แจ้งเตือน

เจาะประวัติสตรีเหล็ก Janet Yellen ว่าที่ผู้นำคลังสหรัฐหญิงคนแรกและประธาน Fed หญิงคนแรก

Mr. Serotonin
เจาะประวัติสตรีเหล็ก Janet Yellen ว่าที่ผู้นำคลังสหรัฐหญิงคนแรกและประธาน Fed หญิงคนแรก

เจาะประวัติสตรีเหล็ก Janet Yellen ว่าที่ผู้นำคลังสหรัฐหญิงคนแรกและประธาน Fed หญิงคนแรก

ประวัติคร่าว ๆ คุณ Janet Yellen

  • Janet Yellen เคยเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอเนียและเป็นอดีตผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัย Harvard ที่ London School of Economics ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดแรงงานที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของผลกระทบจากการที่ตลาดแรงไม่เติบโต
  • Janet Yellen แต่งงานกับนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอย่างคุณ George Akerlof
  • Janet Yellen ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธาน Fed ต่อจากคุณ Ben Bernanke โดยประธานาธิบดี Barack Obama
  • Janet Yellen เป็นประธาน Fed หญิงคนแรกของสหรัฐและเป็นผู้นำคลังสหรัฐหญิงคนแรก
  • Janet Yellen เป็นประธาน Fed คนแรกที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งติดกันเป็นสมัยที่สอง หลัง Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐที่กำลังจะกลายเป็นอดีต ไม่รับเลือกให้เธอดำรงตำแหน่ง พร้อมทั้งวิจารณ์การออกนโยบายและกล่าวหาการคงอัตราดอกเบี้ยต่ำว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อสนับสนุนให้อดีตประธานาธิบดีอย่างนาย Barack Obama สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้

เจาะประวัติสตรีเหล็ก Janet Yellen ว่าที่ผู้นำคลังสหรัฐหญิงคนแรกและประธาน Fed หญิงคนแรก

เจาะประวัติสตรีเหล็ก Janet Yellen ว่าที่ผู้นำคลังสหรัฐหญิงคนแรกและประธาน Fed หญิงคนแรก

ประวัติหน้าใหม่ของ Janet Yellen ในฐานะว่าที่ผู้นำคลังสหรัฐ

  • Janet Yellen มีแนวทางการดำเนินนโยบายที่เข้าตาว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอย่างคุณ Joe Biden ซึ่งต้องการให้ผู้นำการคลังสหรัฐเป็นที่ยอมรับจากความแตกต่างในเรื่องแนวคิดทางการเมืองภายในพรรค Democrat ที่มีทั้งแบบเน้นความเสรีสูงและเน้นเสรีปานกลาง
  • ไม่นานมานี้ Janet Yellen ประกาศเรียกร้องให้การคลังสหรัฐออกมาตรการกระตุ้นต่อเนื่องเพื่อต่อสู้กับแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า
  • “ผู้คนมากมายกำลังเจ็บปวดจากภาวะเศรษฐกิจที่กำลังทุกข์ทรมาน และกำลังต้องการแรงสนับสนุนช่วยเหลือที่มากขึ้น” – Janet Yellen

เจาะประวัติสตรีเหล็ก Janet Yellen ว่าที่ผู้นำคลังสหรัฐหญิงคนแรกและประธาน Fed หญิงคนแรก

เจาะประวัติสตรีเหล็ก Janet Yellen ว่าที่ผู้นำคลังสหรัฐหญิงคนแรกและประธาน Fed หญิงคนแรก

Janet Yellen ในฐานะประธาน Fed

  • หลังจากได้ดำรำตำแหน่งในปี 2013 คุณ Janet Yellen ปกป้องและยืนกรานให้ดำเนินมาตรการกระตุ้นทางการคลังมากกว่า 3 ล้านล้านเหรียญต่อไปจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว และดำเนินมาตรการอย่างรัดกุมมากขึ้นหลังเศรษฐกิจฟื้นตัว
  • ในปี 2015 คุณ Janet Yellen ได้ทำการดำเนินนโยบายแบบรัดกุมมากขึ้นและปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยถือเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2006
  • Janet Yellen ได้ผ่อนคลายโครงการเข้าช่วยซื้อ MBS และการซื้อพันธบัตรอัดฉีดเงินหลังเศรษฐกิจฟื้นตัว และทำการขายสินทรัพย์เหล่านั้น
  • Janet Yellen เคยสร้างการจ้างงานและค่าแรงให้เติบโตและปรับตัวสูงขึ้น โดยมีผลมาจากการตัดสินใจที่จะคงนโยบายดอกเบี้ยต่ำ
  • ในปี 2017 คุณ Janet Yellen เคยให้มุมมองที่เคยเป็นที่ถกเถียงไว้ว่า “เราอาจจะไม่เจอวิกฤติทางการเงินอีกต่อไปในช่วงชีวิตนี้” โดยมีเหตุผลมาจากในตอนนั้นสถานะทางการเงินของธนาคารต่าง ๆ แข็งแกร่งมากขึ้น อีกทั้งคำพูดนี้ยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับคำพูดของ John Maynard Keynes เจ้าของทฤษฎี Keynesian อันเลื่องชื่อ
  • อย่างไรก็ตามในปี 2018 เธอได้ปรับเปลี่ยนมุมมองหลังจากที่เธอได้ลงจากตำแหน่งหลังมองเห็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ในระบบ

รู้ให้ลึก ตอน ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน นับจากนี้ไปอีก 4 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร?

Mr.Messenger

เมื่อช่วงคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา สื่อดังฝั่งสหรัฐฯ อย่าง Washington Post เปิดเผยว่า คุณโดนัลด์ ทรัมป์ ตั้งใจจะกลับมาสู้กับนายโจ ไบเดนอีกครั้ง ในศึกเลือกตั้งปี 2024 เรื่องนี้จะทำให้นายโจ ไบเดน ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอยู่ไม่น้อย เพราะอะไร ผมจะพาไปดูนะครับ

ก่อนอื่น เราน่าจะเห็นภาพเดียวกันนะครับ ว่า หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนกลายเป็นวิกฤตการเงินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกทุนนิยมสมัยใหม่ครั้งนี้ ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ที่ทั้งโลกมีความเชื่อมโยงกัน ให้ลดขนาดของความเชื่อมโยง จาก Globalization เป็น Regionalization ที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนหนึ่งก็เพราะนโยบาย American First ภายใต้ทำเนียบขาวในสมัยของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จ้องโจมตีคู่แข่งทางเศรษฐกิจแบบตรงไปตรงมา ทำให้ประเทศที่มีเศรษฐกิจยึดโยงหรือผูกกันกับสหรัฐฯ มากกว่า ก็กลับมาเอียงข้างความสัมพันธ์ทางการค้า และอ่อนข้อให้สหรัฐฯ มากขึ้น และดูเหมือนจีนเอง ก็ไม่ได้เดินหมากกดดันประเทศคู่ค้าของตัวเองตรง ๆ เลย เพราะนั่นไม่ใช่วิถีของจีนแต่ไหนแต่ไรมาอยู่แล้ว

แต่นายโจ ไบเดน เองได้ให้คำมั่นสัญญาถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายที่ชัดเจน โดยการแสดงเจตนาที่จะนำสหรัฐฯ กลับเข้าร่วมความตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ในวันแรกที่เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ รวมถึงการกลับไปร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก (WHO) สวมบทบาทผู้นำโลกในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เรียกความเชื่อมั่นในฐานะของมหาอำนาจกลับมาอีกครั้ง

การจะแก้ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก หรือ Climate Change นั้น จะมีเพียงแค่สหรัฐฯ เพียงประเทศเดียวไม่ได้เลย และต้องการจีนในการร่วมสนับสนุนด้วยเป็นอย่างมาก เพราะสหรัฐฯ และจีน นำเข้าพลังงานรวมกันเป็นปริมาณมากกว่า 50% ของโลก ตลอดจนเป็นผู้ปล่อยไอเสียก๊าซเรือนกระจกกว่า 30% ของโลก

ดังนั้นการที่คุณโจ ไบเดน แสดงเจตนาที่จะนำสหรัฐฯ กลับเข้าร่วมความตกลงปารีส ก็แปลว่า จำเป็นต้องแสวงหาความร่วมมือกับจีนในหลายทางทีเดียว และสิ่งนี้เอง ทำให้นับจากนี้ไปอีก 4 ปี สหรัฐฯ จะไม่ใช่คนเดิมเหมือน 4 ปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

ซึ่งจีนเองก็คงรู้ครับว่า เกมส์กระดานนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว และการเคลื่อนไหวในช่วงนับตั้งแต่เราทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการว่าคุณโจ ไบเดน จะได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐฯ จีนก็เดินเกมส์รุกมากขึ้นทันทีด้วยการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภูมิภาค (Regional Comprehensive Partnership Agreement – RCEP) ซึ่งประกอบไปด้วย 10 ชาติอาเซียน บวกกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยมีประชากรรวมกันราว 2,200 ล้านคน และคิดเป็น GDP รวมกันถึง 30% ของโลก และจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากนี้

RCEP จะช่วยลดทอนผลกระทบของวิกฤตการเงินจากโควิด-19 และทำให้ประเทศในอาเซียนฟื้นตัวเร็วได้ขึ้น เนื่องจากข้อตกลงนี้เปิดโอกาสให้บริษัทต่าง ๆ สามารถกระจายห่วงโซ่อุปทานและช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ (Regionalization)

พอ RCEP ออกมาปั๊บ บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าโลก ก็ออกมาให้ความเห็นหลากหลาย แต่ส่วนหนึ่งที่เห็นชัดก็ยกตัวอย่างเช่น การที่หอการค้าสหรัฐฯ แสดงความกังวลว่าสหรัฐฯ กำลังจะถูกทิ้ง และโอกาสเข้าถึงตลาดเอเชียอาจจะน้อยลงไปทุกที ๆ

สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องกลับมามองความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership – TPP) ที่ริเริ่มในสมัยนายบารัค โอบาม่า กลับมาอีกครั้ง ซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อว่า CPTPP มีชื่อเต็มว่า Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership เพราะจะยอมให้จีนมีบทบาทในภูมิภาคนี้ แล้วเพิ่มอำนาจต่อรองให้ตัวเอง ทำให้สหรัฐฯ อยู่ในเกมส์ที่ยากกว่านี้ คงจะเป็นไปไม่ได้

ซึ่งจีนเอง ก็รู้เรื่องนี้อีกเหมือนกัน (เหมือนฉลามได้กลิ่นคาวเลือด) สื่อในจีนได้มีการเปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง แสดงสนใจที่จะเข้าร่วมข้อตกลงการค้า CPTPP อีกอัน

CPTPP ตอนนี้ประกอบไปด้วยชาติสมาชิก 11 ชาติ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ และเวียดนาม ไม่ว่า ชาติที่ 12 จะเป็นสหรัฐฯ หรือ จีน จะทำให้ นี่จะกลายเป็นข้อตกลงการค้าที่ใหญ่ที่สุด แซงหน้า RCEP ทันที คำถามคือ ทั้ง 11 ชาติ อยากได้ใครมาอยู่ในดีลมากกว่า สหรัฐฯ หรือ จีน?

ถ้ากลยุทธ์บนนโยบายการค้าต่างประเทศของนายโจ ไบเดน ไม่เวิร์ค โดนจีนแซงและทิ้งไว้ข้างหลังแบบนี้อีกซักพัก เชื่อว่า ทำเนียบขาวที่มีนายโจ ไบเดนเป็นผู้นำ ก็คงไม่มีทางเลือก นอกจากเปิดศึก Trade War และ Tech War ต่อเนื่องกับจีนต่อ เพราะถ้าไม่ทำ คุณโดนัลด์ ทรัมป์ จะกลับมาบอกกับชาวอเมริกันในอีก 4 ปีช้างหน้าแน่นอนว่า พวกคุณถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพระอะไร และทำไมเขาถึงต้องกลับมาในปี 2024

Mr.Messenger

การนำ Data Center ลงใต้ทะเล อาจเป็นจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรม Cloud

BottomLiner
การนำ Data Center ลงใต้ทะเล อาจเป็นจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรม Cloud

การขยายตัวของอุตสาหกรรม Cloud Computing ส่งผลให้มีความต้องการใช้พื้นที่ใน Data Center เพิ่มขึ้นมหาศาล หนุนให้หนึ่งในผู้นำตลาด บริษัท Microsoft เกิดโปรเจคใหม่ หาตำแหน่งเหมาะสมที่สุดในการสร้าง Data Center

โปรเจคนี้นำมาสู่การติดตั้ง Data Center ใต้ทะเลหรือที่เรียกว่า Sub-Sea Data Center

ซึ่งมันมีข้อได้เปรียบเหนือ Data Center บนบก ดังนี้

1. กระเเสน้ำใต้ทะเลสามารถนำมาปั่นไฟให้พลังงานเพียงพอกับ Data Center ใช้งานได้ทั้งระบบ

2. ความเย็นจากน้ำทะเล ช่วยลดความร้อนอุปกรณ์ภายใน Data Center โดยไม่ต้องติดตั้งระบบหล่อเย็นเพิ่มเติม (ระบบหล่อเย็นของ Data Center บนบกใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมาก)

โปรเจคนี้ถูกทดลองต่อเนื่อง และเห็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจ !

Sub-Sea Data Center ของ Microsoft เริ่มการทดลองครั้งเเรกในปี 2016 โดยเบื้องต้นเป็นการทดลองเพียง 3 เดือน เพื่อศึกษาผลกระทบของสิ่งแวดล้อมเเละประสิทธิภาพในการทำงานของระบบ

ต่อมาในปี 2018 บริษัทนำ Data Center ลงใต้ทะเลอีกครั้ง โดยครั้งนี้ศึกษาการทำงานระยะยาวเเละข้อผิดพลาดต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งล่าสุด Microsoft ได้นำ Sub-sea Data Center ขึ้นจากน้ำเมื่อเดือนที่แล้ว และได้เห็นประโยชน์ที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรม Cloud

นั่นคือเมื่อพิจารณาในช่วงเวลาเดียวกัน ปัญหาที่พบใน Sub-Sea Data Center น้อยกว่า Data Center บนบกถึง 8 เท่า !

เนื่องจากระบบไม่ถูกรบกวนโดยมนุษย์ และอุณหภูมิใต้น้ำที่เย็นช่วยให้อุปกรณ์ทำงานได้ดียิ่งขึ้น

ถ้าโปรเจคนี้ช่วยยืนยันความคุ้มค่าต่อการย้าย Data Center บางส่วนลงใต้น้ำ เราอาจได้เห็น Sub-Sea Data Center อีกมากในอนาคต ซึ่งมันจะช่วยบริษัทที่ให้บริการระบบ Cloud Computing ประหยัดต้นทุนการเช่าหรือสร้าง Data Center มหาศาล แต่อุปสรรคที่จะต้องเจอแน่ ๆ คือการขัดขวางจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่มองว่าโปรเจคนี้กำลังสร้างผลเสียให้กับแหล่งน้ำ

BottomLiner

ที่มาบทความ: https://bottomliner.co/technology/data-center-cloud/

Bitcoin แค่ความฝัน ความหวัง หรือ คือความจริงแห่งอนาคต

Mr.Messenger
Bitcoin แค่ความฝัน ความหวัง หรือ คือความจริงแห่งอนาคต

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นไปที่ $18,687 ทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่เคยไปแตะเมื่อเดือนธ.ค. ปี 2017 ซึ่งหากมองย้อนกลับที่ราคาตอนต้นปี จะพบว่าราคาของ Bitcoin ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าทีเดียว สิ่งนี้ทำให้นักลงทุนที่มองราคา Bitcoin ผ่านกราฟในอดีต แล้วอาจจะเริ่มเสียวไส้อีกครั้ง เพราะ ที่ระดับราคานี้เมื่อ 3 ปีก่อน พอราคา Bitcoin ไปต่อไม่ได้ ก็มีแรงปรับฐานลงมา โดยร่วงหลังจากนั้นถึง -70% ทีเดียว

ตอนนี้ใครที่มีอยู่ ก็อาจจะเริ่มสงสัยว่า ทำขายทำกำไรบ้างเลยไหม?

ส่วนใครที่ยังไม่มีในพอร์ตเลย ก็คงมีคำถามว่า เข้าตอนนี้ยังทันหรือเปล่า?

ผมพาไปดูข้อมูลที่น่าสนใจในหลากหลายมุม ให้เราทุกคนได้พิจารณารอบด้านกันครับ

1. วันที่ Bitcoin เกิดขึ้นมาบนโลก ต้องยอมรับว่า เหมือนจะเป็นศัตรูกับระบบการเงินเดิมของโลก ทั้งรัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกต่างเป็นกังวลและยังไม่ยอมรับ แต่จนถึงตอนนี้ กลายเป็นว่า Central bank digital currency (CBDC) นั่นเริ่มแพร่หลายและถูกพัฒนาในหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จีน อังกฤษ สวีเดน แคนาดา อุรกวัย สิงคโปร์ หรือ แม้แต่ประเทศไทยเราเอง ก็ซุ่มศึกษาและพัฒนาอยู่

2. ในขณะที่สกุล Bitcoin เอง ก็เป็นที่ยอมรับว่าถูกกฎหมายในหลายประเทศเลย ณ ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น สหรัฐฯ เยอรมัน ฝรั่งเศส มอลต้า แคนาดา เบลารุส เนเธอแลนด์ สิงคโปร์ อินเดีย รัสเซีย และ ไทยเรา (แต่ไทย ห้ามธนาคารพาณิชย์เข้าไปยุ่งเกี่ยวนะครับ) ในขณะที่มีมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลกแล้วตอนนี้ที่ Cryptocurrency ทุกสกุลที่ได้รับการยอมรับว่าถูกกฎหมาย เมื่อรวมกับเหตุผลข้อ 1. มันสะท้อนแล้วว่า สกุลเงินดิจิตอล น่าจะเกิดขึ้นในอนาคตแน่ ๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

3. การเกิดขึ้นมาของ Bitcoin เบื้องหลังของมันคือการเข้ามา Disrupt สกุลเงินดอลล่าร์ ที่ผู้ให้กำเนิด Bitcoin มองว่า มันจะค่อย ๆ ด้อยค่าลงเรื่อย ๆ จากมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องที่มีมาตั้งแต่หลังวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 ซึ่งจะเห็นว่า Bitcoin กำลังพยายามจะเสนอว่า ตัวเองคือ Alternative Currency เช่นเดียวกับที่ทองคำถูกคนพูดถึงให้เป็นเช่นนั้นด้วยกัน

4. แต่ความต่างกันก็คือ ธนาคารกลางทั่วโลกเก็บทองคำในเงินทุนสำรองคิดเป็นสัดส่วน 20% ของปริมาณทองทั้งหมด หรือมูลค่าราว ๆ $9 trillion ซึ่งมากมายมหาศาลเมื่อเทียบกับ Market Value ของ Bitcoin ที่ถึงแม้จะวิ่งขึ้นมาทดสอบจุดสูงสุดตลอดกาลอยู่ตอนนี้ ก็มีมูลค่าเพียงแค่ $339 billion เท่านั้น ยังเล็กกว่าหุ้น Tesla ที่เพิ่งมีข่าวจะเข้าคำนวนในดัชนี S&P 500 เสียอีก

5. ขนาดของ Market Value ที่เล็กขนาดนี้ เป็นอุปสรรคต่อนักลงทุนสถาบันที่มีขนาดเงินก้อนโต ๆ ที่ต้องการจะเข้ามาผสมโรงร่วมลงขันกับสกุลเงินดิจิตอลสกุลนี้อยู่พอสมควร ดังนั้นถ้าพิจารณาในมุมว่า ทุกคนเข้ามาร่วมวงใน Bitcoin จนเกิดฟองสบู่ในแง่ Demand แล้วไหม? หรือจะมองในแง่ว่า Bitcoin มาสุดทางหรือยัง? ต้องบอกว่า มีแต่นักลงทุนรายย่อย และรายเล็กเท่านั้นในตอนนี้ที่เข้ามามีส่วนร่วมจนถึงตอนนี้นะครับ

6. จุดที่ดูเหมือนว่า Bitcoin จะได้รับการยอมรับมากขึ้น เห็นจะเป็นข่าวเรื่องการที่บริษัท Paypal ได้ออกมาประกาศว่าผู้ใช้งาน Paypal จะสามารถซื้อขาย Bitcoin ผ่านแพลตฟอร์มของบริษัทได้โดยใช้ Wallet Digital ของ Paypal เอง เมื่อปลายเดือนต.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ต้นเดือนต.ค.นั้น Square  บริษัทด้านเทคโนโลยีระดับโลก ได้ออกมาประกาศว่า ทำการเข้าซื้อ Bitcoin มูลค่า $50 million ไปก่อนหน้านี้ ยิ่งมีคนยอมรับ Bitcoin มากขึ้น ความต้องการของนักลงทุนก็มากขึ้นตามไปด้วย

7. ร้อนแรงขนาดนี้ แต่ก็ยังมีนักลงทุนระดับตำนานตั้งคำถามกับ Bitcoin และคนล่าสุดก็คือ Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater กองทุน Hedge Fund ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งให้มุมมองผ่านทวิตเตอร์ว่า Bitcoin ไม่ใช่ตัวกลางแลกเปลี่ยนหรือตัวเก็บมูลค่าที่มีประสิทธิภาพเนื่องจากความผันผวนของมัน โดยบอกต่อว่า นึกภาพไม่ออกว่า ธนาคารกลาง นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ องค์กรธุรกิจ หรือบริษัทข้ามชาติ จะใช้ Bitcoin จริง ๆได้อย่างไร? นอกจากนี้ ปู่เรย์เชื่อว่า รัฐบาลหลายประเทศ อาจสั่งห้ามสินทรัพย์คริปโตหากมันคุกคามสกุลเงินตราเก่าที่เคยมีมามากขึ้นเรื่อย ๆ

8. ซึ่งปู่เรย์ อาจจะไม่ทันสังเกตเห็นว่า เหล่าองค์กรธุรกิจอย่าง Fidelity Digital Assets, Square หรือล่าสุดคือ Paypal รวมถึงนักลงทุนในสหรัฐฯระดับตำนานอย่าง Paul Tudor Jones, Bill Miller และ Stanley Druckenmiller ต่างเข้ามาร่วมวงใน Bitcoin รอบนี้เป็นที่เรียบร้อย (ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเขาจะออกจากวงเมื่อไหร่นะครับ)

9. คนที่ให้ความเห็นถึงสถานะของ Bitcoin ไว้น่าสนใจอีกคน ผมคิดว่า คือ คนคนนี้ครับ Mike Novogratz มหาเศรษฐีผู้เป็นอดีต Hedge Fund Manager ให้กับ Fortress Investment Group และเป็นอดีต Partners ของ Goldman Sachs ให้มุมมองกับ Bitcoin ว่า มันคือที่ที่เก็บมูลค่าเช่นเดียวกับ “ทองคำ” ในอดีต แต่สะสมในรูปแบบของ Digital Asset และ Bitcoin จะไม่ถูกนำมาใช้แทนสกุลเงินดั้งเดิมในอีก 5 ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นนักลงทุนจะเข้าซื้อ Bitcoin เพื่อการกระจายความเสี่ยง คำถามจึงไม่ใช่ว่า Bitcoin จะกลายเป็นอนาคตได้ไหม แต่ควรเปลี่ยนคำถามเป็นว่า “เมื่อไหร่” และทุกองค์กรก็ควรเตรียมตัว

10. ซึ่งถ้ามองแบบที่คุณไมค์ให้ความเห็น ก็น่าสนใจตรงที่ หากเหล่าคนทำ ETFs เห็นโอกาสและเห็น Demand ว่าจะมาจริง แล้วจัดตั้งกองทุน ETFs ที่ลงทุนใน Cryptocurrency หรือ เจ้า Bitcoin ตัวเดียวแบบเน้นๆได้ ก็อาจจะเหมือนกับตอนที่ SPDR Gold Trust จัดตั้งกองทุน ETFs ครั้งแรกเมื่อปี 2004 ซึ่งตอนนั้น ราคาทองอยู่แถวๆ $400 เอง และก็เพราะ Investment Demand จากนักลงทุนนี่ละครับ ที่ทำให้ราคาทองพุ่งขึ้นมาอยู่แถวๆ $1,870 ณ ปัจจุบัน

11. มีคน Bull กับราคาทองมาก ๆ อีกคนหนึ่ง ที่อยากบอกหน่อย ก็คือ Tom Fitzpatrick ซึ่งปัจจุบันเป็น Chief Technical FX Strategist อยู่ที่ Citigroup ซึ่งติดตามการเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin มาตั้งแต่แรก ๆ มองว่า รอบนี้ของ Bitcoin หากรูปแบบราคาเหมือนกับในอดีต จะเป็นไปได้ว่า ภายในสิ้นปี 2022 เราอาจได้เห็นราคา Bitcoin ทดสอบ $318,000 (ถ้าไปถึงจริง ๆ ก็เว่อร์วังมาก ๆ)

สุดท้าย คุณจะร่วมวง Bitcoin กับเขาด้วยหรือไม่ หรือจริง ๆ จะเป็นอย่างที่ปู่เรย์ตั้งคำถามว่า ความเหวี่ยงแบบนี้ มันจะใช้อย่างแพร่หลายได้จริง ๆ หรือ นั่นคือ สิ่งที่คุณต้องไปคิดต่อ

ส่วนผม ซึ่งลงทุนและถือ Bitcoin มา 4 ปี ต้องบอกเลยว่า ….รู้งี้ ขายบ้าน ขายรถมาซื้อก็ดี … แต่ก็นะ ใครมันจะไปรู้เนอะครับ 😊

แหล่งที่มาข้อมูล :-

https://blog.sagipl.com/legality-of-cryptocurrency-by-country/

https://www.bloomberg.com/news/articles/2020-11-20/bitcoin-approaches-19-000-as-true-believers-look-to-record-high?srnd=cryptocurrencies&sref=e4t2werz

https://www.fool.com/investing/2020/10/27/square-bought-50-million-worth-of-bitcoin-what-doe/

https://www.fool.com/investing/2020/10/27/why-paypals-bitcoin-support-is-a-big-deal/

https://www.bloomberg.com/news/articles/2020-11-17/ray-dalio-says-he-might-be-missing-something-about-bitcoin?sref=e4t2werz

https://markets.businessinsider.com/currencies/news/bitcoin-digital-gold-traditional-currency-5-yrs-billionaire-novogratz-2020-10-1029720375

https://news.bitcoin.com/citibank-executive-says-bitcoin-will-trade-at-318000-by-end-of-2021/

Mr.Messenger รายงาน

อัปเดตกองทุน TMBGQG: เลือกลงทุนในหุ้นใหญ่ของโลก!

BottomLiner
อัปเดตกองทุน TMBGQG: เลือกลงทุนในหุ้นใหญ่ของโลก!

โควิดอยู่หรือไปจะคิดมากทำไม ถ้าเราเลือกกองทุนที่เหมาะสม

ข่าววัคซีนโควิดของ Pfizer รวมถึงวัคซีนจากอีกหลายบริษัทที่ทุ่มเงินวิจัยกันมาทั้งปี มีโอกาสจะได้รับอนุมัติให้ใช้งานเร็ว ๆ นี้ ซึ่งแม้ผลลัพธ์ยังไม่แน่ชัด แต่โลกการลงทุนเกิดการทำ Sector Rotation ครั้งใหญ่ ทิ้งหุ้นเทควิ่งหากลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักจากโควิด หนุนให้ราคาหุ้นโรงแรม โรงหนังวิ่งกันระเบิด

นักลงทุนหุ้นต่างประเทศสาย Hardcore คงมีหุ้นดี ๆ ในใจให้เลือกเก็บแล้ว แต่สำหรับนักลงทุนมือใหม่หรือกลุ่มที่ไม่ค่อยมีเวลาติดตามหุ้นต่างประเทศย่อมเกิดคำถามในใจว่า   “ภาวะผันผวนรุนแรง” ควรทำอะไรกับพอร์ตลงทุนดี ?

วันนี้เราเลยขอแนะนำกองทุน อึด ถึก ทน “TMBGQG” (TMBGQGRMF สำหรับเวอร์ชั่น RMF) ที่เลือกลงทุนในหุ้นใหญ่ของโลกและได้ประโยชน์จาก Megatrend ในอนาคต ซึ่ง TMBGQG ลงทุนในบริษัทที่จะอยู่ได้สบาย ๆ ในยุควิกฤต Covid

เล่าให้ง่าย ๆ ก็คือ สินค้าหรือบริการจากหุ้นกลุ่มนี้เป็นสินค้าจำเป็นที่คนทั่วโลกยังไงก็ต้องใช้ ไม่ว่า Covid จะอยู่หรือไปมันก็เติบโต !

จุดเด่นของ TMBGQG

  • ลงทุนในกองแม่ (Master Fund) ชื่อ Wellington Global Quality Growth Fund ที่มีการ กระจายลงทุนไปทั่วโลก แต่ยังเน้นหุ้นกลุ่มเทคโลยีที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว
  • กองทุนลงทุนในหุ้นที่เป็นผู้ชนะในแต่ละอุตสาหกรรม ครองสัดส่วนการตลาดสูง และเหลือโอกาสการเติบโตในอนาคตอีกมาก
  • กระจายน้ำหนักการลงทุนในหุ้นจำนวนมาก เพื่อลดความเสี่ยง เหมาะสำหรับสายเน้นปลอดภัยแต่ยังได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม

หุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับเเรก (% ที่กองทุนถือเป็นค่าประมาณ) ข้อมูลของวันที่ 31 สิงหาคม 2563 อ้างอิงจากหนังสือชี้ชวนกองทุนหลัก

1. Apple Inc. (NASDAQ: APPL) ถือ 5%

ผู้ผลิต iPhone และเจ้าของระบบ iOS ที่แม้ผู้บริหารแห่งยุคอย่าง Steve Jobs ได้จากไปแล้ว แต่ทีมผู้บริหารรุ่นใหม่ก็ยังสามารถสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งต่อเนื่อง หนุนให้บริษัทมีมูลค่าถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ (เป็นบริษัทเดียวในโลกที่ทำได้)

แม้ยอดขาย iPhone, iPad, Mac จะตัน ๆ แต่ Apple กำลังได้เครื่องยนต์สร้างการเติบโตของรายได้ตัวใหม่ซึ่งก็คือธุรกิจ Service โดยเฉพาะการเก็บค่า Commission สำหรับทุกการใช้จ่ายใน Ecosystem ของบริษัท

2. Microsoft Corp. (NASDAQ: MSFT) ถือ 4%

บริษัทผลิตซอฟต์แวร์ Office 365 และระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งแม้มีโควิดระบาด แต่ก็ไม่ได้กระทบกับรายได้รวมของ Microsoft มากนัก ในด้านบวกโควิดช่วยให้ธุรกิจบริการ Cloud Computing “Azure” เติบโตเร็วขึ้นด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจแห่งทศวรรษที่หาไม่ได้จากหุ้นไทยเลย

3. Amazon.com Inc. (NASDAQ: AMZN) ถือ 4%

ผู้ให้บริการ E-commerce ยักษ์ใหญ่ในสหรัฐ ได้อานิสงส์จากยอดสั่งของออนไลน์ในช่วงเกิดโควิด และบริษัทยังเป็นเจ้าของบริการ Cloud Computing อย่าง “AWS” นอกจากนี้ Amazon ยังมีบริการ Streaming อย่าง Amazon Prime Video ที่แม้คนไทยจะไม่ค่อยรู้จัก แต่ในระดับโลกนั้นมันไม่ได้เป็นรอง Netflix เลย ถ้านับจำนวนผู้ใช้งาน !!

4. Alphabet Inc (NASDAQ: GOOG) ถือ 3%

เจ้าของ Search Engine รายใหญ่ที่สุดในโลก “Google” รวมถึงเว็บดูวิดีโอ “YouTube” ซึ่งบริษัทมีรายได้เกือบทั้งหมดมาจากค่าโฆษณาและให้บริการ Google Cloud Service ที่กำลังไล่แย่งส่วนแบ่งการตลาดจาก AWS (Amazon) และ Azure (Microsoft)

ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี คนก็ต้องใช้ Google และ YouTube อยู่เหมือนเดิม แค่รายได้จากโฆษณาอาจลดลงไปบ้าง

เกร็ดความรู้: Google อาจมีปัญหากับ Apple ในอนาคต เนื่องจาก Apple จะลดการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ไม่ยอมให้ Apps ต่าง ๆ สามารถเก็บข้อมูลได้เหมือนเดิม ส่งผลให้ Google จะยิงโฆษณาตรงกลุ่มเป้าหมายยากขึ้น (แต่มีข่าวแว่วมาว่า Apple มีแผนที่จะพัฒนา Search Engine ของตัวเอง มายิงโฆษณาแข่ง !!)

5. Facebook Inc (NASDAQ: FB) ถือ 2%

Social Media Platform ที่คนใช้กันมากสุดทั่วโลก มีรายได้ค่าโฆษณาหลักจากทั้งใน Facebook และ Instragram ซึ่งกำลังจะสร้างระบบให้แพลตฟอร์มในเครือทุกอันสามารถเชื่อมต่อกันได้โดยตรง เช่น ประกาศขายของบน IG แต่ผู้ใช้งานจาก Facebook และ WhatsApp ก็เห็นด้วย เหตุผลสำคัญคือบริษัทหวังดันธุรกิจ Social Commerce ให้สำเร็จ

หุ้นที่ TMBGQG ถือมากสุดในอันดับถัด ๆ มาก็จะมี Tencent, UnitedHealth Group, Alibaba, Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) เรียกได้ว่ามีแต่ตัวน่าจับตามองทั้งนั้นเลย

TMBGQG มีค่าธรรมเนียมการขายหน่วยลงทุน / สับเปลี่ยนหน่วยลงทุนเข้า = 1.5% และค่าใช้จ่ายของกองทุนทั้งหมด = 1.7% ต่อปี

เหมาะมากครับสำหรับคนที่หากองทุนที่กระจายความเสี่ยง ไม่ลงทุนกระจุก แต่มีอนาคตเติบโตได้เรื่อย ๆ

#เราไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆจากการเขียนบทความนี้ #การลงทุนมีความเสี่ยง

ถ้าชอบบทความนี้ช่วยแชร์ให้เพื่อนคุณอ่านด้วย !!

BottomLiner

ที่มาบทความ: https://bottomliner.co/fund/tmbgqg-1/


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน  | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

นโยบายเพื่ออเมริกาที่ดีกว่า… ของโจ ไบเดน

MacroView
นโยบายเพื่ออเมริกาที่ดีกว่า… ของโจ ไบเดน

บทความนี้ จะขอนำท่านมารู้จักกับธีมหลักของไบเดน นั่นคือ Build Back Better หรือ นโยบายอเมริกาที่ดีกว่าของไบเดน ที่จะนำพาเศรษฐกิจและภาคธุรกิจของอเมริกาให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง เนื้อหาประกอบด้วย 3 ยุทธศาสตร์หลัก อันประกอบด้วย หนึ่ง นโยบาย Buy American สอง นโยบาย MAKE IT IN AMERICA  และ สาม นโยบาย SUPPLY AMERICA ซึ่งเมื่อนำไปปฏิบัติจริงในอีก 4 ปีข้างหน้า ในยุคของไบเดน คาดว่าภายหลังจากที่สถานการณ์ของโควิดคลี่คลายลง อเมริกามีโอกาสที่จะกลับมาเป็นยักษ์ที่ตื่นและดีกว่าเดิมอีกครั้ง ดังนี้

ยุทธศาสตร์แรก ได้แก่ นโยบาย Buy American 

ประกอบด้วย

หนึ่ง การเพิ่มกฎว่าด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศให้มากขึ้น สำหรับสินค้าสำคัญ ๆ ที่ใช้วัตถุดิบ จากประเทศต่าง ๆ

สอง ทำการปิดช่องโหว่ต่าง ๆ ที่ต่างชาติจะใช้ในการเลี่ยงทำตามนโยบาย Buy American และในการโฆษณาหลอกว่าเป็น Buy American แม้ที่แท้จะผลิตในจีน

สาม เพิ่มนโยบาย Buy American ให้รวมถึงด้านวิจัยด้วย ทั้งในอุตสาหกรรมเหล็กและโครงการด้านขนส่งและแร่ธาตุ

สี่ ทำการปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านการค้าสำหรับ Buy American อันประกอบด้วย Ship American หรือ ร่างกฎหมายเพื่อช่วยด้านการขนส่งทางเรือให้กับบริษัทในสหรัฐ เพื่อความมั่นคงของประเทศด้วย

ยุทธศาสตร์ที่  2 คือ นโยบาย MAKE IT IN AMERICA

ด้วยการทวงคืนความยิ่งใหญ่ของอเมริกาในภาคอุตสาหกรรม อันประกอบด้วย แผนของไบเดนที่จะสร้างงาน 2 ล้านตำแหน่ง และทำให้จีดีพีเพิ่ม 5 แสนล้านดอลลาร์ ภายในปี 2025  โดยไบเดนจะมีนโยบายในส่วนนี้ คือ INNOVATE IN AMERICA ที่จะสร้างงานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตให้สหรัฐเป็นผู้นำ ไม่ว่าจะเป็น ด้าน advanced materials ด้านสุขภาพและยารักษาโรค ไบโอเทค พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า AI และโทรคมนาคม  ดังนี้

 – เพิ่มงบด้านวิจัย ให้กับหน่วยงานใหม่ ๆ อย่าง National Institutes of Health, National Science Foundation และ Department of Energy นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานใหม่ที่แกะกล่องของไบเดน ที่รวมถึง  Advanced Research Projects Agency for Health (ARPA-H) และ Defense Advanced Research Projects Agency (DARPA) โดยทั้งหมดเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่กล่าวข้างต้น

– ลงทุนด้านงานวิจัยให้กับบริษัทขนาดเล็ก ผ่านการขยายผลของโครงการ Small Business Innovation Research (SBIR) ซึ่งถือได้ว่าเป็น Seed Fund ใหม่ของอเมริกาเลยทีเดียว

 นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ INNOVATE IN AMERICA ยังได้เสริมสร้างนวัตกรรมในยุคของไบเดน ด้วยการเสนอแผนการลงทุนมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ ในช่วงระยะเวลา 4 ปี เพื่อที่จะสร้างงานใหม่เพิ่มกว่า  3 ล้านตำแหน่งดังที่กล่าวไว้ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมใหม่ ๆให้กับสหรัฐ

ท้ายสุด แผนสร้างนวัตกรรมให้อเมริกาของไบเดน ยังรวมถึงการลงทุนด้านการศึกษา ด้านอาชีพให้กับเด็กมัธยม และ ให้ครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.25 แสนดอลลาร์ สามารถได้รับการศึกษาระดับปริญญาตรีฟรี เพื่อเป็นการสร้างงานให้กับภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐ รวมถึงการใช้งบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในการฝึกอบรมให้แรงงานสามารถมีทักษะใหม่ ๆ ในการเข้าตลาดแรงงานอีกครั้ง

ยุทธศาสตร์ที่ 3 ได้แก่ นโยบาย SUPPLY AMERICA

ด้วยการดึงห่วงโซ่อุปทานหรือ Supply Chain ในระดับยุทธศาสตร์ กลับมาสู่ดินแดนอเมริกาอีกครั้ง โดยที่ไบเดนจะทำให้ Supply Chain ของอเมริกากลับมาแข็งแกร่งเหมือนเดิม ด้วยนโยบายที่ปิดช่องว่างในเซกเตอร์หลัก ๆ ดังนี้

  • ทำการมอบหมายให้หน่วยงานหลัก ๆ ของรัฐบาลอเมริกามีส่วนเป็นผู้ผลิตสินค้าที่สำคัญต่อยุทธศาสตร์ของประเทศ
  • เปลี่ยนระบบภาษีที่สนับสนุนให้บริษัทยาย้ายฐานการผลิตออกไปต่างประเทศ
  • สร้างสินค้าคงคลังเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีสินค้าไว้ใช้อย่างเพียงพอในช่วงวิกฤต
  • ร่วมมือกับพันธมิตรในการลดการพึ่งพาต่อคู่แข่ง อย่าง จีน ในขณะเดียวกัน ก็ปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านการค้าโลกให้ตนเองมีระบบ Supply Chain ที่ดีขึ้น
  • เน้นนโยบาย Buy American ให้การผลิตกลับมาสู่ในประเทศในทุกขั้นตอน

 นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนด้านการจัดหาวัสดุและสินค้าต่างๆ (Procurement Investment) ซึ่งประกอบด้วย

  • การซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า มูลค่าหลักหมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อให้สหรัฐเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด
  • การซื้อเหล็ก ปูน วัสดุการก่อสร้าง และคอนกรีต เพื่อช่วยบริษัทในอเมริกา
  • การซื้ออุปกรณ์การแพทย์และยารักษาโรคในสหรัฐ เพื่อให้มั่นใจว่าจะยังมีไว้ใช้ในช่วงวิกฤต
  • การซื้อปัจจัยที่ใช้ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อย่างโทรคมนาคม และ AI เพื่อสร้างงานและรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและความมั่นคง

โดยสรุป Build Back Better คือการลับคมเครื่องมือต่าง ๆ ที่เคยเป็นจุดแข็งของอเมริกา และปลุกภาคอุตสาหกรรมของอเมริกาให้กลับมาตื่น เพื่อให้วิ่งฉิวแบบดีกว่าเดิมอีกครั้ง โดยพร้อมจะนำการจ้างงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงความมั่นคงของเศรษฐกิจในมิติต่างๆกลับมาสู่อเมริกาอีกครั้ง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/651533

Quantable Podcast EP1 : Quantitative คืออะไร สำคัญกับนักลงทุนอย่างไร?

Zipmex


Quantable Podcast EP1 : Quantitative คืออะไร สำคัญกับนักลงทุนอย่างไร?

หากพูดถึงคำว่า Quantitative Investment หลายคนอาจจะงงเพราะไม่เคยได้ยิน แต่ถ้าเป็น Robot Trade , System Trade , AI Trade เราคงจะคุ้นหูคุ้นตากันบ้างไม่มากก็น้อย อันที่จริงแล้วจะ Robot , System , AI ล้วนแต่เป็น Quantitative ทั้งสิ้น ในวันนี้เราจึงจะขออธิบายถึงเรื่องนี้กันสักหน่อย

Quantitative Investment คืออะไร

คำว่า Quant ย่อมาจากคำว่า Quantitative Analysis หรือวิธีการวิเคราะห์คำนวณเชิงปริมาณเชิงตัวเลข ดังนั้นคำว่า Quantitative Investment ก็อาจจะหมายถึงการลงทุน Base on วิธีการวิเคราะห์คำนวณเชิงปริมาณเชิงตัวเลขนั่นเอง

Quant ไม่ใช่แค่ Technical เท่านั้นแต่หมายถึงทุกอย่างที่เป็นตัวเลข

เรามักจะเข้าใจผิดกันไปหมดว่า Quant คือการวิเคราะห์ทางเทคนิคหรือเอากราฟเทคนิคมาใช้เท่านั้น แต่จากความหมายที่เรานิยามไปข้างต้น แปลว่าไม่ว่าจะเป็นข้อมูลปัจจัยพื้นฐาน ข้อมูลสถิติ ข้อมูลเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ GDP อัตราการว่างงาน ก็สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อหา “บางสิ่งบางอย่าง” ที่เป็นประโยชน์ในการลงทุนของเรานั่นเองครับ

ผลการดำเนินงานของกองทุนสาย Quant

เนื่องจากการใช้ Quant ในการลงทุนมีมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะนักลงทุนบุคคลหรือสถาบัน เราจึงขอยกตัวอย่างกองทุนที่ใช้ Quant จนสามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างโดดเด่นอย่างยาวนาน ดังนี้ครับ

James Simons

Ray Dalio

David Harding

Edward Thorp

คำศัพท์ที่จำเป็นต้องรู้ในสาย Quantitative Investment (ด้านการวัดประสิทธิภาพ)

เนื่องจากการลงทุนในสายของ Quant มักจะมีทั้งตัวเลข สูตรคำนวณ อัตราส่วนเยอะแยะมากมาย เพื่อให้นักลงทุนทุกท่านสามารถศึกษาด้วยตนเองได้ในเบื้องต้นว่าประสิทธิภาพของกลยุทธ์หรือรูปแบบการลงทุนใดที่ดีและเหมาะสมควรจะเป็นอย่างไร เราจึงยกตัวอย่างสูตรในการคำนวณเพื่อวัดประสิทธิภาพของระบบว่ามีสูตรไหนที่จำเป็นต้องรู้และน่าสนใจบ้าง

CAGR (Compound Annual Growth Rate)

คือตัวเลขที่บอกถึงผลตอบแทนทบต้นของระบบในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งจะมีความแตกต่างกับอัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยหรือ Average Return เพราะ CAGR นั้นเป็นค่าเฉลี่ยแบบเรขาคณิต (Geometric Mean) แต่ Average Return เป็นแบบค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic Mean)

Max % Drawdown

คือตัวเลขที่จะบอกถึงการลดลงของเงินทุนในระหว่างที่ลงทุนอยู่ โดยจะวัดจากอัตราส่วนระหว่างมูลค่าเงินทุนสูงสุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น (Highest Equity High) หักลบด้วยมูลค่าเงินลงทุนที่ต่ำที่สุดหลังจากที่เคยเกิดขึ้นมา (Max Lowest Low after Highest High) เช่น เรามีเงินทุนอยู่ 100 บาท ลงทุนไปสักพักเงินโตขึ้นเป็น 1,000 บาท แล้วค่อย ๆ ลดลงมาเหลือ 800 บาท นั่นเท่ากับว่า Max % Drawdown คือ -20 %

Longest Drawdown

คือตัวเลขที่จะบอกเราว่าระหว่างที่เราลงทุนแล้วเกิดการขาดทุน (Drawdown) นั้น กลยุทธ์ของเราต้องใช้เวลายาวนานมากแค่ไหนกว่าที่พอร์ตจะกลับขึ้นมาทำจุดสูงสุดอีกครั้ง โดยมักจะมีหน่วยเป็นจำนวนเดือน

Mar Ratio

คืออัตราส่วนของผลตอบแทนแบบทบต้นหรือ CAGR เทียบกับอัตราส่วนร้อยละของการลดลงของเงินทุนที่มากที่สุดหรือ Maximum % Drawdown พูดง่าย ๆ คือสัดส่วนการแบกรับความเสี่ยงที่มากที่สุดในการที่คุณจะได้ผลตอบแทนออกมา ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย Managed Account Reports newsletter (MAR) ซึ่งทำการรายงานผลวิจัยของบรรดากองทุน Managed Futures และ Hedge Fund ต่างๆ

% Win & % Loss

คือตัวเลขที่บอกถึงผลลัพธ์ของการลงทุนว่าในอดีตที่ผ่านมามีอัตราส่วนที่บอกถึงกำไรและขาดทุนอย่างไรบ้างในรูปแบบของ % ยกตัวอย่างเช่น เราลงทุนมา 100 ครั้ง ได้กำไร 60 ครั้ง ขาดทุน 40 ครั้ง นั่นเท่ากับว่า % Win คือ 60 % Loss คือ 40 นั่นเอง

Average Win & Average Loss

คือตัวเลขที่บอกผลกำไรและผลขาดทุนโดยเฉลี่ยของกลยุทธ์การลงทุนที่ใช้ ยกตัวอย่างเช่น ในแต่ละครั้งที่เราลงทุน เรามักจะได้ผลกำไรโดยเฉลี่ย 10,000 บาท ส่วนเวลาที่ขาดทุนจะขาดทุนโดยเฉลี่ย 5,000 บาท เท่ากับว่า Average Win คือ 10,000 และ Average Loss คือ 5,000

Expectancy

คืออัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง เป็นการคำนวณเพื่อวัดประสิทธิภาพการทำกำไรจากการลงทุน วิเคราะห์ผลการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ โดย ค่า Expectancy คำนวณจาก (Win% x Average Win) – (Loss% x Average Loss) ซึ่งกลยุทธ์การลงทุนที่ดีควรจะใช้ค่า Expectancy เป็นบวกนั่นเอง

แล้วนี้คือบทที่หนึ่งสำหรับโลกของการลงทุนรูปแบบใหม่ (ซึ่งก็ไม่ใหม่มากเท่าไหร่ 555) ที่เรียกว่า Quantitative Investment

Zipmex


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

Synopsys บริษัทออกแบบชิป ไพ่ตายของสหรัฐในการคุมทั้งอุตสาหกรรม

BottomLiner
Synopsys บริษัทออกแบบชิป ไพ่ตายของสหรัฐในการคุมทั้งอุตสาหกรรม

การผลิตชิปหรือ Semiconductor ขึ้นมา 1 ชิ้น มีกลุ่มบริษัทเกี่ยวข้องมากมาย แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มผู้ผลิต และกลุ่มออกแบบ โดยผู้ผลิตใหญ่ในปัจจุบันคือ TSMC ที่จะรับคำสั่งผลิตจากบริษัทผู้ออกแบบชิปทั่วโลก ไล่ตั้งแต่ Nvidia, Apple หรือ AMD แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ออกแบบชิปเหล่านี้ก็ต้องสั่งซื้อ Software การออกแบบเช่นกัน ซึ่งมันมีชื่อเรียกว่า Electronic Design Automation (EDA)

Software สำหรับการออกแบบชิปหรือ EDA ถือเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นสิ่งจำเป็นของการสร้างชิปรุ่นใหม่ขึ้นมา (ลองเทียบกับการออกแบบตึกสูง ถ้าไม่มี Software มาช่วยแล้วเราต้องออกแบบด้วยมือทั้งหมดผลลัพธ์มันจะเละแค่ไหน)

โดยกลุ่มบริษัทที่สร้าง EDA หลัก ๆ มี 3 บริษัทคือ Synopsys, Cadence Design Systems และ Mentor Graphics ซึ่งทั้งสามครองส่วนแบ่งการตลาดรวมกันมากกว่า 80%

Software ของแต่ละบริษัทมีความโดดเด่นต่างกันแล้วแต่รูปแบบการใช้งาน ทั้งนี้ Synopsys ถือเป็นบริษัทที่ครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดในอุตสาหกรรม EDA โดยปี 2019 สร้างรายได้รวม 1 แสนล้านบาท มาจากการขาย Software และเครื่องมือสำหรับออกแบบชิป 65% ของรายได้

ขณะที่อีก 30% ของรายได้ มาจากการขายลิขสิทธิ์หรือ Intellectual Property ที่จำเป็นสำหรับการออกแบบและผลิตชิป โดยที่ส่วนธุรกิจนี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Amazon, Alphabet หรือ Alibaba หันมาออกแบบชิปใช้งานเองแล้ว

เมื่อไร้คู่แข่ง สหรัฐเลยใช้มันเป็นไพ่เหนือจีน !

ถ้าเราพิจารณา 3 ผู้เล่นหลักในตลาดการออกแบบชิปจะพบว่าทั้ง Synopsys, Cadence Design Systems และ Mentor Graphics เป็นบริษัทของสหรัฐ (แม้ Mentor Graphics จะถูกบริษัทเยอรมนีซื้อกิจการไป แต่ยังตั้งสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในสหรัฐ) แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐสามารถใช้มันเป็นเครื่องมือบีบคู่แข่งท้าชิงตำแหน่งผู้นำเทคโนโลยีโลกอย่างประเทศจีนได้เต็ม ๆ

เมื่อลองวิเคราะห์อุตสาหกรรม Semiconductor จะพบว่า เครื่องจักรในการผลิตชิปนั้นนอกเหนือจากของสหรัฐยังมีตัวทดแทนเป็นบริษัทในยุโรป และญี่ปุ่น (บริษัท ASML, Tokyo Electron) ทางด้านโรงงานผลิตชิปก็มีไต้หวัน และเกาหลีใต้เป็นตัวเลือก (บริษัท TSMC, Samsung) แต่ Software การออกแบบชิปนั้นถูกผูกขาดโดยประเทศสหรัฐ

ส่งผลให้เมื่อวันที่รัฐบาลสหรัฐสั่งแบน Huawei ไม่ให้ทำธุรกิจร่วมกับบริษัทสัญชาติตัวเอง แต่ Huawei ยังสร้างชิปสำเร็จ รัฐบาลสหรัฐจึงรู้ทันทีว่า Huawei ยังคงใช้งาน Software ออกแบบจากบริษัทของสหรัฐอยู่ จึงโดนบีบหนักขึ้นไปอีกขั้น จนล่าสุดไม่ให้บริษัททุกชาติทำธุรกิจกับ Huawei ด้วย

แม้เราจะเห็นการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรม Semiconductor ในประเทศจีน เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ แต่กลุ่มที่จีนจะพัฒนาทันสหรัฐเป็นอันดับท้าย ๆ คือกลุ่ม Software การออกแบบชิปหรือ EDA เนื่องจากเทคโนโลยีปัจจุบันต่างกันเกิน 10 ปี

โดยปกติแล้วเทคโนโลยี EDA จะต้องนำหน้าการผลิตจริงถึง 2 ปีด้วย

สหรัฐจะใช้กลุ่มธุรกิจนี้คอยต่อรองและบีบรัฐบาลจีนต่อเนื่อง

คำถามที่น่าสนใจคือ แล้วที่ระดับโรงงาน ใช้ software ไหนในการผลิต? ต้องมีการส่งข้อมูลกันเบื้องต้นหรือไม่? หากแบนจะเกิดอะไรขึ้น Huawei ที่ผ่านมาทำไมยอมจำนน

ปมเหล่านี้จะทยอยคลี่คลายให้ฟังครับ

BottomLiner

ที่มาบทความ: https://bottomliner.co/stock/synopsys/

ถึงเวลาปรับพอร์ต: Go with the flow, Bull (Wave) is coming

FINNOMENA Investment Team
ถึงเวลาปรับพอร์ต: Go with the flow, Bull (Wave) is coming

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

รูปที่ 1 : COVID-19 Vaccine Tracker | Source : Bloomberg As of 17/11/2020

เดือนพฤศจิกายนมีการเปิดเผยประสิทธิภาพวัคซีน COVID-19 จากทั้งบริษัท Pfizer และ Moderna ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า 90% โดยหลังข่าวเปิดเผยออกมาตลาดหุ้นโดยเฉพาะกลุ่ม Cyclical ทั่วโลกตอบรับในเชิงบวก เช่น การเงินและธนาคาร พลังงาน ต่างฟื้นตัวเหนือดัชนีตลาดหุ้น

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

รูปที่ 2 : การเปลี่ยนแปลงของดัชนี S&P 500 และ S&P 500 Financial Sector | Source : Bloomberg As of 17/11/2020

ส่วนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่านายโจ ไบเดนผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมแครต จะเป็นประธานาธิบดีคนถัดไปของสหรัฐฯ ซึ่งตลาดคาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ลดแรงกดดันการผิดนัดชำระหนี้ รวมทั้งการสำรองหนี้เสียในไตรมาสที่ 3 ลดลงจากไตรมาสที่ 2 ส่วนการบริโภคและจ้างงานกลับมาฟื้นตัวเรียบร้อยแล้ว FINNOMENA Investment Team จึงมีมุมมองว่าหุ้นในกลุ่ม ธนาคารและการเงินมีโอกาสฟื้นตัวในช่วงเวลาต่อจากนี้ ประกอบกับกลุ่มหุ้นการเงินและธนาคารในต่างประเทศมีรูปแบบธุรกิจที่เน้นรายได้จากบริการซื้อขายหลักทรัพย์ การบริหารสินทรัพย์การเงิน และการออกหลักทรัพย์ใหม่ หรือเรียกว่า Non-interest revenue ซึ่งเติบโตเหนือคาดการณ์มาโดยตลอดและรับผลดีจากสภาพคล่องในตลาดที่สูง

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

รูปที่ 3 : JP Morgan Chase & Co Earning Q3/20 infographic | Source : Alphastreet As of 13/10/2020

ดังนั้นจึงแนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุน KT-FINANCE ซึ่งมีกองทุน Fidelity Funds – Global Financial Services Fund (Class A) เป็นกองทุนหลัก ด้วยนโยบายการลงทุนในบริษัทที่ให้บริการด้านการเงิน

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

รูปที่ 4 : Geographic & Sector Exposure Fidelity Funds – Global Financial Services Fund (Class A) Fund Fact sheet data As of 30/09/2020 | Source Fidelity Funds :  As of 17/11/2020

สัดส่วนการลงทุนหลักอยู่ในสหรัฐฯ และสูงกว่าสัดส่วนในดัชนีอ้างอิง เมื่อพิจารณา Top 10 holdings พบว่าการลงทุนหลักอยู่ในกลุ่มธนาคารซึ่งมีรายได้จาก Non-interest revenue และบริษัทประกัน

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

รูปที่ 5 : Top 10 Holding Fidelity Funds – Global Financial Services Fund (Class A) Fund Fact sheet data As of 30/09/2020 | Source Fidelity Funds :  As of 17/11/2020 

ส่วนตัวเลขทางเศรษฐกิจของจีนกลับมาสู่แดนขยายตัวอีกครั้งไม่ว่าจะเป็น GDP, Industrial Production และ Fixed Asset Investment สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจภายในประเทศจีน ส่วนนโยบายการเงินและการคลังยังมีศักยภาพเหนือกว่าประเทศอื่น ทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงถึง 3.85% การประสานงานระหว่างภาคการเงินและการคลังที่ลงตัวอันเนื่องมาจากระบบการปกครอง ทั้งหมดที่กล่าวมาสร้างความได้เปรียบเหนือประเทศอื่น

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

รูปที่ 6 : Top 10 Holding Allianz Global Investors Fund – Allianz China A-Shares กองทุนหลัก KT-Ashares-A | Source Bloomberg : As of 17/11/2020

ด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจที่กลับมาฟื้นตัว พร้อมความสัมพันธ์กับหุ้นสหรัฐฯ ในระดับที่ต่ำ FINNOMENA Investment Team แนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุน KT-Ashares-A ซึ่งมีกองทุน Allianz Global Investors Fund – Allianz China A-Shares (Class PT) เป็นกองทุนหลัก โดยมีนโยบายการลงทุนในกองทุนในหุ้นจีน A-Share เน้นการลงทุนไปยังหุ้นขนาดใหญ่และกลางที่มีศักยภาพการเติบโตสูงพร้อมมูลค่าที่เหมาะสม โดยใช้กลยุทธ์ Sector Neutral คือมีสัดส่วนการลงทุนในแต่ละ sector แตกต่างจากดัชนีอ้างอิงไม่มากกว่าหรือน้อยกว่า 5% และหาผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) จากการคัดเลือกหุ้น (Stock selection)

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

รูปที่ 7 : ข้อมูล GDP ไทย | Source : สศช. As of 16/11/2020

สภาพัฒน์เปิดเผย GDP ไตรมาสที่ 3 หดตัว 6.4% ซึ่งดีกว่าคาดการณ์ว่าจะหดตัวที่ 8.6% แม้หลายภาคส่วนจะยังหดตัวแต่หดตัวในอัตราที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกันพบว่าประมาณการ GDP สำหรับปีนี้ดีขึ้นกว่าการประมาณการเมื่อเดือนสิงหาคม จากตัวเลข GDP พร้อมปัจจัยภายนอกที่กล่าวมาข้างต้น ประกอบกับคาดการณ์อัตราการจ่ายปันผลในปีหน้าของกองทุนอสังหาและ REITs ไทยที่จะขยายตัวเมื่อเทียบกับปีนี้  ทำให้กองทุนอสังหาและ REITs มีความน่าสนใจทั้งจากการเติบโตในปีหน้าและความเสี่ยง (Downside risks) ที่มีอย่างจำกัด

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

รูปที่ 8 : SETPREIT Dividend Yield GAP | Source : สศช. As of 16/11/2020

ส่งผลให้ FINNOMENA Investment Team แนะนำกลับเข้าลงทุนในกองทุนอสังหาและ REITs ไทย จากระดับ Valuation ที่น่าสนใจ ระดับปันผลที่อยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล และมีโอกาสฟื้นตัวได้ตามทิศทางเศรษฐกิจจริงตามความหวังด้านพัฒนาการของวัคซีน

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

รูปที่ 9 : US Investment Grade OAS, US High Yield OAS Spread | Source : Bloomberg. As of 16/11/2020

ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาไปยัง OAS Spread ซึ่งเป็นตัวแทนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ทั้ง Investment Grade และ High Yield จะพบว่ามีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการเข้าลงทุนในตราสารหนี้ทั้ง 2 กลุ่มจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จนใกล้เคียงระดับภาวะปรกติก่อนเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้เรามีมุมมองว่า Upside ของกองทุนตราสารหนี้ทั่วโลกอยู่ในระดับที่จำกัด 

อย่างไรก็ตามกองทุนตราสารหนี้ในพอร์ตการลงทุนอย่าง KKP G-UBOND-H และ UDB-A ซึ่งลงทุนในกองทุนหลัก Jupiter Dynamic Bond Fund ซึ่งมีนโยบายการบริหารแบบยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ด้วยกลยุทธ์แบบ Barbell นั้น ได้มีการถือครองหุ้นกู้ในกลุ่ม High Yield เพิ่มเติม เพื่อรับสร้างผลตอบแทนในปัจจุบัน

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

รูปที่ 10 : Thai Government 10 Year Bond Yield | Source : Bloomberg. As of 18/11/2020

และเมื่อพิจารณาไปยังแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัว ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนเริ่มไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยอีกครั้ง จากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนหน้าเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 และมีโอกาสปรับตัวกลับสู่ระดับดังกล่าวได้ ซึ่งนับเป็นโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนตราสารหนี้ในไทยในปัจจุบัน

ด้วยปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำให้ปรับสัดส่วนการลงทุน ดังนี้

FINNOMENA Recommended

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

FINNOMENA Investment Team ยังคงแนะนำคงสัดส่วนการลงทุน เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนด้วยกลุ่มหุ้นผู้นำอย่างสหรัฐฯ และจีน ควบคู่ไปกับการควบคุมความเสี่ยงผ่านทางการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างตราสารหนี้ พร้อมทั้งความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอจากการจ่าย Auto Redemption และการจ่ายปันผล ในแต่ละกองทุน

อย่างไรก็ตาม การแนะนำกลับเข้าลงทุนในกองทุนอสังหาและ REITs ไทย จากระดับ Valuation ที่น่าสนใจ ระดับปันผลที่อยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล และมีโอกาสฟื้นตัวได้ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากทั้งมาตรการกระตุ้นและความหวังด้านพัฒนาการของวัคซีน

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

แนะนำลดสัดส่วน KFSMART 20%, แนะนำลดสัดส่วน KKP G-UBOND-H 10%

เพิ่มสัดส่วนการลงทุน SCBWINA 10%, เพิ่มสัดส่วนการลงทุน KFAFIX-A 20%

FINNOMENA Investment Team แนะนำลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุน KKP G-UBOND-H ลง 10% เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกองทุนผสมทั่วโลก SCBWINA แทน พร้อมกับแนะนำลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นอย่าง KFSMART ลง 20% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน KFAFIX-A ซึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะกลางแทน เพื่อแสวงหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากภาวะการผ่อนคลายความกังวลของตลาดการลงทุนทั่วโลก รวมไปถึงในตลาดตราสารหนี้ไทย โดยไม่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม การแนะนำกลับเข้าลงทุนในกองทุนอสังหาและ REITs ไทย จากระดับ Valuation ที่น่าสนใจ ระดับปันผลที่อยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล และมีโอกาสฟื้นตัวได้ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากทั้งมาตรการกระตุ้นและความหวังด้านพัฒนาการของวัคซีน

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

แนะนำลดสัดส่วน KFSMART 20% (ทั้งหมด)

เพิ่มสัดส่วนการลงทุน KT-Ashares-A 10%, เพิ่มสัดส่วนการลงทุน KT-FINANCE 10%

FINNOMENA Investment Team แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่มีความเกี่ยวข้องกับ Old Economy มีความเป็นวัฏจักร และรับผลประโยชน์จากการพัฒนาวัคซีน COVID-19 อย่าง KT-FINANCE และ KT-Ashares-A เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจริง

พร้อมกับการแนะนำเข้าลงทุนในกองทุนอสังหาและ REITs ไทย จากระดับ Valuation ที่น่าสนใจ ระดับปันผลที่อยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล และมีโอกาสฟื้นตัวได้ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากทั้งมาตรการกระตุ้นและความหวังด้านพัฒนาการของวัคซีน

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

FINNOMENA Investment Team ยังคงแนะนำคงสัดส่วนการลงทุน เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนด้วยกลุ่มหุ้นผู้นำอย่างสหรัฐฯ และจีน ควบคู่ไปกับการควบคุมความเสี่ยงผ่านทางการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

Go with the flow, Bull (Wave) is coming

แนะนำลดสัดส่วน SCBTMFPLUS-I 40% (ทั้งหมด)

เพิ่มสัดส่วนการลงทุน KFAFIX-A 40% (ทั้งหมด)

FINNOMENA Investment Team แนะนำลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุนตลาดเงินอย่าง SCBTMFPLUS-I ทั้งหมด เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะกลางอย่าง KFAFIX-A แทน เพื่อแสวงหาโอกาสสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติม จากภาวะการผ่อนคลายความกังวลของตลาดการลงทุนทั่วโลก รวมไปถึงในตลาดตราสารหนี้ไทย

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัว ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย

ฟรี! ดาวน์โหลด Presentation FINNOMENA LIVE – “เราอยู่ที่จุดไหนของวัฏจักรเศรษฐกิจโลก? ณ จุดนี้สินทรัพย์ดีๆ อยู่ที่ใด?”

FINNOMENA Reporter

ดูผ่าน Facebook: https://www.facebook.com/finnomena/posts/1397734043905562

ดูผ่าน Youtube: https://youtu.be/s6vxL3isyno

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี! Presentation – FINNOMENA LIVE ตอนล่าสุด (ลิ้งค์หมดอายุใน 7 วัน)

กด “ที่นี่” เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

“เราอยู่ที่จุดไหนของวัฏจักรเศรษฐกิจโลก? ณ จุดนี้สินทรัพย์ดีๆ อยู่ที่ใด?”

ข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • กนง. คงดอกเบี้ย 0.50% !!
  • ไทยได้ลงนาม RCEP !!
  • Tesla เตรียมเข้า S&P 500 !!
  • Amazon เปิด “ร้านขายยาออนไลน์” !!

ติดตาม FINNOMENA LIVE ตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-uop

Amazon เขย่าวงการ เปิด “ร้านขายยาออนไลน์”

FINNOMENA Reporter

ล่าสุด Amazon ได้ทำการเปิดตัวร้านขายยาออนไลน์โดยจะจัดส่งยาตามใบสั่งแพทย์ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นการเพิ่มการแข่งขันในตลาดค้าปลีกยา ที่มี Walgreens, CVS และ Walmart ครองตลาดอยู่

  • ธุรกิจใหม่นี้ จะใช้ชื่อว่า Amazon Pharmacy และมีฟังก์ชันช่วยให้ลูกค้าเปรียบเทียบราคายา กับร้านอื่นๆได้ ขณะกำลังเลือกซื้อยาบนเว็บไซต์ หรือแอป
  • สำหรับสมาชิกทั่วไป จะได้รับยาภายใน 5 วัน แต่ถ้าหากอยากได้รับยาภายใน 2 วัน ก็ต้องจ่ายเพิ่ม 5.99 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 180 บาท
  • อย่างรไรก็ตาม ขณะนี้ Amazon กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มแรงงานและฝ่ายนิติบัญญัติ เนื่องจาก Amazon บุกตลาดใหม่ๆ มากขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมต่างๆ นั้นอาจต้องหยุดชะงักหรือได้รับผลกระทบ เช่น ค้าปลีกคอมพิวเตอร์ และ เภสัชภัณฑ์

ที่มา : https://www.reuters.com/article/us-amazon-com-pharmacy/amazon-launches-online-pharmacy-in-new-contest-with-drug-retail-idUSKBN27X170

Tesla เตรียมเข้า S&P 500 ธันวาคม นี้

FINNOMENA Reporter

Tesla ได้รับการประกาศบรรจุให้เข้าไปรวมอยู่ในดัชนี S&P 500 โดยจะมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 ธันวาคมที่จะถึงนี้

  • สำหรับมูลค่าบริษัท Tesla ตามราคาตลาด ณ วันที่ 16 พฤศจิกายน อยู่ที่ 386,829 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 11.67 ล้านล้านบาท
  • นอกจากนี้เว็บไซต์อย่าง Bloomberg ยังบอกอีกด้วยว่า อีลอน มัสก์ ซีอีโอของ SpaceX ได้ขึ้นแท่นกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 3 ของโลกแซงหน้า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนจะกลับมาอยู่ที่ 4
  • ทั้งนี้ Tesla ที่จะเข้า S&P 500 ในครั้งนี้จะส่งผลให้ดัชนี S&P 500 สามารถขับเคี่ยวกับดัชนี Nasdaq 100 ได้สูสี และยังส่งผลให้เกิดการลงทุนผ่านกองทุนที่ติดตาม S&P 500 ในสเกลที่ใหญ่มหาศาลชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ที่มา : https://www.wsj.com/articles/tesla-to-be-added-to-s-p-500-index-11605566006
https://thestandard.co/tesla-prepare-for-s-p-500/

บิล เกตส์ เชื่อการเดินทางเพื่อทำธุรกิจอาจลดลงมากกว่า 50%

FINNOMENA Reporter
บิล เกตส์ เชื่อการเดินทางทำธุรกิจข้ามทวีปอาจลดลงมากกว่า 50%

บิล เกตส์ เชื่อไวรัสโคโรน่าอาจเปลี่ยนวิถีชีวิตการเดินทางและพฤติกรรมการทำธุรกิจของผู้คนออกไป

  • “ผมขอคาดการณ์ว่าการเดินทางเพื่อทำธุรกิจกว่า 50% และการทำงานในออฟฟิศกว่า 30% จะหายไป” – บิล เกตส์
  • กฎเกณฑ์การเดินทางข้ามประเทศอาจมีความเข้มงวดมากขึ้นส่งผลให้การเดินทางธุรกิจเป็นไปได้ยาก รวมถึงบางบริษัทอาจลดการประชุมแบบตัวต่อตัวอย่างสุดโต่งมากขึ้น
  • ภาวะโรคระบาดได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการบินโดยตรง นอกจากนั้นการเดินทางของนักธุรกิจมีสัดส่วนรายได้คิดเป็นถึงราว ๆ 50% จากรายได้ของธุรกิจการบินในอเมริกา

ที่มา:  https://www.cnbc.com/2020/11/17/coronavirus-bill-gates-says-more-than-50percent-of-business-travel-will-disappear-long-term.html

กนง. คงดอกเบี้ยนโยบาย 0.50%

FINNOMENA Reporter

กนง. มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% โดยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2563 เริ่มฟื้นตัวจากมาตรการทางการเงิน และมาตรการทางการคลังที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง

  • ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ประเมินว่าแม้เศรษฐกิจไทยปรับดีขึ้นกว่าคาดแต่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าและยังต้องการแรงสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง
  • อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเปราะบางและมีความไม่แน่นอนสูง คณะกรรมการฯ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในการประชุมครั้งนี้
  • โดยคณะกรรมการฯ ยังคงให้น้ำหนักกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ รวมถึงติดตามความเพียงพอของมาตรการภาครัฐและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ความคืบหน้าของการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ที่มา : https://www.posttoday.com/finance-stock/news/638336

ระเบิดเวลาของนักขี่กระทิง

Mr. Serotonin
ระเบิดเวลาของนักขี่กระทิง

หลังช่วงที่ผ่านมาตัวผมเองได้ลองมาเขียนบทความหุ้นรายตัวมากขึ้น และก็คงจะเขียนต่อไปเรื่อย ๆ แหละครับ แต่ในฐานะที่ผมเองเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่า เมื่อตลาดเกิดความไม่สมเหตุสมผลหรือความผิดปกติ ผมจะนำข้อเท็จจริงขึ้นมาให้ทุกคนได้ฉุกคิดอีกครั้ง ซึ่งในตอนนี้ผมก็มองว่าเป็นเวลาอันควรที่ผมควรจะนำข้อมูลที่ว่ามาเปิดเผยให้กับทุกคนครับ

ก่อนอื่นผมขอเกริ่นและอธิบายคร่าว ๆ ถึง Margin of Safety หรือส่วนเผื่อความปลอดภัยกันก่อน

Margin of Safety คืออะไร? ทำไมตอนนี้ถึงสำคัญมาก ๆ

Margin of Safety ถ้าแปลเป็นไทยก็คือส่วนเผื่อความปลอดภัย ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับการลงทุนได้ในการหา Bargain หรือข้อต่อรอง ที่เราจะหาได้ในเวลาที่ตลาด ราคาพังครืนร่วงลงมาแรง ๆ จนทำให้หุ้นบางตัวหรือแม้แต่ตราสารหนี้มี “มูลค่านำราคา” และอาจทำให้หุ้นตัวนั้น ๆ นำพาราคากลับไปสู่มูลค่าที่แท้จริงได้ในเวลาถัดไป

ซึ่งในส่วนของตราสารหนี้เราอาจจะหาตราสารเราอาจจะหาตราสารหนี้ที่มีเครดิตที่ดีมีศักยภาพจ่ายหนี้ได้สูง ในจังหวะที่ราคาร่วงลงมาจนตำ่กว่าราคาตั้งต้น (ราคา par) และยิ่งราคาต่ำกว่าราคาตั้งต้นเท่าไรส่วนเผื่อความปลอดภัยที่ว่าก็จะมากขึ้นเท่านั้น

และในส่วนของหุ้นเราอาจจะหาหุ้นที่มีมูลค่า “ถูก” จากมูลค่าสินทรัพย์หรือจากศักยภาพในการทำกำไรของบริษัทหรือที่เราชอบใช้กันในรูปแบบของ PE และ PBV

แต่ในวันนี้ผมขอพูดในเชิงมุมมองของภาพรวมตลาดที่หากเราดูในเรื่องส่วนของ Margin of Safety แล้ว ณ จุด ๆ นี้ อาจจะค่อนข้างอันตรายเลยทีเดียวครับ ซึ่งโดยปกติแล้วในเชิงของตลาดผลตอบแทนของหุ้นก็ควรอยู่ในระดับที่สูงกว่าตราสารหนี้หรือพันธบัตรซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมากกว่า และยิ่งส่วนต่างนี้สูงมากเท่าไรก็หมายความว่าส่วนเผื่อความปลอดภัยของเราก็จะยิ่งมากขึ้นไปเท่านั้น

สิ่งที่ผมเชื่อและเข้าใจก็คือเหล่านักลงทุนเน้นคุณค่าหรือนักลงทุน VI จะใส่ใจกับเรื่องดังกล่าวมากเป็นพิเศษ จนทำให้เขาเข้าซื้อในจุดที่ได้เปรียบและถึงแม้นักลงทุนเหล่านั้นจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เขาก็จะมีส่วนเผื่อความปลอดภัยและขาดทุนได้ยากกว่านักลงทุนแนวเก็งกำไร

ผลตอบแทนของหุ้นเทียบพันธบัตรเริ่มเข้าสู่จุดที่ย่ำแย่

และหากเรามาว่ากันถึง Margin of Safety ในตอนนี้ เราก็อาจจะเห็นได้ว่าการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอาจอยู่ในช่วงที่มีความอันตรายก็ว่าได้ เราต่างคาดหวังให้พลังของ Fed กดผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลให้ต่ำจนทำให้ตลาดหุ้นเดินหน้าต่อไปอย่างสมเหตุสมผล

แต่ Fed เองจะสู้กับความคาดหวังและความไม่สมเหตุสมผลของคนได้ไปตลอดจริง ๆ หรือ? หากวันใดวันหนึ่งผู้คนแห่การเปิดโหมดการลงทุนที่เรียกว่า “Risk On” หรือการลงทุนแบบเสี่ยงเต็มสูบ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลก็อาจจะเหวี่ยงกระชากได้แรงกว่านี้ก็เป็นได้ และอาจทำให้ส่วนเผื่อความปลอดภัยที่ว่าดูย่ำแย่ลงไปอีก

และถ้าหากเรามาเทียบกับข้อมูลในตอนนี้ที่ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลแบบ 10 ปีของสหรัฐเริ่มกระชากขึ้นมาที่ 0.89% ในขณะที่ผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 อยู่ที่ 2.77% ก็เท่ากับว่าเราจะมี Margin of Safety อยู่เพียงแค่ 1.88% เพียงเท่านั้น! หรือ เท่ากับว่าพันธบัตรเองต้องการแรงเทขายให้ผลตอบแทนดังกล่าวเพิ่มขึ้นมาอีกเพียง 1% หรือ 1% กว่า ๆ เพียงเท่านั้น ความไม่สมเหตุสมผลก็จะเกิดขึ้นจนทำให้ตลาดมีความเสี่ยงสูงที่จะพังลงมาอีกรอบ

ระเบิดเวลาของนักขี่กระทิง

ภาพแสดงผลตอบแทนของหุ้น Earning Yield วันที่ 16 พฤศจิกายน 2020 ที่มา: multpl.com

ระเบิดเวลาของนักขี่กระทิง

ภาพแสดงผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปีสหรัฐ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2020 ที่มา: multpl.com

ในขณะเดียวกันก็มีคนเชื่อว่าทาง Fed เองจะพยายามควบคุมทุกอย่างเอาไว้ ซึ่งผมก็เห็นด้วยครับว่าเขาคงจะทำเช่นนั้น แต่เราจะรู้อนาคตได้อย่างไรว่า Fed จะสามารถประคองอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไปได้ตลอด แม้ในวันที่นักลงทุนเปลี่ยนใจเป็น Risk On กระทันหันพร้อมกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งสิ่ง ๆ นี้ผมมองว่ามันก็คงไม่ต่างอะไรกับตอนปี 2008 ที่ทุก ๆ คนเชื่อว่า “ซื้อบ้านยังไงเดี๋ยวราคาก็ขึ้น” คล้าย ๆ กับประโยคในใจใครหลาย ๆ คนตอนนี้อย่าง “ซื้อหุ้นยังไงเดี๋ยว Fed ก็ช่วยเอง”

Warren Buffett เริ่มลงทุนแล้วตลาด = ขาขึ้นจริงหรือ?

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเราอาจได้เห็นนักลงทุนหลาย ๆ ท่านเริ่มเข้ากลับมาลงทุน และหนึ่งในนักลงทุนที่ผู้คนต่างจับตามองก็คงหนีไม่พ้นนักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffett ที่ได้เริ่มเข้าซื้อหุ้น และผมเองก็เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็คงจะมีคำถามหรือเริ่มทยอยซื้อหุ้นตามกันไป

โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่า Warren Buffett เป็นนักลงทุนที่แสวงหา Bargain (ข้อต่อรอง) และอาจจะไม่ใช่นักคาดการณ์ตลาด รวมถึงการที่ Warren Buffett ดูจะให้ความสำคัญกับ Margin of Safety แล้วดังนั้นสิ่งที่คุณ Warren Buffett ทำอาจเป็นการลงทุนตามมูลค่าที่มีส่วนเผื่อความปลอดภัยสูง ไม่ใช่การคาดการณ์ว่าตลาดจะขึ้นหรือลงในอนาคต

แล้วหุ้นแบบไหนที่น่าสนใจในช่วงนี้?

ถ้าถามว่าช่วงนี้หุ้นอะไรน่าสนใจ หุ้นกลุ่มการบิน ดู ๆ แล้วก็ถือได้ว่าน่าสนใจมาก ๆ ทีเดียวครับ ในช่วงนี้หุ้นกลุ่มการบินบางตัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างถูกหากเทียบกับสินทรัพย์ ถึงแม้จะดูแพงหากมองในแง่ของ PE เนื่องจากรายได้และกำไรที่หดหายไป

และด้วยความถูกนี้เอง หุ้นเหล่านี้เวลาตลาดเกิดพังลงมาความผันผวนทางด้านราคาก็อาจจะน้อยกว่าหุ้นที่แพง และซื้อขายกันในระดับราคาที่เกินตัว จึงทำให้หุ้นกลุ่มเหล่านี้ดู ๆ แล้วก็น่าสนใจไม่เลวเลยทีเดียวครับ

อีกเรื่องหนึ่งอย่างเรื่องที่ว่ากันว่า ธุรกิจการบินกำลังจะเปลี่ยนไป โดยส่วนตัวจากที่ผมฟังมุมมองจากหลาย ๆ คนที่เดินทางต่างประเทศบ่อย ๆ พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้อยากที่จะหยุดบินและนอนเฉย ๆ อยู่บ้านเล่นเกม ดูซีรี่ย์ ไปตลอด

แต่กลับกันแล้วผมกลับได้ยินหลาย ๆ คน กลับพูดถึงและโหยหาการที่จะกลับไปบิน ท่องเที่ยวและใช้ชีวิตแบบเดิม ดังนั้นหากเรื่องโควิดจบลงสักวันหนึ่ง หรือแม้แต่มีการเปิดประเทศอีกครั้งท่ามกลางความไม่แน่นอนของโรคระบาด ส่วนตัวแล้วผมมองว่าหุ้นกลุ่มนี้จะมีรายได้ที่กลับมาพรุ่งพรวด และอาจจะค่อนข้างน่าประทับใจเลยทีเดียวครับ

ส่วนใครอยากดูข้อมูลหุ้นกลุ่มการบินที่น่าสนใจ คลิกที่ลิ้งก์ด้านล่างได้เลยครับ

คลิกที่นี่

ก่อนจะจากกันผมก็ขอสรุปทิ้งท้ายไว้สั้น ๆ ว่า ผมไม่ได้มองว่าการเก็งกำไรเป็นเรื่องที่ผิดและไม่ควรทำ ในโลกนี้มีนักเก็งกำไรหลาย ๆ ท่านที่สร้างผลตอบแทนได้อย่างยอดเยี่ยมและน่าประทับใจอีกมาก

ความสนุกในการลงทุนสำหรับผมแล้วคือการได้เรียนรู้มุมมองที่แตกต่างจากหลาย ๆ ฝ่าย แลกเปลี่ยนรวมถึงนำศาสตร์ความรู้ต่าง ๆ มาประกอบเป็นกลยุทธ์ส่วนตัว หรือแม้แต่ทำให้ตัวเองพัฒนาเป็นนักลงทุนที่ยอดเยี่ยมยิ่ง ๆ ขึ้นไปในอนาคต

ในช่วงที่ตลาดอยู่ในจุดที่ย่ำแย่นักเก็งกำไรหลาย ๆ คนอาจจะรอทำกำไรจากการพังทลายของตลาด หรือหยุดพักการเทรดและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความผันผวน ในขณะเดียวกันนักลงทุนแนววีไออาจรอจังหวะที่ใช่อย่างการที่ราคาปรับตัวลงมาและแสวงหา Bargain หรือดีลที่ยอดเยี่ยม

แต่สำหรับผมแล้วในตอนนี้หรือในอีก 2-3 ปีข้างหน้าการลงทุนในหุ้นดู ๆ แล้วน่าจะอันตรายมาก ๆ เลยครับ

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

Mr. Serotonin

References

https://www.cnbc.com/quotes/?symbol=US10Y

https://www.multpl.com/s-p-500-earnings-yield

Tactical Call ลุ้น Value Play และ Cyclical Play ฟื้นตัวต่อ จังหวะเข้า KT-FINANCE ระยะสั้น

FINNOMENA Investment Team
Tactical Call ลุ้น Value Play และ Cyclical Play ฟื้นตัวต่อ จังหวะเข้า KT-FINANCE ระยะสั้น

Tactical Call ลุ้น Value Play และ Cyclical Play ฟื้นตัวต่อ จังหวะเข้า KT-FINANCE ระยะสั้น

รูปที่ 1 : COVID-19 Vaccine Tracker | Source : Bloomberg As of 17/11/2020

เดือนพฤศจิกายนมีการเปิดเผยประสิทธิภาพวัคซีน COVID-19 จากทั้งบริษัท Pfizer และ Moderna ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า 90% โดยหลังข่าวเปิดเผยออกมาตลาดหุ้นโดยเฉพาะกลุ่ม Cyclical ทั่วโลกตอบรับในเชิงบวก เช่น การเงินและธนาคาร พลังงาน ต่างฟื้นตัวเหนือดัชนีตลาดหุ้นโดยรวม แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 จะยังคงเกิดขึ้นในหลากหลายพื้นที่ทั่วโลกก็ตาม

Tactical Call ลุ้น Value Play และ Cyclical Play ฟื้นตัวต่อ จังหวะเข้า KT-FINANCE ระยะสั้น

รูปที่ 2 : S&P Financial P/E, P/B and Price | Source : Bloomberg As of 16/11/2020

เมื่อพิจารณาไปยังระดับ Valuation จะพบว่ากลุ่มการเงินมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับดัชนี S&P 500 ประกอบกับ Downside ที่จำกัด จากความสามารถในการใช้มาตรการทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มดำเนินมาตรการในเชิงรุกมากขึ้น เมื่อเกิดสถานการณ์ที่จำเป็น และหนุนด้วยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและข่าวการพัฒนาวัคซีน จึงสามารถคาดหวังการปรับตัวขึ้นได้ในระยะต่อไป

มุมมองทางเทคนิค (Technical Analysis)

Tactical Call ลุ้น Value Play และ Cyclical Play ฟื้นตัวต่อ จังหวะเข้า KT-FINANCE ระยะสั้น

รูปที่ 3 : Financial Select Sector SPDR Fund (XLF) | Source : Trading View As of 17/11/2020

กราฟของ Financial Select Sector SPDR Fund (XLF) ดัชนีสามารถผ่านแนวต้านรูปธง (Rectangle Pattern) บวกกับยืนเหนือระดับ Fibonacci Retracement 61.80% และได้สัญญาณซื้อ (Buy Signal) ที่เป็น Golden Cross จากการที่เส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน ตัดขึ้นสูงกว่า เส้นค่าเฉลี่ย 200 วันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

เรามองว่า มี Upside Potential จากราคาปิดวันอังคารประมาณ 12% ในการไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมก่อนที่จะมีการระบาดของโควิด-19 เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2020 ที่ผ่านมา

นักลงทุนที่เหมาะกับ Tactical Call นี้ควร…

  1. เป็นนักลงทุนที่มีเงินสด หรือสภาพคล่องส่วนเกิน และรับความผันผวนได้สูง
  2. ใช้เงินลงทุนในสัดส่วนไม่เกิน 10-15% ของภาพรวมพอร์ตการลงทุนทั้งหมด
  3. นักลงทุนที่รับความผันผวนได้ คาดหวังผลกำไร 10%-12%
  4. นักลงทุนต้องยอมรับการ Limit Loss หรือ การตัดขาดทุนได้ทันที ในกรณีที่ NAV ลงมา ณ จุด Stop Loss > 8% จากต้นทุน
  5. จุดที่เราแนะนำให้พิจารณาชะลอการเข้าซื้อภายใต้ Tactical Call คือ หาก XLF ยืนเหนือระดับ 28.5 เนื่องจากอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk/Reward Ratio) จะสูงกว่า 50% หรือ 0.5

รายละเอียดกองทุน KT-FINANCE และ TUSFIN-A

KT-FINANCE

Tactical Call ลุ้น Value Play และ Cyclical Play ฟื้นตัวต่อ จังหวะเข้า KT-FINANCE ระยะสั้น

รูปที่ 4 : Top 10 Holding Fidelity Funds – Global Financial Services Fund (Class A) Fund Fact sheet data As of 30/09/2020 | Source Fidelity Funds :  As of 17/11/2020 

Tactical Call ลุ้น Value Play และ Cyclical Play ฟื้นตัวต่อ จังหวะเข้า KT-FINANCE ระยะสั้น

รูปที่ 5 : Geographic & Sector Exposure Fidelity Funds – Global Financial Services Fund (Class A) Fund Fact sheet data As of 30/09/2020 | Source Fidelity Funds :  As of 17/11/2020

กองทุน KT-FINANCE ลงทุนในกองทุนหลัก Fidelity Funds – Global Financial Services Fund (Class A) มีนโยบายการลงทุนทั่วโลกในบริษัทที่ให้บริการด้านการเงิน โดยกลุ่มการเงินนั้นมีรายได้หลักจากหลากหลายช่องทาง อาทิ การปล่อยสินเชื่อ, บริการด้านการซื้อขายหลักทรัพย์ ตราสารหนี้ รวมไปถึงการออกหลักทรัพย์ใหม่ ซึ่งจัดอยู่ในรูปแบบของ Non-interest income ซึ่งเป็นส่วนที่กลุ่มการเงินขนาดใหญ่อย่าง Goldman Sachs, JPMorgan, BofA ทำรายได้ดีกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้เมื่อพิจารณาสัดส่วนการลงทุนพบว่าหุ้นไม่ได้มีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว และมีรายได้จากทั่วโลกประมาณ 50% ช่วยกระจายสัดส่วนรายได้ของพอร์ตการลงทุนของกองทุน

TUSFIN-A

Tactical Call ลุ้น Value Play และ Cyclical Play ฟื้นตัวต่อ จังหวะเข้า KT-FINANCE ระยะสั้น

รูปที่ 6 : Sector Exposure Financial Select Sector SPDR Fund (XLF) Fund Fact sheet data As of 30/06/2020 | Source Fidelity Funds :  As of 17/11/2020

Tactical Call ลุ้น Value Play และ Cyclical Play ฟื้นตัวต่อ จังหวะเข้า KT-FINANCE ระยะสั้น

รูปที่ 7 : Top 10 Holding Financial Select Sector SPDR Fund (XLF) Fund Fact sheet data As of 30/06/2020 | Source Fidelity Funds :  As of 17/11/2020

กองทุน TUSFIN-A ลงทุนในกองทุนหลัก Financial Select Sector SPDR Fund (XLF)(กองทุนหลัก) ซึ่งเป็นกองทุนรวมอีทีเอฟ (Exchange Traded Fund) มีนโยบายการลงทุนทั่วโลกในบริษัทที่ให้บริการด้านการเงิน

FINNOMENA Investment Team

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัว ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย

TMKT EP38 : “Tactical Call ลุ้น Value Play และ Cyclical Play ฟื้นตัวต่อ จังหวะเข้า KT-FINANCE ระยะสั้น”

Mr.Messenger

TMKT EP38 : “Tactical Call ลุ้น Value Play และ Cyclical Play ฟื้นตัวต่อ จังหวะเข้า KT-FINANCE ระยะสั้น”

“THE MARKET PODCAST” รายการที่ไม่ใช่แค่เล่าข่าว แต่เป็นการเจาะข่าว เจาะประเด็น เพื่อให้นักลงทุนรู้ก่อนเทรด!

ดำเนินรายการโดย คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือ Mr.Messenger เจ้าของเพจ Sinthorn


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

“หัวเว่ย” ตัดใจขายธุรกิจมือถือ Honor หลังถูกสหรัฐคว่ำบาตร

FINNOMENA Reporter

บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี แถลงว่า ทางบริษัทจะขายธุรกิจโทรศัพท์มือถือแบรนด์ Honor ให้กับกลุ่มตัวแทนจำหน่ายและดีลเลอร์จำนวนกว่า 30 ราย

  • โดยมีเป้าหมายที่จะรักษาห่วงโซ่ในอุตสาหกรรมของ Honor เอาไว้ และการเปลี่ยนแปลงเจ้าของจะไม่ส่งผลกระทบต่อทิศทางการพัฒนาของ Honor ในอนาคต
  • ซึ่งหลังเสร็จสิ้นธุรกรรมการขายกิจการแล้ว หัวเว่ยจะไม่ถือหุ้นใน Honor อีกต่อไป และกลุ่มผู้ซื้อจะทำการจัดตั้งบริษัทแห่งใหม่ชื่อว่า Shenzhen Zhixin New Information Technology เพื่อซื้อธุรกิจ Honor
  • ทั้งนี้ การประกาศขายธุรกิจ Honor ซึ่งเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนราคาถูกนั้นเกิดขึ้น หลังจากรัฐบาลสหรัฐประกาศห้ามไม่ให้บริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐขายอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับหัวเว่ย โดยอ้างว่ามีความกังวลเรื่องความมั่นคง แม้หัวเว่ยปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ตาม

ที่มา : https://asia.nikkei.com/Spotlight/Huawei-crackdown/Huawei-to-sell-Honor-phone-brand-to-save-it-from-US-pressure

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ รถไฟขบวนนี้ เรายังขึ้นทันหรือเปล่า?

Mr.Messenger

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ทั้ง Dow Jones และ S&P 500 โดยที่มีข่าวใหญ่ข่าวใหม่เป็นปัจจัยบวกมาสร้างความหวังให้กับนักลงทุนเพิ่มขึ้นอีกครั้ง นั่นก็คือ บริษัท Moderna ซึ่งเป็นผู้ผลิตและพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 เผยผลการทดสอบวัคซีนเบื้องต้นในระยะที่ 3 พบว่ามีประสิทธิภาพในการต้านโควิด-19 สูงถึง 94.5% เรื่องนี้ น่าสนใจอย่างไร และมีสิ่งไหนที่นักลงทุนควรรู้ โปรดติดตามครับ

1. เมื่อคืนดัชนี Dow Jones ปิดตลาดที่ 29,950.44 จุด เพิ่มขึ้น 470.63 จุด หรือ +1.60% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,626.91 จุด เพิ่มขึ้น 41.76 จุด หรือ +1.16% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,924.13 จุด เพิ่มขึ้น 94.84 จุด หรือ +0.80% เป็นการบวกทุกตลาด แต่เราจะเห็นว่า หุ้นกลุ่ม Cyclical และ Value Stocks เริ่มกลับมา Outperform ได้ต่อเนื่อง

2. ไม่ใช่แค่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่ตลาดหุ้นยุโรป ก็ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนี Stoxx Europe 600 ปรับตัวขึ้น 1.18% ปิดที่ 389.74 จุด ดัชนี CAC 40 ของฝรั่งเศสปิดที่ 5,471.48 จุด เพิ่มขึ้น 91.32 จุด หรือ +1.70%, ดัชนี DAX ของเยอรมนีปิดที่ 13,138.61 จุด เพิ่มขึ้น 61.89 จุด หรือ +0.47% และดัชนี FTSE 100 ของอังกฤษปิดที่ 6,421.29 จุด เพิ่มขึ้น 104.90 จุด หรือ +1.66%

3. ปัจจัยบวกก็คือ บริษัท Moderna ซึ่งเป็นผู้ผลิตและพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 เผยผลการทดสอบวัคซีนเบื้องต้นในระยะที่ 3 พบว่ามีประสิทธิภาพในการต้านโควิด-19 สูงถึง 94.5% แถมบริษัทยังเปิดเผยว่า ตัววัคซีนสามารถเก็บในอุณหภูมิตู้เย็น 2-8 องศา°C ได้ และเก็บได้นานถึง 30 วัน ซึ่งหากเป็นจริง แปลว่า ทั้งประสิทธิภาพ และ การขนส่งเคลื่อนย้าย สามารถทำให้ดีกว่า วัคซีนที่ทางบริษัท Pfizer ร่วมกับ BioNTech ผลิตอย่างที่เราทราบกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

4. อย่างไรก็ตาม ทาง Moderna ก็ออกมาให้สติกับทุกคนว่า อย่าดีใจเกินไป เพราะมันยังเร็วเกินไปที่จะทราบว่าวัคซีนตัวนี้สามารถป้องกันไวรัสได้นานขนาดไหน

แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นผลครับ นักลงทุนทราบข่าว ก็ไล่ซื้อหุ้น ทำให้หุ้น Moderna เมื่อคืนบวกไป 9% ขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล ส่วนทางด้าน Pfizer ก็มีแรงเทขายออกมา และทำให้เมื่อคืนปิดลบไป -3.3%

5. การปรับตัวลงของ Pfizer ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการจัดเก็บรักษาที่ต้องเก็บไว้ที่อุณหภูมิ -80 องศา°C ตลอดเวลา และการที่ CEO ของบริษัท คุณ Albert Bourla มีการขายหุ้นตัวเองออกมาในวันที่ประกาศข่าวดีให้ชาวโลกทราบกันเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว

6. กลับมาที่ ตลาดหุ้นสหรัฐฯรอบนี้ หลังจากวันเลือกตั้งวันที่ 3 ..ที่ผ่านมา พบว่า Fund Flow ไหลเข้า Cyclical และ Value Stocks เป็นหลัก ดูได้จาก ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 เดือนของดัชนี S&P 500 ที่กลุ่ม Energy Sector บวกมากกว่า 13% กลุ่ม Financial Sector บวกไป 10% และ Consumer Staple บวกขึ้นมา 7% ขณะที่กลุ่ม Technology ซึ่งเป็น Leader ของตลาดในรอบหลังโควิด-19 นั้น 1 เดือนย้อนหลัง บวกได้เพียงแค่ 1%

7. ซึ่งมีความน่าสนใจตรงที่ ข้อมูลย้อนหลังนับตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา เราไม่เคยเห็นมูลค่าของหุ้นกลุ่ม Value ต่ำกว่ากลุ่ม Growth, Momentum และ Quality ขนาดนี้มาก่อน มันก็เลยเป็นผลให้สภาพคล่องที่มีอยู่ตอนนี้ เริ่มหันกลับมามองหุ้นกลุ่ม Laggard Play หรือ Underperform มากๆ เพราะความหวังเรื่องวัคซีน มันมีมากขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งพอมีข่าว Moderna มีความคืบหน้าแบบนี้ ตลาดก็จะเริ่มเชื่อว่า ทั้ง AstraZeneca และ Johnson & Johnson ก็น่าจะมีความคืบหน้าเช่นเดียวกัน และนั่นอาจเพียงพอที่ทำให้เราหวังได้ว่า วัคซีน จะเข้าถึงคนส่วนใหญ่ของโลกได้ในปี 2021

8. ซึ่งเจ้าสภาพคล่องที่ว่านี้ หากไปดูที่ขนาดงบดุลของเฟด เราก็จะเห็นว่า เฟดเดินหน้าทำ QE อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อกลางสัปดาห์ก่อน Balance Sheet ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 7.175 ล้านล้านดอลลาร์ ก่อนปิดสัปดาห์ย่อลงมาเล็กน้อย 7.126 ล้านล้านดอลลาร์ สะท้อนว่า เฟดยังช่วยสนับสนุนด้วยนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอยู่ข้างๆ ไม่ได้ห่างไปไหน ในช่วงที่เกิดภาวะสูญญากาศทางนโยบายการคลัง เพราะกว่าจะได้มาตราการทางการคลังชุดใหญ่ อาจต้องรอทำเนียบขาวชงให้สภาอีกรอบในเดือนม.. ปีหน้าเลย

9. แต่หากดูจากปีงบประมาณใหม่ ปี 2021 ซึ่งเริ่มเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา เราพบว่า ปริมาณการขาดดุลการคลังของสหรัฐฯ หากนับในช่วงเดือนกันของทุกปี ถือว่า มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์หลายค่ายว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะดำเนินนโยบายอัดฉีดจากนโยบายการคลัง ทำให้ขาดดุลมากกว่าปี 2020 ที่ผ่านมา เพราะปริมาณพันธบัตรใหม่ของสหรัฐฯ จะสูงกว่าปริมาณการทำ QE ที่มีอยู่ปัจจุบัน เดือนละ $240 Billion เสียอีก (คาดว่า จะมีการออกพันธบัตรใหม่เดือนละไม่ต่ำกว่า $550 Billion ในอีก 1 ปีข้างหน้า)

ดังนั้นเพื่อควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวไม่ให้สูงเกินไป  เฟดจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณ QE อีก มิเช่นนั้น ต้นทุนทางการกู้ยืนทั้งระบบจะเพิ่มสูงขึ้นเร็วเกินไปจนทั้งโครงสร้างระบบเศรษฐกิจอาจะรับไม่ไหว

10. ภาพรวม พอตลาดเห็นว่า ยังไงเสียมาตรการกระตุ้นก็ต้องออกมาในปริมาณที่เยอะกว่าปี 2020 และเฟดเองก็มีแนวโมเพิ่มขนาดของ QE รวมกับ ข่าวดีเรื่องวัคซีนที่มีพร้อมความคาดหวังว่าจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯเองเข้าสู่วัฏจักรการฟื้นตัว สิ่งนี้เลยทำให้ Goldman Sachs มีการปรับเปิดเป้าดัชนี S&P 500 ณ สิ้นปีนี้ จากเดิม 3,500 จุด เป็น 3,700 จุด และ 4,300 จุด ณ สิ้นปี 2021 (ซึ่งคิดเป็น Upside จากระดับปัจจุบัน 18%)

11. มองผ่านกราฟ เราก็จะเสียวๆว่า นี่มันระดับจุดสูงสุดตลอดกาลเลยนะ มันจะไปได้ไกลกว่านี้จริงๆหรอ? ผมเชื่อว่า นักลงทุนส่วนหใญ่ก็เห็นแบบเดียวกัน นั่นก็เลยย้ำกลับมาที่ว่า หุ้นกลุ่ม Cyclical และ Value Stocks เริ่มกลับมา Outperform ได้ต่อเนื่อง เพราะกลุ่มนี้ ระดับราคายังห่างจากจุดสูงสุดเดิมก่อนการระบาดของโควิด-19 และได้ประโยชน์ หากแผนการกระตุ้นเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจถูกปล่อยออกมาหลังจากนี้

เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่า รถไฟขบวนนี้ยังขึ้นทันไหม?

ผมก็ตอบได้ว่า ถ้าสถานีที่คุณจะไป คือ นั่งยาวๆไปสิ้นปีหน้า ก็ยังทันอยู่ครับ แต่ถ้ากลัวรถไฟมันจะเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาจนน่ากลัว การไปขึ้นที่ขบวน Laggard ก็ได้ความสบายใจตรงที่ มันยังไม่วิ่งไปไกลเท่ากับกลุ่มนี้ที่วิ่งแซงหน้าไปแล้วหลายช่วงตัวครับ ลองพิจารณากันอีกทีด้วยตัวของท่านเอง

ส่วนใครถือไว้อยู่แล้ว ยินดีด้วยครับ เราจะถือกันต่อไป สู้ๆ 😊

แหล่งที่มาข้อมูล :-

FINNOMENA Investment Team

https://www.tradingview.com/

https://www.investing.com/indices/major-indices

https://www.cnbc.com/2020/11/16/moderna-says-its-coronavirus-vaccine-is-more-than-94percent-effective.html

https://edition.cnn.com/2020/11/11/investing/pfizer-ceo-albert-bourla-stock-sale-vaccine/index.html

https://www.zerohedge.com/markets/another-crisis-immininent-fed-will-double-qe-2021-it-just-need-catalyst

https://www.reuters.com/article/us-global-markets-goldman/goldman-sachs-lifts-sp-500-target-on-vaccine-hopes-biden-win-idUSKBN27R17A

ไทยได้ลงนาม RCEP ข้อตกลงใหญ่ที่สุดคิดเป็น 30% ของ GDP โลก

FINNOMENA Reporter

ไทยลงนามข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) โดยประกอบไปด้วยประเทศในอาเซียนทั้งหมด 10 ประเทศ และประเทศอื่นๆ ในเอเชียแปซิฟิกอีก 5 ประเทศประกอบไปด้วย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย รวมไปถึง นิวซีแลนด์ 

  • ซึ่งจะทำให้เป็นข้อตกลงทางการค้าและเศรษฐกิจที่มีขนาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกทันที
  • ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับนั่นคือสินค้าของไทยจะสามารถเปิดตลาดใหม่ๆ ในประเทศเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร อาหารสำเร็จรูป อาหารแปรรูปบางชนิด เช่น น้ำมะพร้าว น้ำส้ม สินค้าด้านการบริการ เช่น ก่อสร้าง ธุรกิจด้านสุขภาพ ฯลฯ
  • ข้อดีของข้อตกลง RCEP ที่ทำให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในอาเซียนเข้าร่วมคือ ความยืดหยุ่นของ RCEP ที่ยอมรับความต้องการของแต่ละประเทศได้ ซึ่งแต่ละประเทศในเอเชียแปซิฟิก 15 ประเทศนั้นมีความหลากหลายและแตกต่างกัน ต่างกับข้อตกลงอื่นๆ

ที่มา : https://brandinside.asia/asia-biggest-sign-pact-rcep-30-percent-of-world-gdp-15-nov-2020/