แจ้งเตือน

คุยกันในวันประวัติศาสตร์! เมื่อราคาทองทะลุ 3 หมื่นบาทเรียบร้อย อะไรคือปัจจัยหนุน? ทองจะไปต่อได้ไกลแค่ไหน? – FINNOMENA LIVE

FINNOMENA Reporter

ดูผ่าน Facebook:
https://www.facebook.com/finnomena/posts/1303179520027682

ดูผ่าน Youtube:
https://youtu.be/rqQWySSD0jw

คุยกันในวันประวัติศาสตร์! เมื่อราคาทองทะลุ 3 หมื่นบาทเรียบร้อย อะไรคือปัจจัยหนุน? ทองจะไปต่อได้ไกลแค่ไหน?

ข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • ดาวโจนส์พุ่งทะลุแนว 27,000 รับดีล J&J
  • ไม่ใช่พระเอกอีกต่อไป! กนง. คงดอกเบี้ยตามคาด!
  • เลบานอนเหลือข้าวบริโภคเพียงครึ่งเดือน!!
  • สหรัฐประกาศแผนออกพันธบัตรวงเงินสูงสุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ติดตาม FINNOMENA LIVE ตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

ก้าวสู่ยุค “Megatrends Allocation”  

TISCO Advisory
ก้าวสู่ยุค “Megatrends Allocation”  

คุณยังจัดพอร์ตลงทุนแบบ “Asset Allocation” อยู่หรือเปล่า ? นี่เป็นแนวคิดพื้นฐานสำหรับการลงทุนที่ดี แต่ดูเหมือนว่า การกระจายการลงทุนแบบดั้งเดิมนี้ อาจไม่มีประสิทธิภาพในการลงทุนเพียงพอ หรือ อธิบายง่าย ๆ ว่า อาจจะไม่ได้สร้างผลตอบแทนดีอย่างที่คาดหวังสำหรับทุกสถานการณ์ ถึงเวลาแล้ว ที่คุณจะต้องทำความรู้จักกับการจัดพอร์ตลงทุนแบบ “Megatrends Allocation”

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ที่เกิดการระบาดของไวรัส COVID-19 ได้ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง -7.13% (อ้างอิงจากดัชนี MSCI All Country World Index) สอดคล้องกับการประเมินทิศทางเศรษฐกิจปี 2020 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) ซึ่งระบุว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) โลกอาจติดลบถึง -4.9% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

นั่นก็เป็นเพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ถูกจำกัดอย่างมาก ทั้งในด้านการค้าขายสินค้าและบริการระหว่างประเทศที่ถูกระงับ การเดินทางเพื่อธุรกิจหรือเพื่อท่องเที่ยวที่ต้องปิดทำการ จนส่งผลกระทบไปยังกลุ่ม “ธนาคารพาณิชย์” เนื่องจากลูกหนี้เกิดความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น รวมถึง “กลุ่มพลังงาน” ที่ความต้องการใช้เชื้อเพลิงเพื่อการผลิตหรือการเดินทางลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

โดยในอดีตธุรกิจ “ธนาคารพาณิชย์” และ “กลุ่มพลังงาน” ถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมาก แต่ก็ยังมีจุดอ่อนคือการพึ่งพาวงจรเศรษฐกิจมากเกินไป ดังนั้นเมื่อธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านี้ได้รับผลกระทบ ผู้ลงทุนในกองทุนรวม ที่พยายามจัดพอร์ตการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ก็อาจได้รับความเสี่ยงเช่นกัน

Asset Allocation VS Megatrends Allocation 

การเลือกกองทุนที่อ้างอิงดัชนี (Index fund) เพียงอย่างเดียวนั้น มีจุดที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจว่า ในหลายประเทศนั้น มักจะมีสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มธุรกิจ ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ว่า แม้จะมีการกระจายความเสี่ยงด้วยการ จัดพอร์ตลงทุนแบบ “Asset Allocation” ไปกี่ประเทศ ก็อาจประสบผลขาดทุนจากการลงทุนไม่มากก็น้อย ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนัก

อย่างไรก็ตาม กลับมีธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จาก Megatrends เช่น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือสังคมผู้สูงอายุที่ยังคงมีบทบาท และได้รับความนิยมอย่างก้าวกระโดด โดยเมื่อประเมินจากผลตอบแทนครึ่งปีแรกของหุ้นกลุ่มนี้ พบว่าสวนทางกับกลุ่มธุรกิจข้างต้นที่กล่าวมา เพราะสามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหายามที่เจอสถานการณ์โรคระบาดนี้ได้

ยกตัวอย่างเช่น 1) กลุ่มธุรกิจ E-Commerce ที่ช่วยลดการเดินทางไปยังร้านค้า ทำให้ร้านค้ายังคงมีรายได้ในการทำธุรกิจ ซึ่งราคาหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้น +36.82%

2) ธุรกิจ Digital Healthcare โดยการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมต่าง ๆ มาสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาวัคซีน COVID-19 ให้ผลตอบแทน +77% รวมไปถึง

3) ธุรกิจพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอย่าง Cloud Computing ก็เพิ่มขึ้น +36.08% ซึ่งได้ประโยชน์จากการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การใช้ชีวิต การเรียน หรือการทำงานที่บ้าน (Work from Home) ของประชาชนทั่วไปหรือระดับองค์กร

อันที่จริงแล้วกลุ่มธุรกิจเหล่านี้เติบโตอย่างรวดเร็วก่อนหน้าสถานการณ์ COVID-19 อยู่แล้ว เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับ Megatrends เช่น ธุรกิจ E-Commerce ที่สามารถนำเสนอและขายสินค้าหรือบริการอย่างรวดเร็วและประหยัดต้นทุนในการทำธุรกิจ ธุรกิจ Digital Healthcare สามารถวิจัยและพัฒนายารักษาโรคที่ซับซ้อนหรือโรคร้ายแรงมักเกิดกับผู้สูงอายุ

และกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี Cloud Computing ที่สามารถพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรมการผลิต ด้านธุรกิจงานบริการ หรือแม้กระทั่งด้านการศึกษาที่ช่วยให้สามารถพัฒนารูปแบบการศึกษาใหม่ ๆ แก่วัยเรียนและสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่ล้ำค่าและพัฒนาประเทศได้ในอนาคต ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่ตอบโจทย์แนวโน้มในอนาคตอย่าง Megatrends ผนวกกับได้อานิสงส์จากสถานการณ์โรคระบาดยิ่งเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจนี้มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

เจาะลึกปัญหา… “กระจายความเสี่ยงหลายประเทศทำไมยังขาดทุน?”

ในช่วงที่ผ่านมา การจัด Portfolio แบบ “Asset Allocation” ที่มีเป้าหมายการลงทุนระยะยาว มักไม่ได้ให้ความสำคัญกับธุรกิจ Megatrends เท่าที่ควร เนื่องจากมองว่ากองทุนที่เกี่ยวข้องกับ Megatrends นั้น มักเป็นลักษณะ Thematic Fund หรือ Sector Fund ซึ่งมีการลงทุนแบบกระจุกตัว อาจต้องคอยติดตามข่าวสารของอุตสาหกรรมนี้เป็นพิเศษ และจำเป็นต้องมีการปรับสัดส่วนการลงทุนบ่อยครั้ง ทำให้พิจารณาไปว่าธุรกิจแบบ Megatrends ไม่สามารถลงทุนระยะยาวได้ … แต่ทั้งหมดนี้อาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน !!!

นั่นก็เป็นเพราะ ในความเป็นจริงแล้ว Megatrends เกิดจากลักษณะพื้นฐานของสังคม หรือคุณลักษณะของประชากร ที่เราไม่สามารถหลีกหนีของจากวัฏจักรนั้นได้ และจะคงอยู่ไปอีก 20 – 30 ปี ซึ่งนั่นหมายความว่าธุรกิจที่ตอบโจทย์ด้าน Megatrends นั้น จะมีศักยภาพเติบโตได้อีกหลาย 10 ปี จึงสามารถลงทุนระยะยาวได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับพอร์ตบ่อยครั้ง

ในขณะที่การจัดพอร์ตการลงทุนแบบ Asset Allocation ดั้งเดิม กลับมีจุดอ่อนสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะมีลักษณะการกระจายการลงทุนรายประเทศเป็นหลัก ซึ่งสุดท้ายหากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวหรือหดตัวอย่างรุนแรงก็จะทำให้พอร์ตการลงทุนเสียหายได้

ดังนั้น หากเราปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นจัดพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับยุคสมัยใหม่ที่ใช้การเลือกธุรกิจที่จะได้ประโยชน์จาก Megatrends โดยมีผู้จัดการกองทุนคอยคัดสรรบริษัทที่ทำธุรกิจเติบโตควบคู่ไปกับเทรนด์ต่างๆ ย่อมช่วยให้ผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนในอนาคตเป็นที่น่าพอใจ ขณะเดียวกันไม่จำเป็นต้องปรับสัดส่วนบ่อยครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับวงจรเศรษฐกิจอีกด้วย

TISCO Advisory

ที่มา : https://www.tisco.co.th/th/advisory/megatrends-allocation.html

ดาวโจนส์พุ่งกว่า 200 จุด ทะลุแนว 27,000 ขานรับดีล J&J

FINNOMENA Reporter

ดัชนีดาวโจนส์พุ่งกว่า 200 จุด ทะลุแนว 27,000 ขานรับการทำข้อตกลงระหว่างบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) และรัฐบาลสหรัฐในการพัฒนาและส่งมอบวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19

  • นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสภาคองเกรส และทำเนียบขาวเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่
  • รวมถึงการที่ผลประกอบการออกมาสดใสของบริษัทดิสนีย์ หลังบริษัทเปิดเผยว่ามีกำไร 8 เซนต์/หุ้นในไตรมาส 3 ตามปีงบการเงินของบริษัท สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าบริษัทจะประสบภาวะขาดทุน 64 เซนต์/หุ้น
  • ขณะที่การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 167,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1 ล้านตำแหน่ง และต่ำกว่าอย่างมากจากระดับ 4.314 ล้านตำแหน่งในเดือนมิ.ย.

ที่มา : https://www.reuters.com/article/us-health-coronavirus-usa-johnsonandjohn/

สหรัฐประกาศแผนออกพันธบัตรวงเงินการประมูลรายไตรมาส สูงที่สุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

FINNOMENA Reporter

สหรัฐฯ ประกาศแผนการกู้เงินระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ซึ่งมีวงเงินการประมูลรายไตรมาสสูงที่สุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีแผนที่จะออกพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวจำนวน 112 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์หน้า

  • และวางแผนว่าจะออกมากกว่าช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จำนวนทั้งสิ้น 132 พันล้านดอลลาร์ และจะเน้นที่การออกประมูลพันธบัตรระยะ 7 – 30 ปีเป็นหลัก
  • อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังคงรอดูผลว่า Fed จะมีการปรับเพิ่มปริมาณการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวหรือไม่
  • ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะมีการประกาศภายในเดือนกันยายนหลังจากที่มีการทบทวนเป้าหมายเชิงนโยบายแล้ว

Source: BoTSS

“เลบานอน” เหลือข้าวบริโภคเพียงครึ่งเดือน หลังโกดังยักษ์กรุงเบรุต ถูกแรงระเบิดทำลาย

FINNOMENA Reporter

แรงทำลายจากเหตุการณ์าระเบิดครั้งใหญ่ได้ทำลายยุ้งฉางในกรุงเบรุต และทำลายข้าวสาลีที่เก็บอยู่ไปทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้ปริมาณข้าวสำรองในประเทศเหลือพอให้บริโภคเพียง “ครึ่งเดือน” เท่านั้น

  • นอกจากนี้ รายงาน ระบุว่า การระเบิดไม่ได้เพียงแค่ทำลายยุ้งฉางเท่านั้น แต่ยังทำลายท่าเรือกรุงเบรุตจนเหลือแต่ซากปรักหักพัง ซึ่งทำให้ไม่สามารถขนส่งอาหารมายังท่าเรือแห่งนี้ได้
  • ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจรายนี้ เปิดเผยว่า ได้ออกคำสั่งให้เรือขนส่งข้าว 25,000 ตัน จำนวน 4 ลำเดินทางไปยังท่าเรือตริโปลี ซึ่งเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของเลบานอน ในทันที
  • อย่างไรก็ตามยุ้งฉางที่ท่าเรือเมืองตริโปลีก็ยังไม่มีศักยภาพการเก็บสำรองอาหารได้เทียบเท่ากับยุ้งฉางในกรุงเบรุต

ที่มา : https://www.prachachat.net/world-news/news-501380

All Weather Strategy กรกฎาคม 2020: ทองคำทำ All-Time High ช่วยหนุนผลการดำเนินงานของพอร์ต

Andrew Stotz
All Weather Strategy กรกฎาคม 2020: ทองคำทำ All-Time High ช่วยหนุนผลการดำเนินงานของพอร์ต

รีวิว

  • ตลาดหุ้นยังคงปรับตัวขึ้น ส่วนทองคำทำจุดสูงสุดตลอดกาลในเดือนกรกฎาคม
  • กรกฎาคม 2020: ผลการดำเนินงานไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง และเรามีสัดส่วนในตราสารหนี้อยู่ 30%
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: แพ้หุ้นโลก แต่มีจุดขาดทุนสูงสุด (Drawdowns) ที่ต่ำกว่า
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: เมื่อเทียบกับความผันผวนของตลาดหุ้นโลก พอร์ต All Weather Strategy มีความผันผวนน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: พอร์ตการลงทุนนี้มีการปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นโลก ในช่วงเวลาเดียวกัน
  • ตั้งแต่ก่อตั้ง: AWS มักจะทำผลงานได้เหนือกว่า เมื่อหุ้นโลกเผชิญภาวะร่วงหนัก

มุมมอง

  • มุมมองต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังคงมืดมน
  • เรายังคงโฟกัสกับการปกป้องความเสี่ยงขาลง

รีวิว: ตลาดหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในเดือนกรกฎาคม

  • ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ยังปรับตัวขึ้นในเดือนกรกฎาคม
  • ยกเว้นก็แต่ตลาดยุโรปพัฒนาแล้ว และตลาดญี่ปุ่น ที่ปรับตัวลงเล็กน้อย
  • ตลาดที่แข็งแกร่งสุดคือตลาดเกิดใหม่และเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) ครับ

รีวิว: หุ้นญี่ปุ่นที่ถือเป็นสัดส่วนหลักของพอร์ตนั้น ทำผลงานได้แย่ที่สุด

  • ในการปรับพอร์ตล่าสุด เราต้องการเพิ่มสัดส่วนหุ้นเพียงเล็กน้อย แต่ให้น้ำหนักกับหุ้นสหรัฐฯ ไม่มาก
  • หุ้นเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) ยังคงทำผลงานได้ดีในเดือนกรกฎาคม 2020 เนื่องจากหลาย ๆ ประเทศสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้
  • แม้หุ้นญี่ปุ่นจะยังคงถูก แต่กลับทำผลงานได้แย่สุดในเดือนกรกฎาคม ไม่ต่างจากช่วงเดือนมิถุนายน

รีวิว: ผลตอบแทนตราสารหนี้ยังคงนิ่ง ดังที่คาดไว้ครับ

  • ตอนนี้สัดส่วนตราสารหนี้ของเราอยู่ที่ 30% ซึ่งเราก็ยังถือแค่ตราสารหนี้ภาครัฐของประเทศไทยเท่านั้น แทนที่จะถือผสมกับตราสารหนี้ภาครัฐโลก และตราสารหนี้ภาคเอกชน
  • เหตุผลหลักที่เราคงสัดส่วนตราสารหนี้ในระดับสูงก็คือเพื่อจำกัดความเสี่ยงขาลง ตั้งแต่นั้นมา ผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลไทยที่เราสับเปลี่ยนเข้าไปถือก็ยังคงนิ่ง

รีวิว: กลุ่มโภคภัณฑ์ยังคงฟื้นตัวขึ้นในเดือนกรกฎาคม

  • ก่อนหน้านี้เราได้ปรับสัดส่วนโภคภัณฑ์ออกทั้งหมด และก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
  • ในเดือนกรกฎาคม ราคาโภคภัณฑ์ยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขับเคลื่อนโดยโลหะมีค่าและโลหะอุตสาหกรรม
  • โลหะมีค่าได้รับแรงหนุนจากค่าเงินดอลล่าร์ที่อ่อนตัว และอัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ต่ำลง ในขณะที่โลหะอุตสาหกรรมนั้นได้แรงส่งจากอุปสงค์ด้านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศจีน
  • กลุ่มโภคภัณฑ์จากผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและปศุสัตว์ (Soft Commodities) ก็ได้รับผลดีเช่นกัน

รีวิว: ทองคำแตะจุดสูงสุดตลอดกาลในเดือนกรกฎาคม

  • สัดส่วนทองคำในพอร์ตของเรายังคงไว้ที่ 30% ครับ
  • ความไม่แน่นอนที่ยังดำรงต่อไปนั้นเป็นปัจจัยหนุนความต้องการการลงทุนในทองคำ
  • ทองคำแตะจุดสูงสุดตลอดกาลในเดือนกรกฎาคม 2020

กรกฎาคม 2020: ผลการดำเนินงานไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง และเรามีสัดส่วนในตราสารหนี้อยู่ 30%

All Weather Strategy กรกฎาคม 2020: ทองคำทำ All-Time High ช่วยหนุนผลการดำเนินงานของพอร์ต

รูปที่ 1: รูปเปรียบเทียบผลตอบแทน AWS กับสินทรัพย์อื่น ๆ
ข้อมูล ณ วันที่ 31 .. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • AWS: แพ้หุ้นโลกไป 4%
  • ทองคำ: ทำผลงานได้ดีที่สุด
  • ตราสารหนี้: ยังคงนิ่ง
  • เอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น): เป็นหุ้นที่ทำผลงานได้ดีอันดับสอง
  • ญี่ปุ่น: เป็นหุ้นที่ทำผลงานแย่สุดในเดือนกรกฎาคม 2020

ตั้งแต่ก่อตั้ง: แพ้หุ้นโลก แต่มีจุดขาดทุนสูงสุด (Drawdowns) ที่ต่ำกว่า

All Weather Strategy กรกฎาคม 2020: ทองคำทำ All-Time High ช่วยหนุนผลการดำเนินงานของพอร์ต

รูปที่ 2: เปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่าง AWS และ MSCI World
ข้อมูล ณ วันที่ 31 .. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • พอร์ต All Weather Strategy โดยส่วนใหญ่มีการกระจายการลงทุนในหุ้น 45-65% และลงทุนในทองคำ 25%
  • ตั้งแต่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา สัดส่วนคือหุ้น 40% ตราสารหนี้ 30% และทองคำ 30%
  • การมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่ต่ำกว่าในเชิงเปรียบเทียบ ช่วยลดความรุนแรงของการปรับตัวลงเมื่อเทียบกับกลยุทธ์ที่มีหุ้นเพียงอย่างเดียว

ตั้งแต่ก่อตั้ง: เมื่อเทียบกับความผันผวนของตลาดหุ้นโลก พอร์ต All Weather Strategy มีความผันผวนน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง

All Weather Strategy กรกฎาคม 2020: ทองคำทำ All-Time High ช่วยหนุนผลการดำเนินงานของพอร์ต

รูปที่ 3: ความผันผวนของแต่ละสินทรัพย์
ข้อมูล ณ วันที่ 31 .. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ความผันผวนของพอร์ต AWS นั้นมีน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ของความผันผวนหุ้นโลก
  • สัดส่วน 25-65% ในหุ้นช่วยลดความผันผวนลง
  • ทองคำไม่มีความสัมพันธ์กับหุ้น จึงช่วยลดความผันผวนของพอร์ต AWS

ตั้งแต่ก่อตั้ง: พอร์ตการลงทุนนี้มีการปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นโลก ในช่วงเวลาเดียวกัน

All Weather Strategy กรกฎาคม 2020: ทองคำทำ All-Time High ช่วยหนุนผลการดำเนินงานของพอร์ต

รูปที่ 4: ผลดำเนินงานของ 10 วันที่แย่ที่สุดของหุ้นโลก เทียบกับ AWS
ข้อมูล ณ วันที่ 31 .. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ลักษณะที่โดดเด่นของ AWS คือ ตั้งเป้าให้ปรับตัวลงน้อยกว่า ยามตลาดหุ้นโลกปรับตัวลง
  • นับตั้งแต่ก่อตั้งพอร์ต เมื่อดูข้อมูลของ 10 วันที่ตลาดหุ้นมีผลตอบแทนย่ำแย่ที่สุด พบว่าผลตอบแทนของ AWS ปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นโลกในวันนั้น
  • ส่วนใหญ่เป็นเพราะสัดส่วนหุ้นที่น้อย และการกระจายลงทุนในทองคำ

ตั้งแต่ก่อตั้ง: AWS มักจะทำผลงานได้เหนือกว่า เมื่อหุ้นโลกเผชิญภาวะร่วงหนัก

All Weather Strategy กรกฎาคม 2020: ทองคำทำ All-Time High ช่วยหนุนผลการดำเนินงานของพอร์ต

รูปที่ 5: เปรียบเทียบผลการดำเนินงาน AWS และ MSCI World ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
ข้อมูล ณ วันที่ 31 .. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • ผลการดำเนินงานของ AWS เหนือกว่าหุ้นโลกที่สุดในช่วงเดือนมีนาคม 2020 กุมภาพันธ์ 2020 พฤษภาคม 2019 และ สิงหาคม 2019 ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นโลกร่วงหนักสุด ๆ
  • ทองคำและตราสารหนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคุมความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพในหลาย ๆ ช่วงที่ตลาดปรับตัวลง

มุมมอง: ความเสี่ยงของสหรัฐฯ ยังคงมีอยู่

  • การอัดฉีดเงินปริมาณมหาศาลของ Fed เป็นตัวสูบฉีดตลาดหุ้นสหรัฐฯ
  • การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนั้นเพิ่มความไม่แน่นอนในสหรัฐฯ
  • ดอลล่าร์สหรัฐฯ ที่อ่อนตัว สะท้อนให้เห็นภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอลง รวมถึงผลกระทบที่ได้รับจากโควิด-19 และการประท้วง
  • หากดูจากค่าเงิน เหมือนตลาดจะคาดหวังให้ยุโรปและญี่ปุ่นทำได้ดีกว่านี้ และฟื้นตัวได้เร็วกว่านี้
  • เรายังคงมุมมองเดิม ที่ว่ามูลค่าหุ้นสหรัฐฯ นั้นสูงเกินไป ทางด้านปัจจัยพื้นฐานก็ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว

มุมมอง: มุมมองต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังคงมืดมน

  • เช่นนั้นเอง เรายังคงมองว่ากลุ่มโภคภัณฑ์นั้นไม่น่าสนใจ แม้ว่าค่าเงินดอลล่าร์ที่อ่อนตัวจะช่วยหนุนสินทรัพย์ชนิดนี้ในระยะสั้นก็ตาม
  • การฟื้นตัวแบบสมบูรณ์ภายหลังการปิดตัวทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากโควิด-19 อาจใช้เวลานานมาก
  • เรามองว่าเอเชียจะเป็นภูมิภาคที่เติบโตแข็งแกร่งสุดหลังโควิด

มุมมอง: เรายังคงโฟกัสกับการปกป้องความเสี่ยงขาลง

  • เรายังคงโฟกัสในการป้องกันความเสี่ยงขาลง แม้ว่านั่นจะหมายถึงการแพ้ให้กับหุ้นโลกก็ตาม
  • แม้ว่าจะสามารถควบคุมโควิด-19 และเปิดเศรษฐกิจได้แล้ว ความกังวลมากมายก็ยังคงอยู่
  • ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การว่างงานในวงกว้าง และปัญหาหนี้ก็จะยังคงอยู่

สรุป FVMR แต่ละภูมิภาค

All Weather Strategy กรกฎาคม 2020: ทองคำทำ All-Time High ช่วยหนุนผลการดำเนินงานของพอร์ต

รูปที่ 6: สรุป FVMR หุ้นแต่ละกลุ่มประเทศ
ข้อมูล ณ วันที่ 31 .. 2020 (ที่มา: A.Stotz Investment Research, Refinitiv)

  • พื้นฐาน (Fundamentals): หุ้นสหรัฐฯ มีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ROE (Return on Equity) สูงที่สุด
  • มูลค่า (Valuation): ตลาดเกิดใหม่มี PE (Price-to-Earnings) ต่ำสุด และญี่ปุ่นมี PB (Price-to-Book) ต่ำสุด
  • แนวโน้ม (Momentum): ตลาดสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นมากที่สุดภายในหนึ่งปีที่ผ่านมา
  • ความเสี่ยง (Risk): ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และญี่ปุ่น มีอัตราหนี้สินต่อทุน (Gearing) ต่ำที่สุด

สรุป รีวิวพอร์ต All Weather Strategy ประจำเดือนกรกฎาคม 2020

  • All Weather Strategy ทำผลตอบแทนได้ต่ำกว่าหุ้นโลกในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
  • เรายังคงโฟกัสกับการป้องกันความเสี่ยงขาลงด้วยสัดส่วนตราสารหนี้ระยะสั้นที่ 30% และทองคำที่ 30%
  • ทองคำได้ช่วยสร้างผลตอบแทนให้พอร์ต และกลายเป็นสินทรัพย์ที่ทำผลงานดีสุดในเดือนกรกฎาคม

Andrew Stotz

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน All Weather Strategy สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้

ผ่านมือถือ/Tablet >>แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA

**All Weather Strategy พอร์ตกองทุนรวมจัดโดย Andrew Stotz ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาว ในขณะที่ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงภาวะตลาดขาลง หากสนใจสร้างแผนการลงทุน สามารถคลิกที่นี่ https://www.finnomena.com/guruport-andrew-all-weather-create/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลยครับ


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน  | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

ราคาทองทะลุ 3 หมื่นบาท ครั้งแรกในประวัติศาสตร์!

FINNOMENA Reporter

วันพุธที่ 5 ส.ค. 63 ราคาทองพุ่งพรวด 600 บาทในวันเดียว โดยทองรูปพรรณขาย 30,200 บาท ทะลุหลัก 30,000 บาทเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ส่วนทองแท่งขาย 29,650 บาท

  • ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นตามราคาทองคำโลกที่ปรับเพิ่มสูงเกิน 2 พันดอลลาร์ทำสถิติสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
  • ปัจจัยหลักมาจากความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกจาก COVID-19 ที่ยังยืดเยื้อ การอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบของรัฐบาลและธนาคารประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่รวมแล้วสูงกว่า 20 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. หรือกว่าร้อยละ 20 ของ GDP โลก
  • รวมทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ในระดับต่ำ และอัตราผลตอบแทน real yields ติดลบ
  • ทั้งนี้ ราคาทองคำขึ้นทะลุบาทละ 30,000 บาทเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย

ธาลัสซีเมีย รักษาหายขาดได้ เพียงแค่คุณมี 35 ล้าน !!

BottomLiner
ธาลัสซีเมีย รักษาหายขาดได้ เพียงแค่คุณมี 35 ล้าน !!

ชั่วโมงส่องเทรนด์ Disruptive Genetic ที่หาไม่ได้ในไทย

คนป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมียมีมากกว่า 5% ของประชากรโลก คิดเป็นมูลค่าตลาดกว่า 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2019 เเเละคาดว่าจะสูงถึง 3,530 ล้านเหรียญในปี 2022

การรักษา

การรักษาดั้งเดิมของธาลัสซีเมีย คือ

1.1 การให้เลือด ให้เพื่อบรรเทาภาวะโลหิตจาง ใช้เวลาหลายชั่วโมง ความถี่ในการให้เลือดขึ้นกับประเภทของธาลัสซีเมีย รุนเเรงมากก็ให้เลือดบ่อย

เมื่อได้รับเลือดบ่อย ๆ จะมีธาตุเหล็กส่วนเกิน จึงต้องได้รับยาขับธาตุเหล็ก ไม่งั้นจะก่อให้เกิดอันตรายต่อหัวใจเเละอวัยวะอื่น

1.2 การปลูกถ่าย Stem Cell ผู้ป่วยจะรับ Stem Cell ที่เข้ากันได้กับผู้บริจาค เมื่อร่างกายได้รับเซลล์ใหม่ที่ปลูกถ่าย ก็จะเริ่มผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงใหม่เเทนที่เม็ดเลือดเเดงเดิมที่มีปัญหา มีโอกาสหายขาดได้ เเต่กว่าจะเจอผู้บริจาคที่เข้ากันได้มันใช้เวลานาน เสี่ยงติดเชื้อรุนเเรงหลังจากผ่าตัด

วิธีการรักษาเเบบใหม่

การรักษาด้วยยา เป็นวิธีรักษาเเบบใหม่ล่าสุด

ZYNTEGLO เป็นยารักษา Beta-Thalassemia สำหรับคนอายุ 12 ปีขึ้นไป สร้างจาก Stem Cell ของผู้ป่วยมาปรับเเต่ง โดยเอา Beta-Globin Gene ใส่เข้าไป จากนั้นนำ Stem Cell ที่ปรับแต่งแล้วกลับเข้าตัวผู้ป่วยผ่านกระเเสเลือด เข้าสู่ไขกระดูก เพื่อสร้างเม็ดเลือดเเดงที่ดี

ปัจจุบัน Zynteglo เป็นยาตัวเเรกเเละตัวเดียวในโลก ที่รักษาธาลัสซีเมียให้หายขาดได้ ผลิตโดยบริษัท Bluebird Bio

Bluebird Bio เป็นหนึ่งในบริษัท Startup ด้าน Biotechnology ที่เน้นพัฒนา Gene Therapy และพัฒนาการรักษาโรคส่วนบุคคล เช่น โรคทางพันธุกรรม โรคมะเร็ง

ปี 2018 รายได้ 54,579 ล้านเหรียญ
ปี 2019 รายได้ 44,674 ล้านเหรียญ

เทคโนโลยีการตัดต่อยีนช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเพิ่ม ลด ปรับเเต่งยีน ให้เกิดผลลัพธ์ตามต้องการได้

วิธีรักษาที่ใช้เทคโนโลยีนี้ทำโดยเอายีนที่ไม่ต้องการออกเเล้วเเทนที่ด้วยยีนที่ต้องการ หรือใช้การได้ เกิดการรักษาโรคด้วยวิธีใหม่ เเม้เเต่โรคที่ไม่มีทางหายขาดก็มีความหวังว่าจะรักษาได้

ปัจจุบัน ยา Zynteglo มีราคาอยู่ที่ 1.17 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 35 ล้านบาท

ทางบริษัทเองก็พยายามที่จะทำให้ราคา “สมเหตุสมผลมากขึ้น”

ในงาน J.P. Morgan Healthcare Conference เดือนมกราคมที่ผ่านมา Nick Leschly, CEO บริษัท Bluebird Bio บอกว่า 80% ของราคายามาจาก “ค่าความเสี่ยง” ว่าตัวยาจะประสบความสำเร็จหรือไม่

ความเสี่ยงของบริษัทกลุ่ม Biotechnology อย่าง Bluebird Bio ขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการทำวิจัย ถ้าวิจัยสำเร็จ ใช้ได้ผล ก็กำไร เเต่ถ้าวิจัยมาเเล้วใช้ไม่ได้ ที่ลงทุนทั้งหมดก็แทบเป็นศูนย์

การผ่านมาตรฐานการรับรองเพื่อผลิตขาย อย่าง Zynteglo ถูกเลื่อนมาหลายรอบเเล้ว ต่อมา โควิดก็เเพร่ระบาดอีก คาดว่ากว่าจะผ่านการรับรองคงต้องรอปีหน้า หุ้น Bluebird Bio ก็เลยเป็นอย่างที่เห็น

ไม่ต้องตกใจเรื่องราคาไปนะครับ เพราะ วิธีการรักษามันใหม่เเละให้ผลดี เเต่ลงทุนสูง วิจัยนาน เลยใช้โมเดลที่ว่า จ่ายเท่าที่จ่ายไหว (Pay-as-You-Go Model) ไปก่อน เมื่อเทคโนโลยีการผลิตดีขึ้น หรือบริษัทเริ่มคืนทุนเเล้ว ราคายาก็จะเริ่มถูกลง

BottomLiners

เรามีกลุ่มพูดคุยเรื่องกองทุนต่างประเทศเเล้วนะ ห้องคุยนักลงทุน หุ้น กองทุน ต่างประเทศ

ไม่ใช่พระเอกอีกต่อไป! กนง. คงดอกเบี้ย 0.50% ตามคาด

FINNOMENA Reporter

กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ 7-0 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค และการทยอยฟื้ นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

  • คณะกรรมการเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลังจากนี้ไม่ใช่พระเอกอีกต่อไป เพราะอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันได้ลดต่ำมามากจนเต่ำป็นประวัติการณ์ และต่ำที่สุดในภูมิภาค
  • โดยทิศทางของเศรษฐกิจหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การดูแลเศรษฐกิจให้เกิดการฟื้นตัว เน้นเรื่องการจ้างงาน จำเป็นต้องประสานนโยบายทั้งมาตรการด้านการคลัง
  • ขณะที่ในส่วนนโยบายการเงินยืนยันว่ายังมีกระสุนเพียงพอ และพร้อมที่จะนำออกมาใช้ตามความจำเป็น

ที่มา : https://www.thaipost.net/main/detail/73492?fbclid=IwAR215V-1_yyYgvjdAnZ_wdkbY4qTR1zSoudJ9zDiXQitCJYjhAFMuGnkhaY

จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

WealthGuru
จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

เกษียณสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา  การวางแผนเกษียณไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีกระบวนการและความซ้บซ้อน

หนึ่งในแผนของการจัดการการเกษียณคือแบบบำเหน็จ หรือ เงินก้อนหลังเกษียณ และหนึ่งในสินค้าทางการเงินสร้างบำเหน็จเพื่อสร้างแผนเกษียณ คือ RMF

เรามาดูว่าอะไรคือ RMF กันก่อนตามตารางดังนี้

จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

วันนี้ ผมมีพอร์ตแบบ Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

การจัดพอร์ตจะใช้กลยุทธ์ดังต่อไปนี้

จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

  • กระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์และทั่วโลก
  • เน้นน้ำหนักในการลงทุนหุ้นต่างประเทศมากกว่าหุ้นไทย เนื่องจากมองว่าหุ้นต่างประเทศจะมีการเติบโตมากกว่า
  • สัดส่วนการจัดพอร์ตเป็นแบบเสี่ยงสูง ดังนั้นเหมาะกับการวางแผนเกษียณที่มีระยะเวลามากกว่า 10 ปี จนถึงอายุเกษียณ
  • จะใช้เป็นกองทุนแบบ RMF ทั้งหมดเนื่องจากสามารถปรับเปลี่ยน Switch ระหว่าง กองทุน RMF ด้วยกันได้
  • เลือก Best-in-Class ของกองทุนในแต่ละกลุ่มสินทรัพย์

กองทุนตราสารทุน

จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

    ผลตอบแทนช่วง 9 ก.ค. 2017 ถึง 7 ก.ค. 2020
ที่มา: FINNOMENA
ดูข้อมูลปัจจุบัน

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

โดยมีรายละเอียดดังนี้

จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

ข้อมูล Top หุ้น ของ TMB50RMF ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2020
ข้อมูล Top หุ้น ของ Wellington Global Quality Growth Fund ณ วันที่ 30 เม.ย. 2020
ข้อมูล Top หุ้น ของ Baillie Gifford Long Term Global Growth ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2020
ที่มา: หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ

กองทุนตราสารหนี้

จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

ผลตอบแทนช่วง 9 ก.ค. 2017 ถึง 7 ก.ค. 2020
ที่มา: FINNOMENA
ดูข้อมูลปัจจุบัน

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

ข้อมูล Top หุ้นกู้ ของ T-NFRMF ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2020
ที่มา: รายงานรายเดือน

กองทุนสินทรัพย์ทางเลือก 

จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

ผลตอบแทนช่วง 9 ก.ค. 2017 ถึง 7 ก.ค. 2020
ที่มา: FINNOMENA
ดูข้อมูลปัจจุบัน

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

ข้อมูล Top สินทรัพย์ ของ PRINCIPAL iPROPRMF ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2020
ที่มา: สรุปสาระสำคัญของกองทุน

จำลองผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี

จัดพอร์ต Global Multi-Assets โดยใช้ RMF เพื่อเกษียณสุข

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ผลตอบแทนรวม 28.17%  ถ้าลงทุนตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค 2017 ถึง 7 ก.ค 2020 หรือ ผลตอบแทนต่อปีแบบทบต้น 8.62% ต่อปี

นอกจากแผน RMF ที่จะทำให้เกิดเงินก้อนแล้ว แผนเกษียณยังต้องมีแผนอื่นๆอีก ลองอ่านเพิ่มเติมได้ที่ 4 เสาหลักของแผนการเกษียณสำหรับมนุษย์เงินเดือน

“จงวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณไว้เป็นเป้าหมายหลักของชีวิตคุณ”

จงอย่ารอให้ลูกหลานเลี้ยง

จงอย่ารอให้รัฐบาลเลี้ยง

จงอย่าคิดว่าเก็บเงินแค่ 10% จะเพียงพอ

จงอย่ากลัวการลงทุน

จงอย่ากลัวการทำประกันสุขภาพ

และสุดท้าย

จงเปลี่ยนทัศนคติของคุณใหม่ “จาก เกษียณเริ่มเมื่อไรก็ได้ เป็น เกษียณต้องเริ่มเดี๋ยวนี้”

WealthGuru

หมายเหตุ: FINNOMENA จะเปิดให้บริการซื้อ SSF-RMF ได้เร็ว ๆ นี้ รอติดตามกันนะครับ…

ดูเอกสารข้อมูลกองทุนล่าสุดได้ที่

TMB50RMF: https://www.tmbameastspring.com/funds/mutual-funds/funddetails?fundcode=RF3

TMBGQGRMF:
https://www.tmbameastspring.com/funds/mutual-funds/funddetails?fundcode=RGQ

ONE-UGERMF:
https://www.one-asset.com/fund/detail/249/THB

T-NFRMF:
https://www.thanachartfundeastspring.com/tfundwebv4/infoid/idp_funddesc.aspx?fundCode=T-NFRMF

PRINCIPAL iPROPRMF:
https://www.principal.th/th/principal/iPROPRMF

SCBGOLDHRMF:
https://www.scbam.com/fund/reduce-taxes/fund-information/scbgoldhrmf

Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน I ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน และจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นจะต้องชำระเงินเพิ่ม และ/หรือเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร I ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน I สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” 


เริ่มลงทุนเพื่อเกษียณด้วยพอร์ตลงทุนแบบ Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้เงินสร้างความมั่งคั่งในอนาคต สามารถดูรายละเอียดและลงชื่อรับบริการได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/port/wealthguru/

พอร์ตเก็บเงินก้อนเพื่อลูก และเพื่อเกษียณโดย WealthGuru

ดอลลาร์กำลังเสื่อมคุณค่า หรือนี่คือเจตนาของสหรัฐฯ

FundTalk
ดอลลาร์กำลังเสื่อมคุณค่า หรือนี่คือเจตนาของสหรัฐฯ

ดอลลาร์อ่อนค่าในเดือนกรกฎาคมถึง 5% ซึ่งเป็นเดือนที่การด้อยค่ารุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี โดยเริ่มมีกระแสข่าว และบทวิเคราะห์ออกมาว่าค่าเงินดอลลาร์กำลังถูกลดบทบาทความสำคัญต่อความเป็นสกุลเงินหลักของโลก วันนี้ผู้เขียนจะมาชวนวิเคราะห์กันว่าการอ่อนค่าในครั้งนี้มีเหตุและผลอย่างไร

ดอลลาร์กำลังจะไม่ใช่เงินสกุลหลักของโลกจริงหรือ

การจะดูว่าดอลลาร์ยังเป็นเงินสกุลหลักของโลกหรือไม่ ให้เริ่มดูจากสัดส่วนของเงินดอลลาร์ในตะกร้าทุนสำรองของแต่ละประเทศในโลก ซึ่งพบว่าในปัจจุบันเงินดอลลาร์ยังคิดเป็นสัดส่วนถึงกว่า 60% ของทุนสำรองของทุกประเทศในโลกรวมกัน และไม่ได้มีแนวโน้มที่ลดลงแต่อย่างใด

อีกประเด็นคือต้องดูว่าการค้าการแลกเปลี่ยนเงินของโลกส่วนใหญ่ยังทำผ่านสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ หรือไม่ ซึ่งทุกวันนี้กว่า 80% ของธุรกรรมการแลกเปลี่ยนเงินตราของโลกยังทำผ่านสกุลดอลลาร์ และแนวโน้มตรงนี้ไม่ได้ลดลง ถ้าแนวโน้มตรงนี้ลดลงนั่นหมายความว่าการแลกเปลี่ยนเงินระหว่างประเทศไม่จำเป็นต้องใช้เงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินทางผ่านแล้วซึ่งจะสะท้อนว่าความจำเป็นของเงินดอลลาร์ในระบบเศรษฐกิจลดลง

สรุปก็คือเราคงยังไม่ได้เห็นเงินดอลลาร์หลุดจากการเป็นเงินสกุลหลักของโลกเร็ว ๆ นี้ และแต่ละประเทศก็จะยังคงใช้เงินตราของตัวเองเทียบกับเงินดอลลาร์เป็นหลักอยู่ต่อไป

แล้วทำไมดอลลาร์ถึงอ่อนค่ารุนแรงรอบนี้

นอกเหนือจากเศรษฐกิจที่ปรับลดลงรุนแรงอันเป็นผลมาจากวิกฤต COVID-19 สิ่งที่เกิดขึ้นคือมาตรการอัดฉีดเงินของสหรัฐฯ ในรอบนี้ทำให้ปริมาณเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในอัตราส่วนอย่างมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ถึง 20% ของปริมาณเงินที่มีอยู่จาก 15.5 เป็น 18 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นไปตามหลักอุปสงค์อุปทานปกติเลยว่าเมื่อปริมาณเงินเพิ่มขึ้น ค่าของเงินก็ปรับลดลง การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินนี้จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างรุนแรงในรอบนี้

ดอลลาร์กำลังเสื่อมคุณค่า หรือนี่คือเจตนาของสหรัฐฯ

รูป ปริมาณเงิน M2 ของสหรัฐฯ | ที่มา Bloomberg

การจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นนอกจากการอัดฉีดด้วยนโยบายการเงิน การคลังแล้ว ค่าเงินที่อ่อนตัวก็มีส่วนช่วยสนับสนุนเช่นกันเพราะทำให้มูลค่าการส่งออกสูงขึ้นจากราคาสินค้าที่ถูกลง รวมถึงสนับสนุนให้ต่างชาติมาท่องเที่ยวเพราะค่าเงินของประเทศถูกลง ผู้เขียนจึงมองว่าการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งน่าจะเป็นมาจากเจตนาของสหรัฐฯ เองซึ่งทำผ่านการพิมพ์เงินเพิ่มปริมาณเงินในระบบเป็นอย่างมากให้ค่าเงินอ่อนลง เพื่อช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ดอลลาร์อ่อนค่าส่งผลต่อสินทรัพย์ลงทุนอย่างไรในช่วงเศรษฐกิจขาลง

ในภาวะเศรษฐกิจปกติถ้าเงินดอลลาร์อ่อนค่าจะมาจากความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ลดลง ซึ่งจะทำให้เงินลงทุนไหลออกไปลงในสินทรัพย์ของภูมิภาคอื่น ๆ เช่นยุโรป หรือเอเชีย เพราะนักลงทุนจะได้ผลตอบแทนจากค่าเงินของประเทศอื่นที่แข็งค่าขึ้น ควบคู่ไปกับผลตอบแทนจากการลงทุน

แต่ในภาวะเศรษฐกิจขาลงอย่างในภาวะวิกฤต COVID-19 ในปัจจุบัน เม็ดเงินแม้จะมีไหลออกจาการถือครองดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ก็จะไหลเข้าไปสู่ตลาดหุ้นของประเทศอื่น ๆ ได้ในปริมาณที่จำกัด เนื่องจากนักลงทุนมีความกลัวว่าตลาดหุ้นจะตกอันเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย

เงินลงทุนจึงไหลไปหาสินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ อย่างทองคำมากขึ้น เพราะไม่อยากเสี่ยงกับตลาดหุ้น แต่ก็ไม่อยากถือครองเงินสกุลดอลลาร์เนื่องจากค่าเงินมันอ่อนลง จึงทำให้เงินถูกโยกไปซื้อทองคำมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และทำให้ราคาทองคำปรับขึ้นสูงสุดในรอบประวัติการณ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

FundTalk

Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนสิงหาคม 2020: เศรษฐกิจของหลายประเทศมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และกำลังทยอยฟื้นตัว

บลจ.กรุงศรี
Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนสิงหาคม 2020: เศรษฐกิจของหลายประเทศมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และกำลังทยอยฟื้นตัว

มุมมองตลาดปัจจุบัน

จีดีพีไตรมาส 2/63 ของสหรัฐและยูโรโซนในเบื้องต้นหดตัวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากเป็นช่วงที่หลายประเทศอยู่ในภาวะล็อคดาวน์ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก โดยจีดีพีไตรมาส 2/63 ของสหรัฐหดตัว 32.9% ต่อปี และจีดีพีของยูโรโซนในช่วงเดียวกันหดตัว 15.0% จากช่วงเดียวกันปีก่อน  อย่างไรก็ดี หลังจากที่หลายประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ ตัวเลขดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจ เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ต่างปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ PMI ภาคการผลิตของสหรัฐ ยูโรโซน และจีน ต่างบ่งชี้ว่ากิจกรรมในภาคการผลิตกลับมาขยายตัวจากแรงหนุนของคำสั่งซื้อใหม่ ในขณะที่คำสั่งซื้อใหม่เพื่อการส่งออกยังคงหดตัว เป็นสัญญาณว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศเป็นผลจากการบริโภคภายในประเทศ เนื่องจากภาคการส่งออกยังคงได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19

การที่เศรษฐกิจของหลายประเทศมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและกำลังทยอยฟื้นตัว กอปรกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของหลายประเทศอยู่ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ และหลายประเทศมีแนวโน้มใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม  อย่างไรก็ดี ความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนทั้งในแง่ความสัมพันธ์ทางการฑูตและการค้า และความล่าช้าของมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจฉบับใหม่ของสหรัฐ เป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกในเดือนที่ผ่านมา

ในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดือนมิถุนายน บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างชัดเจนหลังรัฐบาลทยอยผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ โดยตัวเลขภาคการผลิต การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าในเกือบทุกหมวด โดยธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้เลวร้ายไปกว่าที่คาด และมีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง ในขณะที่เศรษฐกิจโลกมีสัญญาณดีขึ้นเช่นกัน  ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว หลังจากหดตัวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 2/63 และมีโอกาสที่ทางธนาคารจะปรับคาดการณ์ตัวเลขจีดีพีปีนี้เป็นติดลบน้อยลง

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงมีความเสี่ยงขาขึ้นจากหลายปัจจัย ได้แก่ ข่าวความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 การทยอยปลดล็อคมาตรการล็อคดาวน์ที่มีอย่างต่อเนื่อง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ การฟื้นตัวของราคาน้ำมัน การฟื้นตัวของตัวเลขเศรษฐกิจ เป็นต้น  ในขณะที่ความเสี่ยงขาลง ได้แก่ การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสวิด-19 ซึ่งส่งผลให้บางประเทศต้องกลับมาใช้มาตรการล็อคดาวน์ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนทั้งทางการค้าและการเมือง การดำเนินนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศอื่น ๆ แต่ส่งผลบวกต่อคะแนนเสียงของนายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นต้น

การที่ความเสี่ยงขาขึ้นมีมากกว่า และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นมากกว่าความเสี่ยงขาลง การลงทุนในหุ้นจึงยังคงมีความน่าสนใจ โดยดูเหมือนว่านักลงทุนได้มองไปถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้และปีหน้า ซึ่งหากตัวเลขผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้ออกมาย่ำแย่อย่างที่นักวิเคราะห์คาด ก็อาจส่งผลให้มีการปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการ และส่งผลบวกต่อตลาดหุ้น เพราะราคาหุ้นอาจไม่ได้แพงเกินไปเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน ท่ามกลางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเป็นพิเศษ  ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกไม่ได้หดตัวรุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายคาดไว้ ในขณะที่ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/63 ของไทยก็อาจออกมาดีกว่าที่คาด เนื่องจากรัฐบาลทยอยปลดล็อค และประชาชนเริ่มออกมาใช้จ่ายมากขึ้น

ในส่วนของตราสารหนี้ ผู้จัดการกองทุนยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว เนื่องจากภาวะดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำทั่วโลก และทิศทางการดำเนินนโนบายของธนาคารกลางที่ยังคงเอื้อต่อการลงทุน โดยในช่วงที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้พุ่งขึ้นแรง จึงเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าลงทุน

ในภาพรวม ทีมผู้จัดการกองทุนยังคงให้น้ำหนักการลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์เสี่ยง ที่มีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีมากขึ้น ในขณะที่โอกาสในการรับผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดี คาดว่าความผันผวนในตลาดอาจยังคงมีอยู่

Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนเมษายน 2020: ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์เสี่ยง

Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนมิถุนายน 2020:

กองทุนแนะนำสำหรับการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์/ภูมิภาค

กองทุนตราสารหนี้ในประเทศ

KFAFIX-A:

  • ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาการลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลาง ได้รับประโยชน์บางส่วนจากการลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุไม่เกิน 5 ปี
  • อย่างไรก็ตามผลตอบแทนโดยรวมได้รับผลกระทบจากส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (Corporate Spread) ของหุ้นกู้เอกชนที่ปรับตัวสูงขึ้นตามความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ ในระยะสั้น
  • สำหรับแนวโน้มในช่วงหนึ่งเดือนข้างหน้าคาดว่าส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้เอกชนจะเริ่มทรงตัวภายหลังจากที่รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองมากขึ้นเป็นลำดับ จึงทำให้คาดการณ์ผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุนกลุ่มนี้มีความน่าสนใจโดยเฉพาะสำหรับเงินลงทุนระยะยาวที่ไม่ต้องการสภาพคล่องในระยะสั้น อาทิเช่น กองทุน KFAFIX-A (ขั้นต่ำ 1 ปี ขึ้นไป) โดยปัจจุบันกรอบ Duration เฉลี่ยของกองทุน KFAFIX-A = 2 – 3 ปี

กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ

KF-SINCOME/ KF-CSINCOM:

  • กองทุนมองว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจากสถานการณ์โรคระบาดจะค่อย ๆ ลดลง หลังจากไตรมาส 3 และ ในไตรมาส 4 จะมีความชัดเจนในเรื่องของวัคซีน และการ Lockdown จะสิ้นสุดลง ในขณะที่นโยบายการเงินยังคงเกื้อหนุนเศรษฐกิจด้วยมุมมองนี้กองทุนยังคงเห็นโอกาสการลงทุนบนตราสารหนี้ภาคเอกชนระดับลงทุนได้, ตราสารหนี้ High Yield และ Agency MBS

กองทุนตราสารทุนในประเทศ

KFENS50-A:

  • กองทุนเน้นการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี SET 50

กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ

Developed market equity

KFGBRAND-A / KFGBRAND-D:

  • กองทุนลงทุนหุ้นที่มีคุณภาพสูง เน้นหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกที่มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เติบโตสม่ำเสมอในระยะยาว ทนทานในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ ทำให้กองทุนมี Downside ที่น้อยกว่าตลาดหุ้นโลก เมื่อตลาดปรับตัวลดลง

KF-HUSINDX:

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของ FED ที่เพิ่มสภาพคล่องให้ตลาด อย่างไรก็ตาม ตลาดสหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงจากความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องฮ่องกงและสงครามการค้า โดยจีนยกเลิกการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ เองก็สั่งห้ามการค้าขายกับ Huawei และอาจห้ามบริษัทจีนมาจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะยงั คงอยู่จนถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปลายปีนี้
  • กองทุนหลักเน้นลงทุนใน iShares Core S&P500 ETF ซึ่งจะมีผลการดำเนินงานที่ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของดัชนี โดยคาดการณ์การเติบโตยังคงมีอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยพื้นฐานที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับนโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐ เช่น การปฏิรูปภาษี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น

KF-EUROPE/ KF-HEUROPE:

  • ตลาดยุโรปปรับตัวดีขึ้น หลังจากหลายพื้นที่ผ่อนคลายมาตรการ Lockdown ต่อเนื่อง นอกจากนี้ ทางธนาคารกลางยุโรปยังได้เพิ่มปริมาณการเข้าซื้อสินทรัพย์ อีก 6 แสนล้านยูโรและ ยืดระยะเวลามาตรการต่อไปจนถึงกลางปีหน้าเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ตลาดยุโรปอาจต้องระวังความเสี่ยงจากภาวะหนี้ต่อจีดีพีที่อยู่ในระดับสูงและการกลับมาระบาดรอบ 2

Emerging market equity

KFACHINA-A:

  • จีนยังคงทยอยผ่อนคลายนโยบาย Lockdown หลังสามารถควบคุมการระบาดรอบ 2 ได้รวดเร็ว โดยตัวเลขเศรษฐกิจชี้ให้เห็นถึงการฟื้นตัวต่อเนื่องทั้งในภาคการผลิตและการบริการ นอกจากนี้ทางธนาคารกลางจีนเองยังได้ลดดอกเบี้ยกู้ยืมระยะสั้นลง อย่างไรก็ตาม ตลาดจีนอาจมีความผันผวนจากความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องฮ่องกง การค้า และเทคโนโลยี โดยคาดว่าตลาดในประเทศอย่าง A-Shares จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า

Multi-Asset

KFAINCOM-A / KFAINCOM-R:

  • ในช่วงที่ภาวะตลาดทุนมีแนวโน้มผันผวน การลงทุนแบบ Multi-Asset Income Fund กระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั้ง หุ้น ตราสารหนี้และสินทรัพย์ทางเลือกที่ให้ Yield ที่ดี จะช่วยลดความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดปรับตัวผันผวนขณะที่ยังคงได้รับผลตอบแทนในระดับที่น่าสนใจ
  • กองทุนหลักเน้นการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ โดยผู้จัดการกองทุนหลักจะมีการปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ กองทุนหลักเน้นการลงทุนในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก เหมาะสำหรับ นักลงทุนที่ไม่ประสงค์จะกระจายการลงทุนด้วยตนเอง

Krungsri Asset Management

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Krungsri The Masterpiece สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA

สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน Krungsri The Masterpiece คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน


Krungsri The Masterpiece อัปเดตมุมมองเดือนมิถุนายน 2020:

หมายเหตุ:

  • กองทุน KFGBRAND-A, KFGBRAND-D, KF-EUROPE, KFACHINA-A ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • กองทุน KF-SINCOME, KF-CSINCOM, KFAINCOM-A, KFAINCOM-R, KF-HUSINDX, และ KF-HEUROPE ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน

คำเตือน  ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต  กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน อาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน  ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้   กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน อาจมีต้นทุนสำหรับการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว โดยทำให้ผลตอบแทนของกองทุนโดยรวมลดลงเล็กน้อยจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น   กองทุนอาจลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้  (non-investment grade) หรือไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (unrated bond) ผู้ลงทุนจึงอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการไม่ได้รับชำระคืนเงินต้น และดอกเบี้ย  เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่น่าเชื่อถือได้ ณ วันที่แสดงข้อมูลแต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้องความน่าเชื่อถือ และความสมบูรณ์ของข้อมูลทั้งหมด โดยบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงข้อมูลทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด โทร  0 2657 5757

TMKT EP33 – วันประวัติศาสตร์ ราคาทองทะลุ $2,000 แล้ว – THE MARKET PODCAST

FINNOMENA Podcast

TMKT EP33 – วันประวัติศาสตร์ ราคาทองทะลุ $2,000 แล้ว – THE MARKET PODCAST

“THE MARKET PODCAST” รายการที่ไม่ใช่แค่เล่าข่าว แต่เป็นการเจาะข่าว เจาะประเด็น เพื่อให้นักลงทุนรู้ก่อนเทรด!

ดำเนินรายการโดย คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือ Mr.Messenger เจ้าของเพจ Sinthorn


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

“Heavy Rotation” กับความคาดหวังแฟนคลับทุ่มเม็ดเงิน 140 ล้านบาท

Kuma Investo
“Heavy Rotation” กับความคาดหวังแฟนคลับทุ่มเม็ดเงิน 140 ล้านบาท

BNK48 ได้ปล่อย MV Single ที่ 9 เพลง “Heavy Rotation” ออกมาได้รับชมกัน ทำไมเพลงนี้ถึงเป็นเพลงที่ถูกพูดถึงและคาดหวังไว้เป็นอย่างมาก จากเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย หรือ Koisuru Fortune Cookie เป็นกระแสไว้เช่นไร Heavy Rotation ก็หวังไว้เช่นนั้น เนื่องจาก Heavy Rotation ถือเป็นเพลงที่เป็นกระแสคู่กับ Koisuru Fortune Cookie ของวงต้นตำรับที่ญี่ปุ่น AKB48และมียอมรับชมกว่า 159 ล้านวิว อีกทั้งยังมีการโปรโมทผ่าน     เซเลบริตี้ชื่อดัง อาทิ เช่น ไอซ์ อภิษฎา, ปันปัน สุทัตตา, บอย ตรัย ภูมิรัตน, DJ BOY HITZ 955 เป็นต้น

วง BNK48 เคยสร้างปรากฏการณ์ ยอดรับชม MV เพลงคุกกี้เสี่ยงทาย หรือ Koisuru Fortune Cookie ทะลุ 100 ล้านวิว ภายใน 4 เดือน และพลิกผลประกอบการของบริษัท อินดิเพนเด้นท์ อาร์ทิสท์ เมเนจเม้นท์ จำกัด (iAM) หรือชื่อเดิม บีเอ็นเค48 ออฟฟิศ จำกัด จากขาดทุนสุทธิ 22 ล้านบาท ในปี 2560 และกลับมากำไรในปี 2561 รายได้กว่า 146 ล้านบาท PLANB จึงมองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจ นอกเหนือจากการตัดสินใจซื้อหุ้น GOOD THINGSลงทุนพื้นที่สื่อบันเทิงมากขึ้น และร่วมกับบริษัท การเปิดตัว BNK48 รุ่นที่ 3 การเข้ามาร่วมทุนอีกครั้งของ Vernalossom (ชื่อเก่า AKS) จากประเทศญี่ปุ่น ต้นสังกัตของวง AKB48 วงหลักที่เป็นต้นตำรับของ BNK48 ลงทุนตั้งวงไอดอลเพิ่มจึงเลือกเปิดวงใหม่ CGM48 เพิ่มเพื่อขยายธุรกิจในจังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือ ซี่งมีกลุ่มแฟนคลับอยู่มากพอสมควร

จากปรากฏการณ์ดังกล่าว ศิลปินกลุ่มหรือที่รู้จักกันในนาม “ไอดอล” ในปัจจุบัน เกิดขึ้นมากมายไม่ต่ำกว่า 20 กลุ่ม แต่ทว่าวงไอดอลใหม่ๆ ที่ไม่ได้มีทุนหรือสร้างกระแสได้มากพอ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เหลือจำนวนไม่กี่วงที่ยังยืนอยู่ได้ และสถานการณ์ COVID-19 ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ การยกเลิกงานอีเว้นท์ต่างๆ เช่น งานจับมือ งานคอนเสิร์ท งานจ้าง Event จากสปอนเซอร์ และงานประกาศผลเลือกตั้ง BNK48 ที่เป็นรายได้หลักของวงด้วยเช่นเดียวกัน จากกระแสที่หลายๆ คนนิยามว่าเริ่มเข้าสู่ช่วง “ขาลง” แล้วธุรกิจ “ไอดอล” ของวง BNK48 และ CGM48 นั้นเป็นอย่างไรในสถานการณ์ปัจจุบัน

แต่สิ่งที่ยืนยันความนิยมของวง BNK48 ได้เกิดปรากฎการณ์แฟนคลับทุ่มเงินกว่า 140 ล้านบาท ในงานเลือกตั้งเพื่อเลือกสมาชิกของวงในซิ้งเกิ้ล Heavy Rotation เมื่อวันที่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมา จากจำนวนคะแนนโหวตกว่า 700,000  คะแนน โดยคะแนนโหวตดังกล่าวจะมาจาก 2 วิธี คือการซื้อซีดีพรีออเดอร์ซิงเกิ้ลที่ 8 “High Tension” หรือวิธีที่ 2 เป็นการซื้อโค้ดโหวตแบบดิจิตอลโดยเฉพาะ ซึ่งมีมูลค่าเฉลี่ยคะแนนละ 200 บาท

แต่ทว่า จากยอดการสั่งซื้อ CD เพื่อร่วมโหวตในงานเลือกตั้ง “BNK48 9th Single Senbatsu General Election มีจำนวนยอดขายประมาณ 180,000 แผ่น เมื่อเทียบกับงานเลือกตั้ง “BNK48 6th Single Senbatsu General Election” จำนวนยอดขาย CD 300,000 แผ่น  รวมถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจ สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของวง BNK48 ที่ถูกมองเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เห็นได้จาก พวงกุญแจ โปสเตอร์ และสินค้าอื่นๆ รวมถึงรูปสะสมของสมาชิกในวงที่ราคาในตลาดกลุ่มแฟนคลับของวงมีราคาลดลงมาอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ อีกทั้งงานจับมือของวง BNK48 ที่จัดไปแล้วถึง 17 ครั้ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อีกแล้ว

จากบทบาทของ PLANB เองเปลี่ยนแปลงจากผู้ถือหุ้นเป็นผู้บริหารหลักของวง BNK48 แทน หลังจากผู้บริหาร บริษัท iAM จำกัด ได้ลาออกไป  เริ่มมีแพลนที่จัดทำงานจับมือแบบออนไลน์ การเปิด Channel Tiktok การร่วมมือทำ Content Youtuber กับ บี้ เดอะสกา เพื่อสร้างกระแสและรักษาฐานกลุ่มแฟนคลับอย่างต่อเนื่อง

นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ PLANB เข้ามาบริหารจะทำให้ BNK48 และวงน้องใหม่อย่าง CGM48 ยังเป็นศิลปินไอดอลกรุ๊ปที่ยังยืนอยู่ต่อไปตามกระแสที่หลายคนเรียกว่า “ขาลง” ได้หรือเปล่า ….

Kuma Investo

 

รีวิวกองทุน B-INNOTECH เทคโนโลยีไม่ใช่แค่กระแส แต่คือมาตรฐานใหม่

TUM SUPHAKORN

B-INNOTECH เป็นหนึ่งในกองเด็ดของ บลจ. บัวหลวง เพิ่งตั้งกองทุนมาได้ 3 ปี แต่ผลงานถือว่าเก๋าไม่แพ้กองเก่าๆ ด้วยผลตอบแทนเกือบ 30% ในปีที่ผ่านมา (ใช่ครับ ปีที่เราร่วมกันฝ่าโควิดกองยังโตขึ้นอีก) กองนี้ดีอย่างไร? ทำไมถึงน่าสะสมลงทุนในพอร์ต? เชิญอ่านบทความรีวิวครับ

ปี 2020 ถามคนร้อยทั้งร้อยทุกคนคงตอบว่าตอนนี้ชีวิตไม่เหมือนแต่ก่อน จากเดิมที่เวลาจะโทรศัพท์ต้องเก็บเหรียญหยอดตู้ ตอนนี้เราพกโทรศัพท์ติดตัวไปได้ทุกที่ จากเดิมที่เวลาจะเดินทางไปไหนมาไหนต้องซื้อแผนที่ ต้องใช้เวลาวางแผน ตอนนี้เปิด Google Map ก็เรียบร้อย (เอาจริงๆ เดี๋ยวนี้ถ้าไม่มี Google Map ไปไหนไม่ถูกละนะ) วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนแปลงไปในเวลาไม่กี่สิบปี และคงไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม สิ่งที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ก็คือ “เทคโนโลยี” คำนี้คำเดียว

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ยุคตื่นเทคฯ


5 อันดับบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดสหรัฐอเมริกาในปี 2009 และ 2018
ที่มา: apnews.com

จากข้อมูลของ FactSet ในปี 2009 ใน 5 อันดับแรกของบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดสหรัฐมีแค่ 1 บริษัทเท่านั้นที่เป็นบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยี นั่นก็คือ Microsoft แต่ผ่านมาไม่ถึงสิบปี ในปี 2018 กลายเป็นว่า 5 อันดับบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดมีบริษัทเทคโนโลยีถึง 4 บริษัท แถมเป็นบริษัทหน้าใหม่ทั้งนั้นที่กระโดดขึ้นมาแทนที่ธุรกิจเก่าๆ

ในอดีตบริษัท Exxon Mobil ที่ทำธุรกิจครบวงจรเกี่ยวกับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเคยเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ปัจจุบันลิสต์ TOP 10 ยังไม่ได้แตะ จากข้อมูลตรงนี้ทำให้เห็นว่า เทคโนโลยีคือของจริง มันเข้ามาเปลี่ยนชีวิตประจำวันของเราจริงๆ ไม่ใช่กระแสที่ผ่านมาแล้วผ่านไป เทคโนโลยีเปลี่ยนจากสิ่งที่มีก็ดี (nice to have) กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีไม่ได้ (must have) เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนเศรษฐกิจ เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างต่างๆ และยังเติบโตอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้

ในฐานะนักลงทุน นี่คือโอกาส ถ้าอยากเข้าไปอยู่ในกระแสของตลาดปัจจุบัน วิธีที่คนไทยอย่างเราๆ จะเข้าไปลงทุนในบริษัทระดับโลกได้ก็คือ “การซื้อกองทุน” และถ้าจะพูดถึงกองทุนที่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีและนวัตกรรม กองทุน B-INNOTECH ของ บลจ.บัวหลวง เป็นหนึ่งในกองทุนที่โดดเด่นในกลุ่มนี้

B-INNOTECH ลงทุนในบริษัทอะไรบ้าง?

B-INNOTECH ชื่อเต็มคือ กองทุนเปิดบัวหลวงโกลบอลอินโนเวชั่นและเทคโนโลยี เป็นกองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม (เจาะหุ้นเฉพาะกลุ่ม มีความเสี่ยงกองทุนระดับ 7) ลงทุนในหุ้นบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก โดยกอง B-INNOTECH ลงทุนตามกองแม่ (Feeder Fund) คือ Fidelity Funds – Global Technology Fund Y-Acc-USD ถ้าเราต้องการจะรู้ว่ากองทุนนี้ลงทุนในบริษัทอะไร ก็ต้องแงะไส้กองออกมาดู

บริษัท Top 10 ที่ Fidelity Funds – Global Technology Fund Y-Acc-USD เข้าไปลงทุน
ที่มา: morningstar.co.uk (ข้อมูลวันที่ 30/06/2020)

ชัดเลยว่ากองนี้ถือหุ้นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำเป็นส่วนใหญ่ หลายบริษัททุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น Apple ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าเกิน 1 ล้านล้านเหรียญเป็นบริษัทแรกของสหรัฐฯ และตอนนี้ก็ยังอยู่ในตำแหน่งต้นๆ ของบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก เรียกได้ว่าโตวันโตคืน, Samsung Electronics บริษัทที่ทุกคนรู้ว่าผลิตมือถือ แต่รายได้จากการขายมือถือมีสัดส่วนไม่ถึงครึ่ง รายได้ส่วนใหญ่มาจาก Semiconductor ต่างหาก, Alphabet ทุกวันนี้เว็บไซต์ที่คนเข้าเยอะสุดทุกวัน 2 อันดับแรกคือ Google และ Youtube ซึ่งทั้งสองเว็บเป็นของ Alphabet ทั้งหมด และตัวอย่างบริษัทอื่นๆ ที่เราอาจจะไม่คุ้นชื่อ เช่น Xilinx, KLA, Analog Devices, Texas Instruments บริษัทเหล่านี้ทำธุรกิจเกี่ยวกับ Semiconductor และการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ซึ่งอุปกรณ์ไอทีที่เราใช้อยู่ทุกวันล้วนต้องอาศัยชิ้นส่วนเหล่านี้ทั้งนั้น

ถามว่าทำไมบริษัทเทคฯ อย่างบริษัทสตาร์ทอัพต่างๆ ถึงโตไว คำว่า “Scalability” คือคำตอบของคำถามนี้ บริษัทเทคโนโลยีมีความสามารถในการขยายกิจการได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้ต้นทุนที่น้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่น ลองนึกถึงธุรกิจเชนร้านอาหาร ถ้าอยากจะขยายสาขาก็ต้องหาพื้นที่ใหม่ ตั้งร้านใหม่ ทำโปรโมชั่นเรียกลูกค้าใหม่ ต้องใช้ต้นทุนมากมาย กลับกันถ้าเป็นบริษัทที่อยู่บนออนไลน์ ลูกค้าสามารถใช้บริการได้จากทั่วโลกเพียงแค่มีอินเตอร์เน็ต ทำให้บริษัทที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เติบโตได้อย่างรวดเร็วจนกลายเป็นกลุ่มบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกอย่างที่เห็นกัน

ซึ่งเราสามารถเป็นเจ้าของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกทั้งหมดตามตารางด้านบนได้ง่ายๆ เพียงแค่เรามีกองทุน B-INNOTECH อยู่ในพอร์ต ซึ่งกองทุน B-INNOTECH จะไปลงทุนในกอง Fidelity Funds – Global Technology Fund Y-Acc-USD อีกที ซึ่งกองนี้จะไปคัดเลือกและซื้อหุ้นเทคโนโลยีคุณภาพมาสะสมไว้อย่างที่เห็นในตาราง

กองทุนใช้วิธีอะไรในการเลือกหุ้น

ถามว่าแล้วหุ้นเทคโนโลยีพวกนี้เลือกมาโดยใช้เกณฑ์อะไร? รู้ได้ไงว่าดี? อันนี้เราสามารถเข้าไปอ่านใน Fund Factsheet ของกองแม่ได้ ซึ่งในนั้นจะบอกข้อมูลที่นักลงทุนจำเป็นต้องรู้หมดเลยว่าใครเป็นผู้จัดการกองทุน นโยบายการลงทุนเป็นอย่างไร ผลการดำเนินงานในอดีตดีหรือไม่ ตรงนี้ขอสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับหลักการที่กองแม่กองนี้ใช้คัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ตก่อนว่าเค้าคิดมาจากอะไร

กลยุทธ์ในการคัดเลือกหุ้นของกองนี้แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Growth, Cyclical และ Special Situation

1. Growth

หุ้นบริษัทที่เน้นการสร้างนวัตกรรมที่ทันสมัย หรือสร้างเทคโนโลยีที่เข้ามา disrupt วงการ หุ้นกลุ่มนี้มีแน้วโน้มที่จะเติบโตอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่นบริษัทที่เคยเป็นสตาร์ทอัพมาก่อน

2. Cyclical

หุ้นกลุ่มที่เติบโตเป็นวัฏจักรตามสภาพเศรษฐกิจ อย่างเช่นหุ้นที่เกี่ยวกับการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยหุ้นนั้นต้องเป็นผู้นำในตลาด

3. Special Situation

สุดท้ายเป็นกรณีพิเศษเมื่อกองทุนเห็นบริษัทคุณภาพที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่มันควรจะเป็น ถ้ากองทุนมองว่าบริษัทนั้นมีโอกาสฟื้นตัวได้สูงก็จะลงทุนเก็บสะสมไว้

กองทุนหลักกองนี้เป็นกอง Active Fund กลยุทธ์การลงทุนต่างๆ มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำผลตอบแทนให้สูงกว่าดัชนีชี้วัด เป็นการลงทุนเชิงรุก แถมเป็นการลงทุนเจาะเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมด้วย เพราะฉะนั้น B-INNOTECH ถือว่าเป็นกองทุนที่เสี่ยงสูง อาจมีความผันผวนได้มาก นอกจากผู้ลงทุนควรเข้าใจลักษณะการลงทุนของกองนี้แล้ว ผู้ลงทุนควรเข้าใจตัวเองว่าสามารถรับความเสี่ยงได้แค่ไหนด้วย

Performance ของกอง B-INNOTECH เป็นอย่างไร?

กราฟราคา NAV ของกองทุน B-INNOTECH
ที่มา: finnomena.com (ข้อมูลวันที่ 24/07/2020)

ผลตอบแทนย้อนหลังและ Max Drawdown ของกองทุน B-INNOTECH
ที่มา: finnomena.com (ข้อมูลวันที่ 24/07/2020)

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ถึงจะมีกลยุทธ์ดูดีแค่ไหน ผลลัพธ์ก็วัดกันที่ผลตอบแทน สำหรับ B-INNOTECH จากสถิติ 1 ปีที่ผ่านมา กองทุนนี้สร้างผลตอบแทนสูงถึง 27.44% หรือคิดเป็นผลตอบแทน 17.72% ต่อปีในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนอยู่ในเกณฑ์โดดเด่นเมื่อเทียบกับกองทุนในกลุ่มเดียวกัน

สำหรับค่า Max Drawdown หรือตัวเลขการขาดทุนสูงสุดในอดีต กอง B-INNOTECH ถือว่าบริหารได้เป็นอย่างดีเพราะ Max Drawdown ต่ำเมื่อเทียบกับกองทุนอื่นๆ ในกลุ่ม ค่า Max Drawdown นี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารของผู้จัดการกองทุนซึ่งสามารถบริหารความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี สังเกตจากกราฟช่วงที่เกิดวิกฤต COVID-19 ราคา NAV สามารถฟื้นตัวกลับมาที่เดิมอย่างรวดเร็วและทะลุทำ New High ขึ้นไปได้

ถึงแม้ว่ากองทุนจะเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน (กองทุนนี้เพิ่งเปิดเมื่อปี 2017) แต่ตัวเลขผลการดำเนินการต่างๆ ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า กองทุน B-INNOTECH เป็นกองเด็ดกองหนึ่งในบรรดากองทุนกลุ่มเทคโนโลยี

กองทุน B-INNOTECH เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่สนใจอยากลงทุนและเติบโตไปกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
  • ผู้ที่สามารถลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว โดยคาดหวังผลตอบแทนระยะยาวที่ดีกว่าการลงทุนในตราสารหนี้
  • ผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงการลงทุนในพอร์ตไปยังต่างประเทศ
  • ผู้ที่สามารถรับความผันผวนที่เกิดจากความเสี่ยงของอุตสาหกรรมและความเสี่ยงของค่าเงินได้

กองทุน B-INNOTECH ไม่เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่ต้องการได้รับผลตอบแทนในจำนวนที่แน่นอน
  • ผู้ที่ต้องการรักษาเงินต้นให้อยู่ครบไม่ผันผวน

สนใจลงทุนในกองทุน B-INNOTECH

ถ้าหากว่าผู้ลงทุนศึกษาข้อมูลกองทุนมาอย่างดีแล้ว สำรวจตัวเองแล้วว่ามีเงินเย็นที่สามารถลงทุนในระยะยาวได้ และสำรวจตัวเองแล้วว่าสามารถรับความเสี่ยงได้สูง กองทุน B-INNOTECH ถือว่าเป็นตัวเลือกการลงทุนที่ดี เพราะเทรนด์ของเทคโนโลยีมาแล้วจริงๆ ยิ่งพอผ่านพ้นวิกฤตไวรัสแพร่ระบาดยิ่งยืนยันให้เห็นว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีคือหุ้นกลุ่มผู้ชนะในตลาด

สำหรับผู้ที่สนใจลงทุน สามารถเปิดบัญชีลงทุนกับ FINNOMENA ได้ที่ เปิดบัญชีลงทุน ใช้เวลาเพียง 1 วันก็สามารถเริ่มลงทุนได้เลย และสามารถซื้อกองทุนเด่นๆ จาก บลจ. ต่างๆ มาสะสมในพอร์ตได้ด้วย เปิดบัญชีที่เดียวซื้อได้พร้อมกันทั้งหมด 19 บลจ.

สำหรับผู้ที่มีบัญชีของ FINNOMENA อยู่แล้วสามารถสร้างพอร์ต DIY แล้วเลือกลงทุนผ่านหน้ากองทุน B-INNOTECHได้เลยครับ

เขียนโดย TUM SUPHAKORN

References:

https://apnews.com/bb69a7acc60f43d0946729c2aa0b196d
https://www.bblam.co.th/application/files/3515/9532/4498/Professional_Factsheet_FF_-_Global_Technology_Fund_Y-ACC-USD_062020.pdf
https://www.morningstar.co.uk/uk/funds/snapshot/snapshot.aspx?id=F00000YJZO&tab=3
https://www.finnomena.com/fund/B-INNOTECH
https://www.bblam.co.th/application/files/1115/9558/2232/BINNOTECH_FactSheet_Th.pdf

Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม  ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

สรุป LIVE: FANGMA ดีกว่าคาด หนุนตลาดหุ้นบวกสวน GDP (3 ส.ค. 63)

TUM SUPHAKORN

พบกับ FINNOMENA Opp Day กันอีกครั้ง LIVE วันนี้ลองเปลี่ยนเวลาออกอากาศจากเวลา 14.00 น. เป็น 10.00 น. เพราะมีคอมเมนต์จากผู้ชมมาว่าดูรายการ THE OPPORTUNITY จบก็เลยเวลา Cut-off ซื้อขายกองทุนพอดี กดซื้อไม่ทัน

สำหรับใครที่เพิ่งตามรายการ THE OPPORTUNITY เป็นเทปแรก ความตั้งใจของรายการนี้คือการแชร์กองทุนที่น่าสนใจ ที่ทีมงาน FINNOMENA มองแล้วว่าดี มาแนะนำให้นักลงทุนที่ต้องการลงกองทุนรายกองหรือมีพอร์ตกองทุนอยู่แล้วแต่ยังมีเงินเย็นเหลืออยู่ได้มีโอกาสในลงทุนเพิ่ม อย่างไรก็ตามอำนาจในการตัดสินใจยังอยู่ที่นักลงทุน เพราะคนที่รับความเสี่ยงในการลงทุนก็คือนักลงทุนทุกท่านเอง

สำหรับใครที่พลาด LIVE เช้านี้หรือไม่มีเวลานั่งดูยาวๆ ยังมีสรุป LIVE มาให้อ่านกันเหมือนเดิม ถึงจะพลาด LIVE แต่รับรองว่าไม่พลาดเนื้อหาใน LIVE แน่นอน

รีวิว Tactical Call ทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมาของ FINNOMENA

กองทุนที่แนะนำในรายการ THE OPPORTUNITY เป็นกองทุนที่ FINNOMENA มองว่าสามารถลงทุนในระยะยาวได้ สำหรับลงในพอร์ต DIY ซึ่งจะต่างจาก Tactical Call ที่เป็นการจับจังหวะการลงทุนระยะสั้น ระยะเวลาในการถือไม่เกิน 3-6 เดือนเท่านั้น

ช่วงที่ผ่านมา FINNOMENA เคยทำ Tactical Call ไป 3 ครั้ง ครั้งนี้เลยถือโอกาสรีวิวให้นักลงทุนฟังกันว่า Performance ของแต่ละครั้งเป็นอย่างไร

Tactical Call ครั้งที่ 1: TMBGQG

ครั้งแรกช่วง COVID-19 ระบาด ตลาดตกลงมาแรง Tactical Call เข้าลงทุนในกอง TMBGQG เนื่องจากคาดการณ์ว่าจะเกิด Wave B ตามทฤษฎี Elliott Wave สำหรับทำกำไรระยะสั้น ผลลัพธ์คือทำกำไรได้ถึงเป้าที่ประมาณ 10% อ่านรายละเอียดได้ในบทความ รอบ Bear Market Rally จังหวะทำกำไรระยะสั้นมาแล้ว! และบทความ รอบ Bear Market Rally ใกล้จบ ล็อกกำไรเตรียมเงินไว้รอบหน้า

Tactical Call ครั้งที่ 2: ONE-UGG-RA และ KF-GTECH

สำหรับ Tactical Call ครั้งที่ 2 ตอนกลางเดือนพฤษภาคม เกิดสัญญาณเทคนิคในกราฟดัชนี S&P 500 กราฟทะลุผ่าน Golden Ratio ขึ้นไปได้ จึงแนะนำเข้าลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหุ้นกลุ่มผู้ชนะฝ่าวิกฤต ผลลัพธ์การลงทุนเก็บกำไรได้ประมาณ 13-21% อ่านรายละเอียดได้ในบทความ S&P 500 ทะลุผ่าน Golden Ratio จังหวะทำกำไรระยะสั้นมาอีกครั้ง และบทความ ถึงจังหวะทำกำไร หลังดัชนี S&P500 และ Nasdaq ถึงเป้า

Tactical Call ครั้งที่ 3: TMB-ES-CHINA-A และ TMBCHEQ

ครั้งที่ 3 FINNOMENA แนะนำเข้าลงทุนในหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ หรือหุ้น A-Share เนื่องจากตลาดหุ้นจีนพุ่งจุดพลุจากการลงทุนของรายย่อย แนะนำให้เข้าลงทุนไปเมื่อวันที่ 9 ก.ค. และปัจจุบันยังไม่มีการแนะนำให้ออกหรือ Stop Loss อ่านรายละเอียดได้ในบทความ ตลาดหุ้นจีนถูกจุดพลุ จังหวะ Follow Buy ระยะสั้นเกิดขึ้น

Market Wrap Up

หุ้นกลุ่ม FANGMA งบเขียวชอุ่ม หุ้นพุ่งไม่สนใจ GDP ที่หดตัว -32.9%

สัปดาห์ที่ผ่านมามีการประกาศงบของบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ ของสหรัฐฯ ซึ่งหุ้นกลุ่ม FANGMA งบออกมาตัวเลขเขียวเกือบทั้งกระดาน หุ้นหลายตัวทำ New High สวนทาง GDP ที่ประกาศออกมาหดตัว -32.9%

กลุ่ม FANGMA ประกอบไปด้วยหุ้น Facebook / Amazon / Netflix / Google / Microsoft / Apple ตัวเลขงบการเงินสรุปดังรูป

หุ้น Facebook ทำ All Time High ใหม่ ถึงจะเจอแฮชแท็คคว่ำบาตรก็ผ่านมาได้แถมยังโตขึ้น บริษัท Amazon ขนาดเอากำไรไปช่วยโควิดแล้ว Earnings per Share ก็ยังโตกว่าขึ้นกว่า 97% เทียบกับปีก่อน และ Apple เพิ่งสร้างปรากฏการณ์ใหม่ไปเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ราคาหุ้นทะลุ New High เดิมและทำให้บริษัท Apple กลายเป็นบริษัทที่มี Market Cap ใหญ่ที่สุดในโลก เอาชนะบริษัท Saudi Aramco ไปเรียบร้อย

หุ้นเทคฯ สหรัฐฯ กลุ่มนี้นับว่าเติบโตแข็งแรง ซึ่งกองทุนที่ลงทุนในหุ้นเหล่านี้จะสรุปท้ายบทความ

หุ้นสายวัฏจักรอาจต้องรอ เพราะ GDP และ Initial Jobless Claim ไม่สู้ดี

GDP ไตรมาส 2 ของสหรัฐฯ ประกาศออกมาติดลบกว่า 32.9% และมีจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 2 สัปดาห์ต่อเนื่อง เป็นครั้งแรกหลังการเปิดเมือง ซึ่งอาจกระทบหุ้นกลุ่มที่เติบโตตามวัฏจักร เพราะจากตัวเลขทั้งสองส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจจะยังไม่ฟื้นเร็วๆ นี้

หุ้นเทคฯ สหรัฐฯ ออกมาดูดี แล้วหุ้นเทคฯ จีนเป็นไงบ้าง

ฝั่งประเทศจีนยังไม่มีการประกาศงบออกมา ซึ่งจะประกาศภายในเดือนนี้ตามตาราง ซึ่งบริษัทอย่าง Tencent และ Alibaba นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะโตขึ้นกว่าไตรมาสที่แล้ว

ส่วนบริษัท Ping An บริษัทประกันภัยที่ใหญ่ที่สุดในจีน (เป็นหุ้นที่ CP Group ของเจ้าสัวธนินท์ลงทุนอยู่ด้วย) ซึ่งมี Market Cap ใหญ่มากในตลาดหุ้น A-Share ก็ได้รับแรงหนุนจากเบี้ยประกันที่ราคาสูงขึ้น ส่งผลให้น่าจะโตขึ้นในไตรมาสนี้เช่นเดียวกัน

แนะนำกองทุนลงทุนระยะยาว

กองทุนที่แนะนำในรายการ THE OPPORTUNITY เป็นกองทุนที่เป็น Long-term Call แนะนำให้ลงทุนในระยะยาวซึ่งเลือกตามปัจจัยพื้นฐาน เลือกตลาดที่เป็น Bullish Fundamental ต่างจาก Tactical Call ที่ลงทุนตามสัญญาณเทคนิคอลเป็นหลัก

เนื่องจากพื้นฐานของบริษัทเทคโนโลยีตอนนี้ดูดี FINNOMENA จึงแนะนำลงทุนในกองทุนเทคโนโลยีที่ลงทุนในสหรัฐฯ และจีน มีกองทุนแนะนำอยู่ 3 กองด้วยกัน

1. TMBCOF: ถ้าหากชื่นชอบบริษัทเทคฯ จีน แนะนำลงกองทุน TMBCOF เป็นกองฮิตกองหนึ่งที่ลงทุนใน Tencent, Alibaba, Ping An ครบถ้วน Performance ย้อนหลังอยู่ในเกณฑ์ดีมาก

2. K-USA-A(A) และ K-USA-A(D): กองทุนนี้ลงทุนในหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ เช่น Shopify, Amazon, Spotify, Facebook สำหรับนักลงทุนที่ชอบหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ แนะนำลงกองทุนนี้ ซึ่ง Performance ย้อนหลังก็อยู่ในเกณฑ์ดีมากเช่นกัน ส่วนจะเลือกแบบสะสมมูลค่า (A) หรือจ่ายปันผล (D) ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล

3. ONE-UGG-RA: กองทุนสุดท้าย เป็นกองที่ติดชาร์ตกองทุนที่ทำผลงานยอดเยี่ยมที่สุดในช่วงที่ผ่านมา สำหรับนักลงทุนที่ชอบทั้งหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ และหุ้นเทคฯ จีน แนะนำกองทุนนี้ เพราะเป็นกองทุนที่ลงทุนในทั้งสองภูมิภาค ลงทุนทั้งในหุ้น Tesla, Amazon, Facebook, Tencent, Alibaba และมีการปรับพอร์ตนำหุ้นเทคฯ จีนเข้ามาเพิ่มในพอร์ตเล็กน้อยด้วย

สำหรับสรุป LIVE ก็จบเพียงเท่านี้ ถ้าอยากดู LIVE เต็มๆ กดดูได้ที่ลิงก์วิดิโอบนหัวบทความได้เลยครับ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุนครับ

เขียนโดย TUM SUPHAKORN


เคยไหม? รู้สึกสะดวกกับการใช้บริการธนาคารเพื่อซื้อกองทุน แถมได้เอกสิทธิ์พิเศษ แต่มักได้รับการแนะนำผลิตภัณท์ที่ไม่ตรงกับความต้องการ

เราขอนำเสนอ FINNOMENA แพลตฟอร์มที่จะแนะนำกองทุนที่ตรงกับความต้องการของคุณจริง ๆ

เปิดบัญชีลงทุนออนไลน์ ซื้อกองทุนได้เร็วสุดภายในวันทำการถัดมา ลองเลย! https://finno.me/oa1327

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It’s The Golden Time

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

สนใจรับคำแนะนำการลงทุนเพิ่มเติมจาก Investment Advisor กรอกแบบฟอร์มได้ที่นี่ >>รับคำแนะนำการลงทุน<<

เดือนสิงหาคมนี้ ยังคงเป็นเดือนที่นักลงทุนในตลาดต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง หลังจากตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มผ่อนคลายจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 รวมทั้งผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อตลาดหุ้นทั่วโลกมีรายได้และกำไรดีกว่าคาดการณ์ นอกจากนี้ด้วยมาตรการกระตุ้นที่มีขนาดมหาศาลโดยเฉพาะจาก Fed ประกอบกับข่าวความคืบหน้าของการผลิตวัคซีน ยารักษาที่จะช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ต่างหนุนให้ตลาดหุ้นทั่วโลกตอบรับเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ด้านภาคเศรษฐกิจจริงทั่วโลกนั้นยังฟื้นตัวได้ไม่เท่ากับระดับปกติ ทำให้นักลงทุนในตลาดทั่วโลกยังคงจับตามาตรการกระตุ้นและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบต่อไป

ซึ่ง FINNOMENA Investment Team มีมุมมองว่าในช่วงเวลาแห่งความผันผวนนี่เอง ที่อาจเป็นจุดทยอยสะสมเข้าลงทุนได้ โดยมุ่งเน้นไปยังกลุ่มหุ้นที่มีพื้นฐานและแนวโน้มแข็งแกร่งอย่างหุ้นเทคโนโลยี รวมทั้งยังคงการกระจายสัดส่วนการลงทุนไปยังตราสารหนี้ ทองคำ และ REITs เพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน

สถิติบ่งชี้เดือนหน้ายังมีโอกาสสำหรับการลงทุน 

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

รูปที่ 1 ค่าเฉลี่ยอัตราผลตอบแทนทองคำระหว่างปี 2007 ถึงปี 2019 I Source : Bloomberg As of 29/7/2020

ข้อมูลค่าเฉลี่ยอัตราผลตอบแทนทองคำตั้งแต่ปี 2007 จนถึงปี 2019 บ่งชี้ว่าทองคำให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยในเดือนสิงหาคมประมาณ 2.3% และเป็นเดือนที่ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยดีที่สุดในปีเป็นอันดับที่ 2 รองจากเดือนมกราคม จากนั้นทองคำยังให้ผลตอบแทนในแดนบวกทั้งเดือนกันยายนไปจนถึงสิ้นสุดไตรมาสที่ 4 อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนดังกล่าวอยู่ในระดับ 0.1% – 0.4%

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

รูปที่ 2 ค่าเฉลี่ยอัตราผลตอบแทนดัชนี Nasdaq ระหว่างปี 2007 ถึงปี 2019 I Source : Bloomberg As of 29/7/2020

ด้านดัชนี Nasdaq ซึ่งเป็นตัวแทนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ มีผลตอบแทนเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2007 จนถึงปี 2019 ติดลบในเดือนสิงหาคม ในทางกลับกันนับตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไปจนถึงปลายปี ดัชนี Nasdaq มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยกลับมาเป็นบวก

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

รูปที่ 3 ค่าเฉลี่ยอัตราผลตอบแทนดัชนี SET ระหว่างปี 2007 ถึงปี 2019 I Source : Bloomberg As of 29/7/2020

สำหรับดัชนี SET มีผลตอบแทนเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2007 จนถึงปี 2019 ในเดือนสิงหาคม ติดลบเช่นเดียวกัน แต่เดือนตุลาคมและพฤศจิกายนมีค่าเฉลี่ยผลตอบแทนในแดนลบ ก่อนจะกลับไปมีผลตอบแทนเป็นบวกอีกครั้งในเดือนธันวาคม

Fed ยังคงมาตรการกระตุ้นหนุนเศรษฐกิจฟื้นอย่างต่อเนื่อง

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

รูปที่ 4 ขนาดงบดุล (Balance sheet) ของ Fed I Source : Bloomberg As of 30/7/2020 

ปลายเดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0 – 0.25% โดยประธาน Fed กล่าวว่ายังไม่คิดเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยจนกว่าจะมั่นใจว่าเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวโดยวัดจากการจ้างงานในระดับเต็มที่และอัตราเงินเฟ้อแตะระดับเป้าหมายอย่างมีเสถียรภาพ และเพิ่มเติมว่าแม้จะเปิดเมืองแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลากว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัว นอกจากนี้ยังขยายเวลาการทำ Dollar Liquidity Swaps และ  Repo Operations ไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564

ก่อนหน้านี้ Fed ได้อนุมัติขยายเวลาสิ้นสุดของโครงการสินเชื่อและเครื่องมือการเงินฉุกเฉิน เช่น Main Street Lending Program จากสิ้นเดือนกันยายนเป็นสิ้นเดือนธันวาคมปีนี้ เช่นเดียวกับ The Municipal Liquidity Facility ที่ขยายเวลาสิ้นสุดไปก่อนหน้านี้แล้ว ส่วน The Commercial Paper Funding Facility ขยายเวลาสิ้นสุดเป็นวันที่ 17 มีนาคม 2564

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

รูปที่ 5 คาดการณ์ตัวเลขทางเศรษฐกิจจากคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) I Source : As of 29/7/2020

ผลจากการขยายเวลาสิ้นสุดของเครื่องมือทางการเงินส่งผลขนาดงบดุล (Balance sheet) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ โดย FINNOMENA Investment Team มีมุมมองว่า Fed ยังมีท่าที Dovish พร้อมใช้มาตรการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะหากพิจารณาจากคาดการณ์อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) และดัชนีตัวแทนของอัตราเงินเฟ้อ (PCE Inflation) ในระยะยาวอยู่ที่ 4.1% และ 2.0% (YoY) ตามลำดับ ซึ่งปัจจุบันตัวเลขทั้งสองอยู่ที่ระดับ 11.1% และ 0.5% (YoY) ดังนั้นต้องใช้ทั้งเวลาและมาตรการกระตุ้นเพื่อให้ตัวเลขดังกล่าวกลับไปแตะระดับเป้าหมาย

มาตรการการคลังอีกเครื่องมือช่วยเหลือเศรษฐกิจ

หลังมาตรการการคลังที่ประกาศใช้เมื่อเดือนเมษายนจะครบกำหนดในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ ซึ่งร่างงบประมาณสำหรับมาตรการการคลังยังเป็นประเด็นที่กำลังถกเถียงในสภาคองเกรสระหว่างพรรค Republican ที่เป็นเสียงข้างมากในวุฒิสภาและ Democrat ซึ่งเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร โดยพรรค Republican เสนอมาตรการกระตุ้นขนาด 1 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วน Democrat เสนอที่ 3 ล้านล้านดอลลาร์

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

รูปที่ 6 ร่างงบประมาณสำหรับมาตรการการคลังของพรรค Republican และ Democrat I Source : CNN As of 30/7/2020

ซึ่งยังต้องติดตามการอนุมัติร่างดังกล่าวภายในวันที่ 8 สิงหาคมนี้ โดยยังไร้ข้อสรุปสำหรับขนาดของมาตรการดังกล่าว อีกทั้งร่างดังกล่าวยังมีผลประโยชน์แอบแฝงเนื่องจากทั้งสองฝ่ายต้องการใช้เพื่อสร้างผลประโยชน์สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในปลายปีนี้

การไร้ข้อสรุปไปจนถึงเดือนสิงหาคมส่งผลให้จะไม่มีมาตรการการคลังกระตุ้นที่เข้ามาช่วยเหลือเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามร่างงบประมาณของมาตรการดังกล่าวต้องผ่านการอนุมัติจากสภา แต่ตลาดยังคงติดตามขนาดของมาตรการ

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

รูปที่ 7 : รายละเอียด EU Recovery Fund I Source : ecb.europa.eu As of 30/07/20

ด้านสหภาพยุโรปนั้นสามารถบรรลุข้อตกลงการจัดตั้ง Recovery Fund จำนวน 750,000 ล้านยูโรได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการใช้กลไกของคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นครั้งแรก เมื่อประกอบกับแนวโน้มการใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายผ่านทางการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ และการเข้าซื้อสินทรัพย์ (APP) ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่งผลให้เศรษฐกิจยุโรปมีความน่าสนใจมากขึ้นจึงดึงดูดเงินลงทุนในระยะที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนออกมาชัดเจนผ่านทางการแข็งค่าของสกุลเงินยูโร

ดอลลาร์อ่อน Real-Yield ร่วง หนุนราคาทองคำพุ่ง

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

รูปที่ 8 ดัชนีค่าเงินดอลลาร์และการเปลี่ยนแปลงของระดับดัชนี I Source : Bloomberg As of 30/7/2020

ส่งผลให้เงินยูโรแข็งค่าขึ้นกดดันเงินดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่ามาโดยตลอด และการอ่อนค่าของดอลลาร์เป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุนราคาทองคำให้ปรับตัวขึ้น

อีกปัจจัยที่หนุนราคาทองคำมาจากมาตรการกระตุ้นของ Fed ที่เข้าซื้อตราสารหนี้เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและควบคุมอัตราผลแทนของตราสารหนี้ให้อยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งยังเพิ่มความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real-Yield) ลดลงต่อเนื่อง

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

รูปที่ 9 Total Known ETF Gold Holding, Real Yield และ ราคาทองคำ I Source : Bloomberg As of 30/7/2020

ปัจจัยจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงซึ่งลดลงต่างหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นพร้อมกระแสเงินลงทุนผ่านกองทุน ETF จนทั้งราคาและปริมาณทองคำที่ถือครองโดยกองทุน ETF แตะระดับ All-Time High ในที่สุด

ส่องสภาพเศรษฐกิจ Main street ประเทศขนาดใหญ่

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

รูปที่ 10 US Retail Sales, US Retail Sales Percent Change and US CB Consumer Confidence I Source : Bloomberg As of 30/7/2020

หลังคลายมาตรการ Lockdown กิจกรรมทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มฟื้นตัวซึ่งสะท้อนผ่านทั้งตัวเลขทางเศรษฐกิจและข้อมูลทางเลือกอย่าง Google Mobility แต่การฟื้นตัวยังไม่กลับไปแตะระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดไม่ว่าจะเป็นตัวเลขค้าปลีก ซึ่งล่าสุดตัวเลขความมั่นใจผู้บริโภค (CB Consumer Confidence) ที่เพิ่มขึ้นก่อนหน้านี้เริ่มลดลงอีกครั้งและอาจสะท้อนว่าตัวเลขค้าปลีกในอนาคตมีแนวโน้มลดลง

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

รูปที่ 11 US Initial Jobless Claim (SA) and Continued Jobless Claim (SA) I Source : Bloomberg As of 30/7/2020

ด้านตลาดแรงงานซึ่งเป็นภาคส่วนที่สำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป สะท้อนผ่านตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claim) ที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดือนเมษายนเช่นเดียวกับตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง (Continued Jobless Claim) อย่างไรก็ตามตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกดังกล่าวเริ่มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตลอด 2 สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

รูปที่ 12 US Google Mobility I Source : Bloomberg As of 30/7/2020

จากข้อมูล Google Mobility เผยให้เห็นว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มกลับมาฟื้นตัวในช่วงก่อนหน้านี้และคงที่ในระดับที่ต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดสะท้อนว่าการเปิดเมืองยังไม่กลับมาในระดับเดิม

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

รูปที่ 13 US House Price, Mortgage Purchase Application I Source : Bloomberg As of 30/7/2020

ด้านตลาดอสังหาฯ กลับฟื้นตัวอย่างมาก โดยตัวเลขการขอสินเชื่อบ้านเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งผลดังกล่าวเกิดจากราคาบ้านที่ลดลงและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

รูปที่ 14 China, South Korea, Japan and Thailand Export (YoY)I Source : Bloomberg As of 30/7/2020

จากตัวเลขเศรษฐกิจที่กล่าวมาข้างต้นซึ่งสะท้อนภาพทางอ้อมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมทั้งโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวมาที่ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดทำให้ห่วงโซ่อุปสงค์ (Supply chain) หยุดชะงักและกดดันไปยังเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่พึ่งพาการส่งออกไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย จีน และญี่ปุ่น ที่ตัวเลขการส่งออกหดตัวอย่างมีนัย

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

รูปที่ 15 China Industrial Production, China Fixed Asset Investment, China GDP I Source : Bloomberg As of 30/7/2020

ด้านเศรษฐกิจจีนกลับมาขยายตัวอีกครั้ง ด้วยตัวเลข GDP ไตรมาสที่ 2 ซึ่งขยายตัว 3.2% (YoY) จากหดตัว 6.8% (YoY) เมื่อไตรมาสแรก ด้านตัวเลข Industrial Production กลับมาฟื้นตัวอีกครั้งนับตั้งแต่เดือนเมษายน เช่นเดียวกับตัวเลข Fixed Asset Investment แต่ยังไม่กลับมาแตะระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดเช่นเดียวกับตัวเลขเศรษฐกิจของทั่วโลก

ส่องงบหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ กับความคาดหวังที่เป็นดาบ 2 คม

เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาเปิดเผยผลประกอบการโดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ นำโดยกลุ่มธนาคารที่เปิดเผยรายได้และกำไรสูงกว่าคาดการณ์ อาทิเช่น JPMorgan, Citigroup และ Goldman Sachs แม้จะสำรองหนี้เสียเพิ่มขึ้น แต่ธุรกิจซื้อขายหลักทรัพย์มีรายได้เติบโตอย่างมากกลับเป็นธุรกิจที่หนุนผลประกอบการเนื่องจากตลาดการเงินกลับมาคึกคัก

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

รูปที่ 16 การเติบโตของรายได้ในแต่ละผลิตภัณฑ์ของ Microsoft I Source : cnbc.com As of 27/7/2020

ด้านหุ้นเทคโนโลยีได้เปิดเผยผลประกอบการเช่นเดียวกัน นำโดย Microsoft แม้จะสร้างรายได้และกำไรดีกว่าคาด แต่เริ่มมีสัญญาณผลกระทบจากการแพร่ระบาดที่สะท้อนผ่านรายได้ของผลิตภัณฑ์ Cloud อย่าง Azure ที่เติบโตลดลงจาก 59% (YoY) มาที่ 47% (YoY) เช่นเดียวกับธุรกิจอื่นไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการขายลิขสิทธิ์ Office 365 และ Windows ที่ขยายตัวลดลง นอกจากนี้คาดการณ์รายได้ของไตรมาสหน้าอยู่ที่ 35,610 ล้านดอลลาร์ (ขยายตัว 8%) ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 35,910 ล้านดอลลาร์

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

รูปที่ 17 การเติบโตของรายได้ในแต่ละผลิตภัณฑ์ของ Apple ในแต่ละไตรมาสระหว่างไตรมาสที่ 1 ปี 2019 ถึงไตรมาสที่ 2 ปี 2020 I Source : Bloomberg As of 30/7/2020

ส่วน Apple ทำรายได้และกำไรเติบโตที่ 11% (YoY) และ 18% (YoY) ตามลำดับ โดยแม้การ Lockdown จะส่งผลให้ร้านค้าปลีก (Physical Store) ต้องปิด แม้ยอดขาย iPhone จะเติบโตเพียง 2% (YoY) แต่ด้วยผลิตภัณฑ์ของ Apple ที่เหมาะกับการทำงานแบบ Work-from-Home พร้อมช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์เป็นปัจจัยหนุนยอดขายของ iPad และ Mac ขยายตัว 31% และ 22% ตามลำดับ

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

รูปที่ 18 การเติบโตของรายได้ในแต่ละผลิตภัณฑ์ของ Amazon ในแต่ละไตรมาสระหว่างปี 2019 ถึงไตรมาสที่ 2 ปี 2020 I Source : Bloomberg As of 30/7/2020

ด้าน Amazon ได้รับอานิสงส์จากการซื้อสินค้าออนไลน์หนุนรายได้และกำไรขยายตัวเกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ นอกจากนี้ Amazon ยังสามารถจัดการระบบไม่ให้เกิดคอขวดเพื่อรองรับยอดสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมากได้ เช่น จัดการคลังสินค้า และจ้างงานชั่วคราวผู้ที่ตกงาน ส่วนรายได้จาก cloud ยังขยายตัว 29% แต่ลดลงจาก 33% เมื่อไตรมาสก่อน

Facebook เปิดเผยรายได้ที่ 18,700 ล้านดอลลาร์ (+11%, YoY) ขยายตัวน้อยที่สุดตั้งแต่เข้า IPO แต่ดีกว่าคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญอยู่ที่จำนวน Daily active users และจำนวน Monthly active users อยู่ที่ 1,790 และ 2,700 ล้านผู้ใช้  ดีกว่าคาดการณ์ หากรวมผู้ใช้จากแอพพลิเคชั่นทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Messenger และ WhatsApp จำนวนผู้ใช้จะอยู่ที่ 3,140 ล้านผู้ใช้ เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนซึ่งอยู่ที่ 2,990 ล้านผู้ใช้ และเนื่องจากผู้ใช้มีเวลาอยู่บ้านมากขึ้นจึงหนุนให้รายได้ต่อผู้ใช้ของ Facebook ปรับตัวขึ้นไปที่ 7.05 ดอลลาร์ต่อผู้ใช้ สูงกว่าคาดการณ์ที่ 6.76 ดอลลาร์ต่อผู้ใช้

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

รูปที่ 19 การเติบโตและคาดการณ์การเติบโตของรายได้และกำไรของ Google ระหว่างไตรมาสที่ 2 ปี 2019 ถึงไตรมาสที่ 4 ปี 2020 I Source : Bloomberg As of 30/7/2020

และ Alphabet บริษัทแม่ของ Google เปิดเผยรายได้หดตัวเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์บริษัท โดยหดตัวที่ 2% (YoY) ปัจจัยหลักมาจากรายได้โฆษณาที่หดตัวประมาณ 8% (YoY) แม้รายได้จาก cloud จะยังคงเติบโตที่ 43% (YoY) เนื่องจากหลายบริษัทลดงบประมาณสำหรับ Marketing

วัคซีนยังเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ตลาดตอบรับน้อยลง

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

รูปที่ 20 : Nasdaq and Dow Jones Index reaction to vaccine news l Source : Bloomberg As of 30/07/20

ขณะที่วัคซีนและยารักษาเชื้อไวรัส COVID-19 มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ด้วยความพยายามคิดค้นกว่า 160 โครงการ นำมาโดย CanSino Biologics บริษัทผลิตยาสัญชาติจีนที่อนุมัติการใช้วัคซีนในวงแคบเป็นเจ้าแรกของโลก ขณะที่บริษัทอื่น ๆ ทยอยเริ่มและประกาศผลการทดสอบที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แม้การค้นพบวัคซีน COVID-19 ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้เศรษฐกิจ และการบริโภคกลับมาขยายตัวได้อย่างเต็มศักยภาพต่อไปในอนาคต แต่นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลการแพร่ระบาดของ COVID-19 จากความสามารถในการรักษาให้หายขาดที่สูงมากขึ้น ส่งผลให้ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาตลาดหุ้นเองเริ่มตอบรับต่อข่าวดีของการค้นพบวัคซีนและยารักษาเชื้อไวรัส COVID-19 ลดลง

สถานการณ์ REITs ไทย

การแพร่ะระบาดของ COVID-19 สร้างแรงกดดันต่อ REITs ไทยอย่างมาก จากมาตรการที่รัฐบังคับใช้นั้นกระทบต่อรายได้ของ REITs โดยตรง ทั้งมาตรการ Social Distancing และ Lockdown ส่งผลให้ REITs ไทยปรับตัวลงกว่า 31.55% นับจากจุดสูงสุด ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากกว่าช่วง Trade War และวิกฤติราคาน้ำมัน

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

รูปที่ 21 : SETPREIT Index and P/BV of SETPREIT l Source : Bloomberg As of 30/07/20

การปรับตัวลงมากว่า 31.55% ส่งผลให้ระดับมูลค่าของ REITs ไทยปรับตัวลดลงตามมาเช่นเดียวกัน หากประเมินความเสี่ยงขาลง (Downside Risk) เทียบกับมูลค่าสินทรัพย์จาก Book Value ที่ 1.0 เท่า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ภาครัฐประกาศใช้มาตรการ Lockdown ในระดับที่เข้มงวดที่สุดเมื่อปลายเดือนมีนาคม พบว่าความเสี่ยงในการปรับตัวลง (Downside Risk) เหลือเพียง 15.46%

เมื่อประกอบการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในไทยที่ประสบผลสำเร็จ ส่งผลให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง และระดับอัตราปันผลที่สูงกว่าประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ทำให้ Downside Risk ของ REITs ไทย ที่ระดับ 15.46% มีโอกาสเกิดขึ้นต่ำ 

FINNOMENA Investment Team มีมุมมองว่าสินทรัพย์ประเภท REITs ยังคงน่าสนใจเมื่อพิจารณาจากมุมมองของอัตราปันผลที่สูง และระดับมูลค่าที่น่าสนใจ แม้ในระยะสั้นอาจมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นได้แต่ต่ำกว่าศักยภาพในภาวะปกติ และหากดัชนี REITs ไทย มีความผันผวน FINNOMENA Investment Team ก็พร้อมที่จะใช้กลยุทธ์อื่นเพิ่มเติมเพื่อทยอยสะสมหรือจัดการกับความเสี่ยงต่อไป

FINNOMENA Recommendation

GCP (Global Conservative Port)

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

FINNOMENA Investment Team ยังคงแนะนำคงน้ำหนักการลงทุนเดิม โดยเน้นหนักไปที่สินทรัพย์ปลอดภัยจำนวน 50% ของพอร์ตการลงทุน พร้อมทั้งการลงทุนในหุ้นกลุ่มผู้นำอย่างเทคโนโลยี 10% ของพอร์ตการลงทุน เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนจากตราสารหนี้ระยะกลาง ซึ่งได้รับผลเชิงบวกจากการเสริมสภาพคล่องของ Fed เพื่อให้พอร์ตการลงทุนโดยรวมสามารถสร้างผลตอบแทนได้ใกล้เคียงระดับเป้าหมาย 3-5% ต่อปีในระยะยาว ด้วยความผันผวนในระดับที่ต่ำ

GAR (Global Absolute Return)

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

FINNOMENA Investment Team ยังคงแนะนำคงน้ำหนักการลงทุนเดิม เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนด้วยกลุ่มหุ้นผู้นำอย่างกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ควบคู่ไปกับการควบคุมความเสี่ยงผ่านทางการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและตราสารหนี้ รวมไปถึงกระจายความเสี่ยงด้วยแนวการลงทุนแบบ Yield Play ผ่าน REITs ไทยที่ยังให้อัตราการปันผลมากกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาว

GIF (Global Income Focus)

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

FINNOMENA Investment Team ยังคงแนะนำคงน้ำหนักการลงทุนเดิม เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนด้วยกลุ่มหุ้นผู้นำอย่างกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ควบคู่ไปกับการควบคุมความเสี่ยงผ่านทางการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างตราสารหนี้ พร้อมทั้งความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอจากการจ่าย Auto Redemption และการจ่ายปันผล ในแต่ละกองทุน

TOP5

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

FINNOMENA Investment Team ยังคงแนะนำคงน้ำหนักการลงทุนเดิม เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนด้วยกลุ่มหุ้นผู้นำอย่างกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ควบคู่ไปกับการควบคุมความเสี่ยงผ่านทางการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ ขณะที่ยังคงตราสารหนี้ระยะสั้นไว้บางส่วนเพื่อเป็นสินทรัพย์สภาพคล่อง เพื่อรอโอกาสเข้าลงทุนในจังหวะที่ตลาดปรับตัวย่อลง

FINNOMENA Goal Portfolio

FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time  FINNOMENA PORT Strategy เดือนสิงหาคม 2020 : It's The Golden Time

FINNOMENA Investment Team ยังคงแนะนำคงน้ำหนักการลงทุนเดิม สำหรับพอร์ต Goal โดยเน้นหลักการกระจายการลงทุนทั้งในแง่ของสินทรัพย์ และในแง่ของระยะเวลาด้วยกลยุทธ์การลงทุนแบบ DCA เพื่อเน้นการสะสมมูลค่า สร้างเงินลงทุนให้เติบโตในระยะยาวต่อไป

FINNOMENA Investment Team

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

ไขปริศนา.. ตลาดพันธบัตรสหรัฐที่เกือบพัง

MacroView
ไขปริศนา.. ตลาดพันธบัตรสหรัฐที่เกือบพัง

หนึ่งในปริศนาสำหรับวิกฤติโควิดในรอบนี้ที่หลายคนยังคลางแคลงใจ ได้แก่ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา

ซึ่งอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีที่ช่วงนั้นถือว่าราคาวิ่งราวกับหุ้นปั่นโดยเริ่มจากที่อัตราดอกเบี้ยลดลงมาต่ำกว่า 0.5% จากนั้นเพียงไม่ถึง 2 วันอัตราดอกเบี้ยก็ขึ้นไปสูงกว่า 1.2% ส่อเค้าถึงสภาพตลาดเงินที่มีการตึงตัวอย่างชัดเจน

คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับตลาดพันธบัตรสหรัฐ เดือนมี.ค.ที่ผ่านมา โดยผมเคยเขียนบทความในคอลัมน์ตอนต้นปีนี้ว่า ตลาดบอนด์สหรัฐในปีนี้ ถือว่าเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งของปี 2020 ทว่าการที่ราคาสินทรัพย์ที่ถือว่าปลอดภัยที่สุดในโลกสามารถวิ่งขึ้นลงได้ขนาดนี้ แถมส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างราคาซื้อและขายของพันธัตรสหรัฐก็สูงขึ้นถึงกว่า 4 เท่าจากระดับที่เคยเป็นมา ดังรูปที่ 1 ต้องมีอะไรมากกว่าที่เราเห็นเป็นแน่ แล้วในวันนี้ก็มีคำตอบส่วนหนึ่งมาเฉลย ท้ายที่สุด จำเลยเจ้าเก่าคือ เฮดจ์ฟันด์ก็ยังเป็นตัวปั่นตลาดบอนด์สหรัฐเหมือนเคย ด้วยกลยุทธ์แสนจะเบสิค นั่นคือ Basis Trade ที่มีการใช้เงินกู้ยืม หรือ Leverage มาผสมโรงด้วยดังนี้

ไขปริศนา.. ตลาดพันธบัตรสหรัฐที่เกือบพัง

ที่มา: BIS, CBT, CFTC, CME, Bloomberg
รูปที่ 1 ความไม่ปกติของตลาดพันธบัตรสหรัฐเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

1. คำอธิบายแรกๆ ที่เรามักจะนึกถึงกันในตอนนั้นได้แก่ ธนาคารกลางของประเทศหลักนอกสหรัฐ และกองทุนขนาดใหญ่น่าจะเริ่มเห็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีนัก สำหรับโรคระบาดโควิดผนวกกับช่วงนั้นมีการเผชิญหน้ากันระหว่างซาอุดิอาระเบียกับรัสเซีย ในเวทีโอเปคเพื่อเจรจาในการลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น จนราคาฟิวเจอร์สของน้ำมันดิบในตลาดสหรัฐเกิดติดลบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งต่อมาอีกไม่นานก็ทำให้เกิดอาการ Risk-Off หนักมากจนเรามองว่า ตลาดทั่วโลกอาจจะตัดสินใจว่า เงินดอลลาร์เองก็ไม่น่าจะเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยอีกต่อไปจึงน่าจะมีการตัดสินใจขายพันธบัตรสหรัฐออกมากันยกใหญ่จนอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรสหรัฐเกิดการผันผวนเป็นอย่างมาก แม้แต่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐอายุ 30 ปียังลดลงจาก 1.28% มาต่ำกว่า 0.7% ก่อนที่จะดีดกลับขึ้นไปอีกครั้ง

ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปก็มีส่วนที่เป็นเช่นนั้นอยู่ ทว่าสิ่งที่เป็นสาเหตุหลักของรอบนี้นั้นมาจากการเก็งกำไรของนักลงทุนที่หันมาเล่นของสูงอย่างพันธบัตรสหรัฐ

ไขปริศนา.. ตลาดพันธบัตรสหรัฐที่เกือบพัง

รูปที่ 2 ราคาและกิจกรรมการเทรดบนตลาดฟิวเจอร์สของพันธบัตรสหรัฐ
ที่มา: Refinitiv, JP Morgan Chase, Bloomberg, BIS

2. หากพิจารณาการเทรดตราสารอย่างพันธบัตรสหรัฐที่มีขนาด 20 ล้านล้านดอลลาร์ ณ ปัจจุบันจะพบว่ากว่า 75% มาจากการเทรดผ่านทางอิเล็คทรอนิคส์ซึ่งมากขึ้นกว่าช่วงปี 2008 ที่เกิดวิกฤติซับไพร์ม ซึ่งตอนนั้นมีอยู่ราว 35% ทำให้กิจกรรมที่เป็นการเทรดในรูปแบบที่หากำไรจากส่วนต่างระหว่าง ตลาดที่มีอยู่คู่ขนานกันอย่างตลาดพันธบัตรที่เป็นแบบตลาด Spot และแบบ Futures เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังรูปที่ 2 สิ่งนี้ทำให้ธนาคารพาณิชย์สามารถถือครองพันธบัตรสหรัฐให้อยู่ในมือของตนเองได้ไม่มากนัก

แม้ว่าข้อดีของระบบของการหากำไรส่วนต่างหรือ Arbitrage ระหว่าง 2 ตลาดนี้คือ การทำให้ตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากสามารถทำให้ลดส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของขาซื้อและขาขายให้แคบลงได้ในภาวะตลาดปกติ อย่างไรก็ดี เมื่อตลาดเกิดอาการ Panic อย่างเมื่อช่วงเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ก็เกิดผลเสียขึ้นมาเนื่องจากอุปทานของพันธบัตรสหรัฐของแบงก์นั้น เกิดไม่เพียงพอต่อการเทรดที่มีปริมาณสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ในตลาด Futures ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐ ในตลาด Spot ที่เราเห็นกันอยู่วิ่งหมุนไปมาราวกับหุ้นปั่น ทว่าเรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านี้

3. นักลงทุนที่เก็งกำไรด้วยการ Short พันธบัตรสหรัฐ หรือการถือครองพันธบัตรสหรัฐเป็นหลักประกันแล้วนำไปขายออกไปก่อน โดยหวังจะซื้อกลับด้วยราคาที่ถูกกว่ายังหากำไรเพิ่มเติมต่อด้วยการ Leverage หรือนำหลักประกันที่ว่าไปกู้ยืมเงินมาเพื่อทำการ Short พันธบัตรสหรัฐเพิ่มเติมจนขนาดการลงทุนนี้เพิ่มอีกเป็นหลายเท่าตัว

ครั้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐลดลงเหมือนเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนดังกล่าวก็เกิดการขาดทุนต้องทำการยกเลิกการ Short (มูลค่าสัญญาการ Short ตราสารพันธบัตรสหรัฐทั้งหมดลดลงจาก 7.5 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนม.ค.2020 เหลือ 2 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนมี.ค./เม.ย. 2020 นอกจากนี้ ยังพบว่านักลงทุนนอกสหรัฐทำการขายพันธบัตรระยะยาวสหรัฐเกือบ 4.7 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงเดือนมี.ค./เม.ย. ที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่การขายมาจากเกาะเคย์แมนส์) หรือทำการขายตราสารพันธบัตรสหรัฐที่วางเป็นหลักประกันเพื่อชดใช้การขาดทุนนี้ ซึ่งตลาด Repo เป็นแหล่งเงินกู้ของนักลงทุนเหล่านี้ เราจึงเห็นอัตราดอกเบี้ย Repo สหรัฐผันผวนมากในช่วงนั้น จากนั้นเมื่อเฟดทำการอัดเงินเข้าตลาด Repo แบบไม่อั้น เหตุการณ์ความผันผวนของตลาดพันธบัตรสหรัฐจึงคลี่คลายลง

อย่างไรก็ดี คำถามสำคัญมากที่สุดในขณะนี้คือ การแก้ปัญหาของเฟดสำหรับในเรื่องใหญ่ขนาดนี้จนถึง ณ ตอนนี้ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมากๆ หากเกิดวิกฤติในอนาคตอันใกล้ที่ส่งผลต่อตราสารพันธบัตรสหรัฐย่อมส่งผลทำให้เกิดความไม่แน่นอนของตลาดพันธบัตรสหรัฐที่ขึ้นช่ือว่าปราศจากความเสี่ยง และแน่นอนว่าวิกฤติตลาดพันธบัตรสหรัฐก็ยังพร้อมจะกลับมากระหึ่มได้อีกแบบไม่ยากเย็นครับ

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/650792

SaaS กำลังครองโลก!

BottomLiner
SaaS กำลังครองโลก!

เราจะมาทำความรู้จักกับ Service ที่ผลักดันยุค Digital Disruption ให้เกิดขึ้นได้ง่ายกัน คือ SaaS หรือชื่อเต็มคือ “Software As A Service”

SaaS คือการรูปแบบการขายซอฟต์แวร์ โดยให้บริการผ่านทาง อินเทอร์เน็ต

ในอดีต ถ้าเราจะใช้ Software ต่าง ๆ ก็จำเป็นที่จะต้อง “จ่ายเงินก้อนใหญ่” เพื่อติดตั้ง Software นั้นลงไปในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือ Laptop ของเรา ซึ่งบาง Software นั้นแพงหูฉีกเพราะมีค่า License โดยเฉพาะในระดับธุรกิจ มันจะแพงมาก ๆ เชียวล่ะ โดยเฉพาะ CRM และ ERP ที่ใช้กันในบริษัทใหญ่ ๆ และโรงงาน จน SMEs หน้ามืดตามัวกับค่าระบบ

แต่! ในปัจจุบันมีธุรกิจรูปแบบหนึ่งที่เราเรียกกันว่า SaaS มาช่วยแก้ปัญหานี้ โดยผู้ใช้ หรือ User ไม่จำเป็นต้องติดตั้ง Software เหล่านั้นบนเครื่องอีกต่อไป โดยเราสามารถใช้มันผ่านเว็บไซต์ได้เลย ถ้ายังมองภาพไม่ออก อยากให้นึกถึง Email ที่ทุกคนใช้กัน ไม่ว่าจะเป็น Gmail, Yahoo, Outlook เหล่านี้คือหนึ่งใน SaaS เหมือนกัน

ซึ่งหลักการของมันก็อยู่ภายใต้แนวคิดของ Cloud Computing ซึ่งเป็นการเข้าถึงทรัพยากร เช่น Software, Hardware ต่าง ๆ ได้จากทั่วโลกโดยไม่จำเป็นต้องรู้ว่าอุปกรณ์เหล่านั้นอยู่ที่ไหน เพียงแค่ผู้ใช้ หรือ User เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ดังนั้นในอนาคตข้างหน้า เราอาจจะสามารถทำงานที่ไหนก็ได้บนโลกนี้

แล้วอะไรคือประโยชน์ของมัน ?

SaaS ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ซื้อเนื่องจากการจะใช้ Software บางประเภทเช่น ERP, CRM มักจะมีราคาค่อนข้างสูง และจำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ Hardware เพิ่มเติม เช่น Server, Harddisk นอกจากนี้ธุรกิจหรือองค์กรยังต้องเตรียมพร้อมค่าใช้จ่าย ในการดูแลรักษา (Maintenance Cost) ซึ่งทั้งหมดมีความยุ่งยาก แต่ SaaS เปลี่ยนความยุ่งยากทั้ง หมดเหล่านี้ให้กลายเป็นเรื่องง่ายเพราะผู้ให้บริการจะเป็นผู้ดูแลฐานข้อมูล และระบบต่าง ๆ ให้พร้อมใช้งานได้ทันที

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จากเดิมการเข้าถึงบางระบบที่ต้องใช้เงินตั้งต้นถึงหลักสิบล้าน ก็สามารถเข้าถึงได้ในหลักแสนต่อเดือนแทน

ประโยชน์ต่อมาคือ สามารถใช้งานได้หลากหลายเครื่องมือ ในยุคที่อุปกรณ์ Hi-Tech มีมากมายคงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะมีแค่คอมคนละเครื่อง ซึ่ง SaaS ก็ยังจะสามารถใช้งานผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟนหรือเเท็บเล็ต เพียงแค่คุณมี Account ก็สามารถเข้าใช้งานได้เเล้ว อยู่ที่ผู้ให้บริการว่ามีรองรับถึงขนาดไหน

โดยมูลค่าตลาดของ SaaS คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 307.2 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2026 ซึ่งในปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ที่ 158.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถ้าคิดเป็น CAGR แล้วจะอยู่ที่ 11.7% ในช่วงปี 2020-2026

โดยคาดการณ์ตลาดของ Software & Services Cloud จะเติบโตจนถึง 917.13 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2026 เช่นกัน ซึ่งถ้าเป็นจริงดังที่คาดการณ์จะทำให้ SaaS จะมีส่วนแบ่งตลาดในปีนั้นอยู่มากถึง 33%

สนใจลงทุนใน SaaS ก็ต้องลงผ่านกองทุนรวม หรือหุ้นต่างประเทศ ร่วมพูดคุย หาข้อมูลกันได้ที่ ห้องคุยนักลงทุน หุ้น กองทุนต่างประเทศ

BottomLiners

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/bottomlinerglobal/posts/3694262783922162

การเมืองไทยใครจะชนะ

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
การเมืองไทยใครจะชนะ

การเมืองเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับคนทั้งประเทศและบางทีก็ทั้งโลก เพราะฉะนั้น นักลงทุนจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าการเมืองของประเทศเป็นอย่างไรในปัจจุบันและจะเป็นอย่างไรในอนาคต การเมืองเป็นเรื่องของการแข่งขันหรือการต่อสู้ของคนในสังคมเพื่อที่จะได้อำนาจในการทำสิ่งต่าง ๆ รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรของประเทศในทางที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองหรือกลุ่มตนเองที่มีความคิดคล้าย ๆ กัน ความคิดทางการเมืองของคนโดยทั่วไปในโลกยุคปัจจุบันนั้นมักจะแบ่งออกเป็น 2 แนวทางใหญ่ ๆ นั่นก็คือ อนุรักษ์นิยมกับเสรีนิยม คนในสังคมของประเทศอย่างในไทยและประเทศส่วนใหญ่ในโลกก็มักจะแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายและก็มักจะรวมกลุ่มกันเป็นพรรคการเมืองของฝ่ายอนุรักษ์นิยมหรือเสรีนิยม ตัวอย่างเช่น ในอเมริกาก็จะมีพรรครีพับลิกันเป็นพรรคแนวอนุรักษ์ในขณะที่พรรคเดโมแครตเป็นฝ่ายเสรีนิยม ในขณะที่อังกฤษก็จะมีพรรคอนุรักษ์นิยมกับพรรคแรงงานที่เป็นเสรีนิยม ทั้งสองฝ่ายต่างก็แข่งขันทางการเมืองมายาวนานเป็นร้อยปีและก็ผลัดกันแพ้และชนะมาตลอด

ในประเทศไทยนั้น ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 หรือ 88 ปีมาแล้ว เราก็มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นและแข่งขันกันเป็นช่วง ๆ ไม่ค่อยต่อเนื่องยาวนานในแต่ละครั้งเนื่องจากการรัฐประหารที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ อย่างไรก็ตาม ถ้าจะถามว่าแนวความคิดเรื่องอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยมนั้น ฝ่ายไหนชนะและเกิดขึ้นในช่วงไหน คำตอบก็คือ การเมืองไทยตั้งแต่ปี 2475 นั้นแทบจะไม่เคยเป็นเสรีนิยมเลย อาจจะมีช่วงสั้น ๆ เช่นหลังวิกฤติการเมือง 14 ตุลาคม 2519 และในช่วงหลังปี 2540 ที่ไทยมีรัฐธรรมนูญ “ฉบับประชาชน” ที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารปี 2534 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเนื่องจากการ “สืบทอดอำนาจ” ของผู้นำคณะรัฐประหารในปี 2535

แต่แนวความคิดด้านเสรีนิยมนั้นก็พัฒนามาเรื่อย ๆ ตามความก้าวหน้าของประเทศในด้านเศรษฐกิจและการเกิดขึ้นของคนรุ่นใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศผ่านสื่อมวลชนต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 10 ปีหลังนี้ที่เกิดสื่อสังคมรุ่นใหม่ผ่านอินเตอร์เน็ตแพร่หลายและการเข้าถึงนั้นแทบไม่มีต้นทุนและไม่มีใครสามารถป้องกันได้ นี่ทำให้ “คนรุ่นใหม่” จำนวนมากมีแนวความคิดแบบเสรีนิยม และก็เช่นเดียวกัน คนรุ่นเก่าบางส่วนก็เริ่มมีแนวความคิดเสรีนิยมมากขึ้น ถ้ามองแบบ “นิวนอร์มอล” แล้ว สำหรับบางคน นี่อาจจะเป็นการ “Disrupt” ทางการเมืองที่อาจจะเปลี่ยนแปลงการเมืองของประเทศไทยได้ เมืองไทยอาจจะไม่เป็น “รัฐอนุรักษ์นิยม” ที่ความคิดเรื่องอนุรักษ์นิยมครองประเทศอีกต่อไป การแข่งขันหรือต่อสู้ทางการเมืองอาจจะกำลังรุนแรงขึ้นและส่งผลกระทบไปถึงเรื่องทางสังคมและเศรษฐกิจและกลายเป็น “ความเสี่ยงของประเทศ” ได้

การวิเคราะห์ว่าใครหรือฝ่ายไหนจะ “ชนะ” ในการแข่งขันหรือต่อสู้ทางการเมืองของไทยนั้น ความคิดของผมก็คือ ฝ่ายนั้นจะต้องเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” หรือผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองอย่างแท้จริง ซึ่งนี่ก็อาจจะไม่ใช่แค่การชนะการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล เพราะการเป็นรัฐบาลนั้น ในประเทศไทยอาจจะไม่ได้มีอำนาจสูงที่สุดจริง ๆ ในทางพฤตินัย นอกจากนั้น กรอบระยะเวลาของการต่อสู้หรือแข่งขันก็จะกำหนดไม่ให้ยาวเกินไป อาจจะประมาณ 5-10 ปี เพราะถ้าเกินจากนั้นก็น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปมากจนไม่น่าจะคาดการณ์ได้ ส่วนวิธีการวิเคราะห์ก็จะเป็น “แนว VI” นั่นก็คือ ในทุกการต่อสู้หรือการแข่งขันนั้น ผมจะดูว่าอะไรคือปัจจัยในการแข่งขันที่แต่ละฝ่ายมี ใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างไร และสุดท้ายที่สำคัญก็คือ ผมไม่สามารถสรุปฟันธงว่าใครจะชนะแน่นอน เพราะนี่คือ “การเมืองไทย” ที่หาความแน่นอนไม่ค่อยได้มานาน

ปัจจัยในการต่อสู้ทางการเมืองของไทยนั้น ผมอยากจะอุปมาอุปไมยว่าแต่ละฝ่ายนั้นมี 3 กองทัพ คือ ทัพบก ทัพเรือ และทัพอากาศ โดยที่ไม่ได้เกี่ยวกับการมีทหารหรือมีอาวุธเช่น ปืน หรือเรือรบ หรือเครื่องบิน จริง ๆ แม้ว่าการมีอาวุธดังกล่าวก็จะเป็นความได้เปรียบอย่างมากในการเมืองไทย แต่ “ทัพบก” ในความหมายนี้ของผมก็คือคนในประเทศไทยทั้งหมดหรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องกว่าก็คือคนที่ Active หรือมีความตื่นตัวทางการเมืองและเข้าร่วมในกระบวนการทางการเมืองทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งผมจะคิดว่ามีปัจจัยหรือทรัพยากรมากน้อยแค่ไหนเป็น “คะแนน” โดยที่ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดา ผมจะคิดว่า 1 คนมี 1 คะแนน แต่ถ้าเป็นคนที่มี “อิทธิพล” มากกว่าคนทั่วไป เช่น เป็นคนที่ถืออาวุธได้ตามกฎหมาย ก็อาจจะได้ 5 หรือ 10 คะแนนต่อคน ข้าราชการที่มีอำนาจในการอนุมัติการกระทำหรือลงโทษคนก็อาจจะได้คนละ 2 คะแนน สส. สว. ปปช. ผู้พิพากษาทางการเมือง หรือคนที่มีอำนาจทางการเมืองอื่น ๆ หนึ่งคนอาจจะมีคะแนนเป็น 10,000 เป็นต้น ฝ่ายไหนมีคะแนนสูงกว่าก็จะได้เปรียบฝ่ายที่มีคะแนนน้อยกว่า

มองแบบนี้แล้วก็จะเห็นว่า ณ ขณะนี้ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมน่าจะมีคะแนนเหนือฝ่ายเสรีนิยมอยู่พอสมควร เพราะคนไทยจำนวนมากเป็นคนรุ่นเก่าที่ผมคิดว่าส่วนใหญ่แล้วก็ยังเป็นคนอนุรักษ์นิยมไม่ต้องพูดถึงคนที่ถืออาวุธ ข้าราชการและคนที่เป็นนักการเมืองจำนวนมาก ดังนั้น สำหรับ “กองทัพบก” แล้ว ผมคิดว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมน่าจะยังเหนือกว่าพอสมควร อย่างไรก็ตาม อานิสงค์จากการแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วของคนไทยที่จะทำให้คนที่มักจะอนุรักษ์นิยมจำนวนมากต้องถอยออกจากการเมือง ในขณะที่คนรุ่นใหม่ที่มักจะเป็นเสรีนิยมนั้นจะเข้าสู่การเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน ในอีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงของคนที่เคยอนุรักษ์นิยมมาเป็นเสรีนิยมก็มีแนวโน้มมากขึ้น เหตุผลสำคัญส่วนหนึ่งก็คือ พวกเขาได้รับข่าวสารข้อมูลใหม่ที่กว้างขึ้นจากสื่อที่เป็น “เสรีนิยม” มากขึ้น สื่อเหล่านั้นก็เปรียบเสมือน “กองทัพอากาศ” ที่ส่งเครื่องบินเข้ามา “ถล่ม” ทัพบกจนสูญเสียกำลังไปมากอย่างที่ผมจะกล่าวถึงต่อไป

ปัจจัยที่สองก็คือ “กองทัพเรือ” นี่คือรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และกฎเกณฑ์การบริหารและปกครองประเทศรวมถึงบุคคลากรที่ทำหน้าที่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎเหล่านั้น หน้าที่ของทัพเรือก็คล้าย ๆ กับทัพเรือในสงครามจริง นั่นคือ การปิดล้อมและตัดกำลังเสริม ตัดทรัพยากรหรือเสบียงต่าง ๆ ที่ฝ่ายตรงกันข้ามจะนำเข้ามาสู่สนามรบ ซึ่งจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามอ่อนแรงลง ในกรณีของการเมืองก็คือการยุบพรรคหรือทำให้หมดสิทธิในการทำงานการเมืองต่าง ๆ ในการต่อสู้หรือแข่งขันทางการเมือง ฝ่ายที่คุมทัพเรือได้มากกว่าก็จะได้เปรียบ และในหลาย ๆ ครั้งเป็นเครื่องมือที่ทำให้ชนะสงครามได้และนี่ก็คล้าย ๆ กับอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่สองที่อาศัยกองทัพเรือในการป้องกันเยอรมันบุกก่อนที่จะเอาชนะได้ในที่สุด ในกรณีของการเมืองไทยเองนั้นก็ชัดเจนว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมแทบจะคุมกำลังทางเรือได้เด็ดขาด

ปัจจัยสุดท้ายคือ “กองทัพอากาศ” ความหมายก็คือ การต่อสู้กันด้วยข่าวสาร “ทางอากาศ” ผ่านสื่อต่าง ๆ ในอดีตนั้น กองทัพอากาศประกอบไปด้วยหนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี ซึ่งส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยรัฐซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม การเกิดขึ้นของสื่อสังคมสมัยใหม่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้นทำให้ฝ่ายเสรีนิยมสามารถสร้างกองทัพอากาศที่ทรงอิทธิพลและเหนือกว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมอานิสงค์จากการที่คนรุ่นใหม่มีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีดิจิตอลมากกว่าคนรุ่นเก่าที่มักจะอนุรักษ์นิยมกว่ามาก หน้าที่ของกองทัพอากาศนั้นก็คือการ “ทำลายเป้าหมายบนพื้นดิน” แต่ในทางการเมืองก็คือการส่งข่าวสารที่จะเปลี่ยนความคิดของคนที่มีความคิดอนุรักษ์ให้มีความคิดเป็นเสรีนิยมมากที่สุด กองทัพอากาศไม่สามารถที่จะยึดครองพื้นที่หรือเอาชนะในสงครามจริงหรือสงครามทางการเมืองได้ แต่มันสามารถที่จะเปลี่ยนดุลยภาพของกำลังและทรัพยากรทางภาคพื้นดินรวมถึงพื้นน้ำให้ฝ่ายของตนได้เปรียบและเอาชนะได้ในที่สุด

ประเด็นที่จะต้องจับตามองและประเมินว่าฝ่ายไหนจะชนะนั้น ก็จะต้องดูพัฒนาการของกองทัพและการรบในแต่ละด้านของแต่ละฝ่ายว่าเป็นอย่างไร กำลังแต่ละทัพนั้นเปลี่ยนแปลงไปทางด้านไหน หลายสิ่งหลายอย่างในอดีตนั้น เคยอยู่อย่างเดิมหรือเปลี่ยนแปลงน้อยมากเป็นเวลาสิบหรือหลายสิบปี แต่ในโลกยุคปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงบางทีเกิดขึ้นในชั่ว “ข้ามคืน” อย่างที่เรา “คาดไม่ถึง” นี่เป็น “New Normal” การเมืองเองนั้นผมคิดว่าไม่ใช่ข้อยกเว้น ผมเพียงแต่หวังว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นจะเป็นไปอย่าง “ค่อนข้างสงบ” โดยที่การ “ต่อสู้” นั้น ก็จะเป็นการ “ต่อสู้กันทางการเมือง” ด้วย “3 เหล่าทัพ” ที่ไม่ได้ใช้อาวุธจริงเหมือนการต่อสู้ในสงครามจริง แต่เป็นการ “ต่อสู้กันทางความคิด” โดยที่ฝ่ายที่แพ้ก็ต้องยอมรับและฝ่ายที่ชนะก็จะต้องเปิดโอกาสให้มีการต่อสู้หรือแข่งขันกันใหม่อย่างที่คนในประเทศพัฒนาแล้วทำกันมานานแล้วโดยที่ไม่มีปัญหาอะไรเลย ประเทศไม่ได้ล่มสลาย เศรษฐกิจก้าวหน้า และผู้คนก็มีความสุขได้อย่างที่ตนเองต้องการ

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://portal.settrade.com/blog/nivate/2020/08/03/2362