Warren Buffett ก้าวลงจากตำแหน่งประธานบริษัท Berkshire Hathaway ส่งต่อให้ลูกชาย Howard Buffett สานต่อวัฒนธรรมองค์กร และมอบหน้าที่บริหารอย่างเต็มตัวให้กับ Greg Abel ในฐานะ CEO
วันที่ 18 กันยายน 2026 Warren Buffett ตำนานนักลงทุนของโลก ได้ประกาศก้าวลงจากตำแหน่งประธานของ Berkshire Hathaway โดยมีผลทันที แต่จะรับตำแหน่ง Chairman Emeritus* และยังคงเป็นกรรมการบริษัทเพื่อให้คำแนะนำแก่ Berkshire ต่อไป
* Chairman Emeritus หรือ ประธานกิตติคุณ คือ สมญานามกิตติมศักดิ์ที่มอบให้กับอดีตประธานกรรมการบริษัทผู้เกษียณอายุ เพื่อเป็นเกียรติแก่ผลงานอันยาวนาน จนพาองค์กรประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นตำแหน่งเชิงเกียรติยศ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหรือการตัดสินใจทางธุรกิจ
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของแผนสืบทอดตำแหน่งของ Berkshire หลังจากก่อนหน้านี้ Greg Abel เข้ารับตำแหน่ง CEO ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026
โดยล่าสุดคณะกรรมการบริษัทได้แต่งตั้ง Howard Buffett ลูกชายของ Warren Buffett ซึ่งเป็นกรรมการ Berkshire มาตั้งแต่ปี 1993 ขึ้นเป็น Chairman คนใหม่
Warren Buffett เข้าควบคุม Berkshire Hathaway ในปี 1965 และตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี เขาได้เปลี่ยนบริษัทจากธุรกิจสิ่งทอที่กำลังประสบปัญหา ให้กลายเป็นบริษัทโฮลดิ้งขนาดใหญ่ที่มีธุรกิจหลากหลาย โดยเฉพาะธุรกิจประกันภัยและการลงทุนในหุ้นชั้นนำของสหรัฐฯ

ถึงผู้ถือหุ้นที่เคารพรัก..
Berkshire โชคดีมากที่มีผู้ถือหุ้นที่พิเศษอย่างเหลือเชื่อ
ตั้งแต่วันแรก Charlie Munger และผม มองหาเจ้าของบริษัทที่อยากลงทุนยาวเป็นทศวรรษ มากกว่าสนใจกำไรรายไตรมาส และเราก็โชคดีอย่างยิ่งที่ได้พบผู้ถือหุ้นเช่นนั้นเป็นจำนวนมาก
ผมเพิ่งฉลองวันเกิดครบรอบ 96 ปี กับครอบครัวและเพื่อนฝูง รวมถึงเหลนคนหนึ่งที่เพิ่งอายุครบ 1 ขวบ ซึ่งเขาวิ่งไปข้างหน้าได้เร็วกว่าผมแล้วในช่วงนี้
ผมทำงานให้กับ Berkshire มาตั้งแต่ปี 1965 ตลอดเวลากว่า 60 ปีที่ผ่านมา ก็ยังคงรู้สึกว่านี่คืองานที่ดีที่สุดในโลก
มีคนในวัยเท่านี้ไม่มากนักหรอกที่จะกล้าพูดแบบนั้นได้ และผมเองก็ไม่เคยรู้สึกดีไปกว่านี้กับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้
เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ Greg Abel
ตั้งแต่แรก เราคาดหวังต่อเขาสูงมาก แต่เขาก็ทำได้เกินกว่าที่ผมหวังไว้เสียอีก
Greg เข้ารับตำแหน่ง CEO อย่างเต็มตัวในทุกด้าน เขาเป็นคนตัดสินใจเรื่องสำคัญของบริษัทมาระยะหนึ่งแล้ว และผมไม่เคยต้องกลับมาคิดทบทวนเป็นครั้งที่สองเลยว่าการตัดสินใจเหล่านั้นถูกต้องหรือไม่
เวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่จะทำให้การส่งต่อครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์
ผมจะเปลี่ยนไปดำรงตำแหน่ง Chairman Emeritus และยังคงทำหน้าที่กรรมการบริษัทต่อไป ส่วน Howard ลูกชายของผม จะรับช่วงต่อในตำแหน่งประธานกรรมการ เขาผูกพันกับ Berkshire อย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกับกรรมการทุกคนของเรา
Howard เป็นกรรมการของ Berkshire มานานถึง 33 ปี ถือว่ายาวนานกว่าช่วงเวลาที่ผมฝึกฝนและเตรียมตัว ก่อนที่จะเข้ามากุมบังเหียนบริษัทตอนอายุ 34 ปีเสียอีก
Greg จะเป็นผู้บริหารและขับเคลื่อนบริษัท
Howard จะเป็นผู้รักษาวัฒนธรรมและคุณค่าของ Berkshire สิ่งเหล่านี้มีค่ามากกว่าสินทรัพย์ใด ๆ ที่อยู่ในงบดุลของเรา
และคงไม่มีบริษัทใดจะให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นมากไปกว่า Berkshire อีกแล้ว
การได้ทำหน้าที่เป็นประธานบริษัทของพวกคุณ คือ สิทธิพิเศษอันยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตผม
ท้ายที่สุดแล้ว กาลเวลาย่อมเอาชนะพวกเราทุกคน แต่ในขณะเดียวกันกาลเวลาก็ได้เมตตาผมอย่างมาก
เพราะได้มอบโอกาสให้ผมได้เห็น Berkshire เดินทางมาถึงจุดที่สามารถพูดได้เต็มปากว่าผมมั่นใจกับอนาคตข้างหน้าของบริษัท
บริษัทกำลังอยู่ในมือผู้บริหารที่ยอดเยี่ยม และผมก็ตั้งตารอที่จะได้อยู่เคียงข้างพวกคุณต่อไป
ในฐานะผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของ Berkshire
18 กันยายน 2026
Warren E. Buffett
หากพูดถึงการลงทุนในดัชนียอดฮิต คำตอบอันดับต้น ๆ คงหนีไม่พ้นการลงทุนใน “ดัชนี S&P 500”
ด้วยผลตอบแทนย้อนหลังที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง นำทัพโดยกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ทำให้ S&P 500 กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมสำหรับคนที่ต้องการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว จนหลายคนอาจเชื่อว่า แค่ DCA ใน S&P 500 อย่างเดียว ก็เพียงพอแล้ว
แต่ในวันที่โลกการลงทุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การมีแค่ S&P 500 ในพอร์ตเพียงอย่างเดียว ยังเป็นคำตอบที่ดีที่สุดจริงหรือไม่?
เริ่มต้นสร้างแผน All Star ได้ที่
https://finno.me/port-all-star

แม้ S&P 500 จะเป็นดัชนีที่รวบรวมบริษัทขนาดใหญ่ 500 แห่งของสหรัฐฯ แต่หากลองเจาะลึกดูไส้ในจริง ๆ จะพบว่า น้ำหนักส่วนใหญ่ของดัชนีกลับกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่ม Magnificent 7
ดังนั้น การลงทุนใน S&P 500 วันนี้ จึงไม่ได้หมายถึงการกระจายความเสี่ยงไปในบริษัท 500 แห่งอย่างเท่า ๆ กัน แต่คือการวางเดิมพันไว้กับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นหลัก หากวันใดเกิดการหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรม หรือเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว พอร์ตที่มีแค่ S&P 500 เพียงอย่างเดียวก็อาจได้รับผลกระทบมากกว่าที่คาดคิด
สหรัฐฯ ยังคงเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของโลก และมีบริษัทชั้นนำที่เป็นผู้นำในหลายอุตสาหกรรม แต่ในขณะเดียวกัน โอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ก็กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคอื่นทั่วโลก ทั้งญี่ปุ่น เอเชีย ตลาดเกิดใหม่ ไปจนถึงธีมการลงทุนอย่างสินค้าโภคภัณฑ์และทองคำ
การจำกัดพอร์ตไว้กับ S&P 500 เพียงอย่างเดียว อาจทำให้พอร์ตไม่ได้แค่กระจุกความเสี่ยง แต่ยังอาจทำให้เสียโอกาสในการเติบโตไปกับสินทรัพย์และภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก
นอกจากเรื่องของโอกาสแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่นักลงทุนต้องไม่ลืมคือ ไม่มีตลาดไหนที่เป็นผู้ชนะได้ตลอดทุกช่วงเวลา เพราะผลตอบแทนของแต่ละตลาดย่อมขึ้นลงตามวัฏจักรเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และปัจจัยของแต่ละประเทศ ตลาดที่โดดเด่นในวันนี้ อาจไม่ใช่ตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในวันข้างหน้า
การลงทุนใน S&P 500 เพียงตลาดเดียวจึงเท่ากับการพึ่งพาวัฏจักรของสหรัฐฯ เป็นหลัก หากผู้นำตลาดเปลี่ยนไปยังภูมิภาคอื่น การยึดติดกับตลาดใดตลาดหนึ่งจึงอาจทำให้พลาดทั้งโอกาสและจังหวะของตลาดรอบใหม่
การลงทุนระยะยาวจึงอาจไม่ได้มีคำตอบอยู่ที่การเลือกตลาดที่ดีที่สุดเพียงตลาดเดียว แต่เป็นการสร้างพอร์ตที่เปิดรับโอกาสจากหลายตลาด พร้อมกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมกับโลกการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นโลก แต่ไม่อยากกังวลกับการจัดพอร์ตด้วยตัวเอง พอร์ต All Star คือหนึ่งในทางเลือกที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนที่มองหาโอกาสเติบโตในระยะยาวไปพร้อมกับหุ้นโลก
พอร์ต All Star คือหนึ่งใน All Series Portfolio กลุ่มพอร์ตการลงทุนที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองนักลงทุนที่มีความต้องการระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน พอร์ตในซีรีส์นี้ประกอบด้วย All Balance, All Defense, และ All Star โดย Finnomena Funds ใช้ Framework การลงทุนของ All Balance มาเป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้างพอร์ต All Star
อ่านเพิ่มเติม แนะนำพอร์ต All Star พอร์ตการลงทุนเชิงรุก ที่เข้าถึงได้ทุกคน
อ่านเพิ่มเติม รีวิวผลงานพอร์ต All Star ผลตอบแทนสะสม 22.2% นับตั้งแต่จัดตั้ง คว้าโอกาสเติบโตไปกับหุ้นโลก
พอร์ต All Star เน้นลงทุนในกองทุนหุ้นประมาณ 80-100% ผสานมุมมองระยะยาวและระยะสั้น พร้อมกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม จัดพอร์ตการลงทุนทั่วโลกตามหลักการมืออาชีพ
🌟 เริ่มต้นสร้างแผน All Star ได้ที่ https://finno.me/port-all-star
ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ณ วันที่จัดทำ อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
วันที่ 18 กันยายน 2026 ดัชนี KOSPI (Korea Composite Stock Price Index) ปรับตัวขึ้น 1.98% มาที่ระดับ 6,848.29 จุด โดยเปิดตลาดบวกแรงถึง 2.54% ก่อนลดช่วงบวกลงบางส่วน ขณะที่แรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นขนาดใหญ่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวเมื่อคืนก่อนหน้า โดย Nasdaq เพิ่มขึ้น 1.69% และดัชนี Philadelphia Semiconductor ปรับขึ้น 3.14% ส่งผลให้ Samsung Electronics เพิ่มขึ้น 2.57% และ SK hynix เพิ่มขึ้น 4.47% นำตลาดเกาหลีฟื้นตัว ขณะที่ KOSDAQ เพิ่มขึ้น 0.64% มาที่ 827.42 จุด
ปัจจัยหลักมาจากการคลายความกังวลต่อ Supply Shock น้ำมัน หลังตลาดประเมินว่าความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียบรรเทาลง ส่งผลให้ราคาน้ำมัน WTI ลดลง 0.51% ปิดที่ 101.91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีลดลงกลับมาต่ำกว่า 5% สู่บริเวณ 4.9% ภายหลัง Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 bps สู่กรอบ 3.75–4.00% ตามที่ตลาดคาดไว้เป็นส่วนใหญ่ การลดลงของทั้งราคาน้ำมันและ Bond Yield ช่วยลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและ Discount Rate จึงเอื้อต่อ Valuation ของหุ้น Growth และกลุ่มเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสูง
กระแส Fund Flow ในเกาหลีสะท้อนการกลับมาเปิดรับความเสี่ยงในระยะสั้น โดยนักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาซื้อสุทธิ 231.2 พันล้านวอนเป็นครั้งแรกใน 8 วัน ขณะที่สถาบันซื้อสุทธิ 341.5 พันล้านวอน สวนทางนักลงทุนรายย่อยที่ขายสุทธิ 1.14 ล้านล้านวอน อย่างไรก็ดี ภาพ Positioning ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในช่วง 10–17 กันยายน นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิหุ้น KOSPI เกือบ 7 ล้านล้านวอน และเข้าซื้อ Leveraged ETF ที่อิง KOSPI, KOSDAQ และหุ้นเซมิคอนดักเตอร์อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการสะสม Samsung Electronics และ SK hynix ในวงเงินรวมเกือบ 2.93 ล้านล้านวอน ปัจจัยดังกล่าวอาจช่วยเสริมโมเมนตัมเมื่อราคาฟื้นตัว แต่เพิ่มความเสี่ยงจาก Margin Buying และความผันผวนหาก Bond Yield หรือราคาน้ำมันกลับมาปรับขึ้นอีกครั้ง
Finnomena Funds ประเมินว่า ตลาดได้รับรู้ผลการประชุม Fed และท่าที Hawkish มากขึ้นแล้ว หลัง Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 bps สู่กรอบ 3.75–4.00% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ทำให้การปรับฐานก่อนการประชุมเป็นการปรับความคาดหวังมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐาน โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังมีความแข็งแกร่งช่วยรองรับภาวะอัตราดอกเบี้ยสูง ขณะที่ Valuation ตลาดหุ้นปรับลดลงใกล้เคียงค่าเฉลี่ย ส่งผลให้ Risk to Reward มีความน่าสนใจมากขึ้น
จึงปรับเพิ่มมุมมองสินทรัพย์เสี่ยงดังนี้
ทั้งนี้ มองความผันผวนก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และการประชุม Trump-Xi Summit วันที่ 24 กันยายน เป็นโอกาสในการเข้าลงทุน ภายใต้เงื่อนไขที่นักลงทุนยังต้องติดตามแนวโน้มเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในการประชุมที่เหลือของปีอย่างใกล้ชิด
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย … ตลาดก็เช่นกัน
ปี 2026 น่าจะเป็นปีที่แสดงให้เห็นถึงความผันผวนของโลกการลงทุนไม่น้อย เพราะถ้าย้อนไปตั้งแต่ต้นปี เราจะเห็นถึงความไม่แน่นอนที่ปกคลุมตลาดอย่างชัดเจน
ถ้ามองในมุมของการลงทุน ก็ถือว่าตลาดเปลี่ยนแปลงบ่อยจริง ๆ และสิ่งที่นักลงทุนทำได้คือการกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ ปรับพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรับมือความผันผวนที่เกิดขึ้นระหว่างทาง
อีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจคือการลงทุนในพอร์ตโฟลิโอที่มีการจัดพอร์ตรองรับตลาดทุกสภาวะ อย่างพอร์ต A.Stotz All Weather Strategy
พอร์ต All Weather Strategy โดย Andrew Stotz อดีตนักวิเคราะห์อันดับหนึ่งของประเทศไทยร่วมกับ Finnomena Funds ใช้ FVMR Framework ในการวิเคราะห์การลงทุน มุ่งหวังเพิ่มพูนและปกป้องความมั่งคั่งระยะยาวผ่านการกระจายความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ดูรายละเอียดและลองสร้างแผนได้ที่ https://finno.me/plan-guruport-aws-ws
พอร์ต All Weather Strategy โดย Andrew Stotz อดีตนักวิเคราะห์อันดับหนึ่งของประเทศไทย ร่วมกับ Finnomena Funds ใช้ FVMR Framework หรือการวิเคราะห์รอบด้านทั้ง Fundamental, Valuation, Momentum และ Risk ในการวิเคราะห์การลงทุน โดยมุ่งหวังที่จะเพิ่มพูนและปกป้องความมั่งคั่งระยะยาวผ่านการกระจายความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยลงทุนในกองทุน Passive เสริมด้วยการคัดเลือกกองทุนที่มีโอกาสชนะกองทุน Passive เพิ่มเติม และมีการปรับพอร์ต (Rebalance) ปีละ 4 ครั้ง
หัวใจการลงทุนของพอร์ต คือ G-L-D
Andrew Stotz เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง A.Stotz Investment Research ทำงานด้านการลงทุนในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 1992 ในฐานะนักวิเคราะห์หลักทรัพย์และอาจารย์มหาวิทยาลัย
โดยในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง Head of Research ที่ CLSA ได้รับการโหวตจากผลสำรวจของ Asiamoney Brokers ให้เป็นนักวิเคราะห์อันดับหนึ่งของประเทศไทยประจำปี 2008 และ 2009 รวมถึงได้รับการโหวตให้เป็นนักวิเคราะห์อันดับหนึ่งของเมืองไทยจากรายงานของ All-Asia Research Team ซึ่งจัดทำโดยนิตยสาร Institutional Investor เช่นกัน
พอร์ต All Weather Strategy โดย Andrew Stotz อาจเข้าไปลงทุนในกองทุนหลากหลายประเภทสินทรัพย์ตามแต่ละภาวะตลาด ดังนี้
นอกจากนี้ A.Stotz All Weather Strategy ยังพิจารณากระจายลงทุน ตามสภาวะตลาด ได้แก่ หุ้นโลก หุ้นญี่ปุ่น หุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น จีน และฮ่องกง)
ปกติแล้วในการจัดพอร์ตการลงทุน จะมีสัดส่วนที่คนนิยมคือแบบ 60/40 หรือการลงทุนในหุ้น 60% ตราสารหนี้ 40% ซึ่งถ้าเทียบกันแล้ว ที่ผ่านมา A.Stotz All Weather Strategy สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่า การกระจายการลงทุนแบบดังกล่าวภายใต้ความผันผวนที่ต่ำกว่า*
ถ้านับตั้งแต่จัดตั้งพอร์ต A.Stotz All Weather Strategy ปรับขึ้นกว่า 106.2% โดดเด่นกว่าพอร์ต 60/40 ที่ปรับตัวขึ้น 51.3%
*ผลงานของพอร์ต 60/40 คำนวนจาก NAV 60% ของ MSCI AC World & KKP PGE-H และ NAV 40% ของ KT-BOND, SCBGLOB โดยจัดเป็นดัชนีชี้วัดของพอร์ตการลงทุนนี้
ผลตอบแทนของ A.Stotz All Weather Strategy เทียบกับพอร์ตการลงทุน 60/40 | Source: A. Stotz All Weather Strategy Presentation as of 31/08/2026
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต / ผลการดำเนินงานของดัชนีอ้างอิงและกลยุทธ์ถูกคำนวณจากมูลค่าหน่วยลงทุนสุทธิ (NAV) ของกองทุน ซึ่งเป็นตัวเลขหลังหักค่าธรรมเนียมการจัดการ (management fee) แล้ว แต่ไม่รวมค่าธรรมเนียมการขาย เช่น front-end fees
นอกจากนี้ หากมองย้อนกลับไป A.Stotz All Weather Strategy ยังมีความผันผวนต่ำกว่า ปรับตัวลงน้อยกว่าในวันที่ตลาดแย่กว่า และทำผลงานในแต่ละเดือนได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับพอร์ตแบบ 60/40
A.Stotz All Weather Strategy ปรับตัวลงน้อยกว่า พอร์ตการลงทุน 60/40 ในวันที่ตลาดแย่กว่า | Source: A. Stotz All Weather Strategy Presentation as of 31/08/2026
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต / ผลการดำเนินงานของดัชนีอ้างอิงและกลยุทธ์ถูกคำนวณจากมูลค่าหน่วยลงทุนสุทธิ (NAV) ของกองทุน ซึ่งเป็นตัวเลขหลังหักค่าธรรมเนียมการจัดการ (management fee) แล้ว แต่ไม่รวมค่าธรรมเนียมการขาย เช่น front-end fees
A.Stotz All Weather Strategy ทำผลงานในแต่ละเดือนได้ดีกว่าถึง 61% เทียบกับพอร์ตแบบ 60/40 | Source: A. Stotz All Weather Strategy Presentation as of 31/08/2026
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต / ผลการดำเนินงานของดัชนีอ้างอิงและกลยุทธ์ถูกคำนวณจากมูลค่าหน่วยลงทุนสุทธิ (NAV) ของกองทุน ซึ่งเป็นตัวเลขหลังหักค่าธรรมเนียมการจัดการ (management fee) แล้ว แต่ไม่รวมค่าธรรมเนียมการขาย เช่น front-end fees
ผลตอบแทนของ A.Stotz All Weather Strategy เทียบกับพอร์ตการลงทุน 60/40 ในทุกช่วงเวลา | Source: A. Stotz All Weather Strategy Presentation as of 31/08/2026
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต / ผลการดำเนินงานของดัชนีอ้างอิงและกลยุทธ์ถูกคำนวณจากมูลค่าหน่วยลงทุนสุทธิ (NAV) ของกองทุน ซึ่งเป็นตัวเลขหลังหักค่าธรรมเนียมการจัดการ (management fee) แล้ว แต่ไม่รวมค่าธรรมเนียมการขาย เช่น front-end fees
มุมมองการลงทุนล่าสุด (18/09/2026) A.Stotz All Weather Strategy กระจายความเสี่ยงผ่านการลงทุนในกองทุนหลากหลายประเภททั่วโลก โดยเน้นลงทุนในกองทุนหุ้นด้วยสัดส่วน 65% แบ่งเป็นหุ้นโลก 15% หุ้นญี่ปุ่น 25% และหุ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยกเว้นญี่ปุ่นและจีน 25%
สำหรับตราสารหนี้ พอร์ต AWS ลงทุนด้วยสัดส่วน 5% สินค้าโภคภัณฑ์ 25% และสัดส่วนที่เหลืออีก 5% กระจายการลงทุนในทองคำ
ติดตามมุมมองการลงทุนรายละเอียดการปรับพอร์ตอย่างใกล้ชิดได้ที่
https://www.finnomena.com/tag/guruport-aws/
สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน All Weather Strategy สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ Finnomena
ผ่านคอมพิวเตอร์ >> เว็บไซต์ Finnomena
**All Weather Strategy พอร์ตกองทุนรวมจัดโดย A. Stotz Investment Research ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากกองทุนหุ้นในระยะยาว ในขณะที่ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงภาวะตลาดขาลง หากสนใจสร้างแผนการลงทุน สามารถคลิกที่นี่ https://finno.me/plan-guruport-aws-ws หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลย
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”
ถ้าคุณมีเงิน 500,000 บาทอยู่ในมือ จะทำยังไงกับเงินก้อนนี้?
ถ้าอยากให้เงินก้อนนี้มีโอกาสเติบโตมากกว่าดัชนีทั้งในช่วงตลาดขาขึ้นและขาลง ต้องมองหา “Alpha” หรือผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่มากกว่าแค่ค่าเฉลี่ยตลาด
แล้วจะทำยังไงให้เงิน 500,000 บาทนี้กลายเป็นพอร์ตที่สร้าง Alpha ได้? คำตอบอยู่ที่การจัดพอร์ตให้วิ่งทันจังหวะตลาด และมองหาโอกาสจากธีมที่มีอนาคต เพื่อไม่ใช่แค่ลงทุน แต่เป็นการลงทุนที่สร้างโอกาสให้พอร์ตโตมากกว่าตลาดให้ได้
ในบทความนี้ Finnomena Funds จะพาไปรู้จักกับพอร์ตที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ ว่าจะทำอย่างไรให้เงินก้อน 500,000 บาท สร้าง Alpha ในระยะยาวได้
All Weather Alpha Focus พอร์ตการลงทุนที่พัฒนา โดย Andrew Stotz นักวิเคราะห์การลงทุนชั้นนำ ร่วมกับ Finnomena Funds มุ่งเน้นการสร้างโอกาสในการได้ผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) ในระยะยาว ทั้งในสภาวะตลาดหุ้นขาขึ้นและขาลง ดูรายละเอียดและทดลองสร้างแผนได้ที่ https://finno.me/plan-guruport-aws-ws
Alpha ไม่ใช่แค่ตัวอักษรกรีก หรือคำที่ใช้เรียกผู้นำผู้มีอิทธิพล แต่ในโลกการลงทุน Alpha คือ ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่มากกว่าดัชนีชี้วัด (Benchmark) เป็นเหมือนการวิ่งแข่งที่ไม่เพียงแค่เข้าเส้นชัย แต่เข้าเส้นชัยเร็วกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน
การสร้าง Alpha คือการเลือกสินทรัพย์ จังหวะการลงทุน และการกระจายความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น การลงทุนแบบกระจายหลายสินทรัพย์ (Multi-Asset) ปรับสัดส่วนแบบ Tactical Allocation ให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด และค้นหาธีมการลงทุนที่มีศักยภาพเติบโตเหนือกว่าค่าเฉลี่ยตลาด
พูดง่าย ๆ คือ หากตลาดให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี แต่พอร์ตของคุณทำได้ 12% ส่วนต่าง 4% นั่นแหละคือ Alpha ที่บอกว่าพอร์ตของคุณกำลังสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มอยู่ และนี่คือเป้าหมายสูงสุดที่นักลงทุนส่วนใหญ่เฝ้าตามหา
หากคุณกำลังมองหาพอร์ตการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนได้เหนือตลาด วันนี้เราขอแนะนำให้ได้รู้จักกับพอร์ต ‘All Weather Alpha Focus (AWAF)’ ซึ่งเป็นพอร์ตการลงทุนที่ทางทีมงานของ ดร. Andrew Stotz จับมือร่วมกับทีมงาน Finnomena Funds สรรค์สร้างขึ้นมา โดยเป็นพอร์ตการลงทุนที่เน้นการสร้างโอกาสในการได้ผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) ระยะยาวทั้งในสภาวะขาขึ้นและขาลงของตลาดหุ้น ผ่านกลยุทธ์ในหลากหลายสินทรัพย์ กลุ่มอุตสาหกรรม ภูมิภาค และธีมการลงทุนต่าง ๆ ตามสภาวะตลาด (Tactical Allocation) เพื่อสร้างโอกาสการทำกำไรและช่วยบริหารความเสี่ยงในภาวะตลาดขาลง
.
พอร์ต All Weather Alpha Focus เน้นลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ กลุ่มอุตสาหกรรม ภูมิภาค และธีมการลงทุนตามสภาวะตลาด โดยลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้น ด้วยสัดส่วน 67% และที่เหลืออีก 33% กระจายลงทุนไปในตราสารหนี้ ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างละ 10%, 15% และ 8% ตามลำดับ (ข้อมูลสัดส่วน ณ เดือนมิถุนายน 2569)
สัดส่วนการลงทุน 25%
นโยบายกองทุน: ลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก ผ่านกองทุนรวมต่างประเทศ (CIS) และ/หรือกองทุนอีทีเอฟ (ETF) ที่ซื้อขายในตลาดสหรัฐฯ และมีลักษณะดังนี้ การลงทุนแบบเน้นประเทศเดียว (Single Country) รวมถึงกลุ่มกลุ่มยูโรโซน (Eurozone) การลงทุนที่เน้นอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน (Global Sector Equity) หรือการลงทุนตามธีมต่าง ๆ (Thematic Investment) เช่น Robotics และ AI โดยกองทุน TLA-GEQ จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6
กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)
มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: ครั้งแรก 1,000 บาท ครั้งถัดไป 1 บาท
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือชี้ชวน คลิก
สัดส่วนการลงทุน 13%
นโยบายกองทุน: ลงทุนในกองทุน Janus Global Life Sciences Fund เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน ES-HEALTHCARE’>ES-HEALTHCARE จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7
กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่ผู้จัดการกองทุนเห็นว่าเป็นวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต (Life Sciences orientation) โดยทั่วไป Life Sciences จะเกี่ยวข้องกับการรักษาหรือการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งหมายรวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยพัฒนา ผลิต หรือ จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ที่เพื่อการดูแลตนเอง (Personal Care) ซึ่งรวมถึง Health care ยา การเกษตร เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ที่เพื่อการดูแลตนเอง (Personal Care) และเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology)
กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)
มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือชี้ชวน คลิก
สัดส่วนการลงทุน 13%
นโยบายกองทุน: ลงทุนในกองทุน Lazard Global Listed Infrastructure Equity Fund เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน KKP GINFRAEQ-H จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6
กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นต่างประเทศของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Infrastructure Companies)
กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)
มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1,000 บาท
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือชี้ชวน คลิก
สัดส่วนการลงทุน 8%
นโยบายกองทุน: ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยกเว้นประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐประชาชนจีน (ซึ่งรวมถึงเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเขตบริหารพิเศษมาเก๊าแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน) โดยกองทุน TLFVMR-ASIAX จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6
กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)
มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1,000 บาท (ครั้งถัดไป 1 บาท)
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือชี้ชวน คลิก
สัดส่วนการลงทุน 8%
นโยบายกองทุน: ลงทุนในกองทุน Fidelity Funds – Global Technology Fund, Class YACC-USD เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน B-INNOTECH จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7
กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่มีการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ กระบวนการ หรือบริการ อันจะนํามาซึ่งประโยชน์อย่างสูงจากความก้าวหน้าและการพัฒนาทางเทคโนโลยี
กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)
มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 500 บาท
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือชี้ชวน คลิก
สัดส่วนการลงทุน 8%
นโยบายกองทุน: ลงทุนในกองทุน PIMCO Commodity Real Return Fund เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน SCBCOMP จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 8
กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในธุรกรรมตราสารอนุพันธ์ การทำสัญญาแลกเปลี่ยนตราสาร (swap agreement) ต่าง ๆ สัญญาฟิวเจอร์ สัญญาออปชั่น ตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง หุ้นกู้อนุพันธ์ที่อ้างอิงกับดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์
กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)
มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือชี้ชวน คลิก
สัดส่วนการลงทุน 10%
นโยบายกองทุน: ลงทุนในกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) อยางนอย 2 กองทุน (กองทุนปลายทาง) ในสัดส่วนกองทุนละไมเกิน 79% ของ NAV โดยลงทุนใน ETF ที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ เช่น ตราสารหนี้ภาครัฐ และ/หรือเอกชน ตราสารทางการเงิน และ/หรือเงิน ฝากหรือตราสารเทียบเท่าเงินฝากของภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก โดยกองทุน TLA-GFIX จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 4
กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)
มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1,000 บาท
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือชี้ชวน คลิก
สัดส่วนการลงทุน 15%
นโยบายกองทุน: ลงทุนในกองทุน SPDR Gold Trust เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เน้นลงทุนในทองคำแท่งเพื่อสร้างผลตอบแทนก่อนหักค่าใช้จ่ายให้ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำแท่งในตลาดโลก โดยเฉลี่ยในรอบบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน โดยกองทุน K-GOLD-A(A) จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 8
กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามดัชนี (Passive Management)
มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือชี้ชวน คลิก
พอร์ต All Weather Series ปรับลดเงินลงทุนเริ่มต้นขั้นต่ำเหลือ 500,000 บาท จากปกติ 500,000 บาท
พอร์ตการลงทุนที่เข้าร่วมรายการ ได้แก่ All Weather Alpha Focus, All Weather Strategy และ All Weather Inflation Guardระยะเวลาร่วมโปรโมชัน 6 มีนาคม – 30 เมษายน 2569
ดูรายละเอียดและลองสร้างแผนได้ที่ https://finno.me/plan-guruport-aws-ws
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”
สก็อตต์ รุบเนอร์ (Scott Rubner) หัวหน้านักยุทธศาสตร์ฝ่ายหุ้นและตราสารอนุพันธ์ของ Citadel Securities มองว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังเตรียมพลิกกลับมาเป็นขาขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี แม้ช่วงสั้น ๆ จนถึงสิ้นเดือนกันยายนจะยังเจอความผันผวนอยู่บ้าง แต่เขามองว่าเป็นโอกาสทองในการเข้าสะสมหุ้นกลุ่มหลัก เพื่อรอรับแรงฟื้นตัวที่จะเริ่มชัดเจนตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป
รุบเนอร์ชี้ว่า บรรยากาศติดลบในหุ้นกลุ่ม AI และการลดสัดส่วนการถือครองหุ้นของนักลงทุนเริ่มส่งสัญญาณกลับทิศ การย่อตัวของ S&P 500 ที่ผ่านมาเป็นเพียงการหมุนรอบการลงทุน (Rotational) ไม่ใช่การขายตื่นตระหนก ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณรีบาวด์กลับมาบวก 1.1% ในวันพฤหัสบดี ดึงดัชนีฟื้นตัวหลังโดนแรงขายฉุดจากผลการประชุม Fed ที่ส่งสัญญาณคงนโยบายการเงินเข้มงวด
เมื่อย้อนดูสถิติตั้งแต่ปี 1930 ดัชนี S&P 500 มักปรับตัวลงเฉลี่ยราว 1.1% ในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายน โดยเฉพาะในปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอม แต่หลังจากผ่านจุดต่ำสุด ณ สิ้นเดือน ตลาดมักฟื้นตัวแข็งแกร่งและเดินหน้าบวกเฉลี่ยถึง 5.6% ไปจนถึงสิ้นปี ทำให้การปรับฐานรอบนี้กลายเป็นจังหวะเข้าซื้อที่น่าสนใจ
สำหรับกลุ่มเทคโนโลยี รุบเนอร์มองว่าการปรับฐานของหุ้น AI ช่วยไล่ความร้อนแรงและไล่ฟองสบู่ ออกไปได้พอสมควร หลัง Nasdaq 100 ร่วงลงเกือบ 6% จากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน การที่นักลงทุนล้างสถานะเก็งกำไรออกไป จะกลายเป็นตัวดันสำคัญให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและสื่อสาร ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่งของ S&P 500 มีลุ้นดีดตัวกลับขึ้นมาอีกครั้ง
แม้บทวิเคราะห์ในวอลล์สตรีตช่วงนี้จะเริ่มแตกเป็น 2 ฝ่าย อย่าง Bank of America ที่ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี ขณะที่นักวิเคราะห์บางค่ายเริ่มหั่นเป้าลง แต่ Citadel Securitiesยังเชื่อว่า หากความเป็นผู้นำของกลุ่ม AI ขยายวงกว้างไปสู่ผลประกอบการจริง การทะยานขึ้นรอบนี้จะไม่จำกัดอยู่แค่หุ้นใหญ่กลุ่มเดิม ๆ
รุบเนอร์สรุปทิ้งท้ายว่า แม้ปัจจัยทางเทคนิคและอุปสงค์อุปทานจะยังกดดันให้ตลาดมีโอกาสย่อตัวลงได้อีกใน 2 สัปดาห์นี้ แต่โครงสร้างโดยรวมกำลังเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น การย่อตัวลงมาจนถึงสิ้นเดือน จึงเป็นจังหวะสำคัญในการเข้าสะสมหุ้นคุณภาพเพื่อคว้าผลตอบแทนในช่วงท้ายปี
FundTalk Contrarian Call แนะนำซื้อกองทุน TOP11USA ที่ลงทุนในหุ้น 11 ตัวท็อปอเมริกา และครอบคลุมกลุ่ม Hyperscalers ซึ่งประมาณการกำไรยังเติบโตแข็งแกร่ง
อ้างอิง: Bloomberg
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee) : Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) : เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้:
3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน : ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย:
โดยฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน (Investment Strategist), Finnomena Funds ณ วันที่ 17 กันยายน 2026
คณะกรรมการนโยบายการเงินของ Fed (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์ 12-0 ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ขยับกรอบขึ้นมาอยู่ที่ 3.75%–4.00% ในการประชุมเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา นับเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี (ตั้งแต่กรกฎาคม 2023) อย่างไรก็ดี เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์และให้น้ำหนักกับผลลัพธ์นี้ไปล่วงหน้าถึง 92% ความสนใจของนักลงทุนจึงพุ่งเป้าไปที่สัญญาณจาก Dot Plot และแนวคิดของประธาน Fed คนใหม่ อย่าง Kevin Warsh มากกว่าตัวเลขดอกเบี้ยที่ประกาศออกมา
โดยในการแถลงข่าว Kevin Warsh เน้นย้ำว่า เงินเฟ้อยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องยาวนานเกินไป ขณะที่ข้อมูลเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมายังไม่ชัดเจนพอที่จะยืนยันได้ว่า แรงกดดันของเงินเฟ้อพื้นฐานเริ่มผ่อนคลายลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังประเมินว่าภาวะการเงินในภาพรวมยังคงไม่ตึงตัวมากพอ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จึงเป็นไปเพื่อลดระดับความผ่อนคลายของนโยบายการเงินลงบางส่วน พร้อมทั้งระบุว่า Fed พร้อมที่จะใช้นโยบายที่เข้มงวดมากขึ้น หากแนวโน้มเงินเฟ้อไม่ได้ชะลอตัวลงตามเป้าหมายที่วางไว้
Fed’s September Dot Plot
Source: Bloomberg, data as of 17/09/2026
Dot Plot รอบเดือนกันยายน ส่งสัญญาณ Hawkish หรือเข้มงวดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยปรับคาดการณ์ค่ากลางดอกเบี้ยสิ้นปี 2026 ขึ้นเป็น 4.1% (จากเดิม 3.8% ในรอบมิถุนายน) และคงไว้ที่ 4.1% ต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2027 ก่อนจะค่อย ๆ ขยับลงสู่ 3.9% ในปี 2028 ส่วนดอกเบี้ยระยะยาว (Longer-run) อยู่ที่ 3.2% ท่าทีนี้สะท้อนว่ากรรมการ Fed ส่วนใหญ่ยังไม่มีแผนที่จะลดดอกเบี้ยเลยตลอดปี 2027 และมีถึง 16 จาก 18 คน ที่มองว่าดอกเบี้ยปลายปีนี้ควรจะสูงกว่าระดับปัจจุบัน ซึ่งหมายถึงโอกาสที่จะเห็นการขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 0.25% ภายในช่วงที่เหลือของปีนี้

Source: federalreserve, data as of 16/09/2026
นอกจากนี้ Fed ได้ปรับเพิ่มประมาณการ GDP สหรัฐฯ ปี 2026 และ 2027 ขึ้นเป็น 2.3% และ 2.4% พร้อมปรับลดคาดการณ์อัตราว่างงานปี 2026 ลงเหลือ 4.1% (จากเดิม 4.3%) สะท้อนว่าภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง รองรับการดำเนินนโยบายการเงินตึงตัวเพื่อควบคุมเงินเฟ้อได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันได้ปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อ PCE และ Core PCE ปี 2026 ขึ้นมาอยู่ที่ 3.7% และ 3.4% ตามลำดับ โดยประเมินว่ากว่าเงินเฟ้อจะชะลอตัวกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ 2.0% อาจต้องใช้เวลาจนถึงปี 2029

Source: cmegroup, data as of 17/09/2026
หากพิจารณาข้อมูลจาก CME Fedwatch Tool หลังการประชุม พบว่าตลาดประเมินแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ว่าเป็นการเร่งคุมเข้มนโยบายการเงินในระยะสั้นก่อนจะค่อยๆ ผ่อนความร้อนแรงลงในระยะยาว โดยคาดว่า Fed มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี 2026 (ผ่านการประชุมในเดือนตุลาคมและธันวาคม) และจะปรับขึ้นอีก 1 ครั้งในปี 2027 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยขยับขึ้นสู่ระดับสูงสุดของรอบที่กรอบ 4.50%-4.75%

Source: Atlanta Fed data as of 17/09/2026
ตัวเลขประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจล่าสุดจากแบบจำลอง GDPNow ของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาแอตแลนตา ยังอยู่ในระดับสูงที่ระดับ 5.1% เป็นข้อมูลสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีความทนทานต่อภาวะอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับสูงได้ดี โดยมีแรงหนุนหลักมาจากการบริโภคภาคเอกชนที่ยังคงแข็งแกร่ง
ติดตาม Opportunity Hub แหล่งรวมโอกาสการลงทุนจาก Finnomena
สรุปกองทุนแนะนำ ครบจบในที่เดียว ⇒ https://finno.me/opp-hub-ws
Finnomena Funds ประเมินว่า ตลาดได้รับรู้ท่าทีและความชัดเจนของ Fed มากขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นมีการปรับตัวลดลงจากการปรับความคาดหวังของตลาด ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองการลงทุนเดือนกันยายนของเราที่มองว่าตลาดมีโอกาสผันผวนในช่วงการประชุม Fed
ภายหลังจากการประชุม Fed ในครั้งนี้ เราคาดว่า Fed น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้งในปีนี้ โดยตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจ GDPNow ล่าสุดที่ 5.1% สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีความทนทานต่อภาวะดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงได้ดี
อย่างไรก็ตาม เรามองว่าความน่าเชื่อถือ (Credibility) ของ Fed จะดีขึ้นหลังการประชุมครั้งนี้ เนื่องจาก Kevin Warsh ประธาน Fed ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาเป็นหลัก มากกว่าจะตัดสินใจด้วยเหตุผลทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อความเชื่อมั่นของตลาดในระยะถัดไป
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน เรามองว่าตลาดได้รับรู้ท่าทีและความชัดเจนของ Fed มากขึ้นแล้ว การปรับฐานของตลาดหุ้นครั้งนี้จึงเป็นเพียงการปรับความคาดหวังของตลาด ซึ่งสอดคล้องกับ มุมมองการลงทุนเดือนกันยายนของเรา (Wake Me Up when September Ends) ที่ประเมินไว้ล่วงหน้าแล้วว่าตลาดมีโอกาสเผชิญความผันผวนในช่วงการประชุม Fed ประกอบกับจากสถิติในอดีตที่บ่งชี้ว่าตลาดหุ้นมักปรับตัวลงและผันผวนก่อน Mid-Term Election ประมาณ 2 เดือน ซึ่งเรามองว่าเป็นโอกาสในการลงทุน นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์สำคัญคือ Trump-Xi Summit วันที่ 24 กันยายน ที่สหรัฐฯ ซึ่งอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนของ sentiment ตลาดในภาพรวม
ดังนั้น จึงปรับคำแนะนำจากทยอยสะสม เป็นเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
เพราะตลาดรับรู้ผลการประชุม Fed ไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว และ Valuation ของตลาดหุ้นปรับลดลงมาอยู่ในระดับใกล้เคียงค่าเฉลี่ย ทำให้ Risk to Reward ปัจจุบันอยู่ในระดับที่น่าสนใจสำหรับการเข้าลงทุน และจากในอดีต ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักปรับตัวลงและมักผันผวนก่อนเลือกตั้งกลางเทอม 2 เดือน ถือเป็นโอกาสสะสม


DISCLAIMER: เอกสารฉบับนี้จัดทําขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์ซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จํากัด และ/หรือบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เดฟินิท จำกัด ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ จัดทําโดยอาศัยข้อมูลที่จัดหามาจากแหล่งที่เชื่อหรือควรเชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือและ/หรือถูกต้อง อย่างไรก็ตามบริษัทไม่ยืนยัน และไม่รับรองถึงความครบถ้วนสมบูรณ์หรือถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว และไม่ได้ประกันราคาหรือผลตอบแทนของหน่วยลงทุนที่ปรากฏข้างต้น แม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะปรากฏข้อความที่อาจเป็น หรืออาจตีความว่าเป็นเช่นนั้นได้ บริษัทจึงไม่รับผิดชอบต่อการนําเอาข้อมูล ข้อความ ความเห็น และหรือบทสรุปที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ไปใช้ไม่ว่ากรณีใดๆ บริษัทรวมทั้งบริษัทที่เกี่ยวข้อง ลูกค้า ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทต่าง ๆ อาจจะทําการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อ หรือขายหลักทรัพย์ที่ปรากฎในเอกสารฉบับนี้ได้ทุกเวลา ข้อมูล และความเห็นที่ปรากฎอยู่ในเอกสารฉบับนี้ มิได้ประสงค์จะชี้ชวน เสนอแนะ หรือจูงใจให้ตัดสินใจลงทุน หรือซื้อ หรือขายหน่วยลงทุนที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ และข้อมูลอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ผู้ลงทุนควรใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบในการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อหรือขายหลักทรัพย์ บริษัทสงวนลิขสิทธิ์ในข้อมูลที่ปรากฎในเอกสารนี้ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ประโยชน์ ทําซ้ำ ดัดแปลง นําออกแสดง ทําให้ปรากฏหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ซึ่งข้อมูลในเอกสารนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากบริษัท เป็นการล่วงหน้า การกล่าวคัด หรืออ้างอิงข้อมูลบางส่วนตามสมควรในเอกสารนี้ ไม่ว่าในบทความ บทวิเคราะห์ บทวิจัย หรือในเอกสาร หรือการสื่อสารอื่นใดจะต้องกระทําโดยถูกต้อง และไม่เป็นการก่อให้เกิดการเข้าใจผิดหรือความเสียหายแก่บริษัท ต้องรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในข้อมูลของบริษัท และต้องอ้างอิงถึงฉบับที่และวันที่ในเอกสารฉบับนี้ของบริษัทโดยชัดแจ้งการตัดสินใจลงทุน หรือซื้อ หรือขายหน่วยลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ท่านควรทําความเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อลักษณะของหน่วยลงทุนแต่ละประเภท และควรศึกษาข้อมูลของบริษัทที่ออกหน่วยลงทุนและข้อมูลอื่นใดที่เกี่ยวข้องก่อนการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อหรือขายหน่วยลงทุน
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุน โดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | กรณีผู้ลงทุนสนใจลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยง ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กรณีผู้ลงทุนสนใจลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูง/ซับซ้อน และมีสินทรัพย์อ้างอิงการลงทุนในผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีความซับซ้อน ซึ่งมีปัจจัยอ้างอิงมีความแตกต่างจากการลงทุนในปัจจัยอ้างอิงโดยตรง ซึ่งอาจทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนดังกล่าวมีความผันผวนแตกต่างจากราคาของปัจจัยอ้างอิงได้ ผู้แนะนำการลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมการลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | หากไม่สามารถลงทุนให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ เนื่องจากสภาวะตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไป ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับผลตอบแทนตามอัตราที่โฆษณาไว้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
สรุปประเด็นสำคัญจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) นัดล่าสุด หลังมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี
FOMC มีมติเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 เสียง ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่กรอบ 3.75%–4.00% (นับเป็นการขึ้นครั้งแรกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023) เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
เจ้าหน้าที่ Fed ส่วนใหญ่ (16 จาก 18 คน) คาดว่าต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 0.25% ภายในสิ้นปี 2026 ดันค่ากลางดอกเบี้ยสิ้นปีขึ้นเป็น 4.1%
ด้านค่ากลางของประมาณการดอกเบี้ยสิ้นปี 2027 ถูกปรับขึ้นเป็น 4.1% เท่ากับปี 2026 ส่งผลให้เส้นทางดอกเบี้ยใหม่ไม่มีการปรับลดลงในปีหน้า โดยคาดว่าจะทยอยลดลงในปี 2028-2029 สู่ระดับ Longer Run ที่ 3.25%
Kevin Warsh ประธาน Fed ระบุว่าการขึ้นดอกเบี้ยเป็นการเริ่มกลับมาเข้มงวดทางนโยบาย เพื่อดันเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ให้เร็วขึ้น พร้อมย้ำในแถลงการณ์ว่า “คณะกรรมการจะทำให้ราคาสินค้ากลับมามีเสถียรภาพให้ได้ แม้ว่าเงินเฟ้อจะยังสูงอยู่ก็ตาม”
Kevin Warsh ปฏิเสธที่จะส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป โดยย้ำว่าการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ทยอยเข้ามา เขายังปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่าได้หารือเรื่องดอกเบี้ยกับทรัมป์หรือไม่ พร้อมยืนยันหลักการว่า Fed และฝ่ายบริหารควรทำงานอยู่ในขอบเขตอำนาจของตัวเอง
Fed ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2026 เป็น 2.3% (จาก 2.2%) และปรับลดอัตราว่างงานเหลือ 4.1% (จาก 4.3%) แต่ขณะเดียวกันได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ PCE เป็น 3.7% และ Core PCE เป็น 3.4%
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาคัดค้านทันที โดยเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยเหลือ 1% หรือต่ำกว่านั้น พร้อมขู่ว่าจะตัดการค้าขายกับประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ขณะที่ Warsh ยืนยันถึงขอบเขตความเป็นอิสระของ Fed ในการดำเนินนโยบาย
อ้างอิง: The Guardian
ซื้อทอง
ความคาดหวังว่าเฟดอาจใกล้จะขึ้นดอกเบี้ยในไม่ช้า (ในช่วงก่อนที่การตัดสินใจจะเกิดขึ้นจริง ๆ) มักกดดันราคาทองคำจนเข้าสู่ตลาดขาลง (ดังเช่นหลายเดือนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน) แต่พอถึงเวลาที่เฟด “ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก” จริง ๆ (หรือตลาดรับรู้จนเกือบจะแน่นอนว่าต้องขึ้น) ราคาทองก็คงซึมซับความกังวลดังกล่าวไปอย่างเต็มที่แล้วจนเริ่มน่าซื้อ
ผมเลือกใช้ KT-GOLD ที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ
ที่มา: บลจ. กรุงไทย วันที่ได้รับเอกสาร 15 กันยายน 2026
ดู Fund Fact Sheet กองทุนที่เพิ่มน้ำหนัก/ปรับเข้า
สำหรับผู้ที่ลงทุนใน Krungthai Belief Allocation สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ที่
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ Finnomena
ผ่านคอมพิวเตอร์ >> เว็บไซต์ Finnomenaสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนใน Krungthai Belief Allocation คลิกเพื่อสร้างแผนการลงทุน
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด มหาชน หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
TOP11JAP หรือ กองทุนเปิด ท็อป 11 เจแปน เฟ้นคัดเลือก 11 หุ้นญี่ปุ่นขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าตลาดสูง มีสภาพคล่องดี และเป็นผู้นำในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมหลักจากดัชนี TOPIX
กองทุนมีนโยบายการลงทุนแบบ Active Management ที่เน้นการลงทุนโดยตรงในหุ้นญี่ปุ่น มีกระบวนการคัดเลือกหุ้นอย่างเป็นระบบ จนเหลือเพียง 11 หลักทรัพย์หลักของประเทศ ด้วยเงื่อนไขการกระจายความเสี่ยงให้เท่ากันแบบ Equal-Weight รวมถึงทบทวนรายการหุ้นอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
รายละเอียดสำคัญอื่น ๆ
ตัวอย่างหุ้นในพอร์ตของกองทุน TOP11JAP ประกอบไปด้วย หุ้นญี่ปุ่นที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมกับมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงสุด โดยในอุตสาหกรรมเดียวกันต้องมีหุ้นไม่เกิน 5 บริษัท เช่น
สนใจกองทุน TOP11JAP
คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม
คำเตือน:ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินปี 2008 โดยพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ทะยานทะลุ 5.04% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ก่อนย่อตัวมาใกล้ 5% ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของกลุ่ม G7 เฉลี่ยพุ่งแตะ 4.28% สูงสุดในรอบ 18 ปี แรงดันนี้เกิดจากภาระหนี้สาธารณะที่พุ่งสูง ควบคู่กับเงินเฟ้อระลอกใหม่จากราคาน้ำมันดิบที่ทะลุ 100 ดอลลาร์ ผลจากสงครามตะวันออกกลางและการทุ่มงบลงทุน AI ของภาคเอกชน
แรงกดดันจากตลาดพันธบัตรส่งผลให้การประชุม Fed ในวันพุธนี้กลายเป็นจุดสนใจสูงสุด โดยตลาดประเมินโอกาสสูงกว่า 90% ที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75%-4.00% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 เพื่อสยบอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเดือนสิงหาคมที่สูงเกินคาด และเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของ Fed หลังปล่อยให้อัตราเงินเฟ้อหลุดเป้าหมาย 2% มานานหลายปี
การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed คนใหม่ และอาจสร้างความตึงเครียดกับทำเนียบขาว เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้สหรัฐฯ มีต้นทุนกู้ยืมต่ำที่สุด และเตือนว่าการขึ้นดอกเบี้ยก่อนเลือกตั้งกลางเทอมจะกระทบค่าครองชีพประชาชน แต่นักวิเคราะห์มองว่า Fed ไม่มีทางเลือก เพราะหากตรึงดอกเบี้ย ความเชื่อมั่นในการสู้เงินเฟ้อจะสูญเสียไป และจะยิ่งกดดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวพุ่งสูงขึ้นอีก
ตลาดทุนยังเผชิญความผันผวนสูงขึ้น เนื่องจากวอร์ชไม่ชอบการส่งสัญญาณชี้นำทิศทางดอกเบี้ยล่วงหน้า (Forward Guidance) ทำให้ยากต่อการคาดการณ์ ส่งผลให้เกิดแรงขายชอร์ตในตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เร่งตัวเร็วที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2568 ท่ามกลางการจับตาดูว่ารายงานประมาณการเศรษฐกิจ (Dot Plot) และคำแถลงของประธาน Fed จะส่งสัญญาณถึงการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกครั้งภายในสิ้นปีนี้หรือไม่
ต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูงส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี 10 ปี ขยับขึ้นแตะ 3.55% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2009 ขณะที่อังกฤษพุ่งแตะ 5.45% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 และญี่ปุ่นทะลุ 3% สูงสุดในรอบสามทศวรรษ ซึ่งสร้างภาระดอกเบี้ยมหาศาลให้รัฐบาลทั่วโลกจนเบียดเบียนงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมและการป้องกันประเทศ
การที่พันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนแตะ 5% อาจเริ่มดึงดูดเม็ดเงินออกจากตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยง แม้หุ้นกลุ่ม AI จะยังมีผลประกอบการแข็งแกร่ง แต่นักวิเคราะห์เตือนว่า หากผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุผ่าน 5% จนเปิดทางสู่ระดับ 6% จะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงร้ายแรง (Tail Risk) ที่กดดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและสร้างความเสี่ยงต่อการชำระหนี้ในวงกว้าง
อ้างอิง: Reuters
หลายคนที่เริ่มลงทุนในหุ้นโลก มักรู้สึกอุ่นใจขึ้นเมื่อเห็นพอร์ตของตัวเองมีกองทุนอยู่ 4-5 กองทุน เพราะเชื่อว่ายิ่งถือหลายกอง ก็ยิ่งกระจายความเสี่ยงได้ดี และมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโลกในระยะยาว
แต่เคยสังเกตไหมว่า ทำไมในวันที่ตลาดหุ้นโลกเป็นขาขึ้น พอร์ตของเรากลับเติบโตได้ไม่เต็มที่ หรือในวันที่ตลาดปรับฐาน พอร์ตกลับย่อตัวแรงกว่าที่คาดไว้?
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่เลือกกองทุนผิด แต่อยู่ที่พอร์ตอาจมี “รอยรั่ว” ซ่อนอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว
เริ่มต้นสร้างแผน All Star ได้ที่
https://finno.me/port-all-star
หลายคนเข้าใจว่า การถือกองทุนหลายกองเท่ากับการกระจายความเสี่ยง แต่เมื่อเปิดดูไส้ในของแต่ละกองทุนจริง ๆ กลับพบว่า Top Holdings เต็มไปด้วยชื่อเดิม ๆ อย่าง Microsoft, Apple, NVIDIA, Alphabet และ Amazon
แม้จะลงทุนในหลายกองทุน แต่กองทุนเหล่านั้นกลับถือหุ้น Big Tech ชุดเดียวกัน จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า “Overlapping Holdings” หรือการถือครองหุ้นซ้ำกัน
ผลลัพธ์คือ พอร์ตอาจไม่ได้กระจายความเสี่ยงอย่างที่คิด เพราะยังคงพึ่งพาผลตอบแทนจากหุ้นไม่กี่ตัว หากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเผชิญแรงขายหรือปรับฐาน กองทุนหลายกองในพอร์ตก็มีโอกาสปรับตัวลงพร้อมกัน ทำให้จำนวนกองทุนที่ถืออยู่ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงได้จริง ๆ
อีกหนึ่งรอยรั่วที่หลายคนมองข้าม คือการลงทุนในกองทุนที่ดูหลากหลาย แต่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยเดียวกัน ตัวอย่างเช่น พอร์ตที่มีทั้งกองทุนหุ้นสหรัฐฯ กองทุน AI และกองทุนเทคโนโลยี แม้จะเป็นคนละกองทุนหรือคนละธีม แต่ในความเป็นจริง กองทุนเหล่านี้อาจมี Correlation หรือความสัมพันธ์ของผลตอบแทนในระดับสูง เพราะขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเดียวกัน
ดังนั้น การกระจายความเสี่ยงที่แท้จริง จึงไม่ได้วัดจากจำนวนกองทุนหรือจำนวนธีมที่ลงทุน แต่คือการเลือกสินทรัพย์ที่มีปัจจัยขับเคลื่อนที่แตกต่างกัน เพื่อให้พอร์ตสามารถรับมือกับสภาวะตลาดที่หลากหลายได้ดียิ่งขึ้น
การลงทุนไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “ลงทุนอะไร” แต่ยังมีคำถามสำคัญไม่แพ้กันคือ “ลงทุนเท่าไร”
นักลงทุนจำนวนไม่น้อยใช้เวลาเลือกกองทุนที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น แต่กลับให้ความสำคัญกับการจัดสรรสัดส่วนการลงทุนน้อยกว่าที่ควร บางคนแบ่งเงินลงทุนเท่า ๆ กันทุกกอง บางคนเพิ่มน้ำหนักให้กองทุนที่กำลังให้ผลตอบแทนดี หรือทยอยซื้อกองทุนตามธีมที่กำลังได้รับความนิยม
แม้กองทุนแต่ละกองจะมีคุณภาพ แต่เมื่อมองภาพรวมของทั้งพอร์ต สัดส่วนการลงทุนอาจกระจุกตัวอยู่ในประเทศ อุตสาหกรรม หรือปัจจัยความเสี่ยงบางประเภทมากเกินไป ส่งผลให้พอร์ตมีความผันผวนสูงกว่าที่รับได้ หรือพลาดโอกาสจากสินทรัพย์อื่น
ตลาดการลงทุนไม่เคยหยุดนิ่ง วัฏจักรของตลาดและปัจจัยเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ นักลงทุนจำนวนไม่น้อยจัดพอร์ตจากกองทุนที่ชอบหรือธีมที่กำลังมาแรง แต่ไม่ได้วางแผนว่าควรปรับตัวอย่างไรเมื่อสภาวะตลาดเปลี่ยนไป
ตัวอย่างเช่น ช่วงที่หุ้นเติบโตโดดเด่น พอร์ตอาจสร้างผลตอบแทนได้ดี แต่เมื่อเงินลงทุนหมุนเข้าสู่หุ้นคุณค่า หรือภูมิภาคอื่น พอร์ตที่กระจุกตัวอยู่กับธีมเดิมอาจเริ่มตามตลาดไม่ทัน
การจัดพอร์ตจึงควรมีทั้งมุมมองระยะยาวเป็นแกนหลัก และมีความยืดหยุ่นในการปรับสัดส่วนเมื่อโอกาสการลงทุนเปลี่ยนไป เพื่อให้พอร์ตสามารถรับมือกับวัฏจักรของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การลงทุนในหุ้นโลกให้ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกกองทุนที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการจัดสรรสัดส่วนการลงทุนและการบริหารความเสี่ยงของพอร์ต เพื่อให้สามารถสร้างโอกาสเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นโลก แต่ไม่อยากกังวลกับการจัดพอร์ตด้วยตัวเอง พอร์ต All Star คือหนึ่งในทางเลือกที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนที่มองหาโอกาสเติบโตในระยะยาวไปพร้อมกับหุ้นโลก
พอร์ต All Star คือหนึ่งใน All Series Portfolio กลุ่มพอร์ตการลงทุนที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองนักลงทุนที่มีความต้องการระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน พอร์ตในซีรีส์นี้ประกอบด้วย All Balance, All Defense, และ All Star โดย Finnomena Funds ใช้ Framework การลงทุนของ All Balance มาเป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้างพอร์ต All Star
อ่านเพิ่มเติม แนะนำพอร์ต All Star พอร์ตการลงทุนเชิงรุก ที่เข้าถึงได้ทุกคน
อ่านเพิ่มเติม รีวิวผลงานพอร์ต All Star ผลตอบแทนสะสม 22.2% นับตั้งแต่จัดตั้ง คว้าโอกาสเติบโตไปกับหุ้นโลก
เริ่มต้นสร้างแผน All Star ได้ที่
https://finno.me/port-all-star
ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ณ วันที่จัดทำ อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
Highlight
แม้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะปรับตัวขึ้นมามาก และระดับ Valuation ของดัชนี TOPIX อยู่ในโซนค่อนข้างสูง แต่ภาพการลงทุนในญี่ปุ่นยังมีปัจจัยสนับสนุนที่น่าสนใจ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ แนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน ที่ยังมีโอกาสถูกปรับประมาณการขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม ธนาคารและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีน้ำหนักรวมกันใน TOPIX สูงถึงกว่า 40% ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านจากยุคเงินฝืด ทำให้ภาพของภาคธุรกิจญี่ปุ่นในวันนี้แตกต่างจากอดีตอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ กลุ่มธนาคาร ยังได้แรงหนุนจากการเข้าสู่ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นของญี่ปุ่น หลังธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เดินหน้าสู่การ Normalization ของนโยบายการเงิน ขณะที่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้าน AI และความต้องการสินค้าเทคโนโลยี รวมถึงภาคการส่งออกที่ยังมีบทบาทสำคัญต่อผลประกอบการของบริษัทญี่ปุ่น
แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้หุ้นญี่ปุ่นน่าสนใจขึ้นมาคือ ญี่ปุ่นกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจาก “การปฏิรูปธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน” (Corporate Governance Reform) ที่ผลักดันให้บริษัทให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการใช้เงินทุนและผลตอบแทนผู้ถือหุ้นมากขึ้น สะท้อนผ่าน Share Buyback และการเพิ่มเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นที่ยังอยู่ในระดับสูง
เมื่อประกอบกับแนวโน้มเงินเยนที่ยังมีโอกาสอ่อนค่า และแรงส่งจากการปฏิรูปภาคธุรกิจที่ยังเดินหน้าต่อ ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจึงไม่ได้เป็นเพียงตลาดที่กำลังฟื้นตัว แต่กำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่อาจสร้างโอกาสให้กับนักลงทุนในระยะยาว
และนี่คือ 3 กองทุนหุ้นญี่ปุ่น ที่มีแนวทางการลงทุนแตกต่างกัน เพื่อให้คุณเลือกกองทุนที่เหมาะกับการคว้าโอกาสจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นในจังหวะนี้
กองทุน TOP11JAP หรือกองทุนเปิด ท็อป 11 เจแปน เป็นกองทุนหุ้นญี่ปุ่นที่มุ่งเน้นลงทุนในบริษัทที่เป็นหัวขบวนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 11 บริษัท เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัทชั้นนำระดับโลก
กลยุทธ์การคัดเลือกหลักทรัพย์ คัดเลือกหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดขนาดใหญ่ (Large Cap) และมีสภาพคล่องสูง จำนวน 11 หลักทรัพย์ ที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น
การบริหารพอร์ต ใช้กลยุทธ์การจัดน้ำหนักแบบ Equal-Weight และมีการ Rebalancing ปีละ 2 ครั้ง เพื่อรักษาสมดุลของน้ำหนักการลงทุนและลดการกระจุกตัวในตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป
จุดเด่นของกองทุนหลัก เป็นการลงทุนแบบ High Conviction ที่เน้นหุ้นผู้ชนะระดับ Blue Chip ของญี่ปุ่นแบบเฉพาะเจาะจง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงระดับโลก
กองทุน KT-JAPANALL-A หรือ กองทุนเปิดเคแทม Japan All Cap Equity ชนิดสะสมมูลค่า เป็นกองทุนหุ้นญี่ปุ่นที่ลงทุนในกองทุนหลักคือ Fidelity Funds – Japan Value Fund มุ่งหวังสร้างผลตอบแทนเหนือตลาดผ่านการคัดเลือกหุ้นคุณค่าที่ราคาเหมาะสม (Value-aware)
กลยุทธ์การคัดเลือกหลักทรัพย์ ใช้แนวทางคัดเลือกหุ้นแบบ Bottom-up โดยมองหาบริษัทที่มีราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานเมื่อเทียบกับแนวโน้มกำไรและกระแสเงินสด แต่ยังคงความเข้มงวดด้าน Valuation Discipline เพื่อหลีกเลี่ยงหุ้นที่ราคาถูกแต่ปัจจัยพื้นฐานอ่อนแอ
การบริหารพอร์ต มีความยืดหยุ่นสูงแบบ All Cap คือลงทุนได้ตั้งแต่หุ้นขนาดใหญ่ไปจนถึงขนาดเล็ก และมีการปรับสไตล์ให้สมดุลมากขึ้นระหว่าง Growth และ Value โดยมีการเพิ่มสัดส่วนหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics) เข้ามาเพื่อรับโอกาสจากธีม AI
จุดเด่นของกองทุนหลัก คือความยืดหยุ่นในการแสวงหา Alpha จากหุ้นทุกขนาด และสไตล์การลงทุนที่สมดุล ทำให้พอร์ตมีความผันผวนค่อนข้างต่ำและพร้อมเติบโตไปกับการปฏิรูปธรรมาภิบาลของญี่ปุ่นในระยะยาว
กองทุน ASP-NGF หรือ กองทุนเปิดแอสเซทพลัสนิปปอนโกรท เป็นกองทุนหุ้นญี่ปุ่นที่ลงทุนในกองทุนหลักคือ Nippon Growth (UCITS) Fund ซึ่งบริหารโดย E.I. Sturdza มุ่งเน้นการบริหารแบบ Active เพื่อสร้างผลตอบแทนให้เหนือกว่าดัชนีชี้วัดของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในระยะยาว
กลยุทธ์การคัดเลือกหลักทรัพย์ เน้นหุ้นสไตล์ Value ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีศักยภาพในการเติบโตตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการปฏิรูปบรรษัทภิบาล (Corporate Governance)
การบริหารพอร์ต เน้นหุ้นขนาดใหญ่ (Large Cap) แต่มีความยืดหยุ่นในการปรับสัดส่วนไปยังหุ้นขนาดกลาง (Mid Cap) ตามสภาวะตลาด มีการกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก ก่อสร้าง และสถาบันการเงิน
จุดเด่นของกองทุนหลัก เป็นกองทุนที่เน้น Deep Value เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการ Core Port ในหุ้นญี่ปุ่นดั้งเดิมที่มีงบดุลแข็งแกร่ง
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง
อัปเดตล่าสุด Finnomena Funds House View: ปรับเพิ่มมุมมอง Risky Asset หลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ยตามตลาดคาด
คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม
การประชุม FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 15–16 กันยายนนี้ ถูกยกให้เป็นไฮไลท์สำคัญที่สุดของตลาดการเงินโลก หลังการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ประจำเดือนสิงหาคม พุ่งขึ้นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ (เพิ่มขึ้น 0.4% MoM และ 3.4% YoY) ตลาดจึงให้น้ำหนักกว่า 80% ที่ Fed อาจตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 เพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อ
ในฝั่งเอเชีย ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะมีการประชุมนโยบายการเงินตามมาในวันที่ 17–18 กันยายนนี้ โดยที่ผ่านมา BOJ ส่งสัญญาณชัดเจนถึงแนวโน้มในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อในประเทศ
นอกจากแรงกดดันด้านนโยบายการเงินของ 2 ธนาคารกลางยักษ์ใหญ่แล้ว ตลาดหุ้นทั่วโลกยังเผชิญกับปัจจัยลบและความผันผวนรอบด้าน ได้แก่
Finnomena Funds แนะนำลดความเสี่ยง จากความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูง ชะลอการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง (Wait & See)
อัปเดตมุมมองโดย Finnomena Funds as of 14 กันยายน 2026
ติดตาม Opportunity Hub แหล่งรวมโอกาสการลงทุนจาก Finnomena
สรุปกองทุนแนะนำ ครบจบในที่เดียว ⇒ https://finno.me/opp-hub-ws
แนะนำกองทุน SCBAUD (ความเสี่ยงระดับ 4) ลงทุนในตราสารหนี้สกุลเงินออสเตรเลีย (AUD) ให้ผลตอบแทน Bond Yield อายุ 1 เดือนสูงถึง 4.39% และมีโอกาสได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการแข็งค่าของเงิน AUD ที่ได้แรงหนุนจากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) และเงินเฟ้อที่สูง
แนะนำกองทุน TOP11JAP (ความเสี่ยงระดับ 6) ลงทุนกระจุกตัวใน 11 หุ้นญี่ปุ่นขนาดใหญ่ มูลค่าสูง และมีสภาพคล่องดี จากดัชนี TOPIX โดยคัดเฉพาะบริษัทที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ เติบโตตามเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะยาวได้เป็นอย่างดี พร้อมกับเปิดรับโอกาสและความเสี่ยงจากค่าเงินเยน (Unhedge)
แนะนำกองทุน KT-JAPANALL-A (ความเสี่ยงระดับ 6) ลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นที่ผสมผสานทั้งสไตล์ Growth ในหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ และ Value กลุ่มธนาคาร โดยกระจายลงทุนประมาณ 61 บริษัท ใช้กลยุทธ์ยืดหยุ่น ทั้งหาโอกาสจากหุ้นที่ถูก หุ้นที่กำไรเติบโต หุ้นที่ฟื้นตัวตามวัฏจักร ทั้งนี้ กองทุนป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน Fx Hedging 74%
สามารถเข้าถึงรายละเอียดกองทุนต่าง ๆ และ Fund Fact Sheet ได้จาก Link บนชื่อกองทุน
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by Krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee): Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest): เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้
3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน: ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย
SCBAUD หรือ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ระยะสั้นและเงินฝากสกุลเงินออสเตรเลีย ซึ่งลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินออสเตรเลีย และมีโอกาสได้รับผลประโยชน์จากระดับอัตราดอกเบี้ยและทิศทางที่แข็งค่าของสกุลเงินออสเตรเลียดอลลาร์
กองทุนมีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นทั้งภาครัฐ สถาบันการเงิน และภาคเอกชนชั้นดี ในรูปสกุลเงินออสเตรเลียดอลลาร์ (AUD) หรือสกุลเงินต่างประเทศอื่นโดยทำ FX SWAP เพื่อเปลี่ยนมาเป็นสกุลเงิน AUD
รายละเอียดสำคัญอื่น ๆ
ประเภทสินทรัพย์ที่กองทุนเข้าลงทุน ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ประกอบไปด้วย
สนใจกองทุน SCBAUD
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by Krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
Market View: อัปเดตตลาดประจําสัปดาห์ 14 – 18 กันยายน 2026
สรุปกองทุนแนะนำ: FundTalk Call / Mr.Messenger Call / MEVT Call
Portfolio Highlight: พอร์ตการลงทุน All Weather Strategy
ดาวน์โหลดฟรี

บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee): Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest): เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้
3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน: ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย
DISCLAIMER: เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนจากบริษัทหลักทรัพย์ซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ จัดทำโดยอาศัยข้อมูลที่จัดหามาจากแหล่งที่น่าเชื่อหรือควรเชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือและ/หรือถูกต้อง อย่างไรก็ตามบริษัทไม่ยืนยัน และไม่รับรองถึงความครบถ้วนสมบูรณ์หรือถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว และไม่ได้ประกันราคาหรือผลตอบแทนของหน่วยลงทุนที่ปรากฏข้างต้น แม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะปรากฏข้อความที่อาจเป็นหรืออาจตีความว่าเป็นเช่นนั้นได้ บริษัทจึงไม่รับผิดชอบต่อการนำเอาข้อมูล ข้อความ ความเห็น และหรือบทสรุปที่ปรากฏในเอกสารนี้ไปใช้ในบริษัทรวมทั้งบริษัทที่เกี่ยวข้อง ลูกค้า ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทต่าง ๆ อาจจะทำการลงทุนซื้อหรือขายหลักทรัพย์ที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ได้ทุกเวลา ข้อมูล และความเห็นที่ปรากฏอยู่ในเอกสารฉบับนี้ มิได้ประสงค์จะชี้ชวน เสนอแนะ หรือจูงใจให้ลงทุนซื้อหรือขายหน่วยลงทุนที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ และข้อมูลอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ผู้ลงทุนควรใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบในการลงทุนหรือซื้อหรือขายหลักทรัพย์ บริษัทสงวนลิขสิทธิ์ในข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารนี้ ห้ามมิให้ ผู้ใดใช้ประโยชน์ ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง ทำให้ปรากฏหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ซึ่งข้อมูลในเอกสารนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากบริษัท เป็นการล่วงหน้า การกล่าว คัด หรืออ้างอิงข้อมูลบางส่วนตามสมควรในเอกสารนี้ ไม่ว่าในบทความ บทวิเคราะห์ บทวิจัย หรือในเอกสารหรือการสื่อสารอื่นใดจะต้องกระทำโดยถูกต้อง และไม่เป็นการก่อให้เกิดการเข้าใจผิดหรือความเสียหายแก่บริษัท ต้องรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในข้อมูลของบริษัท และต้องอ้างอิงถึงฉบับที่และวันที่ในเอกสารฉบับนี้ของบริษัทโดยชัดเจน การลงทุนหรือซื้อหรือขายหน่วยลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ท่านควรทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อลักษณะของหน่วยลงทุนแต่ละประเภท และควรศึกษาข้อมูลของบริษัทที่ออกหน่วยลงทุนและข้อมูลอื่นใดที่เกี่ยวข้องก่อนการตัดสินใจซื้อหรือขายหน่วยลงทุน
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผู้ลงทุนอาจขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งจัดทำขึ้นภายใต้การสร้างโอกาสผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตโดยยึดความเสี่ยงเป็นหลัก โอกาสรับผลตอบแทนได้สูงกว่าความเสี่ยงด้านค่าเงิน | ความเสี่ยงที่แสดงแบบย้อนหลังไม่สามารถนำมาใช้ยืนยันผลตอบแทนในอนาคตได้ ข้อมูลข้างต้นมิได้เป็นการชักชวนให้ลงทุนซึ่งต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 09:00-17:00 น. หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในกองทุนของ Kept by Krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันคำเดิมว่า สหรัฐฯ ควรเป็นประเทศที่มีดอกเบี้ยต่ำที่สุดในโลก โดยไม่ต้องไปสนใจสูตรคำนวณทางการเงินใด ๆ ท่ามกลางกระแสกดดันรอบใหม่ที่ส่งตรงถึง เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ที่ทรัมป์เป็นคนดึงมารับตำแหน่งเอง ว่าอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเบรกปัญหาเงินเฟ้อที่เริ่มกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง
ท่าทีของทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากตัวเลขเงินเฟ้อเดือนสิงหาคมออกมาสูงเกินคาด จนตลาดการเงินมองว่า Fed น่าจะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี โดยนักลงทุนให้น้ำหนักสูงถึง 86% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 กันยายนนี้ นอกจากนี้ ปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจากสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 7 บวกกับนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์เอง ยิ่งทำให้การคุมเงินเฟ้อของ Fed ทำได้ยากขึ้นไปอีก
สถานการณ์นี้ทำให้ เควิน วอร์ช ตกที่นั่งลำบากและอาจถึงขั้นแตกหักกับทำเนียบขาว เพราะถ้า Fed เลือกขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสยบเงินเฟ้อและรักษาความน่าเชื่อถือ วอร์ชก็ต้องเจอทรัมป์เปิดหน้าชนแน่นอน แต่ถ้ายอมถอยไม่ขึ้นดอกเบี้ยตามใจฝ่ายการเมือง Fed ก็จะเสียความน่าเชื่อถือ และอาจปล่อยให้ของแพงบานปลายจนคุมไม่อยู่ในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ฝั่งการเมืองสหรัฐฯ ก็กำลังเดือดจัด เพราะคนอเมริกันกำลังเครียดเรื่องค่าครองชีพ ทั้งค่าน้ำมัน ค่าอาหาร ค่าหมอ และราคาบ้าน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดคะแนนนิยมของทรัมป์และพรรครีพับลิกันให้ร่วงลงเรื่อยๆ ก่อนถึงศึกเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งอาจทำให้พรรครีพับลิกันสูญเสียการครองเสียงข้างมากในสภาได้
ส่วนท่าทีจากทำเนียบขาว เควิน แฮสเซ็ตต์ (Kevin Hassett) ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ ออกมาให้ความเห็นแบบกั๊ก ๆ ว่า ทรัมป์คงไม่ชอบใจแน่ถ้า Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยจริง ๆ แต่ก็เชื่อว่าประธานาธิบดีจะยังเคารพการตัดสินใจที่เป็นอิสระของประธาน Fed อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กลับขู่ทิ้งท้ายไปถึงต่างประเทศว่า อาจพิจารณาตัดการค้ากับบางประเทศที่สหรัฐฯ เสียเปรียบดุลการค้า หาก Fed ไม่ยอมปรับลดดอกเบี้ยลงมาตามที่เขาต้องการ
อ้างอิง: Bloomberg
ซื้อกองทุน Thai ESG ดีไหม ใครบ้างที่เหมาะกับกองทุนนี้ อะไรคือจุดเด่นจุดด้อยของ Thai ESG และเงื่อนไขแบบไหนควรลงทุน Thai ESG บ้าง? Finnomena Funds สรุปมาให้แล้ว
– คลิกอ่านบทความ 👉 กองทุน Thai ESG คืออะไร? ลดหย่อนภาษีแบบใหม่ เทียบกับ RMF, Thai ESGX ต่างกันอย่างไร
Tax Tactic 2026 เติม-ปรับ-ขยับพอร์ต อีกก้าวของการเติม Tactic ใหม่ในการวางแผนการลงทุนลดหย่อนภาษี
โปรโมชันพิเศษ ลูกค้าใหม่เปิดบัญชีกองทุนรวมผ่าน Finnomena Funds รับ E-Voucher Shopee มูลค่า 100 บาท* พร้อมแผนกองทุนประหยัดภาษี** ฟรี!
ระยะเวลากดรับโปรโมชันตั้งแต่ 1 กันยายน – 25 ธันวาคม 2569 **ลูกค้าใหม่ต้องกดรับสิทธิ์ก่อนเปิดบัญชี**
📌 เริ่มวางแผนภาษีได้ที่ https://finno.me/tsf-ws
หากคุณตรงกับเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งในนี้ อาจแปลได้ว่าคุณเหมาะที่จะลงทุนในกองทุน Thai ESG และยิ่งมีข้อที่ติ๊กถูกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งตอกย้ำว่าคุณไม่ควรพลาดการลงทุนครั้งนี้
1. มีรายได้สุทธิที่หักลบค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว มากกว่า 150,000 บาท
2. ต้องการลดหย่อนภาษีด้วยการลงทุน เพราะไม่อยากจ่ายภาษีเป็นจำนวนมาก หรือโดยหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว แต่อยากขอเงินภาษีคืน
3. เป็นคนที่ฐานภาษีสูง เช่น 20% 25% ขึ้นไป ยิ่งฐานภาษีสูงเท่าไหร่ การลดหย่อนภาษียิ่งคุ้มค่าขึ้นเท่านั้น เช่น คนฐานภาษี 20% การซื้อ TESG จำนวน 300,000 บาท จะช่วยประหยัดภาษีถึง 60,000 บาท แต่คนฐานภาษี 5% แม้จะซื้อ 300,000 บาทเท่ากัน จะนำไปลดภาษีได้เพียง 15,000 บาท
4. ยังลดหย่อนภาษีไม่พอ ต้องการวงเงินเพิ่ม ซึ่งการลงทุนใน RMF ให้สิทธิลดหย่อนภาษีแค่ 500,000 บาท แต่หากใครที่ต้องการวงเงินมากกว่านั้น การซื้อ Thai ESG จะให้วงเงินลดหย่อนเพิ่มอีก 300,000 บาท รวมสูงสุดเป็น 800,000 บาท
5. ต้องการลดหย่อนภาษี แต่ไม่อยากซื้อ RMF เพราะต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี และต้องถือถึงอายุ 55 ปี ซึ่งใช้เวลานานกว่าจะขายได้ สำหรับคนที่อายุน้อยกว่า 45 ปี
6. มีเป้าหมายการลงทุนระยะยาว สามารถถือกองทุน Thai ESG อย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป
7. เชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของหุ้นไทยยั่งยืน ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG
8. เชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของตราสารหนี้ไทยยั่งยืน หรือ ESG Bond ที่ผู้ระดมทุนมีเป้าหมายนำเงินไปใช้กับโครงการต่าง ๆ ภายใต้แนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อส่งเสริมองค์กรในระยะยาว
9. มีเงินเย็นปล่อยทิ้งไว้นิ่ง ๆ กำลังมองหาช่องทางนำไปลงทุนให้งอกเงย พร้อมลดหย่อนภาษีไปด้วยเลย
แล้วเงื่อนไขแบบไหนบ้างล่ะที่ไม่ควรซื้อ Thai ESG หรือยังไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น เพราะมีทางเลือกการลงทุนประเภทอื่น ๆ ที่สามารถตอบโจทย์เป้าหมายได้ดีกว่า
1. รายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องจ่ายภาษีเหมือนกันหมด หากปีนี้คำนวณออกมาแล้ว รายได้ของเราไม่ต้องเสียภาษี หรือไม่มีความต้องการที่จะขอเงินภาษีคืน ก็ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี หากอยากลงทุนแนะนำให้ซื้อกองทุนรวมทั่วไปจะเหมาะกว่า
2. ปีนี้ค่าลดหย่อนภาษีเพียงพอแล้ว เช่น คนที่วางแผนซื้อกองทุน RMF หรือประกันลดหย่อนภาษี จนค่าลดหย่อนเพียงพอความต้องการไปแล้ว
3. กำลังชักหน้าไม่ถึงหลัง หากกำลังประสบปัญหาทางการเงิน แบบนี้การยอมจ่ายภาษีน่าจะเหมาะกว่าการทุ่มเงินก้อนซื้อ Thai ESG เพื่อให้ได้ลดหย่อนภาษี แต่ต้องมานั่งปวดหัวเพราะขาดสภาพคล่องทางการเงิน
4. ยังไม่มีเงินออมสำรองฉุกเฉิน เราควรจะมีเงินออมก่อนเริ่มต้นลงทุน สำหรับกันไว้ใช้จ่ายประมาณ 6 เดือน โดยเฉพาะ Thai ESG ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว แปลว่าถ้าเรานำเงินทั้งหมดไปเก็บไว้ในกองทุน หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา เราจะไม่มีเงินก้นถุงเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
5. ลงทุนแล้วกินไม่ได้นอนไม่หลับ ถ้ารู้ตัวว่ากลัวความเสี่ยงจากการลงทุน ทนเห็นตัวเลขเงินในพอร์ตที่ผันผวนขึ้นลงไม่ได้ การมองหาตัวช่วยลดหย่อนภาษีอื่น ๆ น่าจะเหมาะกว่า เช่น ประกันออมทรัพย์ ประกันสุขภาพ
6. หากต้องการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ Thai ESG ไม่สามารถตอบโจทย์เป้าหมายนี้ได้ ซึ่งถ้าคุณอยากลงทุนหลากหลายสินทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ แบบนี้ต้องซื้อ RMF
7. ถ้าอายุเกิน 55 ปีแล้ว และกำลังวางแผนเกษียณในเร็ว ๆ นี้ แนะนำให้ซื้อ RMF มาลดหย่อนภาษีจะเหมาะกว่า
Tax Tactic 2026 เติม-ปรับ-ขยับพอร์ต อีกก้าวของการเติม Tactic ใหม่ในการวางแผนการลงทุนลดหย่อนภาษี
โปรโมชันพิเศษ ลูกค้าใหม่เปิดบัญชีกองทุนรวมผ่าน Finnomena Funds รับ E-Voucher Shopee มูลค่า 100 บาท* พร้อมแผนกองทุนประหยัดภาษี** ฟรี!
ระยะเวลากดรับโปรโมชันตั้งแต่ 1 กันยายน – 25 ธันวาคม 2569 **ลูกค้าใหม่ต้องกดรับสิทธิ์ก่อนเปิดบัญชี**
📌 เริ่มวางแผนภาษีได้ที่ https://finno.me/tsf-ws
คำเตือน
รวมกองทุน Term Fund ออกใหม่ (IPO) ประจำสัปดาห์ ทางเลือกการลงทุนที่เน้นความมั่นคง ความเสี่ยงต่ำ กำหนดระยะเวลาลงทุนชัดเจน พร้อมโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก
ดูรายชื่อกองทุน Term Fund ทั้งหมด
และกองทุน IPO ที่เสนอขายเป็นครั้งแรก
คลิกที่นี่
1. KFTGB6M70 – กองทุนเปิดกรุงศรีพันธบัตรไทย 6M70
ระดับความเสี่ยง : 3
นโยบายลงทุน: กองทุนเน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐไทยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ส่วนที่เหลือลงทุนในเงินฝาก ตราสารการเงิน ศุกูก หรือตราสารหนี้ระดับ Investment Grade บริหารแบบ Buy-and-Hold ถือจนครบอายุกองทุน และอาจใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่อง
ดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ KFTGB6M70
2. SCBSB6M99 – กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารภาครัฐ 6 เดือน 99
ระดับความเสี่ยง : 3
นโยบายลงทุน:กองทุนเน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐไทย (เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล/ธปท. หุ้นกู้กระทรวงการคลัง) ไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ใช้กลยุทธ์ซื้อครั้งเดียว (Buy-and-Hold) ไม่ลงทุนในตราสาร Non-Investment Grade, Unrated หรือ Structured Note แต่รองรับการใช้ Derivatives เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่อง
ดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ SCBSB6M99
3. SCBSB3M114 – กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารภาครัฐ 3 เดือน 114
ระดับความเสี่ยง : 3
นโยบายลงทุน:กองทุนเน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐไทยไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ด้วยกลยุทธ์ Buy-and-Hold ไม่ลงทุนใน Non-investment grade, Unrated หรือ Structured Note แต่สามารถใช้ Derivatives เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่องได้
ดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ SCBSB3M114
4. KTGOV3M11S – กองทุนเปิดกรุงไทยพันธบัตร 3M11S
ระดับความเสี่ยง : 3
นโยบายลงทุน:กองทุนเน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐทั้งไทยและต่างประเทศไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ใช้กลยุทธ์ซื้อแล้วถือ (buy-and-hold) อาจลงทุนในต่างประเทศได้ไม่เกิน 79% ของ NAV โดยมีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย และสภาพคล่องเต็มจำนวน
ดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ KTGOV3M11S
5. K-GB6MDM – กองทุนเปิดเค พันธบัตร 6 เดือน DM
ระดับความเสี่ยง : 3
นโยบายลงทุน: กองทุนจะลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ภาครัฐและหรือเงินฝากในประเทศ มุ่งเน้นลงทุนเพียงครั้งเดียวโดยถือทรัพย์สินที่ลงทุนไว้จนครบกําหนดอายุของทรัพย์สิน หรือครบอายุของรอบการลงทุนของกองทุนรวม หรือครบอายุของกองทุนรวม (buy-and-hold fund)
ดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ K-GB6MDM
6. SCBSB3M115 – กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารภาครัฐ 3 เดือน 115
ระดับความเสี่ยง : 3
นโยบายลงทุน:กองทุนมีกลยุทธ์แบบ buy-and-hold เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐไทยอย่างน้อย 80% ของ NAV ไม่ลงทุนในตราสารหนี้เสี่ยงสูง (non-investment grade/Unrated) หรือ Structured Note และอาจใช้ Derivatives อ้างอิงอัตราดอกเบี้ยเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านดอกเบี้ยและสภาพคล่องให้สอดคล้องกับอายุกองทุน
ดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ SCBSB3M115
7. SCBSB6M100 – กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารภาครัฐ 6 เดือน 100
ระดับความเสี่ยง : 3
นโยบายลงทุน: กองทุนใช้กลยุทธ์ Buy-and-Hold เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐไทยไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยไม่ลงทุนในตราสารหนี้เสี่ยงสูง (non-investment grade/Unrated) หรือ Structured Note และอาจใช้ Derivatives เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านดอกเบี้ยและสภาพคล่องให้สอดคล้องกับอายุกองทุน
ดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ SCBSB6M100
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้มีลักษณะเฉพาะและมีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน เนื่องจากกองทุนมีเป้าหมายลงทุนแบบ Buy & Hold เพื่อถือครองจนครบกำหนดอายุโครงการ หากมีปัจจัยลบเกิดขึ้น ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก | การขายคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนดอาจไม่สามารถกระทำได้ หรืออาจได้รับเงินคืนไม่เต็มจำนวน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการ ตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT
บริการที่ผู้ลงทุนได้รับผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee) : Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) : เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้:
3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน : ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย:
ถ้าจะมองหา “ตัวจริง” ที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ชื่อที่นึกถึงเป็นอันดับแรก ๆ คงหนีไม่พ้นยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ
ตั้งแต่ AI และเทคโนโลยี การสื่อสาร ยานยนต์ พลังงาน ไปจนถึงธุรกิจสุขภาพ ล้วนมีผู้เล่นรายใหญ่จากสหรัฐฯ เป็นกำลังสำคัญอยู่เบื้องหลัง และบทบาทของบริษัทเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตลาดหุ้น แต่ยังขยายไปสู่อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก
บทความนี้พาไปรู้จัก 11 หุ้นสหรัฐฯ ตัวท็อป ที่โดดเด่นทั้งในด้านขนาดธุรกิจและบทบาทในอุตสาหกรรม อะไรทำให้บริษัทเหล่านี้กลายเป็นชื่อที่มีความสำคัญต่อเวทีเศรษฐกิจโลก
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติวงการ AI และเทคโนโลยีการประมวลผลระดับโลก ก่อตั้งขึ้นในปี 1993 โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาชิปกราฟิกสำหรับเกม ก่อนเติบโตสู่การเป็นผู้ให้บริการ โครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับ Data Center แบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่แพลตฟอร์มการประมวลผล ระบบเครือข่าย ไปจนถึงซอฟต์แวร์ พร้อมรองรับลูกค้าหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก ตั้งแต่ผู้ให้บริการ Cloud ผู้ผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยี ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมยานยนต์
ปัจจุบันธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญที่สุดของ NVIDIA คือ Data Center & AI Infrastructure ที่มุ่งพัฒนาแพลตฟอร์ม Accelerated Computing และระบบเครือข่ายสำหรับการฝึกฝนและประมวลผลโมเดล AI เช่น Data Center GPU ระบบ Blackwell ระบบ Networking ไปจนถึง AI Software
ขณะเดียวกัน ธุรกิจดั้งเดิมอย่าง Gaming & PC ยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจสำคัญของบริษัท ในการพัฒนา GPU และแพลตฟอร์มกราฟิกสำหรับ Gaming รวมถึง Notebook และ PC ให้บริการผ่านผลิตภัณฑ์ เช่น GeForce RTX GPU, บริการ Cloud Gaming อย่าง GeForce NOW และโซลูชันสำหรับเครื่องเล่นเกม
นอกจากนี้ NVIDIA ยังมีธุรกิจ Professional Visualization ที่ให้บริการ GPU และซอฟต์แวร์สำหรับงานออกแบบ วิศวกรรม การสร้างคอนเทนต์ และ AI Workstation รวมถึงธุรกิจ Automotive ที่พัฒนาแพลตฟอร์มประมวลผลและซอฟต์แวร์สำหรับยานยนต์อัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอุตสาหกรรม
หนึ่งในผู้ปฏิวัติอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคล โดยจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ Apple แตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่นคือ Apple Ecosystem ที่เชื่อมโยงฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ สร้างประสบการณ์การใช้งานที่ต่อเนื่องและช่วยรักษาฐานลูกค้าในระยะยาว
โครงสร้างรายได้หลักของ Apple แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกคือ Products ซึ่งมาจากการออกแบบ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ โดยมี iPhone เป็นหัวใจสำคัญและเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงผู้ใช้เข้าสู่ Ecosystem ของบริษัท ควบคู่ไปกับ iPad สำหรับการทำงานและความบันเทิง คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก Mac และกลุ่ม Wearables, Home & Accessories ซึ่งครอบคลุมผลิตภัณฑ์อย่าง Apple Watch, AirPods, Vision Pro และ HomePod
กลุ่มที่สองคือ Services ครอบคลุมบริการดิจิทัลและบริการหลังการขายสำหรับฐานผู้ใช้งานอุปกรณ์ Apple เช่น App Store, iCloud, AppleCare, Apple Music, Apple TV+, Apple Pay รวมถึงรายได้จากการโฆษณาและค่าลิขสิทธิ์ โดยธุรกิจ Services มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนฐานผู้ใช้อุปกรณ์ของ Apple ให้เป็นรายได้ประจำ (Recurring Revenue) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับโมเดลธุรกิจโดยรวม
บริษัทแม่ของ Google ขยายธุรกิจจากจุดเริ่มต้นในฐานะเครื่องมือค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต สู่การเป็นอาณาจักรเทคโนโลยีที่ครอบคลุมชีวิตดิจิทัลผู้คนทั่วโลก ปัจจุบัน Alphabet ขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ Google Services, Google Cloud และ Other Bets
กลุ่มแรก Google Services ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ดิจิทัลที่มีผู้ใช้งานหลายพันล้านคนทั่วโลกในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น Google Search, YouTube, Android, Chrome, Gmail, Google Maps และ Google Play โดยมีรายได้หลักจากการโฆษณาบน Search, YouTube และเครือข่ายโฆษณา รวมถึงค่าสมัครสมาชิกและการขายแอปพลิเคชัน
กลุ่มที่สอง Google Cloud ให้บริการตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ การวิเคราะห์ข้อมูล ความปลอดภัยทางไซเบอร์ AI Infrastructure และ AI Solutions รวมถึง Google Workspace โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการด้าน Cloud และ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในภาคธุรกิจ และกลุ่มสุดท้าย Other Bets เป็นกลุ่มที่มุ่งลงทุนและพัฒนาธุรกิจระยะเริ่มต้น เช่น Waymo ธุรกิจเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ และ GFiber บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน มุ่งขับเคลื่อนการทำงานและชีวิตในยุคดิจิทัล ผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่ครอบคลุมตั้งแต่ Software, Cloud Infrastructure, AI Solutions และอุปกรณ์เทคโนโลยี ให้บริการตั้งแต่ผู้บริโภคทั่วไปจนถึงองค์กร และหน่วยงานภาครัฐทั่วโลก
โครงสร้างรายได้หลักของ Microsoft แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มธุรกิจ โดยมีกลุ่ม Productivity and Business Processes เป็นเสาหลัก ให้บริการซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มสำหรับการทำงานและบริหารจัดการองค์กร เช่น Microsoft 365, Copilot, LinkedIn และ Dynamics 365 มีรายได้หลักจากค่าสมาชิกและ Software Licensing รวมถึงรายได้จากโฆษณาและ Business Solutions
กลุ่มที่สอง Intelligent Cloud ให้บริการ Cloud Infrastructure แพลตฟอร์ม AI และโซลูชันระดับองค์กรผ่าน Microsoft Azure, Server Products, GitHub และ Enterprise Services โดยมีรายได้จากค่าบริการตามการใช้งาน Cloud ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้าน Cloud และ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มสุดท้าย More Personal Computing ครอบคลุมธุรกิจที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภคโดยตรง ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ Windows อุปกรณ์ Surface ไปจนถึง Xbox และธุรกิจเกมและคอนเทนต์ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ Microsoft มีฐานธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งตลาดองค์กรและผู้บริโภค
มหาอำนาจแห่งโลกเทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซ เริ่มต้นจากการเป็นร้านขายหนังสือออนไลน์ ก่อนจะขยายอาณาจักรจนกลายเป็นทั้งศูนย์กลางอีคอมเมิร์ซและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลก โดย Amazon ขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 3 กลุ่ม ได้แก่ Commerce and Marketplace, Amazon Web Services (AWS) และ Advertising, Subscriptions and Other
ธุรกิจหลักอย่าง Commerce and Marketplace ครอบคลุมทั้งการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และร้านค้าจริง (Physical Stores) รวมถึงการเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดให้ผู้ขายภายนอก (Third-party Sellers) เข้ามาจำหน่ายสินค้า โดยมีจุดแข็งสำคัญจากเครือข่ายโลจิสติกส์และระบบ Fulfillment ที่ช่วยให้ Amazon สามารถจัดส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รายได้ของกลุ่มนี้มาจากยอดขายสินค้า ค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชันจากผู้ขาย รวมถึงค่าบริการด้านโลจิสติกส์
กลุ่มที่สอง Amazon Web Services (AWS) เป็นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ให้บริการตั้งแต่ Cloud Infrastructure, Compute, Storage, Database, Analytics รวมถึง AI และ Machine Learning นอกจากนี้ Amazon ยังมีธุรกิจ Advertising, Subscriptions and Other ที่ครอบคลุมบริการโฆษณาดิจิทัล เช่น Sponsored Ads และ Video Ads รวมถึงบริการสมาชิก Amazon Prime โดยกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่มีลักษณะต่อเนื่อง และกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญในการขยายกำไรของบริษัท
ยักษ์ใหญ่เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีระดับโลก ผู้นำด้านการออกแบบ พัฒนา และจำหน่ายเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึง Infrastructure Software ที่ทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังเชื่อมโยงระบบการประมวลผลและการสื่อสารยุคใหม่ โดยมีลูกค้าครอบคลุมตั้งแต่ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscalers) ผู้ผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยี (OEMs) ไปจนถึงองค์กรชั้นนำในหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก
โครงสร้างธุรกิจหลักของ Broadcom แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยธุรกิจฝั่งฮาร์ดแวร์อย่าง Semiconductor Solutions ครอบคลุมการพัฒนาชิปประมวลผลเฉพาะทางสำหรับ AI (Custom AI Accelerators) ระบบเครือข่าย Ethernet ความเร็วสูง เทคโนโลยีการเชื่อมต่อและจัดเก็บข้อมูล ระบบบรอดแบนด์ ไปจนถึง Wireless Semiconductor มีรายได้มาจากการจำหน่ายชิปและระบบให้แก่ผู้ให้บริการคลาวด์และผู้ผลิตอุปกรณ์ชั้นนำ รวมถึงรายได้จากการให้สิทธิใช้งานทรัพย์สินทางปัญญา (IP Licensing)
ขณะที่กลุ่ม Infrastructure Software เติบโตอย่างมีนัยสำคัญหลังการเข้าซื้อกิจการ VMware ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพของ Broadcom ในการให้บริการซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร ตั้งแต่แพลตฟอร์ม VMware Cloud Foundation, Private และ Hybrid Cloud, Mainframe, Cybersecurity และ Enterprise Software มีรายได้จากการสมัครใช้บริการซอฟต์แวร์ และบริการสนับสนุนทางเทคนิคสำหรับองค์กร
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ผู้พลิกโฉมการสื่อสารและการสร้างปฏิสัมพันธ์ในโลกดิจิทัล เชื่อมโยงผู้คนและธุรกิจหลายพันล้านรายทั่วโลกผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชั้นนำ พร้อมเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างประสบการณ์ดิจิทัลรูปแบบใหม่
โครงสร้างธุรกิจของ Meta แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ Family of Apps และ Reality Labs โดย Family of Apps ครอบคลุมแพลตฟอร์มสำคัญอย่าง Facebook, Instagram, Messenger, WhatsApp และ Threads สร้างรายได้จากการให้บริการโฆษณาดิจิทัล บน Facebook และ Instagram ร่วมกับการขยายบริการรับส่งข้อความเชิงพาณิชย์บน WhatsApp และบริการสมาชิก Meta Verified
ส่วน Reality Labs มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ด้าน Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) ครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และคอนเทนต์ เพื่อวางรากฐานสำหรับประสบการณ์ดิจิทัลแห่งอนาคต โดยมีผลิตภัณฑ์อย่างแว่น VR ตระกูล Meta Quest และแว่นตาอัจฉริยะที่ผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
บริษัทยักษ์ใหญ่ ผู้พลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงานสะอาดของโลก โดยไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังพัฒนาเทคโนโลยีและโซลูชันที่ครอบคลุมตั้งแต่ยานยนต์ ระบบขับขี่อัตโนมัติ ไปจนถึงการผลิตและกักเก็บพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืน
โครงสร้างธุรกิจของ Tesla แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม Automotive ครอบคลุมการออกแบบ ผลิต ให้เช่า และจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมพัฒนา Software และระบบช่วย ขับขี่ FSD ตลอดจนการขาย Regulatory Credits รวมถึงซอฟต์แวร์ และบริการ Connectivity ที่เกี่ยวข้อง
กลุ่มที่สอง Energy Generation & Storage มุ่งเน้นการพัฒนาระบบกักเก็บและผลิตพลังงาน เช่น แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ระดับอุตสาหกรรมอย่าง Megapack ชุดแบตเตอรี่สำรองในบ้านอย่าง Powerwall และระบบโซลาร์เซลล์ และกลุ่มสุดท้าย Services & Other มุ่งเน้นการให้บริการที่สนับสนุนฐานผู้ใช้งานรถยนต์ เช่น เครือข่ายสถานีชาร์จ Supercharging ธุรกิจประกันภัยรถยนต์ บริการซ่อมบำรุง และการขายรถยนต์มือสอง
บริษัทยายักษ์ใหญ่ ผู้นำด้านเภสัชกรรมของโลก ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1876 วิจัย พัฒนา ผลิต และจำหน่ายยารักษาโรคที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก ทั้งในกลุ่มโรคเมตาบอลิก มะเร็ง โรคภูมิคุ้มกัน และระบบประสาท
โครงสร้างธุรกิจของ Eli Lilly ถูกขับเคลื่อนด้วย 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ กลุ่ม Cardiometabolic Health มุ่งเน้นการพัฒนายารักษาโรคเบาหวาน โรคอ้วน และโรคหัวใจและเมตาบอลิก ผ่านยาชูโรงอย่าง Mounjaro สำหรับโรคเบาหวาน และ Zepbound สำหรับการควบคุมน้ำหนัก รวมถึง Trulicity และ Jardiance
นอกจากนี้บริษัทยังมียาในกลุ่มอื่น ๆ ได้แก่ กลุ่มยารักษามะเร็ง Oncology ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งเม็ดเลือด และการรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า โดยยาสำคัญอย่าง Verzenio, Jaypirca และ Retevmo กลุ่มยารักษาโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ Immunology เช่นโรคผิวหนังและลำไส้อักเสบอย่าง Taltz และ Ebglyss กลุ่มยารักษาโรคทางระบบประสาท Neuroscience อย่าง Kisunla ยารักษาโรคอัลไซเมอร์ และ Emgality ยารักษาโรคไมเกรน ตลอดจนกลุ่มผลิตภัณฑ์เภสัชกรรมอื่น ๆ
หนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดของโลกด้านเทคโนโลยีหน่วยความจำ (Memory) และระบบจัดเก็บข้อมูล (Storage) ก่อตั้งขึ้นในปี 1978 ผลิตภัณฑ์ของ Micron เปรียบเสมือนสมองและคลังความจำของอุปกรณ์ดิจิทัลแทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นชิป DRAM, HBM, NAND, NOR ไปจนถึง SSD สำหรับ Data Center, คอมพิวเตอร์ PC, สมาร์ตโฟน, ยานยนต์อัจฉริยะ และอุปกรณ์อุตสาหกรรมทั่วโลก
Micron ขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 4 กลุ่มหลัก โดยกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือ Cloud Memory Business Unit มุ่งเน้นการส่งมอบชิปหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงอย่าง HBM และ Server DRAM ให้กับผู้ให้บริการ Hyperscale Cloud และ Data Center
กลุ่มที่สอง Mobile and Client Business Unit ให้บริการผลิตภัณฑ์หน่วยความจำและระบบจัดเก็บข้อมูลสำหรับอุปกรณ์ผู้บริโภคทั่วไป เช่น Mobile DRAM และ Client SSD สำหรับสมาร์ตโฟนและคอมพิวเตอร์ PC กลุ่มที่สาม Core Data Center Business Unit ให้บริการ Server DRAM และ SSD สำหรับลูกค้าองค์กร และผู้ผลิตอุปกรณ์ (OEM) รวมถึง Data Center
และกลุ่มสุดท้าย Automotive and Embedded Business Unit พัฒนาและจัดจำหน่ายโซลูชันหน่วยความจำสำหรับรถยนต์ อุตสาหกรรม และอุปกรณ์ Embedded รองรับการเติบโตของยานยนต์อัจฉริยะ ระบบช่วยขับขี่ และอุปกรณ์ที่ต้องประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก
กลุ่มบริษัทโฮลดิ้งระดับตำนานแห่งโลกการลงทุน ดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญาการลงทุนที่มั่นคงและยั่งยืนมายาวนาน โดยมีรากฐานตั้งแต่ปี 1839 บริษัทได้เข้าถือหุ้นและบริหารจัดการกิจการที่หลากหลายในอุตสาหกรรม พร้อมบริหารพอร์ตหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ ส่งผลให้ Berkshire Hathaway กลายเป็นเสาหลักทางธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
โครงสร้างธุรกิจของ Berkshire Hathaway แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่กลุ่ม Service, Retailing & Distribution ครอบคลุมธุรกิจการบริการ ค้าปลีก และการจัดจำหน่ายสินค้าผ่านบริษัทย่อยชั้นนำ เช่น McLane, Pilot, NetJets และธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ กลุ่มที่สอง Insurance & Reinsurance ให้บริการประกันภัยและประกันภัยต่อผ่านแบรนด์อย่าง GEICO, Berkshire Hathaway Primary Group และ Berkshire Hathaway Reinsurance Group
กลุ่มภาคการผลิตอย่าง Manufacturing ดำเนินการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้าง เคมีภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านบริษัทย่อยอย่าง Precision Castparts, Marmon, Lubrizol และ Clayton Homes และกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงคือ Railroad & Energy ดำเนินธุรกิจรถไฟขนส่งสินค้าผ่าน BNSF รวมถึงธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงานผ่าน Berkshire Hathaway Energy
หากต้องการเป็นเจ้าของ 11 หุ้นสหรัฐฯ ชั้นนำเหล่านี้โดยไม่ต้องเลือกเอง กองทุนเปิด ท็อป 11 ยูเอสเอ (TOP11USA) คือคำตอบ!
กองทุนเปิด ท็อป 11 ยูเอสเอ หรือ TOP11USA มีนโยบายลงทุนในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา โดยเน้นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดสูงและมีสภาพคล่องดี เพื่อสะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้ กองทุนจะลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์ (USD)
กองทุนบริหารเชิงรุก (Active management) คัดเลือกหุ้นอเมริกาจำนวน 11 บริษัท ที่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจอเมริกา และเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ เน้นค้นหาหุ้นคุณภาพสูงที่มีศักยภาพการเติบโตระยะยาว ปรับสมดุลน้ำหนักและทบทวนรายชื่อหุ้นอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้พอร์ตการลงทุนสอดคล้องกับสภาวะตลาดและบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
รายละเอียดต่าง ๆ ของกองทุน
อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน TOP11USA เจาะลึก 11 หุ้นชั้นนำอเมริกา มหาอำนาจผู้คุมเศรษฐกิจโลก
สนใจกองทุน TOP11USA
11 หุ้นชั้นนำอเมริกา มหาอำนาจผู้คุมเศรษฐกิจโลกสามารถลงทุนได้แล้วบน Finnomena
อ้างอิงข้อมูลจาก: เอกสารแนะนำกองทุน DAOL Investment Management
ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ณ วันที่จัดทำ อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | เนื่องจากกองทุนมีการลงทุนในต่างประเทศและไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ลงทุนจึงอาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
บริการที่ผู้ลงทุนได้รับผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena