาปรับพอร์ต: ปรับพอร์ตหา Alpha รับโอกาสการลงทุนในเวียดนาม

การปรับตัวลงของตลาดหุ้นเวียดนามในช่วงที่ผ่านมา เมื่อประกอบกับการเปิดเมือง ท่ามกลางการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19  ที่เร่งตัวช่วยให้เศรษฐกิจมีโอกาสฟื้นตัวเข้าสู่ระดับปรกติ หนุนให้ระดับ Valuation ที่ตึงตัวในช่วงที่ผ่านมามีโอกาสคลายตัวลง FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A ซึ่งมีดัชนีเปรียบเทียบคือ VN30 ซึ่งมีระดับ Valuation ถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ MSCI Vietnam เพื่อรับโอกาสจากการเติบโตของตลาดหุ้นเวียดนามในอนาคต

TOP5

ถึงเวลาปรับพอร์ต: ปรับพอร์ตหา Alpha รับโอกาสการลงทุนในเวียดนาม

การปรับตัวลงของตลาดหุ้นเวียดนามในช่วงที่ผ่านมา เมื่อประกอบกับการเปิดเมือง ท่ามกลางการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19  ที่เร่งตัวช่วยให้เศรษฐกิจมีโอกาสฟื้นตัวเข้าสู่ระดับปรกติ หนุนให้ระดับ Valuation ที่ตึงตัวในช่วงที่ผ่านมามีโอกาสคลายตัวลง FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A ซึ่งมีดัชนีเปรียบเทียบคือ VN30 ซึ่งมีระดับ Valuation ถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ MSCI Vietnam เพื่อรับโอกาสจากการเติบโตของตลาดหุ้นเวียดนามในอนาคต

GIF

ถึงเวลาปรับพอร์ต: ปรับพอร์ตหา Alpha รับโอกาสการลงทุนในเวียดนาม

GIF ยังคงมีความผันผวนที่ต่ำเมื่อเทียบกับภาวะการลงทุนโดยรวมทั่วโลก อีกทั้งยังสามารถสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอที่ระดับ 3-5% ต่อปี โดยที่มีสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมประมาณ 44% ซึ่งเหมาะสมกับเป้าหมายและความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนแล้ว FINNOMENA Investment Team จึงยังคงแนะนำคงสัดส่วนการลงทุน

GCP

ถึงเวลาปรับพอร์ต: ปรับพอร์ตหา Alpha รับโอกาสการลงทุนในเวียดนาม

GCP ยังคงมีความผันผวนที่ต่ำเมื่อเทียบกับภาวะการลงทุนโดยรวมทั่วโลก โดยที่มีสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมประมาณ 26% ซึ่งเหมาะสมกับเป้าหมายและความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนแล้ว FINNOMENA Investment Team จึงยังคงแนะนำคงสัดส่วนการลงทุน

All Balance

ถึงเวลาปรับพอร์ต: ปรับพอร์ตหา Alpha รับโอกาสการลงทุนในเวียดนาม

All Balance Port ซึ่งเป็นพอร์ตการลงทุนแบบ Strategic Asset Allocation ที่จัดสัดส่วนการลงทุนด้วย  Black-Litterman Model หัวใจของ FINNOMENA Robo-Advisor ที่ผสมผสานระหว่างโมเดลทางคณิตศาสตร์ที่ช่วยคำนวณค่าสถิติในอดีต กับ มุมมองการลงทุนในอนาคตจากผู้แนะนำการลงทุนมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำคงสัดส่วนการลงทุน

RIS

ถึงเวลาปรับพอร์ต: ปรับพอร์ตหา Alpha รับโอกาสการลงทุนในเวียดนาม

RIS ยังคงมีความผันผวนที่ต่ำเมื่อเทียบกับภาวะการลงทุนโดยรวมทั่วโลก อีกทั้งยังสามารถสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอแต่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 3-3.50% ต่อปีเล็กน้อย ซึ่ง FINNOMENA Investment Team มีมุมมองว่าการจ่ายกระแสเงินสดจะกลับเข้าสู่ระดับปรกติอีกครั้ง หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั้งไทยและสหรัฐฯ มีเสถียรภาพมากขึ้น จึงยังคงแนะนำคงสัดส่วนการลงทุน

FINNOMENA Investment Team

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัว ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT

3 เหตุผลที่ทำให้ตลาดเกิดใหม่ยังไปต่อในระยะยาว

FINNOMENA x Franklin Templeton

การลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (emerging markets) ค่อย ๆ กลับมาสร้างผลตอบแทนที่ดีอีกครั้ง ภายหลังการระดมฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างไรก็ดี แรงกดดันจากการปฏิรูปกฎหมาย และการกำกับดูแลบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในจีน ตลอดจนการกลับมาแพร่ระบาดของ COVID-19 อีกครั้งในบางพื้นที่ ทำให้ผลตอบแทนของตลาดเกิดใหม่ในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างน้อยกว่าตลาดประเทศพัฒนาแล้ว (developed markets) อยู่พอสมควร ทั้งนี้ เราเชื่อว่าการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะตลาดนอกทวีปเอเชีย (เช่น ลาตินอเมริกา และยุโรปตะวันออก) น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ด้วย 3 ปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ (1) ปริมาณหนี้ที่ยังต่ำ (2) มูลค่าหุ้นที่น่าดึงดูด และ (3) กระแสเงินสดที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ดังนี้

3 เหตุผลที่ทำให้ตลาดเกิดใหม่ยังไปต่อในระยะยาว

1. ปริมาณหนี้ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ยังต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

ในช่วงที่ผ่านมา หลายประเทศใช้การสร้างหนี้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ และเร่งการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ เพื่อให้วงจรเศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก (ทั้งการก่อหนี้ภาคครัวเรือน และหนี้ภาครัฐ) ทำให้ปริมาณหนี้โดยรวมเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปริมาณหนี้ที่สูงอยู่แล้ว ถูกเร่งให้สูงขึ้นอีกโดยวิกฤต COVID-19 ที่ทำให้หลายประเทศต้องกู้ยืมเงินเพิ่มเติม และต้องเพิ่มการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตนี้ อย่างไรก็ดี เราพบว่าปริมาณหนี้ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (ยกเว้น จีน) ยังถือว่าต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว และระดับหนี้ที่ต่ำกว่านี้เองเป็นเหตุผลที่การกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมยังสามารถทำได้อีก โดยที่ปริมาณหนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคมากนัก ซึ่งเราคิดว่าความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านการกระตุ้นดังกล่าวยังมีน้อย

ถ้าเราพิจารณาเป็นรายภูมิภาค จะเห็นว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในลาตินอเมริกา และยุโรป มีสัดส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมแห่งชาติ (GDP) ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย เป็นเหตุให้การลงทุนในลาตินอเมริกา และยุโรปตะวันออกได้รับความสนใจจากนักลงทุนในช่วงหลัง ๆ มากขึ้น เช่น เม็กซิโก มีสัดส่วนหนี้ต่อ GDP น้อยกว่า 50% บราซิลมีสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ประมาณ 100% และอีกหลายประเทศในยุโรปตะวันออก เช่น ตุรกี ฮังการี และโปแลนด์ ซึ่งสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ดังกล่าวยังถือว่าต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอยู่มาก

3 เหตุผลที่ทำให้ตลาดเกิดใหม่ยังไปต่อในระยะยาว

3 เหตุผลที่ทำให้ตลาดเกิดใหม่ยังไปต่อในระยะยาว

2. มูลค่าหุ้นของตลาดเกิดใหม่น่าดึงดูด

มูลค่าของตลาดเกิดใหม่หากเทียบกับตลาดประเทศพัฒนาแล้ว ถือว่ามีอัตราส่วนราคาหุ้นต่อผลกำไร price-to-earning (p/e) ที่ต่ำกว่ามาก โดยดัชนี MSCI ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มี p/e ที่ระดับ 13 เท่า ซึ่งกว่าต่ำกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มี p/e ที่ระดับ 19 เท่า ซึ่ง p/e ที่ถูกกว่าน่าจะช่วยดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนในระดับสูง ภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้เข้ามามากขึ้น

ทั้งนี้ ถ้าเจาะลึกลงไปยังตลาดเกิดใหม่ในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก และลาตินอเมริกา จะพบว่า p/e ของตลาดดังกล่าวต่ำกว่าตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคอื่น ๆ และยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านมาด้วย ซึ่งเรามองว่ากลุ่มประเทศลาตินอเมริกา และยุโรปตะวันออกน่าจะเป็นกลุ่มประเทศที่ได้ประโยชน์อย่างมากจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ และเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น บราซิลมีแร่เหล็ก อาร์เจนตินาและชิลีมีแร่ลิเทียม ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของแบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้า ชิลีและเปรูมีแร่ทองแดง ซึ่งต้องใช้อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมทั่วโลก นอกจากนั้น รัสเซียยังเป็นผู้ผลิตนิกเกิล อลูมิเนียม และน้ำมันรายใหญ่ของโลก ซึ่งการที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความต้องการทรัพยากรธรรมชาติดังกล่าวค่อนข้างมาก และส่งผลให้กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติดังกล่าวสร้างผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจด้วย

3 เหตุผลที่ทำให้ตลาดเกิดใหม่ยังไปต่อในระยะยาว

3. กระแสเงินสดที่แข็งแกร่งของบริษัทในตลาดเกิดใหม่น่าจะสร้างผลตอบแทนมากขึ้นในอนาคต และทำให้นักลงทุนหันมาสนใจหุ้นในตลาดเกิดใหม่มากขึ้น

ในช่วง 10 ปีให้หลัง เราพบว่าบริษัทในตลาดเกิดใหม่สร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า โดยมีสาเหตุที่สำคัญมาจากผลประกอบการของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเราเชื่อว่ากระแสเงินสดที่แข็งแกร่งจะช่วยให้บริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนได้มากขึ้น และน่าจะช่วยเพิ่มระดับความน่าลงทุน (rerating) ด้วย

3 เหตุผลที่ทำให้ตลาดเกิดใหม่ยังไปต่อในระยะยาว

สรุปมุมมองต่อตลาดเกิดใหม่

แม้เราจะเห็นว่าตลาดเกิดใหม่มีความน่าสนใจ และน่าจะให้ผลตอบแทนได้ดี ตามเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ทั้งด้านการเติบโตที่ต่อเนื่อง การประเมินมูลค่าที่ยังถือว่าถูกกว่าภูมิภาคอื่น ๆ และกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง นักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังความเสี่ยงระยะสั้น เช่น การปรับฐานจากความกังวลของตลาดหุ้นจีนจากการปฏิรูปกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งอาจจะสร้างบรรยากาศเชิงลบต่อการลงทุนในตลาดเกิดใหม่บ้าง รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจกับจีนที่อาจได้รับผลกระทบในเชิงลบโดยตรง และทำให้อัตราการทำกำไรลดลงด้วย นอกจากนี้ ในสถานการณ์ที่การระบาดของ COVID-19 ยังมีความไม่แน่นอน เรายังคงต้องจับตาการแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพิงรายได้จากการส่งออก อย่างไรก็ดี เรายังเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานระยะยาวของตลาดเกิดใหม่ และเชื่อว่าด้วยปัจจัยพื้นฐานทั้ง 3 ประเด็นน่าจะจะสร้างผลตอบแทนที่ดีกับนักลงทุนในอนาคต         

เนื้อหาต้นฉบับโดย 

Chetan Sehgal, CFA

Senior Managing Director, Director of Portfolio Management

Franklin Templeton Emerging Markets Equity

ข้อสงวนสิทธิ์

  1. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ให้บริการการให้คำแนะนำทั่วไปแก่ FINNOMENA ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน (Asset Allocations)
  2. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น
  3. ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/articles/blogs/emerging-markets/three-reasons-we-remain-bullish-on-emerging-markets-long-term

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 14/10/2021 “รายงานการประชุม Fed เผย เตรียมทำ QE Tapering กลาง พ.ย. หรือ ธ.ค.” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 14/10/2021

“รายงานการประชุม Fed เผย เตรียมทำ QE Tapering กลาง พ.ย. หรือ ธ.ค.”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones -0.53  จุด (0%) S&P 500 +13.15  จุด (+0.3%) Nasdaq +105.7  จุด (+0.73%) Small Cap 2000 +7.41  จุด (+0.33%) VIX Index อยู่ที่ 18.64 จุด -1.21  จุด (-6.1%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +28.19  จุด (+0.7%) Dax เยอรมัน +102.51  จุด (+0.68%) CAC 40 ฝรั่งเศส +49.27  จุด (+0.75%) FTSE 100 อังกฤษ +11.59  จุด (+0.16%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 14 ต.ค. 2564)  Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้น +1%  CSI 300 จีน ปรับตัวลงเล็กน้อย Hang Seng ฮ่องกง ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย SET Index ไทย เปิดล่าสุดที่ 1,645.68จุด +2.04 จุด (+0.12%) VN เวียดนาม ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 14 ต.ค. 2564 ) ราคาทองคำ 1,789.85 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 22.997 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 80.98 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 83.76 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 14 ต.ค. 2564 )  Bitcoin 58,065.8 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,630.42 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.237811 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 466.99 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

เงินเฟ้อสหรัฐฯ ก.ย. เพิ่ม 5.4% YoY สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5.3% หลังจากที่เพิ่มขึ้น 5.3% ในเดือนส.ค.  เเละปรับตัวขึ้น 0.4% ในเดือนก.ย. MoM สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% อยู่เล็กน้อย หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนส.ค. สาเหตุ เนื่องจาก ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น 

รายงานการประชุม Fed เผย เตรียมทำ QE Tapering กลาง พ.ย. หรือ ธ.ค. ปีนี้ จากปัจจุบันที่มีการซื้อสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 120,000 ล้านเหรียญ/เดือน เมื่อเริ่ม QE tapering แล้ว ก็จะซื้อเพิ่มลดลง 15,000 ล้านเหรียญ/เดือน คาดว่าจะสิ้นสุดประมาณกลางปีหน้า ปัจจัยกดดันอันเนื่องมาจาก อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น นานกว่าเฟด คาดการณ์ที่จะเพิ่มขึ้นเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น 

IMF หั่นเป้าเศรษฐกิจโลกปีนี้ เหลือโต 5.9% ปีหน้า เหลือ 4.9% ส่วนไทยปีนี้โต 1% ปีหน้าโต 4.5% โดยความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ เช่น การว่างงาน สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง อัตราเงินเฟ้อ เเละการเพิ่มขึ้นของหนี้สิน  ขณะที่แนะนำให้ประเทศต่างๆเร่งการฉีดวัคซีนให้มากขึ้น 

รู้จัก ‘ARKA’ กองทุน ETF ใหม่ของ Cathie Wood เตรียมลงทุน Bitcoin ฟิวเจอร์ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนยื่นจดทะเบียนกับทาง กลต. สหรัฐ ในหมวดสินค้าโภคภัณฑ์ หลังจากนักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้นเมื่อธนาคารกลางและ กลต.ของสหรัฐ ประกาศจะไม่กำกับดูแลเข้มงวดกับคริปโตเคอเรนซี่เหมือนกับทางการจีน

รายงานผลประกอบการ JP Morgan กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ $3.74 กว่าที่ตลาดคาดที่ $3 รายได้อยู่ที่ 3.04 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าที่ตลาดคาดที่  2.98  หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องมาจาก ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจวาณิชธนกิจเเละหลักทรัพย์ที่เติบโตขึ้น ด้าน BlackRock รายได้เติบโต 19 เปอร์เซ็นต์ แต่ตลาดผิดหวังยอดสินทรัพย์ภายใต้การจัดการที่น้อยกว่าคาด ส่วน Delta Airlines กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.30 ดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าที่ตลาดคาดที่ 0.17 ดอลลาร์สหรัฐ รายได้อยู่ที่ 9.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าที่ตลาดคาดที่ 8.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ผลประกอบการไตรมาสถัดไปของธุรกิจสายการบิน จะถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

สัมมนา 

Playbook for the Post-Pandemic World (เต็ม)

วัน เวลา สถานที่

วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม 2564

เวลา 18:00 น. เป็นต้นไป

ณ Zooming

ทุกเรื่องที่นักลงทุนสาย ARK ต้องรู้ 

เจาะลึกทุกเรื่องที่นักลงทุนสาย ARK ต้องรู้ จัดโดย FINNOMENA และบรรยายโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทางด้านการวิเคราะห์กองทุน อันได้แก่ คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ CAO, FINNOMENA และ คุณวศิน ปริธัญ Head of Investment, FINNOMENA

วันเวลา-สถานที่

วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม 2564

เวลา 19:00 น. เป็นต้นไป

ณ FINNOMENA Website

News Update: Cathie Wood เปิดตัว ‘ARKA กองทุน ETF ใหม่ ลงทุนใน Bitcoin ฟิวเจอร์ส สถาบันฯ แห่ขอจดทะเบียน Bitcoin ETF หลัง ก.ล.ต. เปิดกว้าง

THE OPPORTUNITY
News Update: Cathie Wood เปิดตัว ‘ARKA กองทุน ETF ใหม่ ลงทุนใน Bitcoin ฟิวเจอร์ส สถาบันฯ แห่ขอจดทะเบียน Bitcoin ETF หลัง ก.ล.ต. เปิดกว้าง

Cathie Wood เปิดตัว ETF ใหม่ ‘ARKA’ ลงทุนใน Bitcoin ฟิวเจอร์ส โดยหวังว่าหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ จะอนุมัติกองทุนดังกล่าวเร็วๆ นี้

ตามรายงานที่ยื่นต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ‘ARKA’ หรือชื่อเต็ม ‘ARK 21Shares Bitcoin Futures Strategy ETF’ วางแผนที่จะลงทุนใน Bitcoin ฟิวเจอร์ส ที่ซื้อขายผ่านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

เหล่าผู้ออกกองทุน ETF ต่างพากันเร่งขออนุมัติเปิด ETF ที่ลงทุนใน Bitcoin ฟิวเจอร์ส หลัง Gary Gensler ประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ กล่าวว่า จะเปิดกว้างมากขึ้นในการอนุมัติ Bitcoin Futures ETF ภายใต้กฎหมายการลงทุนปี 1940 ที่ให้ความคุ้มครองแก่นักลงทุน

ข้อมูลจาก Bloomberg Intelligence รายงานว่า ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมามี Bitcoin Futures ETF จำนวน 9 กองทุน ที่หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ กำลังพิจารณาอนุมัติอยู่

ก่อนหน้านี้ในเดือน มิ.ย. Cathie Wood ได้ยื่นขออนุมัติ ARK 21Shares Bitcoin ETF หรือ ARKB ที่จะลงทุนใน Bitcoin ​​สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุด ตามดัชนี S&P Bitcoin

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ความพยายามของหลายบริษัทตั้งแต่ปี 2013 ก.ล.ต. สหรัฐฯ ยังไม่เคยอนุมัติกองทุน Bitcoin ETF มาก่อน โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับการฉ้อโกง และการปั่นราคา

ในขณะที่ Bitcoin Futures ETF มีโอกาสมากกว่า เพราะถูกควบคุมโดยตลาดอนุพันธุ์ขนาดใหญ่ CME ซึ่งนักลงทุนต้องวางเงินลงในบัญชีมาร์จิ้นก่อนการซื้อขาย เช่น นักลงทุนที่ต้องการลงทุนใน CME Micro Bitcoin futures ต้องวางเงินหลักประกันอย่างน้อย 35%

Eric Balchunas จาก Bloomberg Intelligence กล่าวว่า นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ Ark ในการที่จะบริหาร ARKA ได้ทันที เพราะเงินกว่า 500 ล้านดอลลาร์ของ Ark ลงทุนอยู่ใน Grayscale Bitcoin Trust แต่หาก Ark เป็นรายที่ 7 หรือ 8 ที่ได้รับการอนุมัติก็จะเป็นการเริ่มต้นที่ดี นอกจากนี้ Ark ยังมีฐานนักลงทุนอายุน้อยที่อาจจะอยากลงทุนใน ETF ใหม่

ทั้งนี้ 21Shares คือบริษัทในยุโรปที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับการซื้อขายคริปโทฯ จะไม่เป็นที่รู้จักมากนักในสหรัฐฯ​ แต่บริษัทได้รับการยอมรับในยุโรป สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เคลื่อนไหวตามสินทรัพย์ดิจิทัล ตั้งแต่ Bitcoin ไปจนถึง Ripple และ Polkadot โดยในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา Cathie Wood เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของ Amun Holdings ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการ 21Shares

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-10-13/cathie-wood-lends-name-to-new-etf-tracking-bitcoin-futures?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: จีนยกระดับ ‘ต่อต้านผูกขาด’ เพิ่มกำลังคน ตรวจสอบเข้มบริษัทเทคโนโลยี ลดความเหลื่อมล้ำ เป้าหมายเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

THE OPPORTUNITY
News Update: จีนยกระดับ 'ต่อต้านผูกขาด' เพิ่มกำลังคน ตรวจสอบเข้มบริษัทเทคโนโลยี ลดความเหลื่อมล้ำ เป้าหมายเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

จีนเตรียมเพิ่มเจ้าหน้าที่รัฐและแผนกต่างๆ เพื่อดูแลการแข่งขันในตลาดให้ดียิ่งขึ้น สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง หลังทางการจีนคุมเข้มการผูกขาดมาตลอด 1 ปี

ผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้กล่าวว่า หน่วยงานกำกับดูแลตลาดของรัฐบาลจีน (SAMR) เตรียมเพิ่มเจ้าหน้าที่ต่อต้านการผูกขาดจาก 40 เป็น 100 คน และมีแผนเพิ่มจะเจ้าหน้าที่สู่ 150 คน ภายใน 5 ปี โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ 1) ฝ่ายสอบสวนเพื่อต่อต้านการผูกขาด 2) ฝ่ายดูแลการแข่งขันในตลาด และ 3) ฝ่ายกำกับดูแลการควบรวมกิจการ

จากการหารือตั้งแต่ก่อนช่วงวันหยุดชาติจีนนาน 1 สัปดาห์นั้น คาดว่าแผนดังกล่าวจะแล้วเสร็จในสิ้นเดือน ต.ค. อย่างไรก็ดี ทางการจีนยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นในเรื่องนี้

รัฐบาลจีนได้เพิ่มความเข้มงวดเพื่อต่อต้านการผูกขาดในภาคธุรกิจจีน โดยเฉพาะในธุรกิจดิจิทัล หลังปล่อยให้ธุรกิจต่างๆ เติบโตอย่างอิสระกว่า 1 ทศวรรษ ก่อนหน้านี้ SAMR ได้ลงโทษปรับ Alibaba และ Meituan หลายพันล้านหยวน โทษฐานละเมิดตลาด

การเคลื่อนไหวล่าสุดส่งสัญญาณว่า SAMR กำลังเข้าสู่เฟสใหม่ของการบังคับใช้กฎระเบียบที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน ตั้งแต่ การจัดส่งอาหาร การช็อปปิ้งออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย

ปธน.สี จิ้นผิง เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐมุ่งต่อต้านการผูกขาดเพื่อนำไปสู่การแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการบรรลุเป้าหมาย ‘ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน’ และลดความเหลื่อมล้ำที่พุ่งสูงขึ้นมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

การควบคุมบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Alibaba และ Tencent เป็นองค์ประกอบสำคัญของความพยายามเหล่านั้น โดยในเดือนที่ผ่านมา ที่ปรึกษาธนาคารกลางจีนประณามการที่ธุรกิจแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ของจีนสามารถเอาชนะธุรกิจขนาดเล็กๆ ได้หมด ว่าเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำ และชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจ

ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา SAMR ออกกฎหมายต่อต้านการผูกขาดหลายฉบับ ซึ่งได้เรียกเก็บค่าปรับจากเหล่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ รวมถึงปิดกั้นข้อเสนอการควบรวมกิจการ

SAMR ถูกจัดตั้งขึ้นมาอย่างเป็นทางการเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพื่อรับผิดชอบปัญหาการแข่งขันในตลาดจากกระทรวงต่างๆ โดยตอนนี้ SAMR เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะหน่วยงานคุมเข้มบริษัทเทคโนโลยี แต่การกำกับดูแลยังครอบคลุมไปถึง มาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร การโฆษณา และการดูแลการจดทะเบียนสำหรับธุรกิจ

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-10-12/china-said-to-expand-anti-monopoly-bureau-as-crackdown-widens?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

เปรียบเทียบกองทุน Emerging Market EP.3: กลุ่ม BRIC, LATAM, Eastern Europe

เด็กการเงิน DekFinance
เปรียบเทียบกองทุน Emerging Market EP.3: กลุ่ม BRIC, LATAM, Eastern Europe

วันนี้ เด็กการเงิน จะมารีวิวกองทุน EM พาร์ทสุดท้ายก็คือกลุ่ม BRIC, LATAM และ Eastern Europe ซึ่ง 3 กลุ่มนี้ถือว่ามีความเฉพาะเจาะจงประเทศมากกว่า EM ทั่วไป ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีความผันผวนจากราคาหุ้นขึ้นลงได้มาก และมีความเสี่ยงมากกว่า อ้างอิงจาก MSCI กลุ่ม BRIC มีความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวในประเทศจีน และ LATAM กระจุกตัวในประเทศบราซิล ประมาณ 2 ใน 3 ส่วน Eastern Europe กระจุกตัวอยู่ในรัสเซียกว่า 75% นอกจากนี้กลุ่มประเทศ EM จะมีความไม่แน่นอนในด้านกฏหมาย และการเมืองต่าง ๆ อีกด้วยเมื่อเทียบกับ DM ถึงแม้จะมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก แต่ก็มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ และมีนักลงทุนสถาบันเข้าลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีปริมาณเงินหมุนเวียนเยอะขึ้น โดยที่สภาพคล่องยังรองรับได้ และค่าเงินเป็นที่ยอมรับในการแลกเปลี่ยนรองลงมาจากตลาด DM

โดยข้อมูลที่นำมารีวิวในวันนี้จะเป็นข้อมูล ณ 31 ก.ค. 2021 มาทำความรู้จักแต่ละกองทุนกัน 

เปรียบเทียบกองทุน Emerging Market EP.3: กลุ่ม BRIC, LATAM, Eastern Europe

กลุ่ม BRIC

BRIC (Passive)

เป็นกองทุนของ UOBAM ลงทุนผ่าน iShares BRIC 50 UCITS ETF ซึ่งลงทุนในจีนเกือบ 80% เรียกได้ว่าผลงานของกองทุนขึ้นอยู่กับจีนเลยทีเดียว และหุ้นหลัก ๆ ก็เป็นหุ้นจีนนั่นเอง กองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจ (0%)

KF-BRIC (Active)

ลงทุนผ่าน Schroder International Selection Fund BRIC ซึ่งกองทุนหลัก underweight จีน แต่ overweight บราซิลและรัสเซีย ในส่วนของอุตสาหกรรม กองทุนก็ได้ overweight กลุ่ม Consumer Discretionary และ Industrials กองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจ (50%)

ASP-BRIC (Active)

ลงทุนผ่าน Templeton BRIC Fund ซึ่งกองทุนหลัก underweight จีนและอินเดีย overweight รัสเซีย ในส่วนของอุตสาหกรรม กองทุนก็ได้ overweight กลุ่ม Financials, IT และ underweight กลุ่ม Consumer Discretionary กองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจ

กลุ่ม LATAM

TISCOLAF (Passive)

ลงทุนผ่าน iShares Latin America 40 ETF ซึ่ง underweight บราซิล และมีลงทุนในสหรัฐฯ ประมาณ 5% ด้วย กองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจ (90%)

KF-LATAM (Active)

ลงทุนผ่าน Templeton Latin America Fund โดยกองทุน overweight กลุ่ม Financial และ underweight Materials กองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจ (50%)

กลุ่ม Emerging Eastern Europe 

KWI EE EURO (Active)

ลงทุนผ่าน MGF-Emerging Eastern Europe Fund (Class A) โดยกองทุนลงทุนในประเทศรัสเซียกว่า 2 ใน 3 น้อยกว่า MSCI ที่อยู่ระดับ 75% กองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจ

ผลตอบแทน as of 23/08/2021 (ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี สำหรับข้อมูลมากกว่า 1-yr)

  • BRIC: 3-month = -10.42%, 6-month = -19.33%, 1-yr = -5.75%, 3-yr = 3.15%, 5-yr = 4.30%
  • KF-BRIC: 3-month = -2.41%, 6-month= -5.39%, 1-yr = 11.64%, 3-yr = 7.78%, 5-yr = 9.16%
  • ASP-BRIC: 3-month = -7.85%, 6-month = -13.25%, 1-yr = 7.19%, 3-yr = 5.29%, 5-yr = 7.66%
  • TISCOLAF: 3-month = -3.84%, 6-month = -0.70%, 1-yr = 25.44%, 3-yr = -2.60%, 5-yr = -2.50%
  • KF-LATAM: 3-month = -2.41%, 6-month= 3.78%, 1-yr = 17.30%, 3-yr = 0.13%, 5-yr = -1.07%
  • KWI EE EURO: 3-month = 13.22%, 6-month= 24.95%, 1-yr = 43.91%, 3-yr = 13.53%, 5-yr = 7.71%

ความผันผวน as of 23/08/2021

  • BRIC: 1-yr = 19.23%, 3-yr = 17.55%, 5-yr = 15.29%
  • KF-BRIC: 1-yr = 11.06%, 3-yr = 16.55%, 5-yr = 14.05%
  • ASP-BRIC: 1-yr = 15.16%, 3-yr = 20.42%, 5-yr = 17.71%
  • TISCOLAF: 1-yr = 30.64%, 3-yr = 32.33%, 5-yr = 28.38%
  • KF-LATAM: 1-yr = 26.26%, 3-yr = 28.98%, 5-yr = 25.07%
  • KWI EE EURO: 1-yr = 22.59%, 3-yr = 23.91%, 5-yr = 19.54%

ค่าธรรมเนียม

  • BRIC: TER = 1.92%, FE = 1.5% 
  • KF-BRIC: TER = 1.34%, FE = 1.5%
  • ASP-BRIC: TER = 2.06%, FE = 2%
  • TISCOLAF: TER = 0.64%, FE = 1%
  • KF-LATAM: TER = 1.33%, FE = 1.5%
  • KWI EE EURO: TER = 1.83%, FE = 1.5%

สรุป

  1. ในกลุ่ม BRIC เมื่อดูจากผลตอบแทน และความผันผวนย้อนหลัง กองทุน KF-BRIC ทำผลงานได้ดี ควบคุมความเสี่ยงได้ดีเมื่อเทียบกับเพื่อน นอกจากนี้ค่าธรรมเนียมยังถูกสุดด้วยถึงแม้จะเป็นกอง Active รวมไปถึงมีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินประมาณ 50%
  2. ในกลุ่ม LATAM จะเห็นว่า ผลตอบแทนและความผันผวนของสองกองทุนไม่ได้แตกต่างกันมาก สามารถเลือกกองทุน TISCOLAF ที่มีค่าธรรมเนียมถูกกว่าได้
  3. ในส่วนของ Eastern Europe กองทุน KWI EE EURO ถือว่าทำผลตอบแทนได้ดี โดดเด่นกว่ากลุ่ม BRIC และ LATAM ในส่วนของความผันผวนจะอยู่ตรงกลางระหว่าง BRIC และ LATAM ทั้งนี้ค่าธรรมเนียมก็ถือว่าค่อนข้างสูง แต่ถือว่าคุ้มค่ากับผลตอบแทนที่ได้มา

เด็กการเงินเห็นว่ากลุ่มที่น่าสนใจคือ BRIC และ Eastern Europe ส่วน LATAM นั้นค่อนข้างมีความผันผวนมากเกินไป ไม่คุ้มค่ากับผลตอบแทนที่ได้รับมา ดังนั้นนักลงทุนสามารถจัดพอร์ตโดยมี Emerging Market หรือกลุ่มประเทศเฉพาะนี้ สามารถมีได้ 15-20% ของพอร์ต ร่วมกับกองทุนหุ้นจีน H-Share หุ้นอินเดีย หุ้นเกาหลีใต้ และอาเซียน มากน้อยขึ้นอยู่กับความเสี่ยง

อ่านเพิ่มเติม เปรียบเทียบกองทุน Emerging Market EP.1

อ่านเพิ่มเติม เปรียบเทียบกองทุน Emerging Market EP.2: TMBEAE, M-EM, WE-DEWORLD

เด็กการเงิน DekFinance

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/DekFinance101/posts/241697151181089


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”