แจ้งเตือน

Testimonial: บทสัมภาษณ์ คุณพล ตัณฑเสถียร ผู้บริหารบริษัท เอชดับบลิวเอ็ม จำกัด

FINNOMENA Admin
Testimonial: บทสัมภาษณ์ คุณพล ตัณฑเสถียร ผู้บริหารบริษัท เอชดับบลิวเอ็ม จำกัด

ตอนนี้คุณพลทำอะไรอยู่บ้าง?

ตอนนี้ผมก็เป็นผู้บริหารบริษัท เอชดับบลิวเอ็ม จำกัด เป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับการผลิตสื่อทางด้านอาหารเป็นหลัก ผลิตภัณฑ์หลัก ๆ ของเราก็คือ เว็บไซต์ชื่อ pholfoodmafia.com มีผลิตรายการชื่อ พลพรรคนักปรุง จะเป็นรายการทีวี ที่เหลือจะเป็นสื่อออนไลน์ทาง Facebook และ IG ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นคอนเทนต์อาหาร

จุดเริ่มต้นในการเข้ามาในแวดวงการลงทุนคืออะไร?

เริ่มจากที่เราเห็นว่าเป็น FINNOMENA เป็น Startup ที่เติบโตเร็ว จึงไปดูข้อมูลต่อว่า FINNOMENA มีความแตกต่างอย่างไรและมีการ Disrupt การลงทุนแบบเดิมอย่างไร ซึ่งสิ่งที่เราเห็นเด่นชัดเลยก็คือ 1. การเลือกกองทุนได้หลากหลาย โดยไม่ได้อิงกับที่ใดที่หนึ่ง นั่นอาจหมายถึงอีกทางเลือกหนึ่งในการได้รับผลตอบแทน 2. มีแอปพลิเคชันที่ใช้ง่าย มีการเชื่อมต่อระบบตัดหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติที่สะดวกมาก ซึ่งสร้างความ Visualize ให้แก่เรา โดยเฉพาะการดูพอร์ตที่ง่าย และการอัปเดตข้อมูลตามสถานการณ์การลงทุน

เป้าหมายการลงทุนของคุณพลคืออะไร?

เรามองหาการสร้างรายได้เพิ่มเติม ที่ไม่ได้มาจากช่องทางการสร้างรายได้ในแต่ละวันของเรา แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ต้องการมีอิสระทางการเงิน เราเองก็ต้องการเหมือนกัน ดังนั้นเราจึงเลือกที่จะสร้างรายได้ดังกล่าวจากการลงทุนบนกองทุนรวม เพื่อสร้างรายได้เสริมจากงานหลัก

คุณพลยึดหลักการอะไรบ้าง ที่สามารถนำมาใช้กับการลงทุน?

สำหรับผม คือ เราต้องรู้จักความเสี่ยงที่เรารับได้เสียก่อน จะทำให้เรารู้ได้ว่าเราจะเลือกการลงทุนแบบไหน ต่อมาก็คือดูจาก Macro View โดยเฉพาะการทำ Asset Allocation ที่จะต้องเข้ากับความเสี่ยงที่เรารับได้ และนี่คือข้อดีที่ FINNOMENA ตอบโจทย์เรื่องนี้แก่เราเป็นอย่างดี ซึ่งคนส่วนใหญ่จะมองว่าต้องซื้อกองไหน แต่ขาดการมอง Macro View ตั้งแต่ต้น สุดท้ายก็ไม่สามารถได้ผลตอบแทนในระยะยาว

เพราะอะไรคุณพลถึงตัดสินใจเลือกลงทุนกับ FINNOMENA?

หลังจากการที่เราได้พูดคุยกับทีมงานของ FINNOMENA เราจึงเห็นถึงความเด่นชัดในการให้ข้อมูลที่มั่นใจได้ว่าเชื่อถือได้ อีกทั้งเรารู้ว่า FINNOMENA มีการทำ Core Portfolio ที่มั่นใจได้ว่ามีคนดูแลพอร์ตเหล่านี้ ทำให้ได้ผลตอบแทนในระยะยาวอย่างยั่งยืน และทางเลือกกองทุนที่มีความหลากหลาย เราจึงตัดสินใจลงทุนกับ FINNOMENA ครับ

คุณพลคิดว่า FINNOMENA สามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาการลงทุนในจุดไหนของคุณได้บ้าง?

หลัก ๆ คือการมีหลากหลายกองทุนจากหลายที่ให้เราเลือก มันตอบโจทย์กับเรามาก และมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ทำให้เราสะดวกในการเลือกซื้อก็เป็นส่วนสำคัญ อีกทั้งสามารถเข้ากับความเสี่ยงที่รับได้ด้วย ตลอดจนการอัปเดตพอร์ตวันต่อวันที่ทำให้เรารู้ถึงความเคลื่อนที่ของการลงทุนแบบง่าย ๆ บนมือถือและเว็บไซต์

คุณพลมองว่า FINNOMENA แตกต่างจากการลงทุนที่อื่นอย่างไร?

ความแตกต่างที่สัมผัสได้คือ มีแอปพลิเคชันที่ค่อนข้างใช้ง่าย สามารถดูเรื่องของผลตอบแทนได้ง่ายกว่ารูปแบบเดิม ส่วนต่อมาคือทางเลือกในการเลือกกองทุนที่หลากหลายกว่าที่อื่น และแม้ FINNOMENA จะมี Core Portfolio แต่ FINNOMENA ก็คำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ทำให้มีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่เข้ากับเรา

อยากให้ฝากอะไรถึงนักลงทุนท่านอื่นสักนิด ที่เป็นผู้เริ่มต้น หรือกำลังเดินอยู่บนเส้นทางการลงทุน ควรจะต้องทำตัวอย่างไรบ้าง?

เราต้องคิดว่าการลงทุนเป็นแหล่งสร้างรายได้อีกทางหนึ่งที่สำคัญ ไม่อยากให้ผูกติดกับรายได้หลักเพียงอย่างเดียว และ FINNOMENA มีความหลากหลายด้านการลงทุน ไม่ว่าคุณจะมีเงินน้อยหรือมีเงินมากก็สามารถลงทุนได้ อยากให้ลองเปิดโลกการลงทุนกับ FINNOMENA ครับ 

อ่านเรื่องราวความประทับใจจากนักลงทุนท่านอื่น ๆ ได้ที่ https://www.finnomena.com/testimonials/

ไปกันต่อ ไม่ต้องรอ 10.10 เลือกของขวัญชิ้นพิเศษให้กับตัวเอง เมื่อลงทุนในกองทุนรวมกับ FINNOMENA

FINNOMENA Admin
Fund Shopping Day 10.10

โปรโมชั่นหมดเขตใน

วัน
ชม
นาที
วินาที

รับของขวัญสุดพิเศษเมื่อลงทุนเพ่ิม

iPad Pro 11" 256GB Wifi + Cellular

จำนวน 100 รางวัล
(ยอดรวมเงินลงทุนตั้งแต่ 20,000,000 บาทขึ้นไป)

iPad Mini 2019 (64GB/wifi) + Apple Pencil gen 1

จำนวน 200 รางวัล
(ยอดรวมเงินลงทุนตั้งแต่ 10,000,000 – 19,999,999 บาท)

Harman-gardon

ลำโพง Harman/Kardon Aura Studio 3

จำนวน 200 รางวัล
(ยอดรวมเงินลงทุนตั้งแต่ 5,000,000 – 9,999,999 บาท)

AirPods with
Charging Case

จำนวน 200 รางวัล
(ยอดรวมเงินลงทุนตั้งแต่ 3,000,000 – 4,999,999 บาท)

Icina

Icina หุ่นยนต์กำจัดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียด้วยเเสง UV-C

จำนวน 300 รางวัล
(ยอดรวมเงินลงทุนตั้งแต่ 1,000,000 – 2,999,999 บาท)

Xaiomi

Xiaomi เครื่องดูดฝุ่นแบบด้าม Deerma 2-in-1 รุ่น DX700

จำนวน 300 รางวัล
(ยอดรวมเงินลงทุนตั้งแต่ 500,000 – 999,999 บาท)

* หมายเหตุ ในกรณีที่ของรางวัลแจกครบจำนวนแล้ว นักลงทุนจะได้รับหน่วยลงทุนกองทุนตลาดเงิน K-CASH เป็นมูลค่าเท่ากับของรางวัลแทน

ขั้นตอนในการรับสิทธิ์โปรโมชั่น

1. กดรับสิทธิ์

เข้าสู่ระบบ หรือสมัครสมาชิก ก่อนการกดรับสิทธิ์

2. บันทึกสิทธิ์โปรโมชั่นสำเร็จ

บันทึกสิทธิ์สำเร็จ

รับสิทธิ์โปรโมชั่น

* หมายเหตุ ผู้ที่รับสิทธิ์ในแคมเปญ Fund Shopping Day 9.9 สามารถลงทุนเพิ่มได้ทันทีเพื่อรับสิทธิ์รับของรางวัล โดยไม่ต้องกดรับสิทธิ์อีกครั้ง

พอร์ตการลงทุนยอดนิยม

ลงทุนในแผนการลงทุนที่ยอดเยี่ยม ที่ได้รับการไว้วางใจจากนักลงทุนจาก FINNOMENA เป็นจำนวนมาก

ลงทุนในกองทุนรวมตามประเภทสินทรัพย์ เช่น หุ้นไทย หุ้นเทคโนโลยี ใช้ระบบ IA ในการคัดเลือก  3 กองทุนที่ยอดเยี่ยมที่สุดและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในอีก
6 เดือนข้างหน้า

เงินลงทุนแนะนำ : 1,000,000 บาทขึ้นไป

ลงทุนเพื่อสะสมมูลค่าในระยะยาว จัดพอร์ตแบบกระจายการลงทุนทั่วโลก ปรับพอร์ตตามสภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด คาดการณ์ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี

เงินลงทุนแนะนำ : 3,000,000 บาทขึ้นไป

ลงทุนเพื่อสะสมมูลค่าในระยะยาว จัดพอร์ตแบบกระจายการลงทุนทั่วโลก ปรับพอร์ตตามสภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด คาดการณ์ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี

เงินลงทุนแนะนำ : 3,000,000 บาทขึ้นไป

*ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุน โดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน

กองทุนรวมที่น่าจับตามองสำหรับแผน DIY

เน้นลงทุนในหุ้นบริษัทที่มีนวัตกรรมและการเติบโตสูง เน้นในการเฟ้นหาหุ้นจำนวน 20 ถึง 30 ตัว โดยมีแนวคิดว่า บริษัทที่เข้าลงทุน จะต้องมาเปลี่ยนและปฏิรูปอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมได้

เน้นลงทุนในหุ้นจีนกลุ่ม New Economy เช่นกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มการเงิน กลุ่ม Healthcare และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและบริการ

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Morgan Stanley-US Advantage Fund(กองทุน หลัก) ลงทุนส่วนใหญ่ในหุ้นของบริษัทสหรัฐอเมริกาไม่น้อยกว่า 70% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

*ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุน โดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน

ประเภทพอร์ตและกองทุนที่เข้าร่วมโปรโมชั่น

  • แผน All Balance จัดพอร์ตแบบสมดุล ลงทุนในหุ้น กองทุนอสังหาฯ ตราสารหนี้ และทองคำ มีระบบ Rebalance ปรับสมดุลพอร์ตเพื่อสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอในระยะยาว
    เงินลงทุนที่แนะนำ : 500,000 บาท ดูรายละเอียด
  • แผน GAR
    ลงทุนเพื่อสะสมมูลค่าในระยะยาว กระจายการลงทุนทั่วโลก คาดการณ์ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี
    เงินลงทุนแนะนำ : 3,000,000 บาทขึ้นไป   ดูรายละเอียด

     

  • แผน GIF
    สร้างกระแสเงินสดจากเงินลงทุนระยะยาวคาดหวังเฉลี่ย 4-5% ต่อปี สามารถจ่ายผลตอบแทนในรูปแบบปันผล 
    เงินลงทุนแนะนำ : 5,000,000 บาทขึ้นไป ดูรายละเอียด

     

  • แผน GCP
    เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราเงินเฟ้อในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำทั่วโลก ตั้งเป้าหมายผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 4-5 % ต่อปี เงินลงทุนแนะนำ :  3,000,000 บาทขึ้นไป ดูรายละเอียด

     

  • แผน TOP5  พอร์ตการลงทุนความเสี่ยงสูงมาพร้อมกับผลตอบแทนที่คาดหวังสูง จัดพอร์ตแบบกระจายการลงทุนผ่านกองทุนหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก
    เงินลงทุนแนะนำ : 3,000,000 บาทขึ้นไป ดูรายละเอียด
  • แผน BIC – Property & REITs คัดเลือก 3 กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และ REITs ที่ยอดเยี่ยมที่สุด คาดหวังความเสี่ยงและความผันผวนต่ำกว่าหุ้น แต่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าตราสารหนี้ 
    เงินลงทุนแนะนำ : 1,000,000 บาทขึ้นไป ดูรายละเอียด

     

  • แผน BIC – Global Technology คัดเลือก 3 กองทุนรวมที่ยอดเยี่ยมที่สุด ที่เน้นลงทุนในหุ้นประเภทเทคโนโลยี คาดหวังความเสี่ยงและความผันผวนต่ำกว่าหุ้น แต่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าตราสารหนี้
    เงินลงทุนแนะนำ : 1,000,000 บาทขึ้นไป ดูรายละเอียด

     

  •  แผน BIC – Thai Equity Large-cap คัดเลือก 3 กองทุนรวมที่ยอดเยี่ยมที่สุด ที่เน้นลงทุนในหุ้นไทย คาดหวังความเสี่ยงและความผันผวนต่ำกว่าหุ้น แต่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าตราสารหนี้
    เงินลงทุนแนะนำ : 1,000,000 บาทขึ้นไป ดูรายละเอียด

     

  •  แผน BIC – Global Healthcare คัดเลือก 3 กองทุนรวมที่ยอดเยี่ยมที่สุด ที่เน้นลงทุนในหุ้นประเภท Healthcare คาดหวังความเสี่ยงและความผันผวนต่ำกว่าหุ้น แต่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าตราสารหนี้
    เงินลงทุนแนะนำ : 1,000,000 บาทขึ้นไป ดูรายละเอียด

     

  • แผน BIC – Asia ex. Japan คัดเลือก 3 กองทุนรวมที่ยอดเยี่ยมที่สุด ซึ่งมีนโยบายการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น (Asia ex-Japan) อาทิเช่น จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และฮ่องกง โดยเป็นภูมิภาคที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัวด้วยอัตราสูงมาตลอดทศวรรษ 
    เงินลงทุนแนะนำ : 1,000,000 บาทขึ้นไป ดูรายละเอียด

     

  • แผน SET Immunity 3 กองทุนที่มีแนวโน้มทำผลงานได้ดีในยามตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง เหมาะกับนักลงทุนที่หาการลงทุนในตลาดขาลง หรือลงทุนในหุ้นไทยอยู่แล้วแต่อยากลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวม
    เงินลงทุนแนะนำ : 1,000,000 บาทขึ้นไป ดูรายละเอียด

     

  • แผน World Immunity 3 กองทุนที่มีแนวโน้มจะทำผลงานได้ดีในยามตลาดหุ้นโลกปรับตัวลดลง ซึ่งเหมาะสำหรับท่านที่หาโอกาสการลงทุนในตลาดขาลง หรือ ติดดอย กองทุนหุ้นต่างประเทศอยู่แล้วต้องการกองทุนที่ช่วยลดความบาดเจ็บของพอร์ตการลงทุน 
    เงินลงทุนแนะนำ : 1,000,000 บาทขึ้นไป ดูรายละเอียด
  • แผน RUNNING for Growth พอร์ตกองทุนที่มีสัดส่วนหุ้นในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโต
    อาทิเช่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ขนส่งระบบทางการแพทย์
    เงินลงทุนแนะนำ : 20,000 บาทขึ้นไป ดูรายละเอียด

     

     

  • แผน Global Aggressive Hybrid Portfolio พอร์ตผสมผสานทั้งการลงทุนกองทุนแบบ Active และ Passive รวมถึงกระจายในสินทรัพย์ต่างๆเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้น 
    เงินลงทุนแนะนำ :  50,000 บาทขึ้นไป ดูรายละเอียด

     

     

  • แผน Equity-Prop Balanced Growth เน้นลงทุนในหุ้นไทยและกองทุนอสังหาฯในไทยโดยนำจุดเด่นของกองทุนประเภท REIT ที่ผลตอบแทนสม่ำเสมอคาดการ์ณง่าย มารวมกับจุดเด่นของกองทุนหุ้นที่ระยะยาวได้ผลสูงกว่า
    เงินลงทุนแนะนำ : 40,000 บาทขึ้นไป ดูรายละเอียด

     

     

  • แผน Long Term Defensive Plus พอร์ตการลงทุนเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวตามกลยุทธ์อนุรักษ์นิยมแบบดั้งเดิมที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนาน เงินลงทุนที่แนะนำ
    เงินลงทุนแนะนำ : 35,000 บาทขึ้นไป ดูรายละเอียด
  • แผน TMBAM Quality Mega Theme Portfolio ที่เน้นการสร้างผลตอบแทนในประเทศ/กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจในระยาวใน Theme ต่างๆอาทิเช่น Searching for Yield, Potential Growth เป็นต้น และมีการนำสินทรัพย์ที่มีการจ่ายปันผลที่ดีมาเป็นตัวเสริมให้พอร์ตมีความเสถียร (Stable)   
    เงินลงทุนแนะนำ : 1,000,000 บาทขึ้นไป ดูรายละเอียด

  • แผน Aberdeen Single Blended Portfolio เน้นใช้ตราสารหนี้ที่หลากหลายจากทั่วโลกเป็นสัดส่วนหลักสร้างความมั่งคงให้กับพอร์ต แล้วผสมตราสารทุนเข้าไปเล็กน้อยเพื่อรับผลตอบแทนในระยะยาว   
    เงินลงทุนแนะนำ : 1,000,000 บาทขึ้นไป ดูรายละเอียด

  • แผน Krungsri The Masterpiece วิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคแบบ Top Down Approach มองจากภาพใหญ่ลงมาภาพเล็ก และเพิ่มความกระฉับกระเฉงโดยการใช้กลยุทธ์พอร์ตเสริม (Satellite Portfolio) เพื่อเพิ่มผลตอบแทนระยะสั้น 
    เงินลงทุนแนะนำ : 1,000,000 บาทขึ้นไป ดูรายละเอียด

  • แผน Krungthai Belief Allocation ไม่เน้นการพึ่งพาโมเดลซับซ้อน แต่จะใช้การลงทุนเป็นกลยุทธ์ตาม Theme ที่มาจากวิสัยทัศน์ของนักกลยุทธ์ซึ่งแสวงหาโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยพื้นฐานความรู้ทางการเงิน ข้อมูลตลาด และวิธีคิดอย่างมีตรรกะในเชิงกลยุทธ์
    เงินลงทุนแนะนำ : 1,000,000 บาทขึ้นไป ดูรายละเอียด

  • แผน TISCO Omakase Extra Fund มุ่งคาดหวัง Absolute Return 7% ต่อปี ยึดหลักผลตอบแทนต่อความเสี่ยงโดยอิงตามหลักปัจจัยพื้นฐาน, การกระจายการลงทุน และ การลงทุนอย่างมีวินัย
    เงินลงทุนแนะนำ : 1,000,000 บาทขึ้นไป ดูรายละเอียด

เงื่อนไขการรับสิทธิ์

  • ลูกค้าจะต้องทำรายการซื้อกองทุนผ่านแพลตฟอร์ม FINNOMENA และ ลูกค้าที่ลงทุนกับ FINNOMENA ผ่าน บล. โนมูระ พัฒนสิน สามารถลงทุนเพิ่มเพื่อรับสิทธิ์โปรโมชั่น ผ่านบัญชีของ บล. โนมูระ พัฒนสิน ได้โดยไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่กับ บลน. ฟินโนมีนา
  • ในกรณีที่ลูกค้ามีบัญชีกองทุนมากกว่า 1 บัญชี และลงทุนมากกว่า 1 บัญชี บริษัทจะนำยอดเงินลงทุนของทุกบัญชีมารวมกัน  โดยพิจารณาจากเลขบัตรประจำตัวประชาชนเป็นหลัก
  • ลูกค้า 1 ท่านสามารถรับโปรโมชั่นได้ 1 สิทธิ์ (ยอดรวมเงินลงทุนของทุกบัญชี)
  • ระยะเวลาโปรโมชั่น ตั้งแต่วันที่ 1 -15 ต.ค. 63 
  • ผู้ที่รับสิทธิ์ในแคมเปญ Fund Shopping Day 9.9 มีสิทธิ์ได้รับของรางวัลในตามโปรโมชั่นนี้ โดยไม่ต้องกดรับสิทธิ์อีกครั้ง   หากปฎิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขที่กำหนด
  • ลูกค้าจะต้องลงทุนเพิ่มในแผนการลงทุน ครบทุกกองทุนของแต่ละแผนการลงทุนและเป็นไปตามสัดส่วนการลงทุน ที่ FINNOMENA ได้กำหนดไว้เท่านั้น จึงจะได้รับสิทธิ์โปรโมชั่น เช่น แผนการลงทุน GAR ต้องลงทุนใน 60% ตราสารเงิน และ 40% การลงทุนทางเลือก เป็นต้น
  • ลูกค้าที่สนใจลงทุนรายกอง หรือจัดพอร์ตด้วยตัวคุณเอง คุณสามารถลงทุนเพิ่มในแผนการลงทุน DIY และต้องลงทุนในกองทุนที่เข้าร่วมโปรโมชั่น เพื่อรับสิทธิ์รับหน่วยลงทุนเพิ่ม
  • หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาโปรโมชั่น ลูกค้าจะต้องมียอดเงินลงทุนในแผนการลงทุนทั้งหมดมากกว่ายอดเงินลงทุนก่อนเข้าร่วมโปรโมชั่น หมายเหตุ การสับเปลี่ยนจากแผนการลงทุนหนึ่งไปยังแผนการลงทุนที่ได้รับโปรโมชั่นโดยไม่ลงทุนเพิ่มจะไม่ได้รับสิทธิ์โปรโมชั่น

แผนการลงทุนและกองทุนที่เข้าร่วมโปรโมชั่น

แผนการลงทุนที่เข้าร่วมโปรโมชั่น แบ่งตามวัตถุประสงค์การลงทุน ท่านสามารถลงทุนได้หลายแผนการลงทุนด้วยจำนวนเงินที่ท่านต้องการลงทุน ดังนี้

  • แผนการลงทุนที่เข้าร่วมโปรโมชั่น
    • All Balance
    • Private Wealth  ได้แก่  GAR, GIF, GCP, TOP 5
    • Best-in-class (BIC) ได้แก่ BIC – Global Technology, BIC – Global Healthcare, BIC – Asia ex. Japan, BIC – Thai Equity Large-Cap, BIC – Property & REITs, SET Immunity, World Immunity,
    • GURU PORT ได้แก่ RUNNING for Growth, Global Aggressive Hybrid Portfolio ,Equity-Prop Balanced Growth, Long Term Defensive Plus
    • Fund House Portfolio ได้แก่ – TMBAM Quality Mega Theme Portfolio, Aberdeen Single Blended Portfolio, Krungthai Belief Allocation, Krungsri The Masterpiece, TISCO OMAGASE EXTRA FUND
    • DIY  สนใจลงทุนรายกอง หรือจัดพอร์ตด้วยตัวคุณเอง สามารถเลือกลงทุนในกองทุนที่คุณสนใจ ตามประเภทกองทุนดังต่อไป
      • ประเภทกองทุน Equity ดูรายละเอียดรายชื่อกองทุน กดที่นี่
      • ประเภทกองทุน Allocation ดูรายละเอียดรายชื่อกองทุน กดที่นี่
      • ประเภทกองทุน Property, Infrastructure , REITs ดูรายละเอียดรายชื่อกองทุน กดที่นี่
      • ประเภทกองทุน Commodities (ยกเว้นกองทุนตราสารหนี้ และกองทุนตลาดเงิน/พักเงิน) ดูรายละเอียดรายชื่อกองทุน กดที่นี่

เงื่อนไขโปรโมชั่น 

  • ลูกค้ามีคุณสมบัติครบตามเงื่อนไขการรับสิทธิ์ ต่อไปจะเรียกว่า “ผู้รับสิทธิ์” 
  • ผู้รับสิทธิ์จะต้องกดปุ่ม “ยืนยันการรับสิทธิ์” ผ่านทางหน้าเว็ปไซต์ https://finno.me/fsd4 เพื่อรับสิทธิ์เข้าร่วมโปรโมชั่น
  • สิทธิประโยชน์ของโปรโมชั่นจะมีอายุตั้งแต่วันที่ 1 -15 ต.ค. 63  และจะถูกใช้อัตโนมัติเมื่อผู้ได้รับสิทธิ์มีการทำรายการสั่งซื้อกองทุนที่ถูกต้องตามเงื่อนไขการรับสิทธิ์ รายละเอียดดังนี้
    • รับ Xaiomi เครื่องดูดฝุ่นแบบด้าม Deerma 2-in-1 รุ่น DX700 สีขาว มูลค่า 899 บาท ยอดรวมเงินลงทุนตั้งแต่ 500,000 – 999,999 บาท จำนวน 300 รางวัล
    • รับIcina หุ่นยนต์กำจัดเชื่อไวรัสและแบคทีเรียด้วยเเสง UV-C  มูลค่า 1,980 บาท ยอดรวมเงินลงทุนตั้งแต่ 1,000,000 – 2,999,999 บาท จำนวน 300 รางวัล
    • รับ AirPods พร้อมเคสชาร์จ มูลค่า 5,620 บาท ยอดรวมเงินลงทุนตั้งแต่ 3,000,000 – 4,999,999 บาท จำนวน 200 รางวัล
    • รับ ลำโพง Harman/Kardon Aura Studio 3 มูลค่า 10,000 บาท ยอดรวมเงินลงทุนตั้งแต่ 5,000,000 – 9,999,999 บาท จำนวน 200 รางวัล
    • รับ Ipad Mini 2020 (64GB/wifi) + Apple Pencil gen 1 มูลค่า 15,890 บาท ยอดรวมเงินลงทุนตั้งแต่ 10,000,000 – 19,999,999 บาท จำนวน 200 รางวัล
    • รับ Ipad Pro 11″ 256GB Wifi + Cellular มูลค่า 32,990 บาท เมื่อมียอดรวมเงินลงทุนตั้งแต่ 20,000,000 บาทขึ้นไป จำนวน 100 รางวัล
  • ในกรณีที่ยอดเงินลงทุนของผู้รับสิทธิ์เป็นเป็นเศษสตางค์ ทาง FINNOMENA ขอสงวนสิทธิ์ในการตัดทิ้ง ตัวอย่างเช่น 999,999.99 บาท จะถือว่ามีมูลค่าเท่ากับ 999,999 บาท
  • ผู้รับสิทธิ์จะต้องทำการชำระค่าซื้อกองทุนให้เรียบร้อย ภายในวันที่ 15 ต.ค. 63 กองทุนต่างประเทศก่อนเวลา 11.00 น. และกองทุนภายในประเทศก่อนเวลา 14.00 น.
  • ลำดับการมอบของรางวัลให้ตามลำดับของผู้รับสิทธิ์ที่ทำตามเงื่อนไขครบถ้วนสมบูรณ์เท่านั้น โดยอ้างอิงจากเวลาในการทำคำสั่งซื้อกองทุนรวม
  • ในกรณีที่บริษัทไม่สามารถมอบของรางวัลได้ทันภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2563  บริษัทขอมอบเป็นหน่วยลงทุน K-CASH มีมูลค่าเท่ากับของรางวัลแทน
  • กรณี K-CASH บริษัทจะทำการสั่งซื้อ K-CASH  ชำระราคาค่าซื้อ โดยอ้างอิงมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value : NAV) ณ วันที่ทำรายการสั่งซื้อหน่วยลงทุน ในแผนที่มีการลงทุนล่าสุด ให้ทันภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 
  • ผู้รับสิทธิ์ทราบว่าของรางวัลอาจเป็นหน่วยลงทุน K-CASH และผู้รับสิทธิ์ได้ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงของการลงทุนตามข้อมูล Fund Fact Sheet ของหน่วยลงทุน K-CASH และสามารถศึกษารายละเอียดกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ finnomena.com/fund/k-cash 
  • ของรางวัลไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้
  • บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกเงื่อนไขและข้อตกลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าในกรณีใด ๆ การตัดสินใจหรือการดำเนินการของ FINNOMENA ถือเป็นที่สิ้นสุด
  • บริษัทขอสงวนสิทธิ์พนักงานบริษัทในเครือฟินโนมีนา ในการเข้าร่วมกิจกรรมและรับของสมนาคุณใด ๆ ตามโปรโมชั่นนี้

ธนาคารโลกคาด เศรษฐกิจไทยอาจเริ่มฟื้นตัวปี 64

FINNOMENA Reporter

ธนาคารคารโลกหรือ World Bank คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 นี้อาจหดตัวติดลบที่ -8.3% ในขณะที่อัตราเงินเฟ้ออาจติดลบที่ -0.9% จากผลของ COVID-19

  • ในกรณีที่แย่ที่สุดอาจหดตัว -10.4% และอาจเริ่มฟื้นตัวในปี 2564
  • ภาวะโรคระบาดอาจทำให้หลายประเทศต้องมีการ Lockdown และนำไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลง
  • ผลที่เกิดขึ้นอาจขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศว่ามีการจัดการควบคุมโรคระบาดได้ดีมากน้อยเพียงใด

ที่มา: https://www.kaohoon.com/content/391250

Krungthai Belief Allocation อัปเดตมุมมองเดือน ต.ค. 2020 : เกมจ้องตา

บลจ.กรุงไทย
Krungthai Belief Allocation อัปเดตมุมมองเดือน ต.ค. 2020 : เกมจ้องตา

Krungthai Belief Allocation อัปเดตมุมมองเดือน ต.ค. 2020 : เกมจ้องตา

หุ้นสหรัฐใช้เวลาส่วนใหญ่ของเดือน ก.ย. ในแดนลบ ตาม “ความคาดหวังเงินเฟ้อ” ซึ่งอ่อนตัวลงราวยางรถยนต์รั่วซึม เพราะยีลด์พันธบัตรสหรัฐทรง ๆ แต่ยีลด์แท้จริงทะยานขึ้น ดอลลาร์แข็งค่า สะท้อนภาวะสภาพคล่องตึงตัว

Krungthai Belief Allocation อัปเดตมุมมองเดือน ต.ค. 2020 : เกมจ้องตา

ตลาดหุ้นเอือมระอากับความล่าช้า ของแพคเกจกระตุ้นจากสภาฯ สหรัฐ ซึ่งเล่นการเมืองไม่เลิก ประชุมกันตั้งหลายวันแต่อนุมัติได้แค่งบชั่วคราวพอจ่ายเงินเดือนตัวเองกับข้าราชการ …ปล่อยผู้ว่างงาน ครัวเรือน และธุรกิจที่โดนโควิดขวิดจนแน่นิ่ง ให้นั่งรอเงินช่วยเหลือต่อไป

นักลงทุนกำลังเผชิญสถานการณ์ “เกมจ้องตา” เฟดคงยังไม่เพิ่มเงินซื้อหุ้นกู้เอกชนจนกว่าสภาคองเกรสจะออกแพคเกจกระตุ้น เรามองสองสิ่งนี้จำเป็น “ไม่ทำไม่ได้” และ “ช้าไม่ได้” หาไม่แล้วเศรษฐกิจสหรัฐมิอาจเดินต่อ

Krungthai Belief Allocation อัปเดตมุมมองเดือน ต.ค. 2020 : เกมจ้องตา

วิธีสู้เกมนี้ต้อง “อึด” เลือกข้างที่ควรจะเป็น “แพคเกจต้องมี QE ต้องมา” ถ้าพอร์ตใครมีกองทุนหุ้นเยอะแล้วก็ควรถือต่อ เพราะถึงแม้กระบวนการอาจล่าช้าไปบ้างแต่เรามิอาจวาง Positions ไปในทางที่ไม่สมเหตุสมผลเช่น “กลัวว่าแต่ละฝ่ายจะหันหลังให้กันแล้วปล่อยปัญหาไว้โดยไม่ทำอะไรเลย” ซึ่งมันแทบจะเป็นไปไม่ได้ ส่วนผู้ลงทุนที่พอร์ตยังค่อนข้างว่าง ก็ควรอาศัยจังหวะปรับฐาน สะสมกองทุนหุ้นเพิ่ม เพราะตลาดหุ้นยังเป็นขาขึ้น #ขาขึ้นแปลว่าขาขึ้น

คงพอร์ตการลงทุนทั้งหมดไว้เหมือนเดิม

สัดส่วนการลงทุนรอบนี้

Krungthai Belief Allocation อัปเดตมุมมองเดือน ต.ค. 2020 : เกมจ้องตา

หุ้น AI = 20%
KT-WTAI-A

หุ้นจีน (Offshore เป็นส่วนใหญ่) = 30%
KT-CHINA-A

หุ้นจีน Onshore = 20%
KT-ASHARES-A

หุ้นอาเซียน = 30% แบ่งเป็น
KT-ASEAN-A = 20%
KT-CLMVT-A = 10%

Krungthai Asset Management

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Krungthai Belief Allocation สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENA

สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน Krungthai Belief Allocation คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด มหาชน หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

รู้ให้ลึก ตอน ตลาดหุ้นโลกปรับฐานรอบนี้ น่ากลัวขนาดไหน

Mr.Messenger
รู้ให้ลึก ตอน ตลาดหุ้นโลกปรับฐานรอบนี้ น่ากลัวขนาดไหน

ในช่วง 1 เดือนย้อนหลังที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า ตลาดการเงินของโลกมีความผันผวนในระดับที่เราไม่ได้เห็นมาซัก 2-3 เดือนหลังจากการระบาดของโควิด-19

ผันผวนระดับไหน พาไปดูกันทีละประเภทสินทรัพย์นะครับ เริ่มจาก ดัชนี S&P 500 ย้อนหลังไป 1 เดือนปรับฐานลงมา -5.8% ขณะที่ราคาทอง ร่วงลงมา -2.6% พร้อม ๆ กับ ราคาน้ำมันที่ลงมาลึกถึง -6.8% รวมถึงตราสารหนี้ทั้งประเภท High Yield Bond และตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ ก็ต่างติดลบ -1.4% และ -1.7% ตามลำดับ

SET Index ของไทย ปรับฐาน 1 เดือนที่ผ่านมาไป -5.8% ตอนตลาดหุ้นโลกขึ้น ไม่ยักขึ้นกับเขาด้วย แต่ตอนลง ลงแรงพอ ๆ กับเขาเลย

เรียกได้ว่า หันไปทางไหน ก็มีแต่สินทรัพย์ที่อยู่ในช่วงของการปรับฐาน จะมีก็เพียงค่าเงินดอลล่าร์ (เมื่อมองผ่าน Dollar Index) และ พันธบัตรรัฐบาล ที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้

เวลาเรามองตลาดแล้วเห็นการปรับตัวลงทุกสินทรัพย์แบบนี้ ใครที่มีประสบการณ์การลงทุนหน่อย ก็จะเริ่มมีความกังวลเป็นธรรมดา เพราะ การปรับฐานใหญ่จนเข้าสู่ภาวะตลาดหมี หรือ Bear Market เราจะเห็นพฤติกรรมแบบนี้เป็นสัญญาณเตือนก่อนที่จะเห็นสัญญาณเทขายรุนแรงแทบจะทุกครั้งไป

ถามว่า แล้วปรับฐานครั้งนี้ มาจากสาเหตุอะไร และน่ากังวลไหม เราไปหาคำตอบกันครับ

ถ้าลองไปดูว่า ข่าวที่อยู่ในพื้นที่สื่อในช่วงที่ผ่านมาพร้อม ๆ กับการปรับฐานของตลาด ก็มีอยู่ 3 ประเด็น คือ

1. ในสมาคมผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) ได้มีการรายงานว่าธนาคารพาณิชย์หลายแห่งทั่วโลกได้ปล่อยให้มีการโยกย้ายเงินผิดกฎหมายจำนวนมากเป็นเวลานานเกือบ 20 ปี โดยเอกสารลับของ FinCen ได้เผยข้อมูลเกี่ยวกับการโอนเงินมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ในระหว่างปี 2542-2560 ซึ่งเงินเหล่านี้ได้รับอนุมัติการทำธุรกรรมโดยหน่วยงานภายในของสถาบันการเงินที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย ทั้งนี้ เอกสารยังมีการระบุ ชื่อของ HSBC , JP Morgan, Deutshe Bank, Standard Chartered และ Bank of New York Mellon ทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารถูกเทขายทั้งโลก

2. จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ในอังกฤษและยุโรปกลับมาเพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งหากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะทำให้อังกฤษมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่จำนวน 50,000 รายต่อวันภายในกลางเดือนหน้า และจะมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 200 รายต่อวัน ขณะที่แผนการผ่อนปรนของสหภาพยุโรป เพื่อให้ประชาชนทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น ก็มีอันต้องเลื่อนออกไป ทำให้ตลาดกังวลเรื่องการเกิด Second Wave อีกรอบ

3. ตลาดมาได้ปัจจัยลบจากฝั่งสหรัฐฯ อีกครั้ง หลังจากที่อความขัดแย้งระหว่างสภาคองเกรสและทำเนียบขาวยังอยู่ และทำให้โอกาสในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่ เพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 อาจดีเลย์ออกไป หลังการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 3 พ.ย. เลย

แต่ฝั่งของเทรดเดอร์ ที่ไม่ได้สนใจข่าว ก็จะบอกเหตุผลว่า ที่ตลาดปรับฐาน ก็เพราะ มันขึ้นมาเยอะเกินไป ดังนั้น ก็ต้องมีแรงขายทำกำไร จากนักลงทุนที่มองว่า ลดความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวมออกไปบาง ในขณะที่ เราก็เห็นว่า มีความไม่แน่นอนอยู่ตรงหน้า และ ยังไม่รู้ว่า เหตุการณ์สำคัญอีกหนึ่งเหตุการณ์ของปีนี้ จะออกหน้าไหน นั่นก็คือ การเลือกตั้งทั่วไปของสหรัฐฯ

กลับไปที่ เหตุผลของการปรับฐานที่อยู่บนหน้าสื่อ ทั้ง 3 ข้อ หากพิจารณาดี ๆ จะพบว่า เหตุผลข้อที่ 1. เรื่องการเปิดเผยเอกสารลับของ FinCen นั้น เหมือนน่าจะเป็นปัจจัยลบชั่วคราว ที่สะท้อนความกังวลไปอยู่ในราคาของหุ้นกลุ่มสถาบันการเงินเลยได้ทันที และ Worst Case Scenario ที่จะเกิดขึ้น ก็คือ การที่เหล่าสถาบันการเงิน ยอมไกล่เกลี่ยและจ่ายค่าปรับกับทางการแต่โดยดี

ขณะที่เหตุผลข้อที่ 3. เรื่อง การล่าช้าในการออกมาตรการกระตุ้น ความเห็นส่วนตัวของผม ก็เชื่อว่า เป็นเกมส์การเมืองที่ต้องการเรียกคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย และยังไงก็ต้องจ่ายเช็คให้กับผู้ว่างงานอยู่ดี สหรัฐฯยอมไม่ล็อคดาวน์มาขนาดนี้ คงจะไม่ยอมให้เศรษฐกิจประเทศตัวเองทรุดหนักแน่นอน หลังจากยอมให้ผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลกในเวลานี้

เรื่องที่น่ากังวลจริง ๆ ก็คือ ข้อ 2. ซึ่งกระทบกับมาตรการผ่อนปรนในขั้นตอนต่อ ๆ ไป และความหวังเหมือนจะต้องลุ้นที่วัคซีนต้านไวรัส ซึ่งจะมาเร็วหรือช้า ก็คงต้องลุ้นกัน

แต่สัญญาณหนึ่งของรอบปรับฐานรอบนี้ที่ผมมองว่า ตลาดไม่น่าจะพังทลายลงมาในเร็ววันก็คือ เหล่า Leader Stocks หรือหุ้นผู้นำในกลุ่มเทคโนโลยีทั้งหลาย อย่าง FAANG + M กลับปรับฐานเบา และมีแรงรับสวนมาเรื่อย ๆ ทำให้ไม่ลงมาลึกถึงแนวรับในมุมการวิเคราะห์ทางเทคนิคหากเทียบกับขาขึ้นที่ตัวเองวิ่งขึ้นมา

ก็ไม่แน่นะครับ ตลาดแค่อาจยังไม่เทขายหุ้นเทคโนโลยีเหล่านี้ออกมาตอนนี้ แล้วค่อยขายหลังจากนี้ก็เป็นไปได้ แต่ถ้าวิเคราะห์กันบนสภาวะตลาด ณ ปัจจุบัน ก็ต้องบอกว่า การปรับฐานรอบนี้น่าจะเป็นแค่ Healthy Correction หรือ ปรับฐานเพื่อสร้างฐานที่มั่นคง และเตรียมขึ้นต่อ และตลาดหุ้นในเดือนต.ค. ที่จะถึงนี้ น่าจะย้ายประเด็นไปโฟกัสที่การเลือกตั้งสหรัฐฯมากขึ้น เพราะหากมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ โลกก็จะหมุนตามนโยบายที่เปลี่ยนทิศเช่นกัน เตรียมดูการดีเบตระหว่างนายโดนัล ทรัมป์ และ นายโจ ไบเดน ทั้ง 4 ครั้งได้เลยครับ (29 ก.ย. , 7 ต.ค. , 15 ต.ค. และ 22 ต.ค.) ตลาดน่าจะแกว่งตามคำพูดของ 2 ท่านนี้ ตลอดเดือน ก่อนจะไปเลือกตั้งกันในวันที่ 3 พ.ย.

จังหวะในการทยอยสะสมลงทุนระยะยาว กำลังรอเราอยู่ครับ

Mr.Messenger

Testimonial: บทสัมภาษณ์ คุณโทมัส-พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด

FINNOMENA Admin
Testimonial: บทสัมภาษณ์ คุณโทมัส-พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด

ตอนนี้คุณโทมัสทำงานอะไรอยู่บ้าง?

ตอนนี้ผมทำกิจการส่วนตัวครับ เป็นกิจการทางด้านอิเล็กทรอนิค และมีสตาร์ทอัพที่เกี่ยวกับออนไลน์ด้วย มีอ่านข่าวเดลี่รีพอร์ทตอนเช้า และเป็น Speaker ตามอีเว้นท์ทั่วไปครับ

เป้าหมายการลงทุนของคุณโทมัสคืออะไร?

ผมมองว่าเป็นการจัดการสินทรัพย์อย่างหนึ่งนะครับ เพราะว่าผมทำธุรกิจ ผมไม่มีเวลา ผมเคยลงทุนในหุ้นเอง จริง ๆ ต้องบอกว่าตอนนั้นพอร์ตนี่บวกเยอะมาก บวกแบบบ้านเป็นหลังนะครับ ทีนี้เรารู้จังหวะซื้อแต่เราไม่รู้จังหวะขาย พอเวลามันลงเนี่ย เราขายออกไม่เป็น ก็เลยเข้าเนื้อนิดนึง เลยเรียนรู้ว่าการลงทุน จะดูเฉพาะตอนได้ไม่ได้ พอเวลามันขาดทุนก็ไม่รู้จะขายยังไง ก็เลยต้องคิดใหม่แล้วเรื่องการดูแลเงิน เงินกว่าจะหามาได้มันก็เหนื่อยอยู่แล้ว และความรู้เราก็มีจำกัด ผมรู้เฉพาะในประเทศไทย แถมรู้หุ้นไม่กี่ตัว และรู้ก็ไม่ได้รู้จริง ไม่มีเวลาไปดูงบการเงินของเขา ไม่มีเวลาวิเคราะห์อย่างที่มันควรจะเป็น เลยกลายเป็นว่าการลงทุนเนี่ยก็ใช้เงินเยอะเหมือนกันกลับไม่มีเวลาไปนั่งดู เวลาจะซื้อจะขายไม่เข้าใจจังหวะเลย คอยฟังเขามาแล้วลงตามเขา ก็เลยพบว่าสุดท้ายการใช้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่ามาบริหารจัดการให้น่าจะดีกว่า 

เพราะอะไรคุณโทมัสถึงตัดสินใจเลือกลงทุนกับ FINNOMENA?

เริ่มจากรู้จักคุณแบงค์ก่อน (Mr.Messenger) ติดตามมาโดยตลอด และเชื่อว่าน่าจะดี ก็เลยมาลงทุนใน FINNOMENA ครับ

คุณโทมัสมองว่า FINNOMENA แตกต่างจากการลงทุนที่อื่น ๆ อย่างไร?

ผมมีอีก 3 แห่งที่ลงทุนอยู่ อย่างผมลงทุนกับธนาคารก็เป็นเพราะบัตรเครดิต ถ้าเราเป็นบัตรระดับบน ๆ เขาก็จะให้รักษาระดับไว้ว่าต้องเท่าไร ๆ พอเราลงทุนด้วยแล้วเนี่ยต้องบอกว่ามันถูกจำกัดด้วยกองทุนที่ต้องเป็นของเขา จากประสบการณ์ของผมนะครับ ซึ่งอาจจะไม่ได้กว้างมาก พอต้องลงทุนในเฉพาะกองทุนของเขาเนี่ย ผมว่าโลกมันแคบไปครับสำหรับโลกการลงทุน คือผมว่าตอนนี้การจะทำอะไรมันต้องไม่มีกรอบ อย่างการลงทุนมันควรจะสามารถลงทุนในกองทุนที่อื่นได้อีก จริง ๆ สินทรัพย์ผมที่อยู่กับทางธนาคารมีเยอะ เวลามาเจอกันทีไรก็จะขายแต่กองทุนของธนาคารตัวเองอย่างเดียว แต่ไม่ได้มุ่งไปที่การสร้างความมั่งคั่งให้มันเติบโตขึ้นจริง ๆ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยประทับใจเท่าไร 

คือเราก็ไม่ได้ว่าคนที่เขามาคุยกับเราหรอก เข้าใจว่าเขาก็มี KPI แต่ถ้าองค์กรเขาให้พนักงานเน้น KPI ว่าต้องขายให้ได้เยอะ ๆ เนี่ย แล้วมันจะการันตีได้อย่างไรว่าสินทรัพย์ของเราโตขึ้นจริง ๆ ถ้าจะให้ผมสบายใจมันไม่ควรที่จะเป็นในลักษณะนี้ มันควรจะเป็นการคุยกันว่ากองทุนตัวไหนน่าเข้า เข้าแล้วมีจังหวะขายอะไรตอนไหน ถ้าเราเชื่อว่ามันดีเราก็จะให้อำนาจเขาในการดูเลยว่าควรจะเข้าจะออกเมื่อไร ผมลงทุนกับธนาคารมาประมาณ 3-4 ปีแล้ว ยังไม่ได้ขายออกเลย เพราะยังติดดอยอยู่แบบนั้น ซึ่งทางเขาก็เป็นคนแนะนำเอง ช่วงก่อนโควิดก็มีการเข้ามาคุย แทนที่จะเป็นการเข้ามาซ่อมพอร์ต คือให้เราต้องซื้อเพิ่มเพื่อไปถัวเฉลี่ย จุดนี้เป็นอะไรที่ผมไม่ประทับใจเลย ส่วนที่อื่น ๆ เวลามาเจออย่างแรกก็ต้องการจะให้เราลงไม้ใหญ่ ๆ เหมือนลงทีเดียวได้ผลงานเยอะ ๆ ทำนองนี้ แต่ก็มีข้อดีนะคือเขาก็มี IPO อะไรมาให้บ้าง แต่ว่าวิธีการแนะนำยังไม่ค่อยประทับใจ ต้องเรียนตรง ๆ ว่าเราเองไม่เก่งเหมือนกับ อย่างเช่น ทีมผู้ดูแลจาก FINNOMENA หรือทีมนักลงทุนยังไงเขาก็เก่งกว่าเราอยู่แล้ว แต่ว่าเราก็พอมีความรู้บ้างครับว่าอะไรควรลงอะไรไม่ควรลง เวลาผู้ดูแลจากที่อื่นมาแล้วไม่ได้รับการอธิบายอะไรเลย ผมว่ามันเหมือนว่าเราต้องรับความเสี่ยงของเราไปเอง ถ้าเราซื้อแล้วขาดทุนก็ว่ากันไม่ได้นะ

แต่ที่ FINNOMENA ผมอยากจะให้รักษาคุณภาพแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เห็นพอร์ตตอนนี้เป็น 10,000 ล้านแล้ว ก็กลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นลูกค้ารายทั่ว ๆ ไป แล้วก็จะโดนปฏิบัติเหมือนที่อื่น ๆ ที่เคยโดนมา ก็ไม่อยากจะให้เป็นอย่างนั้น อยากให้เก็บคุณภาพนี้ไว้ เพราะมันเป็นคุณภาพที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ FINNOMENA ที่มันแตกต่างจากที่อื่น และผมก็รู้สึกว่าโชคดีที่เจอ FINNOMENA ผมไม่อ้อมค้อมนะ ผมเป็นคนที่พูดอะไรก็ตรงไปตรงมา คืออยากให้ลูกค้าทุกคนที่มาเจอผู้ดูแลจาก FINNOMENA แล้วรู้สึกว่าโชคดีจังที่ได้มาเจอ มากกว่าความรู้สึกว่าอยากจะเปลี่ยนไปเป็นที่อื่น สำหรับผมว่ายากนะที่จะเปลี่ยนจาก FINNOMENA ไปเป็นที่อื่น เพราะว่าได้รับการดูแลที่ดี อย่างพอร์ตผมเข้าไปดูบางอันขาดทุนบางอันได้กำไร รวม ๆ แล้วกำไร กำไรน้อยบ้างมากบ้างแต่มันมีการพูดคุยกันตลอด และมีการวิเคราะห์ให้ฟังตลอด แบบนี้มันทำให้เรารู้สึกดี

อยากให้ฝากอะไรถึงนักลงทุนท่านอื่นสักนิด ที่เป็นผู้เริ่มต้น หรือกำลังเดินอยู่บนเส้นทางการลงทุน ควรจะต้องทำตัวอย่างไรบ้าง?

ผมว่าการลงทุนตอนนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วครับ เมื่อก่อนเราดูพื้นฐานได้ แต่ตอนนี้ผมคิดว่ารูปแบบการลงทุน และการเคลื่อนไหวของกองทุนเปลี่ยนไปเยอะมาก และหุ้นกลุ่มใหม่ ๆ ที่เข้ามา และเราทำความเข้าใจไม่ทันมันก็เยอะมาก เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หรือโลกมันก็เปลี่ยนไปเยอะมากจากที่เมื่อก่อนบริษัทพวกขายน้ำมันอะไรอย่างนี้จะครองโลกครองตลาด ตอนนี้กลายเป็นบริษัทขายน้ำมันยังต้องไปกู้ยืมเงินมาจ่ายเงินปันผล โลกมันเปลี่ยนไปเยอะมากจนมันอาจใช้ความรู้เดิม ๆ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นวิธีที่อาจจะดีที่สุดในการเอาชนะเงินเฟ้อ และสร้างสินทรัพย์ของตัวเองให้เติบโตก็คือการเลือกคนที่จะเข้ามาเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของเราให้ดี ถ้าเรามีเวลาดูเองผมว่ามันก็ดีนะ เงินเราอย่างไรเราดูเองก็น่าจะใส่ใจได้มากที่สุด แต่ถ้าต้องทำธุรกิจเหมือนผม ไม่มีเวลา และไม่ได้เชี่ยวชาญ ผมว่าอาจจะเป็นความเสี่ยงที่มากเกินไปในการที่เราจะไปจัดการเองทุกอย่าง บางครั้งอะไรที่มันแน่นอน โลกสมัยนี้มันก็ไม่มีอะไรแน่นอนแล้ว การอัปเดตข้อมูลให้ทันการณ์น่าจะเป็นเรื่องที่จำเป็นกว่า

อ่านเรื่องราวความประทับใจจากนักลงทุนท่านอื่น ๆ ได้ที่ https://www.finnomena.com/testimonials/

Xpeng (เสี่ยวเผิง) คู่เเข่ง Tesla สัญชาติจีน IPO ที่ 1,500 ล้านดอลลาร์

BottomLiner
Xpeng (เสี่ยวเผิง) คู่เเข่ง Tesla สัญชาติจีน IPO ที่ 1,500 ล้านดอลลาร์

รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (EV) เป็นอีกหนึ่งการโดยสารที่ใช้พลังงานสะอาด/พลังงานทางเลือก เเบ่งได้เป็น

HEV รถยนต์ไฟฟ้าเเบบไฮบริดจ์:ใช้พลังงานได้ทั้งเชื้อเพลิงเเละเเบตเตอรี่

BEV: ใช้ไฟฟ้าจากเเบตเตอรี่วิ่ง 100%

FCEV: ใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงไฮโดรเจน

PHEV: ใช้ได้ทั้งพลังงานจากเขื้อเพลิงเเละเเบตเตอรี่ เเต่มีปลั๊กเสียบชาร์จเเบตได้จากภายนอก

EV มีมูลค่าตลาดในปี 2019 อยู่ที่ 162,340 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 22.6% ยอดขายรถทั่วโลกอยู่ที่ 24.56 ล้านคัน

ส่วนเเบ่งการตลาดรถไฟฟ้าสูงสุดในปี 2019 คือ

อันดับ 1 คือ Tesla ที่มีส่วนเเบ่งการตลาดอยู่ที่ 20% รถรุ่น Model 3 ขายได้กว่า 3 เเสนคัน

อันดับ 2 คือ BAIC ที่มีส่วนเเบ่งการตลาดอยู่ที่ 10% มียอดจำหน่ายรถ EU-Series ที่ 111,047 คัน

อันดับ 3 คือ BYD ที่มีส่วนเเบ่งการตลาดอยู่ที่ 9%

จะเห็นว่า Market Share อันดับ 2 เเละ 3 มาจากบริษัทจีน เเละ จีนมีอัตราการเติบโตในตลาดรถ EV สูง เเละส่วนเเบ่งการตลาดเพิ่มจาก 4.5% เป็น 4.7% ในปี 2019 อีกด้วย

Xpeng Motors (อ่านว่า เสี่ยวเผิง มาจากชื้อผู้ก่อตั้ง เหอเสี่ยวเผิง) เป็นบริษัทออกแบบ ผลิตเเละจำหน่ายรถ Smart EV ในจีน เน้นลูกค้าระดับกลางเเละระดับสูงในตลาดรถยนต์ส่วนบุคคล โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามารวมกับรถไฟฟ้า สถิติที่น่าสนใจคือ ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อรถ EV ของ Xpeng เลือกที่จะเอาระบบขับขี่อัตโนมัติพร้อมรถยนต์ด้วย โดย 90% ของลูกค้าที่ซื้อรถ SUV รุ่น G3 เเละ 50% ของลูกค้าที่ซื้อรถ Sedan รุ่น P7 เลือกเพิ่มระบบขับขี่อัตโนมัติเข้ามาในรถตัวเองด้วย

ปี 2019 มีรายได้ 328 ล้านดอลลาร์

ปี 2020 มีรายได้นับรวมตั้งเเต่ต้นปีถึงเดือนมิถุนายนต์ที่ 141 ล้านดอลลาร์

ปี 2018 มียอดขายรถ 371 คัน

ปี 2019 มียอดขายรถ 16,608 คัน

ปี 2020 มียอดขายรถ นับถึงเดือนกรกฏาคม 6,972 คัน

ข้อมูลจาก: carsalebase สามารถดูยอดขายรถรายเดือนได้เเละมีข้อมูลย้อนหลังของรถทุกยี่ห้อ

เเม้ยอดขายรถจะตกลงจากปีก่อนเพราะโควิด เเต่ Xpeng ไม่ได้ขายรถอย่างเดียว ขายชิ้นส่วน EV ด้วยจึงยังพอมีรายได้บ้าง

ปัจจุบันกำลังพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติระดับสูงในชื่อ XPILOT 3.0 นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบ OS ที่ใช้ในรถยนต์ของตัวเอง ให้สามารถพัฒนาเเละติดตั้ง Application ในรถยนต์ได้ ระบบนำทาง การสั่งการด้วยเสียง เเละกุญเเจดิจิตอล

การที่ Xpeng สามารถพัฒนาระบบได้อย่างรวดเร็วเพราะ China Money Power ซื้อผู้บริหาร เเละ Developers จากทั้ง Apple, Qualcomm, Tesla จนเกิดการฟ้องร้องว่าขโมยความลับทางการค้า ส่วนดีไซน์รถ SUV คล้ายๆ Tesla เหมือนกัน

Xpeng ได้ IPO ไปที่ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมาในราคา 15 ดอลลาร์ต่อหุ้น ก่อนปิดวันด้วยราคา 21.22 ดอลลาร์ต่อหุ้น +41% ในวันเดียว ถือเป็นอีกตัวที่น่าจับตามอง

บทความนี้มิได้เชียร์ ซื้อหรือขาย แต่อย่างใดครับ ลองวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานดูกันก่อนนะครับ โอกาสหน้า เมื่อว่าง จะเวียนมาพูดถึงมันใหม่ครับ

BottomLiners

เข้ามาคุยเรื่องหุ้นต่างประเทศกันได้ที่ ห้องคุยนักลงทุน หุ้น กองทุน ต่างประเทศ

ที่มาบทความ: https://facebook.com/bottomlinerglobal/posts/3774825919199181

SET VS VN Index

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
SET VS VN Index

ในฐานะที่เป็นนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยและเวียตนาม ผมเองได้ติดตามดูผลงานของตลาดทั้งสองแห่ง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ ดัชนีตลาดหุ้น และตัวหุ้นที่จดทะเบียนในตลาด และก็แน่นอนว่า ก็เปรียบเทียบผลงานพอร์ตหุ้นทั้งสองของผมว่าพอร์ตไหนมีผลตอบแทนดีกว่ากันและมองด้วยว่าอนาคตพอร์ตไหนน่าจะมีโอกาสเติบโตมากกว่าด้วย ในการเปรียบเทียบนั้น ผมจะดูดัชนีหุ้นของทั้งสองแห่งเป็นหลัก

ตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินของเวียตนามเพิ่งจะเปิดเมื่อปี 2000 ปี และเนื่องจากเป็นตลาดเปิดใหม่ การ “เก็งกำไร” จึงน่าจะรุนแรงมาก ดัชนีตลาดวิ่งจาก 100 จุด ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่ประมาณ 1,140 จุดหรือ 11 เท่าภายใน 7 ปีและนั่นเกิดขึ้นตอนต้นปี 2007 ซึ่งก็ถือเป็น “ฟองสบู่ลูกแรก” ของเวียตนาม ในช่วงเวลาเดียวกัน ดัชนีตลาดหุ้นของไทยเอง ก็ปรับตัวขึ้นสูงสุด จากประมาณ 200 จุด ซึ่งเป็นดัชนีต่ำสุดหลังวิกฤติปี 2540 หรือปี 1997 กลายเป็นประมาณ 910 จุดในช่วงปลายปี 2007 เหมือนกัน

จากปี 2007 ซึ่งเป็นปีที่ดัชนีตลาดหุ้นทั้งไทยและเวียตนามปรับตัวขึ้นเป็นจุดสูงสุดหลังวิกฤติปี 1997 ดัชนีตลาดหุ้นทั้งสองแห่งก็ประสบกับวิกฤติปี 2008 หรือวิกฤติซับไพร์มที่เกิดขึ้นในอีกประมาณ 10 ปีต่อมาหลังวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ดัชนีของตลาดหุ้นไทยตกลงมาต่ำสุดที่ประมาณ 400 จุดในปลายปี 2008 และตลาดหุ้นเวียตนามก็ตกลงมาเหลือเพียงประมาณ 250 จุดในต้นปี 2009 เช่นเดียวกัน การตกลงมาของตลาดหุ้นไทยนั้นคิดแล้วประมาณ 50% จากช่วงก่อนเกิดวิกฤติ แต่ถ้าคิดจากจุดสูงสุดก็ประมาณ 56% แต่ในกรณีของเวียตนามนั้น เนื่องจากตกลงมาจากจุดสูงสุดที่เป็น “ฟองสบู่” ดัชนีตลาดจึงตกลงมาแรงถึงประมาณเกือบ 80% อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของตลาดทั้งสองแห่งก็รวดเร็วมาก เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่าวิกฤติครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะเป็น “วิกฤติเทียม” ที่เกิดจากวิกฤติของอเมริกาและส่งผลต่อเศรษฐกิจของไทยและเวียตนามไม่มาก ดังนั้น ดัชนีของทั้งสองตลาดก็ปรับตัวขึ้นแบบ “V-Shape” คือขึ้นมาอย่างรวดเร็วภายในเวลาแค่ไม่กี่เดือน

ดัชนีตลาดหุ้นไทยวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องนับจากปี 2009 จนถึงต้นปี 2018 เป็นเวลาเกือบ 10 ปี ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับตัวขึ้นถึงจุดสูงสุดใหม่ หรือ All Time High ที่ประมาณ 1,840 จุด ในเวลาใกล้เคียงกัน คือห่างกันแค่ 1-2 เดือน ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามก็ทำ High ใหม่ที่ประมาณ 1,180 จุด ถ้าคิดเป็นผลตอบแทนแล้ว ดัชนีหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นประมาณ 3.6 เท่าในเวลาประมาณ 9 ปี หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นประมาณ 17.9% ต่อปี ในขณะที่ตลาดเวียตนามให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นประมาณ 3.8 เท่า หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นประมาณปีละ 18.8% ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่า ผลตอบแทนระยะยาวในช่วงหลังซับไพร์มของทั้งสองตลาดนั้นดีพอ ๆ กันและดีเลิศ- ในประวัติศาสตร์

และเมื่อ “ครบรอบ 10 ปี” ของวิกฤติครั้งก่อน วิกฤติครั้งใหม่ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง นั่นก็คือวิกฤติโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2020 หรือประมาณ 12 ปีนับจากซับไพร์ม ก่อนที่จะเกิดวิกฤตินั้น ทั้งตลาดหุ้นไทยและเวียตนามต่างก็อยู่ในช่วงเหงาหงอย และหุ้นที่ขึ้นสู่จุดสูงสุดก็ทยอยตกลงมาประมาณ 2 ปีแล้ว ดัชนีตลาดช่วงสิ้นปี 2019 ของหุ้นไทยนั้นอยู่ที่ประมาณ 1,580 จุด ในขณะที่ดัชนีหุ้นเวียตนามนั้นอยู่ที่ประมาณ 965 จุด โดยที่ดัชนีหุ้นไทยนั้นลดลงจากจุดสูงสุดประมาณ 14% ในขณะที่ดัชนีหุ้นเวียตนามลดลงประมาณ 18% และเมื่อเกิดโควิด-19 ตอนต้นปี 2020 พอถึงเดือนมีนาคม ดัชนีตลาดหุ้นทั้งของไทยและเวียตนามก็ตกลงมาแบบ “วิกฤติ” ดัชนีหุ้นไทยลดลงมาต่ำสุดที่ประมาณ 1,034 จุดหรือลดลงประมาณ 35% จากสิ้นปีก่อนในขณะที่ดัชนีเวียตนามลดลงมาเหลือ 663 จุดหรือลดลงประมาณ 31% ในเวลาเดียวกัน

ก็เป็นอย่างที่รู้กัน ดัชนีตลาดหุ้นของไทย Rebound หรือฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วคล้าย ๆ กับจะเป็น V-Shape ภายในไม่กี่เดือน ดัชนีขึ้นไปที่ประมาณ 1,439 จุด หรือเท่ากับการติดลบจากปลายปีก่อนแค่ประมาณ 8.9% ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนปีนี้ เช่นเดียวกัน ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามก็ปรับตัวขึ้นมาเป็นประมาณ 900 จุดหรือเท่ากับติดลบประมาณแค่ 6.7% จากปลายปีก่อน การปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นครั้งนั้นทำให้นักลงทุนต่างก็มีความหวังว่าทั้งไทยและเวียตนามคงจะผ่านเรื่องของโควิด-19 ไปอย่างดีและก็เป็นไปในแนวทางเดียวกับตลาดหุ้นในสหรัฐที่ดัชนีทุกตัวต่างก็ปรับตัวขึ้นกันหมดเนื่องจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นดิจิตอลและไฮเท็คที่กำลังมีรายได้เพิ่มขึ้นมากอานิสงค์จากโควิดที่ทำลายเศรษฐกิจยุคเก่าแต่เอื้อประโยชน์แก่เศรษฐกิจยุคใหม่ การปรับตัวขึ้นของหุ้นรอบสั้น ๆ นี้ ถ้าคิดว่าคนเริ่มเข้าตลาดในช่วงต่ำสุดของวิกฤติโควิดในตลาดหุ้นไทย พวกเขาจะได้กำไรเฉลี่ยถึงประมาณ 39% ในเวลาแค่ 2-3 เดือน ในตลาดหุ้นเวียตนามตัวเลขก็จะเป็นประมาณ 36% ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าทำไมตัวเลขการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นของนักลงทุนใหม่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงนี้

แต่แล้ว ก็เช่นเดียวกับทุกครั้งในประวัติศาสตร์ หุ้นที่ปรับตัวขึ้นไปแรงมากก็ปรับตัวลงอย่าง “ไม่คาดคิด” ดัชนีตลาดหุ้นไทยลดลงมาต่อเนื่องนับจากเดือนมิถุนายนจนเหลือ 1,245 จุด ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2563 หรือเท่ากับว่าดัชนีลดลงจากสิ้นปีก่อนประมาณ 21% และหลายคนอาจจะกำลังกลัวว่ามันอาจจะลดลงอีกเนื่องจากตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจและปัญหาหลายอย่างรวมถึงการเมืองไทยกำลังถาโถมเข้ามากระทบกับตลาดหุ้น ตรงกันข้าม ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามนั้น แม้ว่าช่วงแรกจะปรับตัวลงบ้างแบบเดียวกับดัชนีหุ้นไทย แต่ในที่สุดก็ปรับตัวขึ้นกลับมาเป็น “ขาขึ้น” ที่ 908 จุดในวันเดียวกันนี้ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจของเวียตนามถูกคาดการณ์ดีว่าจะเติบโต 3-4% ในปีนี้และทุกอย่างดูสดใส

ข้อสรุปของผมจากการมองและวิเคราะห์ดัชนีตลาดหุ้นไทยและเวียตนามมาตลอดและโดยเฉพาะหลังจากวิกฤติซับไพร์มนั้น ผมมีความรู้สึกว่าดัชนีตลาดทั้งสองแห่งนั้นมีความคล้ายกันมากจนแทบไม่น่าเชื่อ ระดับและผลตอบแทนของดัชนีรวมถึงเวลาที่เกิดขึ้นนั้นแทบจะตรงกัน ความแตกต่างที่พอเห็นได้บ้างก็คือ ผลตอบแทนของเวียตนามวัดจากดัชนีนั้นที่ผ่านมาดีกว่าของไทยเล็กน้อย แต่ในระยะไม่กี่เดือนหลังการเกิดขึ้นของโควิด-19 ดูเหมือนว่าดัชนีหุ้นของเวียตนามจะเริ่ม “ฉีก” ออกจากตลาดหุ้นไทยนั่นก็คือ หุ้นเวียตนามสามารถทนทานต่อวิกฤติได้ในขณะที่หุ้นไทยเองนั้นอาจจะ “ไปไม่รอด” ทั้งหมดนั้น สาเหตุก็อาจจะเป็นเพราะว่า เศรษฐกิจของเวียตนามและไทยในอดีตที่ผ่านมานั้น มีความละม้ายคล้ายคลึงกันมากในแง่ที่ว่าต่างก็โตขึ้นมาด้วยการลงทุนจากต่างประเทศและอาศัยการส่งออกเป็นหลัก ผู้คน สังคม จำนวนประชากรและภูมิประเทศเองก็คล้าย ๆ กัน เพียงแต่ว่าไทยเริ่มต้นก่อน ดังนั้น ดัชนีตลาดหุ้นจึงสะท้อนออกมาในรูปแบบที่สอดคล้องกันมาก

อย่างไรก็ตาม มาจนถึงเมื่อเร็ว ๆ นี้ บางสิ่งบางอย่างกำลังเกิดขึ้นซึ่งทำให้สองประเทศนี้อาจจะกำลัง “แยก” ออกจากกัน นั่นก็คือ คนไทยกำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วและก่อให้เกิด “ปัญหา” สารพัดจนทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถโตอย่างที่เคยเป็นมาได้ ตรงกันข้าม เวียตนามกำลังอยู่ในช่วง “Prime” นั่นก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงเรื่องอายุของประชากรกำลังเอื้ออำนวยอย่างที่สุดต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งไม่มีอะไรมาขวางได้รวมถึงเรื่องของโควิด-19

ประมาณ 5 ปีมาแล้วที่ผมเขียนบทความชื่อ “The Next Thailand And Beyond” ซึ่งกล่าวถึงเวียตนาม และส่วนตัวก็เริ่มไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนาม โดยวิธีการซื้อหุ้น “ทั้งตลาด” เพราะผมเชื่อว่าถ้าเวียตนามเติบโต หุ้นของผมก็จะเติบโตไปด้วย อย่างไรก็ตาม ผ่านไป 4 ปีครึ่ง ดูเหมือนว่าพอร์ตหุ้นเวียตนามผมจะ “ไม่ไปไหน” ผมคิดว่าเรื่องเกี่ยวกับเวียตนามที่ผมคิดไว้นั้น “ไม่ผิดเลย” เพราะประเทศดีขึ้นต่อเนื่อง ดัชนีก็ปรับเพิ่มขึ้น “พอไปได้” สิ่งที่ผิดก็อาจจะเป็นการเลือกหุ้นลงทุนที่ผมเลือกหุ้นตัวเล็กและไม่ได้เลือกเป็นรายตัว อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เริ่มโควิด-19 จนถึงปัจจุบันนั้น พอร์ตเวียตนามของผมกลับดีขึ้นมาก ทุกพอร์ตมีผลตอบแทนดีและเป็นบวกเมื่อเทียบกับต้นทุน ไม่ได้เป็นผลตอบแทนที่ดีเลิศเมื่อคิดถึงระยะเวลาที่ลงไป แต่ก็ดีพอที่จะทำให้ “ความผิดหวัง” ของผมลดลงไปมาก ว่าที่จริง ลึก ๆ แล้วผมกลับเริ่มมีความหวังกับตลาดหุ้นเวียตนามอีกครั้งหนึ่ง เพราะดู ๆ แล้ว หุ้นเวียตนามรวมถึงหุ้นที่มีศักยภาพสูงมากในตลาดยังมีราคาที่ “ถูกมาก” ถ้าวันไหนคนเวียตนามหันมาลงทุนในตลาดหุ้นมากเหมือนอย่างในตลาดหุ้นไทย และ/หรือวันไหนที่ตลาดหุ้นเวียตนามได้รับการยอมรับจากสถาบันการลงทุนระดับโลก ก็มีโอกาสว่าหุ้นจะปรับตัวขึ้นไปได้สูงกว่านี้อีกมาก

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://portal.settrade.com/blog/nivate/2020/09/28/2392

‘ทองคำ’ เมื่อสู่ท้ายปี 2020 ยังน่าจะดูดีขึ้น

MacroView
‘ทองคำ’ เมื่อสู่ท้ายปี 2020 ยังน่าจะดูดีขึ้น

ถ้าพูดถึงโฟกัสของเศรษฐกิจโลก ณ วันนี้ คงหนีไม่พ้นสหรัฐ ซึ่งจากนี้ไปอีกราว 3 เดือนก่อนสิ้นปี

ปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐ คือการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 3 พ.ย. 2020

มาถึงตรงนี้ แม้คะแนนของโดนัลด์ ทรัมป์จะตามหลังโจ ไบเดน เกือบ 8% ตามโพลล์ แต่ในภาพรวมแล้ว หลาย ๆ คนก็ไม่ได้มองว่าไบเดนจะนอนมาแบบม้วนเดียวจบ เพราะจะต้องมีการดีเบตหรือการโต้วาทีกันระหว่างโจ ไบเดนกับโดนัลด์ ทรัมป์ อีก ครั้ง ก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้งจริง

ถ้ามาพิจารณาการปะทะกันในเรื่องของการดีเบต ว่าใครจะเหนือกว่ากัน หากเทียบง่าย ๆ ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์กับฮิลลารี คลินตัน เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ทรัมป์ยังดูดีกว่านิดหน่อย แม้คลินตันเป็นมือดีในการโต้วาที ที่แพ้ก็เพียงคนเดียวคือบารัก โอบามา แต่เธอก็ถือว่าเป็นรองทรัมป์เล็ก ๆ เช่นกัน ส่วนทางไบเดนนั้น เป็นคนที่ขึ้นชื่อว่าไม่ถนัดในเรื่องการดีเบต

แท้จริงแล้ว ไบเดนถือว่าค่อนข้างโชคดีที่รอบนี้มาเจอโควิด-19 เพราะถ้าไม่เจอโควิด แล้วไปรณรงค์หาเสียงแบบเต็มรูปแบบ ไบเดนอาจจะพลาดง่าย ๆ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยมาก และการดีเบต 3 ครั้ง จนกระทั่งปลายเดือน ต.ค. นี้ มีโอกาสเหมือนกันที่คะแนนของไบเดนจะโดนเบียดให้ใกล้เคียงกันด้วยความผิดพลาดทางการโต้วาทีของเขา

ดังนั้นสถานการณ์ทั้งโดนัลด์ ทรัมป์และโจ ไบเดน จากนี้ไปจนถึงอีกประมาณ 40 วัน ขอบอกว่าผลความนิยมน่าจะสูสีกันขึ้นเรื่อย ๆ โดยการสูสีกันนี้ จะทำให้โมเมนตัมของตลาดในสหรัฐจะแปรผันตามกลยุทธ์ใหม่ ๆ ของทั้งคู่

สมมติว่าเมื่อใกล้วันเลือกตั้งแล้ว โจ ไบเดนดูมีโอกาสที่จะชนะ ทางทรัมป์ อาจจะมีหมัดเด็ด อาทิ รีบอนุมัติวัคซีนของสหรัฐให้ผ่านตัว FDA หรือองค์กรว่าด้วยอาหารและยาสหรัฐ ที่ว่าจะเป็นตัวผ่านวัคซีนสามารถฉีดกับคนอเมริกันได้ ให้ผ่านได้ภายในวันที่ 3 พ.ย. เพื่อที่จะเอาคะแนนเสียง

แต่หากโพลล์เกิดให้ว่าทรัมป์มีโอกาสชนะขึ้นมา ในทางกลับกันฝั่งของไบเดนก็อาจจะเล่นเกมลักษณะแรงกับโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยเหมือนกัน ก็จะสร้างความไม่แน่นอนให้กับทรงเศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐได้เช่นกัน

มาถึงผลการเลือกตั้งจริงในกรณีที่หากทาง โจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งขึ้นมาจริง ๆ

ตลาดก็จะกังวลมากว่า หากไบเดน ขึ้นมาแล้วจะเก็บภาษีตลาดทุน จะเก็บภาษีคนชั้นกลางและบน ตรงนี้อาจจะทำให้เกิดความไม่แน่นอนของตลาดหุ้นสหรัฐ ก็ยังต้องบอกว่า ณ วันนี้ ไบเดนมีโอกาสชนะหรือดีกว่าทรัมป์นิดหน่อย โดยโอกาสน่าจะอยู่ที่ 55%

ทว่าปัจจัยเสี่ยงเรื่องการเมืองของสหรัฐที่น่าห่วงที่สุด คือการฟ้องร้องกัน โดยทรัมป์จะฟ้องร้องไบเดน ถ้าชนะกันแบบสูสีมาก นั่นคือถ้าทรัมป์เกิดแพ้ แล้วประเด็นเรื่องการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์โดยไม่ต้องเข้าคูหา ซึ่งทรัมป์บอกว่าถ้าการเลือกตั้งสหรัฐใช้การลงคะแนนทางไปรษณีย์ เกิดผลออกมาคะแนนสูสีแล้วการนับคะแนนไม่เสร็จภายใน 1 คืน ตัวเขาจะทำเรื่องฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมของศาลสหรัฐ

แล้วทีนี้ ผู้พิพากษาที่อยู่ในศาลสูงสุดชุดนี้ ส่วนใหญ่ก็ได้รับการอนุมัติตำแหน่งท้ายสุดจากทรัมป์ ตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งโอกาสที่ทรัมป์จะชนะการฟ้องร้องดังกล่าวจึงมีอยู่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ล่าสุด การเสียชีวิตของผู้พิพากษาศาลสูงสุดคนดังอย่าง รูธ บาเดอร์ กินสเบิร์ก ซึ่งทรัมป์กำลังเตรียมจะแต่งตั้งผู้พิพากษาสูงสุดท่านใหม่ขึ้นมาแทนก่อนวันเลือกตั้ง ยิ่งเพิ่มความได้เปรียบให้ทรัมป์ในเรื่องนี้มากขึ้นอีก

ถ้าเกิดกรณีมีการฟ้องร้องกันแล้วจบที่ทรัมป์ชนะคดี ตลาดหุ้นก็ยังจะปั่นป่วนมาก ๆ ค่าเงินดอลลาร์จะผันผวนมาก ตรงนี้เป็นความเสี่ยงใหญ่ที่สองในปีนี้ และตรงนี้ถือเป็นจุดเสี่ยงที่เปราะบางในตลาดหุ้นของสหรัฐและค่าเงินดอลลาร์ ทว่าเป็นผลดีต่อราคาทองคำ

สำหรับคำถามที่ว่า เศรษฐกิจตลาดหุ้นโลกก่อนการเลือกตั้งสหรัฐกับหลังเลือกตั้ง จะต่างกันไหม?

ในภาพรวม จากสภาพเศรษฐกิจสหรัฐและโลกในตอนนี้ มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐจากวันนี้ไปจนถึง 3 พ.ย. ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นเล็กน้อย โดยน่าจะยังประคองตัวไปได้ แม้จะมีย่อลงเป็นพัก ๆ เพราะถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าตลาดหุ้นสหรัฐ ทั้งดัชนีหุ้นดาวโจนส์ หุ้นเอสแอนด์พี และหุ้นแนสแด็ก คืออาวุธหลักในการหาเสียงของทรัมป์ โดยเขาโจมตีว่าถ้าไบเดนชนะ ตลาดหุ้นสหรัฐจะต้องตกแน่นอน ซึ่งกลยุทธ์เด็ดของทรัมป์ก็คือพยุงตัวตลาดหุ้นไว้จนกระทั่งอย่างน้อยก่อนเลือกตั้งใหญ่สหรัฐ แล้วมาลุ้นกันอีกทีว่าจะชนะหรือแพ้

อย่างไรก็ดี หลังวันที่ 3 พ.ย. ตลาดหุ้นของสหรัฐก็น่าจะอยู่ในสภาพที่ไม่แน่นอนสูง และสมมติว่าเกิดการฟ้องร้องเรื่องผลการเลือกตั้งขึ้นมาจริง ๆ ตลาดหุ้นก็คงจะลงค่อนข้างแรง ซึ่งตรงนี้จะเป็นผลบวกต่อราคาทองคำ

ดังนั้นหลังวันที่ 3 พ.ย. โดยส่วนตัวผมมองว่าทองคำจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจกว่าในตอนนี้

เนื่องจาก 1. ถึงแม้ว่าไบเดนชนะ คนก็จะต้องมองหาสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยเข้ามามีไว้ในพอร์ต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักลงทุนสถาบันจะต้องหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัยเพื่อกันความไม่แน่นอนจากนโยบายของไบเดนต่อตลาดทุน ดังนั้น จึงจะน่าจะมีการช้อนซื้อทองคำกันมากขึ้น และ 2. แน่นอนว่าทรัมป์เองคงจะไม่ยอมให้ไบเดนชนะง่าย ๆ โอกาสฟ้องร้องจึงมีโอกาสสูงมากที่จะเกิดขึ้นถ้าเกิดว่าไบเดนชนะขึ้นมา และการฟ้องร้องย่อมจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์ดิ่งลง จากการที่ขาดความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง และราคาทองคำก็น่าจะขึ้นมาเพื่อรองรับความไม่แน่นอนนี้

ดังนั้น ช่วงหลัง 3 พ.ย. ผมจึงมองว่ามีโอกาสสูงที่ทองคำจะดูน่าสนใจ ในแง่ของโอกาสของการลงทุน

โดยสรุป สำหรับในภาพใหญ่จนถึงสิ้นปีนี้ ผมมองว่าจากนี้ไปจนถึงต้นเดือน พ.ย.นี้ ตลาดหุ้นสหรัฐจะเป็นหัวหอกของตลาดหุ้นโลก จากปัจจัยขับเคลื่อนพื้นฐานคือการเลือกตั้งสหรัฐ ตั้งแต่การดีเบตทั้ง ครั้งจนถึงวันที่ พ.ย. โดยถ้าทรัมป์นำในโพลล์หุ้นก็น่าจะขึ้น ในขณะที่หากทรัมป์ตามไบเดน หุ้นก็อาจจะลงนิด ๆ และทองคำขึ้นเล็กน้อย 

ทว่าหลัง 3 พ.ย.ถ้าโดนัลด์ ทรัมป์ แพ้เชื่อว่ามีการฟ้องร้อง ตลาดหุ้นสหรัฐอาจจะมีการโครมลงมา และดอลลาร์อาจจะอ่อนค่าลงค่อนข้างเยอะ และราคาทองคำน่าจะกลับมาขึ้นอีกรอบ

จึงน่าจะพอฟันธงได้ว่า ยกเว้นกรณีเดียวเท่านั้นที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งแบบเด็ดขาด ซึ่งดูแล้วมีโอกาสอยู่ไม่มากนัก จะเห็นได้ว่า Scenario ที่เหลือ ล้วนแล้วแต่จะบอกกับเราว่า “ทองคำ” กำลังจะเป็นสินทรัพย์ที่ดูน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ในช่วงท้ายของปี 2020 ครับ

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/651187

จุดเข้ารับตลาดหุ้นไทยอยู่ตรงไหน อนาคตอยู่ที่ใด – FINNOMENA LIVE

FINNOMENA Reporter
จุดเข้ารับตลาดหุ้นไทยอยู่ตรงไหน อนาคตอยู่ที่ใด - FINNOMENA LIVE

ดูผ่าน Facebook:

https://facebook.com/finnomena/posts/1345873472424953

ดูผ่าน Youtube:

https://youtu.be/fRh7oPe4mIo

จุดเข้ารับตลาดหุ้นไทยอยู่ตรงไหน อนาคตอยู่ที่ใด

ข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • กนง. คงดอกเบี้ย! ที่ 0.5%
  • หนีไม่พ้น! Sizzler ยื่นล้มละลาย
  • Johnson & Johnson เริ่มทดลองวัคซีนเฟส 3!
  • ประกันสังคมไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ SRIPANWA! ส่งผลแค่ไหน?

ติดตาม FINNOMENA LIVE ตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

Club Fund Day SS2 – EP14 วิธีวางแผนการเงินแบบง่ายๆ เริ่มต้นยังไงดี

FINNOMENA Podcast
Club Fund Day SS2 EP14 วิธีวางแผนการเงินแบบง่ายๆ เริ่มต้นยังไงดี

“อยากถึงที่หมายต้องมีแผนที่ อยากมีชีวิตดีๆ ต้องมีเป้าหมายทางการเงิน”

เรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ควรเสี่ยงโดยการไม่วางแผนไว้ล่วงหน้า Club Fund Day ตอนนี้เลยจะมาแนะนำวิธีวางแผนการเงินง่ายๆ ที่ไม่ต้องจบสายการเงินมาก็สามารถทำได้


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

ASML บริษัทต้นกำเนิดชิปมือถือและคอมพิวเตอร์ทั้งโลก

BottomLiner
ASML บริษัทต้นกำเนิดชิปมือถือและคอมพิวเตอร์ทั้งโลก

เราต้องเข้าใจก่อนว่ากระบวนการผลิตชิป 1 อันมีขั้นตอนซับซ้อนมากในโรงงาน โดยเป็นการเปลี่ยนแผ่นซิลิคอน (วัตถุดิบตั้งต้น) ให้กลายเป็นชิปคุณภาพสูงนำไปประมวลผลในคอมพิวเตอร์หรือมือถือได้ จะใช้ระยะเวลาในการผลิตทั้งหมดประมาณ 3 – 4 เดือน

กระบวนการดังกล่าวล้วนต้องการเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เครื่องทำความสะอาดแผ่นซิลิคอน เครื่องตรวจสอบจุดบกพร่อง และไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ “เครื่องฉายแสงลงบนแผ่นชิป” ที่เป็นตัวช่วยให้โรงงานสามารถผลิตชิปขนาดเล็กลง (ประสิทธิภาพสูงขึ้น) สำเร็จ ซึ่งเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับการผลิตในอนาคตมีเพียงบริษัทเดียวที่สร้างได้ บริษัทดังกล่าวก็คือ “ASML” ตัวแทนอุตสาหกรรมไฮเทคจากเนเธอร์แลนด์

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีเครื่องฉายแสงลงบนแผ่นชิปมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง เนื่องจากเครื่องจักรนี้เป็นตัวกำหนดว่าชิปรุ่นใหม่จะสามารถผลิตให้เล็กลง (ประสิทธิภาพสูงขึ้น) ได้หรือไม่

3 บริษัทเจ้าใหญ่ที่ครองตลาดคือ ASML, Canon, Nikon ซึ่ง 2 เจ้าหลังก็คือบริษัทญี่ปุ่นที่ผลิตกล้องถ่ายรูปนั่นเอง

แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ภาพยิ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเทคโนโลยี EUV ที่จำเป็นต่อเครื่องฉายแสงของการผลิตชิปให้ขนาดเล็กลง (ประสิทธิภาพสูงขึ้น) มีเพียง ASML เท่านั้นที่สามารถคิดค้นได้สำเร็จ และพร้อมเข็นเครื่องจักรออกให้ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง TSMC (Taiwan Semiconductor Manufacturing Company) นำไปทดสอบได้ก่อน

เมื่อสถานการณ์ชัดเจนว่าเครื่องจักรนี้ใช้งานได้จริง จำเป็นต่อกระบวนการผลิตชิปในอนาคต และมี ASML เท่านั้นที่สามารถสร้างได้ บริษัทจึงเริ่มแผนการดันราคาขายเครื่องจักรทันที !

ช่วงปี 2018 บริษัทตั้งราคาเครื่องจักร EUV เครื่องละ 3,700 ล้านบาท แต่กลับบอกว่าราคานี้บริษัทยังขายขาดทุนอยู่ ! ขอขึ้นราคาเป็น 4,800 ล้านบาทในปีนี้ และไม่พอบอกราคาปีหน้าขอขึ้นเป็นเครื่องละ 6,000 ล้านบาท ตามคุณภาพที่เพิ่มขึ้นของมัน !!!

โรงงานจำนวนมากต้องปิดตัวในช่วงวิกฤตโควิด แต่ ASML โรงงานผลิตเครื่องจักรโตสวนกระแสเศรษฐกิจโลก !

ยอดขายไตรมาส 2 (เดือนเมษายน – มิถุนายน) ออกมาที่ 1.2 แสนล้านบาท เติบโต 30% YoY ขณะที่การขึ้นราคาเครื่องจักร EUV ส่งผลบวกชัดเจนต่ออัตรากำไรขั้นต้นของบริษัท (ต้นทุนเท่าเดิมแต่ขายของได้แพงขึ้น) พา Gross Profit Margin จาก 43% ในปีก่อนมาที่ 48% ในไตรมาสล่าสุด ดัน EPS พุ่ง 58% YoY

ราคาเครื่องจักรขึ้นเอา ๆ แล้วอย่างนี้ลูกค้ายังจะยอมจ่ายแพงขึ้นเรื่อย ๆ ใช่ไหม ?

เรื่องนี้ต้องมองไปที่ลูกค้าปลายทางของ Supply Chain เช่น ผู้บริโภคทั่วไปที่ซื้อมือถือและ Data Center ที่ซื้อชิปคุณภาพสูงไปประมวลผลและเก็บข้อมูล

ตราบใดที่ผู้บริโภคต้องการมือถือคุณภาพสูงขึ้น เช่น ใช้งานเครือข่าย 5G ได้ หรือถ่ายรูปชัดสุด ๆ (กล้องหลัง 5 ตัว) ย่อมต้องการชิปคุณภาพสูงขึ้นเพื่อรองรับรูปแบบการใช้งานดังกล่าว เช่นเดียวกันกับ Data Center ที่ต้องปรับตัวเข้ายุคธุรกิจ Big Data ต้องการชิปตัวโหด ๆ มาประมวลผลและเก็บข้อมูลที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นมหาศาลในอนาคตอันใกล้ !!

เรื่องดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคปลายทางยังมีแนวโน้มจะจ่ายแพงขึ้นเพื่อได้ชิปคุณภาพสูงขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วโรงงานผลิตชิปจึงยังสามารถซื้อเครื่องจักรราคาแพง มาผลิตให้ได้ต่อไป !

BottomLiners

สนใจศึกษาหุ้น AI & Chips ก็มาพบกันได้ที่งาน expert bootcamp AI & Semiconductor คลิก https://bottomliner.co/bottomliner-expert-bootcamp-ai-semiconductors/

ที่มาบทความ: https://bottomliner.co/2020/09/23/asml-1/

Johnson & Johnson เริ่มทดลองวัคซีนเฟส 3

FINNOMENA Reporter

Johnson & Johnson เริ่มทดลองวัคซีนในเฟส 3 โดยเริ่มทดลองผ่านกลุ่มผู้ใหญ่ 60,000 คน 215 สถานที่ในอเมริกาและทั่วโลก

  • การทดลองจะเกิดขึ้นในวันพุธผ่านกลุ่มทดลองกลุ่มแรก
  • Johnson & Johnson เป็นบริษัทที่สี่ต่อจาก Moderna, Pfizer/BioNTech, และ AstraZeneca ที่เริ่มทำการทดลองวัคซีนโควิดในกลุ่มผู้รับการทดสอบขนาดใหญ่
  • ผลจากการทดลองเฟส 1 และ 2 ในอเมริกาและเบลเยียม แสดงให้เห็นว่าวัคซีนหนึ่งโดสสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยได้และปลอดภัยพอที่จะนำไปทดลองในกลุ่มผู้ทดสอบขนาดใหญ่
  • อาจมีการทดสอบในเด็กต่อเนื่อง หากพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยต่อผู้ใหญ่

ที่มา: https://edition.cnn.com/2020/09/23/health/johnson–johnson-coronavirus-vaccine-trial-begins/index.html

กนง. คงดอกเบี้ย คาดการณ์เศรษฐกิจเจ็บน้อยลง แต่ขยายตัวช้า

FINNOMENA Reporter

กนง. ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.50% พร้อมปรับมุมมองเศรษฐกิจว่าอาจฟื้นตัวช้ากว่าคาดในปีหน้า แต่อาจหดตัวน้อยลง

  • ในปี 2563 เศรษฐกิจมีแนวโน้มหดตัวน้อยลง
  • ในปี 2564 เศรษฐกิจอาจขยายตัวช้ากว่าประมาณการเดิม จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้า และความเสี่ยงจากโรคระบาดระลอกสอง
  • ตลาดคาดการณ์ว่าเหตุที่ กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% อาจเป็นการเก็บดอกเบี้ยนโยบายไว้ใช้ในอนาคต ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่

ที่มา: https://www.prachachat.net/finance/news-526287

 

ผู้ก่อตั้ง Nikola ลาออกส่งหุ้นร่วง 30% ในวันจันทร์

FINNOMENA Reporter

Trevor Milton CEO บริษัทผลิตรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า Nikola ลงจากตำแหน่งส่งไม้ต่อให้ Stephen Girsky อดีตประธาน General Motors หรือสมาชิกบอร์ดบริหารของ Nikola ในปัจจุบัน

  • Trevor Milton กล่าว “Nikola จะอยู่ในสายเลือดของผมตลอดไป และความสนใจทั้งหมดควรมุ่งไปที่บริษัทและภารกิจเปลี่ยนโลก ไม่ใช่ผม”
  • Nikola มีจุดประสงค์หลักที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนายานยนต์ให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงช่วยปกป้องโลกจากภาวะโลกร้อน
  • อย่างไรก็ตามบริษัทวิจัย Hiddenburg ได้มีการกล่าวหาว่าเทคโนโลยีของ Nikola เป็นการหลอกลวง จากคลิปวิดิโอแสดงสมรรถภาพรถบรรทุก
  • ราคาหุ้น Nikola ร่วงลงถึง 30% ในวันจันทร์ก่อนปรับตัวขึ้นเล็กน้อย

ที่มา:https://www.cnbc.com/2020/09/21/nikola-founder-trevor-milton-to-voluntarily-step-down-as-executive-chairman.html?__source=iosappshare%7Ccom.apple.UIKit.activity.CopyToPasteboard

หนีไม่พ้น! ร้านสเต็กชื่อดัง Sizzler ยื่นล้มละลาย

FINNOMENA Reporter

ร้านสเต็กชื่อดัง Sizzler ยื่นกระบวนการล้มละลายภายใต้ Chapter 11 หรือกระบวนการปรับองค์กรเพื่อให้ธุรกิจคงอยู่และสามารถชำระหนี้ได้ต่อไป

  • Sizzler เป็นธุรกิจล่าสุดที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19
  • ทาง Sizzler ยื่นเข้ากระบวนการล้มละลายอย่างสมัครใจ
  • จะมีการปรับโครงสร้างใหม่เพื่อลดหนี้สินและเจรจาสัญญาการเช่าที่อีกครั้ง
  • Chris Perkins ประธานและหัวหน้าฝ่ายบริการของ Sizzler กล่าวว่า “สถานะการเงินที่มีปัญหาในตอนนี้มีผลมาจากการ Lockdown และจากการที่ผู้เช่าปฏิเสธที่จะให้การผ่อนผัน”

ที่มา: https://www.usatoday.com/story/money/2020/09/22/sizzler-files-chapter-11-bankruptcy-citing-impact-pandemic/3493634001/

 

ธนาคารไทยติดโผทำธุรกรรมต้องสงสัย

FINNOMENA Reporter

หน่วยงานต่อต้านการฟอกเงิน (Amlo) กำลังตรวจสอบรายงานสากลโลกที่ระบุถึงธนาคารไทย 4 แห่งว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกรรมการเงินที่น่าสงสัยมาเกือบ 20 ปี

  • นาย ปรีชา เจริญสหายานนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เปิดเผยว่า “รายงานดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการหารือรวมถึงตรวจสอบอีกครั้งกับทางแบงก์ชาติและองค์การการเงินต่าง ๆ”
  • รายงานดังกล่าวมาจาก International Consortium of Investigative Journalists’ (ICIJ)
  • จากรายงานมีการระบุถึงธุรกรรมการเงินที่น่าสงสัย 92 รายการผ่านธนาคาร 4 แห่งในไทยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 41.31 หมื่นล้านเหรียญ โดยมีรายการโอนเข้า 9.56 พันล้านบาทและรายการโอนออก 31.75 หมื่นล้านบาท

ที่มา:https://www.bangkokpost.com/business/1989807/thai-banks-probed-over-dirty-money

 

ประกันสังคมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ SRIPANWA ส่งผลกับการลงทุนแค่ไหน?

FINNOMENA Reporter
ประกันสังคมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ SRIPANWA ส่งผลกับการลงทุนแค่ไหน?

ถือเป็นข่าวใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา หลังสำนักงานประกันสังคมได้ถือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โรงแรม SRIPANWA คิดเป็นสัดส่วน 22.6% ของจำนวนหน่วยลงทุนของ SRIPANWA ทั้งหมด หรือ ราว ๆ 505 ล้านบาท อีกทั้งยังเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ของกองทรัสต์ (มูลค่า ณ วันที่ 16 ก.ย. 2563)

โดยอาจเรียกได้ว่าสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ถือหุ้นหลักของ SRIPANWA

แต่ถึงอย่างนั้นเรามาดูกันว่าแท้จริงแล้วกองทรัสต์ SRIPANWA ส่งผลกับพอร์ตการลงทุนประกันสังคมมากน้อยเพียงใด

SRIPANWA มีสัดส่วนคิดเป็น 0.3% ของการลงทุนในตราสารทุนไทย

ซึ่งถือได้ว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่มาก และอาจเรียกได้ว่าแท้จริงแล้ว SRIPANWA อาจไม่ได้ส่งผลต่อพอร์ตการลงทุนโดยรวมมากนัก

ทั้งนี้นางพิศมัย นิธิไพบูลย์ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ในฐานะโฆษกสำนักงานประกันสังคม ได้มีการชี้แจงเพิ่มเติมว่า การลงทุนใน SRIPANWA ได้มีการวิเคราะห์ในหลาย ๆ ด้าน โดยผู้จัดการกองทุนและนักวิเคราะห์การลงทุน และเป็นไปตามหลักเกณฑ์กำหนดของสำนักงานอย่างเคร่งครัด

จึงขอให้ผู้ประกันตนไว้วางใจ ในการวิเคราะห์และการปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ก่อนที่จะนำเงินกองทุนประกันสังคมของท่านไปลงทุน

Goldilocks หรือ Deadlock ?

FundTalk
Goldilocks หรือ Deadlock ?

เริ่มมีนักวิเคราะห์ออกมามองว่าสถานการณ์ตลาดทุนโลก ใน 1 – 2 ปีข้างหน้าจะอยู่ในภาวะ Goldilocks ซึ่งคำ ๆ หมายถึงภาวะที่เอื้อต่อราคาหุ้น คือเศรษฐกิจอยู่ในแนวโน้มเติบโต การว่างงานลดลง เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งการประชุม FED ล่าสุดในเดือนกันยายน 2563 ที่ผ่านมาก็เพิ่งออกมาให้มุมมองว่าดอกเบี้ยสหรัฐฯ น่าจะคงอยู่ต่ำใกล้ศูนย์เปอร์เซ็นต์อย่างต่อเนื่องในอีก 3 ปีข้างหน้า

สำหรับภาครัฐ วิธีการรักษาสภาะวะเศรษฐกิจให้อยู่ใน Goldilocks Economy ก็คือการอัดฉีดนโยบายการคลังอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการลงทุน หรือการลดภาษี ขณะที่เหล่าธนาคารกลางก็มีบทบาทสำคัญคือการควบคุมปริมาณเงินในระบบผ่านนโยบายการเงิน ซึ่งในกรณีของสหรัฐฯ คือการลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการปล่อยกู้ และทำให้คนที่ออมเงินอยู่ในเงินฝากหันเอาเงินออกมาลงทุนกันมากขึ้น

สำหรับภาวะ Goldilocks ของตลาดหุ้นมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวจากภาวะถดถอยและกำลังจะเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตครั้งใหม่ ซึ่งกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะอยู่ในภาวะเติบโตดี ขณะที่เงินเฟ้อและดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งยิ่งกระตุ้นให้เม็ดเงินในระบบไหลเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น

แล้วปี ค.ศ. 2021 ตลาดทุนกำลังจะเข้าสู่ภาวะ Goldilocks ใช่หรือไม่ ? นี่คือคำถามสำคัญ ถ้าเรามองย้อนกลับไปในปี 2018 – 2019 จะพบว่าเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มโตช้าลง อัตราการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน (Profit Margin) เริ่มปรับลดลง ขณะที่บริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ มักจะใช้วิธีการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) ในการทำให้กำไรต่อหุ้น (EPS) ยังเติบโตต่อไปได้

Goldilocks หรือ Deadlock ?

เมื่อดูที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED เราจะพบว่า FED นั้นได้ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยจาก 0.5% มาที่ 2.5% ในช่วงปลายปี 2016 ต่อเนื่องถึงปลายปี 2018 เพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องมานับตั้งแต่หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

ขณะที่ FED กลับมาลดดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงกลางปี 2019 รวมถึงกลับมาเพิ่มขนาดงบดุล (FED Balance Sheet) อีกครั้งในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2019 นั่นแสดงว่า FED เองก็เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจจึงปรับลดดอกเบี้ยไปล่วงหน้า

จนกระทั่งโลกมาเจอกับวิกฤตโควิด ซึ่งทำเกิดการว่างงานนับสิบล้านตำแหน่ง เศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอยรายไตรมาสถึงหลัก 30% FED ก็ได้ทำการปรับลดดอกเบี้ยมาสู่ระดับ 0.25% แบบรวดเดียว ดูไปแล้วคล้าย ๆ ช่วงปี 2008 – 2009 และ FED ก็ได้ให้สัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ต่ำแบบนี้ไปอีก 3 ปี ภาพก็จะคล้าย ๆ ช่วงปี 2010 – 2012

สิ่งที่ต่างคือในวิกฤตรอบที่แล้วตลาดหุ้นใช้เวลาประมาณ 4 – 5 ปีจากจุดสูงสุดก่อนวิกฤตในการทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในรอบวิกฤตครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 4 – 5 เดือนเท่านั้นก็ทำจุดสูงสุดใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว

สิ่งที่ต่างในเชิงพื้นฐานที่เห็นได้ชัดอีกข้อหนึ่งคือโลกยุค Digital เพิ่งจะมาสุกงอมกันอย่างเต็มที่ในช่วงหลังนี้เอง หลังจากโลกได้รู้จักกับ iPhone 1 ในปี 2007 ขณะที่บริการ Cloud Service ต่าง ๆ อย่าง AWS ของ Amazon ก็เพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วงปี 2006 และมาเติบโตอย่างมาในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ ทำให้โครงสร้างของตลาดหุ้นในรอบวิกฤตครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนอย่างสิ้นเชิง

นั่นคือกว่าครึ่งหนี่งของมูลค่าตลาดหุ้นโลกมาจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ในรอบวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์นั้นมูลค่าตลาดหุ้นกว่าครึ่งโลกจะเป็นหุ้นวัฏจักรอย่างกลุ่มพลังงานหรือธนาคาร

ซึ่งทุกวันนี้อดีตหุ้นกลุ่มมหาอำนาจอย่างพลังงานก็กำลังถูกท้าทายจากพลังงานทางเลือก เช่นพลังงานแสงอาทิตย์ รถพลังงานไฟฟ้า ส่วนกลุ่มธนาคารก็กำลังถูกท้าทายจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่เริ่มเข้ามาตัดตัวกลางอย่างสถาบันการเงิน และเล่นบทบาทธนาคารเสียเองอย่างเช่น Ant Financial ของ Alibaba ที่มีมูลค่ากิจการเท่ากับธนาคารยักษ์ใหญ่หลาย ๆ ธนาคารรวมกัน

โลกจากที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยบริการทำให้อัตราเงินเฟ้อของโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคงอยู่ในระดับต่ำ ประเด็นสำคัญคือภาคบริการ ภาคการบริโภค และภาคเทคโนโลยีนี้เองจะเป็นตัวทำให้เศรษฐกิจและการลงทุนคงอยู่ในภาวะ Goldilocks ได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่

นั่นหมายถึงว่า เมื่อวิกฤตโควิดจบลงเราจะเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ที่ภาคอุตสาหกรรมไม่ใช่ภาคส่วนเศรษฐกิจหลักอีกต่อไป แต่เป็นการบริโภค การท่องเที่ยว การจับจ่ายใช้สอยผ่านระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า

หาไม่แล้วถ้าเศรษฐกิจไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องเราจะกลับไปเจอกับภาวะ Deadlocks คือ Double Dip Recession คือเศรษฐกิจโลกกลับมาถดถอยซ้ำอีกรอบใน 1 – 2 ปีข้างหน้า ซึ่งเท่ากับว่าเงินอัดฉีดทั้งการเงินการคลังที่ทำในรอบนี้ไม่ขลังอีกต่อไป คือไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอย่างยั่งยืนได้ และเป็นเศรษฐกิจถดถอยบนภาวะหนี้ท่วมโลกทั้งหนี้ภาครัฐ หนี้ของธนาคารกลาง และหนี้ภาคเอกชน

คุณล่ะครับคิดว่าโลกเรากำลังจะเข้าสู่ Goldilocks หรือ Deadlocks ในอีก 1 – 2 ปีข้างหน้า นี่คือสิ่งที่เราจะได้ทุกคนจะได้เจอกับบทสรุปร่วมกันในอีกไม่ช้านี้

FundTalk รายงาน

TMKT EP35 – ตลาดยุโรปดิ่งหนัก เราต้องหลบออกมาก่อนไหม? – THE MARKET PODCAST

FINNOMENA Podcast

TMKT EP35 – “ตลาดยุโรปดิ่งหนัก เราต้องหลบออกมาก่อนไหม?” – THE MARKET PODCAST

“THE MARKET PODCAST” รายการที่ไม่ใช่แค่เล่าข่าว แต่เป็นการเจาะข่าว เจาะประเด็น เพื่อให้นักลงทุนรู้ก่อนเทรด!

ดำเนินรายการโดย คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือ Mr.Messenger เจ้าของเพจ Sinthorn


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast