แจ้งเตือน

News Update: Tencent หลุด Top 10 บริษัทใหญ่สุดในโลก ครั้งแรกในรอบ 4 ปี ที่ไม่มีหุ้นจีนติดโผ Nvidia แซงหน้า ขึ้นเป็นอันดับ 10

THE OPPORTUNITY
News Update: Tencent หลุด Top 10 บริษัทใหญ่สุดในโลก ครั้งแรกในรอบ 4 ปี ที่ไม่มีหุ้นจีนติดโผ Nvidia แซงหน้า ขึ้นเป็นอันดับ 10

Tencent สูญเสียตำแหน่งใน 10 อันดับ บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกตามมูลค่าตลาด ทำให้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 ที่ไม่มีหุ้นจีนติดอันดับ Top 10 เลย โดยเป็นผลมาจากตรวจสอบด้านกฎระเบียบของทางการจีน ที่สร้างความเสียหายแก่ตลาดหุ้นอย่างมหาศาล

วันนี้ (16 ก.ย.) ราคาหุ้น Tencent ปรับลดลง 0.53% ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่ 552,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าของ Nvidia บริษัทผู้ผลิตชิป และทำให้ Tencent  ร่วงลงมาอยู่อันดับที่ 11 แทน Nvidia

Tencent ตามรอย Alibaba ที่สูญเสียตำแหน่งไปเมื่อตอนต้นปี โดยบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีจีนเผชิญกับกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นของทางการ ตั้งแต่การป้องกันการผูดขาด ความปลอดภัยของข้อมูล ไปจนถึง การจำกัดเวลาเล่นเกมของเด็ก

จากจุดสูงสุดเมื่อเดือน ม.ค. Tencent สูญเสียมูลค่าตลาดไปแล้วกว่า 390,000 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ดัชนี Hang Seng กลายเป็นดัชนีที่มีผลการดำเนินงานของเดือนนี้แย่ที่สุดในโลก จากการร่วงแรงของ Alibaba และ Tencent

ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าความเสียหายจะสิ้นสุดในเร็วๆนี้ หากการตรวจสอบด้านกฎระเบียบของรัฐบาลจีนยังคงทวีความรุนแรงขึ้น

11 อันดับ บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกตามมูลค่าตลาด

  1. Apple Inc.                                 $2.46 ล้านล้าน
  2. Microsoft Corp.                         $2.29 ล้านล้าน
  3. Alphabet Inc.                            $1.93 ล้านล้าน
  4. Saudi Arabian Oil Co.               $1.87 ล้านล้าน
  5. Amazon.com Inc.                      $1.76 ล้านล้าน
  6. Facebook Inc.                           $1.05 ล้านล้าน
  7. Tesla Inc.                                  $7.57 แสนล้าน
  8. Berkshire Hathaway Inc.          $6.30 แสนล้าน
  9. Taiwan Semiconductor             $5.61 แสนล้าน
  10. Nvidia Corp.                             $5.59 แสนล้าน
  11. Tencent Holdings Ltd.              $5.56 แสนล้าน

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-09-16/tencent-s-slide-leaves-china-with-no-stocks-in-global-top-10?srnd=premium-asia&sref=e4t2werz 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Ark โชว์กลยุทธ์ ‘ขายผู้ชนะ เพื่อลงทุนเป้าหมายอื่น’ Cathie Wood เทขายหุ้น Tesla ไม่หยุด ครึ่งเดือน ขายไปแล้วกว่า 350,000 หุ้น

THE OPPORTUNITY
News Update: Ark โชว์กลยุทธ์ ‘ขายผู้ชนะ เพื่อลงทุนเป้าหมายอื่น’ Cathie Wood เทขายหุ้น Tesla ไม่หยุด ครึ่งเดือน ขายไปแล้วกว่า 350,000 หุ้น

กองทุน Ark ของ Cathie Wood เทขายหุ้น Tesla อย่างต่อเนื่อง มูลค่าขายรวมตลอดเดือนนี้อยู่ที่ 226 ล้านดอลลาร์แล้ว หลังหุ้น Tesla ปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 34% ตั้งแต่กลางเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา

กลยุทธ์ของ Ark คือ แบ่งขายหุ้นผู้ชนะบางส่วนเพื่อไปลงทุนเป้าหมายอื่น โดย Ark เริ่มลดสัดส่วนหุ้น Tesla ตั้งแต่ปีที่แล้ว โดย Cathie Wood บอกว่า นี่คือกลยุทธ์จัดการพอร์ตโฟลิโออย่างชาญฉลาด เพื่อควบคุม Position sizes

เมื่อวานนี้ (16 ก.ย.) ข้อมูลการซื้อขายรายวันของ Ark Investment รายงานว่า กองทุน ARKK และ ARKW ขายหุ้น Tesla กว่า 81,000 หุ้น รวมมูลค่าประมาณ 62 ล้านดอลลาร์

ตั้งแต่เดือน ก.ย. กองทุน Ark ได้ขายหุ้น Tesla ออกไปกว่า 350,000 หุ้น อย่างไรก็ตาม Tesla ยังเป็นสัดส่วนสูงสุดในพอร์ตการลงทุนของ Ark

รายงานการซื้อขายรายวันของ Ark สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพอร์ตเท่านั้น แต่ไม่ได้สะท้อนการซื้อขายทั้งหมดของบริษัท เพราะไม่ได้รวมกิจกรรมเพิ่มและไถ่ถอนหน่วยลงทุน รวมถึงการเสนอขายต่อสาธารณะ

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-09-16/cathie-wood-keeps-selling-tesla-unloading-62-million-of-shares?srnd=premium-asia&sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: มาเก๊าสิ้นหวังแล้ว นักลงทุนหนีตาย ทางรอดเดียวคือ ‘ขาย’ เท่านั้น รัฐบาลจีนเข้ม ส่งเจ้าหน้าที่รัฐคุมบริษัทคาสิโน

THE OPPORTUNITY
มาเก๊าสิ้นหวังแล้ว นักลงทุนหนีตาย ทางรอดเดียวคือ ‘ขาย’ เท่านั้น รัฐบาลจีนเข้ม ส่งเจ้าหน้าที่รัฐคุมบริษัทคาสิโน

นักลงทุนเทขายหุ้นคาสิโน หลังทางการจีนขยายมาตรการคุมเข้มสู่เมืองศูนย์กลางการพนันที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างมาเก๊า เหล่าผู้ประกอบธุรกิจคาสิโนมีเพียงสิ่งเดียวที่อยากจะบอกคือ ‘ขาย’

“มาเก๊าสิ้นหวังแล้ว” ผู้บริหารที่ดำเนินธุรกิจปล่อยสินเชื่อแก่นักพนันในมาเก๊าให้สัมภาษณ์โดยไม่เปิดเผยชื่อ

เมื่อวานนี้ (15 ส.ค.) Bloomberg Intelligence รายงานว่า ดัชนีที่ประกอบด้วยธุรกิจคาสิโน 6 แห่ง ปรับตัวลง 23% ซึ่งเป็นการร่วงแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2005 สะท้อนให้เห็นถึงความวิตกกังวลของนักลงทุน

การเทขายหุ้นดำเนินไปอย่างต่อเนื่องทั้งธุรกิจที่จดทะเบียนในฮ่องกงและสหรัฐฯ ทั้ง ราคาหุ้น Suncity Group ธุรกิจพนันรายใหญ่ที่สุดในมาเก๊า ร่วงลง 15%, Sands China สูญมูลค่าตลาดไปกว่า 8,400 ล้านดอลลาร์, หุ้น SJM Holdings ปรับตัวลง 24% ร่วงแรงสุดนับตั้งแต่ปี 2011 และ Wynn Resorts เผชิญแรงเทขายครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ มี.ค. 2020

ผู้ประกอบการระบุว่า กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้นักพนันหวาดกลัว และการแทรกแซงมากขึ้นของรัฐบาล ยิ่งส่งผลให้นักลงทุนหวาดกลัวยิ่งขึ้น

แนวทางการคุมเข้มหลักๆ ของรัฐบาลจีนมีดังนี้
1. แต่งตั้งตัวแทนของรัฐบาลมา ‘กำกับดูแล’ ธุรกิจคาสิโนต่างๆ
2. เพิ่มสัดส่วนผู้ถือหุ้นในประเทศ และ
3. บริษัทคาสิโนต้องได้รับอนุมัติอย่างเป็นทางการก่อนแจกจ่ายผลกำไร เช่น เงินปันผล 

ธุรกิจคาสิโนส่วนใหญ่ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็น และดูเหมือนว่าพวกเขากำลังใช้เวลาเพื่อทำความเข้าใจกฎระเบียบใหม่ ผู้บริหารของ Melco Resorts and Entertainment คาสิโนระดับพรีเมียม กล่าวว่า เรื่องนี้ใหม่เกินไป และยังไม่มีความชัดเจนว่าส่งผลอย่างไรต่อธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม SJM Holdings หนึ่งในผู้บุกเบิกของมาเก๊า ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงจากกฎระเบียบในปัจจุบันมากนัก และชี้ว่าหน่วยงานของรัฐอย่าง Macau’s Gaming Inspection and Coordination Bureau ดำเนินการตรวจสอบคาสิโนอยู่ตลอดแล้ว

มาเก๊า สถานที่แห่งเดียวในจีนที่ธุรกิจคาสิโนถูกกฎหมาย อุตสาหกรรมคาสิโนในมาเก๊าใหญ่กว่าในลาสเวกัสถึง 6 เท่า รายได้จากอุตสาหกรรมมีสัดส่วนสูงถึง 80% ของรายได้จากภาษี และคิดเป็น 55.5% ของ GDP ทั้งเมือง

แต่ตอนนี้มาเก๊ากำลังเผชิญกับช่วงเวลาอันท้าทาย ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้รายได้จากการพนันลดลง 80% จากปี 2019, การประท้วงในฮ่องกง, การปราบปรามการพนันและเงินไหลออกในต่างประเทศ มาจนถึงมาตรการล่าสุดของจีนที่ต้องการเปลี่ยนเอกลักษณ์ของมาเก๊าในฐานะศูนย์กลางการพนันของโลก

การเปลี่ยนเอกลักษณ์ของมาเก๊าให้ห่างไกลจากการพนันเป็นเป้าหมายของรัฐบาลจีนมาหลายปีแล้ว โดยเมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลประกาศมุ่งพัฒนามาเก๊าร่วมกับเกาะเหิงฉินที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อขยายพื้นที่ทางเศรษฐกิจ 

กฎระเบียบใหม่ของรัฐบาลอาจไปไกลถึงการเปลี่ยนธุรกิจคาสิโนมาเป็นหน่วยงานที่รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ  จึงเป็นสาเหตุให้ผู้บริหารต่างๆ ไม่เอ่ยชื่อในการให้สัมถาษณ์ เพราะกังวลถึงผลกระทบต่อธุรกิจ

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-09-15/macau-s-future-in-doubt-as-china-signals-crackdown-on-casinos?sref=e4t2werz 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ชวนทำความรู้จักกับ MY NEIGHBOR ALICE เกม NFT ที่จะชวนคุณมาปลูกผักทำฟาร์ม

Bitcoin Addict
ชวนทำความรู้จักกับ MY NEIGHBOR ALICE เกม NFT ที่จะชวนคุณมาปลูกผักทำฟาร์ม

ชวนทำความรู้จักกับ MY NEIGHBOR ALICE เกม NFT ที่จะชวนคุณมาปลูกผักทำฟาร์ม

My Neighbor Alice คืออะไร?

My Neighbor Alice คือ เกม NFT Play to Earn แนวทำฟาร์มปลูกผักที่ถูกพัฒนาโดยบริษัท Antler Interactive มีจุดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ตัวละครและการออกแบบโลกของเกมให้มีความน่ารัก

ตัวเกมนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากเกมทำฟาร์มชื่อดังอย่าง Animal Crossing และระบบการสร้างสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่มาจาก Minecraft

ตัวเกมไม่ได้จำกัดแค่ผู้เล่นในโลกของ Blockchain เกมเพียงเท่านั้นเพราะตัวเกมนั้นพอร์ตลงในตัว Stream อีกด้วยทำให้คนทั่วไปนั้นเข้าถึงได้ง่ายและตรงที่มันเข้าถึงง่ายตรงนี้ที่แอดคิดว่าน่าจะเป็นส่วนที่ทำให้อนาคตของเกมนั้นน่าจะไปในทางที่ดี บวกกับตัวเกมที่เป็น Multiplayer Openworld อีกด้วย

รูปแบบการเล่นภายในเกม

ระบบหลัก ๆในตอนนี้จะมีอยู่ 5-6 อย่างด้วยกัน (ตอนนี้ตัวเกมยังอยู่ใน Pre-Alpha test เวลาเปิดจริงอาจจะมีระบบใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามา)

  1. ระบบปลูกผัก
  2. ระบบเลี้ยงสัตว์
  3. ระบบตกปลา
  4. ระบบเควสกับ NPC ที่จะได้รับรางวัลเป็นเหรียญ Alice
  5. ระบบ Community ที่เราสามารถเล่นกับเพื่อนได้
  6. ระบบการสร้างสิ่งก่อสร้าง

ระบบ Land ที่มีการแบ่งพื้นที่ภายในเกม

ชวนทำความรู้จักกับ MY NEIGHBOR ALICE เกม NFT ที่จะชวนคุณมาทำปลูกผักทำฟาร์ม

Land ภายในเกมนั้นถูกเรียกว่า Lummelunda Archipelago ซึ่งแบ่งเป็น 6 เกาะด้วยกัน

  • Snowflake Island: ดินแดนน้ำแข็งที่เต็มไปด้วยเรื่องของเวทย์มนต์ลึกลับที่มีเหล่านางฟ้าอาศัยอยู่
  • Medieval Plains: ที่ราบที่อยู่มาตั้งแต่สมัยโบราณ เต็มไปด้วยพืชพันธ์ุต่าง ๆ เหมาะแก่การเลี้ยงวัว
  • Nature’s Rest: ป่าทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ บ้านเกิดของหมีที่เป็นมาสคอตของเกม
  • Lummestad (The Town): ดินแดนขนาดเล็กท่ามกลางดินแดนขนาดใหญ่แต่เป็นที่ตั้งของศูนย์การค้า จุดรวมอีเว้นท์ต่าง ๆ ภายในเกมที่ให้ผู้เล่นนั้นสามารถมาซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าต่าง ๆ กันได้
  • Sandy Coast: เกาะแห่งทะเลทรายที่มีเกาะเล็กเกาะย่อยอีกมากมาย
  • Submerged Islands: เกาะที่ถูกคนพบโดยโจรสลัด มีความอุดมสมบูรณ์สมบัติมากมาย บวกกับความลับอีกมากที่ยังไม่ถูกค้นพบ

Alice Token

ชวนทำความรู้จักกับ MY NEIGHBOR ALICE เกม NFT ที่จะชวนคุณมาทำปลูกผักทำฟาร์ม

Alice Token นั้นจะเป็นโทเคนหลักที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนภายในตัวเกมและมีการจำกัดจำนวนโทเคนทั้งหมดอยู่ที่ 100,000,000 Alice เท่านั้น

  • ค่าเงินหลักภายในเกม: ใช้ในการแลกเปลี่ยน Asset ต่าง ๆ ใน Marketplace รวมถึงเซ็ทสกิลพิเศษภายในเกม
  • ใช้ในการซื้อ Land ภายในเกม
  • สำหรับผู้ที่ถือครอง Alice โทเคนและทำการ Stake นั้นจะมีสิทธิ์การเข้าถึง Special game content หรือ DLC

ชวนทำความรู้จักกับ MY NEIGHBOR ALICE เกม NFT ที่จะชวนคุณมาทำปลูกผักทำฟาร์ม

Roadmap (แผนการพัฒนาของตัวเกมส์)

แผนการพัฒนาของตัวเกมส์ตอนนี้จะอยู่ในช่วงเดือนกันยายนที่จะมีการเปิด Pre-alpha test (น่าจะภายในเดือนกันยายนนี้ไม่ช้าก็เร็ว) โดยผู้ที่จะสามารถเข้ารับการ Pre alpha test ได้นั้นต้องถือครอง Alice โทเคน 1 เหรียญ (ขณะที่ลงบทความนี้น่าจะทันเล่นช่วง Test กันนะครับ)

ชวนทำความรู้จักกับ MY NEIGHBOR ALICE เกม NFT ที่จะชวนคุณมาทำปลูกผักทำฟาร์ม

การรับ Pre-Alpha Test 

  1. เข้าเว็บ https://market.myneighboralice.com/ ใส่ email
  2. สมัครกระเป๋า “Choromia Valut” เชื่อมกระเป๋าเข้ากับตัวเว็บ
  3. ฝากเหรียญ Alice จำนวน 1 เหรียญ (คืนเหรียญเมื่อจบ Alpha)
  4. รอรับ Key ผ่านทาง email เพื่อนำมาใช้ในการเล่น

การติดตั้งตัวเกม

  1. สมัครสมาชิก Stream
  2. ไปที่เกม Alice ดาวน์โหลดเกมส์
  3. เลือกเมนู “Activate a product on steam” เพื่อเข้าเกม
  4. นำ Key ที่เราได้รับผ่านทาง email นั้นมาใส่เพื่อเข้าเล่นเกม

Investors & partner 

ชวนทำความรู้จักกับ MY NEIGHBOR ALICE เกม NFT ที่จะชวนคุณมาทำปลูกผักทำฟาร์ม

Official Website – My Neighbor Alice: https://www.myneighboralice.com/

Stream: https://store.steampowered.com/app/1502290/My_Neighbor_Alice/

Bitcoin Addict

News Update: ‘สหรัฐฯ-ออสเตรเลีย-UK’ ตั้งพันธมิตร รับมือจีนใน ‘อินโด-แปซิฟิก’ ภารกิจแรก จัดหาเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์

THE OPPORTUNITY
‘สหรัฐฯ-ออสเตรเลีย-UK’ ตั้งพันธมิตร รับมือจีนใน ‘อินโด-แปซิฟิก’ ภารกิจแรก จัดหาเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์

ความพยายามในการแย่งชิงตำแหน่งผู้นำโลกระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทวีความรุนแรงขึ้นขณะนี้ ทั้งสองประเทศกำลังสร้างพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศของตน ผ่านนโยบายความช่วยเหลือต่างๆ

🌏  ‘สหรัฐฯ-ออสเตรเลีย-UK’ ตั้งพันธมิตร รับมือจีนใน ‘อินโด-แปซิฟิก’

ล่าสุด (15 ก.ย.) ผู้นำของสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร ประชุมหารือทางไกลจัดตั้งพันธมิตรด้านความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิกเพื่อรับมือกับจีนที่ขยายอิทธิพลในวงกว้าง

สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร จะช่วยเหลือกองทัพเรือออสเตรเลียในการครอบครองเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เพื่อปฏิบัติการอย่างเงียบๆ ในอินโด-แปซิฟิก โดยเน้นย้ำว่าเรือดำน้ำดังกล่าวไม่มีอาวุธปรมาณู และไม่ใช่การจัดหาอาวุธนิวเคลียร์แก่ออสเตรเลีย

จุดมุ่งหมายของเหล่าผู้นำคือ การสร้างสันติภาพและเสียรภาพของอินโด-แปซิฟิกในระยะยาว รวมถึงขยายขอบเขตความร่วมมือในด้านอื่นๆ เช่น เทคโนโลยี, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ ควอนตัม เป็นต้น

🌏  ‘จีน’ เยือน ‘เวียดนาม’ หารือความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

วันศุกร์ที่ผ่านมา (10 ก.ย.) หวังอี้ รมว. ต่างประเทศของจีน เดินทางเยือนเวียดนามเพื่อหารือทั้งประเด็นการค้า ความเชื่อมั่นทางการเมือง และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

การสร้างพันธมิตรครั้งนี้ของจีนเป็นไปด้วยดี เวียดนามกล่าวว่า รัฐบาลมองการสร้างสัมพันธ์กับจีนเป็นเรื่องสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของตน ซึ่งนี่อาจสร้างแรงตึงเครียดระหว่างเวียดนามและสหรัฐฯ ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีมาตั้งแต่ปี 2017

🌏  วัคซีนโควิดเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการสร้างพันธมิตร

สองประเทศมหาอำนาจ ได้ส่งมอบวัคซีนโควิดแก่หลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย และใช้การส่งมอบวัคซีนโควิดเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการสร้างพันธมิตร

เห็นได้ชัดว่าเวียดนามเป็นเป้าหมายการแข่งขันของสหรัฐฯ และจีน โดยเมื่อเดือน ส.ค. สหรัฐฯ ประกาศแผนส่งมอบวัคซีนโควิดจำนวน 1 ล้านโดสให้แก่เวียดนาม แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หวังอี้ ได้ให้คำมั่นว่าจะมอบวัคซีนให้เวียดนาม 3 ล้านโดส ขณะเยือนเวียดนามครั้งล่าสุด

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและกัมพูชาดำเนินไปด้วยดี หลังจีนยังส่งมอบวัคซีนจำนวน 3 ล้านโดส รวมถึงเงินช่วยเหลือกว่า 270 ล้านดอลลาร์ให้แก่รัฐบาลกัมพูชา

🌏  ผู้เชี่ยวชาญชี้ ประเทศพันธมิตรได้รับประโยชน์จากศึกครั้งนี้

ประเทศต่างๆ ในเอชียได้รับประโยชน์ทั้งด้านทหารจากสหรัฐฯ และ ด้านเศรษฐกิจจากจีน รวมถึงความช่วยเหลือทางด้านวัคซีนจากทั้ง 2 ประเทศ

อเล็กซานเดอร์ วูวิง ศาสตราจารย์จากศูนย์ Daniel K. Inouye Asia-Pacific Center for Security Studies แสดงความเห็นว่า การช่วงชิงอำนาจ (Soft Power) ระหว่างจีนและสหรัฐฯ เป็นประโยชน์ต่อประเทศขนาดเล็กทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม โอกาสในการได้รับผลประโยชน์เริ่มลดลงเรื่อยๆ

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/09/15/us-uk-australia-unveil-new-security-partnership-as-china-expands-military.html 

https://www.voathai.com/a/us-china-allies-asia-friendships-covid19-vaccine-diplomacy-military/6230136.html

https://mgronline.com/around/detail/9640000091758 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 16/09/2021 “สหรัฐฯ – ออสเตเลีย – UK ตั้งพันธมิตรรับมือจีนใน อินโด – แปซิฟิก” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 16/09/2021

สหรัฐฯ – ออสเตเลีย – UK ตั้งพันธมิตรรับมือจีนใน อินโด – แปซิฟิก”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones +236.82 จุด (+0.68%) S&P500 +37.65 จุด (+0.85%) Nasdaq +123.8 จุด (+0.82%) Small Cap 2000 +23.02 จุด (+1.04%) VIX index อยู่ที่ 18.18 (-6.58%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 -45.73 จุด (-1.09%) Dax เยอรมัน -106.99 จุด (-0.68%) CAC 40 ฝรั่งเศส -69.35 จุด (-1.04%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 16 ก.ย. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลบเล็กน้อย ตลาดหุ้นจีน CSI 300 และตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวลบเล็กน้อย และ SET Index เมื่อวานนี้ปิด 1,628.04 จุด (+0.26%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 16 ก.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,793.85 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 23.87 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 72.5 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 75.33 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 16 ก.ย. 2564) Bitcoin 47,952.8 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,585.65 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.24495 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 428.49 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

สหรัฐฯ – ออสเตเลีย – UK ตั้งพันธมิตรด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นการช่วยเหลือออสเตเลียในการครอบครองเรือดำน้ำ เพื่อรับมือการแพร่ขยายอิทธิพลของจีนใน ภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก

ประเทศที่มีงบการใช้จ่ายด้านความมั่นคงทางทหาร 5 อันดับแรก คือ สหรัฐฯ 778 พันล้านดอลล่าร์ จีน 252 พันล้านดอลล่าร์ อินเดีย 72.9 พันล้านดอลล่าร์ รัสเซีย 61.7 พันล้านดอลล่าร์ และ อังกฤษ 59.2 พันล้านดอลล่าร์

ราคาอาหารในอังกฤษพุ่งแรง ดันเงินเฟ้ออังกฤษเดือนสิงหาคมโตถึง 3.2% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งตลาดคาดการณ์ไว้ที่โต 2.9%

เศรษฐกิจจีนในเดือนสิงหาคมเริ่มชะลอตัวจากยอดค้าปลีกโต 2.5% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่โต 7% ภาคอุตสาหกรรมโต 5.3% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่จะโต 5.8% และการลงทุนในสินทรัพย์คงทนโต 8.9% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่โต 9%

ทางการจีนจะเข้ามาควบคุมอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอุตสาหกรรมนี้มีสัดส่วนคิดเป็น 1 ใน 4 ของ GDP จีน ทำให้ตลาดหุ้นจีนตอบรับเชิงลบ และจีนประกาศคุมเข้มธุรกิจคาสิโนที่มาเก๊า จะส่งเจ้าหน้าที่รัฐนั่งในบริษัท หุ้นในกลุ่มนี้ร่วงแรงกว่า 30%

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 13,897 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 13,503 ราย จากในเรือนจำ 394 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 188 ราย หายป่วยกลับบ้าน 13,527 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,405,374 ราย หายป่วยสะสม 1,263,130 ราย

The Opportunity

กองทุน KT-EUROTECH เริ่ม IPO วันที่ 15 – 21 กันยายน เป็น Feeder Fund  ลงทุนในกอง JPMorgan Funds Europe Dynamic Technologies Fund โดยกองทุนหลักนี้ลงทุนในหุ้นยุโรปที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเป็นหลัก โอกาสในการลงทุน คือ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีมีความก้าวหน้า และสามารถเติบโตอย่างรวดเร็ว ภาครัฐให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งแตกต่างกับหุ้นเทคโนโลยีจีนที่ถูกทางการกดดันอย่างหนัก และมีระดับราคาที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ Top Holding 5 อันดับแรก คือ ASML 9.7% SAP 6.9% Adyen 6.7% Nokia 5.7% และ Capgemini 5.4%

รู้จัก SDR สิทธิไถ่ถอนเงินพิเศษ หนุนทำสำรองหลังโลกฉีด QE อย่างหนัก

FINNOMENA x Franklin Templeton
เอาตัวรอดอย่างไรดี? ในตลาดหุ้นจีนตอนนี้

วิกฤต COVID-19 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก และแม้ว่าหลายประเทศมีทุนสำรองระหว่างประเทศ (reserve) ที่อยู่ในระดับเพียงพอตั้งแต่ช่วง 2-3 ปีก่อนหน้า บางประเทศก็จำเป็นต้องดึงเงินทุนสำรองระหว่างประเทศส่วนนี้มาใช้เพื่อเยียวยาประชาชนในช่วงวิกฤตดังกล่าว ทำให้เงินทุนสำรองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเหตุนี้ ในวันที่ 2 สิงหาคม 2021 องค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จึงขยายวงเงินเพิ่มเติมในส่วนของสิทธิไถ่ถอนพิเศษ (SDR) อีกกว่า 220% (รวม 6.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมากเป็นประวัติการณ์) เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมสำหรับประเทศที่ต้องการสภาพคล่องสนับสนุน เพื่อต่อสู้กับวิกฤต COVID19 ซึ่ง IMF เปรียบวงเงิน SDR เพิ่มเติมในส่วนนี้ว่าเหมือนการ “ฉีดวัคซีน” ให้กับระบบเศรษฐกิจ ซึ่งบางประเทศ โดยเฉพาะประเทศเกิดใหม่ที่มีรายได้ต่ำ และได้รับผลกระทบจาก COVID-19 รุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้สภาพคล่องเพิ่มเติมส่วนนี้

เอาตัวรอดอย่างไรดี? ในตลาดหุ้นจีนตอนนี้

ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่า SDR คืออะไร

SDR ย่อมาจาก Special Drawing Right หรือสิทธิไถ่ถอนเงิน จาก IMF อธิบายง่าย ๆ ว่า SDR เหมือนกับเงินสกุลหนึ่งที่ออกขึ้นโดย IMF ให้กับประเทศต่าง ๆ ในลักษณะสิทธิการใช้เงิน เป็นโควตาที่ IMF จัดสรรให้ตามสัดส่วนจำนวนหุ้นที่ประเทศนั้น ๆ ถือใน IMF โดย SDR มีมูลค่าคำนวณจากตะกร้าเงินของเงินสกุลหลักของโลก ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐฯ ยูโร หยวน เยน และปอนด์ ซึ่งจะมีการทบทวนทุก ๆ 5 ปี ซึ่งถ้าประเทศใดต้องการความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจก็สามารถถอนเงิน SDR ในส่วนนี้ แล้วนำมาแลกเป็นเงินสกุลหลักของโลกตามที่ต้องการได้

วงเงิน SDR 6.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีประโยชน์อย่างไร และถูกจัดสรรอย่างไร

IMF เพิ่มวงเงิน SDR เข้ามาอีก 6.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งประมาณการว่าครอบคลุม 30%-60% ของทุนสำรองระหว่างประเทศที่ประเทศต่าง ๆ ต้องใช้ภายในระหว่างปี 20202025 โดยวงเงิน SDR ที่เพิ่มมานี้สามารถเบิกมาใช้ได้โดยไม่มีเงื่อนไข (no conditions) ซึ่งประเทศต่าง ๆ สามารถนำมาใช้สร้างเสถียรภาพด้านอัตราแลกเปลี่ยน ใช้เป็นงบประมาณ หรือคืนเงินกู้ก็ได้ นอกจากนั้น เนื่องจาก SDR ยังไม่ถือเป็นเงินที่แท้จริง วงเงิน SDR ในส่วนนี้จึงยังไม่สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อต่อเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ดี อย่างที่กล่าวมาข้างต้น วงเงิน SDR ที่เพิ่มขึ้นมานั้นถูกจัดสรรไปตามโควตาของประเทศต่าง ๆ โดยขึ้นอยู่กับปริมาณหุ้นที่ประเทศนั้น ๆ ถือใน IMF โดยประเทศใหญ่ที่มักมีหุ้นมากกว่า ก็จะได้รับการจัดสรร SDR มากกว่า ทำให้การจัดสรรวงเงิน SDR ในส่วนนี้อาจไม่ได้กระจายลงสู่ประเทศเกิดใหม่ที่มีความจำเป็นต้องใช้ ได้ตรงจุดเท่าใดนัก ทั้งนี้ คาดว่าประเทศเกิดใหม่จะได้รับการจัดสรรเพียงประมาณ 30% ของวงเงินทั้งหมด โดยที่อีก 60% จะถูกจัดสรรให้ประเทศพัฒนาแล้ว นอกจากนั้น การที่แต่ละประเทศสามารถถอนเงิน SDR ในส่วนนี้ออกมาโดยปราศจากเงื่อนไข อาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะอันตรายทางศีลธรรม (moral hazard) เช่น ลดแรงจูงใจให้ประเทศบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจด้วยความรอบคอบ เพราะเข้าใจว่าถึงอย่างไรก็มี IMF เข้ามาช่วยเหลืออยู่ดี แม้ว่าการจัดสรรโควตาจะให้กับประเทศพัฒนาแล้วเป็นส่วนใหญ่ เรายังเชื่อว่าวงเงิน SDR น่าจะเป็นประโยขน์กับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ดังนี้

การเพิ่มทุนสำรองระหว่างประเทศ แม้ว่าวงเงิน SDR ที่เพิ่มขึ้นมา จะมีทั้งส่วนที่เป็นสินทรัพย์ และหนี้สิน (ในลักษณะการกู้เงิน) แต่ส่วนหนี้สินนั้นไม่ได้มีกำหนดที่จะต้องจ่ายคืน ซึ่งทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นมานี้เอง ช่วยให้ประเทศนั้น ๆ มีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลง (cost of debt) และสามารถใช้สภาพคล่องที่ได้มาใหม่นี้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการลงทุน โดยประเทศที่จะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด จะเป็นประเทศที่มีหนี้ต่างประเทศเป็นจำนวนมาก และมีทุนสำรองระหว่างประเทศน้อย เช่น แซมเบีย ศรีลังกา และกาบอง รายละเอียดตามกราฟด้านล่าง

เอาตัวรอดอย่างไรดี? ในตลาดหุ้นจีนตอนนี้

เอาตัวรอดอย่างไรดี? ในตลาดหุ้นจีนตอนนี้

การจัดการด้านงบประมาณ และการชำระคืนเงินกู้ เราพบว่าหลายประเทศได้ใช้เงินเป็นจำนวนมากในการต่อสู้กับวิกฤต COVID-19 ซึ่งทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงอย่างรวดเร็ว และยิ่งไปกว่านั้น บางประเทศมีกำหนดที่จะชำระคืนหนี้ระหว่างประเทศในอนาคตอันใกล้ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ วงเงิน SDR ที่ได้เพิ่มขึ้นมานี้จะสามารถใช้ในการชำระหนี้ต่างประเทศได้ชั่วคราว ช่วยฟื้นฟูบรรยากาศของการค้า และการลงทุนในประเทศ และสร้างเสถียรภาพในระบบเศรษฐกิจได้ โดยประเทศที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากประเด็นนี้ เช่น ศรีลังกา ตูนีเซีย เอลซัลวาดอร์ และเอกวาดอร์

ความพยายามในการทบทวนการจัดสรรวงเงิน SDR เพื่อให้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่สามารถใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น

เนื่องจากวงเงิน SDR ถูกจัดสรรตามปริมาณการถือหุ้นของประเทศต่าง ๆ ทำให้ IMF ไม่สามารถจัดสรรไปยังประเทศต่าง ๆ ตามความต้องการการใช้เงินโดยตรงได้ ซึ่งกลุ่มประเทศ G7 อยู่ระหว่างการหารือกับ IMF ว่าจะสามารถจัดสรรวงเงิน SDR ดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร ทั้งนี้ หลายประเทศเห็นว่าควรจัดสรรวงเงิน SDR อย่างน้อย 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้กลุ่มประเทศที่มีความเปราะบาง เช่น ประเทศในแถบแอฟริกา ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจได้ อย่างไรก็ดี แนวทางการจัดสรรแบบใหม่ยังไม่ได้ข้อสรุป ทั้งเรื่องอำนาจการจัดสรรของ IMF ตลอดจนข้อพิจารณาว่า SDR ถือว่าเป็นสิทธิของประเทศนั้น ๆ หรือไม่ ทำให้การจะจัดสรรให้ประเทศอื่น ๆ อาจต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายภายในประเทศอีกครั้งหนึ่ง

ที่ผ่านมา การจัดสรร SDR จากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่งใช้วิธีการจัดสรรทางอ้อม โดยเป็นการจัดสรรเข้ากองทุน และกองทุนนั้นจะให้การช่วยเหลือกับประเทศที่มีรายได้น้อยต่ออีกทีหนึ่ง เช่น กองทุนลดความยากจนและส่งเสริมการเติบโต (PRGT) อย่างไรก็ดี กองทุนในลักษณะดังกล่าวยังถือว่ามีขนาดเล็ก และเงินช่วยเหลือที่ได้รับไม่เพียงพอต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก ทั้งนี้ IMF อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางใหม่ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว ซึ่งรวมถึงข้อเสนอของประเทศในกลุ่ม G7 นำโดยสหรัฐอเมริกาที่อาจใช้ SDR เป็นเงินประเดิมในการตั้งกองทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่ง G7 อาจใช้กองทุนนี้เพื่อคานอำนาจกับข้อริเริ่มนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน (China’s Belt and Road Initiative)

อย่างไรก็ดี การหารือยังไม่ได้ข้อสรุป โดยบางฝ่ายเชื่อว่า หากบทบาทของ IMF ถูกจำกัด และสภาพเศรษฐกิจโดยรวมไม่ได้เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการพิจารณาตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือ กลุ่ม G7 อาจสามารถเข้ามาแทรกแซงการคัดเลือกประเทศที่มีสิทธิรับเงินช่วยเหลือจากกองทุน ซึ่งจะถูกใช้เพื่อการขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นนโยบายหลักของกลุ่ม G7 เช่น นโยบายเพื่อความยั่งยืน มากขึ้น

อนึ่ง การทบทวนการจัดสรร SDR น่าจะใช้ระยะเวลายาวนาน และอาจได้ข้อสรุปเบื้องต้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2022 ซึ่งโดยรวมแล้วเราคิดว่าวงเงิน SDR ที่เพิ่มขึ้นมานี้ จะช่วยทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยของอนุพันธ์ป้องกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ระหว่างประเทศ (sovereign credit default swap spread) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตลอดจนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (credit spread) ระหว่างการขอเงินกู้จากช่องทางปกติ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีรายได้ต่ำ และได้รับผละกระทบจาก COVID-19 อย่างรุนแรงมากที่สุด

เนื้อหาต้นฉบับโดย Gene Podkaminer, CFA

Head of Research, Franklin Templeton Investment Solutions

Michael Kerwin, CFA

Senior Research Analyst, Franklin Templeton Investment Solutions

Miles Sampson, CFA

Senior Research Analyst, Franklin Templeton Investment Solutions

ข้อสงวนสิทธิ์

  1. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ให้บริการการให้คำแนะนำทั่วไปแก่ FINNOMENA ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน (Asset Allocations)
  2. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น
  3. ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/content-ftthinks/common-pdf/fixed-income/imf-sdr-allocation-us.pdf

FA Guide ตอน ขั้นตอนสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor)

FINNOMENA
FA Guide ตอน ขั้นตอนสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor)

FA Guide คือ ซีรีส์บทความที่จะมาเล่าเรื่องอาชีพสายการเงินอาชีพหนึ่ง เป็นอาชีพที่เป็นนายตัวเอง มีอิสระในการจัดการเวลาในชีวิตของตัวเอง ได้ใช้ความรู้ทางการเงินในการช่วยเหลือผู้อื่นให้ไปถึงเป้าหมายที่เขาต้องการ ในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูตนเองได้ อาชีพนั้นก็คือ ที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor) หรือเรียกสั้นๆ ว่า FA นั่นเองครับ

สำหรับ FA Guide ตอนแรก เขียนขึ้นมาสำหรับผู้ที่สนใจในสายอาชีพนี้โดยเฉพาะ แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร บทความนี้จะพาไปดูกันตั้งแต่พื้นฐานว่า การเป็น FA ต้องทำอะไรบ้าง ทักษะความรู้อะไรบ้างที่จำเป็นในการเป็น FA ที่ดี และที่สำคัญก็คือ ใบอนุญาต (License) ต่างๆ ที่จำเป็นต้องมีในการประกอบอาชีพนี้

6 ขั้นตอนสู่การเป็น Financial Advisor มีอะไรบ้าง? เชิญอ่านได้ในบทความครับ

ขั้นตอนที่ 1: เข้าใจหน้าที่ของ FA

FA Guide ตอน ขั้นตอนสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor)

ที่ปรึกษาทางการเงิน หรือ Financial Advisor เป็นคำที่ครอบคลุมความหมายค่อนข้างกว้างมาก เพราะการเงินส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ ถ้าแปลแบบกระชับที่สุด FA คือ มืออาชีพที่ให้คำปรึกษาในการบริหารเงินของลูกค้าเพื่อให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในชีวิต การบริหารเงินนี้รวมไปถึงการให้คำแนะนำเรื่องการเก็บออม การทำประกัน การวางแผนการศึกษาบุตร วางแผนเกษียณ รวมไปถึงแนะนำการลงทุนในหุ้น กองทุน อสังหาฯ ฯลฯ เพื่อให้เงินเก็บของลูกค้างอกเงยด้วย

พอเรื่องเงินเป็นเรื่องที่แทรกซึมอยู่ในทุกจังหวะชีวิต แทบจะทุกเรื่องต้องใช้เงิน ดังนั้น FA ที่จะให้คำปรึกษาลูกค้าได้ดี ต้องทำความรู้จัก และเข้าใจไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่ดูแลอยู่เป็นอย่างดีด้วย

FA ไม่ใช่อาชีพที่มุ่งมั่นแต่จะขายผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าเพียงอย่างเดียว แต่ FA คืองานบริการ คือการให้คำปรึกษาที่ต้องยึดความต้องการลูกค้าเป็นหลัก ภาพการทำงานของ FA จะไม่ใช่การพบเจอพูดคุยกับลูกค้าเพียงครั้งเดียว จัดพอร์ตอะไรให้ลูกค้าเสร็จแล้วก็จบกันไป แต่อาจจะต้องนัดเจอพูดคุยกับลูกค้าถึง 3-5 ครั้ง กว่าจะเริ่มวางแผนการเงินให้กับลูกค้าได้

FA จะต้องทำความรู้จักกับลูกค้าให้มากที่สุด ทำความเข้าใจเป้าหมายของลูกค้า ทำความเข้าใจความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างไปถึงเป้าหมาย แล้วถึงค่อยออกแบบแผนทางการเงินให้กับลูกค้าว่าเขาเหมาะกับผลิตภัณฑ์อะไร ในสัดส่วนเท่าไร และเมื่อวางแผนเสร็จแล้ว FA ก็มีหน้าที่ในการดูแลกันไปตลอดเส้นทาง จนกว่าลูกค้าจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ นี่คือภาพรวมบทบาทคร่าวๆ ของ FA หรือการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินครับ

ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบว่าตนเองเหมาะกับอาชีพนี้หรือไม่

FA Guide ตอน ขั้นตอนสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor)

FA เป็นอาชีพที่ต้องใช้ทักษะหลากหลายรอบด้าน ทั้งศาสตร์และศิลป์ต้องใช้ครบหมด ต่อไปนี้เป็นคุณสมบัติที่ FA ควรจะต้องมี ถ้าเกิดอ่านแล้วรู้สึกว่ามันใช่คุณ คุณสามารถทำอาชีพ FA ได้ดีแน่นอน

1. มีความสนใจเรื่องการเงินการลงทุน

ทักษะแรกที่สำคัญที่สุด (ขาดข้ออื่นไปยังพอทำงานได้ แต่ขาดข้อนี้ไปจบเลย) คือ “ความรู้เรื่องการเงินการลงทุน” ขอใช้คำว่ามีความสนใจเรื่องการเงินการลงทุนแทนละกันนะครับ เพราะถ้าเรายังสนใจและศึกษาอยู่เรื่อยๆ ความรู้เราต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน

แล้วความรู้เรื่องไหนบ้างที่ FA ควรจะมี? คำถามนี้ขอหยิบไปตอบในขั้นตอนที่ 3 ครับ

2. มีใจบริการ

FA เป็นคนที่ให้คำปรึกษากับ “ลูกค้า” เพราะฉะนั้นโฟกัสตลอดการทำงานเป็น FA คือ การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) FA ต้องไม่แนะนำผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่มให้กับลูกค้าเพียงเพื่อให้ตัวเองได้ส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมสูงๆ แต่ FA ต้องยึดเป้าหมายของลูกค้ามาก่อน แล้วค่อยออกแบบแผนการเงินให้สอดคล้องตามนั้น ซึ่งการจะเอาความต้องการของลูกค้ามาก่อนความต้องการส่วนตัว ต้องมาจากการมีใจรักในการบริการ

3. มีทักษะในการพูดคุยและรับฟัง

การจะรู้จักใครซักคน เราต้องพูดคุยกับคนคนนั้นเยอะๆ FA จะรู้จักลูกค้าและเข้าใจไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้ ก็ต้องผ่านการพูดคุยเยอะๆ เหมือนกัน

ทักษะนี้เป็นทักษะที่ FA หลายคนอาจจะมองข้ามไป เพราะไปโฟกัสที่การมี hard skill มากกว่า แต่จริงๆ แล้วการมี soft skill เรื่องทักษะในการพูดคุย การมีมนุษยสัมพันธ์ การเป็นผู้ฟังที่ดี เป็นทักษะที่จะชี้วัดเลยว่า คุณจะเป็น FA ที่คนชื่นชอบได้หรือเปล่า เพราะถึงคุณจะมีความรู้แน่น แต่ถ้าไม่สามารถถ่ายทอดให้คนเชื่อถือได้ หรือไม่สามารถพูดให้คนเปิดใจกับคุณได้ ก็ไม่มีใครไว้ใจให้คุณดูแลอยู่ดี

4. กล้าตัดสินใจ

กล้าตัดสินใจในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าให้เราไปบังคับให้ลูกค้าทำตามที่เราบอกนะครับ แต่การกล้าตัดสินใจ หมายถึง การที่เราออกแบบแผนการเงินที่ได้มาจากการวิเคราะห์ของเราอย่างชัดเจน แล้วอธิบายเหตุผล ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นให้ลูกค้าฟัง ให้ลูกค้าเข้าใจในทุกแง่มุมแล้วตัดสินใจเอง

แต่อย่างไรก็ตามมันไม่มีแผนการเงินไหนที่การันตีว่ามันจะได้ผล 100% ทุกแผนมีความเสี่ยงที่จะไม่เป็นไปตามแผน FA ต้องกล้าที่จะตัดสินใจจากความรู้และประสบการณ์ที่มี และรายงานความเสี่ยงทุกอย่างให้กับลูกค้าทราบ FA ต้องมั่นใจที่จะนำทางให้ลูกค้า เพราะถือว่าเรามีความรู้ความเข้าใจด้านการวางแผนการเงินมากกว่า และความรู้ตรงนั้นสามารถทำให้ชีวิตผู้อื่นดีขึ้นได้

5. Active ในการเรียนรู้อยู่เสมอ

ทุกวันมีเรื่องให้เรียนรู้ใหม่อยู่ตลอด ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความรู้ทางการเงิน แต่หมายถึงทุกอย่างที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิต เพราะอย่างที่เขียนไว้ในตอนต้นว่า เรื่องเงินเป็นเรื่องที่แทรกซึมอยู่ในทุกด้านของชีวิต คนที่ใช้ชีวิตได้ดีก็จะแนะนำเรื่องการเงินได้ดีด้วย ดังนั้น FA ต้องเป็นคนที่กระตือรือร้นในการอัปเดตข่าวสารอยู่เสมอ เพื่อที่จะได้ให้คำปรึกษากับลูกค้าได้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน

จริงอยู่ว่าเรื่องหลักการวางแผนหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินอาจจะเปลี่ยนไม่มาก แต่เรื่องมุมมองการลงทุนรับรองว่าเปลี่ยนบ่อยแน่นอน ซึ่ง FA ทุกท่านสามารถติดตามข่าวสารของตลาดและมุมมองการลงทุนจาก FINNOMENA ได้ตามช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ LINE หรือเว็บไซต์ รับรองว่าอัปเดตตลอดไม่ตกข่าวแน่นอนครับ

ขั้นตอนที่ 3: เพิ่มพูนความรู้และทักษะ

FA Guide ตอน ขั้นตอนสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor)

หลังจากเข้าใจหน้าที่ของ FA และสำรวจตนเองเรียบร้อยแล้วว่าเรามีทักษะที่เหมาะกับการเป็น FA ขั้นต่อไปคือการศึกษาหาความรู้เรื่องการวางแผนการเงิน และฝึกทักษะในการให้คำปรึกษาครับ

ความรู้ที่ FA ควรจะต้องมี หรือ Service Solution ที่ควรจะสามารถมอบให้ลูกค้าได้ ถ้าจะพูดถึงเรื่องนี้พูดทั้งวันก็คงไม่จบ เพราะมันกว้างมากๆ FA อาจจะให้คำแนะนำง่ายๆ อย่างการออมเงิน ไปจนถึงการที่ลูกค้ามาปรึกษาเรื่องควรจะเลือกหมอผ่าตัดที่โรงพยาบาลไหนดี อะไรที่เกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ FA ควรจะให้คำปรึกษาได้ หรือถ้าหากไม่รู้ก็ควรจะชี้แนะแนวทางในการแก้ปัญหาให้ได้

กรณีนั้นอาจจะเป็นกรณีพิเศษหน่อย แต่สำหรับเคสปกติแล้ว ตัวอย่างสกิลที่ FA ควรจะต้องมี เช่น การบริหารเงินส่วนบุคคล, ความรู้เรื่องภาษี, การวางแผนเกษียณ, การซื้อประกัน (เพื่อปกป้องเงินของลูกค้ากรณีเกิดเหตุไม่คาดคิด) และการลงทุน (เพื่อสร้างเงินให้งอกเงย) ทั้งหมดนี้ก็พอจะครอบคลุมในการให้คำปรึกษาแล้ว

สำหรับทักษะที่ต้องเพิ่มพูน เช่น ทักษะในการสื่อสารและรับฟัง คนที่เป็น FA ต้องเป็นผู้ฟังที่ดีมากๆ ต้องมี empathy ในการเข้าใจผู้อื่น เป็นคนที่น่าเชื่อถือและกล้าตัดสินใจ ซึ่งทักษะต่างๆ เหล่านี้สามารถสร้างได้แน่นอน โดยเริ่มจากการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และใส่ใจเขาอย่างเต็มที่ ด้วยความตั้งใจที่อยากจะช่วยให้ชีวิตของเขาดีขึ้นจริงๆ

ขั้นตอนที่ 4: สอบ License

FA Guide ตอน ขั้นตอนสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor)

หมายเหตุ: บทความนี้จะพูดถึงเฉพาะ License ที่เกี่ยวข้องกับอาชีพผู้แนะนำการลงทุน

ในขั้นตอนที่ 3 คือการสั่งสมความรู้ที่อยู่ในหัว ส่วนในขั้นตอนที่ 4 คือการพิสูจน์ว่าเรามีความรู้นั้นจริงๆ ซึ่งในขั้นตอนนี้ก็คือ การสอบใบอนุญาต (License) ในการเป็นผู้แนะนำการลงทุน

สำหรับคนที่สงสัยเรื่อง License การสอบสายการเงินต่างๆ ในประเทศไทยจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

  1. กลุ่มใบอนุญาต
    ใบอนุญาต คือ สิ่งที่ต้องมีในการประกอบอาชีพผู้แนะนำการลงทุนตามที่ กลต. กำหนด ถ้าไม่มีถือว่าผิดกฎหมาย การสอบใบอนุญาต เช่น IC (Investment Consultant), IP (Investment Planner) หรือ IA (Investment Analyst)
  1. กลุ่มคุณวุฒิ
    ใบคุณวุฒิ คือสิ่งที่ยืนยันว่าเราผ่านการอบรมในระดับต่างๆ จะมีหรือไม่มีก็ได้ในการประกอบอาชีพ ตัวอย่างคุณวุฒิสายการเงิน เช่น CFP, AFPT, CFA

ที่ FINNOMENA เราเปิดรับพาร์ทเนอร์ FA ที่มีใบอนุญาตตั้งแต่ IC Complex 2 ขึ้นไป (สามารถแนะนำการลงทุนในกองทุนรวมและตราสารหนี้ที่มีลักษณะซับซ้อนได้) ซึ่งในแต่ละที่ก็จะมีเงื่อนไขในการเป็นพาร์ทเนอร์แตกต่างกันไป แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะต้องการใบอนุญาต IC หรือ IP ไม่เกินนี้

อาชีพ FA ไม่จำกัดว่าต้องเรียนจบทางด้านสายการเงินมา เพียงแค่จบปริญญาตรี ผ่านการอบรมความรู้ต่างๆ และสอบใบอนุญาตผ่าน เท่านี้ก็สามารถเป็น FA ได้แล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับฝีมือล้วนๆ ครับ

ขั้นตอนที่ 5: เลือกพาร์ทเนอร์ที่อยากร่วมงานด้วย

FA Guide ตอน ขั้นตอนสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor)

ขึ้นชื่อว่าเป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระก็จริง แต่การลุยเดี่ยวออกไปทำคนเดียวนั้นทำได้ยาก การจะไปหาลูกค้าแล้วเรียกเก็บเป็นค่าแนะนำการลงทุนก็คงไม่มีใครอยากจ่ายให้ ดังนั้นการมีพาร์ทเนอร์จะช่วยทั้งในเรื่องการให้คำปรึกษาลูกค้า และช่วยในเรื่องการสร้างรายได้ให้กับ FA ได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่เปิดรับ FA เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ (บางที่จะเรียกว่า IIP: Independent Investment Planner) โดยให้สิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันไป สำหรับที่ FINNOMENA เราก็เปิดรับ FA เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์กับเราเช่นกัน ท่านที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ลิงก์ finnomena.com/fa/ ได้เลยครับ และใน FA Guide ตอนหน้า ทางทีม FINNOMENA จะมีการเขียนรีวิวให้อ่านกันอย่างละเอียดด้วยว่า เมื่อเข้ามาเป็น FA ร่วมกับ FINNOMENA แล้วจะได้อะไรบ้าง

ขั้นตอนที่ 6: ออกไปหาลูกค้าคนแรก

FA Guide ตอน ขั้นตอนสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor)

ขั้นตอนสุดท้าย คือการเริ่มออกไปให้คำปรึกษาเรื่องการเงินให้กับลูกค้าคนแรกของคุณ เริ่มแรกที่ยังไม่มีคอนเนคชั่นหรือชื่อเสียงที่จะทำให้ลูกค้าแนะนำกันปากต่อปาก การหาลูกค้าอาจจะทำได้ยาก ดังนั้นเริ่มต้นง่ายที่สุดคือการให้คำปรึกษากับคนใกล้ตัวครับ อาจจะเป็นคนในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงของเราก็ได้ หรือถ้ายังไม่ได้วางแผนการเงินส่วนตัวก็เริ่มจากตัวเองนี่แหละครับ เราต้องดูแลตัวเราเองให้ดีก่อนถึงจะไปดูแลคนอื่นได้

การเดินทางหมื่นลี้เริ่มจากก้าวหนึ่งก้าว การจะเป็น FA ที่ดูแลลูกค้าหลักร้อยก็ต้องเริ่มจากดูแลลูกค้าคนแรกให้ดีก่อน จาก 1 คนเป็น 2 คน จาก 2 คนเป็น 3 คน ค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ถ้าเรายังรักและหลงใหลในอาชีพนี้ รับรองว่าความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ

ส่งท้าย…

ครบทั้ง 6 ขั้นตอนเบื้องต้นสำหรับเส้นทางการเป็น FA หรือที่ปรึกษาทางการเงิน หวังว่าจะเป็นแนวทางให้ผู้ที่สนใจในอาชีพสายนี้ไม่มากก็น้อยครับ

📌 งานสัมมนา FINNOMENA FA Summit 2021 เปิดประตูสู่การเป็น Financial Advisor โอกาสครั้งสำคัญในสายอาชีพ สร้าง รายได้หลักแสนกับการเป็น Financial Advisor มืออาชีพ พร้อมฟังเรื่องราวความสำเร็จ กลยุทธ์ และเทคนิคจาก FINNOMENA FA ตัวจริงเสียงจริง

อ่านเพิ่มเติม โอกาสที่คุณจะได้เจอในงาน FA Summit 2021

ผู้ที่สนใจร่วมงานสามารถลงทะเบียนได้ที่ https://finno.me/fa-summit-2021-wb3

FA Guide ตอน ขั้นตอนสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor)

เขียนโดย FINNOMENA Admin

รีวิวกองทุนญี่ปุ่น: อ่านที่นี่ที่เดียวรู้เลยกองไหนดีและญี่ปุ่นน่าลงทุนไหม

เด็กการเงิน DekFinance
รีวิวกองทุนญี่ปุ่น: อ่านที่นี่ที่เดียวรู้เลยกองไหนดีและญี่ปุ่นน่าลงทุนไหม

[อ่านที่นี่ที่เดียวรู้เลยกองไหนดีและญี่ปุ่นน่าลงทุนไหม]

ลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพและสามารถเติบโตอีกมากผ่านกองทุนรวมกองไหนดี รีวิวทุกกองทุน

วันนี้ เด็กการเงิน ขอรวบรวมกองทุนญี่ปุ่น รีวิวกันแบบจุก ๆ อีกแล้ว อ่านทีเดียวจบ เลือกได้เลยกองไหนดี อาจจะยาวหน่อยแต่ได้ประโยชน์

สิ่งที่ได้จากบทความนี้

  1. ทำไมญี่ปุ่นถึงน่าสนใจ
  2. ตลาดญี่ปุ่นมีอะไรบ้าง
  3. กองทุนญี่ปุ่นในไทย แต่ละกองลงทุนอะไรบ้าง ค่าธรรมเนียมเท่าไร
  4. รู้จักกองทุนหลักต่างประเทศยอดฮิต รวมถึง ETF ที่กองไทยชอบไปลงทุน 
  5. ค่าธรรมเนียมและยอดซื้อขั้นต่ำ

รีวิวกองทุนญี่ปุ่น: อ่านที่นี่ที่เดียวรู้เลยกองไหนดีและญี่ปุ่นน่าลงทุนไหม

ทำไมต้องลงทุนญี่ปุ่น

เศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีมูลค่าอันดับ 3 ของโลก หลายปีที่ผ่านญี่ปุ่นสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานได้ทัดเทียมอารยประเทศ และญี่ปุ่นก็จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เจริญแล้ว ระบบการศึกษาที่พัฒนาคนญี่ปุ่น มาตรฐานการทำงาน และการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขั้นสูง จัดเป็นจุดเด่นของประเทศนี้ ค่าเงินเยนก็เป็นค่าเงินสกุลหนึ่งที่มีเสถียรภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เช่นเดียวกับภาคการธนาคารและนโยบายการเงินของญี่ปุ่นก็มีการดูแลที่ดีมากเช่นเดียวกัน

ปัญหาที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญคือ ประชากรมีอัตราการเกิดน้อยลงและคนส่วนใหญ่มีอายุยืน ทำให้มีความกังวลว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะหยุดชะงัก ซ้ำร้ายด้วยวิกฤตโควิด-19 ที่ฉุดการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศติดลบในปีที่แล้ว 

อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของประเทศญี่ปุ่นก็ยังคงมีอยู่ และเป็นประเทศที่มีพื้นฐานดี ปลอดภัย อันดับต้น ๆ ของโลกเลยทีเดียว  

การเติบโตของประเทศญี่ปุ่น ต่อจากนี้คือการผลักดัน 2 เป้าหมายหลัก ๆ คือ 

  1. โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ที่ญี่ปุ่นถือว่ามีการขยับช้ากว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง USA และบางประเทศในยุโรป สิ่งนี้คือโอกาสที่ทำให้ภาครัฐและเอกชน ต้องลงทุนเพิ่มเพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัล 
  2. ปฏิรูปด้านพลังงานให้เป็นพลังงานหมุนเวียน เช่น ลม และ พลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น เพื่อมุ่งไปสู่การประเทศที่มีการปลดปล่อย CO2 เป็น 0 (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 เช่นเดียวกับ USA นอกจากเป้าหมายเรื่อง Carbon แล้ว สิ่งนี้จะทำให้ประเทศญี่ปุ่นลดการพึ่งพาการนำเข้าแก๊สธรรมชาติเหลวเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าอีกด้วย

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีอะไรบ้าง

Nikkei 225 ดัชนีหุ้นใหญ่ 225 บริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ถือเป็นดัชนีสำคัญของญี่ปุ่น ดัชนีประกอบด้วยกลุ่มเทคโนโลยีสูงสุดถึงประมาณ 48% ตามมาด้วยสินค้าอุปโภคบริโภคประมาณ 25% และวัสดุประมาณ 13% รวม 3 อันดับแรกประมาณ 86% ของทั้งตลาดและมีจำนวนหุ้นอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีสูงถึง 58 บริษัท ตามมาด้วยวัสดุ 58 บริษัท และสินค้าอุปโภคบริโภค 33 บริษัท

จริง ๆ ญี่ปุ่นมีอีก Index คือ TOPIX ซึ่งแตกต่างกัน เพราะ TOPIX ใช้วิธีคิดแบบ Market cap weighted ในการคำนวณดัชนี ขณะที่ Nikkei ใช้วิธีแบบ price-weighted แต่จริง ๆ Nikkei คือหุ้นใหญ่มั่นคง หรือ Blue chip ใน TOPIX นั่นแหละ

แนวทางการลงทุนแต่ละกอง

ASP-NGF เป็นกองแบบ Feeder Fund ที่ลงทุนในกองแม่ Nippon Growth (UCITS) Fund  บริหารจัดการโดย E.I. Sturdza Strategic Management Fund มุ่งหวังผลตอบแทนมากกว่า (Active) ดัชนี TOPIX

KT-JAPAN-A เป็นกองแบบ Feeder Fund ที่ลงทุนในกองแม่ Henderson Horizon Fund – Japanese Smaller Companies Fund – Class A2 เป็นกองแบบ Active Fund มุ่งหวังผลตอบแทนให้มากกว่า Russell/Nomura Small Cap Total Index กองนี้จะใช้กลยุทธ์แบบ High Conviction ด้วยประสบการณ์ลงทุนในญี่ปุ่นมากกว่า 40 ปี และลงทุนในหุ้นเล็กที่สุด 25% ของหุ้นจดทะเบียนทั้งหมดในญี่ปุ่นวัดจากมูลค่าตลาด กองนี้มีมอร์นิ่งสตาร์ 4 ดาวด้วยนะ

TMBJPNAE เป็นกองแบบ Feeder Fund ลงทุนในกองทุนหลัก Schroder International Selection Fund – Japanese Opportunities Class A (acc) – JPY เป็นกองแบบ Active มุ้งเน้นผลตอบแทนมากกว่าตลาด TOPIX (Total Return Net)

T-JAPANEQ เป็นกองแบบ Feeder Fund ลงทุนในกองทุนหลัก Schroder International Selection Fund-Japanese Opportunities (C Class) เหมือนกอง TMBJPNAE แต่คนละ Share class 

KF-JPSCAP เป็นกองแบบ Feeder Fund ลงทุนในกองทุนหลัก MUFG Japan Equity Small Cap Fund (Class I) เป็นกองแบบ Active โดยใช้ Benchmark คือ MSCI Japan Small Cap Index gross dividend denominated in JPY เป็นกองที่ใช้กลยุทธ์เลือกหุ้นแบบ Bottom up มุ้งเน้นบริษัทที่มี Business model ที่ดีและมุ่งหวังผลตอบแทนระยะยาว โดยกองนี้แม่เขาแนะนำให้ลงทุนอย่างน้อย 5 ปี

ONE-UJE-RA เป็นกองแบบ Funds of Funds ลงทุนทั้งหมดสองกอง คือ 1) Comgest Growth Japan JPY ACC การันตี 5 ดาวเหมือนกันนะกองนี้ และ 2) Nomura Japan High Conviction Fund I JPY กองนี้จะลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นขนาดใหญ่ เป็นการลงทุนแบบ Bottom up มุ่งเน้นหาหุ้นที่มีความยั่งยืนของการเติบโตของกำไรและยอดขาย รวมถึงมีอัตราส่วนผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่สูงและมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่สูงกว่าคู่แข่ง การันตีด้วยมอร์นิ่งสตาร์ 5 ดาวนะกองนี้

K-JP เป็น Feeder Fund ลงทุนในกองแม่ Schroder International Selection Fund Japanese Equity, Class A Acc ชื่อกองคล้ายกับ TMBJPNAE และ T-JAPANEQ เพราะว่ามันเป็น Sub-Fund ของอันนั้นอีกทีหนึ่ง สัดส่วนอะไรแบบนี้อาจจะแตกต่างกันเล็กน้อย

ASP-JHC เป็นกองแบบ Feeder Fund ลงทุนในกอง Japan High Conviction Fund Class I JPY (5 Star MorningStar) ซึ่งจะเหมือนกองของ ONE-UJE-RA 

สัดส่วนอุตสาหกรรม/หุ้นแต่ละกอง

ASP-NGF ลงทุนอุตสาหกรรม เช่น Wholesale Trade, Banks, Construction, Chemicals, Marine Transportation โดยลงทุนในหุ้น ITOCHU CORP, Fujifilm Holdings, Marubeni Corp, ORIX Corp, MITSUBISHI UFJ Financial Group

KT-JAPAN-A ลงทุนอุตสาหกรรม เช่น Industrials, Info Tech, Consumer Discretionary, Materials, Health Care โดยลงทุนในหุ้น Noritake, Toppan Forms, Aiful, Nichicon, Nippon Soda

TMBJPNAE ลงทุนในอุตสาหกรรม Information & Communication, Electric Appliances, Chemicals, Retail Trade, Transportation Equipment โดยลงทุนในหุ้นอย่าง ITOCHU Corp, C Uyemura & Co Ltd, TDK Corp, ORIX Corp, Otsuka Corp **ข้อมูลไม่ได้อัปเดตมาก หน้าตาหุ้นมีส่วนคล้ายกับ K-JP**

T-JAPANEQ **คล้าย TMBJPNAE**

KF-JPSCAP ลงทุนในอุตสาหกรรม Services, Electric Appliances, Information & Communication, Machinery, Retail Trade โดยลงทุนในหุ้นอย่าง Cyberagent, Outsourcing, MCJ, MONEX Group, SHOEI/TAITO

ONE-UJE-RA สำหรับกองแรก COMGEST ลงทุนในอุตสาหกรรมอย่าง Consumer discretionary, Industrials, Healthcare, Info Tech มี Top 5 Holdings หุ้นอย่าง Sysmex Corporation, Fanuc Corporation, CyberAgent lnc, Food & Life Companies ltd, Kose Corporation ส่วนกองที่สองของ ONE-UJE-RA อย่าง Nomura ก็จะลงทุนในอุตสาหกรรม Electric Appliance, Services, Machinery, Chemicals, Retail trade โดยมี Top 5 Holdings อย่าง Nidec Corporation, Keyence Corporation, M3, Daikin Industries, Shin-Etsu Chemical 

K-JP จะลงทุนในอุตสาหกรรม แบบ Electric Appliances, Information & Communication, Machinery, Transportation Equipment และ Pharmaceutical โดยมี Top 5 Holdings อย่าง Nippon Telegraph & Telephone Corp, Keyence Corp, Astellas Pharma lnc, KDDI Corp, SoftBank

ASP-JHC จะลงทุนในอุตสาหกรรม Electric Appliance, Services, Machinery, Chemicals, Retail trade โดยมี Top 5 Holdings อย่าง Nidec Corporation, Keyence Corporation, M3, Daikin Industries, Shin-Etsu Chemical คล้ายกับ ONE-UJE-RA 

ผลตอบแทนย้อนหลังโดยเฉลี่ย 

  • ASP-NGF ผลตอบแทน 3 ปี 4.32% และผลตอบแทน 1 ปี 32.82%
  • KT-JAPAN-A ผลตอบแทน 3 ปี 7.24% และผลตอบแทน 1 ปี 39.66%
  • TMBJPNAE ผลตอบแทน 3 ปี 0.90% และผลตอบแทน 1 ปี 25.92%**มีเปลี่ยนกองแม่มาก่อน ที่จะเป็นกองเดียวกับ K-JP**
  • T-JAPANEQ ผลตอบแทน 3 ปี 0.59% และผลตอบแทน 1 ปี 27.37%**มีเปลี่ยนกองแม่มาก่อน ที่จะเป็นกองเดียวกับ K-JP**
  • KF-JPSCAP ผลตอบแทน 3 ปี 6.00% และผลตอบแทน 1 ปี 44.81%
  • ONE-UJE-RA ผลตอบแทน 3 ปี N/A% และผลตอบแทน 1 ปี N/A%
  • K-JP ผลตอบแทน 3 ปี 5.12% และผลตอบแทน 1 ปี 27.72%
  • ASP-JHC ผลตอบแทน 3 ปี N/A% และผลตอบแทน 1 ปี N/A%

กองที่ทำผลตอบแทนโดดเด่นคือ KF-JPSCAP, KT-JAPAN-A, ASP-NGF  จะเห็นว่ากองที่ทำผลตอบแทนได้โดดเด่นอย่าง KF-JPSCAP และ KT-JAPAN-A เป็นกองที่ลงทุนในหุ้นเล็กของญี่ปุ่น

ขณะที่กองที่เน้นลงทุนในหุ้นใหญ่ผลตอบแทนกลับทำได้ไม่ดีมากนัก เป็นกองที่ลงทุนหุ้นใหญ่ โดยเฉพาะกองที่มีกองแม่เป็น Schroders มีมอร์นิ่งสตาร์แค่ 3 ดาว หากเทียบพวก Henderson อย่าง KT-JAPAN-A / Comgest และ Nomura ของ ONE-UJE-RA

เท่าที่ดูเหมือนกองที่ลงทุนในหุ้นใหญ่จะหา Alpha ยาก ฉะนั้นถ้าจะลงทุนในญี่ปุ่นอาจจะเลือกแบบ Active (Small-Mid Cap) จะน่าสนใจกว่า

ค่าธรรมเนียมของแต่ละกอง

  • ASP-NGF มีค่า TER ที่ 1.2598 และมี Front-end 2.00%
  • KT-JAPAN-A มีค่า TER ที่ 1.14 และมี Front-end 1.50%
  • TMBJPNAE มีค่า TER ที่ 1.7881 และมี Front-end 1.50%
  • T-JAPANEQ มีค่า TER ที่ 1.475 และมี Front-end 1.070%
  • KF-JPSCAP มีค่า TER ที่ 0.9018 และมี Front-end 1.50%
  • ONE-UJE-RA มีค่า TER ที่ 1.6605 และมี Front-end 1.50%
  • K-JP มีค่า TER ที่ 1.4037 และมี Front-end 1.50%
  • ASP-JHC มีค่า TER ที่ 2.640495 และมี Front-end 1.25%

การจ่ายปันผล   

กองที่จ่ายปันผล: K-JP, KT-JAPAN-D

กองทุนอื่นในตัวอย่างไม่จ่ายปันผล

การป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน

ป้องกันแบบดุลยพินิจ: ASP-NGF, KT-JAPAN-A, T-JapanEQ, TMBJPNAE, KF-JPSCAP

ขั้นต่ำของแต่ละกองและเงื่อนไขดังนี้

  • ASP-NGF มียอดซื้อขั้นต่ำครั้งแรก 1,000 บาท และครั้งถัดไป 1,000 บาท
  • KT-JAPAN-A มียอดซื้อขั้นต่ำครั้งแรก 1,000 บาท และครั้งถัดไป 1,000 บาท
  • TMBJPNAE มียอดซื้อขั้นต่ำครั้งแรก 1 บาท และครั้งถัดไป 1 บาท
  • T-JAPANEQ มียอดซื้อขั้นต่ำครั้งแรก 1,000 บาท และครั้งถัดไป 1,000 บาท
  • KF-JPSCAP มียอดซื้อขั้นต่ำครั้งแรก 2,000 บาท และครั้งถัดไป 2,000 บาท
  • ONE-UJE-RA มียอดซื้อขั้นต่ำครั้งแรก 5,000 บาท และครั้งถัดไป 1,000 บาท
  • K-JP มียอดซื้อขั้นต่ำครั้งแรก 500 บาท และครั้งถัดไป 500 บาท
  • ASP-JHC มียอดซื้อขั้นต่ำครั้งแรก 5,000 บาท และครั้งถัดไป 5,000 บาท

สรุป

กองที่แนะนำมี KF-JPSCAP, ONE-UJE-RA, KT-JAPAN-A เรามองว่าพวก Small-mid cap น่าสนใจ และมี Upside ที่สูกว่า โดยเฉพาะกอง Active ที่ทำผลตอบแทนเอาชนะ Benchmark ได้อย่างต่อเนื่อง หา Alpha ได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่พวกกอง Active ลงทุนในหุ้นใหญ่ ไม่ค่อยรอดเท่าไร โดย KF-JPSCAP มีความน่าสนใจคือมี TER ต่ำสุดในสามตัวนี้ แต่มียอดขั้นต่ำหน่อย 2,000 บาทสำหรับคนลงเงินไม่มาก

สำหรับใครตั้งใจลงทุนน้อยกว่านี้อาจจะไม่เหมาะ ส่วน ONE-UJE-RA มีค่า TER สูงสุดในสามตัวนี้ แต่การันตีด้วยกอง 5 ดาวถึงสองกอง และมีผู้จัดการกองทุนคอย Balance สัดส่วนทั้งสองกอง ทั้ง Growth และ Quality เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ส่วน KT-JAPAN-A มอบให้เป็นชายกลาง หากเทียบค่า Fee และขั้นต่ำ และผลตอบแทนไม่เบานะ โดดเด่นสุดในกองที่เรารีวิว (ไม่ได้ดู ONE-UJE-RA เพราะเป็นกองใหม่ ข้อมูลยังมีไม่มาก แต่อยู่ในขอบเขตที่น่าสนใจ) ส่วน ASP-JHC ก็ปังนะ เพราะกองโนมูระห้าดาวมอร์นิ่งสตาร์ ตัวเดียวกับของ ONE-UJE-RA แต่ข้อเสียคือ TER แพงกว่า

สำหรับใครชื่นชอบญี่ปุ่น ก็สามารถมีสัดส่วนเป็น Core ที่ 15-20% เป็น Developed Country ที่กองทุน Active ทำผลงานได้ดี และญี่ปุ่นจัดเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจสูง จึงเป็น Core ได้อย่างมั่นคงนั่นเอง

เด็กการเงิน DekFinance

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/DekFinance101/posts/215286463822158 

สามารถดูรายละเอียดหนังสือชี้ชวนและผลตอบแทนของกองทุนได้ที่ finnomena.com/fund 


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

รู้จักตราสารหนี้ประเทศจีน ตลาดที่ Ray Dalio บอกว่าเป็นอนาคตของการลงทุน

BottomLiner
รู้จักตราสารหนี้ประเทศจีน ตลาดที่ Ray Dalio บอกว่าเป็นอนาคตของการลงทุน
เราต้องเคยได้ยินข่าวความเป็นที่สุดของหนี้ประเทศจีน เช่น ระดับหนี้สาธารณะขนาดยักษ์ในประเทศที่ปี 2015 เกือบฟองสบู่จะแตก หรือข่าวที่จีนมีหนี้ในประเทศมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก บทความนี้เราจะพาคุณมารู้จักหนี้กลุ่มต่าง ๆ ของจีนให้มากขึ้น โดยแบ่งตามโครงสร้างในประเทศและนอกประเทศ

ในประเทศ

กลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในค่าเงินหยวน ประกอบด้วยหนี้บริษัท (เอกชนและรัฐวิสาหกิจ), หนี้ครัวเรือน, หนี้รัฐบาล
ซึ่งหนี้รัฐวิสาหกิจจำนวนมากเป็นของรัฐบาลท้องถิ่นที่เข้ามาถือหุ้น ทำให้การใช้จ่ายเงินส่วนนี้มักเกิดการทุจริตอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงมักใช้อย่างไม่มีคุณภาพ เช่น ไปสร้างตึกสร้างสะพานใหญ่โตเกินเหตุ
ปัจจุบันจีนถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระดับหนี้สูงที่สุดในโลก เนื่องจากกู้แหลกตั้งแต่วิกฤต Subprime จนมาถึงปี 2015 ที่ฟองสบู่จะแตก จึงทำให้เป้าหมายของรัฐบาลต้องเปลี่ยนไป ไม่เน้นการเติบโตเศรษฐกิจแบบตัวเลขสูงมาก ๆ กลายมาเป็นโตอย่างมีคุณภาพแทน
โดยผู้ให้ตลาดในประเทศจีนกู้ก็ไม่ใช้ใครที่ไหน เป็นคนจีนด้วยกันเอง ผ่านการดึงธนาคาร, บริษัทประกัน มาซื้อตราสารหนี้ และตอนนี้ตลาดหนี้ในจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก (รองจากสหรัฐฯ)
ล่าสุดเริ่มเปิดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ด้วยการให้ลงทุนผ่านโครงการ Bond Connect และ QFII (Qualified Foreign Institutional Investor) ซึ่งนักลงทุนระดับโลกอย่าง Ray Dalio มักพูดอยู่บ่อยว่า “ตลาดตราสารหนี้จีนคืออนาคตของการลงทุน”

นอกประเทศ

ชื่อเสียงขึ้นชื่อคือการที่จีนเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯ และการให้ประเทศกำลังพัฒนากู้เพื่อร่วมในโครงการ Belt and Road Initiative
แต่สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไป เนื่องจากความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นทำให้รัฐบาลจีนเริ่มตีตัวออกห่าง ไม่ยอมซื้อพันธบัตรสหรัฐ (ให้สหรัฐฯ กู้) เยอะเหมือนเดิม เปลี่ยนไปสะสมทองคำมากขึ้น
ขณะที่ประเด็น Belt and Road Initiative ก็มีความขัดแย้งกับรัฐบาลท้องถิ่นหลายครั้ง เพราะจีนมักเสนอปล่อยกู้เยอะ ๆ จนประเทศปลายทางใช้หนี้คืนไม่ได้แล้วเปลี่ยนไปยึดทรัพย์สินอื่นแทน เคสที่รุนแรงที่สุดเป็นการเข้าครอบครองท่าเรือสำคัญในศรีลังกาที่เป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร ทำให้ทั้งอินเดียและสหรัฐต้องวิ่งพล่าน
ในยุคดอกเบี้ยต่ำติดดินอย่างนี้ ตราสารหนี้จีนถือว่าเป็นประเทศใหญ่ที่ยังให้ผลตอบแทนสูงเมื่อเทียบกับสหรัฐ, ยุโรป, ญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจในยุคนี้
BottomLiner

News Update: Cathie Wood ทำนาย Bitcoin จะขึ้นไป $500,000 ใน 5 ปี แนะสัดส่วน Bitcoin 60% Ether 40%

THE OPPORTUNITY
Cathie Wood ทำนาย Bitcoin จะขึ้นไป $500,000 ใน 5 ปี แนะสัดส่วน Bitcoin 60% Ether 40%

หลังจากเริ่มต้นสัปดาห์อย่างยากลำบาก ราคา Bitcoin สามารถกลับมายืนเหนือระดับ $47,000 ได้แล้ว และนี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการปรับตัวขึ้นของ Bitcoin

Cathie Wood ซีอีโอของ ARK Invest คาดการณ์ว่าราคา Bitcoin อาจพุ่งสู่ $500,000 ภายในเวลา 5 ปี นั่นหมายถึง การเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า จากราคาซื้อขายในปัจจุบัน

ในการประชุม SALT ที่นิวยอร์ก Cathie Wood ได้แสดงความเชื่อมั่นในโอกาสเติบโตของ Ethereum สกุลเงินดิจิทัลอันดับ 2 ด้วย

Cathie Wood กล่าวว่า มีแนวโน้มอุตสาหกรรมที่สำคัญ 2 อย่าง ที่จะทำให้ราคา Bitcoin เป็นไปตามคาดคือ 1. บริษัทต่างๆ ต้องเปลี่ยนการถือครองเงินสด มาถือ Bitcoin ในงบดุลแทน และ 2. นักลงทุนสถาบันต้องจัดสรร 5% ของสินทรัพย์มาอยู่ในสกุลเงินดิจิทัลหลัก

ซึ่งดูเหมือนว่าหลายธุรกิจกำลังดำเนินไปตามแนวโน้มข้างต้น

Michael Saylor ซีอีโอของ MicroStrategy เปิดเผยในสัปดาห์นี้ว่า บริษัทเพิ่มการลงทุน 242 ล้านดอลลาร์ของสินทรัพย์ เพื่อซื้อ Bitcoin จำนวน 5,050 BTC ทำให้ตอนนี้ บริษัทมีจำนวน Bitcoin ทั้งหมด 114,042 BTC ในงบดุล

และยังมีผู้บริหารคนอื่นๆ ที่เดินตามรอย Michael Saylor ได้แก่ Jack Dorsey จาก Square และ Elon Musk จาก Tesla ซึ่งเป็น 2 บริษัทที่ Cathie Wood ถือหุ้นอยู่ในสัดส่วนสูง

ในขณะเดียวกัน นักลงทุนสถาบันเริ่มสนใจสกุลเงินดิจิทัลมากขึ้น อย่าง Morgan Stanley ได้ลงทุนมูลค่าประมาณ 240 ล้านดอลลาร์ในกองทุนทรัสต์ Bitcoin ของ Grayscale

Cathie Wood ยังเชื่อมั่นว่าประเทศในทวีปอเมริกากลาง กำลังพยายามรวม Bitcoin เข้ากับเศรษฐกิจของประเทศ เช่น เอลซัลวาดอร์ที่ยอมรับให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินถูกกฎหมายประเทศแรกของโลก

ตอนนี้ Cathie Wood มีทั้ง Bitcoin และ Ethereum ในพอร์ต และชี้ให้เห็นถึงบทบาทของ Ethereum ในตลาดที่กำลังขยายตัว เช่น NFTs และ Defi ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ราคา Ethereum พุ่งสูงกว่า 350% ตั้งแต่ต้นปี

Cathie Wood แนะนำการจัดสรรสินทรัพย์คริปโทฯ ดังนี้ Bitcoin 60% และ Ethereum 40%

อ้างอิง: https://finance.yahoo.com/news/ark-invest-chief-forecasts-bitcoin-142039272.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 15/09/2021 “เงินเฟ้อผู้บริโภคสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด CPI ส.ค. โต 0.3% จากเดือนก่อน” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 15/09/2021 “เงินเฟ้อผู้บริโภคสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด CPI ส.ค. โต 0.3% จากเดือนก่อน” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 15/09/2021

“เงินเฟ้อผู้บริโภคสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด CPI ส.ค. โต 0.3% จากเดือนก่อน”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones -292.06 จุด (-0.84%) S&P500 -25.68 จุด (-0.57%) Nasdaq -67.82 จุด (-0.45%) Small Cap 2000 -32.23 จุด (-1.44%) VIX index อยู่ที่ 19.46 (+0.46%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +2.14 จุด (+0.05%) Dax เยอรมัน +21.57 จุด (+0.14%) CAC 40 ฝรั่งเศส -23.96 จุด (-0.36%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 15 ก.ย. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ตลาดหุ้นจีน CSI 300 และตลาดหุ้นฮ่องกงปรับเปิดตลาดปรับตัวลดลง และ SET Index วันทำการก่อนหน้า ปรับตัวลดลง -9.92 จุด (-0.61%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 15 ก.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,804.50 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 23.81 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 70.84 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 73.97 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 15 ก.ย. 2564) Bitcoin 47,204.4 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,417.31 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.241018 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 415 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

อัตราการว่างงานของเกาหลีใต้อยู่ที่ 2.8% และอัตราการกลับเข้าไปทำงานอยู่ที่ประมาณ 63%

เงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภคสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด CPI เดือนสิงหาคม +0.3% จากเดือนก่อนหน้า และ +5.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ต่ำกว่าที่ตลาดคาด +0.4% จากเดือนก่อนหน้า และ +5.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นมากที่สุด

ดัชนี Citigroup U.S. Economic Surprise กลับมาติดลบ แสดงให้เห็นว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เติบโตต่ำกว่าคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์

ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 5 ปี กับ 30 ปี ของสหรัฐฯ เริ่มกลับมาแคบลง ส่งสัญญาณไม่ดีกับภาวะเศรษฐกิจ

Apple เปิดตัวสินค้าใหม่ iPhone 13, iPad และ Apple Watch เมื่อคืนนี้ เปิดให้จองในไทยวันที่ 1 ตุลาคม และวางขายวันที่ 8 ตุลาคม ราคาหุ้น Apple เมื่อคืนนี้ปรับตัวลดลง สถิติย้อนหลังเวลามีการเปิดตัว iPhone ใหม่ ราคาหุ้นมักจะปรับลดลง สัดส่วนรายได้ของ Apple มาจาก iPhone ประมาณ 48.59%

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ปฏิเธคำเชิญประชุมแบบพบหน้ากันของประธานาธิบดี โจ ไบเดน

China Evergrande บริษัทอสังหาขนาดใหญ่ของจีน ประกาศยอดขายลดลง มีหนี้ในสัดส่วนที่สูง และมีความเสี่ยงที่จะล้มละลาย บริษัทถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงอย่างต่อเนื่อง ราคาหุ้นปรับลดลงเกือบ 80% ตั้งแต่ต้นปี EPS ของบริษัทลดลงมาตลอด Evergrande มีกำหนดชำระพันธบัตรในปีหน้ารวม 7.4 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ตัวเลขยอดค้าปลีกจีนเดือนสิงหาคม +2.5% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ +7% ตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนสิงหาคม +5.3% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ +5.8% อัตราการว่างงานเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 5.1% ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อนหน้า

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 13,798 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 144 ราย หายป่วยกลับบ้าน 14,133 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,420,340 ราย หายป่วยสะสม 1,277,248 ราย

News Update: เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาญชะลอ ยอดค้าปลีก และภาคอุตสาหกรรมโตต่ำกว่าคาด กดดันตลาดหุ้นเอเชียลงต่อ

THE OPPORTUNITY
News Update: เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาญชะลอ ยอดค้าปลีก และภาคอุตสาหกรรมโตต่ำกว่าคาด กดดันตลาดหุ้นเอเชียลงต่อ

จีนเผยตัวเลขยอดค้าปลีกที่น่าผิดหวัง ตอกย้ำการชะลอตัวของเศรษฐกิจ หลังจีนเผชิญการแพร่ระบาดของโควิดที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2020 

โดยจีนเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจ ดังนี้

  • ยอดค้าปลีกจีนเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้นเพียง 2.5% จากปีที่แล้ว ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 7% และลดลงจากเดือน ก.ค. ที่เติบโตถึง 8.5%
  • การเติบโตของการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้นเพียง 5.3% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 5.8%
  • การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในช่วง 8 เดือนแรก เพิ่มขึ้น 8.9% จากปีที่แล้ว ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 9%
  • อัตราการว่างงานของเดือน ส.ค.ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือน ก.ค. ที่ 5.1% ในขณะที่อัตราว่างงานในกลุ่มอายุ 16-24 ปี ลดลงเล็กน้อยที่ 15.3%

การเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงเล็กน้อย โดยดัชนี CSI 300 ปรับตัวลง 0.6%, ดัชนี Shanghai Composite ลดลง 0.15% และ ดัชนี Shenzhen Component ลดลง 0.57%

ทางการจีนควบคุมการแพร่ระบาดของเดลต้าอย่างเข้มงวดภายใต้นโยบาย ‘ผู้ติดเชื้อ=0’ โดยได้จำกัดการเดินทางและล็อกดาวน์หลายเมืองทั่วประเทศในช่วงวันหยุดฤดูร้อน เป็นผลให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคหยุดชะงัก

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/09/15/chinas-retail-sales-grew-far-slower-than-expected-in-august.html

https://www.scmp.com/economy/china-economy/article/3148774/chinas-retails-sales-growth-plunged-august-impeding-economic 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

โพยกองทุนเด็ด 3 บลจ.ดัง ซื้อได้แล้วครบทุกที่บน FINNOMENA

FINNOMENA
โพยกองทุนเด็ด 3 บลจ.ดัง ซื้อได้แล้วครบทุกที่บน FINNOMENA

โพยกองทุนสุดโดดเด่นจาก 3 บลจ. สุดร้อนแรง อย่าง Phillip, BCAP และ XSpring ที่เพิ่งเปิดให้ซื้อผ่านแอปฯ FINNOMENA สด ๆ ร้อน ๆ มาดูกันเลยว่าชื่อเสียงเรียงนาม หน้าตา ข้อมูล จะเป็นอย่างไร เราได้รวบรวมมาให้กับนักช้อปกองทุนรวมทุกคนแล้ว

สารบัญ

บลจ. ฟิลลิป (PAMC)

PWIN

กองทุน PWIN หรือ Phillip World Innovation จากบลจ. ฟิลลิป (PAMC)

โพยกองทุนเด็ด 3 บลจ.ดัง ซื้อได้แล้วครบทุกที่บน FINNOMENA

กลยุทธ์การลงทุน

เน้นลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่เกี่ยวข้องหรือได้รับประโยชน์จากนวัตกรรม ในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟ ต่างประเทศ เช่น

  • Biotechnology – เทคโนโลยีการตัดต่อพันธุกรรมที่นำไปสู่การพัฒนาการรักษา รวมไปถึงการคิดค้นวัคซีนใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรม Healthcare อีกด้วย ซึ่งบริษัทเหล่านี้เป็นบริษัทที่นำพาเทคโนโลยีวัคซีนต่อสู้กับเชื้อไวรัสโควิด-19 มาให้เราในช่วงล่าสุด อีกทั้งเซ็กเตอร์เฮลธ์แคร์ยังเป็นเซ็กเตอร์ที่มีความโดดเด่น ผ่านการผสมระหว่าง “Growth” และ “Defensive” หรืออาจจะพูดง่าย ๆ ได้ว่าเติบโตแบบผสมทั้ง “เชิงรุก” และ “เชิงรับ”
  • Internet Innovation – สิ่งง่าย ๆ ใกล้ตัวเราที่เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนโลกใบนี้ เพราะ ในตอนนี้คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าอินเทอร์เน็ตนั้นเป็นเรื่องไกลตัว อีกทั้งยังเป็นเซ็กเตอร์ที่ได้รับประโยชน์ในช่วงล่าสุดจากเทรนด์ E-commerce และการ Work from Home อีกด้วย
  • Video Games & E-sports – ย้อนไปสัก 10 ปีที่แล้วเกมถูกตีตราว่าเป็นสิ่งมัวเมา แต่ทุกวันนี้เราคงปฏิเสธไมไ่ด้ว่าโลกโอบรับอุตสาหกรรมดังกล่าวมากยิ่งขึ้น และมีคนจำนวนมากหารายได้เป็นกอบเป็นกำได้จากการเล่นเกม สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการทางด้านการบันเทิงของผู้รับชมและทางธุรกิจ
  • Cybersecurity – ในเมื่อโลกของเราถูกเชื่อมต่อกันอย่างง่ายดายผ่านอินเทอร์เน็ตและเครือข่าย Cybersecurity จึงเป็นอีกหนึ่งเซ็กเตอร์หัวใจสำคัญที่คอยปกป้องความเป็นส่วนตัวให้กับผู้คน หรือพูดง่าย ๆ ในเชิงลงทุนได้ว่าเป็นเซ็กเตอร์ที่เติบโตล้อไปกับโลกออนไลน์

ทั้งนี้กองทุนจะลงทุนในกองทุนต่างประเทศต่าง ๆ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ทรัพย์สินที่กองทุน PWIN ลงทุน

โพยกองทุนเด็ด 3 บลจ.ดัง ซื้อได้แล้วครบทุกที่บน FINNOMENA

ทรัพย์สิน 5 อันดับแรกที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุดของกองทุน PWIN
ที่มา: ข้อมูลกองทุนรายเดือน ณ วันที่ 30 ก.ค. 2564 

จากภาพจะเห็นได้ว่ากองทุน PWIN มีการลงทุนในกองทุนต่างประเทศต่าง ๆ มากมาย โดยในส่วนถัดไปจะขอเน้นเจาะไปที่หุ้นของกองทุน Ark Innovation ETF ซึ่งมีสัดส่วนเป็นหลัก

ตัวอย่างบริษัทที่กองทุน Ark Innovation ETF ลงทุน:

  • บริษัทด้าน Electric Vehicles (EV): Tesla บริษัท ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชื่อดังผู้ครองสัดส่วนตลาดยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าถึง 29% และเป็นอันดับ 1 เมื่อไตรมาส 1 ปี 2020 ในขณะที่ เคธี วูด ผู้เชื่อมั่นในการเติบโตของ Tesla ได้ให้เป้าราคาของหุ้นตัวนี้ไว้ถึง 3,000 เหรียญ ในอนาคตโดยเชื่อว่าเหล่านักวิเคราะห์ในตอนนี้มองมูลค่าของ Tesla ในกรอบเวลาที่สั้นเกินไป และปรียบเทียบ Tesla เป็นดั่ง Apple เพชรเม็ดงามแห่งวงการเทคโนโลยีทั้งในอดีตและปัจจุบัน 
  • บริษัทด้าน Internet Innovation : Rokuบริษัท เจ้าของอุปกรณ์สตรีมมิ่งจากอินเทอร์เน็ตไปยังทีวี เชื่อมโยงเนื้อหาทั้งใน Netflix, HBO Now, Amazon Video หรือ Google Play เข้าไว้ด้วยกัน ในราคาที่ถูกกว่า มีจำนวนผู้ใช้ถึง 38.9 ล้านราย และมีจำนวนเติบโตแบบก้าวกระโดดที่ 37% หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
  • บริษัทด้าน Biotechnology: Teladocบริษัท เจ้าของผู้ให้บริการทางการแพทย์แบบออนไลน์ ปรึกษา และวินิจฉัย ผ่านแพทย์ได้โดยตรงและทันที มีลูกค้าเป็นนายจ้างที่ติดอันดับของ Fortune 500 มากกว่า 40% มีลูกค้าชื่อดังอย่าง UnitedHealth บริษัท ประกันสุขภาพที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของสหรัฐฯ และ Johns Hopkins วิทยาลัยการแพทย์ชื่อดังของสหรัฐฯ

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน PWIN

โพยกองทุนเด็ด 3 บลจ.ดัง ซื้อได้แล้วครบทุกที่บน FINNOMENA

ผลการดำเนินงานของกองทุน PWIN
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/PWIN/performance

มีผลตอบแทนย้อนหลังโดดเด่นเป็นอย่างมากถึงแม้จะจัดตั้งมาได้ไม่นานนัก โดยผลตอบแทนย้อนหลังช่วง 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี ถือได้ว่าเหนือกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยในกลุ่มทุกช่วงเวลา!

ความเสี่ยงของกองทุน PWIN

กองทุน PWIN จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6 โดยมีความเสี่ยงที่ควรทราบ ดังนี้

  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในเซ็กเตอร์นวัตกรรมต่าง ๆ
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

ค่าธรรมเนียมของกองทุน PWIN

  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): 1.07%
  • ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ปัจจุบันไม่เรียกเก็บ
  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.6036%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: สูงสุดไม่เกิน 3.950%

ข้อมูลจาก PWIN Fund Factsheet ณ วันที่ 30 ก.ค. 2564

สรุปจุดเด่นกองทุน PWIN

  • ลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นในหุ้นนวัตกรรม พอร์ตการลงทุนมีการกระจายการลงทุนในรูปแบบที่หลากหลาย ชี้ให้เห็นถึงการลงทุนแนวเติบโตอย่างสมดุล
  • สัดส่วนล่าสุด มีการลงทุนทั้งในหุ้น Growth แบบหนัก ๆ รวมไปถึงหุ้นเทคเชิงรับอย่าง Data Center สร้างสมดุลให้กับพอร์ตโดยรวม หรือจะเป็นกลุ่มหุ้นแนวผสมผสานทั้ง “รุก” และ “รับ” อย่าง Cybersecurity
  • เป็นกองทุนแนว Active เน้นจัดการให้ผลการดำเนินงานโดดเด่น เหมาะสำหรับนักลงทุนสายซิ่ง ผู้ชื่นชอบการลงทุนในหุ้นเติบโต
  • มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นจากการลงทุนในหุ้น ที่ล้อไปกับนวัตกรรมของโลกในอนาคต

P-CGREEN

กองทุน P-CGREEN หรือ Phillip China Green Energy and Environment จากบลจ. ฟิลลิป (PAMC)

โพยกองทุนเด็ด 3 บลจ.ดัง ซื้อได้แล้วครบทุกที่บน FINNOMENA

กลยุทธ์การลงทุน

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF ซึ่งเป็นดัชนีที่เน้นการลงทุนใน พลังงานทางเลือก (Alternative Energy), การพัฒนาและการจัดการทรัพยากรน้ำ อย่างยั่งยืน (Sustainable Water), การออกแบบอาคารที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Green Building), การป้องกันมลพิษ (Pollution Prevention) และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency) โดยมีธีมหลัก ๆ ของการลงทุน ดังนี้

  • Alternative Energy – ธีมพลังงานทางเลือกต่าง ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งไมไ่ด้มีดีแค่ด้านรักษ์โลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยลดต้นทุนอีกด้วย
  • Sustainable Water – เป็นธีมลงทุนในบริษัท ที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำและคุณภาพน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทุกชีวิตและเป็นปัญหาที่ควรคำนึงถึงของประเทศที่อุตสาหกรรมกำลังเฟื่องฟูอย่างจีน
  • Green Building – เป็นธีมลงทุนในบริษัท ที่มีการสนับสนุนการทำงานตามมาตรฐานอาคารที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจเห็นได้ในบริษัทยุคใหม่
  • Pollution Prevention – เป็นธีมการลงทุนในบริษัท ที่เน้นการป้องกันมลพิษ ลดของเสีย หรือการรีไซเคิล 
  • Electric Vehicles – หนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และมีสัดส่วนน้ำหนักหุ้นในกองทุนที่ค่อนข้างสูง รถยนต์ไฟฟ้าถือเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมโตแรง และอาจเรียกได้ว่าเป็นเมกะเทรนด์แห่งโลกอนาคตอย่างแท้จริง

ทั้งนี้กองทุนจะลงทุนในกองทุน KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF (กองทุนปลายทาง) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัด (Passive Management)

ทรัพย์สินที่กองทุน P-CGREEN ลงทุน

โพยกองทุนเด็ด 3 บลจ.ดัง ซื้อได้แล้วครบทุกที่บน FINNOMENA

ทรัพย์สินที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุดของกองทุน P-CGREEN
ที่มา: ข้อมูลกองทุนรายเดือน ณ วันที่ 30 ก.ค. 2564 

จากภาพจะเห็นได้ว่ากองทุน P-CGREEN เน้นลงทุนในดัชนี KraneShares MSCI China Environment Index ETF เป็นหลักซึ่งเป็นดัชนีที่เน้นลงทุนในบริษัทรักษ์โลกในจีน

ตัวอย่างบริษัทที่กองทุน P-CGREEN ลงทุน:

  • บริษัทด้าน Electric Vehicles (EV): NIO – ผลิตรถยนต์และบุกเบิกตลาดรถไฟฟ้าระดับพรีเมียมในจีนที่มีมูลค่าเป็นอันดับที่ 4 ของโลก และยังถูกขนานนามว่า เป็น Tesla Killer 
  • บริษัทด้าน Electric Vehicles (EV) : BYDอีกหนึ่งบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในจีนเริ่มต้นมาจากการผลิตแบตเตอรี่ ดังนั้นความเชี่ยวชาญดังกล่าวสามารถนำมาใช้ต่อยอดเป็นความได้เปรียบในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดได้เป็นอย่างดี
  • บริษัทด้าน Electric Vehicles (EV): LI AUTOบริษัท ผู้พัฒนานวัตกรรมรถยนต์พลังงานสะอาดในจีน เริ่มต้นและจบงานได้ด้วยตนเองตั้งแต่การออกแบบ พัฒนา ผลิต และขาย และเป็นบริษัทผู้ริเริ่มการขายรถยนต์ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ๆ ในจีน

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน P-CGREEN

โพยกองทุนเด็ด 3 บลจ.ดัง ซื้อได้แล้วครบทุกที่บน FINNOMENA

ผลการดำเนินงานของกองทุน P-CGREEN
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/P-CGREEN/performance

มีผลตอบแทนย้อนหลังที่โดดเด่น แม้กองทุนจะจัดตั้งได้ไม่นานนัก

ความเสี่ยงของกองทุน P-CGREEN

กองทุน P-CGREEN จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6 โดยมีความเสี่ยงที่ควรทราบ ดังนี้

  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีพลังงานสะอาดแบบเน้น ๆ
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนแบบกระจุกตัวในประเทศจีน

ค่าธรรมเนียมของกองทุน P-CGREEN

  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ปัจจุบันไม่เรียกเก็บ
  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.6050%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: สูงสุดไม่เกิน 3.9500%

ข้อมูลจาก P-CGREEN Fund Factsheet ณ วันที่ 30 ก.ค. 2564

สรุปจุดเด่นกองทุน P-CGREEN

  • เป็นกองทุนที่เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในธีมเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งธีมแห่งอนาคตที่มีความสำคัญกับโลกเราจึงน่าจะเติบโตต่อไปได้
  • เป็นกองทุนแนว Passive เน้นสร้างผลตอบแทนตามดัชนีหลัก เหมาะสำหรับคนที่ชอบความไม่หวือหวามากนัก
  • มีสัดส่วนหุ้นหลักในกลุ่ม Electric Vehicles ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมมาแรง และมีทิศทางที่เป็นไปได้

บลจ.บางกอกแคปปิตอล (BCAP)

BCAP-CLEAN

กองทุน BCAP-CLEAN หรือ BCAP Clean Innovation Fund จากบลจ.บางกอกแคปปิตอล (BCAP)

โพยกองทุนเด็ด 3 บลจ.ดัง ซื้อได้แล้วครบทุกที่บน FINNOMENA

กลยุทธ์การลงทุน

ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ โดยกองทุนปลายทางมีการกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์หรือตราสารของบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับนวัตกรรมเพื่อช่วยในการรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน เช่น 

  • Clean Energy – เทคโนโลยีด้านระบบการผลิตพลังงานสะอาด เช่น แผงโซล่าเซลล์ กังหันลม เชื้อเพลิงชีวภาพ และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้การบริหารพลังงานสะอาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูงจากการเปลี่ยนแปลงแหล่งพลังงานแบบเดิมไปสู่พลังงานสะอาดเพื่อแก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจกและในปัจจุบันการใช้พลังงานสะอาดทั่วโลกก็ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยคาดการณ์ว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ ๆ จะมาจากพลังงานสะอาดทั้งหมดภายในปี 2060
  • Electric Vehicles (EV) – เทคโนโลยีด้านยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลและเชิงพาณิชย์ เนื่องจากการใช้รถแบบเดิมเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับต้น ๆ และปัจจุบันผู้คนทั่วโลกต่างหันมาใช้รถ EV แทนรถแบบเดิมกันมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่า รถยนต์ทั่วโลกจะเปลี่ยนมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2060
  • Circular Economy & Waste Management – เทคโนโลยีด้านการบริหารระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ให้เกิดการสูญเสียให้น้อยที่สุดและลดปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน เช่น การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ง่ายต่อการรีไซเคิล (Recycle) บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ การบริหารทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
  • Energy Storage – เทคโนโลยีด้านการกักเก็บพลังงาน ทั้งระบบเก็บขนาดใหญ่ที่ใช้ในอุตสาหกรรมและการผลิตไฟฟ้า รวมไปถึงแบตเตอรี่ในยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งเติบโตไปพร้อมกับการใช้พลังงานสะอาดในทุกอุตสาหกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ทั้งนี้กองทุนจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมข้างต้นตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ทรัพย์สินที่กองทุน BCAP-CLEAN ลงทุน

โพยกองทุนเด็ด 3 บลจ.ดัง ซื้อได้แล้วครบทุกที่บน FINNOMENA

ทรัพย์สิน 5 อันดับแรกที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุดของกองทุน BCAP-CLEAN
ที่มา: ข้อมูลกองทุนรายเดือน ณ วันที่ 30 ก.ค. 2564 

ตัวอย่างบริษัทที่คาดว่ากองทุน BCAP-CLEAN จะลงทุน:

  • บริษัทด้าน Clean Energy: JinkoSolar Holding – ผู้จัดจำหน่ายและให้คำปรึกษาแบบครบวงจรด้านโซล่าเซลล์ทุกภูมิภาคและทั่วโลก และเป็นผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมโซล่าเซลล์
  • บริษัทด้าน Electric Vehicles (EV): NIO – ผู้ผลิตรถยนต์และบุกเบิกตลาดรถไฟฟ้าระดับพรีเมียมในจีนที่มีมูลค่าเป็นอันดับที่ 4 ของโลก และยังถูกขนานนามว่า เป็น Tesla Killer
  • บริษัทด้าน Circular Economy & Waste Management: Ecolab – ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับความสะอาด สุขอนามัย การจัดการคุณภาพน้ำ พลังงานและการให้บริการมาเป็นเวลากว่า 90 ปี
  • บริษัทด้าน Energy Storage: Contemporary Amperex Technology – ผู้พัฒนาและผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนครบวงจร โดยมียอดขายแบตเตอรี่ของ EV เป็นอันดับ 1 ทั่วโลก 4 ปีซ้อน

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน BCAP-CLEAN

โพยกองทุนเด็ด 3 บลจ.ดัง ซื้อได้แล้วครบทุกที่บน FINNOMENA

ผลการดำเนินงานของพอร์ตจำลองกองทุน BCAP-CLEAN
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
ที่มา: https://knowledge.bualuang.co.th/knowledge-base/bcapclean/

เนื่องจากกองทุน BCAP-CLEAN เป็นกองทุนน้องใหม่ของทางบลจ. BCAP ที่เพิ่งจดทะเบียนกองทุนไปเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2564 จึงยังไม่มีผลการดำเนินงานย้อนหลังให้ดูมากนัก จึงขอหยิบข้อมูลผลการดำเนินงานพอร์ตจำลองของกองทุน BCAP-CLEAN มานำเสนอให้ได้เห็นภาพกัน จากรูปจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี พอร์ตจำลองของกองทุน BCAP-CLEAN ก็สามารถเอาชนะดัชนีได้อย่างสบาย ๆ อาจจะมีบางช่วงที่แพ้ดัชนี MSCI ACWI ไปบ้าง แต่ในภาพรวมก็ถือว่าทำผลการดำเนินงานไปได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

ความเสี่ยงของกองทุน BCAP-CLEAN

กองทุน BCAP-CLEAN จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6 โดยมีความเสี่ยงที่ควรทราบ ดังนี้

  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐฯ และจีน และหมวดอุตสาหกรรม Industrial และ Consumer Discretionary
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

ค่าธรรมเนียมของกองทุน BCAP-CLEAN

  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): 1.070%
  • ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ปัจจุบันไม่เรียกเก็บ
  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.070%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: สูงสุดไม่เกิน 2.675%

ข้อมูลจาก BCAP-CLEAN Monthly Fund Update ณ วันที่ 30 ก.ค. 2564

สรุปจุดเด่นกองทุน BCAP-CLEAN

  • เน้นลงทุนในหุ้นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมทั่วโลก เช่น Clean Energy, Energy Storage, EV, Circular Economy & Sustainable Food
  • บริหารแบบ Dynamic Fund of Funds เพิ่มความยืดหยุ่น ปรับพอร์ตได้ตามสภาวะตลาด
  • เน้นลงทุนในบริษัท Pure-play โดยส่วนใหญ่เป็น Mid-Small Cap
  • ลงทุนได้ทั้งกองทุนที่บริหารแบบ Active และ Passive (ETF) กระจายหลักทรัพย์ประมาณ 400 หลักทรัพย์

บลจ.เอ็กซ์สปริง (XSpring)

I-SEQS

กองทุน I-SEQS หรือ Innotech Sustainable Thai Equity Systematic Fund จากบลจ.เอ็กซ์สปริง (XSpring)

▶︎ I-SEQS-RA, I-SEQS-RD, I-SEQS-ASSF

โพยกองทุนเด็ด 3 บลจ.ดัง ซื้อได้แล้วครบทุกที่บน FINNOMENA

กลุยทธ์การลงทุน

ลงทุนในตราสารทุนซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และ/หรือตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (MAI) ที่มีการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ที่ดี โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

กองทุนเน้นสร้างผลตอบแทนมากกว่า SET TRI ในระยะยาว โดยมี รายละเอียดของการคัดเลือกตราสารทุนที่สามารถลงทุนได้และกระบวนการลงทุน ดังนี้

  1. คัดเลือกกลุ่มหุ้นที่สามารถลงทุนได้ (Stock Universe) จากปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งประกอบไปด้วยสภาพคล่องของหุ้น และหลักการของ สหประชาชาติที่มีเป้าหมายในการกระตุ้นให้บริษัทต่าง ๆ ทั่วโลกหันมาใช้นโยบายในการดำเนินกิจการซึ่งมีความยั่งยืนและ รับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น (UN Global Compact) ซึ่งมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 4 ประการ คือ 1) สิทธิมนุษยชน 2) แรงงาน 3) สิ่งแวดล้อม และ 4) การต่อต้านคอรัปชั่น โดยอิงข้อมูลจากรายงานของบริษัทจดทะเบียน ข่าว และกิจกรรมขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) โดยระบบการลงทุนจะประเมินหุ้นแต่ละตัวทุกวันจากข้อมูลที่เข้ามาในแต่ละวัน และจะทำการทบทวน Stock Universe
  2. กำหนดหุ้นที่จะลงทุน (Stock Selection) ในแต่ละช่วงเวลาที่ลงทุน โดยคัดเลือกจากปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นและปัจจัยพื้นฐานของหุ้น เช่น งบการเงิน ผลประกอบการ และปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งหุ้นที่เลือกลงทุนจะต้องมีคะแนนรวมในเกณฑ์ดี โดยมีการทบทวนรายชื่อหุ้นที่ลงทุนทุกเดือน
  3. กำหนดสัดส่วนของหุ้นที่จะลงทุนโดยประเมินจากปัจจัยเสี่ยงด้านมหภาค เช่น ราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน ดอกเบี้ย และอื่น ๆ ที่จะมีผลต่อปัจจัยพื้นฐานของหุ้นแต่ละตัว และคะแนนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment Social Governance: ESG)

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

หุ้นที่กองทุน I-SEQS ลงทุน

โพยกองทุนเด็ด 3 บลจ.ดัง ซื้อได้แล้วครบทุกที่บน FINNOMENA

Top 5 Holdings ของกองทุน I-SESQ-RA (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ค. 2564)
ที่มา: รายงานสถานะการลงทุนเดือน ก.ค. 2564 ของกองทุน I-SEQS-RA

  • บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) (6.33%) – บริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและความงาม โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ภายใต้ 18 ตราสินค้าทั้งในและต่างประเทศ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและความงาม, ผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำผลไม้ เครื่องดื่มแต่งกลิ่นผลไม้, ผลิตภัณฑ์ประเภทผงพร้อมชง เพื่อสุขภาพ และ ความงาม, ผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มปรุงสำเร็จพร้อมดื่มอื่น ๆ และผลิตภัณฑ์ขนมเพื่อสุขภาพ
  • บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) (5.81%) – ธุรกิจด้านรับประกันวินาศภัยอันได้แก่ การประกันอัคคีภัย ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง ประกันภัยยานยนต์ ประกันภัยเบ็ดเตล็ด รวมทั้งการรับประกันภัยต่อ
  • บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (5.72%) – ผลิตและส่งออกพลาสติกฟิล์มใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ (Packaging) อุตสาหกรรม (Industrial) และอุปกรณ์ไฟฟ้า (Electrical)

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน I-SEQS

โพยกองทุนเด็ด 3 บลจ.ดัง ซื้อได้แล้วครบทุกที่บน FINNOMENA

ผลการดำเนินงานของกองทุน I-SEQS-RA (ข้อมูล ณ วันที่ 3 ก.ย. 2564)
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
ที่มา: finnomena.com/fund/I-SEQS-RA/performance 

โพยกองทุนเด็ด 3 บลจ.ดัง ซื้อได้แล้วครบทุกที่บน FINNOMENA

ค่าสถิติสำคัญและผลการดำเนินงาน (SET) (ข้อมูล ณ วันที่ 3 ก.ย. 2564)
ที่มา: https://marketdata.set.or.th/mkt/marketsummary.do 

มาดูกันในฝั่งผลตอบแทนย้อนหลังกันบ้าง จากรูปด้านบนจะเห็นได้ว่าผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือน กองทุน I-SEQS-RA ทำไปได้ 14.05% และ 1 ปีทำไปได้ 25.84% ซึ่งหากเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในกลุ่มแล้วถือว่าชนะไปได้แบบสวย ๆ ยิ่งไปกว่านั้น หากเปรียบเทียบกับดัชนีอ้างอิงอย่าง SET TRI แล้ว กองทุน I-SEQS ก็สร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นไม่แพ้กัน เพราะนับตั้งแต่ต้นปี 2564 ไปจนถึงวันที่ 3 ก.ย. 2564 กองทุนสร้างผลตอบแทนได้ 25.84% มากกว่าดัชนีอ้างอิง (SET TRI) ที่ทำไปได้ 13.87%

ความเสี่ยงของกองทุน I-SEQS

กองทุน I-SEQS จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6 โดยมีความเสี่ยงที่ควรทราบ ดังนี้

  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของผลการดำเนินงาน (SD): 15-25%

ค่าธรรมเนียมของกองทุน I-SEQS

  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.070%
  • ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee) และ Switching-out: ปัจจุบันไม่เรียกเก็บ
  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.6960% (ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น)

ข้อมูลจาก I-SEQS-RA Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

สรุปจุดเด่นกองทุน I-SEQS

  • เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และด้านธรรมาภิบาล (ESG) แบบมีการกระจายการลงทุน
  • บริหารโดยใช้การวิเคราะห์ด้านปริมาณ (Quantitative Analysis) เพื่อลด Human Bias 
  • สร้างผลตอบแทนได้โดดเด่น โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 3 ก.ย. 2564 กองทุนมีผลตอบแทน 25.84% มากกว่าดัชนีอ้างอิง (SET TRI) 13.87%

เขียนโดย FINNOMENA Admin

โพยกองทุนเด็ด 3 บลจ.ดัง ซื้อได้แล้วครบทุกที่บน FINNOMENA

ข้อมูลอ้างอิงกองทุน PWIN 

ข้อมูลอ้างอิงกองทุน P-CGREEN

ข้อมูลอ้างอิงกองทุน BCAP-CLEAN

ข้อมูลอ้างอิงกองทุน I-SEQS 


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม  ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Dhandho Investor Framework ลงทุนโยนหัว-ก้อยอย่างดันโด

BottomLiner
Dhandho Investor Framework ลงทุนโยนหัว-ก้อยอย่างดันโด
เนื่องจากช่วงนี้เห็นหุ้นจีนลงมาเยอะจนใจเสีย เลยพยายามหา Framework นักลงทุนระดับตำนานที่น่าจะเหมาะกับช่วงนี้มาเล่าให้ฟัง ซึ่งสามารถนำวิธีคิดนี้ไปต่อยอดบนธุรกิจ หรือการลงทุนใด ๆ ก็ได้ที่เห็นว่าเข้าเกณฑ์การ ‘Dhandho’

จุดเริ่มต้น

Mohnish Pabrai (โมห์นิช พาบราย) เจ้าของแนวคิดลงทุนแบบ ‘Dhandho’ (เป็นภาษาอินเดีย มีความหมายประมาณว่า การซื้อธุรกิจเพื่อความมั่งคั่ง) Pabrai เป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าที่ประสบความสำเร็จจากวิธี ‘Dhandho’ นี่เอง
Pabrai คือแฟนคลับปู่ Warren Buffett ตัวจริง (บ้าจัดขนาดที่ยอมจ่ายเงินราว ๆ 21 ล้านบาท เพื่อให้ได้ dinner กับ Buffett 3 ชม.) ตลอดทั้งชีวิตการลงทุนของเขาประสบความสำเร็จโดยเอาแนวคิดของปู่ Buffett มาประยุกต์แนวทางของตัวเอง
เดิมที Pabrai ประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจที่ปรึกษาและวางระบบ IT ที่ทำมากว่า 10 ปี ซึ่ง Pabrai ขายมันออกไปในปี 2000 และทำให้เขามีเงินเพื่อเริ่มธุรกิจกองทุนของเขาด้วยเงิน $20 M
Pabrai เป็นผู้ก่อตั้งและบริหาร Pabrai Funds ที่ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ถึง 25% ใน 20 ปีที่ผ่านมา

อะไรคือ Dhandho?

วิถี ‘Dhandho’ มีลักษณะคือซื้อไม่บ่อย ซื้อเมื่อเจอโอกาสครั้งใหญ่เท่านั้น โดยจะเฟ้นหาหุ้นหรือการลงทุนที่ตลาดประเมินพลาดหรือยังไม่สะท้อนมูลค่าของมัน และซื้อมันในโอกาสเจ็บตัวจากการแพ้ต่ำ หรือ ความเสี่ยงต่ำหากเทียบกับผลตอบแทนที่คาดหวัง (Risk/Reward) ซึ่งโดยปกติจะเทียบ ความเสี่ยง:ต่อผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับที่ 1:3 ถึง 1:5
อธิบายง่าย ๆ คือ ถ้าคิดว่าการลงทุนครั้งนี้ เขาคิดว่าอาจขาดทุนได้ถึง 100% Pabrai จะซื้อเมื่อเทียบกันแล้ว เห็นว่าเขามีโอกาสสร้างกำไรได้ 300-500% เท่านั้น หรือถ้าการลงทุนครั้งนั้นมีโอกาสขาดทุน 20% เขาจะลงทุนเฉพาะเมื่อคาดว่าจะได้รับผลตอบแทน 60-100% เท่านั้น หากเขาแพ้ เขาก็จะปล่อยวางมันและหาเดิมพัน ‘dhandho’ ครั้งใหม่ เพราะถ้าคุณชนะครั้งเดียวก็สามารถล้างขาดทุนได้แล้ว

Dhandho Framework

โดยวิธีการหาหุ้นหรือการลงทุนแบบ ‘Dhandho’ นั้นมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
  • ลงทุนเฉพาะธุรกิจที่มีอยู่จริงแล้วเท่านั้น
  • ลงทุนบนธุรกิจที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน (ข้อนี้คล้าย Peter Lynch ที่บอกว่าถ้าอธิบายให้เด็ก 10 ขวบฟังไม่ได้ว่าทำไมถึงซื้อหุ้นตัวนั้น ให้อย่าซื้อ )
  • เลือกลงทุนบนธุรกิจที่กำลังมีปัญหา หรืออยู่บนอุตสาหกรรมที่กำลังมีปัญหา
  • เมื่อค้นพบโอกาสให้ ‘bet’ ในโอกาสนั้นให้หนัก (ข้อนี้จะคล้าย ๆ ตั๋วลงทุน 20 ใบของ Buffett ที่ตลอดทั้งชีวิตให้ซื้อหุ้นแค่ 20 ตัวเท่านั้น ดังนั้นในแต่ละครั้งให้ทำการบ้านให้หนักจนมีความมั่นใจมาก ๆ )
  • ซื้อธุรกิจด้วยราคาที่มีส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety)
  • ลงทุนบนสิ่งที่ความเสี่ยงต่ำ แต่มีความไม่แน่นอนสูง
  • ลงทุนบนธุรกิจที่เป็นนักลอกเลียนแบบดีกว่าธุรกิจที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี

ตัวอย่าง Dhandho

เหตุการณ์นี้ยกมาจาก Dhando Investor ซึ่งเป็นหนังสือซึ่ง Pabrai เป็นคนเขียน โดยพูดถึงตระกูล ‘Patel’ ชาวอินเดียที่อพยพมาอยู่แคลิฟอร์เนียเมื่อประมาณปี 1970 และกลายเป็นเจ้าของโรงแรมขนาดเล็กกว่าครึ่งอเมริกาและธุรกิจอื่น ๆ มากมาย โดยที่ไม่มีทั้งเงินและความรู้ตั้งต้นเลย
ช่วงต้นของยุค 70 อเมริกาอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำอย่างมาก เนื่องจากราคาน้ำมันตอนนั้นแพงมาก ทำให้ความต้องการท่องเที่ยวตกต่ำ เพราะค่าเดินทางแพง ส่งผลให้การจ้างงานในกลุ่มโรงแรมต่ำติดดินสุด ๆ โรงแรมหลาย ๆ แห่ง ไม่มีเงินจ้างลูกจ้างและจ่ายเงินที่ไปกู้เงินมาลงทุน จนต้องปิดตัวลง และธนาคารต้องขายโรงแรมเหล่านั้นทิ้งด้วยส่วนลดกว่า 80-90% จากราคาเต็ม
2 สามี-ภรรยา Patel ทำงานหนักเพิ่มเป็นเท่าตัว เพื่อนำไปดาวน์โรงแรมที่มีปัญหาเหล่านั้น ถ้าแผนของเขาพัง เขาก็เสียแค่เงินดาวน์และไปหาโรงแรมใหม่ ขยันทำงานเก็บเงินและซื้อมันอีก
จากนั้นตระกูล Patel ก็ดำเนินธุรกิจโรงแรมเล็ก ๆ โดยไม่จ้างพนักงาน แต่ทำทุกหน้าที่เอง ทำให้โรงแรมของ Patel นั้นมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำมาก (โรงแรมอื่นก็ทยอยปิดตัวลงต่อเนื่อง เนื่องจากแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว)
เวลาผ่านไปตระกูล Patel ก็มีเงินมากพอจะซื้อโรงแรมเพิ่มอีก พวกเขาก็เข้าไปซื้อโรงแรมที่แบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว และให้ที่อยู่กับครอบครัวอื่นที่อพยพมาแลกกับการทำงานเป็นพนักงานของโรงแรม
ตระกูล Patel ยังทำรูปแบบนี้ซ้ำไปมาบนธุรกิจที่มีปัญหา ตลอด 30 ปี ผ่านไปพวกเขาเป็นเจ้าของโรงแรมม่านรูดกว่าครึ่งอเมริกาและธุรกิจอื่น ๆ มากมาย
เมื่อเอาเรื่องของตระกูล Patel เป็น Case Study แล้วมันคือการ ‘Dhandho’ นั้นเอง พวกเขาไม่ได้พยายามสร้างสิ่งใหม่หรือเป็นเจ้าของเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่อย่างใด พวกเขากับทำสิ่งที่เรียบง่ายบนธุรกิจที่มีปัญหาตอนเศรษฐกิจมีปัญหาและทำซ้ำไปเรื่อย ๆ ถ้า Patel พลาดบนธุรกิจไหน เขาจะเจ็บตัวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ถ้าพวกเขาทำถูก เขาจะเป็นเจ้าของโรงแรมเพิ่งขึ้น 1 แห่ง และความมั่งคั่งก็จะเพิ่มขึ้นมหาศาล
หลายคนอ่านจนจบก็ยัง งง ๆ ยังนึกไม่ออกแล้วถ้ามันไปถูกใช้ในการลงทุนหุ้นจะเป็นอย่างไร ติดตามโพสต์ Dhandho ตอนที่ 2 จาก BottomLiner เราจะพาย้อนรอยตำนาน ‘Dhandho’ ของปู่ Warent Buffett เมื่อตอนเข้าซื้อ American Express ปี 1994 และเป็นอีก 1 การลงทุนที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Buffett
BottomLiner

2 พส. กับ Air War

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
2 พส. กับ Air War

ปรากฏการณ์พระ 2 รูปคือพระมหาไพรวัลย์กับพระมหาสมปอง ไลฟ์สดในฟซบุ๊ก ที่มีผู้เข้าไปชมสดกว่า 2 แสนคนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วและก่อให้เกิด “แรงกระเพื่อม” ไปในแวดวงสังคมและการเมืองเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  การโต้แย้งถึงความเหมาะสมของการ “สนทนาธรรม” ของพระสงฆ์ที่สังคมและการเมืองของฝ่าย  “อนุรักษ์นิยม”  เห็นว่าอาจจะไม่สำรวมพอเพราะเป็นการสนทนาที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสนุกสนานแทนที่จะเป็นเรื่องของการสอนธรรมะที่จะต้องจริงจังและเคร่งเครียด ในขณะที่ฝ่ายคนที่เห็นด้วยนั้นมักเป็นคนรุ่นใหม่หรือฝ่าย “เสรีนิยม” ที่มองว่าวิธีการพูดคุยแบบนี้เป็นวิธีที่จะดึงคนในปัจจุบันที่อาจจะไม่สนใจฟังธรรมะแล้วโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่นับวันจะเลิกสนใจในเรื่องของคำสอนทางศาสนามากขึ้นทุกที  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  นี่ไม่ได้เป็นการบังคับ  ใครไม่อยากฟัง “2 พส.” หรือ “พระสงฆ์ 2 รูป” นี้ก็ไม่จำเป็นต้องฟังเพราะมีสื่ออื่น ๆ  ให้รับชมเต็มไปหมดโดยเฉพาะสื่อของทางการที่ถูก “ควบคุม” ให้ต้องปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนด  อย่างไรก็ตาม  หลังจากการ “เคลียร์” ประเด็นเรื่องนี้แล้วก็ดูเหมือนว่า 2 พส. จะเป็นฝ่าย “ชนะ” อานิสงค์จากพลังของคนที่เห็นด้วยเป็นแสน ๆ  หรือน่าจะเป็นล้าน ๆ คน

สำหรับผมซึ่งติดตามและศึกษาประวัติศาสตร์สงครามและการต่อสู้ในทุก ๆ  ด้านของมนุษยชาติ  ผมคิดว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงในด้านของกลยุทธ์และยุทโธปกรณ์หรือเครื่องมือในการสงคราม การต่อสู้หรือแข่งขันกันมาตลอดในประวัติศาสตร์  การเปลี่ยนแปลงวิธีการหรือเครื่องมือในการ “รบ” นั้น  ในบางครั้งก็ทำให้ฝ่ายที่เริ่มทำสามารถเอาชนะศัตรูหรือคู่แข่งได้อย่างเด็ดขาดและเป็นเหมือนกับการ “Disrupt” หรือทำลายกลยุทธ์หรือหลักการแบบเดิมโดยสิ้นเชิง  เพราะคนที่ยังติดกับสิ่งเดิมอยู่นั้นจะไม่มีทางต่อสู้กับสิ่งใหม่ได้เลย  และดังนั้นพวกเขาก็จะต้องทำตามเพื่อที่จะสามารถกลับมาต่อสู้หรือแข่งขันได้

เริ่มจากการที่มนุษย์หรือสัตว์พันธุ์โฮโมเซเปี้ยนคือพวกเรานั้น  สิ่งที่ทำให้สามารถเอาชนะสัตว์อื่นที่สำคัญแรกสุดก็คือความสามารถในการใช้ “ไฟ” ในการต่อสู้และล่าสัตว์ทั้งหลายได้  ซึ่งนั่นก็คงเกิดขึ้นหลังจากมนุษย์เกิดขึ้นบนโลกเป็นแสน ๆ  ปีแล้ว  แต่หลังจากนั้น  เราก็เริ่มพัฒนา “อาวุธ” ต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อที่จะจัดการกับสัตว์ใหญ่ต่าง ๆ  ที่อยู่ตามป่าเขาสิ่งนั้นก็คือพวกหอกดาบและธนู  เป็นต้น  ซึ่งนอกจากเอาไว้ล่าสัตว์แล้ว  ก็ยังเอาไว้ต่อสู้กับคนจากครอบครัวและเผ่าอื่นที่ขัดแย้งเป็นศัตรูกันด้วย  และต่อมาเมื่อเมืองและรัฐกำเนิดขึ้น  การพัฒนาของอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ก็คือการนำสัตว์เลี้ยงเช่นม้าและช้างเข้าช่วยในการรบ  อย่างไรก็ตาม  จำนวนของสัตว์เหล่านั้นก็ยังมีไม่มากพอและมักจะใช้โดยกลุ่มผู้นำเท่านั้น

บางทีอาจจะเป็นพวกโรมันที่เริ่มใช้ “รถม้ารบ” ซึ่งสามารถเดินทางอย่างรวดเร็วพร้อมอุปกรณ์การรบ เช่น หอกดาบหรือธนูเข้าต่อสู้กับข้าศึกที่เป็นทหารราบเดินเท้าซึ่งเสียเปรียบมากกว่าได้  และนั่นทำให้โรมัน “ครองโลก” ยาวนาน แต่ที่น่าจะเห็นได้ชัดมากกว่าก็คือ การ Disrupt การทำสงครามโดยพวกมองโกลที่ใช้ม้าเป็นหลักในการสงคราม  ทหารเป็นกองทัพที่ขี่ม้าอย่างเชี่ยวชาญเข้าไปห้ำหั่นเอาชนะทหารเดินเท้าที่มีจำนวนมากกว่าและมีทรัพยากรมากกว่าอย่างจีนและประเทศอื่น ๆ  อีกหลาย ๆ ประเทศได้  และม้าก็กลายเป็นยุทโธปกรณ์หลักและหน่วยสนับสนุนสงครามที่สำคัญที่สุดมานานในประเทศที่มีการเลี้ยงม้าจำนวนมากตราบจนถึงสงครามโลกครั้ง 1 และบางส่วนของสงครามโลกครั้งที่ 2

ปืนโดยเฉพาะปืนใหญ่น่าจะเป็นอาวุธที่ Disrupt การทำสงครามในช่วงเวลาหนึ่งที่คนสามารถผลิตดินปืนและหล่อเหล็กได้แล้ว  อย่างไรก็ตาม  ดูเหมือนว่าแทบทุกประเทศก็สามารถผลิตปืนใหญ่ได้ในระดับหนึ่ง  ดังนั้น  เราก็ไม่ได้เห็นว่าจะมีประเทศไหนยิ่งใหญ่เอาชนะชาติอื่นด้วยปืนใหญ่เป็นหลัก  แต่ปืนประจำตัวซึ่งส่วนใหญ่ก็คือปืนยาวนั้น  น่าจะทำให้ประเทศที่มีการพัฒนาทางอุตสาหกรรมสูงสามารถผลิตได้จำนวนมากและติดอาวุธนี้ให้กับทหารทั้งกองทัพและใช้มันในการต่อสู้และเอาชนะประเทศที่ล้าหลังกว่าและผลิตปืนเองไม่ได้  และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ชาติที่ก้าวหน้าใช้ในการล่าอาณานิคมในช่วงหลายร้อยปีก่อน  กองทหารจำนวนไม่มาก  อาจจะแค่ไม่กี่ร้อยคนก็สามารถเอาชนะรัฐขนาดใหญ่ที่มีแต่หอกดาบหรือธนูได้

นอกจากอาวุธประจำกายแล้ว  ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นมากก็ก่อให้เกิดการสร้างเรือรบที่ติดปืนใหญ่ก็กลายเป็นอีกการเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่เอื้อให้เกิดการล่าอาณานิคมกันอย่างแพร่หลายของประเทศตะวันตก  เรือปืนกลายเป็นเครื่องมือในการตัดสินการแพ้ชนะที่สำคัญที่สุดในยุคล่าอาณานิคมและยุคที่ประเทศมหาอำนาจต้องการวัตถุดิบจากทั่วโลกมาพัฒนาประเทศผ่านการค้า  ประเทศอย่างไทย จีนและญี่ปุ่นที่มีความเข้มแข็งและมีขนาดใหญ่ระดับหนึ่งที่ไม่สามารถถูกยึดได้ง่ายก็ถูกบังคับด้วย  “เรือปืน” ที่ต้องเปิดประเทศให้มีการค้าขายกับมหาอำนาจใหม่ของโลกเหล่านั้น

สงครามโลกครั้งที่ 1 นั้นดูเหมือนว่าทุกฝ่ายต่างก็รบกันด้วยทหารที่มีปืนประจำกายเป็น “ปืนเล็กยาว” รบโดยการยิงกันและขุดสนามเพลาะยันกันเป็นปี ๆ  เรือรบยังแทบไม่มีบทบาทอะไรนักเพราะส่วนใหญ่ก็รบกันในพื้นแผ่นดินยุโรป  เครื่องบินที่เริ่มมีการผลิตได้ยังเป็นแบบปีก 2 ชั้น  ก็เริ่มถูกนำเข้ามารบแต่เป็นเรื่องของการสอดแนมหรือตรวจการณ์เสียมากกว่าที่จะใช้ยิงหรือทิ้งระเบิดใส่ข้าศึก  รถถังเองก็เพิ่งมีการใช้แต่ก็ยังน้อยและประสิทธิภาพไม่ดีนักและใช้ในการนำและป้องกันทหารราบที่จะบุกไปข้างหน้า

ปืนกลอัตโนมัติที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายนั้นเกิดขึ้นในสงครามโลกครั้งที่ 2 และใช้กันทั้ง 2 ฝ่าย  แต่สิ่งที่ทำให้ฝ่ายเยอรมนี สามารถเอาชนะฝ่ายสัมพันธมิตรโดยเฉพาะฝรั่งเศสอย่างรวดเร็วในช่วงแรกนั้น  น่าจะอยู่ที่การ  Disrupt กลยุทธ์สงครามโดยการใช้รถถังแพนเซอร์ที่ทรงประสิทธิภาพเป็น  “กองทัพ” บุกเข้าไปอย่างรวดเร็วจนฝ่ายสัมพันธมิตรตั้งตัวไม่ทัน  พูดง่าย ๆ  แต่เดิมนั้นการบุกด้วยกองทัพขนาดใหญ่นั้น  เขาจะใช้ทหารราบเป็นตัวนำและมีรถถังตามและคอยยิงเปิดทางซึ่งก็จะไปได้ช้ากว่ามากและพลังการยิงก็จะน้อย การใช้รถถังเป็นหลักในการบุกนั้น เรียกกันว่า “Blitzkrieg” หรือสงคราม “สายฟ้าแลบ” ที่ทำให้เยอรมันชนะสงคราม “รอบแรก” อย่างรวดเร็ว  อย่างไรก็ตาม  เยอรมันไม่สามารถเอาชนะและยึดอังกฤษได้เนื่องจากไม่สามารถข้ามช่องแคบอังกฤษเพราะไม่สามารถจัดการกับกองทัพเรืออังกฤษได้

เครื่องบินเป็น “อาวุธใหม่” ที่สำคัญมากขึ้นมากอย่างไม่น่าเชื่อ  สงครามทางอากาศน่าจะกำลังกลายเป็น  “Decisive Factor” หรือเป็นปัจจัยชี้ขาดสงคราม  เยอรมันใช้เครื่องบินปูพรมทิ้งระเบิดเพื่อเปิดทางให้กองทัพภาคพื้นดินรุกไปได้อย่างสะดวก  ในสงครามทางทะเลโดยเฉพาะระหว่างอเมริกากับญี่ปุ่นในแปซิฟิกนั้น  เครื่องบินกลายเป็นตัวชี้เป็นชี้ตาย  ฝูงบินของญี่ปุ่นบินผ่านทะเลหลายพันไมล์ไปทำลายเรือรบที่เพิลร์ฮาร์เบอร์  แต่ที่เป็นสัญญาณชัดเจนว่าสงครามต่อไปในอนาคตนั้น  การรบทางอากาศอาจจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะบอกว่าใครจะชนะก็คือการรบในสงครามเกาะมิดเวย์ที่เรือบรรทุกเครื่องบินของญี่ปุ่นจำนวน 4 ลำถูกเครื่องบินจากเรือบรรทุกเครื่องบินของอเมริกาทิ้งระเบิดจมลง  กองทัพเรือญี่ปุ่นแทบจะล่มสลายในเวลาไม่กี่วันและส่งผลให้ญี่ปุ่นแพ้สงครามในที่สุด  ชัยชนะของอเมริกาในยุทธภูมิมิดเวย์และของสัมพันธมิตรต่อเยอรมันในหลายสมรภูมิยังมีส่วนสำคัญมาจากเครื่องมือหรืออาวุธ “ใหม่” ที่กำลังก่อตัวนั่นก็คือการวิเคราะห์และใช้  “ข้อมูลข่าวสาร” ช่วยทำการรบขึ้น  อานิสงค์จากเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรก ๆ ที่ทำให้สามารถถอดระหัด “Enigma” ที่เยอรมันใช้ในการสื่อสารของการกองทัพ

สงครามใหญ่ครั้งต่อไปที่จะมีขึ้นจะกลายเป็น “สงครามทางอากาศ” ที่จะชี้เป็นชี้ตายว่าใครจะชนะสงคราม  แต่นอกจากการรบโดยเครื่องบินหรือโดรนหรือจรวดแล้ว  “สงครามไซเบอร์” น่าจะกลายเป็นอาวุธหลักอีกอย่างหนึ่งเนื่องจากเครื่องมืออาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ต่างก็อาศัยโปรแกรมดิจิทัลในการควบคุม  ถ้าโปรแกรมถูกทำลายก็ทำงานไม่ได้  การที่เครือข่ายท่อส่งน้ำมันยาวเป็นพัน ๆ กิโลเมตรในอเมริกาโดนแฮ็คและต้องหยุดทำงานไปทั้งระบบหลายวันเมื่อเร็ว ๆ นี้นั้น  เป็นเครื่องเตือนให้รู้ว่าเครื่องมือแห่งการสงครามและการต่อสู้ต่อจากนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนและผ่านมา “ทางอากาศ” ได้  ยิ่งไปกว่านั้น  สงครามหรือการต่อสู้หรือการแข่งขันสมัยใหม่อาจจะไม่ใช่แบบเดิมอีกต่อไป

มันอาจจะเป็นสงครามความคิดหรืออุดมการณ์ระหว่างประเทศหรือคนในประเทศเดียวกันที่ต่อสู้กันด้วย อาวุธ” ที่ไม่มีตัวตนแต่เป็นโปรแกรม เช่น เฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์และโดยคนธรรมดาทั่วทั้งสังคมหรือประเทศโดยที่ ทหาร ที่เรารู้จักกันนั้นไร้ความสามารถที่จะต่อสู้หรือต่อต้านและอาจจะพูดได้ว่าถูก  Disrupt ไปแล้ว  พวกเขาก็ยังจำเป็นอยู่แต่ก็อาจจะเป็นแค่ตัวประกอบหรือส่วนสนับสนุนที่จะเข้าจัดระเบียบสิ่งที่มีตัวตนเป็นขั้นสุดท้ายเท่านั้น  ไม่ได้เป็น Decisive Factor อีกต่อไป  และทั้งหมดนี้นำมาใช้ได้กับทุกวงการรวมถึงในธุรกิจและการลงทุน  ดังนั้น  สำหรับนักลงทุนแล้ว  การรู้จักและวิเคราะห์ “Air War” หรืออำนาจของข่าวสารในการต่อสู้แข่งขันในทุกรูปแบบเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://blog.settrade.com/blog/nivate/2021/09/13/2560

กรณีศึกษา : Post-Retirement Plan แบบกลยุทธ์ 3 Buckets

WealthGuru
ถ้าปีหน้าคุณจะต้องเกษียณอายุ คุณจะวางแผนบริหารเงินอย่างไร ? พอร์ตการลงทุนแบบใดที่ท่านจะลงทุน ? จะขาย LTF/RMF หมดเลยหรือไม่ ? จะทำอย่างไรกับเงินคืนประกันและบำนาญที่ได้หลังเกษียณ ? วันนี้ผมขอ share ตัวอย่างกรณีศึกษาที่ได้วางแผน Post-Retirement แบบกลยุทธ์ 3 Buckets

ถ้าปีหน้าคุณจะต้องเกษียณอายุ คุณจะวางแผนบริหารเงินอย่างไร ?

พอร์ตการลงทุนแบบใดที่ท่านจะลงทุน ?

จะขาย LTF/RMF หมดเลยหรือไม่ ?

จะทำอย่างไรกับเงินคืนประกันและบำนาญที่ได้หลังเกษียณ ?

วันนี้ผมขอ share ตัวอย่างกรณีศึกษาที่ได้วางแผน Post-Retirement แบบกลยุทธ์ 3 Buckets

ขอให้อ่านบทคามเรื่อง กลยุทธ์ถอนเงินแบบ “3 Buckets” สำหรับคนเกษียณ  ก่อนอ่านรายละเอียดข้างล่าง

1. เก็บข้อมูลเพื่อการวางแผนเกษียณ

  • งบประมาณค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ

กรณีศึกษา : Post-Retirement Plan แบบกลยุทธ์ 3 Buckets

  • สินทรัพย์ที่มีอยู่ ณ อายุ 55 ปี

กรณีศึกษา : Post-Retirement Plan แบบกลยุทธ์ 3 Buckets

2. ทำการวิเคราะห์ Gap Analysis

นำสินทรัพย์ทั้งหมดมาทำ ประเมินและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ว่า ด้วยจำนวนเงินที่เขามีอยู่ เขาสามารถเกษียณได้ถึงอายุ 80 ปี หรือไม่ การทำ gap analysis จะใช้หลักการที่ว่า สินทรัพย์ที่มีอยู่ทั้งหมดจะอยู่ในพอร์ตความเสี่ยงต่ำผลตอบแทนคาดหวังอยู่ที่ 4% ต่อปี

กรณีศึกษา : Post-Retirement Plan แบบกลยุทธ์ 3 Buckets

จากตารางจะเห็นได้ว่า อายุ 80 มีพอร์ตลงทุนเหลือที่ 1.289 ล้าน สรุปได้ว่าคือ สินทรัพย์ที่มีอยู่เพียงพอหลังเกษียณ

แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาการวางแผนแบบนี้ คือ ถ้าเกิดอายุยืนยาวเกินที่คาด เงินก็จะไม่เพียงพอ

3. ออกแบบ Post Retirement โดยใช้หลัก 3 Buckets

กรณีศึกษา : Post-Retirement Plan แบบกลยุทธ์ 3 Buckets

กลยุทธ์การออกแบบ 3 Buckets มีดังนี้

  • ตระกร้าที่ 1 ซึ่งเป็นพอร์ตสภาพคล่อง เช่นเงินฝากและตราสารเงิน
    • นำเงิน 756 ล้าน มาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
    • จะถอนเงินจากตระกร้าที่ 2 ทุก ๆ 2 ปี โดยถอนให้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย 2 ปีล่วงหน้า
  • ตระกร้าที่ 2 ซึ่งเป็นพอร์ตเสี่ยงกลาง อายุ 56-60 ปีใช้ พอร์ต All Balance ผลตอบแทนคาดหวัง 5% และ เสี่ยงต่ำ อายุ 61-80 ปี ใช้พอร์ต RIS ( Retirement Income Solution) ผลตอบแทนคาดหวัง 4% จะใช้แหล่งเงินลงทุนจาก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ , RMF , เงินชดเชยเกษียณ , บำนาญเงินคืนประกัน และ LTF บางส่วน
  • ตระกร้าที่ 3 ซึ่งเป็นพอร์ตเสี่ยงสูงใช้ พอร์ต Global Aggressive Hybrid ผลตอบแทนคาดหวัง 8%  จะใช้แหล่งเงินลงทุนจากกองทุน LTF และกองทุนทั่วไป โดยจะลงทุนเกิน 10 ปีขึ้นไป เพื่อจะถอนเงินไปใส่ในตระกร้าที่ 2

เรามาดูการจำลอง  การประเมินการมูลค่าพอร์ตลงทุนไปถึงอายุ 80  เราจะได้ตาราง

กรณีศึกษา : Post-Retirement Plan แบบกลยุทธ์ 3 Buckets

เราจะพบว่า กลยุทธ์การออกแบบ 3 Buckets  มูลค่าพอร์ตการลงทุนในตระกร้าที่ 2 จะมีประมาณ 6.14 ล้านบาท ตอนอายุ 80 ปี เทียบกับ วิธีการใส่เงินลงทุนทุกอย่างไว้ในพอร์ตความเสี่ยงต่ำพอร์ตเดียว จะมีมูลค่าพอร์ตการลงทุนที่ 1.2 ล้าน  ตอนอายุ 80 ปี    ถ้าผู้ลงทุนในกรณีศึกษานี้ มีอายุยืนยาวเกินกว่า 80 ปี ก็จะมีเงินให้ใช้ได้

 การออกแบบ Post Retirement โดยใช้หลัก 3 Buckets จะช่วยให้บริการเงินลงทุนได้ดีขึ้น แต่ก็จะมีข้อเสีย คือ

  • มีความซ้บซ้อนของการวางแผน จะแบ่งเงินอย่างไร จะเอาส่วนไหนไปลงทุนในพอร์ไหน จะถอนเงินตอนไหน
  • ความเสี่ยงในการลงทุนจะสูงขึ้น ซึ่งตรงนี้ นักลงทุนก็จะต้องเข้าบริบทของการวางแผนด้วย

 การวางแผนลงทุนหลังเกษียณจึงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายอย่างที่หลายคนคิด  ควรจะวางแผนให้ดีก่อนวันเกษียณจะมาจริง

WealthGuru


**สนใจลงทุนในพอร์ต Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณ สามารถดูรายละเอียดและลงชื่อรับบริการได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/port/wealthguru/

อย่าพึ่งลงทุนใน Thematic ETF ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้

WealthGuru
อย่าพึ่งลงทุนใน thematic ETF ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้

Thematic ETF นั้น Hot สุด ๆ ในปี 2020 ที่ผ่านมา แต่คุณจะลงทุนอย่างไรไม่ให้เจ็บตัว

Thematic  ETF แบ่งได้เป็นกี่กลุ่ม แต่ละกลุ่มเป็น Mega trend อะไรบ้าง

Thematic ETF มีความเสี่ยงอะไรบ้างที่ควรจะระวังในการลงทุน

Thematic ETF เหมาะกับกลยุทธ์การลงทุนแบบใด

บทความนี้มีคำตอบให้คุณ

Thematic คืออะไร

อย่าพึ่งลงทุนใน thematic ETF ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้ ถ้าดูจากคำจำกัดความของ Thematic แล้ว เราอาจพูดง่าย ๆ ว่า เป็นการลงทุนที่ เน้นไปที่การเติบโตที่ไม่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และกลุ่มอุตสาหกรรม  ไม่ใช่เป็นการลงทุนแบบเก่าที่เน้นไปที่ valued-based หรือ EPG และไม่ใช้ Cyclical trend ตามปกติ และไม่ใช้สินทรัพย์ทางเลือก

Thematic แบ่งอย่างไร

อย่าพึ่งลงทุนใน thematic ETF ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้

ทาง Global X ซึ่งเป็นผู้จัดการ ETF รายใหญ่ ได้ทำการ แบ่งแยกประเภทตาม รูปที่ 2 จะเห็นได้ว่า thematic นั้นแบ่งแยกได้หลากหลายประเภทมาก แต่อย่างไรก็ตามผมให้ดูที่ Mega Theme เป็นหลักว่า thematic ETF ที่เรากำลังจะไปลงทุนนั้น

ขอยกตัวอย่าง Thematic ETF ตามการจัดประเภทของ Global X

อย่าพึ่งลงทุนใน thematic ETF ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้

 การเติบโตของ Thematic ETF

อย่าพึ่งลงทุนใน thematic ETF ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้

จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ COVID-19 ทำให้ thematic ETF ได้รับสนใจสูงมาก โดยเฉพาะ Disruptive Technology  เพราะ คนคิดว่า หลายอย่างจะหายไป หลายอย่างจะเปลี่ยนไปหลังยุค COVID-19 โดยสิ้นปี 2021 มูลค่าของ thematic ETF สูงกว่า ปี 2020 ถึง 28%

อย่าพึ่งลงทุนใน thematic ETF ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้

ประเภทของ Thematic ที่มี AUM สูงสุด 3 ลำดับแรกคือ  Disruptive Technology , People & Demographics และ Physical Environment  โดยที่ Mega-Themes ภายใต้ Disruptive Technology ที่คนสนใจลงทุนมากที่สุดคือ BIG Data

ความเสี่ยงของ Thematic ETF

อย่าพึ่งลงทุนใน thematic ETF ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้  

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมานั้นมีจำนวนกว่า 30% ของจำนวน Thematic Fund ในสหรัฐถูกปิดหรือเลิกกองทุนไป และมีเพียง 36% เท่านั้นของ Thematic Fund ที่สร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าเกณฑ์ Morningstar Global Markets Index ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโอกาสที่นักลงทุนจะเลือกกองลงทุนได้ถูกต้องนั้นอาจมีไม่มากแต่หากเลือกกองลงทุนได้ถูกต้อง ผลตอบแทนที่ได้รับก็สูงมากเช่นกัน เพื่อให้การลงทุนในหุ้นมีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต Thematic Fund จึงมักลงทุนในหุ้นที่มีขนาดเล็กซึ่งมักจะมีส่วนต่างกำไรที่มากเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าที่ควรจะเป็นและราคาในตลาด

อย่างไรก็ตามหุ้นเหล่านี้มักมีสภาพคล่องในการซื้อขายที่ต่ำไปด้วย การซื้อขายในช่วงเวลาสั้น ๆ ก็อาจทำให้ต้นทุนในการลงทุนสูงขึ้นได้ หรือกรณีที่กองทุนถูกไถ่ถอนเงินออกเป็นจำนวนมากทำให้ต้องรีบขายสินทรัพย์ที่ลงทุนอยู่เพื่อคืนเงินให้แก่ผู้ถือหน่วย แต่ด้วยสภาพคล่องที่ต่ำจึงอาจต้องใช้เวลาในการขายสินทรัพย์หรือขายได้ในราคาที่ไม่ดีนัก

กลยุทธ์การลงทุนใน Thematic ETF

  เนื่องจาก thematic ETF มีความเสี่ยงในการลงทุนสูง    นักลงทุนส่วนมากจะลงทุนเป็นกองเดียวๆ เช่น นักลงทุนชอบ theme EV car และ ชอบ theme Cloud computing ก็ซื้อเฉพาะ ETF theme ที่สนใจ นักลงทุนควรจะจัดเป็นพอร์ตลงทุนแทนที่จะซื้อเป็นกองเดียวๆ  กลยุทธ์ที่แนะนำคือ  กลยุทธ์การลงทุนด้วย ETF ตอนที่ 3: “ชนะตลาดด้วย Hybrid”

กลยุทธ์  “Hybrid แบบ Core-Satellite” มีขั้นตอนอย่างไร

1. กำหนดสัดส่วนของการลงทุน

อย่าพึ่งลงทุนใน thematic ETF ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้

จากการกำหนดสัดส่วนข้างบนสัดส่วนของ Core จะมีอยู่ที่ 60% และ Satellite อยู่ 40% โดยส่วนของ Core จะใช้ SPY ETF , QQQ ETF และ QQQJ ETF มาผสมโดยจะลงทุนแบบ Buy-and Hold ระยะยาว ซึ่งสัดส่วนอีก 40% สามารถจัดส่วน Thematic ETF ได้อย่างน้อยตัวละ 10% -15% โดยจะใช้การลงทุนแบบ Trading

2. รวบรวม Thematic ETF

อย่าพึ่งลงทุนใน thematic ETF ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้

อย่าพึ่งลงทุนใน thematic ETF ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้

อย่าพึ่งลงทุนใน thematic ETF ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้

อย่าพึ่งลงทุนใน thematic ETF ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้

อย่าพึ่งลงทุนใน thematic ETF ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้

อย่าพึ่งลงทุนใน thematic ETF ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้

3. เปรียบเทียบ Thematic ETF ที่สนใจด้วย Quantitative และ Momentum

ยกตัวอย่าง ต้องการเปรียบเทียบ WCLD ETF และ CLOU ETF ทั้งคู่อยู่ใน Mega-Theme ที่เป็น BIG DATA และ Theme Cloud Computing เหมือนกัน สามารถใช้ www.etfdb.com เป็นตัวเปรียบเทียบได้ ดังนี้

อย่าพึ่งลงทุนใน thematic ETF ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้

จะเห็นได้ว่า WCLD มีผลตอบแทนมากกว่าแต่ความผันผวนมากกว่าเกือบ 2 เท่า โดยมี Beta อย่ 1.1 แต่ WCLD กลับมี Expense Ratio ต่ำกว่าคืออยู่ที่ 0.45% ขณะที่ CLOU อยู่ที่ 0.68% เราลองมาดู RS Rating (Relative Strength) ความแข็งแกร่งเทียบกับ S&P500 จากรูปจะเห็นว่า WCLD มี RS Rating อยู่ที่ 85 สูงกว่า WCLD

อย่าพึ่งลงทุนใน thematic ETF ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้

อย่าพึ่งลงทุนใน thematic ETF ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้

ดังนั้นจึงขอเลือก WCLD  เราก็ได้ ETF เข้าไปในตารางการลงทุนดังรูป แล้วหา Thematic ETF มาเติมให้ครบ 30% ที่เหลือ

อย่าพึ่งลงทุนใน thematic ETF ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้ 4.จะซื้อขาย Thematic ETF ตอนไหน

ไม่มีสูตรตายตัวสำหรับการซื้อขาย Thematic ETF แต่อย่างไรก็ตามผมให้ Thematic ETF ในพอร์ตเป็น Tactical ดังนั้น Investment style จึงเป็นการ Trading มากกว่าการซื้อแล้วถือยาว ข้างล่างคือ กฏการ Trading สำหรับ ETF ที่ผมใช้

อย่าพึ่งลงทุนใน thematic ETF ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้

ตัวอย่าง IBUY ETF เป็น Mega-Theme New Consumer และ Theme E-commerce

อย่าพึ่งลงทุนใน thematic ETF ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้

ขอให้นักลงทุนระลึกไว้ว่า Thematic ETF นั้นมีความเสี่ยงกว่า Sector ETF ดังนั้นนักลงทุนควรจะจัดเป็นพอร์ตและ Thematic ETF จะเป็นส่วน Satellite เท่านั้น ไม่สามารถนำมาเป็น Core ได้

WealthGuru


**สนใจลงทุนในพอร์ต Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณ สามารถดูรายละเอียดและลงชื่อรับบริการได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/port/wealthguru/

News Update: หุ้นวัคซีนร่วงแรงยกแผง The Lancet วารสารทางการแพทย์ระดับโลกชี้ เข็มบูสเตอร์ยังไม่จำเป็นตอนนี้

THE OPPORTUNITY
News Update: หุ้นวัคซีนร่วงแรงยกแผง The Lancet วารสารทางการแพทย์ระดับโลกชี้ เข็มบูสเตอร์ยังไม่จำเป็นตอนนี้

นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำทั่วโลกระบุในงานวิจัยจากวารสารการแพทย์ The Lancet ว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 ยังได้ผลดี และเข็มบูสเตอร์ยังไม่จำเป็นในขณะนี้

งานวิจัยที่ร่วมจัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญจาก FDA และ WHO เสนอแนะว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน และรอคอยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเข็มบูสเตอร์ โดยตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานที่แสดงว่า เข็มบูสเตอร์สามารถช่วยป้องกันความรุนแรงของโรคได้ รวมถึงอาจมีผลข้างเคียงจากการได้รับเข็มบูสเตอร์เร็วหรือเป็นวงกว้างเกินไป

ส่งผลให้ราคาหุ้นวัคซีนโควิดร่วงลงยกแผง BioNTech ลดลง 6.31% เป็นการปรับลงในรอบวันที่แรงสุดในรอบ 1 เดือน หุ้นส่วนอย่าง Pfizer ปรับลดลง 2.22% ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Moderna ลดลง 6.6% และ AstraZeneca ลดลงเล็กน้อยที่ 0.92%

หลายประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนแล้ว กำลังพิจารณาจัดสรรวัคซีนเข็มบูสเตอร์เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เพราะหวังว่าจะช่วยลดการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลต้าได้

เช่น สหรัฐฯ ที่วางแผนเปิดตัวเข็มบูสเตอร์ในวันที่ 20 ก.ย. แม้ยังไม่ผ่านการรับรองจาก FDA และ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) หรือ สหราชอาณาจักรที่เตรียมหารือการใช้วัคซีนเข็มบูสเตอร์ในวงกว้างเร็วๆ นี้ 

ก่อนหน้านี้ สหราชอาณาจักรและหลายประเทศในสหภาพยุโรปอนุญาตให้ใช้เข็มบูสเตอร์แก่ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ซึ่งขณะนี้ อย.ยุโรป กำลังตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับเข็มบูสเตอร์ของ Pfizer และ Moderna

ตอนนี้ยังไม่มีความเห็นที่เป็นเอกฉันท์เกี่ยวกับการใช้เข็มบูสเตอร์ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนตั้งคำถามถึงความจำเป็นของบูสเตอร์ ในขณะที่ WHO เรียกร้องให้เลื่อนการฉีดเข็มบูสเตอร์ออกไป จนกว่าประชากรในประเทศรายได้ต่ำจะได้รับวัคซีนเพียงพอ

Azra Ghani ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดจาก Imperial College London กล่าวว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนที่ลดลงเพียงเล็กน้อยสามารถสร้างผลกระทบต่อวงการสาธารณสุขได้ ดังนั้น จึงไม่ได้มีแค่แนวทางเดียวที่จะเหมาะกับคนทุกคน

นักวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังงานวิจัยชิ้นดังกล่าวคือ Marion Gruber และ Philip Krause จาก FDA โดยทั้งสองเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ FDA ที่สร้างแรงกดดันให้ โดนัลด์ ทรัมป์ เร่งอนุมัติวัคซีนโควิดในปีที่แล้ว

นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่จาก WHO ที่มีส่วนร่วมในงานวิจัยชิ้นนี้ ได้แก่ Soumya Swaminathan, Ana-Maria Henao-Restrepo และ Mike Ryan ซึ่ง WHO แสดงจุดยืนมาตลอดว่าควรให้ความสำคัญกับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนมากกว่า ทั้งผู้ที่ต่อต้านและผู้ที่ไม่มีโอกาสได้รับวัคซีน

งานวิจัยรายงานว่า เข็มบูสเตอร์อาจลดความเสี่ยงระยะกลางของโควิดได้ แต่การฉีดวัคซีนในกลุ่มคนที่ยังไม่ได้รับ จะสามารถรักษาชีวิตได้มากขึ้น เพราะผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนคือปัจจัยขับเคลื่อนในการแพร่ไวรัส และมีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยหนัก

งานวิจัยล่าสุดสร้างแรงกดดันต่อโครงการเข็มบูสเตอร์ของ โจ ไบเดน ที่แถลงการณ์เมื่อเดือน ส.ค. ร่วมกับที่ปรึกษาทางการแพทย์ระดับสูงหลายคน ซึ่งรวมถึง Rochelle Walensky ผู้อำนวยการ CDC, Anthony Fauci ผู้อำนวยการสถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อ และ Janet Woodcock กรรมาธิการ FDA

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-09-13/most-people-don-t-need-covid-vaccine-boosters-scientists-find?srnd=premium-asia&sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

เงิน 1 บาท ลงทุนอะไรดี?: ลงทุนหุ้น Tesla ผ่านกองทุนรวม

planet 46
เงิน 1 บาท ลงทุนอะไรดี?: ลงทุนหุ้น Tesla ผ่านกองทุนรวม

ขอต้อนรับผู้อ่านทุกคนเข้าสู่บทความซีรีส์ “เงิน 1 บาทลงทุนอะไรดี?” บทความที่จะพาทุกคนไปรู้จักกับกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นทั่วโลกด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 1 บาทเท่านั้น โดยหุ้นตัวแรกที่เราจะนำมาพูดถึงเป็นหุ้นสุดฮอตแห่งทศวรรษ ซึ่งจะเป็นหุ้นตัวไหนไปไม่ได้เลยนอกจากหุ้น “Tesla” หุ้นรถยนต์ไฟฟ้าสุดล้ำของ Elon Musk นั่นเอง

ก่อนที่จะไปดูว่า “แค่เงินเพียง 1 บาทจะสามารถลงทุนหุ้น Tesla ได้ผ่านกองทุนไหนบ้าง” ขอมาเกริ่นประวัติความเป็นมาของ Tesla กันสักนิด ให้ทุกคนได้รู้จักกันมากขึ้น

สารบัญ

ประวัติความเป็นมาของ Tesla

Tesla, Inc. (เดิมชื่อ Tesla Motors) ก่อตั้งขึ้นในปี 2003 โดยวิศวกรนามว่า Martin Eberhard และ Marc Tarpenning ในเมืองซานคาร์ลอส รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งทั้ง 2 ดำรงตำแหน่ง CEO และ CFO ตามลำดับ แม้ว่า Elon Musk จะเป็นหน้าตาของ Tesla มาอย่างยาวนาน แต่เขาก็ไม่ได้เข้าร่วมกับบริษัท จนกระทั่งปี 2004 มักส์ลงทุน 30 ล้านดอลลาร์ในบริษัทและเข้าร่วม Tesla ในฐานะประธานคณะกรรมการบริษัท โดยในปี 2008 การลาออกของ Ze’ev Drori CEO คนที่ 2 ของ Tesla มักส์ก็ขึ้นแท่นดำรงตำแหน่ง CEO ของ Tesla มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในปี 2010 Tesla ก็ได้เข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (NASDAQ) โดยระดมทุนกว่า 226 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในการเสนอขาย IPO ที่ราคา 17 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหุ้น

Tesla ประสบกับปัญหาทางด้านการเงินและกฎหมายมากมาย เช่น ในปี 2009 Tesla เผชิญปัญหาทางด้านการเงินถึงขั้นต้องไปขอกู้จากกระทรวงพลังงาน และในปี 2018 อีลอน มักส์ ถูก ก.ล.ต.สหรัฐฯ ฟ้องจากประเด็นทวีตปั่นราคาหุ้น Tesla แม้ว่าจะต้องเจอกับปัญหามากมายแต่ Tesla ก็สามารถเอาชนะปัญหาเหล่านั้นได้และกลายมาเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลกที่มีมูลค่าตลาดกว่า 754.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ก.ย. 2564) ในวันนี้

กองทุน 1 บาทที่ลงทุนใน Telsa

เงิน 1 บาท ลงทุนอะไรดี?: ลงทุนหุ้น Tesla ผ่านกองทุนรวม

TMB-ES-AUTOMATION

กองทุน TMB-ES-AUTOMATION หรือ TMB EASTSPRING Autonomous Technology and Robotics Fund จากบลจ.ทหารไทย (TMBAM Eastspring) มีนโยบายลงทุนในกองทุน ARK Autonomous Technology & Robotics ETF (ARKQ) และหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ และ/หรือ กองทุนรวม ETF ต่างประเทศ (กองทุนปลายทาง) เมื่อรวมกันแล้วโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิกองทุน โดยสัดส่วนการลงทุนในแต่ละกองทุนโดยเฉลี่ยในรอบปี บัญชีไม่เกินร้อยละ 79 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

กองทุนจะลงทุนในกองทุนปลายทางที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นที่มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีการทำงานอัตโนมัติ (autonomous technology) และวิทยาการหุ่นยนต์ (robotics) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การได้รับประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยี เพื่อช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการในสาขาต่าง ๆ โดยกองทุน TMB-ES-AUTOMATION จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

เงิน 1 บาท ลงทุนอะไรดี?: ลงทุนหุ้น Tesla ผ่านกองทุนรวม

Top 10 Holdings ของ ARKQ (ข้อมูล ณ วันที่ 3 ก.ย. 2564)
ที่มา: https://ark-funds.com/arkq 

เงิน 1 บาท ลงทุนอะไรดี?: ลงทุนหุ้น Tesla ผ่านกองทุนรวม

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน TMB-ES-AUTOMATION (ข้อมูล ณ วันที่ 9 ก.ย. 2564)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/TMB-ES-AUTOMATION/performance 

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐฯ และญี่ปุ่น และหมวดอุตสาหกรรม Industrials and Consumer Discretionary, ICT และ Application and Technologies, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน TMB-ES-AUTOMATION:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.070%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย และ Switching-in: 1.00%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.2585%

ข้อมูลจาก TMB-ES-AUTOMATION Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

TMB-ES-INTERNET

กองทุน TMB-ES-INTERNET หรือ TMB EASTSPRING Next Generation Internet จากบลจ.ทหารไทย (TMBAM Eastspring) มีนโยบายลงทุนในกองทุน ARK Next Generation Internet ETF เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน TMB-ES-INTERNET จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่มีการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับนวัตกรรมเทคโนโลยี อินเตอร์เน็ตแห่งอนาคต (Next Generation Internet) ซึ่งมุ่งเน้นและคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากเปลี่ยนฐานของโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีจากฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ไปยังระบบคลาวด์ การดำเนินธุรกิจผ่านทางเว็บไซต์หรือให้บริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต 

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

เงิน 1 บาท ลงทุนอะไรดี?: ลงทุนหุ้น Tesla ผ่านกองทุนรวม

Top 10 Holdings ของ ARKW (ข้อมูล ณ วันที่ 3 ก.ย. 2564)
ที่มา: https://ark-funds.com/arkw 

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

เงิน 1 บาท ลงทุนอะไรดี?: ลงทุนหุ้น Tesla ผ่านกองทุนรวม

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน TMB-ES-INTERNET (ข้อมูล ณ วันที่ 9 ก.ย. 2564)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/TMB-ES-INTERNET/performance 

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐฯ และหมวดอุตสาหกรรม Communication Services และ ICT, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน TMB-ES-INTERNET:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.07%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย และ Switching-in: 1.00%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.2531%

ข้อมูลจาก TMB-ES-INTERNET Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

WE-CYBER 

กองทุน WE-CYBER หรือ WE Next Generation Internet Fund จากบลจ.วี (WeAsset) มีนโยบายลงทุนในกองทุน ARK Next Generation Internet ETF เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน WE-CYBER จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตยุคใหม่

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

เงิน 1 บาท ลงทุนอะไรดี?: ลงทุนหุ้น Tesla ผ่านกองทุนรวม

Top 10 Holdings ของ ARKW (ข้อมูล ณ วันที่ 3 ก.ย. 2564)
ที่มา: https://ark-funds.com/arkw 

เงิน 1 บาท ลงทุนอะไรดี?: ลงทุนหุ้น Tesla ผ่านกองทุนรวม

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน WE-CYBER (ข้อมูล ณ วันที่ 9 ก.ย. 2564)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/WE-CYBER/performance 

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐฯ และหมวดอุตสาหกรรม Information Technology, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน โดยคิดเป็น 83.21% ของเงินลงทุนในต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน WE-CYBER:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.07%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย และ Switching-in: 1.07%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.420425%

ข้อมูลจาก WE-CYBER Fund Factsheet ณ วันที่ 31 ก.ค. 2564

TMB-ES-GINNO

กองทุน TMB-ES-GINNO หรือ TMB EASTSPRING Global Innovation จากบลจ.ทหารไทย (TMBAM Eastspring) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Nikko AM ARK Disruptive Innovation Fund เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน TMB-ES-GINNO จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่มีการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องหรือได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (disruptive innovation theme) อาทิ พันธุวิศวกรรม (Genomic Revolution Companies) เทคโนโลยีอุตสาหกรรม (Industrial Innovation Companies) นวัตกรรมด้านการเงิน (FinTech Innovation Companies) และระบบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Web x.0 Companies)

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

เงิน 1 บาท ลงทุนอะไรดี?: ลงทุนหุ้น Tesla ผ่านกองทุนรวม

Top 10 Holdings ของ Nikko AM ARK Disruptive Innovation Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค. 2564)
ที่มา: https://www.nikkoam.co.nz/files/pdf/funds/factsheets/2021/07/NikkoAMARKDisruptiveInnovationFund_Jul21.pdf 

เงิน 1 บาท ลงทุนอะไรดี?: ลงทุนหุ้น Tesla ผ่านกองทุนรวม

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน TMB-ES-GINNO (ข้อมูล ณ วันที่ 9 ก.ย. 2564)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/TMB-ES-GINNO/performance 

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐฯ และหมวดอุตสาหกรรมการแพทย์ (Health) และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT), ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน TMB-ES-GINNO:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.6050%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.7881%

ข้อมูลจาก TMB-ES-GINNO Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

T-ES-GINNO

กองทุน T-ES-GINNO หรือ Thanachart Eastspring Global Innovation Fund จากบลจ.ธนชาต (Thanachart) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Nikko AM ARK Disruptive Innovation Fund เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน T-ES-GINNO จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่มีการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องหรือได้ ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (disruptive innovation theme) อาทิ พันธุวิศวกรรม (Genomic Revolution Companies) เทคโนโลยีอุตสาหกรรม (Industrial Innovation Companies) นวัตกรรมด้านการเงิน (FinTech Innovation Companies) และระบบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Web x.0 Companies)

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

เงิน 1 บาท ลงทุนอะไรดี?: ลงทุนหุ้น Tesla ผ่านกองทุนรวม

Top 10 Holdings ของ Nikko AM ARK Disruptive Innovation Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค. 2564)
ที่มา: https://www.nikkoam.co.nz/files/pdf/funds/factsheets/2021/07/NikkoAMARKDisruptiveInnovationFund_Jul21.pdf 

เงิน 1 บาท ลงทุนอะไรดี?: ลงทุนหุ้น Tesla ผ่านกองทุนรวม

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน T-ES-GINNO (ข้อมูล ณ วันที่ 9 ก.ย. 2564)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/T-ES-GINNO/performance 

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐฯ, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน โดยคิดเป็น 50-100% ของเงินลงทุนในต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน T-ES-GINNO:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.6050%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: สูงสุดไม่เกิน 3.7450%

ข้อมูลจาก T-ES-GINNO Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

ONE-UGG-RA

กองทุน ONE-UGG-RA หรือ ONE Ultimate Global Growth Fund Class RA จากบลจ.วรรณ (ONEAM) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth Fund เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน ONE-UGG-RA จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นบริษัททั่วโลกที่มีนวัตกรรมและการเติบโตสูง เฟ้นหาหุ้นจำนวน 20 ถึง 30 ตัว โดยมีแนวคิดว่าบริษัทที่เข้าลงทุนจะต้องมาเปลี่ยนและปฏิรูปอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมได้

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

เงิน 1 บาท ลงทุนอะไรดี?: ลงทุนหุ้น Tesla ผ่านกองทุนรวม

Top 10 Holdings ของ Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค. 2564)
ที่มา: https://www.bailliegifford.com/en/ireland/professional-investor/literature-library/funds/dublin-funds/factsheets/worldwide-long-term-global-growth-fund-class-a-usd-factsheet/ 

เงิน 1 บาท ลงทุนอะไรดี?: ลงทุนหุ้น Tesla ผ่านกองทุนรวม

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน ONE-UGG-RA (ข้อมูล ณ วันที่ 9 ก.ย. 2564)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/ONE-UGG-RA/performance 

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐฯ และจีน และหมวดอุตสาหกรรมสินค้าฟุ่มเฟือย และภาคเทคโนโลยี, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน ONE-UGG-RA:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.712%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย และ Switching-in: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 2.2791%

ข้อมูลจาก ONE-UGG-RA Fund Factsheet ณ วันที่ 30 ก.ค. 2564

SCBS&P500

กองทุน SCBS&P500 หรือ SCB US EQUITY FUND จากบลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAsset) มีนโยบายลงทุนในกองทุน iShares Core S&P 500 ETF เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน SCBS&P500 จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี S&P 500 โดยมีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี S&P 500

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามกองทนหลัก (Passive Management) 

เงิน 1 บาท ลงทุนอะไรดี?: ลงทุนหุ้น Tesla ผ่านกองทุนรวม

Top 10 Holdings ของ iShares Core S&P 500 ETF (ข้อมูล ณ วันที่ 3 ก.ย. 2564)
ที่มา: https://www.ishares.com/us/products/239726/ishares-core-sp-500-etf 

เงิน 1 บาท ลงทุนอะไรดี?: ลงทุนหุ้น Tesla ผ่านกองทุนรวม

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน SCBS&P500 (ข้อมูล ณ วันที่ 9 ก.ย. 2564)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/SCBS%26P500/performance 

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐฯ  และหมวดอุตสาหกรรม Information Technology, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเกือบทั้งหมด โดยคิดเป็น 96.55% ของเงินลงทุนในต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน SCBS&P500:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.00%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย และ Switching-in: 0.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.12%

ข้อมูลจาก SCBS&P500 Fund Factsheet ณ วันที่ 23 ส.ค. 2564

TMBUS500

กองทุน TMBUS500 หรือ TMB US500 Equity Index Fund จากบลจ.ทหารไทย (TMBAM Eastspring) มีนโยบายลงทุนในกองทุน iShares Core S&P 500 ETF เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน SCBS&P500 จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี S&P 500 เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ได้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี S&P 500

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามกองทนหลัก (Passive Management) 

เงิน 1 บาท ลงทุนอะไรดี?: ลงทุนหุ้น Tesla ผ่านกองทุนรวม

Top 10 Holdings ของ iShares Core S&P 500 ETF (ข้อมูล ณ วันที่ 3 ก.ย. 2564)
ที่มา: https://www.ishares.com/us/products/239726/ishares-core-sp-500-etf 

เงิน 1 บาท ลงทุนอะไรดี?: ลงทุนหุ้น Tesla ผ่านกองทุนรวม

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน TMBUS500 (ข้อมูล ณ วันที่ 9 ก.ย. 2564)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/TMBUS500/performance 

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐฯ  และหมวดอุตสาหกรรม Information Technology, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน TMBUS500:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.00%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย และ Switching-in: 1.00%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.2145%

ข้อมูลจาก TMBUS500 Fund Factsheet ณ วันที่ 30 ส.ค. 2564

TMBWDEQ

กองทุน TMBWDEQ หรือ จากบลจ.ทหารไทย (TMBAM Eastspring) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Lyxor UCITS ETF MSCI WORLD เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน TMBWDEQ จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในตราสารที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี MSCI WORLD NET TOTAL RETURN ซึ่งกระจายการลงทุนในหุ้นของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามกองทนหลัก (Passive Management) 

เงิน 1 บาท ลงทุนอะไรดี?: ลงทุนหุ้น Tesla ผ่านกองทุนรวม

Top 10 Holdings ของ Lyxor UCITS ETF MSCI WORLD (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ค. 2564)
ที่มา: https://www.lyxoretf.co.uk/en/instit/resources/documents/factsheets/lyxor-msci-world-ucits-etf-dist-distrib/fr0010315770/gbp?documentLanguage=English 

เงิน 1 บาท ลงทุนอะไรดี?: ลงทุนหุ้น Tesla ผ่านกองทุนรวม

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน TMBWDEQ (ข้อมูล ณ วันที่ 9 ก.ย. 2564)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/TMBWDEQ/performance 

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐฯ และหมวดอุตสาหกรรมดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT), ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (ไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน TMBWDEQ:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 0.9970%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย และ Switching-in: ไม่มี
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.1345%

ข้อมูลจาก TMBWDEQ Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

และทั้งหมดนี้ก็เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้น Tesla ซึ่งเราสามารถซื้อได้ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้น 1 บาทเท่านั้น หุ้นตัวต่อไปในซีรีส์ “เงิน 1 บาทลงทุนอะไรดี?” จะเป็นหุ้นตัวไหน รอติดตามกันได้เลย

— planet 46. 

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม  ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”