แจ้งเตือน

News Update: GULF จับมือ Binance เตรียมลุยตลาดคริปโทฯ เมืองไทย

THE OPPORTUNITY
News Update: GULF จับมือ Binance เตรียมลุยตลาดคริปโทฯ เมืองไทย

บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) เปิดเผยว่า บริษัท กัลฟ์ อินโนวา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วน 100% ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับกลุ่ม Binance เพื่อร่วมกันศึกษาและจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศไทย

ทั้งนี้ บริษัทฯ เล็งเห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในประเทศไทย จากการที่เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องจะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศ และจะมีความสำคัญในชีวิตประจำวันของประชาชนมากขึ้น โดยความร่วมมือกับ Binance ดังกล่าว จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีบล็อคเชนของประเทศ จากการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีความพร้อมในการประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมาตอบสนองความต้องการดังกล่าว

บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการผนึกความแข็งแกร่งจากทั้งสองบริษัท เนื่องจากบริษัทฯ มีประสบการณ์และความชำนาญในการพัฒนาและบุกเบิกธุรกิจใหม่ ๆ ในประเทศ โดยมีเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งทั้งภาคธุรกิจและภาคการเงินในขณะที่ Binance มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึง Binance ยังเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีการเติบโตเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์และมีปริมาณการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าว สอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทฯ ในการขยายธุรกิจและความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ซึ่งจะเปิดโอกาสให้บริษัทฯ สามารถขยายธุรกิจไปสู่สินทรัพย์ดิจิทัลด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในอนาคตได้อีกด้วย

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Bitcoin กำลังถูกท้าทาย คนหันมาใช้เหรียญทางเลือกชำระเงินมากขึ้น จับตา Stablecoin, Ether, Dogecoin, Shiba Inu และ Litecoin

THE OPPORTUNITY
News Update: Bitcoin กำลังถูกท้าทาย คนหันมาใช้เหรียญทางเลือกชำระเงินมากขึ้น จับตา Stablecoin, Ether, Dogecoin, Shiba Inu และ Litecoin

BitPay เผยธุรกิจและผู้บริโภคเริ่มหันมาใช้โทเคนดิจิทัลอื่นในการชำระเงินมากขึ้น หลังราคา Bitcoin ผันผวนหนักในปีที่ผ่านมา

BitPay หนึ่งในผู้ให้บริการระบบประมวลผลการชำระเงินคริปโทฯ รายใหญ่ที่สุดในโลก รายงานว่า สัดส่วนการใช้ Bitcoin เพื่อชำระเงินในปี 2021 ลดลงเหลือ 65% จาก 92% ในปี 2020 ส่วน Ether อยู่ที่ 15% ขณะที่การใช้ Stablecoin เพื่อชำระเงินเพิ่มขึ้นสู่ 13% ด้านเหรียญใหม่ๆ อย่าง Dogecoin, Shiba Inu และ Litecoin คิดเป็นสัดส่วนรวมที่ 3%

ผู้บริโภคเริ่มมีแนวโน้มเปลี่ยนมาใช้ Stablecoin หรือคริปโทฯ ที่มูลค่าค่อนข้างคงที่มากขึ้น เพราะมีราคาผันผวนน้อยกว่า Bitcoin ซึ่งปรับตัวลงต่อเนื่องตั้งแต่เดือน พ.ย. ปีที่แล้ว ขณะที่เหรียญอื่นๆ อย่าง Dogecoin ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (14 ม.ค.) Elon Musk ทวีตข้อความว่า Tesla รับชำระด้วย Dogecoin แล้ว

หลายคนคงจำกันได้ว่าการใช้ Bitcoin ซื้อสินค้าครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2010 ที่พิซซ่า 2 ถาด ถูกซื้อไปในราคา 10,000 BTC แต่ตอนนี้นักลงทุนจำนวนมากเลือกถือ Bitcoin เพื่อเก็งกำไรมากกว่านำมาใช้ชำระเงิน เนื่องจากราคา Bitcoin พุ่งขึ้นมากกว่า 60% ในปี 2021 แม้จะเผชิญความผันผวนในช่วงไตรมาส 4 ของปีก็ตาม

BitPay รายงานว่า ผู้คนมักใช้สกุลเงินดิจิทัลในการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เครื่องประดับ นาฬิกา รถยนต์ เรือ รวมถึงทองคำ โดยปริมาณธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าฟุ่มเฟือยในปี 2021 เพิ่มขึ้นถึง 31% จาก 9% ในปี 2020 ขณะที่ปริมาณการชำระเงินโดยรวมของบริษัทในปี 2021 เพิ่มขึ้น 57% จากปี 2020

Stephen Pair ซีอีโอของ BitPay กล่าวว่า การร่วงลงครั้งล่าสุดของคริปโทฯ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักลงทุนมากเท่าตอนปี 2018 โดยแม้การใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยจะได้รับผลกระทบ แต่การลดลงโดยรวมนั้นน้อยลงมาก ซึ่งนี่อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นว่าการปรับฐานอาจเกิดแค่ในระยะสั้น รวมถึงฐานผู้ใช้ที่กว้างขวางขึ้นมากของวงการคริปโทฯ

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-01-16/bitcoin-s-dominance-of-crypto-payments-is-starting-to-erode?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA Market Alert: หุ้นเวียดนามร่วง 2% ด้วยแรงขายทำกำไร

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: หุ้นเวียดนามร่วง 2% ด้วยแรงขายทำกำไร

ดัชนี VNI ของเวียดนาม ปรับตัวลงปิดตลาดที่ 2.81% โดยมีหุ้นปรับตัวลงทั้งหมด 805 บริษัท ขณะที่ปรับตัวขึ้นเพียง 180 บริษัท ไม่เปลี่ยนแปลง 669 บริษัท การปรับตัวลงในวันนี้เกิดขึ้นในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม นำโดยอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาฯ เช่นเดียวกับกลุ่มการเงิน ส่วนหุ้นในดัชนี VN 30 มีเพียง 3 บริษัทที่ปรับตัวขึ้นสวนทิศทางตลาด อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นก็ยังถูกพยุงด้วยหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มการเงินอย่าง Vietcombank (VCB) ที่ปรับตัวขึ้นปิดตลาดที่ 3.12%

FINNOMENA Investment Team มองว่าการปรับตัวในวันนี้เป็นการขายทำกำไรระยะสั้น และยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นเวียดนาม ด้วยมูลค่าที่เหมาะสมกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก อีกทั้งยังมีอัตราการเติบโตของกำไรที่โดดเด่นกว่า

อ้างอิง: en.vietstock.vn, finance.vietstock.vn, Investing.com

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ROE คือ อะไร? ช่วยเจาะลึกคุณภาพการดำเนินการของบริษัทได้อย่างไร?

Investment Reader
ROE คือ อะไร?

นักลงทุนทุกคนคงอยากจะหาหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีกันใช่ไหมครับ หุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกับนักลงทุนควรจะเป็นหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดีและผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในอัตราส่วนทางการเงินที่ใช้ในการพิจารณาประกอบการลงทุนคือ ROE (Return on Equity)

แล้ว ROE คืออะไร?

ROE คือ Net Profit (กำไรสุทธิ) หารด้วย Equity (ส่วนของผู้ถือหุ้น) เมื่อคำนวณออกมาแล้วจะได้เป็นอัตราส่วนทางการเงิน ซึ่งถ้าหุ้นนั้น ๆ มี ROE ไม่น้อยกว่า 15% จะถือว่าเป็นหุ้นที่สร้างกำไรได้สูงโดยไม่ต้องใช้ส่วนของผู้ถือหุ้นเยอะ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นหุ้นที่สร้างผลตอบแทนได้ดีนั่นเอง

เราลองมาดูที่ส่วนประกอบของ ROE กัน เริ่มจาก Equity กันก่อน จากแผนภาพนี้นะครับ

roe

(อ้างอิงจากหนังสือ คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ โดยคุณธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์)               

บริษัทจะเริ่มต้นจากการระดมทุน (E, Equity) มาสร้างทรัพย์สิน (A, Asset) แล้วนำทรัพย์สินที่ได้มาสร้างรายได้ (R, Revenue) รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายคือกำไร (P, Profit) และกำไรหลังจากหักเงินปันผล จะเรียกว่ากำไรสะสม ส่วนนี้จะถูกทบกลับมาที่ส่วนของผู้ถือหุ้นอีกที ทำให้ E เยอะขึ้น แต่ถ้าบริษัทขาดทุน ส่วนของผู้ถือหุ้นจะลดลง

ดังนั้นสำหรับบริษัทที่มีกำไร E จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้ากำไรไม่เติบโตมากพอ ROE จะลดลงได้ครับ บริษัทที่สามารถสร้างกำไรได้ดีอย่างต่อเนื่องจะทำให้ ROE ยังอยู่ในระดับสูงต่อไป แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ ROE สูงได้อีกครับ นั่นคือ อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin), Asset Turnover (การหมุนรอบของทรัพย์สิน) และ Equity Multiplier  ตามสมการดังนี้ครับ

roe

แล้วสัดส่วนต่าง ๆ ที่ใช้คิด ROE คืออะไร?

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ROE ประกอบไปด้วย Net Profit Margin Asset Turnover และ Equity Multiplier เพราะฉะนั้นเราลองมาดูกันดีกว่าว่าสัดส่วนแต่ละตัวหมายถึงอะไร เพื่อที่จะได้เข้าใจที่มาที่ไปอย่างถ่องแท้ครับ

Net Profit Margin (อัตรากำไรสุทธิ)

Net Profit Margin (อัตรากำไรสุทธิ) คือ อัตราส่วนกำไรสุทธิที่นำมาใช้ดูว่าบริษัทมีศักยภาพในการทำกำไรในบรรทัดสุดท้ายเท่าไร ซึ่งแตกต่างจาก Gross Margin (อัตราส่วนกำไรขั้นต้น) ที่จะอยู่ในบรรทัดหลังหักต้นทุนการขายเบื้องต้น (ยังไม่มีค่าใช้จ่ายภาษี ดอกเบี้ยต่าง ๆ) ซึ่ง Net Profit Margin ถือเป็นอัตราส่วนหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเพราะสามารถใช้เป็นตัวสะท้อนกำไรสุทธิของบริษัทได้เป็นอย่างดีในการประเมินศักยภาพของบริษัท

หากคิดเล่น ๆ ถ้าเรารู้ว่าในอนาคตบริษัท Burger Queen มีแนวโน้มที่จะเปิดสาขาเพิ่มอีก 5 สาขา และเราศึกษาสอบถามมาอย่างดีจากผู้บริหารแล้วว่าปกติรายได้ต่อสาขาต่อปีของ Burger Queen คือ 100,000 เหรียญ

ดังนั้นในอนาคตหากมีการเปิดเพิ่มอีก 5 สาขา รายได้ของ Burger Queen ก็น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 เหรียญ และหาก Burger Queen เป็นบริษัทที่รักษา Net Profit Margin ได้คงที่สม่ำเสมอ ๆ มาก ๆ เราก็จะสามารถนำตัว Net Profit Margin มาประเมินกำไรสุทธิในอนาคตได้ ผ่านการนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาบวกกับของเก่านั่นเอง

ซึ่งถ้าจะไหลต่อไปมากกว่านั้นเราก็จะสามารถรู้ได้ว่าบริษัท Burger Queen แพงหรือไม่? เช่น เราอาจจะเอามาเทียบกับค่า P/E ในปัจจุบันจากเดิมอาจจะอยู่ที่ 10 เท่า แต่ถ้าเค้าทำได้ตามที่พูดปุ๊ป PE อาจจะดันลงมาเหลือ 5 เท่าอะไรประมาณนี้ครับ มีประโยชน์มาก ๆ

นอกจากนั้นตัว Net Profit Margin ยังสามารถนำมาใช้เทียบศักยภาพของบริษัทหากเทียบกับคู่แข่งได้อีกด้วย โดยเราอาจจะเอา Burger Queen ไปเทียบกับ McDonaldPump ว่าเค้ามี % ที่สูงกว่าหรือไม่ ถ้ามีเเล้วเป็นเพราะอะไร มาจากปัจจัยที่มีความได้เปรียบสูงหรือเปล่า เช่น Burger Queen อาจมีเทคโนโลยีการผลิตที่ดีกว่าจนส่งผลให้ควบคุมต้นทุนได้ดีกว่าเป็นต้น

Asset Turnover (อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์รวม)

Asset Turnover (อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์รวม) คือ อัตราส่วนที่ใช้วัดว่าบริษัทนั้น ๆ มีนำสินทรัพย์ที่มีไปสร้างยอดขายได้เยอะขนาดไหนซึ่งยิ่งเยอะก็ยิ่งดี โดยจะมีหน่วยเป็นเท่า

Asset Turnover มีประโยชน์ในการวัดศักยภาพของธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ต้องใช้สินทรัพย์ในการทำเงินยกตัวอย่าง เช่น อุตสาหกรรมอสังหาฯ หรือโรงแรมเป็นต้น แต่อาจจะไม่เหมาะนักหากนำไปใช้กับธุรกิจบริการซึ่งอาจจะใช้คนหรือเทคโนโลยีเป็นหลัก

โดยหลักการใช้ Asset Turnover ก็เช่นเดียวกันกับ Net Profit Margin เพราะ การที่จะเทียบว่ารายนี้เก่งกว่าอีกรายยังไง เราไม่ควรจะเอาหมูไปเทียบไก่ แต่เราควรเอาหมูไปเทียบกับหมู ไก่ไปเทียบกับไก่ จะสมเหตุสมผลกว่าครับ

Equity Multiplier (อัตราส่วนสินทรัพย์รวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น)

Equity Multiplier (อัตราส่วนสินทรัพย์รวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น) คือ อัตราส่วนที่ใช้วัดว่าบริษัทนั้น ๆ มีสินทรัพย์เทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้นแล้วเป็นอย่างไรบ้าง? ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าบริษัทนั้น ๆ  มีการเพิ่มทุนผ่านการออกหุ้นเพิ่มแค่ไหน ซึ่งหากสัดส่วนนี้ยิ่งสูงเท่าไรก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทนั้น ๆ มีการนำเงินของผู้ถือหุ้นไปซื้อสินทรัพย์เพิ่มมากขึ้นเท่านั้นนั่นเอง

ในโลกความเป็นจริงหากเราสังเกตได้ว่าบริษัทใดบริษัทหนึ่งพอจะทำอะไรเพิ่มสักทีก็ใช้วิธีเพิ่มทุนอย่างเดียว แล้วพอมาเช็กอัตราส่วน Equity Multiplier แล้วยังอยู่ในระดับที่สูงหากเทียบกับบริษัทอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันอีก อย่างนี้ก็พอจะบอกได้บริษัทนี้มีการใช้อัตราทดสูงกว่าบริษัทอื่นครับถือได้ว่ามีความเสี่ยงมากกว่า อีกทั้งอาจจะบ่งชี้ได้ว่าบริษัทนี้อาจจะไมไ่ด้มีธุรกิจที่แข็งแกร่งมากนัก เพราะ ไม่สามารถเติบโตได้ด้วยความสุดยอดของตนเองต้องใช้การเพิ่มทุนอยู่เรื่อย ๆ (ทั้งนี้และทั้งนั้นแล้วแต่ธรรมชาติของแต่ละอุตสาหกรรมด้วยนะครับ)

ส่วนเสริม: วิธีการคิด Equity Multiplier ในอีกรูปแบบหนึ่ง

โดยปกติแล้ว ทรัพย์สิน  = ส่วนของผู้ถือหุ้น + หนี้สิน ดังนั้น Equity Multiplier เขียนได้อีกอย่างว่า

equity multiplier

บริษัทที่มีอัตรากำไรสุทธิสูง ขายสินค้าได้เก่ง และมีสัดส่วนการใช้หนี้สินมาก (DE Ratio สูง) จะมี ROE สูง บางทีปัจจัยที่ทำให้ ROE สูงอาจจะมีแค่ 1-2 ปัจจัยก็ได้ แต่บริษัทที่สุดยอดจริงๆ ควรทำ ROE ได้สูงจากปัจจัย 2 ตัวแรก เพราะเป็นปัจจัยที่เกิดจากความสามารถของบริษัทครับ (สร้างอัตรากำไรได้สูง และขายของได้เก่ง)

ส่วนปัจจัยสุดท้ายคือการก่อหนี้ ก็เป็นปัจจัยเพิ่ม ROE ได้เหมือนกัน แต่บริษัทไม่ควรมีส่วนนี้มากจนเกินไปครับ เพราะจะทำให้ปัจจัยแรก (กำไรสุทธิ) ลดลงได้จากดอกเบี้ยที่จ่ายสูงขึ้น ดังนั้นในการเลือก ROE เราควรวิเคราะห์ที่มาของ ROE อีกชั้นหนึ่งนะครับ

หวังว่าเมื่อทำความรู้จักกับ ROE กันแล้ว ต่อไปนักลงทุนน่าจะสามารถมองหาหุ้นที่ ROE สูงๆ จากคุณภาพการดำเนินการของบริษัทได้จริงๆ ครับ

อ่านคำศัพท์อื่นๆ ทางการเงินได้ที่ : https://www.finnomena.com/vocab/

ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด

FINNOMENA Investment Team
ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด (จำนวนจำกัด)

     Weekly Market Insight ประจำสัปดาห์ 17 – 23/01/65

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์”

(ถ้าเปิดจากโทรศัพท์แล้วดูแบบ preview ไม่ได้ ให้กดดาวน์โหลดมุมขวาบน)

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 17/01/2022 “จีน GDP ปี 2021 โต 8.1% ดีกว่าคาด จับตามาตรการควบคุม ‘โอมิครอน’ ก่อนตรุษจีน และโอลิมปิกฤดูหนาว” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 17/01/2022 “จีน GDP ปี 2021 โต 8.1% ดีกว่าคาด จับตามาตรการควบคุม ‘โอมิครอน’ ก่อนตรุษจีน และโอลิมปิกฤดูหนาว” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 17/01/2022

“จีน GDP ปี 2021 โต 8.1% ดีกว่าคาด จับตามาตรการควบคุม ‘โอมิครอน’ ก่อนตรุษจีน และโอลิมปิกฤดูหนาว”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 35,911.81 -201.81 จุด (-0.56%) S&P500 ปิดที่ 4,662.85 +3.82 จุด (+0.08%) Nasdaq 14,893.75 ปิดที่ +86.94 จุด (+0.59%) Small Cap 2000 ปิดที่ 2,161.48 +2.05 จุด (+0.09%) VIX index อยู่ที่ 19.19 (-5.51%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 4,272.19 -43.71 จุด (-1.01%) Dax เยอรมนี ปิดที่ 15,883.24 -148.35 จุด (-0.93%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 7,143.00 -58.14 จุด (-0.81%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่ 7,542.95 จุด -20.90 จุด (-0.28%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่ 28,124.28 จุด -364.85 จุด (-1.28%) CSI 300 จีน ปิดที่ 4,726.73 จุด -39.19 จุด (-0.82%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่ 24,383.32 จุด -46.45 จุด (-0.19%) SET Index ไทย ปิดที่ 1,672.63 จุด -7.39 จุด (-0.44%) VN30 เวียดนาม ปิดที่ 1,523.57 จุด -2.86 จุด -0.19%

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 17 ม.ค. 2565) ราคาทองคำ 1,818.35 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 22.988 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 83.56 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 86.21 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 17 ม.ค. 2565) Bitcoin 42,721.0 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,285.24 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และ Binance Coin 486.42 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ภาพรวมสินทรัพย์ทั่วโลกที่ปรับตัวบวกและลบสูงที่สุดในรอบ 1 สัปดาห์ 3 อันดับแรก กลุ่มที่ปรับตัวในทิศทางบวก – ราคาน้ำมัน (+7.9%), หุ้นตลาดเกิดใหม่ (+2.1%) และ หุ้นสหราชอาณาจักร (+1.3%) ปรับตัวในทิศทางลบ – ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (-0.8%), พันธบัตรหรือตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (-0.6%) และ Global REIT (-0.5%)

ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวบวกและลบสูงที่สุดในรอบ 1 สัปดาห์ 3 อันดับแรก กลุ่มที่ปรับตัวในทิศทางบวก – ดัชนี IBOVA บราซิล (+4.4%), ดัชนีจีน H-Shares (+2.7%) และดัชนี MSCI EM. (+2.1%) ปรับตัวในทิศทางลบ – ดัชนีจีน A-Shares (-2.4%), หุ้นเกาหลี (-0.6%) และหุ้นเวียดนาม (-0.5%)

ภาพรวม sector ใน S&P500 ที่ปรับตัวบวกสูงที่สุดในรอบ 1 สัปดาห์ 3 อันดับแรก – Energy (+5.5%), Industrials (+0.5%) และ Communication Service (+0.5%) ปรับตัวในทิศทางลบ – Real Estate (-1.4%), Health Care (-1.2%) และ Consumer Discretionary (-0.9%)

เยอรมนีรายงาน GDP ปี 2021 +2.7% จากปี 2020 ที่ติดลบ -4.6% สหราชอาณาจักรรายงาน GDP เดือนพฤศจิกายน +0.9% เติบโตกลับไปเทียบเท่าระดับก่อนเกิดวิกฤติ COVID-19

จีนตรวจพบเชื้อ COVID-19 รายแรกในปักกิ่ง 3 สัปดาห์ก่อนงานโอลิมปิกฤดูหนาวจะเริ่มต้นขึ้น

Reuters คาดการณ์ GDP จีนปี 2022 +5.2% เศรษฐกิจจีนกำลังเจอความท้าทายจากการเริ่มพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนในประเทศ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จาก Reuters คาดการณ์ธนาคารกลางจีนมีโอกาสที่จะปรับลด RRR ลง 50bps. ในไตรมาสที่ 1 ปี 2022 ล่าสุดมีการประกาศ GDP ปี 2021 ของจีน ออกมา +8.1% ดีกว่าที่คาดการณ์ และธนาคารกลางจีนมีการประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยและอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ

Bitcoin กำลังถูกท้าทายมากขึ้น หลักจากเหรียญทางเลือกได้รับการยอมรับให้รับชำระค่าสินค้ามากขึ้น โดยล่าสุด Tesla อกอมาประกาศรับเหรียญสกุล Dogecoin ให้สามารถใช้ซื้อสินค้าได้แล้ว แม้จะยังไม่รับชำระการซื้อรถยนต์ด้วย Dogecoin

JPMorgan ประกาศผลประกอบการ รายได้ 3.035 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ EPS อยู่ที่ 3.33 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ดีกว่าคาดการณ์ แต่ราคาหุ้นปรับตัวลดลง จากการที่ธนาคารออกมาปรับลดคาดการณ์รายได้ในปีนี้ สาเหตุมาจากทั้งค่าใช้จ่ายที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งจากเรื่องของเงินเฟ้อและแรงงานที่ขาดแคลน

Citi Group รายงานผลประกอบการสูงกว่าที่คาดการณ์ แต่แนวโน้มค่าใช้จ่ายในอนาคตมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นในไตรมาสถัดไป ขณะที่ Well Fargo รายงานผลประกอบการดีกว่าคาดการณ์

BlackRock รายงานผลประกอบการดีกว่าคาดการณ์ และมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการเพิ่มขึ้นเกินกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Twitter ของกรมสรรพากรถูกแฮ็ค มีการเปลี่ยนรูปโปรไฟล์และโฆษณา NFT แต่ยังยืนยันระบบสารสนเทศยังให้บริการได้ตามปกติ

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 6,929 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 13 ราย หายป่วยกลับบ้าน 5,255 ราย

News Update: จีนเผย GDP ปี 2021 โต 8.1% แรงหนุนจากการขยายตัวของภาคการผลิต แต่ยอดค้าปลีกชะลอตัว เพิ่มขึ้นเพียง 1.7%

THE OPPORTUNITY
News Update: จีนเผย GDP ปี 2021 โต 8.1% แรงหนุนจากการขยายตัวของภาคการผลิต แต่ยอดค้าปลีกชะลอตัว เพิ่มขึ้นเพียง 1.7%

จีนเผยตัวเลข GDP 2021 โต 8.1% จากปีก่อนหน้า ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนสามารถชดเชยยอดค้าปลีกที่ชะลอตัวลงได้

เช้านี้ (17 ม.ค.) สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงาน GDP ไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ของ Reuters ที่ 3.6% ขณะที่ GDP ตลอดทั้งปี 2021 เพิ่มขึ้น 8.1% จากปีก่อนหน้า ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์จีนที่ 8.4%

การผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้น 4.3% จากปีก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ของ Reuters ที่เพียง 3.6% อย่างไรก็ตาม ยอดค้าปลีกเดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้นเพียง 1.7% ต่ำกว่าคาดการณ์ของ Reuters ที่ 3.7%

การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรปี 2021 ขยายตัว 4.9% สูงกว่าคาดการณ์ที่ 4.8% ขณะที่อัตราการว่างงานในเมืองเดือน ธ.ค. อยู่ที่ 5.1% ซึ่งใกล้กับค่าเฉลี่ย แต่อัตราการว่างงานในเมืองของผู้ที่มีอายุระหว่าง 16-24 ปี อยู่ในระดับสูงมากที่ 14.3%

สำนักงานสถิติแห่งชาติกล่าวในแถลงการณ์ว่า สภาพแวดล้อมภายนอกมีความซับซ้อนและไม่แน่นอนมากขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศอยู่ภายใต้แรงกดดัน 3 อย่าง ได้แก่ การหดตัวของอุปสงค์ อุปทานที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน (Supply Shock) และความคาดหวังที่ลดลง

อ้างอิง:  https://www.cnbc.com/2022/01/17/china-economy-gdp-for-december-and-full-year-2021.html

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA Tactical Call: Stop Loss หลัง CSI 300 หลุดแนวรับสำคัญ

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Tactical Call: Stop Loss หลัง CSI 300 หลุดแนวรับสำคัญ

ช่วงเวลาที่ผ่านมาดัชนี CSI 300 ได้รับแรงกดดันจากปัญหาอสังหาฯ, มาตรการควบคุมจากภาครัฐ, นโยบาย Covid Zero แม้ธนาคารกลางจีนจะเพิ่มสภาพคล่องและลดอัตราดอกเบี้ย แต่การระบาดอีกระลอกของ Covid รวมไปถึงแนวโน้มนโยบายการเงินโลกได้สร้างแรงกดดันทำให้วันที่ 13 ม.ค. 2022 ดัชนี CSI 300 ปรับตัวลงมาต่ำกว่า 4,800 จุด ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญและเป็นจุด Stop Loss ของคำแนะนำ Tactical Call ดัชนี CSI 300 ที่ FINNOMENA Investment Team ได้แนะนำไปเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2021 ที่ผ่านมา

วันที่ 13 ม.ค. 2022 ดัชนี CSI 300 ปรับตัวลงมาต่ำกว่า 4,800 จุด ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญและเป็นจุด Stop Loss ของคำแนะนำแบบ Tactical Call ดัชนี CSI 300 ที่ FINNOMENA Investment Team ได้แนะนำไปเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2021 FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำให้ Stop Loss การลงทุนในกองทุน SCBCHA และ KT-Ashares-A เพื่อรักษาวินัยการลงทุน และจำกัดความเสี่ยง โดยที่ผ่านมาดัชนี CSI 300 ได้รับแรงกดดันจากปัญหาอสังหาฯ, มาตรการควบคุมจากภาครัฐ, นโยบาย Covid Zero แม้ธนาคารกลางจีนจะเพิ่มสภาพคล่องและลดอัตราดอกเบี้ย แต่การระบาดอีกระลอกของ Covid รวมไปถึงแนวโน้มนโยบายการเงินโลกก็สร้างแรงกดดันต่อดัชนี CSI 300 จนหลุดแนวรับสำคัญ รูปที่ 1 : กราฟ CSI 300 TF Day Source : Tradingview.com | As of 14/1/2022 รูปที่ 2 : คาดการณ์ GDP ปี 2021 - 2022 Source : IMF.Org | As of October 2021 อย่างไรก็ตาม FINNOMENA Investment Team ยังคงมีมุมมองเชิงบวกในระยะยาวต่อหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ หรือ ดัชนี CSI 300 จากแนวโน้มการบริโภค และรายได้ของชาวจีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อประกอบกับแนวโน้มเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด จะเป็น 2 ส่วนสำคัญที่ช่วยให้การขยายตัวของเศรษฐกิจเหนือกว่าทั่วโลกโดยเฉลี่ย รูปที่ 3 : คาดการณ์ GDP ปี 2021 - 2022 Source : Bloomberg | As of 14/01/2022 อย่างไรก็ตามในะระยะสั้นเศรษฐกิจจีนมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงต่ำกว่าระดับ 5% จากแนวโน้มการแพร่ะบาดของ COVID-19 ในประเทศจีน ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลจีนมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการปิดเมือง หนุนให้ทางการต้องดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งมักส่งผลให้ดัชนี CSI300 สร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงเวลาต่อมา รูปที่ 4 : China Credit Impulse & CSI Index Performance (% YoY) | As of 07/01/2022 ดังนั้น FINNOMENA Investment Team จึงยังแนะนำถือครองการลงทุนในพอร์ตการลงทุนระยะยาว อย่าง Long Term Call โดยที่แนะนำกลับเข้าลงทุนอีกครั้ง ตามแนวรับสำคัญที่ 4,500 จุด และ 4,100 จุดตามลำดับ หรือเมื่อท่าทีของรัฐบาลจีนต่อการควบคุมบริษัทต่างๆ คลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ใน Private Wealth Port อย่าง GAR นั้นยังคงแนะนำถือครองการลงทุนต่อไป เนื่องจากในพอร์ตการลงทุนได้มีการจัด Asset Allocation เพื่อกระจายการลงทุนลดความผันผวนแล้ว FINNOMENA Investment Team

FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำให้ Stop Loss การลงทุนในกองทุน SCBCHA และ KT-ASHARES-A เพื่อรักษาวินัยการลงทุน และจำกัดความเสี่ยงสำหรับการลงทุนแบบ Tactical Call ที่เป็นแนวการลงทุนแบบเก็งกำไร

วันที่ 13 ม.ค. 2022 ดัชนี CSI 300 ปรับตัวลงมาต่ำกว่า 4,800 จุด ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญและเป็นจุด Stop Loss ของคำแนะนำแบบ Tactical Call ดัชนี CSI 300 ที่ FINNOMENA Investment Team ได้แนะนำไปเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2021 FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำให้ Stop Loss การลงทุนในกองทุน SCBCHA และ KT-Ashares-A เพื่อรักษาวินัยการลงทุน และจำกัดความเสี่ยง โดยที่ผ่านมาดัชนี CSI 300 ได้รับแรงกดดันจากปัญหาอสังหาฯ, มาตรการควบคุมจากภาครัฐ, นโยบาย Covid Zero แม้ธนาคารกลางจีนจะเพิ่มสภาพคล่องและลดอัตราดอกเบี้ย แต่การระบาดอีกระลอกของ Covid รวมไปถึงแนวโน้มนโยบายการเงินโลกก็สร้างแรงกดดันต่อดัชนี CSI 300 จนหลุดแนวรับสำคัญ รูปที่ 1 : กราฟ CSI 300 TF Day Source : Tradingview.com | As of 14/1/2022 รูปที่ 2 : คาดการณ์ GDP ปี 2021 - 2022 Source : IMF.Org | As of October 2021 อย่างไรก็ตาม FINNOMENA Investment Team ยังคงมีมุมมองเชิงบวกในระยะยาวต่อหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ หรือ ดัชนี CSI 300 จากแนวโน้มการบริโภค และรายได้ของชาวจีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อประกอบกับแนวโน้มเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด จะเป็น 2 ส่วนสำคัญที่ช่วยให้การขยายตัวของเศรษฐกิจเหนือกว่าทั่วโลกโดยเฉลี่ย รูปที่ 3 : คาดการณ์ GDP ปี 2021 - 2022 Source : Bloomberg | As of 14/01/2022 อย่างไรก็ตามในะระยะสั้นเศรษฐกิจจีนมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงต่ำกว่าระดับ 5% จากแนวโน้มการแพร่ะบาดของ COVID-19 ในประเทศจีน ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลจีนมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการปิดเมือง หนุนให้ทางการต้องดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งมักส่งผลให้ดัชนี CSI300 สร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงเวลาต่อมา รูปที่ 4 : China Credit Impulse & CSI Index Performance (% YoY) | As of 07/01/2022 ดังนั้น FINNOMENA Investment Team จึงยังแนะนำถือครองการลงทุนในพอร์ตการลงทุนระยะยาว อย่าง Long Term Call โดยที่แนะนำกลับเข้าลงทุนอีกครั้ง ตามแนวรับสำคัญที่ 4,500 จุด และ 4,100 จุดตามลำดับ หรือเมื่อท่าทีของรัฐบาลจีนต่อการควบคุมบริษัทต่างๆ คลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ใน Private Wealth Port อย่าง GAR นั้นยังคงแนะนำถือครองการลงทุนต่อไป เนื่องจากในพอร์ตการลงทุนได้มีการจัด Asset Allocation เพื่อกระจายการลงทุนลดความผันผวนแล้ว FINNOMENA Investment Team

อย่างไรก็ตาม FINNOMENA Investment Team ยังคงมีมุมมองเชิงบวกในระยะยาวต่อหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ หรือ ดัชนี CSI 300 จากแนวโน้มการบริโภค และรายได้ของชาวจีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อประกอบกับแนวโน้มเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด จะเป็น 2 ส่วนสำคัญที่ช่วยให้การขยายตัวของเศรษฐกิจเหนือกว่าทั่วโลกโดยเฉลี่ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทางการจีนดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทางการจีนประกาศตัวเลข GDP Q4/2021 ออกมาดีกว่าคาดที่ระดับ 4.0% (YoY) เหนือกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.6% (YoY) แต่ยังหดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 4.9% (YoY) ส่งผลให้ธนาคารกลางจีน (PBOC) เสริมสภาพคล่องเข้าระบบกว่า 200,000 ล้านหยวน พร้อมด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย MLF ลง 0.10% สู่ระดับ 2.85% เป็นการปรับลดครั้งแรกนับตั้งแต่เมษายน 2020 

วันที่ 13 ม.ค. 2022 ดัชนี CSI 300 ปรับตัวลงมาต่ำกว่า 4,800 จุด ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญและเป็นจุด Stop Loss ของคำแนะนำแบบ Tactical Call ดัชนี CSI 300 ที่ FINNOMENA Investment Team ได้แนะนำไปเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2021 FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำให้ Stop Loss การลงทุนในกองทุน SCBCHA และ KT-Ashares-A เพื่อรักษาวินัยการลงทุน และจำกัดความเสี่ยง โดยที่ผ่านมาดัชนี CSI 300 ได้รับแรงกดดันจากปัญหาอสังหาฯ, มาตรการควบคุมจากภาครัฐ, นโยบาย Covid Zero แม้ธนาคารกลางจีนจะเพิ่มสภาพคล่องและลดอัตราดอกเบี้ย แต่การระบาดอีกระลอกของ Covid รวมไปถึงแนวโน้มนโยบายการเงินโลกก็สร้างแรงกดดันต่อดัชนี CSI 300 จนหลุดแนวรับสำคัญ รูปที่ 1 : กราฟ CSI 300 TF Day Source : Tradingview.com | As of 14/1/2022 รูปที่ 2 : คาดการณ์ GDP ปี 2021 - 2022 Source : IMF.Org | As of October 2021 อย่างไรก็ตาม FINNOMENA Investment Team ยังคงมีมุมมองเชิงบวกในระยะยาวต่อหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ หรือ ดัชนี CSI 300 จากแนวโน้มการบริโภค และรายได้ของชาวจีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อประกอบกับแนวโน้มเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด จะเป็น 2 ส่วนสำคัญที่ช่วยให้การขยายตัวของเศรษฐกิจเหนือกว่าทั่วโลกโดยเฉลี่ย รูปที่ 3 : คาดการณ์ GDP ปี 2021 - 2022 Source : Bloomberg | As of 14/01/2022 อย่างไรก็ตามในะระยะสั้นเศรษฐกิจจีนมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงต่ำกว่าระดับ 5% จากแนวโน้มการแพร่ะบาดของ COVID-19 ในประเทศจีน ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลจีนมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการปิดเมือง หนุนให้ทางการต้องดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งมักส่งผลให้ดัชนี CSI300 สร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงเวลาต่อมา รูปที่ 4 : China Credit Impulse & CSI Index Performance (% YoY) | As of 07/01/2022 ดังนั้น FINNOMENA Investment Team จึงยังแนะนำถือครองการลงทุนในพอร์ตการลงทุนระยะยาว อย่าง Long Term Call โดยที่แนะนำกลับเข้าลงทุนอีกครั้ง ตามแนวรับสำคัญที่ 4,500 จุด และ 4,100 จุดตามลำดับ หรือเมื่อท่าทีของรัฐบาลจีนต่อการควบคุมบริษัทต่างๆ คลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ใน Private Wealth Port อย่าง GAR นั้นยังคงแนะนำถือครองการลงทุนต่อไป เนื่องจากในพอร์ตการลงทุนได้มีการจัด Asset Allocation เพื่อกระจายการลงทุนลดความผันผวนแล้ว FINNOMENA Investment Team

เมื่อประกอบกับแนวโน้มระยะสั้นที่เศรษฐกิจจีนมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงต่ำกว่าระดับ 5% จากแนวโน้มการแพร่ะบาดของ COVID-19 ในประเทศจีน ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลจีนมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการปิดเมือง หนุนให้ทางการต้องดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้นต่อไป ซึ่งมักส่งผลให้ดัชนี CSI300 สร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงเวลาต่อมา

วันที่ 13 ม.ค. 2022 ดัชนี CSI 300 ปรับตัวลงมาต่ำกว่า 4,800 จุด ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญและเป็นจุด Stop Loss ของคำแนะนำแบบ Tactical Call ดัชนี CSI 300 ที่ FINNOMENA Investment Team ได้แนะนำไปเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2021 FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำให้ Stop Loss การลงทุนในกองทุน SCBCHA และ KT-Ashares-A เพื่อรักษาวินัยการลงทุน และจำกัดความเสี่ยง โดยที่ผ่านมาดัชนี CSI 300 ได้รับแรงกดดันจากปัญหาอสังหาฯ, มาตรการควบคุมจากภาครัฐ, นโยบาย Covid Zero แม้ธนาคารกลางจีนจะเพิ่มสภาพคล่องและลดอัตราดอกเบี้ย แต่การระบาดอีกระลอกของ Covid รวมไปถึงแนวโน้มนโยบายการเงินโลกก็สร้างแรงกดดันต่อดัชนี CSI 300 จนหลุดแนวรับสำคัญ รูปที่ 1 : กราฟ CSI 300 TF Day Source : Tradingview.com | As of 14/1/2022 รูปที่ 2 : คาดการณ์ GDP ปี 2021 - 2022 Source : IMF.Org | As of October 2021 อย่างไรก็ตาม FINNOMENA Investment Team ยังคงมีมุมมองเชิงบวกในระยะยาวต่อหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ หรือ ดัชนี CSI 300 จากแนวโน้มการบริโภค และรายได้ของชาวจีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อประกอบกับแนวโน้มเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด จะเป็น 2 ส่วนสำคัญที่ช่วยให้การขยายตัวของเศรษฐกิจเหนือกว่าทั่วโลกโดยเฉลี่ย รูปที่ 3 : คาดการณ์ GDP ปี 2021 - 2022 Source : Bloomberg | As of 14/01/2022 อย่างไรก็ตามในะระยะสั้นเศรษฐกิจจีนมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงต่ำกว่าระดับ 5% จากแนวโน้มการแพร่ะบาดของ COVID-19 ในประเทศจีน ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลจีนมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการปิดเมือง หนุนให้ทางการต้องดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งมักส่งผลให้ดัชนี CSI300 สร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงเวลาต่อมา รูปที่ 4 : China Credit Impulse & CSI Index Performance (% YoY) | As of 07/01/2022 ดังนั้น FINNOMENA Investment Team จึงยังแนะนำถือครองการลงทุนในพอร์ตการลงทุนระยะยาว อย่าง Long Term Call โดยที่แนะนำกลับเข้าลงทุนอีกครั้ง ตามแนวรับสำคัญที่ 4,500 จุด และ 4,100 จุดตามลำดับ หรือเมื่อท่าทีของรัฐบาลจีนต่อการควบคุมบริษัทต่างๆ คลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ใน Private Wealth Port อย่าง GAR นั้นยังคงแนะนำถือครองการลงทุนต่อไป เนื่องจากในพอร์ตการลงทุนได้มีการจัด Asset Allocation เพื่อกระจายการลงทุนลดความผันผวนแล้ว FINNOMENA Investment Team

ดังนั้น FINNOMENA Investment Team จึงยังแนะนำถือครองการลงทุนในพอร์ตการลงทุนระยะยาว อย่าง Long Term Call โดยที่แนะนำกลับเข้าลงทุนอีกครั้ง ตามแนวรับสำคัญที่ 4,500 จุด และ 4,100 จุดตามลำดับ หรือเมื่อท่าทีของรัฐบาลจีนต่อการควบคุมบริษัทต่างๆ คลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ใน Private Wealth Port อย่าง GAR นั้นยังคงแนะนำถือครองการลงทุนต่อไป เนื่องจากในพอร์ตการลงทุนได้มีการจัด Asset Allocation เพื่อกระจายการลงทุนลดความผันผวนแล้ว

FINNOMENA Investment Team

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัว ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

FINNOMENA x Franklin Templeton I เจาะลึกโอกาสการลงทุนระหว่าง 2 โลก ตลาดเกิดใหม่และตลาดพัฒนาแล้ว

FINNOMENA x Franklin Templeton
FINNOMENA x Franklin Templeton I เจาะลึกโอกาสการลงทุนระหว่าง 2 โลก ตลาดเกิดใหม่และตลาดพัฒนาแล้ว

พบกับ Session พิเศษ เจาะลึกโอกาสการลงทุนระหว่าง 2 โลก ตลาดเกิดใหม่และตลาดพัฒนาแล้ว

ผ่านมุมมองของ FINNOMENA และ Franklin Templeton ในเวอร์ชั่นภาษาไทย

โดยจิรัฐิติ ขันติพะโล และอธินชา ชินวรนนท์ Portfolio Specialist FINNOMENA

รายละเอียดเพิ่มเติม ความร่วมมือระหว่าง FINNOMENA x Franklin Templeton

FINNOMENA x Franklin Templeton : https://finno.me/ftxfinnomena​

FINNOMENA x Franklin Templeton Investor Base : https://finno.me/investorbase​

เกมทายใจ! คุณคือนักลงทุนสายไหนในโลกการลงทุน?

FINNOMENA
เกมทายใจ! คุณคือนักลงทุนสายไหนในโลกการลงทุน?

ในโลกการลงทุนก็เปรียบเสมือนการเดินทาง ที่ไม่ได้จบแค่ภายในระยะเวลาสั้น ๆ แต่ต้องมีการวางแผน หาข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อม รวมทั้งหาเพื่อนร่วมทางที่ไว้ใจได้เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพราะในระหว่างการเดินทางเราอาจจะเจอทั้งอุปสรรค ความท้าทาย เหตุการณ์ไม่คาดฝัน หรือแม้แต่เรื่องราวดีดีสลับกันไป 

วันนี้เราอยากชวนทุกคนมาลองทบทวนตัวเองบนเส้นทางการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนว่า คุณเป็นนักลงทุนสายไหน? และระหว่างเส้นทางนี้มีอะไรที่จะช่วยให้คุณสร้างผลตอบแทนได้ดีขึ้นบ้าง?

เกมทายใจ! คุณคือนักลงทุนสายไหนในโลกการลงทุน?

The Observer นักสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของโลกการลงทุนผู้รับฟังทุกสิ่ง

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เริ่มได้ยินคนคุยเรื่องการลงทุนกันแบบแว่ว ๆ ได้ยินคนพูดถึง Fed การลด QE ลดดอกเบี้ยแล้วรู้สึกว่าคนที่พูดเหล่านั้นเซียนแบบสุด ๆ เข้าถึงยาก แต่คุณก็ยังชอบฟัง เพราะได้ความรู้ และหวังว่าสักวันจะสามารถสร้างพอร์ตการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนตามเป้าหมายได้

คุณคือ The Observer นักสังเกตการณ์ตัวยงที่พร้อมรับฟัง ชอบเสพข่าวสาร แต่ไม่รู้จะเริ่มลงทุนอย่างไรดี ต้องการหาความรู้ก่อน เช่น PE คืออะไร QE คืออะไร ยังไม่ได้อยากเลือกแนวทางการลงทุนขนาดนั้น บ้างก็เป็นสายติสท์หรือสายอาร์ทที่ลองลงทุนแล้วไม่ชอบเลย แต่เห็นคนพูดกันหมดและรู้แค่ว่าเราจำเป็นที่จะต้องให้เงินทำงาน (อ่าน “พ่อรวยสอนลูก” มา) หรือบางคนก็เลือกจะลุยต่อและพัฒนากลายเป็นนักลงทุนขั้นถัด ๆ ไป

FINNOMENA จะเปรียบเสมือนประตูสู่โลกการลงทุนให้กับนักลงทุนกลุ่มนี้ทุก ๆ ท่านดังโลโก้บริษัทของเรา หากใครยังไม่คุ้นเคยกับ FINNOMENA คุณสามารถลองเข้าเว็บไซต์ของเรา ติดตามเราจากช่องทางต่าง ๆ เพื่อรับชมคอนเทนต์ข่าวสารการลงทุนกันได้ เป็นเรื่องดีที่คุณหาความรู้ก่อนเริ่มลงทุน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งเราก็อยากให้คุณลองลงลุยสนามด้วยเช่นกัน

สำหรับ The Observer ที่ยังไม่ได้เริ่มต้นลงทุน ยังไม่มั่นใจหรืออยากเริ่มแต่ก็ยังไม่พร้อม สิ่งที่จะมาช่วยคุณได้คือคำแนะนำแบบครบวงจร ซื้อเมื่อไร ขายเมื่อไร ปรับพอร์ตเมื่อไร จากที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวเพื่อให้คุณได้เริ่มลงทุนอย่างจริงจังและไปถึงเป้าหมายการเงินได้อย่างใจหวัง 

เกมทายใจ! คุณคือนักลงทุนสายไหนในโลกการลงทุน?

The Explorer นักสำรวจไฟแรงที่กำลังท่องโลกการลงทุนอันกว้างใหญ่พร้อมเสี่ยงในโลกการลงทุน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้ทุกข่าวสาร Fed ขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไร? ประชุม FOMC วันไหน? GDP CPI และ Non-farm payroll ประกาศตัวเลขเมื่อไร ส่งผลต่อราคาขนาดไหน รู้ทุกข่าวสารการลงทุน อีกทั้งบางคนยังซื้อตามเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ โค้ช ๆ ที่บอกคุณมาว่าดี เพราะ คุณฟังแล้วรู้สึกว่าเขามีความมั่นใจหรือภูมิฐานสุด ๆ หากคุณเป็นอย่างที่กล่าวมา ยินดีด้วยครับ คุณได้กลายเป็น The Explorer เรียบร้อยแล้ว

The Explorer นักลงทุนผู้หาญกล้าไฟแรง มักมาพร้อมกับเครื่องมือ Technical อันแรงกล้า RSI 30 70 หรือ MA 50 ตัด 200 คุณรู้หมดแน่นอน!! อีกทั้งยังพร้อมเลือกลงทุนและซิ่งไปกับสินทรัพย์ที่ร้อนแรงแบบสุดขั้วไม่ว่าจะเป็นคริปโตฯ Forex หุ้น IPO หรือ หุ้นสายซิ่ง พร้อมเสี่ยงพร้อมมันส์ พร้อมบวกพร้อมรวยแบบ 100% 200% 300% ในวันเดียวหรือไม่กี่ข้ามคืน!

แต่อนิจจาเมื่อลงทุนมาสักพักหนึ่งดันโดนตลาดหุ้นดัดหลังเสียอย่างนั้น บ้างก็คงความมั่นใจเต็มอกสู้ต่อไป หาคำคมเติมพลังใจมาอ่าน บ้างก็สับสน บ้างก็ถอดใจขออยู่ห่างการลงทุนเสียดีกว่า หรือเลวร้ายกว่านั้นบางคนอาจจะหันตัวไปเป็นโค้ชขายคอร์สการลงทุนแบบผิด ๆ ที่ยังไม่รู้ตัวว่าคุณกำลังหลอกทั้งตนเองและคนอื่นอยู่

นักลงทุนประเภทนี้ยังไม่สายเกินไปที่จะสู้ต่อหรือกลับตัวกลับใจ เพราะยังพอมีเวลาเหลือสำหรับการลองผิดลองถูก และมักจะเริ่มหันมาคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญให้ช่วยตัดสินใจ ดูแลหรือเริ่มหาความรู้ในการเลือกลงทุนเอง 

สิ่งที่จะมาช่วยคุณได้ก็คือคำแนะนำแบบ Real-time โดยที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวที่รู้ลึกรู้จริงเพื่อให้คุณสามารถเกาะกระแสคว้าโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจได้อย่างสม่ำเสมอ ณ ตอนนั้น ๆ ได้ โดยไม่ปล่อยให้คุณโต้คลื่นอย่างโดดเดี่ยว (อีกทั้งถ้ามีคำแนะนำที่ช่วยให้หลุดดอยด้วยก็น่าจะดีแท้)

เกมทายใจ! คุณคือนักลงทุนสายไหนในโลกการลงทุน?

The Expert ผู้ถูกตลาดดัดหลังแต่แสวงหาความรู้นำทางเพื่อพิชิตโลกการลงทุน

เป็นสายที่ต่อยอดมาจาก The Explorer ที่ถูกพัฒนามาอีกขั้นหลังจากถูกตลาดดัดหลังและมาหาความรู้อย่างต่อเนื่องจนเป็นผู้รู้ลึก รู้จริงในเรื่องการลงทุน

คุณคือ The Expert ซึ่งพบได้ในนักลงทุนรุ่นเก๋ามีประสบการณ์ในตลาดมาอย่างโชกโชน บ้างก็เป็นผู้บริหารระดับสูง บ้างก็มาถึงช่วงชีวิตที่กลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจเป็นหลักเป็นแหล่ง เริ่มพอใจกับชีวิต มีรายได้ที่ตอบโจทย์ตามวัยแล้ว หรือบางท่านก็อาจจะมีภาระที่ต้องดูแล เช่น ลูก หนี้สินต่าง ๆ ค่างวดบ้านหรือรถยุโรปสุดหรูที่กำลังผ่อนอยู่

นักลงทุนกลุ่มนี้อาจจะเคยติดดอยหุ้นวัฏจักรหรือหุ้นร้อนแรงเมื่อปี 40 โดนผู้บริหารหรือโบรกเกอร์ปั่นให้ซื้อหุ้นของบริษัทตอนที่ตลาดกำลังร้อนแรงสุด ๆ และหุ้นก็ไม่เคยมาเหยียบ ณ จุด ๆ นั้นอีกเลย

นักลงทุนประเภทนี้เริ่มมีความรู้ในระดับที่น่านับถือ คุยการลงทุนเชิงลึกเริ่มเป็นล่ำเป็นสัน รู้ว่าตลาดไม่ได้ง่ายและอาจจะไม่ได้ยากถ้าตั้งใจศึกษาพัฒนาระดับจิตใจและความรู้ให้แกร่งเพียงพอ แต่บางท่านอาจพอใจกับชีวิตเรียบร้อยแล้วและเลือกที่จะศึกษาต่อไปเรื่อย ๆ 

หากคุณเป็นนักลงทุนประเภท Expert ยินดีด้วยคุณเป็นผู้ที่ผ่านประสบการณ์และมีความเข้าใจทางด้านการลงทุนและความไม่แน่นอนของตลาดมาเรียบร้อยแล้ว บางคนอาจจะเริ่มคิดว่าการลงทุนระยะยาวแบบไม่ต้องไปยุ่งหรือให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลน่าจะตอบโจทย์และช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางการเงิน

นักลงทุนประเภทนี้อาจเริ่มสร้างผลตอบแทนที่ดีพอสมควรจากการลงทุนในระยะยาว แต่บางคนอาจจะคิดว่ามันน่าจะดีกว่านี้ได้อีกและอาจเริ่มหาตัวช่วยที่มีศักยภาพในการสร้างการเติบโตของผลตอบแทน

สิ่งที่จะมาช่วยคุณได้คือที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวมากความสามารถ มีกลยุทธ์ทางเลือกในรูปแบบที่หลากหลายน่าสนใจให้คุณเลือกสรรได้อย่างตอบโจทย์ความต้องการ ซึ่งจะช่วยให้พอร์ตของคุณเติบโตได้มากกว่าเดิมยิ่ง ๆ ขึ้นไป 

เกมทายใจ! คุณคือนักลงทุนสายไหนในโลกการลงทุน?

The Solo นักลงทุนสายลุยเดี่ยวผู้พร้อมจู่โจมในโลกการลงทุน

นักลงทุนกลุ่มนี้เป็นนักลงทุนสายลุยเดี่ยวที่พกพาองค์ความรู้ทั้งการลงทุนและจิตวิทยา รวมถึงอาจตัดสินใจเลือกแนวทางที่ตนพร้อมจะเป็นและลุยไปให้สุดตัวไม่ว่าจะเป็น VI (นักลงทุนเน้นคุณค่า) ผู้สืบหามูลค่าที่แท้จริงของการลงทุนในทุกสิ่ง หรือบางคนก็อาจจะเลือกคิดมูลค่าคร่าว ๆ ซื้อธุรกิจที่แข็งแกร่งที่สุดและอาจเป็นผู้ชนะในระยะยาว นอกจากนั้นนักลงทุนประเภทนี้ยังสามารถแยกย่อยเป็นสายพื้นฐานล้วน ๆ หรือสายผสมเทคนิคอลได้อีกด้วย

บางท่านก็อาจจะเลือกแนวทางไปเป็น Trader (เทรดเดอร์หรือนักเก็งกำไร) ซึ่งหลายคนอาจผันตัวไปเป็น Trader ผู้เข้าใจเรื่องการลงทุนในเชิงเทคนิคแบบลึกซึ้ง เริ่มรู้ว่าสุดยอด Indicators หรือ Holy Grail แห่งยุคหาได้ยาก ให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยงเพื่อยืนระยะและสร้างผลตอบแทนให้ได้ในระยะยาว ซึ่งอาจจะแยกย่อยเป็นสายเทคนิคอลเพียว ๆ (น่าจะหาได้ยาก) สาย Quant (ผู้ยืดหยุ่นและทดสอบย้อนหลังทุกปัจจัย) เป็นสาย Macro fundamentalist หรือ Micro fundamentalist (ผู้วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในเชิงภาพใหญ่ไม่ว่าจะเป็นระบบเศรษฐกิจ การเงินหรือแม้แต่ปัจจัยเฉพาะตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ )

นักลงทุนเหล่านี้รู้ว่ามีเพียงคนส่วนน้อยที่สามารถเอาชนะตลาดได้ บ้างก็ชนะและพบความหมายของชีวิตไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บ้างก็ยังมุ่งมั่นศึกษาต่อไปและได้ผลลัพธ์ที่พอตัวหรือไม่น่าพอใจ (ติดดอยแบบไม่ต้องคอยใคร)

เราคงไม่ต้องอธิบายอะไรมากกับคุณ เพราะ คุณเข้าใจดีว่าแนวทางของคุณคืออะไร 

สำหรับคุณที่เป็นสายลุยเดี่ยว มุ่งมั่น บากบั่น แต่ยังไม่สำเร็จสักที สิ่งที่จะมาช่วยคุณได้ก็คือคำแนะนำที่ช่วยให้คุณหลุดจากดอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือคำแนะนำที่เหมาะสมตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่คุณรับได้สำหรับการลงทุนระยะยาวตามแนวทางที่คุณชื่นชอบและหลงใหล

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนสายไหน กำลังเผชิญกับความท้าทายอะไร สิ่งที่จะช่วยคุณได้ คือคู่หูด้านการลงทุนที่จะมาอยู่เคียงข้างคุณในทุกอย่างก้าว ผ่านร้อนผ่านหนาวไปด้วยกัน คอยให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับสไตล์ของคุณ

เกมทายใจ! คุณคือนักลงทุนสายไหนในโลกการลงทุน?

FINNOMENA Exclusive บริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัว ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเดินทางสายไหน เราก็จะช่วยให้เส้นทางการลงทุนของคุณไปสู่ความสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยบริการนี้พิเศษสำหรับนักลงทุนผู้มีเงินพร้อมลงทุน 500,000 บาทขึ้นไป หากสนใจสามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนเพื่อขอรับข้อมูลได้เลยที่ 

https://finno.me/finnomena-x-travellers-web

*คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

News Update: วัด 5 ชีพจรเศรษฐกิจจีน พบสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว นักวิเคราะห์คาด GDP Q4 ขยายแค่ 3.6% หนุนธนาคารกลางจีนลดดอกเบี้ย

THE OPPORTUNITY
News Update: วัด 5 ชีพจรเศรษฐกิจจีน พบสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว นักวิเคราะห์คาด GDP Q4 ขยายแค่ 3.6% หนุนธนาคารกลางจีนลดดอกเบี้ย

นักวิเคราะห์คาด GDP ไตรมาส 4 ของจีนที่จะรายงานในวันจันทร์หน้า (17 ม.ค.) จะเป็นการเติบโตที่อ่อนแอที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี และอาจเป็นแรงหนุนสำคัญให้ธนาคารกลางจีนปรับลดอัตราดอกเบี้ย

ผลสำรวจคาดว่า GDP ของจีนในไตรมาส 4 จะขยายตัวอยู่ที่เพียง 3.6% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2/2020 และคาดว่าตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดค้าปลีก และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของเดือน ธ.ค. ที่รายงานในวันเดียวกันจะปรับตัวลงด้วยเช่นกัน

แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากการตกต่ำของตลาดอสังหาฯ ​และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความสนใจของตลาดมุ่งไปที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง เพราะในปีนี้ผู้กำหนดนโยบายจีนกำลังให้ความสำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

🇨🇳 5 ชีพจรเศรษฐกิจ ตัวเลขสำคัญของจีนที่ต้องจับตาในสัปดาห์หน้า

1. วิกฤตอสังหาฯ นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าการเติบโตของการลงทุนด้านอสังหาฯ ปี 2021 จะลดลงเหลือ 5.2% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015 โดยทั้งการลงทุนด้านอสังหาและโครงสร้างพื้นฐานที่ชะลอตัวลงอาจทำให้การเติบโตของการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในปี 2020 ลดลงเหลือ 4.8%

2. การบริโภค ตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภคในจีนยังไม่ฟื้นตัวสู่ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาด ขณะที่การแพร่ระบาดของโอมิครอนช่วงปลายปีที่แล้วยิ่งทำให้ประชาชนลดการใช้จ่ายลง โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าการเติบโตของยอดค้าปลีกในเดือน ธ.ค. จะชะลอตัวลง 3.8% จากปีก่อนหน้า

3. ตลาดแรงงาน จีนบรรลุเป้าหมายปี 2021 ในการเพิ่มการจ้างงานในเมืองมากกว่า 11 ล้านตำแหน่ง โดยอัตราว่างงานของจีนในเดือน ธ.ค. ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงที่ 5% แต่มีข้อสังเกตว่าตัวเลขที่แท้จริงนั้นแย่กว่าตัวเลขที่ประกาศ เพราะตัวเลขดังกล่าวไม่ได้นับรวมแรงงานข้ามชาติที่ออกจากเมืองหรือผู้ที่ออกจากงานโดยไม่สมัครใจ

4. เด็กเกิดใหม่ มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจำนวนประชากรในปี 2021 อาจหดตัวลง เนื่องจากมีการเสียชีวิตมากกว่าการเกิดเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้ อัตราการเกิดในปี 2020 ยังแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์โดยมีจำนวนการเกิดลดลงเหลือเพียง 12 ล้านคน

5. อัตราดอกเบี้ย ตลาดกำลังจับตาว่า ธนาคารกลางจีนจะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยในวันจันทร์หน้า (17 ม.ค.) ก่อนการรายงานตัวเลข GDP หรือไม่ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังมองว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะกลาง 1 ปี จะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงที่ 2.95%

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-01-13/china-gdp-growth-to-slow-boosting-case-for-rate-cut?srnd=premium-asia&sref=e4t2werz 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

Fed จะไม่ทำอะไรค่อยเป็นค่อยไป อีกแล้ว

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
Fed จะไม่ทำอะไรค่อยเป็นค่อยไป อีกแล้ว

แตกตื่นกันไปทั้งบาง หลังจากที่รายงานการประชุม FOMC หรือ Fed Minutes ส่งสัญญาณชัดเจนว่า Fed พร้อมใช้นโยบายตึงตัวในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยทันที หลังจากที่ Fed ยุติโครงการซื้อคืนพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ใน มี.ค. นี้ นอกจากนั้นยังมีกรรมการบางส่วนแสดงความคิดเห็นถึงการปรับลดขนาดงบดุลภายในปี 2022 หลังจากที่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Fed Minutes แง้มประตูให้เห็นแล้วว่า Fed กำลังเปลี่ยนจาก Quantitative Easing (QE) เป็น Quantitative Tightening (QT) หรือการปรับลดขนาดงบดุล

ขนาดงบดุลของ Fed ในปัจจุบันอยู่ที่ 8.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 130% หรือมากกว่าเท่าตัวนับตั้งแต่ที่เกิดวิกฤติ COVID-19 การเข้าซื้อพันธบัตรและตราสารที่มีสินทรัพย์จดจำนองเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (MBS) ของ Fed พร้อมกับการคง

อัตราดอกเบี้ยต่ำ 0-0.25% ได้กลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สภาพคล่องท่วมระบบ ส่งผลให้เกือบทุกสินทรัพย์เสี่ยงโป่งพองและปรับเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงจนกลายเป้นฟองสบู่ที่พร้อมแตกกระจุยได้ทุกเวลา

วิกฤติ COVID-19 ทำให้ Fed ต้องใช้เครื่องมือทางการเงินขนาดใหญ่เพื่ออุ้มเศรษฐกิจ แต่กลายเป็นว่า Fed ใส่ลงมามากจนเกินความจำเป็น และความเกินนั้นกำลังย้อนกลับมาส่งผลร้ายต่อระบบ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า เงินเฟ้อขั้นรุนแรง (hyperinflation) ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

สภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์เสี่ยง และ Hyperinflation กำลังจะกลายเป็นหายนะทางการเงินครั้งใหญ่ของโลก และดูเหมือนว่าตอนนี้ Fed ต้องมาตามแก้ปัญหาที่ตัวเองก่อเอาไว้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

Jerome Powell ประธาน Fed ได้แถลงต่อคณะกรรมมาธิการการเงินวุฒิสภาสหรัฐเมื่อวันที่ 11 ม.ค. ที่ผ่านมาว่า การรักษาเสถียรภาพด้านราคาถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการผลักดันเศรษฐกิจและการจ้างงานให้ขยายตัวได้ต่อไป พร้อมกับกล่าวว่าเฟดจะใช้ความพยายามในการสกัดการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ แม้จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้

เมื่อวุฒิสมาชิก Toomey แห่งเพนซิลวิเนียสอบถาม Powell เกี่ยวกับขนาดงบดุลที่กำลังเบ่งบวกอยู่ตอนนี้ ประธาน Fed ให้ความเห็นว่าขนาดงบดุลวันนี้ใหญ่กว่าเมื่อสี่หรือห้าปีทีแล้วมาก หาก Fed จะต้องดำเนินการลดขนาดงบดุลนี้ ก็จะเป็นการลดที่มีแนวโน้มใหญ่กว่าที่เคยลดครั้งใด ๆ

James Bullard ประธาน Fed สาขาเซ็นหลุยส์ ให้สัมภาษณ์ว่า มันดูสมเหตุสมผลที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มี.ค. นี้ และ Fed ไม่น่าใช้เวลานานหลังจากการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก สำหรับการเริ่มลดขนาดงบดุล

Raphael Bostic ประธาน Fed สาขาแอตแลนต้า กล่าวว่า Fed พร้อมที่จะรับมือกับสภาวะเงินเฟ้อ และพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามเป้าหมาย

Esther George ประธาน Fed สาขาแคนซัส มาแนวโหด เธอบอกว่า ความต้องการของฉันคือต้องการให้ Fed เริ่มลดขนาดงบดุลให้เร็วที่ ระดับเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในรอบ 40 ปี การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายอีกต่อไป

จะเห็นได้ว่าท่าทีของ Fed ได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน และการดำเนินการเปลี่ยนนโยบายครั้งนี้ จะไม่มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปแบบครั้งที่ผ่านมา (2015 – 2019) โดยตลาดเริ่มรับรู้แล้วว่าในปี 2022 นี้ Fed จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพียงแค่ 3 ครั้ง โดย Fed Fund Rate สะท้อนถึงมุมมองล่าสุดของตลาด ว่า Fed จะทำการขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้ง ขณะที่การลดขนาดงบดุล Goldman Sachs ได้ปรับร่นระยะเวลาคาดการณ์จากเดิมเริ่มลดปลายปี มาเป็น Fed จะลดขนาดงบดุลตั้งแต่ ก.ค. นี้

มองย้อนกลับไปสมัยช่วงปี 2015-2019 Fed ใช้เวลากว่าสองปีหลังจากเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน ธ.ค. 2015 รวม 9 ครั้งจาก 0.00% – 0.25% มาอยู่ที่ 2.25% – 2.50% แล้วค่อยเริ่มกระบวนการทำให้งบดุลกลับสู่ภาวะปรกติ (Balance Sheet Normalization Program) ในเดือน ต.ค. 2017

โดยกระบวนการเริ่มจากการปล่อยให้ตราสารหนี้ทั้งพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน (MBS) ที่ Fed ถือครองอยู่ครบกำหนดโดยไม่นำเงินไปลงทุนใหม่ (Reinvestment) และมีการกำหนดจำนวนดังกล่าวไว้ที่ 6 พันล้านดอลลาร์ สำหรับพันธบัตรรัฐบาล และ 4 พันล้านดอลลาร์ สำหรับ MBS และค่อย ๆ เร่งการปรับเพิ่มมาเป็น 3 หมื่นล้าน และ 2 หมื่นล้านตามลำดับ ก่อนจะยกเลิกเพดานดังกล่าวในเดือน มี.ค. ในปี 2019

เมื่อนับจากเดือน ก.ย. 2017 ขนาดงบดุลของ Fed ปรับลดลง 15.5% จากระดับ 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ เป็น 3.7 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงเดือน ส.ค. 2019 ก่อนที่จะปรับขึ้นอีกครั้งเป็น 8.8 ล้านล้านดอลลาร์ ตามผลของการจากนโยบาย QE ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID19 จนมาถึงปัจจุบัน

สำหรับการปรับนโยบายในครั้งนี้ เชื่อว่าจะไม่ใช่รูปแบบค่อยเป็นไปค่อยไปแบบครั้งที่แล้ว การดูดสภาพคล่องกลับอย่างรวดเร็ว พร้อม ๆ กับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น จะส่งผลโดยตรงมายังสินทรัพย์เสี่ยงต่าง ๆ ภาพของการโป่งพองของราคาสินทรัพย์ จะต้องแฟบลงอย่างไม่ต้องสงสัย การเก็งกำไรเพื่อหวังผลตอบแทนระยะสั้นจะทำได้ยากลำบากมากขึ้น

จากที่เคยพิมพ์เงินแจก มาครั้งนี้เจ้าภาพกำลังจะขอเงินคืน งานเลี้ยงใกล้เลิกแล้ว โต๊ะจีนโต๊ะนี้ หากลุกช้าก็เตรียมจ่ายรอบวง ดังนั้นนักลงทุนไม่ควรที่จะหลงไปกระแสการลงทุนในปัจจุบัน และต้องเตรียมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงและปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดรับกับสถานการณ์สภาพคล่องตลาดหดหายที่กำลังจะขึ้นตั้งแต่ ไตรมาส 2 ของปีนี้เป็นต้นไป

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์

แจกสไลด์ รายการ FINNOMENA LIVE – “จับตาผลประกอบการหุ้นสหรัฐฯ Sector ไหนน่าลงทุน?”

FINNOMENA

 

รับชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่ >>> https://youtu.be/Qwo9W5aHxcQ

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 14/01/2022 “เอลซัลวาดอร์ ติดดอย Bitcoin ต้นทุน $51,056 ต่อเหรียญ ขาดทุนแล้ว 14%” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 14/01/2022 “เอลซัลวาดอร์ ติดดอย Bitcoin ต้นทุน $51,056 ต่อเหรียญ ขาดทุนแล้ว 14%” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 14/01/2022

“เอลซัลวาดอร์ ติดดอย Bitcoin ต้นทุน $51,056 ต่อเหรียญ ขาดทุนแล้ว 14%”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 36,113.62 -176.70 จุด (-0.49%) S&P500 ปิดที่ 4,659.02 -67.33 จุด (-1.42%) Nasdaq 14,806.81 ปิดที่ -381.58 จุด (-2.51%) Small Cap 2000 ปิดที่ 2,160.30 -15.76 จุด (-0.72%) VIX index อยู่ที่ 20.31 (+15.27%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 4,315.90 -0.49 จุด (-0.01%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 16,031.59 +21.27 จุด (+0.13%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 7,201.14 -36.05 จุด (-0.50%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่ 7,563.85 จุด +12.13 จุด (+0.16%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่ 28,489.13 จุด -267.53 จุด (-0.96%) CSI 300 จีน ปิดที่ 4,765.92 จุด -79.66 จุด (-1.64%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่ 24,429.77 จุด +27.60 จุด (+0.11%) SET Index ไทย ปิดที่ 1,680.02 จุด +1.52 จุด (+0.09%) VN30 เวียดนาม ปิดที่ 1,526.43 จุด -3.61 จุด -0.24%

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 14 ม.ค. 2565) ราคาทองคำ 1,825.65 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 23.157 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 81.78 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 84.29 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 14 ม.ค. 2565) Bitcoin 42,700.2 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,264.91 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และ Binance Coin 480.29 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

 

Sector ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลงแรงเมื่อวาน คือ กลุ่ม Technology และ Consumer Discretionary

ผลการวิจัยจากสหราชอาณาจักรพบว่าเชื้อ COVID-19 ที่ลอยอยู่ในอากาศ จะมีความชื้นต่ำลง และจะเสียความสามารถในการติดเชื้อต่อมนุษย์ในเวลาประมาณ 20 นาที

ศาลสูงของสหรัฐฯ มีคำสั่งขวางมาตรการบังคับฉีดวัคซีนหรือตรวจ COVID-19 กับลูกค้าของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ (มีพนักงาน 100 คนขึ้นไป) โดยจะบังคับฉีดได้เฉพาะเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตามสถานพยาบาลที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลางเท่านั้น

WHO รายงานว่าการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนในแอฟริกามีโอกาสที่จะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และกำลังมีอัตราการติดเชื้อคงที่และเริ่มค่อยๆ ชะลอลง ส่วนทางการจีน ยืนยันพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนอย่างน้อย 1 รายที่เมืองต้าเหลียน

สหรัฐฯ รายงานตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ที่ 2.3 แสนราย สูงที่สุดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน สาเหตุน่าจะมาจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน ส่วนตัวเลขการขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง (Continuing claim) อยู่ที่ 1.56 ล้านราย ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่ตัวเลขราคาขายส่ง (wholesale price) ประกาศออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์

คณะกรรมการ FED คุณ Lael Brainard ออกมาสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด คาดว่ามีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเร็วที่สุดเดือนมีนาคมนี้ คุณ Patrick T. Harker ประธาน FED สาขาฟิลาเดลเฟีย ออกมาสนับสนุนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมีนาคมนี้เลย และปีนี้ควรจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้ง

เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณชะลอตัว Goldman Sachs ปรับลดคาดการณ์ GDP จีนปี 2022 เติบโต 4.3% จาก 4.8% ส่วน World Bank คาดการณ์ GDP จีนเติบโต 5.1% ในปี 2022 โครงสร้างอัตราการเกิดของจีนในปี 2021 ลดลงต่อเนื่อง เหลือประมาณ 8 คน ต่อประชากร 1,000 คน นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก มองว่ามีโอกาสที่ธนาคารกลางจีนจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ

ราคา Bitcoin ที่ปรับตัวลดลง กระทบต่อประเทศเอลซัลวาดอร์ที่เข้าซื้อ Bitcoin ในช่วงที่ผ่านมา โดยเป็นผลขาดทุนแล้วประมาณ -14% จากจำนวนที่ถือประมาณ 1,391 BTC ต้นทุนเฉลี่ยที่ $51,056 ต่อเหรียญ ทางมูดี้ส์ออกมาเตือนถึงตราสารหนี้ในประเทศอาจจะได้รับผลกระทบในแง่ของความน่าเชื่อถือได้

TSMC ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 4 กำไรเพิ่มขึ้นทะลุ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำสถิติใหม่ เพิ่มขึ้น 16% มากกว่าที่คาดการณ์ ยอดขายเพิ่มขึ้นเกิน 1.58 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์ชิปเซทขาดแคลน

สายการบิน Delta Airlines ประกาศผลประกอบการทั้งรายได้ และ EPS ดีกว่าคาดการณ์

Citi Group ประกาศขายธุรกิจรายย่อย (สินเชื่อมีหลักประกัน และไม่มีหลักประกัน ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ธุรกิจเงินฝากรายย่อย) ในไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ให้ UOB

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 8,158 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 15 ราย หายป่วยกลับบ้าน 3,942 ราย

ติดตามรายการ Alpha Investor ในวัน 15 ธันวาคม พูดคุยวิเคราะห์เกี่ยวกับหุ้น NIO รถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

News Update: ยูโอบีเข้าซื้อกิจการลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ป ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม คาดแล้วเสร็จ ช่วง 2565 – 2567

THE OPPORTUNITY
News Update: ยูโอบีเข้าซื้อกิจการลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ป ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม คาดแล้วเสร็จ ช่วง 2565 - 2567

ธนาคารในเครือของกลุ่มธนาคารยูโอบี ได้ทำข้อตกลงเพื่อเข้าซื้อกิจการลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ป ซึ่งรวมถึงสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันและมีหลักประกัน ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง และธุรกิจเงินฝากรายย่อย (ธุรกิจลูกค้ารายย่อย) ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม (การเสนอซื้อกิจการ) และรวมไปถึงพนักงานธุรกิจลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ป การเสนอซื้อกิจการครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและขยายขอบเขตธุรกิจของธนาคารยูโอบีในอาเซียน

ธุรกิจลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ปมีสินทรัพย์สุทธิรวมทั้งสิ้นประมาณสี่พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และฐานลูกค้าราว 2.4 ล้านราย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 และมีรายได้ประมาณ 0.5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 หากไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกรรมนี้ในครั้งเดียว การเสนอซื้อกิจการนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของธนาคาร และผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ของธนาคารยูโอบีได้ทันที

การพิจารณาข้อเสนอเงินสดสำหรับการเสนอซื้อกิจการนี้จะคำนวณจากค่าพรีเมียมรวมซึ่งเทียบเท่ากับ 915 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ บวกกับมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของธุรกิจลูกค้ารายย่อยเมื่อการโอนย้ายกิจการเสร็จสมบูรณ์ ธนาคารยูโอบีจะใช้ทุนส่วนเกินของธนาคารเพื่อการเสนอซื้อกิจการครั้งนี้ ซึ่งคาดว่าจะลดอัตราส่วนของเงินกองทุนขั้นที่ 1 (Common Equity Tier 1 หรือ CET1) ของธนาคารลง 0.7% เป็น 12.8% ตามสถานะเงินทุน ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 ผลกระทบต่ออัตราส่วน CET1 คาดว่าจะมีไม่มากและจะยังอยู่ภายในข้อกำหนดด้านกฎระเบียบของหน่วยงานกำกับดูแล

การเข้าซื้อกิจการในแต่ละประเทศจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานกำกับดูแลธนาคารตามเงื่อนไขของแต่ละประเทศ รวมถึงประเทศสิงคโปร์ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จระหว่างกลางปี 2565 ถึงต้นปี 2567 ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าและผลของกระบวนการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลธนาคาร ซิตี้กรุ๊ปจะทำงานร่วมกับยูโอบีและธนาคารในเครือ (รวมเรียกว่ากลุ่มธนาคารยูโอบี) อย่างใกล้ชิดเพื่อให้การโอนย้ายธุรกิจลูกค้ารายย่อย ทั้งในส่วนของลูกค้าและพนักงานเป็นไปอย่างราบรื่น

ธุรกิจลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ปมีพนักงานประมาณ 5,000 คน ซึ่งรวมถึงผู้บริหารระดับสูงและทีมงานมากประสบการณ์ การเข้ามาร่วมงานกับธนาคารยูโอบีจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธนาคารยูโอบี

กลุ่มธนาคารยูโอบีพร้อมที่จะต้อนรับลูกค้าและพนักงานของซิตี้กรุ๊ป ซึ่งจะได้รับข้อมูลความคืบหน้าของการเสนอซื้อกิจการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

Credit Suisse (Singapore) Limited เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับกลุ่มธนาคาร ยูโอบีในการเสนอซื้อกิจการนี้ และ Allen & Overy LLP (สิงคโปร์) เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย

ล่าสุด กลุ่มธนาคารยูโอบี ได้มีกำหนดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการวันนี้ เวลา 10.30 น. เกี่ยวกับการทำข้อตกลงเพื่อเข้าซื้อกิจการลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ป

https://www.uob.co.th/investor/news/press-news/2022/news-14Jan2022.page?s_cid=uob-citigroup

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ช้อปดีมีคืน 2565: รีเทิร์นครั้งนี้ ลดหย่อนภาษีตั้งแต่ต้นปี ! I POCKET MONEY EP29

FINNOMENA CHANNEL
ช้อปดีมีคืน 2565: รีเทิร์นครั้งนี้ ลดหย่อนภาษีตั้งแต่ต้นปี ! I POCKET MONEY EP29

รับชมบน YouTube: https://youtu.be/6w5lXs9ljwA

ช้อปดีมีคืนกลับมาแล้ว ใครมีแผนซื้อของขวัญปีใหม่ต้องรีบศึกษาเงื่อนไขกันให้ดี ๆ เลย เพราะเราอาจจะได้ลดหย่อนภาษีกันตั้งแต่ต้นปี สูงสุดถึง 30,000 บาท!

รายละเอียดช้อปดีมีคืน ปี 2565

  • ช้อปดีมีคืน คือมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เจาะกลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงช่วยเหลือผู้ประกอบการและร้านค้าที่จดทะเบียนในระบบ VAT
  • โดยภาพรวมแล้วรายละเอียดไม่ได้แตกต่างไปจากครั้งก่อนหน้าเมื่อปลายปี 2563 เท่าไร ยังคงเน้นกระตุ้นการใช้จ่ายสำหรับสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สินค้า OTOP และหนังสือ
  • ต้องเป็นการใช้จ่ายหรือใช้บริการตั้งแต่วันที่ ม.ค. – 15 ก.พ. 2565 เท่านั้น ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นลงกว่าช้อปดีมีคืนในครั้งที่แล้วถึงเดือนนึง
  • มูลค่าที่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ยังคงเป็นจำนวนสูงสุด 30,000 บาทเช่นเดิม
  • หากเข้าร่วมโครงการช้อปดีมีคืน ปี 2565 แล้ว ก็สามารถเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง เฟส 4 ได้เช่นกัน

กลุ่มสินค้าและบริการที่ไม่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีถึงแม้จะได้ซื้อจากผู้ประกอบการจด VAT

  • ยังคงมีลักษณะเดิม นั่นคือส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย หรือสินค้าและบริการจากธุรกิจที่ภาครัฐมีโครงการช่วยเหลือทางอื่นโดยเฉพาะอยู่แล้ว
  • เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ ค่าน้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ ค่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ ค่าที่พักโรงแรม ค่าบริการนำเที่ยว ค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ และค่าเบี้ยประกันวินาศภัย เป็นต้น

ข้อควรระวังสำหรับช้อปดีมีคืนที่เริ่มโครงการกันตั้งแต่ต้นปี

  • ข้อแรกเลยคือการประมาณการรายได้ตลอดทั้งปี เพื่อประเมินความจำเป็นของการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจะทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้ทำงานประจำ ดังนั้นจึงควรชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างความจำเป็นที่แท้จริงของสินค้าหรือบริการนั้น ๆ และความจำเป็นของการกันสภาพคล่องไว้เผื่อใช้สำหรับสิ่งจำเป็นอื่น
  • ข้อที่สอง อย่าลืมว่าสิทธิลดหย่อนภาษีไม่ใช่สิทธิเครดิตภาษี ดังนั้นถึงแม้จะซื้อสินค้าหรือบริการเต็ม 30,000 บาทก็ตาม แต่ไม่ได้แปลว่าค่าภาษีจะลดลงทั้ง 30,000 บาท เพราะเราจะประหยัดภาษีได้จริงเท่าไร จะขึ้นกับฐานภาษีของเราเท่านั้น เช่น ถ้าฐานภาษีของเราตกอยู่ขั้นสุดท้ายที่อัตรา 10% ก็จะแปลว่าเราจะได้ประหยัดค่าภาษีลงจำนวน 3,000 บาทเท่านั้น หรือถ้าหากรายได้ของเราหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว อยู่ในเกณฑ์ได้รับยกเว้นภาษี ก็จะเท่ากับว่าที่ได้ซื้อไป ไม่ได้ช่วยประหยัดภาษีให้เราแต่อย่างใด
  • ข้อที่สาม ช้อปดีมีคืนครั้งที่แล้วจัดช่วงปลายปี ยังมีคนทำใบเสร็จและใบกำกับภาษีที่ใช้เป็นหลักฐานการใช้สิทธิลดหย่อนหาย นับประสาอะไรกับรอบนี้ที่จัดตั้งแต่ต้นปี แล้วต้องเก็บหลักฐานไปรอยื่นภาษีอีกทีตอนต้นปีหน้า ดังนั้นได้ใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีมาแล้ว แนะนำให้ถ่ายหลักฐานเก็บไว้อัปโหลดใส่ Cloud ไว้เลย ส่วนเอกสารตัวจริงก็จัดเก็บให้เป็นที่ทางให้เรียบร้อย แบบที่ให้มั่นใจว่าเอกสารต้องไม่หายจนถึงอย่างน้อยต้นปีหน้า
  • อย่างไรก็ตามการจัดโปรช้อปดีมีคืนตั้งแต่ต้นปีแบบนี้ ก็อาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มีหน้าที่ยื่นภาษีครึ่งปี ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้ประเภทที่ 5 – 8 ตั้งแต่ 60,000 บาทเป็นต้นไปในครึ่งปีแรก ก็สามารถนำสิทธิลดหย่อนนี้มาใช้ลดหย่อนได้ตั้งแต่ครึ่งปี ทำให้อาจมีภาระภาษีที่ต้องจัดการในช่วงครึ่งปีแรกที่น้อยลง

มือใหม่ห้ามพลาด! คอร์สเรียนพิเศษจาก FINNOMENA U "กองทุนรวม 101 สำหรับมือใหม่"

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

planet 46
รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

ปัจจุบันประชากรโลกกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือที่ได้ยินกันอีกชื่อว่า ‘Aging Society’ ในหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งภาคอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นกลุ่ม ‘Healthcare’ สำหรับใครที่กำลังมองหากองทุนหุ้น Healthcare เพื่อลงทุนในระยะยาว อยากให้แวะอ่านบทความนี้ เพราะเราจะแนะนำให้รู้จักกับกองทุน KFHHCARE-A กองทุนที่ลงทุนอย่างสมดุลใน Healthcare และ Innovation ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งกองทุนนี้อยู่ใน Long Term Call ที่ทาง FINNOMENA Investment Team คัดสรรเข้ามาอยู่ในพอร์ตของ FINNOMENA ด้วยนะ กองทุนนี้จะมีความน่าสนใจอย่างไร และลงทุนอะไรบ้าง ติดตามไปพร้อมกันได้เลย

Healthcare และ Innovation ส่วนผสมที่เข้ากันอย่างลงตัว

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

‘นวัตกรรม’ หรือ ‘Innovation’ ได้เข้ามามีบทบาทในหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก หนึ่งในนั้นก็คืออุตสาหกรรม ‘Healthcare’ หรืออุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าหลาย ๆ สาขาในอุตสาหกรรม Healthcare ได้มีการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการดูแสสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น การวิจัยและพัฒนา การผลิตยา วัคซีน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ การบริการดูแลผู้ป่วย ฯลฯ ด้วยนวัตกรรมในอุตสาหกรรม Healthcare นี้เองจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้บริการได้สัมผัสประสบการณ์ด้านบริการทางการแพทย์ที่ดีขึ้น ด้านบุคลากรทางการแพทย์ก็สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทำไม Healthcare จึงมีความน่าสนใจ?

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

ขยายโอกาสการลงทุนหลังจากการระบาดของ COVID-19

การระบาดครั้งใหญ่ของไวรัสโคโรนา หรือ ‘โควิด-19’ ที่เกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2019 ในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน และเริ่มระบาดทั่วโลกในช่วงต้นปี 2020 ได้สร้างผลกระทบไปยันทุกภาคส่วนอุตสาหกรรมในทั่วทุกมุมโลก หลังจากเกิดการระบาดของโควิด-19 บริษัทต่าง ๆ ที่ดำเนินการเกี่ยวกับด้านการวิจัยและพัฒนาวัคซีนก็ได้คิดค้นวัคซีนป้องกันโควิดสำเร็จในช่วงปลายปี 2020 ทุกประเทศทั่วโลกก็ได้มีการเร่งจัดซื้อและฉีดวัคซีนให้กับประชาชนเพื่อลดความรุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 โดยล่าสุดก็มีการคิดค้นยาเม็ดต้านโควิดมาแล้วในหลาย ๆ ประเทศ แม้ว่

าสักวันนึงการระบาดของโควิด-19 อาจจะเบาลง แต่การฉีดวัคซีนยังคงต้องเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น บริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับด้านยาหรือวัคซีน ทั้งการคิดค้น ผลิต และจัดจำหน่าย ก็จะได้รับประโยชน์จากการะบาดของโควิด-19 โดยตรง ในระยะกลางถึงยาว

หนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง

ตลาด Healthcare ทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 8,452 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2018 โดยมีอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) ที่ 7.3% ตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งทาง Business Wire คาดว่าตลาด Healthcare ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 11,908.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2022 นี้ สำหรับค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของสหรัฐฯ ในปี 2019 อยู่ที่ 11,582 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 17% ของ GDP สหรัฐฯ และคาดว่าจะสูงถึง 6.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อศูนย์บริการ Medicare & Medicaid ภายในปี 2028

การเติบโตของชนชั้นกลางทำให้ความต้องการด้านการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น

ประชากรในประเทศกำลังพัฒนา (Emerging Market) มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อการบริโภคที่ดีขึ้น และอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น ไขมันสูง คอเลสเตอรอลสูง เบาหวาน ฯลฯ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นจาก 108 ล้านคนในปี 1980 เป็น 422 ล้านคนในปี 2014 เพิ่มขึ้นกว่า 290% ในระยะเวลา 34 ปี ซึ่งเบาหวานยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของโลกด้วย

โลกกำลังเข้าสู่สังคม Aging Society อย่างเต็มรูปแบบ

ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของประชากรโลกสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าภายในปี 2030 ประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จะมีจำนวน 1 ใน 6 ของประชากรโลก ซึ่งสัดส่วนของประชากรผู้สูงอายุในปัจจุบันเพิ่มขึ้นจาก 1 พันล้านคนในปี 2020 เป็น 1.4 พันล้านคน และประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มสูงขึ้น 2 เท่า เป็น 2.1 พันล้านคน ในปี 2050 ซึ่งคาดว่าจะเป็นสัดส่วนที่มากกว่าประชากรที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ครั้งแรกเป็นประวัติการณ์

การที่โครงสร้างประชากรโลกได้เปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นนี้ ส่วนหนึ่งก็ได้รับอานิสงค์มาจากวิวัฒนาการทางการแพทย์ การรักษาพยาบาลที่ทำให้มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้น และแน่นอนว่าธุรกิจในกลุ่มด้านการดูแลสุขภาพก็ต้องปรับตัวรับมือกับสังคมผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้เช่นเดียวกัน จึงเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จาก Aging Society โดยตรง

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

Aging Population
ที่มา: UN

ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation ด้วยกองทุน KFHHCARE-A

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

กองทุน KFHHCARE-A หรือ Krungsri Global Healthcare Equity Hedged FX Fund จาก บลจ.กรุงศรี (KrungsriAsset) มีนโยบายลงทุนใน JPMorgan Funds – Global Healthcare Fund, Class C (USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน KFHHCARE-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

กองทุนหลักมีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทหมวดอุตสาหกรรมทางด้านการดูแลสุขภาพ (Healthcare) ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ด้านเภสัชธรรม เทคโนโลยีชีวภาพ บริการด้านสุขภาพ เทคโนโลยีทางการแพทย์ ฯลฯ ซึ่งมีการพัฒนาด้านนวัตกรรมอย่างโดดเด่น

จุดเด่นของกองทุน KFHHCARE-A

  • ใช้การวิเคราะห์แบบ Bottom-Up เพื่อคัดสรรหุ้นเข้าพอร์ตการลงทุน
  • คัดเลือกบริษัทที่มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง โดยเน้นลงทุนในบริษัทที่มีการพัฒนาด้านนวัตกรรมและมีมูลค่าที่เหมาะสม
  • บริหารกองทุนโดยทีมผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Healthcare ระดับโลก
  • ปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดอยู่เสมอ

รีวิวหุ้นที่กองทุน KFHHCARE-A ลงทุน

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

Sector Breakdown ของ JPMorgan Funds – Global Healthcare Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 30/11/2021)
ที่มา: https://am.jpmorgan.com/gb/en/asset-management/adv/products/jpm-global-healthcare-c-acc-usd-lu0432979887#/portfolio 

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

กองทุน JPMorgan Funds – Global Healthcare Fund ที่เป็นกองทุนหลักเน้นลงทุนในหมวดเภสัชกรรม (Pharmaceutical) โดยให้น้ำหนักการลงทุนที่ 29.0% และหมวดเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) มีสัดส่วนการลงทุนรองลงมา โดยให้น้ำหนักที่ 26.0% ของพอร์ตการลงทุน

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

Top 10 Holdings ของ JPMorgan Funds – Global Healthcare Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 30/11/2021)
ที่มา: https://am.jpmorgan.com/gb/en/asset-management/adv/products/jpm-global-healthcare-c-acc-usd-lu0432979887#/portfolio

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

    1. UnitedHealthcare นำเสนอแผนสวัสดิการด้านสุขภาพที่มุ่งเน้นไปที่องค์กรทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก บุคคลทั่วไป รวมถึงนำเสนอประกันสุขภาพและโปรแกรมดูแลสุขภาพสำหรับทุกวัย
    2. OptumHealth ให้บริการการเข้าถึงของเครือข่ายที่เกี่ยวกับผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ การบริการด้านสุขภาพ การดูแลผู้บริโภค ผู้ใช้บริการ และการบริการด้านการเงิน
    3. OptumInsight นำเสนอซอฟต์แวร์และข้อมูลผลิตภัณฑ์ ให้คำปรึกษาและบริการจัดการสัญญาจ้างสำหรับระบบโรงพยาบาล ภาครัฐ บริษัทด้านชีววิทยาศาสตร์ และองค์กรอื่น ๆ
    4. OptumRx ให้บริการด้านเภสัชกรรมตามใบสั่งแพทย์แบบครบวงจร พร้อมให้บริการจัดส่งถึงบ้าน ตลอดจนพัฒนาโปรแกรมในด้านต่าง ๆ เช่น การจัดทำบัญชียาโรงพยาบาล เป็นต้น
  • Thermo Fisher Scientific (4.80%) – บริษัทผู้จัดหาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ รีเอเจนต์ วัสดุสิ้นเปลืองสำหรับการวิจัยทางชีววิทยาและการแพทย์ การคิดค้นและผลิตยาและวัคซีน การวินิจฉัยการติดเชื้อและโรคต่าง ๆ ตลอดจนบริการทางด้านซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในห้องปฏิบัติการ
  • Roche (4.70%) – ผู้ประกอบธุรกิจเวชภัณฑ์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ยาที่ครอบคลุมการรักษาโรคต่าง ๆ เช่น โรคโลหิตจาง มะเร็ง ระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคผิวหนัง โรคระบบทางเดินหายใจ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเป็นผู้จัดหาเครื่องมือวินิจฉัย รีเอเจนต์ ชุดทดสอบสำหรับใช้ในตลาดการวิจัย และเป็นผู้ผลิตชุดตรวจโควิด-19 ด้วยตัวเอง (Home Use) อีกด้วย
  • Novo Nordisk (3.60%) – บริษัทด้านการดูแลสุขภาพสัญชาติเดนมาร์กที่มีส่วนร่วมในการวิจัย พัฒนา และผลิต ผลิตภัณฑ์เภสัชกรรมทั่วโลก โดยดำเนินการในสองส่วนงานคือ กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคอ้วน และกลุ่มยาชีวเภสัชภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ พัฒนาการรักษาโรคพาร์กินสัน และพัฒนาการปรับแต่งจีโนมสำหรับผู้ป่วยเด็กและผู้ใหญ่
  • Eli Lilly (3.60%) – บริษัทผู้พัฒนาและผลิต ผลิตภัณฑ์ยาสำหรับมนุษย์ ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สำหรับโรคเบาหวาน ผลิตภัณฑ์ด้านประสาท ผลิตภัณฑ์ด้านภูมิคุ้มกัน และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โดยผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านโรงงานในสหรัฐฯ เปอร์โตริโก และอีก 8 ประเทศ ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดย Eli Lilly ถูกจัดจำหน่ายในกว่า 120 ประเทศทั่วโลก

ผลการดำเนินงานย้อนหลัง

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานของกองทุน KFHHCARE-A (ข้อมูล ณ วันที่ 30/12/2021)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/KFHHCARE-A/performance

ด้านผลการดำเนินงานก็ถือว่าทำไปได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว แม้จะเห็นว่าตัวเลขผลตอบแทนไม่ได้หรูหรามาก แต่ก็สามารถทำผลตอบแทนชนะผลตอบแทนเฉลี่ยในกลุ่มไปได้ในทุกช่วงเวลา ทั้ง 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี โดยอยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก (กองทุน KFHHCARE-A จดทะเบียนกองทุนวันที่ 1 ก.พ. 2562)

รีวิวกองทุน KFHHCARE-A: ลงทุนในส่วนผสมความสมดุล Healthcare และ Innovation

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานของ JPMorgan Funds – Global Healthcare Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 30/11/2021)
ที่มา: JPMorgan Funds – Global Healthcare Fund Factsheet

และหากดูที่ผลการดำเนินงานของกองทุนหลักอย่าง JPMorgan Funds – Global Healthcare Fund จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ช่วงต้นปี 2020 ที่ไวรัสโควิด-19 ได้แพร่ระบาดไปทั่วโลก กองทุนหลักก็ทำผลงานได้ชนะ Benchmark อย่าง MSCI World Healthcare Index ที่เป็นดัชนีที่ติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทที่ดำเนินงานด้านการดูแลสุขภาพทั่วโลก ได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ความเสี่ยงของกองทุน KFHHCARE-A

กองทุน KFHHCARE-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 7 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด/เกือบทั้งหมด ไม่น้อยกว่า 90% ของเงินลงทุนต่างประเทศ 
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศ North America  และหมวดอุตสาหกรรม Medtech, Biotechnology และ Pharmaceutical

อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนสามารถกระจายความเสี่ยงได้ด้วยการจัดพอร์ตการลงทุน โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดพอร์ตการลงทุนจากฟินโนมีนาได้ที่ https://www.finnomena.com/port/

ค่าธรรมเนียมของกองทุน KFHHCARE-A

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 0.8025%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.0349%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน KFHHCARE-A

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 500 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 500 บาท

กองทุน KFHHCARE-A เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับด้านการดูแลสุขภาพทั่วโลก
  • ผู้ที่ต้องการกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังต่างประเทศ และอุตสาหกรรม Healthcare
  • ผู้ที่สามารถลงทุนในระยะกลางถึงยาวได้ และสามารถรับความเสี่ยงได้สูงเพื่อสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น

— planet 46. 

ควรใส่ KFHHCARE-A เข้าพอร์ตเท่าไรดี? รับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี!
ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น

👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: TSMC กำไรทุบสถิติใหม่ อานิสงส์ ‘ชิปขาดแคลน’ ทะลุเป้า $6,000 ล้าน โต +16% เตรียมขยายโรงงาน รับดีมานด์พุ่ง ตั้งแต่ iPhone รุ่นใหม่ จนถึงรถยนต์

THE OPPORTUNITY
News Update: TSMC กำไรทุบสถิติใหม่ อานิสงส์ ‘ชิปขาดแคลน’ ทะลุเป้า $6,000 ล้าน โต +16% เตรียมขยายโรงงาน รับดีมานด์พุ่ง ตั้งแต่ iPhone รุ่นใหม่ จนถึงรถยนต์

Taiwan Semiconductor (TSMC) เผยกำไรไตรมาส 4 ทะลุเป้าทุบสถิติใหม่ อานิสงส์จากปัญหาขาดแคลนชิป รวมถึงแรงหนุนจากความต้องการชิปในแทบทุกผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ iPhone รุ่นใหม่ ไปจนถึงรถยนต์

วันนี้ (13 ม.ค.) TSMC บริษัทผู้ผลิตชิปรายงานกำไรและรายได้ไตรมาส 4 ทำสถิติสูงสุดของบริษัท โดยกำไรพุ่งขึ้นถึง 16% สู่ 6,000 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์ที่ 5,840 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดขายพุ่งแตะ 15,800 ล้านดอลลาร์

ด้านราคาหุ้น TSMC ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.15% อยู่ที่ราคา 661 ดอลลาร์ไต้หวัน (หรือประมาณ $23.9) โดย 1 ปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นกว่า 11%

การแพร่ระบาดของโควิด-19 เดินทางเข้าสู่ปีที่ 3 ขณะที่ปัญหาการขาดแคลนชิปยังไม่มีท่าทีว่าจะคลี่คลาย ทำให้ในปีที่ผ่านมา TSMC ผู้ผลิตชิปที่ใหญ่ที่สุดในโลกและบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในเอเชียได้ทุ่มเงินลงทุนมหาศาลตั้งโรงงานแห่งใหม่ในหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

รายงานของ Susquehanna Financial Group ระบุว่า ระยะเวลาการส่งมอบชิปในเดือน ธ.ค. อยู่ที่ 25.8 สัปดาห์ เพิ่มขึ้นจากเดือน พ.ย. ประมาณ 6 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นานที่สุดของ TSMC นับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2017

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า ยอดขายในไตรมาส 4 ที่แข็งแกร่งเป็นเพราะชิป 5nm ซึ่งเป็นชิปประสิทธิภาพสูงสำหรับสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ ขณะที่ TSMC เตรียมเร่งลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิต และได้เพิ่มงบสำหรับโรงงานผลิตในญี่ปุ่นสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามากขึ้น

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-01-13/tsmc-s-profit-beat-estimates-thanks-to-prolonged-chip-crunch?srnd=premium-asia 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

เรียนรู้จากวิกฤติ ตอนที่ 1: รู้จัก Tronics & Nifty 50 Bubbles ฟองสบู่หุ้นนวัตกรรมและ หุ้น Blue Chip ในยุค 60-70

BottomLiner
เรียนรู้จากวิกฤติ ตอนที่ 1: รู้จัก Tronics & Nifty 50 Bubbles ฟองสบู่หุ้นนวัตกรรมและ หุ้น Blue Chip ในยุค 60-70
รู้หรือไม่ว่านอกจาก Great Depression, Dot-com Bubble และ Hamburger crisis แล้ว โลกนี้ยังมีฟองสบู่เกิดขึ้นอีกหลายครั้ง แม้ความรุนแรงในเศรษฐกิจอาจจะไม่เท่า แต่ผลกระทบในตลาดหุ้นนั้นถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว
วันนี้ BottomLiner จะมาเล่าถึง Tronics Bubble และ Nifty 50 Bubble ซึ่งเกิดในช่วงยุค 60-70 ซึ่งเป็นฟองสบู่ที่หลายคนมองข้ามไป
เพราะคำว่า “this time it’s different” (เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ๆ) ที่เพจเรายกมาพูดบ่อย ๆ ถูกใช้มาตลอดในทุกฟองสบู่
ย้อนกลับไปในปี 1959 โลกตื่นเต้นมาก ๆ กับการมาของ “แผงวงจร electronic” และชิ้นส่วนวงจรเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “MOSFET” ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่ถูกนำเข้ามาใช้แทนชิ้นส่วนที่เป็นหลอดแก้วสูญญากาศแบบเดิม ทำให้แผงวงจร electronic สามารถเข้าสู่ mass production ได้เป็นครั้งแรก
การผลิตทำได้รวดเร็ว ประหยัดและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในขณะเดียวกัน MOSFET คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้โลกนี้รู้จักกับ “สัญญาณ Digital” และเข้ามาปฏิวัติวงการ electronic ให้เปลี่ยนไปตลอดกาล เรียกได้ว่าโลกรู้จักกับชิพ semiconductor ในยุคแรก ทำให้ในช่วงปี 60 นี่เอง ที่ผู้คนได้สัมผัสกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างไม่เคยสัมผัสมาก่อน และมันสร้างความฝันอันยิ่งใหญ่ให้กับทุกคน รวมถึงนักลงทุนในตลาดด้วย
หุ้นผู้ผลิตนวัตกรรมอย่าง Texas Instruments และ IBM ถูกซื้อขายกันที่ P/E กว่า 80-100 เท่า (ก่อนหน้านั้นหุ้นเทรดกัน P/E ประมาณ 10-30 เท่า) นอกจากนี้ยังมีหุ้นบริษัทใหม่ ๆ เข้าตลาดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ความบ้าคลั่งของนวัตกรรม electronic นี่เอง ที่ทำให้ยุค 60 ถูกเรียกว่า “Tronics Boom” เพราะหุ้นที่ถูกลิสต์ใหม่ ๆ นั้นมักจะใช้คำที่เกี่ยวกับ electronic แม้บริษัทเหล่านี้ หลาย ๆ บริษัท ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับอุตสาหกรรม electronic เลยสักนิด
(เหตุการณ์คุ้นๆ)
ผู้คนไหลเข้าตลาดอย่างบ้าคลั่ง เพื่อให้ได้เป็นเจ้าของบริษัทนวัฒกรรมเหล่านั้น โดยไม่ได้สนด้วยซ้ำว่าบริษัทเหล่านั้นทำธุรกิจอะไร ขอเพียงฟังดูเกี่ยวข้องกับ electronic พวกเขาก็พร้อมจะลงทุน เช่น บริษัทขายแผ่นเสียงชื่อ “American Music Guild” เปลี่ยนชื่อเป็น “Space-Tone” และเข้า IPO หลังจากนั้นราคาก็พุ่งจาก $2 เป็น $14 ในไม่กี่สัปดาห์
ร้านคุกกี้ทำมือ “Mother’s Cookies” เปลี่ยนชื่อเป็น “Mothertron’s Cookitronics” เพื่อเข้าตลาด ราคาทะยานจาก $15 เป็น $23 ในวันแรกที่ซื้อขาย
นอกจากกระแสหุ้น Tronics แล้วยังมีแนวการลงทุนอีกแนวที่ได้รับความนิยมในช่วงเวลานั้น “ลงทุนในบริษัทเล็ก ๆ ที่เรื่องราวสุดอลังการ” เนื่องจากนักลงทุนทั้งสถาบันและรายย่อยจำนวนมาก เห็นถึงความสามารถของหุ้นเติบโตที่สามารถขยายบริษัทได้รวดเร็ว กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทำกำไรให้ผู้ถือหุ้นได้มหาศาล จึงพยายามซื้อดักล่วงหน้าไว้ กวาดซื้อหุ้นที่อาจจะขึ้นเป็นบริษัทผู้ชนะในอนาคต โดยไม่ได้สนใจเรื่องของงบการเงินหรือผลประกอบการอีกต่อไป เพราะหุ้นดีหรือไม่ ดูได้ผ่านราคา ขอเพียงราคาหุ้นขึ้นไปเรื่อย ๆ บริษัทมีเรื่องราวที่น่าสนใจ พวกเขาก็พร้อมจะซื้อ
นักลงทุนหวังว่าจะมีคนชอบในเรื่องราวเหล่านี้เหมือนพวกเขา และแห่กันมาซื้อต่อจากพวกเขาในราคาที่แพงกว่า
ซึ่งเรื่องนี้จบลงด้วยหลาย ๆ บริษัทมีการปรับแต่งบัญชี หลายบริษัทมีการพูดถึงผลิตภัณฑ์และบริการของตัวเองไว้เกินจริง บ้างก็ตั้งเป้าหมายไว้สูง ๆ เพื่อขายนักลงทุนเท่านั้น
ในยุคนั้นมีคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่สามารถเอาผิดอะไรกับหุ้นเหล่านี้ได้ เพราะบริษัทเหล่านี้ได้มีการเขียนเตือนไว้ในหนังสือชี้ชวนเป็นที่เรียบร้อย เช่น “บริษัทไม่มีทรัพย์สินหรือกำไรใด ๆ เป็นหลักประกัน ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงสูงมาก”
ซึ่งคำเตือนเหล่านี้ คงไม่ได้ต่างจากคำเตือนหน้าซองบุหรี่ที่ไม่สามารถหยุดคนให้สูบบุหรี่ได้ เช่นเดียวกับการไปบอกว่าการลงทุนครั้งนี้มีความเสี่ยงสูง ก็ไม่สามารถปิดกั้นผู้คนจำนวนมากจากความโลภ
กระแสหุ้น Tronics Booms และหุ้นเล็กที่เล่นใหญ่ได้รับความสนใจอยู่ได้ราว ๆ 4-5 ปี ก่อนที่จะจืดจางไป และแทบจะหายจากตลาดในยุค 70
ความเจ็บปวดที่สะสมมาตลอดยุค 60 ทำให้นักลงทุนหันมาใช้เหตุผลมากขึ้น ยุคทองการเก็งกำไร ซื้อหุ้นอย่างไร้เหตุผลได้ผ่านไป ได้เวลาซื้อหุ้นและออกไปตีกอลฟ์ชิล ๆ แทน ตลาดหันกลับมาให้ความสนใจซื้อหุ้นด้วยเหตุผลมากขึ้นอย่างหุ้น “Blue Chip”

เกร็ดความรู้

ที่มีของคำว่าหุ้น Blue Chip มาจากเกม Poker ซึ่ง Chip สีน้ำเงินจะมีมูลค่าสูงสุด เพราะคิดว่าอย่างน้อย บริษัทเหล่านี้จะไม่หายไปแน่ ๆ และต่อให้มันแพงเกินไปบ้าง เดี๋ยวสักพักบริษัทก็จะทำกำไรได้มากขึ้น จนราคาที่ซื้อแพงตอนนี้ สมเหตุสมผลเองในอนาคต
นักลงทุนสถาบันมองว่าการซื้อหุ้น Blue Chip นี่เองที่แก้ปัญหาในชีวิตพวกเขาได้ ความน่าเชื่อถือและการเติบโตที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว ทำให้พวกเขาไม่ต้องคอยตอบคำถามกับหัวหน้าหรือผู้ร่วมงาน ถึงเหตุผลในการตัดสินใจ นอกจากนี้การเข้าซื้อทีละมาก ๆ ยังไม่ส่งผลกระทบต่อราคาของหุ้นใหญ่ ทำให้เกิด trend การซื้อหุ้นครั้งเดียว ถือยาวตลอดชีวิตในช่วงนั้น (ช่วงนั้น ปู่ Buffett ดังแล้ว อาจจะมีเรื่องวิธีคิดของ Buffett มาเกี่ยวข้องด้วย)
เงินจำนวนมากไหลเข้าหุ้นกลุ่ม Nifty 50 ซึ่งรวม 50 หุ้นที่ใหญ่ที่สุดในตลาด New York ไว้ จนหุ้นกลุ่ม Nifty 50 ซื้อขายกันที่ P/E 50-90 เท่าเลยทีเดียว
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนถือยาวอยู่ได้ 3-4 ปี แล้วหนังเรื่องนี้ก็จบแบบเดิม จากนักลงทุนบางกลุ่มเริ่มเห็นโอกาสในการลงทุนอย่างอื่นที่ดูคุ้มค่ากว่า แล้วเริ่มลุกออกจากวง ก่อนจะมีคนกลุ่มอื่นลุกตามมาเรื่อย ๆ ทำให้ตลาดหุ้นเข้าสู่สภาพขาลงอีกครั้งเป็นเวลาเกือบ 10 ปี (1973-1982)
ก่อนจะกลับเป็นขาขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเป็นยุคที่เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่คนในยุค 60-70 วาดฝันไว้เริ่มทำได้จริง (ซึ่งจริง ๆ ก็มี ฟองสบู่ไบโอเทค เกิดขึ้นอีกในยุค 80 เรื่องก็เหมือนลอกฟองสบู่ Tronics มาเลยทีเดียว)
เรื่องฟองสบู่ทั้ง 2 ครั้ง กินระยะเวลารวมกันกว่า 20 ปี ในยุคที่เงินทั่วโลกไม่ได้ไหลไปมาได้อย่างอิสระ ขนาดตลาดไม่ได้ใหญ่ ผู้เล่นในตลาดไม่ได้เยอะเหมือนทุกวันนี้
ในขณะที่โลกโลกาภิวัฒน์ในปัจจุบัน เงินสามารถไหลไปรวมกันได้อย่างรวดเร็ว ทั่วโลกสามารถรับรู้ข่าวสารได้ในระยะเวลาที่ต่างกันไม่ถึงหลักชั่วโมง และใคร ๆ ก็ต่างลงทุนกันทั้งนั้น (ล่าสุดเข้าร้านหนังสือพบว่า 9 ใน 10 Best Seller เป็นหนังสือลงทุน
เดินผ่านวินมอเตอร์ไซค์ที่กำลังคุยกับป้าขายหมูปิ้ง เรื่องเทคโนโลยี Blockchain ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลก คนรู้จักที่ซื้อหวยเดือนละเป็นหมื่น หันเข้ามาลงทุน)
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเท่าไรที่ทรัพย์สินที่ได้รับความสนใจ จะสามารถทำกำไรได้มหาศาล จากหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ในช่วง ปี 60-70 เป็นหลักพัน หลักหมื่นเปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน
ไม่มีใครคาดเดาตอนจบของเรื่องได้อย่างถูกต้องทั้งหมด สิ่งที่ทำได้มีเพียงลงทุนด้วยความระมัดระวัง มองอดีตเป็นบทเรียน บริหารความเสี่ยงและเตรียมพร้อมกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะไม่แน่ว่าในอนาคต เราทุกคนก็อาจเป็นบทเรียนที่เจ็บปวด ให้รุ่นลูก รุ่นหลานได้เรียนรู้อย่างบทความนี้เช่นกัน
ตอนที่ 2 ฟองสบู่มักจะเกิดขึ้นจาก 2 สิ่ง คือ เทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ และ โอกาสในการทำธุรกิจใหม่ ๆ ซึ่งทั้ง 2 สิ่งมาเจอกันในยุคการตื่นขึ้นของ Internet ติดตาม Dot-com bubble ได้ ในตอนต่อไป…
BottomLiner

เฟดเข้ม 2022

DR.JITIPOL PUKSAMATANAN
เฟดเข้ม 2022

เรื่องที่ปีนี้ต่างจากปีก่อนอย่างมากดูจะเป็นนโยบายการเงิน เมื่อธนาคารกลางสหรัฐหรือ “เฟด” ออกมาให้คำมั่นว่าจะจัดการกับเงินเฟ้อ

ประเด็นนี้กดดันให้สินทรัพย์เสี่ยงแทบทุกอย่างปรับฐานอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นบอนด์ หุ้น และคริปโท หลายกองทุนคืนกำไรในปีที่ผ่านมาออกมาหมด จนนักลงทุนต่างตั้งคำถามว่า

“ทำไมตลาดถึงอ่อนไหวกับนโยบายการเงินขนาดนี้ อะไรกำลังจะเกิดขึ้น และเราควรเตรียมตัวอย่างไรบ้าง”

สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจ คือเฟดมีหน้าที่ควบคุมระดับราคาและเฟดก็เข้มงวดขึ้น

ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ตลาดไม่ได้สนใจบทบาทการกำหนด Price Stability ของเฟดเท่าไหร่ เพราะสถานการณ์ “จำเป็น” ที่จะต้องเข้มงวดเกิดขึ้นไม่บ่อย

ครั้งล่าสุดยังต้องย้อนกลับถึงทศวรรษ 1990 หรือก่อนวิกฤติ Dot Com ที่ Alan Greenspan ประธานเฟดสมัยนั้น มองว่าเงินเฟ้อและระดับราคาสินทรัพย์ในตลาดสูงอย่างไม่มีเหตุผล (Irrational Exuberance) จึงทยอยขึ้นดอกเบี้ยเพื่อปรับสมดุล

แม้ครั้งนี้ต่างกันที่ตลาดการเงินไม่ใช่เป้าหมาย แต่การที่เฟดเปลี่ยนมุมมองอย่างรวดเร็ว จากกลางปีที่ชี้ว่า การขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกจะเกิดขึ้นในปี 2023 มาเป็นขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2022 ก็ยากที่ดัชนี S&P500 บนระดับ Long-term P/E 37 เท่า สูงใกล้ช่วงวิกฤติ Dot Com จะไหวตัวทัน

นอกจากนั้น แม้ชาวโลกการเงินจะรู้ว่าระดับราคาปัจจุบันผิดปรกติ ก็ไม่มีใครรู้ว่าระดับที่ถูกต้องควรอยู่ที่ไหน

เป็นความจริงที่ทั้งเฟดและตลาดรู้ว่านโยบายการเงินผ่อนคลายเกินไป แต่ไม่มีใครรู้จริงว่าจุดไหนเหมาะสม

เช่นในปัจจุบัน วัดระดับดอกเบี้ยแท้จริงระยะยาวจากยีลด์สหรัฐอายุ 10 ปีลบด้วยเงินเฟ้อระยะยาว (Breakeven Inflation 10ปี) จะติดลบอยู่ 0.8-1.0%

ถ้าต้องปรับดอกเบี้ยนโยบายจนดอกเบี้ยแท้จริงเป็นบวก ก็อาจต้องเห็นยีลด์ 10 ปีที่ 2.5% ซึ่งช่วงหลายปีที่ผ่านมา S&P500 ซื้อขายในระดับ LT P/E เพียง 21 เท่า

ยิ่งถ้าตั้งเป้าคุมเงินเฟ้อยิ่งน่ากลัว เพราะในทศวรรษ 1990 เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยจาก 1.00% ไปถึง 5.25% กว่าที่เงินเฟ้อจะปรับตัวลง และ S&P500 เคยซื้อขายที่ LT P/E แค่ 15เท่า

เหนือสิ่งอื่นใด ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยแต่เป็น “เงิน” ที่อัดฉีดกระตุ้นตลาดก็จะต้องหายไปพร้อมกัน

ขนาดงบดุลของเฟดที่ขยายขึ้นในช่วงวิกฤติโควิดมีขนาดถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์

เงินเหล่านี้อาจต้องหยุดเพิ่มขึ้น “ก่อน” ขึ้นดอกเบี้ย หรืออาจต้อง “ลดขนาด” งบดุลลงในอนาคต ส่งผลกับมุมมองตลาดหลายเรื่อง

  1. การลงทุนกลุ่มเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เปรียบเสมือนลอตเตอรี่ มีไว้ลุ้นกำไรมหาศาลด้วยสภาพคล่องส่วนเกินจะต้องหยุด
  2. ต่อให้ลงทุนมีกำไร แต่เมื่อสภาพคล่องไม่เพิ่ม เหตุผลว่าการลงทุนควรมี P/E กี่เท่า ต้องมองว่าธุรกิจเหล่านี้จะอยู่กับตลาดไปได้ถึงจุดคืนทุนหรือไม่ด้วย
  3. ถ้าเทคโนโลยีที่เป็นองค์ประกอบใหญ่ของตลาดปรับฐาน ก็ยากที่ตลาดโดยรวมจะสามารถยืนแดนบวกได้

ในมุมมองของผม แม้ท่าทีของเฟดจะไม่ได้เป็น “คำมั่นสัญญา” ว่าการขึ้นดอกเบี้ยหรือลดงบดุลจะต้องเกิดขึ้นแน่ แต่ก็ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นไปได้เพิ่มขึ้น เช่น

หยุด EQ เร็วขึ้นตั้งแต่ไตรมาสแรก

มีโอกาสกว่า 80% ที่เฟดจะประกาศลด QE เร็วขึ้นใน FOMC วันที่ 27 มกราคมนี้ การลงทุนที่ต้องระวังคือสินทรัพย์เสี่ยงที่แพงโดยไม่มีพื้นฐาน

ขึ้นดอกเบี้ยทันทีในการประชุม FOMC 16 มีนาคม

ตลาดมองโอกาสเกิด 70% ด้วยทิศทางเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น ผมเห็นด้วยว่าเฟดอาจต้องทำอะไรสักอย่าง ทุกสินทรัพย์ในตลาดมีโอกาสปรับฐาน ที่ต้องจับตาต่อ คือยีลด์ระยะยาวจะขึ้นเพราะมองว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยต่อ หรือจะลงเพราะตลาดหาที่หลบภัย

ขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก 2 ครั้ง ภายในปี 2022

ผมมองโอกาสต่ำกว่า 50% เป็นกรณีที่เสี่ยงที่สุดของตลาดก็จริง แต่ครึ่งหลังปีนี้น่าจะเป็นช่วงที่เงินเฟ้อผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ยิ่งถ้าตลาดปรับฐานแรงโอกาสเข้มงวดต่อเนื่องยิ่งน้อย

ลดขนาดงบดุลในไตรมาสสี่

ปัจจุบันเป็นเพียงการคาดเดา จึงมีโอกาสเพียง 25% ตลาดยังไม่รับข่าว แต่ถ้ามองจากปริมาณ QE ที่ทำไปในช่วงโควิดและอายุคงเหลือของตราสารที่เฟดซื้อ ถ้าไม่มีการซื้อใหม่ งบดุลของเฟดก็จะทยอยลดลงราวเดือนละ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ กดดันบอนด์ระยะสั้นและสกุลเงิน EM

ด้วยความเป็นไปได้เหล่านี้ ถ้าใครไม่เคยกลัวเฟดก็ควรกลัวบ้าง เพราะระดับราคาของตลาดไม่ได้อยู่ในจุดที่มั่นคงเสียเลย

แต่ถ้าใครกลัวมาก ก็ควรลดความกลัวลง เพราะไม่ใช่ทุกเหตุกาณ์จะเกิดขึ้นและหลายเรื่องตลาดก็รับข่าวไปแล้ว

ลดการลงทุนที่ผันผวนสูงลง แล้วคิดไว้ก่อนว่าหลังตลาดปรับฐานจะลงทุนอะไรในปีนี้ดีที่สุดครับ

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์