แจ้งเตือน

รู้หรือไม่? ราคาที่ดินปี 2566 จ่อแพงขึ้น 8%! I POCKET MONEY EP54

FINNOMENA CHANNEL
รู้หรือไม่? ราคาที่ดินปี 2566 จ่อแพงขึ้น 8%! I POCKET MONEY EP54

รับชมบน YouTube: https://youtu.be/2Hj7H90Us50

เงินเฟ้อขึ้น ราคาน้ำมันขึ้น ราคาที่ดินก็หนีไม่พ้นขึ้นตามกันมากับเขาด้วย โดยได้มีการประกาศออกมาแล้วว่าในปี 2566 ราคาประเมินที่ดินจะเพิ่มขึ้นถึง 8% สิ่งนี้หมายถึงอะไร แล้วเราจะได้รับผลกระทบในแง่ไหนกันบ้าง มาติดตามในคลิปนี้

ประเภทของราคาที่ดิน 3 แบบ

  • ราคาตลาด : ราคาที่ผู้ซื้อและผู้ขายที่ดินพึงพอใจที่จะตกลงซื้อขายกัน
  • ราคาประเมินของภาคเอกชน : ราคาที่ประเมินขึ้นโดยเอกชนองค์กรใดองค์กรหนึ่งที่อาจได้รับการรับรองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินราคาที่ดิน โดยแต่ละสถาบันก็อาจมีแนวทางกำหนดเกณฑ์ที่แตกต่างกัน อย่างการขอสินเชื่อบ้าน ก็จะใช้วิธีประเมินมูลค่าที่ดินเพื่อกำหนดเป็นมูลค่าสินเชื่อโดยอาศัยการประเมินราคาที่ดินจากธนาคาร
  • ราคาประเมินของกรมที่ดิน : ราคาที่กรมที่ดินได้ประกาศขึ้น โดยประชาชนจะสามารถเข้าไปตรวจสอบเบื้องต้นได้จากเว็บไซต์ https://assessprice.treasury.go.th/ เพื่อให้เอกชนได้นำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการกำหนดราคาซื้อขายที่ดินได้อย่างเหมาะสม 

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเกิดการซื้อขายที่ดินจริง ๆ

  • อย่างไรก็ตามในการซื้อขายที่ดินกันจริง ๆ ผู้ซื้อและผู้ขายก็มักจะอ้างอิงราคาประเมินของภาคเอกชนและราคาตลาดเป็นหลัก
  • ทำให้โดยทั่วไปแล้วราคาประเมินของภาคเอกชนและราคาตลาดมักจะแพงกว่าราคาประเมิน
  • แต่การทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดินที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการก็มักจะอ้างอิงราคาที่ดินของกรมที่ดินเป็นหลัก เช่น การใช้เป็นราคาที่ดินเพื่อคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ภาษีธุรกิจเฉพาะหรืออากรแสตมป์ เป็นต้น 

เกี่ยวกับการปรับราคาที่ดินในครั้งนี้

  • เป็นการปรับเพิ่มราคาประเมินโดยกรมที่ดิน
  • โดยปกติแล้วราคาประเมินที่ดินของกรมที่ดินจะต้องมีการปรับปรุงใหม่ทุก 4 ปี
  • เพียงแต่ในปี 2565 เป็นปีแรกที่รัฐบาลเริ่มจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเต็มอัตรา จึงได้มีการเลื่อนใช้บัญชีราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ออกไป 1 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โดยยังคงให้ใช้ราคาประเมินที่ดินเดิมในรอบปี 2559-2563 แทน
  • ทำให้กำหนดการที่จะปรับปรุงราคาประเมินที่ดินจะเริ่มต้นในปี 2566 และนำไปใช้จนถึงปี 2569
  • ดังนั้นราคาประเมินที่ดินที่ปรับใหม่ จึงนับได้ว่าเป็นราคาที่ถูกปรับเอาไว้ตั้งแต่ก่อนปี 2565 แล้ว เพียงแต่ได้ฤกษ์นำมาปรับใช้จริงในปี 2566 เท่านั้น
  • อย่างไรก็ตาม หากในพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างมีนัยสำคัญ เช่น สยามสแควร์ ที่มีราคาตลาดที่ตารางวาละ 3.5 ล้านบาท สูงกว่าราคาประเมินของกรมที่ดินที่ตารางวาละ 1 ล้านบาท ก็อาจมีผลให้เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่จะต้องถูกออกประกาศเพื่อปรับปรุงราคาใหม่ 

ภาพรวมของการปรับปรุงราคาประเมินที่ดิน

  • นับได้ว่าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8% ทั่วประเทศ
  • โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 3%
  • ต่างจังหวัดเพิ่มประมาณ 8%
  • การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบนทำเลแนวรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง ถนนตัดใหม่ และพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
  • โดยราคาสูงสุดอยู่พื้นที่กรุงเทพฯ ราคา 1 ล้านบาท/ตารางวา ได้แก่ ถนนสีลม เพลินจิต วิทยุ พระรามที่ 1 (บริเวณหน้าสยามสแควร์ถึงถนนเพลินจิต)
  • ส่วนราคาที่สูงที่สุดในต่างจังหวัดอยู่ที่ จ.ชลบุรี บนถนนเลียบหาดพัทยา อ.บางละมุง 220,000 บาท/ตารางวา ซึ่งเป็นราคาที่ถูกปรับขึ้นมากกว่า 40%

ผลกระทบจากการปรับเพิ่มราคาประเมิน

  • การปรับเพิ่มราคาประเมินแบบนี้ส่งผลกระทบต่อภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอย่างแน่นอน
  • โดยช่วงที่มีการปรับลดภาษีและชะลอการใช้ราคาประเมินปรับปรุงใหม่ก็ได้ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขาดรายได้ไปประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี
  • แต่สำหรับปี 2566 ที่ยังไม่เห็นสัญญาณการขยายมาตรการปรับลดอัตราภาษีหรือการเลื่อนใช้ราคาประเมินปรับปรุงใหม่ ตัวเลขของภาษีที่จะจัดเก็บได้เพิ่มขึ้นก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง
  • รวมถึงบรรดาเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเองก็คงจะต้องตื่นตัววางแผนบริหารจัดการภาษีให้คุ้มค่าและสอดคล้องกับลักษณะการนำที่ดินมาใช้ประโยชน์กันมากขึ้นด้วย

พบความสุดพิเศษสำหรับคุณได้ในทุกวัน ทั้งบทความให้ความรู้เกี่ยวกับกองทุนรวม หุ้น คริปโตฯ และการบริการ โปรโมชั่น ของรางวัลต่างๆ ที่คัดสรรมาเพื่อมอบให้กับสมาชิก FINNOMENA เท่านั้น
👉 สมัครสมาชิกเว็บไซต์ FINNOMENA https://finno.me/register-website


มือใหม่ห้ามพลาด! คอร์สเรียนพิเศษจาก FINNOMENA U "กองทุนรวม 101 สำหรับมือใหม่"

News Update: ราคาน้ำมันอาจทะลุ $100 OPEC+ ลดกำลังการผลิต 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไม่สนเสียงคัดค้านสหรัฐฯ ‘ไบเดน’ ผิดหวังหนัก

THE OPPORTUNITY
News Update: ราคาน้ำมันอาจทะลุ $100 OPEC+ ลดกำลังการผลิต 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไม่สนเสียงคัดค้านสหรัฐฯ ‘ไบเดน’ ผิดหวังหนัก

กลุ่ม OPEC+ รวมถึงซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันลง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบ แม้สหรัฐฯ จะเรียกร้องให้ผลิตมากขึ้นเพื่อกดดันรัสเซียและช่วยเศรษฐกิจโลกก็ตาม

หลายฝ่ายมองว่าการปรับลดกำลังการผลิตอาจเป็นการช่วยให้รัสเซียมีรายได้เพิ่มเพื่อใช้จ่ายในการทำสงครามกับยูเครน และยังทำลายโอกาสของปธน.สหรัฐฯ โจ ไบเดน ที่ต้องการควบคุมราคาพลังงานภายในประเทศ

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันโลกปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะปรับขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนจากความหวังว่า กลุ่ม OPEC+ จะลดกำลังการผลิต โดยล่าสุด (6 ต.ค.) ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นมา 0.24% อยู่ที่ $93.59 บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้นมา 0.23% อยู่ที่ $87.96 บาร์เรล

ด้านทำเนียบขาวของสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า ปธน.ไบเดนผิดหวังกับการตัดสินใจที่ตื้นเขินของ OPEC+ ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับผลกระทบด้านลบอย่างต่อเนื่องจากการรุกรานยูเครนของปูติน

โดยฝ่ายบริหารของไบเดนจะปรึกษากับสภาคองเกรสเกี่ยวกับเครื่องมือเพิ่มเติมเพื่อลดอำนาจการควบคุมพลังงานของกลุ่ม OPEC+ พร้อมระบุว่า นี่เป็นเครื่องเตือนใจสำหรับสหรัฐฯ ในการลดการพึ่งพาแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ

Stephen Brennock นักวิเคราะห์อาวุโสของ PVM Oil กล่าวว่า OPEC+ อ้างว่าภารกิจของกลุ่มคือการประกันราคาสำหรับทั้งฝั่งผู้บริโภคและผู้ผลิต แต่การตัดสินใจดังกล่าวกำลังขัดต่อวัตถุประสงค์ของกลุ่ม นี่เป็นการเคลื่อนไหวที่เห็นแก่ตัวและมุ่งเป้าไปที่ผลประโยชน์ของผู้ผลิตเท่านั้น

Rohan Reddy ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Global X ETFs กล่าวว่า การตัดสินใจลดการผลิตดังกล่าวอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยสมมติฐานที่ว่าไม่มีการระบาดใหญ่ของโควิดทั่วโลก และ ​Fed ไม่ใช้นโยบายการเงินเข้มงวดอย่างไม่คาดคิด

โดย Rohan Reddy มองว่า สถานการณ์ที่เป็นไปได้มากสุดในระยะสั้นคือ ราคาน้ำมันจะลอยตัวอยู่ในช่วง 90 ถึง 100 ดอลลาร์

อ้างอิง:

https://www.cnbc.com/2022/10/05/oil-opec-imposes-deep-production-cuts-in-a-bid-to-shore-up-prices.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 06/10/2022 “OPEC+ ดันราคาน้ำมัน ประกาศลดกำลังการผลิต 2 ล้านบาร์เรล/วัน ไม่ฟังเสียงคัดค้านสหรัฐฯ” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 06/10/2022

“OPEC+ ดันราคาน้ำมัน ประกาศลดกำลังการผลิต 2 ล้านบาร์เรล/วัน ไม่ฟังเสียงคัดค้านสหรัฐฯ”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 30,273.87 จุด -42.45 จุด (-0.14%) S&P500 ปิดที่ 3,783.28 จุด -7.65 จุด (-0.2%)  Nasdaq  ปิดที่ 11,148.64 จุด -27.77 จุด (-0.25%)  Small Cap 2000 ปิดที่ 1,762.69 จุด -13.07 จุด (-0.74%) VIX index ปิดที่ 28.55 จุด -0.52 จุด (-1.79%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 3,447.72 จุด -36.76 จุด (-1.05%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 12,517.18 จุด +153.30 จุด –(1.21%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 5,985.46 จุด -54.23 จุด (-0.9%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 27,120.46 จุด +128.32 จุด (+0.48%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 18,100.48 จุด +1,008.46 จุด (+5.9%)  และ SET Index ปิดที่ 1,580.27 จุด +2.27 จุด (+0.14%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 6 ต.ค. 2565) ทองคำ 1,729.0 ดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 20.742 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 88.12 ดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 93.75 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 6 ต.ค. 2565) Bitcoin 20,310.4 ดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,374.36 ดอลลาร์สหรัฐฯ BNB Coin 297.7 ดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.064887 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ตลาดหุ้นฮ่องกงบวกแรง 5.9% จากความหวังที่ Fed ไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย  เพราะ เมื่อวานนี้มีการประกาศตำแหน่งงานใหม่ในสหรัฐฯ ส.ค. เหลือ 10.1 ล้านตำแหน่ง ร่วงต่ำสุดรอบ 2 ปี กดดันไม่ให้ Fed รีบขึ้นดอกเบี้ย และคาดการณ์ว่ารัฐบาลจีนจะส่งสัญญาณผ่อนคลายมาตรการ zero covid

ADP จ้างงานภาคเอกชนสหรัฐฯ เพิ่ม 208,000 ตำแหน่ง ดีกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 200,000 ตำแหน่ง ในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมาเพิ่ม 185,000 ตำแหน่ง ด้านหนี้สาธารณะพุ่งขึ้นไปแตะระดับ $31 ล้านล้าน จากรัฐบาลสหรัฐฯ เร่งกู้ยืมเงินเพื่อใช้พยุงเศรษฐกิจในประเทศ

OPEC+ ประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 2 ปี โดยปรับลด 2 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือน พ.ย. หลังจากที่เพิ่งมีมติลดกำลังการผลิต 100,000 บาร์เรล/วัน ในเดือนต.ค. ที่ผ่านมา กำลังการผลิตน้ำมันต่อวันลดลงจาก 43.8 ล้านบาร์เรล/วัน เหลือ 41.8 ล้านบาร์เรล/วัน กลางเดือนก.ค. ที่ผ่านมาคุณไบเดน ได้เดินทางไปเยือนซาอุดิอาระเบีย เพื่อหารือกับชาติสมาชิกเรื่องเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้น เพื่อกดราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงจนเกินปัญหาเงินเฟ้อทั่วโลก แต่การประชุม OPEC+ ครั้งนี้ไม่ฟังเสียงคัดค้านสหรัฐฯ

เงินทุนสำรองระหว่างประเทศทั่วโลกหดตัวลงมา 7.8% มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์  มากสุดเป็นประวัติการณ์ ด้านอินเดียเงินทุนสำรองระหว่างประเทศหดตัวไปกว่า $96,000 ล้าน มาอยู่ที่ระดับ $583,000 ล้าน ด้านไทยเงินทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงมาอยู่ที่ระดับ $230,000 ล้าน

5 ปัญหาท้าทายเศรษฐกิจจีน ก่อน ‘สี จิ้นผิง’ เป็น ปธน. ต่อสมัย 3 หายนะทางเศรษฐกิจ อาจไม่ไกลเกินเอื้อม เกิดจากนโยบายโควิดเป็นศูนย์กำลังสร้างความหายนะให้เศรษฐกิจจีน รัฐบาลจีนไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจมากเท่าที่ควรทำ ตลาดอสังหาฯจีนกำลังอยู่ในวิกฤติ การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศของจีนที่รุนแรงทำให้ทุกอย่างยิ่งแย่ลง และบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนกำลังสูญเสียนักลงทุน

เงินเฟ้อไทยเริ่มชะลอตัวในเดือน ก.ย. ขยายตัวที่ระดับ 6.41% จากปีที่แล้ว จากราคาพลังงาน อสังหาริมทรัพย์ และอาหารที่ราคาชะลอตัวลง พาณิชย์คาดการณ์เงินเฟ้อในปี 65 อยู่ที่ระดับ 6%

BBC ได้เทียบข้อมูลน้ำท่วม 2554 กับ 2565 หลังรัฐยืนยันไม่ซ้ำรอย โดยพื้นที่น้ำท่วมขังทั่วไทยเดือน ก.ย. ในปี 2565 น้ำน้อยกว่า ปี 2554 ถึง 3 เท่า

งานสัมมนา

วันที่ 7 ต.ค. เวลา 14.00 – 15.00 น. ‘เจาะลึกมุมมองประจำเดือนตุลาคม 2565’ ผ่าน Zoom Application

วันที่ 8 ต.ค. เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป ‘The Return Of China การกลับมาของตลาดหุ้นจีน หาก “สี จิ้น ผิง” เป็นผู้นำสมัยที่สาม’ ณ FINNOMENA Office

News Update: 5 ปัญหาท้าทายเศรษฐกิจจีน ก่อน ‘สี จิ้นผิง’ เป็น ปธน. ต่อสมัย 3 หายนะทางเศรษฐกิจ อาจไม่ไกลเกินเอื้อม

THE OPPORTUNITY
News Update: 5 ปัญหาท้าทายเศรษฐกิจจีน ก่อน ‘สี จิ้นผิง’ เป็น ปธน. ต่อสมัย 3 หายนะทางเศรษฐกิจ อาจไม่ไกลเกินเอื้อม

เศรษฐกิจจีนกำลังชะลอตัวจากนโยบายโควิดเป็นศูนย์และอุปสงค์ทั่วโลกที่อ่อนแอ ดูเหมือนเป้าหมาย GDP เติบโตที่ 5.5% ของรัฐบาลจีนจะอยู่ไกลเกินเอื้อม แม้จะเลี่ยงการหดตัวในไตรมาสที่ 3 มาได้อย่างหวุดหวิดก็ตาม

แม้จะไม่ต้องต่อสู้กับเงินเฟ้อเหมือนอังกฤษกับสหรัฐฯ แต่จีนกำลังเผชิญกับปัญหาอื่นที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตเช่นกัน และนี่คือ 5 เหตุผลอธิบายว่าทำไมเศรษฐกิจจีนมีปัญหาในช่วงเวลาที่ ปธน. สี จิ้นผิง เตรียมรับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของจีนสมัยที่ 3

🦠 นโยบายโควิดเป็นศูนย์กำลังสร้างความหายนะ

การล็อกดาวน์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิดในหลายเมือง ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ตอนนี้ผู้บริโภคชาวจีนไม่กล้าใช้จ่ายเงินกับไปกับสิ่งของต่างๆ จนทำให้ภาคบริการหลักๆ อยู่ภายใต้แรงกดดัน

ขณะที่ฝั่งการผลิตที่ดูเหมือนจะกลับมาฟื้นตัวได้ในเดือน ก.ย. แต่มันเกิดขึ้นหลังจากไม่ขยายตัวมา 2 เดือน นอกจากนี้การขยายตัวอาจเป็นเพราะรัฐบาลใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น

🇨🇳 รัฐบาลจีนไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจมากเท่าที่ควรทำ

แม้จะประกาศงบประมาณวงเงิน 1 ล้านล้านหยวน เพื่อส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็ก โครงสร้างพื้นฐาน และอสังหาริมทรัพย์ในเดือน ส.ค. แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่ารัฐบาลจีนสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้เพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตและการจ้างงาน

ซึ่งนั่นหมายถึง การลงทุนเพิ่มเติมในโครงสร้างพื้นฐาน การผ่อนปรนเงื่อนไขการกู้ยืมสำหรับผู้ซื้อ ผู้พัฒนาอสังหาฯ และรัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงการลดหย่อนภาษีสำหรับครัวเรือน

🏢 ตลาดอสังหาฯ จีนกำลังอยู่ในวิกฤติ

กิจกรรมในภาคอสังหาฯ ที่อ่อนแอ และมุมมองเชิงลบในภาคที่อยู่อาศัยได้ชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจจีนอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะภาคอสังหาฯ นั้นคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของ GDP ทั้งหมดของจีน

ตอนนี้ผู้ซื้อปฏิเสธการชำระค่าจำนองของบ้านที่ยังไม่เสร็จ ความต้องการบ้านใหม่ที่ลดลงนำไปสู่ความต้องการนำเข้าสินค้าที่ใช้ในการก่อสร้างลดลง แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามหนุนตลาดแค่ไหน แต่ราคาบ้านในหลายสิบเมืองลดลงมากกว่า 20% แล้วในปีนี้

🌳 การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศทำให้ทุกอย่างยิ่งแย่ลง

สภาพอากาศที่สุดขั้วกำลังส่งผลกระทบระยะยาวต่อภาคอุตสาหกรรมจีน ตั้งแต่คลื่นความร้อนรุนแรงตามมาด้วยความแห้งแล้ง ตอนนี้การใช้งานเครื่องปรับอากาศพุ่งสูงขึ้นจนกระทบการจ่ายไฟฟ้าที่ใช้พลังงานน้ำในบางภูมิภาค

โรงงานต่างๆ ซึ่งรวมถึงผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Foxconn และ Tesla ถูกบังคับให้ลดเวลาทำงานหรือปิดโรงงานเพราะไฟฟ้าไม่เพียงพอ ตอนนี้รัฐบาลกำลังหนุนเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนบริษัทพลังงานและเกษตรกร

🌏 ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนกำลังสูญเสียนักลงทุน

การคุมเข้มด้านกฎระเบียบกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของรัฐบาลจีน ทำให้ Tencent และ Alibaba รายงานรายได้ลดลงครั้งแรกในประวัติการณ์ โดยกำไรของ Tencent ลดลง 50% ขณะที่รายได้สุทธิของ Alibaba ลดลงครึ่งหนึ่ง

นักลงทุนรายใหญ่ทั้ง Softbank และ Berkshire Hathaway แห่ขายหุ้นเทคโนโลยีจีนที่ถือมาเป็นระยะเวลานาน ตอนนี้โลกเริ่มมองว่าจีนอาจไม่เปิดกว้างแก่ธุรกิจเหมือนก่อนแล้ว และเศรษฐกิจจีนในยุค ‘สี จิ้นผิง’ กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง หลังเติบโตต่อเนื่องในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

อ้างอิง: https://www.bbc.com/news/world-asia-china-62830775 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ส่อง 8 ‘หุ้นอังกฤษ’ ยักษ์ใหญ่ของเศรษฐกิจเมืองผู้ดี

planet 46
ส่อง 8 'หุ้นอังกฤษ' ยักษ์ใหญ่ของเศรษฐกิจเมืองผู้ดี

หลังจากที่เราได้พาไป ส่อง 8 ‘หุ้นเกาหลี’ ยักษ์ใหญ่ แห่งแดนโสมขาว และ ส่อง 8 ‘หุ้นเวียดนาม’ เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย ไปแล้ว วันนี้เป็นคิวของ ‘หุ้นอังกฤษ’ กันบ้าง ‘ประเทศอังกฤษ’ หรือ ‘สหราชอาณาจักร’ เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดเป็นอันดับสองในยุโรปรองจากเยอรมนี ด้วย GDP ที่มีมูลค่ากว่า 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

บทความนี้จึงขอชวนทุกคนมาดู 8 หุ้น (บริษัท) อังกฤษ ที่คัดมาเน้น ๆ แล้วว่าแต่ละบริษัทมีความน่าสนใจ และเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของเศรษฐกิจเมืองผู้ดี

เจาะลึก 8 หุ้นอังกฤษ ยักษ์ใหญ่ของเศรษฐกิจเมืองผู้ดี

ส่อง 8 'หุ้นอังกฤษ' ยักษ์ใหญ่ของเศรษฐกิจเมืองผู้ดี

Shell (SHEL)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘Shell’ เป็นบริษัทพลังงานและปิโตรเคมีรายใหญ่ที่สุดในยุโรป ด้วยมูลค่าบริษัทกว่า 199.06 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ Shell กลายเป็นบริษัทด้านพลังงานที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นอันดับสี่ของโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.ย. 2565) และเป็นบริษัทในอุตสาหกรรมน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับห้าในแง่ของรายได้ปี 2021 โดยทำรายได้แตะ 272.657 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2021 รวมถึงเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในประเทศอังกฤษ อีกด้วย

Shell ก่อตั้งขึ้นในเดือนเมษายนปี 1907 จากการควบรวมกิจการของบริษัท ‘Royal Dutch Petroleum’ จากประเทศเนเธอร์แลนด์ และบริษัท ‘Shell Transport and Trading’ จากสหราชอาณาจักร โดยเดิมบริษัทใช้ชื่อ ‘The Royal Dutch Shell’ ก่อนจะประกาศเปลี่ยนเป็น ‘Shell’ ในช่วงเดือน ธ.ค. 2021 ที่ผ่านมา เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับลดความซับซ้อนโครงสร้างธุรกิจ โดยยกเลิกการจดทะเบียนหุ้นในสองตลาด และย้ายสำนักงานใหญ่จากกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

จากวันแรกจนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลามากกว่า 115 ปีแล้วที่ Shell มีบทบาทสำคัญในทุกด้านของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจร ซึ่งรวมไปถึงการสำรวจ การผลิต การกลั่น การตลาด การขนส่ง และการจัดจำหน่าย นอกจากนี้ยังขยายธุรกิจไปยังพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพอีกด้วย โดยปัจจุบัน Shell มีการดำเนินงานในกว่า 99 ประเทศ และมีสถานีบริการประมาณ 44,000 แห่งทั่วโลก

Shell จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่ 1.) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘SHEL’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100 2.) ตลาดหลักทรัพย์อัมสเตอร์ดัม (Euronext Amsterdam) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘SHELL’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี AEX และ 3.) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘SHEL’

Astrazeneca (AZN)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘Astrazeneca’ เป็นบริษัทยาและเทคโนโลยีชีวภาพสัญชาติอังกฤษ-สวีเดน ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 6 เมษายน 1999 จากการควบรวมกิจการของบริษัทเวชภัณฑ์สัญชาติสวีเดนอย่าง ‘Astra AB’ และ ‘Zeneca Group’ บริษัทยาสัญชาติอังกฤษ ซึ่งนับตั้งแต่ควบรวมกิจการเป็น Astrazeneca ก็ทำให้บริษัทกลายเป็นหนึ่งในบริษัทยารายใหญ่ที่สุดของโลก และได้ขยายขีดความสามารถทางธุรกิจโดยการเข้าซื้อบริษัทต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับยาและเทคโนโลยีชีวภาพมากมาย เช่น Cambridge Antibody Technology บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพจากประเทศอังกฤษ (เข้าซื้อในปี 2006), MedImmune หน่วยงานวิจัยและพัฒนาด้านชีววิทยา (เข้าซื้อในปี 2007), Spirogen บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ (เข้าซื้อในปี 2013) และ Definiens บริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (เข้าซื้อในปี 2014) เป็นต้น

Astrazeneca มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ และมีศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ตั้งอยู่ในเมืองที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ 3 แห่ง ได้แก่ เมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ, เมืองโกเธนเบิร์ก ประเทศสวีเดน และเมืองเกเธอร์สเบิร์ก รัฐแมริแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

Astrazeneca ได้ก้าวเป็นผู้นำด้านการพัฒนาและผลิตยารักษาโรคระบบทางเดินอาหาร โรคหัวใจหลอดเลือด โรคปอด โรคระบบประสาท โรคติดเชื้อ การอักเสบ มะเร็ง และความผิดปกติทางจิต โดยเป็นบริษัทยาที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับสิบในแง่ของรายได้ปี 2021 และเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นอันดับสองในประเทศอังกฤษด้วยมูลค่าตลาดกว่า 190.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.ย. 2565) รายได้ของ Astrazeneca เติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2020-2021 จากการจับมือกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ตในการคิดค้น พัฒนา และผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่มีชื่อว่า ‘AZD1222’ ซึ่งเป็นวัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นเวคเตอร์หรือพาหะ และฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 โดยในปี 2020 Astrazeneca ทำรายได้ แตะ 26.617 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 9.16% จากปี 2019 และทำรายได้ปี 2021 แตะ 37.417 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2020 ถึง 40.58%

Astrazeneca จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 2 แห่ง ได้แก่ 1.) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘AZN’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100 และ 2.) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘AZN’

HSBC (HSBA)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘HSBC’ เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ให้บริการด้านการเงินและการธนาคารแก่ลูกค้ารายย่อย ลูกค้าธุรกิจ ลูกค้าภาครัฐ ไปจนถึงลูกค้าองค์กรและสถาบัน ณ สิ้นปี 2021 HSBC มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (AUC) มูลค่ากว่า 10.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUA) มูลค่ากว่า 4.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 123.61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ HSBC กลายเป็นธนาคารที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุดในยุโรป และเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในสหราชอาณาจักรเป็นอันดับ 4 (ข้อมูล ณ 15 วันที่ ก.ย. 2565)

HSBC ก่อตั้งขึ้นในเดือนมีนาคม ปี 1865 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ โดยมีการดำเนินงานอยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงยุโรป เอเชีย-แปซิฟิก ตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ อเมริกาเหนือ และลาตินอเมริกา ให้บริการลูกค้ามากกว่า 40 ล้านคนใน 63 ประเทศทั่วโลกมายาวนานกว่า 150 ปี

HSBC มีการดำเนินงานผ่าน 3 ส่วน ได้แก่ 

  • Wealth and Personal Banking (WPB) – ให้บริการด้านการธนาคารแก่ลูกค้ารายย่อย ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยและการลงทุน บริการจัดการสินทรัพย์ทั่วโลก และการจัดการการลงทุน เป็นต้น
  • Commercial Banking (CMB) – นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าธุรกิจ รวมถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งรวมถึงสินเชื่อและการให้กู้ยืม การค้าระหว่างประเทศ การประกันภัยเชิงพาณิชย์และการลงทุน เป็นต้น
  • Global Banking and Markets (GBM) – ให้บริการทางการเงินที่ปรับกลยุทธ์ให้เหมาะกับลูกค้าภาครัฐ ลูกค้าองค์กร ลูกค้าสถาบัน และนักลงทุนเอกชนทั่วโลก

HSBC จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 4 แห่ง ได้แก่ 1.) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘HSBA’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100 2.) ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (Hong Kong Stock Exchange: SEHK) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘5’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี Hang Seng (HSI) 3.) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘HSBC’ และ 4.) ตลาดหลักทรัพย์เบอร์มิวดา (Bermuda Stock Exchange: BSX) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘HSBC.BH’

Unilever (ULVR)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘Unilever’ เป็นบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค FMCG (Fast Moving Consumer Goods) ที่ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 2 กันยายน 1929 โดยเกิดจากการควบรวมกิจการของบริษัทผู้ผลิตสบู่สัญชาติอังกฤษอย่าง ‘Lever Brothers’ และ ‘Margarine Unie’ บริษัทผู้ผลิตเนยเทียม (มาการีน) สัญชาติเนเธอร์แลนด์ มีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และมีศูนย์วิจัยและพัฒนาทั่วโลกทั้งในประเทศจีน อินเดีย เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา 

Unilever ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่ 1.) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘ULVR’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100 2.) ตลาดหลักทรัพย์อัมสเตอร์ดัม (Euronext Amsterdam) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘UNA’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี AEX และ 3.) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘UL’

ปัจจุบัน Unilever เป็นหนึ่งในผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มียอดขายสูงสุดในโลก มีผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Unliever มากกว่า 2.5 พันล้านคนต่อวัน โดย Unilever มีการดำเนินธุรกิจผ่าน 3 ส่วน ซึ่งประกอบไปด้วยแบรนด์สินค้ามากกว่า 400 แบรนด์ ที่วางจำหน่ายอยู่ใน 190 ประเทศทั่วโลก ได้แก่

  • ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามและดูแลร่างกาย (Beauty & Personal Care) – จำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและทำความสะอาดผิว ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากและฟัน และผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ตัวอย่างแบรนด์ในเครือเช่น Vaseline, Rexona, LUX, Dove และ Sunsilk เป็นต้น
  • ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม (Foods & Refreshment) – จำหน่ายขนม ไอศกรีม เครื่องดื่ม แยม น้ำสลัด ชา และผลิตภัณฑ์บูลยอง (ซุปก้อน และผงปรุงแต่งอาหาร) ตัวอย่างแบรนด์ในเครือ เช่น Wall’s, Lipton, Knorr และ Ben & Jerry’s
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลเครื่องใช้ในครัวเรือน (Home Care) – จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและถนอมผ้า ไม่ว่าจะเป็น ผงซักฟอก และน้ำยาปรับผ้านุ่ม รวมถึงผลิตล้างจาน และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในครัวเรือน ตัวอย่างแบรนด์ในเครือเช่น OMO, Comfort, Sunlight และ Cif

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

ตัวอย่างแบรนด์สินค้าในอาณาจักร Unilever
ที่มา: https://twitter.com/CareersUnilever/status/949333470043623427/photo/1

Diageo (DGE)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘Diageo’ เป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น สก๊อตวิสกี้ ไอริชวิสกี้ อเมริกันวิสกี้ วิสกี้แคนาดา บรั่นดี วอดก้า เหล้า รัม เตกิลา ไวน์ เบียร์ ไซเดอร์ ไป่จิ่ว ค็อกเทล และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 101.80 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จึงทำให้ Diageo กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ในสหราชอาณาจักร และเป็นบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีมูลค่าตลาดเป็นอันดับสามของโลก รองจาก Kweichow Moutai จากประเทศจีน และ Anheuser-Busch Inbev จากประเทศเบลเยียม (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.ย. 2565)

Diageo ก่อตั้งขึ้นในปี 1997 จากการควบรวมกิจการของโรงเบียร์ยุคเก่าที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1759 อย่าง ‘Guinness Brewery’ จากประเทศไอร์แลนด์ และบริษัท ‘Grand Metropolitan’ จากประเทศอังกฤษ โดยปัจจุบัน Diageo มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอาณาจักรของ Diageo มีมากกว่า 200 แบรนด์ วางจำหน่ายในหลายทวีปทั่วโลกมากกว่า 180 ประเทศ ได้แก่ อเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชียแปซิฟิก แอฟริกา ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน ตัวอย่างแบรนด์ในเครือ Diageo เช่น Johnnie Walker, Smirnoff, Captain Morgan, Baileys และ Tanqueray เป็นต้น โดย Diageo ยังถือหุ้น 34% ในธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ‘Moët Hennessy’ ของบริษัทสินค้าฟุ่มเฟือยอย่าง ‘LVMH’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘Louis Vuitton’ นั่นเอง

Diageo ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 2 แห่ง ได้แก่ 1.) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘DGE’ โดยเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 1997 และถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100 2.) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘DEO’

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

ตัวอย่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอาณาจักร Diageo
ที่มา: https://www.diageoindia.com/brands/

BP (BP)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘BP’ เป็นบริษัทด้านพลังงานระดับโลกที่ดำเนินงานแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็น การสำรวจ การสกัด การกลั่น การขนส่ง และการจัดจำหน่ายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 1909 โดยใช้ชื่อว่า ‘Anglo-Persian Oil’ ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘British Petroleum’ ในปี 1982 และหลังจากได้มีการควบรวมกิจการกับ ‘Amoco Corporation’ ไปในปี 1998 ก็ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น ‘BP’ อีกครั้งในปี 2000 ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้มาจนปัจจุบัน

BP มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีการดำเนินงานในมากกว่า 80 ประเทศ และมีสถานีบริการน้ำมันประมาณ 20,700 แห่งทั่วโลก ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 100.68 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ BP กลายเป็นบริษัทผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นอันดับ 9 ของโลก และเป็นบริษัทด้านพลังงานที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นอันดับ 10 ของโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.ย. 2565) โดยในปี 2000 BP ได้เข้าซื้อกิจการของ ‘Castrol’ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ด้วยมูลค่ากว่า 4.73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

BP มีความตั้งใจปรับกลยุทธ์ธุรกิจหันมาลงทุนในพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานน้ำ เป็นต้น เพื่อลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ โดยตั้งเป้าในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ให้ได้ 40% ภายในปี 2030 สู่เป้าหมายการเป็นบริษัทที่มีค่าปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ภายในปี 2050 

BP จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่ 1.) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘BP’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100 2.) ตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต (Frankfurt Stock Exchange: FWB) ประเทศเยอรมนี ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘BPE’ และ 3.) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘BP’

British American Tobacco (BATS)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘British American Tobacco’ เป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายบุหรี่ ยาสูบ และผลิตภัณฑ์นิโคตินอื่น ๆ ก่อตั้งในปี 1902 โดยเกิดจากการตกลงจัดตั้งบริษัทร่วมทุนของ บริษัท ‘Imperial Tobacco’ จากประเทศอังกฤษ และบริษัท ‘American Tobacco Company’ จากประเทศสหรัฐอเมริกา มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีการดำเนินงานในประมาณ 180 ประเทศทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ของบริษัทแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ 1.) กลุ่ม Non-Combustible ประกอบไปด้วยแบรนด์ Vuse, Glo, Velo และ Grizzly 2.) กลุ่ม Combustible ประกอบไปด้วยแบรนด์ Dunhill, Kent, Lucky Strike, Pall Mall และ Rothmans ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 91.10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ British American Tobacco กลายเป็นบริษัทในอุตสาหกรรมยาสูบที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับสองรองจาก ‘Philip Morris’ (ข้อมูล ณ 15 วันที่ ก.ย. 2565)

British American Tobacco จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 4 แห่ง ได้แก่ 1.) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘BATS’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100 2.) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘BTI’ 3.) ตลาดหลักทรัพย์โจฮันเนสเบิร์ก (Johannesburg Stock Exchange: JSE) แอฟริกาใต้ ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘BTI’ และ 4.) ตลาดหลักทรัพย์ไนโรบี (Nairobi Securities Exchange: NSE) ประเทศเคนยา ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘BAT’

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

แบรนด์สินค้าในอาณาจักร British American Tobacco
ที่มา: https://www.bat.com/brands

Reckitt Benckiser (RKT)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘Reckitt Benckiser’ เป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเน้นไปที่การผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ สุขอนามัย และโภชนาการ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองสลาวห์ ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในเดือนมีนาคม ปี 1999 จากการควบรวมกิจการของบริษัท ‘Benckiser’ สัญชาติเนเธอร์แลนด์ และบริษัท ‘Reckitt & Colman’ สัญชาติอังกฤษ โดยเป็นบริษัทที่เกิดจากการควบรวมกิจการของ ‘Reckitt & Sons’ กับ และ ‘J&J Colman’

หลังจากควบรวมกิจการไปถึง 2 ครั้ง Reckitt Benckiser ก็ได้ขยายฐานธุรกิจโดยการเข้าซื้อกิจการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภคมากมาย เช่น Gaviscon ยาลดกรดไหลย้อน, Air Wick น้ำหอมปรับอากาศ, Lehn & Fink เจ้าของ Lysol แบรนด์สเปรย์ฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย, SSL International เจ้าของแบรนด์ถุงยางอนามัย Durex และรองเท้าเพื่อสุขภาพ Scholl, Enfamil นมผงสำหรับทารก และ K-Y เจลหล่อลื่น เป็นต้น 

Reckitt Benckiser ดำเนินงานประมาณ 60 ประเทศ โดยมีผลิตภัณฑ์ในเครือวางจำหน่ายในเกือบ 200 ประเทศทั่วโลก ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 54.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ Reckitt Benckiser กลายเป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลกอันดับ 6 (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.ย. 2565)

Reckitt Benckiser จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 1 แห่ง คือตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘RKT’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

ตัวอย่างแบรนด์สินค้าในอาณาจักร Reckitt Benckiser
ที่มา: https://seekingalpha.com/article/4323440-reckitt-benckiser-heading-towards-pure-play-health-in-2020

ลงทุนหุ้นอังกฤษผ่านกองทุนรวม

แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีกองทุนไทยที่ลงทุนในหุ้นอังกฤษโดยตรงแต่ก็มีกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นยุโรป ซึ่งมีการจัดสรรการลงทุนในประเทศอังกฤษอยู่เหมือนกัน โดยในบทความนี้เราขอหยิบกองทุนที่ให้น้ำหนักลงทุนในประเทศอังกฤษเกิน 20% ของ NAV มาพูดถึง 3 กองทุน ได้แก่ กองทุน TMBEG, SCBUSM และ ONE-EUROEQ

TMBEG

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในกองทุน Wellington Strategic European Equity Fund เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน TMBEG จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายกระจายการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในกลุ่มประเทศยุโรป

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

การจัดสรรการลงทุนในต่างประเทศของกองทุน TMBEG
ที่มา: TMBEG Fund Factsheet (ข้อมูล ณ วันที่ 27 ก.ค. 2565)

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเกือบทั้งหมด ไม่ต่ำกว่า 90% ของเงินลงทุนในต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมกองทุน: การจัดการ – 1.0700% / Front-end Fee และ Switching-in – 1.50% / รวม – 1.2531%

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท

ซื้อกองทุน TMBEG คลิก

SCBEUSM

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในกองทุน European Smaller Companies Fund – Class D (EUR) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน SCBEUSM จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นขนาดเล็กในทวีปยุโรปและหุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับหลักทรัพย์ของบริษัทที่จัดตั้งหรือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในทวีปยุโรป รวมถึงสหราชอาณาจักรและตลาดเกิดใหม่ในยุโรป หรือบริษัทที่ได้รับรายได้หรือผลกำไรจากการดำเนินงานในทวีปยุโรป หรืบริษัทที่มีทรัพย์สินอยู่ในทวีปยุโรป

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

การจัดสรรการลงทุนในต่างประเทศของกองทุน SCBEUSM
ที่มา: SCBEUSM Fund Factsheet (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค. 2565)

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมกองทุน: การจัดการ – 1.61% / Front-end Fee และ Switching-in – 1.61% / รวม – 1.72%

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท

ซื้อกองทุน SCBEUSM คลิก

ONE-EUROEQ

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในกองทุน Eleva European Selection Fund – Class I (EUR)  เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน ONE-EUROEQ จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในบริษัทที่พิจารณาแล้วเห็นว่ามีแนวโน้มการเติบโตในระดับที่น่าสนใจในช่วงระยะเวลา 3 ถึง 5 ปี โดยการเติบโตดังกล่าวไม่สะท้อนในราคาซื้อขายหุ้นของบริษัทนั้น

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

การจัดสรรการลงทุนในต่างประเทศของกองทุน ONE-EUROEQ
ที่มา: ONE-EUROEQ Fund Factsheet (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค. 2565)

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ต่ำกว่า 80% ของเงินลงทุนในต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมกองทุน: การจัดการ – 1.07% / Front-end Fee และ Switching-in – 1.50% / รวม – 1.2091%

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท

ซื้อกองทุน ONE-EUROEQ คลิก

ใครพร้อมจะเติบโตไปกับเศรษฐกิจของประเทศที่มี GDP แข็งแกร่งเป็นอันดับสองในยุโรปอย่างประเทศอังกฤษแล้วก็เปิดบัญชีกับ FINNOMENA เพื่อเริ่มลงทุนได้เลย!

อยากลงทุนหุ้นอังกฤษผ่านกองทุนรวม แต่ยังไม่รู้ว่าจะใส่เข้าพอร์ตเท่าไรดี? รับบริการผู้แนะนำการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาท เท่านั้น
👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service

— planet 46.

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

เลือกพอร์ตตามความเจ็บปวดที่คุณรับได้

WealthGuru

เลือกพอร์ตตามความเจ็บปวดที่คุณรับได้

เลือกพอร์ตตามความเสี่ยงที่รับได้

เลือกพอร์ตตามระยะเวลาของเป้าหมาย

แต่บ้างครั้งเราอาจจะไม่แน่ใจว่าจริงๆ ความเสี่ยงที่เรารับได้อยู่ประมาณเท่าไร

วันนี้ ผมมีตัวเลขมา share กันดังรูปข้างล่าง

เลือกพอร์ตตามความเจ็บปวดที่คุณรับได้

Figure 1จาก portfoliovisualizer วันที่ 29 Sep 2022

เป็นการทดสอบด้วย ดัชนี S&P500 และ AGG ETF ซึ่งการเน้นลงทุนใน ตราสารหนี้ของ USA  โดยทดสอบปี 2004 – Aug 2022 ซึ่งผ่านช่วง วิกฤตของการเงิน Sub-prime มาแล้ว  จะได้ผลตอบตารางนี้

เลือกพอร์ตตามความเจ็บปวดที่คุณรับได้

Table 1 จาก portfoliovisualizer วันที่ 29 Sep 2022

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ดังก่อนเลือกจะต้องถามตัวเองว่า พร้อมที่จะเจอ Max Drawdown ได้มากขนาดไหน

Maximum Drawdown เป็นการวัดระดับผลตอบแทนขาดทุนสูงสุดในอดีตที่ผ่านมาเมื่อเทียบจากจุดที่เคยได้รับผลตอบแทนสูงที่สุด (Historical Peak) โดยค่า Maximum Drawdown บอกถึงอดีตที่ผ่านมาของกองทุนนั้น ปรับลดลงยาวนานมากน้อยแค่ไหน และทำให้เกิดการขาดทุนเป็นจำนวนเท่าใด หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ความเสี่ยงที่จะเกิดการขาดทุนสูงสุดจากการลงทุน

ถ้าคุณสามารถเจอ Max Drawdown ได้เพียง – 24% ตอนเจอ วิกฤตของการเงิน นั้นหมายถึง พอร์ตที่คุณเลือกจะได้หุ้น 50% และ ตราสารหนี้ 50%

หรือ ถ้าคุณต้องการ ผลตอบแทนระยะยาว 8%  พอร์ตที่คุณเลือกได้เป็น หุ้น 80% และตราสารหนี้ 20% แต่ต้องถามตัวคุณเองว่าพร้อมเจอ Max Drawdown ได้ที่  -35%  ตอนเจอ วิกฤตของการเงิน

ตัวอย่างพอร์ตแบบ หุ้น 80% และ ตราสารหนี้ 20%

Figure 2 จาก portfoliovisualizer วันที่ 29 Sep 2022

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

จะเห็นว่า  ตอนเจอวิกฤตของการเงิน เจอ Max Drawdown -40%  ในขณะที่ปี 2022 เจอประมาณ -20%  จะมีระยะเวลา recovery ให้มูลค่าพอร์ตขึ้นมาเท่าเดิมประมาณ  2 ปี แต่ผลตอบแทนของพอร์ตระยะยาวจะได้ 8.17% ต่อปี

ตัวอย่างพอร์ตแบบ หุ้น 50% และ ตราสารหนี้ 50%

เลือกพอร์ตตามความเจ็บปวดที่คุณรับได้

Figure 3 จาก portfoliovisualizer วันที่ 29 Sep 2022

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

จะเห็นว่า  ตอนเจอวิกฤตของการเงิน เจอ Max Drawdown -24.76%  ในขณะที่ปี 2022 เจอประมาณ -16%  จะมีระยะเวลา recovery ให้มูลค่าพอร์ตขึ้นมาเท่าเดิมประมาณ  1 ปี กับ 3 เดือย แต่ผลตอบแทนของพอร์ตระยะยาวจะได้ 6.49% ต่อปี

ตัวอย่างพอร์ตแบบ หุ้น 20% และ ตราสารหนี้ 80%

เลือกพอร์ตตามความเจ็บปวดที่คุณรับได้

Figure 4 จาก portfoliovisualizer วันที่ 29 Sep 2022

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

จะเห็นว่า  ตอนเจอวิกฤตของการเงิน เจอ Max Drawdown -12.12%  ในขณะที่ปี 2022 เจอประมาณ -12%  จะมีระยะเวลา recovery ให้มูลค่าพอร์ตขึ้นมาเท่าเดิมประมาณ  9 เดือน แต่ผลตอบแทนของพอร์ตระยะยาวจะได้ 4.53% ต่อปี

ลองสำรวจตัวเองว่า สามารถรับรู้การเห็นมูลค่าลดลงได้มากน้อยแค่ไหน ก่อนจะตัดสินเลือกพอร์ตการลงทุน

ฟรี! สไลด์อัปเดตมุมมองตลาดพร้อมกลยุทธ์การจัดพอร์ตตามความเจ็บปวดที่คุณรับได้โดย WealthGuru คลิกที่นี่ เพื่อรับชมได้เลยครับ

WealthGuru

News Update: “ผมไม่อยากอยู่ในตำแหน่งจนวันตาย” Ray Dalio วางมือจาก Bridgewater ลาตำแหน่ง CIO และผู้บริหาร หลังก่อตั้งบริษัทมากว่า 47 ปี

THE OPPORTUNITY
News Update: “ผมไม่อยากอยู่ในตำแหน่งจนวันตาย” Ray Dalio วางมือจาก Bridgewater ลาตำแหน่ง CIO และผู้บริหาร หลังก่อตั้งบริษัทมากว่า 47 ปี

Ray Dalio มหาเศรษฐีชื่อดังประกาศลงจากตำแหน่ง CIO และผู้บริหารของ Bridgewater เฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมูลค่า 150,000 ล้านดอลลาร์ ที่ก่อตั้งมาในปี 1975 พร้อมส่งไม้ต่อให้กับผู้นำรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดการลงทุนเป็นของตัวเอง

Ray Dalio พยายามมาตลอด 12 ปี โดยเขาเริ่มแผนนี้มาตั้งแต่ปี 2010 และคิดว่าจะใช้เวลาแค่เพียง 2 ปี เท่านั้น แต่ก็ไม่สามารถหาผู้สืบทอดได้ โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีผู้รับตำแหน่ง CEO หรือ Co-CEO รวมแล้วถึง 7 คน มาถึงตอนนี้ที่ทุกอย่างลงตัวแล้ว และขั้นตอนสุดท้ายคือการส่งมอบอำนาจการบริหาร

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา Ray Dalio ได้โอนสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมดไปยังคณะกรรมการบริษัท รวมถึงลาออกจากตำแหน่ง CIO ของบริษัทเรียบร้อยแล้ว ซึ่ง Nir Bar Dea Co-CEO ของบริษัทกล่าวว่า จะไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจาก Ray Dalio อีกต่อไป และนี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่

Greg Jensen ซึ่งปัจจุบันเป็น co-CIO ร่วมกับ Bob Prince ผู้เคยเป็นพนักงานฝึกงานของบริษัทในปี 1996 และเคยดำรงตำแหน่ง CEO ในช่วงต้นของยุค 2010s ระบุว่า มันเป็นเรื่องท้าทายมาตลอด เพราะ Ray Dalio มีมุมมองที่แน่วแน่มากว่า สิ่งต่างๆ ควรดำเนินไปอย่างไร

ก่อนหน้านี้ Ray Dalio ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า ‘การ์ดเบสบอล’ ที่ระบุจุดแข็ง จุดอ่อน และความสามารถของพนักงานแต่ละคนเพื่อให้เลือกคนได้เหมาะกับงาน แต่ Greg Jensen มองว่าเป้าหมายคือการให้พนักงานพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา ซึ่งบางเครื่องมือที่มีอยู่ใช้ไม่ได้ผล

Greg Jensen ยังบอกใบ้ถึงสิ่งที่จะเปลี่ยนไป โดยระบุว่า Bridgewater มีแนวโน้มที่จะลงทุนในเทคโนโลยีและผู้คนมากขึ้น แม้ Ray Dalio จะคัดค้านก็ตาม

ตอนนี้ถือเป็นจังหวะการส่งต่ออำนาจที่เหมาะสม เพราะก่อนหน้านี้บริษัทคาดการณ์ข้อมูลตลาดผิดพลาดไปในช่วงแรกที่โควิดระบาด โดยตั้งแต่ต้นปี กลยุทธ์การลงทุนเรือธงอย่าง Pure Alpha สามารถปรับตัวขึ้นมาได้ 34.6% อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ All Weather ปรับตัวลงมา 27.2%

หลังจากลาตำแหน่ง Ray Dalio วัย 73 ปี ในฐานะผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษา CIO กล่าวว่า นี่คือการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ทันทีที่เราพร้อม เราก็เดินหน้ากันต่อ เขาระบุว่า “ผมไม่อยากอยู่ในตำแหน่งจนวันตาย”

Ray Dalio กล่าวทิ้งท้ายว่า มันเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดที่ได้เห็น Bridgewater คือครอบครัวใหญ่ที่แข็งแกร่งและสุขสบายโดยไม่ต้องมีเขาแล้ว

อ้างอิง:

https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-10-04/dalio-gives-up-control-of-bridgewater-in-final-succession-step?sref=e4t2werz 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: เงินเฟ้อไทยเริ่มชะลอตัว ก.ย. ขยายตัว 6.41% จากปีที่แล้ว พาณิชย์คาดเงินเฟ้อทั้งปี 65 อยู่ที่ 6%

THE OPPORTUNITY
News Update: เงินเฟ้อไทยเริ่มชะลอตัว ก.ย. ขยายตัว 6.41% จากปีที่แล้ว พาณิชย์คาดเงินเฟ้อทั้งปี 65 อยู่ที่ 6%

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคของไทย เดือน ก.ย. เท่ากับ 107.70 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ขยายตัว 6.41% (YoY) แต่ชะลอตัวลงจากเดือน ส.ค. ที่สูงขึ้น 7.86% (YoY) ตามการชะลอตัวของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน เคหสถาน และเครื่องประกอบอาหาร ประกอบกับฐานดัชนีราคาฯ ที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อในเดือนเดียวกันของปีก่อนอยู่ระดับสูง

อย่างไรก็ตาม ในเดือนนี้ราคาสินค้าและบริการโดยรวมยังคงสูงกว่าเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากการทยอยปรับราคาเพิ่มตามต้นทุนในช่วงก่อนหน้า พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมขัง และอุปสงค์ในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งมีส่วนทำให้เงินเฟ้อยังคงขยายตัว แต่ในอัตราที่ชะลอตัวตามที่คาดการณ์ สำหรับปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อ-ขยายตัว 6.4% ได้แก่

สินค้าในกลุ่มพลังงาน ขยายตัว 16.10% (YoY) ตามการสูงขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง แม้ว่าราคาจะลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แต่ราคายังคงสูงกว่าเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ ค่ากระแสไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม การตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล (ค่าแต่งผมชาย ยาสีฟัน แชมพู) ค่าโดยสารสาธารณะ การศึกษา ยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ (บุหรี่ เบียร์ สุรา) ยังสูงกว่าปีที่ผ่านมา จึงส่งผลให้สินค้าในหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 4.10% (YoY)

อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าสำคัญหลายรายการที่ราคาลดลง อาทิ แป้งผัดหน้า น้ำยารีดผ้า ค่าส่งพัสดุ เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ และเครื่องซักผ้า เป็นต้น

สินค้าในกลุ่มอาหารสด ขยายตัว 10.97% (YoY) ตามการสูงขึ้นของราคาสินค้าในกลุ่มเนื้อสัตว์ (เนื้อสุกร ไก่สด) ไข่ไก่ ผักสดและผลไม้ (พริกสด ผักคะน้า กะหล่ำปลี ส้มเขียวหวาน แตงโม มะม่วง)

นอกจากนี้ อาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และเครื่องประกอบอาหาร ราคาเริ่มชะลอตัว แต่ยังคงสูงกว่าเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการทยอยปรับราคาเพิ่มขึ้นตามต้นทุนการผลิต ราคาวัตถุดิบ และค่าขนส่ง ประกอบกับพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตร ทั้งพืชผักและปศุสัตว์ประสบปัญหาจากฝนตกชุกและน้ำท่วมขัง

ขณะที่อุปสงค์ในประเทศปรับตัวดีขึ้น จึงส่งผลให้สินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 9.82% (YoY) อย่างไรก็ตาม สินค้าสำคัญหลายรายการ อาทิ ข้าวสารเหนียว มะพร้าวผล/ขูด มะขามเปียก กล้วยหอม และอาหารโทรสั่ง (Delivery) ราคาปรับลดลง

สำหรับเงินเฟ้อพื้นฐาน เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก ขยายตัว 3.12% (YoY) ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า ที่สูงขึ้น 3.15%

โดยดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือนนี้ เทียบกับเดือนก่อนหน้า เพิ่มขึ้นเพียง 0.22% (MoM) ตามราคาอาหารสำเร็จรูป และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ รวมทั้งการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวของสินค้าในกลุ่มอาหารสด

ขณะที่น้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภท (ยกเว้นก๊าซยานพาหนะ(LPG)) สินค้ากลุ่มอาหารบางรายการ (ไก่สด ข้าวสารเจ้า เครื่องประกอบอาหาร) และสิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด ราคาปรับลดลง และดัชนีราคาผู้บริโภคเฉลี่ย 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ปี 2565 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงขึ้น 6.17%(AoA)

ดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน ก.ย. สูงขึ้น 10.5% (YoY) ชะลอตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ซึ่งนับว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่จะส่งผลให้ราคาขายปลีกสินค้าลดลง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 มาอยู่ที่ระดับ 46.4 จากระดับ 46.3 ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) ปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในช่วงความเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11 สาเหตุมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดำเนินการได้เป็นปกติ

สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อไตรมาสที่ 4 ปี 2565 มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า ตามต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์ในประเทศ ที่เป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบและอาหารโลกที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับฐานราคาที่สูงในช่วงเดียวกันของปีก่อน และมาตรการดูแลค่าครองชีพของภาครัฐที่อาจจะมีเพิ่มในช่วงที่เหลือของปี จะทำให้อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลง

อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น ตามภาคการท่องเที่ยว การส่งออก และรายได้เกษตรกรที่อยู่ในระดับดี รวมถึงฝนตกชุกน้ำท่วมขังพื้นที่เกษตร ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ตลาดน้อย และเป็นอุปสรรคต่อการขนส่ง นอกจากนี้ ราคาพลังงานโลกที่ผันผวน และเงินบาทที่อ่อนค่า ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบเพิ่มขึ้น จะเป็นปัจจัยที่ทำให้การชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบที่จำกัด

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2565 อยู่ที่ระหว่างร้อยละ 5.5 – 6.5 (ค่ากลางร้อยละ 6.0) ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของไทย

ที่มา: สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเอเชียบวกแรง ตาม Sentiment ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเอเชียบวกแรง ตาม Sentiment ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ

เช้านี้ (5 ต.ค.) ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นตาม Sentiment เชิงบวกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้น อาทิ Dow Jones +2.80% , S&P 500 +3.06% , NASDAQ +3.34% และ Russell 2000 +3.71% หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมา ผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) ประกาศตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ลดลง 1.1 ล้านตำแหน่ง สู่ระดับ 10.1 ล้านตำแหน่งในเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 11.1 ล้านตำแหน่ง ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดเชื่อว่า แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัวลงต่อเนื่อง จะสร้างแรงกดดันให้ท่าทีของ Fed ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1.25% ภายในสิ้นปี 2022 นี้อาจลดลง ส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียได้รับผลกระทบเชิงบวก อาทิ ดัชนี VNI ปรับตัวขึ้น 1.50% และ ดัชนี NIKKEI 225 ปรับตัวขึ้น 0.35% เป็นต้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดัชนี ดัชนี HSI ที่ปรับตัวขึ้น 5.01% ตอบรับต่อการอนุญาตให้จัดกิจกรรมวิ่งมาราธอนได้ในกรุงปักกิ่ง เฉพาะชาวปักกิ่ง สะท้อนท่าทีของทางการจีนที่ผ่อนคลายลงต่อมาตรการ Zero-Covid อย่างต่อเนื่อง

FINNOMENA Investment Team มองว่ายังคงมีมุมมองเชิงระมัดระวังตาม Recession Playbook ต่อการปรับตัวขึ้นของตลาดดังกล่าว จากแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ที่ยังไม่ลดลงสู่ระดับเป้าหมาย กดดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลกยังมีโอกาสผันผวนอย่างต่อเนื่อง ผ่านแรงกดดันจากการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed เพื่อต้องการลดเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมายที่ 2% และยังมีเรื่องของการลดขนาดงบดุล (QT) ที่ตลาดยังไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควรจึงยังคงมีมุมมองเชิงระมัดระวังในการลงทุน (Defensive)

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 05/10/2022 “อิลอน มัสก์ กลับลำซื้อ Twitter มูลค่า 44,000 ล้านดอลลาร์ ที่ราคาเดิม ดันราคาหุ้น Twitter วันเดียวพุ่ง 22%” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 05/10/2022

“อิลอน มัสก์ กลับลำซื้อ Twitter มูลค่า 44,000 ล้านดอลลาร์ ที่ราคาเดิม ดันราคาหุ้น Twitter วันเดียวพุ่ง 22%”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 30,316.32 จุด +825.43 จุด (+2.8%) S&P500 ปิดที่ 3,790.93 จุด +112.5 จุด (+3.06%)  Nasdaq  ปิดที่ 11,176.41 จุด +360.97 จุด (+3.34%)  Small Cap 2000 ปิดที่ 1,775.77 จุด +66.9 จุด (+3.91%) VIX index ปิดที่ 29.07 จุด (-3.42%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 3,484.48 จุด +142.31 จุด (+4.26%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 12,670.48 จุด +461.0 จุด (+2.57%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 6,039.69 จุด +245.54 จุด (+4.24%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 26,992.14 จุด +776.42 จุด (+2.96%) ดัชนี CSI 300 ปิดที่ 3,804.88 จุด -22.25 จุด (-0.58%)  ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 17,079.52 จุด -143.43 จุด (-0.83%)  และ SET Index ปิดที่ 1,578.0 จุด +19.95 จุด (+1.28%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 5 ต.ค. 2565) ทองคำ 1,729.05 ดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 20.924 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 86.08 ดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 91.43 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 5 ต.ค. 2565) Bitcoin 20,165.1 ดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,354.16 ดอลลาร์สหรัฐฯ BNB Coin 294.39 ดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.064849 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ตำแหน่งงานใหม่ในสหรัฐฯ ส.ค. เหลือ 10.1 ล้านตำแหน่ง ร่วงต่ำสุดรอบ 2 ปี ตำแหน่งงานลดลงไป 1.1 ล้านตำแหน่งจากเดือนที่แล้ว แสดงเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัวจากภาคธุรกิจเริ่มชะลอการจ้างงาน เป็นผลกดดันให้ Fed อาจเริ่มชะลอการขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ

คณะกรรมการ Fed ประสานเสียง กังวลเงินเฟ้อพุ่ง สนับสนุนเดินหน้าคุมเงินเฟ้อ ประธาน fed สาขาดารัส กล่าวว่า เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่สูง 6% – 8% ซึ่งค่าจ้างแรงงานปรับตัวสูงขึ้นไม่เกิน 5% ทำให้ค่าจ้างที่แจ้งจริงเมื่อหักด้วยเงินเฟ้อ ค่าจ้างที่ได้รับจะน้อยลง กำลังการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนจะลดลงตาม ด้านคณะกรรมการ Fed กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเป้าหมายที่ 2% โดยจะขึ้นดอกเบี้ยที่ระดับ 4.6% ในปีหน้า จากระดับปัจจุบันที่ 3% -3.25%

จับตาประชุม OPEC+ วันนี้ โดยผู้นำสำคัญของ OPEC+ คือ ซาอุดิอาระเบีย ได้มีการส่งสัญญาณที่จะลดกำลังการผลิตน้ำมันออกมา มีโอกาสลดกำลังการผลิตถึง 2 ล้าน บาร์เรลต่อวัน

‘อิลอน มัสก์’ เปลี่ยนใจพร้อมซื้อ Twitter อีกครั้งที่ราคาเดิม $54.2 ต่อหุ้น ในวงเงิน $44,000 ล้าน ดันราคา Twitter  หุ้นพุ่ง 22%

Ray Dalio ลาตำแหน่ง CIO และผู้บริหาร Bridgewater มีผลเมื่อ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา แต่ยังคงมีตำแหน่งเป็น Founder ของ Bridgewater

ผู้ว่าการ ธปท. รับดูแลค่าเงินบาทบางช่วง ลั่น 38 บาทไม่กระทบเสถียรภาพ เศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์เติบโต 3.8% จากแรงหนุนจากด้านการบริโภคในประเทศ และการท่องเที่ยว คาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างประเทศจะมีถึง 21 ล้านคน

งานสัมมนา

วันพุธที่ 5 ต.ค. เวลา 18.00 น. ‘เปิดโพยกองทุนลดหย่อนภาษี SSF – RMF คัดอย่างดีจาก FINNOMENA’ ผ่าน Zoom Application

วันที่ 7 ต.ค. เวลา 14.00 – 15.00 น. ‘เจาะลึกมุมมองประจำเดือนตุลาคม 2565’ ผ่าน Zoom Application

วันที่ 8 ต.ค. เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป ‘The Return Of China การกลับมาของตลาดหุ้นจีน หาก “สี จิ้น ผิง” เป็นผู้นำสมัยที่สาม’ ณ FINNOMENA Office

News Update: Elon Musk กลับลำซื้อ Twitter มูลค่า 44,000 ล้านดอลลาร์ ที่ราคาเดิม ดันราคาหุ้น Twitter วันเดียวพุ่ง 22% อยากทำให้แอปเหมือน TikTok มากขึ้น

THE OPPORTUNITY
News Update: Elon Musk กลับลำซื้อ Twitter มูลค่า 44,000 ล้านดอลลาร์ ที่ราคาเดิม ดันราคาหุ้น Twitter วันเดียวพุ่ง 22% อยากทำให้แอปเหมือน TikTok มากขึ้น

Elon Musk เปลี่ยนใจกลับมาเสนอซื้อบริษัท Twitter อีกครั้ง ในวงเงิน 44,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นราคาเดิมที่เสนอไปคราวที่แล้วก่อนถอนตัวออกจากข้อตกลง ดันราคาหุ้น Twitter พุ่งแรงที่ 22%

หากดีลครั้งนี้ลุล่วง จะทำให้ Elon Musk ในฐานะมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกสามารถครอบครองหนึ่งในสื่อสังคมออนไลน์ที่มีอิทธิพลต่อความเห็นของผู้คนมากที่สุด และถือเป็นการสิ้นสุดการต่อสู้ทางกฎหมายระยะเวลาหลายเดือน ที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของทั้ง Twitter และ Elon Musk

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้เมื่อคืนนี้ (4 ต.ค.) ราคาหุ้น Twitter พุ่งแรง 22.24% ปิดที่ $52 ขณะที่ราคาหุ้นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ปรับตัวขึ้นมา 1.8% เช่นเดียวกัน

ย้อนกลับไปเมื่อเดือน เม.ย. Elon Musk ได้เสนอดีลเพื่อซื้อ Twitter มูลค่า 44,000 ล้านดอลลาร์ แต่ต่อมากลับยกเลิกดีลดังกล่าวโดยอ้างว่า Twitter ไม่สามารถให้ข้อมูลเรื่องบัญชีบอท รวมถึงอปฏิเสธคำขอข้อมูลเหล่านั้นหลายครั้งจากฝั่งของ Elon Musk

ข่าวเปลี่ยนใจกลับมาเสนอซื้อบริษัท Twitter อีกครั้ง เปิดเผยก่อนที่ทั้ง 2 ฝ่ายมีกำหนดขึ้นศาลในรัฐเดลาแวร์ในวันที่ 17 ต.ค.

โดยก่อนหน้านี้ Twitter พยายามขอคำสั่งจากศาลให้ Elon Musk ซื้อกิจการในราคา 4,000 ล้านดอลลาร์ หรือที่ $54.20 ต่อหุ้น ขณะที่ Elon Musk ต้องการล้มดีลนี้โดยไม่ต้องจ่ายค่ายกเลิกสัญญา 1,000 ล้านดอลลาร์ โดยอ้างเหตุผลละเมิดสัญญาซื้อขาย

Bloomberg รายงานว่า Elon Musk ส่งจดหมายพร้อมข้อเสนอรอบใหม่ไปให้ทาง Twitter พิจารณาแล้ว แต่ทนายความของทั้ง 2 ฝั่ง ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นในเรื่องนี้

ขณะที่ Elon Musk ได้ออกมาทวีตข้อความภายหลังว่า การซื้อ Twitter เป็นการเร่งสร้างแอปที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง โดยก่อนหน้านี้เขาเคยบอกว่า ต้องการให้ Twitter เป็นเหมือน TikTok และ WeChat มากขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วมมากขึ้น

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Tim Cook เผย 4 ทักษะสำคัญ หากอยากเป็นพนักงานที่ Apple ทักษะ ‘การทำงานเป็นทีม’ สำคัญที่สุด ไม่มีใครทำทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว

THE OPPORTUNITY
News Update: Tim Cook เผย 4 ทักษะสำคัญ หากอยากเป็นพนักงานที่ Apple ทักษะ ‘การทำงานเป็นทีม’ สำคัญที่สุด ไม่มีใครทำทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว

แม้ไม่ได้ใช้เวลาทั้งวันตรวจเรซูเม่ของผู้สมัครงานที่ Apple แต่ในฐานะซีอีโอที่ดำรงตำแหน่งมา 11 ปี Tim Cook ได้พูดถึง 4 ทักษะสำคัญที่ Apple มองหาจากพนักงาน

ในพิธีเปิดงานสำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัย Naples Federico II ในอิตาลี Tim Cook กล่าวว่า ความสำเร็จของ Apple นอกจากจะเกิดจากวัตนธรรมองค์กรแล้ว อีกอย่างที่สำคัญคือ ‘พนักงาน’ โดย Apple มองหาพนักงานที่มีทักษะร่วมกัน 4 อย่าง คือ 1) การทำงานเป็นทีม 2) ความคิดสร้างสรรค์ 3) ความสนใจใคร่รู้ และ 4) ความเชี่ยวชาญ

Tim Cook ระบุว่า นี่เป็นสูตรผสมที่ลงตัวมากสำหรับ Apple เพราะทักษะดังกล่าวนำไปสู่วัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งมั่นแต่ยังซัพพอร์ตกัน ไม่ใช่แยกย้ายกันไปคนละมุมห้องแล้วหาวิธีสร้างเทคโนโลยีด้วยตัวคนเดียว

ซีอีโอของ Apple พูดถึงทักษะดังกล่าวโดยเรียงตามความสำคัญ ซึ่ง ‘การทำงานเป็นทีม’ สำคัญที่สุด เพราะเป็นการผสมผสานทักษะที่เหลืออีก 3 อย่างเข้าด้วยกัน อย่างเช่นการจะปรับแนวคิดเก่าเพื่อให้เกิดไอเดียใหม่ๆ จำเป็นต้องใช้ทักษะการทำงานเป็นทีมร่วมกับความคิดสร้างสรรค์และความสนใจใคร่รู้

สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ในปี 2016 ที่ Tim Cook เคยบอกว่า บริษัทมองหาคนฉลาดที่เจ๋งๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย ดังนั้นจึงต้องหาคนที่สามารถทำงานเป็นทีมได้ เพราะไม่มีใครสามารถทำทุกอย่างได้เพียงลำพัง

โดย Apple มองหา ความรู้สึกพื้นฐานที่ว่าหากมีการแชร์ไอเดียกัน ไอเดียนั้นจะเติบโต ยิ่งใหญ่ และดีขึ้น ซึ่งความร่วมมือนี่แหละคือวิธีที่ Apple ใช้สร้างผลิตภัณฑ์จนครองใจผู้บริโภคมาหลายปี

Tim Cook กล่าวว่า บริษัทมองหาคนที่คิดต่าง คนที่มองเห็นปัญหาแล้วไม่ยึดติดกับว่ามันถูกแก้ไขมาแล้ว นี่อาจเป็นความคิดโบราณที่น่าเบื่อ แต่ไม่มีหรอกคำถามโง่ๆ เพราะมันเป็นเรื่องที่ดีมากเมื่อมีคนเริ่มตั้งคำถามเหมือนเด็กๆ

อย่างไรก็ตาม ไม่รู้ว่าสูตรสำเร็จที่ Tim Cook อ้างนั้นประสบความสำเร็จจริงหรือไม่ เพราะนอกจากปีนี้ Apple จะหลุดโผรายชื่อบริษัทที่น่าทำงานที่สุดที่จัดโดย Comparably แล้ว บริษัทยังได้คะแนนในเกรด ‘C’ ทั้งที่อยู่อันดับสูงถึง 14 เมื่อปีที่แล้ว

นอกจากนี้ การจัดอันดับสถานที่น่าทำงานของ Glassdoor บริษัทยังร่วงจากอันดับที่ 31 มาอยู่ที่ 56 โดยพนักงานของบริษัทได้วิจารณ์ถึงการไม่มี work-life balance ที่ดี ตารางงานที่ไม่แน่นอน และความเครียดสูงจากสภาพแวดล้อมในการทำงานที่แข่งขันกัน

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/10/02/tim-cook-says-there-are-4-traits-he-looks-for-in-apple-employees.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: ปิด Google Translate ในจีน Alphabet ถอนธุรกิจ Google เกือบทั้งหมด เหตุผู้ใช้งานน้อย โดนปิดกั้น ท่ามกลางความสัมพันธ์ด้านเทคโนโลยีจีน-สหรัฐฯ ที่ย่ำแย่

THE OPPORTUNITY
News Update: ปิด Google Translate ในจีน Alphabet ถอนธุรกิจ Google เกือบทั้งหมด เหตุผู้ใช้งานน้อย โดนปิดกั้น ท่ามกลางความสัมพันธ์ด้านเทคโนโลยีจีน-สหรัฐฯ ที่ย่ำแย่

Alphabet บริษัทแม่ Google ประกาศปิดบริการแปลภาษา Google Translate ในจีนแผ่นดินใหญ่ เหตุผู้ใช้งานน้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการสุดท้ายที่เหลืออยู่ของ Google ในประเทศจีน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่าง Google และประเทศจีนตึงเครียดมาโดยตลอด ในปี 2010 Google ยกเลิกบริการเสิร์ชเอ็นจิ้นในประเทศจีนเนื่องจากจากการเซ็นเซอร์ของรัฐบาลที่เข้มงวดบนโลกออนไลน์ ขณะที่บริการอื่นๆ เช่น Google Maps และ Gmail ก็ถูกรัฐบาลจีนปิดกั้นเช่นกัน

ส่งผลให้คู่แข่งในประเทศ ทั้งบริการเสิร์ชเอ็นจิ้นของ Baidu และแอปโซเชียลมีเดียของ Tencent มีบทบาทต่อภาคเทคโนโลยีของจีนในด้านต่างๆ ตั้งแต่ การค้นหาทั่วไป ไปจนถึงการแปลภาษา

Google ถูกจำกัดการดำเนินการอย่างมากในจีน แม้ว่าฮาร์ดแวร์บางตัวรวมถึงสมาร์ทโฟนของบริษัทจะผลิตที่จีนก็ตาม โดย The New York Times รายงานเมื่อเดือนที่แล้วว่า Google ได้ย้ายการผลิตสมาร์ทโฟน Pixel บางส่วนไปเวียดนามแทน

ในปี 2018 Google เคยพยายามนำบริการเสิร์ชเอ็นจิ้นกลับเข้าสู่ประเทศจีนอีกครั้ง แต่สุดท้ายโครงการนั้นก็ถูกยกเลิกจากทั้งปัญหาเกี่ยวกับลูกจ้าง รวมถึงประเด็นทางการเมือง

ธุรกิจอเมริกันตกอยู่ภายใต้ความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงกังวลเกี่ยวกับศักยภาพของจีนในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่มีความละเอียดอ่อนในด้านต่างๆ เช่น AI และเซมิคอนดักเตอร์

ในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา Nvidia ผู้ผลิตชิปในสหรัฐฯ เผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะจำกัดการขายบางชิ้นส่วนประกอบไปยังประเทศจีน

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/10/03/google-shuts-down-translate-service-in-china-.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA Market Alert: ตลาดเอเชียบวกแรง รับความหวัง Fed ขึ้นดอกเบี้ยน้อยกว่าคาด

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดเอเชียบวกแรง รับความหวัง Fed ขึ้นดอกเบี้ยน้อยกว่าคาด

เช้าวันนี้ (4 ต.ค.) ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นทั้งภูมิภาค หลังคืนที่ผ่านมาสหรัฐฯ รายงานดัชนี ISM Manufacturing PMI ออกมาที่ระดับ 50.9 จุด ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และทำจุดต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2020 นำโดยยอดคำสั่งซื้อใหม่ และการจ้างงาน ที่ประกาศออกมา 47.1 และ 48.7 อยู่ในแดนหดตัวตามลำดับ สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง ส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าท่าทีของ Fed ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1.25% ภายในสิ้นปี 2022 นี้อาจลดลง

โดยล่าสุดนั้นความน่าจะเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุม Fed วันที่ 2 พฤศจิกายนที่ระดับ 0.75% ลดลงสู่ระดับ 53% จากในช่วง 1 เดือนก่อนหน้าที่อยู่ในระดับ 75%

ส่งผลให้คืนที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวบวกขึ้น อาทิ S&P 500 +2.59%, Dow Jones +2.66% และ Nasdaq +2.27% เป็นต้น พร้อมส่งผ่าน Sentiment เชิงบวกมายังตลาดหุ้นเอเชียในเช้านี้ เช่น

  • ดัชนี NIKKEI 225 ปรับตัวขึ้น 2.94%
  • ดัชนี KOSPI ปรับตัวขึ้น 2.54%
  • ดัชนี BSE Sensex ปรับตัวขึ้น 2.17%

นำโดยหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก และสินค้าโภคภัณฑ์ อาทิ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์, กลุ่มเครื่องจักร, กลุ่มเครื่องมือที่มีความแม่นยำสูง, กลุ่มค้าส่ง, กลุ่มเหมือง และสินค้าโภคภัณฑ์เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม FINNOMENA Investment Team ยังคงมีมุมมองเชิงระมัดระวังตาม Recession Playbook ต่อการปรับตัวขึ้นของตลาดดังกล่าว จากแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ที่ยังไม่ลดลงสู่ระดับเป้าหมาย กดดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลกยังมีโอกาสผันผวนอย่างต่อเนื่อง ผ่านแรงกดดันจากการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed เพื่อต้องการลดเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมายที่ 2% และยังมีเรื่องของการลดขนาดงบดุล (QT) ที่ตลาดยังไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควรจึงยังคงมีมุมมองเชิงระมัดระวังในการลงทุน (Defensive)

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 04/10/2022 “รัฐบาลอังกฤษยอมถอย ยกเลิกแผนลดภาษีครั้งใหญ่ เผชิญวิกฤติศรัทธา ถูกกดดันลาออก” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 04/10/2022 “รัฐบาลอังกฤษยอมถอย ยกเลิกแผนลดภาษีครั้งใหญ่ เผชิญวิกฤติศรัทธา ถูกกดดันลาออก” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 04/10/2022

“รัฐบาลอังกฤษยอมถอย ยกเลิกแผนลดภาษีครั้งใหญ่ เผชิญวิกฤติศรัทธา ถูกกดดันลาออก”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Dow Jones ปิดที่ 29,490.89 +765.38 จุด (+2.66%) S&P500 ปิดที่ 3,678.43 +92.81 จุด (+2.59%) Nasdaq 10,815.43 ปิดที่ +239.82 จุด (+2.27%) Small Cap 2000 ปิดที่ 1,709.05 +44.33 จุด (+2.66%) VIX index อยู่ที่ 30.10 (-4.81%)

ตลาดหุ้นยุโรป (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) EURO STOXX 50 ปิดที่ 3,342.17 +23.97 จุด (+0.72%) Dax เยอรมนี ปิดที่ 12,209.48 +95.12 จุด (+0.79%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 5,794.15 +31.81 จุด (+0.55%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่ 6,908.76 จุด +14.95 จุด (+0.22%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่ 26,204.43 จุด +267.22 จุด (+1.03%) CSI 300 จีน ปิดทำการซื้อขาย Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่ 17,079.51 จุด -143.32 จุด (-0.83%) SET Index ไทย ปิดที่ 1,558.05 จุด -31.46 จุด (-1.89%) VN30 เวียดนาม ปิดที่ 1,102.00 จุด -50.01 จุด (-4.34%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 4 ต.ค. 2565) ราคาทองคำ 1,706.70 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 20.855 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 83.80 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 89.21 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 4 ต.ค. 2565) Bitcoin 19,586.4 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,326.35 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และ Binance Coin 287.5 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

สรุปข่าวประจำวัน

สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นจีนปิดทำการในวันชาติทั้งสัปดาห์

สหรัฐฯ ประกาศตัวเลข ISM Manufacturing PMI ออกมาแย่กว่าคาด เช่นเดียวกับตัวเลขการก่อสร้าง ทำให้ตลาดเริ่มมองว่า Fed มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 50 bps. สูงขึ้น

หุ้น Tesla ลดลง -8.61% ในวันที่ตลาดสดใส สาเหตุมาจากตัวเลขการส่งมอบรถยนต์ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย

Goldman Sachs คาดว่านักลงทุนรายย่อย และต่างชาติยังเทขายหุ้นสหรัฐฯ ต่อเนื่องจนถึงปีหน้า

เมื่อคืนนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันแรกของไตรมาสที่ 4 เป็นราคาปิดที่สูงที่สุดตั้งแต่ปี 1930

Ray Dalio เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเงินสด โดยมองว่าการถือเงินสดในตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่แย่อีกแล้ว

Michael Burry โพสต์ผ่านทางทวิตเตอร์ว่า ฟองสบู่การลงทุนแบบ Passive ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนโรงหนังที่ต่างแออัดไปด้วยผู้คน โดยทางเดียวที่ทุกคนจะออกจากตลาดได้คือการเหยียบย่ำกันออกไป

John Williams ประธาน Fed นิวยอร์กชี้นโยบายการเงินยังเข้มงวดได้อีก ย้ำดอกเบี้ยปัจจุบันยังไม่กระทบการเติบโตสหรัฐฯ

สหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการควบคุมการส่งชิปเทคโลยีไปจีนในสัปดาห์นี้

รัฐบาลลิซ ทรัสส์ ยอมถอย คว่ำแผนตัดลดภาษี หลังพรรคบีบไปต่อไม่ได้ เผชิญวิกฤติศรัทธา ถูกกดดันลาออก

ราคาน้ำมันพุ่ง หลัง OPEC+ เล็งปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันครั้งใหญ่สุดในรอบกว่า 2 ปี

สมาคมนักวิเคราะห์ คาดเปิดเมืองเศรษฐกิจฟื้น หนุน SET Index สิ้นปีนี้ปิด 1,685 จุด ส่วนใหญ่คาดการณ์กนง. ขึ้นดอกเบี้ยปีนี้อีก 25 bps.

งานสัมมนา

วันพุธที่ 5 ต.ค. เวลา 18.00 น. ‘เปิดโพยกองทุนลดหย่อนภาษี SSF – RMF คัดอย่างดีจาก FINNOMENA’ ผ่าน Zoom Application

วันที่ 7 ต.ค. เวลา 14.00 – 15.00 น. ‘เจาะลึกมุมมองประจำเดือนตุลาคม 2565’ ผ่าน Zoom Application

วันที่ 8 ต.ค. เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป ‘The Return Of China การกลับมาของตลาดหุ้นจีน หาก “สี จิ้น ผิง” เป็นผู้นำสมัยที่สาม’ ณ FINNOMENA Office

News Update: ราคาน้ำมันพุ่งกว่า 5% หลัง OPEC+ เล็งปรับลดกำลังการผลิต 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ครั้งใหญ่สุดในรอบกว่า 2 ปี

THE OPPORTUNITY
News Update: ราคาน้ำมันพุ่งกว่า 5% หลัง OPEC+ เล็งปรับลดกำลังการผลิต 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ครั้งใหญ่สุดในรอบกว่า 2 ปี

ราคาน้ำมันดีดขึ้นกว่า 5% เพิ่มขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. หลัง OPEC+ เล็งปรับลดการผลิตน้ำมันครั้งใหญ่สุดในรอบกว่า 2 ปี

รายงานข่าวระบุว่า สมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน OPEC+ กำลังหารือแผนการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันลงกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมทั้งการปรับลดเพิ่มเติมโดยความสมัครใจของประเทศสมาชิกด้วย ซึ่งมีกำหนดประชุมกันในวันที่ 5 ต.ค. นี้

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นมาเป็นเกือบ 84 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันกำลังปรับตัวลดลง หลังเกิดความผันผวนอย่างหนักในตลาดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาจนทำให้ ซาอุดิอาระเบียผู้ผลิตรายใหญ่ของกลุ่มออกมาแนะให้สมาชิกเริ่มปรับลดการผลิตได้แล้ว

ที่ผ่านมา กลุ่ม OPEC+ ได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอย่างช้าๆ มาตลอด เพื่อชดเชยกับการปรับลดครั้งใหญ่เมื่อปี 2020 แต่ราคาน้ำมันที่ตกฮวบหนักจนเหลือไม่ถึง 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กลายเป็นปัญหาใหม่

Rob Haworth นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโสของ U.S. Bank Wealth Management มองว่า เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่กลุ่ม OPEC+ หารือถึงการลดปริมาณน้ำมันลงหนึ่งล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งที่ประมาณสินค้าในคลังยังตึงตัว แต่ราคาที่ลดลงเหลือ 80 ดอลลาร์ กำลังเป็นความท้าทายของกลุ่ม

ก่อนหน้านี้ ธนาคารต่างๆ รวมถึง UBS และ JPMorgan ออกมาบอกว่า กลุ่ม OPEC+ อาจจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตอย่างน้อย 500,000 บาร์เรลต่อวันเพื่อให้ราคามีเสถียรภาพ ขณะที่ Goldman Sachs กล่าวว่า ต้องลดกำลังการผลิตมากกว่าหนึ่งล้านบาร์เรลต่อวันเพื่อดึงนักลงทุนกลับสู่ตลาด

อย่างไรก็ตาม หากมีการปรับลดกำลังการผลิตจริง สหรัฐฯ น่าจะไม่พอใจอย่างมาก หลังพยายามกดดันให้ซาอุดิอาระเบียเดินหน้าผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นเพื่อรักษาราคาให้อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องและเพื่อลดรายได้ของรัสเซีย

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Michael Burry นักลงทุนขาชอร์ตชื่อดัง เตือน ฟองสบู่จากการลงทุนแบบ Passive ที่ทุกคนจะต้องเหยียบกันเอง เพื่อหนีตาย

THE OPPORTUNITY
News Update: Michael Burry นักลงทุนขาชอร์ตชื่อดัง เตือน ฟองสบู่จากการลงทุนแบบ Passive ที่ทุกคนจะต้องเหยียบกันเอง เพื่อหนีตาย

Michael Burry นักลงทุนขาชอร์ตฉายา ‘Big Short’ ผู้เคยทำนายวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ได้แม่นยำ ออกมาเตือนภาวะฟองสบู่ในการลงทุนแบบ Passive หรือกลยุทธ์ลงทุนแบบถือยาวที่ซื้อขายน้อยครั้ง

เมื่อวานนี้ (2 ต.ค.) Michael Burry โพสต์ผ่านทางทวิตเตอร์ว่า ความแตกต่างระหว่าง (ตลาด) ตอนนี้กับยุค 2000s คือ ฟองสบู่การลงทุนแบบ Passive ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เปรียบเสมือนโรงหนังที่ต่างแออัดไปด้วยผู้คน โดยทางเดียวที่ทุกคนจะออกจากตลาดได้คือการเหยียบย่ำกันออกไป

ก่อนหน้านี้ Michael Burry ระบุว่า 13.48% ของหุ้นในดัชนี S&P 500 สามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันได้ในวันที่ 30 ก.ย. ซึ่งอยู่ระดับเดียวกับปี 2007 โดยจุดต่ำสุดของปี 2009 คือ 1.2% และของปี 2020 คือ 2.8%

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

FINNOMENA
รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

กองทุนไหนดี? รวบรวม 10 อันดับกองทุนผลตอบแทนดีในแต่ละเดือนของปี 2565 มาไว้ที่นี่แล้ว!

สารบัญ

รับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น
👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: UOBSC, SCBCOMP, LHCYBER-D, LHCYBER-A, LHCYBER-E, PRINCIPAL GCLEAN-A, PRINCIPAL GCF, KF-LATAM, TOIL6, TUSOIL, I-OIL, K-ICT

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนมีนาคม 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: UOBSC, KF-LATAM, WE-CANAB, ASP-DIGIBLOC, KT-MINING, TMBOIL, KT-OIL, I-10, TISCOLAF, TUSOIL

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ASP-DIGIBLOC: ตะลุยมิติใหม่ของการลงทุนแห่งยุคดิจิทัล

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนเมษายน 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: ABSM, M-MIDSMALL-A, MIDSMALLMF, M-MIDSMALL-D, ABTED, K-MBOND, TLMSEQ, LHMSFL-A, LHMSFL-R, LHMSFL-D, K-ICT, KFTHAISM

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนพฤษภาคม 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: KT-ENERGY, BCAP-CTECH, TRAREEARTH, T-GLOBALENERGY, TOIL6, TUSOIL, I-OIL, UEV, ASP-POWER, SCBOIL

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ASP-POWER: เติบโตไปกับธุรกิจ 3 พลังงานแห่งอนาคต

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนมิถุนายน 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: TCHCON, ASP-EVOCHINA, KFCMEGA-A, PRINCIPAL CHTECH-A, BCAP-CTECH, UCHI, MCHEVO, TMBCHEQ, SCBCHEQA, SCBCTECHA

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ASP-EVOCHINA: 10 เรื่องที่ต้องรู้ของกองทุนจีนผลตอบแทนโดดเด่น
อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนกรกฎาคม 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: TGHDIGI, ASP-EUG, B-SIP, ASP-IHEALTH, TISCOJPA, TISCOINA-A, PRINCIPAL GEDTECH-A, UEDTECH, SCBROBOA, TBRAND

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนสิงหาคม 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: WE-TENERGY, SCBCLEANA, TNEWENGY, PRINCIPAL GCLEAN-A, TUSMS, TISCOLAF, SCBUSSM, KF-LATAM, KT-MAI, KT-ENERGY

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนกันยายน 2022

รวม 10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดี ประจำเดือนปี 2022

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: TUSFIX, SCBFST, SCBCP1Y1, SCBCP6M1, SCBCP1Y2, SCBCP6M2, KF-GLS, UGEAR, SCBGEARA, TMBGOLD

สามารถกรองการจัดอันดับได้เอง พร้อมข้อมูลอัปเดตล่าสุดที่ FINNOMENA Fund Filter

รับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น
👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน  จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเวียดนามร่วงแรง 3.5%

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเวียดนามร่วงแรง 3.5%

ตลาดหุ้นเวียดนาม ดัชนี VN30 ปรับตัวลง 3.5% เป็นการปรับตัวลดลงแย่ที่สุดในรอบ 30 เดือน โดยได้รับแรงกดดันจากกลุ่มการเงิน อุตสาหกรรมการผลิต ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ หลังจากค่าเงินดองของเวียดนามยังคงอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นเวียดนามอย่างเนื่อง รวมไปถึงผลจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดเวียดนามที่เพิ่มสูงขึ้นหลังจากธนาคารกลางของเวียดนามปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายถึง 1% ในสัปดาห์ก่อนหน้า

FINNOMENA Investment Team มองว่า ตลาดหุ้นเวียดนาม มีภาพรวมเศรษฐกิจและปัจจัยพื้นฐานที่ยังแข็งแกร่ง โดย GDP ไตรมาส 3 ที่ผ่านมาเติบโตได้ถึง 13.7% นับว่าโดดเด่นที่สุดในภูมิภาค รวมถึงยังมีโอกาสเติบโตได้อีกในอนาคต การปรับประมาณการกำไรยังดีเมื่อเทียบกับหุ้นโลกโดยรวม และ Valuation อยู่ในระดับที่น่าสนใจทั้งในระยะสั้นและยาว

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงดังกล่าวอยู่ในลักษณะของการ Panic Sell ซึ่งมีความผันผวนในระดับที่สูง ในระยะสั้นจึงแนะนำรอสัญญาณการสร้างฐานค่อยทยอยสะสมเพื่อการ “ลงทุน” ในระยะยาวอีกครั้ง

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Tesla เปิดตัวหุ่นยนต์ Optimus ต้นทุนต่ำ คาดราคาไม่ถึง 8 แสนบาท ซอฟต์แวร์เดียวกับระบบไร้คนขับของรถยนต์ เตรียมใช้ทำงานง่ายๆ ในโรงงาน Tesla

THE OPPORTUNITY
News Update: Tesla เปิดตัวหุ่นยนต์ Optimus ต้นทุนต่ำ คาดราคาไม่ถึง 8 แสนบาท ซอฟต์แวร์เดียวกับระบบไร้คนขับของรถยนต์ เตรียมใช้ทำงานง่ายๆ ในโรงงาน Tesla

Tesla เปิดตัว Optimus หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์คล้ายมนุษย์ที่เดินออกมาทักทายแขกผู้ร่วมงาน Tesla AI Day 2022 หลังใช้เวลาพัฒนานานกว่า 13 เดือน นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว

Elon Musk ผู้บริหาร Tesla ระบุว่า เป้าหมายของบริษัท คือ การสร้างหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มีประโยชน์ให้เร็วที่สุด โดยใช้รูปแบบการพัฒนาเดียวกับระบบไร้คนขับของรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้สามารถสร้างหุ่นยนต์ในปริมาณมากโดยใช้ต้นทุนที่ต่ำแต่มีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือสูง

โดยต้นทุนของหุ่นยนต์ Optimus อาจมีราคาต่ำกว่า 20,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 756,000 บาท เพื่อให้สามารถผลิตได้ในปริมาณมากสำหรับใช้งานในโรงงานประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า Tesla หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ในอนาคต

นอกจากนี้ Elon Musk ยังระบุว่า Optimus ถูกสร้างมาด้วยแผนการอันทะเยอทะยานที่สุดท้ายอาจนำไปสู่อนาคตที่ปราศจากความยากจน และมันคือการพลิกโฉมอารยธรรมอย่างแท้จริง

หุ่นยนต์ต้นแบบสามารถเดินด้วยความเร็ว 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้ำหนัก 72.5 กิโลกรัม ขนาดพอ ๆ กับมนุษย์ที่มีร่างกายไม่สูงมากนัก ระบบพลังงานไฟฟ้าจากชุดแบตเตอรี่ขนาด 2.3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh)

โดยหุ่นยนต์ตัวนี้สามารถยกสิ่งของน้ำหนักได้ 20 กิโลกรัม เพียงพอสำหรับการทำงานง่ายๆ ภายในโรงงานประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของ Tesla ตามแผนการที่วางเอาไว้ ซึ่งภายในงานได้แสดงคลิปวีดิโอของ Optimus ที่ทำงานง่ายๆ อย่างรดน้ำต้นไม้ ถือกล่อง และยกแท่งเหล็ก

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน