แจ้งเตือน

News Update: Credit Suisse เสนอซื้อคืนตราสารหนี้ มูลค่า $3,030 ล้านดอลลาร์ พร้อมขาย Savoy Hotel หลังราคาหุ้นตกต่ำ แต่การเดิมพันในตราสารหนี้เพิ่มขึ้น

THE OPPORTUNITY
News Update: Credit Suisse เสนอซื้อคืนตราสารหนี้ มูลค่า $3,030 ล้านดอลลาร์ พร้อมขาย Savoy Hotel หลังราคาหุ้นตกต่ำ แต่การเดิมพันในตราสารหนี้เพิ่มขึ้น

Credit Suisse เสนอซื้อคืนตราสารหนี้มูลค่ารวม 3,000 พันล้านฟรังก์สวิส หรือประมาณ 3,030 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางราคาหุ้นตกต่ำลงและการเดิมพันในตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุน

หนึ่งในธนาคารขนาดใหญ่ของโลกยังยืนยันว่า บริษัทจะขาย Savoy Hotel โรงแรมชื่อดังย่านการเงินของซูริค ตอกย้ำการคาดเดาของตลาดที่ว่าบริษัทกำลังเร่งหาสภาพคล่อง

โดยบริษัทได้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์แก่ผู้ถือหุ้นทั่วไปโดยเป็นการตกลงซื้อขายนอกกระดาน ทั้งตราสารหนี้ไม่ด้อยสิทธิสกุลเงินยูโรและปอนด์ รวมมูลค่า 1,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 980 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหมดอายุวันที่ 3 พ.ย. รวมถึงตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์ รวมมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหมดอายุวันที่ 10 พ.ย.

ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่วันนี้ (7 ต.ค.) Credit Suisse ระบุว่า แผนการซื้อคืนตราสารหนี้สอดล้องกับแนวทางเชิงรุกของบริษัทในการจัดการกับความรับผิดโดยรวมและปรับปรุงค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ย รวมถึงทำให้บริษัทสามารถใช้ประโยชน์จากสภาวะตลาดเพื่อซื้อคืนตราสารหนี้ในราคาที่น่าสนใจได้

การเสนอซื้อดังกล่าวเกิดขึ้นหลังราคาหุ้นของบริษัททำจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อต้นสัปดาห์ ขณะที่สัญญาสวอปประกันการผิดนัดชําระหนี้หรือ CDS ของบริษัท แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

Credit Suisse กำลังทบทวนกลยุทธ์ครั้งใหญ่กับ CEO คนใหม่ หลังจากเผชิญเรื่องอื้อฉาวและล้มเหลวในการบริหารความเสี่ยง โดยบริษัทจะอัปเดตความคืบหน้าพร้อมกับรายงานผลประกอบการในวันที่ 27 ต.ค.

ความเสียหายครั้งรุนแรงที่สุดของบริษัทคือ การสูญเงินไปมากถึง 5,000 ล้านดอลลาร์จากกรณี Archegos ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่บริษัทกำลังประสบปัญหาจากการล้มละลายของอีกเฮดจ์ฟันด์รายใหญ่อย่าง Greensill

ตั้งแต่นั้นมา Credit Suisse ได้ยกเครื่ององค์กร ด้วยวิธีระงับการซื้อคืนหุ้น และลดเงินปันผล ซึ่งดูเหมือนว่าจะช่วยบริษัทไว้ได้ โดยล่าสุด ราคาหุ้น Credit Suisse ปิดที่ 4.22 ฟรังก์สวิส อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปี ราคาหุ้นร่วงลงมาแล้ว 50%

อ้างอิง:

https://www.cnbc.com/2022/10/07/credit-suisse-to-repurchase-3-billion-of-debt-securities.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: คลังเก็บก๊าซยุโรปใกล้เต็มแล้ว IEA ระบุ พอใช้ในฤดูหนาวนี้ แต่ความท้าทายรออยู่ ‘ปีหน้า’

THE OPPORTUNITY
News Update: คลังเก็บก๊าซยุโรปใกล้เต็มแล้ว IEA ระบุ พอใช้ในฤดูหนาวนี้ แต่ความท้าทายรออยู่ ‘ปีหน้า’

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ปีนี้ยุโรปสามารถจัดเก็บก๊าซธรรมชาติได้ถึง 90% ซึ่งใกล้เต็มคลังแล้ว แต่อาจต้องเผชิญความท้าทายอย่างมากใน ‘ปีหน้า’

Fatih Birol ผู้อำนวยการ IEA ต้องการเห็นกลุ่มประเทศยุโรปตอบสนองอย่างว่องไวมากขึ้นต่อคำแนะนำของทาง IEA โดยอ้างถึงแผน 10 วิธีลดการพึ่งพาก๊าซจากรัสเซียของยุโรปหลังยูเครนถูกรุกราน

อย่างไรก็ตาม Fatih Birol เสริมว่า สถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้แย่ ถ้าไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น โดยถ้าฤดูหนาวเป็นไปอย่างปกติ ยุโรปจะสามารถผ่านความหนาวนี้ไปด้วยรอยฟกช้ำบ้างจนถึงเดือน ก.พ.-มี.ค. ของปีหน้า

ซึ่งถ้าเป็นไปตามที่คาด ระดับก๊าซธรรมชาจิจะเหลืออยู่ที่ 20% – 30% แต่คำถามที่สำคัญก็คือ ยุโรปจะสามารถเพิ่มการจัดเก็บจาก 20% – 30% ให้ถึงระดับ 80% – 90% ในฤดูหนาวปี 2023 ให้ทันได้อย่างไร

เพราะสิ่งที่ช่วยยุโรปในปีนี้คือ การนำเข้าก๊าซบางส่วนจากรัสเซียในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รวมถึง ‘ศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ซบเซาอย่างหนัก’ ซึ่งสะท้อนจากการนำเข้าก๊าซน้อยกว่าที่จะเป็นของจีน

โดย IEA ระบุว่า สมมติฐานอาจเปลี่ยนแปลงได้ในปี 2023 หากจีนกลับมานำเข้าก๊าซเพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจจีนกลับมาฟื้นตัว ซึ่งนั่นจะทำให้ความยากลำบากของยุโรปเริ่มต้นตั้งแต่ มี.ค. จนถึงฤดูหนาวปีหน้า

“ฤดูหนาวนี้เป็นเรื่องยาก แต่ฤดูหนาวปีหน้าอาจยากมากเช่นกัน” Fatih Birol กล่าว

ตามรายงานของ Eurostat รัสเซียเป็นซัพพลายเออร์น้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของยุโรปในปีที่แล้ว แต่ในรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (3 ก.ย.) IEA กล่าวว่า การส่งออกก๊าซจากรัสเซียไปยังสหภาพยุโรปในปีนี้ลดลงเกือบ 50% เทียบกับปีก่อน

ท่ามกลางความท้าทายของสถานการณ์ดังกล่าว Orsted บริษัทพลังงานในเดนมาร์กประกาศว่า จะเตรียมกลับมาดำเนินการในโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล 3 แห่ง ตามคำสั่งของรัฐบาล เพื่อรับรองความปลอดภัยของการจ่ายไฟฟ้าในเดนมาร์ก

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/10/06/-iea-chief-fatih-birol-in-warning-over-european-gas-storage.html

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (1 – 7 ต.ค. 65)

premiums
สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (1 - 7 ต.ค. 65)

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 1 – 7 .. 2565 มีกองทุนไหนทำผลตอบแทนได้โดดเด่น และเป็นกองทุนยอดนิยมที่มีผู้ค้นหามากที่สุดบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน FINNOMENA บทความนี้จะขอพาผู้อ่านไปดูกันครับ

5 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดีประจำสัปดาห์ (1 – 7 ต.ค. 65)

สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (1 - 7 ต.ค. 65)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 7 ต.ค. 2565)

1. DAOL-GOLD – กองทุนเปิด ดาโอ โกลด์ แอนด์ ซิลเวอร์ อิควิตี้

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +16.32%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -23.71%

ซื้อกองทุน DAOL-GOLD คลิก

2. KT-PRECIOUS – กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ โกลด์ แอนด์ เพรเชียส เอคควิตี้

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +13.56%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -23.04%

ซื้อกองทุน KT-PRECIOUS คลิ

3. TGENOME – กองทุนเปิด ทิสโก้ Genomic Revolution

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +10.44%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -42.63%

ซื้อกองทุน TGENOME คลิก

ดูรายละเอียดกองทุนทั้ง 5 อันดับเพิ่มเติม: DAOL-GOLD, KT-PRECIOUS, TGENOME, TISCOLAF, KF-EUROPE

หมายเหตุ: ข้อมูลหน่วยราคากองทุน อัปเดตล่าสุด เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2565 ข้อมูลผลตอบแทนบางกองทุนในหน้าจัดอันดับกองทุน อาจมีการแสดงผลตอบแทนที่แตกต่างจากแต่ละหน้ากองทุน เนื่องจากการดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน (ซึ่งนับวันที่ในรอบสัปดาห์แตกต่างกัน)

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิกhttps://finno.me/cheat-sheet-update

10 อันดับกองทุนที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในรอบสัปดาห์บนแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ FINNOMENA (1 – 7 ต.ค. 65)

สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (1 - 7 ต.ค. 65)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 7 ต.ค. 2565)

1. ONE-UGG-RA : กองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +4.60%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -42.56%

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-UGG-RA : กองทุนหุ้นเติบโตทั่วโลก คว้าโอกาสแห่งอนาคต

ซื้อกองทุน ONE-UGG-RA คลิก

2. TMBGQG : กองทุนเปิดทหารไทย Global Quality Growth

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +3.59%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -26.29%

ซื้อกองทุน TMBGQG คลิก

3. PRINCIPAL VNEQ-A : กองทุนเปิดพรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ ชนิดสะสมมูลค่า

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: -8.03%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -27.67%

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

ซื้อกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A คลิก

ดูรายละเอียดกองทุนยอดนิยมเพิ่มเติม : ONE-UGG-RA, TMBGQG, PRINCIPAL VNEQ-AK-VIETNAM, B-INNOTECH, TMBAGLF, SCBS&P500, KT-ENERGY, UGIS-N, K-CASH

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิก: https://finno.me/cheat-sheet-update


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเวียดนามติดลบต่ออีก -4.5%

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเวียดนามติดลบต่ออีก -4.5%

เช้าวันนี้ (7 ต.ค.) ตลาดหุ้นเวียดนาม ดัชนี VN30 ปรับตัวลงต่ออีก -4.5% สู่ระดับ 1040.42 ได้รับแรงเทขายต่อมาจากเมื่อวานนี้ นำโดยหุ้น VCB ลบ -4.3% และหุ้น Masan Group ลบ -6% สาเหตุจากความกังวลในสภาพคล่องของตลาด ทำให้เกิดแรงเทขายของนักลงทุนรายย่อยแบบ Panic Sell จากการถูก Margin Call ที่นักลงทุนซึ่งมีการกู้ยืมเงินลงทุนต้องเติมเงินฝากเพิ่มหรืออาจจะถูกบังคับปิดสถานะลงทุน (Force Sell) ถ้านักลงทุนไม่เติมเงินไปถึงระดับ Margin Call ทำให้เกิดแรงขายอย่างต่อเนื่องในอาทิตย์ที่ผ่านมา

FINNOMENA Investment Team ยังคงมุมมองระยะยาวเช่นเดิมมองว่า เวียดนามยังมีภาพรวมและปัจจัยพื้นฐานที่ยังคงแข็งแกร่ง โดย GDP ไตรมาส 3 ที่ผ่านมาเติบโตได้ถึง 13.7% นับว่าโดดเด่นที่สุดในภูมิภาค โดยรวมเศรษฐกิจเวียดนามยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากในอนาคต การปรับประมาณการกำไรยังดีเมื่อเทียบกับหุ้นโลกโดยรวม และ Valuation อยู่ในระดับที่น่าสนใจทั้งในระยะสั้นและยาวเมื่อเทียบกับหุ้นโลก

อย่างไรก็ตามการปรับตัวลงดังกล่าวอยู่ในลักษณะของการ Panic Sell ซึ่งมีความผันผวนในระดับที่สูง ในระยะสั้นจึงแนะนำรอสัญญาณการสร้างฐานจึงค่อยทยอยสะสมเพื่อการ “ลงทุน” ในระยะยาวต่อไป

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 07/10/2022 “จับตาตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ คืนนี้ ตลาดคาด ก.ย.จ้างงานเพิ่ม 275,000 ตำเเหน่ง อัตราว่างงานคงที่ 3.7%” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 07/10/2022

“จับตาตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ คืนนี้ ตลาดคาด ก.ย.จ้างงานเพิ่ม 275,000 ตำเเหน่ง อัตราว่างงานคงที่ 3.7%”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ  Dow Jones ปิดที่  29,926.94 จุด -346.93  จุด  (-1.15%) S&P 500 ปิดที่ 3,744.52 จุด -38.76  จุด (-1.02%) Nasdaq ปิดที่ 11,073.31 จุด -75.33  จุด (-0.68%) Small Cap 2000 ปิดที่ 1,752.14 จุด -10.55  จุด (-0.6%) VIX Index อยู่ที่ 30.52 จุด +1.97  จุด (+6.9%)

ตลาดหุ้นยุโรป  Euro Stoxx 50 ปิดที่  3,433.45 จุด -14.27  จุด  (-0.41%) Dax เยอรมัน ปิดที่  12,470.78 จุด -46.4  จุด  (-0.37%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่  5,936.42 จุด -49.04  จุด  (-0.82%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่  6,997.27 จุด -55.35  จุด  (-0.78%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่  27,311.3 จุด +190.77  จุด  (+0.7%) CSI 300 จีน ปิดทำการ Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่  18,012.15 จุด -75.82  จุด  (-0.42%) SET Index ไทย ปิดที่  1,589.18 จุด +8.91  จุด  (+0.56%) VN30 เวียดนาม ปิดที่  1,081.36 จุด -36.02  จุด  (-3.22%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 07 ตุลาคม 2565 ) ราคาทองคำ 1,717.5 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 20.628 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 88.39 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 94.29 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 07 ตุลาคม 2565)  Bitcoin 19,981 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,351.76 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.06324 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 284.09 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

จับตาตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ก.ย. ตลาดคาดจ้างงานเพิ่ม 275,000 ตำแหน่ง อัตราว่างงานคงที่ 3.7% ส่วนตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน สัปดาห์ล่าสุดเพิ่มขึ้น 219,000 ตำเเหน่ง ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดที่ 204,000 ตำเเหน่ง 

กรรมการ Fed ประสานเสียงหนุนเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ย้ำจะไม่หยุดขึ้นจนกว่าเงินเฟ้อลง คาดปีหน้ามีโอกาสดอกเบี้ยสูงถึง 4.5%-4.75% โดยเป้าหมายของเฟดคือเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ

Citi แนะนำลงทุนหุ้นเทคโนโลยีโลก และตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้เสี่ยงเผชิญเศรษฐกิจถดถอย โดยคาดหวังผลตอบเเทน 18% ภายในสิ้นปี 2023 สำหรับหุ้นโลก โดยเเนะนำสะสมหุ้นสหรัฐอเมริกา เเละ สหราชอาณาจักร

ตลาดเตรียมพร้อมรับมือ ‘สี จิ้นผิง’ ประธานาธิบดีจีน สมัย 3 ต่ออีก 5 ปี โดยตลาดคาดหวังการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ทั้งนโยบายการเงินเเละการคลัง ท่ามกลางความไม่มั่นใจต่อตลาดจีนของนักลงทุนต่างชาติ

ฮ่องกงทุ่มแจกตั๋วเครื่องบินฟรี 5 แสนใบ คิดเป็นมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง หวังดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังโควิด จากช่วงก่อนโควิดมีนักท่องเที่ยวถึง 56 ล้านคน เเต่ปัจจุบันมีไม่ถึง 1 ล้านคน

หุ้นสิงคโปร์ ม้ามืดของประเทศพัฒนาแล้ว ทำผลตอบแทน +1% ขณะที่ดัชนีหุ้นโลกดิ่งหนัก 22% ด้วยมูลค่าหุ้นที่ถูกกว่า รวมถึงเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว โดยหุ้นกลุ่มการเงิน ธนาคาร มีสัดส่วนถึงครึ่งนึงของตลาด

ตลาดหุ้นไทย ก.ย. 2565 SET Index ปิดที่ 1,589.51 จุด ลดลง 3% MoM ต่างชาติขายสุทธิ 2.42 หมื่นล้าน โดยกลุ่มบริการ เทคโนโลยี ทรัพยากร เพิ่มสูงกว่า SET Index ชี้ไตรมาส 4 หุ้นไทย ยังผันผวนตามตลาดโลก 

งานสัมมนา

สัมมนาพิเศษ : The Return of China หาก “สี จิ้น ผิง” เป็นผู้นำสมัยที่สาม

วัน เวลา สถานที่

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม 2565

เวลา 13:30 น. เป็นต้นไป

ณ FINNOMENA Office (โครงการ Block 28 ตึก A ซอย จุฬา 8)

รายละเอียดเพิ่มเติมเเละลงทะเบียนได้ที่ https://www.finnomena.com/live-seminar-8-oct-2022/

News Update: หุ้นเทคใกล้กลับมาแล้ว? Citi แนะนำลงทุนหุ้นสหรัฐ – หุ้นเทคทั่วโลก แม้เศรษฐกิจเสี่ยงเผชิญภาวะถดถอย

THE OPPORTUNITY
News Update: หุ้นเทคใกล้กลับมาแล้ว? Citi แนะนำลงทุนหุ้นสหรัฐ - หุ้นเทคทั่วโลก แม้เศรษฐกิจเสี่ยงเผชิญภาวะถดถอย

Citi มองหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นสหรัฐฯ น่าสนใจมากขึ้น จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอตัวในปีหน้า

นักกลยุทธ์ของ Citi นำทีมโดย Robert Buckland คาดการณ์ผลตอบแทนของตลาดหุ้นทั่วโลกภายในสิ้นปี 2023 ที่ +18% แต่เตือนถึงแนวโน้มที่จะผันผวน โดยกลยุทธ์หุ้นเติบโตจะกลับมาอีกครั้ง เมื่อนักลงทุนเปลี่ยนความสนใจการขึ้นดอกเบี้ยไปยังการฟื้นตัวของกำไรแทน

Citi มองว่าความสนใจของนักลงทุนจะเปลี่ยนไปสู่ความเสี่ยงเกี่ยวกับ EPS มากขึ้น ดังนั้นจึงเบนคำแนะนำไปยังกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นสหรัฐฯ ที่ EPS น่าจะปรับตัวดีขึ้นในการชะลอตัวทั่วโลก พร้อมคำแนะนำ ‘เพิ่มน้ำหนักการลงทุน’ ในหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก

อย่างที่เห็นกันว่า หุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างหนักในปีนี้ จากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปี ดัชนี MSCI World Information Technology ร่วงลงไปเกือบ 30% ขณะที่ดัชนี Nasdaq 100 ปรับลดลง 29%

สำหรับคาดการณ์กำไรของนักวิเคราะห์ที่มองการเติบโตของกำไรต่อหุ้นที่ 10% สำหรับ MSCI AC World ในปี 2022 ตามด้วย 6% ในปี 2023 ทีมของ Robert Buckland มองว่า ตัวเลขนั้นสูงเกินไป

โดย Citi คาดการณ์ว่ากำไรของหุ้นทั่วโลกจะลดลง 5% ในปี 2023 ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของ GDP โลกที่ต่ำกว่าแนวโน้ม และอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าแนวโน้ม

Citi แนะนำให้นักลงทุนให้น้ำหนักการลงทุนกับหุ้นปลอดภัย (Defensive) มากกว่าหุ้นวัฏจักร และมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมที่กำไรสามารถฟื้นตัวได้ นอกจาหนี้ยังคาดว่าธุรกิจเฮลท์แคร์และเทคโนโลยีจะปรับตัวดีขึ้นพอสมควรในภาวะถดถอย ขณะที่หุ้นวัฏจักรดั้งเดิมอย่างธนาคารจะได้รับประโยชน์น้อยกว่าการตกต่ำของเศรษฐกิจในครั้งก่อน

สำหรับกลุ่มประเทศ Citi ชื่นชอบหุ้นสหรัฐฯ และอังกฤษ โดยท่ามกลางการหดตัวของ EPS สหรัฐฯ มีหุ้นปลอดภัยมากกว่าตลาดอื่นๆ และยังมีดอลลาร์ที่แข็งค่า ขณะที่อังกฤษคือตลาดของหุ้นคุณค่าที่ Citi ชื่นชอบ เพราะมีราคาถูกและการลงทุนในต่างประเทศสูง

อ้างอิง:

https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-10-06/citi-strategists-favor-tech-and-us-stocks-as-recession-looms?sref=e4t2werz 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเวียดนามร่วงแรง 3.2%

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเวียดนามร่วงแรง 3.2%

ตลาดหุ้นเวียดนาม ดัชนี VN30 ปรับตัวลง 3.2% เป็นการปรับตัวลดลงมากกว่า 27​% นับจากช่วงต้นปี ได้รับแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มการเงินและประกันภัย กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต และกลุ่มก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ หลังจากที่ธนาคารพาณิชย์เวียดนามบางแห่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินขึ้นไปที่ระดับสูงสุดเกือบ 9% โดยปรับขึ้นตามดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางเวียดนามที่ขึ้นดอกเบี้ย 1% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ความแตกต่างของผลตอบแทนของสินทรัพย์เสี่ยงและเงินฝากมีช่องว่างที่แคบลง

นอกจากนี้ นักลงทุนยังกังวลต่อดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 ที่ขาดดุลมากขึ้น จากค่าเงินดองที่อ่อนค่าต่อเนื่องเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา และความกังวลต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปที่เป็นสัดส่วนการส่งออกของเวียดนามถึง 41%

FINNOMENA Investment Team มองว่า ตลาดหุ้นเวียดนาม มีภาพรวมเศรษฐกิจและปัจจัยพื้นฐานที่ยังคงแข็งแกร่ง โดย GDP ไตรมาส 3 ที่ผ่านมาเติบโตได้ถึง 13.7% นับว่าโดดเด่นที่สุดในภูมิภาค ซึ่งแม้ดุลบัญชีเดินสะพัดปรับตัวลง แต่ดุลบัญชีการค้าเพิ่มขึ้นราว 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา โดยรวมเศรษฐกิจเวียดนามยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากในอนาคต การปรับประมาณการกำไรยังดีเมื่อเทียบกับหุ้นโลกโดยรวม และ Valuation อยู่ในระดับที่น่าสนใจทั้งในระยะสั้นและยาวเมื่อเทียบกับหุ้นโลก

อย่างไรก็ตามการปรับตัวลงดังกล่าวอยู่ในลักษณะของการ Panic Sell ซึ่งมีความผันผวนในระดับที่สูง ในระยะสั้นจึงแนะนำรอสัญญาณการสร้างฐานค่อยทยอยสะสมเพื่อการ “ลงทุน” ในระยะยาวอีกครั้ง

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

4 เหรียญคริปโตฯ ใหม่น่าจับตาในช่วงตลาดหมี!

TechToro
4 เหรียญคริปโตฯ ใหม่น่าจับตาในช่วงตลาดหมี!

แอดมินเชื่อว่าหลายคนคงเบื่อกับชื่อเหรียญคริปโตฯ เดิม ๆ ที่ถูกพูดถึง เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีแต่ Bitcoin, Ethereum, Solana และอื่น ๆ วันนี้แอดมินมี 4 เหรียญคริปโตฯ น้องใหม่มาฝากกัน! แต่ละเหรียญก็จะมีความพิเศษและเอกลักษณ์ที่ต่างกันออกไป จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย!

1. Tamadoge (TAMA)

Tamadoge เป็นแพลตฟอร์มกระจายศูนย์แบบ Play-to-Earn (P2E) และเป็นสกุลเงินกลางของ Tamaverse ระบบนี้จะให้ผู้เล่นแข่งขันกันเพื่อให้ได้มาซึ่ง NFT Doge Avatar และรับ Dogepoints

TAMA เป็นคริปโตฯ ดั้งเดิมของ Tamaverse และใช้สำหรับการให้รางวัน, ซื้อ NFT และสำหรับการทำธุรกรรม โดยมี Tamadoge Pets เป็นตัวเอกของโปรเจกต์คริปโตฯ นี้ นอกจากนี้ pet แต่ละตัวจะถูก mint เป็น NFT โดยใช้ Smart Contract เพื่อใช้แข่งขันบน Tamaverse เพื่อให้ได้ TAMA tokens

2. DeFi Coin (DEFC)

หนึ่งในเหรียญคริปโตฯ หน้าใหม่คือ Defi Coin (DEFC) เป็นเหรียญดั้งเดิมของ DeFi Swap Exchange โดย DEX นี้จะให้ผู้ใช้งานแลกเปลี่ยน, Yield หรือ Stake เหล่าโทเคนได้

ด้วยความที่ DEFC นั้นอยู่บนแพลตฟอร์ม DeFi Swap Exchange มูลค่าของมันจะขึ้นอยู่กับการเติบโตของแพลตฟอร์ม อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ Exchange นี้สามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย DEFC เลยได้กลายมาเป็นหนึ่งในเหรียญที่น่าสนใจและน่าจับตามองในปี 2022 นี้

3. Avalanche (AVAX)

อีกหนึ่งเหรียญคริปโตฯ ที่น่าจับตามอง AVAX ได้กลายมาเป็นคู่แข่งที่มีศักยภาพสูงของ Ethereum โดยการนำเสนอเครือข่ายสำหรับนักพัฒนาที่เร็วกว่าและขยายได้ใหญ่กว่า เพื่อช่วยให้พวกเขาสร้าง Decentralized Applications (dApps) นอกจากนี้ ด้วยความที่ Avalanche นั้นถูกสร้างมาจาก 3 บล็อกเชน เครือข่ายจึงมีค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าคู่แข่งมาก

4. Hedera Hashgraph (HBAR)

Hedera Hashgraph (HBAR)  เป็นสกุลเงินที่หมุนเวียนในระบบ Hedera Hashgraph ผู้ใช้งานจะนำ HBAR มาใช้เมื่อต้องการใช้บริการของแพลตฟอร์ม เช่น การใช้งาน Smart Contract, การจัดเก็บข้อมูล หรือการประมวลผลธุรกรรม นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถใช้ HBAR สำหรับการ Stake เพื่อช่วยตรวจสอบธุรกรรมได้อีกด้วย

TechToro

Ref


คำเตือน

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจและศึกษาข้อมูลรวมทั้งลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

News Update: ม้ามืดของประเทศพัฒนาแล้ว หุ้นสิงคโปร์ ทำผลตอบแทน +1% ขณะที่ดัชนีหุ้นโลกดิ่งหนัก 22%

THE OPPORTUNITY
News Update: ม้ามืดของประเทศพัฒนาแล้ว หุ้นสิงคโปร์ ทำผลตอบแทน +1% ขณะที่ดัชนีหุ้นโลกดิ่งหนัก 22%

ตลาดหุ้นสิงคโปร์ทำผลตอบแทนเป็นบวก ท่ามกลางการติดลบของตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว หลังนักลงทุนกังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ดัชนี Straits Times ของสิงคโปร์ปรับตัวขึ้นมา 1% ในปีนี้ กลายเป็นดัชนีเดียวในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่สามารถทำผลตอบแทนเป็นบวกได้ ตอนนี้ดัชนีหุ้นทั่วโลกลดลงมาแล้ว 22% อาจเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติการเงินปี 2008

ท่ามกลางการขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก ด้วยมูลค่าหุ้นสิงคโปร์ที่ถูกกว่า รวมถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากโควิดของประเทศ ได้ช่วยหนุนให้ดัชนีหุ้นสิงคโปร์ที่มีหุ้นธนาคารอยู่ครึ่งนึงสามารถมีผลตอบแทนเป็นบวกขึ้นมาได้

Alan Richardson ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของ Samsung Asset Management กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของหุ้นสิงคโปร์มีความสัมพันธ์กับหุ้นคุณค่า และตอนนี้หุ้นคุณค่าสามารถทำผลตอบแทนได้โดดเด่นกว่าหุ้นเติบโต โดยคาดว่าจะเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ หาก Fed ยังคงมุ่งมั่นลดอัตราดอกเบี้ยให้ลงมาสู่ระดับเป้าหมาย

อย่างที่รู้กันว่า ดัชนีหุ้นสิงคโปร์ไม่ค่อยมีหุ้นเทคโนโลยี ต่างจากหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปที่เจ็บหนัก เพราะหุ้นเทคโนโลยีได้รับผลกระทบอย่างหนักจากทั้งปัญหาเงินเฟ้อ การขาดแคลนพลังงาน รวมถึงการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน

Daniel Dubrovsky นักกลยุทธ์ของ DailyFX มองว่า ตลาดหุ้นของประเทศพัฒนาแล้วจะยังไม่สามารถฟื้นตัวทันได้จนกว่า Fed จะชะลอหรือพลิกกลับการใช้นโยบายการเงินเข้มงวด ตอนนี้ตลาดมุ่งความสนใจไปที่ Fed โดย Dubrovsky มองว่า ยังมีที่ว่างสำหรับตลาดแรงงานในการรองรับการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะสั้น

ประมาณการผลประกอบการของบริษัทสิงคโปร์ในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นมา 16% จากปีที่แล้ว และสูงกว่าตลาดหุ้นทั่วโลกถึง 4 เท่า แต่ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าเป็นหลักของสิงคโปร์จะไม่มีความเสี่ยง เพราะกิจกรรมภาคการผลิตของโรงงานในเดือน ก.ย. หดตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2020 ขณะที่ยอดค้าปลีกส่งสัญญาณชะลอตัว

โดยหุ้นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ Jardine Cycle & Carriage ทำผลตอบแทนได้ดีสุดในดัชนี Straits Times ด้วยการเพิ่มขึ้น 72% ตามมาด้วยบริษัทสาธารณูปโภค Sembcorp Industries ที่เพิ่มขึ้น 53% ส่วนหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในดัชนีอย่าง DBS Group ปรับตัวขึ้นมา 2.3%

อ้างอิง:

https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-10-06/singapore-stocks-only-winners-as-growth-woes-hit-developed-peers?sref=e4t2werz 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

เช็กระยะการขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อของ Fed

FINNOMENA x Franklin Templeton
เช็กระยะการขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อของ Fed

หลังเรื่องราวการต่อสู้เงินเฟ้อของ Fed ดำเนินมาสักพัก เราลองมาเช็กระยะการขึ้นดอกเบี้ยผนวก QT ของ Fed กันว่าเอาเงินเฟ้ออยู่จริงไหม?

ภาพเริ่มชัดขึ้นเมื่อ FED ขึ้นดอกเบี้ย 0.75% แต่ว่าภารกิจของ FED ยังอีกยาวไกล

วันที่ 21 กันยายน 2022 ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยในระดับ 0.75% ครั้งที่ 3 ติดต่อกัน โดยการขึ้นดอกเบี้ยในระดับ 0.75% น่าจะมีเหตุผลสำคัญจากระดับดัชนีราคาผู้บริโภค (consumer price index) ที่เป็นตัวชี้วัดอัตราเงินเฟ้อ อยู่ในระดับสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ (หมายความว่า อัตราเงินเฟ้อปรับตัวลดลงน้อยกว่าที่ตลาดคาด) ทั้งนี้ ในระยะถัดไป เราเชื่อว่า FED จะยังมุ่งมั่นในการกดอัตราเงินเฟ้อให้ต่ำลง ทำให้ FED น่าจะยังขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อไปอีกระยะหนึ่ง

การขึ้นดอกเบี้ยในระดับ 0.75% ถือว่าอยู่ในระดับที่ตลาดคาดการณ์ได้ อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือ แนวคิดของ FED ต่อการขึ้นดอกเบี้ย 0.75% เป็นครั้งที่ 3 ว่าครั้งนี้ FED มองว่าความคืบหน้าในการสู้กับเงินเฟ้อเป็นอย่างไร เนื่องจากเป็นการขึ้นดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ซึ่งเรามองว่า FED น่าจะเห็นความคืบหน้าของการต่อสู้กับเงินเฟ้อตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา และน่าจะประเมินแล้วว่าเศรษฐกิจเริ่มตอบสนองต่อการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรามองว่าการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไป ยังคงขึ้นอยู่กับข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุด โดยมีรายละเอียด ดังนี้

เช็กระยะการขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อของ Fed

ความคืบหน้าของการสู้กับอัตราเงินเฟ้อตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022

1. การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในอนาคตเริ่มลดลง

ตั้งแต่เดือนมิถุนายน การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อชะลออัตราเงินเฟ้อ โดย FED ให้ความสำคัญกับการลดระดับความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจาก หากมีการคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น จะทำให้แรงงานเรียกร้องค่าแรงเพิ่มมากขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และราคาสินค้าและบริการปรับตัวเพิ่มมากขึ้นอีก เป็นผลให้แรงงานขอค่าแรงเพิ่มขึ้นเป็นวัฏจักร ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันความกังวลดังกล่าวลดลงมากแล้ว และคาดว่า FED น่าจะลดความสำคัญของประเด็นดังกล่าว เช่นกัน

เช็กระยะการขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อของ Fed

Figure 1 กราฟแสดงให้เห็นความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อในระยะถัดไปที่เริ่มลดลง
จนเรามองว่า FED ไม่น่าจะให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวเท่าไรนัก ในระยะถัดไป

2. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวลง ซึ่งมีส่วนช่วยลดความคาดหวังของอัตราเงินเฟ้อ

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงประมาณ 22% จากช่วงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของ FED ในเดือนมิถุนายน 2022 ในขณะเดียวกัน ราคาทองแดงก็ปรับตัวลง 15% เช่นเดียวกัน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลงนี้เอง ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวลง และความต้องการสินค้าและบริการที่ลดลงในลักษณะเดียวกัน

เช็กระยะการขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อของ Fed

Figure 2 กราฟแสดงให้เห็นราคาน้ำมันดิบ และราคาทองแดงที่ปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงเศรษฐกิจโลกในอนาคตที่คาดว่าจะชะลอตัวลง

3. ปัญหาห่วงโซ่อุปทานจาก COVID-19 เริ่มทุเลาลง

การแพร่ระบาดของ COVID-19 เริ่มดีขึ้น ประกอบกับห่วงโซ่อุปทาน และการจ้างงานในสหรัฐฯ เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ด้วยเหตุนี้ การคลี่คลายของปัญหาห่วงโซ่อุปทานจะเป็นตัวช่วยลดอัตราเงินเฟ้อ ที่มาจากฝั่งอุปทานได้ แต่เราคงมุมมองว่าน่าจะลดได้เพียงบางส่วนเท่านั้น และน่าจะทำให้ FED ลดแรงกดดันที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงได้บางส่วน

เช็กระยะการขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อของ Fed

Figure 3 การคลี่คลายของปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และการกลับเข้ามาทำงานน่าจะทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อลดลงได้บ้าง

4. นโยบายการเงินที่เข้มงวด (quantitative tightening: QT) เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตลาดที่อยู่อาศัย

FED เริ่ม QT มาสักระยะหนึ่งแล้ว ทำให้เศรษฐกิจเริ่มหดตัวในหลาย ๆ ภาคส่วน เห็นได้จากข้อมูลที่เริ่มสะท้อนออกมา โดยตลาดที่อยู่อาศัยแสดงให้เห็นถึงผลกระทบชัดเจน เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสินเชื่อค่อนข้างมาก ซึ่งที่ผ่านมาเริ่มเห็นการหดตัวของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกัน เราเริ่มเห็นการนำเข้ามากขึ้น เนื่องจากในภาพรวม ราคาสินค้านำเข้าปรับตัวลดลง จากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้น ทั้งนี้ เรามองว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวน่าจะยังคงอยู่ต่อไป ในขณะที่ FED ขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง

เช็กระยะการขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อของ Fed

Figure 4 นโยบาย QT ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยหดตัวลง ตลอดจนราคาสินค้านำเข้า (เทียบเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ) ปรับตัวลงเช่นกัน

ทั้งนี้ เรามองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตามที่กล่าวมาข้างต้นอาจไม่ได้เกิดจากการดำเนินนโยบายของ FED ทั้งหมด อาทิ การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่เริ่มควบคุมได้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากผลงานของ FED ตลอดจนการปรับตัวลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่นโยบายของ FED อาจมีส่วนเล็กน้อย แต่ไม่ได้ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ ทำให้เรามองว่า FED ไม่น่าจะให้ความสำคัญกับความพยายามของตัวเองในการควบคุมเงินเฟ้อเท่าใดนัก (เช่น ความพยายามแสดงให้ตลาดเห็นว่า FED ได้แสดงความพยายามมากเพียงพอ) เมื่อเทียบกับการประเมินจากข้อมูลว่าเงินเฟ้อได้ลดระดับลงเท่าที่ FED ต้องการแล้วหรือยัง ซึ่งเรามองว่าจากปัจจัยต่าง ๆ พบว่าเงินเฟ้อได้ลดลงบ้างแล้ว แต่ FED น่าจะยังคงการดำเนินนโยบาย QT ต่อไป เพื่อให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ควบคุมได้ในระยะยาว

ในอนาคต FED น่าจะยังคงดำเนินนโยบาย QT ต่อไป

ประธาน FED กล่าวถ้อยแถลงถึงความมุ่งมั่นในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา โดย FED น่าจะยังคงดำเนินนโยบาย QT ต่อไป ตราบเท่าที่ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อยังไม่ลดลงจนถึงระดับที่ FED ต้องการ โดยในอนาคตเรามองว่า

  1. การลดลงของความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อทำให้ FED น่าจะดำเนินนโยบาย QT ต่อไปได้ โดยไม่สร้างความแปลกใจให้กับตลาด กล่าวคือ น่าจะยังขึ้นดอกเบี้ยต่อไป แต่ไม่น่าจะมากเกินกว่าที่ตลาดคาดแล้ว ตราบใดที่การลดลงของอัตราเงินเฟ้อยังเป็นไปตามเป้าหมาย ด้วยเหตุนี้ เราจึงมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยตามแผนน่าจะถูกพิจารณา (priced-in) เข้าไปยังตลาดแล้ว และแม้ว่าการดำเนินนโยบาย QT อาจจะยังไม่ส่งสัญญาณถึงเศรษฐกิจที่จะขยายตัวในอนาคตอันใกล้ แต่การที่ FED ไม่ทำให้ตลาดแปลกใจก็ถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดี ที่น่าจะทำให้ตลาดเริ่มสร้างฐาน และลดความกังวลของนักลงทุนได้ในระดับหนึ่ง
  2. การลดระดับของอัตราเงินเฟ้อจากข้อมูลล่าสุด น่าจะส่งสัญญาณว่า FED กำลังมาถูกทางแล้ว โดยก่อนหน้านี้ FED เริ่มพูดถึงการลดอัตราการขึ้นดอกเบี้ย เมื่ออัตราเงินเฟ้อเริ่มเข้าสู่ระดับที่ควบคุมได้ อย่างไรก็ดี ข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดอาจทำให้ FED ชะลอเรื่องการลดอัตราการขึ้นดอกเบี้ยไปได้บ้าง แต่เราเชื่อว่าแผนการในการค่อย ๆ ทยอยลดอัตราการขึ้นดอกเบี้ยยังมีอยู่ และน่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้าเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น

ข้อสงวนสิทธิ์

  1. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ให้บริการการให้คำแนะนำทั่วไปแก่ FINNOMENA ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน (Asset Allocations)
  2. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น
  3. ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/articles/western-asset/fed-hikes-75-bps-and-assesses-its-progress

ปรับพอร์ต Optimal Megatrend Opportunities ประจำเดือนตุลาคม: ลดสัดส่วน Cloud เพิ่มเงินสด

BottomLiner
ปรับพอร์ต Optimal Megatrend Opportunities ประจำเดือนตุลาคม: ลดสัดส่วน Cloud เพิ่มเงินสด
หลังการประกาศงบ Micron บริษัทผลิตชิพซึ่งเป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์หลักของ data center เมื่อวันที่ 29 กันยายน โดยรายได้ของ Micron แย่กว่าที่เราคาดและผู้บริหารยังคาดการณ์ว่าช่วง 6 เดือนต่อจากนี้จะแย่ลงกว่าเดิม เรามองว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะ demand ต้องการใช้ Cloud และ data center ลดลงอย่างรวดเร็วจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

BottomLiner จึงจำเป็นต้องลดสัดส่วน TCLOUD ลงทั้งหมด แล้วมาถือเงินสดเพิ่มขึ้น KFSMART โดยโอกาสถัดไปที่กำลังพิจารณาคือการลงทุนในจีนรับการเปิดเมืองเต็มรูปแบบ

ปรับพอร์ต Optimal Megatrend Opportunities ประจำเดือนตุลาคม: ลดสัดส่วนกองทุน Cloud เพิ่มกองทุนเงินสด

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ ลงทุนใน Megatrend เด่น กับกองทุนที่ใช่ พร้อม Optimize ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ได้รับ Optimal Megatrend Opportunities (OMO) by BottomLiner

ลงทุนใน Megatrend เด่น กับกองทุนที่ใช่ พร้อม Optimize ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ได้รับ โดย BottomLiner ดูรายละเอียดพอร์ต >>> https://finno.me/guruport-bottomliner

BottomLiner

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต / ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

รู้หรือไม่? ราคาที่ดินปี 2566 จ่อแพงขึ้น 8%! I POCKET MONEY EP54

FINNOMENA CHANNEL
รู้หรือไม่? ราคาที่ดินปี 2566 จ่อแพงขึ้น 8%! I POCKET MONEY EP54

รับชมบน YouTube: https://youtu.be/2Hj7H90Us50

เงินเฟ้อขึ้น ราคาน้ำมันขึ้น ราคาที่ดินก็หนีไม่พ้นขึ้นตามกันมากับเขาด้วย โดยได้มีการประกาศออกมาแล้วว่าในปี 2566 ราคาประเมินที่ดินจะเพิ่มขึ้นถึง 8% สิ่งนี้หมายถึงอะไร แล้วเราจะได้รับผลกระทบในแง่ไหนกันบ้าง มาติดตามในคลิปนี้

ประเภทของราคาที่ดิน 3 แบบ

  • ราคาตลาด : ราคาที่ผู้ซื้อและผู้ขายที่ดินพึงพอใจที่จะตกลงซื้อขายกัน
  • ราคาประเมินของภาคเอกชน : ราคาที่ประเมินขึ้นโดยเอกชนองค์กรใดองค์กรหนึ่งที่อาจได้รับการรับรองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินราคาที่ดิน โดยแต่ละสถาบันก็อาจมีแนวทางกำหนดเกณฑ์ที่แตกต่างกัน อย่างการขอสินเชื่อบ้าน ก็จะใช้วิธีประเมินมูลค่าที่ดินเพื่อกำหนดเป็นมูลค่าสินเชื่อโดยอาศัยการประเมินราคาที่ดินจากธนาคาร
  • ราคาประเมินของกรมที่ดิน : ราคาที่กรมที่ดินได้ประกาศขึ้น โดยประชาชนจะสามารถเข้าไปตรวจสอบเบื้องต้นได้จากเว็บไซต์ https://assessprice.treasury.go.th/ เพื่อให้เอกชนได้นำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการกำหนดราคาซื้อขายที่ดินได้อย่างเหมาะสม 

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเกิดการซื้อขายที่ดินจริง ๆ

  • อย่างไรก็ตามในการซื้อขายที่ดินกันจริง ๆ ผู้ซื้อและผู้ขายก็มักจะอ้างอิงราคาประเมินของภาคเอกชนและราคาตลาดเป็นหลัก
  • ทำให้โดยทั่วไปแล้วราคาประเมินของภาคเอกชนและราคาตลาดมักจะแพงกว่าราคาประเมิน
  • แต่การทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดินที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการก็มักจะอ้างอิงราคาที่ดินของกรมที่ดินเป็นหลัก เช่น การใช้เป็นราคาที่ดินเพื่อคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ภาษีธุรกิจเฉพาะหรืออากรแสตมป์ เป็นต้น 

เกี่ยวกับการปรับราคาที่ดินในครั้งนี้

  • เป็นการปรับเพิ่มราคาประเมินโดยกรมที่ดิน
  • โดยปกติแล้วราคาประเมินที่ดินของกรมที่ดินจะต้องมีการปรับปรุงใหม่ทุก 4 ปี
  • เพียงแต่ในปี 2565 เป็นปีแรกที่รัฐบาลเริ่มจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเต็มอัตรา จึงได้มีการเลื่อนใช้บัญชีราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ออกไป 1 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โดยยังคงให้ใช้ราคาประเมินที่ดินเดิมในรอบปี 2559-2563 แทน
  • ทำให้กำหนดการที่จะปรับปรุงราคาประเมินที่ดินจะเริ่มต้นในปี 2566 และนำไปใช้จนถึงปี 2569
  • ดังนั้นราคาประเมินที่ดินที่ปรับใหม่ จึงนับได้ว่าเป็นราคาที่ถูกปรับเอาไว้ตั้งแต่ก่อนปี 2565 แล้ว เพียงแต่ได้ฤกษ์นำมาปรับใช้จริงในปี 2566 เท่านั้น
  • อย่างไรก็ตาม หากในพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างมีนัยสำคัญ เช่น สยามสแควร์ ที่มีราคาตลาดที่ตารางวาละ 3.5 ล้านบาท สูงกว่าราคาประเมินของกรมที่ดินที่ตารางวาละ 1 ล้านบาท ก็อาจมีผลให้เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่จะต้องถูกออกประกาศเพื่อปรับปรุงราคาใหม่ 

ภาพรวมของการปรับปรุงราคาประเมินที่ดิน

  • นับได้ว่าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8% ทั่วประเทศ
  • โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 3%
  • ต่างจังหวัดเพิ่มประมาณ 8%
  • การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบนทำเลแนวรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง ถนนตัดใหม่ และพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
  • โดยราคาสูงสุดอยู่พื้นที่กรุงเทพฯ ราคา 1 ล้านบาท/ตารางวา ได้แก่ ถนนสีลม เพลินจิต วิทยุ พระรามที่ 1 (บริเวณหน้าสยามสแควร์ถึงถนนเพลินจิต)
  • ส่วนราคาที่สูงที่สุดในต่างจังหวัดอยู่ที่ จ.ชลบุรี บนถนนเลียบหาดพัทยา อ.บางละมุง 220,000 บาท/ตารางวา ซึ่งเป็นราคาที่ถูกปรับขึ้นมากกว่า 40%

ผลกระทบจากการปรับเพิ่มราคาประเมิน

  • การปรับเพิ่มราคาประเมินแบบนี้ส่งผลกระทบต่อภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอย่างแน่นอน
  • โดยช่วงที่มีการปรับลดภาษีและชะลอการใช้ราคาประเมินปรับปรุงใหม่ก็ได้ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขาดรายได้ไปประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี
  • แต่สำหรับปี 2566 ที่ยังไม่เห็นสัญญาณการขยายมาตรการปรับลดอัตราภาษีหรือการเลื่อนใช้ราคาประเมินปรับปรุงใหม่ ตัวเลขของภาษีที่จะจัดเก็บได้เพิ่มขึ้นก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง
  • รวมถึงบรรดาเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเองก็คงจะต้องตื่นตัววางแผนบริหารจัดการภาษีให้คุ้มค่าและสอดคล้องกับลักษณะการนำที่ดินมาใช้ประโยชน์กันมากขึ้นด้วย

พบความสุดพิเศษสำหรับคุณได้ในทุกวัน ทั้งบทความให้ความรู้เกี่ยวกับกองทุนรวม หุ้น คริปโตฯ และการบริการ โปรโมชั่น ของรางวัลต่างๆ ที่คัดสรรมาเพื่อมอบให้กับสมาชิก FINNOMENA เท่านั้น
👉 สมัครสมาชิกเว็บไซต์ FINNOMENA https://finno.me/register-website


มือใหม่ห้ามพลาด! คอร์สเรียนพิเศษจาก FINNOMENA U "กองทุนรวม 101 สำหรับมือใหม่"

News Update: ราคาน้ำมันอาจทะลุ $100 OPEC+ ลดกำลังการผลิต 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไม่สนเสียงคัดค้านสหรัฐฯ ‘ไบเดน’ ผิดหวังหนัก

THE OPPORTUNITY
News Update: ราคาน้ำมันอาจทะลุ $100 OPEC+ ลดกำลังการผลิต 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไม่สนเสียงคัดค้านสหรัฐฯ ‘ไบเดน’ ผิดหวังหนัก

กลุ่ม OPEC+ รวมถึงซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันลง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบ แม้สหรัฐฯ จะเรียกร้องให้ผลิตมากขึ้นเพื่อกดดันรัสเซียและช่วยเศรษฐกิจโลกก็ตาม

หลายฝ่ายมองว่าการปรับลดกำลังการผลิตอาจเป็นการช่วยให้รัสเซียมีรายได้เพิ่มเพื่อใช้จ่ายในการทำสงครามกับยูเครน และยังทำลายโอกาสของปธน.สหรัฐฯ โจ ไบเดน ที่ต้องการควบคุมราคาพลังงานภายในประเทศ

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันโลกปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะปรับขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนจากความหวังว่า กลุ่ม OPEC+ จะลดกำลังการผลิต โดยล่าสุด (6 ต.ค.) ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นมา 0.24% อยู่ที่ $93.59 บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้นมา 0.23% อยู่ที่ $87.96 บาร์เรล

ด้านทำเนียบขาวของสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า ปธน.ไบเดนผิดหวังกับการตัดสินใจที่ตื้นเขินของ OPEC+ ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับผลกระทบด้านลบอย่างต่อเนื่องจากการรุกรานยูเครนของปูติน

โดยฝ่ายบริหารของไบเดนจะปรึกษากับสภาคองเกรสเกี่ยวกับเครื่องมือเพิ่มเติมเพื่อลดอำนาจการควบคุมพลังงานของกลุ่ม OPEC+ พร้อมระบุว่า นี่เป็นเครื่องเตือนใจสำหรับสหรัฐฯ ในการลดการพึ่งพาแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ

Stephen Brennock นักวิเคราะห์อาวุโสของ PVM Oil กล่าวว่า OPEC+ อ้างว่าภารกิจของกลุ่มคือการประกันราคาสำหรับทั้งฝั่งผู้บริโภคและผู้ผลิต แต่การตัดสินใจดังกล่าวกำลังขัดต่อวัตถุประสงค์ของกลุ่ม นี่เป็นการเคลื่อนไหวที่เห็นแก่ตัวและมุ่งเป้าไปที่ผลประโยชน์ของผู้ผลิตเท่านั้น

Rohan Reddy ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Global X ETFs กล่าวว่า การตัดสินใจลดการผลิตดังกล่าวอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยสมมติฐานที่ว่าไม่มีการระบาดใหญ่ของโควิดทั่วโลก และ ​Fed ไม่ใช้นโยบายการเงินเข้มงวดอย่างไม่คาดคิด

โดย Rohan Reddy มองว่า สถานการณ์ที่เป็นไปได้มากสุดในระยะสั้นคือ ราคาน้ำมันจะลอยตัวอยู่ในช่วง 90 ถึง 100 ดอลลาร์

อ้างอิง:

https://www.cnbc.com/2022/10/05/oil-opec-imposes-deep-production-cuts-in-a-bid-to-shore-up-prices.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 06/10/2022 “OPEC+ ดันราคาน้ำมัน ประกาศลดกำลังการผลิต 2 ล้านบาร์เรล/วัน ไม่ฟังเสียงคัดค้านสหรัฐฯ” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 06/10/2022

“OPEC+ ดันราคาน้ำมัน ประกาศลดกำลังการผลิต 2 ล้านบาร์เรล/วัน ไม่ฟังเสียงคัดค้านสหรัฐฯ”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 30,273.87 จุด -42.45 จุด (-0.14%) S&P500 ปิดที่ 3,783.28 จุด -7.65 จุด (-0.2%)  Nasdaq  ปิดที่ 11,148.64 จุด -27.77 จุด (-0.25%)  Small Cap 2000 ปิดที่ 1,762.69 จุด -13.07 จุด (-0.74%) VIX index ปิดที่ 28.55 จุด -0.52 จุด (-1.79%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 3,447.72 จุด -36.76 จุด (-1.05%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 12,517.18 จุด +153.30 จุด –(1.21%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 5,985.46 จุด -54.23 จุด (-0.9%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 27,120.46 จุด +128.32 จุด (+0.48%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 18,100.48 จุด +1,008.46 จุด (+5.9%)  และ SET Index ปิดที่ 1,580.27 จุด +2.27 จุด (+0.14%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 6 ต.ค. 2565) ทองคำ 1,729.0 ดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 20.742 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 88.12 ดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 93.75 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 6 ต.ค. 2565) Bitcoin 20,310.4 ดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,374.36 ดอลลาร์สหรัฐฯ BNB Coin 297.7 ดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.064887 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ตลาดหุ้นฮ่องกงบวกแรง 5.9% จากความหวังที่ Fed ไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย  เพราะ เมื่อวานนี้มีการประกาศตำแหน่งงานใหม่ในสหรัฐฯ ส.ค. เหลือ 10.1 ล้านตำแหน่ง ร่วงต่ำสุดรอบ 2 ปี กดดันไม่ให้ Fed รีบขึ้นดอกเบี้ย และคาดการณ์ว่ารัฐบาลจีนจะส่งสัญญาณผ่อนคลายมาตรการ zero covid

ADP จ้างงานภาคเอกชนสหรัฐฯ เพิ่ม 208,000 ตำแหน่ง ดีกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 200,000 ตำแหน่ง ในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมาเพิ่ม 185,000 ตำแหน่ง ด้านหนี้สาธารณะพุ่งขึ้นไปแตะระดับ $31 ล้านล้าน จากรัฐบาลสหรัฐฯ เร่งกู้ยืมเงินเพื่อใช้พยุงเศรษฐกิจในประเทศ

OPEC+ ประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 2 ปี โดยปรับลด 2 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือน พ.ย. หลังจากที่เพิ่งมีมติลดกำลังการผลิต 100,000 บาร์เรล/วัน ในเดือนต.ค. ที่ผ่านมา กำลังการผลิตน้ำมันต่อวันลดลงจาก 43.8 ล้านบาร์เรล/วัน เหลือ 41.8 ล้านบาร์เรล/วัน กลางเดือนก.ค. ที่ผ่านมาคุณไบเดน ได้เดินทางไปเยือนซาอุดิอาระเบีย เพื่อหารือกับชาติสมาชิกเรื่องเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้น เพื่อกดราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงจนเกินปัญหาเงินเฟ้อทั่วโลก แต่การประชุม OPEC+ ครั้งนี้ไม่ฟังเสียงคัดค้านสหรัฐฯ

เงินทุนสำรองระหว่างประเทศทั่วโลกหดตัวลงมา 7.8% มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์  มากสุดเป็นประวัติการณ์ ด้านอินเดียเงินทุนสำรองระหว่างประเทศหดตัวไปกว่า $96,000 ล้าน มาอยู่ที่ระดับ $583,000 ล้าน ด้านไทยเงินทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงมาอยู่ที่ระดับ $230,000 ล้าน

5 ปัญหาท้าทายเศรษฐกิจจีน ก่อน ‘สี จิ้นผิง’ เป็น ปธน. ต่อสมัย 3 หายนะทางเศรษฐกิจ อาจไม่ไกลเกินเอื้อม เกิดจากนโยบายโควิดเป็นศูนย์กำลังสร้างความหายนะให้เศรษฐกิจจีน รัฐบาลจีนไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจมากเท่าที่ควรทำ ตลาดอสังหาฯจีนกำลังอยู่ในวิกฤติ การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศของจีนที่รุนแรงทำให้ทุกอย่างยิ่งแย่ลง และบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนกำลังสูญเสียนักลงทุน

เงินเฟ้อไทยเริ่มชะลอตัวในเดือน ก.ย. ขยายตัวที่ระดับ 6.41% จากปีที่แล้ว จากราคาพลังงาน อสังหาริมทรัพย์ และอาหารที่ราคาชะลอตัวลง พาณิชย์คาดการณ์เงินเฟ้อในปี 65 อยู่ที่ระดับ 6%

BBC ได้เทียบข้อมูลน้ำท่วม 2554 กับ 2565 หลังรัฐยืนยันไม่ซ้ำรอย โดยพื้นที่น้ำท่วมขังทั่วไทยเดือน ก.ย. ในปี 2565 น้ำน้อยกว่า ปี 2554 ถึง 3 เท่า

งานสัมมนา

วันที่ 7 ต.ค. เวลา 14.00 – 15.00 น. ‘เจาะลึกมุมมองประจำเดือนตุลาคม 2565’ ผ่าน Zoom Application

วันที่ 8 ต.ค. เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป ‘The Return Of China การกลับมาของตลาดหุ้นจีน หาก “สี จิ้น ผิง” เป็นผู้นำสมัยที่สาม’ ณ FINNOMENA Office

News Update: 5 ปัญหาท้าทายเศรษฐกิจจีน ก่อน ‘สี จิ้นผิง’ เป็น ปธน. ต่อสมัย 3 หายนะทางเศรษฐกิจ อาจไม่ไกลเกินเอื้อม

THE OPPORTUNITY
News Update: 5 ปัญหาท้าทายเศรษฐกิจจีน ก่อน ‘สี จิ้นผิง’ เป็น ปธน. ต่อสมัย 3 หายนะทางเศรษฐกิจ อาจไม่ไกลเกินเอื้อม

เศรษฐกิจจีนกำลังชะลอตัวจากนโยบายโควิดเป็นศูนย์และอุปสงค์ทั่วโลกที่อ่อนแอ ดูเหมือนเป้าหมาย GDP เติบโตที่ 5.5% ของรัฐบาลจีนจะอยู่ไกลเกินเอื้อม แม้จะเลี่ยงการหดตัวในไตรมาสที่ 3 มาได้อย่างหวุดหวิดก็ตาม

แม้จะไม่ต้องต่อสู้กับเงินเฟ้อเหมือนอังกฤษกับสหรัฐฯ แต่จีนกำลังเผชิญกับปัญหาอื่นที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตเช่นกัน และนี่คือ 5 เหตุผลอธิบายว่าทำไมเศรษฐกิจจีนมีปัญหาในช่วงเวลาที่ ปธน. สี จิ้นผิง เตรียมรับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของจีนสมัยที่ 3

🦠 นโยบายโควิดเป็นศูนย์กำลังสร้างความหายนะ

การล็อกดาวน์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิดในหลายเมือง ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ตอนนี้ผู้บริโภคชาวจีนไม่กล้าใช้จ่ายเงินกับไปกับสิ่งของต่างๆ จนทำให้ภาคบริการหลักๆ อยู่ภายใต้แรงกดดัน

ขณะที่ฝั่งการผลิตที่ดูเหมือนจะกลับมาฟื้นตัวได้ในเดือน ก.ย. แต่มันเกิดขึ้นหลังจากไม่ขยายตัวมา 2 เดือน นอกจากนี้การขยายตัวอาจเป็นเพราะรัฐบาลใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น

🇨🇳 รัฐบาลจีนไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจมากเท่าที่ควรทำ

แม้จะประกาศงบประมาณวงเงิน 1 ล้านล้านหยวน เพื่อส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็ก โครงสร้างพื้นฐาน และอสังหาริมทรัพย์ในเดือน ส.ค. แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่ารัฐบาลจีนสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้เพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตและการจ้างงาน

ซึ่งนั่นหมายถึง การลงทุนเพิ่มเติมในโครงสร้างพื้นฐาน การผ่อนปรนเงื่อนไขการกู้ยืมสำหรับผู้ซื้อ ผู้พัฒนาอสังหาฯ และรัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงการลดหย่อนภาษีสำหรับครัวเรือน

🏢 ตลาดอสังหาฯ จีนกำลังอยู่ในวิกฤติ

กิจกรรมในภาคอสังหาฯ ที่อ่อนแอ และมุมมองเชิงลบในภาคที่อยู่อาศัยได้ชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจจีนอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะภาคอสังหาฯ นั้นคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของ GDP ทั้งหมดของจีน

ตอนนี้ผู้ซื้อปฏิเสธการชำระค่าจำนองของบ้านที่ยังไม่เสร็จ ความต้องการบ้านใหม่ที่ลดลงนำไปสู่ความต้องการนำเข้าสินค้าที่ใช้ในการก่อสร้างลดลง แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามหนุนตลาดแค่ไหน แต่ราคาบ้านในหลายสิบเมืองลดลงมากกว่า 20% แล้วในปีนี้

🌳 การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศทำให้ทุกอย่างยิ่งแย่ลง

สภาพอากาศที่สุดขั้วกำลังส่งผลกระทบระยะยาวต่อภาคอุตสาหกรรมจีน ตั้งแต่คลื่นความร้อนรุนแรงตามมาด้วยความแห้งแล้ง ตอนนี้การใช้งานเครื่องปรับอากาศพุ่งสูงขึ้นจนกระทบการจ่ายไฟฟ้าที่ใช้พลังงานน้ำในบางภูมิภาค

โรงงานต่างๆ ซึ่งรวมถึงผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Foxconn และ Tesla ถูกบังคับให้ลดเวลาทำงานหรือปิดโรงงานเพราะไฟฟ้าไม่เพียงพอ ตอนนี้รัฐบาลกำลังหนุนเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนบริษัทพลังงานและเกษตรกร

🌏 ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนกำลังสูญเสียนักลงทุน

การคุมเข้มด้านกฎระเบียบกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของรัฐบาลจีน ทำให้ Tencent และ Alibaba รายงานรายได้ลดลงครั้งแรกในประวัติการณ์ โดยกำไรของ Tencent ลดลง 50% ขณะที่รายได้สุทธิของ Alibaba ลดลงครึ่งหนึ่ง

นักลงทุนรายใหญ่ทั้ง Softbank และ Berkshire Hathaway แห่ขายหุ้นเทคโนโลยีจีนที่ถือมาเป็นระยะเวลานาน ตอนนี้โลกเริ่มมองว่าจีนอาจไม่เปิดกว้างแก่ธุรกิจเหมือนก่อนแล้ว และเศรษฐกิจจีนในยุค ‘สี จิ้นผิง’ กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง หลังเติบโตต่อเนื่องในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

อ้างอิง: https://www.bbc.com/news/world-asia-china-62830775 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ส่อง 8 ‘หุ้นอังกฤษ’ ยักษ์ใหญ่ของเศรษฐกิจเมืองผู้ดี

planet 46
ส่อง 8 'หุ้นอังกฤษ' ยักษ์ใหญ่ของเศรษฐกิจเมืองผู้ดี

หลังจากที่เราได้พาไป ส่อง 8 ‘หุ้นเกาหลี’ ยักษ์ใหญ่ แห่งแดนโสมขาว และ ส่อง 8 ‘หุ้นเวียดนาม’ เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย ไปแล้ว วันนี้เป็นคิวของ ‘หุ้นอังกฤษ’ กันบ้าง ‘ประเทศอังกฤษ’ หรือ ‘สหราชอาณาจักร’ เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดเป็นอันดับสองในยุโรปรองจากเยอรมนี ด้วย GDP ที่มีมูลค่ากว่า 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

บทความนี้จึงขอชวนทุกคนมาดู 8 หุ้น (บริษัท) อังกฤษ ที่คัดมาเน้น ๆ แล้วว่าแต่ละบริษัทมีความน่าสนใจ และเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของเศรษฐกิจเมืองผู้ดี

เจาะลึก 8 หุ้นอังกฤษ ยักษ์ใหญ่ของเศรษฐกิจเมืองผู้ดี

ส่อง 8 'หุ้นอังกฤษ' ยักษ์ใหญ่ของเศรษฐกิจเมืองผู้ดี

Shell (SHEL)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘Shell’ เป็นบริษัทพลังงานและปิโตรเคมีรายใหญ่ที่สุดในยุโรป ด้วยมูลค่าบริษัทกว่า 199.06 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ Shell กลายเป็นบริษัทด้านพลังงานที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นอันดับสี่ของโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.ย. 2565) และเป็นบริษัทในอุตสาหกรรมน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับห้าในแง่ของรายได้ปี 2021 โดยทำรายได้แตะ 272.657 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2021 รวมถึงเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในประเทศอังกฤษ อีกด้วย

Shell ก่อตั้งขึ้นในเดือนเมษายนปี 1907 จากการควบรวมกิจการของบริษัท ‘Royal Dutch Petroleum’ จากประเทศเนเธอร์แลนด์ และบริษัท ‘Shell Transport and Trading’ จากสหราชอาณาจักร โดยเดิมบริษัทใช้ชื่อ ‘The Royal Dutch Shell’ ก่อนจะประกาศเปลี่ยนเป็น ‘Shell’ ในช่วงเดือน ธ.ค. 2021 ที่ผ่านมา เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับลดความซับซ้อนโครงสร้างธุรกิจ โดยยกเลิกการจดทะเบียนหุ้นในสองตลาด และย้ายสำนักงานใหญ่จากกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

จากวันแรกจนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลามากกว่า 115 ปีแล้วที่ Shell มีบทบาทสำคัญในทุกด้านของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจร ซึ่งรวมไปถึงการสำรวจ การผลิต การกลั่น การตลาด การขนส่ง และการจัดจำหน่าย นอกจากนี้ยังขยายธุรกิจไปยังพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพอีกด้วย โดยปัจจุบัน Shell มีการดำเนินงานในกว่า 99 ประเทศ และมีสถานีบริการประมาณ 44,000 แห่งทั่วโลก

Shell จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่ 1.) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘SHEL’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100 2.) ตลาดหลักทรัพย์อัมสเตอร์ดัม (Euronext Amsterdam) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘SHELL’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี AEX และ 3.) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘SHEL’

Astrazeneca (AZN)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘Astrazeneca’ เป็นบริษัทยาและเทคโนโลยีชีวภาพสัญชาติอังกฤษ-สวีเดน ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 6 เมษายน 1999 จากการควบรวมกิจการของบริษัทเวชภัณฑ์สัญชาติสวีเดนอย่าง ‘Astra AB’ และ ‘Zeneca Group’ บริษัทยาสัญชาติอังกฤษ ซึ่งนับตั้งแต่ควบรวมกิจการเป็น Astrazeneca ก็ทำให้บริษัทกลายเป็นหนึ่งในบริษัทยารายใหญ่ที่สุดของโลก และได้ขยายขีดความสามารถทางธุรกิจโดยการเข้าซื้อบริษัทต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับยาและเทคโนโลยีชีวภาพมากมาย เช่น Cambridge Antibody Technology บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพจากประเทศอังกฤษ (เข้าซื้อในปี 2006), MedImmune หน่วยงานวิจัยและพัฒนาด้านชีววิทยา (เข้าซื้อในปี 2007), Spirogen บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ (เข้าซื้อในปี 2013) และ Definiens บริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (เข้าซื้อในปี 2014) เป็นต้น

Astrazeneca มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ และมีศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ตั้งอยู่ในเมืองที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ 3 แห่ง ได้แก่ เมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ, เมืองโกเธนเบิร์ก ประเทศสวีเดน และเมืองเกเธอร์สเบิร์ก รัฐแมริแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

Astrazeneca ได้ก้าวเป็นผู้นำด้านการพัฒนาและผลิตยารักษาโรคระบบทางเดินอาหาร โรคหัวใจหลอดเลือด โรคปอด โรคระบบประสาท โรคติดเชื้อ การอักเสบ มะเร็ง และความผิดปกติทางจิต โดยเป็นบริษัทยาที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับสิบในแง่ของรายได้ปี 2021 และเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นอันดับสองในประเทศอังกฤษด้วยมูลค่าตลาดกว่า 190.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.ย. 2565) รายได้ของ Astrazeneca เติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2020-2021 จากการจับมือกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ตในการคิดค้น พัฒนา และผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่มีชื่อว่า ‘AZD1222’ ซึ่งเป็นวัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นเวคเตอร์หรือพาหะ และฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 โดยในปี 2020 Astrazeneca ทำรายได้ แตะ 26.617 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 9.16% จากปี 2019 และทำรายได้ปี 2021 แตะ 37.417 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2020 ถึง 40.58%

Astrazeneca จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 2 แห่ง ได้แก่ 1.) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘AZN’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100 และ 2.) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘AZN’

HSBC (HSBA)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘HSBC’ เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ให้บริการด้านการเงินและการธนาคารแก่ลูกค้ารายย่อย ลูกค้าธุรกิจ ลูกค้าภาครัฐ ไปจนถึงลูกค้าองค์กรและสถาบัน ณ สิ้นปี 2021 HSBC มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (AUC) มูลค่ากว่า 10.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUA) มูลค่ากว่า 4.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 123.61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ HSBC กลายเป็นธนาคารที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุดในยุโรป และเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในสหราชอาณาจักรเป็นอันดับ 4 (ข้อมูล ณ 15 วันที่ ก.ย. 2565)

HSBC ก่อตั้งขึ้นในเดือนมีนาคม ปี 1865 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ โดยมีการดำเนินงานอยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงยุโรป เอเชีย-แปซิฟิก ตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ อเมริกาเหนือ และลาตินอเมริกา ให้บริการลูกค้ามากกว่า 40 ล้านคนใน 63 ประเทศทั่วโลกมายาวนานกว่า 150 ปี

HSBC มีการดำเนินงานผ่าน 3 ส่วน ได้แก่ 

  • Wealth and Personal Banking (WPB) – ให้บริการด้านการธนาคารแก่ลูกค้ารายย่อย ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยและการลงทุน บริการจัดการสินทรัพย์ทั่วโลก และการจัดการการลงทุน เป็นต้น
  • Commercial Banking (CMB) – นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าธุรกิจ รวมถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งรวมถึงสินเชื่อและการให้กู้ยืม การค้าระหว่างประเทศ การประกันภัยเชิงพาณิชย์และการลงทุน เป็นต้น
  • Global Banking and Markets (GBM) – ให้บริการทางการเงินที่ปรับกลยุทธ์ให้เหมาะกับลูกค้าภาครัฐ ลูกค้าองค์กร ลูกค้าสถาบัน และนักลงทุนเอกชนทั่วโลก

HSBC จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 4 แห่ง ได้แก่ 1.) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘HSBA’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100 2.) ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (Hong Kong Stock Exchange: SEHK) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘5’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี Hang Seng (HSI) 3.) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘HSBC’ และ 4.) ตลาดหลักทรัพย์เบอร์มิวดา (Bermuda Stock Exchange: BSX) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘HSBC.BH’

Unilever (ULVR)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘Unilever’ เป็นบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค FMCG (Fast Moving Consumer Goods) ที่ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 2 กันยายน 1929 โดยเกิดจากการควบรวมกิจการของบริษัทผู้ผลิตสบู่สัญชาติอังกฤษอย่าง ‘Lever Brothers’ และ ‘Margarine Unie’ บริษัทผู้ผลิตเนยเทียม (มาการีน) สัญชาติเนเธอร์แลนด์ มีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และมีศูนย์วิจัยและพัฒนาทั่วโลกทั้งในประเทศจีน อินเดีย เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา 

Unilever ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่ 1.) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘ULVR’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100 2.) ตลาดหลักทรัพย์อัมสเตอร์ดัม (Euronext Amsterdam) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘UNA’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี AEX และ 3.) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘UL’

ปัจจุบัน Unilever เป็นหนึ่งในผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มียอดขายสูงสุดในโลก มีผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Unliever มากกว่า 2.5 พันล้านคนต่อวัน โดย Unilever มีการดำเนินธุรกิจผ่าน 3 ส่วน ซึ่งประกอบไปด้วยแบรนด์สินค้ามากกว่า 400 แบรนด์ ที่วางจำหน่ายอยู่ใน 190 ประเทศทั่วโลก ได้แก่

  • ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามและดูแลร่างกาย (Beauty & Personal Care) – จำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและทำความสะอาดผิว ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากและฟัน และผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ตัวอย่างแบรนด์ในเครือเช่น Vaseline, Rexona, LUX, Dove และ Sunsilk เป็นต้น
  • ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม (Foods & Refreshment) – จำหน่ายขนม ไอศกรีม เครื่องดื่ม แยม น้ำสลัด ชา และผลิตภัณฑ์บูลยอง (ซุปก้อน และผงปรุงแต่งอาหาร) ตัวอย่างแบรนด์ในเครือ เช่น Wall’s, Lipton, Knorr และ Ben & Jerry’s
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลเครื่องใช้ในครัวเรือน (Home Care) – จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและถนอมผ้า ไม่ว่าจะเป็น ผงซักฟอก และน้ำยาปรับผ้านุ่ม รวมถึงผลิตล้างจาน และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในครัวเรือน ตัวอย่างแบรนด์ในเครือเช่น OMO, Comfort, Sunlight และ Cif

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

ตัวอย่างแบรนด์สินค้าในอาณาจักร Unilever
ที่มา: https://twitter.com/CareersUnilever/status/949333470043623427/photo/1

Diageo (DGE)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘Diageo’ เป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น สก๊อตวิสกี้ ไอริชวิสกี้ อเมริกันวิสกี้ วิสกี้แคนาดา บรั่นดี วอดก้า เหล้า รัม เตกิลา ไวน์ เบียร์ ไซเดอร์ ไป่จิ่ว ค็อกเทล และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 101.80 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จึงทำให้ Diageo กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ในสหราชอาณาจักร และเป็นบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีมูลค่าตลาดเป็นอันดับสามของโลก รองจาก Kweichow Moutai จากประเทศจีน และ Anheuser-Busch Inbev จากประเทศเบลเยียม (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.ย. 2565)

Diageo ก่อตั้งขึ้นในปี 1997 จากการควบรวมกิจการของโรงเบียร์ยุคเก่าที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1759 อย่าง ‘Guinness Brewery’ จากประเทศไอร์แลนด์ และบริษัท ‘Grand Metropolitan’ จากประเทศอังกฤษ โดยปัจจุบัน Diageo มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอาณาจักรของ Diageo มีมากกว่า 200 แบรนด์ วางจำหน่ายในหลายทวีปทั่วโลกมากกว่า 180 ประเทศ ได้แก่ อเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชียแปซิฟิก แอฟริกา ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน ตัวอย่างแบรนด์ในเครือ Diageo เช่น Johnnie Walker, Smirnoff, Captain Morgan, Baileys และ Tanqueray เป็นต้น โดย Diageo ยังถือหุ้น 34% ในธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ‘Moët Hennessy’ ของบริษัทสินค้าฟุ่มเฟือยอย่าง ‘LVMH’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘Louis Vuitton’ นั่นเอง

Diageo ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 2 แห่ง ได้แก่ 1.) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘DGE’ โดยเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 1997 และถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100 2.) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘DEO’

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

ตัวอย่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอาณาจักร Diageo
ที่มา: https://www.diageoindia.com/brands/

BP (BP)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘BP’ เป็นบริษัทด้านพลังงานระดับโลกที่ดำเนินงานแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็น การสำรวจ การสกัด การกลั่น การขนส่ง และการจัดจำหน่ายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 1909 โดยใช้ชื่อว่า ‘Anglo-Persian Oil’ ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘British Petroleum’ ในปี 1982 และหลังจากได้มีการควบรวมกิจการกับ ‘Amoco Corporation’ ไปในปี 1998 ก็ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น ‘BP’ อีกครั้งในปี 2000 ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้มาจนปัจจุบัน

BP มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีการดำเนินงานในมากกว่า 80 ประเทศ และมีสถานีบริการน้ำมันประมาณ 20,700 แห่งทั่วโลก ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 100.68 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ BP กลายเป็นบริษัทผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นอันดับ 9 ของโลก และเป็นบริษัทด้านพลังงานที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นอันดับ 10 ของโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.ย. 2565) โดยในปี 2000 BP ได้เข้าซื้อกิจการของ ‘Castrol’ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ด้วยมูลค่ากว่า 4.73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

BP มีความตั้งใจปรับกลยุทธ์ธุรกิจหันมาลงทุนในพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานน้ำ เป็นต้น เพื่อลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ โดยตั้งเป้าในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ให้ได้ 40% ภายในปี 2030 สู่เป้าหมายการเป็นบริษัทที่มีค่าปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ภายในปี 2050 

BP จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่ 1.) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘BP’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100 2.) ตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต (Frankfurt Stock Exchange: FWB) ประเทศเยอรมนี ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘BPE’ และ 3.) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘BP’

British American Tobacco (BATS)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘British American Tobacco’ เป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายบุหรี่ ยาสูบ และผลิตภัณฑ์นิโคตินอื่น ๆ ก่อตั้งในปี 1902 โดยเกิดจากการตกลงจัดตั้งบริษัทร่วมทุนของ บริษัท ‘Imperial Tobacco’ จากประเทศอังกฤษ และบริษัท ‘American Tobacco Company’ จากประเทศสหรัฐอเมริกา มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีการดำเนินงานในประมาณ 180 ประเทศทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ของบริษัทแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ 1.) กลุ่ม Non-Combustible ประกอบไปด้วยแบรนด์ Vuse, Glo, Velo และ Grizzly 2.) กลุ่ม Combustible ประกอบไปด้วยแบรนด์ Dunhill, Kent, Lucky Strike, Pall Mall และ Rothmans ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 91.10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ British American Tobacco กลายเป็นบริษัทในอุตสาหกรรมยาสูบที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับสองรองจาก ‘Philip Morris’ (ข้อมูล ณ 15 วันที่ ก.ย. 2565)

British American Tobacco จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 4 แห่ง ได้แก่ 1.) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘BATS’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100 2.) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘BTI’ 3.) ตลาดหลักทรัพย์โจฮันเนสเบิร์ก (Johannesburg Stock Exchange: JSE) แอฟริกาใต้ ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘BTI’ และ 4.) ตลาดหลักทรัพย์ไนโรบี (Nairobi Securities Exchange: NSE) ประเทศเคนยา ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘BAT’

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

แบรนด์สินค้าในอาณาจักร British American Tobacco
ที่มา: https://www.bat.com/brands

Reckitt Benckiser (RKT)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘Reckitt Benckiser’ เป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเน้นไปที่การผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ สุขอนามัย และโภชนาการ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองสลาวห์ ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในเดือนมีนาคม ปี 1999 จากการควบรวมกิจการของบริษัท ‘Benckiser’ สัญชาติเนเธอร์แลนด์ และบริษัท ‘Reckitt & Colman’ สัญชาติอังกฤษ โดยเป็นบริษัทที่เกิดจากการควบรวมกิจการของ ‘Reckitt & Sons’ กับ และ ‘J&J Colman’

หลังจากควบรวมกิจการไปถึง 2 ครั้ง Reckitt Benckiser ก็ได้ขยายฐานธุรกิจโดยการเข้าซื้อกิจการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภคมากมาย เช่น Gaviscon ยาลดกรดไหลย้อน, Air Wick น้ำหอมปรับอากาศ, Lehn & Fink เจ้าของ Lysol แบรนด์สเปรย์ฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย, SSL International เจ้าของแบรนด์ถุงยางอนามัย Durex และรองเท้าเพื่อสุขภาพ Scholl, Enfamil นมผงสำหรับทารก และ K-Y เจลหล่อลื่น เป็นต้น 

Reckitt Benckiser ดำเนินงานประมาณ 60 ประเทศ โดยมีผลิตภัณฑ์ในเครือวางจำหน่ายในเกือบ 200 ประเทศทั่วโลก ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 54.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ Reckitt Benckiser กลายเป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลกอันดับ 6 (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.ย. 2565)

Reckitt Benckiser จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 1 แห่ง คือตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘RKT’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

ตัวอย่างแบรนด์สินค้าในอาณาจักร Reckitt Benckiser
ที่มา: https://seekingalpha.com/article/4323440-reckitt-benckiser-heading-towards-pure-play-health-in-2020

ลงทุนหุ้นอังกฤษผ่านกองทุนรวม

แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีกองทุนไทยที่ลงทุนในหุ้นอังกฤษโดยตรงแต่ก็มีกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นยุโรป ซึ่งมีการจัดสรรการลงทุนในประเทศอังกฤษอยู่เหมือนกัน โดยในบทความนี้เราขอหยิบกองทุนที่ให้น้ำหนักลงทุนในประเทศอังกฤษเกิน 20% ของ NAV มาพูดถึง 3 กองทุน ได้แก่ กองทุน TMBEG, SCBUSM และ ONE-EUROEQ

TMBEG

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในกองทุน Wellington Strategic European Equity Fund เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน TMBEG จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายกระจายการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในกลุ่มประเทศยุโรป

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

การจัดสรรการลงทุนในต่างประเทศของกองทุน TMBEG
ที่มา: TMBEG Fund Factsheet (ข้อมูล ณ วันที่ 27 ก.ค. 2565)

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเกือบทั้งหมด ไม่ต่ำกว่า 90% ของเงินลงทุนในต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมกองทุน: การจัดการ – 1.0700% / Front-end Fee และ Switching-in – 1.50% / รวม – 1.2531%

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท

ซื้อกองทุน TMBEG คลิก

SCBEUSM

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในกองทุน European Smaller Companies Fund – Class D (EUR) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน SCBEUSM จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นขนาดเล็กในทวีปยุโรปและหุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับหลักทรัพย์ของบริษัทที่จัดตั้งหรือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในทวีปยุโรป รวมถึงสหราชอาณาจักรและตลาดเกิดใหม่ในยุโรป หรือบริษัทที่ได้รับรายได้หรือผลกำไรจากการดำเนินงานในทวีปยุโรป หรืบริษัทที่มีทรัพย์สินอยู่ในทวีปยุโรป

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

การจัดสรรการลงทุนในต่างประเทศของกองทุน SCBEUSM
ที่มา: SCBEUSM Fund Factsheet (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค. 2565)

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมกองทุน: การจัดการ – 1.61% / Front-end Fee และ Switching-in – 1.61% / รวม – 1.72%

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท

ซื้อกองทุน SCBEUSM คลิก

ONE-EUROEQ

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในกองทุน Eleva European Selection Fund – Class I (EUR)  เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน ONE-EUROEQ จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในบริษัทที่พิจารณาแล้วเห็นว่ามีแนวโน้มการเติบโตในระดับที่น่าสนใจในช่วงระยะเวลา 3 ถึง 5 ปี โดยการเติบโตดังกล่าวไม่สะท้อนในราคาซื้อขายหุ้นของบริษัทนั้น

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

การจัดสรรการลงทุนในต่างประเทศของกองทุน ONE-EUROEQ
ที่มา: ONE-EUROEQ Fund Factsheet (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค. 2565)

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ต่ำกว่า 80% ของเงินลงทุนในต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมกองทุน: การจัดการ – 1.07% / Front-end Fee และ Switching-in – 1.50% / รวม – 1.2091%

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท

ซื้อกองทุน ONE-EUROEQ คลิก

ใครพร้อมจะเติบโตไปกับเศรษฐกิจของประเทศที่มี GDP แข็งแกร่งเป็นอันดับสองในยุโรปอย่างประเทศอังกฤษแล้วก็เปิดบัญชีกับ FINNOMENA เพื่อเริ่มลงทุนได้เลย!

อยากลงทุนหุ้นอังกฤษผ่านกองทุนรวม แต่ยังไม่รู้ว่าจะใส่เข้าพอร์ตเท่าไรดี? รับบริการผู้แนะนำการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาท เท่านั้น
👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service

— planet 46.

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

เลือกพอร์ตตามความเจ็บปวดที่คุณรับได้

WealthGuru

เลือกพอร์ตตามความเจ็บปวดที่คุณรับได้

เลือกพอร์ตตามความเสี่ยงที่รับได้

เลือกพอร์ตตามระยะเวลาของเป้าหมาย

แต่บ้างครั้งเราอาจจะไม่แน่ใจว่าจริงๆ ความเสี่ยงที่เรารับได้อยู่ประมาณเท่าไร

วันนี้ ผมมีตัวเลขมา share กันดังรูปข้างล่าง

เลือกพอร์ตตามความเจ็บปวดที่คุณรับได้

Figure 1จาก portfoliovisualizer วันที่ 29 Sep 2022

เป็นการทดสอบด้วย ดัชนี S&P500 และ AGG ETF ซึ่งการเน้นลงทุนใน ตราสารหนี้ของ USA  โดยทดสอบปี 2004 – Aug 2022 ซึ่งผ่านช่วง วิกฤตของการเงิน Sub-prime มาแล้ว  จะได้ผลตอบตารางนี้

เลือกพอร์ตตามความเจ็บปวดที่คุณรับได้

Table 1 จาก portfoliovisualizer วันที่ 29 Sep 2022

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ดังก่อนเลือกจะต้องถามตัวเองว่า พร้อมที่จะเจอ Max Drawdown ได้มากขนาดไหน

Maximum Drawdown เป็นการวัดระดับผลตอบแทนขาดทุนสูงสุดในอดีตที่ผ่านมาเมื่อเทียบจากจุดที่เคยได้รับผลตอบแทนสูงที่สุด (Historical Peak) โดยค่า Maximum Drawdown บอกถึงอดีตที่ผ่านมาของกองทุนนั้น ปรับลดลงยาวนานมากน้อยแค่ไหน และทำให้เกิดการขาดทุนเป็นจำนวนเท่าใด หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ความเสี่ยงที่จะเกิดการขาดทุนสูงสุดจากการลงทุน

ถ้าคุณสามารถเจอ Max Drawdown ได้เพียง – 24% ตอนเจอ วิกฤตของการเงิน นั้นหมายถึง พอร์ตที่คุณเลือกจะได้หุ้น 50% และ ตราสารหนี้ 50%

หรือ ถ้าคุณต้องการ ผลตอบแทนระยะยาว 8%  พอร์ตที่คุณเลือกได้เป็น หุ้น 80% และตราสารหนี้ 20% แต่ต้องถามตัวคุณเองว่าพร้อมเจอ Max Drawdown ได้ที่  -35%  ตอนเจอ วิกฤตของการเงิน

ตัวอย่างพอร์ตแบบ หุ้น 80% และ ตราสารหนี้ 20%

Figure 2 จาก portfoliovisualizer วันที่ 29 Sep 2022

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

จะเห็นว่า  ตอนเจอวิกฤตของการเงิน เจอ Max Drawdown -40%  ในขณะที่ปี 2022 เจอประมาณ -20%  จะมีระยะเวลา recovery ให้มูลค่าพอร์ตขึ้นมาเท่าเดิมประมาณ  2 ปี แต่ผลตอบแทนของพอร์ตระยะยาวจะได้ 8.17% ต่อปี

ตัวอย่างพอร์ตแบบ หุ้น 50% และ ตราสารหนี้ 50%

เลือกพอร์ตตามความเจ็บปวดที่คุณรับได้

Figure 3 จาก portfoliovisualizer วันที่ 29 Sep 2022

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

จะเห็นว่า  ตอนเจอวิกฤตของการเงิน เจอ Max Drawdown -24.76%  ในขณะที่ปี 2022 เจอประมาณ -16%  จะมีระยะเวลา recovery ให้มูลค่าพอร์ตขึ้นมาเท่าเดิมประมาณ  1 ปี กับ 3 เดือย แต่ผลตอบแทนของพอร์ตระยะยาวจะได้ 6.49% ต่อปี

ตัวอย่างพอร์ตแบบ หุ้น 20% และ ตราสารหนี้ 80%

เลือกพอร์ตตามความเจ็บปวดที่คุณรับได้

Figure 4 จาก portfoliovisualizer วันที่ 29 Sep 2022

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

จะเห็นว่า  ตอนเจอวิกฤตของการเงิน เจอ Max Drawdown -12.12%  ในขณะที่ปี 2022 เจอประมาณ -12%  จะมีระยะเวลา recovery ให้มูลค่าพอร์ตขึ้นมาเท่าเดิมประมาณ  9 เดือน แต่ผลตอบแทนของพอร์ตระยะยาวจะได้ 4.53% ต่อปี

ลองสำรวจตัวเองว่า สามารถรับรู้การเห็นมูลค่าลดลงได้มากน้อยแค่ไหน ก่อนจะตัดสินเลือกพอร์ตการลงทุน

ฟรี! สไลด์อัปเดตมุมมองตลาดพร้อมกลยุทธ์การจัดพอร์ตตามความเจ็บปวดที่คุณรับได้โดย WealthGuru คลิกที่นี่ เพื่อรับชมได้เลยครับ

WealthGuru

News Update: “ผมไม่อยากอยู่ในตำแหน่งจนวันตาย” Ray Dalio วางมือจาก Bridgewater ลาตำแหน่ง CIO และผู้บริหาร หลังก่อตั้งบริษัทมากว่า 47 ปี

THE OPPORTUNITY
News Update: “ผมไม่อยากอยู่ในตำแหน่งจนวันตาย” Ray Dalio วางมือจาก Bridgewater ลาตำแหน่ง CIO และผู้บริหาร หลังก่อตั้งบริษัทมากว่า 47 ปี

Ray Dalio มหาเศรษฐีชื่อดังประกาศลงจากตำแหน่ง CIO และผู้บริหารของ Bridgewater เฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมูลค่า 150,000 ล้านดอลลาร์ ที่ก่อตั้งมาในปี 1975 พร้อมส่งไม้ต่อให้กับผู้นำรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดการลงทุนเป็นของตัวเอง

Ray Dalio พยายามมาตลอด 12 ปี โดยเขาเริ่มแผนนี้มาตั้งแต่ปี 2010 และคิดว่าจะใช้เวลาแค่เพียง 2 ปี เท่านั้น แต่ก็ไม่สามารถหาผู้สืบทอดได้ โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีผู้รับตำแหน่ง CEO หรือ Co-CEO รวมแล้วถึง 7 คน มาถึงตอนนี้ที่ทุกอย่างลงตัวแล้ว และขั้นตอนสุดท้ายคือการส่งมอบอำนาจการบริหาร

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา Ray Dalio ได้โอนสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมดไปยังคณะกรรมการบริษัท รวมถึงลาออกจากตำแหน่ง CIO ของบริษัทเรียบร้อยแล้ว ซึ่ง Nir Bar Dea Co-CEO ของบริษัทกล่าวว่า จะไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจาก Ray Dalio อีกต่อไป และนี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่

Greg Jensen ซึ่งปัจจุบันเป็น co-CIO ร่วมกับ Bob Prince ผู้เคยเป็นพนักงานฝึกงานของบริษัทในปี 1996 และเคยดำรงตำแหน่ง CEO ในช่วงต้นของยุค 2010s ระบุว่า มันเป็นเรื่องท้าทายมาตลอด เพราะ Ray Dalio มีมุมมองที่แน่วแน่มากว่า สิ่งต่างๆ ควรดำเนินไปอย่างไร

ก่อนหน้านี้ Ray Dalio ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า ‘การ์ดเบสบอล’ ที่ระบุจุดแข็ง จุดอ่อน และความสามารถของพนักงานแต่ละคนเพื่อให้เลือกคนได้เหมาะกับงาน แต่ Greg Jensen มองว่าเป้าหมายคือการให้พนักงานพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา ซึ่งบางเครื่องมือที่มีอยู่ใช้ไม่ได้ผล

Greg Jensen ยังบอกใบ้ถึงสิ่งที่จะเปลี่ยนไป โดยระบุว่า Bridgewater มีแนวโน้มที่จะลงทุนในเทคโนโลยีและผู้คนมากขึ้น แม้ Ray Dalio จะคัดค้านก็ตาม

ตอนนี้ถือเป็นจังหวะการส่งต่ออำนาจที่เหมาะสม เพราะก่อนหน้านี้บริษัทคาดการณ์ข้อมูลตลาดผิดพลาดไปในช่วงแรกที่โควิดระบาด โดยตั้งแต่ต้นปี กลยุทธ์การลงทุนเรือธงอย่าง Pure Alpha สามารถปรับตัวขึ้นมาได้ 34.6% อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ All Weather ปรับตัวลงมา 27.2%

หลังจากลาตำแหน่ง Ray Dalio วัย 73 ปี ในฐานะผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษา CIO กล่าวว่า นี่คือการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ทันทีที่เราพร้อม เราก็เดินหน้ากันต่อ เขาระบุว่า “ผมไม่อยากอยู่ในตำแหน่งจนวันตาย”

Ray Dalio กล่าวทิ้งท้ายว่า มันเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดที่ได้เห็น Bridgewater คือครอบครัวใหญ่ที่แข็งแกร่งและสุขสบายโดยไม่ต้องมีเขาแล้ว

อ้างอิง:

https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-10-04/dalio-gives-up-control-of-bridgewater-in-final-succession-step?sref=e4t2werz 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: เงินเฟ้อไทยเริ่มชะลอตัว ก.ย. ขยายตัว 6.41% จากปีที่แล้ว พาณิชย์คาดเงินเฟ้อทั้งปี 65 อยู่ที่ 6%

THE OPPORTUNITY
News Update: เงินเฟ้อไทยเริ่มชะลอตัว ก.ย. ขยายตัว 6.41% จากปีที่แล้ว พาณิชย์คาดเงินเฟ้อทั้งปี 65 อยู่ที่ 6%

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคของไทย เดือน ก.ย. เท่ากับ 107.70 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ขยายตัว 6.41% (YoY) แต่ชะลอตัวลงจากเดือน ส.ค. ที่สูงขึ้น 7.86% (YoY) ตามการชะลอตัวของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน เคหสถาน และเครื่องประกอบอาหาร ประกอบกับฐานดัชนีราคาฯ ที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อในเดือนเดียวกันของปีก่อนอยู่ระดับสูง

อย่างไรก็ตาม ในเดือนนี้ราคาสินค้าและบริการโดยรวมยังคงสูงกว่าเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากการทยอยปรับราคาเพิ่มตามต้นทุนในช่วงก่อนหน้า พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมขัง และอุปสงค์ในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งมีส่วนทำให้เงินเฟ้อยังคงขยายตัว แต่ในอัตราที่ชะลอตัวตามที่คาดการณ์ สำหรับปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อ-ขยายตัว 6.4% ได้แก่

สินค้าในกลุ่มพลังงาน ขยายตัว 16.10% (YoY) ตามการสูงขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง แม้ว่าราคาจะลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แต่ราคายังคงสูงกว่าเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ ค่ากระแสไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม การตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล (ค่าแต่งผมชาย ยาสีฟัน แชมพู) ค่าโดยสารสาธารณะ การศึกษา ยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ (บุหรี่ เบียร์ สุรา) ยังสูงกว่าปีที่ผ่านมา จึงส่งผลให้สินค้าในหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 4.10% (YoY)

อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าสำคัญหลายรายการที่ราคาลดลง อาทิ แป้งผัดหน้า น้ำยารีดผ้า ค่าส่งพัสดุ เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ และเครื่องซักผ้า เป็นต้น

สินค้าในกลุ่มอาหารสด ขยายตัว 10.97% (YoY) ตามการสูงขึ้นของราคาสินค้าในกลุ่มเนื้อสัตว์ (เนื้อสุกร ไก่สด) ไข่ไก่ ผักสดและผลไม้ (พริกสด ผักคะน้า กะหล่ำปลี ส้มเขียวหวาน แตงโม มะม่วง)

นอกจากนี้ อาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และเครื่องประกอบอาหาร ราคาเริ่มชะลอตัว แต่ยังคงสูงกว่าเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการทยอยปรับราคาเพิ่มขึ้นตามต้นทุนการผลิต ราคาวัตถุดิบ และค่าขนส่ง ประกอบกับพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตร ทั้งพืชผักและปศุสัตว์ประสบปัญหาจากฝนตกชุกและน้ำท่วมขัง

ขณะที่อุปสงค์ในประเทศปรับตัวดีขึ้น จึงส่งผลให้สินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 9.82% (YoY) อย่างไรก็ตาม สินค้าสำคัญหลายรายการ อาทิ ข้าวสารเหนียว มะพร้าวผล/ขูด มะขามเปียก กล้วยหอม และอาหารโทรสั่ง (Delivery) ราคาปรับลดลง

สำหรับเงินเฟ้อพื้นฐาน เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก ขยายตัว 3.12% (YoY) ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า ที่สูงขึ้น 3.15%

โดยดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือนนี้ เทียบกับเดือนก่อนหน้า เพิ่มขึ้นเพียง 0.22% (MoM) ตามราคาอาหารสำเร็จรูป และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ รวมทั้งการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวของสินค้าในกลุ่มอาหารสด

ขณะที่น้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภท (ยกเว้นก๊าซยานพาหนะ(LPG)) สินค้ากลุ่มอาหารบางรายการ (ไก่สด ข้าวสารเจ้า เครื่องประกอบอาหาร) และสิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด ราคาปรับลดลง และดัชนีราคาผู้บริโภคเฉลี่ย 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ปี 2565 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงขึ้น 6.17%(AoA)

ดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน ก.ย. สูงขึ้น 10.5% (YoY) ชะลอตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ซึ่งนับว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่จะส่งผลให้ราคาขายปลีกสินค้าลดลง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 มาอยู่ที่ระดับ 46.4 จากระดับ 46.3 ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) ปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในช่วงความเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11 สาเหตุมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดำเนินการได้เป็นปกติ

สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อไตรมาสที่ 4 ปี 2565 มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า ตามต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์ในประเทศ ที่เป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบและอาหารโลกที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับฐานราคาที่สูงในช่วงเดียวกันของปีก่อน และมาตรการดูแลค่าครองชีพของภาครัฐที่อาจจะมีเพิ่มในช่วงที่เหลือของปี จะทำให้อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลง

อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น ตามภาคการท่องเที่ยว การส่งออก และรายได้เกษตรกรที่อยู่ในระดับดี รวมถึงฝนตกชุกน้ำท่วมขังพื้นที่เกษตร ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ตลาดน้อย และเป็นอุปสรรคต่อการขนส่ง นอกจากนี้ ราคาพลังงานโลกที่ผันผวน และเงินบาทที่อ่อนค่า ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบเพิ่มขึ้น จะเป็นปัจจัยที่ทำให้การชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบที่จำกัด

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2565 อยู่ที่ระหว่างร้อยละ 5.5 – 6.5 (ค่ากลางร้อยละ 6.0) ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของไทย

ที่มา: สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเอเชียบวกแรง ตาม Sentiment ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเอเชียบวกแรง ตาม Sentiment ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ

เช้านี้ (5 ต.ค.) ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นตาม Sentiment เชิงบวกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้น อาทิ Dow Jones +2.80% , S&P 500 +3.06% , NASDAQ +3.34% และ Russell 2000 +3.71% หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมา ผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) ประกาศตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ลดลง 1.1 ล้านตำแหน่ง สู่ระดับ 10.1 ล้านตำแหน่งในเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 11.1 ล้านตำแหน่ง ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดเชื่อว่า แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัวลงต่อเนื่อง จะสร้างแรงกดดันให้ท่าทีของ Fed ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1.25% ภายในสิ้นปี 2022 นี้อาจลดลง ส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียได้รับผลกระทบเชิงบวก อาทิ ดัชนี VNI ปรับตัวขึ้น 1.50% และ ดัชนี NIKKEI 225 ปรับตัวขึ้น 0.35% เป็นต้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดัชนี ดัชนี HSI ที่ปรับตัวขึ้น 5.01% ตอบรับต่อการอนุญาตให้จัดกิจกรรมวิ่งมาราธอนได้ในกรุงปักกิ่ง เฉพาะชาวปักกิ่ง สะท้อนท่าทีของทางการจีนที่ผ่อนคลายลงต่อมาตรการ Zero-Covid อย่างต่อเนื่อง

FINNOMENA Investment Team มองว่ายังคงมีมุมมองเชิงระมัดระวังตาม Recession Playbook ต่อการปรับตัวขึ้นของตลาดดังกล่าว จากแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ที่ยังไม่ลดลงสู่ระดับเป้าหมาย กดดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลกยังมีโอกาสผันผวนอย่างต่อเนื่อง ผ่านแรงกดดันจากการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed เพื่อต้องการลดเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมายที่ 2% และยังมีเรื่องของการลดขนาดงบดุล (QT) ที่ตลาดยังไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควรจึงยังคงมีมุมมองเชิงระมัดระวังในการลงทุน (Defensive)

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน