แจ้งเตือน

ซื้อ SSF-RMF เท่านี้ ประหยัดภาษีได้เท่าไร?

planet 46
ซื้อ SSF-RMF เท่านี้ ประหยัดภาษีได้เท่าไร?

ช่วงสิ้นปีแบบนี้ถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการวางแผนภาษีปี 2565 หลายคนคงกำลังมองหาตัวช่วยบางอย่างที่จะทำให้เราประหยัดภาษีได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งหนึ่งในตัวช่วยประหยัดภาษีที่เราไม่ควรมองข้ามเลยก็คือ “กองทุน SSF-RMF” เพราะการลงทุนในกองทุน SSF-RMF นอกจากจะช่วยเราประหยัดภาษีได้แล้วยังสามารถสร้างวินัยในการลงทุนได้อีกด้วย

บทความนี้จึงขอพาทุกคนมาดูว่าหากเราลงทุน SSF-RMF จำนวนเท่านี้แล้ว จะสามารถทำให้เราประหยัดภาษีไปได้มากเท่าไร? ติดตามไปพร้อมกันได้เลย!

คุ้มฟินฟิน ประหยัดภาษีกับ FINNOMENA
คุ้มที่ 1 เปิดบัญชี รับฟรี! 100 FINT
คุ้มที่ 2 เปิดบัญชีกองทุนลดหย่อนภาษี รับฟรี! KCASH 100 บาท
👉 รับสิทธิ์โปรโมชั่น คลิก >>> https://finno.me/tax-super-khum-promotion

ซื้อ SSF-RMF เท่านี้ ประหยัดภาษีได้เท่าไร?

ซื้อ SSF-RMF เท่านี้ ประหยัดภาษีได้เท่าไร?

รายได้รวมต่อปี 480,000 บาท (40,000 บาท/เดือน)

  • ลงทุน 10% ของรายได้รวมทั้งปี = 48,000 บาท
  • ลงทุน 20% ของรายได้รวมทั้งปี = 96,000 บาท
  • ลงทุน 30% ของรายได้รวมทั้งปี = 144,000 บาท

รายได้รวมต่อปี 600,000 บาท (50,000 บาท/เดือน)

  • ลงทุน 10% ของรายได้รวมทั้งปี = 60,000 บาท
  • ลงทุน 20% ของรายได้รวมทั้งปี = 120,000 บาท
  • ลงทุน 30% ของรายได้รวมทั้งปี = 180,000 บาท

รายได้รวมต่อปี 720,000 บาท (60,000 บาท/เดือน)

  • ลงทุน 10% ของรายได้รวมทั้งปี = 72,000 บาท
  • ลงทุน 20% ของรายได้รวมทั้งปี = 144,000 บาท
  • ลงทุน 30% ของรายได้รวมทั้งปี = 216,000 บาท

รายได้รวมต่อปี 840,000 บาท (70,000 บาท/เดือน)

  • ลงทุน 10% ของรายได้รวมทั้งปี = 84,000 บาท
  • ลงทุน 20% ของรายได้รวมทั้งปี = 168,000 บาท
  • ลงทุน 30% ของรายได้รวมทั้งปี = 252,000 บาท

รายได้รวมต่อปี 960,000 บาท (80,000 บาท/เดือน)

  • ลงทุน 10% ของรายได้รวมทั้งปี = 96,000 บาท
  • ลงทุน 20% ของรายได้รวมทั้งปี = 192,000 บาท
  • ลงทุน 30% ของรายได้รวมทั้งปี = 288,000 บาท

รายได้รวมต่อปี 1,080,000 บาท (90,000 บาท/เดือน)

  • ลงทุน 10% ของรายได้รวมทั้งปี = 108,000 บาท
  • ลงทุน 20% ของรายได้รวมทั้งปี = 216,000 บาท
  • ลงทุน 30% ของรายได้รวมทั้งปี = 324,000 บาท

รายได้รวมต่อปี 1,200,000 บาท (เดือนละ 100,000 บาท)

  • ลงทุน 10% ของรายได้รวมทั้งปี = 120,000 บาท
  • ลงทุน 20% ของรายได้รวมทั้งปี = 240,000 บาท
  • ลงทุน 30% ของรายได้รวมทั้งปี = 360,000 บาท

คำอธิบายตารางเพิ่มเติม:

  • รายได้รวมทั้งปีคำนวณเฉพาะเงินเดือนเท่านั้น ไม่นับรวมโบนัส หรือเงินพิเศษอื่น ๆ
  • จำนวนภาษีที่เสียสูงสุด คำนวณจากเงินได้สุทธิที่หักค่าใช้จ่าย 50% ของรายได้รวมทั้งปี (ไม่เกิน 100,000 บาท) และค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
  • จำนวนภาษีที่ประหยัดไปได้ คำนวณจากการลงทุนใน SSF-RMF เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอื่น ๆ เพิ่มเติม

อ่านเพิ่มเติม งินเดือนเท่านี้ ลงทุน SSF-RMF ได้สูงสุดเท่าไร?

ใครที่สนใจประหยัดภาษีด้วยการลงทุนในกองทุน SSF-RMF ทาง FINNOMENA ก็มีความคุ้มแบบฟินฟินมานำเสนอให้ลูกค้าใหม่เช่นกัน ซึ่งหากเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA วันนี้ คุ้มที่ 1 รับฟรี! 100 FINT โดยสามารถนำ 100 FINT มาแลกรับ Cashback เป็นส่วนลดค่าธรรมเนียมการซื้อกองทุนได้สูงสุดถึง 2,000 บาท คุ้มต่อที่ 2 หากเปิดบัญชีกองทุนลดหย่อนภาษี SSF-RMF ด้วย วันนี้ รับฟรี! หน่วยลงทุนกองทุน KCASH เพิ่มอีกมูลค่า 100 บาท โปรโมชันคุ้ม ๆ แบบนี้มีถึงแค่วันที่ 31 ธันวาคม 2565 เท่านั้นนะ ใครพร้อมรับความคุ้มแบบฟินฟินที่ FINNOMENA ตั้งใจนำมามอบให้แล้ว ก็เปิดบัญชีเพื่อเริ่มลงทุนได้เลย! ดูรายละเอียดโปรโมชันเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปิดบัญชี FINNOMENA ได้ที่

— planet 46.

คุ้มฟินฟิน ประหยัดภาษีกับ FINNOMENA
คุ้มที่ 1 เปิดบัญชี รับฟรี! 100 FINT
คุ้มที่ 2 เปิดบัญชีกองทุนลดหย่อนภาษี รับฟรี! KCASH 100 บาท
👉 รับสิทธิ์โปรโมชั่น คลิก >>> https://finno.me/tax-super-khum-promotion


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน และควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม  โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: ลูกหนี้ไทยเจนวายน่าห่วง จ่ายหนี้ไม่ไหวเพิ่ม 3.5 ล้านบัญชี แนะช่วยลูกหนี้รหัส 21 เร่งด่วน

THE OPPORTUNITY
News Update: ลูกหนี้ไทยเจนวายน่าห่วง จ่ายหนี้ไม่ไหวเพิ่ม 3.5 ล้านบัญชี แนะช่วยลูกหนี้รหัส 21 เร่งด่วน

กรุงเทพธุรกิจรายงานว่า ‘เครดิตบูโร’ เปิดข้อมูลหนี้รายย่อยไตรมาส 3 พบหนี้เสียทั้งระบบทะลุ 1.1 ล้านล้านบาท เอ็นพีแอลแตะ 8.5% ขณะที่หนี้ค้างชำระพุ่งต่อเนื่อง ห่วงสินเชื่อบุคคลเบี้ยวหนี้พุ่ง เจนวาย-เจนเอ็กซ์กว่า 5 ล้านบัญชี แนะช่วยเหลือลูกหนี้รหัส 21 ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เร่งด่วน

ภายใต้เศรษฐกิจไทย ที่กำลังฟื้นตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้ประชาชน ธุรกิจเริ่มกลับมาสู่ระดับปกติมากขึ้น แต่ยังมีบางกลุ่มที่มีความเปราะบาง และยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ลูกหนี้บางส่วน ยังมีปัญหาการชำระหนี้ และยังต้องได้รับการช่วยเหลือจากมาตรการทางการเงินอย่างต่อเนื่อง

หากดูข้อมูล ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ล่าสุด ยังมีลูกหนี้จำนวนมากที่อยู่ภายใต้มาตรการช่วยเหลือ โดย ณ 31 ส.ค.2565 มีลูกหนี้ที่อยู่ภายใต้มาตรการทางการเงิน ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้รวมอยู่ที่ 3.88 ล้านบัญชี หรือมียอดสินเชื่อที่ได้รับความช่วยเหลือ 2.98 ล้านล้านบาท และยังมีกลุ่มที่ขอความช่วยเหลือจาก สินเชื่อใหม่ ผ่านมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูของ ธปท. ที่ 135,805 ราย หรือ 339,036 ล้านบาท

ส่วนภาพรวมหนี้เสียเฉพาะของระบบธนาคารพาณิชย์ สิ้นไตรมาส 3 ล่าสุดอยู่ที่เพียง 2.77% ขณะที่สินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม(stage2)พบว่า อยู่ที่ 6.26% ลดลงต่อเนื่อง

หากเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ที่หนี้เสียอยู่ที่ 2.88% และ Stage2 อยู่ที่ 6.09%

นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) กล่าวว่า ภายใต้ข้อมูลของเครดิตบูโร เกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนไทยทั้งระบบ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2565 มีลูกหนี้ที่อยู่ภายใต้เครดิตบูโรทั้งสิ้น 25 ล้านคน แบ่งเป็นหนี้ของเครดิตการ์ด 5.29 แสนล้านบาท หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล 2.5 ล้านล้านบาท สินเชื่อรถ 2.5 ล้านล้านบาท สินเชื่อบ้าน 4.7 ล้านล้านบาท และสินเชื่อเพื่อการเกษตร 1 ล้านล้านบาท

ส่วนภาพรวมหนี้เสียของทั้งระบบ ภายใต้ข้อมูลของเครดิตบูโร ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา หนี้เสียทั้งระบบ ทะลุ 1 ล้านล้านบาท ไปเป็นที่เรียบร้อย โดยล่าสุดอยู่ที่ 1.09 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นหนี้เสียที่ 8.4% ซึ่งลดลงหากเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ที่หนี้เสียอยู่ที่ 8.6% หรือ 1.1 ล้านล้านบาท

ขณะที่หนี้ค้างชำระ แต่ไม่เกิน 90 วัน หรือ SM กลุ่มนี้อยู่ที่ 3.1% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่เพียง 3% และหนี้ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ อยู่ที่ 5.9% หรือ 0.78แสนล้านบาท และหากดูเฉพาะลูกหนี้กลุ่มที่เป็นหนี้เสีย และกำลังเป็นหนี้เสีย โดยรวมอยู่ที่ 11.5%

หากดูไส้ในหนี้เสียทั้งหมด จากสินเชื่อครัวเรือน ทั้ง 4 ประเภท ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล พบว่า ที่น่าห่วงที่สุดคือ สินเชื่อรถ และสินเชื่อบุคคล

โดยสินเชื่อรถยนต์ หากดูสินเชื่อที่ได้รับการอนุมัติ ในช่วง 9 เดือน อยู่ที่ 1.08 ล้านบัญชี ​โดย 53% เป็นกลุ่มเจนวายที่ได้สินเชื่อ ซึ่งกลุ่มเจนวายเป็นกลุ่มที่มีปัญหาชำระหนี้มากที่สุด และภาพรวมของสินเชื่อรถยนต์ หนี้เสียยังอยู่ระดับสูง ที่ 6.5% ใกล้กับไตรมาสก่อน แต่สินเชื่อ SM เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.6% จาก 6.7%

ทั้งนี้ กลุ่มที่เป็นหนี้เสียมากที่สุดคือ กลุ่มเจนวาย อายุ 25-42 ปี ที่มีหนี้เสียอยู่ที่ 3.4 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นบัญชีที่เป็นหนี้เสีย 9.2 หมื่นบัญชี และรวมกับเจนเอ็กซ์ ที่มีหนี้เสียอยู่ที่ 219,315 บัญชี รวมกับหนี้ที่เริ่มผิดนัดชำระ ทั้งสองกลุ่มอีก เป็นกว่า 3.4 แสนบัญชี ดังนั้นสินเชื่อรถยนต์ ที่มีปัญหาทั้งสองกลุ่มรวมกันมีสูงถึงเกือบ 1 ล้านบัญชี

ถัดมา คือ สินเชื่อบุคคล 9 เดือนที่ผ่านมา มีบัญชีเปิดใหม่ 5.4 ล้านบัญชี มีสินเชื่อใหม่เพื่อช่วยกลุ่มฐานราก เกือบ 3 ล้านบัญชี แม้วงเงินไม่สูงมาก ที่ปล่อยให้กลุ่มฐานราก เพียงบัญชีละ 1-2 หมื่นบาท แต่อาจเป็นบัญชีที่เสียมากขึ้นในระยะข้างหน้าได้ เพราะกลุ่มนี้มีความเปราะบางสูง และกลุ่มที่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อใหม่มากที่สุดในปีนี้ ได้แก่ กลุ่มเจนวาย ถึง 61% จากบัญชีทั้งหมด

ทั้งนี้ หากดูหนี้เสีย จากสินเชื่อบุคคล หรือพีโลน โดยรวมอยู่ที่ 10.3% และเป็นลูกหนี้ในกลุ่ม SM 2.9% รวมแล้ว ทั้งสองกลุ่มที่มีปัญหาชำระหนี้ รวมอยู่ที่ 13.2% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่สูง และอาจมีปัญหาชำระหนี้เพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้าได้

ในนี้ที่เห็นได้ชัดเจน คือ กลุ่มเจนวาย ที่จ่ายหนี้ไม่ไหวมีเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก เกือบ 3.5 ล้านบัญชีที่เป็นเสียสะสม รวมกับกลุ่มเจนเอ็กซ์ อีก 2 ล้านบัญชี สองกลุ่มนี้มีปัญหาชำระหนี้สูงถึง 5 ล้านบัญชี ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไข กลุ่มนี้อาจมีปัญหาตามมาให้เห็นมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่อยู่ในวัยทำงาน และต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งจากต้นทุนสินค้า ต้นทุนขนส่งต่างๆ

ขณะที่สินเชื่อบ้าน มีหนี้เสียที่ 4% หรือ 1.8 แสนล้านบาท และที่กำลังเป็นหนี้ที่กำลังจะเสียอีก 2% ดังนั้นรวมแล้ว กลุ่มที่น่าห่วง มีถึง 6% ที่ผิดนัดชำระหนี้ และที่มีปัญหาชำระหนี้สูงสุดคือ กลุ่มเจนวาย 1.2 แสนบัญชี และเจนเอ็กซ์อีก 1 แสนบัญชี รวมกัน 2.2 แสนบัญชีที่กำลังเป็นหนี้เสีย

หากดูภาพรวมการปล่อยสินเชื่อใหม่ สำหรับบ้าน 9 เดือนปล่อยไปแล้ว 2.7 แสนบัญชี ที่ได้รับการอนุมัติ ไตรมาสละ 9 หมื่นบัญชี และคาดว่าปีนี้อาจเห็นการอนุมัติเกิน 3 แสนบัญชี เพราะมาตรการแอลทีวี กำลังจะหมด ทำให้คนหันมาเร่งกู้บ้านมากขึ้น ทำให้สินเชื่อบ้านยังเป็นกลุ่มที่เติบโตดี แต่ปีหน้าอาจจะปล่อยสินเชื่อยากขึ้น เพราะมาตรการจูงใจหมด

ส่วนสินเชื่อเครดิตการ์ด มีหนี้เสีย 12.2% และเป็นหนี้ที่กำลังมีปัญหา 1.7% หนี้เสียลดลง เพราะมีมาตรการผ่อนชำระทำให้ผู้กู้สามารถเลี้ยงงวดต่อไปได้

“ที่ห่วงที่สุดคือ พีโลน ภายใต้ดอกเบี้ยสูงที่ 25% เพราะหากคนไม่มีทางเลือก ก็จะต้องมากู้พีโลนอยู่ กลุ่มนี้มีปัญหาชำระหนี้อยู่แล้วเกือบ 3.5 ล้านบัญชี ที่เป็นหนี้เสียสะสม รวมกับเจนเอ็กซ์อีก 2 ล้านบัญชี ทำให้กลุ่มนี้มีลูกหนี้ที่มีปัญหาชำระหนี้กว่า 5 ล้านบัญชี ดังนั้นจะปรับโครงสร้างหนี้อย่างไร ก็เป็นสิ่งที่น่าคิดเพื่อแก้ปัญหากลุ่มนี้ได้ และยิ่งภาครัฐปล่อยไปอีกล่าสุดให้กลุ่มเปราะบาง 2 ล้านบัญชี คนอาจผ่อนไม่ไหวมากขึ้น ยิ่งอนาคตจะมี bay now pay later ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ที่จะเข้ามาเติมปัญหาหนี้เสียด้วย”

ส่วนลูกหนี้ที่น่าห่วงที่สุด คือ ลูกหนี้ รหัส 21 (เป็นหนี้เสียจากสถานการณ์โควิด-19) ทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล โดยเฉพาะบุคคลธรรมดา ที่เป็นลูกหนี้กลุ่ม 21 อยู่ที่ จำนวน 3.2 ล้านคน และ 4.7 ล้านบัญชี หรือเป็นมาอยู่ที่ 3.2 ล้านคน เพิ่มเกือบเท่าตัว จาก เดือนม.ค. ที่มีลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียเพียง 1.9 ล้านคน

หรือหากคิดเป็นมูลค่าหนี้เสีย เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท ในไตรมาส 3 ปีนี้ จากระดับ 2 แสนล้านบาท ในช่วงม.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ดังนั้นหากดูเฉพาะ คนที่เป็นหนี้เสีย จากสถานการณ์โควิด-19 มีสูงถึง 4 แสนล้านบาท เกือบครึ่ง หรือ 40% ของมูลค่าหนี้เสียทั้งระบบที่อยู่ราว 1.1 ล้านล้านบาท

สิ่งเหล่าสะท้อนว่า แม้รายได้คนกลับมา เศรษฐกิจฟื้นตัว แต่ยังมีบางกลุ่มที่รายได้ยังไม่กลับมา และมีปัญหาชำระหนี้ และเป็นกลุ่มที่ยังไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยมาตรการพิเศษ ในการช่วยเหลือกลุ่มนี้ เพื่อให้สามารถกลับเข้ามาอยู่ในระบบการเงิน

ขณะที่นิติบุคคล มีนิติบุคคลที่เป็นหนี้เสีย ถึง 1.1 หมื่นราย เพิ่มขึ้น จากม.ค.ที่มีหนี้เสียอยู่ที่ 5.7 พันราย ดังนั้นตราบใดที่หนี้เสียกลุ่มนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ระยะข้างหน้าอาจต้องเผชิญกับปัญหาการจ้างงานต่างๆ ได้ เพราะนิติบุคคลเหล่านี้ ส่วนหนึ่งประสบปัญหาจากวิกฤติโควิด-19

“อาการลูกหนี้ตอนนี้ เหมือนติดโควิด บางคนก็ลงปอด ไม่มีวัคซีน ดังนั้นระหว่างนี้หากไม่มีวัคซีนเพิ่ม หากไวรัสกลายพันธุ์หรือรุนแรงขึ้น ทั้งจากปัญหาน้ำมันขึ้น ค่าไฟ เงินเฟ้อสูง กลุ่มเหล่านี้อาจประสบปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้นได้ ภายใต้การปรับโครงสร้างที่ไม่ได้เร็ว ทั่วถึง ดังนั้นก็ต้องตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไร เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเหล่านี้ไม่ให้เจอปัญหาในอนาคตได้”

สำหรับภาพรวมหนี้เสียในระยะข้างหน้า เชื่อว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากระดับ 1.1 ล้านล้านบาท คาดว่าจะเห็นการทยอยเพิ่มขึ้นของหนี้เสียไปสู่ 1.2 ล้านล้านบาท ได้ในระยะอันใกล้นี้ หากว่าการปรับโครงสร้างหนี้ไม่เร็ว ไม่แรง​ ไม่มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน​เนื่องจากการทยอยไหลของหนี้เสียใหม่ๆ ที่เข้ามาเพิ่ม

สวนทางกับเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากรายงาน และบทความหลายแหล่งที่ระบุว่า การเติบโตของเศรษฐกิจยังไม่ทั่วถึง และยังมีความเปราะบางสูง ดังนั้น ปัญหาหนี้ อาจจำเป็นที่ต้องมีมาตรการ ช่วยเหลือบางกลุ่มเพิ่มเติม เพื่อลดการเกิดปัญหาหนี้ใหม่ๆ ในอนาคต เช่น กลุ่มรหัส 21 ที่ไม่ได้จงใจเป็นหนี้เสีย แต่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ฐานะการเงินอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัดเจนจากคำนิยาม

อ้างอิง: https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1040998 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

มาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่ มีอะไรควรรู้บ้าง? I POCKET MONEY EP59

FINNOMENA CHANNEL
มาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่ มีอะไรควรรู้บ้าง? I POCKET MONEY EP59

รับชมบน YouTube: https://youtu.be/EtS0tI-ncNE

ใครกำลังวางแผนซื้อประกันสุขภาพหรือมีประกันสุขภาพอยู่แล้วบ้าง รู้หรือเปล่าว่าตั้งแต่ 1 .. 2565 ที่ผ่านมาทุกสัญญาประกันสุขภาพที่สมัครใหม่จะต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานใหม่ (New Health Standard) ซึ่งมีทั้งส่วนที่ผู้ทำประกันจะได้สิทธิประโยชน์ดีกว่าเดิมหรืออาจจะด้อยลงกว่าเดิม มีประเด็นไหนที่น่าสนใจบ้าง ติดตามในคลิปนี้ได้เลย

ตัวอย่างหลักเกณฑ์สำคัญ

  • บริษัทประกันบอกเลิกสัญญาประกันสุขภาพไม่ได้ ต้องต่ออายุให้ทุกกรณี ยกเว้น  

มาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่ มีอะไรควรรู้บ้าง? I POCKET MONEY EP59

  • ถึงแม้บอกเลิกไม่ได้ แต่มีสิทธิเพิ่มเงื่อนไข Copayment ได้มาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่ มีอะไรควรรู้บ้าง? I POCKET MONEY EP59 
    • Copayment หมายถึงการให้ผู้ทำประกันสุขภาพมีส่วนร่วมในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลกับบริษัทประกัน โดยกำหนดสัดส่วนการร่วมจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ อย่างกรณีที่กำหนดเงื่อนไข Copayment 30% แปลว่าหากค่ารักษาพยาบาลตามจริงออกมาเป็น 100,000 บาท ผู้ทำประกันจะมีส่วนในการร่วมจ่าย 30,000 บาท และอีก 70,000 บาทเป็นความรับผิดชอบของบริษัทประกัน เป็นต้น
    • กรณีมี 2 เงื่อนไขพร้อมกัน ให้พิจารณากำหนดเงื่อนไข Copayment เป็น 50% ได้ 
  • หมวดความคุ้มครองให้ 13 หมวดแบบเดียวกันทุกบริษัทเป็นหัวข้อเดียวกันทุกบริษัท แต่ละที่คุ้มครองหรือไม่คุ้มครอง หรือคุ้มครองมากน้อยแค่ไหนก็ว่ากันไป เช่น หมวดค่าห้องและค่าอาหาร ค่าบริการทางการแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย ค่าผ่าตัดและหัตถการ เป็นต้น  
  • อัตราค่าธรรมเนียมผ่าตัด จากเดิมเป็นร้อยละ แยกตามอวัยวะที่ผ่าตัด เปลี่ยนเป็น ตามจริงแต่อาจกำหนดเงื่อนไขจ่ายไม่เกิน 50% ของค่าธรรมเนียมที่ 90 เปอร์เซ็นต์ไทล์ได้

มาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่ มีอะไรควรรู้บ้าง? I POCKET MONEY EP59

  • เงื่อนไข Pre-existing condition

มาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่ มีอะไรควรรู้บ้าง? I POCKET MONEY EP59

ข้อสังเกตที่น่าสนใจ

  • เห็นได้ว่าส่วนมากแล้วจะเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่เป็นคุณต่อผู้เอาประกัน เบี้ยประกันของความคุ้มครองตามมาตรฐานใหม่จึงอาจสูงกว่ามาตรฐานเดิมได้
  • แต่อย่างไรก็อาจจะมีบางข้อที่เป็นการส่งเสริมความมั่นคงและยั่งยืนของการรับประกันในฝั่งบริษัทประกันด้วย โดยเชื่อว่าจุดประสงค์ในท้ายที่สุดแล้วก็เพื่อดำรงมาตรฐานการประกันภัยให้มั่นคงและยั่งยืน สอดคล้องกับศักยภาพในสถานการณ์ความเป็นจริง เพื่อให้บริษัทประกันสามารถวางแผนบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสมกับการรับประกันภัยได้

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่มีประกันสุขภาพมาก่อนที่จะปรับปรุงสัญญาเป็น New Health Standard

  • แนะนำให้เช็กข้อสัญญาประกันสุขภาพที่มีอยู่เดิม เพราะแต่ละสัญญาก็มีรายละเอียดแตกต่างกัน
  • สัญญาเดิมอาจเหมาะกับเราอยู่แล้ว หรือสัญญาใหม่อาจเหมาะกับเรามากกว่าก็ได้
  • หากท้ายที่สุดแล้วต้องการเปลี่ยนแปลงสัญญาให้เป็นมาตรฐานใหม่ ก็สามารถติดต่อบริษัทประกันหรือตัวแทนบริษัทประกันได้เลย

อ้างอิง: 

  • คำสั่งนายทะเบียนที่ 14/2564 เรื่อง หลักเกณฑ์การให้ความเห็นชอบแบบและข้อความสัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพ ประเภทสามัญ แบบมาตรฐาน สำหรับบริษัทประกันชีวิต 
  • คำสั่งนายทะเบียนที่ 15/2564 เรื่อง หลักเกณฑ์การให้ความเห็นชอบแบบและข้อความกรมธรรม์ประกันภัยสุขภาพ แบบมาตรฐาน สำหรับบริษัทประกันวินาศภัย 

พบความสุดพิเศษสำหรับคุณได้ในทุกวัน ทั้งบทความให้ความรู้เกี่ยวกับกองทุนรวม หุ้น คริปโตฯ และการบริการ โปรโมชั่น ของรางวัลต่างๆ ที่คัดสรรมาเพื่อมอบให้กับสมาชิก FINNOMENA เท่านั้น
👉 สมัครสมาชิกเว็บไซต์ FINNOMENA https://finno.me/register-website


มือใหม่ห้ามพลาด! คอร์สเรียนพิเศษจาก FINNOMENA U "กองทุนรวม 101 สำหรับมือใหม่"

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเวียดนามพุ่งเกือบ 5% หลังนักลงทุนต่างชาติสะสมมากเป็นประวัติการณ์

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเวียดนามพุ่งเกือบ 5% หลังนักลงทุนต่างชาติสะสมมากเป็นประวัติการณ์

วันนี้ 2 ธ.ค. 65 ตลาดหุ้นเวียดนาม (VN 30) ปรับตัวขึ้น 4.83% สู่ระดับ 1,092.99 จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ โดย ETF Flow ของกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามมีเงินไหลเข้าสุทธิ 282 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนพ.ย. ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่มีการรวบรวมข้อมูล ทั้งนี้ในช่วงเดือนพ.ย. ที่ผ่านมาตลาดหุ้นเวียดนามมีการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 904.77 จุด ณ วันที่ 15 พ.ย. ส่งผลทำให้ Valuation ของตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ในระดับ Deep Discount ซึ่งเป็นปัจจัยดึงดูดแก่นักลงทุนต่างชาติให้เริ่มกลับเข้ามาซื้อหุ้นเวียดนามในช่วงที่ผ่านมา

รวมถึงการผ่อนคลายของปัญหาต่างๆ ที่เคยกดดัน อาทิ สภาพคล่องของหุ้นกลุ่มอสังหาฯ และคุณภาพสินเชื่อของกลุ่มการเงิน สอดคล้องกับมุมมองของ S&P ที่ระบุว่าปัญหาทางด้านสภาพคล่องได้ผ่านจุดแย่ที่สุดไปแล้ว และสภาวะ Risk-on ของตลาดการเงินทั่วโลกหลังจากเฟดส่งสัญญาณชะลอขึ้นอัตราดอกเบี้ยหนุนต่อตลาดหุ้นเวียดนามให้ปรับตัวขึ้น 13.1% (WoW) ในสัปดาห์นี้

FINNOMENA Investment Team มองว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีทิศทางเชิงบวกในระยะสั้นมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาระดับ Valuation ที่อยู่ในระดับที่ถูกเมื่อเทียบกับหุ้นโลก โดยปัจจุบัน P/E 12M ของตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ที่ 8.5 เท่า หรือ -1.8 S.D. ในรอบ 10 ปี รวมไปถึงแรงเข้าซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มเติม ซึ่งสะท้อนผ่านทาง Foreign Limit ของหุ้นต่าง ๆ ยังคงเต็มและมีค่า Premium ในระดับสูง และศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง จึงแนะนำทยอยสะสมเพื่อการลงทุนระยะยาว

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: สรรพสามิตร่อนหนังสือถึง ‘เนต้า’ กรณีขึ้นราคา เนต้า V อีก 3 -5 หมื่นบาท ยันทำไม่ได้ ผิดเงื่อนไข MOU

THE OPPORTUNITY
News Update: สรรพสามิตร่อนหนังสือถึง ‘เนต้า’ กรณีขึ้นราคา เนต้า V อีก 3 -5 หมื่นบาท ยันทำไม่ได้ ผิดเงื่อนไข MOU

สรรพสามิตเตรียมร่อนหนังสือถึงค่ายรถอีวี ‘เนต้า’ วันนี้ ให้ทำหนังสือชี้แจงกรณีประกาศเตรียมปรับขึ้นราคารถที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ยันการปรับราคาทำไม่ได้-ผิดเงื่อนไข

วันนี้ (2 ธ.ค.) ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิตเปิดเผยถึงกรณีมีข่าวว่าทางค่ายรถยนต์ไฟฟ้า ‘เนต้า’ ออกมาประกาศว่า เตรียมปรับขึ้นราคารถยนต์อีวี รุ่น เนต้า shoppingmode วี (NETA V) เพิ่มขึ้นอีก 30,000-50,000 บาท จากเดิมที่ขายในราคา 549,000 บาทนั้น ทางกรมยืนยันว่าไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะราคาที่ขายต้องได้รับอนุมัติจากกรมสรรพสามิต

“การปรับราคาทำไม่ได้ เพราะผิดเงื่อนไขที่มีการเอ็มโอยูกันไว้ และราคาที่กรมอนุมัติไปแล้วเป็นราคาที่รัฐบาลจ่ายอุดหนุน” นายเอกนิติกล่าว

ขณะที่นายณัฐกร อุเทนสุต ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต ในฐานะโฆษกกรมสรรพสามิตกล่าวว่า วันนี้กรมสรรพสามิตจะมีหนังสือไปถึงทางค่ายรถยนต์ไฟฟ้า “เนต้า” เพื่อให้ชี้แจงถึงกรณีที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ออกมาประกาศว่าเตรียมปรับขึ้นราคารถยนต์อีวีรุ่น เนต้า shoppingmode วี อีก 30,000-50,000 บาท จากเดิมที่ขายในราคา 549,000 บาท ซึ่งราคาเดิมเป็นราคาที่ได้รับการอนุมัติจากกรมสรรพสามิต เนื่องจากรถอีวีรุ่นดังกล่าวเข้าร่วมมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของรัฐบาล

“กรมจะให้ทางบริษัททำหนังสือชี้แจงมา เพราะว่าในข้อเท็จจริงแล้ว การปรับราคาทำไม่ได้ เนื่องจากการจะปรับราคา ต้องได้รับการอนุมัติโครงสร้างราคาจากกรมสรรพสามิต ซึ่งราคาที่เราอนุมัติไปเป็นราคาเดิม” นายณัฐกรกล่าว

อ้างอิง: https://www.prachachat.net/finance/news-1136787 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 02/12/2022 “ลุ้นหุ้นไทยไป 1,700 สิ้นปี “อาคม” รมว. คลังฯ ยันเก็บภาษีขายหุ้นไม่กระทบภาพรวมตลาด” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

 

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 02/12/2022

“ลุ้นหุ้นไทยไป 1,700 สิ้นปี “อาคม” รมว. คลังฯ ยันเก็บภาษีขายหุ้นไม่กระทบภาพรวมตลาด”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 34,395.01 จุด -194.76 จุด (-0.56%) S&P500 ปิดที่ 4,076.57 จุด -3.54 จุด (-0.09%)  Nasdaq  ปิดที่ 11,482.45 จุด +14.45 จุด (+0.13%) Small Cap 2000 ปิดที่ 1,884.57 จุด -2.01 จุด (-0.11%) VIX index ปิดที่ 19.84 จุด -0.74 จุด (-3.6%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 3,984.5 จุด +19.78 จุด (+0.5%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 14,490.3 จุด +93.26 จุด (+0.65%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 6,753.97 จุด +15.42 จุด (+0.23%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 28,226.03 จุด +257.16 จุด (+0.92%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 18,736.45 จุด +139.21 จุด (+0.75%)  ดัชนี CSI300 ปิดที่ 3,894.76 จุด +41.73 จุด (+1.08%) และ SET Index ปิดที่ 1,648.44 จุด +13.08 จุด (+0.8%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 2 ธ.ค. 2565) ทองคำ 1,811.55 ดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 22.832 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 81.28 ดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 88.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 2 ธ.ค. 2565) Bitcoin 16,920.0 ดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,271.78 ดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.101090 ดอลลาร์สหรัฐฯ BNB Coin 288.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ

สรุปข่าวประจำวัน

จีนลดระดับคุมเข้มมาตรการโควิด ปักกิ่งเริ่มอนุญาตให้กักตัวที่บ้าน จีนเริ่มจากผู้อยู่อาศัยในเขตที่มีประชากรมากที่สุดของเมือง การเปลี่ยนแปลงที่สะท้อนให้เห็นว่าทางการจีนอยู่ภายใต้แรงกดดันจากการระบาดเป็นประวัติการณ์ และการต่อต้านจากประชาชนต่อนโยบาย Covid Zero หุ้นจีนเห็นแรงซื้อจากความหวังเปิดเมือง (ที่มา bloomberg)

สหรัฐฯ เผยดัชนี PCE ทั่วไป ซึ่งรวมหมวดอาหาร และพลังงานปรับตัวขึ้น 6.0% ในเดือนตุลาคม โดยชะลอตัวจากระดับ 6.3% ในเดือนกกันยายน ดัชนี PCE ทั่วไป เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนตุลาคม สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ บ่งชี้เงินเฟ้อผ่านจุดสูงสุดแล้ว ด้านกรรมการ Fed ยังหนุนขึ้นดอกเบี้ยคุมเงินเฟ้อ แต่ส่งสัญญาณชะลอตั้งแต่เดือนธันวาคม (ที่มา ryt9)

นักวิเคราะห์ Wall Street ชี้ หุ้นสหรัฐฯ เสี่ยงลงต่อปีหน้า จากปัญหาเศรษฐกิจ ด้าน Deutsche Bank  คาดการณ์ S&P 500 ที่ระดับ 4,500 จุด ในปีหน้าสูงที่สุดในบรรดาการคาดการณ์ทั้งหมด โดยมองว่าหุ้นจะร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดใหม่ในช่วงไตรมาสที่สาม และเมื่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยเริ่มขึ้นดัชนีจะลดลงไปที่ 3,250 จุด ก่อนที่จะมีการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง (ที่มา bloomberg)

อีลอน มัสก์ เรียกร้องเฟดลดดอกเบี้ย เตือนเศรษฐกิจถดถอย พร้อมเผยความหวังทดสอบชิปสมอง ‘นิวรัลลิงค์’ กับมนุษย์ในอีก 6 เดือน ซึ่งชิปดังกล่าวพัฒนาขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยสั่งการควบคู่กับสมองของคนเรา ซึ่งอาจช่วยให้ผู้พิการสามารถเคลื่อนไหวหรือสื่อสารได้อีกครั้ง รวมทั้งอาจช่วยฟื้นฟูความสามารถในการมองเห็น (ที่มา voathai)

สหรัฐฯ เตรียมประกาศการตัดสินใจเรื่องเก็บภาษีแผงโซลาร์จากอาเซียน โดยเก็บภาษีเพิ่มกับแผงโซลาร์นำเข้าจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 4 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ทำการสอบสวนก่อนหน้านี้ว่า แผงโซลาร์เซลล์จากทั้ง 4 ประเทศดังกล่าวมีส่วนช่วยให้จีนหลีกเลี่ยงมาตรการด้านภาษีจากทางสหรัฐหรือไม่ ซึ่งหากผิดจริงจะทำให้มีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังสูงถึง 250% (ที่มา ryt9)

หุ้นไทยธ.ค.มีลุ้น‘1,700จุด’ โบรกเกอร์ประเมินหุ้นไทยมีแรงหนุนจาก 3 ปัจจัยหนุน คือ เงินเฟ้อผ่านจุดสูงสุด เฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ย และจีนคลายล็อกดาวน์ ด้าน “อาคม” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยันเก็บภาษีขายหุ้นไม่กระทบภาพรวมตลาด แต่สร้างความเป็นธรรมในระบบ ระบุอัตราจัดเก็บที่ 0.11% อยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศในเอเชีย โดยรวมจะมีภาระต้นทุน 0.22% ย้ำเมื่อเสียภาษีแล้ว ไม่ต้องนำไปคำนวณรายได้ชำระภาษีปลายปี (ที่มา bangkokbiznews)

สัมมนา

สัมมนาพิเศษ เปิดตัวกองทุนใหม่ MEGA10 แนวคิดการลงทุนแบบ MEGAPOLY กับโอกาสดีๆ ในกองทุน MEGA10 วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2565 เวลา 18.00 น. ผ่าน ZOOM สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://www.finnomena.com/event-calendar/

News Update: Elon Musk เรียกร้อง Fed ลดดอกเบี้ย เตือนเศรษฐกิจถดถอยกำลังใกล้เข้ามา พร้อมเผยความหวังทดสอบ ‘นิวรัลลิงค์’ กับมนุษย์

THE OPPORTUNITY
News Update: Elon Musk เรียกร้อง Fed ลดดอกเบี้ย เตือนเศรษฐกิจถดถอยกำลังใกล้เข้ามา พร้อมเผยความหวังทดสอบ 'นิวรัลลิงค์' กับมนุษย์

มหาเศรษฐีชื่อดัง Elon Musk เรียกร้องให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ​ (Fed) ลดดอกเบี้ยทันที เพราะภาวะเศรษฐกิจถดถอยกำลังใกล้เข้ามา พร้อมเผยความหวังทดสอบชิปสมอง ‘นิวรัลลิงค์’ กับมนุษย์ในอีก 6 เดือน

Elon Musk ทวีตแสดงความกังวลว่า การที่ Fed พยายามฉุดเงินเฟ้อให้ต่ำลงจะยิ่งทำให้ภาวะเศรษฐกิจเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายลง พร้อมเรียกร้องให้ Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในทันที มิฉะนั้นความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเผชิญกับภาวะถดถอยจะทวีความรุนแรงมากขึ้น

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Elon Musk ออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะเผชิญภาวะถดถอย เมื่อปลายเดือนที่แล้ว (24 ต.ค.) Elon Musk คาดการณ์ว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกจะเกิดขึ้นยาวนานจนถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2023 ซึ่งคำเตือนดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกับบรรดาผู้บริหารทั่วโลก

นอกจากนี้ Elon Musk ยังได้เผยความหวังว่า ชิปใส่สมองมนุษย์ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท นิวรัลลิงค์ (Neuralink) ของเขา จะสามารถเริ่มการทดสอบกับมนุษย์ได้ในอีก 6 เดือน หลังจากที่พลาดกำหนดการเดิมมาแล้วก่อนหน้านี้

โดยชิปดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อช่วยสั่งการควบคู่กับสมองของคนเรา ซึ่งอาจช่วยให้ผู้พิการสามารถเคลื่อนไหวหรือสื่อสารได้อีกครั้ง รวมทั้งอาจช่วยฟื้นฟูความสามารถในการมองเห็น

ช่วงไม่กี่ปีมานี้ นิวรัลลิงค์ได้ทำการทดสอบชิปดังกล่าวกับสัตว์ทดลอง และพยายามขอการรับรองจากสำนักงานอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) เพื่อให้สามารถทดลองกับมนุษย์จริง ๆ ได้

มัสก์ กล่าวที่สำนักงานใหญ่ของนิวรัลลิงค์ในวันพุธว่า “เราต้องใช้ความระมัดระวังและความมั่นใจว่าชิปนี้สามารถทำงานได้จริงก่อนที่จะนำไปใส่ในสมองของมนุษย์” โดยสองเป้าหมายแรกของชิปนิวรัลลิงค์ คือ การฟื้นฟูความสามารถในการมองเห็นและการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อของผู้พิการ “เราเชื่อว่าแม้แต่ผู้ที่เกิดมาตาบอด ก็สามารถมองเห็นได้ด้วยนวัตกรรมนี้” มัสก์กล่าว

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: จับตาเศรษฐกิจอินเดีย เตรียมขึ้นแท่นเบอร์ 3 ของโลก คาด GDP โตต่อเนื่อง แซงหน้าญี่ปุ่น-เยอรมนี

THE OPPORTUNITY
News Update: จับตาเศรษฐกิจอินเดีย เตรียมขึ้นแท่นเบอร์ 3 ของโลก คาด GDP โตต่อเนื่อง แซงหน้าญี่ปุ่น-เยอรมนี

S&P Global และ Morgan Stanley รายงานว่า อินเดียจะแซงหน้าญี่ปุ่นและเยอรมนี จนก้าวมาเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก

คาดการณ์ของ S&P Global จะเกิดขึ้นเมื่อ GDP ของอินเดียโตเฉลี่ยอยู่ที่ 6.3% จนถึงปี 2030 เช่นเดียวกับ Morgan Stanley ที่ประเมินว่า GDP ของอินเดียในปี 2031 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากระดับปัจจุบัน

ทีมนักกลยุทธ์ของ Morgan Stanley ระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียขับเคลื่อนจากทั้งต่างประเทศ การลงทุนด้านการผลิต การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลขั้นสูง ซึ่งแรงผลักดันเหล่านี้จะทำให้อินเดียเป็นเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกก่อนสิ้นทศวรรษนี้

เศรษฐกิจอินเดียในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา โตถึง 6.3% จากปีที่แล้ว ซึ่งสูงกว่ารอยเตอร์ที่คาดการณ์ไว้ที่ 6.2% เล็กน้อย และในไตรมาส 2 GDP อินเดียขยายตัว 13.5% จากปีที่แล้วโดยได้แรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่งของภาคบริการ

สอดคล้องกับ S&P Global ที่การคาดการณ์ขึ้นอยู่กับการเปิดเสรีทางการค้าและการเงิน การปฏิรูปตลาดแรงงาน ตลอดจนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและทุนมนุษย์

ด้าน Dhiraj Nim จาก Australia and New Zealand Banking Group Research กล่าวว่า คาดการณ์ดังกล่าวมีความสมเหตุสมผล เพราะอินเดียสามารถตามทันทั้งในแง่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้ต่อหัว รวมถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะจัดสรรรายจ่ายฝ่ายทุนให้มากขึ้นในบัญชีรายจ่ายประจำปีของประเทศ

นักวิเคราะห์ของ S&P Global ระบุว่า รัฐบาลอินเดียมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเป็นศูนย์กลางสำหรับนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงโรงไฟฟ้าการผลิต ผ่านโครงการ Production Linked Incentive Scheme (PLIS) ที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2020 โดย เสนอสิ่งจูงใจแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในรูปแบบของส่วนลดภาษีและใบอนุญาตต่างๆ รวมถึงมาตรการเพื่อกระตุ้นการผลิตและการส่งออก

ขณะที่ Morgan Stanley คาดการณ์ว่า ส่วนแบ่งการผลิตจะเพิ่มขึ้นจาก 15.6% ของ GDP เป็น 21% ภายในปี 2031 ซึ่งหมายถึงรายได้จากการผลิตที่เพิ่มขึ้น 3 เท่า จาก 47,000 ล้านดอลลาร์ สู่ 1,490,000 ล้านดอลลาร์

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/12/01/india-to-leapfrog-to-third-largest-economy-by-2030.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Blackrock เผยกลยุทธ์ลงทุนปี 2023 แนะ ‘ซื้อ’ หุ้นแบงก์-พลังงาน จากผลประกอบการที่ดี ‘ขาย’ บอนด์ยุโรป – ตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่น EM

THE OPPORTUNITY
News Update: Blackrock เผยกลยุทธ์ลงทุนปี 2023 แนะ ‘ซื้อ’ หุ้นแบงก์-พลังงาน จากผลประกอบการที่ดี ‘ขาย’ บอนด์ยุโรป - ตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่น EM

Blackrock เผยคู่มือการลงทุนใหม่สำหรับปี 2023 แนะนำซื้อหุ้นธนาคารและพลังงานจากผลประกอบการที่ดี พร้อมปรับลดน้ำหนักการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลยุโรประยะยาวและตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่นในตลาดเกิดใหม่

ในภาพรวมของปี 2023 BlackRock Investment Institute (BII) มองว่า แม้การลงทุนในตลาดตราสารหนี้มีแนวโน้มสดใส ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นน่าดึงดูดใจ แต่พันธบัตรรัฐบาลระยะยาวยังคงเผชิญแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง

โดย Wei Li หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนตลาดโลกของ BII กล่าวว่า ผลกระทบจากเศรษฐกิจมหภาคที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้านั้นยังไม่ได้รับการสะท้อนอย่างสมบูรณ์ในราคาตลาด

Blackrock มองว่า ธนาคารกลางทั่วโลกใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากเกินไปเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ ซึ่งนี่จะก่อให้เกิดภาวะถดถอยในปีหน้า ดังนั้น Blackrock ยังมีคำแนะนำลดน้ำหนักการลงทุน (Underweight) ในหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่แนะนำตราสารหนี้ภาคธุรกิจคุณภาพสูง และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุสั้น ที่ได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยในระดับสูง

ขณะที่ Jean Boivin ประธาน BII กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อกำลังจะลดลง แต่เขาไม่คิดว่าเรากลับเข้าสู่โลกที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับ 2% ที่ทุกคนคุ้นเคยในเร็วๆ นี้ เงินเฟ้อน่าจะอยู่ที่ระดับ 3% มากกว่าในตลาดช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้

BlackRock กล่าวว่า ในสภาพแวดล้อมที่เศรษฐกิจถดถอย กลยุทธ์แบบเก่าที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวและปลอดภัยอาจไม่ได้ผลในปีหน้า เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจอยู่สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ บริษัทจึงให้น้ำหนักพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวต่ำกว่ามาตรฐานในพอร์ตการลงทุนทั้ง tactical และ strategic

อ้างอิง: https://www.reuters.com/business/finance/blackrock-backs-banks-cuts-european-em-debt-part-new-playbook-2022-11-30/ 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาดจีน

Mr. Serotonin
รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาด

ช่วงนี้หากใครสนใจอยากลงทุนในหุ้น EV จีนแต่หากองลงแทบไม่เจอ กองทุน P-CGREEN เป็นอีกกองทุนหนึ่งที่จะช่วยเปิดโอกาสให้คุณได้เข้าถึงบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ EV รวมไปถึงผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนชั้นนำ รายละเอียดจะเป็นอย่างไรเราลองมาสำรวจไปพร้อม ๆ กันครับ

รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาดจีน

รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาดจีน

5 เหตุผลทำไมต้องลงทุนใน EV จีน

รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาด

นโยบายการลงทุนของกองทุน P-CGREEN

  • เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF (กองทุนปลายทาง) ในสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐเพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ในดัชนีที่ติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทในประเทศจีนที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น กลุ่มพลังงานทางเลือก (Alternative Energy), การพัฒนาและการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน (Sustainable Water), การออกแบบอาคารที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Green Building), การป้องกันมลพิษ (Pollution Prevention) และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency) โดยมีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 6

รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาดจีน

 

สัดส่วนอุตสาหกรรมหลักที่ลงทุนของกองทุน KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF (KGRN)

รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาดจีน

สัดส่วนเซ็กเตอร์หลักที่ลงทุนของกองทุน KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF ที่มา: KraneShares Fund Fact Sheet วันที่: 31 ตุลาคม 2022

  • หลัก ๆ แล้วลงทุนในสินค้าฟุ่มเฟือยซึ่งถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เป็นพวกหุ้นกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งมีอัตราการเติบโตที่สูงอย่างที่กล่าวไว้ตอนแรก รวมไปถึงเซ็กเตอร์อย่างอุตสาหกรรมซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายถึงวัสดุอุตสาหกรรมแบบปกติทั่วไปแต่อาจรวมไปถึงผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าด้วย รวมไปถึงเซ็กเตอร์อย่างเทคโนโลยีที่เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าเติบโตได้สูงมาก ๆ

รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาดจีน

รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาดจีน

 

 

สัดส่วนหุ้นหลักที่ลงทุนของกองทุน KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF (KGRN)

หลัก ๆ แล้วหุ้นหลักที่ลงทุนจะเป็นหุ้นรถยนต์ไฟฟ้าหรือพวกแบตเตอรี่เป็นหลัก โดยอาจจะมีหุ้นพลังงานสะอาดบ้างแต่ก็มีสัดส่วนน้อยกว่า หรือสรุปง่ายๆว่านี่คือกอง EV จีนก็ว่าได้

รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาดจีน

 

สัดส่วนหุ้นหลักที่ลงทุนของกองทุน KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF ที่มา: KraneShares Fund Fact Sheet วันที่: 31 ตุลาคม 2022

  • CATL (สัดส่วน 8.84%) – ผู้จัดจำหน่ายระบบแบตเตอรี่ในจีน ระบบกักเก็กพลังงาน วัสดุส่วนประกอบลิเธียมแบตเตอรี่ต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นนำยันปลายน้ำ ตอกย้ำความเป็นผู้นำจบงานทั้งหมดด้วยตนเอง
  • BYD (สัดส่วน 7.13%)ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำระดับโลกมีหน่วยการผลิตกระจายอยู่ทั่วโลก เคยได้รับออเดอร์เป็นผู้ผลิตรถบัสไฟฟ้าจำนวนมากให้กับสหรัฐฯ และยุโรปส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดในระดับโลกอีกทั้งยังเป็นผู้นำโลกในด้านการผลิตแบตเตอรี่แบบชาร์จซ้ำอีกด้วย
  • NIO (สัดส่วน 6.62%)บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนระดับพรีเมียมออกแบบและผลิตด้วยตนเอง มีจุดเด่นอย่างการปล่อยเช่าแบตเตอรี่แบบรายเดือนซึ่งช่วยสร้างรายได้ในระยะยาว มีเครือข่ายสถานีชาร์จของตนเองพร้อมตั้งเป้าขยายสถานีเป็น 4,000 สถานีในปี 2025
  • LI AUTO (สัดส่วน 6.00%)บริษัทเจ้าของรถ SUV ทรงสปอร์ตสุดหรูในรูปแบบไฮบริด มีเครื่องยนต์ขนาดจิ๋วที่ช่วยสร้างกระแสไฟฟ้าส่วนเพิ่มสำหรับแบตเตอรี่ได้เอง เป็นรถยอดนิยมสำหรับผู้ที่เข้าถึงสถานีชาร์จได้ยาก โดย Li Auto มีแผนที่จะพัฒนารถยนต์ EV รูปแบบใหม่ ๆ ในอนาคตเพื่อสร้างฐานลูกค้าเพิ่มเติม
  • LONGi (สัดส่วน 5.34%)ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์พลังงานแสงอาทิตย์จากจีน พร้อมด้วยบริษัทในเครืออย่าง LONGi Solar ซึ่งเป็นผู้นำของโลกด้านการผลิตโมดูลและเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดโมโนคริสตัลไลน์

ผลตอบแทนย้อนหลัง

ผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF ที่มา: KraneShares Fund Fact Sheet วันที่: 31 พฤษภาคม 2022

มีผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังในช่วง 1 ปี 3 ปี และนับตั้งแต่จัดตั้งโดดเด่นกว่าหุ้นโลก โดยตัวกองทุนบริหารจัดการแบบ Passive เป็นหลัก

ค่าธรรมเนียมและเงินลงทุนขั้นต่ำของกองทุน P-CGREEN

  • ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก: 1,000 บาท
  • ลงทุนขั้นต่ำครั้งถัดไป: 1,000 บาท
  • ค่าธรรมเนียมซื้อ: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมขาย: ไม่เรียกเก็บ
  • ค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนเข้า: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนออก: ไม่เรียกเก็บ
  • ค่าธรรมเนียมการจัดการรายปี: 1.6050%

ที่มา: Fact Sheet Monthly กองทุน P-CGREEN วันที่: 30 พฤศจิกายน 2564

สรุปจุดเด่นกองทุน P-CGREEN

  • เป็นกองทุนรวมดาวหุ้น EV ตัวท็อปในจีน เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบและเชื่อในหุ้น EV จีน
  • บริหารจัดการแบบ Passive เป็นหลักเน้นทำผลตอบแทนให้ใกล้เคียงดัชนี KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF
  • ลงทุนในจีนประเทศที่มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งน่าจะช่วยทำตลาดได้ง่าย
  • ธุรกิจ EV เป็นธุรกิจที่ยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนท่ามกลางมรสุมการจัดระเบียบ
  • มีการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาดอื่น ๆ ช่วยกระจายความเสี่ยงในอุตสาหกรรม

กองทุน P-CGREEN น่าจะเป็นอีกหนึ่งกองทุนที่เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบและหลงใหลการลงทุนใน EV จีน ประเทศที่มีขนาดตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไม่ธรรมดา!

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

Mr. Serotonin

รีวิวกองทุน P-CGREEN: กองทุนเอาใจคอ EV จีนและพลังงานสะอาด

คำเตือน
ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต |  ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน |  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

References

https://kraneshares.com/kgrn/

https://evse.com.au/blog/electriccargoldmansachs/

https://www.statista.com/statistics/867963/ev-global-growth-by-region/

https://static1.squarespace.com/static/5b763853266c075695c73c0a/t/61b805591275e86d29063283/1639449946531/P-CGREEN_factsheet_m202111.pdf

https://static1.squarespace.com/static/5b763853266c075695c73c0a/t/6119cd9f06598f24a3492294/1629080998959/P-CGREEN_Factsheet_202106.pdf

https://www.virta.global/global-electric-vehicle-market

เอกสารเสนอการขายกองทุน KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF

https://www.statista.com/statistics/502208/tesla-quarterly-vehicle-deliveries/

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

FINNOMENA
รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

กองทุนไหนดี? รวบรวม 10 อันดับกองทุนผลตอบแทนดีในแต่ละเดือนของปี 2565 มาไว้ที่นี่แล้ว!

สารบัญ

รับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น
👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: UOBSC, SCBCOMP, LHCYBER-D, LHCYBER-A, LHCYBER-E, PRINCIPAL GCLEAN-A, PRINCIPAL GCF, KF-LATAM, TOIL6, TUSOIL, I-OIL, K-ICT

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนมีนาคม 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: UOBSC, KF-LATAM, WE-CANAB, ASP-DIGIBLOC, KT-MINING, TMBOIL, KT-OIL, I-10, TISCOLAF, TUSOIL

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ASP-DIGIBLOC: ตะลุยมิติใหม่ของการลงทุนแห่งยุคดิจิทัล

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนเมษายน 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: ABSM, M-MIDSMALL-A, MIDSMALLMF, M-MIDSMALL-D, ABTED, K-MBOND, TLMSEQ, LHMSFL-A, LHMSFL-R, LHMSFL-D, K-ICT, KFTHAISM

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนพฤษภาคม 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: KT-ENERGY, BCAP-CTECH, TRAREEARTH, T-GLOBALENERGY, TOIL6, TUSOIL, I-OIL, UEV, ASP-POWER, SCBOIL

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ASP-POWER: เติบโตไปกับธุรกิจ 3 พลังงานแห่งอนาคต

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนมิถุนายน 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: TCHCON, ASP-EVOCHINA, KFCMEGA-A, PRINCIPAL CHTECH-A, BCAP-CTECH, UCHI, MCHEVO, TMBCHEQ, SCBCHEQA, SCBCTECHA

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ASP-EVOCHINA: 10 เรื่องที่ต้องรู้ของกองทุนจีนผลตอบแทนโดดเด่น
อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนกรกฎาคม 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: TGHDIGI, ASP-EUG, B-SIP, ASP-IHEALTH, TISCOJPA, TISCOINA-A, PRINCIPAL GEDTECH-A, UEDTECH, SCBROBOA, TBRAND

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนสิงหาคม 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: WE-TENERGY, SCBCLEANA, TNEWENGY, PRINCIPAL GCLEAN-A, TUSMS, TISCOLAF, SCBUSSM, KF-LATAM, KT-MAI, KT-ENERGY

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนกันยายน 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: TUSFIX, SCBFST, SCBCP1Y1, SCBCP6M1, SCBCP1Y2, SCBCP6M2, KF-GLS, UGEAR, SCBGEARA, TMBGOLD

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนตุลาคม 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: T-GLOBALENERGY, KT-ENERGY, ASP-OIL, TISCOOIL, TUSOIL, TOIL6, K-OIL, TMBOIL, SCBOIL, KF-OIL

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนพฤศจิกายน 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: SCBSEMI(A), MRENEW-D, MRENEW-A, DAOL-GOLD, ABPCAP-A, LHSEMICON-A, LHSEMICON-D, SCBCLEANA, KWI SENERGY-A, KF-ORTFLEX, ABINNO-A

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMICON: ลงทุนในแก่นแท้ของโลกยุคใหม่
อ่านเพิ่มเติม MRENEW: กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี รีนิวเอเบิล เอนเนอร์จี กองทุนธีมพลังงาน โตสวนกระแสตลาด
อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ABPCAP: โอกาสลงทุนหุ้นอินดี้นอกตลาด แบบความเสี่ยงจำกัด ขยาย Upside!
อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน KWI SENERGY-A: กองทุนพลังงานอัจฉริยะ ผลงานคลีน ๆ

สามารถกรองการจัดอันดับได้เอง พร้อมข้อมูลอัปเดตล่าสุดที่ FINNOMENA Fund Filter

รับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น
👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน  จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 01/12/2022 “สรุปผลตอบแทนตลาดหุ้น พ.ย. ฟื้นตัวสนใส ประธาน Fed ส่งสัญญาณเชิงบวก สหรัฐฯ เตรียมชะลอขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้า” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

 

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 01/12/2022

“สรุปผลตอบแทนตลาดหุ้น พ.ย. ฟื้นตัวสนใส ประธาน Fed ส่งสัญญาณเชิงบวก สหรัฐฯ เตรียมชะลอขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้า”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 34,589.77 จุด +737.24 จุด (+2.18%) S&P500 ปิดที่ 4,080.11 จุด +122.48 จุด (+3.09%)  Nasdaq  ปิดที่ 11,468.0 จุด +484.22 จุด (+4.41%) Small Cap 2000 ปิดที่ 1,881.61 จุด +45.06 จุด (+2.45%) VIX index ปิดที่ 20.58 จุด +1.31 จุด (+5.98%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 3,964.72 จุด +30.28 จุด (+0.77%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 14,397.04 จุด +41.59 จุด (+0.29%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 6,738.55 จุด +69.58 จุด (+1.04%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 27,968.92 จุด -58.85 จุด (-0.21%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 18,597.24 จุด +392.56 จุด (+2.16%)  ดัชนี CSI300 ปิดที่ 3,853.03 จุด +4.61 จุด (+0.12%)  และ SET Index ปิดที่ 1,635.36 จุด +10.97 จุด (+0.68%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 1 ธ.ค. 2565) ทองคำ 1,788.55 ดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 22.453 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 80.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 86.87 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 1 ธ.ค. 2565) Bitcoin 17,108.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,284.4 ดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.104060 ดอลลาร์สหรัฐฯ BNB Coin 296.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ

สรุปข่าวประจำวัน

ประธาน Fed ส่งสัญญาณ ชะลอขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้า แม้สงครามเงินเฟ้อยังไม่จบ คาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ย 50 bps ในการประชุม Fed วันที่ 13 – 14 ธันวาคม สู่ระดับ 4.25% – 4.5% โดยประธาน Fed มองว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 4.6% และจะคงดอกเบี้ยจนกว่าเงินเฟ้อจะปรับลดลง (ที่มา bloomberg)

จีนผู้ติดเชื้อใหม่ลดลงเป็นวันที่ 2 คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีนออกมาส่งเสริมให้ผู้สูงอายุฉีดวัคซีน และรณรงค์ให้ประชาชนฉีดวัคซีนเข็มบูสเตอร์ ด้านทางการเตรียมผ่อนคลายคุมโควิด 2 เมืองใหญ่ แต่ก็ยังมีการประท้วงของชาวจีนที่ไม่พอใจมาตรการโควิดของทางการลุกลามหลายพื้นที่ทั่วประโลก ด้านหุ้นจีนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ‘Nasdaq Golden Dragon China’ เดือน พ.ย. ทุบสถิติ พุ่ง 42% รับความหวังเปิดเมือง (ที่มา bloomberg)

อดีตประธานาธิบดีจีน ‘เจียง เจ๋อหมิน’ ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 96 ปี ที่นครเซี่ยงไฮ้ เมื่อวันพุธ ด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและอวัยวะภายในล้มเหลว อดีตประธานาธิบดี เจียง เจ๋อหมิน ผู้นำพาจีนออกจากการโดดเดี่ยวหลังกองทัพจีนเข้าปราบปรามผู้ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อปี 1989 และเป็นผู้สนับสนุนการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนจนนำพาเศรษฐกิจประเทศขยายตัวอย่างก้าวกระโดด (ที่มา voathai)

BlackRock เผยกลยุทธ์ลงทุนปี 2023 แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มแบงก์ – กลุ่มพลังงาน เนื่องจากหุ้นทั้ง 2 กลุ่มจะมีผลประกอบการที่ดี และลดน้ำหนักบอนด์ระยะยาวของยุโรป เนื่องจากบอนด์ระยะยาวยังเผชิญกับแรงกดดันการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง (ที่มา ryt9)

Elon Musk พบ Tim Cook เจรจาสงบศึกระหว่าง Twitter และ Apple เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลัง Apple ขู่ว่าจะตัดแพลตฟอร์มออกจาก App Store และกล่าวว่าได้หยุดโฆษณาส่วนใหญ่บนเว็บไซต์ ด้านสหภาพยุโรปก็ขู่แบน Twitter เนื่องจากไม่ปฎิบัติตามกฎความเข้มงวดในการกลั่นกรองเนื้อหา (ที่มา reuters)

กนง. มีมติขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.00% เป็น 1.25% ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจหลายสำนักคาดต้นปีหน้าจ่อปรับเพิ่มอีก ด้านคณะกรรมการประเมินเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่องจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภค โดยปรับอัตราการขยายของ GDP ปีนี้อยู่ที่ 3.2% จาก 3.3% ปี 2566 อยู่ที่ 3.7% จาก 3.8% และในปี 2567 อยู่ที่ 3.9% ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ที่ 6.3% , 3.0% และ 2.1% ในปี 2565 , 2566 และ 2567 ตามลำดับ โดยผ่านจุดสูงสุดในไตรมาสที่ 3 ปี 2565  (ที่มา prachachat)

สัมมนา

สัมมนาพิเศษ เปิดตัวกองทุนใหม่ MEGA10 แนวคิดการลงทุนแบบ MEGAPOLY กับโอกาสดีๆ ในกองทุน MEGA10 วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2565 เวลา 18.00 น. ผ่าน ZOOM ลงทะเบียนได้ที่ https://www.finnomena.com/event-calendar/

News Update: ประธาน Fed ส่งสัญญาณชะลอขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้า แม้สงครามเงินเฟ้อยังไม่จบเร็วๆ นี้ มอง Soft Landing ยังเป็นไปได้

THE OPPORTUNITY
News Update: ประธาน Fed ส่งสัญญาณชะลอขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้า แม้สงครามเงินเฟ้อยังไม่จบเร็วๆ นี้ มอง Soft Landing ยังเป็นไปได้

‘เจอโรม พาวเวลล์’ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งสัญญาณว่า Fed อาจจชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. นี้ แม้สงครามเงินเฟ้อจะยังคงไม่จบลงในเร็วๆ นี้ก็ตาม

ประธาน Fed กล่าวที่ Brookings Institution ว่า ถึงเวลาแล้วที่ Fed ต้องชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในขณะที่เรากำลังเข้าใกล้ระดับที่เพียงพอกับการทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงแล้ว โดยการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นอย่างเร็วในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้

พาวเวลล์ย้ำว่า การต่อสู้กับเงินเฟ้อยังคงไม่จบลงเร็ว ๆ นี้ และยังคงไม่สามารถตอบได้ว่า ในที่สุดแล้วอัตราดอกเบี้ยจะต้องสูงแค่ไหนและนานเท่าไร โดยาจจะอยู่ที่ระดับสูงกว่า 4.6% ซึ่งเป็นระดับที่สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ คาดการณ์ไว้เมื่อเดือน ก.ย.

ประธาน Fed ระบุว่า การแก้ปัญหาเงินเฟ้อต้องอาศัยนโยบายดอกเบี้ยที่แน่นอนและต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และว่าหาทางในการต่อสู้กับเงินเฟ้อนั้นยังคงยาวไกล และแม้ Fed ได้ใช้นโยบายรัดเข็มขัดเพื่อชะลอการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงไม่เห็นสัญญาณชัดเจนว่าเงินเฟ้อเริ่มลดลงแต่อย่างใด

สัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ยส่งผลให้เมื่อคืนนี้ (30 พ.ย.) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก โดย Dow Jones +2.18%, S&P 500 +3.09% และ Nasdaq +4.41% ส่วนอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี ปรับลดลง

สำหรับมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่นักเศรษฐศาสตร์มองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดมากกว่าไม่เกิดในอีก 12 เดือนข้างหน้านั้น พาวเวลล์มองว่า Soft Landing ยังคงเป็นไปได้อย่างมาก และยังคงทำได้ แต่ยอมรับว่าโอกาสในการไปสู่ Soft Landing นั้นน้อยลง

“การชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในตอนนี้เป็นวิธีที่ดีในการปรับสมดุลความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจจากอัตราเงินเฟ้อและการเติบโตที่ช้าลง” พาวเวลล์กล่าว

ด้านตลาดมองว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยเพียง 0.5% ในการประชุมวันที่ 13-14 ธ.ค. นี้ หลังจากการขึ้นดอกเบี้ย 0.75% มา 4 ครั้งติดต่อกัน ซึ่งจะทำให้ระดับดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ขึ้นไปอยู่ที่ 4.25 – 4.5% และคาดว่า Fed อาจเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ขณะที่ FedWatch Tool ของ CME Group แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 75.8% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 50 bps และให้น้ำหนัก 24.2% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 75 bps ในการประชุมสัปดาห์หน้า

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: เนต้าขึ้นราคา ‘เนต้า V’ อีก 3-5 หมื่น จาก 5.49 แสนบาท แจงปัญหาต้นทุนผลิตพุ่ง มีผลตั้งแต่ 1 ธ.ค. นี้เป็นต้นไป

THE OPPORTUNITY
News Update: เนต้าขึ้นราคา ‘เนต้า V’ อีก 3-5 หมื่น จาก 5.49 แสนบาท แจงปัญหาต้นทุนผลิตพุ่ง มีผลตั้งแต่ 1 ธ.ค. นี้เป็นต้นไป

เนต้าขึ้นราคา ‘เนต้า V’ อีก 30,000-50,000 บาท แจงปัญหาต้นทุนผลิต แบตเตอรี่ ค่าขนส่ง รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนพุ่ง

ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า นายอเล็กซ์ เป่า จ้วงเฟย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยถึงปัญหาต้นทุนการผลิต เช่น วัตถุดิบในการผลิตแบตเตอรี่ ค่าขนส่ง อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาสูงขึ้น ทำให้บริษัทมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาขายเบื้องต้นคาดว่าราคาจำหน่ายจะเพิ่มขึ้นอีก 30,000-50,000 บาท

โดยลูกค้าที่จะซื้อรถตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมเป็นต้นไปจะต้องซื้อในราคาใหม่ส่วนลูกค้าที่ซื้อรถไปก่อนหน้านี้ จะได้รับราคาเดิม

บริษัทมียอดจองรถอีวี เนต้าV ไปแล้ว 7,000 คัน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการส่งมอบ โดยภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 บริษัทจะส่งมอบรถ ให้ครบจำนวน 3,000 คัน ซึ่งล่าช้ากว่าตามแผนงานเดิมไปเล็กน้อย

ภายใต้การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่สูงมากตอนนี้ถือว่า เนต้ามั่นใจในการทำตลาดสูงมาก ซึ่งล่าสุดค่ายเอ็มจี เพิ่งเปิดราคาขาย MG4 ไฟฟ้า 100% ในราคา 869,000 บาท และยังมีคู่แข่งในระดับราคาใกล้เคียงอีกหลายแบรนด์

อ้างอิง: https://www.prachachat.net/breaking-news/news-1134751 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

มอบของขวัญสุดพิเศษให้ตัวคุณเองและคนที่คุณรัก ด้วยกิจกรรม FINT Winter Box

FINT
มอบของขวัญสุดพิเศษให้ตัวคุณเองและคนที่คุณรัก ด้วยกิจกรรม FINT Winter Box

ลมหนาวใกล้เข้ามาพร้อมเทศกาลแห่งความสุขสำหรับมอบของขวัญให้ตัวคุณเองและคนที่คุณรัก ซึ่งปีนี้ก็มีกิจกรรมใหม่เอี่ยมมาให้เพื่อน ๆ นักลงทุนได้ร่วมสนุกกันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ครั้งนี้มาในชื่อกิจกรรม FINT Winter Box ที่มาพร้อมของขวัญสุดพิเศษมากมาย ใครกำลังมองหาของขวัญอยู่ห้ามพลาด! เรามาดูกันเลยว่ารายละเอียดกิจกรรมนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง

มอบของขวัญสุดพิเศษให้ตัวคุณเองและคนที่คุณรัก ด้วยกิจกรรม FINT Winter Box

ก่อนอื่น มาทบทวนก่อนว่า FINT คืออะไร?

FINT คือ โทเคนดิจิทัลเพื่อการใช้ประโยชน์ (Utility Token) ของ FINNOMENA ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2565 ที่ผ่านมา โดยโทเคนนี้จะมอบสิทธิประโยชน์สุดพิเศษต่าง ๆ ให้กับผู้ที่ถือครอง ตัวอย่างเช่น แลกเป็นส่วนลดค่าธรรมเนียม หรือแลกสินค้าและบริการ

ที่ผ่านมา เราสามารถครอบครอง FINT ได้ด้วยหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบัญชีสำหรับลูกค้าใหม่ การซื้อกองทุนถึงจำนวนที่กำหนด รวมถึงร่วมเล่นกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดตามได้ที่เพจ FINT

อ่านเพิ่มเติม FINT คืออะไร? 5 เรื่องไม่รู้ไม่ได้ กับเหรียญ FINT โดย FINNOMENA พร้อมคุณประโยชน์จุก ๆ สำหรับนักลงทุน

แนะนำกิจกรรม FINT Winter Box

FINT Winter Box ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมพิเศษสำหรับผู้ถือครอง FINT โดยเฉพาะ โดยใครที่ตอนนี้มี FINT อยู่ในมือ สามารถนำมาลุ้นแลกรับกล่องของขวัญในช่วงเทศกาลนี้ได้ ไล่ตั้งแต่คริสต์มาส สิ้นปี ไปจนถึงปีใหม่เลย ซึ่งขอบอกว่าคุ้มมาก ๆ เพราะใช้เพียง 2 FINT ก็สามารถลุ้นแลกกล่องของขวัญ 1 กล่องได้แล้ว โดยจะแลกได้สูงสุด 5 กล่องต่อคน

ของขวัญมีอะไรบ้าง?

มาถึงตรงนี้หลายคนน่าจะอยากรู้แล้วว่าของขวัญพิเศษที่ว่านี้มีอะไรบ้าง เราขอลิสต์มาให้ตรงนี้ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลแล้วนับรวมเป็น 30,000 รางวัลเลย! ได้แก่:

  • iPhone 14 Pro 128 GB จำนวน 1 รางวัล
  • Voucher ที่พักโรงแรม Movenpick พัทยา จำนวน 2 รางวัล
  • Ledger Nano S จำนวน 10 รางวัล
  • หมอนรองคอ FINNOMENA จำนวน 10 รางวัล
  • หมวก FINNOMENA จำนวน 20 รางวัล
  • เสื้อ FINNOMENA จำนวน 30 รางวัล
  • E-Voucher มูลค่า 100 บาท จำนวน 30 รางวัล
  • K-CASH มูลค่า 50 บาท จำนวน 300 รางวัล
  • K-CASH มูลค่า 25 บาท จำนวน 600 รางวัล
  • K-CASH มูลค่า 10 บาท จำนวน 900 รางวัล
  • K-CASH มูลค่า 5 บาท จำนวน 1,200 รางวัล
  • K-CASH มูลค่า 1 บาท จำนวน 26,897 รางวัล

วิธีเข้าร่วมกิจกรรม

ใครที่พร้อมร่วมกิจกรรม สามารถทำตามขั้นตอนด้านล่างได้เลย

  1. ดาวน์โหลดแอปฯ FINNOMENA ใน App Store หรือ Google Play Store โดยอัปเดตแอปฯ ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
  2. เข้าหน้ากิจกรรม FINT Winter Box บนแอปฯ FINNOMENA เพื่อใช้ FINT ลุ้นรับของขวัญในหน้ากิจกรรม โดยผู้ร่วมกิจกรรมทุกคนมีสิทธิ์ได้รับของขวัญทุกครั้งที่ใช้สิทธิ์

กติกาและเงื่อนไขเพิ่มเติม

  • ระยะเวลาเข้าร่วมกิจกรรม: 19 ธันวาคม 2022 – 22 มกราคม 2023
  • ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับของขวัญภายใน 30 วันหลังจากสิ้นสุดกิจกรรม

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็คือของขวัญปีใหม่สำหรับนักลงทุนทุกท่านที่อยู่เคียงข้างกันมาตลอดทั้งปี ดังนั้นใครที่มี FINT อยู่ในมือ ก็อย่ารอช้า รีบนำ FINT มาใช้แลกรับของขวัญปีใหม่ให้ตัวคุณเองและคนที่คุณรักกันนะ ของรางวัลมีมากมายเลย พลาดไม่ได้แล้ว!


ข้อกำหนดและเงื่อนไข

  1. ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมจะต้องเป็นผู้ถือ FINT ที่เปิดบัญชีกองทุนรวมโดยตรงกับ FINNOMENA และมีผู้ดูแลสังกัด FINNOMENA เท่านั้น
  2. บริษัท ฟินท์ จำกัด (“บริษัท”) ขอสงวนสิทธิ์ ในการแลกของขวัญแก่ผู้ร่วมกิจกรรมที่ปฏิบัติตามกฎกติกาและเงื่อนไขการร่วมกิจกรรม ภายใต้ระยะเวลาที่กิจกรรมกำหนดเท่านั้น โดยระยะเวลาเข้าร่วมกิจกรรม คือ 19 ธันวาคม 2022 – 22 มกราคม 2023
  3. ของขวัญแต่ละประเภทมีจำนวนตามที่บริษัทกำหนด หากของขวัญประเภทใดถูกรับสิทธิ์จนเต็มจำนวน ผู้ได้รับของขวัญจะได้ของขวัญประเภทอื่นตามรายการในรายละเอียดของขวัญแทน
  4. เงื่อนไขการใช้ FINT ให้เป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
  5. กรณีของขวัญที่ได้รับมีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป บริษัทขอสงวนสิทธิในการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าของขวัญ ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ 101/2544 กรณีมีค่าใช้จ่ายอื่นใด อันนอกเหนือจากของขวัญดังกล่าว เช่น ค่าเดินทาง ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น ผู้ได้รับของขวัญจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายใด ๆ และรับของขวัญด้วยตนเองทั้งสิ้น
  6. FINT และของขวัญต่างๆ ไม่สามารถซื้อ ขาย โอนสิทธิการรับของขวัญให้แก่ผู้อื่น หรือแลกเปลี่ยนเป็นของขวัญอื่น หรือแลกเป็นเงินสด และไม่มีการจ่ายเงินเป็นส่วนประกอบ โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับของขวัญภายใน 30 วันหลังจากสิ้นสุดกิจกรรม
  7. ผู้ได้รับของขวัญยินยอมที่จะให้บริษัทและบริษัทในกลุ่มบริษัทฟินโนมีนาใช้รูปภาพ ภาพถ่ายรวมถึงข้อมูลของผู้ได้รับขวัญ สำหรับการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ การโฆษณา และการทำการตลาดโดยไม่มีค่าตอบแทนเพิ่มเติม
  8. บริษัทจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหาย การสูญหาย หรือการถูกโจรกรรมข้อมูลของผู้เข้าร่วมกิจกรรม อันเนื่องจากปัญหาของระบบเทคนิค หรือการกระทำผิดของบุคคลที่สาม
  9. บริษัทจะไม่รับผิดต่อความเสียหายใด ๆ รวมถึงความเสียหาย สูญเสีย และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม อันเกิดจากคุณภาพและการใช้งานของของขวัญดังกล่าว
  10. บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและข้อกำหนดต่างๆ หรือทำการยุติกิจกรรมดังกล่าว โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า กรณีที่มีข้อขัดแย้งหรือข้อพิพาท ให้คำตัดสินชี้ขาดของบริษัทถือเป็นที่สุด
  11. บริษัทถือว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้อ่านและทำความเข้าใจเงื่อนไขของกิจกรรม รวมถึงข้อกำหนดและเงื่อนไขของกิจกรรม วิธีการเล่น รายการของขวัญและรายละเอียดเพิ่มเติมนี้แล้วพร้อมยินยอมที่จะปฎิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุไว้ข้างต้นทุกประการ
  12. สอบถามข้อมูล และตรวจสอบเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ connect@fint.finance

News Update: ‘เจ มาร์ท’ ปิดดีล ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ควัก 1,200 ล้านบาท ถือหุ้น 30% ลุยขยายสาขาทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด

THE OPPORTUNITY
News Update: ‘เจ มาร์ท’ ปิดดีล ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ควัก 1,200 ล้านบาท ถือหุ้น 30% ลุยขยายสาขาทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด

‘เจ มาร์ท’ ปิดดีล 1,200 ล้านบาท ถือหุ้น ‘สุกี้ตี๋น้อย’ 30% พร้อมเดินหน้า Synergy สร้างการเติบโต ลุยขยายสาขาทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด

วันนี้ (30 พ.ย.) บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เปิดเผยว่าบริษัทได้ปิดดีลการเข้าลงทุน และลงนามสัญญาผู้ถือหุ้น ในบริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด (BNN) ซึ่งประกอบธุรกิจร้านอาหารภายใต้แบรนด์ ‘สุกี้ ตี๋น้อย’ จำนวน 352,941 หุ้น คิดเป็น 30% ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด มูลค่าลงทุนรวมไม่เกิน 1,200 ล้านบาท เสร็จสิ้นแล้วในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565

นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART เปิดเผยว่า การเข้าลงทุนกับ BNN ถือเป็น Strategic Partner ที่มีศักยภาพการเติบโตระดับสูง โดยเฉพาะผู้ก่อตั้ง คุณนัทธมน พิศาลกิจวนิช ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจให้เติบโต มีกลยุทธ์การตลาดที่โดดเด่น ตอบโจทย์ผู้บริโภค พร้อมกับเป้าหมายนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใน 2-3 ปีจากนี้

ขณะเดียวกัน BNN มีทิศทางผลประกอบการเติบโตในระดับที่ดี จากปี 2562 มีรายได้ 499 ล้านบาท กำไร 15 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสู่ปี 2564 มีรายได้ 1,564 ล้านบาท กำไร 148 ล้านบาท รวมทั้งมีอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) สูงถึง 55.80% และจากการลงทุนดังกล่าวจะทำให้ BNN ได้เทคโนโลยีจาก JMART Group รวมถึงการ Synergy เพื่อสร้างการเติบโตแบบ J-Curve ไปด้วยกัน

“เรามองว่าสิ่งที่จะเข้าไปเสริม BNN ได้ทันที คือนำระบบ และมาตรฐาน เตรียมความพร้อมเรื่องการขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น จากปัจจุบันมีสุกี้ตี๋น้อยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 42 สาขาเท่านั้น คาดว่าในปี 2566 จะขยายไปต่างจังหวัดตามกระแสเรียกร้อง โดยตั้งเป้าว่าในปีหน้าจะขยายเพิ่มอีกกว่า 10 สาขาเป็นอย่างน้อย ด้วยการนำเทคโนโลยี ระบบ CRM และการบริหารจัดการภายในมาใช้ ทำให้ BNN ก้าวสู่การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ในอนาคต”

อ้างอิง: https://www.prachachat.net/ict/news-1134537 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 30/11/2022 “ตลาดหุ้นฮ่องกง พ.ย. สดใสสุดรอบเกือบ 20 ปี นักลงทุนหวังจีนเร่งเปิดประเทศ ผู้ติดเชื้อใหม่ลด-รัฐเร่งฉีดวัคซีน” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

 

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 30/11/2022

“ตลาดหุ้นฮ่องกง พ.ย. สดใสสุดรอบเกือบ 20 ปี นักลงทุนหวังจีนเร่งเปิดประเทศ ผู้ติดเชื้อใหม่ลด-รัฐเร่งฉีดวัคซีน”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ  Dow Jones ปิดที่  33,852.53 จุด +3.07  จุด  (+0.01%) S&P 500 ปิดที่ 3,957.63 จุด -6.31  จุด (-0.16%) Nasdaq ปิดที่ 10,983.78 จุด -65.72  จุด (-0.59%) Small Cap 2000 ปิดที่ 1,836.72 จุด +5.75  จุด (+0.31%) VIX Index อยู่ที่ 21.89 จุด -0.32  จุด (-1.44%)

ตลาดหุ้นยุโรป  Euro Stoxx 50 ปิดที่  3,934.05 จุด -1.46  จุด  (-0.04%) Dax เยอรมัน ปิดที่  14,353.65 จุด -29.71  จุด  (-0.21%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่  6,668.97 จุด +3.77  จุด  (+0.06%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่  7,513.77 จุด +39.75  จุด  (+0.53%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่  28,027.84 จุด -134.99  จุด  (-0.48%) CSI 300 จีน ปิดที่  3,848.42  จุด +115.18 จุด  (+3.09%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่  18,204.68 จุด +906.74  จุด  (+5.24%) SET Index ไทย ปิดที่  1,624.39 จุด +7.48  จุด  (+0.46%) VN30 เวียดนาม ปิดที่  1,029.04 จุด +24.7  จุด  (+2.46%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565) ราคาทองคำ 1,749.7 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 21.23 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 78.92 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 85.04 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565)  Bitcoin 17,044 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,275.28 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.10751 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 303.91 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

สรุปข่าวประจำวัน

จีนผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ชะลอตัว โดยมีผู้ติดเชิ้อรายใม่ 38,645 รายในวันจันทร์ ลดลงจากระดับ 40,347 รายในวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้านรัฐบาลประกาศเร่งฉีดวัคซีนโควิดให้ผู้สูงอายุ ปูทางสู่การเปิดประเทศ

ความหวังเปิดประเทศ หนุนตลาดหุ้นฮ่องกง พ.ย. สดใสที่สุดรอบเกือบ 20 ปี ปรับเพิ่มขึ้น 26% ในหนึ่งเดือน จากความหวังที่จีนจะเปิดประเทศในต้นปีหน้า รวมถึงมาตราการกระตุ้นจากทั้งนโยบายการเงินเเละการคลัง เช่น การประกาศลด RRR และผ่อนคลายมาตราด้านอสังหาริมทรัพย์

พันธบัตรโลกผกผัน เกิด Inverted Yield Curve ชี้สัญญาณเศรษฐกิจถดถอย ในช่วงกลาง-ปลายปี 2023 ด้าน Morgan Stanley เตือนหุ้นสหรัฐฯ ลงต่อ หาก Fed ใช้นโยบายเข้มงวด โดยเฉพาะ การใช้มาตราการ Quantitative Tightening (QT)

Goldman Sachs ชี้โอกาส OPEC ลดกำลังการผลิต 2 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือนธันวาคม เนื่องจากคาดการณ์อุปสงค์โลกที่มีเเนวโน้มลดลง โดยเฉพาะจีน โดยคาดราคาน้ำมันปีหน้าแตะ $110 

ครม.ไฟเขียว เก็บภาษีขายหุ้นแล้ว ปีแรกเริ่มเก็บอัตรา 0.055% ต่อไปเพิ่มเป็น 0.1% ในปี 2567 เพื่อให้ผู้ลงทุนในตลาด มีระยะเวลาเพียงพอแก่การปรับตัวรับผลกระทบจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ต่อการลงทุนก่อนจะเริ่มเสียภาษี (ที่มา : prachachat.net)

The Opportunity 

FINNOMENA Tactical Call: ดัชนี VN30 หลังดัชนีส่งสัญญาณกลับตัวในระยะสั้น

แนะนำเข้าลงทุนที่ระดับราคาไม่เกิน 1,065 จุด (+6.03% จากระดับราคาปิดตลาดวันที่ 28/11/2022) ซึ่งเป็นระดับราคาที่เราแนะนำให้พิจารณาชะลอการเข้าซื้อ (หยุดซื้อ) ภายใต้คำแนะนำ Tactical Call เนื่องจากทำให้ Risk/Reward ratio เข้าใกล้ระดับ 1:1 

แนะนำ Take Profit เมื่อดัชนีปรับตัวขึ้นถึง 1,160 จุด (Upside 15.50%) ซึ่งเท่ากับระดับ Fibonacci 38.2% ของแนวโน้มขาลงปัจจุบัน

แนะนำ Limit Loss หรือตัดขาดทุนทันที เมื่อดัชนีปิดตลาดต่ำกว่า 969 จุด (Downside 3.52%) ซึ่งเป็นระดับที่ดัชนีกลับมาปรับตัวหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 20 วัน

รายละเอียดเพิ่มเติม : 

https://www.finnomena.com/finnomena-ic/tactical-call-vn-nov-2022

สัมมนา

Tax Saving Fund Day สัมมนารวมกองทุนน้ำดีประหยัดภาษีปี 65 วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2022 เวลา 14.00 – 16.00 น. ณ Finnomena Office (BLOCK 28 สามย่าน ชั้น 2) ลงทะเบียนได้ที่ finno.me/event-8dec

 

News Update: IMF อาจหั่น GDP จีน จากมอง 3.2% ปีนี้ และ 4.4% ปีหน้า จากข้อจำกัดโควิด – วิกฤติภาคอสังหาฯ

THE OPPORTUNITY
News Update: IMF อาจหั่น GDP จีน จากมอง 3.2% ปีนี้ และ 4.4% ปีหน้า จากข้อจำกัดโควิด - วิกฤติภาคอสังหาฯ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อาจต้องหั่นคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีน จากขยายตัว 3.2% ในปีนี้และ 4.4% ในปี 2023 เนื่องจากข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับโควิด รวมถึงวิกฤติภาคอสังหาฯ

Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการของ IMF กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวานนี้ (29 พ.ย.) ว่า ความเสี่ยงของจีนอยู่ในด้านลบ ดังนั้นในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนสูงแบบนี้จึงมีความเป็นไปได้ที่ IMF อาจจะต้องปรับประมาณการ GDP ของจีนลง

ความไม่พอใจของชาวจีนต่อนโยบายโควิดเป็นศูนย์กำลังมาถึงจุดที่รัฐบาลต้องทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะการล็อกดาวน์ การตรวจหาโควิดเป็นวงกว้าง และข้อจำกัดอื่นๆ ได้กระตุ้นให้เกิดการประท้วงครั้งประวัติศาสตร์ทั่วประเทศ

ขณะที่ผู้พัฒนาอสังหาฯ ในจีนผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์จำนวนมากจนเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ แต่ธนาคารขนาดใหญ่ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของกำลังเสนอสินเชื่อใหม่อย่างน้อย 2.7 แสนล้านหยวน ให้กับผู้พัฒนาอสังหาฯ เพื่อบรรเทาความวุ่นวายในตลาดอสังหาฯ

Kristalina Georgieva กล่าวว่า จีนยังมีพื้นที่ในการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและตอบโต้แรงกดดันใดๆ ที่ทำให้การเติบโตลดลง โดยทาง IMF สนับสนุนนโยบายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งต่อจีนเองและต่อบทบาทของจีนในเศรษฐกิจโลก

ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อโควิดในจีนชะลอตัวครั้งแรกในรอบกว่าสัปดาห์ ทางการจีนรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 38,421 รายในวันจันทร์ (28 พ.ย.) ลดลงจากยอดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันอาทิตย์ (27 พ.ย.) ที่ 40,052 ราย

ตัวเลขผู้ติดเชื้อดังกล่าวเป็นผู้ติดเชื้อที่แสดงอาการ 3,624 ราย และไม่แสดงอาการ 35,021 ราย ครั้งล่าสุดที่ยอดผู้ติดเชื้อลดลงจากวันก่อนหน้าคือวันที่ 19 พ.ย. นอกจากนี้จีนยังไม่พบผู้เสียชีวิตจากโควิดติดต่อกันเป็นวันที่ 2 ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมยังคงอยู่ที่ระดับ 5,233 ราย

ยอดผู้ติดเชื้อลดลงในมณฑลกวางตุ้งและฉงชิ่ง ซึ่งเป็น 2 มณฑลที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในการระบาดโควิดครั้งล่าสุด แต่ในปักกิ่งพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า เช่นเดียวกับเซี่ยงไฮ้ แม้ว่าจะมีขนาดเล็กกว่ามากก็ตาม

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ประหยัดภาษี Festival เทศกาลกองภาษี กองไหนน่าซัด มาดูกัน!

Mr. Serotonin
ประหยัดภาษี Festival เทศกาลกองภาษี กองไหนน่าซัด มาดูกัน!

ช่วงนี้คอนเสิร์ตเยอะมาก ๆๆๆ จนสายเสพดนตรีอาจถึงขั้นล้มละลายกันเลยทีเดียว

แต่ทัวร์คอนเพลิน ๆ กับศิลปินชั้นนำกันแล้วก็อย่าลืมมาออมเงินในเทศกาลกองภาษีกันด้วยล่ะ

แต่ ๆๆ กองไหนที่น่าซื้อโดนใจเราลองมาดูกัน!

ประหยัดภาษี Festival เทศกาลกองภาษี กองไหนน่าซัด มาดูกัน!

คลิกที่ชื่อกองทุนด้านล่างเพื่อดูรายละเอียดกองทุน

SSF

KFGGSSF

K-CHANGE-SSF

KT-ASHARES-SSF

K-CHINA-SSF

ABPCAP-SSF

K-USA-SSF

SCBVIET(SSFA)

K-STAR-SSF

B-INNOTECHSSF

K-FIXEDPLUS-SSF

UGIS-SSF

PRINCIPAL IPROPEN-SSF

RMF

KFGGRMF

KCHANGERMF

KT-ASHARES RMF

KFCHINARMF

KUSARMF

KVIETNAMRMF

KSTARRMF

B-INNOTECHRMF

KGARMF

B-IR-FOFRMF

UGISRMF

KFIRMF

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

Mr. Serotonin

References

https://markets.ft.com/data/funds/tearsheet/holdings?s=LU0101689882:USD

https://www.businessinsider.com/cost-of-missing-10-best-days-in-sp-500-2015-3

https://www.investopedia.com/articles/investing/060116/5-companies-huge-cash-flow-aaplvzmsftwmt.asp#:~:text=Apple%20(APPL)%2C%20Verizon%20(,free%20cash%20flow%20(FCF).

https://www.reuters.com/markets/companies/AAPL.O/key-metrics/financial-strength


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม  ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: ครม.ไฟเขียวเก็บภาษีขายหุ้น ปีแรกเก็บ 0.055% หลังจากนั้นเก็บ 0.1% มีผลใน 90 วัน หรือไตรมาส 2 ปีหน้า หลังเว้นใช้กฎหมายมานานกว่า 30 ปี

THE OPPORTUNITY
News Update: ครม.ไฟเขียวเก็บภาษีขายหุ้น ปีแรกเก็บ 0.055% หลังจากนั้นเก็บ 0.1% มีผลใน 90 วัน หรือไตรมาส 2 ปีหน้า หลังเว้นใช้กฎหมายมานานกว่า 30 ปี

ครม.ไฟเขียวเก็บภาษีขายหุ้น 0.1% หลังเว้นใช้กฎหมายมานานกว่า 30 ปี โดยจะมีผล 90 วันหลังประกาศใช้หรือประมาณไตรมาส 2 ปี 2566 โดยในปีแรกเก็บ 0.055% เมื่อรวมภาษีท้องถิ่น คาดจัดเก็บรายได้เพิ่มไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท

รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เปิดเผยว่าที่ประชุม ครม. ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วันนี้ (29 พ.ย.) เห็นชอบ ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะและกำหนดกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ฉบับที่… พ.ศ…(การจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์) การเก็บภาษีขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามที่กระทรวงการคลังเสนอในอัตรา 0.10% โดยเก็บภาษีจากธุรกรรมการขายหุ้น (Transaction Tax) ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งคำนวณจากรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ ทั้งสิ้น โดยจะต้องเสียภาษีในอัตรา 0.10% (อัตราตามมาตรา 91/6(1)) ของมูลค่าที่ขาย

ทั้งนี้กฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ภายใน 90 วันหลังประกาศใช้เพื่อให้นักลงทุนรับทราบข้อมูลอย่างทั่วถึง โดยคาดว่าจะเริ่มใช้ในไตรมาส 2 ปี 2566 โดยในปีแรกจะเก็บอัตรา 0.055% เมื่อรวมภาษีท้องถื่น แบ่งเป็นภาษีขายหุ้น 0.050% และภาษีท้องถิ่น 0.005%

กระทรวงการคลัง รายงาน ครม.ว่าภาษีดังกล่าวได้รับการยกเว้นมาตั้งแต่ปี 2534 ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 240) พ.ศ.2534 จนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่าการจัดเก็บรายได้ส่วนนี้จะทำให้ภาครัฐได้รายได้เพิ่มขึ้น 1 – 2 หมื่นล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้การเก็บภาษีขายหุ้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปโครงสร้างภาษีของกระทรวงการคลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การจัดเก็บรายได้ของภาครัฐให้มีความยั่งยืน โดยหนึ่งในแผนคือการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หรือ Financial Transaction tax ซึ่งจะเริ่มในปี 2565 หลังจาก ภาษีดังกล่าวที่ถูกยกเว้นมานานกว่า 30 ปี เพื่อส่งเสริมการลงทุนในตลาดหุ้น

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง มีความจำเป็นต้องเก็บภาษีดังกล่าวเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับภาครัฐ หลังจากที่ได้มีการยกเว้นการจัดเก็บมาอย่างยาวนาน โดยการนำกฎหมายภาษีตัวใดออกมาใช้ในประเทศนั้น จำเป็นต้องพิจารณาถึงสภาพเศรษฐกิจในช่วงนั้นๆว่า มีการฟื้นตัวแล้วหรือยังด้วย

อ้างอิง: https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1040438

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน