แจ้งเตือน

ไตรมาสแรก 2020 ผ่านไป ตลาดหมีจะยาวนานแค่ไหน? ปัจจัยอะไรที่ต้องจับตา? – FINNOMENA LIVE

FINNOMENA Reporter

ดูผ่าน Facebook:
https://www.facebook.com/finnomena/posts/1205143159831319

ดูผ่าน Youtube:
https://youtu.be/YV-xGJAvIXo

จุดต่ำสุดผ่านไปแล้วหรือยัง? วิกฤตนี้ตลาดจะ Rebound ได้แค่ไหน? (แล้วหุ้นกู้ตอนนี้ น่ากลัวหรือเปล่า!?) โดย FundTalk และ Mr. Messenger

พบแขกรับเชิญพิเศษ! คุณณัฏฐะ มหัทธนา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน และลูกค้าสัมพันธ์ บลจ. กรุงไทย (KTAM)

ข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • ไหวไหม ACAP ผิดนัดชำระหนี้!!
  • คลายกังวล? ดาวโจนส์ปิดพุ่งเกือบ 800 จุด!
  • เรย์ แนะนำจัดพอร์ต อย่าถือเงินสด!
  • ขยายคุ้มครองเงินฝากอีก 1 ปี!!

ติดตาม FINNOMENA LIVE ย้อนหลังตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

ผลตอบแทนและความเสี่ยงของคริปโตเคอเรนซี่…มีอะไรที่เราต้องรู้บ้าง?

Bitkub.com
ผลตอบแทนและความเสี่ยงของคริปโตเคอเรนซี่…มีอะไรที่เราต้องรู้บ้าง?

หลังจากราคาและมูลค่าของตลาดคริปโตเคอเรนซี่ที่พุ่งขึ้นสูงอย่างเป็นประวัติการณ์ในปี 2017 ส่งผลให้หลายภาคส่วนรวมไปถึงผู้คนมากมายต่างหันมาให้ความสนใจว่า “สิ่งนี้” คืออะไรกันแน่?  รวมไปถึงเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจมากมายแห่งยุคอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ “บล็อกเชน” ที่สามารถนำไปพัฒนาร่วมกับระบบการทำงานแบบเดิมๆ ให้มีความเสถียรขึ้นอย่างมาก

สิ่งเหล่านี้ทำให้สกุลเงินดิจิทัลและเทคโนโลยีบล็อคเชนกลายเป็นการลงทุนที่น่าจับตามองมากที่สุดอย่างหนึ่งแห่งทศวรรษ  แต่แน่นอนการลงทุนทุกอย่างล้วนมีความเสี่ยง

มุมมองของตลาดคริปโตเคอเรนซี่

ตลาดคริปโตเคอเรนซี่นั้นเติบโตได้รวดเร็วแบบก้าวกระโดด   ด้วยความใหม่และช่องโหว่มากมายโปรเจคใหม่ๆ หรือ Start up ที่มีแผนพัฒนาโปรเจคที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลหรือบล็อคเชนสามารถเปิดรับระดมทุนได้ทั่วโลกตั้งแต่ก่อนจะเริ่มพัฒนาโปรเจคชิ้นนั้นออกมาจริงๆ จังๆ เสียด้วยซ้ำ

เราสามารถมองตลาดคริปโตเคอเรนซี่ได้ 2 ด้าน  ด้านแรก คือโปรเจคส่วนใหญ่อาจเป็นโปรเจค Scam หลอกลวงรวมไปถึงอาจมีพวกแชร์ลูกโซ่เข้ามาแอบอาศัยแอบแฝง  แต่ในอีกด้านคือ สิ่งนี้มีพื้นฐานของบล็อกเชนหรือระบบกระจายอำนาจเน้นกระจายศูนย์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการมีคริปโตเคอเรนซี่เกิดขึ้น ดังนั้นแน่นอนว่าเหรียญที่มีคุณค่าจริง ความเสี่ยงต่ำคือเหรียญที่ใช้บล็อกเชนให้เกิดประโยชน์สูงสุดและการที่มีเหรียญมากมายในตลาดนี้ก็คงไม่แปลก เพราะสุดท้ายแล้วอนาคตจะตัดสินเองว่าสุดท้ายแล้วเหรียญไหนที่มีคุณค่าจริงๆ

การมองตลาดคริปโตเคอเรนซี่ยิ่งเราให้ความสำคัญกับราคาเหรียญนั้น มุมมองทั้ง 2 ด้านดังกล่าวเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่เราควรรู้ไว้ เพระการจะได้ผลตอบแทนมานั้นไม่เหมือนการซื้อหุ้น กองทุนหรือตราสารหนี้ที่เรามั่นใจว่าเราอาจผลตอบแทนกลับคืนมาแน่ๆ

ผลลัพธ์ของคริปโตเคอเรนซี่ระยะสั้น

หลังจากปี 2017 มีเหรียญคริปโตเคอเรนซี่มากมายที่ถูกนำมาเทรดบนกระดาน แต่เหรียญดั้งเดิมที่ถูกนำมาตั้งซื้อขายแลกเปลี่ยนตั้งแต่ช่วงปี 2015 มีแค่ Bitcoin กับ Litecoin เท่านั้น  เหรียญแต่ละเหรียญจึงมีผลตอบแทนที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

ยกตัวอย่างเช่น Tronix (TRX) มีผลตอบแทนสูงสุด 1049.3% ต่อเดือนเป็นเวลา 4 เดือนตั้งแต่เดือน สิงหาคมที่ TRX เข้ากระดานเทรดจนสิ้นปี 2017 ซึ่งนั้นทำให้ตลาดคริปโตเคอเรนซี่กลายเป็นที่น่าจับตามองยิ่งขึ้น เพราะคนทั่วไปต่างมองว่าโอกาสในการทำกำไรจากตลาดนี้ดูง่ายดาย

ผลลัพธ์ของคริปโตเคอเรนซี่ในระยะยาว

จากการสำรวจความเสี่ยงและผลตอบแทนของคริปโตเคอเรนซี่ระยะยาวนั้น หากเปรียบเทียบกับหุ้น ในระยะเวลา 3 ปี (หากนับตามปีที่เหรียญ Bitcoin และ Litecoin เข้ากระดานเทรดปี 2015-2017)  จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนของการลงทุนในคริปโตนั้นสูงกว่าตลาดหุ้นธรรมดาถึง 10 เท่าในระยะเวลาที่เท่ากัน และมีผลตอบแทนต่อเดือนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

และหากจะพูดถึงผลตอบแทนระยะยาวนั้น เหรียญ BTC และ LTC นั้นมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูงมากด้วยตัวแปรหลาย ๆ อย่าง  แต่ขณะเดียวกันผลตอบแทนสูงมากหากเปรียบเทียบกับการลงทุนในหุ้นปกติ

สรุป

ตลาดคริปโตเคอเรนซี่กลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่ไม่เกรงกลัวการขาดทุน หรือชอบท้าทายความเสี่ยงนั้นเอง การลงทุนในตลาดคริปโตเคอเรนซี่นั้นมีความเสี่ยงมาก และในขณะเดียวกันก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงมากเช่นกัน

การลงทุนทุกประเภทย่อมมีความเสี่ยงแต่หากเราศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงนั้นลง อย่างที่กล่าวไปในเบื้องต้นว่าการมองตลาดคริปโตเคอเรนซี่นั้นมองได้ 2 ด้าน และเหตุผลที่ผลบางกลุ่มเห็นว่าตลาดนี้เต็มไปด้วย scam การโกง กองทุนของเหล่านักต้มตุ๋น นั้นก็เพราะว่าการเติบโตของบิทคอยน์ ที่เป็นเหรียญคริปโตตัวแรกๆ นั้น เติบโตอย่างรวดเร็วมาก ทำให้ถูกจ้องจับโดยมิจฉาชีพเยอะเช่นกัน ในขณะที่นักลงทุนถ้าเราตั้งใจอยากลงทุนอะไร เราก็ควรที่จะศึกษาให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อน เพราะเมื่อใดที่เราโลภ และคิดจะหวังเอากำไรอย่างเดียว เมื่อนั้นคนที่ผิดก็คงเป็นเรา ปัจจุบันเทคโนโลยีนั้นได้ไปไกลมาก และก็เข้าถึงง่ายเช่นเดียวกัน ความรู้ก็เช่นกัน

ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยง และเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุน Bitkub จึงขอสนับสนุนทุกท่านให้ลองศึกษาในคริปโตเคอเรนซี่ให้มั่นใจทุกครั้งก่อนการลงทุน

BitKub

ที่มาบทความ: https://www.bitkub.com/blogdetail/risk-and-benefit-of-cryptocurrency-bdd43d1315b5


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ใช้บัตรเครดิตแทนเงินสด หยุดเชื้อ ช่วยชาติ (แถมมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น) เขียนโดย Kuma Investo

FINNOMENA STORY

ใช้บัตรเครดิตแทนเงินสด หยุดเชื้อ ช่วยชาติ (แถมมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น)

เขียนโดย Kuma Investo

Welcome back ครับ หลายคนอาจจะรู้จักผม Kuma Investo ในฐานะโอตะที่มีมุมมอง “ธุรกิจไอดอล” ในฐานะนักลงทุนกันมาแล้ว ในสถานการณ์ปัจจุบัน ผมคงไม่ต้องกล่าวถึงพิษภัยที่ COVID-19 ที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจทั้งหมด ในโลกการลงทุน และ “การใช้เงินในปัจจุบัน” หรือที่เรียกกันว่า Cashless society สังคมไร้เงินสด คนใกล้ตัวผมเข้ามาในระบบนี้เพราะส่วนลดต่างๆ มากมาย ผมก็เช่นกัน แต่คนรอบตัวที่อยู่ไกลตัวไปอีกหน่อย ลด ละ เลิกการใช้เงินสดเพราะ COVID-19 ทำไมล่ะ ………

โฆษกองค์การอนามัยโลก (ดับบลิวเอชโอ) แถลงไว้ว่า “ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการหยิบจับสัมผัสธนบัตรและเหรียญเพื่อใช้ซื้อสินค้า ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) เนื่องจากธนบัตรและเหรียญถูกเปลี่ยนมือไปอย่างรวดเร็ว และอาจมีเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียติดอยู่เป็นเวลานานหลายวัน โดยระยะนี้จะปลอดภัยกว่าหากเปลี่ยนไปใช้จ่ายเงินออนไลน์หรือจ่ายผ่าน “บัตรเครดิต” แทน”

บัตรเครดิต เป็นหนึ่งในมาตรการที่สำคัญที่ช่วยประเทศได้พอ ๆ กับ “การอยู่บ้าน หยุดเชื้อ ช่วยชาติ” เลยทีเดียว จากประสบการณ์ในการใช้บัตรเครดิตของตนเอง และคนในครอบครัวที่มีบัตรเครดิตไม่ต่ำกว่า 20 ใบ ทุกวันนี้ทุกคนยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่าย และได้ผลประโยชน์จากการใช้บัตรเครดิตมากกว่าเงินสด เรามาทำความรู้จักบัตรเครดิตกันเล็กน้อยกันครับ

บัตรเครดิต เสมือนเป็นการยืมเงินสดจากธนาคาร เพื่อที่จะชำระสินค้าและบริการก่อน ซึ่งสามารถใช้วงเงินที่ทางธนาคารได้มีการกำหนดไว้ตามอาชีพและรายได้ของแต่ละบุคคลที่ธนาคารประเมินไว้ แล้วจึงได้มีการผ่อนชำระคืนในภายหลัง

หลายๆ คนที่รู้จักผม ถามกันมาบ่อยเหมือนกันว่ากลัวถ้าใช้แล้วจะเป็นหนี้ อย่างของออนไลน์นี่น่ากลัวมากครับ เรากดสนใจไป 1 ครั้ง มันจะตามมาหลอกหลอนเรา 3 วัน 7 วันเลยทีเดียว หลักการเบื้องต้นก่อนผมจะรูดบัตรเครดิตทุกครั้ง ลองเลือกไว้แล้วกลับไปนั่งคิดนอนคิด ถ้าผ่านไป 3 วัน แล้ว 7 วันเล่า ยังอยากได้ อาจจะต้องการจริงๆ แล้วค่อยซื้อตอนนั้นครับ

“สิทธิพิเศษของบัตรเครดิตที่เราใช้มาจากดอกเบี้ยที่คนบริหารค่าใช้จ่ายในบัตรเครดิตไม่เป็น” เป็นเครื่องย้ำเตือนคนในครอบครัวทุกครั้งว่า หากเราบริหารค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี ทำรายรับรายจ่าย ใช้เมื่อจำเป็นไม่ว่าจะบัตรเครดิตหรือเงินสดก็ตาม หากเราใช้บัตรเครดิตได้อย่างคุ้มค่า นอกจากการช่วยลดการติดเชื่อ COVID-19 แล้ว ยังทำให้เรามีเงินเก็บในกระเป๋ามากขึ้นอีกด้วยครับ

ส่งต่อเรื่องราวการเงินการลงทุนของคุณ

อ่่านเรื่องราวอื่นๆ

ปรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid สำหรับ Q2-2020 รับ Global Recession

WealthGuru
ปรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid สำหรับ Q2-2020 รับ Global Recession

ผ่านมาจะครบ 1 ปีในการเปิดพอร์ตลงทุน Global Aggressive Hybrid ผลประกอบการออกมาเป็นดังนี้

ผลตอบแทนระหว่าง วันที่ 23-4-2019 ถึง 2-4-2020

ปรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid สำหรับ Q2-2020 รับ Global Recession

ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

Max Drawdown ระหว่าง วันที่ 23-4-2019 ถึง 2-4-2020

ปรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid สำหรับ Q2-2020 รับ Global Recession

ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

การแพร่กระจายของ COVID-19 ลุกลามไปทั่วโลก วันนี้มีคนติดเชื้อโดยประมาณ  1,097,909 คน เสียชีวิตไปกว่า 59,220 คนแล้ว ( ณ วันที่ 8-4-2020) ทั่วโลกและประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติ   โดยเฉพาะ Bloomberg Economics ได้สร้างแบบจำลองเพื่อกำหนดอัตราการถดถอยของอเมริกา โอกาสของภาวะถดถอยในปี 2020 อยู่ที่ 53% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของการอ่านตั้งแต่สหรัฐฯ ออกจากภาวะถดถอยครั้งใหญ่ในเดือนมิถุนายน 2552 และสูงกว่าระดับ 24% ในเดือนก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลล่าสุดรวมรายงานเดือนกุมภาพันธ์

ปรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid สำหรับ Q2-2020 รับ Global Recession

ที่มา: https://www.bloomberg.com/graphics/us-economic-recession-tracker

ล่าสุด ตัวเลขผู้รับสวัสดิการการว่างงานใหม่ในอเมริกา เพิ่มขึ้นใหม่ถึงเกือบ 6 ล้านคนอย่างรวดเร็ว

ปรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid สำหรับ Q2-2020 รับ Global Recession

อย่างไรก็ตาม   ธนาคารกลางทั่วโลก ได้พยายามใช้นโยบายทางการเงินโดยลดดอกเบี้ยและอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบอย่างไม่เคยมีมาก่อน    การเกิด COVID-19 จะทำให้เกิดโอกาสเศรษฐกิจถดถอยได้ (เศรษฐกิจถดถอยนั้นหมายถึง GDP จะลดลงอย่างน้อย 2 ไตรมาส)

ข้อมูลจาก Fitch Ratings  ความเร็วที่การแพร่ระบาดของ COVID-19 นั้นแพร่ไปทั่วโลก   จำเป็นต้องลดการคาดการณ์ GDP ตอนนี้เราคาดว่า GDP จะลดลง -1.9% ในปี 2020 โดยสหรัฐอเมริกาลดลง 3.3%  ยูโรโซนลดลง 4.2% และ สหราชอาณาจักร -3.9% ตามลำดับ การฟื้นตัวของจีนจากการหยุดชะงักในไตรมาส 1/20 จะถูกลดทอนลงอย่างมากจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกและการเติบโตประจำปีจะต่ำกว่า 2%

เนื่องจากเหตุการณ์ COVID-19 ไม่รู้จะจบตรงไหน จบเมื่อไร จะจบอย่างไร

จากบทวิเคราะห์ของ ING  ผมตัดมาเฉพาะ Worst Case  Scenario  เหตุการณ์การที่แย่ที่สุด

ปรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid สำหรับ Q2-2020 รับ Global Recession

แย่ที่สุดเหตุการณ์อาจจะลากยาวไปถึงต้นปี 2021 ก็ได้  ดังนั้นความเสี่ยงยังคงมีอยู่แม้ทุกรัฐบาลพร้อมใจกันกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ความเสี่ยงขาลงยังคงมีอยู่ ดังนั้น จึงขอปรับพอร์ตเพื่อความปลอดภัย ดังนี้

ปรับพอร์ต

ปรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid สำหรับ Q2-2020 รับ Global Recession

1) ลดสัดส่วนหุ้นจาก 50% เป็น 35%

โดยไปเพิ่มสัดส่วนใน PHATRA MP ซึ่งอยู่ใน Money Market ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของไทย

2) สลับเปลี่ยนกองทุน TMBGQG และ ASP-ASIAN ไปเป็น ONE-UGG-RA

ปรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid สำหรับ Q2-2020 รับ Global Recession

Performance YTD จากวันที่ 2-1-2020 ถึง 3-4-2020
ที่มา: FINNOMENA

ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ตั้งแต่ต้นปี กองทุน ONE-UGG-RA แข็งแกร่งกว่าตลาดมาก  YTD ติดลบไปแค่ -1.99%   Sharpe Ratio 0.78 เทียบกับ TMBGQG 0.68  ขนาดที่กองทุนอื่น ๆ ติดลบเกิน 20% กันหมด

ดูรายละเอียดกองทุนเพิ่มเติม

สัดส่วนการลงทุนเปรียบกับ TMBGQG, ASP-ASIAN และ ONE-UGG-RA

ปรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid สำหรับ Q2-2020 รับ Global Recession

สัดส่วนแต่ละ Sector

ปรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid สำหรับ Q2-2020 รับ Global Recession

ที่มา: Morningstar Thailand 

อย่างไรก็ตามความผันผวนยังคงจะมีต่อเนื่องตราบ COVID-19 ยังมีอยู่  ผมมีบทความจาก PIMCO เรื่อง The Benefits of Staying Invested  เป็นข้อคิดในเรื่องการลงทุนระยะยาว ในยามตลาดผันผวน

ปรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid สำหรับ Q2-2020 รับ Global Recession

PIMCO พบว่านักลงทุนจะมีความกังวลต่อการตกของหุ้นก็จะเทขายกองทุนที่ถือไว้ออกมา และจะทำการเข้าซื้อคืนเมื่อตลาดพลิกกลับตัวเป็นขาขึ้น                

จากรูป ถ้าจัดพอร์ตการลงทุนแบบ 60% / 40%  โดยนักลงทุนเริ่มลงทุน  100,000  ปรากฏว่า พอร์ตขึ้นไปแล้วถึงเกือบ 120,000 หลังจากนั้นตลาดหุ้นตกลงอย่างเร็วทำให้การลงทุนเหลือ  90,000  นักลงทุนเริ่มทนไม่ไหว ขายทิ้ง พอตลาดหุ้นกลับมา นักลงทุนเริ่มกลับมาลงทุนใหม่ ณ ราคาที่ 90,000 ปรากฏว่า เมื่อเวลาผ่านไป เงินจะเพิ่มเป็น 93,320 เทียบกับ 111,694 ถ้าไม่ได้ขายทิ้ง

ดังนั้นถ้านักลงทุนสามารถรับความเสี่ยงได้ ถ้ามีการกระจายพอร์ตการลงทุนหลากหลายสินทรัพย์  จัดพอร์ตตามเป้าหมายการลงทุน นักลงทุนก็ไม่จำเป็นต้องรีบตัดขาดทุน ผมจะทำการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับเปลี่ยนถ้าจำเป็น ขอให้ทุกท่านปลอดภัย

Wealthguru

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT


เริ่มลงทุนเพื่อเกษียณด้วยพอร์ตลงทุนแบบ Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้เงินสร้างความมั่งคั่งในอนาคต สามารถดูรายละเอียดและลงชื่อรับบริการได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/port/wealthguru/

พอร์ตเก็บเงินก้อนเพื่อลูก และเพื่อเกษียณโดย WealthGuru

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

EP 12 : เราผ่านจุดที่เลวร้ายที่สุดไปแล้ว จริงหรือ? – THE MARKET PODCAST

FINNOMENA Podcast

THE MARKET PODCAST EP 12 : เราผ่านจุดที่เลวร้ายที่สุดไปแล้ว จริงหรือ?

https://soundcloud.com/finnomena/ep-11-the-market-podcast

“THE MARKET PODCAST” รายการที่ไม่ใช่แค่เล่าข่าว แต่เป็นการเจาะข่าว เจาะประเด็น เพื่อให้นักลงทุนรู้ก่อนเทรด!

ดำเนินรายการโดย คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือ Mr.Messenger เจ้าของเพจ Sinthorn


พิเศษ! สำหรับใครที่สนใจเปิดบัญชีลงทุนครั้งแรกกับ FINNOMENA เรามีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับชาว Podcast

เพียงโหลดแอป FINNOMENA มาเพื่อเปิดบัญชี แล้วใส่ Code #PODCAST100 รับไปเลยหน่วยลงทุน TMBTM มูลค่า 100 บาท ฟรี! อ่านเงื่อนไขรายละเอียดการรับสิทธิ์ได้ที่ : finno.me/podcast100


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

ผู้ถือหุ้น Zoom ฟ้องบริษัทปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้บริการ

FINNOMENA Reporter

บริษัท Zoom Video Communications Inc ซึ่งเป็นผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน Zoom สำหรับการประชุมทางไกล ได้ถูกผู้ถือหุ้นรวมตัวกันฟ้องร้องแบบหมู่คณะ โดยกล่าวหาว่าบริษัทได้ปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัย และการรักษาความเป็นส่วนตัวในการให้บริการการประชุมทางไกล

  • นายไมเคิล ดริว ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น Zoom ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแคลิฟอร์เนีย โดยอ้างว่า ความกังวลเกี่ยวกับช่องโหว่ด้านความปลอดภัย และการรักษาความเป็นส่วนตัวของ Zoom ได้ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัท และกระทบต่อผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
  • ขณะที่ยอรมนี และไต้หวันกำลังหลีกเลี่ยงการใช้งานแอพการประชุมทางไกลผ่านวิดีโอของรัฐบาลเนื่องจากความกังวลว่าอาจมีความเสี่ยงที่จะใช้งาน
  • ทั้งนี้ราคาหุ้น Zoom ได้ร่วงลงในระยะนี้ แต่ก็ยังพุ่งขึ้น 67% นับตั้งแต่ต้นปีนี้

ที่มา : https://www.cultofmac.com/700121/germany-and-taiwan-crack-down-on-zoom-use-by-officials/

เรย์ ดาลิโอ เชื่อ โลกกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ แนะควรจัดพอร์ต ไม่ใช่ถือเงินสด!

FINNOMENA Reporter

เรย์ ดาลิโอ ให้ความเห็นในรายการ Ted Connects ว่าเรากำลังเผชิญกับภาวะถดถอยครั้งใหญ่ เช่นเดียวกับมหาวิกฤตปี 1930 ซึ่งจะต้องใช้เวลาหลายปีในการฟื้นฟูทั้งภาคการเงิน และเศรษฐกิจ

  • ซึ่งเรย์ เชื่อว่า ระบบการเงินจะเปลี่ยนไป โดยเราจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และปรับโครงสร้างระบบการเงินของเรา ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเพื่อฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง
  • ทั้งนี้เรย์ ได้เผยว่า กุญแจสู่ความสำเร็จของนักลงทุน คือ “การรู้จักกระจายความเสี่ยง และปรับสมดุลพอร์ต” เขากล่าวว่า ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักลงทุน คือการคิดว่าการถือเงินสดในสถานการณ์แบบนนี้เป็นสิ่งที่ดี “เงินสดมักเป็นการลงทุนที่เลวร้ายที่สุดเสมอ”
  • อย่างไรก็ตาม เรย์ ได้กล่าวชื่นชมรัฐบาลจีน ในการจัดการแก้ปัญาหาไวรัสโคโรนา ซึ่งยกย่องการกระทำของจีนนั้น ถือเป็นการจัดการกับวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ทั้งนี้เรย์ ดาลิโอ ได้มอบเงิน 10 ล้านดอลลาร์ให้แก่จีนเพื่อต่อสู้กับโรคโคโรนาไวรัสในเดือนกุมภาพันธ์ และ 4 ล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลือรัฐคอนเนตทิคัตในช่วงวิกฤต

ที่มา : https://www.forbes.com/sites/alexandrasternlicht/2020/04/08/ray-dalio-were-heading-into-a-great-depression/#32c7709d7c83

ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 779.71 จุด รับความหวังสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น

FINNOMENA Reporter

ดัชนีดาวโจนส์ ปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ โดยได้แรงหนุนหลังจากผู้อำนวยการสถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐ คาดการณ์ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะพลิกผันดีขึ้นหลังผ่านพ้นสัปดาห์นี้

  • นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากหุ้นกลุ่มธุรกิจสุขภาพที่พุ่งขึ้น หลังนายเบอร์นี่ แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกรัฐเวอร์มอนต์ ประกาศถอนตัวจากการแข่งขันเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ
  • รวมถึงได้รับปัจจัยบวกจากรายงานการประชุมของเฟดประจำเดือนมี.ค.ซึ่งระบุว่า คณะกรรมการเฟดยืนยันว่าจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.00-0.25% จนกว่าเฟดมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
  • ทั้งนี้นักลงทุนยังคงจับตาข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมี.ค., ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนเม.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน, สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนก.พ. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมี.ค.

ที่มา : https://economictimes.indiatimes.com/markets/stocks/news/dow-jones-opens-higher-on-hopes-us-outbreak-nearing-peak/articleshow/75050513.cms

Club Fund Day SS2 – Ep 3 : เรื่องภาษีที่นักลงทุนกองทุนต้องรู้ อัปเดตปี 2020

FINNOMENA Podcast

เข้าสู่ช่วงเทศกาลการจ่ายภาษีกันอีกแล้ว ปีนี้กรมสรรพากรยืดระยะจ่ายภาษีไปจนถึงวันที่ 31 ส.ค. จากปกติที่ให้ยื่นถึง 31 มี.ค. เนื่องมาจากภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ที่ทำให้เศรษฐกิจซบเซา การเลื่อนการยื่นภาษีออกไปน่าจะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายในระบบให้มากขึ้น

รายการ Club Fund Day ตอนที่ 3 นี้เลยอยากจะมาพูดถึงเรื่องภาษีกันหน่อย ว่าถ้าเราเป็นนักลงทุน มีรายได้จากการลงทุน เราต้องเสียภาษีหรือไม่อย่างไร แล้วก็เป็นการย้ำเรื่องกฎหมายภาษีที่อัปเดตใหม่ช่วงเดือนสิงหาคมปีที่แล้วด้วย

สำหรับใครที่สะดวกฟังพอดแคสต์สามารถกดฟังที่ลิงก์ต่างๆ ด้านบนได้ ส่วนใครที่ถนัดอ่าน สามารถอ่านสรุปประเด็นสำคัญด้านล่างได้เลยครับ

สรุปประเด็นเรื่องภาษีที่นักลงทุนกองทุนต้องรู้ อัปเดตปี 2020

  1. เงินได้จากการลงทุนที่ต้องเอาไปเสียภาษี มีแค่ “เงินปันผล (Dividend)” เท่านั้น กำไรจากการซื้อขาย (Capital Gain) ไม่ต้องเสียภาษี
  2. ก่อนหน้าที่จะมีอัปเดตเรื่องภาษีเกี่ยวกับกองทุนเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 เงินปันผลจากกองทุนสามารถเลือกได้ว่าจะหักภาษี ณ ที่จ่ายเลย 10% หรือจะไม่หักแล้วไปยื่นภาษีเองตอนสิ้นปี และยื่นเป็นเงินได้ประเภทที่ 8
  3. ทีนี้ตั้งแต่ 20 สิงหาคม 2562 มีอัปเดตเรื่องภาษีกองทุนอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน
  4. เรื่องแรก คือ เราเลือกไม่ได้แล้วว่าจะให้หักภาษี ณ ที่จ่ายเลยหรือไปยื่นเอง หลังจากนี้เงินปันผลจากการลงทุนกองทุนจะถูกหัก ณ ที่จ่ายทันที 10%
  5. เหตุผลเพราะว่าจากกฎหมายมีการเปลี่ยนให้กองทุนรวมเปลี่ยนสถานะไปเป็นนิติบุคคล ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีให้รัฐเหมือนกัน
  6. เงินปันผลจากกองทุนรวมทุกประเภทโดนหัก 10% เหมือนกันหมด ยกเว้นกองทุนรวมตราสารหนี้ (เดี๋ยวมีอธิบายต่อว่าทำไม)
  7. เงินปันผลที่โดนหักภาษีไปแล้ว จะไปยื่นภาษีตอนสิ้นปีหรือไม่ยื่นก็ได้ ต้องลองคำนวณดูว่าถ้ายื่นแล้วมีสิทธิ์ได้เงินคืนภาษีหรือไม่
  8. เวลายื่นรายได้จากปันผล เปลี่ยนเป็นยื่นเงินได้ประเภทที่ 4 จากเดิมที่ต้องยื่นเป็นเงินได้ประเภทที่ 8
  9. เอกสารการหักภาษีจากเงินปันผลที่เอาไว้ใช้ยื่นภาษี จะออกโดยที่ที่เราซื้อกองทุนนั้นๆ เช่น ซื้อที่ FINNOMENA ก็ออกโดย FINNOMENA ซื้อที่ บลจ. ก็ออกโดย บลจ.
  10. เรื่องอัปเดตเรื่องที่สอง กองทุนรวมที่ไปลงทุนในตราสารหนี้ ผลตอบแทนที่ได้จากตราสารหนี้ต่างๆ จะถูกหักภาษี 15%
  11. จุดนี้จะสังเกตว่ากองทุนเป็นคนโดนหักภาษีไปแล้ว เงินปันผลที่ได้จากกองทุนรวมตราสารหนี้จึงไม่ต้องถูกหักภาษีอีก
  12. แต่ผลตอบแทนของกองทุนรวมตราสารหนี้นั้นอาจจะลดลง เพราะโดนหักภาษีเพิ่ม
  13. ข้อควรระวัง คือ กรณีกองทุนรวมผสม (กองทุนที่ลงทุนในหลายสินทรัพย์ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ผสมกัน) ผลตอบแทนที่กองทุนได้จากตราสารหนี้จะโดนหัก 15% แถมตอนได้ปันผลมาเราก็จะโดนหักอีก 10% เป็นการโดนหักซ้ำซ้อน
  14. ดังนั้นคนที่กังวลช่วงนี้อาจจะเลี่ยงการซื้อกองทุนรวมผสมที่จ่ายปันผลไปก่อน
  15. สำหรับคนที่ลงทุนหุ้นปันผล ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง เงินปันผลโดนหัก ณ ที่จ่ายเหมือนเดิม 10% และสามารถยื่นเครดิตปันผลเพื่อขอเงินคืนภาษีได้ (อ่านเพิ่มเติมเรื่องเครดิตปันผลได้ที่ https://www.finnomena.com/z-admin/dividend-tax/)
  16. สรุปโดยรวม ผู้ที่ลงทุนกองทุนที่ไม่จ่ายปันผล ไม่ได้รับผลกระทบอะไร ส่วนผู้ที่ลงทุนกองทุนที่จ่ายผลจะโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายโดยอัตโนมัติ 10% สิ้นปีไม่ต้องนำรายได้ตรงนี้ไปยื่นก็ได้ หรือถ้าจะยื่นต้องลองคำนวณก่อนว่าเรามีสิทธิ์ได้เงินคืนภาษีหรือไม่

อ่านบทความฉบับเต็มเรื่องการจัดเก็บภาษีนักลงทุนได้ที่ https://www.finnomena.com/mr-messenger/ratchakitcha-20-8-19/


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

สรุป LIVE A. Stotz ตลาดหุ้นลงลึกได้แค่ไหน

Mr. Serotonin

สรุป LIVE ที่ออกอากาศเมื่อวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2563 ได้คุณ Andrew Stotz เจ้าของพอร์ต All Weather Strategy มาให้มุมมองเกี่ยวกับตลาดหุ้นและภาพรวมสินทรัพย์ต่าง ๆ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากรู้ว่าตลาดหุ้นจะลงไปได้อีกแค่ไหนและใช้เวลาเท่าไร ถือว่าพลาดไม่ได้เลยครับ ถ้าพร้อมแล้วก็อ่านไปพร้อม ๆ กันได้เลย!

“โรคระบาด” กับ “เศรษฐกิจ” มีความสัมพันธ์กันแบบไหน?

ได้เปรียบเทียบว่าตอนนี้โลกของเรากำลังเผชิญกับทางเลือกทางใดทางหนึ่งและมีความสัมพันธ์เชิงลบซึ่งกันและกัน

โดยได้นำระหว่าง ความกลัวโรคระบาด กับ การพังทลายของเศรษฐกิจ มาเปรียบเทียบ

ณ ตอนนี้เรากำลังเผชิญกับ ความกลัวในเรื่องโรคระบาด จึงทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว แต่สุดท้ายความกลัวเหล่านั้นจะหายไป และเศรษฐกิจก็จะกลับมาได้อีกครั้ง

ช่วงเวลานี้จึงเปรียบดั่งช่วงเวลาแห่งความกลัว ความไม่ไว้ใจ และการกล่าวโทษผู้อื่น

เจาะลึกปัญหาหนี้และดอกเบี้ยติด 0 ไทยกับสหรัฐฯ จะเป็นอย่างไรต่อไป

คุณแอนดรูว์มองว่าตอนนี้เรากำลังเจอปัญหาอัตราดอกเบี้ยติด 0 และทุกคนก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องผิดปกติมาก ๆ และอย่างที่เรารู้กันว่าอัตราดอกเบี้ยเป็นตัวผลักดันสิ่งต่าง ๆ ให้เติบโต (อัตราการกู้ตํ่าคนกู้มากขึ้นเศรษฐกิจจึงขยายตัว) แต่เมื่อมันมาอยู่ที่ 0 ก็หมายถึงว่ามันไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป

นอกจากปัจจุบันหนี้ภาครัฐในสหรัฐฯ ยังอยู่ในจำนวนที่สูงมาก และอาจจะส่งให้เกิดปัญหาในเรื่องของค่าเงิน โดยตอนนี้สภาพคล่องดอลลาร์ในอเมริกากำลังขาด จึงทำให้ดอลลาร์พุ่งสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผลจากการขาดสภาพคล่องที่ว่า ทำให้รัฐบาลต้องพิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมากและอาจทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลงในตอนจบ

โดย ณ ปัจจุบัน หากตีเป็นตัวเลขคร่าว ๆ ทาง Fed ได้ออกแพ็กเกจกระตุ้นที่ราว ๆ $6 trillion dollars โดยแบ่งเป็น $2 trillion จากรัฐ และ 6 จากทาง Fed ซึ่งหากหารด้วยจำนวนประชากรในอเมริกาที่ 350 ล้านคน จะเท่ากับว่าประชาชนแต่ละคนได้เงินกระตุ้นที่ $17,000 ต่อคน และหากแบ่งเป็นครอบครัว ครอบครัวละ 4 คน จะเท่ากับว่าแต่ละครอบครัวถูกผลักดันให้มีหนี้เพิ่มขึ้น $68,000 ต่อครอบครัว และด้วยปริมาณเงินในระบบที่เพิ่มขึ้น เช่นนี้อาจทำให้เรามุุ่งไปสู่ปัญหาดอลลาร์อ่อนค่าในอนาคต

แต่ในไทยไม่ได้ทำง่ายขนาดนั้น เพราะ เรามีต้นทุนหากเราจะพิมพ์เงิน เช่น ต้องมีทองคำหรือดอลลาร์สำรอง ต่างจาก Fed ที่พิมพ์เงินได้เรื่อย ๆ ซึ่งสำหรับ Fed มันง่ายมาก ๆ นอกจากนั้นการสนับสนุนจากรัฐบาลจะโฟกัสที่ธุรกิจใหญ่เป็นหลักและธุรกิจขนาดเล็กจะพังลง

วิกฤติครั้งนี้จะแย่กว่าครั้งก่อนไหม

คำตอบคือทั้งใช่และก็ไม่

ใช่ คือ มันส่งผลเป็นวงกว้างทั่วโลก

ไม่ คือ หากตัวเลขผู้ติดเชื้อผ่านจุดสูงสุด การฟื้นตัวจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

QE ของ Fed ช่วยอะไรได้ไหม?

สรุป LIVE A. Stotz ตลาดหุ้นลงลึกได้แค่ไหน

จากภาพจะเห็นได้ว่าไม่ได้ช่วยอะไรนักถึงแม้จะมีการลดดอกเบี้ย รวมถึงการทำ REPO 

ต่างชาติเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

สรุป LIVE A. Stotz ตลาดหุ้นลงลึกได้แค่ไหน

จากจุดพีคที่ 34.4% ของทั้งหมด โดยทางจีนลดการถือครองลงจาก 26% เป็น 16% และทางญี่ปุ่นการถือครองลดลงจาก 37% เป็น 17% คำถามต่อไปก็คือแล้วใครเป็นผู้ซื้อต่อ? คำตอบก็คือทาง Fed นั่นเอง

Debt to GDP (หนี้สินต่อ GDP)

สรุป LIVE A. Stotz ตลาดหุ้นลงลึกได้แค่ไหน

ในสหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นสูงถึง 180% และอาจพุ่งสูงเท่าญี่ปุ่น โดยมีสาเหตุหลักมาจากการกู้ยืม และการที่ภาครัฐใช้จ่ายงบ บวกกับ GDP ที่คาดว่าจะลดลง โดย GDP อาจลดลงได้ถึง 25-30% จากการคาดการณ์โดย Goldman Sachs

ทางไทยหนี้ต่อครัวเรือนนั้นอยู่ในระดับสูง แต่หนี้ภาครัฐยังน้อยอยู่ ดังนั้นมาตรการกระตุ้นทางการคลังยังมีพื้นที่เล่นอีกมาก 

สรุปโดยรวมประเทศที่พัฒนาแล้วมีหนี้ในระดับสูง กลับกันกับประเทศกำลังพัฒนาที่ทางรัฐยังมีหนี้ต่อ GDP น้อยอยู่

ทำไมทองถึงลง?

คนขายมาถือเงินสดในยามวิกฤติเบื้องต้น และเมื่อสถานการณ์เริ่มดีขึ้นคนจะกลับมาถือทอง

Correlation (ความสัมพันธ์) ของทองกับ ตลาดหุ้น เหมือนไม่มี correlation อยู่ระหว่าง +10 -10 (สังเกตได้จากภาพด้านล่าง) ดังนั้นในระยะยาวทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนสามารถถือได้เมื่อตลาดหุ้นแพงเกินไป

สรุป LIVE A. Stotz ตลาดหุ้นลงลึกได้แค่ไหน

ทำไมไม่ถือทองให้เยอะขึ้นในภาวะเช่นนี้ เพราะ ราคาทองคาดเดาได้ยากจาก Correlation (ความสัมพันธ์) ที่อยู่ระหว่าง +10 และ -10 กับหุ้น (เหมือนไม่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน) นอกจากนั้นหุ้นถือเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนได้สูงที่สุดในระยะยาว จึงแนะนำให้ถือหุ้นเอาไว้บ้าง 

ตลาดหุ้นขึ้นหรือลงได้อีกนานแค่ไหน?

สรุป LIVE A. Stotz ตลาดหุ้นลงลึกได้แค่ไหน

ในยุคเศรษฐกิจบูมหลังวิกฤติเวลาจากจุดเริ่มต้นไปจุดพีคจะเฉลี่ยอยู่ที่ราว ๆ 1,000 วันครับ

ในขณะที่ จากจุดสูงสุดมายังจุดตํ่าสุดจะอยู่ที่ราว ๆ 500 วัน โดยจุดพีครอบนี้อยู่ที่เดือน กุมภาพันธ์ 2020 เท่ากับว่า ขาลงจะจบลงที่ราว ๆ เดือน กรกฎาคม 2021 ถ้าเราอิงจากค่าเฉลี่ยในอดีต

โดยรวมตลาดหุ้นวิ่งมาทั้งหมด 4,000 วัน ซึ่งถูกดันขึ้นไปโดยการลดดอกเบี้ยให้ตํ่ามาก ๆ และการลดภาษีต่าง ๆ ซึ่งการทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการให้สารเสพติด กับผู้ติดยา คล้าย ๆ กับเฮโรอีน ซึ่งผลของมันก็คือยิ่งตลาดดันขึ้นไปสูงมากเท่าไร เวลาร่วงก็จะร่วงแรงขึ้นเท่านั้น

ดัชนี S&P 500 (ตลาดอเมริกา) ลงได้อีกแค่ไหน?

สรุป LIVE A. Stotz ตลาดหุ้นลงลึกได้แค่ไหน

ขาขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 77% โดยขาลงมีการลงเฉลี่ยที่ 44% โดยในรอบนี้คุณแอนดรูว์มองว่า ในกรณีดีสุดตลาดจะลงมา 40% ในกรณีกลาง ๆ ตลาดจะลงมาที่ 60% และในกรณีแย่ที่สุดตลาดจะลงมา 80% ถือว่าหนักหนาเอาการมากครับ

Price to Book  Ratio (ราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี) ลดลงได้แค่ไหน?

สรุป LIVE A. Stotz ตลาดหุ้นลงลึกได้แค่ไหน

อธิบายเพิ่มเติมสักนิด Price to book ratio คือ ใช้สำหรับเปรียบเทียบราคาหุ้นกับมูลค่าทั้งหมดของบริษัท โดยหากมูลค่าของบริษัทลดลงตามราคาไปด้วยก็จะสะท้อนให้เห็นว่า พื้นฐานทางการเงินของบริษัทนั้น ๆ เริ่มอ่อนแอ

จากการคาดการณ์ในกรณีดีที่สุด Price to book ratio ลดลงได้ 40% ในกรณีกลาง ๆ ลงได้ 60% และแย่สุดที่ 80% เช่นกันครับ 

สรุปการคาดการณ์ทั้งหมดจากคุณ A. Stotz

การคาดการณ์เชิงลบ

  • ตลาดหุ้นขึ้นไปเยอะมาก และจะลงแรงเช่นกัน
  • เปรียบคนไข้เหมือน (ตลาดหุ้นอมเริกา)  ที่ถูกกระตุ้นเกินขนาดโดยอัตราดอกเบี้ยตํ่า (ยา)
  • เศรษฐกิจจะถดถอย โดยสังเกตได้จากอัตราการว่างงานจำนวนมาก
  • อเมริกามีความเสี่ยงในด้านของค่าเงิน หลังทางรัฐพิมพ์เงินออกมาจำนวนมาก
  • Supply chain ที่ถูกตัดขาดจะทำให้ผู้คนตื่นตระหนกมากขึ้น เช่น ไปซื้ออาหารและไม่เจออาหาร ผู้คนจะตีความสถานการณ์ไปในเชิงลบ แต่ในไทยยังถือว่าดีที่มีคนกลับภูมิลำเนา ทำให้แรงกดดันในกรุงเทพลดลง
  • ปัญหาสภาพคล่อง แบงก์อาจจ่ายเงินผู้ฝากเงินไม่ได้ เนื่องจากภาวะอัตราดอกเบี้ยตํ่า

การคาดการณ์เชิงบวก

  • บริษัทต่างๆ แข็งแกร่งกว่าในอดีตมากปรับตัวได้ไว
  • มาตรการกระตุ้นจากภาครัฐและการเงินจำนวนมาก
  • การระบาดของเชื้ออย่างก้าวกระโดดจะลดลง เพราะ มีการทดลองและป้องกันต่างๆ ออกมา จากนั้นผู้คนจะปรับตัวกลับมาได้เหมือนเดิม เช่น วิกฤติครั้งอื่น ๆ

สรุปมุมมองหลักพอร์ต All Weather Strategy จาก A. Stotz

  • ถือหุ้นระยะยาว และลด drawdown (การสูญเสีย) ให้ได้น้อยที่สุด
  • พอร์ต All weather strategy มี Drawdown (การสูญเสีย) น้อยมากหากเทียบกับ SET index และ ดัชนีตลาดหุ้นอเมริกา
  • ในระยะยาวคุณแอนดรูว์วิเคราะห์ว่าไม่มีสินทรัพย์ได้ที่ให้ผลตอบแทนได้สูงเท่าหุ้น

พอร์ต All Weather Strategy ทำ DCA ได้ไหม?

ภาพด้านบนเป็นการเปรียบเทียบระหว่างการลงเงินไปทั้งหมดทีเดียวที่จุดสูงสุดของตลาดหุ้นกับการทำ DCA จากจุดสูงสุดของตลาดหุ้น จะสังเกตได้ว่าผลตอบแทนนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยหากเราใส่เงินไปรวดเดียวทั้งหมดช่วงวิกฤติดอทคอม เราจะมีผลตอบแทนติดลบถึง -11% ต่างกับการ DCA ที่เราจะได้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 12%

และด้วยเหตุผลข้างต้นนี้เอง คุณแอนดรูว์จึงแนะนำว่าหากลงทุนในพอร์ต All weather strategy เราควรที่จะมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในระยะยาวมากกว่าการใส่เงินลงไปทั้งหมดทีเดียว โดยอาจจะแบ่งเงินลงทุนเป็นงวด ๆ ทุก ๆ เดือน

Mr.Serotonin


**สนใจลงทุนพอร์ต All Weather Strategy พอร์ตกองทุนรวมจัดโดย Andrew Stotz ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาว ในขณะที่ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงภาวะตลาดขาลง หากสนใจดูข้อมูลและลงทุนในพอร์ตนี้ สามารถคลิกที่นี่ https://www.finnomena.com/port/andrew/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลยครับ

ทำไม “ทองคำ” ถึงไม่ใช่สิ่งที่ตลาดต้องการที่สุดในวิกฤติครั้งนี้

DR.JITIPOL PUKSAMATANAN
ทำไม “ทองคำ” ถึงไม่ใช่สิ่งที่ตลาดต้องการที่สุดในวิกฤติครั้งนี้

Gold is money everything else is credit” เป็นคำพูดที่เจพีมอร์แกน ผู้ก่อตั้งกลุ่มการเงินที่ใหญ่ที่สุดของโลก เคยกล่าวไว้ในปี 1912

แต่ ทำไมในช่วงที่ตลาดการเงิน “ร้อนเงิน” ที่สุด “ทองคำ” กลับไม่ใช่สิ่งที่ตลาดต้องการที่สุด

เชื่อไหมครับ คำถามนี้เกิดขึ้นทุกครั้งช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ และแม้ผมจะเคยชวนคุยกันไปปลายปีที่แล้ว กับบทความเรื่อง “ความจริงและความเชื่อในทองคำ” ว่าการถือทองคำในพอร์ต ไม่ได้กระจายความเสี่ยงมาก และทองคำก็มีสถานะเพียงสินทรัพย์ป้องกันดอกเบี้ยต่ำที่ไม่สามารถทดแทนเงินดอลลาร์ได้เมื่อเศรษฐกิจมีปัญหา

เมื่อเข้าเขตเศรษฐกิจถดถอยจริง บทบาทของทองคำในตลาดการเงินก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นอีก และเพียงแค่ไม่กี่วันที่ผ่านมา เราก็ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากการเคลื่อนไหวของทองคำ ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นประโยชน์กับนักลงทุนทั้งที่มีและไม่มีสินทรัพย์นี้

โดยเรื่องแรกที่ต้องย้ำกันอีกครั้งคือ Risk Off ไม่ใช่ Gold On เสมอไป

ช่วงที่เราควรจะปักหมุดเอาไว้ในปฏิทินก็คือวันที่ 12-16 มีนาคม 2020 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นปรับตัวลงและขึ้นในวันเดียวแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2008 นักลงทุนรีบหนีเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย กดให้บอนด์ยีลด์สหรัฐตั้งแต่หนึ่งไปจนถึงสิบปีปรับตัวลงต่ำกว่า 1% พร้อมกันทั้งหมด ก่อนที่เฟดจะประชุมฉุกเฉินและลดดอกเบี้ยลงเหลือ 0.00-0.25% ทันที แต่ทองคำกลับเจอเทขายหนักในทั้ง 3 วันนั้น เหตุผลที่ตลาดใช้ในการตัดสินใจคือ “ขาดสภาพคล่อง” และ “ขายทำกำไร”

สิ่งที่เราควรทำอย่างแรก จึงควรรู้จักปล่อยวางความเชื่อในตลาดปรกติไปก่อน เพราะในภาวะวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์แบบไหน หรือแม้ความสัมพันธ์จะแข็งแกร่งเพียงใด เมื่อตลาดต้องการแต่ “เงิน” อะไรก็ตามที่ไม่ใช่เงินตรง ๆ ก็ต้องยอมหลีกทางก่อน

และนอกจากนั้น ถึงจะไม่ใช่วันที่ผันผวนที่สุด ทองคำไม่ได้เป็นสินทรัพย์ที่อยู่กับร่องกับรอยที่สุดในช่วงต้นของเศรษฐกิจถดถอย

ย้อนกลับไปช่วงต้นของวิกฤติครั้งก่อน เดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน 2008 ทุกคนหวังว่าขนาดของนโยบายการเงินน่าจะสามารถดันตลาดทองคำที่ให้สูงขึ้นได้เช่นกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นกลับสวนทาง เมื่อความผันผวนปรับตัวขึ้นแตะระดับ 80% และหุ้นสหรัฐปรับตัว 41% ราคาทองคำกลับปรับตัวลงตามด้วยถึง 28%

ถ้าเทียบกับในปัจจุบันนับตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์เป็นต้นมา จะเห็นว่าทุกอย่างตัวเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นดอลลาร์ที่แข็งค่า ความผันผวนที่สูง หรือหุ้นที่ปรับตัวลง ต่างกันที่ครั้งนี้ที่ทองคำยังยืนได้ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าเกิดจากราคาที่ปรับตัวขึ้นมาก่อนหน้า หรือเงินในระบบสูงขึ้นเร็วกว่าเดิม หรือยังไม่ถึงเวลาที่ทองจะร่วง แต่ที่สำคัญคือจำนวนเหตุการณ์เศรษฐกิจถดถอยแบบนี้มีไม่มาก และไม่มีใครสามารถบอกทิศทางของทองคำซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจโดยตรงได้อย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้นจึงน่าจะดีกว่าที่เราจะเลือกไปลงทุนหรือเก็งกำไรในสินทรัพย์อื่น ในช่วงการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลกครั้งนี้

และสุดท้าย นอกจากจะดูแนวโน้มเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในตลาดการเงินแล้ว เมื่อเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยจริง ก็ต้องดูความถูกหรือแพงให้เป็นด้วย

สิ่งที่ผมใช้ดูประกอบคือ Gold-Oil Ratio และ Gold-Copper Ratio ซึ่งใช้บอกความถูกแพงของทองคำเมื่อเทียบได้เป็นหน่วยการซื้อสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ

ตัวแปรหลักที่ใช้ประเมินปริมาณความต้องการ (Demand) คือดัชนีฟิวเจอร์หนึ่งปีข้างหน้าของราคาทองแดง ส่วนฝั่งการผลิต  (Supply) สามารถเทียบด้วยตัวแปรอย่างดัชนีฟิวเจอร์ของราคาน้ำมัน

โดยถ้ามองย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1988 และหาสัดส่วนราคากับทั้งสองตัวแปรนี้ จะพบว่าราคาทองคำโดยเฉลี่ยแล้วจะซื้อขายราว 4 เท่าของราคาทองแดง และราว 20 เท่าของราคาน้ำมัน ซึ่งถ้าคำนวณจากดัชนีดังกล่าวที่ราคาฟิวเจอร์ทองแดงและน้ำมันปัจจุบันที่ 250 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ปอนด์ และ 40 ดอลลาร์/บาร์เรล จะพบว่าราคาทองที่เกินกว่า 1000 ดอลลาร์/ออนซ์ ถือว่า “แพง” กว่าพื้นฐานสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ อยู่มากเกินไป จึงมีความเป็นไปได้ที่เราจะเห็นทองคำถูกขายทำกำไรหนักเมื่อสินทรัพย์ในกลุ่มปรับตัวลงอย่างรวดเร็วด้วย

สรุปได้ว่า แม้เราจะเข้าใจความสัมพันธ์ของราคาทองคำกับแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐหรือมุมมองความเสี่ยงของนักลงทุน เมื่อภาวะวิกฤตมาถึงก็ต้องระวังไว้ด้วยว่าความสัมพันธ์เหล่านี้ก็อาจพังทลายลงได้ทันทีที่ตลาดต้องการเงินและสนใจแต่เรื่องความถูกหรือแพงของแต่ละสินทรัพย์

หลังทุกอย่างคลี่คลาย ผมถึงจะกลับมาดูทองคำใหม่ และสำหรับใครที่ชอบซื้อทอง ก็ต้องเตือนสติตัวเองไว้เสมอด้วยว่า “นี่เป็นการเก็งกำไรไม่ใช่การลงทุน” ไม่ว่าเราจะชอบคำนิยามนี้หรือไม่ก็ตาม

ทำไม “ทองคำ” ถึงไม่ใช่สิ่งที่ตลาดต้องการที่สุดในวิกฤติครั้งนี้

Gold-Oil Ratio (เส้นขาว แกนซ้าย) และ Gold-Copper Ratio (เส้นน้ำเงินแกนขวา)
ที่มา: Bloomberg and SCB Securities

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์

ACAP ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ 2 รุ่น

FINNOMENA Reporter

ACAP แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่าตามที่หุ้นกู้ของบริษัทรุ่น ACAP190A และรุ่น ACAP207A ครบกำหนดชำระดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 นั้น บริษัทไม่สามารถชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ได้

  • จึงเป็นเหตุให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในข้อกำหนดว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ออกหุ้นกู้และผู้ถือหุ้นกู้
    อย่างไรก็ตามผลของการผิดนัดชำระดอกเบี้ยครั้งนี้มูลหนี้ดอกเบี้ยรวมกันไม่เกิน 500 ล้านบาท จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการผิดนัดชำระหุ้นกู้รุ่นอื่นๆที่เหลือ
  • ทั้งนี้เหตุของการผิดนัดชำระดอกเบี้ยครั้งนี้ เกิดจากบริษัทไม่ได้รับชำระเงินจากลูกหนี้เงินให้กู้ยืมตามที่ได้คาดการณ์ไว้ โดยมีลูกหนี้ 2 รายนี้ถูกชะลอการพิจารณาเงินกู้ อันเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศจากเหตุการณ์โควิด19
  • จึงทำให้ลูกหนี้เงินให้กู้ยืมทั้ง 2 รายนี้ยังไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่บริษัทได้ อย่างไรก็ตามบริษัทจะรีบจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ทันทีที่สถานะการณ์ประเทศเข้าสู่ภาวะปกติเพื่อแจ้งแผนการแก้ไขปัญหาหนี้หุ้นกู้ทั้งหมดของบริษัทฯ ต่อไป

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/875059

นักออมเฮ! “ครม.” ไฟเขียวขยาย คุ้มครองเงินฝาก 5 ล้านอีก 1 ปี

FINNOMENA Reporter

ที่ประชุมครม. มีมติให้ความเห็นชอบในการขยายระยะเวลาบังคับใช้วงเงินการคุ้มครองเงินฝาก จำนวน 5 ล้านบาท จากเดิมสิ้นสุด 10 ส.ค. 63 เป็นขยายระยะเวลาถึงวันที่ 10 ส.ค. 64

  • เนื่องมาจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโควิด ได้รับการประกาศจากองค์การอนามัยโลกให้เป็นภาวะการระบาดใหญ่ทั่วโลก
  • เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดจากการระบาดของไวรัสโควิด และรักษาความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงินไว้อันจะเป็นการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงต่อระบบสถาบันการเงินและระบบเศรษฐกิจโดยรวม
  • ทั้งนี้วงเงินคุ้มครองที่ 5  ล้านบาทต่อคนต่อสถาบันการเงิน ครอบคลุมผู้ฝากถึง  99.65% ของจำนวนผู้ฝากเงินทั้งระบบ

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/economic/767597

MONEY PLUS พักก่อน รอสวน สินทรัพย์เสี่ยงต่ำ ออกโดยภาครัฐ

Get Wealth Soon

ความกังวลของนักลงทุนจาก COVID-19 ทำให้เกิดแรงเทขายตราสารหนี้อย่างหนัก ส่งผลให้เกิดการขาดสภาพคล่อง ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จึงได้ออกมาตรการเพื่อเสริมสภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้ในไทย ซึ่งเป็นโอกาสดีสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ และสภาพคล่องสูง และด้วยเหตุผลทั้งหมด เป็นที่มาของพอร์ต MONEY PLUS ที่เกิดขึ้นมาในช่วงนี้ เรามาทำความรู้จักกับพอร์ตนี้กัน

พอร์ตพักเงินระยะสั้นที่ดี ควรเป็นอย่างไร?

  • ผล ถอนได้ทุกวัน รับเงินวันทำการถัดไป (T+1)
  • ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียง หรือ สูงกว่าเงินฝากประจำ
  • รับผลตอบแทนทุกวัน ไม่ต้องรอรอบดอกเบี้ยแบบเงินฝาก

พอร์ต MONEY PLUS คืออะไร?

MONEY PLUS คือ พอร์ตการลงทุนในกองทุนรวมความเสี่ยงต่ำ อย่างกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นในประเทศ ที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไม่ต่ำกว่า 80% ถูกออกแบบมาเพื่อนักลงทุนที่ต้องการ “พักเงิน ลดความเสี่ยง” จากสถานการณ์ความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลก โดยคาดหวังผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากประจำ*

*อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนเฉลี่ยสำหรับบุคคลธรรมดาของธนาคารพาณิชย์ 4 ธนาคารใหญ่ ก่อนหักภาษี ข้อมูล ณ วันที่ 2020-03-18

ทำไมพอร์ต MONEY PLUS ถึงควรลงทุนในช่วงนี้?

จากปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดความผันผวน ความกังวลของนักลงทุนจากเหตุการณ์นี้ ทำให้แม้แต่ตลาดตราสารหนี้เองก็เกิดแรงเทขายตราสารหนี้ในประเทศไทยไปกว่า 106,000 ล้านบาทนับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้ในไทย

จากปัญหานี้ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตรการรับมือกับปัญหาสภาพคล่อง โดยมีการอัดฉีดเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้ไทยไปกว่า 100,000 ล้านบาท ในช่วงวันที่ 13-19 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา

ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็มีมาตรการจัดตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องตลาดตราสารหนี้ไทยเช่นกัน ด้วยวงเงิน 70,000 – 100,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลดีต่อกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล จึงเป็นโอกาสดีสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ และสภาพคล่องสูง และด้วยเหตุผลทั้งหมด เป็นที่มาของพอร์ต MONEY PLUS ที่เกิดขึ้นมาในช่วงนี้

หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกกองทุนเข้าพอร์ต MONEY PLUS

  • อัตราผลตอบแทนรายสัปดาห์ไม่ติดลบ
  • กองทุนตราสารหนี้คุณภาพดี และมีอายุตราสารสั้น
    • Short Term Government Bond อายุเฉลี่ย 1.0-1.5 ปี
    • Money Market Government Bond อายุเฉลี่ยไม่เกิน 1 ปี
  • มีสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ไม่น้อยกว่า 80%
  • Size กองมากกว่า 10,000 ล้านบาทขึ้นไป
  • ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากประจำ*

*อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนเฉลี่ยสำหรับบุคคลธรรมดาของธนาคารพาณิชย์ 4 ธนาคารใหญ่ ก่อนหักภาษี ข้อมูล ณ วันที่ 2020-03-18

MONEY PLUS ลงทุนในอะไรบ้าง?

กองทุนที่ FINNOMENA แนะนำในพอร์ต MONEY PLUS ประกอบด้วย 2 กองทุน

  1. K-CASH สัดส่วน 50%
  2. PHATRA MP สัดส่วน 50%

เนื่องจากเป็นกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลมากกว่า 80% มีสภาพคล่องสูง และเข้าเกณฑ์การสนับสนุนสภาพคล่องของ ธปท. และ ก.ล.ต. อีกด้วย

PERFORMANCE

ที่มา : finnomena.com/fund ณ วันที่ 1 เมษายน 2563

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ของกองทุน K-CASH อยู่ที่ 1.39% และกองทุน PHATRA MP อยู่ที่ 1.36% ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ “ดีที่สุด” หมายความว่า ในการจัดอันดับกองทุนประเภทเดียวกัน 100 อันดับ 

ซึ่งกองทุน K-CASH และ PHATRA MP จัดอยู่ในลำดับที่ 1-5 จาก 100 กองทุน หรือ Percentile ที่ 1-5 นั่นเอง และทำผลตอบแทนได้ดีเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในกลุ่มในทุกช่วงเวลา

FINNOMENA 3D Diagram

ที่มา : finnomena.com/fund ณ วันที่ 1 เมษายน 2563

3D Diagram แสดงถึงข้อมูล 3 ด้าน คือ Past Performace (ผลตอบแทนของกองทุน), Risk Adjusted Return (ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยง), และ Maximum Drawdown (โอกาสที่จะขาดทุนสูงสุด)

“ยิ่งพื้นที่ในสามเหลี่ยมมาก ยิ่งเป็นกองทุนที่ดี”

กองทุน K-CASH และ PHATRA MP มี 3D Diagram ขนาดใหญ่และโดดเด่นทั้ง 3 ด้าน และมี Maximum Drawdown ปานกลาง เหมาะสมกับภาวะการลงทุนในปัจจุบัน

สัดส่วนการลงทุน

ที่มา : Fund Fact Sheet จาก https://www.kasikornasset.com/ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563

ที่มา : Fund Fact Sheet จาก http://www.phatraasset.com/ ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2562

สัดส่วนหลักที่กองทุน K-CASH และ PHATRA MP ถือคือพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งถืออยู่ที่ 88.72% และ 87.39% ตามลำดับ เป็นสัดส่วนที่มากกว่า 80% ของสินทรัพย์ทั้งหมด เพื่อเน้นความปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูง

ขนาดกองทุนรวม

ที่มา : finnomena.com/fund ณ วันที่ 1 เมษายน 2563

ณ วันที่ 1 เมษายน 2563 กองทุน K-CASH มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 40,000 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี (YTD) มีเงินไหลเข้ากองทุนประมาณ 28 ล้านบาท และกองทุน PHATRA MP มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 13,000 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี (YTD) มีเงินไหลเข้ากองทุนประมาณ 5.8 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงขนาดกองทุนที่ใหญ่ และมีเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง

MONEY PLUS เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่ต้องการพักเงิน หลบภัยจากวิกฤต เพื่อรอจังหวะขาขึ้นรอบใหม่
  • ผู้ที่ต้องการผลตอบแทนใกล้เคียงหรือมากกว่าเงินฝากประจำ
  • ผู้ที่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำมาก
  • ผู้ที่ต้องการเก็บเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน

อยากลงทุนใน MONEY PLUS ต้องทำอย่างไร

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับพอร์ต MONEY PLUS : https://www.finnomena.com/money-plus/

  • สำหรับลูกค้าที่ลงทุนกับ FINNOMENA อยู่แล้ว สามารถสร้างแผนเพิ่มในระบบเพื่อลงทุนได้ในวันรุ่งขึ้น
  • สำหรับลูกค้าใหม่ สามารถเปิดบัญชีกองทุนรวมออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน FINNOMENA ได้ โหลดแอปฯ ได้ทั้งระบบ Android และ iOS

ขั้นตอนการเปิดบัญชี : https://www.finnomena.com/z-admin/open-account/

ช่องทางในการติดต่อสื่อสาร

ทาง LINE Official Account ค้นหาไอดี @FINNOMENA เพื่อพูดคุยกับทีม Investment Advisor


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

รู้ให้ลึก ตอน “ทางเลือก” สำหรับแผนเกษียณ ที่เราถูกบังคับให้เลือก

Mr.Messenger
รู้ให้ลึก ตอน “ทางเลือก” สำหรับแผนเกษียณ ที่เราถูกบังคับให้เลือก

จนถึงวันที่ผมเขียนบทความอยู่ตอนนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อ Covid-19 ทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทะลุ 1.2 ล้านรายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย 5 อันดับแรกของประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากสุด คือ สหรัฐฯ (312,000 ราย), สเปน (130,000 ราย), อิตาลี (1240,000 ราย), เยอรมัน (97,000 ราย) และ ฝรั่งเศส (90,000 ราย)

ใครที่นึกถึงภาพว่า วิกฤตครั้งนี้ น่าจะไม่ต่างจากตอนโรคระบาดในรอบก่อน ๆ ไม่ว่าจะ SARS หรือ MERS ก็ต้องบอกว่า “ขอให้คิดใหม่” ได้แล้วครับ

จากสถานการณ์ล่าสุด ผมแทบจะสามารถฟันธงได้เลยว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 90 ปี เข้าใจว่า ยังมีหลายคนตั้งคำถามกันอยู่เลยว่า เราจำเป็นต้อง Lockdown และทำ Social Distancing แบบนี้ และทำให้เศรษฐกิจมันมีปัญหาหนักขึ้นจริง ๆ หรือ?

คำตอบก็คือ มันน่ากลัวจริง ๆ ครับ

เจ้า Covid-19 หรือ ก่อนหน้านี้เราเรียกมันว่า โคโรนาไวรัสสายพันธุ์นี้ มีความน่ากลัวคือ มนุุษย์ยังไม่มีทั้งยารักษา และภูมิต้านทานกับมัน และตัวไวรัสชนิดนี้ ก็ติดตามแกะรอยได้ยากกว่าไวรัสซาร์ส (SARS) เพราะ SARS นั้น พอติดเชื้อปั๊บก็แสดงอาการทันที ทำให้ผู้ป่วยไปแพร่ให้ผู้อื่นได้ยากกว่า

จากสถิติที่เราเห็นจนถึงปัจจุบัน Covid-19 ผู้ติดเชื้อมีโอกาสเสียชีวิตเพียง 2% และกว่าจะแสดงอาการก็ฝั่งตัวในโฮสต์ถึง 14 วันไปแล้ว ทำให้ชัดเจนว่า เราจะอยู่กับ Covid-19 ไปอีกระยะเวลาหนึ่งเลย และมีความเป็นไปได้ว่า จะกลับมาหาเราทุก ๆ ปีเหมือนไข้หวัดใหญ่

แต่ความน่ากลัวของ Covid-19 เมื่อเทียบกับไข้หวัดใหญ่ก็คือ จำนวนผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ในสหรัฐฯ นั้นอยู่ที่ 34,000-61,000 รายต่อปี ขณะที่มีผู้เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ประมาณ 35-45 ล้านคนต่อปี นั่นเท่ากับอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 0.1% เพียงเท่านั้น เราเลยรับได้และอยู่กับมันได้

กับ Covid-19 นั้นต่างกัน เพราะอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 2% แปลว่า หากติดเชื้อปีละ 35 ล้านคน จะมีผู้เสียชีวิตปีละ 700,000 คน และนี่เฉพาะสหรัฐฯ เท่านั้นนะครับ และยิ่งมันระบาดและอยู่กับเรานานขึ้น ความเสี่ยงที่มันจะเริ่มกลายพันธุ์ก็จะมีมากขึ้น เพราะธรรมชาติของมัน ย่อมต้องการดิ้นรนหนีจากภัยคุกคามตัวมันเอง เช่นเดียวกับมนุษย์อย่างเรา ๆ

จุดที่รัฐบาลทั่วโลกต้องหาพยายามแก้ในวิกฤตครั้งนี้ให้ได้ก็คือ จำนวนผู้ติดเชื้อหากพุ่งสูงขึ้นมากเกินไป จะเลยขีดความสามารถและศักยภาพของระบบสาธารณสุขของประเทศ ดังที่เกิดขึ้นกับกลุ่มประเทศในยุโรปบางแห่ง หรือ ประเทศอิหร่าน ที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุด เพราะไม่มี Capacity ที่จะรับจำนวนผู้ป่วยได้ครั้งละมาก ๆ

เห็นปัญหาไหมครับ?

ถ้าปล่อยให้ระบาด ความพร้อมไม่มี ผู้เสียชีวิตจะมากกว่าที่เราเห็นตอนนี้

ถ้าให้สังคมห่างกัน ป้องกันการแพร่ระบาด ไวรัสโคโรน่า ก็จะอยู่กับเรายาวนานขึ้นไปอีก

และเหมือนจะเป็นประชามติจากผู้นำแทบทั้งโลกนะครับ ว่าเราจะทำให้สังคมห่างกัน ดังนั้น เราจะอยู่กับปัญหานี้ ยาวนานขึ้นอย่างแน่นอนแล้ว เพราะ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดในสหรัฐฯ มีการรายงานให้ทำเนียบขาวทราบว่า กว่าจะผลิตวัคซีนออกมาได้น่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 16 เดือน

นี่เป็นตอนที่สองแล้วที่ผมเขียนให้เห็นถึงความสำคัญที่เราทุกคนต้องตระหนักและตั้งรับให้ดีในวิกฤตนี้นะครับ

สุขภาพร่างกายเราต้องดูแลดีขึ้น และสุขภาพการเงิน เราควรทำอย่างไร?

เมื่อ Covid-19 คือ สงครามที่ท้าทายความคงอยู่ของมนุษยชาติ มาตรการต่าง ๆ จากภาครัฐฯ ที่เราเห็นออกกันมาในรอบ 1 เดือน ไม่ว่าจะจากชาติไหน ผมเชื่อว่า อีก 6 เดือนหลังจากนี้ ขนาดของมาตรการจะใหญ่กว่ามาก ซึ่งจะทำให้ รัฐบาลต้องใช้วงเงินกู้ในสัดส่วนที่สูงมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับ GDP และอาจมากขึ้นไปอีก เพราะรูปแบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบที่เรารู้จักกันมาเมื่อเดือน ก.พ. นี่เอง กำลังจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป

ในด้านของการวางแผนการเงิน วิกฤตครั้งนี้ มันทำให้เราไม่มีทางเลือกครับ

เราไม่สามารถฝากเงินในธนาคารเฉยๆ

เราไม่สามารถอยู่ในการลงทุนเสี่ยงต่ำไปเรื่อย ๆ ได้ตลอดเวลา

เพราะอายุขัยเราจะยืนยาวขึ้น รายได้เราอาจจะลดลง หรือหยุดชะงักในบางช่วง

และที่สำคัญ เราคงพึ่งพาการช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวก็คงไม่ได้

ใครที่วางแผนลงทุนเพื่อใช้หลังเกษียณ หรือ ตอนนี้เกษียณเป็นที่เรียบร้อยแล้วสิ่งที่ต้องทำก็คือ ต้องกลับมาทบทวนแผนด้านรายจ่าย และปรับลดมันลงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก่อน พร้อมกับ ไม่มีทางเลือกอื่น ที่จะต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุน เพราะหลังจากนี้ ดอกเบี้ยจะต่ำแบบนี้ไปอีก 3-5 ปี เป็นอย่างน้อย

ผลตอบแทนต่ำ แต่ยังใช้จ่ายเยอะ สุดท้าย ก็กินทุนให้ลดลงเรื่อย ๆ Covid-19 ทำให้เราต้องปรับตัวด้านการวางแผนการเงินด้วยนะครับทุกคน

Mr.Messenger

EP 11 : มาตรการเยียวยาแบบบาซูก้า เวอร์ชั่น ไทย มาแล้ว – THE MARKET PODCAST

FINNOMENA Podcast

EP 11 : มาตรการเยียวยาแบบบาซูก้า เวอร์ชั่น ไทย มาแล้ว – THE MARKET PODCAST

https://soundcloud.com/finnomena/ep-11-the-market-podcast

“THE MARKET PODCAST” รายการที่ไม่ใช่แค่เล่าข่าว แต่เป็นการเจาะข่าว เจาะประเด็น เพื่อให้นักลงทุนรู้ก่อนเทรด!

ดำเนินรายการโดย คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือ Mr.Messenger เจ้าของเพจ Sinthorn


มาตรการเยียวยาแบบบาซูก้า เวอร์ชั่นภาษาไทย มาแล้ว!!

เมื่อวานนี้ ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการดูแลและเยียวยาโควิดระยะ 3 วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ออกมานะครับ มีอะไรบ้าง เล่าคร่าวๆ

1. พ.ร.ก. กู้เงินวงเงินประมาณ 1 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็น a) ใช้เยียวยาเศรษฐกิจวงเงิน 6 แสนล้านบาท เช่น การจ่ายเงินเยียวยาประชาชน 5,000 บาท ใน 6 เดือน (เดิม 3 เดือน) การเยียวยาเกษตรกร และด้านสาธารณสุข อันนี้จะเริ่มได้เลย b) และอีกวงเงินอีก 4 แสนล้านบาท จะใช้สำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยจะเริ่มกู้เงินได้ในเดือนพ.ค. 2563

2. ออก พ.ร.ก. ให้อำนาจแบงก์ชาติในการออก soft loan สำหรับ SMEs วงเงิน 5 แสนล้านบาท ประกอบด้วย a) วงเงินสินเชื่อใหม่ 5 แสนล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 2% สำหรับ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 5 ร้อยล้านบาท และ b) ให้ธนาคารพาณิชย์พักชำระหนี้ ระยะเวลา 6 เดือน ให้แก่ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 1 ร้อยล้านบาท

3. ออก พ.ร.ก. ดูแลเสถียรภาพภาคการเงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท ด้วยการตั้งกองทุนรวม Corporate Bond Liquidity Stabilization Fund (BSF) และให้ ธปท. ซื้อขายหน่วยลงทุนในกองทุน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน

และอย่างที่เราเห็น ตลาดหุ้นไทย เมื่อวานก็ดีดรับข่าว SET Index ปิดที่ระดับ 1,214.95 จุด เพิ่มขึ้น +76.11 จุด หรือเพิ่มขึ้น +6.68%

เห็นหุ้นไทยร่วงลงมาแล้วบวกกลับได้จากมาตรการแบบนี้ ไปดูด้าน Valuation กัน จะพบว่า ตอนนี้ P/E เราอยู่ที่ 14.14x ก็ไม่ได้ถือว่าถูก ขณะที่ Book Value อยู่ที่ 1.33x และ Dividend Yield ขึ้นมาที่ 4.25%

ที่เรารู้แน่ๆก็คือ ตัว E (Earnings) จะลดลงแน่ๆในไตรมาส 1 และ 2 ของปีนี้ นั้นทำให้ หาก SET Index ยังยืนอยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหน P/E จะสูงขึ้นไปอีก ซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ความเสี่ยงที่เรากำลังเจอ

ยกเว้นก็แต่ เรามองว่า การฟื้นตัวจะเป็นแบบ V Shape ดีดกลับได้รวดเร็ว พลิกสถานการณ์วิกฤต COVID-19 กลับมาได้ภายในไตรมาส 2 นี้เลย

ซึ่งถ้าคิดแบบนั้น ก็แปลว่า รัฐบาลออกมาตรการเยียวยาเกินตัวไปหรือเปล่า? ทำไมต้องจัดชุดใหญ่ และขยายระยะเวลาเงินกู้ไปจนเสร็จสิ้นตั้งนู้นเลย 30 ก.ย. ปี 2564

ดังนั้น มองในมุมไหน ตลาดหุ้นไทย ก็มี Upside ไม่เยอะมากจากจุดที่เรายืนอยู่ ณ ตรงนี้ หากมองจากพื้นฐานเศรษฐกิจ และ ผลประกอบการที่จะทยอยออกมาให้เราเห็น

แล้วหุ้นมันเด้งขึ้นมาได้ยังไง ใครเป็นคนซื้อ?

ถ้าไปดูแบบรายงาน 246-2 ที่ กลต. ประกาศ จะพบว่า กรรมการบริษัท และผู้ถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียน มีการทยอยสะสมหุ้นตัวเองมาเรื่อยๆ

ก็อย่างว่าครับ หุ้นบางตัว ร่วงมา 30-40% จากราคาสูงสุด พอหมดช่วง silence period ก็ทยอยเก็บหุ้นตัวเอง ณ ราคานี้ เพราะเขาต้องอยู่กับกิจการของเขาอีกเป็นสิบๆปี

และจากความหวังกองทุน SSFX ซึ่ง บล. ต่างๆคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินเข้ามาตลาดหุ้นราวๆ 10,000 – 24,000 ล้านบาท ก็น่าจะช่วยพยุงดัชนีไว้ได้บ้าง

คำถามคือ ถ้าเรามองอีก 10 ปีข้างหน้า ดัชนี SET Index และราคาหุ้นหลายๆตัวที่เรามองอยู่ ณ ตอนนี้ มันต้องขึ้นไปแน่ๆในอีก 10 ปีข้างหน้า และเราก็ถืออย่างสบายใจ ไม่ได้กังวลอะไรจริงๆ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี คุณจะเข้าไปทยอยซื้อก็ได้ครับ

ของอย่างงี้ มันขึ้นอยู่กับ Risk Appetite ของแต่ละคนครับ เราไม่มาเถียงกัน

แต่จากมาตราการที่ทุกชาติจัดเต็มกันมาทั้งนโยบายการเงินและการคลัง มันทำให้เห็นว่า วิกฤตครั้งนี้ มันต่างจากครั้งอื่นๆ วิธีรับมือก็แตกต่างกันออกไป

ผู้ที่อยู่รอดคือ ผู้ที่ยอมรับความจริง อ่านสถานการณ์ให้ออก และพร้อมปรับตัวให้ไว

Mr.Messenger รายงาน


พิเศษ! สำหรับใครที่สนใจเปิดบัญชีลงทุนครั้งแรกกับ FINNOMENA เรามีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับชาว Podcast

เพียงโหลดแอป FINNOMENA มาเพื่อเปิดบัญชี แล้วใส่ Code #PODCAST100 รับไปเลยหน่วยลงทุน TMBTM มูลค่า 100 บาท ฟรี! อ่านเงื่อนไขรายละเอียดการรับสิทธิ์ได้ที่ : finno.me/podcast100


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

สรุป LIVE เจาะลึกอนาคตเศรษฐกิจไทย พร้อมมุมมองการลงทุน

Mr. Serotonin
สรุป LIVE เจาะลึกอนาคตเศรษฐกิจไทย พร้อมมุมมองการลงทุน

สรุป LIVE กลับมาอีกครั้ง! ในวันนี้เราได้ ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ (Macroview) มาช่วยให้บทวิเคราะห์อนาคตเศรษฐกิจไทยและสหรัฐฯ แบบเจาะลึก รวมถึงกลยุทธ์การลงทุนในไทยในช่วงนี้ รวมถึงอุตสาหกรรมน่าลงทุนแห่งอนาคตหลังโควิด-19 ถ้าพร้อมแล้วก็อ่านไปพร้อม ๆ กันได้เลยครับ!

วิกฤติโควิดกับวิกฤติก่อนๆแตกต่างกันอย่างไร? เจาะลึก 2 ปัญหารากหลัก

ต้นตอหลัก ๆ ของวิกฤติในครั้งนี้มีอยู่ 2 อย่างซึ่งก็คือ…

ปัญหาตราสารหนี้

ตราสารหนี้เอกชนสหรัฐฯ ความเสี่ยงชัดเจนตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยทางคุณ Macroview ได้ไปเจาะลึกข้อมูลตัวเลขมาแล้วก่อนหน้าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นเป็นที่เรียบร้อยและพบว่า ส่วนต่างความเสี่ยงของตราสารหนี้ (Credit spread) และ จังหวะวัฏจักรเศรษฐกิจ ล้วนสะท้อนออกมาชัดเจนว่าจะเกิดวิกฤติในตราสารหนี้ภาคเอกชน

อีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจก็คือ คนที่ดำรงตำแหน่ง treasury desk หรือคนควบคุมจับคู่ตราสารหนี้ต่าง ๆ อย่าง Simon Potter ได้ออกจากตำแหน่งไปหลังจากมีปัญหากับประธาน Fed ที่ New York (ทางคุณ Macroview มองว่าตำแหน่งนี้ต้องใช้กึ๋นในระดับนึง) โดยทาง Fed นั้นหาคนมาแทนที่ ที่ลงตัวไม่ได้ เลยแก้ไขด้วยการอัดสภาพคล่องเข้าไปช่วยพวกตราสารหนี้เอกชนแทน (แทนที่จะจัดการจับคู่อย่างที่มันควรจะเป็น) ด้วยเหตุนี้เลยอาจทำให้เสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้ลดลงไป โดยสภาพคล่องที่อัดฉีดนั้นชดเชยได้ แต่หากเกิดปัญหาขึ้นมาผลกระทบของมันจะรุนแรงกว่าเดิม

ปัญหา Supply Shock

Supply shock ถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้วิกฤติครั้งนี้แตกต่างกับวิกฤติครั้งอื่น ๆ หากอธิบายให้เห็นภาพก็คือ คนไม่กล้าไปทำงานเนื่องจากกลัวการระบาดของโรค จนภาคการผลิตหดตัว รวมถึงปัญหา demand ที่ลดลงจากการที่ผู้คนไม่ออกมาจับจ่ายใช้สอย ซึ่งหากเป็นวิกฤติปกติส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาในเรื่องของระบบการเงินหรือ demand shock (ผมขอเรียกมันว่าเงินฝืดละกันครับ ยกตัวอย่างเป็นการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องจากการที่เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป) ดังนั้นที่ผ่านมาการใช้นโยบายทางการเงินจึงเป็นการแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่า

สรุปปัญหาโดยรวม ณ ตอนนี้

  • ส่วนต่างความเสี่ยง (Credit spread) ของตราสารหนี้เกรดลงทุนและเกรดตํ่าเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ตอนนี้สูงมาก
  • ปัญหาในตราสารหนี้มีความตึงตัวมากกว่าหุ้นตรงที่ทุกๆ 6 เดือนต้องมีการบังคับจ่ายดอกเบี้ยคืนผู้ปล่อยกู้ ดังนั้นหากไม่เป็นบริษัทที่ใหญ่จริง ๆในภาวะเช่นนี้จ่ายคนได้ยากมาก
  • นโยบายการเงินอาจใช้เวลาประมาณ 10 เดือนจึงเห็นผล โดยจำนวนผู้เสียชีวิตในอเมริกาอาจถึงหลักแสน และอาจส่งผลให้การว่างงานพุ่งไปถึง 15%
  • QE ที่ Fed พยายามยัดเยียดใส่ลงไปเป็นสิ่งที่ต้องทำเพราะความจำเป็น แต่อาจไม่สามารถช่วยเหลือได้ตรงจุดหรือเพียงพอ
  • อาจต้องมีมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมในส่วนของภาคธุรกิจ SME โดยในส่วนของธุรกิจขนาดใหญ่อาจเพียงพอแล้ว รวมถึงประกันผู้ว่างงาน (Unemployment insurance) ถ้าหากปัญหาลากยาว
  • มีความเป็นไปได้ที่ Fed จะซื้อ ETFs หุ้น หรือทำ yield curve control อย่างญี่ปุ่น แต่ถ้าไม่ไหวจริง ๆ อาจต้องใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ เพราะ เป็นการลดต้นทุนทางการเงินตรงๆจึงให้มูลค่าที่มหาศาลแต่วิธีการนี้นั้นอาจส่งผลยํ่าแย่ในระยะยาว เนื่องจากการทำให้อัตราดอกเบี้ยติดลบกลับมาแดนบวกนั้นทำได้ค่อนข้างยาก
  • มองว่าผู้ว่าการธนาคารในหลาย ๆ ที่จะออกมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้นหลัง Ben Bernanke ได้พิสูจน์มาแล้วว่าได้ผล ซึ่งแตกต่างจากทฤษฏีในสมัยก่อนที่เน้นในเรื่องความยั่งยืนเป็นหลัก
  • ตรงจุดนี้น่าสนใจมากครับ เป็นเรื่องในเชิงพฤติกรรม โดยหากโควิดลากยาวพฤติกรรมการบริโภคของเราอาจเปลี่ยนไปเลย โดยเราอาจใช้จ่ายซื้อสินค้าแบรนด์เนม หรือของฟุ่มเฟือยลดลง โดยเป็นผลมาจากการที่คนว่างงานหรือโดนปรับลดเงินเดือน

เจาะลึกเศรษฐกิจและ GDP หดลงได้อีกไหม?

สรุป LIVE เจาะลึกอนาคตเศรษฐกิจไทย พร้อมมุมมองการลงทุนGDP ไทยอาจติดลบได้มากกว่า -5.3% ที่คาดการณ์กันไว้ โดยอาจมีผลมาจากการส่งออกรวมที่ลดลงถึง -16.4% ซึ่งอาจส่งผลให้ GDP ติดลบ โดยเบื้องต้นคาดการณ์ว่า -4.2% มาจากการส่งออก ส่วนที่เหลือราว ๆ 1% อาจมาจากภาคการบริโภคโดยในส่วนนี้เป็นการอิงจากจุดวิกฤติของต้มยำกุ้งกับวิกฤติ Subprime

คิดว่าแบงก์ชาติยังให้มุมมองในเชิงบวกในส่วนของสินค้าที่ใช้แล้วหมดไป (Non-durable goods) ซึ่งแท้จริงแล้วในส่วนนี้อาจติดลบได้ถึง -2% และในส่วนของภาคการส่งออกที่ส่งผลต่อ GDP อาจจะมากกว่า -4.2% ของ GDP จากที่ประมาณการไว้ข้างต้นเนื่องจากตอนนี้เองทางประเทศคู่ค้ายักษ์ใหญ่ของเราอย่างยุโรปเองก็ยังมีปัญหา

การบริโภคภายในประเทศ

ภาคการบริการอาจลดลง เพราะ คนไม่ออกไปข้างนอก และในส่วนของสินค้าประเภทอาหาร (non-durable goods) อีกสักพักอาจจะหดตัว

มาตรการลดงบกระทรวง 10-20% ไปให้คนว่างงานอาจทำให้งบของรัฐลดลง และไปเพิ่มในส่วนของภาคการบริโภคแทนกับคนที่ได้ผลกระทบโดยตรง

ไทยอาจมีการใช้มาตรการภาครัฐที่ 10% ต่อ GDP ถือว่าค่อนข้างเยอะสำหรับประเทศกำลังพัฒนา

บริษัทขนาดใหญ่จะได้รับผลกระทบไหม?

บริษัทใหญ่ ๆ มีความเสี่ยงที่ต่างกับบริษัทเล็ก (SME) ก็คือ ความเสี่ยงในเชิงต่างประเทศ (International risk exposure) ซึ่งจะมีความเสี่ยงมากขึ้นหากทำธุรกิจในกลุ่มประเทศพัฒนา ดังนั้นหากบริษัทเหล่านั้นมีลูกค้าในโซนนั้นเยอะก็อาจได้รับผลกระทบมากเช่นกัน อาธิ ในยุโรป สหรัฐฯ และจีน โดยถึงแม้บริษัทใหญ่จะมีความได้เปรียบจากการที่มีสายป่านยาวกว่าบริษัทเล็ก แต่ยอดขายอาจจะลดลงจากความเสี่ยงที่ว่า และอาจทำให้ได้รับผลกระทบมากกว่าบริษัทเล็กเสียด้วยซํ้า

คิดว่าแบงก์ชาติต้องทำอะไรเพิ่มอีกไหม?

แบงก์ชาติอาจต้องเข้าช่วยตราสารหนี้ภาคเอกชนเพิ่มเติม (Corporate bond) โดยเฉพาะในกลุ่มอสังหา บริการ และกลุ่มที่อยู่กึ่ง ๆ ระหว่าง Junk bond กับ Investment grade ที่มี credit rating อยู่ที่ราว ๆ BB BBB- เนื่องจากโอกาสหนี้สูญ (Default) นั้นสูง

โดยเพิ่มเติมมองว่า QE ที่ผ่านมาของแบงก์ชาติเป็น QE ลูกผสมและไม่ได้เข้าช่วยเองทั้งหมด โดยอาจมีธนาคารพาณิชย์ บ. ประกัน กองทุนต่าง ๆ เข้ามาช่วยอุ้มด้วยอีกแรง

กลยุทธ์การลงทุนในไทย

ตราสารหนี้เอกชนเครดิตดีอาจลงทุนได้ (ระดับ AAA หรือ AA) และต้องอยู่ใน sector ที่ไม่ได้มีความเสี่ยง โดยรวมทาง ดร. มองว่าส่วนนี้ยังปลอดภัยอยู่

ตราสารทุนด้วยราคาอาจลงทุนในตราสารหนี้ดีกว่า เพราะ ยังมีความกังวลทางด้านการส่งออก อาจต้องรอดูก่อน โดยตลาดอาจเด้งขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น

ในโรคระบาดหากไม่รุนแรงมีอย่างน้อย 5 เดือน แต่ครั้งนี้มองว่าอาจรุนแรง อาจจะเร็วไปสักนิดที่จะบอกว่าเรื่องนี้จบแล้ว และส่วนใหญ่ปัญหาโรคระบาดมักมีระลอกที่สอง

โอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมในอนาคต

1) ธุรกิจออนไลน์ ที่อยู่กับอินเทอร์เน็ต เพราะ ปลอดภัยจากโรคระบาด โดยเฉพาะใน จีนและสหรัฐฯ

2) ธุรกิจ delivery ต่าง ๆ คนจะนิยมมากขึ้น เพราะ ได้ทดลองใช้จากการใช้ชีวิตแบบนี้มาสักพักนึง

3) บริษัท ที่มีความเชี่ยวชาญในอย่างใดอย่างหนึ่ง และสามารถส่งสินค้าหรือบริการได้โดยตรง ราคาถูกและไม่ผ่านตัวกลาง (ทำให้ต้นทุนตํ่า) จึงมีอัตราส่วนต่างในเชิงกำไร (margin) ที่เยอะ  เพราะ คนจะเริ่มไม่ติดแบรนด์ และจะเริ่มมองสินค้าที่คุณภาพและราคา และที่สำคัญต้องเป็นธุรกิตที่เจาะกลุ่มสนใจได้โดยตรง

ถือว่าเป็นการให้มุมมองที่น่าสนใจเลยทีเดียวครับ โดยส่วนตัวผมมองว่าค่อนข้างออกไปทางแนวนักเศรษฐศาสตร์เสียมากกว่า ซึ่งผมมองว่าดีมากๆ ช่วงนี้เราคงได้ฟังการวิเคราะห์จากนักการเงินมาจนหนาหูกันแล้ว และการที่ได้มุมมองจากหลากหลาย ๆ แง่มุม ก็ช่วยให้เรามีอาวุธมากขึ้นสำหรับการเข้าลงทุนหลังวิกฤติ หวังว่าสรุปในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับหลาย ๆ คนนะครับ รักษาสุขภาพกันด้วย…

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

All Weather Strategy มีนาคม 2020: ยังคงให้น้ำหนักกับตราสารหนี้และทองคำ

Andrew Stotz
All Weather Strategy มีนาคม 2020: ยังคงให้น้ำหนักกับตราสารหนี้และทองคำ

รีวิว

  • กระแสน้ำที่เชี่ยวกราก เมื่อความผันผวนพุ่งสูง
  • มีนาคม 2020: ทุกอย่างปรับตัวลง พอร์ต All Weather Strategy ขาดทุนน้อยกว่าหุ้นโลก
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: AWS สามารถชนะหุ้นโลกได้
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลก พอร์ต All Weather Strategy มีความผันผวนนับเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของความผันผวนตลาดหุ้นโลก
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: พอร์ตการลงทุนนี้มีการปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นโลก ในช่วงเวลาเดียวกัน
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: AWS มักจะทำผลงานได้เหนือกว่า เมื่อหุ้นโลกเผชิญภาวะร่วงหนัก

มุมมอง

  • เมื่อสามารถควบคุมไวรัสได้ เราก็จะได้เห็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ
  • ยังคงโฟกัสกับการจำกัดความเสี่ยงขาลง

รีวิว: กระแสน้ำที่เชี่ยวกราก เมื่อความผันผวนพุ่งสูง

  • ด้วยกลยุทธ์ All Weather Strategy คุณจะได้ลงทุนในหุ้นแบบระยะยาว
  • เราพยายามทำให้ความเสี่ยงขาลงเบาบางลงด้วยการผสมผสานสินทรัพย์อื่น ๆ เข้ามา และลดสัดส่วนหุ้นเมื่อตลาดหุ้นเผชิญความเสี่ยงสูง

สิ่งที่เราทำ: ลดการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน

  • ในตอนนี้ ทางเลือกตราสารหนี้ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักลงทุนไทย คือตราสารหนี้ภาครัฐระยะสั้นของไทย
  • เพื่อให้ได้ตามนั้น เราเปลี่ยนสัดส่วนตราสารหนี้ด้วยการสับเปลี่ยนจากการผสมกันระหว่างตราสารหนี้ภาคเอกชนคุณภาพดีกับตราสารหนี้ภาครัฐ ไปถือเพียงตราสารหนี้ภาครัฐอย่างเดียว

สิ่งที่เราทำ: ลดสัดส่วนหุ้นเหลือ 25%

  • ก่อนหน้านี้ เราแลเห็นโอกาสการปรับตัวลงของหุ้น อันเนื่องมาจากมูลค่าที่แตะระดับสูงสุดตลอดกาล เราจึงลดสัดส่วนหุ้นเหลือ 25% จาก 45%
    • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถือเป็นตลาดหุ้นที่แพงที่สุด หนี้ก็สูง เราจึงลดสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ เหลือ 5% จาก 25%
  • เพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้เป็น 45% จาก 25%

สิ่งที่เราทำ: ปรับสินค้าโภคภัณฑ์ออกทั้งหมด

  • ความขัดแย้งใน OPEC และสภาวะเศรษฐกิจเติบโตช้าลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วง
  • ความต้องการโลหะอุตสาหกรรมน่าจะยังอ่อนแอ อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกที่ปรากฏให้เห็นราง ๆ
  • ดังนั้น เราจึงปรับสัดส่วนสินค้าโภคภัณฑ์ออกทั้งหมด จากเดิมถือไว้ 5%
  • และท้ายที่สุด เราได้เพิ่มสัดส่วนการถือทองคำเป็น 30% จากเดิม 25%

มีนาคม 2020: ทุกอย่างปรับตัวลง พอร์ต All Weather Strategy ขาดทุนน้อยกว่าหุ้นโลก

All Weather Strategy มีนาคม 2020: ยังคงให้น้ำหนักกับตราสารหนี้และทองคำ

รูปที่ 1: รูปเปรียบเทียบผลตอบแทน AWS กับสินทรัพย์อื่น ๆ
ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • AWS: ชนะหุ้นโลกไป 4.5%
  • ทองคำ: ความต้องการสภาพคล่องส่งผลให้ราคาทองร่วง
  • ตราสารหนี้: ถูกกระทบอย่างหนักจากความต้องการสภาพคล่อง
  • สหรัฐฯ: เป็นตลาดหุ้นที่โดนผลกระทบเป็นอันดับที่สองรองจากญี่ปุ่น

ตั้งแต่ก่อตั้ง: AWS สามารถชนะหุ้นโลกได้

All Weather Strategy มีนาคม 2020: ยังคงให้น้ำหนักกับตราสารหนี้และทองคำ

รูปที่ 2: เปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่าง AWS และ MSCI World
ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • พอร์ต All Weather Strategy โดยส่วนใหญ่มีการกระจายการลงทุนในหุ้น 45-65% และลงทุนในทองคำ 25%
  • ตั้งแต่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา สัดส่วนคือหุ้น 25% ตราสารหนี้ 45% ทองคำ 30%
  • การมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่ต่ำกว่าในเชิงเปรียบเทียบ ช่วยลดความรุนแรงของการปรับตัวลงเมื่อเทียบกับกลยุทธ์ที่มีหุ้นเพียงอย่างเดียว

ตั้งแต่ก่อตั้ง: เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลก พอร์ต AWS มีความผันผวนนับเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของความผันผวนตลาดหุ้นโลก

All Weather Strategy มีนาคม 2020: ยังคงให้น้ำหนักกับตราสารหนี้และทองคำ

รูปที่ 3: ความผันผวนของแต่ละสินทรัพย์
ข้อมูล ณ วันที่
31 มี.ค. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

  • ความผันผวนของพอร์ต AWS คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของความผันผวนตลาดหุ้นโลก
  • สัดส่วน 45-65% ในหุ้นช่วยลดความผันผวนลง
  • ทองคำไม่มีความสัมพันธ์กับหุ้น จึงช่วยลดความผันผวนของพอร์ต AWS

ตั้งแต่ก่อตั้ง: พอร์ตการลงทุนนี้มีการปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นโลก ในช่วงเวลาเดียวกัน

All Weather Strategy มีนาคม 2020: ยังคงให้น้ำหนักกับตราสารหนี้และทองคำ

รูปที่ 4: ผลดำเนินงานของ 10 วันที่แย่ที่สุดของหุ้นโลก เทียบกับ AWS
ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ลักษณะที่โดดเด่นของ AWS คือ ตั้งเป้าให้ปรับตัวลงน้อยกว่า ยามตลาดหุ้นโลกปรับตัวลง
  • นับตั้งแต่ก่อตั้งพอร์ต เมื่อดูข้อมูลของ 10 วันที่ตลาดหุ้นมีผลตอบแทนย่ำแย่ที่สุด พบว่าผลตอบแทนของ AWS ปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นโลกในวันนั้น
  • ส่วนใหญ่เป็นเพราะสัดส่วนหุ้นที่น้อย และการกระจายลงทุนในทองคำ

ตั้งแต่ก่อตั้ง: AWS มักจะทำผลงานได้เหนือกว่า เมื่อหุ้นโลกเผชิญภาวะร่วงหนัก

All Weather Strategy มีนาคม 2020: ยังคงให้น้ำหนักกับตราสารหนี้และทองคำ

รูปที่ 5: เปรียบเทียบผลการดำเนินงาน AWS และ MSCI World ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ผลการดำเนินงานของ AWS เหนือกว่าหุ้นโลกที่สุดในช่วงเดือนมีนาคม 2020 กุมภาพันธ์ 2020 พฤษภาคม 2019 และ สิงหาคม 2019 ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นโลกร่วงหนักสุด ๆ
  • ทองคำและตราสารหนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคุมความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพในหลาย ๆ ช่วงที่ตลาดปรับตัวลง

คาดการณ์ผลกระทบ – ด้านลบ

  • การปรับตัวขึ้นสุด ๆ ของตลาดอาจทำให้เกิดการร่วงหนัก
  • “คนไข้” (ตลาดหุ้น) ได้รับ “ยา” มากเกินไป จากดอกเบี้ยที่ต่ำ
  • เศรษฐกิจกำลังจะเผชิญการเติบโตช้าลง
  • ความเสี่ยงค่าเงินอันเนื่องมาจากรัฐบาลพิมพ์เงินเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้
  • การกระทบห่วงโซ่อุปทานอาจก่อให้เกิดภาวะตื่นตระหนก
  • สถานการณ์สภาพคล่องที่ไม่คาดฝันนั้นอาจก่อให้เกิดภาวะตื่นตระหนกเช่นกัน

คาดการณ์ผลกระทบ – ด้านบวก

  • บริษัทต่าง ๆ แข็งแกร่งกว่าแต่ก่อน สามารถปรับตัวได้ไว
  • นโยบายการเงินและการคลังจากภาครัฐสามารถป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดได้
  • อัตราการพุ่งแบบ Exponential ของการติดเชื้อ COVID-19 จะเริ่มช้าลงในจุดหนึ่ง
  • ผู้คนจะปรับตัวและฟื้นคืนมาอีกครั้งดังเช่นวิกฤตครั้งก่อน ๆ

มุมมอง: เมื่อสามารถควบคุมไวรัสได้ เราก็จะได้เห็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ

  • เมื่อสามารถจัดการควบคุม COVID-19 ได้ หรือเมื่อผู้คนเริ่มเบื่อหน่ายการอยู่บ้าน เราจะเริ่มได้เห็นผลกระทบด้านลบจากการปิดตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลก
  • ความตึงเครียดด้านภูมิศาสตร์การเมืองอาจแย่ลงกว่าเดิม
  • มุมมองการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอนั้นส่งผลร้ายต่อหุ้น

มุมมอง: ยังคงโฟกัสกับการจำกัดความเสี่ยงขาลง

  • ฉะนั้น เราจึงยังพอใจกับการเน้นสัดส่วนสินทรัพย์ตั้งรับอย่างทองคำและตราสารหนี้
  • ที่ผ่านมา ทองคำเป็นสินทรัพย์หลบภัยในช่วงตลาดผันผวน และไม่มีความสัมพันธ์กับหุ้น

สรุป FVMR แต่ละภูมิภาค

All Weather Strategy มีนาคม 2020: ยังคงให้น้ำหนักกับตราสารหนี้และทองคำ

รูปที่ 6: สรุป FVMR หุ้นแต่ละกลุ่มประเทศ
ข้อมูล ณ วันที่
31 มี.ค. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Thomson Reuters)

  • พื้นฐาน (Fundamentals): หุ้นสหรัฐฯ มีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ROE (Return on Equity) สูงที่สุด
  • มูลค่า (Valuation): ตลาดเกิดใหม่มี PE (Price-to-Earnings) ต่ำสุด และญี่ปุ่นมี PB (Price-to-Book) ต่ำสุด ส่วนมูลค่าของยุโรปก็ปรับลงมาเยอะ
  • แนวโน้ม (Momentum): ล่าสุดราคาปรับตัวขึ้นเล็กน้อย แต่ภาพรวมก็ยังเป็นขาลง
  • ความเสี่ยง (Risk): ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และญี่ปุ่น มีอัตราหนี้สินต่อทุน (Gearing) ต่ำที่สุด

สรุป รีวิวพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนมีนาคม 2020

  • กลยุทธ์ของเราได้เอาชนะหุ้นโลกในแง่ของผลตอบแทนที่มากกว่าและความผันผวนที่น้อยกว่า
  • เน้นการตั้งรับ ด้วยสัดส่วน 45% ในตราสารหนี้ภาครัฐระยะสั้น 30% ในทองคำ และ 25% ในหุ้น

Andrew Stotz

**สนใจลงทุนพอร์ต All Weather Strategy พอร์ตกองทุนรวมจัดโดย Andrew Stotz ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาว ในขณะที่ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงภาวะตลาดขาลง หากสนใจดูข้อมูลและลงทุนในพอร์ตนี้ สามารถคลิกที่นี่ https://www.finnomena.com/port/andrew/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลยครับ


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน  | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้

วางแผนเพื่อรับมือ ดีกว่าเดาใจตลาด

Stock Vitamins (วิตามินหุ้น)

“วันนี้ตลาดหุ้นน่าจะแย่แน่เลย เพราะรายงานผู้ติดเชื้อ COVID-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ยอดสะสมทะลุล้านคนเข้าไปแล้ว มีการระบาดไปทั่วโลกทั้งเอเชีย ยุโรป และสหรัฐ”

…. แต่ตลาดหุ้นกลับขึ้น

วันต่อมา “ตลาดหุ้นน่าจะลงหนัก เพราะสหรัฐ ประกาศตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานในสหรัฐทำลายสถิติใหม่ที่ 6.6 ล้านราย”

…. แต่ตลาดหุ้นก็ไม่ได้ลงเยอะอย่างที่คิด

ตลาดหุ้นขึ้นๆ ลงๆ จนเราสับสนว่า จะเอาอย่างไรดี คาดเดาไม่ถูก ใจหนึ่งก็ไม่กล้าซื้อเพราะกลัววิกฤตยังไม่จบ อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าจะตกรถ  บางทีก็แอบคิดไปว่า SET 969 จุด เมื่อเดือนก่อนอาจจะเป็นจุดต่ำสุดไปแล้วก็ได้

สังเกตไหมครับว่า เรามักจะพยายามหยิบข้อมูลบางอย่างเพื่อมาสนับสนุนความคิดของเราเอง แล้วก็คาดการณ์ว่า ผลลัพธ์ นั่นก็คือ ดัชนีตลาดหุ้น น่าจะตอบสนองไปในทิศทางที่เราคิด แบบนี้ทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกว่า “Confirmation Bias” ซึ่งมักจะเป็นการที่เราเลือกเชื่อข้อมูลบางอย่างมากเกินไป และอาจจะมองข้ามข้อมูลบางอย่างที่ไม่ตรงกับความคิดเราออกไปเช่นกัน

วิธีการรับมือกับความลำเอียงแบบนี้ทำได้ 3 อย่าง คือ

1) เอาข้อมูลทุกอย่างมาวางไว้ตรงหน้า แล้วพิจารณาทั้งด้านบวกและลบ

เช่น เราอาจจะเห็นว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มเยอะจริง ผู้ว่างงานเพิ่มเยอะกว่าคาด แต่อีกด้านหนึ่งเราก็จะเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ (บางประเทศวงเงินมากถึง 10% ของ GDP) ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่จีนลดน้อยจนแทบไม่เหลือ เราก็จะเห็นทั้งข้อมูลที่เป็นบวกและลบ แล้วค่อยๆ มาพิจารณาให้รอบด้านเพื่อให้เหมาะกับการลงทุนในแบบของเราว่าจะเก็งกำไรระยะสั้น หรือลงทุนระยะยาว

2) คุยกับคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรา เพื่อจะได้เห็นมุมมองอีกด้านที่เรามองข้ามไป

หลายครั้งที่เรามั่นใจมากเกินไป เช่น มองว่าวิกฤตรอบนี้หนักแน่ มันจะลุกลามไปถึงเศรษฐกิจภาคอื่นๆ ต้องแย่ไปอีกนาน ทำให้เรามีแต่มุมมองด้านลบ ก็อาจจะดีกว่าถ้าได้ลองไปคุยกับคนอื่นที่มีมุมมองด้านบวก หรือคนที่เคยผ่านวิกฤตรอบที่แล้วมาว่าผ่านมาได้อย่างไร

3) วางแผนรับมือตลาด ดีกว่าการคาดเดา

เราเห็นแล้วว่า ตลาดขึ้นลงได้วันละ 50 จุด 100 จุด หรือ จากติดลบ circuit breaker จนกลับมาบวกก็มีมาแล้ว เหมือนที่เขาบอกว่า นายตลาด อารมณ์แปรปรวน บางวันดีก็เอาของถูกมาขายให้เรา บางวันร้ายก็เอาของแพงมานำเสนอ เพราะฉะนั้น ก็อย่าไปคาดเดาดีกว่าครับว่าตลาดแต่ละวันจะขึ้นหรือลง สู้เราวางแผนรับมือดีกว่าว่า ถ้าตลาดเป็นแบบนี้ หุ้นที่เราสนใจราคาลงมาเท่านี้ เราจะทำอย่างไร หรือถ้าราคาวิ่งขึ้นไปเราจะทำอย่างไร แล้วก็ปรับเปลี่ยนแผนการให้สอดคล้อง

คำแนะนำของผมในช่วงนี้ก็คือ อ่านข้อมูลให้เยอะ แต่อย่าเชื่อทุกอย่าง เอาทุกหลักฐานมาพิจารณาหาข้อดีข้อเสีย คุยกับคนที่คิดไม่เหมือนเรา และที่สำคัญยืดหยุ่นเพื่อพร้อมรับมือกับตลาดที่สุดยากเกินจะคาดเดา เพื่อที่ว่าเราจะได้ไม่ตกรถหรือติดดอยแบบไม่ทันตั้งตัว

บทเรียนการลงทุนจากวิกฤติโควิด19

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
บทเรียนการลงทุนจากวิกฤติโควิด19

สำหรับนักลงทุน “รุ่นใหม่” ส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นไทย “วิกฤติโควิด19” น่าจะเป็น “Wake Up Call” หรือการปลุกให้ตื่นขึ้นเพื่อเผชิญกับความเป็นจริงที่โหดร้ายของการลงทุนที่คนจำนวนมากไม่ได้ตระหนัก เพราะสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทยไม่เกิน 12 ปี คือเริ่มลงทุนหลังวิกฤติซับไพร์มในปี 2551 แล้ว พวกเขาไม่เคยประสบกับการตกลงมาอย่างรุนแรงของตลาดหุ้นจริง ๆ เลย ปีที่หุ้นลงแรง ที่สุดก็ไม่เกิน 15% ส่วนใหญ่หุ้นจะขึ้นและก็ขึ้นแรงเกินปีละ 10% ปีที่หุ้นขึ้นไปเกิน 30% มีถึง 3 ปี อย่างไรก็ตาม วิกฤติครั้งนี้นับถึงวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2563 ทำให้ดัชนีหุ้นตกลงมาต่ำที่สุดในรอบประมาณ 8 ปี ซึ่งก็แปลว่าคนที่เริ่มลงทุนมาน้อยกว่า 8 ปี และเป็นนักลงทุนระยะยาว ทั้งที่ลงทุนเองและลงทุนผ่านกองทุนรวมประเภทต่าง ๆ นั้น โดยส่วนใหญ่แล้วอาจจะไม่ได้ผลตอบแทนเลย เงินหรือความมั่งคั่งที่เก็บสะสมมาตลอดและเคยรู้สึกว่ามันเพิ่มขึ้นมากนั้น หายไปภายใน “พริบตา” และนี่ก็ยัง “ไม่จบ” ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป และนี่ก็คือบทเรียนที่หนึ่งของ “วิกฤติตลาดหุ้น” ที่ว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” โดยเฉพาะความเสี่ยงจาก “วิกฤติตลาดหุ้น”

บทเรียนที่สองก็คือ วิกฤติตลาดหุ้นนั้น ดูเหมือนว่ามันเป็นเรื่อง “ปกติ” ที่จะต้องเกิดภายในระยะเวลาประมาณไม่เกินทุก 10 ปี วิกฤติครั้งนี้อาจจะมาช้าหน่อยแต่สุดท้ายก็มา ผมเองผ่านวิกฤติมาหลายครั้ง แต่แล้วก็ไม่จำหรือพยายามหาเหตุผลว่าครั้งนี้มันคงไม่เกิดเพราะมันไม่มีสัญญาณทางการเงินที่มีเหตุผลชัดเจนว่ามันจะเกิด เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เงินล้นโลกและดอกเบี้ยต่ำสุดในประวัติศาสตร์และราคาหุ้นก็ไม่ได้อยู่ในระดับสูงมากเป็นช่วง “กระทิง” ว่าที่จริงตลาดหุ้นไทยไม่ได้ไปไหนมาไม่ต่ำกว่า 5-6 ปีแล้ว มันจะเกิดวิกฤติด้วยเรื่องใด อย่างมากก็น่าจะแค่ถูก “หางเลข” จากตลาดหุ้นโลกที่อาจเกิดวิกฤติ- ถ้ามี ดังนั้น วิกฤติครั้งนี้ผมจะต้องจำเป็นบทเรียนว่า วิกฤตินั้น เป็นสิ่งที่ “คาดไม่ได้” แต่มันมักจะต้องมาในวันใดวันหนึ่งในช่วงไม่เกินประมาณ 10 ปี นับจากวิกฤติครั้งที่แล้ว

บทเรียนที่สามก็คือ ในวิกฤตินั้น หุ้นกลุ่มที่จะตกลงมาแรงมากทุกครั้งก็คือ หุ้นของสถาบันการเงินโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ทั้งหลาย แม้แต่ครั้งนี้ที่สาเหตุของวิกฤติไม่ได้มาจากสถาบันการเงินแต่สุดท้ายมันก็มาลงที่สถาบันการเงินอยู่ดี เหตุผลคงเป็นว่าสถาบันการเงินนั้นผูกติดอยู่กับเศรษฐกิจอย่างแยกไม่ออก เศรษฐกิจทรุดเมื่อไร ธนาคารก็ไปเมื่อนั้น เหนือสิ่งอื่นใด สถาบันการเงินนั้นกู้ยืมเงินมหาศาล อย่างน้อย 4-5 เท่าหรือ 10 เท่าของทุนของตนเอง ความเสี่ยงจึงมีมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้น หุ้นแบ้งค์เป็นหุ้นที่มีผู้ถือหุ้นที่เป็นนักลงทุนเกือบ 100% Free Float สูงมาก และถูกถือโดยนักลงทุนต่างประเทศและนักลงทุนสถาบันเกือบทุกแห่ง ดังนั้น ในวันที่เกิดวิกฤติ ไม่มีใครจะมารับซื้อหุ้นได้พอไม่ว่าพื้นฐานของบริษัทจะเป็นอย่างไร

บทเรียนที่ตามมาจากข้อที่สามก็คือ หุ้นของกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลาย เฉพาะอย่างยิ่งก็คือผู้ขุดน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีทั้งหลายต่างก็จะตกลงมาอย่างหนัก เหตุผลก็คือ ราคาของสินค้าเหล่านี้มักจะตกลงมาแรงมากอานิสงค์จากการหดตัวของ GDP ที่ทำให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ลดลงในขณะที่ต้นทุนการผลิตยังเท่าเดิม ผลก็คือ บริษัทขาดทุนอย่างหนัก ทำให้หุ้นตกลงมาตาม

บทเรียนที่ 5 ก็คือ หุ้นกลุ่มที่จะพอเอาตัวรอดได้จากวิกฤติก็คือ ผู้ที่ผลิตหรือขายสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันและเป็นกิจการที่บริษัทมีการผูกขาดหรือมีอำนาจทางการตลาดสูง พูดง่าย ๆ ยังไงคนก็จะต้องกินต้องใช้ แม้จะลดลงบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับทำให้บริษัทขาดทุนหรือมีปัญหาทางการเงิน ตัวอย่างเช่น กลุ่มโทรคมนาคมที่ให้บริการโทรศัพท์มือถือ สาธารณูปโภคเช่น ไฟฟ้าและน้ำประปา ค้าปลีกขนาดใหญ่ที่ขายอาหารและสินค้าจำเป็นประจำวันและร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น เหตุผลก็ชัดเจนว่าพวกเขาก็อาจจะมีรายได้และกำไรลดลง แต่มันไม่เป็นหายนะ และเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น มันก็มักจะกลับมาเหมือนเดิม

บทเรียนที่ 6 ก็คือ หุ้นที่อันตรายที่สุดในยามเกิดวิกฤติก็คือ หุ้นขนาดเล็กถึงกลางที่ “โตเร็ว” และมีราคาแพงหรือค่า PE ที่สูงมากจนแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะหุ้นเหล่านี้มักจะถูกเข้ามาเล่นเก็งกำไรโดยนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากผสมกับนักเก็งกำไรรายใหญ่ที่มักจะเข้ามา “ดูแล” หรือ “ปั่นหุ้น” จนทำให้ราคาหุ้นสูงเกินพื้นฐานไปมาก ในภาวะที่ตลาดหุ้นดีหรือยังเอื้ออำนวย ราคาก็มักจะดำรงอยู่ได้ ปริมาณการซื้อขายหุ้นก็ยังสูงพอที่จะทำให้นักเล่นหุ้นสบายใจว่าสามารถซื้อและขายได้ด้วยราคาที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปมาก อย่างไรก็ตาม วิกฤติมักทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป คนไม่เชื่อว่าบริษัทจะโตได้ในภาวะอย่างนี้จึงเริ่มขายหุ้นทิ้ง รายใหญ่อาจจะเริ่มขายเพื่อทำกำไรหรือหนีตายเนื่องจากอาจจะกังวลว่าหุ้นจะตกจนตนเองถูกเรียกให้วางเงินมาร์จินเพิ่มเติมจากโบรกเกอร์ ผลก็คือ ราคาหุ้นตกดิ่งลงมาโดยหาผู้ซื้อได้ยาก ปริมาณการซื้อขายลดลงอย่างรวดเร็วจนคนที่ถือหุ้นมากขายออกไปไม่ได้ หุ้นกลายเป็น “หายนะ”

บทเรียนที่ 7 ก็คือ หุ้นที่อยู่ใน “ศูนย์กลางของวิกฤติ” กล่าวคือเป็นหุ้นที่ถูกกระทบโดยตรงและ เต็ม ๆ มักจะตกลงมาแทบเป็น “หายนะ” เสมอ โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นบริษัทที่มีฐานะทางการเงินไม่แข็งแรงเช่น มีหนี้สินมากกว่าที่ควรจะเป็นและ/หรือมีความไม่สอดคล้องในเรื่องของระยะเวลาถึงกำหนดของการชำระหนี้กับรายได้ที่จะเข้ามา เหตุผลก็คือ นอกจากผลประกอบการที่จะตกลงมาอย่างหนักแล้ว ยังมาจากความเสี่ยงที่บริษัทอาจจะล้มละลายหรือต้องเพิ่มทุนจำนวนมากพร้อมกับการลดทุนของผู้ถือหุ้นเดิมด้วย ในรอบวิกฤติปี 2540 ศูนย์กลางคือบริษัทเงินทุน ส่วนรอบนี้ก็คือธุรกิจท่องเที่ยวที่ถูกกระทบเต็ม ๆ และยังไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไร

บทเรียนที่ 8 คือ สิ่งที่ผมอยากจะเตือนไว้สำหรับคนที่อยากจะ “ช้อนหุ้น” ที่ตกลงมาแรงมากเพราะเชื่อว่าเมื่อวิกฤติผ่านไปแล้วหุ้นก็จะฟื้นตัว หุ้นที่ตกลงไปมากก็จะขึ้นมากกว่าหุ้นที่ตกลงมาน้อย นี่เป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ ในช่วงที่พื้นฐานของกิจการยังไม่ปรากฏ คนยัง “เก็งกำไร” กันอยู่ ซึ่งช่วงนี้ก็อาจจะทำให้เกิด “การปรับตัวขึ้นทางเทคนิค” เป็นระยะ ๆ ได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ลงทุนระยะยาวแล้ว สิ่งที่ต้องดูก็คือ มูลค่าที่แท้จริงวัดจากผลประกอบการระยะยาวเทียบกับราคาหุ้น ดังนั้น สิ่งที่จะต้องมองก็คือ ผลประกอบการจะเป็นอย่างไรต่อไปทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ประเด็นก็คือ ในช่วงแรก ๆ ของวิกฤติตลาดหุ้น การประเมินผลกระทบยังเป็นเรื่องยาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราจะเห็นข้อมูลมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อย ๆ ในกรณีวิกฤติโควิดครั้งนี้ ตัวเลขที่จะต้องจับตามองก็คือ ผลประกอบการไตรมาศแรกและไตรมาศสองที่จะออกมาในระยะเวลาอีก 1 เดือนและ 4 เดือนข้างหน้า ตามลำดับ เพราะมันจะบอกว่าผลประกอบการทั้งปีจะเป็นอย่างไร รวมไปถึงสถานะการระบาดของเชื้อไวรัสที่จะบอกว่ามันควรจะยุติได้เมื่อไร สำหรับผมแล้ว การลงทุนในวันนี้เองนั้น ส่วนใหญ่น่าจะเป็นเรื่องของการ “เก็งกำไร” ซึ่งมีความเสี่ยงไม่น้อย

บทเรียนสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ ในทุกวิกฤติก็จะมี “ผู้แพ้” และ “ผู้ชนะ” เสมอ ก่อนวิกฤติบริษัทบางกลุ่ม เจ้าสัวบางตระกูล หรือนักลงทุนบางคน “ร่ำรวย” กว่าคนอื่น หลังวิกฤติก็จะมีบริษัทกลุ่มใหม่ เศรษฐีตระกูลใหม่ หรือนักลงทุนกลุ่มใหม่ร่ำรวยขึ้นมาแทน “คุณค่า” ของกิจการเปลี่ยนแปลงไปจากกลุ่มเดิมเป็นกลุ่มใหม่ บางครั้งก็เป็นธุรกิจ “New Economy” ในวิกฤติครั้งนี้ คงต้องดูกันต่อไปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบที่เคยผ่านมาไหม นี่ก็คงขึ้นอยู่กับสถานภาพของเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วย เพราะในอดีตนั้น ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ หลังจากนั้นไทยก็กลับมาโตต่อไปได้อย่างแข็งแรง แต่ครั้งนี้ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก เหตุผลก็เพราะว่าตั้งแต่ก่อนวิกฤติหลายปีเราก็อ่อนแอลงมาโดยตลอดอยู่แล้ว ผมก็อยากจะหวังว่า หลังวิกฤติเราจะเกิด “ปาฏิหาริย์” ที่ทำให้ประเทศไทยกลับมาแข็งแกร่งและพร้อมต่อสู้กับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกได้อย่างที่เคยเป็นมาช้านาน และนั่นก็จะเป็นเวลาที่หุ้นไทยก็จะเติบโตขึ้นต่อไปอีกนานเช่นเดียวกัน

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://portal.settrade.com/blog/nivate/2020/04/07/2300