แนะนำกองทุนหุ้นสหรัฐอเมริกา TOP11USA จาก บลจ. ดาโอ (ประเทศไทย) คัด 11 หุ้นผู้นำในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ และมีมูลค่าตลาดสูงสุดใน S&P500 กระจายน้ำหนักให้เท่ากันแบบ Equal-Weight ลงทุนเชิงรุก ปรับพอร์ตปีละ 2 ครั้ง
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาเป็นจุดหมายสำคัญของนักลงทุนทั่วโลก เพราะนี่คือดินแดนที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ เป็นผู้คุมอำนาจทางการเงิน เป็นต้นกำเนิดของเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมทั้งยังเป็นผู้วางกติกาการค้าโลก ทำให้ตลาดหุ้นอเมริกาเต็มไปด้วยบริษัทชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลก
เพราะฉะนั้น ถ้าคุณอยากลงทุนในตลาดที่คุมเศรษฐกิจโลก อยากแนะนำให้รู้จักกองทุน TOP11USA ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างโอกาสจากหุ้น Big Cap ของอเมริกา โดยคัดเลือกบริษัทขนาดใหญ่ 11 แห่ง ที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ พร้อมเติบโตไปกับเศรษฐกิจในระยะยาว
Source: DAOL Investment Management
กองทุนเปิด ท็อป 11 ยูเอสเอ หรือ TOP11USA มีนโยบายการลงทุนในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา โดยเน้นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดสูงและมีสภาพคล่องดี เพื่อสะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้ กองทุนจะลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์ (USD)
กองทุนบริหารเชิงรุก (Active management) คัดเลือกหุ้นอเมริกาจำนวน 11 บริษัท ที่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจอเมริกา และเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ เน้นค้นหาหุ้นคุณภาพสูงที่มีศักยภาพการเติบโตระยะยาว ปรับสมดุลน้ำหนักและทบทวนรายชื่อหุ้นอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้พอร์ตการลงทุนสอดคล้องกับสภาวะตลาดและบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
รายละเอียดต่าง ๆ ของกองทุน
Source: DAOL Investment Management
กองทุน TOP11USA มีกระบวนการคัดเลือกหุ้น ดังนี้
และนี่คือรายชื่อ 11 หุ้นอเมริกาตัวจริงในพอร์ต TOP11USA ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2026
Source: DAOL Investment Management
เบอร์หนึ่งของผู้พัฒนาชิปประมวลผลของ GPU ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานที่ทุกบริษัทจำเป็นต้องใช้สำหรับการพัฒนาโมเดล AI ประสิทธิภาพสูง จนกลายเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนด้าน AI ที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ระบบนิเวศที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยยังคงเป็นบริษัทที่มีฐานผู้ใช้งานมหาศาล ผ่านอุปกรณ์และบริการต่าง ๆ ทั้ง iPhone, iPad, Mac และบริการดิจิทัลต่าง ๆ
เจ้าของแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุด โดยมีธุรกิจที่ครอบคลุมทั้ง Google Search, YouTube, Android และ Cloud Computing อีกทั้งบริษัทกำลังนำ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพของระบบค้นหา การโฆษณา และบริการ Cloud ให้สามารถสร้างรายได้จากฐานผู้ใช้งานจำนวนมหาศาล
ผู้นำด้านซอฟต์แวร์ Cloud และ AI โดยมีบริการซึ่งเป็นที่รู้จักอย่าง Microsoft 365, Windows, Linkedin รวมถึงกำลังต่อยอด AI ผ่าน Azure Cloud และ Microsoft Copilot เพื่อยกระดับการทำงานขององค์กรทั่วโลก
เจ้าพ่อ E-commerce ฝั่งอเมริกา และเป็นผู้นำ Cloud Computing ผ่าน Amazon Web Services (AWS) ทำให้เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้านเทคโนโลยีทั่วโลก
ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และซอฟต์แวร์โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Data Center ระบบเครือข่าย และการเชื่อมต่อ
ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและโฆษณาดิจิทัล ผ่าน Facebook, Instagram, WhatsApp และ Messenger
ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและระบบพลังงานสะอาด ครอบคลุม EV ระบบกักเก็บพลังงาน โครงข่ายชาร์จ และซอฟต์แวร์
ผู้นำนวัตกรรมด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเวชภัณฑ์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากการมุ่งเน้นยารักษาเบาหวานและโรคอ้วน มะเร็ง ภูมิคุ้มกัน และระบบประสาท
ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำและระบบจัดเก็บข้อมูล ครอบคลุม DRAM, HBM, NAND และ SSD สำหรับ Data Center และอุปกรณ์ต่าง ๆ
เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ลงทุนในธุรกิจคุณภาพจำนวนมาก ทั้งธุรกิจประกันภัย พลังงาน รถไฟ และการลงทุนในหุ้นชั้นนำ ด้วยกลยุทธ์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า
Source: DAOL Investment Management
แม้ช่วงก่อนหน้าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง แต่ยังเติบโตใกล้ระดับศักยภาพที่ระดับ 2% จากแรงหนุนของการบริโภค ตลาดแรงงาน และการลงทุนภาคธุรกิจ หนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนเติบโตต่อเนื่อง
การลงทุนใน AI, Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยังขยายตัวต่อเนื่อง ตามความต้องการประมวลผลที่เพิ่มสูงขึ้น สนับสนุนการเติบโตของบริษัทชั้นนำในหลายอุตสาหกรรม
บริษัทขนาดใหญ่ของอเมริกานั้นมีความได้เปรียบด้านนวัตกรรม ความสามารถในการแข่งขัน และฐานรายได้ระดับโลก พร้อมได้รับประโยชน์จากเมกะเทรนด์สำคัญอย่าง AI และ Cloud Computing
TOP11USA ตอบโจทย์ผู้ลงทุนที่เชื่อมั่นในการเติบโตของประเทศผู้นำโลกอย่างอเมริกา และต้องการลงทุนแบบโฟกัสในหุ้นชั้นนำที่เป็น Big Cap. คัดเฉพาะหุ้นคุณภาพเพียง 11 ตัวเท่านั้น โดยเห็นชัดเจนว่ากำลังลงทุนอะไรอยู่ และสามารถยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นแบบกระจุกตัวได้
สิ่งที่ทำให้ TOP11USA แตกต่าง คือการสร้างพอร์ตที่ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรมสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น AI Infrastructure, Cloud Computing, Digital Platform, Healthcare, Financials และ Consumer ทำให้ได้ทั้งหุ้นที่เป็นผู้นำการปฏิวัติ AI และบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวม โดยสามารถใช้เป็น Core-Port เพื่อถือลงทุนได้ในระยะยาว
สนใจกองทุน TOP11USA เติบโตไปพร้อม 11 หุ้นอเมริกาชั้นนำ
สามารถลงทุนได้แล้วบน Finnomena
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้กับผู้แนะนำการลงทุนของคุณ หรือติดต่อบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด โทร 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort ในช่วงเวลาวันทำการ 09:00-17:00 น.
อ้างอิงข้อมูลจาก: เอกสารแนะนำกองทุน DAOL Investment Management
ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ณ วันที่จัดทำ อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | เนื่องจากกองทุนนี้มีการลงทุนในต่างประเทศและไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน โดยป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
บริการที่ผู้ลงทุนได้รับผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee) : Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) : เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้:
3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน : ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย:
สรุปกองทุนหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI LHSUPERAI จาก บลจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ลงทุนในผู้สร้างรากฐานของ AI ยุคใหม่ ผ่านบริษัทชั้นนำใน AI Supply Chain ที่ได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนทั่วโลก
หาก AI เปรียบเสมือน “สมอง” ของโลกยุคใหม่ AI Infrastructure ก็คือ “ร่างกาย” ที่คอยขับเคลื่อนให้สมองทำงานได้จริง
แม้ปัจจุบัน AI จะกำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและรูปแบบการทำงานของผู้คนทั่วโลก แต่เบื้องหลังความฉลาดที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดนั้น จำเป็นต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานขนาดมหาศาล ตั้งแต่ชิปประมวลผล หน่วยความจำ ระบบเครือข่าย ไปจนถึง Data Center ซึ่งเป็นขุมพลังสำคัญในการประมวลผล AI
โอกาสลงทุนใน AI จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทผู้พัฒนาโมเดล AI เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงบริษัทตลอดห่วงโซ่อุปทานที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งกำลังได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่ไหลเข้าสู่ AI Infrastructure ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
บทความนี้จะพาไปรู้จักกับ กองทุน LHSUPERAI หนึ่งในทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในธีม AI Supercycle ผ่านการคัดเลือกบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก
กองทุน LHSUPERAI หรือ กองทุนเปิด แอล เอช อาร์ทิฟิเชียล อินเทลลิเจนซ์ ซูเปอร์ไซเคิล มีนโยบายลงทุนผ่านกองทุนหลัก VistaShares Artificial Intelligence Supercycle ETF ซึ่งเป็นกองทุน ETF ที่บริหารเชิงรุก (Active Managed ETF) เน้นลงทุนในบริษัททั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก
รายละเอียดต่าง ๆ ของกองทุน
กองทุน LHSUPERAI มุ่งเน้นการลงทุนในบริษัทที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานของ AI ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทานที่ทุกค่ายจำเป็นต้องพึ่งพา ตั้งแต่ชิป หน่วยความจำ ระบบไฟฟ้า ไปจนถึง Data Center ซึ่งช่วยลดความซ้ำซ้อนกับพอร์ตหุ้นเทคโนโลยีเดิมที่มักกระจุกตัวอยู่แค่กลุ่ม Mega-cap
กองทุนใช้แนวคิด Bill of Materials (BoM) ในการคัดเลือกหุ้น โดยลงทุนตาม AI Supply Chain และให้น้ำหนักตาม Contribution จริง เพื่อเปิดรับโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ทั้งระบบ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่
สำหรับหลักเกณฑ์การคัดเลือกบริษัทที่เข้าลงทุนต้องมีรายได้จากธุรกิจ AI Infrastructure มากกว่า 50% มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ไม่น้อยกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำหนดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นแต่ละตัวไม่เกิน 4.5% เพื่อกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ กองทุนยังผสานความยืดหยุ่นของการบริหารแบบ Active เข้ากับวินัยการลงทุนแบบ Index ที่ไม่ได้อ้างอิงตามดัชนีแบบตายตัว แต่สามารถปรับพอร์ตเข้าลงทุนในหุ้น IPO หรือบริษัท AI ดาวรุ่งที่ผ่านเกณฑ์ได้ทันที ทำให้คว้าโอกาสเติบโตได้รวดเร็วกว่า ETF ดัชนีทั่วไป โดยที่ยังคงควบคุมความเสี่ยงด้วยกฎ Bill of Materials ในทุกขั้นตอน
Source: VistaShares Unrivaled Pure Exposure’ Whitepaper (Oct 2025); VistaShares ‘Al Five Infrastructure Talking Points’ (Feb2026)
เม็ดเงินลงทุนใน AI ไม่ได้ไหลไปแค่บริษัทที่พัฒนาโมเดล AI แต่กระจายไปตลอด AI Supply Chain ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกค่ายจำเป็นต้องใช้ ตั้งแต่ HBM Memory ที่เป็นหน่วยความจำความเร็วสูง, ชิปประมวลผลและโรงงานผลิตชิป (Compute & Foundry), ชิปเฉพาะทางและระบบเชื่อมต่อข้อมูล (Custom Silicon & Optical) ไปจนถึงระบบจัดเก็บข้อมูล ระบบไฟฟ้าและระบายความร้อนสำหรับ Data Center
องค์ประกอบเหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจของการสร้าง AI โดยปัจจุบัน กว่า 40% ของโครงการ Data Center ต้องเผชิญความล่าช้าเนื่องจากข้อจำกัดด้านไฟฟ้า สะท้อนว่าการลงทุนใน AI Infrastructure ไม่ได้เปิดโอกาสเฉพาะบริษัทผู้พัฒนา AI แต่ยังครอบคลุมถึงบริษัทที่สร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของ AI ในระยะยาว
Source: Bloomberg, FactSet S&P 500 Q4 2025 Earnings Insight, WSJ, “Al Is Distorting Practically Everything About the Economy.” May 8, 2026, MUFG Securities
AI ไม่ใช่แค่กระแส แต่กำลังสร้างการเติบโตของรายได้และกำไรให้กับบริษัทในหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก สะท้อนจากการลงทุนใน Tech Equipment ที่เพิ่มขึ้นถึง 43.4% จนเกิด Capex Supercycle ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุควางโครงข่ายโทรคมนาคมในช่วงทศวรรษ 1990
เม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ไหลเข้าสู่บริษัทใน AI Supply Chain ตั้งแต่ผู้ผลิตชิป หน่วยความจำ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ตลาดเกิดใหม่ และญี่ปุ่น มีแนวโน้มกำไรเติบโตสูงถึง 28-29% สูงกว่าอุตสาหกรรมอื่นอย่างชัดเจน จึงทำให้การลงทุนใน AI Infrastructure เป็นการลงทุนบนพื้นฐานของรายได้และกำไรที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงความคาดหวังต่ออนาคต
Source: VistaShares ‘Al Five Infrastructure Talking Points’ (Feb 2026); Microsoft FY2026 Q3 Earnings Call; Goldman Sachs Global Investment Research as of March 3, 2026 (2026-2031 Capex Projection Chart); NVIDIA OCP Summit (Oct 2025)
การเติบโตของ AI ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่ไหลเข้าสู่ AI Infrastructure โดย Big Tech อย่าง Microsoft, Google, Amazon และ Meta ทุ่มงบรวมกว่า 700 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI
เม็ดเงินเหล่านี้กระจายไปตลอด AI Supply Chain ตั้งแต่ชิป หน่วยความจำ HBM ระบบเครือข่าย ไปจนถึง Data Center ทำให้ HBM Memory มียอดจองเต็มตลอดทั้งปี และผู้ผลิตหน่วยความจำได้รับอานิสงส์จากราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน AI รุ่นใหม่ยังใช้พลังงานมากกว่าเดิมหลายเท่า ส่งผลให้การลงทุนด้านระบบไฟฟ้าและ Data Center เร่งตัว สะท้อนว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงคือบริษัทที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานและเป็นซัพพลายเออร์ของอุตสาหกรรม AI
Source: VistaShares ‘Al Five Infrastructure Talking Points’ (February 2026); NVIDIA Investor Day (March 2026); Exploding Topics — Al Stats & Trends to Know in 2025 (Q3 2025)
การลงทุนใน AI ยังมีแนวโน้มเร่งตัวต่อเนื่อง โดยเม็ดเงินลงทุนของ Big Tech คาดว่าจะทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2027 จากปัจจัยหนุนหลายด้าน ทั้งการผลิตหน่วยความจำ HBM4, การเปิดตัวชิป AI รุ่นใหม่อย่าง NVIDIA Rubin, การอัปเกรดระบบไฟใน Data Center สู่ 800V DC และการเร่งลงทุน Sovereign AI ของหลายประเทศ
ปัจจัยเหล่านี้จะผลักดันการลงทุนใน AI Infrastructure อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ทำให้บริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานและโครงสร้างพื้นฐานของ AI มีโอกาสได้รับประโยชน์โดยตรงตลอดทุกช่วงของการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตชิป หน่วยความจำ ระบบเครือข่าย หรือโครงสร้างพื้นฐาน Data Center
กองทุน LHSUPERAI เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการเปิดรับโอกาสการเติบโตระยะยาวจากธีม AI Supercycle และเชื่อว่าโอกาสในการลงทุน AI ไม่ได้อยู่เพียงแค่ผู้พัฒนาโมเดล AI แต่รวมถึงบริษัทที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ตั้งแต่ชิป หน่วยความจำ ระบบเครือข่าย ไปจนถึง Data Center
อย่างไรก็ตาม กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรม จึงเหมาะกับนักลงทุนที่สามารถรับความผันผวนได้สูง โดยสามารถใช้เป็นส่วนเสริม (Satellite Portfolio) เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากธีม AI ที่มีแนวโน้มเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจยุคใหม่
สนใจกองทุน LHSUPERAI เกาะทุกโอกาสโตในโครงสร้างพื้นฐาน AI
สามารถลงทุนได้แล้วบน Finnomena
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้กับผู้แนะนำการลงทุนของคุณ หรือติดต่อบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด โทร 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort ในช่วงเวลาวันทำการ 09:00-17:00 น.
อ้างอิงข้อมูลจาก: เอกสารแนะนำกองทุน Land and Houses Fund Management
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนไม่มีการป้องกันหรือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (unhedged) ดังนั้น กองทุนจึงมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ | กองทุนรวมนี้ลงทุนในต่างประเทศ จึงมีความเสี่ยงที่ทางการของต่างประเทศอาจออกมาตรการในภาวะที่เกิดวิกฤตการณ์ที่ไม่ปกติ ทำให้กองทุนไม่สามารถนำเงินกลับเข้ามาในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ลงทุนไม่ได้รับเงินคืนตามระยะเวลาที่กำหนด | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee): Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest): เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้
3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน: ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย
ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ทุกครั้งที่พลังงานเปลี่ยน โลกก็เปลี่ยนตาม จากน้ำมัน สู่ไฟฟ้า จนมาถึงพลังงานสะอาด และวันนี้ AI ได้เร่งการเปลี่ยนผ่านให้เร็วกว่าเดิม เพราะเบื้องหลังทุกการเติบโตของ AI ล้วนต้องอาศัยพลังงานเป็นแรงขับเคลื่อน
คำถามคือแลัวอะไรเป็นพลังของศตวรรษที่ 21 ที่กำลังพลิกโฉมโลกการลงทุนในอนาคต
นี่คือบทสรุปจากงานสัมมนา Tomorrow’s Power ที่ Finnomena Funds ร่วมกับ Asset Plus Fund Management โดยการให้มุมมองจาก คุณคมสัน ผลานุสนธิ Managing Director, Asset Plus Fund Management ร่วมกับ คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ CEO and Co-Founder, Finnomena Funds และ คุณวศิน ปริธัญ,CFA Managing Director Definit Investment Advisory Securities
เริ่มต้นกันที่ส่วนแรก เป็นการฉายภาพรวมการลงทุนของครึ่งหลังปี 2026 โดย AI ยังคงเป็นธีมหลักที่ผลักดันการเติบโตจาก CapEx ของกลุ่ม Hyperscaler ที่หนุน AI Demand อย่างต่อเนื่อง
และตลาดจะไม่ได้ถูกดันด้วยหุ้นกลุ่มแคบ ๆ ที่อิงกับ AI Hardware เท่านั้น แต่จะกระจายตัวไปยังอุตสาหกรรมที่หลากหลายยิ่งขึ้น หนุนกำไรหุ้นโลกในภาพรวม
จึงเป็นโอกาสสำคัญของการลงทุนในธีมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม AI ทั้งระบบ
ก่อนอื่นต้องตอบคำถามสำคัญว่า AI ไม่ใช่ฟองสบู่เหมือน Dotcom Bubble เพราะการปรับตัวขึ้นของหุ้นเทครอบนี้ มาจากผลกำไรและ Earnings Growth ที่แข็งแกร่ง
ในขณะที่โอกาสของหุ้น AI ก็ยังมีการซ่อนเร้นอยู่อีกมาก คือไม่ได้มีแค่ Mag-7 หรือ Big Tech ตัวใหญ่ ๆ แต่กระจายออกไปมากมาย
ทำให้การที่ Big Tech เร่งลงทุนใน AI มากสุดในประวัติศาสตร์ กลับกลายเป็นการสร้างโอกาสให้กับหุ้นอื่น ๆ เข้าสู่เฟสการเติบโตใหม่
ทั้งหมดนี้คือโอกาสการลงทุนที่ผ่านการคัดสรรเพื่อรับกับโลกแห่งศตวรรษใหม่ ซึ่งทุกนวัตกรรม ทุกธีมการลงทุน ล้วนเป็นเบื้องหลังและสร้างพลังขับเคลื่อนทิศทางเศรษฐกิจและโลกลงทุนให้ไปข้างหน้า
บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee) : Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) : เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้:
3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน : ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย:
คำเตือน: กองทุนนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | กองทุนนี้เป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนทำการลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
Finnomena Funds แนะนำทยอยสะสม (Selective Buy) กองทุนในธีม AI จากการลงทุนของ Hyperscalers ที่ยังแข็งแกร่ง หนุนความต้องการด้าน AI ที่เติบโตต่อเนื่อง และการประกาศงบของหุ้นในสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ออกมาดีเกินคาด
อัปเดตมุมมองโดย Finnomena Funds as of 3 สิงหาคม 2026
ติดตาม Opportunity Hub แหล่งรวมโอกาสการลงทุนจาก Finnomena
สรุปกองทุนแนะนำ ครบจบในที่เดียว ⇒ https://finno.me/opp-hub-ws
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเกาหลี (KOSPI) และกลุ่มชิปเซมิคอนดักเตอร์ เผชิญแรงขายจากความกังวลฟองสบู่ AI ที่เปราะบาง จนปรับตัวลงอย่างรุนแรง 30-40% ภายในเวลา 1 เดือน ซึ่งส่วนเป็นเพราะการที่นักลงทุนรายย่อยที่ใช้บัญชีมาร์จินถูกบังคับขายไปถึง 320,000 บัญชี
เหตุการณ์ในลักษณะนี้มักเป็นจุดพลิกผันสำคัญของตลาด และพบว่ากองทุนเฮดจ์ฟันด์ปรับลดสัดส่วนการใช้เลเวอเรจ (gross leverage) ลง 45% จากที่สะสมมาตั้งแต่ต้นปี สะท้อนว่าแรงขายจากฝั่งนักลงทุนสถาบันใกล้สิ้นสุดแล้วเช่นกัน
ทำให้ Sentiment ของหุ้น AI มีแนวโน้มฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง เพราะยังมีปัจจัยหนุนรออยู่ โดยเฉพาะผลประกอบการของหุ้นในฝั่งสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่ง ซึ่งจนถึงตอนนี้ในไตรมาส 2 ปี 2026 บริษัทใน S&P 500 ที่รายงานผลประกอบการไปแล้ว สามารถทำกำไรได้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เฉลี่ยถึง 27% ถ้าดูเฉพาะกลุ่ม Nasdaq 100 ตัวเลขยิ่งแรงกว่านั้น โดยทำได้สูงกว่าคาดถึง +55%
ประกอบกับการรายงานตัวเลข AI Capex ของกลุ่ม Hyperscalers ที่แข็งแกร่ง ชี้ว่าความต้องการด้าน AI ยังเติบโตต่อเนื่อง และแรงขายจากการลด Leverage ที่เริ่มคลี่คลาย ดังนั้น เราจึงแนะนำยอยสะสม (Selective Buy) ในธีม AI Infrastructure ดังนี้
หุ้นผู้ผลิตชิปต้นน้ำในเอเชีย ทั้งเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และจีน
หุ้น AI Infrastructure ทั่วโลก ตั้งแต่ชิปประมวลผล หน่วยความจำ และระบบไฟฟ้า
หุ้นเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเหมาะสม และได้ประโยชน์จากเมกะเทรนด์ AI
หุ้นที่เกี่ยวข้องกับพลังงานแสงอาทิตย์ คอขวดของ AI Data Center
หุ้น Smart Grid ระบบบริหารจัดการไฟฟ้า ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของยุค AI
หุ้นเทคโนโลยี Blockchain ซึ่งเริ่มเปลี่ยนแกนธุรกิจเข้าสู่ Cloud และ Data Center
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by Krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee): Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest): เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้
3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน: ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย
Market View: อัปเดตตลาดประจําสัปดาห์ 3 – 7 สิงหาคม 2026
สรุปกองทุนแนะนำ: FundTalk Call / Mr.Messenger Call / MEVT Call
Portfolio Highlight: พอร์ตการลงทุน All Weather Strategy
ดาวน์โหลดฟรี

บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee): Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest): เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้
3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน: ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย
DISCLAIMER: เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนจากบริษัทหลักทรัพย์ซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ จัดทำโดยอาศัยข้อมูลที่จัดหามาจากแหล่งที่น่าเชื่อหรือควรเชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือและ/หรือถูกต้อง อย่างไรก็ตามบริษัทไม่ยืนยัน และไม่รับรองถึงความครบถ้วนสมบูรณ์หรือถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว และไม่ได้ประกันราคาหรือผลตอบแทนของหน่วยลงทุนที่ปรากฏข้างต้น แม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะปรากฏข้อความที่อาจเป็นหรืออาจตีความว่าเป็นเช่นนั้นได้ บริษัทจึงไม่รับผิดชอบต่อการนำเอาข้อมูล ข้อความ ความเห็น และหรือบทสรุปที่ปรากฏในเอกสารนี้ไปใช้ในบริษัทรวมทั้งบริษัทที่เกี่ยวข้อง ลูกค้า ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทต่าง ๆ อาจจะทำการลงทุนซื้อหรือขายหลักทรัพย์ที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ได้ทุกเวลา ข้อมูล และความเห็นที่ปรากฏอยู่ในเอกสารฉบับนี้ มิได้ประสงค์จะชี้ชวน เสนอแนะ หรือจูงใจให้ลงทุนซื้อหรือขายหน่วยลงทุนที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ และข้อมูลอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ผู้ลงทุนควรใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบในการลงทุนหรือซื้อหรือขายหลักทรัพย์ บริษัทสงวนลิขสิทธิ์ในข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารนี้ ห้ามมิให้ ผู้ใดใช้ประโยชน์ ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง ทำให้ปรากฏหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ซึ่งข้อมูลในเอกสารนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากบริษัท เป็นการล่วงหน้า การกล่าว คัด หรืออ้างอิงข้อมูลบางส่วนตามสมควรในเอกสารนี้ ไม่ว่าในบทความ บทวิเคราะห์ บทวิจัย หรือในเอกสารหรือการสื่อสารอื่นใดจะต้องกระทำโดยถูกต้อง และไม่เป็นการก่อให้เกิดการเข้าใจผิดหรือความเสียหายแก่บริษัท ต้องรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในข้อมูลของบริษัท และต้องอ้างอิงถึงฉบับที่และวันที่ในเอกสารฉบับนี้ของบริษัทโดยชัดเจน การลงทุนหรือซื้อหรือขายหน่วยลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ท่านควรทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อลักษณะของหน่วยลงทุนแต่ละประเภท และควรศึกษาข้อมูลของบริษัทที่ออกหน่วยลงทุนและข้อมูลอื่นใดที่เกี่ยวข้องก่อนการตัดสินใจซื้อหรือขายหน่วยลงทุน
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผู้ลงทุนอาจขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งจัดทำขึ้นภายใต้การสร้างโอกาสผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตโดยยึดความเสี่ยงเป็นหลัก โอกาสรับผลตอบแทนได้สูงกว่าความเสี่ยงด้านค่าเงิน | ความเสี่ยงที่แสดงแบบย้อนหลังไม่สามารถนำมาใช้ยืนยันผลตอบแทนในอนาคตได้ ข้อมูลข้างต้นมิได้เป็นการชักชวนให้ลงทุนซึ่งต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 09:00-17:00 น. หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในกองทุนของ Kept by Krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
วันที่ 3 สิงหาคม 2026 ดัชนี KOSPI ปรับตัวลงมากกว่า 4% หลังตลาดหุ้นเกาหลีใต้กลับมาเผชิญแรงขายอย่างหนักในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และ AI ภายหลังดัชนีพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ราว 18% ในวันศุกร์ที่ผ่านมา โดย SK Hynix ร่วงเกือบ 20% ระหว่างวัน ก่อนฟื้นตัวบางส่วนและปิดลดลง 9.6% ขณะที่ Samsung Electronics และ SK Hynix ต่างปรับตัวลงมากกว่า 8% ในช่วงการซื้อขาย
แม้การฟื้นตัวก่อนหน้านี้ได้รับแรงหนุนจากแผนลงทุนด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แต่ Sentiment ต่อผู้ผลิตชิปยังเปราะบางจากความกังวลต่อผลประกอบการและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลัง DeepSeek เปิด Public Beta API ของโมเดล V4 Flash พร้อมระบุถึงความก้าวหน้าด้าน Agentic AI ทำให้ประเด็นการแข่งขันในอุตสาหกรรม AI จีนกลับมาได้รับความสนใจ ขณะเดียวกัน การที่ KOSPI สามารถแกว่งตัวจากการพุ่งขึ้นราว 18% ในวันศุกร์มาสู่การลดลงมากกว่า 4% ในวันจันทร์ ตอกย้ำว่าการเคลื่อนไหวของตลาดในระยะสั้นยังถูกขับเคลื่อนด้วย Positioning และ Sentiment ค่อนข้างมาก แม้แนวโน้มการลงทุนด้าน AI ในระยะยาวยังเป็นปัจจัยสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
อีกปัจจัยสำคัญของตลาดคือราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงอย่างรุนแรง โดย Brent สัญญาเดือนตุลาคมร่วงลงสูงสุด 7.3% สู่ 81.55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังประธานาธิบดี Donald Trump ระบุว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะเริ่มการเจรจารอบใหม่ในวันที่ 3 สิงหาคม และส่งสัญญาณพร้อมชะลอการโจมตีอิหร่าน หลังพันธมิตรในตะวันออกกลางรวมถึงซาอุดีอาระเบียเรียกร้องให้สหรัฐฯ เดินหน้าแนวทางการเจรจา เพิ่มความหวังว่าทั้งสองฝ่ายอาจบรรลุข้อตกลงเพื่อนำไปสู่การกลับมาเปิด ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ขณะเดียวกัน OPEC+ ปรับเพิ่มโควตาการผลิตอีกเล็กน้อย เพิ่มแรงกดดันด้านอุปทานต่อราคาน้ำมัน การลดลงของราคาพลังงานยังช่วยลดความกังวลด้านเงินเฟ้อ ส่งผลให้ Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 10 ปีลดลง 4 bps สู่ 4.7% อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของน้ำมันยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงจนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาและการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
Finnomena Funds ประเมินว่า สำหรับตลาดหุ้นเกาหลีใต้ แม้แนวโน้มการลงทุนด้าน AI และอุปสงค์เซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาวยังเป็นปัจจัยสนับสนุน แต่ตลาดยังมีความเสี่ยงจาก Positioning และความผันผวนของหุ้นเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม หลังราคาหุ้นปรับฐานลงอย่างรุนแรงจนสะท้อนปัจจัยลบไปมากและระดับ Valuation มีความน่าสนใจขึ้น
Finnomena Funds จึงปรับเพิ่มคำแนะนำเชิงกลยุทธ์ต่อหุ้นเกาหลีใต้จาก Sell เป็น Hold ขณะที่น้ำมันยังคงคำแนะนำ Hold (Neutral)
เนื่องจากความคืบหน้าการเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่านและโอกาสกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจลด Risk Premium ของราคาน้ำมัน ประกอบกับการเพิ่มโควตาการผลิตของ OPEC+ เป็นปัจจัยจำกัด Upside แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และอุปทานในตะวันออกกลางยังไม่หมดไป
จัดทำโดยบลป. เดฟินิทสำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยว่า สหรัฐฯ เตรียมเปิดการเจรจารอบใหม่กับอิหร่านในบ่ายวันนี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) หลังตัดสินใจยกเลิกการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่ออิหร่านในนาทีสุดท้าย โดยทรัมป์ระบุผ่าน Truth Social ว่า อิหร่านและประเทศเพื่อนบ้านขอให้ชะลอการโจมตี หลังบรรลุกรอบข้อตกลงเบื้องต้นซึ่งครอบคลุมการเปิดช่องแคบฮอร์มุซทันทีและสมบูรณ์ รวมถึงยุติภัยคุกคามนิวเคลียร์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ส่งมอบเดือนตุลาคมร่วงลง 7.3% แตะ 81.55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเช้าวันจันทร์
ผู้นำสหรัฐฯ เผยบนเครื่องบิน Air Force One ว่า หากการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นการบุกครั้งใหญ่ที่สุดนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมย้ำว่าเขาไม่ได้ต้องการฆ่าใคร โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ถอย มาจากการหารือกับ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ที่ทรงเน้นย้ำให้ใช้ทางการทูตเพื่อลดความตึงเครียด เกรงว่าการโจมตีเต็มรูปแบบจะนำไปสู่วิบัติภัยที่ควบคุมไม่ได้ อย่างไรก็ดี ทรัมป์ย้ำว่ากองทัพสหรัฐฯ ยังคงเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุด (Locked and loaded) หากการเจรจาล้มเหลว
ด้านอิหร่านยังคงสงวนท่าที โดย อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เผยว่า การเจรจาร่วมกับโอมานเกี่ยวกับเส้นทางเดินเรือใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซอยู่ในช่วงสุดท้าย แต่โฆษกกระทรวงฯ ย้ำว่าไม่ได้ครอบคลุมถึงการเปิดหรือปิดช่องแคบโดยสมบูรณ์ พร้อมโยนความผิดให้สหรัฐฯ ว่าเป็นต้นเหตุทำให้น้ำทางเดินเรือถูกปิด ขณะที่สำนักข่าว Fars ของอิหร่านมองว่า คำขู่ของทรัมป์เป็นเพียง Wish list และชี้ว่าการยกเลิกการโจมตีคือการถอยทัพซ้ำรอยเดิมของสหรัฐฯ
ความพยายามทางการทูตรอบใหม่เกิดขึ้นหลังข้อตกลงหยุดยิงเดือนมิถุนายนพังทลายลง และความตึงเครียดพุ่งสูงเมื่ออิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดนเมื่อสัปดาห์ก่อน รวมทั้งกลุ่มฮูตีในเยเมนเริ่มโจมตีเรือสินค้าในทะเลแดง และเหตุโดรนโจมตีเรือสินค้าในอียิปต์ จนเกิดความกังวลว่าวิกฤตเส้นทางขนส่งน้ำมันจะบานปลายไปยังจุดอื่น ส่งผลให้สถานทูตสหรัฐฯ หลายแห่งในตะวันออกกลางเตือนประชาชนเตรียมพร้อมรับมือการยกเลิกเที่ยวบินและการปิดน่านฟ้า
ด้านอิสราเอล ซึ่งร่วมทำศึกกับอิหร่านตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แต่ไม่ได้เป็นคู่สัญญาหยุดยิง ยังคงเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด โดย ซอฟ เอลกิน สมาชิกคณะรัฐมนตรีความมั่นคง แสดงความกังขาว่ากรอบความร่วมมือระหว่างอิหร่านกับโอมานจะพัฒนาเป็นข้อตกลงและนำไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่ แม้ทรัมป์จะยืนยันว่าอิสราเอลพร้อมสนับสนุนข้อตกลงก็ตาม หลังจากที่ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เพิ่งเข้าพบทรัมป์ที่ทำเนียบขาวเมื่อสัปดาห์ก่อนเพื่อหารือทางเลือกในการทำศึก
การเจรจาในวันจันทร์จะเป็นแบบทดสอบสำคัญว่า ทั้งสองฝ่ายจะหาทางลงร่วมกันเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมากว่า 6 เดือนได้หรือไม่ เนื่องจากความขัดแย้งเรื้อรังได้กดดันงบลงทุนของมหาอำนาจพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า หากการเจรจาล้มเหลวและสหรัฐฯ กลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเล หรืออิหร่านตอบโต้ด้วยการขู่ปิดช่องแคบอื่นเพิ่มเติม ราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลกก็อาจเผชิญกับภาวะผันผวนรุนแรงระลอกใหม่ในอนาคตอันใกล้
อ้างอิง: Bloomberg
ทุกวันนี้การลงทุนหุ้นโลกไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพียงไม่กี่คลิกก็สามารถเป็นเจ้าของบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง Apple, Microsoft หรือ Nvidia หรือกองทุน ETF ชื่อดังต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม การลงทุนหุ้นโลกให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว ไม่ได้มีแค่การเลือกหุ้นหรือกองทุนที่น่าสนใจ แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อผลลัพธ์การลงทุน ซึ่งเป็นเรื่องที่นักลงทุนจำนวนไม่น้อยอาจมองข้าม
ก่อนเริ่มลงทุนหรือทบทวนพอร์ตที่มีอยู่ ลองเช็กดูว่าคุณกำลังเข้าใจผิดเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นโลกอยู่หรือไม่?
รับคำแนะนำเกี่ยวกับพอร์ต All Star จากผู้แนะนำการลงทุน ฟรี!
คลิกเลย >> รับคำแนะนำการลงทุน <<
ETF หุ้นโลกไม่ได้หมายความว่าจะกระจายความเสี่ยงทั่วโลกอย่างที่หลายคนเข้าใจ ยกตัวอย่าง ETF ที่อ้างอิงดัชนี MSCI World แม้ชื่อจะเป็นหุ้นโลก แต่ในความเป็นจริงกลับมีสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ สูงถึงประมาณ 60-70% นอกจากนี้ ETF ส่วนใหญ่ยังอิงดัชนีแบบ Market Cap-weighted หรือให้น้ำหนักตามมูลค่าตลาดของบริษัท หมายความว่า ยิ่งบริษัทใดมีมูลค่าตลาดสูง พอร์ตก็จะยิ่งถือหุ้นตัวนั้นมากขึ้นโดยอัตโนมัติ
ดังนั้น การซื้อ ETF เพียงกองเดียวอาจไม่ได้หมายความว่าพอร์ตจะกระจายความเสี่ยงอย่างที่คิด แต่ยังคงมีการกระจุกตัวทั้งในด้านประเทศและหุ้นขนาดใหญ่บางกลุ่มอยู่ไม่น้อย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าสหรัฐฯ เป็นตลาดหุ้นที่แข็งแกร่ง และเป็นบ้านของบริษัทชั้นนำระดับโลกจำนวนมาก แต่ในโลกการลงทุน “ผู้ชนะ” ในตลาดเปลี่ยนได้เสมอ ไม่มีสินทรัพย์ใดครองแชมป์ตลอดกาล
มีหลายช่วงที่ตลาดยุโรป ญี่ปุ่น อินเดีย หรือ Emerging Markets สามารถสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่น ดังนั้น การกระจายการลงทุนไปหลากหลายภูมิภาค จึงไม่ใช่การพยายามทำนายว่าใครจะเป็นผู้ชนะในปีหน้า แต่เป็นการเพิ่มโอกาสให้พอร์ตไม่พลาดผู้ชนะของแต่ละวัฏจักรการลงทุน
ความคุ้นเคยมักทำให้หลายคนรู้สึกว่า การลงทุนในตลาดหุ้นไทยปลอดภัยกว่าการลงทุนในต่างประเทศ แต่ในความเป็นจริง ความคุ้นเคยไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจะน้อยกว่า
ในเชิงสถิติ ตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าคิดเป็นไม่ถึง 1% ของมูลค่าตลาดหุ้นโลก และยังมีการกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมหลักเพียงไม่กี่กลุ่ม ดังนั้น หากลงทุนตลาดในประเทศเพียงแห่งเดียว อาจเท่ากับกำลังกระจุกความเสี่ยงไว้กับเศรษฐกิจและตลาดทุนของประเทศเดียว
การลงทุนในหุ้นทั่วโลกจึงไม่ใช่การเพิ่มความเสี่ยงเสมอไป แต่เป็นการกระจายความเสี่ยงไปยังเศรษฐกิจ ภูมิภาค และอุตสาหกรรมที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งช่วยให้พอร์ตมีโอกาสเติบโตได้จากหลายแหล่ง แทนที่จะพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งเพียงอย่างเดียว
หลายคนเข้าใจว่าการถือหุ้นหรือกองทุนหลายกอง คือการกระจายความเสี่ยงที่ดี แต่ในความเป็นจริง การถือกองทุนถึง 10 กอง อาจหมายถึงการถือหุ้นชุดเดิมซ้ำ ๆ ก็ได้
นักลงทุนจำนวนไม่น้อยลงทุนทั้งกองทุนหุ้นโลก กองทุนเทคโนโลยี กองทุนเติบโต หรือกองทุน AI แต่เมื่อเปิดดูพอร์ตจริง กลับพบว่ากองทุนส่วนใหญ่ต่างถือหุ้นอย่าง Nvidia, Microsoft, Apple หรือ Amazon ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน
การกระจายการลงทุนที่ดี จึงไม่ใช่การถือกองทุนให้มากที่สุด แต่คือการจัดสรรสินทรัพย์ให้กระจายอย่างมีคุณภาพ ทั้งในมิติของภูมิภาค อุตสาหกรรม ปัจจัยการลงทุน และธีมการลงทุน เพื่อให้พอร์ตสามารถเติบโตได้จากโอกาสที่หลากหลายทั่วโลก
การลงทุนระยะยาวไม่ได้หมายความว่า ซื้อแล้วปล่อยทิ้งไว้ตลอดไป แต่คือการมีวินัยในการทบทวนและปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับโลกการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ ทั้งเศรษฐกิจ วัฏจักรของแต่ละประเทศ รวมถึงธีมการลงทุนใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา
หากพอร์ตไม่เคยได้รับการทบทวนหรือปรับสัดส่วนเลย ก็อาจพลาดโอกาสจากตลาดหรือสินทรัพย์ที่กำลังเติบโต และทำให้พอร์ตกระจุกตัวอยู่กับโอกาสเดิม ๆ มากเกินไป
ดังนั้น การปรับพอร์ตจึงเพียงเพื่อรักษาระดับความเสี่ยง แต่ยังเป็นการปรับเพื่อเปิดรับโอกาสใหม่ ๆ จากตลาดทั่วโลก เพื่อให้พอร์ตเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด โดยยังคงยึดเป้าหมายการลงทุนระยะยาวเป็นแกนหลัก
การลงทุนหุ้นโลกที่ดี ไม่ใช่แค่การเลือกหุ้นหรือกองทุนที่คิดว่าจะให้ผลตอบแทนดีที่สุด แต่คือการสร้างฐานให้พอร์ตแข็งแรงพอจะเติบโตไปกับตลาดโลกในระยะยาว พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของแต่ละวัฏจักรการลงทุน
สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นทั่วโลก แต่ไม่อยากเสียเวลาคัดเลือกกองทุนหรือจัดพอร์ตด้วยตัวเอง พอร์ต All Star คือทางเลือกที่ตอบโจทย์นี้ โดยพอร์ต All Star คือหนึ่งใน All Series Portfolio กลุ่มพอร์ตการลงทุนที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองนักลงทุนที่มีความต้องการระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน พอร์ตในซีรีส์นี้ประกอบด้วย All Balance, All Defense, และ All Star โดย Finnomena Funds ใช้ Framework การลงทุนของ All Balance มาเป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้างพอร์ต All Star
อ่านเพิ่มเติม แนะนำพอร์ต All Star พอร์ตการลงทุนเชิงรุก ที่เข้าถึงได้ทุกคน
อ่านเพิ่มเติม รีวิวผลงานพอร์ต All Star ผลตอบแทนสะสม 22.2% นับตั้งแต่จัดตั้ง คว้าโอกาสเติบโตไปกับหุ้นโลก
เริ่มต้นสร้างแผน All Star ได้ที่
https://finno.me/port-all-star
ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ณ วันที่จัดทำ อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
รวมกองทุน Term Fund ออกใหม่ (IPO) ประจำสัปดาห์ ทางเลือกการลงทุนที่เน้นความมั่นคง ความเสี่ยงต่ำ กำหนดระยะเวลาลงทุนชัดเจน พร้อมโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก
ระดับความเสี่ยง : 3
นโยบายลงทุน: กองทุนเน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐทั้งไทยและต่างประเทศไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV พร้อมกลยุทธ์ถือจนครบกำหนด (Buy-and-Hold) อาจลงทุนต่างประเทศไม่เกิน 79% โดยป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน และใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและดอกเบี้ย
ดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ KTGOV3M7S
ระดับความเสี่ยง : 3
นโยบายลงทุน: กองทุนเน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐไทยไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยไม่ลงทุนในตราสารหนี้ที่ต่ำกว่าระดับน่าลงทุน (Non-investment grade), Unrated หรือ Structured Note มีการใช้ตราสารอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านดอกเบี้ยและสภาพคล่อง พร้อมใช้กลยุทธ์แบบ Buy-and-Hold
ดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ SCBSB3M108
ระดับความเสี่ยง : 3
นโยบายลงทุน: กองทุนเน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐไทยคุณภาพดี (Investment Grade) ไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ไม่ลงทุนในตราสาร Unrated หรือ Structured Note มีการใช้อนุพันธ์เพื่อบริหารความเสี่ยงอัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่อง ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบถือจนครบกำหนด (Buy-and-Hold)
ดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ SCBSB6M94
ระดับความเสี่ยง : 3
นโยบายลงทุน: กองทุนจะลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ภาครัฐและหรือเงินฝากในประเทศ มุ่งเน้นลงทุนเพียงครั้งเดียวโดยถือทรัพย์สินที่ลงทุนไว้จนครบกํา หนดอายุของทรัพย์สิน หรือครบอายุของรอบการลงทุนของกองทุนรวม หรือครบอายุของกองทุนรวม (buy-and-hold fund)
ดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ K-GB6MDJ
ระดับความเสี่ยง : 3
นโยบายลงทุน: กองทุนเน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐไทย (ตั๋วเงินคลัง/พันธบัตร) รวมไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ไม่ลงทุนในตราสาร Non-investment grade, Unrated หรือ Structured Note อาจใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าป้องกันความเสี่ยงดอกเบี้ยและสภาพคล่อง บริหารแบบ Buy-and-Hold
ดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ SCBSB3M109
ระดับความเสี่ยง : 3
นโยบายลงทุน: กองทุนเน้นลงทุนในตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล หรือพันธบัตร แบงก์ชาติ ไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ส่วนที่เหลือลงทุนในเงินฝากหรือทรัพย์สินอื่นตามที่ ก.ล.ต. กำหนด โดยไม่ลงทุนในอนุพันธ์ ใช้กลยุทธ์ซื้อแล้วถือจนครบอายุโครงการ (Buy and Hold)
ดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ ES-GOVCP6M60
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by Krungsri ติดต่อทีม Kept Help Center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
บริการที่ผู้ลงทุนได้รับผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee) : Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) : เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้:
3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน : ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย:
โอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ผ่านกองทุน KF-SP500M และ KF-SP500MFX จาก บลจ.กรุงศรี ด้วยกลยุทธ์ Momentum Investing เลือกหุ้นประมาณ 100 ตัวในดัชนี S&P 500 ที่มีแนวโน้มราคาเป็นขาขึ้นอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง
ทุกคนรู้จัก S&P 500 กันดีในฐานะตัวแทนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของการลงทุนที่เข้าใจง่าย ช่วยกระจายความเสี่ยง และเติบโตไปพร้อมกับตลาดในภาพรวม เพราะถือเป็นแหล่งรวมบริษัทระดับโลก ครอบคลุมทั้งหุ้นเติบโต (Growth) และหุ้นคุณค่า (Value)
แต่หากใครที่มีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการ “ชนะตลาด” มากกว่าซื้อทั้งดัชนีแบบกลาง ๆ วันนี้อยากพามารู้จักกับกองทุน KF-SP500M และ KF-SP500MFX ที่ใช้กลยุทธ์ Momentum Investing ค้นหาเฉพาะหุ้นผู้ชนะใน S&P 500

Source: บลจ.กรุงศรี, Invesco as of Apr 2026
การลงทุนแบบ Momentum เป็นกลยุทธ์ที่ใช้การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น (Price-Based Factor) เป็นปัจจัยหลักในการลงทุน โดยเชื่อว่าหุ้นที่วิ่งเป็นขาขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา จะยังมีแรงส่งต่อเนื่องในการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะเวลาข้างหน้า
เปรียบให้เห็นภาพ ถ้า S&P 500 คือการกว้านซื้อหุ้นใหญ่ของสหรัฐฯ ยกทีม กองทุนสไตล์ S&P 500 Momentum ก็เหมือนการเลือกเฉพาะผู้เล่นที่ฟอร์มกำลังดีที่สุดมาเข้าพอร์ต
จุดเด่นของกลยุทธ์ Momentum คือ ช่วยเราตัดอคติในแง่ปัจจัยพื้นฐาน ไม่ยึดติดกับสไตล์การลงทุนสไตล์ใดสไตล์หนึ่ง และสามารถเกาะกระแสเมกะเทรนด์หรือแนวโน้มระยะยาวที่แข็งแกร่งได้ดี นอกจากนี้ Momentum มักมีความสัมพันธ์กับปัจจัยอื่น ๆ เช่น Value, Size, Yield ในระดับต่ำ ทำให้ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตได้ด้วย

กองทุนหลักของ KF-SP500M และ KF-SP500MFX
Source: บลจ.กรุงศรี as of Jul 2026
สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนตามแนวคิด Momentum ในดัชนี S&P 500 ปัจจุบันมี 2 ทางเลือกการลงทุน คือ
กองทุน KF-SP500M และ KF-SP500MFX มีนโยบายการลงทุนผ่านกองทุนหลัก Invesco S&P 500® Momentum ETF (SPMO) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ซึ่งจะเน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี S&P 500® Momentum
โดยมีกระบวนการลงทุนแบบ Rule-based คัดหุ้นที่มี Momentum Score สูงสุด ผ่านการออกแบบมาเพื่อคัดสรรผู้นำตลาดอย่างเป็นระบบ ดังนี้
Source: บลจ.กรุงศรี, Invesco as of Mar 2026
พอร์ตกองทุนหลัก ปัจจุบันมีสัดส่วนหุ้นกลุ่ม AI Leaders ค่อนข้างสูง เพื่อเกาะไปกับกระแสหลักในธีม AI Infrastructure และ Semiconductor แต่ก็เริ่มเห็นการกระจายตัวไปยังกลุ่ม Healthcare, Energy และ Industrials เพิ่มมากขึ้น
Source: บลจ.กรุงศรี, Bloomberg as of Jun 2026
ความน่าสนใจก็คือ ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา กลยุทธ์การลงทุนแบบ Momentum Investing ของ Invesco S&P 500® Momentum ETF (SPMO) สร้างผลตอบแทนสะสมเหนือกว่าดัชนีอ้างอิงได้ถึง 240% โดดเด่นทั้งในภาพระยะสั้นที่ตลาดมีผู้นำชัดเจน และภาพระยะยาวตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป
Source: บลจ.กรุงศรี, Morningstar Direct, Invesco as of Jun 2026
เปรียบเทียบสถิติผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีระหว่าง SPMO กับ S&P 500
*ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การที่กองทุนมุ่งเน้นการลงทุนตามปัจจัย Momentum และถือหุ้นเพียงประมาณ 100 บริษัท ดังนั้น อาจมีความผันผวนสูงกว่าตลาด โดยเฉพาะในช่วงที่แนวโน้มตลาดเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว
สนใจกองทุน KF-SP500M
ลงทุนได้เลยที่ Finnomena คลิก
สนใจกองทุน KF-SP500MFX
ลงทุนได้เลยที่ Finnomena คลิก
สนับสนุนโดย บลจ.กรุงศรี
แหล่งข้อมูล: เอกสารแนะนำกองทุน บลจ.กรุงศรี, ข้อมูลกองทุน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee) : Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) : เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้
3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน : ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย
ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาเหตุการณ์ที่อาจกลายเป็น “Game Changer” ของตลาดค่าเงิน หลังมีรายงานว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้แจ้งธนาคารหลายแห่งผ่าน New York Fed ให้เตรียมพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ในการเข้าซื้อเงินเยนและขายเงินดอลลาร์ หากทำจริง จะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1998 ที่สหรัฐฯ เข้าซื้อเงินเยนและขายเงินดอลลาร์โดยตรง
ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นพยายามแทรกแซงค่าเงินเพียงลำพังหลายครั้ง แต่ไม่สามารถหยุดการอ่อนค่าของเงินเยนได้
ก่อนหน้านี้ค่าเงินเยนอ่อนลงจนแตะระดับ 163 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งใกล้จุดอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 40 ปี ก่อนที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะเข้าซื้อเงินเยนอย่างหนัก จนทำให้ USD/JPY ร่วงลงอย่างรวดเร็วเหลือประมาณ 158 เยนต่อดอลลาร์ ภายในเวลาไม่นาน
แต่หลังการประชุม BOJ ที่มีมติคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ค่าเงินเยนก็กลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง เพราะตลาดยังมองว่าช่องว่างดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นยังคงกว้าง
Reuters ประเมินว่า ญี่ปุ่นอาจใช้เงินสูงถึง 53,000-59,000 ล้านดอลลาร์ ในการแทรกแซงเพียงคืนเดียว ซึ่งอาจเป็นการแทรกแซงตลาดค่าเงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ
ทำไมสหรัฐฯ ถึงอาจเข้ามาช่วย ?
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ แจ้งธนาคารให้ “Stand ready for future action” โดยรัฐมนตรีการคลัง Scott Bessent ระบุว่า เงินเยนถูกประเมินค่าต่ำเกินไป
แปลว่าหากสหรัฐฯ เข้าร่วมจริง จะถือเป็นการประสานงานครั้งสำคัญ และส่งสัญญาณว่าทั้งสองประเทศไม่ต้องการปล่อยให้ค่าเงินผันผวนมากกว่านี้
ย้อนดูประวัติการแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่น
ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ “เงินเยน” แต่คือ Carry Trade เพราะนักลงทุนทั่วโลกจำนวนมากกู้เงินเยนต้นทุนต่ำไปลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ พันธบัตร และสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
หากเงินเยนแข็งค่ารวดเร็วเกินไป แปลว่าต้นทุนการกู้ยืมจะเพิ่มขึ้น นักลงทุนอาจต้องปิดสถานะ นำไปสู่แรงขายในตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก นี่คือเหตุผลที่ข่าวเกี่ยวกับค่าเงินเยนสามารถสร้างแรงกระเพื่อมไปถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ทันที
หากสหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าซื้อเงินเยนจริง จะถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของตลาดการเงินปีนี้ เพราะไม่เพียงสะท้อนความกังวลต่อค่าเงินเยน แต่ยังอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนทิศทางค่าเงินดอลลาร์และกระแสเงินทุนทั่วโลกในช่วงครึ่งปีหลัง
ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2026 จากระบบ Treasury International Capital ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า ญี่ปุ่นถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากถึง 1.14 ล้านล้านดอลลาร์ มากกว่าทั้งสหราชอาณาจักรที่ 948.6 พันล้านดอลลาร์ และจีนที่ 659.3 พันล้านดอลลาร์
ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นเป็นที่จับตาของตลาดการเงินโลก
หากค่าเงินเยนอ่อนค่ารุนแรง จนรัฐบาลญี่ปุ่นต้องเข้าแทรกแซงค่าเงิน สิ่งที่ญี่ปุ่นทำได้ คือ การขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อนำเงินดอลลาร์มาแลกกลับเป็นเงินเยน
แน่นอนว่าหากมีการขายพันธบัตรออกมาจำนวนมาก จะทำให้ราคาพันธบัตรปรับลดลง และส่งผลให้ Bond Yield ของสหรัฐให้ปรับตัวสูงขึ้น เพราะราคาพันธบัตรและ Bond Yield เคลื่อนไหวสวนทางกัน
อธิบายแบบง่าย ๆ สมมติ ญี่ปุ่นถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หากวันหนึ่งญี่ปุ่นต้องการเงินดอลลาร์กลับไปแทรกแซงค่าเงินเยน จึงเริ่มขายพันธบัตรจำนวนมาก
ยิ่งในช่วงที่ Bond Yield อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ อยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายปี การขายพันธบัตรเพิ่มเติมจากผู้ถือรายใหญ่ที่สุดของโลก ก็อาจเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตร ต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐ และบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกได้
พอร์ตการลงทุนย่อ-ซื้อ ขึ้น-ขาย สไตล์ FundTalk The Contrarian แนะนำขายกองทุน KT-AGRIANDFOOD และซื้อ A-ASEMI
สนใจลงทุน Dynamic Contrarian Model Portfolio
คลิกเลย
สรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา:
Source: Finnomena Funds, data as of 30/07/2026
Source: Finnomena Funds, data as of 30/07/2026
Source: Finnomena Funds, data as of 30/07/2026
Samsung รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ที่แข็งแกร่ง โดยรายได้ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 171.5 ล้านล้านวอน และกำไรจากการดำเนินงานทำสถิติสูงสุดใหม่เช่นกันที่ 89.5 ล้านล้านวอน นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ HBM4 ผ่านกระบวนการ qualification เรียบร้อยแล้ว โดยฝ่ายบริหารระบุว่ารายได้จาก HBM4 ในไตรมาส 3 จะเติบโตขึ้น 3 เท่าตัวเมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า และในครึ่งปีหลังของปี 2569 HBM4 จะคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของรายได้ HBM ทั้งหมด พร้อมทั้งยืนยันว่าภาวะขาดแคลนหน่วยความจำจะทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2570 และต่อเนื่องไปจนถึงปี 2571
ในด้านราคา TrendForce ระบุว่า Samsung เตรียมปรับขึ้นราคา DRAM contract ในไตรมาส 3 ราว 15-20% โดย BofA คาดการณ์ว่าราคาเฉลี่ยขาย (ASP) ของ DRAM จะปรับขึ้น 21% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า และราคา DRAM สำหรับ PC ได้ปรับขึ้นแล้ว 15-20% ภายในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยแนวโน้มราคายังคาดว่าจะปรับขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 FundTalk มีมุมมองว่าปัจจัยดังกล่าวยังไม่ได้สะท้อนอยู่ในราคาหุ้นอย่างเต็มที่

Source: Finnomena Funds, Bloomberg, Tradingview data as of 26/06/2026
ความต้องการใช้งาน AI จากผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscaler) ยังไม่มีสัญญาณชะลอตัว โดย Google Cloud เติบโต 82% Azure ของ Microsoft เติบโต 43% และรายได้จากโฆษณาของ Meta เติบโต 28% ซึ่งทุกบริษัทมีผลประกอบการดีกว่าประมาณการของตลาด นอกจากนี้ ยอดค้างส่ง (backlog) ของกลุ่ม hyperscaler รวมกันมีมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 176% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า สะท้อนว่าอุปสงค์ยังคงสูงกว่าอุปทานอย่างมีนัยสำคัญ
Amazon ประกาศปรับเพิ่มงบลงทุน (capex) จาก 2 แสนล้านดอลลาร์ เป็น 2.2 แสนล้านดอลลาร์ พร้อมรายได้จากธุรกิจคลาวด์ที่เติบโตแรงที่สุดในรอบ 6 ปี โดยสรุป FundTalk มีมุมมองว่ากลุ่ม hyperscaler ยังคงลงทุนในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง อุปสงค์ต่อชิปและศูนย์ข้อมูลจึงยังไม่ได้ชะลอตัวลงตามที่ตลาดกังวล
กองทุน A-ASEMI ซึ่งอ้างอิงกองทุน Global X Asia Semiconductor ETF โดยเป็นกองทุนที่ลงทุนตรงในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาคเอเชีย
Source: Finnomena Funds, GlobalX, data as of 30/06/2026
ปัจจัยเสี่ยงที่ควรพิจารณาก่อนการลงทุน

สนใจลงทุน Dynamic Contrarian Model Portfolio
คลิกเลย
จัดทำโดยบลป.เดฟินิท (Definit) สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)
สามารถเข้าถึงรายละเอียดกองทุนต่าง ๆ และ Fund Fact Sheet ได้จาก Link บนชื่อกองทุน
อย่าลืมเปิดฟังก์ชันปรับพอร์ตอัตโนมัติ! Automatic Allocation ช่วยบริหารพอร์ตตามสภาวะตลาด สะดวก ใช้งานง่าย ให้คุณปรับสมดุลพอร์ตอยู่ในสถานะที่เหมาะสมอยู่เสมอ
สามารถเปิดใช้ Automatic Allocation ได้แล้ววันนี้ที่พอร์ตการลงทุนของคุณ หรือดูวิธีการได้ที่ Finnomena Funds Automatic Allocation
คำเตือน
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
3.1 ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้านผลตอบแทนและความเสี่ยงเป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
3.2 ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ
4.1 One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
4.2 Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
4.3 Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ
ปัจจัยสำคัญที่หนุนการฟื้นตัวของตลาดมาจากการที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI โดย Microsoft ยืนยันแผนการลงทุนด้าน AI อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Amazon รายงานยอดขายธุรกิจ Cloud ที่แข็งแกร่งและประกาศเพิ่มงบลงทุนด้าน AI ส่งผลให้นักลงทุนกลับมามีความเชื่อมั่นว่าการใช้จ่ายด้าน AI ยังอยู่ในช่วงขยายตัว นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากรายงานว่า Citadel เข้าซื้อพอร์ตหุ้น AI จำนวนมากจากกองทุน Situational Awareness ซึ่งกำลังทยอยลดสถานะหลังเผชิญผลขาดทุน
โดยพอร์ตดังกล่าวมีการถือครองหุ้น AI ในเอเชีย รวมถึง SK Hynix ส่งผลให้นักลงทุนมองว่าแรงขายจากการบังคับปิดสถานะ (Forced Liquidation) เริ่มสิ้นสุดลง ขณะเดียวกัน ภาครัฐเกาหลีใต้ยังประกาศแผนเพิ่มเงินลงทุนราว 1.39 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) เพื่อสนับสนุนการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ด้าน AI และเริ่มบังคับใช้เกณฑ์เพิ่มเงินประกันสำหรับกองทุน ETF ที่ใช้ Leverage เพื่อช่วยลดความผันผวนของตลาด
หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป็นผู้นำการฟื้นตัว โดย SK Hynix ปรับตัวขึ้นรายวันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 28% ขณะที่ Samsung Electronics พุ่งขึ้นสูงสุด 26% หลังทั้งสองบริษัทรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งในช่วงต้นสัปดาห์ สะท้อนอุปสงค์หน่วยความจำสำหรับ AI ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ นักลงทุนยังตอบรับเชิงบวกต่อการที่ Chey Tae-won ประธาน SK Group เข้าซื้อหุ้น SK Hynix จำนวน 3,620 หุ้น มูลค่าราว 4.8 พันล้านวอน ซึ่งถือเป็นการเข้าซื้อหุ้นโดยตรงครั้งแรกของเขา และถูกตีความว่าเป็นสัญญาณความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มธุรกิจในระยะยาว โดยนักวิเคราะห์จาก Fibonacci Asset Management ระบุว่า แม้การฟื้นตัวครั้งนี้จะมีลักษณะของ Relief Rally แต่ได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งมากกว่าการรีบาวด์จากแรงซื้อเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว
Finnomena Funds ประเมินว่า แม้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังมีความผันผวนจากการปรับสถานะการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก แต่การปรับฐานอย่างรุนแรงในช่วงหลายวันที่ผ่านมาได้สะท้อนปัจจัยลบไปในระดับหนึ่ง ขณะที่แนวโน้มการลงทุนด้าน AI ยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเกาหลีใต้ ประกอบกับผลประกอบการของผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ยังแข็งแกร่ง อย่างไรก็ดี ธุรกิจ DRAM เป็น ธุรกิจ Cyclical โดยการปรับตัวที่ดีของกำไรมักตามมาด้วยการปรับตัวลดลงที่รุนแรงเสมอ
จึงปรับเพิ่มคำแนะนำเชิงกลยุทธ์ระยะสั้นต่อหุ้นเกาหลีใต้ในเดือนนี้จาก Sell เป็น Hold หลังตลาดปรับตัวลงแรงจนระดับมูลค่ากลับมาน่าสนใจมากขึ้น
จัดทำโดยบลป. เดฟินิทสำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
ตลาดหุ้นไทยได้พิสูจน์อีกครั้งว่า จุดต่ำสุดไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวใหม่ ข้อมูล ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เผยให้เห็นว่ามีหุ้นไทยถึง 10 ตัวที่ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่นจากจุดต่ำสุดในรอบ 1 ปี และบางตัวก็พลิกกลับมาแรงจนน่าตกใจ
*ข้อมูลจาก Tradingview ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2026
ผู้ผลิตและส่งออกชิป อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบจัดการพลังงานชั้นนำ รองรับ Data Center และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ฟื้นตัวจาก 52.50 บาท สู่ 304.00 บาท
ผู้ผลิตและจำหน่ายแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) รายใหญ่ ส่งออกเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ฟื้นตัวจาก 13.80 บาท สู่ 41.75 บาท
ผู้ให้บริการประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และไมโครอิเล็กทรอนิกส์สำหรับอุปกรณ์สื่อสาร ยานยนต์ และอุตสาหกรรม ฟื้นตัวจาก 14.10 บาท สู่ 38.00 บาท
ผู้บริหารจัดการท่าอากาศยานหลัก 6 แห่งในประเทศไทย รวมถึงสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ฟื้นตัวจาก 27.00 บาท สู่ 63.50 บาท
ผู้ให้บริการคลังสินค้า โลจิสติกส์ พัฒนานิคมอุตสาหกรรม และระบบสาธารณูปโภค เช่น น้ำและพลังงาน ฟื้นตัวจาก 2.50 บาท สู่ 5.15 บาท
ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของรัฐ ให้บริการทางการเงินครบวงจรและบริการดิจิทัลแบงก์กิ้งผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ฟื้นตัวจาก 19.80 บาท สู่ 43.50 บาท
ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ ทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมและพลังงานหมุนเวียนในไทยและต่างประเทศ ฟื้นตัวจาก 9.00 บาท สู่ 19.60 บาท
ผู้รับจ้างผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (EMS) เช่น ปริ้นเตอร์ อุปกรณ์โทรคมนาคม และสมาร์ทโฮม ฟื้นตัวจาก 4.16 บาท สู่ 8.75 บาท
บริษัทโฮลดิ้งเน้นลงทุนในธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐาน และดิจิทัล ฟื้นตัวจาก 37.75 บาท สู่ 66.25 บาท
ธนาคารพาณิชย์ชั้นนำ ให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้ารายย่อย ธุรกิจ SME และบริการดิจิทัลแบงก์กิ้งครบวงจร ฟื้นตัวจาก 145.50 บาท สู่ 240.00 บาท
ช่วงเวลาที่ตลาดดูมืดมนที่สุด มักเป็นช่วงเวลาที่โอกาสซ่อนตัวอยู่มากที่สุดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แม้เราจะไม่สามารถจับจังหวะจุดต่ำสุดได้อย่างแม่นยำ แต่ในวันที่ตลาดเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว นี่คือจังหวะสำคัญในการหันกลับมามองปัจจัยพื้นฐาน กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และมีวินัยทยอยสะสมหุ้นคุณภาพ เพื่อสร้างโอกาสเติบโตในระยะยาว
Definit SET Select (DSS) เป็นพอร์ตการลงทุนในหุ้นไทย ที่ใช้กลยุทธ์ EVT (Earnings – Valuation – Technical) เพื่อคัดเลือกหุ้นที่มีการปรับประมาณการกำไรขึ้น ราคายังต่ำเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม และมีสัญญาณทางเทคนิคเชิงบวก ไม่เกิน 20 ตัว
สนใจลงทุน คลิกเลย
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | การลงทุนอาจมีการกระจุกตัวสูงทั้งในรายหุ้นและรายอุตสาหกรรม | ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้รวบรวมมาจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ อย่างไรก็ดี บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เดฟินิท จำกัด (บริษัท) ไม่สามารถยืนยันหรือรับรองความถูกต้องของข้อมูลเหล่านี้ได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ | บทวิเคราะห์ในเอกสารนี้จัดทำขึ้นโดยอ้างอิงหลักเกณฑ์ทางวิชาการเกี่ยวกับหลักการวิเคราะห์ และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใด ๆ | การตัดสินใจซื้อหรือขาย หลักทรัพย์ใดใดของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลมาจากวิจารณญาณของผู้อ่าน โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือพันธะผูกพันใด ๆ กับ บริษัท
ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาทุกคนพูดเรื่องชิปขาดตลาด แต่ตอนนี้มีปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่านั้นกำลังโผล่ขึ้นมา นั่นคือไฟฟ้าไม่พอ เพราะต่อให้ Nvidia ผลิตชิปได้เร็วแค่ไหน ต่อให้ TSMC หรือ SK Hynix เร่งโรงงานจนสุดกำลัง ถ้า Data Center ไม่มีไฟฟ้าใช้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกอย่างก็เดินต่อไม่ได้ และตัวเลขล่าสุดจาก BloombergNEF ก็บอกว่าปัญหานี้ใหญ่กว่าที่หลายคนคิดไว้มาก
Source: Yahoo Finance, BloombergNEF
BloombergNEF คาดว่าความต้องการไฟฟ้าของ Data Center ในสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้น 253% จากปี 2026 ไปแตะ 194 กิกะวัตต์ภายในปี 2035 โดยไฟฟ้า 1 กิกะวัตต์เทียบเท่ากำลังผลิตของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐาน 1 แห่ง เท่ากับว่าในเวลาไม่ถึง 10 ปี สหรัฐฯ ต้องหาไฟฟ้าเพิ่มในระดับเทียบเท่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่เกือบ 200 แห่ง ‘เพื่อรันระบบ AI อย่างเดียว’ ยังไม่นับไฟฟ้าที่ธุรกิจอื่นต้องใช้เพิ่มตามปกติ
ปัจจุบัน Data Center ใช้ไฟฟ้าอยู่ราว 6% ของทั้งประเทศสหรัฐฯ แต่ภายในปี 2030 ตัวเลขนี้จะขึ้นไปเป็น 12% และปี 2035 จะขึ้นไปถึง 20% พูดง่าย ๆ คือไฟฟ้าที่ผลิตได้ทุก 5 หน่วย จะมี 1 หน่วยถูกใช้โดย Data Center และ AI
ความต้องการไฟฟ้าไม่ได้กระจายเท่ากันทั่วประเทศ แต่ไปหนักอยู่ไม่กี่โครงข่ายหลัก ดังนี้
เมื่อไฟฟ้ากลายเป็นคอขวดใหม่ของ AI เงินลงทุนก็เริ่มไหลไปหา 3 กลุ่มนี้
กลุ่มแรก คือ พลังงานนิวเคลียร์และเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็ก เพราะเป็นแหล่งพลังงานที่จ่ายไฟได้สม่ำเสมอตลอดเวลา ทำให้ Microsoft, Amazon และ Google เริ่มเซ็นสัญญาซื้อไฟจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยตรงกันแล้ว
กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มสาธารณูปโภคและไฟฟ้า ที่อยู่ในพื้นที่ PJM และ ERCOT ซึ่งเริ่มมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นเรื่อย ๆ
และกลุ่มที่ 3 คือ ผู้ผลิตอุปกรณ์สายส่งไฟฟ้า อย่างหม้อแปลง สายไฟ และระบบบริหารพลังงานใน Data Center เช่น Eaton, Vertiv และ Schneider Electric ที่ตอนนี้มีออเดอร์จองล่วงหน้ายาวไปอีกหลายปี
อ้างอิง: X.com, Yahoo Finance
คำเตือน: กองทุนนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | บริษัทที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลอาจมีความผันผวนสูง ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดังกล่าวก่อนลงทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | กองทุนนี้เป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนทำการลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
ที่ประชุม FOMC มีมติ 9 ต่อ 3 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50% – 3.75% ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5 โดยการประชุมครั้งนี้สะท้อนรอยร้าวภายในอย่างชัดเจน เมื่อประธาน Fed สาขาภูมิภาค 3 ราย ได้แก่ Lorie Logan, Beth Hammack และ Neel Kashkari ลงคะแนนเสียงเห็นต่าง โดยต้องการให้ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ทันที ซึ่งสะท้อนความกังวลว่าระดับดอกเบี้ยปัจจุบันอาจไม่เพียงพอรับมือเงินเฟ้อที่เริ่มกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง
Kevin Warsh ประธาน Fed แถลงย้ำว่าการคงดอกเบี้ยไม่ได้แปลว่า Fed กำลังลังเล พร้อมตอกย้ำว่าเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ยังเป็นภารกิจหลักที่ไม่ยอมถอย Warsh ปฏิเสธมุมมองตลาดว่าเป้าหมายเงินเฟ้อผ่อนคลายลง และส่งสัญญาณว่าหากเงินเฟ้อยังทรงตัวสูง การขึ้นดอกเบี้ยอาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะถูกนำมาใช้ แม้จะไม่ใช่ทางออกเดียวก็ตาม
ความท้าทายของ Fed ทวีความรุนแรงจากเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) ที่เร่งตัวแตะ 3.4% ซ้ำเติมด้วยการโจมตีตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ดันราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ มาตรการภาษีนำเข้าชุดใหม่และความต้องการพลังงานจากกระแส AI ยิ่งเพิ่มความกังวลว่าเงินเฟ้อจะค้างสูงยาวนาน ขณะที่ตลาดแรงงานยังคงขยายตัวมั่นคง
หลังประกาศผลการประชุม บรรยากาศในตลาดพันธบัตรผันผวนหนัก ส่งผลให้ Yield Curve ปรับตัวชันขึ้น โดยยีลด์พันธบัตรอายุ 2 ปี ลดลง 6 bps มาอยู่ที่ 4.23% ด้วยความโล่งใจที่ยังไม่มีการขึ้นดอกเบี้ย ในทางกลับกัน ยีลด์อายุ 30 ปีกลับพุ่งขึ้นกว่า 10 bps ทะลุ 5.20% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มกังวลเรื่องเงินเฟ้อระยะยาวและความน่าเชื่อถือของ Fed
ด้านมุมมองวอลสตรีทเริ่มแตกแยก โดย Bank of America คาดว่า Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนเพื่อกู้ความน่าเชื่อถือ ขณะที่ CME FedWatch Tool ชี้ว่าตลาดให้น้ำหนักราว 57% ที่จะเห็นการขึ้นดอกเบี้ยในรอบถัดไปช่วงกลางเดือนกันยายน ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่าหากตัวเลขเงินเฟ้อและตลาดแรงงานยังไม่ชะลอตัว ประตูสู่การขึ้นดอกเบี้ยรอบหน้าจะเปิดกว้างทันที
การตัดสินใจครั้งนี้ยังสะท้อนสไตล์ของ Warsh ที่ต้องการลดการชี้นำตลาดล่วงหน้า (Forward Guidance) เพื่อให้ตลาดปรับตัวตามปัจจัยพื้นฐานและดุลยพินิจตนเอง ซึ่งแม้ช่วยลดการพึ่งพา Fed แต่ก็ส่งผลให้ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูงขึ้น หลังจากนี้ สายตาของนักลงทุนทั่วโลกจึงมุ่งตรงไปที่ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE และข้อมูลแรงงานชุดใหม่ เพื่อลุ้นว่า Fed จะคงดอกเบี้ยต่อหรือจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยตามฝั่งเสียงแตก
อ้างอิง: Bloomberg
Leverage ETF คืออะไร ? ทำไมกลายเป็นประเด็นใหญ่ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ พาหุ้นชิปขึ้นแรง ลงไว จนรัฐมนตรีคลังต้องออกมาขอโทษนักลงทุนรายย่อย
จากกรณีที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) ปรับตัวลงแรงกว่า -30% ในรอบ 1 เดือน และมีนักลงทุนรายย่อยในประเทศขาดทุนอย่างหนัก โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการใช้ Leverage เพื่อเก็งกำไรในหุ้นรายตัว
ทำให้ Koo Yun-cheol รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของเกาหลีใต้ ต้องออกมาขอโทษต่อสาธารณะชน เนื่องจากการเปิดตัว ETF แบบใช้ Leverage ที่อ้างอิงหุ้นรายตัว (Single-stock Leveraged ETF) เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้มีนักลงทุนจำนวนมากเข้าไปซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าว โดยมียอดซื้อสุทธิรวมกันถึง 14 ล้านล้านวอน (ราว 3.2 แสนล้านบาท) ท่ามกลางการพุ่งทะยานของหุ้นชิปในช่วงเวลานั้น
Single-stock Leveraged ETF หรือกองทุน ETF ที่ใช้เลเวอเรจอ้างอิงหุ้นรายตัว กำลังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เพิ่มความผันผวนให้กับตลาดหุ้นเกาหลีใต้ โดยเฉพาะหุ้นชิปอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix
ETF ปกติ คือกองทุนที่ซื้อสินทรัพย์อ้างอิงตามดัชนีหรือหุ้น ทำให้นักลงทุนซื้อกองทุนเพียงตัวเดียวก็เหมือนถือหุ้นหลายตัว
แต่ Leveraged ETF แตกต่างออกไป เพราะใช้ตราสารอนุพันธ์ เช่น Futures และ Swaps เพื่อทำให้ผลตอบแทน “ขยาย” จากสินทรัพย์อ้างอิง เช่น
พูดง่าย ๆ คือ กำไรเพิ่มขึ้น แต่ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน
เป้าหมายของ Leveraged ETF คือ พยายามสร้างผลตอบแทนรายวัน (Daily Return) ไม่ใช่ผลตอบแทนระยะยาว
นั่นหมายความว่า หากถือหลายวัน ผลตอบแทนอาจไม่ใช่ 2 เท่าของหุ้น เพราะกองทุนต้องปรับพอร์ตทุกวัน (Daily Rebalancing)
ยิ่งตลาดผันผวนหนัก ผลตอบแทนระยะยาวยิ่งอาจแตกต่างจากที่นักลงทุนคาดหวัง จึงเป็นเหตุผลที่ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ระบุว่า ไม่เหมาะกับการซื้อแล้วถือยาว (Buy & Hold)
เมื่อมีเงินไหลเข้ากองทุน → ผู้จัดการกองทุนต้องซื้อหุ้นอ้างอิงเพิ่ม เพื่อรักษาระดับเลเวอเรจ
หากหุ้นปรับขึ้น → ต้องซื้อเพิ่มอีก ทำให้ราคายิ่งขึ้น
แต่เมื่อหุ้นเริ่มลง → กองทุนต้องขายหุ้น → ราคายิ่งลง → ต้องขายเพิ่ม
เกิดเป็น Feedback Loop หรือวงจรที่ทำให้การขึ้นและลงของราคารุนแรงกว่าเดิม ทำให้ในบางช่วงเวลา Leveraged ETF ก็กลายเป็นตัวเร่งความผันผวนของตลาดด้วย
เพราะตลาดหุ้นเกาหลีใต้มีการกระจุกตัวสูงในหุ้น 2 ตัว คือ Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งมีน้ำหนักรวมกันมากกว่าครึ่งของดัชนี KOSPI และบางวันมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายเกิน 80%
เมื่อ ETF ที่อ้างอิงหุ้นทั้งสองตัวเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การซื้อขายของกองทุนจึงส่งผลต่อราคาหุ้นโดยตรง
ยิ่งราคาผันผวน กองทุนยิ่งต้อง Rebalance และยิ่งเพิ่มแรงซื้อ-ขาย
จนดัชนีความผันผวน (KOSPI Volatility Index) พุ่งขึ้นสู่ระดับเกือบ 100 จากอดีตที่ส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่า 30
สรุปแล้ว Leveraged ETF ไม่ได้เป็นยาพิษของโลกการลงทุน แต่มีเป้าหมายของตัวมันเอง สิ่งที่นักลงทุนควรรู้คือ
ทำเนียบขาวเปิดศึกกล่าวหา Moonshot AI สตาร์ทอัปจีนว่าแอบใช้ชิป Nvidia และลักลอบดูดข้อมูล AI สหรัฐฯ ไปสร้าง Kimi K3 โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเผยว่า Moonshot แอบกว้านซื้อเซิร์ฟเวอร์ และใช้ชิปรุ่น GB300 ผ่าน Data Center ในไทยเพื่อฝึกโมเดล AI ซึ่งถือเป็นการละเมิดมาตรการคุมส่งออกของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง
ชิป Nvidia ตระกูล GB300 อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง (Blackwell) ที่รัฐบาลสหรัฐฯ สั่งแบนไม่ให้ขายให้จีนเด็ดขาด ตอนนี้ทางการกำลังเร่งสอบสวนว่ามีบริษัทใดแอบส่งออกชิปผ่านบริษัทลูกของจีนนอกประเทศหรือไม่ ขณะที่การเปิดตัว Kimi K3 สัปดาห์ก่อนทำเอาวงการช็อก เพราะฉลาดเบียดแซง AI สหรัฐฯ จนหุ้นเทคโนโลยีร่วงระนาว
นอกจากแอบใช้ชิปแล้ว สหรัฐฯ ยังชี้ว่า Moonshot ใช้เทคนิค “Distillation” หรือการดึงผลลัพธ์จาก AI สหรัฐฯ มาใช้สอน AI ตัวเอง เพื่อก๊อบปี้ความสามารถในราคาถูก ด้านรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ลั่นเตือนชัดเจนว่า สหรัฐฯ สนับสนุนระบบเปิด แต่ไม่ยอมรับการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา และพร้อมสั่งคว่ำบาตรใส่บัญชีดำทันที
ข้อกล่าวหานี้ซ้ำเติมเสียงร้องเรียนจาก OpenAI และ Anthropic ที่เคยออกมาโวยว่าค่าย AI จีนแอบดึงข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุมัติ ซึ่ง Anthropic เคยระบุชื่อ Moonshot ตรง ๆ มาแล้ว ขณะที่สภาคองเกรสก็เริ่มดันกฎหมายคว่ำบาตรบริษัทจีนที่เข้าข่ายลักลอบใช้เทคโนโลยีอเมริกันอย่างจริงจัง
มรสุมครั้งนี้เข้าแทรกแซงแผนใหญ่ของ Moonshot ที่กำลังเร่งปิดดีลระดมทุนรอบใหม่ เพื่อดันมูลค่าบริษัทพุ่งแตะ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ก่อนจะเดินหน้าเข้าตลาดหุ้น (IPO) ที่ฮ่องกงภายในปีนี้
หากสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรจริง จะกลายเป็นอุปสรรคชิ้นโตทันที เพราะจะบล็อกไม่ให้นักลงทุนและกองทุนฝั่งอเมริกาเติมเงินให้ Moonshot ได้ ซึ่งอาจส่งผลให้แผนระดมทุนและเข้าตลาดหุ้นต้องชะงักลง
อ้างอิง: Bloomberg
สรุปกองทุนหุ้นเทคโนโลยี B-INNOTECH และ K-GTECH เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ทั้งนโยบาย สไตล์การลงทุน หุ้นในพอร์ต ไปจนถึงเป้าหมาย กองทุนไหนเหมาะกับใคร

คำแนะนำ Finnomena Funds มองว่า ด้วยคาแรกเตอร์ของทั้ง 2 กองทุน มีสไตล์ที่แตกต่างกันพอสมควร คือ B-INNOTECH เน้นหุ้นสาย Value เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในช่วงตลาดขาลง ในขณะที่ K-GTECH มีแนวคิดการลงทุนแบบ GARP-based investing ที่จะลงทุนทั้งหุ้นที่ Valuation ถูก และหุ้นดีมีคุณภาพที่ Valuation ไม่ถูก แต่ไม่แพงเกินไป ทำให้ในช่วงตลาดขาขึ้น กองทุนมีแนวโน้มทำผลตอบแทนได้ดีกว่า
ดังนั้น นักลงทุนสามารถลงทุนควบคู่กันได้ เพื่อกระจาย Style Bias และ Fund Manager Risk ไปในเวลาเดียวกัน
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by Krungsri ติดต่อทีม Kept Help Center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
บริการที่ผู้ลงทุนได้รับผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee) : Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) : เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้:
3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน : ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย:
ผู้บริโภคอาจต้องจ่ายแพงขึ้นสำหรับ iPhone รุ่นถัดไป ไม่ใช่เพราะกล้องที่ดีขึ้นหรือราคาแรมที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเพราะ TSMC ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก มีรายงานว่าเตรียมปรับขึ้นราคาการผลิตชิป 5-10% ตั้งแต่ปี 2027
ต้นทุนชิปที่สูงขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะ iPhone แต่ยังอาจส่งผลต่อ MacBook, iPad และอุปกรณ์ Apple อื่น ๆ เนื่องจากต้นทุนการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้น
TSMC เป็นผู้ผลิตชิปให้กับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Apple, Amazon, Google, Nvidia, Qualcomm และ AMD ดังนั้นเมื่อ TSMC ขึ้นราคา ต้นทุนดังกล่าวก็มักถูกส่งต่อมายังผู้ผลิตอุปกรณ์ และสุดท้ายก็อาจตกมาถึงผู้บริโภค
ก่อนหน้านี้ Apple เพิ่งปรับขึ้นราคา Mac และ iPad เมื่อเดือนที่ผ่านมา โดย Tim Cook ระบุว่าเป็นการขึ้นราคาที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” จากต้นทุนหน่วยความจำ (Memory Chip) ที่สูงขึ้น แต่ iPhone, Apple Watch และ AirPods ยังไม่ถูกปรับราคาในรอบนั้น
อย่างไรก็ตาม Apple กำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนรอบใหม่จากการขึ้นราคาชิปของ TSMC ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ Apple เตรียมเปิดตัว iPhone รุ่นครบรอบ 20 ปี ในปี 2027
รายงานจาก Nikkei ระบุว่า TSMC ได้กำหนดการปรับขึ้นราคาพื้นฐาน 5-10% สำหรับโรงงานผลิตชิปเกือบทั้งหมด ครอบคลุมทั้งชิปประสิทธิภาพสูงที่ใช้ใน iPhone และ Mac รวมถึงชิปรุ่นเก่าที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป
แม้ TSMC จะยังไม่ยืนยันตัวเลขอย่างเป็นทางการ แต่รายงานระบุว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาจากหลายปัจจัย ได้แก่
1. ราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น
2. ค่าเครื่องจักรสำหรับผลิตชิปที่แพงขึ้น
3. การลงทุนสร้างโรงงานใหม่ในต่างประเทศ
ปัจจุบัน TSMC กำลังก่อสร้างโรงงานในรัฐแอริโซนา สหรัฐฯ และมีแผนลงทุนสูงถึง 64,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังทำให้ราคาปิโตรเลียม ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตชิป ปรับตัวสูงขึ้นอีกด้วย
แม้การขึ้นราคาพื้นฐานจะอยู่ที่ 5-10% แต่บริษัทที่สั่งซื้อชิปมากกว่าปริมาณที่เคยคาดการณ์ไว้ อาจต้องจ่ายค่าพรีเมียมเพิ่มเติมอีก 10-15%
หมายความว่า ในกรณีเลวร้ายที่สุด ต้นทุนชิปบางรุ่นอาจเพิ่มขึ้นรวมสูงสุดถึง 25% เมื่อเทียบกับปัจจุบัน แม้ตัวเลขดังกล่าวจะยังเป็นเพียงการประเมิน ไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย
นอกจากต้นทุนชิปของ TSMC แล้ว Apple ยังต้องรับมือกับภาวะขาดแคลนหน่วยความจำทั่วโลก ซึ่งผลักดันราคา NAND และ DRAM ให้สูงขึ้น
เบื้องต้นมีการประเมินว่า iPhone 18 Pro Max อาจมีต้นทุนการผลิตสูงกว่า iPhone 17 Pro Max ถึงราว 300 ดอลลาร์ต่อเครื่อง โดยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากหน่วยความจำ ไม่ใช่ตัวชิปประมวลผล และหากรวมกับการขึ้นราคาของ TSMC ก็จะยิ่งกดดันอัตรากำไรของ Apple มากขึ้น
ที่มา: cultofmac