แจ้งเตือน

Check-up พอร์ตกองทุนลดหย่อนภาษี ก่อนกดซื้อ RMF ปีนี้!

Finnomena Funds
Check-up พอร์ตกองทุนลดหย่อนภาษี ก่อนกดซื้อ RMF ปีนี้!

ช่วงปลายปี หลายคนรีบเช็กสิทธิลดหย่อนภาษี คำนวณวงเงิน และหากองทุน RMF ให้ทันก่อนหมดปี

แต่ในความเร่งรีบนั้น เราอาจกำลังโฟกัสกับคำถามว่า “ซื้อเท่าไรถึงจะลดภาษีได้คุ้ม?” จนลืมอีกคำถามที่สำคัญว่า “เงินก้อนนี้ต้องลงทุนไปจนถึงเกษียณ พอร์ตลดหย่อนภาษีของเราพร้อมรับมือกับทุกสภาวะของตลาดในระยะยาวแล้วหรือยัง?”

เพราะการลงทุนในกองทุน RMF ไม่ควรจบแค่ซื้อให้ทันและได้สิทธิลดหย่อน แต่ควรตอบให้ได้ว่าพอร์ตลดหย่อนภาษีของเรามีโครงสร้างและการบริหารความเสี่ยงที่พร้อมสำหรับเป้าหมายระยะยาวหรือไม่

ก่อนกดซื้อกองทุน RMF ปีนี้ ลองเช็กมา Check-up พอร์ตกองทุนลดหย่อนภาษีผ่าน Checklist 4 ข้อ ไปพร้อมกัน

Check-up พอร์ตกองทุนลดหย่อนภาษี ก่อนกดซื้อ RMF ปีนี้!

1. กระจายสินทรัพย์ดีพอแล้วหรือยัง?

ข้อแรกที่ควรเช็กคือ พอร์ตกองทุนลดหย่อนภาษีกระจุกอยู่ในสินทรัพย์หรือภูมิภาคใดมากเกินไปหรือไม่?

หลายคนอาจคิดว่าการถือกองทุน RMF หลายกองคือการกระจายความเสี่ยงแล้ว แต่หากกองทุนเหล่านั้นลงทุนในสินทรัพย์ อุตสาหกรรม หรือภูมิภาคที่มีความเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน พอร์ตโดยรวมก็ยังอาจมีความเสี่ยงที่กระจุกตัวอยู่

สำหรับการลงทุนระยะยาวอย่าง RMF จึงควรกลับมาเช็กว่า พอร์ตของเรากระจายไปยังสินทรัพย์และภูมิภาคที่หลากหลายเพียงพอแล้วหรือยัง ไม่ว่าจะเป็น หุ้น ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ และทองคำ เพราะสินทรัพย์แต่ละประเภทอาจมีบทบาทแตกต่างกันในแต่ละสภาวะตลาด

การกระจายความเสี่ยงจึงไม่ได้หมายถึงแค่การถือหลายกอง แต่คือการออกแบบพอร์ตให้มีสินทรัพย์ที่หลากหลายเข้ามาช่วยสร้างสมดุล เพื่อให้พอร์ตมีโอกาสรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดและเดินหน้าสู่เป้าหมายระยะยาวได้อย่างเหมาะสม

2. มีมืออาชีพดูแลพอร์ตให้หรือไม่?

แม้จะวางโครงสร้างพอร์ตไว้ดีแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป การเคลื่อนไหวของตลาดอาจทำให้สัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ตเปลี่ยนแปลงไปจากที่วางแผนไว้ได้ บางช่วงสินทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นมากอาจมีน้ำหนักเพิ่มจนทำให้พอร์ตมีความเสี่ยงสูงขึ้น ขณะที่สินทรัพย์ที่ปรับตัวลงอาจมีสัดส่วนลดลงจนโครงสร้างพอร์ตไม่เหมือนเดิม

หากปล่อยให้พอร์ตเปลี่ยนแปลงไปตามตลาดโดยไม่มีการปรับสมดุล ความเสี่ยงของพอร์ตอาจค่อย ๆ ต่างไปจากแผนที่วางไว้ตั้งแต่ต้น ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อ RMF ควรเช็กว่ากองทุนนั้นมีทีมผู้จัดการกองทุนและกลยุทธ์ที่คอยติดตามสถานการณ์ และปรับพอร์ต (Rebalance) อย่างมีระบบสม่ำเสมอหรือไม่

โดยเฉพาะสำหรับคนทำงานที่ไม่มีเวลานั่งเฝ้าจอหรือติดตามตลาดทุกวัน การมีผู้เชี่ยวชาญดูแลและปรับพอร์ตตามกลยุทธ์ที่วางไว้ จะช่วยให้พอร์ตอยู่บนเส้นทางสู่เป้าหมายเกษียณได้อย่างมั่นคงในระยะยาว โดยไม่ต้องคอยกังวลว่าจะมีเวลามาปรับพอร์ตเองหรือไม่

3. บริหารความเสี่ยงเป็นระบบหรือไม่?

การลงทุนระยะยาวไม่ได้หมายความว่าเราต้องพยายามหลีกเลี่ยงความผันผวนให้ได้ทั้งหมด เพราะตลาดย่อมมีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลงอยู่เสมอ สิ่งสำคัญกว่าจึงเป็นการมี Framework ช่วยประเมินสถานการณ์ตลาดและกำหนดแนวทางรับมืออย่างมีเหตุผล

ตัวอย่างเช่น การพิจารณาปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental), มูลค่า (Valuation), โมเมนตัม (Momentum) และระดับความเสี่ยง (Risk) ควบคู่กับไปการวิเคราะห์ทั้งเชิงปริมาณ (Quantitative) และเชิงคุณภาพ (Qualitative) เพื่อให้ทุกการตัดสินใจมีหลักการรองรับอย่างเป็นระบบ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข่าวที่กำลังเป็นกระแส อารมณ์ของตลาด หรือการพยายามจับจังหวะในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว

4. พร้อมอยู่กับเราไปจนเกษียณหรือไม่?

RMF เป็นการลงทุนที่มีเป้าหมายระยะยาว ดังนั้นสิ่งที่ควรเช็กไม่ใช่แค่ “กองทุนนี้น่าซื้อในปีนี้ไหม?” แต่คือ “พอร์ตนี้เหมาะที่จะอยู่ไปกับเราตลอดเส้นทางสู่เกษียณหรือไม่?”

เพราะระหว่างทางย่อมมีทั้งช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้น แกว่งตัว หรือเผชิญกับปัจจัยที่คาดไม่ถึง พอร์ตสำหรับเป้าหมายเกษียณจึงอาจต้องมีโครงสร้างที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสภาวะตลาดใดตลาดหนึ่งโดยเฉพาะ แต่มีความยืดหยุ่นพอที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงระหว่างทาง สำคัญไม่แพ้การเลือกสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโต

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ปีนี้กองทุนไหนเด่น?” แต่คือ “พอร์ตนี้มีโครงสร้างที่พร้อมอยู่กับเราไปจนถึงเกษียณหรือไม่?” เพื่อให้เราสามารถลงทุนตามแผนได้อย่างต่อเนื่อง

TLAWSRMF ลดหย่อนภาษีด้วยแนวคิด All Weather Strategy

กองทุนเปิดทาลิส ALL WEATHER STRATEGY เพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ TLAWSRMF มุ่งสร้างความมั่งคั่งระยะยาวผ่านการกระจายการลงทุนในกองทุนหลากหลายประเภททั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหุ้น ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ และทองคำ พร้อมใช้ FVMR Framework ซึ่งพิจารณาทั้งปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) มูลค่า (Valuation) โมเมนตัม (Momentum) และความเสี่ยง (Risk) เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนอย่างเป็นระบบ พร้อมมีการติดตามและปรับสัดส่วนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้พอร์ตยังคงสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวและระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม

เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหา Core Portfolio สำหรับการลงทุนเพื่อเกษียณ ที่ต้องการทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก RMF และพอร์ตที่ออกแบบมาให้พร้อมรับมือกับความผันผวนในหลากหลายสภาวะตลาด โดยไม่จำเป็นต้องติดตามหรือปรับพอร์ตด้วยตัวเองอยู่ตลอดเวลา

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน TLAWSRMF ยืดหยุ่นทุกสภาวะตลาด ลดหย่อนภาษีด้วยแนวคิด All-Weather Strategy

สามารถซื้อกองทุน TLAWSRMF โดยเข้าไปที่หน้า Port → เลือกแผน Tax Saving Fund → เพิ่มรายการคำสั่งซื้อ ค้นหา TLAWSRMF และกดซื้อกองทุนได้เลย


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยงและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม RMF และ Thai ESG กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขกองทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนจะไม่ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ดังนั้น กองทุนจึงอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการที่กองทุนนำเงินบาทไปลงทุน ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

สรุปผลตอบแทน Definit Global Select และ Definit Set Select [อัปเดตเดือนตุลาคม 2026]

Definit
สรุปผลตอบแทนของ DGS DSS ประจำเดือนตุลาคม

ภาพรวมผลตอบแทนและกลยุทธ์การลงทุนของพอร์ต Definit Global Select (DGS) ที่ลงทุนหุ้นโลกผ่าน DR และพอร์ต Definit SET Select (DSS) ที่คัดเลือกหุ้นไทย ประจำเดือนตุลาคม 2026

มุมมองการลงทุน

เดือนตุลาคม 2569 เป็นเดือนที่ท้าทายสำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI อย่างมาก สาเหตุสำคัญคือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI Infrastructure ซึ่งเป็นน้ำหนักหลักของพอร์ตมาเกือบตลอดทั้งปีได้รับแรงกดดันเต็มที่ ทีมงานชี้ว่าการใช้งาน AI ทั่วโลกยังเติบโตอย่างมหาศาล เพราะยิ่งผู้ใช้สั่งงานที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งการเขียนโค้ด การสร้างแอปพลิเคชัน และ Agentic AI ที่ทำงานต่อเนื่องได้เอง ความต้องการพลังประมวลผลก็ยิ่งสูงขึ้น แรงกดดันหลักในเดือนนี้มาจากความกังวลของตลาดต่อการลงทุนด้าน AI ในหลายมิติ

อย่างแรกคือตลาดตราสารหนี้เริ่มกังวลเงินลงทุนมหาศาลในการสร้าง AI Data Center ซึ่งเป็นศูนย์ประมวลผลที่ออกแบบมาเพื่อรองรับงาน AI โดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น Oracle ที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ที่ BBB- ซึ่งเป็นขั้นต่ำสุดของระดับที่นักลงทุนสถาบันลงทุนได้ ต้องจ่ายส่วนต่างดอกเบี้ยเหนือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพิ่มจากราว 1% เป็นราว 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ Microsoft ซึ่งมีอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดระดับ AAA แทบไม่ต้องจ่ายส่วนต่างดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าตลาดเริ่มกังวลว่าเงินลงทุนจำนวนมหาศาลจะสร้างผลตอบแทนกลับมาได้ทันหรือไม่ และสภาพคล่องจะตึงตัวหรือเปล่า

นอกจากนี้ OpenAI ยังเลื่อนแผน IPO ออกไป แม้จะยังมีสัญญาณที่แข็งแกร่งปะปนอยู่ เช่น Anthropic ที่ตัวเลขการเติบโตดีขึ้นต่อเนื่องและกำไรจากการดำเนินงานเริ่มเป็นบวก และโครงการ Data Center หลายแห่งในสหรัฐเริ่มล่าช้าจากปัญหาใบอนุญาต การวางท่อแก๊สเพื่อผลิตไฟฟ้า และกระแสต่อต้านจากชุมชน ซึ่งกลายเป็นประเด็นหาเสียงในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ โดยผู้สมัครหลายรัฐเสนอให้ทบทวนการออกใบอนุญาตและการใช้น้ำใช้ไฟของ Data Center แม้แต่ในรัฐ Texas ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรค Republican และมีกำลังการผลิต Data Center ที่วางแผนสร้างมากที่สุดในสหรัฐอย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากผู้จัดการกองทุนต่างประเทศชี้ว่า หากนับรวมกำลังการผลิตทั้งหมดที่วางแผนไว้ สัดส่วนโครงการที่ล่าช้ายังไม่มีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี ทีมมองว่าสถานการณ์นี้เป็นเพียงจุดสะดุดของธีม AI ไม่ใช่จุดจบหรือภาวะฟองสบู่แตก เพราะผลประกอบการของกลุ่ม AI Infrastructure และ Semiconductor ยังเติบโตในระดับหลายสิบเปอร์เซ็นต์ไปจนถึงหลายเท่าตัว ซึ่งหาได้ยากในธุรกิจทั่วไป ขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมซึ่งตลาดคาดว่าพรรค Democrat จะได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรน่าจะทำหน้าที่เป็นเหตุการณ์ที่ช่วยคลายความไม่แน่นอนออกจากตลาด สอดคล้องกับสถิติตั้งแต่ปี 1950 ที่ตลาดหุ้นมักปรับตัวขึ้นหลังการเลือกตั้ง แม้จะเกิดภาวะที่ประธานาธิบดีและสภามาจากคนละพรรคก็ตาม เพราะประธานาธิบดี Trump ยังมีสิทธิ์ยับยั้งกฎหมาย และการผ่านกฎหมายในวุฒิสภาต้องใช้เสียงถึง 60 เสียง การออกกฎหมายใหม่ที่สร้างแรงกระแทกต่อตลาดหรือต่ออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งจึงเกิดขึ้นได้ยาก

ทั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 435 ที่นั่งและวุฒิสมาชิกราว 1 ใน 3 จาก 100 ที่นั่ง แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านนโยบายต่างประเทศ ซึ่งประธานาธิบดียังใช้คำสั่งฝ่ายบริหารได้โดยตรง โดยเฉพาะสถานการณ์กับอิหร่านที่แม้ราคาน้ำมันจะปรับลดลงในช่วงต้นสัปดาห์ แต่ก็ยังมีข่าวการโจมตีเกิดขึ้นเป็นระยะ

Definit Global Select พอร์ตการลงทุนหุ้นโลกผ่าน DR

ผลการดำเนินงานพอร์ต Definit Global Select (DGS)

Source: Definit, Data as of 31 October 2026
*ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

Definit Global Select (DGS) จัดตั้งพอร์ตเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2025 ผลตอบแทนสะสมนับตั้งแต่จัดตั้งอยู่ที่ 7.9% ซึ่งยังตามหลังดัชนีหุ้นโลก MSCI ACWI ค่อนข้างมาก โดยส่วนต่างส่วนใหญ่มาจากผลขาดทุนในเดือนตุลาคม ทั้งนี้ พอร์ตเคยปรับตัวขึ้นเกือบ 20% ภายใน 2 เดือนแรกหลังจัดตั้ง และปัจจุบันลูกค้าที่ลงทุนต่อเนื่องมายาวนานที่สุดยังมีกำไรสุทธิหลังหักค่าธรรมเนียมราว 6.7–7%

Source: Definit, Data as of 31 October 2026
*ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

เพื่อให้เห็นภาพลักษณะของพอร์ต ผลการทดสอบย้อนหลังช่วงปี 2015–2024 ของ DGS ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 30% ต่อปี เทียบกับหุ้นโลกในสกุลเงินบาทที่ราว 10% ต่อปี แต่ผลตอบแทนที่สูงกว่าราว 3 เท่านั้นมาพร้อมความผันผวนที่สูงกว่าราว 2 เท่า ตัวอย่างที่ชัดเจนคือปี 2022 ซึ่งหุ้นโลกลดลงราว 15–20% ขณะที่ DGS ในผลทดสอบย้อนหลังลดลงเกิน 30% สาเหตุคือ DGS ถือ DR หุ้นเพียง 10 ตัวด้วยน้ำหนักเท่ากัน ขณะที่ดัชนีหุ้นโลกมีหุ้นหลายพันตัว และกองทุนหุ้นทั่วไปมักถือหุ้นตั้งแต่ 50 ไปจนถึง 200 ตัว อีกทั้งพอร์ตยังคัดเลือกหุ้นด้วย Earnings Momentum Framework ทีมงานจึงย้ำว่าความผันผวนเป็นคุณลักษณะที่มาจากการออกแบบพอร์ต ไม่ใช่ข้อบกพร่อง ผลการทดสอบย้อนหลังใช้เป็นแนวทางว่าพอร์ตอาจขึ้นหรือลงแรงได้แค่ไหน แต่ไม่ใช่ตัวเลขเป้าหมายที่จะเกิดซ้ำได้ทุกประการ และระยะเวลาที่พอร์ตบริหารจริงมาเพียงราว 1 ปีครึ่ง ยังเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของเส้นทางการทดสอบย้อนหลัง 10 ปี

DGS ลงทุนผ่าน DR หรือตราสารที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยโดยอ้างอิงหุ้นต่างประเทศ จึงลงทุนได้เฉพาะหุ้นที่มี DR ซื้อขายอยู่ในไทยเท่านั้น และหุ้นในตะกร้า DR ของไทยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม Hardware และ Semiconductor ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีกลุ่มอื่นอย่าง Software หรือ Cyber Security มีให้เลือกไม่มาก เมื่อหุ้นกลุ่ม Hardware ปรับตัวลงแรงในเดือนตุลาคม พอร์ตที่ลงทุนใน DR ทุกตัวด้วยน้ำหนักเท่ากันจึงให้ผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนีหุ้นโลกอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ตลอดเดือนตุลาคมหุ้นขนาดใหญ่ยังทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นขนาดเล็ก โดยในสัปดาห์สุดท้ายที่มีการประกาศงบ หุ้นเทคขนาดใหญ่ลดลงราว 6–7% ขณะที่หุ้นขนาดเล็กลดลงมากกว่า 10% เนื่องจาก DGS ให้น้ำหนัก DR หุ้นทุกตัวเท่ากัน ต่างจากดัชนีหุ้นโลกที่ให้น้ำหนักตามมูลค่าตลาด พอร์ตจึงเอียงไปทาง DR หุ้นขนาดเล็กมากกว่าดัชนีโดยธรรมชาติ และนี่เป็นอีกปัจจัยที่ซ้ำเติมผลตอบแทนในเดือนนี้

Source: Definit, Data as of 31 October 2026

*ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

สำหรับเดือนตุลาคม 2569 DGS ให้ผลตอบแทนราว -23.6% สะท้อนลักษณะของพอร์ตที่ถือหุ้นเพียง 10 ตัวด้วยน้ำหนักเท่ากัน และคัดเลือกหุ้นจากการปรับประมาณการกำไรขึ้นร่วมกับ Momentum ของราคา ซึ่งหมายถึงหุ้นที่ราคาทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นตัวอื่นในช่วงเวลาเดียวกัน พอร์ตแบบนี้มักปรับขึ้นแรงในช่วงขาขึ้นและปรับลงแรงในช่วงขาลง

ภาพรวมการถือครอง DR ประจำเดือนตุลาคม

Source: Definit, Data as of 31 October 2026

 สัดส่วนการลงทุนหลักของพอร์ตในเดือนตุลาคมยังอยู่ในหุ้น Hardware สหรัฐที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ได้แก่ Astera Labs, Seagate ผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล, Bloom Energy ผู้ผลิตอุปกรณ์ด้านพลังงานสำหรับ Server, Dell รวมถึง Lumentum และ Coherent สองผู้ผลิตหลักของอุปกรณ์ใยแก้วนำแสงที่ใช้เชื่อมต่อ Data Center เข้าด้วยกัน โดยแทบไม่มีหุ้น Software หรือหุ้นขนาดใหญ่อยู่ในพอร์ตเลย

Source: Definit, Data as of 31 October 2026

*ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

หุ้นในพอร์ต DGS ปรับตัวลงตามแรงขายในกลุ่มเทคโนโลยี โดย ALAB23 ที่เข้าลงทุนในเดือนกันยายนและเคยบวกราว 30% ได้คืนกำไรก้อนนั้นไปในเดือนตุลาคม ที่น่าสังเกตุคือการปรับตัวลงไม่ได้มาจากผลประกอบการที่แย่ Lumentum ซึ่งพอร์ตถือผ่าน LITE23 รายงานรายได้เติบโตกว่า 100% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากคำสั่งซื้ออุปกรณ์สำหรับติดตั้งใน Data Center และกำไรต่อหุ้นสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด แต่ราคากลับถูกกดดันจากข่าวการควบรวมกิจการกับ Marvell Technology ที่ใช้วิธีแลกหุ้น ซึ่งทำให้ตลาดกังวลว่าการออกหุ้นใหม่จะทำให้สัดส่วนความเป็นเจ้าของของผู้ถือหุ้นเดิมลดลง เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้ และอยู่นอกเหนือปัจจัยที่โมเดลใช้คัดเลือกหุ้น เช่นเดียวกับ Seagate ที่รายได้เติบโต 61% เมื่อเทียบกับปีก่อนและอัตรากำไรขั้นต้นทำสถิติสูงสุดใหม่ รวมถึงยอดสั่งจองอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลยังเติบโตต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นก็ยังปรับฐาน ซึ่งต่างจากช่วง 3–4 ไตรมาสที่ผ่านมาที่หุ้นในพอร์ตมักปรับขึ้นเมื่องบออกมาดี

ด้านหุ้นจีน พอร์ตถืออยู่ 2 ตัว คือ HUAHONG23 ผู้ผลิต Semiconductor ที่จดทะเบียนในฮ่องกงแต่ดำเนินธุรกิจในจีนแผ่นดินใหญ่ และ ZJINNO80 ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นจีน โดยทั้งสองตัวมีน้ำหนักรวมราว 20% ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนหุ้นจีนในดัชนีหุ้นโลก เมื่อตลาดหุ้นจีนปรับตัวลง ทั้งสองตัวจึงเป็นอีกแหล่งของผลขาดทุน โดย HUAHONG23 เป็นตัวที่ฉุดผลตอบแทนมากที่สุด ฝั่งหุ้นญี่ปุ่นซึ่งพอร์ตถือมาตั้งแต่เดือนกันยายนและเคยทำผลตอบแทนได้ดีมากในเดือนนั้น IBIDEN23 ปรับตัวลงตามหุ้นเทคโนโลยี ส่วน HONDA19 ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับธีม AI เป็นหุ้นตัวเดียวในพอร์ตที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวก แต่ไม่เพียงพอจะชดเชยผลขาดทุนของหุ้นตัวอื่น โดยรวมแล้วการที่หุ้นเกือบทั้งพอร์ตปรับตัวลงพร้อมกันในเดือนที่กลุ่ม AI ถูกเขย่าอย่างหนัก ส่งผลให้ DGS มีผลตอบแทนติดลบหนักในเดือนตุลาคม 

Source: Definit, Data as of 31 October 2026

สำหรับรอบปรับพอร์ตเดือนพฤศจิกายนที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่ง DGS จะปรับเพียงครั้งเดียวในช่วงต้นเดือน โมเดลลดน้ำหนักหุ้นสหรัฐจาก 60% เหลือ 50% และเพิ่มน้ำหนักหุ้นญี่ปุ่นขึ้น 10% ซึ่งเป็นผลจากการคำนวณ Momentum และการปรับประมาณการกำไร ไม่ได้มาจากมุมมองของทีมงาน ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังมีสัดส่วนเกิน 3 ใน 4 ของพอร์ต ทีมงานมองว่าหากความกังวลเรื่อง AI คลี่คลายลงหลังการเลือกตั้ง ประกอบกับงบของบริษัทเทคโนโลยีที่ยังแข็งแกร่ง พอร์ตที่สวิงแรงก็มีโอกาสฟื้นตัวได้แรงเช่นกัน ทั้งนี้ DGS ไม่ได้กำหนดจุดตัดขาดทุนเป็นรายหุ้นหรือรายบุคคล แต่ใช้การจัดอันดับหุ้นใหม่ทุกรอบ หุ้นที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะถูกขายออกเมื่อถึงรอบปรับพอร์ต 

ผู้ที่สนใจลงทุนหุ้นโลก Definit Global Select
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกเลย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้แนะนำการลงทุนของท่าน


Definit SET Select พอร์ตการลงทุนหุ้นไทย

ผลการดำเนินงานพอร์ต Definit SET Select (DSS)

Source: Definit, Data as of 31 October 2026
*ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

Definit SET Select (DSS) ยังคงสร้างกำไรได้นับตั้งแต่จัดตั้งพอร์ตร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า โดยผลตอบแทนสะสมอยู่ที่ 11.5% จุดเด่นจากผลการดำเนินงานจริงคือการลดลงสูงสุดของพอร์ตจากจุดสูงสุด หรือ Drawdown ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของภาพรวมตลาด ส่วนผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 19% เทียบกับดัชนี SET รวมเงินปันผลที่ 26% ทั้งนี้ ผลตอบแทนดังกล่าวได้มาโดยไม่มีหุ้น DELTA อยู่ในพอร์ตเลย เนื่องจากโมเดลมีเกณฑ์ด้านความเหมาะสมของราคา และ DELTA ไม่เคยผ่านเกณฑ์นี้

DSS คัดเลือกหุ้นจากหุ้นในตลาดหลักทรัพย์กว่า 600 ตัวให้เหลือไม่เกิน 20 ตัว ด้วย EVT Model ซึ่งพิจารณา 3 ปัจจัย ได้แก่ การปรับประมาณการกำไร ความเหมาะสมของราคา และสัญญาณทางเทคนิค เหตุผลที่ต้องเพิ่มปัจจัยด้านราคาเข้าไป ทั้งที่ DGS ไม่ได้ใช้ คือตลาดหุ้นไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาไม่ได้มีแนวโน้มขาขึ้นใหญ่ต่อเนื่องเหมือนตลาดต่างประเทศ หุ้นที่แพงแล้วจึงไม่ค่อยแพงขึ้นต่อได้ยาวๆ การคุมราคาให้เหมาะสมจึงช่วยได้มากกว่า ขณะที่สัญญาณ Momentum ของ DSS เป็นสัญญาณระยะสั้น เพราะหุ้นไทยมักแกว่งตัวในกรอบ ส่วนการปรับพอร์ตแบ่งเป็นรอบต้นเดือนและรอบกลางเดือน โดยแต่ละรอบทยอยพิจารณาทีละส่วนของพอร์ต เพื่อไม่ให้การซื้อขายรวมสูงเกินไปจนเพิ่มภาระค่าธรรมเนียม

Source: Definit, Data as of 31 October 2026
*ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

สำหรับเดือนตุลาคม 2569 DSS ให้ผลตอบแทน -3.7% เทียบกับดัชนี SETTRI ที่ -2.4% เนื่องจาก DSS ใช้สัญญาณ Momentum ระยะสั้นที่ตอบสนองต่อตลาดได้รวดเร็ว เมื่อหุ้นไทยย่อตัวลงในช่วง 1–2 เดือนที่ผ่านมา และมีหุ้นผ่านเกณฑ์น้อยลง โมเดลจึงถือเงินสดสูงถึงกว่า 40% ในช่วงกลางเดือนตุลาคม ก่อนจะทยอยลดลงเหลือราว 25% ในปัจจุบัน

พอร์ตกระจายลงทุนในหลายอุตสาหกรรม โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีน้ำหนักสูงสุดยังเป็นพลังงานและสาธารณูปโภค หุ้นที่เป็นตัวขับเคลื่อนผลตอบแทนเชิงบวกในเดือนที่ผ่านมามีทั้งหุ้นกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เชิงพาณิชย์ และ RCL ผู้ให้บริการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางเรือ ซึ่งสะท้อนข้อได้เปรียบของ DSS ที่มีหุ้นในตลาดหุ้นไทยที่มีสภาพคล่องเพียงพอให้เลือกได้กว้างกว่า DGS โมเดลจึงหาโอกาสจากสัญญาณได้เต็มที่ อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือ THANI ซึ่งโมเดลปรับเข้าพอร์ตในเดือนตุลาคม จากการที่ประมาณการกำไรถูกปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องร่วมกับสัญญาณราคาระยะสั้นที่เป็นบวก และสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีหลังจากเข้าลงทุน

ผู้ที่สนใจลงทุนหุ้นไทย Definit SET Select (DSS)
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกเลย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้แนะนำการลงทุนของท่าน


คำเตือน: การลงทุนอาจมีการกระจุกตัวสูงทั้งในรายหุ้นและรายอุตสาหกรรม | การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจสัญญารับฝาก DR ก่อนการลงทุน | การลงทุนผ่าน DR มีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาของหลักทรัพย์ต่างประเทศ และความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา DR เอง | บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เดฟินิท จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-026-5121 และทาง Email support@definitinvestment.com

Finnomena Funds House View: อัปเดตมุมมอง Post Mid-Term Election A Blue Wave’s Waves แนะนำกระจายลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงหลาย Sector

Finnomena Funds
Finnomena Funds House View – Post Mid-Term Election ฉบับที่ 2 A Blue Wave’s Waves แนะนำกระจายลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงหลาย sector รับผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ

โดยฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน (Investment Strategist) Finnomena Funds ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2026

Finnomena Funds House View – Post Mid-Term Election ฉบับที่ 2 A Blue Wave’s Waves แนะนำกระจายลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงหลาย sector รับผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ

เกิดอะไรขึ้น ?

  • เมื่อวานนี้ (5 พฤศจิกายน 2026) ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,353.73 ลดลง -4.36% เป็นวันที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ Liberation Day (เมษายน 2025) Nasdaq 100 ลดลง -6.36% และเข้าสู่เขต Correction ส่วน Dow ลดลง -3.44% (−1,833 จุด) ดัชนี SOX ร่วง -12.2% ด้าน VIX พุ่งสู่ระดับ 28.18 เป็นการพุ่งในวันเดียวที่มากเป็นอันดับ 3 นับตั้งแต่ปี 1990 ทั้ง 11 Sector ปิดติดลบ ขณะที่เช้านี้ตลาดหุ้นเกาหลี (KOSPI) ปรับตัวลง -4.5% และดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่น (TOPIX) ปรับตัวลง -5.4%
  • ปัจจัยกดดันหลักยังคงเป็นผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่เพิ่มความเสี่ยงเชิงนโยบายต่อการลงทุน AI โดยเฉพาะเท็กซัส ซึ่งว่าที่ผู้ว่าฯ จะระงับการสร้าง Data Center การที่พรรคเดโมแครตชนะทั้ง 2 สภา และผลประชามติท้องถิ่นออกมาสนับสนุนการจำกัด Data Center ถึง 40 จาก 41 มาตรการ ใน 10 รัฐ (Ohio, California, Florida, Illinois, Kansas, Maine, New Jersey, Nevada, North Dakota และ Wisconsin) สะท้อนว่าแรงต่อต้านเรื่องค่าไฟ น้ำ และความมั่นคงของระบบไฟฟ้าเกิดขึ้นทั่วประเทศ
  • จุดที่ตลาดกังวลที่สุดคือเท็กซัส ซึ่งพลิกมาเป็นของเดโมแครต Gina Hinojosa ว่าที่ผู้ว่าฯ หาเสียงไว้ว่า จะสั่งระงับ Data Center ใหม่ทั้งหมด รวมถึงการอนุมัติโครงการใหม่ทุกโครงการ จนกว่าสภาจะออกกฎหมายคุ้มครองชาวเท็กซัส นโยบายนี้เข้มกว่าของผู้ว่าฯ Abbott ที่ระงับใบอนุญาตบางประเภทเมื่อกันยายน ส่วน Hinojosa จะระงับใบอนุญาตทุกประเภท โดยรัฐเท็กซัสมี Data Center ที่ใช้งานอยู่แล้วกว่า 300 แห่ง และอยู่ระหว่างพัฒนาอีกอย่างน้อย 253 แห่ง เป็นอันดับ 2 ของสหรัฐฯ รองจากเวอร์จิเนีย อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้จะใช้กับ Data Center ใหม่เท่านั้น และจะมีผลจริงหลัง Gina Hinojosa รับตำแหน่งต้นปี 2027
  • อีกหนึ่งปัจจัยกดดันต่อหุ้นเทคโนโลยีคือ Reuters รายงานเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2026 โดยอ้างแหล่งข่าวว่า มีชิป H200 สูงสุดราว 600,000 ชิ้นอยู่ที่ฮ่องกงเพื่อรอส่งเข้าจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ทางการจีนยังไม่อนุมัติการนำเข้าล็อตใหญ่ ทั้งที่บริษัทเทคฯ จีนต้องการชิปมาก ที่ผ่านมาอนุญาตเพียงบางล็อต บริษัทอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ได้ไปรายละประมาณ 10,000 ชิ้น ส่วนที่เหลือต้องซื้อผ่านคนกลาง จนราคาในตลาดนอกระบบพุ่งขึ้น ทำให้เซิร์ฟเวอร์ H200 แบบ 8 การ์ดขายกันเกิน 6 ล้านหยวน (~9 แสนดอลลาร์) เมื่อปลายตุลาคม แพงขึ้นราว 3 เท่าจากปีก่อน นักวิเคราะห์มองว่ารัฐบาลจีนตั้งใจกดดันให้ใช้ชิป AI ที่ผลิตในประเทศและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีสหรัฐฯ ความหมายต่อการลงทุนคือ ถึงอุปสงค์จะยังแข็งแกร่ง แต่ Nvidia ก็ปิดดีลในจีนได้ยาก เพราะถูกจำกัดจากทั้งรัฐบาลสหรัฐและจีน ข่าวนี้ซ้ำเติมความกังวลเรื่อง Capex AI ในสหรัฐฯ และกดให้ NVDA ปิดลบ -9.3% ดังนั้น ประเด็นถัดไปที่ต้องติดตามคือจีนจะอนุมัติล็อตใหญ่ หรือจะเพิ่มข้อจำกัดการนำเข้าฮาร์ดแวร์ AI

มุมมองการลงทุน

ในภาพรวมเรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นทั่วโลก และยังมีมุมมองเชิงบวกต่อพัฒนาการของการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มอื่น ๆ นอกเหนือจากหุ้นเทคโนโลยีเริ่มแสดงให้เห็นการใช้งาน AI ในภาคธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ปัจจัยดังกล่าวเริ่มสะท้อนให้เห็นว่าผู้ได้ประโยชน์จากพัฒนาการของ AI อาจไม่ใช่เพียงหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ในส่วนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีนั้นมีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะตัว นั่นคือความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ในอนาคต ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงระยะสั้นถึงกลางและอาจส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีความผันผวนที่สูงหลังจากนี้

ด้วยเหตุนี้เราจึงมีคำแนะนำลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยเน้นการกระจายลงทุนออกจากกองทุนหุ้นที่มีความกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยแนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุนหุ้นโลกหรือกองทุนหุ้นสหรัฐฯ ที่มีการกระจายลงทุนในหุ้นหลากหลาย Sector เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในระยะสั้นและสร้างผลตอบแทนเทียบความเสี่ยงที่ดีขึ้นในระยะยาว

หุ้นโลก

  • กองทุนหุ้นโลก แนะนำลงทุนผ่านกองทุน KKP GNP ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นโลกที่มีสัดส่วนการลงทุนหุ้นเทคโนโลยีใกล้เคียงกับดัชนีหุ้นโลก MSCI ACWI และมีสัดส่วนหุ้นกลุ่ม Healthcare และ Industrials ที่สูงกว่าดัชนีหุ้นโลกเล็กน้อย*
  • สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี แนะนำลงทุนผ่านกองทุน K-GNEXT-A(A) ซึ่งจะมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีเพิ่มสูงขึ้น* ทำให้มีความผันผวนที่สูงขึ้น
  • ทั้ง 2 กองทุนบริหารด้วยระบบ Multi-Manager ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนจากการผสมผสานพอร์ตที่แตกต่างกันของผู้จัดการกองทุนหลายคน

*อ้างอิงจาก factsheet กองทุนหลัก as of 30 September 2026

หุ้นสหรัฐฯ

  • กองทุนหุ้นสหรัฐฯ แนะนำลงทุนผ่านกองทุน KF-SP500M (F/X hedged) และ KF-SP500MFX (F/X unhedged) ซึ่งลงทุนในกองทุนหลัก Invesco S&P 500 Momentum ETF (SPMO) คัดเลือกหุ้นสหรัฐฯ​ ที่มีโมเมนตัมดีเมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่น ๆ โดยไม่จำกัดว่าเป็นหุ้น Sector ใด โดยข้อมูลล่าสุดกองทุนมีสัดส่วนการลงทุนในการลงทุนหุ้นกลุ่ม Information Technology ประมาณ 50%**

**อ้างอิงจาก factsheet กองทุนหลัก as of 5 November 2026

หุ้นญี่ปุ่น

  • เรามองว่าปัจจัยพื้นฐานของหุ้นญี่ปุ่นยังไม่เปลี่ยนแปลง ความต้องการใช้งาน AI ยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และญี่ปุ่นยังเป็นหนึ่งใน Supply Chain หลักของ AI infrastructure ทั้งในกลุ่ม Semiconductor Equipment, Memory และวัสดุ ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังเป็นบวก โดยเฉพาะทิศทางการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BOJ ที่ช่วยหนุน net interest margin ของกลุ่มธนาคาร รวมถึงการปฏิรูป Corporate Governance และการซื้อหุ้นคืนที่ยังให้การสนับสนุนตลาด
  • อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเป็นความเสี่ยงในฝั่งอุปทานของ AI infrastructure ในสหรัฐฯ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าผู้ว่าการรัฐคนใหม่จะดำเนินนโยบายอย่างไรและกระทบการก่อสร้าง Data Center มากน้อยเพียงใด ประกอบกับหุ้นญี่ปุ่นมีความอ่อนไหวสูงต่อ Sentiment ของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ จึงอาจเผชิญความผันผวนในระยะสั้น
  • เรายังคงมีคำแนะนำ Strong Buy โดยยังคงมุมมองเชิงบวกจากปัจจัยพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการใช้งาน AI หรือปัจจัยเชิงโครงสร้างภายในประเทศ เรายังแนะนำทยอยสะสมกองทุน KT-JAPANALL-A ซึ่งมีน้ำหนักในกลุ่มธนาคารค่อนข้างสูง และได้ประโยชน์โดยตรงจากทิศทางการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BOJ
  • สำหรับนักลงทุนที่ต้องการทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นใน AI Supply Chain ในระดับราคาที่ปรับตัวลงมา และรับความผันผวนได้สูง สามารถพิจารณากองทุน TOP11JPN ซึ่งลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ 11 บริษัทแบบ Equal Weight โดยเน้นลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีราว 25% 

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

  • การที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลง เกิดจากตลาดรับรู้ความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง Data Center และยังไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าผู้ว่าการรัฐคนใหม่ของแต่ละรัฐจะดำเนินนโยบายอะไรบ้างและมีผลกระทบต่อการก่อสร้าง Data Center มากหรือน้อยเพียงใด ซึ่งเรามีมุมมองว่าถ้าหากมีความชัดเจนในประเด็นดังกล่าวมากขึ้น ตลาดอาจมีโอกาสฟื้นตัวได้ นอกจากนี้ ความเสี่ยงดังกล่าวเป็นความเสี่ยงในฝั่งอุปทาน (Supply) ของ AI infrastructure ในฝั่งของ Demand ยังคงมีข้อมูลว่ามีการใช้งาน AI ที่เพิ่มสูงขึ้น สังเกตได้จากราคาค่าเช่า GPU ที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจ้างงานที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
  • การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center ยังคงเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ America’s AI Action Plan ที่ประกาศใช้ในปี 2025 ที่ผ่านมา โดยมีหนึ่งในเป้าหมายหลักคือเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI โดยการเร่งความเร็วในการขออนุมัติสร้าง Data Center และโปรเจกต์ด้านพลังงานที่เกี่ยวข้อง
  • โดยสรุปเรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจากความต้องการใช้งาน AI ที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น แต่ปัจจัยความเสี่ยงด้านการก่อสร้าง Data Center ภายในสหรัฐฯ อาจสร้างความผันผวนได้ในระยะสั้น การปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในช่วงที่ผ่านมาทำให้ระดับ Valuation ของหุ้นเทคโนโลยีหลายตัวลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง เป็นสัญญาณให้ทยอยสะสม อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอาจเผชิญความผันผวนที่สูงในระยะสั้นจากความไม่แน่นอนในแนวโน้มการก่อสร้าง Data Center
  • สำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ เราแนะนำทยอยสะสมกองทุนหุ้นเทคโนโลยี K-GTECH และ LHSUPERAI โดยกองทุนหลักของ K-GTECH บริหารกองทุนโดยผู้จัดการกองทุนที่บริหารกองทุนหุ้นเทคโนโลยีผ่านวิกฤติ Dot-Com Bubble ในช่วงปี 2000 มาแล้ว
  • ปัจจัยความเสี่ยงที่ต้องติดตามหลังจากนี้ คือการดำเนินนโยบายของผู้ว่าการรัฐคนใหม่ในรัฐที่มีการก่อสร้าง Data Center ในปริมาณมาก เช่น Texas และ Georgia รวมถึงการประกาศงบของ CoreWeave ในวันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2026 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ AI / Data Center Supply Chain

หุ้น Healthcare

  • หุ้นกลุ่ม Healthcare ซึ่งทำหน้าที่ Defensive Growth ได้ชัดเจนในปี 2026 ทุกครั้งที่ Tech ปรับฐาน Healthcare กลับปรับตัวขึ้น ขณะที่งบ Q3 ที่ประกาศแล้ว 60% ของบริษัทออกมาดีกว่าคาด ภาพรวม Earnings Surprise ราว 14% นำโดย Eli Lilly จาก Demand ยา GLP-1 และ AbbVie ที่ผ่านช่วง patent cliff ของ Humira มาได้
  • ขณะที่เทคโนโลยี AI เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในการร่นระยะเวลาพัฒนายา (Drug Discovery) อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้มียาใหม่ ๆ ไหลเข้าสู่กระบวนการทดลอง (Pipeline) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ส่วนใหญ่จะยังกระจุกตัวอยู่ใน Phase 1 แต่เป็นปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างระยะยาว โดยมีตัวชี้วัดสำคัญที่ต้องติดตามอย่าง Zasocitinib ยาสะเก็ดเงินแบบรับประทานของ Takeda ที่พัฒนาขึ้นด้วย AI ซึ่งล่าสุดได้รับ Priority Review จาก FDA และกำลังเข้าสู่การทดลอง Phase 3 โดยคาดว่าจะทราบผลการทดลองในไตรมาสหน้านี้ ซึ่งจะเป็น Benchmark สำคัญในการพิสูจน์ความสำเร็จของยาที่ใช้ AI พัฒนาเป็นตัวแรก ๆ ของตลาด
  • หุ้นกลุ่ม Healthcare ยังมีปัจจัยหนุนเชิงนโยบายจากการที่พรรคเดโมแครต (Democrats) ชนะเลือกตั้งกลางเทอมและกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ซึ่งโดยปกติมีจุดยืนสนับสนุนงบประมาณด้านสาธารณสุขมากกว่าพรรครีพับลิกัน โดยประเด็นสำคัญที่จะเร่งผลักดัน ได้แก่ การฟื้นฟูเงินอุดหนุนเบี้ยประกันสุขภาพตามกฎหมาย ACA , การคัดค้านมาตรการปรับลดงบประมาณการดูแลผู้มีรายได้น้อย (Medicaid) และการเร่งออกกฎหมายคุมราคายา รวมถึงการจำกัดเงื่อนไขของบริษัทประกันที่มักดึงเวลาอนุมัติการรักษา
  • ดังนั้น สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี การหมุนเงินลงทุน (Rotation) เข้าสู่กลุ่ม Healthcare จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะมีเกราะป้องกันความเสี่ยง (Defensive) ที่ช่วยลดผลกระทบช่วงตลาดขาลงได้ดีแล้ว เรายังคาดว่าจะเห็นกระแสเงินลงทุนกระจายตัวออกจากกลุ่มเทคมายังกลุ่มอื่นๆ (Broadening out) มากขึ้น ซึ่ง Healthcare มีโอกาสเป็นเป้าหมายแรก ๆ ทั้งจากปัจจัยหนุนเชิงนโยบายของพรรคเดโมแครตข้างต้น และความก้าวหน้าของการนำ AI มาช่วยพัฒนายาที่เริ่มเห็นสัญญาณบวกชัดเจนขึ้น
  • แนะนำกองทุน KKP GHC-A ซึ่งลงทุนใน Janus Henderson Global Life Sciences Fund โดยจะเน้นลงทุนในกลุ่ม Pharmaceuticals และ Biotechnology ซึ่งมีการกระจายการลงทุนในหุ้น 95 ตัว ซึ่งสอดรับทั้งธีม Defensive และนวัตกรรมการพัฒนายาใหม่

หุ้น Solar

  • ในอดีตที่ผ่านมา พรรค Democrat มักจะมีนโยบายที่เป็นมิตรต่อพลังงานสะอาดมากกว่าพรรค Republican ดังนั้น การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่พรรค Democrat คว้าชัยชนะได้ในหลายรัฐ มีแนวโน้มว่าหุ้นกลุ่ม Solar โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในพลังงานสะอาดจะได้รับแรงหนุนเชิงโครงสร้างจากนโยบายภาครัฐมากขึ้นเมื่อเทียบกับรัฐบาลทรัมป์ในช่วงสองปีก่อนหน้านี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2018 ที่เกิดภาวะ Blue Sweep ในการเลือกตั้งกลางเทอมเช่นกัน โดยในปี 2018 หลังจากทราบผลการเลือกตั้ง TAN ETF ซึ่งเป็นกองทุนหลักของ LHSOLAR ปรับตัวขึ้น 13% ภายในระยะเวลา 60 วัน
  • ในส่วนของหุ้น Solar ฝั่งจีน พบว่าอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ในการประกาศงบไตรมาสล่าสุด ดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหนุนสำคัญคือการที่รัฐบาลจีนกำหนดราคาซื้อขั้นต่ำ (Price Floor) ของ Polysilicon ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแผงโซลาร์
  • ด้วยระดับ Valuation ปัจจุบันที่ลดลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี และปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างทั้งจากฝั่งจีนและสหรัฐฯ จึงมีคำแนะนำ Buy ต่อหุ้นกลุ่ม Solar และแนะนำทยอยสะสมกองทุน LHSOLAR

DISCLAIMER: เอกสารฉบับนี้จัดทําขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์ซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จํากัด และ/หรือบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เดฟินิท จำกัด ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้  จัดทําโดยอาศัยข้อมูลที่จัดหามาจากแหล่งที่เชื่อหรือควรเชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือและ/หรือถูกต้อง อย่างไรก็ตามบริษัทไม่ยืนยัน และไม่รับรองถึงความครบถ้วนสมบูรณ์หรือถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว  และไม่ได้ประกันราคาหรือผลตอบแทนของหน่วยลงทุนที่ปรากฏข้างต้น แม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะปรากฏข้อความที่อาจเป็น หรืออาจตีความว่าเป็นเช่นนั้นได้  บริษัทจึงไม่รับผิดชอบต่อการนําเอาข้อมูล ข้อความ ความเห็น และหรือบทสรุปที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ไปใช้ไม่ว่ากรณีใดๆ บริษัทรวมทั้งบริษัทที่เกี่ยวข้อง  ลูกค้า ผู้บริหาร  และพนักงานของบริษัทต่าง ๆ  อาจจะทําการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อ  หรือขายหลักทรัพย์ที่ปรากฎในเอกสารฉบับนี้ได้ทุกเวลา ข้อมูล และความเห็นที่ปรากฎอยู่ในเอกสารฉบับนี้ มิได้ประสงค์จะชี้ชวน เสนอแนะ หรือจูงใจให้ตัดสินใจลงทุน หรือซื้อ หรือขายหน่วยลงทุนที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้  และข้อมูลอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ผู้ลงทุนควรใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบในการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อหรือขายหลักทรัพย์ บริษัทสงวนลิขสิทธิ์ในข้อมูลที่ปรากฎในเอกสารนี้ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ประโยชน์  ทําซ้ำ  ดัดแปลง  นําออกแสดง  ทําให้ปรากฏหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ซึ่งข้อมูลในเอกสารนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากบริษัท เป็นการล่วงหน้า  การกล่าวคัด หรืออ้างอิงข้อมูลบางส่วนตามสมควรในเอกสารนี้  ไม่ว่าในบทความ บทวิเคราะห์ บทวิจัย  หรือในเอกสาร หรือการสื่อสารอื่นใดจะต้องกระทําโดยถูกต้อง และไม่เป็นการก่อให้เกิดการเข้าใจผิดหรือความเสียหายแก่บริษัท  ต้องรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในข้อมูลของบริษัท และต้องอ้างอิงถึงฉบับที่และวันที่ในเอกสารฉบับนี้ของบริษัทโดยชัดแจ้งการตัดสินใจลงทุน หรือซื้อ  หรือขายหน่วยลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ท่านควรทําความเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อลักษณะของหน่วยลงทุนแต่ละประเภท และควรศึกษาข้อมูลของบริษัทที่ออกหน่วยลงทุนและข้อมูลอื่นใดที่เกี่ยวข้องก่อนการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อหรือขายหน่วยลงทุน

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุน โดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | กรณีผู้ลงทุนสนใจลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยง ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กรณีผู้ลงทุนสนใจลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูง/ซับซ้อน และมีสินทรัพย์อ้างอิงการลงทุนในผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีความซับซ้อน ซึ่งมีปัจจัยอ้างอิงมีความแตกต่างจากการลงทุนในปัจจัยอ้างอิงโดยตรง  ซึ่งอาจทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนดังกล่าวมีความผันผวนแตกต่างจากราคาของปัจจัยอ้างอิงได้ ผู้แนะนำการลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมการลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | หากไม่สามารถลงทุนให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ เนื่องจากสภาวะตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไป ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับผลตอบแทนตามอัตราที่โฆษณาไว้  | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena

  1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee): Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
    • วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
  2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest): เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้:
    • ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือ ประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้าน ผลตอบแทนและความเสี่ยง เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
    • ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ
  3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน: ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย:
    • One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
    • Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
    • Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ

หมดยุค Home Bias! ถึงเวลาเปิดสวิตช์ให้พอร์ตโตไกลกว่าแค่ในประเทศ

Finnomena Funds
หมดยุค Home Bias! ถึงเวลาเปิดสวิตช์ให้พอร์ตโตไกลกว่าแค่ในประเทศ

ลองจินตนาการว่า หากมีโอกาสเป็นเจ้าของธุรกิจได้ทั่วโลก คุณจะเลือกลงทุนเฉพาะธุรกิจในประเทศที่ตัวเองคุ้นเคย หรือเปิดโอกาสให้ตัวเองเข้าถึงธุรกิจในประเทศอื่น ๆ ที่มีศักยภาพเติบโตด้วย?

“Home Bias” หรือพฤติกรรมที่ให้น้ำหนักกับการลงทุนในประเทศของตัวเองมากกว่าตลาดต่างประเทศ พบได้ในหมู่นักลงทุนหลายคน เพราะการลงทุนในสิ่งที่คุ้นเคยย่อมทำให้รู้สึกเข้าใจและติดตามได้ง่ายกว่า

แต่ในโลกการลงทุน ความคุ้นเคยไม่ได้แปลว่าตลาดนั้นจะมีโอกาสเติบโตดีที่สุดเสมอไป

เพราะแต่ละตลาดมีโอกาสและความท้าทายที่แตกต่างกัน การลงทุนอยู่แค่ในตลาดที่คุ้นเคยจึงอาจทำให้เราพลาดโอกาสจากตลาดอื่น ๆ ไปโดยไม่รู้ตัว

พอร์ต All Star เน้นลงทุนในกองทุนหุ้นประมาณ 80-100% ผสานมุมมองระยะยาวและระยะสั้น พร้อมกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม จัดพอร์ตการลงทุนทั่วโลกตามหลักการมืออาชีพ

🌟 เริ่มต้นสร้างแผน All Star ได้ที่ https://finno.me/port-all-star

Home Bias เมื่อความคุ้นเคยอาจทำให้พอร์ตแคบกว่าที่คิด

เหตุผลที่นักลงทุนมักให้น้ำหนักกับตลาดในประเทศมากเป็นพิเศษมีหลากหลาย ตั้งแต่ความเข้าใจในเศรษฐกิจและธุรกิจท้องถิ่น ความสะดวกในการติดตามข่าวสาร ไปจนถึงความรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจตลาดนั้นดีกว่าตลาดอื่น

พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะการลงทุนในสิ่งที่เข้าใจเป็นพื้นฐานที่ดี แต่หากความคุ้นเคยกลายเป็นข้อจำกัด จนทำให้เรามองข้ามตลาดอื่นไป ก็อาจทำให้พอร์ตพลาดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากตลาดอื่นได้เช่นกัน

ลองนึกภาพว่าหากเราลงทุนอยู่ในตลาดหุ้นเพียงประเทศเดียว ผลตอบแทนของพอร์ตก็ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในตลาดนั้นค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจ นโยบายภาครัฐ โครงสร้างอุตสาหกรรม หรือแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน หากตลาดดังกล่าวเผชิญความท้าทาย พอร์ตก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย

ในทางกลับกัน การกระจายการลงทุนไปยังหลายประเทศช่วยเปิดโอกาสให้พอร์ตเข้าถึงธุรกิจและอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป เป็นอีกแนวทางในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตในระยะยาว

เมื่อโอกาสเติบโตไม่ได้กระจุกอยู่ในประเทศเดียว

หากมองภาพเศรษฐกิจโลกให้กว้างขึ้น จะเห็นว่าแต่ละประเทศและภูมิภาคต่างมีจุดแข็งและปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่แตกต่างกัน จึงเป็นเหตุผลที่การกระจายลงทุนทั่วโลกมีความสำคัญต่อการจัดพอร์ตระยะยาว เพราะเราไม่จำเป็นต้องคาดเดาให้ถูกว่าตลาดไหนจะเป็นผู้ชนะในอนาคตแต่สามารถวางแผนกระจายเงินลงทุนไปยังตลาดต่าง ๆ เพื่อเปิดรับโอกาสการเติบโตที่หลากหลาย พร้อมบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสมกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

กระจายลงทุนทั่วโลก ไม่ใช่แค่ซื้อหลายกองทุนแล้วจบ

เมื่อเห็นความสำคัญของการกระจายลงทุนทั่วโลก หลายคนอาจเริ่มต้นด้วยการเลือกซื้อกองทุนหุ้นจากหลายประเทศ หรือเพิ่มกองทุนที่ลงทุนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เข้าไปในพอร์ต แต่การมีกองทุนหลายกองไม่ได้หมายความว่าจะกระจายความเสี่ยงได้ดีเสมอไป เพราะกองทุนที่ลงทุนต่างประเทศหรือต่างอุตสาหกรรม อาจมีหุ้นตัวเดียวกันอยู่ในพอร์ต ทำให้พอร์ตที่ดูเหมือนกระจายอาจกระจุกโดยไม่รู้ตัว 

ดังนั้น การจัดพอร์ตหุ้นโลกให้มีประสิทธิภาพจึงไม่ได้อยู่ที่การเลือกกองทุนให้หลากหลายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองภาพรวมของพอร์ต ตั้งแต่การกระจายโอกาสลงทุนไปยังตลาดต่าง ๆ การวางแผนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตลาด ไปจนถึงการทบทวนสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมอยู่เสมอ

1. กระจายลงทุนให้ครอบคลุมมากกว่าตลาดที่คุ้นเคย

พิจารณาโอกาสลงทุนในหลายประเทศและภูมิภาค ทั้งตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ ตามความเหมาะสมของเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เพื่อไม่ให้พอร์ตพึ่งพาการเติบโตจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป

2. วางแผนระยะยาวและหาโอกาสระยะสั้น

การจัดพอร์ตระยะยาวช่วยกำหนดทิศทางการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ขณะที่การติดตามสถานการณ์ตลาดอาจช่วยให้ปรับน้ำหนักการลงทุนตามโอกาสและความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไปได้ อย่างไรก็ตาม การปรับพอร์ตควรมีหลักเกณฑ์รองรับ ไม่ใช่เปลี่ยนตามกระแสตลาดทุกครั้งที่มีข่าวใหม่

3. ปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ตลาดเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมในวันนี้อาจเปลี่ยนไปในอนาคต การทบทวนและปรับพอร์ตจึงช่วยให้การลงทุนยังสอดคล้องกับแผนระยะยาว และช่วยประเมินได้ว่าความเสี่ยงที่กำลังรับอยู่นั้นยังเหมาะสมหรือไม่

หัวใจสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การพยายามเลือกลงทุนในตลาดที่ดีที่สุดให้ได้ทุกครั้ง แต่คือการวางโครงสร้างพอร์ต กระจายโอกาสลงทุนอย่างเหมาะสม และมีวินัยในการปรับพอร์ตตามหลักเกณฑ์ที่วางไว้ เพื่อให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดและคว้าโอกาสการเติบโตในระยะยาว

หมดยุค Home Bias! ถึงเวลาเปิดสวิตช์ให้พอร์ตโตไกลกว่าแค่ในประเทศ

เติบโตไปกับหุ้นทั่วโลกด้วยพอร์ต All Star

สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นโลก แต่ไม่อยากกังวลกับการจัดพอร์ตด้วยตัวเอง พอร์ต All Star คือหนึ่งในทางเลือกที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนที่มองหาโอกาสเติบโตในระยะยาวไปพร้อมกับหุ้นโลก

พอร์ต All Star คือหนึ่งใน All Series Portfolio กลุ่มพอร์ตการลงทุนที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองนักลงทุนที่มีความต้องการระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน พอร์ตในซีรีส์นี้ประกอบด้วย All Balance, All Defense, และ All Star โดย Finnomena Funds ใช้ Framework การลงทุนของ All Balance มาเป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้างพอร์ต All Star

อ่านเพิ่มเติม แนะนำพอร์ต All Star พอร์ตการลงทุนเชิงรุก ที่เข้าถึงได้ทุกคน

จุดเด่นพอร์ต All Star

  • เน้นการลงทุนในกองทุนหุ้นประมาณ 80-100% ผสานมุมมองระยะยาวและระยะสั้น พร้อมกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
  • จัดพอร์ตการลงทุนทั่วโลกตามหลักการมืออาชีพ ใช้แนวคิด Black-Litterman วางแผนจัดวางสัดส่วนระยะยาว SAA เป็นแกน
  • เสริมมุมมอง Tactical เพิ่มโอกาสจากความผันผวนระยะสั้น แสวงหาโอกาสส่วนเพิ่มจากความผันผวนระยะสั้น โดยไม่ทิ้งแกนสัดส่วนระยะยาว
  • ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 50,000 บาท และไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในการจัดพอร์ตลงทุน

 

อ่านเพิ่มเติม รีวิวผลงานพอร์ต All Star ผลตอบแทนสะสม 22.2% นับตั้งแต่จัดตั้ง คว้าโอกาสเติบโตไปกับหุ้นโลก

พอร์ต All Star เน้นลงทุนในกองทุนหุ้นประมาณ 80-100% ผสานมุมมองระยะยาวและระยะสั้น พร้อมกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม จัดพอร์ตการลงทุนทั่วโลกตามหลักการมืออาชีพ

🌟 เริ่มต้นสร้างแผน All Star ได้ที่ https://finno.me/port-all-star


ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ณ วันที่จัดทำ อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena

  1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee) : Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
    1. วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
  2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) : เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้:
    1. ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือ ประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้าน ผลตอบแทนและความเสี่ยง เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
    2. ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ
  3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน : ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย:
    1. One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
    2. Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
    3. Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

ลดหย่อนภาษีอย่างมีกลยุทธ์ เทียบ 4 กองทุนเด่น ทั้งเปิดเกมรุกและเสริมเกมรับจาก บลจ. กสิกรไทย

Asset Insight
ลดหย่อนภาษีอย่างมีกลยุทธ์ เทียบ 4 กองทุนเด่น ทั้งเปิดเกมรุกและเสริมเกมรับ จาก บลจ. กสิกรไทย

แนะนำกองทุนลดหย่อนภาษีจาก บลจ. กสิกรไทย ได้แก่ กองทุนหุ้นเทคโนโลยี K-GTECHRMF, กองทุนหุ้นโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก K-GIFRMF, กองทุนตราสารหนี้โลก K-GDBONDRMF และกองทุนตราสารหนี้ไทยยั่งยืน K-ESGBF-ThaiESG ไม่ว่าจะเปิดเกมรุกเพื่อคว้าโอกาสเติบโต หรือเน้นตั้งรับสร้างความมั่นคง ก็ตอบโจทย์ไปกับทุกเป้าหมายของคุณ

การเลือกกองทุนลดหย่อนภาษี ต้องมองมากกว่าแค่ประหยัดภาษีในแต่ละปี เพราะเงินก้อนใน RMF และ Thai ESG สามารถต่อยอดความมั่งคั่งในระยะยาว ด้วยสไตล์การลงทุนแบบเปิดเกมรุก รวมทั้งยังช่วยเสริมความมั่นคงให้กับพอร์ตการลงทุน ผ่านรูปแบบการลงทุนที่เน้นตั้งรับแข็งแกร่ง

วันนี้เราจะพามาดูวิธีการจัดแผนลงทุนที่แบ่ง Tactic ออกเป็น 2 ฝั่งชัดเจน ทั้งเกมรุกและเกมรับ พร้อมเจาะลึกกองทุนแนะนำที่ Finnomena Funds คัดมาให้แล้วสำหรับปี 2026 

“เปิดเกมรุก คว้าโอกาสเติบโต ผ่านกองทุนที่มุ่งสร้างโอกาสเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว ผ่านสินทรัพย์ที่มีศักยภาพ และได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและเทคโนโลยี”

1. กองทุน K-GTECHRMF ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก 

กองทุนเปิดเค โกลบอล เทคโนโลยี หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ K-GTECHRMF (ระดับความเสี่ยง 7) มีนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก Threadneedle (Lux) Global Technology เน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกที่เป็น Megatrend และธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI จำนวน 50-75 ตัว

ลดหย่อนภาษีอย่างมีกลยุทธ์ เทียบ 4 กองทุนเด่น ทั้งเปิดเกมรุกและเสริมเกมรับ จาก บลจ. กสิกรไทย

ภาพรวม Top Holdings ของกองทุนหลัก
ที่มา: KAsset, Fund Fact Sheet (Master Fund) ณ กันยายน 2026 / สัดส่วนการลงทุนในหลักทรัพย์ของกองทุนหลักอาจเปลี่ยนแปลงได้

สรุปจุดเด่นที่น่าสนใจ

  1. กองทุนหลักใช้กลยุทธ์ GARP (Growth at a Reasonable Price) คัดสรรหุ้นเติบโตสูงที่ราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยกองทุนหลักมีอัตราส่วน P/E ที่ 23 เท่า ต่ำกว่า MSCI World IT 10/40 ที่ 34 เท่า (ที่มา: Columbia Threadneedle Investments as of  30 ก.ย. 2026)
  2. มีทีมบริหารพอร์ตที่เชี่ยวชาญในหุ้นเทคโนโลยี บริหารจัดการโดย ‘Paul Wick’ ซึ่งเป็น Lead Portfolio Manager มาตั้งแต่ปี 1990 ช่วยให้กระบวนการลงทุนมีความสม่ำเสมอข้ามวัฏจักรเทคโนโลยีหลายรอบ
  3. กองทุนนี้เหมาะกับผู้ลงทุนที่เห็นศักยภาพการเติบโตของการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยสามารถรับความผันผวนของราคาหุ้นได้

 

สนใจกองทุน K-GTECHRMF
คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม

2. กองทุน K-GIFRMF ลงทุนในหุ้นโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก

กองทุนเปิดเค โกลบอล อินฟราสตรัคเจอร์ หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ K-GIFRMF (ระดับความเสี่ยง 6) มีนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก Wellington Enduring Infrastructure Assets Fund เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก (Global Infrastructure) ครอบคลุมธุรกิจไฟฟ้า น้ำ โทรคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอื่น ๆ ประมาณ 30-40 ตัว

ลดหย่อนภาษีอย่างมีกลยุทธ์ เทียบ 4 กองทุนเด่น ทั้งเปิดเกมรุกและเสริมเกมรับ จาก บลจ. กสิกรไทยลดหย่อนภาษีอย่างมีกลยุทธ์ เทียบ 4 กองทุนเด่น ทั้งเปิดเกมรุกและเสริมเกมรับ จาก บลจ. กสิกรไทย

ภาพรวม Top Holdings ของกองทุนหลัก
ที่มา: KAsset, Fund Fact Sheet (Master Fund) ณ กันยายน  2026 / สัดส่วนการลงทุนในหลักทรัพย์ของกองทุนหลักอาจเปลี่ยนแปลงได้

สรุปจุดเด่นที่น่าสนใจ

  1. โครงสร้างรายได้มั่นคง รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจ จากการลงทุนครอบคลุมกลุ่มบริษัทที่เป็นเจ้าของสินทรัพย์ทางกายภาพที่มีอายุการใช้งาน ยาวนาน (Long-lived Physical Assets) มีรายได้และกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ แบ่งออกเป็น 4 แกนหลัก ได้แก่ สาธารณูปโภค, การขนส่ง, พลังงานขั้นกลาง และโครงสร้างพื้นฐานการสื่อสาร
  2. มีสไตล์การบริหารแบบไม่อิงดัชนีชี้วัด (Benchmark Agnostic) จึงเน้นน้ำหนักในบริษัทที่ทีมงานมีความมั่นใจสูง (High Conviction) ได้เต็มที่ ทำให้สามารถสร้างความแตกต่างจากผลตอบแทนส่วนเพิ่มเหนือตลาด (Alpha)
  3. กองทุนนี้เหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว รวมถึงใช้สำหรับกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังโครงสร้างพื้นฐาน ท่ามกลางความกังวลต่อ Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูง โดยสามารถรับความผันผวนของราคาหุ้นได้

 

สนใจกองทุน K-GIFRMF
คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม


“เสริมเกมรับ กระจายความเสี่ยงให้พอร์ต กับกองทุนที่ให้ความสำคัญกับการลดความผันผวน เน้นผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ผ่านสินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้”

3. กองทุน K-GDBONDRMF ลงทุนในตราสารหนี้หลากหลายประเภททั่วโลก

กองทุนเปิดเค โกลบอล ไดนามิก บอนด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ K-GDBONDRMF (ระดับความเสี่ยง 5) มีนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก PIMCO GIS Income Fund ที่ลงทุนในตราสารหนี้ได้หลากหลายประเภททั่วโลก โดยมีเป้าหมายสร้างรายได้ (Income) อย่างสม่ำเสมอ 

ลดหย่อนภาษีอย่างมีกลยุทธ์ เทียบ 4 กองทุนเด่น ทั้งเปิดเกมรุกและเสริมเกมรับ จาก บลจ. กสิกรไทยภาพรวม Top Holdings ของกองทุนหลัก
ที่มา: KAsset, Fund Fact Sheet (Master Fund) ณ กันยายน 2026 / สัดส่วนการลงทุนในหลักทรัพย์ของกองทุนหลักอาจเปลี่ยนแปลงได้

สรุปจุดเด่นที่น่าสนใจ

  1. ลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลก ด้วยจุดเด่นที่การลงทุนแบบเชิงรุก (Active) ผู้จัดการกองทุนหลักสามารถปรับสัดส่วนพอร์ตให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดได้อย่างอิสระ เพื่อสร้างผลตอบแทนเป็นรายได้ที่สม่ำเสมอ ภายใต้ความผันผวนที่ต่ำ 
  2. บริหารกองทุนโดย PIMCO Asset Management บริษัทจัดการกองทุนที่มีชื่อเสียงด้านกองทุนตราสารหนี้มาอย่างยาวนาน และในอดีตกองทุนหลักสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนีชี้วัด 9 จาก 10 ปีที่ผ่านมา (ที่มา: PIMCO GIS Income Fund ณ 31 สิงหาคม 2026 / ดัชนีชี้วัด Bloomberg US Agg Index วัดผลตอบแทนปีปฏิทิน 2016-2025)
  3. กองทุนนี้เหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ต ผ่านตราสารหนี้คุณภาพทั่วโลก

 

สนใจกองทุน K-GDBONDRMF
คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม

4. กองทุน K-ESGBF-THAIESG ลงทุนในตราสารหนี้ไทยยั่งยืน

กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ ESG หรือ K-ESGBF-ThaiESG (ระดับความเสี่ยง 4) มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ทั้งภาครัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน โดยกระจายการลงทุนผ่านหุ้นกู้เอกชน 30–70% ที่มีส่วนต่างเครดิต (Credit Spread) 

ลดหย่อนภาษีอย่างมีกลยุทธ์ เทียบ 4 กองทุนเด่น ทั้งเปิดเกมรุกและเสริมเกมรับ จาก บลจ. กสิกรไทย

ตัวอย่างพอร์ตการลงทุนกองทุน K-ESGBF-ThaiESG
ที่มา: KAsset, Fund Fact Sheet  ณ  กันยายน 2026 / สัดส่วนการลงทุนในหลักทรัพย์ของกองทุนอาจแตกต่างจากข้อมูลที่แสดงได้

สรุปจุดเด่นที่น่าสนใจ

  1. เน้นลงทุนในตราสารหนี้กลุ่มที่มีความน่าเชื่อถือระดับ Investment Grade ขึ้นไป ทั้งตราสารหนี้ภาครัฐ และกระจายการลงทุนในหุ้นกู้เอกชน 30-70% เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากส่วนต่างเครดิต (Credit Spread)
  2. พอร์ตการลงทุนมีดูเรชั่นเฉลี่ยปานกลางที่ 3-7 ปี ซึ่งมีความยืดหยุ่นในการปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาด และมีโอกาสได้รับผลกระทบเชิงลบน้อยกว่าพอร์ตที่ดูเรชั่นยาวกว่า
  3. กองทุนนี้เหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการลดความผันผวนของพอร์ต ผ่านการลงทุนในตราสารหนี้ไทย โดยเน้นสร้างความมั่นคงเป็นหลัก

 

สนใจกองทุน K-ESGBF-ThaiESG
คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม

สุดท้ายนี้ลองพิจารณากองทุนที่สนใจ แล้วเลือก Tactic ให้เหมาะกับเป้าหมายและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เพราะเมื่อพิจารณาทั้ง 4 กองทุน จะเห็นว่ามีจุดเด่นที่แตกต่างกัน 

สำหรับผู้ที่ต้องการเปิดเกมรุก K-GTECHRMF และ K-GIFRMF เป็น 2 ทางเลือกที่เปิดโอกาสเติบโตไปกับหุ้นเทคโนโลยีและธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ซึ่งต่างมีปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว

แต่หากต้องการเสริมเกมรับ K-GDBONDRMF และ K-ESGBF-THAIESG ก็เป็นทางเลือกสำหรับการกระจายลงทุนในตราสารหนี้ โดยกองแรกมีจุดเด่นที่ความยืดหยุ่นของการลงทุนในตลาดโลก ส่วนกองที่สองเน้นคุณภาพเครดิตของตราสารหนี้ ESG ในประเทศ 

ศึกษาข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่


สนับสนุนโดย บลจ. กสิกรไทย

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม RMF และ Thai ESG กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขกองทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้ยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต สิทธิประโยชน์ทางภาษีขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของกรมสรรพากรซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ลงทุนควรศึกษาหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนการลงทุน | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | บางกองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena

1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee) : Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม

  • วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) : เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้:

  • ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือ ประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้าน ผลตอบแทนและความเสี่ยง เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
  • ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ

3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน : ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย:

  • One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
  • Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
  • Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ

TISCO Omakase Extra Fund อัปเดตมุมมองเดือนพฤศจิกายน 2026: คงน้ำหนัก เน้นสภาพคล่องสูง

บลจ.ทิสโก้
TISCO Omakase Extra Fund อัปเดตมุมมองเดือนพฤศจิกายน 2026

มุมมองการลงทุน

tisco

Portfolio

มุ่งหวังผลตอบแทนคาดหวังประมาณ 6% – 8% ในระยะกลาง-ยาว โดยตั้งอยู่บนหลักการบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบ และคงความผันผวนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมรองรับความไม่แน่นอนของภาวะการลงทุน

Market

  • ตลาดหุ้นโลกเดือน ต.ค. ยังคงเผชิญความผันผวน จาก Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่ทรงตัวในระดับสูงใกล้ 5% ประกอบกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งยังเป็นปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก
  • อย่างไรก็ดี ผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ที่ทยอยประกาศออกมายังแข็งแกร่ง โดยกลุ่มการเงินหลายแห่งมีกำไรดีกว่าคาด ขณะที่หุ้นเทคโนโลยียังมีรายได้เติบโตต่อเนื่อง
  • ด้านราคาทองคำปรับฐานลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มาเคลื่อนไหวบริเวณ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยถูกกดดันจาก Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูงและการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจำกัดการฟื้นตัวของราคาทองคำ

Strategy

  • เรายังคงให้น้ำหนักกับการรักษาสภาพคล่องในระดับสูง และชะลอการเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจาก Bond Yield สหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงและความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงิน Fed โดยรอจังหวะเข้าลงทุนเพิ่มเติมเมื่อตลาดมีระดับราคาที่น่าสนใจ

Portfolio Action

  • ยังคงรักษาสัดส่วนการลงทุนเดิม (Maintain Portfolio) โดยคงน้ำหนัก TISCOSTF ที่ 45% พร้อมรักษาสัดส่วนการลงทุนใน TGSMART-A, TISCOAI, TNASDAQ, TEMxCH และ TGOLD ตามแผนการลงทุนเดิม

ที่มา: บลจ. ทิสโก้ วันที่  2 พฤศจิกายน 2026


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) อัปเดตมุมมองเดือนพฤศจิกายน 2026: เกาะติดเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ

Eastspring Thailand
Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) อัปเดตมุมมองเดือนพฤศจิกายน 2026: เกาะติดเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ

มุมมองการลงทุน

ตลาดหุ้นโลกเผชิญแรงกดดันในเดือนตุลาคม ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการลงทุนใน AI ทิศทางนโยบายการเงินที่ยังเข้มงวด และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยดัชนี MSCI ACWI ปรับตัวลดลง -1.62% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.93% และ Nasdaq 100 ลดลงถึง 6.65% สะท้อนแรงขายที่กระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ในทางกลับกัน หุ้นบางกลุ่มที่มีลักษณะ Defensive และตลาดหุ้นยุโรปมีความยืดหยุ่นมากกว่า ส่วนตลาดหุ้นเอเชียเหนือเผชิญแรงขายรุนแรง โดยเฉพาะเกาหลีใต้ที่ดัชนี KOSPI ลดลง 16.19% ตลอดเดือน ปัจจัยสำคัญมาจากการรายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่กระตุ้นให้นักลงทุนตั้งคำถามต่อการใช้เงินลงทุนด้าน AI จำนวนมหาศาล ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง โดย GDP ไตรมาส 3 ขยายตัว 3.4% ในอัตรารายปี ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง ด้านตลาดตราสารหนี้โลกกลับฟื้นตัว โดยดัชนีตราสารหนี้โลก Bloomberg Global Aggregate ให้ผลตอบแทนประมาณ 1.41% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลงจาก 5.29% เป็น 4.94% หรือลดลง 35 basis points สะท้อนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นในช่วงตลาดหุ้นผันผวน

กระแสการลงทุนใน AI ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นโลกตลอดช่วงที่ผ่านมา เริ่มเผชิญแรงกดดันจากคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าของเงินลงทุน โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน Data Center และระบบประมวลผล AI แต่ยังไม่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทันกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ความกังวลดังกล่าวทวีความรุนแรงในช่วงปลายเดือน หลัง Alphabet รายงานผลประกอบการที่สร้างความผิดหวังต่อตลาด โดยราคาหุ้นร่วงลง 12.6% ในวันที่ 29 ตุลาคม ก่อนที่ผลประกอบการของ Intel และ Amazon จะยิ่งซ้ำเติมความเชื่อมั่น ส่งผลให้ราคาหุ้น Intel ลดลงถึง 28.6% และดัชนี Nasdaq Composite ร่วงลง 2.86% ในวันที่ 30 ตุลาคม แรงขายยังลุกลามไปยังตลาดหุ้นเอเชีย สะท้อนความเปราะบางของตลาดที่พึ่งพาวัฏจักรการลงทุน AI และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์สูง

การประชุม Fed วันที่ 28 ตุลาคม มีมติ 10 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.75–4.00% โดยกรรมการ 2 รายสนับสนุนให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% สะท้อนความกังวลต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 3.7% YoY และ 0.6% MoM ขณะที่ GDP ไตรมาส 3 ขยายตัว 3.4% จาก 2.2% ในไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้ดี แม้เผชิญต้นทุนทางการเงินในระดับสูง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดต้องปรับความคาดหวังเกี่ยวกับระยะเวลาการคงดอกเบี้ยสูง และความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อมูลค่าหุ้นเติบโตสูงและสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม แรงขายสินทรัพย์เสี่ยงช่วงปลายเดือนกลับช่วยหนุนราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ปรับตัวสูงขึ้น

ตลาดหุ้นอินโดนีเซียเผชิญแรงเทขายรุนแรง หลัง MSCI ประกาศเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม เปิดรับความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอปรับลดสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียจาก Emerging Market เป็น Standalone Market เนื่องจากข้อกังวลด้านความโปร่งใสของโครงสร้างผู้ถือหุ้น การกระจุกตัวของการถือครอง และพฤติกรรมการซื้อขายที่อาจไม่เหมาะสม การประกาศดังกล่าวส่งผลให้ดัชนี Jakarta Composite Index (JCI) ร่วงลง 11.57% ในวันที่ 16 ตุลาคม ซึ่งเป็นการปรับลดลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1998 และปิดเดือนด้วยการปรับตัวลดลง 16.70% โดย UBS ประเมินว่าหากเกิดการลดสถานะจริง อาจนำไปสู่เงินทุนไหลออกจากกองทุน Passive ราว 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้ MSCI ยังไม่ได้ตัดสินใจปรับลดสถานะอย่างเป็นทางการ และจะประกาศข้อสรุปภายในเดือนมิถุนายน 2027 แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนความสำคัญของมาตรฐานธรรมาภิบาลตลาดทุนและความเสี่ยงด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งอาจสร้างความผันผวนต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ตลาดการลงทุนในเดือนพฤศจิกายนมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนต่อเนื่อง โดยประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการคลัง ตัวเลขการจ้างงานวันที่ 6 พฤศจิกายน และเงินเฟ้อ CPI วันที่ 10 พฤศจิกายน ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดความคาดหวังต่อนโยบายดอกเบี้ย Fed นอกจากนี้ นักลงทุนต้องติดตามผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยีและความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน AI รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังเป็นความเสี่ยงต่อราคาพลังงานและเงินเฟ้อโลก สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจโลกที่ยังขยายตัวและแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตามปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ประกอบกับความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน ทำให้การกระจายความเสี่ยงมีความสำคัญมากขึ้น ทั้งในมิติของประเภทสินทรัพย์ ภูมิภาค และกลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงกลุ่ม Healthcare ที่มีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอและพึ่งพาวัฏจักรเศรษฐกิจน้อยกว่าหุ้นเติบโตบางกลุ่ม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างโอกาสรับผลตอบแทนและการควบคุมความผันผวนของพอร์ตลงทุน

ที่มา: บลจ. อีสท์สปริง วันที่ 4 พ.ย. 2026

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ Finnomena ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ Finnomena สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน Finnomena Port และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notificationในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น

2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนการลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Market Alert: หุ้นจีนและฮ่องกงฟื้นตัวแรง รับแรงซื้อจากภาครัฐและหุ้นเทคโนโลยี ขณะที่เกาหลีใต้เผชิญแรงขายหุ้นชิป

Finnomena Funds
หุ้นจีนและฮ่องกงฟื้นตัวแรง

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2026 ดัชนี หุ้นอินโดนีเซีย (IDX Composite) ปรับตัวขึ้น +2.61% มาที่ระดับ 5,048.41 จุด ขณะที่ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงฟื้นตัวโดดเด่น โดยดัชนี HSCEI ปรับตัวขึ้น +3.16% มาที่ระดับ 8,311.84 จุด และ HSTECH เพิ่มขึ้น +5.83% มาที่ระดับ 4,165.42 จุด สะท้อนแรงซื้อกลับในหุ้นเทคโนโลยีจีนและฮ่องกง อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงขายต่อเนื่อง โดยดัชนี KOSPI ปรับตัวลง -3.23% มาที่ระดับ 5,500.00 จุด ท่ามกลางความผันผวนของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI

ปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นจีนมาจากการเข้าซื้อกองทุน ETF โดยหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ ETF จำนวน 9 กองทุนรวมประมาณ 1.15 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในวันอังคาร นับเป็นระดับสูงเป็นอันดับสองของประวัติการณ์ โดยเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตขนาดใหญ่ ประกอบกับมาตรการสนับสนุนตลาดทุน เช่น การเพิ่มช่องทางเงินทุนสำหรับการซื้อหุ้นคืนและการขยายโครงการ Swap Facility อีกทั้งยังปรับลดอัตราดอกเบี้ย (Overnight Repo Rate) มาอยู่ที่ 1.25% จาก 1.4% ช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ขณะที่ตลาดเกาหลีใต้ได้รับแรงกดดันจากความกังวลว่าการที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การกำกับดูแลธุรกิจ AI และ Data Center ที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนระมัดระวังต่อหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์

ในด้านการเคลื่อนไหวรายหุ้น ตลาดจีนได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยดัชนี STAR 50 และ ChiNext ปรับตัวขึ้น 9.9% และ 6.4% ตามลำดับ สะท้อนแรงซื้อที่กระจุกตัวในหุ้นเติบโตและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ขณะที่ตลาดเกาหลีใต้เผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ โดยหุ้น SK Hynix ปรับตัวลง 6.02% และ Samsung Electronics ลดลง 3.44% ในช่วงเปิดตลาด

Finnomena Funds ประเมินว่า ตลาดหุ้นจีนและเกาหลีใต้ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐและแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในระยะยาว โดยในเดือนนี้ Finnomena Funds ได้ปรับเพิ่มมุมมองหุ้นจีนเป็น Buy จาก Hold และคงมุมมอง Buy ต่อหุ้นเกาหลีใต้ โดยแนะนำกองทุน KFCHINA-T10PLUS-A สำหรับการลงทุนในหุ้นจีน H-share และ KT-KOREA สำหรับการลงทุนในหุ้นเกาหลีใต้ เพื่อทยอยสะสมสำหรับการลงทุนระยะกลางถึงยาว

จัดทำโดยบลป. เดฟินิทสำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

B-GDI กองทุนที่สร้างกระแสเงินสดระหว่างทาง จากแหล่งรายได้ที่หลากหลายทั่วโลก

Finnomena Funds
B-GDI กองทุนที่สร้างกระแสเงินสดระหว่างทาง จากแหล่งรายได้ที่หลากหลายทั่วโลก

รู้จักกองทุน B-GDI จาก บลจ. บัวหลวง ที่มองหาโอกาสสร้างกระแสเงินสดรายเดือน จากแหล่งรายได้ที่หลากหลาย และกระจายไปยังสินทรัพย์ทั่วโลก ตอบโจทย์เป้าหมายการสร้าง Passive Income ระหว่างการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ โดยมี Templeton Asset Management เป็นที่ปรึกษาการลงทุน

เวลาพูดถึงวิธีสร้างรายได้หรือกระแสเงินสดที่จ่ายสม่ำเสมอทุก ๆ เดือน ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงอาจจะมีแค่ดอกเบี้ยจากการฝากธนาคารกับตราสารหนี้ ซึ่งได้ในแง่ของความมั่นคง แต่ให้ผลตอบแทนที่ไม่ได้สูงมากนัก

หรือถ้าจะหันไปสร้างรายได้จากหุ้นปันผลที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ก็มักจะติดปัญหาในเรื่องความถี่ของช่วงเวลาในการจ่ายเงินปันผล ทำให้การบริหารจัดการกระแสเงินสดรายเดือนเป็นไปได้ยาก

เชื่อว่านี่คือปัญหาที่หลายคนเคยเจอ วันนี้เลยจะพามารู้จักกับกองทุน B-GDI ที่จะช่วยให้การสร้างพอร์ตลงทุนเพื่อรับ Passive Income รายเดือน ทำได้ง่ายขึ้น เพราะรวมสินทรัพย์สร้างรายได้จากทั่วโลกมาไว้ในกองเดียว โดยมี Templeton Asset Management เป็นที่ปรึกษาการลงทุน

สรุปกองทุน B-GDI กับโอกาสสร้างกระแสเงินสดจากหลากหลายแหล่งทั่วโลก

B-GDI กองทุนที่สร้างกระแสเงินสดระหว่างทาง จากแหล่งรายได้ที่หลากหลายทั่วโลก

กองทุนเปิดบัวหลวง Global Diversified Income หรือ B-GDI (ความเสี่ยงระดับ 5) เป็น Fund of Funds ที่ออกแบบมาเพื่อโอกาสรับรายได้จากหลากหลายสินทรัพย์ ตั้งแต่ตราสารหนี้ หุ้นปันผล กองทุน REITs และกองทุน Infra พร้อมด้วยกลยุทธ์เสริม เช่น High Yield Bond, Convertible Bond, ELNs (Equity-Linked Notes)

B-GDI มี Templeton Asset Management ผู้เชี่ยวชาญด้าน Multi-Asset ระดับโลก และมีประสบการณ์บริหารพอร์ตแบบ Income มายาวนานกว่า 70 ปี เป็นที่ปรึกษาการลงทุน พร้อมทั้งคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ทำให้กองทุนสามารถจัดสรรสินทรัพย์เชิงรุก และปรับน้ำหนักพอร์ตให้ยืดหยุ่นรับมือกับทุกสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

Templeton Asset Management เป็นบริษัทลูกที่ถือหุ้นทั้งหมดโดย Franklin Resources, Inc. หรือที่รู้จักกันในนามกลุ่มบริษัท Franklin Templeton

นอกจากนี้ B-GDI มีกลไกรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ (Auto Redemption) ไม่เกินปีละ 12 ครั้ง นั่นคือระหว่างที่เราถือครองหน่วยลงทุนอยู่ กองทุนจะมีโอกาสจ่ายกระแสเงินสดกลับคืนให้ผู้ลงทุนเรื่อย ๆ ซึ่งการรับเงินคืนแบบ Auto Redemption จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดา ต่างจาก “เงินปันผล” ที่จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10%

เจาะพอร์ตกองทุน B-GDI กับ 3 ฟันเฟืองสร้างรายได้

B-GDI กองทุนที่สร้างกระแสเงินสดระหว่างทาง จากแหล่งรายได้ที่หลากหลายทั่วโลก

การจัดพอร์ตของกองทุน B-GDI จะกระจายการลงทุนไปยังหลายกองทุน เพื่อครอบคลุมแหล่งของรายได้ที่หลากหลาย และแบ่งบทบาทของแต่ละส่วนอย่างชัดเจน ออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ

  1. Core Portfolio แกนหลักของพอร์ต ทำหน้าที่สร้างรายได้ และช่วยให้การจัดพอร์ตมีทิศทางชัดเจน ซึ่งคาดว่าจะลงทุนใน Franklin Income Fund ที่สัดส่วนประมาณ 40%
  2. Income Diversification ส่วนเสริมรายได้และกระจายความเสี่ยง ผ่านกองทุนเฉพาะทางที่คาดว่าจะลงทุนที่มีหน้าที่ต่างกันเพื่อให้ครอบคลุมแหล่งรายได้ทุกมิติ เช่น Templeton Emerging Markets Dynamic Income Fund, Franklin High Yield Fund, Franklin European Quality Dividend UCITS ETF เป็นต้น
  3. Growth Opportunity สร้างการเติบโตจากหุ้น โดยเน้นเพิ่มผลตอบแทนให้พอร์ตจาก Capital Gain ซึ่งคาดว่าจะลงทุนใน Putnam US Research Fund มุ่งรับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้นสหรัฐฯ ในระยะยาว

 

B-GDI กองทุนที่สร้างกระแสเงินสดระหว่างทาง จากแหล่งรายได้ที่หลากหลายทั่วโลก

เมื่อมองผ่านสินทรัพย์ที่กองทุนปลายทางลงทุน พอร์ตประมาณการ ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2026 แบ่งเป็น ตราสารหนี้ 52% และตราสารทุน 48% สะท้อนการผสมผสานระหว่างโอกาสรับรายได้กับการเติบโตที่สมดุล

ทั้งนี้ จะมีการพิจารณาปรับพอร์ตเป็นรายเดือน เพื่อประเมินโอกาสและความเสี่ยงให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด

สรุปจุดเด่นกองทุน B-GDI

1. เป็นทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนที่คาดหวัง Passive Income เป็นประจำ จากกระแสเงินสดระหว่างการลงทุน โดยมีการรับซื้อคืนอัตโนมัติ (Auto Redemption) เพื่อสร้างสภาพคล่องสำหรับผู้ลงทุน ไม่เกินปีละ 12 ครั้ง

2. เพิ่มโอกาสสร้างการเติบโตของพอร์ตในระยะยาว ด้วยการกระจายลงทุนไปยังสินทรัพย์คุณภาพทั่วโลกแบบ Multi-Asset ทั้งตราสารหนี้ หุ้นปันผล กองทุน REITs&Infra รวมไปถึง High Yield Bond, Convertible Bond, ELNs (Equity-Linked Notes) ที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างกระแสเงินสด

3. บริหารโดยทีมผู้เชี่ยวชาญจาก บลจ. บัวหลวง และมี Templeton Asset Management เป็นที่ปรึกษาการลงทุน เหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลพอร์ตให้อย่างเป็นระบบ หรือผู้ที่ไม่ได้มีเวลาติดตามตลาดอย่างต่อเนื่อง อยากตัดความยุ่งยากในการเลือกสินทรัพย์ และไม่ต้องเลือกลงทุนในหลาย ๆ กองทุน

กองทุน B-GDI เสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 3 – 10 พฤศจิกายน 2026 โดยกองทุนมีค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) อยู่ที่ 0.8025% ต่อปี และโปรโมชันพิเศษ ลงทุนในช่วง IPO ปรับลดค่าธรรมเนียมการขายหน่วยลงทุน (Front-end Fee) อยู่ที่ 0.50%

เริ่มต้นลงทุนขั้นต่ำ ด้วยเงินลงทุนเพียง 500 บาท
ซื้อได้เลยที่แอปฯ Finnomena
– >
B-GDI


สนับสนุนโดย บลจ. บัวหลวง
แหล่งข้อมูล: เอกสารแนะนำกองทุน บลจ. บัวหลวง

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากกองทุนไม่มีนโยบายการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena

1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee) : Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม

  • วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง

2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) : เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้

  • ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้านผลตอบแทนและความเสี่ยงเป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
  • ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ

3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน : ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย

  • One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
  • Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
  • Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ

Finnomena Funds House View: อัปเดตมุมมอง Midterm-Elections หลัง Blue Wave ซัดถึง Texas หุ้นเทคทั่วโลกผันผวนระยะสั้น แต่ยังเป็นโอกาสทยอยสะสม

Finnomena Funds
Finnomena Funds House View 2026 US Midterm-Elections

โดยฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน (Investment Strategist) Finnomena Funds ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2026

Finnomena Funds House View
Blue Wave ซัดถึง Texas: หุ้นเทคทั่วโลกผันผวนระยะสั้น แต่ยังเป็นโอกาสทยอยสะสม

เกิดอะไรขึ้น ?

  • ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา เผชิญแรงขายในการซื้อขายฟิวเจอร์สเช้าวันนี้ รวมถึงตลาดหุ้นเอเชีย หลังผลเลือกตั้งกลางเทอม (2026 US Midterm-Elections) ออกมาเอื้อต่อพรรค Democrat มากกว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้ โดยฟิวเจอร์ส S&P 500 ลดลง -1.3% สู่ 7,497 จุด และฟิวเจอร์ส Nasdaq-100 ลดลง -2.3% สู่ 27,660 จุด ณ เวลาประมาณ 11:37 น. ขณะที่ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ลดลง -3.2% และดัชนี TOPIX ของญี่ปุ่นลดลงราว =1.9% นำโดยหุ้นชิปและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI
  • ผลเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ Texas ศูนย์กลางการขยาย Data Center ออกมาผิดคาด โดย Gina Hinojosa (Democrat) ซึ่งหาเสียงให้หยุดโครงการ Data Center ชั่วคราว สามารถเอาชนะ Greg Abbott ได้ ทั้งที่ Kalshi (Prediction Market ของสหรัฐฯ) ให้โอกาสชนะเพียง 41% ประกอบกับ Democrat ชนะสภาผู้แทนราษฎรและเข้าใกล้การคุมวุฒิสภา แรงขายจึงกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีและกลุ่ม AI

ผลการเลือกตั้งผู้ว่ารัฐ Texas คือจุดเซอร์ไพรส์ตลาด

  • ก่อนเลือกตั้ง Kalshi ทำนายให้ Greg Abbott (พรรค Republican) มีโอกาสชนะ 59% เทียบกับ Gina Hinojosa (พรรค Democrat) ที่ 41% แต่ผลนับคะแนนพลิกไปทาง Democrat และ Abbott ยอมรับความพ่ายแพ้แล้ว
  • ศูนย์กลางการขยาย Data Center และ Hinojosa หาเสียงให้หยุดโครงการชั่วคราวทันที จนกว่าสภารัฐจะวางมาตรการกำกับดูแล
  • นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ Texas ยังมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการ PUC (Public Utility Commission of Texas) หรือหน่วยงานกำกับกิจการสาธารณูปโภคของรัฐ ซึ่งกำกับดูแล ERCOT (Electric Reliability Council of Texas) ผู้บริหารโครงข่ายไฟฟ้าครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐ โดยระบบไฟฟ้าของ Texas แยกอิสระจากโครงข่ายระดับประเทศและอยู่นอกการกำกับของรัฐบาลกลางเป็นส่วนใหญ่ ผู้ว่าฯ จึงมีอิทธิพลโดยตรงต่อการอนุมัติการเชื่อมต่อ Data Center เข้าระบบไฟฟ้า
  • อย่างไรก็ดี ทิศทางการคุมเข้มไม่ได้เพิ่งเริ่มต้น Abbott เองก็สั่งตรวจสอบโครงการที่ขอเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าในเดือนสิงหาคม และระงับการอนุมัติใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องในเดือนกันยายน คำถามจึงอยู่ที่ระดับความเข้มงวดและระยะเวลามากกว่าการเปลี่ยนทิศทางของนโยบาย ซึ่งยังมีความไม่แน่นอน

Democrat ได้เปรียบหลายสนาม ตอกย้ำความเสี่ยงต่อ Data Center

  • รัฐ Georgia และ Ohio: Democrat พลิกชนะตำแหน่งผู้ว่าฯ ทั้งสองรัฐ แม้ ตลาดคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่า Democrat ได้เปรียบ โดย Amy Acton ผู้ชนะใน Ohio หาเสียงให้ Data Center รับภาระต้นทุนอย่างเป็นธรรม 
  • สภาคองเกรส: Democrat ชนะสภาผู้แทนราษฎรตามการคาดการณ์ของ CNN และเข้าใกล้การคุมวุฒิสภา ซึ่งเพิ่มความกังวลว่าการจำกัด Data Center อาจขยายวงทั่วประเทศ 
  • แนวโน้มระดับประเทศ: ปีนี้มีร่างกฎหมายเกี่ยวกับ Data Center กว่า 300 ฉบับในกว่า 30 รัฐ และมีมาตรการระงับระดับท้องถิ่นกว่า 100 แห่ง ส่วน New York ระงับการอนุมัติโครงการขนาด 50 MW ขึ้นไปเป็นเวลาหนึ่งปี 
  • พื้นฐานตลาด: หุ้น AI อ่อนตัวมาก่อนแล้วจากความกังวลว่าการลงทุน Data Center จะชะลอลง ผลเลือกตั้งจึงเป็นตัวเร่งแรงขายที่มีอยู่เดิม

มุมมองการลงทุน

หุ้นสหรัฐฯ และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

  • การที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลง เกิดจากตลาดรับรู้ความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง Data Center และยังไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าผู้ว่าการรัฐคนใหม่ของแต่ละรัฐจะดำเนินนโยบายอะไรบ้างและมีผลกระทบต่อการก่อสร้าง Data Center มากหรือน้อยเพียงใด
  • เรามีมุมมองว่าถ้าหากมีความชัดเจนในประเด็นดังกล่าวมากขึ้น ตลาดอาจมีโอกาสฟื้นตัวได้ นอกจากนี้ ความเสี่ยงดังกล่าวเป็นความเสี่ยงในฝั่งอุปทาน (Supply) ของ AI infrastructure แต่ในฝั่งของ Demand ยังคงมีข้อมูลว่ามีการใช้งาน AI ที่เพิ่มสูงขึ้น สังเกตได้จากราคาค่าเช่า GPU ที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจ้างงานที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
  • นอกจากนี้ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ data center ยังคงเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ America’s AI Action Plan ที่ประกาศใช้ในปี 2025 ที่ผ่านมา โดยมีหนึ่งในเป้าหมายหลักคือเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI โดยการเร่งความเร็วในการขออนุมัติสร้าง Data Center และโปรเจกต์ด้านพลังงานที่เกี่ยวข้อง
  • โดยสรุปเรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจากความต้องการใช้งาน AI ที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น แต่ปัจจัยความเสี่ยงด้านการก่อสร้าง Data Center ภายในสหรัฐฯ อาจสร้างความผันผวนได้ในระยะสั้น
  • จึงมีคำแนะนำปรับลด Rating หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจาก Strong Buy เป็นการทยอยสะสมกองทุนหุ้นเทคโนโลยี K-GTECH และ LHSUPERAI รวมถึงกองทุนหุ้นโลกที่มีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีสูงอย่าง K-GNEXT-A(A) สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่ต้องการกระจายการลงทุนไปยัง Sector อื่นพร้อมกัน
  • ขณะที่หุ้นสหรัฐฯ เรายังคงมุมมองแนะนำทยอยสะสมกองทุน KF-SP500M
  • ปัจจัยความเสี่ยงที่ต้องติดตามหลังจากนี้ คือการดำเนินนโยบายของผู้ว่าการรัฐคนใหม่ในรัฐที่มีการก่อสร้าง Data Center ในปริมาณมาก เช่น Texas และ Georgia รวมถึงการประกาศงบของ CoreWeave ในวันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2026 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ AI / Data Center Supply Chain

หุ้นญี่ปุ่น

  • เรามองว่าปัจจัยพื้นฐานของหุ้นญี่ปุ่นยังไม่เปลี่ยนแปลง ความต้องการใช้งาน AI ยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และญี่ปุ่นยังเป็นหนึ่งใน Supply Chain หลักของ AI infrastructure ทั้งในกลุ่ม Semiconductor Equipment, Memory และวัสดุ ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังเป็นบวก โดยเฉพาะทิศทางการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BOJ ที่ช่วยหนุน Net Interest Margin ของกลุ่มธนาคาร รวมถึงการปฏิรูป Corporate Governance และการซื้อหุ้นคืนที่ยังให้การสนับสนุนตลาด
  • อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเป็นความเสี่ยงในฝั่งอุปทานของ AI infrastructure ในสหรัฐฯ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าผู้ว่าการรัฐคนใหม่จะดำเนินนโยบายอย่างไรและกระทบการก่อสร้าง Data Center มากน้อยเพียงใด ประกอบกับหุ้นญี่ปุ่นมีความอ่อนไหวสูงต่อ Sentiment ของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ จึงอาจเผชิญความผันผวนในระยะสั้น
  • เราจึงมีคำแนะนำปรับลด Rating หุ้นญี่ปุ่นจาก Strong Buy เป็นการทยอยสะสม โดยยังคงมุมมองเชิงบวกจากปัจจัยพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการใช้งาน AI หรือปัจจัยเชิงโครงสร้างภายในประเทศ แต่ลดน้ำหนักลงเพื่อสะท้อนความผันผวนของหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี
  • เรายังแนะนำทยอยสะสมกองทุน KT-JAPANALL-A ซึ่งมีน้ำหนักในกลุ่มธนาคารค่อนข้างสูง และได้ประโยชน์โดยตรงจากทิศทางการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BOJ และสำหรับนักลงทุนที่ต้องการทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นใน AI Supply Chain ในระดับราคาที่ปรับตัวลงมา และรับความผันผวนได้สูง สามารถพิจารณากองทุน TOP11JPN ซึ่งลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ 11 บริษัทแบบ Equal Weight โดยเน้นลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีราว 25% 

Source: CNN, Al Jazeera, CNBC, Bloomberg, Reuters, The Washington Post, Fortune, The Hill, Foreign Policy & Trading Economics as of 24/07/2026

DISCLAIMER: เอกสารฉบับนี้จัดทําขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์ซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จํากัด และ/หรือบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เดฟินิท จำกัด ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้  จัดทําโดยอาศัยข้อมูลที่จัดหามาจากแหล่งที่เชื่อหรือควรเชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือและ/หรือถูกต้อง อย่างไรก็ตามบริษัทไม่ยืนยัน และไม่รับรองถึงความครบถ้วนสมบูรณ์หรือถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว  และไม่ได้ประกันราคาหรือผลตอบแทนของหน่วยลงทุนที่ปรากฏข้างต้น แม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะปรากฏข้อความที่อาจเป็น หรืออาจตีความว่าเป็นเช่นนั้นได้  บริษัทจึงไม่รับผิดชอบต่อการนําเอาข้อมูล ข้อความ ความเห็น และหรือบทสรุปที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ไปใช้ไม่ว่ากรณีใดๆ บริษัทรวมทั้งบริษัทที่เกี่ยวข้อง  ลูกค้า ผู้บริหาร  และพนักงานของบริษัทต่าง ๆ  อาจจะทําการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อ  หรือขายหลักทรัพย์ที่ปรากฎในเอกสารฉบับนี้ได้ทุกเวลา ข้อมูล และความเห็นที่ปรากฎอยู่ในเอกสารฉบับนี้ มิได้ประสงค์จะชี้ชวน เสนอแนะ หรือจูงใจให้ตัดสินใจลงทุน หรือซื้อ หรือขายหน่วยลงทุนที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้  และข้อมูลอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ผู้ลงทุนควรใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบในการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อหรือขายหลักทรัพย์ บริษัทสงวนลิขสิทธิ์ในข้อมูลที่ปรากฎในเอกสารนี้ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ประโยชน์  ทําซ้ำ  ดัดแปลง  นําออกแสดง  ทําให้ปรากฏหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ซึ่งข้อมูลในเอกสารนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากบริษัท เป็นการล่วงหน้า  การกล่าวคัด หรืออ้างอิงข้อมูลบางส่วนตามสมควรในเอกสารนี้  ไม่ว่าในบทความ บทวิเคราะห์ บทวิจัย  หรือในเอกสาร หรือการสื่อสารอื่นใดจะต้องกระทําโดยถูกต้อง และไม่เป็นการก่อให้เกิดการเข้าใจผิดหรือความเสียหายแก่บริษัท  ต้องรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในข้อมูลของบริษัท และต้องอ้างอิงถึงฉบับที่และวันที่ในเอกสารฉบับนี้ของบริษัทโดยชัดแจ้งการตัดสินใจลงทุน หรือซื้อ  หรือขายหน่วยลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ท่านควรทําความเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อลักษณะของหน่วยลงทุนแต่ละประเภท และควรศึกษาข้อมูลของบริษัทที่ออกหน่วยลงทุนและข้อมูลอื่นใดที่เกี่ยวข้องก่อนการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อหรือขายหน่วยลงทุน

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุน โดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | กรณีผู้ลงทุนสนใจลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยง ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กรณีผู้ลงทุนสนใจลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูง/ซับซ้อน และมีสินทรัพย์อ้างอิงการลงทุนในผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีความซับซ้อน ซึ่งมีปัจจัยอ้างอิงมีความแตกต่างจากการลงทุนในปัจจัยอ้างอิงโดยตรง  ซึ่งอาจทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนดังกล่าวมีความผันผวนแตกต่างจากราคาของปัจจัยอ้างอิงได้ ผู้แนะนำการลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมการลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | หากไม่สามารถลงทุนให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ เนื่องจากสภาวะตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไป ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับผลตอบแทนตามอัตราที่โฆษณาไว้  | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena

  1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee): Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
    • วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
  2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest): เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้:
    • ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือ ประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้าน ผลตอบแทนและความเสี่ยง เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
    • ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ
  3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน: ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย:
    • One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
    • Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
    • Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ

Market Alert: ตลาดหุ้น Asia และ Nasdaq Futures ปรับฐาน กังวลกระแส Blue Sweep เพิ่มแรงกดดันหุ้น AI และธุรกิจที่อ่อนไหวต่อกฎระเบียบสหรัฐฯ

Finnomena Funds
กระแส Blue Sweep เพิ่มแรงกดดันหุ้น AI

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2026 ดัชนี KOSPI ปรับตัวลง -3.38% มาที่ระดับ 5,457.98 จุด ขณะที่ดัชนี TOPIX ของญี่ปุ่นปรับตัวลง -2.49% มาที่ระดับ 3,832.27 จุด และดัชนี Nasdaq Futures ปรับตัวลง -2.38% มาที่ระดับ 27,600 จุด สะท้อนแรงขายในตลาดหุ้นเทคโนโลยีและตลาดหุ้นเอเชีย ท่ามกลางความกังวลต่อผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มโอกาสที่พรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสทั้งสองสภา หรือที่เรียกว่า Blue Sweep โดยนักลงทุนประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการคลัง การกำกับดูแลภาคธุรกิจ และการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของรัฐบาลประธานาธิบดี Donald Trump ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้งในบางพื้นที่ยังอยู่ระหว่างการนับคะแนน จึงยังต้องติดตามผลอย่างเป็นทางการ

นอกจากผลการเลือกตั้งระดับรัฐบาลกลางแล้ว อีกประเด็นที่สร้างความประหลาดใจคือตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ (Governor) ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองในหลายรัฐสำคัญ โดยรัฐ Georgia พรรคเดโมแครตสามารถคว้าชัยชนะจาก Keisha Lance Bottoms ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองของรัฐเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี ขณะที่รัฐ Ohio ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต Amy Acton เอาชนะ Vivek Ramaswamy ผู้ได้รับการสนับสนุนจาก Donald Trump และทำให้พรรคเดโมแครตกลับมาครองตำแหน่งผู้ว่าการรัฐได้เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ส่วนรัฐ Texas การแข่งขันระหว่าง Gina Hinojosa จากพรรคเดโมแครตและ Greg Abbott จากพรรครีพับลิกัน มีความสูสีในช่วงแรก แต่ภายหลัง Gina กลับมามีคะแนนเสียงนำถึง 15% (นับคะแนนเสียงไปแล้ว 58%)

ความสำคัญของตำแหน่งผู้ว่าการรัฐอยู่ที่อำนาจบริหารระดับรัฐ ซึ่งครอบคลุมการกำหนดนโยบายและงบประมาณ การลงนามหรือยับยั้งกฎหมาย การแต่งตั้งผู้บริหารหน่วยงานรัฐ และการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงการบัญชาการกองกำลัง National Guard ของรัฐภายใต้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การเปลี่ยนขั้วผู้ว่าการรัฐจึงอาจส่งผลต่อการกำหนดนโยบายด้านพลังงาน การอนุญาตก่อสร้าง Data Center สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการกำกับดูแลธุรกิจในแต่ละรัฐ แม้จะไม่ได้ทำให้ผู้ว่าการรัฐมีอำนาจเปลี่ยนแปลงกฎหมายระดับรัฐบาลกลางโดยตรง

ในเชิงผลกระทบต่อตลาดหุ้น กลุ่มที่มีความอ่อนไหวสูงต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ได้แก่ หุ้นเทคโนโลยีและ AI โดยเฉพาะ Semiconductor, Hardware, Cloud และ Data Center ซึ่งอาจเผชิญความเสี่ยงจากการตรวจสอบการใช้พลังงาน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และข้อจำกัดในการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงินอาจได้รับแรงกดดันจากแนวโน้มการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น ส่วนกลุ่ม Healthcare และ Pharmaceutical อาจเผชิญความเสี่ยงจากนโยบายควบคุมราคายา และกลุ่ม Defense อาจได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านงบประมาณและการจัดซื้อภาครัฐ สำหรับตลาดเอเชีย ความผันผวนดังกล่าวส่งผ่านมายังหุ้นในห่วงโซ่อุปทาน AI โดยเฉพาะ Samsung Electronics และ SK hynix ในเกาหลีใต้ รวมถึงผู้ผลิตอุปกรณ์ Semiconductor ของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม แรงขายในรอบนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความเสี่ยงทางการเมือง แต่ยังเกิดขึ้นในช่วงที่นักลงทุนเริ่มทบทวนความคุ้มค่าของเงินลงทุน AI และระดับ Valuation ของบริษัทที่เกี่ยวข้อง หลังราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างมากในช่วงก่อนหน้า

Finnomena Funds ยังคงอยู่ระหว่างการปรับมุมมองการลงทุน และจะมีประกาศเป็นทางการในช่วงบ่ายนี้

จัดทำโดยบลป. เดฟินิทสำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

รีวิวกองทุน A-GSEMI รวมพลังหุ้นชิปทั่วโลก กระจายลงทุนครบทั้ง Value Chain

Finnomena Funds
รีวิวกองทุน A-GSEMI รวมพลังหุ้นชิปทั่วโลก กระจายลงทุนครบทั้ง Value Chain

สรุปกองทุนหุ้นชิปเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก A-GSEMI ในซีรีส์ ATrackers จาก บลจ. แอสเซท พลัส ที่มีคอนเซ็ปต์การลงทุนแบบ Passive Global Thematic ที่กระจายการลงทุนผ่านหุ้นชิป 260 บริษัทชั้นนำ รวมไว้ในกองทุนเดียว

Highlights


รีวิวกองทุน A-GSEMI รวมพลังหุ้นชิปทั่วโลก กระจายลงทุนครบทั้ง Value Chain

ชิปเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) เป็นรากฐานของเทคโนโลยียุคใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนสมองของระบบ AI ตั้งแต่ชิปประมวลผล (GPU) ไปจนถึงชิปหน่วยความจำ (Memory) เพราะยิ่ง AI ฉลาดขึ้น ก็ยิ่งต้องการพลังประมวลผลมากขึ้นเท่านั้น ทำให้อุตสาหกรรมชิปยังคงได้รับประโยชน์โดยตรงจากเม็ดเงินลงทุน AI Capex ที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

ที่น่าสนใจก็คือทุกวันนี้โอกาสการลงทุนในหุ้นชิปไม่ได้จำกัดอยู่แค่หุ้นผู้นำอย่าง Nvidia หรือหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐฯ เพียงไม่กี่ตัว แต่กำลังเชื่อมโยงไปสู่ผู้เล่นตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิตทั่วโลก (Value Chain) ด้วยจุดเด่นที่แตกต่างกัน

  • สหรัฐฯ เป็นผู้นำด้านการออกแบบชิปและเครื่องมือการผลิต
  • ไต้หวันและจีน เชี่ยวชาญด้านการผลิตและประกอบชิป 
  • ญี่ปุ่น โดดเด่นเรื่องเครื่องจักรและวัตถุดิบสำหรับการผลิตชิป
  • เกาหลีใต้ ผู้นำด้านชิปหน่วยความจำ
  • ยุโรป ให้ความสำคัญกับซอฟต์แวร์และทรัพย์สินทางปัญญาในการออกแบบชิปขั้นสูง

 

จึงเป็นโอกาสสำคัญของนักลงทุนที่จะกระจายการลงทุนไปสู่ผู้เล่นหลักของทุกขั้นตอนการผลิตชิปผ่านกองทุน A-GSEMI รวมพลังชิปทั่วโลกไว้ในกองทุนเดียว ขับเคลื่อนโอกาสเติบโตแห่งอนาคต

สรุปข้อมูลกองทุน A-GSEMI

สรุปข้อมูลกองทุน A-GSEMI

A-GSEMI หรือ กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส โกลบอล เซมิคอนดักเตอร์ (Atrackers Global Semiconductors Fund) มีนโยบายลงทุนผ่านกองทุนหลัก iShares MSCI Global Semiconductors UCITS ETF เป็น Passive ETF ที่บริหารจัดการโดย BlackRock ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับผลการดำเนินงานของดัชนี MSCI ACWI IMI Semiconductors & Semiconductor Equipment ESG Screened Capped

กองทุนหลักของ A-GSEMI จะลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวข้องกับชิปเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์ผลิตชิปทั่วโลก โดยกระจายการลงทุนครบทั้ง Semiconductor Value Chain ไม่ว่าจะเป็นบริษัทออกแบบชิป บริษัทรับจ้างผลิตชิป ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ ตลอดจนบริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการผลิตชิปขั้นสูง

รายละเอียดต่าง ๆ ของกองทุน

  • กองทุนนี้มีความเสี่ยงระดับ 7 – เสี่ยงสูง ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม Information Technology
  • นโยบายปันผล: ไม่จ่าย
  • มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 500 บาท
  • ค่าธรรมเนียมขาย (Front-end Fee) 1.25% 
  • ค่าธรรมเนียมรับซื้อคืน (Back-end Fee) ไม่มี
  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) 1.61% ต่อปี
  • ข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ณ วันที่ 09/10/2026
  • ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/A-GSEMI

กองทุน A-GSEMI ลงทุนอะไรบ้าง?

กองทุน A-GSEMI ลงทุนอะไรบ้าง?

Source: Asset Plus Fund Management, iShares as of 30 Sep 2026

กองทุน A-GSEMI ลงทุนในหุ้นชิป Semiconductor ประมาณ 260 ตัว กระจายทั้งขนาดและประเทศ ครอบคลุมทั้งตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Markets) และตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) โดยตัดบริษัทที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ESG Screening ออกไป

เน้นหุ้นที่ลงทุนได้จริงและมีสภาพคล่องสูง คือ ต้องผ่านเกณฑ์ด้านมูลค่าตลาด Free Float สภาพคล่อง และนักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าถึงได้ พร้อมปรับสมดุลพอร์ตทุกไตรมาส นอกจากนี้ ยังมีเกณฑ์จำกัดน้ำหนักหุ้นรายตัว เพื่อลดการกระจุกตัวในบริษัทขนาดใหญ่ (Top 5 Largest Holdings: หุ้นแต่ละตัวมีน้ำหนักได้ไม่เกิน 8%, Other Holdings: หุ้นแต่ละตัวมีน้ำหนักได้ไม่เกิน 5%)

สัดส่วนการลงทุนของกองทุนหลัก ณ วันที่ 30 กันยายน 2026 ประกอบด้วย สหรัฐฯ 64.55% ไต้หวัน 14.80% ญี่ปุ่น 6.97% เนเธอร์แลนด์ 5.49% เกาหลีใต้ 4.92% และประเทศอื่น ๆ อีก 3.27%

ตัวอย่างหุ้นในพอร์ต A-GSEMI

  1. Micron Technology ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ DRAM, NAND และ High Bandwidth Memory (HBM) รายใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ต้องทำงานร่วมกับชิป GPU ประสิทธิภาพสูง
  2. Advanced Micro Devices (AMD) บริษัทออกแบบชิป CPU, GPU และ AI Accelerator จากสหรัฐฯ คู่แข่งสำคัญของ Nvidia ในตลาดชิปประมวลผล AI 
  3. Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ผู้รับจ้างผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีลูกค้าสำคัญอย่าง Nvidia, AMD, Apple และ Broadcom 
  4. ASML Holding บริษัทเทคโนโลยีจากเนเธอร์แลนด์ ผู้ผลิตเครื่องจักร Extreme Ultraviolet Lithography (EUV) เพียงรายเดียวของโลก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับการผลิตชิปขั้นสูง
  5. SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ DRAM, NAND และ HBM รายใหญ่ของเกาหลีใต้

ทำไมต้องกระจายลงทุนในหุ้นชิปทั่วโลก

1. โอกาสสร้างการเติบโตเกาะกระแส AI Infrastructure Supercycle

ทำไมต้องกระจายลงทุนในหุ้นชิปทั่วโลก

Source: Asset Plus Fund Management, WSTS, BofA Global Research Estimates, IEA,  as of 29 Sep 2026

ยอดขายชิปทั่วโลกคาดโต 2 เท่า ภายในปี 2030 อุตสาหกรรม Semiconductor กำลังก้าวเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตครั้งสำคัญ จากเดิมที่ความต้องการชิปขับเคลื่อนด้วยคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ปัจจุบัน AI กลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ทำให้ความต้องการชิปเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

อีกทั้งยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีทุ่มเม็ดเงินลงทุนต่อเนื่อง คาดว่า AI Capex ของ Hyperscalers อย่าง Microsoft, Google, Amazon, Meta และ Oracle จะเพิ่มจาก 806 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 เป็น 1.10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2027 ซึ่งเม็ดเงินเกินครึ่งจะไหลเข้าสู่กลุ่มชิปประมวลผล

2. ได้ลงทุนครบทั้ง Semiconductor Value Chain ในทุกขั้นตอนการผลิตชิป

ทำไมต้องกระจายลงทุนในหุ้นชิปทั่วโลก

Source: Asset Plus Fund Management as of 7 Oct 2026

อุตสาหกรรม Semiconductor มีห่วงโซ่การผลิตที่ซับซ้อน ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญจากบริษัทชั้นนำหลายแห่งทั่วโลก โอกาสการลงทุนในหุ้นชิปจึงไม่จำเป็นต้องเลือกเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่สามารถลงทุนครอบคลุมในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ได้แก่

  • การออกแบบชิป (Design) เช่น Nvidia, AMD และ MediaTek 
  • การผลิตชิป (Fabrication) เช่น TSMC และ UMC 
  • การประกอบและทดสอบชิป (Assembly, Testing & Packaging) เช่น ASE และ Teradyne
  • การผลิตวัตถุดิบ (Raw Materials) เช่น SUMCO และ Soitec 
  • การผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ (Equipment) เช่น ASML, Applied Materials และ Lam Research 
  • ผู้ผลิตชิปแบบครบวงจร (Integrated Device Manufacturers: IDM) เช่น Intel, Samsung, Micron และ SK Hynix 

3. กระจายความเสี่ยงไปทั่วโลก ลดการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ

ทำไมต้องกระจายลงทุนในหุ้นชิปทั่วโลก

Source: Asset Plus Fund Management, IISS, SIA, BCG as of 23 Oct 2025

การลงทุนในหุ้นชิปทั่วโลกช่วยกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว และสามารถเปิดโอกาสรับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมชิปในหลากหลายภูมิภาค

กองทุนนี้เหมาะกับใคร?

กองทุน A-GSEMI เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนไปกับอุตสาหกรรม Semiconductor ทั่วโลก ผ่านบริษัทชั้นนำตลอดห่วงโซ่การผลิตชิป โดยเฉพาะผู้ที่เชื่อมั่นว่า AI ยังคงเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญในระยะยาว

กองทุนนี้ยังเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการลดความกระจุกตัวของพอร์ตการลงทุนที่อยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป และสามารถใช้ A-GSEMI เป็นกองทุนที่ลงทุนได้ครอบคลุมหุ้นชิปทั่วโลก ครบจบในกองทุนเดียว

อย่างไรก็ดี กองทุนนี้เหมาะกับผู้ที่รับความผันผวนได้ในระดับสูง เนื่องจากมีการลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม Information Technology

สนใจกองทุน A-GSEMI เปิดเกมรุกภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ

สามารถลงทุนได้แล้วบน Finnomena

คลิกที่นี่เพื่อซื้อกองทุน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้กับผู้แนะนำการลงทุนของคุณ หรือติดต่อบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด โทร 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort ในช่วงเวลาวันทำการ 09:00-17:00 น.


อ้างอิงข้อมูลจาก: เอกสารแนะนำกองทุน Asset Plus Fund Management

ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ณ วันที่จัดทำ อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena

1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee) : Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม

  • วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง

2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) : เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้:

  • ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือ ประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้าน ผลตอบแทนและความเสี่ยง เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
  • ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ

3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน : ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย:

  • One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
  • Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
  • Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ

นับถอยหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงเหลือ 32% ด้านสถิติชี้ ตลาดหุ้นมักพุ่งแรง 15% รับภาวะสภาแตก!

Finnomena
เลือกตั้งกลางเทอม

ผลสำรวจความคิดเห็นระดับชาติของ Reuters/Ipsos ชี้ว่า คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทรงตัวอยู่ที่ 32% ใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 31% สะท้อนความเปราะบางของพรรครีพับลิกันจากกดดันของค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงนับตั้งแต่เปิดศึกกับอิหร่าน ส่งผลให้ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกเดโมแครตมากกว่ารีพับลิกันในภาพรวมสภาที่ 46% ต่อ 38% โดยกลุ่มผู้ลงคะแนนอิสระครึ่งหนึ่งมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสส่งเสียงต่อต้านทรัมป์

เดโมแครตต้องการเก้าอี้เพิ่มอีกเพียง 3 ที่นั่งในสภาล่าง และ 4 ที่นั่งในวุฒิสภาเพื่อพลิกกลับมาครองเสียงข้างมาก ซึ่งจะเพิ่มพลังคานอำนาจในการบล็อกกฎหมายของทรัมป์ ตลอดจนเปิดการสืบสวนสอบสวน หรือยับยั้งการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญ อย่างไรก็ตาม กระบวนการนับคะแนนในสหรัฐฯ ที่ซับซ้อนตามกฎหมายของแต่ละรัฐ อาจทำให้การประกาศผลผู้ชนะอย่างเป็นทางการในบางพื้นที่ต้องใช้เวลาตั้งแต่หลายชั่วโมงไปจนถึงหลายสัปดาห์

ความล่าช้าในการทราบผลอาจเกิดปรากฏการณ์คะแนนลวงตา (Mirage) ที่ผู้สมัครฝั่งใดฝั่งหนึ่งมีคะแนนนำในช่วงแรกจากบัตรล่วงหน้าหรือบัตรส่งทางไปรษณีย์ ก่อนที่คะแนนจะพลิกกลับเมื่อนับคะแนนสดครบถ้วน นอกจากนี้ รัฐแคลิฟอร์เนียเปิดให้นับบัตรที่ประทับตราไปรษณีย์ในวันเลือกตั้งได้แม้ส่งมาถึงทีหลัง ขณะที่อะแลสกาซึ่งใช้ระบบลงคะแนนแบบเลือกตามลำดับความชอบ (Ranked-choice voting) อาจต้องรอถึงกลางเดือนพฤศจิกายนเพื่อสรุปผลขั้นสุดท้าย

แม้นักลงทุนจะกังวลก่อนวันเลือกตั้ง แต่มุมมองประวัติศาสตร์กลับชี้ไปในทิศทางบวก โดยสถิติดัชนี S&P 500 ย้อนหลังตั้งแต่ปี 1980 พบว่าดัชนีมักปรับขึ้นเฉลี่ย 13.7% ในเวลา 1 ปีหลังเลือกตั้งกลางเทอม และให้ผลตอบแทนบวกถึง 91% จาก 11 ครั้งหลังสุด ที่น่าสนใจคือ ตลาดหุ้นมักชอบภาวะ “สภาแตก” (Divided Government) ที่พรรคของประธานาธิบดีไม่ได้ครองเสียงข้างมากมากกว่า โดยทำผลงานเติบโตเฉลี่ยได้สูงถึง 15% ในช่วง 1 ปีถัดมา

หากผลเลือกตั้งออกมาเป็นกรณีสภาแตกโดยเดโมแครตครองสภาแต่ประธานาธิบดีมาจากรีพับลิกัน สถิติในอดีต (ปี 1986, 1990 และ 2006) พบว่าแม้วันแรกดัชนี S&P 500 อาจย่อตัวลงเล็กน้อย 0.5% แต่ในภาพรวม 1 เดือนจะปรับขึ้น 3.4% และพุ่งขึ้นเฉลี่ย 10.9% หลังผ่านไป 1 ปี เนื่องจากการแบ่งแยกอำนาจช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้จ่ายงบประมาณเกินตัวหรือการผ่านกฎหมายสุดโต่งเพียงฝ่ายเดียว

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปัจจัยการเมืองเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ทิศทางตลาดหุ้นที่แท้จริงยังขึ้นอยู่กับปัจจัยมหภาค เช่น นโยบายดอกเบี้ยของเฟด ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน เทรนด์การลงทุน AI และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามอิหร่าน แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า เมื่อความไม่แน่นอนทางการเมืองผ่านพ้น ตลาดมักจะตอบรับด้วยแรงซื้อดันราคาช่วงท้ายปี (Santa Rally) ตามสถิติในอดีต


อ้างอิง: CNBC, Reuters

รีวิวกองทุน US-FVMR คัดหุ้นสหรัฐฯ ครบทุกมิติ

Finnomena Funds
รีวิวกองทุน US-FVMR คัดหุ้นสหรัฐฯ ครบทุกมิติ

สรุปกองทุน US-FVMR จาก บลจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศและ ETF ตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป โดยเน้นสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ พร้อมใช้ FVMR Framework ในการคัดเลือกโอกาสลงทุน

Highlights


รีวิวกองทุน US-FVMR คัดหุ้นสหรัฐฯ ครบทุกมิติ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีโอกาสเติบโตน่าสนใจ แต่ท่ามกลางหุ้นและ ETF จำนวนมาก การเลือกลงทุนไม่ใช่แค่การมองหาบริษัทที่มีศักยภาพเติบโตเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาด้วยว่าราคาที่จ่ายไปเหมาะสมกับพื้นฐานหรือไม่ และโอกาสสร้างผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ต้องแบกรับเพียงใด

นี่จึงเป็นที่มาของกรอบวิเคราะห์ FVMR ซึ่งพิจารณาการลงทุนผ่าน 4 มิติ ได้แก่ Fundamentals (พื้นฐานธุรกิจ), Valuation (ความเหมาะสมของราคา), Momentum (แนวโน้มการเติบโต) และ Risk (ความเสี่ยง) โดยนำปัจจัยเหล่านี้มาประเมินร่วมกัน เพื่อช่วยคัดเลือกสินทรัพย์อย่างเป็นระบบ

บทความนี้จะพาไปรู้จักกับ กองทุน US-FVMR ที่นำกลยุทธ์ FVMR มาใช้คัดเลือกโอกาสลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผ่านทั้ง ETF และหุ้นรายตัว ควบคู่กับการปรับสัดส่วนพอร์ตและบริหารความเสี่ยงตามกลยุทธ์ที่กำหนด เพื่อมุ่งสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาว

สรุปข้อมูลกองทุน US-FVMR

กองทุน US-FVMR หรือ กองทุนเปิด แอล เอช FVMR ยูเอส ไดนามิค อโลเคชั่น มีนโยบายลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ และ/หรือ ETF ตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป โดยมุ่งเน้นลงทุนในหลักทรัพย์ และ/หรือ ทรัพย์สินที่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก

ผู้จัดการกองทุนสามารถปรับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ และ/หรือ กองทุนปลายทางได้ตั้งแต่ 0-100% ของ NAV ตามสภาวะตลาด แนวโน้มเศรษฐกิจ และมุมมองการลงทุน โดยใช้กรอบวิเคราะห์ FVMR ได้แก่ ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamentals) มูลค่า (Valuation) โมเมนตัม (Momentum) และความเสี่ยง (Risk)

รายละเอียดต่าง ๆ ของกองทุน

  • กองทุนนี้มีความเสี่ยงระดับ 6 – เสี่ยงสูง
  • นโยบายปันผล: ไม่จ่าย
  • มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก 1,000 บาท และครั้งถัดไป 100 บาท
  • ค่าธรรมเนียมขาย (Front-end Fee) 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมรับซื้อคืน (Back-end Fee) ไม่มี
  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) 1.20% ต่อปี
  • รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 1.6981% ต่อปี
  • ข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ณ วันที่ 19/10/2026
  • ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/US-FVMR

FVMR คืออะไร?

FVMR คือกรอบการวิเคราะห์และคัดเลือกหุ้นเพื่อลงทุน โดยพิจารณาจาก 4 มิติสำคัญ เพื่อให้เห็นทั้งคุณภาพของธุรกิจ ความเหมาะสมของราคา แนวโน้มการเติบโต และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

  • Fundamentals (F) ประเมินความแข็งแกร่งของธุรกิจ เช่น ความสามารถในการทำกำไรและผลตอบแทนจากการดำเนินงาน
  • Valuation (V) พิจารณาความเหมาะสมของราคาหุ้นผ่านตัวชี้วัด เช่น P/E และ PEG
  • Momentum (M) ประเมินแนวโน้มการเติบโตของรายได้ กำไร และราคาหุ้น
  • Risk (R) วิเคราะห์ความเสี่ยงจากหนี้สิน สภาพคล่อง ความผันผวน รวมถึงปัจจัยเศรษฐกิจและการเมือง

 

หัวใจของ FVMR คือการพิจารณาทั้ง 4 มิติควบคู่กัน เพราะหุ้นพื้นฐานดีอาจมีราคาแพงเกินไป ขณะที่หุ้นราคาถูกอาจมีธุรกิจอ่อนแอ หรือหุ้นที่กำลังเติบโตดีอาจมีความเสี่ยงสูง การประเมินอย่างรอบด้านจึงช่วยให้การคัดเลือกสินทรัพย์ไม่ได้มองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่คำนึงถึงคุณภาพ ราคา โอกาสเติบโต และความเสี่ยงร่วมกัน

Source: A. Stotz Investment Research as of Aug 2026

โครงสร้างพอร์ตกองทุน US-FVMR

Source: A. Stotz Investment Research, US-FVMR strategy deck (July 2026)

1. Core (85%): แกนหลักของพอร์ต

ลงทุนใน ETF สหรัฐฯ จำนวน 6 ตัว โดยแบ่งน้ำหนักการลงทุนเท่ากัน ครอบคลุมปัจจัยการลงทุน (Factor) กลุ่มอุตสาหกรรม (Sector/Industry) และธีมการลงทุนที่ผ่านการคัดเลือก เพื่อทำหน้าที่เป็นแกนหลักของพอร์ต

2. Alpha (15%): เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม

ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ รายตัวจำนวน 10 ตัว โดยแบ่งน้ำหนักการลงทุนเท่ากัน คัดเลือกหุ้นที่มีคะแนน FVMR สูง ก่อนนำมาวิเคราะห์เชิงลึกรายบริษัทเพิ่มเติม เพื่อประเมินโอกาสและความเหมาะสมในการลงทุน พร้อมทบทวนรายชื่อหุ้นทุกไตรมาส

นอกจากนี้ US-FVMR ยังกำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า โดยตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) สำหรับแต่ละสินทรัพย์ หากราคาถึงระดับที่กำหนด จะขายสินทรัพย์และพักเงินไว้ในสินทรัพย์สภาพคล่องสูงหรือสินทรัพย์เชิงรับ ก่อนพิจารณากลับเข้าลงทุนในรอบทบทวนถัดไป พร้อมจำกัดน้ำหนักการลงทุนในแต่ละหมวดไม่เกิน 40% และถือหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกันไม่เกิน 4 ตัวจากทั้งหมด 10 ตัว อีกทั้งยังทดสอบโมเดลอย่างน้อยปีละครั้ง

ทำไมต้องลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ?

1. สหรัฐฯ ยังเป็นแกนหลักของตลาดหุ้นโลก

Source: MacroMicro ( 30.09.26 ); A. Stotz Investment Research, LSEG ( พ.ค. 2026 ); MSCI implied market cap

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นสัดส่วนมูลค่าตลาดถึง 63.4% ของตลาดหุ้นทั่วโลก และมีมูลค่ารวมกว่า 76 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือใหญ่กว่าตลาดหุ้นจีนกว่า 5 เท่า ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี S&P 500 จะเติบโตถึง 25% ในปี 2026 สะท้อนถึงศักยภาพของบริษัทจดทะเบียนและโอกาสการลงทุนในตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูง

2. ผลตอบแทนโดดเด่นในกลุ่มตลาดพัฒนาแล้ว

Source: MacroMicro World Index Comparison as of 01 Oct 2026

ตั้งแต่ปี 2000 ถึงเดือนกันยายน 2026 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สร้างผลตอบแทนโดดเด่นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนสะสม +427% หรือเฉลี่ย 16.6% ต่อปี และเริ่มทิ้งห่างตลาดอื่นอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2013 จากการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน ขณะที่ดัชนี STOXX 600 ของยุโรปให้ผลตอบแทนสะสม +76% หรือเฉลี่ย 3.0% ต่อปี ส่วนดัชนี SET ของไทยทำได้ +220%

3. การเติบโตของกำไรกระจายตัวทั่วทั้งตลาด

Source: MacroMicro, US % of Industries with Positive EPS Growth ( ก.ย. 2026 )

การเติบโตของกำไรในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง โดยข้อมูล ณ กันยายน 2026 พบว่า 89% ของกลุ่มอุตสาหกรรมมี EPS เติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน และ 93% คาดว่าจะมีกำไรเติบโตต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 4.0% สะท้อนแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากขึ้น

กองทุนนี้เหมาะกับใคร?

กองทุน US-FVMR เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผ่านพอร์ตที่ผสานการลงทุนใน ETF และหุ้นรายตัว โดยใช้กรอบวิเคราะห์ FVMR ช่วยคัดเลือกสินทรัพย์จากทั้งปัจจัยพื้นฐาน ความเหมาะสมของราคา แนวโน้มการเติบโต และความเสี่ยง พร้อมกำหนดสัดส่วนการลงทุนให้ ETF เป็นแกนหลัก และใช้หุ้นรายตัวเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มตามกลยุทธ์

สนใจกองทุน US-FVMR คัดหุ้นสหรัฐฯ ครบทุกมิติ

สามารถลงทุนได้แล้วบน Finnomena

คลิกที่นี่เพื่อซื้อกองทุน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้กับผู้แนะนำการลงทุนของคุณ หรือติดต่อบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด โทร 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort ในช่วงเวลาวันทำการ 09:00-17:00 น.


อ้างอิงข้อมูลจาก: เอกสารแนะนำกองทุน Land and Houses Fund Management

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนไม่มีการป้องกันหรือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (unhedged) ดังนั้น กองทุนจึงมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ | กองทุนรวมนี้ลงทุนในต่างประเทศ จึงมีความเสี่ยงที่ทางการของต่างประเทศอาจออกมาตรการในภาวะที่เกิดวิกฤตการณ์ที่ไม่ปกติ ทำให้กองทุนไม่สามารถนำเงินกลับเข้ามาในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ลงทุนไม่ได้รับเงินคืนตามระยะเวลาที่กำหนด | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena

1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee): Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม

  • วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง

2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest): เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้

  • ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้านผลตอบแทนและความเสี่ยงเป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
  • ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ

3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน: ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย

  • One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
  • Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
  • Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ

 

Finnomena ได้รับรางวัล House of Business: Start Up Success Story ต้นแบบความสำเร็จของสตาร์ทอัพไทย

Finnomena
Finnomena ได้รับรางวัล House of Business: Start Up Success Story ต้นแบบความสำเร็จของสตาร์ทอัพไทย

บริษัท ฟินโนมีนา จำกัด (มหาชน) หรือ Finnomena ผู้นำในธุรกิจ WealthTech Platform ของประเทศไทย ประสบความสำเร็จในการคว้ารางวัล House of Business 2026 ประเภท Start Up Success Story ซึ่งเป็นรางวัลสตาร์ทอัพต้นแบบ จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ สู่ความสำเร็จในตลาด และเป็นหมุดหมายแห่งความภาคภูมิใจของธุรกิจที่ได้ก้าวผ่านบททดสอบของเวลา ที่พร้อมจะเติบโตอย่างงดงามต่อไปในอนาคต

นายคริษฐ์ ศุภวัฒนกุล Strategy Director ของ Finnomena กล่าวว่า “Finnomena เกิดจากจุดเริ่มต้นในปี 2016 ที่เริ่มจากความเชื่อว่า ความรู้การลงทุน และผลตอบแทนระยะยาว คือรากฐานของอนาคตประเทศไทย ความสำเร็จของพวกเราเกิดขึ้นทุกครั้งที่ใครสักคนสามารถเริ่มลงทุนได้อย่างมั่นใจ สบายใจ และรู้ว่าเงินของตนเองได้รับการดูแลจากทีมที่ไว้วางใจได้ นอกจากนี้ เมื่อแพลตฟอร์มเติบโตขึ้น ความรับผิดชอบที่มีต่อลูกค้าและสังคมก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เราจึงมุ่งมั่นให้ Finnomena เป็นพื้นที่ที่คนไทยไว้วางใจ ให้ความรู้ด้านการเงิน และการลงทุนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสในการลงทุนได้มากยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าสร้างอนาคตของ WealthTech ในประเทศไทยต่อไป”

ทั้งนี้ House of Business 2026 เป็นมหกรรมเสวนาและเวิร์กช็อปว่าด้วยการส่งต่อและสืบทอดธุรกิจครอบครัว (Family Business) ครั้งแรกในประเทศไทย จัดโดย SPOTLIGHT แพลตฟอร์มความรู้ด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และไลฟ์สไตล์จาก Amarin TV เพื่อเปิดพื้นที่ให้เจ้าของกิจการ ทายาทธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและถ่ายทอดประสบการณ์ ครอบคลุมทั้งการส่งต่อกิจการ การบริหาร การเงิน เทคโนโลยี และการสร้างแบรนด์ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสานต่อธุรกิจให้เติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

Finnomena ได้รับรางวัล House of Business: Start Up Success Story ต้นแบบความสำเร็จของสตาร์ทอัพไทย


เกี่ยวกับฟินโนมีนา

บริษัท ฟินโนมีนา จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ลงทุนในธุรกิจแพลตฟอร์ม WealthTech และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ก่อตั้งในปี 2559 มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร ให้บริการนักลงทุนผ่านแพลตฟอร์มความรู้แบบเปิด เครือข่ายผู้แนะนำการลงทุนอิสระทั่วประเทศ และแพลตฟอร์มการลงทุนดิจิทัลที่ครอบคลุมกองทุนรวม หุ้น และสินทรัพย์ประเภทอื่น บริษัทย่อยประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด (ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน) บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เดฟินิท จำกัด (ธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุน) บริษัท บีฟินน์ จำกัด (ธุรกิจฝึกอบรมและสัมมนาด้านการลงทุน) บริษัท ฟินบรอดแคสติ้ง จำกัด (ธุรกิจโฆษณาด้านการเงินและการลงทุน) และบริษัท ฟินท์ เอไอ จำกัด (พัฒนาและการให้บริการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เกี่ยวข้องกับการเงินและการลงทุน)

สรุปกองทุนแนะนำ โอกาสทยอยสะสม รับจุดเปลี่ยน Mid-Term Election [อัปเดตมุมมอง 2 พ.ย. 2026]

Finnomena Funds
สรุปกองทุนแนะนำ โอกาสทยอยสะสม รับจุดเปลี่ยน Mid-Term Election [อัปเดตมุมมอง 2 พ.ย. 2026]

Finnomena Funds ยังเน้นโอกาสการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ และโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมถึงหุ้นเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน AI โดยใช้จังหวะตลาดผันผวนทยอยสะสม

สรุปกองทุนแนะนำ โอกาสทยอยสะสม รับจุดเปลี่ยน Mid-Term Election [อัปเดตมุมมอง 2 พ.ย. 2026]

อัปเดตมุมมองโดย Finnomena Funds as of 26 ตุลาคม 2026

โอกาสมาถึงแล้ว ! เมื่อซื้อกองทุนที่ร่วมรายการวันนี้ รับ Cashback คืนเป็นหน่วยลงทุน K-CASH สูงสุดถึง 45,000 บาท*
ระยะเวลาโปรโมชั่น ตั้งแต่ 19 ต.ค. – 30 ธ.ค. 2026
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม -> www.finnomena.com/finnomenafunds/e-coupon/

ตลาดหุ้นเทคโนโลยีเผชิญแรงขายตลอดเดือนตุลาคม ท่ามกลางความกังวลว่าการทุ่มลงทุนใน AI จะสร้างภาระทางการเงิน ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ กลับมาเป็นปัจจัยกดดัน หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ส่งสัญญาณเข้มงวดมากขึ้น ทำให้ตลาดต้องประเมินทั้งต้นทุนการเงิน และความสามารถในการสร้างรายได้จาก AI ควบคู่กัน

อย่างไรก็ตาม มุมมองการลงทุนสัปดาห์นี้ Finnomena Funds ยังให้น้ำหนักกับการทยอยสะสมในช่วงตลาดปรับฐาน เนื่องจากการเติบโตของธุรกิจ Cloud และความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังสนับสนุนภาพการลงทุนระยะยาว โดยมีการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (Mid-Term Election) เป็นอีกจุดเปลี่ยนที่ต้องติดตาม

ผลประกอบการของกลุ่ม Hyperscalers ยังสะท้อนความต้องการใช้งานที่แข็งแกร่ง โดยรายได้ Google Cloud เติบโต 103% จากปีก่อน ตามด้วย Microsoft Azure ที่ 48% และ Amazon Web Services ที่ 39.3% จึงยังสนับสนุนมุมมองว่าธุรกิจ Cloud และ AI มีแรงขับเคลื่อนต่อเนื่อง

อีกปัจจัยคือ Mid-Term Election ซึ่งอาจช่วยให้ความไม่แน่นอนทางการเมืองคลี่คลายลง และจากสถิติ ระบุว่า เดือนพฤศจิกายนของปีเลือกตั้งกลางเทอม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนเป็นบวกในสัดส่วน 78.9% ของปีที่ศึกษา


กองทุนแนะนำ

1. กองทุน K-GTECH (ความเสี่ยงระดับ 7)

ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีคุณภาพทั่วโลก ซึ่งบริหารโดยผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์ยาวนาน และใช้แนวทางคัดเลือกหุ้นเติบโตในระดับราคาที่เหมาะสม (Growth at Reasonable Price) พร้อมสร้างโอกาสเติบโตไปตามเมกะเทรนด์ AI

2. กองทุน M-GMEMORY (ความเสี่ยงระดับ 7)

ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Memory Chips ทั่วโลก ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของ AI ซึ่งความต้องการยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการลงทุนใน AI Server และโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้หน่วยความจำรองรับการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก

3. กองทุน KT-KOREA(ความเสี่ยงระดับ 6)

ลงทุนในหุ้นเกาหลีใต้ขนาดกลางและขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นตลาดที่ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของชิปหน่วยความจำ (Memory Chips) พร้อมเปิดโอกาสเข้าถึงตลาดที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์

4. กองทุน A-GRID (ความเสี่ยงระดับ 6)

ลงทุนในธีม Smart Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น รวมถึงจาก AI และ Data Center โดยยังคงมีมุมมองเป็นบวกจากจำนวน Backlog ที่ดี รวมถึงแนวโน้มผลประกอบการที่มีโอกาสเติบโตตามการรับรู้รายได้

5. กองทุน LHSUPERAI (ความเสี่ยงระดับ 7)

ลงทุนในหุ้น AI Infrastructure ซึ่งเน้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน AI ครอบคลุมตั้งแต่ชิปประมวลผล หน่วยความจำ ระบบไฟฟ้า ไปจนถึงระบบระบายความร้อนของ Data Center ซึ่งมองว่าความต้องการกำลังประมวลผล AI ยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการลงทุนระยะยาว ดังนั้น การปรับฐานเป็นโอกาสสะสมบริษัทที่ได้รับประโยชน์จาก AI Supercycle

6. กองทุน TOP11JPN (ความเสี่ยงระดับ 6)

ลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นแบบคัดเน้น 11 ตัว เป็นทางเลือกสำหรับเข้าถึงตลาดหุ้นญี่ปุ่นชั้นนำจากดัชนี TOPIX ซึ่งได้ประโยชน์จากการเติบโตของหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบกับมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นธนาคารที่มีแรงหนุนจากนโยบายดอกเบี้ยขาขึ้นของ BoJ

ติดตาม Opportunity Hub แหล่งรวมโอกาสการลงทุนจาก Finnomena
สรุปกองทุนแนะนำ ครบจบในที่เดียว ⇒ https://finno.me/opp-hub-ws

สามารถเข้าถึงรายละเอียดกองทุนต่าง ๆ และ Fund Fact Sheet ได้จาก Link บนชื่อกองทุน


ข้อกำหนดและเงื่อนไข:
– การใช้คูปองจะถือว่าเสร็จสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อลูกค้าได้ยืนยันการใช้งานเรียบร้อยแล้ว
– คูปอง 1 ใบ สามารถใช้ได้กับการทำรายการซื้อเพียง 1 ครั้งเท่านั้น
– ยอดเงินลงทุนจะคำนวณจากมูลค่าการซื้อและสับเปลี่ยนเข้าสู่กองทุนที่ร่วมรายการเท่านั้น
– บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการไม่นำรายการลงทุนในกองทุนที่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการซื้อหน่วยลงทุนหรือค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนมาคำนวณเพื่อรับ Cashback
– คูปองไม่สามารถจำหน่าย โอนสิทธิ์ แลกเปลี่ยน หรือแลกเป็นเงินสดได้
– คูปองไม่สามารถใช้กับการปรับพอร์ตการลงทุน (PRA) และการลงทุนแบบทยอยสะสมมูลค่า (DCA)
– ลูกค้าจะได้รับ cashback ภายใน 21 วัน นับจากวันที่หน่วยลงทุนถูกจัดสรรเข้าสู่พอร์ตของลูกค้าเรียบร้อยแล้ว
– ลูกค้าสามารถยกเลิกการใช้งานคูปองได้ภายในวันที่ใช้ โดยต้องดำเนินการก่อนเวลา 23:59 น. และจะได้รับคูปองคืนภายใน 3 วันทำการ
– ในกรณีที่คำสั่งซื้อหน่วยลงทุนถูกยกเลิก คูปองจะถูกคืนกลับให้กับลูกค้าภายใน 3 วันทำการ
– มูลค่า Cashback ที่ลูกค้าได้รับ จะไม่เกิน 0.2% ของมูลค่าการลงทุนขั้นต่ำตามที่บริษัทกำหนด ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by Krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena

1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee): Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม

  • วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง

2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest): เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้

  • ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้านผลตอบแทนและความเสี่ยงเป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
  • ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ

3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน: ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย

  • One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
  • Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
  • Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ

 

Weekly Investment Outlook อัปเดตตลาด กองทุนแนะนำ และพอร์ตการลงทุนประจำสัปดาห์

Finnomena Funds
Finnomena Weekly Investment Outlook

Market View: อัปเดตตลาดประจําสัปดาห์ 2 – 6 พฤศจิกายน 2026

สรุปกองทุนแนะนำ: FundTalk Call / Mr.Messenger Call / MEVT Call

Portfolio Highlight: พอร์ตการลงทุน All Star

ดาวน์โหลดฟรี

→ Weekly Investment Outlook

มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์

Weekly Outlook Finnomena 2-6 November 2026


บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena

1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee): Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม

  • วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง

2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest): เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้

  • ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้านผลตอบแทนและความเสี่ยงเป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
  • ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ

3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน: ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย

  • One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
  • Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
  • Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ

 

DISCLAIMER: เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนจากบริษัทหลักทรัพย์ซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ จัดทำโดยอาศัยข้อมูลที่จัดหามาจากแหล่งที่น่าเชื่อหรือควรเชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือและ/หรือถูกต้อง อย่างไรก็ตามบริษัทไม่ยืนยัน และไม่รับรองถึงความครบถ้วนสมบูรณ์หรือถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว และไม่ได้ประกันราคาหรือผลตอบแทนของหน่วยลงทุนที่ปรากฏข้างต้น แม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะปรากฏข้อความที่อาจเป็นหรืออาจตีความว่าเป็นเช่นนั้นได้ บริษัทจึงไม่รับผิดชอบต่อการนำเอาข้อมูล ข้อความ ความเห็น และหรือบทสรุปที่ปรากฏในเอกสารนี้ไปใช้ในบริษัทรวมทั้งบริษัทที่เกี่ยวข้อง ลูกค้า ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทต่าง ๆ อาจจะทำการลงทุนซื้อหรือขายหลักทรัพย์ที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ได้ทุกเวลา ข้อมูล และความเห็นที่ปรากฏอยู่ในเอกสารฉบับนี้ มิได้ประสงค์จะชี้ชวน เสนอแนะ หรือจูงใจให้ลงทุนซื้อหรือขายหน่วยลงทุนที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ และข้อมูลอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ผู้ลงทุนควรใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบในการลงทุนหรือซื้อหรือขายหลักทรัพย์ บริษัทสงวนลิขสิทธิ์ในข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารนี้ ห้ามมิให้ ผู้ใดใช้ประโยชน์ ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง ทำให้ปรากฏหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ซึ่งข้อมูลในเอกสารนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากบริษัท เป็นการล่วงหน้า การกล่าว คัด หรืออ้างอิงข้อมูลบางส่วนตามสมควรในเอกสารนี้ ไม่ว่าในบทความ บทวิเคราะห์ บทวิจัย หรือในเอกสารหรือการสื่อสารอื่นใดจะต้องกระทำโดยถูกต้อง และไม่เป็นการก่อให้เกิดการเข้าใจผิดหรือความเสียหายแก่บริษัท ต้องรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในข้อมูลของบริษัท และต้องอ้างอิงถึงฉบับที่และวันที่ในเอกสารฉบับนี้ของบริษัทโดยชัดเจน การลงทุนหรือซื้อหรือขายหน่วยลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ท่านควรทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อลักษณะของหน่วยลงทุนแต่ละประเภท และควรศึกษาข้อมูลของบริษัทที่ออกหน่วยลงทุนและข้อมูลอื่นใดที่เกี่ยวข้องก่อนการตัดสินใจซื้อหรือขายหน่วยลงทุน

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผู้ลงทุนอาจขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งจัดทำขึ้นภายใต้การสร้างโอกาสผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตโดยยึดความเสี่ยงเป็นหลัก โอกาสรับผลตอบแทนได้สูงกว่าความเสี่ยงด้านค่าเงิน | ความเสี่ยงที่แสดงแบบย้อนหลังไม่สามารถนำมาใช้ยืนยันผลตอบแทนในอนาคตได้ ข้อมูลข้างต้นมิได้เป็นการชักชวนให้ลงทุนซึ่งต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 09:00-17:00 น. หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในกองทุนของ Kept by Krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Market Alert: หุ้นฮ่องกงและเกาหลีใต้ฟื้นตัว รับแรงหนุนจากผลประกอบการชิปและความหวังมาตรการพยุงตลาดจีน

Finnomena Funds
หุ้นฮ่องกงและเกาหลีใต้ฟื้นตัว

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2026 ดัชนี Hang Seng Tech ปรับตัวขึ้น +2.85% มาที่ระดับ 3,862.08 จุด ขณะที่ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้น +2.65% มาที่ระดับ 5,882.75 จุด ตลาดหุ้นเอเชียฟื้นตัวหลังเผชิญแรงขายในหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ก่อนหน้า โดยแรงซื้อกลับในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุน แม้ตลาดโลกยังคงติดตามความเสี่ยงจากความผันผวนของหุ้น AI และความกังวลต่อความคุ้มค่าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI

ผลประกอบการไตรมาส 3/2026 ของผู้ผลิตชิปชั้นนำเกาหลีใต้สะท้อนความแข็งแกร่งของอุปสงค์จาก AI อย่างชัดเจน โดย SK hynix รายงานรายได้ 104.62 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น 328% YoY และกำไรจากการดำเนินงาน 83.33 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น 632% YoY ทำสถิติสูงสุดใหม่ทั้งรายได้และกำไร จากความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับ AI โดยเฉพาะ HBM และผลิตภัณฑ์สำหรับเซิร์ฟเวอร์

ขณะที่ Samsung Electronics รายงานรายได้ 195.3 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น 126.9% YoY และกำไรจากการดำเนินงาน 107.4 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น 783.1% YoY โดยธุรกิจ Memory เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของผลประกอบการ ทั้งสองบริษัทจึงสะท้อนแนวโน้มอุปสงค์ชิป AI ที่ยังแข็งแกร่ง โดย SK hynix ระบุว่าสามารถทำสัญญาระยะยาวครอบคลุมกำลังการผลิตมากกว่า 50% ในปี 2027–2028 และคาดว่า HBM4 จะเริ่มเป็นผลิตภัณฑ์หลักตั้งแต่ไตรมาส 4/2026 อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องติดตามความผันผวนของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์โลกและความกังวลต่อผลตอบแทนจากการลงทุน AI ซึ่งอาจส่งผลต่อการประเมินมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีในระยะสั้น

สำหรับตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง นักลงทุนจับตาความคืบหน้าของมาตรการภาครัฐ หลังมีรายงานว่าธนาคารกลางจีน (PBOC) และหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุน (CSRC) เตรียมหารือกับสถาบันการเงินเพื่อพิจารณาแนวทางสนับสนุนตลาดหุ้น โดยหนึ่งในมาตรการที่อยู่ระหว่างพิจารณาคือการปรับปรุงโครงการปล่อยสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการซื้อหุ้นคืนและการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มสภาพคล่องและสร้างเสถียรภาพให้กับตลาด หลังดัชนี CSI 300 ปรับตัวลง 8.5% ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นการลดลงรายเดือนมากที่สุดในรอบกว่า 10 ปี ขณะที่ดัชนี Shanghai Composite ลดลง 6.3% อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของตลาดยังจำเป็นต้องอาศัยมาตรการที่เป็นรูปธรรมและสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศควบคู่กัน

Finnomena Funds ประเมินว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนจากผลประกอบการของผู้ผลิตชิปที่เติบโตแข็งแกร่ง และความต้องการหน่วยความจำสำหรับ AI ที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยยังคงมุมมอง Buy ต่อหุ้นเกาหลีใต้ และแนะนำกองทุน KT-KOREA สำหรับการลงทุนระยะกลางถึงยาว ขณะที่ตลาดหุ้นจีนยังคงมีความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุน แม้มาตรการพยุงตลาดอาจช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านลบในระยะสั้น จึงคงมุมมอง Hold ต่อหุ้นจีน โดยให้น้ำหนักกับการติดตามประสิทธิผลของมาตรการภาครัฐและแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

จัดทำโดยบลป. เดฟินิทสำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

รวมกองทุน Term Fund ออกใหม่ (IPO) ประจำสัปดาห์ (2-6 พฤศจิกายน 2026)

Finnomena Funds
Term Fund

รวมกองทุน Term Fund ออกใหม่ (IPO) ประจำสัปดาห์ ทางเลือกการลงทุนที่เน้นความมั่นคง ความเสี่ยงต่ำ กำหนดระยะเวลาลงทุนชัดเจน พร้อมโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก

Term Fund

ดูรายชื่อกองทุน Term Fund ทั้งหมด
และกองทุน IPO ที่เสนอขายเป็นครั้งแรก
คลิกที่นี่

1. SCBSB3M121 – กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารภาครัฐ 3 เดือน 121

  • ระดับความเสี่ยง : 3
  • ระยะเวลาเสนอขาย: 27 ต.ค. – 2 พ.ย. 69
  • ลงทุนครั้งแรกขั้นต่ำ: 1,000 บาท
  • นโยบายกองทุน: กองทุนเน้นลงทุนตราสารหนี้ภาครัฐไทย (ตั๋วเงินคลัง/พันธบัตร/หุ้นกู้ที่คลังหรือกองทุนฟื้นฟูฯ รับประกัน) ไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ไม่ลงทุนในตราสาร Non-investment grade, Unrated หรือ Structured Note ใช้ Derivatives ป้องกันความเสี่ยงดอกเบี้ยและสภาพคล่อง บริหารแบบ Buy-and-Hold

 

ดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมที่ SCBSB3M121

2. KTGOV3M16S – กองทุนเปิดกรุงไทยพันธบัตร 3M16S

  • ระดับความเสี่ยง : 3
  • ระยะเวลาเสนอขาย: 28 ต.ค. – 2 พ.ย. 69
  • ลงทุนครั้งแรกขั้นต่ำ: 10,000 บาท
  • นโยบายกองทุน: กองทุนเน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐทั้งในและต่างประเทศรวมกันไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ใช้กลยุทธ์ซื้อและถือไว้จนครบกำหนด (buy-and-hold) อาจลงทุนต่างประเทศได้ไม่เกิน 79% โดยป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน รวมถึงใช้ Derivatives ป้องกันความเสี่ยงดอกเบี้ยและสภาพคล่อง

 

ดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมที่ KTGOV3M16S

3.KFTGB6M73 – กองทุนเปิดกรุงศรีพันธบัตรไทย 6M73

  • ระดับความเสี่ยง : 3
  • ระยะเวลาเสนอขาย: 2 – 13 พ.ย. 69
  • ลงทุนครั้งแรกขั้นต่ำ: 10,000 บาท
  • นโยบายกองทุน: เน้นลงทุนตราสารหนี้ภาครัฐไทยไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ส่วนที่เหลือลงในเงินฝาก ตราสารการเงิน หรือตราสารหนี้ Investment Grade โดยเป็นกองทุน Buy-and-Hold ถือจนครบอายุโครงการ และอาจใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าป้องกันความเสี่ยงดอกเบี้ยและสภาพคล่องตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

 

ดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมที่ KFTGB6M73

4. SCBSB3M122 – กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารภาครัฐ 3 เดือน 122

  • ระดับความเสี่ยง : 3
  • ระยะเวลาเสนอขาย: 3 – 9 พ.ย. 69
  • ลงทุนครั้งแรกขั้นต่ำ: 1,000
  • นโยบายกองทุน: กองทุนเน้นลงทุนในตราสารภาครัฐไทย เช่น ตั๋วเงินคลัง/พันธบัตรรัฐบาล ไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ไม่ลงในตราสาร Non-investment grade, Unrated หรือ Structured Note ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าป้องกันความเสี่ยงดอกเบี้ยและสภาพคล่อง ใช้กลยุทธ์ Buy-and-Hold

 

ดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมที่ SCBSB3M122

5. K-GB6MDP – กองทุนเปิดเค พันธบัตร 6 เดือน DP

  • ระดับความเสี่ยง : 3
  • ระยะเวลาเสนอขาย: 2 – 9 พ.ย. 69
  • ลงทุนครั้งแรกขั้นต่ำ: 1,000 บาท
  • นโยบายกองทุน: กองทุนเน้นลงทุนในตราสารภาครัฐไทย (ตั๋วเงินคลัง/พันธบัตร) ไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV เน้นกลยุทธ์ Buy-and-Hold ไม่ลงทุนในตราสาร Non-Investment Grade, Unrated หรือ Structured Note แต่รองรับการใช้ Derivatives เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านดอกเบี้ยและสภาพคล่อง

 

ดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมที่ SCBSB6M106


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้มีลักษณะเฉพาะและมีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน เนื่องจากกองทุนมีเป้าหมายลงทุนแบบ Buy & Hold เพื่อถือครองจนครบกำหนดอายุโครงการ หากมีปัจจัยลบเกิดขึ้น ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก | การขายคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนดอาจไม่สามารถกระทำได้ หรืออาจได้รับเงินคืนไม่เต็มจำนวน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการ ตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT

บริการที่ผู้ลงทุนได้รับผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena

1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee) : Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม

  • วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) : เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้:

  • ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือ ประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้าน ผลตอบแทนและความเสี่ยง เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
  • ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ

3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน : ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย:

  • One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
  • Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
  • Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ

Wealth ดี Health ก็ต้องดี เช็กสุขภาพพอร์ต พร้อมต่อยอดสุขภาพกาย กับ Wealth Health Check

Finnomena Funds

ใครบ้างที่ต้องเช็กสุขภาพพอร์ต

checkmark   นักลงทุนที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกในการลงทุน เพื่อสอดรับกับสภาวะตลาด

checkmark   นักลงทุนที่ต้องการปรับพอร์ตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

checkmark   นักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน

checkmark   นักลงทุนที่ต้องการรับคำแนะนำจากที่ปรึกษาการลงทุนอิสระ 

Wealth Health Check คืออะไร?

Wealth Health Check บริการตรวจสุขภาพพอร์ตการลงทุน เช็กสุขภาพได้ทุกสินทรัพย์ทั้ง กองทุนรวม หุ้น และ หุ้นกู้ ที่ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกออกมาในรูปแบบบอกสถานะการลงทุน ซื้อ ถือ ขาย เพื่อให้การลงทุนของคุณมีสุขภาพดีในทุกภาวะตลาด ปรับกลยุทธ์ได้ทันตามสถานการณ์

checkmark   วิเคราะห์พอร์ตการลงทุนแบบเจาะลึก 

checkmark   ตรวจสอบสินทรัพย์ทุกประเภท ทั้งหุ้น กองทุนรวมและหุ้นกู้

checkmark   ปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดและเป้าหมายการลงทุนของคุณ

เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการ

checkmark  ปรับพอร์ตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

checkmark  ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน

checkmark   รับคำแนะนำจากที่ปรึกษาการลงทุนอิสระ

พร้อมบริการที่ปรึกษาการลงทุนอิสระ ฟรี! ไม่มีขั้นต่ำ ก็สามารถรับคำแนะนำการลงทุนได้

บริการ Wealth Health Check มีให้เลือกแยกตามสินทรัพย์ที่คุณลงทุน

checkmark   ใช้หลักการวิเคราะห์จาก Bloomberg default probability และ Altman Z-score

checkmark   มีทีมวิเคราะห์การลงทุน และระบบการตรวจสอบความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ พร้อมออกแบบกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกู้ที่เหมาะสมกับคุณ

checkmark   Earnings : การปรับประมาณการกำไรจากนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในตลาด

checkmark   Valuation : มูลค่าความถูกแพงของหุ้นเทียบกับอุตสาหกรรม

checkmark   Technical : แนวโน้มของราคาหุ้นในระยะสั้น

checkmark  มุมมองแต่และประเภทสินทรัพย์

checkmark  กองทุนแนะนำ (Finnomena Pick)

checkmark  จังหวะการลงทุน (Finnomena Call)

สิ่งที่คุณจะได้รับจากผู้แนะนำการลงทุน

checkmark  ให้คำแนะนำพอร์ตกองทุนตามเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ

checkmark  ให้มุมมองการลงทุนที่ทันต่อสถานการณ์ตลาด

checkmark  ให้คำแนะนำอย่างเป็นกลางและคำนึงถึงผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ

วิเคราะห์พอร์ตอย่างเป็นระบบด้วย Charlie

เครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลพอร์ตการลงทุน เห็นภาพรวมของพอร์ต
และรวบรวมประเด็นสำคัญเพื่อประกอบการพิจารณาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีการใช้งาน Charlie (ตัวอย่างตรวจสุขภาพพอร์ตกองทุน)

พิเศษ! รับสิทธิ์ส่วนลดแพ็กเกจตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลสมิติเวช

สำหรับลูกค้าที่ทำ Health Check สำเร็จ 200 ท่านแรก* สำหรับลูกค้า Finnomena Funds

อ่านรายละเอียดรายการตรวจสุขภาพชุด : Partnership Advance Check Up เพิ่มเติม คลิกที่นี่

หมายเหตุ

  1. ราคาดังกล่าวรวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล   
  2. กรุณาทำนัดล่วงหน้าและเข้ารับบริการได้ที่ ศูนย์สุขภาพ รพ.สมิติเวช สุขุมวิท โทร.02-022-2200, 02-022-2165 เวลาทำการ 7.00 – 15.30 น. รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์
    โทร.02-378-9229-30 เวลาทำการ 7.00 – 15.30 น.   
  3. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนหรือทอนเป็นเงินสด และ ไม่สามารถใช้ร่วมกับสิทธิพิเศษ / รายการส่งเสริมการขายอื่นๆ ได้ 
  4. สิทธิพิเศษดังกล่าวสำหรับผู้รับบริการจาก Finnomena Funds เท่านั้น
  5. สามารถใช้สิทธิ์ได้ภายใน 3 เดือน นับจากวันที่ได้รับอีเมลยืนยันสิทธิ์

รายละเอียดกิจกรรม

บริการตรวจสุขภาพพอร์ตการลงทุนจาก Finnomena Funds ที่ช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าใจภาพรวมของพอร์ตที่ถืออยู่ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลการลงทุน และพูดคุยกับที่ปรึกษาการลงทุนเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมกับเป้าหมายและสถานการณ์การลงทุนของแต่ละบุคคล พิเศษ! 200 ท่านแรก ที่ตรวจสุขภาพพอร์ตสำเร็จตามเงื่อนไข

รับสิทธิ์ ส่วนลดแพ็กเกจตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลสมิติเวช

ระยะเวลากิจกรรม 2 พฤศจิกายน – 30 ธันวาคม 2569

เงื่อนไขกิจกรรม

  1. ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมจะต้องเป็นลูกค้าที่เปิดบัญชีกับ Finnomena Funds และสามารถใช้บริการ Wealth Health Check ได้ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด
  2. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถนำข้อมูลพอร์ตการลงทุนที่ต้องการตรวจสุขภาพเข้ารับบริการ Wealth Health Check ผ่านช่องทางที่บริษัทกำหนด โดยรองรับข้อมูลการลงทุนตามประเภทสินทรัพย์ที่ระบบรองรับ เช่น กองทุนรวม หุ้น และหุ้นกู้
  3. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะต้องกรอกหรือส่งข้อมูลพอร์ตการลงทุนที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ให้ครบถ้วน และข้อมูลดังกล่าวจะต้องสามารถนำไปจัดทำ Wealth Health Check Report ได้
  4. การตรวจสุขภาพพอร์ตจะถือว่า “สำเร็จ” เมื่อผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับรายงานฉบับเต็ม และได้รับการติดต่อจากที่ปรึกษาการลงทุนเพื่อรับผลการวิเคราะห์
  5. ผู้ที่ตรวจสุขภาพพอร์ตสำเร็จ 200 ท่านแรก จะได้รับสิทธิ์ส่วนลดแพ็กเกจตรวจสุขภาพจาก โรงพยาบาลสมิติเวช ตามเงื่อนไขและรายละเอียดที่บริษัทกำหนด
  6. สิทธิ์ส่วนลดแพ็กเกจตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลสมิติเวชเป็นสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ที่ตรวจสุขภาพพอร์ตสำเร็จตามเงื่อนไขของกิจกรรม ไม่ใช่เงื่อนไขสำหรับการซื้อหรือย้ายการลงทุนมายัง Finnomena Funds
  7. ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 1 ท่าน มีสิทธิ์ได้รับสิทธิประโยชน์จากกิจกรรมนี้จำนวน 1 สิทธิ์ตลอดระยะเวลาของกิจกรรม โดยไม่สามารถแลก เปลี่ยน หรือทดแทนเป็นเงินสดได้
  8. การให้คำแนะนำด้านการลงทุนโดยที่ปรึกษาการลงทุนจะพิจารณาจากข้อมูล เป้าหมาย และความเหมาะสมของผู้ลงทุนแต่ละราย โดยผลการวิเคราะห์จาก Wealth Health Check เป็นข้อมูลประกอบการพูดคุยและคำแนะนำด้านการลงทุน ทั้งนี้ การตัดสินใจลงทุนยังคงเป็นดุลยพินิจของผู้ลงทุน
  9. สิทธิ์ในการรับส่วนลดแพ็กเกจตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลสมิติเวชมีจำนวนจำกัด 200 สิทธิ์ และมอบให้ตามลำดับของผู้ที่ตรวจสุขภาพพอร์ตสำเร็จตามเงื่อนไขที่กำหนด
  10. บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการตรวจสอบข้อมูลและคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมกิจกรรมก่อนมอบสิทธิประโยชน์ และขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงรายละเอียด เงื่อนไข หรือระยะเวลาของกิจกรรมตามความเหมาะสม โดยจะแจ้งให้ทราบผ่านช่องทางที่บริษัทกำหนด
  11. เงื่อนไขการใช้สิทธิ์ส่วนลดแพ็กเกจตรวจสุขภาพ รวมถึงระยะเวลาในการใช้สิทธิ์ รายละเอียดแพ็กเกจ และเงื่อนไขการเข้ารับบริการ เป็นไปตามข้อกำหนดของโรงพยาบาลสมิติเวช

การให้บริการ Wealth Health Check คือการตรวจสอบสุขภาพของพอร์ตการลงทุนและให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้บริการ โดยการนำเสนอข้อมูลและคำแนะนำดังกล่าวจะไม่สร้างสิทธิ, ความรับผิดชอบ, หรือภาระผูกพันทางกฎหมายในทุกกรณี บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการไม่รับประกันผลลัพธ์ใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลและคำแนะนำ และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือคำแนะนำไปใช้ในทุกกรณี | ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00 -17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort

หมายเหตุ : บริการ Wealth Health Check ได้ทำการเปลี่ยนชื่อเป็น Reboot Your Port ตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. 2568 เป็นต้นไป