แจ้งเตือน

News Update: โอไมครอนจะครองโลกใน 6 เดือน แพทย์สิงคโปร์ออกโรงเตือน วัคซีนใหม่อาจออกไม่ทันการระบาด

THE OPPORTUNITY
News Update: โอไมครอนจะครองโลกใน 6 เดือน แพทย์สิงคโปร์ออกโรงเตือน วัคซีนใหม่อาจออกไม่ทันการระบาด

แพทย์สิงคโปร์ชี้ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าโอไมครอนจะครอบงำโลกทั้งใบ

Leong Hoe Nam แพทย์จากโรงพยาบาล Mount Elizabeth Novena กล่าวว่า แม้วัคซีนต้านโอไมครอนจะสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วแค่ไหน ก็จำเป็นต้องใช้เวลา 3-6 เดือน เพื่อพิสูจน์ว่าวัคซีนสูตรใหม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับไวรัสได้

“ถ้าพูดแบบตรงไปตรงมาก็คือ โอไมครอนจะครอบงำโลกทั้งใบในอีก 3-6 เดือน” Leong Hoe Nam กล่าวกับ CNBC

Stephane Bancel ซีอีโอของ Moderna กล่าวว่า ต้องใช้เวลาหลายเดือนในการผลิตวัคซีนตัวใหม่ ขณะที่ Albert Bourla ซีอีโอของ Pfizer มั่นใจว่า บริษัทสามารถผลิตวัคซีนใหม่สู้โอไมครอนได้ภายใน 3 เดือน

Leong Hoe Nam กล่าวว่า นั่นคือความคิดที่ดีแต่ใช้ไม่ได้จริง เพราะเราไม่สามารถแจกจ่ายวัคซีนได้ทันเวลา ซึ่งกว่าวัคซีนจะพร้อม คนส่วนใหญ่อาจติดเชื้อโอไมครอนไปหมดแล้วเพราะมันแพร่กระจายได้รวดเร็ว

ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญยังไม่สามารถสรุปความรุนแรงของสายพันธุ์โอไมครอนได้ แต่รายงานเบื้องต้นพบว่าโปรตีนส่วนหนามที่มีการกลายพันธุ์จากสายพันธุ์เดิมอาจทำให้ไวรัสแพร่เชื้อได้ง่ายขึ้น รวมถึงหลบหลีกการตอบสนองภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ดีขึ้น

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/12/02/omicron-to-dominate-and-overwhelm-the-world-in-3-6-months-doctor-says.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

สอนอ่าน Fund Fact Sheet กองทุนต่างประเทศ และ Master Fund ไม่ยากอย่างที่คิด! I กองทุนรวม 101 สำหรับมือใหม่ EP5.2

FINNOMENA U
สอนอ่าน Fund Fact Sheet กองทุนต่างประเทศ และ Master Fund ไม่ยากอย่างที่คิด! I กองทุนรวม 101 สำหรับมือใหม่ EP5.2

รับชมบน YouTube คลิก

กองทุนหุ้นต่างประเทศเป็นหนึ่งประเภทกองทุนที่นักลงทุนให้ความสนใจกันมาก เพราะถือเป็นการเพิ่มโอกาสแสวงหาผลตอบแทนนอกเหนือจากในประเทศของเราเอง แต่อุปสรรคของหลาย ๆ คนก็คือ ไม่มั่นใจว่าจะหาข้อมูล Master Fund ของกองทุนนั้น ๆ อย่างไรดี และจะเริ่มทำความเข้าใจจากตรงไหนได้บ้าง

บทเรียนนี้เราจะพาไล่อ่านทีละ step by step โดยเลือกกองทุนเป็น ONE-UGG-RA อีกหนึ่งกองทุนหุ้นเติบโตทั่วโลกที่ได้รับความนิยมสูงตลอดมา

กลับสู่หน้าหลักคอร์สเรียน

สอนอ่าน Fund Fact Sheet กองทุนไทย ง่ายนิดเดียว! I กองทุนรวม 101 สำหรับมือใหม่ EP5.1

FINNOMENA U
สอนอ่าน Fund Fact Sheet กองทุนไทย ง่ายนิดเดียว! I กองทุนรวม 101 สำหรับมือใหม่ EP5.1

รับชมบน YouTube คลิก

เมื่อเลือกกองทุนที่สนใจได้แล้ว ก็ควรจะเข้าไปทำการศึกษากองทุนนั้น ๆ ให้ถึงแก่น หนึ่งวิธีที่เราจะเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุนนั้น ๆ ได้คือการอ่าน Fund Fact Sheet

แต่ Fund Fact Sheet ก็ดูรายละเอียดเยอะ มีหลายหน้า ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี บทเรียนนี้เราจะพาไล่อ่านทีละ step by step โดยเลือกกองทุนเป็น TSF-A กองทุนหุ้นไทยอีกหนึ่งกองที่ได้รับความนิยมมาก ๆ พร้อมแล้วก็ไปศึกษากันเลย!

สอนอ่าน Fund Fact Sheet กองทุนต่างประเทศ และ Master Fund ไม่ยากอย่างที่คิด! I กองทุนรวม 101 สำหรับมือใหม่ EP5.2

FINNOMENA Market Alert: หุ้นเวียดนามร่วง 2.61% รมว. คมนาคมเผย Omicron อาจกระทบแผนเปิดประเทศ

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: หุ้นเวียดนามร่วง 2.61% รมว. คมนาคมเผย Omicron อาจกระทบแผนเปิดประเทศ

ดัชนี VNI ของประเทศเวียดนามปรับตัวลงปิดตลาดที่ 1,443.32 จุด ลดลง 2.61% หลังรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมเผยว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Omicron อาจส่งผลให้แผนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวที่ตั้งเป้าไว้ในช่วงต้นปี 2022 ต้องเลื่อนออกไป

จากข้อมูลในปัจจุบัน เรายังมองว่าเป็นปัจจัยลบระยะสั้น ส่วนการจะกลับไปใช้มาตรการปิดเมืองเต็มรูปแบบมีโอกาสน้อยมากเนื่องจากหลายประเทศทั่วโลกหันมาใช้การดำเนินชีวิตร่วมกับเชื้อไวรัส ในอีกมุมหนึ่งการกลายพันธุ์ครั้งนี้เป็นไปตามแนวโน้มการกลายพันธุ์ของเชื้อโรคที่จะแพร่กระจายได้ไวขึ้นแต่มีความรุนแรงลดลงจึงอาจไม่ส่งผลกระทบอย่างหนัก

Source: vnexpress.net

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ทำไม เจย์ พาวเวล เปลี่ยนโทน… ท่ามกลาง Omicron

MacroView
ทำไม เจย์ พาวเวล เปลี่ยนโทน… ท่ามกลาง Omicron

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เจย์ พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ และ เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ได้มาให้การต่อคณะกรรมการสถาบันการเงินสหรัฐ สภาคองเกรส

ไฮไลท์ของงานนี้ หาใช่มาจากประเด็นของแบงก์สหรัฐแต่อย่างใด หากแต่มาจากการที่พาวเวลได้ให้ความเห็นว่า ณ นาทีนี้ น่าจะถึงเวลาที่ต้องนำคำว่า ‘ชั่วคราว’ ออกจาก สิ่งที่เฟดเรียกปรากฏการณ์ของเงินเฟ้อสหรัฐในช่วงที่ผ่านมาว่า ‘อัตราเงินเฟ้อที่สูงแบบชั่วคราว’

นอกจากนี้ พาวเวลยังให้ความเห็นต่อว่า ในการประชุมเฟด ช่วงกลางเดือนนี้ อาจจะเป็นไปได้ว่าที่จะลดระยะเวลาการซื้อพันธบัตรจากธนาคารพาณิชย์ (QE) ที่มีแผนว่าจะยุติการซื้อดังกล่าวลงในเดือนมิถุนายน ปี 2022 ให้เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิม เป็นเวลา 2-3 เดือน ซึ่งต้องเขาจะพิจารณาข่าวล่าสุดและผลกระทบจากโควิด Omicron รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดก่อนวันประชุมเฟดในครั้งถัดไปประกอบด้วย

งานนี้ เลยส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐ ลดลงเกือบร้อยละ 2 ในวันดังกล่าว บทความนี้ จะขอแสดงความคิดเห็นว่า เพราะเหตุใดพาวเวลจึงอาจจะต้องการที่จะแสดงจุดยืนหรือท่าทีของนโยบายการเงิน ออกมาในลักษณะเช่นนั้น ณ จุดที่ Omicron กำลังเป็นปริศนาอยู่

ก่อนอื่น ต้องบอกก่อนว่าหน้าที่หลักอย่างหนึ่งของเฟด ณ ตรงนี้ คือการบริหารความคาดหวังของตลาดในการประกาศนโยบายต่าง ๆ ซึ่งการที่ข่าวคราวของโควิด Omicron และตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงานเดือนพฤศจิกายน ยังไม่มีความชัดเจนนั้น ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของพาวเวลที่ต้องคำนึงถึงในการแสดงท่าทีของนโยบายการเงินต่อสาธารณชน ณ เวลานี้

ผมจึงขอทำการวิเคราะห์สถานการณ์ในการประชุมเฟดกลางเดือนนี้ ประกอบกับ กรณีซึ่งพาวเวลแสดงท่าทีตอนนี้ ว่าอยากจะทำให้นโยบายการเงินตึงตัวขึ้น ดังตารางที่ 1 กับ กรณีซึ่งพาวเวลไม่แสดงท่าทีตอนนี้ ว่าอยากจะทำให้นโยบายการเงินตึงตัวขึ้น ดังตารางที่ 2

ท่าทีพาวเวล: แสดงท่าทีตอนนี้ ว่าอยากจะทำให้นโยบายการเงินตึงตัวขึ้น ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐยังแรงในกลางเดือนธันวาคม ปี 2021 ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐไม่แรงมากเท่าไรในกลางเดือนธันวาคม ปี 2021
มารู้ภายหลังว่า Omicron แรงที่สหรัฐ เฟดทำนโยบายการเงินตึงตัวขึ้น (ตลาดตอบรับแบบเฉย ๆ ในการประชุมเฟดกลางเดือนนี้) เฟดคงนโยบาย QE Taper ตามแผนเดิม (ตลาดตอบรับแบบโอเคมากในการประชุมเฟดกลางเดือนนี้)
มารู้ภายหลังว่า Omicron ไม่แรงที่สหรัฐ เฟดทำนโยบายการเงินตึงตัวขึ้นมาก (ตลาดตอบรับแบบโอเค ในการประชุมเฟดกลางเดือนนี้) เฟดทำนโยบายการเงินตึงตัว (ตลาดตอบรับแบบโอเค ในการประชุมเฟดกลางเดือนนี้)

จากตารางที่ 1 จะพบว่าเมื่อพาวเวลได้แสดงจุดยืนไปเมื่อต้นสัปดาห์นี้ จะพบว่า ไม่ว่าโควิด Omicron จะรุนแรงในสหรัฐหรือไม่ เมื่อตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐยังสูงอยู่ในกลางเดือนธันวาคม ปี 2021 ทางเฟดก็จะทำนโยบายการเงินตึงตัวขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าตลาดจะตอบรับแบบที่ไม่มีความรู้สึกเชิงลบแต่อย่างใด

ในทางกลับกัน หากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐออกมาไม่แรงมากเท่าไรในกลางเดือนธันวาคม ปี 2021 และมารู้ภายหลังว่า Omicron รุนแรงมากในสหรัฐ แล้วเฟดจะตัดสินใจคงนโยบาย QE Taper ตามแผนเดิม แน่นอนว่าตลาดก็น่าจะโอเคมาก เพราะการที่จะเปลี่ยนท่าทีนโยบายการเงินมาเป็นแนวผ่อนคลายมากขึ้นกว่าที่เคยบอกก่อนหน้านั้น ย่อมจะเป็นผลดีกับตลาด หรือแม้แต่ว่ามารู้ภายหลังว่า Omicron ไม่แรงที่สหรัฐ แล้วเฟดจะทำนโยบายการเงินตึงตัวขึ้น ตลาดก็ยังจะตอบรับแบบที่ดูโอเคอยู่ดี

ท่าทีพาวเวล: ไม่แสดงท่าทีตอนนี้ ว่าอยากจะทำให้นโยบายการเงินตึงตัวขึ้น ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐยังแรงในกลางเดือนธันวาคม ปี 2021 ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐไม่แรงมากเท่าไรในกลางเดือนธันวาคม ปี 2021
มารู้ภายหลังว่า Omicron แรงที่สหรัฐ เฟดทำนโยบายการเงินตึงตัวขึ้น (ตลาดตอบรับแบบตระหนก ในการประชุมเฟดกลางเดือนนี้) เฟดคงนโยบายQE Taper ตามแผนเดิม (ตลาดตอบรับแบบโอเค ในการประชุมเฟดกลางเดือนนี้)
มารู้ภายหลังว่า Omicron ไม่แรงที่สหรัฐ เฟดทำนโยบายการเงินตึงตัวขึ้นมาก (ตลาดตอบรับแบบกังวล ในการประชุมเฟดกลางเดือนนี้) เฟดทำนโยบายการเงินตึงตัวขึ้น (ตลาดตอบรับแบบตระหนก ในการประชุมเฟดกลางเดือนนี้) จากที่คาดว่า Omicron จะชะลอท่าทีนโยบายตึงตัวของเฟด

คราวนี้ หากคิดกันเล่น ๆ ว่า ถ้าเมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ พาวเวลตัดสินใจอีกแบบหนึ่ง โดยไม่แสดงท่าทีตอนนี้ว่าอยากจะทำให้นโยบายการเงินตึงตัวขึ้น ก็จะพบว่า พาวเวลอาจพาตัวเองเข้าสู่ที่นั่งลำบากว่าจะเสี่ยงทำให้ตลาดตื่นตระหนกในการประชุมเฟดครั้งถัดไป ช่วงกลางเดือนนี้

โดยจะพบว่า ไม่ว่าโควิด Omicron จะรุนแรงในสหรัฐหรือไม่ เมื่อตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐยังแรงในกลางเดือนธันวาคม ปี 2021 เมื่อทางเฟดก็จะทำนโยบายการเงินตึงตัวขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า การที่พาวเวลเลือกไม่แสดงท่าทีตอนนี้ว่าอยากจะทำให้นโยบายการเงินตึงตัวขึ้น ตลาดจะตอบรับแบบที่มีความรู้สึกเชิงลบหรืออาจจะถึงขั้นตระหนกเลยก็เป็นได้

อย่างไรก็ดี หากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐไม่แรงมากเท่าไรในกลางเดือนธันวาคม ปี 2021 และมารู้ภายหลังว่า Omicron รุนแรงมากในสหรัฐ แล้วเฟดจะตัดสินใจคงนโยบาย QE Taper ตามแผนเดิม แน่นอนว่าตลาดก็ยังพอจะโอเค เพราะคงท่าทีนโยบายการเงินตามเดิม ย่อมจะเป็นผลดีกับตลาด ทว่าหากมารู้ภายหลังว่าตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐและ สถานการณ์โควิด Omicron ไม่รุนแรงที่สหรัฐ แล้วเฟดจะทำนโยบายการเงิน ตึงตัวขึ้น ตรงนี้ อาจจะทำให้ตลาดมีความตระหนกได้

โดยสรุป การที่พาวเวลแสดงท่าทีเปลี่ยนไปดังเช่นที่เราเห็นในตอนนี้ ถือเป็นตัวช่วยต่อเฟดในการบริหารจัดการความคาดหวังของตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ในอนาคตอันใกล้

MacroView

ที่มาบทความ: http://www.macroviewblog.com/blog/market/powellshifttone/

Omicron Oh my God

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
Omicron Oh my God

พลันที่องค์การอนามัยโลก WHO ออกมาเตือนเกี่ยวกับ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ B.1.1.529 ที่แพร่ระบาดในแอฟริกาใต้เนื่องจากมีการกลายพันธุ์ในหลายจุดอย่างมากจนน่าวิตก โดยจัดให้อยู่ในสถานการณ์ที่น่ากังวล พร้อมทั้งระบชื่อสายพันธุ์ใหม่ว่า โอไมครอน (Omicron)

สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกก็พังทลายลงทันที S&P500 Index ร่วงรุนแรงในช่วง 26-30 พ.ย. 64 กว่า -3% เช่นเดียวกับ SET Index ลงจัดหนักในช่วงเวลาเดียวกันกว่า -4.8%

ทำไมการเจอไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ถึงต้องทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกสะเทือนกันได้ขนาดนี้ การหาคำตอบคงต้องย้อนความกลับไปถึงที่มาของ ไวรัสสายพันธุ์นี้ แรกเริ่มมีชื่อในทางวิทยาศาสตร์ว่า B.1.1.529 ก่อนที่ WHO จะตั้งชื่อเรียกให้ตามลำดับตัวอักษรกรีกว่าโอไมครอน เป็นไวรัสกลายพันธุ์ชนิดที่ 5 ที่องค์การอนามัยโลกจัดให้อยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ที่น่ากังวล ต่อจากสายพันธุ์อัลฟา เบตา แกมมา และเดลตา

ความน่ากลัวมันอยู่ตรงที่มีการกลายพันธุ์ของยีนรวมทั้งสิ้นถึง 50 ตำแหน่ง ซึ่งถือว่าผิดปกติอย่างยิ่งและทำให้มันมีความแตกต่างจากเชื้อโควิดกลายพันธุ์อื่น ๆ ที่เคยพบมาเป็นอย่างมาก และการกลายพันธุ์แบบเหนือความคาดหมายนี้ จัดเป็นการกลายพันธุ์ของโปรตีนบนส่วนหนามของไวรัสถึง 32 ตำแหน่ง ซึ่งส่วนดังกล่าวมีความสำคัญยิ่ง ในการเป็นกุญแจที่ไวรัสใช้ไขประตูเข้าสู่เซลล์ร่างกายมนุษย์

โดยเป็นที่แน่ชัดว่าการติดเชื้อของ Omicron มีอัตราที่เร็วกว่าสายพันธุ์เดลตามาก อย่างไรก็ตามยังคงต้องรอการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการอีกนานหลายสัปดาห์ จึงจะสามารถบอกได้ว่ายีนเหล่านั้นมีผลทำให้เชื้อโควิดดังกล่าวมีฤทธิ์ร้ายแรง เหนือกว่าเชื้อกลายพันธุ์ชนิดอื่น ๆ ที่เคยพบมาก่อนหรือไม่ เช่นเดียวกับประสิทธิภาพของวัคซีนต่าง ๆ ในการป้องกันสายพันธุ์นี้ ยังเป็นสิ่งที่ต้องรอผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์

เท่ากับเรารู้ว่าสายพันธุ์โอไมครอนติดง่ายติดไวกว่าสายพันธุ์เดลตา แต่เรายังไม่รู้ว่า Omicron จะส่งผล 1. ไวรัสจะก่อให้เกิดโรคที่รุนแรงมากเพียงใด 2. ไวรัสสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันได้หรือไม่ 3. ผู้ที่ฉีดวัคซีนไป เมื่อติดสายพันธุ์นี้จะมีอาการป่วยอย่างไร

เมื่อไม่รู้ก็คือความไม่แน่นอน ความเสี่ยงที่แต่ละประเทศจะหันมาใช้นโยบายที่เข้มงวด เช่น ล็อกดาวน์ จำกัดการเดินทางหรือปิดประเทศก็มีมากขึ้น

ความไม่แน่นอนแบบนี้คือสิ่งที่ตลาดไม่ชอบ เมื่อไม่ชอบก็ขอขายไว้ก่อน สภาวะ Risk Off จึงเกิดขึ้น

คำถามคือการลงจากเรื่องสายพันธุ์โอไมครอน มันคือโอกาสหรือไม่

คำตอบคือใช่ มันคือโอกาส

ผมมองว่า มันคือวัฏจักรวนกลับมาอีกครั้ง เมื่อเจอโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ตลาดกลัว หุ้นลง เกิดล็อกดาวน์ หุ้นขึ้น หายกลัว และก็เจอโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ตลาดกลัว หุ้นลง เกิดล็อกดาวน์ หุ้นขึ้น … มันเป็น ลูปนรก ชัด ๆ

ในส่วนของตลาดหุ้นไทย ต้องแยกให้ออกระหว่าง การเปิด/ปิดเมือง และ การเปิด/ปิดประเทศ ผมเชื่อว่าโอกาสที่จะเห็นการล็อกดาวน์ปิดเมืองในประเทศมีน้อยมาก เหตุเพราะ

  1. พัฒนาการฉีดวัคซีนปัจจุบันไทยเร่งตัวได้ดีมาก ฉีดไปแล้วกว่า 100 ล้านเข็ม เข็มแรกคิดเป็นเกือบ 70% ของประชากรทั้งหมด เข็มสองอีก 56% และเข็มสามกำลังมากขึ้นเรื่อย ๆ
  2. การเมืองจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ล็อกดาวน์ไม่ได้ เพราะแนวโน้มมันชัดเจนแล้วตั้งแต่ที่มีการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เลือกตั้ง 2 ใบ บ่งบอกชัดว่ากลางปี 2565 มีโอกาสยุบสภาเลือกตั้งสูงมาก เท่ากับว่ารัฐบาลเหลือเวลาทำแต้มเพียงแค่ 7 เดือน หากมีการล็อกดาวน์อีก ก็ไม่ต้องหวังที่จะเลือกตั้งชนะ

ทั้งนี้แม้ความเสี่ยงที่จะเกิดการปิดประเทศ ห้ามต่างชาติเข้ามา ดูมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นหากเกิดการแพร่ระบาดอย่างรุนแรง แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะเลือกแนวทางการเพิ่มมาตรการคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มากขึ้น อย่างเช่น การเปลี่ยนวิธีทดสอบหาเชื้อจากการ ATK กลับไปเป็น RT PCR เหมือนเดิม

ระยะสั้น ตลาดสามารถเกิดความกลัวได้ว่า สายพันธุ์จะทำให้เกิดการล็อกดาวน์ ซึ่งกว่าตลาดจะรู้ว่าความแรงของสายพันธุ์โอไมครอนอยู่ในระดับไหนก็น่าจะช่วงกลาง ธ.ค. 64 แต่คาดว่าเมื่อตลาดรับรู้แล้วว่ามันเป็นลักษณะไหน ตลาดจะเริ่มปรับตัว และนักลงทุนจะเริ่มมองหาโอกาสการลงทุนกันอีกครั้ง

ดังนั้นการปรับลงมาต่ำกว่า 1,580 จุด มันจึงเป็นจังหวะดีในการเข้าสะสม

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์

News Update: Grab เทรดวันแรกตลาดหุ้นสหรัฐฯ หุ้นร่วง 21% มูลค่าหาย 5.7 แสนล้านบาท ทำสถิติดีล SPAC มูลค่าสูงสุด

THE OPPORTUNITY
News Update: Grab เทรดวันแรกตลาดหุ้นสหรัฐฯ หุ้นร่วง 21% มูลค่าหาย 5.7 แสนล้านบาท ทำสถิติดีล SPAC มูลค่าสูงสุด

เมื่อวานนี้ (2 ธ.ค.) หุ้น Grab พุ่ง 18% หลังเทรดวันแรกในตลาดหุ้น Nasdaq ก่อนร่วง 21% ปิดที่ราคา $8.75 มูลค่าหาย 570,000 ล้านบาทพร้อมทำสถิติดีล SPAC มูลค่าสูงสุดที่ 40,000 ล้านดอลลาร์ หลังควบรวมกิจการกับ Altimeter Growth

การเกิดขึ้นของสายพันธุ์โอไมครอนส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ให้บริการเรียกรถโดยสาร ส่งผลให้ราคาหุ้น Uber ปรับตัวลงแล้วกว่า 10% หลังมีรายงานการพบไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในแอฟริกาใต้ ขณะที่สิงคโปร์ ประเทศสำนักงานใหญ่ของ Grab ประกาศห้ามไม่ให้ 7 ประเทศในทวีปแอฟริกาเดินทางเข้าประเทศ โดยล่าสุด (2 ธ.ค.) สิงคโปร์พบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนแล้ว 2 ราย

ปัจจุบัน Grab ยังไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไร โดยในเดือนที่ผ่านมา บริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 988 ล้านดอลลาร์ ขณะที่รายได้ลดลง 9% เหลือ 157 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม Anthony Tan ผู้ร่วมก่อตั้ง และซีอีโอของ Grab มองเห็นโอกาสมหาศาลสำหรับการขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคาดว่ามูลค่าธุรกรรมในตลาด (Merchandise Value) ในปีนี้จะบรรลุเป้าหมายที่ระดับ 15,000-15,500 ล้านดอลลาร์

ในเดือน เม.ย. Anthony Tan และ Brad Gerstner ซีอีโอของ Altimeter Growth เปิดเผยดีล SPAC หรือการควบรวมกิจการเพื่อระดมทุนจากสาธารณะโดยไม่ต้อง IPO แต่ต้องเผชิญกับความท้าทายจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด

Grab เป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีศักยภาพสุงสุดในการเข้าสู่ตลาดหุ้น โดยโมเดลธุรกิจของบริษัทคล้ายคลึงกับ Uber ที่ได้ขายธุรกิจในภูมิภาคให้กับ Grab ตั้งแต่ปี 2018 นอกจากนี้ Grab ยังมีกองทุน Vision Fund ของ SoftBank Group เป็นผู้ลงทุนหลัก เช่นเดียวกับ Uber

เมื่อวานนี้ (2 ธ.ค.) Hooi Ling Tan ผู้ร่วมก่อตั้ง Grab กล่าวกับ Bloomberg ว่า ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าความกังวลในไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปหรือไม่ และกล่าวถึง“SuperApp” บริการครบวงจรในแอปเดียว ว่าเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเติบโตและรับมือกับความท้าทายของโควิดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

งานวิจัยของ Google, Temasek และ Bain & Co. ที่เผยแพร่ในเดือน พ.ย. แสดงให้เห็นโอกาสการเติบโตที่สูงมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคในปี 2025 จะเติบโตขึ้น 2 เท่า สู่ 363,000 ล้านดอลลาร์

ก่อนหน้านี้ในปี 2017 Sea Group บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติสิงคโปร์ได้เข้าสู่ตลาดหุ้น โดยเริ่มต้นจากบริษัทเกม ก่อนจะขยายธุรกิจไปยังอีคอมเมิร์ซและการชำระเงินดิจิทัล ขณะที่หุ้น Sea เพิ่มขึ้นถึง 1,600% นับตั้งแต่เข้าสู่ตลาดหุ้น และกลายมาเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดที่ประมาณ 145,000 ล้านดอลลาร์ สูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Grab กำลังเผชิญกับการแข่งขันในภูมิภาคที่เข้มข้นขึ้นจาก Sea รวมถึง Gojek คู่แข่งรายสำคัญจากอินโดนีเซีย ที่ได้ควบรวมกิจการกับ PT Tokopedia อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ และตั้งบริษัทใหม่ “GoTo” เตรียมเข้าสู่ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย และสหรัฐฯ ในปีหน้า

Nathan Naidu นักวิเคราะห์ของ Bloomberg กล่าวว่า การเป็นผู้นำในตลาดบริการเรียกรถในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้ Grab ได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่าง GoTo และ Sea ซึ่งจะทำให้ยอดขายของ Grab เติบโตอย่างก้าวกระโดดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-12-02/grab-shares-rise-after-completing-altimeter-spac-merger?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (27 พ.ย. – 3 ธ.ค. 64)

FINNOMENA
สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (27 พ.ย. - 3 ธ.ค. 64)

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 27 พ.ย. – 3 ธ.ค. พ.ย. 2564 มีกองทุนไหนทำผลตอบแทนได้โดดเด่น และเป็นกองทุนยอดนิยมที่มีผู้ค้นหามากที่สุดบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน FINNOMENA บทความนี้จะขอพาผู้อ่านไปดูกันครับ

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นประจำสัปดาห์ (27 พ.ย. – 3 ธ.ค. 64)

สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (27 พ.ย. - 3 ธ.ค. 64)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 3 ธ.ค. 2564)

1.K-GPE19A-UI – กองทุนเปิดเค โกลบอลไพรเวทอิควิตี้ 19A ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +11.03%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +49.30%

2.BCAP-XHEALTH – กองทุนเปิดบีแคป เน็กซ์ เจน เฮลธ์

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +2.77%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +0.39% (เริ่มนับ NAV วันที่ 14/05/2021)

ซื้อกองทุน BCAP-XHEALTH คลิก

3.UCHI – กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ไชน่า เฮลท์แคร์ อินโนเวชั่น ฟันด์

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +2.75%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -13.39% (เริ่มนับ NAV วันที่ 25/02/2021)

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

ซื้อกองทุน UCHI คลิก

ดูรายละเอียดกองทุนทั้ง 10 อันดับเพิ่มเติม: K-GPE19A-UI, BCAP-XHEALTH, UCHI, TUSFIX, PRINCIPAL GMV-C, PWIN, UOBSGC, SCBIHEALTH(E), SCBIHEALTH(A), SCBIHEALTH(P)

หมายเหตุ: ข้อมูลหน่วยราคากองทุน อัปเดตล่าสุด เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2564 ข้อมูลผลตอบแทนบางกองทุนในหน้า 10 อันดับ อาจมีการแสดงผลตอบแทนที่แตกต่างจากแต่ละหน้ากองทุน เนื่องจากการดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน (ซึ่งนับวันที่ในรอบสัปดาห์แตกต่างกัน)

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิกhttps://finno.me/cheat-sheet-update

10 อันดับกองทุนที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในรอบสัปดาห์บนแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ FINNOMENA (27 พ.ย. – 3 ธ.ค. 64)

สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (27 พ.ย. - 3 ธ.ค. 64)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 3 ธ.ค. 2564)

1.ONE-UGG-RA : กองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +0.73%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD) +15.34%

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-UGG-RA : กองทุนหุ้นเติบโตทั่วโลก คว้าโอกาสแห่งอนาคต

ซื้อกองทุน ONE-UGG-RA คลิก

2.PRINCIPAL VNEQ-A : กองทุนเปิดพรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ ชนิดสะสมมูลค่า

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: -1.29%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD) +57.05%

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

ซื้อกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A คลิก

3.TMBGQG : กองทุนเปิดทหารไทย Global Quality Growth

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: 2.80%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD) +13.38%

ซื้อกองทุน TMBGQG คลิก

ดูรายละเอียดกองทุนยอดนิยมเพิ่มเติม : ONE-UGG-RA, PRINCIPAL VNEQ-A, TMBGQGK-VIETNAM, K-CHANGE-A(A), K-EUSMALL, B-INNOTECH, KFGG-A, K-CHANGE-SSF, K-CASH

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิก: https://finno.me/cheat-sheet-update


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

แจกสไลด์ รายการ FINNOMENA LIVE – “ย้อนมองหุ้นโลกพุ่งฝ่าวิกฤตโควิด-19”

FINNOMENA

 

รับชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่ >>> https://youtu.be/pNRS6knPqUM

กิจกรรมสุดปังส่งท้ายปลายปี ส่งต่อถึงเมลของคุณ สำหรับใครที่กำลังมองหาการลงทุนที่สามารถลดหย่อนภาษีด้วยต้องไม่พลาด แค่เป็นสมาชิกของ FINNOMENA ก็รับไปเลย E-Book กองทุน SSF-RMF คู่มือที่จะมาตอบโจทย์ในการวางแผนลดหย่อนภาษี

เพียงแค่ทำตามกติกาดังต่อไปนี้
1. กดติดตาม (Subscribe) ช่อง YouTube : FINNOMENA (
https://finno.me/subscribe)
2. แคปภาพที่กดติดตาม (Subscribe) ช่อง YouTube : FINNOMENA และกรอกอีเมลที่ใช้สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์ FINNOMENA ใน Link >>> https://finno.me/activity2 ให้ครบถ้วน

แจก E-Book กองทุน SSF-RMF ให้กับทุกคนที่ทำถูกกติกา
สามารถร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่ 29 .. – 16 .. 2564

News Update: Didi ถอนตัวจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ย้ายมาเทรดตลาดหุ้นฮ่องกงแทน บริษัทจีนทั้งหมดในสหรัฐฯ อาจโดนด้วย

THE OPPORTUNITY
News Update: Didi ถอนตัวจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ย้ายมาเทรดตลาดหุ้นฮ่องกงแทน บริษัทจีนทั้งหมดในสหรัฐฯ อาจโดนด้วย

Didi เตรียมถอนตัวออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ และวางแผนจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงแทน โดยบริษัทระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นจากการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว

สัปดาห์ที่แล้ว มีรายงานระบุว่า หน่วยงานกำกับดูแลของจีนขอให้ Didi แอปเรียกรถใหญ่ที่สุดในจีน พิจารณาเพิกถอนบริษัทออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลที่มีความอ่อนไหว ส่งผลให้ราคาหุ้น Didi ร่วงแรง

โดยนับตั้งแต่การ IPO ในเดือน มิ.ย. ราคาหุ้น Didi ร่วงไปแล้วกว่า 44% โดยราคาล่าสุด (2 ธ.ค.) อยู่ที่ 7.8 ดอลลาร์

การเพิกถอนหุ้นของ Didi จะส่งผลกระทบต่อเงินลงทุนมหาศาลของ SoftBank และ Uber ซึ่งถือหุ้นใน Didi รวมกันแล้วกว่า 30% โดยล่าสุด (3 ธ.ค.) ราคาหุ้น Softbank ในตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปรับตัวลงแล้วประมาณ 3%

ก่อนหน้านี้มีรายงานระบุว่า การ IPO โดยไม่แก้ไขปัญหาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของ Didi ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลของจีนรู้สึกไม่พอใจ เนื่องจาก Didi มีข้อมูลจำนวนมหาศาลเกี่ยวกับการเดินทาง และผู้ใช้งานในจีน

Aaron Costello จาก Cambridge Associates มองว่า รัฐบาลจีนแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการให้บริษัทจีนจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อีกต่อไป เพราะนั่นทำให้จีนอยู่ภายใต้อำนาจของสหรัฐฯ โดยคาดว่าบริษัทเทคโนโลยีจีนทั้งหมดที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจถูกสั่งให้ถอนตัวจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ และจดทะเบียนใหม่ในตลาดหุ้นฮ่องกง หรือตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่แทน

การประกาศของ Didi เกิดขึ้นไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลัง ก.ล.ต. สหรัฐฯ สรุปกฎเกณฑ์ที่อนุญาตให้เพิกถอนหุ้นต่างประเทศได้ หากไม่เป็นไปตามข้อกำหนดในการตรวจสอบ

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/12/03/didi-on-delisting-from-us-and-list-in-hong-kong.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 03/12/2021 “Grab เทรดวันแรกในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วง 21% มูลค่าหาย 5.7 แสนล้านบาท ทำสถิติดีล SPAC มูลค่าสูงสุด” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 03/12/2021 “Grab เทรดวันแรกในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วง 21% มูลค่าหาย 5.7 แสนล้านบาท ทำสถิติดีล SPAC มูลค่าสูงสุด” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 03/12/2021

“Grab เทรดวันแรกในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วง 21% มูลค่าหาย 5.7 แสนล้านบาท ทำสถิติดีล SPAC มูลค่าสูงสุด”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 34,639.79 +617.75 จุด (+1.82%) S&P500 ปิดที่ 4,577.10 +64.06 จุด (+1.42%) Nasdaq 15,381.32 ปิดที่ +127.27 จุด (+0.83%) Small Cap 2000 ปิดที่ 2,201.97 +54.55 จุด (+2.54%) VIX index อยู่ที่ 27.95 (-10.19%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 4,108.02 -71.13 จุด (-1.70%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 15,263.11 -209.56 จุด (-1.35%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 6,795.75 -86.12 จุด (-1.25%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 27,753.37 -182.25 (-0.65%) ดัชนี CSI 300 ปิดที่ 4,856.16 +12.31 จุด (+0.25%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 23,788.93 +130.01 จุด (+0.55%) และ SET Index ปิดที่ 1,591.84 +1.03 จุด (+0.06%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 3 ธ.ค. 2564) ราคาทองคำ 1,772.05 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 22.33 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 67.19 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 70.28 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 3 ธ.ค. 2564) Bitcoin 56,204.3 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 4,486.51 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.206948 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 611.50 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์อยู่ที่ระดับ 2.22 แสนราย ปรับเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน แต่น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 2.4 แสนราย ติดตามตัวเลข Non-farm payroll รวมถึงอัตราการว่างงานที่จะประกาศคืนนี้

ตลาดหุ้นปากีสถานติดลบแรงมากกว่า -4% หลังจากเปิดเผยดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบมากกว่าที่คาดการณ์ ทำให้เกิดความกังวลว่าธนาคารจะใช้นโยบายขึ้นดอกเบี้ย มีการเรียกสถานการณ์เมื่อวานว่าเป็น Black Thursday

ตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายวัน เมื่อวาน 3 อันดับแรก คือ สหรัฐฯ เยอรมัน และสหราชอาณาจักร

ตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในทวีปแอฟริกาเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น ค่าเฉลี่ยผู้ติดเชื้อย้อนหลัง 7 วันอยู่ที่ 3,797 ราย มีโอกาสเข้าสู่การระบาดเวฟที่ 4 สูงขึ้นเรื่อยๆ

Janet Yellen รัฐมนตรีว่าการกระทรงการคลัง ออกมาเตือนถึงการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ มีโอกาสทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง แต่จะไม่ใช่การชะลออย่างมีนัยยะสำคัญ และทำให้ปัญหาซัพพลายเชนยังมีต่อไป โดยทางสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะไม่ประกาศล็อกดาวน์

ญี่ปุ่นยกเลิกกฎหมายห้ามเที่ยวบินเข้าประเทศ สำหรับประชาชนญี่ปุ่นที่อยากกลับประเทศ

ก.ล.ต. สหรัฐฯ เตรียมออกกฎหมายถอดหุ้นจีนออกจากตลาดหลักทรัพย์ หากไม่ทำตามมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล ดัชนี Nasdaq Dragon Index ปรับตัวลดลงประมาณ -2.7% หุ้น Alibaba ค่า P/E ถูกที่สุดตั้งแต่ IPO และราคาปรับตัวต่ำสุดตั้งแต่ปี 2011

รายชื่อบริษัทที่อาจจะถูกตรวจสอบและกดดันให้กลับมาจดทะเบียนในตลาดหุ้นจีน อาทิเช่น Pinduoduo, Nio, Didi, KE Holdings และ Tencent Music เป็นต้น โดยล่าสุดมีข่าวว่า Didi ประกาศจะถอนตัวออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพื่อไปจนทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง

Grab เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ด้วยวิธี SPAC และเป็นดีลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดหุ้นสหรัฐฯ สำหรับการเข้าจดทะเบียนด้วยวิธีนี้ โดยวันแรกราคาติดลบ -21%

OPEC+ ยืนยันเดินหน้าเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันตามแผนเดิม แต่ยังเปิดโอกาสในการปรับเปลี่ยนได้ในอนาคต

ลาวเปิดตัวระบบรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจีน – ลาว มูลค่ารวม 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เชื่อมต่อจากเวียงจันทน์ ผ่านหลายเมืองในประเทศจนถึงเมืองคุนหมิง อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์มีการออกมาเตือนเรื่องหนี้ต่างประเทศจากการก่อสร้างโครงการนี้ โดยในโครงการนี้ มีเงินกู้อยู่ที่สัดส่วน 60% จากเอ็กซิมแบงก์จีน

สำนักงานก.ล.ต. จับตา 3 cryptocurrency ไทย KUB – JFIN – SIX จากการที่ราคามีความผันผวนอย่างมาก โดยยืนยันว่าการปั่นราคามีความผิดทางกฎหมาย และสำนักงานก.ล.ต. สามารถดำเนินการเอาผิดได้ คำเตือนสำหรับผู้สนใจลงทุน 1. ศึกษาข้อมูลให้ละเอียด อย่าลงเชื่อคำโฆษณาเกี่ยวกับผลตอบแทน 2. สำรวจความสามารถในการรับความผันผวนของตัวเอง 3. ประเมินความสามารถในการรับกับการสูญเสียเงินต้น 4. หากไม่เคยลงทุนในหลักทรัพย์มาก่อน ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ 5. ควรลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่ให้เป็นภาระของครอบครัว 6. หมั่นติดตามบัญชีลงทุนอยู่เสมอ

งานสัมมนารวมพลคนลงทุน 2021

วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม ติดตามรายการ Alpha Investor พบกับการวิเคราะห์หุ้น Tencent หุ้น Metaverse นอกสายตา

News Update: JPMorgan ส่งสัญญาณ “ได้เวลาซื้อหุ้น” มองโควิดใกล้จบ แนะนำช้อนหุ้นกลุ่ม ‘วัฏจักร-เปิดเมือง-โภคภัณฑ์’

THE OPPORTUNITY
News Update: JPMorgan ส่งสัญญาณ “ได้เวลาซื้อหุ้น” มองโควิดใกล้จบ แนะนำช้อนหุ้นกลุ่ม ‘วัฏจักร-เปิดเมือง-โภคภัณฑ์’

JPMorgan มองว่า ความผันผวนของตลาดจากการอุบัติขึ้นของไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน อาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนในการช้อนซื้อหุ้นกลุ่มเปิดเมือง และสินค้าโภคภัณฑ์

นักกลยุทธ์ของ JPMorgan ระบุว่า โอไมครอนมีโอกาสแพร่เชื้อได้มากกว่าเดิมก็จริง แต่รายงานในช่วงแรกชี้ว่าสายพันธุ์ใหม่มีความรุนแรงน้อยลง ตามวิวัฒนาการของไวรัสที่สังเกตได้มาตั้งแต่อดีต ซึ่งอาจเป็นผลดีต่อตลาด เพราะเป็นสัญญาณว่าใกล้ถึงจุดสิ้นสุดของการระบาดครั้งใหญ่แล้ว

Marko Kolanovic และ Bram Kaplan นักกลยุทธ์ของ JPMorgan วิเคราะห์ว่า โอไมครอนอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดปัจจัยต่างๆ ได้แก่ 1) เส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) ที่ชันขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงจุดเริ่มต้นการเติบโตของเศรษฐกิจ 2) การเปลี่ยนผ่านจากหุ้นเติบโตไปสู่หุ้นมูลค่า 3) แรงเทขายในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากโควิดและการล็อกดาวน์ และ 4) การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเปิดเมือง

JPMorgan มองว่า แรงเทขายล่าสุดเป็นโอกาสในการช้อนซื้อหุ้นกลุ่มวัฏจักร หุ้นกลุ่มเปิดเมือง และสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงเป็นโอกาสสำหรับผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น

การเกิดขึ้นของสายพันธุ์โอไมครอนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ยกระดับมาตรการคุมเข้มด้านการเดินทาง โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขส่วนหนึ่งมองว่า ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์เพื่อสรุปข้อมูลเกี่ยวกับโอไมครอน แต่ Paul Kelly ประธานเจ้าหน้าที่การแพทย์ของออสเตรเลียระบุว่า ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าโอไมครอนอันตรายกว่าสายพันธุ์อื่นๆ

นักกลยุทธ์ของ JPMorgan กล่าวว่า โอไมครอนสอดคล้องกับรูปแบบวิวัฒนาการของไวรัสในอดีต ที่ไวรัสกลายพันธุ์ใหม่จะแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นแต่มีความรุนแรงน้อยลง ซึ่งโอไมครอนอาจเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการเปลี่ยนโรคระบาดร้ายแรงให้กลายเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริง WHO อาจข้ามไปตั้งชื่อสายพันธุ์ใหม่นี้ว่า ‘โอเมก้า’ ซึ่งเป็นตัวอักษรลำดับสุดท้ายของอักษรกรีก

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-12-02/jpmorgan-says-buy-the-dip-as-omicron-may-signal-pandemic-ending?sref=e4t2werz 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

WEB 3.0 คืออะไร? วิวัฒนาการของการเชื่อมต่อที่ไร้พรมแดนและไร้ตัวกลาง?

Zipmex
WEB 3.0 คืออะไร? วิวัฒนาการของการเชื่อมต่อที่ไร้พรมแดนและไร้ตัวกลาง?

หากกล่าวถึงเทคโนโลยี ในปัจจุบันนั้นมีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยี Blockchain, Smart Contract และอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งได้นำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมการเงินแบบเดิม ทำให้เกิดเป็น Decentralized Finance (DeFi) เป็นบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ขึ้น นอกจากนี้ยังมีการนำไปประยุกต์ใช้กับงานศิลปะ หรือ ของสะสมต่าง ๆ เกิดเป็น Non-Fungible Token (NFT) ที่ได้มอบสิทธิความเป็นเจ้าของ (Ownership) ให้แก่ผู้ถือครองอย่างแท้จริง จนไปถึงมีการนำแนวทางนี้ไปประยุกต์ให้กับอุตสาหกรรมเกม เกิดเป็นเกมใหม่ ๆ อย่าง AXS, GALA ที่ทำให้การ Play-to-Earn ในอุดมคติกลายเป็นความจริงขึ้นมา

ปัจจุบันได้เริ่มมีการนำมาใช้เพื่อพัฒนา World Wide Web หรือ Website ที่เรียกกันว่า Web 3.0 ถือเป็นแนวทางของ Website ในอนาคต ที่จะทำให้ประสบการณ์การใช้งานอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้งานเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะมาแชร์กันในครั้งนี้

วิวัฒนาการของเว็บไซต์ (Website)

โดยก่อนอื่นเราขออนุญาตเริ่มจากการเล่าถึงวิวัฒนาการของเว็บไซต์ก่อน เพื่อให้ทุกคนทราบเกี่ยวกับลักษณะของแต่ละรูปแบบ และทราบถึงข้อกำจัดในการใช้งานต่าง ๆ ที่เป็นเหตุให้มีการพัฒนาเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้

WEB 1.0

Web 1.0 เป็นเว็บไซต์ในช่วงยุคเริ่มต้นราวปี 1990 – 2000 ที่สร้างขึ้นจาก ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี (Tim Berners-Lee) เป็นวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ด้านคอมพิวเตอร์ชาวอังกฤษผู้คิดค้นระบบข้อมูลข่าวสารบนอินเทอร์เน็ต หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของ World Wide Web โดยได้มีการออกแบบเทคโนโลยีที่เป็นองค์ประกอบหลัก 3 อย่าง ซึ่งเป็นรากฐานของเว็บไซต์ได้แก่ HTML, URL และ HTTP

Web 1.0 จะทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารในรูปแบบสื่อสารทางเดียว (One Way Communication) โดยผู้สร้างเนื้อหา หรือ เจ้าของเว็บ จะเป็นผู้กำหนดส่วนของเนื้อหาทั้งหมดให้แก่ผู้ใช้งาน หรือ ผู้บริโภค รับรู้ข่าวสารได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้ และข้อมูลที่มีการนำเสนอมานั้นจะมีลักษณะแบบคงที่ (Static) เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถทำการอัปเดตได้นอกจากเจ้าของ หรือผู้สร้างเนื้อหา ส่งผลให้เกิดข้อกำจัดทั้งในเรื่องของการสื่อสาร และการใช้งานระหว่างกัน จนได้มีการเริ่มพัฒนาต่อเป็น Web 2.0 ขึ้นมา

WEB 2.0

Web 2.0 เป็นการพัฒนาให้สามารถทำได้ทั้งอ่าน และเขียนเพื่อโต้ตอบกันได้อย่างอิสระเป็นแบบสื่อสารสองทาง (Two Way Communication) และข้อมูลข่าวสารที่มีการนำเสนอนั้นจะมีการพัฒนาเป็นแบบ Dynamic สามารถอัปเดตข่าวสารได้ตลอดเวลา ส่งผลให้ผู้ใช้งานสามารถเป็นได้ทั้งผู้สร้างและผู้บริโภคในการสร้างสรรค์เนื้อหา Content ต่าง ๆ หรือ พูดคุยโต้ตอบระหว่างกันบนเว็บไซต์ได้ ทำให้การปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานมากมายบนอินเทอร์เน็ต ก่อให้เกิดเป็นสังคมออนไลน์ Social Network และมีข้อมูลเป็นจำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาสู่อินเทอร์เน็ต เป็นเหตุให้จำเป็นต้องมีตัวกลางอย่าง Facebook (Meta), Google เข้ามาทำหน้าที่เป็นคนกลางคอยดูแลจัดการข้อมูลทั้งหมด และเชื่อมต่อผู้คนต่าง ๆ เข้ามาใช้งานได้อย่างสะดวก เป็นต้น

แต่ทว่าปัญหาตามมาทีหลัง เช่น ตัวกลางเป็นคนดูแลข้อมูล จะทราบถึงข้อมูลส่วนบุคคลและพฤติกรรมของผู้ใช้งานทั้งหมด ซึ่งสามารถนำไปแสวงหาผลประโยชน์ได้แก่ การขายข้อมูลให้แก่องค์กรต่าง ๆ, การขายโฆษณาต่าง ๆ บนพื้นที่เว็บ เพื่อสร้างรายได้เป็นจำนวนมหาศาลให้แก่ตนเอง เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในสาเหตุของการต่อยอดพัฒนาแนวคิด Web 3.0 ที่จะลดทอนบทบาทของตัวกลางออกไป และมอบสิทธิการดูแลควบคุมข้อมูลให้แก่ผู้ใช้งานอย่างแท้จริง

WEB 3.0

Web 3.0 คือแนวคิด หรือรูปแบบของเว็บไซต์ที่กำลังจะพัฒนาขึ้นมาในอนาคต โดยเราจะแบ่งแนวคิดนี้ออกเป็น 2 ส่วน คือ แนวคิดมุมมองในอดีต และมุมมองในปัจจุบัน

แนวคิดมุมมองในอดีต

อ้างอิงข้อมูลในรายงาน Paper เมื่อปี 2001 ของ ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี มีมุมองเกี่ยวกับ Web 3.0 เป็นเทคโนโลยีหรือแนวความคิดที่จะพัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ บนเว็บไซต์ ที่เนื้อหามีความเกี่ยวข้องกันทั้งภายในเว็บ และจากเครือข่ายทั่วโลก ทำให้เป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่เชื่อมโยงระหว่างกันแบบเครือข่าย และมีการพัฒนาในเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligent) ที่จะเข้าช่วยเหลือในส่วนการอธิบายข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างละเอียด และครอบคลุมตรงกับความต้องการของผู้ใช้อย่างสมเหตุผลมากยิ่งขึ้น เป็นต้น

นอกจากนี้เขายังได้ทำการก่อตั้งองค์กรเว็บไซต์สากล (World Wide Web Consortium หรือ W3C) ซึ่งเป็น Community ที่อุทิศตนในการพัฒนาเรื่องมาตรฐานสากลของเว็บไซต์ ซึ่งได้มีการนำเสนอแนวคิดที่อาจสามารถปฏิวัติลักษณะของเว็บไซต์ และจะมีความสอดคล้องเหมือนกับแนวคิดมุมมองในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น

  • Decentralized (มีการกระจายอำนาจผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากส่วนกลางในการโพสต์ข้อมูลต่าง ๆ บนเว็บไซต์, ไม่มี Node ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางควบคุม (เซิร์ฟเวอร์) ส่งผลให้ไม่เกิดปัญหา Single Point of Failure)
  • Bottom-up Design (การออกแบบพัฒนาโค้ดที่คำนึงถึงผู้ใช้งานส่วนใหญ่ให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ แทนที่การใช้งานโค้ดแบบที่เขียนได้เฉพาะผู้เชี่ยวชาญ หรือ กลุ่มคนส่วนน้อย)
  • Consensus (มีการตรวจสอบความถูกต้อง โปร่งใสที่ทุกคนต้องยินยอมและเห็นพ้องกัน เพื่อให้การทำงานทั้งหมดเป็นไปในรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน)

แนวคิดมุมมองในปัจจุบัน

อ้างอิงข้อมูลจาก Dr. Gavid Wood เป็นทั้งอดีต CTO ของ Ethereum และผู้ก่อตั้ง Web 3.0 Foundation ที่เป็นกำลังพัฒนาแนวทางของอินเทอร์เน็ตในยุคต่อไป โดยเขาได้อธิบายแนวคิด Web 3.0 ว่า เป็นวิสัยทัศน์ของรูปแบบอินเทอร์เน็ตในอนาคตที่จะไม่มีเซิร์ฟเวอร์, เป็นเว็บไซต์ที่มีการกระจายอำนาจ และเป็นอินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้งานทุกคนสามารถควบคุมข้อมูล อัตลักษณ์ตัวตนทางโลกดิจิทัล และทำให้เรากำหนดทิศทางตนเองได้อย่างแท้จริง

องค์ประกอบของ WEB 3.0 เป็นอย่างไร?

WEB 3.0 คืออะไร? วิวัฒนาการของการเชื่อมต่อที่ไร้พรมแดนและไร้ตัวกลาง?

เราจะขออ้างอิงองค์ประกอบของ Web 3.0 จาก Web 3.0 Foundation ที่ได้แสดงข้อมูลของ Technology Stack ของเว็บไว้ให้ โดยแบ่งออกเป็น 5 Layers ได้แก่

  • Layer 0 เป็นส่วนพื้นฐานของ Stack เทคโนโลยีของ Web 3.0 ที่ประกอบไปด้วยวิธีการสื่อสารของ Nodes ต่าง ๆ และวิธีการติดตั้งโปรแกรมในระดับ Lowest Level
  • Layer 1 เป็นส่วนที่ทำหน้าทั้งในส่วนของการจัดเก็บ, แจกจ่าย และการโต้ตอบข้อมูลระหว่าง Nodes ด้วยกัน
  • Layer 2 เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการสนับสนุน Layer 1 ด้วยการเพิ่มความสามารถฟังก์ชันต่าง ๆ อย่างเช่น การทำ Scaling, การจัดเก็บข้อมูลแบบเข้ารหัส (Encrypted Messaging) และ Distributed Computing (เป็นการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์หลายเครื่องเข้าด้วยกันบนเครือข่ายเข้าเป็นกลุ่ม เพื่อแบ่งปันข้อมูลและประสานพลังการประมวลผล)
  • Layer 3 เป็นส่วนเกี่ยวกับภาษาโปรแกรมมิ่ง และ Libraries ที่รวบรวมชุดฟังก์ชันต่าง ๆ เพื่อสำหรับให้นักพัฒนาเข้ามาใช้พัฒนาตัว Applications ได้อย่างเหมาะสม
  • Layer 4 เป็นส่วนบนสุดของ Stack ที่ได้รวบรวมโปรแกรมต่าง ๆให้ผู้ใช้งานทั่วไป ที่ไม่ใช่นักพัฒนาเข้ามาใช้งานโดยตรงกับ Blockchain ได้

WEB 3.0 มีประโยชน์อย่างไร?

Open and Permissionless

Web 3.0 นั้นจะให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร หรือ บริการต่าง ๆ ได้อย่างอิสระปราศจากตัวกลางเข้ามาคอยควบคุม และทำการ Censorship การเข้าถึงข้อมูลและบริการต่าง ๆ เช่น บริการทางการเงินที่บางประเทศนั้นไม่อนุญาตให้มีการเปิดบัญชีธนาคารเป็นของตัวเองได้ เป็นต้น

ความปลอดภัยและสิทธิความเป็นเจ้าของข้อมูล

Web 3.0 นั้นมีการใช้งานเทคโนโลยีเบื้องหลังของคริปโตฯ ต่าง ๆ เช่น Bitcoin, Ethereum, Polkadot เป็นต้น ส่งผลให้ระบบการเก็บรักษาข้อมูลนั้นมีความปลอดภัย สามารถตรวจสอบได้ และมีการกระจายอำนาจจากตัวกลางที่ควบคุมข้อมูล จึงทำให้ผู้ใช้งานมีสิทธิความเป็นเจ้าของข้อมูลตนเองอย่างเต็มที่

WEB 3.0 เกี่ยวข้องอย่างไรกับคริปโตฯ?

หากอ้างอิงข้อมูลจากภาพ Technology Stack ของ Web 3.0 เราจะเห็นได้ว่าภายใน Layers ต่าง ๆ ที่เป็นเบื้องหลังของฐานเว็บไซต์นั้น จะอาศัยเทคโนโลยีของคริปโตฯ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในการนำมาประยุกต์ใช้ ยกตัวอย่างเช่น

  • Layer 1 ในส่วนของ Zero/low Trust Interaction Protocols จะมีการอธิบายวิธีการที่ทำให้ Nodes ในระบบที่ไม่รู้จักกันสามารถทำงานโต้ตอบกันได้ และมีการคำนวณความน่าเชื่อถือข้อมูลที่จากแต่ละ Nodes ได้ ซึ่งได้รับอิทธิพลวิธีการมาจาก Bitcoin และ Ethereum
  • Layer 2 ในส่วนของ Plasma Protocols จะเป็นการอธิบายวิธีการ Scaling ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรองรับข้อมูล มีลักษณะการสร้าง Tree of Blockchains ที่สามารถทำการแบ่ง Chain ลูกออกมาได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งได้รับอิทธิพลวิธีการมาจาก Loom Network และ OmigeGO

กล่าวโดยสรุป Web 3.0 ยังเป็นแนวคิดของรูปแบบเว็บไซต์ในอนาคต แต่ด้วยพัฒนาการสินทรัพย์ดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะสามารถนำมาปรับใช้เป็นพื้นฐานในการสร้าง Web 3.0 ได้ ซึ่งจะทำให้แนวคิดในอุดมคติที่วางเอาไว้สามารถทำให้กลายมาเป็นความจริงได้ ส่วนการพัฒนาและการเติบโตของ Web 3.0 จะส่งผลดีต่อคริปโตเคอเรนซีตัวไหน หรือส่งผลดีต่อธุรกิจใดบ้าง เพราะธุรกิจนั้นอาจจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของได้ บทความหน้าเราจะมาขยายความเพิ่มเติมกันอีกครั้ง

Zipmex

ส่อง Alibaba หลังงบออก หุ้นยังน่าสนใจอยู่ไหม?

BottomLiner
ส่อง Alibaba หลังงบออก หุ้นยังน่าสนใจอยู่ไหม?
ปีนี้หุ้นจีนเจอปัญหาจากการคุมเข้มของรัฐบาล ทำให้ราคาถล่มเละเทะ แต่ผ่านมาเกือบจะจบปีหุ้นบางตัวราคาเริ่มทยอยฟื้น เช่น JD, Meituan สวนทางกับ Alibaba ที่เหมือนจะยังกู่ไม่กลับ

ยอดขาย 11.11 ย่ำแย่

แม้ธุรกิจของ Alibaba จะมีมากมาย แต่รายได้หลักราว 70% ยังมาจาก e-commerce ในจีน แสดงให้เห็นว่าถ้ายอดขายยังไม่ฟื้น หุ้น Alibaba ก็ไม่ฟื้น และผู้บริหารยอมรับว่าการเติบโตของยอดขายในเทศกาล 11.11 ของ Alibaba ปีนี้ลดลงเหลือเพียง 8% YoY เท่านั้น ในขณะที่ JD ทำได้ถึง 20+% YoY

ไตรมาส 3 น่าผิดหวัง

ทางด้านงบไตรมาส 3 ของ Alibaba ชะลอลงเช่นกัน เติบโตรายได้ด้วยตัวเองเพียงแค่ 16% YoY แถมด้วยการปรับ Guidance ว่า fiscal year 2022 (ระหว่างเดือนเมษายน 2021 – มีนาคม 2022) รายได้จะเติบโตลดลงเหลือประมาณ 21% น้อยกว่าที่เคยบอกเมื่อกลางปี ว่าจะเติบโตที่ประมาณ 28% โดยหลังจากที่บริษัทประกาศ ราคาหุ้น BABA ได้ลดลงกว่า 10%
แม้จะพออ้างได้ว่าเพราะรัฐบาลคุมเข้ม ทำให้บริษัทขยับตัวไม่สะดวก แต่จาก Alternative data ตามรูปที่ติดตาม Traffic การใช้งานแอปในจีนรายวัน จะเห็นว่าผู้ใช้งานแอพ TMALL แทบไม่โตขึ้นเลยในปีนี้ (ข้อมูลถึงเดือนกันยายน) ในทางตรงข้ามคู่แข่งอย่าง JD ยังเก็บผู้ใช้งานใหม่เพิ่มขึ้นได้เรื่อย ๆ เช่นเดียวกับ Meituan ซึ่งเริ่มทำ Group-buying ก็มีผู้ใช้งานพุ่งแรง
จาก Alternative data ยังบอกได้อีกว่าผู้ใช้งานใหม่ e-commerce ในจีนส่วนใหญ่เป็นคนในเมืองรอง ซึ่ง JD, Meituan เจาะตลาดได้ดีมาก สวนทางกับ Alibaba ที่ดันแอพอย่าง Taobao Deals และ Taocaicai บุกเมืองรองกลับโตช้ากว่า
นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการใช้งาน Alternative data แบบง่าย ๆ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นกันเลยว่าช่วยให้คุณเลือกลงทุนได้ดียิ่งขึ้น โฟกัสอยู่กับหุ้นที่ยัง growth ได้จริง และทิ้งหุ้นหมด growth (ได้ก่อนคนทั่วไปจะรู้) ลดโอกาสขาดทุน เพิ่มโอกาสทำกำไร แบบตรงไปตรงมา
BottomLiner

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 02/12/2021 “แบงค์ชาติไม่สนับสนุน ใช้คริปโทฯ ชำระค่าสินค้า เหตุผันผวนของราคา – เสี่ยงข้อมูลรั่วไหล – เครื่องมือฟอกเงิน – กระทบระบบการเงินของประเทศ” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 02/12/2021

“แบงค์ชาติไม่สนับสนุน ใช้คริปโทฯ ชำระค่าสินค้า เหตุผันผวนของราคา – เสี่ยงข้อมูลรั่วไหล – เครื่องมือฟอกเงิน – กระทบระบบการเงินของประเทศ”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 34,022.04 จุด -461.68 จุด (-1.34%)  S&P500 ปิดที่ 4,513.04 จุด -53.96 จุด (-1.18%)  Nasdaq ปิดที่ 15,254.1 จุด -283.6 จุด (-1.83%)  Small Cap 2000 ปิดที่ 2,159.12 จุด -39.79 จุด (-1.81%) VIX index ปิดที่ 31.12 จุด (+14.45%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 4,179.15 จุด +116.09 จุด (+2.86%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 15,472.67 จุด +372.54 จุด (+2.47%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 6,881.87 จุด +160.71 จุด (+2.39%) 

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 27,821.69 จุด -462.16 จุด (-1.63%) ดัชนี CSI 300 ปิดที่ 4,832.02 จุด -19.39 จุด (-0.4%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 23,431.59 จุด +183.66 จุด (+0.78%) และ SET Index ปิดที่ 1,590.81 จุด +22.12 จุด (+1.41%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 2 ธ.ค. 2564) ทองคำ 1,781.9 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 22.415 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 65.73 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 68.91 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 2 ธ.ค. 2564) Bitcoin 56,065.2 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 4,581.72 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.207854 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 626.17 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

WHO ยืนยันพบ โอไมครอน แล้ว 23 ประเทศทั่วโลก สหรัฐฯ เจอรายแรกแล้ว ด้านยุโรปพบเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาด ผู้ผลิตวัคซีนปรับเปลี่ยนสูตรเพียงเล็กน้อยมั่นใจวัคซีนป้องกันป่วยหนักได้

ทั่วโลกงัดมาตรการคุมเข้ม โอไมครอน ด้านญี่ปุ่นยกเลิกการจองเที่ยวบินเข้าญี่ปุ่น 1 เดือน OECD หั่นเป้า GDP โลก จากเติบโต 5.7% เหลือเติบโต 5.6% จากปัญหาภาคการผลิต ท่องเที่ยวทรุด

วันที่สอง ประธานยาว FED ย้ำชัดเตรียมปรับนโยบายการเงินเข้มวงดขึ้น อาจจะมีการลด QE เร็วกว่าคาด เพื่อรับความเสี่ยงเงินเฟ้อ เนื่องจากคาดว่าปัญหาเงินเฟ้อจะลากยาวออกไปไม่ใช่ปัญหาชั่วคราว

Cathie Wood ช้อนซื้อหุ้น Twitter ที่ราคาต่ำสุดของปีนี้ รวม 1.1 ล้านหุ้น เข้ากอง ARKK ARKF และ ARKW โดย ARKK มีสัดส่วนหุ้น Twitter 2.53% ARKW มีสัดส่วนหุ้น Twitter 4.68% และ ARKF มีสัดส่วนหุ้น Twitter 0.51%

ประธาน กลต. สหรัฐฯ ยืนยัน กระดานเทรดคริปโทเคอเรนซี ต้องถูกควบคุมดูแล

แบงค์ชาติไม่สนับสนุน การใช้คริปโทเคอเรนซี ชำระค่าสินค้า เนื่องจากมีการผันผวนของราคา เสี่ยงข้อมูลรั่วไหล อาจเป็นเครื่องมือฟอกเงิน และกระทบระบบการเงินของประเทศ

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 4,971 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 4,773 ราย จากในเรือนจำ 198 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 33 ราย หายป่วยกลับบ้าน 5,402 ราย ผู้ป่วยสะสม 2,096,866 ราย หายป่วยสะสม 2,003,730 ราย

สัมมนารวมพลคนลงทุน 2021 “สรุปทุกกองประหยัดภาษีที่ FINNOMENA เลือก” ลงทะเบียนได้ที่ https://www.finnomena.com/live-seminar-18-dec-2021/ งานเริ่มวันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม 2564 เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ผ่าน Zoom meeting

News Update: แบงก์ชาติ ไม่สนับสนุนใช้คริปโทฯ ชำระเงิน เหตุผันผวนสูง-เสี่ยงข้อมูลรั่วไหล-เครื่องมือฟอกเงิน ก.ล.ต. สหรัฐฯ ยืนยัน แพลตฟอร์มคริปโทฯ ต้องถูกควบคุม

THE OPPORTUNITY
News Update: แบงก์ชาติ ไม่สนับสนุนใช้คริปโทฯ ชำระเงิน เหตุผันผวนสูง-เสี่ยงข้อมูลรั่วไหล-เครื่องมือฟอกเงิน ก.ล.ต. สหรัฐฯ ยืนยัน แพลตฟอร์มคริปโทฯ ต้องถูกควบคุม

แบงก์ชาติไทยชี้ ไม่สนับสนุนการใช้คริปโทฯ ชำระค่าสินค้าและบริการ เหตุความผันผวนสูง ขณะที่ ประธาน ก.ล.ต.สหรัฐฯ เรียกร้องให้มีการกำกับดูแลแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทฯ มากขึ้น

🏛️ แบงก์ชาติไทย ไม่สนับสนุนการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลชำระค่าสินค้าและบริการ

เมื่อวานนี้ (1 ธ.ค.) ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ไม่สนับสนุนการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ เนื่องจากราคาสินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูง และยังมีความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมทางไซเบอร์ ความเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล หรือการถูกใช้เป็นเครื่องมือของการฟอกเงิน ที่จะส่งผลต่อร้านค้า ผู้ประกอบธุรกิจ รวมถึงประชาชนผู้ใช้บริการให้ได้รับความเสียหาย

ธปท. มองว่า ในระยะต่อไป หากมีการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ชำระค่าสินค้าและบริการในวงกว้างอย่างแพร่หลาย ความเสี่ยงข้างต้นอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบการชำระเงิน เสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ และความเสียหายแก่สาธารณชนทั่วไปได้ ซึ่งเป็นมุมมองที่สอดคล้องกับผู้กำกับดูแลในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ และมาเลเซีย

โดยปัจจุบัน ธปท. กำลังร่วมมือกับ ก.ล.ต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพิจารณารูปแบบการกำกับดูแลการให้บริการรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อจำกัดความเสี่ยงข้างต้น โดยจะยังให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของระบบการชำระเงิน รวมถึงการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจการเงินโดยรวม

🏛️ ประธาน ก.ล.ต.สหรัฐฯ เรียกร้องความร่วมมือจากบริษัทคริปโทฯ

ขณะที่ Gary Gensler ประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ เรียกร้องให้มีการกำกับดูแลแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทฯ มากขึ้น พร้อมนำเสนอข้อมูลเชิงลึกใหม่จากความพยายามในการปราบปรามอุตสาหกรรมเหรียญดิจิทัลมาโดยตลอด

เมื่อวานนี้ (1 ธ.ค.) Gary Gensler ย้ำว่า การแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลจำเป็นต้องมีการขึ้นทะเบียนกับ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวเพื่อคุ้มครองนักลงทุน แต่จะเพิ่มต้นทุนด้านกฎระเบียบแก่บริษัทผู้ให้บริการมากขึ้น โดย ก.ล.ต. สหรัฐฯ พร้อมร่วมงานกับแพลตฟอร์มต่างๆ ที่กำลังเผชิญปัญหา เช่น การดูแลโทเคน อย่างไรก็ตาม บริษัทอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตามกฎของก.ล.ต.

ในการประชุม Digital Asset Compliance and Market Integrity Summit ที่ได้รับการสนับสนุนโดยบริษัทคริปโทฯ Gary Gensler กล่าวเชิญชวนให้บริษัทต่างๆ ร่วมมือกับ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เพื่อคุ้มครองผู้ลงทุน

โดยนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือน เม.ย. Gary Gensler ใช้แนวทางที่เข้มงวดต่อคริปโทฯ มาโดยตลอด และได้เปรียบเทียบคริปโทฯ ว่าเป็นยุคเถื่อนของโลกการเงิน (Wild West of finance)

แนวทางของเขาสร้างความไม่พอใจแก่เหล่าผู้บริหารในอุตสาหกรรม โดยในเดือน ก.ย. Brian Armstrong ซีอีโอของ Coinbase กล่าวว่าการกระทำของ ก.ล.ต.สหรัฐฯ เป็นพฤติกรรมที่ไร้เหตุผล และใช้กลวิธีข่มขู่ หลัง ก.ล.ต. สหรัฐฯ ขู่ว่าจะฟ้องบริษัท Coinbase

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-12-01/crypto-exchanges-focus-for-gensler-as-sec-cracks-down-on-tokens?sref=e4t2werz 

https://www.bot.or.th/Thai/PressandSpeeches/Press/2021/Pages/n9064.aspx?fbclid=IwAR2_mKT5MTqwjb_XcQFrC_4LAlLSkg7FUEoQ80TUtkCREAzez8YFJ1aB6P4 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

กรองกองทุนขั้นเทพ! ด้วย Fund Filter จากแอปฯ FINNOMENA I POCKET MONEY EP27

FINNOMENA CHANNEL
กรองกองทุนขั้นเทพ! ด้วย Fund Filter จากแอปฯ FINNOMENA I POCKET MONEY EP27

รับชมบน YouTube: https://youtu.be/bjBNtXz_eUk

เคยเจอปัญหาเหล่านี้ไหม? ศึกษาการลงทุนก็แล้ว จัดพอร์ตก็แล้ว แต่ยังตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าจะลงทุนในกองทุนรวมไหนดี?

เรามีข่าวดีมาบอก วันนี้ทาง FINNOMENA มีฟังก์ชั่นคัดกรองกองทุนที่ใช่! มาให้ใช้งานผ่านมือถือ เพียงโหลดแอปฯ FINNOMENA เท่านั้น

คลิปนี้เลยจะขอมารีวิวการใช้งาน ว่าง่ายสมคำร่ำลือจริงไหม? ง่ายขนาดไหน?

ทดลองเล่น Fund Filter กันได้เลย เพียงโหลดแอปฯ FINNOMENA คลิก


มือใหม่ห้ามพลาด! คอร์สเรียนพิเศษจาก FINNOMENA U "กองทุนรวม 101 สำหรับมือใหม่"

News Update: Cathie Wood ช้อนซื้อหุ้น Twitter ที่ราคาต่ำสุดของปีนี้ รวม 1.1 ล้านหุ้น เข้ากอง ARKK, ARKF และ ARKW

THE OPPORTUNITY
News Update: Cathie Wood ช้อนซื้อหุ้น Twitter ที่ราคาต่ำสุดของปีนี้ รวม 1.1 ล้านหุ้น เข้ากอง ARKK, ARKF และ ARKW

Cathie Wood ช้อนซื้อหุ้น Twitter เข้ากองทุน ARKK, ARKF และ ARKW หลังราคาหุ้นร่วงต่ำสุดในรอบปี รับข่าว Jack Dorsey ประกาศลาออกจากตำแหน่ง CEO ของบริษัท

เมื่อวานนี้ (30 พ.ย.) Ark Invest หนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ Twitter ได้ช้อนซื้อหุ้น Twitter ประมาณ 1.1 ล้านหุ้น ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเกือบ 49 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นการซื้อหุ้น Twitter ครั้งแรกในรอบ 1 เดือน และเป็นการซื้อครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค.

ตามรายงานการซื้อขายรายวันของผู้จัดการสินทรัพย์ ARK ได้ซื้อหุ้น Twitter ตามจำนวนดังนี้
➢ กองทุน Ark Innovation ETF (ARKK): 623,221 หุ้น
➢ กองทุน Ark Fintech Innovation ETF (ARKF): 327,160 หุ้น
➢ กองทุน Ark Next Generation Internet ETF (ARKW): 161,991 หุ้น

การช้อนซื้อหุ้นของ Ark Invest เกิดขึ้น 1 วัน หลัง Jack Dorsey ประกาศลาออกจากตำแหน่ง CEO ของ Twitter และแต่งตั้ง Parag Agrawal CTO คนปัจจุบันของ Twitter มาดำรงตำแหน่งแทน ข่าวดังกล่าวส่งผลให้เมื่อวานนี้ (30 พ.ย.) ราคาหุ้น Twitter ปรับตัวลง 4% ปิดที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. ปีที่แล้ว

Cathie Wood มักย้ำถึงกลยุทธ์การลงทุนของ Ark ที่ต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี ทำให้บริษัทส่วนมากในพอร์ตการลงทุนมักมีความผันผวนในระยะสั้น โดยรายงานการซื้อขายรายวันของ Ark สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพอร์ตเท่านั้น แต่ไม่ได้สะท้อนการซื้อขายทั้งหมดของบริษัท เพราะไม่ได้รวมกิจกรรมเพิ่มและไถ่ถอนหน่วยลงทุน

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-12-01/cathie-wood-s-ark-loads-up-on-twitter-as-stock-hits-12-month-low?srnd=premium-asia&sref=e4t2werz 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

เจาะมุมมองกลุ่มอสังหาฯ เงินเฟ้อส่งผลหรือไม่? กลุ่มไหนได้ประโยชน์

FINNOMENA x Franklin Templeton

ภายหลังจากการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของ COVID-19 ในปี 2020 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2021 นอกจากอัตราเงินเฟ้อที่ค่อย ๆ เร่งตัวสูงขึ้น ตามการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขยับตัวขึ้นเร็วไม่แพ้กัน คือต้นทุนการก่อสร้าง โดยในช่วงที่ผ่านมา เราพบว่าท่อเหล็ก เครื่องโม่ทองแดง คานโลหะ ตลอดจนราคาวัสดุ และวัตถุดิบต่าง ๆ ที่ใช้ในการก่อสร้าง ต่างปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กอปรกับค่าแรงที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการขาดแคลนแรงงาน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง พัฒนา และตกแต่งอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งในบทความนี้เราจะวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนการก่อสร้างปรับตัวขึ้น และผลกระทบต่ออสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ และสรุปสินทรัพย์ และกลุ่มธุรกิจที่น่าจะได้ประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว

เจาะมุมมองกลุ่มอสังหาฯ เงินเฟ้อส่งผลหรือไม่? กลุ่มไหนได้ประโยชน์

เจาะมุมมองกลุ่มอสังหาฯ เงินเฟ้อส่งผลหรือไม่? กลุ่มไหนได้ประโยชน์

 สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนการก่อสร้างปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเรามองว่าเกิดจากหลายสาเหตุประกอบกัน ดังนี้

  1. ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน โดยในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 การปิดเมืองและการชะลอตัวของเศรษฐกิจทำให้การก่อสร้างต่าง ๆ หยุดชะงัก เนื่องจากมีความต้องการในตลาดน้อย เป็นผลให้บริษัทผู้รับเหมาทยอยลดจำนวนคนงาน และลดการสั่งซื้อวัสดุก่อสร้าง อย่างไรก็ดี เมื่อการแพร่ระบาดของ COVID19 เริ่มควบคุมได้ ความต้องการสร้างอสังหาริมทรัพย์กลับคืนมา แต่การจ้างงาน การขนส่งและการผลิตวัสดุก่อสร้างไม่สามารถจัดหาได้เพียงพอกับความต้องการ (เนื่องมาจากแรงงานยังไม่ได้กลับไปทำงานทั้งหมด ส่งผลให้แรงงานขาดแคลน และวัสดุก่อสร้างต้องใช้เวลาในการผลิต) ด้วยเหตุนี้ ต้นทุนค่าแรง ค่าขนส่ง และราคาวัสดุก่อสร้างจึงปรับตัวสูงขึ้น เป็นผลให้ต้นทุนในการก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นในที่สุด
  2. การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกพร้อม ๆ กัน และการปรับแนวทางการใช้ชีวิตประจำวันในลักษณะการทำงานจากบ้านมากขึ้น ทำให้ความต้องการบ้านที่มีบริเวณเพิ่มสูงขึ้น ความต้องการวัสดุก่อสร้างจึงเร่งตัว และสูงเกินกว่าปริมาณสต๊อกที่มีอยู่ ทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้น โดยปริมาณการขายบ้านในสหรัฐฯ ในปี 2020 ถือว่าสูงที่สุดในรอบ 15 ปี และปริมาณการจับจ่ายใช้สอยเพื่อตกแต่งที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นกว่าปี 2019 กว่า 20%
  3. การสต๊อกวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ ล่วงหน้า โดยผู้รับเหมาต่างต้องการที่จะสำรองปริมาณวัสดุก่อสร้างไว้ เพื่อเตรียมการ และจำกัดความเสี่ยงด้านราคาจากราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี การสำรองวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้สินค้าเหล่านี้ถูกกว้านซื้อไปจากตลาด และทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้น
  4. ค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ค่าแรงสหรัฐฯ ค่อย ๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเร่งตัวมากขึ้นอีกในช่วงปีที่ผ่านมา เนื่องด้วยการขาดแคลนแรงงาน โดยเราพบว่าแม้ปัญหา COVID-19 จะเริ่มคลี่คลาย แรงงานบางส่วนก็ไม่กลับมาทำงานในลักษณะเดิมอีกต่อไป ทำให้หลายบริษัทต้องขึ้นค่าแรงเพิ่มขึ้นอีก เพื่อดึงดูดแรงงานทดแทนที่หายไป

เจาะมุมมองกลุ่มอสังหาฯ เงินเฟ้อส่งผลหรือไม่? กลุ่มไหนได้ประโยชน์

เจาะมุมมองกลุ่มอสังหาฯ เงินเฟ้อส่งผลหรือไม่? กลุ่มไหนได้ประโยชน์

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ โดยเราเชื่อว่าต้นทุนการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ ดังนี้

  1. อัตราการทำกำไร (margin) ลดลง งบประมาณบานปลาย (budget overrun) และมีโอกาสส่งมอบล่าช้า เนื่องจากต้นทุนการก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น และไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวทั้งหมดไปยังผู้ซื้อได้ ทำให้อัตราการทำกำไรลดลง นอกจากนี้ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานทำให้มีโอกาสที่จะส่งมอบงานไม่ทันตามที่กำหนด
  2. มีสต๊อกรอโครงการก่อสร้าง และพัฒนาขนาดปานกลางมากขึ้น ทั้งนี้ เราเชื่อว่าในปริมาณสต๊อกทั้งหมดน่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์สำหรับหลายครัวเรือน (multifamily) และอสังหาริมทรัพย์สำหรับอุตสาหกรรมในปริมาณไม่มากนัก
  3. มีโอกาสที่ค่าเช่า และราคาอสังหาริมทรัพย์มือสองจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนการต่อเติม และตกแต่งอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้เรามองว่า นโยบายของประธานาธิบดี โจ ไบเดน น่าจะทำให้ต้นทุน และราคาวัสดุก่อสร้างทรงตัวในระดับสูงต่อไป โดยกรอบการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐาน (Bipartisan Infrastructure Framework) ของประธานาธิบดี ไบเดน ซึ่งกล่าวถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด การขนส่ง และการคมนาคม จะช่วยผลักดันโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ เป็นผลให้ความต้องการวัสดุก่อสร้าง และแรงงานน่าจะยังมีอยู่ต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าปัญหาเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานต่าง ๆ และการเร่งตัวของความต้องการการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่กล่าวถึงในช่วงต้นของบทความจะค่อย ๆ บรรเทาลงในอนาคต ซึ่งหากนำปัจจัยทั้งสองด้านมาวิเคราะห์พร้อมกัน เราเชื่อว่า ต้นทุนการก่อสร้างน่าจะอยู่ในระดับสูงต่อไป แต่การเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว น่าจะมีไม่มากเท่าในช่วงที่ผ่านมา และจะทำให้ราคาวัสดุก่อสร้าง และต้นทุนการก่อสร้างมีระดับราคาที่มีเสถียรภาพมากขึ้นในอนาคต

สรุปสินทรัพย์หรือกลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์ / เสียประโยชน์จากต้นทุนการก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น

เจาะมุมมองกลุ่มอสังหาฯ เงินเฟ้อส่งผลหรือไม่? กลุ่มไหนได้ประโยชน์

เนื้อหาต้นฉบับโดย 

Tim Wang, Ph. D.

Head of Investment Research

Clarion Partners

Julie Lumont

Sr. Research Associate

Clarion Partners

ข้อสงวนสิทธิ์

  1. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ให้บริการการให้คำแนะนำทั่วไปแก่ FINNOMENA ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน (Asset Allocations)
  2. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น
  3. ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/articles/clarion-partners/surging-construction-costs-implications-for-commercial-real-estate

News Update: เรย์ ดาลิโอ เตือน “ถือเงินสดไม่ปลอดภัย” ชี้เงินเฟ้อกำลังด้อยค่าเงินสด พิมพ์เงินไม่ช่วยให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้น

THE OPPORTUNITY
News Update: เรย์ ดาลิโอ เตือน “ถือเงินสดไม่ปลอดภัย” ชี้เงินเฟ้อกำลังด้อยค่าเงินสด พิมพ์เงินไม่ช่วยให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้น

เรย์ ดาลิโอ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates ยืนหยัดความเชื่อที่ว่าผู้คนไม่ควรถือเงินสด แม้โลกการเงินกำลังเผชิญความผันผวนจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่โอไมครอนก็ตาม

“เงินสดไม่ใช่การลงทุนและการออมเงินที่ปลอดภัย เพราะจะถูกกัดกินโดยเงินเฟ้อ ดังนั้นการลงทุนในพอร์ตที่ปลอดภัยและสมดุลเป็นสิ่งสำคัญในช่วงเวลาที่ตลาดผันผวน” เรย์ ดาลิโอ กล่าวกับ CNBC

เรย์ ดาลิโอ เสริมว่า นักลงทุนสามารถลดความเสี่ยงโดยไม่กระทบต่อผลตอบแทนได้ โดยในช่วงที่เหตุการณ์ต่างๆ สามารถเปลี่ยนโลกได้ การจับจังหวะตลาดไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย ต่อให้เป็นนักลงทุนที่จับจังหวะตลาดเก่งก็ตาม

ตลาดหุ้นในวันศุกร์ที่ผ่านมา (26 พ.ย.) ร่วงลงอย่างหนัก หลัง WHO ประกาศให้ไวรัสกลายพันธุ์โอไมครอนที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งกว่า 900 จุด และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบปี

ช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากระดับต่ำสุดในช่วงการแพร่ระบาดใหญ่ในเดือน มี.ค. 2020 จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของ Fed และรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เรย์ ดาลิโอ มองว่า ปริมาณเงินส่วนเกินในระบบอาจก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ และการเมือง

เรย์ ดาลิโอ กล่าวว่า มาตรฐานการครองชีพของผู้คนไม่สามารถยกระดับได้ด้วยปริมาณเงินในระบบที่เพิ่มขึ้น เพราะผู้คนต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้รับของในปริมาณเท่าเดิม โดยปริมาณเงินส่วนเกินในระบบจะส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินและอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเมื่ออัตราเงินเฟ้อเริ่มลดลงก็จะนำไปสู่ผลกระทบทางการเมือง

อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในเดือน ต.ค. พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี โดยดัชนีราคาจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE) เพิ่มขึ้นถึง 4.1% ทำให้ Fed ต้องต่อสู้กับระดับเงินเฟ้อที่สูงและต่อเนื่องกว่าที่คาดไว้ ด้วยการเริ่มลดวงเงินในมาตรการ QE ลง

เรย์ ดาลิโอ กล่าวทิ้งท้ายว่า เราจะได้เห็นประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยมาแล้วหลายครั้ง เหมือนกับการดูหนังเรื่องเดิมๆ

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/11/30/ray-dalio-says-cash-is-not-a-safe-place-right-now-despite-heightened-market-volatility-.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน