แจ้งเตือน

วิธีซื้อหุ้นบน Streaming ซื้อหุ้นออนไลน์ [Step By Step]

Finspace
วิธีซื้อหุ้นบน Streaming ซื้อหุ้นออนไลน์ [Step By Step]

เชื่อว่ามีหลายคนที่สนใจเล่นหุ้นมานาน และเกิดความสงสัยว่า แอปฯ Streaming ใช้ยังไง ศึกษาหาข้อมูลมาก็เยอะ จนรู้สึกมั่นใจแล้ว แต่เหตุผลที่ยังไม่ได้เริ่มลงทุนเป็นจริงสักทีคือซื้อหุ้นด้วยตัวเองไม่เป็นนั่นเอง

เพราะเอาเข้าจริงแล้วการซื้อหุ้นเป็นอะไรที่น่าปวดหัวสำหรับมือใหม่ แค่กดเข้าไปในโปรแกรมก็เจอตัวเลขอะไรไม่รู้กะพริบเต็มไปหมด วันนี้ FinSpace จึงมีฮาวทูซื้อหุ้นออนไลน์แบบง่าย ๆ มาฝาก

แต่ก่อนจะซื้อหุ้นได้นั้น เราต้องเปิดบัญชีก่อน ใครที่ยังไม่มีสามารถเลือกโบรกเกอร์เปิดพอร์ตหุ้นได้ที่ [ www.finspace.co/เปิดพอร์ตหุ้น-2564/ ]

เมื่อเปิดบัญชีเรียบร้อย โบรกเกอร์จะให้ Username สำหรับซื้อขายหุ้นทางอินเทอร์เน็ตมาให้เรา สำหรับเทรดผ่านโปรแกรมต่าง ๆ เช่น Streaming ที่เป็นโปรแกรมสามัญยอดนิยมของทุกที่

ก่อนอื่นให้ทุกคนดาวน์โหลดแอป Streaming ลงมือถือ แล้วมาดูวิธีซื้อหุ้นพร้อม ๆ กันทีละสเต็ป

เปิดแอปฯ Steaming Login เข้าสู่ระบบ

วิธีซื้อหุ้นบน Streaming ซื้อหุ้นออนไลน์ [Step By Step]

เปิดเข้าไปในแอปฯ จะเจอหน้าให้ Login เข้าสู่ระบบ ให้เลือกโบรกเกอร์ที่เราเปิดบัญชีด้วย และ Username – Password ที่ได้จากโบรกเกอร์

เข้าหน้าสรุปภาพรวม

วิธีซื้อหุ้นบน Streaming ซื้อหุ้นออนไลน์ [Step By Step]

เราจะเข้ามาสู่หน้าหลัก โดยจะบอกภาพรวมตลาดระหว่างวัน เช่น ดัชนี SET Index ดัชนีสูงสุดต่ำสุดของวัน มูลค่าการซื้อขาย ปริมาณการซื้อขาย กราฟแสดงความเคลื่อนไหวระหว่างวัน

หากต้องการซื้อหุ้น ก็ให้เลือกตรงแถบเมนู Buy/Sell ที่อยู่ด้านล่าง

เลือกคำสั่งซื้อ Buy

วิธีซื้อหุ้นบน Streaming ซื้อหุ้นออนไลน์ [Step By Step]

จากนั้นเลือกคำสั่งซื้อ (Buy) หรือ ขาย (Sell) ตรงเมนูย่อยด้านบน โดยมีรายละเอียดสำคัญที่ต้องระบุ ดังนี้

  • Symbol : ตัวย่อชื่อหุ้นที่ต้องการ
  • Volume : ระบุจำนวนหุ้น (ระบุเป็นจำนวนทวีคูณ 100 เช่น 100 หุ้น, 200 หุ้น, 300 หุ้น, …, 10,000 หุ้น, 100,000 หุ้น)
  • Price : ระบุราคาหุ้นที่ต้องการ
  • PIN : รหัสประจำตัวซึ่งเป็นตัวเลข 6 หลัก

เมื่อกรอกครบถ้วนแล้วก็ให้กดที่ Buy หรือ Sell เพื่อส่งคำสั่งซื้อหรือขาย และถ้ามีคนยินดีขายหรือซื้อตามราคาที่เราต้องการ คำสั่งก็จะเกิดการ Match หุ้นก็จะเข้ามาอยู่ในพอร์ตของเราทันที โดยเช็กได้ที่แถบ “Portfolio” ที่อยู่ด้านล่าง

รู้จักคำสั่งซื้อขายหุ้นประเภทอื่น ๆ เพิ่มเติม

วิธีซื้อหุ้นบน Streaming ซื้อหุ้นออนไลน์ [Step By Step]

ปกติแล้วคำสั่งจะตั้งค่าไว้ที่ Limit ที่ให้เราระบุราคาซื้อขายเอง แต่เรายังสามารถส่งคำสั่งประเภทอื่น ๆ โดยกดที่ลูกศรข้าง Limit จากนั้นกดเลือกคำสั่งซื้อขายที่ต้องการ ดังนี้

  • ATO : ซื้อขายทันที ณ ราคาเปิดตลาด
  • ATC : ซื้อขายทันที ณ ราคาปิดตลาด
  • MP : เสนอซื้อ ณ ราคาเสนอขายต่ำสุด หรือเสนอขาย ณ ราคาเสนอซื้อสูงสุด
  • MP-MKT : เหมือน MP แต่ถ้าจับคู่ไม่หมด ระบบจะตัดจำนวนที่เหลือทิ้ง
  • MP-MLT : เหมือน MP แต่ถ้าจับคู่ไม่หมด จะไปรอจับคู่จำนวนที่เหลือ ณ ราคา last price

รวมเครื่องมือการลงทุนใน Streaming

วิธีซื้อหุ้นบน Streaming ซื้อหุ้นออนไลน์ [Step By Step]

Streaming ไม่ได้ใช้แค่ซื้อขายหุ้นเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือนเครื่องมือการลงทุนแบบครบวงจร เช่น กราฟ ราคาหุ้นแบบ Real Time เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค เป็นต้น โดยมีฟังก์ชั่นที่ต้องใช้บ่อย ๆ ดังนี้

  • Sum : สรุปภาพรวมตลาด
  • Watch : ลิสต์หุ้นที่เราสนใจ
  • Quote : ค้นหาชื่อหุ้น
  • Bid : ดูความเคลื่อนไหวหุ้นที่สนใจ
  • Tricker : แสดงการซื้อขาย ณ ขณะนั้น รายวินาที
  • Portfolio : หุ้นในพอร์ตของเรา

นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชั่นอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย ทุกคนลองไปศึกษาเพิ่มเติมเพื่อติดอาวุธการลงทุนให้ตัวเองกันได้

FinSpace

ที่มาบทความ: https://www.finspace.co/สอนซื้อหุ้น-step-by-step-ในแอพ-steaming/

เปิดสาเหตุ ทำไม Ethereum ทำ All-time High?

Bitkub.com

หากติดตามข่าวสารวงการสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงนี้ ก็จะน่าจะเห็นข่าวเกี่ยวกับมูลค่าของ Ethereum (ETH) สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ได้ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำระดับสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ไปเมื่อไม่นานมานี้

ในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับ Ethereum พร้อมวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ราคาปรับสูงขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

Ethereum คืออะไร?

เปิดสาเหตุ ทำไม Ethereum ทำ All-time High?

Ethereum คือสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก มีมูลค่าตลาดรวม (Market cap) ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2021 สูงถึง 14 ล้านล้านบาท เป็นรองเพียง Bitcoin ที่มีมูลค่าตลาดรวม 34 ล้านล้านบาท อ้างอิงจากเว็บไซต์ Coinmarketcap

ความแตกต่างระหว่าง Bitcoin และ Ethereum คือ Bitcoin ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการเหมือนสกุลเงินทั่วไป โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในการบันทึกและตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรม ถึงแม้ปัจจุบัน Bitcoin จะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์สำหรับเก็บรักษามูลค่า (Store of value) เนื่องจากจำนวนเหรียญที่มีจำกัดและความยิ่งใหญ่ของเครือข่ายมากกว่าก็ตาม

ในขณะที่ Ethereum ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครือข่ายบล็อกเชนที่สามารถรองรับแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Application) และทำให้แอปฯ เหล่านี้ทำงานร่วมกันได้อย่างอิสระและโปร่งใส โดยมี Ether (ETH) เป็นสกุลเงินกลางของเครือข่าย จึงเกิดเป็นแอปพลิเคชันต่าง ๆ ขึ้นบนเครือข่าย Ethereum ไม่ว่าจะเป็นแอปฯ สำหรับแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล การกู้ยืม การระดมทุน และอื่น ๆ อีกมากมาย

สาเหตุที่ราคา Ethereum ทำ All-time High

เปิดสาเหตุ ทำไม Ethereum ทำ All-time High?

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2021 อ้างอิงจากเว็บไซต์ Coinmarketcap และกระดานเทรด Bitkub ราคาของ ETH ได้ขึ้นทำระดับสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ที่ 133,875.98 บาท ต่อ 1 ETH หรือประมาณ $4,134.76 โดยในไตรมาสนี้ Ethereum ได้ปรับขึ้นมาแล้วเกือบ 120% หรือ 500% หากนับตั้งแต่ต้นปี 2021

ปัจจัยด้านการลงทุน

เปิดสาเหตุ ทำไม Ethereum ทำ All-time High?

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ราคาของ Ethereum ปรับสูงขึ้น มาจากการที่ VanEck บริษัทด้านการลงทุนรายใหญ่แห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ประกาศยื่นจดทะเบียนกับ SEC สหรัฐฯ เพื่อเปิดกองทุน Ethereum ETF (Exchange-traded Funds) เป็นเจ้าแรก

ไม่ใช่แค่ในฝั่งสหรัฐฯ เท่านั้น ยังมี WisdomTree ที่ประกาศเปิดกองทุน Ethereum ETF ในฝั่งยุโรป ขณะที่แคนาดาก็มีสถาบันการเงินจดทะเบียนเพื่อเปิดกองทุน Ethereum ETF ถึง 3 สถาบัน ได้แก่ Purpose Investments, CI Global Asset Management และ Evolve ETFs

ปัจจัยที่กล่าวมาสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจที่จะลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลจากนักลงทุนเป็นวงกว้างมากขึ้น ต่างจากเดิมที่การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลจะสามารถทำได้ผ่านบริษัทฯ หรือกระดานซื้อขายเฉพาะทางเท่านั้น ส่งผลให้เกิดการเข้าซื้อ Ethereum เพื่อเก็งกำไรตอบรับข่าวดังกล่าว ราคา Ethereum จึงพุ่งสูงขึ้น

การอัปเกรดเครือข่ายครั้งล่าสุด

เปิดสาเหตุ ทำไม Ethereum ทำ All-time High?

เมื่อไม่นานมานี้  Ethereum ได้มีการอัปเกรดครั้งสำคัญ โดยใช้ชื่อว่า Berlin Hard Fork ซึ่งการอัปเกรดครั้งนี้เป็นการวางรากฐานสำหรับการสร้างสินทรัพย์ประเภทใหม่ ๆ ขึ้นบนเครือข่าย รวมถึงความพยายามในการลดค่าธรรมเนียม หรือ Gas fee ที่สูงเกินไปให้ลงมาอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล

Gas Fee ถือว่าเป็นจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุด ณ ปัจจุบันของ Ethereum เนื่องจากเครือข่ายมีผู้ใช้และจำนวนธุรกรรมที่มากขึ้น ผู้ใช้ที่ต้องการให้ธุรกรรมของตนได้รับการยืนยันจำเป็นต้องจ่าย Gas fee เป็นเหรียญ Ether ให้กับนักขุดเพื่อให้นักขุดยืนยันธุรกรรมนั้นเป็นอันดับแรก ๆ

แต่เนื่องจากเครือข่าย Ethereum มีผู้ใช้และจำนวนธุรกรรมที่สูงขึ้น ประกอบกับการที่ Ethereum ใช้ระบบ Proof-of-Work เพื่อตรวจสอบธุรกรรม ซึ่งเป็นระบบที่ต้องใช้เวลาและพลังงานในการประมวลผลค่อนข้างสูง รวมถึงการที่บล็อกแต่ละบล็อกของ Ethereum สามารถบรรจุข้อมูลได้จำกัด นักขุดจึงเลือกที่จะหยิบธุรกรรมที่จ่ายค่าธรรมเนียมสูงมายืนยันให้ก่อน ผู้ทำธุรกรรมจึงแข่งกันขึ้นค่าธรรมเนียมเพื่อให้ธุรกรรมของตนได้ไปก่อน ส่งผลให้ Gas fee ของ Ethereum พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ การอัปเกรด Berlin Hard Fork จึงเป็นการวางรากฐานเพื่อแก้ไขปัญหานี้ในอนาคต

EIP-1559 จะทำให้เหรียญ Ether มีจำกัด?

อีกหนึ่งการอัปเกรดที่วงการนักขุดกำลังจับตากันอย่างใกล้ชิด ก็คือข้อเสนอ EIP-1559 (Ethereum Improvement Proposal) ที่ออกแบบโดย Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum โดยจะเป็นข้อเสนอที่จะทำให้ค่า Gas fee ส่วนหนึ่งที่จ่ายให้นักขุดถูกทำลาย (เผา) ดังนั้น หากมีการใช้ข้อเสนอ EIP-1559 จริง อาจส่งผลให้มีเหรียญ Ether หมุนเวียนอยู่ในเครือข่ายน้อยลง

เมื่อมีเหรียญ Ether หมุนเวียนอยู่ในเครือข่ายน้อยลง ในขณะที่ความต้องการเหรียญยังอยู่ในระดับสูง จะส่งผลให้มูลค่าต่อเหรียญปรับสูงขึ้นตามกลไกของอุปสงค์-อุปทาน แม้การอัพเกรดดังกล่าวจะยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่นักลงทุนที่คาดการณ์เอาไว้ ก็อาจเร่งเข้าซื้อเหรียญ Ether เพื่อถือครองไว้ก่อนที่จำนวนเหรียญจะน้อยลงจริง ๆ ในอนาคต

ทั้งนี้ ข้อเสนอ EIP-1559 ถูกคาดการณ์ว่าจะมาพร้อมกับการอัพเกรด London Hard Fork ที่จะมาในช่วงเดือนมิถุนายน 2021 นี้ หรืออาจเกิดขึ้นหลังจากนั้นก็เป็นไปได้ และถึงแม้เหล่านักขุดจะไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว แต่ทางทีมผู้พัฒนา Ethereum กลับมีแนวโน้มจะผลักดันให้เกิดขึ้นจริง ๆ

สรุป

สาเหตุที่ทำให้ราคา ETH ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ เกิดจากกระแสการลงทุนในตลาดที่มีบรรดากองทุนแบบ ETF เข้ามาใน Ethereum เป็นจำนวนมากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนใน Ethereum ได้เป็นวงกว้างขึ้น

นอกจากนี้ การขึ้นของราคายังมีสาเหตุมาจากมุมมองเชิงบวกที่มีต่อการอัพเกรดครั้งล่าสุดของ Ethereum ที่อาจจะสามารถลดปัญหา Gas fee ที่สูงเป็นประวัติการณ์ได้ และยังมีความเป็นไปได้ที่เหรียญ Ether จะออกมาน้อยลงในอนาคต นักลงทุนบางส่วนจึงเร่งเข้าซื้อเพื่อถือครองไว้ก่อนที่เหรียญจะออกมาน้อยลงจริง ๆ ในอนาคต

อ้างอิง Coinmarketcap, Bloomberg, Coindesk, BTC Manager, Hackernoon

BitKub.com

Morning Brief 17/05/64 “Elon Musk เผย Tesla อาจเตรียมขาย Bitcoin” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA CHANNEL

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 17/05/2021

“Elon Musk เผย Tesla อาจเตรียมขาย Bitcoin”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones +360.68 จุด (+1.06%) S&P500 +61.32 จุด (+1.49%) Nasdaq +304.99 จุด (+2.32%) Small Cap 2000 +51.77 จุด (+2.38%) VIX index อยู่ที่ 18.81 (-18.68%) บริษัทใน S&P500 กว่า 86% รายงานรายได้และกำไรดีกว่าตลาดคาด และมากกว่าครึ่งใน 86% เป็นกลุ่มเทคโนโลยี ตัวเลขยอดค้าปลีกในเดือนเมษายน (U.S. retail sales) ไม่เติบโต จากที่ตลาดคาดว่าจะโต 1% ตัวเลขค่าความสัมพันธ์ระหว่าง S&P500 กับตัวเลขพันธบัตรรัฐบาลในตลาดซื้อขายล่วงหน้าปรับตัวขึ้นสูงสุดตั้งแต่ปี 1999

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +64.99 จุด (+1.64%) Dax เยอรมัน +216.96 จุด (+1.43%) CAC 40 ฝรั่งเศส +96.81 จุด (+1.54%) เศรษฐกิจยุโรปเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวจากแนวโน้มหลายประเทศเริ่มมีแผนเปิดเมือง การฉีดวัคซีนยังเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง อีกปัจจัยคือแนวโน้มการแข็งค่าของสกุลเงินยูโรเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนบางส่วนสู่ยุโรป

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 17 พ.ค. 2564) SET ไทยปรับตัวลดลงกว่า 10 จุดจากวันทำการก่อนหน้า ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเคลื่อนไหวในทิศทางลบประมาณ 1.2% ขณะที่ตลาดหุ้นจีนและอินเดียเคลื่อนไหวในทิศทางบวก ตัวเลขค้าปลีกของจีนที่ประกาศออกมาต่ำกว่าคาด

ทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 17 พ.ค. 2564) ราคาทองคำ เคลื่อนไหวอยู่ระดับประมาณ 1,850 เหรียญฯ ดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจัยที่น่าติดตามคือ ข่าวการขาย Bitcoin ของ Tesla ว่าจะมีการขายออกมาจริงหรือไม่ ซึ่งถ้าจริง อาจจะเป็นผลดีต่อทองคำ Silver เคลื่อนไหวที่ราคาประมาณ 27.76 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 65.42 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 68.75 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาเหล็กในตลาดซื้อขายล่วงหน้าของสิงคโปร์ติดลบประมาณ 10% สาเหตุจากทางการจีนมองว่าราคาเหล็กปรับตัวสูงและกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้ารวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อ จึงมีการประกาศจะเข้าไปควบคุมราคาเหล็ก ทำให้เป็นปัจจัยกดดันราคาเหล็ก

Cryptocurrency (เช้าวันที่ 17 พ.ค. 2564) Bitcoin ราคาปรับตัวต่ำกว่า 45,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในรอบ 7 วัน ปรับตัวลงกว่า 25% ขณะที่เหรียญอื่นๆ เช่น Ethereum รวมถึง Dogecoin ราคาปรับลดลงเช่นเดียวกัน Elon Musk ออกมาตอบทวีตเกี่ยวกับ Bitcoin ในทิศทางลบเกี่ยวกับข่าวที่ว่า Tesla มีแนวโน้มที่จะขาย Bitcoin ออกมาในอนาคต นอกจากนั้น ในอาทิตย์ที่แล้วมีข่าวการระงับการใช้ Bitcoin ในการซื้อขายรถ Tesla Musk ยังกล่าวถึง Dogecoin ว่าถ้าไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานได้ Tesla อาจจะออก cryptocurrency ของตัวเอง จากข้อมูลพบว่า Bitcoin และ Ethereum เป็นสกุลเงิน cryptocurrency 2 สกุล ที่มีสัดส่วนการใช้พลังงานมากที่สุด

ตลาดหุ้นเอเชียผลตอบแทนแพ้ตลาดหุ้นโลกใน 4 เดือนย้อนหลัง นอกจากนี้ในเดือนพฤษภาคม ตลาดหุ้นเอเชียมีผลตอบแทนย้อนหลังในช่วงนี้ค่อนข้างไม่ดีเฉลี่ยติดลบประมาณ -2% นอกจากนี้ผลประกอบการของเอเชียยังเติบโตได้ไม่ดีเท่าสหรัฐฯ (เอเชียประมาณ 10% สหรัฐฯ ประมาณ 16-17%) ในช่วงหลังหากดูราคาเปรียบเทียบระหว่างเอเชียกับ S&p500 โดยใช้ Relative P/E เห็นว่าตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลงมาระดับ -1S.D. บ่อยครั้ง ขณะที่การปรับตัวขึ้นทำได้แค่เท่ากับค่าเฉลี่ย

ตลาดหุ้นจีน ตอนนี้มีค่าความสัมพันธ์กับหุ้นโลกไปในทิศทางที่เป็นลบ ประเทศไทยมีแนวโน้มเชิงลบจากหนี้ครัวเรือนซึ่งอยู่ที่ 89.2% ขณะที่หนี้สินต่อหัวปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต ซึ่งจะเป็นแนวโน้มกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม หุ้นไทยหลายตัวมียังมีผลประกอบการที่ดี

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ มีแนวโน้มการลงทุนในหุ้น IPO ค่อนข้างมาก โดยจำนวนบริษัทที่เข้า IPO ในปี 2021 เท่ากับครึ่งหนึ่งของปี 2020 ขณะที่ในแง่ของมูลค่าในปี 2021 เกินปี 2020 ไปแล้ว สัดส่วนนักลงทุนรายย่อยยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ภาพรวมจำนวน IPO ของตลาดหุ้นทั่วโลก สูงสุดในปี 2017 ก่อนที่จะปรับตัวลดลงในช่วงปี 2018 – 2019 และฟื้นตัวได้เล็กน้อยในปี 2020 แต่ถ้าหากดูในแง่ของเม็ดเงิน IPO จะพบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี โดย Emerging market มีกระแสการทำ IPO เพิ่มขึ้นมา แต่จำนวนเงินจะเป็นสหรัฐฯ ที่มีมากที่สุด

JD Logistics เตรียม IPO ในตลาดหุ้นฮ่องกง มูลค่า 3,400 ล้านดอลลาร์ ใหญ่ที่สุดในปีนี้เป็นอันดับที่ 2 โดยก่อตั้งในปี 2007 รายได้เติบโต +47% ในปี 2020 ได้ปัจจัยบวกจากสถานการณ์ COVID-19

วันนี้สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในไทย อยู่ที่ 9,635 ราย ทำสถิติสูงสุดใหม่ (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,782 จากในเรือนจำ 6,853 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 25 คน มีผู้หายป่วยกลับบ้าน 1,397 ราย หายป่วยสะสม 39,774 ราย Bloomberg คาดการณ์ GDP ไตรมาส 1 -3.5% Reuters คาดการณ์ -3.3%

ไต้หวันและสิงคโปร์เผชิญตัวเลขผู้ป่วย COVID-19 เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงในสัปดาห์ก่อน ไต้หวันมีการสั่งปิดสถานที่ๆ มีความเสี่ยง เช่น สถานบันเทิง รวมถึงอาจจะใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้น ประชาชนเริ่มมีการกักตุนสินค้า เวียดนามพบผู้เสียชีวิต รวมถึงมีตัวเลขการติดเชื้อที่พุ่งสูงขึ้น

The Opportunity

The Opportunity ตลาดหุ้นอินเดีย BSE SENSEX มีแนวโน้ม sideway down จุดที่น่าสนใจคือ GDP Growth ที่จะเติบโต และจะขึ้นมาเป็นประเทศที่เศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก และมีการเติบโตของผลแระกอบการบริษัทจดทะเบียนที่สูงกว่าภูมิภาค แรงงานมีจำนวนมาก ค่าแรงยังอยู่ในระดับไม่แพง รวมถึงเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ P/E อยู่ที่ 22 ค่อนข้างแพง แต่ถ้าเปรียบเทียบกับ Emerging market ค่า P/E จะปรับลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย กอง INDIA 4 กองเด่นเทียบจาก Sharpe ratio ในรอบ 1 ปี คือ TMBINDAE, ASP-INDIA, KF-INDIA และ K-INDX (Passive) ผลตอบแทนย้อนหลัง 2 กอง ที่โดดเด่นทั้ง 1 ปี และ YTD. คือ TMBINDAE ถ้าดูผลการดำเนินงานของกองทุนหลักย้อนหลัง 5 ปี จะพบว่ากองทุนหลักของ ASP-INDIA ทำได้ดีที่สุด ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงอินเดียคือ จำนวนผู้ติดเชื้อ และสายพันธ์ที่ระบาดใหม่ นอกจากนี้การที่อินเดียมีสัดส่วนการบริโภคภายในเป็นหลัก ทำให้เมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้กระทบการบริโภคบ้าง การลงทุนระยะสั้นอาจจะมีปัจจัยกดดันบ้าง แต่ระยะยาวยังถือเป็นประเทศที่น่าสนใจ การลงทุนในอินเดีย มีความผันผวนของการลงทุนค่อนข้างสูง ผู้สนใจลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน และควรกระจายการลงทุนไปในประเทศหรือ sector อื่นด้วย

ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด (จำนวนจำกัด)

FINNOMENA Investment Team
ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด (จำนวนจำกัด)

     Weekly Market Insight ประจำสัปดาห์ 17 – 21 /05/64

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์”

(ถ้าเปิดจากโทรศัพท์แล้วดูแบบ preview ไม่ได้ ให้กดดาวน์โหลดมุมขวาบน)

News Update: Elon Musk เผย Tesla อาจเตรียมขาย Bitcoin กดดันราคาเหรียญร่วง

FINNOMENA Reporter
News Update: Elon Musk เผย Tesla อาจเตรียมขาย Bitcoin กดดันราคาเหรียญร่วง

Elon Musk ซีอีโอของ Tesla บอกเป็นนัยผ่าน Twitter ของเขาเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ว่า มีความเป็นไปได้ที่ Tesla จะขายส่วนที่เหลือของการถือครอง Bitcoin กดดันให้ราคาของสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดอย่าง Bitcoin ลดลงราว 8% ในช่วงบ่าย

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Tesla ประกาศระงับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการใช้ Bitcoin” เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสำหรับการขุด Bitcoin กดดันราคาของ Bitcoin ลดลงประมาณ 5% ในนาทีแรกหลังจากการประกาศของ Musk อย่างไรก็ตาม Tesla ยังคงมีแผนที่ถือ Bitcoin ต่อไป

แต่ดูเหมือนว่า Musk จะกลับลำคำพูดของเขาเสียแล้วเมื่อเขาบอกเป็นนัยผ่าน Twitter ของเขาว่ามีความเป็นไปได้ที่ Tesla อาจขายส่วนที่เหลือของการถือครอง Bitcoin กดดันราคา Bitcoin ลดลงต่ำกว่า 45,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบเกือบสามเดือน

Musk เป็นผู้สนับสนุนคริปโตเคอเรนซีรายใหญ่ซึ่งช่วยเพิ่มราคาของเหรียญดิจิทัลรวมถึงบิตคอยน์หลายครั้งในปีที่ผ่านมา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ Tesla เปิดเผยว่า บริษัทซื้อ Bitcoin มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ โดยมีกำไรสุทธิ 101 ล้านดอลลาร์จากการขาย Bitcoin ซึ่งช่วยเพิ่มผลกำไรสุทธิให้สูงเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสแรก

อย่างไรก็ตามเขายังคงผลักดันการทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินดิจิทัล SpaceX ซึ่งเป็นกิจการด้านการบินและอวกาศของเขาประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าจะรับ dogecoin เพื่อเปิดตัว ‘DOGE-1 mission to the Moon’ ส่งผลให้ราคาเหรียญ dogecoin เพิ่มขึ้นและยังเป็นการผลักดันให้เกิดการยอมรับในหมู่ผู้ค้าบางราย

ที่มา: Bloomberg, CNBC

บริษัทไหน ได้ประโยชน์เทรนด์ Work From Home I POCKET MONEY EP10

FINNOMENA CHANNEL
บริษัทไหน ได้ประโยชน์เทรนด์ Work From Home I POCKET MONEY EP10

วิกฤตการณ์โควิดในประเทศไทยกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลาย ๆ ท่านพยายามหาทางปรับตัวสู้สถานการณ์ให้ได้มากที่สุด อย่างการทำงานที่บ้าน หรือ Work from home มีบางธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากวิกฤติครั้งใหญ่นี้ คลิปนี้เลยมัดรวม 4 กลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่เปลี่ยนไปในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 มาเล่าให้ฟังกัน

1. กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน/เรียนทางไกล 

เมื่อถึงคราวจำเป็นต้องงดกิจกรรมทางสังคมของคนหมู่มาก แต่การงานและการเรียนยังต้องเดินหน้าต่อ สิ่งหนึ่งที่ออฟฟิศและโรงเรียนต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้อย่างแน่นอนคือ

  • โปรแกรม Video Conference เช่น Zoom, Google Meet หรือ Microsoft Teams
  • บริษัทที่ให้บริการระบบ Cloud Computing อย่าง Amazon
  • บริษัทบริการการเซ็นสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง DocuSign
  • บริษัทที่ให้บริการความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ อย่างบริษัท Norton Lifelock เจ้าของโปรแกรมแอนตี้ไวรัสชื่อดัง อย่าง Norton Antivirus

2. กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง เดลิเวอรี่ ร้านค้าออนไลน์ 

เมื่อออกนอกบ้านไม่ได้ แต่ต้องกินต้องใช้ ธุรกิจเหล่านี้ก็เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกได้มาก ไม่ว่าจะเป็น

  • ธุรกิจขนส่งอย่าง Kerry
  • ธุรกิจบริการจัดส่งสินค้าถึงที่อย่าง Grab
  • ธุรกิจร้านค้าออนไลน์ จะซื้ออะไรก็เสิร์ช อย่าง Lazada 

3. กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนันทนาการ พักผ่อนหย่อนใจ 

ก็เพราะว่าอยู่แต่ในบ้าน ทำงานจนเครียดก็ไม่รู้จะผ่อนคลายที่ไหน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความบันเทิงในบ้านก็ได้รับประโยชน์ไปเต็ม ๆ ไม่ว่าจะ

  • บริษัทเกมส์ออนไลน์ อย่าง Tencent
  • บริษัทจำหน่ายอุปกรณ์กีฬาในบ้าน อย่าง Fitbit, Peloton
  • บริษัทบริการสตรีมมิ่งอย่าง Netflix, Spotify
  • บริษัทผลิตไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และที่หลายคนอาจประหลาดใจก็คือธุรกิจ High fashion อย่างบริษัทเจ้าของหลุยส์ วิตตอง อย่าง LVMH Moet Hennessy Louis Vuitton SE  

4. กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ / สุขอนามัย

เมื่อโควิดเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ก็ส่งผลให้เกิดความกังวลในเรื่องความสะอาด สุขอนามัย และปัญหาสุขภาพ กลุ่มบริษัทที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้จึงได้แก่

  • บริษัทที่ให้บริการทางการแพทย์ระยะไกล หรือ Telemedicine อย่างบริษัท Teladoc
  • บริษัทผลิตยาและวัคซีน อย่าง Pfizer, Moderna
  • บริษัทผลิตผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น Reckitt Reckitt Benckiser เจ้าของแบรนด์ที่คนไทยรู้จักกันดีอย่าง Dettol 

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเมื่อลงทุน

ในปัจจุบันสถานการณ์โควิดในแต่ละประเทศหนักเบาไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกับช่วงเริ่มต้นที่สถานการณ์รุนแรงใกล้เคียงกันหมด ดังนั้นในบางประเทศที่สถานการณ์คลี่คลาย กลุ่มธุรกิจที่เคยได้ประโยชน์มาก ๆ ในวันนั้น ก็อาจเป็นคนละธุรกิจกันกับที่กำลังขยายตัวในเวลานี้

สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (8-14 พ.ค. 64)

FINNOMENA
กองทุนผลตอบแทนเด่น 8-14 พ.ค.

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ยังคงมีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้มีแรงเทขายหุ้นออกมาทั้งในดัชนี Dow Jones, S&P500, และ Nasdaq กองทุนไหนยังทำผลตอบแทนได้โดดเด่น และเป็นกองทุนยอดนิยมที่มีผู้ค้นหามากที่สุดบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน FINNOMENA
บทความนี้จะขอพาผู้อ่านไปดูกันครับ

1.10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นประจำสัปดาห์ (8-14 พ.ค. 64)

ผลตอบแทนเด่นกองทุน 8-14 พ.ค.

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 14 พ.ค. 2564)

1.KT-MINING – กองทุนเปิด เคแทม เวิลด์ เมทัล แอนด์ ไมน์นิ่ง ฟันด์

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +5.84%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +27.76%

2.WE-GOLD – กองทุนเปิด วี โกลด์ แอนด์ ซิลเวอร์ อิควิตี้

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +4.18%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +5.04%

3.UOBSC – กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท คอมโมดิตี้

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +4.06 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +27.75%

ดูรายละเอียดกองทุนทั้ง 10 อันดับเพิ่มเติม : KT-MINING, WE-GOLD, UOBSC, K-GOLD-A(A), UOBSG – H, TMBCHEQ, ASP-NGF, I-GOLD, TISCOCHA-A, KF-GOLD

หมายเหตุ: ข้อมูลกองทุน อัปเดตล่าสุด เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2564 ข้อมูลผลตอบแทนบางกองทุนในหน้า 10 อันดับ อาจมีการแสดงผลตอบแทนที่แตกต่างจากแต่ละหน้ากองทุน เนื่องจากการดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน (ซึ่งนับวันที่ในรอบสัปดาห์แตกต่างกัน)

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 19 บลจ. สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

2. 10 อันดับกองทุนที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในรอบสัปดาห์บนแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ FINNOMENA (8-14 พ.ค. 64)

กองทุนยอดนิยมบน finnomena 8-14 พ.ค. 64

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 14 พ.ค. 2564)

สัปดาห์นี้ กองทุน TMBAGLF ขึ้นมาติด 10 อันดับกองทุนยอดนิยม ขณะที่ K-CHINA-A(D) หลุดจาก 10 อันดับแรกไป

1.ONE-UGG-RA : กองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: -6.36 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD) : -4.16 %

2.TMBGQG : กองทุนเปิดทหารไทย Global Quality Growth

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: -3.46 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +3.98 %

3.ONE-GECOM : กองทุนเปิด วรรณ โกลบอล อีคอมเมิร์ซ

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: -7.85 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -6.46 %

ดูรายละเอียดกองทุนยอดนิยมเพิ่มเติม : ONE-UGG-RA, TMBGQG, ONE-GECOM,  K-USA-A(A), TMB-ES-GINNO, TMBCOF, K-VIETNAM, B-INNOTECH, K-CHANGE-A(A)TMBAGLF

3. 10 อันดับกองทุนยอดนิยมบนเว็บไซต์ FINNOMENA : บน Social Media กองทุนไหนได้รับการพูดถึงมากที่สุด ? (8-14 พ.ค. 64)

zocial eye top fund 14 may

เปรียบเทียบ 10 อันดับกองทุนยอดนิยมบนเว็บไซต์ FINNOMENA ที่ได้รับการพูดถึงบน Social Media มากที่สุด
ข้อมูลและวิเคราะห์โดยทีมงาน FINNOMENA ผ่านเครื่องมือ ZOCIAL EYE ณ วันที่ 14 พ.ค. 2564

บนเว็บไซต์ FINNOMENA กองทุนยอดนิยมที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดคือ ONE-UGG-RA แต่ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา บน Social Media กองทุน K-USA-A กลับเป็นกองที่มีการพูดถึงมากที่สุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยรองลงมาคือ ONE-UGG-RA และ TMBGQG

zocial eye top fund channel 14 may

 เปรียบเทียนแต่ละช่องทาง Social Media ที่มีการพูดถึง 10 อันดับกองทุนยอดนิยมบนเว็บไซต์ FINNOMENA มากที่สุด
ข้อมูลและวิเคราะห์โดยทีมงาน FINNOMENA ผ่านเครื่องมือ ZOCIAL EYE ณ วันที่ 14 พ.ค. 2564

ขณะที่ในส่วนของช่องทาง Social Media จะพบว่า K-USA-A มีการพูดถึงบนช่องทาง Forum (เว็บบล็อค เช่น Pantip) มากที่สุด ขณะที่ช่องทาง Facebook จะเป็นกองทุน ONE-UGG-RA และ TMBGQG ในช่องทาง YouTube

หมายเหตุ
1.ข้อมูลบน Social Media ที่จัดเก็บได้แก่ Facebook, Twitter, Instagram, YouTube, Forum, News, Blog โดยในส่วนของ Facebook จะไม่นับรวมการพูดถึงบน Facebook Group

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 19 บลจ. สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากกองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงบางส่วน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT

Hello! IPO Ep.11 : KT-CHINABOND / KFAHYBON-A / SCBGEX

FINNOMENA Podcast

Hello! IPO Ep.11 : KT-CHINABOND / KFAHYBON-A / SCBGEX

“Hello! IPO รายการที่จะพาทุกคนพบกับกองทุนเปิดใหม่แกะกล่องประจำสัปดาห์ พร้อมแนะนำกองทุน IPO ที่น่าสนใจ”


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

โพลภาพตลาดหุ้นสหรัฐ ณ กลางปี 2021

MacroView
โพลภาพตลาดหุ้นสหรัฐ ณ กลางปี 2021

ในช่วงกลางปีของทุกปี ทางดาวน์โจนส์จะทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้จัดการกองทุนทั่วสหรัฐ ในปี 2021 ผลปรากฎออกมาเป็นดังนี้

เริ่มจากมุมมองตลาดหุ้นสหรัฐก่อน โดยสองในสามของผู้ถูกสอบถามทั้งหมดเชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในปี 2021 จะมีผลประกอบการที่ดี ราวเกือบหนึ่งในสี่ของทั้งหมดมองแบบปานกลางกับตลาด และอีกร้อยละ 7 มองตลาดว่าจะไม่ดี ซึ่งถือว่าลดลงครึ่งหนึ่งจากปีที่แล้ว โดยกลุ่มแรกประเมินว่าผลตอบแทนดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐจะสูงขึ้นราวร้อยละ 5 จากวันนี้ ในขณะที่กลุ่มสุดท้าย มองว่าดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐจะลดลงราวร้อยละ 10

ในขณะที่มีผู้จัดการกองทุนราวร้อยละ 40 ของทั้งหมด มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐซึ่งขณะนี้มีอัตราส่วน P/E ที่ 23 เท่าของค่าเฉลี่ยกำไรต่อหุ้นที่ 178 ดอลลาร์ มีดัชนีที่สูงเกินกว่าระดับที่เป็นมูลค่าที่เหมาะสมของตนเอง โดยผู้ที่มองในมุมดังกล่าว ส่วนใหญ่ประเมินว่าดัชนีสูงเกินมูลค่าที่เหมาะสมระหว่างร้อยละ 11-15

ส่วนอันดับความเสี่ยงสูงสุดที่ถูกมองว่าจะกระทบต่อตลาดหุ้น 5 อันดับ ได้แก่ หนึ่ง การขึ้นของอัตราดอกเบี้ย สอง การกลายพันธุ์ของโควิด สาม นโยบายการขึ้นภาษีของโจ ไบเดน สี่ อัตราเงินเฟ้อ และ ห้า ความผิดพลาดจากการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังของทางการ ในขณะที่ส่วนใหญ่มองว่าธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยระหว่างปี 2022-2023

หากพิจารณาจากมุมของลูกค้าของผู้จัดการกองทุน ส่วนใหญ่มองตลาดหุ้นสหรัฐไว้แบบกลาง ๆ ถึงในแง่ดี โดยจะลงทุนตราสารทุนใน 12 เดือนถัดไป ราวร้อยละ 70 และลงทุนในตลาดบอนด์ไม่ถึงร้อยละ 20 รวมถึงส่วนใหญ่ยังมองว่าอัตราผลตอบแทนในตลาดหุ้นสหรัฐใน 10 ปีข้างหน้า จะอยู่ที่ร้อยละ 6-10 ต่อปี

เมื่อผู้จัดการกองทุนถูกถามถึงว่าตลาดหุ้นภูมิภาคใดที่น่าสนใจในอีก 12 เดือนข้างหน้า ส่วนใหญ่มองว่าเป็นตลาดหุ้นของตลาดเกิดใหม่และตลาดหุ้นสหรัฐ โดยการลงทุนหุ้นยังเป็นที่นิยมที่สุด ที่ร้อยละ 64 ของโพล และชอบหุ้นแนว Value Stock มากกว่าประเภทอื่น โดยลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ที่ร้อยละ 12 และลงในอสังหาริมทรัพย์ที่ร้อยละ 7

ในขณะที่เซกเตอร์ซึ่งบรรดาผู้จัดการกองทุนคาดว่า น่าจะมีผลประกอบการที่ดีในปีนี้ ได้แก่ เซกเตอร์การเงิน และเซกเตอร์อุตสาหกรรม ส่วนเซกเตอร์ที่ส่วนใหญ่มองว่าจะย่ำแย่ที่สุด ได้แก่ เซกเตอร์สาธารณูปโภค และ อสังหาริมทรัพย์

ส่วนหุ้นที่เป็นที่นิยมของโพลนี้ ได้แก่ Apple, JPMorgan, Amazon, Citigroup และ Facebook ส่วนหุ้นที่ถูกมองว่าแพงเกินไป 5 อันดับแรก ได้แก่ Tesla, Gamestop, Facebook, Snowflake และ Zoom

ด้านราคาบิตคอยน์ ณ สิ้นปี 2021 คาดว่าจะเท่ากับ 48,247 ดอลลาร์ ส่วนราคาทองคำ คาดว่าจะเท่ากับ 1,789 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และราคาน้ำมัน Nymex ที่ 64.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ในส่วนของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2021 คาดไว้ที่ร้อยละ 5-6 ส่วนอัตราการเติบโตของจีดีพีสหรัฐในปี 2022 ที่ร้อยละ 3-4 และคาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายระหว่างปี 2022 และ 2023 ในสัดส่วนของคะแนนที่ไล่เลี่ยกัน ส่วนอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี ที่ร้อยละ 2-2.5 ในอีก 12 เดือนข้างหน้า

โพลภาพตลาดหุ้นสหรัฐ ณ กลางปี 2021

รูปที่ 1 ผลสำรวจค่าเงินดอลลาร์และการทำงานของทางการสหรัฐ

ด้านค่าเงินดอลลาร์ ส่วนใหญ่จะมองว่าแข็งหรืออ่อนค่าในอีก 12 เดือนข้างหน้า ด้วยสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน โดยที่ชื่นชมการทำงานของธนาคารกลางสหรัฐมากกว่ารัฐบาลสหรัฐอยู่เล็กน้อย ดังรูปที่ 1

โพลภาพตลาดหุ้นสหรัฐ ณ กลางปี 2021

รูปที่ 2 การให้คะแนนการทำงานของรัฐบาลโจ ไบเดน และความกังวลต่อปัญหาหนี้ภาครัฐของสหรัฐ

สำหรับการทำงานของโจ ไบเดน ส่วนใหญ่จะให้เกรด B มากที่สุด ตามด้วยเกรด C และเกรด A รวมถึงกังวลถึงปัญหาหนี้ภาครัฐของสหรัฐอยู่บ้าง ดังรูปที่ 2

โดยภาพรวมแล้ว ในปีนี้ จะพบว่านักลงทุนส่วนใหญ่จะมองตลาดหุ้นสหรัฐเป็นบวกมากกว่าความคิดเห็นของผู้จัดการกองทุนโดยรวม

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/652499

“But this time is different” เมื่อมนุษย์ไม่เข็ดหลาบจากอดีต

BottomLiner
“But this time is different” เมื่อมนุษย์ไม่เข็ดหลาบจากอดีต

ในทุก ๆ ฟองสบู่ ที่หุ้นขึ้นไปแรง ๆ จะมีคำว่า “but this time is different” แต่ในครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิมนะ !!! จุดจบคือเม่าตายเรียบ และมักเกิดความเสียหายในวงกว้าง ในรูปแบบเดิม ๆ ที่ค่อนข้างชัดเจน

เราอาจคุ้นหูกับคำว่า “history repeat itself”, “วิกฤตเกิดขึ้นทุก ๆ 10 ปี บลา ๆๆ”

“But this time is different” เมื่อมนุษย์ไม่เข็ดหลาบจากอดีต

รู้หรือไม่ ในเวลาที่หุ้นขึ้นนั้น ก็จะมีกลุ่มหุ้นเกาะกระแสลอยขึ้นมางง ๆ โดยมีลักษณะสำคัญที่น่ากลัวเช่น

1. ยังไม่ได้ทำ หรือเพิ่งเริ่มจะแหย่เท้าเข้ามาในธุรกิจที่กำลังเป็นกระแส ดูว้าว เข้าถึงง่าย น่าสนใจ

2. ชื่อใหม่ไม่คุ้นหู

3. กดดูกราฟราคาพบว่าเคยขึ้นไปสูง ๆ และระเบิดตูมกลายเป็นโกโก้ครั้นช์ แช่ทิ้งไว้นานแสนนานหลายปี

3.1 เคยขึ้น และลงกลับมาที่เดิมบ่อย ๆ

3.2 เพิ่มทุน เก่งจริง ๆ เพิ่มเอา ๆ

3.3 หากำไรไม่เจอ P/E ไม่มี หรือมีเป็นร้อย

4. เช็กในอดีตพบว่ามีการเปลี่ยนชื่อบ่อยครั้ง

5. บางครั้งพบประวัติผู้บริหารไม่ดีเท่าไหร่

6. มักจบด้วยใบอนุญาตไม่ได้ตามคุย ผลิตไม่สำเร็จ วิจัยปลอม โกดังกลวง บริษัทกลวง ราคาขายสินค้าไม่ได้ตามคุย คู่แข่งเยอะ supply ล้น เลวร้ายสุด ๆ จบด้วย Fraud ฉ้อโกงทางบัญชี

แน่นอนว่าหุ้นหลอกกินตังเม่าเหล่านี้ สะท้อนพฤติกรรมตลาดมาก ๆ โดยมากก็คือหลอกนักลงทุนหน้าใหม่เข้าไปในตลาด ส่วนนักลงทุนหน้าเก่าก็ล้มหายตายจากไปเยอะ และเบื่อจะเตือนหน้าใหม่กัน เพราะเตือนไปก็ไม่ค่อยได้ผล

ยกตัวอย่างเช่น หากคุณกำไรอยู่ 100% 200% 300% แล้วมีคนที่เคยเจ๊ง หมดตัว มาเตือนคุณ คุณก็อาจจะหัวเราะ ขำ หรือบางครั้งสมเพชว่าเจ๊งไปแล้วยังจะมาพูดอะไร และอาจมองว่าคนที่ไม่ได้ตามหุ้นอยู่ตอนนี้ จะมาพูดอะไรก็ได้

อาจไปกดดูศึกษาในอดีต ว่ามันเคยขึ้นแล้วดิ่งลงมา แต่ในครั้งนี้ยังเชื่อมั่นต่อ เพราะครั้งนี้มันต่างออกไป “but this time is different”

บรรยากาศก็เป็นใจ มักจะมีการสร้างความเชื่อใหม่ ๆ เช่นในยุคดอทคอม เน้น burn cash ในยุคนี้เริ่มเห็นคนพูดว่าหุ้นไม่จำเป็นต้องมีกำไร รายได้ไม่ต้องโต มี Momentum ก็พอ

และโดยมากก็จะไปถือหุ้น ที่ดูอยู่ใน 6 ข้อ กัน

หุ้นไทยคงไม่ต้องพูดว่ากลุ่มไหนตัวไหน ส่วนหุ้นต่างประเทศขอยกตัวอย่างกลุ่ม Clean Energy ที่เราแอบแซะบ่อย ๆ เพราะหลายตัวราคาขึ้น จน Tesla ยังต้องชิดซ้าย มีบางตัวเข้าข่าย และล่าสุด ก็มีเจ้าดัง ติด top 3 เกือบทุก ETF clean energy เปิดเผยว่ามีการฉ้อโกงทางบัญชี Fraud มาได้ 4 ปี แล้ว OMG mak ja

ก็อย่าลืมว่า คนเหล่านั้นที่มาเตือนแล้วเราไม่ฟัง อาจจะเคยผ่านสถานการณ์เดียวกันกับคุณมาแล้ว ดังประโยคที่ว่า “อาบน้ำร้อนมาก่อน” คำว่าหุ้นขึ้นด้วยโมเมนตัม มันมีวันสิ้นสุดดังความหมายของมัน ไม่อาจคงอยู่ได้ตลอดไป

History repeat itself ก็ดูจะหมายถึงพฤติกรรมของมนุษย์นั่นเอง เพราะตลาดหุ้นก็คือแหล่งสะท้อนอารมณ์ของนักลงทุนนั่น จึงเป็นวาทกรรมที่ส่งทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

*ต้องเรียนแจ้งก่อนว่าทางเราเขียนเนื้อหาขึ้นมาเองนะครับ แค่เห็นรูปเข้ากับเนื้อหาเลยนำมาแปะพวกความเห็นต่าง ๆ ที่ดูแรงหน่อยในบทความ นี่ทาง Sir John Templeton ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นนะ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดกัน เป็นผมนี่ละเขียน เพราะมันคือความจริง ที่ควรบอกเล่าออกมา

BottomLiner

ที่มาบทความ: https://bottomliner.co/uncategorized/but-this-time-is-different/

ถอดคำศัพท์จาก THE OPPORTUNITY ตอน “เทค จีน ทอง ลงมารับ หรือ ลงมาทับ?” I REPEAT AFTER ME EP2

FINNOMENA CHANNEL
ถอดคำศัพท์จาก THE OPPORTUNITY ตอน "เทค จีน ทอง ลงมารับ หรือ ลงมาทับ?" I REPEAT AFTER ME EP2

THE OPPORTUNITY – “เทค จีน ทอง ลงมารับ หรือ ลงมาทับ?” ณ วันที่ 1 มี.ค. 64  

QE  

  • Quantitative Easing คือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ 
  • กระบวนการคือ ธนาคารกลางจะเข้าไปซื้อ “สินทรัพย์ทางการเงิน” ในปริมาณมหาศาล โดยทั่วไปจะเป็นการซื้อสินทรัพย์ทางการเงินที่สถาบันการเงินต่าง ๆ ได้ฝากไว้กับธนาคารกลาง มักเป็นสินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ชนิดต่าง ๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ของบริษัทใหญ่ ๆ เป็นต้น แต่ก็ไม่ได้มีข้อจำกัดว่าต้องซื้อเฉพาะตราสารที่มีความปลอดภัยเท่านั้น และในบางกรณีก็เป็นการพิมพ์เงินขึ้นมาใหม่ดื้อ ๆ ได้เลย 
  • เป็นมาตรการที่ทำได้เฉพาะในประเทศใหญ่ ๆ มีความมั่นคงและน่าเชื่อถือของระบบเศรษฐกิจของประเทศสูงเท่านั้น เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น 
  • เมื่อสินทรัพย์ทางการเงินดังกล่าวเปลี่ยนสภาพเป็น “เงินสด” ธนาคารเอกชนก็จะมีเงินสดเตรียมไว้ปล่อยสินเชื่อให้นักธุรกิจได้ทันที จึงทำให้มาตร QE มีลักษณะเหมือนการ “อัดฉีด” หรือ “แจกเงินสด” 
  • นอกจากนี้ยังส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินกู้ในตลาดค่อย ๆ ลดต่ำลงตาม ทำให้ธุรกิจเกิดแรงจูงใจที่จะกู้ยืมเงินไปทำธุรกิจมากยิ่งขึ้น เกิดการสร้างงานตามมา และนำไปสู่การใช้จ่ายของประชาชนในท้ายที่สุด 
  • มาตรการนี้มักถูกเรียกว่าเป็น “ยาแรง” คือช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่มักหลีกเลี่ยงถ้าไม่จำเป็น เพราะส่งผลเสียระยะยาวได้ เช่น เมื่อเงินในระบบมีเยอะจนล้น มูลค่าที่แท้จริงของ Paper money ก็ลดลง อาจกลายเป็นปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงได้ ทวีปัญหาความเหลื่อมล้ำให้รุนแรงขึ้น ฯลฯ

FANGMAN 

  • หมายถึงหุ้นเทคตัวท็อป ตัว ได้แก่ Facebook, Apple, Netflix, Google, Microsoft, Amazon, Nvidia 
  • มูลค่ากิจการรวมกันขนาดใหญ่กว่าครึ่งนึงของตลาด NASDAQ และคิดเป็นประมาณ ¼ มูลค่าตลาด S&P500 
  • นับได้ว่าใหญ่กว่า GDP ของญี่ปุ่น เยอรมนี และอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มี GDP สูงเป็นอันดับที่ 3, 4 และ ของโลกตามลำดับ

Trigger Point  

  • แปลตรงตัวก็คือ “จุดลั่นไก” 
  • ในพจนานุกรมนักลงทุนมักจะหมายถึงจุดที่กำหนดไว้ล่วงหน้าว่าจะซื้อหรือขายสินทรัพย์ลงทุนที่อยู่ในความสนใจ โดยที่ถ้าปัจจัยที่กำหนดเกิดขึ้นจริง ก็จะทำรายการซื้อหรือขายโดยไม่ต้องลังเล หรือรอปัจจัยสนับสนุนอื่นเพิ่มอีกต่อไป เช่น กำหนดว่าเมื่อดัชนีราคาตลาดหุ้นย่อตัวลง 5% จะนำเงินก้อนที่สะสมไว้เข้าซื้อกองทุนดัชนี เป็นต้น

Fear & Greed Index 

  • เป็นดัชนีที่พัฒนาโดย CNN Money จากสหรัฐ ใช้เป็นเครื่องมือในการบอกอารมณ์ของตลาด ว่าตอนนี้กำลังกลัว (Fear) หรือโลภ (Greed) เพราะต้องยอมรับว่าปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาดการลงทุน ไม่ใช่ด้วยข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยอารมณ์ของนักลงทุน ที่บางครั้งก็ไม่สมเหตุสมผลกับข้อเท็จจริงอยู่ด้วย 
  • ดังนั้นการติดตามอารมณ์ของนักลงทุนหมู่มาก จึงเป็นส่วนนึงที่ช่วยวิเคราะห์ตลาดได้ 
  • ดัชนีถูกคำนวณจากปัจจัย ข้อ ได้แก่ 
    • 1. Stock price momentum คือการเอาราคาของตลาดขณะนั้น เทียบกับราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 125 วัน ถ้ายิ่งมากแปลว่าตลาดกำลังโลภ ยิ่งน้อยแปลว่ากำลังกลัว
    • 2. Stock price strength เอาจำนวนของหุ้นที่สูงกว่าราคา 52-week เทียบกับจำนวนหุ้นที่ลงต่ำกว่า 52-week ถ้าจำนวนของฝั่งที่สูงกว่ามีมากกว่า โลก มีน้อยกว่า = กลัว
    • 3. Stock price breadth เทียบปริมาณการซื้อกับปริมาณการขาย แน่นอนว่ายิ่งซื้อมากกว่าขาย โลภ ขายมากกว่าซื้อ กลัว
    • 4. Put and call options เอาปริมาณการซื้อตราสารเก็งกำไรมาเทียบกัน ถ้าเก็งว่าราคาจะขึ้นเยอะกว่า โลภ เก็งว่าราคาจะลงเยอะกว่า กลัว
    • 5. Junk bond demand เทียบ yield spread หรือความห่างระหว่างผลตอบแทนจากตราสารหนี้เสี่ยงต่ำ กับตราสารหนี้เสี่ยงสูง ถ้า spread ห่าง ก็หมายถึงผู้ออกตราสารหนี้เสี่ยงสูงต้องยอมจ่ายดอกเบี้สูงมาก กว่าคนจะยอมซื้อตราสารหนี้นั้น แปลว่าคนกำลัง “กลัว ที่จะลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง ถ้า spread ไม่ห่าง ก็หมายถึงผู้ออกตราสารหนี้เสี่ยงสูงไม่จำเป็นต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงเท่าไหร่ คนก็ยินดีจะซื้อตราสารหนี้ตัวนั้นแล้ว แปลว่านักลงทุนกำลัง “โลภ”
    • 6. Market volatility ยิ่งผันผวนมากแปลว่ายิ่งกลัวมาก
    • 7. Safe heaven demand ความต้องการวิ่งเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เทียบผลตอบแทนหุ้นกับตราสารหนี้ ยิ่งน้อยแปลว่าคนเริ่มขายหุ้นออก กลัว
  • ตัวเลขถูกนำมาคำนวณเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก วัดเป็นสเกลตั้งแต่ 0-100 าดัชนีอยู่ที่ระดับ 50 แปลว่ากลาง ๆ ยิ่งน้อยแปลว่า Fear ยิ่งมากแปลว่า Greed 
  • อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ตอนนี้คนกำลังกลัวหรือโลภ? หาคำตอบผ่าน Fear & Greed Index

$100 Billion Club คืออะไร?: ทำความรู้จักกับ 8 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก

planet 46
$100 Billion Club คืออะไร?: ทำความรู้จักกับ 8 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก

ไม่ว่าใคร ๆ ก็คงมีความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็น “มหาเศรษฐี” มีสินทรัพย์หลักร้อยล้านพันล้านไปจนถึงหลักแสนล้านกันแน่ ๆ แล้วเคยสงสัยกันหรือไม่ว่ามหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกมีสินทรัพย์เป็นแสน ๆ ล้านเนี่ย เขาเป็นใครและทำธุรกิจอะไร? 

ในบทความนี้จะขอพาทุกคนไปรู้จักกับสมาชิกใน “$100 Billion Club” กัน โดยคำนี้เป็นคำที่เอาไว้เรียกบุคคลที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิตั้งแต่ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็น “เศรษฐีแสนล้าน” (Centibillionaire) นั่นเอง ซึ่งในโลกมีเพียงแค่ 8 คนเท่านั้น! 8 ท่านนี้จะมีใครบ้าง แต่ละท่านทำธุรกิจอะไร ติดตามได้เลย

$100 Billion Club คืออะไร?: ทำความรู้จักกับ 8 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก

#1: Jeff Bezos

$100 Billion Club คืออะไร?: ทำความรู้จักกับ 8 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก

Jeff Bezos

ที่มา: John Locher | AP Photo 

เริ่มกันที่มหาเศรษฐีท่านแรกที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกว่า 1.93 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เขาเป็นผู้ก่อตั้ง “Amazon” บริษัทค้าปลีกออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคนนั้นก็คือ “Jeff Bezos” นั่นเอง โดยในปี 2017 เขาได้กลายเป็นมหาเศรษฐีคนแรกที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิมากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในรอบ 18 ปีหลังจากที่ Bill Gates ทำไปได้ในปี 1999

Jeff Bezos ก่อตั้ง Amazon ขึ้นในปี 1994 โดยเริ่มต้นจากการขายหนังสือออนไลน์และขยายกิจการไปสู่ตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ วิดีโอเกม เสื้อผ้า ฟอร์นิเจอร์ อาหาร ของเล่น และเครื่องประดับ ในปี 2015 Amazon สามารถแซงหน้า Walmart และกลายเป็นร้านค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ตามมูลค่าตลาด Amazon ไม่เพียงแต่เปิดบริการในสหรัฐฯ เท่านั้นแต่ยังเปิดให้บริการในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น แคนาดา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส จีน และญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเปิดให้บริการส่งสินค้าข้ามประเทศอีกด้วย 

ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วทุกภาคส่วนแต่ไม่ใช่กับ Amazon เพราะในปี 2020 Amazon ทำรายได้ไปได้กว่า 3.86 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ Amazon กลายเป็นบริษัทที่มี Market Cap มากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกด้วยมูลค่ากว่า 1.609 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 11/05/2021)

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2021 Bezos ได้ประกาศว่าในไตรมาสที่ 3 ปี 2021 เขาจะวางมือจากตำแหน่ง CEO ของ Amazon และเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของ Amazon โดย Andy Jassy จะเป็นผู้ที่มานั่งในตำแหน่ง CEO แทน

อยากลงทุนใน Amazon ลงทุนกองทุนไหนได้บ้าง?

  • K-USXNDQ-A(A) และ K-USXNDQ-A(D) (ลงทุนใน Amazon 8.46% — ข้อมูล ณ วันที่ 07/05/2021): มีนโยบายการลงทุนให้มีผลตอบแทนเป็นไปตามดัชนีหุ้นสหรัฐ NASDAQ-100​ โดยกองทุน K-USXNDQ-A(A) และ K-USXNDQ-A(D) จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6

อ่านเพิ่มเติม K-USXNDQ-A (D) โอกาสลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีอเมริกา พร้อมรับ “ปันผล”

  • ONE-GECOM (ลงทุนใน Amazon 2.85% — ข้อมูล ณ วันที่ 31/03/2021): มีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลกที่ประกอบธุรกิจ หรือมีรายได้ หรือได้รับประโยชน์จากธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-commerce) ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เช่น บริษัทที่ทำการซื้อขายสินค้าหรือให้บริการทางออนไลน์ บริษัทที่เป็นช่องทางให้ผู้อื่นมาซื้อหรือขายสินค้าหรือให้บริการทางออนไลน์ บริษัทโลจิสติก บริษัทขนส่ง และ/หรือบริษัทคลังสินค้าที่ให้บริการขนส่งหรือจัดเก็บสินค้าที่มีการสั่งซื้อหรือขายผ่านทางออนไลน์เป็นหลัก บริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการเกี่ยวเนื่องกับการซื้อหรือขายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ผ่านทางออนไลน์ และ/หรือออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีที่ให้บริการเกี่ยวกับระบบชำระค่าบริการหรือสินค้าผ่านทางออนไลน์ เป็นต้น โดยกองทุน ONE-GECOM จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-GECOM: เมื่อ E-Commerce กำลังเติบโตแบบสองหลัก

#2: Elon Musk

$100 Billion Club คืออะไร?: ทำความรู้จักกับ 8 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก

Elon Musk

ที่มา: South China Morning Post | Getty Images

หากพูดถึงเจ้าพ่อแห่งวงการนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้าก็คงต้องนึกถึง “Elon Musk” เป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน อย่างที่ทราบกันดีว่าเขาเป็น CEO ของบริษัท “Tesla” ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนระบบจัดเก็บพลังงานและระบบเซลล์แสงอาทิตย์ มูลค่าหุ้นของ Tesla เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้มูลค่าตลาดหรือ Market Cap ของ Tesla ในปี 2020 เพิ่มขึ้นกว่า 783.42% ในปี 2020 ซึ่งการเพิ่มขึ้นนี้ก็ได้อานิสงค์มาจากกระแสความร้อนแรงของหุ้นเทคโนโลยี ทำให้ Elon Musk ได้ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีแสนล้านด้วยมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกว่า 1.82 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

นอกจาก Elon Musk จะเป็น CEO ของ Tesla แล้วเขายังเป็น CEO ของบริษัทผู้ผลิตยานอวกาศและบริการขนส่งทางอวกาศ อย่าง “SpaceX” อีกด้วย โดยเป้าหมายในการสร้างโครงการ SpaceX ของ Elon Musk ก็ล้ำสุด ๆ เพราะเขามีเป้าหมายมุ่งสู่อวกาศเพื่อสร้างอาณานิคมบนดาวอังคารในอนาคตกันเลยทีเดียว 

แต่กว่าเป็น Elon Musk ที่ทุกคนรู้จักกันในวันนี้ก็ไม่ได้ง่ายเลยเพราะเขาเคยเกือบล้มละลายมาแล้วหลายครั้ง โดย Elon Musk ได้เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ของเขาว่า Tesla ต้องตกอยู่ในภาวะเกือบล้มละลายและอาจต้องปิดตัวลงภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนข้างหน้า ในช่วงระยะเวลาระหว่างกลางปี 2017 จนถึงกลางปี 2019 ซึ่งในเวลานั้นเป็นช่วงที่เขาพยายามอย่างหนักกับการเร่งกระบวนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Tesla Model 3 แต่กลับประสบปัญหามากมายภายในห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นจนถึงปลาย และยิ่งไปกว่านั้นในปี 2008 ที่ถือว่าเป็นอีกช่วงที่เขาเหมือนกับตกนรกทั้งเป็นเพราะเขาต้องประสบกับสถานการณ์วิกฤตการเงินของ Tesla ส่งผลให้ในตอนนั้น Tesla เกือบจะล้มละลายภายในระยะเวลาเพียง 3 วันเท่านั้น ซึ่งเขาต้อใช้เงินของตัวเองพร้อมกับการกู้เงินเพื่อพยุง Tesla ไว้ไม่ให้ล้มละลาย 

อย่างไรก็ตาม Elon Musk ก็ผ่าฟันจนผ่านจุดวิกฤตเหล่านั้นมาได้และได้กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของโลกในที่สุด

อยากลงทุนใน Tesla ลงทุนกองทุนไหนได้บ้าง?

  • TMB-ES-GINNO (ลงทุนใน Tesla 9.67% — ข้อมูล ณ วันที่ 31/03/2021): มีวัตถุประสงค์ในการลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนผ่านการลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลก โดยเน้นลงทุนในหุ้น 5 กลุ่มนวัตกรรมหลักที่เกี่ยวข้องหรือได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Disruptive Innovation theme) โดยกองทุน TMB-ES-GINNO จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน TMB-ES-GINNO: กองทุนแห่งนวัตกรรมสู่การใช้ชีวิตรูปแบบใหม่

  • ONE-UGG-RA (ลงทุนใน Tesla 4.90% — ข้อมูล ณ วันที่ 31/03/2021): มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนทั่วโลกเพื่อสร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่งในระยะยาวในหุ้นที่พิจารณาแล้วว่ามีศักยภาพในการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยการพิจารณาคัดเลือกหุ้นแบบรายตัวจำนวน 30 ถึง 60 หลักทรัพย์จากทีมผู้จัดการกองทุน โดยกองทุน ONE-UGG-RA จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-UGG-RA : กองทุนหุ้นเติบโตทั่วโลก คว้าโอกาสแห่งอนาคต

#3: Bernard Arnault

$100 Billion Club คืออะไร?: ทำความรู้จักกับ 8 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก

Bernard Arnault

ที่มา: https://asiaadvisory.co/ 

ถ้าพูดถึง “กระเป๋าแบรนด์เนม” แล้วเราจะนึกถึงแบรนด์อะไรเป็นอันดับแรก? เชื่อว่าคงมีหลาย ๆ คนที่ตอบว่า “Louis Vuitton” อย่างแน่นอน สำหรับมหาเศรษฐีอันดับที่ 3 ที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกว่า 1.52 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เขาเป็นหนุ่มฝรั่งเศสประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องแฟชั่น เจ้าของอาณาจักรแห่งสินค้าหรูหราอย่าง “LVMH Moet Hennessy Louis Vuitton” นอกจากนี้เขายังเป็นผู้มีอิทธิพลในวงการแฟชั่นอีกด้วย ถึงขนาดที่ว่า Forbes ได้ตั้งฉายาให้เขาเป็นหนึ่งใน “ผู้นำเทรนด์แฟชั่น” (taste-maker) ระดับโลกเลยทีเดียว

แล้วทำไม Bernard จึงเป็นถึงเจ้าของ “อาณาจักร” แห่งสินค้าหรูละ? นั่นก็เพราะ LVMH ไม่ได้มีแค่ Louis Vuitton แต่ยังมีแบรนด์ดังระดับโลกอีกมากมายที่อยู่ภายใต้ LVMH ไม่ว่าจะเป็น Christian Dior, Givenchy, Céline, Marc Jacobs, Fendi, Kenzo และอื่น ๆ อีกมากมาย โดย LVMH ครองตำแหน่งบริษัทที่มีมูลค่าตลาดหรือ Market Cap สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาอุตสาหกรรม Luxury Good ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 378.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 12/05/2021)

จุดเริ่มต้นสายอาชีพของ Bernard มาจากการเป็นวิศวกรโยธาในบริษัทก่อสร้างของพ่อเขาที่มีชื่อว่า Ferret-Savinel ในปี 1971 และเข้ารับตำแหน่งประธานบริษัทตั้งแต่ปี 1978 จนถึงปี 1984 แต่ด้วยความสนใจในด้านแฟชั่นและคิดว่ามันจะทำเงินให้เขาได้อย่างมหาศาลเขาจึงเริ่มลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ โดยเริ่มแรกเขาได้ตัดสินใจซื้อบริษัทโฮลดิ้งที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องสินค้าหรูหราอย่าง Financière Agache และ Boussac Saint-Frères ที่เป็นเจ้าของแบรนด์หรูอย่าง Christian Dior หลังจากนั้นเขาก็ได้เข้าซื้อบริษัทอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมนี้จนกลายเป็นเจ้าของอาณาจักรสินค้าหรูหราที่ใหญ่ที่สุดในโลกในที่สุด

อยากลงทุนใน LVMH ลงทุนกองทุนไหนได้บ้าง?

  • T-PREMIUM BRAND (ลงทุนใน LVMH 4.95% — ข้อมูล ณ วันที่ 31/03/2021): มีนโยบายลงทุนในหุ้นบริษัทที่จัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจสินค้าหรือบริการที่มีการวางตำแหน่งสินค้าหรือบริการอยู่ในระดับบน (premium brand sectors) ซึ่งสินค้าหรือบริการเหล่านี้เป็นสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพสูง โดยบริษัทหรือกิจการดังกล่าวได้รับประโยชน์ทางการตลาดหรือมีความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยกองทุน T-PREMIUM BRAND จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 7
  • I-CHIC(ลงทุนใน LVMH 3.99% — ข้อมูล ณ วันที่ 31/03/2021): มีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีเครื่องหมายการค้า (brand name) ที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก โดยกองทุน I-CHIC จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6

อ่านเพิ่มเติม อยากลงทุนในแบรนด์กระเป๋า Hi-End ลงทุนกองทุนไหนได้บ้าง?

#4: Bill Gates

$100 Billion Club คืออะไร?: ทำความรู้จักกับ 8 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก

Bill Gates

ที่มา: Justin Sullivan | Getty Images

สำหรับท่านนี้เขาถือเป็นอีกหนึ่งท่านที่จุดประกายให้เกิดการปฏิวัติในวงการคอมพิวเตอร์ของโลกก็ว่าได้ ด้วยมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ 1.45 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 4 ของโลก ซึ่งเขาคนนั้นก็คือ “Bill Gates” ผู้ก่อตั้ง “Microsoft” บริษัทสัญชาติอเมริกันที่พัฒนาและจัดจำหน่ายซอฟต์แวร์และบริการต่าง ๆ เช่น เครื่องมือค้นหา (Bing) โซลูชันระบบคลาวด์ และระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันอย่าง Windows นั่นเอง

เห็น Bill Gates เป็นอัจริยะแห่งวงการคอมพิวเตอร์แบบนี้แต่เขาก็มีวีรกรรมในวัยเด็กสุดแสบอยู่เหมือนกัน ด้วยความที่เขามีความหลงใหลในคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมากตั้งแต่เขายังเด็ก เขาชอบคอมพิวเตอร์จนถึงขนาดที่ว่าเคยโดดเรียนเพื่อเอาเวลาไปเล่นคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว ในสมัยนั้นโรงเรียนแต่ละแห่งก็ได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งปกติแล้วโรงเรียนก็จะกำหนดเวลาการใช้คอมพิวเตอร์เพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ Bill Gates และเพื่อนของเขา Paul Allen ที่เป็นนอกจากจะเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft แล้วยังเป็นเพื่อนในวัยเด็กของ Bill Gates อีกด้วย เขาสองคนได้ร่วมกันแฮกโปรแกรมให้สามารถเล่นคอมพิวเตอร์ได้แบบบุฟเฟ่ต์ไม่จำกัดเวลากันไปเลย

Bill Gates ในวัย 31 ปีได้กลายเป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในโลก เขาครองตำแหน่งตั้งแต่ปี 1987 จนกระทั่ง Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook มาโค่นตำแหน่งเขาในปี 2010 ด้วยวัยเพียง 23 ปี โดยตั้งแต่ปี 1987 Bill Gates อยู่ในรายชื่อบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกจากการจัดอันดับของ Forbes ซึ่งปี 1995 จนถึงปี 2017 เขาครองอันดับหนึ่งทุกปียกเว้นปี 2010-2013 แต่ในเดือนตุลาคมปี 2017 เขาก็ถูกแซงหน้าโดย Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon

Bill Gates ตัดสินใจลาออกจากบอร์ดบริหารของ Microsoft ในปี 2020 เพื่ออุทิศตัวเองให้กับ Bill & Melinda Gates Foundation ซึ่งเป็นมูลนิธิเพื่อการกุศลที่สนับสนุนโครงการด้านการศึกษา สุขภาพ รวมไปถึงปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นมูลนิธิที่เขาได้ร่วมก่อตั้งกับภรรยาของเขาอย่าง Melinda Gates นอกจากนี้ในปี 2010 เขายังได้ก่อตั้ง The Giving Pledge ร่วมกับภรรยาของเขาและ Warren Buffett ที่เป็นองค์กรที่รณรงค์ให้เศรษฐีทั่วโลกบริจาคทรัพย์สินของตนโดยมากเพื่อการกุศลอีกด้วย

อยากลงทุนใน Microsoft ลงทุนกองทุนไหนได้บ้าง?

  • K-USXNDQ-A(A) และ K-USXNDQ-A(D) (ลงทุนใน Microsoft 9.72% — ข้อมูล ณ วันที่ 07/05/2021): มีนโยบายการลงทุนให้มีผลตอบแทนเป็นไปตามดัชนีหุ้นสหรัฐ NASDAQ-100​ โดยกองทุน K-USXNDQ-A(A) และ K-USXNDQ-A(D) จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6
  • KFGBRAND-A และ KFGBRAND-D (ลงทุนใน Microsoft 9.06% — ข้อมูล ณ วันที่ 31/03/2021): มีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ในประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก ซึ่งประสบผลสำเร็จหรือมีชื่อเสียงใน Brand โดยพิจารณาจาก Intangible Assets เช่น การมีเครื่องหมายการค้าเป็นที่รู้จักทั่วโลก การเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์สินค้า หรือกลวิธีการจัดจำหน่าย เป็นต้น โดยกองทุน KFGBRAND-A และ KFGBRAND-D จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน KFGBRAND-A เพราะ “มูลค่า” ให้คุณได้มากกว่าผลตอบแทน

#5: Mark Zuckerberg

$100 Billion Club คืออะไร?: ทำความรู้จักกับ 8 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก

Mark Zuckerberg

ที่มา: https://www.britannica.com/ 

มาต่อกันที่มหาเศรษฐีอันดับที่ 5 เขาเป็นเจ้าของบริษัทผู้พัฒนาโซเชียลเน็ตเวิร์กชื่อดังที่เราใช้กันอยู่ทุกวันอย่าง “Facebook” และด้วยมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกว่า 1.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เขาเป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในโลก เขาคนนั้นก็คือ “Mark Zuckerberg” ซึ่งนอกจาก Facebook แล้วก็ยังมีแอปอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้การพัฒนาของบริษัทเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นแอปแชร์วิดีโอและรูปภาพอย่าง Instagram แพลตฟอร์มการส่งข้อความอย่าง Messenger และ WhatsApp นอกจากนี้ยังเป็นผู้ผลิตฮาร์ดแวร์เสมือนจริงอย่าง Oculus VR อีกด้วย

Mark Zuckerberg เป็นอีกหนึ่งท่านที่มีความหลงใหลในด้านคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เขาอายุยังน้อย เมื่ออายุ 12 ปีเขาสร้างโปรแกรมสนทนาชื่อว่า “Zucknet” ด้วย Atari Basic จนพ่อของเขา ได้นำโปรแกรมนี้ไปใช้ในคลินิกทันตกรรมของเขาเพื่อให้พนักงานต้อนรับสื่อสารกับเขาได้โดยไม่ต้องตะโกนข้ามห้อง นอกจากนี้สมาชิกในครอบครัวของเขา ก็ต่างใช้โปรแกรมนี้เพื่อติดต่อสื่อสารกันภายในครอบครัวอีกด้วย ความสนใจในด้านคอมพิวเตอร์ของเขาได้รับแรงสนับสนุนจากครอบครัวของเขาเช่นกัน โดยพ่อเขาได้จ้างนักพัฒนาซอฟต์แวร์มาสอนเขาเป็นการส่วนตัว ความฉลาดของเขาน่าทึ่งมากจนครูผู้สอนเขาเรียกเขาว่าเป็น “เด็กอัจริยะ”

เขาได้สร้าง Facebook ขึ้นในขณะที่เขาได้ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแต่หลังจากที่เขาเข้าศึกษาได้เพียงสองปีเขาได้ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ก็เพื่ออุทิศตนให้กับ Facebook อย่างเต็มเวลา อย่างไรก็ตาม Mark ได้กลับเข้าไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดอีกครั้งหลังจากที่เขาดรอปเรียนมากว่า 12 ปี และในที่สุดเขาก็ได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในปี 2017

อีกหนึ่งสิ่งเกี่ยวกับ Mark Zuckerberg หลายคนอาจจะยังไม่ทราบคือเขาเป็นโรคตาบอดสีทำให้มองเห็นสีแดงและสีเขียวได้ไม่ชัดเจน ในทางกลับกันเขาสามารถมองเห็นสีฟ้าได้ชัดเจนที่สุด นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมโลโก้ของ Facebook จึงเป็นสีฟ้านั่นเอง

อยากลงทุนใน Facebook ลงทุนกองทุนไหนได้บ้าง?

  • K-USXNDQ-A(A) และ K-USXNDQ-A(D) (ลงทุนใน Facebook 3.92% — ข้อมูล ณ วันที่ 07/05/2021): มีนโยบายการลงทุนให้มีผลตอบแทนเป็นไปตามดัชนีหุ้นสหรัฐ NASDAQ-100​ โดยกองทุน K-USXNDQ-A(A) และ K-USXNDQ-A(D) จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6
  • K-USA-A(A) และ K-USA-A(D) (ลงทุนใน Facebook 3.47% — ข้อมูล ณ วันที่ 31/03/2021): มีนโยบายลงทุนส่วนใหญ่ในหุ้นของบริษัทสหรัฐอเมริกาไม่น้อยกว่า 70% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ​ โดยกองทุน K-USA-A(A) และ K-USA-A(D) จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

#6: Warren Buffett

$100 Billion Club คืออะไร?: ทำความรู้จักกับ 8 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก

Warren Buffett

ที่มา: https://quote.cc/

สำหรับท่านนี้คงเป็นอีกหนึ่ง Role Model ของใครหลาย ๆ คนในโลกการลงทุน เพราะเขาเป็นอีกหนึ่งท่านที่ประสบความสำเร็จในฐานะนักลงทุนจนได้รับฉายาว่า “เทพพยากรณ์แห่งโอมาฮา” (Oracle of Omaha) แถมปรัญชาการลงทุนของเขาที่เน้นในคุณค่าของหุ้นมากกว่าการเก็งกำไรในระยะสั้นก็กินใจนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งเขาคนนั้นก็คือ “Warren Buffett” ด้วยมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกว่า 1.09 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เขากลายเป็นมหาเศราฐีอันดับที่ 6 ของโลก

Warren Buffett สนใจการลงทุนมาตั้งแต่เขายังเด็ก เมื่อตอนที่เขาอายุ 11 ปี เขาได้ซื้อหุ้นบุริมสิทธิ์ของ City Service ในราคาหุ้นละ $38 ซึ่งเป็นการซื้อหุ้นครั้งแรกในชีวิตของเขา โดยเขาซื้อทั้งหมด 6 หุ้น และในจำนวนนี้เขาก็ได้แบ่งให้น้องสาวของเขา 3 หุ้น แต่ไม่กี่วันต่อมาราคาหุ้นก็ลดลงอย่างรวดเร็วจนเหลือ $27 ต่อหุ้น แต่เขาก็ยังคงถือต่อไป ต่อมาหุ้น City Service ก็รีบราวด์ขึ้นที่ราคาหุ้นละ $40 เขาตัดสินใจขายมันและได้กำไรมาหุ้นละ $2 แต่หุ้น City Service กลับปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนไปถึงราคาหุ้นละ $200 เขาเสียใจและเสียดายอย่างมาก ซึ่งประสบการณ์นี้กลายเป็นบทเรียนให้เขาได้รู้จักความอดทนภายในโลกการลงทุน

อย่างที่ทราบกันดีว่า Buffett เขาเป็น CEO ของ “Berkshire Hathaway” ที่บริษัทโฮลดิ้งสัญชาติอเมริกัน ซึ่งกลุ่มของบริษัทประกอบด้วยบริษัท มากกว่า 80 แห่งที่มีกิจกรรมครอบคลุมพื้นที่ธุรกิจที่หลากหลาย รวมถึงการประกันภัยและการประกันภัยต่อ (reinsurance) การขนส่งทางรถไฟ การจัดหาพลังงาน บริการทางการเงิน การผลิต และการค้าส่งค้าปลีก

นอกจากจะชื่นชอบในเรื่องการลงทุนแล้ว Buffett ยังชื่นชอบดื่มโค้กเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโค้กรสเชอร์รี่ เขาชื่นชอบโค้กในระดับที่ว่าดื่มมันทุกวันวันละ 5 กระป๋องเลยทีเดียว

อยากลงทุนใน Berkshire Hathaway ลงทุนกองทุนไหนได้บ้าง?

  • KT-FINANCE (ลงทุนใน Berkshire Hathaway 2.50% — ข้อมูล ณ วันที่ 31/03/2021): มีนโยบายลงทุนในหุ้นทั่วโลกของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการด้านการเงินแก่ผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ซึ่งมีเป้าหมายที่จะสร้างผลตอบแทนจากการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นในระยะยาว​ โดยกองทุน KT-FINANCE จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6
  • SCBS&P500 (ลงทุนใน Berkshire Hathaway 1.55% — ข้อมูล ณ วันที่ 11/05/2021): มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี S&P 500 โดยมีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี S&P 500​ โดยกองทุน SCBS&P500 จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6

#7: Larry Page และ #8: Sergey Brin

$100 Billion Club คืออะไร?: ทำความรู้จักกับ 8 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก

Larry Page (ซ้าย) และ Sergey Brin (ขวา)

https://www.techgistafrica.com/ 

และแล้วก็มาถึงสองอันดับสุดท้ายนั่นคืออันดับ 7 และ 8 สำหรับสองอันดับนี้ขอรวบทั้งสองท่านมากล่าวถึงเป็นแพ็กคู่เพราะพวกเขาทั้งสองเป็น “ผู้ก่อตั้ง Google” ร่วมกันนั่นเอง ทั้งสองถือเป็นสมาชิกหน้าใหม่ของ 100 Billion Club โดยมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมแตะ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทั้งสองท่านนี้คือ “Larry Page” และ “Sergey Brin” โดย Page และ Brin มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกว่า 1.07 และ 1.03 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ

เส้นทางของ Page และ Brin ในการก่อตั้ง Google นั้นก็ไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบเพราะในปี 1990 พวกเขาได้สร้างต้นแบบสำหรับอัลกอริทึมการค้นหาทางอินเตอร์เน็ตของ Google ซึ่งในตอนแรกพวกเขาพยายามที่จะขายซอฟต์แวร์นี้ แต่ก็ไม่มีผู้สนใจที่จะซื้อมัน โดยในตอนนั้นทั้งสองยังเป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดด้วยวัยเพียง 17 ปี หลังจากนั้นในปี 1998 พวกเขาทั้งสองคนก็ได้ร่วมกันก่อตั้ง Google  ขึ้นมา ซึ่งในตอนนั้นทั้งสองยังเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดย Page ได้แต่งตั้งตัวเองในฐานะ CEO ของ Google ส่วน Brin ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานของ Google

Google ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเชิงบวกจากการระบาดของโควิด-19 โดยมูลค่าหุ้นของ Alphabet เพิ่มขึ้นกว่า 80% จากช่วงเริ่มต้นการระบาดในปี 2020 ทำให้ในตอนนี้มูลค่าตลาดของ Alphabet แตะ 1.592 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อย (ข้อมูล ณ วันที่ 08/05/2021)

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วบางคนคงจะมีเอะใจกันบ้างว่าทำไม Page จึงรวยกว่า Brin ละทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ก่อตั้ง Google ร่วมกันแท้ ๆ ซึ่งตามข้อมูลแบบ Filling ล่าสุดของ Alphabet ที่เป็นบริษัทแม่ของ Google แสดงให้เห็นว่าทั้งสองถือหุ้นในสัดส่วนที่แตกต่างกัน โดย Page ถือหุ้นอยู่ 6% ในขณะที่ Brin ถือหุ้น 5% นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไม Page จึงมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิมากกว่า Brin

อยากลงทุนใน Alphabet ลงทุนกองทุนไหนได้บ้าง?

  • SCBDIGI (ลงทุนใน Alphabet 4.14% — ข้อมูล ณ วันที่ 26/02/2021): มีนโยบายเน้นลงทุนอย่างน้อยสองในสามของสินทรัพย์รวมในหุ้นหรือหลักทรัพย์อื่นทำนองเดียวกันซึ่งออกโดยบริษัทซึ่งใช้เทคโนโลยีทางดิจิตอลในการเสนอบริการอินเตอร์แอคทิฟ (interactive services) และ/หรือ ผลิตภัณฑ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริการอินเตอร์แอคทิฟ (interactive services)ในหมวดภาคการสื่อสาร (communications sector) ทั่วโลก โดยกองทุน SCBDIGI จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6
  • B-INNOTECH (ลงทุนใน Alphabet 4.00% — ข้อมูล ณ วันที่ 31/03/2021): มีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่มีการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ กระบวนการ หรือบริการ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์อย่างสูงจากความก้าวหน้าและการพัฒนาทางเทคโนโลยี โดยกองทุน B-INNOTECH จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 7

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน B-INNOTECH เทคโนโลยีไม่ใช่แค่กระแส แต่คือมาตรฐานใหม่

  • K-USXNDQ-A(A) และ K-USXNDQ-A(D) (ลงทุนใน Alphabet 3.61% — ข้อมูล ณ วันที่ 07/05/2021): มีนโยบายการลงทุนให้มีผลตอบแทนเป็นไปตามดัชนีหุ้นสหรัฐ NASDAQ-100​ โดยกองทุน K-USXNDQ-A(A) และ K-USXNDQ-A(D) จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6
  • TMBGQG (ลงทุนใน Alphabet 3.60% — ข้อมูล ณ วันที่ 28/02/2021): มีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกเพื่อมุ่งเน้นผลตอบแทนในระยะยาวจากการลงทุน โดยกองทุน TMBGQG จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6

อ่านเพิ่มเติม อัปเดตกองทุน TMBGQG: เลือกลงทุนในหุ้นใหญ่ของโลก!

ส่วนคลับนี้จะมีสมาชิกเข้ามาเพิ่มอีกหรือไม่ และเขาคนนั้นจะเป็นใคร ทำธุรกิจอะไร ก็ต้องรอติดตามกันต่อไป

— planet 46.

อ้างอิง

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม  ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: ตลาดคริปโทฯ ผันผวน มูลค่าหาย $3.65 แสนล้าน หลัง “อีลอน มัสก์” ชูประเด็นสิ่งแวดล้อม

FINNOMENA Reporter
News Update: ตลาดคริปโทฯ ผันผวน มูลค่าหาย $3.65 แสนล้าน หลัง “อีลอน มัสก์” ชูประเด็นสิ่งแวดล้อม
Elon Musk ได้วิจารณ์ Bitcoin ว่าเป็นความไม่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณในการสนับสนุนเหรียญดิจิทัลอื่น พร้อมกล่าวว่าเขายังคงเชื่อมั่นในสกุลเงินดิจิทัล
Musk กล่าวใน Twitter ของเขาเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เขากังวลเกี่ยวกับ “การใช้ถ่านหินจำนวนมาก” และพลังงานที่ใช้คาร์บอนอื่น ๆ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าที่จำเป็นในการขุดสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin ตามโพสต์ Twitter ก่อนหน้านี้เป็นข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ที่แสดงให้เห็นว่าการใช้ไฟฟ้าของ Bitcoin พุ่งสูงขึ้นในปีนี้
นับเป็นวันที่สองที่ Musk วิพากษ์วิจารณ์การขุดคริปโทและตัดสินใจระงับการซื้อรถยนต์ของ Tesla ด้วยการใช้ Bitcoin จากการทวีตของ Musk เรื่องการระงับใช้ Bitcoin ในการทำธุรกรรมของ Tesla ส่งผลให้มูลค่าของตลาดคริปโทฯ หายไปกว่า 3.65 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
อย่างไรก็ตามบริษัทยืนยันที่จะไม่ขาย Bitcoin และตั้งใจที่จะใช้เพื่อทำธุรกรรม “ทันทีที่การขุดเปลี่ยนไปสู่พลังงานที่ยั่งยืนมากขึ้น” ในขณะเดียวกัน Musk กล่าวว่าเขายังคงเชื่อมั่นในสกุลเงินดิจิทัล โดยเขาได้ทวีตว่าเขากำลังทำงานร่วมกับนักพัฒนา Dogecoin เพื่อ “ปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบการทำธุรกรรม”
ที่มา: CNBC, Bloomberg

5 กลยุทธ์ พร้อมรับมือกับความผันผวน

FINNOMENA x Franklin Templeton
5 กลยุทธ์ พร้อมรับมือกับความผันผวน

เวลาหุ้นตก เรามักจะรู้สึกว่ามีแต่ข่าวร้ายเต็มไปหมด สิ่งเหล่านี้อาจจะส่งผลให้เราเกิดความกังวลและความกลัว ส่งผลให้เราเผลอตัดสินใจทำอะไรที่ไม่ทันได้ไตร่ตรองดี ๆ แม้กระทั่งนักลงทุนมือฉมังก็ยังเจอปัญหานี้

ก่อนที่จะตื่นกลัวกันไป อยากให้ทุกคนยึดหลักการลงทุนเหล่านี้ไว้ในใจ และนี่ก็คือ 5 กลยุทธ์ที่อยากให้ทุกคนนึกถึงเวลาเจอตลาดผันผวน

5 กลยุทธ์ พร้อมรับมือกับความผันผวน

1. อย่าทิ้งแผนของตัวเอง

คนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน เริ่มต้นลงทุน กับคนที่กำลังจะเกษียณ อาจมีความรู้สึกต่างกันไปเวลาเจอภาวะตลาดตกแรง สิ่งที่สำคัญก็คือเราควรจะเข้าใจสถานการณ์ของตัวเราเอง รวมถึงแผนการเงินของเราด้วย โดยเราสามารถลองพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน คุยเรื่องระยะเวลาการลงทุน เป้าหมาย และกลยุทธ์ เพื่อให้แน่ใจว่าแผนการลงทุนของเรายังคงดำเนินไปตามแผน

2. ลงทุนต่อไป

การขาดทุนระยะสั้นส่งผลให้เกิดความเครียดได้ แต่อย่านำอารมณ์เหล่านี้มาขับเคลื่อนการตัดสินใจของเรา เพราะมันอาจจะส่งผลเสียกว่าที่เราคิด การจะอยู่กับภาวะตลาดผันผวนได้นั้น เราต้องโฟกัสที่ผลลัพธ์ของการลงทุนระยะยาว มากกว่าราคาขึ้น ๆ ลง ๆ ในแต่ละวัน การที่เรายังคงลงทุนต่อไปนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ก็เป็นหนทางนำไปสู่โอกาสต่าง ๆ เช่นกัน

จากตัวอย่างด้านล่าง แสดงให้เห็นถึงผลการดำเนินงานของดัชนี S&P 500 ในแต่ละปี แท่งสีฟ้าบอกว่าดัชนีปรับตัวลงจากสุดสูงสุดมากเท่าไรในปีนั้น ๆ ส่วนแท่งสีเขียวแสดงให้เห็นว่าตอนสิ้นปีนั้น ดัชนีสร้างผลตอบแทนได้เท่าไร เราจะเห็นได้ว่า แม้ระหว่างปีจะมีการติดลบของดัชนีบ้าง แต่หากสามารถทนลงทุนไปได้ถึงปลายปี ปีที่ผลตอบแทนเป็นบวกนั้นมีมากถึง 25 ปี จากทั้งหมด 30 ปีของการทดสอบ

5 กลยุทธ์ พร้อมรับมือกับความผันผวน

เปรียบเทียบผลขาดทุนระหว่างปี กับผลตอบแทนปลายปี ของดัชนี S&P 500 ตั้งแต่ปี 1991 – 2020
ที่มา: Franklin Templeton

3. กระจายการลงทุนเข้าไว้

การกระจายการลงทุน และการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) นั้นถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แต่เมื่อตลาดเปลี่ยน พอร์ตของเราก็ต้องเปลี่ยนตาม เวลาตลาดผันผวนนี่ละคือโอกาสในการพิจารณาปรับสมดุลสินทรัพย์พอร์ตของเรา และถ้าอยากกระจายความเสี่ยงมากกว่านี้ ก็อาจจะลองใช้กลยุทธ์การ Hedge เพื่อลดความผันผวนได้เช่นกัน

5 กลยุทธ์ พร้อมรับมือกับความผันผวน

เปรียบเทียบผลตอบแทนของแต่ละสินทรัพย์ ในแต่ละปี จะเห็นได้ว่าไม่มีสินทรัพย์ใดชนะหรือแพ้ตลอดไป การกระจายความเสี่ยงด้วยการจัดสรรสินทรัพย์นั้นจะช่วยให้ผลตอบแทนของพอร์ตเราไม่เหวี่ยงเกินไป
ที่มา: Franklin Templeton

4. ลงมือจัดการกับความเสี่ยง

ในช่วงเวลาที่ตลาดผันผวนนั้น อย่าทำแค่ตั้งรับเฉย ๆ หรือไหลไปกับตลาด เพราะนี่คือเงินของเรา คืออนาคตของเรา แน่นอนว่าความสบายใจในแผนของเรานั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่เราก็ต้องทราบด้วยว่าเราสามารถทนความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน บางทีระหว่างทางอาจจะต้องมีปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะความเสี่ยงในปัจจุบัน เช่น หากมองว่าช่วงนี้หุ้นผันผวนมาก เกินความเสี่ยงที่รับไหว อาจจะพิจารณาปรับสัดส่วนหุ้นลง แล้วเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ที่เสี่ยงน้อยลงมา

5. คุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน

ก็เหมือนเวลาที่เราป่วย เราไปหาหมอ เวลาที่เครื่องยนต์เสีย เราไปหาช่าง ดังนั้นถ้าเรากังวลเกี่ยวกับภาวะตลาดผันผวน ก็อย่าลังเลที่จะคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน พวกเขาสามารถให้คำแนะนำแบบมืออาชีพ ช่วยทบทวนแผนการเงินของเรา และช่วยชี้ว่าเราควรจะทำอะไรต่อไปได้

เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินระดับโลก และพอร์ตการลงทุน “สุดเอ็กซ์คลูซีฟ”

ทาง FINNOMENA ได้มีการร่วมมือกับ Franklin Templeton บริษัทจัดการการลงทุนระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดสรรสินทรัพย์มามากกว่า 70 ปี เพื่อออกแบบพอร์ตการลงทุนสุดพิเศษ ที่เหมาะสมกับการลงทุนในทุกสภาวะตลาดอย่างพอร์ต GOR (Global Optimized Return)

พอร์ต GOR เกิดจากการผสมผสานระบบคัดเลือกกองทุนที่ดีที่สุดจาก FINNOMENA รวมถึงเทคโนโลยีและกลยุทธ์จัดพอร์ตการลงทุนระดับโลกจาก Franklin Templeton

ทำให้นักลงทุนสามารถลงทุนสามรถสร้างผลตอบแทนในะระยาวได้อย่างมั่นใจผ่านผู้เชี่ยวชาญ ที่ช่วยอัปเดตสถานการณ์การลงทุนแบบใกล้ชิด เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาสำหรับการติดตามโลกการลงทุนที่มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่เสมอ เหมาะสำหรับผู้ที่สามารถลงทุนขั้นต่ำได้ 10 ล้านบาทขึ้นไป

สนใจบริการออกแบบพอร์ตการลงทุน โดยทีมงาน Investment Strategist จาก Franklin Templeton อ่านรายละเอียดได้ที่ https://franklintempleton.finnomena.com/index.html

เนื้อหาต้นฉบับโดย Franklin Templeton

เรียบเรียงโดย FINNOMENA Admin

ข้อสงวนสิทธิ์

1. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ให้บริการการให้คำแนะนำทั่วไปแก่ FINNOMENA ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน (Asset Allocations)

2. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น

3. ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/investor/tools-and-resources/investor-education/market-volatility-resources/five-strategies-to-help-deal-with-market-volatility

https://www.franklintempleton.com/forms-literature/download/INTRA-FL

3 ปัจจัยหลักที่จะทำให้ทองไป 30,000 บาทอีกครั้ง

Intergold
3 ปัจจัยหลักที่จะทำให้ทองไป 30,000 บาทอีกครั้ง

หลังจากที่นักลงทุนทั่วโลกได้รอคอยการขึ้นของราคาทองคำกันมานับตั้งแต่ต้นปี แต่ก็ผิดหวังกันมาตาม ๆ กัน  จนในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ราคาทองก็ได้ทำการทะยานขึ้นทะลุโซน 1,800 ซึ่งเป็นแนวต้านทางจิตวิทยามาได้ ส่งผลให้ทั่วโลกกลับมาสนใจทองคำอีกครั้ง คำถามคือราคาทองคำจะกลับไปสู่แนวโน้มขาขึ้นได้อีกครั้งเหมือนในช่วงปี 2019-2020 ได้อีกหรือไม่ ทางอินเตอร์โกลด์ขอสรุป 3 ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ราคาทองเด้งกลับไป 30,000 บาทได้อีกครั้ง

3 ปัจจัยหลักที่จะทำให้ทองไป 30,000 บาทอีกครั้ง

ปัจจัยที่หนึ่ง การอัดเงินเข้าสู่ระบบอย่างมหาศาล ทั้งจากฝั่งการเงินและการคลังของสหรัฐฯ

อย่างที่เราทราบกันดี ว่าขณะนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตโควิด-19 นอกจากปัญหาด้านสุขภาพที่ต้องห่วง สิ่งหนึ่งที่รัฐต้องทำควบคู่กันไปคือการประคับประคองเศรษฐกิจให้กลับมาอยู่ในสภาวะเดิมก่อนการเกิดวิกฤตโควิด และวิธีที่สหรัฐฯ นิยมใช้และเป็นไพ่ตายมาตลอดคือการปั๊มเงินเข้าสู่ระบบผ่านทางธนาคารกลาง หรือที่เรารู้จักกันดีคือการทำ QE

การทำเช่นนี้ไม่เพียงทำให้ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวอ่อนลง แถมยังเป็นการกระตุ้นเงินเฟ้อระยะยาวจากการที่เงินในระบบถูกเติมขึ้นมาในอัตราที่สูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจที่ควรจะเป็น ประกอบกับทางฝั่งโจไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ได้มีการอัดฉีดเงินเพิ่มเข้ามาอีกผ่านโปรแกรมเยียวยาที่มีจำนวนถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ทั้งสองการอัดฉีดนี้ ส่งผลให้สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นซึ่งเป็นการวิ่งนำเงินเฟ้อในอนาคตไปแล้ว ถึงแม้ในช่วงที่ผ่านมาประเด็นเงินเฟ้อจะเป็นประเด็นที่พูดกันอยู่ตลอด แต่ไม่ถูกจัดเป็นสิ่ง ๆ แรกที่คนทั้งโลกห่วงกัน เพราะ ณ จังหวะนั้นคนคาดหวังเศรษฐกิจให้กลับมาเหมือนเดิมก่อน ส่วนเงินเฟ้อยังคงเป็นเรื่องรอง แต่ถ้าเมื่อใดเศรษฐกิจเริ่มกลับมาเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เมื่อนั้นทองคำก็จะกลับมาเป็นสินทรัพย์หนึ่งที่ทั่วโลกอยากจะครอบครอง

3 ปัจจัยหลักที่จะทำให้ทองไป 30,000 บาทอีกครั้ง

ปัจจัยที่สอง การขึ้นของสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ต่าง ๆ ทั่วโลก

3 ปัจจัยหลักที่จะทำให้ทองไป 30,000 บาทอีกครั้ง

จากตารางเป็นการเปรียบเทียบทองคำตั้งแต่เริ่มปี 2021 จนถึงปัจจุบัน ทองคำเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) อย่างเดียว ณ ตอนนี้ที่ไม่สามารถปิดอยู่ในโซนบวกได้ และรั้งท้ายชาวบ้านสุด ทั้ง ๆ ที่สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) เป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่สามารถบอกระดับเงินเฟ้อได้ ซึ่งการที่สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น มันก็ได้เป็นการชี้ให้เห็นแล้วว่าเงินเฟ้อได้มาแล้ว แต่ตัวทองคำเองที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวป้องกันเงินเฟ้อหรือเอาไว้ต่อสู้กับเงินเฟ้อโดยเฉพาะ กลับไม่ปรับตัวขึ้นเลยแถมปรับตัวลงนำชาวบ้านไปด้วย ด้วยเหตุนี้หากทองคำกลายเป็นม้าตีนปลายขึ้นมาอีกครั้ง ก็สามารถวิ่งมาเท่าเพื่อน ๆ ได้ หากเป็นกรณีเช่นนั้น การที่เราจะได้เห็นทองกลับมาสู่ระดับ 1,900-2,000 เหรียญ หรือในช่วง 29,000-30,000 บาทนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย

ปัจจัยที่สาม กราฟเทคนิค

3 ปัจจัยหลักที่จะทำให้ทองไป 30,000 บาทอีกครั้ง

หลังจากที่ราคาทองคำตั้งแต่ต้นปีปรับตัวลงมาต่อเนื่องตลอด 3 เดือน ทำให้ตลาดทองคำสั่นคลอนและเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจอยู่ไหม จนกระทั้งในปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาทองคำก็สามารถปิดเป็นสัญญาณบวกได้เป็นเดือนแรกในปีนี้ ซึ่งตลาดหลังจากได้เห็นสัญญาณดังกล่าวก็ส่งผลให้ราคาทองปรับตัวขึ้นทะลุ 1,800 ซึ่งเป็นแนวต้านสำคัญเชิงจิตวิทยา เพียงแค่เวลาอันสั้นในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ทำให้มุมมองขาลงตลอด 3 เดือน เริ่มอ่อนแรงลง และเริ่มปรับตัวเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นได้อย่างสมบูรณ์

3 ปัจจัยหลักที่จะทำให้ทองไป 30,000 บาทอีกครั้ง

ประกอบกับแพทเทิร์น Cup and Handle หรือถ้วยกับหูถ้วย ซึ่งในสัญญาณราคาทองคำระดับใหญ่ได้มีการฟอร์มตัวชัดขึ้น แพทเทิร์นนี้มีโอกาสเป็นตัวส่งให้ราคาทองทำจุดสูงสุดใหม่ได้เหนือ 2,100 ซึ่งต้องมาจับตาดูการว่าในเดือนพฤษภาคมหากราคาทองคำปิดบวกต่อ ในเดื่อนต่อ ๆ มาจะส่งต่อโมเมนตั้มขาขึ้นได้ต่อไปได้ไหม

3 ปัจจัยหลักที่จะทำให้ทองไป 30,000 บาทอีกครั้ง

เทรดเดอร์ อินเตอร์โกลด์

กลางเดือนนี้ควรต้องดีขึ้นบ้าง

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
กลางเดือนนี้ควรต้องดีขึ้นบ้าง

สถานการณ์ COVID-19 ในประเทศยังย่ำแย่ เมื่อการรายงานจำนวนผู้ป่วยใหม่ (12 พ.ค. 64) ยังคงมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอีก 1,983 ราย ส่งผลให้ยอดสะสมพุ่งไปถึง 88,907 ราย โดยเป็นยอดสะสมสำหรับระรอกล่าสุด (1 เม.ย.-12 พ.ค. 64) ที่ 60,044 ราย

เมื่อย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของการระบาดระลอกล่าสุดอันหนักหน่วง คือการคลัสเตอร์ที่สถานบันเทิงย่านทองหล่อ การแพร่ระบาดที่เริ่มจากใจกลางกรุงเทพได้แผ่ขยายกระจายเป้นวงกว้างอย่างรวดเร็ว กอปรกับเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีการเคลื่อนย้ายคนออกจากกรุงเทพฯ ไปยังต่างจังหวัด ซึ่งเป็นการนำเชื้อไปยังคนในครอบครัวด้วย

จำนวนผู้ป่วยใหม่หลังสงกรานต์จึงระเบิดเถิดเทิงจากพบผู้ป่วยในระดับ 1 – 1.5 พันต่อวัน กลายเป็นพุ่งปิ๊ดปี้ปีดไปถึง 2.8 พันคนเมื่อวันที่ 23 เม.ย. ก่อนจะทรงตัวในระดับ 1.5 – 2.5 พันคนต่อวันจนมาถึงปัจจุบัน

จำนวนผู้ป่วยใหม่ที่ทรงตัวในระดับสูง 2 พันคนต่อวันก่อให้เกิดความกังวลกันอย่างมากมายว่า สถานการณ์มันวิกฤติเกินจะคุมได้แล้วหรืออย่างไร ก่อนจะตอบคำถามนี้เราต้องไปดูการคาดการณ์ของกระทรวงสาธารณสุขใน 5 กรณี ดังนี้

กรณีที่ 1 หากไม่มีมาตรการใด ๆ เลยปล่อยให้การติดเชื้อเป็นไปโดยธรรมชาติ ผู้ติดเชื้อ 1,308 รายต่อวันสูงสุด 28,678 รายต่อวัน เฉลี่ย 9,140 รายต่อวัน

กรณีที่ 2 มีมาตรการปิดสถานบันเทิง 41 จังหวัด ต่ำสุด 817 รายต่อวัน สูงสุด 7,244 รายต่อวันเฉลี่ย 2,996 รายต่อวัน ลดลง 32.8%

กรณีที่ 3 ปิดสถานบันเทิงและเพิ่มมาตรการส่วนบุคคล เช่น สวมหน้ากาก 100% เว้นระยะห่าง ล้างมือ สแกนไทยชนะ ติดเชื้อต่ำสุด 476 รายต่อวัน สูงสุด 1,589 รายต่อวัน เฉลี่ย 934 รายต่อวัน การติดเชื้อลดลงอีก 10.2%

กรณีที่ 4 ปิดสถานบันเทิง มีมาตรการส่วนบุคคล และลดกิจกรรมการรวมตัว หรือจัดงานปลอดภัยมากขึ้น จำกัดคนเข้าร่วม ผู้ติดเชื้อต่ำสุด 378 รายต่อวัน สูงสุด 857 รายต่อวัน เฉลี่ย 593 รายต่อวัน ลดลงอีก 6.5%

กรณีที่ 5 ปิดสถานบันเทิง มีมาตรการส่วนบุคคล ลดกิจกรรมรวมตัว และเพิ่มมาตรการองค์กรหลังสงกรานต์ เช่น ทำงานที่บ้าน การแพร่เชื้อก็จะลดลงอีก โดยติดเชื้อต่ำสุด 303 รายต่อวัน สูงสุด 483 รายต่อวัน เฉลี่ย 391 รายต่อวัน ลดลงอีก 4.3%

จากการคาดการณ์ 5 กรณีข้างต้น เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบันจะพบว่า การกำหนดมาตรการในการควบคุมโรคมาถึงระดับของกรณีที่ 5 แล้ว ทั้งการปิดสถานบันเทิง ปิดสถานที่หรือระงับกิจกรรมที่ต้องมีการรวมกลุ่มกัน การมีมาตรการบังคับให้ต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน การห้ามรับประทานอาหารในร้าน (สั่งกลับได้) การห้ามเคลื่อนย้ายคนข้ามจังหวัดออกจากพื้นที่สีแดง ฯลฯ ทั้งหมดเรียกได้ว่าเป็นมาตรการที่เกือบจะเป็นการล็อกดาวน์แบบเต็มที่แล้ว

จึงเป็นคำถามว่า แล้วทำไมจำนวนผู้ป่วยใหม่ถึงยังไม่ลดลงตามที่ กระทรวงสาธารณสุข คาดการณ์

ผมประเมินว่าจำนวนตัวเลขที่ระเบิดเถิดเทิงในตอนนี้นั้นเป็นผลมาจากการปล่อยให้มีการเดินทางช่วงสงกรานต์ จำนวนผู้ป่วยใหม่ที่พบในช่วง พ.ค. ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการติดเชื้อจากคนในครอบครัว แต่การติดเชื้อจากการคลัสเตอร์ หรือติดเชื้อหมู่และแพร่ขยายนั้นมีจำกัด และอยู่ในสถานะที่คุมได้เช่น คลัสเตอร์ คลองเตย

เมื่อมีการการติดเชื้อภายในครอบครัว อัตราการติดเชื้อหลังสงกรานต์จึงควรเพิ่มทวีมากขึ้น (1 คนนำเชื้อมาสู่คนในครอบครัว 2-5 เป็นอย่างน้อย) จำนวนผู้ที่ต้องมาตรวจและพบเชื้อจึงต้องสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยการรายงานตัวเลขผู้ป่วยในแต่ละวัน ในช่วง 1-12 พ.ค. จะสังเกตได้ว่าเป็นการรายงานในเชิงระบายตัวเลข อธิบายได้ว่ามีผู้มาตรวจกันในช่วงปลาย เม.ย. – ต้น พ.ค. กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มติดเชื้อหลังสงกรานต์ ด้วยความที่มีจำนวนมากเกินกว่าศักยภาพในการตรวจของรัฐบาล อีกทั้งมีช่วงวันหยุดยาว จึงทำให้ไม่สามารถที่จะรายงานผลตรวจออกมาในคราวเดียว และต้องเป็นไปในลักษณะการทยอยระบายตัวเลยออกมา จึงทำให้ตัวเลขผู้ป่วยในระดับ 2 พันต่อวัน จึงเหมือนจะเป็นการติดเชื้อเพิ่มไม่รู้จบและดูน่ากลัวเกินจริง

อย่างไรก็ตามจำนวนผู้ป่วยใหม่จากการแพร่เชื้อในครอบครัว คาดว่าจะเริ่มลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากการมีมาตรการควบคุมโรคทำให้เกิดการระมัดระวังหมู่ การะงับกิจกรรมที่ต้องมีการรวมตัว ทำให้อัตราการแพร่เชื้อจากคนในครอบครัว ไปสู่คนนอกครอบครัวน้อยลง และถ้าไปดูวันที่เริ่มใช้มาตรการอย่างเข้มงวดคือวันที่ 1 พ.ค. การแพร่เชื้อในรายใหม่ จึงควรที่จะต้องเห็นตัวเลขที่น้อยลงอย่างชัดเจนตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.64

กลางเดือนนี้ควรต้องดีขึ้นบ้าง

Source : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

หลังจากวันที่ 14 พ.ค. จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันควรจะลดลง (ช้า) หากไม่มีการระบาดที่รุนแรงเพิ่มเติม โดยหากคิดจากค่า R ปัจจุบัน (ประมาณ 1.013) จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ ณ สินเดือน พ.ค. ควรที่จะต้องลดลงต่ำกว่า 1 พันคนต่อวัน

ความต้องการเตียงทั่วไป ปัจจุบันอยู่ในระดับ 2-3 หมื่นเตียงต่อวันและเตียง ICU อยู่ระดับ 1-1.2 เตียงต่อวัน คาดว่า ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน พ.ค. จะต้องเริ่มลดลง ซึ่งถ้ามีการคุมการระบาดได้ดี ค่า R ควรจะลดลงเหลือ 0.4 จะเห็นผลชัดเจนในประมาณกลาง มิ.ย.64 จำนวนผู้ป่วย และความต้องการเตียงจะมีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้แม้จำนวนผู้เสียชีวิตสะสมจะยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่จำนวนผู้เสียชีวิตรายวันจะลดลงตั้งแต่ปลาย พ.ค. ซึ่งทำให้ยอดสะสมจะเริ่มชะลอและคงที่ตั้งแต่ต้น มิ.ย.

ที่เขียนมาทั้งหมดเป็นเพียงแค่การคาดการณ์ และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะคาดไม่ผิด

ประกิต สิริวัฒนเกตุ

Biden, Bubble และ Bitcoin การ์ด “ตอง B” ที่หงายอยู่บนตลาดการเงิน

DR.JITIPOL PUKSAMATANAN
Biden, Bubble และ Bitcoin การ์ด “ตอง B” ที่หงายอยู่บนตลาดการเงิน

ย้อนกลับเพียงช่วงต้นปี ผมได้เขียนบทความเรื่องเหตุผลที่เสียงดนตรีในตลาดการเงินจะหยุดลงในปี 2021 โดยมองว่ามีเรื่องหลักที่อาจทำให้ตลาดการเงินปรับฐานในปีนี้ได้มีเพียงเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นจริง หรือนโยบายกระตุ้นลดลง หรือนักลงทุนต้องเริ่มกลัวบางอย่าง

ผ่านมาเกือบครึ่งปี หลายประเด็นก็ชัดเจนเทียบเป็นเกมการเงินคงไม่ต่างกับการที่การ์ดหลายใบที่คว่ำอยู่ได้ถูกหงายขึ้นแล้ว ซึ่งในปัจจุบันผมมองว่ามีการ์ด Biden, Bubbles, และ Bitcoin เป็น “ตอง B” ที่นักลงทุนต้องรู้วิธีรับมือ

Biden, the Big Government คือการ์ด “ตัวละคร” ค่าร่ายสูงที่กำลังกำหนดทิศทางตลาด

ความสามารถของไบเดน ทำให้การเพิ่มงบประมาณภาครัฐไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรกลายเป็นสิ่งปรกติ ประเทศไหนที่ทำไม่ได้อย่างสหรัฐถือว่าการเมืองไม่แข็งแกร่ง

เห็นได้จากแทบทุกนโยบายแม้จะมาพร้อมกับภาระภาษีและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ได้รับการตอบรับดีจากตลาด เช่นหุ้นปรับตัวขึ้น ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลก็ถูกกดดันไม่มาก

ด้วยผลกระทบต่อตลาดการเงินที่สูง ทำให้ตัวละครอื่นลดความสำคัญลงอย่างมาก ที่ต้องจับตาในปีนี้ จึงอาจไม่ใช่ธนาคารกลางหรือปัญหาเศรษฐกิจ แต่จะเป็นนโยบายการเมืองว่าจะเอื้อไปสู่การลงทุนแบบไหน ซึ่งในปัจจุบัน ตลาดกล้าตามประเด็นสิ่งแวดล้อม ไม่กลัวเรื่องภาษี แต่ไม่แน่ใจเรื่องนโยบายต่างประเทศ

Bubble Bubble and Bubbles  เป็นการ์ด “สถานการณ์” ระดับแรร์ ที่เปิดอยู่ ทำให้การลงทุนไม่สามารถเปรียบเทียบกันในด้วยพื้นฐานได้

แทบทุกสินทรัพย์กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยความหวังและเป็นความหวังที่สูงกว่าความจริงที่จะเกิดขึ้นได้ในระยะสั้นทั้งหมด แต่เมื่อตลาดเปิดการ์ด Biden, the Big Government อยู่ก็กลายเป็นไม่มีอะไรที่จะต้องกลัว เพราะโอกาสเกิดเศรษฐกิจถดถอยหรือการเข้มงวดทางการเงินยังคงต่ำ

ธีมฟองสบู่ที่วนเวียนอยู่มีตั้งแต่รุ่นเก่าอย่าง Lower for Longer หรือฟองสบู่ในตลาดบอนด์ที่ได้ไปต่อ เพราะดอกเบี้ยไม่จำเป็นต้องขึ้นแม้เงินเฟ้อจะสูง

ธีม Super Cycle กำลังเกิดขึ้นในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์จากเศรษฐกิจฟื้นตัว แม้นักวิเคราะห์ชี้ว่าโครงสร้างของการบริโภคสินค้าเหล่านี้จะไม่เหมือนเดิม

ส่วนในตลาดหุ้น Reopening Rest of the World ก็ได้รับความสนใจ แม้แนวโน้มระยะยาวยังไม่ง่ายที่ทั่วโลกจะหลุดจากโควิด

ขณะที่ Work from Home Forever ก็ยังอยู่พร้อมกับถูกคาดว่าอนาคตสดใสที่สุด

ปัญหาหลักของสถานการณ์นี้ ไม่ได้อยู่ที่ไม่มีทางเลือกเหมือนสมัยก่อน แต่อยู่ที่มีทางเลือกมากมาย ทุกทางดีในแบบของตัวเอง และไม่สามารถเปรียบเทียบพื้นฐานกันได้

แต่ด้วยความรู้สึกแพงและซับซ้อน ทำให้นักลงทุนหน้าใหม่ไม่กล้าไล่ซื้อเหมือนช่วงปี 2020 ธีมเหล่านี้จึงทำได้แค่เปลี่ยนตัว (Rotation) เมื่อยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายหรือกฎเกณฑ์ใหม่ที่ชัดเจน

Bitcoin เป็นการ์ด B ใบที่สามที่เปรียบเสมือน “อาวุธ” ชนิดใหม่ที่เพิ่มความผันผวน

มุมมองทุกอย่างเกี่ยวกับตลาด crypto asset เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาก เทียบกับต้นปีที่ผมและเหล่านักลงทุนมองเป็นเรื่องนอกตลาด แต่หลังจากที่ธุรกรรมการเก็งกำไรเพิ่มไม่หยุด รายได้จากธุรกิจซื้อขาย crypto ก็สูงเกินกว่าที่กลุ่มธุรกิจการเงินดั้งเดิมจะมองข้าม ภาคการเงินเริ่มส่งสัญญาณว่าจะนำ crypto a asset เหล่านี้เข้าสู่ระบบโดยเร็ว

ขณะเดียวกันก.ล.ต.สหรัฐฯ ก็กำลังพิจารณาคำยื่นขอตั้ง ETF Bitcoin จากหลายบลจ.คาดว่าจะรู้ผลในเดือนมิถุนายนนี้ ถ้าไม่เลื่อนและเกิดจริงจะทำให้มีนักลงทุนเข้าถึงมากขึ้น ล่าสุด Citi Research ประเมินว่าการเข้ามาของบิตคอยน์อาจได้ส่วนแบ่งถึง 3-6% ของพอร์ตและอาจกลายเป็นอาวุธหนักเพื่อการเก็งกำไรทันที

แต่ด้วยความผันผวนที่สูง เมื่อการ์ดบิตคอยน์หงายอยู่ ความผันผวนในตลาดตก็ปรับตัวลงช้า นักลงทุนจะถูกท้าทายให้อยู่ในตลาดเพราะการเก็งกำไรมีให้เห็นได้แทบทุกวัน

คำถามในตลาดจะยากขึ้น ไม่ใช่แค่จะต้องเดาว่าถ้าตลาดปรับฐานแล้วบิตคอยน์จะขึ้นหรือลง และในอนาคตต้องเดาเพิ่มด้วยว่าถ้าบิตคอยน์เกิดปรับตัวลง 50-90% อะไรจะเกิดขึ้นกับสินทรัพย์การเงินอื่น ๆ

โดยสรุป เกมการเงินที่มีตอง B เปิดอยู่ต่างจากเกมปรกติที่เราเคยติดตาม

เศรษฐกิจ โควิด และนโยบายการเงินอาจไม่มีความหมาย ต่อจากนี้ผมเชื่อว่าเราต้องจับตาไปที่ตัวละครโจ ไบเดน อย่างตั้งใจ โดยเรื่องที่อาจเปลี่ยนอารมณ์นักลงทุนอาจเป็นประเด็นต่างประเทศ ขณะที่ในสถานการณ์ฟองสบู่ กลยุทธ์ “ลงซื้อขึ้นขาย” คงจะเหมาะสมที่สุด ส่วนใครที่เตรียมจะเพิ่มบิตคอยน์เข้ามาในพอร์ต ก็ต้องไม่ลืมที่จะแบ่งสัดส่วนให้ชัดเจนระหว่าง “การเก็งกำไรกับการลงทุน” ให้ดีครับ

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์

News Update: Tesla ระงับใช้ Bitcoin ทำธุรกรรม เหตุกังวลสิ่งแวดล้อม

FINNOMENA Reporter
News Update: Tesla ระงับใช้ Bitcoin ทำธุรกรรม เหตุกังวลสิ่งแวดล้อม
Elon Musk CEO ของ Tesla กล่าวใน Twitter เมื่อวันพุธว่า “Tesla จะระงับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการใช้ bitcoin เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากขุด bitcoin” ส่งผลให้ราคาของ bitcoin ลดลงประมาณ 5% ในนาทีแรกหลังจากการประกาศของ Musk
ในการยื่นฟ้องของ SEC เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ Tesla เปิดเผยว่า บริษัทซื้อ bitcoin มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์และอาจลงทุนใน bitcoin หรือสกุลเงินดิจิตอลอื่น ๆ ในอนาคต ในเวลานั้นบริษัทกล่าวว่าจะเริ่มรับ bitcoin เป็นอีกหนึ่งวิธีการชำระเงินสำหรับผลิตภัณฑ์ของตน การสนับสนุน cryptocurrency จาก Tesla มีส่วนทำให้ราคาของสกุลเงินดิจิทัลรวมถึง bitcoin และ dogecoin พุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
ในขณะที่ Tesla กล่าวว่าจะไม่รับ bitcoin สำหรับการซื้อรถในวันพุธ Musk ระบุว่า Tesla มีแผนที่จะถือแทนที่จะขาย bitcoin ที่มีอยู่แล้วและจะมองหา cryptocurrencies อื่น ๆ ที่ต้องการทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าสำหรับการทำธุรกรรม
ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 Tesla ซื้อ“ สินทรัพย์ดิจิทัล” มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์จากนั้นขายมูลค่า 272 ล้านดอลลาร์ จากการยื่นฟ้องทางการเงินเมื่อวันที่ 26 เมษายน ผลกำไรจากการขาย bitcoin ทำให้บริษัทสามารถทำกำไรได้ถึง 101 ล้านเหรียญสหรัฐ
ที่มา: CNBC

FINNOMENA ยกระดับการให้บริการจัดพอร์ตลงทุนสู่ระดับโลก เปิดตัวพอร์ต Global Optimized Return (GOR) ผสานจุดแข็งกับ Franklin Templeton

FINNOMENA
FINNOMENA ยกระดับการให้บริการจัดพอร์ตลงทุนสู่ระดับโลก เปิดตัวพอร์ต Global Optimized Return (GOR) ผสานจุดแข็งกับ Franklin Templeton

FINNOMENA ยกระดับการให้บริการจัดพอร์ตลงทุนสู่ระดับโลก

เปิดตัวพอร์ต Global Optimized Return (GOR) 

ผสานจุดแข็งระหว่าง FINNOMENA และ Franklin Templeton เข้าด้วยกัน

เพื่อขยายโอกาสการลงทุนของนักลงทุนไทยสู่สินทรัพย์ที่หลากหลายทั่วโลก

กรุงเทพฯ 12 พฤษภาคม 2564 – FINNOMENA (ฟินโนมีนา) แพลตฟอร์มบริหารเงินลงทุนครบวงจรสำหรับนักลงทุนและที่ปรึกษาการลงทุน เดินหน้ายกระดับการให้บริการสู่มาตรฐานสากลเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนไทยให้เข้าถึงบริการที่ปรึกษาการลงทุนระดับโลก ล่าสุดเปิดตัวพอร์ตการลงทุนกองทุนรวม ภายใต้ชื่อ พอร์ต Global Optimized Return (GOR) พอร์ตการลงทุนที่เน้นสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่หลากหลายทั่วโลก ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง FINNOMENA และ Franklin Templeton องค์กรการบริหารจัดการการลงทุนระดับโลก โดยมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้า Private Banking ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้น 10 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อมอบประสบการณ์การลงทุนที่ดีให้แก่นักลงทุนไทย

นายกสิณ สุธรรมมนัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด กล่าวว่า ภายหลังจากความร่วมมือของ FINNOMENA และ Franklin Templeton ที่มุ่งมั่นในการยกระดับดิจิทัลโซลูชั่นด้านการจัดพอร์ตกองทุนรวม พร้อมให้ความรู้และมุมมองการลงทุนระดับโลกแบบเจาะลึกและเข้าใจง่ายแก่นักลงทุนไทยในวงกว้าง ล่าสุดได้เปิดตัวพอร์ตการลงทุนที่พัฒนาร่วมกันระหว่าง FINNOMENA และ Franklin Templeton ภายใต้ชื่อ พอร์ต Global Optimized Return (GOR) พอร์ตการลงทุนที่เน้นสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่หลากหลายทั่วโลก โดยการออกแบบพอร์ต GOR ได้ใช้จุดเด่นของ Franklin Templeton ในเรื่องของเทคนิคการจัดพอร์ตการลงทุนระดับโลก ผสานกับทักษะและความเชี่ยวชาญในการคัดเลือกกองทุนในประเทศซึ่งเป็นจุดเด่นของ FINNOMENA โดยนักลงทุนสามารถเริ่มต้นด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำที่ 10 ล้านบาท ซึ่งนักลงทุนจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าร่วมประชุมกับทาง Franklin Templeton เพื่อเข้าถึงคำแนะนำการลงทุนที่เหมาะสมในปัจจุบัน พร้อมกับมุมมองการลงทุนล่าสุด อีกทั้งสามารถพูดคุยและสอบถามกับ Franklin Templeton ได้โดยตรง นับว่าเป็นการลงทุนในประเทศไทยที่ใช้มาตรฐานการให้บริการแนะนำการลงทุนระดับโลก

หากย้อนดูจากสถิติการเข้าใช้งานเว็บไซต์ของ FINNOMENA ในการค้นหาคำว่า “Franklin Templeton” พบว่า มีนักลงทุนไทยให้ความสนใจและเข้าถึงข้อมูลบทวิเคราะห์การลงทุนของ Franklin Templeton ผ่านช่องทาง Youtube ของ FINNOMENA และทางหน้าเว็บไซต์ Investor Base คลังข้อมูลบทวิเคราะห์การลงทุนระดับโลกที่ FINNOMENA ได้จัดทำร่วมกับทีมงาน Franklin Templeton เป็นจำนวนมากถึง 1.5 ล้านครั้งในช่วงระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา (มีนาคม-เมษายน 2564) นับเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่านักลงทุนไทยเริ่มมองหาช่องทางการลงทุนใหม่ ๆ โดยเฉพาะการจัดพอร์ตการลงทุน  เพื่อกระจายความเสี่ยงไปในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งเหมาะสมกับภาวะการลงทุนในปัจจุบันและสามารถลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนได้

“การแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความผันผวนให้กับตลาดการลงทุนทั่วโลก โดยช่วงที่ผ่านมาพบว่าตลาดการลงทุนมีการปรับฐานอย่างรุนแรง และสามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยสถิติของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดย morningstar.com (ข้อมูล ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2563) ระบุว่า หากมองย้อนกลับไปกว่า 150 ปีในอดีต ตั้งแต่ปี 2413 ตลาดหุ้นได้ทำการพักฐานถึง 18 ครั้งรวมวิกฤติโควิด-19 ในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งในแต่ละครั้งจะมีความรุนแรงในการพักฐานที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นการให้ความสำคัญในการจัดพอร์ตการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงสินทรัพย์ (Asset Allocation) ถือเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว โดยพอร์ต Global Optimized Return ที่ทาง FINNOMENA ออกแบบร่วมกับ Franklin Templeton เป็นพอร์ตที่มุ่งเน้นสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่หลากหลายทั่วโลก ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนตามสภาพตลาด แต่จะเน้นการลงทุนระยะยาวอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป เพื่อเป้าหมายในการสร้างผลตอบแทนประมาณ 10% ต่อปี ทั้งนี้ผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับสภาวะของตลาด” นายกสิณ กล่าว

สำหรับจุดเด่นของพอร์ต Global Optimized Return (GOR) พอร์ตการลงทุนที่เน้นสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่หลากหลายทั่วโลก ไม่ได้มีความโดดเด่นเพียงการใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลสภาวะตลาดและความชำนาญของทีมนักวิเคราะห์ในการจัดการสินทรัพย์กว่า 70 ปีของทาง Franklin Templeton อย่างเดียวเท่านั้น แต่พอร์ต Global Optimized Return (GOR) เป็นการผสานจุดแข็งของ FINNOMENA ในฐานะผู้นำที่มีความเข้าใจสภาพตลาดการลงทุนไทยและความต้องการของนักลงทุนไทย  โดย FINNOMENA Investment Team จะทำหน้าที่คัดเลือกกองทุนที่เหมาะสำหรับนักลงทุนไทยจากกองทุนจำนวน 1,900 กองทุน  มาวิเคราะห์ร่วมกับระบบข้อมูลของ Franklin Templeton เพื่อคัดเลือกกองทุนที่เหมาะสมที่สุดมาอยู่ในพอร์ต Global Optimized Return (GOR)

นอกจากนี้ตลอดระยะเวลาที่นักลงทุนได้ลงทุนในพอร์ต Global Optimized Return (GOR) ทาง FINNOMENA จะทำหน้าที่คอยดูแลติดตามและปรับสัดส่วนการลงทุนตามความเหมาะสมของสภาพตลาด โดยอาจจะมีการปรับพอร์ต 4 – 6 ครั้งต่อปี ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานและสภาวะตลาดช่วงนั้น ๆ ซึ่งพอร์ต Global Optimized Return (GOR) ถือเป็นพอร์ตการลงทุนที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาวแบบ 5 ปีขึ้นไป และเหมาะกับนักลงทุนที่ชื่นชอบการลงทุนแบบ Active เน้นปรับเปลี่ยนการลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด

“เราเชื่อว่าจุดเด่นของพอร์ตการลงทุน Global Optimized Return (GOR) จะช่วยยกระดับประสบการณ์การลงทุนระดับโลกให้กับนักลงทุนไทย เนื่องด้วยความเชี่ยวชาญของ FINNOMENA ในการคัดเลือกกองทุนที่เหมาะสม ผสมผสานกับความเชี่ยวชาญขององค์กรระดับโลกอย่าง Franklin Templeton ที่ใช้เทคโนโลยีในการจัดสรรสินทรัพย์จะช่วยยกระดับประสบการณ์ด้านการลงทุนกับนักลงทุนไทยได้เป็นอย่างดี และพิเศษไปกว่านั้น ในช่วงเริ่มต้นนี้ทาง FINNOMENA เปิดรับนักลงทุนเพียง 100 ท่านเท่านั้น  โดยนักลงทุนทุกท่านที่ลงทุนในพอร์ตดังกล่าวจะได้รับสิทธิ์ในการร่วมพูดคุยปรึกษาการลงทุนแบบรายบุคคล หรือ Private group ร่วมกับ FINNOMENA และทีมงาน  Franklin Templeton ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ของการลงทุนที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน แต่เกิดขึ้นที่ FINNOMENA เพราะเป้าหมายหลักคือเพื่อต้องการสร้างประสบการณ์การลงทุนที่ดีที่สุดให้กับนักลงทุนไทย” นายกสิณ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้สิทธิพิเศษสำหรับนักลงทุน 100 ท่านแรกที่ลงทุนในพอร์ต Global Optimized Return (GOR) จะได้รับสิทธิ์พูดคุยปรึกษาการลงทุนรายบุคคลกับทาง Finnomena และทีมงาน Franklin Templeton ในทุกๆ เดือน พร้อมกิจกรรมสัมมนาออนไลน์ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://finno.me/ftxfinnoq2 หรือโทร 02-026-5100 ต่อ 9

หมายเหตุ ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน


เกี่ยวกับ Franklin Templeton

แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (Franklin Templeton)  [NYSE: BEN] เป็นองค์กรการบริหารจัดการการลงทุนระดับโลก ภารกิจของแฟรงคลินเทมเพิลตันคือช่วยให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการการลงทุน การบริหารความมั่งคั่ง และ โซลูชั่นทางเทคโนโลยี  โดยผู้จัดการการลงทุนผู้เชี่ยวชาญโดยบริษัทมีความชำนาญในสินทรัพย์ที่ครอบคลุม ทั้งตราสารทุน ตราสารหนี้ การลงทุนทางเลือกและโซลูชันการลงทุนในสินทรัพย์ผสม ซึ่งให้บริการลูกค้ามากกว่า 165 ประเทศ ในส่วนบริษัทฯ มีพนักงานอยู่ในประเทศต่าง ๆ มากกว่า 30 ประเทศรวมถึงมีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจำนวน 1,300 คน มีประสบการณ์การลงทุนมากกว่า 70 ปีและมีมูลค่าสินทรัพย์ที่อยู่ภายในการดูแล 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม franklintempleton.com.sg

เกี่ยวกับ FINNOMENA

FINNOMENA เป็นหนึ่งในผู้นำด้านแพลตฟอร์มบริหารเงินลงทุนครบวงจรสำหรับนักลงทุน และที่ปรึกษาการลงทุน โดยเป้าหมายหลักขององค์กรคือเพื่อปลดล็อกศักยภาพของนักลงทุนไทย ให้สามารถบรรลุเป้าหมายทางเงินได้ตามที่คาดหวัง ปัจจุบัน FINNOMENA ดูแลนักลงทุนไทยกว่า 40,000 คน ด้วยยอดเงินลงทุนกว่า 16,000 ล้านบาท หรือประมาณ 530 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563)  การให้บริการของ FINNOMENA ประกอบด้วย แพลตฟอร์มความรู้การลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญที่มียอดเข้าชมถึง 3.4 ล้านครั้งต่อเดือน แพลตฟอร์มการให้คำปรึกษาการลงทุน และแพลตฟอร์ม Fund Supermart  สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม finnomena.com

เอาอย่างไรกับ ARK Family ที่เราถืออยู่ดี?

Mr.Messenger

ARK Invest คือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่เป็นที่กล่าวถึงในวงกว้างเป็นอย่างมากในโลกของการลงทุน เนื่องจากผลตอบแทนที่โดดเด่นในปี 2020 ที่ผ่านมา

หุ้นที่กองทุน ARK เข้าไปลงทุน ต่างได้รับผลบวกจากการปิดเมือง และมาตรการรักษาระยะห่าง ทำให้เม็ดเงินลงทุนหลั่งไหลเข้าไปลงทุนจนติดอันดับ 1 ใน 10 กองทุนที่มีเงินลงทุนไหลเข้าลงทุนมากที่สุดในโลก ทั้ง ๆ ที่เป็น Fund House เล็ก ๆ ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2014 เท่านั้น

ความที่ ARK Invest มองในมุมที่ต่าง และมีวิธีการนำเสนอโอกาสการลงทุนในแบบที่เราไม่เคยเห็นที่ไหน ผ่าน CEO ของบริษัทที่ชื่อว่า เคที วู้ด (Cathie Wood) ที่เล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “Innovation is key to growth” ทำให้นักลงทุนต่างเห็นภาพ และเชื่อมั่นว่า การลงทุนของ ARK คือ สิ่งที่น่าจะสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้เป็นอย่างดี

ขอเกริ่นถึง ARK Invest เพียงเท่านี้ เพราะเชื่อทุกคนที่ได้อ่านบทความนี้ รู้จัก ARK มาก่อน และสามารถหารายละเอียดได้ตาม Internet

แต่ที่จะหยิบมาวิเคราะห์ครั้งนี้ ผมเชื่อว่ายังไม่มีใครได้เขียนถึงมาก่อน และ สาวกของคุณป้าเคทีที่มีกองทุนไทยที่ไปซื้อตระกูล ARK อยู่ในพอร์ตน่าจะอยากรู้ก็คือ “เราควรวางกลยุทธ์อย่างไรดีหลังจากนี้?” ไปดูชุดข้อมูลที่ผมจะบอกกัน

1. เป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปีแล้ว ที่หากเราแบ่งการลงทุนในหุ้นออกเป็น 2 ธีมการลงทุน ระหว่าง Value Play กับ Growth Play เราจะพบว่า หุ้นสไตล์ Growth Play ประเภท ยอดขายโต กำไร ฐานลูกค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ หุ้นเหล่านี้ ผลตอบแทนชนะกลุ่ม Value Play ที่อาจไม่มีการเติบโต กำไรนิ่ง ๆ ปันผลสม่ำเสมอ แต่นับตั้งแต่เข้าไตรมาส 1/2021 เทรนด์ที่เราเห็นในระยะยาวนั้น เหมือนจะเริ่มเปลี่ยนไปในระยะสั้น เพราะ หุ้นกลุ่ม Value Play กลับมาทำผลตอบแทนได้ดีกว่า Growth Play

2. เหตุผลหนึ่งเลยก็เพราะ หุ้น Growth Play ซึ่งหลัก ๆ คือ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี วิ่งหน้าตั้งขึ้นมาในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่เมื่อปิดเมือง และหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หุ้นกลุ่ม Old Economy ก็วิ่งช้ากว่า

3. พอ Vaccine Rollout รัฐบาลอัดฉีดงบประมาณขนาดใหญ่ กระแส Fund Flow ก็เปลี่ยนทิศมาเข้าหุ้นกลุ่ม Value Play และไหลออกจาก Growth Play ตรงนี้ กระทบกับกองทุนของ ARK โดยตรง เพราะ หุ้นในพอร์ตของ ARK คือ หุ้นเทคโนโลยีทั้งหมด แถมเป็นหุ้นที่ยังมีขนาดกิจการไม่ใหญ่มาก และวิ่งมาแรงมากก่อนหน้านี้ ก็เลยโดยแรงเทขายมากกว่าดัชนี NASDAQ ชัดเจน

4. ปรับฐานรอบนี้ ARK ลงมาลึกแค่ไหน? ยกตัวอย่าง กองทุน Flagship อย่าง ARKK ค่าเฉลี่ยการปรับฐานหนัก (Max Drawdown) จะอยู่ที่ -23% ขณะที่ปรับฐานหนักสุดคือตอนโควิด-19 ระบาดรอบแรกในสหรัฐฯ ARKK ติดลบไป -42.50% มารอบนี้ ARKK ปรับฐานไปแล้ว -33.59% มากกว่า Average Max DD. ในอดีต แต่ก็ยังไม่ลึกเท่าตอนเดือนมี.ค. ปี 2020

5. ที่ ARK ลงมาลึกมากกว่ากองทุนเทคโนโลยีกองอื่น ๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะขึ้นมาเยอะกว่าคนอื่นไม่กี่รู้เท่า โดยปี 2020 ARKK ผลตอบแทน +153%, ARKW +157% และ ARKG +181%

6. ถ้าดูในแง่ราคา เหมือนจะลงมาเยอะแล้วใช่ไหม? พาไปดูในแง่ Fund Flow จะพบว่า กอง Flagship อย่าง ARKK มีเงินนักลงทุนไหลเข้าไปลงทุนสูงถึงเกือบ ๆ $6 Billion แต่นับตั้งแต่ต้นปี 2021 มีเงินนักลงทุนขายออกจาก ARKK ไปประมาณ $1.5 Billion ซึ่งมันก็มองได้ 2 มุมนะครับ

ยังมีคนเชื่อมั่นใน ARK อีกเยอะ ที่ขายน่ะขายน้อย

แต่อีกมุม ถ้าแรงขายมีมากกว่าที่เราเห็น และหุ้นในพอร์ต ARK ที่มีขนาด Market Cap ไม่ได้ใหญ่อะไร เวลาโดนแห่ขาย ราคาจะลงได้ลึกไหม อันนี้ก็ต้องคิดเหมือนกัน

7. ดึงมาเฉพาะหุ้นใน Top 10 ของ ARKK เพื่อมาดูว่า หลังจากทยอยประกาศงบกันออกมา นักวิเคราะห์มองอนาคตของหุ้นกันยังไงบ้าง ก็พบว่า ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ เพราะ 8 ใน 10 ตัว โดนปรับลด Target Price ลง แปลว่า นักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นในพอร์ตลดลง (แต่ก็ยังมี Upside นะครับ ไม่ได้ปรับราคาเป้าหมายต่ำกว่าราคาปัจจุบัน)

8. ไปดูการวิเคราะห์ทางเทคนิค ก็จะเห็นว่า ARKK เพิ่งทำ New Low ในรอบ 6 เดือน และหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันไปหมาด ๆ ดังนั้น ในแง่ Momentum ก็ชัดเจนว่าไม่ใช่ขาขึ้น ต้องหารูปแบบการกลับตัวกันสักระยะเวลาหนึ่งถึงจะเห็นความหวัง

สรุป กองทุนตระกูล ARK ปรับฐานจากจุดสูงสุดมาเยอะแล้วก็จริง แต่ในอดีต ARK ก็ไม่เคยวิ่งแรงขนาดที่วิ่งในปี 2020 มาก่อน

ดังนั้น อย่าประมาทว่า การปรับฐานจะสิ้นสุดในเร็ววัน ขณะที่กระแสเงินทุนของโลกชัดเจนว่า อยู่ในช่วงที่ยังชอบหุ้น Value Play หรือหุ้นกลุ่มวัฏจักร จากความหวังการเปิดเมืองในอนาคต และมาตรการจากทั้งกระทรวงการคลังและเฟดเอง ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้งาน Platform ของบริษัทหรือหุ้นที่ ARK เข้าลงทุน อาจมีการเติบโตลดลง จนเป็นที่มาที่มีการปรับลดคาดการณ์ราคาเป้าหมาย

ด้วยเหตุผลนี้ ยังเชื่อว่า Downside Risk ของตระกูล ARK ในระยะสั้นน่าจะยังมีอยู่ เราอาจใช้ Greatest Max DD. เป็นจุดเข้าซื้อหนัก ๆ ก็ได้สำหรับคนต้องการถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือไม่ ก็ต้องรอสัญญาณการกลับทิศของ Fund Flow ในภาพใหญ่

แต่ยังไง ส่วนตัว ผมก็เชื่อว่า ระยะยาวมากกว่า 5-10 ปี หุ้นสไตล์ Growth Play จะสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า Value Play และหัวใจสำคัญของ Growth ก็คือ Innovation ซึ่ง ARK ลงทุนในบริษัทเหล่านั้นอยู่

แหล่งที่มาข้อมูล :
จากที่ประชุม Investment Consultant Committee ใน FINNOMENA
https://www.tradingview.com/chart

Mr.Messenger รายงาน

ที่มาบทความ: https://www.blockdit.com/posts/609a9a9d9f2b2b0c522d4728